นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ATTENTION ถาขอมูลเปนระดบั ประชากร การหาคาเฉลี่ยเลขคณติ รวมยงั ใชสตู รเหมอื นกบั ขอ มลู ระดับตวั อยา ง รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) แตเ ปลย่ี นจาก x เปน μ และ n เปน N 40. ครอู ธบิ ายจากกรอบ ATTENTION วา ถา ขอ มลู ตวั อยา งที่ 8 เปนระดบั ประชากร การหาคา เฉล่ียเลขคณิต ยงั ใชส ตู รเหมอื นกบั ขอ มลู ระดบั ตวั อยา ง เพยี ง นกั เรยี นกลมุ หนงึ่ ทเ่ี ลอื กมาเปน ตวั อยา งมนี กั เรยี นชาย 23 คน นกั เรยี นหญงิ 27 คน ถา นกั เรยี นชาย แตเปล่ียนสัญลักษณของคาเฉลี่ยเลขคณิต มีความสูงเฉล่ีย 172 เซนติเมตร นักเรียนหญิงมีความสูงเฉลี่ย 153 เซนติเมตร ใหหา จาก x เปน μ และ n เปน N ความสูงเฉลีย่ ของนกั เรียนกลุมนี้ ATTENTION 41. ครอู ธบิ ายตัวอยา งที่ 8 ในหนังสือเรียน หนา วิธีทาํ ให x1 = 172 และ x2 = 153 จากตัวอยางท่ี 8 จะเห็นวา 80 แลว ใหข อ สงั เกตจากกรอบ ATTENTION วา n1 = 23 และ n2 = 27 ค า เ ฉ ล่ี ย เ ล ข ค ณิ ต ร ว ม ท่ี คาเฉล่ียเลขคณิตรวมท่ีไดจะมีคาอยูระหวาง จคะาไเดฉลย่ี เลxขค=ณิต(ร2ว3ม×x17=223)n++1xn11(227++7 nn×22x1253) คาํ นวณไดม คี า เทา กบั 161.74 คา เฉลย่ี เลขคณติ ของขอมลู 2 กลมุ 38950580675+0 4131 เซนตเิ มตร จะมคี า อยรู ะหวา ง = 153 และ 172 เซนติเมตร 42. ครูใหน กั เรยี นทาํ “ลองทําดู” ในหนังสือเรยี น = ซง่ึ เปน ความสูงเฉลย่ี ของ หนา 80 เพ่ือตรวจสอบความเขาใจของ นักเรยี นหญิงและ นักเรยี น จากนนั้ ครูและนักเรียนรว มกนั เฉลย = 161.74 นกั เรียนชาย คําตอบ “ลองทาํ ด”ู ดังน้นั ความสูงเฉล่ยี ของนักเรยี นกลุมน้เี ทา กับ 161.74 เซนติเมตร 43. ครใู หน ักเรียนจบั คูทําแบบฝกทกั ษะท่ี 3.1 ก ขอ 10.-11. ในหนังสือเรียน หนา 83 โดย ครตู รวจสอบความถกู ตอ งและอธบิ ายเพมิ่ เตมิ 44. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูท่ีได เกีย่ วกบั การหาคา เฉลีย่ เลขคณติ รวม ลองทําดู การทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ ้นั พ้นื ฐาน (O-NET) วิชาคณติ ศาสตร ของนักเรียน ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 จากตวั อยา งจํานวน 4 หอ ง มคี ะแนนสอบ เปนดังน้ี หอ ง จํานวนนกั เรียน (คน) คะแนนสอบเฉลี่ย (คะแนน) 6/1 40 54.7 6/2 38 62.3 6/3 47 41.8 6/4 45 66.1 ใหหาคา เฉลยี่ เลขคณิตรวมของคะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ นี้ ฝึกทําต่อ แบบฝกทกั ษะ 3.1 ก ขอ 10-11 หนา 83 80 สอื่ Digital กิจกรรม สรา งเสรมิ ครูอาจใหนักเรียนสบื คน ความรเู พ่มิ เตมิ เก่ยี วกับคา เฉล่ยี เลขคณติ รวม ครใู หน กั เรียนปฏิบัตติ ามขั้นตอนตอไปน้ี ผา น www.youtube.com โดยใชค าํ สืบคน ดังนี้ • ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง คณิตศาสตรข องนกั เรยี น (ออน ปานกลาง และเกง ) • คา เฉลี่ยเลขคณิตรวม • ใหแ ตล ะกลมุ สบื คน แนวขอ สอบเรอ่ื งคา เฉลย่ี เลขคณติ รวมมา • เทคนคิ การหาคาเฉล่ยี เลขคณิตรวม กลมุ ละ 1 ขอ พรอมทง้ั เขยี นวธิ ีคดิ ลงในกระดาษ A4 • สงตวั แทนออกมานาํ เสนอวิธคี ดิ หนา ชนั้ เรียน • Combined Mean เชน https://www.youtube.com/watch?v=JLJ1y_6QYHg T94
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ แบบฝกึ ทกั ษะ 3.1 ก ขน้ั สอน ร ะดบั พื้นฐาน ลงมอื ทาํ (Doing) 1. สว่ นสูงและน้�ำหนักของนกั เรียนท่เี ลือกมำเป็นตัวอยำ่ งจ�ำนวน 10 คน เปน็ ดังนี้ 1. ครูใหนักเรียนทําใบงานที่ 3.1 เรื่อง คาเฉลี่ย สว่ นสงู (เซนติเมตร) เลขคณิต 162 155 149 150 171 182 166 147 170 159 2. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.1 ก ระดับ นา้� หนัก (กิโลกรมั ) ทา ทาย ขอ 14.-15. เพอื่ ตรวจสอบเปน รายบคุ คล จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายคาํ ตอบ 58 49 63 86 77 60 42 55 72 61 โดยครูตรวจสอบความถูกตองและอธิบาย ให้หำสว่ นสงู เฉล่ยี และน�ำ้ หนกั เฉลี่ยของนักเรียนกลุ่มนี้ เพิม่ เตมิ 2. 1 3 5 7 7 3. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.1 A ในแบบฝก หดั 2 0 2 4 5 5 6 เปน การบาน 3 1 1 5 8 4 2 3 9 5 7 9 จำกแผนภำพตน้ -ใบ ให้หำค่ำเฉลีย่ เลขคณติ ของขอ้ มลู ชุดนี้ 3. บุษบำจำ่ ยคำ่ ไฟฟำ (บำท) ในแตล่ ะเดอื นเปน็ เวลำ 5 เดือน เป็นดังนี้ 1,630 2,387 1,748 1,561 1,249 ถำ้ บษุ บำตอ้ งกำรจำ่ ยคำ่ ไฟฟำ เฉลย่ี ทงั้ 6 เดอื น ไมเ่ กนิ 1,700 บำท แลว้ บษุ บำตอ้ งจำ่ ยคำ่ ไฟฟำ ในเดอื นที่ 6 เปน็ เงินอย่ำงมำกที่สุดเท่ำใด 4. ตำรำงแสดงอำยุของนักเรียนท่ีเรยี นว่ำยน้�ำที่เลอื กมำเปน็ ตัวอย่ำง เปน็ ดังนี้ อำยขุ องนักเรยี นทเ่ี รยี นว่ำยนำ�้ (ปี) จ�ำนวนนักเรยี น (คน) 15 10 16 13 17 15 18 12 ใหห้ ำค่ำเฉลยี่ เลขคณติ ของอำยุของนกั เรียนกลุ่มนี้ การวิเคราะหข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 81 กจิ กรรม ทา ทาย เกร็ดแนะครู ใหน กั เรยี นศกึ ษาขอ มลู แบบฝก ทกั ษะ 3.1 ก ขอ 4. แลว พจิ ารณา กอนที่จะใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.1 ก ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียน ขอความตอไปน้ี “ถาเมธาหาอายุเฉล่ียของนักเรียนกลุมนี้ แลว เกยี่ วกับหวั ขอตอ ไปนี้ ปรากฏวา คํานวณไดคาเฉลีย่ เลขคณติ เทา กับ 19.5 ป” นกั เรียน คดิ วา คาํ ตอบของเมธาเปน ไปไดห รอื ไม ใหร ว มกนั อภปิ รายเหตผุ ล • คาเฉล่ยี เลขคณิตของขอ มูลทไี่ มแจกแจงความถี่ โดยไมต องคํานวณ • คาเฉลี่ยเลขคณิตของขอมูลที่แจกแจงความถี่แลว • คาเฉล่ียเลขคณติ โดยใชวธิ ีทอนคา • คา เฉล่ยี เลขคณติ ถวงนํา้ หนกั • คาเฉลี่ยเลขคณติ รวม T95
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สรปุ 5. ตำรำงแสดงคะแนนสอบวชิ ำคณติ ศำสตรข์ องนกั เรยี นกลมุ่ หนง่ึ ทเ่ี ลอื กมำเปน็ ตวั อยำ่ ง เปน็ ดงั น้ี ครูถามคําถามนักเรียนเพ่ือสรุปความรู เร่ือง คะแนนสอบ จ�ำนวนนกั เรียน (คน) การหาเฉลี่ยเลขคณติ ดังนี้ 20 - 29 6 30 - 39 10 • คาเฉลีย่ เลขคณติ ของขอ มลู ที่ไมไดแจกแจง 40 - 49 6 ความถมี่ สี ูตรคํานวณอยางไร 50 - 59 18 (แนวตอบ คา เฉลย่ี เลขคณติ ของประชากร คอื 60 - 69 8 μ = iΣ=NN1xi ) 70 - 79 12 คา เฉล่ียเลขคณติ ของตัวอยา ง คอื 80 - 89 4 x = iΣ=nn1xi ) ให้หำค่ำเฉล่ียเลขคณิตของคะแนนสอบของนกั เรียนกลมุ่ น้ี • คา เฉลย่ี เลขคณติ ของตวั อยางของขอ มลู ที่ แจกแจงความถี่แลว มีสูตรคาํ นวณอยา งไร 6. บรษิ ทั เอกชนแหง่ หนึ่งมยี อดขำย (ล้ำนบำท) ในแตล่ ะไตรมำสของ พ.ศ. 2561 ตำมล�ำดับ (แนวตอบ x = iΣ=k1nfixi) เปน็ ดังน้ี 21 19 23 20 • ถา ขอ มลู ในชดุ ตวั อยา งนน้ั มนี า้ํ หนกั ไมเ ทา กนั กำรพยำกรณย์ อดขำยในไตรมำสถดั ไปจะใชค้ ำ่ เฉลยี่ เลขคณติ ถว่ งนำ้� หนกั ถำ้ บรษิ ทั ถว่ งนำ้� หนกั หรือมีความสําคัญไมเทากันจะใชคาเฉล่ีย ขอ้ มูลดว้ ย 1, 1, 1 และ 2 ตำมลำ� ดับ แล้วค่ำเฉลี่ยเลขคณติ ถว่ งน�ำ้ หนกั ของข้อมลู ชุดนี้ เลขคณติ แบบใด และมีสตู รคํานวณอยางไร เป็นเท่ำใด (แนวตอบ ใชค า เฉล่ยี เลขคณิตถว งนํ้าหนกั และมสี ตู รคาํ นวณ คือ x = iΣ=niΣ=n11wwixi i ) ระดบั กลาง • คา เฉลยี่ เลขคณติ รวมเหมาะกบั ขอ มลู แบบใด 7. ในกำรคำ� นวณคำ่ เฉล่ียเลขคณติ ของขอ้ มูลตวั อยำ่ ง 15 จำ� นวน ซง่ึ มคี ำ่ เฉลีย่ เลขคณติ เทำ่ กบั (แนวตอบ ขอมูลหลายๆ ชุด ท่ีหาคาเฉลี่ย 28 ต่อมำพบว่ำ อำ่ นข้อมูลผดิ ไป 2 จ�ำนวน คอื อำ่ น 14 เปน็ 41 และอำ่ น 31 เป็น 13 ไวแ ลว และตอ งการหาคา เฉลย่ี เลขคณติ ของ ใหห้ ำคำ่ เฉลีย่ เลขคณิตของข้อมูลท่ีถูกตอ้ ง ขอ มูลท้ังหมด) 8. ในกำรค�ำนวณค่ำเฉล่ียเลขคณิตของข้อมูลตัวอย่ำงชุดหนึ่ง ปรำกฏว่ำ ค่ำเฉล่ียเลขคณิต เท่ำกบั 50 ตอ่ มำพบว่ำ บนั ทกึ ขอ้ มลู ผิดไป 2 จ�ำนวน คือ บนั ทึก 13 เป็น 23 และบนั ทกึ 47 เป็น 7 ถ้ำค�ำนวณค่ำเฉลย่ี เลขคณติ ใหม่ พบวำ่ คำ่ เฉลี่ยเลขคณิตทีถ่ กู ตอ้ ง คือ 52 แลว้ ข้อมลู ชุดนม้ี ีทัง้ หมดกีจ่ �ำนวน 9. ในกำรสอบวชิ ำภำษำองั กฤษของนกั เรยี น 5 คน ปรำกฏวำ่ คำ่ เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบ ของอำร์ม ทรำย และหน่อยเท่ำกับ 80 คะแนน แต่หำกคิดคะแนนสอบของเมย์และหมิว รวมกับ 3 คนแรก จะไดค้ ำ่ เฉล่ียเลขคณติ เท่ำกับ 90 คะแนน ถ้ำเมย์ไดค้ ะแนนสอบมำกกวำ่ หมวิ 30 คะแนน แล้วหมวิ ได้คะแนนสอบเท่ำใด 82 ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET นักเรียนกลุมหนึ่งจํานวน 500 คน มีคาเฉลี่ยเลขคณิตของรายจายตอวันเปน 100 บาท ในจํานวนนักเรียนกลุมนี้มีผูชายอยู 300 คน และมีผูหญิงอยู 200 คน ถากลุมนักเรียนหญิงมีคาเฉล่ียเลขคณิตของรายจายตอวันมากกวากลุมผูชายอยู 20 บาท ใหห าคา เฉลย่ี เลขคณติ ของรายจายตอ วันของนกั เรยี นทั้ง 2 กลมุ น้ี (เฉลยคาํ ตอบ ให x แทนคาเฉล่ียเลขคณติ ของรายไดตอวนั 500 x1 = 46,000 ของนักเรยี นกลุมนี้ x1 = 92 x1 แทนคา เฉลยี่ เลขคณติ ของรายไดตอ วันของกลุม นักเรียนชาย และจะได x2 = 112 x2 แทนคาเฉลยี่ เลขคณติ ของรายไดต อวันของกลุม นกั เรยี นหญิง ดังน้ัน คา เฉลยี่ เลขคณติ ของรายจายตอวนั ของกลุม จะได x2 = x1 + 20 และ 100 = 300 x15+00200 x2 นกั เรียนชายและนกั เรยี นหญิงเทา กบั 92 บาท และ 112 บาท ตามลําดับ) 100 = 300 x1 + 250000(x1 + 20) T96 100 = 300 x1 + 250000x1 + 4,000
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 10. นักเรียนห้องหน่ึงมี 50 คน ค่ำเฉล่ียเลขคณิตของคะแนนสอบของนักเรียนทั้งห้องเท่ำกับ ขน้ั ประเมนิ 52 คะแนน ถำ้ ค่ำเฉลย่ี ของคะแนนสอบของนักเรยี นชำยและนักเรียนหญิงเท่ำกบั 49 และ 54 คะแนน ตำมลำ� ดบั แล้วจ�ำนวนนักเรียนชำยตำ่ งจำกจ�ำนวนนักเรยี นหญงิ กีค่ น 1. ครูตรวจใบงานที่ 3.1 2. ครูตรวจแบบฝก ทกั ษะ 3.1 ก 11. พนกั งำนบริษัทแหง่ หนงึ่ ทเ่ี ลือกมำเปน็ ตวั อย่ำงมอี ำยุเฉลย่ี เทำ่ กับ 38 ปี โดยอำยุเฉลยี่ ของ 3. ครูตรวจ Exercise 3.1 A พนกั งำนหญงิ เทำ่ กบั 36 ปี และอำยุเฉลีย่ ของพนกั งำนชำยเท่ำกับ 42 ปี อยำกทรำบว่ำ 4. ครูประเมินการนาํ เสนอผลงาน บรษิ ัทนี้มีจำ� นวนพนักงำนชำยคิดเปน็ ร้อยละเทำ่ ใดของจ�ำนวนพนักงำนหญิง 5. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล 6. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม 7. ครสู งั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู มงุ ม่นั ในการทํางาน 12. ครอบครัวหน่ึงมีสมำชิก 5 คน ถ้ำครอบครัวน้ีมีอำยุเฉล่ีย 29 ปี แล้วอีก 6 ปีข้ำงหน้ำ ครอบครัวน้จี ะมอี ำยุเฉลยี่ ก่ปี ี 13. กำ� หนดข้อมลู 2 ชุด เปน็ ดงั น้ี ชดุ ท่ี 1 : x1, x2, x3, ..., x15 ชุดที่ 2 : y1, y2, y3, ..., y15 โ1ด7ยแทลี่ ว้yขi อ้=ม2ลู xชi ุด+ที่82สม�ำคีห่ำรเับฉลi ี่ย=เท1่ำ,ก2บั ,เท..่ำ.,ใด15 ถำ้ ข้อมูลชุดที่ 1 มีคำ่ เฉล่ยี เลขคณติ เท่ำกับ ร ะดบั ท้าทาย 14. วศิ วกรตอ้ งกำรตรวจสอบกำรทำ� งำนของเครอื่ งตดั เหลก็ เครอ่ื งหนง่ึ โดยใหเ้ ครอ่ื งตดั ทอ่ นเหลก็ เป็นทอ่ น ทอ่ นละ 100 เซนตเิ มตร จำ� นวน 100 ทอ่ น พบวา่ 60% ของจ�านวนเหล็กทต่ี ดั ได ้ ยาวท่อนละ 100 เซนติเมตร พอดี 30% ของจา� นวนเหลก็ ทีต่ ัดได ้ สัน้ ไปทอ่ นละ 0.3 เซนตเิ มตร และ 10% ของจ�านวนเหล็กท่ีตดั ได้ ยาวไปท่อนละ 0.3 เซนตเิ มตร ใหห้ ำคำ่ เฉลย่ี เลขคณิตของควำมยำวเหลก็ 100 ท่อนน้ี 15. แบบทดสอบควำมรแู้ ละกำรคดิ วเิ ครำะห์ ซงึ่ แบง่ ขอ้ สอบเปน็ 3 สว่ น คอื แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ แบบทดสอบสติปัญญำ และแบบทดสอบควำมถนัดท่ัวไป ข้อสอบแต่ละส่วนมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยค่ำเฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบทงั้ 3 สว่ น แบบถ่วงน้ำ� หนักด้วยน้�ำหนกั w1, w2 และ +w3wwต2i ำ+มลwำ� 3ด,บั i ให้ Pi = w1 = 1, 2, 3, P1 = 0.2, P2 = 0.35 และ P3 = 0.45 ถำ้ มนี กั เรยี นคนหนง่ึ ไดค้ ะแนนสอบดำ้ นผลสมั ฤทธเ์ิ ปน็ 75 คะแนน ดำ้ นสตปิ ญั ญำ 68 คะแนน และดำ้ นควำมถนดั ท่วั ไป 82 คะแนน แล้วค่ำเฉลยี่ เลขคณิตของคะแนนสอบแบบถว่ งน�้ำหนกั ของนกั เรยี นคนนีม้ คี ่ำเทำ่ ใด การวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 83 กจิ กรรม สรางเสรมิ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูใหน ักเรียนปฏิบัตติ ามข้นั ตอนตอไปน้ี ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล จากการทํา • ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง คา เฉล่ียเลขคณติ ในขัน้ ลงมือทาํ โดยศึกษาเกณฑก ารวดั คณิตศาสตรข องนกั เรียน (ออ น ปานกลาง และเกง ) และประเมินผลจากแบบประเมินของแผนการจัดการเรียนรูในหนวยการเรียนรู • ใหแตละกลุมทําแบบฝกทักษะ 3.1 ก ขอ 13. แตเปลี่ยน ที่ 3 เง่อื นไขของ x และ y ซ่ึงมคี วามสมั พันธเ ปนไปตามสมการ yi = 3xi - 7 ถา ขอ มลู ชดุ ท่ี 1 มคี าเฉลีย่ เลขคณติ เทา กับ 5 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล แลวขอ มูลชุดท่ี 2 จะมคี าเฉลย่ี เลขคณติ เทาใด • ใหแ ตล ะกลมุ ชว ยกนั เขยี นวธิ คี ดิ แลว เขยี นลงในกระดาษ A4 คาชี้แจง : ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในชอ่ งทตี่ รงกับ จากนัน้ สงตวั แทนออกมานําเสนอหนาชัน้ เรียน ระดับคะแนน ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4321 1 การแสดงความคดิ เห็น 2 การยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้อื่น 3 การทางานตามหนา้ ที่ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย 4 ความมนี า้ ใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงช่อื ...................................................ผปู้ ระเมิน ............/................./................ เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏบิ ัติหรอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมบอ่ ยคร้ัง ให้ 2 คะแนน ให้ 1 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครงั้ ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมน้อยคร้ัง เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ 18 - 20 ดีมาก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ากว่า 10 ปรบั ปรงุ T97
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) 2. มธั ยฐาน (Median) การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) Investigation ครูทบทวนความรู เร่ือง การวัดคากลางของ ใหน้ ักเรยี นตอบคำ� ถำมตอ่ ไปน้ี ขอมูล ในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนตนเก่ียวกับ 1. จากการส่มุ เงินเดือนของพนกั งานบริษทั แหง่ หนึ่งจ�านวน 9 คน เป็นดังนี้ มัธยฐานวา มัธยฐานเปนคาของขอมูลที่อยูใน 15,000 17,500 18,000 19,500 21,000 22,000 26,000 27,000 140,000 ตาํ แหนง ตรงกลาง เมอ่ื เรยี งขอ มลู จากนอ ยไปมาก ใหห้ าคา่ เฉลี่ยเลขคณติ ของเงนิ เดือนพนกั งานกลมุ่ น้ ี หรือจากมากไปนอย กรณีขอมูลเปนจํานวนคู 2. จ ากข้อ 1. ถ้าน�าข้อมูลมาเรียงจากน้อยไปมากหรือจากมากไปน้อย จ�านวนที่อยู่ตรงกลาง จะหามัธยฐานไดจากคาเฉล่ียเลขคณิตของขอมูล คูก ลาง มคี ่าเทา่ ใด 3. จากข้อ 1. และขอ้ 2. นักเรยี นคิดว่า คา่ ใดท่ีเหมาะจะเป็นตัวแทนของขอ้ มูลข้างตน้ ขนั้ สอน จาก Investigation ข้อ 1. จะเห็นวา่ ค่าเฉล่ียเลขคณติ ของเงนิ เดอื นพนกั งานกลุ่มนเี้ ทา่ กบั รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) x = Σi=919xi = 3069,000 = 34,000 บาท ซึ่งมคี ่ามากกวา่ เงนิ เดอื นของพนักงาน 8 คน จากท้งั หมด 9 คน เน่ืองจากมีข้อมูลค่าหนึ่งที่สูงผิดปกติ น่ันคือ 140,000 บาท ท�าให้ค่าเฉล่ียเลขคณิต 1. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Investigation ใน เปน็ ค่ากลางที่ไม่เหมาะสม หนงั สอื เรยี น หนา 84 แลว ถามคาํ ถามเพมิ่ เตมิ 15,000 17,500 18,000 19,500 21,000 22,000 26,000 27,000 140,000 ดังนี้ • ถานําเงินเดือนของพนักงานท้ัง 9 คน มา 34,000 เรียงขอมูลจากนอยไปมากหรือจากมาก และจากขอ้ 2. ถา้ นา� ขอ้ มลู มาเรยี งจากนอ้ ยไปมากหรอื เรยี งจากมากไปนอ้ ย จะเหน็ วา่ 21,000 ไปนอ ย ขอ มลู ใดจะอยตู ําแหนง ตรงกลาง เปน็ ขอ้ มูลที่อยใู่ นต�าแหนง่ ตรงกลาง และจะเรยี ก 21,000 วา่ มัธยฐำน ซ่ึงมีค่าอยรู่ ะหวา่ ง 15,000 (แนวตอบ 21,000) และ 140,000 • ถาตัดขอมูลเงินเดือนพนักงาน 140,000 ออกจากขอ มลู ทง้ั หมด นกั เรยี นคดิ วา จะใช 15,000 17,500 18,000 19,500 21,000 22,000 26,000 27,000 140,000 คาเฉลี่ยเลขคณิตเปนตัวแทนของขอมูล ท้งั หมดไดห รอื ไม ตา� แหนง่ ตรงกลาง (แนวตอบ ถาตัดขอมูล 140,000 ออก จะ คํานวณหาคาเฉลี่ยเลขคณิตไดเทากับ 20,750 ซึ่งเปนคาท่ีใกลเคียงกับขอมูลทั้ง 8 คา ดังน้ัน สามารถใชคาเฉล่ียเลขคณิต เปนตัวแทนของขอ มูลได) 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายจนไดขอสรุป จากกจิ กรรม Investigation 84 เฉลย Investigation 1. คาเฉล่ยี เลขคณิตของเงนิ เดอื นพนักงานกลมุ นี้ x = iΣ=n19xi 15,000 + 17,500 + 18,000 + 19,500 + 21,0900 + 22,000 + 26,000 + 27,000 + 140,000 = 3069,000 = = 34,000 ดงั นน้ั คา เฉล่ียเลขคณิตของเงินเดอื นพนักงานกลุมน้ี คอื 34,000 2. จาํ นวนทอี่ ยตู รงกลาง คือ 21,000 3. คามัธยฐาน T98
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ถ้าข้อมูลชุดใดชุดหนึ่งมีค่าบางค่าท่ีมากกว่าหรือน้อยกว่าข้อมูลอื่นอย่างผิดปกติ การใช้ ขนั้ สอน ค่าเฉล่ียเลขคณิตอาจเป็นค่ากลางที่ไม่เหมาะสมกับข้อมูลชุดน้ัน แต่นักเรียนสามารถใช้มัธยฐาน ซงึ่ เป็นค่ากลางทเี่ หมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของข้อมูลชดุ นัน้ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ตวั อยา่ งท่ี 9 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 9 ในหนังสือ เรยี น หนา 85 แลว ถามคาํ ถาม ดังนี้ ใหห้ ำมธั ยฐำนของคะแนนสอบวิชำคณติ ศำสตรข์ องนักเรียนกลุม่ หนง่ึ เปน็ ดงั นี้ • จาํ นวนขอมลู ทัง้ หมดเทากับเทา ใด 21 23 19 15 17 38 16 (แนวตอบ 7 จาํ นวน) • ถา เรยี งขอ มลู จากนอ ยไปมาก ตาํ แหนง ทอี่ ยู วธิ ีทำ� เรยี งขอ้ มูลจากนอ้ ยไปมากได้ ดังนี้ ตรงกลางคอื ตาํ แหนง ใด และขอ มลู มคี า เปน 15 16 17 19 21 23 38 เทาใด (แนวตอบ ตาํ แหนง ตรงกลาง คอื ตาํ แหนง ท่ี 4 ตา� แหนง่ ตรงกลาง และขอมลู มคี าเทากับ 19) • ถา เรยี งขอ มลู จากมากไปนอ ย ตาํ แหนง ทอี่ ยู ดังนนั้ มัธยฐานของข้อมลู ชุดนี้เทา่ กบั 19 คะแนน ตรงกลางคอื ตาํ แหนง ใด และขอ มลู มคี า เปน เทา ใด ลองทาํ ดู ฝึกทำ�ต่อ (แนวตอบ ตาํ แหนง ตรงกลาง คอื ตาํ แหนง ท่ี 4 และขอ มลู มีคาเทากับ 19) ให้หามธั ยฐานของนา�้ หนักของนักเรียนกลุ่มหนงึ่ เปน็ ดังน้ี แบบฝึกทกั ษะ 3.1 ข จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั 51 58 49 55 47 89 56 ขอ้ 1(1) หน้า 88 ตวั อยา งท่ี 9 วา เมอ่ื เรยี งขอ มลู จากนอ ยไปมาก หรอื จากมากไปนอ ย จะไดข อ มลู ตาํ แหนง ทอี่ ยู ตวั อย่างท ่ี 10 ตรงกลางเหมอื นกนั นน่ั คอื มธั ยฐานของขอ มลู ชุดน้ีเทากบั 19 ให้หำมธั ยฐำนของส่วนสงู (เซนติเมตร) ของนกั เรียนกลุม่ หนึ่ง เปน็ ดงั น้ี 4. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 151 163 159 160 158 162 185 172 หนา 85 เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจของนกั เรยี น จากน้ันครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและ วธิ ีทำ� เรยี งขอ้ มลู จากน้อยไปมากได้ ดงั น้ี SOPLRVOIBNLGETMIP เฉลยคําตอบ “ลองทาํ ด”ู 151 158 159 160 162 163 172 185 ถา้ จา� นวนขอ้ มลู ทงั้ หมดทม่ี อี ยู่ เป็นจ�านวนคู่ จะหามัธยฐาน ต�าแหน่งตรงกลาง ไดจ้ ากคา่ เฉลยี่ ของขอ้ มลู 2 คา่ ที่อยู่ระหว่างกลางของข้อมูล ดังนั้น มธั ยฐานของสว่ นสูงของนักเรียนกลุ่มนีเ้ ท่ากับ ทง้ั หมด 160 +2 162 = 161 เซนตเิ มตร การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 85 ขอ สอบเนน การคิด พจิ ารณาขอความตอ ไปน้ี ก. มัธยฐานของขอมูลชดุ ใดๆ จะมีคาเปนคา ใดคาหนึ่งในขอ มลู ชดุ นน้ั เสมอ ข. มธั ยฐานจะใชเปนคากลางของขอมูลทเี่ ปนเชิงปริมาณหรอื เชิงคุณภาพก็ได ขอ ใดถกู ตอ ง 1. ขอ ก. ถกู และขอ ข. ถูก 2. ขอ ก. ถูก และขอ ข. ผิด 3. ขอ ก. ผิด และขอ ข. ถกู 4. ขอ ก. ผดิ และขอ ข. ผิด (เฉลยคาํ ตอบ ขอ ก. ผิด เนื่องจากถาจํานวนขอมูลท้ังหมดเปนจํานวนคู มัธยฐานท่ีหาไดอาจไมใชคาใด คา หนึง่ ของขอ มลู ชุดนนั้ เชน มัธยฐานของขอมลู 4, 5, 7, 9, 10, 12 จะมีคา เทากับ 8 ซ่ึงคา ท่ีไดไ มใชคา ใดคาหนง่ึ ของขอมูลชดุ นน้ั ขอ ข. ผดิ เน่อื งจากมธั ยฐานจะใชเปนคากลางของขอมูลทเ่ี ปนเชิงปรมิ าณเทาน้นั ดงั น้นั คาํ ตอบ คือ ขอ 4.) T99
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ลองทําดู รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ใหห้ ามธั ยฐานของอณุ หภมู ิ (องศาเซลเซยี ส) ของกรงุ เทพมหานครใน 1 วนั โดยแสดงอณุ หภมู ิ เปน็ รายชั่วโมงตงั้ แตช่ ่วงเวลา 08.00-15.00 น. เป็นดังน้ี 5. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 10 ในหนังสือ 29 30 31 32 33 34 34 33 ฝึกทำ�ต่อ เรียน หนา 85 แลวถามคาํ ถาม ดงั นี้ • จํานวนขอมลู ทงั้ หมดเทา กบั เทาใด แบบฝกึ ทักษะ 3.1 ข (แนวตอบ 8 จํานวน) ขอ้ 1(2) หน้า 88 • ถาเรียงขอมูลจากนอยไปมากหรือจากมาก ไปนอย ตาํ แหนงตรงกลางคอื ตาํ แหนงใด ATTENTION (แนวตอบ อยูระหวางตําแหนงที่ 4 และ 5 นนั่ คอื ตําแหนง ที่ 4.5) ในกรณจี �านวนขอ้ มลู ท้ังหมดเป็นจ�านวนคู่ มธั ยฐานทีห่ าไดอ้ าจจะไม่ใช่ค่าใดคา่ หนง่ึ ของข้อมลู ชดุ น้ัน เช่น จากตัวอย่างท่ี 10 มัธยฐานท่หี าไดเ้ ท่ากับ 161 ซึ่งไมไ่ ดเ้ ป็นคา่ ใดคา่ หน่ึงของขอ้ มูลชดุ น้นั 6. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 11 ในหนังสือ เรยี น หนา 86 แลวถามคําถาม ดังน้ี ตวั อยา่ งท่ี 11 • จากแผนภาพตน -ใบ มจี าํ นวนขอ มลู ทงั้ หมด เทา ใด จำกแผนภำพต้น-ใบ แสดงข้อมูลปริมำณ (แนวตอบ มจี าํ นวนขอ มูลทง้ั หมดเทากบั 23 ฝนุ่ ละอองขนำดเลก็ กวำ่ 2.5 ไมครอน หรอื PM จํานวน) 2.5 (ไมโครกรัมตอ่ ลูกบำศกเ์ มตร) เฉล่ยี 24 • เมื่อขอมูลเรียงจากนอยไปมาก ตําแหนง ชว่ั โมง ในพนื้ ทก่ี รงุ เทพมหำนครและปรมิ ณฑล ตรงกลางของขอ มลู ทง้ั หมดคือตําแหนงใด โดยจ�ำแนกตำมพื้นท่ีที่ท�ำกำรส�ำรวจ วันท่ี 1 (แนวตอบ ตาํ แหนงที่ 12) พฤศจกิ ำยน พ.ศ. 2562 เวลำ 7.00 น. เปน็ ดงั นี้ ทม่ี า : คลังภาพ อจท. 7. ครอู ธบิ ายจากกรอบ INFORMATION ในหนงั สอื ตน้ ใบ เรยี น หนา 86 วา PM 2.5 คือ ฝุนละอองขนาด เล็กไมเกิน 2.5 ไมครอน เทียบไดวามีขนาด 1 7 8 9 9 9 ประมาณ 1 ใน 25 สว นของเสนผานศนู ยก ลาง เสน ผมมนุษย 2 1 1 2 2 2 2 2 2 4 4 5 5 6 7 8 8. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 3 0 3 4 หนา 86 ทมี่ า : กองจัดการคณุ ภาพอากาศและเสยี ง กรมควบคุมมลพษิ I1NFORMATION ใหห้ ำมัธยฐำนของขอ้ มลู ชุดนี้ PM 2.5 คอื ฝุ่นละอองขนาด วิธีท�ำ จากแผนภาพ จะเปน็ ขอ้ มลู ทเี่ รยี งลา� ดบั จากนอ้ ยไปมาก เลก็ ไมเ่ กิน 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ ไว้แลว้ โดยมีขอ้ มูลทั้งหมด 23 คา่ ซึง่ มัธยฐานจะเป็น 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าน ค่าท่ีอยู่ต�าแหน่งตรงกลางของข้อมูลท้ังหมด น่ันคือ ศนู ยก์ ลางเสน้ ผมมนษุ ย์ ขอ้ มลู ที่อยู่ในตา� แหนง่ ท่ ี 12 ดังน้ัน มธั ยฐานของขอ้ มูลชุดนเ้ี ท่ากบั 22 ไมโครกรมั ต่อลูกบาศกเ์ มตร 86 นักเรียนควรรู กิจกรรม สรางเสรมิ 1 PM 2.5 หรือฝุนขนาดเล็กไมเกิน 2.5 ไมครอน มีลักษณะเปนเขมาควัน ครูใหนักเรยี นปฏบิ ัติตามขน้ั ตอนตอไปน้ี หรอื ไอเสยี จากการเผาเชอื้ เพลงิ ตา งๆ ซง่ึ เปน อนั ตรายเพราะสามารถเขา สรู า งกาย • ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง ของมนษุ ยท างการหายใจไดม ากกวา ฝนุ ขนาดใหญ ซง่ึ PM 2.5 ของไทยสว นใหญ คณิตศาสตรของนักเรยี น (ออ น ปานกลาง และเกง ) ใหอ ยู เกดิ จากการเผาพืชหรอื การเกิดไฟปา ทางภาคเหนือ กลุมเดยี วกัน • ใหแตล ะกลุมสบื คนขอมูลจากอนิ เทอรเน็ตเก่ยี วกับ PM 2.5 ในเขตพ้นื ทใ่ี ดพ้ืนท่หี นึง่ และชวงเวลาใดเวลาหนงึ่ พรอ มท้ัง ระบทุ มี่ าของขอมูล • นําขอมูลท่ีไดมาเขียนแผนภาพตน-ใบ แลวหามัธยฐานของ ขอ มูลชุดน้นั • ใหแตละกลุมชวยกันเขียนวิธีคิดลงในกระดาษ A4 แลว นาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น T100
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ลองทําดู ขน้ั สอน จากแผนภาพต้น-ใบ แสดงข้อมูลร้อยละของ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ความช้ืนสัมพัทธ์เป็นรายจังหวัดในภาคใต้ วนั ท ี่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 07.00 น. 9. ครูใหนกั เรยี นแบงกลุม กลมุ ละ 3-4 คน คละ เปน็ ดังนี้ ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออ น ปานกลาง และเกง ) ใหอ ยกู ลมุ เดยี วกัน แลวทํากิจกรรม ต้น ใบ ที่มา : คลังภาพ อจท. ตอไปน้ี 7 5 6 • ใหนักเรียนแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูล 8 7 8 INFORMATION ปรมิ าณฝนุ ละอองขนาดเลก็ กวา 2.5 ไมครอน 9 1 3 4 4 5 5 6 7 8 8 ความช้ืนสัมพัทธ์ (Relative humidity) หมายถึง ในชวงเวลาตางๆ ในเขตพ้ืนที่ของตนเอง อตั ราสว่ นของปรมิ าณไอนา�้ ทมี่ อี ยจู่ รงิ ในอากาศตอ่ หรอื ขอมูลอนื่ ๆ ท่ีนกั เรียนสนใจ พรอ มทง้ั ทีม่ า : กรมอุตนุ ิยมวทิ ยา ปรมิ าณไอน้า� ทจ่ี ะทา� ให้อากาศอ่มิ ตัว ณ อณุ หภูมิ ระบุแหลงทม่ี าของขอ มูล เดยี วกัน ซง่ึ จะแสดงในรปู ของรอ้ ยละ • นาํ ขอ มลู ทสี่ บื คน ไดม าเรยี งจากนอ ยไปมาก ให้หามธั ยฐานของข้อมลู ชุดน้ี โดยนําเสนอดวยแผนภาพตน -ใบ ที่มา : www.lesa.biz/earth/atmosphere/humidity • หามัธยฐานของขอ มลู ATTENTION • นําเสนอหนาชั้นเรียน โดยใชโปรแกรม ฝึกทำ�ต่อ Microsoft PowerPoint จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สรปุ ความรทู ไ่ี ด แบบฝึกทกั ษะ 3.1 ข จากกิจกรรม โดยครตู รวจสอบความถกู ตอ ง ข้อ 2-5 หน้า 88 10. ครูใหนักเรียนจับคูทํา Thinking Time ใน 1 . ถ ก• าา้ ถ รจห้า�าจนา�ามวนนธั วยขนฐ้อาขมน้อูลขมมอูทีลงท้ังขหั้อง้ หมมดมลู ชดNดุเป หค็นน่าจงึ่ จ�แาะนลตว้วอ้มนงัธคเยร่ี ยีฐแงาลขน้วอ้จมมะอัธลู ยยจู่ใฐานกาตนนา� จอ้ แะยหเไปนป็นง่มทคาก ี่่าNหทร่ีอ2+อื ยเู่ต1รยี�างแจหานก่งมตารกงไกปลนาอ้ งยข โอดงยขท้อว่ั มไปูล หนังสอื เรยี น หนา 87 จากน้ันครสู ุม นกั เรยี น ท้ังหมด ออกมาเฉลยคําตอบหนาช้ันเรียน โดยครู ตรวจสอบความถกู ตองและอธิบายเพม่ิ เติม • ถา้ จา� นวนขอ้ มลู ทงั้ หมดเปน็ จา� นวนค ู่ แลว้ มธั ยฐานจะเปน็ คา่ เฉลยี่ ของขอ้ มลู 2 คา่ ทอ่ี ยรู่ ะหวา่ งกลาง ของข้อมูลทั้งหมด 2. มัธยฐานจะใช้เปน็ ค่ากลางของขอ้ มลู ท่ีเปน็ เชิงปรมิ าณเทา่ นั้น Thinking Time 1. หาคา่ เฉลย่ี เลขคณติ และมธั ยฐานของขอ้ มลู 16, 19, 23, 26, 29, 31 และ 38 2. จ ากข้อ 1. ถา้ เปลย่ี นขอ้ มลู ตัวแรกจาก 16 เปน็ 13 และข้อมลู ตวั สุดท้ายจาก 38 เป็น 104 แล้วคา่ เฉลี่ยเลขคณิตและมธั ยฐานจะมคี ่าเปล่ียนไปหรือไม่ เพราะเหตใุ ด 3. จ ากขอ้ 1. ถา้ เปลีย่ นขอ้ มลู ตวั แรกจาก 16 เปน็ 25 และขอ้ มูลตัวสุดท้ายจาก 38 เป็น 24 แล้วคา่ เฉลี่ยเลขคณติ และมธั ยฐานจะมีค่าเปลย่ี นไปหรอื ไม ่ เพราะเหตุใด การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 87 เฉลย Thinking Time 2. เนอ่ื งจากคา เฉลยี่ เลขคณติ เปน คา ทห่ี าไดจ ากการนาํ ขอ มลู ทกุ คา มาบวกกนั แลว หารดว ย จํานวนขอมูลทั้งหมด ดังนั้น เม่ือขอมูลมีการเปล่ียนแปลงจะทําใหคาเฉลี่ยเลขคณิต 1. คาเฉล่ียเลขคณิตของขอ มลู ชดุ นี้ มีการเปลย่ี นแปลง แตม ธั ยฐานเปนคา ที่อยตู ําแหนงตรงกลางของขอมูลเมอ่ื เรยี งลาํ ดบั x = iΣ=717xi ขอ มลู จากนอ ยไปมากหรอื จากมากไปนอ ย จากโจทย มกี ารเปลยี่ นขอ มลู ตวั แรกซงึ่ มคี า = 16 + 19 + 23 + 276 + 29 + 31 + 38 นอยท่ีสุดและขอมูลตัวสุดทายท่ีมีคามากที่สุด ทําใหตําแหนงตรงกลางของขอมูลไมมี = 1872 การเปลย่ี นแปลง ดังนัน้ มธั ยฐานจงึ ไมมีการเปลีย่ นแปลง = 26 ดังนั้น คา เฉลย่ี เลขคณิตของขอมูลชดุ นี้ คอื 26 3. เนอื่ งจากคา เฉลย่ี เลขคณติ เปน คา ทห่ี าไดจ ากการนาํ ขอ มลู ทกุ คา มาบวกกนั แลว หารดว ย เรยี งลาํ ดับขอมูลจากนอ ยไปมากได ดังนี้ จํานวนขอมูลทั้งหมด ดังน้ัน เมื่อขอมูลมีการเปล่ียนแปลงจะทําใหคาเฉลี่ยเลขคณิต 16 19 23 26 29 31 38 มกี ารเปลีย่ นแปลง แตม ัธยฐานเปน คา ทอี่ ยูตําแหนง ตรงกลางของขอ มูลเมอื่ เรยี งลําดับ ดังนน้ั มัธยฐานของขอ มูลชดุ นี้ คอื 26 ขอมูลจากนอยไปมากหรือจากมากไปนอย จากโจทย มีการเปล่ียนขอมูลตัวแรกและ ขอมูลตัวสุดทาย ซ่ึงเรยี งลาํ ดบั ขอมลู ใหมจากนอยไปมากได ดงั นี้ 19 23 24 25 26 29 31 จะเหน็ วา ขอ มูลท่อี ยูตําแหนง ตรงกลางมกี ารเปลยี่ นแปลง จาก 26 เปน 25 ดงั นั้น การเปลี่ยนขอมูลในขอ นท้ี ําใหม ธั ยฐานมีการเปลีย่ นแปลง T101
นาํ สอน สรปุ ประเมิน ขนั้ สอน แบบฝกึ ทักษะ 3.1 ข ลงมอื ทาํ (Doing) ระดบั พืน้ ฐาน 1. ครูใหนกั เรยี นทาํ ใบงานที่ 3.2 เรื่อง มัธยฐาน 1. ให้หำมธั ยฐำนของข้อมลู ต่อไปน้ี จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอคําตอบ 1) 37 45 28 51 12 40 29 หนาชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบความถูกตอง 2) 71 33 68 29 34 63 26 55 และอธบิ ายเพ่ิมเติม 2. ตน้ ใบ 2. ครูใหนักเรียนจับคูทําแบบฝกทักษะ 3.1 ข 4 0 2 3 ขอ 4.-5. ในหนงั สือเรยี น หนา 88 จากนัน้ ครู 5 1 1 2 6 7 9 ขออาสาสมคั รมานาํ เสนอคาํ ตอบหนา ชนั้ เรยี น 6 2 3 5 8 9 โดยครตู รวจสอบความถกู ตอง จำกแผนภำพตน้ -ใบ ใหห้ ำมธั ยฐำนของข้อมูลชดุ น้ี 3. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.1 B ในแบบฝก หดั เปนการบาน ร ะดบั กลาง ขนั้ สรปุ 3. ตำรำงแสดงคะแนนสอบวิชำสถติ ขิ องนกั เรยี นจ�ำนวน 40 คน เปน็ ดังน้ี ครูถามคําถามนักเรียนเพื่อสรุปความรู เร่ือง คะแนนสอบ จ�ำนวนนักเรยี น (คน) มัธยฐาน ดังน้ี 10 3 15 7 • ถาจํานวนขอมูลทั้งหมดเปนจํานวนค่ี แลว 20 10 มัธยฐานจะมีคาเทากบั เทาใด 25 14 (แนวตอบ มัธยฐานจะเปนคาท่ีอยูตําแหนง 30 6 ตรงกลางของขอ มูลทั้งหมด) ให้หำมธั ยฐำนของคะแนนสอบของนักเรียนกลมุ่ น้ี • ถาจํานวนขอมูลทั้งหมดเปนจํานวนคู แลว มธั ยฐานจะมคี าเทากับเทาใด ร ะดบั ท้าทาย (แนวตอบ มธั ยฐานจะเปน คาเฉลีย่ ของขอ มูล 2 คา ที่อยูร ะหวา งกลางของขอ มลู ทงั้ หมด) 4. ขอ้ มลู ชดุ หนงึ่ ประกอบดว้ ยจำ� นวน 6 จำ� นวน คอื 29, 35, 24, 26, a และ b โดยท่ี ∣a - b∣ = 8 ถำ้ คำ่ เฉล่ยี เลขคณิตของขอ้ มูลชดุ นเี้ ทำ่ กับ 32 แล้วมัธยฐำนของขอ้ มูลชุดนี้มีคำ่ เท่ำใด ขน้ั ประเมนิ 5. ข้อมลู ชดุ หน่งึ ประกอบดว้ ยจำ� นวนเตม็ บวก 10 จ�ำนวน ดังนี้ 6, 4, 8, 13, 9, 6, 10, 3, x 1. ครตู รวจใบงานที่ 3.2 และ y ถำ้ คำ่ เฉลย่ี เลขคณติ ของขอ้ มลู ชดุ นเ้ี ทำ่ กบั 7.3 แลว้ มธั ยฐำนของขอ้ มลู ชดุ นมี้ คี ำ่ เทำ่ ใด 2. ครูตรวจแบบฝก ทักษะ 3.1 ข 3. ครูตรวจ Exercise 3.1 B 88 4. ครูประเมินการนาํ เสนอผลงาน 5. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล 6. ครูสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม 7. ครูสังเกตความมีวนิ ัย ใฝเ รียนรู มุงม่นั ในการทาํ งาน เกร็ดแนะครู ขอสอบเนน การคดิ กอนที่จะใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.1 ข ครูควรทบทวนความรูใหกับ ขอ มลู ชดุ หนึง่ เรยี งจากนอ ยไปมาก เปน ดงั น้ี นกั เรียนเก่ยี วกบั หวั ขอตอ ไปนี้ 2 5 8 x 13 17 • มธั ยฐาน ถา มธั ยฐานของขอมลู ชดุ น้ีเทา กบั 9 แลว คา x เทากับเทา ใด • คาเฉลยี่ เลขคณิต • แผนภาพตน -ใบ (เฉลยคาํ ตอบ เน่ืองจากขอมูลชุดน้ีเรียงจากนอยไปมาก และจํานวนขอมลู ท้งั หมด คือ 6 6 +2 1 จะไดว า ตําแหนงมธั ยฐานเทากับ = 3.5 8 2+ x = 9 x = 10) T102
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3. ฐานนยิ ม (Mode) ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) Investigation การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ให้นกั เรยี นตอบค�ำถำมต่อไปน้ี ครูทบทวนความรู เร่ือง การวัดคากลางของ 1. ข้อมูลใดท่ีมคี วามถ่ีมากที่สดุ ขอมูล ในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนตนเกี่ยวกับ 1 1 1 3 3 3 3 5 5 5 5 5 5 7 7 8 ฐานนยิ มวา ฐานนยิ ม เปน คา ของขอ มลู ทม่ี คี วามถ่ี 2. จากขอ้ 1. ถา้ เพม่ิ ขอ้ มูล 3 อีก 2 ค่า ขอ้ มลู ใดจะมีความถ่ีมากทสี่ ุด มากที่สุด ถาขอมูลชุดน้ันมีความถ่ีสูงสุดเทากัน 3. จากขอ้ 2. ถ้าเพมิ่ ขอ้ มลู 1 อกี 3 ค่า ข้อมลู ใดจะมคี วามถี่มากทส่ี ดุ มากกวา 2 คา มคี วามถีเ่ ทากันทง้ั หมด หรือไมมี 4. พจิ ารณากราฟและตารางในแต่ละข้อต่อไปน้ีว่า ขอ้ มูลใดมคี วามถสี่ งู สดุ ขอ มูลซ้ํากนั จะถอื วาขอ มูลชุดนัน้ ไมมฐี านนิยม 1) ตารางแสดงหมู่เลอื ดของนกั เรียนกลุ่มหนง่ึ เปน็ ดงั น้ี ขน้ั สอน หม่เู ลือด จ�ำนวนนักเรยี น (คน) A 12 รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) B 10 AB 6 1. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Investigation ใน O 22 หนงั สอื เรยี น หนา 89 แลว ถามคาํ ถามนกั เรยี น 2) จ �านวนนักเรียนที่ช่ืนชอบกีฬา 5 ประเภท ได้แก่ ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ดังน้ี แบดมนิ ตนั และวา่ ยนา�้ • จากขอ 1. ขอ มลู ใดมคี วามถม่ี ากทสี่ ดุ เพราะ จ�ำนวนนกั เรียน (คน) เหตใุ ด (แนวตอบ 5 มคี วามถมี่ ากทส่ี ดุ เพราะมคี า ซา้ํ 50 กันทง้ั หมด 6 คา) 45 • จากขอ 1. ถา เพมิ่ ขอ มลู 3 อกี 2 คา ขอ มลู ใด 40 มีความถี่มากท่สี ุด เพราะเหตุใด 35 (แนวตอบ 3 และ 5 เพราะมคี า ซ้าํ กันทง้ั หมด 30 6 คาเทา กนั ) 25 • จากขอ 2. ถา เพม่ิ ขอ มลู 1 อกี 3 คา ขอ มลู ใด 20 มีความถีม่ ากทสี่ ดุ เพราะเหตใุ ด 15 (แนวตอบ 1, 3 และ 5 เพราะมีคาซ้ํากัน 10 ทั้งหมด 6 คาเทากัน) 5 2. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูท่ีไดจาก 0 ฟุตบอล กิจกรรม Investigation บาสเกตบอล วอลเลยบ์ อล แบดมินตัน วา่ ยนา้� ประเภทของกีฬำ การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 89 กจิ กรรม ทาทาย เฉลย Investigation 1. ขอ มูลทม่ี ีความถมี่ ากทสี่ ดุ คือ 5 ครูใหน ักเรียนปฏิบตั ิตามขนั้ ตอนตอไปนี้ 2. ขอ มลู ท่มี คี วามถม่ี ากที่สุด คือ 3 และ 5 • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ 3. ขอ มลู ทม่ี ีความถีม่ ากที่สุด คอื 1, 3 และ 5 ทางคณิตศาสตรของนักเรียน (ออน ปานกลาง และเกง) 4. 1) ขอมลู ทีม่ คี วามถสี่ งู สุด คอื หมูเลือด O ใหอยูก ลุม เดียวกนั 2) ขอมูลทมี่ ีความถี่สูงสุด คือ แบดมินตัน • ใชขอมูลจากกจิ กรรม Investigation ขอ 4. - ใหเ ขียนแผนภูมแิ ทง จากขอ มูลขอ 1) - ใหเ ขยี นตารางแจกแจงความถจี่ ากขอมูลขอ 2.) • ใหแตละกลุมชวยกันเขียนวิธีคิดลงในกระดาษ A4 แลว นําเสนอหนาชัน้ เรียน T103
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน จาก Investigation ข้อ 1. จะเหน็ ว่า 5 เปน็ ขอ้ มูลที่มีจ�านวนซ�้ากนั มากทส่ี ุดหรอื มคี วามถ่ี สูงสดุ จะเรียกข้อมูลที่มคี วามถสี่ ูงสุดวา่ ฐานนยิ ม จากข้อ 2. ถา้ เพม่ิ ขอ้ มูล 3 อกี 2 ค่า จะเหน็ วา่ รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) 3 และ 5 เป็นขอ้ มูลทมี่ จี า� นวนเทา่ กันและมคี วามถ่สี งู สุด ท�าให้ขอ้ มลู ชดุ นี้มีความถส่ี งู สดุ เท่ากนั 2 คา่ จะถือวา่ ขอ้ มูลชดุ น้มี ีฐานนยิ ม 2 คา่ และจากขอ้ 3. ถ้าเพิ่มขอ้ มูล 1 อกี 3 ค่า จะเหน็ วา่ 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางที่ 12 ในหนังสือ 1, 3 และ 5 เป็นข้อมูลที่มีจ�านวนเท่ากันและมีความถี่สูงสุด ท�าให้ข้อมูลชุดนี้มีความถี่สูงสุด เรยี น หนา 90 แลวต้งั คาํ ถาม ดงั นี้ เท่ากันมากกวา่ 2 คา่ จะถอื ว่า ข้อมูลชดุ นีไ้ ม่มฐี านนิยม • จากแผนภาพตน -ใบ มขี อ มลู ทง้ั หมดกจ่ี าํ นวน นอกจากน้ ี การหาฐานนยิ มยงั พิจารณาไดจ้ ากตารางแจกแจงความถ่ีหรอื การแจกแจงความถี่ (แนวตอบ 20 จํานวน) โดยใช้กราฟ เช่น จาก Investigation ข้อ 4. จะเห็นวา่ ข้อ 1) หมู่เลือด O มจี า� นวนนกั เรยี น • นกั เรยี นสว นใหญม คี ะแนนสอบภาษาองั กฤษ มากที่สดุ จะได้ว่า ฐานนยิ ม คือ หมูเ่ ลือด O และจากขอ้ 2) แบดมนิ ตนั เป็นกีฬาท่นี กั เรียน เปนเทา ใด ชืน่ ชอบมากทส่ี ดุ จะไดว้ า่ ฐานนยิ ม คือ แบดมนิ ตนั (แนวตอบ 36 คะแนน) • มัธยฐานของคะแนนสอบชดุ นอ้ี ยูท ตี่ ําแหนง ตวั อย่างที่ 12 ใด และมมี ธั ยฐานเทา ใด (แนวตอบ มัธยฐานอยทู ต่ี ําแหนง 10.5 ซ่ึงมี จากแผนภาพตน้ -ใบ แสดงคะแนนสอบการอา่ นภาษาอังกฤษของนกั เรียนกลุ่มหน่งึ เปน็ ดังน้ี มธั ยฐานเทากับ 34.5 คะแนน) • คะแนนสอบเฉลี่ยของนักเรียนกลุมน้ีมีคา 1 889 เปน เทาใด 2 5 5 5 7 7 8 คข(แอะนแงวนนตอนักบ)เรคียานเกฉลล่ียุมเนล้ีเขทคาณกิตับขอ62ง50ค5ะแ=นน32ส.อ7บ5 3 4 5 6 6 6 6 6 4 8899 4. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายและสรปุ ความรู ทไ่ี ดเ กย่ี วกบั การหาคา เฉลยี่ เลขคณติ มธั ยฐาน ใหห้ าค่าเฉลย่ี เลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนยิ มของคะแนนสอบของนักเรยี นกลุ่มน้ี และฐานนิยม วธิ ที �า จากแผนภาพ จะเหน็ วา่ มีขอ้ มลู ท้งั หมด 20 จ�านวน ซ่ึงเรยี งลา� ดับจากน้อยไปมาก 5. ครูใหนักเรียนจับคูทํา “ลองทําดู” ในหนังสือ จะได ้ ค่าเฉลย่ี เลขคณติ คอื μ = Σi2=2010xi เรยี น หนา 91 โดยครตู รวจสอบความถกู ตอง = 62505 และอธบิ ายเพ่ิมเตมิ = 32.75 คะแนน แมลัธะยฐฐาานนน คยิ ือม 3ค4อื +23 63 5ค ะ=แ น3น4.5 คะแนน ดงั นั้น ค ่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยมของคะแนนสอบของนักเรียนกลุ่มน ้ี เท่ากับ 32.75 คะแนน 34.5 คะแนน และ 36 คะแนน ตามล�าดบั 90 ขอ สอบเนน การคดิ ขอ มูลชุดหนง่ึ เรยี งลําดับจากนอ ยไปมาก เปนดังนี้ 4 6 6 7 12 ขอใดตอ ไปนีถ้ กู ตอ ง 1. มัธยฐานมคี า มากกวา ฐานนยิ ม 2. ฐานนิยมมคี า มากกวาคาเฉล่ียเลขคณิต 3. คาเฉลย่ี เลขคณติ มคี ามากกวา มธั ยฐาน 4. คา เฉล่ียเลขคณติ มัธยฐาน และฐานนิยมมคี า เทา กนั (เฉลยคาํ ตอบ เน่อื งจากขอมูลเรียงจากนอยไปมาก จะไดวา ตาํ แหนง มธั ยฐานของขอมูลชดุ น้ี เทา กบั 3 น่นั คอื มัธยฐานของขอ มูลชุดนี้ คือ 6 และ 6 เปน ขอ มูลที่ซาํ้ กันมากท่ีสดุ คจะา ไเฉดลคย่ี าฐเเาลฉนขลนค่ยี ิยณเลมติขขขคออณงงขิตขอมอมมีคูลาูลชเชทดุ ุดนา นกี้ ้ีเคบั ทอื า7ก6มับัธย4ฐ+าน6ม+ีคา 65เท+า ก7ับ+ T104 ดังน้ัน คาํ ตอบ คือ ขอ 3.) 12 = 7 6 6 และฐานนิยมมีคา เทา กับ
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ลองทําดู ขนั้ สอน จากแผนภาพตน-ใบ แสดงนา้ํ หนัก (กิโลกรัม) ของนกั เรียนกลมุ หน่ึง เปน ดงั นี้ ลงมอื ทาํ (Doing) 4 248 1. ครูใหนกั เรียนทําใบงานที่ 3.3 เรือ่ ง ฐานนิยม 5 1257779 จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอคําตอบ 6 02688 หนาช้ันเรียน โดยครูตรวจสอบความถูกตอง 7 0147 และอธบิ ายเพมิ่ เติม 8 13 2. ครูใหนักเรียนจับคูทําแบบฝกทักษะ 3.1 ค ใหห าคา เฉลยี่ เลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนยิ มของนาํ้ หนักของ ฝึกทําต่อ ขอ 5.-6. ในหนงั สอื เรยี น หนา 92 จากน้นั ครู นกั เรยี นกลมุ นี้ และนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายคําตอบ แบบฝกทกั ษะ 3.1 ค ขอ 1-6 หนา 91-92 3. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.1 C ในแบบฝก หดั เปนการบาน แบบฝก ทักษะ 3.1 ค ขน้ั สรปุ ระดบั พนื้ ฐาน ครูถามคําถามนักเรียนเพื่อสรุปความรู เรื่อง 1. ใหหาคาเฉลย่ี เลขคณิต มธั ยฐาน และฐานนยิ มของขอมลู ในแตละขอ ตอ ไปน้ี ฐานนิยม ดงั น้ี 1) 10 12 10 19 13 10 15 16 2) 18 13 16 12 18 15 11 16 • ฐานนิยมเปนคากลางที่ใชกับขอมูลเชิง 3) 16 12 10 10 15 19 12 16 ปริมาณหรอื เชงิ คณุ ภาพ 4) 14 17 13 16 19 12 15 18 (แนวตอบ ใชไ ดท ง้ั เชงิ ปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ) 5) 13 14 15 15 15 15 16 17 • ใหนักเรียนยกตัวอยางขอมูลเชิงคุณภาพ 2. จากแผนภาพตน-ใบ แสดงขอมูลจํานวนนักเรียนท่ีมายืมหนังสือในหองสมุดของโรงเรียน ทน่ี ํามาหาฐานนยิ ม ของแตละวันในชวงเวลา 15 วัน ทผ่ี า นมา เปนดังน้ี (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย 1 023 ตามพน้ื ฐานความรูเชน การสาํ รวจกฬี าทชี่ อบ 2 122444 มากทสี่ ดุ ขนาดรองเทา ทใี่ สก นั มากทส่ี ดุ ) 3 2557 4 11 • ใหนักเรียนยกตัวอยางขอมูลเชิงปริมาณ ใหหาฐานนิยมของขอมูลชุดน้ี ทีน่ ํามาหาฐานนยิ ม (แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดห ลากหลาย ตามพืน้ ฐานความรู เชน การสํารวจนํ้าหนกั สว นใหญข องเพอื่ นรว มชน้ั เรยี น อายสุ ว นใหญ ของเพื่อนรวมชัน้ เรยี น) การวิเคราะหขอมูลเบ้ืองตน (2) 91 กิจกรรม ทาทาย เกร็ดแนะครู ใหน ักเรียนหาฐานนิยมทีแ่ สดงในรปู แผนภาพตน-ใบ ตอ ไปน้ี กอนที่จะใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.1 ค ครูควรทบทวนความรูใหกับ นักเรยี นเกี่ยวกบั หวั ขอตอไปน้ี 5 03689 6 • คา เฉล่ียเลขคณติ 7 135558 • มัธยฐาน 8 277 • ฐานนยิ ม 95 T105
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขนั้ สรปุ 3. ตำรำงแสดงภมู ลิ ำ� เนำของนกั เรยี นกลุ่มหนง่ึ ทย่ี ้ำยมำศกึ ษำต่อระดับอุดมศกึ ษำ ในกรงุ เทพมหำนคร เปน็ ดงั น้ี • ถา กําหนดขอมลู 2 ชดุ ดังน้ี ชุดที่ 1 : 9, 12, 15, 15, 15, 18, 18, 19, 20 ภูมิลำ� เนำ จ�ำนวนนกั เรียน (คน) ชุดที่ 2 : 3, 7, 11, 12, 14, 14, 14, 16, 18 ภาคเหนอื 40 จากขอ มลู ทัง้ 2 ชดุ มฐี านนิยมเปน เทาใด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 36 (แนวตอบ ขอ มลู ชดุ ท่ี 1 มฐี านนยิ มเทา กบั 15 ภาคกลาง 62 และขอมูลชดุ ท่ี 2 มฐี านนิยมเทากับ 14) ภาคตะวนั ออก 31 ภาคใต้ 55 • จากขอมูลขอท่ีแลว ถานําขอมูล 1 คา จากชดุ ท่ี 2 มารวมกบั ขอ มลู ชดุ ท่ี 1 จะทาํ ให ค่ำกลำงใดท่ใี ช้เป็นตวั แทนของภูมิล�ำเนำของนกั เรียนกลมุ่ น้ี ขอมูลชุดท่ี 1 มที ัง้ หมด 10 คา และปรากฏ วา ฐานนิยมของขอ มลู ชุดท่ี 1 มคี าเปลี่ยน ร ะดบั กลาง ไปเปน 15 และ 18 อยากทราบวา ขอ มลู นั้น คืออะไร 4. กำ� หนดข้อมูล 2 ชดุ เป็นดังนี้ (แนวตอบ 18) ชุดที่ 1 : 1 2 4 7 7 9 ชุดท่ี 2 : 2 3 5 6 6 8 • ฐานนิยมของขอมูลชุดหนึ่งจะมีไดท้ังหมด ให้พิจำรณำขอ้ ควำมต่อไปนถี้ กู ต้องหรือไม่ เพรำะเหตุใด กี่คา (แนวตอบ ฐานนยิ มของขอมูลชุดหน่งึ จะมีได 1) ค่าเฉลีย่ เลขคณติ ของขอ้ มลู ชดุ ท่ี 1 มากกว่าขอ้ มูลชดุ ท่ ี 2 1 หรือ 2 คา ถาขอมูลชุดนัน้ มีความถ่สี งู สดุ 2) ฐานนยิ มของข้อมูล 2 ชดุ น ี้ มคี า่ ตา่ งกนั อย ู่ 1 เทา กนั มากกวา 2 คา ใหถ อื วา ไมม ฐี านนยิ ม) 3) ขอ้ มูลท้งั 2 ชุด มีมัธยฐานเทา่ กัน 4) คา่ เฉลยี่ เลขคณิตรวมของขอ้ มูลท้งั 2 ชุด เท่ากบั 5 ขน้ั ประเมนิ 5) ค่าเฉลีย่ เลขคณติ ของข้อมูลชดุ ท่ ี 1 เท่ากับฐานนยิ มของขอ้ มลู ชดุ ท ่ี 2 1. ครตู รวจใบงานท่ี 3.3 ร ะดบั ทา้ ทาย 2. ครูตรวจแบบฝกทกั ษะ 3.1 ค 3. ครูตรวจ Exercise 3.1 C 5. ข้อมลู ชุดหนึง่ เรียงล�ำดบั จำกน้อยไปมำกได้ ดังนี้ 4. ครูประเมนิ การนาํ เสนอผลงาน 15 20 25 25 a b 50 50 90 150 5. ครูสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบคุ คล 6. ครสู ังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ ถำ้ ฐำนนิยมเทำ่ กับ 25 และมัธยฐำนเทำ่ กบั 35 ใหห้ ำคำ่ เฉลีย่ เลขคณติ ของข้อมลู ชุดนี้ 7. ครสู งั เกตความมีวินยั ใฝเรียนรู 6. ข้อมูลชุดหนึ่งเปน็ จำ� นวนเต็มบวก 4 จำ� นวน ถำ้ ผลต่ำงของคำ่ มำกสุดกับค่ำน้อยสุดเท่ำกบั 4 มงุ มั่นในการทาํ งาน ฐำนนิยมเท่ำกับ 24 และมธั ยฐำนเท่ำกบั 23 แลว้ ผลบวกของขอ้ มลู ชุดนีม้ คี ่ำเท่ำใด 92 ขอ สอบเนน การคิดแนว O-NET ขอ มลู ชุดหนึ่งเรียงจากนอ ยไปมาก เปน ดงั นี้ 55 59 60 60 x 70 70 y ถา ขอ มูลชุดนม้ี ผี ลตา งระหวางขอมลู ท่ีมากท่สี ดุ กับขอ มลู ท่นี อ ยที่สุดเทากับ 25 และมัธยฐานเทา กบั 65 แลวคา เฉลยี่ เลขคณติ ของขอ มูลชุดนเ้ี ปน เทา ใด (เฉลยคาํ ตอบ เนอื่ งจาก y - 55 = 25 ดังน้นั คาเฉลี่ยเลขคณิตของขอ มลู ชดุ นเี้ ทา กบั จะได y = 80 และจํานวนขอ มลู ชดุ น้ีมที ั้งหมด 8 จาํ นวน 55 + 59 + 60 + 60 +8 70 + 70 + 70 + 80 = 5284 จะไดต ําแหนง ของมธั ยฐานเทากบั 8 +2 1 = 4.5 602+ x = 65 = 65.5) x = 70 จะไดข อมูลชดุ นี้ เปนดังนี้ 55 59 60 60 70 70 70 80 T106
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ 4. ขอ้ สงั เกตและหลกั เกณฑท์ สี่ า� คญั ในการใชค้ า่ กลางชนดิ ตา่ ง ๆ ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) Class Discussion การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ให้นกั เรยี นจบั คู่ แล้วช่วยกันตอบค�ำถำมตอ่ ไปน้ี ครูทบทวนความรู เร่ือง คาเฉล่ียเลขคณิต 1. ข้อมูลแสดงคะแนนสอบของนักเรยี น 7 คน เปน็ ดังน้ี มธั ยฐาน และฐานนิยม 30 29 27 21 29 25 28 ขนั้ สอน 1) ให้หาคา่ เฉลยี่ เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนยิ มขอ้ มูลชุดน้ี 2) ถ า้ มคี ะแนนสอบของนักเรียนเพมิ่ อกี 1 คน คอื 75 คะแนน ใหห้ าค่าเฉล่ียเลขคณิต มธั ยฐาน รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) และฐานนิยมของนักเรียน 8 คนนี้ 1. ครใู หน กั เรยี นจบั คทู าํ กจิ กรรม Class Discussion 3) ถา้ เพม่ิ ขอ้ มลู ทม่ี คี า่ สงู กวา่ ขอ้ มลู อน่ื อยา่ งผดิ ปกต ิ แลว้ คา่ กลางใดจะไดร้ บั ผลกระทบมากทส่ี ดุ 2. ข้อมลู ขนาดเสอ้ื ของนักเรยี นหญงิ 8 คน เปน็ ดงั น้ี ในหนังสือเรียน หนา 93 2. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายและสรปุ ความรู 46 36 44 52 44 56 44 38 1) ใหห้ าคา่ เฉลี่ยเลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนิยมขอ้ มูลชดุ น้ี ทไ่ี ดจ ากกิจกรรม Class Discussion 2) คา่ กลางใดเหมาะสมทจ่ี ะเปน็ ตวั แทนของข้อมลู ขา้ งตน้ 3. ครใู หน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 4-5 คน คละ จาก Class Discussion ข้อ 1. จะเหน็ วา่ ถ้านา� ข้อมูลของนกั เรียนท้งั 7 คน มาค�านวณ ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออ น ปานกลาง หาคา่ เฉลีย่ เลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนิยม จะได้ และเกง ) ใหอยูกลมุ เดียวกนั แลวทาํ กิจกรรม ตอไปน้ี ค่ำเฉลย่ี เลขคณิต มัธยฐำน ฐำนนิยม • ใหน กั เรยี นสาํ รวจขอ มลู ของเพอ่ื นรว มชนั้ เรยี น 27 28 29 โดยกําหนด 1 กลมุ ตอ 1 หัวขอ ดังนี้ - คะแนนสอบกลางภาควชิ าคณติ ศาสตร ถ้านา� ขอ้ มูลมาเพ่มิ อกี 1 คน มาคา� นวณหาคา่ เฉลยี่ เลขคณติ มธั ยฐาน และฐานนิยม จะได้ - ขนาดเสือ้ ท่นี กั เรยี นใส - ความยาวของนวิ้ โปง (เซนตเิ มตร) ค่ำเฉลย่ี เลขคณิต มธั ยฐำน ฐำนนยิ ม - ความยาวของใบหูดา นขวา (เซนติเมตร) 33 28.5 29 - ขนาดรองเทาทน่ี ักเรยี นใส - คา ขนมท่ีนาํ มาโรงเรียน ดังนน้ั ถา้ นา� ขอ้ มลู ทม่ี คี ่าสูงกว่าข้อมูลอน่ื อย่างผดิ ปกติ มาค�านวณหาคา่ กลางใหมท่ งั้ 3 คา่ • ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ นาํ ขอ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวม จะเหน็ วา่ คา่ เฉลย่ี เลขคณติ จะไดร้ บั ผลกระทบมากที่สดุ ไดมาหาคาเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และ และจากข้อ 2. ถ้าน�าข้อมูลขนาดเสื้อของนักเรียนหญิงท้ัง 8 คน มาค�านวณหาค่าเฉล่ีย ฐานนิยม ขอมูลที่รวบรวมมาไดเปนขอมูล เลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยม จะได้ เชิงคุณภาพหรือขอมลู เชงิ ปรมิ าณ • ใหแตล ะกลุมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน คำ่ เฉลีย่ เลขคณติ มัธยฐำน ฐำนนยิ ม 45 44 44 การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 93 เฉลย Class Discussion 2) เรียงลาํ ดบั ขอมลู จากนอยไปมากได ดงั น้ี 2. 1) เรยี งลําดับขอมลู จากนอ ยไปมากได ดังน้ี 1. 1) เรียงลําดับขอ มูลจากนอยไปมากได ดังนี้ 21 25 27 28 29 29 30 75 36 38 44 44 44 46 52 56 จะได คา เฉล่ยี เลขคณติ คอื จะได คาเฉลย่ี เลขคณิต คอื 21 25 27 28 29 29 30 μ = iΣ=818xi μ = iΣ=818xi จะได คาเฉลี่ยเลขคณติ คอื = 21 + 25 + 27 + 28 +8 29 + 29 + 30 + 75 36 + 38 + 44 + 44 +8 44 + 46 + 52 + 56 μ = iΣ=717xi = 2864 = 3860 = 33 = = 21 + 25 + 27 + 278 + 29 + 29 + 30 มธั ยฐาน คอื 28 +2 29 = 28.5 = 45 = 1789 และฐานนิยม คือ 29 มธั ยฐาน คอื 4ค4อื +24444 = 44 = 27 และฐานนิยม มัธยฐาน คือ 28 และฐานนิยม คือ 29 3) คา เฉลย่ี เลขคณิต 2) เน่ืองจากขอมลู ชุดน้ีเปนขอมลู เชงิ คุณภาพ ดงั น้นั คา กลางทีเ่ หมาะสมจะเปนตวั แทน Tของขอ มูลชดุ นี้ คอื ฐานนิยม 107
นาํ สอน สรุป ประเมิน ขน้ั สอน เน่ืองจากข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลขนาดเสื้อ ซ่ึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ จะได้ว่า ค่ากลาง ที่เหมาะสมทจี่ ะเปน็ ตัวแทนของขอ้ มลู ชุดน้ ี คอื ฐานนยิ ม รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) จาก Class Discussion ขา้ งต้น อาจสรุปเกยี่ วกบั ค่ากลางได้ ดังนี้ 4. ครใู หน กั เรยี นจบั คทู าํ กจิ กรรม Journal Writing 1. ค่ำเฉลี่ยเลขคณิต เป็นค่ากลางที่ใช้ได้กับข้อมูลเชิงปริมาณเท่าน้ัน ซ่ึงเป็นที่นิยมใช้และ นา่ เชอ่ื ถอื มากกวา่ มธั ยฐานและฐานนยิ ม เนอ่ื งจากใชข้ อ้ มลู ทกุ ตวั มาคา� นวณหาคา่ แตข่ อ้ มลู ในหนงั สือเรยี น หนา 94 แลวรว มกันอภิปราย ชุดนน้ั จะตอ้ งไมม่ ขี อ้ มูลทต่ี า่� กว่าหรอื สูงกวา่ ขอ้ มูลอื่นอย่างผิดปกต ิ และสรปุ ความรทู ่ีไดเกีย่ วกบั กิจกรรม 2. มธั ยฐำน เป็นคา่ กลางที่ใช้กับข้อมูลเชงิ ปรมิ าณเทา่ นน้ั สามารถใชก้ ับประเภทของขอ้ มูล ลงมอื ทาํ (Doing) ทม่ี คี า่ บางคา่ ตา่� กวา่ หรอื สงู กวา่ ขอ้ มลู อน่ื อยา่ งผดิ ปกต ิ ถา้ จา� นวนขอ้ มลู ทง้ั หมดเปน็ จา� นวนค่ี แล้วมัธยฐานท่ีได้จะเป็นค่าใดค่าหนึ่งของข้อมูลชุดนั้น แต่ถ้าจ�านวนข้อมูลท้ังหมดเป็น ครใู หน ักเรียนทาํ ใบงานท่ี 3.4 เร่ือง ขอสังเกต จ�านวนค ู่ แลว้ มธั ยฐานทไี่ ดอ้ าจจะใชห่ รอื ไมใ่ ชค่ ่าใดค่าหน่งึ ของขอ้ มลู ชุดน้ัน และหลักเกณฑท่ีสําคัญในการใชคากลางชนิด ตางๆ เพอ่ื ตรวจสอบความเขาใจเปนรายบุคคล 3. ฐำนนยิ ม เปน็ คา่ กลางทใ่ี ชไ้ ดก้ บั ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณและขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ ซง่ึ ฐานนยิ มของ ข้อมลู บางชดุ อาจมมี ากกว่า 1 ค่า หรอื ขอ้ มลู บางชดุ อาจไมม่ ีฐานนยิ ม ขน้ั สรปุ ดังน้ัน การเลือกใช้ค่ากลางของข้อมูลควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การน�าไปใช ้ ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรู เร่ือง เพื่อท�าให้การสรปุ ผลหรอื การตัดสนิ ใจดียิ่งขน้ึ ขอสังเกตและหลักเกณฑที่สําคัญในการใช คากลางชนิดตางๆ ไดแก คาเฉลี่ยเลขคณิต Journal Writing มัธยฐาน และฐานนยิ ม บรษิ ทั อักษรทองมียอดขายสนิ คา้ ต่อเดอื น (หมนื่ บาท) ในระยะเวลา 10 เดือน เปน็ ดงั น้ี ขน้ั ประเมนิ 160 156 149 508 155 144 144 157 144 163 1. ครตู รวจใบงานที่ 3.4 จ ากขอ้ มลู ข้างตน้ มีนักเรยี นทเี่ สนอแนวคดิ เก่ียวกบั ค่ากลางที่ใชเ้ ปน็ ตัวแทนขอ้ มลู ดังน้ี 2. ครปู ระเมินการนําเสนอผลงาน ณภัทร : ค า่ เฉลย่ี เลขคณติ เปน็ ค่ากลางทีเ่ หมาะสมที่สุดส�าหรับเปน็ ตัวแทนของขอ้ มลู น้ี 3. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล 4. ครสู ังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลมุ และ x = 188 5. ครสู งั เกตความมีวินัย ใฝเรียนรู ลลนา : มธั ยฐานเป็นคา่ กลางท่เี หมาะสมทีส่ ดุ ส�าหรับเป็นตวั แทนของขอ้ มูลชดุ นี้ มงุ มนั่ ในการทํางาน และมธั ยฐาน = 155.5 กติ ต ิ : ฐานนยิ มเปน็ ค่ากลางท่ีเหมาะสมทส่ี ดุ ส�าหรบั เป็นตวั แทนของขอ้ มลู ชุดน ี้ และฐานนยิ ม = 144 จากข้อความขา้ งตน้ นกั เรยี นเห็นด้วยกับแนวคิดของใครมากทีส่ ุด เพราะเหตใุ ด 94 เฉลย Journal Writing เนื่องจากขอมูลชุดนี้เปนขอมูลเชิงปริมาณ เมื่อเรียงลําดับขอมูลจากนอย ไปมากได ดงั น้ี 144 144 144 149 155 156 157 160 163 508 ซึง่ จะเหน็ วา มขี อมลู ทม่ี ีคา สงู กวา ขอมูลอ่ืนอยา งผิดปกติ นนั่ คอื 508 ดงั น้นั คา เฉลีย่ เลขคณติ จงึ ไมเ หมาะสมสาํ หรับเปน ตัวแทนของขอมลู ชดุ นี้ และฐานนิยมของขอมูลชุดนี้ คอื 144 ซึง่ เปน คาท่ตี ํ่าท่สี ุดของขอมูลชุดนี้ ดงั น้ัน ฐานนิยมจึงไมเ หมาะสมสําหรบั เปน ตวั แทนของขอมลู ชุดนี้ น่นั คอื มธั ยฐานจงึ เปนคากลางท่ีเหมาะสมท่สี ดุ สาํ หรับเปนตวั แทน ของขอ มลู ชุดน้ี ดงั นนั้ จึงเห็นดวยกบั แนวคดิ ของลลนา T108
นาํ นํา สอน สรปุ ประเมนิ 3.2 การวดั ตา� แหนง่ ทขี่ องขอ้ มลู ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) การวัดตา� แหนง่ ที่ของขอ้ มูล จะไม่สามารถบอกไดว้ ่าขอ้ มลู ทสี่ นใจตา� แหน่งนั้นอย่สู ่วนใดของ การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ข้อมลู ท้งั หมด ถา้ ไม่มขี ้อมลู อืน่ ประกอบ เช่น ใน พ.ศ. 2560 การจดั อนั ดับความสามารถทาง ภาษาองั กฤษของประชากร ปรากฏวา่ ประเทศไทยอยอู่ นั ดบั ท ่ี 53 ถา้ ไมท่ ราบขอ้ มลู วา่ มกี ารจดั อนั ดบั 1. ครทู บทวนความรู เรือ่ ง การหาควอรไ ทลข อง ทงั้ หมดกป่ี ระเทศ กจ็ ะไมส่ ามารถบอกไดว้ า่ อนั ดบั ของประเทศไทยอยใู่ นตา� แหนง่ ทดี่ หี รอื ไม ่ แตถ่ า้ มี ขอ มูลท่ไี มไดแ จกแจงความถี่ โดยถามคาํ ถาม ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ วา่ ในการจดั อนั ดบั ครง้ั นมี้ ที ง้ั หมด 80 ประเทศ1 จะสรปุ ไดว้ า่ เมอื่ เรยี งคะแนนจากมาก นกั เรยี น ดงั น้ี ไปน้อยและแบง่ จ�านวนประเทศออกเปน็ 4 สว่ นเทา่ ๆ กนั ความสามารถทางภาษาองั กฤษของ ขอ มูลชุดหนึ่งเรยี งจากนอ ยไปมาก ดงั น้ี ประเทศไทยจะอยใู่ นกล่มุ ทม่ี คี วามสามารถสูงกวา่ ประมาณหน่ึงในสีข่ องประเทศทีจ่ ดั อนั ดับ 2, 5, 6, 8, 11, 13, 15, 18, 22, 24, 27 เพื่อให้การกล่าวถึงต�าแหน่งท่ีเป็นไปอย่างมีความหมาย นั่นคือ สามารถบอกได้ทันทีว่า • ตาํ แหนง ของควอรไ ทลหาไดจ ากสตู รใด ต�าแหน่งน้ันดีหรือไม่เพียงใดในกลุ่ม จึงได้มีวิธีการบอกต�าแหน่งโดยใช้ควอร์ไทล์ เดไซล์ และ (แนวตอบ Qr = r(N 4+ 1); r∊{Â 1, 2, 3 } เปอรเ์ ซ็นไทล์ เมื่อ r แทนตาํ แหนงของควอรไทล นักเรียนทราบมาแล้วว่ามัธยฐานเป็นค่าที่อยู่ในต�าแหน่งตรงกลางเมื่อเรียงข้อมูลจากน้อย N แทนจาํ นวนขอมลู ทงั้ หมด) ไปมากหรอื จากมากไปนอ้ ย ซง่ึ คา่ ทอ่ี ยตู่ รงจดุ กงึ่ กลางจะแบง่ ขอ้ มลู ออกเปน็ 2 สว่ น โดยทแี่ ตล่ ะสว่ น • ขอ มลู ชุดน้ีมที งั้ หมดกจี่ าํ นวน มีจา� นวนข้อมูลเท่า ๆ กนั ดงั รปู (แนวตอบ 11 จํานวน หรือ N = 11) • Q1 ของขอ มลู ชดุ น้ีอยใู นตาํ แหนงใด และ มัธยฐาน มีคาเทาใด (แนวตอบ ตาํ แหนงท่ี 3, Q1 = 6) ถา้ น�าข้อมูลชุดหน่งึ มาเรียงค่าของขอ้ มลู จากนอ้ ยไปมาก คา่ ที่ตรงกบั จดุ 3 จดุ จะแบง่ ขอ้ มลู • Q2 ของขอ มลู ชดุ นอ้ี ยูในตําแหนงใด และ ออกเปน็ 4 สว่ น โดยทแ่ี ตล่ ะสว่ นมจี า� นวนขอ้ มลู เทา่ ๆ กนั จะเรยี กวา่ ควอรไ์ ทลท์ ี่ 1 (Q1) ควอรไ์ ทล์ มีคาเทาใด ท ่ี 2 (Q2) และควอรไ์ ทล์ที่ 3 (Q3) ดงั รปู (แนวตอบ ตาํ แหนงท่ี 6, Q2 = 13) • Q3 ของขอ มลู ชุดนอี้ ยูในตาํ แหนงใด และ Q1 Q2 Q3 มีคาเทา ใด (แนวตอบ ตาํ แหนงท่ี 9, Q3 = 22) จากรูป จะไดว้ า่ ควอร์ไทล์ท่ี 1 คือ ค่าท่ีมีจ�านวนข้อมูลท่ีมีค่าน้อยกว่าค่าน้ีอยู่ประมาณหนึ่งในสี่ของจ�านวน 2. ครูอธิบายเก่ียวกับการวัดตําแหนงของขอมูล ข้อมูลทง้ั หมด หรือร้อยละ 25 ทเ่ี ปน ควอรไ ทล ซง่ึ เปน การแบง ขอ มลู ออกเปน ควอรไ์ ทล์ท่ี 2 คอื คา่ ทมี่ จี า� นวนขอ้ มลู ทมี่ คี า่ นอ้ ยกวา่ คา่ นอ้ี ยปู่ ระมาณหนงึ่ ในสองของจา� นวน 4 สว นเทา ๆ กนั ในหวั ขอ นนี้ กั เรยี นจะไดศ กึ ษา ข้อมูลท้ังหมด หรือร้อยละ 50 ซึ่งเป็นค่าของข้อมูลอยู่ตรงก่ึงกลางของข้อมูลทั้งหมด และมีค่า การวัดตําแหนงของขอมูลท่ีเปนเปอรเซ็นไทล อยูใ่ นต�าแหนง่ เดียวกันกับมัธยฐาน ดงั นน้ั จะกลา่ วได้วา่ ควอรไ์ ทล์ท ่ี 2 คอื มัธยฐาน ซึ่งจะเปนการแบงขอมูลออกเปน 100 สวน ควอรไ์ ทลท์ ่ี 3 คอื ค่าท่ีมีจ�านวนข้อมูลที่มีค่าน้อยกว่าค่าน้ีอยู่ประมาณสามในสี่ของจ�านวน เทา ๆ กนั ข้อมลู ทัง้ หมด หรอื ร้อยละ 75 1 จดั อนั ดบั ความสามารถภาษาองั กฤษ. สบื ค้นเม่อื 26 พฤศจิกายน 2562, จาก https://www.scholarship.in.th/ranking-ability-eng-80-countries-from-ef/ การวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 95 กจิ กรรม สรา งเสริม สือ่ Digital ครูใหน ักเรียนจับคู แลวปฏิบัตติ ามขน้ั ตอนตอไปน้ี ครอู าจใหน กั เรยี นสบื คน ความรเู พม่ิ เตมิ เกยี่ วกบั การวดั ตาํ แหนง ทขี่ องขอ มลู • แตละคชู ว ยกนั หาควอรไ ทลใ นตาํ แหนงตา งๆ ของขอมลู ผา น www.youtube.com โดยใชคําสบื คน ดังนี้ ตอไปน้ี 2 3 5 7 8 8 9 13 17 22 24 • การวัดตาํ แหนง ท่ขี องขอมลู • ใหร วมกนั ตรวจสอบคําตอบกบั คูอนื่ ๆ และอภปิ รายคาํ ตอบ • ควอรไทล ท่ีได • เดไซล • เปอรเซ็นไทล หมายเหตุ ครคู วรใหนักเรยี นเกง และนกั เรยี นออนจับคกู นั เชน https://www.youtube.com/watch?v=IGgNhJHK4iI T109
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน จากความรเู้ รอื่ งควอร์ไทล์ ถ้านา� ข้อมลู ชุดหน่งึ มาเรยี งค่าของข้อมูลจากน้อยไปมาก ค่าท่ตี รง กบั จุด 9 จดุ จะแบ่งข้อมูลออกเป็น 10 สว่ น โดยท่แี ตล่ ะส่วนมีจ�านวนเทา่ ๆ กนั จะเรียกว่า รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) เดไซล์ที่ 1 (D1) เดไซลท์ ี่ 2 (D2) จนถึงเดไซล์ท่ี 9 (D9) ดังรูป 1. ครูใหนกั เรยี นทาํ กิจกรรมตอไปนี้ D1 D2 D3 D4 D5 D6 D7 D8 D9 1) เรยี งลาํ ดบั สว นสงู (เซนตเิ มตร) ของทกุ คน ในหองจากนอยไปมาก จากรูป จะไดว้ ่า 2) แบงกลมุ ออกเปน 4 กลุมเทา ๆ กนั โดย เดไซลท์ ่ี 1 คอื คา่ ทมี่ จี า� นวนขอ้ มลู ที่มีคา่ นอ้ ยกวา่ คา่ นอ้ี ยปู่ ระมาณหนงึ่ ในสบิ ของจา� นวนขอ้ มลู เรียงลาํ ดับสวนสูงของกลมุ ท่ี 1 ถึงกลุม ที่ 4 ทง้ั หมด จากกลุม ทม่ี สี วนสูงนอ ยทส่ี ดุ ไปมากที่สดุ เดไซลท์ ่ี 2 คอื คา่ ทม่ี จี า� นวนขอ้ มลู ท่มี คี ่านอ้ ยกวา่ คา่ นอ้ี ยปู่ ระมาณสองในสบิ ของจา� นวนขอ้ มลู 3) ครูสมุ สว นสูงของนักเรียนทลี ะคน จากนัน้ ทง้ั หมด ใหนักเรียนในหองชวยกันตอบวา สวนสูง ของนักเรียนท่ีถูกสุมน้ันอยูในกลุมใดจาก ⋮ ทงั้ หมด 4 กลมุ เดไซลท์ ี่ 9 คอื คา่ ทม่ี จี า� นวนขอ้ มลู ทม่ี คี า่ นอ้ ยกวา่ คา่ นอ้ี ยปู่ ระมาณเกา้ ในสบิ ของจา� นวนขอ้ มลู 2. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายและสรุป ทง้ั หมด ความรูที่ไดจากกิจกรรม ในท�านองเดยี วกัน ถา้ นา� ขอ้ มลู ชดุ หนง่ึ มาเรยี งค่าของข้อมูลจากน้อยไปมาก ค่าท่ีตรงกบั จดุ 3. ครูกลาววา เปอรเซ็นไทล เปนการแบงขอมูล 99 จดุ จะแบง่ ขอ้ มลู ออกเปน็ 100 สว่ น โดยทแี่ ตล่ ะสว่ นมจี า� นวนเทา่ ๆ กนั จะเรยี กวา่ เปอรเ์ ซน็ ไทล์ ที่เรยี งจากนอยไปมากออกเปน 100 สว น โดย ซง่ึ ในหวั ข้อนจี้ ะกลา่ วถงึ การวดั ตา� แหนง่ ของขอ้ มูลทเี่ ปน็ เปอรเ์ ซน็ ไทล์เท่าน้นั ทแ่ี ตละสวนมีจํานวนขอมลู เทา ๆ กัน จากนัน้ ครูเขียนเสนจํานวนเพ่ือแสดงจุดแบงขอมูล เปอรเ์ ซน็ ไทล์ (Percentile) ทง้ั หมด 99 จุด บนกระดาน เปอร์เซ็นไทล์ เป็นการแบ่งขอ้ มลู ท่เี รียงจากนอ้ ยไปมากออกเปน็ 100 สว่ น โดยท่ีแตล่ ะส่วน 4. ครูยกตัวอยางเกี่ยวกับจุดแบงของขอมูล มจี า� นวนขอ้ มูลเท่า ๆ กนั ดังรูป ท้งั หมดวา จดุ แบง ท่ี 1 คอื เปอรเซ็นไทลท ี่ 1 หรือแทนดวยสัญลักษณ P1 หมายถึง คาท่ีมี P1 P2 P3 ⋯ P97 P98 P99 จํานวนขอมูลที่มีคานอยกวาคาน้ีอยูประมาณ หน่ึงในหนง่ึ รอ ยของขอ มูลทั้งหมด จากรูป จะเห็นว่า ค่าของข้อมูลมีจุดแบ่งข้อมูลท้ังหมด 99 จุด ซึ่งค่าของข้อมูลแต่ละจุด จะเรยี กวา่ เปอรเ์ ซน็ ไทลท์ ่ี 1 (P1) เปอรเ์ ซน็ ไทลท์ ี่ 2 (P2) จนถงึ เปอรเ์ ซน็ ไทลท์ ี่ 99 (P99) ตามลา� ดบั เปอร์เซ็นไทล์ท่ี 1 คือ ค่าท่ีมีจ�านวนข้อมูลท่ีมีค่าน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณหน่ึงในหนึ่งร้อย ของจา� นวนข้อมูลท้งั หมด เปอร์เซ็นไทล์ที่ 2 คือ ค่าท่ีมีจ�านวนข้อมูลท่ีมีค่าน้อยกว่าค่านี้อยู่ประมาณสองในหนึ่งร้อย ของจา� นวนขอ้ มูลทง้ั หมด ⋮ เปอรเ์ ซ็นไทล์ที่ 99 คือ ค่าทม่ี ีจ�านวนขอ้ มูลที่มคี ่าน้อยกวา่ ค่านีอ้ ยปู่ ระมาณเกา้ สบิ เกา้ ในหนึง่ ร้อยของจา� นวนขอ้ มูลท้ังหมด 96 เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั การวดั ตาํ แหนง ของขอ มลู ทเ่ี ปน เปอรเ ซน็ ไทลท จี่ ดุ ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-5 คน คละความสามารถ ตางๆ วา เปอรเซน็ ไทลเปนการแบงขอมลู ออกเปน 100 สว น โดยที่แตละสวน ทางคณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอยูกลุมเดียวกัน มีจํานวนขอมูลเทา ๆ กนั และมีเปอรเ ซน็ ไทลท ่ี 50 เปน จดุ แบง ตรงกลางที่แบง แลว รว มกนั สบื คน ขอ มลู จากอนิ เทอรเ นต็ ในหวั ขอ “การวดั ตาํ แหนง ท่ี ขอมูลออกเปน 2 สว นเทาๆ กัน ซ่งึ เปน ตาํ แหนง เดียวกนั กับมธั ยฐานของขอ มูล ของขอ มลู ในชวี ติ จริง” มากลมุ ละ 1 เร่ือง พรอ มท้งั ระบุแหลงทีม่ า จากน้ันใหนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน โดยใช โปรแกรม Microsoft PowerPoint หรอื โปรแกรมอนื่ ๆ ทน่ี กั เรยี นถนดั T110
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ATTENTION ขน้ั สอน การวดั ตา� แหนง่ มธั ยฐาน ควอรไ์ ทล ์ เดไซล ์ และเปอรเ์ ซน็ ไทล ์ ตอ้ งจดั เรยี งขอ้ มลู จากนอ้ ยไปมาก ซงึ่ มธั ยฐาน จะเปน็ ขอ้ มลู ทอี่ ยใู่ นตา� แหนง่ ตรงกลางของขอ้ มลู ทง้ั หมดทแี่ บง่ ออกเปน็ 2 สว่ น เทา่ ๆ กนั ดงั นน้ั มธั ยฐาน รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) จะมีค่าเทา่ กับควอร์ไทลท์ ี่ 2 (Q2) หรือเดไซล์ท่ี 5 (D5) หรอื เปอร์เซ็นไทล์ท ่ี 50 (P50) ในท�านองเดียวกัน ควอร์ไทล์จะแบ่งขอ้ มลู ออกเป็น 4 สว่ น เทา่ ๆ กนั ดงั นน้ั Q1 = P25, Q2 = D5 = P50 และ Q3 = P75 5. ครสู มุ นกั เรียนใหบอกความหมายของ เปอรเ ซ็นไทลทจี่ ุดตา งๆ ดังน้ี P25 = Q1 P50 = Q2 = D5 = มธั ยฐาน P75 = Q3 • เปอรเซ็นไทลท่ี 35 หมายความวา อยา งไร (แนวตอบ คา ทม่ี จี าํ นวนขอ มลู ทม่ี คี า นอ ยกวา กำรหำเปอร์เซน็ ไทล์ของขอ้ มลู ทีไ่ มไ่ ด้แจกแจงควำมถ่ี คานี้อยูประมาณสามสิบหาในหนึ่งรอยของ การหาเปอร์เซ็นไทล์ของข้อมูลที่ไม่ได้แจกแจงความถี่ จะต้องเรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก จาํ นวนขอ มลู ท้ังหมด) แลว้ หาต�าแหน่งตา่ ง ๆ ของเปอรเ์ ซ็นไทล์ได้จาก • เปอรเซน็ ไทลท ี่ 59 หมายความวาอยางไร (แนวตอบ คา ทม่ี จี าํ นวนขอ มลู ทมี่ คี า นอ ยกวา P1 อยู่ในตา� แหนง่ ท ่ี N10+01 คาน้ีอยูประมาณหาสิบเกาในหนึ่งรอยของ P2 อยู่ในต�าแหนง่ ท่ ี 2(N1 0+0 1) จาํ นวนขอมูลท้ังหมด) ⋮⋮ 6. ครูใหนักเรียนศึกษาจากกรอบ ATTENTION ในหนังสือเรียน หนา 97 แลวถามคําถาม P99 อยใู่ นตา� แหน่งท ่ี 99(1N0 0+ 1) นกั เรียน ดังน้ี ในกรณีทั่วไป จะหาตา� แหน่งของเปอร์เซ็นไทล์ได้จาก • มัธยฐานตรงกับเปอรเ ซน็ ไทลที่เทา ใด (แนวตอบ เปอรเซน็ ไทลท่ี 50) ตำ� แหน่งของ Pr คือ r(N10+01) เม่อื r ∈ { 1, 2, ..., 99 } • มธั ยฐานตรงกบั ควอรไทลท เ่ี ทา ใด เม่ือ r แทนตา� แหน่งของเปอร์เซน็ ไทล์ (แนวตอบ ควอรไทลท ี่ 2) N แทนจา� นวนขอ้ มลู ทั้งหมด • เปอรเ ซน็ ไทลท ่ี 50 ตรงกบั ควอรไ ทลท เี่ ทา ใด (แนวตอบ ควอรไทลท่ี 2) • เปอรเ ซน็ ไทลท ่ี 75 ตรงกบั ควอรไ ทลท เ่ี ทา ใด (แนวตอบ ควอรไ ทลท่ี 3) • เปอรเ ซน็ ไทลท ี่ 25 ตรงกบั ควอรไ ทลท เี่ ทา ใด (แนวตอบ ควอรไ ทลท ี่ 1) การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 97 กิจกรรม สรางเสริม บูรณาการอาเซียน ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-5 คน คละความสามารถ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การวัดตําแหนงท่ีของขอมูล ทางคณติ ศาสตร (ออ น ปานกลาง และเกง) ใหอยูกลุม เดียวกนั ครูสามารถเชื่อมโยงบูรณาการความรูกับประเทศในกลุมอาเซียนได เชน การ แลวรวมกันสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการหาเปอรเซ็นไทลของขอมูลที่ นําขอมูลเรื่องการสงออกของประเทศในกลุมอาเซียนมาเขียนบอกตําแหนงท่ี แจกแจงความถี่ และยกตวั อยา งโจทยม ากลมุ ละ 1 ขอ พรอ มแสดง โดยใชเ ปอรเ ซน็ ไทล วธิ คี ดิ ลงในกระดาษ A4 เมอื่ ทาํ เสรจ็ แลว ใหน าํ สง ครเู พอ่ื ตรวจสอบ ความถูกตอง T111
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 7. ครูกลาววา การหาเปอรเซ็นไทลของขอมูล ตวั อยา่ งท่ี 13 ที่ไมไดแจกแจงความถี่ จะตองเรียงขอมูล จากนอยไปมาก แลวคํานวณหาตําแหนงของ จำกกำรส�ำรวจน้�ำหนกั (กิโลกรมั ) ของนักเรียนกล่มุ หน่งึ เปน็ ดังนี้ เปอรเซ็นไทลไ ดจ าก 57 45 51 72 65 58 70 43 54 ตาํ แหนงของ Pr คือ r(N10+0 1); r∊{ 1, 2, 3, ใหห้ ำน�ำ้ หนักทอี่ ยู่ในตำ� แหน่งเปอร์เซน็ ไทลท์ ี่ 30 และ 45 ..., 99 } วิธีทำ� เรียงขอ้ มูลนา้� หนักจากน้อยไปมากได้ ดงั น้ี เมอ่ื r แทนตําแหนงของเปอรเ ซ็นไทล 43 45 51 54 57 58 65 70 72 N แทนจาํ นวนขอมลู ท้งั หมด จาก ตา� แหน่งของ Pr คือ r(N1 0+0 1) จะได ้ ตา� แหน่งของ P30 คือ 30(190 +0 1) = 3 8. ครถู ามคําถามนกั เรยี น ดังนี้ จากข้อมูลข้างตน้ จะเห็นวา่ นา�้ หนกั ทอี่ ยใู่ นตา� แหน่งที ่ 3 คอื 51 กิโลกรมั • ขอ มลู ชดุ หนง่ึ มี 199 จาํ นวน และเรยี งขอ มลู ดงั นนั้ P30 = 51 กิโลกรัม จากนอ ยไปมาก P30 อยูใ นตําแหนงท่ีเทาใด และตา� แหนง่ ของ P45 คือ 45(190 +0 1) = 4.5 ค(แอื นว3ต0อ(บ119ต09าํ0+แห1น)ง =ขอ6ง0)P30 จากขอ้ มลู ขา้ งตน้ จะเห็นวา่ น�า้ หนกั ท่ีอยใู่ นต�าแหน่งท ่ี 4 คอื 54 กโิ ลกรมั • ขอ มลู ชดุ หนงึ่ มี 199 จาํ นวน และเรยี งขอ มลู และน้า� หนกั ทอ่ี ยู่ในตา� แหนง่ ที ่ 5 คือ 57 จะหาคา่ P45 ได้ ดงั น้ี จากนอ ยไปมาก P82 อยใู นตาํ แหนง ทเี่ ทาใด ตา� แหน่งที่ตา่ งกัน 5 - 4 = 1 นา้� หนักตา่ งกัน 57 - 54 = 3 กิโลกรัม ค(แือนว8ต2อ(บ119ต09ํา0+แห1น) ง=ขอ1ง64P)82 ต�าแหน่งที่ต่างกนั 4.5 - 4 = 0.5 น�้าหนกั ต่างกนั 13 × 0.5 = 1.5 กิโลกรมั ดังนน้ั P45 = 54 + 1.5 = 55.5 กิโลกรัม 9. ครูยกตัวอยา งท่ี 13 ในหนงั สือเรยี น หนา 98 นั่นคือ น า�้ หนักที่อยู่ในต�าแหนง่ เปอรเ์ ซ็นไทล์ที ่ 30 และ 45 เทา่ กับ 51 กโิ ลกรมั พรอมอธบิ ายอยา งละเอียด และ 55.5 กิโลกรัม ตามล�าดบั ลองทําดู จากการบันทึกคะแนนสอบกลางภาควชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรยี นกลุ่มหน่งึ เปน็ ดงั นี้ 21 17 28 10 16 23 19 12 20 18 16 ฝึกทำ�ต่อ ใหห้ าคะแนนสอบท่ีอยูใ่ นต�าแหนง่ เปอรเ์ ซ็นไทล์ท่ ี 50 และ 65 แบบฝึกทักษะ 3.2 ข้อ 1 หน้า 101 98 สือ่ Digital กิจกรรม ทา ทาย ครใู หน กั เรยี นลองใชโ ปรแกรม Microsoft Excel คาํ นวณหาเปอรเซ็นไทล ใหน ักเรยี นเติมตัวเลขลงในชอ งวางใหสมบูรณ โดยขอ มลู ชดุ นี้ เรยี งจากนอ ยไปมาก ซ่ึงมเี งอ่ื นไขตอไปน้ี ทตี่ าํ แหนง ตา งๆ โดยใชส ตู ร PERCENTILE.EXC(array,k) โดยที่ array คอื จาํ นวน • P25 = 13 ขอมูลท้ังหมด และ k คือ ตําแหนง ของเปอรเ ซน็ ไทลที่ตองการหาหารดว ย 100 • P40 = 19 เชน จากตัวอยา งท่ี 13 ตอ งการหาเปอรเซ็นไทลท่ี 30 มีขนั้ ตอน ดังน้ี • P75 = 26 9 ___ 15 ___ 20 22 ___ 27 29 1. พิมพขอ มูลทกุ ตวั ลงใน A1:A9 2. ใชสตู ร PERCENTILE.EXC(array,k) 3. แทน array ดว ย A1:A9 และแทน k ดวย 0.3 จะไดเ ปน PERCENTILE.EXC(A1:A9, 0.3) T112
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ตัวอยา่ งที ่ 14 ขนั้ สอน ในกำรสอบคร้ังหน่ึงมีนักเรียน 23 คน ที่ได้คะแนนสอบวิชำภำษำอังกฤษน้อยกว่ำหรือเท่ำกับ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 40 คะแนน ถ้ำเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 25 ของคะแนนสอบคร้ังนี้เท่ำกับ 40 คะแนน ให้หำจ�ำนวน นกั เรียนทัง้ หมดที่เข้ำสอบ 10. ครใู หน กั เรยี นศึกษาตัวอยางที่ 14 ในหนังสอื เรียน หนา 99 แลวถามคําถามนกั เรียน ดังนี้ วธิ ที ำ� เน่ืองจากมนี ักเรียน 23 คน ท่ีไดค้ ะแนนสอบนอ้ ยกวา่ หรอื เท่ากบั 40 คะแนน • ในการสอบวชิ าภาษาองั กฤษครงั้ นม้ี นี กั เรยี น และ P25 เทา่ กับ 40 คะแนน ท่ีไดคะแนนสอบนอยกวาหรือเทากับ 40 23 = 25(1N0 0+ 1) คะแนน ท้ังหมดกี่คน จะได้ว่า (แนวตอบ 23 คน) • เปอรเซน็ ไทลท ี่ 25 ของคะแนนสอบคร้งั นี้ N = 91 เทา กบั เทาใด (แนวตอบ 40 คะแนน) ดังนัน้ มนี ักเรยี นเข้าสอบคร้ังนที้ ้ังหมด 91 คน 11. ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับการ ลองทําดู แกโจทยปญหาเพื่อหาคา N หรือจํานวน นักเรยี นทง้ั หมด จากนน้ั ใหน ักเรยี นทํา “ลอง ในการสอบครง้ั หนง่ึ มนี กั เรยี น 15 คน ทไี่ ดค้ ะแนนสอบวชิ าคณติ ศาสตรน์ อ้ ยกวา่ หรอื เทา่ กบั ทําด”ู ในหนังสอื เรยี น หนา 99 65 คะแนน ถา้ เปอรเ์ ซน็ ไทล์ท ่ี 75 ของคะแนนสอบครง้ั นเ้ี ทา่ กับ 65 คะแนน ใหห้ าจา� นวนนกั เรยี นทัง้ หมดท่เี ข้าสอบ ฝึกทำ�ต่อ 12. ครใู หนักเรียนศึกษาตวั อยา งที่ 15 ในหนงั สอื เรียน หนา 99 แลว ถามคําถามนกั เรียน ดงั น้ี แบบฝึกทักษะ 3.2 • จากตําแหนงเปอรเซ็นไทลท่ี 60 เทากับ ข้อ 2-3 หน้า 101 17.4 จะมีคาของเปอรเซ็นไทลท่ี 60 อยู ระหวา งขอ มลู ใด และมีคาเทา ใด ตัวอย่างที ่ 15 (แนวตอบ เปอรเซ็นไทลที่ 60 อยูระหวาง สวนสูงที่อยูในตําแหนง 17 และ 18 คือ จำกกำรบนั ทึกสว่ นสูง (เซนติเมตร) ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษำปที ่ี 6 กลมุ่ หนึ่ง เป็นดังน้ี 166 เซนติเมตร ดังน้นั เปอรเ ซน็ ไทลท ี่ 60 เทากบั 166 เซนติเมตร) 157 162 180 166 148 160 149 155 170 169 172 168 153 151 166 171 183 169 173 150 157 176 154 162 160 146 155 160 1) นักเรียนจะต้องมีส่วนสูงเท่ำใด จึงจะมีนักเรียนประมำณคร่ึงหนึ่งของชั้นท่ีมีส่วนสูง น้อยกว่ำ 2) นกั เรยี นจะตอ้ งมสี ว่ นสงู เทำ่ ใด จงึ จะมนี กั เรยี นทมี่ สี ว่ นสงู นอ้ ยกวำ่ อยปู่ ระมำณ 6 ใน 10 การวิเคราะหข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 99 แผนภาพตน-ใบ ของขอมลู ชดุ หนง่ึ เปนดงั น้ี ขอ สอบเนน การคิด 3 1244588 (เฉลยคาํ ตอบ เนือ่ งจากขอมูลชดุ นีม้ ที ้งั หมด 29 ตัว 4 033477999 จะได N = 29 และ r = 79 5 0011246 ตาํ แหนง เปอรเซน็ ไทลที่ 79 = 79(21900+ 1) = 23.7 6 125688 คาของขอมลู ในตําแหนงท่ี 23 คอื 56 และคา ของขอมูล ในตาํ แหนงที่ 24 คอื 61 เปอรเ ซน็ ไทลท่ี 79 ของขอ มูลชดุ น้เี ทา กบั เทา ใด คา ของขอมลู ในตําแหนงที่ 23.7 เทากบั 56 + (0.7)(61 - 56) = 56 + (0.7)(5) = 56 + 3.5 = 59.5 ดงั นัน้ เปอรเ ซ็นไทลที่ 79 เทา กบั 59.5) T113
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน วธิ ีท�ำ เรียงข้อมูลสว่ นสงู จากน้อยไปมากได้ ดงั น้ี รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 146 148 149 150 151 153 154 • นักเรียนจะตองมีสวนสูงเทาใด จึงจะมี 155 155 157 157 160 160 160 นักเรียนที่มีสวนสูงนอยกวาอยูประมาณ 8 ใน 10 162 162 166 166 168 169 169 (แนวตอบ เนื่องจากสวนสูงของนักเรียนที่มี สวนสูงนอ ยกวาคานี้อยปู ระมาณ 8 ใน 10 170 171 172 173 176 180 183 คอื สว นสงู ทเี่ ปอรเซ็นไทลที่ 80 จากตําแหนง ของ Pr คือ r(N10+01) 1) เนอ่ื งจากสว่ นสูงของนกั เรยี นที่มีส่วนสูงน้อยกวา่ คา่ นอี้ ย่ปู ระมาณครง่ึ หน่งึ ของชนั้ จ8ะ0(ไ2ด180ต 0+าํ แ1ห)น=ง ข2อ3ง.2P80 คอื คือ ส่วนสูงที่เปอรเ์ ซ็นไทล์ที่ 50 จะเห็นวา สวนสูงท่อี ยูในตําแหนง 23 จาก ต�าแหน่งของ Pr คือ r(N1 0+0 1) คือ 171 เซนติเมตร และสวนสูงที่อยูใน จะได้ ต�าแหนง่ ของ P50 คือ 50(2180 0+ 1) = 14.5 ตาํ แหนง ท่ี 24 คือ 172 เซนติเมตร จะไดว า เปอรเซน็ ไทลท ี่ 23.2 เทากับ 171 + (0.2) จ ากข้อมลู ข้างตน้ จะเหน็ ว่า สว่ นสูงทอ่ี ยใู่ นต�าแหน่งท ี่ 14 คือ 160 เซนติเมตร (172 - 171) = 171.2 เซนตเิ มตร และส่วนสูงทอ่ี ยใู่ นต�าแหน่งที่ 15 คือ 162 เซนตเิ มตร จะหาค่า P50 ได ้ ดังน้ี ดังน้ัน P80 = 171.2 เซนติเมตร ตา� แหน่งท่ีตา่ งกัน 15 - 14 = 1 สว่ นสงู ตา่ งกัน 162 - 160 = 2 เซนติเมตร นน่ั คือ นักเรียนจะตองมีสวนสงู 171.2 ดตงั�านแหน้ั น Pง่ 5ท0่ตี =า่ ง1ก6ัน0 1+4 .15 =- 1146 1= เ ซ0.น5ต สเิ มว่ ตนรส งู ต่างกัน 21 × 0.5 = 1 เซนติเมตร เซนติเมตร จึงจะมีนกั เรียนทม่ี สี วนสงู นอ ยกวาอยปู ระมาณ 8 ใน 10) นน่ั คอื นกั เรยี นจะตอ้ งมีส่วนสงู 161 เซนตเิ มตร จงึ จะมีนกั เรยี นประมาณครง่ึ หนึง่ ของช้นั ท่มี ีสว่ นสงู น้อยกว่า • สวนสูงท่ีอยูในตําแหนงเปอรเซ็นไทลท่ี 60 ตา งจากสว นสงู ทอี่ ยใู นตาํ แหนง เปอรเ ซน็ ไทล 2) เนื่องจากส่วนสงู ของนกั เรียนท่มี ีสว่ นสูงน้อยกวา่ คา่ นอี้ ยปู่ ระมาณ 6 ใน 10 ท่ี 50 อยูเทาใด คือ สว่ นสงู ท่เี ปอรเ์ ซน็ ไทล์ท่ี 60 (แนวตอบ สว นสงู ทอี่ ยใู นตาํ แหนง จาก ต�าแหน่งของ Pr คอื r(N1 0+0 1) เปอรเ ซ็นไทลท่ี 60 ตา งจากสว นสูงที่อยูใ น จะได้ ต�าแหน่งของ P60 คือ 60(2180 0+ 1) = 17.4 เปอรเซ็นไทลท่ี 50 เทา กับ 166 - 161 = 5 เซนติเมตร) จ ากข้อมูลขา้ งตน้ จะเหน็ ว่า ส่วนสูงท่ีอยูใ่ นต�าแหนง่ ท ่ี 17 คือ 166 เซนตเิ มตร และส่วนสงู ที่อย่ใู นต�าแหน่งที่ 18 คือ 166 เซนตเิ มตร ดงั นัน้ P60 = 166 เซนตเิ มตร น น่ั คอื นกั เรยี นจะตอ้ งมสี ว่ นสงู 166 เซนตเิ มตร จงึ จะมนี กั เรยี นทม่ี สี ว่ นสงู นอ้ ยกวา่ ค่านีอ้ ยู่ประมาณ 6 ใน 10 100 ขอสอบเนน การคดิ แนว O-NET (เฉลยคําตอบ เนอ่ื งจากจาํ นวนขอ มลู ทง้ั หมด 30 จํานวน บรษิ ทั ขนสง พสั ดแุ หง หนง่ึ ไดบ นั ทกึ ระยะทาง (หนว ย : กโิ ลเมตร) ในการสงของในแตละวัน เปน เวลา 30 วนั เมอ่ื เรยี งลําดับขอมลู จะไดตําแหนง P44 คอื r(N10+0 1) = 44441((03310010)0+ 1) จากนอยไปมาก เปนดงั นี้ = 32 35 36 40 42 44 47 50 53 55 = 13.64 60 62 65 71 73 75 75 80 82 83 คา ของขอมลู ในตาํ แหนงท่ี 13 คือ 65 และคาของขอ มลู 85 86 88 89 90 91 93 94 94 95 ในตําแหนงที่ 14 คอื 71 เปอรเซ็นไทลท ่ี 44 ของขอ มลู ชุดนเี้ ทากับเทา ใด คาของขอ มลู ในตําแหนง ท่ี 13.64 เทา กบั 65 + (0.64)(71 - 65) = 65 + (0.64)(6) 1. 65.50 กิโลเมตร 2. 68.48 กิโลเมตร = 65 + 3.84 3. 68.84 กโิ ลเมตร 4. 69.85 กิโลเมตร 5. 70.85 กโิ ลเมตร = 68.84 น่ันคอื เปอรเซน็ ไทลท ่ี 44 ของขอมลู ชดุ นี้เทา กบั 68.84 กิโลเมตร ดงั นน้ั คําตอบ คือ ขอ 3.) T114
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ลองทาํ ดู ขนั้ สอน คะแนนสอบวัดความสามารถการคิดวิเคราะห์และการแก้ปญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ปที ่ ี 6 กลุม่ หนึ่ง เป็นดงั น้ี 13. ครูใหนกั เรยี นทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน 130 112 104 121 133 127 130 หนา 101 เพ่ือตรวจสอบความเขาใจของ 141 138 129 116 135 117 149 นักเรยี น 132 105 113 121 118 132 122 14. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.2 ขอ 6. 1) นกั เรยี นจะตอ้ งสอบได้คะแนนเท่าใด จึงจะมนี ักเรยี นประมาณครึ่งหนง่ึ ของชัน้ ท่ไี ดค้ ะแนน ในหนังสือเรียน หนา 102 เพื่อตรวจสอบ ต่า� กว่า ความเขาใจเปนรายบุคคล จากนั้นครูสุม 2) นกั เรียนจะตอ้ งสอบไดค้ ะแนนเทา่ ใด จงึ จะมผี ้สู อบไดค้ ะแนน นกั เรียนออกมาเฉลยวธิ ที าํ หนาชน้ั เรียน โดย น้อยกวา่ อยปู่ ระมาณ 7 ใน 10 ฝึกทำ�ต่อ ครตู รวจสอบความถกู ตอ งและอธบิ ายเพม่ิ เตมิ แบบฝึกทักษะ 3.2 ลงมอื ทาํ (Doing) ข้อ 4-7 หน้า 101-102 1. ครูใหน กั เรยี นจับคทู าํ แบบฝก ทักษะ 3.2 ขอ 7. แบบฝกึ ทักษะ 3.2 ในหนังสือเรียน หนา 102 จากน้ันครูสุม นกั เรยี นออกมาเฉลยวิธีคดิ หนา ชน้ั เรียน ร ะดบั พืน้ ฐาน 2. ครูใหน กั เรียนทํา Exercise 3.2 ในแบบฝก หดั 1. เวลำ (นำที) ทน่ี กั เรียนกลุ่มหนึง่ ใชใ้ นกำรเดนิ ทำงมำโรงเรียน เปน็ ดงั นี้ เปน การบา น 55 5 25 10 30 45 15 5 60 20 25 40 50 35 ขนั้ สรปุ ใหห้ ำเวลำท่อี ยใู่ นตำ� แหนง่ เปอรเ์ ซ็นไทลท์ ี่ 20 และ 62 2. ในกำรสอบคร้งั หนึ่งมีนักเรยี น 33 คน ทไ่ี ด้คะแนนสอบวชิ ำวทิ ยำศำสตร์นอ้ ยกว่ำหรอื เทำ่ กับ ครูถามคําถามนักเรียนเพ่ือสรุปความรู เรื่อง การวัดตําแหนงท่ีของขอมูล ดังนี้ 50 คะแนน ถำ้ เปอร์เซน็ ไทล์ท่ี 75 ของคะแนนสอบคร้ังน้ีเท่ำกบั 50 คะแนน ให้หำจำ� นวน นกั เรยี นท้ังหมดทเี่ ข้ำสอบ • เปอรเซน็ ไทลหมายถึงอะไร 3. ถำ้ มีนกั เรียน 40 คน จำกนกั เรยี นท้ังหมด 50 คน ได้คะแนนน้อยกวำ่ หรือเท่ำกบั 48 คะแนน (แนวตอบ การวัดตาํ แหนง ทขี่ องขอมลู ซ่ึงจะ อยำกทรำบวำ่ เปอรเ์ ซ็นไทลข์ องคะแนน 48 คะแนน เท่ำกับเท่ำใด แบงขอมูลท่ีเรียงจากนอยไปมากออกเปน 4. 3 1 1 2 5 5 7 8 8 100 สวน โดยท่ีแตละสวนมีจํานวนขอมูล เทาๆ กัน) 4 0 1 4 4 6 6 6 7 9 5 3 4 5 5 8 9 9 6 2 5 7 7 8 จำกแผนภำพต้น-ใบ ให้หำเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 78 ของข้อมูลชดุ น้ี การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 101 กิจกรรม 21st Century Skills เกร็ดแนะครู ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-5 คน คละความสามารถ กอ นทจี่ ะทาํ แบบฝก ทกั ษะ 3.2 ครคู วรทบทวนเกย่ี วกบั เปอรเ ซน็ ไทล ครอู าจ ทางคณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอยูกลุมเดียวกัน ยกตัวอยางเพ่ิมเติมแลวถาม-ตอบนักเรียน เพ่ือตรวจสอบความเขาใจของ แลว รว มกนั สบื คน จากอนิ เทอรเ นต็ เกย่ี วกบั การหาเปอรเ ซน็ ไทลด ว ย นกั เรียน พรอมทัง้ เปด โอกาสใหนักเรยี นซักถามเมื่อเกิดขอสงสยั โปรแกรมตา งๆ มากลุม ละ 1 โปรแกรม (บางกลมุ อาจใชโปรแกรม ซํ้าได) จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน พรอ มท้งั ยกตวั อยางและวธิ ีคํานวณของโปรแกรมนัน้ ๆ T115
นาํ สอน สรปุ ประเมิน ขน้ั สรปุ 5. บริษัทอักษรโลจิสติกส์ได้บันทึกระยะทำง (กิโลเมตร) ในกำรส่งของแต่ละวันในช่วงเวลำ 30 วัน ท่ผี ำ่ นมำ เมือ่ เรียงขอ้ มูลจำกนอ้ ยไปมำก เปน็ ดงั นี้ • เปอรเ ซ็นไทลท ี่ 85 หมายความวา อยางไร 34 34 35 36 39 40 43 44 44 46 (แนวตอบ คา ทม่ี จี าํ นวนขอ มลู ทมี่ คี า นอ ยกวา 51 55 62 71 74 75 75 76 78 82 คานี้อยูประมาณแปดสิบหาในหน่ึงรอยของ 84 85 86 87 89 91 93 95 97 98 จาํ นวนขอมูลทง้ั หมด) ให้หำเปอร์เซน็ ไทลท์ ่ี 53 ของขอ้ มลู ชุดน้ี • ในกรณีทั่วไปจะคํานวณหาตําแหนงของ เปอรเ ซน็ ไทลไดอยา งไร ร ะดับกลาง (แนวตอบ ตาํ แหนงของ Pr คอื r(N10+0 1) ; r ∊ { 1, 2, 3, …, 99 } 6. คะแนนสอบกลำงภำคซึ่งมีคะแนนเต็ม 80 คะแนน ของนักเรียนกลุ่มหนึ่ง เมื่อเรียงข้อมูล เมื่อ r แทนตําแหนงของเปอรเซน็ ไทล จำกน้อยไปมำก เป็นดังนี้ N แทนจํานวนขอมูลทง้ั หมด) 35 37 38 38 39 41 42 45 46 49 50 50 52 56 57 58 ขนั้ ประเมนิ 59 60 60 62 66 69 70 72 1. ครตู รวจแบบฝกทักษะ 3.2 1โด) ยทใ ห่ ี P้ห7า5ค เะปแน็ นเนปทอี่มร์เีจซ�า็นนไวทนลนท์ ัก่ ี เ7ร5ีย นแซละ่ึง ไPด2้ค5ะ เแปนน็ นเนป้ออรย์เกซวน็ ่าไคทะลแท์ นี่ น2น5ี้อยู่ประมาณร้อยละ 40 2. ครตู รวจ Exercise 3.2 และร้อยละ 65 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผลงาน 4. ครูสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล 2) น ักเรียนจะต้องสอบได้คะแนนเท่าใด จึงจะมีผู้ท่ีสอบได้คะแนนน้อยกว่าอยู่ประมาณ 5. ครูสังเกตพฤตกิ รรมการทํางานกลุม 3 ใน 10 และ 8 ใน 10 6. ครูสังเกตความมีวินัย ใฝเ รียนรู 3) น กั เรยี นจะตอ้ งสอบไดค้ ะแนนเทา่ ใด จงึ จะมนี กั เรยี นประมาณ 1 ใน 4 ของกลมุ่ ไดค้ ะแนน มงุ ม่ันในการทํางาน สูงกวา่ 4) ให้หา P75 - P25 ระดับท้าทาย 7. จำกแผนภำพตน้ -ใบ แสดงข้อมลู คะแนนสอบวชิ ำภำษำไทยของนกั เรยี นหอ้ งหนึ่ง เป็นดังนี้ 5 0 1 3 3 5 6 6 7 9 6 1 2 4 5 6 6 7 7 8 9 7 1 3 3 3 4 5 5 8 8 8 2 4 5 6 6 7 8 8 โดยมีเกณฑ์ว่ำ นักเรียนที่สอบได้คะแนนสูงกว่ำเปอร์เซ็นไทล์ท่ี 75 จะให้ระดับคะแนน 4 อยำกทรำบวำ่ นักเรียนในกลุ่มทีไ่ ดร้ ะดบั คะแนน 4 ไดค้ ะแนนตำ่� สดุ กี่คะแนน 102 แนวทางการวัดและประเมินผล กจิ กรรม สรา งเสรมิ ครูสามารถวัดและประเมินพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล จากแบบ ครูใหนกั เรยี นปฏิบตั ติ ามขน้ั ตอนตอไปน้ี ฝกทักษะ 3.2 ในขั้นรูและเขาใจ โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผลจาก • ใหบ นั ทกึ นา้ํ หนกั (กโิ ลกรมั ) ของนกั เรยี นทกุ คนลงในกระดาษ แบบประเมินของแผนการจดั การเรยี นรใู นหนว ยการเรยี นรทู ่ี 3 A4 แลว เรยี งลาํ ดบั ขอ มลู จากนอ ยไปมาก โดยเขยี นบนกระดาน หนาชนั้ เรียน แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบุคคล • ใหหาเปอรเ ซ็นไทลที่ 32 เปอรเ ซน็ ไทลท ่ี 50 เปอรเ ซน็ ไทล ที่ 64 และเปอรเ ซ็นไทลที่ 78 คาช้แี จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกับ ระดบั คะแนน ลาดบั ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน 4321 1 การแสดงความคดิ เหน็ 2 การยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ ื่น 3 การทางานตามหน้าท่ีท่ไี ดร้ ับมอบหมาย 4 ความมนี ้าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมนิ ............/................./................ เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั ิหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบ่อยครง้ั ให้ 2 คะแนน ให้ 1 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมบางครงั้ ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยครง้ั เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ 18 - 20 ดมี าก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ากวา่ 10 ปรบั ปรุง T116
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 3.3 การวดั การกระจายของขอ้ มลู ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) การวดั การกระจายของข้อมลู เป็นค่าสถิตทิ ใ่ี ชอ้ ธบิ ายลักษณะการกระจายของข้อมูล เพ่ือให้ การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) เห็นลักษณะของข้อมูลได้ชัดเจนมากข้ึน โดยทั่วไปการวัดการกระจายของข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การวัดการกระจายสัมบูรณ์และการวัดการกระจายสัมพัทธ์ ในหัวข้อน้ีจะกล่าวถึง 1. ครูทบทวนความรูเกี่ยวกับชวงของขอมูล โดย การวัดการกระจายสัมบูรณ์เท่านั้น ได้แก่ พิสัยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนในเร่ืองของ ถามคาํ ถาม ดงั นี้ ส่วนเบีย่ งเบนเฉลีย่ และสว่ นเบีย่ งเบนควอร์ไทล์จะยงั ไมก่ ลา่ วถงึ กําหนดขอมูลชดุ หนง่ึ เปนดงั น้ี 34 62 46 71 50 31 1. พสิ ยั (Range) 24 12 58 39 44 29 • คา สงู สดุ ของขอ มลู ชดุ นเ้ี ปน เทา ใด Investigation (แนวตอบ 71) • คาต่าํ สดุ ของขอ มูลชดุ นเ้ี ปน เทา ใด ให้นกั เรียนตอบค�ำถำมตอ่ ไปน้ี (แนวตอบ 12) 1. คะแนนสอบวิชาภาษาองั กฤษของนกั เรียน 3 หอ้ ง ซง่ึ ใชข้ ้อสอบชุดเดียวกัน โดยสุ่มนกั เรียน • ขอ มูลชุดน้ีมีชว งของขอ มลู เปน เทา ใด (แนวตอบ 71 - 12 = 59) แต่ละห้องจ�านวน 12 คน เปน็ ดังนี้ 2. ครูอธิบายวา การหาชวงของขอมูลขางตน หอ้ งท่ี 1 23 78 69 46 89 30 79 59 21 69 77 68 จะเรียกวา พิสัย ในกรณีที่ขอมูลไมไดมีการ หอ้ งที่ 2 55 69 57 63 57 64 58 59 59 49 63 55 แจกแจงความถี่ ซงึ่ นกั เรยี นจะไดศ กึ ษาเกย่ี วกบั ห้องที่ 3 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 การหาพิสัยของขอมูลท่ีไมไดแจกแจงความถ่ี และขอ มลู ทมี่ กี ารแจกแจงความถโี่ ดยแบง เปน 1) ให้หาคา่ เฉลีย่ เลขคณิตของคะแนนสอบแต่ละห้อง อันตรภาคชนั้ 2) ใหห้ าคะแนนสูงสุดและคะแนนตา่� สดุ ของแต่ละห้อง 2. จากขอ้ 1. นกั เรยี นคดิ วา่ คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ้ งใดมกี ารกระจายของคะแนนมากทส่ี ดุ ขนั้ สอน จาก Investigation ข้อ 1) จะเหน็ ว่า ถา้ นา� คะแนนสอบของนกั เรียนท้ัง 3 ห้อง มาคา� นวณ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) หาค่าเฉลีย่ เลขคณติ จะได้ 1. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Investigation ใน หอ้ งเรยี น ค่ำเฉล่ียเลขคณติ (x) หนังสือเรียน หนา 103 แลวถามคําถาม หอ้ งที ่ 1 59 นกั เรียน ดงั นี้ • ใหหาคาเฉล่ียของคะแนนสอบของนักเรียน ห้องที่ 2 59 ทั้ง 3 หอง หอ้ งท ี่ 3 59 (แนวตอบ คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ งที่ 1-3 มคี ะแนนเฉล่ียเทากับ 59) จะเห็นว่า ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนสอบของนักเรียนทั้ง 3 ห้อง เท่ากับ 59 คะแนน • คะแนนสอบเฉล่ียทัง้ 3 หอ ง เทา กันหรอื ไม ซง่ึ มคี า่ เทา่ กนั ดงั นนั้ หากพจิ ารณาเพยี งคา่ เฉลย่ี เลขคณติ อาจจะไมส่ ามารถบอกไดว้ า่ คะแนนสอบ (แนวตอบ คะแนนสอบเฉลย่ี ทง้ั 3 หอ งเทา กนั ) สว่ นใหญ่รวมกลมุ่ กันหรือกระจายกันออกไป การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 103 เฉลย Investigation 1. 1) คา เฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนของนกั เรยี นหอ งที่ 1 คือ คาเฉลี่ยเลขคณติ ของคะแนนของนักเรียนหองที่ 3 คือ x1 = iΣ1=1212xi x3 = iΣ1=1212xi 23 + 78 + 69 + 46 + 89 + 301+279 + 59 + 21 + 69 + 77 + 68 59 + 59 + 59 + 59 + 59 + 591+259 + 59 + 59 + 59 + 59 + 59 = 71028 = 59 = 71028 = 59 = = ดังนั้น คา เฉลยี่ เลขคณิตของคะแนนของนกั เรียนหอ งที่ 1 ดังนัน้ คา เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนของนกั เรยี นหอ งที่ 3 เทา กบั 59 คะแนน เทากบั 59 คะแนน คา เฉลี่ยเลขคณิตของคะแนนของนกั เรยี นหอ งที่ 2 คือ 2) หอ งท่ี 1 คะแนนสงู สดุ คอื 89 คะแนน และคะแนนต่าํ สดุ คอื 21 คะแนน x2 = iΣ1=1212xi หองท่ี 2 คะแนนสงู สดุ คือ 69 คะแนน และคะแนนตํา่ สุด คือ 49 คะแนน หองที่ 3 คะแนนสูงสุด คือ 59 คะแนน และคะแนนตา่ํ สุด คือ 59 คะแนน = 55 + 69 + 57 + 63 + 57 + 641+258 + 59 + 59 + 49 + 63 + 55 2. จากขอ 1. จะเหน็ วา คะแนนสงู สดุ กบั คะแนนตา่ํ สดุ ของนกั เรยี นหอ งที่ 1 หอ งท่ี 2 = 71028 = 59 และหอ งท่ี 3 ตา งกนั 68 คะแนน 20 คะแนน และ 0 คะแนน ตามลาํ ดบั แสดงวา นักเรียนหอ งท่ี 1 ไดค ะแนนสอบแตกตา งกันมาก นกั เรยี นหองท่ี 2 สวนใหญ Tไดค ะแนนสอบใกลเ คยี งกัน นกั เรียนหองท่ี 3 ไดคะแนนสอบเทา กนั หมด ดงั นั้น ดังน้นั คาเฉล่ยี เลขคณิตของคะแนนของนกั เรยี นหอ งท่ี 2 คะแนนสอบของนักเรยี นหอ งท่ี 1 มีการกระจายมากทีส่ ดุ 117 เทา กับ 59 คะแนน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน จากขอ้ 2) จะเหน็ วา่ ถา้ นา� คะแนนสอบของนกั เรยี นทงั้ 3 หอ้ ง มาหาคะแนนสงู สดุ และคะแนน ต่า� สดุ จะได้ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ห้องท ี่ 1 คะแนนสูงสุด คะแนนต�่ำสุด คะแนนสูงสดุ - คะแนนต�ำ่ สดุ • คะแนนสอบของนักเรียนหองใดมีคะแนน ห้องท่ี 2 89 21 89 - 21 = 68 สอบเทากัน หอ้ งที่ 3 69 49 69 - 49 = 20 (แนวตอบ หองที่ 3) 59 59 59 - 59 = 0 • คะแนนสอบของนักเรียนหองใดมีผลตาง จะเหน็ วา่ คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ้ งท ี่ 1 มคี ะแนนสงู สดุ กบั คะแนนตา�่ สดุ ตา่ งกนั 68 คะแนน ของคะแนนสงู สดุ กบั คะแนนตา่ํ สดุ มากทสี่ ดุ คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ้ งท ่ี 2 มคี ะแนนสงู สดุ กบั คะแนนตา่� สดุ ตา่ งกนั 20 คะแนน และนกั เรยี น (แนวตอบ หองที่ 1) ห้องที่ 3 มคี ะแนนสงู สุดกบั คะแนนต่า� สุดเท่ากัน ดงั นนั้ ถา้ พจิ ารณาเพยี งผลตา่ งของคะแนนสงู สดุ และคะแนนตา่� สดุ จะเหน็ วา่ คะแนนสอบของ • คะแนนสอบของนักเรียนหองใดมีผลตาง นกั เรยี นหอ้ งท ี่ 1 จะมกี ารกระจายของขอ้ มลู มากกวา่ หอ้ งท ่ี 2 และเรยี กผลตา่ งระหวา่ งคะแนนสงู สดุ ของคะแนนสงู สดุ กบั คะแนนตาํ่ สดุ นอ ยทส่ี ดุ และคะแนนต�า่ สดุ ว่า พิสัย (แนวตอบ หองท่ี 3) จากข้อ 2. จะเหน็ ว่า ถ้าน�าขอ้ มูลคะแนนสอบของนกั เรียนท้ัง 3 ห้อง มาเรยี งล�าดับจากนอ้ ย ไปมาก จะได้ 2. ครอู ธบิ ายวา คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ งท่ี 1 และหอ งท่ี 2 มคี ะแนนสอบทตี่ า งกนั จะเรยี กวา หอ้ งที่ 1 21 23 30 46 59 68 69 69 77 78 79 89 เปนขอมูลท่ีมีการกระจาย จากน้ันครูถาม หอ้ งที่ 2 49 55 55 57 57 58 59 59 63 63 64 69 คาํ ถามนักเรยี น ดงั น้ี ห้องที่ 3 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 59 • คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ งท่ี 1 มีคะแนน สอบตางกันมาก จะเรียกขอมูลน้ีวามีการ จากตาราง จะเห็นว่า คะแนนสอบของนักเรยี นหอ้ งท่ี 1 และหอ้ งที ่ 2 ประกอบด้วยคะแนน กระจายอยา งไร ทม่ี คี า่ ตา่ ง ๆ กนั จะเรยี กวา่ เปน็ ขอ้ มลู ทมี่ กี ารกระจาย ซงึ่ คะแนนสอบของนกั เรยี นหอ้ งท ี่ 1 จะมคี า่ (แนวตอบ เปนขอ มูลทีม่ กี ารกระจายมาก) ต่างกันมาก จะเรียกว่า เปน็ ขอ้ มลู ทม่ี ีการกระจายมาก และคะแนนสอบของนักเรียนหอ้ งที่ 2 จะมี • คะแนนสอบของนกั เรียนหองที่ 2 มคี ะแนน คา่ ต่างกันน้อย จะเรียกว่า เป็นขอ้ มลู ทม่ี กี ารกระจายน้อย สว่ นคะแนนสอบของนักเรยี นหอ้ งท ี่ 3 สอบตางกันนอย จะเรียกขอมูลน้ีวามีการ ประกอบดว้ ยคะแนนสอบทีเ่ ท่ากนั หมด จะเรยี กวา่ เป็นข้อมูลท่ไี ม่มีการกระจาย กระจายอยา งไร จากกิจกรรมข้างต้น อาจสรปุ ได้ว่า ถ้าทราบเพยี งคา่ กลางของขอ้ มูลจะไมส่ ามารถบอกไดว้ ่า (แนวตอบ เปน ขอมูลทม่ี กี ารกระจายนอ ย) ข้อมูลชุดน้ันมีการกระจายมากหรือน้อยเพียงใด แต่สามารถบอกการกระจายของข้อมูลได้โดยใช้ • คะแนนสอบของนักเรียนหองท่ี 3 มคี ะแนน พิสยั สอบเทากันทุกคน จะเรียกขอมูลน้ีวามีการ กระจายอยา งไร (แนวตอบ เปน ขอมูลทไี่ มม กี ารกระจาย) 104 เกร็ดแนะครู กิจกรรม 21st Century Skills ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ วา ถา ขอ มลู ในกลมุ มคี วามแตกตา งกนั มาก หมายความวา ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-5 คน คละความสามารถ ขอ มลู มกี ารกระจายมาก แตถ า ขอ มลู ในกลมุ มคี วามแตกตา งกนั นอ ย หมายความ ทางคณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอยูกลุมเดียวกัน วา ขอ มูลมกี ารกระจายนอย แลวรวมกันสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตในหัวขอ “การวัดการ กระจายของขอมูลในชีวิตจริง” มากลุมละ 1 เรื่อง พรอมท้ังระบุ แหลง ทมี่ า จากนน้ั ใหน กั เรยี นแตล ะกลมุ ออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรยี น โดยใชโ ปรแกรม Microsoft PowerPoint หรอื โปรแกรมอน่ื ๆ ทน่ี กั เรยี น ถนดั T118
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขอ้ มูลทไี่ ม่ไดม้ ีกำรแจกแจงควำมถ่ี ขน้ั สอน พิสัย คือ ค่าท่ีใช้วัดการกระจายที่ได้จากผลต่างระหว่างข้อมูลที่มีค่าสูงสุดและข้อมูลที่มี ค่าต�่าสดุ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ถเม้าอื่ x 1x,mxa2x, เxป3็น, .ค.่า.,สxูงnส ดุเปข็นอคง่าขข้ออมงลู ขแอ้ ลมะูล xชmดุ inห นเปึง่ น็ แคล่าว้ ตพา่� สิสัยุดขขอองงขขอ้อ้ มมลูลู ชดุ นเ้ี ทา่ กบั xmax - xmin 3. ครูสุมนักเรียนใหบอกความหมายของพิสัย ตัวอย่างท่ ี 16 ในกรณีทข่ี อมลู ไมไ ดมกี ารแจกแจงความถี่ (แนวตอบ พิสัย คือ คาที่ใชวัดการกระจายท่ี ใหห้ ำพสิ ยั ของข้อมูล 45, 36, 57, 24, 42, 33 และ 38 ไดจากผลตางระหวางขอมูลที่มีคาสูงสุดและ ขอ มูลท่มี ีคาตา่ํ สุด ถา x1, x2, x3, ..., xn เปน วธิ ที �ำ เนอื่ งจาก xmax = 57 และ xmin = 24 คาของขอมลู ชดุ หน่ึง แลวพสิ ัยของขอมลู ชุดนี้ จะได้ พสิ ยั = xmax - xmin = 57 - 24 = 33 เทา กับ xmax - xmin เมือ่ xmax เปนคา สงู สดุ ดงั นัน้ พสิ ยั ของข้อมูลชดุ นเ้ี ทา่ กับ 33 ของขอมูล และ xmin เปน คา ต่าํ สุดของขอมูล) ลองทําดู ฝึกทำ�ต่อ 4. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 16 ในหนังสือ เรยี น หนา 105 แลวถามคําถามนกั เรียน ดังนี้ ใหห้ าพสิ ัยของขอ้ มูล 105, 123, 110, 131, 127, 118 และ 109 แบบฝึกทกั ษะ 3.3 ก • ถาเพิม่ ขอ มลู เขา ไป 1 คา คือ 20 พสิ ยั ของ ขอ้ 1, 3-5 หนา้ 108 ขอ มูลชดุ น้จี ะเปล่ยี นหรอื ไม เพราะเหตใุ ด (แนวตอบ เปลย่ี น เพราะมคี า ตาํ่ สดุ เทา กบั 20 ATTENTION ดังนน้ั พสิ ยั ของขอ มูลชดุ ใหมเทากบั 57 - 20 = 37) 1 . การวัดการกระจายโดยใช้พิสัยเป็นวิธีที่ท�าได้ง่าย เน่ืองจากการวัดการกระจายเพียงคร่าว ๆ โดยค่า ทีน่ า� มาคา� นวณเป็นค่าของข้อมลู เพียง 2 ค่า เทา่ น้นั 5. ครูใหนักเรียนทํา “ลองทําดู” ในหนังสือเรียน หนา 105 เพ่ือตรวจสอบความเขาใจของ 2. ถ ้าข้อมูลชุดหน่ึงมีค่าสังเกตบางค่าสูงหรือต�่ากว่าค่าอ่ืน ๆ อย่างผิดปกติ การวัดการกระจายโดยใช้ นักเรยี น พสิ ัยอาจทา� ให้มีความคลาดเคล่อื นได้ เชน่ ขอ้ มูลชุดหน่ึง มดี งั นี้ 5 23 24 27 27 28 29 80 6. ครูอธิบายจากกรอบ ATTENTION ดังน้ี 1) พสิ ยั เปน วธิ กี ารวดั การกระจายเพยี งครา วๆ จะได ้ พสิ ัยเทา่ กบั 80 - 5 = 75 เทาน้ัน ซึ่งเปนคาที่คํานวณไดจากผลตาง ด งั นน้ั พสิ ยั ของขอ้ มลู ชดุ นม้ี คี า่ มาก แสดงวา่ อาจมกี ารกระจายของขอ้ มลู มาก แตเ่ มอ่ื พจิ ารณาขอ้ มลู ระหวางคาต่ําสุดกับคาสูงสุดของขอมูล ชดุ นน้ั ส่วนใหญจ่ ะพบว่า อยู่ในชว่ ง 23 - 29 ซง่ึ ข้อมูลมกี ารกระจายนอ้ ย 2) ขอมูลที่มีคาสังเกตท่ีสูงหรือต่ํากวาคาอ่ืน นนั่ คือ การวัดการกระจายโดยใชพ้ ิสัยอาจทา� ให้มีความคลาดเคลือ่ นได้ อยา งผดิ ปกติ จะทาํ ใหพ สิ ยั ของขอ มลู ชดุ นนั้ มีความคลาดเคล่ือนได การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 105 กิจกรรม สรา งเสริม สอ่ื Digital ใหนักเรยี นเติมตวั เลขลงในชองวา งใหส มบรู ณ จากตัวอยา งที่ 16 นักเรียนสามารถใชโปรแกรม Microsoft Excel ในการ คาํ นวณหาคา มากที่สุดและนอ ยท่สี ุดของขอ มูลชดุ นั้นได โดยใชฟง กช นั ตอไปน้ี ขอมูล Xmax Xmin พสิ ัย 1) 4, 9, 1, 8, 3, 6, 2 • MAX ใชส ําหรับขอ มูลทม่ี ากท่ีสุด • MIN ใชสาํ หรับขอมลู ที่นอยทส่ี ุด 2) 33, 29, 31, 40, 18, 32, 27 3) 173, 240, 198, 256, 199, 271, 183, 137 T119
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ขอ้ มลู ท่มี ีกำรแจกแจงควำมถ่โี ดยแบ่งเปน็ อนั ตรภำคชัน้ พิสัย คือ ผลต่างระหว่างขอบบนของอันตรภาคช้ันของข้อมูลที่มีค่าสูงสุดและขอบล่างของ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) อันตรภาคชัน้ ของข้อมลู ทม่ี ีคา่ ต�่าสุด 7. ครูใหน กั เรียนศกึ ษาตัวอยางท่ี 17 ในหนงั สอื ตัวอยา่ งที่ 17 เรยี น หนา 106 แลวใหท ํา “ลองทาํ ดู” เพือ่ ตรวจสอบความเขาใจ ให้หำพิสยั ของขอ้ มลู ต่อไปนี้ 8. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ก ขอ 1.-2. คะแนน จ�ำนวนนกั เรยี น (คน) ในหนังสือเรียน หนา 108 เม่ือทําเสร็จแลว 20 - 29 3 ใหต รวจสอบคาํ ตอบกับเพื่อนรว มชน้ั เรียน 30 - 39 7 40 - 49 14 9. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูท่ีได 50 - 59 9 เก่ียวกับการหาพิสัยของขอมูล ในกรณีที่ 60 - 69 7 ขอ มลู ไมไ ดม กี ารแจกแจงความถ่ี และในกรณี ท่ีขอมูลมีการแจกแจงความถี่โดยแบงเปน วิธที ำ� เน่ืองจากขอบบนของอันตรภาคชั้นของข้อมูลท่ีมคี า่ สงู สดุ เทา่ กับ 69.5 คะแนน อันตรภาคชน้ั และขอบล่างของอนั ตรภาคชั้นของขอ้ มลู ทีม่ คี า่ ต�า่ สุดเทา่ กับ 19.5 คะแนน จะได ้ พิสยั = 69.5 - 19.5 = 50 คะแนน 10. ครูใหนักเรียนศึกษาจากกรอบ ATTENTION ดังน้ัน พิสัยของข้อมูลชุดนี้เทา่ กบั 50 คะแนน ในหนังสือเรียน หนา 107 แลวถามคําถาม นักเรยี น ดังน้ี ลองทาํ ดู จำ� นวนนักเรียน (คน) • ขอมูลที่มีการแจกแจงความถ่ีโดยแบง 1 เปนอันตรภาคช้ัน ถาอันตรภาคชั้นแรก ให้หาพิสัยของข้อมูลต่อไปนี้ 3 เปนอันตรภาคชั้นเปดจะสามารถหา 8 ขอบเขตลางไดหรือไม คะแนน 5 (แนวตอบ ไมสามารถหาขอบเขตลางของ 1 - 5 3 อันตรภาคช้นั เปด ได) 6 - 10 • ขอมูลท่ีมีการแจกแจงความถี่โดยแบงเปน 11 - 15 อนั ตรภาคชัน้ ถาอนั ตรภาคชน้ั สดุ ทา ยเปน 16 - 20 อนั ตรภาคชน้ั เปด จะสามารถหาขอบเขตบน 21 - 25 ไดหรือไม (แนวตอบ ไมสามารถหาขอบเขตบนของ อันตรภาคชน้ั เปด ได) ฝึกทำ�ต่อ แบบฝึกทักษะ 3.3 ก ขอ้ 2 หนา้ 108 106 สือ่ Digital กจิ กรรม สรางเสริม ครูอาจใหนักเรียนสืบคนความรูเพ่ิมçเติมเกี่ยวกับการหาพิสัยของขอมูลที่มี ใหน ักเรียนจบั คูช ว ยกนั หาพสิ ัยของขอมูลที่มกี ารแจกแจง การแจกแจงความถโี่ ดยแบง เปน อนั ตรภาคชน้ั ผา น www.youtube.com โดยใช ความถตี่ อ ไปนี้ คาํ สบื คน ดงั น้ี อันตรภาคชั้น ความถ่ี • พิสยั 10.5 - 10.9 3 • การหาคาพสิ ัย กรณีขอมูลจัดกลมุ 11.0 - 11.4 7 • การวดั การกระจายของขอมลู : พิสัย 11.5 - 11.9 13 12.0 - 12.4 1 เชน https://www.youtube.com/watch?v=lAa3aYM2U78 12.5 - 12.9 6 หมายเหตุ ครคู วรใหนักเรียนเกง และนักเรียนออนจับคกู ัน T120
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ATTENTION ขน้ั สอน ขอมูลท่ีมีการแจกแจงความถี่โดยแบงเปนอันตรภาคช้ัน ถาอันตรภาคชั้นแรกหรือชั้นสุดทายเปน อันตรภาคชั้นเปด จะไมสามารถหาขอบลางหรือขอบบนของอันตรภาคช้ันเปดได ดังน้ัน จะไมสามารถ รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) หาพิสยั ของขอมูลชดุ นี้ได 11. ครใู หน กั เรียนจบั คูทาํ กิจกรรม นอกจากการวัดการกระจายทีก่ ลา วมาแลว ยงั สามารถวัดการกระจายทีใ่ ชคา กลางของขอ มลู ในการคํานวณ ซ่ึงในท่ีนี้จะใชคาเฉลี่ยเลขคณิต เพ่ือทําใหทราบวา คาสังเกตแตละคาตางจาก Class Discussion ในหนังสือเรียน หนา 107 คา เฉลี่ยเลขคณิตมากหรือนอ ยเพยี งใด แลวถามคาํ ถามนักเรยี น ดังนี้ Class Discussion • ใหห าคา เฉลย่ี เลขคณิตของขอมูลแตละชดุ ใหน ักเรยี นจบั คู แลว ชวยกันตอบคาํ ถามตอไปน้ี (แนวตอบ ขอมูลชุดท่ี 1 มีคาเฉล่ียเทากับ 1. ใหห าคาเฉลย่ี เลขคณิตของขอมูลแตละชดุ ตอไปนี้ 10.5 ขอมูลชดุ ท่ี 2 มคี า เฉลี่ยเทา กับ 10.5) • คา เฉลยี่ เลขคณติ ท้งั 2 ชดุ เทากันหรือไม 1) 3 6 8 10 11 13 14 19 (แนวตอบ คาเฉลีย่ เลขคณิตท้งั 2 ชุด มีคา 2) 9 10 10 10 11 11 11 12 เทากนั ) 2. จากขอ 1. ใหเขยี นแผนภาพจดุ ของขอ มูลแตละชดุ และพิจารณาวา ขอมลู ชุดใดมกี ารกระจาย 12. ครสู มุ นกั เรยี น 2 คน ออกมาเขียนแผนภาพ จากคาเฉลย่ี เลขคณิตมากกวา กัน จุดของขอมูลแตละชุดบนกระดาน โดยครู ตรวจสอบความถูกตอง จาก Class Discussion ถานําขอ มูลทงั้ 2 ชุด มาคํานวณหาคา เฉลีย่ เลขคณิต จะได 13. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายวา คา เฉลยี่ ของ ขอ มูลทง้ั 2 ชดุ มคี า เทากัน จากแผนภาพจุด ขอมลู ชดุ ท่ี 1 μ = 10.5 จะเห็นวา ขอมูลชุดที่ 2 มีการกระจายจาก ขอมลู ชุดที่ 2 μ = 10.5 คาเฉลยี่ เลขคณติ นอยกวา ขอ มูลชุดที่ 1 นําขอมลู ทัง้ 2 ชุด มาเขียนแผนภาพจุด จะได ลงมอื ทาํ (Doing) ขอ มลู ชดุ ที่ 1 1. ครูใหนักเรียนทําแบบฝกทักษะ 3.3 ก ขอ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 4.-5. ในหนงั สอื เรียน หนา 108 เพื่อตรวจสอบ μ = 10.5 ความเขาใจเปน รายบคุ คล โดยครูสุม นกั เรียน 2-3 คน ออกมาเฉลยวิธีคิดหนาช้ันเรียน ขอมูลชดุ ที่ 2 จากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายคาํ ตอบ 2. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.3 A ในแบบฝก หดั เปน การบา น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 μ = 10.5 จากแผนภาพจุด จะเห็นวา ขอมลู ชดุ ท่ี 2 มกี ารกระจายจากคาเฉล่ยี เลขคณติ นอยกวาขอ มูล ชุดท่ี 1 การวิเคราะหขอมูลเบ้ืองตน (2) 107 เฉลย Class Discussion 1. 1) คา เฉลี่ยเลขคณติ ของขอมูล คือ 2. นําขอมลู ทง้ั 2 ชดุ มาเขียนแผนภาพจุดได ดงั นี้ μ = iΣ=818xi ขอมูลชุดที่ 1 = 3+ 6 + 8 + 10 + 181 + 13 + 14 + 19 = 884 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 = 10.5 μ = 10.5 2) คา เฉลีย่ เลขคณติ ของขอ มูล คอื ขอ มูลชดุ ที่ 2 μ = iΣ=818xi 10 + 10 + 11 + 12 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 9+ 10 + +811 + 11 μ = 10.5 = 884 = จากแผนภาพจุด จะเห็นวา ขอ มลู ชดุ ท่ี 1 มีการกระจายจากคา เฉลีย่ เลขคณิตมากกวา ขอ มูลชุดท่ี 2 = 10.5 T121
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขนั้ สรปุ แบบฝกทกั ษะ 3.3 ก ครูถามคําถามนักเรียนเพื่อสรุปความรู เร่ือง ระดับพน้ื ฐาน จาํ นวนนกั เรียน (คน) พสิ ัย ดังนี้ 1 1. ใหห าพิสัยของขอมูลตอไปน้ี 3 • ถา มีขอมลู 2 ชุด โดยที่ขอมลู ชดุ ท่ี 1 มพี สิ ยั 1) 5 11 6 9 7 12 15 10 นอ ยกวา ขอมูลชดุ ท่ี 2 อยากทราบวา ขอมูล 2) 4.4 5.7 2.8 3.5 4.1 3.9 5 ชดุ ใดมกี ารกระจายมากกวากัน 1 (แนวตอบ ขอ มลู ชดุ ที่ 2) 2. ใหหาพิสัยของขอ มูลตอ ไปนี้ • ถามีขอมูลชุดหน่ึงซ่ึงมีบางคาสังเกตท่ีสูง สวนสงู (เซนติเมตร) หรือต่ํากวาคาอ่ืนอยางผิดปกติ จะมีผล 140 - 149 กระทบกบั คาพิสัยหรอื ไม 150 - 159 (แนวตอบ จะมีผลกระทบทําใหพิสัยของ 160 - 169 ขอ มลู ชุดน้ันมคี วามคลาดเคลื่อนได) 170 - 179 180 - 189 • ถาอันตรภาคช้ันแรกหรือชั้นสุดทายเปน อันตรภาคช้ันเปด จะสามารถหาพิสัยของ ระดับกลาง ขอ มูลชดุ นน้ั ไดหรือไม (แนวตอบ ไมส ามารถหาพสิ ยั ของขอ มลู ชดุ นน้ั 3. ขอมูลชดุ หนึ่งเรยี งจากนอ ยไปมากได ดังนี้ a, 12, 15, 18, 23, b, 37, 42, 44, และ 56 ได) ถาขอมูลชุดนี้มมี ัธยฐานและคา เฉล่ียเลขคณิตเทา กบั 29 ใหหาพิสัยของขอ มลู ชุดนี้ ขน้ั ประเมนิ 4. ขอ มลู ชดุ หนงึ่ เรยี งจากนอ ยไปมากได ดงั นี้ 115, 120, 123, 126, a, 137, 145 และ b ถา ขอ มลู ชุดนี้มีพิสยั เทา กบั 35 และมัธยฐานเทา กับ 128 ใหหาคา เฉลีย่ เลขคณิตของขอมูลชุดนี้ 1. ครูตรวจแบบฝก ทกั ษะ 3.3 ก 2. ครูตรวจ Exercise 3.3 A ระดบั ทาทาย 3. ครูประเมินการนําเสนอผลงาน 4. ครสู งั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบคุ คล 5. ชมเพญ็ เก็บขอ มูลชุดหนงึ่ โดยเรียงลาํ ดบั จากนอ ยไปมากได ดงั นี้ 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม 55 60 60 65 70 80 85 90 95 100 6. ครูสังเกตความมวี ินัย ใฝเรียนรู ในภายหลงั ชมเพ็ญไดขอมูลมาเพิม่ อีก 1 คา และเพ่ิมขอ มูลคาใหมเขา ไปในขอ มูลชดุ เดิม มุง มนั่ ในการทํางาน ใหพจิ ารณาวา ขอ ใดตอไปน้ีทเี่ ปนไปไมได เพราะเหตใุ ด 1) พสิ ยั เทาเดมิ 2) พิสยั เพ่มิ ขนึ้ 3) คา เฉล่ยี เลขคณติ เทาเดิม 4) มัธยฐานเทาเดมิ 5) มธั ยฐานเพ่มิ ขน้ึ 10 108 แนวทางการวัดและประเมินผล ขอสอบเนน การคดิ ครสู ามารถวดั และประเมนิ พฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล จากการทาํ แบบ ขอมลู ชดุ หนึ่งเรียงจากนอ ยไปมาก เปนดงั น้ี ฝก ทกั ษะ 3.3 ก ขอ 4.-5. ในขน้ั ลงมอื ทาํ โดยศกึ ษาเกณฑก ารวดั และประเมนิ ผล จากแบบประเมินของแผนการจดั การเรยี นรใู นหนวยการเรียนรทู ี่ 3 a 12 16 18 b 25 33 40 แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล ถาขอ มูลชดุ น้มี มี ัธยฐานเทา กบั 20 และคาเฉลี่ยเลขคณติ เทากบั 22 แลว พสิ ัยของขอ มูลชุดน้ีเทา กับเทา ใด คาช้แี จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในช่องทีต่ รงกับ ระดับคะแนน (เฉลยคาํ ตอบ เนื่องจากมัธยฐานอยทู ตี่ ําแหนง 4.5 จะได มธั ยฐานเทากบั 18 2+ b = 20 ลาดับที่ รายการประเมนิ ระดับคะแนน 4321 b = 22 1 การแสดงความคิดเหน็ เนื่องจากคาเฉลยี่ เลขคณิตเทากบั 22 2 การยอมรบั ฟังความคดิ เห็นของผอู้ น่ื 3 การทางานตามหน้าที่ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย จะได a + 12 + 16 + 18 +8 22 + 25 + 33 + 40 = 22 4 ความมนี า้ ใจ a = 10 5 การตรงต่อเวลา ดังนัน้ พิสยั ของขอมลู ชุดนีเ้ ทากับ 40 - 10 = 30) รวม ลงชื่อ...................................................ผูป้ ระเมนิ ............/................./................ เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤตกิ รรมบอ่ ยครง้ั ให้ 2 คะแนน ให้ 1 คะแนน ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครง้ั ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมน้อยครั้ง เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 18 - 20 ดมี าก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ตา่ กว่า 10 ปรบั ปรุง T122
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2. สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ขนั้ นาํ (Concept Based Teaching) Investigation การใชค วามรเู ดมิ ฯ (Prior Knowledge) ใหน้ กั เรยี นตอบค�ำถำมต่อไปนี้ 1. ครทู บทวนความรู เร่อื ง พิสยั วา การวดั การ ตารางแสดงคะแนนสอบของนกั เรยี น 2 กล่มุ ทเี่ ลอื กมาเปน็ ตัวอย่าง เป็นดงั นี้ กระจายของขอมูลโดยใชพิสัยเปนวิธีท่ีทํา ไดงา ย เนอื่ งจากเปน การคํานวณคา ของขอ มลู กลมุ่ A (คะแนน) กลมุ่ B (คะแนน) เพียง 2 คาเทา นน้ั จากนนั้ ครูถามนักเรียนวา 43 25 พิสัยมีความหมายวาอยา งไร 38 34 (แนวตอบ พิสัย คือ คาที่ใชวัดการกระจาย 41 55 ท่ีไดจากผลตางระหวางขอมูลที่มีคาสูงสุด 46 57 และขอ มลู ทมี่ ีคาตํา่ สุด ถา x1, x2, x3, ..., xn 32 29 เปนคาของขอมูลชุดหน่ึง แลวพิสัยของขอมูล ชุดนี้เทา กบั xmax - xmin เม่ือ xmax เปน คาสงู สดุ 1. หาคา่ เฉลยี่ เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี นทงั้ 2 กลมุ่ ของขอ มูล และ xmin เปนคา ตาํ่ สุดของขอ มลู ) 2. คา่ เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี นทง้ั 2 กลมุ่ มคี า่ เทา่ กนั หรอื ไม่ 3. จ ากขอ้ มลู ขา้ งตน้ คะแนนสอบของนกั เรยี นทงั้ 2 กลมุ่ มกี ารกระจายจากคา่ เฉลย่ี เลขคณติ 2. ครูกลาววา การวัดการกระจายท่ีนักเรียนจะ ไดศึกษาในหวั ขอน้ี จะเรยี กวา สว นเบยี่ งเบน อยา่ งไร มาตรฐาน ซึ่งเปนวิธีการวัดการกระจายของ 4. หาผลตา่ งระหวา่ งคา่ สงั เกตและคา่ เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ขอมลู ที่ดีกวาการใชพสิ ัย คะแนนสอบของนกั เรยี นกลมุ่ A xi xi - x 43 38 41 46 32 รวม Σi=51 (xi - x) = การวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 109 เฉลย Investigation 1. คา เฉลีย่ เลขคณิตของคะแนนสอบของนักเรยี นกลุม A คอื 2. คา เฉลี่ยเลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรียนท้ัง 2 กลุม มคี าเทา กัน xA = iΣ=515xi 43 + 38 + 451 + 46 + 32 3. คะแนนสอบของนักเรียนกลุม A มีการกระจายจากคาเฉล่ียเลขคณิตนอยกวา = 2500 = 40 คะแนนสอบของนกั เรยี นกลุม B = 4. พิจารณาคะแนนสอบของนักเรยี น พิจารณาคะแนนสอบของนกั เรียน กลมุ A กลุม B ดังนั้น คา เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี นกลุม A xi xi - x xi xi - x เทากบั 40 คะแนน 43 43 - 40 = 3 25 25 - 40 = -15 คา เฉลยี่ เลขคณิตของคะแนนสอบของนักเรียนกลุม B คอื 38 38 - 40 = -2 34 34 - 40 = -6 xB = iΣ=515xi 41 41 - 40 = 1 55 55 - 40 = 15 25 + 34 + 555 + 57 + 29 46 46 - 40 = 6 57 57 - 40 = 17 = 2050 = 40 32 32 - 40 = -8 29 29 - 40 = -11 = รวม iΣ=51(xi - x) = 0 รวม iΣ=51(xi - x) = 0 ดังนั้น คาเฉลยี่ เลขคณิตของคะแนนสอบของนกั เรยี นกลมุ B T123 เทากบั 40 คะแนน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน คะแนนสอบของนกั เรยี นกลมุ่ B รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) xi xi - x 25 1. ครใู หนกั เรียนแบงกลมุ กลุมละ 3-4 คน คละ 34 ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออ น ปานกลาง 55 และเกง ) ใหอ ยูก ลุม เดยี วกัน แลว ทาํ กิจกรรม 57 29 Investigation ในหนังสือเรียน หนา 109-110 รวม Σi=51 (xi - x) = โดยใหใชเครื่องคิดเลขในการคํานวณได แลว 5. จ ากข้อ 4. เขยี นแผนภาพจดุ ของผลตา่ งระหว่างค่าสงั เกตและค่าเฉลีย่ เลขคณิตของ ตอบคําถามลงในกระดาษ A4 เมื่อทําเสร็จ คะแนนสอบของนักเรียนแตล่ ะกลุ่ม แลว้ เปรียบเทียบว่า กราฟของคะแนนสอบของ ทง้ั 8 ขอ แลวใหแตล ะกลมุ นาํ คาํ ตอบที่ไดมา หนากั คเรา่ ีย Σiน=51ก(ลxุ่มi -ใด xท)่ีม2 กี แาลระก รΣi=5ะ1จ(nxา ยi- ม-1 าxก)2ก วข่าอกงันคะแนนสอบแตล่ ะกลมุ่ แลว้ เปรยี บเทยี บวา่ เปรยี บเทยี บกนั จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั 6. เฉลยคาํ ตอบท่ีถูกตอ ง คะแนนสอบของนกั เรยี นกลมุ่ ใดทมี่ คี า่ มากกวา่ กนั 2. ครอู ธิบายเกย่ี วกบั กิจกรรม Investigation วา 7. หาคา่ Σi=51(nx i- -1 x)2 ของคะแนนสอบของนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ 8. เปรยี บเทยี บคา่ Σi=51(nx i- -1 x)2 ของคะแนนสอบของนกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ วา่ นกั เรยี นกลมุ่ ใด คา เฉลย่ี ของคะแนนสอบของนกั เรยี นทงั้ 2 กลมุ มีคาเทากัน คือ 40 คะแนน จากนั้นครูถาม มคี า่ มากกวา่ กนั คาํ ถามนักเรยี น ดังนี้ • คะแนนสอบของนักเรียนกลุมใดท่ีมีคา จาก Investigation จะเหน็ วา่ ถา้ นา� คะแนนสอบของนกั เรยี นทงั้ 2 กลมุ่ มาหาคา่ เฉลย่ี เลขคณติ จะได้ ใกลเคียงกบั คา เฉลยี่ เลขคณติ มากกวา กัน (แนวตอบ นกั เรียนกลมุ A) นักเรียน คำ่ เฉลย่ี เลขคณติ (x) • เคทาา ใΣi=ด51(xi - x) ของนักเรยี นแตล ะกลมุ มีคา (แแตนลวะตกอบลุมคมา คี iΣ=า51เ(ทxาi ก-ับx)0)ของนกั เรยี น กลุม่ A 40 • มคาากกΣi=5ว1(า xกiัน- x)2 ของนักเรียนกลุมใดมีคา (แนวตอบ นกั เรยี นกลมุ B) กล่มุ B 40 จากตารางข้างต้น จะเหน็ ว่า ค่าเฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี นทั้ง 2 กลุ่ม มีค่า เทา่ กนั เมอื่ พิจารณาคะแนนสอบของนักเรียนแต่ละกลุม่ จะไดว้ า่ คะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ่ A มคี ่าใกล้เคียงกบั ค่าเฉล่ียเลขคณิตมากกว่าคะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ่ B 110 เฉลย Investigation 6. พจิ ารณาคะแนนสอบของนักเรียนกลมุ A 5. นักเรียนกลมุ A xi xi - x (xi - x)2 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 43 43 - 40 = 3 32 = 9 38 38 - 40 = -2 (-2)2 = 4 นกั เรียนกลุม B 41 41 - 40 = 1 12 = 1 46 46 - 40 = 6 62 = 36 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 32 32 - 40 = -8 (-8)2 = 64 5 5 x = 40 รวม (xi - x) = 0 (xi - x)2 = 114 iΣ=1 iΣ=1 จากแผนภาพจดุ จะเห็นวา คะแนนสอบของนักเรยี นกลุม A มกี ารกระจาย จากคา เฉลย่ี เลขคณิตนอ ยกวา คะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ B จาก 5 (xi - x)2 = 114 และ n = 5 T124 iΣ=1 จะได iΣ=51n(xi--1x)2 = 511-41 = 28.5
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ถ้าน�าคะแนนสอบของนักเรียนแต่ละกลุ่มมาค�านวณหา Σi=51 (xi - x) และ Σi=51 (xi - x)2 ขน้ั สอน จะได ้ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) นกั เรยี นกลุม่ A 3. ครกู ลา ววา ถานาํ ผลตา งระหวา ง xi กับ x ของ xi xi - x (xi - x)2 นกั เรียนแตล ะกลุมมาเขยี นแผนภาพจุด 43 43 - 40 = 3 (32) = 9 4. ครูอธิบายจากแผนภาพวา ถาลากเสนจาก 38 38 - 40 = -2 (-2)2 = 4 คาสังเกตแตละคามายังคาเฉล่ียเลขคณิต จะเห็นวา แผนภาพของนักเรียนกลุม B มี 41 41 - 40 = 1 (1)2 = 1 ความยาวของเสนมากกวา กลาวไดวา คะแนนสอบนักเรยี นกลมุ B มผี ลตางระหวา ง 46 46 - 40 = 6 (6)2 = 36 คาสังเกตกับคาเฉล่ียเลขคณิตมากกวา นักเรียนกลุม A จึงสรุปไดวา คะแนนสอบ 32 32 - 40 = -8 (-8)2 = 64 ของนักเรียนกลุม B มีการกระจายจากคา เฉลี่ยเลขคณิตมากกวาคะแนนสอบของ รวม Σi=51 (xi - x) = 0 Σi=51 (xi - x)2 = 114 นักเรียนกลุม A หรือในทางกลับกันจะสรุป ไดวา คะแนนสอบของนักเรียนกลุม A มี นกั เรยี นกล่มุ B การกระจายจากคาเฉล่ียเลขคณิตนอยกวา คะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ B xi 25 xi - x (xi - x)2 34 25 - 40 = -15 (-15)2 = 225 55 (-6)2 = 36 57 34 - 40 = -6 (15)2 = 225 29 (17)2 = 289 รวม 55 - 40 = 15 (-11)2 = 121 57 - 40 = 17 Σi=51 (xi - x)2 = 896 29 - 40 = -11 Σi=51 (xi - x) = 0 จากตารางขา้ งตน้ สามารถเขยี นแผนภาพจดุ ของผลตา่ งระหวา่ ง xi กบั x ของนกั เรยี นกลมุ่ A และกลุ่ม B ได้ ดังน ้ี การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 111 พิจารณาคะแนนสอบของนกั เรยี นกลุม B เคนาอื่ เฉงจลาย่ี กเลคขาคiΣ=ณn1(ิตxขi -องxค)2ะแแลนะนสiΣ=5อ1nบ(xขi--อ1งxน)2กั เเปรยี นนคาซทง่ึ ่คีจําะนเหวน็ณวไา ดจคาา กขผอลงตiΣ=nา1ง(xรiะ-หxว)า2งแคลา ะสังiΣ=เ5ก1n(ตxแi--ล1xะ)2 ของนกั เรยี นกลุม A มคี านอยกวา นกั เรยี นกลุม B ดังน้ัน คะแนนสอบของนกั เรยี นกลมุ B xi xi - x (xi - x)2 มกี ารกระจายจากคา เฉล่ยี เลขคณติ มากกวา คะแนนสอบของนกั เรียนกลมุ A 25 25 - 40 = -15 (-15)2 = 225 34 34 - 40 = -6 (-6)2 = 36 55 55 - 40 = 15 152 = 225 57 57 - 40 = 17 172 = 289 7. พจิ ารณาคะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ A พจิ ารณาคะแนนสอบของนกั เรียนกลมุ B 29 29 - 40 = -11 (-11)2 = 121 จากขอ 6. จะไดวา iΣ=51n(xi--1x)2 = 28.5 จากขอ 6. จะไดว า iΣ=51n(xi--1x)2 = 224 5 5 ดงั นัน้ iΣ=51n(xi--1x)2 ≈ 5.34 ดงั นัน้ iΣ=51n(xi--1x)2 ≈ 14.97 รวม (xi - x) = 0 (xi - x)2 = 896 iΣ=1 iΣ=1 จาก 5 (xi - x)2 = 896 และ n = 5 iΣ=1 จะได iΣ=51n(xi--1x)2 = 589-61 = 224 8. คา iΣ=51n(xi--1x)2 ของคะแนนสอบของนักเรยี นกลมุ B มคี ามากกวา นักเรียนกลุม A T125
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 5. แผคตารูนลแะมลกาะลเนกมุ ัก่ียเวรกียับนคราวมiΣ=5ก1(ันxiท-บxท)2วนขอกงิจนกักรเรรมียทนี่ นกั เรยี นกลมุ่ A 6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั คา ของ นักเรยี นกลุม่ B 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 n (xi - x)2, iΣ=n1n(xi--1x)2 และ iΣ=n1n(xi--1x)2 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 iΣ=1 x = 40 ท่ีไดจากกิจกรรม ดังตารางในหนังสือเรียน หนา 112 จะเห็นวา คาของ จากแผนภาพขา้ งต้น จะเห็นวา่ คะแนนสอบของนักเรียนกลมุ่ A มกี ารกระจายจากคา่ เฉลยี่ iΣ=n1n(xi--1x)2 iΣ=n1n(xi--1x)2 เลขคณติ น้อยกว่าคะแนนสอบของนักเรียนกลุ่ม B n (xi - x)2, และ เมอ่ื พจิ ารณาค่า Σi=n1 (xi - x)2, Σi=n1 (nxi--1x)2 และ Σi=n1(nxi--1x)2 ของคะแนนสอบของนกั เรยี น iΣ=1 2 กลมุ่ จะได้ ของนกั เรียนกลุม A จะมีคานอ ยกวานักเรียน กลุม B ซ่ึงเปนคาที่ไดจากการคํานวณของ ท้ัง xi - x ซึง่ คา Σi=n1 (xi - x)2 Σi=n1 (nxi--1x)2 Σi=n1 (nxi--1x)2 กลุ่ม A 114 Σi=51(xi4- x)2 = 28.5 28.5 ≈ 5.34 iΣ=n1n(xi--1x)2 ทาํ ใหทราบวา ขอมลู ชดุ นัน้ มีการ กลุ่ม B 896 Σi=51(xi4- x)2 = 224 กระจายจากคาเฉล่ียเลขคณิตมากหรือนอย 224 ≈ 14.97 เพยี งใด จะเรยี กคา นวี้ า สว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ของตวั อยา ง 7. ครูบอกสูตรในการคํานวณสวนเบ่ียงเบน มาตรฐานของตัวอยางและของประชากร ในหนงั สือเรยี น หนา 113 จากตารางขา้ งตน้ จะเหน็ วา่ คา่ ของ Σi=n1(xi - x)2, Σi=n1(nxi--1x)2 และ Σi=n1(nxi--1x)2 ของนกั เรยี น กลมุ่ A จะมคี ่านอ้ ยกวา่ กลมุ่ B ซ่ึงค่าเหลา่ นเ้ี ปน็ คา่ ทไ่ี ดจ้ ากการค�านวณ xi - x ดงั นนั้ คา่ Σi=n1(nxi--1x)2 ท�าใหท้ ราบว่าข้อมลู ชดุ นน้ั มกี ารกระจายจากคา่ เฉลย่ี เลขคณติ มาก Σi=n1(nxi--1x)2 วา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั อย่าง (sample หรอื นอ้ ยเพยี งใด และจะเรยี ก standard deviation) 112 ส่อื Digital กิจกรรม ทา ทาย ครูอาจใหนักเรียนสืบคนความรูเพ่ิมเติมเกี่ยวกับสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใหนักเรียนปฏบิ ตั ติ ามข้ันตอนตอ ไปน้ี ของตวั อยางผาน www.youtube.com โดยใชคําสบื คน ดงั นี้ • ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ 3-4 คน คละความสามารถทาง คณติ ศาสตรของนักเรียน (ออ น ปานกลาง และเกง ) • สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s หรอื S.D.) • ใหแตละกลุมรวมกันสืบคนทางอินเทอรเน็ตเก่ียวกับขอมูล • สถิติ : สว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ทไ่ี มไ ดแ จกแจงความถมี่ า 1 ชดุ พรอ มท้งั ระบแุ หลง ทมี่ า • การกระจายสมั บูรณ : สวนเบย่ี งเบนมาตรฐาน • นําขอมูลท่ีหาไดมาคํานวณหาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานลงใน กระดาษ A4 เชน https://www.youtube.com/watch?v=XCJm2R21oy8 • สง ตวั แทนออกมานําเสนอหนา ช้นั เรียน T126
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ถ้าให้ x1, x2, x3, ..., xn เป็นข้อมูล n จ�านวนของตัวอย่าง และมีค่าเฉลี่ยเลขคณิต ขน้ั สอน เท่ากับ x แล้ว จะได ้ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำนของตัวอย่ำง คอื s = Σi=n1(nxi--1x)2 8. ครูใหนักเรียนศึกษาจากกรอบ ATTENTION ถ้าให้ x1, x2, x3, ..., xN เป็นข้อมูล N จ�านวนของประชากร และมีค่าเฉล่ียเลขคณิต ในหนังสือเรียน หนา 113 แลวถามคําถาม เทา่ กบั μ แล้ว จะได้ นกั เรยี น ดงั น้ี • สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของประชากรใช สว่ นเบ่ียงเบนมำตรฐำนของประชำกร คอื σ = Σi=N1(xiN- μ)2 สัญลักษณอะไร และอา นวาอะไร (แนวตอบ σ อานวา “ซิกมา”) ATTENTION • สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของตัวอยางใช 1 . ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของประชากร ใช้สัญลกั ษณ ์ σ อา่ นว่า “ซิกมา” สญั ลกั ษณใ ด 2. ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของตวั อย่าง ใชส้ ัญลกั ษณ ์ s หรอื S.D. (แนวตอบ s หรือ S.D.) 3. ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานมหี น่วยเดียวกันกบั คา่ ของขอ้ มูล • สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานมีหนวยเดียวกัน 4. ก า� ลงั สองของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เรียกวา่ ความแปรปรวน (variance) ใช้สญั ลักษณ ์ σ2 กบั คา ของขอ มูลหรอื ไม (แนวตอบ มีหนว ยเดยี วกัน) แทนความแปรปรวนของข้อมลู ประชากร และ s2 แทนความแปรปรวนของขอ้ มลู ตวั อยา่ ง • ความแปรปรวนมีความสัมพันธกับคา สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานอยางไร ตวั อยา่ งที่ 18 (แนวตอบ ความแปรปรวนเปนกาํ ลังสองของ สว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน) • ความแปรปรวนใชสญั ลักษณใ ด (แนวตอบ σ2 แทนความแปรปรวนของขอ มลู ประชากร และ s2 แทนความแปรปรวนของ ขอมลู ตัวอยา ง) ใหห้ ำสว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำนของนำ�้ หนกั (กโิ ลกรมั ) ของนกั เรยี นกลมุ่ หนง่ึ ทเี่ ลอื กมำเปน็ ตวั อยำ่ ง เป็นดงั น้ี 17 21 18 25 29 31 27 วิธีทำ� จาก x = Σi=n1nxi จะได้ x = 17 + 21 + 18 + 275 + 29 + 31 + 27 = 1678 = 24 การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 113 กิจกรรม สรา งเสริม เกร็ดแนะครู ใหนักเรียนหาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของขอมูลในตาราง ครทู บทวนเกยี่ วกบั สญั ลกั ษณข องสว นเบย่ี งเบนมาตรฐานและความแปรปรวน ตอ ไปนี้ แลว ชว ยกนั อภปิ รายวา ขอ มลู ชดุ ใดมกี ารกระจายมากทส่ี ดุ ของประชากรและตัวอยาง ดงั นี้ ขอมลู สวนเบ่ยี งเบน • σ แทนสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของประชากร มาตรฐาน • s แทนสว นเบ่ียงเบนมาตรฐานของตวั อยาง 1) 3, 5, 5, 7, 9, 13, 19, 20 • σ2 แทนความแปรปรวนของประชากร 2) 2, 5, 7, 11, 15, 17, 22, 25, 38 • s2 แทนความแปรปรวนของตัวอยา ง 3) 4, 4, 6, 8, 10, 12, 15, 17, 20, 22 T127
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน หาคา Σi=71(xi - x) และ Σi=71(xi - x)2 ได ดงั นี้ (xi - x)2 (-7)2 = 49 รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) xi xi - x (-3)2 = 9 17 17 - 24 = -7 (-6)2 = 36 9. ครูใหนกั เรียนศึกษาตวั อยางที่ 18 ในหนงั สือ 21 21 - 24 = -3 (1)2 = 1 เรียน หนา 113-114 เม่ือศึกษาเสร็จแลว 18 18 - 24 = -6 (5)2 = 25 ใหน กั เรยี นทาํ “ลองทาํ ด”ู เพอ่ื ตรวจสอบความ 25 25 - 24 = 1 (7)2 = 49 เขาใจของนักเรียน จากน้ันครูและนักเรียน 29 29 - 24 = 5 (3)2 = 9 รวมกนั อภิปรายและเฉลยคาํ ตอบท่ถี ูกตอง 31 31 - 24 = 7 Σi=71(xi - x)2 = 178 27 27 - 24 = 3 10. ครูใหนักเรียนจับคูทําแบบฝกทักษะ 3.3 ข รวม Σi=71(xi - x) = 0 ขอ 4. จากน้นั ครูสุม นักเรยี น 3-4 คน ออกมา เฉลยวิธีคิดหนาช้ันเรียน โดยครูตรวจสอบ จะได s = Σi=71(7xi--1x)2 ความถูกตองและอธบิ ายเพ่ิมเติม = 1768 11. ครูและนักเรียนรวมกันทบทวนการหาคา ≈ 5.45 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานจากตวั อยา งท่ี 18 ใน ดงั นน้ั สวนเบย่ี งเบนมาตรฐานของนํ้าหนักของนกั เรยี นกลมุ นป้ี ระมาณ 5.45 กิโลกรมั หนงั สอื เรยี น หนา 113-114 โดยถามคําถาม นกั เรยี น ดงั น้ี ลองทําดู • จากขอมูลท่ีโจทยกําหนดใหเปนขอมูล ตัวอยางหรอื ขอ มลู ประชากร (แนวตอบ ขอมูลตัวอยา ง) • ขอมูลชดุ นม้ี ที งั้ หมดก่ีคา (แนวตอบ 7 คา) • สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ มลู นคี้ าํ นวณ โดยใชสตู รใด (แนวตอบ s = iΣ=n1n(xi--1x)2) ใหหาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบกลางภาคของนักเรียนกลุมหน่ึงที่เลือกมา เปนตัวอยาง เปนดังนี้ ฝึกทําต่อ 39 42 47 38 40 45 36 แบบฝกทกั ษะ 3.3 ข ขอ 1, 4, 6 หนา 123-124 114 เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรา งเสรมิ ครูใหนักเรียนใชเคร่ืองคิดเลขวิทยาศาสตรตรวจสอบคําตอบของลองทําดู ครูใหน ักเรียนปฏิบัติตามขนั้ ตอนตอ ไปน้ี ในหนังสือเรียน หนา 114 แลวใหลองคํานวณหาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ • ใหนกั เรยี นแบง กลุมออกเปน 2 กลุม เปน กลุมนักเรยี นชาย ประชากรโดยใชข อ มลู ชุดเดยี วกัน และกลมุ นักเรยี นหญิง • ใหแ ตล ะกลมุ บนั ทกึ นาํ้ หนกั (กโิ ลกรมั ) ของกลมุ ตนเอง ลงใน กระดาษ A4 แลวคํานวณหาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ น้าํ หนกั ของกลุมตนเอง • ใหตัวแทนของทั้ง 2 กลุม ออกมานําเสนอหนาช้ันเรียน จากนั้นใหนักเรียนในหองรวมกันอภิปรายวา นํ้าหนักของ นักเรียนกลุมใดทม่ี กี ารกระจายมากกวา กัน T128
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ IT CORNER ขนั้ สอน จากตวั อย่างท ่ี 18 สามารถคา� นวณโดยใช้เครือ่ งคดิ เลขวทิ ยาศาสตร์ มีขน้ั ตอนดงั นี้ รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) 1. กดปุ่ม MODE 12. ครอู ธิบายจากกรอบ IT CORNER ในหนังสือ เรียน หนา 115 วา จากตวั อยางที่ 18 ในการ 2. กดปมุ่ 3 เลอื ก STAT คํานวณสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวอยาง นกั เรยี นสามารถใชเ ครอ่ื งคดิ เลขวทิ ยาศาสตร 3. กดปมุ่ 1 เลือก 1 - VAR ในการคํานวณเพ่ือความสะดวกและความ ถกู ตอง 4. กดปุ่ม 1 7 = 2 1 = 13. ครูใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน 18= 25= คละความสามารถทางคณิตศาสตร (ออน ปานกลาง และเกง) ใหอยูก ลมุ เดียวกนั โดย 29= 31= แจกเครอื่ งคดิ เลขวทิ ยาศาสตรก ลมุ ละ 1 เครอื่ ง จากนน้ั ใหแ ตล ะกลมุ ศกึ ษาและทาํ ตามขนั้ ตอน 27= ตา งๆ ในกรอบ IT CORNER ในหนังสือเรยี น หนา 115 5. กดปุ่ม AC 14. ครูใหนักเรียนกลุมเดิมคํานวณสวนเบี่ยงเบน 6. กดปมุ่ SHIFT 1 มาตรฐานของขอ มลู ประชากรโดยใชข อ มลู ใน ตวั อยา งท่ี 18 เม่ือทําเสร็จแลว ใหต รวจสอบ 7. กดปุ่ม 4 เลือก VAR คําตอบท่ีไดกับกลุมอ่ืนๆ จากนั้นครูและ นักเรียนรวมกันอภิปรายคําตอบท่ีได โดยครู 8. กดปมุ่ 4 เลือก sx ▲ เคร่อื งคดิ เลขวิทยาศาสตรค์ าสิโอ ตรวจสอบความถกู ตอง 9. กดปมุ่ = ร่นุ fx-991ES PLUS 15. ครูใหนักเรียนใชเคร่ืองคิดเลขวิทยาศาสตร ท่มี า : คลังภาพ อจท. ตรวจสอบคําตอบของ “ลองทําดู” ในหนังสือ หมำยเหตุ เรยี น หนา 114 จากนนั้ ครสู มุ นกั เรยี น 4-5 คน ใหอ ธิบายข้ันตอนการกดเครื่องคดิ เลข 1. เครื่องคดิ เลขวิทยาศาสตรท์ ี่มยี ีห่ อ้ หรอื รุ่นตา่ งกัน จะมีปมุ่ คา� นวณและวธิ กี ารใชท้ ่ีแตกตา่ งกนั วิทยาศาสตร โดยครูตรวจสอบความถูกตอง และอธิบายเพม่ิ เตมิ 2. ถ า้ ขอ้ มลู ชุดน้เี ป็นข้อมูลของประชากร ให้ท�าซ้า� ตามขน้ั ตอนขอ้ 1.-7. จากน้ันขัน้ ตอนขอ้ 8. กดปุม่ 3 เลือก σx และขั้นตอนข้อ 9. กดปมุ่ = นอกจากการหาสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของตัวอย่าง หรอื การหาส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของ ประชากรที่กลา่ วมาแลว้ ยงั สามารถค�านวณได้จาก การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 115 ขอสอบเนน การคดิ ขอ มูลตวั อยางชดุ หนึง่ เปน ดังนี้ 14 10 15 18 x 19 13 17 ถา คาเฉลยี่ เลขคณิตของขอมลู ชดุ นเี้ ทากับ 16 แลว กําลงั สองของสว นเบีย่ งเบนมาตรฐานของขอ มูลชดุ นเี้ ทากบั เทา ใด (เฉลยคาํ ตอบ เน่อื งจากขอ มลู ชุดนมี้ ีคาเฉลย่ี เลขคณติ เทากับ 16 และ s= iΣ=n1 xni2 - nx 2 - 1 14 + 10 + 15 + 18 8+ x + 19 + 13 + 17 จะได x = 1068+ x = 21488- -(81)(16)2 16 = ≈ 14.29 8 x = 22 จะได s2 = 14.29 ดงั นน้ั กําลังสองของสว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และ iΣ=1 x i2 = 142 + 102 + 152 + 182 + 222 + 192 + 132 + 172 ของขอ มูลชุดนี้มีคาประมาณ 14.29) = 2,148 T129
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 16. ครูกลาววา การหาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำนของตัวอยำ่ ง คอื s = Σi=n1 xni2 - nx2 ของตวั อยา งหรอื ของประชากรทก่ี ลา วมาแลว - 1 ยงั สามารถคาํ นวณโดยใชอีกหน่ึงสตู ร ดงั นี้ ถา x1, x2, x3, ..., xn เปนขอมูล n เปน สว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำนของประชำกร คอื σ = Σi=N1Nxi2 - μ2 จํานวนของตัวอยาง และมีคาเฉลี่ยเลขคณิต เทากับ x ตวั อย่างท่ี 19 จะไดส ว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง คอื อุณหภมู ทิ อ่ี ำ� เภอแมร่ ิม จังหวัดเชยี งใหม่ เป็นรำยช่วั โมงตง้ั แต่ชว่ งเวลำ 13.00-22.00 น. s= n xni2 - nx2 เป็นดังนี้ - 1 iΣ=1 ถา x1, x2, x3, ..., xN เปนขอมูล N เปน เวลำ 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 จาํ นวนของประชากร และมคี า เฉลยี่ เลขคณติ เทา กบั μ อุณหภูมิ ( �C) 27 26 29 27 28 27 27 27 26 26 จะไดส วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของประชากร ทมี่ า : www.accuweather.com ใหห้ ำสว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำนของขอ้ มูลชุดน้ี คือ σ = iΣ=N1Nxi2 - μ2 วธิ ีทำ� หาค่า Σi1=01xi และ Σi1=01xi2 ได้ ดังนี้ 17. ครูใหนักเรยี นศึกษาตัวอยางที่ 19 ในหนงั สือ xi xi2 เรยี น หนา 116-117 จากนน้ั ครถู ามนกั เรยี นวา 27 729 ใชส ตู รใดในการหาสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (แนวตอบ สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง 26 676 29 841 iΣ=n1 xni2 - nx 2 27 729 - 1 คอื s = ) 28 784 27 729 27 729 27 729 26 676 26 676 Σi1=01 xi = 270 Σi1=01 xi2 = 7298 116 ขอสอบเนน การคดิ ขอมลู ประชากรชุดหนึง่ เรียงลําดับจากนอยไปมากได ดังน้ี y 233x4 และ 747 ถาคา เฉลี่ยเลขคณิตและสว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอมลู ชุดน้เี ทา กับ 4 ตามลําดับ แลว ͉ y - x ͉ มีคาเทาใด (เฉลยคําตอบ เนอ่ื งจากขอ มลู ชุดนีม้ คี า เฉล่ียเลขคณติ เทา กบั 4 จากสตู ร σ = iΣ=N1Nxi2 - μ2 2+3+3+ 7x + 4 + y + 7 จะได μ = 19 +7x + y จะได 4 = (x2 + y72 + 87) - 42 = 7 = x2 + y72 - 25 4 176 x+y = 9 ..... ➀ x2 + y2 = 41 ..... ➁ เแนลอื่ ะงจากสiΣ=ว71นxเi2บี่ย==งเบx2น22ม++าตy3ร22ฐ++าน38ข72อ+งขxอ2ม+ูลช42ุดน+้เี ทyา2ก+ับ7247 จากสมการ ➀ และ ➁ จะได x = 5 และ y = 4 หรือ x = 4 และ y = 5 ดงั นั้น ͉ y - x ͉ = 1) T130
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ จะได x = Σi1=01nxi ขน้ั สอน = 21700 = 27 รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) และ s= Σ1i=01 xni2 - nx2 18. ครใู หน กั เรยี นทํา “ลองทาํ ด”ู ในหนงั สอื เรียน - 1 หนา 117 เพ่ือตรวจสอบความเขาใจของ นกั เรยี น จากนน้ั ครแู ละนักเรยี นรวมกนั เฉลย = 72981-0(-101)(27)2 คําตอบท่ถี กู ตอง = 98 ≈ 0.94 19. ครใู หนกั เรียนทาํ แบบฝกทักษะ 3.3 ข ขอ 2. ดงั นน้ั สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของอณุ หภมู ทิ อี่ าํ เภอแมร มิ ประมาณ 0.94 องศาเซลเซยี ส ในหนังสือเรียน หนา 123 เม่ือทําเสร็จแลว ใหตรวจสอบคําตอบกับเพื่อนรวมช้ันเรียน ลองทําดู จากน้ันครูเฉลยวิธีคิดและอธิบายซํ้าอีกครั้ง อยา งละเอียด ราคาออ ยโรงงานรายเดอื นทเ่ี กษตรกรขายไดท ง้ั ประเทศตงั้ แตเ ดอื นมกราคม-มถิ นุ ายน พ.ศ. 2562 เปน ดงั นี้ 20. ครูใหนักเรียนจับคูศึกษา Thinking Time ในหนังสือเรียน หนา 117 และตอบคําถาม พรอมท้ังใหเหตุผลและยกตัวอยางประกอบ จากนั้นครูและนักเรียนรวมอภิปรายคําตอบ ท่ีได 21. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.3 B ในแบบฝก หดั เปนการบา น เดอื น ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ราคา (บาท/ตนั ) 575 597 605 626 712 751 ท่ีมา : สํานักงานเศรษฐกจิ การเกษตร ฝึกทําต่อ ใหห าสวนเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ มลู ชุดนี้ แบบฝก ทักษะ 3.3 ข ขอ 2 หนา 123 Thinking Time “ถาขอ มูลชุดหนึ่งมีคาสงั เกตเทา กันทุกคา แลว สวนเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอมูลชดุ นน้ั จะมคี า เปน ศนู ยเ สมอ” ขอ ความดงั กลา วถูกตองหรอื ไม เพราะเหตุใด การวิเคราะหขอมูลเบ้ืองตน (2) 117 กจิ กรรม ทา ทาย เฉลย Thinking Time ถาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของขอมูลตัวอยางชุดนี้มีคาเทากับ ถูกตอง เพราะถาคา สังเกตเทา กนั ทุกคาจะทาํ ใหคาเฉลยี่ เลขคณิตของขอ มลู ชุดน้ีมีคาเทากับคาสังเกต ซึ่งจะทําใหผลตางระหวางคาสังเกตและคาเฉลี่ย ศนู ย แลว a - b มคี าเทา ใด เลขคณิตของขอมูลเทากับศูนย สงผลใหสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของขอมูลเปน 34 34 a 34 b 34 ศูนยเ สมอ T131
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 22. ครทู บทวนการหาสว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของ ในกรณที ม่ี กี ารแจกแจงความถขี่ องขอ้ มลู แบบจดั กลมุ่ จะสามารถหาสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานได้ ขอมูลตัวอยางและขอมูลประชากร ซึ่งเปน โดยใช้จุดก่ึงกลางของแต่ละอันตรภาคช้ันแทนข้อมูลของอันตรภาคช้ันน้ัน ๆ ซึ่งใช้วิธีการค�านวณ ขอ มลู ทไี่ มไ ดม กี ารแจกแจงความถขี่ องขอ มลู ในท�านองเดยี วกันกับการหาสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานของข้อมลู ที่ไม่มีการแจกแจงความถ ่ี ดงั นี้ แบบจดั กลมุ ส่วนเบีย่ งเบนมำตรฐำนของตัวอยำ่ ง คือ s = Σi=k1 fni(x-i - x)2 23. ครกู ลา ววา นกั เรยี นสามารถหาสว นเบยี่ งเบน หรือ s = 1 มาตรฐานของขอมูลที่มีการแจกแจงความถี่ แบบจัดกลุมได โดยใชจุดกึ่งกลางของแตละ Σi=k1 finxi2--1nx 2 อันตรภาคชั้นแทนขอมูลของอันตรภาคชั้น นั้นๆ พรอมทัง้ บอกสูตรในการคาํ นวณ ดงั น้ี สว นเบี่ยงเบนมาตรฐานของตวั อยา ง คือ s= k fni(x-i - x)2 หรือ เม่อื xi แทนจดุ กึ่งกลางของอันตรภาคชนั้ ที่ i 1 fi แทนความถขี่ องอนั ตรภาคชนั้ ท่ี i iΣ=1 x แทนคา่ เฉลย่ี เลขคณติ ของตัวอยา่ ง s= k fixi2 - nx2 n แ ทนจา� นวนตวั อย่างทง้ั หมด (n = Σi=k1fi) เมื่อ k แทนจ�านวนอนั ตรภาคช้นั n-1 iΣ=1 หรอื จา� นวนกล่มุ สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของประชากร คือ Σi=k1 fi(xNi - μ)2 Σi=k1Nfixi2 - μ2 σ= k fi(xi - μ)2 หรอื สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำนของประชำกร คอื σ = N หรอื σ = iΣ=1 σ = iΣ=k1Nfixi2 - μ2 เมือ่ xi แทนจุดก่ึงกลางของอันตรภาคช้นั ท่ ี i fi แทนความถี่ของอนั ตรภาคชน้ั ที่ i k แทนจา� นวนอนั ตรภาคชน้ั N แทนจ�านวนขอ้ มลู ทัง้ หมดของประชากร μ แทนคา่ เฉล่ียเลขคณติ ของประชากร 118 เกร็ดแนะครู กิจกรรม ทา ทาย ครูเนนยํ้าเกี่ยวกับสูตรการหาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวอยางและ ใหน กั เรียนปฏิบัตติ ามขนั้ ตอนตอ ไปนี้ สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากรที่มีการแจกแจงความถี่ของขอมูลแบบ • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ จดั กลมุ ทางคณิตศาสตรข องนักเรยี น (ออ น ปานกลาง และเกง) • ใหแตละกลุมชวยกันคํานวณสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานขอมูล สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สูตร สว นสูงของกลุมตนเอง พรอ มเขยี นวธิ ีคิดลงในกระดาษ A4 • สง ตวั แทนออกมานาํ เสนอหนาชั้นเรียน k fni(x-i - x)2 iΣ=k1 finxi2--1nx 2 ตวั อยา ง s= 1 หรือ iΣ=1 ประชากร σ= k fi(xNi - μ)2 หรือ iΣ=k1Nfixi2 - μ2 iΣ=1 T132
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ตัวอยา่ งท ่ี 20 ขนั้ สอน ตำรำงแสดงคะแนนสอบปลำยภำควชิ ำเคมขี องนกั เรยี นกลมุ่ หนงึ่ ทเี่ ลอื กมำเปน็ ตวั อยำ่ ง เปน็ ดงั นี้ รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) คะแนน ควำมถี่ 24. ครูใหน กั เรียนศึกษาตวั อยางท่ี 20 ในหนังสอื 10 - 14 2 เรยี น หนา 119 แลว ใหน กั เรยี นทาํ “ลองทาํ ด”ู 15 - 19 4 เมอื่ ทาํ เสรจ็ แลว ใหต รวจสอบคาํ ตอบกบั เพอื่ น 20 - 24 9 รวมช้ันเรียน จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน 25 - 29 12 เฉลยคาํ ตอบท่ีถูกตอง 30 - 34 8 35 - 39 5 25. ครใู หท าํ แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ข ขอ 3. ในหนงั สอื เรยี น หนา 123 เพอ่ื ตรวจสอบความเขา ใจของ ให้หำส่วนเบีย่ งเบนมำตรฐำนของคะแนนสอบของนักเรียนกลมุ่ นี้ นักเรียน จากน้ันครูสุมนักเรียนออกมาเขียน แสดงวิธีคิดหนาชั้นเรียน โดยครูตรวจสอบ ความถูกตองและอธิบายเพม่ิ เติม วิธีท�ำ คะแนน คว(ำfiม) ถ่ี จดุ ก(่งึxกi)ลำง xi2 fixi fixi2 10 - 14 2 12 144 24 288 15 - 19 4 17 289 68 1156 20 - 24 9 22 484 198 4356 25 - 29 12 27 729 324 8748 30 - 34 8 32 1024 256 8192 35 - 39 5 37 1369 185 6845 รวม Σi=61 fi = 40 Σi=61fixi = 1055 Σi=61fixi2 = 29585 x = Σi=61nfixi จะได้ = 140055 และ s = Σi=61finx i2 -- 1nx2 = 29585 - (40)( 140055 )2 40 - 1 ≈ 6.72 ดังนั้น สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบของนักเรียนกลุม่ นปี้ ระมาณ 6.72 คะแนน การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 119 ขอ สอบเนน การคดิ จากการสํารวจน้ําหนักของนักเรียนกลุมหนึ่งที่เลือกมาเปนตัวอยางจํานวน 4 คน พบวา มี 2 คนที่มีนํ้าหนักเทากัน และ หนักนอยกวาอีก 2 คนท่ีเหลือ ถาฐานนิยม มัธยฐาน และพิสัยของน้ําหนักของนักเรียน 4 คนน้ี คือ 45, 46 และ 6 กิโลกรัม ตามลําดบั แลว สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของน้าํ หนักของนักเรียน 4 คนนเี้ ทากับเทา ใด (เฉลยคาํ ตอบ ใหน้าํ หนักของนักเรียน 4 คน เปนดงั นี้ จะไดน ้ําหนกั ของนกั เรยี น 4 คน เทากบั 45, 45, 47 และ 51 กโิ ลกรมั T133 xxyz ดังน้นั s = (452 + 452 + 4472-+1512) - (4)(472) เนื่องจากฐานนยิ มเทากับ 45 มธั ยฐานเทากับ 46 = 8860 3- 8836 และพสิ ยั เทากบั 6 = 234 จะได x = 45 =8 และ z = x + 6 ≈ 2.83 ดงั นน้ั สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของน้าํ หนักของนักเรยี น 4 คนน้ี = 51 ประมาณ 2.83 กิโลกรัม) และ x +2 y = 46 45 + y = 92 y = 47
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ลองทาํ ดู รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) ตารางแสดงน�้าหนักของนกั เรียนกลุม่ หน่ึงทีเ่ ลือกมาเปน็ ตัวอย่าง เป็นดงั นี้ 26. ครใู หน กั เรยี นแบงกลุม กลุม ละ 3-4 คน คละ น�ำ้ หนกั (กิโลกรัม) ควำมถี่ (คน) ความสามารถทางคณติ ศาสตร (ออ น ปานกลาง 30 - 39 3 และเกง ) ใหอ ยกู ลุม เดียวกัน โดยแจกเคร่อื ง 40 - 49 4 คดิ เลขวิทยาศาสตรก ลมุ ละ 1 เครื่อง จากน้นั 50 - 59 9 ใหแ ตล ะกลมุ ศกึ ษาและทาํ ตามขน้ั ตอนตา งๆ 60 - 69 12 ในกรอบ IT CORNER ในหนังสือเรียน 70 - 79 8 หนา 120 ใหห้ าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของนา�้ หนักของนกั เรียนกลุ่มน้ี ฝึกทำ�ต่อ 27. ครูใหนักเรียนกลุมเดิมคํานวณสวนเบี่ยงเบน มาตรฐานของขอมูลประชากรโดยใชขอมูล แบบฝกึ ทักษะ 3.3 ข ในตวั อยา งท่ี 20 เมอ่ื ทาํ เสรจ็ แลว ใหต รวจสอบ ขอ้ 3 หน้า 123 คําตอบท่ีไดกับกลุมอ่ืนๆ จากน้ันครูและ นักเรียนรวมกันอภปิ รายคําตอบทไี่ ด IT CORNER 28. ครูใหนักเรียนใชเคร่ืองคิดเลขวิทยาศาสตร จากตัวอยา่ งท ่ี 20 สามารถคา� นวณโดยใช้เครือ่ งคดิ เลขวทิ ยาศาสตรค์ าสโิ อ รนุ่ fx-991ES PLUS ตรวจสอบคําตอบของ “ลองทาํ ดู” ในหนงั สอื มีขน้ั ตอนดังน้ี เรยี น หนา 120 จากนนั้ ครสู มุ นกั เรยี น 4-5 คน ใหอ ธบิ ายขั้นตอนการกดเครอื่ งคิดเลข 1. กดปุ่ม SHIFT MODE ∇ วิทยาศาสตร โดยครูตรวจสอบความถูกตอง และอธบิ ายเพ่ิมเติม 2. กดปมุ่ 4 เลือก STAT 1 เลอื ก ON 3. กดป่มุ MODE 3 เลือก STAT 1 เลอื ก 1 - VAR 4. กดป่มุ X FREQ 1 2= 2= 1 7= 4= 2 2= 9= 2 7= 12= 3 2= 8= 37= 5= 5. กดปุ่ม AC SHIFT 1 6. กดปุ่ม 4 เลอื ก VAR 3 เลอื ก sx = 120 เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรา งเสรมิ ครูใหนักเรียนตรวจสอบคําตอบในลองทําดู ในหนังสือเรียน หนา 120 ใหนักเรยี นปฏิบัตติ ามขน้ั ตอนตอ ไปน้ี โดยใชเครื่องคิดเลขวทิ ยาศาสตร ครอู าจทบทวนวิธกี ารใชเคร่ืองคิดเลขเก่ียวกบั • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ ฟง กช นั ตางๆ อกี ครั้ง ทางคณิตศาสตรข องนักเรียน (ออน ปานกลาง และเกง ) • ใหแตละกลุมชวยกันคํานวณสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของ T134 ขอมูลในตารางตอ ไปน้ี โดยใชเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร อันตรภาคชัน้ ความถี่ 3-7 5 8 - 12 1 13 - 17 9 18 - 22 3 23 - 27 2 • สง ตวั แทนออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ Class Discussion ขน้ั สอน ให้นกั เรยี นจับคู่ แล้วช่วยกนั ตอบค�ำถำมตอ่ ไปนี้ รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) คะแนนสอบวชิ าคณิตศาสตร์ของนักเรยี นจ�านวน 50 คน ท่ีเลอื กมาเป็นตัวอย่าง ซงึ่ มคี ะแนนเต็ม 29. ครูใหนกั เรียนจับคทู าํ กิจกรรม 100 คะแนน เป็นดงั นี้ Class Discussion ในหนงั สือเรยี น หนา 121 20 24 28 42 50 53 55 55 58 59 60 60 61 62 64 65 65 67 68 69 เม่ือทําเสร็จแลว ครูและนักเรียนรวมกัน 70 73 73 73 73 74 76 77 77 78 ตรวจสอบคําตอบและอภิปรายจนสรุปไดวา 78 79 80 80 81 82 84 85 86 87 จํานวนขอ มลู ทม่ี ีอยใู นชว ง (x - 2s, x + 2s) 87 89 90 91 92 94 95 95 97 98 หรือ (µμ - 2σ,µ μ + 2σ) จะมคี า ประมาณ รอ ยละ 95 ของจํานวนขอ มูลทัง้ หมด เรียกวา 1. หาคา่ เฉลีย่ เลขคณติ (x) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ้ มูลชดุ น้ ี (s) “The 95% Rule” ซ่ึงกลาววา โดยท่วั ไปไมวา 2. หาค่า x - 2s และ x + 2s ขอมูลจะกระจายในลักษณะใดจะมีขอมูล 3. จ�านวนขอ้ มลู ทอ่ี ยู่ในชว่ ง (x - 2s, x + 2s) คดิ เป็นก่ีเปอรเ์ ซน็ ตข์ องจา� นวนข้อมลู ท้ังหมด ประมาณ 95% ท่ีอยใู นชวง (x - 2s, x + 2s) หรือ (µμ - 2σ,µ μ + 2σ) จาก Class Discussion จะเหน็ วา่ ถ้าน�าข้อมลู ของนักเรียนท้งั 50 คน มาค�านวณหาคา่ เฉลี่ย 30. ครูใหนักเรยี นศกึ ษาตัวอยา งที่ 21 ในหนังสอื เลขคณติ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน จะได้ เรยี น หนา 122 แลว ใหน กั เรยี นทาํ “ลองทาํ ด”ู เมอ่ื ทาํ เสรจ็ แลว ใหต รวจสอบคาํ ตอบกบั เพอ่ื น ค่ำเฉลี่ยเลขคณิต (x) สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำน (s) รวมช้ันเรียน จากน้ันครูและนักเรียนรวมกัน 71.58 18.09 เฉลยคําตอบท่ถี กู ตอ ง จากตาราง คา� นวณหาค่า x - 2s และ x + 2s ได้ ดังนี้ x - 2s = 71.58 - 2(18.09) = 35.4 คะแนน x + 2s = 71.58 + 2(18.09) = 107.76 คะแนน เมอ่ื พจิ ารณาจ�านวนข้อมูลท่ีอยูใ่ นชว่ ง (x - 2s, x + 2s) มีทัง้ หมด 50 - 3 = 47 จ�านวน ซ่งึ คิดเปน็ 94% ของจ�านวนข้อมูลท้งั หมด ซงึ่ มคี า่ ใกลเ้ คยี งกนั ประมาณ 95% ของจา� นวนข้อมูล ทั้งหมดทเ่ี ปน็ คะแนนสอบของนกั เรยี น 50 คน ท่อี ยู่ในชว่ ง x - 2s ถึง x + 2s จะได้ว่า จ�านวนข้อมลู ที่มอี ยใู่ นช่วง (x - 2s, x + 2s) หรือ (μ - 2σ, μ + 2σ) มคี า่ ประมาณ รอ้ ยละ 95 ของจา� นวนขอ้ มลู ทง้ั หมด ซง่ึ เปน็ ไปตามกฎเกณฑท์ เี่ รยี กวา่ “The 95% Rule” ไดก้ ลา่ ววา่ โดยทว่ั ไปไมว่ า่ ขอ้ มลู จะกระจายในลกั ษณะใด จะมขี อ้ มลู ประมาณ 95% ทอ่ี ยใู่ นชว่ ง (x - 2s, x + 2s) หรือ (μ - 2σ, μ + 2σ) การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) 121 เฉลย Class Discussion 2. x - 2s = 71.58 - 2(18.09) = 35.4 คะแนน 1. x = iΣ5=5010xi x + 2s = 71.58 + 2(18.09) = 107.76 คะแนน = 355079 3. พิจารณาจาํ นวนขอมูลท่อี ยใู นชว ง (35.4, 107.76) มที งั้ หมด 50 - 3 = 47 = 71.58 จาํ นวน คิดเปน 5470 × 100 = 94% ของจํานวนขอมูลท้งั หมด ดงั นนั้ คาเฉลีย่ เลขคณิตของขอ มูลชุดนเ้ี ทา กับ 71.58 คะแนน T135 s= n xni2 - nx 2 - 1 iΣ=1 = 272213 5-0(5-01)(71.58)2 = 1604298.18 ≈ 18.09 ดังนนั้ สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของขอ มูลชุดนป้ี ระมาณ 18.09 คะแนน
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขนั้ สอน ตัวอย่างที่ 21 รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) ในการทดลองทางจติ วิทยาอยา งหน่ึง โดยสุม ตวั อยา งหนู 20 ตวั วิง่ ผา นเขาวงกตซ่ึงแตล ะตัว ใชเวลาวิ่งแตกตางกัน พบวา คาเฉลี่ยเลขคณิตของเวลาท่ีใชวิ่งผานเขาวงกตเปน 3.85 นาที 31. ครใู หท าํ แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ข ขอ 5. ในหนงั สอื และสว นเบย่ี งเบนมาตรฐานเปน 1.45 นาที อยากทราบวา เวลาสวนใหญที่หนวู ิ่งผา นเขาวงกต เรียน หนา 124 เพื่อตรวจสอบความเขาใจ อยางเรว็ ท่ีสดุ และอยา งชาทสี่ ุดประมาณก่นี าที นกั เรยี นเปน รายบคุ คล จากนน้ั ครสู มุ นกั เรยี น วธิ ที าํ จากคา เฉลย่ี เลขคณิตของเวลาทใี่ ชวง่ิ ผานเขาวงกตเปน 3.85 นาที ออกมาเขียนแสดงวิธีคิดหนาชั้นเรียน โดยครู ตรวจสอบความถกู ตองและอธบิ ายเพิม่ เติม และสว นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเปน 1.45 นาที จะได x - 2s = 3.85 - 2(1.45) = 0.95 นาที 32. ครูอธบิ ายจากกรอบ ATTENTION ในหนังสือ เรยี น หนา 122 วา ถา ขอ มูลมีลกั ษณะเปน x + 2s = 3.85 + 2(1.45) = 6.75 นาที ระฆงั ควา่ํ และมลี กั ษณะโดยประมาณสมมาตร ดังนนั้ สวนใหญ 95% จํานวนหนูท่ที ดลองวิง่ ผา นเขาวงกตจะว่ิงไดอยางเร็วท่ีสุด มจะาหตารคฐาวนามไดสจมั าพกนั Rธข ≈อง4พsสิ หยั รกอื บั สs ว ≈นเR4บย่ี งเบน เปน เวลา 0.95 นาที และอยางชา ท่สี ุดเปนเวลา 6.75 นาที ลงมอื ทาํ (Doing) ลองทาํ ดู 1. ครูใหนกั เรียนทาํ แบบฝกทักษะ 3.3 ข ขอ 6. ในหนงั สอื เรยี น หนา 124 จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี น ในการสุมตวั อยา งคะแนนสอบของนักเรียนจาํ นวน 80 คน ซง่ึ มคี ะแนนเต็ม 50 คะแนน รว มกันเฉลยคําตอบที่ถกู ตอง พบวา คาเฉล่ียเลขคณิตของคะแนนสอบเปน 32 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปน 6.48 คะแนน อยากทราบวา นกั เรยี นสว นใหญไดคะแนนสอบ 2. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.3 B ในแบบฝก หดั มากทส่ี ุด และนอยท่สี ดุ ประมาณกคี่ ะแนน ฝึกทําต่อ เปน การบา น แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ข ขอ 5 หนา 124 ATTENTION ถา ขอ มูลมลี ักษณะเปนระฆงั ควา่ํ และมลี กั ษณะโดยประมาณสมมาตร แลว จะประมาณ สวนเบ่ียงเบนมาตรฐานไดจ ากความสมั พันธ R ≈ 4s หรอื s ≈ R4 เมอ่ื R คอื พิสัย และ s คือ สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เชน ใหประมาณสวนเบยี่ งเบนมาตรฐานของขอมูลตวั อยา ง 4, 6, 7, 7, 7, 8, 8 และ 10 หาสว นเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใชการประมาณจากคาพิสยั s ≈ R4 ≈ 104- 4 = 1.5 Σi =n1 xni2 และคํานวณจากสูตร s = - nx2 ≈ 1.73 - 1 122 เกร็ดแนะครู กจิ กรรม สรางเสริม ครูทบทวนเก่ียวกับความสัมพันธของพิสัยและสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานวา ใหนักเรียนเติมคําตอบลงในชองวางใหสมบูรณ เมื่อขอมูลใน ความสมั พนั ธน จ้ี ะใชก บั ขอ มลู ทม่ี ลี กั ษณะเปน ระฆงั ควา่ํ และมลี กั ษณะโดยประมาณ แตล ะขอ ตอ ไปนมี้ ลี กั ษณะเปน ระฆงั ควาํ่ และมลี กั ษณะโดยประมาณ สมมาตร สมมาตร ขอ พิสัย (R) สวนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (s) 18 2.5 1.7 2 3 15 4 T136
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สรปุ แบบฝกึ ทักษะ 3.3 ข ครูถามคําถามนักเรียนเพื่อสรุปความรู เร่ือง สว นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ดงั น้ี ร ะดบั พน้ื ฐาน • ใหบอกสูตรในการคํานวณสวนเบ่ียงเบน 1. ให้หำส่วนเบย่ี งเบนมำตรฐำนของข้อมูลตอ่ ไปนี้ มาตรฐานของตวั อยา งและประชากรทไ่ี มไ ด 1) 5 3 8 1 6 มีการแจกแจงความถี่แบบจัดกลุม 2) 11 14 14 16 18 23 (แนวตอบ สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง 3) 23 18 21 19 10 17 4) 30 45 55 38 42 59 60 คอื s = iΣ=n1n(xi--1x)2 หรอื 5) 60 70 65 80 90 75 85 6) 110 120 115 118 108 125 s= n xi2 - nx 2 7) 5.3 4.8 5.0 3.9 4.2 5.2 3.8 n - 1 8) 0.5 1.1 1.4 0.9 1.5 1.2 iΣ=1 2. นภำมีใบแจ้งคำ่ บริกำรโทรศพั ท์รำยเดือนตง้ั แตเ่ ดอื นมกรำคม-มถิ ุนำยน เปน็ ดังน้ี สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานของประชากร เดอื น ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. รำคำ (บำท) 539 533 533 929 747 753 คือ σ = iΣ=N1(xiN- μ)2 หรือ ให้หำสว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำนของขอ้ มูลชดุ นี้ σ = iΣ=N1Nxi2 - μ2) • ใหบอกสูตรในการคํานวณสวนเบี่ยงเบน 3. ตำรำงแสดงสว่ นสงู ของนักเรียนกลมุ่ หนึ่งท่ีเลอื กมำเปน็ ตวั อย่ำง มกี ำรแจกแจงควำมถี่ เป็นดงั น้ี มาตรฐานของตัวอยางและประชากรท่ีมี การแจกแจงความถแี่ บบจดั กลุม ส่วนสูง (เซนติเมตร) ควำมถี่ (คน) (แนวตอบ สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง 140 - 149 7 คอื s = iΣ=k1 fni(x-i - x)2 หรอื 1 150 - 159 11 160 - 169 14 k finxi2--1nx2 170 - 179 9 s= iΣ=1 180 - 189 5 สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของประชากร ให้หำส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนของสว่ นสงู ของนักเรียนกลมุ่ นี้ คือ σ = k fi (xNi - μ)2 หรือ iΣ=1 การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 123 σ = iΣ=k1Nfixi2 - μ2) กจิ กรรม สรางเสรมิ เกร็ดแนะครู ใหน ักเรยี นปฏบิ ตั ติ ามข้ันตอนตอ ไปน้ี กอ นใหน ักเรียนทําแบบฝก ทกั ษะ 3.3 ข ครูควรทบทวนความรเู รอื่ งตอ ไปนี้ • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ • การหาสวนเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอมูลทไี่ มไดแ จกแจงความถ่ี ทางคณิตศาสตรข องนักเรยี น (ออน ปานกลาง และเกง) • การหาสวนเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ มลู ท่แี จกแจงความถ่แี บบจดั กลุม • ใหแตละกลุมชวยกันจําลองขอมูลที่มีการแจกแจงความถี่ • ความหมายของ “The 95% Rule” แบบจัดกลุม แลวคํานวณหาสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานลงใน • ความสัมพนั ธร ะหวา งพสิ ัย (R) กับสว นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (s) กระดาษ A4 • สง ตวั แทนออกมานาํ เสนอหนาช้นั เรียน T137
นาํ สอน สรุป ประเมนิ ขนั้ สรปุ ระดบั กลาง • The 95% Rule หมายความวาอยางไร 4. ตำรำงแสดงคะแนนสอบและคำ่ เฉลย่ี เลขคณติ ของคะแนนสอบของนกั เรยี น 5 คน จำกกำรสอบ (แนวตอบ โดยท่ัวไปไมวาขอมูลจะกระจาย 5 ครัง้ ซ่ึงแต่ละคร้งั มคี ะแนนเตม็ เทำ่ กนั เป็นดงั น้ี ในลกั ษณะใด จะมขี อมูลประมาณ 95% ท่ี อยใู นชวง (x - 2s, x + 2s) หรอื (μµ - 2σ,µ คร้งั ท่ี คะแนนสอบของนักเรยี น คำ่ เฉล่ียเลขคณิตของ μ + 2σ)) คนที่ 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 คนที่ 4 คนที่ 5 คะแนนสอบ • ถาขอมูลมีลักษณะสมมาตรหรืออยูในรูป ระฆังควํ่า พิสัยกับสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 20 19 19 18 19 19 จะมคี วามความสัมพนั ธกนั อยางไร 2 18 17 15 17 18 17 (แนวตอบ พิสัยจะมคี าเปนประมาณ 4 เทา 3 18 17 20 17 18 18 ของสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานของขอมูลหรือ 4 19 20 17 19 20 19 R ≈ 4s) 5 18 16 17 19 15 17 ขน้ั ประเมนิ ผลกำรสอบคร้ังใดมีส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำนมำกท่สี ุด 1. ครตู รวจแบบฝกทกั ษะ 3.3 ข 5. ในกำรสุ่มตัวอย่ำงเพื่อส�ำรวจข้อมูลรำคำข้ำวหอมมะลิ 1 กิโลกรัม (บำท) ของยี่ห้อต่ำง ๆ 2. ครูตรวจ Exercise 3.3 B ไดข้ อ้ มูล เป็นดงั น้ี 3. ครปู ระเมนิ การนําเสนอผลงาน 51 70 54 45 50 4. ครสู งั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล ถำ้ x คือ คำ่ เฉลยี่ เลขคณติ ของข้อมลู และ s คอื สว่ นเบ่ยี งเบนมำตรฐำนของข้อมูล 5. ครูสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม แลว้ รอ้ ยละของจำ� นวนขอ้ มูลทีอ่ ยใู่ นชว่ ง (x - s, x + s) เทำ่ กับเทำ่ ใด 6. ครูสงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเ รยี นรู ระดับทา้ ทาย มงุ ม่นั ในการทาํ งาน 6. ก�ำหนดขอ้ มูลตวั อย่ำง 2 ชดุ เปน็ ดังน้ี ข้อมูลชดุ ท่ี 1 12 23 32 45 53 60 75 84 ข้อมูลชดุ ท่ี 2 16 27 36 49 57 64 79 88 1) ให้หาคา่ ประมาณของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลชดุ ที่ 1 2) นกั เรยี นสามารถหาคา่ ประมาณของส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของขอ้ มลู ชุดท ่ี 2 จากความสมั พันธ์ระหวา่ งขอ้ มูลไดห้ รอื ไม่ อยา่ งไร (โดยไมใ่ ชส้ ูตรในการค�านวณ) 124 แนวทางการวัดและประเมินผล กิจกรรม สรางเสรมิ ครสู ามารถวดั และประเมนิ พฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล จากการทาํ แบบ ครใู หนกั เรียนปฏิบตั ิตามขั้นตอนตอไปน้ี ฝก ทักษะ 3.3 ข ขอ 6. ในข้นั ลงมอื ทาํ โดยศึกษาเกณฑก ารวัดและประเมินผล • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ จากแบบประเมนิ ของแผนการจัดการเรยี นรใู นหนว ยการเรียนรูที่ 3 ทางคณิตศาสตรข องนกั เรียน (ออน ปานกลาง และเกง) • ใหแตละกลุมพิจารณาแบบฝกทักษะ 3.3 ข ขอ 4. วา แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรายบคุ คล คะแนนสอบของนักเรียนท้ัง 5 คน คะแนนสอบคร้ังใดท่ีมี การกระจายนอ ยทีส่ ดุ และมากทีส่ ดุ คาชี้แจง : ให้ผูส้ อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงในชอ่ งทต่ี รงกับ • นักเรยี นรวมกนั อภิปรายในหอ งเรียน ระดับคะแนน ลาดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 4321 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน 3 การทางานตามหนา้ ท่ีท่ีไดร้ ับมอบหมาย 4 ความมนี ้าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชือ่ ...................................................ผปู้ ระเมนิ ............/................./................ เกณฑ์การใหค้ ะแนน ให้ 4 คะแนน ปฏบิ ัติหรือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสมา่ เสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบ่อยครัง้ ให้ 2 คะแนน ให้ 1 คะแนน ปฏบิ ตั ิหรือแสดงพฤตกิ รรมบางครงั้ ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้ัง เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ 18 - 20 ดมี าก 14 - 17 ดี 10 - 13 พอใช้ ต่ากว่า 10 ปรับปรงุ T138
นาํ นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั นาํ (Concept Based Teaching) การใชค้ วามรเู้ ดมิ ฯ (Prior Knowledge) 3. ความแปรปรวน (Variance) ครทู บทวนความรู เรอ่ื ง สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน โดยถามคําถามนักเรียน ดงั นี้ ความแปรปรวน คอื ก�าลังสองของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน • เมอ่ื ขอ มูลไมไดม กี ารแจกแจงความถี่ จะใช ถา้ ให้ x1, x2, x3, ..., xn เป็นขอ้ มูล n เปน็ จ�านวนตวั อยา่ ง และมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเทา่ กบั x สตู รใดในการคาํ นวณสว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน จะได้ ของตัวอยา งและประชากร (แนวตอบ สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง ควำมแปรปรวนของตัวอย่ำง คอื s2 = Σi=n1(nxi--1x)2 Σi=n1 xni2 nx2 คอื s = iΣ=n1n(xi--1x)2 หรอื หรือ s2 = - 1 - ถา้ ให ้ x1, x2, x3, ..., xN เป็นขอ้ มลู N เปน็ จ�านวนประชากร และมคี า่ เฉลี่ยเลขคณิตเทา่ กบั μ s= iΣ=n1 xni2 - nx 2 จะได้ - 1 ควำมแปรปรวนของประชำกร คือ σ2 = Σi=N1(xiN- μ)2 สว นเบย่ี งเบนมาตรฐานของประชากร คอื หรือ σ2 = Σi=N1Nxi2 - μ2 σ= iΣ=N1 (xi - μ)2 หรือ σ = iΣ=N1Nxi2 - μ2) N • เมอื่ ขอ มลู มกี ารแจกแจงความถแี่ บบจดั กลมุ ในกรณีที่มีการแจกแจงความถ่ีของข้อมูลแบบจัดกลุ่ม จะหาความแปรปรวนของตัวอย่าง จะใชสูตรใดในการคํานวณสวนเบ่ียงเบน ไดจ้ าก มาตรฐานของตวั อยา งและประชากร Σi=k1 fin(x-i - x)2 ควำมแปรปรวนของตวั อยำ่ ง คือ s2 = 1 (แนวตอบ สว นเบยี่ งเบนมาตรฐานของตวั อยา ง หรอื s2 = Σi=k1finxi2--1nx2 คือ s = k fni(x-i - x)2 หรอื 1 iΣ=1 เม่อื xi แทนจดุ กง่ึ กลางของอนั ตรภาคช้ันท่ี i s= iΣ=k1 fixi2 - nx2 fi แทนความถีข่ องอนั ตรภาคชั้นที ่ i n-1 สวนเบยี่ งเบนมาตรฐานของประชากร คือ x แทนคา่ เฉลี่ยเลขคณิตของตวั อย่าง n แ หทรือนจจ�าา� นนววนนกตลวั ่มุอยา่ งทัง้ หมด (n = Σi=k1fi) เมื่อ k แทนจา� นวนอันตรภาคชั้น σ = iΣ=k1fi(xNi - μ)2 หรือ การวิเคราะห์ข้อมูลเบ้ืองต้น (2) 125 σ = iΣ=k1Nfixi2 - μ2) กจิ กรรม สรา งเสริม สอ่ื Digital ใหน กั เรยี นเตมิ คําตอบลงในชอ งวางใหส มบูรณ ครูอาจใหน ักเรียนสืบคน ความรูเพม่ิ เติมเก่ยี วกับความแปรปรวน ผา น www.youtube.com โดยใชคาํ สบื คน ดังนี้ ขอ มลู ตัวอยาง สวนเบยี่ งเบน ความแปรปรวน มาตรฐาน • ความแปรปรวน 1) 4, 7, 2, 5, 3 • การวิเคราะหค วามแปรปรวน 2) 1, 9, 4, 2, 10 • Population Variance (ความแปรปรวนของประชากร) เชน https://www.youtube.com/watch?v=DuLwal9dJbk T139
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 1. ครใู หความหมายของความแปรปรวนวา ควำมแปรปรวนของประชำกร คือ σ2 = Σi=k1fi(xNi - μ)2 ความแปรปรวนเปน กาํ ลงั สองของสว นเบย่ี งเบน หรอื σ2 = Σi=k1Nfixi2 - μ2 มาตรฐาน จากนน้ั ครลู องใหน กั เรยี นเขยี นสตู ร ความแปรปรวน ดังน้ี เมื่อ xi แทนจดุ กึ่งกลางของอันตรภาคชัน้ ท ี่ i • ความแปรปรวนของตัวอยาง เมื่อขอมูล fi แทนความถ่ขี องอนั ตรภาคชั้นที่ i ไมไ ดแจกแจงความถ่ี k แทนจ�านวนอนั ตรภาคชน้ั (แนวตอบ ความแปรปรวนของตัวอยาง คือ N แทนจา� นวนข้อมูลท้ังหมดของประชากร iΣ=n1n(xi--1x)2 n s2 = หรือ s2 = xni2 - nx 2 μ แทนคา่ เฉลี่ยเลขคณิตของประชากร iΣ=1 - 1 ) • ความแปรปรวนของประชากร เมื่อขอมูล ไมไ ดแ จกแจงความถ่ี (แนวตอบ ความแปรปรวนของประชากร คอื ตวั อย่างท่ี 22 σ2 = N (xi - μ)2 หรือ σ2 = iΣ=N1Nxi2 - μ2) ในกำรสุ่มอำยุของนักเรียน 5 คน ในโรงเรียนแห่งหน่ึง ซ่ึงอำยุของนักเรียนแต่ละคนเป็น N 18, 13, 15, 14 และ 16 ปี ตำมลำ� ดับ iΣ=1 1) ใหห้ ำควำมแปรปรวนของอำยุของนกั เรยี น 5 คนนี้ • ความแปรปรวนของตัวอยาง เมื่อมีการ 2) ถำ้ มนี กั เรยี นเพมิ่ ขน้ึ 1 คน มอี ำยุ 17 ปี ใหห้ ำควำมแปรปรวนของอำยขุ องนกั เรยี น แจกแจงความถข่ี องขอมูลแบบจดั กลมุ (แนวตอบ ความแปรปรวนของตวั อยาง คือ 6 คนน้ี 3) ให้หำควำมแปรปรวนของอำยขุ องนักเรยี น 6 คนน้ี ในอีก 10 ปีขำ้ งหน้ำ s2 = iΣ=k1 fni(x-i - x)2 หรอื s2 = iΣ=k1 finxi2--1nx 2) วธิ ีท�ำ 1) หาค่าเฉล่ยี เลขคณติ ของอายขุ องนักเรยี น 5 คนนี้ 1 • ความแปรปรวนของประชากร เม่ือมีการ จะได ้ x = 17586 + 13 + 155 + 14 + 16 แจกแจงความถี่ของขอ มลู แบบจดั กลมุ = (แนวตอบ ความแปรปรวนของประชากร คอื = 15.2 และ s2 = Σi=51xni2 -- 1nx2 σ2 = iΣ=k1fi(xNi - μ)2 หรอื σ2 = iΣ=k1Nfixi2 - μ2) = (182 + 132 + 152 +5 1- 412 + 162) - 5(15.2)2 2. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูเก่ียวกับ ความแปรปรวน = 1170 -4 1155.2 = 3.7 ดังนัน้ ความแปรปรวนของอายขุ องนักเรียน 5 คนน้ี เทา่ กับ 3.7 126 ขอ สอบเนน การคิด ขอ มลู ประชากรชุดหนง่ึ ประกอบดว ย 4, 7, 10, x, 16 และมีคา เฉลี่ยเลขคณติ เทากบั 10 และใหหาความแปรปรวนของขอ มลู ชุดน้ี 1. 15 2. 16 3. 17 4. 18 (เฉลยคาํ ตอบ เน่ืองจากขอมลู ประชากรมีคาเฉล่ยี เลขคณิต จะได σ2 = (42 + 72 + 1052 + 132 + 162) - 10 2 = 5590 - 100 เทา กับ 10 4 + 7+ 150 + x + 16 x +5 37 จะได 10 = = 118 - 100 10 = = 18 น่ันคอื ความแปรปรวนของประชากรเทากับ 18 x = 13 iΣ=N1Nxi2 ดงั นนั้ คําตอบ คอื ขอ 4.) เนอ่ื งจากความแปรปรวนของประชากรเทากับ σ2 = - μ2 T140
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ 2) จากข้อมูลของนกั เรียน 5 คน ขนั้ สอน จะได ้ n = 5, x = 15.2, Σi=51xi = 76 และ Σi=51xi2 = 1170 เน่ืองจาก มีขอ้ มูลของนักเรียนเพ่มิ ข้ึน 1 คน คือ 17 รแู ละเขา ใจ (Knowing and Understanding) จะได ้ Σi=61xi = 76 + 17 = 93 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 22 ในหนังสือ เรยี น หนา 126-127 แลว ครถู ามคาํ ถามนกั เรยี น Σi=61 x = 963 = 15.5 ดงั นี้ • จากโจทยเปนขอมูลของตัวอยางหรือขอมูล และ xi2 = 1170 + 172 = 1459 ของประชากร และขอมูลมีการแจกแจง s2 = Σi=61xni2 -- 1nx2 ความถ่หี รอื ไม (แนวตอบ ขอมูลตัวอยางและขอมูลไมไดมี = 1459 6- -6 (115.5)2 การแจกแจงความถ)่ี • ถาตองการหาความแปรปรวนของขอมูลน้ี = 14596 -- 11441.5 จะตองใชสูตรใดในการคํานวณ s(แ2น=วตiΣ=nอ1บxni2ค--วา1nมxแ2ป) รปรวนของตัวอยา ง คอื = 3.5 • ถาเพิ่มนักเรียนข้ึน 1 คน ซ่ึงมีอายุ 17 ป จ ะ ทํ า ใ ห ค า เ ฉ ล่ี ย เ ล ข ค ณิ ต แ ล ะ ค ว า ม ดงั นัน้ ความแปรปรวนของอายุของนกั เรียน 6 คนน ้ี เท่ากับ 3.5 แปรปรวนเปล่ยี นแปลงหรือไม อยางไร (แนวตอบ เปลย่ี นแปลง โดยคา เฉลย่ี เลขคณติ 3) ใ นอีก 10 ปขี า้ งหน้า ความแปรปรวนของอายขุ องนกั เรยี น 6 คนน้ี จะมีค่าเทา่ เดมิ มีคาเพิ่มข้ึน แตความแปรปรวนของขอมูล มคี า ลดลง) เน่ืองจากข้อมูลแต่ละค่าเพิ่มข้ึนเท่ากนั • คา ของความแปรปรวนของอายขุ องนกั เรยี น 6 คนน้ี ในอกี 10 ปข า งหนา จะเปลยี่ นแปลง ลองทาํ ดู หรอื ไม เพราะเหตุใด (แนวตอบ มคี า เทา เดมิ เพราะขอ มลู แตล ะคา ในการสมุ่ นา�้ หนกั ของพนกั งาน 6 คน ในบรษิ ทั แหง่ หนงึ่ ซงึ่ นา้� หนกั ของพนกั งานแตล่ ะคนเปน็ เพิ่มข้ึนเทา กนั ) 62, 55, 74, 56, 48 และ 59 กโิ ลกรัม ตามล�าดบั 4. ครูใหนักเรียนจับคูทํา “ลองทําดู” ในหนังสือ เรยี น หนา 127 จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั 1) ให้หาความแปรปรวนของนา�้ หนักของพนักงาน 6 คนน้ี อภิปรายคําตอบท่ีได 2) ถา้ มีพนกั งานเพ่ิมขึน้ 1 คน มนี �้าหนกั 59 กโิ ลกรมั แลว้ ความแปรปรวนของน�า้ หนัก 5. ครใู หน กั เรยี นทาํ แบบฝก ทกั ษะ 3.3 ค ขอ 1.-2. ในหนงั สือเรียน หนา 129-130 เพ่อื ตรวจสอบ ของพนกั งาน 7 คนน้ีเปน็ เทา่ ใด ความเขาใจเปนรายบุคคล จากนั้นครูสุม นกั เรยี นออกมาเฉลยคาํ ตอบหนา ชน้ั เรยี น โดย 3) ถ ้าน้�าหนักของพนักงานเพ่ิมข้ึนคนละ 5 กิโลกรัม แล้วความแปรปรวนของน�้าหนัก ครตู รวจสอบความถกู ตอ งและอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ของพนกั งาน 7 คนน้เี ปน็ เทา่ ใด ฝึกทำ�ต่อ แบบฝึกทักษะ 3.3 ค ขอ้ 1-2, 4-5 หนา้ 129-130 การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 127 ขอ สอบเนน การคิด ครอบครวั หนง่ึ มบี ุตร 3 คน อายุ 16, 17 และ 21 ป ใหห าความแปรปรวนของอายุของบุตรของครอบครวั นี้ ในอกี 3 ปข างหนา จะได σ2 = 162 + 1732 + 212 - 182 (เฉลยคาํ ตอบ หาอายุเฉลี่ยของบุตร 3 คน ในปจจบุ ัน 16 + 137 + 21 จะได μ = 534 = 1934836 - 324 = = = 18 ≈ 4.67 หาความแปรปรวนของอายุของบุตรทง้ั 3 คน ในปจ จุบัน จาก σ2 = iΣ=N1Nxi2 - μ2 ในอกี 3 ปขา งหนา ความแปรปรวนของอายุ ของบุตร 3 คนนี้ จะมคี าเทา เดมิ เน่ืองจากขอ มูล แตละคาเพ่มิ ขนึ้ เทากัน ดงั นน้ั ความแปรปรวนของอายขุ องบตุ รทง้ั 3 คน ในอกี 3 ปขา งหนา ประมาณ 4.67) T141
นาํ สอน สรปุ ประเมนิ ขน้ั สอน รแู้ ละเขา้ ใจ (Knowing and Understanding) 6. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางท่ี 23 ในหนังสือ ตวั อย่างที่ 23 เรยี น หนา 128-129 แลว ครถู ามคาํ ถามนกั เรยี น ดงั นี้ ใหห้ ำสว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำนและควำมแปรปรวนโดยประมำณของจำ� นวนวนั ลำปว่ ยของนกั เรยี น • จากโจทยเปนขอมูลของตัวอยางหรือขอมูล 30 คน ที่เลือกมำเปน็ ตัวอยำ่ ง เปน็ ดงั นี้ ของประชากรและขอมูลมีการแจกแจง จ�ำนวนวันลำป่วย จ�ำนวนนักเรยี น (คน) ความถีห่ รือไม 0 - 4 12 (แนวตอบ ขอมูลตัวอยางและมีการแจกแจง 5 - 9 10 ความถ่ีของขอ มลู แบบจดั กลุม ) 10 - 14 5 • ถาตองการหาความแปรปรวนของขอมูลนี้ 15 - 19 2 จะตอ งใชส ตู รใดในการคาํ นวณ 20 - 24 1 (แนวตอบ ความแปรปรวนของตัวอยาง คือ k วิธีทำ� s2 = fixni2 - nx 2 iΣ=1 -1 จำ� นวนวัน ควำมถี่ จุดก่ึงกลำง xi2 fixi2 ) ลำป่วย (fi) (xi) 0 - 4 12 2 4 fixi 48 7. ครูอธิบายตัวอยางที่ 23 อยา งละเอยี ดอกี ครง้ั 5 - 9 49 490 แลว ใหน กั เรียนจับคทู ํา “ลองทําด”ู ในหนงั สือ 10 - 14 10 7 144 24 720 เรยี น หนา 129 จากนนั้ ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั 15 - 19 289 70 578 อภปิ รายคาํ ตอบทไี่ ด 20 - 24 5 12 484 60 484 8. ครูใหนกั เรียนทําแบบฝก ทกั ษะ 3.3 ค ขอ 3. รวม 34 Σi=51 fixi2 = 2320 ในหนังสือเรียน หนา 130 เพอ่ื ตรวจสอบความ 2 17 22 เขาใจเปนรายบุคคล จากนั้นครูสุมนักเรียน ดังนัน้ Σi=51 fixi = 210 ออกมาเฉลยคําตอบหนาชั้นเรียน โดยครู 1 22 ตรวจสอบความถูกตองและอธบิ ายเพิม่ เติม Σi=51 fi = 30 9. ครใู หน กั เรยี นทาํ Exercise 3.3 C ในแบบฝก หดั เปน การบา น x = Σi=51nfixi จะได ้ = 23100 = 7 s2 = Σi=51finx i2 -- 1nx2 = 23203 0- (-3 10)(7)2 128 เกร็ดแนะครู กิจกรรม สรา งเสริม ครทู บทวนจากตวั อยางที่ 23 วา เปน ขอ มลู ตัวอยางทีม่ กี ารแจกแจงความถี่ ใหน ักเรียนจบั คชู ว ยกันหาความแปรปรวนของขอ มูลตวั อยา ง ของขอมูลแบบจัดกลุม ซ่ึงนักเรียนจะตองเลือกใชสูตรสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ในตารางตอไปนี้ และความแปรปรวนของตัวอยา ง อนั ตรภาคชั้น ความถ่ี 8 - 12 3 13 - 17 15 18 - 22 22 23 - 27 17 28 - 32 6 หมายเหตุ ครูควรใหนกั เรียนเกง และนักเรียนออ นจบั คูกนั T142
นาํ สอน สรุป ประเมนิ = 82590 ขน้ั สอน ≈ 29.31 ลงมอื ทาํ (Doing) และ s = 82590 ครูใหนักเรียนจับคูทําแบบฝกทักษะ 3.3 ค ขอ 4.-5. ในหนงั สือเรยี น หนา 130 จากน้ันครสู มุ นักเรียน 2-3 คู ออกมาเฉลยวธิ คี ดิ หนา ชัน้ เรยี น โดยครตู รวจสอบความถกู ตอ งและอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ≈ 5.41 ขนั้ สรปุ ดังน้นั ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความแปรปรวนของจ�านวนวันลาป่วยของนักเรียน กลุ่มน้ีประมาณ 5 วนั และ 29 ตามล�าดับ ครูถามคําถามนักเรียนเพื่อสรุปความรู เร่ือง ความแปรปรวน ดังน้ี ลองทําดู • ความแปรปรวนกับสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ใหห้ าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานและความแปรปรวนโดยประมาณของคะแนนสอบของนกั เรยี น มคี วามสมั พันธกันอยางไร 50 คน ที่เลอื กมาเป็นตัวอยา่ ง เป็นดงั นี้ (แนวตอบ ความแปรปรวนเปนกําลงั สองของ สวนเบยี่ งเบนมาตรฐาน) คะแนนสอบ จ�ำนวนนักเรยี น (คน) 10 - 19 5 • ความแปรปรวนของตวั อยา งใชส ตู รใดในการ 20 - 29 8 คํานวณ เมอ่ื ขอมลู ไมไดแ จกแจงความถ่ี 30 - 39 12 (แนวตอบ ความแปรปรวนของตวั อยา ง คอื 40 - 49 20 s2 = iΣ=n1n(xi--1x)2 หรือ 50 - 59 5 ฝึกทำ�ต่อ n xi2 nx 2 แบบฝกึ ทักษะ 3.3 ค s2 = iΣ=1 n - 1 ข้อ 3 หนา้ 130 - ) แบบฝกึ ทักษะ 3.3 ค • ความแปรปรวนของประชากรใชสูตรใด ในการคํานวณ เมื่อขอมูลไมไดแจกแจง ร ะดบั พ้ืนฐาน ความถี่ (แนวตอบ ความแปรปรวนของประชากร คือ 1. ให้หำควำมแปรปรวนของข้อมูลตอ่ ไปน้ี σ2 = iΣ=N1(xiN- μ)2 หรือ 1) 6 8 10 9 14 7 σ2 = iΣ=N1Nxi2 - μ2) 2) 12 19 10 23 28 32 3) 100 102 108 103 110 4) 5.5 4.8 5.1 4.3 6.2 5.6 5) 0.4 0.5 1.1 0.8 1.3 การวิเคราะหข้อมูลเบื้องต้น (2) 129 กิจกรรม ทา ทาย เกร็ดแนะครู ใหน กั เรยี นปฏิบัติตามขัน้ ตอนตอไปน้ี กอนใหน กั เรยี นทําแบบฝกทกั ษะ 3.3 ค ครคู วรทบทวนความรเู ร่ืองตอไปน้ี • ใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน คละความสามารถ • การหาความแปรปรวนของขอมูลทไ่ี มไดแจกแจงความถี่ ทางคณิตศาสตรข องนักเรียน (ออน ปานกลาง และเกง) • การหาความแปรปรวนของขอ มูลท่มี กี ารแจกแจงความถีแ่ บบจัดกลมุ • ใหแ ตล ะกลมุ คาํ นวณหาความแปรปรวนของขอ มลู 3 ชดุ ดงั นี้ ชดุ ที่ 1 : 12 7 4 8 10 ชดุ ท่ี 2 : 8 15 22 6 3 ชุดท่ี 3 : 45 32 19 26 11 • เม่อื คํานวณเสรจ็ แลว เปรยี บเทยี บขอมลู ท้งั 3 ชดุ วา ขอมลู ชดุ ใดมคี วามแปรปรวนมากท่ีสุด • สงตวั แทนออกมานาํ เสนอหนาชั้นเรยี น T143
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170