ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 3 3 ๑๐ เมือ่ กระทำ�อยู่ ราหลุ ! เมื่อเธอกระทำ�กรรมใด ด้วยกายอยู่ พงึ พจิ ารณากรรมนน้ั วา่ “กายกรรมทเ่ี ราก�ำ ลงั กระท�ำ อยนู่ ้ี เปน็ ไปเพือ่ เบียดเบยี นตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อ่ืนบา้ ง เบียดเบียนท้ังสองฝา่ ยบ้าง เป็นกายกรรมท่ีเป็นอกุศล มีทกุ ข์เปน็ กำ�ไร มที ุกข์เปน็ วบิ าก หรอื ไมห่ นอ” ดงั น.้ี ราหลุ ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังน้ันไซร้, เธอพึงเลิกละกายกรรมชนดิ น้นั เสยี . ราหลุ ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า “กายกรรมท่ีเรากำ�ลังกระทำ�อยู่นี้ ไม่เป็นไปเพื่อ เบยี ดเบยี นตนเองบา้ ง ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นผอู้ น่ื บา้ ง ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นทงั้ สองฝา่ ยบา้ ง เปน็ กายกรรม อันเปน็ กศุ ล มสี ุขเป็นกำ�ไร มีสุขเปน็ วบิ าก” ดงั น.ี้ ราหุล ! เธอพึงเร่งการกระท�ำ กายกรรมชนิดนน้ั .
3 4 พุทธวจน ๑๑ เมอ่ื กระทำ�แล้ว ราหุล ! เม่ือกระทำ�กรรมใดด้วยกายแล้ว พึงพิจารณากรรมนั้นว่า “กายกรรมที่เรากระทำ�แล้วนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อน่ื บา้ ง เบียดเบียนท้ังสองฝา่ ยบ้าง เป็นกายกรรมท่ีเป็นอกุศล มีทุกขเ์ ป็นกำ�ไร มีทุกขเ์ ปน็ วบิ าก หรอื ไม่หนอ” ดังน.้ี ราหลุ ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนั้นไซร้, เธอพึงแสดง พึงเปิดเผย พึงกระทำ�ให้เป็นของหงาย ซง่ึ กายกรรมนน้ั ในพระศาสดา หรอื ในเพอ่ื นสพรหมจารี ผเู้ ปน็ วญิ ญชู นทง้ั หลาย, ครน้ั แสดง ครน้ั เปดิ เผย ครน้ั กระท�ำ ใหเ้ ป็นของหงายแลว้ พึงถงึ ซง่ึ ความระวังสงั วรต่อไป. ราหลุ ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังน้ีว่า “กายกรรมทเ่ี รากระท�ำ แลว้ น้ี ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี น ตนเองบา้ ง ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นผอู้ น่ื บา้ ง ไมเ่ ปน็ ไป เพอ่ื เบยี ดเบยี นทง้ั สองฝา่ ยบา้ ง เปน็ กายกรรมอนั เปน็ กศุ ล มสี ุขเป็นกำ�ไร มสี ุขเปน็ วบิ าก” ดังน้ี.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 3 5 ราหลุ ! เธอพึงอยู่ด้วยปีติและปราโมทย์ ตามศึกษาในกุศลธรรมท้ังหลายอยู่ ท้ังกลางวัน และ กลางคืนเถิด. (ในสว่ นของวจกี รรมและมโนกรรม กท็ รงตรสั ในท�ำ นองเดยี วกนั ). ม. ม. ๑๓/๑๒๖/๑๒๙.
ข้อควรทราบ เพ่อื ปอ้ งกนั ความเข้าใจผดิ เกี่ยวกบั เรอื่ งกรรม
3 8 พุทธวจน ๑๒ การพยากรณ์บุคคลอื่น ทำ�ได้หรือไม่ อานนท์ ! ... เพราะกระแสแห่งธรรมยอ่ มถูกตอ้ งบคุ คล ใครเลา่ จะพึงรเู้ หตนุ น้ั ได้ นอกจากตถาคต. อานนท ์ ! เพราะเหตนุ น้ั แหละ เธอท้ังหลาย อย่าได้เปน็ ผชู้ อบประมาณในบคุ คล และอย่าได้ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถอื ประมาณในบุคคล ยอ่ มท�ำ ลายคณุ วเิ ศษของตน เราหรือผทู้ ี่เหมือนเรา พึงถือประมาณในบุคคลได.้ ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๐/๗๕.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 3 9 ๑๓ ทกุ ข์เกิดเพราะมเี หตปุ จั จัย อานนท ์ ! คราวหน่ึงเราอยู่ท่ีป่าไผ่ เป็นที่ให้ เหยอ่ื แกก่ ระแตใกลก้ รงุ ราชคฤหน์ แี่ หละ, ครง้ั นนั้ เวลาเชา้ เราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ คดิ ขน้ึ มาวา่ ยงั เชา้ เกนิ ไปส�ำ หรบั การบณิ ฑบาตในกรงุ ราชคฤห์ ถา้ ไฉน เราเขา้ ไปสอู่ ารามของปรพิ าชก ผเู้ ปน็ เดยี รถยี เ์ หลา่ อน่ื เถดิ . เราไดเ้ ขา้ ไปสอู่ ารามของปรพิ าชก ผเู้ ปน็ เดยี รถยี เ์ หลา่ อน่ื กระท�ำ สมั โมทนยี กถาแกก่ นั และกนั นง่ั ลง ณ ทคี่ วรขา้ งหนงึ่ . อานนท ์ ! ปริพาชกเหล่านั้น ได้กล่าวกะเรา ผู้นั่งแล้ว อยา่ งน้ีว่า “ท่านโคตมะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวก ที่กล่าวสอน เรอ่ื งกรรม ยอ่ มบญั ญตั คิ วามทกุ ขว์ า่ เปน็ สง่ิ ทต่ี นทำ�เอาดว้ ยตนเอง, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติ ความทุกข์ ว่าเป็นส่ิงท่ีผู้อื่นทำ�ให้, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวก ทก่ี ลา่ วสอนเร่ืองกรรม ยอ่ มบัญญตั ิความทกุ ขว์ ่า ไมใ่ ชท่ �ำ เองหรอื ใครท�ำ ให้ กเ็ กดิ ขน้ึ ได.้ ในเรอ่ื งน้ี ทา่ นโคตมะของพวกเรา กลา่ วสอน
4 0 พุทธวจน อยอู่ ยา่ งไร ? และพวกเรากลา่ วอยอู่ ยา่ งไร ? จงึ จะเปน็ อนั กลา่ วตามค�ำ ทท่ี า่ นโคตมะกลา่ วแลว้ ,ไมเ่ ปน็ การกลา่ วตดู่ ว้ ยค�ำ ไมจ่ รงิ แตเ่ ปน็ การกลา่ ว โดยถกู ตอ้ ง และสหธรรมกิ บางคนทก่ี ลา่ วตาม จะไมพ่ ลอยกลายเปน็ ผู้ควรถูกติเตียนไปดว้ ย ?” ดงั น.ี้ อานนท์ ! เราได้กล่าวกะปริพาชกทั้งหลาย เหล่านน้ั ว่า ปริพาชกทัง้ หลาย ! เรากล่าวว่า ทุกข์ อาศัยเหตุปัจจัย (ของมันเอง เป็นลำ�ดบั ๆ) เกดิ ข้ึน. มันอาศัยเหตปุ จั จยั อะไรเล่า ? อาศัยปจั จัยคือ ผสั สะ. ผกู้ ลา่ วอยา่ งนแ้ี ล ชอ่ื วา่ กลา่ วตรงตามทเ่ี รากลา่ ว. นทิ าน. ส.ํ ๑๖/๔๑/๗๖.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 4 1 ๑๔ ทาง ๒ สายที่ไมค่ วรเดิน ภิกษทุ งั้ หลาย ! มสี ง่ิ ทแ่ี ลน่ ดง่ิ ไปสดุ โตง่ (อนตฺ า) อยู่ ๒ อยา่ ง ท่ีบรรพชิตไม่ควรข้องแวะดว้ ย. สิง่ ท่แี ลน่ ดงิ่ ไปสุดโต่งนัน้ คืออะไร ? คือ การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ ในกามทงั้ หลาย (กามสุขัลลิกานโุ ยค) อนั เปน็ การกระทำ� ทยี่ ังต่�ำ เปน็ ของชาวบ้าน เป็นของชัน้ บถุ ุชน ไม่ใช่ของ พระอรยิ เจ้า ไม่ประกอบดว้ ยประโยชน,์ และการประกอบความเพียรในการทรมานตน ให้ลำ�บาก (อัตตกิลมถานุโยค) อันนำ�มาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, สองอยา่ งน้แี ล. ภกิ ษุท้ังหลาย ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ที่ไม่ดิ่งไปหาส่ิงสุดโต่งสองอย่างน้ัน เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ต่ี ถาคตไดต้ รสั รเู้ ฉพาะแลว้ เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ิ
4 2 พุทธวจน ทำ�ให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำ�ให้เกิดญาณ เป็นไป เพอ่ื ความสงบ เพอ่ื ความรอู้ นั ยง่ิ เพอ่ื ความตรสั รพู้ รอ้ ม เพอ่ื นพิ พาน. ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ข้อปฏิบัติท่ีเป็นทางสายกลาง ทไ่ี ม่ดง่ิ ไปหาทส่ี ุดโต่งสองอยา่ งนน้ั เปน็ อยา่ งไรเล่า ? ภิกษทุ ้ังหลาย ! ขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั เปน็ ทางสายกลาง นน้ั คอื ขอ้ ปฏบิ ตั อิ นั เปน็ หนทางอนั ประเสรฐิ ประกอบอยู่ ดว้ ยองค์แปดประการ น่เี อง. แปดประการ คอื อะไรเลา่ ? คือ :- สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากมั มันตะ สมั มาอาชีวะ สมั มาวายามะ สมั มาสต ิ สัมมาสมาธิ. มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 4 3 ๑๕ บาปกรรมเก่า ไมอ่ าจสิน้ ได้ ดว้ ยการทรมานตนเอง มหานาม ! คราวหน่ึง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์, คร้ังน้ันพวกนิครนถ์เป็นอันมาก ประพฤติวัตรยืนอย่างเดียว งดการนั่ง อยู่ ณ ท่ีกาฬสิลา ขา้ งภเู ขาอสิ คิ ลิ ,ิ ตา่ งประกอบความเพยี รแรงกลา้ เสวยเวทนา อันเป็นทุกข์กล้าแข็งแสบเผ็ด. มหานาม ! คร้ังนั้น เปน็ เวลาเยน็ เราออกจากทเี่ รน้ แลว้ ไปสกู่ าฬสลิ า ขา้ งภเู ขา อิสิคิลิ อันพวกนิครนถ์ประพฤติวัตรอยู่, ได้กล่าวกะ พวกนิครนถ์เหล่านัน้ ว่า “ทา่ นผ้เู ป็นนคิ รนถ์ท้งั หลาย ! เพราะอะไรหนอ พวกทา่ นทัง้ หลายจึงประพฤติ ยืน ไมน่ ง่ั ประกอบความเพยี รไดร้ ับเวทนาอนั เป็นทกุ ข์ กล้าแข็งแสบเผ็ด ?” ดงั น.ี้ มหานาม ! นิครนถเ์ หลา่ น้นั ได้กล่าวกะเราว่า
4 4 พุทธวจน “ท่านผมู้ อี ายุ ! ทา่ นนคิ รนถนาฏบตุ ร เปน็ ผรู้ สู้ ง่ิ ทง้ั ปวง เหน็ สง่ิ ทง้ั ปวง ไดย้ นื ยนั ญาณทสั สนะของตนเอง โดยไมม่ กี ารยกเวน้ วา่ เม่อื เราเดินอยู่ ยนื อยู่ หลบั อยู่ ต่ืนอยู่ ก็ตาม ญาณทัสสนะของเรา ยอ่ มปรากฏตดิ ตอ่ กนั ไมข่ าดสาย” ดงั น.้ี ทา่ นนคิ รนถนาฏบตุ รนน้ั กล่าวไว้อย่างน้ีว่า “นิครนถ์ผู้เจริญ ! บาปกรรมในกาลก่อน ทไี่ ดท้ ำ�ไว้ มอี ยูแ่ ล, พวกทา่ นจงทำ�ลาย กรรมน้นั ให้ส้ินไป ดว้ ย ทกุ รกริ ยิ าอนั แสบเผด็ น;้ี อนง่ึ เพราะการส�ำ รวม กาย วาจา ใจ ในบัดนี้ ย่อมช่ือว่าไม่ได้กระทำ�กรรม อันเป็นบาปอีกต่อไป. เพราะการเผาผลาญกรรมเก่าไม่มีเหลือ และเพราะการไม่กระทำ� กรรมใหม่ กรรมตอ่ ไปกข็ าดสาย, เพราะกรรมขาดสาย กส็ นิ้ กรรม, เพราะสน้ิ กรรม กส็ น้ิ ทกุ ข,์ เพราะสน้ิ ทกุ ข์ กส็ น้ิ เวทนา, เพราะสน้ิ เวทนา ทกุ ขท์ ้งั หมด กเ็ หือดแหง้ ไป, ดังนี้. ค�ำ สอนของทา่ นนาฏบตุ รน้ัน เปน็ ทชี่ อบใจและควรแกเ่ รา, และพวกเรากเ็ ปน็ ผพู้ อใจตอ่ คำ�สอน นนั้ ดว้ ย” ดงั น้ี. มหานาม ! เราไดก้ ลา่ วค�ำ นกี้ ะนคิ รนถเ์ หลา่ นน้ั สืบไปวา่ “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย รู้อยู่หรือว่า พวกเราทั้งหลาย ได้มีแล้วในกาลก่อน หรือวา่ มไิ ดม้ ี ?”. “ไมท่ ราบเลยท่าน !”.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 4 5 “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ท้ังหลาย ! ท่านท้ังหลาย รอู้ ยหู่ รอื วา่ พวกเราทง้ั หลาย ไดท้ �ำ กรรมทเ่ี ปน็ บาปแลว้ ในกาลกอ่ นหรือว่าพวกเราไมไ่ ด้ท�ำ แล้ว ?”. “ไมท่ ราบเลยทา่ น !”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ท้ังหลาย ! ท่านทั้งหลาย รอู้ ยหู่ รอื วา่ พวกเราทง้ั หลาย ไดท้ �ำ กรรมทเ่ี ปน็ บาปอยา่ งนๆ้ี ในกาลกอ่ น ?”. “ไมท่ ราบเลยทา่ น !”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลาย รู้อยู่หรือว่า (ต้ังแต่ทำ�ตบะมา) ทุกข์มีจำ�นวนเท่านี้ๆ ไดส้ นิ้ ไปแลว้ และจ�ำ นวนเทา่ นๆี้ จะสนิ้ ไปอกี , หรอื วา่ ถ้าทุกขส์ ิ้นไปอีกจ�ำ นวนเทา่ น้ี ทกุ ขก์ ็จักไมม่ ีเหลือ ?”. “ไม่ทราบได้เลยท่าน !”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ทั้งหลาย ! ท่านท้ังหลาย รอู้ ยหู่ รอื วา่ อะไรเปน็ การละเสยี ซงึ่ สงิ่ อนั เปน็ อกศุ ล และ ท�ำ สงิ่ ทเี่ ป็นกศุ ลใหเ้ กิดข้ึนไดใ้ นภพปัจจบุ ันน้ี ?”. “ไมเ่ ขา้ ใจเลยทา่ น !”.
4 6 พุทธวจน มหานาม ! เราไดก้ ลา่ วค�ำ น้ี กะนคิ รนถเ์ หลา่ นน้ั สืบไปวา่ “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ ง้ั หลาย ! ดงั ไดฟ้ งั แลว้ วา่ ทา่ นทง้ั หลาย ไมร่ อู้ ยู่ วา่ เราทง้ั หลายไดม้ แี ลว้ ในกาลกอ่ น หรอื ไมไ่ ดม้ แี ลว้ ในกาลกอ่ น, ...ฯลฯ... อะไรเปน็ การละเสยี ซง่ึ สง่ิ อนั เปน็ อกศุ ลแลว้ และท�ำ สง่ิ ทเ่ี ปน็ กศุ ลใหเ้ กดิ ขน้ึ ได้ ในภพปจั จบุ นั น.ี้ ครน้ั เมอ่ื ไมร่ อู้ ย่างนแี้ ลว้ (นา่ จะเหน็ วา่ ) ชนทงั้ หลายเหลา่ ใดในโลก ทเี่ ปน็ พวกพรานมฝี า่ มอื คร�ำ่ ไปด้วยโลหิต มีการงานอย่างกักขฬะ ภายหลังมาเกิด เป็นมนุษย์แล้ว ย่อมบรรพชาในพวกนิครนถ์ท้ังหลาย ละกระมัง ?”. มู. ม. ๑๒/๑๘๔/๒๑๙.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 4 7 ๑๖ สุข-ทุกข์ ที่ได้รับ ไมใ่ ชผ่ ลของกรรมเกา่ อย่างเดียว ภิกษทุ ง้ั หลาย ! เรากล่าวกะพวกนิครนถ์น้ัน ต่อไปอีกอย่างน้วี ่า “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ทั้งหลาย ! พวกท่านจะ สำ�คัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมัยใด พวกท่านมี ความพยายามแรงกลา้ มคี วามเพยี รแรงกลา้ สมยั นนั้ พวกท่านย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อนั เกดิ แตค่ วามพยายามแรงกลา้ แตส่ มยั ใด พวกทา่ น ไม่มีความพยายามแรงกล้า ไม่มีความเพียรแรงกล้า สมัยน้นั พวกท่านย่อมไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจบ็ แสบ อันเกิดแต่ความพยายามแรงกลา้ ”. พวกนิครนถร์ ับวา่ “พระโคดมผมู้ อี าย ุ! สมยั ใด พวกขา้ พเจา้ มคี วามพยายาม แรงกล้า มีความเพียรแรงกล้า สมัยน้ัน พวกข้าพเจ้าย่อมเสวย เวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ อนั เกดิ แตค่ วามพยายามแรงกลา้
4 8 พุทธวจน สมัยใด พวกข้าพเจ้าไม่มีความพยายามแรงกล้า สมัยน้ัน พวกข้าพเจ้าย่อมไม่เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อนั เกิดแตค่ วามพยายามแรงกลา้ ”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ทั้งหลาย ! เท่าท่ีพูดกันมาน้ี เป็นอันว่า สมัยใด พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า มีความเพียรแรงกล้า สมัยนั้น พวกท่านย่อมเสวยเวทนา อนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ อนั เกดิ แตค่ วามพยายามแรงกลา้ แต่สมัยใด พวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า ไม่มี ความเพียรแรงกล้า สมยั น้ัน พวกทา่ นย่อมไม่เสวยเวทนา อนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ อนั เกดิ แตค่ วามพยายามแรงกลา้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่เป็นการสมควรแก่ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ทั้งหลายท่จี ะกล่าวว่า บคุ คลเรานย้ี ่อมเสวยเวทนาอย่างใด อย่างหน่ึง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ทง้ั หมดนน้ั เปน็ เพราะเหตแุ หง่ กรรมทตี่ นท�ำ ไวใ้ นกาลกอ่ น และวา่ เพราะหมดกรรมเกา่ ดว้ ยตบะ และเพราะการไมท่ ำ� กรรมใหม่ กระแสแห่งกรรมต่อไปก็ไม่มี เพราะกระแส แหง่ กรรมตอ่ ไปไมม่ ี กส็ น้ิ ทกุ ข ์ เพราะสน้ิ ทกุ ข์ กส็ น้ิ เวทนา เพราะสิน้ เวทนา ทกุ ขท์ ง้ั ปวงก็สญู สิ้นไป ดงั นี”้ .
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 4 9 “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ ง้ั หลาย ! ถา้ สมยั ใด พวกทา่ น มีความพยายามแรงกล้า มีความเพียรแรงกล้า สมัยน้ัน เวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อันเกิดแต่ความเพียร พยายามนั้นก็ยังตั้งอยู่ แม้เมื่อใด พวกท่านไม่มีความ พยายามแรงกล้า ไม่มีความเพียรแรงกล้า สมัยนั้น เวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ อนั เกดิ แตค่ วามพยายาม พึงหยุดได้เอง เม่ือเป็นเช่นน้ี พวกนิครนถ์ผู้มีอายุก็ควร กล่าวไดว้ า่ บคุ คลเรานย้ี ่อมเสวยเวทนาอย่างใดอยา่ งหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ทั้งหมดนั้น เปน็ เพราะเหตแุ หง่ กรรมทต่ี นท�ำ ไวใ้ นกาลกอ่ น หมดกรรมเกา่ ดว้ ยตบะ และเพราะการไมท่ �ำ กรรมใหม่ กระแสแหง่ กรรม ตอ่ ไปกไ็ มม่ ี เพราะกระแสแหง่ กรรมตอ่ ไปไมม่ ี กส็ น้ิ กรรม เพราะส้ินกรรม ก็ส้ินทุกข เพราะสิ้นทุกข์ ก็สิ้นเวทนา เพราะสิน้ เวทนา ทกุ ข์ทงั้ ปวงก็สูญสน้ิ ไป ดงั น้ี”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ท้ังหลาย ! ก็เพราะเหตุท่ี สมยั ใด พวกทา่ นมคี วามพยายามแรงกลา้ มคี วามเพยี ร แรงกลา้ สมยั นน้ั พวกทา่ นจงึ เสวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจ็บแสบ อนั เกิดแต่ความพยายามแรงกลา้ แตส่ มยั ใด
5 0 พุทธวจน พวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า ไม่มีความเพียร แรงกล้า สมัยนั้น พวกท่านจึงไม่เสวยเวทนาอันเป็น ทุกข์กล้า เจ็บแสบ อันเกิดแต่ความพยายามแรงกล้า พวกท่านน้ันเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบ อนั เกดิ แตค่ วามเพยี รเองทเี ดยี ว ยอ่ มเชอ่ื ผดิ ไป เพราะ อวิชชา คือความไม่รู้ เพราะความหลงว่าบุคคลเราน้ี ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหน่ึง เป็นสุขก็ดี เป็น ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะ เหตุแห่งกรรมที่ตนทำ�ไว้ในกาลก่อน และว่าเพราะ หมดกรรมเก่าด้วยตบะ และเพราะไม่ทำ�กรรมใหม่ กระแสแหง่ กรรมตอ่ ไปกไ็ มม่ เพราะกระแสแหง่ กรรม ต่อไปไม่มี ก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข์ เพราะสน้ิ ทกุ ข์ ก็สน้ิ เวทนาเพราะส้ินเวทนา ทุกข์ทัง้ ปวง ก็สูญสิ้นไป ดังนี้”. ภิกษทุ ั้งหลาย ! เรามีถ้อยคำ�และความเห็น แม้อย่างนี้แล จึงไม่เล็งเห็นการโต้ตอบ ถ้อยคำ�และ ความเหน็ อนั ชอบดว้ ยเหตอุ ะไรๆ ในพวกนิครนถ์.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 5 1 ภิกษทุ ้งั หลาย ! เรากล่าวกะพวกนิครนถ์นั้น ต่อไปอกี อย่างนวี้ ่า “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ ง้ั หลาย ! พวกทา่ นจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั เปน็ ไฉน พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไดด้ งั นห้ี รอื วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลในปจั จบุ นั ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ล ในอนาคต ด้วยความพยายามหรอื ด้วยความเพียรเถดิ ”. พวกนคิ รนถน์ ้ันกล่าววา่ “ทา่ นผ้มู อี าย ุ ! ข้อนี้หามไิ ด้เลย”. “และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังน้ีหรือว่า กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลในอนาคตขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ล ในปจั จบุ นั ดว้ ยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ท่านผ้มู อี าย ุ ! ข้อนี้หามิไดเ้ ลย”. “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ งั้ หลาย ! พวกทา่ นจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั เปน็ ไฉน พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไดด้ งั นห้ี รอื วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเปน็ สขุ ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ล เปน็ ทกุ ข์ ดว้ ยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ท่านผมู้ ีอายุ ! ข้อนห้ี ามไิ ดเ้ ลย”.
5 2 พุทธวจน “และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเปน็ ทกุ ข ์ ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ล เป็นสุข ดว้ ยความพยายามหรือด้วยความเพยี รเถดิ ”. “ทา่ นผูม้ อี าย ุ ! ข้อนห้ี ามิได้เลย”. “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ งั้ หลาย ! พวกทา่ นจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั เปน็ ไฉน พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไดด้ งั นห้ี รอื วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเสรจ็ สน้ิ แลว้ ขอกรรมนน้ั อยา่ พงึ ใหผ้ ล เสรจ็ สน้ิ ดว้ ยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ท่านผูม้ ีอายุ ! ข้อนี้หามิได้เลย”. “และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังน้ีหรือว่า กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลยงั ไมเ่ สรจ็ สน้ิ ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของ ใหผ้ ลเสรจ็ สน้ิ ดว้ ยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ท่านผ้มู ีอาย ุ ! ขอ้ นห้ี ามไิ ด้เลย”. “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ ง้ั หลาย ! พวกทา่ นจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั เปน็ ไฉน พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไดด้ งั นห้ี รอื วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลมาก ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ลนอ้ ย ด้วยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ทา่ นผู้มีอาย ุ ! ข้อนี้หามไิ ด้เลย”.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 53 “และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลนอ้ ย ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ลมาก ด้วยความพยายามหรือดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ทา่ นผมู้ อี ายุ ! ข้อน้ีหามไิ ด้เลย”. “ทา่ นผเู้ ปน็ นคิ รนถท์ งั้ หลาย ! พวกทา่ นจะส�ำ คญั ความขอ้ นน้ั เปน็ ไฉน พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไดด้ งั นห้ี รอื วา่ กรรมใดเป็นของให้ผล ขอกรรมน้ันจงเป็นของอย่าให้ผล ดว้ ยความพยายามหรือดว้ ยความเพยี รเถิด”. “ท่านผู้มอี ายุ ! ข้อน้หี ามไิ ดเ้ ลย”. “และพวกท่านจะพึงปรารถนาได้ดังนี้หรือว่า กรรมใดเป็นของไม่ให้ผล ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผล ดว้ ยความพยายามหรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ ”. “ท่านผู้มอี าย ุ ! ขอ้ น้ีหามไิ ด้เลย”. “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ท้ังหลาย ! เท่าที่พูดกันมานี้ เปน็ อนั วา่ พวกทา่ นจะพงึ ปรารถนาไมไ่ ด้ ดงั นว้ี า่ กรรมใด เป็นของให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผล ในอนาคต ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลในอนาคต ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ลในปจั จบุ นั ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเปน็ สขุ
5 4 พุทธวจน ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเปน็ ทกุ ข์ ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเปน็ ทกุ ข์ ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ลเปน็ สขุ ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลเสรจ็ สน้ิ แลว้ ขอกรรมนน้ั อยา่ พงึ ให้ ผลเสรจ็ ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลยงั ไมเ่ สรจ็ สน้ิ ขอกรรมนน้ั จงเป็นของให้ผลเสร็จส้ิน ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ลมาก ขอกรรมนน้ั จงเป็นของใหผ้ ลน้อย ... วา่ กรรมใดเปน็ ของ ใหผ้ ลนอ้ ย ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ลมาก ... วา่ กรรมใดเปน็ ของใหผ้ ล ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของอยา่ ใหผ้ ล ... วา่ กรรมใดเปน็ ของไมใ่ หผ้ ล ขอกรรมนน้ั จงเปน็ ของใหผ้ ล ดว้ ยความพยายาม หรอื ดว้ ยความเพยี รเถดิ เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี ความพยายามของ พวกนคิ รนถผ์ มู้ อี ายกุ ไ็ รผ้ ล ความเพยี รกไ็ รผ้ ล”. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! พวกนิครนถ์มีถ้อยคำ� และ ความเห็นอย่างนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตาม ๑๐ ประการอันชอบด้วยเหตขุ องพวกนิครนถ์ ผู้มีถ้อยคำ� และความเห็นอยา่ งน้ีย่อมถงึ ฐานะนา่ ตำ�หน.ิ ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำ�ไว้ในก่อน พวกนิครนถ์ต้อง เปน็ ผทู้ �ำ กรรมชว่ั ไวก้ อ่ นแน่ ในบดั น้ี พวกเขาจงึ ไดเ้ สวยเวทนา
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 5 5 อนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ เหน็ ปานนี้ ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ มเสวย สขุ และทกุ ข์ เพราะเหตทุ อ่ี ศิ วรเนรมติ ให้ พวกนคิ รนถต์ อ้ งเปน็ ผถู้ กู อศิ วรชน้ั เลวเนรมติ มาแน่ ในบดั น้ี พวกเขาจงึ ไดเ้ สวย เวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ เหน็ ปานน้ี ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ ม เสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตทุ ม่ี คี วามบงั เอญิ พวกนคิ รนถ์ ตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามบงั เอญิ ชว่ั แน่ ในบดั นี้ พวกเขาจงึ ไดเ้ สวย เวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบ เห็นปานน้ี ถ้าหมู่สัตว์ ยอ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตแุ หง่ อภชิ าติ พวกนคิ รนถ์ ต้องเป็นผู้มีอภิชาติเลวแน่ ในบัดน้ี พวกเขาจึงได้เสวย เวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ เหน็ ปานน้ี ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ ม เสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตแุ หง่ ความพยายามในปจั จบุ นั พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้มีความพยายามในปัจจุบันเลวแน่ ในบดั น้ี พวกเขาจงึ ไดเ้ สวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ลา้ เจบ็ แสบ เหน็ ปานนี.้ ภิกษุท้ังหลาย ! ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำ�ไว้ในก่อน พวกนิครนถ์ต้อง น่าตำ�หนิ ถ้าหมู่สัตว์ไม่ได้เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุ แหง่ กรรมทต่ี นท�ำ ไวใ้ นกาลกอ่ น พวกนคิ รนถก์ ต็ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตทุ อ่ี ศิ วรเนรมติ ให้
5 6 พุทธวจน พวกนคิ รนถต์ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั วไ์ มไ่ ดเ้ สวยสุขและทุกข ์ เพราะเหตุท่ีอิศวรเนรมิตให้ พวกนิครนถ์ก็ต้องน่าตำ�หนิ ถา้ หมสู่ ตั วย์ อ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตทุ ม่ี คี วามบงั เอญิ พวกนคิ รนถต์ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั วไ์ มไ่ ดเ้ สวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตุท่ีมีความบังเอิญ พวกนิครนถ์ก็ต้องน่าต�ำ หนิ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตแุ หง่ อภชิ าติ พวกนคิ รนถต์ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั วไ์ มไ่ ดเ้ สวยสขุ และทกุ ข์ เพราะเหตแุ หง่ อภชิ าติ พวกนคิ รนถก์ ต็ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั ว์ ยอ่ มเสวยสขุ และทกุ ข์เพราะเหตแุ หง่ ความพยายามในปจั จบุ นั พวกนคิ รนถต์ อ้ งนา่ ต�ำ หนิ ถา้ หมสู่ ตั วไ์ ม่ไดเ้ สวยสขุ และทุกข์ เพราะเหตุแห่งความพยายามในปัจจุบัน พวกนิครนถ์ก็ ต้องน่าต�ำ หนิ. ภิกษุท้ังหลาย ! พวกนิครนถ์มีถ้อยคำ� และ ความเหน็ อยา่ งน้ีการกลา่ วกอ่ นและการกลา่ วตาม ๑๐ ประการ อนั ชอบดว้ ยเหตขุ องพวกนคิ รนถ์ ผมู้ ถี อ้ ยค�ำ และความเหน็ อยา่ งนี้ ย่อมถงึ ฐานะนา่ ต�ำ หนิ. ภกิ ษุท้ังหลาย ! ความพยายามไรผ้ ล ความเพยี ร ไรผ้ ล อย่างน้แี ล.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 5 7 ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ก็อย่างไร ความพยายามจึง จะมีผล ความเพียรจึงจะมผี ล. ภกิ ษุท้ังหลาย ! ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ัยน้ี ไม่เอาทกุ ขท์ บั ถมตนทีไ่ ม่มที กุ ขท์ บั ถม ๑ ไมส่ ละความสขุ ที่เกดิ โดยธรรม ๑ ไม่เป็นผ้หู มกมุน่ ในความสขุ น้นั ๑ เธอย่อมทราบชดั อยา่ งนี้วา่ ถึงเราน้ีจักยงั มเี หตแุ หง่ ทุกข์ เมอ่ื เริ่มตัง้ ความเพียร วริ าคะยอ่ มมไี ด้ อน่งึ ถึงเราน้จี ะยงั มีเหตแุ หง่ ทุกข์ เมอ่ื วางเฉย บ�ำ เพญ็ อเุ บกขาอยู่ วริ าคะกย็ อ่ มมไี ด้ เธอนน้ั จงึ เรม่ิ ตง้ั ความเพยี ร และบ�ำ เพญ็ อุเบกขาอยู่ ด้วยการท�ำ เช่นน้ี ทกุ ข์น้ันกเ็ ปน็ อนั เธอสลดั ไดแ้ ลว้ . ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! อกี ประการหนง่ึ ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ ดังนีว้ า่ :-
5 8 พุทธวจน เมือ่ เราอยูต่ ามสบาย อกุศลธรรมย่อมเจริญยิง่ กุศลธรรมย่อมเส่อื ม แต่เมอื่ เราดำ�รงตนอย่ใู นความลำ�บาก อกุศลธรรมย่อมเสือ่ ม กศุ ลธรรมยอ่ มเจรญิ ยง่ิ อย่ากระนั้นเลย เราพงึ ด�ำ รงตนอยูใ่ นความล�ำ บากเถิด เธอนน้ั จงึ ดำ�รงตนอยใู่ นความลำ�บาก เม่อื เธอด�ำ รงตนอยใู่ นความล�ำ บากอยู่ อกศุ ลธรรมย่อมเสอ่ื ม กศุ ลธรรมยอ่ มเจรญิ ยิ่ง สมัยต่อมา เธอไมต่ ้องด�ำ รงตนอย่ใู นความลำ�บากอกี เพราะเหตวุ ่า ประโยชนท์ เี่ ธอหวังน้ัน สำ�เรจ็ แลว้ ตามทีเ่ ธอประสงค์. ภิกษทุ ั้งหลาย ! ความพยายามมผี ล ความเพยี รมผี ล แมอ้ ยา่ งน.้ี อุปริ. ม. ๑๔/๗/๘.
ลทั ธคิ วามเชอ่ื ผิดๆ เกีย่ วกบั กรรม ๓ แบบ
6 0 พุทธวจน ๑๗ ลทั ธทิ ี่เชอ่ื วา่ สุขและทกุ ข์ เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดยี ว ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ลทั ธิ ๓ ลทั ธเิ หลา่ น ้ี มอี ย,ู่ เปน็ ลทั ธซิ ง่ึ แมบ้ ณั ฑติ จะพากนั ไตรต่ รอง จะหยบิ ขน้ึ ตรวจสอบ จะหยบิ ขน้ึ วพิ ากษ์ วจิ ารณก์ นั อยา่ งไร แมจ้ ะบดิ ผนั กนั มาอยา่ งไร กช็ วนใหน้ อ้ มไป เพอ่ื การไมป่ ระกอบกรรมทด่ี งี ามอยนู่ น่ั เอง. ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ลทั ธิ ๓ ลัทธิน้ัน เปน็ อย่างไรเลา่ ? ๓ ลทั ธคิ อื :- (๑) สมณะและพราหมณ์บางพวก มถี ้อยค�ำ และ ความเหน็ วา่ “บรุ ษุ บคุ คลใดๆ กต็ าม ทไ่ี ดร้ บั สขุ รบั ทกุ ข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดน้ัน เป็นเพราะกรรม ท่ีทำ�ไวแ้ ต่ปางก่อน” ดงั นี้. (๒) สมณะและพราหมณบ์ างพวก มีถ้อยคำ�และ ความเหน็ วา่ “บรุ ษุ บคุ คลใดๆ กต็ าม ทไ่ี ดร้ บั สขุ รบั ทกุ ข์
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 6 1 หรอื ไมใ่ ชส่ ขุ ไมใ่ ชท่ กุ ข์ ทง้ั หมดนน้ั เปน็ เพราะการบนั ดาล ของเจ้าเป็นนาย” ดังน.้ี (๓) สมณะและพราหมณ์บางพวก มถี อ้ ยค�ำ และ ความเหน็ วา่ “บรุ ษุ บคุ คลใดๆ กต็ าม ทไี่ ดร้ บั สขุ รบั ทกุ ข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ท้ังหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เปน็ ปัจจัยเลย” ดังนี้. ภิกษุทง้ั หลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ น้ัน สมณพราหมณ์พวกใด มีถ้อยคำ�และความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรมที่ท�ำ ไว้แต่ปางกอ่ นอยา่ งเดียว” มอี ย,ู่ เราเขา้ ไปหาสมณพราหมณเ์ หลา่ นน้ั แลว้ สอบถาม ความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น คนที่ฆ่าสัตว์ ... ลักทรัพย์ ... ประพฤติผิด พรหมจรรย์ ... พดู เทจ็ ... พดู ค�ำ หยาบ ... พดู ยใุ หแ้ ตกกนั ... พดู เพอ้ เจ้อ ... มใี จละโมบเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท ... มีความเห็นวิปริตเหล่าน้ี อย่างใดอย่างหน่ึง (ในเวลาน้ี) น่นั กต็ อ้ งเป็นเพราะกรรมทท่ี ำ�ไวแ้ ตป่ างก่อน.
6 2 พุทธวจน เมอื่ มวั แตถ่ ือเอา กรรมท่ที ำ�ไว้แต่ปางกอ่ น มาเป็นสาระสำ�คัญดังนแี้ ล้ว คนเหล่าน้ันก็ไมม่ ีความอยากทำ� หรอื ความพยายามทำ�ในข้อท่ีวา่ สงิ่ น้ีควรท�ำ (กรณยี กจิ ) สงิ่ นไี้ มค่ วรทำ� (อกรณยี กจิ ) อีกตอ่ ไป. เม่อื กรณยี กจิ และอกรณียกจิ ไมถ่ ูกทำ�หรอื ถูกละเวน้ ใหจ้ ริงๆ จังๆ กันแล้ว คนพวกทีไ่ ม่มสี ติคมุ้ ครองตนเหลา่ น้ัน กไ็ ม่มีอะไรทจ่ี ะมาเรียกตนว่า เปน็ สมณะอย่างชอบธรรมได”้ ดงั นี.้ ตกิ . อ.ํ ๒๐/๒๒๒/๕๐๑.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 6 3 ๑๘ ลทั ธิท่ีเชือ่ ว่าสขุ และทุกข์ เกิดจากเทพเจ้าบันดาลให้ ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ นั้น สมณพราหมณ์พวกใด มถี อ้ ยค�ำ และความเหน็ วา่ “บคุ คลไดร้ บั สขุ หรอื ทกุ ข์ หรอื ไมใ่ ชส่ ขุ ไมใ่ ชท่ กุ ข์ ทงั้ หมดนน้ั เปน็ เพราะอศิ วรเนรมติ ให้ (อสิ สฺ รนมิ มฺ านเหตตู )ิ ” ดงั น้ี มอี ย,ู่ เราเขา้ ไปหาสมณพราหมณเ์ หลา่ นน้ั แลว้ สอบถาม ความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ ... ลักทรัพย์ ... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พูดเท็จ ... พูดคำ�หยาบ ... พูดยุใหแ้ ตกกนั ... พดู เพ้อเจอ้ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มใี จพยาบาท มคี วามเหน็ วปิ รติ เหลา่ น้ี อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ อยู่ นั่นก็ต้องเป็นเพราะการเนรมิตของอิศวรด้วย.
6 4 พุทธวจน เมอ่ื มวั แต่ถอื เอา การเนรมติ ของอศิ วร มาเป็นสาระส�ำ คัญดงั นีแ้ ล้ว คนเหลา่ นั้นกไ็ มม่ คี วามอยากท�ำ หรอื ความพยายามท�ำ ในข้อทว่ี ่า สิ่งนี้ควรท�ำ (กรณียกิจ) สิ่งน้ีไม่ควรทำ� (อกรณียกิจ) อีกตอ่ ไป. เมื่อกรณยี กจิ และอกรณยี กิจ ไม่ถกู ท�ำ หรือถกู ละเวน้ ให้จริงๆ จังๆ กนั แล้ว คนพวกท่ไี มม่ ีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น กไ็ มม่ ีอะไรท่ีจะมาเรียกตนวา่ เปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได้” ดังน.้ี ตกิ . อ.ํ ๒๐/๒๒๓/๕๐๑.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 6 5 ๑๙ ลทั ธทิ เ่ี ชอ่ื วา่ สขุ และทกุ ขเ์ กดิ ขน้ึ เองลอยๆ ไมม่ อี ะไรเปน็ เหตุ เปน็ ปจั จัย ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ในบรรดาลัทธิทั้ง ๓ น้ัน สมณพราหมณ์พวกใด มีถ้อยคำ�และความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรอื ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจยั เลย” ดงั น ้ี มีอยู,่ เราเขา้ ไปหาสมณะพราหมณเ์ หลา่ นน้ั แลว้ สอบถาม ความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนท่ีฆ่าสัตว์ … ลักทรัพย์ … ประพฤติผิดพรหมจรรย์ … พูดเท็จ … พูดค�ำ หยาบ … พดู ยใุ ห้แตกกัน … พูดเพ้อเจอ้ … มใี จละโมบเพ่งเลง็ … มใี จพยาบาท … มคี วามเหน็ วปิ รติ เหลา่ น้ี อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ อยู่ น่นั ก็ตอ้ งไม่มีอะไรเปน็ เหตุ เป็นปัจจัยเลยดว้ ย.
6 6 พุทธวจน เม่ือมวั แต่ถอื เอา ความไม่มีอะไรเปน็ เหตุ เปน็ ปัจจัยเลย มาเปน็ สาระส�ำ คัญดังน้ีแลว้ คนเหลา่ นัน้ กไ็ มม่ ีความอยากท�ำ หรือความพยายามทำ�ในข้อท่ีว่า สิ่งนีค้ วรทำ� (กรณียกจิ ) สงิ่ นีไ้ ม่ควรทำ� (อกรณยี กจิ ) อีกต่อไป. เม่ือกรณยี กจิ และอกรณยี กจิ ไมถ่ ูกท�ำ หรอื ถกู ละเวน้ ใหจ้ รงิ ๆ จังๆ กนั แล้ว คนพวกทไี่ ม่มีสติคุ้มครองตนเหลา่ นั้น ก็ไมม่ ีอะไรทีจ่ ะมาเรียกตนว่า เปน็ สมณะอยา่ งชอบธรรมได”้ ดังนี้. ตกิ . อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 6 7 ๒๐ เชอ่ื ว่า “กรรม” ไม่มี อันตรายอยา่ งย่งิ ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ในบรรดาผา้ ทที่ อดว้ ยสงิ่ ทเ่ี ปน็ เสน้ ๆ กันแล้ว ผา้ เกสกมั พล (ผ้าทอด้วยผมคน) นบั วา่ เป็น ผา้ เลวทส่ี ดุ . ผา้ เกสกมั พลน้ี เมอ่ื อากาศหนาว มนั กเ็ ยน็ จดั , เม่ืออากาศร้อน มันก็ร้อนจัด. สีก็ไม่งาม กล่ินก็เหม็น เนอ้ื กก็ ระด้าง; ขอ้ นเ้ี ปน็ ฉนั ใด, ภิกษุทง้ั หลาย ! ในบรรดาลัทธิต่างๆ ของ เหล่าปุถุสมณะ (สมณะอ่ืนทั่วไป) แล้ว ลัทธิมักขลิวาท นับวา่ เปน็ เลวท่สี ุด ฉันนัน้ . ภกิ ษุท้งั หลาย ! มกั ขลโิ มฆบรุ ษุ นน้ั มถี อ้ ยค�ำ และ หลกั ความเหน็ วา่ “กรรมไมม่ ,ี กริ ยิ าไมม่ ,ี ความเพยี รไมม่ ”ี (คอื ในโลกน้ี อยา่ วา่ แตจ่ ะมผี ลกรรมเลย แมแ้ ตต่ วั กรรมเองกไ็ มม่ ,ี ทำ�อะไรเท่ากับไม่ทำ� ในส่วนของกิริยาและความเพียร ก็มีนัย เชน่ เดยี วกนั ). ภิกษุทั้งหลาย ! แม้พระอรหันตสัมมาสัม- พุทธเจ้าท้ังหลาย ที่เคยมีแล้วในอดีตกาลนานไกล ทา่ นเหลา่ นน้ั กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ผกู้ ลา่ ววา่ มกี รรม มกี ริ ยิ า มวี ริ ยิ ะ.
6 8 พุทธวจน มกั ขลโิ มฆบรุ ษุ ยอ่ มคดั คา้ นพระอรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธเจา้ นน้ั วา่ ไมม่ ีกรรม ไมม่ ีกริ ยิ า ไมม่ วี ิรยิ ะ ดงั นี.้ ภิกษทุ งั้ หลาย ! แม้พระอรหันตสัมมาสัม- พทุ ธเจา้ ทง้ั หลาย ทจ่ี กั มมี าในอนาคตกาลนานไกลขา้ งหนา้ ทา่ นเหลา่ นน้ั กล็ ว้ นแตเ่ ปน็ ผกู้ ลา่ ววา่ มกี รรม มกี ริ ยิ า มวี ริ ยิ ะ. มกั ขลโิ มฆบรุ ษุ ยอ่ มคดั คา้ นพระอรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจ้า เหลา่ น้นั วา่ ไม่มกี รรม ไม่มกี ิริยา ไมม่ วี ริ ยิ ะ ดงั น้.ี ภกิ ษุทงั้ หลาย ! ในกาละน้ี แม้เราเองผู้เป็น อรหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะกเ็ ปน็ ผกู้ ลา่ ววา่ มกี รรม มกี ริ ยิ า มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษ ย่อมคัดค้านเราว่า ไม่มีกรรม ไมม่ กี ิรยิ า ไม่มวี ิรยิ ะ ดังน้ี. ภกิ ษุทัง้ หลาย ! คนเขาวางเครอื่ งดกั ปลา ไวท้ ี่ ปากแม่นำ้� ไม่ใช่เพ่ือความเก้ือกูล, แต่เพ่ือความทุกข์ ความวอดวาย ความฉบิ หาย แกพ่ วกปลาทง้ั หลาย ฉนั ใด; มกั ขลโิ มฆบรุ ษุ เกดิ ขน้ึ ในโลก เปน็ เหมอื นกบั ผวู้ างเครอ่ื งดกั มนษุ ยไ์ ว ้ ไมใ่ ชเ่ พอ่ื ความเกอ้ื กลู , แตเ่ พอ่ื ความทกุ ข์ ความวอดวาย ความฉบิ หาย แกส่ ตั วท์ ง้ั หลาย เปน็ อันมาก ฉนั นั้น. ติก. อ.ํ ๒๐/๓๖๙/๕๗๗.
ผลของกรรม แบง่ โดยระยะเวลาใหผ้ ลของกรรม
7 0 พุทธวจน ๒๑ ระยะเวลาการใหผ้ ลของกรรม ภิกษทุ ้งั หลาย ! วิบาก (ผลแห่งการกระทำ�) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอยา่ งไรเล่า ? ภกิ ษุท้งั หลาย ! เรากลา่ ววบิ ากแหง่ กรรมทง้ั หลายวา่ มอี ยู่ ๓ อยา่ ง คอื :- วิบากในทฏิ ฐธรรม (คอื ทนั ควนั ) หรอื ว่า วบิ ากในอปุ ปชั ชะ (คอื ในเวลาต่อมา) หรอื วา่ วบิ าก ในอปรปรยิ ายะ (คอื ในเวลาตอ่ มาอกี ). ภิกษทุ ั้งหลาย ! นเี้ รากลา่ ววา่ วบิ ากแหง่ กรรมท้งั หลาย. ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๖๕/๓๓๔.
ผลของกรรม แบ่งโดยผลทไี่ ด้รบั
7 2 พุทธวจน ๒๒ ผู้ฉลาดในเรอ่ื งวบิ ากแหง่ กรรม บคุ คลเปน็ พราหมณ์ เพราะชาติ (ก�ำ เนดิ ) กห็ ามไิ ด;้ จะมใิ ช่พราหมณ์ เพราะชาติกห็ ามิได้ : บคุ คลเปน็ พราหมณ์ เพราะกรรม; ไมเ่ ป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม. บคุ คลเป็นชาวนา กเ็ พราะกรรม; เป็นศลิ ปิน กเ็ พราะกรรม, บคุ คลเป็นพอ่ ค้า กเ็ พราะกรรม; เปน็ คนรบั ใช้ ก็เพราะกรรม, บคุ คลแม้เปน็ โจร กเ็ พราะกรรม; เป็นนกั รบ กเ็ พราะกรรม, บคุ คลเปน็ ปโุ รหติ ก็เพราะกรรม; แมเ้ ป็นพระราชา กเ็ พราะกรรม,
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 7 3 บัณฑิตทัง้ หลาย ย่อมเหน็ ซึง่ กรรมน้ัน ตามที่เป็นจรงิ อยา่ งน.ี้ ช่อื วา่ เปน็ ผูเ้ ห็นซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาท เปน็ ผูฉ้ ลาดในเรอ่ื งวบิ ากแหง่ กรรม. โลก ยอ่ มเปน็ ไปตามกรรม หมู่สัตว์ ยอ่ มเป็นไปตามกรรม สัตวท์ ัง้ หลาย มีกรรมเปน็ เคร่ืองรึงรดั เหมอื นล่มิ สลักขนั ยึดรถท่กี ำ�ลังแล่นไปอยู่ ... ส.ุ ขุ. ๒๕/๔๕๗/๓๘๒.
7 4 พุทธวจน ๒๓ เหตุใหไ้ ดค้ วามเป็นผมู้ รี ปู งาม มีทรพั ย์มากและสูงศักดิ์ ภิกษทุ ง้ั หลาย ! พระนางมลั ลิกา ! มาตุคามบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่า แม้มากก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไมก่ ระดา้ งกระเดอ่ื ง ไมแ่ สดงความโกรธ ความขดั เคอื งและ ความไม่พอใจให้ปรากฏ เป็นผู้ให้ทาน คือ ข้าว น้ำ� เครือ่ งนงุ่ ห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลบู ไล้ ทน่ี อน ทอี่ ยู่ และประทปี โคมไฟ แกส่ มณะหรอื พราหมณ์ และถา้ มาตคุ ามนนั้ จตุ จิ ากอตั ภาพนน้ั แลว้ มาสคู่ วามเปน็ อย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม นา่ ด ู นา่ ชม ประกอบดว้ ยความเปน็ ผมู้ ผี วิ พรรณงามยง่ิ นกั ทง้ั เปน็ ผมู้ ง่ั คง่ั มที รพั ยม์ าก มโี ภคสมบตั มิ ากและสงู ศกั ด.์ิ จตกุ ฺก. อ.ํ ๒๑/๒๗๘/๑๙๗.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 7 5 ๒๔ ผลของใหท้ านแบบต่างๆ ภิกษุทง้ั หลาย ! สัปปุริสทาน ๕ ประการน้ี ๕ ประการอยา่ งไรเล่า ? คือ :- ๑. ย่อมใหท้ านดว้ ยศรัทธา ๒. ย่อมให้ทานโดยเคารพ ๓. ย่อมให้ทานโดยกาลอนั ควร ๔. เปน็ ผู้มจี ติ อนเุ คราะหใ์ หท้ าน ๕. ยอ่ มใหท้ านไมก่ ระทบตนและไมก่ ระทบผอู้ นื่ ภิกษุทง้ั หลาย ! สตั บรุ ุษ (๑) คร้ันให้ทานด้วยศรัทธาแล้ว ย่อมเป็น ผู้มัง่ คั่ง มีทรพั ย์มาก มีโภคทรัพย์มาก และเป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดูน่าเล่ือมใส ประกอบดว้ ยผิวพรรณงามย่ิงนัก ในทท่ี ่ที านนน้ั ใหผ้ ล. (๒) คร้ันให้ทานโดยเคารพแล้ว ย่อมเป็น ผมู้ ง่ั ค่งั มที รัพย์มาก มีโภคทรัพยม์ าก
7 6 พุทธวจน และเปน็ ผมู้ ีบุตรภรรยา ทาส คนใชห้ รือคนงาน เป็นผู้เชื่อฟัง เง่ียโสตลงสดับคำ�สั่ง ต้ังใจใคร่รู้ ในที่ที่ ทานนน้ั ใหผ้ ล. (๓) ครน้ั ใหท้ านโดยกาลอนั ควรแลว้ ยอ่ มเปน็ ผู้ม่งั คง่ั มีทรพั ยม์ าก มโี ภคทรัพยม์ าก และยอ่ มเปน็ ผมู้ คี วามตอ้ งการทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามกาล บริบรู ณ์ ในทที่ ท่ี านนัน้ ให้ผล. (๔) ครั้นเป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทานแล้ว ย่อมเปน็ ผมู้ ่ังคั่ง มที รพั ย์มาก มโี ภคทรพั ยม์ าก และเป็นผู้มีจิตน้อมไปเพ่ือบริโภคกามคุณ ๕ สูงยิ่งข้นึ ในท่ที ่ีทานน้ันให้ผล. (๕) ครั้นให้ทานไม่กระทบตนและไม่กระทบ ผอู้ น่ื แลว้ ยอ่ มเปน็ ผมู้ ง่ั คง่ั มที รพั ยม์ าก มโี ภคทรพั ยม์ าก และยอ่ มเปน็ ผมู้ โี ภคทรพั ยไ์ มม่ ภี ยนั ตรายมาแต่ ท่ีไหนๆ คือ จากไฟ จากน้ำ� จากพระราชา จากโจร จากคนไมเ่ ปน็ ทรี่ กั หรอื จากทายาท ในทท่ี ที่ านนนั้ ใหผ้ ล. ภิกษทุ ั้งหลาย ! นี้แลสปั ปุรสิ ทาน ๕ ประการ. ปญฺจก. อ.ํ ๒๒/๑๙๒/๑๔๘.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 7 7 ๒๕ กรรมทท่ี �ำ ใหไ้ ดร้ บั ผลเปน็ ความไมต่ กต�ำ่ ภกิ ษุทงั้ หลาย ! แ ต่ ช า ติ ท่ี แ ล้ ว ม า แ ต่ อ ดี ต ตถาคตได้เคยเจริญเมตตาภาวนาตลอด ๗ ปี จึงไม่เคย มาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏกัปป์ และ วิวัฏฏกัปป์. ในระหว่างกาลอันเป็นสังวัฏฏกัปป์น้ัน เราได้บังเกิดในอาภัสสรพรหม. ในระหว่างกาลอันเป็น ววิ ฏั ฏกัปปน์ นั้ เรากไ็ ดอ้ ยู่พรหมวิมานอันวา่ งเปล่าแลว้ . ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ในกัปป์น้ัน เราได้เคยเป็น พรหม ไดเ้ คยเปน็ มหาพรหมผยู้ ง่ิ ใหญ่ ไมม่ ใี ครครอบง�ำ ได้ เปน็ ผเู้ หน็ สง่ิ ทง้ั ปวงโดยเดด็ ขาด เปน็ ผมู้ อี �ำ นาจสงู สดุ . ภิกษุทั้งหลาย ! เราได้เคยเป็นสักกะ ผู้เป็น จอมแห่งเทวดา นับได้ ๓๖ ครั้ง เราได้เคยเป็นราชา จกั รพรรดผิ ปู้ ระกอบดว้ ยธรรม เปน็ พระราชาโดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรท้ังสี่เป็นท่ีสุด เป็นผู้ชนะแล้ว อยา่ งดี มีชนบทอันบรบิ รู ณ์ประกอบด้วยแกว้ เจด็ ประการ นับด้วยร้อยๆ ครั้ง, ทำ�ไมจะต้องกล่าวถึงความเป็นราชา ตามธรรมดาดว้ ย.
7 8 พุทธวจน ภกิ ษุทง้ั หลาย ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ท่ีทำ�ให้เราเป็นผู้มี ฤทธมิ์ ากถงึ อยา่ งนี้ มอี านภุ าพมากถงึ อยา่ งน้ี ในครงั้ นนั้ ๆ. ภิกษทุ ง้ั หลาย ! ความรสู้ กึ ไดเ้ กดิ ขน้ึ แกเ่ ราวา่ ผลวบิ ากแหง่ กรรม ๓ อยา่ งนแี้ ล ท่ที �ำ ใหเ้ รามฤี ทธมิ์ าก ถงึ อยา่ งนี้ มอี านภุ าพมากถงึ อย่างน้ี, วบิ ากแหง่ กรรม ๓ อย่าง ในคร้ังน้นั คอื ผลวบิ ากแหง่ ทาน (การให้) ๑, ผลวิบากแห่งทมะ (การบีบบังคบั ใจ) ๑, ผลวบิ ากแหง่ สญั ญมะ (การส�ำ รวมระวงั ) ๑, ดงั น.ี้ อติ ิวุ. ข.ุ ๒๕/๒๔๐/๒๐๐.
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 7 9 ๒๖ เหตุท่ีท�ำ ใหม้ นุษยเ์ กิดมาแตกตา่ งกนั สภุ มาณพ โตเทยยบตุ ร ไดท้ ลู ถามพระผมู้ พี ระภาค ดงั นว้ี า่ “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ท่ีเกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลว และความประณตี คอื มนษุ ยท์ ง้ั หลายยอ่ มปรากฏมอี ายสุ น้ั มอี ายยุ นื มโี รคมาก มโี รคนอ้ ย มผี วิ พรรณทราม มผี วิ พรรณงาม มศี กั ดานอ้ ย มศี กั ดามาก มโี ภคะนอ้ ย มโี ภคะมาก เกดิ ในสกลุ ต�ำ่ เกดิ ในสกลุ สงู ไร้ปญั ญา มปี ัญญา. ข้าแตพ่ ระโคดมผู้เจรญิ ! อะไรหนอแล เป็นเหตุ เปน็ ปัจจยั ให้พวกมนษุ ยท์ เ่ี กิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏ ความเลวและความประณีต”. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาณพ ! สัตว์ท้ังหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำ�เนิด มีกรรมเป็น เผา่ พนั ธ์ุ มกี รรมเป็นที่พ่ึงอาศัย กรรมย่อมจ�ำ แนกสตั ว์ ใหเ้ ลวและประณตี ได.้
8 0 พุทธวจน “ขา้ พระองคย์ อ่ มไมท่ ราบเนอ้ื ความโดยพสิ ดารของอเุ ทศ ทพ่ี ระโคดมผเู้ จรญิ ตรสั โดยยอ่ มไิ ดจ้ �ำ แนกเนอ้ื ความโดยพสิ ดารนไ้ี ด้ ขอพระโคดมผู้เจริญ ! ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดย ประการทขี่ า้ พระองคจ์ ะพงึ ทราบเนอื้ ความแหง่ อเุ ทศนโี้ ดยพสิ ดาร ดว้ ยเถิด”. มาณพ ! ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวตอ่ ไป :- สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทลู รบั พระผู้มีพระภาควา่ “ชอบแลว้ พระเจ้าขา้ !”. พระผ้มู พี ระภาคจึงไดต้ รสั ดังนว้ี า่ มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี ก็ตาม บุรุษกต็ าม เป็นผ้มู ักท�ำ ชวี ิตสตั วใ์ หต้ กล่วง เปน็ คน เหยี้ มโหด มมี อื เปอ้ื นเลอื ด หมกมนุ่ ในการประหตั ประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถา้ มาเป็นมนุษยเ์ กิด ณ ทใ่ี ดๆ ในภายหลงั จะเป็นคนมอี ายสุ น้ั .
ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 8 1 มาณพ ! ปฏปิ ทาทเี่ ปน็ ไปเพอื่ ความมอี ายสุ น้ั น้ีคอื เปน็ ผมู้ กั ท�ำ ชวี ิตสตั ว์ใหต้ กลว่ ง เปน็ คนเห้ยี มโหด มมี อื เปอ้ื นเลอื ด หมกมนุ่ ในการประหตั ประหาร ไมเ่ อน็ ดู ในเหลา่ สัตวม์ ีชีวิต. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี ก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจาก ปาณาติบาต วางอาชญา วางศสั ตราได้ มคี วามละอาย ถงึ ความเอน็ ดู อนเุ คราะหด์ ว้ ยความเกอื้ กลู ในสรรพสตั วแ์ ละ ภตู อยู่ เขาตายไป จะเขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ เพราะกรรมนน้ั อนั เขาใหพ้ รง่ั พรอ้ มสมาทานไวอ้ ยา่ งน้ี หากตายไป ไมเ่ ขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ถา้ มาเปน็ มนษุ ยเ์ กดิ ณ ทใ่ี ดๆ ในภายหลงั จะเปน็ คนมีอายยุ ืน. มาณพ ! ปฏปิ ทาทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ความมอี ายยุ นื น้ี คอื ละปาณาติบาตแล้ว เปน็ ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศสั ตราได้ มคี วามละอาย ถงึ ความเอน็ ดู อนุเคราะห์ด้วยความเกอ้ื กลู ในสรรพสตั ว์และภตู อย.ู่ มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรี กต็ าม บุรุษก็ตาม เป็นผมู้ ปี กติเบยี ดเบียนสัตว์ดว้ ยฝา่ มือ
8 2 พุทธวจน หรอื กอ้ นดนิ หรอื ทอ่ นไม้ หรอื ศสั ตรา เขาตายไป จะเขา้ ถงึ อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้ พรง่ั พรอ้ ม สมาทานไวอ้ ยา่ งน้ี หากตายไป ไมเ่ ขา้ ถงึ อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง จะเปน็ คนมีโรคมาก. มาณพ ! ปฏปิ ทาทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ความมโี รคมากน้ี คอื เปน็ ผมู้ ปี กตเิ บยี ดเบยี นสตั วด์ ว้ ยฝ่ามอื หรอื กอ้ นดนิ หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา. มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกน้ีจะเป็นสตรี กต็ าม บรุ ษุ กต็ าม เปน็ ผมู้ ปี กตไิ มเ่ บยี ดเบยี นสตั วด์ ว้ ยฝา่ มอื หรอื กอ้ นดนิ หรอื ทอ่ นไม้ หรอื ศสั ตรา เขาตายไป จะเขา้ ถงึ สุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมน้ัน อันเขาให้พร่ังพร้อม สมาทานไว้อยา่ งน้ี หากตายไป ไม่เขา้ ถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ท่ีใดๆ ในภายหลัง จะเป็น คนมีโรคน้อย. มาณพ ! ปฏปิ ทาทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื ความมโี รคนอ้ ยน้ี คือ เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือ กอ้ นดนิ หรือท่อนไม้ หรือศัสตรา.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192