Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Published by gunlayawong, 2018-12-19 02:32:14

Description: สุขศึกษา พลศึกษา ทช21002 ม.ต้น

Search

Read the Text Version

93 โรคอวน (Obesity) โรคอว นเปน สภาวะท่รี า งกายมีไขมนั สะสมตามสว นตา งๆ ของรางกายมากเกนิ กวา เกณฑป กติซงึ่ ตามหลกั สากลกําหนดวาผูชายไมควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกวา 12-15% ของน้ําหนักตัวผูหญิงไมควรมีปริมาณของไขมนั ในตวั เกินกวา 18-20% ของนา้ํ หนักตวั ซ่ึงการตรวจนหี้ ากจะใหไดผ ลแนน อนควรไดร ับการตรวจจากหองปฏิบัติการ แตน กั เรยี นอาจประเมินวาเปน โรคอวนหรือไมดวยวิธีงายๆ ดวยวธิ ีตรวจสอบกบั ตารางนาํ้ หนักและสว นสงู ของกรมอนามยั ดงั ตารางท่เี รียนมาแลว สําหรับในผใู หญอ าจประเมินไดจ าก การหาคาดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ไดจากสูตรดงั นี้ BMI = นํ้าหนัก (กโิ ลกรัม) สวนสงู 2(เมตร) คาทีไ่ ดอยูระหวาง 18.5-24.9 ถอื วาอยใู นเกณฑป กติ ไมอว นหรือผอมเกินไป สาเหตุ 1. กรรมพนั ธุ 2. การรับประทานอาหารเกินความตองการของรางกาย และมีพฤติกรรมการรับประทาน อาหารทีไ่ มดี เชน กนิ จุบจิบ 3. ขาดการออกกําลงั กาย 4. สภาวะทางจติ และอารมณ เชน บางคนเมือ่ เกดิ ความเครียดก็จะหันไปรับประทานอาหาร มากจนเกนิ ไป 5. ผลขางเคียงจากการไดรับฮอรโมนและการรับประทานยาบางชนิด เชน ยาคุมกําเนิด ฮอรโ มนสเตยี รอยด เปนตน อาการ มไี ขมนั สะสมอยูในรางกายจํานวนมาก ทาํ ใหมรี ปู รา งเปล่ียนแปลงโดยการขยายขนาดขึ้นและมีนา้ํ หนักตวั มากขึ้น การปอ งกนั 1. กรรมพันธุ หากพบวามีประวัติของบุคคลในครอบครัวเปนโรคอวน ควรตองเพิ่มความระมัดระวัง โดยมพี ฤติกรรมสุขภาพในเร่อื งตางๆ ทีเ่ กยี่ วขอ งกบั โรคอว นอยา งเหมาะสม 2. รับประทานอาหารแตพอสมควรโดยเลือกรับประทานอาหารท่ีมีประโยชน หลีกเล่ียงอาหารรสหวานและอาหารที่มไี ขมันสงู รับประทานผักและผลไมมากๆ และหลากหลาย

94 3. ออกกาํ ลังกายสมํา่ เสมออยางนอยสปั ดาหล ะ 3 วนั วันละ 30 นาที 4. หาวธิ กี ารควบคมุ และจดั การความเครยี ดอยางเหมาะสม พักผอ นใหเ พียงพอ 5. การใชย าบางชนดิ ท่ีอาจมผี ลขางเคยี ง ควรปรึกษาแพทย และใชยาตามที่แพทยแนะนําอยางเครง ครัด การดแู ลสขุ ภาพและมีพฤติกรรมบริโภคทถ่ี กู ตอ ง “ไมตามใจปากและไมต ามใจอยาก”โรคอว นกอ็ าจไมมาเยือน การลดความอว นกไ็ มจ าํ เปน

95 บทที่ 5โรคระบาดสาระสําคญั การมีความรคู วามเขา ใจเกยี่ วกับสาเหตุ อาการ การปองกัน และการรักษาโรคตดิ ตอ ท่ีแพรระบาดและเปนปญหาตอสุขภาพของประชาชนในชุมชน จะชวยใหรูวิธีปองกันตนเองและครอบครวั และรวมมอื ปอ งกนั การแพรก ระจายเช้อื โรคไปสูบุคคลอื่น อันจะเปนแนวทางสาธารณสุขของประเทศไดผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง เพื่อใหผูเ รยี นสามารถ 1. บอกความหมาย ความสาํ คญั และการแพรก ระจายของเชื้อโรคได 2. อธบิ ายสาเหตุ อาการ การปอ งกนั และการรกั ษาโรคตดิ ตอทแี่ พรร ะบาดและเปนปญหาสาธารณสุขไดขอบขายเนอ้ื หา เรือ่ งที่ 1 ความหมาย ความสําคญั และการแพรกระจายของเช้อื โรค เรอ่ื งท่ี 2 โรคท่เี ปนปญหาสาธารณสุขของประเทศ

96เร่ืองท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญ และการแพรกระจายของเช้ือโรคความหมายและความสาํ คญั โรคติดตอ จดั เปน ปญหาสาธารณสขุ ทีส่ ําคญั ของประเทศ เมอ่ื เกิดการระบาดจะนํามาซึ่งความสญู เสียสขุ ภาพ ชวี ติ และมีผลกระทบตอ เศรษฐกจิ ของประเทศอยางมาก เพราะขณะเจ็บปวยบุคคลนั้นไมสามารถเรียนหรอื ทํางานไดต ามปกติ ซ่ึงจะทาํ ใหเ สยี การเรยี นและรายไดตามทีเ่ คยไดรับ นอกจากนี้ในขณะเจ็บปว ยกจ็ ะเปน ภาระของบคุ คลใกลชิดหรือคนในครอบครวั ในการดูแลผูปวย รวมท้ังเสียเงินในการรักษาพยาบาล ซึ่งในระดับชาติ ประเทศชาติตองเสียงบประมาณในการดูแลรักษาผูปวย คาเวชภัณฑ คาบคุ ลากร รวมถงึ ตอ งสรางอาคารสถานทีใ่ นการดูแลผูปวย ซึ่งเปนการสูญเสียทรัพยากรท่ีจะสามารถนาํ ไปใชพ ัฒนาประเทศดานอื่น ๆ ได โรคติดตอสวนใหญสามารถปองกันได หากทุกคนเหน็ ความสําคญั ตระหนักถงึ อนั ตรายของโรคและมีสวนรวมในการปองกันแกไขปญหาโรคติดตอที่เกดิ ข้ึน1.1 ความหมายของโรคตดิ ตอ โรคติดตอ หมายถงึ โรคทีเ่ กดิ จากเชอื้ โรคแลวสามารถติดตอ จากคนไปสูบุคคลอนื่ ไดหรอื อาจตดิ ตอระหวา งคนสูคน หรือสัตวสูคนได หรือติดตอระหวางสัตวดวยกันเองได โดยมีพาหะเชน คน สตั ว หรอื มตี ัวกลางนําเชอ้ื โรค เปนตน โรคระบาดเปนโรคติดตอที่แพรกระจายไปยังคนอ่ืน ๆ ไดรวดเร็ว บางโรคตองใชเวลาในการรักษาเปนเวลายาวนานและใชวิธีรักษาท่ีซับซอน ส้ินเปล้ืองคาใชจายในการรักษาเปนจํานวนมาก โดยโรคท่เี ปนสาเหตุของการเจ็บปวยและเสียชีวิตท่ีนับวาสําคัญ ไดแก ไขมาลาเรีย โรคไขห วัดนก โรคซารส โรคอหิวาตกโรค และโรคไขหวดั ใหญส ายพนั ธุใหม 2009 ลกั ษณะของโรคตดิ ตอ 1. เช้ือโรคสามารถแพรกระจายไปยังบุคคลอื่นไดอ ยางรวดเรว็ 2. การแพรกระจายของโรคมักเกิดจากพฤติกรรมของบุคคลหรือปญหาสุขาภิบาลสง่ิ แวดลอ ม 3. มอี ัตราการเจ็บปวยคอ นขา งสูงและโอกาสท่จี ะเกิดโรคเปนไดท กุ เพศทุกวยั โรคตดิ ตอทค่ี วรทราบและตอ งแจง ความ โรคตดิ ตอ ที่ควรทราบมี 14 โรค ไดแ ก ไขทรพษิ กาฬโรค ไขเหลอื ง โรคอหิวาตกโรคโรคบาดทะยักในเด็กเกิดใหม โรคคอตีบ โรคโปลิโอ โรคพิษสุนัขบา โรคไขสมองอักเสบ ไขรากสาดใหญ โรคแอนแทรกซ โรคทรคิ ิโนซีส โรคไขกาฬหลงั แอน โรคคดุ ทะราดระยะตดิ ตอ

971.2 ชนิดของเชือ้ โรค เชื้อโรคทต่ี ดิ ตอ ไดแ บง ออกเปน 5 ชนดิ คือ แบคทเี รยี ไวร ัส รกิ เกตเซีย รา ปรสติ แบคทีเรีย จัดอยใู นจําพวกพชื เซลลเ ดียว มีขนาดเล็กมากตอ งใชก ลองจุลทรรศนขยายจงึ จะมองเหน็ ได สามารถดํารงชีวติ อยูไ ดในสภาวะแวดลอมแทบทกุ อยา ง ไวรัส ไมสามารถมองเห็นดว ยตาเปลา ตอ งดดู วยกลองจุลทรรศนชนิดพิเศษ เช้ือไวรัสจะมีอยทู ่วั ไปในอากาศโรคที่เกิดจากเชือ้ ไวรัสมหี ลายโรค เชน ไขห วดั หดั ไขท รพิษ คางทมู ไขเลือดออกอีสกุ อีใส เปน ตน รกิ เกตเซีย มีขนาดเล็กกวา แบคทเี รีย สามารถมองเห็นดวยกลองจุลทรรศนมักอาศัยอยูรวมกับส่งิ มชี ีวิตอื่น ๆ เชน เห็บ หมดั เหา พยาธิไสเดือน เปนตน โรคทีเกิดจากเช้ือโรคชนิดนี้ไดแก ไขรากสาดใหญ รา เปน เชอ้ื โรคทจ่ี ดั อยใู นจาํ พวกพชื สามารถมองเห็นไดดวยกลองจลุ ทรรศน เชน ยีสตสามารถนาํ มาใชใ นการทาํ ขนมปง แตสวนใหญท ําใหเ กดิ โรคผิวหนงั ตาง ๆ เชน กลาก เกลื้อน นํ้ากัดเทา ปรสิต จดั อยูในจําพวกสัตว มีขนาดใหญกวาชนิดอ่ืน ๆ มีท้ังพวกเซลลเดียวและพวกหลายเซลล เชน เชอ้ื บิด พยาธิใบไม พยาธปิ ากขอ พยาธติ วั ตืด1.3 การแพรกระจายของเชอ้ื โรค มี 2 ลกั ษณะคือ 1. การสัมผัสโดยตรง หมายถึง การแพรจากแหลงหน่ึงไปยังแหลงหน่ึง โดยไมมีพาหะเปน ตวั นํา สมั ผสั โดยตรงจากผปู ว ย หรือนา้ํ ลาย น้าํ เหลือง หนอง เลอื ด เช้ือโรคเขาสูรางกายแลวทาํ ใหเ กดิ โรคได 2. การสัมผัสทางออม หมายถึง การแพรโดยมีพาหะเปนตัวนํา เชน หากเชื้อโรคปะปนอยูในนํา้ อาหาร เมื่อเรารบั ประทานอาหาร ดมื่ น้ํา หรอื ยุงกัด เช้ือโรคก็จะเขาสูรางกายได การเขาสรู างกายของเชือ้ โรค การเขาสูรา งกายของเชื้อโรคสามารถเขา สรู า งกายได 6 ทางดวยกัน คอื 1. ระบบทางเดินหายใจ เมอ่ื เราหายใจเอาเช้ือโรคท่ีลอยอยใู นอากาศเขาสูร า งกายทําใหเกิดโรคได เชน ปอดบวม ไขหวัด ไขหวัดใหญ วัณโรค เปนตน เม่ือไอหรือจามควรปดปาก ปดจมูก นอกจากนีก้ ารบว นนา้ํ ลายหรือเสมหะสามารถทาํ ใหเชื้อโรคแพรกระจายเขา สูร า งกายได 2. ระบบทางเดินอาหาร เชื้อโรคบางชนิดอาศัยอยูในนํ้าและอาหาร เมื่อเรารบั ประทานนํ้าหรืออาหารท่ีมีเช้ือโรคเขาไปเช้ือโรคจะปนเปอนเขาสูรางกายทําใหเกิดโรคติดตอไดเชน อหิวาตกโรค บิด อุจจาระรว ง 3. ผวิ หนงั เช้อื โรคบางชนดิ สามารถเขาสูรา งกายโดยผา นผิวหนังไดโ ดยวิธีการตางๆ เชน

98 1) จากการรบั เลือดหรือฉีดยา เชน โรคเอดส โรคตับอักเสบชนิดบี 2) โดยการสมั ผสั เชน โรคกลาก โรคเกลอื้ น 3) ถกู สัตวห รือแมลงกดั เชน ไขเลอื ดออก ไขม าลาเรีย 4) เขาทางรอยขดี ขว นหรือบาดแผล เชน บาดทะยัก 5) โดยการไชทะลผุ า นทางผิวหนัง เชน พยาธปิ ากขอ 4. ทางเพศสัมพนั ธ ติดตอ โดยการรวมประเวณกี ับผูปวยทําใหติดโรคได เชน โรคเอดส กามโรค 5. ทางสายสะดือ โรคท่ีติดตอไดทางสายสะดือโดยติดตอจากมารดาสูลูกที่อยูในครรภ คือ ซิฟล สิ หดั เยอรมนั 6. ทางเยื่อบุตาง ๆ เชอ้ื โรคบางชนดิ สามารถเขา สูทางเย่อื บตุ าง ๆ ได เชน เยื่อบุปากเยื่อบุตา ทําใหเกิดโรคเชอื้ ราในชอ งปาก โรคตาแดงเร่ืองที่ 2 โรคทเ่ี ปน ปญหาสาธารณสุขของประเทศ ปจจุบันมีโรคติดตอท่ีแพรระบาดจากคนสูคน และจากสัตวสูคน ซ่ึงทําใหเกิดการเจ็บปว ยและเสยี ชวี ติ แกป ระชาชนจํานวนมาก โดยมกี ารแพรกระจายเชื้อโรคอยางรวดเร็ว จากชุมชนไปสูเมือง และจากเมืองแพรกระจายไปยังประเทศตาง ๆ เน่ืองจากการเดินทางติดตอระหวางกันสามารถทําไดง ายและสะดวกรวดเร็ว ทาํ ใหการแพรก ระจายโรคเปนไปอยางรวดเร็วดวยเชนกัน โรคระบาดซ่งึ เปนปญ หาสาธารณสุขสําคัญของประเทศในปจจุบันไดแก โรคซารส โรคไขหวัดนก โรคมาลาเรยี โรคอหวิ าตกโรค โรคชคิ นุ กุนยา โรคไขห วัดใหญและไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 เปนตนโรคซารส โรคซารส เกิดขึ้นคร้ังแรกในประเทศจีน เมื่อเดือนพฤศจิกายน ป พ.ศ. 2545 (ค.ศ.2002) และเร่มิ แพรร ะบาดไปทั่วโลกในตนป พ.ศ. 2546 (ค.ศ.2003) องคก ารอนามยั โลก (WHO) ไดร ับรายงานเกย่ี วกบั ผูทีส่ งสยั วา จะปวยเปนโรคซารสมากกวา 2500 ราย จากเกอื บ 20 ประเทศทั่วโลก โดยผูปวย สวนใหญเปนผูท่ีเคยเดินทางไปยังพ้ืนท่ีที่มีการระบาดของโรคในชวง 10 วัน กอนเร่ิมแสดงอาการ และเปนผูที่อยใู กลช ิดกบั ผูที่สงสยั วาจะปวยเปนโรคซารส จํานวนผูเสียชีวิตทั้งหมดท่ีรายงานท่ัวโลกในเดือนเมษายน ป 2546 มมี ากกวา 100 ราย เชื้อไวรัสซารส หองปฏิบัติการขององคการอนามัยโลก (WHO) ไดตรวจพบเชื้อไวรัสชนิดใหมในผูปวยโรคซารส เรียกวา เชื้อโคโรนาไวรัส เช้ือไวรัสซารสมีการกลายพันธุไดเร็ว

99ปจ จุบนั พบวา มอี ยา งนอ ย 19 สายพนั ธุ เช้ือทก่ี ลายพันธุอาจมีการกออันตรายรุนแรงข้ึนหรืออาจออนตวั ลง แตส ามารถอยใู นคนเราไดยาวนาน ระยะฟกตัว องคก ารอนามยั โลกกําหนดระยะฟกตัวของเชื้อไวรัสซารสอยูในระยะ2-7 วัน ไมเ กิน 10 วนั จึงมีการกักบรเิ วณผตู ดิ เชอื้ เพอ่ื เฝาดอู าการเปนระยะเวลา 10-14 วนั อาการ อาการสําคัญของผูปวยโรคซารส ไดแก มีไขตัวรอน หนาวส่ัน ปวดเม่ือยกลามเนอ้ื ไอ ปวดศรี ษะ และหายใจลําบาก สวนอาการอ่ืนท่ีอาจพบไดมีทองเดิน ไอมีเสมหะ นํ้ามูกไหล คลื่นไสอ าเจียนผูป วยท่ีสงสยั วา จะเปนโรคซารส ผูปวยมีอาการปวยเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจและสงสยั วาจะเปน โรคซารส ตองมีอาการตามเกณฑท่ี WHO กําหนดไวคือ มีไขสูงเกิน 30 C หรือ100.4 F และมีอาการไอ หายใจตดิ ขัด และในชวง 10 วนั กอ นมอี าการ เคยไปหรืออาศยั อยูใ นพนื้ ท่ีท่มี ีการระบาดของโรค หรอื ใกลช ิดกบั ผทู ม่ี อี าการปวยเกยี่ วกับโรคทางเดนิ หายใจซง่ึ เดินทางไปในพ้นื ท่ีท่ีมีการระบาดของโรค หรือผทู ส่ี งสัยวาจะเปน โรคซารสแมวา ผูปว ยทม่ี ีอาการขางตนและมีอาการคลายกบั ปอดบวมหรอื ปอดอักเสบปรากฏในฟล มเอ็กซเรย ก็ไมไดแสดงวาจะตองเปนโรคซารส นอกจากตรวจพบเช้ือไวรสั โคโรนาชนดิ ใหมเทานัน้ จงึ จะสรปุ ไดวาเปน โรคซารส การแพรกระจายของเชือ้ โรค เชอื้ โรคซารส ติดตอ ไดท างระบบหายใจ และอาจติดตอทางอาหารการกินไดอีกดวยเน่ืองจากมีการศกึ ษาพบวา เชือ้ นีม้ ีอยูในนาํ้ เหลอื ง อุจจาระและปสสาวะของผูปวย เม่ืออาการปวยยางเขาสปั ดาหท ่ี 3 การปองกนั และรกั ษา โรคนี้ตดิ ตอไดโดยการสัมผสั ละอองนาํ้ ลาย เสมหะ เขาทางปากและจมูก แตเดิมเช่ือวา เชื้อไวรัสโคโรนาจะมีชีวติ อยนู อกรางกายมนษุ ยไ ดไ มเกิน 3 ชว่ั โมง แตจากขอมูลการศึกษาใหม ๆพบวา เช้ือนอ้ี ยูไ ดนานกวา 1 วัน โดยเฉพาะในอุจจาระและปสสาวะจะอยูไดน านหลายวัน การปองกันทีด่ ที ่สี ดุ ไดแ ก การลา งมอื การปฏบิ ตั ิตามหลักสขุ อนามัยอยา งเครงครดั และการใสห นากากอนามัย ในการปองกันโรคซารส นน้ั มขี อ แนะนาํ ดังน้ี 1. รักษาสุขภาพใหแข็งแรงอยูเสมอดวยการรับประทานอาหารที่มีประโยชนออกกําลังกายสมํ่าเสมอ พกั ผอ นใหเ พยี งพอ พยายามลดความเครียด และไมเสพสารเสพตดิ

100 2. ใชผาปดปากปดจมูกทุกคร้ังเม่ือไอหรือจาม ขณะที่เปนหวัดควรใชหนากากอนามยั อยเู สมอ 3. รกั ษาความสะอาดของมอื อยเู สมอ ดว ยการลางมือบอ ย ๆ ดวยนํา้ สบู 4. ไมควรใชม ือขยี้ตา แคะจมูก แคะฟน หากมีความจําเปนตองลางมือใหสะอาดทั้งกอ นและหลงั การกระทาํ ดงั กลาว 5. อยาใชผา เช็ดตวั หรอื ผาเช็ดหนา รว มกบั ผูอ ่ืน ถา ใชก ระดาษเช็ดน้ํามูกควรท้ิงในถังขยะมฝี าปด 6. ใชช อ นกลางเมือ่ รับประทานอาหารรวมกับผอู ื่น 7. รักษาความสะอาดของบา นเรอื น ของใชในบาน เชน โทรศัพทควรเช็ดดวยผาชุบนาํ้ สะอาดบดิ หมาดหรือแอลกอฮอล 8. เปด ประตหู นา ตางใหอากาศภายในบานถา ยเทไดสะดวก 9. หากมีอาการไข ไอ หรือจาม ควรหลีกเลี่ยงสถานทท่ี ่ีมีคนหนาแนนหรอื การระบายอากาศไมดี และควรไปพบแพทยทนั ที 10. ในขณะเดินทางอยูบนรถโดยสารไมค วรอยูใกลช ิดผทู ่เี ปนไข ไอ หรือจาม 11. หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกลชิดกับผูปวย และผูท่ีเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด 12. งดหรือหลีกเล่ียงการเดินทางไปตางประเทศ โดยเฉพาะประเทศท่ีมีการแพรระบาดของโรคนี้ การรกั ษา สว นใหญจ ะเปนการรักษาตามอาการและใชอุปกรณชวยการหายใจ (ในรายทม่ี ีภาวะหายใจลม เหลว) ไดมกี ารทดลองใชเ ซรมุ จากผปู วยทห่ี ายจากโรค ซง่ึ พบวาจะไดผลหากใหเซรมุ ในระยะสัปดาหแรกของโรคในปจ จบุ ันมีการทดลองผลิตยาตา นไวรัสซารสโดยเฉพาะ ซ่ึงอยูในระหวา งการพัฒนาและคาดวาจะสามารถนํามาใชไ ดใ นอนาคตอนั ใกลโรคไขม าลาเรยี (Malaria) ไขมาลาเรียหรือไขจับส่ัน เปนโรคติดตอท่ีเกิดจากเช้ือปรสิตจําพวกโปรโตซัว ชื่อพลาสโมเดยี ม (Plasmodium) ซึง่ เกดิ จากยงุ กน ปลอ งเปนพาหะนาํ โรคมาสูคน และเปน โรคท่ีมีสถติ กิ ารระบาดสงู มาก โดยเฉพาะในภาคใตและในจังหวัดที่เปนปา เขาทีม่ ฝี นตกชุกอยูบอ ย ๆ สาเหตุ ยงุ กน ปลองเปน พาหะนาํ โรคเมือ่ ยงุ กดั คนท่เี ปนไขม าลาเรยี แลว ไปกัดคนอนื่ ก็จะแพรเชือ้ ใหก บั คนอ่นื ๆ ตอไป

101 อาการ ผูท่ีไดรับเช้ือไขมาลาเรียจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ ออนเพลีย มีไขสูง หนาวสั่นอาเจียน และมีเหงอื่ มาก บางรายทเ่ี ปนชนดิ รุนแรงมีไขสูงข้ึนสมอง อาจมีอาการเพอ ชัก หมดสติหรือตายในทส่ี ดุ บางรายไมตายแตเพอคล่ัง เสยี สติ และความจาํ เส่อื ม การติดตอ ติดตอโดยยุงกนปลองตัวเมียไปกัดและกินเลือดคนท่ีเปนไขมาลาเรียแลวไดรับเช้ือมาลาเรยี มาจากคนท่เี ปนไข เชือ้ นน้ั จะเจริญในตวั ยงุ ประมาณ 10 วัน กจ็ ะมอี าการไขม าลาเรีย การปอ งกนั 1. นอนในมุงอยา ใหยงุ กัดได 2. ทําลายแหลงเพาะพนั ธยุ งุ เชน ภาชนะทีม่ ีนํ้าขงั ใหหมดไป 3. เมอื่ เขาปา หรอื แหลงทม่ี ไี ขมาลาเรยี ระบาด ระวงั อยา ใหยงุ กดั โดยใชย ากนั ยงุ ทา 4. ผูอยูในพ้นื ทแ่ี หลงไขมาลาเรยี ระบาดควรปลูกตน ตะไครหอมไวก นั ยุง 5. ถาสงสัยวาเปนไขมาลาเรีย ควรไปรับการตรวจเลือด และรับการรักษาเพ่ือปอ งกนั การแพรต อ ไปยงั ผอู ่นื การรกั ษามาลาเรยี เนอื่ งจากในปจจบุ ันพบเชื้อมาลาเรยี ที่ดอ้ื ตอยา และอาจมโี รคแทรกซอ นรา ยแรง (เชนมาลาเรียขึ้นสมอง) โดยเฉพาะอยา งยิ่งสําหรบั ผูท่ีอยใู นเมือง ซงึ่ ไมม ีภูมิตา นทานโรคน้ี ดงั นนั้ ถา หากมีอาการนา สงสัย เชน มีไขหลังกลับจากเขตปาเขาหรือเขตมาลาเรีย ก็ควรรีบไปหาหมอเพ่อื ตรวจหาเช้ือโรคไขห วดั นก (Avian Influenza หรอื Bird Flu) เมอ่ื 20 ปที่ผา นมา ไดเ กดิ โรคระบาดที่เกดิ จากเชอ้ื ไวรัสชนิด H5N1 ท่ีเรียกวาไขหวัดนกและระบาดไปท่วั โลก เดิมเช้ือไขหวดั นกเปน เชอื้ ไวรัสโดยธรรมชาติจะติดตอในนกเทานั้น โดยเฉพาะนกปา นกเปด นาํ้ จะเปนพาหะของโรค เชื้อจะอยูในลําไสนก โดยที่ตัวนกไมมีอาการ แตเม่ือนกเหลาน้ีอพยพไปตามแหลง ตาง ๆ ทั่วโลก ก็จะนําเชื้อน้ันไปดวย เม่ือสัตวอ่ืน เชน ไก เปด หมู หรือสัตวเลี้ยงอ่นื ๆ ไดร ับเชื้อไขห วดั นกกจ็ ะเกิดอาการ 2 แบบ คือ 1. หากไดร ับเชือ้ ชนดิ ไมร นุ แรงสตั วเล้ยี งนั้นอาจจะมีอาการไมม ากและหายไดเ อง 2. หากเชอื้ ที่ไดรับมีอาการรนุ แรงมากกจ็ ะทาํ ใหสตั วเลย้ี งตายไดภายใน 2 วนั ปจจุบันมีการระบาดของไขหวัดมากกลับมาอีกครั้ง โดยเชื้อโรคไดแพรไปท่ัวโลกเกดิ การระบาดของเชือ้ ไขหวดั นกชนิด H5N1 ในไกแ ละแพรก ระจายสคู นทําใหม ผี ูเสียชีวติ จาํ นวนมากท่ัวไป จนมกี ารเฝาระวงั โดยหากทราบวา มีไกต ายดวยเชอ้ื ไขหวัดนก จะตองรีบแจงเจาหนาที่รัฐและมี

102การควบคมุ การแพรเ ชอ้ื โรคดว ยการทําลายไกในพื้นทน่ี น้ั ๆ ทันที เชน การฝงกลบและฉีดพนสารฆาเชือ้ เพื่อตดั วงจรการแพรระบาดสูคนตอไป โรคไขห วัดนก เปน โรคติดตอของสัตวปก ตามปกติโรคนี้ตดิ ตอ มายังคนไดไมงา ยนกัแตค นท่สี ัมผัสใกลช ดิ กับสัตวท่เี ปนโรคอาจติดเชอ้ื ได สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเอ็ชไฟวเอ็นวัน (H5N1) พบในนก ซึ่งเปนแหลงเชื้อโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพรมายังสัตวปกตาง ๆ ได เชน ไกท่ีเล้ียงอยูในฟารม เล้ียงตามบานและไกชนรวมทงั้ เปดไลทงุ ดว ย ระยะฟก ตัว ระยะฟกตัวในคน 1 ถึง 8 วัน อาการ ผูปวยมีอาการคลายไขหวัดใหญ ไขสูง หนาวส่ัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกลามเน้ือออนเพลยี เจบ็ คอ ไอ ผูปวยเด็กเลก็ ผสู งู อายุ หรือผูที่มโี รคประจําตัว หากมภี มู คิ มุ กันไมดี อาจมีอาการรนุ แรงได โดยจะมอี าการหอบ หายใจลาํ บาก เน่ืองจากปอดอักเสบรุนแรง การตดิ ตอ โดยการสัมผัสซากสตั วปก ทีป่ วยหรอื ตาย เช้อื ท่ีอยใู นน้ํามูก น้ําลาย และมูลสัตวปวยอาจตดิ มากบั มือ และเขาสรู า งกายทางเย่ือบขุ องจมูกและตา ผูท เ่ี สี่ยงตอโรคไขห วดั นก ไดแ ก ผทู ่ีทํางานในฟารม สตั วป ก ผูทีฆ่ าหรอื ชาํ แหละสตั วป ก ผเู ลี้ยงสัตวปก ในพน้ื ที่ท่เี กิดโรคไขหวัดนกระบาด การปองกัน 1. รับประทานอาหารประเภทไกและไขที่ปรุงสุกเทานั้น โดยเฉพาะชวงท่ีมีการระบาด ของโรค 2. ควรเลอื กซือ้ ไกส ดทีไ่ มม ีลกั ษณะบง ชวี้ าอาจตายดวยโรคตดิ เชอ้ื เชน เน้ือมีสีคลํ้ามีจุดเลือดออก สําหรับไข ควรเลือกฟองที่ไมมีมูลไกติดเปอนท่ีเปลือกไข กอนปรุงควรนํามาลางใหสะอาด 3. ไมเลนคลุกคลีหรือสัมผัสตัวสัตว นาํ้ มูก น้ําลาย มลู ของไกและสตั วป ก โดยเฉพาะสัตวท่ีปว ยหรอื ตาย รวมทงั้ บรเิ วณทเ่ี ล้ยี งสัตวป ก ดว ย

103 4. อาบนาํ้ ใหสะอาดและเปลีย่ นเส้ือผาทุกครั้งหลังสัมผัสหรือคลุกคลีกับสัตวปกทุกชนิด 5. หามนาํ สัตวป ก ทีป่ ว ยหรอื ตายมารับประทาน หรอื ปรุงเปนอาหารอยา งเด็ดขาด 6. รักษาความสะอาดในบา น ในสถานประกอบการ และบริเวณรอบ ๆ ใหสะอาดอยูเสมอ 7. กําจดั สัตวท ่ปี วยหรอื ตายผิดปกติ ดวยการเผาหรอื ฝงอยางถูกวิธีและราดดวยนํ้ายาฆา เชื้อโรคหรอื โรยดวยปนู ขาว 8. หากพบไก เปด หรือสัตวปกตายจํานวนมากผิดปกติใหรีบแจงเจาหนาที่ ผูนําชุมชน ทนั ทีผลกระทบเมือ่ มกี ารระบาดของไขหวดั นก 1. เมื่อเกิดการระบาดของไขหวัดนกจากคนสูคน เช้ือจะติดตอโดยการจามหรือไอจากนั้นคนท่ไี ดรับเช้ืออาจจะแพรเ ชอื้ โดยทีย่ งั ไมมอี าการ ทาํ ใหเชอื้ ระบาดไปทัว่ โลกไดอยางรวดเร็ว 2. ประมาณวาจะมีประชากรโลกติดเชอ้ื รอ ยละ 25-30 โดยคาดวา จะมคี นเสยี ชวี ิตจากการตดิ เชือ้ นี้ประมาณ 2 – 7.4 ลา นคนท่วั โลก ซงึ่ หากเช้อื มีความรุนแรงก็อาจจะมคี นเสียชีวิตมากกวานี้ 3. จํานวนเตียงของโรงพยาบาลจะไมเพียงพอ ทําใหขาดบุคลากรดานการรกั ษาพยาบาล รวมทัง้ การดแู ลรกั ษาจะไมทวั่ ถึง 4. จะขาดแคลนเวชภัณฑ ยาปฏิชีวนะหรอื วคั ซนี ท่ใี ชใ นการรกั ษา 5. เกดิ ปญ หาตอเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศน้ัน ๆ 6. การชวยเหลือจากนานาชาติอาจทําไดนอยลง เน่ืองจากแตละประเทศก็ตองดูแลและหวงใยประชาชนของตนเอง สรปุ คนตดิ เชือ้ โรคไขหวัดนกไดอ ยางไร

104 เมื่อนกน้ําอพยพไปอาศัยท่ีใดก็จะถายอุจจาระที่มีเชื้อโรค สัตวเล้ียง เชน ไก เมื่อไดรับเชื้อโรคก็จะเกิดการติดเชื้อ ซ่ึงสามารถแพรสูคนได เม่ือไกตายหรือปวย อาจมีการสัมผัสไกเหลาน้ันหรือนําไปบริโภคโดยท่ีไมไดทําใหสุกเสียกอน ก็จะทําใหคนติดเชื้อไขหวัดนกจากไกนอกจากนก้ี ารตดิ ตออาจเกิดขณะทาํ การเชือดไก ถอนขนไกหรอื ทาํ ความสะอาดเครอื่ งในไกไ ด อยา งไรก็ตาม โรคไขหวดั นกเปนโรคติดตอ ของสตั วปก ตามปกติ เช้ือโรคน้ีจะติดตอมายังคนไดไ มงายนัก หากมีการระมัดระวังไมสัมผัสไกปวย ไกตายหรือไกที่มีเชื้อโรคโดยตรง หรือรบั ประทานไกทีป่ รุงสกุ ในอุณหภูมิ 70 C ขึ้นไปกจ็ ะปลอดภัยจากโรคไขหวดั นกไดอหิวาตกโรค อหวิ าตกโรค (Cholera) คือ โรคระบาดชนิดหนึ่งมีอาการทองรวง อาเจียน รางกายจะขับนํ้าออกมาเปน จํานวนมาก อหิวาตกโรคเปนโรคในระบบทางเดินอาหารที่เกิดข้ึนเฉียบพลัน เกิดจากเช้ือแบคทีเรียใน สายพันธุเฉพาะช่ือ ไวบริโอ คอเลอรี (Vibrio cholerae) โดยทั่วไปมีอาการไมมาก แตประมาณ 1 ใน 10 ราย อาจเกิดอาการทอ งเสียอยางรุนแรง อาเจียน และเปนตะคริวที่ขาได เปนผลไมเกดิ การสูญเสยี นาํ้ และเกลือแรอ ยางรวดเรว็ เกดิ ภาวะขาดนํ้าและหมดสติ ถาไมไดรับการรักษาอาจถึงแกช วี ิต การติดตอ และแพรก ระจายของเชอ้ื โรค อหวิ าตกโรคติดตอ ไดจากการรับประทานอาหารหรือด่ืมนํ้าที่ปนเปอนอุจจาระหรืออาเจียนของผูติดเช้ือหรือโดยการรับประทานหอยดิบ ๆ จากแหลงน้ําท่ีมีเช้ือนี้ แตไมติดตอโดยการสมั ผสั ผวิ เผินกับผูต ดิ เชอื้ การระบาดมักเกิดในบริเวณที่มีระบบทอระบายอุจจาระและแหลงน้ําสะอาดไมเพียงพอ ไมก่ีปมาน้ีโรคอหิวาตกโรคเกิดระบาดตอเน่ืองกันหลายครั้งในพื้นท่ีบางแหงของทวีปแอฟริกา เอเชีย อเมริกาใต และอเมริกากลาง (แมตามปกติจะมีแหลงน้ําสะอาดพอเพียง แตอหวิ าตกโรคก็อาจเกดิ ข้ึนหลงั จากมีภยั ธรรมชาติ เชน แผนดนิ ไหวหรือนํ้าทวมได) อยางไรก็ดี ผูท่ีเขาไปในบรเิ วณแพรร ะบาด ของโรค แตระมัดระวงั เร่อื งการกินอาหารกม็ ีความเสี่ยงท่จี ะติดเชอื้ นอ ย ระยะเวลาฟกตัว ผทู ไี่ ดร ับเชอื้ จะเกิดอาการไดตัง้ แต 24 ช่วั โมง ถึง 5 วัน แตโดยเฉล่ียแลว จะเกิดอาการภายใน 1-2 วัน

105 อาการ 1. เปนอยางไมรุนแรง พวกนี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออยางชา 5 วัน มีอาการถายอุจจาระเหลวเปน น้ํา วันละหลายครงั้ แตจาํ นวนอจุ จาระไมเกินวันละ 1 ลิตร ในผูใหญอาจมีปวดทองหรอื คล่ืนไสอาเจยี นได 2. เปนอยางรุนแรง อาการระยะแรก มีทองเดิน มีเนื้ออุจจาระมาก ตอมามีลักษณะเปนน้ําซาวขาว เพราะวามีมูกมาก มีกลิ่นเหม็นคาว ถายอุจจาระไดโดยไมมีอาการปวดทอง บางคร้ังไหลพุงออกมาโดยไมรูสึกตัว มีอาการอาเจียนโดยไมคล่ืนไส อุจจาระออกมากถึง 1 ลิตรตอช่ัวโมงและจะหยดุ เองใน 1-6 วนั ถาไดน้ําและเกลอื แรช ดเชยอยา งเพียงพอ แตถ าไดน้ําและเกลอื แรทดแทนไมทนั กับท่ีเสยี ไป จะมีอาการขาดน้ําอยางมาก ลกุ น่ังไมไหว ปส สาวะนอย หรือไมมีเลย อาจมีอาการเปนลม หนา มืด จนถงึ ชอ็ ก ซึง่ เปนอนั ตรายถงึ ชวี ติ ได ขอควรปฏิบตั เิ มอื่ เกิดอาการทองเสยี 1. งดอาหารที่มรี สจดั หรือเผ็ดรอน หรือของหมักดอง 2. ดื่มนา้ํ ชาแกแทนนาํ้ บางรายตองงดอาหารชว่ั คราว เพ่อื ลดการระคายเคอื งในลาํ ไส 3. ดม่ื นาํ้ เกลือผง สลับกบั น้ําตมสุก ถา เปนเดก็ เล็กควรปรึกษาแพทย 4. ถา ทอ งเสยี อยางรุนแรง ตอ งรบี นําสงแพทยดว น การปอ งกนั 1. รบั ประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม ๆ และด่ืมน้ําสะอาด เชน นํ้าตมสุก ภาชนะท่ีใสอาหารควรลางสะอาดทกุ คร้งั กอ นใช หลีกเล่ยี งอาหารหมกั ดอง สกุ ๆ ดิบ ๆ อาหารท่ีปรุงท้ิงไวนาน ๆอาหารทีม่ ีแมลงวันตอม 2. ลางมือฟอกสบูใหสะอาดทุกครั้งกอนกินอาหารหรือกอนปรุงอาหารและหลังเขา สว ม 3. ไมเ ทอุจจาระ ปส สาวะและสิง่ ปฏกิ ูลลงในแมนาํ้ ลําคลอง หรือทิ้งเร่ียราด ตองถายลงในสว มท่ีถูกสขุ ลักษณะและกาํ จดั สิง่ ปฏิกูลโดยการเผาหรอื ฝงดนิ เพอื่ ปองกันการแพรของเชื้อโรค 4. ระวงั ไมใหน าํ้ เขา ปาก เมื่อลงเลน หรอื อาบนํ้าในลาํ คลอง 5. หลกี เล่ียงการสมั ผสั ผูป วยทีเ่ ปน อหวิ าตกโรค 6. สําหรับผูท ี่สมั ผสั โรคนี้ ควรรบั ประทานยาทแ่ี พทยใหจนครบ การรักษาทางการแพทย การรักษาฉุกเฉิน คือ การรักษาภาวะขาดน้ําโดยดวน ดวยการใหน้ําและเกลือแรทดแทนการสูญเสียทางอุจจาระ ถาผูปวยอยูในภาวะขาดน้ํารุนแรง ตองใหน้ําทางเสนโลหิตอยางเรงดว น จนกวาปริมาณนํ้าในรา งกาย ความดันโลหติ และชพี จรจะกลับสูภาวะปกติ

106 สําหรับผูปวยในระดับปานกลางท่ัวไป การใหดื่มนํ้าเกลือแรทดแทนจะใหผลดีสวนผสมของนา้ํ เกลอื แรส ตู รมาตรฐานไดแ ก กลโู คส 20 ก. โซเดียมคลอไรด 3.5 ก. โปแตสเซียม 1.5ก. และโตรโซเดียมซเิ ทรต 2.9 ก. หรือโซเดยี มไบคารบอเนต 2.5 ก. ตอ น้ําสะอาด 1 ลิตรโรคชิคนุ กนุ ยา (Chikungunya) การตดิ เชื้อ Chikungunya virus เดิมมรี กรากอยใู นทวปี อาฟริกา ในประเทศไทยมีการตรวจพบครงั้ แรกพรอมกับที่มไี ขเ ลือดออกระบาดและเปน ครั้งแรกในทวีปเอเชีย เมื่อ พ.ศ. 2501 โดยProf.W McD Hamnon แยกเชื้อชคิ นุ กนุ ยา ไดจ ากผูป วยโรงพยาบาลเด็ก กรุงเทพมหานคร ลักษณะโรค โรคชิคนุ กนุ ยา เปน โรคติดเช้ือไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเปนพาหะนําโรค มีอาการคลายไขแ ดง แตตางกันท่ีไมมีการร่วั ของพลาสมาออกนอกเสนเลือด จึงไมพบผูปวยท่ีมีอาการรุนแรงมากจนถงึ มีอาการช็อก สาเหตุ เกดิ จากเชอื้ ไวรัสชิคนุ กนุ ยา (Chikungunya virus) โดยมียุงลาย เปน พาหะนาํ โรค วธิ กี ารตดิ ตอ ตดิ ตอ กันไดโ ดยมียุงลาย Aedes aegypti เปนพาหะนําโรคที่สําคัญ เม่ือยุงลายตัวเมียกดั และดูดเลือดผูปวยที่อยูในระยะไขสูง ซ่ึงเปนระยะที่มีไวรัสอยูในกระแสเลือด เชื้อไวรัสจะเขาสูกระเพาะยุง และเพมิ่ จาํ นวนมากข้นึ แลวเดินทางเขา สูตอมนํ้าลาย เมอ่ื ยุงทีม่ เี ช้ือไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอืน่ กจ็ ะปลอ ยเชอื้ ไปยังคนทถี่ กู กดั ทําใหคนนนั้ เกิดอาการของโรคได ระยะฟก ตัว โดยทวั่ ไปประมาณ 1-12 วัน แตท่พี บบอ ยประมาณ 2-3 วนั ระยะติดตอ ระยะไขสงู ประมาณวันท่ี 2-4 เปนระยะท่มี ไี วรสั อยูในกระแสเลอื ดมาก อาการและอาการแสดง ผูปวยจะมอี าการไขสูงอยา งฉับพลัน มีผืน่ แดงขน้ึ ตามรา งกายและอาจมอี าการคนั รวมดว ย พบตาแดง (conjunctiva injection) แตไ มคอยพบจดุ เลอื ดออกในตาขาว สว นใหญแลวในเด็กจะมีอาการไมร นุ แรงเทาในผใู หญ ในผใู หญอ าการทเี่ ดน ชัดคืออาการปวดขอ ซงึ่ อาจพบขออักเสบได สวนใหญจ ะเปน ทีข่ อ เลก็ ๆ เชน ขอมอื ขอเทา อาการปวดขอจะพบไดห ลาย ๆ ขอ เปลี่ยนตําแหนงไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับขอไมไ ด อาการจะหายภายใน 1-12 สปั ดาห ผูป ว ยบางรายอาจมี

107อาการปวดขอเกิดข้ึนไดอ ีกภายใน 2-3 สปั ดาหตอ มา และบางรายอาการปวดขอจะอยไู ดน านเปน เดือนหรอื เปนป ไมพ บผปู ว ยทมี่ ีอาการรนุ แรงถึงช็อก ซ่ึงแตกตางจากโรคไขเลอื ดออก โรคน้จี ะพบมากในฤดฝู น เมื่อประชากรยงุ เพ่ิมขนึ้ และมีการติดเช้ือในยุงลายมากขึ้นพบโรคนีไ้ ดใ นทกุ กลุมอายุ ซึ่งตางจากไขเ ลอื ดออกและหดั เยอรมนั ทส่ี วนมากพบในผูอายุนอยกวา 15ป ในประเทศไทยพบมีการระบาดของโรคชิคุนกุนยา 6 ครั้ง ในป พ.ศ. 2531 ท่ีจังหวัดสุรินทร พ.ศ.2534 ที่จังหวัดขอนแกนและปราจีนบุรี ในป พ.ศ. 2536 มีการระบาด 3 ครั้ง ท่ีจังหวัดเลยนครศรีธรรมราช และหนองคาย และกลับมาระบาดอกี ในป พ.ศ. 2551 การรักษา ไมมีการรักษาท่ีจําเพาะเจาะจง (specific treatment) การรักษาเปนการรักษาแบบประคับประคอง (supportive treatment) เชน ใหยาลดอาการไข ปวดขอ และการพกั ผอน การปองกนั การปองกันทดี่ ีควรปฏบิ ตั ิเชน เดยี วกับการปองกันโรคไขเลือดออก คือ ทําลายแหลงเพาะพันธุยุงลาย และนอนกางมุง หรือนอนในหองท่ีมีมุงลวด หากตองออกไปในท่ีมียุงชุกชุม ควรทายากนั ยุงปองกนั ทกุ คร้งัโรคไขหวดั ใหญแ ละไขห วัดใหญส ายพันธใุ หม 2009 โรคไขห วดั ใหญ โรคไขหวดั ใหญ เปน โรคตดิ เช้อื ระบบทางเดินหายใจ เกดิ จากเชอ้ื ไวรัส พบไดท ้ังเด็กและผใู หญ สามารถติดตอ กันไดงา ยจะมอี าการรุนแรงกวาโรคหวดั ธรรมดา ผปู ว ยจะมไี ขสงู ปวดศีรษะ ปวดเมอ่ื ยกลามเนือ้ ออนเพลยี คัดจมูก นาํ้ มูกไหล ตาแดงไอ จาม บางรายอาจมีอาการคลื่นไส อาเจียน เบ่ืออาหาร ทองเดิน และอาจมีโรคแทรกซอนได เชนหลอดลมอักเสบ กลามเน้ือหัวใจอักเสบ ปวดบวม ตอมทอนซิลอักเสบ เปนตน ซึ่งภาวะแทรกซอนเหลา นีม้ กั เกดิ ในเด็กเลก็ คนสงู อายุ ผปู ว ยเบาหวาน คนทส่ี บู บุหรีจ่ ดั หรือผูป วยทเ่ี ปน โรคปอดเรอ้ื รงั ถาปวยเปน โรคไขห วัดใหญควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย เพราะจะไมหายงายๆ เหมอื นโรคหวัดธรรมดา สาํ หรับการปฏิบัติตนหลังการตรวจรักษาก็ควรพักผอนมาก ๆ งดการทํางานหนกั หรอื การออกกาํ ลังกาย สวมเส้อื ผาใหร า งกายอบอนุ อยาอาบน้ําเย็น ดื่มน้ําอุนมาก ๆ เพ่ือชวยลดไข รบั ประทานอาหารออน ๆ ใชผ าชุบนํา้ ธรรมดาเช็ดตัวเม่ือเวลามีไข และรับประทานยาตามแพทยส่งั ในการปองกันโรคนี้ก็เหมือนกับการปองกันโรคหวัดธรรมดาและในปจจุบันน้ีก็มีวัคซีนปองกนั โรคไขหวัดใหญ ซึ่งผูที่ควรไดรับวัคซีนปองกันโรคไขหวัดใหญ ไดแก ผูสูงอายุ ผูปวยดว ยโรคเร้อื รัง

108ตาง ๆ เชน โรคเบาหวาน โรคหอบหดื โรคไต โรคเลือด โรคหัวใจ โรคปอด เปนตน ผูปวยติดเชื้อเอชไอวี เดก็ ทม่ี โี รคเรอ้ื รงั เกี่ยวกบั ระบบทางเดินหายใจ ผทู กี่ ําลงั จะเดินทางไปตางประเทศและผูที่ทํางานบริการสาธารณชน โรคไขห วดั ใหญ ติดตอเฉยี บพลันของระบบทางเดินหายใจไดรวดเร็ว มักระบาดในฤดูฝน ไขห วดั ใหญม ีหลายชนดิ บางชนดิ รนุ แรงทาํ ใหผูปว ยเสียชีวติ ได สาเหตุ เกดิ จากเชื้อไวรัส มีอยู 3 ชนิด คือ ชนิดเอ ชนิดบี และชนิดซี บางครั้งใชชื่อตามเมืองที่ระบาด เชน ไขหวดั ฮองกง หรอื ไขห วัดใหญ 2009 เปนตน การติดตอ เหมอื นกบั ไขห วดั ธรรมดา ติดตอ โดยการสัมผัสโดยตรง ดว ยการไอหรือจามรดกนั หายใจเอาเช้อื โรคท่ปี ะปนอยใู นอากาศและติดตอทางออมโดยการใชสิ่งของ เสื้อผา ปะปนกับผปู ว ย ระยะฟก ตวั ของโรค ประมาณ 1-3 วัน สําหรับเด็กเล็กอาจแพรเ ชื้อไดน านถงึ 7 วนั อาการ มอี าการรนุ แรงมากกวา ไขหวัดธรรมดา มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ดวยการปวดศรี ษะ หนาวสน่ั มีไข ปวดเมอ่ื ยกลา มเน้ือ ออ นเพลยี เบอื่ อาหาร การรักษาพยาบาล ไขหวัดใหญไมมียารักษา ตองรักษาตามอาการของโรคและปอ งกันการเกิดโรคแทรกซอน การปฏบิ ัติตน เมอื่ มีอาการโรค ควรรักษาตามอาการของโรค โดยปรึกษาแพทยและรับประทานยาตามแพทยสั่ง พักผอนใหมาก ๆ รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู ควรทําใหรางกายอบอุน เชน การนอนหม ผา เวลาไอหรอื จามควรใชผาหรอื กระดาษปด ปากปด จมกู เพ่อื ปองกันเชื้อโรคไมใหแ พรกระจายไปสูผ ูอ่นื การปองกันและควบคุมโรค ควรปฏบิ ัตดิ งั นี้ 1. ไมค วรคลุกคลกี ับผูปวย ควรแยกใหอยตู า งหาก 2. ไมใ ชข องใชร วมกบั ผูปวย 3. เวลาไอหรอื จามควรปด ปาก ปดจมูก 4. รกั ษารา งกายใหแขง็ แรงอยเู สมอโรคไขหวดั ใหญสายพนั ธุใหม 2009 ไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 หรือไขหวัดใหญสายพันธุใหมชนิดเอ (H1N1) ท่ีแพรระบาดเปนปญหาสาธารณสุขของประเทศไทยอยูในขณะน้ี ทําใหมีผูเสียชีวิตแลวหลายสิบรายและมผี ูติดเชือ้ กวาพันราย (ขอมูลเดอื นสิงหาคม 2552) ปจจุบันการแพรระบาดของโรคไขหวัดใหญสายพันธุใหม ชนิดเอ (H1 N1) กําลังขยายตัวไปท่ัวโลก และขณะน้ีประเทศไทยพบการระบาดภายในประเทศแลว โดยเฉพาะอยางยิ่งสถานศึกษาและสถานประกอบการ ซึ่งอาจแพรระบาดอยางรวดเร็ว ไขหวัดใหญสายพันธุใหมนี้มี

109อาการคลา ยกับไขห วดั หรอื ไขหวดั ใหญธรรมดา สวนใหญม ีอาการนอยและหายไดโดยไมตองรับการรักษาท่โี รงพยาบาล สําหรับผูปวยจํานวนไมมากในตางประเทศที่เสียชีวิต มักเปนผูท่ีมีโรคประจําตัวเรือ้ รงั เชน โรคปอด หอบหดื โรคหวั ใจและหลอดเลือด เบาหวาน เปนตน ผูมีภูมิตานทานตํ่า โรคอวน ผูสงู อายุมากกวา 65 ป เดก็ อายุต่าํ กวา 5 ป และหญิงมคี รรภ สําหรับวิธีการติดตอและวิธีการปองกันโรค จะคลายกับไขหวัดใหญธรรมดากระทรวงสาธารณสุขจึงขอใหคําแนะนําในการปองกันและควบคุมโรคไขหวัดใหญสายพันธุใหมชนิดเอ (เอช1 เอ็น1) ดังตอ ไปน้ีคําแนะนาํ สาํ หรบั ประชาชนทัว่ ไป 1. ลา งมือบอ ย ๆ ดวยน้ําและสบู หรือใชแอลกอฮอลเ จลทําความสะอาดมอื 2. ไมใ ชแกว น้ํา หลอดดดู นาํ้ ชอนอาหาร ผาเชด็ มอื ผาเช็ดหนา ผา เชด็ ตัว รวมกับผูอ ื่น 3. ไมค วรคลุกคลใี กลชิดกับผูปวยท่ีมอี าการไขห วัด 4. รกั ษาสขุ ภาพใหแขง็ แรง ดว ยการกนิ อาหารที่มีคณุ คาทางโภชนาการ ดื่มน้ํามาก ๆนอนหลับพกั ผอนใหเพยี งพอ และออกกําลังกายอยา งสม่ําเสมอ 5. ควรหลกี เลย่ี งการอยใู นสถานทท่ี มี่ ผี ูค นแออดั และอากาศถายเทไมดีเปนเวลานานโดยไมจาํ เปน 6. ติดตามคาํ แนะนาํ อ่นื ๆ ของกระทรวงสาธารณสุขอยางใกลชดิ คาํ แนะนาํ สาํ หรับผปู ว ยไขหวดั หรือไขห วดั ใหญ 1. หากมีอาการปวยไมรุนแรง เชน ไขไมสูง ไมซึม และรับประทานอาหารไดสามารถรกั ษาตามอาการดวยตนเองท่ีบา นได ไมจ ําเปนตองไปโรงพยาบาล ควรใชพาราเซตามอลเพื่อลดไข (หามใชย าแอสไพรนิ ) นอนหลับพักผอ นใหเพียงพอ และด่มื นาํ้ มาก ๆ 2. ควรหยดุ เรยี น หยดุ งาน จนกวาจะหายเปนปกติ และหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกลชิดหรือใชสง่ิ ของรวมกบั ผูอ่ืน 3. สวมหนา กากอนามัยเม่ือจําเปนตองอยูกับผูอ่ืน หรือใชกระดาษทิชชู ผาเช็ดหนาปดปากและจมกู ทุกครงั้ ที่ไอ จาม 4. ลางมือบอย ๆ ดวยน้ําและสบู หรือใชแอลกอฮอลเจลทําความสะอาดมือโดยเฉพาะหลงั การไอ จาม 5. หากมีอาการรุนแรง เชน หายใจลําบาก หอบเหน่ือย อาเจียนมาก ซึม ควรรีบไปพบแพทย

110คําแนะนําสําหรบั สถานศึกษา 1. แนะนาํ ใหผูเ รยี นที่มีอาการปวยคลายไขหวัดใหญ พักรักษาตัวที่บานหรือหอพักหากมอี าการปว ยรุนแรง ควรรบี ไปพบแพทย 2. ตรวจสอบจํานวนผูเรียนท่ีขาดเรียนในแตละวัน หากพบขาดเรียนผิดปกติ หรือตั้งแต 3 คนข้ึนไปในหองเรียนเดียวกัน และสงสัยวาปวยเปนไขหวัดใหญใหแจงตอเจาหนาที่สาธารณสุขในพน้ื ที่ เพ่อื สอบสวนและควบคมุ โรค 3. แนะนาํ ใหผ ูเ รียนทีเ่ ดินทางกลับจากตางประเทศ เฝาสังเกตอาการของตนเองเปนเวลา 7 วนั ถา มอี าการปว ยใหห ยุดพักรกั ษาตัวทีบ่ า น 4. หากสถานศึกษาสามารถใหผูเรียนที่มีอาการปวยคลายไขหวัดใหญทุกคนหยดุ เรยี นไดก จ็ ะปอ งกนั การแพรก ระจายเชอ้ื ไดด ี และไมจาํ เปน ตอ งปดสถานศกึ ษา แตห ากจะพจิ ารณาเปดสถานศึกษา ควรหารอื รวมกนั ระหวางสถานศึกษากบั เจาหนา ทสี่ าธารณสุขในพน้ื ท่ี 5. ควรทําความสะอาดอุปกรณ ส่ิงของ เคร่ืองใชท่ีมีผูสัมผัสจํานวนมาก เชน โตะเรียน ลูกบดิ ประตู โทรศัพท ราวบนั ได คอมพวิ เตอร ฯลฯ โดยการใชน ้ําผงซกั ฟอกเช็ดทาํ ความสะอาดอยา งนอ ยวนั ละ 1-2 ครัง้ จดั ใหม อี างลางมือ น้ําและสบูอ ยา งเพียงพอ ในบางวันควรเปดประตูหนาตางใหอ ากาศถา ยเทไดส ะดวก และแสงแดดสอ งไดท่ัวถงึคําแนะนําสาํ หรับสถานประกอบการและสถานที่ทาํ งาน 1. แนะนําใหพนักงานท่ีมีอาการปวยคลายไขหวัดใหญ พักรักษาตัวท่ีบาน หากมีอาการปว ยรุนแรง ควรรบี ไปพบแพทย 2. ตรวจสอบจํานวนพนักงานที่ขาดงานในแตละวัน หากพบขาดงานผิดปกติ หรือตง้ั แต 3 คนขนึ้ ไปในแผนกเดียวกัน และสงสยั วาปว ยเปน ไขหวัดใหญ ใหแจง ตอเจาหนาทีส่ าธารณสุขในพน้ื ท่ี เพื่อสอบสวนและควบคมุ โรค 3. แนะนําใหพนักงานท่ีเดินทางกลับจากตางประเทศ เฝาสังเกตอาการของตนเองเปน เวลา 7 วัน ถา มีอาการปว ยใหหยดุ พักรักษาตวั ที่บา น 4. ในสถานการณปจจุบัน ยงั ไมแ นะนาํ ใหป ดสถานประกอบการหรือสถานท่ีทํางานเพื่อการปองกนั การระบาดของโรคไขหวัดใหญ 5. ควรทําความสะอาดอุปกรณ ส่ิงของ เคร่ืองใช ที่มีผูสัมผัสจํานวนมาก เชนโตะทํางาน ลกู บิดประตู โทรศัพท ราวบันได คอมพิวเตอร ฯลฯ โดยการใชน ้ําผงซักฟอกทั่วไปเชด็ ทาํ ความสะอาดอยางนอยวันละ 1-2 ครง้ั จัดใหมีอา งลางมือ นํ้าและสบูอยางเพียงพอ ในบางวันควรเปดประตูหนา ตาง ใหอ ากาศถายเทไดสะดวก และแสงแดดสองไดทั่วถึง 6. ควรจัดทําแผนการประคองกิจการในสถานประกอบการและสถานท่ีทํางานเพ่อื ใหสามารถดําเนนิ กจิ การตอ ไปไดอ ยา งตอ เนอ่ื ง หากเกิดการระบาดใหญ

111 แหลง ขอ มลู การติดตอเพ่อื ปรกึ ษากับเจาหนาทส่ี าธารณสขุ ในพ้ืนที่ 1. กรุงเทพมหานคร ติดตอไดที่ กองควบคุมโรค สํานักอนามัย กรุงเทพมหานครโทรศพั ท 0-2245-8106, 0-2246-0358 และ 0-2354-1836 2. ตางจงั หวัด ตดิ ตอไดท่ี สาํ นักงานสาธารณสขุ จังหวดั ทุกแหง ติ ด ต า ม ข อ มู ล แ ล ะ ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม ไ ด ที่ เ ว็ บ ไ ซ ต ก ร ะ ท ร ว ง ส า ธ า ร ณ สุ ขwww.moph.go.th และหากมีขอสงสัย สามารถติดตอไดท่ี ศูนยปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท 0-2590-3333 และศูนยบ ริการขอ มลู ออนไลน กระทรวงสาธารณสุข หมายเลขโทรศัพท 0-2590-1994 ตลอด 24 ชว่ั โมงกจิ กรรม ใหผ เู รียนศกึ ษาและรวบรวมขอ มูลการเจบ็ ปวยดวยโรคตดิ ตอที่ระบาดอยูใ นชว งเวลา ปจ จุบัน พรอมบอกวธิ ีการปองกนั และแกปญ หาในชุมชนชอื่ โรค..................................................................................... อาการ ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… เช้ือโรคและพาหะนาํ โรค ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………

112 การปอ งกนั และการรกั ษา ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… การแกปญ หาการแพรร ะบาดในชุมชน โดยวธิ ี………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………

113 บทท่ี 6ยาแผนโบราณและยาสมุนไพรสาระสาํ คญั ปจ จุบนั ประชาชนหนั มานิยมใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพรกนั มากข้ึน การศึกษาถงึ สรรพคณุ และวธิ ีการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพรที่ถูกตองจะชวยใหประชาชนรูจักการดูแลรักษาสขุ ภาพดว ยตนเองอยางมีประสทิ ธิภาพและปลอดภยัผลการเรียนรทู ่คี าดหวงัเพ่อื ใหผ ูเรยี นสามารถ 1. บอกสรรพคุณและวธิ กี ารใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพรท่สี าํ คัญได 2. อธบิ ายอันตรายทอี่ าจเกดิ ขนึ้ จากการใชย าแผนโบราณและยาสมุนไพรไดขอบขายเนอื้ หา เร่อื งท่ี 1 หลกั และวธิ กี ารใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร เรอื่ งท่ี 2 อันตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร

114เรอ่ื งที่ 1 หลักและวธิ กี ารใชยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร ปจ จบุ นั มกี ารสนับสนุนใหใช “สมุนไพร” ในการรักษาโรคตาง ๆ และมีผลิตภัณฑสมนุ ไพรออกมามากจนเกดิ การสบั สนระหวาง “สมุนไพร” และ “ยาแผนโบราณ” ซึ่ง “ยาสมุนไพร”นนั้ จะหมายถึง ยาทีไ่ ดจ ากพฤกษชาติ สตั ว หรอื แร ซ่งึ มิไดผ สมปรุงหรือแปรสภาพในขณะที่ “ยาแผนโบราณ” เปน การนําเอาสมุนไพรมาแปรรูปแลวอาจจะอยูในรูปยาน้ํา ยาเม็ด หรือแคปซูล ซ่ึงยาแผนโบราณนี้ การจะผลติ หรือนําสั่งเขา มาจะตองไดรับอนญุ าตจาก อย. กอน รวมท้งั การขายยาแผนโบราณตองขายเฉพาะในรา นขายยาแผนโบราณหรอื ในรา นขายยาแผนปจ จุบนั เทา น้ัน1.1 หลักและวิธกี ารใชย าแผนโบราณ ความหมายของยาแผนโบราณ ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2510 ไดแบงออกเปน 2 แบบ คือ ยาแผนปจจุบันและยาแผนโบราณ “ยาแผนโบราณ” คอื ยาที่มงุ หมายสําหรับใชในการประกอบโรคศิลปแ ผนโบราณ ซึ่งเปนยาทีอ่ าศัยความรจู ากตาํ ราหรือเรียนสืบตอกันมา อันมิใชการศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร และยาแผนโบราณ ที่ยอมรับของกฎหมายยาจะตองปรากฏในตํารายาที่รัฐมนตรีประกาศหรือเปนยาที่รัฐมนตรีประกาศหรือรบั ขึ้นทะเบียนเทาน้นั การควบคุมยาแผนโบราณตามกฎหมายท่ีควรรู 1. การผลิต นําเขา และการขายยาแผนโบราณ จะตองไดรับอนุญาตจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสาํ นักงานสาธารณสุขจงั หวัด และตอ งจัดใหผูประกอบโรคศลิ ปแผนโบราณเปน ผูมหี นา ทปี่ ฏบิ ตั ิการประจาํ อยตู ลอดเวลาทเี่ ปด ทาํ การ 2. หามมิใหผูรับอนุญาตผลิตยา ขาย หรือนําเขายาแผนโบราณนอกสถานที่ท่ีไดกําหนดไวในใบอนญุ าต เวน แตเปนการขายสงตรงตอผูรับอนุญาตขายยาแผนโบราณ 3. ตํารับยาแผนโบราณท่ีผลิตหรือนําเขาอยางถูกตองตามกฎหมาย จะตองขอขึ้นทะเบยี นตาํ รบั ยาและไดเลขทะเบยี นจงึ จะผลติ หรอื นําเขาได

115 4. ยาแผนโบราณที่รับขึ้นทะเบียน ตองเปนยาท่ีมีสรรพคุณเปนที่เชื่อถือไดและปลอดภยั ในการใช 5. ผูผลิต ขาย หรือนําเขายาแผนโบราณ โดยไมไดรับอนุญาต จะมีความผิดตองระวางโทษจาํ คุกไมเ กิน 3 ป และปรับไมเกนิ 5,000 บาท (หาพันบาท) 6. ผูผลิต ขาย หรือนําเขายาท่ีไมไดข้ึนทะเบียน จะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกไมเ กิน 3 ป หรอื ปรับไมเกิน 5,000 บาท (หาพนั บาท) หรอื ทงั้ จาํ ท้ังปรับ 7. ผูท่ีผลิตยาปลอมจะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกตั้งแต 3 ปถึงตลอดชีวิต และปรบั ตั้งแต 10,000 บาท – 50,000 บาท (หน่ึงหมน่ื ถึงหา หม่นื บาท) 8. ผูท่ีขายยาปลอมจะมีความผิด ตองระวางโทษจําคุกต้ังแต 1 ป – 20 ป และปรับตง้ั แต 2,000 – 10,000 บาท (สองพันถึงหนงึ่ หม่นื บาท) 9. ผทู โี่ ฆษณาขายยาโดยฝาฝนกฎหมาย ตองระวางโทษ ปรับไมเกิน 100,000 บาท(หน่ึงแสนบาท) รายละเอียดจะกลา วตอ ไปปญหายาแผนโบราณท่พี บในปจ จบุ ัน แมวาจะมีกฎหมายและหนวยงานที่คอยควบคุมการผลิตและการขายยาแผนโบราณเพื่อคมุ ครองใหผูบ รโิ ภคปลอดภยั จากการใชยาแผนโบราณ แตก็ไมสามารถที่จะขจัดปญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้นได ไมวาจะเปนการลักลอบผลิตและขายยาแผนโบราณโดยไมไดขออนุญาตผลิตและขายจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด การขายยาแผนโบราณท่ีไมไ ดข นึ้ ทะเบยี นหรอื ยาปลอมอนั ตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณทีไ่ มไ ดขึ้นทะเบียนหรอื ยาปลอม ในปจจุบันพบวา มียาแผนโบราณที่ไมไดขึ้นทะเบียนหรือยาปลอมกอใหเกิดอันตรายตอผูบริโภคได เชน มีการปนเปอนของจุลินทรียที่กอใหเกิดโรค หรือการนําสารเคมีท่ีไมปลอดภัยตอผบู ริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแกปวด แผนปจจุบันเชน อินโดเมทาซนิ หรอื แมแตการนํายาเฟนิลบิวตาโวนและสเตียรอยด ซ่ึงเปนยาควบคุมพิเศษ ซ่ึงมีผลขางเคยี งสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพ่อื ใหเกิดผลในการรักษาท่ีรวดเร็ว แตจะทําใหเกิดอันตรายตอผูบรโิ ภค คอื ทําใหเกิดโรคกระดกู ผุ โรคความดนั โลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะได เปนตน

116การเลอื กซือ้ ยาแผนโบราณ เพื่อความปลอดภัยในการใชยาแผนโบราณ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาขอแนะนําวิธกี ารเลือกซื้อยาแผนโบราณ ดังน้ี 1. ควรซอ้ื ยาแผนโบราณจากรา นขายยาท่มี ใี บอนุญาตและมีเลขทะเบยี นตํารบั ยา 2. ไมค วรซ้ือยาแผนโบราณจากรถเรขาย เพราะอาจไดรับยาที่ผลิตขึ้นโดยผูผลิตที่ไมไดมาตรฐาน ซึ่งอาจมีการปนเปอนของจุลินทรียในระหวางการผลิตอาจทําใหเกิดอันตรายตอผูบรโิ ภคได 3. กอ นซื้อยาแผนโบราณ ควรตรวจดูฉลากยาทกุ ครง้ั วา มีขอความดงั กลา วน้ีหรอื ไม  ชื่อยาเลขทหี่ รอื รหัสใบสําคัญการข้ึนทะเบียนยา ปริมาณของยาท่ีบรรจุเลขทีห่ รืออักษรแสดงคร้ังทีผ่ ลติ  ชื่อผูผลิตและจงั หวัดท่ีตั้งสถานที่ผลิตยาวัน เดือน ป ท่ีผลิตยา คําวา“ยาแผนโบราณ” ใหเห็นไดชดั เจน  คําวา “ยาใชภายนอก” หรือ “ยาใชเฉพาะที่” แลวแตกรณี ดวยอักษรสีแดงเห็นไดชดั เจน ในกรณเี ปนยาใชภายนอกหรอื ยาใชเฉพาะที่ คําวา “ยาสามัญประจําบาน” ในกรณีเปน ยาสามญั ประจาํ บา น คาํ วา “ยาสําหรับสตั ว” ในกรณเี ปน ยาสําหรบั สตั ววธิ สี ังเกตเลขทะเบยี นตํารับยาแผนโบราณ มดี งั น้ี 1. หากเปนยาแผนโบราณท่ีผลิตในประเทศ จะขึ้นตนดวยอักษร G ตามดวยเลขลําดบั ท่อี นุญาต/ป พ.ศ. เชน เลขทะเบียน G20/42 2. หากเปนยาแผนโบราณทีน่ าํ เขา จากตา งประเทศ จะข้ึนตนดวยอักษร K ตามดวยเลขลําดับท่ีอนญุ าต/ป พ.ศ. เชนเลขทะเบยี น D15/42 สาํ หรบั การโฆษณายาทุกชนิดไมว าจะเปนยาแผนโบราณหรอื แผนปจ จบุ ัน ตามพระราชบัญญัตยิ า พ.ศ. 2510 มาตรา 88 โดยสรปุ คอื หามโฆษณาโออวดสรรพคณุ วา สามารถบําบัด บรรเทา รักษาหรือปองกันไดอยางศักดิ์สิทธิ์หรือหาย นอกจากน้ียังหามโฆษณาเปน เทจ็ หรอื เกิดความจริง หามโฆษณาสรรพคุณยาวาสามารถบําบัดบรรเทา รักษาหรือปองกันโรคหรืออาการของโรคทร่ี ัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 77 ไดแก โรคเบาหวาน มะเร็ง อัมพาต วัณโรคโรคเร้ือน โรคหรืออาการโรคของสมอง หัวใจ ปอด ตับ มาม และไต (เวนแตจะเปนการโฆษณาโดยตรงตอผปู ระกอบโรคศลิ ป ผูประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผูประกอบการบําบัดโรคสัตว) ผูใดโฆษณา ขายยาโดยฝา ฝน มาตรา 88 ตอ งระวางโทษปรับไมเ กนิ หน่ึงแสนบาท ดงั น้นั ถาผบู รโิ ภคพบเหน็ การโฆษณาโออวดดงั กลาว สามารถแจง รองเรยี นไดทสี่ ํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือที่สาํ นกั งานสาธารณสุขจังหวดั ทุกแหง การซื้อยาแผนโบราณคร้ังใดควรเลือกยาที่มีเลขทะเบียนตํารับยาและซื้อจากรานที่มีใบอนุญาตเทานั้น จงึ จะปลอดภยั ในการใชยาแผนโบราณ

1171.2 หลักและวธิ กี ารใชยาสมนุ ไพร ในปจจุบันคาใชจายทางดานสุขภาพของคนไทยเพิ่มขึ้นตามลําดับ ในแตละปประเทศชาติตองเสียงบประมาณในการสั่งซื้อยา และเวชภัณฑจากตางประเทศเปนจํานวนมากกระทรวงสาธารณสุขไดพยายามหากลวิธีในการใชทรัพยากรและภูมิปญญาทองถิ่น เพ่ือการปองกันสงเสริมสุขภาพและรักษาโรค สมุนไพรไทยและการแพทยแผนไทยนับเปนทางเลือกหนึ่งของประชาชนซึ่งกําลังไดรับความนิยมอยางแพรหลาย เพราะเปนการใชทรัพยากรและภูมิปญญาไทยที่นอกจากมคี วามปลอดภัยแลว ยงั เปน การประหยัดเงนิ ตราของประเทศอีกดว ย สมนุ ไพรตามพระราชบัญญตั ิยา หมายถงึ ยาทีไ่ ดจากพชื สตั ว หรอื แรธ าตุ ซ่ึงยังไมไดผสม ปรุง หรือแปรสภาพ แตในทางการคาสมนุ ไพรมักจะถูกดัดแปลงสภาพไป เชน ห่ันเปนช้ินใหเล็กลง บดเปนผงใหละเอยี ด นาํ ผงที่บดมาอัดเปนเมด็ หรือนํามาใสแ คปซูล ในปจจบุ นั ไดมีการนําสมุนไพรมาใชอยา งกวา งขวาง เชน ใชเปนอาหาร อาหารเสริมเคร่อื งดื่ม ยารักษาโรค เครือ่ งสาํ อาง สวนประกอบในเครือ่ งสําอาง ใชแ ตงกล่ินและสีอาหาร ตลอดจนใชเปน ยาฆาแมลง สว นของพชื ท่นี าํ มาใชเปน สมนุ ไพร สว นของพชื ท่เี รานาํ มาใชเ ปนยาน้ันมีหลายสวนขึ้นอยูกับตัวยาวาใชสวนใดของพืชซง่ึ สว นของพืชทนี่ ํามาใชเ ปนสมุนไพร มีดังนี้ 1. ราก (Root) รากของพชื จะมี 2 แบบ คอื แบบที่มีรากแกวและรากฝอย ซึ่งสามารถนํามาใชทําเปนยาไดทง้ั 2 แบบ 2. ลาํ ตน (Stem) สามารถแบงไดเปน 2 ชนิด คอื

118 ลาํ ตนเหนือดิน (Aerial Stem) ไดแก พืชที่มีลําตนอยูเหนือดินท้ังหลาย มีท้ังตนใหญและตน เล็ก อาจนาํ เปลอื กหรอื เนื้อไมม าทาํ เปนยาได ลําตนใตดิน (Underground Stem) จะมีลักษณะคลายราก แตจะมีขนาดใหญ มีรปู รา งตา ง ๆ ซึ่งเราเรยี กสว นท่อี ยูใตดนิ วา “หัว” หรือ “เหงา” 3. ใบ (Leaf) ใบของพชื จะมรี ูปรา งแตกตา งกันไป เชน รูปเรียวยาว รูปรี รูปไข รูปใบหอก รูปหัวใจ รปู ไต รปู โล เปนตน 4. ดอก (Flower) ดอกไมจะประกอบดวย กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู และเกสรตัวเมยี ซงึ่ จะตดิ อยบู นฐานรองดอก 5. ผล (Fruit) อาจเรียกเปนผลหรอื เปนฝก กไ็ ดสมุนไพรไทยท่คี วรรจู ัก สมนุ ไพรไทยทจี่ ะกลาวในท่นี จ้ี ะกลาวเฉพาะชื่อของพืชที่สามารถนํามาใชเปนยาในการรกั ษา ปองกัน และเสริมสรา งสขุ ภาพได ซ่ึงสมนุ ไพรไทยนัน้ มจี ํานวนมากมายมหาศาล ตอไปนี้จะกลาวเฉพาะท่ีเราไดพบเห็นกันอยูบอย ๆ บางครั้งอาจคิดไมถึงวาเปนสมุนไพร พอจะยกตัวอยางไดดงั น้ี กระเทียม หอม กระชาย กะเพรา กระวานไทย กานพลู ขา ขิง ขมิ้นชัน ดีปลีตะไคร พริกไทย มะละกอ สบั ปะรด กลวยนาํ้ วา ข้ีเหล็ก ฝกคูน ชุมเห็ดเทศ ชุมเห็ดไทย มะขามมะขามเทศ มะขามปอ ม หญาคา หญา หนวดแมว หญาปก กิ่ง วา นหางจระเข ใบบวั บก ใบพลบั พลงึใบแมงลัก เพชรสังฆาต ฝร่งั ทบั ทิม มงั คุด ฟาทะลายโจร ยอ ผักคราดหัวแหวน บอระเพ็ด ชิงชาลาลี ยานาง กระเจ๊ียบแดง ขลู ออยแดง มะกรูด มะนาว แวงเครือ เพกา มะแวง ตนไพล พลูชองระอา หญา ปลองทอง วา นมหากาฬ ผกั บงุ ทะเล สาบเสอื กะเม็ง วานหางชาง เหงือกปลาหมอ

119ทองพันชงั่ ประคําดคี วาย พญาไรใ บ นอ ยหนา สม ปอย เอ็นออน วานชักมดลูก หนุมานประสานกาย วา นนาํ้ แกนขนุน ชะลดู เปราะหอมวา นนางคําวธิ ีใชสมุนไพร สมุนไพรที่มกี ารนํามาใชในปจจบุ นั นี้มักนํามาปรุงเปนยาเพื่อใชรักษา ปองกัน และสรา งเสรมิ สุขภาพ แตส ว นมากจะเปน การรักษาโรค ท่ีพบมากมีดังน้ี 1. ยาตม อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลาย ๆ ชนิดก็ไดที่นํามาตม เพื่อใหสาระสาํ คญั ท่ีมีในสมุนไพรละลายออกมาในน้ํา วิธีเตรียมทําโดยนําสมุนไพรมาใสลงในหมอ ซึ่งอาจเปนหมอดินหรอื หมอ ท่เี ปนอะลมู ิเนียม สแตนเลสกไ็ ด แลว ใสน้ําลงไปใหทว มสมุนไพร แลวจึงนําไปตั้งบนเตาไฟ ตมใหเดือดแลวเค่ียวตออีกเล็กนอย วิธีรับประทานใหรินนํ้าสมุนไพรใสถวยหรือแกวหรอื จะใชถวยหรือแกว ตกั เฉพาะน้าํ ข้ึนมาในปริมาณพอสมควร หรอื ศกึ ษาจากผูข ายยาบอก ยาตมบางชนดิ สามารถใชไดเกินกวา 1 คร้งั ดวยการเติมนํ้าลงไปแลวนาํ มาตมแลวเคี่ยวอีกจนกวารสยาจะจืดจึงเลิกใช เรามกั เรยี กยาน้วี า “ยาหมอ” จะมีรสชาติและกล่ินที่ไมนารับประทาน นํ้าหนักของสมุนไพรท่ีนาํ มาตม นั้น แตละชนิดมักจะชงั่ ซงึ่ มีหนว ยนํ้าหนกั เปน บาท ตามรา นที่ขายจะมีเครื่องช่ังชนิดนี้ แตถาหมอที่จายยาไมช่ังก็จะใชวิธีกะปริมาณเอง ในการตมยานี้ถาเปนสมุนไพรสดจะออกฤทธ์ิดีกวาสมุนไพรแหง แตต ามรานขายยาสมนุ ไพรมกั เปน สมุนไพรแหง เพราะจะเก็บไวไ ดนานกวา 2. ยาผง เปนสมนุ ไพรทนี่ ํามาบดใหเ ปนผง ซ่ึงตามรานขายยาสมุนไพรจะมีเคร่ืองบด โดยคดิ คา บดเพ่มิ อกี เลก็ นอย อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ไดท่ีนํามาบดใหเปนผงแลวนํามาใสก ลอง ขวด หรอื ถุง วธิ รี ับประทานจะละลายในนํ้าแลวใชดื่มก็ได หรือจะตักใสปากแลวดม่ื นา้ํ ตามใหละลายในปากได ปจจุบันมีการนํามาใสแคปซูล เพื่อสะดวกในการรับประทาน พกพาและจําหนา ย 3. ยาชง วิธเี ตรยี มจะงายและสะดวกกวา ยาตม มกั มีกลนิ่ หอม เตรยี มโดยหนั่ เปน ชิ้นเล็ก ๆ ตากหรอื อบใหแหงแลว นํามาชงนํ้าดื่มเหมือนกับการชงนํ้าชา ปจจุบันมีสมุนไพรหลายอยางท่ีนํามาชงดม่ื มักเปน สมนุ ไพรชนดิ เดยี ว เชน ตะไคร หญา หนวดแมว ชาเขยี วใบหมอ น หญาปกก่ิง เปนตน ในปจจบุ ันมกี ารนาํ สมนุ ไพรมาบดเปน ผงแลวใสซองมีเชือกผกู ติดซอง ใชช งในนาํ้ รอนบางชนิดมีการผสมนาํ้ ตาลทรายแดงเพ่ือใหม ีรสชาตดิ ขี ึน้ แลว นํามาชงกับนํา้ รอนดื่ม ซึ่งทง้ั สองรูปแบบน้ีมีขายอยูทวั่ ไป 4. ยาลกู กลอน เปนการนํายาผงมาผสมกับน้ําหรือน้ําผึ้งแลวปนเปนลูกกลม ๆ เล็กๆ วิธรี ับประทานโดยการนาํ ยาลกู กลอนใสป าก ดื่มนํา้ ตาม

120 5. ยาเม็ด ปจจุบันมีการนํายาผงมาผสมนํ้าหรือน้ําผ้ึงแลวมาใสเครื่องอัดเปนเม็ดเครอื่ งมือนี้หาซอื้ ไดงา ย มีราคาไมแพง ใชม อื กดได ไมตองใชเครื่องจักร ตามสถานที่ปรุงยาสมุนไพรหรือวดั ท่ีมกี ารปรงุ ยาสมุนไพรมกั จะซอ้ื เครือ่ งมือชนิดน้ีมาใช 6. ยาดองเหลา ไดจากการนําสมุนไพรมาใสโหลแลวใสเหลาขาวลงไปใหทวมสมุนไพร ปดฝาท้ิงไวประมาณ 1-6 สัปดาห แลว รนิ เอานาํ้ มาดม่ื เปนยา ปจจุบนั มีการจําหนายเปน “ซุมยาดอง” ซง่ึ มใี หพบเหน็ อยูบา ง 7. นํามาใชสด ๆ อาจนํามาใชทาบาดแผล หรือใชทาแกพิษ เชน วานหางจระเขผักบุงทะเล เปนตน นาํ มาตําใหแหลกแลวพอติดไวที่แผล เชน หญาคา ใบชุมเห็ด เปนตน นํามายางไฟแลวประคบ เชน ใบพลับพลึง เปน ตน หรือนํามาใชเ ปน อาหาร เชน หอม กระเทียม กลวยนํ้าวา ขาขงิ ใบบัวบก เปน ตน

121เรื่องที่ 2 อนั ตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร อันตรายจากยาแผนโบราณ จากปญหาของยาแผนโบราณในสังคมไทย สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รว มกับสํานักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไดมีการติดตามตรวจสอบและเฝาระวังการแพรระบาดของยาสมนุ ไพรที่ไมไดขึ้นทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ ซึ่งเปนยาปลอมอยางสม่ําเสมอ และจากผลการตรวจวิเคราะหยาปลอมเหลานัน้ พบวา มกี ารปนเปอนของจุลนิ ทรยี ทกี่ อใหเกิดโรคหรอื การลักลอบนําสารเคมีที่ไมปลอดภัยตอผูบริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธทิลแอลกอฮอลคลอโรฟอรม การใสย าแกปวดแผนปจ จบุ นั เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแตการลักลอบนํายาเฟนิลบิวตาโซน และสเตียรอยด ซ่งึ เปนยาควบคมุ พเิ ศษท่มี ผี ลขา งเคยี งตอรางกายสูง ผสมลงในยาแผนโบราณเพอื่ ใหเ กดิ ผลในการรกั ษาที่รวดเร็ว ซึ่งลว นแตเปนอันตรายตอผูบริโภคได โดยเฉพาะสารสเตียรอยดมักจะพบเพรดนิโซโลนและเดกซามีธาโซน (Prednisolone) และ (Dexamethasone) ผสมอยูในสมนุ ไพรแผนโบราณท่ไี มไ ดขึ้นทะเบียน สารสเตียรอยดท่ีผสมอยูในยาแผนโบราณกอใหเกิดอันตรายตอรางกายไดมากมายเชน - ทําใหเกิดแผลในกระเพาะอาหาร อาจถึงขั้นทําใหกระเพาะทะลุ ซ่ึงพบในผูที่รับประทานยากลมุ นี้หลายรายที่กระเพาะอาหารทะลุ ทําใหหนามืด หมดสติ และอาจอันตรายถึงชีวิตได โดยเฉพาะในผูสูงอายุ หรือผูทม่ี โี รคประจาํ ตัวอยแู ลว - ทําใหเ กิดการบวม (ตึง) ที่ไมใชอ ว น - ทาํ ใหก ระดกู ผกุ รอน และเปราะงา ย นําไปสูความทพุ พลภาพได - ทาํ ใหค วามดันโลหติ สงู และระดับนํ้าตาลในเลือดสูงพบในบางรายท่ีสูงจนถึงขั้นเปน อนั ตรายมาก - ทําใหภ มู คิ มุ กันรางกายตาํ่ มโี อกาสตดิ เช้อื ไดง าย นําไปสูความเสย่ี งที่จะติดเช้ือและอาจรุนแรงถงึ ขนั้ เสียชวี ติ ได บทกําหนดโทษตามกฎหมาย บทกาํ หนดโทษตามกฎหมายสาํ หรบั ผูกระทําความผิดฝาฝนกฎหมายในเรื่องของยาแผนโบราณ มีดังนี้ ฝา ฝน กฎหมายบทกําหนดโทษ 1. ผผู ลิต ขาย หรอื นําเขายาแผนโบราณ โดยไมไดรับอนญุ าตผูฝาฝนตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ 3 ป และปรับไมเ กนิ 5,000 บาท (หา พันบาท)

122 2. ผูผลิต ขาย หรือนาํ เขา ยาทไี่ มไดข นึ้ ทะเบียนตํารับยาจะมีความผิดตองระวางโทษจําคกุ ไมเกิน 3 ป หรือปรับไมเ กิน 5,000 บาท (หาพนั บาท) หรอื ทง้ั จําทั้งปรับ 3. ผูที่ผลิตยาปลอมจะมีความผิดตองระวางโทษจําคุกต้ังแต 3 ปถึงตลอดชีวิต และปรบั ตั้งแต 10,000 – 50,000 บาท (หน่ึงหมน่ื ถงึ หา หมน่ื บาท) 4. ผทู ่ขี ายยาปลอมจะมีความผดิ ตอ งระวางโทษจําคุกตั้งแต 1 ป – 20 ป และปรับตั้งแต 2,000 – 10,000 บาท (สองพนั ถงึ หนึ่งหม่นื บาท) 5. ผูท่ีโฆษณาขายยาโดยฝาฝนกฎหมายตองระวางโทษปรับไมเกิน 100,000 บาท(หนึง่ แสนบาท) หลกี เลย่ี งการซ้อื ยาแผนโบราณทีอ่ าจนาํ มาซึง่ อันตรายเพื่อความปลอดภยั ในการใชยาแผนโบราณ มคี าถาทเ่ี ปนขอ หา มซึง่ ทานควรทอ งจําไวใ หข นึ้ ใจ 1. หา มซ้อื ยาแผนโบราณจากรถเรขายตามวัดหรือตามตลาดนัดโดยเด็ดขาด เพราะอาจไดรบั ยาท่ีผลติ ข้ึนโดยผผู ลิตท่ีไมไดม าตรฐาน ไมไ ดร บั อนุญาตใหผลติ ยา ไมไดขอข้ึนทะเบยี นตามตาํ รบั ยา เพราะยาอาจมกี ารปนเปอนของจุลินทรียในระหวางการผลิต หรือมีการลักลอบผสมยาแผนปจจุบนั อาทิ สารสเตียรอยด ฯลฯ เพอื่ เรงผลการรกั ษาใหเ รว็ ข้ึน นํามาซ่ึงอันตรายตอ ผบู รโิ ภคได 2. หา มซอื้ ยาแผนโบราณตามคาํ โฆษณาชวนเชื่อวา ยาแผนโบราณนั้นสามารถรักษาโรคตา ง ๆ ไดครอบจกั รวาล เชน แกปวดเมอ่ื ย เบ่อื อาหาร นอนไมห ลับ โรคตบั โรคไต โรคหวั ใจ หรอืโฆษณาวา รักษาโรคมะเร็ง โรคเอดสได เพราะลวนเปน การโฆษณาที่โออวดเกินจริง ไมไดรับอนุญาตใหทาํ การโฆษณา 3. หา มใชยาท่มี ีผูอ่ืนมาเชิญชวนใหลองใชโดยอางวาเขาเคยใชมาแลวไดผล อาการเจ็บปว ยหายทนั ที หรืออาการเจบ็ ปวยหายขาดเลือกซือ้ ยาแผนโบราณอยา งไรจงึ ปลอดภยั หากทานมอี าการเจบ็ ปว ย และมคี วามจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งซอ้ื ยาแผนโบราณมาใชโ ปรด 1. ซ้อื ยาจากรานขายยาทมี่ ใี บอนุญาตขายยาเทา นน้ั 2. สงั เกตฉลากยาแผนโบราณทต่ี อ งการซอ้ื (จากรานขายยาท่มี ใี บอนุญาตขายยา)ท่ฉี ลากตองมีขอ ความสําคัญตาง ๆ ดงั นี้ - ชื่อยา - เลขที่หรือรหัสใบสําคัญการขนึ้ ทะเบียนยา ซง่ึ ก็คอื เลขทะเบียนตํารับยานนั่ เอง - ปรมิ าณของยาทีบ่ รรจุ - เลขท่ีหรอื อกั ษรแสดงครง้ั ที่ผลติ - ช่อื ผูผ ลติ และจังหวดั ท่ตี ัง้ สถานท่ีผลิตยา - วัน เดอื น ป ท่ผี ลิตยา

123 - คําวา “ยาแผนโบราณ” ใหเหน็ ชัดเจน - คําวา “ยาใชภายนอก” หรือ “ยาใชเฉพาะท่ี” แลวแตกรณีดวยอักษรสีแดงเห็นไดชดั เจน ในกรณที ่ีเปนยาใชภ ายนอก หรือยาใชเฉพาะที่ - คําวา “ยาสามญั ประจาํ บา น” ในกรณเี ปน ยาสามัญประจาํ บาน - คาํ วา “ยาสาํ หรบั สัตว” ในกรณเี ปน ยาสาํ หรับสัตว อยางไรก็ตามในกรณีที่ฉลากบนภาชนะบรรจุยาแผนโบราณมีขนาดเล็กต้ังแต 3ตารางนว้ิลงมาผผู ลติ จะไดร บั การยกเวนใหไมตองแสดงบางขอ ความท่ีกลาวขา งตน อยา งไรกต็ าม ฉลากยาแผนโบราณอยางนอยจะตองแสดงขอความ ชื่อยา เลขทะเบียนตํารับยา วันเดือนปท่ีผลิตใหผูบริโภครบั ทราบวิธสี ังเกตเลขทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ มีดังนี้ 1. หากเปน ยาแผนโบราณที่ผลิตในประเทศ จะขึน้ ตน ดว ยอักษร G ตามดว ยเลขลําดับทีอ่ นุญาต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบยี น G20/42 2. หากเปนยาแผนโบราณทน่ี ําเขาจากตา งประเทศ จะข้ึนตน ดว ยตัวอักษร K ตามดัวยเลขลําดับทอี่ นุญาต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบยี น K15/42 3. หากเปน ยาแผนโบราณทีแ่ บงบรรจุ จะขนึ้ ตน ดว ยตวั อักษร H ตามดวยเลขลําดับท่ีอนญุ าต........../ป พ.ศ. ...... เชน เลขทะเบียน H999/45พบปญ หาหรอื มขี อ สงสยั เกย่ี วกับยาแผนโบราณตดิ ตอ ทใ่ี ด 1. พบยาแผนโบราณทไ่ี มม เี ลขทะเบียนตาํ รบั 2. พบการขายยาจากรถเรข าย การขายยาตามวดั แผงลอยและตลาดนัด และสงสัยวาเปน ยาปลอม 3. พบการโฆษณายาแผนโบราณที่โออ วดสรรพคุณวาสามารถบําบัด บรรเทา รักษาหรือปองกนั โรคไดอยางศกั ด์สิ ิทธห์ิ รอื หายขาด 4. สงสัยเก่ียวกับยาแผนโบราณทานสามารถติดตอไปไดที่สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดทกุ แหง หรือสํานักงานคณะกรรมการอาหารและโปรดอยาลืม....... ซื้อยาแผนโบราณครั้งใดตองซอ้ื จากรานขายยาท่ีมีใบอนุญาตเทานั้น และตรวจสอบฉลากใหรอบคอบกอนซ้ือ วายานั้นมีเลขทะเบียนตาํ รับยาทถี่ ูกตอง

124 2.2 อันตรายจากการใชย าสมนุ ไพร การใชสมุนไพรเพ่ือการบํารุงสุขภาพและรักษาโรคไดสืบทอดมาชานาน ปจจุบันไดรับความนิยมมากขึ้น และไดรับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการศึกษาคนควาอยา งจริงจงั เชน การสง เสรมิ ใหใ ชยาสมนุ ไพรและการบริการทางการแพทยแผนไทยในโรงพยาบาลทวั่ ไป ผลิตภณั ฑส มุนไพรทวั่ ไปจดั อยใู นจาํ พวกอาหารหรือสว นประกอบอาหารที่ฉลากไมตองระบุสรรพคุณทางการแพทยหรือขนาดรบั ประทาน ดงั นั้น ผูใ ชผ ลติ ภณั ฑส มนุ ไพรสว นมากจงึ ตอ งศึกษาจากหนังสอื หรือขอคาํ ปรึกษาจากผรู ูห รอื แพทยท างเลอื ก เชน แพทยแ ผนไทย แพทยแผนจนี เปนตน สาํ หรบั สมนุ ไพรท่ีใชเ ปนยาสวนมากจะทําในรูปชา สําหรับใชชงดื่ม ซ่ึงมักมีรสขมหรือมรี สเฝอ น ท้ังนีไ้ มค วรหลงเช่อื ชาสมนุ ไพรรสดที ่ีมขี ายทั่วไป เพราะมักมียาสมุนไพรผสมอยูนอยมาก นอกจากนยี้ าสมนุ ไพรที่อยูในรปู ของยาชงดมื่ แลว ยงั มียาตม ยาดอง ยาผง ยาลูกกลอน และยาใชภายนอกดว ย เปน ยากพอกหรือยาประคบขอ ควรระวังในการใชย าสมุนไพร 1. พืชสมนุ ไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถา ใชไมถูกสวน เชน ฟาทะลายโจร ควรใชสวนใบออน แตไมควรใชกานหรือลําตน เพราะมีสารไซยาไนตประกอบอยู ดังน้ันกอนใชยาสมนุ ไพรตอ งแนใจวา มอี ะไรเปนสว นประกอบบา ง 2. กอ นใชยาสมนุ ไพรกบั เด็กและสตรีมีครรภ ตอ งปรกึ ษาแพทยกอ นทกุ คร้งั 3. การรบั ประทานยาสมนุ ไพรควรรับประทานตามปริมาณและระยะเวลาที่แพทยแนะนาํ หากใชในปริมาณที่เกนิ ขนาดอาจเกิดผลขา งเคยี งทเ่ี ปน อันตรายมาก 4. ตองสังเกตเสมอวา เมื่อใชแลวมีผลขางเคียงอะไรหรือไม หากมีอาการผิดปกติเชน ผืน่ คนั เวยี นศรี ษะ หายใจไมสะดวก หรอื มอี าการถายรนุ แรง ควรรีบปรกึ ษาแพทยโ ดยเรว็ สรปุ ยาทุกประเภทมีท้ังคุณและโทษ การใชย าโดยขาดความรูความเขาใจหรือใชไมถูกกับโรค ไมถูกวิธี นอกจากไมเกิดประโยชนในการรักษาแลว ยังอาจกอใหเกิดอันตรายไดโดยเฉพาะยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพรท่ีมขี ายอยูท ัว่ ไป มีจาํ นวนไมม ากนักท่ผี านกระบวนการผลิตทไี่ ดมาตรฐาน ดงั นั้น การเลือกใชยาดังกลาวจึงตองคัดเลือกยาท่ีไดรับมาตรฐานอาหารและยา (อย.)ตลอดจนตองทราบสรรพคุณและวิธกี ารใชท ่ีถูกกับสภาพและอาการเจบ็ ปว ยของแตละบคุ คล จึงจะเกดิประโยชนต อ สขุ ภาพอยางแทจรงิ ทัง้ นี้ กอนใชย าทุกประเภทควรคํานึงถึงหลกั การใชยาทั่วไป โดยอา นฉลากยาใหล ะเอยี ดและใชอ ยา งระมัดระวัง ดังนี้

125 ถกู ขนาด หมายถงึ ใชย าในปริมาณทไี่ ดผ ลในการรกั ษา ไมใชในปรมิ าณที่มากหรือนอ ยเกนิ ไป ถกู เวลา หมายถึง ใชย าใหถ ูกตองตามวธิ กี ารใชท่ีระบใุ นฉลากยา ถูกวิธี หมายถึง ใชยาใหถ กู ตอ งตามเวลาที่ระบุในฉลาก เชน - ยากอนอาหาร ควรรับประทานกอนมอ้ื อาหารอยาง นอยครึง่ ชั่วโมง - ยาหลงั อาหาร ควรรบั ประทานหลังอาหารไปแลว อยา งนอย 15 นาที - ยากอ นอาหาร ควรปรับประทานหลงั อาหารม้อื เย็น ประมาณ 3-4 ชว่ั โมง ถกู โรค หมายถงึ ใชยาใหถูกกบั อาการเจบ็ ปวยหรอื โรคทเ่ี ปน ซง่ึ จะตอ ง ไดร ับ การวนิ ิจฉยั จากแพทยหรอื ผูร เู ฉพาะดานอยา งถูกตอง เสยี กอ นกิจกรรม ใหผูเรียนรวบรวมขอมูลตํารับยาแผนโบราณและยาสมุนไพรที่มีในทองถิ่นอยางนอย 2 ชนิดพรอมบอกสรรพคณุ วิธกี ารใช สว นประกอบสาํ คัญ และผลขา งเคียงหรือขอควรระวังในการใช ดงั น้ี ยาแผนโบราณ  ชื่อยา  สรรพคณุ  สวนประกอบสําคญั  วธิ ีการใช  ขอควรระวงั ยาสมนุ ไพร  ช่อื ยา  สรรพคณุ  สวนประกอบสาํ คัญ  วธิ กี ารใช  ขอ ควรระวงั

126 บทท่ี 7การปองกนั สารเสพติดสาระสําคญั ความรูความเขาใจเก่ียวกับปญหา สาเหตุ ประเภท และอันตรายของสารเสพติดตลอดจนลกั ษณะอาการของผตู ิดสารเสพตดิ และสามารถรวู ิธีการปอ งกนั และหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมเสยี่ งตอสารเสพตดิ ไดผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง เพือ่ ใหผ ูเรยี นสามารถ 1. อธบิ ายและบอกประเภทและอนั ตรายของสารเสพตดิ ได 2. อธิบายและบอกลกั ษณะอาหารของผูตดิ สารเสพติดได 3. อธบิ ายถงึ วิธกี ารปอ งกันและหลกี เลย่ี งพฤติกรรมเสย่ี งตอ สารเสพตดิ ไดขอบขา ยเนือ้ หา เรอ่ื งที่ 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภท และอันตรายของสารเสพติด เรอ่ื งที่ 2 ลักษณะอาการของผูต ดิ ยาเสพตดิ เรือ่ งที่ 3 การปองกันและหลีกเล่ียงการตดิ สารเสพติด

127เรือ่ งท่ี 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภท และอนั ตรายของสารเสพติด สถานการณป จ จุบนั พบวา ภาวการณแ พรระบาดของการใชสารเสพติดไดแพรร ะบาดเขา ไปถึงทุกเพศทกุ วยั ทุกกลุมอายุ สงผลกระทบตอ สขุ ภาพพลานามัยของบคุ คลกลุม น้ัน ๆ โดยเฉพาะการใชย าเสพตดิ ในทางทผ่ี ดิ ของกลมุ เยาวชนทีก่ าํ ลังศึกษาเลาเรียนในสถานศึกษา หรอื นอกสถานศกึ ษาหรือกลมุ เยาวชนนอกระบบการศกึ ษา สารเสพติด หมายถงึ ยาเสพตดิ วัตถอุ อกฤทธิ์ และสารระเหย ยาเสพติด ท่ีจะกลาวในท่ีนี้คือ ยาเสพติดใหโทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. 2522 (ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2528 และฉบับท่ี 3 พ.ศ. 2530) ซึ่งหมายถึงสารเคมีวัตถุชนิดใด ๆ ซึ่งเมื่อเสพเขาสูรางกายไมวาจะรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดวยประการใด ๆ แลวทําใหเกิดผลตอรางกายและจติ ใจในลกั ษณะสําคัญ เชน ตองเพิม่ ขนาดการเสพขึน้ เปนลาํ ดบั มกี ารถอนยาเมื่อขาดยา มีความตองการเสพท้ังทางรางกายและจติ ใจอยางรนุ แรงตลอดเวลา และสขุ ภาพโดยท่ัวไปจะทรุดโทรมลงกบั ใหร วมตลอดถึงพืชหรอื สวนของพืชที่เปน หรอื ใหผ ลผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโทษ หรืออาจใชผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโ ทษ และสารเคมที ีใ่ ชในการผลติ ยาเสพติดใหโ ทษดวย ทง้ั นตี้ ามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกจิ จานุเบกษา แตไ มห มายความถงึ ยาสามัญประจาํ บานบางตําราตามกฎหมายวา ดวยยาทีม่ ียาเสพตดิใหโทษผสมอยู1.3 ประเภทของสารเสพตดิ ยาเสพติดใหโทษแบงได 5 ประเภท [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135(พ.ศ. 2539) เรื่องระบุช่ือและประเภทยาเสพติดใหโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ.2522] ดงั น้ี 1. ยาเสพติดใหโ ทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอี) ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนีไ้ มใชประโยชนทางการแพทย 2. ยาเสพตดิ ใหโ ทษประเภท 2 เชน มอรฟน โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และฝน ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีมีประโยชนทางการแพทย แตก็มีโทษมาก ดังนั้นจึงตองใชภายใตความควบคมุ ของแพทย และใชเ ฉพาะในกรณีท่จี าํ เปน เทานน้ั 3. ยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 3 เปนยาสาํ เร็จรูปที่ผลิตข้ึนตามทะเบียนตํารับ ที่ไดรับอนญุ าตจากกระทรวงสาธารณสขุ แลว มีจาํ หนายตามรานขายยา ไดแ ก ยาแกไอ ที่มตี วั ยาโคเคอีน หรือยาแกทอ งเสยี ท่มี ีตวั ยาไดเฟนอกซิน เปนตน ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 มีประโยชนทางการแพทยและมโี ทษนอ ยกวา ยาเสพติดใหโ ทษอ่นื ๆ 4. ยาเสพติดใหโทษประเภท 4 เปน นาํ้ ยาเคมีท่ีนาํ มาใชใ นการผลิตยาเสพติดใหโทษประเภท 1 ไดแ ก น้ํายาเคมี อาซติ กิ แอนไฮไดรด อาซติ ลิ คลอไรด เอทลิ ิดีน ไดอาเซเตท สารเออรโกเมทรีน

128และคลอซูโดอีเฟดรีน ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีสวนใหญไมมีการนํามาใชประโยชนในการบาํ บัดรักษาอาการของโรคแตอยา งใด 5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืชเห็ดขี้ควาย ยาเสพติดใหโ ทษประเภทนไ้ี มมปี ระโยชนท างการแพทย พระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ กําหนดบทลงโทษสําหรับผูทําการผลิต นําเขาสง ออก จาํ หนาย มีไวครอบครอง และการเสพยาเสพติดใหโ ทษประเภท 1, 2, 3 และ 5 นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษสาํ หรบั ผูย ยุ ง หรอื สงเสริม หรือกระทําการใด ๆ อันเปนการชว ยเหลือ หรือใหความสะดวกในการทีผ่ ูอ ่ืนเสพยาเสพตดิ ใหโ ทษ การเสพ หมายถึง การรับยาเสพติดใหโทษเขาสูรางกายไมวาดวยวิธีการใด ๆ เชนรับประทาน สูดดม ฉดี ผตู ิดยาเสพติดใหโ ทษ ถาสมัครเขารับการบําบัดรักษาในสถานพยาบาลท่ีกระทรวงสาธารณสุขกําหนดเปนสถานพยาบาลสําหรับบําบัดรักษาผูติดยา กอนท่ีความผิดจะปรากฏและไดปฏิบัติครบถว นตามระเบยี บของสถานพยาบาลแลว กฎหมายจะเวนโทษสาํ หรบั การเสพยา วัตถุออกฤทธิ์ตอจิตและประสาท หรือวัตถุออกฤทธ์ิ ตามพระราชบัญญัติวัตถุท่ีออกฤทธต์ิ อจติ และประสาท พ.ศ. 2518 ฉบบั ที่ 2 (พ.ศ. 2528) ฉบับท่ี 3 (พ.ศ. 2535) หมายถึง “วัตถุที่ออกฤทธิ์ตอ จิตและประสาทที่เปน สงิ่ ธรรมชาติหรือไดจ ากสง่ิ ธรรมชาติ หรอื วตั ถทุ อี่ อกฤทธิ์ตอจติ และประสาททเี่ ปนวตั ถสุ งเคราะห ทง้ั น้ีตามทรี่ ัฐมนตรปี ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา” วัตถุออกฤทธ์ิแบงได 4 ประเภท [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับท่ี 97 (พ.ศ.2539) เรื่องระบุชอ่ื และจัดแบงประเภทวัตถอุ อกฤทธ์ิตามความในพระราชบญั ญัตวิ ตั ถทุ อ่ี อกฤทธิ์ตอ จิตและประสาท พ.ศ. 2518] ดังนี้ 1. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 1 มีความรุนแรงในการออกฤทธ์ิมาก ทําใหเกิดอาการประสาทหลอน ไมมีประโยชนใ นการบําบัดรกั ษาอาการของโรค ไดแก ไซโลไซบนั และเมสคาลีน 2. วตั ถอุ อกฤทธิ์ประเภท 2 เชน ยากระตุน ระบบประสาท เชน อเี ฟดรนี เฟเนทิลลีนเพโมลนี และยาสงบประสาท เชน ฟลูไนตราซีแพม มิดาโซแลม ไนตราซีแพม วัตถุประเภทนี้มีการนาํ ไปใชใ นทางที่ผดิ เชน ใชเปน ยาแกงว ง ยาขยัน หรอื เพอ่ื ใชมอมเมาผอู ่ืน 3. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 3 ใชในรูปยารักษาอาการของโรค สวนใหญเปนยากดระบบประสาทสวนกลาง เชน เมโพรบาเมต อะโมบารบิตาล และยาแกปวด เพตาโซซีน การใชยาจาํ พวกน้ีจําเปนตอ งอยูในความควบคุมดูแลของแพทย 4. วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 4 ไดแก ยาสงบประสาท/ยานอนหลับในกลุมของบารบิตูเรต เชน ฟโนบารบิตาล และเบ็นโซไดอาซีปนส เชน อัลปราโซแลม ไดอาซีแพม สวนใหญมีการนํามาใชอยางกวางขวาง ท้ังนี้เพื่อบําบัดรักษาอาการของโรค และการนํามาใชในทางที่ผิด การใชยาวัตถุออกฤทธปิ์ ระเภทน้ตี องอยภู ายใตการควบคุมของแพทยเชนเดียวกับการใชวัตถอุ อกฤทธป์ิ ระเภท3

129 สารระเหย ตามพระราชกําหนดปองกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533 หมายถึง“สารเคมี หรอื ผลิตภัณฑทร่ี ัฐมนตรปี ระกาศวา เปนสารระเหย” สารระเหย เปนสารเคมี 14 ชนิด และผลิตภัณฑ 5 ชนิด [ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับท่ี 14 (พ.ศ. 2538) เร่ืองกําหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือขนาดบรรจุของสารเคมี หรือผลติ ภัณฑเปน สารระเหย] สารเคมี 14 ชนิด ไดแ ก อาซโี ทน เอทิลอาซีเตท โทลอู นี เซลโลโซลฟ ฯลฯ ผลิตภัณฑ 5 ชนิด ไดแก ทินเนอร แลคเกอร กาวอินทรียสังเคราะห กาวอินทรียธรรมชาติ ลกู โปง วิทยาศาสตร การตดิ ยากบั การเสพยา องคการอนามยั โลกไดใหการนยิ ามของภาวะทเ่ี กีย่ วขอ งกับยาเสพติดไว ดงั น้ี 1. การใชยาในทางทีผ่ ิด (Harmful use, abuse) หมายถึง การใชยาเสพติดในลักษณะอนั ตรายตอสุขภาพ ท้ังทางดานรา งกายและดา นจติ ใจ เชน ภาวะซมึ เศราจากการด่มื สรุ าอยางหนกั 2. การติดสารเสพติด (Depenedence syndrome) หมายถึง ภาวะผิดปกติทางดานปญ ญา ความคิดอา น และระบบสรีระรา งกายซึ่งเกิดภายหลังจากการใชสารเสพติดซ้ํา ๆ และมีอาการตาง ๆ ดังตอไปน้รี วมดวย 1) มคี วามตอ งการอยา งรนุ แรงทจี่ ะใชสารตัวนั้น ๆ 2) มคี วามยากลาํ บากในการควบคุมการใชท ง้ั ปรมิ าณและความถี่ 3) ยงั คงใชส ารนัน้ ตอ ไปทงั้ ๆ ท่ีรูวา จะเปนอันตรายตอรางกาย 4) หมกมุนอยกู ับการใชส ารเสพติดมากกวาการทํากิจกรรมอืน่ ที่สาํ คัญกวา 5) มอี าการด้ือยา คอื ตองเพ่มิ ปริมาณการใช เพื่อใหไดผ ลเทา เดมิ 6) เมื่อหยุดการใชยาจะเกิดอาการขาดยาหรืออยากยาทางรางกาย (Physical with)

1301.4 สาเหตุของการตดิ สารเสพตดิ 1. สาเหตุทเ่ี กิดจากความรเู ทา ไมถงึ การณ 1) อยากทดลอง เกดิ จากความอยากรูอยากเห็นซงึ่ เปน นิสยั ของคนโดยทว่ั ไปและโดยทไี่ มค ดิ วา ตนจะตดิ สง่ิ เสพตดิ นไ้ี ด จงึ ทาํ การทดลองใชส งิ่ เสพติดนนั้ ในการทดลองใชค รง้ั แรกๆ อาจมคี วามรูสึกดหี รอื ไมด กี ต็ าม ถายงั ไมต ดิ ส่ิงเสพตดิ น้นั กอ็ าจประมาท ไปทดลองใชในส่ิงเสพติดน้นั อีก จนในที่สดุ กต็ ิดส่งิ เสพติดนน้ั หรือถาไปทดลองใชส่ิงเสพติดบางชนิด เชน เฮโรอีน แมจะเสพเพยี งครงั้ เดียวกอ็ าจทําใหตดิ ได 2) ความคกึ คะนอง คนบางคนมีความคึกคะนอง ชอบพูดอวดเกงเปนนิสัยโดยเฉพาะวัยรนุ มกั จะมนี สิ ัยดังกลา ว คนพวกนอ้ี าจแสดงความเกงกลาของตน ในกลุมเพ่ือนโดยการแสดงการใชส่ิงเสพติดใหเพ่ือนฝูงยอมรับวาตนเกง โดยมิไดคํานึงถึงผลเสียหายหรืออันตรายที่จะเกดิ ขน้ึ ภายหลงั แตอ ยางไร ในทสี่ ุดตนเองก็กลายเปนคนติดส่งิ เสพติดนัน้ 3) การชักชวนของคนอ่ืน อาจเกิดจากการเช่ือตามคําชักชวนโฆษณาของผูขายสินคา ที่เปนสิ่งเสพติดบางชนิด เชน ยากระตุนประสาทตาง ๆ ยาขยัน ยาบา เปนตน โดยผูขายโฆษณาสรรพคุณของสิ่งเสพติดนั้นวามีคุณภาพดีสารพัดอยางเชน ทําใหมีกําลังวังชา ทําใหมีจิตใจแจมใส ทาํ ใหม ีสุขภาพดี ทําใหมีสติปญ ญาดี สามารถรกั ษาโรคไดบางชนิด เปนตน ผูท่ีเช่ือคําชักชวนโฆษณาดังกลาวจึงไปซื้อตามคําชักชวนของเพ่ือนฝูง ซ่ึงโดยมากเปนพวกที่ติดส่ิงเสพติดน้ันอยูแลวดวยความเกรงใจเพอื่ น หรือเชอื่ เพื่อน หรือตองการแสดงวา ตวั เปนพวกเดียวกับเพ่ือน จึงใชสิ่งเสพติดนั้น 2. สาเหตทุ ีเ่ กิดจากการถูกหลอกลวง ปจ จุบันน้มี ผี ขู ายสินคา ประเภทอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มบางรายใชสิ่งเสพติดผสมลงในสินคา ท่ขี าย เพ่ือใหผ ูซอ้ื สินคานนั้ ไปรับประทานเกิดการติด อยากมาซื้อไปรับประทานอีกซ่ึงในกรณีนี้ ผูซื้ออาหารนั้นมารบั ประทาน จะไมร สู ึกวา ตนเองเกดิ การตดิ ส่งิ เสพติดข้ึนแลว รูแตเพียงวา อยากรับประทานอาหาร ขนม หรือเคร่ืองดมื่ ท่ีซื้อจากรา นนน้ั ๆ กวา จะทราบก็ตอเมอ่ื ตนเองรูสึกผิดสังเกตตอความตองการ จะซ้ืออาหารจากรานน้ันมารับประทาน หรือตอเมื่อมีอาการเสพติดรุนแรงและมีสุขภาพเส่อื มลง 3. สาเหตทุ ีเ่ กดิ จากความเจ็บปวย 1) คนที่มีอาการเจ็บปวยทางกายเกิดขึ้นเพราะสาเหตุตาง ๆ เชน ไดรับบาดเจ็บรุนแรง เปนแผลเรอ้ื รัง มคี วามเจ็บปวดอยูเปน ประจาํ เปนโรคประจําตัวบางอยาง เปนตน ทําใหไดร บั ทกุ ขทรมานนั้น ซ่ึงวิธีหน่งึ ทที่ าํ ไดงา ยคอื การรบั ประทานยาทมี่ ีฤทธ์ิระงับอาการเจ็บปวดนั้นได ซง่ึ ไมใ ชเ ปนการรกั ษาที่เปนตน เหตุของความเจ็บปว ย เพียงแตร ะงบั อาการเจ็บปวดใหหมดไปหรือลดนอ ยลงไดชว่ั ขณะ เมื่อฤทธิ์ยาหมดไปกจ็ ะกลบั เจบ็ ปวดใหม ผปู วยกจ็ ะใชยาน้ันอีก เมื่อทําเชนนี้ไปนาน ๆ เกดิ อาการตดิ ยานัน้ ขนึ้

131 2) ผูท่ีมีจิตใจไมเปน ปกติ เชน มคี วามวติ ก กังวล เครียด มีความผิดหวังในชวี ิต มีความเศราสลด เสียใจ เปนตน ทาํ ใหส ภาวะจติ ไมเ ปน ปกตจิ นเกดิ การปวยทางจิตข้นึ จึงพยายามหายาหรือสิ่งเสพติดท่ีมีฤทธิ์สามารถคลายความเครียดจากทางจิตไดชั่วขณะหน่ึงมารับประทาน แตไมไดรกั ษาที่ตนเหตุเม่ือยาหมดฤทธิ์ จิตใจก็จะกลับมาเครียดอีก และผูปวยก็จะเสพสิ่งเสพติด ถาทําเชนนีไ้ ปเรอื่ ย ๆ ก็จะทําใหผ ูนัน้ ตดิ ยาเสพติดในท่สี ดุ 3) การไปซอ้ื ยามารับประทานเองโดยไมทราบสรรพคุณยาที่แทจริง ขนาดยาทคี่ วรรับประทาน การรับประทานยาเกินจํานวนกวาที่แพทยไดสั่งไว การรับประทานยาบางชนิดมากเกนิ ขนาด หรอื รับประทานติดตอกนั นาน ๆ บางครงั้ อาจมีอาการถงึ ตายได หรือบางครั้งทําใหเกิดการเสพติดยานั้นได 4. สาเหตุอืน่ ๆ การอยูใกลแหลง ขายหรือใกลแหลง ผลิต หรือเปนผขู ายหรือผูผลิตเอง จึงทําใหมีโอกาสติดส่ิงเสพตดิ ใหโทษนัน้ มากกวาคนท่ัวไปเม่ือมีเพื่อนสนิทหรือพี่นองท่ีติดสิ่งเสพติดอยู ผูน้ันยอ มไดเ หน็ วิธกี ารเสพของผทู ีอ่ ยใู กลช ดิ รวมทง้ั ใจเห็นพฤตกิ รรมตาง ๆ ของเขาดวย และยังอาจไดรับคาํ แนะนาํ หรือชักชวนจากผูเสพดวย จึงมีโอกาสตดิ ได 1) คนบางคนอยูใ นสภาพทม่ี ปี ญหา เชน วา งงาน ยากจน คาใชจายเพิ่มโดยมรี ายไดลดลง หรือคงที่ มีหนีส้ นิ มาก ฯลฯ เมือ่ แกป ญหาตาง ๆ เหลานี้ไมไดก็หันไปใชส่ิงเสพติดชวยผอ นคลายความรสู ึกในความทุกขย ากตา ง ๆ เหลา น้ี แมจะรวู าเปน ช่ัวครชู ่ัวยามก็ตาม เชน กลมุ ใจท่ีเปนหน้ีคนอ่ืนกไ็ ปกนิ เหลา หรอื สูบกัญชาใหเ มาเพ่ือทจ่ี ะไดลืมเรื่องหนี้สิน บางคนตองการรายไดเพ่ิมข้ึนโดยพยายามทาํ งานใหห นักและมากขน้ึ ทั้ง ๆ ทรี่ า งกายออ นเพลยี มากจงึ รับประทานยากระตนุ ประสาทเพ่ือใหส ามารถทํางานตอไปได เปน ตน ถา ทาํ อยเู ปนประจาํ ทําใหติดสงิ่ เสพตดิ น้นั ได 2) การเลียนแบบ การท่ไี ปเหน็ ผทู ตี่ นสนิทสนมรกั ใครห รอื เพื่อน จึงเห็นวาเปน สิ่งนา ลอง เปนสิง่ โกเก เปนสิ่งแสดงความเปน พวกเดียวกนั จงึ ไปทดลองใชส ง่ิ เสพตดิ นั้นจนตดิ 3) คนบางคนมีความผดิ หวงั ในชวี ิตตนเอง ผิดหวังในชีวิตครอบครัว หรือผิดหวังในชีวติ สังคม เพื่อเปน การประชดตนเองหรือคนอื่น จึงไปใชส่ิงเสพติดจนติดท้ัง ๆ ที่ทราบวาเปน สิง่ ไมดกี ็ตาม

1321.5 อันตรายและโทษของสารเสพตดิ สารเสพตดิ ใหโทษมหี ลายชนิดไดแพรร ะบาดเขามาในประเทศไทย จะพบในหมูเด็กและเยาวชนเปนสวนมาก นับวาเปนเรื่องรายแรงเปนอันตรายตอผูเสพและประเทศชาติเปนอยางย่ิงผูเรียนควรทราบอนั ตรายจากสารเสพติดในแตล ะชนิด ดงั น้ี 1. ฝน (Opium) ฝน จะมฤี ทธก์ิ ดประสาท ทาํ ใหนอนหลบั เคลบิ เคลมิ้ ผูท ีต่ ิดฝน จะมีความคดิ อานชาลง การทํางานของสมอง หัวใจ และการหายใจชาลง นอกจากนี้ ยังพบวาฝนทําใหตับเสื่อมสมรรถภาพปลายประสาทและกลามเนื้อหัวใจอักเสบ ระบบยอยอาหารเสื่อมสมรรถภาพ เบื่ออาหาร ทองผูก ระบบฮอรโมนเปลี่ยนแปลง ผูหญิงอาจเกิดการขาดประจําเดือน ผูชายอาจหมดสมรรถภาพทางเพศ และรา งกายทรดุ โทรม อาการขาดยา จะเริม่ หลังจากไดรับยาครั้งสุดทาย 4-10 ช่ัวโมง แลวไมสามารถหายาเสพไดอ ีก จะมอี าการกระวนกระวาย หงดุ หงดิ โกรธงา ย ตื่นเตน ตกใจงาย หาวนอนบอ ย ๆ นาํ้ มกูนํ้าตา นํ้าลาย และเหง่อื ออกมาก ขนลกุ กลามเนอ้ื กระตุก ตัวสนั่ มานตาขยาย ปวดหลังและขามาก ปวดทอง อาเจียน ทองเดนิ บางรายมอี าการรนุ แรงถงึ ขนาดถา ยเปนเลือด ที่ภาษาชาวบานเรียกวา “ลงแดง” ผูตดิ ยาจะมีความตอ งการยาอยางรุนแรงจนขาดเหตุผลที่ถูกตอง อาการขาดยานี้จะเพ่ิมข้ึนในระยะ 24ช่วั โมงแรก และจะเกดิ มากที่สุดภายใน 48-72 ช่ัวโมง หลงั จากนั้นอาการจะคอย ๆ ลดลง 2. มอรฟน (Morphine) เปนแอลคาลอยดจากฝนดิบ มีฤทธ์ิท้ังกดและกระตุนระบบประสาทสว นกลาง ทําใหศ นู ยประสาทรับความรูสึกชา อาการเจ็บปวดตาง ๆ หมดไป กลามเนื้อคลายตวั มคี วามรสู ึกสบายหายกังวล นอกจากนี้ยังมีฤทธ์ิกดศูนยการไอทําใหระงับอาการไอ กดศูนยควบคุมการหายใจ ทําใหรางกายหายใจชาลง เกิดอันตรายถึงแกชีวิตได สวนฤทธ์ิกระตุนระบบประสาทสวนกลางจะทําใหคลื่นไส อาเจียน มานตาหร่ี บางรายมีอาการตื่นเตนดวย กระเพาะอาหารและลําไสท าํ งานนอยลง หูรดู ตาง ๆ หดตวั เล็กลง จงึ ทาํ ใหมีอาการทองผกู และปส สาวะลาํ บาก 3. เฮโรอีน (Heroin) สกัดไดจากมอรฟนโดยกรรมวิธีทางเคมี ซึ่งเกิดปฏิกิริยาระหวางมอรฟ นและนา้ํ ยาอะซติ คิ แอนไฮไดรด เปนยาเสพติดท่ีติดไดงายมาก เลิกไดยาก มีความแรงสูงกวามอรฟ น ประมาณ 5-8 เทา แรงกวาฝน 80 เทา และถาทําใหบริสุทธ์ิจะมีฤทธิ์แรงกวาฝนถึง 100เทาตวั เฮโรอนี เปนยาเสพติดใหโทษที่รายแรงท่ีสุด ใชไดทั้งวิธีสูบฉีดเขากลามเนื้อหรือเสนเลือดดําละลายไดดใี นน้าํ เฮโรอนี มฤี ทธิ์ทําใหงวงนอน งนุ งง คล่นื ไส อาเจียน เบอ่ื อาหาร รา งกายผอมลงอยางรวดเรว็ ออ นเพลยี ไมกระตือรอื รน ไมอยากทาํ งาน หงุดหงิด โกรธงา ย มกั กอ อาชญากรรมไดเสมอ มักตายดวยมโี รคแทรกซอ น หรือใชย าเกินขนาด 4. บารบ ิทเู รต (Barbiturates) ยาที่จัดอยูใ นพวกสงบประสาทใชเปนยานอนหลับระงับความวิตกกงั วล ระงบั อาการชักหรือปอ งกนั การชัก ทีใ่ ชกันแพรห ลายไดแ ก เซดคบารบิตาลออกฤทธก์ิ ดสมอง ทําใหสมองทํางานนอยลง ใชยาเกินขนาดทําใหมีฤทธิ์กดสมองอยางรุนแรง ถึงขนาด

133หมดความรสู กึ และเสยี ชวี ิต จะมีอาการมึนงงในคอหงุดหงิด เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ มีความกลา อยา งบาบิน่ ชอบทะเลาะววิ าท กาวรา วทํารายตนเอง คลุมคลัง พูดไมชัด เดินโซเซคลายกับคนเมาสุรา ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลื้องเสือ้ ผาเพ่อื เตน โชวไ ด 5. ยากลอ มประสาท (Tranquilizers) เปนยาที่มีฤทธิ์กดสมอง ทําใหจิตใจสงบหายกังวล แตฤทธิ์ไมร นุ แรงถงึ ขนั้ ทาํ ใหห มดสติหรอื กดการหายใจ การใชยาเปน เวลานาน จะทาํ ใหร างกายเกดิ ความตา นทานตอยาและเกิดการเสพติดไดและมีแนวโนมจะปวยดวยโรคความดันโลหิตตํ่า โรคกระเพาะ โรคทางเดนิ อาหาร ฯลฯ 6. แอมเฟตามนี (Amphetamine) มีชือ่ ท่บี ุคคลทัว่ ไปรูจัก คือ ยาบา หรือยาขยันเปนยาทีม่ ีฤทธกิ์ ระตุน ประสาทสวนกลาง และระบบประสาทสว นปลาย ทําใหมีอาการต่ืนตัว หายงวง พูดมาก ทาํ ใหหลอดเลอื ดตีบเลก็ ลง หัวใจเตน เร็วข้นึ ความดันเลือดสูง มือส่ันใจส่ัน หลอดลมขยาย มานตาขยาย เหงื่อออกมาก ปากแหง เบื่ออาหาร ถาใชเกินขนาดจะทําใหเวียนศีรษะนอนไมหลับ ตัวสั่นตกใจงา ย ประสาทตงึ เครียด โกรธงาย จติ ใจสบั สน คลื่นไส อาเจยี น ทองเดินและปวดทอ งอยางรุนแรงมีอาการชกั หมดสติ และตายเนอ่ื งจากหลอดเลือดในสมองแตกหรอื หัวใจวาย 7. กัญชา (Cannabis) เปนพชื ลมลกุ ชนดิ หน่ึง ขนึ้ ไดง า ยในเขตรอน อาทิ ไทย อินเดียเม็กซิโก ผลที่เกิดข้ึนตอรางกายจะปรากฏหลังจากสูบ 2-3 นาที หรือหลังจากรับประทานคร่ึงถึง 1ชั่วโมง ทําใหมีอาการตืน่ เตน ชางพูด หัวเราะสงเสยี งดัง กลามเนื้อแขนขาออ นเปล้ียคลา ยคนเมาสรุ า ถาไดร บั ในขนาดสงู ความรูสกึ นึกคดิ และการตัดสินใจเสียไป ความจําเส่ือม ประสาทหลอน หวาดระแวงความคิดสับสน ไมสนใจสิ่งแวดลอม การสูบกัญชา ยังทําใหเกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืดหลอดลม มะเร็งที่ปอด บางรายมีอาการทองเดิน อาเจียน มือส่ันเปนตะคริว หลอดเลือดอุดตัน หัวใจเตน เรว็ ความรูสึกทางเพศลดลงหรือหมดไป และเปนหนทางนําไปสูการเสพติดยาชนดิ อืน่ ๆ ไดงาย 8. ยาหลอนประสาท (Hallucinogen) เปนยาท่ีทําใหประสาทการเรียนรูผิดไปจากธรรมดา ยาทีแ่ พรหลายในปจ จบุ ัน ไดแก แอลเอสดี ดีเอ็มที เอสทีพี เมสคาลีน เห็ดข้ีควาย ตนลําโพงหัวใจเตนเร็วข้ึน ความดันเลือดสูง มานตาขยาย มือเทาสั่น เหง่ือออกมากท่ีฝามือ บางรายคลื่นไสอาเจยี น สงผลตอจติ ใจ คอื มอี ารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน ไมสามารถควบคุมสติได ทายสุดผเู สพมกั ปว ยเปนโรคจิต 9. สารระเหย สารระเหยจะถกู ดูดซึมผานปอด เขาสูกระแสโลหิต แลวเขาสูเน้ือเย่ือตาง ๆ ของรางกาย เกิดพิษซ่ึงแบง ไดเ ปน 2 ระยะ คือ พิษระยะเฉียบพลัน ตอนแรกจะรูสึกเปนสขุ รา เริง ควบคุมตัวเองไมได คลายกับคนเมาสุรา ระคายเคอื งเยื่อบุภายในปากและจมูก น้ําลายไหลมาก ตอมามีฤทธ์ิกดทําใหง ว งซมึ หมดสติถา เสพในปรมิ าณมากจะไปกดศนู ยห ายใจทําใหตายได

134 พษิ ระยะเร้ือรงั หากสดู ดมสารระเหยเปนระยะเวลานานติดตอกัน จะเกิดอาการทางระบบประสาท วิเวียนศีรษะ เดินโซเซ ความคิดสับสน หัวใจเตนผิดปกติ เกิดการอักเสบของหลอดลม ถายทอดทางพันธกุ รรม เปนเหตใุ หเ ด็กทเ่ี กิดมามคี วามพิการได เซลลสมองจะถูกทําลายจนสมองฝอ จะเปน โรคสมองเสอื่ มไปตลอดชวี ติ 10. ยาบา เปนชื่อท่ีใชเรียกยาเสพติดที่มีสวนของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน(Amphetamine) สารประเภทนี้แพรร ะบาดอยู 3 รปู แบบดวยกนั คอื 1) แอมเฟตามนี ซัลเฟต (Amphetamine Sulfate) 2) เมทแอมเฟตามนี (Methamphetamine) 3) เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด (Methamphetamine Hydrochloride)ซ่งึ จากผลการตรวจพิสูจนย าบา ปจจบุ ันทีพ่ บอยใู นประเทศไทยมักพบวา เกอื บทั้งหมดมีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด ผสมอยู ยาบา จัดอยูในกลุมยาเสพติดที่ออกฤทธ์ิกระตุนประสาท มีลักษณะเปนยาเม็ดกลมแบนขนาดเล็ก เสนผานศูนยกลางประมาณ 6-8 มิลลิเมตร ความหนาประมาณ 3 มิลลิเมตรน้ําหนักเม็ดยาประมาณ 80-100 มลิ ลิกรมั มีสีตางๆ กัน เชน สสี ม สนี ํ้าตาลสีมวง สีเทา สีเหลือง และสีเขียว มีสัญลักษณท่ีปรากฏบนเม็ดยา เชน ฬ, M, PG, WY สัญลักษณรูปดาว, รูปพระจันทรเสี้ยว, 99หรือ อาจเปนลักษณะของเสนแบงคร่ึงเม็ด ซึ่งลักษณะเหลานี้อาจปรากฏบนเม็ดยาดานหนึ่งหรือท้ังสองดา นหรือ อาจเปน เม็ดเรียบทั้งสองดา นก็ได อาการผูเ สพ เมื่อเสพเขา สูรางกาย ในระยะแรกจะออกฤทธิ์ทําใหรางกายตื่นตัว หัวใจเตนเร็วความดันโลหิตสูง ใจส่ัน ประสาทตึงเครียด แตเม่ือหมดฤทธิ์ยา จะรูสึกออนเพลียมากกวาปกติประสาทลา ทําใหก ารตดั สนิ ใจชา และผดิ พลาด เปน เหตุใหเกดิ อุบัติเหตรุ า ยแรงได ถาใชติดตอกันเปนเวลานาน จะทําใหส มองเสอ่ื ม เกดิ อาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตา หวาดระแวงคลุม คลั่ง เสียสติเปนบาอาจทํารายตนเองและผูอื่นได หรือในกรณีที่ไดรับยาในปริมาณมาก (Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจทาํ ใหห มดสติ และถงึ แกค วามตายได อนั ตรายท่ีไดรับ การเสพยาบากอใหเ กดิ ผลรายหลายประการ ดังน้ี 1. ผลตอจิตใจ เม่ือเสพยาบาเปน ระยะเวลานานหรอื ใชเปน จํานวนมาก จะทาํ ใหผูเสพมคี วามผิดปกติทางดา นจติ ใจกลายเปน โรคจิตชนดิ หวาดระแวง สง ผลใหม พี ฤตกิ รรมเปลี่ยนแปลงไป เชน เกิดอาการหวาดหว่ัน หวาดกลัว ประสาทหลอน ซ่ึงโรคน้ีหากเกิดขึ้นแลว อาการจะคงอยูตลอดไป แมในชว งเวลาท่ีไมไดเ สพยากต็ าม 2. ผลตอระบบประสาท ในระยะแรกจะออกฤทธิ์กระตุนประสาท ทําใหประสาทตงึ เครียด แตเม่ือหมดฤทธย์ิ าจะมีอาการประสาทลา ทาํ ใหการตัดสินใจในเร่ืองตาง ๆ ชา และ

135ผิดพลาด และหากใชติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม หรือกรณีที่ใชยาในปริมาณมาก(Overdose) จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทาํ ใหหมดสตแิ ละถึงแกความตายได 3. ผลตอพฤติกรรม ฤทธข์ิ องยาจะกระตนุ สมองสว นทค่ี วบคมุ ความกา วราว และความกระวนกระวายใจ ดังน้ันเมอ่ื เสพยาบา ไปนาน ๆ จะกอ ใหเ กิดพฤติกรรมท่ีเปลี่ยนแปลงไป คือ ผูเสพจะมีความกา วราวเพิ่มข้นึ และหากยงั ใชต อไปจะมีโอกาสเปน โรคจิตชนิดหวาดระแวง เกรงวาจะมีคนมาทาํ รา ยตนเอง จงึ ตองทํารายผูอื่นกอน 11. ยาอ,ี ยาเลิฟ ยาอี ยาเลิฟ เอค็ ซตาซี (Ecstasy) เปน ยาเสพตดิ กลุม เดียวกนั จะแตกตางกันบางในดา นโครงสรา งทางเคมี ลักษณะของยาอี มีทั้งท่ีเปนแคปซูลและเปนเม็ดยาสีตางๆ แตท่ีพบในประเทศไทย สวนใหญมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบน เสนผาศูนยกลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบและปรากฏสัญลักษณบนเมด็ ยา เปนรูปตา งๆ เชน กระตาย, คา วคาว, นก, ดวงอาทติ ย, PT ฯลฯ เสพโดยการรับประทานเปนเม็ด จะออกฤทธ์ภิ ายในเวลา 45 นาที และฤทธ์ิยาจะอยใู นรางกายไดน านประมาณ 6-8 ซม. ยาอี ยาเลฟิ เอค็ ซตาซี เปนยาท่ีแพรระบาดในกลมุ วัยรนุ ทีช่ อบเท่ียวกลางคืนออกฤทธ์ิใน 2 ลกั ษณะ คอื ออกฤทธ์ิกระตุนระบบประสาท ในระยะสั้นๆ หลักจากน้ัน จะออกฤทธ์ิหลอกประสาทอยางรุนแรง ฤทธิข์ องยาจะทาํ ใหผเู สพรูส กึ รอน เหง่ือออกมาก หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง การไดยินเสียง และการมองเห็นแสงสีตาง ๆ ผิดไป จากความเปนจริง เคลิบเคล้ิม ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได อันเปนสาเหตุที่จะนําไปสูพฤติกรรมเส่ือมเสียตาง ๆ และจากการคนควาวิจัยของแพทย และนักวิทยาศาสตรหลายทาน พบวา ยาชนิดนี้มีอันตรายรายแรง แมจะเสพเพียง 1-2 คร้ัง ก็สามารถทําลายระบบภูมิคุมกันของรางกาย สงผลใหผูเสพมีโอกาสติดเชื้อโรคตาง ๆไดง าย และยังทาํ ลายเซลลส มองสวนที่ทําหนาที่สงสารซีโรโทนิน (Serotonin) ซ่ึงเปนสาระสําคัญในการควบคมุ อารมณใหม ีความสขุ ซง่ึ ผลจากการทาํ ลายดังกลาว จะทําใหผเู สพเขาสูสภาวะของอารมณท ี่เศรา หมองหดหอู ยา งมาก และมแี นวโนมการฆาตวั ตายสงู กวาปกติ อาการผเู สพ เหงอื่ ออกมาก หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง ระบบประสาทการรับรูเกิดการเปลีย่ นแปลงทงั้ หมด (Psychedelic) ทําใหการไดยินเสยี งและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจากความเปนจรงิ เคลบิ เคลิ้ม ควบคุมอารมณไ มได

136 อันตรายท่ีไดรบั การเสพยาอี กอใหเกิดผลรา ยหลายประการดังน้ี 1. ผลตอ อารมณ เมื่อเร่ิมเสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาทใหผูเสพรูสึกต่ืนตัวตลอดเวลา ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได เปนสาเหตุใหเกิดพฤติกรรมสําสอนทางเพศ 2. ผลตอ การรสู ึก การรบั รูจะเปลี่ยนแปลงไปจากความเปนจรงิ 3. ผลตอ ระบบประสาท ยาอีจะทําลายระบบประสาท ทําใหเซลลสมองสวนท่ีทาํ หนาทหี่ ล่งั สารซีโรโทนนิ (Serotonin) ซงึ่ เปนสาระสาํ คญั ในการควบคมุ อารมณน น้ั ทํางานผิดปกติกลาวคือ เมื่อยาอีเขาสูสมองแลว จะทําใหเกิดการหล่ังสาร “ซีโรโทนิน” ออกมามากเกินกวาปกติสงผลใหจิตใจสดช่ืนเบิกบาน แตเม่ือระยะเวลาผานไปสารดังกลาวจะลดนอยลง ทําใหเกิดอาการซึมเศราหดหูอยางมาก อาจกลายเปนโรคจิต ประเภทซมึ เศรา (Depression) และอาจเกดิ สภาวะอยากฆาตัวตาย นอกจากนี้การทสี่ ารซโี รโทนนิ ลดลง ยังทาํ ใหธ รรมชาตขิ องการหลบั นอนผิดปกติ จาํ นวนเวลาของการหลบั ลดลง นอนหลับไมสนิท จึงเกิดอาการออนเพลียขาดสมาธิในการเรียน และการทํางานออ นเพลียขาดสมาธใิ นการเรียน และการทาํ งาน 4. ผลตอ สภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเมื่อผูเสพสูญเสียเหง่ือมาก ทําใหเกิดสภาวะขาดน้ําอยา งฉับพลัน หรอื กรณีที่เสพยาอีพรอมกับดื่มแอลกอฮอลเขาไปมาก หรือผูท่ีปวยเปนโรคหัวใจ จะทาํ ใหเกิดอาการชอ็ กและเสยี ชวี ติ ได สรุป สารเสพติดมีหลายชนิด มีฤทธิ์รายแรงทําลายสุขภาพ มีผลตอระบบประสาทเปนอยางมาก ผูเ สพจะมีอาการในลกั ษณะท่ีควบคมุ ตนเองไมคอยได เปนไปตามฤทธิ์ของยาเสพติดแตละชนิดเม่ือเสพติดตอกันไประยะหนึ่ง จะทําใหมีความตองการโดยขาดไมได และจะมีความตองการเพ่ิมข้ึนเรื่อย ๆ ในที่สุดรางกายจะทรุดโทรมลงและเสียชีวิตในที่สุด ยาเสพติดเหลานี้ไดแก ฝน มอรฟนเฮโรอีน ยากลอมประสาท กัญชา ยาอี ฯลฯผเู รียนไมควรริลอง เพราะจะทําใหเกิดการเสพติดโดยงายทําใหเสยี การเรยี น เสียอนาคตในทส่ี ุด

137เรือ่ งท่ี 2 ลกั ษณะอาการของผูต ิดสารเสพติดลกั ษณะการตดิ ยาเสพติด ยาเสพตดิ บางชนดิ กอใหเ กดิ การตดิ ไดท งั้ ทางรา งกายและจิตใจ แตย าเสพติดบางชนิดก็กอใหเกิดการติดทางดา นจิตใจเพียงอยางเดียว ลกั ษณะท่วั ไป 1. ตาโรยขาดความกระปรี้กระเปรา น้ํามูกไหล นํ้าตาไหล ริมฝปากเขียวคลํ้าแหงแตก (เสพโดยการสูบ) 2. เหง่อื ออกมาก กล่นิ ตัวแรง พดู จาไมส ัมพันธก บั ความจริง 3. บรเิ วณแขนตามแนวเสน โลหติ มีรอ งรอยการเสพยาโดยการฉีดใหเ หน็ 4. ทท่ี องแขนมรี อยแผลเปน โดยกรีดดวยของมีคมตามขวาง (ติดเหลาแหง ยากลอมประสาท ยาระงบั ประสาท) 5. ใสแ วนตากรอบแสงเขมเปนประจาํ เพราะมานตาขยายและเพือ่ ปด นยั นต าสีแดงกํ่า 6. มักสวมเสื้อแขนยาวปกปดรอยฉีดยา โปรดหลีกใหพนจากบุคคลท่ีมีลักษณะดังกลา ว ชีวติ จะสุขสนั ตตลอดกาล 7. มีความตองการอยา งแรงกลาท่จี ะเสพยาน้นั ตอไปอกี เรื่อย ๆ 8. มีความโนม เอยี งที่จะเพม่ิ ปรมิ าณของส่งิ เสพติดใหมากข้ึนทุกขณะ 9. ถาถึงเวลาทีเ่ กิดความตองการแลวไมไดเสพจะเกิดอาการขาดยาหรืออยากยาโดยแสดงออกมาในลักษณะอาการตาง ๆ เชน หาว อาเจียน น้ํามูกน้ําตาไหล ทุรนทุราย คลุมคล่ัง ขาดสติโมโห ฉุนเฉยี ว ฯลฯ 10. สงิ่ เสพติดนนั้ หากเสพอยูเสมอ ๆ และเปนเวลานานจะทําลายสุขภาพของผูเสพทง้ั ทางรางกายและจติ ใจ 11. ทําใหรางกายซูบผอมมีโรคแทรกซอน และทําใหเกิดอาการทางโรคประสาทและจติ ไมปกติ การติดยาทางกาย เปนการตดิ ยาเสพติดท่ีผูเสพมีความตอ งการเสพอยา งรนุ แรง ทง้ั ทางรางกายและจิตใจเมอื่ ถึงเวลาอยากเสพแลว ไมไ ดเ สพ จะเกิดอาการผิดปกติอยา งมาก ท้งั ทางรา งกายและจิตใจ ซึ่งเรียกวา“อาการขาดยา” เชน การตดิ ฝน มอรฟ น เฮโรอนี เมอื่ ขาดยาจะมกี ารคลนื่ ไส อาเจยี น หาว น้ํามูก นํ้าตาไหล นอนไมห ลบั เจ็บปวดทัว่ รางกาย เปนตน

138 การตดิ ยาทางใจ เปน การตดิ ยาเสพตดิ เพราะจิตใจเกิดความตองการหรือเกิดการตดิ เปน นสิ ยั หากไมไดเสพรางกายก็จะไมเกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแตอยางใด จะมีบางก็เพียงเกิดอาการหงุดหงิดหรอื กระวนกระวาย วธิ สี ังเกตอาการผูตดิ ยาเสพติด จะสงั เกตวาผูใดใชหรือเสพยาเสพติด ใหสังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลงทั้งทางรา งกายและจติ ใจตอไปนี้ทองแขน 1. การเปลีย่ นแปลงทางรา งกาย จะสังเกตไดจาก - สุขภาพรา งกายทรุดโทรม ซูบผอม ไมม แี รง ออ นเพลีย - รมิ ฝปากเขยี วคลา้ํ แหง และตก - รางกายสกปรก เหง่ือออกมาก กลิน่ ตวั แรงเพราะไมช อบอาบนํา้ - ผิวหนังหยาบกราน เปนแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ําเหลือง คลายโรค ผิวหนัง - มีรอยกรีดดวยของมีคม เปนรอยแผลเปนปรากฏที่บริเวณแขน และ/หรือ - ชอบใสเสือ้ แขนยาว กางเกงขายาว และสวมแวนตาดําเพ่อื ปดบงั มานตาที่ขยาย 2. การเปลย่ี นแปลงทางจิต ความประพฤติและบคุ ลิกภาพ สงั เกตไดจ าก - เปน คนเจา อารมณ หงุดหงิดงาย เอาแตใจตนเอง ขาดเหตุผล - ขาดความรับผดิ ชอบตอ หนา ที่ - ขาดความเช่อื ม่นั ในตนเอง - พดู จากา วรา ว แมแ ตบ ดิ ามารดา ครู อาจารย ของตนเอง - ชอบแยกตัวอยคู นเดียว ไมเ ขาหนาผอู ื่น ทําตวั ลึกลับ - ชอบเขาหอ งนาํ้ นาน ๆ - ใชเ งินเปลืองผิดปกติ ทรัพยสนิ ในบา นสูญหายบอ ย - พบอปุ กรณเกี่ยวกบั ยาเสพติด เชน หลอดฉดี ยา เขม็ ฉีดยา กระดาษตะกั่ว - มัว่ สมุ กับคนที่มพี ฤติกรรมเกยี่ วกบั ยาเสพตดิ - ไมสนใจความเปน อยขู องตนเอง แตงกายสกปรก ไมเรยี บรอย ไมคอยอาบนํ้า - ชอบออกนอกบานเสมอ ๆ และกลับบานผดิ เวลา - ไมช อบทํางาน เกียจครา น ชอบนอนตนื่ สาย - อาการวิตกกงั วล เศราซมึ สีหนาหมองคลํา้

139 3. การสงั เกตอาการขาดยา ดงั ตอ ไปนี้ - นา้ํ มกู น้าํ ตาไหล หาวบอ ย - กระสบั กระสาย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดทอง คล่นื ไส อาเจยี น เบอื่ อาหารนาํ้ หนักลด อาจมอี จุ จาระเปนเลือด - ขนลกุ เหง่ือออกมากผิดปกติ - ปวดเม่อื ยตามรา งกาย ปวดเสียวในกระดูก - มา นตาขยายโตขึน้ ตาพราไมส แู ดด - มีการสน่ั ชัก เกร็ง ไขขนึ้ สงู ความดันโลหิตสงู - เปน ตะคริว - นอนไมหลบั - เพอ คลมุ คลง่ั อาละวาด ควบคุมตนเองไมไ ดเรอื่ งที่ 3 การปองกนั และหลีกเล่ยี งการติดสารเสพตดิ การดําเนินงานปองกันสารเสพติด จําเปนตองสรางใหกลุมเปาหมายมี “ภูมิคุมกัน”เกิดขนึ้ กบั ตัวเอง มที ักษะชีวิต (Life Skill) เพยี งพอท่จี ะไมใหตนเองตองติดยาเสพติดและสามารถเฝาระวงั พฤติกรรมเสยี่ ง ปรับเปล่ยี นพฤตกิ รรมเสี่ยง เพ่อื ปอ งกันมใิ หบคุ คลทตี่ นรกั เพ่อื นสนทิ ฯลฯ ตดิ ยาเสพติดได โดยสามารถดําเนนิ การไดด งั น้ี 1. ปองกนั ตนเอง ไมใ ชยาโดยมไิ ดร บั คาํ แนะนําจากแพทย และจงอยาทดลองเสพยาเสพติดทกุ ชนดิ โดยเดด็ ขาด เพราะติดงายหายยาก 2. ปองกันครอบครัว ควรสอดสองดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือท่ีอยูรว มกันอยา ใหเก่ยี วขอ งกบั ยาเสพติด ตอ งคอยอบรมสั่งสอนใหรูส กึ โทษและภัยของยาเสพติด หากมีผูเสพยาเสพตดิ ในครอบครวั จงจัดการใหเ ขา รกั ษาตวั ท่โี รงพยาบาล ใหห ายเดด็ ขาด การรกั ษาแตแ รกเรม่ิตดิ ยาเสพตดิ มโี อกาสหายไดเร็วกวาทีป่ ลอ ยไวนาน ๆ 3. ปอ งกนั เพ่อื นบาน โดยชวยชแ้ี จงใหเ พอ่ื นบา นเขา ใจถึงโทษและภยั ของยาเสพตดิโดยมใิ หเ พื่อนบา นรเู ทา ไมถึงการณ ตองถูกหลอกลวง และหากพบวาเพ่ือนบานติดยาเสพติด จงชวยแนะนาํ ใหไ ปรกั ษาตวั ท่ีโรงพยาบาล 4. ปองกนั โดยใหค วามรว มมอื กับทางราชการ เมื่อทราบวาบานใด ตําบลใด มียาเสพติดแพรระบาดขอใหแ จง เจาหนาที่ตํารวจทุกแหงทุกทองที่ทราบ หรือที่ศูนยปราบปรามยาเสพติดใหโทษ สํานักงานตํารวจแหงชาติ (ศปส.ตร.) โทร. 0-2252-7962, 0-2252-5932 และที่สํานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามยาเสพติด (สาํ นักงาน ป.ป.ส.) สํานกั นายกรฐั มนตรีโทร. 0-2245-9350-9

140การปองกนั และหลกี เลย่ี งสารเสพตดิ ในชมุ ชน มแี นวทางดังน้ี 1. ปองกนั ตนเอง ทาํ ไดโ ดย  ศึกษาหาความรูเพ่ือใหร เู ทาทันโทษพษิ ภัยของยาเสพติด  ไมทดลองใชย าเสพตดิ ทกุ ชนิดและปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน  ระมดั ระวงั เรอ่ื งการใชยา เพราะยาบางชนิดอาจทาํ ใหเสพตดิ ได  ใชเ วลาวางใหเปนประโยชน  เลือกคบเพ่ือนดี ที่ชกั ชวนกนั ไปในทางสรางสรรค  เมอื่ มปี ญ หาชีวิต ควรหาหนทางแกไ ขทไี่ มข องเก่ยี กับยาเสพติดหากแกไ ขไมไ ด ควรปรึกษาผใู หญ 2. ปองกันครอบครวั ทาํ ไดโดย  สรางความรัก ความอบอนุ และความสมั พันธอ นั ดรี ะหวางสมาชกิ ในครอบครัว  รแู ละปฏิบตั ติ ามบทบาทหนา ที่ของตนเอง  ดแู ลสมาชิกในครอบครวั ไมใ หข องเก่ียวกับยาเสพตดิ  ใหก ําลังใจและหาทางแกไข หากพบวา สมาชิกในครอบครวั ติดยาเสพตดิ 3. ปองกันชมุ ชน ทําไดโ ดย  ชว ยชมุ ชนในการตอ ตา นยาเสพติด  เม่ือทราบแหลงเสพ แหลงคา หรือผลิตยาเสพติด ควรแจงใหเจาหนาท่ีทราบ ทันทีที่ - สํานกั งาน ป.ป.ส. โทร. 0-2245-9414 หรือ 0-2247-0901-19 ตอ 258 โทรสาร 0-2246-8526 - ศูนยร บั แจงขาวยาเสพตดิ สํานักงานตํารวจแหงชาติ โทร. 1688 สรุป สารเสพติดไดแพรระบาดเขาไปถึงกลุมคนทุกกลุม สงผลกระทบตอสุขภาพของกลมุ คนเหลาน้ัน และมีผลตอประเทศชาติในท่ีสุด การดําเนินงานปองกันสารเสพติด จึงควรใหภมู คิ ุมกันแกกลุม เปาหมาย โดยมหี ลกั การ รปู แบบกจิ กรรมเพอื่ ปองกันสารเสพติดใหโ ทษที่ชัดเจน

141กิจกรรมที่ 1 ใหผูเรยี นอธิบายตามประเด็นดังตอ ไปนี้1. ถาผูเรียนทราบแหลงซอ้ื ขายยาอี ยาบา ผูเ รยี นจะดาํ เนนิ การอยางไร ........................................................................................................... ....................................... .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................2. ถา มีเพือ่ นชกั ชวนไปเสพสารเสพติด ผูเ รียนจะปฏิบตั อิ ยา งไร ...................................................................................................................... ............................ .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................3. ผูเ รียนมีวธิ ีชว ยเหลอื อยางไร เม่ือมเี พือ่ นสนทิ ตดิ สารเสพตดิ ............................................................................................................................. ..................... .................................................................................................... .............................................. .................................................................................................... ..............................................กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรียนเลาประสบการณก ารมสี วนรว มในการปองกนั และแกปญหาสารเสพติดทั้งในสถานศกึ ษา สถานท่ที ํางาน และในชุมชน.................................................................................................... ................................................................................................................................................................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... ..................................

142 บทท่ี 8อันตรายจากการประกอบอาชพีสาระสําคญั ความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับอันตรายท่ีอาจเกิดข้ึนในการประกอบอาชีพตลอดจนวธิ ีการปองกันแกไขและวธิ ปี ฐมพยาบาลเมอ่ื เกดิ อันตรายจากการประกอบอาชีพไดผลการเรียนรูทค่ี าดหวงั 1. สามารถอธิบายถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในการประกอบอาชีพตลอดจนแนวทางการปองกนั แกไ ขได 2. สามารถอธบิ ายถึงวิธีการปฐมพยาบาลเม่อื เกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชีพไดขอบขา ยเนอื้ หา เรอื่ งท่ี 1 การปองกันอันตรายจากการประกอบอาชพี เรอ่ื งท่ี 2 การปฐมพยาบาลเบอื้ งตน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook