Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2564_พระเทพ ถาจ

2564_พระเทพ ถาจ

Published by E-Library, Buddhist Studies, MCU Surin, 2023-06-27 06:34:03

Description: 2564_พระเทพ ถาจ

Search

Read the Text Version

๓๙ สุขสบาย เมื่อโยคีน้ันเห็นอยู่ว่า สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตก็ดับไปแล้วที่เป็นปัจจุบันก็กําลังดับอยู่ ถงึ แม้สงั ขารทัง้ หลายท่จี ะบงั เกิดขนึ้ ในอนาคตก็จักดับไปญาณช่อื ว่า ภยตปุ ฏั ฐานญาณบงั เกดิ ขน้ึ ”๖๕ “...เมื่อความเห็นแจ้งในความเสื่อมสลายอยู่เรื่อยมีมากเพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิด ความรู้แจ้งต่อไป เป็นลำดับที่ ๓ ว่า ภพ คือ ความมีความเป็นทั้งหลายนี้ สิ่งที่น่ากลัวความน่า กลัว ปรากฏเต็มไปในภพทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพก็ตาม หรือว่าภพทั้ง ปวง เต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว แห่งความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงทุกขณะจิต จึงเกิดเป็น ความหวาดกลัวสะดังถึงท่ีสุดจริง ๆ ขึ้นสนใจของผูเ้ ห็นแจง้ และความกลัวอนั ถกู ต้องนั้นประจำ อย่ใู นใจเป็นความเหน็ แจ้งชนดิ หนึ่ง ว่ามแี ต่ความนา่ กลัวเปรียบยาพษิ อาวุธ หรือโจรอันโหดรา้ ย เท่าน้ัน ที่บรรจุอยู่ในภพทาง ๓ เต็มไปหมด ไม่มีอะไรนอกไปจากนั้น ในขณะแห่งความรู้สึก เชน่ นี้ ท่านเรียกวา่ ภยตุปัฏฐานญาณ แปลวา่ กำหนดด้วยความเบ่ือหน่าย”๖๖ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ) ไดอ้ ธิบายวา่ ในหนังสือวิปัสสนานยั เล่ม ๒ ว่า “ภย ญาณเป็นปัญญาที่ประกอบด้วยความกลัวในรูปนามที่ดับไปทุก ๆ ขณะที่รู้เห็น และยังเป็นญาณที่ สำคัญว่าน่ากลัวในอารมณ์ที่พิจารณารู้อีกด้วย ในขณะนั้นจิตของผู้ปฏิบัติธรรมมักไม่สดชื่นแจ่มใส เหมือนในขณะเกิดอทุ ยพั พยญาณ แต่ไมใ่ ชค่ วามรเู้ ห็นความจริงว่า รูปนามเปน็ ของน่ากลัว”๖๗ พระพุทธโฆษเถระได้อธิบายไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า “...ไมก่ ลวั เพราะว่า ภยตุปัฏฐาน ญาณนั้นเป็นแต่เพียงไตร่ตรองอยู่ว่า สังขารทั้งหลายที่เป็นอดีตก็ดับไปแล้ว สังขารทั้งหลายที่เป็น ปัจจุบันก็กำลังดับไปสังขารทั้งหลายที่เป็นอนาคต ก็จักดับไป ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นจึง เปรียบเสมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลุมถ่านเพลิง ๓ หลุม ที่ใกล้ประตูเมือง ตัวเขาเองไม่กลัว เขาเป็น แตเ่ พยี งเกดิ ความไตร่ตรองร้สู ึกเสียว ๆ อยู่ว่า คนทัง้ หลายใด ๆ จักตกลงไปในหลมุ ท้งั ๓ น้ี ทุกคนจัก ได้รับทุกข์ไม่น้อยเป็นแน่ ดังนี้ เท่านั้นฉันใดก็หรือว่าเปรียบ เหมือนบุรุษผู้มีดวงตา แลดูหลาว ๓ เล่ม คือ หลาวไม้ตะเคียน ๑ หลาวเหล็ก ๑ หลาวทอง ๑ เขาปักไว้เรียงกันอยู่ตัวเองมิได้กลัว เป็นแต่เพียง บุรุษนั้นไตร่ตรอง รสู้ กึ เสียว ๆ อยู่ว่า คนทง้ั หลายใด ๆ จักตกลงไปบนหลาวท้ังหลายนี้ ทุกคนจักเสวย ทุกขห์ าน้อยไม่ ดังนีอ้ ยา่ งเดียวเท่านนั้ ฉนั ใด ภยตุปฏั ฐานญาณก็ฉันนัน้ เชน่ กัน”๖๘ ๔) อาทีนวญาณ การที่พิจารณาคำนึงถึงโทษของภพ “... เมื่อพระโยคาวจรนั้นเสพจน คุ้นเจริญอยู่ทำให้มากซึ่งภยตุปัฏฐานญาณนั้น ที่ทานไม่ปรากฏที่กำบังไม่ปรากฏที่ไปไม่ปรากฏที่พึง อาศัยไม่ปรากฏในภพกำเนิด คติ ฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวงความปรารถนาก็ดี ความยึดถือเอาไว้ใน ๖๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หน้า ๑๐๘๑. ๖๖ อา้ งแล้ว. ๖๗ พระโสภณมหาเถระ (มหาสสี ยาดอ), วปิ ัสสนานัยเลม่ ๒, หนา้ ๒๘๘. ๖๘ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีรว์ ิสทุ ธิมรรค, หน้า ๑๐๘๓.

๔๐ บรรดาสังขารที่ไปในภพทั้งปวงแม้แตส่ ังขารเดียวก็หามไี ม่ ภพทั้ง ๓ ปรากฏดังหลุมถา่ นเพลิงทีเ่ ต็มไป ด้วยถ่านเพลิงปราศจากเปลวมหาภูต ๔ ปรากฏเป็นเหมือนอสรพิษมีพิษร้ายกาจ ขันธ์ ๕ ปรากฏเป็น เหมือนเพชฌฆาตผู้ถือดาบ อายตนะภายใน ๖ ปรากฏเป็นเหมือนเรือนว่าง อายตนะภายนอก ๖ ปรากฏเป็นดังพวกโจรฆ่าชาวบ้าน วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ถูกไฟ ๑๑ กองไหม้ปรากฏดังลุก โชติ ชว่ งสงั ขารท้งั ปวงย่อมปรากฏกองโทษอันใหญ่ไร้คุณค่าที่น่าพอใจ ปราศจากวิสยั ท่ีน่ายินดีเหมือน ดังหัวฝีเป็นโรค เป็นลูกศร เป็นตัวทกุ ข์ร้อน เป็นตัวเจบ็ ป่วย คือ สำหรับบุรุษข้ีขลาดตอ้ งมชี ีวิตอย่ดู ว้ ย ความสุข ปา่ ชฏั แมต้ ้งั อยูโ่ ดยอาการนา่ ร่นื รมย์ก็ปรากฏเหมือนมีสตั ว์ร้าย ถ้ำก็เหมือนมีเสือ น้ำก็เหมือน มคี าหะ คอื ตัวทคี่ อยจับ และรากษส ขา้ ศกึ ทงั้ หลายกเ็ หมือนเป้ือดาบ โภชนาหารก็เหมือนมยี าพษิ ทาง กเ็ หมอื นมโี จร เรือนก็เหมอื นมไี ฟไหม้ สนามรบก็เหมือนกองทัพประจัญบาน บรุ ุษน้นั ไดม้ าถงึ สถานท่ีมี ป่าชัฏที่มีสัตว์ร้ายเป็นต้นเหล่านั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลัวหวาดเสียว เกิดขนพองเห็นแต่โทษอย่างเดียว รอบตัว ฉันใด โยคาวจรนี้ก็เหมือนฉันนั้น เมื่อสังขารทั้งปวงปรากฏโดยเป็นของน่ากลัวด้วยอำนาจ ภงั คานุปสั สนาแล้ว ยอ่ มเห็นแตโ่ ทษอย่างเดยี วไร้คุณค่าที่นา่ พอใจ ปราศจากวสิ ัยที่น่ายินดีอยู่โดยรอบ เมอื่ เธอเหน็ อยู่อย่างนี้ ญาณชอ่ื วา่ อาทนี วญาณ ย่อม เป็นอนั เกดิ ขน้ึ ”๖๙ “...อาทีนวญาณ แปลว่า ปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์ เห็นโทษ ของรูปนาม เพราะว่ารูป นามนนั้ ไมว่ ่าจะไปอุบตั ิข้ึนในท่ใี ด จะไมส่ ามารถคงทนถาวรต้ังอยู่ในทนี่ ้นั ได้เลย จะต้องแตกดับ ทำลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น เมื่อผู้ใดปฏิบัติถึงญาณนี้ ผู้นั้น จะไม่มีความยึดมั่นถือ ม่นั ในรูปนาม ละตณั หา มานะ ทิฏฐิได้ โดยตทง้ั คปหาน และวิกขัมภนหาน ภพทั้ง ๓ จะปรากฏ ดุจกองเพลิงท่ีรงุ่ โรจนโ์ ดยไมม่ ีควัน หรอื เหมอื นดวงจนั ทร์ในวันเพ็ญที่ปราศจากเมฆหมอกบังดุจ มหาปทมุ ราชเจา้ เปน็ บตุ รของนางปทุมราชเจ้า ซึ่งมพี ระชนมายุได้ ๑๖ ปเี ปน็ บุตรของนางปทุม วดี ได้พิจารณาเห็นดอกบัวที่เหี่ยวไป จึงน้อมเข้ามาพิจารณาที่รูปนามจนเห็นทุกข์โทษ แล้ว ปฏิบตั ิตอ่ ๆ ไปจนได้เปน็ พระอรหันต์”๗๐ พทุ ธทาสภกิ ขไุ ดอ้ ธิบายไว้ในหนังสือคู่มนุษย์ฉบบั สมบรู ณ์วา่ “...เมอื่ ความรู้สกึ ว่าเต็มไป ด้วยความน่ากลัวในภพทั้งปวงมากพอ อันดับต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้ง ว่าสังขารหรือภพทั้งปวง ประกอบอยู่ด้วยโทษอันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัยในการที่จะไปหลงเกี่ยวข้องด้วย สังขารเหล่านั้น เปรียบเหมือนป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย มีราชสีห์ เป็นต้น ไม่น่าเป็นที่อภิรมย์แก่ผู้ ต้องการความเพลิดเพลินจากป่า ฉันใดก็ฉันนั้น ความรู้สึกเห็นภพทั้งปวงเต็มไปด้วยโทษ เช่นนี้ ๖๙ เรอ่ื งเดียวกนั , หน้า ๘๔๙-๘๕๐. ๗๐ เร่อื งเดียวกนั , หน้า ๔๖๖.

๔๑ เรียกว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณ หมายถึง ญาณเป็นเครื่องตามกำหนดให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง เรียกส้ัน ๆ วา่ อาทีนวญาณ๗๑ พระพุทธโฆษเถระได้อธิบายในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า “...ปรากฏดุจดังป่าชัฏ แม้ตั้งสงบ อยู่โดยอาการเป็นที่น่ารื่นรมย์ แต่มีมฤคร้าย ปรากฏแก่บุรุษขลาด ผู้ปรารถนาดำรงชีวิตอยู่ด้วย ความสุข ปรากฏประดุจมีเสือโคร่ง ประดุจน้ำมีรากษสสิงอยู่ ประดุจข้าศึกเงือดเงื้อพระขรรค์อยู่แล้ว ประดูจโภชนะมียาพิษ ประดุจมรรคาที่มีโจร ประดุจเรือนที่ไฟไหม้ ประดุจสนามรบที่มีทหาร เตรียมพร้อมอยู่แล้ว ความจริง บุรุษผ้นู ้ัน คร้ันมาถึงสถานท่เี ช่นป่าชัฏมีสัตว์ร้ายเป็นต้น เหล่าน้ีแล้ว ก็ กลัวหวาดหวั่น ขนลุกขนพอง เห็นแต่โทษร้ายอย่างเดียว ทุกทิศทางฉันใด โยคาวจรท่านนี้ก็ฉันนั้น เช่นกัน เมื่อสังขารทั้งหลายทั้งปวงปรากฏ โดยความน่ากลัว ด้วยอำนาจภังคานุปัสสนา ก็เห็นอยู่ โดยทั่วไป แต่โทษร้ายไม่มีรส ไม่มีความอบอุ่นใจแต่อย่างเดียวเมื่อโยคาวจรท่านนั้นเห็นอยู่อย่างนี้ ญาณทีช่ ่ือวา่ อาทนี วญาณกเ็ ป็นอนั เกดิ ขน้ึ แลว้ ”๗๒ ๕) นิพพทิ าญาณ เปน็ ปญั ญาสามารถในการทำใหเ้ บื่อหน่ายในกองทุกข์มีความพยายาม ในการกำหนดพัฒนาอินทรยี ใ์ หค้ วามแกก่ ล้าดีแล้ว ย่อมจะบรรลุถึงนิพพิททาญาณ คือ ปัญญาที่รู้เหน็ รูปนามเป็นน่าเบื่อเพราะเห็นโทษของอาทีนวญาณท่ีผ่านมานั้นเอง “...กลุ บตุ รผูน้ ี้หน่ายอยู่ระอาอยู่ไม่ ยนิ ดียง่ิ อยดู่ ้วยนิพพิทาญาณนี้ จิตย่อมไม่ตดิ ไม่ข้องไม่ผูกพันในบรรดาสังขารทั้งหลายที่มีความแตกอยู่ ในภพ กำเนิด คติ วิญญาณฐิติ สัตตาวาสทั้งปวง แม้แต่ในสังขารเดียว เป็นจิตใคร่จะเปลื้อง ใคร่จะ ออกไปจากสังขารทั้งปวง เหมือนสัตว์ท้ังหลายมีอาทิอย่างนี้ ปลาอยู่ภายในขา่ ย กบอยู่ในป่ากง ไก่ป่า ไว้ในกรง เนื้ออยู่ในอำนาจบ่วงอันแน่น งูอยู่ในมือหมอง ช้างตกหล่มใหญ่, พญานาคอยู่ในปากครุฑ พระจันทร์เข้าไปในปากราหู บุรุษถูกศัตรูแวดล้อม ย่อมเป็นผู้ใคร่จะพ้นไป ใครจะออกไปจากที่ติดอยู่ นน้ั ๆ ข้อน้ีฉันใด จิตของโยคนี ้นั ก็เหมือนฉันนั้น ยอ่ มเป็นจิตใคร่จะเปล้ืองไป ใคร่จะออกไปจากสังขาร ทั้งปวง ที่นั้น มุญจิตุกัมยตาญาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีน้ัน ผู้ปราศจากความอาลัยในสรรพสงั ขาร ผู้ใคร่ จะเปล้ืองไปจากสงั ขารท้ังปวงแล”๗๓ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ได้อธิบายไว้ว่า “...คำว่า นิพพิทาญาณ แยกออกเปน็ ๒ ศพั ท์ คอื นพิ พทิ า ศัพท์หนงึ่ ญาณ ศัพท์หน่งึ นิพพิทา แปลวา่ ความเบ่ือหน่าย ญาณ แปลว่า ปัญญาความรู้ต่อกันเข้าเป็น นิพพิทาญาณ แปลว่า ปัญญาที่พิจารณาเห็นรูปนามเป็นของไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของน่ากลัวเต็มไปด้วยทุกข์โทษนานาประการแล้ว เกิดความเบื่อ ๗๑ พุทธทาสภิกขุ, คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๒๘. ๗๒ พระพทุ ธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ ิสทุ ธิมรรค, หนา้ ๑๐๘๕. ๗๓ พระพุทธโฆษจารย์และพระธัมมปาลมหาเถระ, วิสุทธิมคั ค์และปรมัตถมญั ชสุ า, หน้า ๘๖๒-๘๖๓.

๔๒ หน่าย ไม่อยากได้รูปได้นาม ไม่อยากกลับมาเกิดอีกอยากจะเข้าสู่พระนิพพานเสียโดยเร็ว ปัญญาใน ที่นี้หมายเอาเฉพาะภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานถึงญาณที่ ๔ เทา่ น้ันมิได้หมายเอา สุตมยปญั ญา และจนิ ตามยปัญญาเลย”๗๔ พุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่า “...เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของ น่ากลัว และเต็มไปด้วยโทษทุก ๆ ปริมาณเช่นนี้แล้ว ก็เกิดความรู้สึกที่เหนื่อยหน่ายในสังขารทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนบ้านเรือนที่ไฟไหม้ เหลือแต่ดันถ่าน พอเป็นรูปโครงว่า เรือนที่ถูกไฟไหม้แล้วดังนี้ ไม่ น่าเสน่หาแต่ประการใด ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่ต้องระคนอยู่กับสังขารทั้งปวงนี้ เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่า ญาณเป็นเครื่องตามกำหนดด้วยความเบื่อหน่าย เรียกสั้นว่า ๆ นพิ พทิ าญาณ”๗๕ ๖) มุญจิตกุ ัมยตาญาณ บคุ คลผูป้ ฏิบตั ิเพ่อื บรรลุธรรมแลว้ มีความเพียรพยายามต่อไปใน สภาวะญาณ ก็จะก้าวหน้าสูงขึ้นไปอีกโดยเกิดความรู้สึกปรารถนาที่ต้องการพ้นจากรูปนามขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย “เบื่อหน่ายอยู่เอือมระอาอยู่ไม่อภิรมย์ยินดีอยู่ด้วยนิพพิทาญาณนี้ จิตก็ไม่ข้อง ไม่เกาะ ไม่ติดอยู่ ในสังขารทั้งหลาย ซึ่งมีความแตกดับที่ดำเนินไปอยู่ในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และ สัตตาวาส ๔ ทุกหนทุกแห่งแม้แต่สังขารเดียวเป็นจิตที่ใคร่จะพ้นไปปรารถนาจะ ออกไปเสียจากสังขารท้งั ปวง”๗๖ ย่อมปราศจากความอาลัยในสงั ขารนน้ั สามารถพ้นจากในการดำเนินไปในภพ ๓ ได้แก่ “(๑) กามภพ (๒) รูปภาพ (๓) อรูปภพ กำเนิด ๔ (๑) อัณฑชะ สัตว์ที่เกิดในฝอง ได้แก่ สัตว์ประเภท นกเป็นต้น (๒) ชลาพุชะ สัตว์ที่เกิดในมดลูกได้แก่มนุษย์ (๓) สังเสทชะ สัตว์ที่เกิดในที่มีย่างเหนียว ได้แก่ หนอน (๔) โอปปาติกะ สัตว์ที่เกิดผุดขึ้นโดทันที ได้แก่ เทวตาเป็นต้น และคติ ๕ (๑) นรก (๒) สัตวต์ ิรัจฉาน (๓) เปรต (๔) มนษุ ย์ (๕) เทวตา”๗๗ พุทธทาสภิกขุ ไดก้ ล่าวว่า “...ความรู้สึกท่วี า่ อยากจะพน้ ในทนี่ ้ี มนั มจี รงิ ๆ และมากพอ จริง ๆ ไม่ใช่เหมือนความรู้สึกอยากพ้นตามธรรมดาของพวกเราซึ่งไม่มีกำลังสมาธิ หรือ กำลังของ ความเห็นแจ้งอะไร ๆ ช่วยเพราะมันไม่อยากพ้นจริงๆ เหมือนอย่างญาณในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ พวกเราจึงทำเล่น ๆ กับการศึกษาพุทธศาสนา ทำเล่น ๆ กับการปฏิบัติธรรม หรือกับการอะไรทุก อย่างมันผิดกันตรงนี้ ส่วนความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณนั้นจิตใจทั้งหมด มัน ๗๔ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสิทธฺ )ิ , คำบรรยายวปิ สั สนากรรมฐาน, หน้า ๔๗๐, ๗๕ พุทธทาสภิกขุ, คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๒๔. ๗๖ เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๑๐๙๑. ๗๗ เรือ่ งเดียวกัน, หน้า ๓๐๔.

๔๓ เป็นไปด้วยทั้งหมด รู้สึกกลัวเท่าไรก็รู้สึกอยากพ้นเทา่ นั้น เมื่อรู้สึกว่าภพทุกภพบรรจุเต็มไปด้วยความ น่ากลัว ดังที่ กล่าวมาแล้วข้างต้นความอยากพ้นมันก็มีมากประมาณเท่ากับความใหญ่ของภพทั้งปวง นั้นเหมือนกนั ”๗๘ ๗) ปฏิสังขาญาณ เป็นอุบายในการพิจารณาให้เห็นถึงสังขารทั้งหลายว่าไม่ใช่ตัวตนตวั บุคคลตัวเราของเขาเปน็ ตน้ “... โยคีผู้นั้นเปน็ ผู้มีความปรารถนาเพื่อจะพ้นไปเสียจากสังขารทั้งหลาย ซึ่งมีแต่ความแตกดับอันดำเนินไปอยู่ในภพในกำเนิดในคติในฐิติ และในนิวาสทุกหน ทุกแห่งดังกล่าว นน้ั จึงยกเอาสังขารทั้งหลายเหล่านนั้ นนั่ แหละขึน้ สู่พระไตรลักษณ์ แลว้ กำหนดรู้ด้วยปฏสิ งั ขานปุ ัสสนา ญาณต่อไปอีก เพื่อพน้ ไปเสียจากสงั ขารท้ังปวง โยคีนั้นก็เห็นอยู่ซึ่งสังขารทั้งปวงว่า ไม่เที่ยงด้วยเหตุทั้งหลายเป็นต้นว่า ๑) อนิจจันติกโต โดยไม่เป็นไปเลยที่สุด ๒) ตาวกาลิกโต โดยเป็นไปชั่วคราว ๓) อุปปาทวยปริจฉินนโต โดยกำหนดได้ ดว้ ยความเกดิ และความดบั ๔) ปโลกโต โดยแตกทำลาย ๕) ขณกิ โต โดยเปน็ ไปชั่วขณะ ๕) จลโต โดย ความหวัน่ ไหว ๖) ปภงั คโุ ต โดยผพุ ัง ๗) อัทธวุ โต โดยไม่ยงั่ ยนื ๘) วิปริณามธัมมโต โดยมีความแปรผัน อยเู่ ป็นธรรมดา ๙) อสารกโต โดยไม่มีสาระ ๑๐) วภิ วโต โดยปราศจากความเจรญิ ๑๑) สงั ขตโต โดย เป็นของถกู ปรงุ แตง่ ขึ้นไว้ มรณธมั มโต โดยมคี วามตายเปน็ ธรรมดา เห็นอยู่ซึ่งสังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ด้วยเหตุทั้งหลายเช่นเป็นต้นว่า ๑) อภิณหปฏิปีหนโต โดยเบียดเบียนเฉพาะหน้าอยู่เนือง ๆ ๒) ทุกขมโต โดยทนได้ยาก ๓) ทุกขวัตถุโต โดยเป็นที่ตั้งของ ทุกขโ์ ดยเป็นโรค ๔) คัณฑโต โดยเปน็ แผลฝี ๕) สัลลโต โดยเป็นลูกศรเสยี บ ๖) อฆโต โดยความช่ัวรา้ ย ๗) อาพาธโต โดยความปว่ ยไข้ ๘) อีติโต โดยความหายนะ ๙) อุปัททวโต โดยเป็นอุปัทวะ ๑๐) ภยโต โดยเปน็ ภัย ๑๑) อปุ สัคคโต โดยเป็นอุปสรรค ๑๒) อตาณโต โดยไม่เป็นท่ตี า้ นทาน ๑๓) อเลณโต โดย ไม่เป็นที่หลบลี้ ๑๒) อสรณโต โดยไม่เป็นที่พึ่ง ๑๓) อาทีนวโต โดยเป็นโทษร้าย ๑๔) อฆมูลโต โดย เป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย ๑๕) วธกโต โดยเปน็ ฆาตกร ๑๖) สาสวโต โดยมีอาสวะ ๑๗) มารามิสโต โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร ๑๘) ชาติธัมมโต โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา ๑๙) ชราธัมมโต โดยมีความ แก่เป็นธรรมดา ๒๐) พยาธิธัมมโต โดยมคี วามเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ๒๑) มรณธัมมโต โดยมีความตาย เป็นธรรมดา ๒๒) โสกธัมมโต โดยมีความโศกเป็นธรรมดา ๒๓) ปริเทวธัมมโต โดยมีความคร่ำครวญ เป็นธรรมดา ๒๔) อุปายาสธัมมโต โดยมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ๒๕) สังกิเลสิกธัมมโต โดยมี ความเศร้าหมองเป็นธรรมดาเห็นอยู่ซ่ึงสังขารทั้งปวง โดยอสุภะ ความไม่งาม โดยเป็นบริวารของทุกข ลักขณะ ด้วยเหตุทั้งหลาย เช่นเป็นต้นว่า ๑) อซัญญโต โดยเป็นของไม่งาม ๒) ทุกคันธโต โดยมีกลิ่น เหม็น ๓) เชคุจฉโต โดยเปน็ ของนา่ เกลียด ๔) ปฏิกลู โต โดยเป็นของปฏกิ ลู ๕) อมณั ฑนโต โดยปรากฏ ๗๘ พุทธทาสภิกขุ, คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด, ๒๕๔๙), หน้า ๒๒๕.

๔๔ ชัดด้วยการไม่ตบแต่ง ๖) วิรูปโต โดยเป็นรูปพิการ ๗) วิภัจฉโต โดยเป็นของควรสลัดทิ้งไป เห็นอยู่ซึง่ สังขารทั้งปวงโดยความเป็นอนัตตา ด้วยเหตุทั้งหลายเป็นต้นว่า ๑) ปรโต โดยเป็นอื่น ๒) ริตตโต โดย เปน็ ของเปลา่ ๓) ตจุ ฉโต โดยเปน็ ของวา่ ง ๔) สญุ ญโต โดยเป็นของสญู ๕) อัสสามกิ โต โดยไมม่ เี จา้ ของ ๖) อนิสสรโต โดยไม่มีผู้เป็นใหญ่ ๗) อวสวัตติโต โดยไม่เป็นไปในอำนาจของใครๆ ผู้เห็นอยู่ด้วย ประการดงั กลา่ วมานี้แหละเป็นอนั เรียกได้ว่า ยกข้นึ สู่พระไตรลกั ษณ์ กำหนดรู้สังขารทัง้ หลายอยู่”๗๙ “...ผู้ที่ปราศจากความยึดมั่นสังขาร คือ รูปนามว่าเที่ยง เป็นทุกข์ เป็นตัวตนแล้ว ย่อม บรรลุความดับสังขาร คือ นิพพานได้ เมื่อไม่มีความกังวลหรือเป็นทุกข์เนื่องด้วยสังขารในขณะ ยังมีชีวิตอยู่ ก็จัดว่า ได้พ้นไปจากสังขาร และเมื่อปรินิพพานแล้วจึงจะพ้นไปจากสังขารโดย สิ้นเชิง เพราะไม่มีรูปนามอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏในภพ ๓ ดังนั้น ผู้ที่ปรารถนาจะพ้นไปจาก สังขารจึงไม่มีวิธีอื่นนอกจากต้องตามกำหนดรู้สังขารให้เห็นประจักษ์ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ตัวตนด้วยเหตุน้ี ผทู้ ีต่ ้องการจะพ้นไปจากสังขารดว้ ยมุญจิตกัมยตา ญาณจึงตอ้ งกลับมากำหนดรู้ สังขารอีก การกำหนดดังกล่าวชื่อว่า ปฏิสังขาญาณ คือ ปัญญากำหนดรู้อีกเพื่อสละสังขารโดย ยกเข้าสู่พระไตรลักษณ์ ด้วยการรู้เห็นลักษณะ ๔๐ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ปรากฏชัดอัน ได้แก่ อนิจจลักษณะ ๑๐ ทุกขลกั ษณะ ๒๕ และอนตั ตลักษณะ ๕ กล่าวโดย ย่อเปน็ การเห็นประจักษ์ พระไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทกุ ข์ ไม่ใช่ตัวตน้ ”๘๐ ผปู้ ฏบิ ัตธิ รรมบรรลุถงึ ปฏสิ ังขาญาณสามารถกำหนดรดู้ ้วยปัญญาเพื่อสะละสังขารเข้าสู่ไตร ลักษณโ์ ดยอาการ ๔๐ เชน่ น้ี คือ (๑) “...พิจารณาเห็นเบญจขันธ์เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง โดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ (๑) ผู้ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง (๒) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นปโลกะมีความเสื่อมอย่างใหญ่หลวง (๓) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐาน พจิ ารณาเหน็ เบญจขันธ์ว่า เป็นละเปลี่ยนแปลงเป็นจละ คือ มีความหว่นั ไหว (๔) ผเู้ จริญ วปิ ัสสนากรรมฐาน พจิ ารณาเห็นเบญจขันธว์ า่ เปน็ ปภงั คุ คือ มีความแตกสลายทำลายไป (๕) ผเู้ จริญ วิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นอัทธุวะ คือ ไม่มีความยั่งยืนถาวรอะไรเลย (๖) ผู้ เจรญิ วปิ ัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขนั ธ์ว่า เปน็ วิปรณิ ามธรรม มคี วามแปรปรวนเป็นธรรมดา (๗) ผู้เจริญวปิ สั สนากรรมฐาน พจิ ารณาเห็นเบญจขนั ธ์วา่ เป็น อสารกะ คือ ไม่มแี ก่นสารอะไรเลย (๘) ผเู้ จริญวิปสั สนากรรมฐาน พจิ ารณาเหน็ เบญจขนั ธว์ ่าเปน็ วภิ วะ คือ มคี วามเสอื่ ม มีความวิบตั ิ มคี วาม ฉิบหายอยู่เป็นนิตย์ (๙) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น สังขตะ คือ ถูก ๗๙ พระพุทธโฆสเถระ, คมั ภีรว์ ิสทุ ธิมรรค, หน้า ๑๐๙๒-๑๐๙๔. ๘๐ เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า ๓๐๙.

