รายงานการวจิ ยั ในช้นั เรียน การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทกั ษะการอ่านของนกั เรียน ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นโกตาบารู Development word reading skills by using a set of reading skills for second grade students Ban KotaBaru School นาอีมะห์ มามะ รายงานการวจิ ยั ฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหน่งึ ของรายวชิ า 1110422 วิจัยและสมั มนาปัญหาวจิ ัยในช้นั เรียนระดับประถมศกึ ษา สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา ปกี ารศกึ ษา 2565
รายงานการวจิ ยั ในช้นั เรียน การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทกั ษะการอ่านของนกั เรียน ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นโกตาบารู Development word reading skills by using a set of reading skills for second grade students Ban KotaBaru School นาอีมะห์ มามะ รายงานการวจิ ยั ฉบับนเ้ี ป็นสว่ นหน่งึ ของรายวชิ า 1110422 วิจัยและสมั มนาปัญหาวจิ ัยในช้นั เรียนระดับประถมศกึ ษา สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา ปกี ารศกึ ษา 2565
กก ชื่อวจิ ัย การพัฒนาทักษะการอา่ นคำแม่ ก กา โดยใชช้ ุดฝึกทักษะการอ่านของนกั เรยี น ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู ผ้วู จิ ัย นางสาวนาอมี ะห์ มามะ สาขาวิชา การประถมศึกษา ปีการศกึ ษา 2565 บทคดั ยอ่ การทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 31 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโกตาบารู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา จำนวน 5 ชุด โดยใช้เวลา 5 ชั่วโมง 2) แผนการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะ การอ่าน จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 3) แบบประเมินทักษะการอ่าน จำนวน 20 คำ 4) แบบวัด ความ พึงพอใจของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ท่มี ีต่อการใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่าน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า 1) คะแนนประเมินก่อนการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านในการพัฒนาทักษะ การอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.71 คะแนน และ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.00 คะแนนประเมินหลังใช้ชุดฝึกทกั ษะการอา่ น มีคะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 16.45 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.60 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังใช้ชุดฝึก ทักษะการอ่าน สรุปได้ว่า ผลการประเมินของการพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียน ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู จงั หวัดยะลา กอ่ นและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา โดยภาพรวม อยู่ในระดบั มาก คำสำคัญ : ชดุ ฝึก , ทกั ษะการอ่าน
ข Title Development word reading skills by using a set of reading skills for second grade students Ban KotaBaru School Author Miss Na-emah Mama Degree Elementary education Academic Year 2022 Abstract Conducting classroom research on the development of reading skills by using a set of reading skills for second grade students Ban KotaBaru School The objectives of this research 1) To compare the reading skills of Mae Kor Ka words before and after using the reading skill training package of second grade students at Ban KotaBaru School 2) To study the satisfaction of learners on the use of the reading skill training package of second grade students at Ban KotaBaru School The samples used in this study were 31 students in grade 2/1, semester 1, academic year 2022, Ban KotaBaru School Research tools 1) A set of 5 set of reading skills for Mae Kor Ka, taking 5 hours 2) Teaching plans using the reading practice package, 5 plans, 1 hour each 3) Reading skill assessment form, 20 words 4) Satisfaction form of second grade students toward the use of the reading skill training package. The results of the study revealed that : 1) Assessment scores before using the reading skill set to develop reading skills for second grade students were 7.71 points and standard deviation were 4.00. reading practice set The mean score was 16.45 points and the standard deviation was 2.60. Year 2/1, Ban KotaBaru School, Yala Province, before and after using the reading skills training package After learning was higher than before learning at statistical significance at the .05 2) The students were satisfied with the Mae Kor Ka word reading skill training package, overall, at a high level. Keywords: practice set, reading skills
ค กติ ตกิ รรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์ช่วยเหลืออย่างดีจากบุคคลหลายท่าน ทำให้ ข้าพเจ้าทราบถึงความรัก มิตรภาพ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถผ่านอุปสรรคที่พบเจอได้ เป็นบทพิสูจน์ถึงความ เพยี รพยายามและความตง้ั ใจในการศึกษา ซง่ึ เป็นประโยชนส์ ำหรับการทำวจิ ยั เลม่ นี้ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอขอบคุณอาจารย์ ดร.กอเดช อ้าสะกะละ อาจารย์นิเทศก์ประจำหลักสูตร ที่ให้ คำแนะนำต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยครั้งนี้ ให้ดำเนินเป็นไปตามขั้นตอน และสำเร็จลุล่วงได้ นอกจากคณาจารย์ที่กล่าวมาแล้ว ขอขอบคุณครูพี่เลี้ยง นางสาวเฟาซีย๊ะ แซการี และผู้อำนวยการโรงเรียน บ้านโกตาบารูทีใ่ หค้ วามร่วมมือและอนุญาตให้ศึกษาวจิ ยั ในครง้ั น้ี ขอขอบคุณ ดร.สมฤดี ปาละวัล อาจารย์ที่ปรึกษาประจำสาขาการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา ทไี่ ด้กรณุ าใหข้ ้อเสนอแนะ แนวคิดต่าง ๆ ทเี่ ป็นประโยชน์ สดุ ท้ายนี้ขอขอบพระคุณทุกท่าน ท่มี ีส่วนรว่ มในการทำงานวจิ ัยครั้งน้ี ซึง่ ขา้ พเจ้าอาจขาดตกบกพร่อง ในการกลา่ วถงึ และไมส่ ามารถกล่าวนามได้ทงั้ หมดในนี้ ขอขอบพระคณุ ทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ดว้ ย ผจู้ ัดทำ นาอีมะห์ มามะ
ง สารบญั หน้า เร่อื ง ก บทคัดยอ่ ภาษาไทย ข บทคัดยอ่ ภาษาองั กฤษ ค กติ ตกิ รรมประกาศ ง สารบญั จ สารบญั ตาราง 1 1 บทที่ 1 บทนำ 2 ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา 3 วตั ถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานการวิจัย 3 ขอบเขตการวิจยั 4 กรอบแนวคิดการวจิ ัย 4 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะได้รบั 5 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 8 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย 13 การอา่ น 17 ชุดฝึกทกั ษะ 17 งานวิจยั ท่ีเก่ยี วข้อง 19 งานวจิ ยั ในประเทศ งานวิจยั ตา่ งประเทศ 20 20 บทท่ี 3 วิธดี ำเนินการวิจัย 21 ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง 21 ตัวแปรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 23 เครอ่ื งมอื และการพฒั นาคุณภาพเครื่องมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั 24 การเก็บรวบรวมข้อมูล 24 การวิเคราะห์ข้อมูล สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
สารบญั (ต่อ) หน้า เรือ่ ง 27 27 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล 28 ตอนท่ี 1 ข้อมลู พนื้ ฐานของกลุ่มตัวอย่าง ตอนท่ี 2 ผลการวิจยั 28 ตารางท่ี 2.1 การวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน คา่ สถิตทิ ดสอบที 28 และระดบั นัยสำคัญทางสถติ ิของการทดสอบเปรยี บเทียบคะแนนสอบ กอ่ นและหลังเรียนของนักเรยี น 30 ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงคะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรยี นของนักเรยี น ตารางท่ี 2.3 ผลการวิเคราะห์ความพงึ พอใจของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/1 32 โรงเรียนบ้านโกตาบารูท่มี ตี ่อชุดฝึกทักษะการอ่าน 32 32 บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 33 สรปุ ผลการวจิ ัย 33 อภิปรายผลการวจิ ัย 33 ข้อเสนอแนะ ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ ฉ ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครั้งต่อไป ช ซ บรรณานุกรม ฌ ภาคผนวก ญ ฎ ภาคผนวก ก เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวิจัย ฏ ภาคผนวก ข รายช่อื ผูเ้ ชีย่ วชาญตรวจสอบเครอื่ งมือ ภาคผนวก ค คุณภาพของเครื่องมือวิจัย ภาคผนวก ง ภาพแสดงการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ประวตั ิผู้วจิ ัย
สารบัญตาราง จ เรือ่ ง หน้า ตารางที่ 1.1 ข้อมลู พืน้ ฐานของกลมุ่ ตวั อย่าง ( จำแนกตามเพศ ) 27 ตารางที่ 2.1 การวิเคราะห์ ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบทีและระดับนยั สำคัญ 28 ทางสถติ ขิ องการทดสอบเปรียบเทยี บคะแนนสอบก่อนและหลงั เรยี นของนกั เรยี น 28 ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั เรยี น ตารางที่ 2.3 ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/1 30 โรงเรยี นบ้านโกตาบารทู ี่มีต่อชุดฝึกทักษะการอา่ น
1 บทท่ี 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรม อันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงานและดำเนินชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุขและเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ ให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี สุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป กระทรวงศกึ ษาธิการ (2551 : 37) ด้วยเหตุที่ภาษาไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนด ให้วิชาภาษาไทยเป็นรายวิชาบังคับทั้งในหลักสูตรประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แม้แต่ในสถาบันอุดมศึกษา หลายสถาบัน ผู้เรียนจะต้องเรียนวิชาที่เกี่ยวกับทักษะภาษาไทย การใช้ภาษาไทยเป็นวิชาพื้นฐาน ซึ่งสถาบัน จะกำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาเป็นวิชาบังคับ และถือเป็นส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตรในการเรียนการสอน ภาษาไทยให้ได้ประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรนั้น จะต้องครอบคลุมทักษะทั้ง 4 คือ การฟัง การพดู การอ่าน และการเขียน ทั้งส่ีทักษะน้ผี ู้ที่มีความสามารถทางภาษาสูง เม่อื ใช้ภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือสื่อ ความรู้ความคิดได้ดีก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต ดังที่ สุจริต เพียรชอบ (2556 : 8) ได้แสดงแนวคิดว่า ผู้ที่สามารถใช้ภาษาได้อย่างแจ่มชัด และสละสลวย การใช้ภาษาไดด้ ีกจ็ ะทำให้บคุ ลกิ ภาพดี นับเป็นการพัฒนา ตนเองได้ทางหนึ่ง ดังนั้น การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องงดงาม และมีประสิทธิภาพ จึงจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ผู้ใช้ย่อม ภาคภูมิใจ การที่จะให้บุคคลมีทักษะในการใช้ภาษาให้ดีนั้นคงจะต้องอาศัยเวลาและการฝึกฝนอย่างเพียงพอ เปน็ ส่วนสำคัญจะทำให้เกิดทกั ษะสามารถใช้ภาษาได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ผู้วิจัยได้ประเมินผลการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในโรงเรียนบา้ นโกตาบารูของชัน้ ประถมศึกษา ปีท่ี 2 พบว่า ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรยี นมีคะแนนเฉลีย่ อยใู่ นระดับค่อนข้างต่ำ สมรรถภาพ ที่มีปัญหา ได้แก่ ทักษะการอ่านและการเขียน ปัญหา คือการออกเสียงพยัญชนะ สระ คำควบกล้ำไม่ชัดเจน การแจกลูกสะกดคำ การใชห้ ลักภาษาไทยไม่ถูกต้อง การแจกลกู สะกดคำเป็นเรือ่ งจำเปน็ มากสำหรบั ผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะเริ่มเรียน การอ่านของนักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์ การประสมคำ เมือ่ อา่ นหนังสือมากขึ้น ทำให้สับสนอ่านหนังสือไม่ออก เขยี นหนงั สือผิด ซงึ่ เป็นปัญหามากของ
2 นักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจากการอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน ในวิชาอนื่ ๆ ด้วย เพราะการอ่านเป็นเครอ่ื งมอื สำหรับการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง การสอนภาษาไทยให้บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องฝึกทักษะต่าง ๆ ให้สัมพนั ธก์ ันท้ังการรับเข้ามา คอื การอา่ นและการฟังกบั ทักษะการถ่ายทอดออกไป คือ การพูดและการเขียน ในด้านการเขยี น ถือเป็นทักษะทยี่ ุ่งยากซบั ซ้อนและเปน็ ทักษะถ่ายทอดที่สำคัญตอ่ การส่อื สารอย่างยง่ิ จากข้อมูลสภาพปัญหา ความสำคัญ และหลักการดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวครูผู้สอน ควรจะมีการศึกษาหาวิธีปรับปรุงพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มี ประสิทธิภาพ ให้ทั้งความรู้ทักษะการคิด ความสนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อม ๆ กัน มีเทคนิคการสอน ที่หลากหลาย ทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดความแม่นยำ จดจำง่าย และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง จัดระบบเชื่อมโยง ความคิดต่าง ๆ เข้าดว้ ยกัน ผวู้ ิจัยได้รับมอบหมายใหร้ ับผิดชอบในการจัดการเรยี นการสอนวิชาภาษาไทยพร้อมทั้งวดั และประเมิน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านโกตาบารูพบว่า นักเรียนมีปัญหา ทางด้านการอ่านอ่านไม่ออกและสะกดคำไม่ถูกต้อง จึงทำให้นักเรียนมีการเรียนรู้ในห้องเรียนช้า และมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ซึ่งทำให้ผู้วิจัยได้เล็งเห็นว่านักเรียนยังขาดทักษะการอ่านออกเสียง นักเรียน บางส่วนมีปัญหาในการอ่านออกเสียง อ่านไม่ชัดเจน อ่านไม่ถูกต้อง ไม่มั่นใจในการเปล่งเสียงออกมา จงส่งผล กระทบถึงความสามารถในการเขียนสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด อีกทั้งนักเรียนยังไม่สามารถสื่อแนวคิดของตน ออกมาเปน็ ภาษาเขียนได้เนื่องจากขาดการอา่ นและขาดการฝึกฝนอยา่ งต่อเนื่องและจริงจงั จากผลการอ่านออกเสียงของนักเรียนที่กล่าวมาทำให้ผู้วิจัยทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนา ทักษะการอ่านคำแม่ ก กา เพราะต้องฝึกการอ่านสะกดคำที่ไม่มีตัวสะกดก่อน เพื่อค่อย ๆ ขยับระดับไป ในระดับที่ยากขึ้น ซึ่งหากนักเรียนไม่ได้รับการฝึกฝนการอ่านสะกดคำแม่ ก กา ย่อมส่งผลให้อ่านไม่ออกตาม มาดว้ ย ส่งิ เหลา่ น้ีเปน็ สาเหตใุ ห้ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี นตำ่ และการท่นี ักเรยี นอ่านไม่ออกและสะกด คำไมไ่ ดห้ รอื ไมถ่ กู ตอ้ ง ยงั มีผลกระทบตอ่ ไปในการเรยี นการสอนในกลมุ่ สาระการเรียนรู้อื่นอีกด้วย ผู้วิจัยได้คิดหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ศึกษาหานวัตกรรมทั้งเก่าและใหม่นำมาแก้ปัญหา จึงพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านจะทำให้สามารถแก้ปัญหา ดังกล่าวได้ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อพัฒนา ทกั ษะการอา่ นคำแม่ ก กา ของนักเรียนและพัฒนาการเรยี นการสอนภาษาไทยใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากย่ิงข้นึ วตั ถุประสงคก์ ารวิจัย 1. เพอ่ื เปรียบเทยี บทกั ษะการอา่ นคำแม่ ก กา ก่อนและหลงั ใชช้ ดุ ฝึกทักษะการอา่ นของนักเรยี น ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นโกตาบารู 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปที ่ี 2 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู
3 สมมติฐานการวจิ ยั 1. หลังใชช้ ุดฝึกทกั ษะการอา่ นคำ แม่ ก กา ผู้เรยี นมีคะแนนค่าเฉลย่ี สงู กว่ากอ่ นใช้ 2. นกั เรยี นมีความพงึ พอใจต่อชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นคำ แม่ ก กา อยใู่ นระดับมาก ขอบเขตการวิจยั 1. ขอบเขตดา้ นประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จำนวน 2 หอ้ ง รวมทง้ั สนิ้ 60 คน 1.2 กลมุ่ ตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จำนวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 31 คน ได้จากการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 2. ขอบเขตดา้ นตัวแปร 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบา้ นโกตาบารู 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการอ่านคำแม่ ก กา และความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2/1 โรงเรียนบา้ นโกตาบารู 3. ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการทดลองในครั้งนี้ คือ เรื่อง มาตราแม่ ก กา ซึ่งผู้วิจัยคัดเลือกจากหนังสือ เรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทยชุดภาษาเพื่อชีวิต วรรณคดีลำนำ ภาษาพาที ของกระทรวงศึกษาธิการ และ ทางอินเทอร์เน็ตเป็นคำที่เหมาะสมกับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 100 คำ มาสร้างเป็นชุดฝึกทักษะ การอา่ น จำนวน 5 ชุด 4. ขอบเขตด้านระยะเวลา การวิจัยในครั้งนี้ได้ทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 กำหนดเวลาทดลองทั้งส้ิน 5 ชั่วโมง โดยใช้เวลาสอนสปั ดาหล์ ะ 1 วนั วันละ 1 ช่ัวโมง รวมเปน็ 5 สัปดาห์ กรอบแนวคดิ การวิจยั กรอบแนวคดิ ในการทำวจิ ัยในคร้งั นี้ มตี วั แปรต้น คอื ชุดฝึกทักษะการอา่ น ตัวแปรตาม คือ ทกั ษะการอา่ นคำแม่ ก กา และความพงึ พอใจของผเู้ รยี นต่อการใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะการอ่าน
4 ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่าน - ทักษะการอา่ นคำแม่ ก กา - ความพงึ พอใจของผูเ้ รียน นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. ชุดฝึกทักษะการอ่าน หมายถึง ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ที่จัดเป็นชุดใช้สำหรับพัฒนาการ อา่ นสำหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู ประกอบไปดว้ ยชุดฝึกทกั ษะการอ่าน 5 ชดุ 2. การอา่ น หมายถึง การอ่านออกเสียงและการอา่ นสะกดคำแม่ ก กา ในแตล่ ะชุดฝกึ ทักษะการอ่าน 3. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนท่ีมีต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จำนวน 10 ข้อ และมีระดับความพึงพอใจ 3 ระดับ ไดแ้ ก่ นอ้ ย ปานกลาง และมาก 4. ผู้เรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู จำนวน 1 หอ้ ง รวมทั้งสน้ิ 31 คน ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะได้รบั 1. นักเรียนสามารถอา่ นออกเสยี งคำแม่ ก กา ไดอ้ ย่างชัดเจนและถูกต้องมากข้ึน 2. ได้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ที่ผ่านการพัฒนาและหาประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญ เรียบรอ้ ยแลว้
5 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร วรรณกรรมและงานวิจัยท่ี เกยี่ วขอ้ ง ดงั ต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย 1.1 ทำไมตอ้ งเรียนภาษาไทย 1.2 เรียนรอู้ ะไรในภาษาไทย 1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรูก้ ล่มุ สาระการเรียนร้วู ชิ าภาษาไทย 1.4 คุณภาพผู้เรียน 1.5 ตวั ช้วี ดั และสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง 2551 สาระท่ี 1 การอ่าน 2. การอ่าน 2.1 ความหมายของการอ่าน 2.2 ความสำคัญของการอา่ น 2.3 จุดม่งุ หมายของการอ่าน 2.4 ประเภทของการอา่ น 3. ชดุ ฝกึ ทกั ษะ 3.1 ความหมายของชุดฝึกทกั ษะ 3.2 ความสำคญั ของชดุ ฝึกทกั ษะ 3.3 หลักจติ วทิ ยาและหลักการสอนทเ่ี กย่ี วข้องกับการทำชุดฝกึ ทักษะ 3.4 หลกั การสร้างชดุ ฝกึ ทกั ษะ 3.5 ลักษณะของชดุ ฝึกทกั ษะที่ดี 3.6 ประโยชน์ของชดุ ฝึกทักษะ 4. งานวิจยั ทเี่ ก่ียวข้อง 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวิจัยตา่ งประเทศ
6 1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย 1.1 ทำไมตอ้ งเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสนุ ทรยี ภาพ เป็นสมบัตลิ ้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนรุ ักษ์ และสืบสานใหค้ งอยู่คูช่ าตไิ ทยตลอดไป 1.2 เรียนรอู้ ะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเปน็ ทักษะท่ีต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ และเพอ่ื นำไปใช้ในชีวิตจรงิ • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ใน ชีวติ ประจำวัน • การเขียน การเขยี นสะกดคำตามอักขรวิธี การเขยี นสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรยี งความ ย่อความ รายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจนิ ตนาการ วิเคราะห์ วจิ ารณ์ และเขยี นเชงิ สร้างสรรค์ • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการและ ไม่เปน็ ทางการ และการพูดเพอื่ โน้มน้าวใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมลู แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรอ่ื งราวของสงั คมในอดีต และความงดงามของภาษา เพอื่ ใหเ้ กดิ ความซาบซ้ึงและภมู ิใจในบรรพบุรุษ ท่ีไดส้ ง่ั สมสบื ทอดมาจนถึงปัจจบุ ัน
7 1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดำเนนิ ชวี ติ และมนี ิสยั รกั การอา่ น สาระท่ี 2 การเขยี น มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เร่อื งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขียนรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ สาระท่ี 3 การฟัง การดู และการพดู มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสตา่ ง ๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ิของชาติ สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคณุ คา่ และนำมาประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตจรงิ 1.4 คณุ ภาพผู้เรียน จบชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 3 อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่วเข้าใจความหมายของคำ และข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่ อ่านได้เข้าใจ ความหมายของข้อมลู จากแผนภาพ แผนท่ี และแผนภูมิ อา่ นหนงั สอื อย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทดั เขยี นบรรยาย บนั ทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเร่ือง เกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอก สาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดูพูดสื่อสารเล่า ประสบการณ์และพูดแนะนำหรือพูดเชญิ ชวนใหผ้ ู้อื่นปฏิบตั ิตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดคำ และเข้าใจความหมายของคำความแตกต่างของคำ และพยางค์หน้าที่ของคำในประโยค มีทักษะการใช้ พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และเลือกใช้ ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่าน วรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลง พื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบท อาขยานและบทร้อยกรองทีม่ คี ุณคา่ ตามความสนใจได้
8 1.5 ตวั ช้ีวดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง 2551 สาระท่ี 1 การอา่ น สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวดั มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่าน 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความและบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ สร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ ถูกต้อง ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต 2. อธิบายความหมายของคำและขอ้ ความที่อา่ น และมนี สิ ยั รกั การอา่ น 3. ตัง้ คำถามและคำตอบเกีย่ วกบั เร่อื งท่ีอา่ น 4. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียดจากเรอื่ งที่อา่ น 5. แสดงความคดิ เหน็ และคาดคะเนเหตกุ ารณจ์ ากเร่ืองที่อา่ น 6. อา่ นหนงั สอื ตามความสนใจอยา่ งสม่ำเสมอและนำเสนอเร่ืองท่ีอา่ น 7. อา่ นขอ้ เขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสัง่ หรือข้อแนะนำ 8. มีมารยาทในการอ่าน สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านโกตาบารู เป็นหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนตามจุดที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถมีทักษะทั้งด้าน การอ่าน การเขียน การฟัง การพูด ตลอดจนมีความรู้ในการใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใน การติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ท่ีดีต่อกันและเป็นเครื่องมือใน การแสวงหาความรู้ พัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ให้ทนั ต่อการเปลย่ี นแปลงทางสงั คม ตลอดจนสามารถนำความร้มู าพัฒนาตนเองใหเ้ ปน็ บคุ คลทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 2. การอา่ น การอ่านถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของนักเรียน และคุณภาพการอ่านของ นักเรียนย่อม ส่งผลกระทบถงึ คณุ ภาพของการจัดการศกึ ษา นักการศกึ ษาหลายท่านไดใ้ ห้ความหมายของการอ่านไวด้ ังน้ี 2.1 ความหมายของการอา่ น สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2556 : 5) ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของการอ่าน พอสรุปได้ว่า การอ่านมีความหมายหรือมีนิยามในลักษณะต่างกันขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ที่ให้ความหมาย ทั้งนี้เพราะมีผู้ให้ ความหมายที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่านิยามของการอ่านจะอยู่ตามแนวทางใด สิ่งที่เหมือนกันคือ อ่านแล้วต้อง เข้าใจเรื่องทอ่ี า่ น ประภัสสร เสวิกุล (2556 : 284) ให้แนวคิดว่า การอ่านทั่ว ๆ ไป เป็นการอ่านตามตัวหนังสือหรือส่ือ สญั ลักษณ์ทข่ี ดี เขยี นไวซ้ ง่ึ ดวงตาของเราสามารถมองเห็นได้รบั รู้ได้ถือเปน็ การอ่านโดยตรง กล่าวได้ว่า การอ่านเป็นการรับรู้ความหมายรวมทั้งความเข้าใจจากสิ่งที่อ่านตามวัตถุประสงค์ที่ แตกต่างกนั ไป
9 ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร (2551 : 5) ให้คำจำกัดความว่า การอ่าน คือ การรับสารในการใช้ภาษาไม่ว่า จะเป็นภาษาใด ย่อมประกอบด้วย 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายส่ง > สาร > ฝ่ายรับ ฝ่ายส่งสารย่อมส่งโดยการพูดหรือ การเขียน ฝา่ ยรับสารจึงรบั ได้โดยการฟังหรอื การอ่าน อัมพร ทองใบ (2556 : 7) ให้ความหมายของการอ่าน คือ การอ่านเป้นพฤติกรรมการสนทนาโต้ตอบ ระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน เป็นกระบวนการของการรับรู้และเข้าใจสาระที่เขียนขึ้น เป็นการรวบรวมความคิด ตีความ ทำความเข้าใจในส่ิงทอี่ า่ นเพอ่ื พัฒนาตนเองทงั้ ในด้านสติปัญญา อารมณ์ และสงั คม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550 : 4) เสนอว่า การอ่าน คือ การเข้าใจใน ถ้อยคําประโยคข้อความและเรื่องราวที่อ่านโดยสามารถอธิบายความหมายของคำ เล่าเรื่องสรุปเรื่องและบอก ประเดน็ สำคญั ของเรื่องได้ถกู ต้อง วรรณี โสมประยูร (2553 : 128) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตาสัมผัส ตัวอักษรหรอื ส่ิงพิมพอืน่ ๆ รบั รแู้ ละเขา้ ใจความหมายของคําหรือสัญลักษณ์ โดยออกมาเปน็ ความหมายที่ใช้ส่ือ ความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผู้อ่านสามารถนำเอาความหมายนั้น ๆ ใช้ให้ เป็นประโยชนไ์ ด้ จากความหมายของการอ่านดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการทางสมองในการสื่อ ความหมายระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน โดยที่ผู้อ่านต้องมีความเข้าใจในการแปลความหมายให้ได้ใจความที่ สมบูรณ์ สามารถสรุปและบอกความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและเรื่องราว เพื่อนําข้อมูลไปใช้ ประโยชน์ต่อตนเองและสงั คมได้ 2.2 ความสำคัญของการอา่ น การอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหา ความรู้ ในทักษะวิชาด้านอื่น ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป มีนักการศึกษาได้กล่าวถึง ความสำคญั ของการอา่ นไว้ ดังน้ี จิรวัฒน์ เพชรรัตน์ (2556 : 5) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านมีความสำคัญและ จำเปน็ อยา่ งยง่ิ ในสงั คมปัจจบุ นั เพราะเราต้องแสวงหาความรู้ ข้อมลู ข่าวสาร การเคล่ือนไหวทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ผูเ้ รียนมีพัฒนาการในความรู้และความคิด มองโลกที่กว้างไกล เข้าใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมผ่านสือ่ การสอน ซึ่งสิ่งเหล่านีจ้ ะชว่ ยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกตอ้ ง มีความเฉลียว ฉลาด สามารถประกอบอาชพี และเปน็ พลเมืองทีด่ ีของประเทศชาตไิ ด้ วรรณี โสมประยรู (2553 : 128-129) กลา่ วถึงความสำคญั ของการอ่านไว้ดงั น้ี 1. การอา่ นเปน็ เคร่อื งมือทสี่ ำคญั ยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนในทุกระดับ ผู้เรียนจำเป็นตอ้ งอาศัย ทกั ษะการอา่ นทำความเข้าใจเน้ือหาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพื่อใหต้ นเองไดร้ บั ความรู้และประสบการณ์ตามที่ ตอ้ งการ 2. ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับ บุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด และการเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชีพ การงานต่าง ๆ ในสังคม
10 3. การอ่านช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากส่ิงที่อ่านไปปรับปรุงและ พฒั นาอาชีพหรอื ธรุ กิจการงานท่ตี วั เองกระทำอยูใ่ ห้เจรญิ กา้ วหน้าและประสบความสำเรจ็ ในที่สุด 4. การอ่านสามารถสนองความต้องการพ้ืนฐานของบุคคลในด้านต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้มั่นคงปลอดภัยช่วยให้ได้ใบประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยให้มีเกียรติยศและ ชอ่ื เสียง ฯลฯ 5. การอา่ นท้ังหลายจะส่งเสรมิ ให้บุคคลไดข้ ยายความรแู้ ละประสบการณเ์ พ่ิมขึ้น อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางทำให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูด ปราศรัยการบรรยายหรือการอภิปราย ปญั หาต่าง ๆ นับว่า เปน็ การเพิม่ บุคลิกภาพและความน่าเชอื่ ถือใหแ้ กต่ นเอง 6. การอ่านหนังสือหรือส่ิงพิมพ์หลายชนดิ นับว่า เป็นกจิ กรรมนันทนาการท่ีนา่ สนใจมาก เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์นิตยสารวารสาร นวนิยายการ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์และเกดิ ความเพลิดเพลินสนกุ สนานไดเ้ ป็นอยา่ งดี 7. การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เช่น ศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญวรรณคดี ฯลฯ จะช่วยให้อนุชนรู้จักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง ต่อไปได้ จากความสำคัญของการอ่านดังกล่าว สรุปได้ว่า การอ่าน มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อ ชีวิตของคนเป็นอย่างมากเพราะเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและการประกอบอาชีพ ทำให้ได้รับความรู้ และประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้รับความเพลิดเพลิน รับรู้ข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว มีความรอบรู้ ฉลาด และเป็นผู้ท่ปี ระสบผลสำเร็จในชีวติ ได้ 2.3 จดุ มุง่ หมายของการอ่าน การอ่านจะเกิดประโยชน์ และมีประสิทธิภาพที่ดีได้นั้น ผู้อ่านต้องมีทิศทางของการอ่านที่ ชัดเจนและเหมาะสม ตามจุดมุ่งหมายที่ผู้อ่านต้องการ เนื่องจากการอ่านขึ้นอยู่ปัจจัยหลายด้านนักการศึกษา หลายคนได้กลา่ วถงึ จุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ โสภณ สาทรสัมฤทธ์ิผล (2554 : 42) ไดส้ รปุ จุดมุ่งหมายของการอ่านไวด้ ังนี้ 1. อ่านเพือ่ ความร้เู ป็นการอ่านท่สี ำคญั และจำเป็นต่อวยั ศึกษาเล่าเรียน อาจเป็นการอ่านเพ่ือ หาความรู้ท่วั ไปหรอื หาความรู้เฉพาะดา้ นก็ได้ 2. อา่ นเพ่ือความเพลดิ เพลิน เป็นการอ่านท่ีมุ่งผ่อนคลายอารมณค์ วามตึงเครียดที่อาจเกิดข้ึน ได้จากสภาพแวดลอ้ มของสงั คมยุคปจั จุบนั ทม่ี ากด้วยความเรง่ รบี และการแขง่ ขัน 3. อ่านเพื่อฆ่าเวลา เป็นการอ่านที่ไม่คาดหวังเรื่องความรู้หรือเนื้อหาสาระมากนักเพราะ มักจะอ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น อ่านระหว่างรอรถหรือผู้ที่นัดหมายอ่านระหว่างเดินทางอัน ยาวนาน เป็นตน้ 4. อ่านเพือ่ หาคำตอบ เป็นการอา่ นเพ่อื หาคำตอบสน้ั ๆ หรือสาระสำคญั ๆ เท่านัน้ เช่น อ่าน พจนานกุ รมเพื่อหาความหมายของคำศพั ท์ การอา่ นจากเวบ็ ไซตต์ า่ ง ๆ เป็นต้น
11 จุไรรัตน์ ลักษณศิริและ วีรวัฒน์ อินทรพร (2556 : 126-127) กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการอ่านว่า อ่าน เพื่อรับข้อมูลและเลือกใช้ข้อมูลที่ทำให้เกิดประโยชน์ที่เหมาะสมกับชีวิต อ่านเพื่อพัฒนาความรู้ให้ได้ตาม เป้าหมายอย่างชัดเจน อ่านเพื่อจรรโลงจิตใจ และถือเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายและจิตใจได้พักฟื้นจาก ความเครียดในชวี ติ ประจำวัน จิราวัฒน์ เพชรรัตน์และ อัมพร ทองใบ (2556 : 9-10) กล่าวว่า การอ่านมีจุดมุ่งหมาย เพื่อสั่งสม ความรูแ้ ละประสบการณข์ องผอู้ ่าน ควรเลือกอา่ นอยา่ งหลากหลาย จะทำให้มมี ุมมองทก่ี ว้างขึน้ จะชว่ ยให้เรามี เหตุผลอื่น ๆ มาประกอบการวิจารณ์วิเคราะห์ พัฒนาวิจารณญาณ และค่านิยม วิจารณญาณของนักเรียนใน ระดับที่สูงขึ้น นอกเหนือจากจุดมุ่งหมายที่กล่าวมาแล้ว การอ่านยังประโยชน์เฉพาะกิจ เช่น อ่านแบบฟอร์ม อ่านหนังสือสัญญาเงินกู้ จำนองและซื้อขาย อ่านใบสมัครและระเบียบการอ่านคำสั่งและสัญญาณบ่งบอกที่มี ความหมายต่าง ๆ เป็นต้น สุนีย์ ภู่จิฐาพันธุ์ (2554 : 117-118) กล่าวถึงจดุ มุ่งหมายของการอ่าน คอื การอา่ นเพื่อส่งเสริมความรู้ ในอาชีพของตนเอง และอ่านเพอ่ื ฆ่าเวลาในบางครงั้ เพอื่ ขจัดความเบอื่ หน่ายในช่วงเวลาสน้ั ๆ คณาจารย์ มหาวิทยาลยั จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2551 : 145-146) ไดร้ ะบจุ ดุ มุ่งหมายของการอ่าน ไวว้ า่ อ่านเพ่ือความคิด นำแนวทางความคิดของตนเองมาแนวปฏิบัติในการดำเนนิ ชวี ิตหรือแกป้ ัญหาต่าง ๆ ใน ชวี ติ สรปุ ได้ว่า จดุ ม่งุ หมายของการอ่าน คือ การแสวงหาความร้แู ละส่ังสมเป็นประสบการณ์ นำเนื้อหาจาก การอ่านมาใช้พัฒนาความคิด ให้เกิดมุมมองที่กว้างขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง อีกท้ัง การอ่านยังให้ความบนั เทิงเพลดิ เพลินแก่จติ ใจ ความคิด ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลายความเครยี ด และใช้พิจารณาเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ การอ่านจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความตอ้ งการ ในการนำไปใช้ตามจดุ มุ่งหมายในสถานการณท์ ่ีเหมาะสมสำหรับผ้อู ่าน 2.4 ประเภทของการอา่ น นกั การศึกษาหลายคนได้กำหนดประเภทของการอ่านไว้ ดงั นี้ สริ ิวรรณ นนั ทจันทูล และ ธนั วพร เสรีชัยกุล (2555 : 133-134) กับ นภดล จนั ทรเ์ พ็ญ (2553 : 118- 123) ท่กี ลา่ วถึงประเภทของการอา่ น โดยแบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1. การอ่านออกเสียง (Oral Reading, Aloud Reading) คือ การที่ผู้อ่านถ่ายทอดการรับรู้ หรือความเข้าใจความหมายของเรื่องที่อ่านออกมาเป็นเสียงให้ผู้อื่นฟัง ดังนั้นผู้อ่านจะต้องระมัดระวังในเรื่อง การออกเสียงให้ถูกต้องตามอักขรวิธีในภาษา คือ การออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจนตามตัวสะกดการันต์ ทั้งเสียง พยัญชนะ เสียงสระและเสียงวรรณยุกต์ การเว้นจังหวะวรรคตอนที่ถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งยังต้องมี ความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์ของความเศร้าโศกเสียใจ การอ่านเรื่องตื่นเต้นผู้อ่านต้อง ใช้เสียงที่เร้า ปฏกิ ิรยิ าของผูฟ้ ังได้ อาทิ เสียงท่แี สดงถงึ ความตื่นตระหนก ความลกึ ลับคลุมเครือ เป็นตน้ 2. การอ่านในใจ (Silent Reading) คือ การอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องที่อ่านและ สามารถเก็บใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ การอ่านในใจนั้นมีเป้าหมายเพื่อตัวของผู้อ่านเองเป็นหลัก ซึ่งต่างจากการออกเสียงที่ต้องสื่อสารเรื่องที่อ่านไปยังผู้ฟัง การอ่านในใจนั้นเป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้อ่าน
12 สามารถเข้าเน้อื หาได้อยา่ งรวดเร็วกว่าการอา่ นออกเสียง เพราะไม่ต้องแปลความหมายของเรื่องท่ีอ่านออกเป็น เสียง ซง่ึ การอ่านในใจนี้ถือเปน็ ทักษะในการรบั สารทสี่ ำคญั และเกยี่ วข้องกบั การศกึ ษาหาความรูใ้ นทุกสาขาวิชา วรรณี โสมประยูร (2553 : 132-133) กล่าวว่า การแบ่งประเภทการอ่านจะช่วยใหค้ รูผู้สอนตระหนัก ถึงขอบข่ายการสอนอา่ นไดเ้ ป็นอย่างดีการอา่ นน้ัน สามารถแบ่งเป็นประเภทตา่ ง ๆ ได้ดังน้ี 1. การแบ่งประเภทการอ่านโดยคำนึงถงึ เสยี งเปน็ หลัก จะแยกไดเ้ ป็น 2 ประเภท 1.1 การอา่ นออกเสียง (Oral reading) 1.2 การอ่านในใจ (Silent reading) 2. การแบ่งประเภทการอา่ น โดยยึดส่อื ท่ีนำมาใช้อ่าน จะแยกได้เป็น 3 ประเภท 2.1 การอ่านนทิ าน นวนยิ ายเพื่อความเพลดิ เพลิน 2.2 อ่านสารคดีเพอื่ ศกึ ษาหาความรู้ 2.3 อ่านวิธีการเพ่ือเข้าใจการปฏิบัตหิ รือกระบวนการ 3. การแบง่ ประเภทการอา่ นโดยพจิ ารณาวิธีการอา่ นเป็นหลัก จะแยกไดเ้ ป็น 6 ประเภท ได้แก่ 3.1 การอ่านค้นหาความรู้และคำตอบ 3.2 การอ่านแบบจับใจความสำคัญ 3.3 การอา่ นแบบหารายละเอียดตามลำดบั เหตกุ ารณ์ 3.4 การอา่ นแบบหารายละเอยี ดทกุ ๆ คําเพือ่ ปฏบิ ัติ 3.5 การอ่านแบบวิเคราะหว์ ิจารณ์ 3.6 การอา่ นแบบใช้วิจาิ รณญาณ 4. การแบง่ ประเภทการอ่านโดยเนน้ ทคี่ วามมุ่งหมายในการอา่ น จะแยกได้เปน็ 10 ประเภท ได้แก่ 4.1 การอา่ นเพอ่ื ศึกษาหาความรู้ 4.2 การอ่านเพ่ือศึกษาหาคำตอบ 4.3 การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ 4.4 การอ่านเพอื่ ลำดบั เหตกุ ารณ์ 4.5 การอา่ นเพอ่ื สรุปความหรือย่อความ 4.6 การอา่ นเพือ่ หารายละเอียดของเรื่อง 4.7 การอา่ นเพ่ือจัดทำรายงาน 4.8 การอา่ นเพอ่ื วิเคราะห์ขอ้ มลู หรอื ขา่ วสาร 4.9 การอา่ นเพ่ือปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำหรือคำสั่ง 4.10 การอ่านเพ่อื ธุรกจิ หรอื การพาณิชย์ จากประเภทของการอ่านดังกลา่ ว สรปุ ไดว้ า่ การอ่าน โดยรวมแลว้ มี 2 ประเภท คอื การอา่ นออกเสียง และการอา่ นในใจ ซ่ึงมคี วามสำคัญต่อการอ่านเป็นอย่างมาก การเลือกประเภทการอ่านในใจหรือการอ่านออก เสียงว่า เมื่อใดมีความเหมาะสมและได้ประโยชน์ควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการอ่านเป็นจุดสำคัญ ซ่ึงเปน็ ไปตามความเหมาะสมในแต่ละโอกาสหรือในช่วงเวลาน้ัน ๆ
13 3. ชดุ ฝกึ ทกั ษะ 3.1 ความหมายของชุดฝกึ ทักษะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 96) ได้ให้ความหมายของชดุ ฝึกทกั ษะวา่ สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อใหน้ ักเรียนได้ ทำกิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ หลาย ๆ รูปแบบเพือ่ สรา้ งเสรมิ ประสบการณก์ ารเรียนร้ใู ห้แกผ่ ้เู รยี นไดม้ ีคุณลักษณะตามทต่ี ้องการ ศันสนีย์ สื่อสกุล (2554 : 24) งานหรือกิจกรรมที่ครูผูส้ อนมอบหมายให้นักเรียนทำเพื่อฝึกทักษะและ ทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ไปแก้ปัญหาได้ โดยอัตโนมตั ิ จากความหมายของชุดฝึกทักษะข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ ฝกึ ฝนความรทู้ ่ีไดเ้ รยี นไปหรอื เป็นการเสรมิ ความร้ใู ห้กับนกั เรียนเพื่อให้เกดิ ความถูกตอ้ งชำนาญ 3.2 ความสำคัญของชุดฝึกทักษะ การที่ครูจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการพิมพ์นั้น นอกจากการจัดกิจกรรมการเรียนท่ี เหมาะสมแล้ว ก็ควรสร้างชุดฝึกเพื่อช่วยเหลือและแกไขปัญหาในการพิมพ์ชุดฝึกจึงมีความสำคัญต่อการเรียน การสอนอย่างมาก ดังน้ันนักการศึกษาจ่ึงไดก้ ลา่ วความสำคญั ของชุดฝึกทักษะไว้ดังนี้ ทศพร ตาดสุวรรณ (2550 : 38) กล่าวถึงความสำคัญของชุดฝึกว่า ชุดฝึกที่ครูนำมาเป็นเครื่องมือใน การสอนจะช่วยพัฒนาทกั ษะตา่ ง ๆ ใหด้ ีย่งิ ข้นึ ชว่ ยเหลือให้นักเรยี นไดเ้ ขยี นคำศัพท์ได้ถูกต้อง วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2551 : 111) ได้กล่าวถงึ ความสำคัญของชดุ ฝึกว่า ชุดฝึกเปน็ วิธีการสอนที่สนุก อกี วิธีหนึง่ คือ การใหน้ ักเรียนไดท้ ำชดุ ฝกึ มาก ๆ สง่ิ ทีจ่ ะชว่ ยใหพ้ ฒั นาการเรยี นรูใ้ นเนือ้ หาวชิ าได้ดีข้ึน คอื ชดุ ฝกึ เพราะนกั เรยี นมีโอกาสนำความรู้ทเ่ี รียนมาแลว้ มาฝกึ ให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางยงิ่ ข้ึน ความสำคัญของชุดฝึกที่นักการศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะมีความจำเป็นต่อ กิจกรรมการเรียนการสอน เป็นสื่อและอุปกรณ์อย่างหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งครูสามารถ นำไปประกอบการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากชุดฝึกจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน ได้พัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ ดังนั้นชุดฝกึ ทักษะการอา่ น จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรูข้ องนักเรียน ทำให้นักเรียนเรียนรู้ ไดด้ ีย่ิงขน้ึ 3.3 หลกั จติ วิทยาและหลักการสอนท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การทำชดุ ฝึกทักษะ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 98-100) ได้กลา่ ววา่ ในการสรา้ งชดุ ฝึกทกั ษะการเรยี นรทู้ ่ีเหมาะสม และ สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องนำหลักจิตวิทยาและหลักการสอนมาเป็น พื้นฐานในการจัดทำด้วย 2.1. ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์ (Bruner’s Instruction Theory) กล่าวว่าการที่ครู จะจัดการเรยี นการสอนให้กบั นักเรยี นนนั้ จะต้องพิจารณาหลกั การ 4 ประการ คือ 2.1.1 แรงจูงใจ (Motivation) ซึ่งมีทั้งแรงจูงใจที่เกิดจากภายในตัวนักเรียนเอง จะทำให้เกิดความปรารถนาทีจ่ ะเรยี นรู้ และความต้องการความสำเร็จ นอกจากนั้นยงั มแี รงจงู ใจทีต่ อ้ งการเข้า ร่วมงานกับผู้อื่น และรู้จักทำงานด้วยกัน กล่าวได้ว่าครูจะต้องทำให้นักเรียนเกิดความปรารถนาที่จะรู้ โดย
14 การจัดการทำให้นักเรียนมีแรงจูงใจมากขึ้น เพื่อนักเรียนจะได้พยายามสำรวจทางเลือกต่าง ๆ อย่างมี ความหมาย และพึงพอใจอันจะนำไปสเู่ ปา้ หมายทตี่ ้องการ 2.1.2 โครงสร้างของความรู้ (Structure of Knowledge) มีการเสนอเนื้อหาให้กับ นักเรียนในรูปแบบที่ง่ายเพียงพอที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้ เช่น เสนอโดยให้กระทำจริง ใช้รูปภาพ ใช้สญั ลกั ษณม์ กี ารเสนอขอ้ มลู อยา่ งกระชับ เป็นตน้ 2.1.3 ลำดับขั้นของการเสนอเนื้อหา (Sequence) ผู้สอนควรเสนอเนื้อหาตาม ขั้นตอน และควรเสนอในรูปแบบของการกระทำมากที่สุด ใช้คำพูดน้อยที่สุดต่อจากนั้นจึงค่อยเสนอเป็น แผนภมู ิหรือรูปภาพต่าง ๆ สดุ ท้ายจึงคอ่ ยเสนอเป็นสัญลักษณ์หรือคำพูด ในกรณีท่ีความรู้พ้ืนฐานของนักเรียน ดีพอแล้วครกู ส็ ามารถเร่ิมการสอนด้วยการใชส้ ญั ลกั ษณ์ได้เลย 2.1.4 การเสริมแรง (Reinforcement) การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพถ้ามีการให้ การเสรมิ แรงเม่อื นกั เรยี นสามารถแก้ปัญหาได้อยา่ งถูกตอ้ งตามเป้าหมายท่ีกำหนดให้ 2.2. ทฤษฎกี ารเชอื่ มโยง (Connectionism) ของธอรน์ ไดค์ ทิศนา แขมมณี (2555 : 51) ได้กล่าวว่าธอร์นไดค์เชื่อว่าการเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งเร้ากับการตอบสนอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ บุคคลจะมีการลองผิดลองถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบ รูปแบบการตอบสนองที่สามารถให้ผลที่พึงพอใจมากที่สุด เมื่อเกิดการเรียนรู้แล้ว บุคคลจะใช้รูปแบบ การตอบสนองที่เหมาะสมเพียงรูปแบบเดียว และจะพยายามใช้รูปแบบนั้นเชื่อมโยงกับสิ่งเร้าในการเรียนรู้ ตอ่ ไปเร่อื ย ๆ กฎการเรียนรู้ของธอรน์ ไดค์สรุปไดด้ งั น้ี 1) กฎแห่งความพร้อม การเรียนรูจ้ ะเกดิ ขึ้นได้ดีถ้าผู้เรียนมีความพรอ้ มทั้งร่างกาย และจิตใจ 2) กฎแห่งการฝึกหัด การฝึกหัดหรือการกระทำบ่อย ๆ ด้วยความเข้าใจจะทำให้การเรียนรู้ น้ันคงทนถาวร ถา้ ไม่ได้กระทำซ้ำบ่อย ๆ การเรยี นรู้นั้นจะไม่คงทนถาวร และในทีส่ ุดอาจลมื ได้ 3) กฎแห่งการใช้ การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ความมนั่ คงของการเรยี นรู้จะเกิดข้นึ หากไดม้ ีการนำไปใช้บอ่ ย ๆ หากไมม่ ีการใชอ้ าจมีการลืมเกิดข้ึนได้ 4) กฎแหง่ ผลท่ีพอใจ เมื่อบุคคลไดร้ บั ผลที่พงึ พอใจย่อมอยากจะเรยี นรตู้ ่อไป แตถ่ ้ารับผลที่ไม่ พงึ พอใจจะไม่อยากเรยี นรู้ ดังน้นั การได้รบั ผลที่พงึ พอใจ จงึ เปน็ ปัจจยั สำคัญในการเรียนรู้ 2.3. ทฤษฎีการเรยี นรู้การวางเงือ่ นไข (The Condition of Learning) กาเย่ได้ศึกษาแนวคดิ ทฤษฎีการเรียนรู้ของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม ปัญญานิยม และมนุษยนิยม และได้นำแนวคิดเหล่านั้น มาประยุกต์ใช้ในการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ในสังคม ส่วนใหญ่เขาจะเน้นไปทางแนวคิดของนักจิตวิทยาของ กลมุ่ ปญั ญานยิ ม กาเยไ่ ด้เสนอแนวทางการจดั การเรียนการสอนในห้องเรียนให้คำนึงถงึ ปัจจัยต่าง ๆ ดงั น้ี 2.3.1 ลักษณะของผู้เรียน ผู้สอนจะต้องพิจารณาถึงกับเรื่องความแตกต่างระหว่าง บุคคลความพรอ้ มแรงจงู ใจ 2.3.2 กระบวนการทางปัญญา และการสอน เงื่อนไขการเรียนรู้ที่ส่งผลทำให้ การสอนตา่ งกัน เชน่
15 2.3.2.1) การถา่ ยโยงการเรียนรู้ มี 2 ลักษณะ คือทำใหเ้ กิดการเรยี นรู้ทักษะ ในระดบั ท่สี ูงไดด้ ีขึน้ และแผ่ขยายไปส่สู ภาพการณอ์ น่ื นอกเหนอื จากสภาพการสอน 2.3.2.2) การเรียนรู้ทักษะการเรียนรู้ บุคคลอาจมีวิธีการที่จะจัดการเรียนรู้ การจดจำและการคิดด้วยตัวเขาเอง จึงควรช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรยี นให้พัฒนาไปตามศักยภาพ ของตนเองอย่างเตม็ ท่ี 2.3.3 การสอนกระบวนการแก้ปัญหา มี 2 เงื่อนไข คือผู้เรียนจะต้องรู้กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ที่จำเป็นมาก่อน และสภาพของปัญหาที่เผชิญนั้นผู้เรียนต้องไม่เคยเผชิญมาก่อน ผู้เรียนจะค้นพบ คำตอบจากการเรียนรูโ้ ดยการคน้ พบ ซ่งึ ผู้เรียนจะมโี อกาสคน้ พบเกณฑต์ า่ ง ๆ ในระดบั ที่สงู ขึน้ 2.3.4 สภาพการณ์สำหรับการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องรู้สภาพการณ์ของการเรียนรู้ จึงจะสามารถวางระบบการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เช่น การสอนซ่อมเสริม การสอนกลุ่มเล็ก การสอนกลุ่ม ใหญ่ 3.4 หลกั การสรา้ งชุดฝึกทักษะ จริ เดช เหมอื นสมาน (2551 : 8) ไดใ้ หแนวทางในการดำเนนิ การสร้างชุดฝกทกั ษะไวดังนี้ 1) กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนในการดำเนินการสรา้ งชุดฝกทักษะ 2) วิเคราะห์ทกั ษะและเน้ือหาวชิ าท่ีตองการสรา้ งชุดฝกทักษะเป็นทักษะย่อย ๆ และเขียนจุด ประสงคเชิงพฤตกิ รรมตามทักษะและเน้อื หาย่อย ๆ น้นั 3) เขียนชุดฝกทักษะตามเนื้อหาและจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่กำหนดไวใหสอดคลองกับ หลกั จิตวิทยาการเรียนรู และจติ วทิ ยาพฒั นาการตามวัยของผู้เรียน 4) กำหนดรูปแบบของชุดฝกทักษะ สุคนธ สินธพานนท (2553 : 97) กล่าวว่า ชุดฝกทักษะมีหลักสำคัญเป็นแนวในการจดั ทำชดุ ฝกทกั ษะ ดงั นี้ 1. จัดเน้อื หาสาระในการฝกตรงตามจดุ ประสงคการเรียนรู้ 2. เน้ือหาสาระ และกจิ กรรมการฝกเหมาะสมกบั วัย และความสามารถของผู้เรียน 3. การวางรูปแบบของชุดฝกทักษะมคี วามสมั พนั ธ์กบั โครงเรอื่ ง และเน้ือหาสาระ 4. ชุดฝึกทักษะตอ้ งมีคำชี้แจงงา่ ยๆ สั้นๆ เพื่อให้ผู้เรยี นอ่านเข้าใจ เรียงจากงา่ ยไปยากมแี บบ ฝึกทักษะท่นี ่าสนใจ และทา้ ทายให้ผ้เู รยี นไดแ้ สดงความสามารถ 5. มีความถูกตอ้ ง ครผู สู้ อนจะต้องพิจารณาตรวจสอบให้ดีอยา่ ให้มีข้อผดิ พลาด 6. กำหนดเวลาที่ใช้ชุดฝึกทักษะแต่ละตอนให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังอธิบายถึงขั้นตอน การสรา้ งชดุ ฝึกทักษะ ดังน้ี 6.1 ศึกษาหลักสตู ร หลกั การ จดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร 6.2 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ เพอ่ื วเิ คราะห์เนื้อหา จุดประสงค์ในแต่ละชดุ การฝึก 6.3 จัดทำโครงสรา้ งและชดุ ฝึกในแต่ละชดุ
16 6.4 ออกแบบชุดฝึกทักษะในแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย และน่าสนใจลงมือ สร้างแบบฝึกในแต่ละชุดรวมทั้งออกข้อสอบก่อน และหลังเรียนให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์ การเรยี นรู้ 6.5 นำไปให้ผู้เชยี่ วชาญตรวจสอบ 6.6 นำชดุ ฝึกทกั ษะไปทดลองใช้บันทึกผลแล้วปรบั ปรงุ แก้ไขส่วนที่บกพร่อง 6.7 ปรบั ปรงุ ชดุ ฝึกทกั ษะใหม้ ีประสิทธภิ าพ 6.8 นำไปใชจ้ รงิ จากท่กี ลา่ วมาข้างตน้ สรุปไดว้ ่า หลักในการสร้างชุดฝึกทักษะควรสร้างใหต้ รงกับจดุ ประสงค์ท่ตี ้องการ ฝกึ ความเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สนองความสนใจ และคำนงึ ถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคล จัดทำให้ จบเปน็ เรอื่ ง ๆ การประเมินผลความกา้ วหน้าในการฝึกใหน้ ักเรยี นทราบทนั ทที ุกครง้ั 3.5 ลักษณะของชุดฝกึ ทกั ษะท่ดี ี ชุดฝึกทักษะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะให้แก่ผู้เรียน การสร้างชุดฝึก ทักษะให้มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของชุดฝึก เพื่อใช้ให้เหมาะสมกับ ระดบั ความสามารถของนกั เรยี น ปณุ ณภา จงอนกุ ูลธนากร (2553, น.14) กลา่ ววา่ ลักษณะของชดุ ฝกึ ทกั ษะทด่ี ี ควรประกอบไปดว้ ย 1. เนอื้ หาทตี่ รงกับจดุ ประสงค์ 2. กจิ กรรมเหมาะสมกับระดบั วยั หรอื ความสามารถของนกั เรยี น 3. มภี าพประกอบ หรือวางฟอรม์ ท่ีดี 4. มที ีว่ า่ งเหมาะสมสำหรบั การฝึกเขยี น 5. ใชเ้ วลาทเ่ี หมาะสม วิมลรตั น์ สุนทรโรจน์ (2551 : 112) ลกั ษณะของชุดฝกึ ทักษะชุดฝึกท่ดี ีประกอบดว้ ยสง่ิ ตอ่ ไปนี้ 1. เปน็ ส่ิงทนี่ กั เรยี นเรียนมาแลว้ 2. เหมาะสมกบั ระดับวัย หรอื ความสามารถของผู้เรยี น 3. มคี ำชแี้ จงสัน้ ๆ ท่ชี ่วยให้นกั เรียนเขา้ ใจวิธที ำได้งา่ ย 4. ใชเ้ วลาท่เี หมาะสม คอื ไม่นานเกนิ ไป 5. เป็นสิ่งทนี่ ่าสนใจและท้าทายใหน้ ักเรยี นไดแ้ สดงความสามารถ 6. เปดิ โอกาสให้นกั เรียนเลอื กตอบทั้งแบบตอบอย่างจำกดั และตอบอย่างเสรี 7. มีคำส่ังหรอื ตัวอย่างชุดฝกึ ทไี่ ม่ยาวเกินไปและไม่ยากแกก่ ารเขา้ ใจ 8. ควรมีหลายรูปแบบมคี วามหมายแกน่ กั เรียนทท่ี ำชดุ ฝึก 9. ใชห้ ลักจิตวิทยา 10.ใช้สำนวนภาษาที่เข้าใจง่าย 11. ฝึกให้คดิ ได้เรว็ และสนุกสนาน 12. ปลุกความสนใจและเรา้ ใจ
17 13. เหมาะสมกบั วยั และความสามารถ 14. สามารถศกึ ษาด้วยตนเองได้ จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึกที่ดีนั้นจะต้องนึกถึง องค์ประกอบหลาย ๆ ด้านให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ ใช้ชุดฝึกสั้น ๆ ตามลำดับความยากง่ายตรงตามเนื้อหา เหมาะสมกับวยั ความสามารถ เวลา ความสนใจและสภาพปัญหาของผเู้ รยี น 3.6 ประโยชน์ของชดุ ฝกึ ทักษะ สคุ นธ์ สินธพานนท์ (2553 : 96-97) ได้กล่าวถงึ ประโยชนข์ องชุดฝกึ ทักษะ ดงั น้ี 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน การให้ผู้เรียนได้ทำชุดฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคนใช้เวลาที่แตกต่างกันออกไปตาม ลักษณะการเรียนร้ขู องแต่ละคนจะทำใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ทำให้ผู้เรียนเกิด กำลงั ใจในการเรยี นรู้ นอกจากนน้ั ยงั เป็นการซ่อมเสริมผู้เรยี นที่เรียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมนิ 2. ชุดฝึกทักษะช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดฝึกทักษะสามารถให้ผู้เรียนได้ฝึก ทันทหี ลังจากจบบทเรียนนั้น ๆ หรือให้มกี ารฝึกซ้ำหลาย ๆ ครงั้ เพือ่ ความแม่นยำในเรื่องท่ีต้องการฝึกหรือเน้น ย้ำให้นกั เรยี นทำชดุ ฝึกทักษะเพม่ิ เติมในเรอื่ งท่ีผดิ 3. ชุดการฝึกสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบบทเรียนใน แตล่ ะคร้งั ผูเ้ รียนสามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองไดแ้ ละเมอ่ื ไมเ่ ข้าใจ และทำผิดในเร่อื งใด ๆ ผ้เู รยี นกส็ ามารถซอ่ มเสริมตนเองได้ จดั ได้วา่ เปน็ เครือ่ งมือท่มี คี ณุ ค่าทง้ั ครูผู้สอน และผู้เรียน 4. เป็นสื่อที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคำสอนของครูผู้สอน ชุดฝึกทักษะท่ีครู ทำขน้ึ เพ่ือฝึกทกั ษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนงั สือเรยี นหรือบทเรียน 5. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่นักเรียนตลอดเวลาไม่ต้อง ตรวจงานด้วยตนเองทุกครั้ง นอกจากกรณีที่ชุดฝึกทักษะนั้นเป็นการฝึกทักษะการคิดที่ไม่มีเฉลยตายตัวหรือ มีแนวเฉลยทห่ี ลากหลาย 6. เปน็ การฝกึ ความรับผิดชอบของผู้เรียน การให้ผูเ้ รียนได้เรียนรโู้ ดยการทำชุดฝึกทักษะตาม ลำพังโดยมีภาระให้ทำตามที่มอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การทำงานให้ผู้เรียนได้นำไป ประยุกต์ปฏิบตั ิในการดำเนนิ ชีวติ 7. ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนได้ทำชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ที่มีรูปแบบ หลากหลายจะทำใหผ้ ้เู รยี นสนุกและเพลิดเพลนิ เป็นการทา้ ทายใหล้ งมอื ทำกิจกรรมตา่ ง ๆ ตามชุดฝึกทกั ษะน้ัน ๆ 4.งานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้อง 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนักการศึกษาและผู้สนใจ ทำการวิจยั ไวห้ ลายทา่ น จนสามารถนาํ มาเป็นข้อมูลเพ่ือการศกึ ษาและการตดั สนิ ใจที่จะทำการวิจยั ดงั ตอ่ ไปนี้
18 ทศั นีย์ แกว้ งาม (2550 : บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ ึกษาการพฒั นาชดุ ฝึกทักษะการอ่านเพ่ือจับใจความกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านท่าหลวงนาคำ สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาอุบลราชธานเี ขต 5 ผลการศึกษาพบวา่ 1) ชุดฝึกทักษะการอ่านเพ่ือจับใจความ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทยของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มปี ระสิทธภิ าพเทา่ กับ 84.58/83.36 2) นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษา ปีที่ 3 ที่เรยี นดว้ ยชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นเพอ่ื จับใจความ กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย มีผลสมั ฤทธิ์ทางการอ่าน หลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .01 ดร.เกตุมณี มากมี (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนสำหรับ นักเรียน ช่วงชั้นที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ สำหรับครูในโรงเรียนชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยการวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนสำหรับครูผู้สอนนั กเรียนท่ีมี ความบกพร่องทางการเรียนรู้ในโรงเรยี นชุมชนเมืองจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจยั ครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ที่มีนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ในโรงเรียนในชุมชนเมืองจังหวัดเชียงใหม่ใน สังกัดสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ จำนวน 9 คน ในโรงเรียน เทศบาลวัดเชียงยืน โรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ โรงเรียนรวมศูนย์วัดห้วยแก้ว โรงเรียนบ้านสามหลัง โรงเรียนบ้านปากเหมือง โรงเรียนบ้านม่วงโตน และโรงเรียนบ้านทรายมูล ซึ่งเลือกโดย วธิ เี จาะจง (Purposive Sampling) เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยประกอบด้วย ชดุ ฝึกทักษะด้านการอ่านและเขียน จำนวน 6 หนว่ ย ไดแ้ ก่ หน่วยเตรียมความพร้อม หนว่ ยรา่ งกายของเรา หนว่ ยครอบครวั ของฉัน หนว่ ยของเล่น ของใช้ใกล้ตวั หนว่ ยสตั ว์โลกน่ารัก และหน่วยธรรมชาติมีคุณค่า และแบบทดสอบก่อนและหลงเรียน สถิติท่ีใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ผลการทดลองใช้ พบว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ การอ่านและเขียนสำหรับนักเรียนช่วงที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ร้อยละ 80/80 สรุปผลการทดลองในแต่ละหนว่ ยของชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียนได้ดังนี้ หน่วยเตรยี มความพร้อมในชุดฝกึ ทักษะการอ่าน มีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 90.80/92.40 ชุดฝึกทักษะการเขียนมีประสิทธิภาพเท่ากับร้อย ละ 90.60/93.30 หน่วยสัตว์โลกนา่ รกั ชุดฝึกทักษะการอา่ นมปี ระสิทธภิ าพเท่ากบั ร้อยละ 84.00/89.00 ชุดฝึก ทักษะการเขียนมีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 83.20/84.80 หน่วยธรรมชาติมีคุณค่า ชดฝึกทักษะการอ่านมี ประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 90.41/93.33 ชุดฝึกทักษะการเขียนมีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 86.66/90.00 หน่วยร่างกายของเราชดุ ฝึกทักษะการอ่านมีประสิทธภิ าพเท่ากับร้อยละ 91.33/96.00 ชุดฝกึ ทกั ษะการเขียนมี ประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 88.33/88.66 หน่ายของเล่นของใช้ใกล้ตัว ชุดฝึกทักษะการอ่าน มีประสิทธิภาพ เท่ากับร้อยละ 84.00/89.00 ชุดฝึกทักษะการเขียนมีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 77.50/83.30 หน่วย ครอบครัวของฉัน ชุดฝึกทักษะการอ่านมีประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 84.70/92.70 ชุดฝึกทักษะการเขียนมี ประสิทธิภาพเท่ากับร้อยละ 89.10/90.70 สำหรับผลสัมฤทธิ์ในการอ่านและเขียนของนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางการเรียนรู้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการผ่านการประเมินโดยนักเรียนต้อ งได้คะแนน ผลการประเมินหลังเรียนด้านทักษะการอ่านและทักษะด้านการเขียนรวมกันแล้ว ไม่ตำกว่า ร้อยละ 75 จึงจะถอื วา่ ผ่านเกณฑ์ว่ามีพัฒนาการในทกั ษะด้านการอา่ นและเขยี นที่กำหนดไว้ ปรากฏว่านักเรียนทุกคนผ่าน เกณฑ์การประเมินในทุกหน่วยของชุดฝึกทักษะการอ่านและเขียน แต่เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายหน่วยพบว่า
19 ความก้าวหน้าของผลการพัฒนาทักษะด้านการอ่านและเขียนหน่วยธรรมชาติมีคุณค่า มีพัฒนาการมากที่สุด สว่ นหน่วยสตั ว์โลกนา่ รักมีความกา้ วหน้าของผลการพฒั นานอ้ ยทสี่ ดุ ปิยมาศ มาวงศ์. (2555 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถการอ่าน การเขียนคำ ประวิสรรชนยี ์ และไม่ประวิชรรชนีย์ โดยใชช้ ดุ ฝกึ ทกั ษะของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นมารีย์รักษ์ เชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้โดย การสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ เรื่อง คำประวิสรรชนีย์ และไม่ประวิสรรชนีย์ เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน หลังเรียนและศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนการสอน เรื่อง คำประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์ โดยใช้ชุดฝึกทักษะ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนมารียร์ ักษ์เชียงราย จำนวน 30 คน ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2553 เคร่ืองมือ ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกทักษะ เรื่อง คำประวิสรรย์และไม่ประวิสรรชนีย์ จำนวน 10 ชุด แผนการจัด การเรียนรู้ จำนวน 10 แผน เวลา 20 ชั่วโมง แบบทดสอบวัคผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีความเที่ยง เท่ากับ 0.89 และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียน การสอนการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ทำการทดลองโดยใช้ ชุดฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมาหาประสิทธิภาพ (������1 /������2) นำคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมาเปรียบเทียบและ หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนการสอน ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเกิน 80/80 คือ มีประสิทธิภาพ รวม 81.00/ 83.80 ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเฉลี่ยร้อยละ 23.00 และ 29.27 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.97 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.17 4.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ แม็คพีค (McPeake, 2001 : 1799-A) ได้ทำการวิจัยในเรื่องผลการเรียนจากแบบฝึกอย่างเป็นระบบ เพศของนักเรียนส่งผลต่อความสามารถในการอ่านและสะกดคำ ผลการวิจัย พบว่า การใช้แบบฝึกมีส่วนช่วย ส่งเสริมความสามารถด้านการอ่าน การสะกดคำของนักเรียนทุกกลุ่ม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการสะกดคำ สูงขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหญิงสูงกว่านักเรียนชาย นอกจากนี้ยังพบว่า การอ่านยังมี ความสมั พนั ธต์ ่อความสามารถในการสะกดคำของนักเรยี น แรงจงู ใจในการอา่ น จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชุดฝึกทักษะ การอ่านในการพัฒนาทักษะ การอ่านคำแม่ ก กา ข้างต้น พบว่า เมื่อนำชุดฝึกทักษะการอ่านมาใช้ในการพัฒนาทักษะการอ่านคำแล้ว ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น เพราะชุดฝึกทักษะ การอ่านเป็นสิง่ สำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนประสบความสำเร็จตาม จุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะนำชุดฝึกทักษะการอ่านนี้มาใช้ทดลอง สอนหรือพัฒนาทักษะการอ่านกับผู้เรียน เพื่อเปรียบเทียบผลของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ก่อนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู
20 บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู ในการดำเนินการวิจัยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง มีการกำหนดแบบแผนวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ดงั รายละเอยี ดต่อไปนี้ แบบแผนการวจิ ัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว โดยผู้วิจัยใช้วิธีการประเมิน ก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกทกั ษะการอา่ น ดังแผนการทดลอง ������������ ������ ������������ สัญลักษณท์ ใ่ี ชใ้ นงานวิจยั ในครั้งนี้ การประเมินก่อนเรยี น ������������ หมายถึง การใช้ชุดฝึกทกั ษะการอา่ น ������ หมายถงึ การประเมนิ หลังเรียน ������������ หมายถงึ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรยี นบา้ นโกตาบารู จำนวน 2 ห้อง รวมทัง้ ส้ิน 60 คน กลมุ่ ตวั อย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จำนวน 1 ห้อง รวมทั้งสิ้น 31 คน ได้จากการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใชห้ อ้ งเรียนเปน็ หนว่ ยในการสุ่ม
21 ตวั แปรท่ีใช้ในการวิจัย ตัวแปรตน้ คือ ชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ น ตัวแปรตาม คือ ทักษะการอ่านคำแม่ ก กา และความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะ การอ่าน เคร่ืองมือและการพฒั นาคณุ ภาพเคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวิจัย เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั ในครั้งน้ี มี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการดำเนินการวจิ ัย ได้แก่ 1.1 ชดุ ฝึกทกั ษะการอ่านคำแม่ ก กา 1.2 แผนการจดั การเรยี นรู้โดยใชช้ ดุ ฝกึ ทักษะการอ่าน 2. เครื่องมือทใ่ี ชก้ ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ 2.1 แบบประเมินทักษะการอ่าน 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทกั ษะการอา่ น โดยมขี ั้นตอนในการสร้างและพัฒนาเครอ่ื งมือดงั นี้ 1.1 ขั้นตอนการสรา้ งชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำแม่ ก กา 1) ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหลักการและวิธีการสร้างชุดฝึกทักษะการอ่าน เพื่อเป็น แนวทางในการจดั เน้ือหาและสรา้ งชดุ ฝึกทกั ษะการอ่าน 2) ศึกษาหลักสูตร คู่มือการจัดการเรียนรู้ หนังสือเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อกำหนดขอบเขตและ ความครอบคลุมเน้อื หาในบทเรียน 3) เลือกเนื้อหาที่จะนํามาพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านในครั้งนี้ คือ ชุดฝึกทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา 4) ดำเนนิ การพัฒนาชดุ ฝึกทักษะการอ่าน เรอ่ื ง แม่ ก กา 5) นําชุดฝึกทักษะที่สร้างและพัฒนาขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง ด้านเน้อื หา สาํ นวนภาษา ตลอดจนรูปแบบการนําเสนอ ซง่ึ ผ้เู ช่ยี วชาญประกอบดว้ ย 5.1 นางสาวเฟาซีย๊ะ แซการี ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 5.2 นางสาวนูรซาฮีดา สาและ ครูผู้สอนรายวิชาภาษไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 5.3 นางแวกซู ยั มะ มิงซานา ครผู ้สู อนโรงเรียนบ้านโกตาบารู 6) นาํ ผลการประเมนิ ชดุ ฝึกทักษะการอา่ นของผเู้ ช่ยี วชาญมาวิเคราะห์ ความเหมาะสม 7) ปรบั ปรงุ แก้ไขชดุ ฝึกทักษะการอา่ นตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ช่ยี วชาญ 1.2 ข้นั ตอนการสรา้ งแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใช้ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่าน แผนการจดั การเรยี นรู้ทผ่ี วู้ จิ ัยทำข้ึน ไดใ้ หผ้ ู้เชย่ี วชาญจำนวน 3 ทา่ น ตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ผลปรากฏว่า แผนการจัดการเรียนรู้ มีคุณภาพอยู่ในระดับดี เหมาะสม สามารถน ำไปใช้จัด การเรยี นรู้ได้ โดยแผนการจัดการเรียนรดู้ ังกลา่ วมขี น้ั ตอนในการสร้างดงั ตอ่ ไปนี้
22 1) ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 2) ศึกษามาตรฐานการเรยี นรูช้ ่วงชนั้ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3) ศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาของโรงเรียนบ้านโกตาบารู ระดับชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 2 4) วิเคราะห์สาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านคำแม่ ก กา เพื่อกำหนด จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนรู้ 5) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านคำแม่ ก กา ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ การเรียนรแู้ ละสาระการเรียนรทู้ ีก่ ำหนดไว้ 6) นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ (อยู่ในระดับท่ดี ี เหมาะสม นำไปใช้ในการวิจยั ได้) ซงึ่ ผู้เชย่ี วชาญประกอบดว้ ย 6.1 นางสาวเฟาซีย๊ะ แซการี ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 6.2 นางสาวนูรซาฮีดา สาและ ครูผู้สอนรายวิชาภาษไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 6.3 นางแวกซู ยั มะ มงิ ซานา ครผู สู้ อนโรงเรียนบา้ นโกตาบารู 2.1 ขน้ั ตอนการสร้างแบบประเมินทักษะการอ่าน 1) กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างเคร่อื งมอื ทจ่ี ะใชใ้ นการวจิ ัย 2) ศกึ ษาและวิเคราะหห์ ลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ตลอดจน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วิเคราะห์หลักสูตร ด้านเนอ้ื หา จุดประสงค์การเรียนรู้ เพอื่ ใช้เปน็ แนวทางในการสร้างแบบประเมนิ ทกั ษะการอ่าน 3) วางแผนและดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมิน ทักษะการอ่าน เปน็ จำนวน 20 คำ อา่ นถกู ได้ 1 คะแนน อ่านผิดได้ 0 คะแนน 4) เสนอแบบประเมินทักษะการอ่าน กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบประเมินทักษะการอ่าน ซึ่งผ้เู ชย่ี วชาญประกอบด้วย 4.1 นางสาวเฟาซีย๊ะ แซการี ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 4.2 นางสาวนูรซาฮีดา สาและ ครูผู้สอนรายวิชาภาษไทยโรงเรียนบ้านโกตาบารู 4.3 นางแวกซู ัยมะ มงิ ซานา ครผู ้สู อนโรงเรยี นบ้านโกตาบารู ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ประเมินความสอดคล้องด้วยดัชนีความสอดคล้อง IOC (Index of Item Objective Congruence) ดงั นี้ สอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไมแ่ น่ใจ ใหค้ ะแนน 0 ไม่สอดคลอ้ ง ใหค้ ะแนน -1 ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการอ่านผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนเป็นรายข้อ แล้ว คำนวณคา่ ดัชนมี ีความสอดคล้องพบว่า ได้ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 ถงึ 1.00 6) จัดทำแบบประเมินทักษะการอ่าน ฉบับจริง จำนวน 20 ข้อ พร้อมนำไปใช้กับกลุ่ม
23 ตวั อย่าง 2.2 ข้นั ตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ มขี น้ั ตอนดังต่อไปนี้ 1) ศกึ ษาตำรา เอกสารเกี่ยวกับความพงึ พอใจ และสร้างแบบสอบถาม 2) สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่าน ที่มีลักษณะ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งมี 3 ระดับ คือ มาก ปานกลาง น้อย จำนวน 1 ชุด 10 ข้อ 3) นําแบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยศึกษาค้นคว้าสร้างขึ้น เสนอต่อคณะผู้เชี่ยวชาญ ชุดเดิม เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของภาษา สํานวนภาษา และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ กับข้อคําถาม แล้วนําไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ซึ่งพบว่าข้อคำถามมีความเหมาะสม สามารถนำ เครอ่ื งมือไปใชก้ บั กลมุ่ ตวั อยา่ งได้ (ค่า IOC มากกว่า 0.5 ทกุ ข้อคำถาม) 4) นำแบบสอบถามที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะเรียบร้อยแล้วนำไปใช้เก็บ ข้อมลู กบั กลุ่มตวั อย่าง การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ในการวิจยั ครง้ั น้ี ผูว้ ิจยั ไดด้ ำเนนิ การเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยประกอบด้วย 3 ข้นั ตอน คือ (1) ขั้นก่อน การทดลอง (2) ขั้นการทดลอง (3) ขั้นหลงั การทดลอง ดงั นี้ 1. ขั้นกอ่ นการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างนักเรียน ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นโกตาบารู ในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั ต่อไปน้ี 1.1 ผู้วิจัยได้ปรึกษากับครูพี่เลี้ยง นางสาวเฟาซีย๊ะ แซการี ซึ่งเป็นครูผู้สอนรายวิชา ภาษาไทยและเป็นครูประจำชั้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 เพื่อขออนุญาตใช้นักเรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2/1 จำนวน 31 คน เป็นกลมุ่ ตัวอยา่ งในการวิจยั ครั้งนี้ 1.2 ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อวิเคราะห์ สภาพปัญหาของนักเรียน จากนั้นได้ศึกษาค้าควา้ แนวทางการพฒั นานักเรียนและนำมาพัฒนาเปน็ หัวขอ้ วจิ ยั 1.3 ผู้วิจัยได้จัดเตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน และแบบประเมินทักษะ การอ่านและแบบสอบถามความพงึ พอใจ 2. ข้ันการทดลอง 2.1 ผวู้ จิ ยั ได้ดำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดยใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 5 คาบ ดงั นี้ ชั่วโมงที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการอ่านก่อนเรียน เรื่อง แม่ ก กา ไปประเมินทักษะการอ่านกับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านโกตาบารูที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง แล้วบันทึกคะแนนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับจากการประเมินทักษะการอ่านครั้งนี้เป็นคะแนนประเมินก่อนเรียน (Pretest) ชั่วโมงที่ 2-6 เป็นการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน ทั้ง 5 ชุด โดยใช้เวลาสอนคาบ
24 ละ 1 ชดุ สอนจำนวน 5 คาบ ชั่วโมงที่ 7 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินทักษะการอ่านหลังเรียน เรื่อง แม่ ก กา และบันทึกผลการประมินให้เป็นคะแนนหลังเรียน (Posttest) พร้อมทั้งให้นักเรียนทำแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนกั เรยี นตอ่ การใช้ชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ น 3. ขนั้ หลงั การทดลอง ผู้จัดทำวิจัยตรวจรวมคะแนนแบบประเมินทักษะการอ่านและตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของ ข้อมูล ในกรณีที่ข้อมูลผลการประเมินของผู้เรียนไม่ครบถ้วน ผู้จัดทำวิจัยจะติดตามประเมินทักษะการอ่าน ของนักเรยี นเพิ่มเติม หลังจากน้นั ได้จดั เตรยี มบันทกึ ข้อมลู เพอื่ จะวเิ คราะห์ข้อมลู ในขัน้ ต่อไป การวเิ คราะห์ข้อมูล การวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพอ่ื ตอบวตั ถุประสงค์การวิจัย 1. การวิเคราะห์ความสามารถด้านการอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดย วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (x) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านคำแม่ ก กา หลังการจดั การเรยี นรู้ (Posttest) 2. วเิ คราะห์ผลความพงึ พอใจของนักเรียน จากแบบสอบถามความพึงพอใจแบบมาตราส่วน ประมาณคา่ (Rating Scale) มี 3 ระดบั โดยใชค้ า่ เฉลีย่ (x) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D) แล้วนำค่าเฉลี่ย (x) มาเปรียบเทียบจากเกณฑ์ เกณฑก์ ารแปลความหมายความพงึ พอใจของนักเรยี น ดังนี้ ค่าเฉลยี่ ระดับความคิดเห็น 2.50-3.00 เหน็ ดว้ ยมาก 1.50-2.49 เหน็ ด้วยปานกลาง 1.00-1.49 เหน็ ดว้ ยนอ้ ย สถิติท่ีใช้ในการวิจยั 1. การหาคา่ ร้อยละ โดยใชส้ ูตรดงั นี้ ������ = ������×100 ������ เม่อื ������ แทน ร้อยละ ������ แทน ความถท่ี ตี่ อ้ งการแปลงให้เปน็ รอ้ ยละ ������ แทน จำนวนความถี่ทง้ั หมด
25 2. การหาคา่ IOC โดยใช้สูตรดงั นี้ ������������������ = ∑ ������ ������ เมอ่ื ������������������ แทน ค่าดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ งรายการประเมินกับจดุ ประสงค์ ∑ ������ แทน ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผู้เชี่ยวชาญทัง้ หมด ������ แทน จำนวนผูเ้ ชย่ี วชาญ ������������������ > 0.5 ถอื วา่ รายการประเมนิ น้ันสอดคล้องกับจุดประสงคท์ ่ีต้ังไว้ ������������������ < 0.5 ให้ตดั ออกหรอื ปรบั ปรงุ แก้ไขใหม่ให้ดขี ึ้น 3. การหาค่าเฉลยี่ (Mean) โดยใชส้ ตู รดงั น้ี ������̅ = ∑ ������ ������ เม่อื ������̅ แทน ค่าเฉลี่ย ∑ ������ แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมดในกลุ่ม ������ แทน จำนวนนักเรยี น 4. การหาค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตรดังนี้ S.D. = √������ ∑ ������2−(∑ ������)2 ������(������−1) เมื่อ S.D. แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ������2 แทน คะแนนแต่ละตัว ������ แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม แทน ผลรวม
26 5. สถิตทิ ดสอบทีแบบกลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีไมเ่ ป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples T-Test) t = ∑ ������ √������ ∑ ������2−(∑ ������2) ������−1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติทีใ่ ช้ในการพจิ ารณาใน t-distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแตล่ ะคู่ N แทน จำนวนคขู่ องคะแนนหรือจำนวนนักเรียน ∑ ������ แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง ∑ ������������ แทน ผลรวมของกำลังสองผลตา่ งของคะแนนกอ่ นและหลังการทดลอง
27 บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง โดยออกแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผล ก่อนเรยี นและหลังเรยี นกลุ่มตัวอย่างในการวจิ ัย คอื นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จำนวน 31 คน ผู้วิจยั ไดน้ ำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ดังตอ่ ไปน้ี ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู พ้นื ฐานของกลมุ่ ตัวอยา่ ง ตางรางท่ี 1.1 ข้อมลู พนื้ ฐานของกลมุ่ ตัวอย่าง ( จำแนกตามเพศ ) ตอนที่ 2 ผลการวจิ ยั แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังตอ่ ไปนี้ ตารางท่ี 2.1 การวิเคราะห์ คา่ เฉลยี่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน คา่ สถติ ทิ ดสอบทีและระดบั นัยสำคัญ ทางสถติ ขิ องการทดสอบเปรียบเทยี บคะแนนสอบก่อนและหลังเรียนของนกั เรยี น ตารางท่ี 2.2 ตารางแสดงการวเิ คราะหค์ ะแนนก่อนเรียนและหลังเรยี นของนักเรยี น ตารางที่ 2.3 ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านโกตาบารูทม่ี ีต่อชุดฝึกทกั ษะการอา่ น ตอนท่ี 1 ข้อมูลพน้ื ฐานของกลมุ่ ตวั อย่าง ร้อยละ ตางรางที่ 1.1 ข้อมลู พืน้ ฐานของกลุ่มตวั อยา่ ง ( จำแนกตามเพศ ) 45.16 54.84 เพศ จำนวน (คน) 100 ชาย 14 หญิง 17 รวม 31 จากตารางที่ 1.1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างเพศชาย จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 45.16 และเพศหญิง จำนวน 17 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 54.84
28 ตอนท่ี 2 ผลการวิจยั แบง่ ออกเป็น 3 สว่ น ดังตอ่ ไปนี้ ตารางที่ 2.1 ผลการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบทีและระดับ นัยสำคัญทางสถิตขิ องการทดสอบเปรยี บเทียบคะแนนสอบกอ่ นและหลงั เรียนของนกั เรยี น กลมุ่ ทดลอง จำนวน คะแนน ค่าเฉล่ีย (S.D) df t Sig. N เตม็ (x̄) ประเมนิ กอ่ นเรยี น 31 20 7.71 4.00 30 21.4 0.00 ประเมินหลังเรยี น 31 20 16.45 2.60 9 จากตารางที่ 2.1 พบวา่ คะแนนประเมนิ ก่อนการจัดการเรียนรโู้ ดยใชช้ ุดฝึกทักษะการอา่ น มีคา่ เฉล่ีย เท่ากับ 7.71 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 4.00 คะแนนประเมินหลงั การจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดฝึกทักษะการอ่าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.45 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.60 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน สามารถสรุป ได้ว่าผลการเปรียบเทียบของการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นโกตาบารู หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั .05 ตารางท่ี 2.2 ตารางแสดงคะแนนก่อนเรียนและหลงั เรยี นของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 เลขท่ี คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลังเรยี น ผลต่างของคะแนน ค่าเฉล่ีย 1 5 17 12 11.00 2 3 15 12 9.00 3 2 15 13 8.50 4 2 14 12 8.00 5 2 12 10 7.00 6 4 16 12 10.00 7 5 15 10 10.00 8 7 18 11 12.50
9 12 20 29 10 13 20 11 6 16 8 16.00 12 3 12 7 16.50 13 8 17 10 11.00 14 7 15 9 7.50 15 13 19 9 12.50 16 14 20 8 11.00 17 15 20 6 16.00 18 11 20 6 17.00 19 15 20 5 17.50 20 11 18 9 15.50 21 16 20 5 17.50 22 9 18 7 14.50 23 12 20 4 18.00 24 4 11 9 13.50 25 5 15 8 16.00 26 3 12 7 7.50 27 5 14 10 10.00 28 1 10 9 7.50 29 9 16 9 9.50 9 5.50 7 12.50
30 30 12 20 8 16.00 31 5 15 10 11.00 รวม 239 510 +271 คา่ เฉลย่ี 7.71 16.45 8.74 จากตารางที่ 2.2 การเปรียบเทยี บการประเมินก่อนและหลงั การใชช้ ุดฝกึ ทักษะการอา่ นกับนกั เรยี น ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 31 คน พบวา่ คะแนนประเมินก่อนเรียนของนักเรยี นที่ได้น้อยทสี่ ดุ คือ 1 คะแนนมากที่สุด คือ 16 คะแนน และคะแนนประเมนิ หลงั เรียนของนักเรยี นที่ไดน้ ้อยที่สดุ คอื 10 คะแนน คะแนนมากทสี่ ดุ คือ 20 คะแนน นอกจากน้ีคา่ เฉล่ยี กอ่ นเรียนของนักเรยี นมีคะแนนเทา่ กับ 7.71 ค่าเฉลี่ย หลงั เรยี นของนักเรยี นมีคะแนนเทา่ กบั 16.45 และค่าเฉล่ียเพิ่มขน้ึ จากก่อนเรียน 8.74 คะแนน ตารางที่ 2.3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรยี นบ้านโกตาบารทู ่มี ีตอ่ ชุดฝกึ ทักษะการอ่าน ความพงึ พอใจของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2/1 ที่ (x̄) (S.D) ระดบั คณุ ภาพ โรงเรยี นบ้านโกตาบารู ที่มีตอ่ ชดุ ฝกึ 1 ชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ น มีความนา่ สนใจ ใช้ภาษาเหมาะกับวัย อ่านเข้าใจงา่ ย 2.87 0.335 มาก 2 รูปภาพหนา้ ปกและรูปภาพในชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ น มสี สี ันสวยงาม นา่ สนใจ 3.00 0.000 มาก 3 ชุดฝกึ ทกั ษะการอ่านช่วยให้นักเรยี นมคี วามรู้ และทักษะในเรอื่ งทเ่ี รยี นมากขึ้น 2.81 0.470 มาก 4 นักเรียนเห็นว่าชุดฝกึ ทักษะการอา่ นชว่ ยให้อา่ นคำศัพท์ไดถ้ ูกตอ้ ง 2.90 0.296 มาก 5 ขนาดของตวั อักษร(ตวั หนังสือ) ในชุดฝึกทักษะการอ่าน มองเหน็ ชัดเจน 2.97 0.177 มาก 6 ชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นออกแบบรูปเล่มและเข้าเล่มไดส้ วยงาม คงทน 3.00 0.000 มาก 7 ชุดฝึกทกั ษะการอ่านมกี ารกำหนดวตั ถุประสงค์ของการเรียนไว้อยา่ งชดั เจน 2.91 0.291 มาก 8 ขนาดของรูปเล่มมีความเหมาะสม 2.65 0.650 มาก 9 ภาพประกอบในชุดฝึกทกั ษะการอา่ น มีความถูกต้องและเหมาะสม 2.94 0.246 มาก 10 เน้อื หาในชดุ ฝึกทักษะการอา่ นสามารถนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันได้ 2.84 0.368 มาก รวม 2.89 0.355 มาก
31 จากตารางที่ 2.3 แสดงว่าความพึงพอใจที่มีต่อชุดฝึกทักษะการอ่าน โดยภาพรวมมีระดับ ความพงึ พอใจอยใู่ นระดับมาก (x̄ = 2.89) และเม่อื พิจารณาเป็นรายข้อ พบวา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก 10 ข้อ โดยข้อที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากเป็นลำดับแรก คือ ข้อที่ 2 รูปภาพหน้าปก และรูปภาพในชุดฝึกทักษะการอ่าน มีสีสันสวยงาม น่าสนใจ (x̄ = 3.00) กับข้อที่ 6 ชุดฝึกทักษะการอ่าน ออกแบบรูปเล่มและเข้าเล่มได้สวยงาม คงทน (x̄ = 3.00) และนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากเป็น ลำดบั สดุ ทา้ ย คือ ข้อที่ 8 ขนาดของรปู เลม่ มคี วามเหมาะสม (x̄ = 2.65)
32 บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน คำแม่ ก กา ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโกตาบารู (2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู โดยมีกลุ่มตวั อยา่ ง คือ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 2/1 โรงเรยี นบ้านโกตาบารู จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะกรอ่านคำแม่ ก กา แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดฝึกทักษะการอ่าน แบบประเมนิ ทักษะการอ่าน แบบสอบถามความพงึ พอใจ สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบแบบกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน ผู้วิจัยได้สรุป ผลการวจิ ัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะดังน้ี สรุปผลการวจิ ยั จากการวิจัยในเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านของ นักเรียน ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/1 โรงเรียนบา้ นโกตาบารู สามารถสรุปได้ดังน้ี 1. คะแนนประเมินก่อนการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านในการพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียนชั้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.71 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 4.00 คะแนนประเมินหลังการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านในการพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา มี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.45 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.60 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย คะแนนก่อนและหลังใช้ชุดฝึก สรุปได้ว่า ผลการเปรียบเทียบของการพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านโกตาบารู จังหวัดยะลา ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน หลังเรียนสูงกวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05 2. นกั เรียนมีความพึงพอใจต่อชดุ ฝกึ ทักษะการอา่ นโดยภาพรวม อยู่ในระดบั มาก (M = 2.89) โดยประเด็นเรื่องรูปภาพหน้าปกและรูปภาพในชุดฝึกทักษะการอ่าน มีสีสันสวยงาม น่าสนใจ กับเรื่องชุดฝึก ทักษะการอ่านออกแบบรูปเล่มและเข้าเล่มได้สวยงาม คงทน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาได้แก่ ขนาดของ ตัวอกั ษร(ตัวหนงั สือ) ในชดุ ฝึกทกั ษะการอา่ น มองเห็นชัดเจน ตามลำดับ อภปิ รายผลการวิจยั จากการเปรียบเทียบผลของการพัฒนาทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2/1 ระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึก โดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง เป็นจำนวน 5 ชุดฝึก ทักษะการอ่าน จากการประเมินทักษะการอ่าน เพื่อวัดความสามารถในการอ่านคำแม่ ก กา ในวิชาภาษาไทย
33 ก่อน –หลัง พบว่าผลจากการประเมนิ ของนักเรียนหลังการฝึกสงู กว่าก่อนการฝึก ซ่ึงเป็นไปตามทีไ่ ด้ตั้งไว้ แสดง ให้เห็นว่าการใช้ชุดฝึกทักษะการอ่าน สามารถแก้ปัญหาการอ่านได้ เพราะเป็นการเรียนรู้จากชุดฝึกทักษะ การอ่านที่น่าสนใจ สวยงาม และดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดฝึกทักษะการอ่านท่ี ผูว้ จิ ยั สร้างขนึ้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำแม่ ก กา ทงั้ น้ีเพอื่ ใหเ้ หมาะสมกบั ช่วงวัยและความสนใจของนักเรียน ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 2 การใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านคำแม่ ก กา ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้ยึดหลักการสอนตามความ ต้องการของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนตัง้ แต่ เริ่มฟัง อ่าน พูด และเขียน นักเรียนเรียนรู้ ด้วยความเข้าใจ ใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม เพื่อใช้ให้นักเรียนเข้าใจการเรียนรู้แบบ ประสบการณ์ เนือ้ หาเหมาะสมกับความสามารถในการรับรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ทำให้นักเรียนเกิด ความเพลิดเพลินสนุกสนาน มีความกระตือรือร้นที่จะเรียน เพราะการเรียนการสอนที่น่าสนใจ ช่วยให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนสูงขึ้นและนักเรียนมีความพึงพอใจตอ่ การใชช้ ุดฝึกทักษะการอ่าน โดยรวมอยู่ ในระดบั มาก ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ 1. ผลการวิจัยในครั้งน้ีสามารถนำไปใช้กับผู้เรียนที่มีปัญหาในด้านการอ่านภาษาไทย และ ควรปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการที่จะพัฒนาทักษะในการอ่านของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมี ความสามารถในการอ่านและมคี วามพร้อมทจี่ ะรบั การพัฒนาแตกต่างกัน 2. ครูผู้สอนภาษาไทยควรนำชุดฝึกทักษะการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 2/1 ที่ผรู้ ายงานสร้างข้นึ ไปใช้ประกอบการสอน 3. ในระหวา่ งการดำเนินการจัดกิจกรรม ครูควรสงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี นทม่ี ีความสามารถใน การเรียนต่ำ อาจจะไม่เข้าใจหรือเกิดการเรียนรู้ช้า หรือต้องการความช่วยเหลือ ครูควรใช้เทคนิคเสริมแรง กระตุน้ ให้นักเรียนสนใจ หรอื อธิบายให้เขา้ ใจชัดเจนอีกคร้งั 2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั คร้งั ตอ่ ไป 1. ควรมีการสร้างชุดฝึกทักษะการอ่านในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เนื้อหาที่เข้าใจยาก หรือเนื้อหาที่เป็นปัญหาต่อการเรียนการสอนในกลุ่มทักษะภาษาไทยในแต่ละระดับชั้น เพื่อนำไปทดลองหา ประสทิ ธภิ าพ 2. ควรมกี ารสร้างชุดฝกึ ทกั ษะภาษาไทย ในหนว่ ยการเรยี นรู้อ่ืนหรือในระดับช้ันอนื่ ๆ
ฉ บรรณานกุ รม
บรรณานกุ รม กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวชิ าการ. (2551).หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ชมุ นุมสหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย. สจุ ริต เพียรชอบ. (2556). “การจดั การเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาทกั ษะในการใชภ้ าษาเพ่ือการสื่อสาร” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการสอนภาษาไทย หน่วยท่ี 9 – 15. นนทบุรี: มหาวทิ ยาลยั สุโขทัย ธรรมาธิราช. ทิพยส์ ุเนตร อนัมบตุ ร. (2551).การอา่ นเพือ่ การวเิ คราะห์. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง. อัมพร ทองใบ. (2556). เอกสารเสรมิ ทกั ษะการอ่านและแบบฝึกหดั การอ่านสำหรบั นกั เรียนระดบั มธั ยมศึกษา. เพชรบุรี : หมวดวิชาภาษาไทย โรงเรียนเบญจมเทพอุทศิ จงั หวดั เพชรบุรี. จริ วฒั น์ เพชรรัตน์. (2556). การอ่านเพื่อพฒั นาคณุ ภาพชีวิต. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน. (2550). คู่มือการเรียนการสอนภาษาไทย เรอ่ื ง สร้างเดก็ ไทย ใหอ้ ่านเกง่ อ่านเร็ว ช่วงชัน้ ที่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์องค์การคา้ ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. วรรณี โสมประยรู . (2553). เทคนิคการสอนภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : ดอกหญ้า ประภสั สร เสวิกุล. (2556). “การอา่ นและการเขยี น” ใน เอกสารการสอนชดุ วิชาภาษาเพื่อการสือ่ สาร หน่วยท่ี 1 – 7. นนทบรุ ี : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. สนุ ันทา มนั่ เศรษฐวทิ ย.์ (2556). “ความรู้เก่ยี วกับการอา่ น” ใน เอกสารการสอนชุดวิชาการอ่านภาษา ไทยหน่วยที่ 1 - 8. นนทบุ รี: มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. จไุ รรตั น์ ลักษณะศิริ, วรี วัฒน์ อินทรพร. (2556). ภาษาไทยเพอื่ การสอ่ื สาร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. จิรวัฒน์ เพชรรัตน์, อัมพร ทองใบ. (2556). ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกบั การอา่ น. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพโ์ อเดียนสโตร์ สุนยี ์ ภูจ่ ฐิ าพนั ธ.์ุ (2554). การใช้ภาษาไทยเพื่อการส่ือสาร. กรงุ เทพมหานคร : ทริปเพลิ้ เอด็ ดูเคชัน่ . คณาจารย์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . (2551). ภาษากับการสอื่ สาร (Language and Communication). กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด นวสาส์การพมิ พ.์ สิรวิ รรณ นนั ทจนั ทูล, ธนั วพร เสรีชัยกุล. (2555). ภาษาไทยเพือ่ การสื่อสาร. พมิ พ์ครง้ั ที่ 8. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พิมพม์ หาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ นภดล จันทรเ์ พญ็ . (2553). หลักการใชภ้ าษาไทย. กรุงเทพมหานคร : เจเนซสิ มีเดียคอม.
สุคนธ์ สินธพานนท.์ (2553). นวัตกรรมการเรียนการสอนเพือ่ พัฒนาคณุ ภาพเยาวชน. กรุงเทพฯ : หา้ งหุ้นสว่ นจำกัด 9119 เทคนคิ พรน้ิ ต้งิ . ศนั สนยี ์ สื่อสกลุ . (2554). การพฒั นาชดุ ฝึกทกั ษะการเขียนเชิงคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนสตรีวทิ ยา 2 ในพระราชปู ถัมภ์ สมเดจ็ ศรีนครินทราบรมราช ชนนี. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา). กรุงเทพฯ : บณั ฑิตวทิ ยา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. ทศพร ตาดสวุ รรณ์ (2550). การพฒั นาแบบฝกึ เสรมิ ทักษะการเขียนคำศัพทภ์ าษาอังกฤษชน้ั ประถมศกึ ษา ปที ี่ 4. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต (สาขาการพฒั นาหลักสูตรและการเรียนการ สอน). คณะครุศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอบุ ลราชธานี. วมิ ลรตั น์ สุนทรโรจน.์ (2551). นวตั กรรมเพอ่ื การเรียนรู้ .กาฬสนิ ธ์ุ : ประสานมติ รการพิมพ์. จริ เดช เหมือนสมาน. (2551). การพัฒนาชดุ ฝึกทักษะคิดวิเคราะห์จากสอื่ ส่ิงพิมพ์ สำหรับนกั เรียน ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวดั ทองเพลง ส านักงานเขตคลองสาน กรงุ เทพมหานคร. สารนิพนธ์ กศ.ม. (การมธั ยมศกึ ษา). กรุงเทพฯ: บณั ฑติ วทิ ยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ปณุ ณภา จงอนุกูลธนากร. (2553). การพฒั นาชดุ ฝึกทกั ษะการคิดวิเคราะหจ์ ากเร่อื งโคลงโลกนิติ สําหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนกรุงเทพคริ สเตยนวิทยาลัย. สารนิพนธ์ ปริญญาการศกึ ษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมิตร.ออนไลน์ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน.์ (2551). นวัตกรรมเพื่อการเรยี นรู้. มหาสารคาม: ภาคหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. ทศิ นา แขมมณ.ี (2555). ศาสตรก์ ารสอน : องค์ความรู้เพ่ือการจัดกระบวนการเรียนรู้ทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ. กรุงเทพฯ : จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั ทศั นีย์ แก้วงาม. (2550). การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านเพื่อจบั ใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3. วทิ ยานพิ นธค์ รุศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าการสอน ภาษาไทย, บัณฑติ วิทยาลัย, มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธาน.ี ดร.เกตมุ ณี มากมี. (2561). การพัฒนาชุดฝกึ ทกั ษะการอา่ นและเขยี นสำหรับนักเรยี น ช่วงช้ันที่ 1 ทม่ี ี ความบกพร่องทางการเรียนรู้ สำหรับครใู นโรงเรียนชุมชนเมือง จังหวดั เชยี งใหม่. สถาบนั วิจยั และพัฒนา มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชยี งใหม่. ปยิ มาศ มาวงศ์. (2555) การพัฒนาความสามารถการอา่ น การเขยี นคำประวิสรรชนีย์ และไม่ ประวชิ รรชนีย์ โดยใชช้ ดุ ฝึกทักษะของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นมารยี ร์ ักษ์ เชียงราย อำเภอเมือง จังหวดั เชียงราย. มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย/เชยี งราย.
McPeake, P. G. (2001). The effects of original systematic study worksheets, reading level and sex on the spelling achievement of sixth grade students [CD-ROM]. Dissertation Abstracts international Item, 1799-A.
ช ภาคผนวก
ซ ภาคผนวก ก เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวจิ ยั
ชดุ ฝกึ ทกั ษะการอา่ นคำ แม่ ก กา
ชุด ฝึกทักษะการอ่าน คำ แม่ ก กา ชั้นประถมศึ กษาปีที่ ๒ วิชา ภาษาไทย จัดทำโดย นางสาวนาอีมะห์ มามะ นักศึ กษาชั้นปีที่ 4
ชุด ฝึกทักษะการอ่าน คำ แม่ ก กา ชั้นประถมศึ กษาปีที่ ๒ วิชา ภาษาไทย จัดทำโดย นางสาวนาอีมะห์ มามะ นักศึ กษาชั้นปีที่ 4
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109