93 โรคอวน (Obesity) โรคอว นเปน สภาวะท่รี า งกายมีไขมนั สะสมตามสว นตา งๆ ของรางกายมากเกนิ กวา เกณฑป กติซงึ่ ตามหลกั สากลกําหนดวาผูชายไมควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกวา 12-15% ของน้ําหนักตัวผูหญิงไมควรมีปริมาณของไขมนั ในตวั เกินกวา 18-20% ของนา้ํ หนักตวั ซ่ึงการตรวจนหี้ ากจะใหไดผ ลแนน อนควรไดร ับการตรวจจากหองปฏิบัติการ แตน กั เรยี นอาจประเมินวาเปน โรคอวนหรือไมดวยวิธีงายๆ ดวยวธิ ีตรวจสอบกบั ตารางนาํ้ หนักและสว นสงู ของกรมอนามยั ดงั ตารางท่เี รียนมาแลว สําหรับในผใู หญอ าจประเมินไดจ าก การหาคาดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ไดจากสูตรดงั นี้ BMI = นํ้าหนัก (กโิ ลกรัม) สวนสงู 2(เมตร) คาทีไ่ ดอยูระหวาง 18.5-24.9 ถอื วาอยใู นเกณฑป กติ ไมอว นหรือผอมเกินไป สาเหตุ 1. กรรมพนั ธุ 2. การรับประทานอาหารเกินความตองการของรางกาย และมีพฤติกรรมการรับประทาน อาหารทีไ่ มดี เชน กนิ จุบจิบ 3. ขาดการออกกําลงั กาย 4. สภาวะทางจติ และอารมณ เชน บางคนเมือ่ เกดิ ความเครียดก็จะหันไปรับประทานอาหาร มากจนเกนิ ไป 5. ผลขางเคียงจากการไดรับฮอรโมนและการรับประทานยาบางชนิด เชน ยาคุมกําเนิด ฮอรโ มนสเตยี รอยด เปนตน อาการ มไี ขมนั สะสมอยูในรางกายจํานวนมาก ทาํ ใหมรี ปู รา งเปล่ียนแปลงโดยการขยายขนาดขึ้นและมีนา้ํ หนักตวั มากขึ้น การปอ งกนั 1. กรรมพันธุ หากพบวามีประวัติของบุคคลในครอบครัวเปนโรคอวน ควรตองเพิ่มความระมัดระวัง โดยมพี ฤติกรรมสุขภาพในเร่อื งตางๆ ทีเ่ กยี่ วขอ งกบั โรคอว นอยา งเหมาะสม 2. รับประทานอาหารแตพอสมควรโดยเลือกรับประทานอาหารท่ีมีประโยชน หลีกเล่ียงอาหารรสหวานและอาหารที่มไี ขมันสงู รับประทานผักและผลไมมากๆ และหลากหลาย
94 3. ออกกาํ ลังกายสมํา่ เสมออยางนอยสปั ดาหล ะ 3 วนั วันละ 30 นาที 4. หาวธิ กี ารควบคมุ และจดั การความเครยี ดอยางเหมาะสม พักผอ นใหเ พียงพอ 5. การใชย าบางชนดิ ท่ีอาจมผี ลขางเคยี ง ควรปรึกษาแพทย และใชยาตามที่แพทยแนะนําอยางเครง ครัด การดแู ลสขุ ภาพและมีพฤติกรรมบริโภคทถ่ี กู ตอ ง “ไมตามใจปากและไมต ามใจอยาก”โรคอว นกอ็ าจไมมาเยือน การลดความอว นกไ็ มจ าํ เปน
95 บทที่ 5โรคระบาดสาระสําคญั การมีความรคู วามเขา ใจเกยี่ วกับสาเหตุ อาการ การปองกัน และการรักษาโรคตดิ ตอ ท่ีแพรระบาดและเปนปญหาตอสุขภาพของประชาชนในชุมชน จะชวยใหรูวิธีปองกันตนเองและครอบครวั และรวมมอื ปอ งกนั การแพรก ระจายเช้อื โรคไปสูบุคคลอื่น อันจะเปนแนวทางสาธารณสุขของประเทศไดผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง เพื่อใหผูเ รยี นสามารถ 1. บอกความหมาย ความสาํ คญั และการแพรก ระจายของเชื้อโรคได 2. อธบิ ายสาเหตุ อาการ การปอ งกนั และการรกั ษาโรคตดิ ตอทแี่ พรร ะบาดและเปนปญหาสาธารณสุขไดขอบขายเนอ้ื หา เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั และการแพรกระจายของเช้อื โรค เรอ่ื งท่ี 2 โรคท่เี ปนปญหาสาธารณสุขของประเทศ
96เร่ืองท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญ และการแพรกระจายของเช้ือโรคความหมายและความสาํ คญั โรคติดตอ จดั เปน ปญหาสาธารณสขุ ทีส่ ําคญั ของประเทศ เมอ่ื เกิดการระบาดจะนํามาซึ่งความสญู เสียสขุ ภาพ ชวี ติ และมีผลกระทบตอ เศรษฐกจิ ของประเทศอยางมาก เพราะขณะเจ็บปวยบุคคลนั้นไมสามารถเรียนหรอื ทํางานไดต ามปกติ ซ่ึงจะทาํ ใหเ สยี การเรยี นและรายไดตามทีเ่ คยไดรับ นอกจากนี้ในขณะเจ็บปว ยกจ็ ะเปน ภาระของบคุ คลใกลชิดหรือคนในครอบครวั ในการดูแลผูปวย รวมท้ังเสียเงินในการรักษาพยาบาล ซึ่งในระดับชาติ ประเทศชาติตองเสียงบประมาณในการดูแลรักษาผูปวย คาเวชภัณฑ คาบคุ ลากร รวมถงึ ตอ งสรางอาคารสถานทีใ่ นการดูแลผูปวย ซึ่งเปนการสูญเสียทรัพยากรท่ีจะสามารถนาํ ไปใชพ ัฒนาประเทศดานอื่น ๆ ได โรคติดตอสวนใหญสามารถปองกันได หากทุกคนเหน็ ความสําคญั ตระหนักถงึ อนั ตรายของโรคและมีสวนรวมในการปองกันแกไขปญหาโรคติดตอที่เกดิ ข้ึน1.1 ความหมายของโรคตดิ ตอ โรคติดตอ หมายถงึ โรคทีเ่ กดิ จากเชอื้ โรคแลวสามารถติดตอ จากคนไปสูบุคคลอนื่ ไดหรอื อาจตดิ ตอระหวา งคนสูคน หรือสัตวสูคนได หรือติดตอระหวางสัตวดวยกันเองได โดยมีพาหะเชน คน สตั ว หรอื มตี ัวกลางนําเชอ้ื โรค เปนตน โรคระบาดเปนโรคติดตอที่แพรกระจายไปยังคนอ่ืน ๆ ไดรวดเร็ว บางโรคตองใชเวลาในการรักษาเปนเวลายาวนานและใชวิธีรักษาท่ีซับซอน ส้ินเปล้ืองคาใชจายในการรักษาเปนจํานวนมาก โดยโรคท่เี ปนสาเหตุของการเจ็บปวยและเสียชีวิตท่ีนับวาสําคัญ ไดแก ไขมาลาเรีย โรคไขห วัดนก โรคซารส โรคอหิวาตกโรค และโรคไขหวดั ใหญส ายพนั ธุใหม 2009 ลกั ษณะของโรคตดิ ตอ 1. เช้ือโรคสามารถแพรกระจายไปยังบุคคลอื่นไดอ ยางรวดเรว็ 2. การแพรกระจายของโรคมักเกิดจากพฤติกรรมของบุคคลหรือปญหาสุขาภิบาลสง่ิ แวดลอ ม 3. มอี ัตราการเจ็บปวยคอ นขา งสูงและโอกาสท่จี ะเกิดโรคเปนไดท กุ เพศทุกวยั โรคตดิ ตอทค่ี วรทราบและตอ งแจง ความ โรคตดิ ตอ ที่ควรทราบมี 14 โรค ไดแ ก ไขทรพษิ กาฬโรค ไขเหลอื ง โรคอหิวาตกโรคโรคบาดทะยักในเด็กเกิดใหม โรคคอตีบ โรคโปลิโอ โรคพิษสุนัขบา โรคไขสมองอักเสบ ไขรากสาดใหญ โรคแอนแทรกซ โรคทรคิ ิโนซีส โรคไขกาฬหลงั แอน โรคคดุ ทะราดระยะตดิ ตอ
971.2 ชนิดของเชือ้ โรค เชื้อโรคทต่ี ดิ ตอ ไดแ บง ออกเปน 5 ชนดิ คือ แบคทเี รยี ไวร ัส รกิ เกตเซีย รา ปรสติ แบคทีเรีย จัดอยใู นจําพวกพชื เซลลเ ดียว มีขนาดเล็กมากตอ งใชก ลองจุลทรรศนขยายจงึ จะมองเหน็ ได สามารถดํารงชีวติ อยูไ ดในสภาวะแวดลอมแทบทกุ อยา ง ไวรัส ไมสามารถมองเห็นดว ยตาเปลา ตอ งดดู วยกลองจุลทรรศนชนิดพิเศษ เช้ือไวรัสจะมีอยทู ่วั ไปในอากาศโรคที่เกิดจากเชือ้ ไวรัสมหี ลายโรค เชน ไขห วดั หดั ไขท รพิษ คางทมู ไขเลือดออกอีสกุ อีใส เปน ตน รกิ เกตเซีย มีขนาดเล็กกวา แบคทเี รีย สามารถมองเห็นดวยกลองจุลทรรศนมักอาศัยอยูรวมกับส่งิ มชี ีวิตอื่น ๆ เชน เห็บ หมดั เหา พยาธิไสเดือน เปนตน โรคทีเกิดจากเช้ือโรคชนิดนี้ไดแก ไขรากสาดใหญ รา เปน เชอ้ื โรคทจ่ี ดั อยใู นจาํ พวกพชื สามารถมองเห็นไดดวยกลองจลุ ทรรศน เชน ยีสตสามารถนาํ มาใชใ นการทาํ ขนมปง แตสวนใหญท ําใหเ กดิ โรคผิวหนงั ตาง ๆ เชน กลาก เกลื้อน นํ้ากัดเทา ปรสิต จดั อยูในจําพวกสัตว มีขนาดใหญกวาชนิดอ่ืน ๆ มีท้ังพวกเซลลเดียวและพวกหลายเซลล เชน เชอ้ื บิด พยาธิใบไม พยาธปิ ากขอ พยาธติ วั ตืด1.3 การแพรกระจายของเชอ้ื โรค มี 2 ลกั ษณะคือ 1. การสัมผัสโดยตรง หมายถึง การแพรจากแหลงหน่ึงไปยังแหลงหน่ึง โดยไมมีพาหะเปน ตวั นํา สมั ผสั โดยตรงจากผปู ว ย หรือนา้ํ ลาย น้าํ เหลือง หนอง เลอื ด เช้ือโรคเขาสูรางกายแลวทาํ ใหเ กดิ โรคได 2. การสัมผัสทางออม หมายถึง การแพรโดยมีพาหะเปนตัวนํา เชน หากเชื้อโรคปะปนอยูในนํา้ อาหาร เมื่อเรารบั ประทานอาหาร ดมื่ น้ํา หรอื ยุงกัด เช้ือโรคก็จะเขาสูรางกายได การเขาสรู างกายของเชือ้ โรค การเขาสูรา งกายของเชื้อโรคสามารถเขา สรู า งกายได 6 ทางดวยกัน คอื 1. ระบบทางเดินหายใจ เมอ่ื เราหายใจเอาเช้ือโรคท่ีลอยอยใู นอากาศเขาสูร า งกายทําใหเกิดโรคได เชน ปอดบวม ไขหวัด ไขหวัดใหญ วัณโรค เปนตน เม่ือไอหรือจามควรปดปาก ปดจมูก นอกจากนีก้ ารบว นนา้ํ ลายหรือเสมหะสามารถทาํ ใหเชื้อโรคแพรกระจายเขา สูร า งกายได 2. ระบบทางเดินอาหาร เชื้อโรคบางชนิดอาศัยอยูในนํ้าและอาหาร เมื่อเรารบั ประทานนํ้าหรืออาหารท่ีมีเช้ือโรคเขาไปเช้ือโรคจะปนเปอนเขาสูรางกายทําใหเกิดโรคติดตอไดเชน อหิวาตกโรค บิด อุจจาระรว ง 3. ผวิ หนงั เช้อื โรคบางชนดิ สามารถเขาสูรา งกายโดยผา นผิวหนังไดโ ดยวิธีการตางๆ เชน
98 1) จากการรบั เลือดหรือฉีดยา เชน โรคเอดส โรคตับอักเสบชนิดบี 2) โดยการสมั ผสั เชน โรคกลาก โรคเกลอื้ น 3) ถกู สัตวห รือแมลงกดั เชน ไขเลอื ดออก ไขม าลาเรีย 4) เขาทางรอยขดี ขว นหรือบาดแผล เชน บาดทะยัก 5) โดยการไชทะลผุ า นทางผิวหนัง เชน พยาธปิ ากขอ 4. ทางเพศสัมพนั ธ ติดตอ โดยการรวมประเวณกี ับผูปวยทําใหติดโรคได เชน โรคเอดส กามโรค 5. ทางสายสะดือ โรคท่ีติดตอไดทางสายสะดือโดยติดตอจากมารดาสูลูกที่อยูในครรภ คือ ซิฟล สิ หดั เยอรมนั 6. ทางเยื่อบุตาง ๆ เชอ้ื โรคบางชนดิ สามารถเขา สูทางเย่อื บตุ าง ๆ ได เชน เยื่อบุปากเยื่อบุตา ทําใหเกิดโรคเชอื้ ราในชอ งปาก โรคตาแดงเร่ืองที่ 2 โรคทเ่ี ปน ปญหาสาธารณสุขของประเทศ ปจจุบันมีโรคติดตอท่ีแพรระบาดจากคนสูคน และจากสัตวสูคน ซ่ึงทําใหเกิดการเจ็บปว ยและเสยี ชวี ติ แกป ระชาชนจํานวนมาก โดยมกี ารแพรกระจายเชื้อโรคอยางรวดเร็ว จากชุมชนไปสูเมือง และจากเมืองแพรกระจายไปยังประเทศตาง ๆ เน่ืองจากการเดินทางติดตอระหวางกันสามารถทําไดง ายและสะดวกรวดเร็ว ทาํ ใหการแพรก ระจายโรคเปนไปอยางรวดเร็วดวยเชนกัน โรคระบาดซ่งึ เปนปญ หาสาธารณสุขสําคัญของประเทศในปจจุบันไดแก โรคซารส โรคไขหวัดนก โรคมาลาเรยี โรคอหวิ าตกโรค โรคชคิ นุ กุนยา โรคไขห วัดใหญและไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 เปนตนโรคซารส โรคซารส เกิดขึ้นคร้ังแรกในประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ป พ.ศ. 2545 (ค.ศ.2002) และเร่มิ แพรร ะบาดไปทั่วโลกในตนป พ.ศ. 2546 (ค.ศ.2003) องคก ารอนามยั โลก (WHO) ไดร ับรายงานเกย่ี วกบั ผูทีส่ งสยั วา จะปวยเปนโรคซารสมากกวา 2500 ราย จากเกอื บ 20 ประเทศทั่วโลก โดยผูปวย สวนใหญเปนผูท่ีเคยเดินทางไปยังพ้ืนท่ีที่มีการระบาดของโรคในชวง 10 วัน กอนเร่ิมแสดงอาการ และเปนผูที่อยใู กลช ิดกบั ผูที่สงสยั วาจะปวยเปนโรคซารส จํานวนผูเสียชีวิตทั้งหมดท่ีรายงานท่ัวโลกในเดือนเมษายน ป 2546 มมี ากกวา 100 ราย เชื้อไวรัสซารส หองปฏิบัติการขององคการอนามัยโลก (WHO) ไดตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดใหมในผูปวยโรคซารส เรียกวา เชื้อโคโรนาไวรัส เช้ือไวรัสซารสมีการกลายพันธุไดเร็ว
99ปจ จุบนั พบวา มอี ยา งนอ ย 19 สายพนั ธุ เช้ือทก่ี ลายพันธุอาจมีการกออันตรายรุนแรงข้ึนหรืออาจออนตวั ลง แตส ามารถอยใู นคนเราไดยาวนาน ระยะฟกตัว องคก ารอนามยั โลกกําหนดระยะฟกตัวของเชื้อไวรัสซารสอยูในระยะ2-7 วัน ไมเ กิน 10 วนั จึงมีการกักบรเิ วณผตู ดิ เชอื้ เพอ่ื เฝาดอู าการเปนระยะเวลา 10-14 วนั อาการ อาการสําคัญของผูปวยโรคซารส ไดแก มีไขตัวรอน หนาวส่ัน ปวดเม่ือยกลามเนอ้ื ไอ ปวดศรี ษะ และหายใจลําบาก สวนอาการอ่ืนท่ีอาจพบไดมีทองเดิน ไอมีเสมหะ นํ้ามูกไหล คลื่นไสอ าเจียนผูป วยท่ีสงสยั วา จะเปนโรคซารส ผูปวยมีอาการปวยเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจและสงสยั วาจะเปน โรคซารส ตองมีอาการตามเกณฑท่ี WHO กําหนดไวคือ มีไขสูงเกิน 30 C หรือ100.4 F และมีอาการไอ หายใจตดิ ขัด และในชวง 10 วนั กอ นมอี าการ เคยไปหรืออาศยั อยูใ นพนื้ ท่ีท่มี ีการระบาดของโรค หรอื ใกลช ิดกบั ผทู ม่ี อี าการปวยเกยี่ วกับโรคทางเดนิ หายใจซง่ึ เดินทางไปในพ้นื ท่ีท่ีมีการระบาดของโรค หรือผทู ส่ี งสัยวาจะเปน โรคซารสแมวา ผูปว ยทม่ี ีอาการขางตนและมีอาการคลายกบั ปอดบวมหรอื ปอดอักเสบปรากฏในฟล มเอ็กซเรย ก็ไมไดแสดงวาจะตองเปนโรคซารส นอกจากตรวจพบเช้ือไวรสั โคโรนาชนดิ ใหมเทานัน้ จงึ จะสรปุ ไดวาเปน โรคซารส การแพรกระจายของเชือ้ โรค เชอื้ โรคซารส ติดตอ ไดท างระบบหายใจ และอาจติดตอทางอาหารการกินไดอีกดวยเน่ืองจากมีการศกึ ษาพบวา เชือ้ นีม้ ีอยูในนาํ้ เหลอื ง อุจจาระและปสสาวะของผูปวย เม่ืออาการปวยยางเขาสปั ดาหท ่ี 3 การปองกนั และรกั ษา โรคนี้ตดิ ตอไดโดยการสัมผสั ละอองนาํ้ ลาย เสมหะ เขาทางปากและจมูก แตเดิมเช่ือวา เชื้อไวรัสโคโรนาจะมีชีวติ อยนู อกรางกายมนษุ ยไ ดไ มเกิน 3 ชว่ั โมง แตจากขอมูลการศึกษาใหม ๆพบวา เช้ือนอ้ี ยูไ ดนานกวา 1 วัน โดยเฉพาะในอุจจาระและปสสาวะจะอยูไดน านหลายวัน การปองกันทีด่ ที ่สี ดุ ไดแ ก การลา งมอื การปฏบิ ตั ิตามหลักสขุ อนามัยอยา งเครงครดั และการใสห นากากอนามัย ในการปองกันโรคซารส นน้ั มขี อ แนะนาํ ดังน้ี 1. รักษาสุขภาพใหแข็งแรงอยูเสมอดวยการรับประทานอาหารที่มีประโยชนออกกําลังกายสมํ่าเสมอ พกั ผอ นใหเ พยี งพอ พยายามลดความเครียด และไมเสพสารเสพตดิ
100 2. ใชผาปดปากปดจมูกทุกคร้ังเม่ือไอหรือจาม ขณะที่เปนหวัดควรใชหนากากอนามยั อยเู สมอ 3. รกั ษาความสะอาดของมอื อยเู สมอ ดว ยการลางมือบอ ย ๆ ดวยนํา้ สบู 4. ไมควรใชม ือขยี้ตา แคะจมูก แคะฟน หากมีความจําเปนตองลางมือใหสะอาดทั้งกอ นและหลงั การกระทาํ ดงั กลาว 5. อยาใชผา เช็ดตวั หรอื ผาเช็ดหนา รว มกบั ผูอ ่ืน ถา ใชก ระดาษเช็ดน้ํามูกควรท้ิงในถังขยะมฝี าปด 6. ใชช อ นกลางเมือ่ รับประทานอาหารรวมกับผอู ื่น 7. รักษาความสะอาดของบา นเรอื น ของใชในบาน เชน โทรศัพทควรเช็ดดวยผาชุบนาํ้ สะอาดบดิ หมาดหรือแอลกอฮอล 8. เปด ประตหู นา ตางใหอากาศภายในบานถา ยเทไดสะดวก 9. หากมีอาการไข ไอ หรือจาม ควรหลีกเลี่ยงสถานทท่ี ่ีมีคนหนาแนนหรอื การระบายอากาศไมดี และควรไปพบแพทยทนั ที 10. ในขณะเดินทางอยูบนรถโดยสารไมค วรอยูใกลช ิดผทู ่เี ปนไข ไอ หรือจาม 11. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกลชิดกับผูปวย และผูท่ีเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด 12. งดหรือหลีกเล่ียงการเดินทางไปตางประเทศ โดยเฉพาะประเทศท่ีมีการแพรระบาดของโรคนี้ การรกั ษา สว นใหญจ ะเปนการรักษาตามอาการและใชอุปกรณชวยการหายใจ (ในรายทม่ี ีภาวะหายใจลม เหลว) ไดมกี ารทดลองใชเ ซรมุ จากผปู วยทห่ี ายจากโรค ซง่ึ พบวาจะไดผลหากใหเซรมุ ในระยะสัปดาหแรกของโรคในปจ จบุ ันมีการทดลองผลิตยาตา นไวรัสซารสโดยเฉพาะ ซ่ึงอยูในระหวา งการพัฒนาและคาดวาจะสามารถนํามาใชไ ดใ นอนาคตอนั ใกลโรคไขม าลาเรยี (Malaria) ไขมาลาเรียหรือไขจับส่ัน เปนโรคติดตอท่ีเกิดจากเช้ือปรสิตจําพวกโปรโตซัว ชื่อพลาสโมเดยี ม (Plasmodium) ซึง่ เกดิ จากยงุ กน ปลอ งเปนพาหะนาํ โรคมาสูคน และเปน โรคท่ีมีสถติ กิ ารระบาดสงู มาก โดยเฉพาะในภาคใตและในจังหวัดที่เปนปา เขาทีม่ ฝี นตกชุกอยูบอ ย ๆ สาเหตุ ยงุ กน ปลองเปน พาหะนาํ โรคเมือ่ ยงุ กดั คนท่เี ปนไขม าลาเรยี แลว ไปกัดคนอนื่ ก็จะแพรเชือ้ ใหก บั คนอ่นื ๆ ตอไป
101 อาการ ผูท่ีไดรับเช้ือไขมาลาเรียจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ ออนเพลีย มีไขสูง หนาวสั่นอาเจียน และมีเหงอื่ มาก บางรายทเ่ี ปนชนดิ รุนแรงมีไขสูงข้ึนสมอง อาจมีอาการเพอ ชัก หมดสติหรือตายในทส่ี ดุ บางรายไมตายแตเพอคล่ัง เสยี สติ และความจาํ เส่อื ม การติดตอ ติดตอโดยยุงกนปลองตัวเมียไปกัดและกินเลือดคนท่ีเปนไขมาลาเรียแลวไดรับเช้ือมาลาเรยี มาจากคนท่เี ปนไข เชือ้ นน้ั จะเจริญในตวั ยงุ ประมาณ 10 วัน กจ็ ะมอี าการไขม าลาเรีย การปอ งกนั 1. นอนในมุงอยา ใหยงุ กัดได 2. ทําลายแหลงเพาะพนั ธยุ งุ เชน ภาชนะทีม่ ีนํ้าขงั ใหหมดไป 3. เมอื่ เขาปา หรอื แหลงทม่ี ไี ขมาลาเรยี ระบาด ระวงั อยา ใหยงุ กดั โดยใชย ากนั ยงุ ทา 4. ผูอยูในพ้นื ทแ่ี หลงไขมาลาเรยี ระบาดควรปลูกตน ตะไครหอมไวก นั ยุง 5. ถาสงสัยวาเปนไขมาลาเรีย ควรไปรับการตรวจเลือด และรับการรักษาเพ่ือปอ งกนั การแพรต อ ไปยงั ผอู ่นื การรกั ษามาลาเรยี เนอื่ งจากในปจจบุ ันพบเชื้อมาลาเรยี ที่ดอ้ื ตอยา และอาจมโี รคแทรกซอ นรา ยแรง (เชนมาลาเรียขึ้นสมอง) โดยเฉพาะอยา งยิ่งสําหรบั ผูท่ีอยใู นเมือง ซงึ่ ไมม ีภูมิตา นทานโรคน้ี ดงั นนั้ ถา หากมีอาการนา สงสัย เชน มีไขหลังกลับจากเขตปาเขาหรือเขตมาลาเรีย ก็ควรรีบไปหาหมอเพ่อื ตรวจหาเช้ือโรคไขห วดั นก (Avian Influenza หรอื Bird Flu) เมอ่ื 20 ปที่ผา นมา ไดเ กดิ โรคระบาดที่เกดิ จากเชอ้ื ไวรัสชนิด H5N1 ท่ีเรียกวาไขหวัดนกและระบาดไปท่วั โลก เดิมเช้ือไขหวดั นกเปน เชอื้ ไวรัสโดยธรรมชาติจะติดตอในนกเทานั้น โดยเฉพาะนกปา นกเปด นาํ้ จะเปนพาหะของโรค เชื้อจะอยูในลําไสนก โดยที่ตัวนกไมมีอาการ แตเม่ือนกเหลาน้ีอพยพไปตามแหลง ตาง ๆ ทั่วโลก ก็จะนําเชื้อน้ันไปดวย เม่ือสัตวอ่ืน เชน ไก เปด หมู หรือสัตวเลี้ยงอ่นื ๆ ไดร ับเชื้อไขห วดั นกกจ็ ะเกิดอาการ 2 แบบ คือ 1. หากไดร ับเชือ้ ชนดิ ไมร นุ แรงสตั วเล้ยี งนั้นอาจจะมีอาการไมม ากและหายไดเ อง 2. หากเชอื้ ที่ไดรับมีอาการรนุ แรงมากกจ็ ะทาํ ใหสตั วเลย้ี งตายไดภายใน 2 วนั ปจจุบันมีการระบาดของไขหวัดมากกลับมาอีกครั้ง โดยเชื้อโรคไดแพรไปท่ัวโลกเกดิ การระบาดของเชือ้ ไขหวดั นกชนิด H5N1 ในไกแ ละแพรก ระจายสคู นทําใหม ผี ูเสียชีวติ จาํ นวนมากท่ัวไป จนมกี ารเฝาระวงั โดยหากทราบวา มีไกต ายดวยเชอ้ื ไขหวัดนก จะตองรีบแจงเจาหนาที่รัฐและมี
102การควบคมุ การแพรเ ชอ้ื โรคดว ยการทําลายไกในพื้นทน่ี น้ั ๆ ทันที เชน การฝงกลบและฉีดพนสารฆาเชือ้ เพื่อตดั วงจรการแพรระบาดสูคนตอไป โรคไขห วัดนก เปน โรคติดตอของสัตวปก ตามปกติโรคนี้ตดิ ตอ มายังคนไดไมงา ยนกัแตค นท่สี ัมผัสใกลช ดิ กับสัตวท่เี ปนโรคอาจติดเชอ้ื ได สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเอ็ชไฟวเอ็นวัน (H5N1) พบในนก ซึ่งเปนแหลงเชื้อโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพรมายังสัตวปกตาง ๆ ได เชน ไกท่ีเล้ียงอยูในฟารม เล้ียงตามบานและไกชนรวมทงั้ เปดไลทงุ ดว ย ระยะฟก ตัว ระยะฟกตัวในคน 1 ถึง 8 วัน อาการ ผูปวยมีอาการคลายไขหวัดใหญ ไขสูง หนาวส่ัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกลามเน้ือออนเพลยี เจบ็ คอ ไอ ผูปวยเด็กเลก็ ผสู งู อายุ หรือผูที่มโี รคประจําตัว หากมภี มู คิ มุ กันไมดี อาจมีอาการรนุ แรงได โดยจะมอี าการหอบ หายใจลาํ บาก เน่ืองจากปอดอักเสบรุนแรง การตดิ ตอ โดยการสัมผัสซากสตั วปก ทีป่ วยหรอื ตาย เช้อื ท่ีอยใู นน้ํามูก น้ําลาย และมูลสัตวปวยอาจตดิ มากบั มือ และเขาสรู า งกายทางเย่ือบขุ องจมูกและตา ผูท เ่ี สี่ยงตอโรคไขห วดั นก ไดแ ก ผทู ่ีทํางานในฟารม สตั วป ก ผูทีฆ่ าหรอื ชาํ แหละสตั วป ก ผเู ลี้ยงสัตวปก ในพน้ื ที่ท่เี กิดโรคไขหวัดนกระบาด การปองกัน 1. รับประทานอาหารประเภทไกและไขที่ปรุงสุกเทานั้น โดยเฉพาะชวงท่ีมีการระบาด ของโรค 2. ควรเลอื กซือ้ ไกส ดทีไ่ มม ีลกั ษณะบง ชวี้ าอาจตายดวยโรคตดิ เชอ้ื เชน เน้ือมีสีคลํ้ามีจุดเลือดออก สําหรับไข ควรเลือกฟองที่ไมมีมูลไกติดเปอนท่ีเปลือกไข กอนปรุงควรนํามาลางใหสะอาด 3. ไมเลนคลุกคลีหรือสัมผัสตัวสัตว นาํ้ มูก น้ําลาย มลู ของไกและสตั วป ก โดยเฉพาะสัตวท่ีปว ยหรอื ตาย รวมทงั้ บรเิ วณทเ่ี ล้ยี งสัตวป ก ดว ย
103 4. อาบนาํ้ ใหสะอาดและเปลีย่ นเส้ือผาทุกครั้งหลังสัมผัสหรือคลุกคลีกับสัตวปกทุกชนิด 5. หามนาํ สัตวป ก ทีป่ ว ยหรอื ตายมารับประทาน หรอื ปรุงเปนอาหารอยา งเด็ดขาด 6. รักษาความสะอาดในบา น ในสถานประกอบการ และบริเวณรอบ ๆ ใหสะอาดอยูเสมอ 7. กําจดั สัตวท ่ปี วยหรอื ตายผิดปกติ ดวยการเผาหรอื ฝงอยางถูกวิธีและราดดวยนํ้ายาฆา เชื้อโรคหรอื โรยดวยปนู ขาว 8. หากพบไก เปด หรือสัตวปกตายจํานวนมากผิดปกติใหรีบแจงเจาหนาที่ ผูนําชุมชน ทนั ทีผลกระทบเมือ่ มกี ารระบาดของไขหวดั นก 1. เมื่อเกิดการระบาดของไขหวัดนกจากคนสูคน เช้ือจะติดตอโดยการจามหรือไอจากนั้นคนท่ไี ดรับเช้ืออาจจะแพรเ ชอื้ โดยทีย่ งั ไมมอี าการ ทาํ ใหเชอื้ ระบาดไปทัว่ โลกไดอยางรวดเร็ว 2. ประมาณวาจะมีประชากรโลกติดเชอ้ื รอ ยละ 25-30 โดยคาดวา จะมคี นเสยี ชวี ิตจากการตดิ เชือ้ นี้ประมาณ 2 – 7.4 ลา นคนท่วั โลก ซงึ่ หากเช้อื มีความรุนแรงก็อาจจะมคี นเสียชีวิตมากกวานี้ 3. จํานวนเตียงของโรงพยาบาลจะไมเพียงพอ ทําใหขาดบุคลากรดานการรกั ษาพยาบาล รวมทัง้ การดแู ลรกั ษาจะไมทวั่ ถึง 4. จะขาดแคลนเวชภัณฑ ยาปฏิชีวนะหรอื วคั ซนี ท่ใี ชใ นการรกั ษา 5. เกดิ ปญ หาตอเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศน้ัน ๆ 6. การชวยเหลือจากนานาชาติอาจทําไดนอยลง เน่ืองจากแตละประเทศก็ตองดูแลและหวงใยประชาชนของตนเอง สรปุ คนตดิ เชือ้ โรคไขหวัดนกไดอ ยางไร
104 เมื่อนกน้ําอพยพไปอาศัยท่ีใดก็จะถายอุจจาระที่มีเชื้อโรค สัตวเล้ียง เชน ไก เมื่อไดรับเชื้อโรคก็จะเกิดการติดเชื้อ ซ่ึงสามารถแพรสูคนได เม่ือไกตายหรือปวย อาจมีการสัมผัสไกเหลาน้ันหรือนําไปบริโภคโดยท่ีไมไดทําใหสุกเสียกอน ก็จะทําใหคนติดเชื้อไขหวัดนกจากไกนอกจากนก้ี ารตดิ ตออาจเกิดขณะทาํ การเชือดไก ถอนขนไกหรอื ทาํ ความสะอาดเครอื่ งในไกไ ด อยา งไรก็ตาม โรคไขหวดั นกเปนโรคติดตอ ของสตั วปก ตามปกติ เช้ือโรคน้ีจะติดตอมายังคนไดไ มงายนัก หากมีการระมัดระวังไมสัมผัสไกปวย ไกตายหรือไกที่มีเชื้อโรคโดยตรง หรือรบั ประทานไกทีป่ รุงสกุ ในอุณหภูมิ 70 C ขึ้นไปกจ็ ะปลอดภัยจากโรคไขหวดั นกไดอหิวาตกโรค อหวิ าตกโรค (Cholera) คือ โรคระบาดชนิดหนึ่งมีอาการทองรวง อาเจียน รางกายจะขับนํ้าออกมาเปน จํานวนมาก อหิวาตกโรคเปนโรคในระบบทางเดินอาหารที่เกิดข้ึนเฉียบพลัน เกิดจากเช้ือแบคทีเรียใน สายพันธุเฉพาะช่ือ ไวบริโอ คอเลอรี (Vibrio cholerae) โดยทั่วไปมีอาการไมมาก แตประมาณ 1 ใน 10 ราย อาจเกิดอาการทอ งเสียอยางรุนแรง อาเจียน และเปนตะคริวที่ขาได เปนผลไมเกดิ การสูญเสยี นาํ้ และเกลือแรอ ยางรวดเรว็ เกดิ ภาวะขาดนํ้าและหมดสติ ถาไมไดรับการรักษาอาจถึงแกช วี ิต การติดตอ และแพรก ระจายของเชอ้ื โรค อหวิ าตกโรคติดตอ ไดจากการรับประทานอาหารหรือด่ืมนํ้าที่ปนเปอนอุจจาระหรืออาเจียนของผูติดเช้ือหรือโดยการรับประทานหอยดิบ ๆ จากแหลงน้ําท่ีมีเช้ือนี้ แตไมติดตอโดยการสมั ผสั ผวิ เผินกับผูต ดิ เชอื้ การระบาดมักเกิดในบริเวณที่มีระบบทอระบายอุจจาระและแหลงน้ําสะอาดไมเพียงพอ ไมก่ีปมาน้ีโรคอหิวาตกโรคเกิดระบาดตอเน่ืองกันหลายครั้งในพื้นท่ีบางแหงของทวีปแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต และอเมริกากลาง (แมตามปกติจะมีแหลงน้ําสะอาดพอเพียง แตอหวิ าตกโรคก็อาจเกดิ ข้ึนหลงั จากมีภยั ธรรมชาติ เชน แผนดนิ ไหวหรือนํ้าทวมได) อยางไรก็ดี ผูท่ีเขาไปในบรเิ วณแพรร ะบาด ของโรค แตระมัดระวงั เร่อื งการกินอาหารกม็ ีความเสี่ยงท่จี ะติดเชอื้ นอ ย ระยะเวลาฟกตัว ผทู ไี่ ดร ับเชอื้ จะเกิดอาการไดตัง้ แต 24 ช่วั โมง ถึง 5 วัน แตโดยเฉล่ียแลว จะเกิดอาการภายใน 1-2 วัน
105 อาการ 1. เปนอยางไมรุนแรง พวกนี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออยางชา 5 วัน มีอาการถายอุจจาระเหลวเปน น้ํา วันละหลายครงั้ แตจาํ นวนอจุ จาระไมเกินวันละ 1 ลิตร ในผูใหญอาจมีปวดทองหรอื คล่ืนไสอาเจยี นได 2. เปนอยางรุนแรง อาการระยะแรก มีทองเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ตอมามีลักษณะเปนน้ําซาวขาว เพราะวามีมูกมาก มีกลิ่นเหม็นคาว ถายอุจจาระไดโดยไมมีอาการปวดทอง บางคร้ังไหลพุงออกมาโดยไมรูสึกตัว มีอาการอาเจียนโดยไมคล่ืนไส อุจจาระออกมากถึง 1 ลิตรตอช่ัวโมงและจะหยดุ เองใน 1-6 วนั ถาไดน้ําและเกลอื แรช ดเชยอยา งเพียงพอ แตถ าไดน้ําและเกลอื แรทดแทนไมทนั กับท่ีเสยี ไป จะมีอาการขาดน้ําอยางมาก ลกุ น่ังไมไหว ปส สาวะนอย หรือไมมีเลย อาจมีอาการเปนลม หนา มืด จนถงึ ชอ็ ก ซึง่ เปนอนั ตรายถงึ ชวี ติ ได ขอควรปฏิบตั เิ มอื่ เกิดอาการทองเสยี 1. งดอาหารที่มรี สจดั หรือเผ็ดรอน หรือของหมักดอง 2. ดื่มนา้ํ ชาแกแทนนาํ้ บางรายตองงดอาหารชว่ั คราว เพ่อื ลดการระคายเคอื งในลาํ ไส 3. ดม่ื นาํ้ เกลือผง สลับกบั น้ําตมสุก ถา เปนเดก็ เล็กควรปรึกษาแพทย 4. ถา ทอ งเสยี อยางรุนแรง ตอ งรบี นําสงแพทยดว น การปอ งกนั 1. รบั ประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม ๆ และด่ืมน้ําสะอาด เชน นํ้าตมสุก ภาชนะท่ีใสอาหารควรลางสะอาดทกุ คร้งั กอ นใช หลีกเล่ยี งอาหารหมกั ดอง สกุ ๆ ดิบ ๆ อาหารท่ีปรุงท้ิงไวนาน ๆอาหารทีม่ ีแมลงวันตอม 2. ลางมือฟอกสบูใหสะอาดทุกครั้งกอนกินอาหารหรือกอนปรุงอาหารและหลังเขา สว ม 3. ไมเ ทอุจจาระ ปส สาวะและสิง่ ปฏกิ ูลลงในแมนาํ้ ลําคลอง หรือทิ้งเร่ียราด ตองถายลงในสว มท่ีถูกสขุ ลักษณะและกาํ จดั สิง่ ปฏิกูลโดยการเผาหรอื ฝงดนิ เพอื่ ปองกันการแพรของเชื้อโรค 4. ระวงั ไมใหน าํ้ เขา ปาก เมื่อลงเลน หรอื อาบนํ้าในลาํ คลอง 5. หลกี เล่ียงการสมั ผสั ผูป วยทีเ่ ปน อหวิ าตกโรค 6. สําหรับผูท ี่สมั ผสั โรคนี้ ควรรบั ประทานยาทแ่ี พทยใหจนครบ การรักษาทางการแพทย การรักษาฉุกเฉิน คือ การรักษาภาวะขาดน้ําโดยดวน ดวยการใหน้ําและเกลือแรทดแทนการสูญเสียทางอุจจาระ ถาผูปวยอยูในภาวะขาดน้ํารุนแรง ตองใหน้ําทางเสนโลหิตอยางเรงดว น จนกวาปริมาณนํ้าในรา งกาย ความดันโลหติ และชพี จรจะกลับสูภาวะปกติ
106 สําหรับผูปวยในระดับปานกลางท่ัวไป การใหดื่มนํ้าเกลือแรทดแทนจะใหผลดีสวนผสมของนา้ํ เกลอื แรส ตู รมาตรฐานไดแ ก กลโู คส 20 ก. โซเดียมคลอไรด 3.5 ก. โปแตสเซียม 1.5ก. และโตรโซเดียมซเิ ทรต 2.9 ก. หรือโซเดยี มไบคารบอเนต 2.5 ก. ตอ น้ําสะอาด 1 ลิตรโรคชิคนุ กนุ ยา (Chikungunya) การตดิ เชื้อ Chikungunya virus เดิมมรี กรากอยใู นทวปี อาฟริกา ในประเทศไทยมีการตรวจพบครงั้ แรกพรอมกับที่มไี ขเ ลือดออกระบาดและเปน ครั้งแรกในทวีปเอเชีย เมื่อ พ.ศ. 2501 โดยProf.W McD Hamnon แยกเชื้อชคิ นุ กนุ ยา ไดจ ากผูป วยโรงพยาบาลเด็ก กรุงเทพมหานคร ลักษณะโรค โรคชิคนุ กนุ ยา เปน โรคติดเช้ือไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเปนพาหะนําโรค มีอาการคลายไขแ ดง แตตางกันท่ีไมมีการร่วั ของพลาสมาออกนอกเสนเลือด จึงไมพบผูปวยท่ีมีอาการรุนแรงมากจนถงึ มีอาการช็อก สาเหตุ เกดิ จากเชอื้ ไวรัสชิคนุ กนุ ยา (Chikungunya virus) โดยมียุงลาย เปน พาหะนาํ โรค วธิ กี ารตดิ ตอ ตดิ ตอ กันไดโ ดยมียุงลาย Aedes aegypti เปนพาหะนําโรคที่สําคัญ เม่ือยุงลายตัวเมียกดั และดูดเลือดผูปวยที่อยูในระยะไขสูง ซ่ึงเปนระยะที่มีไวรัสอยูในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเขาสูกระเพาะยุง และเพมิ่ จาํ นวนมากข้นึ แลวเดินทางเขา สูตอมนํ้าลาย เมอ่ื ยุงทีม่ เี ช้ือไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอืน่ กจ็ ะปลอ ยเชอื้ ไปยังคนทถี่ กู กดั ทําใหคนนนั้ เกิดอาการของโรคได ระยะฟก ตัว โดยทวั่ ไปประมาณ 1-12 วัน แตท่พี บบอ ยประมาณ 2-3 วนั ระยะติดตอ ระยะไขสงู ประมาณวันท่ี 2-4 เปนระยะท่มี ไี วรสั อยูในกระแสเลอื ดมาก อาการและอาการแสดง ผูปวยจะมอี าการไขสูงอยา งฉับพลัน มีผืน่ แดงขน้ึ ตามรา งกายและอาจมอี าการคนั รวมดว ย พบตาแดง (conjunctiva injection) แตไ มคอยพบจดุ เลอื ดออกในตาขาว สว นใหญแลวในเด็กจะมีอาการไมร นุ แรงเทาในผใู หญ ในผใู หญอ าการทเี่ ดน ชัดคืออาการปวดขอ ซงึ่ อาจพบขออักเสบได สวนใหญจ ะเปน ทีข่ อ เลก็ ๆ เชน ขอมอื ขอเทา อาการปวดขอจะพบไดห ลาย ๆ ขอ เปลี่ยนตําแหนงไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับขอไมไ ด อาการจะหายภายใน 1-12 สปั ดาห ผูป ว ยบางรายอาจมี
107อาการปวดขอเกิดข้ึนไดอ ีกภายใน 2-3 สปั ดาหตอ มา และบางรายอาการปวดขอจะอยไู ดน านเปน เดือนหรอื เปนป ไมพ บผปู ว ยทมี่ ีอาการรนุ แรงถึงช็อก ซ่ึงแตกตางจากโรคไขเลอื ดออก โรคน้จี ะพบมากในฤดฝู น เมื่อประชากรยงุ เพ่ิมขนึ้ และมีการติดเช้ือในยุงลายมากขึ้นพบโรคนีไ้ ดใ นทกุ กลุมอายุ ซึ่งตางจากไขเ ลอื ดออกและหดั เยอรมนั ทส่ี วนมากพบในผูอายุนอยกวา 15ป ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา 6 ครั้ง ในป พ.ศ. 2531 ท่ีจังหวัดสุรินทร พ.ศ.2534 ที่จังหวัดขอนแกนและปราจีนบุรี ในป พ.ศ. 2536 มีการระบาด 3 ครั้ง ท่ีจังหวัดเลยนครศรีธรรมราช และหนองคาย และกลับมาระบาดอกี ในป พ.ศ. 2551 การรักษา ไมมีการรักษาท่ีจําเพาะเจาะจง (specific treatment) การรักษาเปนการรักษาแบบประคับประคอง (supportive treatment) เชน ใหยาลดอาการไข ปวดขอ และการพกั ผอน การปองกนั การปองกันทดี่ ีควรปฏบิ ตั ิเชน เดยี วกับการปองกันโรคไขเลือดออก คือ ทําลายแหลงเพาะพันธุยุงลาย และนอนกางมุง หรือนอนในหองท่ีมีมุงลวด หากตองออกไปในท่ีมียุงชุกชุม ควรทายากนั ยุงปองกนั ทกุ คร้งัโรคไขหวดั ใหญแ ละไขห วัดใหญส ายพันธใุ หม 2009 โรคไขห วดั ใหญ โรคไขหวดั ใหญ เปน โรคตดิ เช้อื ระบบทางเดินหายใจ เกดิ จากเชอ้ื ไวรัส พบไดท ้ังเด็กและผใู หญ สามารถติดตอ กันไดงา ยจะมอี าการรุนแรงกวาโรคหวดั ธรรมดา ผปู ว ยจะมไี ขสงู ปวดศีรษะ ปวดเมอ่ื ยกลามเนือ้ ออนเพลยี คัดจมูก นาํ้ มูกไหล ตาแดงไอ จาม บางรายอาจมีอาการคลื่นไส อาเจียน เบ่ืออาหาร ทองเดิน และอาจมีโรคแทรกซอนได เชนหลอดลมอักเสบ กลามเน้ือหัวใจอักเสบ ปวดบวม ตอมทอนซิลอักเสบ เปนตน ซึ่งภาวะแทรกซอนเหลา นีม้ กั เกดิ ในเด็กเลก็ คนสงู อายุ ผปู ว ยเบาหวาน คนทส่ี บู บุหรีจ่ ดั หรือผูป วยทเ่ี ปน โรคปอดเรอ้ื รงั ถาปวยเปน โรคไขห วัดใหญควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย เพราะจะไมหายงายๆ เหมอื นโรคหวัดธรรมดา สาํ หรับการปฏิบัติตนหลังการตรวจรักษาก็ควรพักผอนมาก ๆ งดการทํางานหนกั หรอื การออกกาํ ลังกาย สวมเส้อื ผาใหร า งกายอบอนุ อยาอาบน้ําเย็น ดื่มน้ําอุนมาก ๆ เพ่ือชวยลดไข รบั ประทานอาหารออน ๆ ใชผ าชุบนํา้ ธรรมดาเช็ดตัวเม่ือเวลามีไข และรับประทานยาตามแพทยส่งั ในการปองกันโรคนี้ก็เหมือนกับการปองกันโรคหวัดธรรมดาและในปจจุบันน้ีก็มีวัคซีนปองกนั โรคไขหวัดใหญ ซึ่งผูที่ควรไดรับวัคซีนปองกันโรคไขหวัดใหญ ไดแก ผูสูงอายุ ผูปวยดว ยโรคเร้อื รัง
108ตาง ๆ เชน โรคเบาหวาน โรคหอบหดื โรคไต โรคเลือด โรคหัวใจ โรคปอด เปนตน ผูปวยติดเชื้อเอชไอวี เดก็ ทม่ี โี รคเรอ้ื รงั เกี่ยวกบั ระบบทางเดินหายใจ ผทู กี่ ําลงั จะเดินทางไปตางประเทศและผูที่ทํางานบริการสาธารณชน โรคไขห วดั ใหญ ติดตอเฉยี บพลันของระบบทางเดินหายใจไดรวดเร็ว มักระบาดในฤดูฝน ไขห วดั ใหญม ีหลายชนดิ บางชนดิ รนุ แรงทาํ ใหผูปว ยเสียชีวติ ได สาเหตุ เกดิ จากเชื้อไวรัส มีอยู 3 ชนิด คือ ชนิดเอ ชนิดบี และชนิดซี บางครั้งใชชื่อตามเมืองที่ระบาด เชน ไขหวดั ฮองกง หรอื ไขห วัดใหญ 2009 เปนตน การติดตอ เหมอื นกบั ไขห วดั ธรรมดา ติดตอ โดยการสัมผัสโดยตรง ดว ยการไอหรือจามรดกนั หายใจเอาเช้อื โรคท่ปี ะปนอยใู นอากาศและติดตอทางออมโดยการใชสิ่งของ เสื้อผา ปะปนกับผปู ว ย ระยะฟก ตวั ของโรค ประมาณ 1-3 วัน สําหรับเด็กเล็กอาจแพรเ ชื้อไดน านถงึ 7 วนั อาการ มอี าการรนุ แรงมากกวา ไขหวัดธรรมดา มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ดวยการปวดศรี ษะ หนาวสน่ั มีไข ปวดเมอ่ื ยกลา มเน้ือ ออ นเพลยี เบอื่ อาหาร การรักษาพยาบาล ไขหวัดใหญไมมียารักษา ตองรักษาตามอาการของโรคและปอ งกันการเกิดโรคแทรกซอน การปฏบิ ัติตน เมอื่ มีอาการโรค ควรรักษาตามอาการของโรค โดยปรึกษาแพทยและรับประทานยาตามแพทยสั่ง พักผอนใหมาก ๆ รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู ควรทําใหรางกายอบอุน เชน การนอนหม ผา เวลาไอหรอื จามควรใชผาหรอื กระดาษปด ปากปด จมกู เพ่อื ปองกันเชื้อโรคไมใหแ พรกระจายไปสูผ ูอ่นื การปองกันและควบคุมโรค ควรปฏบิ ัตดิ งั นี้ 1. ไมค วรคลุกคลกี ับผูปวย ควรแยกใหอยตู า งหาก 2. ไมใ ชข องใชร วมกบั ผูปวย 3. เวลาไอหรอื จามควรปด ปาก ปดจมูก 4. รกั ษารา งกายใหแขง็ แรงอยเู สมอโรคไขหวดั ใหญสายพนั ธุใหม 2009 ไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 หรือไขหวัดใหญสายพันธุใหมชนิดเอ (H1N1) ท่ีแพรระบาดเปนปญหาสาธารณสุขของประเทศไทยอยูในขณะน้ี ทําใหมีผูเสียชีวิตแลวหลายสิบรายและมผี ูติดเชือ้ กวาพันราย (ขอมูลเดอื นสิงหาคม 2552) ปจจุบันการแพรระบาดของโรคไขหวัดใหญสายพันธุใหม ชนิดเอ (H1 N1) กําลังขยายตัวไปท่ัวโลก และขณะน้ีประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแลว โดยเฉพาะอยางยิ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพรระบาดอยางรวดเร็ว ไขหวัดใหญสายพันธุใหมนี้มี
109อาการคลา ยกับไขห วดั หรอื ไขหวดั ใหญธรรมดา สวนใหญม ีอาการนอยและหายไดโดยไมตองรับการรักษาท่โี รงพยาบาล สําหรับผูปวยจํานวนไมมากในตางประเทศที่เสียชีวิต มักเปนผูท่ีมีโรคประจําตัวเรือ้ รงั เชน โรคปอด หอบหดื โรคหวั ใจและหลอดเลือด เบาหวาน เปนตน ผูมีภูมิตานทานตํ่า โรคอวน ผูสงู อายุมากกวา 65 ป เดก็ อายุต่าํ กวา 5 ป และหญิงมคี รรภ สําหรับวิธีการติดตอและวิธีการปองกันโรค จะคลายกับไขหวัดใหญธรรมดากระทรวงสาธารณสุขจึงขอใหคําแนะนําในการปองกันและควบคุมโรคไขหวัดใหญสายพันธุใหมชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังตอ ไปน้ีคําแนะนาํ สาํ หรบั ประชาชนทัว่ ไป 1. ลา งมือบอ ย ๆ ดวยน้ําและสบู หรือใชแอลกอฮอลเ จลทําความสะอาดมอื 2. ไมใ ชแกว น้ํา หลอดดดู นาํ้ ชอนอาหาร ผาเชด็ มอื ผาเช็ดหนา ผา เชด็ ตัว รวมกับผูอ ื่น 3. ไมค วรคลุกคลใี กลชิดกับผูปวยท่ีมอี าการไขห วัด 4. รกั ษาสขุ ภาพใหแขง็ แรง ดว ยการกนิ อาหารที่มีคณุ คาทางโภชนาการ ดื่มน้ํามาก ๆนอนหลับพกั ผอนใหเพยี งพอ และออกกําลังกายอยา งสม่ําเสมอ 5. ควรหลกี เลย่ี งการอยใู นสถานทท่ี มี่ ผี ูค นแออดั และอากาศถายเทไมดีเปนเวลานานโดยไมจาํ เปน 6. ติดตามคาํ แนะนาํ อ่นื ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอยางใกลชดิ คาํ แนะนาํ สาํ หรับผปู ว ยไขหวดั หรือไขห วดั ใหญ 1. หากมีอาการปวยไมรุนแรง เชน ไขไมสูง ไมซึม และรับประทานอาหารไดสามารถรกั ษาตามอาการดวยตนเองท่ีบา นได ไมจ ําเปนตองไปโรงพยาบาล ควรใชพาราเซตามอลเพื่อลดไข (หามใชย าแอสไพรนิ ) นอนหลับพักผอ นใหเพียงพอ และด่มื นาํ้ มาก ๆ 2. ควรหยดุ เรยี น หยดุ งาน จนกวาจะหายเปนปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกลชิดหรือใชสง่ิ ของรวมกบั ผูอ่ืน 3. สวมหนา กากอนามัยเม่ือจําเปนตองอยูกับผูอ่ืน หรือใชกระดาษทิชชู ผาเช็ดหนาปดปากและจมกู ทุกครงั้ ที่ไอ จาม 4. ลางมือบอย ๆ ดวยน้ําและสบู หรือใชแอลกอฮอลเจลทําความสะอาดมือโดยเฉพาะหลงั การไอ จาม 5. หากมีอาการรุนแรง เชน หายใจลําบาก หอบเหน่ือย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย
110คําแนะนําสําหรบั สถานศึกษา 1. แนะนาํ ใหผูเ รยี นที่มีอาการปวยคลายไขหวัดใหญ พักรักษาตัวที่บานหรือหอพักหากมอี าการปว ยรุนแรง ควรรบี ไปพบแพทย 2. ตรวจสอบจํานวนผูเรียนท่ีขาดเรียนในแตละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต 3 คนข้ึนไปในหองเรียนเดียวกัน และสงสัยวาปวยเปนไขหวัดใหญใหแจงตอเจาหนาที่สาธารณสุขในพน้ื ที่ เพ่อื สอบสวนและควบคมุ โรค 3. แนะนาํ ใหผ ูเ รียนทีเ่ ดินทางกลับจากตางประเทศ เฝาสังเกตอาการของตนเองเปนเวลา 7 วนั ถา มอี าการปว ยใหห ยุดพักรกั ษาตัวทีบ่ า น 4. หากสถานศึกษาสามารถใหผูเรียนที่มีอาการปวยคลายไขหวัดใหญทุกคนหยดุ เรยี นไดก จ็ ะปอ งกนั การแพรก ระจายเชอ้ื ไดด ี และไมจาํ เปน ตอ งปดสถานศกึ ษา แตห ากจะพจิ ารณาเปดสถานศึกษา ควรหารอื รวมกนั ระหวางสถานศึกษากบั เจาหนา ทสี่ าธารณสุขในพน้ื ท่ี 5. ควรทําความสะอาดอุปกรณ ส่ิงของ เคร่ืองใชท่ีมีผูสัมผัสจํานวนมาก เชน โตะเรียน ลูกบดิ ประตู โทรศัพท ราวบนั ได คอมพวิ เตอร ฯลฯ โดยการใชน ้ําผงซกั ฟอกเช็ดทาํ ความสะอาดอยา งนอ ยวนั ละ 1-2 ครัง้ จดั ใหม อี างลางมือ น้ําและสบูอ ยา งเพียงพอ ในบางวันควรเปดประตูหนาตางใหอ ากาศถา ยเทไดส ะดวก และแสงแดดสอ งไดท่ัวถงึคําแนะนําสาํ หรับสถานประกอบการและสถานที่ทาํ งาน 1. แนะนําใหพนักงานท่ีมีอาการปวยคลายไขหวัดใหญ พักรักษาตัวท่ีบาน หากมีอาการปว ยรุนแรง ควรรบี ไปพบแพทย 2. ตรวจสอบจํานวนพนักงานที่ขาดงานในแตละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตง้ั แต 3 คนขนึ้ ไปในแผนกเดียวกัน และสงสยั วาปว ยเปน ไขหวัดใหญ ใหแจง ตอเจาหนาทีส่ าธารณสุขในพน้ื ท่ี เพื่อสอบสวนและควบคมุ โรค 3. แนะนําใหพนักงานท่ีเดินทางกลับจากตางประเทศ เฝาสังเกตอาการของตนเองเปน เวลา 7 วัน ถา มีอาการปว ยใหหยดุ พักรักษาตวั ที่บา น 4. ในสถานการณปจจุบัน ยงั ไมแ นะนาํ ใหป ดสถานประกอบการหรือสถานท่ีทํางานเพื่อการปองกนั การระบาดของโรคไขหวัดใหญ 5. ควรทําความสะอาดอุปกรณ ส่ิงของ เคร่ืองใช ที่มีผูสัมผัสจํานวนมาก เชนโตะทํางาน ลกู บิดประตู โทรศัพท ราวบันได คอมพิวเตอร ฯลฯ โดยการใชน ้ําผงซักฟอกทั่วไปเชด็ ทาํ ความสะอาดอยางนอยวันละ 1-2 ครง้ั จัดใหมีอา งลางมือ นํ้าและสบูอยางเพียงพอ ในบางวันควรเปดประตูหนา ตาง ใหอ ากาศถายเทไดสะดวก และแสงแดดสองไดทั่วถึง 6. ควรจัดทําแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานท่ีทํางานเพ่อื ใหสามารถดําเนนิ กจิ การตอ ไปไดอ ยา งตอ เนอ่ื ง หากเกิดการระบาดใหญ
111 แหลง ขอ มลู การติดตอเพ่อื ปรกึ ษากับเจาหนาทส่ี าธารณสขุ ในพ้ืนที่ 1. กรุงเทพมหานคร ติดตอไดที่ กองควบคุมโรค สํานักอนามัย กรุงเทพมหานครโทรศพั ท 0-2245-8106, 0-2246-0358 และ 0-2354-1836 2. ตางจงั หวัด ตดิ ตอไดท่ี สาํ นักงานสาธารณสขุ จังหวดั ทุกแหง ติ ด ต า ม ข อ มู ล แ ล ะ ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม ไ ด ที่ เ ว็ บ ไ ซ ต ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ สุ ขwww.moph.go.th และหากมีขอสงสัย สามารถติดตอไดท่ี ศูนยปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท 0-2590-3333 และศูนยบ ริการขอ มลู ออนไลน กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท 0-2590-1994 ตลอด 24 ชว่ั โมงกจิ กรรม ใหผ เู รียนศกึ ษาและรวบรวมขอ มูลการเจบ็ ปวยดวยโรคตดิ ตอที่ระบาดอยูใ นชว งเวลา ปจ จุบัน พรอมบอกวธิ ีการปองกนั และแกปญ หาในชุมชนชอื่ โรค..................................................................................... อาการ ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… เช้ือโรคและพาหะนาํ โรค ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………
112 การปอ งกนั และการรกั ษา ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… การแกปญ หาการแพรร ะบาดในชุมชน โดยวธิ ี………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………
113 บทท่ี 6ยาแผนโบราณและยาสมุนไพรสาระสาํ คญั ปจ จุบนั ประชาชนหนั มานิยมใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพรกนั มากข้ึน การศึกษาถงึ สรรพคณุ และวธิ ีการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพรที่ถูกตองจะชวยใหประชาชนรูจักการดูแลรักษาสขุ ภาพดว ยตนเองอยางมีประสทิ ธิภาพและปลอดภยัผลการเรียนรทู ่คี าดหวงัเพ่อื ใหผ ูเรยี นสามารถ 1. บอกสรรพคุณและวธิ กี ารใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพรท่สี าํ คัญได 2. อธบิ ายอันตรายทอี่ าจเกดิ ขนึ้ จากการใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพรไดขอบขายเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 หลกั และวธิ กี ารใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร เรอื่ งท่ี 2 อันตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร
114เรอ่ื งที่ 1 หลักและวธิ กี ารใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร ปจ จบุ นั มกี ารสนับสนุนใหใช “สมุนไพร” ในการรักษาโรคตาง ๆ และมีผลิตภัณฑสมนุ ไพรออกมามากจนเกดิ การสบั สนระหวาง “สมุนไพร” และ “ยาแผนโบราณ” ซึ่ง “ยาสมุนไพร”นนั้ จะหมายถึง ยาทีไ่ ดจ ากพฤกษชาติ สตั ว หรอื แร ซ่งึ มิไดผ สมปรุงหรือแปรสภาพในขณะที่ “ยาแผนโบราณ” เปน การนําเอาสมุนไพรมาแปรรูปแลวอาจจะอยูในรูปยาน้ํา ยาเม็ด หรือแคปซูล ซ่ึงยาแผนโบราณนี้ การจะผลติ หรือนําสั่งเขา มาจะตองไดรับอนญุ าตจาก อย. กอน รวมท้งั การขายยาแผนโบราณตองขายเฉพาะในรา นขายยาแผนโบราณหรอื ในรา นขายยาแผนปจ จุบนั เทา น้ัน1.1 หลักและวิธกี ารใชย าแผนโบราณ ความหมายของยาแผนโบราณ ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2510 ไดแบงออกเปน 2 แบบ คือ ยาแผนปจจุบันและยาแผนโบราณ “ยาแผนโบราณ” คอื ยาที่มงุ หมายสําหรับใชในการประกอบโรคศิลปแ ผนโบราณ ซึ่งเปนยาทีอ่ าศัยความรจู ากตาํ ราหรือเรียนสืบตอกันมา อันมิใชการศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร และยาแผนโบราณ ที่ยอมรับของกฎหมายยาจะตองปรากฏในตํารายาที่รัฐมนตรีประกาศหรือเปนยาที่รัฐมนตรีประกาศหรือรบั ขึ้นทะเบียนเทาน้นั การควบคุมยาแผนโบราณตามกฎหมายท่ีควรรู 1. การผลิต นําเขา และการขายยาแผนโบราณ จะตองไดรับอนุญาตจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสาํ นักงานสาธารณสุขจงั หวัด และตอ งจัดใหผูประกอบโรคศลิ ปแผนโบราณเปน ผูมหี นา ทปี่ ฏบิ ตั ิการประจาํ อยตู ลอดเวลาทเี่ ปด ทาํ การ 2. หามมิใหผูรับอนุญาตผลิตยา ขาย หรือนําเขายาแผนโบราณนอกสถานที่ท่ีไดกําหนดไวในใบอนญุ าต เวน แตเปนการขายสงตรงตอผูรับอนุญาตขายยาแผนโบราณ 3. ตํารับยาแผนโบราณท่ีผลิตหรือนําเขาอยางถูกตองตามกฎหมาย จะตองขอขึ้นทะเบยี นตาํ รบั ยาและไดเลขทะเบยี นจงึ จะผลติ หรอื นําเขาได
115 4. ยาแผนโบราณที่รับขึ้นทะเบียน ตองเปนยาท่ีมีสรรพคุณเปนที่เชื่อถือไดและปลอดภยั ในการใช 5. ผูผลิต ขาย หรือนําเขายาแผนโบราณ โดยไมไดรับอนุญาต จะมีความผิดตองระวางโทษจาํ คุกไมเ กิน 3 ป และปรับไมเกนิ 5,000 บาท (หาพันบาท) 6. ผูผลิต ขาย หรือนําเขายาท่ีไมไดข้ึนทะเบียน จะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกไมเ กิน 3 ป หรอื ปรับไมเกิน 5,000 บาท (หาพนั บาท) หรอื ทงั้ จาํ ท้ังปรับ 7. ผูท่ีผลิตยาปลอมจะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกตั้งแต 3 ปถึงตลอดชีวิต และปรบั ตั้งแต 10,000 บาท – 50,000 บาท (หน่ึงหมน่ื ถึงหา หม่นื บาท) 8. ผูท่ีขายยาปลอมจะมีความผิด ตองระวางโทษจําคุกต้ังแต 1 ป – 20 ป และปรับตง้ั แต 2,000 – 10,000 บาท (สองพันถึงหนงึ่ หม่นื บาท) 9. ผทู โี่ ฆษณาขายยาโดยฝาฝนกฎหมาย ตองระวางโทษ ปรับไมเกิน 100,000 บาท(หน่ึงแสนบาท) รายละเอียดจะกลา วตอ ไปปญหายาแผนโบราณท่พี บในปจ จบุ ัน แมวาจะมีกฎหมายและหนวยงานที่คอยควบคุมการผลิตและการขายยาแผนโบราณเพื่อคมุ ครองใหผูบ รโิ ภคปลอดภยั จากการใชยาแผนโบราณ แตก็ไมสามารถที่จะขจัดปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นได ไมวาจะเปนการลักลอบผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไมไดขออนุญาตผลิตและขายจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด การขายยาแผนโบราณท่ีไมไ ดข นึ้ ทะเบยี นหรอื ยาปลอมอนั ตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณทีไ่ มไ ดขึ้นทะเบียนหรอื ยาปลอม ในปจจุบันพบวา มียาแผนโบราณที่ไมไดขึ้นทะเบียนหรือยาปลอมกอใหเกิดอันตรายตอผูบริโภคได เชน มีการปนเปอนของจุลินทรียที่กอใหเกิดโรค หรือการนําสารเคมีท่ีไมปลอดภัยตอผบู ริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแกปวด แผนปจจุบันเชน อินโดเมทาซนิ หรอื แมแตการนํายาเฟนิลบิวตาโวนและสเตียรอยด ซ่ึงเปนยาควบคุมพิเศษ ซ่ึงมีผลขางเคยี งสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพ่อื ใหเกิดผลในการรักษาท่ีรวดเร็ว แตจะทําใหเกิดอันตรายตอผูบรโิ ภค คอื ทําใหเกิดโรคกระดกู ผุ โรคความดนั โลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะได เปนตน
116การเลอื กซือ้ ยาแผนโบราณ เพื่อความปลอดภัยในการใชยาแผนโบราณ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาขอแนะนําวิธกี ารเลือกซื้อยาแผนโบราณ ดังน้ี 1. ควรซอ้ื ยาแผนโบราณจากรา นขายยาท่มี ใี บอนุญาตและมีเลขทะเบยี นตํารบั ยา 2. ไมค วรซ้ือยาแผนโบราณจากรถเรขาย เพราะอาจไดรับยาที่ผลิตขึ้นโดยผูผลิตที่ไมไดมาตรฐาน ซึ่งอาจมีการปนเปอนของจุลินทรียในระหวางการผลิตอาจทําใหเกิดอันตรายตอผูบรโิ ภคได 3. กอ นซื้อยาแผนโบราณ ควรตรวจดูฉลากยาทกุ ครง้ั วา มีขอความดงั กลา วน้ีหรอื ไม ชื่อยาเลขทหี่ รอื รหัสใบสําคัญการข้ึนทะเบียนยา ปริมาณของยาท่ีบรรจุเลขทีห่ รืออักษรแสดงคร้ังทีผ่ ลติ ชื่อผูผลิตและจงั หวัดท่ีตั้งสถานที่ผลิตยาวัน เดือน ป ท่ีผลิตยา คําวา“ยาแผนโบราณ” ใหเห็นไดชดั เจน คําวา “ยาใชภายนอก” หรือ “ยาใชเฉพาะที่” แลวแตกรณี ดวยอักษรสีแดงเห็นไดชดั เจน ในกรณเี ปนยาใชภายนอกหรอื ยาใชเฉพาะที่ คําวา “ยาสามัญประจําบาน” ในกรณีเปน ยาสามญั ประจาํ บา น คาํ วา “ยาสําหรับสตั ว” ในกรณเี ปน ยาสําหรบั สตั ววธิ สี ังเกตเลขทะเบยี นตํารับยาแผนโบราณ มดี งั น้ี 1. หากเปนยาแผนโบราณท่ีผลิตในประเทศ จะขึ้นตนดวยอักษร G ตามดวยเลขลําดบั ท่อี นุญาต/ป พ.ศ. เชน เลขทะเบียน G20/42 2. หากเปนยาแผนโบราณทีน่ าํ เขา จากตา งประเทศ จะข้ึนตนดวยอักษร K ตามดวยเลขลําดับท่ีอนญุ าต/ป พ.ศ. เชนเลขทะเบยี น D15/42 สาํ หรบั การโฆษณายาทุกชนิดไมว าจะเปนยาแผนโบราณหรอื แผนปจ จบุ ัน ตามพระราชบัญญัตยิ า พ.ศ. 2510 มาตรา 88 โดยสรปุ คอื หามโฆษณาโออวดสรรพคณุ วา สามารถบําบัด บรรเทา รักษาหรือปองกันไดอยางศักดิ์สิทธิ์หรือหาย นอกจากน้ียังหามโฆษณาเปน เทจ็ หรอื เกิดความจริง หามโฆษณาสรรพคุณยาวาสามารถบําบัดบรรเทา รักษาหรือปองกันโรคหรืออาการของโรคทร่ี ัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 77 ไดแก โรคเบาหวาน มะเร็ง อัมพาต วัณโรคโรคเร้ือน โรคหรืออาการโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ มาม และไต (เวนแตจะเปนการโฆษณาโดยตรงตอผปู ระกอบโรคศลิ ป ผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผูประกอบการบําบัดโรคสัตว) ผูใดโฆษณา ขายยาโดยฝา ฝน มาตรา 88 ตอ งระวางโทษปรับไมเ กนิ หน่ึงแสนบาท ดงั น้นั ถาผบู รโิ ภคพบเหน็ การโฆษณาโออวดดงั กลาว สามารถแจง รองเรยี นไดทสี่ ํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือที่สาํ นกั งานสาธารณสุขจังหวดั ทุกแหง การซื้อยาแผนโบราณคร้ังใดควรเลือกยาที่มีเลขทะเบียนตํารับยาและซื้อจากรานที่มีใบอนุญาตเทานั้น จงึ จะปลอดภยั ในการใชยาแผนโบราณ
1171.2 หลักและวธิ กี ารใชยาสมนุ ไพร ในปจจุบันคาใชจายทางดานสุขภาพของคนไทยเพิ่มขึ้นตามลําดับ ในแตละปประเทศชาติตองเสียงบประมาณในการสั่งซื้อยา และเวชภัณฑจากตางประเทศเปนจํานวนมากกระทรวงสาธารณสุขไดพยายามหากลวิธีในการใชทรัพยากรและภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือการปองกันสงเสริมสุขภาพและรักษาโรค สมุนไพรไทยและการแพทยแผนไทยนับเปนทางเลือกหนึ่งของประชาชนซึ่งกําลังไดรับความนิยมอยางแพรหลาย เพราะเปนการใชทรัพยากรและภูมิปญญาไทยที่นอกจากมคี วามปลอดภัยแลว ยงั เปน การประหยัดเงนิ ตราของประเทศอีกดว ย สมนุ ไพรตามพระราชบัญญตั ิยา หมายถงึ ยาทีไ่ ดจากพชื สตั ว หรอื แรธ าตุ ซ่ึงยังไมไดผสม ปรุง หรือแปรสภาพ แตในทางการคาสมนุ ไพรมักจะถูกดัดแปลงสภาพไป เชน ห่ันเปนช้ินใหเล็กลง บดเปนผงใหละเอยี ด นาํ ผงที่บดมาอัดเปนเมด็ หรือนํามาใสแ คปซูล ในปจจบุ นั ไดมีการนําสมุนไพรมาใชอยา งกวา งขวาง เชน ใชเปนอาหาร อาหารเสริมเคร่อื งดื่ม ยารักษาโรค เครือ่ งสาํ อาง สวนประกอบในเครือ่ งสําอาง ใชแ ตงกล่ินและสีอาหาร ตลอดจนใชเปน ยาฆาแมลง สว นของพชื ท่นี าํ มาใชเปน สมนุ ไพร สว นของพชื ท่เี รานาํ มาใชเ ปนยาน้ันมีหลายสวนขึ้นอยูกับตัวยาวาใชสวนใดของพืชซง่ึ สว นของพืชทนี่ ํามาใชเ ปนสมุนไพร มีดังนี้ 1. ราก (Root) รากของพชื จะมี 2 แบบ คอื แบบที่มีรากแกวและรากฝอย ซึ่งสามารถนํามาใชทําเปนยาไดทง้ั 2 แบบ 2. ลาํ ตน (Stem) สามารถแบงไดเปน 2 ชนิด คอื
118 ลาํ ตนเหนือดิน (Aerial Stem) ไดแก พืชที่มีลําตนอยูเหนือดินท้ังหลาย มีท้ังตนใหญและตน เล็ก อาจนาํ เปลอื กหรอื เนื้อไมม าทาํ เปนยาได ลําตนใตดิน (Underground Stem) จะมีลักษณะคลายราก แตจะมีขนาดใหญ มีรปู รา งตา ง ๆ ซึ่งเราเรยี กสว นท่อี ยูใตดนิ วา “หัว” หรือ “เหงา” 3. ใบ (Leaf) ใบของพชื จะมรี ูปรา งแตกตา งกันไป เชน รูปเรียวยาว รูปรี รูปไข รูปใบหอก รูปหัวใจ รปู ไต รปู โล เปนตน 4. ดอก (Flower) ดอกไมจะประกอบดวย กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู และเกสรตัวเมยี ซงึ่ จะตดิ อยบู นฐานรองดอก 5. ผล (Fruit) อาจเรียกเปนผลหรอื เปนฝก กไ็ ดสมุนไพรไทยท่คี วรรจู ัก สมนุ ไพรไทยทจี่ ะกลาวในท่นี จ้ี ะกลาวเฉพาะชื่อของพืชที่สามารถนํามาใชเปนยาในการรกั ษา ปองกัน และเสริมสรา งสขุ ภาพได ซ่ึงสมนุ ไพรไทยนัน้ มจี ํานวนมากมายมหาศาล ตอไปนี้จะกลาวเฉพาะท่ีเราไดพบเห็นกันอยูบอย ๆ บางครั้งอาจคิดไมถึงวาเปนสมุนไพร พอจะยกตัวอยางไดดงั น้ี กระเทียม หอม กระชาย กะเพรา กระวานไทย กานพลู ขา ขิง ขมิ้นชัน ดีปลีตะไคร พริกไทย มะละกอ สบั ปะรด กลวยนาํ้ วา ข้ีเหล็ก ฝกคูน ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย มะขามมะขามเทศ มะขามปอ ม หญาคา หญา หนวดแมว หญาปก กิ่ง วา นหางจระเข ใบบวั บก ใบพลบั พลงึใบแมงลัก เพชรสังฆาต ฝร่งั ทบั ทิม มงั คุด ฟาทะลายโจร ยอ ผักคราดหัวแหวน บอระเพ็ด ชิงชาลาลี ยานาง กระเจ๊ียบแดง ขลู ออยแดง มะกรูด มะนาว แวงเครือ เพกา มะแวง ตนไพล พลูชองระอา หญา ปลองทอง วา นมหากาฬ ผกั บงุ ทะเล สาบเสอื กะเม็ง วานหางชาง เหงือกปลาหมอ
119ทองพันชงั่ ประคําดคี วาย พญาไรใ บ นอ ยหนา สม ปอย เอ็นออน วานชักมดลูก หนุมานประสานกาย วา นนาํ้ แกนขนุน ชะลดู เปราะหอมวา นนางคําวธิ ีใชสมุนไพร สมุนไพรที่มกี ารนํามาใชในปจจบุ นั นี้มักนํามาปรุงเปนยาเพื่อใชรักษา ปองกัน และสรา งเสรมิ สุขภาพ แตส ว นมากจะเปน การรักษาโรค ท่ีพบมากมีดังน้ี 1. ยาตม อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลาย ๆ ชนิดก็ไดที่นํามาตม เพื่อใหสาระสาํ คญั ท่ีมีในสมุนไพรละลายออกมาในน้ํา วิธีเตรียมทําโดยนําสมุนไพรมาใสลงในหมอ ซึ่งอาจเปนหมอดินหรอื หมอ ท่เี ปนอะลมู ิเนียม สแตนเลสกไ็ ด แลว ใสน้ําลงไปใหทว มสมุนไพร แลวจึงนําไปตั้งบนเตาไฟ ตมใหเดือดแลวเค่ียวตออีกเล็กนอย วิธีรับประทานใหรินนํ้าสมุนไพรใสถวยหรือแกวหรอื จะใชถวยหรือแกว ตกั เฉพาะน้าํ ข้ึนมาในปริมาณพอสมควร หรอื ศกึ ษาจากผูข ายยาบอก ยาตมบางชนดิ สามารถใชไดเกินกวา 1 คร้งั ดวยการเติมนํ้าลงไปแลวนาํ มาตมแลวเคี่ยวอีกจนกวารสยาจะจืดจึงเลิกใช เรามกั เรยี กยาน้วี า “ยาหมอ” จะมีรสชาติและกล่ินที่ไมนารับประทาน นํ้าหนักของสมุนไพรท่ีนาํ มาตม นั้น แตละชนิดมักจะชงั่ ซงึ่ มีหนว ยนํ้าหนกั เปน บาท ตามรา นที่ขายจะมีเครื่องช่ังชนิดนี้ แตถาหมอที่จายยาไมช่ังก็จะใชวิธีกะปริมาณเอง ในการตมยานี้ถาเปนสมุนไพรสดจะออกฤทธ์ิดีกวาสมุนไพรแหง แตต ามรานขายยาสมนุ ไพรมกั เปน สมุนไพรแหง เพราะจะเก็บไวไ ดนานกวา 2. ยาผง เปนสมนุ ไพรทนี่ ํามาบดใหเ ปนผง ซ่ึงตามรานขายยาสมุนไพรจะมีเคร่ืองบด โดยคดิ คา บดเพ่มิ อกี เลก็ นอย อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ไดท่ีนํามาบดใหเปนผงแลวนํามาใสก ลอง ขวด หรอื ถุง วธิ รี ับประทานจะละลายในนํ้าแลวใชดื่มก็ได หรือจะตักใสปากแลวดม่ื นา้ํ ตามใหละลายในปากได ปจจุบันมีการนํามาใสแคปซูล เพื่อสะดวกในการรับประทาน พกพาและจําหนา ย 3. ยาชง วิธเี ตรยี มจะงายและสะดวกกวา ยาตม มกั มีกลนิ่ หอม เตรยี มโดยหนั่ เปน ชิ้นเล็ก ๆ ตากหรอื อบใหแหงแลว นํามาชงนํ้าดื่มเหมือนกับการชงนํ้าชา ปจจุบันมีสมุนไพรหลายอยางท่ีนํามาชงดม่ื มักเปน สมนุ ไพรชนดิ เดยี ว เชน ตะไคร หญา หนวดแมว ชาเขยี วใบหมอ น หญาปกก่ิง เปนตน ในปจจบุ ันมกี ารนาํ สมนุ ไพรมาบดเปน ผงแลวใสซองมีเชือกผกู ติดซอง ใชช งในนาํ้ รอนบางชนิดมีการผสมนาํ้ ตาลทรายแดงเพ่ือใหม ีรสชาตดิ ขี ึน้ แลว นํามาชงกับนํา้ รอนดื่ม ซึ่งทง้ั สองรูปแบบน้ีมีขายอยูทวั่ ไป 4. ยาลกู กลอน เปนการนํายาผงมาผสมกับน้ําหรือน้ําผึ้งแลวปนเปนลูกกลม ๆ เล็กๆ วิธรี ับประทานโดยการนาํ ยาลกู กลอนใสป าก ดื่มนํา้ ตาม
120 5. ยาเม็ด ปจจุบันมีการนํายาผงมาผสมนํ้าหรือน้ําผ้ึงแลวมาใสเครื่องอัดเปนเม็ดเครอื่ งมือนี้หาซอื้ ไดงา ย มีราคาไมแพง ใชม อื กดได ไมตองใชเครื่องจักร ตามสถานที่ปรุงยาสมุนไพรหรือวดั ท่ีมกี ารปรงุ ยาสมุนไพรมกั จะซอ้ื เครือ่ งมือชนิดน้ีมาใช 6. ยาดองเหลา ไดจากการนําสมุนไพรมาใสโหลแลวใสเหลาขาวลงไปใหทวมสมุนไพร ปดฝาท้ิงไวประมาณ 1-6 สัปดาห แลว รนิ เอานาํ้ มาดม่ื เปนยา ปจจุบนั มีการจําหนายเปน “ซุมยาดอง” ซง่ึ มใี หพบเหน็ อยูบา ง 7. นํามาใชสด ๆ อาจนํามาใชทาบาดแผล หรือใชทาแกพิษ เชน วานหางจระเขผักบุงทะเล เปนตน นาํ มาตําใหแหลกแลวพอติดไวที่แผล เชน หญาคา ใบชุมเห็ด เปนตน นํามายางไฟแลวประคบ เชน ใบพลับพลึง เปน ตน หรือนํามาใชเ ปน อาหาร เชน หอม กระเทียม กลวยนํ้าวา ขาขงิ ใบบัวบก เปน ตน
121เรื่องที่ 2 อนั ตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร อันตรายจากยาแผนโบราณ จากปญหาของยาแผนโบราณในสังคมไทย สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รว มกับสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไดมีการติดตามตรวจสอบและเฝาระวังการแพรระบาดของยาสมนุ ไพรที่ไมไดขึ้นทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ ซึ่งเปนยาปลอมอยางสม่ําเสมอ และจากผลการตรวจวิเคราะหยาปลอมเหลานัน้ พบวา มกี ารปนเปอนของจุลนิ ทรยี ทกี่ อใหเกิดโรคหรอื การลักลอบนําสารเคมีที่ไมปลอดภัยตอผูบริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธทิลแอลกอฮอลคลอโรฟอรม การใสย าแกปวดแผนปจ จบุ นั เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแตการลักลอบนํายาเฟนิลบิวตาโซน และสเตียรอยด ซ่งึ เปนยาควบคมุ พเิ ศษท่มี ผี ลขา งเคยี งตอรางกายสูง ผสมลงในยาแผนโบราณเพอื่ ใหเ กดิ ผลในการรกั ษาที่รวดเร็ว ซึ่งลว นแตเปนอันตรายตอผูบริโภคได โดยเฉพาะสารสเตียรอยดมักจะพบเพรดนิโซโลนและเดกซามีธาโซน (Prednisolone) และ (Dexamethasone) ผสมอยูในสมนุ ไพรแผนโบราณท่ไี มไ ดขึ้นทะเบียน สารสเตียรอยดท่ีผสมอยูในยาแผนโบราณกอใหเกิดอันตรายตอรางกายไดมากมายเชน - ทําใหเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจถึงขั้นทําใหกระเพาะทะลุ ซ่ึงพบในผูที่รับประทานยากลมุ นี้หลายรายที่กระเพาะอาหารทะลุ ทําใหหนามืด หมดสติ และอาจอันตรายถึงชีวิตได โดยเฉพาะในผูสูงอายุ หรือผูทม่ี โี รคประจาํ ตัวอยแู ลว - ทําใหเ กิดการบวม (ตึง) ที่ไมใชอ ว น - ทาํ ใหก ระดกู ผกุ รอน และเปราะงา ย นําไปสูความทพุ พลภาพได - ทาํ ใหค วามดันโลหติ สงู และระดับนํ้าตาลในเลือดสูงพบในบางรายท่ีสูงจนถึงขั้นเปน อนั ตรายมาก - ทําใหภ มู คิ มุ กันรางกายตาํ่ มโี อกาสตดิ เช้อื ไดง าย นําไปสูความเสย่ี งที่จะติดเช้ือและอาจรุนแรงถงึ ขนั้ เสียชวี ติ ได บทกําหนดโทษตามกฎหมาย บทกาํ หนดโทษตามกฎหมายสาํ หรบั ผูกระทําความผิดฝาฝนกฎหมายในเรื่องของยาแผนโบราณ มีดังนี้ ฝา ฝน กฎหมายบทกําหนดโทษ 1. ผผู ลิต ขาย หรอื นําเขายาแผนโบราณ โดยไมไดรับอนญุ าตผูฝาฝนตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ 3 ป และปรับไมเ กนิ 5,000 บาท (หา พันบาท)
122 2. ผูผลิต ขาย หรือนาํ เขา ยาทไี่ มไดข นึ้ ทะเบียนตํารับยาจะมีความผิดตองระวางโทษจําคกุ ไมเกิน 3 ป หรือปรับไมเ กิน 5,000 บาท (หาพนั บาท) หรอื ทง้ั จําทั้งปรับ 3. ผูที่ผลิตยาปลอมจะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกต้ังแต 3 ปถึงตลอดชีวิต และปรบั ตั้งแต 10,000 – 50,000 บาท (หน่ึงหมน่ื ถงึ หา หมน่ื บาท) 4. ผทู ่ขี ายยาปลอมจะมีความผดิ ตอ งระวางโทษจําคุกตั้งแต 1 ป – 20 ป และปรับตั้งแต 2,000 – 10,000 บาท (สองพนั ถงึ หนึ่งหม่นื บาท) 5. ผูท่ีโฆษณาขายยาโดยฝาฝนกฎหมายตองระวางโทษปรับไมเกิน 100,000 บาท(หนึง่ แสนบาท) หลกี เลย่ี งการซ้อื ยาแผนโบราณทีอ่ าจนาํ มาซึง่ อันตรายเพื่อความปลอดภยั ในการใชยาแผนโบราณ มคี าถาทเ่ี ปนขอ หา มซึง่ ทานควรทอ งจําไวใ หข นึ้ ใจ 1. หา มซ้อื ยาแผนโบราณจากรถเรขายตามวัดหรือตามตลาดนัดโดยเด็ดขาด เพราะอาจไดรบั ยาท่ีผลติ ข้ึนโดยผผู ลิตท่ีไมไดม าตรฐาน ไมไ ดร บั อนุญาตใหผลติ ยา ไมไดขอข้ึนทะเบยี นตามตาํ รบั ยา เพราะยาอาจมกี ารปนเปอนของจุลินทรียในระหวางการผลิต หรือมีการลักลอบผสมยาแผนปจจุบนั อาทิ สารสเตียรอยด ฯลฯ เพอื่ เรงผลการรกั ษาใหเ รว็ ข้ึน นํามาซ่ึงอันตรายตอ ผบู รโิ ภคได 2. หา มซอื้ ยาแผนโบราณตามคาํ โฆษณาชวนเชื่อวา ยาแผนโบราณนั้นสามารถรักษาโรคตา ง ๆ ไดครอบจกั รวาล เชน แกปวดเมอ่ื ย เบ่อื อาหาร นอนไมห ลับ โรคตบั โรคไต โรคหวั ใจ หรอืโฆษณาวา รักษาโรคมะเร็ง โรคเอดสได เพราะลวนเปน การโฆษณาที่โออวดเกินจริง ไมไดรับอนุญาตใหทาํ การโฆษณา 3. หา มใชยาท่มี ีผูอ่ืนมาเชิญชวนใหลองใชโดยอางวาเขาเคยใชมาแลวไดผล อาการเจ็บปว ยหายทนั ที หรืออาการเจบ็ ปวยหายขาดเลือกซือ้ ยาแผนโบราณอยา งไรจงึ ปลอดภยั หากทานมอี าการเจบ็ ปว ย และมคี วามจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งซอ้ื ยาแผนโบราณมาใชโ ปรด 1. ซ้อื ยาจากรานขายยาทมี่ ใี บอนุญาตขายยาเทา นน้ั 2. สงั เกตฉลากยาแผนโบราณทต่ี อ งการซอ้ื (จากรานขายยาท่มี ใี บอนุญาตขายยา)ท่ฉี ลากตองมีขอ ความสําคัญตาง ๆ ดงั นี้ - ชื่อยา - เลขที่หรือรหัสใบสําคัญการขนึ้ ทะเบียนยา ซง่ึ ก็คอื เลขทะเบียนตํารับยานนั่ เอง - ปรมิ าณของยาทีบ่ รรจุ - เลขท่ีหรอื อกั ษรแสดงครง้ั ที่ผลติ - ช่อื ผูผ ลติ และจังหวดั ท่ตี ัง้ สถานท่ีผลิตยา - วัน เดอื น ป ท่ผี ลิตยา
123 - คําวา “ยาแผนโบราณ” ใหเหน็ ชัดเจน - คําวา “ยาใชภายนอก” หรือ “ยาใชเฉพาะท่ี” แลวแตกรณีดวยอักษรสีแดงเห็นไดชดั เจน ในกรณที ่ีเปนยาใชภ ายนอก หรือยาใชเฉพาะที่ - คําวา “ยาสามญั ประจาํ บา น” ในกรณเี ปน ยาสามัญประจาํ บาน - คาํ วา “ยาสาํ หรบั สัตว” ในกรณเี ปน ยาสาํ หรับสัตว อยางไรก็ตามในกรณีที่ฉลากบนภาชนะบรรจุยาแผนโบราณมีขนาดเล็กต้ังแต 3ตารางนว้ิลงมาผผู ลติ จะไดร บั การยกเวนใหไมตองแสดงบางขอ ความท่ีกลาวขา งตน อยา งไรกต็ าม ฉลากยาแผนโบราณอยางนอยจะตองแสดงขอความ ชื่อยา เลขทะเบียนตํารับยา วันเดือนปท่ีผลิตใหผูบริโภครบั ทราบวิธสี ังเกตเลขทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ มีดังนี้ 1. หากเปน ยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศ จะขึน้ ตน ดว ยอักษร G ตามดว ยเลขลําดับทีอ่ นุญาต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบยี น G20/42 2. หากเปนยาแผนโบราณทน่ี ําเขาจากตา งประเทศ จะข้ึนตน ดว ยตัวอักษร K ตามดัวยเลขลําดับทอี่ นุญาต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบยี น K15/42 3. หากเปน ยาแผนโบราณทีแ่ บงบรรจุ จะขนึ้ ตน ดว ยตวั อักษร H ตามดวยเลขลําดับท่ีอนญุ าต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบียน H999/45พบปญ หาหรอื มขี อ สงสยั เกย่ี วกับยาแผนโบราณตดิ ตอ ทใ่ี ด 1. พบยาแผนโบราณทไ่ี มม เี ลขทะเบียนตาํ รบั 2. พบการขายยาจากรถเรข าย การขายยาตามวดั แผงลอยและตลาดนัด และสงสัยวาเปน ยาปลอม 3. พบการโฆษณายาแผนโบราณที่โออ วดสรรพคุณวาสามารถบําบัด บรรเทา รักษาหรือปองกนั โรคไดอยางศกั ด์สิ ิทธห์ิ รอื หายขาด 4. สงสัยเก่ียวกับยาแผนโบราณทานสามารถติดตอไปไดที่สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดทกุ แหง หรือสํานักงานคณะกรรมการอาหารและโปรดอยาลืม....... ซื้อยาแผนโบราณครั้งใดตองซอ้ื จากรานขายยาท่ีมีใบอนุญาตเทานั้น และตรวจสอบฉลากใหรอบคอบกอนซ้ือ วายานั้นมีเลขทะเบียนตาํ รับยาทถี่ ูกตอง
124 2.2 อันตรายจากการใชย าสมนุ ไพร การใชสมุนไพรเพ่ือการบํารุงสุขภาพและรักษาโรคไดสืบทอดมาชานาน ปจจุบันไดรับความนิยมมากขึ้น และไดรับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการศึกษาคนควาอยา งจริงจงั เชน การสง เสรมิ ใหใ ชยาสมนุ ไพรและการบริการทางการแพทยแผนไทยในโรงพยาบาลทวั่ ไป ผลิตภณั ฑส มุนไพรทวั่ ไปจดั อยใู นจาํ พวกอาหารหรือสว นประกอบอาหารที่ฉลากไมตองระบุสรรพคุณทางการแพทยหรือขนาดรบั ประทาน ดงั นั้น ผูใ ชผ ลติ ภณั ฑส มนุ ไพรสว นมากจงึ ตอ งศึกษาจากหนังสอื หรือขอคาํ ปรึกษาจากผรู ูห รอื แพทยท างเลอื ก เชน แพทยแ ผนไทย แพทยแผนจนี เปนตน สาํ หรบั สมนุ ไพรท่ีใชเ ปนยาสวนมากจะทําในรูปชา สําหรับใชชงดื่ม ซ่ึงมักมีรสขมหรือมรี สเฝอ น ท้ังนีไ้ มค วรหลงเช่อื ชาสมนุ ไพรรสดที ่ีมขี ายทั่วไป เพราะมักมียาสมุนไพรผสมอยูนอยมาก นอกจากนยี้ าสมนุ ไพรที่อยูในรปู ของยาชงดมื่ แลว ยงั มียาตม ยาดอง ยาผง ยาลูกกลอน และยาใชภายนอกดว ย เปน ยากพอกหรือยาประคบขอ ควรระวังในการใชย าสมุนไพร 1. พืชสมนุ ไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถา ใชไมถูกสวน เชน ฟาทะลายโจร ควรใชสวนใบออน แตไมควรใชกานหรือลําตน เพราะมีสารไซยาไนตประกอบอยู ดังน้ันกอนใชยาสมนุ ไพรตอ งแนใจวา มอี ะไรเปนสว นประกอบบา ง 2. กอ นใชยาสมนุ ไพรกบั เด็กและสตรีมีครรภ ตอ งปรกึ ษาแพทยกอ นทกุ คร้งั 3. การรบั ประทานยาสมนุ ไพรควรรับประทานตามปริมาณและระยะเวลาที่แพทยแนะนาํ หากใชในปริมาณที่เกนิ ขนาดอาจเกิดผลขา งเคยี งทเ่ี ปน อันตรายมาก 4. ตองสังเกตเสมอวา เมื่อใชแลวมีผลขางเคียงอะไรหรือไม หากมีอาการผิดปกติเชน ผืน่ คนั เวยี นศรี ษะ หายใจไมสะดวก หรอื มอี าการถายรนุ แรง ควรรีบปรกึ ษาแพทยโ ดยเรว็ สรปุ ยาทุกประเภทมีท้ังคุณและโทษ การใชย าโดยขาดความรูความเขาใจหรือใชไมถูกกับโรค ไมถูกวิธี นอกจากไมเกิดประโยชนในการรักษาแลว ยังอาจกอใหเกิดอันตรายไดโดยเฉพาะยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพรท่ีมขี ายอยูท ัว่ ไป มีจาํ นวนไมม ากนักท่ผี านกระบวนการผลิตทไี่ ดมาตรฐาน ดงั นั้น การเลือกใชยาดังกลาวจึงตองคัดเลือกยาท่ีไดรับมาตรฐานอาหารและยา (อย.)ตลอดจนตองทราบสรรพคุณและวิธกี ารใชท ่ีถูกกับสภาพและอาการเจบ็ ปว ยของแตละบคุ คล จึงจะเกดิประโยชนต อ สขุ ภาพอยางแทจรงิ ทัง้ นี้ กอนใชย าทุกประเภทควรคํานึงถึงหลกั การใชยาทั่วไป โดยอา นฉลากยาใหล ะเอยี ดและใชอ ยา งระมัดระวัง ดังนี้
125 ถกู ขนาด หมายถงึ ใชย าในปริมาณทไี่ ดผ ลในการรกั ษา ไมใชในปรมิ าณที่มากหรือนอ ยเกนิ ไป ถกู เวลา หมายถึง ใชย าใหถ ูกตองตามวธิ กี ารใชท่ีระบใุ นฉลากยา ถูกวิธี หมายถึง ใชยาใหถ กู ตอ งตามเวลาที่ระบุในฉลาก เชน - ยากอนอาหาร ควรรับประทานกอนมอ้ื อาหารอยาง นอยครึง่ ชั่วโมง - ยาหลงั อาหาร ควรรบั ประทานหลังอาหารไปแลว อยา งนอย 15 นาที - ยากอ นอาหาร ควรปรับประทานหลงั อาหารม้อื เย็น ประมาณ 3-4 ชว่ั โมง ถกู โรค หมายถงึ ใชยาใหถูกกบั อาการเจบ็ ปวยหรอื โรคทเ่ี ปน ซง่ึ จะตอ ง ไดร ับ การวนิ ิจฉยั จากแพทยหรอื ผูร เู ฉพาะดานอยา งถูกตอง เสยี กอ นกิจกรรม ใหผูเรียนรวบรวมขอมูลตํารับยาแผนโบราณและยาสมุนไพรที่มีในทองถิ่นอยางนอย 2 ชนิดพรอมบอกสรรพคณุ วิธกี ารใช สว นประกอบสาํ คัญ และผลขา งเคียงหรือขอควรระวังในการใช ดงั น้ี ยาแผนโบราณ ชื่อยา สรรพคณุ สวนประกอบสําคญั วธิ ีการใช ขอควรระวงั ยาสมนุ ไพร ช่อื ยา สรรพคณุ สวนประกอบสาํ คัญ วธิ กี ารใช ขอ ควรระวงั
126 บทท่ี 7การปองกนั สารเสพติดสาระสําคญั ความรูความเขาใจเก่ียวกับปญหา สาเหตุ ประเภท และอันตรายของสารเสพติดตลอดจนลกั ษณะอาการของผตู ิดสารเสพตดิ และสามารถรวู ิธีการปอ งกนั และหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมเสยี่ งตอสารเสพตดิ ไดผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง เพือ่ ใหผ ูเรยี นสามารถ 1. อธบิ ายและบอกประเภทและอนั ตรายของสารเสพตดิ ได 2. อธิบายและบอกลกั ษณะอาหารของผูตดิ สารเสพติดได 3. อธบิ ายถงึ วิธกี ารปอ งกันและหลกี เลย่ี งพฤติกรรมเสย่ี งตอ สารเสพตดิ ไดขอบขา ยเนือ้ หา เรอ่ื งที่ 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภท และอันตรายของสารเสพติด เรอ่ื งที่ 2 ลักษณะอาการของผูต ดิ ยาเสพตดิ เรือ่ งที่ 3 การปองกันและหลีกเล่ียงการตดิ สารเสพติด
127เรือ่ งท่ี 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภท และอนั ตรายของสารเสพติด สถานการณป จ จุบนั พบวา ภาวการณแ พรระบาดของการใชสารเสพติดไดแพรร ะบาดเขา ไปถึงทุกเพศทกุ วยั ทุกกลุมอายุ สงผลกระทบตอ สขุ ภาพพลานามัยของบคุ คลกลุม น้ัน ๆ โดยเฉพาะการใชย าเสพตดิ ในทางทผ่ี ดิ ของกลมุ เยาวชนทีก่ าํ ลังศึกษาเลาเรียนในสถานศึกษา หรอื นอกสถานศกึ ษาหรือกลมุ เยาวชนนอกระบบการศกึ ษา สารเสพติด หมายถงึ ยาเสพตดิ วัตถอุ อกฤทธิ์ และสารระเหย ยาเสพติด ท่ีจะกลาวในท่ีนี้คือ ยาเสพติดใหโทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 (ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2528 และฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2530) ซึ่งหมายถึงสารเคมีวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพเขาสูรางกายไมวาจะรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดวยประการใด ๆ แลวทําใหเกิดผลตอรางกายและจติ ใจในลกั ษณะสําคัญ เชน ตองเพิม่ ขนาดการเสพขึน้ เปนลาํ ดบั มกี ารถอนยาเมื่อขาดยา มีความตองการเสพท้ังทางรางกายและจติ ใจอยางรนุ แรงตลอดเวลา และสขุ ภาพโดยท่ัวไปจะทรุดโทรมลงกบั ใหร วมตลอดถึงพืชหรอื สวนของพืชที่เปน หรอื ใหผ ลผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโทษ หรืออาจใชผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโ ทษ และสารเคมที ีใ่ ชในการผลติ ยาเสพติดใหโ ทษดวย ทง้ั นตี้ ามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกจิ จานุเบกษา แตไ มห มายความถงึ ยาสามัญประจาํ บานบางตําราตามกฎหมายวา ดวยยาทีม่ ียาเสพตดิใหโทษผสมอยู1.3 ประเภทของสารเสพตดิ ยาเสพติดใหโทษแบงได 5 ประเภท [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) เรื่องระบุช่ือและประเภทยาเสพติดใหโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522] ดงั น้ี 1. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี) ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนีไ้ มใชประโยชนทางการแพทย 2. ยาเสพตดิ ใหโ ทษประเภท 2 เชน มอรฟน โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝน ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีมีประโยชนทางการแพทย แตก็มีโทษมาก ดังนั้นจึงตองใชภายใตความควบคมุ ของแพทย และใชเ ฉพาะในกรณีท่จี าํ เปน เทานน้ั 3. ยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 3 เปนยาสาํ เร็จรูปที่ผลิตข้ึนตามทะเบียนตํารับ ที่ไดรับอนญุ าตจากกระทรวงสาธารณสขุ แลว มีจาํ หนายตามรานขายยา ไดแ ก ยาแกไอ ที่มตี วั ยาโคเคอีน หรือยาแกทอ งเสยี ท่มี ีตวั ยาไดเฟนอกซิน เปนตน ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 มีประโยชนทางการแพทยและมโี ทษนอ ยกวา ยาเสพติดใหโ ทษอ่นื ๆ 4. ยาเสพติดใหโทษประเภท 4 เปน นาํ้ ยาเคมีท่ีนาํ มาใชใ นการผลิตยาเสพติดใหโทษประเภท 1 ไดแ ก น้ํายาเคมี อาซติ กิ แอนไฮไดรด อาซติ ลิ คลอไรด เอทลิ ิดีน ไดอาเซเตท สารเออรโกเมทรีน
128และคลอซูโดอีเฟดรีน ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีสวนใหญไมมีการนํามาใชประโยชนในการบาํ บัดรักษาอาการของโรคแตอยา งใด 5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืชเห็ดขี้ควาย ยาเสพติดใหโ ทษประเภทนไ้ี มมปี ระโยชนท างการแพทย พระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ กําหนดบทลงโทษสําหรับผูทําการผลิต นําเขาสง ออก จาํ หนาย มีไวครอบครอง และการเสพยาเสพติดใหโ ทษประเภท 1, 2, 3 และ 5 นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษสาํ หรบั ผูย ยุ ง หรอื สงเสริม หรือกระทําการใด ๆ อันเปนการชว ยเหลือ หรือใหความสะดวกในการทีผ่ ูอ ่ืนเสพยาเสพตดิ ใหโ ทษ การเสพ หมายถึง การรับยาเสพติดใหโทษเขาสูรางกายไมวาดวยวิธีการใด ๆ เชนรับประทาน สูดดม ฉดี ผตู ิดยาเสพติดใหโ ทษ ถาสมัครเขารับการบําบัดรักษาในสถานพยาบาลท่ีกระทรวงสาธารณสุขกําหนดเปนสถานพยาบาลสําหรับบําบัดรักษาผูติดยา กอนท่ีความผิดจะปรากฏและไดปฏิบัติครบถว นตามระเบยี บของสถานพยาบาลแลว กฎหมายจะเวนโทษสาํ หรบั การเสพยา วัตถุออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท หรือวัตถุออกฤทธ์ิ ตามพระราชบัญญัติวัตถุท่ีออกฤทธต์ิ อจติ และประสาท พ.ศ. 2518 ฉบบั ที่ 2 (พ.ศ. 2528) ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2535) หมายถึง “วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอ จิตและประสาทที่เปน สงิ่ ธรรมชาติหรือไดจ ากสง่ิ ธรรมชาติ หรอื วตั ถทุ อี่ อกฤทธิ์ตอจติ และประสาททเี่ ปนวตั ถสุ งเคราะห ทง้ั น้ีตามทรี่ ัฐมนตรปี ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา” วัตถุออกฤทธ์ิแบงได 4 ประเภท [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับท่ี 97 (พ.ศ.2539) เรื่องระบุชอ่ื และจัดแบงประเภทวัตถอุ อกฤทธ์ิตามความในพระราชบญั ญัตวิ ตั ถทุ อ่ี อกฤทธิ์ตอ จิตและประสาท พ.ศ. 2518] ดังนี้ 1. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 1 มีความรุนแรงในการออกฤทธ์ิมาก ทําใหเกิดอาการประสาทหลอน ไมมีประโยชนใ นการบําบัดรกั ษาอาการของโรค ไดแก ไซโลไซบนั และเมสคาลีน 2. วตั ถอุ อกฤทธิ์ประเภท 2 เชน ยากระตุน ระบบประสาท เชน อเี ฟดรนี เฟเนทิลลีนเพโมลนี และยาสงบประสาท เชน ฟลูไนตราซีแพม มิดาโซแลม ไนตราซีแพม วัตถุประเภทนี้มีการนาํ ไปใชใ นทางที่ผดิ เชน ใชเปน ยาแกงว ง ยาขยัน หรอื เพอ่ื ใชมอมเมาผอู ่ืน 3. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 ใชในรูปยารักษาอาการของโรค สวนใหญเปนยากดระบบประสาทสวนกลาง เชน เมโพรบาเมต อะโมบารบิตาล และยาแกปวด เพตาโซซีน การใชยาจาํ พวกน้ีจําเปนตอ งอยูในความควบคุมดูแลของแพทย 4. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ไดแก ยาสงบประสาท/ยานอนหลับในกลุมของบารบิตูเรต เชน ฟโนบารบิตาล และเบ็นโซไดอาซีปนส เชน อัลปราโซแลม ไดอาซีแพม สวนใหญมีการนํามาใชอยางกวางขวาง ท้ังนี้เพื่อบําบัดรักษาอาการของโรค และการนํามาใชในทางที่ผิด การใชยาวัตถุออกฤทธปิ์ ระเภทน้ตี องอยภู ายใตการควบคุมของแพทยเชนเดียวกับการใชวัตถอุ อกฤทธป์ิ ระเภท3
129 สารระเหย ตามพระราชกําหนดปองกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533 หมายถึง“สารเคมี หรอื ผลิตภัณฑทร่ี ัฐมนตรปี ระกาศวา เปนสารระเหย” สารระเหย เปนสารเคมี 14 ชนิด และผลิตภัณฑ 5 ชนิด [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับท่ี 14 (พ.ศ. 2538) เร่ืองกําหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุของสารเคมี หรือผลติ ภัณฑเปน สารระเหย] สารเคมี 14 ชนิด ไดแ ก อาซโี ทน เอทิลอาซีเตท โทลอู นี เซลโลโซลฟ ฯลฯ ผลิตภัณฑ 5 ชนิด ไดแก ทินเนอร แลคเกอร กาวอินทรียสังเคราะห กาวอินทรียธรรมชาติ ลกู โปง วิทยาศาสตร การตดิ ยากบั การเสพยา องคการอนามยั โลกไดใหการนยิ ามของภาวะทเ่ี กีย่ วขอ งกับยาเสพติดไว ดงั น้ี 1. การใชยาในทางทีผ่ ิด (Harmful use, abuse) หมายถึง การใชยาเสพติดในลักษณะอนั ตรายตอสุขภาพ ท้ังทางดานรา งกายและดา นจติ ใจ เชน ภาวะซมึ เศราจากการด่มื สรุ าอยางหนกั 2. การติดสารเสพติด (Depenedence syndrome) หมายถึง ภาวะผิดปกติทางดานปญ ญา ความคิดอา น และระบบสรีระรา งกายซึ่งเกิดภายหลังจากการใชสารเสพติดซ้ํา ๆ และมีอาการตาง ๆ ดังตอไปน้รี วมดวย 1) มคี วามตอ งการอยา งรนุ แรงทจี่ ะใชสารตัวนั้น ๆ 2) มคี วามยากลาํ บากในการควบคุมการใชท ง้ั ปรมิ าณและความถี่ 3) ยงั คงใชส ารนัน้ ตอ ไปทงั้ ๆ ท่ีรูวา จะเปนอันตรายตอรางกาย 4) หมกมุนอยกู ับการใชส ารเสพติดมากกวาการทํากิจกรรมอืน่ ที่สาํ คัญกวา 5) มอี าการด้ือยา คอื ตองเพ่มิ ปริมาณการใช เพื่อใหไดผ ลเทา เดมิ 6) เมื่อหยุดการใชยาจะเกิดอาการขาดยาหรืออยากยาทางรางกาย (Physical with)
1301.4 สาเหตุของการตดิ สารเสพตดิ 1. สาเหตุทเ่ี กิดจากความรเู ทา ไมถงึ การณ 1) อยากทดลอง เกดิ จากความอยากรูอยากเห็นซงึ่ เปน นิสยั ของคนโดยทว่ั ไปและโดยทไี่ มค ดิ วา ตนจะตดิ สง่ิ เสพตดิ นไ้ี ด จงึ ทาํ การทดลองใชส งิ่ เสพติดนนั้ ในการทดลองใชค รง้ั แรกๆ อาจมคี วามรูสึกดหี รอื ไมด กี ต็ าม ถายงั ไมต ดิ ส่ิงเสพตดิ น้นั กอ็ าจประมาท ไปทดลองใชในส่ิงเสพติดน้นั อีก จนในที่สดุ กต็ ิดส่งิ เสพติดนน้ั หรือถาไปทดลองใชส่ิงเสพติดบางชนิด เชน เฮโรอีน แมจะเสพเพยี งครงั้ เดียวกอ็ าจทําใหตดิ ได 2) ความคกึ คะนอง คนบางคนมีความคึกคะนอง ชอบพูดอวดเกงเปนนิสัยโดยเฉพาะวัยรนุ มกั จะมนี สิ ัยดังกลา ว คนพวกนอ้ี าจแสดงความเกงกลาของตน ในกลุมเพ่ือนโดยการแสดงการใชส่ิงเสพติดใหเพ่ือนฝูงยอมรับวาตนเกง โดยมิไดคํานึงถึงผลเสียหายหรืออันตรายที่จะเกดิ ขน้ึ ภายหลงั แตอ ยางไร ในทสี่ ุดตนเองก็กลายเปนคนติดส่งิ เสพติดนัน้ 3) การชักชวนของคนอ่ืน อาจเกิดจากการเช่ือตามคําชักชวนโฆษณาของผูขายสินคา ที่เปนสิ่งเสพติดบางชนิด เชน ยากระตุนประสาทตาง ๆ ยาขยัน ยาบา เปนตน โดยผูขายโฆษณาสรรพคุณของสิ่งเสพติดนั้นวามีคุณภาพดีสารพัดอยางเชน ทําใหมีกําลังวังชา ทําใหมีจิตใจแจมใส ทาํ ใหม ีสุขภาพดี ทําใหมีสติปญ ญาดี สามารถรกั ษาโรคไดบางชนิด เปนตน ผูท่ีเช่ือคําชักชวนโฆษณาดังกลาวจึงไปซื้อตามคําชักชวนของเพ่ือนฝูง ซ่ึงโดยมากเปนพวกที่ติดส่ิงเสพติดน้ันอยูแลวดวยความเกรงใจเพอื่ น หรือเชอื่ เพื่อน หรือตองการแสดงวา ตวั เปนพวกเดียวกับเพ่ือน จึงใชสิ่งเสพติดนั้น 2. สาเหตทุ ีเ่ กิดจากการถูกหลอกลวง ปจ จุบันน้มี ผี ขู ายสินคา ประเภทอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มบางรายใชสิ่งเสพติดผสมลงในสินคา ท่ขี าย เพ่ือใหผ ูซอ้ื สินคานนั้ ไปรับประทานเกิดการติด อยากมาซื้อไปรับประทานอีกซ่ึงในกรณีนี้ ผูซื้ออาหารนั้นมารบั ประทาน จะไมร สู ึกวา ตนเองเกดิ การตดิ ส่งิ เสพติดข้ึนแลว รูแตเพียงวา อยากรับประทานอาหาร ขนม หรือเคร่ืองดมื่ ท่ีซื้อจากรา นนน้ั ๆ กวา จะทราบก็ตอเมอ่ื ตนเองรูสึกผิดสังเกตตอความตองการ จะซ้ืออาหารจากรานน้ันมารับประทาน หรือตอเมื่อมีอาการเสพติดรุนแรงและมีสุขภาพเส่อื มลง 3. สาเหตทุ ีเ่ กดิ จากความเจ็บปวย 1) คนที่มีอาการเจ็บปวยทางกายเกิดขึ้นเพราะสาเหตุตาง ๆ เชน ไดรับบาดเจ็บรุนแรง เปนแผลเรอ้ื รัง มคี วามเจ็บปวดอยูเปน ประจาํ เปนโรคประจําตัวบางอยาง เปนตน ทําใหไดร บั ทกุ ขทรมานนั้น ซ่ึงวิธีหน่งึ ทที่ าํ ไดงา ยคอื การรบั ประทานยาทมี่ ีฤทธ์ิระงับอาการเจ็บปวดนั้นได ซง่ึ ไมใ ชเ ปนการรกั ษาที่เปนตน เหตุของความเจ็บปว ย เพียงแตร ะงบั อาการเจ็บปวดใหหมดไปหรือลดนอ ยลงไดชว่ั ขณะ เมื่อฤทธิ์ยาหมดไปกจ็ ะกลบั เจบ็ ปวดใหม ผปู วยกจ็ ะใชยาน้ันอีก เมื่อทําเชนนี้ไปนาน ๆ เกดิ อาการตดิ ยานัน้ ขนึ้
131 2) ผูท่ีมีจิตใจไมเปน ปกติ เชน มคี วามวติ ก กังวล เครียด มีความผิดหวังในชวี ิต มีความเศราสลด เสียใจ เปนตน ทาํ ใหส ภาวะจติ ไมเ ปน ปกตจิ นเกดิ การปวยทางจิตข้นึ จึงพยายามหายาหรือสิ่งเสพติดท่ีมีฤทธิ์สามารถคลายความเครียดจากทางจิตไดชั่วขณะหน่ึงมารับประทาน แตไมไดรกั ษาที่ตนเหตุเม่ือยาหมดฤทธิ์ จิตใจก็จะกลับมาเครียดอีก และผูปวยก็จะเสพสิ่งเสพติด ถาทําเชนนีไ้ ปเรอื่ ย ๆ ก็จะทําใหผ ูนัน้ ตดิ ยาเสพติดในท่สี ดุ 3) การไปซอ้ื ยามารับประทานเองโดยไมทราบสรรพคุณยาที่แทจริง ขนาดยาทคี่ วรรับประทาน การรับประทานยาเกินจํานวนกวาที่แพทยไดสั่งไว การรับประทานยาบางชนิดมากเกนิ ขนาด หรอื รับประทานติดตอกนั นาน ๆ บางครงั้ อาจมีอาการถงึ ตายได หรือบางครั้งทําใหเกิดการเสพติดยานั้นได 4. สาเหตุอืน่ ๆ การอยูใกลแหลง ขายหรือใกลแหลง ผลิต หรือเปนผขู ายหรือผูผลิตเอง จึงทําใหมีโอกาสติดส่ิงเสพตดิ ใหโทษนัน้ มากกวาคนท่ัวไปเม่ือมีเพื่อนสนิทหรือพี่นองท่ีติดสิ่งเสพติดอยู ผูน้ันยอ มไดเ หน็ วิธกี ารเสพของผทู ีอ่ ยใู กลช ดิ รวมทง้ั ใจเห็นพฤตกิ รรมตาง ๆ ของเขาดวย และยังอาจไดรับคาํ แนะนาํ หรือชักชวนจากผูเสพดวย จึงมีโอกาสตดิ ได 1) คนบางคนอยูใ นสภาพทม่ี ปี ญหา เชน วา งงาน ยากจน คาใชจายเพิ่มโดยมรี ายไดลดลง หรือคงที่ มีหนีส้ นิ มาก ฯลฯ เมือ่ แกป ญหาตาง ๆ เหลานี้ไมไดก็หันไปใชส่ิงเสพติดชวยผอ นคลายความรสู ึกในความทุกขย ากตา ง ๆ เหลา น้ี แมจะรวู าเปน ช่ัวครชู ่ัวยามก็ตาม เชน กลมุ ใจท่ีเปนหน้ีคนอ่ืนกไ็ ปกนิ เหลา หรอื สูบกัญชาใหเ มาเพ่ือทจ่ี ะไดลืมเรื่องหนี้สิน บางคนตองการรายไดเพ่ิมข้ึนโดยพยายามทาํ งานใหห นักและมากขน้ึ ทั้ง ๆ ทรี่ า งกายออ นเพลยี มากจงึ รับประทานยากระตนุ ประสาทเพ่ือใหส ามารถทํางานตอไปได เปน ตน ถา ทาํ อยเู ปนประจาํ ทําใหติดสงิ่ เสพตดิ น้นั ได 2) การเลียนแบบ การท่ไี ปเหน็ ผทู ตี่ นสนิทสนมรกั ใครห รอื เพื่อน จึงเห็นวาเปน สิ่งนา ลอง เปนสิง่ โกเก เปนสิ่งแสดงความเปน พวกเดียวกนั จงึ ไปทดลองใชส ง่ิ เสพตดิ นั้นจนตดิ 3) คนบางคนมีความผดิ หวงั ในชวี ิตตนเอง ผิดหวังในชีวิตครอบครัว หรือผิดหวังในชีวติ สังคม เพื่อเปน การประชดตนเองหรือคนอื่น จึงไปใชส่ิงเสพติดจนติดท้ัง ๆ ที่ทราบวาเปน สิง่ ไมดกี ็ตาม
1321.5 อันตรายและโทษของสารเสพตดิ สารเสพตดิ ใหโทษมหี ลายชนิดไดแพรร ะบาดเขามาในประเทศไทย จะพบในหมูเด็กและเยาวชนเปนสวนมาก นับวาเปนเรื่องรายแรงเปนอันตรายตอผูเสพและประเทศชาติเปนอยางย่ิงผูเรียนควรทราบอนั ตรายจากสารเสพติดในแตล ะชนิด ดงั น้ี 1. ฝน (Opium) ฝน จะมฤี ทธก์ิ ดประสาท ทาํ ใหนอนหลบั เคลบิ เคลมิ้ ผูท ีต่ ิดฝน จะมีความคดิ อานชาลง การทํางานของสมอง หัวใจ และการหายใจชาลง นอกจากนี้ ยังพบวาฝนทําใหตับเสื่อมสมรรถภาพปลายประสาทและกลามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบยอยอาหารเสื่อมสมรรถภาพ เบื่ออาหาร ทองผูก ระบบฮอรโมนเปลี่ยนแปลง ผูหญิงอาจเกิดการขาดประจําเดือน ผูชายอาจหมดสมรรถภาพทางเพศ และรา งกายทรดุ โทรม อาการขาดยา จะเริม่ หลังจากไดรับยาครั้งสุดทาย 4-10 ช่ัวโมง แลวไมสามารถหายาเสพไดอ ีก จะมอี าการกระวนกระวาย หงดุ หงดิ โกรธงา ย ตื่นเตน ตกใจงาย หาวนอนบอ ย ๆ นาํ้ มกูนํ้าตา นํ้าลาย และเหง่อื ออกมาก ขนลกุ กลามเนอ้ื กระตุก ตัวสนั่ มานตาขยาย ปวดหลังและขามาก ปวดทอง อาเจียน ทองเดนิ บางรายมอี าการรนุ แรงถงึ ขนาดถา ยเปนเลือด ที่ภาษาชาวบานเรียกวา “ลงแดง” ผูตดิ ยาจะมีความตอ งการยาอยางรุนแรงจนขาดเหตุผลที่ถูกตอง อาการขาดยานี้จะเพ่ิมข้ึนในระยะ 24ช่วั โมงแรก และจะเกดิ มากที่สุดภายใน 48-72 ช่ัวโมง หลงั จากนั้นอาการจะคอย ๆ ลดลง 2. มอรฟน (Morphine) เปนแอลคาลอยดจากฝนดิบ มีฤทธ์ิท้ังกดและกระตุนระบบประสาทสว นกลาง ทําใหศ นู ยประสาทรับความรูสึกชา อาการเจ็บปวดตาง ๆ หมดไป กลามเนื้อคลายตวั มคี วามรสู ึกสบายหายกังวล นอกจากนี้ยังมีฤทธ์ิกดศูนยการไอทําใหระงับอาการไอ กดศูนยควบคุมการหายใจ ทําใหรางกายหายใจชาลง เกิดอันตรายถึงแกชีวิตได สวนฤทธ์ิกระตุนระบบประสาทสวนกลางจะทําใหคลื่นไส อาเจียน มานตาหร่ี บางรายมีอาการตื่นเตนดวย กระเพาะอาหารและลําไสท าํ งานนอยลง หูรดู ตาง ๆ หดตวั เล็กลง จงึ ทาํ ใหมีอาการทองผกู และปส สาวะลาํ บาก 3. เฮโรอีน (Heroin) สกัดไดจากมอรฟนโดยกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งเกิดปฏิกิริยาระหวางมอรฟ นและนา้ํ ยาอะซติ คิ แอนไฮไดรด เปนยาเสพติดท่ีติดไดงายมาก เลิกไดยาก มีความแรงสูงกวามอรฟ น ประมาณ 5-8 เทา แรงกวาฝน 80 เทา และถาทําใหบริสุทธ์ิจะมีฤทธิ์แรงกวาฝนถึง 100เทาตวั เฮโรอนี เปนยาเสพติดใหโทษที่รายแรงท่ีสุด ใชไดทั้งวิธีสูบฉีดเขากลามเนื้อหรือเสนเลือดดําละลายไดดใี นน้าํ เฮโรอนี มฤี ทธิ์ทําใหงวงนอน งนุ งง คล่นื ไส อาเจียน เบอ่ื อาหาร รา งกายผอมลงอยางรวดเรว็ ออ นเพลยี ไมกระตือรอื รน ไมอยากทาํ งาน หงุดหงิด โกรธงา ย มกั กอ อาชญากรรมไดเสมอ มักตายดวยมโี รคแทรกซอ น หรือใชย าเกินขนาด 4. บารบ ิทเู รต (Barbiturates) ยาที่จัดอยูใ นพวกสงบประสาทใชเปนยานอนหลับระงับความวิตกกงั วล ระงบั อาการชักหรือปอ งกนั การชัก ทีใ่ ชกันแพรห ลายไดแ ก เซดคบารบิตาลออกฤทธก์ิ ดสมอง ทําใหสมองทํางานนอยลง ใชยาเกินขนาดทําใหมีฤทธิ์กดสมองอยางรุนแรง ถึงขนาด
133หมดความรสู กึ และเสยี ชวี ิต จะมีอาการมึนงงในคอหงุดหงิด เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ มีความกลา อยา งบาบิน่ ชอบทะเลาะววิ าท กาวรา วทํารายตนเอง คลุมคลัง พูดไมชัด เดินโซเซคลายกับคนเมาสุรา ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลื้องเสือ้ ผาเพ่อื เตน โชวไ ด 5. ยากลอ มประสาท (Tranquilizers) เปนยาที่มีฤทธิ์กดสมอง ทําใหจิตใจสงบหายกังวล แตฤทธิ์ไมร นุ แรงถงึ ขนั้ ทาํ ใหห มดสติหรอื กดการหายใจ การใชยาเปน เวลานาน จะทาํ ใหร างกายเกดิ ความตา นทานตอยาและเกิดการเสพติดไดและมีแนวโนมจะปวยดวยโรคความดันโลหิตตํ่า โรคกระเพาะ โรคทางเดนิ อาหาร ฯลฯ 6. แอมเฟตามนี (Amphetamine) มีชือ่ ท่บี ุคคลทัว่ ไปรูจัก คือ ยาบา หรือยาขยันเปนยาทีม่ ีฤทธกิ์ ระตุน ประสาทสวนกลาง และระบบประสาทสว นปลาย ทําใหมีอาการต่ืนตัว หายงวง พูดมาก ทาํ ใหหลอดเลอื ดตีบเลก็ ลง หัวใจเตน เร็วข้นึ ความดันเลือดสูง มือส่ันใจส่ัน หลอดลมขยาย มานตาขยาย เหงื่อออกมาก ปากแหง เบื่ออาหาร ถาใชเกินขนาดจะทําใหเวียนศีรษะนอนไมหลับ ตัวสั่นตกใจงา ย ประสาทตงึ เครียด โกรธงาย จติ ใจสบั สน คลื่นไส อาเจยี น ทองเดินและปวดทอ งอยางรุนแรงมีอาการชกั หมดสติ และตายเนอ่ื งจากหลอดเลือดในสมองแตกหรอื หัวใจวาย 7. กัญชา (Cannabis) เปนพชื ลมลกุ ชนดิ หน่ึง ขนึ้ ไดง า ยในเขตรอน อาทิ ไทย อินเดียเม็กซิโก ผลที่เกิดข้ึนตอรางกายจะปรากฏหลังจากสูบ 2-3 นาที หรือหลังจากรับประทานคร่ึงถึง 1ชั่วโมง ทําใหมีอาการตืน่ เตน ชางพูด หัวเราะสงเสยี งดัง กลามเนื้อแขนขาออ นเปล้ียคลา ยคนเมาสรุ า ถาไดร บั ในขนาดสงู ความรูสกึ นึกคดิ และการตัดสินใจเสียไป ความจําเส่ือม ประสาทหลอน หวาดระแวงความคิดสับสน ไมสนใจสิ่งแวดลอม การสูบกัญชา ยังทําใหเกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืดหลอดลม มะเร็งที่ปอด บางรายมีอาการทองเดิน อาเจียน มือส่ันเปนตะคริว หลอดเลือดอุดตัน หัวใจเตน เรว็ ความรูสึกทางเพศลดลงหรือหมดไป และเปนหนทางนําไปสูการเสพติดยาชนดิ อืน่ ๆ ไดงาย 8. ยาหลอนประสาท (Hallucinogen) เปนยาท่ีทําใหประสาทการเรียนรูผิดไปจากธรรมดา ยาทีแ่ พรหลายในปจ จบุ ัน ไดแก แอลเอสดี ดีเอ็มที เอสทีพี เมสคาลีน เห็ดข้ีควาย ตนลําโพงหัวใจเตนเร็วข้ึน ความดันเลือดสูง มานตาขยาย มือเทาสั่น เหง่ือออกมากท่ีฝามือ บางรายคลื่นไสอาเจยี น สงผลตอจติ ใจ คอื มอี ารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน ไมสามารถควบคุมสติได ทายสุดผเู สพมกั ปว ยเปนโรคจิต 9. สารระเหย สารระเหยจะถกู ดูดซึมผานปอด เขาสูกระแสโลหิต แลวเขาสูเน้ือเย่ือตาง ๆ ของรางกาย เกิดพิษซ่ึงแบง ไดเ ปน 2 ระยะ คือ พิษระยะเฉียบพลัน ตอนแรกจะรูสึกเปนสขุ รา เริง ควบคุมตัวเองไมได คลายกับคนเมาสุรา ระคายเคอื งเยื่อบุภายในปากและจมูก น้ําลายไหลมาก ตอมามีฤทธ์ิกดทําใหง ว งซมึ หมดสติถา เสพในปรมิ าณมากจะไปกดศนู ยห ายใจทําใหตายได
134 พษิ ระยะเร้ือรงั หากสดู ดมสารระเหยเปนระยะเวลานานติดตอกัน จะเกิดอาการทางระบบประสาท วิเวียนศีรษะ เดินโซเซ ความคิดสับสน หัวใจเตนผิดปกติ เกิดการอักเสบของหลอดลม ถายทอดทางพันธกุ รรม เปนเหตใุ หเ ด็กทเ่ี กิดมามคี วามพิการได เซลลสมองจะถูกทําลายจนสมองฝอ จะเปน โรคสมองเสอื่ มไปตลอดชวี ติ 10. ยาบา เปนชื่อท่ีใชเรียกยาเสพติดที่มีสวนของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน(Amphetamine) สารประเภทนี้แพรร ะบาดอยู 3 รปู แบบดวยกนั คอื 1) แอมเฟตามนี ซัลเฟต (Amphetamine Sulfate) 2) เมทแอมเฟตามนี (Methamphetamine) 3) เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด (Methamphetamine Hydrochloride)ซ่งึ จากผลการตรวจพิสูจนย าบา ปจจบุ ันทีพ่ บอยใู นประเทศไทยมักพบวา เกอื บทั้งหมดมีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด ผสมอยู ยาบา จัดอยูในกลุมยาเสพติดที่ออกฤทธ์ิกระตุนประสาท มีลักษณะเปนยาเม็ดกลมแบนขนาดเล็ก เสนผานศูนยกลางประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตรน้ําหนักเม็ดยาประมาณ 80-100 มลิ ลิกรมั มีสีตางๆ กัน เชน สสี ม สนี ํ้าตาลสีมวง สีเทา สีเหลือง และสีเขียว มีสัญลักษณท่ีปรากฏบนเม็ดยา เชน ฬ, M, PG, WY สัญลักษณรูปดาว, รูปพระจันทรเสี้ยว, 99หรือ อาจเปนลักษณะของเสนแบงคร่ึงเม็ด ซึ่งลักษณะเหลานี้อาจปรากฏบนเม็ดยาดานหนึ่งหรือท้ังสองดา นหรือ อาจเปน เม็ดเรียบทั้งสองดา นก็ได อาการผูเ สพ เมื่อเสพเขา สูรางกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทําใหรางกายตื่นตัว หัวใจเตนเร็วความดันโลหิตสูง ใจส่ัน ประสาทตึงเครียด แตเม่ือหมดฤทธิ์ยา จะรูสึกออนเพลียมากกวาปกติประสาทลา ทําใหก ารตดั สนิ ใจชา และผดิ พลาด เปน เหตุใหเกดิ อุบัติเหตรุ า ยแรงได ถาใชติดตอกันเปนเวลานาน จะทําใหส มองเสอ่ื ม เกดิ อาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวงคลุม คลั่ง เสียสติเปนบาอาจทํารายตนเองและผูอื่นได หรือในกรณีที่ไดรับยาในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจทาํ ใหห มดสติ และถงึ แกค วามตายได อนั ตรายท่ีไดรับ การเสพยาบากอใหเ กดิ ผลรายหลายประการ ดังน้ี 1. ผลตอจิตใจ เม่ือเสพยาบาเปน ระยะเวลานานหรอื ใชเปน จํานวนมาก จะทาํ ใหผูเสพมคี วามผิดปกติทางดา นจติ ใจกลายเปน โรคจิตชนดิ หวาดระแวง สง ผลใหม พี ฤตกิ รรมเปลี่ยนแปลงไป เชน เกิดอาการหวาดหว่ัน หวาดกลัว ประสาทหลอน ซ่ึงโรคน้ีหากเกิดขึ้นแลว อาการจะคงอยูตลอดไป แมในชว งเวลาท่ีไมไดเ สพยากต็ าม 2. ผลตอระบบประสาท ในระยะแรกจะออกฤทธิ์กระตุนประสาท ทําใหประสาทตงึ เครียด แตเม่ือหมดฤทธย์ิ าจะมีอาการประสาทลา ทาํ ใหการตัดสินใจในเร่ืองตาง ๆ ชา และ
135ผิดพลาด และหากใชติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม หรือกรณีที่ใชยาในปริมาณมาก(Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทาํ ใหหมดสตแิ ละถึงแกความตายได 3. ผลตอพฤติกรรม ฤทธข์ิ องยาจะกระตนุ สมองสว นทค่ี วบคมุ ความกา วราว และความกระวนกระวายใจ ดังน้ันเมอ่ื เสพยาบา ไปนาน ๆ จะกอ ใหเ กิดพฤติกรรมท่ีเปลี่ยนแปลงไป คือ ผูเสพจะมีความกา วราวเพิ่มข้นึ และหากยงั ใชต อไปจะมีโอกาสเปน โรคจิตชนิดหวาดระแวง เกรงวาจะมีคนมาทาํ รา ยตนเอง จงึ ตองทํารายผูอื่นกอน 11. ยาอ,ี ยาเลิฟ ยาอี ยาเลิฟ เอค็ ซตาซี (Ecstasy) เปน ยาเสพตดิ กลุม เดียวกนั จะแตกตางกันบางในดา นโครงสรา งทางเคมี ลักษณะของยาอี มีทั้งท่ีเปนแคปซูลและเปนเม็ดยาสีตางๆ แตท่ีพบในประเทศไทย สวนใหญมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบน เสนผาศูนยกลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบและปรากฏสัญลักษณบนเมด็ ยา เปนรูปตา งๆ เชน กระตาย, คา วคาว, นก, ดวงอาทติ ย, PT ฯลฯ เสพโดยการรับประทานเปนเม็ด จะออกฤทธ์ภิ ายในเวลา 45 นาที และฤทธ์ิยาจะอยใู นรางกายไดน านประมาณ 6-8 ซม. ยาอี ยาเลฟิ เอค็ ซตาซี เปนยาท่ีแพรระบาดในกลมุ วัยรนุ ทีช่ อบเท่ียวกลางคืนออกฤทธ์ิใน 2 ลกั ษณะ คอื ออกฤทธ์ิกระตุนระบบประสาท ในระยะสั้นๆ หลักจากน้ัน จะออกฤทธ์ิหลอกประสาทอยางรุนแรง ฤทธิข์ องยาจะทาํ ใหผเู สพรูส กึ รอน เหง่ือออกมาก หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง การไดยินเสียง และการมองเห็นแสงสีตาง ๆ ผิดไป จากความเปนจริง เคลิบเคล้ิม ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได อันเปนสาเหตุที่จะนําไปสูพฤติกรรมเส่ือมเสียตาง ๆ และจากการคนควาวิจัยของแพทย และนักวิทยาศาสตรหลายทาน พบวา ยาชนิดนี้มีอันตรายรายแรง แมจะเสพเพียง 1-2 คร้ัง ก็สามารถทําลายระบบภูมิคุมกันของรางกาย สงผลใหผูเสพมีโอกาสติดเชื้อโรคตาง ๆไดง าย และยังทาํ ลายเซลลส มองสวนที่ทําหนาที่สงสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซ่ึงเปนสาระสําคัญในการควบคมุ อารมณใหม ีความสขุ ซง่ึ ผลจากการทาํ ลายดังกลาว จะทําใหผเู สพเขาสูสภาวะของอารมณท ี่เศรา หมองหดหอู ยา งมาก และมแี นวโนมการฆาตวั ตายสงู กวาปกติ อาการผเู สพ เหงอื่ ออกมาก หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการรับรูเกิดการเปลีย่ นแปลงทงั้ หมด (Psychedelic) ทําใหการไดยินเสยี งและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจากความเปนจรงิ เคลบิ เคลิ้ม ควบคุมอารมณไ มได
136 อันตรายท่ีไดรบั การเสพยาอี กอใหเกิดผลรา ยหลายประการดังน้ี 1. ผลตอ อารมณ เมื่อเร่ิมเสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาทใหผูเสพรูสึกต่ืนตัวตลอดเวลา ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได เปนสาเหตุใหเกิดพฤติกรรมสําสอนทางเพศ 2. ผลตอ การรสู ึก การรบั รูจะเปลี่ยนแปลงไปจากความเปนจรงิ 3. ผลตอ ระบบประสาท ยาอีจะทําลายระบบประสาท ทําใหเซลลสมองสวนท่ีทาํ หนาทหี่ ล่งั สารซีโรโทนนิ (Serotonin) ซงึ่ เปนสาระสาํ คญั ในการควบคมุ อารมณน น้ั ทํางานผิดปกติกลาวคือ เมื่อยาอีเขาสูสมองแลว จะทําใหเกิดการหล่ังสาร “ซีโรโทนิน” ออกมามากเกินกวาปกติสงผลใหจิตใจสดช่ืนเบิกบาน แตเม่ือระยะเวลาผานไปสารดังกลาวจะลดนอยลง ทําใหเกิดอาการซึมเศราหดหูอยางมาก อาจกลายเปนโรคจิต ประเภทซมึ เศรา (Depression) และอาจเกดิ สภาวะอยากฆาตัวตาย นอกจากนี้การทสี่ ารซโี รโทนนิ ลดลง ยังทาํ ใหธ รรมชาตขิ องการหลบั นอนผิดปกติ จาํ นวนเวลาของการหลบั ลดลง นอนหลับไมสนิท จึงเกิดอาการออนเพลียขาดสมาธิในการเรียน และการทํางานออ นเพลียขาดสมาธใิ นการเรียน และการทาํ งาน 4. ผลตอ สภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเมื่อผูเสพสูญเสียเหง่ือมาก ทําใหเกิดสภาวะขาดน้ําอยา งฉับพลัน หรอื กรณีที่เสพยาอีพรอมกับดื่มแอลกอฮอลเขาไปมาก หรือผูท่ีปวยเปนโรคหัวใจ จะทาํ ใหเกิดอาการชอ็ กและเสยี ชวี ติ ได สรุป สารเสพติดมีหลายชนิด มีฤทธิ์รายแรงทําลายสุขภาพ มีผลตอระบบประสาทเปนอยางมาก ผูเ สพจะมีอาการในลกั ษณะท่ีควบคมุ ตนเองไมคอยได เปนไปตามฤทธิ์ของยาเสพติดแตละชนิดเม่ือเสพติดตอกันไประยะหนึ่ง จะทําใหมีความตองการโดยขาดไมได และจะมีความตองการเพ่ิมข้ึนเรื่อย ๆ ในที่สุดรางกายจะทรุดโทรมลงและเสียชีวิตในที่สุด ยาเสพติดเหลานี้ไดแก ฝน มอรฟนเฮโรอีน ยากลอมประสาท กัญชา ยาอี ฯลฯผเู รียนไมควรริลอง เพราะจะทําใหเกิดการเสพติดโดยงายทําใหเสยี การเรยี น เสียอนาคตในทส่ี ุด
137เรือ่ งท่ี 2 ลกั ษณะอาการของผูต ิดสารเสพติดลกั ษณะการตดิ ยาเสพติด ยาเสพตดิ บางชนดิ กอใหเ กดิ การตดิ ไดท งั้ ทางรา งกายและจิตใจ แตย าเสพติดบางชนิดก็กอใหเกิดการติดทางดา นจิตใจเพียงอยางเดียว ลกั ษณะท่วั ไป 1. ตาโรยขาดความกระปรี้กระเปรา น้ํามูกไหล นํ้าตาไหล ริมฝปากเขียวคลํ้าแหงแตก (เสพโดยการสูบ) 2. เหง่อื ออกมาก กล่นิ ตัวแรง พดู จาไมส ัมพันธก บั ความจริง 3. บรเิ วณแขนตามแนวเสน โลหติ มีรอ งรอยการเสพยาโดยการฉีดใหเ หน็ 4. ทท่ี องแขนมรี อยแผลเปน โดยกรีดดวยของมีคมตามขวาง (ติดเหลาแหง ยากลอมประสาท ยาระงบั ประสาท) 5. ใสแ วนตากรอบแสงเขมเปนประจาํ เพราะมานตาขยายและเพือ่ ปด นยั นต าสีแดงกํ่า 6. มักสวมเสื้อแขนยาวปกปดรอยฉีดยา โปรดหลีกใหพนจากบุคคลท่ีมีลักษณะดังกลา ว ชีวติ จะสุขสนั ตตลอดกาล 7. มีความตองการอยา งแรงกลาท่จี ะเสพยาน้นั ตอไปอกี เรื่อย ๆ 8. มีความโนม เอยี งที่จะเพม่ิ ปรมิ าณของส่งิ เสพติดใหมากข้ึนทุกขณะ 9. ถาถึงเวลาทีเ่ กิดความตองการแลวไมไดเสพจะเกิดอาการขาดยาหรืออยากยาโดยแสดงออกมาในลักษณะอาการตาง ๆ เชน หาว อาเจียน น้ํามูกน้ําตาไหล ทุรนทุราย คลุมคล่ัง ขาดสติโมโห ฉุนเฉยี ว ฯลฯ 10. สงิ่ เสพติดนนั้ หากเสพอยูเสมอ ๆ และเปนเวลานานจะทําลายสุขภาพของผูเสพทง้ั ทางรางกายและจติ ใจ 11. ทําใหรางกายซูบผอมมีโรคแทรกซอน และทําใหเกิดอาการทางโรคประสาทและจติ ไมปกติ การติดยาทางกาย เปนการตดิ ยาเสพติดท่ีผูเสพมีความตอ งการเสพอยา งรนุ แรง ทง้ั ทางรางกายและจิตใจเมอื่ ถึงเวลาอยากเสพแลว ไมไ ดเ สพ จะเกิดอาการผิดปกติอยา งมาก ท้งั ทางรา งกายและจิตใจ ซึ่งเรียกวา“อาการขาดยา” เชน การตดิ ฝน มอรฟ น เฮโรอนี เมอื่ ขาดยาจะมกี ารคลนื่ ไส อาเจยี น หาว น้ํามูก นํ้าตาไหล นอนไมห ลบั เจ็บปวดทัว่ รางกาย เปนตน
138 การตดิ ยาทางใจ เปน การตดิ ยาเสพตดิ เพราะจิตใจเกิดความตองการหรือเกิดการตดิ เปน นสิ ยั หากไมไดเสพรางกายก็จะไมเกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแตอยางใด จะมีบางก็เพียงเกิดอาการหงุดหงิดหรอื กระวนกระวาย วธิ สี ังเกตอาการผูตดิ ยาเสพติด จะสงั เกตวาผูใดใชหรือเสพยาเสพติด ใหสังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางรา งกายและจติ ใจตอไปนี้ทองแขน 1. การเปลีย่ นแปลงทางรา งกาย จะสังเกตไดจาก - สุขภาพรา งกายทรุดโทรม ซูบผอม ไมม แี รง ออ นเพลีย - รมิ ฝปากเขยี วคลา้ํ แหง และตก - รางกายสกปรก เหง่ือออกมาก กลิน่ ตวั แรงเพราะไมช อบอาบนํา้ - ผิวหนังหยาบกราน เปนแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ําเหลือง คลายโรค ผิวหนัง - มีรอยกรีดดวยของมีคม เปนรอยแผลเปนปรากฏที่บริเวณแขน และ/หรือ - ชอบใสเสือ้ แขนยาว กางเกงขายาว และสวมแวนตาดําเพ่อื ปดบงั มานตาที่ขยาย 2. การเปลย่ี นแปลงทางจิต ความประพฤติและบคุ ลิกภาพ สงั เกตไดจ าก - เปน คนเจา อารมณ หงุดหงิดงาย เอาแตใจตนเอง ขาดเหตุผล - ขาดความรับผดิ ชอบตอ หนา ที่ - ขาดความเช่อื ม่นั ในตนเอง - พดู จากา วรา ว แมแ ตบ ดิ ามารดา ครู อาจารย ของตนเอง - ชอบแยกตัวอยคู นเดียว ไมเ ขาหนาผอู ื่น ทําตวั ลึกลับ - ชอบเขาหอ งนาํ้ นาน ๆ - ใชเ งินเปลืองผิดปกติ ทรัพยสนิ ในบา นสูญหายบอ ย - พบอปุ กรณเกี่ยวกบั ยาเสพติด เชน หลอดฉดี ยา เขม็ ฉีดยา กระดาษตะกั่ว - มัว่ สมุ กับคนที่มพี ฤติกรรมเกยี่ วกบั ยาเสพตดิ - ไมสนใจความเปน อยขู องตนเอง แตงกายสกปรก ไมเรยี บรอย ไมคอยอาบนํ้า - ชอบออกนอกบานเสมอ ๆ และกลับบานผดิ เวลา - ไมช อบทํางาน เกียจครา น ชอบนอนตนื่ สาย - อาการวิตกกงั วล เศราซมึ สีหนาหมองคลํา้
139 3. การสงั เกตอาการขาดยา ดงั ตอ ไปนี้ - นา้ํ มกู น้าํ ตาไหล หาวบอ ย - กระสบั กระสาย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดทอง คล่นื ไส อาเจยี น เบอื่ อาหารนาํ้ หนักลด อาจมอี จุ จาระเปนเลือด - ขนลกุ เหง่ือออกมากผิดปกติ - ปวดเม่อื ยตามรา งกาย ปวดเสียวในกระดูก - มา นตาขยายโตขึน้ ตาพราไมส แู ดด - มีการสน่ั ชัก เกร็ง ไขขนึ้ สงู ความดันโลหิตสงู - เปน ตะคริว - นอนไมหลบั - เพอ คลมุ คลง่ั อาละวาด ควบคุมตนเองไมไ ดเรอื่ งที่ 3 การปองกนั และหลีกเล่ยี งการติดสารเสพตดิ การดําเนินงานปองกันสารเสพติด จําเปนตองสรางใหกลุมเปาหมายมี “ภูมิคุมกัน”เกิดขนึ้ กบั ตัวเอง มที ักษะชีวิต (Life Skill) เพยี งพอท่จี ะไมใหตนเองตองติดยาเสพติดและสามารถเฝาระวงั พฤติกรรมเสยี่ ง ปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมเสี่ยง เพ่อื ปอ งกันมใิ หบคุ คลทตี่ นรกั เพ่อื นสนทิ ฯลฯ ตดิ ยาเสพติดได โดยสามารถดําเนนิ การไดด งั น้ี 1. ปองกนั ตนเอง ไมใ ชยาโดยมไิ ดร บั คาํ แนะนําจากแพทย และจงอยาทดลองเสพยาเสพติดทกุ ชนดิ โดยเดด็ ขาด เพราะติดงายหายยาก 2. ปองกันครอบครัว ควรสอดสองดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือท่ีอยูรว มกันอยา ใหเก่ยี วขอ งกบั ยาเสพติด ตอ งคอยอบรมสั่งสอนใหรูส กึ โทษและภัยของยาเสพติด หากมีผูเสพยาเสพตดิ ในครอบครวั จงจัดการใหเ ขา รกั ษาตวั ท่โี รงพยาบาล ใหห ายเดด็ ขาด การรกั ษาแตแ รกเรม่ิตดิ ยาเสพตดิ มโี อกาสหายไดเร็วกวาทีป่ ลอ ยไวนาน ๆ 3. ปอ งกนั เพ่อื นบาน โดยชวยชแ้ี จงใหเ พอ่ื นบา นเขา ใจถึงโทษและภยั ของยาเสพตดิโดยมใิ หเ พื่อนบา นรเู ทา ไมถึงการณ ตองถูกหลอกลวง และหากพบวาเพ่ือนบานติดยาเสพติด จงชวยแนะนาํ ใหไ ปรกั ษาตวั ท่ีโรงพยาบาล 4. ปองกนั โดยใหค วามรว มมอื กับทางราชการ เมื่อทราบวาบานใด ตําบลใด มียาเสพติดแพรระบาดขอใหแ จง เจาหนาที่ตํารวจทุกแหงทุกทองที่ทราบ หรือที่ศูนยปราบปรามยาเสพติดใหโทษ สํานักงานตํารวจแหงชาติ (ศปส.ตร.) โทร. 0-2252-7962, 0-2252-5932 และที่สํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สาํ นักงาน ป.ป.ส.) สํานกั นายกรฐั มนตรีโทร. 0-2245-9350-9
140การปองกนั และหลกี เลย่ี งสารเสพตดิ ในชมุ ชน มแี นวทางดังน้ี 1. ปองกนั ตนเอง ทาํ ไดโ ดย ศึกษาหาความรูเพ่ือใหร เู ทาทันโทษพษิ ภัยของยาเสพติด ไมทดลองใชย าเสพตดิ ทกุ ชนิดและปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน ระมดั ระวงั เรอ่ื งการใชยา เพราะยาบางชนิดอาจทาํ ใหเสพตดิ ได ใชเ วลาวางใหเปนประโยชน เลือกคบเพ่ือนดี ที่ชกั ชวนกนั ไปในทางสรางสรรค เมอื่ มปี ญ หาชีวิต ควรหาหนทางแกไ ขทไี่ มข องเก่ยี กับยาเสพติดหากแกไ ขไมไ ด ควรปรึกษาผใู หญ 2. ปองกันครอบครวั ทาํ ไดโดย สรางความรัก ความอบอนุ และความสมั พันธอ นั ดรี ะหวางสมาชกิ ในครอบครัว รแู ละปฏิบตั ติ ามบทบาทหนา ที่ของตนเอง ดแู ลสมาชิกในครอบครวั ไมใ หข องเก่ียวกับยาเสพตดิ ใหก ําลังใจและหาทางแกไข หากพบวา สมาชิกในครอบครวั ติดยาเสพตดิ 3. ปองกันชมุ ชน ทําไดโ ดย ชว ยชมุ ชนในการตอ ตา นยาเสพติด เม่ือทราบแหลงเสพ แหลงคา หรือผลิตยาเสพติด ควรแจงใหเจาหนาท่ีทราบ ทันทีที่ - สํานกั งาน ป.ป.ส. โทร. 0-2245-9414 หรือ 0-2247-0901-19 ตอ 258 โทรสาร 0-2246-8526 - ศูนยร บั แจงขาวยาเสพตดิ สํานักงานตํารวจแหงชาติ โทร. 1688 สรุป สารเสพติดไดแพรระบาดเขาไปถึงกลุมคนทุกกลุม สงผลกระทบตอสุขภาพของกลมุ คนเหลาน้ัน และมีผลตอประเทศชาติในท่ีสุด การดําเนินงานปองกันสารเสพติด จึงควรใหภมู คิ ุมกันแกกลุม เปาหมาย โดยมหี ลกั การ รปู แบบกจิ กรรมเพอื่ ปองกันสารเสพติดใหโ ทษที่ชัดเจน
141กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรยี นอธิบายตามประเด็นดังตอ ไปนี้1. ถาผูเรียนทราบแหลงซอ้ื ขายยาอี ยาบา ผูเ รยี นจะดาํ เนนิ การอยางไร ........................................................................................................... ....................................... .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................2. ถา มีเพือ่ นชกั ชวนไปเสพสารเสพติด ผูเ รียนจะปฏิบตั อิ ยา งไร ...................................................................................................................... ............................ .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................3. ผูเ รียนมีวธิ ีชว ยเหลอื อยางไร เม่ือมเี พือ่ นสนทิ ตดิ สารเสพตดิ ............................................................................................................................. ..................... .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนเลาประสบการณก ารมสี วนรว มในการปองกนั และแกปญหาสารเสพติดทั้งในสถานศกึ ษา สถานท่ที ํางาน และในชุมชน.................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... ..................................
142 บทท่ี 8อันตรายจากการประกอบอาชพีสาระสําคญั ความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับอันตรายท่ีอาจเกิดข้ึนในการประกอบอาชีพตลอดจนวธิ ีการปองกันแกไขและวธิ ปี ฐมพยาบาลเมอ่ื เกดิ อันตรายจากการประกอบอาชีพไดผลการเรียนรูทค่ี าดหวงั 1. สามารถอธิบายถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในการประกอบอาชีพตลอดจนแนวทางการปองกนั แกไ ขได 2. สามารถอธบิ ายถึงวิธีการปฐมพยาบาลเม่อื เกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชีพไดขอบขา ยเนอื้ หา เรอื่ งท่ี 1 การปองกันอันตรายจากการประกอบอาชพี เรอ่ื งท่ี 2 การปฐมพยาบาลเบอื้ งตน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208