๙๙ อภิธานศัพท กตัญกู ตเวที ผูรอู ุปการะที่ทานทาํ แลว และตอบแทน แยกออกเปน ๒ ขอ ๑. กตญั ู รูค ณุ ทาน ๒. กตเวที ตอบแทนหรอื สนองคุณทาน ความกตัญกู ตเวทวี าโดยขอบเขต แยกได เปน ๒ ระดับ คอื ๒.๑ กตญั กู ตเวทีตอบุคคลผมู ีคุณความดีหรืออปุ การะตอ ตนเปนสวนตัว ๒.๒ กตัญูกตเวทีตอ บคุ คลผไู ดบ ําเพ็ญคุณประโยชนห รือมคี ณุ ความดี เก้ือกลู แกส ว นรว ม (พ.ศ. หนา ๒-๓) กตญั ูกตเวทตี ออาจารย / โรงเรยี น ในฐานะท่ีเปน ศษิ ย พงึ แสดงความเคารพนบั ถืออาจารย ผู เปรยี บเสมอื นทิศเบอ้ื งขวา ดังนี้ ๑. ลูกตอ นรบั แสดงความเคารพ ๒. เขาไปหา เพ่อื บาํ รงุ รบั ใช ปรึกษา ซกั ถาม รบั คําแนะนํา เปนตน ๓. ฟง ดว ยดี ฟงเปน รูจกั ฟง ใหเกิดปญ ญา ๔. ปรนนบิ ัติ ชวยบรกิ าร ๕. เรยี นศิลปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจงั ถือเปนกิจสําคัญดวยดี กรรม การกระทาํ หมายถึง การกระทําท่ปี ระกอบดวยเจตนา คือ ทาํ ดว ยความจงใจ ประกอบดวยความ จงใจหรือจงใจทาํ ดกี ็ตาม ชว่ั กต็ าม เชน ขุดหลมุ พรางดักคนหรือสัตวใ นตกลงไปตายเปน กรรม แตข ดุ บอ นํา้ ไวก ินไวใช สัตวต กลงไปตายเองไมเ ปนกรรม (แตถา รอู ยวู าบอ นํ้าทตี่ นขุดไวอ ยูใ นทีซ่ ึง่ คนจะพลัดตกไดงายแลว ปลอ ยปละละเลย มคี นตกลงไปกไ็ มพ นกรรม) การกระทาํ ทีด่ ีเรยี กวา “กรรมดี” ท่ีชวั่ เรียกวา “กรรมช่วั ” (พ.ศ. หนา ๔) กรรม ๒ กรรมจําแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมทีเ่ ปนมูลเหตมุ ี ๒ คอื ๑. อกศุ ลกรรม กรรมทีเ่ ปนอกุศล กรรมชว่ั คอื เกิดจากอกุศลมลู ๒. กศุ ลกรรม กรรมท่เี ปน กุศล กรรมดี คือกรรมที่เกิดจากกุศลมลู กรรม ๓ กรรมจําแนกตามทวารคอื ทางทกี่ รรมมี ๓ คอื ๓. กายกรรม การกระทําทางกาย ๒. วจกี รรม การกระทาํ ทางวาจา ๓. มโนกรรม การกระทําทางใจ กรรม ๑๒ กรรมจําแนกตามหลักเกณฑเกยี่ วกับการใหผล มี ๑๒ อยา ง คือ หมวดท่ี ๑ วาดวยปากกาล คือจําแนกตามเวลาทใี่ หผล ไดแก ๑. ทิฏฐิธรรมเวทนยี กรรม กรรมท่ี ใหผลในปจจบุ ัน คอื ในภพนี้ ๒. อปุ ช ชเวทนยี กรรม กรรมทใ่ี หผ ลในภาพทจี่ ะไปเกดิ คอื ในภพหนา ๓. อปราบปริเวทนยี กรรม กรรมที่ใหผลในภพตอ ๆ ไป ๔. อโหสิกรรม กรรมเลกิ ใหผ ล หมวดที่ ๒ วาโดยกจิ คือการใหผลตามหนา ท่ี ไดแก ๕. ชนกกรรม กรรมแตงใหเ กิด หรอื กรรมที่ เปนตวั นาํ ไปเกิด ๖. อปุ ต ถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน คือ เขา สนับสนนุ หรอื ซาํ้ เตมิ ตอ จากชนกกรรม ๗. อปุ ปฬกกรรม กรรมบีบค้นั คือเขา มาบบี คน้ั ผลแหงชนกกรรม และอุปตถัมภกกรรมน้นั ให แปรเปลยี่ นทเุ ลาเบาลงหรอื สน้ั เขา ๘. อปุ ฆาตกกรรม กรรมตดั รอน คอื กรรมแรงฝายตรงขา มท่ีเขา ตดั รอนใหผลของกรรมสองอยางนั้นขาดหรือหยดุ ไปทีเดียว ..................................................................
๑๐๐ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร การจัดสาระการเรียนรูพ ระพทุ ธศาสนา กลุมสาระการเรยี นรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กรุงเทพฯ : โรงพิมพครุ สภาลาดพราว ,ครง้ั ท่ี ๒ ๒๕๔๖ . *หมายเหตุ พ.ศ. หมายถงึ พจนานกุ รมพุทธศาสน ฉบบั ประมวลศัพท ; พ.ธ. หมายถึง พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบบั ประมาวลธรรม พิมพคร้งั ท่ี ๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต) กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๓. หมวดท่ี ๓ วาโดยปานทานปริยาย คอื จาํ แนกตามลําดับความแรงในการใหผล ไดแ ก ๙. ครกุ รรม กรรมหนกั ใหผลกอน ๑๐. พหุลกรรม หรอื อาจณิ กรรม กรรทีท่ ํามากหรือกรรมชนิ ใหผลรองลงมา ๑๑. อาสนั นกรรม กรรมจวนเจยี น หรือกรรมใกลต าย ถาไมมีสองขอ กอ นก็จะใหผ ลกอ นอ่ืน ๑๒. กตตั ตากรรม หรือ กตตั ตาวาปนกรรม กรรมสกั วา ทํา คือเจตนาออ น หรอื มิใชเจตนาอยา งน้นั ใหผ ลตอ เมื่อไมมีกรรมอ่ืนจะใหผล (พ.ศ. หนา ๕) กรรมฐาน ท่ีตั้งแหงการงาน อารมณเ ปน ท่ีตง้ั แหงการงานของใจ อุบายทางใจ วธิ ีฝกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือ สมถกรรมฐาน คอื อบุ ายสงบใจ วิปสสนากรรมฐาน อุบายเรอื งปญ ญา (พ.ศ. หนา ๑๐) กุลจริ ฏั ตธรรม ๔ ธรรมสําหรับดํารงความมัน่ คงของตระกลู ใหย ง่ั ยืน เหตุทท่ี ําใหต ระกูลมง่ั คง่ั ตง้ั อยูไดนาน (พ.ธ.หนา ๑๓๔) ๑. นัฏฐคเวสนา คือ ของหายของหมด รจู ักหามาไว ๒. ชณิ ณปฏิสงั ขรณา คอื ของเกาของ ชํารุด รูจักบรู ณะซอมแซม ๓. ปรมิ ติ ปานโภชนา คือ รูจักประมาณในการกนิ การใช ๔. อธิปจ จสลี วนั ตสถาปนา คือ ตัง้ ผูมีศลี ธรรมเปน พอบานแมเรอื น (พ.ธ. หนา ๑๓๔) กุศล บุญ ความดี ฉลาด สงิ่ ที่ดี กรรมดี (พ.ศ. หนา ๒๑) กศุ ลกรรม กรรมดี กรรมท่เี ปนกศุ ล การกระทาํ ที่ดคี อื เกิดจากกุศลมูล (พ.ศ. หนา ๒๑) กุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแหงกรรมดี ทางทําดี กรรมดอี นั เปนทางนําไปสสู ุคตมิ ี ๑๐ อยางไดแก ก. กายกรรม ๓ (ทางกาย) ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เวน จากการทําลายชวี ติ ๒. อทินนาทานา เวรมณี เวน จากถือเอาของท่เี ขามไิ ดให ๓. กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณี เวนจากประพฤตผิ ิดในกาม ข. วจีกรรม ๔ (ทางวาจา) ไดแก ๔. มุสาวาทา เวรมณี เวนจากพูดเท็จ ๕. ปสุณายวาจาย เวรมณี เวน จากพดู สอ เสียด ๖. ผรสุ าย วาจาย เวรมณี เวนจากพูดคาํ หยาบ ๗. สัมผปั ปลาปา เวรมณี เวนจากพดู เพอเจอ ค. มโนกรรม ๓ (ทางใจ) ๘. อนภิชฌา ไมโลกคอยจองอยากไดของเขา ๙. อพยาบาท ไมคิดราย เบยี ดเบียนเขา ๑๐. สมั มาทิฏฐิ เหน็ ชอบตามคลองธรรม (พ.ศ. หนา ๒๑) กศุ ลมลู รากเหงาของกศุ ล ตนเหตุของกศุ ล ตน เหตขุ องความดี ๓ อยาง ๑. อโลภะ ไมโลภ (จาคะ) ๒. อโทสะ ไมค ดิ ประทุษราย (เมตตา) ๓. อโมหะ ไมหลง (ปญ ญา) (พ.ศ. หนา ๒๒) กุศลวติ ก ความตรึกท่เี ปน กศุ ล ความนกึ คิดท่ดี งี าม ๓ คอื ๑. เนกขมั มวติ ก ความตรกึ ปลอดจากกาม ๒. อพยาบาทวิตก ความตรกึ ปลอดจากพยาบาท ๓. อวหิ ิสาวิตก ความตรึกปลอดจากการเบยี ดเบียน (พ.ศ. หนา ๒๒) โกศล ๓ ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ มี ๓ อยา ง ๑. อายโกศล คอื ความฉลาดในความเจรญิ รอบรทู างเจริญ และเหตขุ องความเจริญ ๒. อปายโกศล คือ ความฉลาดในความเสื่อม รอบรูทางเส่ือมและเหตขุ อง ความเสื่อม ๓. อปุ ายโกศล คอื ความฉลาดในอบุ าย รอบรวู ิธแี กไ ขเหตุการณแ ละวธิ ที จี่ ะทําใหสาํ เรจ็ ทั้งในการปอ งกันความเสื่อมและในการสรา งความเจริญ (พ.ศ. หนา ๒๔)
๑๐๑ ขันธ กอง พวก หมวด หมู ลาํ ตวั หมวดหน่ึง ๆ ของรูปธรรมและนามธรรมทัง้ หมดที่แบง ออกเปนหากอง ไดแก รูปขันธ คือ กองรูป เวทนาขนั ธ คือ กองเวทนา สญั ญาขนั ธ คือ กองสญั ญา สงั ขารขนั ธ คือ กองสังขาร วญิ ญาณขันธ คือ กองวิญญาณ เรยี กรวมวา เบญจขันธ (พ.ศ. หนา ๒๖ - ๒๗) คารวธรรม ๖ ธรรม คือ ความเคารพ การถือเปนส่งิ สาํ คญั ท่จี ะพึงใสใจและปฏบิ ตั ดิ ว ย ความเอ้ือเฟอ หรอื โดยความหนักแนนจรงิ จงั มี ๖ ประการ คอื ๑. สตั ถคุ ารวตา ความเคารพในพระศาสดา หรือพทุ ธ คารวตา ความเคารพในพระพุทธเจา ๒. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม ๓. สงั ฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ ๔. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา ๕. อปั ปมาทคารวตา ความเคารพในความไมประมาท ๖. ปฏสิ ันถารคารวตา ความเคารพในการปฏิสันถาร (พ.ธ. หนา ๒๒๑) คิหสิ ุข (กามโภคีสขุ ๔) สขุ ของคฤหัสถ สขุ ของชาวบา น สขุ ท่ชี าวบานควรพยายามเขา ถึงใหไ ดสมา่ํ เสมอ สุขอันชอบธรรมท่ีผคู รองเรอื นควรมี ๔ ประการ ๑. อตั ถิสุข สุขเกดิ จากความมที รัพย ๒. โภคสุข สุขเกดิ จากการใชจ ายทรัพย ๓. อนณสุข สขุ เกดิ จากความไมเปนหน้ี ๔. อนวชั ชสุข สุขเกิดจากความ ประพฤตไิ มมีโทษ (ไมบ กพรองเสยี หายทง้ั ทางกาย วาจา และใจ) (พ.ธ. หนา ๑๗๓) ฆราวาสธรรม ๔ ธรรมสําหรับฆราวาส ธรรมสาํ หรบั การครองเรอื น หลกั การครองชีวิตของคฤหสั ถ ๔ ประการ ไดแก ๑. สจั จะ คอื ความจรงิ ซ่อื ตรง ซ่อื สตั ย จริงใจ พดู จรงิ ทาํ จริง ๒. ทมะ คือ การฝกฝน การขม ใจ ฝก นิสยั ปรบั ตวั รูจกั ควบคมุ จิตใจ ฝกหัด ดดั นิสยั แกไขขอบกพรอ ง ปรับปรุงตนใหเจรญิ กาวหนาดว ยสติปญญา ๓. ขันติ คอื ความอดทน ตัง้ หนา ทาํ หนา ทีก่ ารงาน ดวยความขยันหมน่ั เพยี ร เขมแขง็ ทนทาน ไมห วน่ั ไหว มั่นในจดุ หมาย ไมท อถอย ๔. จาคะ คอื เสยี สละ สละกเิ ลส สละความสุขสบาย และผลประโยชนส ว นตนได ใจกวา ง พรอ มทีจ่ ะรบั ฟง ความทกุ ข ความคดิ เหน็ และความตอ งการของผอู น่ื พรอมท่ีจะรว มมอื ชวยเหลอื เอ้อื เฟอเผ่ือแผ ไมค บั แคบเห็นแกตัวหรือ เอาแตใจตวั (พ.ธ. หนา ๔๓) จิต ธรรมชาติทีร่ อู ารมณ สภาพทีน่ กึ คดิ ความคิด ใจ ตามหลักฝา ยอภิธรรม จําแนกจิตเปน ๘๙ แบง โดย ชาติเปนอกุศลจติ ๑๒ กศุ ลจิต ๒๑ วิปากจิต ๓๖ และกิริยาจิต ๘ (พ.ศ. หนา ๔๓) เจตสกิ ธรรมท่ปี ระกอบกบั จติ อาการหรอื คุณสมบตั ติ าง ๆ ของจติ เชน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรัทธา เมตตา สติ ปญญาเปนตน มี ๕๒ อยาง จัดเปน อญั ญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุศลเจตสกิ ๑๔ โสภณเจตสกิ ๒๕ (พ.ศ. หนา ๔๙) ฉนั ทะ ๑. ความพอใจ ความชอบใจ ความยนิ ดี ความตองการ ความรกั ใครในส่ิงน้ัน ๆ ๒. ความยนิ ยอม ความยอมใหท ป่ี ระชุมทาํ กจิ น้นั ๆ ในเมอื่ ตนมิไดรว มอยดู วย เปน ธรรมเนียมของภกิ ษทุ ่อี ยใู นวดั ซง่ึ มี สมี ารวมกนั มีสิทธทิ ่จี ะเขาประชมุ ทาํ กจิ ของสงฆ เวนแตภ กิ ษนุ ้นั อาพาธ จะเขา รวมประชุมดว ยไมไ ด กม็ อบฉนั ทะคือ แสดงความยนิ ยอมใหสงฆท าํ กิจนั้น ๆ ได (พ.ศ. หนา ๕๒) ฌาน การเพง การเพง พินจิ ดวยจติ ทีเ่ ปนสมาธแิ นว แน มี ๒ ประเภท คอื ๑. รปู ฌาน ๒. อรปู ฌาน (พ.ศ.หนา ๖๐) ฌานสมบัติ การบรรลุฌาน การเขา ฌาน (พุทธธรรม หนา ๙๖๔)
๑๐๒ ดรณุ ธรรม ธรรมทีเ่ ปน หนทางแหงความสําเรจ็ คอื ขอ ปฏิบตั ิท่ีเปน ดจุ ประตชู ยั อนั เปดออกไปสคู วามสขุ ความเจริญกา วหนา แหง ชีวติ ๖ ประการ คือ ๑. อาโรคยะ คือ รักษาสุขภาพดี มใิ หม โี รคทง้ั จติ และกาย ๒. ศีล คือ มีระเบียบวนิ ยั ไมก อเวรภยั แกส งั คม ๓. พุทธานุมัติ คอื ไดค นดีเปนแบบอยา ง ศึกษาเย่ียงนิยมแบบอยางของมหาบุรุษพทุ ธชน ๔. สตุ ะ คอื ต้ังเรียนรใู หจ ริง เลา เรยี นคน ควา ใหรู เช่ียวชาญใฝส ดับเหตกุ ารณใหร เู ทาทนั ๕. ธรรมานุวัติ คอื ทาํ แตสง่ิ ทีถ่ กู ตองดงี าม ดํารงมัน่ ใน สุจรติ ทง้ั ชวี ติ และงานดําเนินตามธรรม ๖. อลนี ตา คอื มคี วามขยันหม่นั เพยี ร มีกาํ ลังใจแขง็ กลา ไมท อ แทเฉ่อื ยชา เพียรกาวหนา เร่อื ยไป (ธรรมนูญชวี ติ บทที่ ๑๕ คนสบื ตระกลู ขอ ก. หนา ๕๕) หมายเหตุ หลักธรรมขอน้เี รียกช่อื อีกยา งหน่งึ วา “วัฒนมุข” ตรงคาํ บาลีวา “อัตถทวาร” ประตูแหง ประโยชน ตณั หา (๑) ความทะยานอยาก ความดนิ รน ความปรารถนา ความแสห า มี ๓ คือ ๑. กามตณั หา ความทะยาน อยากในกาม อยากไดอ ารมณอันนารกั นา ใคร ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ อยากเปนนนั่ เปนน่ี ๓. วภิ วตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไมเ ปนนนั่ ไมเปนนี่ อยากพรากพน ดับสญู ไปเสีย ตนั หา (๒) ธดิ ามารนางหน่ึงใน ๓ นาง ที่อาสาพระยามารผเู ปน บิดา เขา ไปประโลมพระพทุ ธเจา ดวยอาการ ตาง ๆ ในสมัยทีพ่ ระองคประทบั อยทู ่ีตนอชปาลนิโครธ ภายหลังตรสั รูใ หม ๆ (อกี ๒ นางคอื อรดี กับราคา) (พ.ศ. หนา ๗๒) ไตรลักษณ ลักษณะสาม คือ ความไมเท่ยี ง ความเปน ทกุ ข ความไมใ ชตวั ตน ๑. อนิจจตา (ความเปนของ ไมเทีย่ ง) ๒. ทุกขตา (ความเปนทุกข) ๓. อนัตตา (ความเปนของไมใ ชตน) (พ.ศ. หนา ๑๐๔) ไตรสกิ ขา สิกขาสาม ขอ ปฏิบตั ิที่ตอ งศึกษา ๓ อยาง คือ ๑. อธศิ ลี สิกขา หมายถงึ สิกขา คอื ศลี อนั ยงิ่ ๒. อธิจติ ตสิกขา หมายถึง สิกขา คือ จติ อนั ยง่ิ ๓. อธปิ ญ ญาสิกขา หมายถงึ สิกขา คือ ปญ ญา อันย่ิง เรยี กกนั งา ย ๆ วา ศลี สมาธิ ปญ ญา (พ.ศ. หนา ๘๗) ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ธรรม สําหรบั พระเจา แผนดิน คุณสมบัติของนักปกครองทีด่ ี สามารถปกครองแผน ดนิ โดยธรรม และยังประโยชนส ุขใหเกิดแกประชาชน จนเกิดความช่นื ชมยนิ ดี มี ๑๐ ประการ คอื ๑. ทาน การใหท รพั ยส นิ สิ่งของ ๒. ศลี ประพฤตดิ งี าม ๓. ปรจิ จาคะ ความเสยี สละ ๔. อาชชวะ ความซ่อื ตรง ๕. มัททวะ ความออ นโยน ๖. ตบะ ความทรงเดช เผากิเลสตณั หา ไมห มกมนุ ใน ความสขุ สาํ ราญ ๗. อกั โกธะความไมกรว้ิ โกรธ ๘. อวิหงิ สา ความไมขมเหงเบียดเบียน ๙. ขนั ติ ความอดทนเขมแขง็ ไมทอถอย ๑๐. อวิโรธนะ ความไมคลาดธรรม (พ.ศ. หนา ๒๕๐) ทฏิ ธมั มิกตั ถสังวัตตนกิ ธรรม ๔ ธรรมท่เี ปนไปเพอ่ื ประโยชนใ นปจจบุ ัน คอื ประโยชนสุขสามัญท่ีมองเหน็ กนั ในชาตินี้ ทคี่ นทว่ั ไปปรารถนา เชน ทรพั ย ยศ เกียรติ ไมตรี เปนตน มี ๔ ประการ คือ ๑.อฏุ ฐานสมั ปทา ถงึ พรอมดวยความหมน่ั ๒. อารักขสัมปทา ถงึ พรอมดวยการรกั ษา ๓. กลั ยาณมิตตตา ความมเี พอื่ นเปน คนดี ๔. สมชวี ิตา การเลย้ี งชีพตามสมควรแกกําลงั ทรพั ยทห่ี าได (พ.ศ. หนา ๙๕)
๑๐๓ ทกุ ข ๑. สภาพท่ที นอยูไดยาก สภาพท่คี งทนอยูไมไ ด เพราะถูกบบี คน้ั ดวยความเกิดขึ้นและดบั สลาย เนอ่ื งจาก ตองไปตามเหตุปจ จยั ทไ่ี มขน้ึ ตอ ตวั มันเอง ๒. สภาพที่ทนไดย าก ความรูส กึ ไมส บาย ไดแก ทกุ ขเวทนา (พ.ศ. หนา ๙๙) ทุกรกิริยา กริ ยิ าท่ีทาํ ไดย าก การทําความเพยี รอนั ยากทีใ่ คร ๆ จะทําได เชน การบาํ เพญ็ เพยี รเพือ่ บรรลธุ รรม วเิ ศษ ดว ยวธิ ีทรมานตนตา ง ๆ เชน กลั้นลมอสั สาสะ (ลมหายใจเขา) ปส สาสะ (ลมหายใจออก) และ อดอาหาร เปน ตน (พ.ศ. หนา ๑๐๐) ทจุ รติ ๓ ความประพฤตไิ มดี ประพฤติชวั่ ๓ ทาง ไดแ ก ๑. กายทุจรติ ประพฤติชวั่ ทางกาย ๒. วจที ุจริต ประพฤติชวั่ ทางวาจา ๓. มโนทุจริต ประพฤตชิ ัว่ ทางใจ (พ.ศ. หนา ๑๐๐) เทวทตู ๔ ทูตของยมเทพ สื่อแจง ขาวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนใหระลึกถงึ คตธิ รรมดาของชวี ิต มีใหมีความ ประมาท ไดแก คนแก คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ๓ อยางแรกเรียกเทวทูต สวนสมณะเรยี กรวมเปน เทวทตู ไปดว ยโดยปริยายเพราะมาในหมวดเดยี วกนั แตใ นบาลีทา นเรยี กวานมิ ิต ๔ ไมไ ดเ รยี กเทวทูต (พ.ศ. หนา ๑๐๒) ธาตู ๔ สิ่งท่ที รงภาวะของมน้ั อยูเองตามธรรมดาของเหตุปจจยั ไดแ ก ๑. ปฐวีธาตุ หมายถงึ สภาวะที่แผไปหรอื กนิ เนื้อท่ี เรยี กชื่อสามญั วา ธาตเุ ขม แขง็ หรอื ธาตุดิน ๒. อาโปธาตุ หมายถึง สภาวะทีเ่ อบิ อาบดูดซึม เรยี กสามัญวา ธาตเุ หลว หรือธาตนุ ํ้า ๓. เตโชธาตุ หมายถึง สภาวะท่ีทําใหรอ น เรยี กสามัญวา ธาตุไฟ ๔. วาโยธาตุ หมายถงึ สภาวะทีท่ าํ ใหเ คลื่อนไหว เรยี กสามัญวา ธาตลุ ม (พ.ศ. หนา ๑๑๓) นาม ธรรมทีร่ ูจกั กันดว ยช่ือ กําหนดรูด วยใจเปนเร่อื งของจติ ใจ ส่งิ ทไ่ี มมีรปู ราง ไมมรี ูปแตนอ มมาเปนอารมณ ของจิตได (พ.ศ. หนา ๑๒๐) นยิ าม ๕ กําหนดอันแนนอน ความเปนไปอันมีระเบยี บแนนอนของธรรมชาติ กฎธรรมชาติ ๑. อตุ ุนยิ าม (กฎธรรมชาติเกย่ี วกบั อณุ หภูมิ หรือปรากฏการณธ รรมชาตติ าง ๆ โดยเฉพาะ ดนิ น้ํา อากาศ และฤดูกาล อนั เปนสิ่งแวดลอมสาํ หรับมนษุ ย) ๒. พีชนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกบั การสบื พันธุ มีพนั ธกุ รรมเปนตน ) ๓. จิตตนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กี่ยวกับการทาํ งานของจิต) ๔. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ กยี่ วกบั พฤตกิ รรมของมนุษย คือ กระบวนการใหผลของการกระทาํ ) ๕. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกย่ี วกับความสมั พนั ธแ ละอาการทเี่ ปนเหตุ เปน ผลแกก นั แหง สิง่ ท้งั หลาย (พ.ธ. หนา ๑๙๔) นวิ รณ ๕ สง่ิ ท่ีก้ันจติ ไมใหก า วหนา ในคุณธรรม ธรรมท่ีกั้นจติ ไมใ หบ รรลคุ ุณความดี อกศุ ลธรรมท่ีทําจติ ให เศราหมองและทาํ ปญ ญาใหออ นกาํ ลงั ๑. กามฉนั ทะ (ความพอใจในกาม ความตองการกามคุณ) ๒. พยาบาท (ความคดิ ราย ความขัดเคอื งแคน ใจ) ๓. ถนี มิทธะ (ความหดหูแ ละเซ่ืองซมึ ) ๔. อุทธจั จ กกุ กจุ จะ (คามฟุงซานและรอนใจ ความกระวนกระวายกลุม กังวล) ๕. วิจกิ จิ ฉา (ความลังเลสงสยั ) (พ.ธ. หนา ๑๙๕) นิโรธ ความดับทุกข คอื ดับตณั หาไดส้ินเชงิ ภาวะปลอดทกุ ข เพราะไมมที ุกขท ี่จะเกดิ ข้ึนได หมายถึง พระนิพพาน (พ.ศ. หนา ๑๒๗)
๑๐๔ บารมี คุณความดีท่บี าํ เพญ็ อยา งยงิ่ ยวด เพอื่ บรรลุจดุ หมายอนั สูงย่ิงมี ๑๐ คือ ทาน ศลี เนกขัมมะ ปญญา วิริยะ ขนั ติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา (พ.ศ. หนา ๑๓๖) บุญกิริยาวัตถุ ๓ ที่ตั้งแหง การทําบุญ เรือ่ งที่จดั เปน การทําความดี หลกั การทําความดี ทางความดมี ี ๓ ประการ คือ ๑. ทานมยั คอื ทาํ บุญดว ยการใหป นสงิ่ ของ ๒. ศีลมัย คอื ทาํ บญุ ดวยการรกั ษาศีล หรอื ประพฤตดิ ี มีระเบยี บวินัย ๓. ภาวนมัย คอื ทําบญุ ดวยการเจริญภาวนา คือฝกอบรมจติ ใจ (พ.ธ. หนา ๑๐๙) บุญกิรยิ าวตั ถุ ๑๐ ที่ต้งั แหง การทาํ บุญ ทางความดี ๑. ทานมยั คอื ทําบุญดว ยการใหปน ส่งิ ของ ๒. สลี มัย คอื ทาํ บญุ ดวยการรักษาศลี หรอื ประพฤติดี ๓. ภาวนมยั คอื ทําบุญดว ยการเจรญิ ภาวนา คอื ฝกอบรม จิตใจ ๔. อปจายนมยั คือ ทบุญดว ยการประพฤตอิ อ นนอมถอ มตน ๕. เวยยาวัจจมัย คอื ทาํ บุญดวย การชว ยขวนขวาย รับใช ๖. ปตติทานมัย คือ ทําบญุ ดว ยการเฉลี่ยสว นแหงความดีใหแ กผ อู ่ืน ๗. ปตตานโุ มทนามยั คือ ทาํ บุญดวยการยนิ ดใี นความดีของผอู ่ืน ๘. ธมั มสั สวนมัย คอื ทาํ บุญดว ย การฟงธรรม ศกึ ษาหาความรู ๙. ธัมมเทสนามัย คือทําบญุ ดวยการสั่งสอนธรรมใหความรู ๑๐. ทิฏชุ กุ รรม คือ ทําบุญดวยการทําความเห็นใหตรง (พ.ธ. หนา ๑๑๐) บุพนมิ ติ ของมชั ฌิมาปฏปิ ทา บพุ นมิ ติ แปลวา สง่ิ ทีเ่ ปน เคร่อื งหมายหรือส่ิงบง บอกลวงหนา พระพทุ ธองคตรสั เปรยี บเทียบวา กอนที่ดวงอาทติ ยจ ะข้นึ ยอมมีแสงเงินแสงทองปรากฏใหเหน็ กอ นฉันใด กอนที่ อริยมรรคซึ่งเปน ขอปฏบิ ัตสิ าํ คญั ในพระพทุ ธศาสนาจะเกิดขนึ้ ก็มธี รรมบางประการปรากฏขนึ้ กอ น เหมือนแสงเงนิ แสงทองฉันน้ัน องคประกอบของธรรมดังกลาว หรือบุพนิมิตแหง มัชฌมิ าปฏปิ ทา ไดแ ก ๑. กลั ปย าณมติ ตตา ความมกี ลั ยาณมิตร ๒. สีลสัมปทา ถงึ พรอมดว ยศลี มวี นิ ยั มคี วามเปน ระเบยี บในชีวิตของตนและในการอยูรว มในสังคม ๓. ฉันทสัมปทา ถึงพรอ มดวยฉันทะ พอใจใฝร กั ในปญญา สจั ธรรม ในจรยิ ธรรม ใฝรูใ นความจรงิ และใฝท ําความดี ๔. อัตตสมั ปทา ความถงึ พรอ ม ดว ยการทีจ่ ะฝก ฝน พัฒนาตนเอง เห็นความสาํ คัญของการทจี่ ะตอ งฝกตน ๕. ทฏิ ฐสิ ปั ทา ความถึง พรอ มดวยทิฏฐิ ยึดถือ เชอื่ ถอื ในหลกั การ และมคี วามเหน็ ความเขา ใจพ้นื ฐานทม่ี องส่งิ ทง้ั หลายตาม เหตปุ จ จัย ๖. อัปปมาทสัมปทา ถงึ พรอ มดวยความไมป ระมาท มคี วามกระตอื รือรน อยูเ สมอ เหน็ คณุ คาของกาลเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงเปน ส่งิ กระตุนเตือนใหเรงรัดการคนหาใหเ ขาถึง ความจริงหรือในการทําชวี ติ ทีด่ ีงามใหส าํ เรจ็ ๗. โยนโิ สมนสกิ าร รจู ัดคิดพิจารณา มองสงิ่ ท้ังหลาย ใหไ ดค วามรแู ละไดประโยชนท ่จี ะเอามาใชพัฒนาตนเองย่ิง ๆ ขึน้ ไป (แสงเงนิ แสงทองของชีวติ ท่ี ดงี าม: พระธรรมปฎ ก) (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) เบญจธรรม ธรรม ๕ ประการ ความดี ๕ อยาง ที่ควรประพฤติคูกนั ไปกับการรกั ษาเบญจศลี ตามลําดับขอ ดงั นี้ ๑. เมตตากรณุ า ๒. สัมมาอาชวี ะ ๓. กามสังวร (สาํ รวมในกาม) ๔. สจั จะ ๕. สตสิ ัมปชัญญะ (พ.ศ. หนา ๑๔๐ – ๑๔๑) เบญจศลี ศลี ๕ เวนฆาสัตว เวนลักทรพั ย เวน ประพฤตผิ ดิ ในกาม เวน พูดปด เวน ของเมา (พ.ศ. หนา ๑๔๑) ปฐมเทศนา เทศนาครง้ั แรก หมายถึง ธมั มจกั รกัปปวัตตนสูตรท่พี ระพุทธเจา ทรงแสดงแกพ ระปญ จวัคคียในวนั ข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ หลงั จากวันตรัสรูสองเดอื น ทป่ี า อสิ ิปตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี (พ.ศ. หนา๑๔๗)
๑๐๕ ปฏิจจสมปุ บาท สภาพอาศยั ปจจยั เกิดขน้ึ การที่ส่ิงท้ังหลายอาศัยกันจงึ มีขนึ้ การทที่ ุกขเ กดิ ข้ึนเพราะอาศัยปจ จัย ตอเนอ่ื งกันมา (พ.ศ. หนา ๑๔๓) ปริยัติ พุทธพจนอันจะพงึ เลาเรยี น สิง่ ที่ควรเลา เรียน การเลา เรยี นพระธรรมวนิ ัย (พ.ศ. หนา ๑๔๕) ปธาน ๔ ความเพยี ร ๔ อยาง ไดแก ๑. สงั วรปธาน คือ การเพยี รระวังหรือเพยี รปด ก้นั (ยับยั้งบาปอกศุ ลธรรมท่ี ยังไมเกดิ ไมใหเกดิ ข้ึน) ๒. ปหานปธาน คอื เพยี รละบาปอกศุ ลที่เกิดขึ้นแลว ๓. ภาวนาปธาน คือ เพยี รเจริญ หรอื ทาํ กศุ ลธรรมท่ียังไมเ กดิ ใหเ กิดขน้ึ ๔. อนรุ กั ขนาปธาน คือ เพยี รรักษากศุ ลธรรมที่ เกิดข้นึ แลวไมใ หเ สือ่ มไปและทาํ ใหเพิ่มไพบลู ย (พ.ศ. หนา ๑๔๙) ปปญจธรรม ๓ กิเลสเครื่องเน่นิ ชา กเิ ลสท่เี ปนตัวการทําใหคดิ ปรงุ แตงยดึ เย้ือพสิ ดาร ทําใหเขาหางออกไปจาก ความเปนจรงิ งาย ๆ เปดเผย กอ ใหเกิดปญ หาตา ง ๆ และขัดขวางไมใ หเ ขา ถงึ ความจริง หรือทําให ไมอ าจแกป ญ หาอยางถูกทางตรงไปตรงมา มี ๓ อยาง คือ ๑. ตณั หา (ความทะยานอยาก ความปรารถนา ท่ีจะบาํ รุงบาํ เรอ ปรนเปรอตน ความยากไดอ ยากเอา) ๒. ทิฏฐิ (ความคดิ เหน็ ความเชอ่ื ถือ ลกั ธิ ทฤษฎี อุดมการณตาง ๆ ท่ียดึ ถือไวโดยงมงายหรอื โดยอาการเชดิ ชวู าอยา งนเี้ ทา น้นั จรงิ อยา งอนื่ เทจ็ ทั้งนน้ั เปนตน ทําใหป ด ตัวแคบ ไมย อมรับฟงใคร ตดั โอกาสทจ่ี ะเจรญิ ปญญา หรอื คดิ เตลิดไปขางเดียว ตลอดจนเปน เหตุแหงการเบียดเบียนบีบคนั้ ผูอืน่ ทไี่ มถืออยา งตน ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ คอื ความ คดิ เหน็ เปนความจริง) ๓. มานะ (ความถอื ตวั ความสําคญั ตนวาเปนนั่นเปนน่ี ถอื สูง ถือตา่ํ ย่ิงใหญ เทาเทยี มหรือดอ ยกวาผอู นื่ ความอยากเดน อยากยกชตู นใหย่งิ ใหญ) (พ.ธ. หนา ๑๑๑) ปฏิเวธ เขา ใจตลอด แทงตลอด ตรสั รู รทู ะลปุ รโุ ปรง ลุลวงดวยการปฏิบตั ิ (พ.ศ. หนา ๑๔๕) ปฏิเวธสทั ธรรม สัทธรรม คอื ผลอนั จะพงึ เขาถึงหรอื บรรลุดว ยการปฏบิ ัติไดแก มรรค ผล และนิพพาน (พ.ธ. หนา ๑๒๕) ปญ ญา ๓ ความรอบรู เขา ใจ รซู ึ้ง มี ๓ อยาง คอื ๑. สุตมยปญญา (ปญญาเกิดแตการสดบั การเลาเรื่อง) ๒. จินตามนปญญา (ปญ ญาเกิดแตการคดิ การพจิ ารณาหาเหตผุ ล) ๓. ภาวนามยปญ ญา (ปญญาเกดิ แตก ารฝก อบรมลงมือปฏิบตั ิ) (พ.ธ.หนา๑๑๓) ปญ ญาวุฒธิ รรม ธรรมเปนเคร่ืองเจริญปญญา คุณธรรมท่ีกอ ใหเ กดิ ความเจริญงอกงามแหงปญ ญา ๑. สปั ปุริสสังเสวะ คบหาสัตบุรุษ เสวนาทานผทู รง ๒. สัทธมั มสั สวนะ ฟง สทั ธรรม เอาใจใส เลาเรยี น หาความรูจ ริง ๓. โยนโิ สมนสกิ าร ทาํ ในใจโดยแยบคาย คิดหาเหตผุ ลโดยถกู วิธี ๔. ธมั มานุธมั มปฏิบัติ ปฏบิ ัตธิ รรมถกู ตองตามหลัก คอื ใหส อดคลอ งพอดี ขอบเขตความหมาย และวัตถปุ ระสงคท ส่ี มั พนั ธ กบั ธรรมขอ อน่ื ๆ นาํ สิง่ ทไี่ ดเ ลา เรียนและตริตรองเหน็ แลว ไปใชป ฏบิ ัติใหถ ูกตอ งตามความมงุ หมาย ของสิง่ นั้น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๖๒ – ๑๖๓) ปาปณกิ ธรรม ๓ หลกั พอ คา องคค ณุ ของพอคา มี ๓ อยาง คอื ๑ จักขุมา ตาดี (รจู ักสินคา ) ดูของเปน สามารถ คาํ นวณราคา กะทุน เก็งกําไร แมน ยํา ๒. วิธโู ร จดั เจนธุรกจิ (รูแ หลงซ้อื ขาย รคู วามเคล่อื นไหวความ ตองการของตลาด สามารถในการจัดซอ้ื จดั จําหนาย รใู จและรจู กั เอาใจลกู คา) ๓. นิสสยสัมปนโน
๑๐๖ พรอ มดวยแหลง ทนุ อาศัย (เปน ทเ่ี ชอ่ื ถอื ไวว างในในหมูแหลงทุนใหญ ๆ หาเงนิ มาลงทนุ หรือดาํ เนิน กจิ การโดยงา ย ๆ) (พ.ธ. หนา ๑๑๔) ผัสสะ หรือ สัมผัส การถูกตอ ง การกระทบ ความประจวบกนั แหง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วญิ ญาณ มี ๖ คอื ๑. จกั ขุสมั ผสั (ความกระทบทางตา คือ ตา + รปู + จักขุ - วญิ ญาณ) ๒. โสตสมั ผสั (ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง + โสตวิญญาณ) ๓. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมูก คอื จมูก + กลน่ิ + ฆานวิญญาณ) ๔. ชิวหาสัมผัส (ความกระทบทางล้ิน คือ ลน้ิ + รส + ชิวหาวิญญาณ) ๕. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) ๖. มโนสมั ผัส (ความกระทบทางใจ คอื ใจ + ธรรมารมณ + มโนวญิ ญาณ) (พ.ธ. หนา๒๓๓) ผวู ิเศษ หมายถงึ ผูสาํ เร็จ ผูม วี ิทยากร (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕) พระธรรม คาํ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา ท้งั หลักความจริงและหลกั ความประพฤติ (พ.ศ. หนา ๑๘๓) พระอนุพุทธะ ผูต รัสรูต าม คอื ตรัสรดู ว ยไดสดับเลาเรียนและปฏิบตั ิตามท่พี ระสมั มาสัมพทุ ธเจา ทรงสอน (พ.ศ. หนา ๓๗๔) พระปจเจกพทุ ธะ พระพุทธเจา ประเภทหน่ึง ซงึ่ ตรสั รูเฉพาะตัว มไิ ดส ัง่ สอนผอู ่นื (พ.ศ. หนา ๑๖๒) พระพุทธคุณ ๙ คุณของพระพุทธเจา ๙ ประการ ไดแก อรหํ เปนผไู กลจากกเิ ลส ๒. สมมฺ าสมั ฺพุทโฺ ธ เปน ผตู รัสรชู อบไดโดยพระองคเอง ๓. วิชชฺ าจรณสมปฺ นฺโน เปนผถู ึงพรอ มดว ยวิชชาและ จรณะ ๔. สุคโต เปน ผูเสด็จไปแลว ดว ยดี ๕. โลกวิทู เปนผูร โู ลกอยา งแจม แจง ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เปนผสู ามารถฝก บุรษุ ทีส่ มควรฝก ไดอยา งไมมใี ครย่ิงกวา ๗. สตถฺ า เทวมนุสฺสานํ เปนครูผูสอนเทวดา และมนุษยท งั้ หลาย ๘. พุทโฺ ธ เปน ผรู ู ผตู ่ืน ผเู บิกบาน ๙. ภควา เปน ผมู ีโชค มคี วามเจรญิ จําแนก ธรรมส่ังสอนสตั ว (พ.ศ. หนา ๑๙๑) พระพทุ ธเจา ผตู รสั รูโดยชอบแลว สอนผอู ่ืนใหร ูตาม ทานผูรูด ี รชู อบดว ยตนเองกอนแลว สอนประชมุ ชนให ประพฤตชิ อบดว ยกาย วาจา ใจ (พ.ศ. หนา ๑๘๓) พระภิกษุ ชายผไู ดอุปสมบทแลว ชายท่ีบวชเปน พระ พระผชู าย แปลตามรูปศพั ทวา ผขู อหรือผมู องเห็นภยั ในสงั ขารหรอื ผูทําลายกิเลส ดบู ริษทั ๔ สหธรรมิก บรรพชติ อปุ สัมบัน ภิกษสุ าวกรูปแรก ไดแก พระอญั ญาโกณฑญั ญะ (พ.ศ. หนา ๒๐๔) พระรัตนตรัย รัตนะ ๓ แกวอนั ประเสริฐ หรือส่ิงลํ้าคา ๓ ประการ หลกั ท่ีเคารพบชู าสูงสุดของ พทุ ธศาสนกิ ชน ๓ อยาง คือ ๑ พระพทุ ธเจา (พระผตู รสั รูเอง และสอนใหผอู ่ืนรูตาม) ๒.พระธรรม (คาํ ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา ทัง้ หลกั ความจริงและหลักความประพฤต)ิ ๓. พระสงฆ (หมูส าวกผู ปฏบิ ตั ติ ามคาํ ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา ) (พ.ธ.หนา ๑๑๖) พระสงฆ หมูชนทีฟ่ ง คาํ สง่ั สอนของพระพุทธเจาแลว ปฏบิ ัติชอบตามพระธรรมวินัย หมสู าวกของ พระพุทธเจา (พ.ศ. หนา ๑๘๕) พระสัมมาสมั พทุ ธเจา หมายถึง ทา นผตู รัสรเู อง และสอนผอู ืน่ ใหรตู าม (พ.ศ. หนา ๑๘๙)
๑๐๗ พระอนพุ ุทธะ หมายถงึ ผูตรสั รูตาม คอื ตรัสรดู ว ยไดสดบั เลา เรยี นและปฏบิ ัติตามทพี่ ระสัมมาสมั พทุ ธเจา ทรงสอน ไดแ ก พระอรหนั ตสาวกทัง้ หลาย (พ.ศ. หนา ๓๗๔) พระอริยบคุ คล หมายถงึ บุคคลผเู ปนอรยิ ะ ทานผูบรรลุธรรมวเิ ศษ มโี สดาปตตผิ ล เปน ตน มี ๔ คอื ๑. พระโสดาบนั ๒. พระสกทาคามี (หรอื สกทิ าคาม)ี ๓. พระอนาคามี ๔. พระอรหันต แบงพสิ ดารเปน ๘ คอื พระผูต้งั อยใู นโสดาปตตมิ รรค และพระผูตัง้ อยใู นโสดาปต ติผลคู ๑ พระผูต้ังอยใู นสกทาคามมิ รรค และพระผูตั้งอยูในสกทาคามีผลคู ๑ พระผูต ้งั อยใู นอนาคามมิ รรค และพระผตู ง้ั อยูในอนาคามิผลคู ๑ พระผูตง้ั อยูในอรหัตตมรรค และพระผูตง้ั อยูในอรหัตตผลคู ๑ (พ.ศ. หนา ๓๘๖) พราหมณ หมายถงึ คนวรรณะหนงึ่ ใน ๔ วรรณะ คอื กษัตริย พราหมณ แพศย ศทู ร ; พราหมณเปนวรรณะ นกั บวชและเปนเจา พิธี ถอื ตนวาเปน วรรณะสงู สดุ เกดิ จากปากพระพรหม (พ.ศ. หนา๑๘๕) พละ ๔ กําลัง พละ ๔ คอื ธรรมอันเปนพลังทาํ ใหด ําเนินชวี ติ ดว ยความมั่นใจ ไมตองหวาดหวนั่ ภยั ตาง ๆ ไดแก ๑. ปญ ญาพละ กาํ ลังคอื ปญญา ๒. วิริยพละ กําลังคอื ความเพยี ร ๓. อนวัชชพละ กําลงั คอื การ กระทําทีไ่ มมีโทษ ๔. สังคหพละ กําลงั การสงั เคราะห คอื เกอ้ื กูลอยรู วมกบั ผอู ่นื ไดด ี (พ.ศ. หนา ๑๘๕–๑๘๖) พละ ๕ พละ กําลัง พละ ๕ คอื ธรรมอนั เปน กาํ ลงั ซึ่งเปน เคร่อื งเกือ้ หนนุ แกอ รยิ มรรค จัดอยูในจําพวก โพธปิ กขยิ ธรรม มี ๕ คือ สัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญญา (พ.ศ. หนา ๑๘๕ – ๑๘๖) พุทธกิจ ๕ พระพทุ ธองคทรงบาํ เพ็ญพทุ ธกจิ ๕ ประการ คอื ๑. ปพุ ฺพณเฺ ห ปณ ฺฑปาตจฺ ตอนเชาเสดจ็ ออก บณิ ฑบาต เพอื่ โปรดสัตว โดยการสนทนาธรรมหรือการแสดงหลักธรรมใหเขาใจ ๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ ตอนเยน็ แสดงธรรมแกป ระชาชนทมี่ าเฝา บรเิ วณทป่ี ระทับ ๓. ปโทเส ภิกฺขโุ อวาทํ ตอนคํา่ แสดงโอวาทแกพ ระสงฆ ๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปหฺ นํ ตอนเท่ียงคืนทรงตอบปญ หาแกพวก เทวดา ๕. ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพพฺ าภพเฺ พ วโิ ลกนํ ตอนเชา มืด จวนสวา ง ทรงตรวจพิจารณาสตั วโ ลก วา ผใู ดมอี ุปนสิ ัยท่จี ะบรรลุธรรมได (พ.ศ. หนา ๑๘๙ - ๑๙๐) พุทธคณุ คุณของพระพุทธเจา คอื ๑. ปญ ญาคุณ (พระคณุ คอื ปญญา) ๒. วิสทุ ธิคณุ (พระคณุ คอื ความ บริสุทธิ)์ ๓. กรุณาคุณ (พระคุณ คือ พระมหากรุณา) (พ.ศ. หนา ๑๙๑) ภพ โลกเปน ท่อี ยูของสัตว ภาวะชีวิตของสตั ว มี ๓ คือ ๑. กามภพ ภพของผูยังเสวยกามคุณ ๒. รปู ภพ ภพของผเู ขาถึงรปู ฌาน ๓. อรปู ภพ ภพของผเู ขา ถงึ อรปู ฌาน (พ.ศ. หนา ๑๙๘) ภาวนา ๔ การเจริญ การทาํ ใหมขี นึ้ การฝก อบรม การพัฒนา แบงออกเปน ๔ ประเภท ไดแ ก ๑. กายภาวนา ๒. สีลภาวนา ๓. จิตตภาวนา ๔. ปญญาภาวนา (พ.ธ. หนา ๘๑ – ๘๒)
๑๐๘ ภมู ิ ๓๑ ๑.พน้ื เพ พื้น ช้นั ทด่ี นิ แผนดนิ ๒. ชน้ั แหง จิต ระดับจิตใจ ระดบั ชีวิต มี ๓๑ ภมู ิ ไดแก อบายภูมิ ๔ (ภูมิที่ปราศจากความเจรญิ ) - นริ ยะ (นรก) – ติรจั ฉานโยนิ (กําเนดิ ดริ จั ฉาน) – ปต ติ วสิ ัย (แดนเปรต) - อสรุ กาย (พวกอสรู ) กามสุคติภมู ิ ๗ (กามาวจรภมู ิท่เี ปน สุคติ ภมู ทิ ่ีเปนสุคตซิ ่งึ ยงั เกย่ี วขอ งกบั กาม) - มนุษย (ชาวมนษุ ย) – จาตุมหาราชิกา (สวรรคชนั้ ทีท่ า วมหาราช ๔ ปกครอง) - ดาวดึงส (แดนแหง เทพ ๓๓ มที าวสักกะเปนใหญ) -ยามา (แดนแหง เทพผูปราศจากความทุกข) - ดสุ ิต (แดนแหงผเู อิบอ่มิ ดว ยสิรสิ มบตั ขิ องตน) - นิมมานรดี (แดนแหงเทพผยู ินดีในการเนรมิต) - ปรนมิ มติ วสวัตตี (แดนแหงเทพผูยงั อํานาจใหเปนไปในสมบัตทิ ผ่ี อู ืน่ นริ มติ ให) (พ.ธ.หนา ๓๑๖-๓๑๗) โภคอาทยิ ะ ๕ ประโยชนท ่คี วรถอื เอาจากโภคทรพั ย ในการทจี่ ะมหี รอื เหตผุ ลในการท่ีจะมหี รอื ครอบครองโภค ทรัพย ๑. เลย้ี งตวั มารดา บิดา บตุ ร ภรรยา และคนในปกครองทงั้ หลายใหเปน สุข ๒. บาํ รงุ มติ รสหาย และรว มกิจกรรมการงานใหเ ปนสขุ ๓. ใชป อ งกนั ภยนั ตราย ๔. ทาํ พลี คอื ญาตพิ ลี สงเคราะหญ าติ อติถิพลี ตอ นรบั แขก ปุพพเปตพลี ทาํ บญุ อุทศิ ใหผูลว งลับ ราชพลี บาํ รุงราชการ เสียภาษี เทวตาพลี สกั การะบํารุงส่ิงทีเ่ ชอ่ื ถือ ๕. อปุ ถมั ภบ ํารงุ สมณพราหมณ ผูป ระพฤตชิ อบ (พ.ธ. หนา ๒๐๒ -๒๐๓) มงคล สิง่ ท่ที ําใหมโี ชคดีตามหลกั พระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมที่นาํ มาซ่งึ ความสขุ ความเจรญิ มงคล ๓๘ ประการ หรือ เรยี กเต็มวา อุดมมงคล (มงคลอนั สูงสุด) ๓๘ ประการ (ดูรายละเอียดมงคลสูตร) (พ.ศ. หนา ๒๑๑) มจิ ฉาวณิชชา ๕ การคาขายท่ีผดิ ศลี ธรรมไมชอบธรรม มี ๕ ประการ คือ ๑. สตั ถวณิชชา คา อาวธุ ๒. สัตตวณิชชา คามนุษย ๓. มงั สวณิชชา เล้ยี งสัตวไวขายเน้อื ๔. มัชชวณิชชา คา ขายนํ้าเมา ๕. วิสวณิชชา คา ขายยาพิษ (พ.ศ. หนา ๒๓๓) มรรคมีองค ๘ ขอปฏบิ ัตใิ หถึงความดับทุกข เรียกเต็มวา “อริยอัฏฐงั คิกมรรค” ไดแก ๑. สัมมาทฎิ ฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ ดาํ ริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากมั มนั ตะ ทาํ การชอบ ๕. สมั มาอาชีวะ เลี้ยงชพี ชอบ ๖. สมั มาวายามะ เพยี รชอบ ๗.สมั มาสติ ระลกึ ชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตัง้ จติ มั่นชอบ (พ.ศ. หนา ๒๑๕) มจิ ฉตั ตะ ๑๐ ภาวะทผ่ี ดิ ความเปนสิ่งที่ผิด ไดแ ก ๑. มิจฉทิฏฐิ (เหน็ ผดิ ไดแ ก ความเห็นผดิ จากคลองธรรมตาม หลกั กศุ ลกรรมบถ และความเหน็ ท่ีไมน ําไปสูความพนทุกข) ๒. มิจฉาสงั กปั ปะ (ดําริผิด ไดแก ความดํารทิ เี่ ปน อกศุ ลท้งั หลาย ตรงขา มจากสัมมาสังกปั ปะ) ๓. มิจฉาวาจา (วาจาผิด ไดแก วจที จุ รติ ๔) ๔. มจิ ฉากมั มนั ตะ (กระทําผิด ไดแก กายทุจรติ ๓) ๕. มิจฉาอาชวี ะ (เล้ียงชีพผดิ ไดแ ก เล้ียงชีพ ในทางทุจรติ ) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผดิ ไดแ ก ความเพยี รตรงขา มกบั สัมมาวายามะ) ๗. มจิ ฉาสติ (ระลกึ ผดิ ไดแก ความระลกึ ถึงเรื่องราวที่ลวงแลว เชน ระลกึ ถึงการไดทรพั ย การไดย ศ เปน ตน ในทางอกุศล อันจัดเปนสติเทียม) เปน เหตชุ กั นาํ ใจใหเกดิ กเิ ลส มีโลภะ มานะ อสสา มัจฉรยิ ะ เปนตน ๘. มจิ ฉาสมาธิ (ต้งั ใจผิด ไดแก ตง้ั จิตเพงเลง็ จดจอ ปกใจแนวแนใ นกามราคะ พยาบาท เปนตน หรือเจรญิ สมาธิแลว หลงเพลนิ ตดิ หมกมุน ตลอดจนนาํ ไปใชผิดทาง ไมเ ปน ไป เพอ่ื ญาณทัสสนะ และความหลุดพน ) ๙. มจิ ฉาญาณ (รผู ิด ไดแก ความหลงผดิ ท่ีแสดงออกในการ คิดอุบายทําความชั่วและในการพจิ ารณาทบทวน วาความชัว่ น้นั ๆ ตนกระทาํ ไดอยา งดแี ลว เปนตน)
๑๐๙ ๑๐. มจิ ฉาวิมตุ ติ (พนผิด ไดแ ก ยงั ไมถ ึงวิมตุ ติ สําคัญวา ถงึ วมิ ุตติ หรอื สําคัญผดิ ในส่งิ ท่ีมใิ ชว มิ ุตต)ิ (พ.ธ. หนา ๓๒๒) มิตรปฏิรูป คนเทียมมติ ร มิตรเทยี ม มใิ ชม ติ รแท มี ๔ พวก ไดแก ๑. คนปอกลอก มลี ักษณะ ๔ คอื ๑.๑ คิดเอาไดฝา ยเดียว ๑.๒ ยอมเสียแตน อ ย โดยหวงั จะเอาใหม าก ๑.๓ ตวั เองมภี ัย จึงมาทํากิจของเพอ่ื น ๑.๔ คบเพอ่ื นเพราะ เห็นแกป ระโยชนของตัว ๒. คนดีแตพ ูด มลี กั ษณะ ๔ คือ ๒.๑ ดีแตยกเรือ่ งทผ่ี านมาแลวมาปราศรัย ๒.๒ ดีแต อา งสงิ่ ท่ยี งั มดี ี แตอา งสง่ิ ทีย่ งั ไมมีมาปราศรัย ๒.๓ สงเคราะหด วยส่ิงท่ไี รป ระโยชน ๒.๔ เม่อื เพ่อื นมกี ิจอางแตเหตขุ ัดขอ ง ๓. คนหัวประจบมลี กั ษณะ ๔ คือ ๓.๑ จะทาํ ช่วั ก็คลอ ยตาม ๓.๒ จะทําดกี ็คลอ ยตาม ๓.๓ ตอ หนา สรรเสริญ ๓.๔ ลับหลงั นนิ ทา ๔. คนชวนฉิบหายมีลักษณะ ๔ ๔.๑ คอยเปนเพ่ือนด่มื น้ําเมา ๔.๒ คอยเปน เพื่อนเทยี่ วกลางคนื ๔.๓ คอยเปน เพื่อนเท่ยี วดูการเลน ๔.๔ คอยเปน เพ่ือนไปเลน การพนนั (พ.ธ.หนา ๑๕๔–๑๕๕) มิตรนา้ํ ใจ ๑. เพอ่ื นมที กุ ขพ ลอยทกุ ขด วย ๒. เพอ่ื นมสี ุขพลอยดีใจ ๓. เขาตเิ ตียนเพื่อน ชว ยยบั ยัง้ แกไข ให ๔. เขาสรรเสรญิ เพ่อื น ชวยพูดเสรมิ สนบั สนุน (พ.ศ. หนา ๒๓๔) รปู ๑. สิ่งท่ตี องสลายไปเพราะปจจยั ตาง ๆ อันขัดแยง สิ่งท่เี ปน รูปรา งพรอมทัง้ ลักษณะอาการของมัน สว น รางกาย จาํ แนกเปน ๒๘ คือ มหาภตู รูป หรือธาตุ ๔ และอปุ าทายรูป ๒. อารมณท่ีรไู ดดว ยจักษุ ส่ิงที่ ปรากฏแกต า ขอ ๑ ในอารมณ ๖ หรอื อายตนะภายนอก ๓. ลกั ษณนามใชเ รยี กพระภิกษสุ ามเณร เชน ภิกษุรปู หนง่ึ (พ.ศ. หนา ๒๕๓) วัฏฏะ ๓ หรือไตรวฎั ฎ การวนเวียน การเวยี นเกิด เวียนตาย การเวยี นวายตายเกดิ ความเวยี นเกดิ หรอื วนเวียน ดว ยอาํ นาจกิเลส กรรม และวิบาก เชน กิเลสเกดิ ขึน้ แลวใหทาํ กรรม เมอื่ ทํากรรมแลว ยอมไดผ ลของ กรรม เมื่อไดร บั ผลของกรรมแลว กเิ ลสก็เกดิ อีกแลว ทาํ กรรมแลว เสวยผลกรรมหมุนเวยี นตอ ไป (พ.ธ. หนา ๒๖๖) วาสนา อาการกายวาจา ทีเ่ ปนลักษณะพเิ ศษของบคุ คล ซึ่งเกดิ จากกเิ ลสบางอยา ง และไดส ั่งสมอบรมมาเปน เวลานานจนเคยชินติดเปนพ้ืนประจาํ ตวั แมจ ะละกิเลสน้นั ไดแลว แตก ็อาจจะละอาการกายวาจาที่ เคยชินไมได เชน คาํ พดู ติดปาก อาการเดนิ ทเ่ี ร็วหรือเดินตว มเต้ียม เปน ตน ทา นขยายความวา วาสนา ที่เปนกุศลก็มี เปน อกศุ ลกม็ ี เปนอพั ยากฤต คือ เปน กลาง ๆ ไมด ีไมชัว่ ก็มี ท่ีเปน กุศลกับอัพยากฤต น้นั ไมต องละ แตท ี่เปน อกุศลซ่งึ ควรจะละนนั้ แบง เปน ๒ สวน คอื สว นทจี่ ะเปน เหตุใหเ ขาถึงอบาย กับสวนที่เปนเหตใุ หเ กิดอาการแสดงออกทางกายวาจาแปลก ๆ ตา ง ๆ สว นแรก พระอรหนั ตทุกองค ละได แตส วนหลงั พระพทุ ธเจาเทาน้ันละได พระอรหันตอ ่นื ละไมไ ด จงึ มีคํากลา ววา พระพทุ ธเจาเทา น้ัน ละกเิ ลสทัง้ หมดได พรอมทัง้ วาสนา; ในภาษาไทย คาํ วาวาสนามีความหมายเพ้ียนไป กลายเปน อาํ นาจบุญเกา หรอื กุศลที่ทาํ ใหไ ดรับลาภยศ (ไมมใี น พ.ศ. ฉบับทพ่ี ิมพเปน เลม แตค นไดจ ากแผน ซดี รี อม พ.ศ. ของ สมาคมศิษยเกา มหาจุฬาฯ)
๑๑๐ วิตก ความตรึก ตริ กายยกจติ ข้ึนสูอารมณ การคิด ความดาํ ริ “ไทยใชว าเปน หว งกงั วล” แบงออกเปนกศุ ลวติ ก ๓ และอกุศลวิตก ๓ (พ.ศ. หนา ๒๗๓) วิบัติ ๔ ความบกพรองแหง องคประกอบตา ง ๆ ซึ่งไมอ ํานวยแกการท่กี รรมดจี ะปรากฏผล แตกลับเปดชอ ง ใหก รรมชั่วแสดงผล พดู ส้นั ๆ วา สวนประกอบบกพรอ ง เปดชองใหก รรมช่วั วบิ ตั มิ ี ๔ คือ ๑. คติ วิบตั ิ วิบัตแิ หง คติ หรอื คติเสยี คือเกดิ อยใู นภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศ สภาพแวดลอ มท่ไี มเหมาะ ไมเกือ้ กลู ทางดําเนนิ ชวี ิต ถิน่ ที่ไปไมอาํ นวย ๒. อุปธิวบิ ัติ วบิ ตั ิแหง รางกาย หรอื รปู กายเสีย เชน รางกายพิกล พกิ าร ออนแอ ไมสวยงาม กริ ยิ าทาทางนา เกลยี ด ไมช วนชมตลอดจนสุขภาพทีไ่ มดี เจบ็ ปว ย มีโรคมาก ๓. กาลวิบตั ิ วบิ ตั แิ หงกาลหรอื หรือกาลเสีย คือเกิดอยูใ นยุคสมัยท่ีบานเมืองมีภัยพิบัตไิ มสงบ เรียบรอย ผปู กครองไมดี สงั คมเสอื่ มจากศีลธรรม มากดว ยการเบยี ดเบียน ยกยองคนชว่ั บีบคั้นคนดี ตลอดจนทําอะไรไมถูกาลเวลา ไมถ ูกจังหวะ ๔. ปโยควบิ ัติ วบิ ตั แิ หง การประกอบ หรอื กจิ การเสีย เชน ฝกใฝใ นกจิ การหรือเรือ่ งราวท่ผี ิด ทาํ การไมตรงตามความถนดั ความสามารถ ใชค วามเพยี ร ไมถกู ตอง ทําการครึ่ง ๆ กลาง ๆ เปน ตน (พ.ธ. หนา ๑๖๐- ๑๖๑) วปิ ส สนาญาณ ๙ ญาณในวิปส สนา ญาณที่นับเขาในวปิ สสนา เปน ความรทู ท่ี ําใหเกิดความเหน็ แจง เขาใจ สภาวะของส่ิงท้ังหลายตามเปนจรงิ ไดแก ๑. อทุ ยัพพยานุปสสนาณาณ คือ ญาณอันตามเหน็ ความ เกิดและดบั ของเบญจขนั ธ ๒. ภงั คานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันตามเหน็ ความสลาย เมอื่ เกิดดบั ก็ คาํ นึงเดน ชัด ในสวนดับของสงั ขารทัง้ หลาย ตองแตกสลายท้งั หมด ๓. ภยตปู ฏฐานญาณ คอื ณาณ อันมองเหน็ สงั ขาร ปรากฏเปนของนากลวั ๔. อาทนี วานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันคํานึงเห็นโทษ ของสงั ขารทง้ั หลาย วา เปน โทษบกพรองเปน ทกุ ข ๕. นพิ พิทานปุ ส สนาญาณ คอื ญาณอันคํานงึ เหน็ ความหนา ยของสังขาร ไมเพลนิ เพลิน ตดิ ใจ ๖. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ คอื ญาณอันคํานงึ ดวย ใครพน ไปเสีย คือ หนายสงั ขารท้ังหลาย ปรารถนาทีจ่ ะพน ไปเสยี ๗. ปฏสิ งั ขานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันคาํ นงึ พจิ ารณาหาทาง เมือ่ ตองการจะพน ไปเสยี เพ่ือมองหาอบุ ายจะปลดเปลื้องออกไป ๘. สังขารุเปกขาณาณ คือ ญาณอันเปนไปโดยความเปน กลางตอสังขาร คือ พิจารณาสังขารไมยินดี ยินรายในสังขารทั้งหลาย ๙. สจั จานุโลมกิ ญาณ หรอื อนุโลมญาณ คือ ณาณอนั เปนไปโดยอนโุ ลก แกก ารหยั่งรอู รยิ สัจ แลว แลว มรรคญาณใหส ําเร็จความเปน อรยิ บุคคลตอ ไป(พ.ศ.หนา ๒๗๖–๒๗๗) วมิ ุตติ ๕ ความหลดุ พน ภาวะไรกิเลส และไมมที กุ ข มี ๕ ประการ คือ ๑. วิกขมั ภนวมิ ุตติ ดบั โดยขมไว คอื ดับกเิ ลส ๒. ตทงั ควมิ ตุ ติ ดับกเิ ลสดวยธรรมท่ีเปนคูปรับธรรมที่ตรงกนั ขา ม ๓. สมุจเฉทวมิ ตุ ติ ดบั ดวยตดั ขาด ดบั กิเลสเสร็จสน้ิ เด็ดขาด ๔. ปฏิปส สทั ธิวิมุตติ ดับดว ยสงบระงับ โดยอาศัย โลกุตตรมรรคดบั กิเลส ๕. นิสรณวิมุตติ ดับดวยสงบระงับ คอื อาศยั โลกุตตรธรรมดับกเิ ลสเดด็ ขาด เสร็จสนิ้ (พ.ธ. หนา ๑๙๔) โลกบาลธรรม ธรรมคุมครองโลก ไดแก ปกครองควบคมุ ใจมนุษยไ วใ หอยูในความดี มิใหละเมดิ ศลี ธรรม และใหอยกู นั ดวยความเรียบรอยสงบสขุ ไมเ ดอื ดรอ นสับสนวุน วาย มี ๒ อยา งไดแก ๑. หิริ
๑๑๑ ความอายบาป ละอายใจตอ การทาํ ความชัว่ ๒. โอตตัปปะ ความกลวั บาปเกรงกลวั ตอความชวั่ และ ผลของกรรมชว่ั (พ.ศ. หนา ๒๖๐) ฤาษี หมายถงึ ผูแสวงธรรม ไดแก นักบวชนอกพระศาสนาซึง่ อยใู นปา ชีไพร ผแู ตงคัมภีรพระเวท (พ.ศ. หนา ๒๕๖) สติปฏฐาน ๔ ที่ต้ังของสติ การตั้งสติกาํ หนดพจิ ารณาส่ิงทัง้ หลายใหรูเ หน็ ตามความเปน จริง คือ ตามส่งิ นนั้ ๆ มนั เปน ของมนั เอง มี ๔ ประการ คือ ๑. กายานุปส สนาสติปฏฐาน (การตั้งสตกิ ําหนดพจิ ารณากายใหร ูเหน็ ตามเปน จรงิ วา เปนแตเ พียง กาย ไมใ ชส ตั วบุคคล ตวั ตนเราเขา) ทา นจําแนกวิธีปฏบิ ัติไดห ลายอยาง คือ อานาปานสติ กําหนด ลมหายใจ ๑ อิรยิ าบถ กําหนดรูทนั อริ ยิ าบถ ๑) สัมปชัญญะ สรา งสมั ปชัญญะในการกระทําความ เคลอื่ นไหวทกุ อยา ง ๑) ปฏิกูลมนสกิ าร พจิ ารณาสวนประกอบอนั ไมส ะอาดทง้ั หลายท่ีประชุมเขา เปนรางกายนี้ ๑) ธาตมุ นสิการ พิจารณาเห็นรา งกายของตน โดยสักวาเปนธาตแุ ตละอยา งๆ ๒. เวทนานุปส สาสติปฏฐาน (การต้งั สติกําหนดพิจารณาเวทนาใหรเู ห็นตามเปน จรงิ วา เปน แตเ พยี ง เวทนา ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตัวตนเราเขา) คือ มีสติรูชัดเวทนาอนั เปนสุขกด็ ี ทุกขก ็ดี เฉย ๆ ก็ดี ทั้งท่ี เปนสามิสและเปน นริ ามสิ ตามทเ่ี ปน ไปอยูข ณะนั้น ๆ ๓. จิตตานปุ ส สนาสติปฏฐาน (การต้ังสติกําหนดพิจารณาจิต ใหร เู ห็นตามเปนจรงิ วา เปน แตเพยี งจติ ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตวั ตนเราเขา) คอื มีสตริ ูชดั จติ ของตนทมี่ ีราคะ ไมมรี าคะ มโี ทสะ ไมม โี ทสะ มโี มหะ ไมมโี มหะ เศรา หมองหรอื ผองแผว ฟุงซา นหรอื เปนสมาธิ ฯลฯ อยางไร ๆ ตามท่เี ปน ไป อยใู นขณะนน้ั ๆ ๔. ธัมมานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน (การตั้งสตกิ าํ หนดพิจารณาธรรม ใหร เู หน็ ตามเปนจริงวา เปนแต เพยี งธรรม ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตัวตนของเรา) คือ มสี ตริ ชู ดั ธรรมทงั้ หลาย ไดแก นิวรณ ๕ ขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค ๗ อริยสัจ ๔ วา คืออะไร เปนอยางไร มีในตนหรือไม เกดิ ขนึ้ เจริญบริบูรณแ ละดบั ไดอยา งไร เปน ตน ตามทเี่ ปนจริงของมันอยางนั้น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๖๕) สมณะ หมายถงึ ผูสงบ หมายถึงนักบวชท่วั ไป แตในพระพุทธศาสนา ทานใหความหมายจาํ เพาะ หมายถงึ ผูร ะดบั บาป ไดแก พระอริยบคุ คล และผูปฏบิ ัตเิ พ่ือระงับบาป ไดแ ก ผปู ฏิบัติธรรมเพื่อเปน พระอรยิ บคุ คล (พ.ศ. หนา ๒๙๙) สมบัติ ๔ คือ ความเพยี บพรอมสมบรู ณแหงองคประกอบตา ง ๆ ซ่ึงชวยเสรมิ สง อาํ นวยโอกาสใหกรรมดี ปรากฏผล และไมเปด ชองใหกรรมช่ัวแสดงผล มี ๔ อยาง คอื ๑. คตสิ มบตั ิ สมบัตแิ หงคติ ถึงพรอม ดว ยคติ หรอื คติให คือ เกิดอยใู นภพ ภูมิ ถ่นิ ประเทศท่ีเจริญ เหมาะหรือเก้อื กลู ตลอดจนในระยะสน้ั คอื ดําเนินชีวติ หรอื ไปในถ่ินที่อํานวย ๒. อปุ ธสิ มบตั ิ สมบัตแิ หง รางกาย ถึงพรอมดว ยรางกาย คอื มีรูปรางสวย รา งกายสงา งาม หนาตาทา ทางดี นารกั นานยิ มเลอื่ มใส สขุ ภาพดี แข็งแรง ๓. กาลสมบตั ิ สมบัตแิ หงกาล ถึงพรอมดว ยกาลหรือกาลให คือ เกดิ อยใู นสมัยที่บานเมืองมคี วามสงบสุข ผปู กครองดี ผคู นมีคณุ ธรรมยกยองคนดี ไมส ง เสริมคนช่ัว ตลอดจนในระยะเวลาสนั้ คอื ทาํ อะไรถูก กาลเวลา ถูกจงั หวะ ๔. ปโยคสมบัติ สมบัติแหงการประกอบ ถงึ พรอ มดวยการประกอบกจิ หรอื
๑๑๒ กิจการให เชน ทําเรื่องตรงกบั ท่ีเขาตอ งการ ทํากิจตรงกับความถนัดความสามารถของตน ทาํ การถึง ขนาดถูกหลักครบถว น ตามเกณฑหรอื เต็มอัตรา ไมใ ชท ําครึง่ ๆ กลาง ๆ หรอื เหยาะแหยะ หรือไม ถกู เรอื่ งกนั รจู ักจัดทาํ รจู กั ดาํ เนนิ การ (พ.ธ. หนา ๑๖๑ – ๑๖๒) สมาบตั ิ ภาวะสงบประณีตซึ่งพง่ึ เขาถึง; สมาบัติมหี ลายอยาง เชน ณานสมบัติ ผลสมาบัติ อนปุ พุ พวิหาร สมาบตั ิ (พ.ศ. หนา ๓๐๓) สติ ความระลึกได นกึ ได ความไมเ ผลอ การคมุ ใจไดกบั กจิ หรือคุมจิตใจไวก บั ส่ิงท่ีเกย่ี วขอ ง จาํ การที ทําและคาํ พูดแมนานได (พ.ศ. หนา ๓๒๗) สังฆคุณ ๙ คณุ ของพระสงฆ ๑. พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเปนผปู ฏบิ ตั ิดี ๒. เปนผปู ฏิบัตติ รง ๓. เปน ผปู ฏบิ ตั ถิ ูกทาง ๔. เปน ผปู ฏบิ ตั ิสมควร ๕. เปนผูควรแกก ารคาํ นับ คอื ควรกับของทเ่ี ขา นํามาถวาย ๖. เปน ผูควรแกก ารตอนรบั ๗. เปน ผคู วรแกทักษณิ า ควรแกของทาํ บุญ ๘. เปน ผูควร แกก ารกระทาํ อญั ชลี ควรแกการกราบไหว ๙. เปน นาบญุ อันยอดเย่ียมของโลก เปน แหลงปลกู ฝง และเผยแพรค วามดีท่ยี อดเยย่ี มของโลก(พ.ธ. หนา ๒๖๕-๒๖๖) สังเวชนียสถาน สถานท่ีตงั้ แหงความสังเวช ทที่ ่ใี หเ กิดความสังเวช มี ๔ คือ ๑. ทพ่ี ระพุทธเจา ประสตู ิ คือ อทุ ยานลมุ พินี ปจจบุ ันเรียกลุมพินีหรอื รุมมินเด (Lumbini หรือ Rummindei) ๒. ที่พระพทุ ธเจา ตรสั รู คือ ควงโพธิ์ ทต่ี ําบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh – Gaya) ๓. ท่ีพระพุทธเจา แสดง ปฐมเทศนา คือปา อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปจจบุ นั เรียกสารนาถ ๔. ที่พระพทุ ธเจา ปรินพิ พาน คือทสี่ าลวโนทยาน เมืองกุสนิ ารา หรือกุสินคร บัดนีเ้ รียกกาเซีย (Kasia หรือ Kusinagara) (พ.ศ. หนา ๓๑๗) สันโดษ ความยนิ ดี ความพอใจ ยินดดี วยปจจยั ๔ คือ ผานุงหม อาหารที่นอนทีน่ ่งั และยาตามมีตามได ยนิ ดี ของของตน การมคี วามสขุ ความพอใจดว ยเคร่อื งเลี้ยงชีพท่ีหามาไดดว ยเพยี รพยายามอันชอบธรรม ของตน ไมโลภ ไมรษิ ยาใคร (พ.ศ. หนา ๓๒๔) สนั โดษ ๓ ๑. ยถาลาภสนั โดษ ยินดีตามท่ีได คือ ไดส่ิงใดมาดว ยความเพียรของตน กพ็ อใจดวยส่ิงน้ัน ไมได เดอื ดรอ นเพราะของทไี่ มได ไมเพงเล็งอยากไดข องคนอ่ืนไมริษยาเขา ๒. ยถาพลสนั โดษ คอื ยินดี ตามกาํ ลงั คอื พอใจเพียงแคพอแกก าํ ลงั รางกาย สขุ ภาพ และขอบเขตการใชสอยของตน ของทเี่ กิน กําลงั กไ็ มห วงแหนเสยี ดายไมเ กบ็ ไวใ หเสยี เปลา หรือฝน ใชใ หเ ปนโทษแกตน ๓. ยถาสารปุ ป สนั โดษ ยนิ ดตี ามสมควร คือ พอใจตามท่สี มควร คอื พอใจตามที่สมควรแกภาวะฐานะแนวทางชีวติ และจดุ หมายแหงการบําเพ็ญกิจของตน เชน ภิกษพุ อใจแตอ งอนั เหมาะกบั สมณภาวะ หรือไดของใช ท่ีไมเหมาะสมกบั ตนแตจะมปี ระโยชนแกผูอนื่ ก็นาํ ไปมอบใหแ กเขา เปน ตน (พ.ศ. หนา ๓๒๔) สทั ธรรม ๓ ธรรมอันดี ธรรมทีแ่ ท ธรรมของสัตบรุ ุษ หลกั หรอื แกนศาสนา มี ๓ ประการ ไดแก ๑. ปรยิ ตั ิสทั ธรรม (สทั ธรรมคอื คําสัง่ สอนอนั จะตองเลาเรียน ไดแ ก พุทธพจน) ๒. ปฏิบัตสิ ัทธรรม (สัทธรรมคือสง่ิ พงึ ปฏิบตั ิ ไดแก ไตรสกิ ขา คอื ศีล สมาธิ ปญญา)
๑๑๓ ๓. ปฏเิ วธสทั ธรรม (สัทธรรมคือผลอนั จะพึงเขา ถงึ หรือบรรลดุ ว ยการปฏบิ ตั ิ ไดแ ก มรรค ผล และ นพิ พาน (พ.ธ. หนา ๑๒๕) สัปปุริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรษุ ธรรมทท่ี าํ ใหเปน สัตบรุ ษุ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผดู ี ๑. ธัมมัญุตา คอื ความรูจ ักเหตุ คอื รูหลักความจริง ๒. อตั ถญั ุตา คอื ความรูจ ักผล คือรูความ มงุ หมาย ๓. อัตตญั ตุ า คือ ความรจู กั ตน คือ รูวาเราน้ันวาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กาํ ลงั ความรู ความสามารถ ความถนัด และคณุ ธรรม เปน ตน ๔. มัตตัญตุ า คือ ความรจู ักประมาณ คอื ความ พอดี ๕. กาลัญุตา คอื ความรจู กั กาล คอื รจู ักกาลเวลาอันเหมาะสม ๖. ปริสญั ตุ า คือ ความรจู ัก บรษิ ัทคือรูจกั ชุมชนและรูจักที่ประชมุ ๗. ปคุ คลญั ตุ า หรอื ปคุ คลปโรปรญั ุตา คือ ความรจู ัก บุคคล คอื ความแตกตา งแหงบุคคล (พ.ธ. หนา ๒๔๔) สมั ปชญั ญะ ความรตู วั ทว่ั พรอมความรตู ระหนักความรชู ัดเขาใจชดั ซ่ึงสงิ่ นกึ ได มกั มาคูกบั สติ (พ.ศ.หนา ๒๔๔) สาราณยี ธรรม ๖ ธรรมเปน ท่ีตงั้ แหงความใหร ะลกึ ถึง ธรรมเปน เหตุใหร ะลึกถงึ กัน หลักการอยูรวมกนั เรียกอีกอยา งวา “สาราณยี ธรรม” ๑. เมตตากายกรรม มีเมตตากายกรรมท้งั ตอ หนา และลบั หลงั ๒. เมตตาวจีกรรม มีเมตตาวจกี รรมทงั้ ตอหนา และลับหลงั ๓. เมตตา มโนกรรม มีเมตตา มโนกรรมท้งั ตอ หนาและลับหลงั ๔. สาธารณโภคี แบง ปน ส่ิงของที่ไดม าไมหวง แหน ใชผ เู ดยี ว ๕. สีลสามญั ญตา มคี วามประพฤติรวมกนั ในขอทเ่ี ปน หลกั การสาํ คญั ท่จี ะนําไปสคู วามหลดุ พนสน้ิ ทุกขห รือขจดั ปญหา ๖.ทฏิ ฐิสามญั ญตา มีความเหน็ ชอบดีงาม เชนเดียวกบั หมูค ณะ (พ.ธ. หนา ๒๓๓-๒๓๕) สุข ๒ ความสบาย ความสาํ ราญ มี ๒ อยา ง ไดแ ก ๑. กายกิ สขุ สขุ ทางกาย ๒. เจตสกิ สุข สุขทางใจ อกี หมวดหนึ่งมี ๒ คอื ๑. สามิสสขุ สขุ องิ อามสิ คอื อาศยั กามคุณ ๒. นริ ามิสสุข สขุ ไมองิ อามิส คือ องิ เนกขมั มะ (พ.ศ. หนา ๓๔๓) ศรทั ธา ความเชือ่ ความเช่อื ถือ ความเช่อื ม่นั ในสิ่งทด่ี งี าม (พ.ศ. หนา๒๙๐) ศรัทธา ๔ ความเช่อื ทป่ี ระกอบดว ยเหตผุ ล ๔ ประการคอื ๑. กัมมสทั ธา (เช่ือกรรม เชื่อวา กรรมมีอยจู รงิ คอื เชอื่ วาเม่อื ทาํ อะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทําท้ังท่รี ู ยอ มเปน กรรม คือ เปน ความช่ัว ความดี มีขึน้ ในตน เปน เหตุปจจัยกอ ใหเกดิ ผลดีผลรา ยสืบเน่ืองตอไป การกระทําไมว า งเปลา และเชือ่ วาผลท่ี ตองการจะสําเรจ็ ไดดวยการกระทาํ มใิ ชดวยออนวอนหรอื นอนคอยโชค เปน ตน ๒. วิปากสทั ธา (เชือ่ วิบาก เช่อื ผลของกรรม เชื่อวาผลของกรรมมีจริง คอื เช่ือวา กรรมท่ีสําเรจ็ ตอ งมผี ล และผลตอง มเี หตุ ผลดเี กิดจากกรรมดี และผลชวั่ เกดิ จากกรรมชว่ั ๓. กัมมัสสกตาสัทธา (ความเชอื่ ทสี่ ัตวมี กรรมเปนของตน เชือ่ วา แตล ะคนเปนเจา ของจะตองรบั ผดิ ชอบเสวยวิบากเปนไปตามกรรมของตน ๔. ตถาคตโพธิสทั ธา (เชอื่ ความตรสั รขู องพระพุทธเจา มั่นใจในองคพ ระตถาคตวา ทรงเปนพระ สัมมาสมั พุทธะ ทรงพระคณุ ทงั้ ๙ ประการ ตรสั ธรรม บญั ญัติวนิ ยั ไวดวยดี ทรงเปน ผูนําทางท่แี สดง ใหเห็นวา มนษุ ย คือเราทุกคนน้ี หากฝกตนดวยดกี ส็ ามารถเขา ถึงภูมธิ รรมสงู สดุ บรสิ ทุ ธ์ิหลดุ พนได ดงั ทพ่ี ระองคไ ดทรงบาํ เพญ็ ไว (พ.ธ. หนา ๑๖๔) สงเคราะห การชวยเหลอื การเออื้ เฟอเก้ือกลู (พ.ศ. หนา ๒๒๘)
๑๑๔ สงั คหวตั ถุ ๔ เรือ่ งสงเคราะหกัน คณุ ธรรมเปน เคร่อื งยึดเหนีย่ วใจของผอู ่นื ไวได หลกั การสงเคราะห คือ ชว ยเหลอื กนั ยดึ เหนย่ี วใจกนั ไว และเปนเคร่ืองเกาะกมุ ประสานโลก ไดแ ก สังคมแหงหมูสัตวไว ดุจสลักเกาะยึดรถท่กี าํ ลงั แลน ไปใหคงเปนรถ และวิ่งแลน ไปไดมี ๔ อยา งคือ ๑. ทาน การแบง ปน เออ้ื เฟอเผือ่ แผกนั ๒. ปยวาจา พดู จานารัก นานิยมนบั ถือ ๓. อตั ถจริยา บาํ เพ็ญประโยชน ๔.สมานัตตนา ความมตี นเสมอ คือ ทําตวั ใหเ ขากันได เชน ไมถือตวั รว มสขุ รว มทกุ ขกัน เปน ตน (พ.ศ. หนา ๓๑๐) สมั มัตตะ ความเปน ถูก ภาวะท่ถี กู มี ๑๐ อยาง ๘ ขอตน ตรงกบั องคมรรคท้ัง ๘ ขอ เพม่ิ ๒ ขอทา ย คอื ๙. สัมมาญาณ รูช อบไดแ กผลญาณ และปจ จเวกขณญาณ ๑๐. สมั มาวมิ ุตติ พนชอบไดแ ก อรหตั ตผลวิมตุ ติ; เรยี กอีกอยาง อเสขธรรม ๑๐ (พ.ศ. หนา ๓๒๙) สจุ รติ ๓ ความประพฤติดี ประพฤตชิ อบตามคลองธรรม มี ๓ คอื ๑. กายสุจริต ประพฤตชิ อบทางกาย ๒. วจีสจุ ริต ประพฤติชอบทางวาจา ๓. มโนสจุ รติ ประพฤติชอบทางใจ (พ.ศ. หนา ๓๔๕) หริ ิ ความละอายตอการทาํ ชว่ั (พ.ศ. หนา ๓๕๕) อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ทางแหงอกศุ ลกรรม ทางความชวั่ กรรมชั่วอันเปนทางนาํ ไปสคู วามเสอื่ ม ความทกุ ข หรือทคุ ติ ๑. ปาณาตบิ าต การทาํ ชวี ิตใหตกลว ง ๒. อทินนาทาน การถอื เอาของที่เขามิไดใ ห โดย อาการขโมย ลกั ทรพั ย ๓. กาเมสมุ ิจฉาจาร ความประพฤติผิดทางกาม ๔. มสุ าวาท การพูดเท็จ ๕. ปส ณุ วาจา วาจาสอเสียด ๖. ผรุสวาจา วาจาหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปะ พดู เพอ เจอ ๘. อภชิ ฌา เพง เลง็ อยากไดของเขา ๙. พยาบาท คิดรายผูอื่น ๑๐. มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผิดจากคลองธรรม (พ.ธ.หนา๒๗๙,๓๐๙) อกุศลมูล ๓ รากเหงาของอกศุ ล ตนตอของความช่ัว มี ๓ คือ ๑. โลภะ (ความอยากได) ๒. โทสะ (ความคิด ประทุษราย) ๓. โมหะ (ความหลง) ๘ (พ.ธ. หนา ๘๙) อคติ ๔ ฐานะอันไมพึงถงึ ทางความประพฤตทิ ีผ่ ิด ความไมเทีย่ งธรรม ความลําเอยี ง มี ๔ อยา งคือ ๑. ฉนั ทาคติ (ลําเอียงเพราะชอบ) ๒. โทสาคติ (ลาํ เอียงเพราะชงั ) ๓. โมหาคติ (ลาํ เอยี งเพราะหลง พลาดผิดเพราะเขลา) ๔. ภยาคติ (ลาํ เอยี งเพราะกลัว) (พ.ธ. หนา ๑๗๔) อนตั ตา ไมใ ชอ ตั ตา ไมใชตัวตน (พ.ศ. หนา ๓๖๖) อบายมุข ชอ งทางของความเสือ่ ม เหตเุ คร่อื งฉบิ หาย เหตุยอ ยยับแหงโภคทรพั ย ทางแหง ความพินาศ (พ.ศ. หนา ๓๗๗) อบายมุข ๔ ๑. อิตถธี ตุ ตะ (เปนนักเลงหญงิ นกั เทีย่ วผูหญงิ ) ๒. สรุ าธตุ ตะ (เปนนกั เลงสรุ า นักดื่ม) ๓. อกั ขธตุ ตะ (เปน นกั การพนัน) ๔. ปาปมิตตะ (คบคนชั่ว) (พ.ศ. หนา ๓๗๗) อบายมุข ๖ ๑. ตดิ สุราและของมนึ เมา ๑.๑ ทรพั ยห มดไป ๆ เห็นชดั ๆ ๑.๒ กอการทะเลาะวิวาท ๑.๓ เปน บอเกดิ แหงโรค ๑.๔ เสียเกียรติ เสยี ชือ่ เสยี ง ๑.๕ ทาํ ใหไ มรอู าย ๑.๖ ทอนกําลังปญ ญา ๒. ชอบเทย่ี วกลางคนื มีโทษ ๖ อยา งคอื ๒.๑ ชอ่ื วา ไมรักษาตน ๒.๒ ชอื่ วาไมรักษาลูกเมีย ๒.๓ ช่อื วาไมรกั ษาทรพั ยสมบตั ิ ๒.๔ เปน ที่ระแวงสงสัย ๒.๕ เปน เปา ใหเขาใสค วามหรือขา วลอื ๒.๖ เปนท่ีมาของเรื่องเดอื ดรอนเปนอนั มาก ๓. ชอบเทีย่ วดูการละเลน มโี ทษ โดยการงานเสอ่ื มเสยี เพราะมีใจกงั วลคอยคดิ จอ ง กับเสียเวลาเมื่อไปดสู ิง่ น้ัน ๆ ทงั้ ๖ กรณี คือ ๓.๑ รําที่ไหนไปที่น่ัน
๑๑๕ ๓.๒ – ๓.๓ ขับรอง ดนตรี เสภา เพลงเถิดเทิงที่ไหนไปท่ีนนั่ ๔. ติดการพนนั มีโทษ ๖ คอื ๔.๑ เมื่อชนะยอมกอเวร ๔.๒ เม่อื แพก ็เสยี ดายทรัพยท่ีเสียไป ๔.๓ ทรพั ยห มดไป ๆ เห็นชดั ๆ ๔.๔ เขา ที่ประชุมเขาไมเ ชือ่ ถือถอ ยคาํ ๔.๕ เปน ที่หมนิ่ ประมาทของเพื่อนฝงู ๔.๖ ไมเ ปน ท่ี พงึ ประสงคของผูท ี่จะหาคูครองใหลูกของเขา เพราะเหน็ วาจะเลี้ยงลกู เมียไมไ ด ๕. คบคนช่ัว มโี ทษโดยนาํ ใหกลายเปน คนชั่วอยางท่ีตนคบทั้ง ๖ ประเภท คือ ไดเพ่ือนทจ่ี ะนาํ ใหก ลายเปน ๕.๑ นักการพนัน ๕.๒ นกั เลงหญิง ๕.๓ นักเลงเหลา ๕.๔ นักลวงของปลอม ๕.๕ นักหลอกลวง ๕.๖ นกั เลงหัวไม ๖. เกียจครา นการงาน มโี ทษโดยทาํ ใหย กเหตตุ าง ๆ เปน ขออางผดิ เพ้ยี น ไมท ํา การงานโภคะใหมกไ็ มเ กดิ โภคะท่ีมอี ยกู ็หมดส้ินไป คอื ใหอ า งไปทง้ั ๖ กรณีวา ๖.๑ – ๖.๖ หนาวนัก รอนนัก เย็นไปแลว ยังเชา นัก หวิ นัก อ่มิ นกั แลว ไมท ําการงาน (พ.ธ. หนา ๑๗๖– ๑๗๘) อปรหิ านยิ ธรรม ๗ ธรรมอันไมเปน ท่ีตง้ั แหงความเสอื่ ม เปน ไปเพื่อความเจรญิ ฝา ยเดียวมี ๗ ประการ ไดแ ก ๑. หม่ันประชุมกันเนอื งนิตย ๒. พรอ มเพรยี งกันประชมุ พรอ มเพรียงกันเลิกประชมุ พรอมเพรยี ง กนั ทาํ กิจกรรมที่พึงทํา ๓. ไมบญั ญัติสง่ิ ท่ีมิไดบญั ญตั ไิ ว (อันขัดตอ หลักการเดมิ ) ๔. ทานเหลาใด เปน ผูใหญ ควรเคารพนบั ถอื ทา นเหลานน้ั ๕. บรรดากุลสตรี กุลกุมารีทง้ั หลาย ใหอ ยดู ีโดยมิถกู ขมเหง หรือฉุดครา ขืนใจ ๖. เคารพสกั การบูชา เจดียหรอื อนสุ าวรียป ระจําชาติ ๗. จดั ใหค วาม อารกั ขา คุมครอง ปอ งกันอันชอบธรรมแกพ ระอรหันตท ง้ั หลาย (รวมถึงพระภิกษุ ผปู ฏบิ ัตดิ ี ปฏบิ ตั ิชอบดวย) (พ.ธ. หนา ๒๔๖ – ๒๔๗) อธปิ ไตย ๓ ความเปน ใหญ มี ๓ อยาง คือ ๑. อัตตาธปิ ไตย ความมตี นเปนใหญ ถือตนเปนใหญ กระทําการ ดวยปรารภตนเปนประมาณ ๒. โลกาธปิ ไตย ความมีโลกเปนใหญ ถือโลกเปน ใหญ กระทาํ การ ดว ยปรารภนิยมของโลกเปน ประมาณ ๓. ธมั มาธิปไตย ความมธี รรมเปนใหญ ถือธรรมเปนใหญ, กระทําการดวยปรารภความถกู ตอง เปนจรงิ สมควรตามธรรมเปนประมาณ (พ.ธ. หนา ๑๒๗-๑๒๘) อริยสจั ๔ ความจรงิ อนั ประเสริฐ ความจรงิ ของพระอรยิ ะ ความจรงิ ทที่ าํ ใหผ ูเขา ถงึ กลายเปนอริยะมี ๔ คอื ๑. ทุกข (ความทุกข สภาพทีท่ นไดย าก สภาวะท่บี ีบค้นั ขดั แยง บกพรอง ขาดแกน สารและความ เที่ยงแท ไมใหความพงึ พอใจแทจริง ไดแ ก ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกบั สงิ่ อันไมเ ปนที่รกั การพลัดพรากจากสง่ิ ทร่ี ัก ความปรารถนาไมส มหวัง โดยยอ วา อุปาทานขันธ ๕ เปนทุกข ๒. ทุกขสมทุ ยั (เหตุเกิดแหงทุกข สาเหตใุ หท ุกขเ กดิ ไดแ ก ตณั หา ๓ คอื กามตัณหา ภวตณั หา และ วภิ วตณั หา) กาํ จัดอวิชชา สํารอกตัณหา ส้ินแลว ไมถ ูกยอม ไมติดขัด หลุดพน สงบ ปลอดโปรง เปน อสิ ระ คอื นพิ พาน) ๓. ทุกขนิโรธ (ความดบั ทกุ ข ไดแ ก ภาวะที่ตัณหาดับสนิ้ ไป ภาวะทเ่ี ขา ถึงเมื่อกาํ จดั อวชิ ชา สาํ รอก ตัณหาส้ินแลว ไมถ กู ยอ ม ไมตดิ ของ หลุดพน สงบ เปน อิสระ คอื นิพพาน) ๔. ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏิปทา (ปฏปิ ทาทนี่ าํ ไปสคู วามดบั แหงทุกข ขอปฏบิ ตั ใิ หถึงความดบั ทุกข ไดแ ก อริยอฏั ฐงั คกิ มรรค หรอื เรยี กอีกอยางหนง่ึ วา มัชฌิมปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง มรรคมี องค ๘ น้ี สรุปลงในไตรสกิ ขา คือ ศลี สมาธิ ปญ ญา) (พ.ธ. หนา ๑๘๑)
๑๑๖ อรยิ อัฏฐคกิ มรรค ทางสายกลาง มรรคมอี งค ๘ (ศลี สมาธิ ปญ ญา) (พ.ธ. หนา ๑๖๕) อญั ญาณุเบกขา เปนอุเบกขาฝา ยวบิ ัติ หมายถึง ความไมร เู รื่อง เฉยไมร ูเร่ือง เฉยโง เฉยเมย (พ.ธ. หนา๑๒๖) อัตตา ตัวตน อาตมัน ปุถชุ นยอ มยดึ มัน่ มองเห็นขันธ ๕ อยา งใดอยางหน่งึ หรอื ท้ังหมดเปน อตั ตา หรือยึดถือ วา มอี ัตตา เนอ่ื งดวยขนั ธ (พ.ศ. หนา ๓๙๘) อัตถะ เรอื่ งราว ความหมาย ความมุง หมาย ประโยชน มี ๒ ระดับ คอื ๑. ทิฏฐิธมั มกิ ตั ถะ ประโยชนใ นชวี ติ นีห้ รอื ประโยชนใ นปจจุบัน เปน ทม่ี งุ หมายกันในโลกน้ี ไดแ ก ลาภ ยศ สขุ สรรเสริญ รวมถงึ การ แสวงหาสง่ิ เหลา นมี้ าโดยทางทีช่ อบธรรม ๒. สัมปรายกิ ตั ถะ ประโยชนเบ้อื งหนา หรือประโยชนที่ ลา้ํ ลกึ กวาที่จะมองเหน็ กนั เฉพาะหนา เปน จดุ หมายขน้ั สูงข้นึ ไป เปน หลกั ประกนั ชวี ติ เมือ่ ละจาก โลกนไี้ ป ๓. ปรมัตถะ ประโยชนส งู สดุ หรือประโยชนที่เปนสาระแทจริงของชีวติ เปน จดุ หมาย สูงสุดหรือทห่ี มายขน้ั สดุ ทาย คอื พระนพิ พาน อีกประการหนงึ่ หมายถงึ ๑. อัตตตั ถะ ประโยชนต น ๒. ปรตั ถะ ประโยชนผ ูอืน่ ๓. อุภยัตถะ ประโยชนทัง้ สองฝา ย (พ.ธ. หนา ๑๓๑– ๑๓๒) อายตนะ ที่ตอ เครอ่ื งตดิ ตอ แดนตอความรู เคร่ืองรู และส่งิ ทีถ่ กู รู เชน ตาเปน เคร่อื งรู รูปเปน ส่ิงทร่ี ู หเู ปน เคร่ืองรู เสียงเปนสงที่รู เปนตน จดั เปน ๒ ประเภท ไดแ ก ๑. อาตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ๒. อายตนะภายนอก หมายถงึ เคร่ืองตอ ภายนอก สิง่ ที่ถูกรู มี ๖ คือ ๒.๑ รปู คอื รปู ๒.๒ สทั ทะ คือ เสียง ๒.๓ คันธะ คือ กลิ่น ๒.๔ รส คือ รส ๒.๕ โผฏฐัพพะ คอื ส่ิงตองกาย ๒.๖ ธมั มะ หมายถงึ ธรรมารมย คอื อารมณท ่เี กดิ กับใจหรอื ส่ิงทีใ่ จรู อารมณ ๖ กเ็ รียก (พ.ศ.หนา ๔๑๑) อายตนะภายใน เคร่ืองตอภายใน เครื่องรับรู มี ๖ คือ ๑. จกั ขุ คือ ตา ๒. โสตะ คอื หู ๓. ฆานะ คอื จมกู ๔. ชวิ หา คือ ลนิ้ ๕. กาย คือ กาย ๖. มโน คอื อินทรีย ๖ กเ็ รียก (พ.ศ.หนา ๔๑๑) อริยวฑั ฒิ ๕ ความเจริญอยางประเสรฐิ หลักความเจรญิ ของอารยชน มี ๕ คอื ๑. ศรัทธา ความเชื่อ ความ ม่นั ใจในพระรัตนตรยั ในหลกั แหง ความจริง ความดีอันมีเหตผุ ล ๒.ศีลความประพฤตดิ ี มวี นิ ัย เลีย้ งชพี สจุ รติ ๓. สตุ ะ การเลาเรียน สดบั ฟง ศึกษาหาความรู ๔. จาคะ การเผือ่ แผเสียสละ เอื้อเฟอ มนี ้ําใจชวยเหลือ ใจกวาง พรอมทีจ่ ะรบั ฟงและรวมมือ ไมค บั แคบ เอาแตต ัว ๕. ปญ ญา ความรอบรู รคู ิด รพู ิจารณา เขาใจเหตผุ ล รูจักโลกและชวี ิตตามความเปน จรงิ (พ.ธ. หนา ๒๑๓) อิทธบิ าท ๔ คุณเคร่ืองใหถงึ ความสําเรจ็ คุณธรรมทนี่ ําไปสูค วามสาํ เรจ็ แหงผลท่มี งุ หมาย มี ๔ ประการ คือ ๑. ฉนั ทะ ความพอใจ คอื ความตองการทจี่ ะทําใฝใ จรักจะทําสิ่งนน้ั อยเู สมอแลว ปรารถนาจะทํา ใหไ ดผลดยี ง่ิ ๆ ข้นึ ไป ๒. วิรยิ ะ ความเพยี ร คอื ขยนั หม่นั ประกอบสงิ่ นั้นดว ยความพยายาม เขมแข็ง อดทน เอาธุระไม ทอถอย ๓. จติ ตะ ความคดิ คือ ตัง้ จิตรับรใู นสงิ่ ทท่ี ําและทําส่ิงนน้ั ดว ยความคดิ เอาจิตฝกใฝไมป ลอ ยใจให ฟุง ซา นเล่อื นลอย
๑๑๗ ๔. วมิ งั สา ความไตรตรอง หรือทดลอง คอื หมั่นใชปญญาพจิ ารณา ใครค รวญ ตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบขอ ยิ่งหยอ นในสิ่งทที่ าํ นน้ั มกี ารวางแผน วัดผลคดิ คนวิธีแกไขปรับปรงุ ตัวอยางเชน ผทู าํ งานท่วั ๆ ไปอาจจําส้ัน ๆ วา รักงาน สูง าน ใสใจงาน และทํางานดว ยปญญา เปนตน (พ.ธ. หนา ๑๘๖-๑๘๗) อุบาสกธรรม ๗ ธรรมทเ่ี ปน ไปเพอ่ื ความเจรญิ ของอุบาสก ๑. ไมขาดการเย่ียมเยอื นพบปะพระภิกษุ ๒. ไมละเลยการฟง ธรรม ๓. ศกึ ษาในอธศิ ลี ๔. มคี วามเล่ือมใสอยา งมากในพระภกิ ษุทกุ ระดบั ๕. ไมฟงธรรมดวยต้งั ใจจะคอยเพง โทษติเตยี น ๖. ไมแสวงหาบญุ นอกหลกั คาํ สอนใน พระพุทธศาสนา ๗. กระทาํ การสนับสนนุ คือ ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบาํ รุงพระพุทธศาสนา (พ.ธ. หนา ๒๑๙ – ๒๒๐) อุบาสกธรรม ๕ สมบัติของอุบาสก ๕ คอื ๑. มศี รทั ธรา ๒. มีศีลบริสุทธิ์ ๓. ไมถ ือมงคลต่นื ขาว เชื่อกรรม ไมเ ชือ่ มงคลคือมงุ หวงั ผลจากการกระทาํ และการงานมิใชจ ากโชคลาภ และสง่ิ ท่ีตน่ื กันวา ขลงั ศกั ดิ์สทิ ธิ์ ๔. ไมแสวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพทุ ธศาสนา ๕. ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ ํารุง พระพุทธศาสนา (พ.ศ. หนา ๓๐๐) อุบาสกธรรม ๗ ผูใกลช ดิ พระศาสนาอยางแทจริง ควรต้งั ตนอยูใ นธรรมที่เปน ไปเพอ่ื ความเจริญของอุบาสก มี ๗ ประการ ไดแ ก ๑. ไมข าดการเยีย่ มเยือนพบปะพระภิกษุ ๒. ไมละเลยการฟงธรรม ๓. ศกึ ษา ในอธศิ ีล คอื ฝก อบรมตนใหกาวหนาในการปฏบิ ัติรกั ษาศลี ขนั้ สงู ขึน้ ไป ๔. พรั่งพรอมดวยความ เล่ือมใส ในพระภกิ ษุท้ังหลายทงั้ ทเี่ ปนเถระ นวกะ และปนู กลาง ๕. ฟง ธรรมโดยความตงั้ ใจ มใิ ช มาจับผดิ ๖. ไมแสวงหาทกั ขไิ ณยภายนอก หลักคาํ สอนน้ี คอื ไมแ สวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพุทธศาสนา ๗. กระทําความสนับสนนุ ในพระพุทธศาสนานี้ คือ เอาใจใสท ํานบุ าํ รุงและชวย กิจกรรม (ธรรมนญู ชวี ติ , หนา ๗๐ – ๗๐) อเุ บกขา มี ๒ ความหมายคือ ๑. ความวางใจเปน กลาง ไมเองเอยี งดวยชอบหรือชงั ความวางใจเฉยได ไมย ินดยี นิ รา ย เมือ่ ใชปญญาพิจารณาเห็นผลอันเกดิ ข้นึ โดยสมควรแกเหตแุ ละรูว าพงึ ปฏิบตั ิตอไป ตามธรรม หรอื ตามควรแกเ หตุนน้ั ๒. ความรูส กึ เฉย ๆ ไมส ขุ ไมทกุ ข เรยี กเตม็ วา อุเบกขาเวทนา (อทุกขมสุข) (พ.ศ. หนา ๔๒๖ – ๔๒๗) อุปาทาน ๔ ความยึดมนั่ ความถือม่นั ดวยอํานาจกเิ ลส ความยดึ ตดิ อันเนื่องมาแตต ณั หา ผูกพันเอาตัวตนเปน ท่ตี ั้ง ๑. กามุปาทาน ความยึดมนั่ ในกาม คอื รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะท่ีนาใคร นาพอใจ ๒. ทิฏุปาทาน ความยดึ มนั่ ในทฏิ ฐิหรือทฤษฎี คือ ความเหน็ ลทั ธิ หรอื หลกั คําสอนตาง ๆ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความยดึ ม่นั ในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ขอ ปฏิบตั ิ แบบแผน ระเบยี บ วิธี ขนบธรรมเนยี มประเพณี ลัทธิพธิ ตี าง ๆ กนั ไปอยางงมงายหรอื โดยนยิ มวา ขลัง วาศกั ดิส์ ิทธ์ิ มิไดเปนไปดวยความรู ความเขา ใจตามหลกั ความสมั พนั ธแ หง เหตแุ ละผล ๔. อตั ตาวาทุปาทาน ความยดึ มนั่ ในวาทะวาตวั ตน คือ ความถือหรือสาํ คัญ หมายอยใู นภายในวามตี ัวตน ท่ีจะได จะมี จะเปน จะสญู สลาย ถูกบีบค้ัน ทาํ ลายหรอื เปนเจาของ เปน นายบงั คับบญั ชาสงิ่ ตา ง ๆ ไดไ มม องเหน็
๑๑๘ สภาวะของสง่ิ ท้งั ปวง อันรวมทง้ั ตัวตนวา เปน แตเพยี งส่งิ ที่ประชุมประกอบกันเขา เปนไปตามเหตุ ปจ จัยท้ังหลายทม่ี าสมั พันธก ันลว น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๘๗) อปุ นิสัย ๔ ธรรมที่พึง่ พิง หรือธรรมชวยอดุ หนุน ๑. สงฺขาเยกํ ปฏเิ สวติ พิจารณาแลว จงึ ใชสอยปจจัย ๔ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั เปน ตน ทจี่ าํ เปน จะตอ งเกี่ยวของและมปี ระโยชน ๒. สงฺขาเยกํ อธวิ าเสติ พจิ ารณาแลวอดกลัน้ ไดแก อนฏิ ฐารมณ ตาง ๆ มหี นาวรอน และทุกขเวทนา เปน ตน ๓. สงฺขาเยกํ ปริวชเฺ ชติ พิจารณาส่งิ ท่ีเปน โทษ กออนั ตรายแกรา งกาย และจิตใจแลว หลีกเวน ๔. สงขฺ าเยกํ ปฏวิ โิ นเทติ พจิ ารณาสิง่ ที่เปน โทษ กออนั ตรายเกิดขึน้ แลว เชน อกุศลวิตก มกี ามวติ ก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวติ ก และความชั่วรา ยท้ังหลายแลวพิจารณาแกไ ข บาํ บดั หรอื ขจดั ใหสนิ้ ไป (พ.ธ. หนา ๑๗๙) โอตตปั ปะ ความเกรงกลัวตอความชั่ว (พ.ศ. หนา ๔๓๙) โอวาท คาํ กลา วสอน คาํ แนะนํา คาํ ตกั เตอื น โอวาทของพระพทุ ธเจา ๓ คอื ๑. เวน จากทุจรติ คือ ประพฤติ ชว่ั ดว ยกาย วาจา ใจ (ไมทําช่วั ท้ังปวง) ๒.ประกอบสจุ ริต คอื ประพฤติชอบดว ยกาย วาจา ใจ (ทาํ แต ความด)ี ๓. ทําใจของตนใหหมดจดจากเครื่องเศรา หมอง โลภ โกรธ หลง เปนตน (ทําจิตของตน ใหส ะอาดบริสทุ ธ)์ิ (พ.ศ. หนา ๔๔๐) สงั คมศาสตร การศกึ ษาความสมั พนั ธของมนษุ ย โดยใชก ระบวนการวทิ ยาศาสตร สังคมศกึ ษา การเรยี นรูเพอื่ พัฒนาตนใหอ ยูรว มในสังคมไดอยา งมีคุณภาพ คุณธรรม(virtue) และจรยิ ธรรรม(moral or morality or ethics) คุณธรรม หมายถึง สภาพคณุ งามความดี จริยธรรมมีความหมายเชน เดยี วกบั ศลี ธรรม หมายถงึ ธรรมท่ีเปน ขอประพฤติกรรมปฏบิ ัตคิ วาม ประพฤติหรอื หนา ที่ทีช่ อบ ท่ีควรปฏบิ ัตใิ นการครองชีวติ ดงั นั้นคุณธรรมจริยธรรม จึงหมายถงึ สภาพคณุ งามความดีที่ประพฤตปิ ฏบิ ัตหิ รือหนา ท่ีที่ควรปฏิบัตใิ นการครองชวี ิต หรือคณุ ธรรมตาม กรอบจริยธรรม สว นศีลธรรมและจริยธรรม มคี วามหมายใกลเ คียงกนั คณุ ธรรมจะมีความหมายที่ เนนสภาพ ลกั ษณะ หรอื คุณสมบตั ทิ แี่ สดงออกถงึ ความดีงาม สวนจรยิ ธรรม มีความหมายเนน ท่ี ความประพฤติหรอื การปฏิบัติท่ดี ีงาม เปนทีย่ อมรบั ของสังคม นักวชิ าการมักใชค าํ ทัง้ สองคาํ นใี้ น ความหมายนยั เดยี วกันและมักใชคําสองคําดังกลาวควบคูก ันไป เปน คําวา คุณธรรมจรยิ ธรรม ซึง่ รวมความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม นั่นคอื มีความหมายเนน ท้งั สภาพ ลักษณะหรอื คุณสมบัติ และความประพฤตอิ ันดีงาม เปนทยี่ อมรับของสังคม (โครงการเรง สรา งคณุ ลักษณะท่ีดีของเด็กและเยาวชนไทย ศูนยคณุ ธรรม หนา ๑๑ -๑๒) การเมือง ความรูเกีย่ วกบั ความสมั พันธระหวางอํานาจในการจัดระเบียบสงั คมเพ่อื ประโยชนแ ละความสงบ สขุ ของสังคม มคี วามสมั พันธตอกันโดยรวมทั้งหมดในสวนหนง่ึ ของชวี ติ ในพื้นทหี่ นึง่ ทีเ่ กย่ี วขอ ง กบั อาํ นาจ อํานาจชอบธรรม หรืออทิ ธพิ ล และมีความสามารถในการดําเนินการได ขอ มูล สง่ิ ทไ่ี ดรบั รูแ ละยังไมมกี ารจัดประมวลใหเ ปนระบบ เมื่อจดั ระบบแลวเรียกวา สารสนเทศ คา นิยม การกําหนดคณุ คาและพฒั นาจนเปนบุคลิกภาพประจําตวั
๑๑๙ คุณคา ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค เชน ความดี ความงาม ความดเี ปนคณุ คา ของจริยธรรม ความงามเปนคณุ คา ทางสุนทรยี ศาสตร สิง่ ที่ตอบสนองความตองการไดเ ปนสิ่งทีม่ คี ุณคา คุณคา เปน สง่ิ เปล่ียนแปลงได คณุ คาเปล่ียนไปไดตามเวลา และคณุ คามกั เปลีย่ นแปลงไปตามวิวฒั นาการของความเจรญิ บทบาท การกระทาํ ท่สี งั คมคาดหวังตามสถานภาพทบ่ี ุคคลครองอยู หนาที่ เปนความรบั ผดิ ชอบทางศีลธรรมของปจ เจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ สถานภาพ ตาํ แหนงท่ีแตละคนครองอยูใ นสถานทห่ี นึ่ง ในชว งเวลาหนง่ึ บรรทัดฐาน ขอตกลงของสังคมท่กี าํ หนดใหส มาชกิ ประพฤติ ปฏิบตั ิ บางทีเรียกปทัสถาน สามารถใชบรรทัด ฐานของสังคม (social norms) เปน มาตรฐานความประพฤติในทางจรยิ ธรรมได ซ่ึงแยกออกเปน ก. วิถีประชา (folkways) ไดแ ก แบบแผนพฤตกิ รรมในชีวิตประจําวันทส่ี ังคมยอมรับ และ ไดประพฤตปิ ฏิบัตสิ บื ตอ กันมา มักเกย่ี วขอ งกบั เรื่องการดําเนินชีวิต และในสวนทเ่ี กย่ี วขอ งกบั จรยิ ธรรมจะไมมกี ฎเกณฑเ ครงครัดแนน อนตายตวั ข. กฎศีลธรรมหรือจารตี (mores) เปนมาตรฐานความประพฤตขิ องสังคมทมี่ ีการกําหนด เก่ียวกับจรยิ ธรรมท่เี ขม ขึน้ ในกรณมี ีผฝู าฝนอาจมีการลงโทษ แมว าในบางคร้งั จะไมมกี ารเขียนไว เปน ลายลกั ษณอ กั ษรกต็ าม เชน การลวนลามสตรใี นชนบท ตองลงโทษดวยการเสียผี ค. กฎหมาย (law) เปน มาตรฐานความประพฤติที่รัฐกําหนดใหส มาชิกของรัฐพึงปฏิบัตหิ รือ ละเวน การปฏิบตั ิ และกําหนดวิธีการปฏิบตั ิการลงโทษสําหรับผูฝาฝน สทิ ธิ ขอ เรยี กรองของปจเจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ สทิ ธทิ างศีลธรรม เปนขอ เรียกรอ งทางศีลธรรมของปจเจกชนซ่งึ สังคมยอมรับ ประเพณี เปนความประพฤติของคนหมหู นงึ่ อยูใ นที่แหง หนึง่ ถือเปน แบบแผนกันมาอยางเดียวกันและ สบื กนั มานาน ประเพณี คอื กจิ กรรมท่ีมีรปู แบบของชุมชนหรอื สงั คมหน่ึงทจ่ี ัดขน้ึ มาดวยจุดประสงคใ ด จุดประสงคห นงึ่ และกําหนดการจัดกิจกรรมในชวงเวลาแนน อนสมํ่าเสมอ กิจกรรทีเ่ ปน ประเพณี อาจมองไดอ กี ประการหนง่ึ วา เปนแบบแผนการปฏิบัตขิ องกลมุ เฉพาะหรอื ทางศาสนา ปฏิญญาสากลวา ดวยสทิ ธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights sinv UDHR) คือการประกาศ เจตนารมณ ในการรวมมอื ระหวางประเทศทม่ี คี วามสําคญั ในการวางกรอบเบื้องตนเกี่ยวกับสทิ ธิ มนุษยชนและเปน เอกสารหลักดานสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซ่งึ ท่ีประชมุ สมชั ชาใหญแหง สหประชาชาติ ใหก ารรับรองตามขอมติที่ ๒๑๗ A (III) เม่อื วันที่ ๑๐ ธนั วาคม ๒๔๙๑ โดยประเทศ ไทยออกเสียงสนันสนุน วฒั นธรรม และภมู ปิ ญ ญาไทย เปน การศกึ ษา วิเคราะหเก่ียวกับวัฒนธรรมและภูมิปญ ญาในเรือ่ งเกยี่ วกบั ความเปน มา ปจ จัยพ้ืนฐานและผลกระทบจากภายนอกทม่ี อี ิทธพิ ลตอการสรางสรรควัฒนธรรมไทย วฒั นธรรมทอ งถนิ่ ภมู ิปญ ญาไทย รวมท้งั วัฒนธรรมและภมู ิปญญาของมนษุ ยชาติโลก ความสําคัญ และผลกระทบที่มอี ิทธพิ ลตอ การดาํ เนนิ ชีวติ ของคนไทยและมนษุ ยชาติ ตงั้ แตอดีตถึงปจจุบัน
๑๒๐ สัมมาชีพ การประกอบอาชพี สจุ ริตและเหมาะสมในสงั คม ประสทิ ธภิ าพ ความสามารถในการทาํ งานจนสาํ เร็จ หรอื ผลการกระทําทไี่ ดผ ลออกมาดกี วา เดมิ รวมทงั้ การใชทรพั ยากรตางๆ อยา งคุมคา โดยไมใ หเ กิดความสญู เปลา หรือความสญู เสยี ทรัพยาการตางๆ พิจารณาไดจากเวลา แรงงาน วัตถุดิบ เครอื่ งจกั ร ปรมิ าณและคุณภาพ ฯลฯ ประสทิ ธิผล ระดับความสาํ เร็จของวตั ถุประสงค หรอื ผลสําเร็จของงาน สนิ คา หมายความวาสง่ิ ของทส่ี ามารถซ้ือขาย แลกเปล่ียน หรือโอนกันได ไมวา จะเกดิ โดยธรรมชาตหิ รือ เปนผลติ ผลทางการเกษตร รวมตลอดถงึ ผลติ ภณั ฑทางหัตถกรรมและอตุ สาหกรรม ภูมิปญ ญา สว นหน่งึ ของประเพณี หรือเปน กิจกรรมเฉพาะตัวกไ็ ด เชน พธิ ถี วายสงั ฆทาน พิธีบวชนาค พธิ ีบวชลกู แกว พธิ ขี อฝน พิธไี หวค รู พธิ แี ตงงาน มนษุ ยชาติ การเกดิ เปน มนุษยมาจาก มนษุ ย = ผูมีจติ ใจสูง กบั ชาติ = เกดิ โดยปกตหิ มายถึง มนุษยท วั่ ๆ ไป มรรยาท พฤตกิ รรมที่สังคมกําหนดวาควรประพฤตเิ ปน วฒั นธรรม วัดจากความเหมาะสมและไมเ หมาะสม ระบบ การนาํ สว นตา ง ๆ มาปรบั เรยี งตอ ใหท าํ งานประสานตอ เน่อื งกันจนดเู ปน สิง่ เดียวกัน กระบวนการ กรรมวธิ หี รอื ลาํ ดับการกระทําซึง่ ดาํ เนนิ การตอ เนอ่ื งกันไปจนสาํ เรจ็ ลง ณ ระดับหนงึ่ วเิ คราะห การแยกแยะใหเห็นคุณลกั ษณะของแตละองคประกอบ เศรษฐกจิ ความรูเ กยี่ วกบั การกิน การอยขู องมนุษยใ นสงั คม วาดวยทรัพยากรทม่ี ีจาํ กัดการผลติ การกระจายผลผลิต และการบริโภค สหกรณ แปลวาการทํางานรวมกนั การทํางานรวมกันนีล้ ึกซง้ึ มาก เพราะวา ตองรวมมอื กนั ในทกุ ดาน ทั้งใน ดา นงานทีท่ ําดว ยรา งกาย ท้งั ในดานงานทีท่ าํ ดวยสมอง และงานการทีท่ าํ ดวยใจ ทุกอยางนีข้ าดไมไ ด ตองพรอม (พระราชดาํ รัสพระราชทานแกผูน าํ สหกรณก ารเกษตร สหกรณน ิคมและสหกรณประมงทว่ั ประเทศ ณ ศาลาดุสิตดาลยั ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖) ทรพั ยส ินทางปญญา หมายถึง ผลงานอันเกดิ จากการประดิษฐค ดิ คน หรอื สรางสรรคของมนุษย ซึ่งเนน ท่ี ผลผลติ ของสตปิ ญ ญาและความชาํ นาญ โดยไมค ํานงึ ถึงชนิด ของการสรางสรรคหรือวิธีในการ แสดงออก ทรพั ยสินทางปญ ญา อาจเปน ส่ิงที่จบั ตอ งได เชนสนิ คา ตาง ๆ หรือ เปนส่ิงที่จบั ตอ ง ไมได เชน บรกิ าร แนวความคิด กรรมวธิ ีและทฤษฎตี า ง ๆ เปน ตน ทรัพยส นิ ทางปญ ญามี ๒ ประเภท ทรัพยส ินทางอุตสาหกรรม (Industrial property) และลขิ สทิ ธิ์ (Copyright) ๑. ทรัพยส ินทางอุตสาหกรรม มสี ิทธิบัตร แบบผงั ภมู ขิ องวงจรรวม เครื่องหมายการคา ความลบั ทางการคา ช่ือทางการคา สิ่งบงชีท้ างภมู ิศาสตร ส่ิงบง ชี้ทางภมู ิศาสตร หมายความวา ชื่อ สญั ลักษณ หรือส่ิงอนื่ ใดทใ่ี ชเรยี กหรอื ใชแทนแหลง ภมู ิศาสตร และทสี ามารถบง บอกวาสินคา ทเ่ี กิดจากแหลงภมู ศิ าสตรนั้นเปน สินคาทม่ี ีคณุ ภาพ ชอื่ เสยี ง หรอื คุณลกั ษณะเฉพาะของแหลง ภมู ิศาสตรดงั กลา ว ๒. ลขิ สิทธ์ิ คือ งานหรือความคดิ สรา งสรรคในสาขาวรรณกรรม ศลิ ปกรรม ดนตรกี รรม
๑๒๑ งานภาพยนตร หรืองานอ่นื ใดในแผนกวรณคดี หรอื แผนกศิลปะ แผนกวิทยาศาสตร ลขิ สิทธ์ิยัง รวมท้ังสทิ ธขิ า งเคียง (Neighbouring Right) เหตุ ภาวะเง่ือนไขท่จี ําเปนทที่ าํ ใหส ่ิงหนึ่งเกิดขึ้นตามมา เรยี กวา ผล เหตุการณ ปรากฏการณท ่เี กดิ ข้นึ อาํ นาจ ความสามารถในการบบี บงั คับใหสิ่งหน่ึง (คนหน่งึ ...) กระทําตามทปี่ รารถนา อิทธิพล อํานาจบังคับท่ีกอใหเ กดิ ความสําเร็จในส่ิงใดสิง่ หนง่ึ เอกลักษณ ลักษณะท่มี ีความเปน หนงึ่ เดียว ไมมที ี่ใดเหมือน ตาํ นาน เปน เรอื่ งเลาตอกันมาและถกู บันทึกขน้ึ ภายหลงั พงศาวดาร คอื การบนั ทกึ เหตุการณท ี่เกดิ ข้ึนตามลําดับเวลา ซึ่งสวนใหญจะเปน เรือ่ งราวท่ีกบั พระมหากษตั ริย และราชสาํ นัก อดีต คือ เวลาทีล่ วงมาแลว ความสาํ คญั ของอดตี คอื อดีตจะครอบงําความคิดและความรูของเราอยา ง กวา งขวางลึกซ้งึ อดีตทเี่ ก่ยี วขอ งกบั กลมุ คน/ความสําคญั ท่มี ตี อ เหตกุ ารณแ ละกลมุ คนจะถกู นํามา เช่ือมโยงเขาดวยกนั นักประวตั ิศาสตร เปน ผบู ันทึกเหตุการณที่เกดิ ขึน้ ผูส รางประวัตศิ าสตรข นึ้ จากหลกั ฐานประเภทตา ง ๆ ตามจดุ มงุ หมายและวธิ ีการคิด ซึ่งงานเขียนอาจนาํ ไปสูการเปนวิชาประวัตศิ าสตรไดใ นที่สดุ ความมุงหมายในการเขยี นประวัตศิ าสตร - นกั ประวัติศาสตรร ุน เกา มงุ สูการรวมชาต/ิ รบั ใชการเมือง - นกั ประวตั ศิ าสตรรุนใหม มุงท่จี ะหาความจริง (truth) จากอดีตและตีความโดยปราศจากอคติ (bias) หลักฐานประเภท ตา ง ๆ จะใหข อ เท็จจริงบางประการ ซึ่งจะนําไปสูความจริงในที่สุดโดยมีวธิ กี ารแบง ประเภทของหลักฐานหลายแบบ เชน หลักฐานสมยั กอ นประวตั ิศาสตรและหลกั ฐานสมัย ประวตั ศิ าสตรแบบหน่ึง หลักฐานประเภทลายลักษณอ กั ษรและหลกั ฐานท่ไี มใชลายลักษณแบบ หนึง่ หรือหลกั ฐานช้ันตน และหลกั ฐานชัน้ รอง (หรือหลักฐานช้ันที่หนึง่ ช้นั ท่ีสอง ช้ันท่ีสาม) อีกแบบหนง่ึ หลักฐานที่จะถกู ประเมินวา นา เชือ่ ถอื ทสี่ ุด คือ หลกั ฐานท่ีเกิดรวมสมยั หรือเกดิ โดยผทู ่ี รเู หน็ เหตุการณน้นั ๆ แตกระน้นั นกั ประวตั ศิ าสตรกจ็ ะตองวเิ คราะหท ้งั ภายในและภายนอกกอ น ดวยเชนกนั เนอ่ื งจากผทู ่ีอยรู วมสมยั กย็ อมมจี ุดมุงหมายสว นตัวในการบันทกึ ซง่ึ อาจทําใหเลอื ก บนั ทกึ เฉพาะเร่อื งบางเรอื่ งเทานน้ั อคติ คอื ความลาํ เอยี ง ไมต รงตามความเปนจริง เปนธรรมชาติของมนุษยท กุ คน ซ่งึ ผูทเ่ี ปนนัก ประวตั ศิ าสตรจะตองตระหนกั และควบคมุ ใหได ความเปนกลาง คือ การมองดว ยปราศจากความรสู ึกอคตจิ ะเกดิ ข้ึนไดหากเขาใจธรรมชาติของหลักฐานแต ละประเภท เขาใจปรัชญาและวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร เขา ใจจุดมุง หมายของผเู รียน ผบู ันทึก ประวตั ิศาสตร (นน่ั คือ เขาใจวา บนั ทึกเพ่ืออะไร เพราะเหตุใด)
๑๒๒ ความจรงิ แท (real truth) คือ ความจริงท่ีคงอยูแ นนอนนิรันดร เปน จุดหมายสูงสดุ ท่ีนกั ประวัตศิ าสตร มงุ แสวงหาซง่ึ จะตองอาศยั ความเขา ใจและความจรงิ ท่ีอยเู บ้ืองหลังการเกิดพฤตกิ รรมและเหตุการณ ตา ง ๆ (ท่ีมนุษยเปน ผูส ราง) ซงึ่ การแสวงหาความจริงแท ตองอาศัยความสมบรู ณข องหลักฐานและ กระบวนการทางประวตั ิศาสตรท ล่ี ะเอยี ด ถ่ถี วน กนิ เวลายาวนาน แตนีค้ อื ภาระหนาทีข่ องนัก ประวัตศิ าสตร ผสู อนวชิ าประวัตศิ าสตร คอื ผูนําความรูทางประวัติศาสตรม าพฒั นาใหผูเรียนเกิดความรู เจตคติและ ทักษะในการใชกระบวนการวทิ ยาศาสตรในการแสวงหาความจริงและความจรงิ แทจะตองศกึ ษา ผลงานของนักประวัติศาสตรและเลือกเน้อื หาประวัตศิ าสตรท่ีเหมาะสมกบั วัยของผูเรยี น โดยตอง เปน ไปตามจุดประสงคของหลกั สตู รและสอดคลอ งธรรมชาตขิ องประวตั ิศาสตร เวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร เปนการศกึ ษาเรื่องการนับเวลา และการแบงชว งเวลาตามระบบตาง ๆ ทง้ั แบบไทย สากล ศักราชทีส่ ําคัญ ๆ ในภมู ภิ าคตา ง ๆ ของโลก และการแบงยคุ สมัยทาง ประวตั ิศาสตร ทงั้ นเี้ พอ่ื ใหผูเรียนมที ักษะพน้ื ฐานสําหรับการศึกษาหลกั ฐานทางประวัติศาสตร สามารถเขา เหตกุ ารณท างประวตั ิศาสตรทสี่ มั พันธกับอดีต ปจ จุบัน และอนาคต ตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญในความตอ เนือ่ งของเวลา อิทธิพลและความสําคัญของเวลาทีม่ ีตอวถิ กี ารดําเนินชีวติ ของ มนษุ ย วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร หมายถงึ กระบวนการในการแสวงหาขอเท็จจรงิ ทางประวตั ศิ าสตร ซ่ึงเกดิ จากวิธี วิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบอื่นๆ เพือ่ ใหไดม าซงึ่ องคค วามรใู หมท างประวัติศาสตรบ น พื้นฐานของความเปน เหตุเปนผล และการวเิ คราะหเ หตุการณตา ง ๆ อยา งเปนระบบ ประกอบดวย ข้นั ตอนตอ ไปน้ี หน่งึ การกาํ หนดเปา หมายหรอื ประเด็นคําถามทตี่ อ งการศึกษา แสวงหาคาํ ตอบดวยเหตุ และผล (ศกึ ษาอะไร ชว งเวลาไหน สมยั ใด และเพราะเหตุใด) สอง การคน หาและรวบรวมหลกั ฐานประเภทตาง ๆ ทง้ั ทเี่ ปน ลายลกั ษณอักษร และไมเ ปน ลาย ลักษณอ กั ษร ซึง่ ไดแ ก วตั ถุโบราณ รองรอยถ่ินที่อยอู าศยั หรอื การดาํ เนินชีวติ สาม การวเิ คราะหห ลกั ฐาน (การตรวจสอบ การประเมินความนาเช่ือถอื การประเมินคุณคา ของ หลกั ฐาน) การตคี วามหลกั ฐานอยา งเปนเหตเุ ปน ผล มีความเปน กลาง และปราศจากอคติ ส่ี การสรปุ ขอ เทจ็ จริงเพ่ือตอบคาํ ถาม ดวยการเลือกสรรขอเทจ็ จริงจากหลักฐานอยา งเครงครัดโดย ไมใ ชคา นิยมของตนเองไปตดั สินพฤติกรรมของคนในอดตี โดยพยายามเขาใจความคิดของคนในยคุ นนั้ หรอื นาํ ตวั เขา ไปอยใู นยคุ สมัยทต่ี นศึกษา หา การนําเสนอเรอ่ื งท่ีศึกษาและอธบิ ายไดอ ยา งสมเหตสุ มผล โดยใชภาษาที่เขาใจงาย มคี วาม ตอ เน่ือง นา สนใจ ตลอดจนมกี ารอางองิ ขอเท็จจรงิ เพือ่ ใหไ ดง านทางประวตั ศิ าสตรที่มคี ณุ คา และมี ความหมาย
๑๒๓ พัฒนาการของมนษุ ยชาติจากอดตี ถึงปจ จุบัน เปนการศึกษาเรือ่ งราวของสังคม มนษุ ยในบรบิ ทของเวลา และสถานที่ โดยทวั่ ไปจะแยกเรื่องศกึ ษาออกเปนดานตาง ๆ ไดแ ก การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความสัมพันธระหวา งประเทศ โดยกําหนดขอบเขตการศกึ ษาใน กลมุ สังคม มนษุ ยกลมุ ใดกลมุ หนึง่ เชน ในทอ งถน่ิ /ประเทศ/ภูมภิ าค/โลก โดยมุง ศกึ ษาวาสงั คมนั้น ๆ ได เปล่ยี นแปลงหรือพฒั นาตามลาํ ดับเวลาไดอยา งไร เพราะเหตุใด จงึ เกดิ ความเปล่ียนแปลงมปี จจยั ใดบา ง ท้งั ทางดานภมู ศิ าสตรและปจจัยแวดลอมทางสงั คม ทีม่ ผี ลตอ พัฒนาการหรอื การสรางสรรค วัฒนธรรม และผลกระทบของการสรางสรรคของมนษุ ยในดา นตาง ๆ เปนอยา งไร ทั้งนี้เพอ่ื ให เขาใจอดตี ของสงั คมมนษุ ยในมิติของเวลาและความตอ เน่ือง ภมู ศิ าสตร เปน คําทม่ี าจากภาษากรกี (Geography) หมายถงึ การพรรณนาลักษณะของโลกเปน ศาสตรท าง พนื้ ท่ี เปนความรูที่วาดว ยปฏสิ ัมพนั ธของส่ิงตา ง ๆ ในขอบเขตหนึง่ ลกั ษณะทางกายภาพ ของภมู ศิ าสตร หมายถงึ ลกั ษณะที่มองเหน็ เปนรปู รา ง รูปทรง โดยสามารถมองเห็น และวิเคราะหไ ปถึงกระบวนการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในสภาพแวดลอ มตาง ๆ ซึง่ เกย่ี วของ กับลกั ษณะของธรณสี ณั ฐานวิทยาภมู ิอากาศวทิ ยา ภูมศิ าสตรดนิ ชีวภูมิศาสตรพืช ภูมิศาสตรสัตว ภูมศิ าสตรส ่งิ แวดลอมตาง ๆ เปน ตน ปฏสิ ัมพนั ธร ะหวางกัน หมายถงึ วธิ ีการศึกษา หรือวธิ กี ารวิเคราะห พจิ ารณาสําหรับศาสตรทางภูมิศาสตร ไดใชส าํ หรับการศกึ ษาพจิ ารณา คิดวเิ คราะห สังเคราะหถ ึงสง่ิ ตา ง ๆ ท่มี ผี ลตอกันระหวาง สงิ่ แวดลอ มกับมนษุ ย (Environment) ทางกายภาพ ดวยวธิ กี ารศกึ ษา พิจารณาถึง ความแตกตา ง ความเหมอื นระหวางพ้นื ท่หี นึ่งๆ กบั อกี พ้นื ทหี่ น่ึง หรือระหวา งภูมภิ าคหนง่ึ กับ ภมู ิภาคหน่งึ โดยพยายามอธิบายถงึ ความแตกตาง ความเหมอื น รปู แบบของภูมิภาค และพยายามขดี เสนสมมตุ ิ แบงภมู ิภาคเพ่ือพจิ ารณาวิเคราะห ดูสมั พันธภาพของภูมิภาคเหลาน้ันวา เปน อยางไร ภมู ิศาสตร คือ ภาพปฏิสัมพันธของธรรมชาติ มนษุ ย และวัฒนธรรม รปู แบบตาง ๆ ถา พจิ ารณาเฉพาะปจจยั ทางธรรมชาติ จะเปนภมู ิศาสตรกายภาพ (Physical Geography) ถาพิจารณาเฉพาะปจจยั ทเ่ี กย่ี วของกับมนษุ ย เชน ประชากร วิถีชีวิต ศาสนา ความเชอ่ื การเดินทาง การอพยพจะเปน ภูมศิ าสตรมนุษย (Human Geography) ถา พจิ ารณาเฉพาะปจจัยทเ่ี ปนสิ่งท่มี นุษยส รา งขน้ึ เชน การต้งั ถิน่ ฐาน การคมนามคม การคา การเมอื ง จะเปน ภมู ศิ าสตรวัฒนธรรม (Cultural Geography) ภูมอิ ากาศ คอื ภาพปฏสิ ัมพนั ธข ององคประกอบอุตนุ ยิ มวทิ ยา รูปแบบตาง ๆ เชน ภมู ิอากาศ แบบรอนชน้ื ภูมอิ ากาศแบบอบอนุ ชน้ื ภมู อิ ากาศแบบรอ นแหงแลง ฯลฯ ภมู ิประเทศ คอื ภาพปฏิสมั พันธขององคป ระกอบแผน ดิน เชน หนิ ดิน ความตางระดบั ทําใหเ กดิ ภาพ ลักษณะรูปแบบตา ง ๆ เชน พนื้ ทแี่ บบภูเขา พื้นทร่ี ะบบลาด เชิงเขา พ้ืนท่ีราบ พ้นื ทล่ี มุ ฯลฯ ภมู ิพฤกษ คอื ภาพปฏิสัมพันธข องพชื พรรณ อากาศ ภมู ิประเทศ ดนิ สตั วป า ในรูปแบบตา ง ๆ เชน ปา ดบิ ปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ ปา ทงุ หญา ฯลฯ
๑๒๔ ภูมธิ รณี คอื ภาพปฏสิ ัมพันธข องแร หนิ โครงสรางทางธรณี ทําใหเกิดรูปแบบทางธรณชี นดิ ตาง ๆ เชน ภูเขาแบบทบตัว ภูเขาแบบยกตวั ทร่ี าบนํ้าทวมถึง ชายฝง แบบยุบตวั ฯลฯ ภมู ปิ ฐพี คอื ภาพปฏสิ ัมพันธของแร หิน ภมู ิประเทศลกั ษณะอากาศ พืชพรรณ ทาํ ใหเ กิดดินรูปแบบ ตา ง ๆ เชน แดนดินดาํ มอดินแดง ดนิ ทรายจัด ดนิ กรด ดินเคม็ ดนิ พรุ ฯลฯ ภมู อิ ทุ ก คือ ภาพปฏิสมั พนั ธข องแผนดนิ ภมู ปิ ระเทศ ภูมิอากาศ ภมู ิธรณี พืชพรรณ ทําใหเกิดรปู แบบ แหลงนา้ํ ชนิดตาง ๆ เชน แมน ํา้ ลาํ คลอง หว ย หนอง บึง ทะเล ทะเลสาบ มหาสมทุ ร นํ้าใตดนิ น้ําบาดาล ฯลฯ ภูมดิ ารา คือ ภาพปฏสิ ัมพนั ธของดวงดาว กลมุ ดาว เวลา การเคลอื่ นการโคจรของ ดาวฤกษ ดาวเคราะห ทําใหเกดิ รปู แบบปรากฏการณตาง ๆ เชน การเกิดกลางวันกลางคืน ขางข้ึน-ขางแรม สุริยุปราคา ตะวนั ออมเหนือ ตะวันออมใต ฯลฯ ภัยพิบตั ิ เหตกุ ารณทกี่ อใหเ กิดความเสยี หายและสูญเสยี อยา งรุนแรง เกิดขนึ้ จากภัยธรรมชาติและกระทํา ของมนุษย จนชุมชนหรือสังคมทเ่ี ผชญิ ปญหาไมอาจรับมอื เชน ดินถลม สนึ ามิ ไฟปา ฯลฯ แหลงภูมิศาสตร หมายความวา พื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาคและทองถน่ิ และใหห มายความรวมถึงทะเล ทะเลสาบ แมนา้ํ ลําน้าํ เกาะ ภเู ขา หรือพืน้ ท่ีอ่นื ทาํ นองเดยี วกนั ดว ย เทคนคิ ทางภมู ิศาสตร หมายถงึ แผนที่ แผนภมู ิ แผนภาพ และกราฟ ภายถา ยทางอากาศ และภาพถา ยจาก ดาวเทยี ม เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ส่ือทสี่ ามารถคน ขอมูลทางภูมศิ าสตรได มิติทางพ้นื ที่ หมายถึง การวิเคราะห พิจารณาในเร่อื งขององคประกอบทางภมู ศิ าสตรทเ่ี กยี่ วขอ งกับเวลา สถานท่ี ปจจยั แวดลอ ม และการกระจายของพื้นที่ในรปู แบบตา ง ๆ ทั้งความกวา ง ยาว สูง ตาม ขอบเขตทีก่ ําหนด หรอื สมมตุ ิพืน้ ทีข่ นึ้ มาพจิ ารณา การศกึ ษารปู แบบทางพนื้ ที่ หมายถึง การศกึ ษาเรอ่ื งราวเกย่ี วกับพ้นื ทห่ี รอื มิตทิ างพ้ืนทีข่ อง สังคมมนุษย ท่ีตงั้ ถน่ิ ฐานอยู มีการใชแ ละกาํ หนดหนวยเชิงพ้นื ท่ี ทีช่ ดั เจน มีการอาศัยเสน ทเ่ี ราสมมตุ ิขน้ึ อาศยั หนวยตา ง ๆ ขึ้นมากาํ หนดขอบเขต ซ่ึงมอี งคป ระกอบลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมอื ง และลักษณะทางพฒั นาการของมนษุ ยท เี่ ดน ชดั สอดคลอ งกนั เปนพน้ื ฐานใน การศึกษา แสวงหาขอมูล ภูมศิ าสตรก ายภาพ หมายถึง ศาสตรท ีศ่ กึ ษาเรอ่ื งเก่ยี วกบั ระบบธรรมชาติ ถึงความเปนมา ความเปลย่ี นแปลง และพฒั นาการไปตามยคุ สมัย โดยมีขอบเขตท่ีกลาวถงึ ลักษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะภูมอิ ากาศ ภมู ิปฐพี (ดนิ ) ภูมิอากาศ (ลมฟาอากาศ บรรยากาศ) และภูมิพฤกษ (พชื พรรณ ปา ไม ธรรมชาต)ิ รวมท้งั ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตทิ ่ีมีผลตอ ชีวติ และความเปนอยูของมนุษย ส่งิ แวดลอม สิง่ ทอ่ี ยรู อบ ๆ ส่ิงใดสิ่งหนึง่ และมอี ทิ ธิพลตอส่ิงนั้น อาทิ อากาศ นาํ้ ดนิ ตน ไม สตั ว ซง่ึ สามารถถกู ทาํ ลายไดโ ดยการขาดความระมดั ระวงั
๑๒๕ ส่ิงแวดลอ มทางภายภาพ หมายถงึ ทกุ ส่ิงทกุ อยา ง ยกเวน ตวั มนุษยแ ละผลงาน และมนุษย ส่ิงแวดลอมทาง กายภาพ ไดแ ก ภมู ิอากาศ ดนิ พืชพรรณ สัตวป า ธรณสี ัณฐาน (ภเู ขาและทร่ี าบ) บรรยากาศ มหาสมุทร แรธาตุ และน้าํ อนรุ ักษ การรักษา จดั การ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม หรือการรักษาปองกันบางสิง่ ไมให เปล่ยี นแปลง สญู หายหรือถกู ทาํ ลาย ภูมิศาสตรม นุษย และสิ่งแวดลอม หมายถึง ศาสตรท ี่ศกึ ษาเรอ่ื งราวเกีย่ วกบั มนุษย วิถีชวี ติ และ ความเปน อยู กจิ กรรมทางเศรษฐกิจและสงั คม ส่งิ แวดลอ มดานสังคมท้ังในเมอื งและทอ งถิ่น การเปลยี่ นแปลงทางส่งิ แวดลอ ม สาเหตุและผลกระทบทมี่ ีตอ มนษุ ย ปญ หาและแนวทางแกป ญ หา ทางสังคม กรอบทางพืน้ ที่ (Spatial Framework) หมายถงึ การวางขอกําหนดหรือขอบเขตของพืน้ ท่ใี นการศึกษาเรื่องใด เรือ่ งหนึง่ หรือแบบรูปแบบกระจายของส่ิงตาง ๆ บนผิวโลกสวนใดสว นหน่งึ เพอ่ื ใหเราเขาใจลักษณะ โลกของมนุษยดขี นึ้ เชน การกาํ หนดใหมนุษย และวฒั นธรรมของมนุษยด ีขน้ึ เชน การกาํ หนดใหม นษุ ย และวฒั นธรรมของมนุษยกรอบพน้ื ทข่ี องโลกท่มี ลี ักษณะเปนภมู ภิ าค ประเทศ จังหวดั เมือง ชมุ ชน ทอ งถ่นิ ฯลฯ สาํ หรบั การวิเคราะห หรือศกึ ษาองคป ระกอบใดองคประกอบหน่งึ เฉพาะเรื่อง รูปแบบทางพ้นื ท่ี (Spatial Form) หมายถงึ ขอเทจ็ จรงิ เครอื่ งมอื หรือวิธีการ โดยเฉพาะกลมุ ของขอ มลู ท่ี ไดมา เปนตน วา ความสมั พันธท างพน้ื ท่แี บบรูปแบบของการกระจาย การกระทาํ ระหวางกัน เครื่องมือทีใ่ ช ไดแก แผนที่ ภาพถา ย ฯลฯ พืน้ ท่หี รือระวางที่(Space) หมายถึง ขอบเขตทางพ้นื ท่ใี นการวิเคราะหทางภูมศิ าสตร เปน การศกึ ษาพ้นื ท่ี ในมติ ติ า ง ๆ ตามระวางท่ี (Spatiak study) ท่กี าํ หนดขึ้นมขี อบเขตชดั เจน อาจจะมีการกําหนดเปน เขตบริเวณ สถานท่ี นํามติ ิของความกวาง ความลกึ ความสูง ความยาว รวมทงั้ มติ ิทางเวลา ในเขต พ้ืนทีต่ า ง ๆ ตามท่ีเรากาํ หนด ขอบเขตระหวา งที่ ดว ยเครอ่ื งมอื เสนสมมตแิ ละเทคนิคทางภมู ศิ าสตร ตา ง ๆ เชน แผนท่ี ภาพถาย ฯลฯ อาจจะจาํ แนกเปนเขต ภมู ิภาค ประเทศ จังหวดั เมอื ง ชุมชน ทองถน่ิ ฯลฯ ท่ีเฉพาะเจาะจงไป มกี ารพิจารณา วิเคราะหถ งึ การกระจายและสัมพันธภาพของมนุษย บนผวิ โลก และลักษณะทางพนื้ ทขี่ องการตงั้ ถ่ินฐานของมนุษย และการทใี่ ชป ระโยชนจ ากพื้นโลก สัมพนั ธจากถ่ินฐานของมนษุ ย และการท่ีใชป ระโยชนจากพ้ืนโลก สัมพันธภาพระหวา งสงั คม มนุษยก ับสิง่ แวดลอมทางกายภาพ ซึง่ ถือวาเปนสวนหนง่ึ ในการศึกษาความแตกตา งเชิงพน้ื ท่ี (Area difference) มิติสัมพนั ธเ ชงิ ทาํ เลทตี่ ้งั หมายถงึ การศึกษาความแตกตางหรอื ความเหมอื นกนั ของสังคมมนุษยใ นแตละ สถานที่ ในฐานะที่ความแตกตางและเหมือนกันนน้ั อาจมีความเกย่ี วเนือ่ งกบั ความแตกตา งและความ เหมอื นกนั ในสงิ่ แวดลอมทางกายภาพ ทางเศรษฐกจิ ทางสงั คม ทางวัฒนธรรม ทางการเมอื ง และ การศึกษาภูมิทัศนท่ีแตกตางกันในเรอ่ื งองคป ระกอบ ปจจยั ตลอดจนแบบรปู การกระจายของมนษุ ย
๑๒๖ บนพ้ืนโลก และการที่มนษุ ยใชป ระโยชนจ ากพื้นโลก เหตุไรมนุษยจึงใชป ระโยชนจากพนื้ โลก แตกตา งกนั ในสถานทตี่ า งกัน และในเวลาทต่ี างกนั มีผลกระทบอยา งไร ภาวะประชากร รายละเอียดขอ เทจ็ จรงิ เกี่ยวกับประชากรในเรื่องสาํ คัญ 3 ดา น คือขนาดประชากร การกระจายตัวเชงิ พน้ื ท่ี และองคประกอบของประชากร ขนาดของประชากร จาํ นวนประชากรท้งั หมดของเขตพื้นที่หนงึ่ พน้ื ท่ี ณ เวลาท่กี ลาวถึง การกระจายตัวเชงิ พนื้ ท่ี การทีป่ ระชากรกระจายตวั กนั อยูในสว นตางๆ ของพ้ืนท่ีหน่งึ พ้นื ที่ ณ เวลาทก่ี ลา วถึง องคประกอบของประชากร ลักษณะตาง ๆ ท่มี ีสวนผลกั ดันใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลงขนาดหรอื จํานวน ประชากร องคป ระกอบของประชากรเปน ดัชนีอยา งหนง่ึ ที่ชี้ใหเ ห็นถงึ คณุ ภาพของประชากร องคประกอบประชากรทีส่ ําคญั ไดแก เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ การสมรส การเปล่ียนแปลงประชากร องคป ระกอบสาํ คัญทีท่ ําใหเ กดิ กรเปลี่ยนแปลงประชากร คอื การเกดิ การตาย และการยา ยถ่ิน
๑๒๗ คณะผูจดั ทาํ คณะทป่ี รึกษา เลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ๑. คณุ หญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ท่ีปรกึ ษาดา นพัฒนากระบวนการเรยี นรู ๒. นายวนิ ัย รอดจา ย ผอู ํานวยการสาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ๓. นายสชุ าติ วงศสุวรรณ ๔. นางเบญจลกั ษณ น้าํ ฟา รองผูอาํ นวยการสาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๕. นางภาวนี ธาํ รงเลศิ ฤทธ์ิ คณะทํางานยกรา ง ขาราชการบาํ นาญ ประธาน ๑. รองศาสตราจารยวฒุ ิชยั มูลศิลป ๒. รองศาสตราจารยน ครินทร เมฆไตรรัตน คณะรฐั ศาสตร รองประธาน ๓. พระธรรมโกศาจารย มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร ๔. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลัย คณะทาํ งาน ๕. พระมหาสมจินต สมฺมาปญุ โญ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ๖. พระมหาสทุ ัศน ตสิ ฺสรวาที ผชู วยอธิการบดีฝา ยวิชาการ คณะทํางาน ๗. พระมหาสุเทพ สุปณฑฺ ิโต มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ๘. นางสุคนธ สนิ ธพานนท รองอธิการบดฝี ายวิชาการ คณะทาํ งาน ๙. นางสุพรรณี มเี ทศน ๑๐. นางวลั ภา สงิ หธรรมสาร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๑๑. นางอทุ มุ พร มลู พรม ผูอํานวยการกองวิชาการ คณะทาํ งาน มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ผอู าํ นวยการกองแผนงาน คณะทาํ งาน มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ขา ราชการบํานาญ คณะทํางาน ขาราชการบาํ นาญ คณะทาํ งาน ขาราชการบาํ นาญ คณะทํางาน ขา ราชการบํานาญ คณะทํางาน
๑๒๘ ๑๒. ผชู วยศาสตราจารยกวี วรกวิน คณะสังคมศาสตร คณะทาํ งาน ๑๓. รองศาสตราจารยอรรฆยค ณา แยมนวล มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร ๑๔. ผูชว ยศาสตราจารยเชยี ง เภาชติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร คณะทํางาน ๑๕. นายทรงธรรม ปนโต มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช ๑๖. นางมาตรนิ ี รกั ษตานนทชยั คณะเศรษฐศาสตร คณะทํางาน ๑๗. นางสาวละออทอง อัมรนิ ทรรตั น มหาวิทยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย ๑๘. ผูช วยศาสตราจารยธ มกร ธาราศรีสุทธิ สายนโยบายการเงนิ คณะทาํ งาน ๑๙. นางสุภาภรณ จิตจักร ธนาคารแหง ประเทศไทย ๒๐. นางศริ กิ าญจน โกสุมภ คณะสังคมศาสตร คณะทํางาน ๒๑. นางมณีนาถ จันทรค ุณา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ๒๒. นางธนาลัย ลิมปรตั นคีรี ๒๓. นางสาวจารวุ รรณา ภทั รนาวิน คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร คณะทํางาน ๒๔. นายไตรรตั น สุทธเกยี รติ ๒๕. นางอนงค บัวทองเลศิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร ๒๖. นางสาวรุงตะวัน วตั รนนั ท ๒๗. นายพฒั นา นอ ยไพโรจน คณะเศรษฐศาสตร คณะทาํ งาน ๒๘. นางสาววิไลพร หวานสนิท ๒๙. นางปนัดดา มีสมบัติงาม มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ ๓๐. นางสาวเพ็ชรรัตน พยบั วารนิ ทร ๓๑. นางละออง ออ นเกตุพล สาํ นักพระพทุ ธศาสนาแหงชาติ คณะทาํ งาน ๓๒. นางกรรณกิ าร สงวนหมู ๓๓. นางสดุ าวรรณ โรจนหลอสกุล ศึกษานิเทศก คณะทาํ งาน ๓๔. นายสมหวงั ชยั ตามล สาํ นกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต ๒ ศึกษานเิ ทศก คณะทํางาน สาํ นักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ ผอู าํ นวยการโรงเรยี นผกั ไห “สุทธาประมขุ ” คณะทํางาน โรงเรยี นโยธินบูรณะ คณะทาํ งาน โรงเรยี นสามเสนวิทยาลัย คณะทํางาน โรงเรยี นวัดทรงคะนอง คณะทํางาน โรงเรยี นประชาอุปถมั ภ คณะทาํ งาน โรงเรียนนครหลวง “พิบลู ยประเสริฐวทิ ย” คณะทาํ งาน โรงเรียนสุวรรณารามวทิ ยาคม คณะทาํ งาน โรงเรยี นวัดราชโอรส คณะทํางาน โรงเรียนชโิ นรสวทิ ยาลยั คณะทํางาน โรงเรยี นสตรวี ดั ระฆงั คณะทาํ งาน โรงเรยี นเตรียมอดุ มศึกษาพัฒนาการ คณะทํางาน โรงเรยี นวัดมหาบศุ ย คณะทํางาน โรงเรยี นเทพศริ นิ ทร คณะทํางาน
๑๒๙ ๓๕. นางมนพร จนั ทรค ลาย โรงเรยี นวัดปรนิ ายก คณะทํางาน ๓๖. นางจฑุ ามาศ สรวิสูตร สํานกั ติดตามและประเมินผล คณะทํางาน ๓๗. นางบรรเจอดพร สูแสนสุข ๓๘. นางวนั เพ็ญ สทุ ธากาศ การจัดการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน ๓๙. นางระวิวรรณ ภาคพรต ๔๐. นางสาวรงุ นภา นุตราวงศ สํานักพัฒนานวตั กรรมการจดั การศกึ ษาสพฐ. คณะทาํ งาน ๔๑. นางดรณุ ี จาํ ปาทอง ๔๒. นางสาวพรนิภา ศิลปป ระคอง สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๔๓. นางสาวเพ็ญจนั ทร ธนาวภิ าส ๔๔. นางสาวกอบกลุ สุกขะ สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษาสพฐ. คณะทาํ งาน ๔๕. นางปานทิพย จตุรานนท สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษาสพฐ. คณะทํางาน ๔๖. นางสาวประภาพรรณ แมน สมทุ ร สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทาํ งาน ๔๗. นายอนจุ นิ ต ลาภธนาภรณ สํานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. คณะทํางาน คณะบรรณาธิการ ๑. รองศาสตราจารยวฒุ ชิ ยั มลู ศลิ ป สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๒. นางธนาลยั ลมิ ปรตั นครี ี ๓. พระธรรมโกศาจารย สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทาํ งาน ๔. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๕. พระมหาสมจินต สมฺมาปุญโญ และเลขานกุ าร ๖. พระมหาสทุ ัศน ติสสฺ รวาที สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. คณะทํางานและ ๗. พระมหาสุเทพ สุปณฺฑโิ ต ผูชว ยเลขานุการ ๘. นางสุคนธ สินธพานนท สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๙. นางสุพรรณี มเี ทศน ผชู วยเลขานุการ ขาราชการบํานาญ ประธาน ผูอ าํ นวยการโรงเรยี นผักไห “สทุ ธาประมขุ ” รองประธาน อธิการบดีมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ผูช ว ยอธกิ ารบดฝี า ยวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั รองอธิการบดีฝา ยวชิ าการ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ผูอํานวยการกองวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ผูอาํ นวยการกองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ขาราชการบาํ นาญ ขาราชการบาํ นาญ
๑๓๐ ๑๐. นางวลั ภา สงิ หธรรมสาร ขาราชการบาํ นาญ ๑๑. นางอทุ ุมพร มลู พรม ขา ราชการบํานาญ ๑๒. นางแมนเดือน สขุ บาํ รงุ ขา ราชการบํานาญ ๑๓. น.ส.จงจรสั แจมจันทร ขา ราชการบาํ นาญ ๑๔. นางทพิ วลั ย มนั่ คงหัตถ ขาราชการบาํ นาญ ๑๕. นางกอบกาญจน เทียนไชยมงคล ขาราชการบํานาญ ๑๖. รองศาสตราจารยชูศรี มณพี ฤกษ ขา ราชการบาํ นาญ ๑๗. ผชู วยศาสตราจารยกวี วรกวนิ คณะเศรษฐศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร ผูอํานวยการสถาบันสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากร ๑๘. นางมาตรินี รกั ษตานนทชยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร คณะสังคมศาสตร ๑๙. นายทรงธรรม ปน โต มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร สายนโยบายการเงิน ๒๐. นางสาวละออทอง อัมรนิ ทรร ตั น ธนาคารแหง ประเทศไทย ๒๑. ผชู วยศาสตราจารยณฐั กา ตนั สกุล คณะมนษุ ยศาสตรแ ละสังคมศาสตร ๒๒. ดร.ปรยี านชุ พบิ ูลสราวธุ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒประสานมติ ร ๒๓. ดร.โอม หุวะนันทน หัวหนาโครงการวิจัยเศรษฐกจิ พอเพยี ง สาํ นักงานทรัพยสินสว นพระมหากษตั รยิ ๒๔. นางเมตตา ภิรมยภักดี ผอู าํ นวยการดษุ ฎีบณั ฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบัณฑติ ๒๕. นางสาวมาลี โตสกุล ศกึ ษานิเทศก ๒๖. นางศริ ิกาญจน โกสมุ ภ สาํ นักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต ๑ ศึกษานิเทศก ๒๗. นางมณนี าถ จนั ทรคุณา สาํ นักงานเขตพน้ื ที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๒ ศึกษานิเทศก ๒๘. นางวไิ ลวรรณ วงศทองศรี สํานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษากรงุ เทพมหานคร เขต ๒ ศกึ ษานเิ ทศก สํานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ ศึกษานิเทศก สํานกั มาตรฐานการอาชีวศกึ ษา
๑๓๑ ๒๙. นายดํารงศักดิ์ ชัยสนิท ศกึ ษานเิ ทศก สํานักมาตรฐานการอาชีวศึกษา ๓๐. นางสาวจารุวรรณา ภัทรนาวิน โรงเรยี นโยธนิ บรู ณะ ๓๑. นางสาวรุงตะวนั วัตรนันท โรงเรยี นประชาอปุ ถัมภ ๓๒. นายพัฒนา นอ ยไพโรจน โรงเรยี นนครหลวง “พิบลู ยป ระเสรฐิ วิทย” ๓๓. นางสาววิไลพร หวานสนทิ ๓๔. นางปนดั ดา มสี มบัตงิ าม โรงเรียนสวุ รรณารามวทิ ยาคม ๓๕. นางสาวเพ็ชรรตั น พยับวารนิ ทร โรงเรียนวัดราชโอรส ๓๖. นางละออง ออนเกตพุ ล โรงเรยี นชโิ นรสวทิ ยาลัย ๓๗. นางกรรณิการ สงวนหมู โรงเรียนสตรีวัดระฆงั ๓๘. นายสมหวัง ชยั ตามล โรงเรียนเตรยี มอุดมศึกษาพัฒนาการ ๓๙. นางมนพร จนั ทรค ลาย โรงเรียนเทพศิรินทร ๔๐. นางเยน็ จติ ต ไพยรนิ โรงเรียนวัดปรนิ ายก ๔๑. นางมณีลักษณ แพงดี โรงเรยี นวัดดา นสาํ โรง ๔๒. นางสาวมณั ฑิตา สปุ ระดษิ ฐ ณอยธุ ยา โรงเรียนอนรุ าชประสทิ ธ์ิ ๔๓. นางมาลี บางทา ไม ๔๔. นางสาววรลกั ษณ รตั ตกิ าลชสาคร โรงเรยี นมาแตรเ ดอี ๔๕. นางสาวโสพิดา เขอื่ งถงุ โรงเรยี นสตรวี ทิ ยา โรงเรยี นสายน้ําผ้ึง ในพระอุปถมั ภฯ ๔๖. นางวันเพ็ญ สทุ ธากาศ เจาหนา ทว่ี จิ ัย โครงการวจิ ยั เศรษฐกจิ พอเพียง ๔๗. นางระวิวรรณ ภาคพรต สาํ นกั งานทรัพยส นิ สวนพระมหากษตั ริย ๔๘. นางปานทิพย จตรุ านนท สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ๔๙. นางสาวประภาพรรณ แมนสมุทร สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ๕๐. นายอนจุ นิ ต ลาภธนาภรณ สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. เลขานกุ าร สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ผูชว ยเลขานกุ าร สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ผูชวยเลขานกุ าร ฝา ยเลขานุการโครงการ สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา หัวหนา โครงการ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๑. นางสาวรุง นภา นุตราวงศ ๒. นางสาวจันทรา ตนั ติพงศานุรักษ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๓. นางดรณุ ี จําปาทอง สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๔. นางสาวพรนิภา ศลิ ปประคอง สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๕. นางเสาวภา ศักดา สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๖. นางสาวกอบกุล สุกขะ สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๗. นางสขุ เกษม เทพสิทธ์ิ
๑๓๒ ๘. นายวีระเดช เชื้อนาม สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๙. วาท่ี ร.ต. สุราษฏร ทองเจรญิ สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ๑๐. นางสาวประภาพรรณ แมน สมทุ ร สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๑๑. นายอนจุ ินต ลาภธนาภรณ สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา คณะผรู บั ผิดชอบกลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๑. นางวันเพ็ญ สทุ ธากาศ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๒. นางระวิวรรณ ภาคพรต สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๓. นางปานทพิ ย จตรุ านนท สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๔. นางสาวประภาพรรณ แมนสมุทร สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๕. นายอนุจินต ลาภธนาภรณ สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา
๑๓๓ (หมายเหตุพิมพไ วห ลังปกหนา ) พระบรมราโชวาทพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห ัว เกีย่ วกับการศึกษา ----------------------------- การศึกษานั้นไมว าจะศกึ ษาเพื่อตนหรือจะใหแ กผ อู ื่น สาํ คญั อยา งยง่ิ ทจ่ี ะตอ งทาํ ใหไดต รงตามวตั ถปุ ระสงค จงึ จะไดผ ลเปน คณุ ประโยชน มฉิ ะน้ันจะตองมีการผิดพลาดเสียหายเกดิ ขน้ึ ทําใหเสยี หายเวลาและเสยี ประโยชนไ ปเปลา ๆ วตั ถุประสงคข องการศึกษานน้ั คอื ยางไร กลาวโดยรวบยอด ก็คือทาํ ใหบคุ คลมีปจจัยหรอื มอี ปุ กรณส ําหรบั ชีวติ อยา งครบถวน เพียงพอทั้งในสว นวชิ าความรู สวนความคิดวนิ จิ ฉยั สว นจติ ใจและคณุ ธรรมความประพฤติ สว นความขยันอดทนและความสามารถ ในอันทจ่ี ะนําไปสูความคดิ ไปใชปฏบิ ัติงานดวยตนเองใหไ ดจ ริง ๆ เพ่อื สามารถดํารงชพี อยไู ดด ว ยความสุข ความเจรญิ มนั่ คง และสรางสรรคประโยชนใหแ กส งั คมและบา นเมือง ไดตามควรแกฐานะดวย
๑๓๔ -------------------------- (ท่มี า : จากวารสารวิชาการปที่ ๔ ฉบบั ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔) (หมายเหตุ พมิ พไ วดา นหนา ปกหลงั ) ศลี ๕ หรอื เบญจศลี ศีล ๕ หรอื เบญจศีล (ความประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจาใหเรียบรอย, การรกั ษาปกติตามระเบียบวินัย, ขอปฏิบัติในการเวนจากความช่ัว, การควบคุมตนใหต้ังอยูในความไม เบียดเบียน) ๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี (เวนจากการปลงชีวติ , เวนจากการฆาการประทุษรายกนั ) ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี (เวนจากการถือเอาของท่ีเขามิไดให, เวนจากการลัก โกง ละเมิด กรรมสทิ ธิ์ ทําลายทรัพยสิน) ๓. กาเมสุมิจฉฺ าจารา เวรมณี (เวน จากการประพฤติผดิ ในกาม, เวน จากการลวงละเมิดส่ิงท่ีผูอื่นรัก ใคร หวงแหน) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เวน จากการพดู เทจ็ โกหก หลอกลวง) ๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี (เวนจากนํ้าเมาคือสุราและเมรยั อันเปนที่ต้ังแหงความ ประมาท, เวนจากสง่ิ เสพตดิ ใหโ ทษ) เบญจธรรม เบญจธรรม แปลวา ธรรม ๕ ประการ เบญจธรรม หมายถึง ขอที่ควรปฏิบัติ ๕ ประการซ่ึงถือวาเปนสิ่งท่ีดีงาม เปนเหตุใหผูปฏิบัติ เจริญกา วหนา ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดแี กผทู ํา เบญจธรรม ๕ ประการ คือ
๑๓๕ ๑. เมตตากรณุ า คอื ความรกั ความปรารถนาดตี อ ผูอืน่ ๒. สมั มาอาชวี ะ คอื การประกอบสัมมาชพี ๓. กามสงั วร คือ การสํารวมในกาม ๔. สจั จะ คือ การพดู ความจริง ๕. สตสิ ัมปชัญญะ คือ ความระลึกไดแ ละความรตู วั (ที่มา : พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137