๔๕ ปัจจัย ปรุงแต่งด้วยอำนาจกรรม จิต อุตุ อาหาร (๑๐) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจ ขันธ์วา่ เป็น มรณธรรม คือ มคี วามตายมคี วามแตกดบั เปน็ ธรรมดา (๒) พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็นทุกข์ โดยอาการ ๒๕ อย่างคือ (๑) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็นทุกข์ คือ ทนอยู่ไม่ได้ ถูกบีบคั้นเนืองๆ (๒) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็นโรค คือ เสียดแทงเบียดเบียนอยู่เสมอ (๓) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐานพจิ ารณาเหน็ เบญจขันธว์ ่าเป็น ฝี คือ เปน็ ดจุ หัวฝที กี่ ลดั หนองมที งั้ เลอื ด ทงั้ หนอง ท้ังเจ็บ ทั้ง ปวด เช่นเป็นแผลเปือ่ ยเนา่ เป็นมะเร็งขีเ้ ร้อื นกุดถัง ผด ผนื่ หน่อคุดทะราด พุพอง เป็นต้น (๔) ผเู้ จริญ วิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น สัลละ คือเป็นลูกศรปักเสียบ อยู่เสมอ เช่น เจ็บ ปวด เม่ือยคัน แสบ รอ้ น หนาว หิว กระหายเป็นต้น ๕) ผ้เู จรญิ วปิ ัสสนากรรมฐาน พจิ ารณาเหน็ เบญจ ขันธ์ว่า เป็น อฆะ คือ คับแคบ เบียดเบียนเดือดร้อน (๖) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็น เบญจขันธ์ว่าเปน็ อฆมลู คอื เป็นรากเหง่า เคา้ มูลแห่งความดบั แคบแหง่ ความเดือดร้อน เพราะอำนาจ แห่งโรคภยั มปี ระการต่างๆ และกเิ ลสทั้งหลาย (๗) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พจิ ารณาเห็นเบญจขันธ์ ว่าเป็น อาพาธ คือเจ็บปว่ ย เช่น ถูกยงิ ถูกแทง ถกู ไฟ เปน็ ไข้ เป็นอมั พาต เป็นเบาหวาน เป็นหืด เป็น หอบ เปน็ รดิ สดี วงเปน็ ตน้ (๘) ผู้เจรญิ วปิ ัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์วา่ เปน็ อตี ิ คือจัญไร มีแต่ทกุ ขไ์ มดีไมส่ ุข (๙) ผเู้ จรญิ วิปสั สนากรรมฐาน พิจารณาเหน็ เบญจขนั ธ์ว่าเป็นอุปัททวะ เชน่ ถูกรถ ทับ ถูกรถชนประสบกับอุปัททวะเหตุอื่นๆ อีก สุดแท้แต่จะเกิด (๑๐) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น ภัย เป็นของน่ากล้ว คือ เพราะจะต้องเผชิญกับภัยนานาชนิด เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย โจรภัย ทุพภิกขภัย ชาติภัย ชราภัย มรณภัย เป็นต้น (๑๑) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์วา่ เป็น อุปสัค คือสิ่งที่ขัดขวางกีดกันกางกัน้ ไม่ให้ชีวิตดำเนินไปได้ โดยราบรืน่ (๑๒) ผเู้ จริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเหน็ เบญจขนั ธว์ ่า เป็น อตาณะ คอื ไม่มีอะไรจะ มา ต้านทานไว้ได้ ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเขา เช่น แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น(๑๓) ผู้เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น อเลณะ คือป้องกันอะไร ไม่ได้ จะหลีกเร้นอยู่ที่ ไหนๆ ก็ไม่พ้นทุกข์ไปได้ (๑๔) ผู้เจริญวปิ ัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น อสรณะ คือ ไม่มีที่พึ่ง เพราะต้องแตกดับไปทำลายไป สลายไปทนอยู่ไม่ได้ (๑๕) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พจิ ารณาเหน็ เบญจขันธว์ ่า เป็น อาทีนวะ คือ มีทกุ ข์ มโี ทษมากทงั้ ภายนอกภายใน (๑๖) ผ้เู จริญ วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นวธกะ คือ ผู้ฆ่า เพราะเขาเป็นดุจนายเพชฌฆาต คอยถือดาบเข่นฆ่าสรรพสัตว์อยู่ตลอดเวลาไม่มียกเว้นใคร ๆ (๑๗) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นสาสวะ คือ เป็นบ่อเกิดแห่งอาสวะทั้ง ๔ คือ กามาสวะ อาสวะ คือ กาม ภวาสวะ อาสวะ คือ ภพ อวิชชาสวะ อาสาวะ คือ อวิชชา ทิฏฐาสวะ อาสวะ คือ ทิฏฐิ (๑๘) ผู้ เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็น มารามิส คือเป็นเหยื่อหลอก เป็นเยื่อล่อให้ สรรพสตั ว์หลงติดบว่ ง ดุจพรานเบด็ ตกปลาฉะนนั้ (๑๙) ผ้เู จริญวปิ สั สนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจ

๔๖ ขันธ์ว่าเป็น ชาติธรรม คือ มีความเกิดมารับทุกข์เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นจากความเกิดไปได้ เกิดมา เม่อื ใดกห็ อบเอาทุกข์มาเม่ือนั้น ดจุ เหด็ หัวงู โผลจ่ ากดนิ เมื่อใด กด็ นั เอาฝ่นุ มาพร้อมกนั เมื่อนั้น (๒๐) ผู้ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น ชราธรรม คือ มีความแก่ มีความเสื่อม มี ความทรุดโทรมเป็นธรรมดา ไม่มีใครห้าม และแก้ได้เลย (๒๑) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณา เหน็ เบญจขันธว์ ่า เป็น พยาธิธรรม คอื มคี วามเจบ็ ไขเ้ ป็นธรรมดา ไมม่ ีใครล่วงพน้ ความเจ็บไขไ้ ปได้เลย (๒๒) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็น โสกธรรม คือ มีความเศร้าโศกเป็น ธรรมดา เศร้าโศกเพราะเสื่อมญาติ เสื่อมทรัพย์เป็นโรคเป็นต้น ไม่มีใครล่วงพ้นไปได้เลย แม้แต่คน เดียว เว้นพระอริยเจ้าเท่านั้น (๒๓) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็น ปริ เทวธรรม คือ มีความร้องไห้บ่นเพ้อเป็นธรรมดา เพราะถูกความเสื่อมต่างๆ ครอบงำ (๒๔) ผู้เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นอุปายาสธรรม คือ มีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา คับแค้นเพราะเหตุ ๕ ประการ มีความเสื่อมญาติเป็นต้น โดยองค์ธรรม ได้แก่ โทสะ นั่นเอง (๒๕) ผู้ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็น สังกิเลสธรรม คือ มีความหาหมองเป็น ธรรมดา เศร้าหมองเพราะกิเลสทั้ง ๑๐ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหริ ิกะ อโนตตัปปะ (๓) พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็นอนัตตา โดยอาการ ๕ อย่างคือ (๑) ผู้เจริญวิปัสสนา กรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่าเป็น อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ ของใคร ๆ ทั้งสิ้น (๒) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเบญจขันธว์ า่ เปน็ อื่น คือ ไม่คงที่ แปรปรวน เสมอ (๓) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ว่า เป็นริตตะ คือเป็นของนิดหน่อย เล็กนอ้ ย เกิดขึ้นมาไมน่ านก็แตกสลายไปทำลายไป (๔) ผู้เจรญิ วิปสั สนากรรมฐาน พจิ ารณาเห็นเบญจ ขันธ์ว่า เป็นตุจฉะ คือ ว่าง ได้แก่ว่างจากสัตว์บุคคล ตัว ตน เรา เขา (๕) ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาเห็นเบญจขันธว์ ่า เป็นสุญญะ คือเปน็ ของเปล่า ของสญู ไดแ้ กส่ ูญจากสัตว์ สูญจากความเป็น บคุ คล สญู จากความเปน็ ตัวตน เรา เขา ไมม่ ีเจ้าของ ไม่มอี ิสระ ไม่เปน็ ไปในอำนาจของใครๆ ทัง้ สิ้น”๘๑ ๘) สงั ขารเุ ปกขาญาณ เปน็ ปญั ญาในการพจิ ารณาว่างเฉยในสังขารไม่ต้องรู้เหน็ ของการ ดบั ไปหรือไม่เทียงเป็นทกุ ข์ไมใ่ ช่ตัวตนของรูปนาม “...สุญญตานปุ สั สนา การเห็นเนอื ง ๆ โดยความว่าง เปล่ามีเงื่อน ๒ โยคาวจรนั้นครั้นกำหนดรู้ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่างเปล่าด้วยปฏิสังขา นุปสั สนาญาณ จงึ กำหนดสุญญตาความว่างเปลา่ มีเง่อื น ๒ ตอ่ ไปอีกว่า สงั ขารน้ีว่างเปลา่ จากอัตตา ๑ หรือว่างเปล่าจากสิ่งที่เนื่องด้วยอัตตา ๑ โยคาวจรนั้น ครั้นไม่เห็นอัตตาไม่เห็นอะไร ๆ อื่นที่ตั้งอยู่ใน ภาวะเปน็ บริขารของอัตตา ก็กำหนดรู้สุญญตา มีเงื่อน ๔ ซ่งึ ท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่งสุญญตานุปัสส นา ๑) นาหํ กฺวจน ไม่มีฉันอยู่ ณ ที่ไหนๆ ๒) กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมื ในความเป็นอะไร ๆ ของใคร ๆ ๘๑ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี (โชดก ญาณสิทฺธิ), คำบรรยายวปิ ัสสนากรรมฐาน, หน้า ๔๙๐-๔๙๕.

๔๗ ๓) น จ มม กวฺ จน และไม่มอี ยู่ ณ ที่ไหนๆ ของฉนั ๔) กิสฺมิญฺจิ กญิ จฺ นตตฺถิ ไม่มคี วามเป็นอะไร ๆ ณ ที่ ไหน ๆ”๘๒ “...ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมอ่ื พจิ ารณาสงั ขารท้ังหลายต่อไป ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า มันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็น ธรรมดา หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง จึงวางใจเป็นกลางเรียบเฉยได้ไม่ยินดียินร้าย ไม่ ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลายแต่นั้นก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท ญาณจึงโน้มน้อมที่จะ มุ่ง แล่นไปยังนิพพาน เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย ญาณข้อนี้จัดเป็นสิขาปปัตต วิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่เชื่อมถึง มรรคอันเป็นทอี่ อกจากส่งิ ท่ยี ึด หรอื ออกจากสงั ขาร”๘๓ พทุ ธทาสภิกขุ ได้กลา่ วไว้ในหนงั สือคมู่ นุษย์ว่า “...การพิจารณาเหน็ ส่ิงท้ังหลายเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไมน่ า่ เอา ไม่นา่ เปน็ อยู่เสมอและย่งิ ข้นึ ๆ แล้วนัน้ เป็นการตัดอาหารของกิเลส ทำกเิ ลส ให้ถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอไป และในตอนนี้เราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้น ให้ประณีตแยบคาย ยงิ่ ขน้ึ ไปอกี น่แี หละเป็นช่องทางทเ่ี ราจะเอาชนะกเิ ลสซ่งึ ใหญก่ วา่ ภเู ขาตวั เราเล็กนดิ เดียวน้ีได้”๘๔ พระพุทธโฆสเถระได้อธิบายไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า “...โยคาวจรนั้นครั้นกำหนดรู้ว่า สงั ขารทง้ั หลายทั้งปวงเป็นของว่างเปลา่ มเี งื่อน ๒ สังขารนวี้ ่างเปลา่ จากอตั ตา ๑ หรือว่างเปล่าจากสิ่ง ที่เนื่องด้วยอัตตา ๆ โยคาวจรนั้นครั้นไม่เห็นอัตตา ไม่เห็นอะไรๆ อื่นที่ตั้งอยู่ในภาวะเป็นบริขารของ อัตตา ก็กำหนดรู้สุญญตามีเงื่อน ๔ ซึ่งท่านกล่าวไว้ในอธิการแห่งสุญญตานุปัสสนา นี้ต่อไปอีกว่า (๑) นาหํ กวฺ จนิ ไมม่ ฉี นั อยู่ ณ ทไ่ี หนๆ (๒) กสสุ จิ กิญจฺ นตสุมึ ในความเป็นอะไร ๆ ของใคร ๆ (๓) น จ มม กวฺ จน และไมม่ อี ยู่ ณ ท่ีไหนๆ ของฉนั (๔) กิสมฺ ิญจฺ ิ กญิ ฺจนตตฺถิ ไม่มคี วามเป็นอะไร ๆ ณ ทไี่ หน ๆ”๘๕ ๙) อนุโลมญาณ การบำเพ็ญเพียรในการผ่านญาณตามลำดับ เป็นญาณที่เป็นไปตาม การอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริสัจ เมื่อวางใจในความเป็นกลางของสังขารทั้งหลาย และญาณก็โน้มเข้าสู่ ข้างหน้าตรงพระนิพพาน “...เมื่อพระโยคาวจรนั้นเสพจนคุ้นเจริญทำให้มากซึง่ สังขารุเบกขาญาณน้นั อยู่ อธิโมกขสัทธาจึงเกิดมีกำลังยิ่งขึ้น วิริยะอันประคองไว้อย่างดี สติเข้าไปตั้งอยู่ อย่างดี จิตตั้งม่ัน อย่างดี สังขารุเบกขากล้าแข็งยิ่งย่อมเกิดขึ้น สังขารุเบกขาในขณะที่จะพึงกล่าวได้ว่า มรรคจักเกิดใน ๘๒ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภรี ์วิสทุ ธมิ รรค, หน้า ๑๐๙๖-๑๐๙๗. ๘๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ จำกัด, ๒๕๕๑), หนา้ ๓๖๓-๓๖๔. ๘๔ พุทธทาสภิกขุ, คู่มือมนุษย์ฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทตถาตาพับลิเคชั่น จำกัด, ๒๕๔๙), หน้า ๒๒๘. ๘๕ เร่ืองเดยี วกนั , หนา้ ๑๐๙๖-๑๐๙๗.

๔๘ เดี๋ยวนี้ ของโยคาวจรนั้น พิจารณาสังขารทั้งหลายโดยอาการว่าไม่เที่ยง หรือว่าเป็นทุกข์ หรือว่าเป็น อนตั ตา แลว้ ลงสภู่ วงั ค์ ในลำดบั แห่งภวังค์ ยอ่ มเกดิ มโนทวาราวัชชนะอนั กระทำสังขารท้ังหลายให้เป็น อารมณ์โดยอาการว่าไม่เทีย่ งต่อน้ัน บ้างว่าเป็นทุกข์บ้าง ว่าเป็นอนัตตาบ้าง โดยนัยที่สังขารเุ บกขาทำ แล้วนั่นแหละที่ยัง เกิดชวนจิตดวงแรก ซึ่งสืบสันตติจิตอันไม่มีระหว่างในลำดับแห่งกิริยาจิตดวงน้ัน ภวังค์ให้หมุนกลับ ทำสังขารทั้งหลายให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านเรียกว่า บริกรรมใน ลำดับแห่งชวนจิตดวงที่ ๑ นั้น ก็เกิดชวนจิตดวงที่ ๒ ขึ้นทำสังขารทั้งหลายให้เป็นอารมณ์อย่างน้ัน เหมือนกัน ซึ่งท่านเรียกว่า อุปจารแม้ในลำดับแห่งชวนจิตดวงที่ ๒ นั้น ก็เกิดชวนจิตดวงที่ ๓ ก็ทำ สังขารทั้งหลายให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งท่านเรียกว่า อนุโลมนี้เป็นนามเฉพาะแต่ละส่วน แห่งจติ เหล่านนั้ ”๘๖ ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถในการบรรลุถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วเมื่อไม่มีอุปสรรคที่ใดเป็น เครอื่ งขัดขวางต่อการสำเรจ็ มรรคผลอย่างใดอยา่ งหนึง่ แลว้ “...สงั ขารุเปกขาญาณแกก่ ลา้ มกี ำลังพอจะ ก่อให้เกิดอนุโลมญาณอินทรีย์ ๕ ย่อมดำเนินไปสมเสมอกัน คือ (๑) ศรัทธาที่มีกำลังทำให้จิตผ่องใส่ เป็นพิเศษ (๒) วิริยะที่ไม่ยิ่งหรือหย่อนไปกว่าสมาธิ (๓) สติที่กำหนดรู้เท่าทันอย่างชัดเจน (๔) สมาธิ ที่ต้ังมนั่ ในสภาวธรรมปัจจุบันไม่ซดั ส่าย (๕) ปญั ญา คอื สังขารเุ ปกขาญาณทป่ี รากฏชดั เจน”๘๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายไว้ในพุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยาย ความวา่ “...ญาณอนั เปน็ ไปโดยอนุโลมแก่การหยง่ั รอู้ ริยสัจจ์ คือเมื่อวางใจเปน็ กลางต่อสังขารท้ังหลาย ไม่พะวง และญาณกโ็ น้มนอ้ มแลน่ มุ่งตรงส่นู พิ พานแล้ว ญาณอนั คล้อยตอ่ การตรสั รอู้ ริยสัจ ยอ่ มเกิดขึ้น ในลำดบั ถัดไปเป็นข้ันสุดท้ายของวิปัสสนาญาณต่อจากอนโุ ลมญาณ ก็จะเกดิ โคตรภูญาณ ญาณครอบ โคตร คือ ญาณท่ีเป็นห่ัวตอ่ ระหวา่ งภาวะปุถุชน กับภาวะอรยิ บคุ คลมาคั่นกลาง แล้วจงึ เกดิ มรรคญาณ ให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไปโคตรภูญาณนี้ ท่านว่าอยู่ระหว่างกลางไม่จัดเข้าในวิสุทธิ ไม่ว่าข้อ ๖ หรือข้อ ๗ แตใ่ หน้ ับเข้าเป็นวิปสั สนาได้ เพราะอยู่ในกระแสของวปิ ัสสนา”๘๘ ๘๖ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๙๒๖. ๘๗ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วปิ สั สนานัยเล่ม ๒, หน้า ๓๔๗. ๘๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (กรุงเทพมหานคร: สหธรรมิก จำกดั , ๒๕๕๑), หน้า ๓๖๔.

๔๙ ๒.๗ ญาณทัสสนวสิ ุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนเป็นการเห็นแจ้งในมรรคญาณเป็นปัญญาชั้นสูงสุดของการ เจริญวิปสั สนาจนสามารถเห็นอริสัจท้ัง ๔ ครบถ้วนทั้งแตศ่ ีลวิสุทธิถงึ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินั้นรู้อริ สจั เพียงแค่ ๒ สัจจะ ร้ทู กุ ขสัจจกับสมุทัยสัจจ สวนญาณทัสสนวสิ ทุ ธิเป็นโลกุตตรวสิ ุทธิเพราะว่ารู้แจ้ง อรสัจจครบท้งั ๔ ดง้ั นัน้ วสิ ทุ ธทิ ัง้ ๗ จงึ เปน็ ปจั จัยส่งิ กนั และกนั ตามลำดับเปน็ เป้าหมายยังกาย ยงั วาจา ยงั ใจให้เขา้ ถึงซึ่งความบริสทุ ธหิ์ มดมดคือ “...ญาณในมรรค ๔ คือ โสดาปตั ติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตตมรรค ๑ เหล่านี้ เรียกชื่อว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ ในมรรคทั้งหลาย ๔ นั้น ความจริงขึ้นชื่อว่ากิจไรๆ อื่นที่โยคีผู้มีความปรารถนา จะบรรลุมรรคญาณที่ ๑ จะต้องท ำหามีไม่ เพราะว่ากจิ ใดซ่งึ เปน็ กจิ ทีโ่ ยคที ่านน้จี ะ ต้องทำ เม่อื ทา่ นทำวปิ ัสสนาซ่ึงมีอนโุ ลมญาณเปน็ ญาณสุดท้าย ให้บังเกิดขึ้น ก็ได้ทำกิจนั้น เรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับท่านผู้มีอนุโลมญาณบังเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว เมื่อ อนุโลมญาณแม้ทั้ง ๓ หรือ ๒ เหล่านั้น ได้ทำลายความมืด คือกิเลส ชนิดหนาๆ ที่ปิดบังอริยสัจจะอยู่ ให้อันตรธานไปตามสมควรแก่กําลังของตนๆ แล้วจิตของโยคีท่านนั้น ก็ไม่แล่นไปไม่ตั้งมั่น ไม่น้อมไป ไมข่ ้อง ไม่ติด ไมเ่ กาะ ในสังขารทง้ั ปวง แต่ถอยกลับ งอกลับ วกกลับ เหมอื นหยาดน้ำ กลอกกล้ิงกลับ จากใบบัวนิมิต คือสังขารที่เป็นอารมณ์ทั้งปวงก็ดี ความเป็นไปของสังขารที่เป็นอารมณ์ทั้งปวง ก็ดียัง ปรากฏโดยปลิโพธ คือสิ่งขัดขวางอยู่ในทันที เมื่ออารมณ์ คือ นิมิตและความเป็นไปของสังขารทุก ประการปรากฏโดยปลโิ พธอยนู่ ้นั ณ ตอนท้ายสดุ แห่งอาเสวนะ ๓ หรอื ๒ ครัง้ ของอนโุ ลมญาณโคตรภู ญาณทเ่ี ปน็ ญาณถึงยอดเป็นทสี่ ุดของวิปัสสนากเ็ กิดขน้ึ ทำนโิ รธ คือพระนิพพานอนั ปราศจากสังขารไม่ มนี มิ ติ ไม่มีความเปน็ ไปให้เป็นอารมณ์ขา้ มพ้นโคตรปุถุชน พน้ การเรียกว่าปถุ ุชน พน้ ภูมิปถุชนกา้ วลงสู่ โคตรพระอริยะสู่การเรียกขานว่าพระอริยะสู่ภูมิพระอริยะซึ่งเป็นการรําพึงถึงครั้งแรก คำนึงถึงเป็น คร้ังแรกคิดคำนงึ ถึงเป็นครั้งแรก ในอารมณ์พระนิพพานทำให้สำเร็จความเป็นปจั จัยของอริยมรรคโดย อาการ ๖ ประการ คือโดยอนันตรปัจจัย ๑ สมนันตรปัจจัย ๑ อาเสวนปัจจัย ๑ อุปนิสสยปัจจัย ๑ นัตถิปัจจัย ๑ และวคิ ตปัจจัย ๑ ไม่หวนกลบั มาอีกซึ่งเป็นญาณในการหวนกลับด้วยการออกจากสังขาร ภายนอกเรยี กว่า โคตรภูญาณ เพราะครอบงำความเกิดข้นึ ของสงั ขารทั้งหลาย เรยี ก ว่า โคตรภู เพราะ ครอบงความเป็นไปของสังขารเพราะครอบงความคับแค้นใจ เรียกว่า โคตรภูเพราะครอบงนิมิตคือ สงั ขารภายนอก เรยี กวา่ โคตรภู เพราะแลน่ ไปส่คู วามไมเ่ กิดข้ึนของสังขารเรียกวา่ โคตรภู เพราะแล่น ไปสู่ความไม่เป็นไปสู่ความไม่คับแค้นใจ สู่นิโรธ สู่พระนิพพาน เรียกว่า โคตรภู เพราะครอบงำความ เกิดขน้ึ ของสังขาร แลว้ แลน่ ไปสู่ความไม่เกดิ ขึ้น คือ พระนิพพาน”๘๙ ๘๙ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๑๑๓๑-๑๑๓๒.

๕๐ “...(๑) สีลวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์หมดจดเพราะอำนาจแห่งศีล (๒) จิตตวิสุทธิ์ ความ บริสุทธิ์หมดจดเพราะอำนาจแห่งสมาธิ (๓) ทิฏฐิวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์หมดจดเพราะอำนาจแห่ง ปัญญา ได้แก่ ญาณที่ ๑ คือ นามรูปปริจเฉทญาณเห็นรูปเห็นนาม (๔) กังขาวิตรณวิสุทธิ ความ บริสุทธิ์หมดจด เพราะข้ามพ้นความสงสัยเสียได้ ได้แก่ญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณ เห็น เหตุผลของรูปนาม (๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์หมดจด เพราะอำนาจแห่ง ปญั ญาท่รี ู้ทางถกู ทางผดิ แลว้ ละทางผิด ยดึ ทางถูกตอ่ ไปได้แกญ่ าณที่ ๓ อยา่ งแกเ่ ขา้ เขตญาณที่ ๔ อ่อน ๆ อยู่ในเขตของสมถกรรมฐาน (๖) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์หมดจด เพราะอำนาจแห่งปัญญาที่ก้าวหน้า ไปโดยลำดับๆนับตั้งแต่ญาณที่ ๔ ถึงญาณที่ ๑๒ คือ เห็น ความเกิดดับของรูปนาม ๑ เห็นเฉพาะความคนปีของรูปนาม ๑ เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว ๑ เห็นทุกข์โทษของรูปนาม ๑ เบื่อหน่ายรูปนาม ๑ หลุดพ้นจากรูปนาม ๑ หาทางหลุดพ้นตั้งใจ ปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง ๑ มีใจวางเฉยต่อรูปนาที่กำลังเกิดดับอยู่ ๑ เห็นโลก เห็น ความเกิดดับของโลก เห็นความดับไปของโลก และเห็นข้อปฏิบัติที่ให้ลุถึงความดับไปของโลก นั้น ๑ (๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ์ ความบริสุทธิ์หมดจดด้วยอำนาจแห่งปัญญาเป็นเครื่องรูป เครื่อง เห็น ไดแ้ ก่ มรรคญาณทั้ง ๔ คอื โสดาปตั ติมรรคญาณ ๑ สกทาคามมิ รรคญาณ ๑ อนาคามิมรรค ญาณ ๑ อรหัตตมรรคญาณ ๑”๙๐ ญาณทัสสนวิสทุ ธิ เป็นทัสสนะแหง่ หมดจดของความเหน็ แจ้งนอริมรรคท่เี กดิ ขึ้นตามลำดับ ขั้นตอนของอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นของจุดมุ่งหมายสูงสุดแห่งวิสุทธิต่อจากนั้นจะมี “...ความรู้ใน อริยมรรค ๔ หรือมรรคญาณนั่นเองซึ่งเกิดถัดจากโคตรภูญาณ เมื่อมรรคญาณเกิดแล้ว ผลญาณ ก็ เกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนัน้ ๆ ตามลำดบั ของแต่ละข้ันของความเป็นอรยิ บุคคล ความเป็น อริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้เป็นอันบรรลุที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการ ปฏบิ ัตธิ รรมในพระพุทธศาสนาท้ังหมดถัดจากบรรลุมรรคผลด้วยมรรคญาณและผลญาณแลว้ ก็จะเกิด ญาณอีกอย่างหนึ่งขึ้นพิจารณามรรคผล พิจารณากิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลืออยู่ และพิจารณา นิพพาน เรยี กชอ่ื ว่า ปจั จเวกขณญาณ”๙๑ ๑) โคตรภญู าณ ปญั ญาท่ีอยูต่ ามลำดับจะถึงอรยิ มรรคท่ีกำหนดอยู่ปัญญาที่ปุถุชนก้าวเข้า สูแ่ ดนอรยิ ชน และตดั โคตรแหง่ ปุถุชนโดยไมเ่ หลือ “...ในที่สดุ แหง่ อาเสวนะแห่งอนุโลมญาณ ก็จะเกิด โคตรภูญาณอันกระทำพระนิพพานซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีประวัตตะปราศจากสังขารเป็นนิโรธ ให้เป็น อารมณ์ข้ามพ้นโคตร ปุถุชน การนับเป็นปุถุชน ภูมิปุถุชนก้าวลงสู่โคตรอริยะ การนับเป็นอริยะ ๙๐ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธฺ ิ), คำบรรยายวิปสั สนากรรมฐาน, หนา้ ๗๘๓. ๙๑ เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๓๖๔.

๕๑ ภูมิอริยะ อันเป็นปฐมอาวัฏฏนะ ปฐมอาโภค ปฐมสมันนาหาระ ในอารมณ์คือพระนิพพาน ให้สำเร็จ ความเป็นปัจจัยโดยอาการ ๖ คือ อนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อาเสวนปัจจัย อุปนิสสยปัจจ นัตถิ ปัจจยั และวิคตปัจจยั แก่มรรคถงึ ยอดเปน็ ศีรษะของวปิ สั สนา ไม่เวียนกลบั มาอกี ”๙๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรคอธบิ ายโคตรภูญาณโดยอุปมาด้วยบรุ ุษดูฤกษ์นกั ษัตรโยคะ “...ความมดื คือ กิเลสอย่างหนาอย่างกลาง และอย่างละเอียดที่ปิดบังสัจจะไว้ เป็นเหมือนเมฆ์ทั้งหลาย ๓ ชนิด อนุโลมจิต ๓ ดวง เป็นเหมือนลม ๓ ระลอก โคตรภูญาณ เปรียบบุรุษผู้มีจักษุ พระนิพพานเปรียบ ประดุจดวงจันทร์ การกำจัดความมืด คือ กิเลสที่ปิดบังอริยาสัจจะออกไปของอนุโลมจิตดวงหนึ่ง ๆ เปรียบเหมือนการพัดพาเอาหมู่เมฆ ๓ ชนดิ ออกไปโดยลำดับของลมระลอกหนง่ึ ๆ เมอ่ื ปราศจากความ มืดที่ปิดบัง อริยสัจจะแล้วโคตรภูญาณก็เห็นพระนิพพานอันบริสุทธิ์ เปรียบเหมือนเมื่อท้องฟ้า ปราศจากหม่เู มฆแล้ว บุรษุ ผู้นัน้ กเ็ หน็ ดวงจันทรอ์ นั ผ่องใส”๙๓ ๒) มรรคญาณ เป็นปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนาที่ดำเนินไปตามวิถีของอินทรีย์ ในขณะที่จิตอยู่ในโคตรภูญาณได้เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ต่อจากโคตรภูญาณได้เอาพระนิพพาน เป็นอารมณ์ต่อจากน้ันมรรคจิตก็เกิดขน้ึ รบั เอาพระนิพพานที่โคตรภูจิตรบั แล้วเป็นอารมณ์ต่อไปท่ีเป็น มรรคญาณ “...ในลำดับต่อจากโคตรภจู ิต มรรคจิตย่อมเกิดขึ้น ๑ ครั้งรับเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ ปัญญาทเ่ี กิดรว่ มกบั มรรคจิตน้ีช่ือว่า มรรคญาณ และชอื่ วา่ ญาณทัสสนวสิ ุทธิ หลงั จากน้นั จึงเกดิ ผลจิต ๒ คร้งั เว้นบรกิ รรม รบั เอาพระนิพพานน้ันแหละเป็นอารมณ์ ส่วนผูม้ ีปัญญามากจะเกิดอนุโลมชวนจิต ๒ ครั้งแล้วเกิดผลจิต ๓ ครั้งต่อจากมรรค ในเวลาเข้า ผลสมาบัติ ผลชวนจิตย่อมเกิดได้มากไม่มี กำหนดปัญญาท่ีเกิดร่วมกับผลจติ ”๙๔ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ได้อธิบายไว้คำบรรยายวิปัสสนากรรมฐานว่า “...มรรคญาณ เป็นญาณท่ที ำลายกิเลสให้เป็นสมจุ เฉทปหาน คอื ละไดโ้ ดยเด็ดขาด ไม่มีวันจะกลับมา เกิดขึ้นได้อีกเลย เมื่อโคตรให้สัญญาแก่มรรคดับลงไปแล้ว มรรคก็ไม่ละสัญญาณนั้น เกิดขึ้นทำลาย โลภะ โทสะ ให้ขาดลงไป ท่านอุปมาไว้ว่า เหมือนนายขมังธนูคนหนึ่งให้บุคคลปักแผ่นกระดานไว้ ๑๐๐ ชั้น แล้วเอาผ้าพันหน้าผูกสอดลูกศรยืนอยู่ทีจ่ ักรยนต์ มีบุรุษคนหนึ่งหมุนจักรยนต์นั้น เมื่อแผ่น เป้าเข้ามาตรงหน้านายขมังธนู จึงเคาะไม่ให้สัญญานายขมังธนูก็ยิงลูกศรทันที จนทะลุกระดานท้ัง ๑๐๐ แผ่น การที่มรรคญาณไม่ละสัญญาอันโคตรภูญาณให้แล้ว กระทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ โลภะ โทสะ โมหะ ให้ขาดไป ดุจนายขมังธนูไม่ละสัญญาเคาะไม้ยิงกระดานให้ทะลุตั้ง ๑๐๐ แผ่น ทันที ฉะนั้น เมื่อผู้ปฏิบัติมีวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นมาโดยลำดับ ๆ นับตั้งแต่ญาณที่ ๑ คือ นามรูป ๙๒ พระพทุ ธโฆษจารยแ์ ละพระธัมมปาลมหาเถระ, วิสุทธมิ ัคคแ์ ละปรมตั ถมัญชสุ า, หนา้ ๙๓๕. ๙๓ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๑๑๓๔. ๙๔ เร่ืองเดียวกัน, หนา้ ๓๖๓.

๕๒ ปรจิ เฉทญาณ จนถึงญาณท่ี ๑๔ คอื มรรคญาณนี้ กิเลสจึงจะขาดไป ความสงสัยตา่ งๆ จึงจะหายส้นิ ไป หมดไปได้ ญาณนี้มีพระนิพพานเป็นอารมณ์เมื่อถึงญาณนี้โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗ ประการคือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๔ จะประชุมพร้อมกันอย่าง บรบิ ูรณ์”๙๕ ๓) ผลญาณ ญาณท่ีเกิดขึ้นตามลำดับเม่ือมรรคญาณท่ีได้ปรากฏขนึ้ แล้ว ผลญาณท่ีเกิดข้ึน ตามประเภทในผู้ปฏิบัติ “...ในลำดับแห่ง ปฐมมรรค ญาณนี้ ผลจิต ๒ หรือ ๓ ดวงซึ่งเป็นวิบากของ โสดาปตั ติมรรคจติ น้นั เอง ก็เกิดขนึ้ ความจรงิ วปิ ากจิตของโสดปัตติมรรคจิตน้ี พระผ้มู ีพระภาคก็ได้ตรัส ไว้วา่ สมาธิมานนตฺ รกิ ญฺญมาหุ ซ่งึ ปราชญท์ ัง้ หลายเรียกกันวา่ อานนั ตรกิ สมาธิ คือมรรคสมาธิซึ่งให้อริ ยผลในทันที และตรัสไว้ว่า ทนฺธํ อานนฺตริกํ ปาปุณาติ อาสวานํ ขยาย เพราะอินทรีย์ ๕ เหล่านี้อ่อน บุคคลผู้นั้นจึงบรรลุอานันตริกสมาธิ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ช้าดังนี้เป็นต้น เพราะ โลกุตตรกุศลท้ังหลายมีวบิ าก สืบเนื่องอยู่ในลำดับโดยแน่นอนแต่อาจารยท์ ัง้ หลาย บางพวกก็กล่าววา่ ผลจิต ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ ดวง เกิดขึ้น คำของอาจารย์ทั้งหลายพวกนัน้ ไม่ควรยึดถือ เพราะว่า โคตรภูญาณเกิดขึ้นในตอนสุดท้ายแห่งอาเสวนะของอนุโลมญาณเพราะฉะนั้น โดยกำหนดอย่างต่ำ ที่สุดโดยประการทั้งปวง ต้องมีอนุโลมจิต ๒ ชวนะ เพราะว่าอนุโลมจิตชวนะเดียว ยังไม่ได้อาเสวน ปจั จัย และ ๑ อาวัชชนวิถกี ็มี ๗ ชวนจิตเปน็ อย่างมากเพราะฉะนั้น โยคีทา่ นใดมีอนุโลมจติ ๒ อุปจาร และ อนุโลม ชวนจิตที่ ๓ ของโยคีทา่ นน้นั เป็นโคตรภู ชวนจติ ที่ ๔ เปน็ มรรคจติ มีผลจิต ๓ ชวนะ โยคี ท่านใดมีอนโุ ลมจิต ๓ บริกรรม อุปจาร และอนุโลม ชวนจติ ที่ ๔ ของโยคีทา่ นน้ันเป็นโคตรภูชวนจิตท่ี ๕ เปน็ มรรคจิต มผี ลจิต ๒ ชวนะเพราะฉะนั้นจึงกล่าวไว้ ข้างตน้ วา่ ผลจิต ๒ หรอื ๓ ดวงก็ เกิดขึ้น”๙๖ ๔) ปัจจเวกขณญาณ ความเห็นแจ้งในพระนิพพานด้วยมรรคญาณและผลญาณย่อม ย้อนกลับพิจารณาถึงกิเลสที่ถูกละและกิเลสที่ยงั ไม่ได้ละปญั ญาในการพิจารณากิเลสทั้งหลาย “...ผู้ท่ี เห็นประจักษ์พระนิพพานด้วยมรรคญาณและผลญาณแล้ว ย่อมกลับมาพิจารณามรรค ผล และ นิพพานที่ตนบรรลุแล้ว ผู้ที่มีความรู้หลักธรรมมักพิจารณากิเลสที่ถูกละและกิเลสที่ยังเหลืออยู่ ต่อจากนั้น ปัญญาที่เกิดร่วมกับการพิจารณาดังกล่าวชื่อว่า ปัจจเวกขณญาณ ดังคาถาสรุปในคัมภีร์ อภธิ ัมมตั ถสงั คหะว่า มคคฺ ํ ผลญฺจ นพิ พฺ านํ ปจจฺ เวกขฺ ติ ปณฺฑโิ ต หเี น กิเลเส เสเส จ ปจจฺ เวกฺขติ วา น วา บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่คนละได้แล้ว และที่ยัง เหลอื อยู่ คือ ที่ยังละไมไ่ ดก้ ็มบี ้าง”๙๗ ๙๕ พระธรรมธรี ราชมหามุนี (โชดก ญาณสทิ ฺธิ), คำบรรยายวปิ ัสสนากรรมฐาน, หนา้ ๖๓๘-๖๓๙. ๙๖ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีรว์ ิสทุ ธิมรรค, หนา้ ๑๑๓๕-๑๑๓๖. ๙๗ พระโสภณมหาเถระ (มหาสีสยาดอ), วปิ ัสสนานัยเล่ม ๒, หนา้ ๓๘๕.

๕๓ คัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้อธิบายได้ว่า “...ในขณะสุดท้ายของโสดาปัตติผลจิต จิตของพระ โสดาบันนั้นก็หยังลงสู่ภวังค์ แต่นั้น มโนทวาราวัชชนะก็ตัดภวังค์เกิดขึ้น เพื่อต้องการสำรวจดูมรรค ครั้น มโนทวาราวัชชนะนั้นดับแล้ว ชวนจิตในการกลับไปสำรวจดูมรรค ๗ ชวนะ ก็เกิดขึ้นโดยลำดับ ด้วยประการฉะน้ี แลว้ ตกลงสู่ภวังค์อีก แล้วชวนะท้ังหลายมี มโนทวาร อาวชั ชนะเปน็ ต้นก็เกดิ ข้นึ เพื่อ ย้อนกลับไปสำรวจดูผล เป็นต้น ตามนัยในการสำรวจดูมรรคนั้นนั่นแล ซึ่งพระอริยบุคคลท่านนี้จะ สำรวจทบทวนดูมรรค ๑ สำรวจทบทวนดูผล ๑ สำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ๑ สำรวจ ทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ยังเหลืออยู่ ๑ สำรวจทบทวนดูพระนิพพาน ๑ ด้วยการเกิดขึ้นของ ชวนจิต เหล่านั้นเพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้นสำรวจทบทวนดูมรรคว่า ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว ๑ จากนั้นก็สำรวจทบทวนดูผลว่า อานิสงส์ดังนี้ ข้าพเจ้าได้รับแล้ว ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทีล่ ะ ได้แล้วว่า กิเลสทั้งหลายชื่อนี้ๆ ข้าพเจ้าละได้แล้ว ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ต้องฆ่า ดว้ ยมรรค ๓ เบอ้ื งสงู วา่ กิเลสทงั้ หลายชื่อน้ี ๆ ของข้าพเจา้ ยังเหลืออยู่ ๑ และในทีส่ ดุ กส็ ำรวจทบทวน ดพู ระอมตนิพพานวา่ พระธรรม น้ีขา้ พเจ้าแทงตลอดโดยอารมณ์แล้ว ๑”๙๘ ๒.๘ สรุปสาระสำคัญ ความหมดจดของการปราศจากกิเลสอย่างละเลียดทางกาย จิตเป็นเหตุให้เกิดความ บริสทุ ธิ์แห่งปญั ญาท่นี ำไปสมู่ รรคผลนพิ พานโดยข้ันตอนแห่งวสิ ุทธิ ๗ คอื ๑) ศีลวิสุทธิ เจตนาที่งดเว้นจากความชั่วและทุจริต ในการสำรวมระวังที่จะไม่ประพฤติ ล่วงละเมดิ ทางกายทุจรติ วจที จุ ริต และมโนทุจรติ ปฏบิ ัติอยใู่ นสังวรศีลเป็นความบรสิ ทุ ธ์หิ มดจดในศีล ของตนที่เรียกว่าจตุปาริสุทธิศีล คือ ปาโมกขสังวรศีล อินทรีย์สังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจยสันนิ สสิตศีล คอื เจตนาทจ่ี ะงดเวน้ จากความชั่วและทุจริต สำรวมระวังในการทีจ่ ะไม่ลว่ งละเมดิ โดยการงด เว้นไมล่ ่วงละเมิดกายทจุ รติ ๓ วจีทุจริต ๔ และการงดเว้นจากมโนทุจรติ ๓ เรยี กว่าเป็นศีลวสิ ุทธิพร้อม ท้ังความสำรวมระวงั กาย วาจา ใจ เรยี กวา่ สงั วรศลี เปน็ การสำรวมระวังใหเ้ กดิ ความบรสิ ทุ ธิ์ ไดแ้ ก่จตุ ปารสิ ุทธิศลี ๒) จติ ตวิสทุ ธิ เปน็ จิตที่อันบริสุทธิส์ ะอาดหมดจดปราศจากโลภะ โทสะ โมหะนิวรณ์ธรรม ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองไม่สามารถทีเ่ กดิ ขึ้นได้ทุกขณะทีจ่ ติ กำลังปฏิบัตสิ มาธิเข้าไปเพ่งจนแนบแน่นใน อารมณ์กรรมฐาน อุปจารสมาธแิ ละอัปปนาสมาธิท่ีได้ในเวลาปฏิบตั ินน้ั เป็นสมาธขิ น้ั ต้นและจะใช้เป็น จุดตั้งตน้ ในประโยชนต์ อ่ การปฏิบตั ิใหไ้ ด้ผลดี เพราะมีสภาวะสำรวมควรรยู้ งิ่ ชื่อวา่ จิตตวสิ ทุ ธิ ๓) ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นความเห็นทีปรากฏขึ้นด้วยวิปัสสนาญาณโดยมีนามปริเฉทญาณเป็น ญาณที่กำหนดรู้รูปนาม เป็นปัญญาที่รู้เห็นรูปนามเป็นเพียงแค่รูปนามพร้อมทั้งละสมมติบัญญัติโดย ๙๘ เรื่องเดียวกัน, หนา้ ๑๑๓๗.

๕๔ ปราศจาก บคุ คล ตัวตน เราเขา ไม่มีความเหน็ ท่เี หน็ ตัวคนสิง่ ตา่ ง ๆ ท้ังหลายนนั้ เป็นเพยี งแค่สมมติข้ึน เท่านั้น เป็นแค่การบัญญัติขึ้นโดยตามความเป็นจริงแล้วมีแค่รูปนามขันธ์เท่านั้น คนที่ปฏิบัติได้ถึง สำเร็จญาณและปัญญาที่เห็นย่อมเข้าใจได้ว่ามนุษย์ทั้งหลายนั้นมีเพียงแค่ขันธ์ ๕ หรือรูป ตัว ตน บุคคล เรา เขา ไม่มีอยู่เป็นเพียงขันธ์ ๕ ประกอบรวมตัวกันไว้เท่านัน้ ความเห็นนี้เรียกว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เปน็ ความเห็นท่ีหมดจดความบรสิ ทุ ธิ์ของการเหน็ ทถ่ี กู ต้องในการปฏบิ ตั ิ ๔) กงั ขาวิตรณวิสทุ ธิ การพิจารณาลงไปถึงเหตุปจั จัยที่ได้แยกออกแล้วว่า กายกบั ใจแต่ละ อย่างนี้มีเหตุปัจจัยสร้างปรุงกันมาอย่างไรจึงมองเห็นลึกลงอีกว่า อวิชชา ตัณหาอุปาทาน กรรม อาหาร เหล่านี้เป็นต้น ในอดีตที่ล่วงผ่านมาแล้วนั้นรูปนามทุกๆ รูปนามมีเหตุและผลซึ่งกันและกัน อย่างที่กล่าวมา และรูปนามทั้งหลายนั้นยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ตลอดไปการที่จะสิ้นความสงสัยวา่ เดี๋ยวน้ี เราเป็นอะไร เคยเป็นเช่นไรมา และจะเป็นอะไรต่อไปในกาลครั้งหน้า หรือความสงสัยว่าเรามาจากที่ ใดจะไปสทู่ ่ใี ด ความสงสยั ต่างๆ เหล่านี้จะส้ินไปเพราะผูน้ ั้นได้รู้เหน็ ปัจจัยของรปู นามอย่างแจ้งชัด ๕) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปัญญาที่เข้าไปกำหนดรู้ลักษณ์ในธรรมทั้งหลาย เช่น รูป มีลักษณะเสื่อมสลายไปมีเวทนาในการเสวยอารมณ์เป็นความรู้เห็น ดังนี้ คือ ญาตปริญญาเป็นการ กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่ ส่วนปัญญาที่เป็นวิปัสสนาโดยมีไตรลักษณ์เป็นอารมณ์โดยการยกธรรม ทั้งหลายเหล่านัน้ ขึ้นสู่สามัญลกั ษณะโดยการพจิ ารณา รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง การพิจารณาเชน่ น้ี เรยี กวา่ ดีรณปริญญาณ แตว่ ิปัสสนาทมี่ ีไตรลกั ษณ์เป็นอารมณ์ เป็นไปดว้ ยการละความหมายรู้ความที่ รู้ว่าเที่ยง เป็นต้น ในธรรมทั้งหลายชื่อว่า ปหานปริญญา เป็นหนทางในการหมดจดอันบริสุทธิ์ในทาง แสงสวา่ งเป็นทางปฏบิ ตั ทิ ถ่ี ูกต้องการใส่ใจต่อส่ิงเหลา่ น้ีนน้ั ก็ไมใ่ ช่ทางปฏบิ ัติที่ถูกต้อง แต่การกำหนดรู้ รูปนามตามความเป็นจริงโดยไม่ใสใจสิง่ นั้นจึงเป็นทางปฏิบัติท่ีถูกต้องการเห็นเช่นนี้เรียกวา่ มัคคามัค ญาณทสั สนวิสทุ ธิ ๖) ปฏิปทาญาณทสั สนวิสุทธิ อารมณข์ องวิปัสสนา คอื ไตรลักษณใ์ นรูปนามเป็นตัวรู้ เม่ือ ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรจนวิปัสสนาเกิดปัญญาที่ปราศจากอุปปกิเลสจนถึงอนุโลมญาณจัดเข้าใน ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิรวมวิปัสสนาญาณไว้ถึง ๙ ญาณ ได้แก่ อุทยัพพยญาณที่ปราศจาก วิปัสสนูปกิเลส ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมมยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ สังขารุเปกขาญาณ และอนุโลมญาณ คือ เมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย ไม่พะวง และญาณก็ โน้มนอ้ มแลน่ มุ่ง ตรงส่นู พิ พานแล้ว ญาณอนั คลอ้ ยต่อการตรสั รู้อริยสัจ ยอ่ มเกดิ ขน้ึ ในลำดับถัดไปเป็น ขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณต่อจากอนุโลมญาณ ก็จะเกิดโคตรภูญาณ ญาณครอบโคตร คือ ญาณท่ี เป็นหัวต่อ ระหว่างภาวะปถุ ุชน กับภาวะอริยบคุ คลมาคั่นกลาง แล้วจึงเกิดมรรคญาณ ให้สำเร็จความ เปน็ อรยิ บุคคลต่อไปโคตรภูญาณนี้ อยรู่ ะหว่างกลางไมจ่ ัดเข้าในวิสุทธิ ไม่ว่าขอ้ ๖ หรอื ข้อ ๗ แต่ให้นับ เข้าเปน็ วิปสั สนาได้ เพราะอย่ใู นกระแสของวปิ สั สนา

๕๕ ๗) ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นปัญญาชั้นสูงสุดของการเจริญวิปัสสนาจนสามารถเห็นอริยสัจ ทั้ง ๔ ครบถ้วนดั้งแต่ศีลวสิ ุทธถิ ึงปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินั้นรู้อริสจั เพียงแค่ ๒ สัจจะ รู้ทุกขสัจจกับ สมุทยั สัจจ ส่วนญาณทัสสนวสิ ุทธิเปน็ โลกุตตรวิสุทธิเพราะว่ารู้แจ้งอริยสัจจ์ครบทงั้ ๔ ดงั้ น้ัน วิสุทธิทั้ง ๗ จึงเปน็ ปจั จัยสงิ่ กันและกนั ตามลำดับเป็นเปา้ หมายยังกาย ยังวาจา ยังใจให้เข้าถงึ จะสำรวจทบทวน ดูมรรค ๑ สำรวจทบทวนดผู ล ๑ สำรวจทบทวนดกู ิเลสทั้งหลายที่ละได้แล้ว ๑ สำรวจทบทวนดกู ิเลส ทัง้ หลายท่ยี งั เหลืออยู่ ๑ สำรวจทบทวนดูพระนพิ พาน ๑ ด้วยการเกิดข้นึ ของชวนจิตเหลา่ น้นั เพราะว่า พระอริยบุคคลท่านนั้นสำรวจทบทวนดูมรรคว่า ข้าพเจ้ามาด้วยมรรคนี้แน่แล้ว ๑ จากนั้นก็สำรวจ ทบทวนดูผลอานิสงส์ดังนี้ข้าพเจ้าได้รับแล้ว ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสที่ละได้แล้วว่า กิเลส ทั้งหลายชื่อน้ี ๆ ข้าพเจ้าละได้แล้ว ๑ จากนั้นสำรวจทบทวนดูกิเลสทั้งหลายที่ต้องฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องสูงว่า กิเลสทั้งหลายชื่อน้ี ๆ ของข้าพเจ้ายังเหลืออยู่ ๑ และในที่สุดก็สำรวจทบทวนดูพระอมต นพิ พานวา่ พระธรรมนี้ ขา้ พเจา้ แทงตลอดโดยอารมณ์แลว้ ๑

บทที่ ๓ หลกั วิปสั สนาภาวนาในคมั ภีร์วสิ ุทธมิ รรค วิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วสิ ุทธิมรรคนั้น เป็นหลักการศึกษาปฏิบัติธรรมชั้นสูงสุดของการ เจริญพจิ ารณากำหนดรู้อยูท่ ุกขณะถึงอาการท่ีเกดิ ขึน้ ของกาย วาจา จิตเป็นฐานของการเกิดแห่งกำลัง ความเพียรพยายามให้มีสติเป็นที่ดั้ง สัมปชัญญะ และสมาธิเพื่อกำจัดอภิชฌา โทมนัส เพราะผู้ที่จะรู้ แจ้งในรูปนามนั้น ต้องมีพื้นฐานหรือประสบการณ์ในการเจริญภาวนาในด้านนี้มาแล้ว แล้วจึงจะ สามารถรู้แจ้งรูปนามทั้งอรรถะและพยัญชนะที่พระวิปัสสนาจารย์ได้กล่าวอธิบายไว้ ความเข้าใจใน พระธรรมเทศนาดังกล่าวเรียกว่า ปัญญาที่รู้สภาวะธรรมชาติในกาย เวทนา จิต ธรรมตรงกับปัจจุบัน ตามความเปน็ จรงิ คือ รปู กบั นาม ดงั มีความหมายตอ่ ไป ๓.๑ แนวคิดเรื่องวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภรี ว์ สิ ทุ ธิมรรค แนวคิดของวิปัสสนาภาวนา เป็นหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาในการกำหนดรู้ด้วย ปัญญาอันบริสุทธิ์ของการปฏิบัติฝึกฝนจิตใจให้สะอาดหมดจดออกจากมลทินทั้งหลายมี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เพื่อการเข้าใจอย่างละเอียดชัดเจนเป็นแนวทางในการปฏิบัติประพฤติพรหมจรรย์ของ นกั ศกึ ษาตามลำดับ คือ “...ผู้มีทั้งรูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐานคล่องแคล่วเพียงพออย่างนี้ เมื่อแทงตลอดรู้ แจ้งเฉพาะ ณ ที่นี้ก่อน แต่เพียงเอกเทศของมหาวิปัสสนา ๑๘ ที่ตนพึงบรรลุโดยอาการทั้งปวง ด้วยสามารถปหานปริญญาเริ่มต้นแต่ ภังคานุปัสสนาญาณโดยลำดับขึ้นไปก็ละธรรมมีนิจจ สัญญา เปน็ ต้น ซึ่งเปน็ ปฏิปกั ษ์ของมหาวิปสั สนา ๑๘ น้นั ได้ ทเี่ รียกว่า มหาวิปสั สนา ๑๘ ได้แก่ ปัญญามีอนิจจานุปัสสนา เป็นต้น ซึ่งโยคี ๑) ทำอนิจจานุปัสสนาให้เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนือง ๆ ว่าไม่เที่ยงก็ละนิจจสัญญาได้ความสำคัญว่าเที่ยง ๒) ทำทุกขานุปัสสนาให้เกิดขึ้นปัญญาเห็น เนือง ๆ ว่าเป็นทุกข์ก็ละสุขสัญญาได้ความสำคัญว่าเป็นสุข ๓) ทำอนัตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้น ปัญญาเห็นเนือง ๆ ว่าไม่มีอัตตาก็ละอัตตสัญญาได้ความสำคัญว่ามีอัตตา ๔) ทำนิพพิทานุปัสส นาใหเ้ กิดขน้ึ ปัญญาเห็นเนือง ๆ ดว้ ยความเบอ่ื หน่ายก็ละนันทิได้ความเพลดิ เพลิน ๕) ทำวิราคา นปุ สั สนาให้เกดิ ขนึ้ ปญั ญาเหน็ เนอื ง ๆ ด้วยปราศจากความกำหนดั ก็ละราคะได้ความกำหนดั ๖) ทำ นโิ รธานุปัสสนาให้เกิดข้ึนปัญญาเหน็ เนือง ๆ ซ่งึ ความดบั ก็ละสมุทยั ได้ส่ิงทเี่ ป็นแดนเกิด ๗) ทำปฏินิสสัคคานุปัสสนาให้เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนือง ๆ ด้วยการสละทิ้งไปก็ละอาทานะได้ความ ยึดถือไว้ ๘) ทำขยานุปัสสนา ให้เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนือง ๆ ซึ่งความสิ้นไปก็ละฆนสัญญาได้

๕๗ ความสำคญั ว่าเปน็ ก้อน ๙) ทำวยานุปสั สนา ใหเ้ กดิ ขนึ้ ปัญญาเห็นเนือง ๆ ซงึ่ ความเสื่อมไปก็ละ อายตนะได้ความขวนขวาย ๑๐) ทำวิปริณามานุปัสสนา ให้เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนืองๆ ซึ่งความ แปรผันก็ละธุวสัญญาได้ความสำคัญว่ายั่งยืน ๑๑) ทำอนิมิตตานุปัสสนาให้เกิดขึ้นปัญญาเห็น เนือง ๆ ว่าไม่มีนิมิตก็ละนิมิตตะได้ความมีนิมิต ๑๒) ทำอัปปณิหิตานุปัสสนา ให้เกิดขึ้นปัญญา เห็นเนือง ๆ ว่าไม่มีที่ตั้งก็ละปณิธิได้ตัณหาเป็นที่ตั้ง ๑๓) ทำสุญญตานุปัสสนาใหเ้ กิดขึ้นปัญญา เห็นเนือง ๆ โดยความว่างเปล่า กล็ ะอภินิเวสะได้ความยดึ ม่ัน ๑๔) ทำอธิปัญญาธมั มวิปัสสนาให้ เกิดข้ึนวปิ ัสสนาในธรรม คอื ปัญญาอนั ยิ่งกล็ ะสารทานาภนิ ิเวสะไดค้ วามยึดมนั่ ด้วยการยึดถือว่า มีสาระ ๑๕) ทำยถาภูตญาณทัสสนะให้เกิดขึ้นความรู้ความเห็นตามเป็นจริงก็ละสัมโมหาภินิเว สะได้ความยึดถือด้วยความลุ่มหลง ๑๖) ทำอาทนี วานุปัสสนา ให้เกิดข้ึนปัญญาเห็นเนือง ๆ โดย ความเป็นโทษก็ละอาล ยาภินิเวสะได้ความยดึ ถือด้วยความอาลยั ๑๗) ทำปฏิสังขานุปัสสนาให้ เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนืองๆ ด้วยพิจารณาทบทวนก็ละอัปปฏิสังขา ได้ความไม่พิจารณาทบทวน ๑๘) ทำวิวัฏฏานุปัสสนา ให้เกิดขึ้นปัญญาเห็นเนือง ๆ ด้วยจิตถอยกลับก็ละสังโยคาภินิเวสะได้ ความยึดมน่ั ด้วยสงั โยค ในมหาวิปัสสนา ๑๘ นั้น เพราะเหตุท่ีได้เห็นสังขารทั้งหลายโดยทาง พระไตรลักษณ์มี อนิจจะ เป็นต้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงเป็นอันว่าโยคีท่านนี้ได้แทงตลอดอนิจจานุปัสสนา ทุกขานุปัสส นา และ อนัตตานุปัสสนาได้ ๓ มหาวิปัสสนา เพราะเหตุที่ท่านกล่าวไวแ้ ล้วว่า อนิจจานุปัสสนาใดกด็ ี และอนิมิตตานุปัสสนาใดก็ดีธรรม ๒ นี้มีความหมายเดียวกันพยัญชนะเท่านั้นต่างกัน อนึ่ง ทุกขา นุปัสสนาใดก็ดีและอัปปณิหิตานุปัสสนาใดก็ดีธรรม ๒ นี้มีความหมายเดียวกันพยัญชนะเท่านั้น ต่างกันอนัตตานุปัสสนาใดก็ดี และสุญญตานุปัสสนาใดก็ดีธรรม ๒ นี้มีความหมายเดียวกันพยัญชนะ เท่านั้นต่างกัน ดังน้ี เพราะฉะนั้นแม้อนิมิตตานุปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา และสุญญตานุปัสสนา เหล่านั้น ก็เป็นอันโยคีท่านนี้แทงทะลุด้วยส่วนอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ก็คือ วิปัสสนาแม้ทั้งปวง ยถาภูตญาณทัสสนะก็สงเคราะห์เข้ากับกังขาวิตรณวิสุทธินั่นเอง เพราะเหตุนี้ แม้อธิปัญญาธัมม วิปัสสนาและยถาภตู ญาณทัสสนะทั้ง ๒ น้กี เ็ ป็นอนั โยคี ท่านนี้แทงทะลุแลว้ เหมือนกนั ในวิปัสสนาญาณทั้งหลายทีเ่ หลอื จากที่กล่าวถึงนี้อีก ๑๐ มีนิพพิทานปัสสนาเป็นต้น บาง ญาณก็แทงทะลุโดยเอกเทศแล้ว บางญาณก็มิได้แทงทะลุเราจักทำการจําแนกวิปัสสนาญาณทั้งหลาย เหล่าน้ันใหแ้ จม่ แจ้งขา้ งหน้าเพราะวา่ คําท่ีข้าพเจา้ กล่าวไวแ้ ลว้ ว่า โยคที า่ นน้ันเป็นผมู้ ีทั้งรูปกัมมัฏฐาน และอรูปกัมมัฏฐาน คล่องแคล่วอย่างนี้เมื่อแทงตลอดรู้แจ้ง เฉพาะ ณ ที่นี้ก่อน แต่เพียงเอกเทศของ มหาวิปัสสนา ๑๘ ที่ตนพึงบรรลุโดยอาการทั้งปวง ด้วยสามารถปหานปริญญาเริ่มต้นแต่ภังคานุปัสส นาญาณโดยลำดับ ขึ้นไปก็ละธรรมซึ่งเป็นปฏิปักษ์ของมหาวิปัสสนา ๑๘ นั้นได้ นี้ข้าพเจ้า หมายถึง

๕๘ วิปัสสนาญาณซึ่งโยคีท่านนี้แทงตลอดแล้วน่ันเอง”๑ และปฏิบัติไปตามแนวคดิ ของวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ คอื ๑) โอภาส เป็นวิปัสสนาท่ีเกดิ ขน้ึ ต่อการปฏิบัติ “...เมอ่ื วิปัสสโนภาสนั้นเกิดขน้ึ โยคาวจรก็ คิดว่า แสงสว่างเห็นปานไม่เคยเกิดขึ้นแก่ฉันในกาลก่อนแต่นี้เลยหนอ ฉันเป็นผู้บรรลุมรรคแล้ว ฉัน เป็นผบู้ รรลุผลแลว้ เปน็ แน่ แล้วถอื เอาสิง่ มิใชม่ รรคนั่น มรรค และถือเอาสงิ่ มิใช่ผล ผลเม่อื โยคาวจรน้ัน ถือเอาสิ่งที่มิใช่มรรคว่า มรรค สิ่งที่มิใช่ผลว่า ผล วิถีของวิปัสสนาก็ชื่อว่ า ก้าวออกไปนอกทาง โยคาวจรนั้นก็ละทิ้งมูลกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานเดิมของตน แล้วนั่งชื่นชมโอภาสอนั้นอยู่ สำหรับ พระภิกษุบางท่านโอภาสเกิดขึ้นส่องสว่างเพียงฐานบัลลังก์เท่านั้น สำหรับบางท่านส่องสว่างตลอด ภายในห้อง สำหรับบางท่านส่องสว่างภายนอกห้องด้วย สำหรับบางท่านส่องสว่างไปทั่ววิหารทั้งส้ิน สำหรับบางท่านส่องสว่างไปตลอดคาวุตตลอดครึ่งโยชน์ตลอด ๑ โยชน์ ตลอด ๒ โยชน์ ตลอด ๓ โยชน์ สำหรับบางท่านโอภาสนั้นทำให้สว่างเป็นอันหนึง่ อันเดยี วกัน ตั้งแต่พื้นปฐพีขึ้นไปถึงพรหมโลก ชั้นอกนิฏฐ์ แต่ของพระผู้มีพระภาคเกิดขึ้นส่องสว่างไปตลอด ๑๐,๐๐๐ โลกธาตุ ในการประมาณ แตกตา่ งกันของโอภาสน้ัน”๒ ๒) ญาณ ที่เป็นความรู้ของวิปัสสนานั้น คือ “ญาณอันคมกล้าเฉียบแหลมยิ่งมีกําลังอัน อะไร ๆ กําจัดไม่ได้ดังวชิราวุธของพระอินทร์ที่ปล่อยออกไปแล้ว ฉะนั้น ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีนั้นผู้ยัง อุทยพั พยญาณใหถ้ ึงจดุ สุดยอดกําลังพินิจ พจิ ารณารูปธรรมและอรปู ธรรมอยู่ ๓) ปีติ ความอิ่มใจในวปิ ัสสนา ๕ อย่าง คือ ขุททิกาปีติ ขณิกาปีติ โอกกันติกาปีติ อุพเพง คาปีติ ผรณาปตี ิ ยอ่ มเกดิ เตม็ ทัว่ สรีระแกโ่ ยคีน้ัน ๔) ปสั สทั ธิ ไดแ้ ก่ วปิ ัสสนาปัสสัทธิ ความระงับกายใจในวิปสั สนา การกระวนกระวายแห่ง กายและจิตกย็ ่อมไม่มีเลยแกโ่ ยคีนนั้ ผนู้ ัง่ ในทพ่ี ักกลางคืนหรือในท่ีพักกลางวัน ความหนกั ก็ไม่มี ความ กระดา้ งก็ไม่มี ความไม่ควรแก่การก็ไม่มี ความเป็นไข้ก็ไมม่ ี ความโกงก็ไม่มี ก็โดยท่ีแท้กายและจิตของ โยคีนั้นย่อมระงับเบาอ่อน ความแก่การแจ่มใส ตรงอย่างเดยี ว โยคีนั้นมีกายและจติ อนั ธรรมมปี สั สทั ธิ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคทรงตรัสไว้ว่า ความยินดีอันไม่ใช่ของมนุษย์ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไปสู่สุญญา คาร ผู้มีจิตสงบเห็นแจ้งอยู่ซึ่งธรรมโดยชอบย่อมพิจารณาความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ ๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๑๐๕๒-๑๐๕๔. ๒ เรื่องเดียวกนั , หน้า ๑๐๖๒.

๕๙ ทั้งหลาย ทางรูปขันธ์หรือทางอรูปขันธ์ใด ๆ ย่อมได้ปีติและปราโมทย์ ปีติและปราโมทย์นัน้ เป็นอมตะ ของทา่ นผู้รู้ท้ังหลาย”๓ ๕) สุข คือ “ความสุขประกอบด้วยวิปัสสนา คือความสุขอันประณีตยิ่งเกิดขึ้นท่วมท้นไป ในสรีรกายทั้งสิ้น”๔ “สุขทางใจอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาจิต เพราะกายทั้งหมดย่อมเป็นสภาพอันรูป ทั้งหลายอันประณีตยิ่ง ซึ่งตั้งขึ้นแต่สุขทางใจนั้น สัมผัสโดยรอบและเพิ่มพูนโดยรอบแล้วจึงแผ่ไปทั่ว รา่ งกาย”๕ ๖) อธโิ มกข์ “ ...ไดแ้ ก่ ศรทั ธา ไม่ใช่อธิโมกข์ท่ีเปน็ เยวาปนกเจตสิก ศรทั ธาน้ันเป็นไปด้วย อำนาจการเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม หรือด้วยอำนาจการเชื่อพระรัตนตรัยหามิได้ เป็นเหตุผ่องใส เกนิ เปรยี บแก่สัมปยตุ ตธรรมทง้ั หลาย ด้วยปราศจากความขนุ่ มัวคือกิเลสดว้ ยเหตนุ นั้ ศรัทธาที่สัมปยุต กับวิปัสสนาย่อมเกดิ ข้ึนดังน้ี”๖ ๗) ปัคคาหะเป็น “วิริยะ คือ ความเพียร เพราะความเพียรที่สมั ปยตุ ด้วยวิปสั สนาน่ันเปน็ ความเพียรที่ไม่หย่อนเกินไปไม่ตึงเกินไปประคับประคองไว้เป็นอย่างดีก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ”๗วิริยะที่ เป็นไปสม่ำเสมอพร้อมแล้วด้วยกําลงั ภาวนาที่เกิดขึ้นก่อนปัคคหะ เพราะประคองจากโกสัชชะซึ่งเป็น ฝักฝ่ายแห่งสงั กเิ ลส๘ ๘) อุปัฏฐานะคือ “...สติ เพราะสติที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนานั่น เข้าไปตั้งอยู่อย่างดี มั่นคง ฝังลึก ไม่หวั่นไหว ประหนึ่งภูเขาหลวงเกิดขึ้นแก่โยคีนั้น โยคีท่านนั้นรําพึงถึงรําลึกถึง ท ำในใจถึง เจาะจงนึกเหน็ ซง่ึ ฐานะใดๆ ฐานะนนั้ ๆ กล็ ิ่วแลน่ เข้าไปตง้ั อยดู่ ว้ ยสตแิ กโ่ ยคนี ้ัน ประหนึง่ ปรโลกปรากฏ แกท่ ่านผมู้ ีทพิ ยจักษ”ุ ๙) อุเบกขา คือ “ทั้งวิปัสสนูเปกขาและทั้งอาวัชชนูเปกขา ซึ่งมีความเป็นกลางในสังขาร ทั้งปวง ทั้งอาวัชชนูเปกขาในมโนทวารก็มีกําลังเกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ความจริงเมื่อโยคีนั้นรําพึงถึงฐานะ ๓ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หน้า ๘๐๙-๘๑๐. ๔ เรื่องเดยี วกัน, หนา้ ๑๐๖๖. ๕ อา้ งแลว้ . ๖ พระพทุ ธโฆสเถระ, วิสุทธิมคั ค์และปรัตถมัญชุสา ภาค ๓. แปลและเรยี บเรยี งโดย อาจารยส์ ริ ิ เพ็ชร ไชย, หนา้ ๘๑๓. ๗ พระพทุ ธโฆสเถระ, คัมภรี ว์ สิ ุทธมิ รรค, หน้า ๑๐๖๖. ๘ เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๘๑๓.

๖๐ นั้นๆ อยู่อุเบกขานั้นก็ดำเนินอย่างแก่กล้าแหลมคมประดุจดังวชิระของพระอินทร์ที่ทรงซัดออกไป และประดจุ ดังลูกศรทเ่ี ผารอ้ นแลว้ ยงิ ไปในกองใบไม้”๙ ๑๐) นิกันติ คือ “...วิปัสสนานิกันติ ความใคร่ในวิปัสสนาเพราะว่า นิกันติมีอาการสงบ สุขุมก็เกิดขึ้นแก่โยคีนั้น ทำความอาลัยอยู่ในวิปัสสนาอันประดับด้วยอุปกิเลสมีโอกาสเป็นต้น ด้วย ประการดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นความใคร่ที่ใครๆ ไม่สามารถแม้แต่กำหนดรู้ได้ว่าเป็นกิเลส เมื่อโอภาส เกดิ ขึน้ โยคาวจรยึดถอื อย่ฉู นั ใด เมือ่ อปุ กเิ ลสท้ังหลายอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งเกิดข้ึนก็ฉันนัน้ โยคาวจรคิดว่า ในกาลก่อนแต่ญาณเห็นปานนี้ ไมเ่ คยเกดิ ขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ปีติ ปัสสัทธิ สขุ อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติ เห็นปานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้ามาก่อนเลย ข้าพเจ้าเป็นผู้บรรลุมรรค แลว้ ขา้ พเจ้าเปน็ ผบู้ รรลผุ ลแล้วแนน่ อน แล้วยึดถอื ส่ิงท่มี ิใชม่ รรคนัน่ แหละว่าเปน็ มรรค ยดึ ถอื สง่ิ ที่มิใช่ ผลน่นั แหละว่าเปน็ ผล เม่อื โยคาวจรนั้นยึดถือสิ่งมิใช่มรรคว่าเป็นมรรค ส่ิงมใิ ช่ผล ว่าเป็นผล วิปัสสนา วถิ กี ช็ ่อื ว่ากา้ ว ออกนอกทางไปแลว้ โยคาวจรน้ันกล็ ะทิง้ กัมมัฏฐานเดิมของตนเสยี แล้วนั่งชื่นชม พอใจ นิกันตอิ ยอู่ ยา่ งเดยี ว”๑๐ สรุปแนวคิดเรื่องวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคคือ ไปตามมหาวิปัสสนา ๑๘ ที่ตน พงึ บรรลโุ ดยอาการทัง้ ปวงดว้ ยสามารถปหานปรญิ ญาเร่ิมต้นแต่ ภงั คานุปัสสนาญาณโดยลำดับขึ้นไปก็ ละธรรมมีนจิ จสญั ญาเป็นต้น ซง่ึ เป็นปฏิปกั ษ์ของมหาวิปัสสนา ๑๘ น้นั ไดท้ ่เี รียกวา่ มหาวิปัสสนา ๑๘ และปฏิบัตไิ ปตามแนวคดิ ของวปิ สั สนปู กิเลส ๑๐ คือ โอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุขคอื อธโิ มกข์ ปัคคา หะ อปุ ัฏฐานะ อุเบกขา นกิ ันติทเ่ี ป็นหุนทางของการปฏิบัตเิ พือ่ เข้าถงึ แสงสวา่ งแห่งการบรรลุธรรม คือ ปญั ญาอนั บรสิ ุทธ์ิ ๓.๒ ความหมายของวปิ สั สนาภาวนาในคัมภรี ์วิสทุ ธมิ รรค วิปัสสนาภาวนา เป็นการเจริญเพื่อความเห็นแจ้งของธรรมชาติที่แท้จริงของรูปนาม ทัง้ หลาย ไมว่ า่ จะรปู ในอดตี ปัจจุบันอนาคต หรอื รูปนามภายนอกภายในก็ตามจัดเปน็ การฝึกอบรมทา ด้านจิตใจที่ตั้งของความเจริญอุตสาหะความเพียรพยายามปฏิบัติเพื่อตั้งอยู่ในความสุขพิเศษที่เรา เรียกว่าฌาน และมรรคผลเป็นหนทางสู่ความเห็นแจ้งตามหลักธรรมชาติของการภาวนาวิปัสสนา “...นรชน ได้แก่สัตว์มีปญั ญา คือมีปัญญาในติเหตกุ ปฏิสนธิอันเกิดแต่กรรมยังสมาธิจิต และปัญญาให้ เจริญอยู่ คือ ยังสมาธิและวิปัสสนาปัญญาให้เกิดอยู่ สมาธิทรงแสดงด้วยจิต ส่วน วิปัสสนาทรงแสดง โดยปัญญามีความเพียร คือ มีความพยายาม จริงอยู่วิริยะเรียกว่า อาตาปะ เพราะอรรถว่าเผากิเลส ๙ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พค์ รัง้ ที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัท ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หน้า ๑๐๖๖. ๑๐ เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๑๐๖๗.

๖๑ ทั้งหลายให้เร่ารอ้ นความเพียรนั้น มีอยู่แก่นรชนนั้นเหตุนั้น นรชนนั้นจึงชื่อว่า อาตาปีแปลว่า มีความ เพียรมปี ัญญาเครอ่ื งบรหิ าร ผู้ประกอบดว้ ยปัญญามาถงึ ๓ วาระ ใน ๓ วาระน้นั วาระแรกได้แก่ สชาติ ปญั ญา วาระที่ ๒ ได้แก่ วปิ ัสสนาปัญญา วาระที่ ๓ ได้แก่ ปาริหารกิ ปัญญา อันกำหนดนําไปซ่ึงกิจการ ทง้ั ปวงเปน็ ภิกขุผใู้ ดเห็นภัยในสงสาร ผู้นนั้ ชื่อวา่ เปน็ ภกิ ขุจะพึงถางรกชฏั อนั นเี้ สยี ได้ นรชนน้ันเป็นภิกขุ ประกอบดว้ ยธรรม ๖ ประการ คอื ดว้ ยศีลนี้ ๑ ด้วยสมาธทิ ่ีทรงแสดงด้วยหวั ข้อว่าจติ นี้ ๑ ด้วยปัญญา ๓ อย่างนี้ ๑ ดว้ ยความเพียรนี้ ๑ ยืนอยูบ่ นแผ่นดนิ คือศีลยกข้ึนซ่งึ ศัสตรา คอื วปิ ัสสนาปัญญาทล่ี ับแล้ว ด้วยหนิ คอื สมาธิ ดว้ ยมอื คอื ปารหิ าริกปญั ญาซึ่งมีกําลงั คือความเพยี รชว่ ยประคองแลว้ จะพึงถาง จะพึง ตดั จะพงึ ทำลายซง่ึ รกชฏั คอื ตัณหาอนั ตกไปในสนั ดานของตนนนั้ เสียได้แม้อย่างสน้ิ เชิง เหมือนอย่าง บรุ ุษยนื อยู่ บนแผน่ ดนิ แล้วเออ้ื ง่าศสั ตราทลี่ ับดแี ล้วขน้ึ จะพงึ ถางกอไผ่ขนาดใหญไ่ ดฉ้ ะนน้ั ในขณะแห่ง มัคคญาณ ภิกขุนี้ถางรกชัฏในขณะแห่งผลญาณ ชื่อว่าถางรกชัฏเสร็จแล้ว ย่อมสำเร็จเป็นทักขิเณยย บุคคลชั้นยอดของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า นรชนผู้มีปัญญาเป็น ภิกขุ มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหารตัง้ ตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่เธอจะ พึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้ ภิกษุนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้มีปัญญาด้วยปัญญาใดในพระพุทธนิพนธ คาถานั้น กิจที่ภิกษุนั้นจะต้องทำในปัญญาหามีไม่ เพราะว่า ปัญญาสำเร็จแก่เธอด้วยอานุภาพแห่ง กรรมเก่ามาก็แหละอันโยคีบุคคลนั้นพึงตั้งตนไว้ในศีลแล้วพึงเจริญสมถะและวิปัสสนาซึ่งตรัสไว้ด้วย สามารถแห่งจิตและปญั ญา โดยกระทำติดต่อกันไปด้วยสามารถแห่งความเพียรที่ตรัสไว้แล้ว ผู้มีความ เพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร และโดยกระทำความรู้แจ้งชัดด้วยสามารถแห่งปัญญา”๑๑ ไปตามหลัก ของวิปัสสนา และนักวิชาการที่เชี่ยวชาญได้กล่าวต่อว่า “ความเห็นแจ้งคือเห็นตรงต่อความเป็นจริง ของสภาวธรรม ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้ การฝึกอบรม ปญั ญาให้เกดิ ความเหน็ แจ้งรู้ชดั ภาวะของสิง่ ท้ังหลายตามท่มี ันเปน็ ”๑๒ วิปัสสนาภาวนา คือ “...การพิจารณาสังขารให้เกิดความเห็นแจ้งเข้าใจชัดรู้จักมองสิ่ง ทั้งหลายตามสภาวะที่เป็นจริงซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่าวิปัสสนานั้น เป็นส่วนสาระสำคัญของการตรัสรู้หรือ บรรลุมรรคผล ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นสมถยานิกหรือ วิปัสสนายานิก ไมว่ า่ จะเป็นวิธปี ฏิบตั แิ บบใดในวธิ ีทั้ง ๔ มี สมถปพุ พงั คมวิปัสสนา และวปิ สั สนาปุพพัง คมสมถะ เปน็ ต้น จะต้องผา่ นการปฏิบัตสิ ว่ นนี้ท้งั สิ้น สำหรับวิปัสสนายานกิ การพจิ ารณาเช่นนี้จะเร่ิม ขึ้นตั้งแตแ่ รกปฏิบัติ แต่สำหรบั สมถยานิก การพิจารณาน้จี ะเป็นส่วนต่อท้ายหรือครอบยอดของสมถะ ๑๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หน้า ๕-๖. ๑๒ พระพรหมคุณาภรณ์, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๗ (กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๔), หน้า ๓๗๓.

๖๒ ถ้าเทียบกับข้อความในหลักมาตรฐานด้านสมถะที่ผ่านมาแล้ว การพิจารณาหรือวิปัสสนาที่กล่าว ตอ่ ไปน้ี กค็ อื ส่วนขยายของข้อความท่ีท่านบรรยายไวส้ ั้นๆ วา่ เพราะเห็นดว้ ยปัญญา อาสวะทั้งหลายก็ หมดสิ้นไปพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นส่วนของปัญญาวิมุตติ วิปัสสนานี้แสดงออกยักเยื้องได้เป็นหลาย อย่างหลายแนว ในบาลีเท่าที่พบ มีบรรยายไว้เป็นสำนวนแบบหลายสำนวนก่อนที่จะศึกษาสำนวน แบบเหลา่ นนั้ ”๑๓ หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ ได้กล่าวถึงการเจริญวิปัสสนาว่า “...การประกาศความจริงใหใ้ จ ได้รู้เห็น ให้เป็นไปตามไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช้ปัญญาพิจารณาให้เป็นไปตามเหตุ ปัจจัยนั้น ๆ เหตุปัจจัยเป็นไปในความไม่เที่ยง เหตุปัจจัยเป็นไปในความทุกข์ เหตุปัจจัยเป็นไปใน อนัตตา มีสติปัญญาพิจารณารอบรู้ตามความเป็นจริงในสิ่งนั้น ๆ ให้ชัดเจนมีผลรองรับให้ใจยอมรับ ความจริงนั้น ๆ เป็นอุบายให้ใจได้ถอนตัวออกมาจากความเห็นผิด ให้ใจได้ถอนตัวออกจากความยึด มั่นถือมั่นในธาตุขันธ์ว่าเป็นอัตตาตัวตน การเจริญวิปัสสนาก็คือ การประกาศความจริงให้ใจได้รู้เห็น ตามความเป็นจริง เมื่อใจได้รู้เห็นตามความเป็นจริงเมือไร ใจก็ละวางจากความยึดมั่นถือมั่นในสิงนั้น ท”ี ๑๔ วิปสั สนาในขุททกนิกาย ปฏสิ มั ภทิ ามรรค ให้ความหมายไว้ คือ “...ปญั ญาในการพิจารณา อารมณแ์ ล้วเหน็ ความดับ ชื่อวา่ วิปัสสนาญาณ คอื จติ มรี ูปเป็นอารมณเ์ กิดข้นึ แลว้ ย่อมดับไป ผู้ปฏิบัติ พจิ ารณาอารมณน์ ้ันๆ แล้วเห็นการดับไปแห่งจิตนนั้ พจิ ารณาเห็นโดยความไม่เทยี่ ง พิจารณาเห็นโดย ความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายย่อมไม่ยินดี ย่อมคลาย กำหนัด ทำราคะให้ดับ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็น ความเปน็ ทกุ ข์ ย่อมละสขุ สญั ญาได้ เม่อื พจิ ารณาเห็นความเปน็ อนตั ตา ยอ่ มละอัตตสญั ญาได้”๑๕ สรุปความหมายของวปิ ัสสนาว่า เปน็ การเห็นแจง้ ที่เกิดข้ึนมาจากการศึกษาปฏบิ ัติให้เจริญ ในหลักธรรมชาติ คือปญั ญาทรี่ ู้แจ้งตลอดสภาวธรรมตามความเป็นจริง ซ่ึงเกดิ จากการกำหนดรูปนาม ที่เกิดขึ้นตามทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจจนเกิดความรู้ชัดเจนรูปนามที่เป็นปรมัตถ์ และลักษณะ ของความไม่เท่ยี ง ทุกข์ และไมใ่ ช่ตวั ตนที่เกิดจากกาปฏิบตั ิตามลกั ษณข์ องวิปสั สนาภาวนา ๑๓ พระพรหมคุณาภรณ์, พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั สหธรรมกิ จำกดั , ๒๕๕๑), หนา้ ๓๔๓. ๑๔ หลวงพ่อทลู ขิปฺปญฺโญ, สัมมาทิฆฐิ, (กรุงเทพมหานคร: บริษทั อมรินทร์พร้นิ ติง้ แอนดพ์ บั ลิชชิ่ จำกดั มหาชน, ๒๕๕๒), หนา้ ๑๓๖-๑๓๗. ๑๕ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๕๑/๘๒–๘๓.

๖๓ ๓.๓ ความสำคัญของวปิ ัสสนาภาวนาในคัมภรี ์วิสทุ ธิมรรค หลักการศึกษาทางพระพุทธศาสนาให้พุทธบริษัทที่เข้าสู่หลักธรรมวินัย ต้องอาศัยการ กำหนดอารมณ์ของวิปัสสนา ซึ่งเป็นธรรมทีเ่ ปน็ พื้นฐานของการปฏิบัตวิ ิปสั สนาภาวนาอันเป็นภูมิแหง่ ปัญญาของการเจริญวิปัสสนานั้น จะต้องมีรูปและนามเป็นอารมณ์ หรือวิปัสสนาภูมิในการเจริญ วิปัสสนาก็ต้องกำหนดรู้อยู่ที่รูปนามมีสภาพไม่เที่ยงเป็นทุกข์ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ที่เราเรียกว่า อนัตตา วิปัสสนาภูมิ คือ ความรู้เบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดของวิปัสสนาไม่ใช่เป็นเพียงแต่เริ่มต้น แต่เป็นถึงที่สุดวิปัสสนาภูมิจึงมีความสำคัญในการเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นหนทางจิตลำดับจิตใน วิธีการเจริญจิตทั้งหมด ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายถึงภูมิของปัญญาว่าธรรมทั้งหลายอันแยก ออกเป็น รปู ขนั ธ์ อายตนะ ธาตุ อนิ ทรยี ์ สจั จะ และปฏจิ จสมปุ บาท เป็นภมู ขิ องปัญญา คอื ๓.๒.๑ ขันธ์ ๕ คือ “...ธรรมชาติที่มีความสลายไป โทรมไป เพราะปัจจัยที่เป็นข้าศึก ทั้งหลาย มีหนาวเป็นต้นเป็นลักษณะทุกอย่างพึงทราบว่า รูปขันธ์เพราะรวมธรรมชาติทั้งปวงนั้นเข้า ดว้ ยกัน ธรรมชาติน้ี แมเ้ ป็นอย่างเดยี ว โดยลักษณะ คือ ความสลายไป ในขนั ธ์ ๕ คอื ๑) รูปขันธ์ แยกเป็น (๑) ภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ ๑ อาโปธาตุ ๑ เตโชธาตุ ๑ และวาโย ธาตุ ๑ ลักษณะรส คือ กิจ ปัจจุปัฏฐาน คือ ผลของธาตุ ในจตุธาตุววัฏฐานแต่โดยปทัฏฐาน คือ เหตุ ใกล้ธาตุทุกอย่างต่างก็มีธาตุที่เหลืออีก ๓ อย่าง เป็นปทัฏฐาน (๒) อุปาทายรูปมี ๒๔ คือ ตา หู จมูก ลน้ิ กาย รูป เสยี ง กล่ิน รส อิตถินทรีย์ ปรุ ิสนิ ทรยี ช์ ีวติ นิ ทรยี ์ หทยวตั ถุ กายวญิ ญัติ วจีวิญญัติ อากาศ ธาตุ รูปัสสะ ลหุตา ความเบาแห่งรูป รูปัสสะ มุทุตา ความอ่อนแห่งรูป รูปัสสะ กัมมัญญตา ความ คลอ่ งแหง่ รปู รูปสั สะ อุปจยตา ความเติบขึน้ แหง่ รูป รูปสั สะ สันตติ ิ ความสบื ต่อแห่งรปู รูปัสสะ ชรตา ความทรดุ โทรมแหง่ รปู รปู ัสสะ อนจิ จตา ความไม่ย้ังยนื แห่งรูป และกวชิงการาหาร”๑๖ ๒) เวทนาขันธ์ “...เวทนาขันธ์ เพราะรวมธรรมชาติท่มี ีการเสวยรสอารมณเ์ ป็นลักษณะ สิ้นทุกอย่างเข้าด้วยกันธรรมชาติที่มีการเสวยรสอารมณ์เป็นลักษณะ ก็คือเวทนานั่นเอง ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า อาวุโส เพราะเหตุที่ธรรมชาตินั้นย่อมเสวยรสอารมณ์ ย่อมรู้สึกสุขทุกข์ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่าเวทนา ตามสภาพก็มีอย่างเดียว โดยลักษณะ คือ เสวยรสอารมณ์ เมื่อโดย ชาติ มี ๓ คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต ในเวทนา ๓ เวทนาที่สัมปยุตด้วยกุศลวิญญาณที่กล่าวไว้ โดยนัยวา่ กามาวจรวญิ ญาณมี ๔ โดย ต่างแห่งโสมนัส อุเบกขา ญาณ และสังขาร ดงั นเี้ ป็นต้น จดั เป็น กุศลเวทนา ที่สัมปยุตด้วยอกุศลวิญญาณก็จัดเป็นอกุศลเวทนาที่สัมปยุตด้วยอัพยากฤตวิญญาณ จัดเป็นอัพยากฤตเวทนา และเวทนา ๕ เวทนานั้นเมื่อแยกตามสภาวะก็มี ๕ คือ สุข ทุกข์ โสมนัส ๑๖ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พ์คร้งั ที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๗๔๑-๗๔๒.

๖๔ โทมนัส อุเบกขา ในเวทนา ๕ นั้น สุขสัมปยุตด้วยกายวิญญาณที่เป็นกุศลวิบาก ทุกข์สัมปยุตด้วยกาย วิญญาณที่เป็นอกุศลวิบาก โสมนัสสัมปยุตด้วยวิญญาณ ๖๒ คือ ฝ่ายกามาวจรวิญญาณกุศล ๔ สเห ตุกวิบาก ๔ อเหตุกวิบาก ๑ สเหตุกกิริยา ๔ อเหตุกกิริยา ๑ อกุศล ๔ เป็น ๑๔ ฝ่ายรูปาวจรวิญญาณ กุศล ๔ เว้นปัญจมฌานวิญญาณ วิบาก ๔ กิริยา ๔ เป็น ๑๒ ฝ่ายโลกุตตรวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วย ฌานหามีไม่ เหตุนั้นโลกุตตรวิญญาณ ๘ จึงเป็นโลกุตตรวิญญาณ ๔๐ ด้วยอำนาจแห่งฌาน ๕ ในโลกุตตรวิญญาณ ๔๐ นัน้ เวน้ วิญญาณที่เป็นไปในปัญจมฌาน ๘ เสยี เหลอื กศุ ลวิบาก ๓๒ รวมเป็น ๖๒ โทมนสั สมั ปยุตด้วยอกุศลวิญญาณ ๒ อเุ บกขาสัมปยุต ดว้ ยวญิ ญาณ ๕๕ ทเ่ี หลือ”๑๗ ๓) สัญญาขันธ์คือ “...เพราะรวมธรรมชาติที่มีความจําได้เป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้า ด้วยกันอันธรรมชาติที่มีความจําได้เป็นลักษณะ ก็คือ สัญญานั่นเอง ดังพระสารีบุตรเถระกล่าวว่า อาวโุ สเพราะเหตุทร่ี ู้และจำไดน้ ั้น จึงเรยี กว่าสญั ญา สัญญาวา่ ตามสภาพก็มีอย่างเดยี วโดยลักษณะ คือ จำได้แต่ว่าโดยชาติมี ๓ คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต ในสัญญา ๓ นั้น สัญญาที่สัมปยุตด้วยกุศล วิญญาณจัดเปน็ กุศล สัญญาท่ีสมั ปยุตดว้ ยอกุศลวิญญาณจดั เป็นอกุศล สญั ญาที่สมั ปยุตดว้ ยอัพยากฤต วิญญาณจัดเป็นอัพยากฤต เพราะว่าวิญญาณที่ไม่ประกอบด้วยสัญญาหามีไม่ ฉะนั้น ประเภทแห่ง วิญญาณมเี ท่าใด ประเภทแหง่ สญั ญากม็ เี ท่านนั้ สัญญามปี ระเภทเท่ากันกบั วิญญาณ เม่ือวา่ โดยอาการ มีลกั ษณะเปน็ ตน้ สญั ญาทั้งปวงน้ันมคี วามจาํ ไดเ้ ปน็ ลกั ษณะ มกี ารทำเครอื่ งหมายไวจ้ ำตอ่ ไปว่า นนั่ คือ สงิ่ น้นั เปน็ กจิ ดังชา่ งไม้ทำเครื่องหมายไวใ้ นตัวไมเ้ ปน็ อาทิ มีการทำความมั่นใจตามเคร่ืองหมายท่ียึดไว้ เป็นผล ดังคนตาบอดคลำช้าง มั่นใจตามเครื่องหมายที่ตนจับได้ มีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นเหตุใกล้ดัง ความจําที่เกิดขึ้นแก่ลูกเนื้อในหุ่นคนที่ผูกด้วยหญ้า ว่าเป็นคนจริงๆ ฉะนั้นแล นี้เป็นกถามุขอย่าง พสิ ดารในสญั ญาขนั ธ์”๑๘ ๔) สังขารขันธ์คือ “...รวมธรรมชาติมีการประสมเจตสิกเป็นลักษณะสิ้นทุกอย่างเข้า ด้วยกันธรรมชาติที่ทำให้เป็นกลุ่มชื่อว่ามีการประสมเป็นลักษณะธรรมชาตินั้น คือ สังขารนั่นเอง ดัง พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายเพราะธรรมเหล่านั้นย่อมประสมสิ่งท่ีเป็นสังขตะแล จึงได้ช่ือ ว่าสงั ขาร แปลว่าธรรมผปู้ ระสม ลกั ษณะแห่งสงั ขารมกี ารประสมเปน็ ลักษณะมีการประมวลเขา้ เป็นกิจ มคี วามเผยออกไปเป็นผล มขี นั ธ์ ๓ ทเ่ี หลอื เป็นเหตุใกล้ สังขารทง้ั หลายแม้เป็นอย่างเดียวโดยลักษณะ เปน็ ตน้ ดงั กลา่ วมานแ้ี ตว่ ่าโดย ชาตกิ เ็ ปน็ ๓ คือ กศุ ล อกุศล และอัพยากฤตในสงั ขาร ๓ น้ัน สังขารท่ี สมั ปยุตด้วยกศุ ลวิญญาณจัดเป็นกุศล ทสี่ ัมปยตุ ด้วยอกุศลวิญญาณจดั เป็นอกุศล สังขารท่ีสัมปยุตด้วย อัพยากฤตวิญญาณจดั เปน็ อัพยากฤต ๑๗ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพค์ รั้งที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บรษิ ทั ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หน้า ๗๖๘-๗๖๙. ๑๘ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๗๗๐.

๖๕ กุศลสังขาร ๓๖ ในสังขารเหล่านั้น สังขารที่สัมปยุตด้วยกามาวจรกุศลวิญญาณดวงที่ ๑ คือวิญญาณที่เป็นโสมนัสสหรคต ญาณสัมปยุต อสังขาร มี ๓๖ คือ เป็นนิยตะมาโดยรูปของตนไม่ ปะปน ๒๗ เป็นเยวาปนกะ ๔ เป็นอนิยตะ ๕ ในสังขาร ๓๖ นั้นสังขาร ๒๗ คือ ผัสสะ เจตนา วิตก วจิ าร ปีติ วริ ิยะ ชีวติ สมาธิ สัทธา สติ หริ ิ โอตตปั ปะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ กายปสั สทั ธิ จิตตปสั สัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตต ปาคญุ ญตา กายชกุ ตา จิตตชกู ตา เหลา่ น้ีเปน็ นิยตะ โดยรปู ของตนสังขาร ๔ ฉันทะ อธโิ มกข์ มนสิการ ตัตรมัชฌัตตตา นี้เป็นเยวาปนกะเป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ สังขาร ๕ กรุณา มุทิตา กายทุจริตวิรัติ วจี ทุจรติ วริ ตั ิ มจิ ฉาชีววิรตั นิ ้ี เป็นอนิยตะ เพราะสงั ขาร ๕ นน้ั ย่อมเกดิ ในบางคร้ัง แม้เม่ือเกิดเล่าก็หาเกิด ร่วมกนั ไมจ่ งึ ชือ่ ว่าอนิยตะ”๑๙ ๕) วญิ ญาณขนั ธ์ คอื “...ธรรมชาตอิ นั มีความรู้แจ้งเป็นลักษณะนน้ั ช่อื วา่ วญิ ญาณ ดังพระ สารบี ุตรเถระ กลา่ วแก่พระมหาโกฏฐติ ะวา่ อาวุโส เพราะเหตุที่ธรรมชาตยิ ่อมรูแ้ จ้ง ยอ่ มรู้ตา่ งๆ เพราะ เหตุน้ัน จงึ เรยี กว่าวิญญาณ ดงั นี้ คาํ ว่า วิญญาณ จติ มโน โดยเนอื้ ความก็อันเดียวกัน วิญญาณแม้เป็น อยา่ งเดียวตามสภาพโดยลักษณะก็คือความรู้แจ้ง แต่เมือ่ ว่าโดยชาติแบ่งเป็น ๓ อย่าง คือ กุศล อกุศล และอัพยากฤต (๑) กุศลวิญญาณ ในวิญญาณ ๓ อย่างนั้น กุศลวิญญาณมี ๔ โดยภูมิ คือ กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และโลกุตตระใน ๔ ภูมินั้น กามาวจร มี ๘ คือ โสมนัส อุเบกขาญาณ และสังขาร กามาวจรวญิ ญาณ ๘ คอื วญิ ญาณโสมนัสสหรคตญาณสัมปยุต เปน็ อสงั ขาร ๑ สสังขาร ๑ ท่ีเป็นญาณ วิปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ รวมเป็นฝ่ายโสมนัสสหรคต ๔ วิญญาณอุเปกขาสหรคตญาณ สัมปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ ที่เป็นญาณวิปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ รวมเป็นอุเปก ขาสหรคต ๔ รวมเข้าด้วยกันทั้งสองฝ่ายจึงเป็น ๘ ในกาลใดบุคคลอาศัยความไม่พร้อมแห่งไทยธรรม และปฏิคาหกเป็นต้น หรือ เหตุแห่งโสมนัสอื่นๆ ไม่มี เป็นผู้ปราศจากโสมนัสในวิกัปทั้ง ๔ ในกาลนั้น จิตอุเบกขา สหรคต ๔ ที่เหลือ จึงเกิดขึ้นกามาวจรกุศล ๘ โดยโสมนัส อุเบกขา ญาณ และสังขาร, ส่วนรูปาวจรกุศลมี ๕ โดยประกอบขององค์ฌานรูปาวจร ๕ คอื รูปฌานท่ี ๑ ประกอบดว้ ย วิตก วจิ าร ปีติ สุข และสมาธิ ที่ ๒ วิตกก้าวล่วงไป ที่ ๓ วิจารก้าวล่วงไป ที่ ๔ ปีติคลายไป ที่ ๕ สุขตกไป ประกอบดว้ ยอเุ บกขาและสมาธิ, อรปู าวจรกุศลมี ๔ ดว้ ยอำนาจการประกอบแหง่ อรปู ๔ คือ อรูปท่ี ๑ ประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานทก่ี ล่าวแล้ว อรปู ที่ ๒ ที่ ๓ และท่ี ๔ ก็ประกอบดว้ ยฌานท่ีเหลือ มีวิญญาณัญจายตนฌานเปน็ ตน้ (๒) อกศุ ลวิญญาณ วญิ ญาณโดยภมู ิก็อย่างเดียว คือ เปน็ กามาวจรภมู ิเท่านั้น โดยมูลมี ๓ โลภมูล โทสมูล และโมหมูลใน ๓ มูลนั้นโลภมูลมี ๘ โดยประเภท แห่งโสมนัส อุเบกขาทิฏฐิคตะ ๑๙ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วสิ ุทธมิ รรค, หน้า ๗๗๐-๗๗๑.

๖๖ และ สังขาร โลภมูล ๘ คือ อกุศลจิตเป็น โสมนัสสหรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ เปน็ ฝา่ ยโสมนัสสหรคต ๔ ท่เี ปน็ ทฏิ ฐิคตวปิ ยุตกอ็ ย่างนนั้ คอื เป็นอสงั ขาร ๑ สสังขาร ๑ เปน็ อุเบกขาส หรคต ทิฏฐิคตสัมปยุต เป็นอสังขาร ๑ สสังขาร ๑ ที่เป็นทิฏฐิคตวิปยุต ก็อย่างนั้น คือเป็นอสังขาร ๑ สสงั ขาร ๑ อเุ บกขาสหรคต ๔ รวมทัง้ สองฝา่ ยด้วยกันจึงเปน็ ๘กาลใดบุคคลทำความเหน็ ผดิ โดยนัยว่า โทษในกามทั้งหลายหามีไม่ เป็นอาทิให้ออกหน้า เป็นผู้ร่าเริงยินดีบริโภคกามก็ดีเชื่อถือมงคลมีทิฏฐ มงคล โดยเป็นสาระก็ดี มีจิตกล้าแข็งตามสภาพมิได้ถูกชักจูงเลยในกาลนั้น อกุศลจิตดวงที่ ๑ ย่อม เกิดขึ้นในกาลใด บุคคลมจี ติ เฉื่อยชาถูกคนอ่นื ชักจงู ให้ทำ ในกาลนั้น อกุศล จติ ดวงท่ี ๒ ยอ่ มเกิดขึ้นใน กาลใด บคุ คลมิไดท้ ำความเหน็ ผดิ ใหอ้ อกหนา้ เปน็ แตร่ ่าเรงิ ยินดีเสพเมถุนก็ดี เพง่ เล็งสมบตั ขิ องผู้อื่นก็ดี ลกั ของผอู้ ื่นก็ดี มจี ิตกลา้ แข็งมิไดถ้ ูกชักจูงเลยในกาลน้นั อกุศลจิตดวงท่ี ๓ ย่อมเกิดขน้ึ ในกาลใดบุคคล มีจิตเฉื่อยชาถูกคนอื่นชักจูงให้ทำในกาลนั้น อกุศลจิตดวงที่ ๔ ย่อมเกิดขึ้น ในกาลใดบุคคลเป็นผู้ ปราศจากโสมนัสในวกิ ปั ทั้ง ๔ เพราะอาศัยความไม่พร้อมแห่งกามทั้งหลายกต็ าม เพราะความไม่มีแห่ง เหตุของโสมนัสอย่างอื่นกต็ ามในกาลนั้น จิตอุเบกขาสหรคต ๔ ดวงที่เหลือจึงเกิดขึ้นแล โลภมูลจิต ๔ โดยประเภทแห่งโสมนัส อเุ บกขา ทิฏฐิคตะ และสงั ขาร พึงทราบโดยนยั ที่กล่าวมาฉะน้ี สว่ นโทสมลู จิต มี ๒ เทา่ น้ันเป็นโทมนสั สหรคต ปฏิมสัมปยตุ อสงั ขาร ๑ สสังขาร ๑ การเกดิ ข้ึนแห่งโทสมูลจิตน้ัน พึง ทราบในกาลทกี่ ลา้ แข็งและเฉ่อื ยชาแห่งจติ ในโทษท้งั หลายมีปาณาติบาตเปน็ ตน้ โมหมลู จติ ก็มี ๒ เป็น อุเบกขาสหรคต วจิ กิ ิจฉาสัมปยตุ ๑ อทุ ธัจจสมั ปยตุ ๑ ความเป็นไปแห่งโมหมูลจติ นั้น พึงทราบในกาล ท่ลี ังเลและฟุ้งซา่ นแห่งจติ แล อกุศลวิญญาณมี ๑๒ โดยนยั ที่กล่าวมาฉะน้ี (๓) อพั ยากฤตวิญญาณ วา่ โดยประเภทแหง่ ชาติ มี ๒ คือ วปิ ากจติ ๑ กิรยิ าจิต ๑ ใน ๒ ชนดิ น้นั วิปากจติ ว่าโดยภมู มิ ี ๔ คอื กามาวจรจติ รปู าวจรจติ อรปู าวจรจิต และโลกตุ ตรจิต ใน ๔ ภมู ิ นั้น กามาวจรมี ๒ คือ กุศลวิบากจิต ๑ อกุศลวิปากจิต ๑”๒๐ และมีนักวิชาการได้กล่าวอีกว่า “...(๑) รูปขันธ์ กองรูปองค์ธรรมได้แก่ รูป ๒๘ (๒) เวทนาขันธ์ กองเวทนาองค์ธรรมได้แก่เวทนาเจตสิกที่ใน จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ (๓) สัญญาขันธ์ กองสัญญาองค์ธรรมได้แก่สัญญาเจตสิกที่ในจิต ๘๖ หรือ ๑๒๑ (๔) สังขารขันธ์ กองสังขารองค์ธรรมได้แก่ เจตสิก ๕๑ (เว้นเวทนา สัญญา) ที่ในจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ตามสมควร (๕) วิญญาณขันธ์ กองจติ องคธ์ รรมได้แก่ จิต ๘๙ หรอื ๑๒๑”๒๑ ๓.๒.๒ อายตนะ ๑๒ คือเป็นการกำหนดรู้ในขณะที่เห็นความจริงของรูปและนามด้วย สภาวะอันบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นจากจิใจอาศัยการพิจารณาในขณะที่บริกรรมต่อเนื่ องด้วย “...ได้แก่ ๒๐ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครัง้ ที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หนา้ ๗๕๖-๗๕๙, ๒๑ พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรสี), วิปัสสนาภูมิ, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท บญุ ศิรกิ ารพิมพ์ จำกัด, ๒๕๕๒), หนา้ ๑๖.

๖๗ อายตนะ ๑๒ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายต นะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐพพายตนะ มนายตนะ ธมั มายตนะ ในอายตนะเหล่าน้ัน วา่ โดยอรรถ ที่ต่างกันก่อน ธรรมชาตใิ ดย่อมยินดี ย่อมพอใจซึ่งรูปและย่อมทำรูปใหแ้ จ่มแจง้ เหตุนั้น ธรรมชาตินัน้ ชื่อว่า จักขุ, ธรรมชาติใดย่อมประกาศภาวะที่อยู่ในใจที่ถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งสีเหตุนั้น ธรรมชาติ นั้น ชื่อว่า รูป, ธรรมชาติใดย่อมได้ยินเหตุนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า หู, ธรรมชาติใดอันปัจจัยทั้งหลาย ของตนส่งไปเปล่งขึ้นเหตุน้ัน ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า เสียง, ธรรมชาติย่อมสูดดมเหตุน้ัน ธรรมชาตินั้นชื่อ ว่า จมูก, ธรรมชาตใิ ดย่อมสอ ยอ่ มประกาศทีอ่ ยู่ของตนเหตุนั้น ธรรมชาตนิ ั้นชอื่ ว่า กลน่ิ , ธรรมชาติช่ือ วา่ ชิวหา เพราะอรรถวา่ ร้องเรียกชีวิต, สัตวท์ ง้ั หลายย่อมชอบใจ ยอ่ มยินดซี ่ึงวิสยั เหตนุ ้นั วสิ ัยนั้น ชื่อ วา่ รส, ธรรมอันเปน็ ท่ีเกิด คือท่ีเกดิ แห่งส่ิงทนี่ ่าเกลียดท้ังหลายแห่งสาสวธรรมเหตุน้ัน ธรรมน้ัน ชื่อว่า กาย”๒๒ และสอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวว่า “...(๑) จักขายตนะ จักขุชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็น เหตุให้จิต เจตสิกเกิดองค์ธรรมได้แก่ จักขุปสาท (๒) โสตายนะ โสตะชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้ จิตเจตสิกเกิดองค์ธรรมได้แก่โสตปสาท (๓) ฆานายตนะ ฆานะชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นเหตุให้จิต เจตสกิ เกิดองคธ์ รรมไดแ้ ก่ฆานปสาท (๔) ชิวหายตนะ ชิวหาชอ่ื ว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิก เกิดองค์ธรรมได้แก่ชิวหาปสาท (๕) กายายตนะ กายะชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิด องคธ์ รรมได้แก่กายปสาท (๖) รูปายตนะ รูปารมณ์ ชอ่ื วา่ อายตนะเพราะเป็นเหตุให้จติ เจตสิกเกิดองค์ ธรรมได้แก่สีต่าง ๆ (๗) สัททายตนะ สัททารมณ์ชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิดองค์ ธรรมได้แก่เสียงต่าง ๆ (๘) คันธายตนะ คันธารมณ์ชื่อว่าอายตนะเพราะเปน็ เหตใุ ห้จติ เจตสิกเกิดองค์ ธรรมไดแ้ ก่กลนิ่ ตา่ ง ๆ (๙) รสายตนะ รสารมณช์ ื่อวา่ อายตนะเพราะเป็นเหตุใหจ้ ติ เจตสิกเกิดองค์ธรรม ได้แก่รสต่างๆ (๑๐) โผฏฐัพพายตนะ โผฏฐัพพารมณ์ชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิด องค์ธรรมได้แก่สัมผัสต่างๆ (๑๑) จิตชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตให้จิตเจตสิกเกิดองค์ธรรม ได้แก่จิตทั้งหมด (๑๒) ธัมมายตนะ สภาพธรรมต่าง ๆ ชื่อว่าอายตนะเพราะเป็นเหตุให้จิตเจตสิกเกิด องคธ์ รรมไดแ้ ก่ เจตสกิ ๕๒ สุขมุ รปู ๑๖ นพิ พาน”๒๓ ๓) ธาตุ ๑๘ คอื “จักขธุ าตุ รูปธาตุ จกั ขุวิญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวญิ ญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวญิ ญาณธาตุ ชวิ หาธาตุ รสธาตุ ชวิ หาวญิ ญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐพพธาตุ กาย วิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธมั มธาตุ มโนวิญญาณธาตุ๒๔ พระผูม้ ีพระภาคได้ตรสั ไว้ ๑๘ เทา่ น้ัน เพ่อื จะทรง ถอนซึ่งความสำคัญของเหล่าสัตว์ผู้มีความสำคัญในวิญญาณซึ่งมีสภาวะรู้แจ้งว่าเป็นชีวะ เพราะสัตว์ ทั้งหลายที่มีความสำคัญในวิญญาณซึ่งมีสภาวะรู้แจ้งเป็นชีวะ มีอยู่พระผู้มีพระภาคผู้ทรงมีพุทธ ๒๒ พระพุทธโฆสเถระ, คมั ภรี ว์ ิสทุ ธมิ รรค, หน้า ๑๐๕๒-๑๐๕๔. ๒๓ เรือ่ งเดยี วกนั , หนา้ ๑๗. ๒๔ เรือ่ งเดียวกัน, หน้า ๘๑๑-๘๑๒.

๖๘ ประสงค์จะประกาศความที่วิญญาณน้ันมีมากมายโดยประเภทเป็น จักขุธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ ชิวหา ธาตุ กายธาตุ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ และความที่วิญญาณนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงเพราะมีความ เป็นไปเนื่องด้วยปัจจัย มีจักขุและรูปเป็นต้น แล้วทรงถอนความสำคัญว่าเป็นชีวะอันนอนเนื่องอยู่ใน สนั ดานมาช้านานของสตั ว์เหลา่ นั้น ได้ทรงประกาศธาตุ ๑๘ ไว้ อน่งึ ยงั อีกนดิ หน่อย ไดท้ รงประกาศไว้ ด้วยอำนาจอัธยาศัยของเวไนยสัตว์โดยประการนั้น เหล่าสัตว์ท่ีจะพึงทรงนาํ ไปใหว้ ิเศษ ได้ด้วยเทศนา อนั ไมย่ อ่ และพิสดารนักนี้เหล่าใดก็ได้ทรงประกาศธาตุ ๑๘ ดว้ ยอำนาจอัธยาศยั ของเหล่าสัตว์ที่จะทรง นําไปให้วิเศษนั้น พระผู้มีพระภาคย่อมทรงประกาศ พระธรรมโดยนัยอย่างย่อและพิสดารโดยวิธี ประการทีค่ วามมืดในหทยั ของเวไนยสัตว์ อันเดชแหง่ พระสทั ธรรมของพระผู้มีพระภาคนนั้ ทำลายแล้ว ถึงความมลายไปทันที๒๕ และได้กล่าวว่า “...(๑) จักขุธาตุ จักขุ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่รู ปารมณ์มากระทบได้องค์ธรรมได้แก่ จกั ขุปสาท (๒) โสตธาตุ โสตะ ชอื่ วา่ ธาตุ เพราะทรงไวซ้ ึง่ ความใส ที่สัททารมณ์มากระทบได้องค์ธรรมได้แก่ โสตปสาท (๓) ฆานธาตุ ฆานะ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่ง ความใสที่คันธารมณ์มากระทบได้องค์ธรรมได้แก่ ฆานปสาท (๔) ชิวหาธาตุ ชิวหา ชื่อว่าธาตุ เพราะ ทรงไว้ซึ่งความใสที่รสารมณ์มากระทบได้องค์ธรรมได้แก่ ชิวหาปสาท (๕) กายธาตุ กายะ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งความใสที่โผฏฐพพารมณ์มา กระทบได้องค์ธรรมได้แก่ กายปสาท (๖) รูปธาตุ รูปา รมณ์ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับจักขุปสาทได้องคธ์ รรมไดแ้ ก่ สีต่างๆ (๗) สัททธาตุ สัท ทารมณ์ ชอื่ วา่ ธาตุ เพราะทรงไว้ซง่ึ การกระทบกับโสตปสาทได้องคธ์ รรมไดแ้ ก่ เสียงต่างๆ (๘) คนั ธธาตุ คันธารมณ์ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับฆานปสาทได้องค์ธรรมได้แก่ กลิ่นต่างๆ (๙) รส ธาตุ รสารมณ์ ช่อื ว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับชวิ หาปสาทได้องค์ธรรม ไดแ้ ก่ รสต่างๆ (๑๐) โผฏฐพพธาตุ โผฏฐพพารมณ์ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการกระทบกับกายปสาทได้องค์ธรรมได้แก่ สัมผสั ต่าง ๆ (๑๑) จักขุวิญญาณธาตุ จกั ขุวญิ ญาณ ช่ือว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการเห็นองค์ธรรมได้แก่ จักขวุ ญิ ญาณจิต ๒ (๑๒) โสตวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณ ชอ่ื ว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซ่ึงการได้ยนิ องค์ธรรม ได้แก่ โสตวิญญาณจิต ๒ (๑๓) ฆานวิญญาณธาตุ ฆานวิญญาณ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้กล่ิน องค์ธรรมได้แก่ ฆานวิญญาณจิต ๒ (๑๔) ชิวหาวิญญาณธาตุ ชิวหาวิญญาณ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ ซ่งึ การรู้รสองค์ธรรมได้แก่ ชิวหาวิญญาณจติ ๒ (๑๕) กายวิญญาณธาตุ กายวญิ ญาณ ช่ือว่าธาตุ เพราะ ทรงไว้ซึ่งการรู้สัมผัสองค์ธรรมได้แก่ กายวิญญาณจิต ๒ (๑๖) มโนธาตุ จิต ๓ ดวง ชื่อว่ามโนธาตุ เพราะทรงไวซ้ ึ่งการรู้ปัญจารมณ์อย่างสามัญองค์ธรรมไดแ้ ก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ สัมปฏิจฉนจิต ๒ (๑๗) มโนวิญญาณธาตุ จิต ๗๖ ดวง ชื่อว่ามโนวิญญาณธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์เป็นพิเศษ องค์ธรรมได้แก่ จติ ๗๖ (เวน้ ทวิปญั จวญิ ญาณจิต ๑๐ มโนธาตุ ๓) (๑๘) ธมั มธาตุ สภาพธรรม ๖๙ ชื่อ ๒๕ พระพทุ ธโฆสเถระ, วสิ ทุ ธมิ ัคค์และปรมตั ถมญั ชุสา ภาค ๓, หน้า ๒๓๔.

๖๙ ว่าธัมมธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวลักษณะของตนๆ องค์ธรรมได้แก่ เจตสิก ๕๒ สุขมรูป ๑๖ นิพพาน”๒๖ ๔) อินทรีย์ ๒๒ คือ “..เป็นอธิบดีความเป็นใหญ่การครอบงำ เพราะครอบงำเสีย ซ่ึงอัสสัทธิยะ ความไม่เชื่อ โกสัชชะ ความเกียจคร้าน ปมาทะ ความประมาท วิกเขปะ ความฟุ้งซ่าน และสัมโมหะ ความหลง”๒๗ พระผู้มีพระภาคแสดงไว้ การเห็นรูปทางตา ได้แก่เห็นรูปด้วยจักขุ วิญญาณทีส่ ามารถเห็นรปู ได้ดว้ ยอำนาจแห่งเหตุ สว่ นพระโบราณาจารยท์ ้ังหลาย กลา่ ววา่ จักษเุ ห็นรปู ไม่ได้เพราะไม่มีจิต ถึงจิตก็เห็นรูปไม่ได้ เพราะไม่มีจักษุ แต่เมื่อทวารกับอารมณ์กระทบกันเข้าบุคคล จึงเห็นรูปได้ ด้วยจิตท่ีมจี กั ษุประสาทเปน็ ที่ตั้ง เห็นรูปด้วยจกั ขุวิญญาณเป็นผูไ้ ม่ถอื เอานิมิต ไม่ถือเอา นิมิตว่าเป็นหญิง เป็นชายหรือไม่ถือเอา นิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีสุภนิมิตเป็นต้น คือย่อมตั้งอยู่ใน อาการแต่เพียงว่าได้เห็นเป็นผู้ไม่ถือเอาอนุพยัญชนะ ไม่ถือเอาอาการอันต่างโดยมือ เท้า การยิ้มแย้ม การหัวเราะ การพูด และการเหลียว มองเปน็ ตน้ ทไี่ ดโ้ วหารว่า อนุพยญั ชนะ เพราะปรากฏเนืองๆ คือ เพราะทำกเิ ลสท้งั หลายใหป้ รากฏไดแ้ ก่ถือเอาแตอ่ วยั วะที่มอี ยู่ในสรรี ะนั้นเท่านัน้ เหมือนพระมหาติสส เถระผู้อยู่ในเจติยบรรพตฉะนัน้ ความสรวมหรือความไม่สรวมในจกั ขนุ ทรีย์ ไม่มแี มก้ จ็ ริง สตหิ รือความหลงลืมสติก็เกิดข้ึน ไม่ได้ เพราะอาศัยจักษุประสาทเมื่อเวลาที่รูปารมณ์มาสู่คลองจักษุ เมื่อภวังคจิตเกิดขึ้นดับไป ๒ คร้ัง มโนธาตฝุ ่ายกิริยาทำกิจคือการนอ้ มนึกใหส้ ำเร็จอยู่เกิดขน้ึ แล้วดบั ไปต่อจากนัน้ จักขุวญิ ญาณทำกิจคือ การเห็นรูป ให้สำเร็จอยู่ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปต่อจากนั้น มโนธาตุฝ่ายวิบากทำกิจคือการรับอารมณ์คือ รูป ให้สำเร็จอยู่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไปต่อจากนั้น มโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกวิบาก ทำกิจคือการ พิจารณาให้สำเร็จอยู่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปต่อจากนั้นมโนวิญญาณธาตุที่เป็นอเหตุกกิริยาทำกิจคือ การ ตัดสินอารมณใ์ หส้ ำเร็จอยู่ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ในลำดับน้ันชวนจิตยอ่ มแล่นไป”๒๘ และมีการกล่าวตอ่ อกี วา่ “...(๑) จักขุนทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการเห็นองค์ธรรมได้แก่จักขุ ปสาท (๒) โสดนิ ทรยี ์ ธรรมชาตทิ เี่ ป็นผู้ปกครองในการได้ยินองค์ธรรมได้แก่โสตปสาท (๓) ฆานิ นทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการรู้กลิ่นองค์ธรรมได้แก่ ฆานปสาท (๔) ชิวหินทรีย์ ธรรมชาติท่เี ป็นผู้ปกครองในการรรู้ สองค์ธรรมได้แก่ชิวหาปสาท (๕) กายินทรยี ์ ธรรมชาติที่เป็น ผู้ปกครองในการสัมผัสองค์ธรรมได้แก่กายปสาท (๖) อิตถินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองใน ๒๖ พระครูเกษมธรรมทตั (สรุ ศกั ด์ิ เขมรส)ี , วปิ สั สนาภูมิ, หน้า ๑๘-๑๙. ๒๗ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธมิ รรค, แปลและเรียบเรยี งโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครงั้ ที่ ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หน้า ๑๑๔๓. ๒๘ พระพุทธโฆสเถระ รจนา, คัมภีร์วสิ ทุ ธมิ รรค ภาษาไทยภาค ๑, หนา้ ๓๑-๓๒.

๗๐ ความเป็นหญิงองค์ธรรมไดแ้ ก่อติ ถีภาวรูป (๗) ปุริสินทรีย์ ธรรมชาติที่เปน็ ปกครองในความเป็น ชายองค์ธรรมได้แก่ปุรสิ ภาวรูป (๘) ชีวินทรีย์ ธรรมชาติที่เปน็ ปกครองในการรักษารูปและนาม องค์ธรรมแก่ชีวิตรูปและชีวิดินทรีย์เจตสิก (๙) มนินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการรับ อารมณ์องค์ธรรมได้แก่จิตทั้งหมด (๑๐) สุขินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการเสวย ความสุขกายองค์ธรรมได้แก่เวทนาเจตสิกที่ในสุขสหคตกายวิญญาณจิต ๑ (๑๑) ทุกขินทรีย์ ธรรมชาติทเี่ ป็นปกครองในการเสวยความทุกข์กาย องคธ์ รรมไดแ้ กเ่ วทนาเจตสิกท่ีในทุกขสหคต กายวิญญาณจิต ๑ (๑๒) โสมนัสสินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการเสวยความสุขใจองค์ ธรรมได้แก่เวทนาเจตสิกที่ในโสมนัสสหคตจิต ๖๒ (๑๓) โทมนัสสินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็น ผู้ปกครองในการเสวยทุกข์ใจองค์ธรรมไดแ้ ก่ เวทนาเจตสกิ ทีใ่ นโทศมูลจิต ๒ (๑๔) อเุ ปกขินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการเสวยอารมณ์ที่เป็นกลางองค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิกที่ใน อุเบกขาสหคตจิต ๕๕ (๑๕) สัทธินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในความเชื่อต่อสิ่งที่ควรช่ือ องค์ธรรมได้แก่ศรัทธาเจตสิกที่ในโสภณจิต ๕๕ (๑๖) วิริยินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองใน ความเพียรองค์ธรรมได้แก่วิริยเจตสิกที่ในวิริยสัมปยุตตจิต ๑๐๕ (๑๗) สตินทรีย์ ธรรมชาติที่ เป็นผู้ปกครองในการระลึกชอบองค์ธรรมได้แก่สติเจตสิกที่ในโสภณจิต ๙๑ (๑๘) สมาธินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียวองค์ธรรมได้แก่เอกัคคตาเจตสิกที่ใน จติ ๗๒ (เวน้ อวิรยิ จิต ๑๖ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑) (๑๙) ปัญญินทรยี ์ ธรรมชาตทิ ีเ่ ป็นผู้ปกครอง ในการรู้ตามความเป็นจรงิ องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาในเจตสิกที่ในญาณสมั ปยุตตจิต ๔๗ หรือ ๗๙ (๒๐) อนญั ญตัญญัสสามตี ินทรีย์ ธรรมชาตทิ ีเ่ ป็นผปู้ กครองในการรแู้ จง้ อริยสจั จ์ ๔ ทีต่ นไม่เคยรู้ องค์ธรรมได้แก่ปัญญาเจตสิกที่ในโสดาปัตติมรรคจิต ๑ (๒๑) อัญญินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็น ผู้ปกครองในการรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔ ที่ตนเคยรอู้ งค์ธรรมได้แก่ปัญญาเจตสิกทีใ่ นมรรคจิตเบื้องบน ๓ และผลจิตเบ้ืองต่ำ ๓ (๒๒) อัญญาตาวินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นผู้ปกครองในการรู้แจ้งอรยิ สัจจ์ ๔ สิ้นสุดแล้ว องคธ์ รรมได้แก่ปญั ญาเจตสิกที่ในอรหตั ตผลจติ ๑”๒๙ ๕) อริยสัจจะมี ๔ คือ “... มีทุกข์เป็นต้น ท่านจําแนกเป็นอย่างละ ๔ คือสัจจะละ ๔ เป็น อรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่นซึ่งพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้ตรัสรู้อริยสัจมีทุกข์เป็นต้นพึงรู้ได้แห่ง ทุกข์ คอื สภาวะทีบ่ ีบคัน้ (๑) สภาวะทเี่ ป็นสังขตะ (๑) สภาวะทีท่ ำให้เรา่ รอ้ น (๑) สภาวะท่ีแปรเปลี่ยน (๑) อรรถ ๔ ประการนี้เป็นสภาวะที่ทนได้ยากแห่งทุกขสัจเป็นอรรถจริงแท้ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอ่ืน อรรถแห่งสมทุ ัย คอื สภาวะทีป่ ระมวลเอาไว้ (๑) สภาวะท่ีกอ่ เหตุเข้าไว้ (๑) สภาวะทีผ่ ูกไว้ (๑) สภาวะ ทพ่ี ัวพันไว้ (๑) อรรถ ๔ ประการน้เี ป็นสภาวะท่ีเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทยสจั เป็นอรรถจริงแท้ ไม่เปน็ เท็จ ไม่เป็นอื่นอรรถแห่งนิโรธ คือ สภาวะที่สลัดออกไป (๑) สภาวะที่ว่างสงัด (๑) สภาวะที่เป็นอสังขตะ ๒๙ พระครูเกษมธรรมทัต (สรุ ศกั ด์ิ เขมรสี), วิปัสสนาภมู ิ, หนา้ ๑๙-๒๑.

๗๑ (๑) สภาวะที่เป็นอมตะ (๑) อรรถ ๔ ประการนี้เป็นสภาวะที่เป็นความดับแห่งนิโรธสัจ เป็นอรรถจริง แท้ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นอื่นอรรถแห่งมรรค คือ สภาวะที่นำออกไป (๑) สภาวะที่เป็นเหตุ (๑) สภาวะที่ เห็นดามเป็นจริง (๑) สภาวะที่เป็นอธิบดี (๑) อรรถ ๔ ประการนี้ เป็นสภาวะที่เป็นทางแห่งมัคคสัจ เปน็ อรรถจริงแท้ ไมเ่ ป็นเทจ็ ไม่เป็นอ่นื ” ในอริยสัจจะ ๔ มีการแยกอย่างละ ๔ และมนี ักวิชาการกล่าว ต่ออีกวา่ “...(๑) ทุกขสัจจะ ธรรมชาติที่เป็นทุกข์ เป็นความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย องค์ ธรรม ได้แก่ โลกียจิต ๘๑ เจตสิก ๕๑ เว้น โลภะ รูป ๒๘ (๒) สมุทยสัจจะ ธรรมชาติที่เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์ เป็นความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลายองค์ธรรมได้แก่โลภเจตสิก (๓) นิโรธสัจจะ ธรรมที่เป็นเครื่องดับทุกข์ เป็นความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลายองค์ธรรมได้แก่นิพพาน (๔) มรรคสัจจะ หนทางที่เป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ เป็นความจริงของพระอริยเจ้าทั้งหลายองค์ ธรรม ไดแ้ ก่มัคคงั คเจตสกิ ๘ ดวง มปี ญั ญาเจตสกิ เปน็ ตน้ ท่ใี นมรรคจติ ๔”๓๐ ๖) ปฏิจจสมุปบาท มี ๑๒ คือ “...พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลายปฏิจจสมุป บาทเป็นสังขารทั้งหลาย มีเพราะปัจจัย คือ อวิชชา, วิญญาณมีเพราะปัจจัยคือ สังขาร, นามรูปมี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ, สฬายตนะมีเพราะปัจจัยคือ นามรูป, ผัสสะมีเพราะปัจจัยคือ สฬายตนะ, เวทนามีเพราะปัจจัยคือ ผัสสะ, ตัณหามีเพราะปัจจัยคือ เวทนา, อุปาทานมีเพราะปัจจัยคือ ตัณหา, ภพมีเพราะปัจจัยคือ อุปาทาน, ชาติมีเพราะปัจจัยคือ ภพ, ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนสั อุปายาสมเี พราะปจั จยั คือ ชาติ ความเกิดข้นึ แห่งกองทุกข์ทงั้ มวลนั้น เรียกวา่ ปฏจิ จสมุปบาท”๓๑ และ มีการกลา่ วอีกวา่ “...(๑) อวิชชา ธรรมชาติทีเ่ ป็นไปตรงกนั ขา้ มกับปัญญา คือ การไม่รู้ตามความเป็นจริง ที่ควรรู้ รู้แต่ส่ิงท่ีไม่เป็นไปตามความเปน็ จรงิ ท่ีควรรู้ ได้แก่โมหเจตสกิ (๒) สังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่ง สงั ขตธรรมท่ีเป็นผลโดยตรง ไดแ้ ก่ เจตนาทีใ่ นอกศุ ล และโลกียกศุ ล (๓) วิญญาณธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เป็นพิเศษได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณ คือปฏิสนธิจิต ๑๙ และปวัตติวิญญาณ คือ โลกิยวิปากจิต ๓๒ (๔) นามรูป ธรรมชาติที่น้อมไปในอารมณ์ ชื่อว่า นามได้แก่เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบกับ โลกิยวิบากจิต ๓๒ ธรรมชาติท่ีสลายไปเพราะปัจจัยเป็นปฏิปกั ษ์ ชือ่ ว่า รูป ไดแ้ ก่ปฏิสนธิกัมมชรปู ปวตั ตกิ มั มชรูป จิตตช รูป (๕) สฬายตนะ ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งวัฏฏสงสารที่ยืนยาว ได้แก่อัชฌัติกายตนะ ๖ (๖) ผัสสะ ธรรมชาติทกี่ ระทบซ่งึ อารมณ์ ไดแ้ ก่ผัสสเจตสิกที่ประกอบกบั โลกิยวิบากจติ ๓๒ (๗) เวทนาธรรมชาติ ที่เสวยอารมณ์ ได้แก่ เวทนา ๖ ที่เกิดขึ้นโดยอาศัยสัมผัสสะ มีจักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นต้น (๘) ๓๐ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๒๑. ๓๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธมิ รรค, แปลและเรียบเรยี งโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์คร้งั ท่ี ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ัท ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หนา้ ๘๖๓-๘๖๔.

๗๒ ตัณหา ธรรมชาติที่ติดใจซึง่ วัตถุกาม ได้แก่ โลภเจตสิกที่ในโลภมลู จิต ๘ (๙) อุปาทาน ธรรมชาติที่เขา้ ไปยึดมั่น ได้แก่ตัณหาและทิฏฐิที่มีกำลังมาก (๑๐) ภวะ กัมมภวะ อุปัตติภวะ ธรรมชาติที่เป็นเหตุ ให้ผลเกิดขึ้นชื่อว่า กัมมภาวะได้แก่ อกุศลเจตนา ๑๒ โลกิยกุศลเจตนา ๑๗ ธรรมชาติที่เข้าไปเกิดใน ภพใหม่ด้วย ได้เกิดขึ้นเพราะอาศัยกรรมด้วยชื่อว่า อุปัตติภวะ ได้แก่ โลกิยวิปากจิต ๓๒ เจตสิก ๓๕ กัมมชรูป ๒๐ (๑๑) ชาติ ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏเกิดขึ้นของสังขารธรรม ได้แก่ ปฏิสนธิ ชาติ การเกดิ ข้ึนคร้ังแรกในภพใหม่ (๑๒) ชรา ความเกา่ แก่ของวิบากนามขนั ธ์ ๔ และนปิ ผันนรูปช่ือว่า ชรา มรณะ ความตาย คืออาการที่กำ ลังดับของโลกิยวิบาก และกัมมชรูปชื่อว่า มรณะ โสกะ ความ เศร้าโศกชื่อว่า โสกะ ได้แก่ โทมนัสเวทนาที่ประกอบกับโทสมูลจิต ๒ ซึ่งเกิดจากพยสนะ ๕ อย่าง ปริเทวะ การร้องไห้รำพัน ชื่อว่า ปริเทวะ ได้แก่ จิตตชวิปปลาสสัททะที่เกิดขึ้นโดยมีการร้องไหร้ ำพนั เพราะอาศัยพยสนะ ๕ อย่าง ๆ ใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุ ทุกขะ เวทนาที่อดทนได้ยากชื่อว่า ทุกข์ ได้แก่ กายิกทุกขเวทนา โทมนัส สภาพที่เป็นเหตุให้เป็นผู้มีใจคอไม่ดี ได้แก่เจตสิกทุกข์ คือทุกข์ใจ อุปายาส ความลำบากใจอย่างหนักชื่อว่า อุปายาส ได้แก่โทสเจตสิกที่เกิดขึ้น โดยอาศัยพยสนะอย่างใดอย่าง หน่ึง”๓๒ สรุป ความสำคัญของปวิปัสสนาภาวนานั้น คือ รูปธรรมกับนามธรรมกล่าวโดยสั้น ๆ ว่า รปู นาม เมือ่ พจิ ารณาโดยองค์ธรรมวปิ สั สนาแล้วจะเหน็ ได้ว่าเปน็ ธรรมทเี่ กยี่ วเน่ืองกนั เป็นอารมณ์ของ วิปัสสนาภาวนาในการปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องมีเฉพาะรูปและนามเท่านั้น การเจริญวิปัสสนาเม่ือเกิด ปัญญาแล้ว จะพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง รูปนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นปัญญาที่เข้าไป ประจักษ์แจ้งความจริงของวิปัสสนาปัญญาที่สามารถทำลายกิเลสลงได้ทำให้ความทุ กข์เบาปางหลง ด้วยปัญญาในการเจริญวิปัสสนาปฏิบัติต่อจนถึงมัคคญาณไปปหานกิเลสได้อย่างเด็ดขาดทำกิเลสและ ความทกุ ขห์ มดสิ้นไปในทส่ี ุด ๓.๔ ประเภทของวปิ ัสสนาภาวนา ประเภทของวิปัสสนา คือ การปฏิบัติไปตามลำดบั และเกิดปญั ญารู้แจ้งสภาวธรรมปัจจุบัน ดามลำดับของวิปัสสนาญาณจนถึงความปรากฏแห่งมรรคได้ตามประเภทในการปฏิบตั ิวิปัสสนาทั้ง ๔ นีต้ ามลำดับ ๓.๔.๑ สมถปุพพังคมวิปัสสนาภาวนา คือการเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น พระอานนท์เถระแสดงไว้ว่า “ความที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมะ เป็น ๓๒ เรือ่ งเดยี วกนั , หนา้ ๒๒-๒๓.

๗๓ สมาธิชื่อว่าวิปัสสนา เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความไม่เทีย่ ง โดยความ เปน็ ทกุ ข์ โดยความเป็นอนตั ตา ด้วยประการดงั น้ี สมถะจึงมกี อ่ นวปิ สั สนามภี ายหลงั ”๓๓ เป็นการปฏิบัติกำหนดสมถนำหน้าในการเห็นแจ้งมีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ ที่เกิดขึ้นไม่ พัวพันในกาม “...เบื้องแรกจิต มีอารมณ์หนึ่งเดียว ไม่ซ่านส่ายมีสมาธิเกิดขึ้นด้วยอำนาจเนกขัมมะ ความคิดสลัดออก ไม่โลภ ไม่พัวพันในกามก็ดี ด้วยอำนาจอพยาบาท คิดเมตตา อาโลกสัญญา ทำใจ นึกถึงแสงสว่าง ไม่ให้ง่วงเหงา อวิกเขปะ ความไม่ฟุ้งซ่านปราศจากอุทธัจจะ ธรรมววัตถาน การ กำหนดข้อธรรม ซึ่งทำให้ไม่มีวิจิกิจฉา ญาณ ความรู้ ปราโมทย์ ความแช่มชื่นใจก็ดี ด้วยอำนาจ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ด้วยอำนาจอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตน สมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติก็ดี ด้วยอำนาจกสิณ ๑๐ ก็ดี อนุสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ หรือ วิธีปฏิบัติต่าง ๆ เกี่ยวกับอานาปานสติ ๓๒ รายการก็ดี ไม่ว่าอย่างหน่ึง อยา่ งใดก็ตาม คร้นั แล้ว เกดิ ปัญญามองเห็นแจง้ ซ่ึงธรรมทั้งหลายทเี่ กดิ แลว้ ในสมาธนิ น้ั ๆ วา่ เป็นของไม่ เที่ยง เปน็ ทุกข์ เป็นอนตั ตา เรยี กวา่ สมถะมากอ่ น วปิ สั สนามาหลัง คอื เป็น สมถปพุ พงั คมวปิ ัสสนา”๓๔ การปฏิบัติที่กำหนดสมถะให้เกิดของสมาธิขึ้นก่อนจะเป็นอุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธินอกจากนั้นจึง พิจารณาธรรมอื่นๆ ที่ประกอบร่วมกันของสมาธิให้ถึงสภาวะที่เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เปน็ ตน้ ใหเ้ ห็นถงึ อรยิ มรรคท่ีเกิดข้ึนนั้น ๓.๔.๒ วิปัสสนาปุพพังคมสมถภาวนา วิปัสสนาที่ใช้ปัญญาในการพิจารณาให้เห็น สภาวธรรมทั้งหลายที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีจิตเป็นอารมณ์ในการปล่อยวางให้เกิดขึ้นของ วิปัสสนา เป็นความเห็นแจ้งในสภาวะของธรรมชาติท้ังหลาย “เพราะมีสภาวะพิจารณาเห็นโดยความ ไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา สภาวะท่ีจิตปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนา นั้นเป็นอารมณ์ และสภาวะที่จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านเป็นสมาธิวิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมี ภายหลัง”๓๕ การพจิ ารณาเห็นสภาวะในความไม่เท่ียงเป็นทุกข์ และอนตั ตาช่ือว่าวปิ ัสสนา สภาวะจิตที่ ปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวิปัสสนาเป็นอารมณ์ สภาวะจิตที่เป็นเอกัคคตารมณ์ไม่ฟุ้งซ่านเป็น สมาธินั้น จงึ เป็นวปิ สั สนาก่อนสมถะ “...พระโยคาวจรบางรปู ในศาสนานไ้ี ม่ทำสมถะมีประการดังกล่าว แล้วให้เกิดข้นึ ย่อมเหน็ แจง้ อปุ าทานขันธ์ ๕ โดยเหน็ ไตรลกั ษณม์ คี วามไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และเปน็ อนัตตาเป็นตน้ นชี้ ือ่ ว่า วปิ สั สนาความที่จิตมอี ารมณเ์ ป็นหน่ึงย่อมเกิดขึ้นแกภ่ ิกษนุ ัน้ กำหนดอารมณ์ไป ในธรรมทั้งหลายที่เกิดแลว้ นัน้ เพราะความบริบูรณ์แห่งวิปัสสนา นี้ชื่อว่าสมถะ ดังนั้นวิปสั สนาจึงเกดิ ๓๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒/๔๑๔. ๓๔ พระพรหมคณุ าภรณ์, พทุ ธธรรมฉบบั ปรงุ และบรรยาย, หน้า ๓๒๗. ๓๕ ข.ุ ป. (ไทย) ๓๑/๔/๔๑๘.

๗๔ ก่อน สมถะเกดิ ภายหลังเพราะเหตุนั้น จงึ ไดช้ อื่ วา่ ภกิ ษเุ จริญสมถะอนั มีวปิ สั สนานำหนา้ เมื่อเสพเจริญ สมถะอนั มีวปิ ัสสนานำหน้า มรรค ย่อมเกิด เสพ ทำใหม้ ากซ่ึงมรรคนั้น เมอื่ เสพภิกษยุ ่อมละสงั โยชน์ได้ อย่างน้ี อนุสยั ยอ่ มส้ินไปอย่างน้ี ภิกษเุ จริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้าอย่างน้ี”๓๖ การเจริญวิปัสสนาโดย มีสมถะหนำหน้าเมือถึงขณะที่อริยมรรคเกิดขึ้น ทั้งสมถะและวิปัสสนาจะต้องเกิดขึ้นด้วยการกันท้ัง สองเป็นการแน่นอนเสมอไป เพราะว่า โดยหลักพื้นฐานของสมถะและวิปัสสนาก็ คือ องค์ปรากอบ ของมรรคนัน้ เอง ๓.๔.๓ สมถวิปัสสนายุคนัทธภาวนา เป็นการเจริญสมถะกับวิปัสสนาที่เป็นคู่กันไปด้วย อาการ ๑๖ อย่าง “...เมื่อละอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านก็เกิดสมาธิ กล่าว คือ ภาวะที่จิตมีอารมณ์หนึ่ง เดียว ไม่พล่านส่าย ซึ่งมีนิโรธ เป็นอารมณ์พร้อมกันนั้น เมื่อละอวิชชาก็เกิดวิปัสสนา คือ การตามดูรู้ เห็นแจ้ง ซึ่งมีนิโรธ เป็นอารมณ์อย่างนี้เรียกว่า ทั้งสมถะและวิปัสสนามีกิจเดียวกันเป็นควบคู่กัน ไม่ เกนิ กนั โดยอรรถแห่งอารมณ์ ตวั ย่างสำคัญ คอื พระสารบี ตุ ร ซึ่งได้เจรญิ สมถะและวปิ ัสสนาเขา้ ค่กู ันมา ตั้งแตป่ ฐมฌานจนตลอดบรรลมุ รรคผล”๓๗ การปฏิบัติสมถะวิปัสสนาควบคู่กันไปนั้น “...มิได้ หมาย ถึงการเจริญพร้อมกันทั้งสอง เพราะไม่สามารถพิจารณาสังขารด้วยจิตเดียวกันกับที่เข้าสมาบัติได้ แต่ หมาย ถึงเข้าสมาบัติถึง พิจารณาสังขารถึงนั่น พิจารณาสังขารถึงไหนก็เข้าสมาบัติถึงนั่น คือภิกษุเข้าปฐมฌาน ออกจาก ปฐมฌานนั้นแล้ว ก็พิจารณาสังขารทั้งหลาย ครั้นพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้ว ก็เข้าทุติยฌาน ครั้น ออกจากทุติยฌานนั้นแล้ว ก็พิจารณาสังขารทั้งหลายอีกครั้นพิจารณาสังขารทั้งหลายแล้ว ก็เข้าตติย ฌาน ก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ครั้นออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้นแล้ว ก็ พิจารณาสังขารทั้งหลาย ภกิ ษนุ ้ีชื่อวา่ เจรญิ สมถะ และวิปัสสนาควบคกู่ ันไป ด้วยอาการอยา่ งน้ี”๓๘ ๓.๔.๔ ธมั มทุ ธจั จวคิ คหติ มานัส เปน็ วิธีปฏิบัติเม่ือจติ ถูกชักให้เขวด้วยธรรมธุ ัจจ์ คือ ความ ฟุ้งซ่านหรือตื่นธรรม “...เมื่อผู้ปฏิบัติกำลังมนสิกาขันธ์ ๕ อย่างหนึ่งอย่างใดอยู่โดยไตรลักษณ์เกิดมิ โอภาสแสงสว่าง ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ ความสงบเย็นสุข อธิโมกข์ความปลงใจหรือศรัทธาแก่กล้า ปคั คาหะควาเพียรท่ีพอดี อปุ ัฏฐาน สติชดั หรือสตกิ ำกบั อยู่ อุเบกขา จิตเรียบเสมอเป็นกลาง หรือนิกัน ติ ความติดใจข้ึนอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ปฏิบัตินึกถึงโอภาสเป็นต้นนั้น ว่าเป็นธรรม คือ เข้าใจว่าเป็น มรรคผลหรือนิพพาน เพราะการนึกไปเช่นนั้น ก็จะเกิดความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ผู้ปฏิบัติมีใจถูกชัก ให้เขวไปด้วยอุทธัจจะแล้ว ก็จะไม่รูชัดตามความเป็นจริง ซึ่งสภาพที่ปรากฏอยู่ โดยภาวะเปนของไม เที่ยง โดยภาวะที่เป็นทุกข์ โดยภาวะที่เป็นอนัตตาดังนั้นจึงเรียกว่ามีจิตถูกชักให้เขวไปด้วยธรรมุธัจจ์ ๓๖ ดรู ายละเอยี ดใน ขุ.ป.(ไทย) ๓๑/๔/๔๑๘-๔๒๐. ๓๗ พระพรหมคณุ าภรณ์, พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและบรรยาย, หน้า ๓๒๙. ๓๘ องฺ.ทกุ .อ. (ไทย) ๒/๑๗๐/๕๓๘.

๗๕ แต่ครั้นมีเวลาเหมาะที่จิตตั้งแนว่ สงบสนิทลงไดใ้ นภายใน เด่นชัดเป็นสมาธิมรรคก็เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบตั ิ นัน้ ได”้ ๓๙ ความรู้ความเข้าใจในหลักการปฏิบัติเม่ือจิตถูกชักให้เขวด้วยความฟุ้งซ่านนั้นเรียกว่า ธัมมุทธัจจะต้องฉลาดไม่ลุ่มหลงคล้อยตามจิตไม่หวั่นไหว บริสุทธิ์ไม่หมองมัว กำหนดรู้ความปรากฏ โดยความไม่เที่ยงตามเป็นจริงจิตตภาวนาก็จะไม่คลาดไม่เสื่อมเสียย่อมตั้งอยู่โดยชอบ คือ ย่อมตั้งมั่น ด้วยจิต “การปฏิบัติในวิธีที่ ๔ นี้ ไม่ว่าจะเป็นสมถยานิกหรือวิปัสสนายานิกก็ตาม อุทยัพพยญาณ เกิดขึ้นครั้งแรก วิปัสสนูปกิเลสย่อมเกิดขึ้นแก่นักปฏิบัตินั้น บางครั้งผู้ปฏิบัตินั้นอาจสำคัญผิดคิดว่า ตนเองได้บรรลมุ รรคผลแล้วก็เป็นได้”๔๐ ๓.๕ วธิ กี ารประยุกต์ใช้วิปสั สนาภาวนาในการเจรญิ กรรมฐานในคัมภรี ว์ ิสทุ ธมิ รรค วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐานในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้นเพื่อการเห็นแจ้งของสภาวะธรรม ด้วยความเป็นจริงในการรู้เท่าทันของจิตไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจของกิเลส การปฏิบัติกรรมฐานที่มี วิปัสสนาเป็นแนวทางในการเจรญิ เพื่อการเกิดขนึ้ ของสภาวะธรรมแลว้ กำหนดการพจิ ารณามีกรรมฐาน ๔๐ เป็นหลักนำไปสู่การปฏิบัติ คือ เจริญกรรมฐานพิจารณาเห็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นของสมาธิใน ความไมเ่ ทยี ง เปน็ ทกุ ข์ และเป็นอนัตตาทำจติ ใจ้ให้น่งิ ไปตามอาการ ๑๐ ยา่ ง ดงั น้ี ๓.๕.๑ ประยุกต์วปัสสนากับการเจริญกรรมฐาน ๔๐ คือ “...๑) กสิณกัมมัฏฐาน ๑๐ (๑) ปฐวีกสณิ กสณิ สำเร็จด้วยดิน (๒) อาโปกสิณ กสิณสำเรจ็ ด้วยนำ้ (๓) เตโชกสณิ กสิณสำเร็จด้วยไฟ (๔) วาโยกสิณ กสณิ สำเร็จด้วยลม (๕) นลี กสณิ กสณิ สำเร็จดว้ ยสเี ขียว (๖) ปตี กสณิ กสิณสำเรจ็ ด้วยสี เหลือง (๗) โลหิตกสิณ กสิณสำเรจ็ ด้วยสีแดง (๘) โอทาตกสิณ กสิณสำเร็จดว้ ยสขี าว (๙) อาโลกกสณิ กสิณสำเร็จด้วยแสงสว่าง (๑๐) ปริจฉินนากาสกสิณ กสิณสำเร็จด้วยช่องว่างซึ่งกำหนดขึ้น ๒) อสุภ กัมมัฏฐาน ๑๐ (๑) อุทธมาตกอสุภะ ซากศพที่ขึ้นพองน่าเกลียด (๒) วินีลกอสุภะ ซากศพที่ขึ้นเป็นสี เขยี วนา่ เกลยี ด (๓) วปิ พุ พกอสุภะ ซากศพทีม่ ีหนองแตกพลักน่าเกลียด (๔) วิจฉททกอสุภะ ซากศพท่ี ถูกตัดเป็นท่อนๆ น่าเกลียด (๕) วิกขายิตกอสุภะ ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกระจุยกระจายน่าเกลียด (๖) วิกขิตตกอสุภะ ซากศพที่ทิ้งไว้เรี่ยราดน่าเกลียด (๗) หตวิกขิตตกอสุภะ ซากศพที่ถูกสับฟันท้ิง กระจัดกระจายน่าเกลียด (๘) โลหิตกอสุภะ ซากศพที่มีโลหิตไหลออกน่าเกลียด (๙) ปฐวกอสุภะ ซากศพที่เต็มไปดว้ ยหนอนน่าเกลียดและ (๑๐) อฏั ฐิกอสภุ ะ ซากศพท่ีเป็นกระดูกนา่ เกลียด ๓) อนุสติ กรรมฐาน ๑๐ (๑) พุทธานุสสติ ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า (๒) ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของ ๓๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ (กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ จำกดั ๒๕๕๑), หนา้ ๘๙. ๔๐ ธนิต อยู่โพธ์ิ, วิปัสสนานิยมว่าด้วยทฤษฎี และการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรงุ เทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๐), หนา้ ๑๓๙.

๗๖ พระธรรม (๓) สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระอริยสงฆ์ (๔) สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน (๕) จา คานุสสติ ระลึกถึงการบริจาคที่ตนบริจาคแล้ว (๖) เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้เป็นเทวดา (๗) มรณานุสสติ ระลึกถึงความตาย (๘) กายคตาสติ ระลึกถึงร่างกายซึ่งล้วนแต่ไม่สะอาด (๙) อานา ปานสติ ระลกึ กำหนดลมหายใจเข้าออก (๑๐) อุปสมานุสสติ ระลึกถงึ นิพพานอนั เป็นทีด่ ับทุกข์ท้ังปวง ๔) พรหมวิหารกัมมัฏฐาน ๔ (๑) เมตตา ความรักที่มุ่งช่วยทำประโยชน์ (๒) กรุณา ความสงสารที่มุ่ง ช่วยบําบัดทุกข์ (๓) มุทิตา ความพลอยยินดีต่อสมบัติ (๔) อุเปกขา ความเป็นกลางไม่เข้าฝ่ายใด ๕) อารุปปกัมมัฏฐาน ๔ (๑) อากาสานัญจายตนะ อากาศไม่มีที่สุด (๒) วิญญาณัญจายตนะ วิญญาณ ไม่มที ่ีสุด (๓) อากญิ จญั ญายตนะ ความไมม่ ีอะไร (๔) เนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญาละเอียดซ่ึงจะ วา่ มสี ัญญาก็ไมใ่ ช่ไม่มกี ็ไมใ่ ช่ ๖) สญั ญา ๑ คอื อาหาเรปฏิกลู สัญญา ความหมายรู้ในอาหารโดยเป็นส่ิง ท่ีนา่ เกลียด ๗) ววัดถาน ๑ อย่างคือ จตธุ าตวุ วัดถาน การกำหนดแยกคนออกเป็นธาตุ ๔”๔๑ ๓.๕.๒ ประยุกต์ใช้วิปัสสนากับการอุปจารฌานและอัปปนาฌาน คือการเจริญกรรมฐาน แล้วจึงปฏิบัติวิปัสสนาโดยเฉพาะอนุสติ ๑๐ คือ “ยกเว้นกายคตาสติกับอานาปานสติเสียอนุสสติ กัมมฏั ฐานท่ีเหลือ ๘ กบั อาหาเราปฏิกลู สัญญา ๑ จตธุ าตวุ วัตถาน ๑ นํามาซ่ึงอปุ จารฌาน กัมมัฏฐาน ทเี่ หลอื ๓๐ ประการ นาํ มาซ่งึ อัปปนาฌาน ๓.๕.๓ ประยุกต์ใช้วิปสั สนากับการเจริญกรรมฐานโดยความต่างกันแห่งฌาน คือ “...โดย ความต่างกันแห่งฌานนั้น ในกัมมัฏฐาน ๓๐ ประการที่นํามาซึ่งอัปปนาฌานนั้น กสิณ ๑๐ กับ อานา ปานสติ ๑ รวมเป็น ๑๑ ประการ ย่อมให้สำเร็จฌานได้ทั้ง ๔ ฌาน อสุภ ๑๐ กับกายคตาสติ ๑ รวม เป็น ๑๑ ประการ ย่อมให้สำเร็จเพียงปฐมฌานอย่างเดียว พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นให้สำเร็จฌาน ๓ ข้างต้น พรหมวิหารข้อที่ ๔ และอารุปปกัมมัฏฐาน ๔ ย่อมให้สำเร็จฌานที่ ๔ นี้เป็นความต่างกันแห่ง ฌาน”๔๒ ๓.๕.๔ ประยุกต์ใช้วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐานโดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ คือ “... โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์นัน้ การผ่านมี ๒ อย่าง คือ การผ่านองค์ฌาน ๑ การผ่านอารมณ์ ๑ ใน ๒ อยา่ งการผ่านองคฌ์ านย่อมมีได้ในกัมมัฏฐานท่ีใหส้ ำเรจ็ ฌาน ๓ และฌาน ๔ แม้ทง้ั หมดเพราะทุติย ฌานเป็นต้นที่ฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุในอารมณ์เดียวกันต้องผ่านองค์ฌานทั้งหลาย มีวิตกและ วิจารเปน็ ต้น ขึ้นไปในพรหมวหิ ารขอ้ ที่ ๔ กเ็ หมือนกันเพราะแมพ้ รหมวิหารขอ้ ที่ ๔ อนั ฌานลาภีบคุ คล จะพึงได้บรรลุ ก็ต้องผ่านโสมนัสเวทนาในอารมณ์ของพรหมวิหาร ๒ มีเมตตาเป็นต้นไปเหมือนกัน ส่วนการผ่านอารมณ์ย่อมมีได้ในอารุปปกัมมัฏฐาน ๔ เพราะอากาสานัญจายตนฌานอันฌานลาภี ๔๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธมิ รรค, แปลและเรียบเรยี งโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์คร้ังที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกดั , ๒๕๕๔), หนา้ ๑๘๓-๑๘๕. ๔๒ เรื่องเดยี วกนั , หนา้ ๑๘๕.

๗๗ บุคคลจะพึงได้บรรลุก็ต้องผ่านกสิณอันใดอันหนึ่งในบรรดากสิณ ๙ ข้างต้น และวิญญาณัญจายตน ฌานเป็นต้นอันฌานลาภีบุคคลจะพึงได้บรรลุ ก็ต้องผ่านอารมณ์ทั้งหลายมีอากาศเป็นต้นขึ้นไป การ ผ่านอารมณห์ าได้มใี นกัมมฏั ฐานที่เหลือนอกจากน้ีไม่”๔๓ ๓.๕.๕ ประยุกต์ใช้วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐานควรขยายและไม่ควรขยายโดยมี “... กัมมัฏฐานที่ควรขยายในกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการ กสิณกัมมัฏฐานควรขยายทั้ง ๑๐ ประการนั่นเทียว เพราะโยคีบุคคลแผ่กสิณไปสู่โอกาสได้ประมาณเท่าใดก็สามารถได้ยินเสียงด้วยทิพพโสตะ เห็นรูปได้ ด้วยทิพพจักษุ และรู้จติ ของสตั วอ์ ืน่ ได้ดว้ ยจิตภายในโอกาสประมาณเท่าน้นั สว่ นกายคตาสติ กบั อสุภ กัมมฏั ฐาน ๑๐ ประการ ไมค่ วรขยายเพราะกัมมฏั ฐานเหลา่ น้ี โยคีบคุ คลกำหนดเอาดว้ ยโอกาสเฉพาะ และเพราะไม่มีอานิสงส์ และข้อที่กัมมัฏฐานเหล่านี้อันโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะจัก ปรากฏในแผนกแห่งภาวนาของกัมมัฏฐานน้ัน ๆ ข้างหน้าแหละเมื่อโยคีบุคคลขยายกัมมัฏฐานเหล่านี้ แล้วก็เปน็ แต่เพียงขยายกองแห่งซากศพ หามีอานิสงส์อะไรแต่ประการใดไม่ รูปสัญญาปรากฏชัดแล้ว แต่อฏั ฐกิ สัญญาไม่ปรากฏชัดก็ในปัญหาพยากรณน์ ้ันว่า รูปสัญญาปรากฏชดั แลว้ ดว้ ยอำนาจที่ได้ขยาย นิมิต สว่ นท่ีวา่ อฏั ฐิกสญั ญาไม่ปรากฏชัดน้นั ดว้ ยอำนาจท่ีไม่ไดข้ ยายนิมิต เม่ือถอื เอาความอย่างนี้แล้ว ภาวะที่อสุภฌานทั้งหลายมีอารมณ์หาประมาณมิได้อันใด ที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคหะ ว่า ไมใ่ ชจ่ ะผดิ ไปเสียเลยเพราะโยคบี ุคคลบางคนย่อมถือเอานิมิตในซากศพท่ีขนึ้ พองหรือในซากศพท่ีเป็น โครงกระดูกชนิดใหญบ่ างคนกถ็ ือเอานิมิตในซากศพเช่นนั้นชนิดเล็ก โดยปริยายน้ีฌานของโยคีบุคคล บางคนจงึ มอี ารมณ์เล็กบางคนมีอารมณ์หาประมาณมิได้ ฌานมอี ารมณ์หาประมาณมิได้ หมายเอาโยคี บุคคลที่ไม่เห็นโทษในการขยายนิมิตแห่งอสุภกัมมัฏฐานแล้วขยายกัมมัฏฐานแต่อย่างไรก็ตาม กายค ตาสติกัมมัฏฐานกับอสุภกัมมัฏฐาน ๑๐ ประการ ไม่ควรขยายเพราะไม่มีอานสิ งส์อะไร แม้กัมมัฏฐาน ที่เหลือก็ไม่ควรขยายเช่นเดียวกับกายคตาสติและอสุภกัมมัฏฐานเพราะเหตุว่า ในบรรดากัมมัฏฐาน เหล่านั้น นิมิตแห่งอานาปานสติเมื่อโยคีบุคคลขยายก็จะขยายแต่กองแห่งลมเท่านั้น และนิมิตแห่งอา นาปานสตินั้นกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ เช่นนิมิตที่ปลายจมูกและริมฝีปากเป็นต้น อานาปานสติ กัมมัฏฐานจึงไม่ควรขยายเพราะมีแต่โทษอย่างหนึ่ง เพราะโยคีบุคคลกำหนดเอาด้วยโอกาสเฉพาะ อย่างหน่งึ ในพรหมวิหาร ๔ มีสัตว์เป็นอารมณ์ เมื่อขยายอารมณ์ของพรหมวิหารเหล่านั้นก็จะขยาย แตก่ องแห่งสตั ว์เท่าน้ัน ท่ีจะได้ประโยชน์อะไรกับการขยายกองแห่งสัตว์หามีไม่ เพราะแม้อารมณ์ของ พรหมวิหารก็ไม่ควรขยาย ส่วนพระพุทธพจน์ใดที่ทรงแสดงไว้ว่า ภิกษุมีจิตประกอบด้วยเมตตา แผ่ เมตตาจิตไปทางทิศหน่ึงอยู่ทรงแสดงด้วยอำนาจการกำหนดถือเอาต่างหาก หาใช่ด้วยอำนาจการ ๔๓ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพค์ รัง้ ที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: บริษัท ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หน้า ๑๘๖.

๗๘ ขยายนิมิตไม่ จริงอยู่ภิกษุกำหนดเอาสัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในทิศหนึ่งแล้วจึงเจริญ เมตตาไปโดยลำดับ มี อาวาสหนึ่ง สองอาวาส พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปทางทศิ หนึ่งอยู่ มิใช่ภิกษุขยายนิมติ กัมมัฏฐานอนึง่ ในพรหมวิหารภาวนาก็ไม่มปี ฏภิ าคนิมิตทีโ่ ยคบี คุ คลน้ีจะพึงขยายด้วย แม้การที่พรหม วิหารฌานมีอารมณ์เล็กน้อยและมีอารมณ์หาประมาณมิได้ ในอธิการนี้ พึงทราบด้วยอำนาจการ กำหนดเอาสัตว์จำนวนมากเป็นเกณฑ์ต่างหากในอารมณ์ของอารุปปฌาน ๔ นั้น อากาศหมายเอาอา กาสานัญจายตนะก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นกสิณคฆาฏิมากาศ คืออากาศตรงที่เพิกกสิณออกจริงอยู่ กสิณคฆาฏิมากาศอากาศที่เพิกกสิณออก โยคีบุคคลพึงสนใจแต่เพียงเป็นที่ปราศจากกสิณ นอกเหนือไปจากนั้นแม้จะขยายก็ไม่มีประโยชน์อะไร วิญญาณหมายเอาวิญญาณัญจายตนะก็ไม่ควร ขยาย เพราะเป็นสภาวธรรมจริงอยู่ใครๆ ก็ตามไม่สามารถจะขยายสภาวธรรมได้ ความปราศจาก วิญญาณ หมายเอาอากิญจัญญายตนะก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นภาวะสักว่าความไม่มีแห่งวิญญาณ อารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นสภาวธรรมเช่นเดียวกัน กัมมัฏฐานที่เหลืออีก ๑๐ มีพุทธานุสสติก็ไม่ควรขยายด้วยไม่มีปฏิภาคนิมิต เพราะกัมมัฏฐานที่มี ปฏิภาคนิมิตที่เป็นกมั มัฏฐานควรจะขยาย และอารมณ์ที่เป็นปฏภิ าคนิมิตของกัมมัฏฐาน ๑๐ มีพุทธา นุสสติเปน็ ต้นหามีไม่ เพราะฉะนนั้ จึงไม่ควรขยายอารมณน์ ั้น,๔๔ ๓.๕.๖ ประยุกต์ใช้วิปัสสนากับการเจริญกัมกรรมฐานโดยอารมณ์ของฌานคือ “...ใน กัมมัฏฐาน ๔๐ ประการน้ัน กสณิ ๑๐ อสุภ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ รวม ๒๒ กมั มฏั ฐานท่ี มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิต กัมมัฏฐานท่ีเหลือ ๑๘ มีอารมณ์ไม่เปน็ ปฏภิ าคนมิ ิตในอนุสสติ ๑๐ ยกเว้น อานาปานสติกับกายคตาสติเสีย อนุสสติที่เหลือ ๘ กับอาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ วิญญาณัญจายตนะ ๑ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑ รวม ๑๒ กัมมัฏฐานนี้มีอารมณ์เป็นสภาวธรรม กสณิ ๑๐ อสภุ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กายคตาสติ ๑ รวม ๒๒ กมั มฏั ฐานมีอารมณ์เป็นนิมิต กัมมัฏฐาน ทีเ่ หลือ ๖ คือพรหมวิหาร ๔ อากาสานญั จายตนะ ๑ อากิญจญั ญายตนะ ๑ มอี ารมณ์ท่พี ูดไม่ถูก คือใช่ สภาวธรรมและไม่เป็นนิมิต วิปุพพกอสุภะ ๑ โลหิตกอสุภะ ๑ ปุฬุวกอสุภะ ๑ อานาปานสติ ๑ อาโป กสณิ ๑ เตโชกสิณ ๑ วาโยกสณิ ๑ และอารมณ์คือดวงแสงแห่งพระอาทิตย์เป็นต้นที่ฉายเข้าไปข้างใน โดยทางช่องหน้าต่างในอาโลกกสิณ ๑ รวม ๘ กมั มฏั ฐานมอี ารมณ์เคลื่อนไหวได้ แตก่ เ็ คลื่อนไหวได้ใน เบอื้ งต้นก่อนแต่ปฏภิ าคนิมิตเกิดข้ึนเทา่ นน้ั สว่ นทีเ่ ป็นปฏิภาคนิมติ แล้วก็สงบนิ่งเหมือนกัน กัมมัฏฐาน ที่เหลือจาก ๘ กัมมัฏฐานมีอารมณ์ไม่เคลื่อนไหวฉะนั้น นักศึกษาพึงทราบการวินิจฉัยกัมมัฏฐานโดย อารมณข์ องฌาน ด้วย ประการฉะน้ี”๔๕ ๔๔ พระพุทธโฆสเถระ, คมั ภรี ์วิสุทธิมรรค, หนา้ ๑๘๖-๑๘๙. ๔๕ เรือ่ งเดียวกนั , หน้า ๑๘๙.

๗๙ ๓.๕.๗ ประยุกต์วิปัสสนากับการเจริญภูมิเป็นท่ีบังเกิดคือ “...โดยภูมิเป็นที่บังเกิด อสุภ กัมมัฏฐาน ๑๐ กายคตาสติ ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ รวม ๑๒ กัมมัฏฐานย่อม ไม่บังเกิดในเทวโลก ชั้นกามาวจร เพราะซากศพและอาหารอันน่าเกลียดไม่มีในเทวโลก กัมมัฏฐาน ๑๒ รวมกับอานาปาน สติ ๑ เป็น ๑๓ กัมมัฏฐานนี้ย่อมไม่บังเกิดในพรหมโลก เพราะลมอัสสาสะปัสสาสะไม่มีในพรหมโลก กัมมัฏฐานอื่นๆ นอกจากอารุปปกัมมัฏฐาน ๔ แล้วย่อมไม่บังเกิดในอรูปภพ ส่วนในโลกมนุษย์ กมั มฏั ฐาน บังเกดิ ไดค้ รบหมดทง้ั ๔๐ ประการ ๓.๕.๘ ประยุกต์วิปัสสนากับการเจริญถือเอา ด้วยวัตถุที่ได้เห็นได้ถูกต้อง และที่ได้ยินใน กมั มัฏฐานยกเว้นวาโย กสิณเสยี กสิณท่ีเหลอื ๙ กับอสภุ ๑๐ รวมเปน็ ๑๙ กัมมฏั ฐานพงึ ถือเอาได้ด้วย สที ่ีไดเ้ หน็ ในเบ้ืองต้นต้องแลดดู ้วยตาเสียก่อนแลว้ จงึ ถือเอานิมิตของกมั มฏั ฐานเหลา่ น้นั ได้ ในกายคตา สติ อาการ ๕ คอื ผม ขน เลบ็ ฟนั และหนงั พงึ ถือเอาไดด้ ้วยสที ่ีได้เห็นอาการทีเ่ หลือ ๒๗ พึงถือเอาได้ ด้วยเสียงที่ได้ยินอารมณ์ของกายคตาสติกัมมัฏฐาน พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและเสียงที่ได้ยินอานา ปานสติกัมมัฏฐาน พึงถือเอาได้ด้วยการถูกต้อง วาโยกสิณ พึงถือเอาได้ด้วยสีที่ได้เห็นและสัมผัสที่ได้ ถูกต้อง กัมมัฏฐานที่เหลืออีก ๑๘ พึงถือเอาได้ด้วยเสียงที่ได้ยิน แหละในกัมมัฏฐาน ๔๐ ประการน้ัน กัมมัฏฐาน ๕ คือ อุเปกขาพรหมวิหาร ๑ อารูปปกัมมัฏฐาน ๔ อันโยคีบคุ คลผูเ้ ริม่ ลงมือทำกัมมฏั ฐาน จะพึงถือเอาไมไ่ ดใ้ นทันทที ่ีเดยี ว กัมมัฏฐานทเี่ หลอื อีก ๓๕ จงึ ถือเอาไดโ้ ดยทนั ที”๔๖ ๓.๕. ๙ ประยุกต์ใช้วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐานด้วยความเปน็ ปัจจัยเกื้อหนุน คือ “... ในบรรดากัมมัฏฐานยกเว้นอากาสกสิณเสียกสิณที่เหลือ ๙ ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปปฌาน ทั้งหลาย กสิณทั้ง ๑๐ ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อภิญญาทั้งหลายพรหมวิหาร ๒ ข้างต้นย่อมเป็น ปัจจัยเกื้อหนุนแก่พรหมวิหารข้อที่ ๔ อารุปปกัมมัฏฐานบทต่ำ ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่อารุปป กัมมัฏฐานบทสูงๆ เนวสัญญานาสัญญายตนกัมมัฏฐานย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่นิโรธสมาบัติ กัมมัฏฐานแม้ทั้งหมด ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่การอยู่เป็นสุข แก่วิปัสสนากัมมัฏฐาน และแก่ ภวสมบัตทิ งั้ หลาย ๓.๕.๑๐ ประยุกใช้วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐานโดยเหมาะสมแก่จริยา คือ ความ เหมาะสม แก่จริยาทั้งหลายในกัมมัฏฐาน ๔๐ กัมมัฏฐาน ๑๑ คือ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ ย่อม เหมาะสมแก่คนราคจริต กัมมัฏฐาน ๔ พรหมวิหาร ๔ วรรณกสิณ ๔ เหมาะสมแก่คนโทสจริต อานาปานสตกิ ัมมัฏฐานข้อเดียวเหมาะสมแก่คนโมหจริตและคนวิตกจริต อนสุ สติ ๖ ข้างตน้ เหมาะสม แก่คนศรัทธาจริต กมั มฏั ฐาน ๔ มรณสติ ๑ อปุ สมานสุ สติ ๑ จตธุ าตวุ วตั ถาน ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต กสิณกัมมัฏฐานที่เหลือ ๖ กับอารูปปกัมมัฏฐาน ๔ เหมาะสมแก่คนทุก ๔๖ เรอื่ งเดยี วกัน, หน้า ๑๙๐.

๘๐ จริต ในกสิณ ๑๐ กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เล็ก ขนาดขันโอย่อมเหมาะสมแก่คนวิตกจริต ขนาดใหญ่ กว่าน้นั จนขนาดเท่าจานขา้ วเปน็ ต้น ยอ่ มเหมาะสมแกค่ นโมหจริต”๔๗ สรุปประยุกตใ์ ช้วิปัสสนากับการเจริญกรรมฐาน คือ กำหนดการพิจารณามีกรรมฐาน ๔๐ เปน็ หลกั นำไปสู่การปฏบิ ัติคือ เจรญิ กรรมฐานพจิ ารณาเห็นสภาวะธรรมที่เกิดข้ึนของสมาธิในความไม่ เทียง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาทำจิตใจ้ให้นิ่งไปตามอาการ ๑๐ คือ ๑) กรรมฐาน ๔๐ (๑) กสิณ กัมมัฏฐาน ๑๐ ๒) อสุภกมั มัฏฐาน ๑๐ (๓) อนุสติกรรมฐาน ๑๐ (๔) พรหมวิหารกมั มฏั ฐาน ๔ (๕) อา รุปปกัมมัฏฐาน ๔ (๖) สัญญา ๑ (๗) ววัดถาน ๑ ๒) โดยอุปจารฌานและอัปปนาฌาน ๓) โดยความ ต่างกันแห่งฌาน ๔) โดยผ่านองค์ฌานและอารมณ์ คือ ๕) ควรขยายและไม่ควรขยาย ๖) โดยอารมณ์ ของฌาน ๗) ภมู ิเปน็ ที่บังเกดิ ๘) การถอื เอา ๙) ความเป็นปจั จยั เก้ือหนนุ ๑๐) โดยเหมาะสมแก่จริยา กัมมัฏฐาน ๑๑ คือ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ ย่อมเหมาะสมแก่คนราคจริต กัมมัฏฐาน ๔ พรหมวิหาร ๔ วรรณกสิณ ๔ เหมาะสมแก่คนโทสจริต อานาปานสติกัมมัฏฐานข้อเดียวเหมาะสมแก่คนโมหจริต และคนวิตกจริต อนุสสติ ๖ ข้างต้นเหมาะสมแก่คนศรัทธาจริต กัมมัฏฐาน ๔ มรณสติ ๑ อุปสมานุส สติ ๑ จตุธาตวุ วตั ถาน ๑ อาหาเรปฏิกูลสญั ญา ๑ เหมาะสมแก่คนพุทธิจริต กสิณกมั มฏั ฐานท่ีเหลือ ๖ กบั อารปู ปกมั มฏั ฐาน ๔ เหมาะสมแกค่ นทกุ จริต ในกสณิ ๑๐ กสณิ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงทเี่ ล็กขนาดขันโอ ยอ่ มเหมาะสมแก่คนวิตกจริต ขนาดใหญก่ ว่านัน้ จนขนาดเทา่ จานขา้ วเปน็ ตน้ ๓.๖ ประโยชนข์ องวปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรค การปฏิบัตวิ ิปสั สนาภาวนาในพระพุทธศาสนานน้ั โดยเฉพาะในคัมภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคที่ได้แสดง ถึงประโยชนข์ องวิปสั สนานน้ั คอื ๓.๖.๑ การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดอากาสานัญจายตนะ คือ การกำหนดรู้ของ “...อรูป กรรมฐาน ๔ ประการในลำดับแหง่ พรหมวหิ าร พระโยคาวจรผู้ตอ้ งการเจรญิ อากาสานัญจายตนะก่อน เล็งเห็นโทษในกรัชรูปด้วยสามารถแห่งความลำบากมีการต้องรับอาญา ซึ่งมีรูปเป็นเหตุย่อมปรากฏ แตข่ อ้ นี้ยอ่ มไม่มใี นอรูปพรหมโดยประการทั้งบวง ย่อมปฏบิ ัตเิ พื่อความเบ่ือหน่ายคายกำหนัด เพ่ือดับ รูปอย่างเดียว และด้วยสามารถแห่งความเจ็บป่วยหลายพันอย่างมโี รคตาโรคหูเป็นต้นเหล่าน้ีแล้วย่อม ทำจตุตถฌานให้เกิดขึ้นในกลสิณอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดากสิณ ๙ ประการมีถวีกสิณเป็นตน้ ยกเว้น ปริจฉนิ นากาสกสิณเพ่อื กา้ วล่วงเสยี ซ่งึ รูปน้ัน”๔๘ ๓.๖.๒ การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดด้วยวิญญาณัญจายตนะ คือการกำหนดรู้ “...ในอา กาสานัญจายตนสมาบตั ิโดยอาการ ๕ ประการเล็งเห็นโทษในอากาสานัญจายตนะว่า สมาบัตนิ ีม้ ขี ้าศึก ๔๗ เรอื่ งเดียวกนั , หนา้ ๑๙๑. ๔๘ อ้างแลว้ .

๘๑ คือรูปาวจรฌานอยู่ใกล้ และไม่สงบเหมือน อย่างวิญญาณัญจายตนฌานจึงทำลายความพอใจในอา กาสานัญจายตนฌาน ให้สิ้นไป แล้วมนสิการซึ่งวิญญาณัญจายตนฌานเป็นธรรมสงบแล้วพึงร ำพึง มนสิการพิจารณาวิญญาณที่แผ่ไปยังอากาศนั้น จึงทำให้เป็นคุณอันความตรึกและความวิตกจรดแล้ว ไม่พึงมนสิการเม่ือพระโยคาวจรน้ันส่งจติ เที่ยวไปบ่อยๆ ในนิมิตนวิ รณ์ทั้งหลายยอ่ มสงบสติย่อมต้งั ม่นั สมาธิย่อมมั่นคงด้วยอุปจาระเธอเสพเจริญ ทำให้มากซึ่งนิมิตนั้นๆ เมื่อเธอทำอยู่อย่างนี้ จิต ประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนะย่อมแนบแน่นในวิญญาณอันอากาศถูกต้องแล้ว ก็ด้วยอาการเพียง ย่อมกล่าวถึงเพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยอาการทั้งปวงจึงได้บรรลุวิญญาณัญจายต นะ”๔๙ ๓.๖.๓ การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดด้วยอากิญจัญญายตนะ คือการกำหนดรู้ “...ทำจิตให้ เที่ยวไปในนิมติ บอ่ ยๆ อยู่อย่างนี้ นิวรณ์ทั้งหลายยอ่ มสงบราบคาบไปสติย่อมตั้งมั่น จิตย่อมตั้งมั่นโดย ชอบด้วยอุปจารฌาน พระโยคาวจร ซ่องเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งนิมิตนั้นบ่อยๆ เมื่อทำอยู่อย่างนี้ อา กิญจัญญายตนจิตย่อมถึงอัปปนาในความว่างเปล่า ว่างเว้น และความไม่มีแห่งมหัคคตวิญญาณ ท่ี เป็นไปแผ่ไปยังอากาศนั้นนั่นเทียว ดังวิญญาณัญจายตนะถึงอัปปนาในมหัคคตวิญญาณ ที่แผ่อยู่ใน อากาศกน็ ยั แห่งอัปปนาในอากิญจญั ญายตนฌาน”๕๐ เป็นวญิ ญาณทไ่ี ม่เหลืออยู่ ๓.๖.๔ การเจริญวปิ สั สนาท่กี ำหนดด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือการกำหนดรู้ “...ได้ สงั่ สมวสภี าวะในอากิญจัญจายตนสมาบัตโิ ดยอาการ ๕ ประการไว้แล้ว เล็งเหน็ โทษในอากิญจัญญายต นะ และอานิสงส์ในคุณวิเศษที่สูงขึ้น สมาบัตินี้มีข้าศึก คือวิญญาณัญจายตนะอยู่ใกล้ และจะสงบ เหมือนเนวสัญญานาสัญญายตนะก็หาไม่ สัญญาเป็นดุจโรค สัญญาเป็นดุจฝี สัญญาเป็นดุจลูกศร ธรรมชาติที่ สงบ ธรรมชาติที่ประณีต คือเนวสัญญานาสัญญา แล้วทำความอาลัยในอากิญจัญญายต นะให้สิ้นไป ทำไว้ในใจซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะว่าเปน็ ธรรมสงบ จึงนึกพึงทำไว้ในใจ จึงพิจารณา อากิญจัญญายตนสมาบัตินั่น ที่ทำให้เป็นไปโดยทำความไม่มีให้เป็นอารมณ์บ่อยๆ พึงทำให้ความตรึก จรดได้แล้ว วิตกจรดได้แล้ว เมื่อพระโยคาวจรนั้นทำใจให้เที่ยวไปในนิมิตบ่อยๆ นิวรณ์ทั้งหลายย่อม สงบราบคาบไป สติย่อมดำรงมั่น จิตย่อมตั้งมั่นโดยชอบด้วยอุปจารฌาน พระโยคาวจรย่อมเสพ ย่อม เจริญ ย่อมทำให้มากซึ่งนิมิตบ่อยๆ เมื่อทำอยู่อย่างนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนจิตก็ย่อมถึงอัปปนาใน ขันธ์ ๔ ประการ ที่เรียกว่า อากิญจัญญายตนสมาบัตเิ หมือนอย่างทีอ่ ากิญจญั ญายตนจติ ถึงอัปปนาใน ความปราศไปแห่งวิญญาณ ส่วนนัยแห่งอัปนนา ในเนวสัญญานาสัญญายตนจิต ก็โดยลำดับแห่ง ๔๙ พระพทุ ธโฆสเถระ รจนา, คมั ภรี ์วิสทุ ธมิ รรค ภาษาไทย ภาค ๑, หนา้ ๔๙๑. ๕๐ เรื่องเดยี วกัน, ๔๙๔.

๘๒ ภาวนาย่อมก้าวล่วงอากญิ จัญญายตนะได้โดยอาการทัง้ ปวงแล้วก็เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะอยู่ ได”้ ๕๑ สรุปประโยชน์ของการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ การกำหนดรู้เข้าถึงหลักธรรมที่แท้จริง เป็นขั้นตอนในของการปฏิบัติ ๑) การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดอากาสานัญจายตนะ เป็นการกำหนดรู้ ของอรูปกรรมฐาน ๔ ประการในลำดับแหง่ พรหมวหิ าร ๒) การเจริญวปิ ัสสนาท่กี ำหนดด้วยวญิ ญาณัญ จายตนะ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยอาการ ๕ ประการเล็งเห็นโทษในอากาสานัญจายตนะว่า สมาบัตินี้มีข้าศึกคือรูปาวจรฌานอยู่ใกล้ และไม่สงบเหมือน อย่างวิญญาณัญจายตนฌานจึงทำลาย ความพอใจในอากาสานัญจายตนฌาน ใหส้ ิ้นไป แลว้ มนสิการซึ่งวิญญาณัญจายตนฌานเป็นธรรมสงบ แล้วพึงรำพึง ๓) การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดด้วยอากิญจัญญายตนะ ทำจิตให้เที่ยวไปในนิมิตบ่อย ๆ อยู่อย่างนี้ นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบราบคาบไปสติย่อมตั้งมั่น จิตย่อมตั้งมั่นโดยชอบด้วยอุปจารฌาน พระโยคาวจร ๔) การเจริญวิปัสสนาที่กำหนดด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้สั่งสมวสีภาวะใน อากญิ จัญจายตนสมาบัติโดยอาการ ๕ ประการไวแ้ ล้ว เลง็ เห็นโทษในอากิญจญั ญายตนะ และอานสิ งส์ ในคุณวเิ ศษทสี่ ูงขึ้น สมาบตั ินี้มขี า้ ศึก คือ วญิ ญาณัญจายตนะอยู่ใกล้ และจะสงบเหมือนเนวสัญญานา สัญญายตนะก็หาไม่ สัญญาเป็นดุจโรค สัญญาเป็นดุจฝี สัญญาเป็นดุจลูกศร ธรรมชาติที่ สงบ ธรรมชาติที่ประณีต คือ เนวสัญญานาสัญญา แล้วทำความอาลัยในอากิญจัญญายตนะให้สิ้นไป ทำไว้ ในใจซ่ึงเนวสัญญานาสญั ญายตนะวา่ เป็นธรรมสงบ จงึ นกึ พงึ ทำไว้ในใจ จึงพจิ ารณาอากญิ จัญญายตนส มาบัติน่ัน ที่ทำให้เป็นไปโดยทำความไม่มีให้เป็นอารมณ์บ่อย ๆ พึงทำให้ความตรึกจรดได้แล้ว วิตก จรดได้แล้ว นิวรณ์ทั้งหลายย่อมสงบราบคาบไป สติย่อมดำรงมั่น จิตย่อมตั้งมั่นโดยชอบด้วยอุปจาร ฌาน ๓.๗ สรุปสาระสำคัญ หลักวิสุทธิกบั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนาในคมั ภีร์วิสุทธมิ รรค เป็นหลักการปฏิบัติวิปัสสนา ภาวนาเพื่อใหค้ วามประจักษ์ในการเห็นแจ้งของสภาวธรรมท่ีเกิดขึ้นด้วยปัญญาในการปฏิบตั ิธรรมชั้น สูงสดุ ของการเจริญพจิ ารณากำหนดรู้อยทู่ ุกขณะถึงอาการที่เกิดข้นึ ของกาย วาจา จติ เปน็ ฐานของการ เกิดแห่งกำลังความเพียรพยายามให้มีสติเป็นที่ดั้งสัมปชัญญะ และสมาธิเพื่อกำจัดอภิชฌา โทมนัส เพราะผู้ที่จะรู้แจ้งในรูปนามนั้นต้องมีพื้นฐานหรือประสบการณ์ในการเจริญภาวนาในด้ านนี้มาแล้ว แล้วจึงจะสามารถรู้แจ้งรูปนามทั้งอรรถะและพยัญชนะที่พระวิปัสสนาจารย์ได้กล่าวอธิบายไว้ ความ เข้าใจในพระธรรมเทศนาดังกล่าวเรียกว่า ปัญญาที่รู้สภาวะธรรมชาติในกาย เวทนา จิต ธรรมตรงกบั ปัจจุบันตามความเป็นจริงของรูปกับนามเป็นสุดด้วย วิปัสสนาภูมิ ๖ ๑) ขันธ์ ๕ ๒) อายตนะ ๑๒ ๕๑ เรือ่ งเดียวกัน, หน้า ๔๙๖-๔๙๗.

๘๓ ๓) ธาตุ ๑๘ ๔) อินทรยี ์ ๒๒ ๕) อริยสจั จ์มี ๔ ๖) ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ วิปัสสนาภมู ิน้ัน เมือ่ ย่อวปิ สั สนา ภมู แิ ลว้ มี ๒ รูปธรรม กับ นามธรรมกล่าวโดยส้ัน ๆ วา่ รปู นาม เมอ่ื พจิ ารณาโดยองคธ์ รรมวิปสั สนาภูมิ ๖ แล้วจะเห็นได้ว่าเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาภาวนาในการปฏิบัติวิปัสสนา จะตอ้ งมีเฉพาะรปู นามเทา่ น้ัน การเจรญิ วปิ สั สนาเมื่อเกิดปญั ญาแล้ว จะพสิ ูจนไ์ ดด้ ้วยตนเอง รปู นามน้ี ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา และเป็นปัญญาที่เข้าไปประจักษ์แจ้งความจริงของวิปัสสนาปัญญาที่ สามารถทำลายกิเลสลงได้ทำให้ความทุกข์เมื่อเบาหลงด้วยปัญญาในการเจริญวิปัสสนาปฏิบัติต่อ จนถึงมคั คญาณไปปหานกเิ ลสได้อยา่ งเด็ดขาดทำกเิ ลสและความทุกขห์ มดส้ินไปในทส่ี ุด

บทที่ ๔ หลักวสิ ุทธกิ ับการเจรญิ วปิ ัสสนาภาวนาในคัมภรี ์วสิ ุทธมิ รรค หลักวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคครั้งน้ี ผู้วิจัยได้กำหนด ประเด็นในการวิจัยซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะการเจริญวิปัสสนาภาวนาตามหลักวิสุทธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เท่าน้นั คือ ๔.๑ ศีลวสิ ุทธิกับการเจรญิ วิปสั สนาภาวนา ๔.๒ จติ วสิ ทุ ธิกบั การเจริญวปิ สั สนาภาวนา ๔.๓ ทฏิ ฐิวสิ ทุ ธกิ ับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๔.๔ กังขาวิตรณวิสุทธกิ บั การเจริญวิปัสสนาภาวนา ๔.๕ มัคคามคั ญาณทัสสนวสิ ุทธกิ บั การเจริญวิปสั สนาภาวนา ๔.๖ ปฏปิ ทาญาณทสั สนวิสทุ ธกิ บั การเจรญิ วิปสั สนาภาวนา ๔.๗ ญาณทสั สนวสิ ุทธิกับการเจริญวปิ ัสสนาภาวนา ๔.๘ สรปุ ท้ายบท ๔.๑ สีลวสิ ุทธิกบั การเจริญวิปสั สนาภาวนา ศีลวิสุทธิกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา เป็นความบริสุทธ์ิของศีลในการสำรวมระวังที่ศีล วิสุทธิ เจตนาที่งดเว้นจากความชั่วและทุจริต ในการสำร่วมระวังที่จะไม่ประพฤติล่วงละเมิดทางกาย ทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ปฏิบัติอยู่ในสังวรศีลเป็นความบริสุทธิ์หมดจดในศีลของตนท่ีเรียกว่า จตุปารสิ ุทธศิ ลี คอื ปาโมกข์สังวรศีล อินทรีย์สงั วรศลี อาชวี ปาริสทุ ธิศีล ปัจจยสันนสิ สิตศีล คือเจตนา ที่จะงดเว้นจากความชั่วและทุจริต สำรวมระวังในการที่จะไม่ล่วงละเมิดโดยการงดเว้นไม่ล่วงละเมิด กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และการงดเว้นจากมโนทุจริต ๓ เรียกว่าเป็นศีลวิสุทธิพร้อมทั้งความสำรวม ระวังกาย วาจา ใจ เรยี กว่า สังวรศีล เปน็ การสำร่วมระวังใหเ้ กดิ ความบริสุทธิ์ ไดแ้ กจ่ ตปุ าริสทุ ธศิ ีล ๔.๑.๑ ปาฏิโมกข์สังวรศีลกับการเจริญวิปัสสนาภาวนา คือ การสำรวมรักษากาย วาจา และใจพร้อมด้วยอาจาระและโคจรที่เป็นปกติเห็นถึงโทษเล็กน้อยของศีลเป็นเรื่องสำคัญ “กุลบุตรผู้ บวชด้วยศรัทธาที่ได้โวหารว่าอย่างน้ัน เพราะเป็นผู้เห็นภัยในสงสารอย่างหนึ่ง เพราะเป็นผู้ใช้ผ้าที่ถูก ทำลายแล้วเป็นต้นอย่างหนึ่ง ปาติโมกข์ในคำว่า สำรวมแล้วด้วยสังวร คือ ปาติโมกข์นี้ ได้แก่ ศีลอัน เป็นสิกขาบท จริงอยู่ศีลอันเป็นสกิ ขาบทนั้นเรียกว่า ปาติโมกข์เพราะคุม้ ครองรักษาภกิ ษุนั้น คือ ปลด เปลอื้ งภิกษผุ ู้รกั ษาศีลนัน้ ให้หลุดพน้ จากทุกขท์ ั้งหลาย มที ุกขใ์ นอบาย เป็นตน้ ความระวังช่ือว่า ความ

๘๕ สังวร ความสังวรนี้เป็นชื่อของการไม่ล่วงละเมิดที่เกิดทางกายและเกิดทางวาจา ความสังวร คือ ปาติโมกข์ ชื่อว่า ปาติโมกข์สังวร เป็นผู้สำรวมด้วยสังวร คือ ปาติโมกข์นั้น ชื่อว่า ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต อธบิ ายว่า ผู้สำรวม คือผ้เู ขา้ ถึงได้แกผ่ ู้ประกอบด้วยสงั วร คอื ปาติโมกข์ บทวา่ วิหรติ หมายความว่า ยงั อตั ภาพใหเ้ ป็นไปอยู่ คอื อย่ดู ว้ ย อิรยิ าบถ ๔”๑ ความสำเร็จของปาติโมกข์สังวรศีลได้นั้น คือ “...ปาติโมกขสังวรศีลอันโยคีบุคคลพึงให้ สำเร็จด้วยศรัทธา จริงอยู่ปาติโมกขสังวรศีลนั้นมีศรัทธาเป็นเหตุให้สำเร็จเพราะการบัญญัติสิกขาบท เป็นสิ่งที่เกินวิสัยของพระสาวกมีการทรงห้ามการขอบัญญัติสิกขาบทเป็นตัวอย่าง เพราะเหตุนั้นอัน โยคีบุคคลพึงสมาทานเอาสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้แล้วอย่างไม่ให้มีเศษเหลือ ไม่กระทำความ อาลัยแม้ในชวี ิต จึงทำปาติโมกขสังวรศีลน้ีให้สำเร็จเปน็ อยา่ งดดี ้วยศรัทธาสมด้วยพระพุทธพจน์ท่ีตรัส ไว้ว่า พวกเธอจงเป็นผู้มีศีลเป็นที่รกั มีความเคารพศลี ตามรักษาศีล ในกาลทุกเม่ือ เหมือนนกต้อยตีวิด รักษาฟองไข่เหมือนจามรีรกั ษาขนหาง เหมือนมารดารักษาบุตรที่รกั เหมือนคนตาเอกรักษาหน่วยตา ข้างเดยี ว ฉะนน้ั แม้ตรัสไว้อย่างอน่ื อีกว่า มหาสมุทรมีความดำรงอยเู่ ป็นธรรมดาไม่ไหลล้นฝั่งไปแม้ฉัน ใด ปหาราทะ สาวกทั้งหลายของเราก็เหมือนอย่างนั้น ไม่ล่วงข้ามสิกขาบททีเ่ ราบัญญตั ิไว้แล้วสำหรับ สาวกทัง้ หลาย แมเ้ พราะเหตุแห่งชวี ติ กแ็ หละ”๒ ๔.๑.๒ อนิ ทรยี สังวรศีลกับการเจริญวิปสั สนาภาวนา คอื เป็นกระบวนการของการปฏิบัติ กำหนดในการสำรวมระวังอินทรยี ์ทัง้ ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิตในการที่ตาได้เหน็ รูปจมกู ได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรสกายถูกต้อง จิตได้รู้ทางอารมณ์กำลังเกิดขึ้นแล้วกำหนดรู้ไม่ให้ครอบงำต่อผู้ปฏิบัติ “เห็นรูป ด้วยจักษุ อธิบายว่า เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณอันสามารถเห็นรูปได้ ซึ่งได้โวหารว่า จักษุด้วยอำนาจ แห่งเหตุ ส่วนท่านโบราณาจารย์ทั้งหลายกลา่ วไว้ว่า จักษุเห็นรูปไม่ได้เพราะไม่มีจิต จิตก็เห็นรูปไม่ได้ เพราะไม่มีจักษุ แต่เพราะทวารกับอารมณ์กระทบกัน บุคคลจึงเห็นรูปได้ด้วยจิตซึ่งมีจักขุปสาทเป็น วัตถุก็แหละ การพูดที่ประกอบด้วย เหตุเช่นนี้ ย่อมมีได้เหมือนอย่างในคำมีอาทิว่า คนยิงด้วยธนู เพราะฉะนั้น อรรถาธิบายในคำว่า เห็นรูปด้วยจักษุนี้ ได้แก่ เห็นรูปด้วยจักขุวิญญาณนั่นเที่ยว ไม่ ยึดถือซึ่งนิมิต อธิบายว่า ไม่ยึดถือซึ่งนิมิตว่าเป็นหญิงเป็นชายหรือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีนิมิต สวยงาม เป็นตน้ หยุดอยู่เพยี งแคเ่ ห็นเท่านนั้ ไมย่ ดึ ถอื ซ่งึ อนุพยญั ชนะ อธบิ ายว่า ไม่ยึดถือซงึ่ อาการอัน ต่างด้วย มือ, เท้า, การยิ้ม, การหัวเราะ, การพูดและการเหลียวแล เป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่า อนุ ๑ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พมิ พ์คร้งั ที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ บริษทั ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๒๕. ๒ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๕๒-๕๓.

๘๖ พยัญชนะเพราะกระทำความปรากฏโดยเป็นที่ปรากฏเนื่อง ๆ ของกิเลสทั้งหลายอาการใดปรากฏใน สรรี ะนัน้ ก็ถอื เอาเพียงอาการน้ัน เหมือนพระมหาติสสเถระผ้อู ยู่ทีเ่ จตยิ บรรพต”๓ อินทรยี สังวรศีลกบั การเจริญวปิ ัสสนาภาวนาที่ส่งผลต่อความสำเร็จ คือ “...สติเป็นเหตุให้ อินทรียสังวรศีลสำเรจ็ อันโยคีบุคคลก็พึงให้สำเร็จด้วยสติฉันนัน้ จริงอยู่อินทรียสังวรศีล มีสติเป็นเหตุ ให้สำเร็จ เพราะอินทรีย์ท้ังหลายท่ีตัง้ มั่นอยู่ดว้ ยสตแิ ล้วเป็นสภาพอันบาปธรรมท้ังหลายมีอภิชฌาเปน็ ต้นจะพงึ รวั่ ไหลเข้าไปมิได้ เพราะเหตนุ ัน้ อนั โยคบี คุ คลพึงระลกึ ถงึ พระอาทติ ตปรยิ ายสูตรโดยนัยมีอาทิ ว่า ภิกษุทั้งหลายจักขุนทรีย์ อินทรีย์คือ จักษุถูกทิ่มแทงแล้วด้วยชี้เหล็กที่เผาอย่างร้อนลุกโชนมีแสง โชตชิ ว่ งอยูย่ ังนับว่าประเสรฐิ สว่ นการยึดถือนมิ ดิ โดยอนพุ ยญั ชนะในรูปท้งั หลายอันจะพงึ รูด้ ้วยจักษุไม่ ประเสริฐเลย เมื่อวิญญาณเกิดทางจักษุทวารเป็นต้น ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น พึงกั้นความ ยึดถือซงึ่ นมิ ิตเป็นต้นท่ีบาปธรรมทง้ั หลายมีอภิชฌา เปน็ ตน้ จะพึงร่วั ไหลเข้าไป พึงทำอินทรียสังวรศีล นี้ให้สำเร็จเป็นอย่างดีด้วย สติ อันไม่หลงลืม เมื่ออินทรียสังวรศีลนี้อันภิกษุไม่ทำให้สำเร็จแล้วด้วย ประการดังกลา่ วมา แม้ปาติโมกขสังวรศีล ก็พลอยเป็นอันตั้งอยูไ่ ม่นานดำรงอยู่ไม่นานไปด้วย เหมือน ข้าวกล้าที่เขาไม่ได้จัดการล้อมรั้ว ฉะนั้น ภิกษุผู้ไม่ทำให้อินทรียสังวรศีลสำเร็จ ย่อมจะถูกพวกโจร คือ กิเลสปล้นเอาได้ เหมือนบ้านที่เปิดประตูทิ้งไว้ย่อมจะถกู พวกโจรขโมยเอาได้ ฉะนั้น ราคะย่อมจะ รั่วไหลไปสู่จิตของภิกษุนั้น ได้เหมือนฝนรั่วรดเรือนท่ีมุงไม่ดี ฉะนั้น สมด้วยพระพุทธวจนะที่ตรัสไว้ว่า จงรักษาอินทรีย์ ที่รูป, เสียง, กลิ่น, รสและผัสสะทั้งหลายเพราะวา่ ทวารเหล่านี้ถูกเปิดทิ้งไว้ไม่รักษา ย่อมจะถูกโจร คือ กิเลสปล้นเอาเหมือนพวกโจรปล้นบ้านฉะนั้น ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดี ฉันใด ราคะย่อมจะรั่วไหลไปสู่จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ฉันนั้น แต่เมื่ออินทรียสังวรศีลนั้นอันภิกษุทำให้สำเร็จ แลว้ แมป้ าตโิ มกขสังวรศีลก็พลอยเปน็ อนั ต้ังอยู่ได้นานดำรงอยู่ได้นานไปด้วย เปรียบเหมือนข้าวกล้าที่ เขาจดั การล้อมรัว้ ดแี ล้ว ฉะนัน้ ภกิ ษุผู้ทำให้อินทรยี สงั วรศลี สำเรจ็ แลว้ ย่อมจะไมถ่ กู พวกโจร คือ กิเลส ปล้นเอาได้ เปรียบเหมือนบ้านที่ปิดประดูดีแล้ว พวกโจรทั้งหลายก็ขโมยไม่ได้ฉะนั้น ราคะย่อมจะ รั่วไหลไปสู่จิตของภิกษุนั้นไม่ได้ เหมือนฝนรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉะนั้น สมด้วยพระพุทธพจน์ท่ี ตรัสไว้ว่า จงรักษาอินทรีย์ที่รูป, เสียง, กลิ่น, รสและผัสสะ ทั้งหลายเพราะว่า ทวารเหล่านี้ที่ปิดแล้ว ระวังดีแล้ว อันพวกโจรคือกิเลสปล้นไม่ได้ เหมือนพวกโจรปล้นบ้านที่ปิดประตูดีแล้วไม่ได้ ฉะนั้น ฝน ย่อมร่ัวรดเรือนทมี่ ุงดีแล้วไม่ไดฉ้ นั ใด ราคะย่อมรว่ั ไหลเข้าไปสู่จิตที่อบรมดีแลว้ ไม่ได้ ฉนั น้นั กแ็ หละจิต เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะ ฉะนั้น โยคีบุคคลพึงบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ๓ อ้างแลว้ .

๘๗ ดว้ ยมนสกิ ารถงึ อสุภกัมมัฏฐาน แลว้ จงึ ทำให้อินทรยี สังวรศลี สำเร็จ เหมือนอย่างพระวังคีสเถระผู้บวช ไมน่ านเถดิ ”๔ ๔.๑.๓ อาชีวปาริสุทธิศีลกับการเจริญวปิ ัสสนา คือ การเจริญไปตามสภาวะในการดำเนนิ ชวี ิตท่ีถูกต้องเปน็ กระบวนการปฏิบัติวิปสั สนาเว้นการใช้ชีวติ ที่โกหกหลอกลวงทุกชนดิ ที่เกยี่ วกับอาชีพ บริสทุ ธใ์ิ นการแสวงหาปัจจัยเลีย้ งชพิ โดยธรรม การเว้นจากมจิ ฉาอาชพี ซึ่งเป็นไปด้วยการล่วงละเมิดใน สิกขาบท ๖ อย่างที่มีอาชีวะเป็นเหตุด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมมีการหลอกลวง การพูดเลาะเล็ม การ ทำนิมิตแสวงหาลาภด้วยลาภเป็นต้น สิกขาบท ๖ อย่างที่ภิกษุล่วงละเมิดเพราะมีเป็นตัวการ คัมภีร์วิสุทธิมรรคมีอรรถาธิบายอาชีวปาริสุทธิศีลว่า “...๑) ภิกษุมีความปรารถนาลามก อันความ อยากครอบงำแล้ว ยอม อุตริมนุสสธรรม คือ ธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ อันไม่มีจริงอันไม่เป็น เพราะมอี าชพี เปน็ เหตุ เพราะมอี าชีพเป็นตัวการ ต้องอาบตั ปิ าราชกิ ๒) ภกิ ษุทำการชักสือ่ ให้ชายหญิง เป็นผัวเมียกนั เพราะมอี าชีพ เปน็ เหตุ เพราะมีอาชีพเปน็ ตวั การ ตอ้ งอาบัตสิ ังฆาทิเสส ๓) ภิกษุพูดไก๋ ว่า ภิกษุใดอยู่ในวดั ของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ เพราะมีอาชีพเป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็น ตัวการ เมอื่ ยงั ยนื ยันอยู่ ต้องอาบัติ ถลุ ลัจจัย ๔) ภกิ ษไุ มไ่ ดต้ ้องอาพาธ ขอโภชนะอนั ประณตี เพื่อตนมา ฉัน เพราะมีอาชีพ เป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๕) ภิกษุณีไม่ได้ต้องอาพาธ ขอโภชนะอันประณีตเพื่อตนมาฉัน เพราะมีอาชีพ เป็นเหตุ เพราะมีอาชีพเป็นตัวการ ต้องอาบัติปาฏิ เทสนียะ ๖) ภิกษุไม่ได้ต้องอาพาธ ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อตนมาฉัน เพราะมีอาชีพ เป็นเหตุ เพราะมี อาชีพเป็นตัวการ มิจฉาอาชีพที่เป็นไปโดยอำนาจการล่วงละเมิดสิกขาบท ๖ ประการที่ทรงบัญญัติไว้ เพราะอาชิวะเป็นเหตเุ หลา่ น้ี และมจิ ฉาอาชพี ท่เี ป็นไปด้วยอำนาจบาปธรรมท้ังหลาย การหลกลวงการ พูดเลาะเล็มการกระทำนิมิตการด่าแช่งการแสวงหาลาภด้วยนี้ อันใด การงดเว้นจากมิจฉาอาชิพแม้ ทุกๆ ประการนนั้ อนั ใด อันนั้นช่ือว่า อาชวี ปาริสทุ ธศฺ ลี ”๕ อาชีวปาริสุทธิศีลกับการเจริญวิปัสสนาที่สงผลต่อความสำเร็จ คือ “...วิริยะเป็นเหตุให้ อาชวี ปาริสุทธศิ ลี สำเรจ็ อันโยคีบคุ คลพึงให้สำเรจ็ ดว้ ยวิริยะ เพราะวรี ิยะทปี่ รารภโดยชอบแล้วเป็นการ ประหานมิจฉาอาชีวะ เพราะฉะนั้น อันภิกษุพึงละอเนสนา คือ การแสวงหาอันไม่สมควรอันไม่ เหมาะสมแล้วเสพอยู่ซึ่งปัจจัยทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์เท่านั้น หลีกเว้นอยู่ซึ่งปัจจัย ทั้งหลายอันเกิดขึ้นโดยไม่บรสิ ุทธิ์ เหมือนหลีกเว้นอสรพิษทั้งหลาย จึงทำอาชีวปาริสุทธิศีลนีใ้ ห้สำเรจ็ ด้วยวิริยะด้วยการแสวงหาโดยชอบมีการเทีย่ วบิณฑบาต เป็นต้น ในปัจจัย ๒ อย่างนั้น สำหรับภกิ ษุผู้ ไม่ได้ถือธุดงค์ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดจากสงฆ์จากคณะและจากสำนกั ของคฤหัสถ์ทั้งหลายผู้เลื่อมใสโดย ๔ พระพุทธโฆสเถระ, คัมภีร์วิสุทธิมรรค, แปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภ มหาเถร), พิมพ์ครง้ั ท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ บรษิ ัท ธนาเพรส จำกัด, ๒๕๕๔), หนา้ ๕๓-๕๕. ๕ เร่อื งเดียวกัน, หนา้ ๓๔-๓๕.

๘๘ คุณท้ังหลายของภิกษุน้ันมีการแสดงธรรม เป็นตน้ ช่อื วา่ ปัจจัยอันเกดิ ขนึ้ โดยความบริสุทธ์ิ สว่ นปัจจัย ที่เกิดจากการบิณฑบาต เป็นต้น ชื่อว่า เกิดขึ้นโดยความบริสุทธิ์อย่างยิ่งนั่นเทียวสำหรับภิกษุผู้ถือ ธดุ งค์ ปจั จัยทง้ั หลายทเี่ กิดจากการเท่ียวบิณฑบาต เป็นต้น และท่เี กดิ จากสำนักของผู้เลื่อมใสในธุดงค์ คุณของภิกษุนั้น โดยอนุโลมแกธ่ ุดงค์นิยม ชื่อว่า ปัจจัย อันเกิดขึ้นโดยความบริสทุ ธ์ิอน่ึง เมื่อสมอดอง ด้วยมูตรเน่าและมธุรเภสัช ๔ อย่าง เกิดขึ้นเพื่อบำบัดพยาธิชนิดหนึ่ง ภิกษุนั้นคิดว่า แม้เพื่อน พรหมจรรย์อื่น ๆ จักฉัน มธุรเภสัช ๔ ดังนี้แล้ว จึงฉันแต่ชิ้นแห่งสมอเท่านั้น การสมาทานธุดงค์ของ เธอ จัดว่าเป็นการสมควรจริงอยู่ ภิกษุนี้เรียกได้ว่า เป็นภิกษุผู้ดำรงอยู่ในอริยวงศ์ชั้นอุดม อนึ่งใน บรรดาปจั จยั ๔ มจี วี รเป็นต้นนนั้ สำหรับภกิ ษุผูช้ ำระอาชีวะให้บริสุทธิ์รูปใดรปู หนึ่ง นมิ ิต, โอภาส, ปริ กถาและวิญญตั ิ ยอ่ มไมค่ วรในจีวร และบิณฑบาตส่วนภกิ ษุผไู้ ม่ถือธดุ งค์ นมิ ดิ , โอภาสและปริกถาย่อม ควร ในเสนาสนะในนิมิต, โอภาสและปริกถานั้น ในอธิการแห่งเภสัช อาจารย์ผู้ทรงพระวินยั ท้ังหลาย กล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงประทานประตูไว้ให้แล้วเพราะ ฉะนั้น จึงสมควรส่วนพวกอาจารย์ผู้ ชำนาญพระสูตรกล่าวไว้อย่างเด็ดขาดว่า ถึงแม้จะไม่เป็นอาบัติก็จริง แต่ทำอาชีวะให้เสียหาย เพราะฉะนั้นจึงไม่สมควร ภิกษุใดไม่ยอมกระทำนิมิต, โอภาส,ปริกถาและวิญญัติทั้งๆ ที่พระผู้มีพระ ภาคทรงอนุญาตแล้ว อาศัยคุณมีความมักน้อยเป็นต้นเท่านั้น แม้ถึงความจะสิ้นชีวิตปรากฏขึ้นเฉพาะ หน้าก็คงเสพปัจจัยท่ีเกิดขึ้นโดยเว้นจากการแสวงหาโดยไม่สมควรมีโอภาส เป็นต้น นั่นเทียวภิกษุนี้ เรียกได้ว่า ผู้มีความประพฤติขัดเกลาชั้นยอด ถ้าเราจะพึงฉันข้าวมธุปายาส อันเกิดขึ้นเพราะเปล่ง วจีวิญญัติไซร์อาชีวะของเราก็จะพึงถูกบัณฑิตครหา แม้ว่าไส้ของเราจะไหลออกมาเที่ยวเพ่นพ่านอยู่ ข้างนอกก็ตาม เรายอมเอาชีวิตเขา้ แสก จะไม่พึงทำสายอาชีวะเป็นอันขาดเราทำจิตของเราให้รื่นรมย์ เราหลีกเว้นอเนสนา คือ การแสวงหาอันไม่สมควร และเราจักไม่กระทำอเนสนาที่พระพุทธองค์ทรง รังเกียจแล้ว ในอธิการแห่งอาชีวปาริสุทธิศีลนักพรตผู้มีวิจารณญาณ บวชแล้วด้วยศรัทธา แม้แต่คิดก็ อย่าให้เกดิ ในอเนสนาพึงชำระอาชวี ะให้บริสุทธ์เิ ถดิ ”๖ ๔.๑.๔ ปจั จัยสินนิสสิตศีลกบั การเจริญวิปัสสนาภาวนา เปน็ รปู แบบของการยดึ เอาหลักใน การพิจารณาปัจจัย ๔ ในการพัฒนาองค์ความรู้เป็นการกำหนดในการเห็นแจ้ง “ประจักษ์แล้วโดย อุบาย คือ โดยถูกทางจริงอยู่การพิจารณาเพื่อบำบัดความเย็น พิจารณาแล้วโดยแยบคาย ณ ที่น้ีใน จีวร ได้แก่ผ้าผืนใดผืนหนึ่งในบรรดาผ้า ๓ ผืนมีผ้าอันตรวาสกเป็นต้น ย่อมเสพ คือย่อมใช้สอย ได้แก่ นุ่งหรือห่ม ยาวเทวเปน็ คำกำหนดเขตแห่งประโยชน์อย่างแนน่ อนจริงอยู่ประโยชน์ในการเสพจวี รของ โยคีบุคคลมกี ำหนดเพยี งเท่านี้ คือ ประโยชน์มี เพือ่ บำบดั ความเย็นไม่ยิ่งไปกวา่ นี้ ซ่งึ ความเย็นอย่างใด อย่างหน่งึ ทเ่ี กิดข้ึนเพราะเหตทุ ีธ่ าตภุ ายในกำเริบบา้ งเพราะเหตุที่อุตุภายนอกเปล่ียนแปลงไปบ้าง เพ่ือ บำบัด ความบรรเทาคือเสีย ซึ่งความเย็นนั้นโดยประการที่จะไม่ให้มันทำความอาพาธให้เกิดขึ้นใน ๖ เรอื่ งเดยี วกัน, หนา้ ๕๘-๖๑.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook