200 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 เครื่อ�่ งมืือและการเก็บ็ รวบรวมข้อ้ มููล ได้้แก่่ (1) กลุ่�มบุุคลากรสาธารณสุขุ ใช้้แบบประเมิินความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพในการป้้องกัันควบคุุมโรคที่่�พััฒนาขึ้�้น (โครงสร้า้ งตามตารางที่�่ 1) เก็บ็ รวบรวมข้้อมููลโดยการประสานงานกับั หน่่วยงาน และกลุ่�มตััวอย่่าง ชี้้�แจงวััตถุุประสงค์์การวิิจััย แจกแบบประเมิิน และตรวจสอบ ความครบถ้ว้ นของข้อ้ มููล (2) กลุ่�มผู้ท�้ รงคุณุ วุฒุ ิิ ใช้แ้ บบสอบถามความคิดิ เห็น็ แบ่ง่ เป็็น 3 ส่่วน คืือ ส่่วนที่่� 1 ข้อ้ มููลทั่่ว� ไป ส่่วนที่�่ 2 ความคิดิ เห็็นต่อ่ การจำ�ำ แนกผลตาม ระดัับความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพ ส่่วนที่่� 3 ข้อ้ เสนอแนะอื่่น� ๆ การวิิเคราะห์์ข้้อมููล ข้้อมููลเชิิงปริิมาณวิิเคราะห์์ด้้วยสถิิติิเชิิงพรรณนา (descriptive statistics) ได้แ้ ก่่ ความถี่ ่� ร้อ้ ยละ และค่า่ เฉลี่ย�่ ส่ว่ นข้อ้ มููลเชิงิ คุณุ ภาพ ใช้้การวิเิ คราะห์เ์ นื้้�อหา (content analysis) ได้้แก่ ่ จำ�ำ แนกประเภทข้้อมููล และ สรุปุ ความ จริยิ ธรรมการวิจิ ัยั งานวิจิ ัยั นี้้ไ� ด้ร้ ับั การกลั่น� กรองและตรวจรับั รองจากคณะ กรรมการพิิจารณาการทำ�ำ วิิจััยในมนุุษย์์ คณะสาธารณสุุขศาสตร์์ มหาวิิทยาลััย มหิดิ ล หมายเลขรับั รองที่่� MUPH 2020-080 สรปุ ผลการวิจยั ผลการศึึกษา สรุุปได้ ้ ดังั นี้้� 1. การพััฒนาแบบประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในกลุ่�มบุุคลากร สาธารณสุขุ มีี 5 ขั้้น� ตอน ได้แ้ ก่่ (1) กำ�ำ หนดกรอบแนวคิดิ (2) ทบทวนและกำำ�หนด องค์ป์ ระกอบ (3) จัดั ทำ�ำ โครงสร้า้ งของเครื่อ�่ งมืือ (4) เลืือกสเกลการวัดั และกำ�ำ หนด วิิธีีการวััด และ (5) ตรวจสอบคุุณภาพด้า้ นความตรง ขั้้น� ตอนที่� 1 กำ�ำ หนดกรอบแนวคิดิ กรอบแนวคิิดการพััฒนาแบบประเมิินจำำ�เป็็นต้้องอาศััยหลัักการของความ 8 รอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพที่่�เน้้นความสำำ�คััญของข้้อมููลข่่าวสารหรืือความรู้้�ด้้านสุุขภาพที่่� เข้้าใจง่่ายในการนำำ�มาใช้้กำ�ำ หนดแนวทางปฏิิบััติิตััวหรืือมีีพฤติิกรรมสุุขภาพที่�่ถููก ต้้อง พฤติิกรรมสุุขภาพเป้้าหมายจึึงถููกกำ�ำ หนดไว้้ในกรอบแนวคิิด เพื่�่อให้้การ กำ�ำ หนดประเด็น็ การประเมินิ และการพัฒั นามีีความชัดั เจนจากสารสนเทศของการ ประเมินิ คณะผู้�้ วิจิ ัยั ได้ส้ ังั เคราะห์อ์ งค์ป์ ระกอบสำ�ำ คัญั ที่เ่� ป็น็ ที่ย�่ อมรับั และมีีการนำ�ำ
201การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพในการป้องกันควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสขุ A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers มาใช้ม้ ากที่่�สุดุ ในการกำำ�หนดกรอบแนวคิิดการพััฒนา ได้้แก่่ การเข้า้ ถึึง (access) 8 การเข้า้ ใจ (understand) การตัดั สินิ ใจ (make decision) และการนำำ�ไปใช้้ (apply) ตามกรอบการประเมินิ ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพของประชาชนในกลุ่�มประเทศยุโุ รป (The European Health Literacy Survey : HLS-EU) (Sorensen et al., 2012; Pelikan et al., 2014) โดยปััจจุุบันั มีีการนำำ�องค์ป์ ระกอบเหล่า่ นี้้ม� าใช้อ้ ย่่างกว้้าง ขวาง ทั้้�งกลุ่�มประเทศเอเชีีย และประเทศอื่�่น ๆ รวมทั้้�งประเทศไทย เช่่น การ สำำ�รวจความรอบรู้้�ด้า้ นสุุขภาพของประชาชนไทยอายุุ 15 ปีขี ึ้�้นไป (กรมอนามัยั , สวรส. และมหาวิทิ ยาลััยมหิิดล, 2561) เป็น็ ต้้น ดัังนั้้�น กรอบแนวคิิดการพััฒนาแบบประเมิิน คณะผู้�้ วิจิ ัยั จึึงได้้เลืือกกำ�ำ หนด นิิยามความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพตามแนวทางขององค์ก์ ารอนามััยโลก โดยพิจิ ารณา กำำ�หนดทัักษะที่่�จำ�ำ เป็็นต่่อพฤติิกรรมสุุขภาพเป้้าหมายที่่�ต้้องการพััฒนา และเล็็ง เห็็นความจำ�ำ เป็็นในการเพิ่่�มองค์์ประกอบด้้านทัักษะการไต่่ถาม (questioning) ตามข้้อเสนอแนะของผู้้�ทรงคุุณวุุฒิเิ พื่�อ่ ให้้เหมาะสมกัับบริิบทสัังคมไทย เนื่อ�่ งจาก ถืือเป็็นจุุดอ่่อนสำำ�คััญของการสร้้างการเรีียนรู้�้ ที่่�ดีีให้้ประชาชนทุุกกลุ่�มวััย (สำ�ำ นััก วิชิ าการและมาตรฐานการศึึกษา, 2559) การศึึกษาครั้�งนี้้ � จึึงกำ�ำ หนดนิยิ ามความ รอบรู้้�ด้้านสุขุ ภาพ (health literacy) ว่า่ คืือ “ความสามารถของบุคุ คลที่พ่� ัฒั นา จนกลายเป็็นทัักษะ ซึ่่�งแต่่ละสัังคมกำำ�หนดว่่าบุุคคลจำ�ำ เป็็นต้้องมีี เพื่่�อการเข้้าถึึง สร้้างความเข้้าใจ รู้�้ จัักใช้้คำ�ำ ถาม ทำำ�ให้้สามารถตััดสิินใจ และนำำ�ข้้อมููลแนวทาง ปฏิิบัตั ิไิ ปใช้้ได้้อย่า่ งถููกต้้อง เหมาะสม และต่อ่ เนื่่อ� ง ก่อ่ ให้เ้ กิดิ ผลดีีต่อ่ สุุขภาพของ ตนเองและสุขุ ภาพของคนในสังั คม” ขั้้น� ตอนที่� 2 ทบทวนและกำ�ำ หนดองค์์ประกอบ คณะผู้้�วิจิ ัยั ทำำ�การสังั เคราะห์อ์ งค์ป์ ระกอบสำ�ำ คัญั ของความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพ พบว่่า องค์์ประกอบสำำ�คััญที่่�เป็็นที่่�ยอมรัับและมีีการนำำ�มาใช้้ในการกำำ�หนดกรอบ การพัฒั นาและการประเมิิน ประกอบด้ว้ ย ทัักษะการเข้้าถึึง (access) ทักั ษะการ สร้า้ งความเข้า้ ใจ (understand) ทักั ษะการไต่ถ่ าม/ซักั ถาม (questioning) ทักั ษะ การตัดั สิินใจ (make decision) และทัักษะการนำำ�ไปใช้้ (apply) (Tsai & Kuo, 2011; Sorensen et al., 2012; Pelikan et al., 2014; กองสุขุ ศึึกษา, 2561; กรมอนามััย, สวรส. และมหาวิิทยาลััยมหิิดล, 2561; กรมควบคุุมโรค, 2563ข;
202 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวทิ ยาลัยเกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 ขวัญั เมืือง แก้ว้ ดำำ�เกิงิ , 2562; 2564) โดยการฝึกึ ทัักษะเหล่า่ นี้้�ตามลำ�ำ ดับั จะส่่งผล ต่่อการสร้้างความเข้้าใจในการปฏิิบััติิตััวด้้านสุุขภาพบนพื้้�นฐานของความรู้้� (knowledge) ที่่�ถููกต้้อง เป็็นจริงิ และเชื่�่อถืือได้้ สำำ�หรับั ใช้้กำ�ำ หนดการคิดิ ตััดสินิ ใจ ได้้อย่่างเหมาะสม และมีีการปฏิิบััติิตััวอย่่างต่่อเนื่�่องเป็็นอุุปนิิสััยจนนำำ�ไปสู่�การมีี สุุขภาพที่ด่� ีี ตามโมเดล K-shape ดัังรููปภาพที่่� 2 รููปภาพที่� 2 K-shape 5 ทัักษะเพิ่่�มความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพ ขั้้น� ตอนที่� 3 จััดทำ�ำ โครงสร้้างของเครื่อ่� งมืือ กำำ�หนดโครงสร้า้ งของแบบประเมินิ ตามนิยิ ามความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพในการ ป้อ้ งกันั ควบคุุมโรค ระบุุองค์์ประกอบย่่อยที่�่สะท้อ้ นการพััฒนาและสามารถวัดั ได้้ โดยพิจิ ารณาใช้ภ้ าษาที่ส�่ ื่อ�่ ความหมายได้ต้ รงตามวัตั ถุปุ ระสงค์ข์ องการวัดั เลืือกใช้้ ภาษาเหมาะสมกัับกลุ่�มเป้้าหมาย ใช้้ข้้อความสั้้�นและกระชัับ หลีีกเลี่่�ยงการใช้้ ข้อ้ ความเชิิงซ้อ้ น/ปฏิิเสธซ้้อนปฏิเิ สธหรืือยากต่่อการแปลความ คณะผู้้�วิิจััยได้้ศึึกษาทบทวนโครงสร้้างของแบบประเมิินตามกรอบการ ประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพของประชาชนในกลุ่�มประเทศยุุโรป (The 8 European Health Literacy Survey : HLS-EU) (Sorensen et al., 2012; Pelikan et al., 2014) การสำ�ำ รวจความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพของประชาชนไทยอายุุ 15 ปีขี ึ้น้� ไป (กรมอนามัยั , สวรส. และ มหาวิทิ ยาลัยั มหิดิ ล, 2561) และการประเมินิ ความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพในการป้้องกัันโรคและภััยสุุขภาพของประชาชน (กรม ควบคุมุ โรค, 2563ข)
203การพฒั นาและทดสอบแบบประเมินความรอบรู้ดา้ นสขุ ภาพในการป้องกนั ควบคมุ โรคกล่มุ บคุ ลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers ทำำ�การยกร่า่ งแบบประเมิิน ชุุดที่� 1 มีีโครงสร้้าง ประกอบด้ว้ ย ส่่วนที่่ห� นึ่่�ง 8 ข้อ้ มููลคุณุ ลัักษณะ ได้้แก่่ ประเภทหน่ว่ ยงาน ตำ�ำ แหน่ง่ ประสบการณ์์ในการปฏิบิ ััติิ งาน (ปี)ี เพศ อายุุ การศึึกษา โรคประจำำ�ตัวั ช่อ่ งทางการเข้า้ ถึึงข้อ้ มููล จำำ�นวน 8 ข้อ้ ส่่วนที่�่สอง ความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในการป้้องกัันควบคุุมโรค จำ�ำ นวน 40 ข้้อ ประกอบด้ว้ ย (1) ทักั ษะการเข้า้ ถึึง จำ�ำ นวน 8 ข้อ้ (2) ทักั ษะการเข้า้ ใจ จำำ�นวน 8 ข้อ้ (3) ทักั ษะการไต่่ถาม จำำ�นวน 8 ข้้อ (4) ทักั ษะการตััดสินิ ใจ จำ�ำ นวน 8 ข้้อ (5) ทัักษะการนำ�ำ ไปใช้้ (apply) จำ�ำ นวน 8 ข้อ้ และส่ว่ นที่่ส� าม พฤติิกรรมการป้อ้ งกันั ควบคุุมโรค ได้แ้ ก่่ (1) ป้อ้ งกันั โรคเอดส์์ โรคติิดต่่อทางเพศสััมพัันธ์์ และไวรัสั ตัับ อัักเสบ (2) ป้้องกันั โรคไข้เ้ ลืือดออก (3) ป้อ้ งกัันวััณโรค (4) ป้อ้ งกัันโรคติิดต่่อทั่่�วไป (5) ป้้องกัันโรคจากการทำำ�งาน (6) ป้้องกัันอุุบัตั ิิเหตุุบนท้้องถนน (7) ลดอาหาร หวาน มันั เค็ม็ (8) ออกกำ�ำ ลังั กาย (9) จัดั การความเครีียด (10) อ่า่ นฉลากโภชนาการ เมื่่�อเลืือกซื้�อสินิ ค้้า (11) ไม่่สููบบุหุ รี่�่ (12) ไม่่ดื่่�มแอลกอฮอล์์ รวมจำ�ำ นวน 12 ข้้อ ลัักษณะสำ�ำ คััญของแบบประเมิินที่�่ยกร่่างขึ้้�นนี้้� คืือ การกำำ�หนดองค์์ประกอบย่่อย ของแต่่ละทัักษะเพื่�่อนิิยามขอบเขตของการวััดและออกแบบเครื่�่องมืือประเมิิน ทำำ�ให้ม้ องเห็น็ ช่อ่ งว่า่ งหรืือช่ว่ งห่า่ งของระดับั ความสามารถที่จ่� ะต้อ้ งพัฒั นาเพิ่่ม� ขึ้น้� ในแต่่ละทัักษะ (รายละเอีียดองค์์ประกอบย่่อยของแต่่ละทัักษะ นำำ�เสนอไว้้ใน ตารางที่่� 3) ขั้้�นตอนที่� 4 เลืือกสเกลการวัดั และกำ�ำ หนดวิธิ ีีการวัดั การทบทวนงานวิิจััยที่่�ผ่่านมา พบว่่า วิิธีีการวััดและประเมิินทัักษะที่�่เป็็น มาตรฐาน มีี 3 ลัักษณะ ได้แ้ ก่่ (1) การกำำ�หนดโจทย์ส์ ถานการณ์จ์ ำ�ำ ลองโดยวัดั จาก การแสดงความสามารถในการเลืือกคำำ�ตอบที่่เ� หมาะสม (2) เขีียนอธิิบายวิิธีีการที่�่ ปฏิบิ ัตั ิโิ ดยใช้ค้ ำ�ำ ถามปลายเปิดิ นำ�ำ ข้อ้ มููลคำำ�ตอบมาวิเิ คราะห์จ์ ำำ�แนกคำ�ำ สำำ�คัญั (key words) เพื่อ�่ กำำ�หนดเป็น็ คะแนนตามลำำ�ดับั ความสามารถ (3) กำำ�หนดประเด็น็ ความ สามารถที่�่ต้้องการและประเมิินระดัับความสามารถของตนเอง (self- administered) โดยใช้ม้ าตรวััดหรืือสเกลการวััดระดับั แบบ 4 - 5 point Likert scale ตามลำ�ำ ดัับความยาก-ง่า่ ย (Tsai & Kuo, 2011; Sorensen et al., 2012; Pelikan et al., 2014; HLS-EU Consortium, 2015; กรมอนามัยั , สวรส. และ มหาวิิทยาลััยมหิิดล, 2561; กรมควบคุุมโรค, 2563ข) โดยรายงานการประเมิิน
204 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 ความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในกลุ่ �มผู้้�ใหญ่่ มีีการกำำ�หนดวิิธีีการวััดและประเมิินทัักษะ ตามลักั ษณะที่่� 3 ดัังนั้้�น การพัฒั นาแบบประเมิินในครั้�งนี้้ � จึึงกำำ�หนดมาตรวัดั หรืือ สเกลการวัดั ระดับั ตามลำ�ำ ดับั ความยาก-ง่า่ ย ได้แ้ ก่ ่ ทำ�ำ ได้ย้ ากมาก, ทำ�ำ ได้ย้ าก, ทำ�ำ ได้้ ง่่าย และทำ�ำ ได้้ง่่ายมาก มีีคะแนน 1 - 4 คะแนน และเพิ่่ม� ตัวั เลืือก ไม่เ่ คยทำ�ำ มีี คะแนน 0 คะแนน (HLS-EU Consortium, 2015; กรมอนามััย, สวรส. และ มหาวิิทยาลััยมหิิดล, 2561) เพื่่�อจััดทำ�ำ โครงสร้้างของเครื่�่องมืือและยกร่่างแบบ ประเมิินต่อ่ ไป ขั้้น� ตอนที่� 5 ตรวจสอบคุุณภาพด้า้ นความตรง ผู้ท�้ รงคุุณวุุฒิดิ ้า้ นสุุขภาพ สาธารณสุุข สุุขศึึกษา และพฤติิกรรมสุุขภาพ การ สื่อ่� สาร และความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพ จำ�นวน 5 ท่่าน พิจิ ารณาตรวจสอบความตรง เชิงิ โครงสร้า้ ง (construct validity) และความตรงเชิงิ เนื้้อ� หา (content validity) ของเครื่่�องมืือทั้้�งชุุด ผลการตรวจสอบคุุณภาพเครื่�่องมืือตามแบบตรวจสอบ คุณุ ภาพเครื่อ่� งมืือ (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยพิจิ ารณา ความสอดคล้้องกัับวััตถุุประสงค์์รายข้้อ พบว่่า การแสดงความคิิดเห็็นมีีความ สอดคล้อ้ งตามนิยิ ามและวัตั ถุปุ ระสงค์ข์ องการใช้ใ้ นกลุ่�มเป้า้ หมาย มีีค่า่ IOC เท่า่ กับั 0.81 โดยผู้้�ทรงคุุณวุุฒิิพิิจารณาปรัับประเด็็นการประเมิินตามองค์์ประกอบและ ขั้น� ตอนการพัฒั นา รวมทั้้ง� มีีข้อ้ เสนอแนะในการปรับั ปรุงุ ข้อ้ ความให้ส้ ั้น้� และกระชับั และกำำ�หนดพฤติิกรรมย่่อยให้ค้ รอบคลุมุ งานป้้องกันั ควบคุุมโรค 2. การทดสอบและจำำ�แนกผลการประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพฯ ใน บุุคลากรสาธารณสุขุ การทดสอบและจำำ�แนกผลการประเมินิ มีี 3 ขั้้น� ตอน ได้้แก่่ (1) ทดสอบการ ใช้้งาน (2) ตรวจสอบคุุณภาพด้้านความเที่�่ยง (3) วิิเคราะห์์และจำ�ำ แนกผลตาม ระดับั ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพ มีีรายละเอีียด ดัังนี้้� 8 ขั้้น� ตอนที่� 1 ทดสอบการใช้้งาน นำำ�ร่่างเครื่�่องมืือประเมิินทดสอบการใช้้จริิงกัับกลุ่�มบุุคลากรสาธารณสุุข โดยมีีการบัันทึึกเวลาเพื่่�อคำำ�นวณค่่าเฉลี่�่ยเวลาที่่�ใช้้ รวมทั้้�งการสอบถามเกี่�่ยวกัับ ประเด็น็ เนื้้อ� หา การใช้ภ้ าษา ความเข้า้ ใจข้อ้ ความ/ประเด็น็ ที่ท่� ำ�ำ ให้เ้ กิดิ ความสับั สน
205การพัฒนาและทดสอบแบบประเมนิ ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสขุ A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers รายข้อ้ การปรับั ลด/เพิ่่ม� จำำ�นวนข้อ้ คำำ�ถาม การเรีียงลำ�ำ ดับั ข้อ้ ให้ง้ ่า่ ยต่อ่ การให้ข้ ้อ้ มููล และข้้อเสนอแนะ มีีการทดสอบการใช้้ จำ�ำ นวน 2 ครั้�ง ดัังนี้้� ครั้�งที่่� 1 ทดสอบในกลุ่�มบุุคลากรสาธารณสุุข กรมควบคุุมโรค ร่่างแบบ ประเมินิ ชุดุ ที่่� 1 มีีโครงสร้า้ ง ประกอบด้้วย ส่ว่ นที่�่หนึ่่�ง ข้อ้ มููลคุุณลักั ษณะ จำ�ำ นวน 8 ข้อ้ ส่ว่ นที่ส�่ อง ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค จำำ�นวน 40 ข้อ้ และส่ว่ นที่ส�่ าม พฤติกิ รรมการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค จำ�ำ นวน 12 ข้อ้ ใช้ว้ ิธิ ีีการประเมินิ ตนเอง (self-assessment) จำำ�นวน 58 คน ใช้ร้ ะยะเวลาระหว่า่ ง 15-22 นาทีี ครั้�งที่่� 2 ทดสอบในกลุ่�มบุุคลากรสาธารณสุุข กรมควบคุุมโรค ร่่างแบบ ประเมินิ ชุดุ ที่�่ 2 มีีโครงสร้้าง ประกอบด้้วย ส่ว่ นที่่�หนึ่่�ง ข้้อมููลคุุณลัักษณะ จำ�ำ นวน 8 ข้อ้ ส่ว่ นที่ส่� อง ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค จำำ�นวน 22 ข้อ้ และส่่วนที่่�สาม พฤติิกรรมการป้้องกัันควบคุุมโรค จำ�ำ นวน 12 ข้้อ ใช้้วิิธีีการ สัมั ภาษณ์์ (face to face interview) จำ�ำ นวน 40 คน ใช้ร้ ะยะเวลาระหว่า่ ง 10-15 นาทีี และมีีการตรวจสอบความตรงตามสภาพการณ์์จริิง ด้้วยการสอบถามย้้อน กลับั ทันั ทีีเมื่อ่� ประเมินิ ตนเอง ข้อ้ เสนอแนะจากกลุ่�มผู้ใ้� ช้้ รายละเอีียดดังั ตารางที่�่ 1 ตารางที่� 1 สรุปุ ข้อ้ เสนอแนะในการปรัับปรุุงโครงสร้้างแบบประเมินิ โครงสร้า้ ง ปรับั ร่า่ งแบบประเมินิ เป็็นชุุดที่� 2 ร่่างแบบประเมิินปรับั ปรุุงใหม่่ ส่่วนที่�หนึ่�ง ข้อ้ มููลคุุณลักั ษณะ - ตััวแปร เพศ เพิ่่�มตััวเลืือก - ไม่่เปลี่ย�่ นแปลง เพศทางเลืือก ส่ว่ นที่�สอง ความรอบรู้�ด้า้ น - ลดจำำ�นวนคำ�ำ หรืือข้้อความให้้สั้น�้ - ลดข้้อคำ�ำ ถามที่ป่� ระเด็็นซ้ำ��ำ สุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค และกระชัับให้ง้ ่า่ ยต่อ่ การประเมินิ ได้แ้ ก่่ AC3 และ QU5 ตนเอง ส่ว่ นที่�สาม พฤติกิ รรมการ - เพิ่่ม� ประเด็็นพฤติิกรรมย่่อยให้้ - ปรับั พฤติิกรรมสููบบุุหรี่�่ เป็น็ 8 ป้้องกันั ควบคุุมโรค ครอบคลุุมงานป้อ้ งกันั ควบคุุมโรค ไม่่สููบบุหุ รี่ �่ ดื่�่มแอลกอฮอล์์ เป็น็ ไม่ด่ ื่่ม� แอลกอฮอล์์
206 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 ขั้้น� ตอนที่� 2 ตรวจสอบคุณุ ภาพด้า้ นความเที่�่ยง การตรวจสอบคุุณภาพด้้านความเที่่�ยงของแบบประเมิิน พบว่่า ได้น้ ำ�ำ ข้อ้ มููล จากการทดสอบการใช้้งานในกลุ่�มเป้้าหมาย นำ�ำ มาบัันทึึกเข้้าโปรแกรมสำำ�เร็็จรููป ตรวจสอบความครบถ้้วนสมบููรณ์์ของข้้อมููล และสั่�งประมวลผลทั้้�งรายองค์์ ประกอบย่่อย และภาพรวม พิิจารณาผลลััพธ์์ (output) จากค่่า Cronbach’s alpha ที่ป�่ รากฏ หากมีีค่่ามากกว่่า .70 ถืือว่่าเครื่่�องมืือมีีคุุณภาพยอมรัับได้้ และ พิิจารณาค่า่ Cronbach’s alpha if item deleted ซึ่่�งแสดงค่า่ ความเที่�่ยงเมื่่อ� ไม่่มีีข้อ้ ดังั กล่่าวหรืือตััดออกแล้ว้ การตรวจสอบคุุณภาพด้้านความเที่่�ยงจากการทดสอบการใช้้ มีีผลการ วิิเคราะห์ ์ ดังั นี้้� ร่า่ งแบบประเมินิ ชุดุ ที่� 1 ส่ว่ นความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค มีีจำำ�นวน 40 ข้อ้ ค่า่ ความเที่่�ยงของทัักษะ 5 ด้้าน และแบบประเมินิ ภาพรวม มีีดังั นี้้� (1) ด้้านทักั ษะการเข้้าถึึง จำ�ำ นวน 8 ข้้อ ค่า่ ความเที่่�ยงเท่่ากัับ .834 (2) ด้า้ น ทักั ษะการเข้า้ ใจ จำ�ำ นวน 8 ข้อ้ ค่า่ ความเที่ย่� งเท่า่ กับั .841 (3) ด้า้ นทักั ษะการไต่ถ่ าม จำำ�นวน 8 ข้อ้ ค่า่ ความเที่ย�่ งเท่า่ กับั .902 (4) ด้า้ นทักั ษะการตัดั สินิ ใจ จำำ�นวน 8 ข้อ้ ค่า่ ความเที่�่ยงเท่่ากับั .873 (5) ด้า้ นทัักษะการนำ�ำ ไปใช้้ (apply) จำ�ำ นวน 8 ข้้อ มีี ค่า่ ความเที่ย�่ งเท่า่ กับั .881 และผลการวิิเคราะห์์ค่่าความเที่่ย� งรวม 5 ด้า้ น จำำ�นวน 40 ข้้อ มีีค่า่ ความเที่ย�่ งเท่่ากับั .942 ร่า่ งแบบประเมินิ ชุดุ ที่� 2 ส่ว่ นความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค มีีจำ�ำ นวน 22 ข้้อ ค่่าความเที่ย่� งของทักั ษะ 5 ด้้าน และแบบประเมิินภาพรวม และตรวจสอบความตรงตามสภาพการณ์จ์ ริงิ ด้ว้ ยการสอบถามย้อ้ นกลับั ทันั ทีีเมื่อ�่ ประเมิินตนเองแล้ว้ มีีดัังนี้้� (1) ด้้านทัักษะการเข้า้ ถึึง (AC1-AC5) จำ�ำ นวน 5 ข้้อ ค่่าความเที่�ย่ งเท่่ากัับ .688 (2) ด้้านทัักษะการเข้า้ ใจ (UN1-UN4) จำำ�นวน 4 ข้้อ 8 ค่่าความเที่ย�่ งเท่า่ กัับ .705 (3) ด้า้ นทัักษะการไต่่ถาม (QU1-QU5) จำำ�นวน 5 ข้้อ ค่า่ ความเที่ย่� งเท่า่ กับั .803 (4) ด้า้ นทักั ษะการตัดั สินิ ใจ (DM1-DM4) จำำ�นวน 4 ข้อ้ ค่่าความเที่ย�่ งเท่่ากัับ .842 (5) ด้า้ นทักั ษะการนำ�ำ ไปใช้้ (AP1-AP4) จำ�ำ นวน 4 ข้อ้ มีีค่า่ ความเที่ย�่ งเท่า่ กับั .852 และผลการวิเิ คราะห์ค์ ่า่ ความเที่ย�่ ง รวม 5 ด้า้ น จำำ�นวน 22 ข้อ้ มีีค่่าความเที่ย�่ งเท่า่ กัับ .914
207การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพในการป้องกันควบคมุ โรคกลมุ่ บคุ ลากรสาธารณสขุ A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers ผลการตรวจสอบความตรงตามสภาพการณ์์จริิง ด้้วยการประเมิินสะท้้อน ระดัับที่่�เป็็นจริิง โดยให้้บุุคคลคู่่�สััมภาษณ์์หรืือเพื่�่อร่่วมงานตรวจสอบข้้อมููลกลัับ ภายหลังั จากการทำ�ำ การประเมินิ ทันั ทีี พบว่า่ ค่า่ ความสอดคล้อ้ งตามความเป็น็ จริงิ รายข้้อ มีีค่่าระหว่่างร้้อยละ 80.00- 100 และค่่าเฉลี่ย่� รวมทั้้ง� 5 ทัักษะ คิดิ เป็น็ ร้้อยละ 90.10 การคัดั เลืือกข้้อรายการ (item) จากร่า่ งแบบประเมิินชุุด 1 และมาเป็็นร่่าง แบบประเมินิ ชุดุ ที่�่ 2 มีีการกำำ�หนดเกณฑ์ใ์ นการพิจิ ารณา ได้แ้ ก่่ (1) ค่า่ สัมั ประสิทิ ธิ์� แอลฟ่า่ (Cronbach’s coefficient alpha) ค่่าที่�ม่ ากกว่่า .70 (2) ค่่า corrected item-total correlation ของแต่่ละข้อ้ รายการ มีีค่่ามากกว่่า .30 และ (3) ค่า่ สััมประสิิทธิ์�แอลฟ่่าของข้้อรายการ โดยรวมมีีค่่าสููงที่�ส่ ุุด เมื่่�อไม่่รวมข้้อรายการที่่� พิจิ ารณาอยู่� (alpha if item deleted) หรืือตััดข้อ้ ดังั กล่า่ ว ผลการพิจิ ารณาตามเกณฑ์์ ได้ป้ รับั ลดข้อ้ รายการที่ม�่ ีีประเด็น็ ซ้ำำ�� ได้แ้ ก่ ่ ทักั ษะ การเข้า้ ถึึง (access) ข้อ้ AC3 และทักั ษะการไต่ถ่ าม (questioning) ข้้อ QU5 คง เหลืือข้อ้ รายการแต่ล่ ะทักั ษะละ 4 ข้อ้ รวม 5 ทักั ษะ จำำ�นวน 20 ข้อ้ ในแบบประเมินิ ชุดุ ปรับั ปรุงุ ใหม่่ รายละเอีียดดังั ตารางที่่� 2 ตารางที่� 2 ผลลััพธ์์ของการประมวลค่่าความเที่่�ยงของแบบประเมิินร่่างแบบ ประเมินิ ชุุดที่�่ 2 ร่า่ งแบบประเมินิ ชุดุ ปรัับปรุงุ ใหม่่ Scale Scale Corrected item Scale Vari- Corrected Cronbach’s item Scale Vari- Item-Total Cronbach’s Mean ance Item-Total Alpha Mean ance Correlation Alpha if Item if Item Correlation if Item if Item if Item if Item Deleted Deleted Deleted Deleted Deleted Deleted AC1 63.85 71.618 .430 .913 AC1 57.58 64.507 .413 .916 AC2 63.98 71.769 .392 .913 AC2 57.70 64.779 .362 .917 AC3 63.73 74.512 .122 .918 xx x x x 8 AC4 64.13 71.292 .426 .913 AC3 57.85 63.977 .433 .915 AC5 64.28 68.410 .649 .908 AC4 58.00 61.077 .674 .910 UN1 63.83 68.866 .620 .909 UN1 57.55 61.997 .595 .912 UN2 63.95 68.356 .684 .908 UN2 57.68 61.302 .681 .910 UN3 64.38 72.753 .314 .915 UN3 58.10 65.323 .327 .917 UN4 64.00 71.795 .369 .914 UN4 57.73 64.820 .338 .917 QU1 64.10 67.836 .596 .909 QU1 57.83 60.712 .601 .912
208 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 ตารางที่� 2 ผลลััพธ์์ของการประมวลค่่าความเที่�่ยงของแบบประเมิินร่่างแบบ ประเมิินชุดุ ที่่� 2 ร่า่ งแบบประเมิินชุุดปรับั ปรุงุ ใหม่่ Scale Scale Corrected item Scale Vari- Corrected Cronbach’s item Scale Vari- Item-Total Cronbach’s Mean ance Item-Total Alpha Mean ance Correlation Alpha if Item if Item Correlation if Item if Item if Item if Item Deleted Deleted Deleted Deleted Deleted Deleted QU2 64.43 67.584 .569 .910 QU2 58.15 60.438 .576 .913 QU3 64.05 67.638 .649 .908 QU3 57.78 60.487 .658 .910 QU4 64.38 68.343 .647 .908 QU4 58.10 61.323 .640 .911 QU5 64.25 69.885 .459 .913 xx x x x DM1 64.05 68.151 .681 .908 DM1 57.78 61.102 .679 .910 DM2 64.08 67.866 .684 .907 DM2 57.80 60.882 .676 .910 DM3 64.00 70.103 .540 .911 DM3 57.73 63.128 .518 .914 DM4 64.13 65.651 .844 .904 DM4 57.85 58.746 .841 .906 AP1 63.90 68.810 .576 .910 AP1 57.63 61.676 .577 .912 AP2 64.10 69.169 .512 .911 AP2 57.83 61.789 .535 .914 AP3 64.05 69.946 .509 .911 AP3 57.78 62.487 .537 .913 AP4 64.03 68.487 .631 .909 AP4 57.75 61.115 .659 .910 คา่ ความเทย่ี ง ทกั ษะรวม 5 ดา้ น จำ�นวน 22 ขอ้ เทา่ กับ .914 คา่ ความเทย่ี ง ทกั ษะรวม 5 ดา้ น จ�ำ นวน 20 ขอ้ เท่ากับ .917 แบบประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในการป้้องกัันควบคุุมโรคกลุ่�ม บุุคลากรสาธารณสุุข (ชุุดปรัับปรุุงใหม่่) ส่่วนความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในการ ป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรค มีีจำำ�นวน 20 ข้อ้ ค่า่ ความเที่ย่� งของทักั ษะ 5 ด้า้ น ดังั นี้้� (1) ด้า้ น ทักั ษะการเข้า้ ถึึง จำำ�นวน 4 ข้อ้ ค่า่ ความเที่ย�่ งเท่า่ กับั .664 (2) ด้า้ นทักั ษะการเข้า้ ใจ จำ�ำ นวน 4 ข้้อ ค่่าความเที่่�ยงเท่่ากับั .705 (3) ด้้านทัักษะการไต่ถ่ าม จำ�ำ นวน 4 ข้อ้ ค่่าความเที่ย�่ งเท่่ากัับ .797 (4) ด้า้ นทัักษะการตััดสิินใจ จำำ�นวน 4 ข้้อ ค่า่ ความ เที่ย่� งเท่า่ กับั .842 (5) ด้า้ นทักั ษะการนำำ�ไปใช้ ้ จำ�ำ นวน 4 ข้อ้ มีีค่า่ ความเที่ย่� งเท่า่ กับั 8 .852 และผลการวิิเคราะห์์ค่่าความเที่ย่� ง รวม 5 ด้า้ น จำำ�นวน 20 ข้อ้ มีีค่่าความ เที่่�ยงเท่่ากัับ .917 ดัังตารางที่่� 3 ทั้้�งนี้้ � ค่่าความเที่่ย� งของแบบประเมิินชุุดใหม่่ 20 ข้อ้ เพิ่่�มขึ้น�้ จาก .914 มีีค่า่ เป็็น .917 เบื้้อ� งต้้นมีีการกำำ�หนดน้ำ�ำ� หนััก (weighting) เท่่ากัันทุุกด้้าน จนกว่่าจะ มีีการศึึกษาเรื่่�องการให้้น้ำ�ำ�หนัักที่�่เหมาะสม ทั้้�งนี้้� การปรัับจำ�ำ นวนข้้อของแบบ ประเมิินชุดุ ที่่� 1 ที่ม่� ีีจำ�ำ นวน 40 ข้อ้ ให้้เหลืือจำำ�นวน 22 ข้อ้ ในชุดุ ที่�่ 2 มีีผลให้้ค่า่
209การพัฒนาและทดสอบแบบประเมนิ ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการปอ้ งกนั ควบคมุ โรคกลมุ่ บคุ ลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers ความเที่�่ยงลดลง โดยเฉพาะในด้้านทัักษะการเข้้าถึึง ซึ่�่งจะต้้องมีีการศึึกษาและ พัฒั นาต่่อไป ตารางที่� 3 โครงสร้า้ งแบบประเมินิ ความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรคของกลุ่�มบุคุ ลากรสาธารณสุขุ ความรอบร้ดู า้ นสุขภาพ ประเดน็ ย่อย ค่าความเทย่ี งและจำ�นวนค�ำ ถาม (ข้อ) ในการป้องกันควบคมุ ตามโครงสรา้ ง ของแบบประเมนิ ร่างแบบ รา่ งแบบ แบบชุดที่ โรค ชดุ ที่ 1 ชุดท่ี 2 ปรบั ปรงุ แลว้ (ทักษะ 5 ด้าน) (n=58) (n=40) (HLQ20) 1. ทักษะการเข้าถึง 2. ทกั ษะการสรา้ ง 1.1 ค้นหา .834 (8) .688 (5) .664 (4) ความเข้าใจ 1.2 กล่ันกรอง 3. ทกั ษะไตถ่ าม 1.3 ตรวจสอบ 4. ทักษะตดั สินใจ 2.1 วธิ ีการจดจำ� .841 (8) .705 (4) .705 (4) 2.2 วธิ ีสรา้ งความเข้าใจ 5. ทักษะนำ�ไปใช้ 3.1 วางแผนการใช้ค�ำ ถาม .902 (8) .803 (5) .797 (4) 3.2 ต้ังค�ำ ถาม 3.3 ใชค้ �ำ ถาม 3.4 ประเมนิ ค�ำ ถาม 4.1 ระบปุ ระเด็นปัญหา .873 (8) .842 (4) .842 (4) 4.2 สรา้ งทางเลือก 4.3 ประเมนิ ทางเลอื ก 4.4 แสดงจุดยนื 5.1 การเตือนตนเอง .881 (8) .852 (4) .852 (4) 5.2 การจดั การตนเอง จ�ำ นวนรวม (ขอ้ ) .942 .914 .917 (40 ข้อ) (22 ข้อ) (20 ข้อ) 8 ขั้้น� ตอนที่� 3 วิิเคราะห์์และจำำ�แนกผลตามระดัับความรอบรู้�้ ด้า้ นสุุขภาพฯ การวิเิ คราะห์แ์ ละจำำ�แนกผลการประเมินิ โดยใช้จ้ ุดุ ตัดั (cut point) ที่เ่� หมาะสม โดยจำ�ำ แนกเป็็น 4 ระดัับหรืือกลุ่�ม ตามข้้อเสนอแนะของการประเมิินในกลุ่�ม
210 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลัยเกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 ประเทศยุุโรป วิิธีีกำำ�หนดจุดุ ตัดั เริ่ม� มีีการพัฒั นามาตั้ง� แต่่ปีี ค.ศ.1970 โดย Sireci, Hambleton & Pitoniak (2004) ได้พ้ ัฒั นาวิิธีีการกำ�ำ หนดคะแนนจุุดตััด เรีียกว่า่ วิธิ ีีการตรวจสอบความสอดคล้อ้ ง (the direct consensus method) ซึ่ง�่ ใช้ว้ ิิธีีให้้ ผู้�้เชี่่�ยวชาญตััดสิินคะแนนจุุดตัดั ขององค์ป์ ระกอบเป็น็ ด้า้ น ๆ (Cizek & Bunch, 2007 อ้า้ งใน ประภััสสร วงษ์์ดีี, และคณะ, 2555) การศึึกษาครั้�งนี้้� กำำ�หนดจุดุ ตัดั โดยใช้เ้ กณฑ์ ์ ดังั นี้้� (1) จำำ�แนก 4 ระดัับหรืือ กลุ่�ม ตามแนวทางการประเมินิ ในกลุ่�มประชาชนของกลุ่�มประเทศยุโุ รป (HLS-EU) (Sorensen et al., 2012; Pelikan et al., 2014) (2) เกณฑ์ท์ ี่่�ถืือว่่ามีีระดับั ความ รอบรู้�ฯ้ พอเพีียง คืือ ร้อ้ ยละ 75 ตามการสำำ�รวจในกลุ่�มประชาชนไทยอายุุ 15 ปีี ขึ้น�้ ไป (กรมอนามัยั , สวรส. และมหาวิิทยาลัยั มหิิดล, 2561) และ (3) ช่่วงคะแนน ที่�่ได้้จากการสำำ�รวจ มีีค่่าต่ำำ��สุดุ เท่า่ กับั 47 ค่่าสููงสุดุ เท่่ากัับ 84 จากคะแนนเต็็ม 88 หรืือร้อ้ ยละ 53.40-95.45 ค่่าเฉลี่�่ยเท่า่ กัับ 67.13 ส่่วนเบี่่ย� งเบนมาตรฐาน เท่า่ กัับ 8.715 (4) จุดุ ตัดั ที่ก�่ ำ�ำ หนดต้อ้ งแสดงให้เ้ ห็น็ การกระจายตามขนาดของกลุ่�มตัวั อย่า่ ง ที่�่ประเมิิน เพื่่�อให้้ได้้สารสนเทศที่�่มีีประโยชน์์ต่่อการพััฒนาส่่วนขาดด้้านความ สามารถและทักั ษะของบุุคคล คณะผู้�้ วิิจัยั จึึงได้้เสนอแนวทางกำ�ำ หนดจุุดตัดั เป็็น 4 แบบ ให้้ผู้ท้� รงคุุณวุุฒิิ พิิจารณาช่่วงห่่าง จำ�ำ นวนกลุ่�มตััวอย่่างที่�่ถููกจำ�ำ แนกในระดัับที่�่พอเพีียงตามเกณฑ์์ ร้้อยละ 75 รายละเอีียด ดังั ตารางที่�่ 4 8
211การพฒั นาและทดสอบแบบประเมนิ ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการปอ้ งกนั ควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers ตารางที่� 4 ระดับั คะแนนและการจัดั ระดับั ของกลุ่�มตัวั อย่า่ งที่ต่� อบแบบประเมินิ ความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพ จดุ ตัด (cut point) แบบท่ี 1 จุดตัด (cut point) แบบที่ 2 จำ�นวน จ�ำ นวน ลำ�ดบั ระดับ ช่วงคะแนน (คน) รอ้ ยละ ล�ำ ดับ ระดับ ช่วงคะแนน (คน) ร้อยละ 1 ไมพ่ อเพยี ง <55.0% 1 2.5 1 ไมพ่ อเพียง <60.0% 1 2.5 2 มปี ญั หา 55.0 - 64.9% 3 7.5 2 มปี ัญหา 60.0 - 74.9% 18 45.0 3 พอเพยี ง 65.0 - 74.9% 15 37.5 3 พอเพยี ง 75.0 - 84.9% 13 32.5 4 ดีเยี่ยม 75.0 - 100% 21 52.5 4 ดเี ย่ยี ม 85.0 - 100% 8 20.0 รวม 40 100.0 รวม 40 100.0 จดุ ตัด (cut point) แบบที่ 3 จุดตดั (cut point) แบบที่ 4 จำ�นวน ร้อยละ จำ�นวน ลำ�ดับ ระดับ ชว่ งคะแนน (คน) 2.5 ลำ�ดับ ระดับ ชว่ งคะแนน (คน) ร้อยละ 1 ไมพ่ อเพียง <60.0% 1 45.0 2 มีปัญหา 60.0 - 74.9% 18 40.0 1 ไมพ่ อเพียง <65.0% 4 10.0 3 พอเพยี ง 75.0 - 89.9% 16 12.5 4 ดีเย่ียม 90.0 - 100% 5 100.0 2 มีปัญหา 65.0 - 74.9% 15 37.5 รวม 40 3 พอเพยี ง 75.0 - 89.9% 16 40.0 4 ดเี ยี่ยม 90.0 - 100% 5 12.5 รวม 40 100.0 ผลการพิิจารณาผู้้�ทรงคุุณวุุฒิิ มีีข้้อเสนอแนะให้้ใช้้ตามแบบที่�่ 3 จำำ�แนก 8 คะแนน ระดัับที่�่ 1 ไม่่เพีียงพอ (inadequate) คะแนนน้้อยกว่่าร้อ้ ยละ 60 ระดับั ที่�่ 2 มีีปัญั หา (problematic) ช่่วงคะแนนร้อ้ ยละ 60 ถึึงร้อ้ ยละ 74.9 ระดัับที่�่ 3 พอเพีียง (sufficient) ช่่วงคะแนนร้้อยละ 75 ถึึงร้้อยละ 89.9 และระดับั ที่่� 4 ดีี เยี่ย่� ม (excellent) มีีคะแนนมากกว่่าร้อ้ ยละ 90
212 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 การอภปิ รายผล 1. การพัฒั นาแบบประเมินิ ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั ควบคุมุ โรคของกลุ่�มบุคุ ลากรสาธารณสุุข กระบวนการพัฒั นาแบบประเมินิ ตามขั้น� ตอนดังั กล่า่ ว ให้ค้ วามสำำ�คัญั กับั การ เลืือกนิิยามความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพที่�่ทัันสมััยและเป็็นที่�่ยอมรัับ โดยนำำ�มาใช้้ให้้ เหมาะสมกับั สภาพบริบิ ทสังั คม และมีีการกำ�ำ หนดองค์ป์ ระกอบย่อ่ ยของการพัฒั นา ซึ่ง�่ ถืือเป็น็ จุดุ สำ�ำ คัญั ที่จ่� ะใช้เ้ ป็น็ หลักั ยึึดในขอบเขตการพิจิ ารณาตามโครงสร้า้ งของ แบบประเมินิ เพื่อ�่ ให้ไ้ ด้้รัับสารสนเทศสะท้้อนกลับั หรืือผลสรุุปที่่เ� ป็น็ ประโยชน์์ต่อ่ การพััฒนากลัับมาจากการลงทุุนประเมิินในกลุ่�มเป้้าหมายมาให้้ผู้�ป้ ฏิิบััติิงานใช้้ใน การพััฒนาต่อ่ ไป โดยองค์์ประกอบสำ�ำ คัญั ที่เ่� ป็น็ ที่่ย� อมรัับและมีีการนำ�ำ มาใช้ใ้ นการ กำ�ำ หนดกรอบการพััฒนาและการประเมิินของประเทศในกลุ่�มยุุโรปและเอเชีีย รวมทั้้�งประเทศไทยในปััจจุุบันั ประกอบด้ว้ ย ทัักษะการเข้า้ ถึึง (access) ทัักษะ การสร้้างความเข้้าใจ (understand) ทัักษะการไต่่ถาม/ซัักถาม (questioning) ทักั ษะการตััดสินิ ใจ (make decision) และทักั ษะการนำ�ำ ไปใช้้ (apply) ซึ่ง่� นำ�ำ ไป สู่�การกำำ�หนดโครงสร้้างฯ และการพิิจารณาตรวจสอบความตรงเชิิงโครงสร้้าง (construct validity) และความตรงเชิิงเนื้้�อหา (content validity) ของแบบ ประเมิินว่่ามีีความสอดคล้้องตามนิิยามและวััตถุุประสงค์์ของการใช้้ โดยผู้้�ทรง คุุณวุุฒิิที่�่มีีองค์์ความรู้�้ในเรื่่�องหลัักการของความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพ สอดคล้้องกัับ การประเมินิ ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพของประชาชนในกลุ่�มประเทศยุโุ รป (HLS-EU Consortium, 2015) ซึ่ง่� กำำ�หนดนิยิ ามความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพของประชาชนตาม กรอบการประเมิิน ไว้ว้ ่า่ “การรู้้ห� นัังสืือ ความรู้้�ที่จ่� ำำ�เป็็น แรงจููงใจ และสมรรถนะ ในการเข้้าถึึง เข้้าใจ ประเมิิน และประยุกุ ต์ใ์ ช้้ข้้อมููลสุุขภาพของบุุคคล สำำ�หรัับการ ตััดสิินใจเรื่่�องสุุขภาพในชีีวิิตประจำ�ำ วััน ทั้้�งการดููแลสุุขภาพ ป้้องกัันโรค และ 8 ส่ง่ เสริมิ สุขุ ภาพ เพื่อ�่ บำ�ำ รุงุ หรืือปรับั ปรุงุ คุณุ ภาพชีีวิติ ” การประเมินิ ครอบคลุมุ องค์์ ประกอบ 4 ด้า้ น ได้แ้ ก่่ (1) ค้น้ หา (2) ทำ�ำ ความเข้า้ ใจ (3) ตััดสิินใจ และ (4) นำ�ำ ไป ใช้้ โดยใช้้วิิธีีการสััมภาษณ์แ์ บบเผชิิญหน้้า (face to face interview) เครื่่อ� งมืือ ชุดุ แรก มีี 86 ข้อ้ ประกอบด้ว้ ย ส่ว่ นข้อ้ มููลทั่่ว� ไป และส่ว่ นการประเมินิ ความรอบรู้้� ด้า้ นสุขุ ภาพ ชุดุ ต่อ่ มา HLS-EU-Q47 มีีจำ�ำ นวน 47 ข้อ้ ใช้เ้ วลาเฉลี่ย่� 10 นาทีี HLS-
213การพัฒนาและทดสอบแบบประเมนิ ความรอบรู้ด้านสขุ ภาพในการป้องกนั ควบคมุ โรคกล่มุ บคุ ลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers EU-Q16 มีีจำ�ำ นวน 16 ข้อ้ ใช้้เวลาเฉลี่่�ย 3 นาทีี และ HLS-EU-Q6 มีีจำ�ำ นวน 6 ข้อ้ 8 ใช้้เวลาเฉลี่ย�่ 1 นาทีี ทั้้�งนี้้� HLS-EU-Q47 มีีการพััฒนาคุณุ ภาพด้้วยการตรวจสอบ ความตรงขั้�นต้้น (face validity) ใช้้ผู้�เ้ ชี่ย่� วชาญร่ว่ มกันั พิิจารณา มีีการตรวจสอบ ความตรงตามสภาพการณ์์ (concurrent validity) ตรวจสอบความตรงภายนอก (external validity) และตรวจสอบค่่าความเที่่�ยง (reliability) พบว่า่ ค่า่ ความ เที่่ย� งของแบบประเมิินด้้านการป้้องกันั โรคโดยรวมเท่า่ กัับ .91 เมื่อ่� เปรีียบเทีียบกับั แบบประเมินิ HLAT-8 ซึ่ง�่ ใช้ใ้ นกลุ่�มอายุุ 18-25 ปีี (Abel et al., 2014) มีีองค์์ประกอบครอบคลุุมทั้้�งความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพขั้�นพื้้�นฐาน ได้้แก่่ ความเข้้าใจข้้อมููลสุุขภาพ และการค้้นหาข้้อมููลสุุขภาพ ความรอบรู้�้ ด้้าน สุขุ ภาพขั้น� ปฏิสิ ัมั พันั ธ์์ และขั้น� วิจิ ารณญาณ รวมจำำ�นวน 8 ข้อ้ ใช้ร้ ะดับั การวัดั แบบ Likert scale 4-5 ตััวเลืือก ใช้ว้ ิธิ ีีให้้ผู้�้ ตอบประเมินิ ตนเอง (self-administered) โดยพบว่่า มีีจุุดเด่่นในคุุณลัักษณะสำำ�คััญ คืือ มีีจำ�ำ นวนข้้อน้้อยและใช้้เวลาตอบ ไม่ม่ าก สำำ�หรัับการประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพของประชาชนในกลุ่�มประเทศ เอเชีีย 8 ประเทศ ใช้้นิยิ ามและองค์ป์ ระกอบในการประเมินิ ตามกรอบแนวคิดิ การ ประเมิินของกลุ่�มประเทศยุุโรป มีีการประชุุมกำำ�หนดกรอบการประเมิิน และใช้้ เครื่อ�่ งมืือ HLS-EU-Q47 จำ�ำ นวน 47 หัวั ข้้อ มีี 4 องค์ป์ ระกอบ ได้แ้ ก่่ (1) ค้น้ หา (2) ทำำ�ความเข้้าใจ (3) ตััดสินิ ใจ และ (4) นำำ�ไปใช้้ ทำำ�แปลย้้อนกลับั (translation- back-translation method) ตรวจสอบเนื้้อ� หาโดยผู้เ้� ชี่ย�่ วชาญของแต่ล่ ะประเทศ ทำำ�การทดสอบการอ่่านและความเข้้าใจโดยนัักวิิจััย (Duong et al., 2017) สอดคล้อ้ งกับั การสำำ�รวจความรอบรู้้�ด้า้ นสุุขภาพของประชาชนไทย อายุุ 15 ปีีขึ้น�้ ไป (กรมอนามััย สถาบันั วิิจัยั ระบบสาธารณสุขุ และ มหาวิิทยาลััยมหิดิ ล, 2561) ซึ่่�งใช้้แบบประเมิิน จำำ�นวน 87 ข้้อ 4 องค์ป์ ระกอบ ได้แ้ ก่่ (1) เข้้าถึึง (2) เข้า้ ใจ (3) โต้้ตอบซัักถามและแลกเปลี่่�ยน และ (4) ตััดสิินใจ โดยวิิธีีการสััมภาษณ์์ ใช้้เวลา 40-45 นาทีี อย่่างไรก็็ตาม แบบประเมิินความรอบรู้้�ด้า้ นสุุขภาพของประชาชน อายุุ 15- 69 ปีี ในประเทศสาธารณรััฐประชาชนจีีนตอนใต้ ้ มีีการสร้า้ งและพัฒั นาแตกต่่าง ออกไป โดยกรอบแนวคิิดการประเมิินดำำ�เนิินการตามคู่�มื อ Basic Knowledge
214 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 and Skills of People’s Health Literacy ที่เ�่ ผยแพร่่โดยกระทรวงสุขุ ภาพของ จีีน ใช้น้ ิยิ ามของ องค์ก์ ารอนามัยั โลก (2009) การสำ�ำ รวจครั้ง� แรก มุ่�งเน้น้ ด้า้ นความ รู้้�สุขุ ภาพ (Wang et al., 2010) การสำำ�รวจครั้ง� ที่ส่� อง ดำำ�เนินิ การในปีี ค.ศ. 2012 มุ่�งเน้น้ ด้า้ นความสามารถในการอ่า่ น การคิดิ คำ�ำ นวณ และความเข้า้ ใจข้อ้ มููลทางการ แพทย์์ แบบประเมินิ มีี 3 ส่ว่ น ได้้แก่่ (1) ความรู้้�และเจตคติิ (2) พฤติิกรรมและการ ใช้้ชีีวิติ (3) ทัักษะที่เ�่ กี่่�ยวข้้องกัับสุุขภาพ แบบประเมินิ มีีจำำ�นวน 80 ข้้อ ใช้้วิิธีีการ ตอบด้้วยตนเอง (self-administered) เวลาเฉลี่่�ย 30 นาทีี รููปแบบของมาตรวััด ระดัับมีีหลายลักั ษณะ ได้แ้ ก่ ่ ตัวั เลืือกถููก-ผิิด หลายตัวั เลืือก หลายคำำ�ตอบ และ การตั้ �งคำำ�ถามจากสถานการณ์์ที่�่กำำ�หนด มีีการทดสอบคุุณภาพในขั้ �นตอนการ ออกแบบจากกลุ่�มผู้ท้� รงคุณุ วุฒุ ิดิ ้า้ นการสาธารณสุขุ สุขุ ศึึกษา และส่ง่ เสริมิ สุขุ ภาพ และแพทย์ค์ ลินิ ิิก ด้้วยวิธิ ีีเดลฟาย (Delphi method) และทดสอบค่า่ ความเที่ย่� ง ของเครื่�่องมืือรวมทั้้ง� ฉบัับด้ว้ ยวิิธีี Cronbach’s alpha ได้เ้ ท่่ากับั .95 นอกจากนี้้� แบบประเมิินความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพขั้น� พื้้�นฐาน ขั้้น� ปฏิสิ ัมั พัันธ์์ และขั้น� วิจิ ารณญาณในกลุ่�มผู้้�ป่ว่ ยโรคเบาหวานชนิดิ ที่ส่� อง ซึ่ง�่ Ishikawa และคณะ (2008a) พััฒนาขึ้น�้ มีี 4 องค์ป์ ระกอบ ได้แ้ ก่่ (1) เข้้าถึึง (2) เข้้าใจ (3) ใช้ข้ ้้อมููล และ (4) ตััดสิินใจด้้านสุุขภาพ ใช้้สเกลการวััดตามระดัับความยากง่่ายในการใช้้ ความสามารถ 4 ระดัับ ได้้แก่่ 1 ไม่่เคย - 4 บ่่อยครั้�ง ลัักษณะข้้อคำ�ำ ถามคล้า้ ยการ ประเมิินสื่่�อ ประเด็็นไม่่ครอบคลุุมทัักษะที่�่จำำ�เป็็นจึึงไม่่เป็็นที่�่นิิยมใช้้ ต่่อมา Ishikawa และคณะ (2008b) พััฒนาแบบประเมิินความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพขั้�น วิิจารณญาณขึ้้�นสำำ�หรัับกลุ่�มคนทำำ�งานในสำ�ำ นัักงานของประเทศญี่่�ปุ่�น มีี 5 ข้้อ คำ�ำ ถาม แบ่่งเป็็น 2 ส่่วน ได้แ้ ก่่ (1) ส่ว่ นวิจิ ารณญาณ จำำ�นวน 3 ข้้อ และ (2) ส่่วน การสื่�่อสาร จำ�ำ นวน 2 ข้อ้ แต่่ละข้้อมีีคะแนนระหว่า่ ง 1-5 คะแนน คืือ ไม่เ่ ห็น็ ด้ว้ ย อย่่างยิ่ง� ถึึง เห็็นด้ว้ ยอย่่างยิ่�ง 8 กล่า่ วได้ว้ ่า่ เครื่�่องมืือประเมิินความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพ มีีการพัฒั นาขึ้�้นอย่่าง หลากหลาย โดยมีีการพัฒั นากรอบแนวคิดิ ในการประเมินิ และพัฒั นาเครื่อ่� งมืือตาม การกำำ�หนดนิยิ าม กลุ่�มเป้้าหมาย และวััตถุุประสงค์เ์ ฉพาะที่ก�่ ำ�ำ หนดขึ้น�้ เครื่�่องมืือ ประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพจึึงอาจมีีการวััดเฉพาะคุุณลัักษณะความสามารถ
215การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินความรอบรูด้ ้านสขุ ภาพในการป้องกนั ควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers หรืือแบบแบบรอบด้้าน ครอบคุุลมทั้้�งขั้�นพื้้�นฐาน ขั้้�นปฏิิสััมพัันธ์์ และขั้�น 8 วิจิ ารณญาณตามแนวคิดิ การพัฒั นาความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพของ Nutbeam (2000; 2008) 2. การทดสอบและจำำ�แนกผลการประเมินิ ความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการ ป้อ้ งกัันควบคุุมโรคของกลุ่�มบุุคลากรสาธารณสุขุ แบบประเมินิ ความรอบรู้�้ ด้า้ นสุขุ ภาพในกลุ่�มบุคุ ลากรสาธารณสุขุ ที่พ�่ ัฒั นาขึ้น�้ มีีจำ�ำ นวน 20 ข้อ้ มีีองค์ป์ ระกอบของทักั ษะ 5 ด้้าน ประกอบด้้วย เข้า้ ถึึง เข้้าใจ ไต่ถ่ าม ตัดั สินิ ใจ และนำำ�ไปใช้ ้ กำำ�หนดสเกลการวัดั 5 ตัวั เลืือก ได้แ้ ก่ ่ ทำ�ำ ได้ย้ ากมาก ทำำ�ได้ย้ าก ทำ�ำ ได้ง้ ่า่ ย และ ทำำ�ได้้ง่า่ ยมาก มีีคะแนน 1 - 4 คะแนน และเพิ่่ม� ตัวั เลืือก ไม่เ่ คยทำ�ำ มีีคะแนน 0 คะแนน ผลการทดสอบการใช้ง้ านในกลุ่�มตััวอย่่างบุคุ ลากร จำำ�นวน 98 คน มีีการตรวจสอบคุณุ ภาพด้้านความเที่ย�่ งโดยรวมเท่่ากับั .917 ซึ่่�ง ถืือว่า่ มีีคุณุ ภาพตามเกณฑ์ม์ าตรฐาน โดยค่า่ ความเที่ย�่ งมีีค่า่ อยู่�ระดับั สููง สอดคล้อ้ ง กัับการสำำ�รวจความรอบรู้้�ด้้านสุขุ ภาพของประชาชนไทย อายุุ 15 ปีขี ึ้�้นไป (กรม อนามัยั สวรส. และ มหาวิทิ ยาลัยั มหิดิ ล, 2561) เครื่อ�่ งมืือมีีจำำ�นวน 87 ข้อ้ คุณุ ภาพ เครื่อ่� งมืือด้า้ นความเที่ย่� งด้า้ นการเข้า้ ถึึง จำ�ำ นวน 8 ข้้อ มีีค่า่ เท่า่ กับั .876 การเข้า้ ใจ จำำ�นวน 15 ข้อ้ มีีค่า่ เท่า่ กัับ .856 ทบทวน ซัักถาม จำำ�นวน 18 ข้อ้ มีีค่่าเท่่ากัับ .898 และตััดสินิ ใจ จำำ�นวน 6 ข้อ้ มีีค่า่ เท่่ากัับ.787 โดยไม่่ระบุคุ ่่าความเที่่�ยงรวม คณะผู้้�วิิจััยวิิเคราะห์์ผลคะแนนและการจำ�ำ แนกระดัับหรืือกลุ่�มที่่�ได้้จากการ ศึึกษา เมื่่�อเปรีียบเทีียบกัับผลการประเมินิ ระดัับประเทศ ได้แ้ ก่่ การสำ�ำ รวจความ รอบรู้�้ ด้้านสุขุ ภาพของประชาชนไทยอายุุ 15 ปีขี ึ้้�นไป (กรมอนามััย สวรส. และ มหาวิิทยาลััยมหิิดล, 2561) พบว่า่ ใช้เ้ กณฑ์ก์ ารจำำ�แนกแตกต่่างกัันในแต่ล่ ะด้า้ น ระหว่่างร้้อยละ 58-77 แบ่่งเป็็น 3 กลุ่�ม ได้แ้ ก่่ ไม่เ่ พีียงพอ สงสัยั ว่า่ ไม่่เพีียงพอ เพีียงพอ และเมื่อ�่ จำำ�แนกผลการสำ�ำ รวจโดยใช้จ้ ุดุ ตัดั ที่ร่� ้อ้ ยละ 75 ซึ่ง�่ ใช้ก้ ารวิเิ คราะห์์ โอกาสที่บ่� ุคุ คลจะมีีโรคเรื้อ� รังั และภาวะอ้ว้ นลงพุงุ ผลสำำ�รวจจากกลุ่�มตัวั อย่า่ ง 722 คน จำำ�แนกได้้เป็็น 2 กลุ่�ม ได้้แก่่ กลุ่�มไม่เ่ พีียงพอ (inadequate) มีีคะแนนน้้อย กว่า่ 261 คะแนน และกลุ่�มพอเพีียง (sufficient) มีีคะแนนมากกว่า่ หรืือเท่่ากัับ 261 คะแนน จากคะแนนรวม 348 คะแนน สำำ�หรับั การประเมิินความรอบรู้�้ ด้า้ น สุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั โรคและภัยั สุขุ ภาพของประชาชน (กรมควบคุมุ โรค, 2563ข)
216 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวทิ ยาลัยเกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 พบว่่า ใช้้เกณฑ์์การจำำ�แนกที่่�ร้้อยละ 60-80 แบ่่งออกเป็็น 3 กลุ่�ม ได้้แก่่ น้้อย ปานกลาง มาก มีีค่า่ เฉลี่ย่� โดยรวมเท่า่ กับั 57.8 จาก 75 คะแนน หรืือคิดิ เป็น็ ร้อ้ ยละ 77.1 เมื่อ่� เปรีียบเทีียบกับั การสำำ�รวจของกลุ่�มประเทศยุโุ รป (HLS-EU Consortium, 2015) พบว่่า ช่่วงคะแนนในด้้านการป้้องกัันโรคโดยรวมทุุกประเทศ มีีค่่าต่ำ��ำ สุุด เท่า่ กับั 30.4 และสููงสุดุ เท่า่ กับั 37.7 จากคะแนนรวม 50 คะแนน หรืือมีีค่า่ ระหว่า่ ง ร้้อยละ 60.8-75.4 ค่่าเฉลี่่�ยเท่่ากับั 34.2 ค่่าความเที่�่ยงของแบบประเมิินด้า้ นการป้้องกันั โรคโดยรวมเท่่ากัับ .91 เมื่่�อ เปรีียบเทีียบกัับการประเมินิ ด้ว้ ยแบบ HLAT-8 ในกลุ่�มอายุุ 18-25 ปีี (Abel et al., 2014) พบว่า่ สเกลการวัดั ระดับั มีีการกำ�ำ หนดตามลักั ษณะของประเด็น็ คำำ�ถาม หลายลัักษณะ ได้แ้ ก่ ่ ลัักษณะที่่� 1 แย่ม่ าก ถึึง ดีีมาก ลักั ษณะที่�่ 2 ไม่เ่ ห็น็ ด้้วย อย่า่ งยิ่�ง ถึึง เห็น็ ด้ว้ ยอย่่างยิ่�ง และลักั ษณะที่่� 3 นาน ๆ ครั้ง� ถึึง เป็็นประจำ�ำ ขอ้ เสนอแนะจากการวจิ ัย มดี งั น้ี 1. แบบประเมิินความรอบรู้�้ ด้้านสุุขภาพในการป้้องกัันควบคุุมโรคของกลุ่�ม บุุคลากรสาธารณสุุขที่�่พััฒนาขึ้�้น มีีขั้้�นตอนการพััฒนาให้้ได้้คุุณภาพตามเกณฑ์์ มาตรฐาน สำ�ำ หรับั ใช้้ในการประมินิ กลุ่�มบุคุ ลากรสาธารณสุขุ ที่่�ปฏิบิ ัตั ิงิ านด้้านการ ป้้องกัันควบคุุมโรค และค้้นหาช่่องว่่างของการพััฒนาเพื่�่อให้้มีีศัักยภาพในการ ปฏิบิ ััติิงานยิ่�งขึ้น้� 2. การนำำ�แบบประเมินิ ไปใช้ใ้ นประเด็น็ พฤติกิ รรมสุขุ ภาพและกลุ่�มเป้า้ หมาย ที่แ่� ตกต่า่ งควรมีีการทดสอบการใช้ใ้ นกลุ่�มตัวั อย่า่ ง และตรวจสอบคุณุ ภาพของแบบ ประเมินิ ด้า้ นความตรงโดยผู้เ�้ ชี่ย่� วชาญด้า้ นความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพและผู้ท�้ รงคุณุ วุฒุ ิิ เฉพาะสาขา โดยวิเิ คราะห์์ค่่าความเที่่�ยงในกลุ่�มตััวอย่่างที่่�ใช้้จริงิ ทุกุ ครั้�งเพื่่อ� ตรวจ สอบและพััฒนาให้้เครื่่�องมืือมีีคุณุ ภาพเป็็นที่�ย่ อมรัับ 8 3. ผู้้�นำ�ำ ไปใช้ค้ วรตรวจสอบรายการตามขั้น� ตอนการพัฒั นา ได้แ้ ก่่ (1) กำำ�หนด กรอบแนวคิดิ (2) ทบทวนและกำำ�หนดองค์ป์ ระกอบ (3) จัดั ทำ�ำ โครงสร้า้ งของเครื่อ�่ ง มืือ (4) เลืือกสเกลการวัดั และกำำ�หนดวิธิ ีีการวัดั (5) ตรวจสอบคุุณภาพด้า้ นความ ตรง (6) ทดสอบการใช้ง้ าน (7) ตรวจสอบคุณุ ภาพด้า้ นความเที่ย่� ง และ (8) วิเิ คราะห์์ และจำำ�แนกผลตามระดับั โดยเฉพาะนิยิ าม health literacy และพฤติกิ รรมสุขุ ภาพ เป้า้ หมายว่า่ สอดคล้อ้ งตรงตามวัตั ถุปุ ระสงค์ข์ องแบบประเมิินที่พ่� ัฒั นาขึ้้น�
217การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันควบคุมโรคกลุ่มบุคลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers 4. การตรวจสอบว่่าผลการประเมิินสามารถให้้ค่่าที่�่สะท้้อนระดัับที่�่เป็็นจริิง จากการวััด สร้้างความเข้า้ ใจต่่อสภาพการณ์์ที่�่มีีอยู่� ซึ่�่งจะทำำ�ให้้การประเมินิ ได้ร้ ับั สารสนเทศที่�่เกิิดประโยชน์์ต่่อการพััฒนา และสามารถใช้้เป็็นฐานข้้อมููลเพื่�่อการ ศึึกษาเปรีียบเทีียบผลการพััฒนาหรืือแนวโน้้มในระยะยาวได้้ รวมทั้้�งการเสนอ ประเด็็นเพื่่�อการตััดสิินใจเชิิงนโยบายและการพััฒนาแผนงาน/โครงการ/กิิจกรรม ที่�เ่ กี่�ย่ วข้้อง 5. การแสดงตััวอย่่างของการกำ�ำ หนดจุุดตััดในการศึึกษาครั้�งนี้้�เป็็นเพีียง แนวทางเบื้้�องต้้น และมีีข้้อจำ�ำ กััดในเรื่�่องจำ�ำ นวนของกลุ่�มตััวอย่่างที่่�นำ�ำ ผลการ ประเมิินมาใช้้พิิจารณาหาจุุดตััดที่่�เหมาะสม หากได้้มีีการเก็็บรวบรวมข้้อมููลด้้วย แบบประเมิินที่่�พััฒนาขึ้�้นในกลุ่ �มตััวอย่่างจำำ�นวนมากหรืือใช้้เป็็นตััวแทนระดัับ ประเทศได้้ จะทำำ�ให้ส้ ามารถใช้จ้ ุดุ ตัดั ดังั กล่า่ วเป็น็ บรรทัดั ฐานในการเทีียบเคีียงกับั ผลการประเมิินได้อ้ ย่า่ งกว้า้ งขวาง สำำ�หรัับการศึึกษาครั้�งต่่อไปควรนำำ�ผลการสำ�ำ รวจระดัับประเทศมา เปรีียบเทีียบ เพื่อ�่ ใช้ส้ ะท้อ้ นถึึงระดับั ความยาก-ง่า่ ยของแบบประเมินิ กับั ระดับั ความ สามารถที่ต่� ้อ้ งการ และใช้เ้ กณฑ์ก์ ารตรวจสอบคุณุ ภาพเครื่อ่� งมืือวัดั ของ Glasgow & Riley’s Criteria มาใช้พ้ ััฒนาเครื่�อ่ งมืือให้้ได้้มาตรฐาน เพื่�อ่ การเทีียบเคีียงผลที่่� ได้ก้ ัับในบริิบทต่า่ งๆ เอกสารอา้ งองิ 8 กรมควบคุุมโรค. (2563ก). โครงการพััฒนาศัักยภาพบุุคลากรกระบวนการเพื่่�อ สร้า้ งความรอบรู้้�ด้า้ นสุขุ ภาพในการป้อ้ งกันั โรค. กรุงุ เทพฯ : สำ�ำ นักั สื่อ่� สาร ความเสี่่�ยงและพััฒนาพฤติิกรรมสุุขภาพ กรมควบคุุมโรค กระทรวง สาธารณสุขุ . กรมควบคุุมโรค. (2563ข). การประเมิินความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในการป้้องกััน ควบคุมุ โรคของประชาชน ปีี พ.ศ.2563. กรุงุ เทพฯ : สำำ�นัักสื่่�อสารความ เสี่ย่� งและพัฒั นาพฤติกิ รรมสุขุ ภาพ กรมควบคุมุ โรค กระทรวงสาธารณสุขุ .
218 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวทิ ยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 กรมอนามััย สถาบัันวิิจััยระบบสาธารณสุุข และ มหาวิิทยาลััยมหิิดล. (2561). รายงานฉบัับสมบููรณ์์โครงการสำำ�รวจความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพในกลุ่่�ม ประชาชนอายุุ 15 ปีขีึ้น� ไป พ.ศ. 2560 (ระยะที่่� 1). (1 พฤศจิกิ ายน 2563) สืืบค้้นจาก https://www.hsri.or.th/researcher/research/new- release/detail/ 11454. กองสุุขศึึกษา. (2561). การสร้้างเสริิมและประเมิินความรู้้�ด้้านสุุขภาพและ พฤติิกรรมสุุขภาพกลุ่่�มประชาชนอายุุ 15 ปีีขึ้�นไป. กรุุงเทพฯ : กรมสนับั สนุนุ บริิการสุขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุขุ . ขวััญเมืือง แก้้วดำำ�เกิิง. (2562). ความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพ : ขั้�นพื้้�นฐาน ปฏิิสััมพันั ธ์์ วิิจารณญาณ. กรุุงเทพฯ : อมริินทร์์พริ้�นติ้�ง แอนด์์ พัับลิิชชิ่่�ง จำ�ำ กััด (มหาชน). ขวััญเมืือง แก้้วดำ�ำ เกิงิ . (2564). ความรอบรู้้�ด้้านสุุขภาพ : กระบวนการ ปฏิบิ ัตั ิิการ เครื่�องมืือประเมิิน. กรุงุ เทพฯ : ไอดีี ออล ดิิจิติ อล พริ้�นท์.์ ประภัสั สร วงษ์ด์ ีี สำ�ำ ราญ มีีแจ้้ง รัตั นะ บัวั สนธ์์ และ ปกรณ์์ ประจันั บาน. (2555). การพัฒั นาวิธิ ีีการกำ�ำ หนดจุดุ ตัดั เพื่อ�่ ตัดั สินิ ความรอบรู้.้� วารสารวิทิ ยาการ วิิจััยและวิิทยาการปัญั ญา, 10(1), 38-55. สำ�ำ นัักวิิชาการและมาตรฐานการศึึกษา. (2559). เทคนิิค วิิธีีการจััดกิิจกรรมการ เรียี นรู้�เพื่่อ� ขับั เคลื่อ� น จุดุ เน้น้ การพัฒั นาคุณุ ภาพผู้เ�้ รียี นด้า้ นทักั ษะการคิดิ ขั้�นพื้้�นฐาน. กรุุงเทพฯ : สำำ�นัักงานคณะกรรมการการศึึกษาขั้�นพื้้�นฐาน กระทรวงศึึกษาธิกิ าร. Abel, T., Hofmann, K., Ackermann, S., et al. (2015). Health literacy among young adults : a short survey tool for public health and health promotion research. Health Promotion 8 International, 30(3), 725–735. Chang, L. (2011). Health literacy, self-reported status and health promotion behaviors for adolescents in Taiwan. Journal of Clinical Nursing, 20(16), 190-196.
219การพฒั นาและทดสอบแบบประเมินความรอบรดู้ า้ นสุขภาพในการป้องกนั ควบคมุ โรคกลมุ่ บคุ ลากรสาธารณสุข A Development and Testing of Health Literacy on Disease Prevention and Control Assessment form for Public Health Officers Duong, VT., Aringazina A., Baisunova, G’, Nurjanah, Pham, V.T., Pham, 8 M.K., et al. (2017). Measuring health literacy in Asia : Validation of the HLS-EU-Q47 survey tool in six Asian countries. Journal of Epidemiology, 27(2), 80-86. Gibbs, H.D. (2012). Nutrition literacy : Foundations and development of an instrument for assessment. (October 11, 2020) Retrieved from www. ideals.illinois.edu/bitstream/handle/2142/31202/ Gibbs_Heather.pdf?sequence=1. Guo, S., Armstrong, R., Waters, E., Sathish, T., Alif, S.M., Browne G.R. and Yu, X. (2018). Quality of health literacy instruments used in children and adolescents : a systematic review. BMJ Open, 8(6), 1-18. HLS-EU Consortium. (2015). Comparative Report of Health Literacy in Eight EU Member States. The European Health Literacy Project 2009-2012. (June 17, 2020) Retrieved from http:// www. Maastricht -university.nl/. Ishikawa, H., Takeuchi, T., & Yano, E. (2008a). Measuring functional, communication, and critical health literacy among diabetic patients. Diabetes Care, 31(5), 874-879. Ishikawa, H., Nomura, K., Sato, M., & Yano, E. (2008b). Developing a measure of communicative and critical health literacy : a pilot study of Japanese office workers. Health Promotion International, 23(3), 269-274. Levin-Zamir, D. (2012). Health literacy in Israel : Policy, action, research and beyond. (October 11, 2020) Retrieved from https://www. nap.edu/read/18325/chapter/6 Osborn, C., Weiss, B., Davis, T.C., & Wolf, M. (2007). Measuring adult literacy in health care : performance of the Newest Vital Sign. American Journal of Health Behavior, 31(Supp11), S36-S46.
220 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 Quemelo, P.R., Milani, D., Bento, V.F., et al. (2017). Health literacy : translation and validation of a research instrument on health promotion in Brazil. Cad Saude Publica, 33(2), 1-16. Pelikan, J.M., & Dietscher, C. (2014). Developing health literate health care organizations to better empower patients for co- producing health : from health literacy to health literate health care organizations (HLHCO). (January 21, 2020) Retrieved from http://www.nationalacademies.org/hmd/ Reports/2004/. Pleasant, A. (2012). Health literacy around the world : part 1 health literacy efforts outside of the United States. Institute of Medicine. Tucson, Arizona U.S.A. Sharif, I. & Blank, A.E. (2010). Relationship between child health literacy and body mass index in overweight children. Patient Education and Counseling, 79(1), 43-48. Sorensen, K., Broucke, S., Fullam, J., Doyle, G., Pelikan, J, et al. (2012). Health literacy and public health : a systematic review and integration of definitions and models. BMC Public Health, 12(80), 1-13. Tsai, T., Lee, S.D., & Kuo, Y.N. (2011). Methodology and validation of health literacy scale development in Taiwan. Journal of Health Communication, 16(1), 50 – 61. Wang, P., Mao, Q., Tao, M., Tian, X., Li, Y., Qian, L. et al. (2010). Survey on the status of health literacy of Chinese residents in 2008. China Journal of Health Education, 26(4), 243–246. 8 World Health Organization. (2009). Health literacy and health promotion. definitions, concepts and examples in the Eastern Mediterranean Region. (January 7, 2020) Retrieved from http:// www.who.int/healthpromotion/conferences/7gchp/ Track1_Inner.pdf.
9 Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta,China การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะเครือข่ายความร่วมมือกับ ผลงานทางวิชาการท่ีเกิดจากความร่วมมือของ ภาคอุตสาหกรรม- มหาวทิ ยาลัย-สถาบันวจิ ยั ในสามเหล่ียมปากแมน่ ้�ำ แยงซี ประเทศจีน Xiaoying Sheng and Fuangfa Amponstira เส่ยี วหยงิ เซน่ิ และ เฟื่องฟ้า อัมพรสถริ
222 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta,China การศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคณุ ลกั ษณะเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื กบั ผลงานทางวชิ าการท่ี เกดิ จากความรว่ มมอื ของ ภาคอตุ สาหกรรม-มหาวทิ ยาลยั -สถาบนั วจิ ยั ในสามเหลย่ี ม ปากแมน่ �ำ้ แยงซี ประเทศจนี Xiaoying Sheng1 and Fuangfa Amponstira2 เส่ียวหยิง เซ่ิน และ เฟอื่ งฟา้ อัมพรสถิร 1School of Management, Shinawatra University, Pathum Thani 12160, Thailand e-mail : [email protected] คณะการจัดการ มหาวิทยาลยั ชนิ วตั ร จงั หวัดปทมุ ธานี 12160 ประเทศไทย 2School of Management, Shinawatra University, Pathum Thani 12160, Thailand e-mail : [email protected] คณะการจัดการ มหาวิทยาลยั ชนิ วตั ร จังหวดั ปทมุ ธานี 12160 ประเทศไทย Received : May 6, 2021 Revised : May 27, 2021 Accepted : June 8, 2021 Abstract Collaboration performance is an important index to measure the output of Industry- University-Research Institute collaboration. This study analyzes the characteristics of Industry- University-Research Institute collaboration network, collects questionnaire data, With the method of quantitative research on the relationship between the characteristics of Industry- University-Research Institute collaboration network and academic performance. This study found that the four indicators of network characteristics of Industry-University- Research Institute collaboration : Center of 9 Position, Connection Strength, Hetwork Size and Knowledge Distance have a significant positive impact on the academic performance of
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 223 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศกึ ษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งคุณลกั ษณะเครือข่ายความร่วมมือกบั ผลงานทางวิชาการท่เี กิดจากความรว่ มมือของ ภาคอุตสาหกรรม-มหาวิทยาลยั -สถาบนั วิจยั ในสามเหลีย่ มปากแม่นำ้�แยงซี ประเทศจนี the research teams participating in Industry-University-Research Institute collaboration. Keywords : Academic Performance; Collaboration Network characteristics; Industry-University-Research Institute Collaboration บทคดั ย่อ ผลที่�่ได้้รัับจากการทำ�ำ งานร่่วมกัันเป็็นตััวชี้�วััดที่่�สำำ�คััญในการวััดผลผลิิตจาก การทำ�ำ งานร่่วมกัันของภาคอุุตสาหกรรม-มหาวิิทยาลัยั -สถาบันั วิิจัยั วััตถุปุ ระสงค์์ ของการวิิจััยชิ้�นนี้้� เพื่่�อวิิเคราะห์์คุุณลัักษณะการทำ�ำ งานร่่วมกัันของเครืือข่่ายภาค อุุตสาหกรรม-มหาวิิทยาลััย-สถาบัันวิิจััย การวิิจััยนี้้�เป็็นการวิิจััยเชิิงปริิมาณ เก็็บ รวบรวมข้้อมููลโดยใช้้แบบสอบถาม ใช้ก้ ารวิิเคราะห์เ์ ชิิงปริิมาณ เพื่�่อการวิิเคราะห์์ ความสััมพัันธ์์ระหว่่างคุุณลัักษณะเครืือข่่ายของการทำำ�งานร่่วมกัันของภาค อุุตสาหกรรม-มหาวิทิ ยาลััย-สถาบัันวิจิ ัยั และผลการปฏิบิ ัตั ิงิ านด้้านวิชิ ากการ ผลการศึึกษา พบว่่า ตััวชี้ว� ัดั 4 ประเภทของคุณุ ลัักษณะเครืือข่า่ ยของการ ทำำ�งานร่ว่ มกันั ของภาคอุุตสาหกรรม-มหาวิทิ ยาลัยั -สถาบัันวิจิ ััย ได้้แก่ ่ ศููนย์ก์ ลาง ของตำำ�แหน่่งงาน ความเข้้มแข็็งของการเชื่่�อมต่่อ ขนาดของเครืือข่่าย และระยะ ห่่างของความรู้้� มีีผลกระทบเชิิงบวกต่่อผลการปฏิิบััติิงานด้้านวิิชาการของคณะ ทำ�ำ งานวิจิ ัยั ที่เ่� ข้า้ ร่ว่ มทำ�ำ งานร่ว่ มกันั กับั ภาคอุตุ สาหกรรม-มหาวิทิ ยาลัยั -สถาบันั วิจิ ัยั อย่่างมีีนัยั สำำ�คััญ คำำ�สำ�ำ คััญ : ผลการปฏิบิ ัตั ิงิ านด้า้ นวิชิ าการ; ลักั ษณะของเครืือข่า่ ยการทำ�ำ งานร่ว่ มกันั ; การทำำ�งานร่ว่ มกันั ของภาคอุุตสาหกรรม-มหาวิทิ ยาลััย-สถาบันั วิิจััย Introduction 9 With the increasingly close connection between science and technology and economy, the speed of knowledge transfer and utilization is accelerated. In reality, it is difficult for enterprises to achieve both the research and development of new products and
224 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 the promotion to the market. Therefore, more and more enterprises, universities and research institutions, based on trust, carry out complementary advantages and collaboration innovation through the exchange, transmission and sharing of knowledge and information resources, and Industry University Research Institute collaboration becomes a specific form of collaboration innovation (Haeussler, Colyvas, 2011). In recent years, the collaboration between industry, university and research institute has been transformed from a “point-to-point” mode to a collaboration network model composed of multiple enterprises, universities and research institutions (Adegbesan JA and Higgins MJ, 2011). Collaboration innovation performance is an important index to measure the out put of the Industry-University- Research Institute collaboration Network,. The basic characteristics of the network are closely related to the innovation performance. Industry-University-Research Institute collaboration has become the most important external environment for scientific research teams. It is also worth paying attention to and studying the influence of research teams on their own academic performance while enhancing the innovation performance of enterprises and promoting economic development in the collaboration of industry, university and research. The significance of research perspective. This study makes up for the deficiency of existing researches in analyzing the influence mechanism and action path of Industry-University-Research Institute collaboration network on organizational performance from the perspective of academic teams, and expands the theoretical research 9 on Industry-University-Research Institute collaboration.
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 225 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศึกษาความสมั พันธร์ ะหว่างคณุ ลกั ษณะเครือขา่ ยความรว่ มมอื กบั ผลงานทางวชิ าการทีเ่ กดิ จากความรว่ มมือของ ภาคอุตสาหกรรม-มหาวิทยาลัย-สถาบันวจิ ยั ในสามเหล่ยี มปากแม่นำ�้ แยงซี ประเทศจีน Literature Review The structure of inter-organization network, the relationship network embedded by individuals, and the formation and maintenance of the relationship between organizations and individuals are all issues of concern in social network research. Social Network Theory holds that individual actors are all in a Social Network, and the interaction between individuals forms an interactive Network, and the structure and relationship of the Network and other characteristics of the Network will have an important impact on individual actors. Existing studies have carried out adequate studies on the model, interaction behavior and effect of Industry-University-Research Institute collaboration, Scholars mainly discussed the linear interaction model of Industry-University-Research Institute. (Aguiar- Díaz I and Díaz-Díaz NL, 2015) Scholars believe that collaboration network is characterized by multi-dimensional and multi-level structure. Scholars uses the structural dimension and the cognitive dimension to explain the structure of the collaboration network between enterprises. The cognitive dimension is used to measure the “intangible” structural characteristics of the network nodes in terms of knowledge, technology and other cognitive levels, while the structural dimension is used to measure the “tangible” network relationship structure between the network nodes. In contrast, relevant studies on the impact of Industry-University- Research Institute collaboration on academic performance of academic research institutions are still not rich enough, and there 9are still great differences in research findings on this topic (Laursen
226 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 K, 2011). Most existing literature directly analyze the influence relationship between “collaboration network-performance”, and there are still many differences on the direction and degree of the influence of collaboration network on organizational performance. Therefore, it remains to be further studied and tested whether the existing research findings of collaboration network between basic enterprises are applicable to the situation of Industry-University- Research Institute collaboration network. In view of this, this paper, from the perspective of the connection strength between the academic teams and the enterprise and the knowledge distance between the two sides, explores the influence mechanism of the strong connection relationship established by the two sides and the knowledge distance on the academic performance of the academic teams, and provides some ideas and references for solving the existing research disputes. Research objectives and Conceptual Framework The objective of this study is to focus on the relationship between organizations in the Industry-University-Research Institute collaboration network, Influence of Industry-University-Research Institute collaboration network on academic performance of academic teams. This study takes the research teams embedded in the Industry- University-Research Institute collaboration network as the research samples, and centering on the core objective of “the influence of collaboration network on academic performance”, constructs the research model of “collaboration network-academic performance”, 9 and puts forward relevant hypotheses (Jones O and Macpherson A, 2016). The Conceptual Framework and the relationship between
Institute collaboration network as the research samples, and centering on the core objective of \"the oinff\"lcuoelnlSactbuedoyoraofnticoRonelllaantibeonotswIrhnaoidpturiksoBte-nraytw-cnUeaneeindvtweeCrsoomiltrlyaikc-bRooerpasnteeiaorarnfcochNrameIdntwsaetoinmtrukctieecCh\"C,aporalaelacnrbtfdeoorriarspmttiiuocsnatsnainncfdoeYraA\"wn,cgaactdzroeedmnRisrcivetrePlureercvDfotaerslmntatat,hnhCceheyipnroaeof sthe2ea2srce7hs model (Jones O and Macpherson A, 2016)ก.ารTศกึhษาeควาCมสoมั พnันธcร์ eะหวpภา่ งาtคคuุณอตุaลสกั lาษหณFกระrเรคaมร-ือmมขห่าายeวคิทวwยาามลoรยั่ว-rมสkมถือากบaับนั ผวnจิลัยdงาในนทtสาhางมวeเิชหาลกrย่ี ามeรปทlาีเ่ กaกดิแtมจiาน่oกำ�้ คแnยวงาsมซรีhว่ปมiรpมะเทือศขอbจนีงetween dependednetpvaerniadbelenstanvdariinadbelpeesndaenndt vianrdiaebpleesnadreesnhtowvanrinabthleesfigaure bsehlooww.n in the figure below. Figure ผดิ พลาด! ไม่มFีขig้อuคrวeาม1ขอCงoสnไตcลeทp์ tรี� uะaบlุในFrเaอmกสeาwรoCrkonceptual Framework Research hypothesis Researc h hypoHthe:sTishere is a significant correlation between the Industry- HUn: iTvheerrseitiys-RaessigenaifricchanItncsotrirteulatetioncboeltlwabeeonrathtieonIndnuesttrwy-oUrnkivearnsdity-aRceasdeaermchicInstitute collaborapteiornfonremtwaonrkceanodfaaccaaddememic ipcertfeoarmmasn.ce of academic teams. S ub HS1-uTbheHre1i-sTahseirgeniifsicaanstigcnorifrieclaatniotncboertrweelaetniothnebCeetnwteereonf PtohseitiConenintethreoIfndustry- UniversitPyo-RseitsieoanrcihnIntshtietuteIncdoullsatbroyr-aUtinonivneertswitoyr-kRaensdeaacrcahdemInisctipteurtfeormcaonllcaeb. oration network and academic performance. Sub H2-There is a significant correlation between the connec- tion strength in the Industry-University-Research Institute collabora- tion network and academic performance. Sub H3-There is a significant correlation between network size in the Industry-University-Research Institute collaboration network and academic performance. 9
228 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 Sub H4-There is a significant correlation between knowledge distance in the Industry-University-Research Institute collaboration network and academic performance. Research Methodology This study Mixed Research Method, qualitative and quantitative Research. The initial questionnaire was designed. Questionnaires were issued to collect survey data. Software programs were used to conduct reliability and validity analysis to verify the scientific rationality of the data. Software programs were used to verify the research hypotheses and theoretical models through regression analysis. On the premise of fully grasping and understanding the connotation of network indicators used in the social network analysis method, relevant measurement items are summarized by referring to the research of others, and the Likert scale is used to describe the characteristics of network structure. The data of each sample are restricted to the Yangtze River delta region. The person who fills in the questionnaire must be the leader of a scientific research team with experience of Industry- University-Research Institute collaboration in the Yangtze River Delta. During sampling, the snowball sampling method was used. The researchers first asked the heads of some of the research teams to provide other team leaders as suitable respondents, and so on, snow balling from small to large. Through these leaders of scientific research teams, the questionnaires were accurately distributed by taking advantage of opportunities such as Industry-University-Research 9 Institute collaboration meetings, industry or academic alliances.
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 229 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศึกษาความสมั พันธ์ระหว่างคุณลักษณะเครือข่ายความร่วมมอื กบั ผลงานทางวชิ าการทเี่ กิดจากความร่วมมือของ ภาคอตุ สาหกรรม-มหาวิทยาลัย-สถาบันวจิ ยั ในสามเหล่ียมปากแม่น้ำ�แยงซี ประเทศจีน In this study, 430 questionnaires were sent out and 420 questionnaires were collected. Obviously unqualified questionnaires were excluded, including incomplete questionnaires, people who did not participate in the collaboration of production, university and research, and questionnaire filling was obviously random. A total of 27 unqualified questionnaires were excluded through the above measures. In the end, 393 valid questionnaires were obtained. Empirical Analysis Results and Discussion 9 Descriptive Analysis : The number of samples investigated in this study is 393, among which 208 are from universities and 185 are from scientific research institutes, with a relatively balanced distribution. Majority of established time of academic teams less than 5 years were 125 teams, accounted for 31.81 percent, followed by 5–10 years were 108 teams, accounted for 27.48 percent, 10–15 years were 93 teams, accounted for 23.66 percent, 15–20 years were 43 teams, accounted for 10.94, and more than 20 years were 24 teams, accounted for 6.11 percent respectively. In the academic teams that participated in the survey, there are 170 teams working on applied research, accounted for 43.26 percent, there are 138 teams working on basic research, accounted for 35.11 percent, there are 80 teams working on experimental development research, accounted for 20.36 percent. Reliability analysis Results : Through software analysis that the corresponding item of dependent and independent variables and CITC all values are higher than 0.7, and the independent variables Cronbach α coefficient value is 0.972, the Cronbach α coefficient of the dependent variable is 0.962, all the Cronbach α coefficient
230 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลยั เกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 value is greater than 0.9, and reflect the use of questionnaire has high reliability, research data reliability level is good, the quality of data reliability is high, Further analysis is possible. Validity analysis Results : This study carried out validity analysis on 16 items of independent variables, and the results of independent variable validity analysis are shown in the following table. Table 1 Number of load families and validity analysis Independent Variable Number of load families Center of Position Item Factor 1 Factor 2 Factor 3 Factor 4 A1 0.789 0.36 0.275 0.253 A2 0.8 0.323 0.32 0.242 A3 0.76 0.37 0.341 0.264 A4 0.793 0.344 0.336 0.255 Associative B1 0.369 0.741 0.271 0.277 Strength B2 0.392 0.755 0.305 0.295 B3 0.395 0.729 0.329 0.301 B4 0.342 0.77 0.316 0.317 Network Size C1 0.38 0.261 0.739 0.319 C2 0.335 0.328 0.749 0.342 C3 0.356 0.281 0.757 0.345 C4 0.28 0.349 0.754 0.325 9
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 231 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศึกษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างคณุ ลักษณะเครือขา่ ยความรว่ มมอื กบั ผลงานทางวชิ าการท่เี กิดจากความรว่ มมือของ ภาคอตุ สาหกรรม-มหาวทิ ยาลยั -สถาบนั วจิ ัย ในสามเหลยี่ มปากแมน่ �ำ้ แยงซี ประเทศจีน Table 1 Number of load families and validity analysis Independent Variable Number of load families Knowledge Distance Item Factor 1 Factor 2 Factor 3 Factor 4 D1 0.222 0.237 0.206 0.834 D2 0.197 0.278 0.274 0.828 D3 0.257 0.187 0.301 0.836 D4 0.192 0.242 0.259 0.846 Variance interpretation rate% 23.018% 20.846% 20.662% 24.069% Cumulative variance interpretation 24.069% 47.087% 67.932% 88.594% rate% KMO 0.943 Bartlett 8552.106 Degrees of Freedom 120 P value 0.000 Note : *P Value ≤ 0.05; **P Value ≤ 0.01; N = 393 Source : Respondent’s questionnaire As can be seen from the above table, first of all, KMO value is 9 0.943, greater than 0.6, Bartlett test value is 8552.106, and the significance probability P value of sphericity test is 0.000 (P<0.05), which means that the data has validity and meets the prerequisite requirements of factor analysis, indicating that it is suitable for factor analysis. In addition, the cumulative variance explanation rates were 88.594%, which meant that the information content of the research item could be effectively extracted. The factor loading coefficients
232 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลยั เกริก ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 are all greater than the threshold value 0.5, indicating that there is a corresponding relationship between the option and the factor, which also indicates that more than half of the variance can be explained by the underlying variable. From this, it can be inferred that the four factors extracted conform to the above Settings of the structural characteristics of Industry-University-Research Institute collaboration network, namely, position centrality, connection strength, network size and knowledge distance, and conform to the theoretical hypothesis. Regression analysis Results : In order to verify the theoretical model and hypothesis established, six regression models were set through regression analysis to verify the impact of Industry-University- Research Institute collaboration network on the academic performance of research teams. First, put the control variables into the regression model, such as Model 1 Then, the four dimensions of independent variables (position centrality, connection strength, network size and knowledge distance) were respectively put into the regression model to verify the hypothesis proposed above; Model 2 the influence of position centrality on academic performance; Model 3 influence of connection strength on academic performance; Model 4 influence of network size on academic performance; Model 5 influence of knowledge distance on academic performance. Finally, all variables are put into the regression model to verify the robustness, such as Model 6 The regression results were analyzed as follows. 9
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 233 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหวา่ งคณุ ลักษณะเครือข่ายความร่วมมือกบั ผลงานทางวิชาการท่ีเกิดจากความร่วมมอื ของ ภาคอตุ สาหกรรม-มหาวิทยาลยั -สถาบันวิจยั ในสามเหลย่ี มปากแมน่ �้ำ แยงซี ประเทศจนี Table 2 Six regression models analysis Variable Model1 Model2 Model 3 Model 4 Model5 Model6 Academic performance 0.013 0.015 Control Variable 0.013 Team research 0.11 0.047 0.053 0.057 0.029 0.23 strength 0.182* 0.11* 0.065 0.017 0.049 0.159 Teaminnovation 0.108 atmosphere 0.478 0.805 Government 0.325** 0.029 0.08 0.114* 0.145** 226.433** Support 0.724** 0.673** 0.683** 0.721 Independent Variable 0.63 0.638 251.044** 165.025** 170.642** CenterofPosition 0.669** ConnectionStrength 0.332 0.613 NetworkSize 64.419** 153.628** Knowledge Distance R² F Note : *P Value ≤ 0.05; **P Value ≤ 0.01; N = 393 Source : Respondent’s questionnaire Model 1 : The regression results were showed that F = 64.419, 9 the three control variables of research institutions of academic teams in the Industry-University-Research Institute collaboration in the interpretation of the academic performance level of 33.2 percent (R²=0.332) Model 2 : Compared with model 1, model 2 significantly increased the explanatory power of academic performance achieved by the academic teamsof academic research institutions in collaboration with enterprises by 28.1 percent. The regression coefficient of position centrality of dimension A of the independent variable is 0.669 (t=16.786, P=0.000<0.01), which means that the
234 วารสารร่มพฤกษ์ มหาวทิ ยาลัยเกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 position centrality of dimension A of the independent variable has A significant positive impact on the academic performance of the dependent variable. So subhypothesis 1 is confirmed. Model 3 : The regression coefficient of the connection strength of dimension B of the independent variable is 0.673 (t=17.670, P=0.000<0.01), which means that the connection strength of dimension B of the independent variable will have a significant positive impact on the academic performance of the dependent variable. So subhypothesis 2 is confirmed. Model 4 : Coefficient of the size of the independent variable C dimension network is 0.683 (t=18.09, P=0.000<0.01), which means that the size of the independent variable C dimension network will have a significant positive impact on the academic performance of the dependent variable. So subhypothesis 3 is confirmed. Model 5 : Coefficient of the d-dimensional knowledge distance of the independent variable is 0.724 (t=23.283, P=0.000<0.01), which means that the d-dimensional knowledge distance of the independent variable will have a significant positive impact on the academic performance of the dependent variable. So subhypothesis 4 is confirmed. Model 6 : The regression results showed that the value F was 226.433, the regression equation was significant, and the value R squared was 0.805, which means that all variables and control variables of network structure explained the difference of academic performance achieved by the academic teams and enterprises in total, and the explanatory power increased by 47.3 percent. So, 9 hypothesis is confirmed : Industry-University-Research Institute collabora- tion network will have a significant positive impact on the academic performance of academic teams.
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 235 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศึกษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งคณุ ลกั ษณะเครอื ขา่ ยความรว่ มมือกบั ผลงานทางวชิ าการท่ีเกิดจากความร่วมมือของ ภาคอุตสาหกรรม-มหาวิทยาลยั -สถาบนั วิจัย ในสามเหล่ยี มปากแม่นำ�้ แยงซี ประเทศจีน Discussion The position centrality of the research team has a significant positive effect on its academic performance. This indicates that with the increasing centrality of the position of the research team in the network, it is helpful for the research team to obtain various innovative resources from the network, which is conducive to the development of basic research activities and the improvement of academic performance (Zhang Y and Chen Kand Zhu G, 2016). The strength of the connection between the research team and the enterprise has a significant positive effect on academic performance, the closer the connection between the organizations, the more conducive to promoting the establishment of the trust mechanism between the two sides, reducing the coordination, communication and transaction costs, and thus conducive to the transfer of innovation resources and the improvement of performance. The size of the Industry-University-Research Institute collaboration network has a significant positive effect on the academic performance of the research team. When the network size is too small, the network resources provided to the research team are very limited, which is not conducive to the research team to carry out academic research to improve academic performance; When the network scale gradually increases, it indicates that the more resources it can provide, the higher the value of the resources it can provide, which is conducive to the scientific research team to carry out academic research and improve academic performance. Research team and the enterprise the gap between the knowledge of a significant positive impact on academic performance, 9research team and the enterprise as “intellectual potential difference” between each other, is advantageous to the scientific research team
236 วารสารรม่ พฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกรกิ ปีที่ 39 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม 2564 from the network access and integration of resources, to improve the performance becomes particularly important (Dornbusch F, 2015). Conclusions and Recommendation This study confirms that the four variables of the Industry- University-Research Institute collaboration network, namely, the position centrality of the academic teams, the connection strength between the academic teams and the enterprise, the scale of the network, and the knowledge distance between the academic teams and the industry, all have a significant impact on the academic performance of the academic teams in the process of participating in the Industry-University-Research Institute collaboration. This study confirms that the embedding of innovative organizations or teams into the network is conducive to the integration and utilization of innovative resources, thus improving organizational performance. Obviously, how to effectively manage and configure the network relationship with other organizations is the key to achieve good team performance. For the research team, in the process of participating in the collaboration between industry, university and research, it is necessary to make full use of the network relationship with the industry to serve the organization and create conditions for the construction of superior disciplines and the improvement of academic performance (ParuchuriS, 2010). Research team necessary to give full consideration to the knowledge and ability structure of the other party when selecting the partner, so as to ensure that the two parties have an 9 appropriate “knowledge potential difference”, so that they can smoothly acquire complementary knowledge to improve their academic performance.
Study on Relationship Between Collaboration Network Characteristics and Academic Performance of 237 Industry-University-Research Institute Collaboration in Yangtze River Delta, China การศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหว่างคณุ ลักษณะเครือข่ายความร่วมมอื กบั ผลงานทางวชิ าการทีเ่ กดิ จากความร่วมมือของ ภาคอุตสาหกรรม-มหาวิทยาลยั -สถาบนั วจิ ัย ในสามเหลี่ยมปากแมน่ ำ�้ แยงซี ประเทศจีน References Adegbesan JA, Higgins MJ. (2011). He intra-alliance division of value created through. Strategic Management Journal, 32(2), 187- 211. Aguiar-Díaz I, Díaz-Díaz NL. (2015). University–industry relations and research group production : is there a bidirectional relationship?. Industrial and Corporate Change, 27(5), 1-22. Dornbusch F. (2015). Composition of inventor teams and technological progress-The role of collaboration between academia and industry. Research Policy, 44(7), 1360-1375. Haeussler, Colyvas JA. (2011). Breaking the ivory tower : Academic entrepreneurship in the life sciences in UK and Germany. Research Policy, 40(1), 41-54. Jones O, Macpherson A. (2016). Inter-organizational learning and strategic renewal in SMEs : extending the 4I framework. Long Range Planning, 39(2), 155-175. Laursen K. (2011). Exploring the Effect of Geographical Proximity and University Quality on University-Industry Collaboration in the United Kingdom. Regional Studies, 45(4),507-523. Paruchuri S. (2010). Intraorganizationa networks, interorganizational networks, and the impact of central inventors : A longitudinal study of pharmaceutical firms. Organization Science, 21(1), 63-80. Zhang Y, Chen K, Zhu G,. (2016). Inter-organizational scientific collaborations and policy effects : an ego-network evolutionary perspectiveoftheChineseAcademyofSciences. Scientometrics, 108(3), 1383-1415. 9
แบบฟอร์มการสง่ บทความตีพมิ พ์ในวารสารรม่ พฤกษ์ บทความวจิ ยั บทความวชิ าการ อน่ื ๆ (ระบุ) ......................... 1. ขา้ พเจ้า (นาย/นาง/นางสาว) ............................................................................... ................................................. 2. สถานภาพทางวิชาการ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ นกั ศึกษา อืน่ ๆ .............. 3. สังกดั คณะ........................................................มหาวิทยาลัย .................................................................................. ท่อี ยู่ ..................................................... ............................................................................................................... ....... โทรศัพทท์ ีส่ ามารถติดต่อได้ ................................................ อเี มล.................................................................................. 4. ชอื่ บทความ (ภาษาไทย) ...................................................................................................................... ........................................... (ภาษาอังกฤษ) ................................................................. .......................................................................................... กองบรรณาธิการวารสารร่มพฤกษม์ นี โยบายและเกณฑ์การรบั พิจารณาและตพี ิมพบ์ ทความซ่ึงไม่เคยเสนอ เพื่อขอตพี ิมพ์ และไม่เคยเผยแพร่ในเอกสารฉบับอื่นๆ มากอ่ นหน้านี้ และไม่ใชบ่ ทความวิจยั จากงานวิจัยในชน้ั เรยี น ไมใ่ ชบ่ ทความวิจยั จากงานวิจยั สถาบนั โดยบทความทจี่ ะได้รบั การพิจารณาตพี ิมพ์ในวารสารรม่ พฤกษน์ ัน้ ต้อง ผา่ นการประเมินบทความ จากผู้ทรงคณุ วุฒซิ ง่ึ ไมท่ ราบชื่อผู้แตง่ และผ้แู ต่งไม่ทราบชอ่ื ผ้ทู รงคุณวฒุ ิ (Double Blind Peer Review) จากสาขาวชิ าท่เี กย่ี วข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน ทกุ บทความทต่ี พี มิ พใ์ นวารสารรม่ พฤกษ์ มหาวทิ ยาลัย ฯ สงวนลขิ สิทธต์ิ ามพระราชบัญญัตลิ ขิ สิทธิ์ พ.ศ.2537 ขา้ พเจ้าขอรบั รองวา่ บทความทสี่ ่งมานยี้ งั ไมเ่ คยเสนอตีพิมพ์ทใี่ ดๆ และมไิ ด้คัดลอ กจากบทความของผอู้ ่นื และรับทราบ/ยอมรับในเกณฑด์ งั กล่าวแลว้ จึงขอสง่ 1) ขอ้ มูลตามแบบฟอร์มการสง่ บทความ 2) ใบโอนเงิน และ 3) บทความ เข้ารบั การประเมินเพ่อื ร่วมตพี ิมพใ์ นวารสารร่มพฤกษ์ ............................................................ล. งนาม ..................../...................../.............. ------------------------------------------------------------------------------ ผู้เขยี นชาระค่าธรรมเนยี ม*ตามเงื่อนไงตอ่ ไปน้ี 1) ชาระค่าตีพมิ พ์บทความโดยแยกประเภท ดงั นี้ บทความ นศ. ม.เกริก บคุ คลทวั่ ไป ค่าธรรมเนยี มต่อ 1 บทความ คา่ ธรรมเนยี มตอ่ 1 บทความ 4,000 บาท ภาษาไทย 3,000 บาท 8,000 บาท ภาษาองั กฤษ 6,000 บาท 2) จห่าลยังผจ่าานกชธานราะคแลารว้ กสหร่งลุงเอกัไทกเกสยณาชรฑทือ่ ั้งบแ์ ัญล3ะชรราี ูปมยแหกาบารวบิทคกยอื าาร(ลเ1ัยข)เยี กขนร้อกิบมทูลเลคตขาวทมาบี่แมบัญเพบช่ือฟี 0ตอ6ีพร0์มมิ -ก1พา-ใ์0รน6สว5ง่ าบ0ร1ทส-ค8าวรารม่มพ(2ฤ)กใษบ์ โอนเงนิ และ (3) 3) บทความ มาที่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/romphruekj/index * หมายเหตุ : 1. ผเู้ ขียนไมส่ ามารถขอคืนค่าธรรมเนียมไดใ้ นทุกกรณี (กรณุ าศกึ ษารายละเอยี ดก่อนส่งบทความ) 2. กรณุ าส่งเอกสารให้ครบถว้ น ตามข้อ 1) - 3) เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาดาเนินการของกองบรรณาธกิ าร
หลกั เกณฑก์ ารเสนอบทความเพื่อตีพมิ พ์วารสารรม่ พฤกษ์ 1. ผู้เขียนต้องชาระคา่ ธรรมเนยี มตีพิมพบ์ ทความ 2. บทความทีส่ ่งมาตอ้ งเขยี นใหอ้ ยใู่ นรปู แบบที่วารสารรม่ พฤกษก์ าหนดเท่านน้ั 3. ผู้เขียนตอ้ งสง่ เอกสาร 1) แบบฟอร์มการสง่ บทความ 2) ใบโอนเงิน และ 3) บทความ มาท่ี https://www.tci-thaijo.org/index.php/romphruekj/index (ระบบออนไลน์) เท่านัน้ โดยจะ ไม่รับพจิ ารณาบทความท่สี ง่ ทางอีเมล์ ไปรษณียห์ รอื ชอ่ งทางอนื่ ๆ 4. ระยะเวลาท่ีใช้ในกระบวนการต้ังแตร่ บั บทความจนผ้ทู รงคุณวุฒปิ ระเมินบทความเสรจ็ โดยประมาณ 75 วัน 5. ผู้เขยี นจะไดร้ ับหนังสือตอบรับการตพี มิ พ์เมอ่ื กองบรรณาธิการได้รับบทความที่ผู้เขียนแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะจากผูท้ รงคณุ วุฒหิ ลังจากการประเมินแล้วเทา่ นัน้ 6. ขอสงวนสทิ ธใิ์ นการพจิ ารณาเฉพาะบทความที่สง่ มาตามเงือ่ นไขน้ีเทา่ นนั้ เงอื่ นไขการส่งบทความเสนอขอรับการประเมินเพอื่ ตพี ิมพใ์ นวารสารรม่ พฤกษ์ 1. เปน็ บทความทางดา้ นมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2. ตอ้ งเป็นบทความท่ไี มเ่ คยเสนอขอตีพมิ พ์หรือเผยแพรใ่ นวารสารฉบบั อ่ืนๆ มาก่อน 3. ผเู้ ขียนจะต้องสง่ ตน้ ฉบบั เปน็ ไฟล์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ โดย - พมิ พล์ งในโปรแกรม Microsoft word ความยาวไม่เกิน 15 หนา้ (A4) - อกั ษร Cordia New /ขนาดอกั ษร 16 point (ทง้ั ภาษาไทยและองั กฤษ) - กาหนดระยะขอบกระดาษทงั้ 4 ดา้ น คือ 2.54 เซนตเิ มตร หรอื 1 น้วิ (ขอบบน ซา้ ย ขวา และล่าง) 4. รูปแบบการเขียนบทความ ควรเขียนเชงิ พรรณาความ หากเป็นบทความท่มี าจากงานวจิ ัยตอ้ งเป็นการเขยี น ใหม่ โดยนาประเดน็ สาคญั มานาเสนอ และใชร้ ปู แบบการเขยี นที่ไม่ใชเ่ ป็นการยอ่ จากงานวจิ ยั บทความวิจัย ควรประกอบดว้ ยหัวข้อดังน้ี (ไมต่ ้องใสต่ วั เลขหนา้ หัวขอ้ ในบทความ) 1. ชอื่ บทความ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 2. ชือ่ ผู้เขียน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 3. บทคดั ยอ่ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ (รวม 2 ภาษา ควรมคี วามยาวไม่เกนิ 1 หน้า A4) 4. คาสาคญั ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ (3-5 คา ใช้ เคร่อื งหมาย semicolon (;) คัน่ ระหว่างคา) 5. ท่มี าและความสาคัญของปัญหา 6. วัตถปุ ระสงค์ / แนวคดิ ทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม (งานวิจยั ที่เกีย่ วขอ้ ง) 7. วิธีการวจิ ยั (ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง วิธีการเก็บและการวิเคราะหข์ อ้ มูล) 8. ผลการวิจยั (ผลทไ่ี ด้จากการวจิ ยั อาจแสดงภาพหรอื ตารางทสี่ าคญั ประกอบการอธบิ ายผลวิจัย) 9. บทสรุป (สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ) 10. เอกสารอ้างองิ (วารสารรม่ พฤกษ์ใชร้ ปู แบบ APA 6th)
บทความวิชาการ ควรประกอบด้วยหัวขอ้ ดงั น้ี (ไมต่ อ้ งใสต่ ัวเลขหน้าหัวขอ้ ในบทความ) 1. ช่อื บทความ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 2. ชอ่ื ผเู้ ขียน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 3. บทคัดยอ่ ภาษาไทย และภาษาองั กฤษ (ทง้ั 2 ภาษา ควรมคี วามยาวไม่เกิน 1 หนา้ A4) 4. คาสาคัญ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (3-5 คา ใช้ เคร่ืองหมาย semicolon (;) คนั่ ระหวา่ งคา) 5. บทนา (ทม่ี า หรอื ความสาคญั ของบทความที่ตอ้ งการนาเสนอ) 6. เน้อื หา (ผู้เขียนนาเสนอหัวขอ้ สาคัญทเ่ี กย่ี วข้องประกอบบทความท่นี าเสนอ) 7. บทสรุป (สรปุ ประเดน็ สาคัญท่ีไดน้ าเสนอจากบทความ โดยสรุปท้ายบทความอาจตั้งประเดน็ คาถาม หรอื การสรา้ งความต้องการใหผ้ ู้อ่านคิดค้นหาคาตอบใหมๆ่ ) 8. เอกสารอา้ งองิ (วารสารรม่ พฤกษ์ใช้รปู แบบ APA 6th) 5. สาหรบั บทความปริทศั น์-บทวจิ ารณ์หนงั สอื ผู้เขียนจะต้องแจ้งแหลง่ ท่ีมาโดยละเอยี ด 6. วารสารรม่ พฤกษ์ ขอสงวนสทิ ธิ์ ในการรบั พิจารณาบทความ กรณี 6.1 การใช้อเี มลและหมายเลขโทรศัพทข์ องผู้อ่ืนในการส่งบทความ 6.2 ไม่รับพจิ ารณาบทความวิจัยในช้ันเรยี นและบทความจากงานวิจัยสถาบัน 6.3 รบั พจิ ารณาบทความทีเ่ ขยี นตามรูปแบบของวารสารรม่ พฤกษ์เทา่ นน้ั 6.4 รบั พจิ ารณาบทความผา่ นระบบ ThaiJO [https://www.tci-thaijo.org/index.php/romphruekj/index] เท่านั้น การเขียนเชิงอรรถ เป็นการเขียนขอ้ ความท่ีบอกแหล่งทมี่ าของอัญประภาษหรอื อัญพจน์ อาจเป็นรายละเอียด เพิม่ เตมิ ขอ้ ความบางแห่งในรายงาน ตาแหนง่ ของเชิงอรรถใหเ้ ขยี นไวท้ า้ ยหน้ากระดาษแตล่ ะหน้าโดยเวน้ หา่ ง จากขอ้ ความในสว่ นเนือ้ เรือ่ งพอสมควร และมีเสน้ ขีดคน่ั เพ่อื มใิ ห้ปะปนกบั เนอ้ื เรอ่ื ง ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้ - เชงิ อรรถโยง (Gross - Reference) คอื การเขยี นเพอื่ เช่ือมโยงเนอ้ื หาให้ผ้อู ่านสามารถดหู รือ อา่ นเพิม่ เตมิ เพือ่ ความเข้าใจที่ชดั เจนยง่ิ ขน้ึ โดยมีลกั ษณะการเขียนดังน้ี …....…ในการปฏบิ ัตหิ น้าที่ และการทางานในหนว่ ยงานต่างๆ อันจะกอ่ ใหเ้ กิดประสิทธิภาพและผลงานทดี่ ีแลว้ จะต้อง มีการบริหารองคก์ รทดี่ ี น้นั หมายความว่า การดาเนินการจะต้องยดึ หลักการบริหารงาน1 ......................................................... 1ดรู ายละเอียดเพิม่ เติม เรือ่ ง หลักการบริหารงาน บทที่ 4 หนา้ 75.
- เ-ชิเงิ ชองิ รอรรถรอถอธิบิธิบาายย ((CCoonntteenntt FFoooottnnoottee))เชเชิงิงิออรรรถรถเสเรสิมริคิมวคาวมาทมเ่ี ทปี่็เ่� ป็น็นขข้อ้อ้ คคววาามมออธธิบิบิ าายยขขยยาายยคคววาามม เพิเ่่พม� ิม่เตเิตมิ มิ จจาากกเเนนื้�้อ้ือหหาาขขอองงรราายยงงาานนบบาางงตตออนนททคี่ ี่ิดค�่ ิวดิ วา่ ่จ่าะจชะ่วชย่่วใหย้ผใหู้อ้ผ้่าู้น้�อ่เาขนา้ เใขจ้า้ไดใจง้ ไา่ ดย้้งข่า่้นึ ยขึ้มน� ลี ักมษีีลณักั ะษกณาระเขกยี านรเขีดียังนนี้ ดัังนี้้� เลขเรียกหนงั สอื (Book Number) หรอื เลขผูแ้ ตง่ 1 (Author Number) การจัดหนังสอื ................................................................ 1เลขเรยี กหนงั สอื หรือเลขผแู้ ตง่ คอื ตวั เลขทีก่ าหนดขึน้ แทนตัวอักษรของชอื่ หรือนามสกุล ผูแ้ ต่ง จะใสก่ ากบั ตามหลัง พยญั ชนะตวั แรกของชอ่ื ผแู้ ตง่ ในเลขเรียกหนงั สือ รปู แบบการเขยี นเอกสารอา้ งอิงในเน้ือหาบทความ เเออกกสสาารรออา้้้างองอิงิิงเปเปน็ ็็กนากรารรวรบวรบวรมวเฉมพเฉาะพราาะยรกาายรกเอากรสเอารกทส่ีถาูกรอที่า้�่ถูงูกไวอ้ใ้ ้านงสไ่วว้น้ในเนส่อื้ ่วเนร่ือเนงื้เ้�อทเา่รื่น�อน้ังเท่่านั้้�นดังดนัังัน้ นั้้�น จํจาํ านนววนนรายยกกาารรเเออกกสสาารรทที่ีอ่อ่�้า้งา้ ององิ ิใงิ นในสว่ส่นว่ ทน้าท้ยา้ เยรอ่ืเรืง่อ� จงึ จตึงึอ้ ตง้อ้มงจี มาีีนจํวาํ นเวทน่าเกท่ันา่ กกัับนทกััี่ถบูกทีอ่ถ่� าู้กูงออ้ิงา้ ไงวอใ้ินงิ ไสว้่วใ้ นเสน่ว่ อ้ื นเรเนื่อื้อง้� เรื่อ� งกากราร ออ้า้ ้างงออิงิ แบบนามม--ปปีี ี เปป็น็ กกาารรออ้า้ ้างงอองิิิงโดโดยยระรบะุบุุ ชชื่อื่ อ่� ผผู้แ้�แ้ ตต่ง่่งแลแะละปที ปีพี่ ที ีมิ่่พ� พิมิ ์ขพอ์ง์ขเองกเสอากรสารไวไข้ วา้้ข้ ง้หา้ งนห้านห้้ารหอื ขรืืา้องขห้า้ ลงังหลััง ข้ข้อ้อคความทที่่ตี�ต้้องงกกาารรออา้้้างงเพเพ่ือื่่บ�ออบกอแกหแลหง่ ลท่่งีมทาี่ข�่มอางขขอ้องคข้ว้อาคมวในามเนใอ้ืนหเนาื้น�้อนั้หาแนลั้้�นะอแาจลระะอบาุ จระบเุลุเขลหขนห้าน้ข้าอขงอเองกเอสการสทา่ีรที่่� ออ้า้ า้ งงได้ไ้ดเพ้ื่เ่อ�พใื่อหใ้หผ้ ู้ผ้้�อู่อ้าน่านสสาามมาารรถถตตรรววจจสสออบขข้อ้ มมููลทางบบรรรรณณาานนุกุ กุ รรมมขขอองเงอเอ กสารกทสี่ใ่�าชร้อ้ท้า้ีใ่ งชออ้ ิงิา้ ไงดอ้จ้งิ ไาดกจ้ ราากยรกาายรกเาอรกสาร อเ้อา้ งกอสิิงาร(อreา้ fงeอrิงe(nrecfeesr)enหcรืืeอs)บหรรรอืณบานรุรกุ ณรมาน(ุกbรiมbl(iboigbrlaiopghrayp) hy) ตวั อยา่ ง (ผู้แต่ง 1 คน) (พรรณี บวั เลก็ , 2559) พรรณี บัวเล็ก (2559) ตัวอย่าง (ผแู้ ตง่ 2 คน) หากมผี แู้ ต่งมากกวา่ 3 คน ใหใ้ ส่ช่อื ผู้แต่งทุกคน Dunning and Friedman (2014 : 79-120) (Dunning and Friedman, 2014 : 79-120) หรอื การสรุปเนอื้ หามาทัง้ หมดเล่ม ไม่ใช่เฉพาะสว่ นใดสว่ นหน่ึงหรือหน้าใดหนา้ หนงึ่ ก็ไมต่ ้องระบุหมายเลขหนา้ ดังน้ี ตัวอย่าง (ตนิ ปรชั ญพฤทธ์ิ, 2558) กรณกี ารอา้ งองิ ผูแ้ ตง่ เป็นชาวตา่ งประเทศให้ระบแุ ต่นามสกลุ ไมต่ ้องใส่ช่ือแรก ตวั อยา่ ง (Hobbs, 2015 : 58 – 81) กรณีท่ีผแู้ ต่งมีฐานนั ดรศักด์ิ ใหค้ งไวเ้ หมอื นบรรดาศกั ดิ์/สมณศักดิ์ เดิม ดังน้ี ตวั อยา่ ง (หมอ่ มราชวงศ์ปรีดยิ าธร เทวกลุ , 2558 : 59)
หรือกรณผี ู้แตง่ มยี ศทางทหาร ตารวจ ตาแหนง่ ทางวิชาการ คาเรยี กทางวชิ าชีพ ไมต่ ้องใส่ไว้ เชน่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ตัวอยา่ ง (สมชาย ผลเอีย่ มเอก, 2558 : 68) กรณอี ้างองิ จากเว็บไซด์ ให้ใสช่ อื่ ผูแ้ ต่ง ปี พ.ศ. ซ่ึงปรากฏที่เรื่องทส่ี ืบค้น ดงั นี้ ตวั อย่าง (อาทิตย์ ทองอนิ ทร์, 2559) สานักงานสถติ แิ หง่ ชาติ (2559) การเขยี นเอกสารอา้ งองิ (ท้ายบทความ) การเขียนเอกสารอ้างองิ (บรรณานกุ รม ) ให้เขยี นโดยเรียงลาดบั ตามหลกั การเดยี วกบั การเรียงคา ตามลาดบั อักษรในพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน (ภาษาไทย) หรือ Dictionary (ภาษาอังกฤษ) โดยคาท่ี มีตัวสะกดจดั เรยี งไว้กอ่ นคาทมี่ รี ูปสระตามลาดับตง้ั แต่ ก-ฉ และ A-Z สว่ นคาท่ีขนึ้ ต้นด้วยพยญั ชนะตัวเดียวกนั เรียงลาดบั ตามรูปสระท่ีเรยี งในภาษาไทย โดยเรยี งภาษาไทยกอ่ นตามดว้ ยภาษาอังกฤษ ววาารรสสาารรร่ร่มม่ พพฤฤกกษษ์์ใช์ใ้ช้รู้รปู ปู แแบบบบที่ท่�นิีน่ ิยิยมมใชใ้ช้กััก้นนัทั่่ท�วไัว่ ปไปททางาสังังสคงั มคศมาศสาตสร์ต์ รคื์ือคือAPA 6thA(PAAmerica6nth Psy(Acmhoelroicgaicnal APsssyocchiaotlioogni)cเaพื่l่อ� Aในssกoาcรiบaััtนioทึnกึ )กาเพรอ่ือ้า้ในงอกิงิ าตราบมนั มทาึกตรกฐาารนอข้าององศิงูตนู าย์มด์ ัมัชานีตีกราฐราอ้นา้ ขงออิงิงวศานู รยส์ดารชั ไนทีกยา(รTอCา้ I)งอโดงิ ยวเาขีรียสนาปรไรทะยเภท ก(TารCอI้)า้ โงดอิยิงเดขัังียตนััวปอรยะ่า่ เงภต่ทอ่ กไปานรี้อ้� า้ งองิ ดังตวั อย่างต่อไปน้ี หนังสือ ช่ือผูแ้ ต่ง. (ปี). ช่อื หนังสอื . สถานทพ่ี มิ พ์ : สานักพิมพ์. Ex. วจิ ารณ์ พานชิ . (2556). สนุกกบั การเรยี นในศตวรรษที่ 21. นนทบรุ ี : บรษิ ทั เอส.อาร์.พร้นิ ต้งิ แมสโปรดักส์ จากดั . บทความในหนงั สอื วารสาร และนิตยสาร ช่ือผู้แต่ง. (ปี). ชอ่ื บทความ. ชือ่ วารสาร, ปีท(่ี ฉบับท)ี่ , หน้า. Ex. อมรรตั น์ กลุ สุจรติ . (2559). ระบบการตรวจสอบทรัพย์สนิ และหนี้สินของรฐั มนตรี. ร่มพฤกษ์, 34(1), 209- 234. วทิ ยานพิ นธ์ ช่ือผู้แต่ง. (ปี). ชอ่ื วิทยานพิ นธ์. คณะ/ชื่อสถาบนั -มหาวทิ ยาลัย, สถานทพ่ี ิมพ.์ Ex. วริศรา ศิรมิ ังคละ. (2552). บทบาทของผบู้ รหิ ารกบั การพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศ. คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก, กรงุ เทพฯ. การนาเสนอผลงานวิชาการในการประชมุ ทางวิชาการ ชือ่ ผูเ้ ขียน. (ปี). ช่อื บทความ. ช่อื รายงานการประชุม, หนา้ .
Ex. วริศรา ศริ มิ งั คละ. (2552). บทบาทของผ้บู รหิ ารกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ. คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกริก, กรงุ เทพฯ. การนาเสนอผลงานวชิ าการในการประชมุ ทางวิชาการ ชอ่ื ผู้เขยี น. (ปี). ชอ่ื บทความ. ชอ่ื รายงานการประชมุ , หน้า. Ex. สุจติ รา เนตรสกุล. (2559). การละเมิดสทิ ธสิ ว่ นบุคคล : ศึกษากรณกี ารสง่ ต่อขอ้ มูลบนเฟสบุค๊ . การนาเสนอ ผลงานวชิ าการบัณฑิตศกึ ษาระดบั ชาตปิ ระจาปี พ.ศ.2559 วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 ณ มหาวิทยาลัยเกริก กรุงเทพฯ, 588-600. เวบ็ ไซต์ ช่ือผเู้ ขียน. เร่อื งท่ีสืบคน้ . (วัน เดอื น ปที ่สี บื คน้ ) สบื ค้นจาก ชือ่ เว็บไซต์ (URL). Ex. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. ทรัมปก์ าลังเผชิญหนา้ กบั “ตุลาการภิวฒั น์” ฉบับอเมรกิ ัน?. (14 กุมภาพนั ธ์ 2560) สืบค้นจาก http://www.bbc.com/thai/thailand-38915635. สัมภาษณ์ ชือ่ ผู้ถกู สัมภาษณ์. ตาแหนง่ . สมั ภาษณ์, วัน เดือน ปี. Ex. ประภาส แสงประดับ, ประธานชุมชนวัดบางบัว. สมั ภาษณ์, 9 ธนั วาคม 2558. หนงั สือออนไลน์ (e Book) ชอ่ื ผแู้ ต่ง. (ปี). ชอ่ื เรอื่ ง. สืบคน้ เม่อื (วนั เดือน ปี ที่สืบคน้ ). สบื ค้นจาก ช่ือเว็บไซต์ (URL). Ex. สมนกึ อ่นุ แก้ว. (2556). ทฤษฎีดนตรีแนวปฏิบตั ิ. (23 กมุ ภาพันธ์ 2560). สบื คน้ จาก http://www.ebooks.in.th/mybookshelf.html บทความในวารสารออนไลน์ (e Journal) ชือ่ ผู้แต่ง. (ปี). ชื่อบทความ. (วนั เดอื น ปี ที่สืบค้น). สืบค้นจาก ชือ่ เวบ็ ไซต์ (URL). Ex. สุจิตรา สามัคคธี รรม. (2559). เศรษฐศาสตร์การเมืองวา่ ด้วยเครอื ข่ายป่าชมุ ชนในเขตรอยต่อ 5 จงั หวดั ภาค ตะวันออก.(22 กมุ ภาพันธ์ 2560). สืบคน้ จาก https://www.tci-haijo.org/index.php/ romphruekj/article/view/72599/58412.
การลงรายการผ้แู ตง่ ในเอกสารอา้ งองิ 1. ชือ่ ผู้แต่งชาวไทยลงรายการท้ังชื่อและนามสกุล โดยไมม่ คี านาหนา้ และลงรายการช่ือทุกคนหากมผี แู้ ต่ง ตง้ั แต่ 2 คนขึ้นไป 22.. ผูผ้้�แู้แต่ต่ง่งมีมีคํคีาํ นาํนาํ หาหน้า้น้าฐานัฐันาดนรนั ศัดักรดิ์ศ� หักรดืือิ์ หบรรรอื ดบารศัรักดดิ์า� ศลักงรดาิ์ ยลกงารราทย้า้ กยาชืร่อ� ทโ้าดยยชใื่อช้เ้ คโดรื่ย�อใงชหเ้มคารย่อื จุงุลหภมาาคย(จ,)ุลคัภ่น� าค (,) คั่น รระะหหวว่า่ า่ งงชืช่�ออื่ แแลละะฐฐานาัันนนัดรดศัรักศดิกั์�หดรื์ิหือรบอื รบรดรารศดัักาดศิ์�กั ดิ์ Ex. ถนดั ศรี สวสั ดวิ ัตน์, ม.ร.ว. สุพตั รา มาศดติ ถ์, คุณหญงิ . 3. ผแู้ ตง่ ท่ีเป็นพระสงฆท์ ม่ี สี มณศกั ดิใ์ หล้ งรายการตามเดิม และ ใส่ชอื่ เดมิ ไวใ้ นวงเลบ็ Ex. สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (โต พรฺ หฺมรสี). 4. ผูแ้ ตง่ 2 คน ลงรายการโดยใช้ คาว่า “และ” หรือ “&” เชอื่ มทง้ั 2 ผ้แู ตง่ ที่ 1 และ ผู้แตง่ ท่ี 2 5. ผแู้ ตง่ ต้ังแต่ 3 คนข้นึ ไป ใชค้ าเชอ่ื ม “และ” หรอื “&” เชอ่ื มคนรองสดุ ทา้ ย และ คนสุดทา้ ย 6. ผแู้ ต่งชาวต่างชาติ ลงรายการด้วยช่อื สกลุ โดยใช้เคร่อื งหมายจลุ ภาค (,) ตามด้วยอักษรย่อของชื่อต้น และ อกั ษรยอ่ ชื่อกลาง (หากม)ี ทง้ั นี้ การลงรายการชือ่ ชาวต่างชาติสามารถ ปรับเปลยี่ นไปตามความนิยมของแตล่ ะ ชาติได้ตามความเหมาะสม 7. ผูแ้ ต่งที่เป็นหน่วยงานราชการ องคก์ ร สถาบนั ต่างๆ ลงรายการโดยเรียงลาดับจากหน่วยงานใหญไ่ ป หน่วยงานย่อย โดยเวน้ วรรคระหว่างชือ่ ทงั้ 2 (โดยใช้ชอื่ เต็มไม่ใชอ้ ักษรย่อ) 8. หนังสอื ท่ีไมป่ รากฏชื่อผแู้ ต่งให้ลงรายการโดยใชช้ อื่ หนงั สือ และเรียงลาดบั ตามรายการช่อื ผ้แู ต่ง
รูปแบบการเขยี นบทความ (วจิ ัย) ชือ่ บทความ ภาษาไทย (Cordia New 16 pt ตัวหนา) ช่อื บทความ ภาษาอังกฤษ (Cordia New 16 pt ตวั ปกติ) ช่อื และนามสกุล1 (ภาษาไทย Cordia New 16 pt ตัวหนา) ชือ่ และนามสกลุ (ภาษาองั กฤษ Cordia New 16 pt ตัวปกติ) 1ระบหุ นว่ ยงานสงั กดั ผเู้ ขียน (ไม่ระบสุ ถานภาพ ยศ ตาแหนง่ คานาหน้าชื่อใดๆ) ทีอ่ ยู่..................................................... .........................................โทรฯ : …………… email ………………… (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ Cordia New 14 pt ตวั ปกติ) บทคัดยอ่ (ไมเ่ กินครง่ึ หน้า A4 จานวนคา 250-300 ประกอบดว ย วัตถปุ ระสงค วิธดี ําเนินการวิจยั และ ผลการวิจัย) (Cordia New 16 pt ตัวปกต)ิ คาสาคญั : ภาษาไทย ไมเ่ กิน 3-5 คา (Cordia New 16 pt ตวั ปกติ) Abstract The abstract should be described in 1 paragraph with content including Objectives, Methods, and Results. (Cordia New 16 pt ตวั ปกต)ิ Keywords : Please type in English not more than 3-5 words. (Cordia New 16 pt ตัวปกต)ิ บทนา / ทีม่ าและความสาคัญของปญั หา ไม่เกนิ 1 หน้า A4 (Cordia New 16 pt ตวั ปกติ) วตั ถุประสงค์ / แนวคดิ ทฤษฎแี ละทบทวนวรรณกรรม (งานวจิ ยั ที่เก่ียวขอ้ ง) (Cordia New 16 pt ตวั ปกติ) วิธีการวจิ ัย (ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วธิ ีการเกบ็ และการวเิ คราะหข์ ้อมูล) (Cordia New 16 pt ตัวปกติ) ผลการวิจัย (ผลทไ่ี ดจ้ ากการวจิ ยั อาจแสดงภาพหรอื ตารางท่สี าคัญประกอบการอธบิ ายผลวจิ ยั ) (Cordia New 16 pt ตัวปกต)ิ บทสรุป (สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ) (Cordia New 16 pt ตวั ปกติ) เอกสารอ้างอิง (รปู แบบ APA 6th) (Cordia New 16 pt)
Journal Article Submission Form for Publishing in Romphruek Journal Research Article Academic Article Others (Please Specify)………. 1. I (Mr. /Mrs. /Ms.) …………………………………………………………………………............................................................................ 2. Academic Title : Professor Associate Professor Assistant Professor Lecturer/ Instructor Students Others 3. Faculty/ Department/ School…………………………..............……University……………………....................................................... Address……………………………………………………………………………………….................................................................................... Phone Number…………………………....................E-mail........................................................................................................... 4. Title of the Submitted Article (in Thai) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… (in English) ……………………………………………………………………………………...................................................................................... The submitted manuscript must have not been previously published in any journals nor any publications before. The submitted manuscript must have not been a classroom research nor a research article of the institutional research. The submitted manuscript for publishing in Romphruek Journal must first be selected by the representatives of Romphruek Journal editorial board whose identity will be concealed. Then the manuscripts selected will be reviewed by at least two reviewers from the field of study approved by the editorial board of Romphruek Journal. The reviewers will not be identified nor revealed their personal background (Double Blind Peer Review). All articles published in Romphruek Journal are copyrighted and belong to Krirk University entitled by the Property Act B.E. 2537. I, hereby, confirm that the submitted manuscript is original, and has not been published in any forms before. I have read the submission policy and criteria with fully understand its content and agree to comply with the submission policy and criteria. Thus, I agree to send 1) the filled-out article submission form, 2) the pay-in slip, and 3) the submitted manuscript for publishing in Romphruek Journal. …………………………………………… (Signature) …………./…………./………….. __________________________________________________________ Fee Payment The author of the submitted manuscript agree to pay fees according to the following condition : 1. Article Faculty, staff and students of General Public Krirk University Payment per one article Payment per one article in Thai 3,000 baht 4,000 baht in English 6,000 baht 8,000 baht 2. Pay through Krung Thai Bank, Krirk University account name, account number 060-1-06501-8 3. Once the total payment has been paid, please send the copy of these following three documents : 3.1 the complete filled-out article submission form 3.2 the pay-in slip 3.3 the revised submitted manuscript to https://so05.tci-thaijo.org/index.php/romphruekj/index *Remark : the author could not request the fee refund in any case (please read the policy carefully before submission)*
Criteria and Writing Pattern for the Article Submission Published in Romphruek Journal Criteria for the Article Submission for Publishing in Romphruek Journal 1. The author must pay the fees for the article publishing in Romphruek Journal. 2. The submitted manuscript must follow the referencing styles used in academic writing set by Romphruek Journal. 3. The author of the submitted manuscript must send : 3.1) the complete filled-out article submission form. 3.2) the pay-in slip 3.3) submit the manuscript to http://www.tci-thaijo.org/index.php/romphruekj/index (on line). Please note that the manuscript submitted via e-mail, or post mail, or others will not be selected for publishing in Romphruek Journal. 4. The process starting from retrieving the submitted manuscript to the peer review evaluation process takes about 75 days. 5. The author of the submitted manuscript will receive the letter of acceptance for publishing, when the editorial committee has received the revised paper according to the suggestions of the peer reviewers. 6. The editorial board reserves its rights to consider only the paper received under the above condition. The Manuscript Submission Guideline for Publishing in Romphruek Journal 1. The manuscript must be in the fields of humanities and social sciences. 2. The submitted manuscript must have never been published in any journals nor any types of publication before. 3. The author of the submitted manuscript must send the manuscript in e-file, and follow the direction below: - Type in Microsoft Word Program and the length should not exceed 15 pages (A4) - Font: Cordia New/ 16 points (Thai and English) - The page margin on four sides is 2.54 cm. or 1 inch (upper, left, right and bottom) 4. The pattern of the writing should be descriptive. If the paper derived from the research paper, the author should rewrite and present the main point of the research, not only as the summary of the research paper. The Submitted Research Article Should Have the Following Main Parts (Do Not Put Number 1, 2, 3…in the Proposed Manuscript) 1. Article Title in Thai and in English 2. Name of the Author in Thai and in English 3. Abstract in Thai and in English (the length of both Thai and English abstract should not exceed one page of A4 paper size) 4. Key Words in Thai and in English [3-5 words, use semicolon (;) between words] 5. Introduction (Background and Significance of the Study; Review of the Literature; Hypothesis; Objectives of the Study; Related Concepts and Theories) 6. Research Methodology (Population; Samples; Data Collection Method; and Data Analysis) 7. Results of the Research (the results can include figures or tables together with detailed explanation) 8. Conclusion (Conclusion; Discussion; Suggestion and Recommendation) 9. Reference (Romphruek Journal uses the APA Referencing Style 6th. Edition)
The Submitted Academic Article Should Have the Following Main Parts (Do Not Put Number 1, 2, 3...in the Proposed Manuscript) 1. Article Title in Thai and in English 2. Name of the Author in Thai and in English 3. Abstract in Thai and in English (the length of both Thai and English abstract should not exceed one page of A4 paper size) 4. Key Words in Thai and in English [3-5 words, use semicolon (;) between words] 5. Introduction (Background and Significance of the Article) 6. Content (the author presents the main topics related to the article) 7. Conclusion (Summary of the main issues presented in the article. The conclusion can be the question or the intention to lead the readers to search for the new response) 8. Reference (Romphruek Journal uses the APA Referencing Style 6th. Edition) 5. In terms of the review article or the book review, the author must notify the sources in detail. 6. The editorial board of Romphruek Journal reserves its rights to accept the manuscript submitted under the following condition: 6.1 The author uses his/her own e-mail or phone number for submission. 6.2 The manuscript submitted is not the classroom research nor the institutional research. 6.3 The manuscript submitted follows the writing style of Romphruek Journal. 6.4 The editorial board accept for consideration the article submitted via ThaiJO only. [https://www.tci- thaijo.org/index.php/romphruekj/index] Footnotes - are notes placed at the bottom of a page. They cite references or comment on a designated part of the text above it. The footnotes must be placed at the bottom of that page by leaving enough line space to separate the content and the footnote by drawing a line, as the example below: - Cross-Reference is an instance refers to related information in another text or in the same text which enables the readers to get more related or more detailed information. An example of a cross-reference is a citation at the bottom of a page, as shown below …In terms of carrying out one’s duty and working in any section in the organization to create efficiency and good performance, it is necessary to have good management. In other words, the operation must rely on the principles of magement.1 [In Thai] ………………………………………………………………….. 1 See also, Principles of Management, Chapter 4, p. 75 [In Thai] - Content Footnote – is used to provide additional information or reference that simplifies or supplements information of the text. An example of a content footnote is a citation at the bottom of the page, as shown below: Book Number or Author Number1 Book Classification ……………………………………………………………………….. 1Book Number or Author Number is a unique code number assigned to the letter of the author’s name and last name. The Book Number or the Author Number is placed after the first alphabet of the author’s name in the Call Number. The Reference Style of In-Text Citation The fact that the documents listed in the reference section are the collection of the documents that have been referred only in the text. The number of the documents listed in the reference section must, therefore, equal to the number of the document referred to in the text. The name-year system is the system of in-text citation appeared in
brackets, and consisted of the author(s), and the year of the document publication. The citation, appeared in brackets, can be placed in front of or after the referring statement. Besides, it can also indicate the page number of the document that the statement is referred to facilitate the readers to examine the bibliographical data in the reference or the bibliography. Example : The in-text citation for one work written by one author : (Punnee Bualek, 2559) Punnee Bualek (2559) ขอเสนอ ผูแ้ ตง่ หนงึ่ คน (ภาษาอังกฤษ) (Watson, 2008) Watson (2008) Example : The in-text citation for one work written by two authors: (Dunning & Friedman, 2014 : 99-120) Dunning & Friedman (2014 : 99-120) The in-text citation for one work written by three authors or more – write the names of all authors down the first time and from then on include only the last name of the first author followed by the words et al. (‘et al’ is Latin for ‘and other’). Example : Research can be defined as a systematic method of creating new knowledge or a way to verify existing knowledge (Watson, McKenna & Keady, 2008) Deciding on a research method demands the researcher consider carefully the problem or area of investigation being researched (Watson et al., 2008). In case that the author summarizes the content of the whole book, not paraphrasing or quoting part of the paragraph, identifying page number is not required. The example is as follows: (Tin Prachyapruit, 2558) In case that the author of the manuscript is foreigner, write his/her last name, year of publication, and page number as follows : Example : (Hobbs, 2015 : 58-81) If the author of the manuscript hold the royal title, or the monk’s rank, maintain his/her royal title or the monk’s rank as follows Example : (M.R. Pridiyathorn Devakula, 2558 : 59) In the case that the author hold the military rank, academic title, or professional title, leave out those rank and title as follows: Example : (Somchai Phol-iam-ek, 2558 : 68) In case of the in-text reference from web-site, write down the author of the document and the year appeared in the document, as follows: Example : (Arthit Thong-in, 2559) National Statistical Office (2559)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255