Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2564_พระเทพ ถาจ

2564_พระเทพ ถาจ

Published by E-Library, Buddhist Studies, MCU Surin, 2023-06-27 06:34:03

Description: 2564_พระเทพ ถาจ

Search

Read the Text Version

หลักวิสทุ ธิกับการเจรญิ วิปสั สนาภาวนาในคมั ภีรว์ สิ ุทธมิ รรค THE PRINCIPLE OF VISUDDHI (PURIFICATION) WITH THE INSIGHT MEDITATION DEVELOPMENT IN THE VISUDDHIMAGGA พระเทพ โชตฺตนิ ฺธโน (ถาจ) วทิ ยานิพนธน์ ีเ้ ป็นสว่ นหนึ่งของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๔

หลกั วิสุทธิกับการเจรญิ วปิ สั สนาภาวนาในคมั ภีร์วิสุทธมิ รรค พระเทพ โชตตฺ นิ ธฺโน (ถาจ) วิทยานิพนธ์นี้เป็นสว่ นหน่ึงของการศึกษา ตามหลักสูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บณั ฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั พุทธศักราช ๒๕๖๔ (ลขิ สิทธเ์ิ ปน็ ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย)

The Principle of Visuddhi (Purification) with the Insight Meditation Development in the Visuddhimagga Phrathep Jottindhano (Thach) A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2021 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)



ก ช่อื วิทยานพิ นธ์ : หลกั วิสทุ ธิกับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค ผู้วจิ ัย : พระเทพ โชตฺตินธฺ โน (ถาจ) ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคมุ วิทยานิพนธ์ : พระราชวมิ ลโมลี, ผศ. ดร., ป.ธ.๙, พธ.บ. (สงั คมวทิ ยา), อ.ม. (บาลีสันสกฤต), พธ.ด. (พระพทุ ธศาสนา) : ดร.ธนรฐั สะอาดเอ่ยี ม, พธ.บ. (สังคมศึกษา), M.A. (Buddhist Studies), M.Phil. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) วันสำเรจ็ การศกึ ษา : ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ บทคดั ยอ่ วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาหลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค หลักวิปัสสนา ภาวนาในคมั ภรี ์วสิ ุทธิมรรค และหลักวสิ ทุ ธิกับการเจริญวิปสั สนาภาวนาในคมั ภรี ว์ ิสุทธิมรรค เป็นการ วิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้การศึกษาข้อมูลพระไตรปิฎก และเอกสารงาน วิชาการที่เก่ยี วขอ้ ง วิเคราะหข์ ้อมลู แบบพรรณนา ผลการวิจัยพบวา่ คัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นพระพุทธโฆษจารย์ เป็นผู้แตกฉานชำนาญในพระไตรปิฎกมีปัญญา แกล้วกล้าไดร้ จนาแต่งไว้เพ่ือเป็นแนวทางในการศึกษาปฏิบตั ิเรียนรู้ดา้ นปริยตั สิ ู่การปฏิบัติไปตามหลัก วิสุทธิประกอบด้วย ๑) ศีลวิสุทธิ ๒) จิตตวิสุทธิ ๓) ทิฏฐิวิสุทธิ ๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ ๕) มัคคามัคค ญาณทัสสนวิสุทธิ ๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นหลักธรรมที่มีประโยชน์ตอ่ การเรียนร้แู ละปฏบิ ัตติ ่อแนวทางของศลี สมาธิ และปญั ญาเปน็ หลกั หลักวิปัสสนาภาวนาเป็นปัญญาที่รู้แจ้งตลอดสภาวะธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งเกิดจาก การกำหนดรรู้ ูปกับนามทีเ่ กิดขึน้ ตามทางตา หู จมูก ลน้ิ กายและใจจนเกิดความรู้ชัดเจนรูปนามที่เป็น ปรมัตถ์ ในคัมภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรค การร้สู ภาวะธรรมชาติในกาย เวทนา จติ ธรรมตรงกบั ปัจจุบันตามความ เป็นจริงของรูปกับนามด้วยวิปัสสนาภูมิ คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในการเห็นแจ้งของรูปธรรมกับ นามธรรม เมือเกิดปัญญาแล้ว จะพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง รูปและนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นปัญญาที่เข้าไปประจักษ์แจ้งความจริงของวิปัสสนาปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสลงได้ทำให้ ความทุกขเ์ บาบางหลงดว้ ยปัญญาในการเจรญิ วปิ สั สนาภาวนา

ข หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค คือมีการปฏิบัติที่สามารถ บรรลุถึงพระนิพพานได้ ต้องผ่านแนวทางของหลักวิสุทธิ ๗ คือ ศีลวิสุทธิ จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขา วิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ วิสุทธิ ๒ คือ ศีลวิสุทธิกับจิตวิสุทธิเป็นความบริสุทธิ์ที่ต้องอาศัยความหมดจดในการนำไปสู่การฝึกอบรมทางจิตให้ สะอาดจากนิวรณ์ธรรมจนเกิดวิปัสสนาญาณซึ่งเป็นปัญญาในการพัฒนาทำให้วิสุทธิอีก ๕ เป็นผลทำ ใหเ้ กดิ ปัญญาอันบรสิ ุทธ์ดิ ว้ ยการเจริญวิปสั สนาภาวนา องค์ความรู้ที่ค้นพบคือ หลักวิสุทธิ ๗ มีผลต่อการปฏิบัตวิ ปิ ัสสนาภาวนา คือ ศีลวิสุทธิกบั จิตวิสุทธิ เป็นความสำรวมให้บริสุทธิ์หมดจดระวังฝึกอบรมกำหนดรู้ของกายและจิตตั้งมั่นอยู่เฉพาะ อารมณ์ด้วยจิตวิสุทธิต่อเนื่อง นำไปสู่การปฏิบัติอันบริสุทธิ์หมดจดต่อ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ โดยสามารถส่งผลให้ผู้ ปฏบิ ตั ิวิปสั สนาภาวนาสำเรจ็ ถึงพระนิพพานด้วยวสิ ทุ ธิ ๗

ค Thesis Title : The Principle of Visuddhi (Purification) with the Insight Meditation Development in the Visuddhimagga Researcher : Phra Thep Jottindhano (Thach) Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Phra Ratchawimonmoli, Assist. Prof., Pali IX, B.A. (Sociology), M.A. (Pali and Sanskrit), Ph.D. (Buddhist Studies) : Dr. Thanarat Sa-ard-iam B.A. (Social Studies), M.A. (Buddhist Studies), M.Phil. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) Date of Graduation : February 3, 2022October 15, 2019 Abstract This research aims to study the principle of the purity ( Visuddhi) in the Visuddhimagga, study the principle of the insight meditation practice in the Visuddimagga, and analyze the principle of the insight meditation practice in the Visuddimagga. This research is documentary research. The data were studies from Tripitaka and its commentaries as well as academic works. Finally, descriptive data analysis. The results of this research were found: The Visuddhimagga was written by Buddhaghosa expert in Tipitaka and the great learner, for guide education leads to practice. The principle of Visuddhimagga has consisted of seven factors, namely: 1) purity of morality ( Sla-visuddhi) , 2) purity of Mind ( Citta-visuddhi) , 3) purity of view ( Dihi-visuddhi) , 4) purity of transcending doubts ( Kakhvitaraa-visuddhi) , 5) purity of the knowledge and vision regarding path and not-path (Maggmaggaadassana-visuddhi), 6) purity of the knowledge and vision of the way of progress ( Paipadadassana-visuddhi) and 7) purity of knowledge and vision (adassana-visuddhi). The Visuddhimagga was the valuable principle for learning and teaching the approaches of the morality ( Sila) , the concentration (Samdhi) and the wisdom (Pa). The principle of the insight meditation as the wisdom (Pa), that as was an enlightened wisdom throughout the reality of fairness. This is caused by a knowing designation in the form ( Rpa) and the name ( Nma) . This occurs through the eye

ง channels, ears, nose, tongue, body, and mind until the knowledge becomes clear in the form ( Rpa) and the name ( Nma) , which were the highest good ( Paramattha) . According to the Visuddhimagga, the knowing the natural conditions in the body ( Kya) , the feeling ( Vedana) , the mind ( Citta) , and the mind-objects ( Dhamma) in present as a matter of fact in the form (Rpa) and the name (Nma) with the insight meditation objects (Vipassan-bhumi) as there are: the five aggregates (Khandha), the twelve spheres ( yatana) , the eighteen elements ( Dhdu ) , the twenty two sense- faculties (Indriya), the four noble truth (Ariyasacca), the twelve dependent origination ( Paiccasamuppda) . This practice is beneficial to the insight meditation practice in the notice of the form (Rpa) and the name (Nma). Once wisdom is formed, it can be proven for itself that the form (Rpa) and the name (Nma) are impermanent (Anicc), suffering ( Dukkha) and non-self ( Anatt) , and it is the wisdom that enters into the manifestation of the truth of the insight and wisdom (Vipassan and Pa), which can break down passions, cause light suffering, wandering with wisdom in the insight meditation practice. The principle of Visuddhi ( purity) and the insight meditation practice in Visuddhimagga is practiced that can be achieved to Nibbna. This practices have to approved accordance with the principle of seven Visuddhi (purity) namely: 1) purity of morality (Sla-visuddhi), 2) purity of mind (Citta-visuddhi), 3) purity of view (Dihi-visuddhi), 4) purity of transcending doubts (Kakhvitaraa-visuddhi), 5) purity of the knowledge and vision regarding path and not-path (Maggmaggaadassana- visuddhi) , 6) purity of the knowledge and vision of the way of progress (Paipadadassana-visuddhi) and 7) purity of knowledge and vision (adassana- visuddhi). The two Visuddhis (purities), purity of morality (Sla-visuddhi) and the purity of mind ( Citta-visuddhi) . It is pureness that requires pure mental training from the hindrances (Nivaraa) until the insight-knowledge (Vipassanna) is created, which is the wisdom ( Pa) in development, making the purity ( Visuddhi) another five purities, resulting in pure wisdom by prospering the insight-knowledge. (Vipassanna). The body of knowledge found that: the principles of seven purities are affect the insight meditation practice, namely: Sla-visuddhi ( purity of morality) and Citta- visuddhi ( purity of mind) . It is purely inclusive, careful, training, determination of physical and mental knowledge, set aside only emotions. The purity of Mind (Citta- visuddhi) continues until it leads to pure practice of the purity of view (Dihi-visuddhi), the purity of transcending doubts ( Kakhvitaraa-visuddhi) , the purity of the knowledge and vision regarding path and not-path ( Maggmaggaadassana- visuddhi), the purity of knowledge and vision (adassana-visuddhi). This can result in the practitioner of the insight meditation practice until attained the Nibbna by the seven purities (Visuddhi).

จ กติ ติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์ เรื่อง หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค สำเร็จ ลุล่วงได้ด้วยดี โดยได้รับความกรุณาเป็นอย่างยิ่งจาก พระราชวิมลโมลี, ผศ.ประธานที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ อาจารย์ ดร.ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม กรรมการที่ปรึกษาร่วม ขอขอบพระคุณที่ได้กรุณาให้ คำปรึกษาแนะนำ และชี้แนะแนวทางในการทำงานวิจัย ร่วมทั้งคณาจารย์ทุกท่านที่ได้กรณุ าประสิทธ์ิ ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ผู้วิจัยตลอดระยะเวลาของการศึกษา จึงขอขอบพระคุณ และเจริญพร ขอบคุณ ณ โอกาสนี้ ขอเจริญพรขอบคุณ เจ้าหน้าที่บัณฑิตวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ ที่อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารต่างๆ ที่ผู้วิจัยเข้าไป ศกึ ษา และเจรญิ พรขอบคุณคณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์รว่ มทั้งผู้ที่ใหค้ วามช่วยเหลือและข้อมูลใน ดา้ นต่าง ๆ เปน็ ประโยชน์ต่อการวิจัย และใหก้ ำลังใจในระหว่างการศึกษาจัดทำวิจยั ฉบับน้ี จนกระทั่ง สำเร็จลุลว่ งด้วยดี คุณค่าและประโยชน์อนั พงึ มีจากวิทยานพิ นธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอให้ส่งผลถึงหลกั วิสุทธิกับการ เจรญิ วิปสั สนาภาวนในคมั ภรี ว์ สิ ุทธมิ รรคเพือ่ เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และพัฒนาสังคมตอ่ ไป คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยขอน้อมบูชาแด่พระคุณบิดา มารดา ตลอดจนบูรพาจารยท์ ที่ า่ นไดอ้ บรมส่งั สอนประสทิ ธิ์ประสาทวิชาความร้ใู ห้แก่ผู้วจิ ัย พระเทพ โชตฺตินฺธโน (ถาจ) ๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕

สารบัญ ฉ เรื่อง หน้า ก บทคัดย่อภาษาไทย ค จ บทคัดยอ่ ภาษาอังกฤษ ฉ ซ กติ ติกรรมประกาศ ๑ สารบัญ ๓ ๓ คำอธบิ ายสญั ญาลกั ษณ์และคำยอ่ ๓ ๓ บทท่ี ๑ บทนำ ๔ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา ๘ ๑.๒ คำถามการวิจยั ๘ ๑.๓ วตั ถุประสงค์ของการวิจัย ๙ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๕ นยิ ามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ในการวจิ ัย ๑๑ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง ๒๑ ๑.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒๔ ๑.๘ วธิ ดี ำเนินการวิจยั ๒๘ ๑.๙ ประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการวจิ ัย ๓๒ ๓๖ บทท่ี ๒ หลักวสิ ทุ ธิในคมั ภีร์วสิ ทุ ธมิ รรค ๔๙ ๒.๑ ศลี วสิ ทุ ธิ ๕๓ ๒.๒ จิตตวิสทุ ธิ ๒.๓ ทิฏฐิวิสทุ ธิ ๒.๔ กังขาวิตรณวสิ ุทธิ ๒.๕ มัคคามัคคญาณทัสสนวสิ ุทธิ ๒.๖ ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ๒.๗ ญาณทสั สนวิสุทธิ ๒.๘ สรุปสาระสำคญั

ช บทที่ ๓ หลกั วิปสั สนาภาวนาในคัมภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรค ๕๖ ๓.๑ แนวคิดเร่อื งวิปสั สนาภาวนาในคัมภีร์วสิ ุทธิมรรค ๖๐ ๓.๒ ความหมายของวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภีร์วสิ ทุ ธิมรรค ๖๓ ๓.๓ ความสำคัญของวิปัสสนาภาวนาในคมั ภีร์วิสุทธิมรรค ๗๒ ๓.๔ ประเภทของวิปสั สนาภาวนา ๗๕ ๓.๕ วธิ กี ารประยุกต์ใชว้ ปิ ัสสนาภาวนาในการเจรญิ กรรมฐานในคัมภีร์วิสุทธมิ รรค ๘๐ ๓.๖ ประโยชนข์ องวิปสั สนาภาวนาในคัมภีรว์ ิสุทธมิ รรค ๘๒ ๓.๗ สรปุ สาระสำคัญ บทท่ี ๔ หลักวสิ ุทธกิ ับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภรี ์วิสทุ ธิมรรค ๘๔ ๔.๑ ศีลวิสุทธิกับการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา ๘๙ ๔.๒ จิตวิสุทธกิ บั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๙๐ ๔.๓ ทิฏฐวิ สิ ทุ ธิกับการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา ๙๓ ๔.๔ กงั ขาวติ รณวิสุทธิกบั การเจริญวิปสั สนาภาวนา ๙๔ ๔.๕ มัคคามัคญาณทสั สนวสิ ทุ ธิกับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๙๕ ๔.๖ ปฏิปทาญาณทัสสนวสิ ุทธิกับการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนา ๙๖ ๔.๗ ญาณทัสสนวิสุทธิกบั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๙๘ ๔.๘ สรปุ ทา้ ยบท บทท่ี ๕ สรปุ ผลของการวจิ ยั และขอ้ เสนอแนะ ๑๐๒ ๕.๑ สรุปผลการวิจยั ๑๐๘ ๕.๒ อภิรายผลการวิจัย ๑๑๕ ๕.๓ ขอ้ เสนอแนะเพ่ือการนาไปใช้ ๑๑๘ บรรณานกุ รม ๑๒๑ ประวัตผิ วู้ จิ ัย

ซ คำอธบิ ายสัญลักษณแ์ ละคำย่อ การอ้างอิงคัมภีร์ได้ใช้พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ และอักษรย่อในวิทยานิพนธ์นี้ ได้กล่าวถึงแหล่งท่ีมา เล่ม/ข้อ/หน้า กล่าวคือ เลขตัวหน้าเป็น เลขเล่ม เลขตัวกลางเป็นเลขข้อ เลขตัวหลังเป็นเลขหน้า เช่น วิ.ม. (ไทย) ๕ /๕๕/๙๕ หมายถึง วินยั ปิฏก มหาวรรค (ภาษาไทย) พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ ๕ ขอ้ ท่ี ๕๕ หน้าที่ ๙๕ สว่ นคัมภีรอ์ รรถกถาจะแจ้งท่ีมา /เล่ม/หน้า กล่าวคือ เลขตัวหน้าเป็นเลขเล่ม เลขตัวหลัง เป็นเลขหน้า เชน่ ข.ุ ชา.อ. (ไทย) ๕๙/๑๐๙ หมายถึง ขุททกนิกาย ชาดก อรรถกถา (ภาษาไทย) เลม่ ท่ี ๕๙ หนา้ ๑๐๙ พระวินัยปฎิ ก ว.ิ มหา. (ไทย) = วินัยปฎิ ก มหาวภิ ังค์ (ภาษาไทย) ว.ิ จู. (ไทย) = วินัยปฎิ ก จฬู วรรค (ภาษาไทย) วิ.ม. (ไทย) = วินยั ปฎิ ก มหาวรรค (ภาษาไทย) พระสุตตันตปฎิ ก ที.ม. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก ทฆี นกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ม.ม. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก สํ.ส. (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก มัชฌิมนิกาย มชั ฌิมปณั ณาสก์ (ภาษาไทย) ท.ี ปา. (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก ที.ปา.อ. (ไทย) = สุตตนั ตปฎิ ก สงั ยตุ ตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) ข.ุ ชา. (ไทย) = สุตตนั ตปิฎก (ภาษาไทย) ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย) อง.ฺ จตกุ กฺ . องฺ. อฏฺฐก สุมงั คลวิลาสินี ปาฏิกวรรคอรรถกถา (ภาษาไทย) ข.ุ ส.ุ อง.ฺ สตตฺ ก. ขทุ ทกนกิ าย ชาดก (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก อังคุตตรนกิ าย จตกุ กนิบาต (ภาษาไทย) (ไทย) = สตุ ตันตปิฎก องั คตุ รนิกาย อฏั ฐกนบิ าต (ภาษาไทย) (ไทย) = สตุ ตันตปฎิ ก ขุททรนกิ าย สุตตนบิ าต (ภาษาไทย) (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก องั คตุ ตรนิกาย สตั ตกนบิ าต (ภาษาไทย) ปกรณวิเสส (ภาษาไทย) ชอ่ื คัมภีร์ วิสุทธิ. (ไทย) = วทิ ธมิ รรคปกรณ์

บทท่ี ๑ บทนำ ๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา ความบริสุทธ์ิตามลำดับของหลักธรรมทางพุทธศาสนามีหลักวิสุทธิเป็นสวนหนึ่งของ หลกั ธรรมทัง้ หลายแสดงถึงความบรสิ ทุ ธิภ์ ูมธิ รรมแห่งการปฏิบัติ กำหนดการเรยี นรูย้ ดึ ตามแนวทางคำ สอนของพระพุทธเจ้าเป็นความเชื่อมั่นและศรัทธาขึ้นอยู่กับหลักเหตุผล มีอารมณ์เป็นความรู้สึกสติ ระลกึ จินตนาการไปตามความจรงิ เป็นพุทธวธิ ี มคี วามอดทนเป็นฐานของวิริยะความเพยี รในการรักษา ความบริสุทธ์ิเกิดความเชื่อมั่นจิตใจเข้มแข้งพัฒนาปัญญา เพราะความบริสุทธิ์หมดจดเกิดขึ้นภายใน จิตใจของผู้ปฏิบัติเป็นฐานของอารมณ์ “...ฝึกจิตตามหลักศีลสิกขาหรือการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบทาง กายและวาจา ศีลที่ปฏิบัติพร้อมกับความเข้าใจคำสอนในพระพุทธศาสนาเรื่องเหตุแห่งทุกข์และ วิธีการดับทุกข์ของคนเราจัดเป็นบาทฐานของสมาธิสิกขา ซึ่งเป็นขั้นตอนชั้นที่ ๒ ของการฝึกจิต จุดมุ่งหมายของการฝึกสมาธิก็เพื่อทำใจให้สงบและพัฒนาจิตให้มีพลังเข้มข้นอยู่ที่จุดเดียวโดยไม่ วอกแวก สว่ นในชั้นท่ี ๓ ของการฝกึ จิตตามหลักพระพทุ ธศาสนา คือ วิปสั สนาหรอื การเห็นแจ้งน้ันจิต ที่มีพลังเขม้ ข้นจะจดจ่ออยูก่ ับการแสวงความรู้ในสัจจะของชวี ิต คืออนิจจตา ทุกขตา และอนัตตาเม่ือ เหน็ แจง้ สจั จะนี้แลว้ อวิชชาหรอื ความไม่รู้ก็จะหมดไป และมูลเหตุแหง่ ทุกข์ก็จะถูกขจัดจนหมดส้ินผล อันสูงสุดของวิปัสสนาก็คือความหลุดพ้นจากทุกข์หรือการบรรลุนิพพาน”๑ นี้เป็นบริสุทธิ์ที่เกิดจาก การศึกษาปฏิบัติตน คือ “ความบริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนอื่นให้ บริสทุ ธ์ิไม่ได้”๒ คัมภีร์วสิ ุทธิมรรคได้รับการยอมรบั จากนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาเป็นคัมภีร์ดีที่สุดได้ อธิบายภาพรวมของพระไตรปิฎก คือ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นหลักการที่สำคัญของ พระพุทธศาสนาในการฝึกฝนพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์ตามแนวทางพุทธ อย่างเป็นระบบท้ัง พฤติกรรม จิตใจ และปัญญาเป็นหนทางแห่งความบริสุทธิ์หรือพระนิพพาน พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวอธิบาย ๑ ปิเตอร์ เอ. แจ็กสัน (Peter A. Jackson), พุทธทาสภิกขุ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และการ ปฏิรูปเชิงนวสมัยนิยมประเทศไทย, แปลโดย มงคล เดชนครินทร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท วี. พร้นิ ห์ (๑๙๙๑), ๒๕๕๖), หนา้ ๒๔๙. ๒ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๖๕/๘๔.

๒ ความหมายของวิสุทธิมรรคฌเอาไว้ว่า “บทว่า วิสุทธิ ในคำว่า ข้าพเจากล่าววิสทุ ธมิ รรคน้ัน พึงทราบ ว่าหมายเอาพระนิพพานอันปราศจากมลทินทั้งปวงอันบริสุทธิ์แท้จริง ทางแหงวิสุทธินั้นแลชื่อว่า วสิ ทุ ธมิ รรค อุบายเป็นเคร่อื งบรรลุท่านเรยี กว่าทางความก็คอื ขาพเจ้าจักกล่าวทางแหงวิสทุ ธินัน้ ”๓ หลักวิสุทธิในความบริสุทธ์ิจากสิ่งเศร้าหมองทั่งหลายที่เกิดจากการปฏิบัติฝึกฝนควบคุม จิตใจไปตามอารมณ์ต่างๆ ได้มาจักการประพฤติปฏิบัติในปริสุทธิศีล เพราะทำให้คนมีจิตใจปกติมี เมตตาธรรมต่อคนอื่นรักษาความสงบการไตร่ตรอง กล่าวคือ ทำให้จิตใจมีภาวนางอกงามเกิดขึ้นแห่ง ปัญญาพิจารณาไปตามหลักเหตุผลใช้หลักโยนิโสมนสิการในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความบริสุทธ์ิ อันเกิดจากการปฏิบัตเิ ป็นแนวทางแห่งการภาวนามีจิตอันบรสิ ทุ ธิ์ “ตนทำบาปกรรมเอง ก็เศร้าหมอง เอง ตนไม่ทำบาปกรรมเอง ก็บริสุทธิ์เอง ความบริสุทธ์ิและไม่บรสิ ุทธ์ิ เป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำ คนอื่นให้บริสุทธิ์ไม่ได้”๔ หลักวิสุทธิ ๗ นั้นเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติไปตามขั้นต้อนของการศึกษา ปฏิบตั ิทำให้สู่ความหมดจดปราศจากกเิ ลสเป็นเครื่องเศร้าหมอง ในหลกั วิสุทธิ ๗ “(๑) สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภมู ิขัน้ ของตนให้บริสุทธ์ิ (๒) จิตต วิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะเป็นจริง (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัยความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้ กำจัดความสงสยั ได้ (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแหง่ ญาณที่รู้เห็นว่าเปน็ ทาง หรอื มิใชท่ าง คือเริม่ เจรญิ วปิ ัสสนาต่อไปด้วยพจิ ารณากลาป จนมองเหน็ ความเกิดขึ้นและความ เส่ือมไปแห่งสังขารท้ังหลาย (๖) ปฏปิ ทาญาณทสั สนวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทาง ดำเนนิ คอื ประกอบความเพยี รในวปิ ัสสนาญาณท้งั หลายเริ่มแต่อุทยัพพยานปุ ัสสนาญาณ ท่ีพ้น จากอปุ กิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนนั้ เปน็ ต้นไปจนถงึ สัจจานโุ ลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อัน เป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ใน อริยมรรค ๔ หรอื มรรคญาณ อนั เกดิ ถัดจากโคตรภญู าณเป็นต้นไป”๕ จากเหตุดังกล่าวผู้วิจัย จึงมีความประสงค์ที่จะทำการศึกษาเรื่อง “หลักวิสุทธิกับการเจรญิ วิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค” ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาเพราะหากผู้ ๓ คณาจารย์ มหามกุฎราชวิทยาลัย, วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หนา้ ๔. ๔ ขุ.ธ. (ไทย) ๒/๑๖๕/๑๔๘. ๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมูลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๗, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๕๔), หน้า ๒๐๘.

๓ ปฏิบัติเข้าใจ และให้ความสำคัญกับการมีสติสัมปชัญญะในการกำหนดรู้อิริยาบถย่อยควบคู่ไปกับ อิรยิ าบถใหญ่ เปน็ หนทางท่นี ำไปในความบริสทุ ธหิ์ มดจด และศกึ ษาหลักวิสทุ ธิ ๗ ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑.๒ คำถามวิจัย ๑.๒.๑. หลกั วสิ ุทธิในคมั ภรี ว์ สิ ทุ ธิมรรคเป็นอย่างไร ๑.๒.๒. หลกั วิปสั สนาภาวนาในคมั ภีร์วิสุทธิมรรคเป็นอย่างไร ๑.๒.๓. หลักวิสทุ ธกิ บั การเจรญิ วปิ สั สนาภาวนาในคัมภีร์วิสทุ ธิมรรคเปน็ อย่างไร ๑.๓ วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย ๑.๓.๑. เพือ่ ศึกษาหลกั วิสุทธใิ นคัมภรี ์วสิ ทุ ธมิ รรค ๑.๓.๒. เพอ่ื ศึกษาหลกั วปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภรี ว์ ิสทุ ธมิ รรค ๑.๓.๓. เพื่อศกึ ษาหลกั วิสุทธกิ บั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภรี ์วสิ ุทธมิ รรค ๑.๔ ขอบเขตการวจิ ัย ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยผู้ศึกษาได้ กำหนดขอบเขตการวิจัยเป็นสองส่วนคือ ๑) ขอบเขตด้านเนื้อหา ๒) ขอบเขตด้านการศึกษา ๓) ขอบเขตด้านวิเคราะห์ ผู้ศึกษากำหนดขอบเขตด้านเนื้อหาในการศึกษาเรื่อ ศึกษาวิเคราะห์หลัก วิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แก่ ๑) สีลวิสุทธิ ๒) จิตตวิสุทธิ ๓) ทิฏฐิ วสิ ุทธิ ๔) กงั ขาวติ รณวิสทุ ธิ ๕) มคั คามคั คญาณทสั สนวิสุทธิ ๖) ปฏปิ ทาญาณทัสสนวสิ ุทธิ ๗) ญาณทัส สนวิสุทธิ ในส่วนของความหมาย องค์ประกอบ ความสอดคล้องในส่วนของวิสุทธิ ๗ กับการเจริญ วิปัสสนาภาวนา โดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากตำราของนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา รายงานการ วจิ ัยที่เกีย่ วขอ้ งร่วมไปถึงข้อมูล ในเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ ทม่ี ีความเก่ยี วข้องกับงานวจิ ยั แล้วนำมาสรุปนำเสนอ ผู้เช่ยี วชาญตรวจสอบความถกู ต้องเรยี บเรียงบรรยายเชิงพรรณนา ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะท่ีใช้ในการวจิ ยั วิสุทธิ หมายถึง ความบริสุทธิ์หมดจดที่ปราศจากกิเลส เป็นกลาง และอย่างละเอียดใน กาย ทางจิตเป็นเหตุผลทำให้ความรู้ที่นำไปสู่ความบริสุทธ์ิน้อมเข้าไปสู่มรรคแห่งอันบริสุทธิ์ ๗ คือ สีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทสั สนวิ สทุ ธิ ญาณทัสสนวสิ ุทธิ การเจริญวิปัสสนาภาวนา หมายถึง การฝึกอบรมจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งสภาวธรรมตาม ความเป็นจริง ในคมั ภรี ว์ ิสุทธิมรรค

๔ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจยั ท่เี กยี่ วข้อง การวิจัยเรื่อง หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวะนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ผู้วิจัยได้วาง กรอบในการศึกษา แนวคิด ทฤษฎี และรายงานการวิจัยที่เกีย่ วข้อง เพอื่ นำมาใช้เป็นกรอบแนวคิดใน การทำวิจัย โดยได้แบ่งประเด็นการสืบค้นออกเป็น ๗ หัวข้อ คือ ๑) สีลวิสุทธิ ๒) จิตตวิสุทธิ ๓) ทิฏฐิ วิสทุ ธิ ๔) กังขาวติ รณวสิ ทุ ธิ ๕) มคั คามัคคญาณทสั สนวิสุทธิ ๖) ปฏปิ ทาญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ ๗) ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ งานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้อง แตล่ ะหัวข้อจะได้ทำการสบื คน้ และนำเสนอเน้อื หาตามลำดบั ดังต่อไปนี้ ๑.๖.๑ แนวคิดทฤษฏีเกย่ี วกับการศกึ ษาหลกั วิสุทธิ ๑) พระพุทธโฆสเถระ ได้รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้แสดงไว้ใน “...อินทรีย์สังวร ศีลอินทรีย์สังวรศีลนั้น ก็คือภิกษุที่ประพฤติตนอยู่ในปาติโมกข์สังวรศีล เห็นรูปด้วยจักษุนั้นสามารถ เห็นรูปได้ แต่จักษุนั้นไม่สามารถเห็นรูปได้เพราะจักษุไม่มีจิต จิตนั้นก็เช่นกันเห็นรูปไม่ได้ถ้าไม่มีจักษุ แต่เพราะว่าทวารกับอารมณ์นั้นมากระทบกันบุคคลนั้นจึงเห็นรูปได้ด้วยจิตซึ่งมีจักขุปสาทเป็นวัตถุ อนิ ทรียส์ งั วรยอ่ มปฏิบตั เิ พื่อปดิ จักขนุ ทรยี ์น้ันดว้ ยบานประตูคอื สติ และเม่อื ปฏิบัตดิ ้วยอาการเชน่ น้ี จึง เรียกไดว้ า่ เปน็ การรกั ษาจกั ขนุ ทรีย์บา้ ง จึงถอื ว่าเป็นความสังวรในอินทรีย์๖ ๒) พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) ไดก้ ลา่ วไว้ในหนังสือพทุ ธธรรมพอสรุป ได้ว่า “...ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย หรือความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความ สงสัยได้คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งรูปนาม ตามแนวปฎิจจสมุปบาทก็ตาม ตามแนวกฎแห่งกรรมก็ตาม ตามแนวกระบวนการรับรู้ก็ตาม ตามแนววฏั ฏะก็ตาม หรือตามแนวอื่นๆ กต็ ามนามธรรมและรูปธรรม ลว้ นเกดิ จากเหตุปจั จยั และเป็นปัจจัยแกก่ ันและกันอาศยั กนั อนั เปน็ ความรทู้ ่ที ำใหส้ ้ินความสงสัย”๗ ๓) พุทธทาสภิกขุ ไดก้ ล่าวไว้ในหนงั สือสมถวิปสั สนาแห่งยคุ ปรมาณูความจริงข้อ แรกก็คอื “เรามีความรูส้ ึกท่ีเป็นทุกข์ เพราะเราไม่มีสติปญั ญาพอในขณะที่มผี ัสสะ ถ้าไม่โง่ ก็ต้องมีสติ ให้พอ และเร็วพอที่มาทันในเวลาของผัสสะ แล้วก็มีปัญญาความรู้ที่ได้ศึกษาอบรมไว้ในเรื่องของ วิปสั สนานีพ้ อว่าอะไรเปน็ อะไร อะไรเปน็ อย่างไร เป็นความร้ทู เ่ี พียงพอเมอื่ สตชิ นเอาความรู้นี้มาให้ทัน ในขณะแห่งผัสสะ”๘ ๖ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พ์คร้งั ที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หน้า ๓๑. ๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรมฉบบั ปรับขยาย, พมิ พค์ รงั้ ที่ ๓๕ , (กรงุ เทพมหานคร: สำนักพิมพ์ผลธิ ัมม์ ในเครือ บริษทั สำนกั พิมพ์เพท็ แอนด์โฮม จำกัด, ๒๕๕๕), หน้า ๔๗๗. ๘ พุทธทาสภิกขุ, สมถวิปัสสนแห่งยุคปรมาณู, (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ บริษัทตถา ตา พบั ลเิ คชนั่ จำกัด, ๒๕๔๙), หนา้ ๙๓.

๕ ๔) ธนิต อยู่โพธิ์ ได้กล่าวไว้ในวิปัสสนานิยม ว่าด้วยทฤษฎี และการปฏิบัติ วปิ ัสสนากมั มัฏฐานว่าสว่ น “วปิ ัสสนา มีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ และมคี วามตามรูปศัพท์ และตามสภาวะ หรือปรากฏการณ์ในการปฏิบัติ เป็น ๓ นัย คือ (๑) วิปัสสนา ปัญญาเห็นแจ้ง เห็นชัด (๒) วิปัสสนา ปญั ญาเหน็ โดยอาการต่าง ๆ มีความไมเ่ ทีย่ งเปน็ ต้น (๓) วิปัสสนา ปัญญาเห็นแปลกๆ ประหลาด”๙ ๑.๖.๒ งานวิจยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง ๑) พระนิคม ธมฺมธโร (พงษ์สมุทร) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “...การศึกษา เปรียบเทียบคำสอนเรอ่ื งศีลในคัมภรี ์วิสทุ ธิมรรคกับคัมภรี ์วมิ ุตติมรรค วปิ ัสสนาญาณ คอื ความรู้ปัญญา ทปี่ ระจกั ษ์ วปิ ัสสนาญาณ หมายถงึ ปรีชาญาณทบี่ ังเกดิ ภายในจิตของบุคคลผู้กำหนดรู้รูปนามปรมัตถ์ เป็นอารมณ์บังเกิดขึ้นจากผลของการปฏิบัติตามหลักของไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา จนสภาพ ของจิตผู้นั้น มีความแน่วแน่ไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิ สงบปราศจากนิวรณ์ ในขณะที่กำหนดรูปนามตาม ความเปน็ จรงิ ปญั ญาท่ีเหน็ รปู นามทงั้ หลายเกิดขึ้นโดยพจิ ารณาเห็นรูปนามที่เกดิ ขน้ึ ตามความเป็นจริง โดยความเป็นไปตามกฎธรรมชาติ มคี วามเกิดขนึ้ ตัง้ อยู่ และดบั ไปโดยความเป็นไตรลักษณ์ ในขณะนั้น ไม่มีกิเลสที่เกิดร่วมดว้ ย คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง รวมทั้งตัณหาและทิฏฐิ ก็ไม่เกิดร่วม จึง กลา่ วได้วา่ เปน็ อธปิ ัญญา ในฐานะท่ศี กึ ษาในระดับของ อธิปัญญาสกิ ขา ข้อศกึ ษาท่ีเป็นปัญญา ปัญญา ท่ีเกดิ ขน้ึ นัน้ ไม่เป็นท่ีอาศัย ตณั หา ทฏิ ฐิ อุปาทาน ซง่ึ เปน็ ปัญญาทม่ี ีความบรสิ ุทธิ์โดยส่งผลมาจากการ การศึกษาในระดับของปัญญา (อธิปัญญาสิกขา) เรียกได้ว่า ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคค ญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นผลที่มีความสอดคล้องมาจาก อธิปญั ญาสกิ ขา”๑๐ ๒) พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “...ศึกษาการ ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภาวนาสูตร สรุปว่าปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน ๔ โดยต้องมี สติตั้งมั่น เพื่อให้เกิดความประจักษ์แจ้งเห็นสภาวธรรมด้วยความเพียร ตั้งแต่ตื่นถึงหลับสนิทใช้ สตสิ ัมปชญั ญะคอยกำหนดจดจ่ออย่างต่อเน่ืองอยู่ทีฐ่ านกาย เวทนา จิต และธรรม รบั รอู้ ารมณ์ต่าง ๆ อย่างไม่พลั้งเผลอในขณะยืน เดิน นั่ง นอนรู้ตัวทั่วพร้อมมีสมาธิ และปัญญา พิจารณาเห็นกายเวทนา จิต เป็นของไม่น่ารัก ไม่น่าปรารถนาเต็มไปด้วยกองทุกข์ทนได้ยากเห็นสังขารรูปนามทั้งหมดน่ากลัว สภาพว่างเปล่าด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนาจนเกิดปัญญาพิสูจน์ได้ด้วยตนเองว่ารูปนามนี้ไม่เที่ยง ๙ ธนิต อยู่โพธ์ิ, วิปัสสนานิยม, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา้ ๒๑. ๑๐ พระนคิ ม ธมฺมธโร (พงษสมุทร), “การศึกษาเปรียบเทียบคำสอนเร่ืองศีลในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกับคัม วิมุตติมรรค”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖), หนา้ ๑๐๑.

๖ เป็นทกุ ข์ เป็นอนัตตา เปน็ ปัญญาที่เขา้ ไปประจกั ษ์แจ้งความจรงิ เรียกว่า วปิ ัสสนาปัญญา เมอ่ื วิปัสสนา ปัญญาเกิดขึ้นแล้วเข้าไปทำลายกิเลสทำให้ความทุกข์เบาบางเมื่อเจริญภาวนาปฏิบัติต่อเนื่องไป จนมัคคญาณเกดิ ขึน้ ประหารกิเลสได้อยา่ งเด็ดขาด ทำให้ความทกุ ข์หมดสน้ิ ไปในทส่ี ุด”๑๑ ๓) แม่ชีปฐมา มุทธาประนัง “...ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในอัชฌัตตานิจจ สูตร เมื่อสงเคราะห์ในมหาสติสติปัฏฐาน ผู้ปฏิบัติพึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสมถะและ วปิ สั สนา เพอ่ื ฝึกอบรมจติ มีความเพยี ร รู้ตัวในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม มีสติ สตกิ ำหนดรู้อารมณ์ ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เป็นกัมมัฏฐานได้ทุกเวลา สิ่งทั้งหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็น ธรรมดาตามธรรมชาติของมัน ไมม่ ใี ครแก้ทกุ ขใ์ นธรรมชาติได้ สงิ่ ท้ังหลาย คอื สังขารไมเ่ ที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้เท่าทันพิจารณาเนืองๆ เข้าถึงความจริง เข้าใจถึงธรรมว่าความจริงที่ไม่เที่ยง มีความ แปรปรวนเกิดดับไปท่ีเป็นทุกข์ เพราะรู้ว่าไม่เท่ียงเปน็ โทษ เป็นภัย มีแล้วไม่มี ว่างเปล่าไมเ่ ป็นไปตาม อำนาจของเราเพราะรู้ชัดแจง้ ว่า นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใชต่ ัวตนของเรา นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ เข้ามาครอบงำจิตใจได้อีก เป็นการพัฒนาให้เกิดปัญญาเข้าถึงธรรมและปฏิบัติให้ได้ธรรม รู้ความจริง ของธรรม นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทุกๆ อย่างทำใจได้ถูกต้องย่อมเกิดความมั่นใจ จิตนี้ที่เป็น อสิ ระ”๑๒ ๔) แม่ชีนวพร ทองศรีเพชร ศึกษาวิจัยเรื่องการเจริญวิปัสสนาภาวนาในเจตนา กรณียสูตร “...การเจริญวิปัสสนา คือ การอบรมปัญญาให้รู้แจ้งตามความจริงของรูปนาม มี ๒ ประการได้แก่ (๑) สมถยานิก เป็นการเจริญสมถะก่อนจึงเจริญวิปัสสนา โดยสมาธิของผู้ที่เจริญจะ ตั้งอยู่ในฌานหรือสมาธิใกล้ฌาน มีอารมณ์อยู่ในสมถะกองใดกองหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ กอง มีกสิณ ๑๐ เป็นต้นเมื่อจิตชำนาญในวสีภาวะ ๕ จึงยกขึ้นสู่วิปัสสนา และ(๒) วิปัสสนายานิก เป็นการเจริญ วิปสั สนาล้วน ๆใชข้ ณกิ สมาธิในการเจริญวปิ สั สนา มีอารมณอ์ ยู่ในวปิ สั สนาภมู ิ ๖ มขี ันธ์ ๕ เปน็ ต้น ว่า โดยยอ่ คือ มีรูปและนามเป็นอารมณ์ซึ่งผลของการเจริญวิปสั สนา คอื ปัญญาที่พัฒนาเปน็ ไปตามลำดับ ญาณ ๑๖”๑๓ ๕) พระมหาไพฑูรย์ กตปุญฺโญ (สิงหะ) ศึกษาวิจัยเรื่อง “...ศึกษาแนวทางการ ปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาโดยอาศัยการกำหนดรู้จิตเป็นอารมณ์ พบว่า วิปัสสนาภูมิ ๖ ได้แก่ ขันธ์ ๕, ๑๑ พระครูวิเวกธรรมาภิราม (สงัด วิเวโก), “ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภาวนาสูตร” วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๗), หน้า ๑๐๔-๑๐๕. ๑๒ แม่ชีปฐมา มุทธาประนัง “ศึกษาปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในอัชฌัตตานิจจสูตร” วิทยานิพนธ์พุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๖๐), หนา้ ๘๘. ๑๓ แม่ชีนวพร ทองศรีเพชร “ศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาในเจตนากรณียสูตร” วิทยานิพนธ์พุทธ ศาสตรมหำบณั ฑิต. (บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๖๑), หน้า ๘๒.

๗ อายตนะ ๑๒, ธาตุ ๑๘, อินทรยี ์ ๒๒, อรยิ สจั ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ โดยย่อ ได้แก่ รูปธรรมและ นามธรรม เปน็ อารมณ์ท่ผี ู้ปฏิบัติวิปัสสนาพึงทำการศึกษา เล่าเรยี น สอบถาม ให้เกดิ ความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ก่อนในเบื้องต้น แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เพื่อทำวิสุทธิ ๗ และ วิปัสสนาญาณให้ถงึ พร้อมตามลำดบั สว่ นอารมณ์บัญญัติ ไมน่ บั เปน็ อารมณ์วิปัสสนา เพราะไม่มีสภาว ลักษณ์ที่เป็นไตรลักษณ์ พ้นจากความเป็นรูปธรรมและนามธรรม แต่ยังมีความจำเป็นสำหรับผู้เริ่มต้น ในการปฏบิ ตั ิวปิ ัสสนาและมคี วามสำคัญสำหรบั สมถยานกิ บคุ คล ผมู้ ีบัญญตั เิ ปน็ อารมณ์ (กสณิ บัญญตั ิ) เพอ่ื ใช้เปน็ บาทฐานในการปฏบิ ัติวปิ ัสสนา”๑๔ จากการทบทวนเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยัง ไม่ปรากฏในงานการศึกษาในเชิงเอกสารที่ทำการศึกษาหลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาใน คัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยตรง อย่างครอบคลุมประเด็นเนื้อหาทั้งหมด ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษา เรือ่ งศกึ ษาวเิ คราะห์หลกั วสิ ุทธกิ บั การเจรญิ วิปสั สนาภาวนาในคมั ภรี ์วิสทุ ธมิ รรคใหม้ คี วามชดั เจนยิ่งขึ้น เพ่อื เพม่ิ เตมิ ในรายละเอียดเกยี่ วกับการปฏิบัติวิปสั สนาภาวนาอนั จะเป็นประโยชนเ์ ก้ือกลู ต่อผู้สนใจใน การศกึ ษา และเปน็ พ้ืนฐานในการศึกษาด้านปริยตั ิและปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาสู่มรรค ผล นิพพาน สืบ ตอ่ ไป ๑๔ พระมหาไพฑรู ย์ กตปญุ โฺ ญ (สงิ หะ) “ศึกษาแนวทางการปฏิบัติวปิ ัสสนาภาวนาโดยอาศัยการกำหนด รู้จิตเป็นอารมณ์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลัย, ๒๕๖๑), หนา้ ๑๐๒.

๘ ๑.๗ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั งานวิจัยนี้มุ่งศึกษา หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภรี ์วิสุทธิมรรค ผู้วิจัยได้ ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้องทั้งดา้ น หลักวสิ ทุ ธิและวปิ ัสสนาภาวนาในรปู แบบตา่ งๆ ผวู้ จิ ัยจึง ได้นำมาเป็นแนวทาง และนำมาประกอบเป็นแนวคิดในการศึกษา ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงเอกสารโดยได้ กำหนดกรอบในการศึกษาไว้ ดังนี้ หลักวสิ ทุ ธิกบั การ สลี วิสุทธิ วเิ คราะห์หลัก เจริญวิปสั สนา จิตตวสิ ุทธิ วิสทุ ธิกับการเจรญิ ภาวนาในคัมภรี ์ วิ ทิฏฐวิ ิสุทธิ วปิ สั สนาในคมั ภรี ์ สทุ ธิมรรค กงั ขาวติ รณวิสทุ ธิ วิสทุ ธิมรรค มคั คามคั คญาณทสั สนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวสิ ทุ ธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ ๑.๘ วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั ในการศึกษาวิจัยฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ผู้วิจัยได้ กำหนดขน้ั ตอนการวิจัย ดงั น้ี ๑.๗.๑ ศึกษาข้อมูลจากเอกสารชั้นปฐมภูมิ โดยวิธีเก็บข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ภาษาไทย อรรถกถา ฎีกา และปกรณวิเศษต่าง ๆ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมในวิสุทธิ เรอ่ื งเก่ยี วกับการเจรญิ วิปัสสนาภาวนา ๑.๗.๒ รวบรวมข้อมูลช้ันทุติยภูมิ คือ งานวิจัยวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งส่วนที่เป็น คำอธิบายจากหนงั สอื เอกสารฉบบั ต่างๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา ๑.๗.๓ วิเคราะห์ข้อมูล แสดงความเป็นมา ความหมาย และเนื้อหาหลักธรรมในวิสุทธิใน คัมภีร์วิสุทธมิ รรคท่เี กย่ี วกบั เรอื่ งการเจริญวิปัสสนาภาวนา ๑.๗.๔ เรียบเรียง หลักการ และหลกั ธรรมในวิสทุ ธมิ รรค ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การเจริญวิปัสสนา ภาวนา เป็นรปู แบบองคค์ วามรใู้ หม่ ๑.๗.๕ นำเสนอผลการศึกษาหลักธรรมในวิสุทธิ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา ตรวจสอบความถกู ต้องสมบรู ณ์โดยอาจารยท์ ป่ี รึกษา และผู้เชยี่ วชาญ ๗.๑.๖ แกไ้ ขปรบั ปรุง การเรยี บเรียง บรรยาย เชงิ พรรณนา นำเสนอผลงานการวิจยั

๙ ๑.๙ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๑.๘.๑ ทำใหท้ ราบเนอ้ื หาหลกั ธรรมของวสิ ทุ ธใิ นคมั ภีรว์ ิสทุ ธิมรรค ๑.๘.๒ ทำให้เขา้ ใจหลกั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภรี ว์ สิ ุทธมิ รรค ๑.๘.๓ ทำให้ได้ความรู้หลกั วิสุทธกิ บั การเจริญวิปัสสนาภาวนาในคมั ภีรว์ ิสุทธิมรรค

บทที่ ๒ หลักวสิ ทุ ธิในคมั ภรี ์วสิ ทุ ธมิ รรค หลักวิสุทธิกับการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาเป็นธุระหนึ่งในพระพุทธศาสนาเป็นการกำหนด ความรู้สึกทางอารมณ์ตา่ งๆ รบั รแู้ จ้งดว้ ยจติ สง่ิ ท่ตี อ้ งฝกึ ฝนอบรมน้นั คือ กาย วาจา และใจให้มีความ บริสุทธิ์ เจริญปัญญาให้มีความรับรู้ตามความเป็นจริงบนพื้นฐานของการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ตาม หลกั ภาวนา กายภาวนา การเจริญอบรมดว้ ยกาย ศีลภาวนา การเจรญิ อบรมดว้ ยพฤตกิ รรม จิตภาวนา การอบรมใจให้เข้มแข้ง ปัญญาภาวนาการเจริญอบรมให้เข้าใจถึงหลักความรู้ทั่วไป ดังนั้น การเจริญ วิปัสสนาภาวนาต้องได้สภาวธรรมที่ประกอบไปด้วยปรมัตถ์มาเป็นอารมณ์ คือ วิปัสสนาภูมิอันเป็น ฐานของอารมณ์ คือ สภาวะที่เกิดจากทางรูปร่างกายเป็นรูปธรรม สวนสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากใจ เรียกว่า นามธรรม การทำวิปัสสนาภาวนาต้องกำหนดรู้มีสติสัมปชญั ญะตามความเคลื่อนไหวเห็นไตร ลักษณ์เกิดขึ้นเป็นสภาวธรรมทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาเห็นได้ด้วยการฝึกฝนปฏิ บัติเข้าใจ ประจกั ษแ์ จ้งเอง โดยยดึ หลักวสิ ทุ ธิเปน็ ฐานของการศกึ ษาปฏิบตั ติ อ่ ไป วิสุทธิเป็นหลักธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติอันบริสุทธิ์อุบายแห่งวิธีที่จะเข้าถึงสัจธรรม ในทางพระพุทธศาสนาทำใหผ้ ู้ต่ืนจากอวชิ า คือ ความรแู้ จง้ สัจธรรมอนั สงู สดุ ในพระพุทธศาสนา การท่ี เข้าไม่ถึงนั้นขึ้นอยู่กับหลักการปฏิบัติกาย จิต และสติปัญญาหากได้นำเอาหลักธรรมวิสุทธิมาปฏิบัติ เพื่อพัฒนาสนับสนุนในการรู้แจง้ เห็นจรงิ ในสัจธรรมได้ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเนือ้ หาหลักวสิ ุทธิที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคมีความเป็นมาอย่างไร มีความหมายอย่างไร มี เนื้อหาอย่างไรบ้าง มีหลักธรรมที่เกี่ยวข้องอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไร ผู้ศึกษาจึงได้กำหนด ประเดน็ ในการศกึ ษาดังนี้ ๒.๑ ศีลวิสุทธิ ๒.๒ จติ ตวิสทุ ธิ ๒.๓ ทฏิ ฐิวสิ ุทธิ ๒.๔ กงั ขาวิตรณวิสทุ ธิ ๒.๕ มัคคามัคคญาณทสั สนวสิ ุทธิ ๒.๖ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสทุ ธิ ๒.๗ ญาณทัสสนวสิ ุทธิ ๒.๘ สรุปสาระสำคัญ

๑๑ ๒.๑ ศลี วสิ ทุ ธิ ความบรสิ ทุ ธ์ิของศีลเป็นเจตนาที่งดเว้นจากความช่วั และทุจรติ ในการสำรวมระวังท่ีจะไม่ ประพฤติล่วงละเมิดทางกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ปฏิบัติอยู่ในสังวรศีลเป็นความบริสุทธ์ิ หมดจดในศีลของตนที่เรียกว่าจตุปาริสุทธิศีลคือ “...ในศีล ๔ อย่าง ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ อย่างนี้ ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวร คือ ปาติโมกข์ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร มี ปกติมองเห็นภัยในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลายชื่อว่า ปาติโมกข สังวรศีล ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้วไม่ยึดถือ ซึ่งนิมิตไม่ยึดถือซึ่งอนุ พยัญชนะ อกุศลบาปธรรมทั้งหลาย คือ อภิชฌาและโทมนัส ย่อมไหลไปสู่ภิกษุน้ันผู้ไม่สำรวมซ่ึง จักขุนทรีย์เพราะมีจักขุนทรีย์ใดเป็นเหตุ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสังวรซึ่งจักขุนทรีย์นั้น ย่อมรักษาซึ่งจักขุ นทรีย์ ย่อมถึงความสังวรในจกั ขุนทรีย์ได้ยินเสียงด้วยโสตะแล้วได้ดมกลิน่ ด้วยฆานะแลว้ ไดล้ ิม้ รสด้วย ชิวหา แล้วได้สัมผัสโผฏฐพพะด้วยกายแล้วได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแลว้ ย่อมไม่ยึดถอื ซึ่งนิมิต ย่อมถึงซ่ึง ความสังวรในมนินทรยี ์ฉะนี้ ศีลนี้จัดเปน็ อินทรียสงั วรศีลการวิรัติจากมิจฉาอาชีพอันใด ซึ่งเป็นไปด้วย อำนาจแห่งการล่วงละเมิด ซึ่งสิกขาบท ๖ ประการที่ทรงบัญญัติไว้เพราะมีอาชีวะเป็นเหตุ และด้วย อำนาจแหง่ บาปธรรมทั้งหลายมีอาทอิ ย่างนี้ คือ การหลอกลวงการพดู เลาะเลม็ การกระทำนมิ ติ การด่า แช่งการแสวงหาลาภด้วยลาภ นี้จัดเป็นอาชีวปาริสุทธิศีล การบริโภคปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยการ พิจารณาท่ตี รัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษพุ ิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงใชส้ อยจวี ร เพยี งเพื่อกําจัดเสียซ่ึง ความเย็นฉะน้ี จดั เปน็ ปจั จยสันนิสสตศลี ”๑ ๑) ปาฏโิ มกขสงั วรศีล คำว่า ปาฏิโมกข์ มีศัพท์วิเคราะห์ว่า “อวิชฺชาทินา เหตุนา สํสาเร ปตติ คจฺฉติ ปวตฺตตีติ ปาตี ตสฺส ปาฏิโน สตฺตสฺส ตณฺหาทิ สงฺกิเลสตฺตยโต โมกฺโข เอเตนาติ ปาติโมกฺโข ธรรมเป็นเคร่ืองพ้น จากกองกิเลสของสัตว์โลกผู้ตกไปในสังสารวัฏเพราะอวิชชาเป็นต้น”๒ ถ้าเรามีความรู้ในการเห็นแจ้ง ด้วยธรรมชาติมาจากการปฏิบัติ ในวิสุทธิมรรคมีอธิบายไว้วา่ ปาติโมกข์สังวรศีลของภิกษุนัน้ หมายถงึ “...ความเป็นผู้สำรวมด้วยความสังวร คือ ปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจารและโคจร มีปกติมองเห็นภยั ในโทษมีประมาณเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ภิกษุได้แก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วย ศรัทธา เพราะเห็นภัยในสงสาร คำว่าสำรวมแล้วดว้ ยสงั วรคือ ปาติโมกข์ หมายถึงศีลอันเป็นสิกขาบท ๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๒๕. ๒ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช), ศัพท์วิเคราะห์, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: เลี่ยง เชียง, ๒๕๕๘), หนา้ ๕๖๘.

๑๒ เพราะสิกขาบทที่ภิกษุระวังรักษาไว้ดีแล้ว ย่อมปลดเปลื้องภิกษุผู้รักษาศีลนั้นให้หลุดพ้นจากทุกข์ ทั้งหลายมีทุกข์ในอบายภูมิเป็นต้น ที่ชื่อว่าอาจาระ หมายถึง ความไม่ล่วงละเมิดสิกขาบทอันเกิดข้ึน ทางกาย ความไม่ล่วงละเมดิ สิกขาบทอันเกิดขึน้ ทางวาจา และความไมล่ ่วงละเมดิ สิกขาบททเ่ี กิดข้ึนท้ัง ทางกายและทางวาจา แม้การเลี้ยงชีพที่เป็นอาจาระนั้น ได้แก่การไม่ให้สิ่งของแก่คฤหัสถ์ด้วยความ เปน็ ผู้หวงั ประจบสอพลอมีใหไ้ มไ้ ผ่ ดอกไม้ ผลไม้บา้ งเป็นต้น ท่ชี ือ่ วา่ โคจร หมายถงึ สถานทห่ี รือบุคคล ที่ภิกษุเข้าไปเกี่ยวข้องแลว้ จะไม่เกิดอันตรายหรือเสียหายท้ังในระดับตนและส่วนรวม โดยพึงเว้นจาก อโคจรอันได้แก่ การไม่คลุกคลีหรือเข้าไปอยู่ในสถานที่หรือบุคคลที่ไม่สมควรนั้น ๆ ได้แก่ ผู้หญิง แพศยา ผหู้ ญิงทเี่ ปน็ หม้าย ผหู้ ญิงท่เี ปน็ สาวเท้อื บณั เฑาะก์ ร้านขายสรุ าเปน็ ตน้ ”๓ และ “...มีกายสมาจารบริสทุ ธิ์ ปรากฏเปิดเผย ไมบ่ กพรอ่ งและสำรวมระวงั หมายถึงภกิ ษุไม่ฆ่า สัตว์ ไมล่ ักทรพั ย์ ไม่ประพฤตผิ ิดในกาม ไมใ่ ช้ฝา่ มือก้อนดนิ ทอ่ นไม้หรือศัสตราทุบตีเบียดเบียน ผู้อื่น หรือไม่เงื้อมือหรือท่อนไม้ไล่กาที่กำลังดื่มน้ำในหม้อน้ำหรือจิกกินขา้ วสุกในบาตร จักมีวจี สมาจารบริสุทธิ์ หมายถึงไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่กล่าวดูหมิ่นใครๆ หรือไม่ กล่าวถากถางเยาะเย้ยภกิ ษุใดๆ จกั มีมโนสมาจารบริสุทธิ์ หมายถึง ไมม่ ีอภชิ ฌา ไมม่ ีจติ พยาบาท ไม่มคี วามเหน็ ผิด ไมย่ นิ ดีทองและเงินหรอื ไม่ตรึกถงึ กามวิตก พยาบาทวติ กหรือวหิ งิ สาวิตก”๔ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี ไดใ้ หค้ วามหมายไว้ว่า ปาติโมกขสังวรศลี แปลว่า ศลี คอื “...ความ สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ปาฏิ แปลว่า รักษา โมกขแปลว่าให้พ้น หมายความว่ายังผู้รักษาให้พ้นจาก อบายภูมิทั้ง ๔ คือ ถ้าผู้ใดรักษาสิกขาบทตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้มิได้ประพฤติล่วงละเมิด สำรวมระวังด้วยสติปัญญา ด้วยความเพียรความอดทน ศีลจะรักษาผู้นั้นให้พ้นจากอบายทั้ง ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สตั ว์ดิรัจฉาน สามารถนำผูน้ ั้นไปส่สู คุ ติคอื นำไปเกิดเปน็ มนษุ ย์ เปน็ เทวดากไ็ ด้”๕ อกี นยั หนึง่ ปาติโมกข์ คือ “...ชือ่ ของธรรมอันเป็นประธานแห่งความหลุดพ้นและเพื่อเข้าสู่ ศีลสมาธิปัญญาตรองกับในโอวาทปาโมกข์ที่พระสัมาสัมพุทธเจ้าได้ตรสั ในวันมาฆปูรณ์มีแบ่งออกเป็น ๓ คาถาวา่ คาถาที่ ๑ ขันติ คอื ความอดกล้นั เปน็ เครือ่ งเผาผลาญความชั่วอย่างยิ่ง. พวกผู้รู้กล่าวพระ นิพพานว่า เป็นธรรมอย่างยิ่ง ผู้ฆ่าสัตว์หาเป็นบรรพชิตไม่ ผู้เบียดเบียนผู้อื่นหาเป็นสมณะไม่ คาถาท่ี ๒ การไม่ทำบาปทุกอย่าง การทำกุศลให้เต็มที่ การชำระจิตให้ผอ่ งแผ้ว สามประการนี้ เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คาถาที่ ๓ การไม่กล่าวร้ายการไม่ทำร้าย การสำรวมในพระปาติโมกข์ ๓ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พ์คร้งั ท่ี ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร: ธนาเพรส, ๒๕๕๔), หนา้ ๒๕–๒๗. ๔ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๑๗/๔๕๓. ๕ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, (กรุงเทพมหานคร: ประยูรวงศพ์ รน้ิ ต้ิง จำกดั , ๒๕๕๐), หน้า ๔๐๔.

๑๓ ความรู้ประมาณในอาหาร ความรู้ในที่นั่งที่นอนอันสงัด การประกอบทั่วไปในอธิจิต หกอย่างนี้เป็น คำส่งั สอนของพระพทุ ธเจ้าทงั้ หลาย สงฆ์ที่ประชุมในวันนั้นจำนวน ๑๒๕๐ องค์ เป็นพระอรหันต์ล้วนทำให้เห็นว่าปาติโมกข์ท่ี แสดงแก่พระอรหันต์นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่งและทั้งครั้งนั้นยังมีแต่ภิกษุผู้บริสุทธิ์ และสิกขาบททั้งหลาย ก็ยังไมไ่ ดบ้ ัญญัตขิ น้ึ ตอ่ มามภี ิกษุเหลวไหลมากขึ้น จึงทรงบญั ญตั ิสิกขาบทตา่ ง ๆ ข้ึนตามลำดับเป็นอัน มากแม้ที่สุดแต่การจีก้ ันเล่น การเล่นน้ำการแกลง้ ซ่อนของกัน จนถึงที่หยาบคายเช่นเกี้ยว ผู้หญิงเปน็ ต้นก็ต้องบรรจุเข้าในปาติโมกข์ แทนที่จะแสดงด้วยหลักธรรมอย่างแต่ก่อนกลับกลายเป็นการแสดง ด้วยสิกขาบทเหล่านี้ เพื่อให้เธอระลึกอาบัติไปพลาง และซ่อมความจำไว้ทุกกึ่งเดือนถ้าเป็นพระ อรหันต์แล้วก็ยังต้องทนนัง่ ฟังสิกขาบทอันหา้ มไม่ให้จีก้ ันเป็นต้นนี้จะเป็นการนำอนาถใจเพียงใดเพียง ทำนี้ยังไม่พอ อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ ที่บุพพารามเมืองสาวัตถี ขณะที่ภิกษุสงฆ์ประชุมพร้อมจะ ทำอุโบสถกรรมนั่งรอคอยพระผู้มพี ระภาคเจ้าอยู่ มีภิกษุทุศีลต้องอาบัติเป็นมูลเฉท ไม่เป็นสมณะแล้ว นั่งปนอยู่ในบริษัทนั้นด้วย พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงปาติโมกข์ โดยตรัสว่า ภิกษุสงฆ์ ไม่บริสุทธ์ิ ภิกษุสงฆ์นั่งรออยู่จนปัจฉิมยาม ในที่สุดพระมหาโมคคัลลานะ กำหนดรู้จักตัวภิกษุรูปนัน้ ได้ดว้ ยญาณ ฉุดตัวออกจากบริษัทไป แม้กระนั้นพระองค์ไม่ทรงแสดง และตรัสเป็นคำขาดว่า จำเดิมตั้งแต่วันนี้ไป ใหส้ งฆท์ ้งั หลายแสดงปาติโมกขเ์ อง”๖ การสมบูรณ์ด้วยศีลนั้นหมายถึงการประพฤติตามศีล ๓ ประการ คือจูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศลี “...จฬู ศลี คอื การเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ มีความเอ็นดู ม่งุ ประโยชนเ์ กื้อกูลแก่สรรพสัตว์ เวน้ ขาดจากการลักสิ่งของรบั เอาแต่ของท่เี ขาใหไ้ มเ่ ป็นขโมยเปน็ คนสะอาด ละพฤติกรรมอันเป็นข้าศึก ต่อพรหมจรรย์ เว้นห่างไกลจากเมถุนธรรมอันเป็นกิจของชาวบ้าน ไม่พูดเท็จพูดแต่คำสัตย์เชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก เว้นจากคำสอ่ เสียดพดู แต่ถ้อยคำท่สี ร้างสรรคค์ วามสามัคคี เว้นขาดจากคำหยาบ พูดแต่คำไม่มีโทษไพเราะน่ารักจับใจ เว้นขาดจากพูดเพ้อเจ้อ พูดถูกเวลา พูดอิงธรรมอิงวินัย ประกอบดว้ ยประโยชน์ เวน้ การทำลายพืชคามและภูตคาม เวน้ การฉนั อาหารในตอนกลางคืนการดูขับ ร้องประโคม การนั่งนอนบนเสนาสนะที่ไมส่ มควร เว้นการรับของไม่ควรรับเช่น เงินทองทาสชายทาส หญิง สัตว์พาหนะที่นาที่สวน เว้นจากการเป็นตัวแทนและผู้สื่อสาร เว้นจากการซื้อขาย การโกงด้วย ตาชั่งด้วยของปลอม การล่อลวงการฉ้อโกงและการทำร้ายมีการฆ่า การตีชิงวิ่งราวทั้งหมดนี้ คือ จฬู ศีล”๗ ๖ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ), ตามรอยพระอรหันต์, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๔๙), หนา้ ๑๑๔–๑๑๕. ๗ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๑๙๔/๖๕–๖๗.

๑๔ มัชฌิมศีล คือเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น “...สมณพราหมณ์ผู้เจริญ บางพวกฉันโภชนาหารที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพรากพืชคามและภูตคามเหล่านี้ คือ พืชที่เกิดจาก เหง้า เกิดจากลำต้น เกิดจากยอดเป็นต้น เว้นจากการบริโภคของที่สะสมไว้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ำ สะสมผ้า ไม่ดูการเล่นอันเป็นปฏิปักษ์ตอ่ กุศล คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมดนตรี การเล่นตี กลอง การแข่งชนม้าชนโค การชกมวย เว้นจากการขวนขวายในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่ง ความประมาทมีเล่นหมากลุกหมากเก็บ เล่นหกคะเมน ไม่ใช้ที่นอนอันสูงใหญ่และใช้เครื่องปูลาดอัน วจิ ิตร ไม่ขวนขวายในการประดับตกแตง่ รา่ งกายประทินผิวผดั หน้า ใช้รม่ ใช้รองเทา้ ทีม่ ีความวิจิตรเว้น ขาดจากการคุยด้วยเดรัจฉานกถาเรื่องข้าว เรื่องน้ำต่าง ๆ เรื่องความเจริญและความเสื่อม ไม่พูดทุ่ม เถยี งแกง่ แยง่ เร่อื งลัทธคิ วามเหน็ วา่ ท่านปฏิบัตผิ ดิ ผมปฏบิ ัตถิ กู ทัง้ หมดน้คี ือ มชั ฌมิ ศีล”๘ มหาศีล คือไม่ทำการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชาล้วนเป็นหมอ “...ทำนายอวัยวะ ทำนายโชคลาง ทำนายฝัน เป็นหมอทำพิธี วิชาทำเสน่ห์เวทมนต์ไล่ผี เป็นหมอทำนายลักษณะของ ศสั ตรา ลักษณะดาบ หมอทำนายลกั ษณะทาสหญิงทาสชาย ทำนายลักษณะเด็กหญิงเด็กชาย ทำนาย ลกั ษณะสตั ว์เล้ยี งมชี ้าง มา้ โค กระบอื หมอดูฤกษย์ กทพั ทำสงคราม หมอพยากรณ์วา่ จักมีจันทรคราส สุริยคราสหรือดาวนักษัตรโคจรถูกทางจักมีผลอย่างนี้ โคจรผิดทางจักมีผลอย่างนี้ เป็นหมอพยากรณ์ ว่าฝนจะดีฝนจะแล้ง จะมีความสงบเย็นจะมีภัยจะมีโรค ให้ฤกษ์อาวาหมงคล วิวาหมงคล หมอ บวงสรวงดวงอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ทำพธิ บี นบาน ทำพธิ แี กบ้ น รดนำ้ มนตร์ หมอประกอบ ยาถ่าย ยาหยอดตา การใหส้ มนุ ไพรและยาท้งั หมดนีค้ ือ มหาศลี ”๙ สรุปความปาโมกข์สังวรศีล หมายถึง เป็นผู้สำรวมในสังวร คือ ปฏิโมกข์พร้อมด้วยอาจาร และโคจรมีการมองเห็นภัยในโทษที่มีประมาณเล็กน้อยประพฤติปฏิบัติอยู่ในการศึกษาสิกขาบท ทั้งหลายและหมายถึงธรรมเป็นเครื่องพ้นจากกิเลส ซึ่งมีข้อปฏิบัติในจูฬศีลมัชฌิมศีลและมหาศีลเพ่ือ ความเปน็ ส้มบรู ณพ์ รอ้ มด้วยศีลมกี ายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจารท่บี รสิ ทุ ธ์ิ ๒) อินทรียสงั วรศีล อินทรียสังวรศีล คือ การสำรวมระวังในอินทรีย์ทั้ง ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นการ สำรวมระวงั ทวารทั้ง ๖ ในการที่ตานน้ั ไดเ้ หน็ รูป หูได้ยนิ เสยี ง จมกู ไดด้ มกลน่ิ ลนิ้ ลม้ิ รส กายถกู ต้อง ใจ รู้ทางอารมณท์ ี่กำลังเกิดขึ้นแล้วระวังไม่ให้ครอบงำ บุคคลทไี่ ดส้ ำรวมในอนิ ทรียสังวรศีลแล้วกระทำให้ มากย่อมยังสุจริตให้สำบูรณ์ พร้อมด้วยประสาทและวิญาณอันมีหน้าที่ประจำอยู่ในอายตนะต่าง ๆ ตามอวัยวะที่เป็นลูกตา และประสาทที่เป็นสายส่งข่าวติดต่อกับสมองคือจักขุวิญญาณ ใจใน ได้แก่ ๘ ที.สี. (ไทย) ๙/๑๙๕–๒๐๔/๖๗–๖๙. ๙ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๒๐๕–๒๑๑/๖๙–๗๒

๑๕ สมองส่วนทค่ี ดิ นึกได้ท่ีอาจปรุงแต่งเร่ืองขน้ึ ได้เองแลว้ ยนิ ดียนิ ร้ายได้โดยไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้นใน เวลาทคี่ ดิ นั้นเลย “...ในอินทรียสังวรศีลที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งปาติโมกขสังวรศีล โดยนัยมอี าทิว่า ภิกษุนนั้ เหน็ รูปด้วยจักษุ เหน็ รูป ดว้ ยจักษุเหน็ รูปด้วยจักขุวิญญาณอันสามารถ เห็นรูปได้ซึ่งได้โวหารจกั ษุด้วยอำนาจแห่งเหตุ ส่วนท่านโบราณาจารยท์ ัง้ หลายกล่าวไวว้ า่ จักษุ เห็นรูปไม่ได้ เพราะไม่มีจิต จิตก็เห็นรูปไม่ได้เพราะไม่มีจักษุ แต่เพราะทวารกับอารมณ์กระทบ กัน บุคคลจึงเห็นรูปได้ด้วยจิตซ่ึงมีจกั ขุปสาทเป็นวตั ถุ การพูดที่ประกอบด้วย เหตุเช่นนี้ ย่อมมี ได้เหมือนอย่างในคํามีอาทิว่า คนยิงด้วยธนูเพราะฉะนั้น เห็นรูปด้วยจักษุนี้ได้แก่ เห็นรูปด้วย จักขุวิญญาณนั่นเที่ยว ไม่ยึดถือซึ่งนิมิตว่าเป็นหญิงเป็นชาย หรือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมี นมิ ิตสวยงามเป็นต้นหยดุ อยู่เพียงแค่เห็นเท่าน้ัน ไม่ยดึ ถือซึง่ อนุพยัญชนะ ไม่ยึดถือซ่ึงอาการอัน ต่างด้วย มือ, เท้า, การยิ้ม, การหัวเราะ, การพูดและการเหลียวแลเป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่า อนุ พยัญชนะเพราะกระทำความปรากฏ โดยเป็นที่ปรากฏเนือง ๆ ของกิเลสทั้งหลาย อาการใด ปรากฏในสรีระน้นั ก็ถือเอาเพียงอาการนั้น เหมอื นพระมหาตสิ สเถระผอู้ ยู่ ทีเ่ จตยิ บรรพต”๑๐ พุทธทาสภิกขุได้อธิบายการสำรวมอินทรีย์ไว้ว่า “...เรื่องราวเป็นใหญ่เป็นจอมเป็นอิสระ ได้แก่อายตนะมีตาเป็นต้นเหล่านี้ส่วนหนึ่งๆ ล้วนเป็นอิสระเต็มทีแผนกหนึ่ง คือในการเห็นรูปย่อม สิทธิ์ขาดอยู่ที่ตาการฟังเสียงอยู่ที่หูเป็นต้นจะเกิดผลดี หรือความฉิบหายร้ายแรงขนในแผนนี้ก็เพราะ การกระทำของอวัยวะอันนี้หรือจะกล่าวอีกปรยิ ายหนึ่งว่า ทั้ง ๖ อย่างนี้เป็นเหมือนคนสำคัญหาคนที่ จะต้องควบคุมระวัง เพราะถ้าไม่นำผลดีที่สุดมาก็จะนำผลร้ายที่สุดมา ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ก็จะเปน็ จอมโจรทีร่ า้ ยกาจดงั น้ไี ด้ เพราะเปน็ วตั ถสุ ำคัญอนั จะยกข้นึ เป็นเลศไดส้ ว่ นหนงึ่ ๆ อวัยวะเหล่านี้จึงจะ ได้ช่อื ว่าอินทรยี ์หรอื คนสำคญั ”๑๑ การสำรวมอินทรีย์ คือ “...เห็นรูปทางตาแล้วจึงเกิดความชอบใจเกิดความไม่ชอบใจและ เกิดทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจภกิ ษนุ น้ั รู้ชัดอย่างน้ีว่า เราเกดิ ความชอบใจและเกิดความไม่ชอบใจน้ี แล้ว ความชอบใจเป็นดน้ นน้ั ถูกปจั จัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ อาศยั กนั และกนั เกิดขึน้ ยงั มีสิ่งท่ีละเอียด ประณีตคืออุเบกขาความชอบใจ และความไม่ชอบใจนั้นที่เกิดขึ้นแล้วภิกษุนั้นจึงดับไป อุเบกขาย่อม ดำรงม่ันเปรียบเหมอื นบุรษุ มีตาดกี ระพริบตา แมฉ้ นั ใดความชอบใจความไมช่ อบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุใดรูปหนึ่งฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมดับไปอย่างเร็วพลันทันที โดยไม่ยากอย่างน้ี อุเบกขายอ่ มตำรงมน่ั น้กี ารเจริญอินทรีย์ในรปู ทพ่ี งึ รแู้ จง้ ทางตาอันยอดเยย่ี มในอรยิ วินัย”๑๒ ๑๐ พระพทุ ธโฆสเถระ, คมั ภีรว์ สิ ุทธิมรรค, หนา้ ๓๑. ๑๑ พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกข)ุ , ตามรอยพระอรหันต,์ หน้า ๑๕๒-๑๕๓. ๑๒ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๔๕๔/๕๐๕

๑๖ การสำรวมอินทรีย์ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรสั ว่า “...รปู ท่พี งึ รแู้ จ้งทางตาไว้ ๒ อยา่ ง คือ รูป ที่ควรเสพ และรูปที่ไม่ควรเสพ กล่าวเสียงที่พึ่งรูแ้ จง้ ทางหไู ว้ ๒ อย่างคือเสียงที่ควรเสพและเสียงท่ไี ม่ ควรเสพกลา่ วกล่าวกลิ่นที่พ่ึงรแู้ จง้ ทางจมูกไว้ ๒ อย่าง คือ กลิน่ ที่ควรเสพและกล่นิ ที่ไมค่ วรเสพ กล่าว รสที่พึงรู้แจ้งทางกลิ้นไว้ ๒ อย่างคือรสที่ควรเสพและรสที่ไม่ควรเสพ กล่าวโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทาง กายไว้ ๒ อยา่ งคอื โผฏฐัพพะท่คี วรเสพและโผฏฐพั พะพะท่ีไมค่ วรเสพ กล่าวธรรมารมณท์ ีพ่ งึ รูแ้ จง้ ทาง ใจไว้ ๒ อย่างคือ ธรรมารมณ์ที่ควรเสพและธรรมารมณ์ที่ไมค่ วรเสพ เมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้ แจ้งทาง ตาเชน่ ใด อกุศลธรรมทง้ั หลายเจรญิ ยิ่ง ข้ึน กุศลธรรมทัง้ หลายเส่อื มลง รปู ที่พึงรูแ้ จง้ ทางตาเช่น นีเ้ ปน็ รูป ที่ไม่ควรเสพ เมื่อบุคคลเสพรูป ที่พึงรู้แจ้งทางตา เช่น ใด อกุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมลง กุศลธรรม ท้งั หลายเจริญยง่ิ ขึ้นรูปที่พึงร้แู จง้ ทางตา เชน่ นีเ้ ปน็ รปู ทีค่ วรเสพ เมอ่ื บคุ คลเสพเสียงที่พึงรู้แจ้งทางหู เช่นใด เมื่อบุคคลเสพกลิ่นที่พึงรู้แจ้งทางจมูกเช่นใด เม่ือบุคคลเสพรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้นเช่นใด เม่ือ บุคคลเสพโผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งทางกายเช่นใด เมื่อบุคคลเสพ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่นใด อกุศลธรรมทั้งหลายเจริญยิ่งขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายเสื่อมลง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจเช่น นี้เป็น ธรรมารมณ์ที่ไม่ควรเสพ เมื่อ บคุ คลเสพธรรมารมณ์ที่พึงร้แู จง้ ทางใจเช่นใด อกุศลธรรมทั้งหลายเส่ือม ลง กศุ ลธรรมท้งั หลายเจรญิ ย่ิงขนึ้ ธรรมารมณ์ท่พี ึงรแู้ จง้ ทางใจเช่น นีเ้ ปน็ ธรรมารมณ์ทีค่ วรเสพ”๑๓ สรุปอินทรีย์สังวรศีล เป็นการสำรวมในอินทรีย์ทั้งหลายแต่ละส่วนได้แก่ ตา หู จมูก ล้ิน กายและใจในการที่เห็นรูปทางตาแลว้ มีความชอบใจและความไม่ชอบใจพึงรู้แจ้งชัดในอารมณ์นั้นตาท่ี เป็นความจริงไม่ปลอ่ ยจิตให้ไหลไปตามอารมณ์นนั้ ๆ ถา้ ไมส่ ำรวมแล้วจะทำให้เปน็ เหตุบาปอกุศลธรรม คือ อภิชฌาและโทมนัสเข้าครอบงำนำไปสู่ความเกิดทุกข์เมื่อความสำรวมดีแล้วย่อมไม่เศร้าโศกและ อาสวะทั้งหลาย ๓) อาชีวปารสิ ุทธศิ ลี มีความเป็นอยู่อันบริสุทธิ์ด้วยการแสวงหาปัจจัยเครื่องเลี้ยงชีพโดยความเป็นธรรมและ ด้วยการชำระอย่างหมดจดเป็นสภาวะแห่งความเป็นอยู่อย่างสงบมีความสุขไปตามหลักอาชีวะปาริ สุทธิศีล การเว้นจากมิจฉาอาชีพซึง่ เป็นไปด้วยการล่วงละเมิดในสกิ ขาบท ๖ อย่างที่มีอาชีวะ เป็นเหตุ ด้วยอำนาจแหง่ บาปธรรมมกี ารหลอกลวง การพูดเลาะเล็ม การทำนิมิตแสวงหาลาภด้วยลาภ เป็นต้น สิกขาบท ๖ อยา่ งท่ภี ิกษุลว่ งละเมิดเพราะมีเป็นตวั การ คัมภรี ์วิสทุ ธิมรรคมีอรรถาธิบายอาชีวปาริสุทธิ ศีลวา่ “...๑) ภกิ ษุมีความปรารถนาลามก อนั ความอยากครอบงำแล้ว ย่อม อุตริมนสุ สธรรม คอื ธรรม อันย่ิงกว่าธรรมของมนุษย์ อนั ไม่มจี ริงอันไม่เป็น เพราะมอี าชพี เป็นเหตุ เพราะมอี าชพี เป็นตัวการ ต้อง อาบัติปาราชิก ๒) ภิกษุทำการชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพ เป็นตัวการต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๓) ภิกษุพูดได้ว่า ภิกษุใดอยู่ในวัดของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ ๑๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๖๕/๒๙๑-๒๙๒.

๑๗ ดังนี้ เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ เม่ือยังยืนยันอยู่ ต้องอาบัติ ถุลลัจจัย ๔) ภิกษุ ไมไ่ ดต้ ้องอาพาธ ขอโภชนะอันประณตี เพ่ือตนมาฉนั เพราะมอี าชีพ เป็นเหตุ เพราะมอี าชพี เป็นตัวการ ต้องอาบตั ิปาจติ ตีย์ ๕) ภกิ ษุณีไม่ไดต้ ้องอาพาธ ขอโภชนะอันประณีตเพอ่ื ตนมาฉัน เพราะมีอาชพี เปน็ เหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ๖) ภิกษุไม่ได้ต้องอาพาธ ขอแกงหรือข้าวสุก เพ่ือตนมาฉัน เพราะมอี าชีพ เป็นเหตุ เพราะมอี าชพี เปน็ ตวั การ ต้องอาบตั ทิ ุกกฎ”๑๔ สิริ เพชรไชย “...อาชีวปาริสุทธินั้นมีวิริยะเป็นเครื่องให้สำเร็จ เพราะภิกษุมีวิริยะอัน ปรารภโดยชอบแลว้ จงึ มีการละมิจฉาชวี ะได้ เพราะเหตนุ ั้น พงึ ละอเนสนาและการปฏบิ ัติอันไม่สมควร แล้วเสพอาศัยปัจจัยทั้งหลายที่มีการเกิดขึ้นบริสุทธิ์อย่างเดียว เว้นปัจจัย ทั้งหลายที่มีการเกิดขึ้นไม่ บริสุทธิ์ เหมือนอย่างอสรพิษทั้งหลาย จึงยังอาชีวปาริสทุ ธนิ ี้ให้สำเร็จด้วยการแสวงหาโดยชอบ มีการ เที่ยวบิณฑบาต เป็นต้น บรรดาปัจจัยที่มีการเกิดขึ้นสมควรและมีการเกิดขึ้นไม่สมควรนั้น ปัจจัยท่ี เกิดขน้ึ จากสงฆจ์ ากคณะ แกภ่ กิ ษผุ ู้ไม่ได้กำหนดถือธุดงค์ และที่เกิดขึ้นจากสำนักของคฤหัสถ์ เลื่อมใส ด้วยคุณของภิกษุน้ัน มีการแสดงพระธรรมเทศนา เปน็ ตน้ ช่ือว่า ปัจจัยมีความข้ึนบริสุทธ์ิ อน่ึง ปัจจัย ที่เกิดขึ้นด้วยการบิณฑบาตเป็นต้น ชื่อว่า มีความเกิดขึ้นบริสุทธิ์อย่างยิ่งทีเดียว ปัจจัยทั้งหลายที่ เกิดขึ้นโดยอนุโลมแก่การนิยมธุดงค์ จากคฤหัสถ์ผู้เลื่อมใสแล้วในคุณ คือ ธุตะของเธอ ด้วยการเที่ยว บิณฑบาตเปน็ ตน้ ของภิกษผุ ูก้ ำหนดถือธดุ งค์ ช่ือวา่ ปจั จยั ทม่ี ีความเกิดขน้ึ บรสิ ุทธ์ิ”๑๕ พุทธทาสภิกขุได้อธิบายว่า อาชีวะ “การดำรงชีวิตให้เป็นอยู่ได้ ปาริสุทธิ การชำระอย่าง หมดจด ศีล ภาวะแห่งความเป็นอยูอ่ ย่างสงบ ปรกติ รวมทง้ั ๓ ศัพท์จงึ ได้ความวา่ ปรกตภิ าพกล่าวคือ ความชำระสะสาง การดำรงชีวิตของตนให้เปน็ อยู่ได้อย่างสะอาดหมดจด คำว่า ศีลแมจ้ ะแปลว่าปกรติ ภาพ หมายถงึ แตท่ ่ีเปน็ ไปทางกายและวาจาโดยเฉพาะ หมายถึง ทางใจแตโ่ ดยปริยาย”๑๖ วศิน อินทสระ ได้อธิบายว่า “...ผู้ต้องการให้อาชีวบริสุทธิ์ต้องเว้นความประพฤติ หลอกลวงชนิดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องอาชีพ เช่น การอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีในตน การพูดเคาะ พูดเลียบเคียง แกล้งทำเป็นเคร่ง ต่อลาภด้วยลาภ พูดให้ทายกเจ็บใจเพื่อจะได้ข่มเหงได้ การได้ปัจจัย มาโดยอาการหลอกลวงอย่างนี้ถือวา่ เป็นอาชีววิบัติสำหรับภิกษุ อาชพี ของเธอไม่บริสุทธ์ิ ปจั จัยที่ได้มา โดยบริสุทธิ์นั้น ท่านแสดงไว้ ๓ ทางคือ ๑) ได้มาโดยการบิณฑบาตถือว่าเป็นปัจจัยที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง ๑๔ พระพทุ ธโฆสเถระ, คมั ภีร์วสิ ุทธมิ รรค, หนา้ ๓๔-๓๕. ๑๕ พระพุทธโฆสเถระ, วิสุทธิมัคค์และปรมัตถมัญชุสา ภาค ๑, แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์สิริ เพ็ชรไชย, หน้า ๑๔๖-๑๔๗. ๑๖ พระธรรมโกศาจารย์ (พทุ ธทาสภกิ ขุ), ตามรอยพระอรหันต,์ (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พธ์ รรมสภา, ๒๕๔๙), หน้า ๑๘๕.

๑๘ ๒) ได้มาโดยที่ทายกเลื่อมใสในคุณธรรมของภิกษุอย่างใดอย่างหนึ่ง ๓) ได้มาโดยมีผู้เลื่อมใสในพระ ธรรมเทศนา”๑๗ สรุปความว่า อาชีวปาริสุทธิศีล คือ การดำรงชีพอันบริสุทธิ์โดยเว้นจากแสวงหาในทางที่ ผิดธรรมวินัย ปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ได้การบิณฑบาตหรือทายกมีความเลื่อมใสใน คุณธรรมของผปู้ ระพฤติปฏบิ ตั ิและเผยแผ่หลักการตามแบบเทศนาทใี่ หโ้ อวาทสัง่ สอนเม่ือจิตระลึกรู้ถึง ศีล คือ อาชีวะอันบริสุทธิ์แล้วจิตย่อมเกิดความผ่องใสควรแก่การปฏิบัติต่อการดำเนินตามหลักอาชีว ปารสิ ทุ ธศิ ีลอันสงู สดุ ต่อไป ๔) ปจั จัยสนิ นิสสติ ศลี การสำรวมในปจั จัย ๔ อนั บริสทุ ธิด์ ้วยการพจิ ารณา จวี ร อาหารบิณฑบาต เสนาสนะ และ ยาแกไ้ ขก้ ่อนที่จะบรโิ ภคในการใชส้ อย เวน้ การอาศยั ปัจจัยท่ผี ิดไม่ไดพ้ จิ ารณาในการบรโิ ภคดว้ ยตัณหา และอวิชชา ในพิจารณาปัจจัยทั้ง ๔ เพียงเพื่อป้องกันความหนาว ความหิวกระหาย เพียงเพื่อบำบัด ทุกข์ไม่ใช่บริโภคความสวยงามเพื่อตัณหาราคะ ปัจจัยสันนิสิตศีลมีลักษณะที่การพิจารณาโดยความ แยบคายในการบริโภค จีวร “...พิจารณาแล้วโดยแยบคาย ความว่า พิจารณาแล้ว รู้แล้ว คือเห็น ประจักษ์แล้ว โดยอุบาย คือ โดยถูกทาง จริงอยู่การพิจารณาที่กล่าวไว้เพื่อบําบัดความเย็น นักศึกษาพึงทราบว่า พิจารณาแลว้ โดย แยบคายวา่ จวี รไดแ้ กผ่ า้ ผืนใดผนื หนึง่ ในบรรดาผา้ ๓ ผืนมีผ้าอนั ตรวาสกเปน็ ตน้ คํา ว่าย่อมเสพ คือ ย่อมใช้สอย ได้แก่นุ่งหรือห่ม ยาวเทว เป็นคํากำหนดเขตแห่งประโยชน์อย่างแน่นอน จริงอยูป่ ระโยชน์ในการเสพจีวรของโยคบี ุคคลมีกำหนดเพียงเท่านี้ คือ ประโยชนม์ ีว่า เพื่อบําบัดความ เย็นเป็นต้นนี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ ซึ่งความเย็นอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ธาตุภายในก ำเริบ บ้าง เพราะเหตุที่อุตุภายนอก เปล่ยี นแปลงไปบ้างเพื่อบําบัด เพื่อบรรเทาคือเพื่อบรรเทาเสีย ซึ่งความ เย็นนน้ั โดยประการที่จะไม่ใหม้ ันทำความอาพาธให้เกิดขึน้ ในร่างกาย จริงอย่โู ยคบี คุ คลผู้มีจิตฟังไปใน เพราะเหตุร่างกายกระทบความเย็นย่อมไม่อาจท่ีจะตั้งความเพียรโดยแยบคายได้ เพราะเหตุน้ันพระผู้ มีพระภาคจึงทรงอนุญาตวา่ ภกิ ษพุ ึงเสพจีวรเพือ่ บาํ บดั ความเยน็ ซงึ่ ความรอ้ นอนั เกดิ แต่ไฟ บิณฑบาต คือ อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง จริงอยู่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง เรียกว่า บิณฑบาต เพราะอาหารนั้นตกลงในบาตรด้วยภิกขาจารวัตร ของภิกษุ อีกอย่างหนึ่งความตกลงแห่ง ก้อนข้าวทั้งหลายชื่อวา่ บิณฑบาตได้แก่ความรวมกันความเป็นกลุ่มกันแห่งภิกษาหารท้ังหลายที่ภิกษุ ไดแ้ ลว้ ณ ท่ีนน้ั ๆ ไม่ใชเ่ พอื่ เล่น อธิบายว่า เพือ่ เลน่ คือ ทำเปน็ เคร่ืองหมายกีฬาเหมือนอย่างพวกเด็ก ชาวบ้านเป็นต้น หามิได้ไม่ใช่เพื่อความเมา คือ เป็นเครื่องหมายของความเมากําลังและเป็นเครื่อง ๑๗ วศิน อนิ ทสระ, สาระสำคัญแห่งวสิ ุทธิมรรค, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๕, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พเ์ มด็ ทราย, ๒๕๕๗), หน้า ๒๙.

๑๙ หมายความเมาของความเป็นบุรุษ เหมือนพวกนักมวยเป็นต้น หามิได้ ไม่ใช่เพื่อประดับ เพื่อประดับ คือ เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นผู้มีองค์อวัยวะน้อยใหญ่อิ่มเต็ม หามิได้ คําว่า ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง คือ เป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส เหมือนพวกหญิงละครและพวกหญิงช่างฟ้อนเป็น ตน้ หามิได้”๑๘ “...เสนาสนะ แยกเป็น เสนะ คําหนึ่ง อาสนะ คําหนึ่ง อธิบายว่า ภิกษุ นอน ณ ที่ใด ๆ จะเป็นวิหารหรือเรือนโรงมีเพิ่งเป็นต้นก็ตาม ที่นั้นชื่อว่า เสนะ แปลว่า ที่นอน ภิกษุนั่ง ณ ที่ใด ๆ ที่นั้นชื่อว่า อาสนะ แปลว่า ที่นั่ง ๒ คํานั้น ท่านรวมเข้าเป็นคําเดียวกัน แล้วจึงกล่าวว่า เสนาสนะ แปลว่า ท่ีนอนและที่นัง่ เพ่อื บรรเทาอนั ตรายคือฤดู และความยินดใี นการหลีกเร้นอยู่ มีอรรถาธิบายว่า อุตุนั่นเองชื่อว่าอันตรายคือฤดู เพราะอรรถว่าเบียดเบียนเพื่อบรรเทาซึ่ง อันตราย คือ ฤดู และเพื่อความยินดีในการหลีกเร้นอยู่ อธิบายว่า ฤดูกาลอันใดที่เบียดเบียน ร่างกายและทำให้จิตฟุ้งซ่านไม่เป็น สัปปายะ เป็นสิ่งอันภิกษุพึงบรรเทาเสียด้วยการ เสพ เสนาสนะเพื่อบรรเทาซึ่งฤดูกาลนั้น และเพื่อความสุขในความเป็นบุคคลผู้เดียว การบรรเทา อันตราย คือ ฤดู พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วด้วยพระพุทธพจน์มีอาทิว่า สีต ปฏิฆาต ดังน้ี โดย แท้ แต่ถึงอย่างนั้นพระผู้มีพระภาค ตรัสคํานี้ซ้ำอีก โดยทรงหมายเอาการบรรเทาอันตราย คือ ฤดูที่แน่นอน เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ในบทเสพจีวรว่า การปกปิดอวัยวะที่ทำให้ความละอายสูญ หายไปเป็นประโยชน์ที่แน่นอน ส่วนประโยชน์นอกนั้นมีได้เป็นบางครั้งบางคราว ดังนี้ ฤดูซึ่งมี ประการดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ชื่อว่า ฤดูคงที่ ส่วนอันตรายมี ๒ อย่างคือ อันตรายที่ปรากฏหน่ึง อันตรายที่ปกปิดหนึ่งใน ๒ อย่างนั้นสัตว์ร้ายทั้งหลายมีราชสีห์และเสือเป็นต้นชื่อว่าอันตรายท่ี ปรากฏ กิเลสทงั้ หลายมรี าคะ และโทสะเปน็ ต้นชื่อวา่ อันตรายท่ีปกปิด อนั ตรายยอ่ มไม่ทำความ เบียดเบียนโดยที่ไม่ได้รักษาทวารและโดยที่เห็นรูปอันไม่เป็นสัปปายะ ณ เสนาสนะใด ภิกษุรู้ คือพิจารณาเสนาสนะนั้นอย่างนี้แล้วเสพอยู่ ชื่อว่าพิจารณาโดยแยบคาย แล้วจึงเสพเสนาสนะ เพื่อบรรเทาอนั ตราย คอื ฤดู คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ได้แก่ กิจกรรมของหมอ อันเป็นสัปปายะแก่คนไข้ชนิดใดชนิด หนึ่ง มีน้ำมันน้ำผึ้งและน้ำอ้อย เป็นต้น ส่วนบริขารพระผู้มีพระภาคตรัสเอาเครื่องล้อมเป็นอันล้อมดี แล้ว ด้วยเครื่องลอ้ มพระนครถึงเจ็ดชั้น ตรัสหมายเอาเคร่ืองอลังการก็มี ในรถมีศีลเปน็ เครื่องอลังการ มฌี านเปน็ เพลา มวี ิรยิ ะเปน็ ล้อ ตรสั หมายเอาสัมภาระก็มีในเครื่องสัมภาระแห่งชวี ิตชนิดใด ชนิดหนึ่ง อันบรรพชิตพงึ นํามาโดยชอบ แต่ในท่นี ศ้ี พั ท์วา่ บรขิ าร แมห้ มายเอาสมั ภาระกค็ วร แม้หมายเอาเคร่ือง ล้อมก็ควร เพราะว่าคิลานปัจจัยเภสัชนั้น ย่อมเป็นเครื่องล้อมชีวิตก็ได้เป็นสัมภาระของชีวิตก็ได้ ๑๘ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หนา้ ๔๖-๔๗.

๒๐ เพราะเป็นเครื่องรักษาไม่ให้ช่องแก่ความบังเกิดขึ้นแห่งอาพาธอันจะทำชีวิตให้พินาศไปเป็นสัมภาระ ของชีวติ ก็ได้ เพราะเป็นเหตแุ หง่ ชีวติ นัน้ โดยประการท่ีชวี ิตจะดำเนินไปได้ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น คลิ านปัจจัยเภสชั พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นบรขิ ารคลิ านปัจจัยเภสัชซ่ึงเภสชั อนั เปน็ สัปปายะแห่ง คนไข้ชนิดใด ชนิดหนึ่งอันหมออนุญาตแล้ว มีน้ำมันน้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้น อันเป็นบริขารแห่งชีวิต เกิดขึ้นแล้ว คือ เกิดแล้วเป็นแล้ว บังเกิดแล้ว ความกำเริบแห่งธาตุ และอาพาธต่างๆ มีโรคเรือ้ นโรคฝี และพุพองเป็นต้นซึ่งมีความกำเริบแห่งธาตุนั้นเป็นสมุฏฐาน พยาพาธในเวยยาพาธิกาน์นี้ เวทนา ทั้งหลาย ชื่อว่า เวยยาพาธิก เพราะเกิดแต่อาพาธต่างๆ ซึ่งเวทนาทั้งหลายได้แก่ ทุกขเวทนา คือ เวทนาอันเป็นอกศุ ลวิบาก ซงึ่ เวทนาทัง้ หลายนั้นอันเกดิ แต่อาพาธต่าง ๆ เหลา่ นนั้ อพยาปชุญปรมตาย เพื่อความเป็นผู้ไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่งว่า ทุกข์ทั้งหมดน้ันยอ่ มเป็นอันภิกษุละได้แลว้ เพียงใด เพื่อความ เป็นผู้ไม่มีทุกขเ์ ปน็ อยา่ งยิ่งเพียงนั้น”๑๙ พระพุทธโฆสเถระ ได้อธิบายถึงความสำเร็จของอาชีวปาริสุทธิศีลว่า “...ปัจจัยสันนิสสิต ศีล อันโยคีบุคคลพึงให้สำเร็จด้วยปัญญา จริงอยู่ปัจจัยสันนิสสิตศิลนั้น ชื่อว่า มีปัญญาเป็นเหตุให้ สำเร็จ เพราะผู้มีปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษ และอานิสงส์ของปัจจัยทั้งหลายได้ เพราะเหตุน้ัน ภิกษุพึงละความกำหนัดยินดีในปัจจัยแล้ว จึงพิจารณาปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ดว้ ยวธิ ีดงั ทีไ่ ด้ พรรณนามาแลว้ จงึ บรโิ ภค จงึ ทำปจั จัยสนั นสิ สตศีลนใี้ ห้สำเร็จด้วยปัญญา การพิจารณา ปจั จยั ทั้งหลายในปัจจัยสนั นิสสิตศีลน้ันมี ๒ อย่าง คอื พจิ ารณาในเวลารับ ๑ พิจารณาในเวลาบริโภค ๑ ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นที่ซึ่ง ได้พิจารณาด้วยสามารถแห่งความเป็นธาตุหรือความเป็นของ ปฏกิ ูลแม้ในเวลารับ แล้วเกบ็ ไว้ เม่ือภิกษุบรโิ ภคเลยจากเวลารบั นัน้ ไป การบริโภคกห็ าโทษมิไดเ้ ลย”๒๐ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ได้บรรยายลักษณะในการพิจารณาว่า “...๑) เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพจีวร เพียงเพื่อบำบัดความหนาว บำบัดร้อน บำบัดสัมผัสเหลอื บ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายและเพียงเพื่อปกปิดอวัยวะที่ให้เกิดความละอาย ๒) เราพิจารณา โดยแยบคายแล้วเสพบิณฑบาต ไม่เพื่อเล่น ไม่เพื่อมัวเมา ไม่เพื่อสดใส ไม่เพื่อเปล่งปลั่ง เพียงเพื่อให้ กายตงั้ อยู่ เพอื่ ใหช้ ีวิตเปน็ ไปได้ เพอ่ื ระงบั ความลำบาก เพ่อื อนเุ คราะห์พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่าจักระงับ เวทนาเก่าเสยี ไดไ้ มใ่ ห้เวทนาใหม่เกดิ ขน้ึ เราจกั ไม่มีโทษ จกั อยู่ผาสุก ๓) เราพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพเสนาสนะ เพียงเพอื่ บำบดั ความหนาว บำบดั ร้อน บำบัดสัมผัสเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เล้อื ยคลาน ทั้งหลาย เพื่อบรรเทาอันตรายแต่ฤดูและพอใจในการหลีกเร้น ๔) เราพิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพ ๑๙ พระพทุ ธโฆสเถระ, คัมภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรค, หน้า ๕๐-๕๒ ๒๐ เร่ืองเดียวกัน, หนา้ ๖๑.

๒๑ คิลานเภสัชสำหรับแกไ้ ข้ เพียงเพือ่ บำบดั เวทนาอนั เกดิ แต่อาพาธต่างๆ ทเ่ี กิดขึน้ แล้วและเพอื่ ความเป็น ผไู้ ม่ลำบาก๒๑ การบรโิ ภคปัจจัย ๔ เพอื่ ดำเนินไปแห่งกายไม่มีโทษและดำรองอยู่อย่างผาสกุ ของตนที่ได้ ปฏบิ ัติตามอยา่ งหมดจดในการเสพปัจจยั ๔ ไว้วา่ “...ภิกษุทง้ั หลายในแต่ก่อนสันโดษด้วยปัจจัย ไดน้ ุ่งหม่ ผ้าเปน็ ปรมิ ณฑลเพยี งเพ่ือจะปอ้ งกนั ความหนาวความร้อนและลม ปกปดิ อวยั วะท่ีจะให้ เกดิ ความละอายเทา่ นน้ั ได้ขบฉนั อาหารประณีตหรือเศร้าหมองก็ตาม นอ้ ยมากก็ตาม เพียงเพื่อ อัตภาพให้เป็นไปได้ ไม่ติดไม่พัวพัน ไม่ได้ขวนขวายจนเกินไปในยาแก้ไข้ ซึ่งเป็นบริขารเครื่อง รกั ษาชวี ิต เหมอื นขวนขวายในความสิน้ อาสวะ”๒๒ สรุปได้ว่า ปัจจัยสันนิสสิตศีลนั้นเป็นการพิจารณาปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ คือ จีวรปัจจัย บิณฑบาตปัจจัย เสนาสนะปัจจัย และคิลานเภสัชปัจจัยโดยการพิจารณาก่อนที่บริโภคใช้สอยหรือ พจิ ารณาในคณะบรโิ ภคเพือ่ ไม่ใหม้ โี ทษในการใชส้ อยและความบรสิ ุทธิ์ ๒.๒ จิตตวิสทุ ธิ จิตอันบริสุทธิ์สะอาดหมดจดปราศจากโลภะ โทสะ โมหะนิวรณ์ธรรมที่เป็นเครื่องเศร้า หมองไม่สามารถทเี่ กิดขึ้นได้ทกุ ขณะท่ีจิตกำลังปฏิบัตสิ มาธิเข้าไปเพ่งจนแนบแน่นในอารมณ์กรรมฐาน อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิที่ได้ในเวลาปฏิบัตินั้น เป็นจิตตวิสุทธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟ้งซ่าน จิตต วิสุทธิเป็นสภาวะที่ความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เกิดขึ้นในกุศลจิตที่มีอารมณ์แน่วแน่ที่เป็นสมาธิ คือ “ความวางจิตและจติ สิกไวอ้ ย่างสมำ่ เสมอ และโดยชอบในอารมณอ์ นั เดยี วเพราะเหตนุ ัน้ จติ และจติ สิก ย่อมตั้งอย่างสม่ำเสมอโดยชอบ คือ เป็นภาพไม่ชัดส่าย และไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อย่างหนึ่งด้วย อานภุ าพแหง่ ธรรมใดธรรมน้นั บัณฑิตพงึ ทราบวา่ ความตั้งใจมนั่ ”๒๓ สมาธิหมวด ๑ และหมวด ๒ “...ความที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ที่ได้แล้วด้วยอำนาจ กัมมัฏฐานเหล่านี้ คือ อนุสติฐาน ๖ ประการ มรณสติ ๑ อุปสมานุสติ ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุ ธาตุววัตถาน ๑ และความมีอารมณ์ แน่วแน่ในส่วนเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิ นี้ชื่อว่าอุปจารสมาธิ ส่วนความที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ในลำดับแห่งบริกรรม โดยบริกรรมแห่งปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ ปฐมฌานโดยอนนั ตรปจั จยั เป็นตน้ ๒๑ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐาน, พิมพ์ที่ครั้งที่ ๔ (กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ , ๒๕๕๐), หนา้ ๔๒๐. ๒๒ ขุ.เถร. (ไทย) ๒๖/๙๒๒/๔๙๑. ๒๓ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค ภาษาไทยภาค ๑, ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลยั , (กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕), หนา้ ๑๒๘.

๒๒ สมาธิ ๒ ประการ หมวดที่ ๒ ความที่กุศลจิตมีอารมณ์แน่วแน่ในภูมิทั้ง ๓ ช่ือว่าโลกีย สมาธิ กุศลจิตมีอารมณ์แนว่ แน่ทีส่ มั ปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่าโลกุตตรสมาธิ โดยจําแนกอย่างน้ี สมาธิ จงึ มี ๒ ประการ คอื โลกยิ สมาธแิ ละโลกตุ ตรสมาธิ สมาธิ ๒ ประการหมวดที่ ๓ ในสมาธิ ๒ ประการ ความที่มีอารมณ์แน่วแน่ในฌาน ๒ ประการในฌานจตกุ กนยั และในฌาน ๓ การ ในฌานปญั จกนยั ชอ่ื วา่ สปั ปตี ิกสมาธิ สมาธทิ มี่ ปี ีติ ความ ที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ในฌาน ๒ ประการที่เหลือ คือจตุตถฌานและปัญจมฌาน ชื่อว่านิปปีติกสมาธิ สมาธิที่ไม่มีปีติ ส่วนอปจารสมาธิ ที่มีปีติก็มีที่ไม่มีปีติก็มี โดยจําแนกอย่างน้ีจึงมี ๒ ประการ คือ สัปปตี ิกสมาธแิ ละนิปปิติกสมาธิ ในสมาธิ ๒ ประการ หมวดที่ ๔ จิตมอี ารมณแ์ นว่ แน่ในฌาน ๓ ประการ ในฌานจตุกกนยั ใน ฌาน ๔ ประการ ในฌานปัญจกนัย ชื่อว่าสุขสหคตสมาธิ สมาธิที่สหรคตด้วยสุขความที่จิตมีอารมณ์ แน่วแน่ในฌานที่เหลือ ชื่อว่า อุเปกขาสหคตสมาธิ ส่วนอุปจารสมาธิบางทีก็สหรคตด้วยสุข บางทีก็ส หรคตด้วยอุเบกขา โดยจําแนกอย่างนี้ สมาธิจึงมี ๒ ประการ คือ (๑) สุขสหคตสมาธิ (๒) อเุ ปกขาสหคตสมาธิ สมาธิ ๓ ประการ หมวดที่ ๑ ในสมาธิท่ีเพ่ิงไดจ้ ัดเป็นสมาธชิ ั้นต่ำ สมาธิที่อบรมยังไม่ดีนัก จดั เป็นสมาธิชนั้ กลาง สมาธิที่อบรมดแี ลว้ คอื ถึงความชํานาญจดั เปน็ สมาธิชนั้ ประณตี นบั อยา่ งน้ี สมาธิ จงึ มี ๓ ประการ คอื (๑) สมาธิขน้ั ต่ำ (๒) สมาธิชั้นกลาง (๓) สมาธิ ชน้ั ประณีต สมาธิ ๓ ประการ หมวดที่ ๒ สมาธิในปฐมฌานกับอุปจารสมาธิจัดเป็นสวิตักกสวิจาร สมาธิ สมาธทิ ีม่ ที ง้ั วติ กและวจิ าร สมาธิในทตุ ิยฌานในปัญจกนัยจดั เป็นอวิตกกวิจารมัตตสมาธิ สมาธิท่ี ไม่มีวิตกแตมีวิจาร จริงอยู่บุคคลใดเห็นโทษในองค์ฌานเพียงวิตกเท่านั้น แต่ไม่เห็นในวจา หวังอยู่แต่ เพยี งจะละวติ กอย่างเดยี ว จงึ ขา้ มปฐมฌานไป บคุ คลนน้ั ยอ่ มได้ ทีไ่ มม่ ีวติ กแต่มเี พียงวจิ าร ความทจ่ี ติ มี อารมณ์เปน็ หน่ึงในฌาน ๓ ประการ มที ุตยิ ฌานเป็นตน้ ในฌานจตุกกนัย ความท่จี ิตมีอารมณ์เป็นหน่ึง ในฌาน ๓ ประการ มีตติยฌานเป็นต้นในฌานปัญจกนัยชื่อว่าอวิตกกอวิจารสมาธิ โดยการจําแนก อย่างนี้ สมาธิจึงมี ๓ ประการ คอื สวติ กั กสวจิ ารสมาธิเปน็ ตน้ สมาธิ ๓ ประการหมวดที่ ๓ ในฌาน ๓ ฌานปัญจกนัย ปีติสหคตสมาธิ สมาธิที่สหรคต ด้วยปีติ เอกัคคตาทั้งในตติยฌานและจตุตถฌานในฌานเหล่านั้นชื่อว่าสุขสหคตสมาธิ เอกัคคตาใน ฌานสุดท้าย ชื่อว่าอุเปกขาสหคตสมาธิ ส่วนอุปจารสมาธยิ ่อมสหรคติด้วยปีติหรอื สหรคตด้วยสุข นับ อยา่ งนี้ สมาธิจงึ มี ๓ ประการ คอื สมาธิท่สี หรคตดว้ ยปตี เิ ป็นต้น ในสมาธิ ๓ ประการ หมวดที่ ๔ เอกัคคตาในอุปจารภูมิ ชื่อว่าปริตตสมาธิ สมาธิชั้ น กามาวจร เอกัคคตาในรูปาวจรกุศล และอรูปาวจรกุศล ชื่อว่ามหัคคตสมาธิ เอกัคคตาที่สัมปยุต

๒๓ ประกอบด้วยอริยมรรค ชื่อว่าอัปปมาณสมาธิ นับอย่างนี้ สมาธิจึงมี ๓ ประการ คือ (๑) ปริตตสมาธิ (๒) มหคั คตสมาธิ (๓) อปั ปมาณสมาธิ”๒๔ “ความหมดจดแห่งจิต คือได้ฝึกอบรมจิตจนเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา”๒๕ เมือจิตทีอ่ อกจากอกุศลธรรมทั้งหลายได้แลว้ เปน็ สภาวะท่ีมีความตัง้ ม่ันอยู่ในอารมณจ์ นเกิดความแนบ แน่นทวี่ า่ สมาธิ จติ สงบและปราศจากนิวรณ์ธรรมไมม่ คี วามฟงุ้ ซ่าน สมาธิมีสภาวะของอารมณ์ที่รวมหนึ่งเดียวในกุศลจิตเป็นการดำรงของจิตและเจตสิกไว้ใน อารมณ์เดียวเท่านั้น พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมูลศัพท์พระพรหมคุณาภรณ์ได้อธิบายถึงอธิจิต สกิ ขาไว้วา่ “ขอ้ ปฏบิ ตั ิสำหรับฝึกอบรมพฒั นาจิตใจอยา่ งสูงเพื่อให้เกิดสมาธิ ความเข้มแข้งมน่ั คงพร้อม ท้งั คณุ ธรรมและคุณสมบตั ทิ ี่เก้ือกลู ทั้งหลาย เชน่ สติ ขนั ติ เมตตา กรณุ า สดช่ืน เบิกบาน เปน็ สุข ผ่อง ใสอันจะทำให้จิตใจมีสภาพทีเ่ หมาะแก่การใชง้ าน เฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นฐานแห่งการเจริญปัญญา”๒๖ อธจิ ิตตสกิ ขาเมอื่ มคี วามสงบเกดิ ขน้ึ แลว้ ตามลำดับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ มคี วามสงัด จากกามอกุศลทั้งหลายเป็นจิตที่ปราศจากนิวรณ์ธรรม “...๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม) ๒) พยาบาท ความคิดร้าย ๓) ถีนมีทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม ๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและ ร้อนใจ ๕) วจิ กิ ิจฉา ความลงั เลสงสยั นิวรณ์ ๕ ประการนที้ ี่ครอบงำจิต ทอนกำลังปัญญาไม่ได แล้วจัก รู้ประโยชน์ตน รู้ประโยชน์ผู้อื่น รู้ประโยชน์ทั้งสอง หรือจักทำให้แจ้งซึ่งญาณทัสสนะที่ประเสริฐอัน สามารถวเิ ศษ ย่งิ กวา่ ธรรมของมนุษย์ด้วยปญั ญาทไ่ี ม่มกี ำลงั ท่ีออ่ นกำลงั ได”้ ๒๗ จิตตวิสุทธินั้นเป็นสมาธิทำให้การปฏิบัติฝึกฝนที่ทำให้จิตเกิดเป็นเอกัคคตา ได้แก่ สมาธิ ในขณะที่จิตภาวนาสติปัฏฐาน ซึ่งขณะที่จิตเป็นเอกัคคตาสมาธิที่มีความละเลียดนั้น ไม่เป็นที่ตั้งของ ตัณหาและทิฏฐิ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า “...๑) ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิขั้นต้น และจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในการประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าทีก่ ารงานในชวี ิตประจำวนั ให้ได้ผลดี เจริญวิปัสสนาก็ได้ ๒) อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียด ๆ หรือสมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิข้ัน ระงับนวิ รณ์ได้ ก่อนท่จี ะเข้าส่ภู าวะแห่งฌาน หรือสมาธใิ นบุพภาคแห่งอัปปนาสมาธิ ๓) อัปปนาสมาธิ สมาธแิ นว่ แน่ หรอื สมาธิท่ีแนบสนิท เปน็ สมาธิ”๒๘ สมาธิที่ประณีตนั้นไปตามขั้นๆ โดยลำดับของสภาวะจิตที่มีสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิที่ เรยี กว่าฌานตามลำดบั ฌานนน้ั มีหลายข้นั ไปตามองค์ธรรมตา่ งๆ ซึ่งทำหน้าท่อี ยู่กบั สมาธิจะค่อยๆ ซ่ึง ๒๔ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ สิ ทุ ธิมรรค ภาค ๑, หน้า ๑๒๙-๑๓๑. ๒๕ เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๖๓. ๒๖ อา้ งแล้ว. ๒๗ อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๑/๘๙-๙๐. ๒๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ จำกดั ๒๕๕๑), หน้า ๘๒๖.

๒๔ ทำหน้าที่อยู่กับสมาธิในความหมดจดแห่งจิต คือ การฝึกฝนอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของจิตจนเกิด สมาธิ คือ อุปปนาสมาธิจนถึงอัปปนาสมาธิในฌานสมาบัติ “...การเจริญสมาธินั้น จะประณีตขึ้นไป เป็นขั้น ๆ โดยลำดับ ภาวะจิตที่มีสมาธิถึงขั้นอัปปนาสมาธิ แล้วเรียกว่าฌาน ฌานมีหลายขั้น ยิ่งเป็น ขั้นสูงขึ้นไปเท่าใด องค์ธรรมต่างๆ ที่เป็นคุณสมบัติของจิตก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น ฌาน โดยทั่วไป แบ่งเป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ และแบ่งย่อยออกไปอีกระดับละ ๔ รวมเป็น ๘ อย่าง เรียกว่าฌาน ๘ หรือ สมาบัติ ๘ คือ ๑. รูปฌาน ๔ ได้แก่ ๑) ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ มีองค์ประกอบ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา ๒) ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ มีองค์ประกอบ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา ๓) ตติยฌาน ฌานที่ ๓ มี องค์ประกอบ ๒ คอื สุข เอกัคคตา ๔) จตุตถฌาน ฌานท่ี ๔ มีองคป์ ระกอบ ๒ คือ อุเบกขา เอกคั คตา ๒. อรูปฌาน ๔ ได้แก่ ๑) อากาสานัญจายตนะ ฌานที่กำหนดอากาศ อันอนันต์ ๒) วิญญาณัญจายตนะ ฌานท่ีกำหนดวิญญาณอันอนนั ต์ ๓) อากิญจัญญายตนะ ฌานทีก่ ำหนดภาวะที่ไม่ มีสิ่งใด ๆ ๔) เนวสัญญานาสัญญายตนะ ฌานที่เลิกกำหนดสิ่งใด ๆ โดยประการท้ังปวง เข้าถึงภาวะมี สญั ญากไ็ ม่ใช่ ไม่มสี ญั ญาก็ไม่ใช่๒๙ สรุป จิตตวิสุทธิ คือ จิตที่มีความสงบนิ่งมีความบริสุทธิ์ปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งหมดมา จากการปฏิบัติขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะ เป็นสมาธิขั้นต้นและจะใช้เป็นจุดตั้งต้นในการ ประโยชน์ใน การปฏิบัติหน้าที่การงานในชีวิตประจำวันให้ได้ผลดี เจริญวิปัสสนาก็ได้ อุปจารสมาธิ สมาธิเฉียดๆ หรือสมาธิจวนจะแน่วแน่ เป็นสมาธิขั้นระงับนิวรณ์ได้ ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะแห่งฌาน หรือสมาธิในบพุ ภาคแห่งอปั ปนาสมาธิ สมาธแิ นว่ แน่ หรอื สมาธิทแ่ี นบสนทิ ทีเ่ ปน็ สมาธิ ๒.๓ ทิฏฐิวสิ ทุ ธิ ความเห็นที่บริสุทธิ์ของผู้ปฏิบัตทิ ี่มีสติในการกำหนดรู้เพื่อให้เกิดสมาธิความตั้งอยู่ของจิต ในความสามารถเห็นรูปนามขันธ์ซึ่งการหยั่งให้เห็นรูปขันธ์ ๕ เป็นการเห็นด้วยปัญญาญาณที่ว่า วิปัสสนาญาณ ในขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นหยั่งเห็นรูปตามความเป็นจริง ทิฏฐิวิสุทธินี้เป็นความเห็นท่ี ปรากฏขึ้นด้วยวปิ สั สนาญาณโดยมีนามปริเฉทญาณเป็นญาณท่ีกำหนดรรู้ ูปนาม เป็นปัญญาท่ีรู้เห็นรูป นามเปน็ เพยี งแค่รปู นามพรอ้ มทั้งละสมมุติบญั ญตั ิโดยปราศจาก บคุ คล ตัวตน เราเข้า ไมม่ คี วามเห็นที่ เห็นตัวคนสิ่งต่างๆ ทั้งหลายนั้นเป็นเพียงแค่สมมติขึ้นเท่านั้นเป็นแค่การบัญญัติขึ้นโดยตามความเปน็ จรงิ แล้วมแี คร่ ปู นามขันธเ์ ทา่ น้นั พระพุทธโฆสเถระและพระธัมมปาลมหาเถระได้อธิบายไว้ในคัมภีรว์ สิ ุทธิมรรควา่ “...การ เหน็ นามและรูปตามความเป็นจริง ไดแ้ ก่ การเห็นสภาวะแห่งนามและรูปจำแนกออกจากกนั ตามความ ๒๙ เรอ่ื งเดยี วกนั หนา้ ๘๖๗-๘๖๗.

๒๕ เป็นจริง บัณฑิตพึงเห็นวา่ ก็ในที่นีท้ ่านถือเอาขันธ์ ๕ อันเป็นไปในภูมิ ๓ มีเวทนาเป็นต้น ด้วยศัพท์วา่ นาม มิใช่เว้นวิญญาณเหมือนอย่างในคำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป ทั้งมิใช่รวมกับ โลกตุ ตรขันธ์พร้อมทง้ั นพิ พานเหมือนอย่างในคำวา่ นามและรูป”๓๐ ด้วยการกำหนดรดู้ ังน้ี ๑) การกำหนดรูปให้อรูปปรากฏ “...เมื่อโยควาจรผู้นั้นกำหนดรูปโดยมุขนั้น ๆ แล้ว กำหนดอรูปนามอยู่ แต่อรูปยังไม่ปรากฏขึ้นมาเพราะ อรูปเป็นของละเอียดอ่อน โยคาวจรผู้นั้นมิควร ละเลิกกำหนดเสีย ควรพิจารณาใส่ใจใคร่ครวญกำหนดรูปนั่นแหละ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะว่า รูปของ โยคาวจรนน้ั ท่ีชําระลา้ งดีแล้ว สะสางออกแลว้ บริสุทธิ์ดแี ล้ว ดว้ ยอาการใด ๆ ส่งิ ทีเ่ ป็นอรูปท้ังหลายซึ่ง มีรูปนั้นเป็นอารมณ์ก็จะปรากฏขึ้นมาเองด้วยอาการนั้น ๆ โดยแท้เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มีดวงตาเมอ่ื มองดูเงาหนา้ ในกระจกท่ีมั่วเงาก็จะไม่ปรากฏบุรษุ ผู้นนั้ ไม่คิดวา่ เงาไม่ปรากฏแลว้ ทงิ้ กระจกไปเสีย แต่ เช็ดถูกระจกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อกระจกใสบริสุทธิ์แล้ว เงาหน้าของบุรุษผู้นั้นก็ปรากฏขึ้นมาเองโดย แท้ ฉันใด อน่ึง บรุ ุษผู้มคี วามต้องการน้ำมันงา เอาเมล็ดงาโรยลงไปในชามอา่ งแล้ว เอาน้ำประพรมลง ไป เม่ือน้ำมนั งายงั ไมไ่ หลออกมาเพราะบีบค้นั เพยี งครง้ั ๒ ครั้ง ไม่ทิ้งเมลด็ งาเสีย เอาน้ำอ่นุ ประพรมลง ไปแล้วนวดเค้นบีบคั้นอยู่บ่อย ๆ เมื่อบุรุษผู้นั้นทำอยู่อย่างนี้ น้ำมันงาที่ใสดี ก็ไหลออกมาโดยแท้แล ฉันใด ก็หรอื บุรษุ ผู้ต้องการทำให้น้ำใส จึงหยบิ เอาเมล็ดกตกะ แลว้ หย่อนมือลงไปในหม้อน้ำ เม่ือน้ำยัง ไมใ่ สดว้ ยการถูไปถูมาเพียงคร้ัง ๒ ครั้ง ก็ไมโ่ ยนเมลด็ กตกะท้ิงเสีย คงถูเมลด็ กตกะน้ันแล้วๆ เลา่ ๆ เมื่อ บุรุษผู้นั้นทำอยูอ่ ย่างนี้ โคลนตมก็จะจมลงน้ำก็ใสสะอาดโดยแทแ้ ลฉันใด พระภิกษุนั้นกฉ็ ันนัน้ เช่นกนั ไม่ควรทอดธุระเลกิ ปฏบิ ตั เิ สีย ควรพิจารณาใส่ใจใคร่ครวญกำหนดรูปน้นั แหละซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่า รูปของโยคาวจรนั้นจะเป็นสิ่งที่ชําระล้างดีแล้ว สะสางออกแล้วบริสุทธิ์ดีแล้วโดยอาการใดๆ บรรดา กิเลสทั้งหลายที่เป็นข้าศึกต่อการกำหนดรู้อรูปนั้นก็สงบลงด้วยอาการนั้นๆ จิตของโยคาวจรนั้น ก็จะ ผ่องใสเหมือนน้ำที่อยู่เบื้องบนโคลนตมอรูปธรรมทั้งหลายที่มีรูปนัน้ เป็นอารมณ์ก็จะปรากฏขึ้นมาเอง แลอาการดงั กล่าวน้ี”๓๑ ๒) การกำหนดทางผัสสะ “...ซึ่งกำหนดรปู บรสิ ทุ ธิ์ดีอยา่ งนีแ้ ลว้ สิ่งที่เป็นอรูปทั้งหลาย จะปรากฏขึ้นโดยอาการ ๓ ทาง คือ ทางผัสสะ หรือทางเวทนา หรือทางวิญญาณ ปรากฏขึ้นเม่ือ โยคาวจรผ้หู น่ึงกำหนดธาตุทง้ั หลายโดยนัยเป็นต้นว่า ธาตดุ นิ มีลักษณะข้นแข็ง ดงั นอ้ี ยู่ ผสั สะกป็ รากฏ กระทบขึ้นมาก่อนแล้วเวทนาซ่ึงสมั ปยุตด้วย ผสั สะนั้น คอื เวทนาขนั ธก์ ็ปรากฏขึ้น สญั ญา คือ สัญญา ขันธ์ก็ปรากฏขึ้น เจตนาร่วมกับผัสสะ คือ สังขารขันธ์ก็ปรากฏขึ้น แล้วจิต คือ วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏ ขึ้นนึ่งเมื่อโยคาวจรนั้นกำหนดธาตุทัง้ หลายโดยนยั เป็นต้นว่า ธาตุดินในเส้นผมมีลักษณะข้นแข็ง ดังน้ี อยู่ ผัสสะก็ปรากฏกระทบขึ้นมาก่อน แล้วเวทนาซึ่งสัมปยุตด้วยผัสสะนั้น คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ ๓๐ พระธัมมปาลมหาเถระ, วิสทุ ธิมัคคแ์ ละปรมัตถมัญชุสา ภาค ๓, หนา้ ๖๒๗, ๓๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๙๘๒-๙๘๓.

๒๖ เมื่อกหนดว่า ธาตุดินในอัสสาสะและปัสสาสะ คือ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก มีลักษณะข้นแข็ง ดังนี้ อยู่ผัสสะก็ปรากฏกระทบขึ้นมาก่อน แล้วเวทนาซึ่งสัมปยุตด้วยผัสสะนั้น คือ เวทนาขันธ์ ก็ ปรากฏขึน้ ตลอดจนจติ คอื วิญญาณขันธ์กป็ รากฏขึน้ เป็นอรปู ทั้งหลายปรากฏขน้ึ ทางผสั สะ ๓) กำหนดทางเวทนา เมื่อโยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดธาตุทั้งหลายโดยนัยเป็นต้นว่า ธาตุ ดินมีลักษณะข้นแข็งดังนี้อยู่ เวทนาซึ่งเสวยรส คือ สุข ทุกข์ อุเบกขาของธาตุนั้น คือเวทนาขันธ์ก็ ปรากฏขึ้น สัญญาซึ่งสัมปยุตด้วยเวทนานั้น คือ สัญญาขันธ์ก็ปรากฏขึ้น ผัสสะและเจตนาซึ่งสัมปยุต ด้วยเวทนานั้น คือสังขารขันธ์ก็ปรากฏขึ้น จิตที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้น คือ วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏข้ึน อนึง่ เมือ่ โยคาวจรน้นั กำหนดธาตุท้ังหลายโดยนัยเป็นต้นวา่ ธาตุดนิ ในเสน้ ผมมีลักษณะข้นแข็งดังน้ีอยู่ ฯลฯ เมื่อกำหนดธาตุดินในลมอัสสาสะปัสสาสะมีลักษณะข้นแข็งดังนี้อยู่ เวทนาซึ่งเสวยรส คือ สุข ทุกข์ อุเบกขาของธาตุนั้น คือ เวทนาขันธ์ก็ปรากฏขึ้นตลอดจนจิตซึ่งสัมปยุต ด้วยเวทนานั้น คือ วิญญาณขนั ธ์ กป็ รากฏขึ้น”๓๒ ๔) กำหนดทางวิญญาณ “... เมื่อโยคาวจรอีกผู้หนึง่ กำหนดธาตทุ ั้งหลายโดยนัยเปน็ ตน้ ว่า ธาตุดินมีลักษณะขนั แข็งดังน้ี อยู่วิญญาณซ่ึงเจาะจงรู้อารมณ์ คือ วิญญาณขันธ์ก็ปรากฏขึ้นเวทนา ท่ีสัมปยุตด้วยวิญญาณนั้น คือ เวทนาขันธ์ก็ปรากฏขึ้นสัญญา คือ สัญญาขันธ์ก็ปรากฏขึ้น ผัสสะและ เจตนา คือ สงั ขารขนั ธก์ ป็ รากฏข้ึนเมื่อ โยคาวจรกำหนดอยวู่ า่ ธาตดุ นิ ในเสน้ ผมมลี ักษณะข้นแข็ง ดังน้ี ตลอดจนกำหนดอย่วู ่า ธาตุดินในลม อสั สาสะปสั สาสะมีลักษณะข้นแข็ง ดงั น้ี อย่วู ญิ ญาณซ่ึงเจาะจงรู้ อารมณ์ คือ วิญญาณขันธ์ ก็ปรากฏขึ้น เวทนาที่สัมปยุตด้วยวิญญาณนั้น คือ เวทนาขันธ์ก็ปรากฏขน้ึ สัญญา คือ สัญญาขันธ์กป็ รากฏขึ้น ผัสสะและเจตนา คือ สังขารขันธ์ก็ปรากฏขึ้น โยคาวจรพึ่งดำเนิน ตามการจําแนกโดยนัยทุกอย่าง แล้วประกอบความในส่วนของธาตุ ๔๒ คือ อาการ ๓๒ ในกายกับ ลักษณะของไฟ ๔ และลักษณะของลม ๖ โดยนยั เป็นต้นว่า ธาตดุ ินในเส้นผมซง่ึ มีกรรมเป็นสมุฏฐานมี ลักษณะข้นแข็ง และประกอบความในมุขของการกำหนดรูปนอกจากนี้ มีจักขุธาตุ โสตะ ฆานะ เป็น ต้น ด้วยการประกอบเขา้ โดยธาตุ ๔-๕ แต่ละธาตุ ๆ เพราะว่าเมื่อโยคาวจรผู้นัน้ กำหนดรูปอันบรสิ ทุ ธิ์ สะอาดดีอยู่อย่างนั้นนั่นเอง สิ่งที่เป็นอรูปทั้งหลายจึงปรากฏขึ้นมาโดยอาการ ๓ ทาง เพราะฉะนั้น โยคาวจรพงึ ทำโยคะเพยี รภาวนาในการกำหนดส่งิ ที่เป็นอรูปด้วยการกำหนดรูป ที่บรสิ ุทธส์ิ ะอาดดีแล้ว นั่นเอง มิใช่ด้วยการกำหนดอย่างอื่น เพราะถ้าว่าเมื่อสิ่งที่เป็นรูปสิ่งหนึ่งหรือ ๒ สิ่งปรากฏขึ้นมาแล้ว โยคาวจรละทิ้งรูปนั้นเสียแล้วตั้งต้น กำหนดอรูปต่อไปใหม่ โยคาวจรนั้นก็จะเสื่อมจากกัมมัฏฐานไป ด้วยเหมอื นแมโ่ คที่หากินอยู่ตามภูเขา การเจรญิ ปฐวีกสิณ แต่เมอื่ โยคาวจรทำโยคะในการกำหนดอรูป ด้วยการกำหนดรูป ที่บริสุทธิ์สะอาดดีแล้ว กัมมัฏฐานก็ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ โยคาวจรน้ัน กำหนดขันธ์ที่ไม่มีรูป ๔ ซึ่งปรากฏขึ้นทางผัสสะ เป็นต้นว่า นาม และกำหนดมหาภูตรูป ๔ ซึ่งเป็น ๓๒ เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๙๘๓ - ๙๘๔.

๒๗ อารมณ์ของอรูปขันธ์ ๔ เหล่านั้นกับอุปาทายรูปของมหาภูตรูป ๔ โยคาวจรกำหนดธรรมทั้งหลายที่ เป็นไปในภูมิ ๓ คือ ธาตุ ๑๘ อายตนะ ๑๒ ขันธ์ ๕ แม้ทั้งหมดเป็น ๒ ส่วนว่า นามและรูปเหมือนเขา เปิดสมุดและผ่าลอนตาลด้วยพระขรรค์ ก็ถึงความตกลงนอกไปจากนามและรูปเท่านั้นแล้ว หามีสัตว์ หรือบุคคล หรือเทวดา หรือพรหมอื่นอีกไม่ กำหนดนามและรูปโดยรสของมันตามความเป็นจรงิ ด้วย อาการดังกล่าวนี้แล้ว เพื่อต้องการละชื่อสมมติทางโลกว่าสัตว์บุคคล เพื่อต้องการให้ก้าวพ้นความลุ่ม หลงว่ามสี ัตว์ มีบคุ คลเพ่อื ตอ้ งการวางจิตไวใ้ นภูมิแหง่ ความไม่ลุม่ หลงให้ดีย่งิ ขึ้น จงึ เปรียบเทียบความน้ี กำหนดตามหลักที่มีอยู่ในพระสุตตันตะเป็นอันมากว่านี้ เป็นแต่เพียงนามและรูปเท่านั้นไม่มีสัตว์ไม่มี บคุ คลนี้”๓๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้บรรยายทิฏฐิวิสุทธิไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ว่า “ความหมดจดแห่งความเห็น คือ เกิดความรู้ความเข้าใจ มองเห็นนามรูปตาม สภาวะที่เป็นจริงคลายความหลงผิดว่าเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน ลงได้”๓๔ ความเห็นในนามรูปนั้นมีสติ เป็นการกำหนดรู้ไม่ฟุ้งซ่านปรากฏขึ้นไปตามสภาวะในอาการทางกาย คือ วาโยธาตุที่มหาภูตรูปที่ กระทบสัมผัสได้ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น ผูป้ ฏิบัติย่อมมีความเข้าใจว่าสภาวธรรมท้ังหลาย เหล่านีย้ ่อมเปลีย่ นแปลงไป “...สีเป็นสิ่งที่ถูกเหน็ และจักขุประสาทเปน็ รูปใสท่ีเห็นสีได้ เสียงเป็นสิ่งท่ี ถูกได้ยิน และโสตประสาทเป็นรูปใสที่ได้ยินเสียง กลิ่นเป็นสิ่งที่ถูกรับรู้ และฆานประสาทเป็นรูปใสท่ี ดมกลน่ิ รสเป็นสิ่งทีถ่ กู รับรู้ และชวิ หาประสาทเปน็ รปู ใสท่ีลิ้มรส เย็นร้อน ออ่ นแข็ง หย่อนตึง เปน็ สง่ิ ที่ ถูกกระทบสัมผัส และกายประสาทเป็นรูปใสที่กระทบสัมผัสความเย็นร้อน เป็นต้น หทัยวัตถุเป็นที่ อาศยั ของความนึกคดิ ”๓๕ พทุ ธทาสภกิ ขุ ได้บรรยายไว้ในคมู่ ือมนุษย์ว่า “...ความหมดจดของทิฏฐจิ ากความเห็นผิดที่ เราเห็นผิดกนั อยู่ตาม ธรรมชาตธิ รรมดามาแต่เดิม หรือด้วยการถูกแวดล้อมเป็นพิเศษก็ตาม นับต้ังแต่ ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่องไสยศาสตร์ขึ้นมาถึงเรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เช่น ร่างกาย จิตใจ วิญญาณ เหล่านี้ก็เข้าใจผิดเห็นเป็นของเที่ยง ของสุข หรือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม หรือเป็นอะไร ล้วนแต่ขลัง ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไปทั้งนั้น ไม่สามารถจะเหน็ ว่ามันเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ส่วนที่เป็นร่างกาย เป็นวิญญาณธาตุ คือ ที่เป็นส่วนจิต และเป็นอากาศ ธาตุ คือส่วนทีเ่ ป็นพ้ืนฐานท่ัว ๆ ไปหรือไม่เห็นว่าทั้งหมดนัน้ เป็นเพียงนามและรูป หรือกายกับใจ แต่ ไปเห็นว่าเป็นตัว เป็นต้นมีเจตภูตหรือวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกายมองไม่เห็นว่า เป็นนามรูป มองไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นว่าเป็นเพียง ๓๓ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ ิสุทธมิ รรค, หนา้ ๙๘๔-๙๘๕. ๓๔ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมูลศัพท์, หนา้ ๑๓๑. ๓๕ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ), วิปัสสนานัย เล่ม ๒, หน้า ๘๐.

๒๘ อายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ เป็นต้น ความรู้สึกจึงน้อมไปในทางที่ยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์จนทำให้เกิดความหวาดกลัว แล้วเกิดพิธีรีตองต่าง ๆ เพื่อจะแก้ความหวาดกลัว จนกระทั่งติดมั่นแน่นแฟ้นอยู่ในพิธีรีตองต่าง ๆ ตามความเชื่อ ความคิดเห็นอันผิดเหลา่ นั้น นี่เรียกวา่ ความเห็นยังไม่สะอาดหมดจดจะต้องละความเห็นผิด ๆ ทำนองนั้นให้หมดจดเสียก่อน จึงจะเป็น วปิ สั สนาตวั ท่ีข้ึนมาไดแ้ ละเรยี กว่าทิฏฐวิ ิสุทธิ”๓๖ สรปุ ความวา่ คนทป่ี ฏบิ ตั ิได้ถงึ สำเร็จญาณและปัญญาที่เห็นย่อมเข้าใจได้วา่ มนุษย์ท้ังหลาย นั้นมีเพียงแค่ขันธ์ ๕ หรือรูป ตัว ตน บุคคล เรา เขา ไม่มีอยู่เป็นเพียงขันธ์ ๕ ประกอบรวมตัวกันไว้ เท่านั้น ความเห็นนี้เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิเป็นความเห็นที่หมดจดความบริสุทธิ์ของการเห็นที่ถูกต้องใน การปฏิบัติ ๒.๔ กงั ขาวิตรณวสิ ุทธิ เป็นการพิจารณาอย่างหมดจดละเลียดถึงหลักเหตุในปัจจัยสวนๆ ที่เราสามารถแยกออก ได้ด้วย “...ญาณอันข้ามความสงสัยในกาลทั้ง ๓ ตั้งอยู่เพราะมีการกำหนดจับปัจจัยอันนามรูปนั่น แหละเปน็ ธาตุ ภกิ ษุผูใ้ คร่จะยังกังขาวิตรณวสิ ุทธนิ ้นั ถึงพร้อมย่อมรำพงึ ถงึ การหาเหตุปัจจัยของนามรูป นั้น เปรียบเหมือนแพทย์ผู้ฉลาดเห็นโรคแล้ว ย่อมแสวงหาสมุฏฐานของโรคนั้น หรืออีกอุปมาหนึ่ง เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีใจสงสารเห็นเด็กอ่อนตัวเล็ก ๆ ยังนอนแบนอนอยู่ข้างถนนย่อมรําพึงถึงบิดา มารดาของเด็กน้อยนั้นว่า เด็กน้อยนี้เป็นลูกของใครหนอ ภิกษุนั้นย่อมพิจารณาดังนี้แต่ต้น นามรูปน้ี เป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุ ก็หามิได้เพราะถึงความเป็นเช่นเดียวกัน เพราะมันถึงความเป็นเช่นเดียวกันทุกแห่ง ทุกเมื่อ และทุกอันนามรูปมีเหตุภายนอก มีพระอิศวรเป็นต้นก็หามิได้ เพราะพ้นจากนามรูปไป พระ อิศวรเป็นต้นกไ็ ม่มีแม้ท่านเหล่าใดย่อมกล่าวเพียงนามรูปอย่างเดียวว่า เป็นพระอิศวร เป็นต้น เพราะ นามรูป คือ พระอิศวรเป็นต้น ของท่านเหล่านั้น ก็ต้องเป็นสิ่งที่ไม่มีเหตุไป เพราะเหตุนั้น เหตุปัจจัย ของนามรปู นน้ั ก็จะต้องมี เหตุปจั จยั เหล่านั้น ไดแ้ ก”่ ๓๗ ๑) การรู้เห็นเหตุปัจจยั ตามนยั ที่โยคีผูป้ ฏิบัติธรรมบางทา่ นรูเ้ ห็นเหตุเกิดของรปู ตามนยั วา่ “ (๑) รูป คือร่างกายนี้เกิดขึ้นได้เพราะเหตุ ๔ คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรมที่ทำไว้ในภพ ก่อน (๒) ร่างกายนี้ดำรงอยู่ตามสภาพได้ด้วยอาหารที่กินดื่มในภพนี้ (๓) รูปที่เป็นอากัปกิริยาน่ัง เหยียด คู้ มีได้เพราะจิตสั่งที่ต้องการจะน่ัง เหยียด คู้ (๔) รูปที่เป็นความเยน็ ร้อน มีได้เพราะธาตุเยน็ ๓๖ พระพุทธโฆสาจารย์ และพระธัมมปาลมหาเถระ, วสิ ทุ ธมิ คั ค์และปรมตั ถมญั ชสุ า ภาค ๓, แปลและ เรยี บเรียงโดยอาจารย์สิริ เพช็ รไชย ป.ธ. ๙, (๒๕๕๙), หน้า ๖๖๔.

๒๙ ธาตุรอ้ น”๓๘ การเห็นเหตุปัจจัยท่ีทเี่ กดิ ข้นึ ของรูปในการกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูปตามปฏิจจสมุป บาท “...เห็นสังขารทั้งหลายนามและรูปถึงความชราและเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชรา แล้ว จงึ ทำการกำหนดรปู้ จั จยั ของนามและรูปทางปฏจิ จสมุปบาทโดยปฏโิ ลมอย่างน้วี ่า ท่ีเรยี กว่า ชรา และมรณะของสังขารทั้งหลายน้ีมขี ึน้ เพราะมีความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมตี ัณหา ตัณหามีเพราะมีเวทนา เวทนามี เพราะมีผัสสะ ผัสสะมีเพราะมอี ายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมีนามและรูป นามและรูปมีเพราะมีวิญญาณ วิญญาณมีเพราะมีสังขารทั้งหลาย สังขารท้ังหลายมีเพราะมอี วชิ ชา ดังน้ี กล็ ะความสงสัยไดโ้ ดยนัย”๓๙ ๒) การอนุมานรู้เหตทุ ี่เป็นอดีตและอนาคต การเกิดขึ้นของรูปนามในปัจจบุ ัน และการ เกิดขนึ้ ของรปู นามในอดีตท่ีผา่ นในอนาคตต่อไปก็มไี ดเ้ หมอื นกัน “...พระภิกษุน้นั ครน้ั เห็นความเป็นไป ของนามและรูปโดยปัจจัยดังกล่าวนี้แล้วก็เห็นอยู่เสมอเนืองๆ ว่า นามและรูปนี้เป็นไปอยู่ทั้งใน ปัจจุบัน บัดนี้ ฉันใด ถึงแม้ในอดีตกาลก็ได้เป็นไปแล้วโดยปัจจัย อีกทั้งในอนาคตกาลก็จักเป็นไปโดย ปัจจยั ฉนั นน้ั เม่ือพระภิกษุนน้ั เห็นอยเู่ สมอเนอื่ ง ๆ อย่างนกี้ ล็ ะความสงสัยแมท้ กุ อย่าง คือ ความสงสัย ซ่งึ ท่านปรารภท่ีสดุ เบื้องต้น คอื อดตี กาลแล้วกล่าวไว้ ๕ อย่างดังน้วี า่ (๑) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็น แล้วหรอื หนอ (๒) ในอดีตกาล ข้าพเจา้ ไม่ได้เปน็ มาแลว้ หรือหนอ (๓) ในอดีตกาล ขา้ พเจา้ ได้เป็นอะไร มาแล้วหนอ (๔) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าได้เป็นอย่างไรมาแล้วหนอ (๕) ในอดีตกาล ข้าพเจ้าเป็นอะไร แล้วจงึ ไดเ้ ปน็ อะไรมาแล้วหนอ อีกทงั้ ความสงสยั ซึ่งท่านปรารภที่สุดเบื้องปลาย คอื อนาคตกาลแลว้ กล่าวไว้ ๕ อย่าง ดังนี้ วา่ (๑) ในอนาคตกาล ขา้ พเจ้าจะเปน็ หรือหนอ (๒) ในอนาคตกาล ข้าพเจา้ จะไม่เปน็ หรือหนอ (๓) ใน อนาคตกาลข้าพเจ้าจะเป็นอะไรหนอ (๔) ในอนาคตกาลข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรหนอ (๕) ในอนาคต กาล ขา้ พเจา้ จะเป็นอะไรแลว้ จงึ ไดเ้ ป็นอะไรมาแล้วหนอ อีกทั้งความสงสัยซึ่งท่านปรารภกาลปัจจุบันก็หรือว่าเป็นผู้มีความสงสัยภายใน ปรารภ กาลปัจจุบันในบัดนี้ แล้วกล่าวไว้อีก ๖ อย่าง ดังนี้ว่า (๑) ข้าพเจ้าเป็นอยู่หรือหนอ (๒) ข้าพเจ้ามิได้ เปน็ อย่หู รอื หนอ (๓) ข้าพเจา้ เป็นอะไรอยูห่ นอ (๔) ขา้ พเจ้าเป็นอยา่ งไรอยู่หนอ (๕) สัตว์นี้มาจากไหน หนอ (๖) สัตว์นั้นจะไปไหนหนอ”๔๐ การสงสัย ๑๖ ประการเป็นความสงสัยในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมเข้าใจรูปนามนั้นเป็นเหตุและผลของกันและกันไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ไม่มีบุรุษไม่มีสตรี เรียกวา่ เป็นความดับไปดว้ ยขม่ ไว้ ๓๘ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ), อริยวังสปฏิปทา ปฏิปทาอันเป็นวงศ์แห่งพระ อรยิ ะเจา้ , (กรงุ เทพมหานคร: หจก. ประยูรสาสน์ ไทย การพมิ พ์, ๒๕๕๔), หน้า ๙๕. ๓๙ พระพทุ ธโฆษสเถระ, คมั ภรี ์วิสุทธมิ รรค, หนา้ ๙๙๘. ๔๐ เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๙๙๖-๙๙๗.

๓๐ ๓) การกำหนดรปู้ จั จัยของนามและรปู อีกวิธีหน่งึ “...(๑) การเห็นปัจจยั มไี ดเ้ พราะมีตา มสี ี (๒) การได้ยินมีไดเ้ พราะมีหู มีเสียง (๓) การรู้กลิ่นมีไดเ้ พราะมีจมูก มีกลิ่น (๔) การลิ้มรสมไี ดเ้ พราะมี ล้ิน มีรส (๕) กระทบสมั ผสั มีไดเ้ พราะมีร่างกาย มีสัมผัส (๖) การคิด การรู้ หรือการกำหนดมีได้เพราะ มีหทัยวัตถุ มีอารมณ์ที่จิตรับรู้ (๗) กุศลหรือการเจริญวิปัสสนามีได้เพราะการใส่ใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) อยู่ในสถานที่เหมาะสม คบหากับสัตบุรุษ ฟังธรรมของสัตบุรุษ และบารมีเก่า (๘) อกุศลมีได้เพราะการไม่ใส่ใจโดยแยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) อยู่ในสถานท่ีไม่เหมาะสม คบหากับ คนพาล ฟังคำของคนพาล และไม่มีบุญบารมีเกา่ (๙) วิบากดีมไี ด้เพราะกรรมดี (วิบากดี คือ ผลกรรม ดอี ัน ได้แก่ การเกิดในภพทดี่ ี การเห็น ไดย้ นิ ล้ิมรส กระทบสัมผัส และรับรสู้ ง่ิ ท่ดี ี (๑๐) วิบากไม่ดีมีได้ เพราะกรรมชว่ั (วบิ ากไม่ดี คือ ผลกรรมไม่ดีอันได้แก่การเกิดในภพท่ีไม่ดี การเหน็ ไดย้ ิน รู้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และรับรู้สิ่งที่ไม่ดี (๑๑) การพิจารณา (อาวัชชนจิต) มีได้เพราะภวังคจิตที่เกิดข้ึน ก่อน”๔๑ ๔) การรู้เหน็ เหตุปจั จัย ความสามารถในการเกิดขึ้น และตง้ั อยู่ การดับไป คือ ชาติชรา มรณะเป็นของรูปนามในปจั จบุ ันที่กำหนดรู้อยู่การ “เห็นสงั ขารทั้งหลายกล่าวคือนามและรูปเหล่านั้น แล ถึงความชราและเห็นความแตกดับของสังขารทั้งหลายที่ชราแลว้ จงึ ทำการกำหนดรูป้ ัจจัยของนาม และรูปทางปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลมอย่างนวี้ า่ “ท่เี รียกว่า ชราและมรณะของสังขารทั้งหลายนี้มีขึ้น เพราะมีความเกิด ความเกิดมีเพราะมีภพ ภพมีเพราะมีอุปาทาน อุปาทานมีเพราะมีตัณหา ตัณหามี เพราะมีเวทนา เวทนามมี เพราะมีผัสสะ ผัสสะมีเพราะมีอายตนะ ๖ อายตนะ ๖ มีเพราะมีนามและ รปู นามและรูปมีเพราะมวี ิญญาณ วญิ ญาณมีเพราะมีสังขารทัง้ หลาย สงั ขารทั้งหลาย เพราะมีอวิชชา ดังนี้ ครัน้ แล้วพระภิกษุนัน้ กล็ ะความสงสัยไดโ้ ดยนัยกลา่ วแลว้ นน้ั ”๔๒ การดำรงอยู่ของรูปนามย่อมเห็นรู้เหตุเกิดของรูปนามตามปฏิจจสมุปบาท “...(๑) ความแก่ (ชรา) และความตาย (มรณะ) มีได้เพราะมีการเกิดขึ้นก่อน (๒) การเกิดขึ้นก่อน (ชาติ) มีได้ เพราะมีกรรมที่เคยทำไว้ในภพก่อน (กรรมภพ) (๓) กรรมที่เคยทำไว้ในภพก่อน (กรรมภพ) เพราะยึด มั่นวา่ ถา้ ทำแล้วกจ็ ะได้รับผลดี (๔) ความยึดม่ัน (อปุ าทาน) มีไดเ้ พราะความต้องการรูปนาม (๕) ความ ต้องการรูปนาม (ตัณหา) มีได้เพราะเวทนาท่ีรู้สกึ ดีหรือไม่ดี (๖) เวทนามีได้เพราะการกระทบระหว่าง จิตกับอารมณ์ (ผัสสะ) (๗) การกระทบระหวา่ งจิตกบั อารมณ์มไี ดเ้ พราะอายตนะ ๖ คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย และใจ (เม่ือมีตาและจิต จงึ พบเห็นสี) (๘) อายตนะ ๖ (สฬายตนะ) มีได้เพราะมีรปู นามอันเป็นท่ี อยู่อาศัยกล่าวคือ อายตนะ ๕ ได้แก่ ประสาทรูปที่เป็นรูปใสอันได้แก่จักขุประสาทรูปโดยประสาทรปู ๔๑ สมเด็จพระพทุ ธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสมมหาเถระ), อริยวังสปฏิปทา ปฏิปทาอันเป็นวงศ์แห่งพระ อรยิ ะเจ้า, หน้า ๑๐๑. ๔๒ เร่ืองเดยี วกัน, หนา้ ๙๙๘.

๓๑ ฆานประสาทรูป ชิวหาประสาทรูป และกายประสาทรูป มีได้โดยอาศัยมหาภูตรูป ๔ มีปฐวี เป็นต้น ส่วนมนายตนะ คือ จิต มีได้โดยอาศัยมหาภูตรูป ๔ มีปฐวีเป็นต้น ส่วนมนายตนะ คือ จิต มีได้โดย อาศัยหทัยวัตถุและนามธรรมที่ประกอบกับจิต (๙) รูปนามมีได้เพราะมีปฏิสนธิจิต ภวังคจิต และ สภาวะเห็น ได้ยิน เป็นต้น (จิต) (๑๐) จิตดังกล่าวมีได้เพราะการทำกรรมเพื่อให้อยู่ดีมีสุขในภพก่อน (สังขาร) (๑๑) การกระทำกรรมในภพกอ่ น มีไดเ้ พราะความไม่ร้จู ริงและรูผ้ ดิ (อวิชชา)”๔๓ ๕) การกำหนดรู้ปัจจัยทางกัมมวัฏฏ์และวิปากวัฎฎ “...ธรรม ๕ อย่าง คือ ปฏิสนธิใน ภพนี้ ได้แก่ วิญญาณ ๑ การก้าวลงในครรภ์มารดา ได้แก่ นามรูป ๑ ประสาท ได้แก่อายตนะ ๑ สิ่งท่ี สัมผสั ถกู ตอ้ ง ไดแ้ ก่ ผัสสะ ๑ การเสวยอารมณ์ ไดแ้ ก่ เวทนา ๑ ในอุปปตั ตภิ พน้ีเหล่านี้เป็นปัจจัยของ กรรมที่ทำไว้ในภพก่อน เพราะเหตุที่อายตนะทั้งหลายแก่กล้าในภพนี้แล้ว ธรรม ๕ อย่าง คือ โมหะ ได้แก่อวิชชา ๑ ความตั้งใจทำได้แก่สังขาร ๑ ความใคร่ได้แก่ตัณหา ๑ ความยึด มั่นถือมั่น ได้แก่ อปุ าทาน ๑ เจตนา ไดแ้ ก่ ภพ ๑ ในกรรมภพนี้เหลา่ นเี้ ปน็ ปจั จัยของปฏสิ นธิในภพ”๔๔ “...พระภิกษุผู้ปรารถนาบรรลุกังขาวิตรณวิสุทธินั้น รำพึงถึงการค้นหาเหตุและปัจจัย ของนามและรูปน้ันอยู่ เหมอื นนายแพทยผ์ า่ ตัดผู้ฉลาด คร้นั เหน็ โรคกค็ ้นหาสมฏุ ฐานของโรคน้ัน อยู่ก็หรือเหมือนบุรุษผู้มเี มตตาครัน้ เห็นเดก็ เลก็ อ่อนวัยนอนหงาย แบเบาะอยู่ในตรอก จึงรำพึง ถงึ มารดาบดิ าของเด็กออ่ นวัยน้ันว่า เดก็ นเ้ี ปน็ บตุ รนอ้ ยของใครหนอ”๔๕ พทุ ธทาสภิกขุ ได้บรรยายไว้ในคมู่ ือมนุษยฉ์ บบั สมั บรู ณ์ว่า “...คือพจิ ารณาลงไปถึงเหตุ ถึง ปัจจัยของส่วนหนึ่งๆ ที่เราได้แยกออกดูแต่ทีแรกนั้นแล้วว่า กายกับใจ แต่ละอย่างนี้ มีเหตุมีปัจจัย สร้างปรุงกันมาอย่างไร ฉะนั้น จึงมองเห็นลึกลงไปอีกว่า อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร เหล่านี้เป็นต้น มันสร้างสรรค์ปรุงแต่งกันมาอย่างประณีตสุขุม จนกระทั่งปรากฏสิ่งที่เราเรียกว่า กาย และใจ กงั ขาวติ รณวิสุทธิที่เรยี กว่า ความหมดจดแห่งความรู้ ท่ีจะให้ขา้ มสงสยั เสียได้ จึงหมายถึง การ เหน็ แจ้งในพวกเหตุพวกปจั จยั ของสงิ่ ทงั้ ปวง”๔๖ เชน่ นี้ กัมมวัฏฎ์ คือ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และกรรมภพ การกระทำกรรมไว้ในชาติ ก่อนที่มีการหลงผิด เรียกว่า อวิชชา การขวนขวายในการทำทาน รักษาศีล เป็นต้น ก็เพื่อประสงค์ให้ ตนเองมีความสุข เป็นความต้องการทางด้านสังขารโดยการกระทำนั้นจะได้ผลในปัจจุบันและใน อนาคตจงึ เป็นเหตใุ หเ้ กดิ ภพใหมโ่ ดยธรรมทงั้ ๕ นี้ อวชิ ชา สังขาร ตณั หา อปุ าทาน และกรรมภพธรรม ๔๓ เรือ่ งเดียวกนั , หนา้ ๑๐๓. ๔๔ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๙๙๙. ๔๕ พุทธทาสภิกขุ, คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๑๔-๒๑๕. ๔๖ พทุ ธทาสภกิ ขุ, คมู่ ือมนษุ ย์ฉบับสมบรู ณ์, หนา้ ๒๑๖-๒๑๗.

๓๒ เหลา่ น้ีเปน็ ปจั จัยทำใหป้ ฏสิ นธใิ นปจั จบุ ัน “...ในกมั มวัฏฏและวปิ ากวฏั ฏน้ัน กรรมให้ผลตามคราวมี ๔ อย่าง คือ (๑) ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี้ (๒) อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลต่อเมอ่ื เกิดแล้วในภพหน้า (๓) อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพสืบๆ ไป (๔) อโหสิกรรม กรรมให้ผล สำเร็จแล้ว มีกรรมให้ผลตามลำดับอีก ๔ อย่างคือ (๑) ครุกรรม กรรมหนัก (๒) พหลกรรม กรรมเคย ชิน (๓) อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน (๔) กตัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าทำ แล้วมีกรรมให้ผลตาม กิจ ๔ คือ (๑) ชนกกรรม กรรมแต่งให้เกิด (๒) อุปัตถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน (๓) อุปปีฬกกรรม กรรมบบี คนั (๔) อปุ ฆาตกกรรม กรรมตดั รอน”๔๗ เหมอื นผปู้ ระพฤติปฏิบตั ธิ รรมท่ีเข้าใจในหลักเหตุผลเวลากำหนดร้ภู าวะธรรมปัจจุบันย่อม รู้ว่า ผลและกรรมอันเหตุให้เกิดในภพก่อนแล้วจะเกิดในภพต่อไปมีเพียงกรรมและผลกรรมที่ปรากฏ อยู่จริงเมือปราศจากผูท้ ำกรรมยอ่ มข้ามพ้นความสงสัย ๑๖ ประการในการบรรลุถึงปจั จยปริหคญาณ จะเข้าใจได้ว่า รูปนามเกิดจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันปราศจากอำนาจเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้น “น เหตฺถ เทโว พฺรหฺมา วา สํ สารสสฺ ตถฺ ิ การโก สทุ ธฺ ธมฺมา ปวตตฺ นตฺ ิ เหตุสมภฺ ารปจฺจยา ความจริงใน โลกนี้ ไม่มีเทพเจ้า หรือพระพรหมผู้สร้าง สังสารวัฏฏ์ ธรรมแท้ ๆ เป็นไปเอง เพราะการประกอบกัน ของเหตุเป็นปัจจยั ”๔๘ สรุปความกังขาวิตรณวิสุทธิว่า การพิจารณาลงไปถึงเหตุปัจจัยที่ได้แยกออกแล้วว่า กาย กับใจแต่ละอย่างนี้มีเหตุปัจจยั สร้างปรุงกันมาอย่างไร จึงมองเห็นลึกลงอีกวา่ อวิชชา ตัณหาอุปาทาน กรรม อาหาร เหล่านีเ้ ป็นตน้ ในอดตี ทล่ี ว่ งผ่านมาแล้วนน้ั รูปนามทุก ๆ รูปนามมีเหตุและผลซ่ึงกันและ กันอย่างที่กล่าวมา และรูปนามทั้งหลายนั้นยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดไปการที่จะสิ้นความสงสัยว่า เด๋ียวนเ้ี ราเป็นอะไร เคยเปน็ เช่นไรมา และจะเป็นอะไรต่อไปในกาลครั้งหน้า หรือ ความสงสัยวา่ เรามา จากที่ใดจะไปส่ทู ี่ใด ความสงสยั ตา่ ง ๆ เหล่าน้จี ะสนิ้ ไป เพราะผูน้ ัน้ ไดร้ เู้ ห็นปจั จัยของรปู นามอย่างแจ้ง ชัด ๒.๕ มัคคามัคคญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ความเห็นอันบริสุทธิ์หมดจดเป็นหนทางในการใช้ความสามารถและการกำหนดให้ถูกไป ตามความรู้ที่ปรากฏขึ้น คือ สัมมสนญาณปัญญาที่กำหนดรู้เห็นไตรลักษณ์ความดับของรูปนามไปก็ เพราะเห็นรูปนาม มัคคามัคคญาณทัสสนนี้จะเกิดขึ้นหลังจากทีว่ ิปสั สนอู ุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองแหง่ วิปัสสนาทงั้ หลายซ่ึงมีแสงสว่างทางแหง่ บริสทุ ธ์ิ ๔๗ เรื่องเดยี วกนั , หน้า ๙๙๙-๑๐๐๐. ๔๘ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๑๐๐๒-๑๐๐๕

๓๓ พระพุทธโฆษสเถระได้อธิบายไว้คัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า “...ความบริสุทธิ์ของความรู้และ ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูกโยคีผู้ปรารถนาเพื่อบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินั้น เริ่มแรกควรทำโยคะ คือการบำเพ็ญความเพียร ในนัยวิปัสสนาที่เรียกว่ากลาปสัมมสนะ คือ การ กำหนด พิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกองก่อน เพราะเมื่อธรรมมีโอภาสแสงสว่าง เป็นต้น เกิดขึ้นแก่ โยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา มัคคามัคคญาณทัสสนะความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ ถูก จึงเกิดขึ้นความจริง เมื่อธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้นเกดิ ขึน้ ท่านโยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัตวิ ิปัสสนาก็ มีมัคคามัคคญาณอยู่ด้วย ด้วยว่ากลาปสัมมสนะ ญาณเป็นญาณเริ่มต้นของ วิปัสสนาเพราะฉะนั้น ท่านจึงยกกลาปสัมมสนะญาณ นี้ขึ้นแสดงไว้ในลำดับของกังขาวิตรณะวิสุทธิ อีกประการหนึ่งเพราะ เมื่อตีรณปริญญาเป็นไปอยู่มัคคามัคคญาณจึงบังเกิดขึ้น และตีรณปริญญาก็บังเกิดขึ้นในลำ ดับ ของญาตปริญญา เพราะฉะนนั้ โยคีผู้ปรารถนาบรรลุมคั คามัคคญาณทสั สนวสิ ุทธินนั้ จะต้องทำโยคะใน กลาปสมั มสนญาณ การกำหนดรูโ้ ดยความเป็นหมวดเปน็ กองก่อน ”๔๙ กลาปสัมมสนะญาณ เป็นญาณเริ่มตน้ ของวิปสั สนาเพราะฉะนัน้ ทา่ นจงึ ยกกลาปสัมมสนะ ญาณ ข้ึนไว้แสดงไว้ในลำดับของกงั ขาวิตรณวิสุทธิ “ในการกำหนดโดยความเปน็ หมวดเปน็ กอง กลาป สัมมสนะ นั้นมวี นิ ิจฉัยดงั ตอ่ ไปน้ี ความจรงิ โลกยี ปรญิ ญา คอื การกำหนดรูข้ ้ันโลกิยะ มอี ยู่ ๓ (๑) ญาต ปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งทร่ี ู้กันอย่แู ลว้ (๒) ตีรณปริญญา การกำหนดรดู้ ว้ ยการไตรต่ รอง ไคร่ครวญ (๓) ปหานปริญญา การกำหนดร้ดู ้วยการละ”๕๐ ปริญญา ๓ ประการนี้เป็นปัญญาที่เข้าไปกำหนดรู้ลักษณ์ในธรรมทั้งหลาย เช่น รูปมี ลักษณะเสื่อมสลายไปมีเวทนาในการเสวยอารมณ์เป็นความรู้เห็น ดังนี้ คือ ญาตปริญญาเป็นการ กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่ ส่วนปัญญาที่เป็นวิปัสสนาโดยมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์โดยการยกธรรม ทั้งหลายเหล่านั้น ขึ้นสู่สามัญลกั ษณะโดยการพจิ ารณา รูปไม่เทียง เวทนาไม่เทีย่ ง การพิจารณาเชน่ นี้ เรยี กวา่ ดรี ณปรญิ ญาณ แต่วปิ ัสสนาทมี่ ีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ เปน็ ไปด้วยการละความหมายรู้ความที่ ร้วู า่ เทย่ี งเป็นต้น ในธรรมทง้ั หลายช่ือว่า ปหานปริญญา การพิจารณาว่าไมเ่ ที่ยง การพิจารณาว่าเป็นทุกข์ การพจิ ารณาว่าไม่ใช่ตัวตน “...กำหนด รู้ว่า อนิจจะโดยรูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง โดยความหมายว่า สิ้นไป ดังน้ี เพราะฉะนั้นพระภิกษุนี้จึงกำหนดรู้ว่า รูปใดเป็นอดีต รูปนั้นสิ้นไป แล้วในอดีตนั้นแล ไม่มาถึงภพนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความว่าสิ้นไป รูป ใดเป็นอนาคตจักเกิดขึ้นในภพเป็นลำดับไป ถึงแม้รูปนั้นก็จักสิ้นไปในภพนั้นนั่นเอง จักไม่จากภพนั้นไปสู่ภพอื่น เพราะเหตุนี้ จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่า นารูปใดเป็นปจั จุบัน ถึงแม้รูปนัน้ กส็ ิ้นไปในภพนี้นี่เอง ไม่ไปจากภพนี้ เพราะเหตุนี้ ๔๙ พระพุทธโฆษสเถระ, คัมภีร์วิสทุ ธิมรรค, หน้า ๑๐๐๙. ๕๐ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๑๐๐๙-๑๐๑๐.

๓๔ จึงเป็นของไม่เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป”๕๑ ดังนั้น ผู้ปฏิบัติรูเ้ ท่าทันปัจจุบนั ย่อมรู้รปู กำหนดอยูว่ า่ ไม่เที่ยงจากยอ่ มอนุมานได้ว่า “...รูปใดเป็นภายในถงึ แม้รูปนั้นก็สิ้นไปภายในนั่นเอง ไม่ไปถึงภายนอก เพราะเหตุน้ี จงึ เปน็ ของไมเ่ ทย่ี งโดยความหมายวา่ ส้ินไป รูปใดเปน็ ภายนอกหยาบละเอยี ด เลวประณีต อยทู่ ไี่ กลอยู่ ที่ใกล้ถงึ แมร้ ปู นัน้ ก็สนิ้ ไปทใ่ี กล้น่ันเอง ไมไ่ ปถงึ ความเป็นที่ไกล เพราะเหตนุ ี้ จึงเป็นของไม่ เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป ดังนี้ การกำหนดรู้แม้ทั้งหมดนี้เป็นสัมมสนะ ๑ เป็นของไม่เที่ยง โดย ความหมายว่าส้นิ ไป แต่ทวา่ โดยประเภทเป็นสัมมสนะ ๑๑ อย่าง และรูปท้ังหมดน้ีนน่ั แลเป็นทุกข์ โดย ความหมายว่าเป็นสิ่งจึงกลัวที่ว่า โดยความหมายว่าเป็นสิ่งจึงกลัว หมายความว่า เพราะมีภัย ประจัญหน้าอยู่แน่ละส่ิงใดไม่เทีย่ ง สิ่งน้ันก็เป็นของนําเอาความน่ากลัวมา ดุจการนําเอาความน่ากลัว มาแก่เทวดาทั้งหลาย ถึงแม้การกำหนดรู้ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นสัมมสนะ ๑ ตามคําที่ว่า ชื่อว่าเป็น ทุกข์โดยความหมายว่าเป็นสิ่งจึงกลัว รูปทั้งปวงชื่อว่าเป็นทุกข์ ฉันใด รูปแม้ทั้งหมดนั้นหามีอัตตาไม่ โดยความหมายว่าเป็นส่ิงไม่มีแก่นสาร ทีว่ า่ โดยความหมายว่าเปน็ ส่งิ ไมม่ ีแก่นสาร เพราะไม่มีแก่นสาร คือ อัตตาซึ่งเจ้าลัทธิทั้งหลายคิดเห็นกันอย่างนี้ว่า มีอัตตา มีผู้อยู่เป็นนิตย์มีผู้สร้าง มีผู้เสวย มีผู้มี อำนาจในตัวเอง รูปใดไม่เที่ยงรูปนั้นก็เป็นทุกข์ไม่สามารถห้ามความไม่เที่ยงหรือความเบียดเบียน เฉพาะหน้าด้วยความเกิดขึน้ และความเสื่อมไป แมแ้ ต่ของอัตตาได้ แล้วผ้นู ้นั จะเป็นผู้สรา้ งเป็นต้นแต่ที่ ไหนเพราะฉะนัน้ พระผูม้ ีพระภาคจงึ ตรสั ไว้วา่ ภกิ ษุทัง้ หลายเพราะว่าถ้ารูปนจี้ กั เปน็ อัตตาไซร้รูปนี้ก็ไม่ ควรเปน็ ไปเพื่ออาพาธ เพราะเหตุนี้ถึงแม้การกหนดรู้ก็เปน็ สัมมสนะ ๑ ตามคําทวี่ ่า เป็นของหามีอัตตา ไม่โดยความหมายวา่ เป็นส่ิงไม่มีแกน่ สารดังนี้ แตท่ วา่ โดยประเภทก็เป็นสัมมสนะ ๑๑ อยา่ ง”๕๒ ผู้ปฏิบัติธรรมจนมีความสามารถในการพิจารณาเห็นความหมดจดของการเกิดขึ้นและดับ ไปของตัวตนเองและ “...ปรารภความเพียรที่รู้เห็นความเกิดดับของรูปนามโดยประจักษ์ได้แล้วย่อม เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ตัวตนไม่มีจริงมีเพียงรูปนามที่เกิดดับไม่ขาดช่วงเท่านั้น เพราะเขาพบเพียงรูป นามในปัจจุบนั โดยไมพ่ บเห็นส่ิงทีเ่ ป็นตัวตน ดั้งนั้น เมื่อเข้ารูเ้ ห็นสภาวะพอง ยุบ นั่ง เหยียด คู้เคลื่อน ไหว้ ที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยแล้วดับไปไม่ขาดช่วงย่อมเข้าใจว่ารูปเหล่านี้เกิดตามเหตุปัจจัยเมื่อมีเหตุ ปัจจัยย่อมเกิดขึ้นเมือเหตุปัจจัยหมดสิ้นย่อมดับไป ไม่มีแก่นสารที่ควรเรียกว่าเป็นอัตตา ซึ่งคงอยู่ ตลอดกาล และทำให้ดำเนินไปตามความต้องการของตนหรือจัดการทุกสิ่งที่เกิดดับอย่างนี้ เขาย่อม เข้าใจว่าอัตตาตัวตนไม่มีในรูปโดยแท้ ความเข้าใจดังกล่าวเป็นการรู้เห็นอนัตตา คืออนัตตสัมมสน ญาณมักปรากฏขึ้นในขณะเหล่านี้คือ (๑) เมื่อพบความเกิดขึ้นของรูปที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น (๒) เมื่อ พบความดับไปของรูปที่ไม่ต้องการใหด้ ับไป (๓) เมื่อพบความเกิดขึ้นและดับไปของรูปนามในปัจจุบนั ขณะ ด้วยเหตุนี้ในพระบาลีพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ๕๑ เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๑๐๑๐-๑๐๑๑. ๕๒ เร่ืองเดียวกัน, หน้า ๑๐๑๗.

๓๕ ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ปัญญาในการกำหนดรวมสภาวธรรมว่า เป็นอนัตตาเพราะเป็นสภาพไรแก่น สารชอื่ วา่ สมั มสนญาณ”๕๓ ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถบรรลุถึงสัมมสนญาณรู้เห็นรูปนามโดยความเป็นไตรลักษณ์ใน ปัจจุบันขณะที่กำหนดรู้ในขณะเดียวกันนั้นผู้ปฏิบัติย่อมอนุมานได้ว่าแม้รูปนามก็มีลักษณะ เช่นเดียวกนั ลำดับต่อจากนั้นวปิ ัสสนเุ ปกขาทีเ่ ป็นความวางเฉยในการเห็นแจ้งในการเกิดขึน้ และความ ดับไปย่อมเกิดขึ้น “ปัญญาในการเห็นเนือง ๆ ความแปรผันของธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือ รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบันลักษณะแห่งความเกิดของรูปนั้นเป็นอุทยะ ความเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความแปรผันของรูปนั้น เป็นวยะความดับไปปัญญาเห็นเนือง ๆ เป็น ญาณ”๕๔ ผูป้ ฎิบัติท่เี ร่ิมบรรลุอุทยั ยัพพยญาณย่อมสามารถรเู้ ห็นกริ ิยาอาการของรา่ งกายว่า มีความ แตกต่างกันและแยกออกเป็นคนละอย่างกัน เช่น “(๑) สภาวะเหยียดต่างจากสภาวะคู้ (๒) สภาวะคู้ ต่างจากสภาวะเหยยี ด (๓) สภาวะย่างเท้าซา้ ยต่างจากสภาวะย่างเท้าขวา”๕๕ การกำหนดรู้ตามความ เป็นจริงของผู้ปฏิบัติก็สามารถผา่ นไปได้ดว้ ยการยกขึ้นสูไ่ ตรลกั ษณ์ทางรูสัตตกะ “...โยคาวจรอีกท่าน หนึ่ง ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์แล้วกำหนดรู้สังขารทั้งหลายด้วยสัมมสนญาณ โดยทางรูปสัตตกะ คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในรูป และทางอรูปสัตตกะ คือ มนสิการโดยอาการ ๗ ในอรูปในรปู สตั ตกะและ อรปู สัตตกะนั้น เมอ่ื โยคาวจรยกข้ึนสพู่ ระไตรลกั ษณแ์ ลว้ กำหนดรโู้ ดยอาการเหล่านี้ คือ (๑) โดยความ ยึดถือไว้และการปล่อยวาง (๒) โดยถึงความแตกดับของรูปที่เติบโตขึ้นตามวัย (๓) โดยความเป็นรูป เกิดขึ้นจากอาหาร (๔) โดยความเป็นรูปเกิดขึ้นจากฤดู (๕) โดยความเป็นรูปเกิดจากกรรม (๖) โดยความเปน็ รปู มีจติ เปน็ สมุฏฐาน (๗) โดยความเป็นรปู ธรรมดา ดังน้ี ชอื่ ว่ายกขึน้ กำหนดรูโ้ ดยทางรูป สตั ตกะ”๕๖ สรุป มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิว่า เป็นหนทางในการหมดจดอันบริสุทธิ์ในทางแสงสว่าง เป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้องการใส่ใจต่อสิ่งเหล่านี้นัน้ ก็ไม่ใช้ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่การกำหนดรู้รูปนาม ตามความเป็นจริง โดยไม่ใสใจสิ่งนั้นจึงเป็นทางปฏิบัติที่ถูกต้องการเห็นเช่นนี้เรียกว่า มัคคามัค ญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ๕๓ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วิปสั สนานัยเล่ม ๒, หน้า ๑๕๓-๑๕๔. ๕๔ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีรว์ ิสทุ ธมิ รรค, หนา้ ๑๐๕๕. ๕๕ เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๒๑๘. ๕๖ เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๑๐๓๒-๑๐๓๓.

๓๖ ๒.๖ ปฏิปทาญาณทสั สนวิสทุ ธิ ปญั ญาในความหมดจดอันบริสุทธแ์ิ ห่งการปฏิบัติทีถ่ ูกต้องเป็นหนทางของอารมณ์ปฏิปทา โดยที่ตัณหาและทิฏฐิไม่สามารถเข้าในอารมณ์นั้นได้ อารมณ์ของวิปัสสนา คือ ไตรลักษณ์ในรูปนาม เปน็ ตวั รู้ เมอื ปฏบิ ตั ธิ รรมบำเพ็ญเพียรจนวิปัสสนาเกิดปัญญาท่ปี ราศจากอุปปกิเลสจนถึงอนุโลมญาณ จดั เข้าในปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิรวมวิปัสสนาญาณไว้ถึง ๙ ญาณ ไดแ้ ก่ อทุ ยัพพยญาณท่ีปราศจาก วิปัสสนูปกิเลส ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารเุ ปกขาญาณ และอนโุ ลมญาณ ๑) อุทยัพพยญาณ ปัญญาที่พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและดับไปของนามรูปกำหนดดู อยู่น้ัน การกำหนดรูเทา่ ทนั อารมณเ์ หล่าน้ี จึงเปน็ ทางปฏิบัตทิ ่ถี ูกต้องอันเป็นเหตุใหธ้ รรมเม่ือผู้ปฏิบัติมี ความเข้าใจถึงการกำหนดรู้ “...พระไตรลักษณ์ เพราะว่า อุทยพยญาณในตอนต้น ๆ อย่างอ่อนเป็น ญาณที่ถูกอุปกิเลส ๑๐ ทำให้มัวหมอง ไม่สามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์โดยหน้าที่ของตนตามเป็น จริงได้ ที่พ้นจากอุปกิเลสแล้ว สามารถกำหนดรู้พระไตรลักษณ์ได้ เพราะฉะนั้น โยคาวจรจึงต้องทำ โยคะในอุทยพยญาณนี้ต่อไปอีก เพื่อกำหนดรู้พระไตรลักษณ์ก่อนอื่นอนิจจลักษณะไม่ปรากฏเพราะ สันตติปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเกิดและความดับทุกขลักษณะไม่ปรากฏ เพราะอิริยาบถ ทั้งหลายปิดบังไว้ เพราะไม่มนสิการความเบียดเบียนเฉพาะหน้าเนื่อง ๆ อนัตตลักษณะไม่ปรากฏ เพราะแทง่ หรือก้อนปดิ บังไว้ เพราะไม่มนสิการถงึ ความสลายตัวของธาตุต่าง ๆ เม่ือโยคาวจรกำหนดรู้ ความเกิดและความดับแล้วเพิกถอนสันตติออกไป อนิจจลักษณะก็ปรากฏโดยหน้าที่ของตนตามเป็น จริง เม่อื มนสกิ ารความเบียดเบียนเฉพาะหนา้ เนื่องๆ แลว้ เพกิ ถอนอริ ิยาบถ ทกุ ขลกั ษณะก็ปรากฏโดย หน้าที่ของตนตามเป็นจริงเมื่อกระจายธาตุต่าง ๆ ออกไปแล้วทำการกระจายความเป็นก้อนเป็นแท่ง เป็นกลุ่มออกไปอนัตตลกั ษณะก็ปรากฏ”๕๗ ด้วยวิปสั สนาญาณอันตามเห็นความเกดิ ดับ คือ พิจารณา ความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์ จนเห็นปัจจุบันธรรมที่กำลังเกิดขึ้น และดับสลายไป ๆ ชัดเจน เข้าใจภาวะที่เป็นของไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาตาม ความอยาก ของใครหย่ังทราบวา่ ส่งิ ทัง้ หลายเกิดข้ึน คร้ันแลว้ กต็ ้องดบั ไป ลว้ นเกิดขึ้นแลว้ ก็ดับไปทั้งหมด เม่ือเกิด การรับรู้หรือเคลื่อนไหวใด ๆ ในแต่ละขณะก็มองเห็นนามธรรม รูปธรรม และตัวรู้ หรือผู้รู้ที่เกิดขึ้น แล้วท้งั รูปธรรมนามธรรมและตวั รูน้ นั้ กด็ บั ไปพร้อมกันทั้งหมด เปน็ ความร้เู หน็ ชัดแกก่ ล้า พลววิปัสสนา ทำให้ละนจิ จสญั ญา สุขสัญญา และอตั ตสัญญาได”้ ๕๘ พุทธทาสภิกขุได้อธิบายในหนังสือคู่มนุษย์ว่า “...เมื่อวิปัสสนาจิตดำเนินไปถูกทางในการ พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสังขารทั้งปวงถึงทีส่ ุดแล้ว, ก็เพ่งพิจารณาแน่วแน่อยู่แต่ในภาวะ ๕๗ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๑๐๗๘. ๕๘ เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๓๕๓.

๓๗ แห่งความก่อเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของสังขารเหล่านั้น จนแจ่มแจ้งชัดเจนที่สุด เห็นภพ ทั้งหลายเต็มไปดว้ ยการเกิดดับเหมื่อนทอ้ งทะเลระยิบระยับ เต็มไปแต่การเกดิ และการดบั ของฟองน้ำ ที่เกิดจากลูกคลื่น ฉันใดก็ฉันนัน้ ความรู้ความเหน็ ที่เป็นอยู่ในลกั ษณะนี้ เรียกว่า อุทยพพยานุปัสสนา ญาณ แปลว่า ญาณเปน็ เครือ่ งตามกำหนดให้เห็นความเกดิ ข้นึ และความเสอ่ื มสลายไป หรือมกั เรียกกัน แต่สั้น ๆ ว่าอุทยญาณเพื่อความสะดวก ผลแห่งญาณเหล่านี้ เกิดจากการเพ่งพิจารณาให้ชัดและ ให้ นาน จนกว่าความรู้นน้ั จะแนน่ แฟ้นเหมือนกับย้อมติดอยู่ในจติ เพื่อใหม้ กี ำลงั แรงในการที่จะเบื่อหน่าย หรือการบูดเกลาไถถ่ อน ความยดึ ม่นั ในสงิ่ นั้น ๆ เสยี ไดใ้ นลำดับตอ่ ไปนนั่ เอง น่เี ป็นวปิ สั สนาญาณ”๕๙ พระพุทธโฆษเถระได้กล่าวไว้ไนคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า “...ในการกำหนดรู้ไตรลักษณ์ เพราะว่า อุทยพยญาณในตอนต้นๆ อย่างอ่อนเป็นญาณที่ถูกอุปกิเลส ๑๐ ทำให้มัวหมองไม่สามารถ กำหนดรู้ไตรลักษณ์โดยหน้าที่ของตนตามเปน็ จริงได้ แต่อทุ ยพยญาณ อย่างเก่าท่ีพ้นจากอุปกิเลสแล้ว สามารถกำหนดรู้ ไตรลักษณ์ ได้ เพราะฉะนั้น โยคาวจร จึงต้องทำโยคะในอุทยพยญาณนี้ต่อไปอีก เพอื่ กำหนดรู้ไตรลักษณ์๖๐ ๒) ภังคญาณ ปัญญาอันเห็นของความย่อยยับแห่งความดับของสังขาร “...เมื่อโยคาวจร นน้ั กำหนดรู้อยู่อย่างนี้แล้วช่ังใจไตร่ตรองรปู ธรรมและอรูปธรรม รูป และนามทงั้ หลายว่า ไม่เที่ยงเป็น ทุกข์ เปน็ อนัตตาอย่แู ลว้ ๆ เล่าๆ ญาณนน้ั ก็ดำเนินไปแก่กล้า สงั ขารทงั้ หลายก็ปรากฏรวดเร็วเมื่อญาณ ดำเนินไปแก่กล้า เมื่อสังขารทั้งหลายปรากฏรวดเร็ว ญาณก็ตามไม่ทันความเกิดขึ้น หรือความตั้งอยู่ หรือความเป็นไป หรือนิมิตของสังขารทั้งหลาย สติ คือ ญาณก็ตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ความสิ้นไป ความ เสื่อมไป และความแตกทำลายไปแต่อย่างเดียว เมื่อโยคาวจรนั้นเห็นอยู่ว่า สังขารเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว ดับไปอยา่ งน้เี ปน็ ธรรมดา วปิ สั สนาญาณช่ือว่า ภังคานปุ สั สนากเ็ กิดข้นึ ณ ทตี่ รงน้ซี ง่ึ ท่านกล่าวระบุถึง ไว้ ปัญญาในการกำหนดรู้อารมณ์ แล้วเห็นเนือง ๆ ซึ่งความดับ ชื่อว่า วิปัสสนาญาณ จิตมีรูปเป็น อารมณเ์ กิดขึน้ แล้วดับไป โยคีกำหนดรู้อารมณ์นัน้ แล้วเหน็ อยเู่ นือง ๆ ซ่งึ ความดบั ของจิตน้ันที่ว่า เห็น เนือง ๆ เห็นเนือง ๆ อย่างไร คือ เห็นเนือง ๆ โดยความไม่เที่ยงมิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นของ เที่ยงเห็นเนือง ๆ โดยความเป็นทุกข์ มิใช่เห็นเนือง ๆ โดยความเป็นสุขเห็นเนือง ๆ โดยความเป็น อนัตตามิใช่เหน็ เนือง ๆ โดยความเป็นอตั ตาเบือ่ หน่ายอยู่ มิใช่เพลิดเพลนิ ยินดปี ราศจากความกำหนดั มิใชก่ ำหนดั อยู่ดับไป มิใชใ่ หเ้ กิดขนึ้ สลดั ทง้ิ ไป มใิ ช่ยดึ ถอื ไว้เมอ่ื เหน็ เนอื ง ๆ โดยความไมเ่ ท่ยี ง ก็ละนิจจ สัญญา คือ ความสำคัญว่าเที่ยงเสียได้ เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความเป็นทุกข์ก็ละสุขสัญญา คือ ความสำคัญว่าเป็นสุขเสียได้เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยเป็นอนัตตา ก็ละอัตตสัญญา คือ ความสำคัญว่ามี อัตตาเสียได้ เมื่อเบื่อหน่ายก็ละความเพลิดเพลินยินดี เมื่อปราศจากความกำหนัดก็ละความกำหนัด ๕๙ เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๒๒๒. ๖๐ เรอื่ งเดียวกนั , หน้า ๑๐๗๒.

๓๘ เม่ือดบั กล็ ะสิง่ เปน็ แดนเกิด เมอื่ สลัดทิ้งไปก็ละความยดึ ถือไว้ จติ มเี วทนาเปน็ อารมณ์, จิตมีสัญญาเป็น อารมณ์, จิตมีสังขารเป็นอารมณ์, จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์, จิตมีจักษุเป็นอารมณ์, จิตมีชราและ มรณะเปน็ อารมณเ์ กดิ ขึน้ แลว้ ดับไป เมือ่ โยคีสลดั ทิ้งไปกล็ ะความยึดถือ”๖๑ “ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเชน่ นั้นชดั เจนเข้าก็จะคำนงึ เหน็ เด่นชัดในส่วนความดับที่เป็นจุดจบสิ้น มองเห็นแต่อาการที่สิ่งทั้งหลายดับไป ๆ เห็นว่าสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวงล้วนจะต้องดับสลายไปทั้งหมด”๖๒ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ) ได้ อธิบายในหนังสือวิปัสสนานัยเล่ม ๒ ว่า “ปัญญาที่รู้เห็นความเกิดดับของรูปนามย่อมหลุดพ้น จากอุปกเิ ลส เพราะไม่ยดึ ติดแสงสวา่ ง ความหมดจดแห่งการรู้เห็นปฏิปทา หมายถงึ การรู้เห็นที่ หมดจดอันเป็นทางบรรลุอริยมรรค วิสุทธินี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่ผู้ปฏิบัติธรรมได้รู้พระไตร ลักษณ์ โดยเห็นประจกั ษ์ความดบั ของรูปนามอยา่ งชดั เจน”๖๓ พระพุทธโฆษจารย์ และพระธัมมปาลมหาเถระได้อธิบายในวิสุทธิมรรค และปรมัตถ มัญชุสาว่า “...เมื่อโยคาวจรกำหนดหมายอย่างน้ีแล้ว ซึ่งตรองพิจารณารูปธรรม และอรูปธรรมว่า ไม่ เทยี่ ง เป็นทุกข์ เปน็ อนตั ตา ญาณนัน้ เป็นธรรมชาตคิ มกล้าย่อมจะเป็นสังขารทั้งหลายก็จะปรากฏเร็ว ครั้นญาณคมกล้าเป็นไปอยู่ ครั้นสังขารทั้งหลายปรากฏรวดเร็ว ญาณย่อมไม่ประสบซึ่งความเกิดข้ึน หรือความตั้งอยู่ หรือความเป็นไป หรือนิมิตเลย สติ ความระลึกรู้ ตั้งแต่อยู่ในความสิ้น ความเสื่อม ความแตก ความดับเท่านั้น โยคาวจรนั้นเห็นอยู่ว่า สังขารชื่อนี้เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ย่อมดับไป ดังน้ี วิปัสสนาชื่อว่า ภังคานุปัสสนา ย่อมเกิดขึ้นในฐานะน้ี ซึ่งท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้กลา่ วไว้ว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วตามเห็นความแตกดับ ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ จิตมีรูปเป็นอารมณ์ เกดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มแตกดบั โยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว ยอ่ มตามเห็นความแตกดบั แห่งจิตนน้ั ”๖๔ ๓) ภยญาณ เป็นการพิจารณาในความเสื่อมสลายของสังขารปรากฏขึ้นเป็นอาการที่น่า กลัวเป็นตามลำดับว่า “...เมื่อโยคีนั้น เสพอยู่เนือง ๆ ทำให้เกิดขึ้นทำให้มาก ๆ ซึ่งภังคานุปัสสนามี นิโรธ คือ ความสิน้ ไป ความเสือ่ มไป และความแตกดบั ของสังขารท้ังปวงเปน็ อารมณ์อยู่อย่างน้ี สังขาร ทงั้ หลาย ซ่ึงมคี วามแตกดับ บรรดามอี ยู่ในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สตั ตาวาส ๔ ทุกหน ทุกแห่งก็ปรากฏเป็นที่น่ากลัวมาก ปรากฏเปน็ ที่น่ากลัวมากแกบ่ ุรุษขลาดผู้ปรารถนาดำรงชีวิตอยูโ่ ดย ๖๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า ๑๐๗๔-๑๐๗๕, ๖๒ อ้างแล้ว. ๖๓ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ), วปิ ัสสนานยั เล่ม ๒, หนา้ ๒๖๕. ๖๔ พระพุทธโฆสาจารย์ และพระธัมมปาลมหาเถระ, วิสุทธิมรรค และปรมัตถมัญชุสา ภาค ๓, หน้า ๘๒๘.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook