Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2564_พระเทพ ถาจ

2564_พระเทพ ถาจ

Published by E-Library, Buddhist Studies, MCU Surin, 2023-06-27 06:34:03

Description: 2564_พระเทพ ถาจ

Search

Read the Text Version

๘๙ ร่างกายจริงอยู่ โยคีบุคคลผู้มีจติ ฟังไปในเพราะเหตุร่างกายกระทบความเย็น ย่อมไม่อาจที่จะตัง้ ความ เพียรโดยแยบคายได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตว่า ภิกษุพึงเสพจีวรเพื่อบำบัด ความเยน็ ”๗ ปจั จัยสินนสิ สิตศลี กับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนาทส่ี ่งผลต่อความสำเรจ็ คือ “...ปัญญาเป็น เหตุให้ปัจจัยสันนิสสีตศีลสำเร็จ เพราะผู้มีปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษ และอานิสงส์ของปัจจัย ทั้งหลายได้ เพราะเหตุนั้นพึงละความกำหนัดยินดีในปัจจัยแล้ว จึงพิจารณาปัจจัยทั้งหลายอันเกิดข้ึน โดยธรรมสม่ำเสมอจึงบริโภคทำปัจจัยสันนิสสิดศลี นี้ใหส้ ำเร็จดว้ ยปัญญา การพิจารณาปจั จัยทั้งหลาย ในปัจจัยสันนิสสตศีลนั้นมี ๒ อย่าง คือ พิจารณาในเวลารับ ๑ พิจารณาในเวลาบริโภค ๑ อธิบายว่า ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ที่ซึ่งได้พิจารณาด้วยสามารถแห่งความเปน็ ธาตุหรือความเป็นของปฏิกลู แม้ในเวลารบั แลว้ เกบ็ ไว้เม่ือบริโภคเลยจากเวลารบั นั้นไป การบริโภคกห็ าโทษมิได้เลย การบริโภคแม้ ในเวลาบริโภคก็หาโทษมีได้เหมือนกัน พระสาวกผู้มีปัญญาอันประเสริฐได้ พึงพิจารณาก่อนจึงเสพ บิณฑบาต, วิหาร, ที่นอน, ที่นั่ง, และน้ำสำหรบั ซักล้างธลุ จี บั ผ้าสังฆาฏิ เพราะเหตุนั้นภิกษุซึ่งเป็นผ้ไู ม่ ติตในปจั จัยธรรม คือ บณิ ฑบาต, ทน่ี อน, ทน่ี ่ังและน้ำสำหรับซัก ล้างธุลจี ับผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำ ไม่ติตในใบบัว ฉะนั้น ภิกษุได้อาหารโดยการอนุเคราะห์จากคนอื่น ตามกาลแล้วพึ่งเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ติดต่อกันไป รู้จักประมาณ ในของเคี้ยว, ของฉัน, และของลิ้มเลยี ท้ังหลายเหมือนคนไข้ รู้จักประมาณ ในการทาแผลและพลกยา ฉะนั้น พึ่งเป็นผู้ไม่หลงติดฉันอาหารเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเหมือน มารดาบิดากินเนื้อแห่งบุตรในทางกันดาร และเหมือนพ่อค้าเกวียนหยอดน้ำมันเพลาเกวียนฉะนั้น อนึ่ง ในความเป็นผู้กระทำปัจจัยสันนิสสตศีลนี้ให้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีความดำรีเต็มบริบูรณ์ เหมือน พระจันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภาพไม่มีอีกแล้วเพราะเหตุนั้น กุลบุตร แม้อน่ื ปรารถนาความส้นิ ไป แห่งทกุ ข์ จงึ พิจารณาโดยแยบคายแลว้ จงึ เสพปจั จัยท้ังหลาย”๘ ๔.๒ จติ วิสทุ ธิกบั การเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นกระบวนการในการกำหนดจิตให้บริสุทธิ์ สะอาด จากโลภะ โทสะ โมหะและนิวรณธ์ รรมท่ีไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทจี่ ิตเข้าไปเพ่งแนบแน่น ในฐานของอารมณ์อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิเป็นสภาวะของการกำหนดรู้ในจติ ท่ีบริสุทธ์ิอารมณ์ ดังมั่นอยู่ฐานความสงบที่เป็นสภาวะไม่มีความฟุงซ่าน คึอ สมาธิที่เป็นอารมณ์กุศลจิต “ความตั้งอยู่ หรือความดำรงอยู่ของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์อนั เดียวอยา่ ง สม่ำเสมอ และโดยถูกทางด้วย เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างสม่ำเสมอและโดยถูกทางด้วย ๗ อ้างแล้ว. ๘ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพค์ ร้ังที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: บริษทั ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หน้า ๖๑-๖๔.

๙๐ ไม่ฟุ้งซ่าน และไม่ส่ายไปในอารมณ์อื่นด้วยอำนาจแห่งธรรมชาติใดธรรมชาตินี้ พึงทราบว่า คือ ความ ต้งั มน่ั ”๙ สภาวะของจิตที่มีความตั้งมั่น คือ การดำรงอยู่แห่งอารมณ์ที่มีความสงบเกิดขึ้นแล้ว ตามลำดับของของสมาธิ กณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิมีความปราศจากกามอกุศลธรรม ทงั้ หลายจิตที่ไม่มนี วิ รณ์ ๕ เม่ือจิตนน้ั มีอารมณ์อนั หน่ึงอนั เดียวกันเปน็ สมาธิความบริสุทธิ์หมดจดแห่ง จิตวิสุทธิคือ“...อุปจารพร้อมทั้งองค์ประกอบ ชื่อว่าความหมดจดแห่งปฏิปทา อัปปนาชื่อว่าความ เพิ่มพูนอุเบกขาการพิจารณา ชื่อว่าความร่าเริง ก็เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า จิตที่ถึงความเป็น หน่งึ แลว้ ยอ่ มแลน่ ไปส่ปู ฏิปทาวิสุทธิ เป็นจิตที่อเุ บกขาเพิ่มพนู แล้ว และเป็นจติ ที่ญาณกระตุ้นให้ร่าเริง แล้ว เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบปฏิปทาวิสุทธิ ด้วยอำนาจที่มา (แห่งบริกรรม) ในภายในอัปปนา เท่านั้น พึงทราบการเพิ่มพูนอุเบกขาด้วยอำนาจกิจแห่งตตั รมัชฌัตตเุ ปกขา และพึงทราบสัมปหังสนา ด้วยอำนาจความสำเร็จกิจแห่งญาณที่ทำใหผ้ ่องแผ้ว เพราะทำความที่ธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปกันเปน็ ต้นให้สำเร็จ”๑๐ เป็นการปฏิบัตภิ าวนาเจริญทางจิต พฒั นาฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่นในคณะที่มีสภาวะ เกิดขึ้นไปตามลำดับของสมาธิในเวลาที่ปฏิบัติความเพียรอยู่ในสติ ปัญญากำหนดรู้ในสภาวธรรมท่ี เกดิ ข้นึ ตามความเปน็ จรงิ หลดุ พน้ จากนวิ รณธ์ รรม ๕ ประการออกจากกิเลสปราศจากความยึดม่ันต่าง ๆ เปน็ ผลของการทำใหเ้ กิดความบริสุทธิ์หมดจดของจติ วสิ ทุ ธิ ๔.๓ ทฏิ ฐวิ สิ ทุ ธกิ บั การเจริญวิปัสสนาภาวนา ปัญญาความเห็นอันบริสุทธิ์นำไปสู่การเจริญวิปัสสนาที่ถูกต้องตามความเป็นจริงในนาม รูปตามหลักการปฏิบัตินำไปสู่เป้าหมายคือ ญาณในการเห็นแจ้งของสภาวธรรมมีปัญญาเป็นแนวทาง นำไปสู่การปฏบิ ัตติ ามหลักทิฏฐิวิสุทธิ คือ การเห็นนามรปู ของความเป็นจริงดงั ต่อไปนี้ ๔.๓.๑ การเจริญวิปัสสนาภาวนาในการกำหนดนามรูป ๔ เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้ เห็นความจริงของสภาวะทบ่ี รสิ ุทธ์ิ “...กำหนดธาตุ ๔ เม่ือธาตุทัง้ หลายปรากฏชดั แจง้ แกโ่ ยคาวจรผู้นั้น โดยรส และโดยลักษณะของมันตามเป็นจริงรูป ๑๐ ในเส้นผมซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐานก็ปรากฏโดย กายทสกะอยา่ งนี้ก่อน คอื ธาตุ ๔ สี ๑ กลน่ิ ๑ รส ๑ โอชา ๑ ชวี ติ ๑ กายประสาท ๑ และรูปอีก ๑๐ ก็ปรากฏโดยภาวทสกะ (คือ ๑๐ เหมือนกายทสกะ ต่างกันแต่เปลี่ยนกายประสาทเป็นภาวะ คือ เพศ ชาย หรือเพศหญิง) เพราะมีภาวะ เพศอยู่ในเส้นผมซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้น เหมือนกัน และรูปอีก ๒๔ คอื โอชัฏฐมกะ (รูปมโี อชะเป็นท่ี ๔ ไดแ้ ก่ ธาตุ ๔ สี ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ และโอชะเปน็ ที่แปด ๑) ซึ่ง มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ๑ โอชัฏฐมกะซ่ึงมฤี ดูเป็นสมุฏฐาน ๑ โอชัฏฐมกะซึง่ มีจิตเป็นสมุฏฐาน ๑ (๘ X ๙ เร่อื งเดียวกนั , หน้า ๑๓๔. ๑๐ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาษไทยภาค ๑, ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หนา้ ๒๑๖.

๙๑ ๓ = ๒๔) ก็ปรากฏในเส้นผมซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐานนั้น ด้วยเช่นกันเพราะฉะนั้นจึงปรากฏเป็นรูป ๔๔ - ๔๔ ในโกฏฐาส ๒๔ ซึ่งมสี มฏุ ฐาน ๔ ด้วยอาการดังกลา่ วน้ี ในรูปซึง่ มฤี ดูและจติ เป็นสมุฏฐาน ๔ อย่างเหล่านี้ คือ น้ำเหงื่อ ๑ น้ำตา ๑ น้ำลาย ๑ น้ำมูก ๑ ปรากฏรูป ๑๖ - ๑๖ โดยโอชัฏฐมกะ ๒ ส่วนในรูปซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐาน ๔ เหล่านี้ คือ อาหารใหม่ ๑ อุจจาระ ๑ น้ำเหลือง ๑ น้ำมูตร ๑ ปรากฏรูป ๑ - ๔ โดยโอชัฏฐมกะซึ่งมีฤดูเป็นสมุฏฐานแต่อย่างเดียวเท่านั้นด้วยประการฉะนี้ เป็นนัย แห่งการกำหนดรูปในอาการ ๓๒ กอ่ น แต่เมอื่ อาการ ๓๒ น้ีปรากฏชัดแจ้งแล้วอาการ ๑๐ อยา่ งน้ันใน สว่ นที่เปน็ ความร้อน (เตโช) อนั เกิดแตก่ รรมซ่งึ เป็นเครื่องย่อยอาหารที่กินเข้าไป เปน็ ต้น ปรากฏรูป ๔ คือ โอชัฏฐมกะ (๔) และชีวิต (๑) ในส่วนที่เป็นลมอัสสาสะปัสสาสะ อันเกิดแต่จิตก็ปรากฏรูป ๔ เหมือนกัน คือ โอชฏั ฐมกะ (๔) และเสียง (๑) แตใ่ นสว่ นทเ่ี หลืออีก ๔ ซ่ึงมสี มฏุ ฐาน ๔ ปรากฏรูปเป็น ๓๓ - ๓๓ คือ ชีวติ นวกะ (๙) และโอชฏั ฐมกะ (๘) อีก ๓ (๙ + ๒๔ = ๓๓) เมือ่ ภูตรปู และอุปาทายรูป ทั้งหลายเหล่านี้เกิดปรากฏแก่โยคาวจรผู้นั้น ด้วยอาการ ๔๒ โดยพิสดารด้วยประการดังกล่าวนี้ รูป ทั้งหลายอกี ๖๐ คอื จกั ขุทสกะ (๑๐) ๕ เป็นตน้ และหทยวตั ถทุ สกะ (๑๐) ก็เป็นรปู ที่ปรากฏโดยวัตถุ และทวารด้วยโยคาวจรผู้นั้น รวมรูปแม้ทั้งหมดเหล่านั้นเข้าเป็นอันเดียวกันโดยลักษณะ คือ ความ เสือ่ มสลายกเ็ หน็ ว่า น่ี คอื รปู เมื่อโยคาวจรน้นั กำหนดเห็นรูปอยา่ งนแ้ี ลว้ อรปู ธรรมทง้ั หลายก็ปรากฏ ทางทวาร อรูปธรรมน้ี คือ อะไรบ้าง คือ โลกียจิต ๘๑ ได้แก่ปัญจวญิ ญาณ ๒ (๕+ ๕ = ๑๐) มโนธาตุ ๓ และมโนวิญญาณธาตุ ๖๘ (รวม ๘๑) และเจตสิก ๗ เหล่าน้ี คือ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ ชีวิต ๑ จิตติฏฐิติ ๑ และมนสิการ ๑ ซึ่งเกิดร่วมกับ (โลกีย) จิตเหล่านั้นโดยไม่แตกต่างกัน แต่โลกุตตรจิต ทั้งหลายไม่ไปสู่การกำหนดรู้แก่โยคาวจรผู้เป็นสุทธวิปัสสกะ (ผู้บำเพ็ญวิปัสสนาล้วน) และแก่โยคาวจรผู้เป็นสมถยานิกะ เพราะยังมิได้บรรลุ (โลกุตตรจิตเหล่านั้น) โยคาวจรผู้นั้นครั้นรวม อรูปธรรมแม้ทั้งหมดเหล่านั้นเข้าเป็นอันเดียวกันโดยลักษณะ คือ ความน้อมไปก็เห็นว่า นี่คือนาม โยคาวจรผหู้ นึ่งกำหนด นาม และ รูป โดยพสิ ดารดว้ ยการกำหนดธาตุ ๔ เปน็ หลักดว้ ยอาการดังกล่าว น้ี”๑๑ ๔.๓.๒ การเจริญวิปัสสนาภาวนาในการกำหนดนามและรูปทางธาตุ ๑๘ คือ “...ภิกษุใน พระศาสนานี้คำนึงถึงธาตุทั้งหลายว่า ในอัตภาพนี้ มีจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ มีโสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ มีมโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ดังนี้ แล้วไม่ยึดถือก้อนเนื้อท่ี สายเอ็นซึ่งรดั ไว้ในเบ้าตา รปู ยาวและกว้างวิจติ รด้วยวงสีขาวสดี ำและสีดำมากซ่ึงชาวโลกหมายรู้กันว่า จักขุ แต่กำหนดเอาจักขุประสาทมีประการดังกล่าวแล้วในอุปาทายรูปทั้งหลายในขันธนิเทศว่า จักขุ ธาตุ ส่วนรูป ๕๓ นอกนั้นซึ่งมีอยู่ ดังนี้ คือสหชาตรูป ๙ ได้แก่ธาตุ ๔ อันเป็นท่ีอาศัยของจักขุ ประสาทนนั้ กบั รปู คือ สี กลน่ิ รส และโอซา รวมอกี ๔ อนั เป็นรูปบรวิ าร และชวี ิตินทรีย์เปน็ รูปอนบุ าล ๑๑ เร่ืองเดียวกัน, หน้า ๙๗๘.

๙๒ (อีก ๑) กมั มชรปู ๒๐ โดยเป็นกายทสกะ (๑๐) และ ภาวทสกะ (๑๐) ซงึ่ อยู่ในจักขุประสาทนั้นน่ันเอง อนุปาทินนรูป ๒๔ โดย เป็นโอชัฏฐมกรูป (๘) ทั้ง ๓ มีโอซัฏฐมกะซึง่ มอี าหารเป็นสมฏุ ฐานเป็นต้น จึง เป็น ๙ + ๒๐ + ๒๔ = ๕๓) โยคาวจรก็ไมก่ ำหนดเอารูป ๕๓ เหลา่ นัน้ ว่า จักขธุ าตุ ถึงแม้ในธาตุทั้งหลายมีโสตธาตุเป็นต้น ส่วนในกายธาตุมีเหลืออยู่ ๔๓ รูป แต่เกจิอาจารย์ ทั้งหลายกล่าวว่า มี ๔๕ เพราะทำรูปซึ่งมีฤดูและจิตเป็นสมุฏฐานให้เป็นหมวดละ ๙ ด้วยการเพ่ิม สัททะเขา้ อกี (หมวดละ ๑) รูป ๑๐ ได้แกป่ ระสาท ๕ เหลา่ น้ี และรูป ๑ เสยี ง ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โผฏฐพ พะ ๑ รวม ๕ อันเป็นวิสัยของ ประสาทเหล่านั้นเป็นธาตุ ๑๐ (ในธาตุ๑๘) รูปทั้งหลายนอกนั้นเป็น ธรรมธาตอุ ยา่ งเดยี ว ส่วนปัญจวิญญาณ ๒ เช่นทกี่ ล่าวอยา่ งนีว้ า่ จติ ซ่งึ อาศัยจกั ขุแล้วปรารภรูปเป็นไป เรียกวา่ จักขุวญิ ญาณธาตุ ดังน้ีเป็น วญิ ญาณธาตุ ๕ มโนธาตจุ ติ ๓ เป็นมโนธาตุอนั เดยี ว มโนวิญญาณ ธาตจุ ติ ๖๘ เป็นมโนวิญญาณธาตุอยา่ งเดยี ว รวมทงั้ หมดเปน็ ธาตุ ๑๘ ประการโลกียจติ แม้ทัง้ หมด ๘๑ เป็นวิญญาณธาตุ ๗ ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ซึ่งสัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุ ๗ นั้น เป็นธรรมธาตุ ฉะนี้ ในธาตุ ๑๘ นี้ ธาตุ ๑๐ กับครึ่งเป็นรูป ธาตุอีก ๗ กับครึ่ง เป็นนามรวมเป็นธาตุ ๑๘ ฉะนี้แล โยคาวจรผู้หน่ึงกำหนดนามและรูปดว้ ยธาตุ ๑๘ ด้วยอาการดงั กล่าว”๑๒ ๔.๓.๓ การเจริญวิปัสสนาภาวนาในการกำหนดนามและรูปทางอายตน ๑๒ คือ “โยคาวจรผู้นั้นเว้นรูป ๕๓ ตามนัยที่กล่าวแล้วใน (ตอนว่าด้วย) จักขุธาตุนั่น แล้วกำหนดเพียงจักขุ ประสาทวา่ จกั ขายตนะ และกำหนดโสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหาธาตแุ ละกายธาตุ ตามนัยทีก่ ล่าวแล้ว ใน ตอนว่าด้วย จักขุธาตุนั้นเชน่ กัน ว่า โสตายตนะ ว่าฆานายตนะ ว่าชิวหายตนะ ว่ากายายตนะ กำหนด ธรรม ๕ ซึง่ เปน็ วสิ ยั ของอายตนะเหลา่ นั้นว่ารปู ายตนะ ว่าสทั ทายตนะ ว่าคนั ธายตนะ วา่ รสายตนะ วา่ โผฏฐพพายตนะ กำหนดโลกยี จิตและวญิ ญาณธาตุ ๗ วา่ มนายตนะ กำหนดธรรมทง้ั หลายมีผัสสะเป็น ต้น ซึ่งสัมปยุตด้วยวิญญาณธาตุและรูปนอกนั้นว่าธัมมายตนะในอายตนะ ๑๒ นี้ โยคาวจรกำหนด อายตนะ ๑๐ กับครึง่ วา่ รปู กำหนดอายตนะ ๑ กบั คร่งึ ว่านาม ด้วยประการดังกล่าว โยคาวจรผู้หน่ึง กำหนดนามและรปู ด้วยอายตนะ ๑๒ ดว้ ยอาการดงั กล่าว”๑๓ ๔.๓.๔ การเจริญวิปัสสนาภาวนาในการกำหนดนามและรูปทางขันธ์ ๕ “...ภิกษุในพระ ศาสนานีก้ ำหนดรูป ๒๗ คือ รูป ๑๗ ในสรรี กายได้แก่ ธาตุ ๔ ซึง่ มสี มฏุ ฐาน ๔ และสี ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โอชา ๑ ซึ่งอาศัยธาตุ ๔ นั้นกับประสาท ๕ มีจักขุประสาท เป็นต้น และวัตถุรูป คือ หทยรูป ๑ ภาวะ (เพศ) ๑ ชีวิตินทรีย์ ๑ เสียงซึ่งมีสมุฏฐานสอง ๑ เหล่านี้ ซึ่งเป็นรูปแท้ เป็นรูปส ำเร็จ ควรแก่การ กำหนดส่วนรูป ๑๐ คือ กายวิญญัติ เคลื่อนไหวกาย ๑ วจีวิญญัติ เคลื่อนไหววาจา ๑ อากาสธาตุ ช่องว่าง ๑ ความเบา ลหุตาของรูป ๑ ความอ่อน มุทุตาของรูป ๑ ความควรแก่การงาน กัมมัญญตา ๑๒ อา้ งแล้ว. ๑๓ อา้ งแลว้ .

๙๓ ของรูป ๑ ความเติบโตของรูป ๑ ความสืบต่อของรูป ๑ ความชรา ๑ ความไม่เที่ยง ๑ เหล่านี้มิใช่รูป แท้ มิใชร่ ปู สำเร็จเปน็ แต่เพยี งอาการและขอบเขตในระหว่างของรูปไม่ควรแก่การกำหนด แม้กระนั้นก็ นบั วา่ รูป โดยเพยี งแต่เป็นอาการและขอบเขตในระหวา่ งของรูป ทั้งหลายกำหนดรูปแม้ทั้งหมดเหล่าน้ี ว่า รูปขันธ์ด้วยประการฉะนี้ กำหนดเวทนาซึ่งเกิดร่วมกับโลกียจิต ๘๑ ดวงว่า เวทนาขันธ์กำหนด สญั ญาซ่ึงสมั ปยุต ดว้ ยโลกียจิตนั้นว่า สญั ญาขนั ธ์กำหนดสังขารท้งั หลายซึ่งสัมปยตุ ด้วยโลกยี จิตน้ัน ว่า สงั ขารขนั ธ์ กำหนดวิญญาณว่า วิญญาณขนั ธ์ โยคาวจรกำหนดรูปขนั ธว์ ่า รปู กำหนดขนั ธ์ ๔ ท่ีไม่มีรูป วา่ นาม ดว้ ยประการ”๑๔อยา่ งน้ีเอง สรุป ทิฏฐิวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ เมือสภาวะของรูปที่เกิดขึ้นธาตุ ๔ ใน มหาภูมิรูปที่มีปัญญาในความสามารถแยกรูปกับนามออกจากกันได้ เป็นผู้ได้บรรลุถึงนามรูปปริเฉท ญาณจึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องสิ่งทั้งหลายนั้นมีเพียงแค่รูปและนาม “ย่อมเป็นอันทำปฐวีธาตุให้ พิสดารโดยอาการ ๒๐ ทำอาโปธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๑๒ ทำเตโชธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๔ ทำ วาโยธาตุให้พิสดารโดย อาการ ๖ จึงรวมเป็นทำธาตุทั้ง ๔ ให้พิสดารโดยอาการ ๔๒”๑๕ ความเห็น ถกู ต้องดงั กล่าวนัน้ สามารถประหานสกั กายทิฎฐิได้เป็นความอันบรสิ ุทธ์ิของทิฏฐวิ สิ ุทธิ ๔.๔ กงั ขาวติ รณวิสุทธกิ ับการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา การเจรญิ วิปสั สนาเปน็ แนวทางในการออกจากความสงสยั ที่มีความบริสุทธิ์ด้วยปัญญาอัน หลุดพ้นจากอดีต อนาคต และปัจจุบันในขณะที่ภาวนารู้ถึงหลักเหตุผล คือ รู้หลักตีรณปริญญาด้วย สภาวธรรมทจี่ รงิ ของไตรลักษณ์ในความสามารถรู้ถึงรูปนามต้องอาศัยสง่ิ กันและกนั มีเหตปุ ัจจัยเกิดขึ้น เป็นผลจากเหตขุ องรปู นามน้ันเอง กจ็ ักดำเนนิ ไปตามธรรมชาติทีไม่มีความสามารถอยู่อย่างยั่งยืนไม่ใช้ เป็นของตวั ตน เรา เขา บุคคลไปตามความเป็นจริงของสภาวธรรมในการกำหนดรู้รปู และนามเป็นไตร ลักษณ์ วิปัสสนาในการเจริญเพื่อเห็นถึงปัจจัยท่ีเกิดขี้นของรูปนัน้ ไม่ใช่เพราะธรรม คือ อวิชชา กรรม ตัณหา และอาหาร ปัจจัยในการเกิดขึ้นของนามนั้นก็เช่นกันไม่ใช่เพราะสภาวธรรม อวิชชา กรรม ตัณหา ซึ่งนามรูปนั้น หมายถึงเจตสิก และกัมมชรูปเป็นที่สุด ส่วนการเกิดของเจตสิกนั้น มีอวิชชา ตัณหา กรรม ผัสสะเป็นปัจจัยทำให้เกิด เมือมีความเข้าใจถึงเหตุปัจจัยของรูปนามแล้ว หมดความ สงสัยกาลทั้ง ๓ รู้รูปนามปัจจุบันมีการเป็นอยู่อย่างนี้ รูปนามอดีตที่มาแล้วกี่ภพชาติมีความเป็นมา อย่างนี้ และในอนาคตก่ีภพชาติก็เชน่ น้ีต่อไป การละความสงสยั ในการท้ัง ๓ มีอยู่ ๑๖ คือ การสงสัยในอดีต ๕ อย่าง “๑) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นแล้วหรือหนอ ๒) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นมาแล้วหรือหนอ ๓) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ ๔) ในอดีตกาล ๑๔ เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๙๘๑-๙๘๒. ๑๕ พระพุทธโฆสาจารย์ และพระธัมมปาลมหาเถระ, วิสุทธิมัคค์และปรมัตถมัญชุสา, แปลและเรียบ เรยี งโดย อาจารย์สริ ิ เพ็ชรไชย ป.ธ. ๙, หน้า ๓๗๒.

๙๔ ขา้ พเจ้าไดเ้ ปน็ อย่างไรมาแล้วหนอ ๕) ในอดีตกาล ขา้ พเจ้าเป็นอยา่ งไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ การสงสัยในอนาคต ๕ อย่าง ๑) ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจะเป็นหรือหนอ ๒) ในอนาคตกาล ข้าพเจ้า จะไม่เป็นหรือหนอ ๓) ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจะเป็นอะไรหนอ ๔) ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจะเป็น อย่างไรหนอ ๕) ในอนาคตกาล ข้าพเจ้าจะเป็นอะไรแล้วจึงได้เป็นอะไรมาแล้วหนอ การสงสัยใน ปัจจุบัน ๖ อย่าง ๑) ข้าพเจ้าเป็นอยู่หรือหนอ ๒) ข้าพเจ้ามิได้เป็นอยู่หรือหนอ ๓) ข้าพเจ้าเป็นอะไร อยหู่ นอ ๔) ข้าพเจา้ เป็นอยา่ งไรอย่หู นอ ๕) สตั วน์ ม้ี าจากไหนหนอ ๖) สัตวน์ ัน้ จะไปไหนหนอ”๑๖ การกำหนดรู้ปัจจยั ของนามและรูปในการหลุดพ้นของความสงสัยทง้ั ๑๖ ทไ่ี ด้อธิบายมานี้ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เกิดศรัทธาในหลักธรรมเกิดดับของรูปและนามในชาติอดีตหรืออนาคตเกิดหรือไม่เกิด แล้ว ละเสียซึ่งความสงสัยทั้งหลายได้ก็เพราะปัญญาในความสามารถรู้แจ้งถึงหลักเหตุและผลในการ ของรูปและนามเช่นนี้แล้ว จึงเป็นการหลุดพ้นจักรูปและนามแม้แต่ในอดีตกาล อนาคตกาล และ ปัจจุบันกาลที่เป็นปัจจัยออกจากจิตใจได้ คือ เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมถึงจุดการรู้แจ้งปริคหญาณในการ กำหนดรู้ไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทกล่าว คือ “...นามและรปู เหลา่ นั้นแล ถึงความชราและเห็นความ แตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการ กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาท โดยปฏิโลมอยา่ งเรยี กว่า ชราและมรณะของสงั ขารทั้งหลายน้ีมีข้นึ เพราะมีความเกดิ ความเกดิ มีเพราะ มีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมผี ัสสะ ผสั สะมีเพราะมอี ายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มเี พราะมนี ามและรปู นามและรปู มเี พราะมีวิญญาณ วญิ ญาณ มเี พราะมีสงั ขารทั้งหลาย สังขารทัง้ หลายมีเพราะมีอวิชชาดังนี้”๑๗ กล็ ะความสงสยั ต่างๆ ได้ในกาลท้ัง ๓ คอื อดีต อนาคต ปจั จบุ นั ด้วยญาณหลุดพ้นขา้ มความสงสยั ดงั กลา่ วเรยี กว่า กังขาวติ รณวิสทุ ธิ ๔.๕ มัคคามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิกบั การเจริญวิปสั สนาภาวนา การเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นแนวทางในการปฏิบัติอันบริสุทธิ์จากความเพียรในการเห็น ที่ถูกต้องหรือไม่ถูกสามารถกำหนดได้ในใจได้ด้วยนิมิตที่ผิดหรือกำหนดนิมิตที่ถูกต้องเป็นปัญญาใน การเกิดขึ้นของญาณที่สามารถเห็นไตรลักษณ์ในการเกิดแล้วดับไปของรูปและนามด้วยการพิจารณา กำหนดธรรมจนเห็นแสงสว่าง เป็นการเริ่มต้นของผู้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาจึงเกิดขึ้นหลักธรรมความ จริง คือ แสงสว่างของมัคคามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิ “...ในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกองมีความจริงโลกียปริญญา คือ การ กำหนดรู้ชั้นโลกิยะมีอยู่ ๓ อย่าง ๑) ญาตปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว ปรากฏอยู่ ๒) ตรี ณปรญิ ญา การกำหนดรู้ด้วยการไตร่ตรองใคร่ครวญ ๓) ปหานปริญญา การกำหนดรู้ด้วย ๑๖ พระพุทธโฆสเถระ, คมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรค, หน้า ๙๙๖-๙๙๗. ๑๗ เร่ืองเดยี วกัน, หน้า ๙๙๘.

๙๕ การละ ปริญญาทั้ง ๓ นี้ปัญญาในการรู้ยิ่งชื่อว่าญาณ โดยความไตร่ตรองปัญญาในการละโดย ความหมายวา่ สละไปในปริญญา ๓ อย่าง ปัญญาที่เป็นไปด้วยการกำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นๆ รูปมีลักษณะเสื่อมสลายไป เวทนามีลักษณะ เสวยอารมณ์ชื่อว่า ญาต ปริญญา กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ส่วนปัญญาวิปัสสนามีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งยกธรรม ทั้งหลายเหลา่ น้ันน่ันแลขนึ้ สู่สามัญญลักษณะรูปไมเ่ ท่ียง เวทนาไม่เทีย่ งดงั นี้ ชอื่ วา่ ตีรณปริญญา แต่วิปัสสนาปัญญาที่มีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั่นแล ซึ่งเป็นไปด้วยการละความหมายรู้ มี ความหมายรู้วา่ เทีย่ งเป็นตน้ ในธรรมท้ังหลายเหลา่ นั้นนัน่ เองช่อื ว่า ปหานปริญญา ในปริญญา ๓ นั้น ตั้งแต่สังขารปริจเฉทการกำหนดรู้สังขาร คือ นามรูป ปริจเฉทญาณซ่งึ เป็นญาณที่ ๑) มาถึงปัจจยปริคคหะการกำหนดรู้ปัจจัยของนาม และรูป คือ ปัจจยปริคคห ซึ่งเป็น ญาณที่ ๒) เป็นภูมิของญาตปริญญา เพราะในระหว่างนี้ความเป็นใหญ่มีอยู่แก่การแทงตลอดลักษณะ เฉพาะตัวของธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ส่วนตั้งแต่กลาปสัมมสนะซึ่งเป็นญาณที่ ๓) จนถึงอุทยพย ญาณปัสสนาซึง่ เป็นญาณที่ ๔) เป็นภูมิของตรี ณปริญญาเพราะในระหวา่ งนี้ความเป็นใหญ่มีอยูแ่ ก่การ แทงตลอดสามัญญลักษณะโดยเฉพาะตั้งแต่ภังคานุปัสสนาซึ่งเป็นญาณท่ี ๕) เป็นต้นไปจนถึงญาณใน เบื้องสูง เป็นภูมิของปหานปริญญาเพราะว่า ตั้งแต่ ภังคานุปัสสนาญาณนั้นไปความเป็นใหญ่มีอยู่แก่ อนุปัสสนา ๗ ซงึ่ ทำใหส้ ำเรจ็ การละความหมายรู้ มคี วามหมายรูว้ ่าเท่ียงเปน็ ตน้ อยา่ งนี้ว่า ๑) เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยงก็ละความหมายรู้ว่าเที่ยง ๒) เมื่อเห็นเนืองๆ โดย ความเปน็ ทุกข์กล็ ะความหมายรู้ว่า เป็นสุข ๓) เมอ่ื เห็นเนอื งๆ โดยความไมม่ ีอัตตากล็ ะความหมายรู้ว่า มอี ัตตา ๔) เม่ือเบอื่ หน่าย ก็ละความเพลดิ เพลนิ ยนิ ดี ๕) เมอ่ื ปราศจากความกำหนัดกล็ ะราคะ ๖) เมื่อ ดับก็ละเหตุเป็นแดนเกิดสมุทัย ๗) เมื่อสลัดทิ้งไปก็ละความยึดถือ ในปริญญา ๓ โยคีได้บรรลุญาต ปรญิ ญาโดยเฉพาะแลว้ เพราะไดท้ ำทั้งสังขารปริจเฉทญาณท่ี ๑ ดว้ ยทั้งปจั จยปรคิ คหะญาณที่ ๒ ด้วย ให้สำเร็จแล้ว และปริญญาอีก ๒ อย่างก็ควรบรรลุดว้ ยว่า เพราะเมอื่ ตรี ณปริญญาเป็นไปอยู่มัคคามัคค ญาณ จึงบังเกิดขึ้น และตีรณปริญญาก็บังเกิดขึ้นในลำดับของญาตปริญญา เพราะฉะนั้น โยคีผู้ ปรารถนา บรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์นั้น จะต้องทำโยคะในการกำหนดรู้โดยความ เป็นหมวด เปน็ กองก่อน”๑๘ ๔.๖ ปฏปิ ทาญาณทสั สนวิสุทธิกบั การเจรญิ วปิ สั สนาภาวนา การเจริญวิปัสสนาภาวนามีปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติ นำไปสู่องค์ความรู้ คือ “...ความหมดจดแห่งปัญญาเห็นทางปฏิบัติไปโดยลำดับ ๆ หรือเมื่อผู้เจริญ กรรมฐานถึงวิสุทธิข้อนี้ ญาณต่าง ๆ อันเป็นตัววิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้นไปตามลำดับ ๆ ตั้งแต่ญาณท่ี ๑๘ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๑๐๙-๑๐๑๑.

๙๖ ๔ อย่าง คอื อุทยพั พยญาณเห็นรปู นามเกิดดบั คือ เหน็ พระไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ผู้ทีจ่ ะเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเจริญวิปัสสนากรรมฐานถึงญาณที่ ๔ เมื่อปฏิบัติ ต่อไปไม่ประมาท ญาณที่ ๕ คือ ภังคญาณ เห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามก็จะเกิดขึ้น ญาณที่ ๖ คือ ภยญาณ เห็นรปู นามเปน็ ของนา่ กลวั ญาณท่ี ๗ คอื อาทนี วญาณเหน็ รปู นามเป็นทุกข์โทษ ญาณท่ี ๘ คือนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายในรูปนาม ญาณที่ ๙ คือ มุญจิตกัมยตาญาณ อยากออก อยากหนี อยากหลดุ อยากพน้ จากรปู นาม ญาณท่ี ๑๐ คือ ปฏสิ งั ขาญาณ มีจิตใจเขม้ แขง็ ตง้ั ใจจริง ปฏบิ ัตจิ รงิ ไม่ ท้อถอย ญาณที่ ๑๑ คือ สังขารุเบกขาญาณ อันประกอบไปด้วยองค์คุณ ๖ ข้อ ไม่ยินดี ไม่ดีใจ ไม่ เสียใจ เป็นต้น ญาณที่ ๑๒ คือ อนุโลมญาณเตรียมตัวเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนตั ตาชดั เจนดี”๑๙ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ ความบริสุทธิ์อันหมดจดของ ปัญญาที่บริสุทธ์ิในขั้นนั้น ๆ “วิปัสสนาที่บรรลุถึงยอดด้วยญาณ ๘ และสัจจานุโลมิกญาณอันดับที่ ๙ คือ ความบริสุทธิ์ของความรู้ และความเห็นในทางปฏิบัติถูก และในคำว่า ญาณ ๘ หมายถึงญาณ ๘ เหลา่ นีค้ ือ ๔) อทุ ยพยานุปสั สนาญาณอย่างแก่ซ่ึงเรียกว่า วิปัสสนาทพี่ น้ จากอปุ กิเลสดำเนินไปตามวิถี ของวปิ สั สนา (๑) ๕) ภงั คานุปสั สนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนืองๆ ซง่ึ ความดบั (๒) ๖) ภยตุ ปัฏฐานญาณ ญาณกำหนดรู้โดยปรากฏเป็นของน่ากลวั (๓) ๗) อาทนี วานุปสั สนาญาณ ญาณกำหนดรู้ ด้วยการเห็นเนืองๆ ซึ่งโทษชั่วร้าย (๔) ๘) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนืองๆ ดว้ ยความเบื่อหน่าย (๕) ๙) มุญจติ กมั ยตาญาณ ญาณกำหนดรดู้ ว้ ยความปรารถนาจะพ้นไป (๖) ๑๐) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการเห็นเนืองๆ โดยพิจารณาทบทวน (๗) ๑๑) สังขารุเปก ขาญาณ ญาณกำหนดรู้ด้วยการวางเฉยในสังขาร (๘) สัจจานุโลมิกญาณอันดับที่ ๙ นั้นเป็นคำเรียก อนุโลมญาณเพราะ ฉะนั้น โยคาวจรผู้ปรารถนาบรรลุอนุโลมญาณนั้นจะต้องกระทำโยคะในญาณ ทัง้ หลาย ดงั กล่าวน้ี ตัง้ แต่ อุทยพยญาณอยา่ งแก่ ซ่ึงพนั แลว้ จากอปุ กิเลส เปน็ ตน้ ”๒๐ ๔.๗ ญาณทัสสนวิสุทธิกบั การเจริญวิปัสสนาภาวนา การเจริญวิปัสสนาภาวนาที่กำหนดหลักญาณทัสสนวิสุทธิเป็นแนวทางในการปฏิบัตินำสู่ ผลบรรลุธรรมไปตามลำดับต่อจากอนุโลมญาณด้วยความบริสุทธ์ิในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ “...ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะได้แก่ ญาณที่ ๑๔ คือ มัคคญาณมีนิพพานเป็น อารมณ์ เป็นโลกุตตระ ละกิเลส คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้เด็ดขาดตรงนี้ ส่วน ญาณที่ ๑๓ คือ โคตรภูญาณนั้น อยู่ในระหว่างวิสุทธิท่ี ๖ และวิสุทธิท่ี ๗ ต่อกัน อยู่ในระหว่างโลกียะ ๑๙ พระธรรมธรี ราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธฺ )ิ , คำบรรยายวปิ ัสสนากรรมฐาน, หน้า ๒๐. ๒๐ เร่อื งเดียวกัน, หน้า ๑๐๗๐.

๙๗ กบั โลกตุ ตระต่อกนั จะจดั เปน็ โลกียะกไ็ ม่ใช่ จะจัดเปน็ โลกุตตระกไ็ มเ่ ชิง อปุ มาเหมอื นกันกบั บุคคลก้าว ขา เข้าไปในประตูห้องขาหนึ่งอยู่ข้างนอก อีกขาหนึ่งอยู่ข้างใน จะบอกว่าผู้นั้นอยู่ในห้องก็ไม่ใช่ อยู่ นอก ห้องกไ็ ม่เชงิ คอื ครอบอยูใ่ นระหว่างกลางน่ันเอง ข้อน้ฉี ันใด โคตรภูญาณ กฉ็ นั นน้ั ”๒๑ ญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ “...ต่อจากอนุโลมญาณก็เป็นโคตรภู ญาณ โคตรภูญาณนั้นไม่นับเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ และไม่นับเป็นญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะ ต้งั อยูใ่ นฐานะหันมาสูม่ รรค เป็นอัพโพหารกิ คือ จะกล่าวว่าอยใู่ นวิสุทธิฝ่ายใดมไิ ด้ อยู่ในระหว่างกลาง นั้นเองแต่ถึงการนับว่า วิปัสสนาเพราะตกอยู่ในกระแสของวิปัสสนา แล้วส่วนญาณในมรรค ๔ คือ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตตมรรค ๑ เหล่านี้เรียกชื่อว่า ญาณทัส สนวิสุทธิในมรรคทั้งหลาย ๔ นั้น ความจริง ขึ้นชื่อว่ากิจไรๆ อื่น ที่โยคีผู้มีความปรารถนา จะบรรลุ มรรคญาณที่ ๑ จะต้องทำหามีไม่เพราะวา่ กิจใดซ่ึงเป็นกิจที่โยคีท่านนีจ้ ะต้องทำ เมื่อท่านทำวิปัสสนา ซึ่งมอี นุโลมญาณเป็นญาณสุดท้ายให้บังเกิดขน้ึ ก็ได้ทำกิจน้ัน เรยี บร้อยแล้ว แต่สำหรับท่านผู้มีอนุโลม ญาณบังเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว เมื่ออนุโลมญาณแม้ทั้ง ๓ หรือ ๒ เหล่านั้น ได้ทำลายความมืด คือ กิเลส ชนิดหนาๆ ทปี่ ิดบงั อรยิ สัจจะอยู่ ใหอ้ นั ตรธานไปตามสมควรแก่กำลงั ของตนๆ แล้วจิตของโยคที ่านนั้น ก็ไม่แล่นไป ไม่ตั้งมั่น ไม่น้อมไป ไม่ข้อง ไม่ติด ไม่เกาะในสังขารทั้งปวง แต่ถอยกลับ งอกลับ วกกลับ เหมือนหยาดน้ำ กลอกกลิ้งกลับจากใบบัว นิมิต คือสังขารที่เป็นอารมณ์ทั้งปวงก็ดี ความเป็นไปของ สังขารที่เป็นอารมณ์ทั้งปวงก็ดี ยังปรากฏโดยปลิโพธ คือ สิ่งขัดขวางอยู่ในทันที เมื่ออารมณ์คือนิมิต และความเป็น ไปของสังขารทุกประการปรากฏโดยปลิโพธอยู่นั้น ณ ตอนท้ายสุดแห่งอาเสวนะ ๓ หรือ ๒ ครง้ั ของอนุโลมญาณ โคตรภญู าณ ทเ่ี ป็นญาณถึงยอดเป็นท่สี ุดของวปิ สั สนา กเ็ กดิ ข้ึนทำนิโรธ คือพระนิพพานอันปราศจากสังขารไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไปให้เป็นอารมณ์ข้ามพันโคตรปุถุชนพ้น การเรียกวา่ ปถุ ชุ น พ้นภูมิปุถุชนกา้ วลง สโู่ คตรพระอริยะสู่การเรียกขานว่าพระอรยิ ะสู่ภูมิพระอริยะซ่ึง เป็นการรำพึงถึงครั้งแรก คำนึงถึงเป็นครั้งแรกคิดคำนึงถึงเป็นครั้งแรก ในอารมณ์พระนิพพานทำให้ สำเรจ็ ความเป็นปัจจยั ของอริยมรรคโดยอาการ ๖ ประการ คือโดยอนนั ตรปจั จัย ๑ สมนันตรปัจจัย ๑ อาเสวนปจั จยั ๑ อุปนิสสยปัจจัย ๑ นตั ถิปัจจัย ๑ และวคิ ตปจั จัย ๑ ไม่หวนกลับมาอีก ซ่ึงเป็นญาณที่ ท่านกลา่ วระบถุ งึ ไว้ว่า ปัญญาในการหวนกลับด้วยการออกจากสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภูเพราะครอบงำ ความเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเป็นไปของสังขาร เพราะ ครอบงำความคับแค้นใจเรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำนิมิตคือสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกดิ ขน้ึ ของสงั ขารเรียกวา่ โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไมเ่ ปน็ ไปฯลฯสคู่ วามไม่ ๒๑ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๒๐.

๙๘ คับแค้นใจ ส่นู ิโรธ สพู่ ระนิพพาน เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเกิดข้ึนของสงั ขารแล้วแล่นไปสู่ ความไม่เกดิ ข้ึน คอื พระนพิ พาน”๒๒ ๔.๘ สรุปทา้ ยบท การศึกษาเรื่อง หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ประกอบไป ด้วยหลักวิสุทธิ ๗ คือ ๑) สีลวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ๒) จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนา ภาวนา ๓) ทิฏฐิวิสุทธกิ บั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๔) กงั ขาวติ รณวสิ ุทธิกบั การเจริญวิปัสสนาภาวนา ๕) มัคคามคั ญาณทสั สนวิสุทธกิ ับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญ วปิ ัสสนาภาวนา ๗) ญาณทสั สนวิสุทธิกับการเจริญวปิ สั สนาภาวนา จากการศกึ ษาพบว่า ๔.๘.๑ สีลวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ปฏิบัติอยู่ในสังวรศีลเป็นความบริสุทธ์หิ มด จดในศีลของตนที่เรยี กว่าจตุปาริสุทธศิ ีล คือ ๑) ปาโมกขสังวรศลี อินทรีย์สังวรศีล ปาติโมกขสงั วรศลี อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยศรัทธา จริงอยู่ปาติโมกขสังวรศีลนั้นมีศรัทธาเป็นเหตุให้สำเร็จ เพราะ การบัญญตั ิสกิ ขาบทเป็นสงิ่ ทีเ่ กินวสิ ัยของพระสาวกมีการทรงหา้ มการขอบญั ญตั ิสิกขาบทเป็นตัวอย่าง เพราะเหตุนั้นอันโยคีบุคคลพึงสมาทานเอาสิกขาบทตามท่ีทรงบัญญัติไว้แลว้ อย่างไม่ให้มีเศษเหลือ ไม่ กระทำความ อาลัยแม้ในชีวิต จึงทำปาติโมกขสังวรศีลนี้ให้สำเร็จเป็นอย่างดีด้วยศรัทธาสมด้วย พระพุทธพจน์ท่ีตรัสไว้ว่า พวกเธอจงเป็นผู้มศี ีลเป็นที่รัก มีความเคารพศีลตามรักษาศลี ในกาลทุกเมื่อ เหมือนนกตอ้ ยตวี ิดรักษาฟองไข่ เหมือนจามรีรักษาขนหาง เหมอื นมารดารักษาบตุ รทรี่ ักเหมือนคนตา เอกรักษาหน่วยตาข้างเดียว ฉะนั้นแม้ตรัสไว้อย่างอื่นอีกว่า มหาสมุทรมีความดำรงอยู่เป็นธรรมดาไม่ ไหลล้นฝั่งไปแม้ฉันใด ปหาราทะ สาวกทั้งหลายของเราก็เหมือนอย่างนั้น ๒) อินทรียสังวรศีลกับการ เจริญวิปัสสนาภาวนา คือ สติเป็นเหตุให้อินทรียสังวรศีลสำเร็จอันโยคีบุคคลก็พึงให้สำเร็จด้วยสติฉัน นั้น จริงอยู่อินทรียสังวรศีล มีสติเป็นเหตุให้สำเร็จ เพราะอินทรีย์ทั้งหลายที่ตั้งมั่นอยู่ด้วยสติแล้วเป็น สภาพอันบาปธรรมทั้งหลายมีอภิชฌา เป็นต้น จะพึงรั่วไหลเข้าไปมิได้ เพราะเหตุนั้นอันโยคีบุคคลพึง ระลึกถงึ พระอาทิตตปรยิ ายสูตรโดยนัยมีอาทวิ ่า ภิกษุทัง้ หลายจักขุนทรีย์ อินทรีย์ คือ จักษุถูกท่ิมแทง แล้วด้วยชี้เหล็กที่เผาอย่างร้อนลุกโชนมีแสงโชติช่วงอยู่ยังนับว่าประเสริฐ ส่วนการยึดถือนิมิดโดยอนุ พยัญชนะในรูปทั้งหลายอันจะพึงรู้ด้วยจักษุไม่ประเสริฐเลย เมื่อวิญญาณเกิดทางจักษุทวาร เป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูป เป็นต้น พึงกั้นความยึดถือซึ่งนิมิตเป็นต้นที่บาปธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็น ต้น จะพึงรั่วไหลเข้าไป พึงทำอินทรียสังวรศีลนี้ให้สำเร็จเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึง บรรเทาราคะท่ีเกิดข้นึ แลว้ ดว้ ยมนสกิ ารถึงอสุภกัมมัฏฐาน แลว้ จึงทำให้อนิ ทรียสังวรศลี สำเร็จ เหมือน อยา่ งพระวงั คีสเถระผู้บวชไมน่ านเถิด ๓) อาชีวปาริสทุ ธิศีลกบั การเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา คอื การเจริญ ๒๒ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ ิสุทธมิ รรค, หนา้ ๑๑๓๑-๑๑๓๒.

๙๙ ไปตามสภาวะในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นกระบวนการปฏิบัติวิปัสสนาเว้นการใช้ชีวิตที่โกหก หลอกลวงทุกชนิดที่เกี่ยวกับอาชีพบริสุทธิ์ในการแสวงหาปัจจัยเลี้ยงชิพโดยธรรม วิริยะเป็นเหตุให้ อาชวี ปาริสุทธศิ ีลสำเรจ็ เพราะวีรยิ ะทีป่ รารภโดยชอบแล้วเปน็ การประหานมจิ ฉาอาชีวะ เพราะฉะนั้น อันภิกษุพึงละอเนสนา คือ การแสวงหาอันไม่สมควรอันไม่เหมาะสมแล้วเสพอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายอัน เกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์เท่านั้น หลีกเว้นอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยไม่บริสุทธ์ิ ในปัจจัย ๒ อย่างนั้น สำหรับภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดจากสงฆ์จากคณะ และจากสำนักของ คฤหสั ถ์ท้งั หลายผเู้ ล่ือมใสโดยคณุ ทัง้ หลายของภกิ ษนุ น้ั มกี ารแสดงธรรมเป็นต้น ชือ่ ว่า ปัจจัยอนั เกดิ ขึ้น โดยความบริสุทธิ์ ส่วนปัจจัยที่เกิดจากการบิณฑบาต เป็นต้น ชื่อว่าเกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์อย่างย่ิง นั่นเทียวสำหรับภิกษุผู้ถือธุดงค์ ผู้มีความประพฤติขัดเกลาชั้นยอด ถ้าเราจะพึงฉันข้าวมธุปายาส อัน เกิดขึ้นเพราะเปล่งวจีวิญญัติไซร์อาชีวะของเราก็จะพึงถูกบัณฑิตครหา แม้ว่าไส้ของเราจะไหลออกมา เที่ยวเพ่นพ่านอยูข่ ้างนอกก็ตาม เรายอมเอาชีวิตเข้าแสก จะไม่พึงทำสายอาชีวะเป็นอันขาดเราทำจติ ของเราให้รื่นรมย์ เราหลีกเว้นอเนสนาการแสวงหาอันไม่สมควร และเราจักไม่กระทำอเนสนาที่พระ พุทธองค์ทรงรังเกียจแลว้ ในอธกิ ารแห่งอาชวี ปาริสุทธิศีลนักพรตผูม้ ีวิจารณญาณบวชแล้วด้วยศรัทธา แม้แต่คิดก็อย่าให้เกิดในอเนสนาพึงชำระอาชีวะให้บริสุทธิ์เถิด ๔) ปัจจัยสินนิสสิตศีลกับการเจริญ วิปัสสนาภาวนา คือ เป็นรูปแบบของการยึดเอาหลักในการพิจารณาปัจจัย ๔ ในการพัฒนาองค์ ความรู้เป็นการกำหนดในการเห็นแจ้งปัญญาเป็นเหตุให้ปัจจัยสันนิสสีตศีลสำเร็จ ผู้มีปัญญาจึงจะ สามารถมองเห็นโทษ และอานิสงส์ของปัจจัยทั้งหลายได้ เพราะเหตุนั้นพึงละความกำหนัดยินดีใน ปัจจัยแล้ว จึงพิจารณาปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยธรรมสม่ำเสมอจึงบริโภคทำปัจจัยสันนิสสิดศีลน้ี ให้สำเร็จด้วยปัญญา การพิจารณาปัจจัยทั้งหลายในปัจจัยสันนิสสตศีลนั้นมี ๒ อย่าง คือ พิจารณาใน เวลารับ ๑ พิจารณาในเวลาบริโภค ๑ ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นที่ซึ่งได้พิจารณาด้วยสามารถแห่ง ความเป็นธาตุหรือความเปน็ ของปฏิกูลแม้ในเวลารับ แล้วเกบ็ ไวเ้ ม่อื บริโภคเลยจากเวลารบั นนั้ ไป การ บริโภคก็หาโทษมิได้เลย การบริโภคแม้ในเวลาบริโภคก็หาโทษมีได้เหมือนกัน พระสาวกผูม้ ีปัญญาอัน ประเสริฐได้ พึงพิจารณาก่อนจึงเสพ บิณฑบาต, วิหาร, ที่นอน, ที่นั่ง, และน้ำสำหรับซักล้างธุลีจับผ้า สังฆาฏิ เพราะเหตุนั้น ภิกษุซึ่งเป็นผู้ไม่ติตในปัจจัยธรรมเหมือนหยาดน้ำไม่ติตในใบบัวฉะนั้น ภิกษุได้ อาหารโดยการอนุเคราะห์จากคนอื่น ตามกาลแล้วพึ่งเป็นผู้มีสติตั้งมั่นติดต่อกันไป รู้จักประมาณ ใน ของเคี้ยว, ของฉัน, และของลิ้มเลียทั้งหลายเหมือนคนไข้ รู้จักประมาณในการทาแผลและพลกยา ฉะนั้น พึ่งเป็นผู้ไม่หลงติดฉันอาหารเพียงเพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเหมือนมารดาบิดากินเนื้อแห่งบุตร ในทางกันดาร และเหมือนพ่อค้าเกวียนหยอดน้ำมันเพลาเกวียนฉะนั้น อนึ่ง ในความเป็นผู้กระทำ ปัจจัยสันนิสสิตศีลนี้ให้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีความตำรีเต็มบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้มีอา สวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภาพไม่มีอีกแล้วเพราะเหตุนั้น กุลบุตรแม้อื่นปรารถนาความสิ้นไปแห่ง ทุกข์ จึงพจิ ารณาโดยแยบคายแล้วจึงเสพปจั จัยทงั้ หลาย ปจั จัยสันนสิ สติ ศีล คอื เจตนาท่ีจะงดเว้นจาก

๑๐๐ ความชั่ว และทุจริตสำรวมระวังในการที่จะไม่ล่วงละเมิดโดยการงดเวน้ ไม่ล่วงละเมดิ กายทุจริต ๓ วจี ทุจริต ๔ และการงดเว้นจากมโนทุจริต ๓ เรียกว่า เป็นศีลวิสุทธพิ ร้อมทั้งความสำรวมระวังกาย วาจา ใจ เรียกว่า สงั วรศีลเปน็ ต้น ๔.๘.๒ จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นกระบวนการในการกำหนดจิตให้ บริสุทธิ์สะอาดจากโลภะ โทสะ โมหะและนิวรณ์ธรรมที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาที่จิตเข้าไปเพ่ง แนบแน่นในฐานของอารมณ์อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิเป็นสภาวะของการกำหนดรู้ในจิตท่ี บริสุทธิ์อารมณ์ดังมั่นอยู่ฐานความสงบที่เป็นสภาวะไม่มีความฟุงซ่าน คึอ สมาธิที่เป็นอารมณ์กุศลจติ จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นการพัฒนาฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่นในคณะที่มีสภาวะ เกิดขึ้นไปตามลำดับของสมาธิในเวลาที่ปฏิบัติความเพียรอยู่ในสติ ปัญญากำหนดรู้ในสภาวธรรมท่ี เกิดขึ้นตามความเป็นจริง หลุดพ้นจากนิวรณ์ธรรม ๕ ประการออกจากกิเลสปราศจากความยึดม่ัน ตา่ งๆ เปน็ ผลของการทำให้เกดิ ความบริสุทธิห์ มดจดของจิตวิสุทธิ อุปจารพร้อมท้ังองคป์ ระกอบ ชื่อว่า ความหมดจดแห่งปฏิปทา อัปปนาชอ่ื ว่าความเพมิ่ พนู อุเบกขาการพจิ ารณา ช่ือวา่ ความร่าเรงิ ก็เพราะ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า จิตที่ถึงความเป็นหนึ่งแล้วย่อมแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ เป็นจิตที่อุเบกขา เพิ่มพูนแล้ว และเป็นจิตที่ญาณกระตุ้นให้ร่าเริงแล้ว เพราะเหตุนั้นบัณฑิตพึงทราบปฏิปทาวิสุทธิด้วย อำนาจท่ีมาแห่งบริกรรมในภายในอัปปนาเท่านน้ั พึงทราบการเพ่ิมพนู อุเบกขาด้วยอำนาจกิจแห่งตัตร มัชฌัตตุเปกขา และพึงทราบสัมปหังสนาด้วยอำนาจความสำเร็จกิจแห่งญาณที่ทำให้ผอ่ งแผ้ว เพราะ ทำความท่ีธรรมทั้งหลายไมเ่ ปน็ ไปกนั เป็นตน้ ให้สำเร็จ ๔.๘.๓ ทิฏฐิวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา การเจริญวิปัสสนาภาวนาในการกำหนด นามรูป ๔ เม่ือสภาวะของรูปทีเ่ กิดขึ้นธาตุ ๔ ในมหาภูมิรูปที่มีปญั ญาในความสามารถแยกรูปกับนาม ออกจากกันได้ เป็นผไู้ ดบ้ รรลถุ งึ นามรูปปริเฉทญาณจึงเป็นความเห็นที่ถกู ต้องส่งิ ทั้งหลายน้ันมีเพียงแค่ รูปและนาม ย่อมเป็นอันทำปฐวีธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๒๐ ทำอาโปธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๑๒ ทำเตโชธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๔ ทำวาโยธาตุให้พิสดารโดย อาการ ๖ จึงรวมเป็นทำธาตุทั้ง ๔ ให้ พสิ ดารโดยอาการ ๔๒ ความเห็นถูกต้องดังกล่าวน้ันสามารถประหานสกั กายทิฎฐิได้เป็นความบริสุทธ์ิ ของทิฏฐวิ สิ ทุ ธิ ๔.๘.๔ กังขาวติ รณวิสทุ ธกิ ับการเจรญิ วปิ สั สนาภาวนา การกำหนดรปู้ จั จยั ของนามและรูป ในการหลุดพน้ ของความสงสยั ทงั้ ๑๖ เมือ่ ผปู้ ฏบิ ตั ไิ ดเ้ กิดศรทั ธาในหลักธรรมเกดิ ดบั ของรูปและนามใน ชาติอดีตหรืออนาคตเกิดหรือไม่เกิดแล้ว ละเสียซึ่งความสงสัยทั้งหลายได้ก็เพราะปัญญาใน ความสามารถรู้แจ้งถึงหลักเหตุและผลของรูปและนามเช่นนี้แล้ว จึงเป็นการหลุดพ้นจากรูปและนาม แม้แต่ในอดีตกาล อนาคตกาล และปัจจุบันกาลที่เป็นปัจจัยออกจากจิตใจได้ คือเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมถึง จุดการรู้แจ้งปริคหญาณในการกำหนดรู้ไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทกล่าวคือ นามและรูปเหล่านั้นแล ถึงความชราและเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการ กำหนดรู้ปัจจัยของนาม

๑๐๑ และรปู ทางปฏจิ จสมุปบาทโดยปฏโิ ลมอย่างเรียกว่า ชราและมรณะของสังขารท้ังหลายนี้มีข้ึนเพราะมี ความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามีเพราะมี เวทนา เวทนามีเพราะมีผสั สะ ผัสสะมีเพราะมอี ายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มเี พราะมีนามและรปู นามและ รูปมีเพราะมีวิญญาณ วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชาดังนี้ ก็ละ ความสงสัยตา่ งๆ ได้ในกาลทั้ง ๓ คือ อดีต อนาคต ปัจจุบันดว้ ยญาณหลุดพน้ ข้ามความสงสัยดงั กล่าว เรยี กวา่ กงั ขาวิตรณวสิ ทุ ธิ ๔.๘.๕ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา จากความเพียรในการ เห็นที่ถูกต้องหรือไม่ถูกสามารถกำหนดได้ในใจด้วยนิมิตที่ผิดหรือกำหนดนิมิตที่ถูกต้องเป็นปัญญาใน การเกิดขึ้นของหลักธรรมความจริง คือ แสงสว่างของมัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธิ คือ การกำหนดรู้ช้นั โลกิยะมีอยู่ ๓ อย่าง ๑) ญาตปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว ปรากฏอยู่ ๒) ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ดว้ ยการไตร่ตรองใคร่ครวญ ๓) ปหานปริญญา การกำหนดรดู้ ว้ ยการละ ปรญิ ญาทัง้ ๓ น้ี ปญั ญาในการรยู้ ิ่งช่อื วา่ ญาณ โดยความไตรต่ รองปัญญาในการละโดยความหมายวา่ สละไปในปริญญา ๓ อย่าง ปัญญาที่เป็นไปด้วยการกำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของธรรมทั้งหลายเหล่านั้นๆ รูปมีลักษณะ เสื่อมสลายไป เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์ชื่อว่า ญาตปริญญา กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ส่วน ปัญญาวิปัสสนามีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งยกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นขึ้นสู่สามัญญลักษณะรูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยงดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญา แต่วิปัสสนาปัญญาที่มีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งเป็นไปด้วย การละความหมายรู้ มีความหมายรู้วา่ เท่ยี งเปน็ ตน้ ในธรรมทัง้ หลายเหล่าน้ันเองช่อื วา่ ปหานปริญญา ๔.๘.๖ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความหมดจดแห่งปัญญา เห็นทางปฏิบัติไปโดยลำดับๆ หรือเมื่อผู้เจริญกรรมฐานถึงวิสุทธิข้อนี้ ญาณต่างๆ อันเป็นตัววิปัสสนา ญาณจะเกิดขึ้นไปตามลำดับ ๆ ตั้งแต่ญาณที่ ๔ อย่าง คือ อุทยัพพยญาณเห็นรปู นามเกิดดับ คือ เห็น พระไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ผู้ที่จะเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องเจริญ วิปสั สนากรรมฐานถึงญาณท่ี ๔ เมื่อปฏิบัติตอ่ ไปไมป่ ระมาท ญาณที่ ๕ คือ ภงั คญาณ เหน็ เฉพาะความ ดับไปของรูปนามก็จะเกิดขึ้น ญาณที่ ๖ คือ ภยญาณ เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว ญาณที่ ๗ คือ อาทนี วญาณเห็นรปู นามเปน็ ทุกขโ์ ทษ ญาณท่ี ๘ คือ นพิ พทิ าญาณ เบอ่ื หน่ายในรปู นาม ญาณท่ี ๙ คือ มุญจิตกัมยตาญาณ อยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้นจากรูปนาม ญาณที่ ๑๐ คือ ปฏิสังขา ญาณ มีจิตใจเข้มแขง็ ต้ังใจจรงิ ปฏิบัติจริงไม่ทอ้ ถอย ญาณที่ ๑๑ คือ สังขารุเบกขาญาณ อันประกอบ ไปด้วยองค์คุณ ๖ ข้อ ไม่ยินดี ไม่ดีใจ ไม่เสียใจเป็นต้น ญาณที่ ๑๒ คือ อนุโลมญาณเตรียมตัวเข้าสู่ มรรค ผล นพิ พาน เห็นอนิจจัง ทกุ ขงั อนตั ตาชดั เจนดี ๔.๘.๗ ญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจด แห่งญาณทัสสนะได้แก่ญาณที่ ๑๔ คือ มัคคญาณมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตระ ละกิเลส คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้เด็ดขาดตรงนี้ ส่วนญาณที่ ๑๓ คือ โคตรภูญาณนั้น อยู่ใน

๑๐๒ ระหว่างวิสุทธิที่ ๖ และวิสุทธิที่ ๗ ต่อกัน อยู่ในระหว่างโลกียะกับโลกุตตระต่อกัน จะจัดเป็นโลกียะก็ ไม่ใช่ จะจัดเป็นโลกุตตระก็ไม่เชิง อุปมาเหมือนกันกบั บุคคลก้าวขา เข้าไปในประตูหอ้ งขาหนึ่งอยู่ขา้ ง นอก อีกขาหนึ่งอยู่ข้างใน จะบอกว่าผู้นั้นอยู่ในห้องก็ไม่ใช่ อยู่นอก ห้องก็ไม่เชิง คือ ครอบอยู่ใน ระหว่างกลางนั่นเอง ข้อน้ฉี ันใด โคตรภูญาณ กฉ็ นั นั้น ปญั ญาในการหวนกลับด้วยการออกจากสังขาร ภายนอก เรียกว่า โคตรภูเพราะครอบงำความเกิดขึ้นของสังขารทั้งหลาย เรียกว่า โคตรภู เพราะ ครอบงำความเป็นไปของสังขาร เพราะครอบงำความคับแค้นใจเรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำนิมิต คือ สงั ขารภายนอก เรียกวา่ โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้นของสังขารเรียกวา่ โคตรภู เพราะ แล่นไปสู่ความไม่เป็นไปฯลฯสู่ความไม่คับแค้นใจ สู่นิโรธ สู่พระนิพพาน เรียกว่า โคตรภู เพราะ ครอบงำความเกดิ ขึน้ ของสงั ขารแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น คอื พระนพิ พาน

บทที่ ๕ สรปุ ผลการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ ผลการศึกษาเรื่อง “หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค” เพื่อ ศึกษาหลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพื่อศึกษาหลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และเพื่อ ศึกษาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เป็นการศึกษาข้อมูลเนื้อหาจาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค ในประเด็นสีลวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนา ภาวนาทิฏฐิวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา กังขาวิตรณวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญ วิปัสสนาภาวนาญาณทัสสนวสิ ทุ ธกิ ับการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา พบวา่ ผลการวิจยั ดังนี้ ๕.๑ สรุปผลการวจิ ัย จากการศึกษาเรื่อง “หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค” จึงได้ สรุปศึกษาความหมายของหลกั วสิ ิทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ดงั น้ี ๕.๑.๑ สรปุ ผลของการศึกษาหลกั วิสทุ ธใิ นคัมภีรว์ สิ ทุ ธิมรรค คอื ๑) ศลี วสิ ทุ ธิ ปฏิบัตอิ ยู่ใน สังวรศีลเป็นความบริสุทธิ์หมดจดในศีลของตนท่ีเรียกว่าจตุปาริสุทธิศีล คือ ปาโมกขสังวรศีล อินทรีย์ สังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจยสันนิสสิตศีล ๒) จิตตวิสุทธิ เป็นจิตที่อันบริสุทธิ์สะอาดหมดจด ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะนิวรณ์ธรรมที่เป็นเครื่องเศร้าหมองไม่สามารถที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะที่จิต กำลังปฏิบัติสมาธิเข้าไปเพ่งจนแนบแน่นในอารมณ์กรรมฐาน อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิได้ใน เวลาปฏิบัติ เป็นสมาธิขั้นต้น และจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในประโยชน์ต่อการปฏิบัติให้ได้ผลดี เพราะมี สภาวะสำรวมควรรู้ยิ่ง ๓) ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นความเห็นทีปรากฏขึ้นด้วยวิปัสสนาญาณโดยมีนามปริเฉท ญาณเป็นญาณที่กำหนดรู้รูปนาม เป็นปัญญาที่รู้เห็นรูปนามเป็นเพียงแค่รูปนามพร้อมทั้งละสมมุติ บญั ญตั โิ ดยปราศจาก บคุ คล ตวั ตน เราเขา ไมม่ คี วามเหน็ ที่เห็นตัวคนส่ิงตา่ ง ๆ ทั้งหลายน้ันเป็นเพียง แค่สมมติขึ้นเท่านั้นเป็นแค่การบัญญัติขึ้นโดยตามความเป็นจริงแล้วมีแค่รูปนามขันธ์เท่านั้น คนที่ ปฏิบัติไดถ้ ึงสำเร็จญาณและปญั ญาทีเ่ ห็นย่อมเขา้ ใจได้ว่ามนุษย์ท้ังหลายน้ันมีเพยี งแค่ขนั ธ์ ๕ ๔) กังขา วติ รณวิสทุ ธิ การพจิ ารณาถงึ เหตุปจั จัยที่ได้แยกออกกายกบั ใจแตล่ ะอย่าง มีเหตปุ ัจจัยสรา้ งปรุงกันมา อย่างไรจึงมองเห็นลึก อวิชชา ตัณหาอุปาทาน กรรม อาหาร เป็นต้น ทกุ ๆ รูปนามมเี หตุและผลความ สงสัยวา่ เรามาจากทใี่ ดจะไปสทู่ ่ีใด ความสงสยั ต่าง ๆ เหล่านีจ้ ะสิ้นไป เพราะผู้นนั้ ได้รเู้ หน็ ปจั จยั ของรูป

๑๐๔ นามอยา่ งแจง้ ชัด คอื อดีตกาล ๕ อนาคตกาล ๕ และปัจจบุ ันกาล ๖ การสงสัย ๑๖ ประการเป็นความ สงสัยในอดีต อนาคต ปัจจุบันย่อมเข้าใจรูปนามนั้นเป็นเหตุและผลของกันและกันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ไม่มีบุรุษไม่มีสตรีเรียกว่าเป็นความดับไปด้วยข่มไว้ ๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปัญญาที่เข้าไปกำหนดรู้ลักษณะในธรรมทั้งหลาย คือรูปมีลักษณะเสื่อมสลายไปมีเวทนาในการเสวย อารมณ์เป็นความรู้เห็น ญาตปริญญาการกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่ ส่วนปัญญาท่ีเปน็ วิปัสสนาโดยมี ไตรลักษณ์เป็นอารมณ์โดยการยกธรรมทั้งหลายเหล้านั้นขึ้นสู่สามัญลักษณะโดยการพิจารณา รูปไม่ เทยี ง เวทนาไมเ่ ที่ยง การพิจารณาเช่นนีเ้ รยี กว่า ดีรณปริญญาณ แตว่ ิปสั สนาที่มไี ตรลักษณเ์ ปน็ อารมณ์ เป็นไปด้วยการละความหมายรู้ความที่รู้ว่าเที่ยงเป็นต้น ปหานปริญญาเป็นหนทางในการหมดจดอัน บริสุทธิ์ในทางแสงสว่างเป็นทางปฏิบัติทีถ่ ูกต้อง การใส่ใจต่อสิง่ เหล่านี้ ก็ไม่ใช้ทางปฏิบตั ิที่ถกู ต้อง แต่ การกำหนดรู้รูปนามตามความเป็นจริงโดยไม่ใสใจสิ่งนั้นจึงเป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ๖) ปฏิปทา ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ อารมณ์ของวปิ ัสสนา คอื ไตรลกั ษณ์ในรูปนามเปน็ ตวั รู้ เมือปฏบิ ัตธิ รรมบำเพ็ญเพียร จนวิปัสสนาเกดิ ปัญญาท่ีปราศจากอุปปกิเลสจนถึงอนโุ ลมญาณจดั เขา้ ในปฏปิ ทาญาณทัสสนวิสุทธิรวม วิปัสสนาญาณไว้ถึง ๙ ญาณ ได้แก่ อุทยัพพยญาณที่ปราศจากวิปัสสนูปกิเลส ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพทิ าญาณ มญุ จิตกุ มั มยตาญาณ ปฏิสงั ขาญาณ สังขารเุ ปกขาญาณ และอนุโลมญาณ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลายไม่พะวง และญาณก็โน้มน้อมแล่นมุ่ง ตรงสู่นิพพานแล้ว ญาณ อันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจ ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปเป็นขั้นสุด ท้ายของวิปัสสนาญาณต่อจาก อนุโลมญาณ ก็จะเกิดโคตรภูญาณ ญาณครอบโคตร ญาณที่เป็นหัวต่อระหว่างภาวะปุถุชนกับภาว ะ อริยบุคคลมาคั่นกลาง แล้วจึงเกิดมรรคญาณ ให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไปโคตรภูญาณ อยู่ ระหว่างกลางไม่จัดเข้าในวิสุทธิ ไม่ว่าข้อ ๖ หรือข้อ ๗ แต่ให้นับเข้าเป็นวิปัสสนาได้ เพราะอยู่ใน กระแสของวปิ ัสสนา ๗) ญาณทสั สนวิสุทธิ เป็นปญั ญาชน้ั สงู สดุ ของการเจรญิ วิปัสสนาจนสามารถเห็น อริสัจทั้ง ๔ ครบถ้วนทั้งแต่ศีลวิสุทธิถึงปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ รู้อริสัจเพียงแค่ ๒ สัจจะ รู้ทุกขสัจจ กับสมุทัยสัจจ สวนญาณทัสสนวิสุทธิเป็นโลกุตตรวิสุทธิเพราะรู้แจ้งอรสัจจครบทั้ง ๔ วิสุทธิทั้ง ๗ จึง เป็นปัจจัยสิ่งกันและกันตามลำดับเป็นเป้าหมายยังกาย ยังวาจา ยังใจให้เข้าถึงจะสำรวจทบทวนดู มรรค ๑ สำรวจทบทวนดูผล ๑ สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ๑ สำรวจทบทวนดูกิเลส ทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ ๑ สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑ ด้วยการเกิดขึ้นของ ชวนจิตเหล่าน้ัน เพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้นสำรวจทบทวนดูมรรค ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว ๑ จากนั้นก็ สำรวจทบทวนดูผลอานิสงส์ดังนี้ข้าพเจ้าได้รับแล้ว ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้วว่า กิเลสทงั้ หลายชื่อนๆ้ี ขา้ พเจา้ ละได้แลว้ ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสท้ังหลายที่ตอ้ งฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องสูง กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ๆ ของข้าพเจ้ายังเหลืออยู่ ๑ และในที่สุดก็สำรวจทบทวนดูพระอมต นพิ พานว่า พระธรรม ขา้ พเจา้ แทงตลอดโดยอารมณแ์ ลว้ ๑

๑๐๕ ๕.๑.๒ สรุปผลของการศึกษาหลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือ ปัญญาที่รู้ สภาวะธรรมชาติในกาย เวทนา จิต ธรรมตรงกับปัจจุบนั ตามความเป็นจริงของรูปกับนามเปน็ สุดด้วย วิปัสสนาภูมิ ๖ ๑) ขันธ์ ๕ ๒) อายตนะ ๑๒ ๓) ธาตุ ๑๘ ๔) อินทรีย์ ๒๒ ๕) อริยสัจจะมี ๔ ๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ วิปัสสนาภูมินั้น เมื่อย่อวิปัสสนาภูมิแล้วมี ๒ รูปธรรมกับนามธรรมกล่าวโดย สั้น ๆ รูปนาม เมื่อพิจารณาโดยองค์ธรรมวิปัสสนาภูมิ ๖ แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาภาวนาในการปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องมีเฉพาะรูปนามเท่านั้น การเจริญ วิปัสสนาเม่ือเกิดปัญญาแล้ว จะพิสูจน์ไดด้ ว้ ยตนเอง รูปนามนี้ไมเ่ ที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็น ปัญญาท่ีเขา้ ไปประจักษ์แจ้งความจริงของวิปัสสนาปัญญาทส่ี ามารถทำลายกิเลสลงได้ทำให้ความทุกข์ เบาปางหลงด้วยปัญญาในการเจริญวิปัสสนาปฏิบัตติ ่อจนถึงมคั คญาณไปปหานกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ทำกเิ ลสและความทุกขห์ มดสิ้นไปในท่สี ดุ ๕.๑.๓ สรุปผลของการศึกษาหลักวิสทุ ธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือ ๑) ศีลวสิ ทุ ธิกบั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนา เปน็ ความบรสิ ทุ ธิห์ มดจดในศีลของตนท่เี รียกว่า จตุปาริ สทุ ธิศลี (๑) ปาโมกขสังวรศลี การสรำรวมรักษากาย วาจา และใจพร้อมดว้ ยอาจารและโคจรท่ีเป็นปก คติเห็นถึงโทษเล็กน้อยของศีลเป็นเรื่องสำคัญ (๒) อินทรีย์สังวรศีล เป็นกระบวนการของการปฏิบัติ กำหนดในการสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตในการทีต่ าได้เห็นรปู จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรสกายถูกต้อง จิตได้รู้ทางอารมณ์กำลังเกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้ไม่ให้ครอบงำต่อผู้ปฏิบัติ ต้องมีสติ เป็นเหตุให้สำเร็จด้วยการรักษาอินทรีย์ที่รูป, เสียง, กล่นิ , รสและผสั สะท้งั หลายเพราะว่า ทวารเหล่านี้ ที่ปิดแล้วระวังดีแล้ว อันพวกโจร คือ กิเลสปล้นไม่ได้ เหมือนพวกโจรปล้นบ้านที่ปิดประตูดีแล้วไม่ได้ ฉะน้ัน ฝนย่อมรัว่ รดเรือนท่ีมงุ ดีแล้วไม่ได้ ฉันใด ราคะยอ่ มรั่วไหลเข้าไปสจู่ ติ ที่อบรมดีแลว้ ไม่ได้ ฉันนั้น ก็แหละจิตเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นโยคีบุคคลพึงบรรเทาราคะท่ี เกิดขึ้นแล้วด้วยมนสิการถึงอสุภกัมมัฏฐาน แล้วจึงทำให้อินทรียสังวรศีลสำเร็จ เหมือนอย่างพระวังคี สเถระผู้บวชไม่นานเถิด (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเป็นกระบวนการปฏิบัติ วิปสั สนาเวน้ การใชช้ ีวติ ทโี่ กหกหลอกลวงทุกชนดิ ท่ีเกย่ี วกบั อาชีพบรสิ ุทธิ์ในการแสวงหาปจั จัยเลี้ยงชีพ โดยธรรม มีวิริยะเป็นเหตุให้อาชีวปาริสุทธิศีลสำเร็จ เพราะวิริยะที่ปรารภโดยชอบแล้วเป็นการประ หานมจิ ฉาอาชีวะ เพราะฉะนนั้ อันภิกษพุ งึ ละอเนสนา คอื การแสวงหาอันไม่สมควรอันไมเ่ หมาะสม จึง ทำอาชีวปาริสุทธิศีลนี้ให้สำเร็จด้วยวิริยะด้วยการแสวงหาโดยชอบมีการเที่ยวบิณฑบาต เป็นต้น ใน ปัจจัย ๒ อย่างนั้น สำหรับภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดจากสงฆ์จากคณะและจากสำนัก ของคฤหัสถ์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสโดยคุณทั้งหลายของภิกษุนั้นมีการแสดงธรรมเป็นต้น ชื่อว่า ปัจจัยอัน เกิดขึ้นโดยความบริสุทธ์ิ ส่วนปัจจัยที่เกิดจากการบิณฑบาด เป็นต้น ชื่อว่าเกิดขึ้นโดยความบริสุทธ์ิ อย่างยิ่งนั่นเทียวสำหรับภิกษุผู้ถือธุดงค์ ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดจากการเที่ยวบิณฑบาต เป็นต้น และท่ี เกิดจากสำนักของผู้เลื่อมใสในธุดงค์คุณของภิกษุนั้นโดยอนุโลมแก่ธุดงค์นิยม ชื่อว่า ปัจจัยอันเกิดข้ึน

๑๐๖ โดยความบริสุทธิ์ อนึ่ง เราหลีกเว้นอเนสนาการแสวงหาอันไม่สมควร และเราจักไม่กระทำอเนสนาที่ พระพุทธองค์ทรงรังเกียจแล้ว ในอธิการแห่งอาชีวปาริสุทธิศีลนักพรตผู้มีวิจารณญาณบวชแล้วด้วย ศรัทธา แมแ้ ตค่ ิดกอ็ ยา่ ให้เกดิ ในอเนสนาพงึ ชำระอาชวี ะให้บรสิ ุทธ์ิ (๔) ปัจจยสินนิสสติ ศลี เป็นรูปแบบ ของการยึดเอาหลักในการพิจารณาปัจจัย ๔ ในการพัฒนาองค์ความรู้เป็นการกำหนดในการเห็นแจ้ง ปัญญาเป็นเหตุให้ปัจจัยสันนิสสีตศีลสำเร็จ ผู้มีปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษ และอานิสงส์ของ ปัจจัยทั้งหลายได้ เพราะเหตุนั้นพึงละความกำหนัดยินดีในปัจจัยแล้ว จึงพิจารณาปัจจัยทั้งหลายอัน เกิดขึ้นโดยธรรมสม่ำเสมอจึงบริโภคทำปัจจยสันนิสสิดศีลนี้ให้สำเร็จด้วยปัญญา การพิจารณาปัจจัย ทั้งหลายในปจั จยสันนสิ สตศลี นัน้ มี ๒ อยา่ ง คอื พิจารณาในเวลารับ ๑ พิจารณาในเวลาบรโิ ภค ๑ ใน ความเป็นผู้กระทำปัจจัยสันนิสสตศีลนี้ให้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีความดำรีเต็มบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ใน วันเพ็ญ เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว กุลบุตรแม้อื่นปรารถนาความสิ้นไปแห่งทุกข์ จึงพิจารณา โดยแยบคายแล้วจึงเสพปัจจัยทั้งหลาย ปัจจยสันนิสสิตศีล คือเจตนาที่จะงดเว้นจากความชั่ว และ ทุจริตสำรวมระวังในการที่จะไม่ล่วงละเมิดโดยการงดเว้นไม่ล่วงละเมดิ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และ การงดเว้นจากมโนทุจริต ๓ เรียกว่า เป็นศีลวิสุทธิพร้อมทั้งความสำรวมระวังกาย วาจา ใจ เรียกว่า สังวรศีล ๒) จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นกระบวนการในการกำหนดจิตให้บริสุทธ์ิ สะอาดจากโลภะ โทสะ โมหะ และนวิ รณธ์ รรมท่ีไม่สามารถเกดิ ข้ึนได้ทกุ เวลาที่จิตเข้าไปเพ่งแนบแน่น ในฐานของอารมณอ์ ปุ จารสมาธิ และอปั ปนาสมาธเิ ป็นสภาวะของการกำหนดรู้ในจิตท่ีบรสิ ทุ ธิ์ อารมณ์ ตังมั่นอยู่ฐานความสงบที่เป็นสภาวะไม่มีความฟุงซ่าน สมาธิที่เป็นอารมณ์กุศลจิต จิตวิสุทธิกับการ เจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นการพัฒนาฝึกจิตให้เกิดความตั้งมั่นในคณะที่มีสภาวะเกิดขึ้นไปตามลำดับ ของสมาธิในเวลาที่ปฏิบัติความเพียรอยู่ในสติ ปัญญากำหนดรู้ในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็น จรงิ หลุดพ้นจากนวิ รณธ์ รรม ๕ ประการออกจากกเิ ลสปราศจากความยึดมั่นต่างๆ เปน็ ผลของการทำ ให้เกิดความบริสุทธิ์หมดจดของจิตวิสุทธิ อุปจารพร้อมทั้งองค์ประกอบความหมดจดแห่งปฏิปทา อัปปนาชื่อว่า ความเพิ่มพูนอุเบกขาการพิจารณาความร่าเริง ก็เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า จิตท่ี ถึงความเป็นหนึ่งแล้วย่อมแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ เป็นจิตที่อุเบกขาเพิ่มพูนแล้ว และเป็นจิตที่ญาณ กระตุ้นให้ร่าเริงแล้ว เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบปฏิปทาวิสุทธิด้วยอำนาจที่มาแห่งบริกรรมใน ภายในอัปปนาเท่านั้น พึงทราบการเพิ่มพูนอุเบกขาด้วยอำนาจกิจแห่งตัตรมัชฌัตตุเปกขา และพึง ทราบสมั ปหงั สนาดว้ ยอำนาจความสำเร็จกิจแห่งญาณท่ีทำให้ผ่องแผ้ว เพราะทำความทธี่ รรมท้ังหลาย ไมเ่ ป็นไปกนั เป็นต้นใหส้ ำเรจ็ ๓) ทิฏฐิวสิ ทุ ธกิ บั การเจรญิ วิปสั สนาภาวนา การกำหนดนาม และรูป ๔ เมื่อสภาวะของรูป ที่เกิดขึ้นธาตุ ๔ ในมหาภูมริ ูปท่ีมีปญั ญาในความสามารถแยกรูปกับนามออกจากกันได้ เป็นผู้ได้บรรลุ ถึงนามรูปปริเฉทญาณจึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องสิ่งท้ังหลายนั้นมีเพียงแค่รูปและนาม ย่อมเป็นอันทำ

๑๐๗ ปฐวีธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๒๐ ทำอาโปธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๑๒ ทำเตโชธาตุให้พิสดารโดย อาการ ๔ ทำวาโยธาตุให้พิสดารโดย อาการ ๖ จึงรวมเป็นทำธาตุทั้ง ๔ ให้พิสดารโดยอาการ ๔๒ ความเหน็ ถูกต้องดงั กลา่ วนนั้ สามารถประหานสกั กายทฎิ ฐิไดเ้ ปน็ ความบรสิ ทุ ธิ์ของทิฏฐวิ ิสุทธิ ๔) กังขาวิตรณวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา การกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปใน การหลุดพ้นของความสงสัยทั้ง ๑๖ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เกิดศรัทธาในหลักธรรมเกิดดับของรูปและนามใน ชาติอดีตหรืออนาคตเกิดหรือไม่เกิดแล้ว ละเสียซึ่งความสงสัยทั้งหลายได้ก็เพราะปัญญาใน ความสามารถรแู้ จง้ ถึงหลักเหตแุ ละผลของนาม และรปู เมอ่ื ผู้ปฏบิ ตั ธิ รรมถึงจุดการรู้แจง้ ปริคหญาณใน การกำหนดรู้ไปตามหลกั ปฏจิ จสมุปบาทกล่าวคอื นามและรูปเหล่าน้ันแล ถึงความชราและเห็นความ แตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการ กำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาท โดยปฏิโลมอย่างเรียกว่า ชราและมรณะของสังขารท้งั หลายนมี้ ีข้นึ เพราะมคี วามเกดิ ความเกิดมีเพราะ มีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตณั หามเี พราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ ผัสสะมเี พราะมอี ายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมนี ามและรปู นามและรปู มีเพราะมีวิญญาณ วญิ ญาณ มีเพราะมสี ังขารทั้งหลาย สงั ขารทง้ั หลายมีเพราะมีอวชิ ชาดังน้ี ก็ละความสงสัยต่าง ๆ ไดใ้ นกาลทั้ง ๓ คอื อดตี อนาคต ปจั จุบันด้วยญาณหลุดพน้ ขา้ มความสงสยั ดังกล่าวเรียกว่า กงั ขาวิตรณวิสุทธิ ๕) มคั คามคั คญาณทัสสนวสิ ุทธิกบั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนา จากความเพยี รในการเห็นท่ี ถูกต้องหรือไม่ถูกสามารถกำหนดได้ในใจด้วยนิมิตที่ผิดหรือกำหนดนิมิตที่ถูกต้องเป็นปัญญาในกา ร เกิดขึ้นของหลักธรรมความจริง แสงสว่างของมัคคามัคคญาณทัสนวิสทุ ธิ การกำหนดรู้ชั้นโลกิยะมีอยู่ ๓ อย่าง (๑) ญาตปรญิ ญา การกำหนดรู้ในส่ิงทรี่ ูก้ นั อยแู่ ลว้ ปรากฏอยู่ (๒) ตรี ณปริญญา การกำหนดรู้ ดว้ ยการไตรต่ รองใครค่ รวญ (๓) ปหานปรญิ ญา การกำหนดรู้ด้วยการละปริญญาทง้ั ๓ นี้ปญั ญาในการ รู้ยิ่งชื่อว่าญาณ โดยความไตร่ตรองปัญญาในการละโดยความหมายว่า สละไปในปริญญา ๓ อย่าง ปญั ญาท่เี ปน็ ไปดว้ ยการกำหนดร้ลู ักษณะเฉพาะของธรรมท้ังหลายเหล่านั้นๆ รูปมลี ักษณะเสื่อมสลาย ไป เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์ชื่อว่า ญาตปริญญา กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว ส่วนปัญญา วิปสั สนามีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งยกธรรมท้งั หลายเหล่าน้ันข้นึ สูส่ ามัญญลักษณะรูปไม่เที่ยง เวทนา ไม่เท่ียงดังนี้ ชื่อว่า ตีรณปริญญาแต่วิปัสสนาปัญญาที่มีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งเป็นไปด้วยการละ ความหมายรู้ มคี วามหมายร้วู ่าเที่ยง เป็นต้น ในธรรมท้งั หลายเหลา่ น้นั เองช่อื วา่ ปหานปริญญา ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความหมดจดแห่งปัญญาเห็น ทางปฏิบัติไปโดยลำดับ ๆ หรือเมื่อผู้เจริญกรรมฐานถึงวิสุทธิข้อนี้ ญาณต่าง ๆ อันเป็นตัววิปัสสนา ญาณจะเกิดขึ้นไปตามลำดับ ๆ ตั้งแต่ญาณท่ี ๔ อุทยัพพยญาณเห็นรูปนามเกิดดบั เหน็ พระไตรลักษณ์ ไดช้ ดั เจน ผู้ทจี่ ะเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตา ได้อย่างแท้จริงต้องเจรญิ วิปัสสนากรรมฐานถึง ญาณที่ ๔ เมื่อปฏิบัติต่อไปไม่ประมาท ญาณที่ ๕ ภังคญาณ เห็นเฉพาะความดับไปของรูปนามก็จะ เกิดขึ้น ญาณที่ ๖ ภยญาณ เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว ญาณที่ ๗ อาทีนวญาณเห็นรูปนามเป็นทุกข์

๑๐๘ โทษ ญาณที่ ๘ คือ นิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายในรูปนาม ญาณที่ ๙ มุญจิตกัมยตาญาณ อยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้นจากรปู นาม ญาณที่ ๑๐ ปฏิสังขาญาณ มีจิตใจเขม้ แขง็ ต้ังใจจริงปฏิบตั ิ จริงไม่ท้อถอย ญาณที่ ๑๑ สังขารุเบกขาญาณ อันประกอบไปด้วยองค์คุณ ๖ ข้อ ไม่ยินดี ไม่ดีใจ ไม่ เสียใจเป็นต้น ญาณที่ ๑๒ คือ อนุโลมญาณเตรียมตัวเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนตั ตาชดั เจนดี ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ได้แก่ ญาณที่ ๑๔ มัคคญาณมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตระละกิเลสสกั กายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรา มาส ได้เด็ดขาดตรงนี้ ส่วนญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณอย่ใู นระหว่างวสิ ุทธิท่ี ๖ และวิสทุ ธิที่ ๗ ตอ่ กัน อยู่ ในระหว่างโลกียะกับโลกุตตระต่อกันจะจัดเป็นโลกียะก็ไม่ใช่ จะจัดเป็นโลกุตตระก็ไม่เชิง อุปมา เหมอื นกันกับบคุ คลกา้ วขา เข้าไปในประตูห้องขาหนงึ่ อยู่ข้างนอก อกี ขาหนึง่ อยขู่ า้ งใน จะบอกว่าผู้น้ัน อยูใ่ นห้องก็ไมใ่ ช่ อยนู่ อกห้องก็ไม่เชิงครอบอยู่ในระหวา่ งกลางน่ันเอง ข้อนฉ้ี ันใด โคตรภูญาณก็ฉันน้ัน ปัญญาในการหวนกลับด้วยการออกจากสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภูเพราะครอบงำความเกิดขึ้น ของสังขารทั้งหลาย เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเป็นไปของสังขาร เพราะครอบงำความคับ แค้นใจเรียกวา่ โคตรภู เพราะครอบงำนิมิต คอื สงั ขารภายนอก เรยี กว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความ ไม่เกิดขึ้นของสงั ขารเรยี กว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เปน็ ไป ฯลฯ สู่ความไม่คบั แคน้ ใจ สู่นิโรธ ส่พู ระนพิ พาน เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเกดิ ขึ้นของสงั ขารแลว้ แลน่ ไปสู่ความไม่เกิดขน้ึ คือ พระนพิ พาน ๕.๒ อภิปรายผลของการวจิ ยั จากการศึกษาวิจัยเรื่อง “หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค” ผวู้ ิจัยได้สรุปวเิ คราะหเ์ ป็นการอภิรายผลได้ดังตอ่ ไปนี้ ๕.๒.๑ อภริ ายผลของการศกึ ษาหลกั วสิ ุทธิในคัมภีรว์ สิ ทุ ธิมรรค คอื ๑) ศลี วิสทุ ธิ ปฏบิ ตั อิ ยู่ ในสงั วรศีลเป็นความบริสุทธิห์ มดจดในศลี ของตนทีเ่ รียกวา่ จตุปารสิ ุทธศิ ลี คอื ปาโมกขสงั วรศลี อนิ ทรีย์ สังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจยสันนิสสิตศีล ๒) จิตตวิสุทธิ เป็นจิตที่อันบริสุทธิ์สะอาด หมดจด ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะนิวรณ์ธรรมที่เป็นเครื่องเศร้าหมองไม่สามารถที่เกิดขึ้นได้ทุกขณะที่จิต กำลังปฏบิ ัตสิ มาธิเข้าไปเพ่งจนแนบแนน่ ในอารมณ์กรรมฐาน อปุ จารสมาธิและอัปปนาสมาธไิ ด้ในเวลา ปฏิบัติ เป็นสมาธิขั้นต้นและจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในประโยชน์ต่อการปฏิบัติให้ได้ผลดี เพราะมีสภาวะ สำรวมควรรยู้ งิ่ ๓) ทฏิ ฐิวิสทุ ธิ เป็นความเห็นทปี รากฏขน้ึ ดว้ ยวปิ สั สนาญาณโดยมนี ามปริเฉทญาณที่ ๑ เป็นญาณที่กำหนดรู้รูปนาม เป็นปัญญาที่รู้เห็นรูปนามเป็นเพียงแค่รูปนามพร้อมทั้งละสมมุติบัญญัติ โดยปราศจาก บุคคล ตัวตน เราเขา้ ไม่มคี วามเห็นท่ีเหน็ ตัวคนส่งิ ตา่ งๆ ทัง้ หลายนน้ั เป็นเพียงแค่สมมติ ขน้ึ เทา่ นนั้ เปน็ แค่การบญั ญตั ขิ ้นึ โดยตามความเป็นจรงิ แล้วมีแค่รูปนามขันธ์ ๔) กงั ขาวิตรณวิสทุ ธิ การ พิจารณาถึงเหตุปัจจัยที่ได้แยกออกกายกับใจแต่ละอย่าง มีเหตุปัจจัยสร้างปรุงกันมาอย่างไรจึง

๑๐๙ มองเหน็ ลกึ อวิชชา ตัณหาอุปาทาน กรรม อาหาร เปน็ ตน้ ไดร้ ูเ้ หน็ ปัจจยั ของรปู นามอย่างแจ้งชัด คือ อดตี กาล ๕ อนาคตกาล ๕ และปัจจบุ ันกาล ๖ การสงสัย ๑๖ ประการเป็นความสงสัยในอดตี อนาคต ปัจจุบันย่อมเข้าใจรูปและนามเป็นเหตุผลของกันและกัน ได้แก่ ญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณ ๕) มคั คามคั คญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ ปญั ญาทีเ่ ขา้ ไปกำหนดรูล้ กั ษณะในรูปมลี ักษณะเส่ือมสลายไปมีเวทนา ในการเสวยอารมณ์เป็นความรู้เห็น ญาตปริญญาการกำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่ ส่วนปัญญาที่เป็น วิปัสสนาโดยมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์โดยการยกธรรมทั้งหลายเหล้านั้นขึ้นสู่สามัญลักษณะโดยการ พิจารณา รูปไม่เทียง เวทนาไม่เที่ยง การพิจารณาเช่นนี้เรียกว่า ดีรณปริญญาณ แต่วิปัสสนาที่มีไตร ลักษณเ์ ป็นอารมณ์ เปน็ ไปด้วยการละความหมายร้คู วามท่ีรูว้ ่าเที่ยงเปน็ ต้น ปหานปริญญาเป็นหนทาง ในการหมดจดอันบริสุทธิ์ในทางแสงสว่างเป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้อง การใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช้ทาง ปฏิบตั ิที่ถูกต้อง แตก่ ารกำหนดร้รู ปู นามตามความเปน็ จริงโดยไม่ใสใจส่ิงนน้ั จึงเปน็ ทางปฏิบัติท่ีถูกต้อง ได้แก่ ญาณที่ ๓ อย่างแก่เข้าเขตญาณที่ ๔ อ่อน ๆ อยู่ในเขตของสมถกรรมฐาน ๖) ปฏิปทาญาณทัส สนวิสุทธิ อารมณ์ของวิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ในรูปนามเป็นตัวรู้ เม่ือปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรจน วิปัสสนาเกิดปัญญาที่ปราศจากอุปปกิเลสจนถึงอนุโลมญาณจัดเข้าในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิรวม วิปัสสนาญาณไว้ถึง ๙ ญาณ ได้แก่ อุทยัพพยญาณที่ปราศจากวิปัสสนูปกิเลส ภังคญาณ ภยญาณ อาทนี วญาณ นิพพทิ าญาณ มญุ จิตกุ ัมมยตาญาณ ปฏิสงั ขาญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ และอนุโลมญาณ อยู่ระหว่างกลางไม่จัดเข้าในวิสุทธิ ไม่ว่าข้อ ๖ หรือข้อ ๗ แต่ให้นับเข้าเป็นวิปัสสนาได้ เพราะอยู่ใน กระแสของวิปัสสนา ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ เปน็ ปญั ญาชนั้ สูงสุดของการเจรญิ วิปัสสนาจนสามารถเห็น อริสัจทั้ง ๔ ครบถ้วนต้ังแต่ศีลวิสุทธิถึงปฏิปทาญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ รู้อริสัจเพียงแค่ ๒ สัจจะ รู้ทุกขสัจจ กับสมุทัยสัจจ ส่วนญาณทัสสนวิสุทธิเป็นโลกุตตรวิสุทธิเพราะรู้แจ้งอรสัจจครบทั้ง ๔ วิสุทธิทั้ง ๗ จึง เป็นปจั จัยสง่ิ กนั และกนั ตามลำดับของกาย วาจา ใจให้เข้าถึงได้ ๕.๒.๒ อภิรายผลของการศึกษาหลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือ ปัญญาที่รู้ สภาวะธรรมชาติในกาย เวทนา จิต ธรรมตรงกับปัจจบุ ันตามความเป็นจริงของรปู กับนามเปน็ สุดด้วย วิปัสสนาภูมิ ๖ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจจะมี ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เม่ือ ย่อวิปัสสนาภูมิแล้วมี ๒ รูปธรรมกับนามธรรมกล่าวโดยส้ันๆ รูปและนาม เมื่อพิจารณาโดยองค์ธรรม วิปัสสนาภูมิ ๖ แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาภาวนาในการ ปฏิบัติวิปสั สนาจะต้องมีเฉพาะรูปนามเท่านัน้ การเจริญวิปัสสนาเมื่อเกิดปัญญาแล้ว จะพิสูจน์ไดด้ ้วย ตนเอง รูปนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นปัญญาที่เข้าไปประจักษ์แจ้งความจริงของ วิปัสสนาปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสลงได้ทำให้ ความทุกข์เบาปางหลงด้วยปัญญาในการเจริญ วปิ สั สนาปฏิบตั ิต่อจนถึงมคั คญาณไปปหานกิเลสไดอ้ ยา่ งเด็ดขาดไปในทีส่ ดุ ๕.๑.๓ อภิปรายผลของการศึกษาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิ มรรค คอื

๑๑๐ ๑) ศลี วสิ ทุ ธกิ ับการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา เปน็ ความบรสิ ุทธิห์ มดจดในศีลของตนที่เรียกว่า จตุปารสิ ุทธศิ ลี (๑) ปาโมกขสงั วรศลี การสรำรวมรกั ษากาย วาจา และใจพรอ้ มดว้ ยอาจารและโคจรท่ี เป็นปกติเห็นถึงโทษเล็กน้อยของศีลเป็นเรื่องสำคัญ (๒) อินทรีย์สังวรศีล เป็นกระบวนการปฏิบัติ กำหนดในการสำรวมระวงั อินทรียท์ ัง้ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตในการที่ตาได้เห็นรูปจมกู ไดก้ ล่นิ ลิ้นลิ้มรสกายถูกต้อง จิตได้รู้ทางอารมณ์กำลังเกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้ไม่ให้ครอบงำต่อผู้ปฏิบัติมีสติเป็น เหตุใหส้ ำเร็จดว้ ยการรักษาอินทรยี ์ รูป, เสยี ง, กลิน่ , รสและผัสสะท้ังหลายเพราะวา่ ทวารเหล่าน้ีที่ปิด แล้วระวังดีแล้ว อันพวกโจรคือกิเลสปล้นไม่ได้ เหมือนพวกโจรปล้นบ้านท่ีปิดประตูดีแล้วไม่ได้ ฉะนั้น ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด ราคะย่อมรั่วไหลเข้าไปสู่จิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น จิต เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น โยคีบุคคลพึงบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยมนสิการถึงอสุภกัมมัฏฐาน แล้วจึงทำให้อินทรียสังวรศีลสำเรจ็ (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล การดำเนิน ชีวิตที่ถูกต้อง เว้นการใช้ชีวิตที่โกหกหลอกลวงทุกชนิดที่เกี่ยวกับอาชีพบริสุทธิ์โดยธรรม มีวิริยะเป็น เหตุให้อาชีวปาริสุทธิศีลสำเร็จ เพราะวิริยะเป็นการประหานมิจฉาอาชีวะ เพราะฉะนั้น อันภิกษุพึง ละอเนสนา จึงทำอาชีวปาริสุทธิศีลให้สำเร็จด้วยวิริยะด้วยการแสวงหาโดยชอบในปัจจัย ๒ อย่าง สำหรบั ภิกษผุ ้ไู มไ่ ด้ถอื ธุดงคป์ จั จัยท้ังหลายทเี่ กิดจากสงฆ์จากคณะ และจากสำนักของคฤหัสถ์ท้ังหลาย ผู้เลื่อมใสโดยคุณทั้งหลายของภิกษุนั้น มีการแสดงธรรมเป็นต้น ชื่อว่า ปัจจัยอันเกิดขึ้นโดยความ บริสุทธิ์ ส่วนปัจจัยที่เกิดจากการบิณฑบาต เป็นต้น ชื่อว่า เกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์อย่างยิ่งนั่นเทียว สำหรบั ภิกษผุ ู้ถอื ธดุ งค์ ปจั จัยทัง้ หลายที่เกิดจากการเท่ียวบิณฑบาต เปน็ ต้น และท่เี กิดจากสำนักของผู้ เลื่อมใสในธุดงค์คุณของภิกษุนั้น โดยอนุโลมแก่ธุดงค์นิยม ชื่อว่า ปัจจัยอันเกิดขึ้นโดยความบริสุทธ์ิ อนึ่ง หลีกเว้นอเนสนาการแสวงหาอันไม่สมควร และเราจักไม่กระทำอเนสนาที่พระพุทธองค์ทรง รังเกียจแล้ว ในอธิการแห่งอาชีวปาริสุทธิศีลนักพรตผู้มีวิจารณญาณบวชแล้วด้วยศรัทธา แม้แต่คิดก็ อย่าให้เกิดในอเนสนาพึงชำระอาชีวะให้บริสุทธิ์ (๔) ปัจจยสินนิสสิตศีล เป็นรูปแบบของการยึดเอา หลักในการพิจารณาปัจจัย ๔ ในการพัฒนาองค์ความรู้เป็นการกำหนดในการเห็นแจ้งปัญญา ผู้มี ปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษ และอานิสงส์ของปัจจัยทั้งหลายได้ การพิจารณาปัจจัยทั้งหลายใน ปัจจัยสันนิสสตศีลนั้นมี ๒ อย่าง พิจารณาในเวลารับ ๑ พิจารณาในเวลาบริโภค ๑ ในความเป็น ผู้กระทำปัจจัยสันนิสสตศีลน้ีให้บริสุทธิ์ เป็นผู้มีความตำรีเต็มบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผมู้ ีอาสวะท้ังปวงหมดสิ้นแล้ว การปรารถนาความสิ้นไปแห่งทุกข์ จงึ พจิ ารณาโดยแยบคายแล้วจึง เสพปัจจัยทง้ั หลาย ปจั จัยสนั นสิ สิตศีล เจตนาทจี่ ะงดเว้นจากความชั่ว และทุจริตสำรวมระวังในการที่ จะไม่ลว่ งละเมดิ โดยการงดเวน้ ไมล่ ว่ งละเมดิ กายทุจริต ๓ วจที ุจริต ๔ และการงดเวน้ จากมโนทุจริต ๓ เรียกว่าเปน็ ศีลวิสุทธิพร้อมทั้งความสำรวมระวังกาย วาจา ใจ เรยี กว่า สงั วรศลี สอดคล้องกับงานวิจัย ของพระครูพิศาลโชติวัฒน์ (วิฑูรย์ โชติปญฺโญ) ได้ศึกษา “ศึกษาปาริสุทธิศีลในการปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนา” ว่า ปาริสุทธิศีลเป็นธรรมที่สนับสนุนการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา โดยที่ปาริสุทธิศีล ๔ นี่เม่ือ

๑๑๑ จัดเข้าในไตรสิกขาได้แก่ อธิสีลสิกขา เมื่อจัดเข้าในอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สีลขันธ์คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เพราะเหตุนั้นปาริสุทธิศีล ๔ จึงเป็นบาทฐานทีอ่ บรมให้สมาธิเกิด สมาธิ ทเ่ี กดิ จากการอบรมของศลี ย่อมอบรมใหเ้ กดิ ข้ึนซ่งึ ปญั ญา คอื วปิ สั สนาญาณ๑ ๒) จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นการเจริญวิปัสสนากำหนดจิตให้บริสุทธ์ิ สะอาดจากโลภะ โทสะ โมหะ และนิวรณ์ธรรมท่ีไมส่ ามารถเกิดขึ้นได้ ที่จิตเข้าไปเพ่งแนบแน่นในฐาน ของอารมณ์อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิเป็นสภาวะของการกำหนดรู้ในจิตที่บรสิ ุทธ์ิ อารมณ์ตังมั่น อยฐู่ านความสงบที่เป็นสภาวะไม่มคี วามฟงุ้ ซา่ น สมาธิท่ีเปน็ อารมณ์กุศลจติ ไปตามลำดับของสมาธิใน เวลาที่ปฏิบัติความเพียรอยู่ในสติ ปัญญากำหนดรู้ในสภาวธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง หลุดพ้น จากนวิ รณ์ธรรม ๕ ประการออกจากกิเลสปราศจากความยึดมน่ั ต่าง ๆ เป็นผลของการทำให้เกิดความ บริสุทธิ์หมดจดของจิตวิสุทธิ อุปจารพร้อมทั้งองค์ประกอบความหมดจดแห่งปฏิปทา อัปปนาความ เพิ่มพูนอุเบกขาการพิจารณาความร่าเริงกเ็ พราะพระผูม้ ีพระภาคตรสั ไวว้ า่ จิตที่ถึงความเป็นหนึ่งแลว้ ย่อมแล่นไปสู่ปฏิปทาวิสุทธิ เป็นจิตที่อุเบกขาเพิ่มพูนแล้ว และเป็นจิตที่ญาณกระตุ้นให้ร่าเริงแล้ว เพราะเหตนุ ้นั บัณฑติ พึงทราบปฏิปทาวิสทุ ธิ ด้วยอำนาจที่มาแห่งบริกรรมในภายในอปั ปนาเทา่ นั้น พึง ทราบการเพิ่มพูนอุเบกขาด้วยอำนาจกิจแห่งตัตรมัชฌตั ตเุ ปกขา และพึงทราบสัมปหังสนาด้วยอำนาจ ความสำเร็จกิจแห่งญาณเป็นต้น สอดคล้องกับการกล่าวของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) หรือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ในหนังสือพุทธธรรมว่า “...อุปจารสมาธิ เป็นสมาธิเมื่อจิตตั้งมั่นโดยละ นวิ รณท์ งั้ ๕ ไดถ้ า้ มองในแง่การกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ก็เปน็ ช่วงทเ่ี กิดปฏภิ าคนิมติ ภาพที่มองเห็น ในใจของสิ่งทีใ่ ช้เปน็ อารมณ์กรรมฐาน ซึ่งประณีตลึกซึ้งเลยจากขัน้ ท่ีเปน็ ภาพติดตาไปอกี ขั้นหนึ่ง เป็น ของเกิดจากสัญญา บรสิ ทุ ธ์ิปราศจากสีปราศจากมลทินสามารถนึกขยายหรือย่อสว่ นได้ตามปรารถนา เปน็ สมาธจิ วนเจียนจะแนว่ แนโ่ ดยสมบูรณ์ ใกล้จะถึงฌาน”๒ ๓) ทิฏฐิวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นการกำหนดนาม และรูป ๔ เมื่อสภาวะ ของรปู ทเ่ี กดิ ขึน้ ธาตุ ๔ ในมหาภมู ริ ูปทีม่ ปี ญั ญาในความสามารถแยกรูปกับนามออกจากกันได้ เปน็ ผู้ได้ บรรลุถึงนามรูปปริเฉทญาณจึงเป็นความเห็นที่ถูกต้องสิ่งทั้งหลายนั้นมีเพียงแค่รูปและนาม ย่อมเป็น อันทำปฐวีธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๒๐ ทำอาโปธาตุให้พิสดารโดยอาการ ๑๒ ทำเตโชธาตุให้พิสดาร โดยอาการ ๔ ทำวาโยธาตุให้พิสดารโดย อาการ ๖ จึงรวมเป็นทำธาตุทั้ง ๔ ให้พิสดารโดยอาการ ๔๒ ความเห็นถูกต้องดังกล่าวนั้นสามารถประหานสักกายทิฎฐิได้เป็นความบริสุทธิ์ของทิฏฐิวิสุทธิ ๑ พระครูพิศาลโชติวัฒน์ (วิฑูรย์ โชติปญฺโญ), ศึกษาปาริสุทธิศีลในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘), หน้า ๙๓. ๒ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมกิ จำกดั , ๒๕๕๑), หนา้ ๘๒๖.

๑๑๒ สอดคล้องของงานวิจัยของพระสิริชัย เขมจิตฺโต (เรืองธารา) ได้วิจัย “หลักธรรมและการปฏิบัติ วิปัสสนาภาวนาในฉฉักกสูตร” ว่า การเจริญวิปัสสนาแบบวิปัสสนาล้วน และมีแนวทางในการปฏิบัติ ตามหลักมหาสติปัฏฐาน มีสติกำหนดรูปนาม ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ คือ ๑) การพิจารณาเห็นกายใน กาย๒) การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาท้ังหลาย ๓) การพจิ ารณาเหน็ จิตในจติ ๔) การพิจารณาเห็น ธรรมในธรรมทั้งหลาย การพจิ ารณากายในกาย แบ่งออกเปน็ ๖ หมวด คือ ๑) พจิ ารณาลมหายใจเข้า ออก ให้เห็นอาการลมหายใจเข้าออก ติดต่อกันเป็นช่วงยาวสั้นสลับกันไป ๒) พิจารณาอิริยาบถการ เดิน ยืน นั่ง นอน ให้รู้อาการความเป็นไปของอิริยาบถนั้น ๆ ๓) พิจารณาสัมปชัญญะ คือ พิจารณา ความรู้สึกตัวในการเคลื่อนไหวทางกายนอกเหนือจากอิริยาบถหลัก ๔) พิจารณาสิ่งปฏิกูล คือ พิจารณาอาการ ๓๒ ในกายของตนมี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ให้เห็นว่าเป็นของน่าเกลียด ๕) หมวดธาตุมนสิการ คือ การพิจารณาเห็นกายตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่ โดยความเป็นธาตุว่า ในกาย เป็นที่ชุมนุมของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอยู่ ๖) หมวดนวสีวถิกาปัพพะ หรือป่าช้า ๙ คือการ พจิ ารณาเหน็ ซากศพอันเขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ช้าในสภาพทีแ่ ตกต่างกนั ตามกาลเวลาท่ีล่วงเลยไป๓ ๔) กังขาวิตรณวิสทุ ธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป ในการหลดุ พน้ ของความสงสัยท้ัง ๑๖ เม่ือผู้ปฏบิ ตั ิไดเ้ กดิ ศรทั ธาในหลกั ธรรมเกดิ ดับของรปู และนามใน ชาติอดีตหรืออนาคตเกิดหรือไม่เกิดแล้ว ละเสียซึ่งความสงสัยทั้งหลายได้ ก็เพราะปัญญาใน ความสามารถรูแ้ จ้งถึงหลักเหตุและผลของนาม และรูปเมอ่ื ผ้ปู ฏบิ ัตธิ รรมถึงจุดการรู้แจง้ ปริคหญาณใน การกำหนดรู้ไปตามหลกั ปฏิจจสมุปบาท นามและรูปเหล่านั้น ถึงความชราและเห็นความแตกดับของ สังขารทั้งหลายที่ชราแล้ว จึงทำการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้นเพราะมีความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมี อุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามีเพราะมีผัสสะ ผัสสะมีเพราะมี อายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมีนามและรูป นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ วิญญาณมีเพราะมี สังขารทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะมีอวิชชาก็ละความสงสัยต่าง ๆ ได้ในกาลทั้ง ๓ อดีต อนาคต ปัจจุบันด้วยญาณหลุดพ้นข้ามความสงสัยดังกล่าวเรียกว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ สอดคล้องกับงานวิจัย ของแม่ชีวรรนรักษ์ ธนธรรมทิศได้วิจัย “ศึกษาปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเหตุในการปฏิบัติวปิ ัสสนาภาวนา” ว่า ความสัมพันธ์ของการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ซึ่งปฏิจสมุปบาทฝ่ายเหตุ ปรากฏในกระบวนการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาท้ังในฐานกาย เวทนา จิต และธรรม คือ ปรากฏในการ พิจารณาเห็นธรรมเป็นเหตุเกิดขึน้ ในกาย ในเวทนา ในจิต และในธรรม องค์ธรรมในปฏจิ สมุปบาทแต่ ๓ พระสิริชัย เขมจิตฺโต (เรืองธารา), “ศึกษาหลักธรรมและการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในฉักกสูตร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชาวิทยาลัย, ๒๕๖๐), หนา้ ๖๗.

๑๑๓ ละองค์ปรากฏในสติปัฏฐานอย่างครบถ้วน เช่น เวทนานุปัสสนา ผู้ปฏิบัติย่อมกำหนดรู้เวทนา ในปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเหตุไปด้วยกัน โดยที่เวทนานั้นก็มีผัสสะเป็นปัจจยั ให้เวทนาเกิด การที่ผู้ปฏิบัติ กำหนดรู้ เวทนาย่อมทราบถึงผสั สะท่ีเป็นปจั จัยให้เวทนานัน้ เกิดด้วย และรู้ธรรมอันเป็นเหตุให้เวทนา เกิด ได้แก่ อวิชชา ตัณหา กรรม และอาหาร ในส่วนของอายตนะในการรู้ชัดตา และรูปก็ย่อมเป็น ปัจจัยให้เกิดผัสสะและเวทนา อันเป็นกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเหตุทั้งสิ้น ดังนั้น การ ศึกษาปฏิจจสมปุ บาท ฝ่ายเหตใุ นการปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาจึงมปี ระโยชน์ คอื ทำให้เหน็ ความเป็นปัจจัยของ รูปนามในขณะที่กำหนดรู้ตามฐานต่าง ๆ ในสติปัฏฐานทั้ง ๔ อย่างถูกต้อง และทำลายความสงสัยใน ปัจจัยให้เกิดรูปนาม อันจะเป็นทางให้ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลให้ เกิด ความกา้ วหน้าในการปฏบิ ัติจนถงึ ความหลุดพน้ คือ มรรค ผล และนพิ พานตอ่ ไปได้๔ ๕) มคั คามคั คญาณทสั สนวสิ ทุ ธิกับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา เป็นการเหน็ ทถี่ ูกต้องหรือไม่ ถูกสามารถกำหนดได้ในใจด้วยนิมิตที่ผิดหรือกำหนดนิมิตที่ถูกต้องเป็นปัญญาในการเกิดขึ้นของ หลักธรรมความเป็นจริงแสงสว่างของมัคคามัคคญาณทัสนวิสุทธิ กำหนดรู้ชั้นโลกิยะมีอยู่ ญาตปรญิ ญา การกำหนดรู้ในสง่ิ ท่รี ู้กันอยู่แล้วปรากฏอยู่ ตีรณปรญิ ญา การกำหนดรดู้ ้วยการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ปหานปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการละปริญญาทั้ง ๓ ปัญญาในการรู้ยิ่งด้วยญาณ โดยความไตร่ตรองปัญญาในการละโดยความหมายว่า สละไปในปริญญา ๓ ปัญญาที่เป็นไปด้วยการ กำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของธรรมทั้งหลายเหล่านัน้ รูปมีลักษณะเสื่อมสลายไป เวทนามีลักษณะเสวย อารมณช์ ือ่ ว่า ญาตปรญิ ญา กำหนดรสู้ ง่ิ ท่ปี รากฏอยแู่ ล้ว สว่ นปัญญาวปิ สั สนามไี ตรลักษณ์เป็นอารมณ์ ซึ่งยกธรรมทัง้ หลายเหล่านัน้ ขึ้นสู่สามัญญลักษณะรูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เทีย่ งดงั น้ี ชื่อว่า ตีรณปริญญา แตว่ ิปสั สนาปญั ญาทมี่ ีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซงึ่ เป็นไปดว้ ยการละความหมายรู้ มคี วามหมายรู้ว่าเที่ยง เป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเป็นปหานปริญญาสอดคล้องกับการกล่าวของพุทธทาสภิกขุว่า “เมื่อใดเกิด ญาณรู้แจ้งจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางของวิปัสสนาชั้นที่จะทำการตัดสังโยชน์ ตัดกิเลสอัน ละเอียดเสยี ได้ เมอื่ นน้ั จงึ จะเชอ่ื ว่ามีมคั คามัคคญาณทัสสนวสิ ุทธิ เป็นตวั วปิ ัสสนาความบรสิ ุทธ์ิหมดจด ของความรู้ความเห็นที่ ว่า อะไรเป็นทางถูก อะไรเป็นทางผิด เขาจะต้องศึกษา อบรม ดำรงตัวให้เดิน ในทางทชี่ อบไว้เรือ่ ย ๆ ไปจนเกิดความรู้แจ้งชดั ในหนทางแห่งวปิ ัสสนาจิตท่ีถกู ตรงโดยประการท้ังปวง มีญาณทัสสนะในเรอ่ื งทางผดิ ทางถูก โดยสมบูรณเ์ ชน่ นนั้ แล้ว ญาณในข้นั ต่อไปกจ็ ำตอ้ งดำเนินถูกทาง ๔ แม่ชีวรรนรักษ์ ธนธรรมทิศได้วิจัย, “ศึกษาปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเหตุในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา”, วิทยานพิ นธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชาวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐), หน้า ๑๐๑.

๑๑๔ เป็นธรรมดา และก้าวไปตามลำดับ นับตั้งแต่เห็นความจริงในสังขารทั้งปวง ชัดแจ้งถึงที่สุดจนกระทั่ง วางเฉยในสิง่ ทั้งปวง มีจิตพรอ้ มท่ีจะบรรลุถึงการรู้อรยิ สัจจ์ ที่เปน็ ชัน้ คุณวเิ ศษสบื ไป”๕ ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา อันเป็นตัววิปัสสนาญาณจะ เกิดขน้ึ ไปตามลำดบั ๆ ต้ังแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณเห็นรูปนามเกดิ ดบั เห็นพระไตรลักษณ์ได้ชัดเจน ผู้ที่จะเห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างแท้จรงิ ตอ้ งเจริญวิปัสสนากรรมฐานถึงญาณท่ี ๔ เม่อื ปฏิบตั ิต่อไปไมป่ ระมาท ญาณที่ ๕ ภงั คญาณ เหน็ เฉพาะความดบั ไปของรูปนามกจ็ ะเกิดขึ้น ญาณ ท่ี ๖ ภยญาณ เหน็ รูปนามเปน็ ของน่ากลวั ญาณที่ ๗ อาทีนวญาณเห็นรูปนามเป็นทุกขโ์ ทษ ญาณที่ ๘ คือนิพพิทาญาณ เบื่อหน่ายในรปู นาม ญาณที่ ๙ มุญจิตกัมยตาญาณ อยากออก อยากหนี อยากหลดุ อยากพน้ จากรปู นาม ญาณที่ ๑๐ ปฏิสังขาญาณ มีจิตใจเข้มแข็งต้งั ใจจริงปฏิบัติจริงไม่ท้อถอย ญาณท่ี ๑๑ สงั ขารเุ บกขาญาณ อนั ประกอบไปดว้ ยองค์คณุ ๖ ข้อ ไมย่ นิ ดี ไม่ดีใจ ไม่เสยี ใจเปน็ ตน้ ญาณที่ ๑๒ คือ อนุโลมญาณเตรียมตัวเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาชัดเจนดี สอดคล้องกับ การกล่าวของพระพรหมคุณาภรณ์ หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวว่า “ต่อ จากอนุโลมญาณ ก็จะเกิด โคตรภูญาณ (๑๓) ญาณครอบโคตร คือ ญาณที่เป็นหัวต่อ ระหว่างภาวะ ปุถุชน กับภาวะอริยบุคคล มาคั่นกลาง แล้วจึงเกิดมรรคญาณ ให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไป โคตรภูญาณนี้ ท่านว่าอยู่ระหว่างกลาง ไม่จัดเข้าในวิสุทธิ ไม่ว่าข้อ ๖ หรือข้อ ๗ แต่ให้นับเข้าเป็ น วปิ สั สนาได้ เพราะอยใู่ นกระแสของวปิ ัสสนา”๖ ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ได้แก่ ญาณที่ ๑๔ มัคคญาณมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตระละกิเลสสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพต ปรามาส ได้เด็ดขาด ส่วนญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณอยู่ในระหว่างวิสุทธิที่ ๖ และวิสุทธิที่ ๗ ต่อกัน อยู่ ในระหว่างโลกียะกับโลกุตตระต่อกันจะจัดเป็นโลกียะก็ไม่ใช่ จะจัดเป็นโลกุตตระก็ไม่เชิง อุปมา เหมือนกนั กับบคุ คลกา้ วขา เขา้ ไปในประตหู ้องขาหนึ่งอยขู่ ้างนอก อีกขาหนึ่งอยขู่ า้ งใน จะบอกว่าผู้นั้น อยู่ในหอ้ งก็ไม่ใช่ อยู่นอกหอ้ งก็ไม่เชิงครอบอยู่ในระหว่างกลางน่ันเอง ข้อนฉ้ี นั ใด โคตรภูญาณก็ฉันนั้น ปญั ญาในการหวนกลับด้วยการออกจากสงั ขารภายนอก โคตรภเู พราะครอบงำความเกิดขึน้ ของสังขาร ทั้งหลาย เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเป็นไปของสังขาร เพราะครอบงำความคับแค้นใจ เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำนิมิตสังขารภายนอก เรียกว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ของสังขารเรียกว่า โคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เป็นไปสู่ความไม่คับแค้นใจสู่นิโรธ สู่พระนิพพาน เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้นของสังขารแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น คือ พระนิพพาน ๕ เร่ืองเดียวกัน, หนา้ ๒๒๑. ๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕, (กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๑), หนา้ ๓๖๔.

๑๑๕ สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของพระสุรจิต ชนาสโภ (ทมุ กจิ จะ) ได้วจิ ยั “การเจริญวปิ ัสสนาในขันธสูตร” ว่า การปฏิบัติวปิ สั สนาภาวนาเป็นการกำหนดร้อู ปุ าทานขนั ธ์ ๕ คือ ปัญญารแู้ จ้งยอ่ มเกดิ ข้ึนแกผ่ ูป้ ฏบิ ตั ิว่า ขนั ธ์ ๕ เหลา่ นั้นเป็นเพยี งรูปนามทีป่ ราศจากสัตว์ บุคคล ตวั ตน เขา เรา และเหน็ ว่าขันธ์เหล่านี้ตกอยู่ ภายใต้อำนาจของไตรลักษณ์ ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ละอุปทานในขันธ์ ๕ ความ วิปลาสไดใ้ นทีส่ ุด การกำหนดรู้กำหนดละกิเลสอันเป็นเหตุแห่งความสะดุ้งกลวั เป็นเคร่ืองประกอบการ พิจารณาให้เกิดวิปัสสนา การตั้งสติระลึกรู้สภาวธรรมรูปนาม ปัจจุบันที่ปรากฏทางทวารทั้ง ๖ ก็จะ เห็นทุกสง่ิ ตามความเป็นจริง เกดิ ญาณปญั ญารแู้ จง้ พระนิพพานได้๗ ๕.๓ ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัย ผลการวิจัยเรื่อง “หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค” ดังน้ัน ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอแนะในการนำ ผลการวจิ ยั ไปใช้ และข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยครั้งตอ่ ไป ดังน้ี ๕.๓.๑ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย จากผลการวิจัยศึกษาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนามีประเด็นท่ีนำมาเสนอแนะ ในการนำผลการวจิ ัยไปกำหนดนโยบายดังต่อไปนโยบายดงั ต่อไปนี้ ๑) สลี วิสทุ ธิกบั การเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนาพบว่า ความบรสิ ทุ ธห์ิ มดจดในจตุปาริสุทธิศีลคือ ปาโมกขสังวรศีล อินทรียส์ งั วรศลี อาชีวปาริสทุ ธศิ ีล ปัจจยสินนิสสติ ศีล ดงั น้นั จงึ เสนอแนะให้ควรมีศา สนบุคคลากรทเ่ี ชยี วชาญในสลี วิสุทธิเพื่อแนะนำให้องค์ความรู้ต่อผู้มีความประสงค์ในการศึกษาปฏิบัติ ตามกาลเวลา และจัดการผลิตเอกสารที่เกี่ยวของอธิบายประกอบเนื้อหาเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติ วปิ ัสสนาภาวนา ๒) จิตวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า กำหนดจิตให้บริสุทธิ์สะอาดจากโลภะ โทสะ โมหะ และนวิ รณ์ธรรมทีไ่ ม่สามารถเกดิ ขึ้นได้ ที่จติ เขา้ ไปเพง่ แนบแน่นในฐานของอารมณ์อุปจาร สมาธิ และอัปปนาสมาธิเป็นสภาวะของการกำหนดรู้ในจิตที่บริสุทธิ์เป็นต้น จึงมีการเสนอแนะคณะ สงฆค์ วรใหม้ กี ารอบรมพระสงฆอ์ ยา่ งจริงจงั เพ่อื พฒั นาศาสนปุคคลากรให้มีคุณภาพ ๓) ทิฏฐิวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า เมือสภาวะของรูปที่เกิดขึ้นธาตุ ๔ ใน มหาภูมิรูปที่มีปัญญาในความสามารถแยกรูปกับนามออกจากกันได้ เป็นผู้ได้บรรลุถึงนามรูปปริเฉท ญาณจึงเปน็ ความเห็นที่ถูกต้องส่ิงท้งั หลายนัน้ มีเพยี งแคร่ ูปและนาม จงึ ควรใหภ้ าครัฐเข้ามามีสวนร่วม ในการจดั อบรมให้ผ้ทู ี่สนใจศึกษาและปฏิบตั ธิ รรมตอ่ ไป ๗ พระสุรจิต ชนาสโภ (ทุมกิจจะ), “การเจริญวิปัสสนาในขันธสูตร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชาวิทยาลยั , ๒๕๖๑), หนา้ ๗๙.

๑๑๖ ๔) กังขาวิตรณวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า การกำหนดรู้ปัจจัยของนามและ รูปในการหลุดพ้นของความสงสัยทั้ง ๑๖ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เกิดศรัทธาในหลักธรรมเกิดดับของรูปและ นามในชาติอดีตหรืออนาคตเกิดหรือไม่เกิดแล้ว ละเสียซึ่งความสงสัยทั้งหลายได้ก็เพราะปัญญาใน ความสามารถรูแ้ จ้งถึงหลักเหตุและผลของนาม และรูปเม่ือผู้ปฏิบตั ิธรรมถงึ จุดการรู้แจ้งปริคหญาณใน การกำหนดรู้ไปตามหลกั ปฏิจจสมุปบาท นามและรูปเหลา่ น้ัน ถึงความชราและเหน็ ความแตกดับของ สังขารทงั้ หลายท่ชี ราแล้ว จึงทำการกำหนดร้ปู ัจจยั ของนามและรูปทางปฏจิ จสมุปบาทโดยปฏิโลม จึง เสนอแนะควรให้มีการอบรมเฉพาะหลักปฏิจจสมุปบาทนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริงของพุทธบริษัท ท่วั ไปก่อนที่ปฏิบัติ ๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า กำหนดรู้ชั้นโลกิยะมี อยู่ ญาตปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้วปรากฏอยู่ ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการ ไตรต่ รองใคร่ครวญ ปหานปริญญา การกำหนดรดู้ ว้ ยการละปริญญาท้ัง ๓ ปัญญาในการรู้ย่ิงด้วยญาณ โดยความไตร่ตรองปัญญาในการละโดยความหมายว่า สละไปในปริญญา ๓ ปัญญาที่เป็นไปด้วยการ กำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จึงเสนอแนะคณะสงฆ์ควรมีโครงการอบรมให้ การศึกษาตอ่ พระสงฆ์และผูส้ นใจเข้ามาเรยี นรกู้ ่อนที่เข้าไปปฏบิ ตั ธิ รรมโดยเฉพาะ ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า ตั้งแต่ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ ญาณที่ ๕ ภังคญาณ ญาณที่ ๖ ภยญาณ ญาณที่ ๗ อาทีนวญาณ ญาณที่ ๘ นิพพิทา ญาณ ญาณที่ ๙ มุญจิตกัมยตาญาณ อยากออก อยากหนี อยากหลุด อยากพ้นจากรูปนาม ญาณท่ี ๑๐ ปฏิสังขาญาณ มี ญาณที่ ๑๑ สังขารุเบกขาญาณ ญาณที่ ๑๒ คือ อนุโลมญาณเตรียมตัวเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน เห็นอนิจจงั ทุกขัง อนัตตาชัดเจนดี จึงเสนอแนะควรใหม้ ีการภาคเข้ามีสวนร่วมใน การศกึ ษาปฏบิ ตั แิ ละอบรมวิปสั สนาเพอ่ื เขา้ ให้ถึงหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาพบว่า ความหมดจดแห่งญาณที่ ๑๔ มัคคญาณมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นโลกุตตระละกิเลสสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาสได้ เด็ดขาด ส่วนญาณที่ ๑๓ โคตรภูญาณอยู่ในระหว่างวิสุทธิที่ ๖ และวิสุทธิที่ ๗ ต่อกัน อยู่ในระหว่าง โลกียะกับโลกุตตระต่อกันจะจัดเป็นโลกียะก็ไม่ใช่ จะจัดเป็นโลกุตตระก็ไม่เชิง อุปมาเหมือนกันกับ บุคคลก้าวขาเข้าไปในประตูห้องขาหนึ่งอยู่ข้างนอก อีกขาหนึ่งอยู่ข้างใน จะบอกว่าผู้นั้นอยู่ในห้องก็ ไม่ใช่ อยู่นอกห้องก็ไม่เชิงครอบอยู่ในระหว่างกลางนั่นเอง จึงเสนอแนะหน่วยงานที่เกี่ยวของรัฐ สำนักงานพระพุทธศาสนา และคณะสงฆเ์ พ่ืออนุรักษฟ์ ืน้ ฟสู บื สานสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ๕.๓.๒ ขอ้ เสนอแนะในการนำผลวจิ ยั ไปใช้ สำหรับหน่วยงานและผู้สนใจที่จะนำผลการวิจัยนี้ไปใช้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ ควรศึกษา รายละเอียดข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย มี ๑) เพื่อศึกษาหลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค๒) เพื่อศึกษาหลักวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ๓) เพื่อศึกษาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนา

๑๑๗ ภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ควรศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจชดั เจนถึงประเด็นต่างๆ ในหลักธรรมแล้วจึงนำ ผลการวิจัยนี้ไปปรับ และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการปฏิบัติวิปัสสนาเพื่อให้เกิดประโยชน์และความ ถูกตอ้ งเหมาะสมตามหลักธรรมพระพุทธศาสนา ๕.๖.๓ ขอ้ เสนอแนะสำหรบั การวิจัยครัง้ ตอ่ ไป สำหรบั ผู้สนใจจะทำวิจยั ครั้งต่อไปผู้วจิ ัยมขี ้อเสนอแนะดังนี้ ๑) ควรศกึ ษาหลักวิสุทธกิ บั การเจริญวปิ ัสสนาในคมั ภรี ์พระพุทธศาสนา ๒) ควรศึกษาสาเหตุของญาณทัสสนวิสทุ ธกิ บั การเจรญิ วปิ สั สนาในพระพุทธศาสนา ๓) ควรศึกษาเปรียบเทียบหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนในคัมภีร์วิสุทธิมรรคใน การเจรญิ วิปสั สนาในยคุ ปจั จบุ ันของไทย

๑๑๘ บรรณานุกรม ๑. ภาษาไทย ก. ขอ้ มูลปฐมภมู ิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. _________. อรรถกถาภาษาไทย พระสุตันตปิฏกขุททกนิกายธรรมบท ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๖. _________. คมั ภีรว์ สิ ุทธิมรรค. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๖. ข. ข้อมูลทุติยภูม (๑) หนังสือ: ปิเตอร์ เอ. แจ็กสัน (peter A. Jackson). พุทธทาสภิกขุ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และการ ปฏิรูปเชิงนวสมัยนิยมประเทศไทย. แปลและเรียบเรียงโดย มงคลเดชนครินทร์. พิมพ์ ครั้งท่ี ๒. สำนักพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๗. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมูลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๗. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์พทุ ธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔. _________. พุทธธรรมฉบับปรับขยาย. พิมพ์ครั้งที่ ๓๕. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ผลิธัมม์ใน เครอื บรษิ ัท สำนักพมิ พเ์ พ็ทแอนดโ์ ฮม จำกัด, ๒๕๕๕. พุทธทาสภิกขุ. สมถวิปัสสนแห่งยุคปรมาณู. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ บริษัทตถาตา พับลเิ คช่ัน จำกดั , ๒๕๔๙. ธนติ อยโู่ พธ์ิ. วปิ ัสสนานิยม. พิมพค์ รัง้ ที่ ๗. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย , ๒๕๔๐. สภุ าพรรณ ณ บางชาง. ประวัติวรรณคดีบาลใี นอนิ เดียและลังกา. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์จุฬาลง กรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๖. มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลั. วรรณคดบี าลี. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๐. พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช). ศัพท์วิเคราะห์. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ เล่ยี งเชียง, ๒๕๕๘. พระธรรมธรี ราชมหามุนี (โชดก ญาณสทิ ฺธ)ิ . คำบรรยายวปิ ัสสนากรรมฐาน. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั ประยูรวงศพ์ ริ้นติง้ จำกัด, ๒๕๕๐.

๑๑๙ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ). ตามรอยพระอรหันต์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๔๙. วศิน อินทสระ. สาระสำคัญแห่งวิสุทธิมรรค. พิมพ์ครั้งที่ ๕. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เม็ดทราย, ๒๕๕๗. พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ). คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน. พิมพ์ที่ครั้งที่ ๔. บริษัท สหธรรมกิ จำกัด, ๒๕๕๐. พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ). วิปัสสนานัย เล่ม ๑. พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) ตรวจ ชำระ. พระคนั ธสาราภิวงศ์ แปลและเรียบเรยี ง, ๒๕๔๘. พทุ ธทาสภกิ ข.ุ คู่มือมนุษย์ฉบบั สัมบรู ณ.์ กรงุ เทพมหานคร: บริษทั ตถาตาพบั ลิเคชั่นจำกัด, ๒๕๔๙. สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ). อริยวังสปฏิปทา ปฏิปทาอันเป็นวงศ์แห่งพระ อริยะเจา้ . กรงุ เทพมหานคร: หจก. ประยรู สาสน์ ไทย การพมิ พ์, ๒๕๕๔. หลวงพ่อทูล ขิปฺปญฺโญ. สัมมาทิฆฐิ. กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ จำกัด มหาช, ๒๕๕๒. พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรสี). วิปัสสนาภูมิ. พิมพ์ครั้งท่ี ๖. กรุงเทพมหานคร: บริษัท บุญศิ ริการพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๒. ธนิต อยู่โพธ์ิ. วิปัสสนานิยมว่าด้วยทฤษฎี และการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน. พิมพ์ครั้งที่ ๗. กรุงเทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๐. พระพุทธโฆสเถระ รจนา. คัมภีร์วิสุทธิมรรค. แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ). พิมพค์ รัง้ ที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร: บริษทั ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔. คณาจารย์ มหามกุฎราชวิทยาลัย. วิสุทธิมรรคแปล ภาค 1 ตอน 1. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา มกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕. พระสังฆรักขิตมหาสามิ. โพธาลังการมัญชรี. แปลและเรียบเรียงโดย พระคันธสาราวงศ์ กรงุ เทพมหานคร: หจก. ไทยรายวนั การพมิ พ์, ๒๕๔๖. (๒) วิทยานพิ นธ:์ พระนิคม ธมฺมธโร (พงษสมุทร). “การศึกษาเปรียบเทียบคำสอนเรื่องศีลในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับคัม วิมุตติมรรค”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบณั ฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖. พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก). “ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภาวนาสูตร”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๗.

๑๒๐ พระภญิ โญ ภรู ิปญฺโ (เศรษฐสิโรตม์). “ศกึ ษาวจิ ยั การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักธรรมในสติสูตร”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗. พระมหาอนชุ า ภททฺ สธุ ี (จันทวงศ์). “ศึกษาหลักธรรมท่ีเกีย่ วข้องกับการปฏบิ ตั วิ ปิ ัสสนาภาวนาในปริญ เญยยสูตร”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหำบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕. พระครูพิศาลโชติวัฒน์ (วิฑูรย์ โชติปญฺโญ). “ศึกษาปาริสุทธิศีลในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗. พระครูสมุหเ์ กดิ ปญุ ฺญกาโม (ดานขนุ ทด). “ศึกษาเวทนาในการปฏบิ ัติวปิ ัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏ ฐาน๔”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๗. พระนิคม ธมมฺ ธโร (พงษส์ มุทร). “การศึกษาเปรยี บเทียบคําสอนเรื่องศลี ในคมั ภรี วสิ ุทธิมรรคกับคัมภีร วิมุตติมรรค”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิต วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖. พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์. “สัมมนาวิปัสสนาภาวนา”. หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิปัสสนาภาวนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๕. พระครูพิศาลโชติวัฒน์ (วิฑูรย์ โชติปญฺโญ). “ศึกษาปาริสุทธิศีลในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชาวิทยาลยั , ๒๕๕๘. พระสิริชัย เขมจิตฺโต (เรืองธารา). “ศึกษาหลักธรรมและการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในฉฉักกสูตร”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชาวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐. แม่ชีวรรนรักษ์ ธนธรรมทิศ. “ศึกษาปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเหตุในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชาวทิ ยาลัย, ๒๕๖๐. พระสุรจิต ชนาสโภ (ทุมกิจจะ). “การเจริญวิปัสสนาในขันธสูตร”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตร มหาบัณฑติ . สาขา พระพุทธศาสนา บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชา วิทยาลัย, ๒๕๖๑.

๑๒๑ ประวตั ผิ ู้วิจยั ช่ือ- ฉายา/สกลุ : พระเทพ โชตฺตินธฺ โน (ถาจ) PHRA THEP CHOTINTHAN0 (THACH) วัน เดือน ปเี กิด : วันศุกร์ ท่ี ๑ มกราคม ค.ศ ๑๙๘๐ สถานที่เกดิ : ราชอาณาจักรกัมพชู า การศึกษา : พ.ศ. ๒๕๕๖ ปริญญาตรีพทุ ธศาสตรบัณฑิต สาขาวชิ าบรหิ ารรฐั กจิ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตสรุ ินทร์ อุปสมบท : พ.ศ. ๒๕๕๘ ปริญญารฐั ประศาสนศาตรมหาบัณฑติ สาขาวิชา ยทุ ธศาสตรก์ าร ทีอ่ ย่ปู จั จุบนั บริหารองค์กรท้องถิ่น มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ ินทร์ : พ.ศ. ๒๕๖๐ ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การวจิ ัยเพ่ือพฒั นา ท้องถน่ิ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสุรินทร์ : พ.ศ. ๒๕๖๔ ปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์ : ๑๕ เมษายน ๒๕๔๑ ณ วัดทัวสวุ รรณาราม เขตฤษีแก้ว ราชธานีพนมเปญ พระราชาณาจักรกัมพชู า : พ.ศ. ๒๕๖๔ วดั คุ้มเหนอื (เทพสุรนิ ทร)์ ตำบลในเมอื ง อำเภอเมือง จังหวดั สุรินทร์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook