Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสังคม

หลักสูตรสังคม

Published by kchanataworn, 2022-08-04 09:01:18

Description: หลักสูตรสังคม

Search

Read the Text Version

๙๙ อภิธานศัพท กตัญกู ตเวที ผูรอู ุปการะที่ทานทาํ แลว และตอบแทน แยกออกเปน ๒ ขอ ๑. กตญั ู รูค ณุ ทาน ๒. กตเวที ตอบแทนหรอื สนองคุณทาน ความกตัญกู ตเวทวี าโดยขอบเขต แยกได เปน ๒ ระดับ คอื ๒.๑ กตญั กู ตเวทีตอบุคคลผมู ีคุณความดีหรืออปุ การะตอ ตนเปนสวนตัว ๒.๒ กตัญูกตเวทีตอ บคุ คลผไู ดบ ําเพ็ญคุณประโยชนห รือมคี ณุ ความดี เก้ือกลู แกส ว นรว ม (พ.ศ. หนา ๒-๓) กตญั ูกตเวทตี ออาจารย / โรงเรยี น ในฐานะท่ีเปน ศษิ ย พงึ แสดงความเคารพนบั ถืออาจารย ผู เปรยี บเสมอื นทิศเบอ้ื งขวา ดังนี้ ๑. ลูกตอ นรบั แสดงความเคารพ ๒. เขาไปหา เพ่อื บาํ รงุ รบั ใช ปรึกษา ซกั ถาม รบั คําแนะนํา เปนตน ๓. ฟง ดว ยดี ฟงเปน รูจกั ฟง ใหเกิดปญ ญา ๔. ปรนนบิ ัติ ชวยบรกิ าร ๕. เรยี นศิลปวิทยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจงั ถือเปนกิจสําคัญดวยดี กรรม การกระทาํ หมายถึง การกระทําท่ปี ระกอบดวยเจตนา คือ ทาํ ดว ยความจงใจ ประกอบดวยความ จงใจหรือจงใจทาํ ดกี ็ตาม ชว่ั กต็ าม เชน ขุดหลมุ พรางดักคนหรือสัตวใ นตกลงไปตายเปน กรรม แตข ดุ บอ นํา้ ไวก ินไวใช สัตวต กลงไปตายเองไมเ ปนกรรม (แตถา รอู ยวู าบอ นํ้าทตี่ นขุดไวอ ยูใ นทีซ่ ึง่ คนจะพลัดตกไดงายแลว ปลอ ยปละละเลย มคี นตกลงไปกไ็ มพ นกรรม) การกระทาํ ทีด่ ีเรยี กวา “กรรมดี” ท่ีชวั่ เรียกวา “กรรมช่วั ” (พ.ศ. หนา ๔) กรรม ๒ กรรมจําแนกตามคุณภาพ หรือตามธรรมทีเ่ ปนมูลเหตมุ ี ๒ คอื ๑. อกศุ ลกรรม กรรมทีเ่ ปนอกุศล กรรมชว่ั คอื เกิดจากอกุศลมลู ๒. กศุ ลกรรม กรรมท่เี ปน กุศล กรรมดี คือกรรมที่เกิดจากกุศลมลู กรรม ๓ กรรมจําแนกตามทวารคอื ทางทกี่ รรมมี ๓ คอื ๓. กายกรรม การกระทําทางกาย ๒. วจกี รรม การกระทาํ ทางวาจา ๓. มโนกรรม การกระทําทางใจ กรรม ๑๒ กรรมจําแนกตามหลักเกณฑเกยี่ วกับการใหผล มี ๑๒ อยา ง คือ หมวดท่ี ๑ วาดวยปากกาล คือจําแนกตามเวลาทใี่ หผล ไดแก ๑. ทิฏฐิธรรมเวทนยี กรรม กรรมท่ี ใหผลในปจจบุ ัน คอื ในภพนี้ ๒. อปุ ช ชเวทนยี กรรม กรรมทใ่ี หผ ลในภาพทจี่ ะไปเกดิ คอื ในภพหนา ๓. อปราบปริเวทนยี กรรม กรรมที่ใหผลในภพตอ ๆ ไป ๔. อโหสิกรรม กรรมเลกิ ใหผ ล หมวดที่ ๒ วาโดยกจิ คือการใหผลตามหนา ท่ี ไดแก ๕. ชนกกรรม กรรมแตงใหเ กิด หรอื กรรมที่ เปนตวั นาํ ไปเกิด ๖. อปุ ต ถัมภกกรรม กรรมสนับสนุน คือ เขา สนับสนนุ หรอื ซาํ้ เตมิ ตอ จากชนกกรรม ๗. อปุ ปฬกกรรม กรรมบีบค้นั คือเขา มาบบี คน้ั ผลแหงชนกกรรม และอุปตถัมภกกรรมน้นั ให แปรเปลยี่ นทเุ ลาเบาลงหรอื สน้ั เขา ๘. อปุ ฆาตกกรรม กรรมตดั รอน คอื กรรมแรงฝายตรงขา มท่ีเขา ตดั รอนใหผลของกรรมสองอยางนั้นขาดหรือหยดุ ไปทีเดียว ..................................................................

๑๐๐ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร การจัดสาระการเรียนรูพ ระพทุ ธศาสนา กลุมสาระการเรยี นรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กรุงเทพฯ : โรงพิมพครุ สภาลาดพราว ,ครง้ั ท่ี ๒ ๒๕๔๖ . *หมายเหตุ พ.ศ. หมายถงึ พจนานกุ รมพุทธศาสน ฉบบั ประมวลศัพท ; พ.ธ. หมายถึง พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบบั ประมาวลธรรม พิมพคร้งั ท่ี ๙ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต) กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ,๒๕๔๓. หมวดท่ี ๓ วาโดยปานทานปริยาย คอื จาํ แนกตามลําดับความแรงในการใหผล ไดแ ก ๙. ครกุ รรม กรรมหนกั ใหผลกอน ๑๐. พหุลกรรม หรอื อาจณิ กรรม กรรทีท่ ํามากหรือกรรมชนิ ใหผลรองลงมา ๑๑. อาสนั นกรรม กรรมจวนเจยี น หรือกรรมใกลต าย ถาไมมีสองขอ กอ นก็จะใหผ ลกอ นอ่ืน ๑๒. กตตั ตากรรม หรือ กตตั ตาวาปนกรรม กรรมสกั วา ทํา คือเจตนาออ น หรอื มิใชเจตนาอยา งน้นั ใหผ ลตอ เมื่อไมมีกรรมอ่ืนจะใหผล (พ.ศ. หนา ๕) กรรมฐาน ท่ีตั้งแหงการงาน อารมณเ ปน ท่ีตง้ั แหงการงานของใจ อุบายทางใจ วธิ ีฝกอบรมจิต มี ๒ ประเภท คือ สมถกรรมฐาน คอื อบุ ายสงบใจ วิปสสนากรรมฐาน อุบายเรอื งปญ ญา (พ.ศ. หนา ๑๐) กุลจริ ฏั ตธรรม ๔ ธรรมสําหรับดํารงความมัน่ คงของตระกลู ใหย ง่ั ยืน เหตุทท่ี ําใหต ระกูลมง่ั คง่ั ตง้ั อยูไดนาน (พ.ธ.หนา ๑๓๔) ๑. นัฏฐคเวสนา คือ ของหายของหมด รจู ักหามาไว ๒. ชณิ ณปฏิสงั ขรณา คอื ของเกาของ ชํารุด รูจักบรู ณะซอมแซม ๓. ปรมิ ติ ปานโภชนา คือ รูจักประมาณในการกนิ การใช ๔. อธิปจ จสลี วนั ตสถาปนา คือ ตัง้ ผูมีศลี ธรรมเปน พอบานแมเรอื น (พ.ธ. หนา ๑๓๔) กุศล บุญ ความดี ฉลาด สงิ่ ที่ดี กรรมดี (พ.ศ. หนา ๒๑) กศุ ลกรรม กรรมดี กรรมท่เี ปนกศุ ล การกระทาํ ที่ดคี อื เกิดจากกุศลมูล (พ.ศ. หนา ๒๑) กุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแหงกรรมดี ทางทําดี กรรมดอี นั เปนทางนําไปสสู ุคตมิ ี ๑๐ อยางไดแก ก. กายกรรม ๓ (ทางกาย) ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เวน จากการทําลายชวี ติ ๒. อทินนาทานา เวรมณี เวน จากถือเอาของท่เี ขามไิ ดให ๓. กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณี เวนจากประพฤตผิ ิดในกาม ข. วจีกรรม ๔ (ทางวาจา) ไดแก ๔. มุสาวาทา เวรมณี เวนจากพูดเท็จ ๕. ปสุณายวาจาย เวรมณี เวน จากพดู สอ เสียด ๖. ผรสุ าย วาจาย เวรมณี เวนจากพูดคาํ หยาบ ๗. สัมผปั ปลาปา เวรมณี เวนจากพดู เพอเจอ ค. มโนกรรม ๓ (ทางใจ) ๘. อนภิชฌา ไมโลกคอยจองอยากไดของเขา ๙. อพยาบาท ไมคิดราย เบยี ดเบียนเขา ๑๐. สมั มาทิฏฐิ เหน็ ชอบตามคลองธรรม (พ.ศ. หนา ๒๑) กศุ ลมลู รากเหงาของกศุ ล ตนเหตุของกศุ ล ตน เหตขุ องความดี ๓ อยาง ๑. อโลภะ ไมโลภ (จาคะ) ๒. อโทสะ ไมค ดิ ประทุษราย (เมตตา) ๓. อโมหะ ไมหลง (ปญ ญา) (พ.ศ. หนา ๒๒) กุศลวติ ก ความตรึกท่เี ปน กศุ ล ความนกึ คิดท่ดี งี าม ๓ คอื ๑. เนกขมั มวติ ก ความตรกึ ปลอดจากกาม ๒. อพยาบาทวิตก ความตรกึ ปลอดจากพยาบาท ๓. อวหิ ิสาวิตก ความตรึกปลอดจากการเบยี ดเบียน (พ.ศ. หนา ๒๒) โกศล ๓ ความฉลาด ความเชี่ยวชาญ มี ๓ อยา ง ๑. อายโกศล คอื ความฉลาดในความเจรญิ รอบรทู างเจริญ และเหตขุ องความเจริญ ๒. อปายโกศล คือ ความฉลาดในความเสื่อม รอบรูทางเส่ือมและเหตขุ อง ความเสื่อม ๓. อปุ ายโกศล คอื ความฉลาดในอบุ าย รอบรวู ิธแี กไ ขเหตุการณแ ละวธิ ที จี่ ะทําใหสาํ เรจ็ ทั้งในการปอ งกันความเสื่อมและในการสรา งความเจริญ (พ.ศ. หนา ๒๔)

๑๐๑ ขันธ กอง พวก หมวด หมู ลาํ ตวั หมวดหน่ึง ๆ ของรูปธรรมและนามธรรมทัง้ หมดที่แบง ออกเปนหากอง ไดแก รูปขันธ คือ กองรูป เวทนาขนั ธ คือ กองเวทนา สญั ญาขนั ธ คือ กองสญั ญา สงั ขารขนั ธ คือ กองสังขาร วญิ ญาณขันธ คือ กองวิญญาณ เรยี กรวมวา เบญจขันธ (พ.ศ. หนา ๒๖ - ๒๗) คารวธรรม ๖ ธรรม คือ ความเคารพ การถือเปนส่งิ สาํ คญั ท่จี ะพึงใสใจและปฏบิ ตั ดิ ว ย ความเอ้ือเฟอ หรอื โดยความหนักแนนจรงิ จงั มี ๖ ประการ คอื ๑. สตั ถคุ ารวตา ความเคารพในพระศาสดา หรือพทุ ธ คารวตา ความเคารพในพระพุทธเจา ๒. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม ๓. สงั ฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ ๔. สิกขาคารวตา ความเคารพในการศึกษา ๕. อปั ปมาทคารวตา ความเคารพในความไมประมาท ๖. ปฏสิ ันถารคารวตา ความเคารพในการปฏิสันถาร (พ.ธ. หนา ๒๒๑) คิหสิ ุข (กามโภคีสขุ ๔) สขุ ของคฤหัสถ สขุ ของชาวบา น สขุ ท่ชี าวบานควรพยายามเขา ถึงใหไ ดสมา่ํ เสมอ สุขอันชอบธรรมท่ีผคู รองเรอื นควรมี ๔ ประการ ๑. อตั ถิสุข สุขเกดิ จากความมที รัพย ๒. โภคสุข สุขเกดิ จากการใชจ ายทรัพย ๓. อนณสุข สขุ เกดิ จากความไมเปนหน้ี ๔. อนวชั ชสุข สุขเกิดจากความ ประพฤตไิ มมีโทษ (ไมบ กพรองเสยี หายทง้ั ทางกาย วาจา และใจ) (พ.ธ. หนา ๑๗๓) ฆราวาสธรรม ๔ ธรรมสําหรับฆราวาส ธรรมสาํ หรบั การครองเรอื น หลกั การครองชีวิตของคฤหสั ถ ๔ ประการ ไดแก ๑. สจั จะ คอื ความจรงิ ซ่อื ตรง ซ่อื สตั ย จริงใจ พดู จรงิ ทาํ จริง ๒. ทมะ คือ การฝกฝน การขม ใจ ฝก นิสยั ปรบั ตวั รูจกั ควบคมุ จิตใจ ฝกหัด ดดั นิสยั แกไขขอบกพรอ ง ปรับปรุงตนใหเจรญิ กาวหนาดว ยสติปญญา ๓. ขันติ คอื ความอดทน ตัง้ หนา ทาํ หนา ทีก่ ารงาน ดวยความขยันหมน่ั เพยี ร เขมแขง็ ทนทาน ไมห วน่ั ไหว มั่นในจดุ หมาย ไมท อถอย ๔. จาคะ คอื เสยี สละ สละกเิ ลส สละความสุขสบาย และผลประโยชนส ว นตนได ใจกวา ง พรอ มทีจ่ ะรบั ฟง ความทกุ ข ความคดิ เหน็ และความตอ งการของผอู น่ื พรอมท่ีจะรว มมอื ชวยเหลอื เอ้อื เฟอเผ่ือแผ ไมค บั แคบเห็นแกตัวหรือ เอาแตใจตวั (พ.ธ. หนา ๔๓) จิต ธรรมชาติทีร่ อู ารมณ สภาพทีน่ กึ คดิ ความคิด ใจ ตามหลักฝา ยอภิธรรม จําแนกจิตเปน ๘๙ แบง โดย ชาติเปนอกุศลจติ ๑๒ กศุ ลจิต ๒๑ วิปากจิต ๓๖ และกิริยาจิต ๘ (พ.ศ. หนา ๔๓) เจตสกิ ธรรมท่ปี ระกอบกบั จติ อาการหรอื คุณสมบตั ติ าง ๆ ของจติ เชน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรัทธา เมตตา สติ ปญญาเปนตน มี ๕๒ อยาง จัดเปน อญั ญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุศลเจตสกิ ๑๔ โสภณเจตสกิ ๒๕ (พ.ศ. หนา ๔๙) ฉนั ทะ ๑. ความพอใจ ความชอบใจ ความยนิ ดี ความตองการ ความรกั ใครในส่ิงน้ัน ๆ ๒. ความยนิ ยอม ความยอมใหท ป่ี ระชุมทาํ กจิ น้นั ๆ ในเมอื่ ตนมิไดรว มอยดู วย เปน ธรรมเนียมของภกิ ษทุ ่อี ยใู นวดั ซง่ึ มี สมี ารวมกนั มีสิทธทิ ่จี ะเขาประชมุ ทาํ กจิ ของสงฆ เวนแตภ กิ ษนุ ้นั อาพาธ จะเขา รวมประชุมดว ยไมไ ด กม็ อบฉนั ทะคือ แสดงความยนิ ยอมใหสงฆท าํ กิจนั้น ๆ ได (พ.ศ. หนา ๕๒) ฌาน การเพง การเพง พินจิ ดวยจติ ทีเ่ ปนสมาธแิ นว แน มี ๒ ประเภท คอื ๑. รปู ฌาน ๒. อรปู ฌาน (พ.ศ.หนา ๖๐) ฌานสมบัติ การบรรลุฌาน การเขา ฌาน (พุทธธรรม หนา ๙๖๔)

๑๐๒ ดรณุ ธรรม ธรรมทีเ่ ปน หนทางแหงความสําเรจ็ คอื ขอ ปฏิบตั ิท่ีเปน ดจุ ประตชู ยั อนั เปดออกไปสคู วามสขุ ความเจริญกา วหนา แหง ชีวติ ๖ ประการ คือ ๑. อาโรคยะ คือ รักษาสุขภาพดี มใิ หม โี รคทง้ั จติ และกาย ๒. ศีล คือ มีระเบียบวนิ ยั ไมก อเวรภยั แกส งั คม ๓. พุทธานุมัติ คอื ไดค นดีเปนแบบอยา ง ศึกษาเย่ียงนิยมแบบอยางของมหาบุรุษพทุ ธชน ๔. สตุ ะ คอื ต้ังเรียนรใู หจ ริง เลา เรยี นคน ควา ใหรู เช่ียวชาญใฝส ดับเหตกุ ารณใหร เู ทาทนั ๕. ธรรมานุวัติ คอื ทาํ แตสง่ิ ทีถ่ กู ตองดงี าม ดํารงมัน่ ใน สุจรติ ทง้ั ชวี ติ และงานดําเนินตามธรรม ๖. อลนี ตา คอื มคี วามขยันหม่นั เพยี ร มีกาํ ลังใจแขง็ กลา ไมท อ แทเฉ่อื ยชา เพียรกาวหนา เร่อื ยไป (ธรรมนูญชวี ติ บทที่ ๑๕ คนสบื ตระกลู ขอ ก. หนา ๕๕) หมายเหตุ หลักธรรมขอน้เี รียกช่อื อีกยา งหน่งึ วา “วัฒนมุข” ตรงคาํ บาลีวา “อัตถทวาร” ประตูแหง ประโยชน ตณั หา (๑) ความทะยานอยาก ความดนิ รน ความปรารถนา ความแสห า มี ๓ คือ ๑. กามตณั หา ความทะยาน อยากในกาม อยากไดอ ารมณอันนารกั นา ใคร ๒. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ อยากเปนนนั่ เปนน่ี ๓. วภิ วตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ อยากไมเ ปนนนั่ ไมเปนนี่ อยากพรากพน ดับสญู ไปเสีย ตนั หา (๒) ธดิ ามารนางหน่ึงใน ๓ นาง ที่อาสาพระยามารผเู ปน บิดา เขา ไปประโลมพระพทุ ธเจา ดวยอาการ ตาง ๆ ในสมัยทีพ่ ระองคประทบั อยทู ่ีตนอชปาลนิโครธ ภายหลังตรสั รูใ หม ๆ (อกี ๒ นางคอื อรดี กับราคา) (พ.ศ. หนา ๗๒) ไตรลักษณ ลักษณะสาม คือ ความไมเท่ยี ง ความเปน ทกุ ข ความไมใ ชตวั ตน ๑. อนิจจตา (ความเปนของ ไมเทีย่ ง) ๒. ทุกขตา (ความเปนทุกข) ๓. อนัตตา (ความเปนของไมใ ชตน) (พ.ศ. หนา ๑๐๔) ไตรสกิ ขา สิกขาสาม ขอ ปฏิบตั ิที่ตอ งศึกษา ๓ อยาง คือ ๑. อธศิ ลี สิกขา หมายถงึ สิกขา คอื ศลี อนั ยงิ่ ๒. อธิจติ ตสิกขา หมายถึง สิกขา คือ จติ อนั ยง่ิ ๓. อธปิ ญ ญาสิกขา หมายถงึ สิกขา คือ ปญ ญา อันย่ิง เรยี กกนั งา ย ๆ วา ศลี สมาธิ ปญ ญา (พ.ศ. หนา ๘๗) ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ธรรม สําหรบั พระเจา แผนดิน คุณสมบัติของนักปกครองทีด่ ี สามารถปกครองแผน ดนิ โดยธรรม และยังประโยชนส ุขใหเกิดแกประชาชน จนเกิดความช่นื ชมยนิ ดี มี ๑๐ ประการ คอื ๑. ทาน การใหท รพั ยส นิ สิ่งของ ๒. ศลี ประพฤตดิ งี าม ๓. ปรจิ จาคะ ความเสยี สละ ๔. อาชชวะ ความซ่อื ตรง ๕. มัททวะ ความออ นโยน ๖. ตบะ ความทรงเดช เผากิเลสตณั หา ไมห มกมนุ ใน ความสขุ สาํ ราญ ๗. อกั โกธะความไมกรว้ิ โกรธ ๘. อวิหงิ สา ความไมขมเหงเบียดเบียน ๙. ขนั ติ ความอดทนเขมแขง็ ไมทอถอย ๑๐. อวิโรธนะ ความไมคลาดธรรม (พ.ศ. หนา ๒๕๐) ทฏิ ธมั มิกตั ถสังวัตตนกิ ธรรม ๔ ธรรมท่เี ปนไปเพอ่ื ประโยชนใ นปจจบุ ัน คอื ประโยชนสุขสามัญท่ีมองเหน็ กนั ในชาตินี้ ทคี่ นทว่ั ไปปรารถนา เชน ทรพั ย ยศ เกียรติ ไมตรี เปนตน มี ๔ ประการ คือ ๑.อฏุ ฐานสมั ปทา ถงึ พรอมดวยความหมน่ั ๒. อารักขสัมปทา ถงึ พรอมดวยการรกั ษา ๓. กลั ยาณมิตตตา ความมเี พอื่ นเปน คนดี ๔. สมชวี ิตา การเลย้ี งชีพตามสมควรแกกําลงั ทรพั ยทห่ี าได (พ.ศ. หนา ๙๕)

๑๐๓ ทกุ ข ๑. สภาพท่ที นอยูไดยาก สภาพท่คี งทนอยูไมไ ด เพราะถูกบบี คน้ั ดวยความเกิดขึ้นและดบั สลาย เนอ่ื งจาก ตองไปตามเหตุปจ จยั ทไ่ี มขน้ึ ตอ ตวั มันเอง ๒. สภาพที่ทนไดย าก ความรูส กึ ไมส บาย ไดแก ทกุ ขเวทนา (พ.ศ. หนา ๙๙) ทุกรกิริยา กริ ยิ าท่ีทาํ ไดย าก การทําความเพยี รอนั ยากทีใ่ คร ๆ จะทําได เชน การบาํ เพญ็ เพยี รเพือ่ บรรลธุ รรม วเิ ศษ ดว ยวธิ ีทรมานตนตา ง ๆ เชน กลั้นลมอสั สาสะ (ลมหายใจเขา) ปส สาสะ (ลมหายใจออก) และ อดอาหาร เปน ตน (พ.ศ. หนา ๑๐๐) ทจุ รติ ๓ ความประพฤตไิ มดี ประพฤติชวั่ ๓ ทาง ไดแ ก ๑. กายทุจรติ ประพฤติชวั่ ทางกาย ๒. วจที ุจริต ประพฤติชวั่ ทางวาจา ๓. มโนทุจริต ประพฤตชิ ัว่ ทางใจ (พ.ศ. หนา ๑๐๐) เทวทตู ๔ ทูตของยมเทพ สื่อแจง ขาวของมฤตยู สัญญาณที่เตือนใหระลึกถงึ คตธิ รรมดาของชวี ิต มีใหมีความ ประมาท ไดแก คนแก คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ๓ อยางแรกเรียกเทวทูต สวนสมณะเรยี กรวมเปน เทวทตู ไปดว ยโดยปริยายเพราะมาในหมวดเดยี วกนั แตใ นบาลีทา นเรยี กวานมิ ิต ๔ ไมไ ดเ รยี กเทวทูต (พ.ศ. หนา ๑๐๒) ธาตู ๔ สิ่งท่ที รงภาวะของมน้ั อยูเองตามธรรมดาของเหตุปจจยั ไดแ ก ๑. ปฐวีธาตุ หมายถงึ สภาวะที่แผไปหรอื กนิ เนื้อท่ี เรยี กชื่อสามญั วา ธาตเุ ขม แขง็ หรอื ธาตุดิน ๒. อาโปธาตุ หมายถึง สภาวะทีเ่ อบิ อาบดูดซึม เรยี กสามัญวา ธาตเุ หลว หรือธาตนุ ํ้า ๓. เตโชธาตุ หมายถึง สภาวะท่ีทําใหรอ น เรยี กสามัญวา ธาตุไฟ ๔. วาโยธาตุ หมายถงึ สภาวะทีท่ าํ ใหเ คลื่อนไหว เรยี กสามัญวา ธาตลุ ม (พ.ศ. หนา ๑๑๓) นาม ธรรมทีร่ ูจกั กันดว ยช่ือ กําหนดรูด วยใจเปนเร่อื งของจติ ใจ ส่งิ ทไ่ี มมีรปู ราง ไมมรี ูปแตนอ มมาเปนอารมณ ของจิตได (พ.ศ. หนา ๑๒๐) นยิ าม ๕ กําหนดอันแนนอน ความเปนไปอันมีระเบยี บแนนอนของธรรมชาติ กฎธรรมชาติ ๑. อตุ ุนยิ าม (กฎธรรมชาติเกย่ี วกบั อณุ หภูมิ หรือปรากฏการณธ รรมชาตติ าง ๆ โดยเฉพาะ ดนิ น้ํา อากาศ และฤดูกาล อนั เปนสิ่งแวดลอมสาํ หรับมนษุ ย) ๒. พีชนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ ก่ียวกบั การสบื พันธุ มีพนั ธกุ รรมเปนตน ) ๓. จิตตนยิ าม (กฎธรรมชาตเิ กี่ยวกับการทาํ งานของจิต) ๔. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาตเิ กยี่ วกบั พฤตกิ รรมของมนุษย คือ กระบวนการใหผลของการกระทาํ ) ๕. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกย่ี วกับความสมั พนั ธแ ละอาการทเี่ ปนเหตุ เปน ผลแกก นั แหง สิง่ ท้งั หลาย (พ.ธ. หนา ๑๙๔) นวิ รณ ๕ สง่ิ ท่ีก้ันจติ ไมใหก า วหนา ในคุณธรรม ธรรมท่ีกั้นจติ ไมใ หบ รรลคุ ุณความดี อกศุ ลธรรมท่ีทําจติ ให เศราหมองและทาํ ปญ ญาใหออ นกาํ ลงั ๑. กามฉนั ทะ (ความพอใจในกาม ความตองการกามคุณ) ๒. พยาบาท (ความคดิ ราย ความขัดเคอื งแคน ใจ) ๓. ถนี มิทธะ (ความหดหูแ ละเซ่ืองซมึ ) ๔. อุทธจั จ กกุ กจุ จะ (คามฟุงซานและรอนใจ ความกระวนกระวายกลุม กังวล) ๕. วิจกิ จิ ฉา (ความลังเลสงสยั ) (พ.ธ. หนา ๑๙๕) นิโรธ ความดับทุกข คอื ดับตณั หาไดส้ินเชงิ ภาวะปลอดทกุ ข เพราะไมมที ุกขท ี่จะเกดิ ข้ึนได หมายถึง พระนิพพาน (พ.ศ. หนา ๑๒๗)

๑๐๔ บารมี คุณความดีท่บี าํ เพญ็ อยา งยงิ่ ยวด เพอื่ บรรลุจดุ หมายอนั สูงย่ิงมี ๑๐ คือ ทาน ศลี เนกขัมมะ ปญญา วิริยะ ขนั ติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา (พ.ศ. หนา ๑๓๖) บุญกิริยาวัตถุ ๓ ที่ตั้งแหง การทําบุญ เรือ่ งที่จดั เปน การทําความดี หลกั การทําความดี ทางความดมี ี ๓ ประการ คือ ๑. ทานมยั คอื ทาํ บุญดว ยการใหป นสงิ่ ของ ๒. ศีลมัย คอื ทาํ บญุ ดวยการรกั ษาศีล หรอื ประพฤตดิ ี มีระเบยี บวินัย ๓. ภาวนมัย คอื ทําบญุ ดวยการเจริญภาวนา คือฝกอบรมจติ ใจ (พ.ธ. หนา ๑๐๙) บุญกิรยิ าวตั ถุ ๑๐ ที่ต้งั แหง การทาํ บุญ ทางความดี ๑. ทานมยั คอื ทําบุญดว ยการใหปน ส่งิ ของ ๒. สลี มัย คอื ทาํ บญุ ดวยการรักษาศลี หรอื ประพฤติดี ๓. ภาวนมยั คอื ทําบุญดว ยการเจรญิ ภาวนา คอื ฝกอบรม จิตใจ ๔. อปจายนมยั คือ ทบุญดว ยการประพฤตอิ อ นนอมถอ มตน ๕. เวยยาวัจจมัย คอื ทาํ บุญดวย การชว ยขวนขวาย รับใช ๖. ปตติทานมัย คือ ทําบญุ ดว ยการเฉลี่ยสว นแหงความดีใหแ กผ อู ่ืน ๗. ปตตานโุ มทนามยั คือ ทาํ บุญดวยการยนิ ดใี นความดีของผอู ่ืน ๘. ธมั มสั สวนมัย คอื ทาํ บุญดว ย การฟงธรรม ศกึ ษาหาความรู ๙. ธัมมเทสนามัย คือทําบญุ ดวยการสั่งสอนธรรมใหความรู ๑๐. ทิฏชุ กุ รรม คือ ทําบุญดวยการทําความเห็นใหตรง (พ.ธ. หนา ๑๑๐) บุพนมิ ติ ของมชั ฌิมาปฏปิ ทา บพุ นมิ ติ แปลวา สง่ิ ทีเ่ ปน เคร่อื งหมายหรือส่ิงบง บอกลวงหนา พระพทุ ธองคตรสั เปรยี บเทียบวา กอนที่ดวงอาทติ ยจ ะข้นึ ยอมมีแสงเงินแสงทองปรากฏใหเหน็ กอ นฉันใด กอนที่ อริยมรรคซึ่งเปน ขอปฏบิ ัตสิ าํ คญั ในพระพทุ ธศาสนาจะเกิดขนึ้ ก็มธี รรมบางประการปรากฏขนึ้ กอ น เหมือนแสงเงนิ แสงทองฉันน้ัน องคประกอบของธรรมดังกลาว หรือบุพนิมิตแหง มัชฌมิ าปฏปิ ทา ไดแ ก ๑. กลั ปย าณมติ ตตา ความมกี ลั ยาณมิตร ๒. สีลสัมปทา ถงึ พรอมดว ยศลี มวี นิ ยั มคี วามเปน ระเบยี บในชีวิตของตนและในการอยูรว มในสังคม ๓. ฉันทสัมปทา ถึงพรอ มดวยฉันทะ พอใจใฝร กั ในปญญา สจั ธรรม ในจรยิ ธรรม ใฝรูใ นความจรงิ และใฝท ําความดี ๔. อัตตสมั ปทา ความถงึ พรอ ม ดว ยการทีจ่ ะฝก ฝน พัฒนาตนเอง เห็นความสาํ คัญของการทจี่ ะตอ งฝกตน ๕. ทฏิ ฐสิ ปั ทา ความถึง พรอ มดวยทิฏฐิ ยึดถือ เชอื่ ถอื ในหลกั การ และมคี วามเหน็ ความเขา ใจพ้นื ฐานทม่ี องส่งิ ทง้ั หลายตาม เหตปุ จ จัย ๖. อัปปมาทสัมปทา ถงึ พรอ มดวยความไมป ระมาท มคี วามกระตอื รือรน อยูเ สมอ เหน็ คณุ คาของกาลเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงเปน ส่งิ กระตุนเตือนใหเรงรัดการคนหาใหเ ขาถึง ความจริงหรือในการทําชวี ติ ทีด่ ีงามใหส าํ เรจ็ ๗. โยนโิ สมนสกิ าร รจู ัดคิดพิจารณา มองสงิ่ ท้ังหลาย ใหไ ดค วามรแู ละไดประโยชนท ่จี ะเอามาใชพัฒนาตนเองย่ิง ๆ ขึน้ ไป (แสงเงนิ แสงทองของชีวติ ท่ี ดงี าม: พระธรรมปฎ ก) (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) เบญจธรรม ธรรม ๕ ประการ ความดี ๕ อยาง ที่ควรประพฤติคูกนั ไปกับการรกั ษาเบญจศลี ตามลําดับขอ ดงั นี้ ๑. เมตตากรณุ า ๒. สัมมาอาชวี ะ ๓. กามสังวร (สาํ รวมในกาม) ๔. สจั จะ ๕. สตสิ ัมปชัญญะ (พ.ศ. หนา ๑๔๐ – ๑๔๑) เบญจศลี ศลี ๕ เวนฆาสัตว เวนลักทรพั ย เวน ประพฤตผิ ดิ ในกาม เวน พูดปด เวน ของเมา (พ.ศ. หนา ๑๔๑) ปฐมเทศนา เทศนาครง้ั แรก หมายถึง ธมั มจกั รกัปปวัตตนสูตรท่พี ระพุทธเจา ทรงแสดงแกพ ระปญ จวัคคียในวนั ข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ หลงั จากวันตรัสรูสองเดอื น ทป่ี า อสิ ิปตนมฤคทายวนั เมืองพาราณสี (พ.ศ. หนา๑๔๗)

๑๐๕ ปฏิจจสมปุ บาท สภาพอาศยั ปจจยั เกิดขน้ึ การที่ส่ิงท้ังหลายอาศัยกันจงึ มีขนึ้ การทที่ ุกขเ กดิ ข้ึนเพราะอาศัยปจ จัย ตอเนอ่ื งกันมา (พ.ศ. หนา ๑๔๓) ปริยัติ พุทธพจนอันจะพงึ เลาเรยี น สิง่ ที่ควรเลา เรียน การเลา เรยี นพระธรรมวนิ ัย (พ.ศ. หนา ๑๔๕) ปธาน ๔ ความเพยี ร ๔ อยาง ไดแก ๑. สงั วรปธาน คือ การเพยี รระวังหรือเพยี รปด ก้นั (ยับยั้งบาปอกศุ ลธรรมท่ี ยังไมเกดิ ไมใหเกดิ ข้ึน) ๒. ปหานปธาน คอื เพยี รละบาปอกศุ ลที่เกิดขึ้นแลว ๓. ภาวนาปธาน คือ เพยี รเจริญ หรอื ทาํ กศุ ลธรรมท่ียังไมเ กดิ ใหเ กิดขน้ึ ๔. อนรุ กั ขนาปธาน คือ เพยี รรักษากศุ ลธรรมที่ เกิดข้นึ แลวไมใ หเ สือ่ มไปและทาํ ใหเพิ่มไพบลู ย (พ.ศ. หนา ๑๔๙) ปปญจธรรม ๓ กิเลสเครื่องเน่นิ ชา กเิ ลสท่เี ปนตัวการทําใหคดิ ปรงุ แตงยดึ เย้ือพสิ ดาร ทําใหเขาหางออกไปจาก ความเปนจรงิ งาย ๆ เปดเผย กอ ใหเกิดปญ หาตา ง ๆ และขัดขวางไมใ หเ ขา ถงึ ความจริง หรือทําให ไมอ าจแกป ญ หาอยางถูกทางตรงไปตรงมา มี ๓ อยาง คือ ๑. ตณั หา (ความทะยานอยาก ความปรารถนา ท่ีจะบาํ รุงบาํ เรอ ปรนเปรอตน ความยากไดอ ยากเอา) ๒. ทิฏฐิ (ความคดิ เหน็ ความเชอ่ื ถือ ลกั ธิ ทฤษฎี อุดมการณตาง ๆ ท่ียดึ ถือไวโดยงมงายหรอื โดยอาการเชดิ ชวู าอยา งนเี้ ทา น้นั จรงิ อยา งอนื่ เทจ็ ทั้งนน้ั เปนตน ทําใหป ด ตัวแคบ ไมย อมรับฟงใคร ตดั โอกาสทจ่ี ะเจรญิ ปญญา หรอื คดิ เตลิดไปขางเดียว ตลอดจนเปน เหตุแหงการเบียดเบียนบีบคนั้ ผูอืน่ ทไี่ มถืออยา งตน ความยึดติดในทฤษฎี ฯลฯ คอื ความ คดิ เหน็ เปนความจริง) ๓. มานะ (ความถอื ตวั ความสําคญั ตนวาเปนนั่นเปนน่ี ถอื สูง ถือตา่ํ ย่ิงใหญ เทาเทยี มหรือดอ ยกวาผอู นื่ ความอยากเดน อยากยกชตู นใหย่งิ ใหญ) (พ.ธ. หนา ๑๑๑) ปฏิเวธ เขา ใจตลอด แทงตลอด ตรสั รู รทู ะลปุ รโุ ปรง ลุลวงดวยการปฏิบตั ิ (พ.ศ. หนา ๑๔๕) ปฏิเวธสทั ธรรม สัทธรรม คอื ผลอนั จะพงึ เขาถึงหรอื บรรลุดว ยการปฏบิ ัติไดแก มรรค ผล และนิพพาน (พ.ธ. หนา ๑๒๕) ปญ ญา ๓ ความรอบรู เขา ใจ รซู ึ้ง มี ๓ อยาง คอื ๑. สุตมยปญญา (ปญญาเกิดแตการสดบั การเลาเรื่อง) ๒. จินตามนปญญา (ปญ ญาเกิดแตการคดิ การพจิ ารณาหาเหตผุ ล) ๓. ภาวนามยปญ ญา (ปญญาเกดิ แตก ารฝก อบรมลงมือปฏิบตั ิ) (พ.ธ.หนา๑๑๓) ปญ ญาวุฒธิ รรม ธรรมเปนเคร่ืองเจริญปญญา คุณธรรมท่ีกอ ใหเ กดิ ความเจริญงอกงามแหงปญ ญา ๑. สปั ปุริสสังเสวะ คบหาสัตบุรุษ เสวนาทานผทู รง ๒. สัทธมั มสั สวนะ ฟง สทั ธรรม เอาใจใส เลาเรยี น หาความรูจ ริง ๓. โยนโิ สมนสกิ าร ทาํ ในใจโดยแยบคาย คิดหาเหตผุ ลโดยถกู วิธี ๔. ธมั มานุธมั มปฏิบัติ ปฏบิ ัตธิ รรมถกู ตองตามหลัก คอื ใหส อดคลอ งพอดี ขอบเขตความหมาย และวัตถปุ ระสงคท ส่ี มั พนั ธ กบั ธรรมขอ อน่ื ๆ นาํ สิง่ ทไี่ ดเ ลา เรียนและตริตรองเหน็ แลว ไปใชป ฏบิ ัติใหถ ูกตอ งตามความมงุ หมาย ของสิง่ นั้น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๖๒ – ๑๖๓) ปาปณกิ ธรรม ๓ หลกั พอ คา องคค ณุ ของพอคา มี ๓ อยาง คอื ๑ จักขุมา ตาดี (รจู ักสินคา ) ดูของเปน สามารถ คาํ นวณราคา กะทุน เก็งกําไร แมน ยํา ๒. วิธโู ร จดั เจนธุรกจิ (รูแ หลงซ้อื ขาย รคู วามเคล่อื นไหวความ ตองการของตลาด สามารถในการจัดซอ้ื จดั จําหนาย รใู จและรจู กั เอาใจลกู คา) ๓. นิสสยสัมปนโน

๑๐๖ พรอ มดวยแหลง ทนุ อาศัย (เปน ทเ่ี ชอ่ื ถอื ไวว างในในหมูแหลงทุนใหญ ๆ หาเงนิ มาลงทนุ หรือดาํ เนิน กจิ การโดยงา ย ๆ) (พ.ธ. หนา ๑๑๔) ผัสสะ หรือ สัมผัส การถูกตอ ง การกระทบ ความประจวบกนั แหง อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ วญิ ญาณ มี ๖ คอื ๑. จกั ขุสมั ผสั (ความกระทบทางตา คือ ตา + รปู + จักขุ - วญิ ญาณ) ๒. โสตสมั ผสั (ความกระทบทางหู คือ หู + เสียง + โสตวิญญาณ) ๓. ฆานสัมผัส (ความกระทบทางจมูก คอื จมูก + กลน่ิ + ฆานวิญญาณ) ๔. ชิวหาสัมผัส (ความกระทบทางล้ิน คือ ลน้ิ + รส + ชิวหาวิญญาณ) ๕. กายสัมผสั (ความกระทบทางกาย คอื กาย + โผฏฐัพพะ + กายวิญญาณ) ๖. มโนสมั ผัส (ความกระทบทางใจ คอื ใจ + ธรรมารมณ + มโนวญิ ญาณ) (พ.ธ. หนา๒๓๓) ผวู ิเศษ หมายถงึ ผูสาํ เร็จ ผูม วี ิทยากร (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕) พระธรรม คาํ สง่ั สอนของพระพทุ ธเจา ท้งั หลักความจริงและหลกั ความประพฤติ (พ.ศ. หนา ๑๘๓) พระอนุพุทธะ ผูต รัสรูต าม คอื ตรัสรดู ว ยไดสดับเลาเรียนและปฏิบตั ิตามท่พี ระสมั มาสัมพทุ ธเจา ทรงสอน (พ.ศ. หนา ๓๗๔) พระปจเจกพทุ ธะ พระพุทธเจา ประเภทหน่ึง ซงึ่ ตรสั รูเฉพาะตัว มไิ ดส ัง่ สอนผอู ่นื (พ.ศ. หนา ๑๖๒) พระพุทธคุณ ๙ คุณของพระพุทธเจา ๙ ประการ ไดแก อรหํ เปนผไู กลจากกเิ ลส ๒. สมมฺ าสมั ฺพุทโฺ ธ เปน ผตู รัสรชู อบไดโดยพระองคเอง ๓. วิชชฺ าจรณสมปฺ นฺโน เปนผถู ึงพรอ มดว ยวิชชาและ จรณะ ๔. สุคโต เปน ผูเสด็จไปแลว ดว ยดี ๕. โลกวิทู เปนผูร โู ลกอยา งแจม แจง ๖. อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เปนผสู ามารถฝก บุรษุ ทีส่ มควรฝก ไดอยา งไมมใี ครย่ิงกวา ๗. สตถฺ า เทวมนุสฺสานํ เปนครูผูสอนเทวดา และมนุษยท งั้ หลาย ๘. พุทโฺ ธ เปน ผรู ู ผตู ่ืน ผเู บิกบาน ๙. ภควา เปน ผมู ีโชค มคี วามเจรญิ จําแนก ธรรมส่ังสอนสตั ว (พ.ศ. หนา ๑๙๑) พระพทุ ธเจา ผตู รสั รูโดยชอบแลว สอนผอู ่ืนใหร ูตาม ทานผูรูด ี รชู อบดว ยตนเองกอนแลว สอนประชมุ ชนให ประพฤตชิ อบดว ยกาย วาจา ใจ (พ.ศ. หนา ๑๘๓) พระภิกษุ ชายผไู ดอุปสมบทแลว ชายท่ีบวชเปน พระ พระผชู าย แปลตามรูปศพั ทวา ผขู อหรือผมู องเห็นภยั ในสงั ขารหรอื ผูทําลายกิเลส ดบู ริษทั ๔ สหธรรมิก บรรพชติ อปุ สัมบัน ภิกษสุ าวกรูปแรก ไดแก พระอญั ญาโกณฑญั ญะ (พ.ศ. หนา ๒๐๔) พระรัตนตรัย รัตนะ ๓ แกวอนั ประเสริฐ หรือส่ิงลํ้าคา ๓ ประการ หลกั ท่ีเคารพบชู าสูงสุดของ พทุ ธศาสนกิ ชน ๓ อยาง คือ ๑ พระพทุ ธเจา (พระผตู รสั รูเอง และสอนใหผอู ่ืนรูตาม) ๒.พระธรรม (คาํ ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา ทัง้ หลกั ความจริงและหลักความประพฤต)ิ ๓. พระสงฆ (หมูส าวกผู ปฏบิ ตั ติ ามคาํ ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา ) (พ.ธ.หนา ๑๑๖) พระสงฆ หมูชนทีฟ่ ง คาํ สง่ั สอนของพระพุทธเจาแลว ปฏบิ ัติชอบตามพระธรรมวินัย หมสู าวกของ พระพุทธเจา (พ.ศ. หนา ๑๘๕) พระสัมมาสมั พทุ ธเจา หมายถึง ทา นผตู รัสรเู อง และสอนผอู ืน่ ใหรตู าม (พ.ศ. หนา ๑๘๙)

๑๐๗ พระอนพุ ุทธะ หมายถงึ ผูตรสั รูตาม คอื ตรัสรดู ว ยไดสดบั เลา เรยี นและปฏบิ ัติตามทพี่ ระสัมมาสมั พทุ ธเจา ทรงสอน ไดแ ก พระอรหนั ตสาวกทัง้ หลาย (พ.ศ. หนา ๓๗๔) พระอริยบคุ คล หมายถงึ บุคคลผเู ปนอรยิ ะ ทานผูบรรลุธรรมวเิ ศษ มโี สดาปตตผิ ล เปน ตน มี ๔ คอื ๑. พระโสดาบนั ๒. พระสกทาคามี (หรอื สกทิ าคาม)ี ๓. พระอนาคามี ๔. พระอรหันต แบงพสิ ดารเปน ๘ คอื พระผูต้งั อยใู นโสดาปตตมิ รรค และพระผูตัง้ อยใู นโสดาปต ติผลคู ๑ พระผูต้ังอยใู นสกทาคามมิ รรค และพระผูตั้งอยูในสกทาคามีผลคู ๑ พระผูต ้งั อยใู นอนาคามมิ รรค และพระผตู ง้ั อยูในอนาคามิผลคู ๑ พระผูตง้ั อยูในอรหัตตมรรค และพระผูตง้ั อยูในอรหัตตผลคู ๑ (พ.ศ. หนา ๓๘๖) พราหมณ หมายถงึ คนวรรณะหนงึ่ ใน ๔ วรรณะ คอื กษัตริย พราหมณ แพศย ศทู ร ; พราหมณเปนวรรณะ นกั บวชและเปนเจา พิธี ถอื ตนวาเปน วรรณะสงู สดุ เกดิ จากปากพระพรหม (พ.ศ. หนา๑๘๕) พละ ๔ กําลัง พละ ๔ คอื ธรรมอันเปนพลังทาํ ใหด ําเนินชวี ติ ดว ยความมั่นใจ ไมตองหวาดหวนั่ ภยั ตาง ๆ ไดแก ๑. ปญ ญาพละ กาํ ลังคอื ปญญา ๒. วิริยพละ กําลังคอื ความเพยี ร ๓. อนวัชชพละ กําลงั คอื การ กระทําทีไ่ มมีโทษ ๔. สังคหพละ กําลงั การสงั เคราะห คอื เกอ้ื กูลอยรู วมกบั ผอู ่นื ไดด ี (พ.ศ. หนา ๑๘๕–๑๘๖) พละ ๕ พละ กําลัง พละ ๕ คอื ธรรมอนั เปน กาํ ลงั ซึ่งเปน เคร่อื งเกือ้ หนนุ แกอ รยิ มรรค จัดอยูในจําพวก โพธปิ กขยิ ธรรม มี ๕ คือ สัทธา วริ ยิ ะ สติ สมาธิ ปญญา (พ.ศ. หนา ๑๘๕ – ๑๘๖) พุทธกิจ ๕ พระพทุ ธองคทรงบาํ เพ็ญพทุ ธกจิ ๕ ประการ คอื ๑. ปพุ ฺพณเฺ ห ปณ ฺฑปาตจฺ ตอนเชาเสดจ็ ออก บณิ ฑบาต เพอื่ โปรดสัตว โดยการสนทนาธรรมหรือการแสดงหลักธรรมใหเขาใจ ๒. สายณฺเห ธมฺมเทสนํ ตอนเยน็ แสดงธรรมแกป ระชาชนทมี่ าเฝา บรเิ วณทป่ี ระทับ ๓. ปโทเส ภิกฺขโุ อวาทํ ตอนคํา่ แสดงโอวาทแกพ ระสงฆ ๔. อฑฺฒรตฺเต เทวปหฺ นํ ตอนเท่ียงคืนทรงตอบปญ หาแกพวก เทวดา ๕. ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพพฺ าภพเฺ พ วโิ ลกนํ ตอนเชา มืด จวนสวา ง ทรงตรวจพิจารณาสตั วโ ลก วา ผใู ดมอี ุปนสิ ัยท่จี ะบรรลุธรรมได (พ.ศ. หนา ๑๘๙ - ๑๙๐) พุทธคณุ คุณของพระพุทธเจา คอื ๑. ปญ ญาคุณ (พระคณุ คอื ปญญา) ๒. วิสทุ ธิคณุ (พระคณุ คอื ความ บริสุทธิ)์ ๓. กรุณาคุณ (พระคุณ คือ พระมหากรุณา) (พ.ศ. หนา ๑๙๑) ภพ โลกเปน ท่อี ยูของสัตว ภาวะชีวิตของสตั ว มี ๓ คือ ๑. กามภพ ภพของผูยังเสวยกามคุณ ๒. รปู ภพ ภพของผเู ขาถึงรปู ฌาน ๓. อรปู ภพ ภพของผเู ขา ถงึ อรปู ฌาน (พ.ศ. หนา ๑๙๘) ภาวนา ๔ การเจริญ การทาํ ใหมขี นึ้ การฝก อบรม การพัฒนา แบงออกเปน ๔ ประเภท ไดแ ก ๑. กายภาวนา ๒. สีลภาวนา ๓. จิตตภาวนา ๔. ปญญาภาวนา (พ.ธ. หนา ๘๑ – ๘๒)

๑๐๘ ภมู ิ ๓๑ ๑.พน้ื เพ พื้น ช้นั ทด่ี นิ แผนดนิ ๒. ชน้ั แหง จิต ระดับจิตใจ ระดบั ชีวิต มี ๓๑ ภมู ิ ไดแก อบายภูมิ ๔ (ภูมิที่ปราศจากความเจรญิ ) - นริ ยะ (นรก) – ติรจั ฉานโยนิ (กําเนดิ ดริ จั ฉาน) – ปต ติ วสิ ัย (แดนเปรต) - อสรุ กาย (พวกอสรู ) กามสุคติภมู ิ ๗ (กามาวจรภมู ิท่เี ปน สุคติ ภมู ทิ ่ีเปนสุคตซิ ่งึ ยงั เกย่ี วขอ งกบั กาม) - มนุษย (ชาวมนษุ ย) – จาตุมหาราชิกา (สวรรคชนั้ ทีท่ า วมหาราช ๔ ปกครอง) - ดาวดึงส (แดนแหง เทพ ๓๓ มที าวสักกะเปนใหญ) -ยามา (แดนแหง เทพผูปราศจากความทุกข) - ดสุ ิต (แดนแหงผเู อิบอ่มิ ดว ยสิรสิ มบตั ขิ องตน) - นิมมานรดี (แดนแหงเทพผยู ินดีในการเนรมิต) - ปรนมิ มติ วสวัตตี (แดนแหงเทพผูยงั อํานาจใหเปนไปในสมบัตทิ ผ่ี อู ืน่ นริ มติ ให) (พ.ธ.หนา ๓๑๖-๓๑๗) โภคอาทยิ ะ ๕ ประโยชนท ่คี วรถอื เอาจากโภคทรพั ย ในการทจี่ ะมหี รอื เหตผุ ลในการท่ีจะมหี รอื ครอบครองโภค ทรัพย ๑. เลย้ี งตวั มารดา บิดา บตุ ร ภรรยา และคนในปกครองทงั้ หลายใหเปน สุข ๒. บาํ รงุ มติ รสหาย และรว มกิจกรรมการงานใหเ ปนสขุ ๓. ใชป อ งกนั ภยนั ตราย ๔. ทาํ พลี คอื ญาตพิ ลี สงเคราะหญ าติ อติถิพลี ตอ นรบั แขก ปุพพเปตพลี ทาํ บญุ อุทศิ ใหผูลว งลับ ราชพลี บาํ รุงราชการ เสียภาษี เทวตาพลี สกั การะบํารุงส่ิงทีเ่ ชอ่ื ถือ ๕. อปุ ถมั ภบ ํารงุ สมณพราหมณ ผูป ระพฤตชิ อบ (พ.ธ. หนา ๒๐๒ -๒๐๓) มงคล สิง่ ท่ที ําใหมโี ชคดีตามหลกั พระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมที่นาํ มาซ่งึ ความสขุ ความเจรญิ มงคล ๓๘ ประการ หรือ เรยี กเต็มวา อุดมมงคล (มงคลอนั สูงสุด) ๓๘ ประการ (ดูรายละเอียดมงคลสูตร) (พ.ศ. หนา ๒๑๑) มจิ ฉาวณิชชา ๕ การคาขายท่ีผดิ ศลี ธรรมไมชอบธรรม มี ๕ ประการ คือ ๑. สตั ถวณิชชา คา อาวธุ ๒. สัตตวณิชชา คามนุษย ๓. มงั สวณิชชา เล้ยี งสัตวไวขายเน้อื ๔. มัชชวณิชชา คา ขายนํ้าเมา ๕. วิสวณิชชา คา ขายยาพิษ (พ.ศ. หนา ๒๓๓) มรรคมีองค ๘ ขอปฏบิ ัตใิ หถึงความดับทุกข เรียกเต็มวา “อริยอัฏฐงั คิกมรรค” ไดแก ๑. สัมมาทฎิ ฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ ดาํ ริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากมั มนั ตะ ทาํ การชอบ ๕. สมั มาอาชีวะ เลี้ยงชพี ชอบ ๖. สมั มาวายามะ เพยี รชอบ ๗.สมั มาสติ ระลกึ ชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตัง้ จติ มั่นชอบ (พ.ศ. หนา ๒๑๕) มจิ ฉตั ตะ ๑๐ ภาวะทผ่ี ดิ ความเปนสิ่งที่ผิด ไดแ ก ๑. มิจฉทิฏฐิ (เหน็ ผดิ ไดแ ก ความเห็นผดิ จากคลองธรรมตาม หลกั กศุ ลกรรมบถ และความเหน็ ท่ีไมน ําไปสูความพนทุกข) ๒. มิจฉาสงั กปั ปะ (ดําริผิด ไดแก ความดํารทิ เี่ ปน อกศุ ลท้งั หลาย ตรงขา มจากสัมมาสังกปั ปะ) ๓. มิจฉาวาจา (วาจาผิด ไดแก วจที จุ รติ ๔) ๔. มจิ ฉากมั มนั ตะ (กระทําผิด ไดแก กายทุจรติ ๓) ๕. มิจฉาอาชวี ะ (เล้ียงชีพผดิ ไดแ ก เล้ียงชีพ ในทางทุจรติ ) ๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผดิ ไดแ ก ความเพยี รตรงขา มกบั สัมมาวายามะ) ๗. มจิ ฉาสติ (ระลกึ ผดิ ไดแก ความระลกึ ถึงเรื่องราวที่ลวงแลว เชน ระลกึ ถึงการไดทรพั ย การไดย ศ เปน ตน ในทางอกุศล อันจัดเปนสติเทียม) เปน เหตชุ กั นาํ ใจใหเกดิ กเิ ลส มีโลภะ มานะ อสสา มัจฉรยิ ะ เปนตน ๘. มจิ ฉาสมาธิ (ต้งั ใจผิด ไดแก ตง้ั จิตเพงเลง็ จดจอ ปกใจแนวแนใ นกามราคะ พยาบาท เปนตน หรือเจรญิ สมาธิแลว หลงเพลนิ ตดิ หมกมุน ตลอดจนนาํ ไปใชผิดทาง ไมเ ปน ไป เพอ่ื ญาณทัสสนะ และความหลุดพน ) ๙. มจิ ฉาญาณ (รผู ิด ไดแก ความหลงผดิ ท่ีแสดงออกในการ คิดอุบายทําความชั่วและในการพจิ ารณาทบทวน วาความชัว่ น้นั ๆ ตนกระทาํ ไดอยา งดแี ลว เปนตน)

๑๐๙ ๑๐. มจิ ฉาวิมตุ ติ (พนผิด ไดแ ก ยงั ไมถ ึงวิมตุ ติ สําคัญวา ถงึ วมิ ุตติ หรอื สําคัญผดิ ในส่งิ ท่ีมใิ ชว มิ ุตต)ิ (พ.ธ. หนา ๓๒๒) มิตรปฏิรูป คนเทียมมติ ร มิตรเทยี ม มใิ ชม ติ รแท มี ๔ พวก ไดแก ๑. คนปอกลอก มลี ักษณะ ๔ คอื ๑.๑ คิดเอาไดฝา ยเดียว ๑.๒ ยอมเสียแตน อ ย โดยหวงั จะเอาใหม าก ๑.๓ ตวั เองมภี ัย จึงมาทํากิจของเพอ่ื น ๑.๔ คบเพอ่ื นเพราะ เห็นแกป ระโยชนของตัว ๒. คนดีแตพ ูด มลี กั ษณะ ๔ คือ ๒.๑ ดีแตยกเรือ่ งทผ่ี านมาแลวมาปราศรัย ๒.๒ ดีแต อา งสงิ่ ท่ยี งั มดี ี แตอา งสง่ิ ทีย่ งั ไมมีมาปราศรัย ๒.๓ สงเคราะหด วยส่ิงท่ไี รป ระโยชน ๒.๔ เม่อื เพ่อื นมกี ิจอางแตเหตขุ ัดขอ ง ๓. คนหัวประจบมลี กั ษณะ ๔ คือ ๓.๑ จะทาํ ช่วั ก็คลอ ยตาม ๓.๒ จะทําดกี ็คลอ ยตาม ๓.๓ ตอ หนา สรรเสริญ ๓.๔ ลับหลงั นนิ ทา ๔. คนชวนฉิบหายมีลักษณะ ๔ ๔.๑ คอยเปนเพ่ือนด่มื น้ําเมา ๔.๒ คอยเปน เพื่อนเทยี่ วกลางคนื ๔.๓ คอยเปน เพื่อนเท่ยี วดูการเลน ๔.๔ คอยเปน เพ่ือนไปเลน การพนนั (พ.ธ.หนา ๑๕๔–๑๕๕) มิตรนา้ํ ใจ ๑. เพอ่ื นมที กุ ขพ ลอยทกุ ขด วย ๒. เพอ่ื นมสี ุขพลอยดีใจ ๓. เขาตเิ ตียนเพื่อน ชว ยยบั ยัง้ แกไข ให ๔. เขาสรรเสรญิ เพ่อื น ชวยพูดเสรมิ สนบั สนุน (พ.ศ. หนา ๒๓๔) รปู ๑. สิ่งท่ตี องสลายไปเพราะปจจยั ตาง ๆ อันขัดแยง สิ่งท่เี ปน รูปรา งพรอมทัง้ ลักษณะอาการของมัน สว น รางกาย จาํ แนกเปน ๒๘ คือ มหาภตู รูป หรือธาตุ ๔ และอปุ าทายรูป ๒. อารมณท่ีรไู ดดว ยจักษุ ส่ิงที่ ปรากฏแกต า ขอ ๑ ในอารมณ ๖ หรอื อายตนะภายนอก ๓. ลกั ษณนามใชเ รยี กพระภิกษสุ ามเณร เชน ภิกษุรปู หนง่ึ (พ.ศ. หนา ๒๕๓) วัฏฏะ ๓ หรือไตรวฎั ฎ การวนเวียน การเวยี นเกิด เวียนตาย การเวยี นวายตายเกดิ ความเวยี นเกดิ หรอื วนเวียน ดว ยอาํ นาจกิเลส กรรม และวิบาก เชน กิเลสเกดิ ขึน้ แลวใหทาํ กรรม เมอื่ ทํากรรมแลว ยอมไดผ ลของ กรรม เมื่อไดร บั ผลของกรรมแลว กเิ ลสก็เกดิ อีกแลว ทาํ กรรมแลว เสวยผลกรรมหมุนเวยี นตอ ไป (พ.ธ. หนา ๒๖๖) วาสนา อาการกายวาจา ทีเ่ ปนลักษณะพเิ ศษของบคุ คล ซึ่งเกดิ จากกเิ ลสบางอยา ง และไดส ั่งสมอบรมมาเปน เวลานานจนเคยชินติดเปนพ้ืนประจาํ ตวั แมจ ะละกิเลสน้นั ไดแลว แตก ็อาจจะละอาการกายวาจาที่ เคยชินไมได เชน คาํ พดู ติดปาก อาการเดนิ ทเ่ี ร็วหรือเดินตว มเต้ียม เปน ตน ทา นขยายความวา วาสนา ที่เปนกุศลก็มี เปน อกศุ ลกม็ ี เปนอพั ยากฤต คือ เปน กลาง ๆ ไมด ีไมชัว่ ก็มี ท่ีเปน กุศลกับอัพยากฤต น้นั ไมต องละ แตท ี่เปน อกุศลซ่งึ ควรจะละนนั้ แบง เปน ๒ สวน คอื สว นทจี่ ะเปน เหตุใหเ ขาถึงอบาย กับสวนที่เปนเหตใุ หเ กิดอาการแสดงออกทางกายวาจาแปลก ๆ ตา ง ๆ สว นแรก พระอรหนั ตทุกองค ละได แตส วนหลงั พระพทุ ธเจาเทาน้ันละได พระอรหันตอ ่นื ละไมไ ด จงึ มีคํากลา ววา พระพทุ ธเจาเทา น้ัน ละกเิ ลสทัง้ หมดได พรอมทัง้ วาสนา; ในภาษาไทย คาํ วาวาสนามีความหมายเพ้ียนไป กลายเปน อาํ นาจบุญเกา หรอื กุศลที่ทาํ ใหไ ดรับลาภยศ (ไมมใี น พ.ศ. ฉบับทพ่ี ิมพเปน เลม แตค นไดจ ากแผน ซดี รี อม พ.ศ. ของ สมาคมศิษยเกา มหาจุฬาฯ)

๑๑๐ วิตก ความตรึก ตริ กายยกจติ ข้ึนสูอารมณ การคิด ความดาํ ริ “ไทยใชว าเปน หว งกงั วล” แบงออกเปนกศุ ลวติ ก ๓ และอกุศลวิตก ๓ (พ.ศ. หนา ๒๗๓) วิบัติ ๔ ความบกพรองแหง องคประกอบตา ง ๆ ซึ่งไมอ ํานวยแกการท่กี รรมดจี ะปรากฏผล แตกลับเปดชอ ง ใหก รรมชั่วแสดงผล พดู ส้นั ๆ วา สวนประกอบบกพรอ ง เปดชองใหก รรมช่วั วบิ ตั มิ ี ๔ คือ ๑. คติ วิบตั ิ วิบัตแิ หง คติ หรอื คติเสยี คือเกดิ อยใู นภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศ สภาพแวดลอ มท่ไี มเหมาะ ไมเกือ้ กลู ทางดําเนนิ ชวี ิต ถิน่ ที่ไปไมอาํ นวย ๒. อุปธิวบิ ัติ วบิ ตั ิแหง รางกาย หรอื รปู กายเสีย เชน รางกายพิกล พกิ าร ออนแอ ไมสวยงาม กริ ยิ าทาทางนา เกลยี ด ไมช วนชมตลอดจนสุขภาพทีไ่ มดี เจบ็ ปว ย มีโรคมาก ๓. กาลวิบตั ิ วบิ ตั แิ หงกาลหรอื หรือกาลเสีย คือเกิดอยูใ นยุคสมัยท่ีบานเมืองมีภัยพิบัตไิ มสงบ เรียบรอย ผปู กครองไมดี สงั คมเสอื่ มจากศีลธรรม มากดว ยการเบยี ดเบียน ยกยองคนชว่ั บีบคั้นคนดี ตลอดจนทําอะไรไมถูกาลเวลา ไมถ ูกจังหวะ ๔. ปโยควบิ ัติ วบิ ตั แิ หง การประกอบ หรอื กจิ การเสีย เชน ฝกใฝใ นกจิ การหรือเรือ่ งราวท่ผี ิด ทาํ การไมตรงตามความถนดั ความสามารถ ใชค วามเพยี ร ไมถกู ตอง ทําการครึ่ง ๆ กลาง ๆ เปน ตน (พ.ธ. หนา ๑๖๐- ๑๖๑) วปิ ส สนาญาณ ๙ ญาณในวิปส สนา ญาณที่นับเขาในวปิ สสนา เปน ความรทู ท่ี ําใหเกิดความเหน็ แจง เขาใจ สภาวะของส่ิงท้ังหลายตามเปนจรงิ ไดแก ๑. อทุ ยัพพยานุปสสนาณาณ คือ ญาณอันตามเหน็ ความ เกิดและดบั ของเบญจขนั ธ ๒. ภงั คานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันตามเหน็ ความสลาย เมอื่ เกิดดบั ก็ คาํ นึงเดน ชัด ในสวนดับของสงั ขารทัง้ หลาย ตองแตกสลายท้งั หมด ๓. ภยตปู ฏฐานญาณ คอื ณาณ อันมองเหน็ สงั ขาร ปรากฏเปนของนากลวั ๔. อาทนี วานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันคํานึงเห็นโทษ ของสงั ขารทง้ั หลาย วา เปน โทษบกพรองเปน ทกุ ข ๕. นพิ พิทานปุ ส สนาญาณ คอื ญาณอันคํานงึ เหน็ ความหนา ยของสังขาร ไมเพลนิ เพลิน ตดิ ใจ ๖. มญุ จติ กุ มั ยตาญาณ คอื ญาณอันคํานงึ ดวย ใครพน ไปเสีย คือ หนายสงั ขารท้ังหลาย ปรารถนาทีจ่ ะพน ไปเสยี ๗. ปฏสิ งั ขานุปส สนาญาณ คือ ญาณอันคาํ นงึ พจิ ารณาหาทาง เมือ่ ตองการจะพน ไปเสยี เพ่ือมองหาอบุ ายจะปลดเปลื้องออกไป ๘. สังขารุเปกขาณาณ คือ ญาณอันเปนไปโดยความเปน กลางตอสังขาร คือ พิจารณาสังขารไมยินดี ยินรายในสังขารทั้งหลาย ๙. สจั จานุโลมกิ ญาณ หรอื อนุโลมญาณ คือ ณาณอนั เปนไปโดยอนโุ ลก แกก ารหยั่งรอู รยิ สัจ แลว แลว มรรคญาณใหส ําเร็จความเปน อรยิ บุคคลตอ ไป(พ.ศ.หนา ๒๗๖–๒๗๗) วมิ ุตติ ๕ ความหลดุ พน ภาวะไรกิเลส และไมมที กุ ข มี ๕ ประการ คือ ๑. วิกขมั ภนวมิ ุตติ ดบั โดยขมไว คอื ดับกเิ ลส ๒. ตทงั ควมิ ตุ ติ ดับกเิ ลสดวยธรรมท่ีเปนคูปรับธรรมที่ตรงกนั ขา ม ๓. สมุจเฉทวมิ ตุ ติ ดบั ดวยตดั ขาด ดบั กิเลสเสร็จสน้ิ เด็ดขาด ๔. ปฏิปส สทั ธิวิมุตติ ดับดว ยสงบระงับ โดยอาศัย โลกุตตรมรรคดบั กิเลส ๕. นิสรณวิมุตติ ดับดวยสงบระงับ คอื อาศยั โลกุตตรธรรมดับกเิ ลสเดด็ ขาด เสร็จสนิ้ (พ.ธ. หนา ๑๙๔) โลกบาลธรรม ธรรมคุมครองโลก ไดแก ปกครองควบคมุ ใจมนุษยไ วใ หอยูในความดี มิใหละเมดิ ศลี ธรรม และใหอยกู นั ดวยความเรียบรอยสงบสขุ ไมเ ดอื ดรอ นสับสนวุน วาย มี ๒ อยา งไดแก ๑. หิริ

๑๑๑ ความอายบาป ละอายใจตอ การทาํ ความชัว่ ๒. โอตตัปปะ ความกลวั บาปเกรงกลวั ตอความชวั่ และ ผลของกรรมชว่ั (พ.ศ. หนา ๒๖๐) ฤาษี หมายถงึ ผูแสวงธรรม ไดแก นักบวชนอกพระศาสนาซึง่ อยใู นปา ชีไพร ผแู ตงคัมภีรพระเวท (พ.ศ. หนา ๒๕๖) สติปฏฐาน ๔ ที่ต้ังของสติ การตั้งสติกาํ หนดพจิ ารณาส่ิงทัง้ หลายใหรูเ หน็ ตามความเปน จริง คือ ตามส่งิ นนั้ ๆ มนั เปน ของมนั เอง มี ๔ ประการ คือ ๑. กายานุปส สนาสติปฏฐาน (การตั้งสตกิ ําหนดพจิ ารณากายใหร ูเหน็ ตามเปน จรงิ วา เปนแตเ พียง กาย ไมใ ชส ตั วบุคคล ตวั ตนเราเขา) ทา นจําแนกวิธีปฏบิ ัติไดห ลายอยาง คือ อานาปานสติ กําหนด ลมหายใจ ๑ อิรยิ าบถ กําหนดรูทนั อริ ยิ าบถ ๑) สัมปชัญญะ สรา งสมั ปชัญญะในการกระทําความ เคลอื่ นไหวทกุ อยา ง ๑) ปฏิกูลมนสกิ าร พจิ ารณาสวนประกอบอนั ไมส ะอาดทง้ั หลายท่ีประชุมเขา เปนรางกายนี้ ๑) ธาตมุ นสิการ พิจารณาเห็นรา งกายของตน โดยสักวาเปนธาตแุ ตละอยา งๆ ๒. เวทนานุปส สาสติปฏฐาน (การต้งั สติกําหนดพิจารณาเวทนาใหรเู ห็นตามเปน จรงิ วา เปน แตเ พยี ง เวทนา ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตัวตนเราเขา) คือ มีสติรูชัดเวทนาอนั เปนสุขกด็ ี ทุกขก ็ดี เฉย ๆ ก็ดี ทั้งท่ี เปนสามิสและเปน นริ ามสิ ตามทเ่ี ปน ไปอยูข ณะนั้น ๆ ๓. จิตตานปุ ส สนาสติปฏฐาน (การต้ังสติกําหนดพิจารณาจิต ใหร เู ห็นตามเปนจรงิ วา เปน แตเพยี งจติ ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตวั ตนเราเขา) คอื มีสตริ ูชดั จติ ของตนทมี่ ีราคะ ไมมรี าคะ มโี ทสะ ไมม โี ทสะ มโี มหะ ไมมโี มหะ เศรา หมองหรอื ผองแผว ฟุงซา นหรอื เปนสมาธิ ฯลฯ อยางไร ๆ ตามท่เี ปน ไป อยใู นขณะนน้ั ๆ ๔. ธัมมานุปสสนาสตปิ ฏ ฐาน (การตั้งสตกิ าํ หนดพิจารณาธรรม ใหร เู หน็ ตามเปนจริงวา เปนแต เพยี งธรรม ไมใ ชส ตั วบ คุ คลตัวตนของเรา) คือ มสี ตริ ชู ดั ธรรมทงั้ หลาย ไดแก นิวรณ ๕ ขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ โพชฌงค ๗ อริยสัจ ๔ วา คืออะไร เปนอยางไร มีในตนหรือไม เกดิ ขนึ้ เจริญบริบูรณแ ละดบั ไดอยา งไร เปน ตน ตามทเี่ ปนจริงของมันอยางนั้น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๖๕) สมณะ หมายถงึ ผูสงบ หมายถึงนักบวชท่วั ไป แตในพระพุทธศาสนา ทานใหความหมายจาํ เพาะ หมายถงึ ผูร ะดบั บาป ไดแก พระอริยบคุ คล และผูปฏบิ ัตเิ พ่ือระงับบาป ไดแ ก ผปู ฏิบัติธรรมเพื่อเปน พระอรยิ บคุ คล (พ.ศ. หนา ๒๙๙) สมบัติ ๔ คือ ความเพยี บพรอมสมบรู ณแหงองคประกอบตา ง ๆ ซ่ึงชวยเสรมิ สง อาํ นวยโอกาสใหกรรมดี ปรากฏผล และไมเปด ชองใหกรรมช่ัวแสดงผล มี ๔ อยาง คอื ๑. คตสิ มบตั ิ สมบัตแิ หงคติ ถึงพรอม ดว ยคติ หรอื คติให คือ เกิดอยใู นภพ ภูมิ ถ่นิ ประเทศท่ีเจริญ เหมาะหรือเก้อื กลู ตลอดจนในระยะสน้ั คอื ดําเนินชีวติ หรอื ไปในถ่ินที่อํานวย ๒. อปุ ธสิ มบตั ิ สมบัตแิ หง รางกาย ถึงพรอมดว ยรางกาย คอื มีรูปรางสวย รา งกายสงา งาม หนาตาทา ทางดี นารกั นานยิ มเลอื่ มใส สขุ ภาพดี แข็งแรง ๓. กาลสมบตั ิ สมบัตแิ หงกาล ถึงพรอมดว ยกาลหรือกาลให คือ เกดิ อยใู นสมัยที่บานเมืองมคี วามสงบสุข ผปู กครองดี ผคู นมีคณุ ธรรมยกยองคนดี ไมส ง เสริมคนช่ัว ตลอดจนในระยะเวลาสนั้ คอื ทาํ อะไรถูก กาลเวลา ถูกจงั หวะ ๔. ปโยคสมบัติ สมบัติแหงการประกอบ ถงึ พรอ มดวยการประกอบกจิ หรอื

๑๑๒ กิจการให เชน ทําเรื่องตรงกบั ท่ีเขาตอ งการ ทํากิจตรงกับความถนัดความสามารถของตน ทาํ การถึง ขนาดถูกหลักครบถว น ตามเกณฑหรอื เต็มอัตรา ไมใ ชท ําครึง่ ๆ กลาง ๆ หรอื เหยาะแหยะ หรือไม ถกู เรอื่ งกนั รจู ักจัดทาํ รจู กั ดาํ เนนิ การ (พ.ธ. หนา ๑๖๑ – ๑๖๒) สมาบตั ิ ภาวะสงบประณีตซึ่งพง่ึ เขาถึง; สมาบัติมหี ลายอยาง เชน ณานสมบัติ ผลสมาบัติ อนปุ พุ พวิหาร สมาบตั ิ (พ.ศ. หนา ๓๐๓) สติ ความระลึกได นกึ ได ความไมเ ผลอ การคมุ ใจไดกบั กจิ หรือคุมจิตใจไวก บั ส่ิงท่ีเกย่ี วขอ ง จาํ การที ทําและคาํ พูดแมนานได (พ.ศ. หนา ๓๒๗) สังฆคุณ ๙ คณุ ของพระสงฆ ๑. พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเปนผปู ฏบิ ตั ิดี ๒. เปนผปู ฏิบัตติ รง ๓. เปน ผปู ฏบิ ตั ถิ ูกทาง ๔. เปน ผปู ฏบิ ตั ิสมควร ๕. เปนผูควรแกก ารคาํ นับ คอื ควรกับของทเ่ี ขา นํามาถวาย ๖. เปน ผูควรแกก ารตอนรบั ๗. เปน ผคู วรแกทักษณิ า ควรแกของทาํ บุญ ๘. เปน ผูควร แกก ารกระทาํ อญั ชลี ควรแกการกราบไหว ๙. เปน นาบญุ อันยอดเย่ียมของโลก เปน แหลงปลกู ฝง และเผยแพรค วามดีท่ยี อดเยย่ี มของโลก(พ.ธ. หนา ๒๖๕-๒๖๖) สังเวชนียสถาน สถานท่ีตงั้ แหงความสังเวช ทที่ ่ใี หเ กิดความสังเวช มี ๔ คือ ๑. ทพ่ี ระพุทธเจา ประสตู ิ คือ อทุ ยานลมุ พินี ปจจบุ ันเรียกลุมพินีหรอื รุมมินเด (Lumbini หรือ Rummindei) ๒. ที่พระพทุ ธเจา ตรสั รู คือ ควงโพธิ์ ทต่ี ําบลพุทธคยา (Buddha Gaya หรือ Bodh – Gaya) ๓. ท่ีพระพุทธเจา แสดง ปฐมเทศนา คือปา อิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ปจจบุ นั เรียกสารนาถ ๔. ที่พระพทุ ธเจา ปรินพิ พาน คือทสี่ าลวโนทยาน เมืองกุสนิ ารา หรือกุสินคร บัดนีเ้ รียกกาเซีย (Kasia หรือ Kusinagara) (พ.ศ. หนา ๓๑๗) สันโดษ ความยนิ ดี ความพอใจ ยินดดี วยปจจยั ๔ คือ ผานุงหม อาหารที่นอนทีน่ ่งั และยาตามมีตามได ยนิ ดี ของของตน การมคี วามสขุ ความพอใจดว ยเคร่อื งเลี้ยงชีพท่ีหามาไดดว ยเพยี รพยายามอันชอบธรรม ของตน ไมโลภ ไมรษิ ยาใคร (พ.ศ. หนา ๓๒๔) สนั โดษ ๓ ๑. ยถาลาภสนั โดษ ยินดีตามท่ีได คือ ไดส่ิงใดมาดว ยความเพียรของตน กพ็ อใจดวยส่ิงน้ัน ไมได เดอื ดรอ นเพราะของทไี่ มได ไมเพงเล็งอยากไดข องคนอ่ืนไมริษยาเขา ๒. ยถาพลสนั โดษ คอื ยินดี ตามกาํ ลงั คอื พอใจเพียงแคพอแกก าํ ลงั รางกาย สขุ ภาพ และขอบเขตการใชสอยของตน ของทเี่ กิน กําลงั กไ็ มห วงแหนเสยี ดายไมเ กบ็ ไวใ หเสยี เปลา หรือฝน ใชใ หเ ปนโทษแกตน ๓. ยถาสารปุ ป สนั โดษ ยนิ ดตี ามสมควร คือ พอใจตามท่สี มควร คอื พอใจตามที่สมควรแกภาวะฐานะแนวทางชีวติ และจดุ หมายแหงการบําเพ็ญกิจของตน เชน ภิกษพุ อใจแตอ งอนั เหมาะกบั สมณภาวะ หรือไดของใช ท่ีไมเหมาะสมกบั ตนแตจะมปี ระโยชนแกผูอนื่ ก็นาํ ไปมอบใหแ กเขา เปน ตน (พ.ศ. หนา ๓๒๔) สทั ธรรม ๓ ธรรมอันดี ธรรมทีแ่ ท ธรรมของสัตบรุ ุษ หลกั หรอื แกนศาสนา มี ๓ ประการ ไดแก ๑. ปรยิ ตั ิสทั ธรรม (สทั ธรรมคอื คําสัง่ สอนอนั จะตองเลาเรียน ไดแ ก พุทธพจน) ๒. ปฏิบัตสิ ัทธรรม (สัทธรรมคือสง่ิ พงึ ปฏิบตั ิ ไดแก ไตรสกิ ขา คอื ศีล สมาธิ ปญญา)

๑๑๓ ๓. ปฏเิ วธสทั ธรรม (สัทธรรมคือผลอนั จะพึงเขา ถงึ หรือบรรลดุ ว ยการปฏบิ ตั ิ ไดแ ก มรรค ผล และ นพิ พาน (พ.ธ. หนา ๑๒๕) สัปปุริสธรรม ๗ ธรรมของสัตบุรษุ ธรรมทท่ี าํ ใหเปน สัตบรุ ษุ คุณสมบัติของคนดี ธรรมของผดู ี ๑. ธัมมัญุตา คอื ความรูจ ักเหตุ คอื รูหลักความจริง ๒. อตั ถญั ุตา คอื ความรูจ ักผล คือรูความ มงุ หมาย ๓. อัตตญั ตุ า คือ ความรจู กั ตน คือ รูวาเราน้ันวาโดยฐานะ ภาวะ เพศ กาํ ลงั ความรู ความสามารถ ความถนัด และคณุ ธรรม เปน ตน ๔. มัตตัญตุ า คือ ความรจู ักประมาณ คอื ความ พอดี ๕. กาลัญุตา คอื ความรจู กั กาล คอื รจู ักกาลเวลาอันเหมาะสม ๖. ปริสญั ตุ า คือ ความรจู ัก บรษิ ัทคือรูจกั ชุมชนและรูจักที่ประชมุ ๗. ปคุ คลญั ตุ า หรอื ปคุ คลปโรปรญั ุตา คือ ความรจู ัก บุคคล คอื ความแตกตา งแหงบุคคล (พ.ธ. หนา ๒๔๔) สมั ปชญั ญะ ความรตู วั ทว่ั พรอมความรตู ระหนักความรชู ัดเขาใจชดั ซ่ึงสงิ่ นกึ ได มกั มาคูกบั สติ (พ.ศ.หนา ๒๔๔) สาราณยี ธรรม ๖ ธรรมเปน ท่ีตงั้ แหงความใหร ะลกึ ถึง ธรรมเปน เหตุใหร ะลึกถงึ กัน หลักการอยูรวมกนั เรียกอีกอยา งวา “สาราณยี ธรรม” ๑. เมตตากายกรรม มีเมตตากายกรรมท้งั ตอ หนา และลบั หลงั ๒. เมตตาวจีกรรม มีเมตตาวจกี รรมทงั้ ตอหนา และลับหลงั ๓. เมตตา มโนกรรม มีเมตตา มโนกรรมท้งั ตอ หนาและลับหลงั ๔. สาธารณโภคี แบง ปน ส่ิงของที่ไดม าไมหวง แหน ใชผ เู ดยี ว ๕. สีลสามญั ญตา มคี วามประพฤติรวมกนั ในขอทเ่ี ปน หลกั การสาํ คญั ท่จี ะนําไปสคู วามหลดุ พนสน้ิ ทุกขห รือขจดั ปญหา ๖.ทฏิ ฐิสามญั ญตา มีความเหน็ ชอบดีงาม เชนเดียวกบั หมูค ณะ (พ.ธ. หนา ๒๓๓-๒๓๕) สุข ๒ ความสบาย ความสาํ ราญ มี ๒ อยา ง ไดแ ก ๑. กายกิ สขุ สขุ ทางกาย ๒. เจตสกิ สุข สุขทางใจ อกี หมวดหนึ่งมี ๒ คอื ๑. สามิสสขุ สขุ องิ อามสิ คอื อาศยั กามคุณ ๒. นริ ามิสสุข สขุ ไมองิ อามิส คือ องิ เนกขมั มะ (พ.ศ. หนา ๓๔๓) ศรทั ธา ความเชือ่ ความเช่อื ถือ ความเช่อื ม่นั ในสิ่งทด่ี งี าม (พ.ศ. หนา๒๙๐) ศรัทธา ๔ ความเช่อื ทป่ี ระกอบดว ยเหตผุ ล ๔ ประการคอื ๑. กัมมสทั ธา (เช่ือกรรม เชื่อวา กรรมมีอยจู รงิ คอื เชอื่ วาเม่อื ทาํ อะไรโดยมีเจตนา คือ จงใจทําท้ังท่รี ู ยอ มเปน กรรม คือ เปน ความช่ัว ความดี มีขึน้ ในตน เปน เหตุปจจัยกอ ใหเกดิ ผลดีผลรา ยสืบเน่ืองตอไป การกระทําไมว า งเปลา และเชือ่ วาผลท่ี ตองการจะสําเรจ็ ไดดวยการกระทาํ มใิ ชดวยออนวอนหรอื นอนคอยโชค เปน ตน ๒. วิปากสทั ธา (เชือ่ วิบาก เช่อื ผลของกรรม เชื่อวาผลของกรรมมีจริง คอื เช่ือวา กรรมท่ีสําเรจ็ ตอ งมผี ล และผลตอง มเี หตุ ผลดเี กิดจากกรรมดี และผลชวั่ เกดิ จากกรรมชว่ั ๓. กัมมัสสกตาสัทธา (ความเชอื่ ทสี่ ัตวมี กรรมเปนของตน เชือ่ วา แตล ะคนเปนเจา ของจะตองรบั ผดิ ชอบเสวยวิบากเปนไปตามกรรมของตน ๔. ตถาคตโพธิสทั ธา (เชอื่ ความตรสั รขู องพระพุทธเจา มั่นใจในองคพ ระตถาคตวา ทรงเปนพระ สัมมาสมั พุทธะ ทรงพระคณุ ทงั้ ๙ ประการ ตรสั ธรรม บญั ญัติวนิ ยั ไวดวยดี ทรงเปน ผูนําทางท่แี สดง ใหเห็นวา มนษุ ย คือเราทุกคนน้ี หากฝกตนดวยดกี ส็ ามารถเขา ถึงภูมธิ รรมสงู สดุ บรสิ ทุ ธ์ิหลดุ พนได ดงั ทพ่ี ระองคไ ดทรงบาํ เพญ็ ไว (พ.ธ. หนา ๑๖๔) สงเคราะห การชวยเหลอื การเออื้ เฟอเก้ือกลู (พ.ศ. หนา ๒๒๘)

๑๑๔ สงั คหวตั ถุ ๔ เรือ่ งสงเคราะหกัน คณุ ธรรมเปน เคร่อื งยึดเหนีย่ วใจของผอู ่นื ไวได หลกั การสงเคราะห คือ ชว ยเหลอื กนั ยดึ เหนย่ี วใจกนั ไว และเปนเคร่ืองเกาะกมุ ประสานโลก ไดแ ก สังคมแหงหมูสัตวไว ดุจสลักเกาะยึดรถท่กี าํ ลงั แลน ไปใหคงเปนรถ และวิ่งแลน ไปไดมี ๔ อยา งคือ ๑. ทาน การแบง ปน เออ้ื เฟอเผือ่ แผกนั ๒. ปยวาจา พดู จานารัก นานิยมนบั ถือ ๓. อตั ถจริยา บาํ เพ็ญประโยชน ๔.สมานัตตนา ความมตี นเสมอ คือ ทําตวั ใหเ ขากันได เชน ไมถือตวั รว มสขุ รว มทกุ ขกัน เปน ตน (พ.ศ. หนา ๓๑๐) สมั มัตตะ ความเปน ถูก ภาวะท่ถี กู มี ๑๐ อยาง ๘ ขอตน ตรงกบั องคมรรคท้ัง ๘ ขอ เพม่ิ ๒ ขอทา ย คอื ๙. สัมมาญาณ รูช อบไดแ กผลญาณ และปจ จเวกขณญาณ ๑๐. สมั มาวมิ ุตติ พนชอบไดแ ก อรหตั ตผลวิมตุ ติ; เรยี กอีกอยาง อเสขธรรม ๑๐ (พ.ศ. หนา ๓๒๙) สจุ รติ ๓ ความประพฤติดี ประพฤตชิ อบตามคลองธรรม มี ๓ คอื ๑. กายสุจริต ประพฤตชิ อบทางกาย ๒. วจีสจุ ริต ประพฤติชอบทางวาจา ๓. มโนสจุ รติ ประพฤติชอบทางใจ (พ.ศ. หนา ๓๔๕) หริ ิ ความละอายตอการทาํ ชว่ั (พ.ศ. หนา ๓๕๕) อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ ทางแหงอกศุ ลกรรม ทางความชวั่ กรรมชั่วอันเปนทางนาํ ไปสคู วามเสอื่ ม ความทกุ ข หรือทคุ ติ ๑. ปาณาตบิ าต การทาํ ชวี ิตใหตกลว ง ๒. อทินนาทาน การถอื เอาของที่เขามิไดใ ห โดย อาการขโมย ลกั ทรพั ย ๓. กาเมสมุ ิจฉาจาร ความประพฤติผิดทางกาม ๔. มสุ าวาท การพูดเท็จ ๕. ปส ณุ วาจา วาจาสอเสียด ๖. ผรุสวาจา วาจาหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปะ พดู เพอ เจอ ๘. อภชิ ฌา เพง เลง็ อยากไดของเขา ๙. พยาบาท คิดรายผูอื่น ๑๐. มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผิดจากคลองธรรม (พ.ธ.หนา๒๗๙,๓๐๙) อกุศลมูล ๓ รากเหงาของอกศุ ล ตนตอของความช่ัว มี ๓ คือ ๑. โลภะ (ความอยากได) ๒. โทสะ (ความคิด ประทุษราย) ๓. โมหะ (ความหลง) ๘ (พ.ธ. หนา ๘๙) อคติ ๔ ฐานะอันไมพึงถงึ ทางความประพฤตทิ ีผ่ ิด ความไมเทีย่ งธรรม ความลําเอยี ง มี ๔ อยา งคือ ๑. ฉนั ทาคติ (ลําเอียงเพราะชอบ) ๒. โทสาคติ (ลาํ เอียงเพราะชงั ) ๓. โมหาคติ (ลาํ เอยี งเพราะหลง พลาดผิดเพราะเขลา) ๔. ภยาคติ (ลาํ เอยี งเพราะกลัว) (พ.ธ. หนา ๑๗๔) อนตั ตา ไมใ ชอ ตั ตา ไมใชตัวตน (พ.ศ. หนา ๓๖๖) อบายมุข ชอ งทางของความเสือ่ ม เหตเุ คร่อื งฉบิ หาย เหตุยอ ยยับแหงโภคทรพั ย ทางแหง ความพินาศ (พ.ศ. หนา ๓๗๗) อบายมุข ๔ ๑. อิตถธี ตุ ตะ (เปนนักเลงหญงิ นกั เทีย่ วผูหญงิ ) ๒. สรุ าธตุ ตะ (เปนนกั เลงสรุ า นักดื่ม) ๓. อกั ขธตุ ตะ (เปน นกั การพนัน) ๔. ปาปมิตตะ (คบคนชั่ว) (พ.ศ. หนา ๓๗๗) อบายมุข ๖ ๑. ตดิ สุราและของมนึ เมา ๑.๑ ทรพั ยห มดไป ๆ เห็นชดั ๆ ๑.๒ กอการทะเลาะวิวาท ๑.๓ เปน บอเกดิ แหงโรค ๑.๔ เสียเกียรติ เสยี ชือ่ เสยี ง ๑.๕ ทาํ ใหไ มรอู าย ๑.๖ ทอนกําลังปญ ญา ๒. ชอบเทย่ี วกลางคนื มีโทษ ๖ อยา งคอื ๒.๑ ชอ่ื วา ไมรักษาตน ๒.๒ ชอื่ วาไมรักษาลูกเมีย ๒.๓ ช่อื วาไมรกั ษาทรพั ยสมบตั ิ ๒.๔ เปน ที่ระแวงสงสัย ๒.๕ เปน เปา ใหเขาใสค วามหรือขา วลอื ๒.๖ เปนท่ีมาของเรื่องเดอื ดรอนเปนอนั มาก ๓. ชอบเทีย่ วดูการละเลน มโี ทษ โดยการงานเสอ่ื มเสยี เพราะมีใจกงั วลคอยคดิ จอ ง กับเสียเวลาเมื่อไปดสู ิง่ น้ัน ๆ ทงั้ ๖ กรณี คือ ๓.๑ รําที่ไหนไปที่น่ัน

๑๑๕ ๓.๒ – ๓.๓ ขับรอง ดนตรี เสภา เพลงเถิดเทิงที่ไหนไปท่ีนนั่ ๔. ติดการพนนั มีโทษ ๖ คอื ๔.๑ เมื่อชนะยอมกอเวร ๔.๒ เม่อื แพก ็เสยี ดายทรัพยท่ีเสียไป ๔.๓ ทรพั ยห มดไป ๆ เห็นชดั ๆ ๔.๔ เขา ที่ประชุมเขาไมเ ชือ่ ถือถอ ยคาํ ๔.๕ เปน ที่หมนิ่ ประมาทของเพื่อนฝงู ๔.๖ ไมเ ปน ท่ี พงึ ประสงคของผูท ี่จะหาคูครองใหลูกของเขา เพราะเหน็ วาจะเลี้ยงลกู เมียไมไ ด ๕. คบคนช่ัว มโี ทษโดยนาํ ใหกลายเปน คนชั่วอยางท่ีตนคบทั้ง ๖ ประเภท คือ ไดเพ่ือนทจ่ี ะนาํ ใหก ลายเปน ๕.๑ นักการพนัน ๕.๒ นกั เลงหญิง ๕.๓ นักเลงเหลา ๕.๔ นักลวงของปลอม ๕.๕ นักหลอกลวง ๕.๖ นกั เลงหัวไม ๖. เกียจครา นการงาน มโี ทษโดยทาํ ใหย กเหตตุ าง ๆ เปน ขออางผดิ เพ้ยี น ไมท ํา การงานโภคะใหมกไ็ มเ กดิ โภคะท่ีมอี ยกู ็หมดส้ินไป คอื ใหอ า งไปทง้ั ๖ กรณีวา ๖.๑ – ๖.๖ หนาวนัก รอนนัก เย็นไปแลว ยังเชา นัก หวิ นัก อ่มิ นกั แลว ไมท ําการงาน (พ.ธ. หนา ๑๗๖– ๑๗๘) อปรหิ านยิ ธรรม ๗ ธรรมอันไมเปน ท่ีตง้ั แหงความเสอื่ ม เปน ไปเพื่อความเจรญิ ฝา ยเดียวมี ๗ ประการ ไดแ ก ๑. หม่ันประชุมกันเนอื งนิตย ๒. พรอ มเพรยี งกันประชมุ พรอ มเพรียงกันเลิกประชมุ พรอมเพรยี ง กนั ทาํ กิจกรรมที่พึงทํา ๓. ไมบญั ญัติสง่ิ ท่ีมิไดบญั ญตั ไิ ว (อันขัดตอ หลักการเดมิ ) ๔. ทานเหลาใด เปน ผูใหญ ควรเคารพนบั ถอื ทา นเหลานน้ั ๕. บรรดากุลสตรี กุลกุมารีทง้ั หลาย ใหอ ยดู ีโดยมิถกู ขมเหง หรือฉุดครา ขืนใจ ๖. เคารพสกั การบูชา เจดียหรอื อนสุ าวรียป ระจําชาติ ๗. จดั ใหค วาม อารกั ขา คุมครอง ปอ งกันอันชอบธรรมแกพ ระอรหันตท ง้ั หลาย (รวมถึงพระภิกษุ ผปู ฏบิ ัตดิ ี ปฏบิ ตั ิชอบดวย) (พ.ธ. หนา ๒๔๖ – ๒๔๗) อธปิ ไตย ๓ ความเปน ใหญ มี ๓ อยาง คือ ๑. อัตตาธปิ ไตย ความมตี นเปนใหญ ถือตนเปนใหญ กระทําการ ดวยปรารภตนเปนประมาณ ๒. โลกาธปิ ไตย ความมีโลกเปนใหญ ถือโลกเปน ใหญ กระทาํ การ ดว ยปรารภนิยมของโลกเปน ประมาณ ๓. ธมั มาธิปไตย ความมธี รรมเปนใหญ ถือธรรมเปนใหญ, กระทําการดวยปรารภความถกู ตอง เปนจรงิ สมควรตามธรรมเปนประมาณ (พ.ธ. หนา ๑๒๗-๑๒๘) อริยสจั ๔ ความจรงิ อนั ประเสริฐ ความจรงิ ของพระอรยิ ะ ความจรงิ ทที่ าํ ใหผ ูเขา ถงึ กลายเปนอริยะมี ๔ คอื ๑. ทุกข (ความทุกข สภาพทีท่ นไดย าก สภาวะท่บี ีบค้นั ขดั แยง บกพรอง ขาดแกน สารและความ เที่ยงแท ไมใหความพงึ พอใจแทจริง ไดแ ก ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกบั สงิ่ อันไมเ ปนที่รกั การพลัดพรากจากสง่ิ ทร่ี ัก ความปรารถนาไมส มหวัง โดยยอ วา อุปาทานขันธ ๕ เปนทุกข ๒. ทุกขสมทุ ยั (เหตุเกิดแหงทุกข สาเหตใุ หท ุกขเ กดิ ไดแ ก ตณั หา ๓ คอื กามตัณหา ภวตณั หา และ วภิ วตณั หา) กาํ จัดอวิชชา สํารอกตัณหา ส้ินแลว ไมถ ูกยอม ไมติดขัด หลุดพน สงบ ปลอดโปรง เปน อสิ ระ คอื นพิ พาน) ๓. ทุกขนิโรธ (ความดบั ทกุ ข ไดแ ก ภาวะที่ตัณหาดับสนิ้ ไป ภาวะทเ่ี ขา ถึงเมื่อกาํ จดั อวชิ ชา สาํ รอก ตัณหาส้ินแลว ไมถ กู ยอ ม ไมตดิ ของ หลุดพน สงบ เปน อิสระ คอื นิพพาน) ๔. ทุกขนโิ รธคามนิ ปี ฏิปทา (ปฏปิ ทาทนี่ าํ ไปสคู วามดบั แหงทุกข ขอปฏบิ ตั ใิ หถึงความดบั ทุกข ไดแ ก อริยอฏั ฐงั คกิ มรรค หรอื เรยี กอีกอยางหนง่ึ วา มัชฌิมปฏิปทา แปลวา ทางสายกลาง มรรคมี องค ๘ น้ี สรุปลงในไตรสกิ ขา คือ ศลี สมาธิ ปญ ญา) (พ.ธ. หนา ๑๘๑)

๑๑๖ อรยิ อัฏฐคกิ มรรค ทางสายกลาง มรรคมอี งค ๘ (ศลี สมาธิ ปญ ญา) (พ.ธ. หนา ๑๖๕) อญั ญาณุเบกขา เปนอุเบกขาฝา ยวบิ ัติ หมายถึง ความไมร เู รื่อง เฉยไมร ูเร่ือง เฉยโง เฉยเมย (พ.ธ. หนา๑๒๖) อัตตา ตัวตน อาตมัน ปุถชุ นยอ มยดึ มัน่ มองเห็นขันธ ๕ อยา งใดอยางหน่งึ หรอื ท้ังหมดเปน อตั ตา หรือยึดถือ วา มอี ัตตา เนอ่ื งดวยขนั ธ (พ.ศ. หนา ๓๙๘) อัตถะ เรอื่ งราว ความหมาย ความมุง หมาย ประโยชน มี ๒ ระดับ คอื ๑. ทิฏฐิธมั มกิ ตั ถะ ประโยชนใ นชวี ติ นีห้ รอื ประโยชนใ นปจจุบัน เปน ทม่ี งุ หมายกันในโลกน้ี ไดแ ก ลาภ ยศ สขุ สรรเสริญ รวมถงึ การ แสวงหาสง่ิ เหลา นมี้ าโดยทางทีช่ อบธรรม ๒. สัมปรายกิ ตั ถะ ประโยชนเบ้อื งหนา หรือประโยชนที่ ลา้ํ ลกึ กวาที่จะมองเหน็ กนั เฉพาะหนา เปน จดุ หมายขน้ั สูงข้นึ ไป เปน หลกั ประกนั ชวี ติ เมือ่ ละจาก โลกนไี้ ป ๓. ปรมัตถะ ประโยชนส งู สดุ หรือประโยชนที่เปนสาระแทจริงของชีวติ เปน จดุ หมาย สูงสุดหรือทห่ี มายขน้ั สดุ ทาย คอื พระนพิ พาน อีกประการหนงึ่ หมายถงึ ๑. อัตตตั ถะ ประโยชนต น ๒. ปรตั ถะ ประโยชนผ ูอืน่ ๓. อุภยัตถะ ประโยชนทัง้ สองฝา ย (พ.ธ. หนา ๑๓๑– ๑๓๒) อายตนะ ที่ตอ เครอ่ื งตดิ ตอ แดนตอความรู เคร่ืองรู และส่งิ ทีถ่ กู รู เชน ตาเปน เคร่อื งรู รูปเปน ส่ิงทร่ี ู หเู ปน เคร่ืองรู เสียงเปนสงที่รู เปนตน จดั เปน ๒ ประเภท ไดแ ก ๑. อาตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ๒. อายตนะภายนอก หมายถงึ เคร่ืองตอ ภายนอก สิง่ ที่ถูกรู มี ๖ คือ ๒.๑ รปู คอื รปู ๒.๒ สทั ทะ คือ เสียง ๒.๓ คันธะ คือ กลิ่น ๒.๔ รส คือ รส ๒.๕ โผฏฐัพพะ คอื ส่ิงตองกาย ๒.๖ ธมั มะ หมายถงึ ธรรมารมย คอื อารมณท ่เี กดิ กับใจหรอื ส่ิงทีใ่ จรู อารมณ ๖ กเ็ รียก (พ.ศ.หนา ๔๑๑) อายตนะภายใน เคร่ืองตอภายใน เครื่องรับรู มี ๖ คือ ๑. จกั ขุ คือ ตา ๒. โสตะ คอื หู ๓. ฆานะ คอื จมกู ๔. ชวิ หา คือ ลนิ้ ๕. กาย คือ กาย ๖. มโน คอื อินทรีย ๖ กเ็ รียก (พ.ศ.หนา ๔๑๑) อริยวฑั ฒิ ๕ ความเจริญอยางประเสรฐิ หลักความเจรญิ ของอารยชน มี ๕ คอื ๑. ศรัทธา ความเชื่อ ความ ม่นั ใจในพระรัตนตรยั ในหลกั แหง ความจริง ความดีอันมีเหตผุ ล ๒.ศีลความประพฤตดิ ี มวี นิ ัย เลีย้ งชพี สจุ รติ ๓. สตุ ะ การเลาเรียน สดบั ฟง ศึกษาหาความรู ๔. จาคะ การเผือ่ แผเสียสละ เอื้อเฟอ มนี ้ําใจชวยเหลือ ใจกวาง พรอมทีจ่ ะรบั ฟงและรวมมือ ไมค บั แคบ เอาแตต ัว ๕. ปญ ญา ความรอบรู รคู ิด รพู ิจารณา เขาใจเหตผุ ล รูจักโลกและชวี ิตตามความเปน จรงิ (พ.ธ. หนา ๒๑๓) อิทธบิ าท ๔ คุณเคร่ืองใหถงึ ความสําเรจ็ คุณธรรมทนี่ ําไปสูค วามสาํ เรจ็ แหงผลท่มี งุ หมาย มี ๔ ประการ คือ ๑. ฉนั ทะ ความพอใจ คอื ความตองการทจี่ ะทําใฝใ จรักจะทําสิ่งนน้ั อยเู สมอแลว ปรารถนาจะทํา ใหไ ดผลดยี ง่ิ ๆ ข้นึ ไป ๒. วิรยิ ะ ความเพยี ร คอื ขยนั หม่นั ประกอบสงิ่ นั้นดว ยความพยายาม เขมแข็ง อดทน เอาธุระไม ทอถอย ๓. จติ ตะ ความคดิ คือ ตัง้ จิตรับรใู นสงิ่ ทท่ี ําและทําส่ิงนน้ั ดว ยความคดิ เอาจิตฝกใฝไมป ลอ ยใจให ฟุง ซา นเล่อื นลอย

๑๑๗ ๔. วมิ งั สา ความไตรตรอง หรือทดลอง คอื หมั่นใชปญญาพจิ ารณา ใครค รวญ ตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบขอ ยิ่งหยอ นในสิ่งทที่ าํ นน้ั มกี ารวางแผน วัดผลคดิ คนวิธีแกไขปรับปรงุ ตัวอยางเชน ผทู าํ งานท่วั ๆ ไปอาจจําส้ัน ๆ วา รักงาน สูง าน ใสใจงาน และทํางานดว ยปญญา เปนตน (พ.ธ. หนา ๑๘๖-๑๘๗) อุบาสกธรรม ๗ ธรรมทเ่ี ปน ไปเพอ่ื ความเจรญิ ของอุบาสก ๑. ไมขาดการเย่ียมเยอื นพบปะพระภิกษุ ๒. ไมละเลยการฟง ธรรม ๓. ศกึ ษาในอธศิ ลี ๔. มคี วามเล่ือมใสอยา งมากในพระภกิ ษุทกุ ระดบั ๕. ไมฟงธรรมดวยต้งั ใจจะคอยเพง โทษติเตยี น ๖. ไมแสวงหาบญุ นอกหลกั คาํ สอนใน พระพุทธศาสนา ๗. กระทาํ การสนับสนนุ คือ ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบาํ รุงพระพุทธศาสนา (พ.ธ. หนา ๒๑๙ – ๒๒๐) อุบาสกธรรม ๕ สมบัติของอุบาสก ๕ คอื ๑. มศี รทั ธรา ๒. มีศีลบริสุทธิ์ ๓. ไมถ ือมงคลต่นื ขาว เชื่อกรรม ไมเ ชือ่ มงคลคือมงุ หวงั ผลจากการกระทาํ และการงานมิใชจ ากโชคลาภ และสง่ิ ท่ีตน่ื กันวา ขลงั ศกั ดิ์สทิ ธิ์ ๔. ไมแสวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพทุ ธศาสนา ๕. ขวนขวายในการอปุ ถมั ภบ ํารุง พระพุทธศาสนา (พ.ศ. หนา ๓๐๐) อุบาสกธรรม ๗ ผูใกลช ดิ พระศาสนาอยางแทจริง ควรต้งั ตนอยูใ นธรรมที่เปน ไปเพอ่ื ความเจริญของอุบาสก มี ๗ ประการ ไดแ ก ๑. ไมข าดการเยีย่ มเยือนพบปะพระภิกษุ ๒. ไมละเลยการฟงธรรม ๓. ศกึ ษา ในอธศิ ีล คอื ฝก อบรมตนใหกาวหนาในการปฏบิ ัติรกั ษาศลี ขนั้ สงู ขึน้ ไป ๔. พรั่งพรอมดวยความ เล่ือมใส ในพระภกิ ษุท้ังหลายทงั้ ทเี่ ปนเถระ นวกะ และปนู กลาง ๕. ฟง ธรรมโดยความตงั้ ใจ มใิ ช มาจับผดิ ๖. ไมแสวงหาทกั ขไิ ณยภายนอก หลักคาํ สอนน้ี คอื ไมแ สวงหาเขตบญุ นอกหลกั พระพุทธศาสนา ๗. กระทําความสนับสนนุ ในพระพุทธศาสนานี้ คือ เอาใจใสท ํานบุ าํ รุงและชวย กิจกรรม (ธรรมนญู ชวี ติ , หนา ๗๐ – ๗๐) อเุ บกขา มี ๒ ความหมายคือ ๑. ความวางใจเปน กลาง ไมเองเอยี งดวยชอบหรือชงั ความวางใจเฉยได ไมย ินดยี นิ รา ย เมือ่ ใชปญญาพิจารณาเห็นผลอันเกดิ ข้นึ โดยสมควรแกเหตแุ ละรูว าพงึ ปฏิบตั ิตอไป ตามธรรม หรอื ตามควรแกเ หตุนน้ั ๒. ความรูส กึ เฉย ๆ ไมส ขุ ไมทกุ ข เรยี กเตม็ วา อุเบกขาเวทนา (อทุกขมสุข) (พ.ศ. หนา ๔๒๖ – ๔๒๗) อุปาทาน ๔ ความยึดมนั่ ความถือม่นั ดวยอํานาจกเิ ลส ความยดึ ตดิ อันเนื่องมาแตต ณั หา ผูกพันเอาตัวตนเปน ท่ตี ั้ง ๑. กามุปาทาน ความยึดมนั่ ในกาม คอื รปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะท่ีนาใคร นาพอใจ ๒. ทิฏุปาทาน ความยดึ มนั่ ในทฏิ ฐิหรือทฤษฎี คือ ความเหน็ ลทั ธิ หรอื หลกั คําสอนตาง ๆ ๓. สีลัพพตุปาทาน ความยดึ ม่นั ในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ขอ ปฏิบตั ิ แบบแผน ระเบยี บ วิธี ขนบธรรมเนยี มประเพณี ลัทธิพธิ ตี าง ๆ กนั ไปอยางงมงายหรอื โดยนยิ มวา ขลัง วาศกั ดิส์ ิทธ์ิ มิไดเปนไปดวยความรู ความเขา ใจตามหลกั ความสมั พนั ธแ หง เหตแุ ละผล ๔. อตั ตาวาทุปาทาน ความยดึ มนั่ ในวาทะวาตวั ตน คือ ความถือหรือสาํ คัญ หมายอยใู นภายในวามตี ัวตน ท่ีจะได จะมี จะเปน จะสญู สลาย ถูกบีบค้ัน ทาํ ลายหรอื เปนเจาของ เปน นายบงั คับบญั ชาสงิ่ ตา ง ๆ ไดไ มม องเหน็

๑๑๘ สภาวะของสง่ิ ท้งั ปวง อันรวมทง้ั ตัวตนวา เปน แตเพยี งส่งิ ที่ประชุมประกอบกันเขา เปนไปตามเหตุ ปจ จัยท้ังหลายทม่ี าสมั พันธก ันลว น ๆ (พ.ธ. หนา ๑๘๗) อปุ นิสัย ๔ ธรรมที่พึง่ พิง หรือธรรมชวยอดุ หนุน ๑. สงฺขาเยกํ ปฏเิ สวติ พิจารณาแลว จงึ ใชสอยปจจัย ๔ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั เปน ตน ทจี่ าํ เปน จะตอ งเกี่ยวของและมปี ระโยชน ๒. สงฺขาเยกํ อธวิ าเสติ พจิ ารณาแลวอดกลัน้ ไดแก อนฏิ ฐารมณ ตาง ๆ มหี นาวรอน และทุกขเวทนา เปน ตน ๓. สงฺขาเยกํ ปริวชเฺ ชติ พิจารณาส่งิ ท่ีเปน โทษ กออนั ตรายแกรา งกาย และจิตใจแลว หลีกเวน ๔. สงขฺ าเยกํ ปฏวิ โิ นเทติ พจิ ารณาสิง่ ที่เปน โทษ กออนั ตรายเกิดขึน้ แลว เชน อกุศลวิตก มกี ามวติ ก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวติ ก และความชั่วรา ยท้ังหลายแลวพิจารณาแกไ ข บาํ บดั หรอื ขจดั ใหสนิ้ ไป (พ.ธ. หนา ๑๗๙) โอตตปั ปะ ความเกรงกลัวตอความชั่ว (พ.ศ. หนา ๔๓๙) โอวาท คาํ กลา วสอน คาํ แนะนํา คาํ ตกั เตอื น โอวาทของพระพทุ ธเจา ๓ คอื ๑. เวน จากทุจรติ คือ ประพฤติ ชว่ั ดว ยกาย วาจา ใจ (ไมทําช่วั ท้ังปวง) ๒.ประกอบสจุ ริต คอื ประพฤติชอบดว ยกาย วาจา ใจ (ทาํ แต ความด)ี ๓. ทําใจของตนใหหมดจดจากเครื่องเศรา หมอง โลภ โกรธ หลง เปนตน (ทําจิตของตน ใหส ะอาดบริสทุ ธ)์ิ (พ.ศ. หนา ๔๔๐) สงั คมศาสตร การศกึ ษาความสมั พนั ธของมนษุ ย โดยใชก ระบวนการวทิ ยาศาสตร สังคมศกึ ษา การเรยี นรูเพอื่ พัฒนาตนใหอ ยูรว มในสังคมไดอยา งมีคุณภาพ คุณธรรม(virtue) และจรยิ ธรรรม(moral or morality or ethics) คุณธรรม หมายถึง สภาพคณุ งามความดี จริยธรรมมีความหมายเชน เดยี วกบั ศลี ธรรม หมายถงึ ธรรมท่ีเปน ขอประพฤติกรรมปฏบิ ัตคิ วาม ประพฤติหรอื หนา ที่ทีช่ อบ ท่ีควรปฏบิ ัตใิ นการครองชีวติ ดงั นั้นคุณธรรมจริยธรรม จึงหมายถงึ สภาพคณุ งามความดีที่ประพฤตปิ ฏบิ ัตหิ รือหนา ท่ีที่ควรปฏิบัตใิ นการครองชวี ิต หรือคณุ ธรรมตาม กรอบจริยธรรม สว นศีลธรรมและจริยธรรม มคี วามหมายใกลเ คียงกนั คณุ ธรรมจะมีความหมายที่ เนนสภาพ ลกั ษณะ หรอื คุณสมบตั ทิ แี่ สดงออกถงึ ความดีงาม สวนจรยิ ธรรม มีความหมายเนน ท่ี ความประพฤติหรอื การปฏิบัติท่ดี ีงาม เปนทีย่ อมรบั ของสังคม นักวชิ าการมักใชค าํ ทัง้ สองคาํ นใี้ น ความหมายนยั เดยี วกันและมักใชคําสองคําดังกลาวควบคูก ันไป เปน คําวา คุณธรรมจรยิ ธรรม ซึง่ รวมความหมายของคุณธรรมและจริยธรรม นั่นคอื มีความหมายเนน ท้งั สภาพ ลักษณะหรอื คุณสมบัติ และความประพฤตอิ ันดีงาม เปนทยี่ อมรับของสังคม (โครงการเรง สรา งคณุ ลักษณะท่ีดีของเด็กและเยาวชนไทย ศูนยคณุ ธรรม หนา ๑๑ -๑๒) การเมือง ความรูเกีย่ วกบั ความสมั พันธระหวางอํานาจในการจัดระเบียบสงั คมเพ่อื ประโยชนแ ละความสงบ สขุ ของสังคม มคี วามสมั พันธตอกันโดยรวมทั้งหมดในสวนหนง่ึ ของชวี ติ ในพื้นทหี่ นึง่ ทีเ่ กย่ี วขอ ง กบั อาํ นาจ อํานาจชอบธรรม หรืออทิ ธพิ ล และมีความสามารถในการดําเนินการได ขอ มูล สง่ิ ทไ่ี ดรบั รูแ ละยังไมมกี ารจัดประมวลใหเ ปนระบบ เมื่อจดั ระบบแลวเรียกวา สารสนเทศ คา นิยม การกําหนดคณุ คาและพฒั นาจนเปนบุคลิกภาพประจําตวั

๑๑๙ คุณคา ลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค เชน ความดี ความงาม ความดเี ปนคณุ คา ของจริยธรรม ความงามเปนคณุ คา ทางสุนทรยี ศาสตร สิง่ ที่ตอบสนองความตองการไดเ ปนสิ่งทีม่ คี ุณคา คุณคา เปน สง่ิ เปล่ียนแปลงได คณุ คาเปล่ียนไปไดตามเวลา และคณุ คามกั เปลีย่ นแปลงไปตามวิวฒั นาการของความเจรญิ บทบาท การกระทาํ ท่สี งั คมคาดหวังตามสถานภาพทบ่ี ุคคลครองอยู หนาที่ เปนความรบั ผดิ ชอบทางศีลธรรมของปจ เจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ สถานภาพ ตาํ แหนงท่ีแตละคนครองอยูใ นสถานทห่ี นึ่ง ในชว งเวลาหนง่ึ บรรทัดฐาน ขอตกลงของสังคมท่กี าํ หนดใหส มาชกิ ประพฤติ ปฏิบตั ิ บางทีเรียกปทัสถาน สามารถใชบรรทัด ฐานของสังคม (social norms) เปน มาตรฐานความประพฤติในทางจรยิ ธรรมได ซ่ึงแยกออกเปน ก. วิถีประชา (folkways) ไดแ ก แบบแผนพฤตกิ รรมในชีวิตประจําวันทส่ี ังคมยอมรับ และ ไดประพฤตปิ ฏิบัตสิ บื ตอ กันมา มักเกย่ี วขอ งกบั เรื่องการดําเนินชีวิต และในสวนทเ่ี กย่ี วขอ งกบั จรยิ ธรรมจะไมมกี ฎเกณฑเ ครงครัดแนน อนตายตวั ข. กฎศีลธรรมหรือจารตี (mores) เปนมาตรฐานความประพฤตขิ องสังคมทมี่ ีการกําหนด เก่ียวกับจรยิ ธรรมท่เี ขม ขึน้ ในกรณมี ีผฝู าฝนอาจมีการลงโทษ แมว าในบางคร้งั จะไมมกี ารเขียนไว เปน ลายลกั ษณอ กั ษรกต็ าม เชน การลวนลามสตรใี นชนบท ตองลงโทษดวยการเสียผี ค. กฎหมาย (law) เปน มาตรฐานความประพฤติที่รัฐกําหนดใหส มาชิกของรัฐพึงปฏิบัตหิ รือ ละเวน การปฏิบตั ิ และกําหนดวิธีการปฏิบตั ิการลงโทษสําหรับผูฝาฝน สทิ ธิ ขอ เรยี กรองของปจเจกชนซงึ่ สงั คมยอมรับ สทิ ธทิ างศีลธรรม เปนขอ เรียกรอ งทางศีลธรรมของปจเจกชนซ่งึ สังคมยอมรับ ประเพณี เปนความประพฤติของคนหมหู นงึ่ อยูใ นที่แหง หนึง่ ถือเปน แบบแผนกันมาอยางเดียวกันและ สบื กนั มานาน ประเพณี คอื กจิ กรรมท่ีมีรปู แบบของชุมชนหรอื สงั คมหน่ึงทจ่ี ัดขน้ึ มาดวยจุดประสงคใ ด จุดประสงคห นงึ่ และกําหนดการจัดกิจกรรมในชวงเวลาแนน อนสมํ่าเสมอ กิจกรรทีเ่ ปน ประเพณี อาจมองไดอ กี ประการหนง่ึ วา เปนแบบแผนการปฏิบัตขิ องกลมุ เฉพาะหรอื ทางศาสนา ปฏิญญาสากลวา ดวยสทิ ธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights sinv UDHR) คือการประกาศ เจตนารมณ ในการรวมมอื ระหวางประเทศทม่ี คี วามสําคญั ในการวางกรอบเบื้องตนเกี่ยวกับสทิ ธิ มนุษยชนและเปน เอกสารหลักดานสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซ่งึ ท่ีประชมุ สมชั ชาใหญแหง สหประชาชาติ ใหก ารรับรองตามขอมติที่ ๒๑๗ A (III) เม่อื วันที่ ๑๐ ธนั วาคม ๒๔๙๑ โดยประเทศ ไทยออกเสียงสนันสนุน วฒั นธรรม และภมู ปิ ญ ญาไทย เปน การศกึ ษา วิเคราะหเก่ียวกับวัฒนธรรมและภูมิปญ ญาในเรือ่ งเกยี่ วกบั ความเปน มา ปจ จัยพ้ืนฐานและผลกระทบจากภายนอกทม่ี อี ิทธพิ ลตอการสรางสรรควัฒนธรรมไทย วฒั นธรรมทอ งถนิ่ ภมู ิปญ ญาไทย รวมท้งั วัฒนธรรมและภมู ิปญญาของมนษุ ยชาติโลก ความสําคัญ และผลกระทบที่มอี ิทธพิ ลตอ การดาํ เนนิ ชีวติ ของคนไทยและมนษุ ยชาติ ตงั้ แตอดีตถึงปจจุบัน

๑๒๐ สัมมาชีพ การประกอบอาชพี สจุ ริตและเหมาะสมในสงั คม ประสทิ ธภิ าพ ความสามารถในการทาํ งานจนสาํ เร็จ หรอื ผลการกระทําทไี่ ดผ ลออกมาดกี วา เดมิ รวมทงั้ การใชทรพั ยากรตางๆ อยา งคุมคา โดยไมใ หเ กิดความสญู เปลา หรือความสญู เสยี ทรัพยาการตางๆ พิจารณาไดจากเวลา แรงงาน วัตถุดิบ เครอื่ งจกั ร ปรมิ าณและคุณภาพ ฯลฯ ประสทิ ธิผล ระดับความสาํ เร็จของวตั ถุประสงค หรอื ผลสําเร็จของงาน สนิ คา หมายความวาสง่ิ ของทส่ี ามารถซ้ือขาย แลกเปล่ียน หรือโอนกันได ไมวา จะเกดิ โดยธรรมชาตหิ รือ เปนผลติ ผลทางการเกษตร รวมตลอดถงึ ผลติ ภณั ฑทางหัตถกรรมและอตุ สาหกรรม ภูมิปญ ญา สว นหน่งึ ของประเพณี หรือเปน กิจกรรมเฉพาะตัวกไ็ ด เชน พธิ ถี วายสงั ฆทาน พิธีบวชนาค พธิ ีบวชลกู แกว พธิ ขี อฝน พิธไี หวค รู พธิ แี ตงงาน มนษุ ยชาติ การเกดิ เปน มนุษยมาจาก มนษุ ย = ผูมีจติ ใจสูง กบั ชาติ = เกดิ โดยปกตหิ มายถึง มนุษยท วั่ ๆ ไป มรรยาท พฤตกิ รรมที่สังคมกําหนดวาควรประพฤตเิ ปน วฒั นธรรม วัดจากความเหมาะสมและไมเ หมาะสม ระบบ การนาํ สว นตา ง ๆ มาปรบั เรยี งตอ ใหท าํ งานประสานตอ เน่อื งกันจนดเู ปน สิง่ เดียวกัน กระบวนการ กรรมวธิ หี รอื ลาํ ดับการกระทําซึง่ ดาํ เนนิ การตอ เนอ่ื งกันไปจนสาํ เรจ็ ลง ณ ระดับหนงึ่ วเิ คราะห การแยกแยะใหเห็นคุณลกั ษณะของแตละองคประกอบ เศรษฐกจิ ความรูเ กยี่ วกบั การกิน การอยขู องมนุษยใ นสงั คม วาดวยทรัพยากรทม่ี ีจาํ กัดการผลติ การกระจายผลผลิต และการบริโภค สหกรณ แปลวาการทํางานรวมกนั การทํางานรวมกันนีล้ ึกซง้ึ มาก เพราะวา ตองรวมมอื กนั ในทกุ ดาน ทั้งใน ดา นงานทีท่ ําดว ยรา งกาย ท้งั ในดานงานทีท่ าํ ดวยสมอง และงานการทีท่ าํ ดวยใจ ทุกอยางนีข้ าดไมไ ด ตองพรอม (พระราชดาํ รัสพระราชทานแกผูน าํ สหกรณก ารเกษตร สหกรณน ิคมและสหกรณประมงทว่ั ประเทศ ณ ศาลาดุสิตดาลยั ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖) ทรพั ยส ินทางปญญา หมายถึง ผลงานอันเกดิ จากการประดิษฐค ดิ คน หรอื สรางสรรคของมนุษย ซึ่งเนน ท่ี ผลผลติ ของสตปิ ญ ญาและความชาํ นาญ โดยไมค ํานงึ ถึงชนิด ของการสรางสรรคหรือวิธีในการ แสดงออก ทรพั ยสินทางปญ ญา อาจเปน ส่ิงที่จบั ตอ งได เชนสนิ คา ตาง ๆ หรือ เปนส่ิงที่จบั ตอ ง ไมได เชน บรกิ าร แนวความคิด กรรมวธิ ีและทฤษฎตี า ง ๆ เปน ตน ทรัพยส นิ ทางปญ ญามี ๒ ประเภท ทรัพยส ินทางอุตสาหกรรม (Industrial property) และลขิ สทิ ธิ์ (Copyright) ๑. ทรัพยส ินทางอุตสาหกรรม มสี ิทธิบัตร แบบผงั ภมู ขิ องวงจรรวม เครื่องหมายการคา ความลบั ทางการคา ช่ือทางการคา สิ่งบงชีท้ างภมู ิศาสตร ส่ิงบง ชี้ทางภมู ิศาสตร หมายความวา ชื่อ สญั ลักษณ หรือส่ิงอนื่ ใดทใ่ี ชเรยี กหรอื ใชแทนแหลง ภมู ิศาสตร และทสี ามารถบง บอกวาสินคา ทเ่ี กิดจากแหลงภมู ศิ าสตรนั้นเปน สินคาทม่ี ีคณุ ภาพ ชอื่ เสยี ง หรอื คุณลกั ษณะเฉพาะของแหลง ภมู ิศาสตรดงั กลา ว ๒. ลขิ สิทธ์ิ คือ งานหรือความคดิ สรา งสรรคในสาขาวรรณกรรม ศลิ ปกรรม ดนตรกี รรม

๑๒๑ งานภาพยนตร หรืองานอ่นื ใดในแผนกวรณคดี หรอื แผนกศิลปะ แผนกวิทยาศาสตร ลขิ สิทธ์ิยัง รวมท้ังสทิ ธขิ า งเคียง (Neighbouring Right) เหตุ ภาวะเง่ือนไขท่จี ําเปนทที่ าํ ใหส ่ิงหนึ่งเกิดขึ้นตามมา เรยี กวา ผล เหตุการณ ปรากฏการณท ่เี กดิ ข้นึ อาํ นาจ ความสามารถในการบบี บงั คับใหสิ่งหน่ึง (คนหน่งึ ...) กระทําตามทปี่ รารถนา อิทธิพล อํานาจบังคับท่ีกอใหเ กดิ ความสําเร็จในส่ิงใดสิง่ หนง่ึ เอกลักษณ ลักษณะท่มี ีความเปน หนงึ่ เดียว ไมมที ี่ใดเหมือน ตาํ นาน เปน เรอื่ งเลาตอกันมาและถกู บันทึกขน้ึ ภายหลงั พงศาวดาร คอื การบนั ทกึ เหตุการณท ี่เกดิ ข้ึนตามลําดับเวลา ซึ่งสวนใหญจะเปน เรือ่ งราวท่ีกบั พระมหากษตั ริย และราชสาํ นัก อดีต คือ เวลาทีล่ วงมาแลว ความสาํ คญั ของอดตี คอื อดีตจะครอบงําความคิดและความรูของเราอยา ง กวา งขวางลึกซ้งึ อดีตทเี่ ก่ยี วขอ งกบั กลมุ คน/ความสําคญั ท่มี ตี อ เหตกุ ารณแ ละกลมุ คนจะถกู นํามา เช่ือมโยงเขาดวยกนั นักประวตั ิศาสตร เปน ผบู ันทึกเหตุการณที่เกดิ ขึน้ ผูส รางประวัตศิ าสตรข นึ้ จากหลกั ฐานประเภทตา ง ๆ ตามจดุ มงุ หมายและวธิ ีการคิด ซึ่งงานเขียนอาจนาํ ไปสูการเปนวิชาประวัตศิ าสตรไดใ นที่สดุ ความมุงหมายในการเขยี นประวัตศิ าสตร - นกั ประวัติศาสตรร ุน เกา มงุ สูการรวมชาต/ิ รบั ใชการเมือง - นกั ประวตั ศิ าสตรรุนใหม มุงท่จี ะหาความจริง (truth) จากอดีตและตีความโดยปราศจากอคติ (bias) หลักฐานประเภท ตา ง ๆ จะใหข อ เท็จจริงบางประการ ซึ่งจะนําไปสูความจริงในที่สุดโดยมีวธิ กี ารแบง ประเภทของหลักฐานหลายแบบ เชน หลักฐานสมยั กอ นประวตั ิศาสตรและหลกั ฐานสมัย ประวตั ศิ าสตรแบบหน่ึง หลักฐานประเภทลายลักษณอ กั ษรและหลกั ฐานท่ไี มใชลายลักษณแบบ หนึง่ หรือหลกั ฐานช้ันตน และหลกั ฐานชัน้ รอง (หรือหลักฐานช้ันที่หนึง่ ช้นั ท่ีสอง ช้ันท่ีสาม) อีกแบบหนง่ึ หลักฐานที่จะถกู ประเมินวา นา เชือ่ ถอื ทสี่ ุด คือ หลกั ฐานท่ีเกิดรวมสมยั หรือเกดิ โดยผทู ่ี รเู หน็ เหตุการณน้นั ๆ แตกระน้นั นกั ประวตั ศิ าสตรกจ็ ะตองวเิ คราะหท ้งั ภายในและภายนอกกอ น ดวยเชนกนั เนอ่ื งจากผทู ่ีอยรู วมสมยั กย็ อมมจี ุดมุงหมายสว นตัวในการบันทกึ ซง่ึ อาจทําใหเลอื ก บนั ทกึ เฉพาะเร่อื งบางเรอื่ งเทานน้ั อคติ คอื ความลาํ เอยี ง ไมต รงตามความเปนจริง เปนธรรมชาติของมนุษยท กุ คน ซ่งึ ผูทเ่ี ปนนัก ประวตั ศิ าสตรจะตองตระหนกั และควบคมุ ใหได ความเปนกลาง คือ การมองดว ยปราศจากความรสู ึกอคตจิ ะเกดิ ข้ึนไดหากเขาใจธรรมชาติของหลักฐานแต ละประเภท เขาใจปรัชญาและวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร เขา ใจจุดมุง หมายของผเู รียน ผบู ันทึก ประวตั ิศาสตร (นน่ั คือ เขาใจวา บนั ทึกเพ่ืออะไร เพราะเหตุใด)

๑๒๒ ความจรงิ แท (real truth) คือ ความจริงท่ีคงอยูแ นนอนนิรันดร เปน จุดหมายสูงสดุ ท่ีนกั ประวัตศิ าสตร มงุ แสวงหาซง่ึ จะตองอาศยั ความเขา ใจและความจรงิ ท่ีอยเู บ้ืองหลังการเกิดพฤตกิ รรมและเหตุการณ ตา ง ๆ (ท่ีมนุษยเปน ผูส ราง) ซงึ่ การแสวงหาความจริงแท ตองอาศัยความสมบรู ณข องหลักฐานและ กระบวนการทางประวตั ิศาสตรท ล่ี ะเอยี ด ถ่ถี วน กนิ เวลายาวนาน แตนีค้ อื ภาระหนาทีข่ องนัก ประวัตศิ าสตร ผสู อนวชิ าประวัตศิ าสตร คอื ผูนําความรูทางประวัติศาสตรม าพฒั นาใหผูเรียนเกิดความรู เจตคติและ ทักษะในการใชกระบวนการวทิ ยาศาสตรในการแสวงหาความจริงและความจรงิ แทจะตองศกึ ษา ผลงานของนักประวัติศาสตรและเลือกเน้อื หาประวัตศิ าสตรท่ีเหมาะสมกบั วัยของผูเรยี น โดยตอง เปน ไปตามจุดประสงคของหลกั สตู รและสอดคลอ งธรรมชาตขิ องประวตั ิศาสตร เวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร เปนการศกึ ษาเรื่องการนับเวลา และการแบงชว งเวลาตามระบบตาง ๆ ทง้ั แบบไทย สากล ศักราชทีส่ ําคัญ ๆ ในภมู ภิ าคตา ง ๆ ของโลก และการแบงยคุ สมัยทาง ประวตั ิศาสตร ทงั้ นเี้ พอ่ื ใหผูเรียนมที ักษะพน้ื ฐานสําหรับการศึกษาหลกั ฐานทางประวัติศาสตร สามารถเขา เหตกุ ารณท างประวตั ิศาสตรทสี่ มั พันธกับอดีต ปจ จุบัน และอนาคต ตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญในความตอ เนือ่ งของเวลา อิทธิพลและความสําคัญของเวลาทีม่ ีตอวถิ กี ารดําเนินชีวติ ของ มนษุ ย วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร หมายถงึ กระบวนการในการแสวงหาขอเท็จจรงิ ทางประวตั ศิ าสตร ซ่ึงเกดิ จากวิธี วิจัยเอกสารและหลักฐานประกอบอื่นๆ เพือ่ ใหไดม าซงึ่ องคค วามรใู หมท างประวัติศาสตรบ น พื้นฐานของความเปน เหตุเปนผล และการวเิ คราะหเ หตุการณตา ง ๆ อยา งเปนระบบ ประกอบดวย ข้นั ตอนตอ ไปน้ี หน่งึ การกาํ หนดเปา หมายหรอื ประเด็นคําถามทตี่ อ งการศึกษา แสวงหาคาํ ตอบดวยเหตุ และผล (ศกึ ษาอะไร ชว งเวลาไหน สมยั ใด และเพราะเหตุใด) สอง การคน หาและรวบรวมหลกั ฐานประเภทตาง ๆ ทง้ั ทเี่ ปน ลายลกั ษณอักษร และไมเ ปน ลาย ลักษณอ กั ษร ซึง่ ไดแ ก วตั ถุโบราณ รองรอยถ่ินที่อยอู าศยั หรอื การดาํ เนินชีวติ สาม การวเิ คราะหห ลกั ฐาน (การตรวจสอบ การประเมินความนาเช่ือถอื การประเมินคุณคา ของ หลกั ฐาน) การตคี วามหลกั ฐานอยา งเปนเหตเุ ปน ผล มีความเปน กลาง และปราศจากอคติ ส่ี การสรปุ ขอ เทจ็ จริงเพ่ือตอบคาํ ถาม ดวยการเลือกสรรขอเทจ็ จริงจากหลักฐานอยา งเครงครัดโดย ไมใ ชคา นิยมของตนเองไปตดั สินพฤติกรรมของคนในอดตี โดยพยายามเขาใจความคิดของคนในยคุ นนั้ หรอื นาํ ตวั เขา ไปอยใู นยคุ สมัยทต่ี นศึกษา หา การนําเสนอเรอ่ื งท่ีศึกษาและอธบิ ายไดอ ยา งสมเหตสุ มผล โดยใชภาษาที่เขาใจงาย มคี วาม ตอ เน่ือง นา สนใจ ตลอดจนมกี ารอางองิ ขอเท็จจรงิ เพือ่ ใหไ ดง านทางประวตั ศิ าสตรที่มคี ณุ คา และมี ความหมาย

๑๒๓ พัฒนาการของมนษุ ยชาติจากอดตี ถึงปจ จุบัน เปนการศึกษาเรือ่ งราวของสังคม มนษุ ยในบรบิ ทของเวลา และสถานที่ โดยทวั่ ไปจะแยกเรื่องศกึ ษาออกเปนดานตาง ๆ ไดแ ก การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และความสัมพันธระหวา งประเทศ โดยกําหนดขอบเขตการศกึ ษาใน กลมุ สังคม มนษุ ยกลมุ ใดกลมุ หนึง่ เชน ในทอ งถน่ิ /ประเทศ/ภูมภิ าค/โลก โดยมุง ศกึ ษาวาสงั คมนั้น ๆ ได เปล่ยี นแปลงหรือพฒั นาตามลาํ ดับเวลาไดอยา งไร เพราะเหตุใด จงึ เกดิ ความเปล่ียนแปลงมปี จจยั ใดบา ง ท้งั ทางดานภมู ศิ าสตรและปจจัยแวดลอมทางสงั คม ทีม่ ผี ลตอ พัฒนาการหรอื การสรางสรรค วัฒนธรรม และผลกระทบของการสรางสรรคของมนษุ ยในดา นตาง ๆ เปนอยา งไร ทั้งนี้เพอ่ื ให เขาใจอดตี ของสงั คมมนษุ ยในมิติของเวลาและความตอ เน่ือง ภมู ศิ าสตร เปน คําทม่ี าจากภาษากรกี (Geography) หมายถงึ การพรรณนาลักษณะของโลกเปน ศาสตรท าง พนื้ ท่ี เปนความรูที่วาดว ยปฏสิ ัมพนั ธของส่ิงตา ง ๆ ในขอบเขตหนึง่ ลกั ษณะทางกายภาพ ของภมู ศิ าสตร หมายถงึ ลกั ษณะที่มองเหน็ เปนรปู รา ง รูปทรง โดยสามารถมองเห็น และวิเคราะหไ ปถึงกระบวนการเปล่ียนแปลงตาง ๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในสภาพแวดลอ มตาง ๆ ซึง่ เกย่ี วของ กับลกั ษณะของธรณสี ณั ฐานวิทยาภมู ิอากาศวทิ ยา ภูมศิ าสตรดนิ ชีวภูมิศาสตรพืช ภูมิศาสตรสัตว ภูมศิ าสตรส ่งิ แวดลอมตาง ๆ เปน ตน ปฏสิ ัมพนั ธร ะหวางกัน หมายถงึ วธิ ีการศึกษา หรือวธิ กี ารวิเคราะห พจิ ารณาสําหรับศาสตรทางภูมิศาสตร ไดใชส าํ หรับการศกึ ษาพจิ ารณา คิดวเิ คราะห สังเคราะหถ ึงสง่ิ ตา ง ๆ ท่มี ผี ลตอกันระหวาง สงิ่ แวดลอ มกับมนษุ ย (Environment) ทางกายภาพ ดวยวธิ กี ารศกึ ษา พิจารณาถึง ความแตกตา ง ความเหมอื นระหวางพ้นื ท่หี นึ่งๆ กบั อกี พ้นื ทหี่ น่ึง หรือระหวา งภูมภิ าคหนง่ึ กับ ภมู ิภาคหน่งึ โดยพยายามอธิบายถงึ ความแตกตาง ความเหมอื น รปู แบบของภูมิภาค และพยายามขดี เสนสมมตุ ิ แบงภมู ิภาคเพ่ือพจิ ารณาวิเคราะห ดูสมั พันธภาพของภูมิภาคเหลาน้ันวา เปน อยางไร ภมู ิศาสตร คือ ภาพปฏิสัมพันธของธรรมชาติ มนษุ ย และวัฒนธรรม รปู แบบตาง ๆ ถา พจิ ารณาเฉพาะปจจยั ทางธรรมชาติ จะเปนภมู ิศาสตรกายภาพ (Physical Geography) ถาพิจารณาเฉพาะปจจยั ทเ่ี กย่ี วของกับมนษุ ย เชน ประชากร วิถีชีวิต ศาสนา ความเชอ่ื การเดินทาง การอพยพจะเปน ภูมศิ าสตรมนุษย (Human Geography) ถา พจิ ารณาเฉพาะปจจัยทเ่ี ปนสิ่งท่มี นุษยส รา งขน้ึ เชน การต้งั ถิน่ ฐาน การคมนามคม การคา การเมอื ง จะเปน ภมู ศิ าสตรวัฒนธรรม (Cultural Geography) ภูมอิ ากาศ คอื ภาพปฏสิ ัมพนั ธข ององคประกอบอุตนุ ยิ มวทิ ยา รูปแบบตาง ๆ เชน ภมู ิอากาศ แบบรอนชน้ื ภูมอิ ากาศแบบอบอนุ ชน้ื ภมู อิ ากาศแบบรอ นแหงแลง ฯลฯ ภมู ิประเทศ คอื ภาพปฏิสมั พันธขององคป ระกอบแผน ดิน เชน หนิ ดิน ความตางระดบั ทําใหเ กดิ ภาพ ลักษณะรูปแบบตา ง ๆ เชน พนื้ ทแี่ บบภูเขา พื้นทร่ี ะบบลาด เชิงเขา พ้ืนท่ีราบ พ้นื ทล่ี มุ ฯลฯ ภมู ิพฤกษ คอื ภาพปฏิสัมพันธข องพชื พรรณ อากาศ ภมู ิประเทศ ดนิ สตั วป า ในรูปแบบตา ง ๆ เชน ปา ดบิ ปา เตง็ รงั ปา เบญจพรรณ ปา ทงุ หญา ฯลฯ

๑๒๔ ภูมธิ รณี คอื ภาพปฏสิ ัมพันธข องแร หนิ โครงสรางทางธรณี ทําใหเกิดรูปแบบทางธรณชี นดิ ตาง ๆ เชน ภูเขาแบบทบตัว ภูเขาแบบยกตวั ทร่ี าบนํ้าทวมถึง ชายฝง แบบยุบตวั ฯลฯ ภมู ปิ ฐพี คอื ภาพปฏสิ ัมพันธของแร หิน ภมู ิประเทศลกั ษณะอากาศ พืชพรรณ ทาํ ใหเ กิดดินรูปแบบ ตา ง ๆ เชน แดนดินดาํ มอดินแดง ดนิ ทรายจัด ดนิ กรด ดินเคม็ ดนิ พรุ ฯลฯ ภมู อิ ทุ ก คือ ภาพปฏิสมั พนั ธข องแผนดนิ ภมู ปิ ระเทศ ภูมิอากาศ ภมู ิธรณี พืชพรรณ ทําใหเกิดรปู แบบ แหลงนา้ํ ชนิดตาง ๆ เชน แมน ํา้ ลาํ คลอง หว ย หนอง บึง ทะเล ทะเลสาบ มหาสมทุ ร นํ้าใตดนิ น้ําบาดาล ฯลฯ ภูมดิ ารา คือ ภาพปฏสิ ัมพนั ธของดวงดาว กลมุ ดาว เวลา การเคลอื่ นการโคจรของ ดาวฤกษ ดาวเคราะห ทําใหเกดิ รปู แบบปรากฏการณตาง ๆ เชน การเกิดกลางวันกลางคืน ขางข้ึน-ขางแรม สุริยุปราคา ตะวนั ออมเหนือ ตะวันออมใต ฯลฯ ภัยพิบตั ิ เหตกุ ารณทกี่ อใหเ กิดความเสยี หายและสูญเสยี อยา งรุนแรง เกิดขนึ้ จากภัยธรรมชาติและกระทํา ของมนุษย จนชุมชนหรือสังคมทเ่ี ผชญิ ปญหาไมอาจรับมอื เชน ดินถลม สนึ ามิ ไฟปา ฯลฯ แหลงภูมิศาสตร หมายความวา พื้นที่ของประเทศ เขต ภูมิภาคและทองถน่ิ และใหห มายความรวมถึงทะเล ทะเลสาบ แมนา้ํ ลําน้าํ เกาะ ภเู ขา หรือพืน้ ท่ีอ่นื ทาํ นองเดยี วกนั ดว ย เทคนคิ ทางภมู ิศาสตร หมายถงึ แผนที่ แผนภมู ิ แผนภาพ และกราฟ ภายถา ยทางอากาศ และภาพถา ยจาก ดาวเทยี ม เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ ส่ือทสี่ ามารถคน ขอมูลทางภูมศิ าสตรได มิติทางพ้นื ที่ หมายถึง การวิเคราะห พิจารณาในเร่อื งขององคประกอบทางภมู ศิ าสตรทเ่ี กยี่ วขอ งกับเวลา สถานท่ี ปจจยั แวดลอ ม และการกระจายของพื้นที่ในรปู แบบตา ง ๆ ทั้งความกวา ง ยาว สูง ตาม ขอบเขตทีก่ ําหนด หรอื สมมตุ ิพืน้ ทีข่ นึ้ มาพจิ ารณา การศกึ ษารปู แบบทางพนื้ ที่ หมายถึง การศกึ ษาเรอ่ื งราวเกย่ี วกับพ้นื ทห่ี รอื มิตทิ างพ้ืนทีข่ อง สังคมมนุษย ท่ีตงั้ ถน่ิ ฐานอยู มีการใชแ ละกาํ หนดหนวยเชิงพ้นื ท่ี ทีช่ ดั เจน มีการอาศัยเสน ทเ่ี ราสมมตุ ิขน้ึ อาศยั หนวยตา ง ๆ ขึ้นมากาํ หนดขอบเขต ซ่ึงมอี งคป ระกอบลักษณะทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมอื ง และลักษณะทางพฒั นาการของมนษุ ยท เี่ ดน ชดั สอดคลอ งกนั เปนพน้ื ฐานใน การศึกษา แสวงหาขอมูล ภูมศิ าสตรก ายภาพ หมายถึง ศาสตรท ีศ่ กึ ษาเรอ่ื งเก่ยี วกบั ระบบธรรมชาติ ถึงความเปนมา ความเปลย่ี นแปลง และพฒั นาการไปตามยคุ สมัย โดยมีขอบเขตท่ีกลาวถงึ ลักษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะภูมอิ ากาศ ภมู ิปฐพี (ดนิ ) ภูมิอากาศ (ลมฟาอากาศ บรรยากาศ) และภูมิพฤกษ (พชื พรรณ ปา ไม ธรรมชาต)ิ รวมท้งั ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาตทิ ่ีมีผลตอ ชีวติ และความเปนอยูของมนุษย ส่งิ แวดลอม สิง่ ทอ่ี ยรู อบ ๆ ส่ิงใดสิ่งหนึง่ และมอี ทิ ธิพลตอส่ิงนั้น อาทิ อากาศ นาํ้ ดนิ ตน ไม สตั ว ซง่ึ สามารถถกู ทาํ ลายไดโ ดยการขาดความระมดั ระวงั

๑๒๕ ส่ิงแวดลอ มทางภายภาพ หมายถงึ ทกุ ส่ิงทกุ อยา ง ยกเวน ตวั มนุษยแ ละผลงาน และมนุษย ส่ิงแวดลอมทาง กายภาพ ไดแ ก ภมู ิอากาศ ดนิ พืชพรรณ สัตวป า ธรณสี ัณฐาน (ภเู ขาและทร่ี าบ) บรรยากาศ มหาสมุทร แรธาตุ และน้าํ อนรุ ักษ การรักษา จดั การ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและวฒั นธรรม หรือการรักษาปองกันบางสิง่ ไมให เปล่ยี นแปลง สญู หายหรือถกู ทาํ ลาย ภูมิศาสตรม นุษย และสิ่งแวดลอม หมายถึง ศาสตรท ี่ศกึ ษาเรอ่ื งราวเกีย่ วกบั มนุษย วิถีชวี ติ และ ความเปน อยู กจิ กรรมทางเศรษฐกิจและสงั คม ส่งิ แวดลอ มดานสังคมท้ังในเมอื งและทอ งถิ่น การเปลยี่ นแปลงทางส่งิ แวดลอ ม สาเหตุและผลกระทบทมี่ ีตอ มนษุ ย ปญ หาและแนวทางแกป ญ หา ทางสังคม กรอบทางพืน้ ที่ (Spatial Framework) หมายถงึ การวางขอกําหนดหรือขอบเขตของพืน้ ท่ใี นการศึกษาเรื่องใด เรือ่ งหนึง่ หรือแบบรูปแบบกระจายของส่ิงตาง ๆ บนผิวโลกสวนใดสว นหน่งึ เพอ่ื ใหเราเขาใจลักษณะ โลกของมนุษยดขี นึ้ เชน การกาํ หนดใหมนุษย และวฒั นธรรมของมนุษยด ีขน้ึ เชน การกาํ หนดใหม นษุ ย และวฒั นธรรมของมนุษยกรอบพน้ื ทข่ี องโลกท่มี ลี ักษณะเปนภมู ภิ าค ประเทศ จังหวดั เมือง ชมุ ชน ทอ งถ่นิ ฯลฯ สาํ หรบั การวิเคราะห หรือศกึ ษาองคป ระกอบใดองคประกอบหน่งึ เฉพาะเรื่อง รูปแบบทางพ้นื ท่ี (Spatial Form) หมายถงึ ขอเทจ็ จรงิ เครอื่ งมอื หรือวิธีการ โดยเฉพาะกลมุ ของขอ มลู ท่ี ไดมา เปนตน วา ความสมั พันธท างพน้ื ท่แี บบรูปแบบของการกระจาย การกระทาํ ระหวางกัน เครื่องมือทีใ่ ช ไดแก แผนที่ ภาพถา ย ฯลฯ พืน้ ท่หี รือระวางที่(Space) หมายถึง ขอบเขตทางพ้นื ท่ใี นการวิเคราะหทางภูมศิ าสตร เปน การศกึ ษาพ้นื ท่ี ในมติ ติ า ง ๆ ตามระวางท่ี (Spatiak study) ท่กี าํ หนดขึ้นมขี อบเขตชดั เจน อาจจะมีการกําหนดเปน เขตบริเวณ สถานท่ี นํามติ ิของความกวาง ความลกึ ความสูง ความยาว รวมทงั้ มติ ิทางเวลา ในเขต พ้ืนทีต่ า ง ๆ ตามท่ีเรากาํ หนด ขอบเขตระหวา งที่ ดว ยเครอ่ื งมอื เสนสมมตแิ ละเทคนิคทางภมู ศิ าสตร ตา ง ๆ เชน แผนท่ี ภาพถาย ฯลฯ อาจจะจาํ แนกเปนเขต ภมู ิภาค ประเทศ จังหวดั เมอื ง ชุมชน ทองถน่ิ ฯลฯ ท่ีเฉพาะเจาะจงไป มกี ารพิจารณา วิเคราะหถ งึ การกระจายและสัมพันธภาพของมนุษย บนผวิ โลก และลักษณะทางพนื้ ทขี่ องการตงั้ ถ่ินฐานของมนุษย และการทใี่ ชป ระโยชนจ ากพื้นโลก สัมพนั ธจากถ่ินฐานของมนษุ ย และการท่ีใชป ระโยชนจากพ้ืนโลก สัมพันธภาพระหวา งสงั คม มนุษยก ับสิง่ แวดลอมทางกายภาพ ซึง่ ถือวาเปนสวนหนง่ึ ในการศึกษาความแตกตา งเชิงพน้ื ท่ี (Area difference) มิติสัมพนั ธเ ชงิ ทาํ เลทตี่ ้งั หมายถงึ การศึกษาความแตกตางหรอื ความเหมอื นกนั ของสังคมมนุษยใ นแตละ สถานที่ ในฐานะที่ความแตกตางและเหมือนกันนน้ั อาจมีความเกย่ี วเนือ่ งกบั ความแตกตา งและความ เหมอื นกนั ในสงิ่ แวดลอมทางกายภาพ ทางเศรษฐกจิ ทางสงั คม ทางวัฒนธรรม ทางการเมอื ง และ การศึกษาภูมิทัศนท่ีแตกตางกันในเรอ่ื งองคป ระกอบ ปจจยั ตลอดจนแบบรปู การกระจายของมนษุ ย

๑๒๖ บนพ้ืนโลก และการที่มนษุ ยใชป ระโยชนจ ากพื้นโลก เหตุไรมนุษยจึงใชป ระโยชนจากพนื้ โลก แตกตา งกนั ในสถานทตี่ า งกัน และในเวลาทต่ี างกนั มีผลกระทบอยา งไร ภาวะประชากร รายละเอียดขอ เทจ็ จรงิ เกี่ยวกับประชากรในเรื่องสาํ คัญ 3 ดา น คือขนาดประชากร การกระจายตัวเชงิ พน้ื ท่ี และองคประกอบของประชากร ขนาดของประชากร จาํ นวนประชากรท้งั หมดของเขตพื้นที่หนงึ่ พน้ื ท่ี ณ เวลาท่กี ลาวถึง การกระจายตัวเชงิ พนื้ ท่ี การทีป่ ระชากรกระจายตวั กนั อยูในสว นตางๆ ของพ้ืนท่ีหน่งึ พ้นื ที่ ณ เวลาทก่ี ลา วถึง องคประกอบของประชากร ลักษณะตาง ๆ ท่มี ีสวนผลกั ดันใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลงขนาดหรอื จํานวน ประชากร องคป ระกอบของประชากรเปน ดัชนีอยา งหนง่ึ ที่ชี้ใหเ ห็นถงึ คณุ ภาพของประชากร องคประกอบประชากรทีส่ ําคญั ไดแก เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ การสมรส การเปล่ียนแปลงประชากร องคป ระกอบสาํ คัญทีท่ ําใหเ กดิ กรเปลี่ยนแปลงประชากร คอื การเกดิ การตาย และการยา ยถ่ิน

๑๒๗ คณะผูจดั ทาํ คณะทป่ี รึกษา เลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน ๑. คณุ หญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ท่ีปรกึ ษาดา นพัฒนากระบวนการเรยี นรู ๒. นายวนิ ัย รอดจา ย ผอู ํานวยการสาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ๓. นายสชุ าติ วงศสุวรรณ ๔. นางเบญจลกั ษณ น้าํ ฟา รองผูอาํ นวยการสาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๕. นางภาวนี ธาํ รงเลศิ ฤทธ์ิ คณะทํางานยกรา ง ขาราชการบาํ นาญ ประธาน ๑. รองศาสตราจารยวฒุ ิชยั มูลศิลป ๒. รองศาสตราจารยน ครินทร เมฆไตรรัตน คณะรฐั ศาสตร รองประธาน ๓. พระธรรมโกศาจารย มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร ๔. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส อธกิ ารบดีมหาวทิ ยาลัย คณะทาํ งาน ๕. พระมหาสมจินต สมฺมาปญุ โญ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ๖. พระมหาสทุ ัศน ตสิ ฺสรวาที ผชู วยอธิการบดีฝา ยวิชาการ คณะทํางาน ๗. พระมหาสุเทพ สุปณฑฺ ิโต มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ๘. นางสุคนธ สนิ ธพานนท รองอธิการบดฝี ายวิชาการ คณะทาํ งาน ๙. นางสุพรรณี มเี ทศน ๑๐. นางวลั ภา สงิ หธรรมสาร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๑๑. นางอทุ มุ พร มลู พรม ผูอํานวยการกองวิชาการ คณะทาํ งาน มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ผอู าํ นวยการกองแผนงาน คณะทาํ งาน มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ขา ราชการบํานาญ คณะทํางาน ขาราชการบาํ นาญ คณะทาํ งาน ขาราชการบาํ นาญ คณะทํางาน ขา ราชการบํานาญ คณะทํางาน

๑๒๘ ๑๒. ผชู วยศาสตราจารยกวี วรกวิน คณะสังคมศาสตร คณะทาํ งาน ๑๓. รองศาสตราจารยอรรฆยค ณา แยมนวล มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ ประสานมติ ร ๑๔. ผูชว ยศาสตราจารยเชยี ง เภาชติ สาขาวชิ าเศรษฐศาสตร คณะทํางาน ๑๕. นายทรงธรรม ปนโต มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช ๑๖. นางมาตรนิ ี รกั ษตานนทชยั คณะเศรษฐศาสตร คณะทํางาน ๑๗. นางสาวละออทอง อัมรนิ ทรรตั น มหาวิทยาลัยธรุ กจิ บัณฑิตย ๑๘. ผูช วยศาสตราจารยธ มกร ธาราศรีสุทธิ สายนโยบายการเงนิ คณะทาํ งาน ๑๙. นางสุภาภรณ จิตจักร ธนาคารแหง ประเทศไทย ๒๐. นางศริ กิ าญจน โกสุมภ คณะสังคมศาสตร คณะทํางาน ๒๑. นางมณีนาถ จันทรค ุณา มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ๒๒. นางธนาลัย ลิมปรตั นคีรี ๒๓. นางสาวจารวุ รรณา ภทั รนาวิน คณะมนุษยศาสตรและสงั คมศาสตร คณะทํางาน ๒๔. นายไตรรตั น สุทธเกยี รติ ๒๕. นางอนงค บัวทองเลศิ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร ๒๖. นางสาวรุงตะวัน วตั รนนั ท ๒๗. นายพฒั นา นอ ยไพโรจน คณะเศรษฐศาสตร คณะทาํ งาน ๒๘. นางสาววิไลพร หวานสนิท ๒๙. นางปนัดดา มีสมบัติงาม มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ ๓๐. นางสาวเพ็ชรรัตน พยบั วารนิ ทร ๓๑. นางละออง ออ นเกตุพล สาํ นักพระพทุ ธศาสนาแหงชาติ คณะทาํ งาน ๓๒. นางกรรณกิ าร สงวนหมู ๓๓. นางสดุ าวรรณ โรจนหลอสกุล ศึกษานิเทศก คณะทาํ งาน ๓๔. นายสมหวงั ชยั ตามล สาํ นกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต ๒ ศึกษานเิ ทศก คณะทํางาน สาํ นักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ ผอู าํ นวยการโรงเรยี นผกั ไห “สุทธาประมขุ ” คณะทํางาน โรงเรยี นโยธินบูรณะ คณะทาํ งาน โรงเรยี นสามเสนวิทยาลัย คณะทํางาน โรงเรยี นวัดทรงคะนอง คณะทํางาน โรงเรยี นประชาอุปถมั ภ คณะทาํ งาน โรงเรียนนครหลวง “พิบลู ยประเสริฐวทิ ย” คณะทาํ งาน โรงเรียนสุวรรณารามวทิ ยาคม คณะทาํ งาน โรงเรยี นวัดราชโอรส คณะทํางาน โรงเรียนชโิ นรสวทิ ยาลยั คณะทํางาน โรงเรยี นสตรวี ดั ระฆงั คณะทาํ งาน โรงเรยี นเตรียมอดุ มศึกษาพัฒนาการ คณะทํางาน โรงเรยี นวัดมหาบศุ ย คณะทํางาน โรงเรยี นเทพศริ นิ ทร คณะทํางาน

๑๒๙ ๓๕. นางมนพร จนั ทรค ลาย โรงเรยี นวัดปรนิ ายก คณะทํางาน ๓๖. นางจฑุ ามาศ สรวิสูตร สํานกั ติดตามและประเมินผล คณะทํางาน ๓๗. นางบรรเจอดพร สูแสนสุข ๓๘. นางวนั เพ็ญ สทุ ธากาศ การจัดการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน ๓๙. นางระวิวรรณ ภาคพรต ๔๐. นางสาวรงุ นภา นุตราวงศ สํานักพัฒนานวตั กรรมการจดั การศกึ ษาสพฐ. คณะทาํ งาน ๔๑. นางดรณุ ี จาํ ปาทอง ๔๒. นางสาวพรนิภา ศิลปป ระคอง สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๔๓. นางสาวเพ็ญจนั ทร ธนาวภิ าส ๔๔. นางสาวกอบกลุ สุกขะ สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษาสพฐ. คณะทาํ งาน ๔๕. นางปานทิพย จตุรานนท สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษาสพฐ. คณะทํางาน ๔๖. นางสาวประภาพรรณ แมน สมทุ ร สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทาํ งาน ๔๗. นายอนจุ นิ ต ลาภธนาภรณ สํานักวิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. คณะทํางาน คณะบรรณาธิการ ๑. รองศาสตราจารยวฒุ ชิ ยั มลู ศลิ ป สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๒. นางธนาลยั ลมิ ปรตั นครี ี ๓. พระธรรมโกศาจารย สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทาํ งาน ๔. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๕. พระมหาสมจินต สมฺมาปุญโญ และเลขานกุ าร ๖. พระมหาสทุ ัศน ติสสฺ รวาที สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. คณะทํางานและ ๗. พระมหาสุเทพ สุปณฺฑโิ ต ผูชว ยเลขานุการ ๘. นางสุคนธ สินธพานนท สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. คณะทํางาน ๙. นางสุพรรณี มเี ทศน ผชู วยเลขานุการ ขาราชการบํานาญ ประธาน ผูอ าํ นวยการโรงเรยี นผักไห “สทุ ธาประมขุ ” รองประธาน อธิการบดีมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ผูช ว ยอธกิ ารบดฝี า ยวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั รองอธิการบดีฝา ยวชิ าการ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ผูอํานวยการกองวิชาการ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ผูอาํ นวยการกองแผนงาน มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย ขาราชการบาํ นาญ ขาราชการบาํ นาญ

๑๓๐ ๑๐. นางวลั ภา สงิ หธรรมสาร ขาราชการบาํ นาญ ๑๑. นางอทุ ุมพร มลู พรม ขา ราชการบํานาญ ๑๒. นางแมนเดือน สขุ บาํ รงุ ขา ราชการบํานาญ ๑๓. น.ส.จงจรสั แจมจันทร ขา ราชการบาํ นาญ ๑๔. นางทพิ วลั ย มนั่ คงหัตถ ขาราชการบาํ นาญ ๑๕. นางกอบกาญจน เทียนไชยมงคล ขาราชการบํานาญ ๑๖. รองศาสตราจารยชูศรี มณพี ฤกษ ขา ราชการบาํ นาญ ๑๗. ผชู วยศาสตราจารยกวี วรกวนิ คณะเศรษฐศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร ผูอํานวยการสถาบันสง่ิ แวดลอมและทรพั ยากร ๑๘. นางมาตรินี รกั ษตานนทชยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร คณะสังคมศาสตร ๑๙. นายทรงธรรม ปน โต มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร สายนโยบายการเงิน ๒๐. นางสาวละออทอง อัมรนิ ทรร ตั น ธนาคารแหง ประเทศไทย ๒๑. ผชู วยศาสตราจารยณฐั กา ตนั สกุล คณะมนษุ ยศาสตรแ ละสังคมศาสตร ๒๒. ดร.ปรยี านชุ พบิ ูลสราวธุ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒประสานมติ ร ๒๓. ดร.โอม หุวะนันทน หัวหนาโครงการวิจัยเศรษฐกจิ พอเพยี ง สาํ นักงานทรัพยสินสว นพระมหากษตั รยิ  ๒๔. นางเมตตา ภิรมยภักดี ผอู าํ นวยการดษุ ฎีบณั ฑิตศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบัณฑติ ๒๕. นางสาวมาลี โตสกุล ศกึ ษานิเทศก ๒๖. นางศริ ิกาญจน โกสมุ ภ สาํ นักงานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษากรงุ เทพมหานคร เขต ๑ ศึกษานิเทศก ๒๗. นางมณนี าถ จนั ทรคุณา สาํ นักงานเขตพน้ื ที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๒ ศึกษานิเทศก ๒๘. นางวไิ ลวรรณ วงศทองศรี สํานักงานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษากรงุ เทพมหานคร เขต ๒ ศกึ ษานเิ ทศก สํานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๓ ศึกษานิเทศก สํานกั มาตรฐานการอาชีวศกึ ษา

๑๓๑ ๒๙. นายดํารงศักดิ์ ชัยสนิท ศกึ ษานเิ ทศก สํานักมาตรฐานการอาชีวศึกษา ๓๐. นางสาวจารุวรรณา ภัทรนาวิน โรงเรยี นโยธนิ บรู ณะ ๓๑. นางสาวรุงตะวนั วัตรนันท โรงเรยี นประชาอปุ ถัมภ ๓๒. นายพัฒนา นอ ยไพโรจน โรงเรยี นนครหลวง “พิบลู ยป ระเสรฐิ วิทย” ๓๓. นางสาววิไลพร หวานสนทิ ๓๔. นางปนดั ดา มสี มบัตงิ าม โรงเรียนสวุ รรณารามวทิ ยาคม ๓๕. นางสาวเพ็ชรรตั น พยับวารนิ ทร โรงเรียนวัดราชโอรส ๓๖. นางละออง ออนเกตพุ ล โรงเรยี นชโิ นรสวทิ ยาลัย ๓๗. นางกรรณิการ สงวนหมู โรงเรียนสตรีวัดระฆงั ๓๘. นายสมหวัง ชยั ตามล โรงเรียนเตรยี มอุดมศึกษาพัฒนาการ ๓๙. นางมนพร จนั ทรค ลาย โรงเรียนเทพศิรินทร ๔๐. นางเยน็ จติ ต ไพยรนิ โรงเรียนวัดปรนิ ายก ๔๑. นางมณีลักษณ แพงดี โรงเรยี นวัดดา นสาํ โรง ๔๒. นางสาวมณั ฑิตา สปุ ระดษิ ฐ ณอยธุ ยา โรงเรียนอนรุ าชประสทิ ธ์ิ ๔๓. นางมาลี บางทา ไม ๔๔. นางสาววรลกั ษณ รตั ตกิ าลชสาคร โรงเรยี นมาแตรเ ดอี ๔๕. นางสาวโสพิดา เขอื่ งถงุ โรงเรยี นสตรวี ทิ ยา โรงเรยี นสายน้ําผ้ึง ในพระอุปถมั ภฯ ๔๖. นางวันเพ็ญ สทุ ธากาศ เจาหนา ทว่ี จิ ัย โครงการวจิ ยั เศรษฐกจิ พอเพียง ๔๗. นางระวิวรรณ ภาคพรต สาํ นกั งานทรัพยส นิ สวนพระมหากษตั ริย ๔๘. นางปานทิพย จตรุ านนท สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. ๔๙. นางสาวประภาพรรณ แมนสมุทร สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ๕๐. นายอนจุ นิ ต ลาภธนาภรณ สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. เลขานกุ าร สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ผูชว ยเลขานกุ าร สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สพฐ. ผูชวยเลขานกุ าร ฝา ยเลขานุการโครงการ สํานกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา หัวหนา โครงการ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๑. นางสาวรุง นภา นุตราวงศ ๒. นางสาวจันทรา ตนั ติพงศานุรักษ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๓. นางดรณุ ี จําปาทอง สาํ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๔. นางสาวพรนิภา ศลิ ปประคอง สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๕. นางเสาวภา ศักดา สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๖. นางสาวกอบกุล สุกขะ สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๗. นางสขุ เกษม เทพสิทธ์ิ

๑๓๒ ๘. นายวีระเดช เชื้อนาม สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๙. วาท่ี ร.ต. สุราษฏร ทองเจรญิ สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา ๑๐. นางสาวประภาพรรณ แมน สมทุ ร สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ๑๑. นายอนจุ ินต ลาภธนาภรณ สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา คณะผรู บั ผิดชอบกลมุ สาระการเรยี นรสู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๑. นางวันเพ็ญ สทุ ธากาศ สาํ นกั วชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๒. นางระวิวรรณ ภาคพรต สํานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา ๓. นางปานทพิ ย จตรุ านนท สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๔. นางสาวประภาพรรณ แมนสมุทร สํานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ๕. นายอนุจินต ลาภธนาภรณ สํานกั วิชาการและมาตรฐานการศึกษา

๑๓๓ (หมายเหตุพิมพไ วห ลังปกหนา ) พระบรมราโชวาทพระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูห ัว เกีย่ วกับการศึกษา ----------------------------- การศึกษานั้นไมว าจะศกึ ษาเพื่อตนหรือจะใหแ กผ อู ื่น สาํ คญั อยา งยง่ิ ทจ่ี ะตอ งทาํ ใหไดต รงตามวตั ถปุ ระสงค จงึ จะไดผ ลเปน คณุ ประโยชน มฉิ ะน้ันจะตองมีการผิดพลาดเสียหายเกดิ ขน้ึ ทําใหเสยี หายเวลาและเสยี ประโยชนไ ปเปลา ๆ วตั ถุประสงคข องการศึกษานน้ั คอื ยางไร กลาวโดยรวบยอด ก็คือทาํ ใหบคุ คลมีปจจัยหรอื มอี ปุ กรณส ําหรบั ชีวติ อยา งครบถวน เพียงพอทั้งในสว นวชิ าความรู สวนความคิดวนิ จิ ฉยั สว นจติ ใจและคณุ ธรรมความประพฤติ สว นความขยันอดทนและความสามารถ ในอันทจ่ี ะนําไปสูความคดิ ไปใชปฏบิ ัติงานดวยตนเองใหไ ดจ ริง ๆ เพ่อื สามารถดํารงชพี อยไู ดด ว ยความสุข ความเจรญิ มนั่ คง และสรางสรรคประโยชนใหแ กส งั คมและบา นเมือง ไดตามควรแกฐานะดวย

๑๓๔ -------------------------- (ท่มี า : จากวารสารวิชาการปที่ ๔ ฉบบั ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔) (หมายเหตุ พมิ พไ วดา นหนา ปกหลงั ) ศลี ๕ หรอื เบญจศลี ศีล ๕ หรอื เบญจศีล (ความประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจาใหเรียบรอย, การรกั ษาปกติตามระเบียบวินัย, ขอปฏิบัติในการเวนจากความช่ัว, การควบคุมตนใหต้ังอยูในความไม เบียดเบียน) ๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี (เวนจากการปลงชีวติ , เวนจากการฆาการประทุษรายกนั ) ๒. อทินฺนาทานา เวรมณี (เวนจากการถือเอาของท่ีเขามิไดให, เวนจากการลัก โกง ละเมิด กรรมสทิ ธิ์ ทําลายทรัพยสิน) ๓. กาเมสุมิจฉฺ าจารา เวรมณี (เวน จากการประพฤติผดิ ในกาม, เวน จากการลวงละเมิดส่ิงท่ีผูอื่นรัก ใคร หวงแหน) ๔. มุสาวาทา เวรมณี (เวน จากการพดู เทจ็ โกหก หลอกลวง) ๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฐานา เวรมณี (เวนจากนํ้าเมาคือสุราและเมรยั อันเปนที่ต้ังแหงความ ประมาท, เวนจากสง่ิ เสพตดิ ใหโ ทษ) เบญจธรรม เบญจธรรม แปลวา ธรรม ๕ ประการ เบญจธรรม หมายถึง ขอที่ควรปฏิบัติ ๕ ประการซ่ึงถือวาเปนสิ่งท่ีดีงาม เปนเหตุใหผูปฏิบัติ เจริญกา วหนา ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดแี กผทู ํา เบญจธรรม ๕ ประการ คือ

๑๓๕ ๑. เมตตากรณุ า คอื ความรกั ความปรารถนาดตี อ ผูอืน่ ๒. สมั มาอาชวี ะ คอื การประกอบสัมมาชพี ๓. กามสงั วร คือ การสํารวมในกาม ๔. สจั จะ คือ การพดู ความจริง ๕. สตสิ ัมปชัญญะ คือ ความระลึกไดแ ละความรตู วั (ที่มา : พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook