ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 33 ความงอกงามยง่ิ ขน้ึ ความไพบลู ย์ ความเจรญิ ความเตม็ รอบ แหง่ กุศลธรรมทงั้ หลายที่บังเกิดขึน้ แลว้ . ภิกษทุ ง้ั หลาย ! อนั น้ีเรากลา่ ววา่ สัมมาวายามะ. ภิกษุทงั้ หลาย ! สัมมาสติ (ความระลึกชอบ) เป็นอยา่ งไรเล่า ? ภิกษุทัง้ หลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มี ปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเคร่ืองเผา กิเลส มีความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม มีสติ นำ�ความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปกติพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียรเคร่ืองเผา กิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ�ความพอใจและ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้; เป็นมีปกติผู้พิจารณา เห็นจิตในจิตอยู่ มคี วามเพียรเครอื่ งเผากิเลส มคี วามรู้สกึ ตวั ทวั่ พรอ้ ม มสี ติ น�ำ ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลก ออกเสยี ได;้ เปน็ ผปู้ กตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย อยู่ มคี วามเพยี รเคร่อื งเผากเิ ลส มคี วามร้สู ึกตวั ทัว่ พรอ้ ม มสี ติ น�ำ ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได้. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! อันนเ้ี รากล่าวว่า สมั มาสต.ิ
1 34 พุทธวจน ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! สมั มาสมาธิ (ความตง้ั ใจมน่ั ชอบ) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุท้งั หลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้ว จากกามทงั้ หลาย สงดั แลว้ จากอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย เขา้ ถงึ ปฐมฌาน อนั มวี ติ ก วจิ าร มปี ตี แิ ละสขุ อนั เกดิ แตว่ เิ วก แลว้ แล อย;ู่ เพราะความทว่ี ติ ก วจิ ารทง้ั สองระงบั ลง เขา้ ถงึ ทตุ ยิ ฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรม อนั เอกผดุ มขี น้ึ ไมม่ วี ติ ก ไมม่ วี จิ าร มแี ตป่ ตี แิ ละสขุ อนั เกดิ จากสมาธิ แล้วแลอย;ู่ อนง่ึ เพราะความจางคลายไปแหง่ ปีติ ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีความรู้สึกตัวท่ัวพร้อม และยอ่ มเสวยสขุ ดว้ ยนามกาย ชนดิ ทพ่ี ระอรยิ เจา้ ทงั้ หลาย ยอ่ มสรรเสรญิ ผนู้ น้ั วา่ “เปน็ ผอู้ ยอู่ เุ บกขา มสี ติ อยเู่ ปน็ ปกตสิ ขุ ” ดังน้ี เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่; เพราะละสุขและทุกข์ เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีแต่ ความทส่ี ตเิ ปน็ ธรรมชาตบิ รสิ ทุ ธเ์ิ พราะอเุ บกขา แลว้ แลอย.ู่ ภกิ ษุทัง้ หลาย ! อันน้ีเรากล่าววา่ สัมมาสมาธิ. มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐-๑๒/๓๓-๔๑.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 35 รายละเอียดของสัมมากมั มันตะ (ปาณาติปาตา เวรมณ)ี เธอนน้ั ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต (ฆ่าสัตว)์ วางท่อนไมแ้ ละศัสตรา เสยี แลว้ มคี วามละอาย ถงึ ความเอน็ ดกู รณุ า หวงั ประโยชน์ เกอื้ กลู ในบรรดาสัตวท์ ั้งหลาย อย่.ู (อทนิ นาทานา เวรมณี) เธอน้ัน ละอทนิ นาทาน เวน้ ขาดจากอทนิ นาทาน (ลกั ทรพั ย)์ ถอื เอาแตข่ องทเ่ี ขาใหแ้ ลว้ หวังอยู่แต่ของท่ีเขาให้ ไม่เป็นขโมย มีตนเป็นคนสะอาด เป็นอย.ู่ (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี-สำ�หรับฆราวาส) เธอน้ัน ละการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการ ประพฤตผิ ดิ ในกาม (คอื เวน้ ขาดจากการประพฤตผิ ดิ ) ในหญงิ ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พ่ีน้องชาย พ่ีน้องหญิง หรือ ญาตริ กั ษา อนั ธรรมรกั ษา เปน็ หญงิ มสี ามี หญงิ อยใู่ นสนิ ไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย) ไม่เปน็ ผูป้ ระพฤติผดิ จารตี ในรูปแบบเหล่าน้นั .
1 36 พุทธวจน ในกรณศี ีล ๕ อกี สองข้อทเี่ หลอื คอื การเว้นขาด จากมุสาวาท และการเว้นขาดจากการด่ืมนำ้�เมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ต้ังแห่งความประมาท ก็ตรัสอย่าง เดยี วกัน. ส.ี ที. ๙/๘๓/๑๐๓.; ทสก. อ.ํ ๒๔/๒๘๗-๒๘๘/๑๖๕.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 37 สมั มากัมมนั ตะโดยปรยิ ายสองอยา่ ง ภิกษทุ ้ังหลาย ! สัมมากัมมนั ตะ เปน็ อยา่ งไรเล่า ? ภิกษุท้งั หลาย ! เรากลา่ ว แมส้ ัมมากัมมนั ตะว่า มีโดยส่วนสอง คือ สัมมากัมมันตะ ท่ียังเป็นไปกับด้วยอาสวะ เป็นสว่ นแหง่ บุญ มีอปุ ธิเป็นวิบาก ก็มอี ย,ู่ สัมมากัมมันตะ อันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะ เปน็ โลกุตตระ เป็นองค์แหง่ มรรค กม็ ีอยู่. ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! สัมมากัมมันตะ ที่ยังเป็นไปกับด้วยอาสวะ (กิเลสท่ีหมกั หมม) เปน็ สว่ นแห่งบญุ มีอุปธิ เปน็ วิบากนน้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? ภิกษทุ ้ังหลาย ! เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการ ท�ำ สตั วม์ ชี วี ติ ใหต้ กลว่ งไป เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการถอื เอาสง่ิ ของทเ่ี จา้ ของมไิ ดใ้ ห้ เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการ ประพฤตผิ ดิ ในกามทั้งหลาย มอี ย่.ู
1 38 พุทธวจน ภิกษุทัง้ หลาย ! นค้ี ือสมั มากมั มนั ตะ ทยี่ ังเป็นไปกับดว้ ยอาสวะ เปน็ สว่ นแห่งบุญ มอี ุปธเิ ป็นวิบาก. ภิกษทุ ้ังหลาย ! สมั มากมั มนั ตะ อนั เปน็ อริยะ ไม่มีอาสวะ เปน็ โลกตุ ตระ เป็นองคแ์ ห่งมรรค นนั้ เป็นอย่างไรเล่า ? คอื การงด การเวน้ การเวน้ ขาด เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากกายทจุ รติ ทง้ั สาม (ตามทก่ี ลา่ วแลว้ ขา้ งบน) ของผมู้ อี รยิ จติ ของผมู้ อี นาสวจติ (ผมู้ จี ติ ทไ่ี มม่ อี าสวะ) ของผเู้ ปน็ อรยิ มคั คสมงั คี ผเู้ จรญิ อยซู่ ่งึ อริยมรรค. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! น้ีคอื สัมมากัมมันตะ อันเปน็ อริยะ ไม่มอี าสวะ เป็นโลกตุ ตระ เปน็ องคแ์ ห่งมรรค. อปุ ร.ิ ม. ๑๔/๑๘๔/๒๗๑-๒๗๓.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 39 อาชพี ทไ่ี มค่ วรกระท�ำ ภกิ ษุทัง้ หลาย ! กม็ ิจฉาอาชวี ะเป็นไฉน ? คอื การโกง การลอ่ ลวง การตลบตะแลง การยอม มอบตนในทางผดิ การเอาลาภตอ่ ลาภ นคี้ อื มจิ ฉาอาชวี ะ. อุปริ. ม. ๑๔/๑๘๖/๑๔๙. ภกิ ษุท้งั หลาย ! การค้าขาย ๕ ประการนี้ อนั อุบาสกไมพ่ ึงกระท�ำ ๕ ประการอยา่ งไรเลา่ ? คอื :- ๑. การค้าขายศัสตรา (สตถฺ วณชิ ฺชา) ๒. การค้าขายสัตว์ (สตตฺ วณชิ ฺชา) ๓. การค้าขายเน้อื สตั ว์ (มสํ วณิชฺชา) ๔. การคา้ ขายนำ้�เมา (มชฺชวณชิ ชฺ า) ๕. การคา้ ขายยาพษิ (วสิ วณิชฺชา) ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! น้ีแลการค้าขาย ๕ ประการ อันอบุ าสกไมพ่ ึงกระท�ำ . ปญจฺ ก. อํ. ๒๒/๒๓๒/๑๗๗.
1 40 พุทธวจน ๓๖ “ส้ินตัณหา ก็ สิน้ กรรม” ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! มรรคาใด ปฏิปทาใด ย่อม เปน็ ไปเพอ่ื ความสน้ิ ตณั หา เธอทง้ั หลายจงเจรญิ มรรคานน้ั ปฏปิ ทานั้น. มรรคาและปฏิปทา ที่เป็นไปเพื่อความสิ้นตัณหา เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? คือ โพชฌงค์ ๗ โพชฌงค์ ๗ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? คือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิรยิ สมั โพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธสิ มั โพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างน้ีแล้ว พระอุทายี ไดท้ ูลถามวา่ “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! โพชฌงค์ ๗ อนั บคุ คลเจรญิ แลว้ กระท�ำ ให้มากแลว้ อย่างไร ยอ่ มเปน็ ไปเพ่ือความสิ้นตณั หา”. อุทายี ! ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อนั อาศัยวริ าคะ อันอาศยั นิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละ, ความปล่อย)
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 41 อนั ไพบูลย์ ใหญห่ ลวง ไมม่ ีประมาณ ไมม่ คี วามพยาบาท เมอ่ื ภกิ ษนุ น้ั เจรญิ สตสิ มั โพชฌงค์ อนั อาศยั วเิ วก อนั อาศยั วิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีความพยาบาท ย่อมละ ตัณหาได้ ...ฯลฯ... ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพ่ือโวสสัคคะ อันไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไมม่ ปี ระมาณ ไม่มคี วามพยาบาท เมื่อภิกษุน้ันเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพ่ือโวสสัคคะ อนั ไพบลู ยใ์ หญห่ ลวง ไม่มปี ระมาณ ไมม่ คี วามพยาบาท ย่อมละตัณหาได้ เพราะละตัณหาได้ จึงละกรรมได้ เพราะละกรรมได้ จึงละทกุ ข์ได.้ อุทายี ! เพราะส้นิ ตณั หา จงึ สน้ิ กรรม เพราะส้นิ กรรม จึงสิ้นทุกข์ ดว้ ยประการดังนี้ แล. มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๑๒๓/๔๔๙.
1 42 พุทธวจน ๓๗ การกระท�ำ กรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื การสน้ิ กรรม ภิกษทุ ้งั หลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่าน ี้ มีอยู่ เพ่อื ความเกิดขน้ึ แหง่ กรรมท้งั หลาย. ๓ ประการ เหลา่ ไหนเลา่ ? ๓ ประการ คอื :- อโลภะ (ความไม่โลภ) เป็นเหตุเพ่ือความเกิดขึ้น แหง่ กรรมทงั้ หลาย, อโทสะ (ความไม่คิดประทุษร้าย) เป็นเหตุเพื่อ ความเกดิ ขึน้ แห่งกรรมท้ังหลาย, อโมหะ (ความไม่หลง) เป็นเหตุเพ่ือความเกิดข้ึน แห่งกรรมท้งั หลาย. ภิกษทุ ัง้ หลาย ! เปรยี บเหมอื นเมลด็ พชื ทง้ั หลาย ท่ีไม่แตกหัก ท่ีไม่เน่า ที่ไม่ถูกทำ�ลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี เก็บงำ�ไว้ดี. บุรุษพึงเผาเมล็ดพืช เหล่านั้นด้วยไฟ คร้ันเผาด้วยไฟแล้ว พึงกระทำ�ให้เป็น ผงข้ีเถ้า; คร้ันกระทำ�ให้เป็นผงข้ีเถ้าแล้ว พึงโปรยไปใน กระแสลมอันพัดจัด หรือว่าพึงลอยไปในกระแสน้ำ�
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 43 อันเชี่ยวในแม่นำ้�. เมล็ดพืชท้ังหลายเหล่าน้ันเป็นพืช มมี ลู อนั ขาดแลว้ ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอนั ดว้ น ทำ�ให้ถึงความไม่มี มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา โดยแน่นอน, น้ฉี ันใด; ภิกษุท้งั หลาย ! กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยอโลภะ เกดิ จาก อโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโลภะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างน้ีเอง กรรมอันน้ัน ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลนั้นละขาดแล้ว มรี ากอนั ถอนขน้ึ แลว้ ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอนั ดว้ น ทำ�ให้ถึงความไม่มี มีอนั ไม่เกิดขน้ึ ตอ่ ไป เปน็ ธรรมดา. ภิกษทุ ้งั หลาย ! กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยอโทสะ เกดิ จาก อโทสะ มีอโทสะเป็นเหตุ มีอโทสะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโทสะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างน้ีเอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลน้ันละขาดแล้ว มรี ากอนั ถอนขน้ึ แลว้ ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอนั ดว้ น ท�ำ ให้ถงึ ความไม่มี มีอนั ไมเ่ กิดขึ้นตอ่ ไป เปน็ ธรรมดา.
1 44 พุทธวจน ภิกษุทง้ั หลาย ! กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยอโมหะ เกดิ จาก อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นสมุทัย อันใด; เพราะปราศจากโมหะเสียแล้ว, ด้วยอาการอย่างนี้เอง กรรมอันนั้น ย่อมเป็นกรรมอันบุคคลน้ันละขาดแล้ว มีรากอนั ถอนขน้ึ แลว้ ถกู กระท�ำ ใหเ้ หมอื นตาลมขี ว้ั ยอดอนั ดว้ น ท�ำ ใหถ้ ึงความไมม่ ี มอี ันไมเ่ กิดขึ้นตอ่ ไป เป็นธรรมดา. ภิกษทุ ั้งหลาย ! เหตุทั้งหลาย ๓ ประการ เหล่าน้แี ล เป็นไปเพ่อื ความเกิดข้นึ แห่งกรรมทัง้ หลาย. ติก. อ.ํ ๒๐/๑๗๑/๔๗๓.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 45 ๓๘ จะเกิดในตระกูลใดกส็ ิน้ กรรมได้ อานนท์ ! อภชิ าติ ๖ ชนดิ เปน็ อย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ในกรณีแห่งอภิชาติหกน้ี คือ คนบางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมด�ำ ๑, บางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมขาว ๑, บางคนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พาน (ความสนิ้ ราคะ โทสะ โมหะ) อนั เปน็ ธรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว ๑, บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมด�ำ ๑, บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมขาว ๑, บางคนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พาน อนั เป็นธรรมไมด่ ำ�ไมข่ าว ๑. อานนท์ ! คนมีชาติดำ� ก่อให้เกิดธรรมดำ� เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณนี ้ีเกดิ ในตระกลู ต�ำ่ คือ ตระกูลจณั ฑาล ตระกลู พราน ตระกลู จกั สาน ตระกลู ท�ำ รถ หรอื ตระกลู เทหยากเยอื่ ซงึ่ เปน็ คนยากจน มขี า้ วและ นำ้�น้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารและเคร่ืองนุ่งห่มหาได้
1 46 พุทธวจน โดยยาก เขาเปน็ ผมู้ ผี วิ พรรณทราม ไมน่ า่ ดู เตยี้ คอ่ ม ขโ้ี รค ตาบอด ง่อยกระจอก มตี วั ตะแคงขา้ ง ไมค่ อ่ ยจะมขี ้าว น�้ำ เครอ่ื งนงุ่ หม่ ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครอ่ื งลบู ไล้ ทน่ี อน ท่ีอยู่ และประทีปโคมไฟ แต่เขาก็ยังประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบ้ืองหน้า แต่การตาย เพราะการทำ�ลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. อย่างนี้แล อานนท์ ! เรียกว่า คนมีชาติดำ� ก่อให้เกิดธรรมดำ�. อานนท ์ ! คนมีชาติดำ� ก่อให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท ์ ! คนบางคนในกรณนี ้ีเกดิ ในตระกลู ต�ำ่ คอื ตระกลู จณั ฑาล ตระกลู พราน ฯลฯ มอี าหาร และเครอ่ื ง นุ่งห่มหาได้โดยยาก มีผิวพรรณทรามไม่น่าดู ...ฯลฯ... ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ� ...ฯลฯ... ประทีปโคมไฟ แต่เขา ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้นประพฤติ สจุ รติ แลว้ เบอ้ื งหนา้ แตก่ ารตาย เพราะการทำ�ลายแหง่ กาย ย่อมเข้าถึงสคุ ตโิ ลกสวรรค์. อยา่ งนแี้ ล อานนท ์ ! เรียกวา่ คนมีชาตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ ธรรมขาว.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 47 อานนท์ ! คนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พานอนั เปน็ ธรรมไม่ด�ำ ไม่ขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท ์ ! คนบางคนในกรณนี ้ีเกดิ ในตระกลู ต�ำ่ คอื ตระกลู จณั ฑาล ตระกลู พราน ...ฯลฯ ... มผี วิ พรรณทราม ไมน่ า่ ดู เตยี้ คอ่ ม. เขาปลงผมและหนวด ครองผา้ ยอ้ มฝาด ออกจากเรอื น บวชเปน็ ผไู้ มม่ ปี ระโยชนเ์ กย่ี วขอ้ งดว้ ยเรอื น. เขานนั้ ครน้ั บวชแลว้ อยา่ งน้ี ละนวิ รณท์ งั้ หา้ อนั เปน็ เครอ่ื ง เศรา้ หมองจติ ท�ำ ปญั ญาใหถ้ อยก�ำ ลงั ไดแ้ ลว้ มจี ติ ตง้ั มน่ั ดี ในสติปัฏฐานทั้งสี่ ยังโพชฌงค์เจ็ดให้เจริญแล้วตามท่ี เป็นจริง ช่ือว่าย่อมก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำ� ไมข่ าว. อยา่ งนแ้ี ล อานนท ์! เรยี กวา่ คนมชี าตดิ �ำ กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พานอันเปน็ ธรรมไม่ด�ำ ไมข่ าว. อานนท ์ ! คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ� เป็นอย่างไรเลา่ ? อานนท ์ ! คนบางคนในกรณนี ้ี เกดิ ในสกลุ สงู คอื สกลุ กษตั รยิ ม์ หาศาล สกลุ พราหมณม์ หาศาล หรอื สกลุ คหบดีมหาศาล อันมง่ั คง่ั มที รพั ยม์ าก มโี ภคะมาก มีทอง และเงินพอตัว มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์พอตัว มีทรัพย์และ
1 48 พุทธวจน ข้าวเปลอื กพอตัว เขามรี ูปงาม นา่ ดู น่าเล่ือมใส ประกอบ ดว้ ยความเกลยี้ งเกลาแหง่ ผวิ พรรณอยา่ งยง่ิ รำ่�รวยดว้ ยขา้ ว ด้วยนำ้� เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ท่ีนอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ แต่เขา ประพฤตกิ ายทุจริต วจที ุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติ ทจุ รติ แลว้ เบอื้ งหนา้ แตก่ ารตายเพราะการท�ำ ลายแหง่ กาย ยอ่ มเขา้ พงึ อบาย ทคุ ติ วนิ บิ าต นรก. อยา่ งนแ้ี ล อานนท์ ! เรยี กว่า คนมชี าตขิ าว กอ่ ให้เกดิ ธรรมด�ำ . อานนท์ ! คนมีชาตขิ าว ก่อให้เกดิ ธรรมขาว เปน็ อยา่ งไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณนี ี้ เกดิ ในสกลุ สงู คอื สกลุ กษตั รยิ ม์ หาศาล สกลุ พราหมณม์ หาศาล ...ฯลฯ... มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว มีรูปงาม ...ฯลฯ... รำ่�รวย ดว้ ยข้าว น�้ำ ...ฯลฯ... ประทปี โคมไฟ; เขา ประพฤตกิ าย สุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต คร้ันประพฤติสุจริตแล้ว เบอ้ื งหนา้ แต่การตาย เพราะการทำ�ลายแหง่ กาย ย่อมเข้า ถึงสุคติโลกสวรรค์. อย่างน้ีแล อานนท์ ! เรียกว่า คนมีชาติขาว กอ่ ให้เกิดธรรมขาว.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 49 อานนท ์ ! คนชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพาน อนั เป็นธรรมไม่ดำ�ไมข่ าว เป็นอยา่ งไรเลา่ ? อานนท ์ ! คนบางคนในกรณนี ้ี เกดิ ในสกลุ สงู คอื สกลุ กษตั รยิ ม์ หาศาล สกลุ พราหมณม์ หาศาล ...ฯลฯ... มีทรพั ย์และขา้ วเปลือกพอตัว มีรูปงาม ....ฯลฯ.... ร่ำ�รวย ดว้ ยขา้ ว น�ำ้ ...ฯลฯ... ประทปี โคมไฟ; เขาปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์ เกยี่ วขอ้ งดว้ ยเรอื น, เขานน้ั ครนั้ บวชแลว้ อยา่ งนี้ ละนวิ รณ์ ท้ังห้า อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจทำ�ปัญญาให้ถอยกำ�ลัง ไดแ้ ลว้ มจี ติ ตงั้ มนั่ ดี ในสตปิ ฏั ฐานทงั้ สี่ ยงั โพชฌงคเ์ จด็ ให้เจรญิ แลว้ ตามท่ีเป็นจรงิ ชือ่ วา่ ย่อมก่อใหเ้ กิดนิพพาน อันเป็นธรรมไมด่ �ำ ไม่ขาว. อยา่ งนี้แล อานนท์ ! เรียกว่า คนมชี าตขิ าว กอ่ ใหเ้ กดิ นพิ พานอนั เปน็ ธรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว. อานนท์ ! เหลา่ นแ้ี ล อภิชาติ ๖ ชนิด. ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๒๘/๓๒๙.
เรอ่ื งเกย่ี วกบั “กรรม” ในเชิงปฏิจจสมปุ บาท (การท่ที กุ ข์เกดิ ขนึ้ เพราะอาศัยปจั จัยต่อเน่อื งกนั มา)
1 52 พุทธวจน ๓๙ เหตุเกดิ ของทุกข์ ถกู แลว้ ถกู แลว้ อานนท ์ ! ตามทส่ี ารบี ตุ รเมอ่ื ตอบ ปัญหาในลกั ษณะนน้ั เช่นนนั้ , ชื่อวา่ ได้ตอบโดยชอบ : อานนท์ ! ความทกุ ขน์ น้ั เรากลา่ ววา่ เปน็ สง่ิ ท่ี อาศัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเกิดขึ้น (เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม). ความทุกข์นัน้ อาศยั ปัจจัย อะไรเลา่ ? ความทุกข์นนั้ อาศัยปัจจัย คือ ผสั สะ, ผูก้ ลา่ ว อย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามท่ีเรากล่าว ไม่เป็นการ กล่าวตู่เราด้วยคำ�ไม่จริง; แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมกิ บางคนทกี่ ลา่ วตาม กจ็ ะไมพ่ ลอยกลายเปน็ ผู้ควรถกู ติไปดว้ ย. อานนท ์ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ ทก่ี ลา่ วสอนเรอื่ งกรรม ทัง้ สพี่ วกนนั้ :
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 53 สมณพราหมณ์ ท่ีกล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นท�ำ เอาดว้ ยตนเอง, แม้ความทุกข์ที่พวกเขาบัญญัติน้ัน ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปจั จยั จงึ เกดิ ได;้ สมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเร่ืองกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นส่ิงท่ีผู้อ่ืนทำ�ให้, แม้ ความทุกข์ท่ีพวกเขาบัญญัติน้ัน ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปจั จัย จึงเกิดมไี ด;้ สมณพราหมณ ์ ที่กล่าวสอนเร่ืองกรรมพวกใด ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ข์ วา่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นท�ำ เอาดว้ ยตนเอง ดว้ ย ผู้อน่ื ท�ำ ใหด้ ้วย, แม้ความทุกขท์ ่พี วกเขาบญั ญตั ินัน้ ก็ยังตอ้ งอาศยั ผัสสะ เปน็ ปจั จยั จึงเกิดมีได;้ ถึงแม้สมณพราหมณ์ ท่ีกล่าวสอนเรื่องกรรม พวกใด ย่อมบัญญตั คิ วามทุกข์ วา่ เปน็ ส่งิ ทไ่ี ม่ใชท่ ำ�เอง หรือใครทำ�ให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, แม้ความทุกข์ที่ พวกเขาบัญญัติน้ัน ก็ยังต้องอาศัยผัสสะ เป็นปัจจัย จงึ เกดิ มีได้อยู่นน่ั เอง. นทิ าน. สํ. ๑๖/๔๐/๗๕.
1 54 พุทธวจน ๔๐ ความหมายท่แี ท้จริงของคำ�วา่ “สัตว”์ “ข้าแตพ่ ระองคผ์ เู้ จริญ ! ที่เรียกว่า ‘สัตว์ สัตว์’ ดังนี้, อันว่าสัตว์มีได้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า พระเจ้าข้า !” ราธะ! ความพอใจอันใด ราคะอันใด นนั ทิอันใด ตณั หาอันใด มีอยใู่ นรปู ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวญิ ญาณ, เพราะการตดิ แลว้ ขอ้ งแล้ว ในส่งิ น้ันๆ, เพราะฉะน้ันจึงเรยี กวา่ ‘สัตว์’ ดังนี้. ขนธฺ . ส.ํ ๑๗/๒๓๒/๓๖๗.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 55 ๔๑ ความไมม่ สี ตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา ภกิ ษโุ มลิยผคั คนุ ะ ไดท้ ลู ถามพระผมู้ พี ระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกินซึ่ง วิญญาณาหาร พระเจา้ ข้า ?” พระผูม้ พี ระภาค ไดต้ รัสตอบวา่ :- “น่ันเป็นปัญหาท่ีไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : เราย่อมไม่กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังน้ี ถ้าเราได้ กล่าวว่า ‘บุคคลย่อมกลืนกิน’ ดังนี้ น่ันแหละจึงจะเป็น ปัญหาในข้อนี้ท่ีควรถามข้ึนว่า ‘ก็ใครเล่า ย่อมกลืนกิน (ซง่ึ วิญญาณาหาร) พระเจา้ ขา้ ?’ ดังน้.ี ก็เรามิได้กล่าวอย่างน้ัน, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างน้ัน เช่นน้ีว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรเล่าหนอ ?’ ดังนี้แล้ว, น่นั แหละจึงจะเปน็ ปัญหาทีค่ วรแกค่ วามเปน็ ปญั หา. คำ�เฉลยท่ีควรเฉลยในปัญหาข้อนั้นย่อมมีว่า ‘วญิ ญาณาหาร ยอ่ มมเี พอ่ื ความเกดิ ขน้ึ แหง่ ภพใหมต่ อ่ ไป.
1 56 พุทธวจน เมอ่ื ภตู ะ (ความเปน็ ภพ) นน้ั มอี ย,ู่ สฬายตนะ ยอ่ มม;ี เพราะมสี ฬายตนะเปน็ ปจั จยั จงึ มผี สั สะ (การสมั ผสั )’, ดงั น”้ี . “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! กใ็ ครเลา่ ยอ่ มสมั ผสั พระเจา้ ขา้ ?” นน่ั เปน็ ปญั หาทไี่ มค่ วรจะเปน็ ปญั หาเลย : เรายอ่ ม ไม่กล่าวว่า “บุคคล ย่อมสัมผัส” ดังนี้ ถ้าเราได้กล่าวว่า “บคุ คล ยอ่ มสมั ผสั ” ดงั นน้ี น่ั แหละจงึ จะเปน็ ปญั หาในขอ้ น้ี ทค่ี วรถามขนึ้ วา่ “กใ็ ครเลา่ ยอ่ มสมั ผสั พระเจา้ ขา้ ?” ดงั น.ี้ ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มไิ ดก้ ลา่ วอยา่ งนั้น เชน่ นว้ี ่า “ผัสสะมี เพราะมีอะไรเปน็ ปัจจัย พระเจา้ ขา้ ?” ดงั นี้แล้ว นน่ั แหละจึงจะเปน็ ปัญหา ท่คี วรแกค่ วามเป็นปัญหา. คำ�เฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อน้ัน ย่อมมีว่า “เพราะมสี ฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมผี ัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปจั จยั จงึ มีเวทนา (ความรสู้ ึกต่อ อารมณ)์ ”, ดังน.้ี (จากนน้ั ไดม้ กี ารทลู ถาม และพระผมู้ พี ระภาคทรงตรสั ตอบ ไปทลี ะอาการของปฏจิ จสมปุ บาทไปจนถงึ เพราะมเี วทนาเปน็ ปจั จยั จึงมตี ณั หา และพระองค์ได้ตรัสต่อไปอีกว่า :-)
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 57 เพราะมตี ณั หาเปน็ ปจั จยั จงึ มอี ปุ าทาน (ความยดึ มน่ั )”, ดงั น้ี. “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! กใ็ ครเลา่ ยอ่ มยดึ มน่ั พระเจา้ ขา้ ?” นน่ั เปน็ ปญั หาทไี่ มค่ วรจะเปน็ ปญั หาเลย : เรายอ่ ม ไม่กล่าวว่า “บุคคลย่อมยึดมั่น” ดังนี้ถ้าเราได้กล่าวว่า “บคุ คลยอ่ มยดึ มน่ั ” ดงั นน้ี น่ั แหละจงึ จะเปน็ ปญั หาในขอ้ น้ี ทคี่ วรถามขนึ้ วา่ “กใ็ ครเลา่ ยอ่ มยดึ มนั่ พระเจา้ ขา้ ?” ดงั น.ี้ ก็เรามิได้กล่าวอย่างน้ัน, ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้ มไิ ดก้ ลา่ วอยา่ งนน้ั เชน่ นว้ี า่ “เพราะมอี ะไรเปน็ ปจั จยั จงึ มี อปุ าทาน พระเจา้ ขา้ ?” ดงั นแี้ ลว้ นนั่ แหละจงึ จะเปน็ ปญั หา ที่ควรแกค่ วามเปน็ ปัญหา. ค�ำ เฉลยท่ีควรเฉลยในปญั หาข้อน้นั ยอ่ มมีว่า “เพราะมตี ัณหาเป็นปัจจัยจึงมอี ปุ าทาน; เพราะมีอุปาทานเปน็ ปัจจัย จึงมีภพ;” เพราะมภี พเป็นปจั จัย จงึ มชี าติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจยั , ชรามรณะ โสกะปรเิ ทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาสท้ังหลาย จึงเกิดข้ึนครบถ้วน : ความเกดิ ขน้ึ พรอ้ มแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สนิ้ น้ี ยอ่ มมดี ว้ ยอาการ อยา่ งน.ี้
1 58 พุทธวจน ผคั คนุ ะ ! เพราะความจางคลายดับไปโดย ไมเ่ หลอื แหง่ ผสั สายตนะทง้ั ๖ นน้ั นน่ั เทยี ว จงึ มคี วามดบั แหง่ ผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่ง เวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่ง ตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่ง อุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับ แหง่ ภพ; เพราะมคี วามดบั แหง่ ภพ จงึ มคี วามดบั แหง่ ชาต;ิ เพราะมคี วามดบั แหง่ ชาตนิ น่ั แล ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทกุ ขะโทมนสั อปุ ายาสทงั้ หลาย จงึ ดบั สน้ิ : ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ข์ทัง้ สิ้นนี้ ย่อมมี ดว้ ยอาการอยา่ งนี้ ดังน้แี ล. นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๑๕/๓๒.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 59 ๔๒ เหตุเกดิ ของภพ “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! พระผมู้ พี ระภาคเจา้ กลา่ วอยวู่ า่ ‘ภพ–ภพ’ ดงั น.้ี ภพ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยเหตเุ พยี งเทา่ ไรเลา่ พระเจา้ ขา้ !”. อานนท์ ! ถ้ากรรม มีกามธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มแี ลว้ ไซร,้ กามภพ จะพึงปรากฏไดแ้ ลหรือ ? “หามไิ ด้ พระเจา้ ขา้ !”. อานนท ์ ! ด้วยเหตุนี้แหละ กรรมจึงเป็น เนอ้ื นา, วญิ ญาณเป็นเมลด็ พืช, ตณั หาเป็นยาง (สำ�หรบั หล่อเลีย้ งเชอ้ื งอก) ของพชื . วญิ ญาณของสตั ว์ทัง้ หลายมี อวชิ ชาเปน็ เครอ่ื งกน้ั มตี ณั หาเปน็ เครอ่ื งผกู พนั ตง้ั อยแู่ ลว้ ด้วยธาตชุ น้ั ทราม (กามธาต)ุ , การบงั เกดิ ขน้ึ ในภพใหม่ ตอ่ ไป ยอ่ มมีได้ ด้วยอาการอย่างน.้ี อานนท ์ ! ถ้ากรรม มีรูปธาตุเป็นวิบาก จักไม่ได้มแี ลว้ ไซร้, รปู ภพ จะพึงปรากฏได้แลหรอื ? “หามไิ ด้ พระเจา้ ข้า !”.
1 60 พุทธวจน อานนท ์ ! ด้วยเหตุนี้แหละ กรรมจึงเป็น เนอ้ื นา, วิญญาณเปน็ เมล็ดพืช, ตณั หาเปน็ ยางของพชื วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน ต้ังอยู่แล้วด้วยธาตุชั้นกลาง (รูปธาตุ). การบังเกิดข้ึนในภพใหม่ต่อไป ย่อมมีได้ ดว้ ยอาการอยา่ งน้.ี อานนท ์ ! ถ้ากรรม มีอรูปธาตุเป็นวิบาก จกั ไมไ่ ดม้ ีแลว้ ไซร้, อรปู ภพ จะพงึ ปรากฏไดแ้ ลหรือ ? “หามไิ ด้ พระเจ้าขา้ !”. อานนท ์ ! ด้วยเหตุนี้แหละ กรรมจึงเป็น เนอ้ื นา, วญิ ญาณเป็นเมล็ดพชื , ตณั หาเปน็ ยางของพืช. วิญญาณของสัตว์ทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มตี ณั หาเปน็ เครอ่ื งผกู พนั ตงั้ อยแู่ ลว้ ดว้ ยธาตชุ นั้ ประณตี (อรปู ธาต)ุ , การบงั เกดิ ขน้ึ ในภพใหมต่ อ่ ไป ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ย อาการอย่างน้.ี อานนท ! ภพ ยอ่ มมีได้ ด้วยอาการอยา่ งน้แี ล. ตกิ . อ.ํ ๒๐/๒๘๗/๕๑๖.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 61 ๔๓ เคร่อื งน�ำ ไปส่ภู พ “ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ! พระองคต์ รสั อยวู่ า่ ‘เครอ่ื งน�ำ ไป สู่ภพ เครื่องนำ�ไปสู่ภพ’ ดังนี้, ก็เครื่องนำ�ไปสู่ภพ เป็นอย่างไร พระเจ้าข้า ! และความดับไม่เหลือของเคร่ืองนำ�ไปสู่ภพน้ัน เป็นอยา่ งไรเล่า พระเจา้ ขา้ !”. ราธะ ! ฉันทะ (ความพอใจ) กด็ ,ี ราคะ (ความ กําหนัด) ก็ดี, นันทิ (ความเพลิน) ก็ดี, ตัณหา (ความ ทะยานอยาก) ก็ดี, อุปายะ (กิเลสเป็นเหตุเข้าไปสู่ภพ) และ อปุ าทาน (ความถอื มนั่ ดว้ ยอ�ำ นาจกเิ ลส) อนั เปน็ เครอื่ งตงั้ ทบั เคร่ืองเข้าไปอาศัย และเครื่องนอนเน่ืองแห่งจิตก็ดี ใดๆ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และ ในวญิ ญาณ; กเิ ลสเหล่าน้ี นเ่ี ราเรียกวา่ ‘เคร่ืองน�ำ ไปสภู่ พ’ ความดับไม่เหลือของเครื่องนำ�ไปสู่ภพ มีได้ เพราะความดบั ไมเ่ หลอื ของกเิ ลส มฉี นั ทะ ราคะ เปน็ ตน้ เหลา่ นั้นเอง. ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๓/๓๖๘.๔๓.
1 62 พุทธวจน ๔๔ ปฏจิ จสมปุ บาท ในฐานะเปน็ กฎสูงสุดของธรรมชาติ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เราจกั แสดงซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาท (คือ ธรรมอนั เปน็ ธรรมชาติ อาศยั กนั แลว้ เกิดขึน้ ) แก่พวกเธอ ทง้ั หลาย. พวกเธอทง้ั หลาย จงฟงั ซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาทนน้ั , จงทำ�ในใจให้สำ�เรจ็ ประโยชน,์ เราจกั กล่าวบัดน้ี ... ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ก็ปฏจิ จสมุปบาท เป็นอย่างไรเลา่ ? (๑) ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะยอ่ มม.ี ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพราะเหตทุ พ่ี ระตถาคตทงั้ หลาย จะบังเกิดข้ึนก็ตาม,จะไม่บังเกิดข้ึนก็ตาม, ธรรมธาตนุ น้ั ยอ่ มตง้ั อยแู่ ลว้ นน่ั เทยี ว; คอื ความตง้ั อยแู่ หง่ ธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา), คือ ความเป็นกฎตายตัวแห่ง ธรรมดา (ธมั มนิยามตา), คอื ความท่เี มื่อมสี งิ่ นี้ส่งิ น้ีเป็น ปจั จัย สง่ิ น้สี ่งิ นี้จงึ เกิดขึน้ (อทิ ัปปัจจยตา).
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 63 ตถาคต ยอ่ มรพู้ ร้อมเฉพาะ ย่อมถงึ พร้อมเฉพาะ ซง่ึ ธรรมธาตนุ น้ั ; ครน้ั รพู้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ถงึ พรอ้ มเฉพาะแลว้ , ยอ่ มบอก ยอ่ มแสดง ยอ่ มบญั ญตั ิ ยอ่ มตง้ั ขน้ึ ไว้ ยอ่ มเปดิ เผย ยอ่ มจ�ำ แนกแจกแจง ยอ่ มท�ำ ใหเ้ ปน็ เหมอื นการหงายของทค่ี ว�ำ่ ; และไดก้ ลา่ วแลว้ ในบดั นว้ี า่ “ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ทา่ นทงั้ หลาย จงมาดู : เพราะชาติเปน็ ปจั จัย ชรามรณะย่อมม”ี ดงั นี้. ภิกษทุ ้งั หลาย ! เพราะเหตดุ งั นแ้ี ล : ธรรมธาตุ ใด ในกรณีนนั้ อันเป็น ตถตา คือ ความเปน็ อยา่ งนัน้ , เปน็ อวติ ถตา คอื ความไมผ่ ดิ ไปจากความเปน็ อยา่ งนน้ั , เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เปน็ อทิ ปั ปจั จยตา คอื ความทเี่ มอื่ มสี ง่ิ นส้ี งิ่ นเ้ี ปน็ ปจั จยั สงิ่ น้ีสง่ิ นี้จึงเกดิ ขึน้ ; ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! ธรรมนเ้ี ราเรยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ บาท (คอื ธรรมอนั เป็นธรรมชาติ อาศยั กนั แล้วเกิดขึ้น). (๒) ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ ยอ่ มม.ี ...ฯลฯ…1 1 การละเปยยาล ...ฯลฯ... เช่นนี้ หมายความว่า ข้อความในข้อ (๒) เป็นตน้ ไปจนกระทง่ั ถงึ ข้อ (๑๐) น้ี ซ�้ำ กันโดยตลอดกบั ในข้อ (๑) ต่างกนั แต่ เพยี งปจั จยาการแตล่ ะปจั จยาการเทา่ นน้ั ; ส�ำ หรบั ขอ้ สดุ ทา้ ย คอื ข้อ (๑๑) จะ พิมพ์ไว้เตม็ เหมือนข้อ (๑) อกี คร้ังหน่ึง.
1 64 พุทธวจน (๓) ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี. ...ฯลฯ… (๔) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน ย่อมม.ี ...ฯลฯ… (๕) ภิกษุทัง้ หลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตณั หายอ่ มม.ี ...ฯลฯ... (๖) ภิกษทุ ้งั หลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนายอ่ มมี. ...ฯลฯ… (๗) ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! เพราะสฬายตนะเปน็ ปจั จยั ผัสสะย่อมมี. ...ฯลฯ… (๘) ภกิ ษุทงั้ หลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมม.ี ...ฯลฯ… (๙) ภิกษุทัง้ หลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรปู ย่อมมี. ...ฯลฯ... (๑๐) ภกิ ษุท้งั หลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วญิ ญาณย่อมม.ี ...ฯลฯ… (๑๑) ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารท้ังหลายย่อมมี. ภิกษุท้ังหลาย ! เพราะเหตุที่ พระตถาคตทง้ั หลาย จะบงั เกดิ ขน้ึ กต็ าม, จะไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ กต็ าม,
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1 65 ธรรมธาตนุ น้ั ยอ่ มตงั้ อยแู่ ลว้ นน่ั เทยี ว; คอื ความตงั้ อยแู่ หง่ ธรรมดา, คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือ ความท่ีเมื่อสิ่งนสี้ ิ่งนี้เป็นปัจจยั สงิ่ นี้สิ่งนจี้ งึ เกดิ ขนึ้ . ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซง่ึ ธรรมธาตนุ น้ั ; ครน้ั รพู้ รอ้ มเฉพาะแลว้ ถงึ พรอ้ มเฉพาะแลว้ , ยอ่ มบอก ยอ่ มแสดง ยอ่ มบญั ญตั ิ ยอ่ มตง้ั ขน้ึ ไว้ ยอ่ มเปดิ เผย ย่อมจ�ำ แนกแจกแจง ย่อมท�ำ ใหเ้ ปน็ เหมอื นการหงายของ ทค่ี วา่ํ และไดก้ ลา่ วแลว้ ในบดั นว้ี า่ “ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ทา่ นทง้ั หลาย จงดู : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี” ดังน.ี้ ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตดุ งั นแ้ี ล : ธรรมธาตใุ ด ในกรณีน้ัน อันเป็น ตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือ ความไมผ่ ดิ ไปจากความเป็นอยา่ งน้นั , เปน็ อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความท่ีเม่ือมีสิ่งนี้สิ่งน้ีเป็นปัจจัย สิ่งนี้ สง่ิ นี้จึงเกิดขน้ึ ; ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ธรรมนเ้ี ราเรยี กวา่ ปฏจิ จสมปุ บาท. นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑.
มูลนธิ พิ ุทธโฆษณ์ มูลนธิ แิ ห่งมหาชนชาวพุทธ ผซู้ ง่ึ ชดั เจน และมัน่ คงในพทุ ธวจน เรม่ิ จากชาวพทุ ธกลมุ่ เลก็ ๆ กลมุ่ หนง่ึ ไดม้ โี อกาสมาฟงั ธรรมบรรยายจาก ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล ทเ่ี นน้ การน�ำ พทุ ธวจน (ธรรมวนิ ยั จากพทุ ธโอษฐ์ ทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงยนื ยนั วา่ ทรงตรสั ไวด้ แี ลว้ บรสิ ทุ ธบ์ิ รบิ รู ณส์ น้ิ เชงิ ทง้ั เนอ้ื ความและ พยญั ชนะ) มาใชใ้ นการถ่ายทอดบอกสอน ซึง่ เปน็ รปู แบบการแสดงธรรมทต่ี รงตาม พุทธบญั ญตั ิตามทท่ี รงรบั สงั่ แกพ่ ระอรหนั ต์ ๖๐ รูปแรกท่ปี า่ อสิ ิปตนมฤคทายวนั ในการประกาศพระสทั ธรรม และเปน็ ลกั ษณะเฉพาะทภ่ี กิ ษใุ นครง้ั พทุ ธกาลใชเ้ ปน็ มาตรฐานเดยี ว หลกั พทุ ธวจนน้ี ไดเ้ ขา้ มาตอบค�ำ ถาม ตอ่ ความลงั เลสงสยั ไดเ้ ขา้ มาสรา้ ง ความชัดเจน ต่อความพรา่ เลือนสบั สน ในข้อธรรมตา่ งๆ ท่มี อี ยใู่ นสังคมชาวพุทธ ซ่งึ ทั้งหมดนี้ เป็นผลจากสาเหตเุ ดียวคือ การไม่ใช้คำ�ของพระพุทธเจ้าเป็นตวั ตัง้ ตน้ ในการศึกษาเลา่ เรยี น ด้วยศรทั ธาอยา่ งไมห่ วัน่ ไหวต่อองค์สัมมาสมั พุทธะ ในฐานะพระศาสดา ทา่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ ไดป้ ระกาศอยา่ งเปน็ ทางการวา่ “อาตมาไมม่ คี �ำ สอนของตวั เอง” และใช้เวลาทีม่ ีอยู่ ไปกบั การรบั สนองพุทธประสงค์ ด้วยการโฆษณาพทุ ธวจน เพอ่ื ความต้ังม่ันแหง่ พระสทั ธรรม และความประสานเปน็ หนง่ึ เดียวของชาวพุทธ เมอ่ื กลบั มาใชห้ ลกั พทุ ธวจน เหมอื นทเ่ี คยเปน็ ในครง้ั พทุ ธกาล สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ คือ ความชดั เจนสอดคล้องลงตัว ในความรคู้ วามเขา้ ใจ ไม่วา่ ในแง่ของหลกั ธรรม ตลอดจนมรรควธิ ที ต่ี รง และสามารถน�ำ ไปใชป้ ฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ ผล รเู้ หน็ ประจกั ษไ์ ดจ้ รงิ ดว้ ยตนเองทนั ที ดว้ ยเหตนุ ้ี ชาวพทุ ธทเ่ี หน็ คณุ คา่ ในค�ำ ของพระพทุ ธเจา้ จงึ ขยายตวั มากขน้ึ เรอ่ื ยๆ เกดิ เปน็ “กระแสพทุ ธวจน” ซง่ึ เปน็ พลงั เงยี บทก่ี �ำ ลงั จะกลายเปน็ คลน่ื ลกู ใหม่ ในการกลบั ไปใชร้ ะบบการเรยี นรพู้ ระสทั ธรรม เหมอื นดงั ครง้ั พทุ ธกาล
ด้วยการขยายตัวของกระแสพุทธวจนน้ี สือ่ ธรรมทีเ่ ป็นพทุ ธวจน ไม่ว่า จะเป็นหนังสือ หรือซีดี ซง่ึ แจกฟรแี กญ่ าติโยมเรม่ิ มไี ม่พอเพียงในการแจก ท้งั นี้ เพราะจ�ำ นวนของผู้ท่ีสนใจเหน็ ความสำ�คญั ของพทุ ธวจน ไดข้ ยายตวั มากข้ึนอย่าง รวดเรว็ ประกอบกับว่าท่านพระอาจารยค์ กึ ฤทธิ์ โสตฺถิผโล เครง่ ครัดในข้อวตั ร ปฏบิ ตั ทิ พ่ี ระศาสดาบญั ญัตไิ ว้ อันเปน็ ธรรมวินยั ท่ีออกจากพระโอษฐ์ของตถาคต โดยตรง การเผยแผพ่ ุทธวจนทผ่ี ่านมา จึงเปน็ ไปในลักษณะสันโดษตามมีตามได้ เมือ่ มโี ยมมาปวารณาเปน็ เจา้ ภาพในการจัดพิมพ์ ได้มาจ�ำ นวนเทา่ ไหร่ ก็ทยอยแจก ไปตามทีม่ เี ทา่ น้ัน เม่ือมีมา กแ็ จกไป เมอื่ หมด ก็คือหมด เนอ่ื งจากวา่ หนา้ ทใ่ี นการด�ำ รงพระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มน่ั สบื ไป ไมไ่ ดผ้ กู จ�ำ กดั อยู่แตเ่ พียงพทุ ธสาวกในฐานะของสงฆ์เท่านนั้ ฆราวาสกลมุ่ หน่ึงซ่งึ เห็นความสำ�คญั ของพทุ ธวจน จงึ รวมตวั กนั เขา้ มาชว่ ยขยายผลในสง่ิ ทท่ี า่ นพระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล ท�ำ อยแู่ ลว้ นน่ั คอื การน�ำ พทุ ธวจนมาเผยแพรโ่ ฆษณา โดยพจิ ารณาตดั สนิ ใจจดทะเบยี น จัดตัง้ เป็นมลู นธิ ิอยา่ งถกู ตอ้ งตามกฏหมาย เพ่อื ให้การดำ�เนินการต่างๆ ท้ังหมด อยูใ่ นรปู แบบทโ่ี ปร่งใส เปิดเผย และเปดิ กว้างตอ่ สาธารณชนชาวพทุ ธทัว่ ไป สำ�หรบั ผทู้ เี่ หน็ ความสำ�คัญของพุทธวจน และมคี วามประสงค์ทจี่ ะด�ำ รง พระสทั ธรรมใหต้ ง้ั มน่ั ดว้ ยวธิ ขี องพระพทุ ธเจา้ สามารถสนบั สนนุ การด�ำ เนนิ การตรงนไ้ี ด้ ดว้ ยวิธงี า่ ยๆ นั่นคอื เข้ามาใส่ใจศกึ ษาพุทธวจน และนำ�ไปใชป้ ฏิบัติดว้ ยตนเอง เม่ือรู้ประจกั ษ์ เห็นได้ด้วยตนแลว้ ว่ามรรควิธีท่ีได้จากการทำ�ความเข้าใจ โดย ใช้คำ�ของพระพุทธเจา้ เปน็ ตวั ตงั้ ต้นน้นั นำ�ไปส่คู วามเหน็ ท่ถี ูกตอ้ ง ในหลกั ธรรม อันสอดคลอ้ งเป็นเหตเุ ป็นผล และเชอ่ื มโยงเป็นหน่งึ เดียว กระท่ังได้ผลตามจรงิ ทำ�ใหเ้ กดิ มจี ติ ศรัทธา ในการชว่ ยเผยแพร่ขยายสอ่ื พุทธวจน เพียงเทา่ น้ี คณุ ก็คือ หนงึ่ หนว่ ยในขบวน “พทุ ธโฆษณ”์ แลว้ นค่ี ือเจตนารมณข์ องมลู นิธพิ ุทธโฆษณ์ นั่นคือเปน็ มลู นิธแิ ห่งมหาชน ชาวพุทธ ซึง่ ชัดเจน และม่ันคงในพุทธวจน
ผู้ทส่ี นใจรบั สื่อธรรมทเี่ ปน็ พุทธวจน เพอ่ื ไปใช้ศึกษาส่วนตวั หรอื น�ำ ไปแจกเปน็ ธรรมทาน แก่พ่อแมพ่ ี่น้อง ญาติ หรอื เพอื่ น สามารถมารับได้ฟรี โดยไมม่ เี งอื่ นไข ท่ีวัดนาป่าพง หรอื ตามท่ีพระอาจารย์คึกฤทธไ์ิ ด้รบั นมิ นตไ์ ปแสดงธรรมนอกสถานท่ี ส�ำ หรับรายละเอยี ดกิจธรรมต่างๆ ภายใต้เครอื ขา่ ยพทุ ธวจนโดยวดั นาป่าพง คน้ หาข้อมูลไดจ้ าก www.buddhakos.org หากมคี วามจำ�นงที่จะรับไปแจกเปน็ ธรรมทานในจำ�นวนหลายสิบชุด ขอความกรณุ าแจ้งความจ�ำ นงไดท้ ่ี มูลนธิ พิ ุทธโฆษณ์ ประสานงานและเผยแผ่ : เลขท่ี ๒๙/๓ หมทู่ ่ี ๗ ถนนเลยี บคลอง ๑๐ ฝงั่ ตะวันออก ตำ�บลบงึ ทองหลาง อ�ำ เภอล�ำ ลูกกา จงั หวดั ปทุมธานี ๑๒๑๕๐ โทรศัพท์ ๐๘ ๘๔๙๔ ๘๐๘๓, ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘, ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑ โทรสาร ๐ ๒๕๔๙ ๒๑๗๕ เวบ็ ไซต์ : www.buddhakos.org อเี มล์ : [email protected] สนบั สนนุ การเผยแผ่พทุ ธวจนได้ท่ี ช่อื บัญชี “มูลนิธิพุทธโฆษณ์” ธนาคารกสิกรไทย สาขา ยอ่ ยตลาดไท ประเภท บญั ชอี อมทรพั ย์ เลขท่ีบัญชี ๔๘๔-๒-๑๐๘๗๗-๘ ชอ่ื บญั ชี “มลู นธิ พิ ุทธโฆษณ์ (๒)” (หนงั สือสุตตันตปิฎก) ธนาคารกสกิ รไทย สาขา โลตัส ล�ำ ลกู กา (คลอง ๖) ประเภท บญั ชอี อมทรัพย์ เลขท่ีบัญชี ๖๕๔-๒-๐๘๐๐๐-๙
ลงสะพานคลอง ๑๐ ไปยูเทิร์นแรกมา แผนที่วัดนาป่าพง แล้วเลี้ยวซ้ายก่อนขึ้นสะพาน แนวทิวสน วัดนาป่าพง โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑, ๐๘ ๔๐๙๖ ๘๔๓๐, ๐๘ ๘๔๙๔ ๘๐๘๓, ๐๘ ๔๑๒๓ ๒๔๕๐ ลงสะพานคลอง ๑๐ เลี้ยวซ้ายคอสะพาน
ขอกราบขอบพระคุณแด่ พระอาจารยค์ กึ ฤทธ์ิ โสตถฺ ผิ โล และคณะสงฆว์ ดั นาปา่ พง ท่กี รณุ าให้คำ�ปรึกษาในการจดั ทำ�หนังสือเล่มนี้ ตดิ ตามการเผยแผ่พระธรรมคำ�สอนตามหลักพุทธวจน โดย พระอาจารย์คกึ ฤทธิ์ โสตฺถผิ โล ไดท้ ี่ เว็บไซต์ • http://buddha-ins.org : สถาบันพทุ ธวจน • http://www.buddhakos.org : มลู นธิ ิพุทธโฆษณ์ • http://etipitaka.com : โปรแกรมตรวจหาและเทียบเคียงพุทธวจน • http://www.watnapp.com : หนังสอื และสือ่ ธรรมะ บนอนิ เทอรเ์ น็ต • http://media.watnapahpong.org : ศนู ย์บรกิ ารมลั ติมีเดียวัดนาปา่ พง • http://www.watnapahpong.org : เว็บไซต์วัดนาป่าพง • http://www.watnapahpong.com : เวบ็ ไซต์วัดนาป่าพง • http://www.watnapahpong.net : กระดาน ปฏปิ จุ ฉา วนิ ตี า ปรสิ า โน อกุ กาจติ วนิ ตี า • http://www.buddhawaj.org : ฐานข้อมูลพระสตู รออนไลน,์ เสยี งอ่านพทุ ธวจน • http://www.buddhaoat.org : จัดส่งส่อื ธรรมะให้ผู้ขอรบั ทางไปรษณีย์ ดาวน์โหลดโปรแกรมตรวจหาและเทยี บเคยี งพุทธวจน (E-Tipitaka) ส�ำ หรบั คอมพิวเตอร์ • ระบบปฏิบตั ิการ Windows, Macintosh, Linux http://etipitaka.com/download หรือ รับแผน่ โปรแกรมได้ทว่ี ดั นาปา่ พง สำ�หรบั โทรศัพท์เคล่ือนท่ี • ระบบปฏิบัตกิ าร Android ดาวน์โหลดได้ที่ Android Market โดยพมิ พ์ค�ำ วา่ พุทธวจน หรอื e-tipitaka • ระบบปฏิบตั ิการ iOS (สำ�หรบั iPad, iPhone, iPod) ดาวน์โหลดได้ที่ App Store โดยพมิ พค์ �ำ วา่ พทุ ธวจน หรอื e-tipitaka วิทย-ุ โทรทศั น์ • คลน่ื ส.ว.พ. FM ๙๑.๐ MHz ทุกวนั พระ เวลา ๑๗.๔๐ น.
บรรณานุกรม พระไตรปฎิ กบาลีอกั ษรไทยฉบับสยามรฐั พระไตรปฎิ กภาษาไทยฉบับสยามรฐั พทุ ธวจน ฉบบั ธรรมโฆษณ์ (ชดุ จากพระโอษฐ์ ผลงานแปลพุทธวจนโดยท่านพทุ ธทาสภิกขุ) รว่ มจดั ทำ�โดย กลุ่มอาสาสมัครคณะงานธรรมวัดนาป่าพง, คณะศิษย์วัดนาป่าพง, กลุ่มศิษย์ตถาคต, กลุ่มสมณะศากยะปุตติยะ, กลุ่มธรรมะสีขาว, กลุ่มพุทธบริษัทศากยบุตร, กลุ่มพุทธโอษฐ์, กลุ่มชวนม่วนธรรม, กลุ่มละนันทิ, กลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัทการบินไทย, กลุ่มมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, กลุ่มวิทยาลัยเขต-หาดใหญ่, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช สำ�นักงานการศึกษาต่อเนื่อง, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (องครักษ์) ชมรมวิศวกรความรู้เพื่อสังคม, ชมรมพุทธวจนอุดรธานี, เสถียรธรรมสถาน, สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๕, สำ�นักพิธีการ สำ�นักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, กองอำ�นวยการสถานพักผ่อน กรมพลาธิการทหารบก (บางปู), บจก. สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น, บจก. ดาต้าโปรดักส์, บจก. 3M ประเทศไทย, บจก. บางไทรไฟเบอร์บอร์ด, บจก. เอ็นอีซี โทคิน อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย), บจก. สยามรักษ์, บจก. เซเว่นสเต็ปส์, บจก. เมคเทค, บจก. ไดเวอร์ส เคมีคอลส์, บจก. ห้างพระจันทร์โอสถ, สถานกายภาพบำ�บัด คิดดีคลินิค, ร้านต้นมะขามช่างทอง, ร้านเสบียงบุญ, บ้านเมตตาเรสซิเด้นท์, บ้านพุทธวัจน์
...โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม หมู่สัตว์ ย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นเครื่องรึงรัด เหมือนลิ่มสลักขันยึดรถที่กำาลังแล่นไปอยู่. สัตว์ท้งั หลาย เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เปน็ ทายาทแห่งกรรม มกี รรมเป็นกาำ เนดิ มีกรรมเป็นเผ่าพนั ธ์ุ มีกรรมเปน็ ทีพ่ งึ่ อาศัย กระทาำ กรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชัว่ ก็ตาม จกั เปน็ ผูร้ ับผลกรรมน้นั . ส.ุ ข.ุ ๒๕/๔๕๗/๓๘๒. , ทสก. อำ. ๒๔/๓๐๙/๑๙๓.
กรรม ...ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงนิ ทอง หรอื ข้าวของ ทีห่ วงแหนอยา่ งใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้ และผอู้ าศัยของเขา พงึ พาเอาไปไม่ได้ท้งั หมด จะต้องถงึ ซงึ่ การละทงิ้ ไว้ทงั้ หมด กบ็ คุ คลทาำ กรรมใด ดว้ ยกาย ดว้ ยวาจา หรือดว้ ยใจ กรรมนั้นแหละ เป็นของๆ เขา และเขายอ่ มพาเอากรรมนนั้ ไป อนึง่ กรรมนั้น ย่อมตดิ ตามเขาไป เหมอื นเงาติดตามตน ฉะนน้ั เพราะฉะนน้ั บคุ คลควรทาำ กรรมดี สงั่ สมไวส้ ำาหรับภพหนา้ บญุ ทงั้ หลาย ย่อมเป็นที่พง่ึ ของสตั ว์ทงั้ หลาย ในโลกหนา้ . สคา. ส.ำ ๑๕/๑๓๔/๓๙๒. สื่อธรรมะน้ี จดั ทําเพอ่ื ประโยชนท างการศกึ ษาสูสาธารณชนเปนธรรมทาน ลขิ สิทธ์ใิ นตน ฉบบั นี้ ไดร ับการสงวนไว ไมสงวนสิทธิ์ในการจัดทําจากตนฉบับเพื่อเผยแผในทุกกรณี ในการจัดทําหรือเผยแผ โปรดใชความละเอียดรอบคอบเพื่อรักษาความถูกตองของขอมูล ขอคาํ ปรีกษาดานขอ มูลในการจดั ทําเพือ่ ความสะดวกและประหยัด ติดตอ ไดที่ มลู นธิ ิพทุ ธโฆษณ โทร.๐๘ ๘๔๙๔ ๘๐๘๓ คุณศรชา โทร.๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑ คณุ อารีวรรณ โทร.๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘ ติดตามการเผยแผพ ระธรรมคําสอนตามหลกั พทุ ธวจน โดยพระอาจารยคกึ ฤทธิ์ โสตฺถิผโล ไดท ่ี www.buddhakos.org | media.watnapahpong.org | www.watnapp.com | คลน่ื ส.ว.พ. FM 91.0 MHz ทกุ วนั พระ เวลา 17.40 น.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192