143เร่ืองที่ 1 การปองกันอันตรายจากการประกอบอาชีพ สขุ ภาพกบั การประกอบอาชีพมีความสัมพันธกนั อยา งมาก คอื 1. การประกอบอาชีพทําใหเรามีความเปนอยูที่ดีและในขณะเดียวกันการที่เราจะสามารถประกอบอาชีพไดจ ําเปน ตองมีสขุ ภาพทดี่ ีทง้ั รางกายและจติ ใจ ทง้ั สองสิ่งนี้ตองควบคกู นั ไปจึงจะทํางานไดอยา งมีประสิทธภิ าพ 2. ความสัมพันธในทางลบ คอื การประกอบอาชพี สง ผลเสยี ตอ สขุ ภาพ ทําใหเ กดิ โรคและอนั ตรายได ดงั นัน้ จึงจาํ เปนทตี่ องควบคมุ และปอ งกนั โรค รวมทัง้ อันตรายจากการประกอบอาชีพนอกจากนคี้ วรใหก ารศึกษาแกประชาชนใหประกอบอาชีพไดอยา งปลอดภัยปจจยั ทเ่ี ปน สาเหตขุ องการเกิดโรคและอันตรายจากการประกอบอาชีพ ปจจยั ท่ีสาํ คญั ไดแ ก 1. บุคคลผูป ฏบิ ตั งิ านและควบคมุ การทาํ งาน เปนผูควบคุม กําหนด และปฏิบัติการทาํส่ิงตา ง ๆ องคป ระกอบตาง ๆ ของบคุ คลท่สี ง ผลใหเกดิ โรคหรอื อนั ตรายจากการทาํ งาน ไดแ ก 1.1 สภาวะทางรางกายและจิตใจ รางกายและจิตใจออนแอทําใหเกิดโรคหรืออันตรายได 1.2 ลักษณะนิสัยการทํางาน ตองรักการทํางาน ละเอียด รอบคอบ จึงจะไมเกิดโรคหรืออนั ตราย 1.3 การขาดความรูความสามารถในการทาํ งานและประสบการณก็เปนอีกปจจัยหน่งึ ทีท่ ําใหเ กดิ โรค 2. สภาพแวดลอมทางกายภาพ ไดแก สถานทท่ี ํางาน แสง เสียง ฯลฯ 3. สารเคมี เปน ส่ิงทมี่ ีประโยชนแ ละโทษในการประกอบอาชพี 4. เชอื้ โรคและพษิ ของเชอ้ื โรค เมือ่ เขาสรู างกายอาจเกดิ อนั ตรายได 5. เคร่ืองจักร เคร่อื งมอื และในการทาํ งาน หากใชอยา งไมถ ูกตอ ง อาจเกดิ อนั ตรายได
144สภาพการณที่ไมปลอดภัย (Unsafe Conditions) เครอ่ื งจกั ร : ไมม อี ุปกรณปองกนั สวนทีเ่ คลือ่ นไหว หรือมไี มเพียงพอ เครอ่ื งมอื : อุปกรณช ํารุด เปนอันตราย สิ่งของ : วสั ดุ วางไมเปนระเบยี บ อาคาร : สง่ิ ปลูกสรางไมมัน่ คง สารเคมี : วัตถุมพี ษิ ไมมีทเ่ี กบ็ โดยเฉพาะ สภาพ ความรอน ความเยน็ แสงสวาง เสียงดัง ฝุนละออง ไอระเหย ฯลฯการกระทําท่ีไมปลอดภยั (Unsafe Acts) เดนิ เครอ่ื งจกั รหรือทาํ งานที่ไมใ ชหนา ทีข่ องตน หรือไมร ูงาน เดนิ เครอื่ งเรว็ เกินควร ถอดอปุ กรณป องกนั อันตรายออก ใชเ ครอื่ งมอื ไมถูกวิธี ไมเ หมาะสม หรอื ไมปลอดภยั ทา ปฏิบตั ิงานไมเหมาะสม ไมใชอ ุปกรณปองกันสวนบุคคล ประมาท มกั งา ย หรือหยอกลอ กนั ในขณะทํางาน จงใจฝาฝน กฎระเบยี บ อืน่ ๆ1.1 ความปลอดภยั ท่วั ไปในบริเวณโรงงาน ขอพึงปฏบิ ตั ิเพอ่ื ความปลอดภยั ในโรงงาน 1. หามสูบบุหร่ีในบรเิ วณโรงงาน ยกเวนบรเิ วณท่อี นุญาตใหส ูบได 2. หามท้ิงกนบหุ รีล่ งบนพนื้ ตอ งทงิ้ ลงในภาชนะทจ่ี ดั ไวใ หเทาน้ัน 3. หา มนาํ ไมขดี ไฟ หรือไฟแชค็ ชนดิ จงั หวะเดียวเขา ไปในบริเวณท่ีหามสูบบหุ ร่ี 4. หา มหุงตมอาหารในบรเิ วณท่ีหามสูบบุหรี่ 5. หา มนําอาหารหรือเครื่องดืม่ เขา ไปในบริเวณทผ่ี ลิตสารเคมอี ันตรายและคลงั พสั ดุ 6. หามเก็บเสอื้ ผา รองเทา หมวก ถงุ มือ และของใชสว นตัวอื่น ๆ ไวในท่ีตามใจชอบใหจ ดั เก็บไวใ นตูทจ่ี ดั ไวใ หเทา น้ัน 7. หามบว นน้ําลายลงบนพื้นโรงงาน หรอื ในบรเิ วณท่ที ํางาน 8. ใหท ้งิ ขยะมลู ฝอยในถังท่จี ดั ไวไหเทานั้น 9. ควรรกั ษาความสะอาดของเคร่ืองใชประจําตัวอยา งสมาํ่ เสมอ
145 10. ตองสวมเสือ้ ผา รองเทา ใหเรยี บรอ ยตลอดเวลาทท่ี ํางานในโรงงาน และสวมหมวกพรอ มทง้ั อุปกรณป อ งกนั อันตรายอน่ื ๆ ท่จี าํ เปน เมื่อทํางานในโรงงาน 11.หากมอี ุบัตเิ หตเุ กิดขึ้น ใหรายงานตอผูบงั คับบัญชาทนั ที 12.หากรูส ึกเจบ็ ปว ยในเวลาทํางานใหร ีบรายงานตอผูบังคบั บัญชาเพอ่ื จะไดทําการรักษาพยาบาลทันที 13.ใหเดินตามทางทจ่ี ัดไวใ นโรงงาน อยา ว่งิ เมือ่ ไมม ีเหตุจาํ เปน 14.จดั เกบ็ และเรียงสิ่งของใหเ ปน ระเบียบ เพ่ือใหมีทางเดินหรอื ทาํ งานไดสะดวกและปลอดภัย 15. หา มเลน เยา แหย หรอื หยอกลอกันในบริเวณท่ที าํ งาน 16. หา มฝกขับขี่ยานพาหนะในบริเวณโรงงาน 17. ตอ งเรียนรูถงึ วธิ ีการดบั เพลิงและการใชอ ปุ กรณด บั เพลงิ ประเภทตา ง ๆ การใชแ ละเกบ็ รกั ษาเครือ่ งมอื อปุ กรณการทาํ งาน 1. ใหเก็บเครอ่ื งมอื และอุปกรณตาง ๆ ใหเ ปน ระเบียบเรียบรอยและเก็บรักษาใหอยูในสภาพท่ีดี เมอ่ื จะใชห รอื เตรยี มจะใช ตอ งวางไวใ นทีท่ ี่ไมเปนอันตรายแกบุคคลอ่ืน 2. ในขณะปฏิบัตงิ านบนที่สูงหามวางเคร่ืองมือหรืออุปกรณอื่นใดบนนั่งรานแทนบนั ได หรือทสี่ งู เวนแตจะไดม ีทเ่ี กบ็ ไวไ มใหต ก 3. เคร่ืองมือไฟฟาชนิดมือถือหรือชนิดเคลื่อนยายได และไมมีฉนวนหุมสองช้ันจะตอ งมสี ายไฟฟา ชนิดสามสายและปลกั๊ ทีต่ อไปยังสายดนิ 4. ผูปฏิบตั งิ านทกุ คนเม่อื พบเห็นเครอ่ื งมือเคร่ืองใช หรืออุปกรณซ่ึงถาปลอยท้ิงไวอาจกอ ใหเ กดิ อันตราย หรือพบเหน็ เครื่องมืออปุ กรณที่ใชปองกันอันตรายน้ันไมไดมาตรฐาน ใหแจงผูบังคบั บัญชาทราบโดยทันที 5. ในการปฏบิ ัตงิ านแตละครงั้ หา มผปู ฏบิ ตั ิงานใชเ ครอ่ื งมอื ทชี่ ํารุดบกพรอง การใชอ ปุ กรณย กยายสิ่งของ 1. อุปกรณยกของจะตอ งไมบ รรทุกน้ําหนักเกินกวามาตรฐานการใชงานท่ีกําหนดไว 2. ผูป ฏิบตั งิ านทีท่ าํ งานเก่ยี วกบั อปุ กรณยกของจะตองสวมเครื่องปอ งกันอันตรายท่ีเหมาะสมกบั งาน เชน หมวกนิรภัย รองเทานิรภัยและถงุ มือนริ ภยั ฯลฯ 3. การทํางานเกีย่ วกบั อปุ กรณยกของจําเปน ท่ีจะตองมกี ารประสานงานกับเจาหนา ท่ีคนอน่ื ทท่ี าํ งานอยูใ นบริเวณเดียวกนั 4. ผูใชปนจ่ัน กวาน และเครน จะตองเปนผูท่ีมีหนาที่และไดรับอนุญาตจากผูบงั คบั บัญชาแลวเทา นนั้
146 5. กอ นทําการใชปนจน่ั กวาน และเครนในแตล ะวัน ผใู ชจ ะตอ งตรวจสอบใหแ นใจวาปนจัน่ กวาน และเครนอยูในสภาพทเ่ี หมาะสมกับการใชงานและสามารถใชงานไดอยางปลอดภัยเชน ตรวจหารอยราย รอยแตก การหลุดหลวมของนอตระบบไฮดรอลิกส ระบบควบคุมการทํางาน สมอเกีย่ ว โซ และเชอื ก เปนตน 6. ผูใชป น จน่ั จะตองไมยกของหนกั ขามศีรษะบคุ คลอ่นื นอกจากหัวหนางานจะส่ังและผูปฏิบัติงานที่ทํางานอยูใกล ๆ หรืออยูใตอุปกรณยกของนั้น จะตองระมัดระวังส่ิงของตกลงมาตลอดเวลา 7. ในขณะที่ปนจนั่ หรือเคร่อื งยกอ่นื ๆ กาํ ลงั ยกของคา งอยู ผใู ชจ ะตอ งเอาใจใสและควบคมุ อยางดี 8. ในการปฏิบัติงาน ผูใชปน จนั่ หรือเครือ่ งยกอ่ืน ๆ ตอ งดูสัญญาณจากพนักงานผูมีความรูค วามชาํ นาญ และมหี นา ที่ในเรอ่ื งน้ีแตเ พยี งผูเดยี วเทานั้น 9. เม่ือใชปนจั่น กวาน และเครนในบริเวณที่มีสายไฟหรืออุปกรณไฟฟาที่มีกระแสไฟฟาไหลผานอยู ผใู ชจะตอ งไมนาํ สวนหนึ่งสว นใดของปนจัน่ กวาน และเครนซ่ึงไมมีเคร่ืองปอ งกันเขาใกลส ายไฟหรอื อปุ กรณไฟฟา นอ ยกวา ระยะทีก่ ฎหมายกาํ หนดไว 10. สลิงที่ใชกับเคร่ืองยกตาง ๆ จะตองเปนชนิดที่ทําดวยลวด โซเหล็ก หรือเชือกมะนลิ า 11. สลิงทุกเสนจะตองมีความแข็งแรงพอที่จะรับนํ้าหนักไดไมนอยกวา 8 เทาของสง่ิ ของทจี่ ะยก 12. กอ นทจ่ี ะใชส ลงิ จะตอ งตรวจดูใหละเอียดถีถ่ ว นวาจะใชไดอ ยางปลอดภยั หรือไมหา มใชสลงิ ทหี่ งกิ งอหรือมเี สนเกลียวขาดจนทาํ ใหค วามแขง็ แรงนอ ยกวาทก่ี าํ หนดไวใ นขอ 11 13. เมื่อจะใชสลิงยกของที่มีขอบแข็งคม จะตองใชไมหรือสิ่งรองรับอื่น ๆ ที่เหมาะสมรองกันไวไ มใ หส ลงิ ชาํ รดุ เสยี หาย การใชเ ครื่องกลงึ 1. หามวางเคร่อื งมอื หรือวัตถตุ า ง ๆ ไวบ นแทน เลื่อนของเครอื่ งกลึง เวนแตเคร่ืองมือทจี่ ําเปน ตอ งใชในงานท่กี าํ ลังทาํ อยเู ทานน้ั 2. จะตอ งจัดหาลงั ถงั หรือภาชนะอน่ื ๆ ท่ีเหมาะสมไวส ําหรับใสเศษวตั ถุ 3. ผูปฏิบัติงานทุกคนท่ีปฏิบัติงานกับเครื่องจักรกลจะตองสวมแวนตานิรภัยเพื่อปอ งกันอนั ตรายซงึ อาจเกดิ ขนึ้ กับดวงตา และตองใชแ ผนปดหนาอกท่ีทําดวยผาท่ีมีสวนประกอบของใยสังเคราะหนอ ยท่ีสดุ เพื่อปองกนั เศษโลหะท่ีรอ น ซ่งึ อาจจะกระเด็นถูกผิวหนงั หรือเส้อื ผา ทสี่ วมใส 4. หา มวัดขนาดชน้ิ งานขณะท่ีเครอ่ื งกลงึ กําลงั หมุน 5. หา มใชมอื ไปจบั เพ่ือดึงเศษโลหะออกจากชิ้นงาน โดยเฉพาะขณะทกี่ าํ ลงั กลึงอยู
147 การใชเคร่ืองขัดหรือหินเจียร 1. จะตองติดตงั้ เคร่อื งขัดหรอื หินเจียรใหยึดแนนกับพื้นโตะหรือฐานอื่น ๆ ท่ีมั่นคงแข็งแรง 2. จะตองมีฝาครอบเคร่ืองขัดเพื่อปองกันไมใหผูปฏิบัติงานไดรับอันตรายจากเศษโลหะท่กี ระเด็นออกมา 3. จะตองไมตั้งอัตรารอบหมุนของจานขัดเกินอัตรารอบหมุนเร็วท่ีบริษัทผูผลิตกําหนดไว 4. จะตองปรบั แผนรองขัด (Work Rest) ใหพอเหมาะโดยใหหางจากจานขัดไมเกิน1/8 นว้ิ 5. จานขัดท่ีสึกมากจนใชการไดไ มด ี จะตอ งเปล่ียนใหมท ันที 6. จานขัดทชี่ าํ รุดจะตอ งท้งิ ไป อยานาํ กลบั มาใชอีก 7. ผูปฏบิ ัติงานทีป่ ฏิบตั ิงานกับเคร่ืองขัดจะตองสวมแวนนิรภัยเพื่อปองกันอันตรายอนั อาจจะเกดิ ขึน้ กบั ดวงตา และสวมเครือ่ งกรองอากาศหายใจปองกันอันตรายจากฝุนที่อาจจะเกิดกับระบบหายใจ และสวมถงุ มือปองกันเศษโลหะ การใชเ ครอ่ื งตดั 1. ในการทํางานกับเคร่ืองตัด ผูปฏิบัติงานจะตองสวมเคร่ืองปองกันอันตรายสวนบคุ คล เชน เคร่ืองปองกนั ดวงตา ถงุ มือ รองเทา ผาหรอื หนังกนั เศษโลหะ 2. เครอื่ งตดั จะตองมีเคร่อื งปองกันอันตรายประจําเครื่อง เชน แผนใสนิรภัยปองกันเศษชนิ้ งานกระเด็นเขาตา หรอื มฝี าครอบวงลอ 3. ในหองปฏิบัติงานจะตองมีระบบระบายอากาศท่ีเพียงพอ เพ่ือกําจัดฝุนโลหะท่ีเกิดขึ้น ถา ไมม รี ะบบระบายอากาศ จะตองใหผูปฏิบัติงานสวมอุปกรณปองกันฝุนตลอดระยะเวลาท่ีปฏบิ ัติงานกับเคร่อื งตัดดงั กลา ว การใชเ ครือ่ งปม โลหะ 1. ควรใชเ ครอื่ งปม ท่ีอยูในสภาพท่ีปลอดภัยตอการใชงาน หรือมีการติดตั้งอุปกรณปองกนั อนั ตรายแลวเทา นัน้ 2. ถา ตอ งปม งานชิน้ เล็กหรืองานท่ีคอนขางยุง ยาก ควรใชเครอ่ื งมือชวยจบั ช้นิ งาน 3. เมื่อตองการตดิ ต้งั เคลือ่ นยาย และปรบั แตงแมพ มิ พ ควรใชบลอ็ กนริ ภยั ทกุ คร้ัง 4. การติดตั้ง เคล่ือนยาย หรือปรับแตงแมพิมพ ตองกระทําโดยบุคคลท่ีไดรับการฝกอบรมแลวเทา นัน้
148 การใชเ ครอ่ื งจกั รทวั่ ไป 1. ขจัดสวนที่เปนอันตรายทุกสวนของเครื่องจักรใหหมดไป (อาจใชหุนยนตชวยทาํ งานในจดุ ที่มีอนั ตราย เปน ตน ) หรอื ทําการปองกันสว นที่มีอนั ตรายน้ัน เชน ตดิ ต้งั ท่ปี อ งกัน หรือฝาครอบ หรอื ใชเคร่ืองจักรอตั โนมตั ิ 2. ทาํ งานตามระเบียบวธิ ปี ฏบิ ัติงานอยางเครง ครัด 3. สวมใสเสอ้ื ผา ท่รี ดั กมุ อยาสวมเสอื้ ปลอ ยชาย 4. สวมใสเคร่ืองปองกันและใชเคร่ืองมือที่ถูกตองและเหมาะสมกับงานท่ีทํา และตอ งระวังในการใชถ งุ มือ เพราะถุงมือบางอยา งอาจจะไมเหมาะกับงานบางอยา ง 5. ในการตรวจสอบ ซอมแซม และทําความสะอาดเครื่องจักรน้ัน จะตองหยุดเคร่อื งจักรใหเ รียบรอ ยและมเี ครื่องหมายช้ีบอกหรอื ตดิ ปายแขวนวา “หา มเดินเครอ่ื ง” 6. ใหตรวจตราเครื่องจักรกอนเดินเครื่องและตรวจสอบเปนระยะ ๆ และระวังอนั ตรายขณะตรวจตราเครอ่ื งจักรและกอนเริ่มเดนิ เครื่อง 7. เมื่อจะตองทํางานรวมกัน จะตองแนใ จวา ทุกคนเขาใจในสัญญาณเพื่อการสื่อสารตา ง ๆ อยา งชัดเจนและถูกตองตรงกนั 8. อยาเขาไปในสวนท่ีเปนอันตรายของเครื่องจักร หรือสวนที่ทํางานเคลื่อนไหวตลอดเวลาถา จําเปนตองเขา ไปในบรเิ วณน้ัน ตอ งแนใจวาเครอ่ื งจกั รไดหยุดเดินเคร่ืองแลว การใชเ คร่ืองมอื 1. เลือกใชเ คร่อื งมอื ทเี่ หมาะสมกบั งานทที่ ํา 2. รักษาเคร่อื งมือใหอยูในสภาพที่ดีอยูเสมอ โดยตรวจสอบสภาพกอนการใชงานทุกครงั้ 3. ซอมแซมหรอื หาเครือ่ งมอื ใหมท ดแทนเครอื่ งมอื ท่ชี ํารดุ หรือแตกหักโดยทันที 4. ลา งนา้ํ มนั จากเครอื่ งมอื หรือชิ้นงาน เพือ่ ปองกนั อุบัติเหตจุ าการลื่นไถล 5. ตรวจสอบและปฏบิ ัตติ ามขอ แนะนําการใชเ ครื่องมือ 6. จับหรือถอื เครอื่ งมือใหก ระชบั การจบั แบบหลวม ๆ อาจกอใหเ กิดอุบตั ิเหตไุ ด 7. อยา เรม่ิ งานโดยไมต รวจสอบสภาพตา ง ๆ โดยรอบหรือบรเิ วณพน้ื ทีท่ ่ีทาํ งานกอน การใชส ายพานลาํ เลยี ง 1. สายพานลาํ เลียงตอ งมีสวติ ซห ยุดฉกุ เฉิน และตองตรวจสอบใหรูจุดที่ติดตั้งสวิตซฉุกเฉนิ กอนที่จะเริม่ ใชส ายพานลาํ เลียง 2. มีอปุ กรณค รอบหรือบังสวนทีห่ มุนไดของสายพาน เชน ลกู กล้งิ มเู ล ฯลฯ 3. ถาของทีล่ าํ เลียงมีโอกาสตกลงมาได ตอ งมีสวนปดหรือครอบปองกัน
149 4. อยา กาวหรือกระโดดขา มสายพานลาํ เลียงขณะทํางาน 5. เมอื่ จําเปน ตองซอ มหรือตรวจตราสายพานลาํ เลยี งเพราะมีการทํางานผิดพลาดตองปดสวิตซทาํ งานกอนท่จี ะซอมหรอื ตรวจตราสายพานลําเลียงนน้ัการเชื่อมโลหะ 1. ขณะทําการเช่ือมดวยไฟฟาภายในอาคาร จะตองใชฉากกั้นกําบังเพื่อเปนเครื่องปอ งกนั อันตรายแกผ ูปฏิบัติงานคนอ่นื หรอื ผูท ีอ่ ยใู กลเ คียง 2. ขณะทาํ การเชื่อมหรือการตัดดวยกาซหรือไฟฟา ผูเชื่อมหรือตัดจะตองใชเครื่องกําลงั หนา ท่เี หมาะสม มีเลนสป อ งกนั นัยนต าตามประเภทของการเชอ่ื มหรอื การตดั นน้ั และตอ งสวมถุงมอื หนังดว ย 3. จะตองมีเครื่องดับเพลิงประจําพ้ืนท่ี และพรอมท่ีจะใชไดเสมอในกรณีเกิดเพลิงไหม 4. เมือ่ จะใชเครอื่ งเช่ือมไฟฟา ผูทําการเชอื่ มจะตองมั่นใจวาตนไมไดสัมผัสกับพ้ืนที่เปย กชืน้ 5. หา มสวมถุงมอื ท่เี ปยกน้ํามันหรือจาระบหี ยิบจับเครือ่ งเช่อื ม 6. ถงั ออกซเิ จนและอะเซทิลีนจะตอ งมกี ารยึดใหแ นน เพอื่ ปองกนั การลม และจะตองไมว างทออะเซทลิ ีนนอนราบกบั พื้นเปนอันขาด 7. ใหใชไกบังคับแรงเคลื่อน (Pressure Regulator) บังคับใหออกซิเจนและอะเซทลิ ีนไหลไปยังไฟเช่ือมอยางสมํา่ เสมอ 8. ในขณะทําการเปดลิ้นถังออกซิเจน หามผูปฏิบัติงานคนหน่ึงคนใดยืนอยูหนาเคร่ืองบงั คับออกซเิ จน 9. หา มทําการเชือ่ ม ตดั หรอื บดั กรใี กลตวั ถงั หรอื ท่ีตัวถงั หรือภาชนะอื่น ที่เคยใสว ตั ถุตดิ ไฟหรือวตั ถุที่เกดิ ระเบิดได จนกวาจะไดทําการระบายอากาศ หรือลางถังหรือภาชนะเหลานั้นใหสะอาดแลว 10. เม่อื ทาํ การเช่ือมหรือเผาหรือใหความรอนกับตะกั่ว แคดเมียม วัตถุอาบสังกะสีหรือวัตถุอ่ืนใด รวมท้ังสารท่ีใชชวยในการเชื่อม จนทําใหเกิดควันขึ้น จะตองจัดใหมีระบบระบายอากาศที่ดีพอ เพือ่ ปอ งกนั มิใหผ ปู ฏบิ ตั ิงานสูดควันพิษท่ีเปนอันตรายเขาไป ถาหากไมสามารถทําการระบายอากาศได จะตองสวมหนากากหรือเครื่องชวยหายใจที่ไดรับการรับรองแลวตลอดเวลาที่ปฏิบตั งิ าน 11. เมื่อทําการเช่ือมในสถานท่ีอับอากาศจะตองมีการระบายอากาศออกอยางมีประสิทธิภาพ
150คนละแหง 12. การเกบ็ รักษาถังออกซิเจนและถังอะเซทิลีนเปนจํานวนมาก จะตองแยกเก็บไวการเชื่อม 13. การเชอ่ื มดว ยไฟฟาหรอื กา ซใกลกับแบตเตอรี่ ตองยกแบตเตอรใี่ หพน จากบรเิ วณการพน สี 1. ดวงโคม พัดลมดูดอากาศและสายไฟในหองพนสี จะตองใชชนิดที่มีความทนทานตอไอระเหยของสีไดด ี 2. สวติ ซดวงโคม เตาเสยี บ หรอื อุปกรณอ ่นื ๆ ท่อี าจกอใหเ กดิ ประกายไฟ จะตองไมติดต้งั ไวภายในหองพนสี 3. หามสบู บหุ ร่ี จดุ ไฟหรือทาํ ใหเกิดประกายไฟภายในหองพน สี 4. ในขณะทําการพน สีในหองพนสี ผูปฏิบัติงานทุกคนจะตองสวมหนากาก หมวกเส้อื แขนยาวไมพ บั แขน ถุงมอื กางเกงขายาว และรองเทาหุม สน 5. ขณะท่ีกําลังทําการพนสี ทุกคนที่อยูในหองพนสีจะตองสวมหนากากแบบที่มีเครื่องกรอง หรอื ใชผา ปดปากและจมูกการทํางานเกีย่ วกบั แบตเตอรี่ 1. หามสูบบุหร่ี จุดไฟ หรือทําใหเกิดประกายไฟภายในหองอัดแบตเตอรี่ หรือในหอ งเกบ็ แบตเตอร่ี เพือ่ ปอ งกันการระเบดิ ของกา ซไฮโดรเจน 2. เมือ่ จะปฏิบตั กิ ารใด ๆ เกี่ยวกบั นํา้ กรด ผูปฏบิ ัติงานจะตองสวมถุงมือยาง แวนตานริ ภัย และผา กนั เปอ นทําดวยยาง 3. ในกรณที นี่ ้ํากรดหกหรอื กระเดน็ ถกู สวนหน่งึ สวนใดของรางกายใหใชน้ําสะอาดลางออกทันที แลวรีบไปพบแพทย 4. กอ นทําการตอ หรือปลดสายข้ัวแบตเตอร่ี ตองแนใ จวาไดต ดั วงจรไฟฟา แลว 5. ในการยกหรือเคลอื่ นยา ยแบตเตอรี่หรอื กลอ งบรรจุแบตเตอร่หี า มเอยี งหรือตะแคงแบตเตอร่ี เพอ่ื ปองกันการหกหรอื กระเดน็ ของนํา้ กรด 6. ขว้ั ของแบตเตอรีข่ นาดใหญค วรปด กน้ั ดวยฉนวน เพ่อื ปองกนั การลดั วงจร 7. ในการเคล่อื นยา ยแบตเตอรตี่ อ งระมัดระวังไมใหแบตเตอร่ีกระทบซ่ึงกันและกันหรือกระแทกกับสงิ่ อน่ื ที่อาจจะทาํ ใหแตกหรอื ราวได และหามวางแบตเตอรีซ่ อนกันโดยเด็ดขาด
151การใชเคร่อื งปอ งกนั นยั นตาและหู 1. เมอื่ ปฏิบัตงิ านในสถานที่ทีอ่ าจเกิดอันตรายกบั นยั นตา จะตองสวมเครื่องปองกันนยั นตาชนิดทไ่ี ดม าตรฐาน 2. ผปู ฏบิ ัติงานทท่ี าํ งานเกย่ี วกับการติดตั้งหรือซอมบํารุง และลักษณะงานเปนงานที่กอใหเกดิ ประกายไฟฟา เศษวัตถุกระจาย จะตอ งสวมแวน นิรภัยปอ งกันนยั นตา 3. การปฏิบัติงานในที่ท่ีมีเสียงดังมาก ๆ จนเปนอันตรายตอระบบการไดยินของผูป ฏิบตั ิงาน จะตอ งกําหนดใหผ ปู ฏิบัติงานทุกคนใชเคร่ืองปองกันอันตรายตอหูชนิดเสียบหรือชนิดครอบดวย1.2 ความปลอดภยั ในการทํางานเกีย่ วกับไฟฟา กฎขอบังคับทัว่ ไป 1. พนกั งานที่ทาํ งานเกี่ยวกบั การซอ ม ตอเติม ติดตัง้ อปุ กรณไ ฟฟาตองสวมเส้ือผาที่แหงและสวมรองเทาพื้นยาง พรอมท้ังตัดกระแสไฟฟาท่ีมายังจุดท่ีทํางานตลอดระยะเวลาท่ีทํางานเกี่ยวกบั ไฟฟา 2. เครื่องมอื ทใี่ ชก ับงานไฟฟา ชนิดใชมือจบั ตอ งมฉี นวนซง่ึ อยใู นสภาพดหี มุ ทด่ี า มจับ 3. ในกรณีทีม่ กี ารปฏิบัตงิ าน ตรวจสอบ ซอ มแซม หรอื ติดต้งั ไฟฟา ที่เก่ียวกับการผลิตตอ งตัดสวิตซต ัวทเ่ี ก่ียวขอ ง พรอมลอ็ กกญุ แจปองกันการสบั สวิตซอุปกรณแ ละเคร่ืองจกั รไฟฟา 1. มอเตอรทใ่ี ชใ นบริเวณทม่ี ีวัตถไุ วไฟตองเปนชนิดกันระเบดิ 2. หลอดไฟฟา หรอื โคมไฟ ซ่ึงใชใ นบริเวณทมี่ ีวัตถุไวไฟ ตอ งเปนชนิดทม่ี ีฝาครอบมิดชิด และมตี ะแกรงโลหะหมุ รอบนอกอกี ชนั้ หนึง่ 3. สวติ ซไ ฟฟา ในบริเวณท่ีมีวัตถุไวไฟตองเปนชนิดที่มีกลองโลหะหุมมิดชิด และเตาเสียบที่ใชตอ งเปนชนดิ ที่มีฝาปด 4. การติดตง้ั สวติ ซทกุ ตัวตอ งเลือกชนิดท่ีมีอัตราทนกระแสสูงพอที่จะใชกับกระแสสูงสุดในวงจรที่ใชน ้ันได 5. การติดตงั้ แผงสวิตซตองมีตูปดมิดชิด และตองต้ังหางจากเครื่องจักรพอสมควรสว นทีเ่ ปน โลหะของแผงสวติ ซตอ งตอ ลงดนิ 6. เมอ่ื ใชอ ุปกรณไ ฟฟา ท้ังหมดพรอมกนั ในวงจรแตล ะวงจร จะตองมีกระแสไฟฟาไมเ กนิ ขนาดของกระแสไฟฟาสงู สุดทย่ี อมใหใชก บั ไฟฟาของวงจรน้ัน
152 7. การติดต้ังซอมแซม หรือแกไขดัดแปลงหมอแปลงไฟฟา ซึ่งแปลงไฟจากไฟฟาแรงสูงต้งั แต 12,000 โวลตขึน้ ไป ตอ งตดิ ตอขอความชวยเหลือหรือขอคําแนะนําจากเจาหนาท่ีของการไฟฟา เสยี กอ น 8. ตองมีการตรวจสอบ และทดสอบเคร่ืองกําเนิดไฟฟาฉุกเฉิน ใหอยูในสภาพท่ีพรอ มจะใชงานไดอ ยา งปลอดภัยอยูเสมอ 9. หา มพนักงานทํางานเกยี่ วกบั หมอแปลงไฟฟาทมี่ คี วามดันต้ังแต 380 โวลตขึ้นไปกอ นไดร บั อนญุ าตจากหัวหนาฝายซอมบาํ รุง 10. การซอมแซม ดดั แปลง หรอื แกไ ขอุปกรณและเคร่ืองจักรไฟฟาเปนหนาที่ของพนักงานหนวยซอ มบาํ รุงเทานั้นวธิ ปี อ งกนั อันตรายจากไฟฟาช็อต 1. ผปู ฏบิ ตั ิงานที่เกย่ี วขอ งกบั ไฟฟา ตอ งมคี วามรูเ กี่ยวกับไฟฟา 2. เม่อื พบสงิ่ ผิดปกติตาง ๆ เกดิ ข้ึนกบั สายไฟ ตองแจงใหผ บู งั คับบัญชาทราบทันที 3. ในการปฏิบตั งิ านท่ีเกย่ี วของกบั ไฟฟา ตองใชผูชํานาญงานเทานัน้ 4. ตองปดตูสวติ ซไฟฟา เสมอ และจะตอ งไมม สี ิง่ กดี ขวางวางอยูบรเิ วณตไู ฟฟา 5. ตอ งติดตงั้ สายดนิ เสมอ 6. ตรวจสอบอุปกรณป องกันไฟฟา ดดู ไฟฟารวั่ กอนใชอุปกรณไฟฟานนั้ ๆ เสมอ 7. การเปดหรอื ปดระบบไฟฟา ตอ งแนใ จกอนวาปลอดภัยแลว 8. เมื่อเลิกใชอ ปุ กรณไฟฟา แลว ใหเ ก็บเขา ท่ีเสมอ 9. ถา ตอ งทาํ งานอยใู กลระบบไฟฟา เชน มสี ายไฟฟาอยเู หนือศรี ษะตอ งระมดั ระวังอยาไปสมั ผสั ถูกสายไฟฟาดงั กลาว 10. หา มทํางานโดยไมส วมชดุ ปอ งกันไฟฟาดูดโดยเดด็ ขาด1.3 ความปลอดภยั ในการทํางานกับวัตถอุ ันตราย วัตถอุ ันตราย วัตถุอันตราย หมายถึง วัตถุท่ีสามารถลุกไหมได ติดไฟได และระเบิดได วัตถุอันตรายตาง ๆ เหลานี้ มักจะมีกฎหมายควบคุมเปนพิเศษ และมีขอบังคับเพ่ือใหทํางานไดโดยปราศจากอบุ ตั เิ หตุ
153วตั ถอุ ันตราย แบง ออกไดเปน 1. สารระเบดิ ได สารเหลา น้จี ะลกุ ติดไฟไดงา ยและระเบิดขึ้นเม่อื มคี วามรอน มีการกระแทกหรือมีการเสียดสี สารระเบิดไดมีช่ือเรียกแตกตางกันไป ผูที่ทํางานกับสารเหลานี้ควรจะจดจําช่ือสารเหลา น้ใี หไ ดแ ละมกี ารตดิ ปา ยวา เปนสารอนั ตราย หรือวัตถุอันตราย นอกจากน้ียังควรรูถึงวิธีการใชสารเหลา นีอ้ ยางถูกตอ งดวย 2. สารลุกไหมไ ด สารลกุ ไหมไ ด เชน สารฟอสฟอรัสแดงและสารฟอสฟอรัสเหลืองสามารถลุกติดไฟไดเองเมอ่ื สมั ผสั กบั อากาศ ตัวอยางสารลุกไหมไ ด เชน พวกคารไบด และสารประกอบโลหะของโซเดยี ม ซึง่ จะลุกตดิ ไฟไดเม่อื สมั ผสั กบั น้ํา 3. สารไวไฟ กา ซไวไฟ เชน กาซถานหิน กาซอะเซทิลีน กาซโพรเพน ฯลฯ กาซเหลาน้ีมีคุณสมบัติไวไฟและยังสามารถระเบิดไดอีกดวยหากกาซเหลานี้ผสมอยูในอากาศในสัดสวนที่พอเหมาะ นอกจากนี้สารละลายไวไฟตาง ๆ เชน น้ํามัน ทินเนอร ก็ยังมีคุณสมบัติไวไฟและยังสามารถระเบิดอยา งรุนแรงไดอ ีกดว ย สารเหลานจ้ี ะกอใหเ กดิ อุบัตเิ หตไุ ดง ายถา มีการเคล่อื นยา ยผิดวิธี ดงั นนั้ ผทู ที่ ําการขนยา ยจะตอ งรูว ธิ ีขนยา ยทถี่ ูกตองดว ยอันตรายของวตั ถอุ นั ตราย 1. กา ซคารบอนมอนอกไซด (Carbon Monoxide) กาซคารบอนมอนอกไซดเกิดจากการเผาไหมท่ีไมสมบูรณ เกิดขึ้นไดทั้งในโรงงานและในสถานทที่ ํางาน กา ซคารบอนมอนอกไซดเ ปนกาซท่ีเบากวากา ซออกซิเจนเล็กนอย เปนกา ซที่ไมมสี ี ไมม กี ล่ินและไมม ีการกระตนุ เตอื นใด ๆ จงึ เปนกาซทีอ่ ันตรายตอ รา งกาย เพราะกาซน้จี ะทาํ ใหเ ม็ดเลือดขนถายออกซิเจนนอ ยลง เปนเหตุใหเกิดอาการขาดออกซเิ จน (Suffocation) ได เมอ่ื ตอ งทํางานในสถานท่ที ม่ี ีกา ซคารบ อนมอนนอกไซด ควรปฏบิ ตั ิดงั น้ี 1. กอนเริ่มงาน ตองตรวจดูความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดดวยเคร่ืองตรวจวัดกาซกอน 2. ใหร ะบายอากาศออกจนกวาความหนาแนนของกาซคารบอนไดออกไซดจะตํา่ กวา 50 ppm (0.005%) 3. ตอ งสวมใสห นากากกรองที่เหมาะสม 4. ถาความหนาแนนของกาซคารบอนมอนอกไซดสูง หรือความเขมขนของออกซิเจนตา่ํ ใหใชเครื่องชวยหายใจ หรอื หนา กากแบบมอี ากาศเสรมิ
154 2. สารละลายอินทรยี (Organic Solvents) มีสารละลายอินทรียเปนจํานวนมากที่ใชในสถานที่ทํางานและบานพักอาศัยสารละลายอนิ ทรยี เ หลา นีส้ ามารถแทรกซึมเขาสรู า งกายไดห ลายทางท้ังทางระบบหายใจในรูปของไอระเหย เพราะเปนสารที่สามารถระเหยไดในอุณหภูมิปกติ และแพรผานผิวหนังไดเพราะเปนตัวทําละลายไขมันนอกจากนี้ยังอาจทําใหหมดสติได เพราะจะไปรบกวนการทํางานของระบบประสาทสวนกลาง ดังนั้นจึงจําเปนอยางยิ่งท่ีจะตองรูคุณสมบัติของสารละลายอินทรียที่จะใชเหลาน้ัน และจะตองใชอยา งถกู ตอ งเพอื่ ใหเ กดิ อนั ตรายนอ ยทีส่ ดุระบายอากาศ วิธปี ฏิบตั ิงานกบั สารละลายอินทรียอ ยางปลอดภยัประกายไฟ 1. ระวงั อยาใหสารละลายอินทรียห ก 2. ปดฝาภาชนะบรรจุสารละลายอนิ ทรยี เสมอทําได 3. ไมลางมอื ดว ยสารละลายอินทรยี 4. ตรวจตราระบบระบายอากาศอยูเสมอ อยาใหมสี ่งิ ใดไปขดั ขวางทาง 5. หามใชส ารละลายอนิ ทรยี ใ กลบริเวณท่ีมไี ฟหรอื บรเิ วณทอ่ี าจเกดิ 6. สวมใสอ ุปกรณปอ งกนั ทีเ่ หมาะสมเสมอขณะใชสารละลายอนิ ทรีย 7. ตอ งใชระบบระบายอากาศเสมอในขณะใชสารละลายอนิ ทรีย 8. หลกี เล่ียงการสมั ผัสไอระเหยของสารละลายอนิ ทรยี ใหมากท่ีสดุ เทา ที่จะ 3. ฝนุ ปกติโรคปอดท่เี กดิ จากฝนุ ที่หายใจเขาไปจะมชี ื่อเรยี กวา โรคปอดฝุนหรือนิวโมโคนิซิส (Pneumoconiosis) ฝุนที่สูดดมเขามาจะฝงตัวอยูในปอดและปอดไมสามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมเหลานไี้ ด เมอื่ มกี ารสะสมมากขึ้น ปอดจะรูสกึ แนน อดึ อดั ทาํ ใหหายใจไมออก วิธีแกไขท่ีดีท่สี ุด คอื การปอ งกันโรคนี้ไวกอน โดยปรับปรุงสภาพแวดลอมในบริเวณท่ีทํางานและปรับเปลี่ยนวธิ ีการทาํ งาน เชน การขจดั ฝนุ ในสถานท่ีทํางาน หรอื การสวมใสห นากากปอ งกันฝุน
155วิธีใชห นากากปอ งกนั ฝนุ อยา งถกู วธิ ี 1. หนา กากควรกระชบั กบั ใบหนา ซ่งึ ฝุนจะไมสามารถแทรกเขา ไประหวางรองของหนา กากกบั ใบหนา ได 2. แมสภาพของสถานท่ที ํางานโดยท่ัวไปจะสะอาด แตอ าจจะมีฝุนขนาดเล็กอยูได จงึ ควรสวมหนากากปองกนั ฝุนไว ถาบริเวณน้นั มฝี นุ ขนาดเล็กอยไู ด จงึ ควรสวมหนา กากปอ งกันฝุนไว ถาบรเิ วณนั้นมฝี นุ อยู 3. หามสวมหนากากกรองฝนุ ในบรเิ วณทอี่ บั อากาศ หรอื บริเวณท่ีมกี าซพิษ 4. ควรเก็บรักษาหนากากไวในที่ท่ีอากาศถายเทดี และเก็บอยางถูกหลักวิธีรวมทั้งควรเปลี่ยนไสกรองเมือ่ จําเปน 5. หนา กากกันฝนุ โดยทว่ั ไปจะใชสําหรับงานชว่ั คราวเทาน้นั 4. สารเคมีจาํ เพาะ สารเคมีจําเพาะจะถูกจัดเปนสารเคมีอันตราย เพราะจะกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพรางกาย เชน กอใหเกิดโรคมะเร็งจากการทํางาน โรงผิวหนัง ระบบประสาทเสื่อม ฯลฯปจ จุบนั มีการใชสารเคมีอยูอยา งกวา งขวางในงานอุตสาหกรรมจงึ ตอ งระมัดระวงั เปนอยางยิง่ การปอ งกันอันตรายจากการใชส ารเคมีจาํ เพาะ 1. อยา ทาํ หกหรอื กระเด็นลงบนพนื้ 2. กอ นเรม่ิ ทาํ งานตองสวมอุปกรณป องกันอันตรายสวนบุคคลหรือติดตั้งระบบระบายอากาศทว่ั ไปในทีท่ าํ งาน 3. จัดการปฏิบตั งิ านใหเ ปน ไปตามระเบียบขอ บังคับของกฎหมาย 4. เม่ือตองการขนยายหรอื เกบ็ สารเคมีเหลา นนั้ จะตองบรรจุลงภาชนะที่เหมาะสมใหเ รียบรอ ย 5. หามสูบบหุ ร่ี รบั ประทานอาหาร หรอื ด่ืมนาํ้ ในขณะทก่ี าํ ลงั ทาํ งานกบั สารเคมี 6. หามสมั ผสั เส้ือผาที่เปอ นสารเคมี 7. จัดใหม ีการสวมชดุ ปอ งกนั หรืออุปกรณปอ งกันอนั ตรายจากสารเคมี 8. หามนําสารเคมนี อ้ี อกไปหรอื เขา ไปยงั หนว ยงานอนื่ โดยไมไ ดรบั อนุญาต 9. เส้ือผาที่สวมใสขณะทํางานยอมมีสารเคมีปนเปอนจึงควรท่ีจะชําระลางรา งกายเปลย่ี นเสือ้ ผาใหม กอนที่จะรบั ประทานอาหารหรือกอนกลับบาน และนําเสื้อผาท่ีใสทํางานน้นั ไปซักหรือทําความสะอาดทันที
1565. สภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ อบุ ัตเิ หตุจากการขาดอากาศหายใจมกั เกดิ ขน้ึ ไดในบรเิ วณท่เี ปน ใตถุนอาคาร ถังหรือบริเวณอุโมงคขดุ เจาะ ฯลฯ อาการขาดอากาศมีผลโดยตรงตอการทํางานของสมอง และบอยคร้ังท่ีนําไปสูความสูญเสยี อยา งใหญห ลวง ทั้งนเ้ี พราะการอยใู นท่แี คบหรืออับอากาศซ่ึงมักไมคอยมีคนไดเขาไปบอยนกั กย็ ากท่จี ะพบหรอื ชว ยชวี ติ ไดทนั หากมอี บุ ัตเิ หตเุ กดิ ขน้ึ วธิ ีปองกนั การขาดอากาศหายใจมีดงั น้ี 1. ตรวจสอบความหนาแนน ของออกซิเจนกอ นลงมือปฏิบตั ิงาน 2. จัดระบบระบายอากาศทีเ่ หมาะสม 3. มกี ารปฐมพยาบาลอยา งถูกตอ งและเหมาะสมขอพึงปฏบิ ตั เิ ม่ือตอ งทํางานในบริเวณทีม่ สี ภาพไรอากาศหรืออบั อากาศ 1. กอ นเขา บริเวณอนั ตรายที่มีออกซเิ จนนอ ยหรือออกซิเจนใกลหมด เชนในบอหรอื ถงั จาํ เปนตองจดั ใหมีระบบระบายอากาศท่ดี ี (อยา งไรกต็ ามกเ็ ปน อันตรายมากเชน กันถา ใชออกซเิ จนบรสิ ุทธ์อิ ยางเดียว) ความหนาแนน ของออกซเิ จนทเี่ หมาะสมคอื ไมนอ ยกวา 18% 2. หา มเขา ไปในบริเวณทม่ี สี ภาพขาดออกซเิ จน ยกเวนผูมีหนาที่เก่ยี วขอ งเทานน้ั 3. ผูจะเขาไปในบริเวณอับอากาศ ตองมีการเฝาดูและติดตามโดยหัวหนางานหรือเพื่อนรว มงาน และระบบระบายอากาศจะตองจดั ใหม ีออกซเิ จนอยางนอ ย 18% ดว ย 4. ถา ลักษณะงานไมสามารถจดั ระบบระบายอากาศไดใหใชอุปกรณชวยหายใจที่เหมาะสม เชน เคร่ืองกรองอากาศ หรอื ระบบสายลม 5. ถาสภาพที่ทํางานน้ันขาดอากาศมาก ๆ ใหสวมใสอุปกรณนิรภัย เชนหนากาก เข็มขัดนริ ภยั หรือสายสงอากาศในขณะท่ปี ฏิบัติงานอยใู นบรเิ วณนนั้ 6. ตรวจสอบอุปกรณป อ งกันทุกคร้งั กอ นเริม่ ทาํ งาน 7. ถาไดรับอุบัติเหตุจะขาดอากาศหายใจ ผูทําการชวยเหลือจะตองสวมใสอุปกรณชวยหายใจท่ีมีระบบระบายอากาศท่ีดี ดังอธิบายไวในขอ 4 ขางตน (หนากากปองกันกาซไมไ ดจ ัดไวส ําหรบั กรณีขาดอากาศ ควรขนยา ยผปู ว ยออกไปสทู โี่ ลงโดยเร็วท่ีสุด และชวยหายใจดวยการเปา ปาก ฯลฯ ) การจดั ใหม ีระบบระบายอากาศ เพื่อสขุ ภาพทีด่ ีควรจัดใหมีระบบระบายอากาศทเี่ หมาะสมในสถานประกอบการจําเปนอยางย่ิงที่จะตองจัดระบบระบายอากาศในสถานประกอบการที่มีอุณหภูมิและความรอนสูง
157หรือมีกาซหรือไอท่ีเกิดข้ึนจากตัวทําละลายอินทรียหรือสารอ่ืน ๆ การปลอยปละละเลยท่ีจะจัดทําระบบระบายอากาศจะเปน สาเหตุท่ีกอใหเกิดอาการปวดศีรษะและวิงเวียนศีรษะได และปญหาที่จะตามมาก็คอื ความเจ็บปวยตา ง ๆ ที่มสี าเหตจุ ากสารเคมอี นั ตราย การเปดหนาตางหรือประตูนั้นเปนการถายเทอากาศทั่วไปตามปกติ การติดตั้งระบบระบายอากาศเฉพาะที่หรือในตําแหนงที่จําเปนนั้น ควรติดต้ังใหเหมาะสมกับลักษณะของสารเคมีอนั ตรายทจ่ี ะตอ งใช แตค วรตระหนักไววา ในบางครั้งการเปดหนาตางอาจใหผลที่ตรงขามกนั ก็ได1.4 ความปลอดภยั ในการทํางานกับผลิตภณั ฑเ คมี ขอพงึ ปฏบิ ตั ทิ ่วั ไปในการทํางานกับผลติ ภณั ฑเ คมี 1. กอนปฏิบัติงานตองทราบถึงชนิดของผลิตภัณฑและอันตรายที่อาจเกิดข้ึน ถาสงสยั ใหปรึกษาผบู งั คบั บญั ชาท่เี กีย่ วของ 2. กอนขนยายผลิตภัณฑตองสังเกตวาหีบหอไมแตกหรือบุบสลายซ่ึงอาจจะทําใหตกหลน สภู ายนอกได 3. หลีกเล่ยี งการสมั ผสั กบั ผลิตภณั ฑโดยตรง ใหสวมเครื่องปอ งกัน เชน ถงุ มือเสอ้ื คลมุ เครอื่ งกรองอากาศ หมวก แวน ตา ฯลฯ 4. หามรับประทานอาหาร เครอื่ งดมื่ หรอื สูบบุหร่ีในขณะปฏิบตั งิ าน 5. ขณะปฏิบัติงานหามใชมือขย้ีตา หรือใชมือสัมผัสกับปากจนกวาจะลางมือใหสะอาดเสียกอน 6. กอนรับประทานอาหาร สูบบุหรี่ หรือเขาหองสุขา ตองถอดอุปกรณปองกันอันตรายและลางมือใหสะอาดเสยี กอน 7. หา มผทู ี่ไมม ีหนา ท่ีเก่ียวขอ งปฏิบตั งิ านเกย่ี วกับผลติ ภณั ฑเ คมี 8. หากเกิดอุบัติเหตุ ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑแตกเสียหาย ตองรีบรายงานผบู งั คับบัญชาทีร่ บั ผดิ ชอบทนั ที หรือจดั การเกบ็ กวาด เชด็ ถบู ริเวณใหสะอาดตามวิธีที่กําหนด ไมควรปลอยทงิ้ ไว 9. ในขณะปฏบิ ตั ิงานหากพบวา มีการเจบ็ ปว ย หรอื วิงเวียนศีรษะใหหยุดปฏิบัติงานทนั ที พรอมทงั้ รายงานใหผบู ังคับบญั ชาผรู ับผดิ ชอบทราบ หรือทําการปฐมพยาบาลอยางถูกตองแลวรบี นาํ ไปพบแพทยพ รอ มนําฉลากหรอื ผลติ ภณั ฑไปดว ย 10. อุปกรณปองกันอันตรายท่ีใชแลวตองทําความสะอาดหรือทําลายท้ิงตามคําแนะนําทไ่ี ดกาํ หนดไว
158 11. เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติงานแตละครั้ง ตองลางมือ อาบน้ํา และผลัดเปล่ียนเสอ้ื ผา ทสี่ ะอาดความปลอดภัยในการใชผลิตภณั ฑเคมีในการผลิต 1. พนักงานตอ งอานคําแนะนาํ ขา งกลองบรรจผุ ลติ ภัณฑเ คมีทกุ ชนิดใหละเอยี ดกอ นทจ่ี ะนาํ เขาโรงงานผลิต 2. กลองผลติ ภัณฑเ คมที ุกกลองทนี่ าํ เขา โรงงานผลิตตอ งอยูในสภาพดีไมแตกรว่ั 3. พนกั งานตองสวมถุงมือ เสื้อคลุมแขนยาว หนากาก รองเทาหุมสน กอนเปดกลอ งสารเคมที จ่ี ะนํามาใชในการผลติ 4. ตองระมัดระวังเปน พิเศษในการบรรจผุ ลิตภัณฑเคมี พยายามใหฝุนหรือละอองของสารเคมปี ลิวกระจายนอ ยท่สี ดุ 5. กลอ งเปลา ของผลิตภณั ฑเคมี หลังจากใชแลวตองนําไปเก็บรวมกันในท่ีมิดชิด(หากจําเปนตองมีกุญแจปด ) กอ นนําไปทาํ ลาย เผาทิ้งหรือฝงดิน 6. หลังจากท่ีพนักงานทํางานเรียบรอยแลว ใหลางมือ ลางหนาหรืออาบนํ้า และเปลยี่ นเสือ้ ผาใหมก อ นรับประทานอาหารหรอื สูบบหุ รี่ 7. หา มสบู บุหรีข่ ณะปฏิบัตงิ าน 8. หามรับประทานอาหารหรือเครือ่ งดม่ื ในบรเิ วณโรงงานผลิตหรอื โรงงานบรรจุ ความปลอดภยั ในการเก็บผลติ ภัณฑเ คมใี นคลงั พสั ดุ 1. พนกั งานตองอานฉลากผลติ ภณั ฑเ คมที กุ ครงั้ กอ นทาํ การเกบ็ เขา คลงั พัสดุ 2. ผลติ ภณั ฑเ คมีบางอยา งตองเกบ็ ในทแ่ี หง สะอาด มีอากาศถายเทดี และ มีอุณหภูมิไมเ กนิ 46 C 3. ผลติ ภัณฑเ คมตี องเก็บใหห างจากอาหารและภาชนะบรรจุอาหาร 4. ไมค วรเกบ็ ผลติ ภณั ฑเ คมวี างซอนกันสงู เกินกวา 5 เมตร 5. หามสูบบุหรใี่ นคลังพัสดุ ยกเวนบรเิ วณทกี่ าํ หนดให 6. พนักงานตองสวมถุงมือ หนากาก รองเทาและเสื้อแขนยาวขณะปฏิบัติงานซ่ึงสมั ผัสกบั สารเคมีโดยตรง 7. ผลิตภัณฑเคมีที่ตกหลนตามพื้นใหกวาดเก็บใสถังอยางระมัดระวังเพ่ือนําไปทาํ ลายหรอื ฝงดนิ ในบริเวณทีก่ าํ หนด ถา เปน ผลิตภัณฑช นดิ เหลวใหใ ชท รายแหง กลบแลวกวาดเก็บไปฝงดิน หามลา งดวยนาํ้ 8. ผลติ ภัณฑเ คมที ุกชนดิ ตอ งปด ฉลากทกุ กลอ งกอ นนําเขาเก็บในคลังพัสดุ 9. คลังเกบ็ ผลติ ภัณฑเ คมี ตองปดกุญแจหลังจากเลิกงาน
159การเกดิ ไอเคมีไวไฟ การเกดิ ไอเคมีไวไฟในโรงงาน หมายถึง การปลอ ยไอเคมไี วไฟจํานวนมาก ซ่ึงอาจลกุ ตดิ ไฟ หรือระเบดิ เมื่อมีแหลงทกี่ อใหเกดิ ประกายไฟ หรืออาจเกดิ จากการลุกไหมข องสารเคมีหรือกา ซท่ีมีจดุ วาบไฟ (Flash Point) ตํา่ และมีชว งไวไฟกวาง จุดวาบไฟ (Flash Point) ของสารเคมเี หลว คือ อุณหภมู ิตํา่ สดุ ทีส่ ารเคมนี ั้นจะใหไอเคมที ่ีสามารถผสมกบั อากาศเปน สวนผสมท่พี รอมจะลุกไหมเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ ชวงไวไฟ (Flammability Limit) คือ ชว งระหวา งความเขมขนตาํ่ สุด และสูงสดุ ของไอเคมใี นอากาศซ่งึ จะเกิดการลุกไหมไดเม่ือมีแหลง เกิดประกายไฟ สว นผสมของไอเคมีและอากาศที่ตา่ํ กวาชว งไวไฟนี้จะเจือจางเกินไปท่ีจะลกุ ไหมได และในทาํ นองเดียวกนั สว นผสมทีส่ ูงกวา ชวงไวไฟนจ้ี ะเขมขน เกินไปที่จะติดไฟ เมอ่ื เกดิ กลุมไอเคมจี าํ นวนมาก หามพนักงานเขาไปในบริเวณท่ีเกิดไอเคมีนั้น ควรรบั แจง หนว ยดบั เพลิงประจาํ โรงงานเตรียมพรอ มเพื่อทาํ การชวยเหลอื ทันที วิธปี ฏิบัตเิ มือ่ เกดิ กลุมไอเคมี 1. ปลอดภัยไวกอน เมื่อพบไอเคมีจํานวนมากไมวาจะเกิดจากการหกราดบนพ้ืนหรือเกิดจากการรั่วจากทอสงเคมีหรือจากถังเคมีตาง ๆ หากมีขอสงสัยใหสมมุติไวกอนวากําลังเกิดกลมุ ไอเคมีไวไฟ อยาเสียเวลาไปหาเครอ่ื งวัดประมาณไอเคมี เพราะกวา จะรู ประมาณไอและอากาศก็มมี ากเพียงพอทจ่ี ะลุกไหมหรือระเบดิ ได และก็เปนเวลาท่ีทานไดเขาไปอยูในกลุมไอเคมีไวไฟเสียแลว 2. ออกไปใหพ น จากบริเวณทเ่ี กิดกลมุ ไอเคมีไวไฟทันที และรับแจงใหหัวหนางานหรอื ผูจดั การทราบ 3. ใหใชนํ้าฉีดเปนฝอยเพื่อไลไอเคมี โดยใชหัวฉีดนํ้าจากตูดับเพลิงในกรณีที่เกิดกลมุ ไอเคมีไวไฟบริเวณรีแอกเตอร ใหเ ปดวาลวน้าํ ปลอยนา้ํ จากหัวฝกบวั ซึ่งติดตงั้ อยูเหนือรีแอกเตอรเพอ่ื ไลไ อเคมี 4. หากกลุมไอเคมีไวไฟกาํ ลังลกุ ติดไฟใหฉีดนาํ้ หลอเครอ่ื งมอื เคร่อื งใชห รือถงั ตาง ๆที่อยูรอบ ๆ บริเวณนั้น เพือ่ ปอ งกนั การลุกลามขยายตัวของไฟและการระเบิด อยาพยายามเขาไปดับไฟที่จุดลุกไหม แตใหหาแหลงทมี่ าของไอเคมีและจัดการกําจัดตนตอของการเกิดไอเสียกอนโดยไมตอ ง เขาไปในกลุมไอเคมี แลวจงึ เขาทาํ การดับไฟ
1601.4 ความปลอดภัยเกีย่ วกับอัคคภี ยั การปองกนั อคั คีภยั ในบรเิ วณโรงงาน พนักงานทุกคนจะตองปฏบิ ตั ดิ ังน้ี 1. รูจักคุณสมบัติเครื่องดับเพลิงทุกชนิดท่ีใชอยูในโรงงาน และสามารถนํามาใชงานไดทนั ที และเหมาะสมกับลกั ษณะของไฟเมือ่ ตองการ 2. หามนําเครื่องดับเพลงิ มาฉีดเลน หรือหยอกลอกัน 3. ใหความสนใจกับเครื่องมอื ดบั เพลิงในแผนก และจะตองมีการตรวจสอบสภาพของเคร่อื งดบั เพลงิ อยเู สมอ เมือ่ พบหรือสงสยั วาเครื่องดบั เพลิงเครื่องใดอยใู นสภาพชาํ รดุ หรอื น้าํ หนักพรอ งไป ใหรายงานผูบังคบั บัญชาตามลาํ ดบั ชั้นทนั ที 4. จะตองไมตดิ ตั้งหรอื วางเครื่องจักรหรือส่ิงของใด ๆ เอาไวในตําแหนงซ่ึงจะเปนอปุ สรรคหรือกดี ขวางการนาํ เครื่องดับเพลิงมาใชโดยสะดวก 5. วัตถุซึ่งไวไฟหรือนาํ้ มันเชอ้ื เพลิงชนดิ บรรจุถัง เมอ่ื นํามาใชแลวจะตองปดฝาใหสนทิ และทภ่ี าชนะบรรจคุ วรจะมีเครอ่ื งหมายแสดงวาเปนสารไวไฟ 6. หา มนาํ นา้ํ มนั เช้อื เพลิง หรอื เคมีภณั ฑไวไฟใด ๆ ไปใชในการซกั ลา งเสื้อผา 7. พนกั งานทกุ คนจะตองทําความเขาใจกับวิธีปฏิบัติเม่ือเกิดเพลิงไหม พนักงานทุกคนจะตอ งใหความรว มมือในการซอ มภาคปฏิบตั โิ ดยพรอ มเพรยี งกัน 8. ไมวาเพลิงจะเกิดจากอะไรก็ตาม หากเกิดขึ้นใกลกับสายไฟฟา เครื่องมือเคร่ืองใชห รือแผงสวติ ซไ ฟฟา ใหปลดสะพานไฟตัดวงจรไฟฟาทนั ที เม่อื เกดิ เพลงิ ไหม 1. เมอ่ื เกดิ เพลงิ ไหมข ึน้ ในบริเวณท่ที ํางาน จงอยา ต่นื ตระหนกจนเสียขวญั พยายามรักษาขวญั และกาํ ลังใจไวใหม ่นั การตน่ื ตระหนกจนเสยี ขวญั อาจทาํ ใหเหตกุ ารณเลวรา ยลงอกี 2. รีบแจง ใหเพอ่ื นรวมงานทุกคนในบริเวณเพลิงไหมและหนวยดบั เพลิงทราบ เพ่ือดาํ เนินการดบั เพลิงและแจงเหตเุ พลงิ ไหมไปยงั หนว ยดบั เพลงิ ของราชการ 3. พนกั งานผูไ มม ีหนา ที่เก่ียวของกับการดับเพลิงตองรีบออกจากตัวอาคารโดยเร็วตามแผนอพยพหนีไฟ และไปรวมกันท่ีบริเวณหนาประตูทางเขาโรงงาน เพ่ือรอคําสั่งจากผูประสานงานดบั เพลิงตอไป 4. พนักงานทไี่ ดรบั มอบหมายใหเปนหนวยดับเพลิงโรงงาน จะตองเตรียมหัวฉีดสายดับเพลิง เพอื่ ตอ เขากับขอตอ ทอ นาํ้ ดบั เพลิงและอยูในสภาพเตรียมพรอมโดยเร็วท่ีสุด ในกรณีที่เพลงิ อยใู นตําแหนงที่หัวฉดี ใหญจ ะฉีดมาถงึ อาจไมจําเปนตองใชทอดับเพลิงและหัวเล็กฉีดตอ ท้ังน้ีใหข ้ึนอยกู บั ดลุ ยพินิจของหนวยดบั เพลิงโรงงาน
161 การปอ งกนั อัคคีภยั ในสํานักงาน 1. พนักงานทุกคนจะตองทราบขอ บังคับเกย่ี วกบั ความปลอดภัยในสํานกั งานเปน อยา งดี 2. พนักงานทกุ คนควรฝก ใชเ คร่ืองดับเพลงิ ใหเ ปน 3. พนักงานทุกคนตองปฏิบัติตามกฎขอบังคับความปลอดภัยในสํานักงานโดยเครง ครดั เชน หามสบู บุหรใี่ นบริเวณหามสูบ 4. บริษัทอาจจัดใหมีการซอมดับเพลิงเมื่อเกิดเพลิงไหมหรือกรณีฉุกเฉิน ณสาํ นักงานรว มกบั เจาหนา ท่ีของทางราชการ พนักงานทุกคนจะตองใหความรวมมือในการซอมโดยพรอ มเพรยี งกัน 5. หามวางส่ิงของกีดขวางทางออกฉุกเฉนิ เมอื่ เกดิ เพลงิ ไหม 1. ใหพนักงานที่พบเพลิงไหมรีบดับเพลิงตามความสามารถทันทีหากเห็นวาไมสามารถดับเพลิงดว ยตนเองได ใหรบี แจงผปู ระสานงานดับเพลิงทราบทนั ที 2. ผปู ระสานงานจะแจง ใหเจา หนา ที่บรหิ ารของบริษทั ทราบ และเปด สัญญาณเพลิงไหม 3. เมื่อมีสัญญาณเพลิงไหมใหพนักงานทุกคนหยุดปฏิบัติงานทันทีและจัดเก็บเอกสารท่สี าํ คัญพรอ มทงั้ ของมคี า ไวในท่ีปลอดภยั แลวรบี ออกจากบรเิ วณท่ีทาํ งานในทิศทางตรงขามกับบรเิ วณเกดิ เพลงิ ไหม 4. การออกจากอาคาร หา มวิ่งและหา มใชล ฟิ ตโดยเดด็ ขาด 5. ใหพ นกั งานที่ออกจากอาคารแลว ทกุ คนไปรวมกันในบริเวณท่ีจอดรถอาคารเพ่ือตรวจสอบจํานวนและรอรับคาํ สงั่ จากผปู ระสานงานตอ ไป1.5 ความปลอดภยั ในสํานกั งาน พนื้ สํานกั งาน - ทางเดิน - ประตู 1. ควรใหพ ืน้ สาํ นกั งานมคี วามสะอาดอยเู สมอ 2. พื้นสํานักงานควรอยูในแนวระดับราบไมลาดเอียงหรืออยูตางระดับกัน หากไมสามารถหลกี เลี่ยงได ใหใ ชส ีสันแสดงใหเ ห็นชดั เจน 3. ใหใชวัสดุกันล่นื ปูทบั บนกระเบื้องหรือพ้นื ขดั มันที่ล่ืน 4. ในขณะปฏบิ ตั ิงาน หามว่งิ หรอื ทําการลื่นไถลแทนการเดนิ 5. ในขณะท่ีมีการขัดหรือทําความสะอาดพื้น ผูปฏิบัติงานควรสังเกตปายคําเตือนและเดินหรอื ปฏิบตั ิงานดว ยความระมัดระวังมากยิ่งขึน้ 6. ในกรณีที่มีนํ้า น้ํามัน หรือสิ่งที่ทําใหเกิดการล่ืนบนพ้ืนสํานักงานใหแจงเจาหนาทท่ี รี่ บั ผิดชอบโดยทนั ที โดยกอนแจงใหแ สดงเครือ่ งหมายเตอื นไวดว ย
162 7. ในกรณีที่พบเห็นวัสดุหรือเครื่องใชสํานักงาน เชน ดินสอ ที่หนีบกระดาษยางลบ หรอื ส่ิงอ่ืนใดตกหลน อยูบ นพ้นื ใหเก็บโดยทนั ทีเพราะอาจเปนสาเหตใุ หล่นื หกลมได 8. ในขณะเดินถึงมุมตึกใหเดินทางดานขวาของทางเดิน และเดินอยางชา ๆ ดวยความระมัดระวงั เพื่อหลกี เลย่ี งการชนกับผอู ื่นซง่ึ กาํ ลงั เดนิ มาจากอกี มมุ หนง่ึ 9. ควรติดตัง้ กระจกเงาทํามุมในบรเิ วณมมุ อบั ทอ่ี าจเกดิ อุบัตเิ หตไุ ดงา ย 10. สายโทรศัพท สายเคร่ืองคิดเลข หรือสายไฟฟา ควรติดต้ังใหเรียบรอย เพ่ือไมใหก ดี ขวางทางเดิน 11. อยายืนหรือเดินใกลบริเวณประตูท่ีปดอยู เพราะบุคคลอ่ืนอาจจะเปดประตูมากระแทกได 12. เม่ือจะผานเขา ออกบังตา หรือเปดปดประตูบานกระจก ควรเขาออกหรือเปดปดดวยความระมดั ระวงั อยางชา ๆ และในการใชบ งั ตาหรือประตูทเี่ ปด ปด สองบาน ใหใ ชบ ังตาหรือบานประตูทางดานขวา 13. บังตาหรือประตูบานกระจกท่ีเปดปดสองทาง ใหติดเครื่องหมาย “ดึง” หรือ“ผลัก” ใหช ัดเจน 14. ไมควรจัดเก็บวัสดุอุปกรณส่ิงของตาง ๆ หรือปลอยใหมีส่ิงกีดขวางบริเวณทางเดนิ หรอื ชอ งประตู การใชบนั ได การใชบ นั ไดอยางปลอดภัย 1. กอนข้นึ หรือลงบนั ได ควรสังเกตส่งิ ที่อาจกอใหเกิดอนั ตรายขึน้ ได 2. ถาบริเวณบันไดมแี สงสวา งไมเพียงพอ หรือราวบันไดหรือขั้นบันไดชํารุด ใหแจงเจาหนาทเ่ี พ่ือทาํ การแกไ ขใหเรยี บรอ ย 3. อยา ปลอยใหม ีเศษวัสดชุ น้ิ เล็กชิ้นนอ ยตกอยูตามข้ันบันได เชน เศษกรวด เศษแกว ฯลฯ 4. ไมควรติดตั้งสิ่งท่ีดึงดูดความสนใจ เชน กระจกเงา ภาพโปสเตอรเครื่องประดบั ตกแตง ตาง ๆ ไวบ ริเวณบันได 5. ควรจัดใหมีพรมหรอื ทเี่ ชด็ เทา บริเวณเชงิ บันได เพอื่ ความปลอดภัย 6. อยา ว่งิ ข้นึ หรอื ลงบนั ได ควรข้นึ ลงดวยความระมดั ระวัง 7. หามเลนหรอื หยอกลอกนั ในขณะข้นึ หรือลงบนั ได 8. การข้ึนลงบนั ได ใหข ึน้ ลงทางดา นขวาและจบั ราวบันไดทุกครั้ง 9. อยา ปลอ ยราวบนั ไดจนกวาจะมกี ารข้ึนหรอื ลงบนั ไดเปน ท่ีเรียบรอยแลว
163 10. ในขณะขึ้นหรือลงบันได ใหใชสายตามองข้ันบันไดที่จะกาวตอไปและหามกระทําสง่ิ ใด ๆ ในลักษณะทีจ่ ะกอใหเกดิ อันตราย เชน การอา นหนังสอื หรือคนสง่ิ ของในกระเปา ถอืเปนตน 11. อยา ขึน้ หรอื ลงบันไดเปน กลมุ ใหญในเวลาเดียวกัน การใชบ นั ไดพาดและบนั ไดยืนอยางปลอดภัย 1. กอนใชบันไดพาดหรือบันไดยืน ตองตรวจสอบความแข็งแรงโดยท่ัวไป ตองแนใ จวา ไมมรี อยหกั รอยราว และมียางกนั ล่ืน 2. เมอื่ ใชบ นั ไดพาดกับผนงั ตอ งพาดใหไ ดประมาณ 70 องศาและควรสงู กวาจดุ ทีจ่ ะทาํ งานอยางนอย 60 เซนตเิ มตร 3. ถา เปน ไปได ควรยึดหวั และทายของบันไดดวยเชอื ก แตถา ทาํ ไมไ ดค วรใหคนอน่ืชว ยใชม อื จับยึดให 4. พ้ืนวางบันไดตอ งเรยี บ และปราศจากหลุม บอ หรอื โหนกนนู 5. ขณะปน บนั ไดข้ึนหรือลงใหม องไปขา งหนาและไมท าํ งานบนบันไดดวยทาทางท่ีไมเ หมาะสม 6. กรณีมแี ผนรองยืนบนบันไดยืน ขาของบันไดตองหางกันไมเกิน 1.8 เมตร และแผนรองยืนตองสงู ไมเกิน 2 เมตร 7. บนั ไดยนื ตอ งมีตัวล็อกขาท่กี างไวด วย 8. ถาใชบันไดยนื ในจดุ ทีไ่ มแ นใ จวาจะมีความปลอดภัยเพียงพอตองมีผูชวยคอยยึดจับบนั ไดน้ันไว 9. อยายืนบนแผน รองยืน เมอ่ื ตอ งอยสู งู เกิน 1.2 เมตร โตะ ทํางาน - เกาอ้ี - ตู 1. ตลอดเวลาการทํางานไมควรเปดลนิ้ ชกั โตะ ล้นิ ชกั ตเู อกสาร หรอื ตอู นื่ ใดคางไวใหป ดทุกคร้งั ทีไ่ มใชง าน 2. หา มวางพัสดุ สง่ิ ของ หรอื กลอ งใตโตะ ทํางาน 3. หามเอนหรือพิงพนกั เกา อี้ โดยใหรับนํา้ หนักเพยี งขางใดขางหนงึ่ 4. ใหมพี นื้ ทเ่ี คล่อื นยา ยเกา อ้ี สาํ หรบั การเขา ออกทส่ี ะดวก 5. หา มวางพัสดุ สงิ่ ของตา ง ๆ บนหลังตเู พราะอาจตกหลน ลงมาเปนอนั ตราย 6. อยา เปดลน้ิ ชักตูเ อกสารในเวลาเดียวกนั เกนิ กวา หนึง่ ล้ินชัก 7. การจดั เอกสารใสในลิน้ ชกั ตู ควรจดั ใสเ อกสารจากช้ันลางสุดข้ึนไป เพ่ือเปนการถวงดุลนา้ํ หนัก และใหหลีกเลยี่ งการใสเ อกสารในล้นิ ชกั มากเกนิ ไป 8. ใหใ ชห ูจบั ลิ้นชักทุกครั้งเม่ือจะเปด ปดลิน้ ชกั เพ่อื ปอ งกันนิว้ ถกู หนีบ 9. การจดั วางตูลนิ้ ชกั ตตู อ งไมเ กะกะชองทางเดนิ ในขณะที่ปดใชงาน
164 สายไฟฟา และเตาเสียบ 1. สายไฟฟา ท่มี รี อยฉกี ขาด หรอื ปล๊ักไฟฟาท่ีแตกราว ตองทําการเปล่ียนทันที หามพันดว ยเทปพนั สายไฟหรือดดั แปลงซอ มแซมอยา งใดอยา งหนึง่ 2. เตาเสียบท่ีชํารุดจะตองทําการซอมแซมโดยทันที ในระหวางรอการซอมแซมจะตองปดหรือครอบ เพ่อื ปอ งกนั ไมใหผูอื่นมาใชง าน 3. เครื่องมือหรืออุปกรณไ ฟฟาตาง ๆ ที่ใชภ ายในสาํ นักงาน ใหว างในตําแหนงท่ีใกลเตาเสยี บมากที่สุด เพ่อื หลีกเล่ียงสายไฟฟาท่ีทอดยาวไปตามพ้ืน หรอื หลีกเลย่ี งการใชส ายตอ ในกรณีที่ไมอาจวางในตําแหนงใกลเตาเสียบได ใหแสดงเคร่ืองหมายใหชัดเจนเพื่อปองกันการเดินสะดุดสายไฟฟา 4. ในการใชอุปกรณไฟฟาใหแนใจวาแรงดันไฟฟาเหมาะสมกับความตองการแรงดนั ไฟฟา ของอุปกรณนั้น ๆ 5. การวางหรือเคลือ่ นยา ยเคร่อื งใชส าํ นักงาน ตองระวงั อยา ใหมีการวางหรือเคล่ือนยายไปทบั ถกู สายไฟฟา การใชเครือ่ งใชส าํ นกั งาน 1. ในขณะขนยายกระดาษควรระมดั ระวังกระดาษบาดมอื 2. ใหเกบ็ ปากกาหรอื ดินสอ โดยการเอาปลายชลี้ ง หรอื วางราบในชิน้ ชัก 3. ใหทาํ การหบุ ขากรรไกรที่เปดซองจดหมาย ใบมดี คัดเตอร หรอื ของมีคมอื่น ๆ ใหเขา ที่กอ นทําการเก็บ 4. การใชเ ครื่องตดั กระดาษ ตองระวงั น้วิ มอื ใหอ ยูหางจากใบมีด ขณะที่กําลังทําการตดั กระดาษ และหลีกเลี่ยงการตัดกระดาษจํานวนมากเกินไปพรอมกันทีเดียว ถาไมไดใชงานใหลดใบมดี ลงใหต ่าํ ท่สี ดุ อยายกใบมดี คา งเอาไว 5. การแกะลวดเยบ็ กระดาษไมควรใชมือหรอื เลบ็ ใหใ ชท่ดี ึงลวดเย็บกระดาษทกุ ครงั้ 6. เฟอรน ิเจอรทเ่ี ปน โลหะใหท าํ การลบมมุ ทกุ แหงเพ่อื ความปลอดภัย 7. ควรใชบันไดหรือช้ันเหยียบ เมื่อตองการหยิบของในที่สูง ไมควรยืนบนกลองโตะ หรอื เกา อตี้ ิดลอ 8. หลังเลกิ งานทกุ วัน ใหป ด ไฟฟาทุกดวงและตัดวงจรอุปกรณไฟฟาภายในหอ งทํางานท้งั หมด 9. เครอ่ื งใชส ํานกั งานท่อี าจกอใหเกดิ อันตราย เชน สายพาน ลูกกลิ้ง เกียร เฟอง ลอฯลฯ ถาไมมกี ารติดต้งั อุปกรณปอ งกันอนั ตรายเอาไว ใหตดิ ตัง้ อุปกรณป อ งกนั อนั ตรายน้ันใหเ รียบรอ ยกอ นที่จะใชงาน
165 10. หามทําความสะอาด ปรับ แตง หรือเปลี่ยนแปลงสวนประกอบใด ๆ ของเคร่ืองใชสํานักงานที่อาจกอ ใหเกิดอันตรายในขณะที่เครอ่ื งกาํ ลังทํางาน 11. ตองทําการศกึ ษาวิธีใชและขอ ควรระวงั ของเคร่อื งใชสํานักงานที่มีอันตรายใหดีกอ นปรบั แตง 12. ถามีผูปฏิบัติงานสองคน หรือมากกวาสองคนข้ึนไปทํางานกับเคร่ืองใชสาํ นักงานทม่ี ีอันตรายเครอื่ งเดียวกัน ผูปฏบิ ตั งิ านแตละคนจะตองระมัดระวังซงึ่ กนั และกนั 13. อยาถอดอุปกรณปองกันอันตรายหรือเปดแผงเครื่องใชสํานักงานที่มีอันตรายโดยเด็ดขาด กรณเี ครื่องขดั ขอ งใหต ิดตอชางเพอื่ มาทาํ การซอ มแซม 14. เคร่ืองใชสํานักงานท่ีใชกําลังไฟฟาและมิไดเปนชนิดที่มีฉนวนหุมสองชั้นจะตองมรี ะบบสายดนิ ตดิ อยูที่ครอบโลหะผานปลั๊ก และหามมีการดัดแปลงปล๊ักเพ่ือตัดวงจรสายดินออก 15. ใหต ัดกระแสไฟฟาของเครอื่ งใชสํานกั งานที่ใชไ ฟฟาทุกครั้งที่ไมใชหรือเมื่อจะปรับแตงเครื่อง การใชลิฟต 1. ในขณะเกิดเพลงิ ไหม หามทกุ คนใชล ิฟต ใหใชบ นั ไดหนีไฟเทานั้น 2. กอนใชลิฟตทุกครั้งใหสังเกตวาตัวลิฟตเล่ือนมาอยูในระดับเดียวกับพื้นแลวหรือไม ถาตัวลิฟตอ ยูตางระดับกบั พ้นื ใหร ะมดั ระวังการสะดุดขณะเดินเขาลิฟต สําหรับสุภาพสตรีท่ีสวมรองเทา สน สงู หรือสน เล็กตอ งกาวขา ม เพ่อื ปองกนั การลื่นและหกลม 3. ในการใชล ฟิ ต ใหเขา ลิฟตอ ยางรวดเรว็ และระมดั ระวัง อยาลงั เลใจ 4. หา มสบู บหุ ร่ีในลฟิ ต 5. เม่ือลิฟตเล่ือนถึงชั้นที่ตองการ ใหรอประตูลิฟตเปดเต็มท่ีแลวกาวออกจากลิฟตอยา งรวดเรว็
166 6. หา มใชมอื จับหรือดันประตูลิฟตเพื่อใหลิฟตรอบุคคลอื่น ใหใชปุมควบคุมประตูลฟิ ตท ี่ตดิ ตัง้ อยูภายในลฟิ ต 7. ในกรณเี กิดเหตฉุ กุ เฉนิ ขณะอยูในลิฟต ใหปฏิบัติตามขอแนะนํา ซ่ึงติดอยูภายในลิฟต พยายามควบคุมสติใหได อยาตกใจเปนอันขาด กิจกรรม 5 ส สูความปลอดภยั สถานทีท่ ํางานจะปลอดภัยดว ยการปฏบิ ัติ 5 ส สถานทดี่ าํ เนินกิจกรรม 5 ส จะปลอดภัยกวา ถูกสุขอนามัยกวา และมีการผลิตดีกวาในการทาํ ใหส ถานที่ทาํ งานนา อยู นาดู สะดวกสบายและปลอดภยั นน้ั จะตอ งกําจัดส่ิงที่ไมตองใชแลวออกไปใหหมด และจดั ส่งิ ทจ่ี ะเก็บใหเปนหมวดหมู เพอ่ื ความสะดวก สะอาด และสวยงาม กิจกรรม 5 ส สะสาง : แยกรายการสิง่ ของทจี่ ําเปนและไมจ ําเปน ทง้ิ สิ่งของทไ่ี มจ าํ เปน ออกไปใหม ากที่สดุ เทา ทีจ่ ะทาํ ได สะดวก : เก็บเครื่องมืออุปกรณไวในที่ท่ีใชไดสะดวกและเก็บในสภาพที่ปลอดภยั สะอาด : จดั ระเบียบการดูแลความสะอาดของสถานที่ทํางาน เชน การกําจัดฝนุ ละออง สุขลกั ษณะ : ดูแลเส้ือผาและรักษาสภาพสถานท่ีทํางานใหสะอาดเรียบรอย อยาปลอยใหสกปรกรกรุงรังเปนเดด็ ขาด สรางนิสัย : ปฏิบัติ 4 ส ขา งตน จนเปนนิสัย1.6 ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปจ จบุ นั การประกอบอาชพี เกษตรกรรม มีการนําเคร่อื งจักรกล เชน รถแทรกเตอร
167รถไถนา เครื่องเก็บเก่ียว เครื่องผอนแรง เปนตน และสารเคมี เชน ปุยเคมี สารกําจัดศัตรูพืช สารฆาแมลง เขา มาใชอยา งมากมาย เพ่อื ชว ยเพ่มิ ผลผลติ ซึ่งสิ่งเหลานี้หากนาํ ไปใชอยางไมถูกตองจะมีผลเสียตอสุขภาพและชวี ติ อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มี 5 ประการ ดงั น้ี ประการท่ี 1 สารเคมี เชน ปุย สารกําจัดศัตรูพืช สารฆาแมลง สารพิษปราบวัชพืชสารกําจดั เช้อื รา สารกําจดั สตั ว สารพษิ กําจัดสาหราย ไสเ ดอื นฝอย หอยทาก สารเคมีเหลาน้ีหากใชถูกวธิ กี ็มปี ระโยชน หากใชผ ดิ วิธีเปน โทษอยา งมากเชน กนั เกษตรกรจาํ เปนตองทราบสิง่ เหลานี้ วธิ เี กบ็ การใช โดยอา นจากฉลากขา งภาชนะบรรจุ เมอ่ื ใชห มดแลว ตองทําลายภาชนะบรรจุโดยการเผาหรอื ฝง ไมควรสูบบหุ รขี่ ณะทําการฉดี พน ระวังการสัมผสั สารเคมีทผ่ี ิวหนงั เนอื่ งจากสามารถดูดซมึ ทางผวิ หนังได ระวังการสดู ดมหายใจเขาสทู างเดนิ หายใจ ไมยืนใตลมขณะฉดี พนสารเคมี เครอ่ื งใชตา ง ๆ สาํ หรบั การฉดี พน ตอ งดูแลไมใหเสอ่ื มสภาพ รว่ั ซมึ เวลาผสมยาหามใชมอื กวน ประการที่ 2 อันตรายจากฝุนท่ีเกิดจากเกษตรกรรม ฝุนเกิดข้ึนจํานวนมากในกิจกรรมนวดขาว และกิจกรรมอน่ื ๆ ในนา ปญหาที่เกิดขึ้นคือ ฝุนจะเปนสวนที่รับเอาเช้ือรา ละอองเกสรดอกไม และพวกสเปอรปะปนอยู และจะนําโรคสูคนได ทําใหผูสัมผัสเกิดเช้ือรา โรคปอดฝุนฝายโรคปอดชานออ ย โรคปอดชาวนา วธิ ีปองกัน คอื เกษตรควรสวมหนา กากปอ งกันฝุน รักษาความสะอาดของผิวหนงั หลงั เสรจ็ งานแลว ใชวิธีพน นํา้ เพ่ือลดการฟุง กระจายของฝุน หาความรูเพื่อปองกันตัวเอง รวมท้ังเพ่ือใหทราบถึงภัยตาง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เชน อาการเกิดโรค จะไดส ามารถปองกันตัวเองไมใหเ กดิ โรคลุกลามตอไป ประการท่ี 3 อนั ตรายจากการเปนโรคติดเชอ้ื จากสัตว ทส่ี าํ คญั คอื มา วัว ควาย แกะแพะ สกุ ร สนุ ขั สตั วปา ทก่ี ินเนอ้ื นก เปด ไก เปน ตน โรคติดเชื้อท่ีสําคัญ ไดแก โรคแอนแทรกซ โรคกลวั นาํ้ บาดทะยัก เลพโตสไปโรซสี กลากเกลอ้ื น ของเช้ือรา วธิ ปี องกนั คอื
168 เกษตรกรควรทราบแหลง โรค วธิ ีการแพรโรค เมือ่ สัตวปว ยตอ งเผาหรือฝง ทําลายเช้ือ ฉดี วัคซนี ปองกนั โรคแกสัตว รักษาความสะอาดของผิวหนัง ระวังมิใหสัมผัสกับผิวหนังของสัตวที่เปน โรค ทําความสะอาดแผลทันทเี มื่อมีบาดแผลเกดิ ข้นึ ประการที่ 4 อนั ตรายจากความรอน แสง เสยี ง ความสั่นสะเทอื น เกษตรกรอาจเปนตะครวิ ออนเพลีย หรอื เปนลม อนั เนอ่ื งมาจากการไดรบั ความรอนทีม่ าจากแสงอาทติ ย หรือไดร บั เสียงดงั จากเครื่องจักรกล ซึ่งมีผลตอสุขภาพจิตดวย รวมท้ังเกิดอาการหูตึง หรือหูหนวกได อันตรายจากแสงจา ซ่ึงพบมากทําใหเ กิดตอ สูญเสียการมองเห็น และในการใชเคร่อื งจักรกม็ ปี ญ หา การสน่ั สะเทือนจากเคร่ืองจักร เชน รถแทรกเตอร เครอ่ื งเกีย่ วขา ว เคร่อื งไถ เคร่อื งเจาะ เล่ือยไฟฟา ความส่ันสะเทือนมีอันตรายตอมอื และแขน ทําใหเ กดิ อาการปวดขอตอ เม่ือยลา ระบบยอยอาหารผิดปกติ กระดูกอักเสบวิธปี องกนั อนั ตรายเหลา นไี้ ดแก การสวมใสอ ปุ กรณปองกนั อันตรายสวนบคุ คล เชน ถงุ มือ อุดหู การปอ งกนั เก่ียวกบั ความรอน ทาํ ไดโ ดยใหส วมเสอื้ ผาหนา แขนยาว แตเปน ผาท่รี ะบายอากาศไดด ี ดม่ื น้ําผสมเกลอื ใหเขม ขน ประมาณ 0.1% หยดุ พักระหวา งงานบอยขนึ้ หากอากาศรอนจัดมาก ประการที่ 5 อุบัติเหตุในงานเกษตรกรรม เชน การถูกของมีคมบาด ไดแก มีดขวาน เคยี ว เมื่อเกิดบาดแผลเกษตรกรไมมีเวลาที่จะทําความสะอาดแผลหรือปฐมพยาบาลโดยทันทีโอกาสที่จะไดรับเชื้อโรค เชน โรคบาดทะยัก จึงพบบอย และเปนสาเหตุการตายท่ีสําคัญหรือการใชเครื่องยนตท่ีใชไฟฟาก็อาจเกิดไฟฟา ดูด หรือเกิดการไหมต ามผวิ หนงั ข้ึนได ซึ่งควรตอ งเรยี นรูเ รอื่ งการใชไ ฟฟา ใหถ ูกตองดวย นอกจากน้ียงั มีอันตรายจากการใชเครอ่ื งยนต เชน เชอื ก โซ สายพาน หนีบหรอืบีบอัด ทาํ ใหม อี บุ ตั เิ หตุเกดิ ขึ้นที่นวิ้ มอื เปนสว นใหญ โรคจากการทํางานท่ีสําคัญและพบบอยที่สุดในเกษตรกรคือ การปวดหลังจากการทํางานอันเนอ่ื งมาจากทา ทางการทาํ งานทีฝ่ น ธรรมชาติ ทําใหเกิดอาการปวดเม่ือยกลามเน้ือ การปวดเมือ่ ยกลามเนื้อท่เี กดิ ขน้ึ ซ้ํา ๆ ทกุ วนั เรียกวา โรคบาดเจ็บซํ้าซาก หรือโรคบาดเจ็บซํ้าบอย สามารถแกไขได ควรจะไดเรียนรวู ิธีการหาเครอ่ื งทุนแรงหรือประยุกตวิธีการทํางานเพื่อบรรเทาอาการเหลานั้นใหลดนอ ยลง ตัวอยางเชน การใชเครือ่ งหวานเมลด็ พชื แทนการกม เงยในการหวานโดยคนก็จะทําใหการทาํ งานเปน สุขขน้ึ ได
169เร่ืองที่ 2 การปฐมพยาบาลเบือ้ งตน การปฐมพยาบาล คือ การใหก ารชวยเหลือเบ้ืองตน ตอผปู ระสบอันตราย หรือเจบ็ ปว ยณ สถานทเี่ กดิ เหตกุ อนทีจ่ ะถงึ มอื แพทย หรอื โรงพยาบาล เพ่อื ปอ งกนั มิใหเ กดิ อนั ตรายแกชีวติ หรือเกดิ ความพิการโดยไมส มควรวัตถุประสงคข องการปฐมพยาบาล 1. เพอ่ื ใหมชี วี ติ อยู 2. เพอื่ ไมใหไ ดร บั อันตรายเพมิ่ ขึ้น 3. เพอ่ื ใหกลับคืนสูส ภาพเดิมไดโดยเรว็หลักท่ัวไปในการปฐมพยาบาล 1. อยาตืน่ เตน ตกใจ และอยา ใหคนมงุ เพราะจะแยง ผบู าดเจบ็ หายใจ 2. ตรวจดวู าผูบาดเจ็บยงั รสู ึกตวั หรือหมดสติ 3. อยา กรอกยา หรอื นา้ํ ใหแกผ ูบาดเจบ็ ในขณะทไ่ี มรูสกึ ตวั 4. รีบใหการปฐมพยาบาลตอ การบาดเจ็บทอี่ าจทาํ ใหเ กดิ อันตรายถงึ แกช ีวติ โดยเร็วกอ น สว นการบาดเจบ็ อืน่ ๆ ทไี่ มรนุ แรงมากนักใหด าํ เนนิ การปฐมพยาบาลในลําดบั ถดั มาการบาดเจ็บที่ตอ งไดร บั การชว ยเหลือโดยเร็ว คอื 1. การขาดอากาศหายใจ 2. การตกเลือด และมอี าการชอ็ ก 3. การสมั ผัส หรอื ไดรับสง่ิ มพี ิษทรี่ นุ แรงการปฐมพยาบาลเม่อื เกดิ อาการบาดเจบ็ ขอเคล็ดสาเหตุ เกดิ จากการฉกี ขาด หรือการยดึ ตวั ของเน้อื เย่ือ กลา มเน้ือ หรอื เสนเอน็ รอบขอตออาการ - เวลาเคลือ่ นไหวจะรูสกึ ปวดบริเวณขอ ตอ ท่ีไดรับอนั ตราย - บวมแดงบริเวณรอบ ๆ ขอ ตอ
170การปฐมพยาบาล - อยาใหขอ ตอ บรเิ วณทีเ่ จบ็ เคลอื่ นไหว - อยาใหของหนกั กดทบั บริเวณขอทเี่ จบ็ - ควรประคบดว ยความเย็นไวกอน - ถา มีอาการปวดรนุ แรง ใหรีบนาํ ไปพบแพทย ขดั ยอกสาเหตุ เกิดจากการทก่ี ลา มเน้ือยึดตวั มากเกินไป ซึง่ เกดิ ขนึ้ เพราะการเคล่ือนไหวอยางรนุ แรงและรวดเรว็ มากเกนิ ไปอาการ เจบ็ ปวดบริเวณท่ไี ดรบั บาดเจบ็ ตอมามีอาการบวมการปฐมพยาบาล - ใหผ ูบาดเจบ็ นงั่ หรือนอนในทาที่สบาย และปลอดภัย - ถาปวดมากอาจบรรเทาอาการโดยการประคบความเย็นกอ น แลวตอดวยประคบความรอน ตาบาดเจบ็ การปฐมพยาบาลเกยี่ วกับตานนั้ ควรใหการปฐมพยาบาลเฉพาะตาท่บี าดเจ็บเลก็ นอ ยเทานนั้ ถาบาดเจ็บรนุ แรงใหหาผา ปดแผลสะอาดปด ตาหลวม ๆ แลว นาํ ผูบาดเจ็บสง โรงพยาบาลโดยเร็ว ผงเขาตาสาเหตุ - มีสิง่ แปลกปลอมเขาตา - ระคายเคอื งตา คัน หรือปวดตาการปฐมพยาบาล - ใชน า้ํ สะอาดลางตาใหทั่ว - ถา ผงไมอ อกใหห าผา สะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนาํ ผบู าดเจบ็ ไปพบแพทย
171 สารเคมีเขาตาสาเหตุ กรด หรือดา งเขา ตาอาการ - ระคายเคอื งตา - เจบ็ ปวด และแสบตามากการปฐมพยาบาล - ใหลางตาดว ยนา้ํ ทส่ี ะอาดโดยวิธกี ารใหน ํ้าไหลผา นลกู ตา จนกวาสารเคมีจะออกมา - ใชผา ปดแผลทีส่ ะอาดปดตาหลวม ๆ แลวนําผูบาดเจ็บไปพบแพทยโดยเร็วทส่ี ุด ไฟไหม หรอื นาํ้ รอ นลวกสาเหตุ บาดแผลอาจจะเกดิ จากถูกไฟโดยตรง ประกายไฟ ไฟฟา วตั ถุที่รอ นจดั นาํ้ เดือดสารเคมี เชน กรด หรอื ดา งทีม่ คี วามเขมขนอาการ แบงเปน 3 ลักษณะ - ลกั ษณะที่ 1 ผิวหนังแดง - ลกั ษณะท่ี 2 เกดิ แผลพอง - ลักษณะที่ 3 ทําลายชน้ั ผิวหนงั เขา ไปเปน อนั ตรายถงึ เนือ้ เยือ่ ทีอ่ ยใู ตผิวหนงับางครง้ั ผูบ าดเจ็บจะมีอาการชอ็ กการปฐมพยาบาล บาดแผลในลกั ษณะที่ 1 และ 2 ซงึ่ ไมส าหสั ใหปฐมพยาบาลดงั น้ี - ประคบดว ยความเย็นทนั ที - ใชน้าํ มนั ทาแผลได และปด แผลดวยผาทส่ี ะอาด ใชผ า พนั แผลพันแตอยาใหแนน มาก บาดแผลในลักษณะที่ 3 ใหปฐมพยาบาลดงั นี้ - ถาผบู าดเจ็บมอี าการช็อก รีบใหก ารปฐมพยาบาลอาการชอ็ กกอ น
172 - หามดึงเศษผาทถ่ี ูกไฟไหมซึ่งตดิ อยูกับรา งกายออก - นาํ ผูบาดเจบ็ สงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สดุ เทาที่จะทาํ ได กระดูกเคลือ่ นสาเหตุ กระดกู เคลื่อนเกดิ ขึน้ เพราะปลายกระดูกขางหนง่ึ ซ่ึงประกอบกันเขาเปน ขอ ตอเคลือ่ นทห่ี ลุดออกจากเสน เอ็นท่หี ุม หอ บรเิ วณขอ ตอไวอาการ - ตึงและปวดมากบรเิ วณขอตอทหี่ ลุด - ขอตอ จะมรี ปู รา ง และตาํ แหนง ผิดไปจากเดมิการปฐมพยาบาล - จดั ใหผบู าดเจ็บอยใู นทาทีส่ บายท่ีสุด - หามกด หรอื ทําใหขอตอน้ันเคลอื่ นไหวเปนอนั ขาด - นําผบู าดเจบ็ สง แพทยใ หเรว็ ท่ีสุด - การเคลอื่ นยายผูบาดเจบ็ ควรใชเปลหาม กระดูกหกั กระดกู หกั มีอยู 2 แบบ คือ 1. กระดกู หกั ชนดิ ธรรมดา หรือชนดิ ปด ไดแ ก การมกี ระดกู หกั เพยี งอยา งเดยี วไมแทงทะลผุ ิวหนังออกมา 2. กระดกู หักชนิดมีบาดแผล หรอื ชนิดเปด ไดแก การมกี ระดกู หักแลว แทงทะลุผิวหนงั ออกมา หรอื วตั ถจุ ากภายนอกแทงทะลุผวิ หนงั เขาไปกระทบกบั กระดูก ทําใหก ระดกู หักอาการ - บวม - เวลาเคลื่อนไหวจะเจ็บบรเิ วณทไ่ี ดร บั อนั ตราย - ถา จบั บริเวณที่ไดรบั อันตรายจะรสู ึกนุมนิ่ม และอาจมเี สยี งปลายกระดกู ทห่ี กั เสียดสีกัน - อวัยวะเบ้ยี วบดิ ผดิ รปู
173การปฐมพยาบาล - อยา เคล่อื นยา ยผปู ระสบอันตราย นอกจากจะจําเปน จรงิ ๆ การเคลือ่ นยายอาจทาํ ใหบ าดเจ็บมากขน้ึ ไปอกี - คอยระวงั ใหป ลายกระดกู ทีแ่ ตกอยนู ิง่ ๆ - ปองกันอยา ใหเ กดิ อาการช็อก - ถากระดกู ทห่ี กั แทงทะลุผวิ หนังออกมาขางนอก ใหหา มเลือดโดยใชนว้ิ กดหรือใชสายสาํ หรับรัดหามเลือด - ใชผา ปดแผลทสี่ ะอาด ปดปากแผล หรอื กระดกู ทโ่ี ผลอ อกมา - ถามคี วามจาํ เปน ทจี่ ะตอ งเคลือ่ นยา ยผูบาดเจบ็ ควรใชเ ฝอกช่ัวคราวสายคลอ งแขน หมอน และเปลเฝอ กช่ัวคราวอาจทาํ ดวยวตั ถใุ ด ๆ ก็ไดท ่อี ยใู กลม อื เชน กระดาน มวนหนงั สอื พิมพ มวนฟาง หรอื รม ใหผกู เฝอกกับแขน หรอื ขาตรงท่ีหักทั้งขางลาง และขา งบน และถาสามารถทําไดใหผ กู มดั จากท่ี ๆ แตกไปทง้ั สองขา ง จะทําใหเฝอ กชว่ั คราวแขง็ แรงขนึ้ ใชก ระดาษ ผาสําลี หรือวตั ถอุ น่ื ๆ ทคี่ ลายกันรองเฝอก เพือ่ ใหบรเิ วณที่ไดรบั อนั ตรายอยใู นระดบั เดยี วกัน ซง่ึ การทาํวธิ ีนี้เฝอกจะพอดี ไมก ดกระดกู บางแหง มากเกินไป สําหรบั การใสเ ฝอกทแ่ี ขนหรอื ขานนั้ ควรใสใหรอบทกุ ดา นดีกวาใสเ ฉพาะดานใดดา นหน่ึง และใหใ ชผ าเปนชน้ิ ๆ หรอื เชือกทีเ่ หนยี ว ๆ ผกู เฝอ ก แตผาสาํ หรบั ผูกในยามฉกุ เฉินทีด่ ที สี่ ุดก็คือ ผา พนั แถบยาว ๆ - บางครงั้ กอนจะเขา เฝอกจําเปนตองเคล่อื นยายผบู าดเจบ็ บา งเล็กนอย ควรจะใหใครคนหนึ่งจับแขน หรอื ขาสว นท่อี ยเู หนอื และสวนทอี่ ยตู าํ่ กวาบรเิ วณทกี่ ระดกู นั้นหักใหอยูนงิ่ ๆ สวนคนอื่น ๆ ใหชว ยกนั รบั นาํ้ หนักของรา งกายไว วิธที ่ีดที ่ีสดุ กค็ อื ใชเ ปลหาม - กระดูกสันหลัง หรือคอหัก หรือสงสัยวาจะหัก จะตองใชความระมัดระวังเปนพิเศษ ถาคนเจ็บหมดสติอาจจะไมรูวากระดกู คอ หรอื กระดกู สนั หลังหัก นอกจากผทู ําการปฐมพยาบาลนั้นจะมีความรใู นเรอื่ งน้เี ปน พิเศษ กระดูกหักธรรมดาอาจจะกลายเปน กระดกู หกั ชนิดมีบาดแผลไดถาหากไมร ะมดั ระวงั ในการเคล่อื นยา ยผูบาดเจบ็ ดังนั้น หากสามารถทาํ ไดค วรงดเวนการเคล่ือนยา ยใด ๆจนกวาแพทยจะมาทาํ การชว ยเหลอืการเคลอ่ื นยายผทู กี่ ระดูกคอหกั - เม่ือจะทําการเคลื่อนยายผูบาดเจ็บท่ีกระดูกคอหัก ใหเอาบานประตู หรือแผนกระดานกวา ง ๆ มาวางลงขางคนเจ็บ ใหปลายกระดานเลยศีรษะคนเจ็บไปประมาณ 4 นิ้ว เปนอยางนอ ย - ถาผบู าดเจ็บนอนหงาย ใหใ ครคนหนึ่งคกุ เขาลงเหนือศรี ษะ ใชมือทั้งสองจับศีรษะไวใ หน ่ิง ๆ เพอื่ ใหศรี ษะ และหัวไหลเ คลอื่ นไหวเปน จังหวะเดียวกันกับรางกาย สวนคนอ่ืน ๆ จะเปนคนเดียว หรอื หลายคนก็ไดชว ยกนั จับเส้อื ผาของผบู าดเจ็บตรงหวั ไหล และตะโพก แลว
174คอ ย ๆ เลอื่ นผูบ าดเจบ็ นั้นวางลงบนแผน กระดาน หรือบานประตู ใหผูบาดเจ็บนอนหงายอยายกศีรษะขึน้ และอยา ใหคอบิดไปมา - ถาผูบาดเจ็บนอนคว่ําหนา ควรจะวางบานประตู หรือกระดานลงขาง ๆ ตัวผบู าดเจบ็ นนั้ เอาแขนเหยียดไปทางศีรษะ คกุ เขาลงเอามือจับขางศีรษะของผูบาดเจ็บ โดยใหมือปดหูและมมุ ขากรรไกร แลวคอยพลิกคนเจ็บใหนอนหงายบนกระดาน เวลาพลิกใหนอนหงายจะตองใหศรี ษะอยูน ิง่ ๆ และใหอยูระดบั เดยี วกับลําตวั ทัง้ ศีรษะ และลาํ ตัวจะตอ งพลิกใหพ รอ ม ๆ กนั - ระหวา งท่ที ําการเคลอ่ื นยาย ควรจะใชหนังรัด หรือผาพันแผลก็ไดหลาย ๆ อัน รัดรอบตวั ของผบู าดเจ็บใหตดิ แนน กับแผนกระดาษ หรอื ถา มีเปลกใ็ หใ ชเ ปลหามการเคลอ่ื นยา ยผูท ก่ี ระดูกสนั หลงั หกั - อยารีบยกผูบาดเจ็บท่ีสงสัยวากระดูกสันหลังจะหัก ตองถามกอนวาสามารถเคล่อื นไหว ไดห รือไม ถาผบู าดเจ็บไมไดส ติ และสงสัยวา จะไดร ับอันตรายที่กระดูกสนั หลัง ใหปฏิบัติเชน เดยี วกบั ผทู กี่ ระดูกคอหกั - ถาพบคนท่สี งสัยวากระดกู สันหลังหักนอนควํ่าหนาอยู คอย ๆ พลิกใหนอนหงายลงบนแผน กระดาน หรือเปล แลว หาอะไรมารองสันหลงั ตอนลา ง - ถา ผูบาดเจ็บนอนหงาย คอย ๆ เล่ือนใหนอนบนกระดาน โดยปฏบิ ัตเิ ชนเดยี วกับผูที่กระดูกคอหัก - ผูบาดเจ็บที่สงสยั วากระดูกสนั หลงั หัก หามยกในทานง่ั โดยเดด็ ขาดกะโหลกศรี ษะแตก สมองไดรับความกระทบกระเทอื น ผทู ป่ี ระสบอนั ตรายจนกะโหลกศรี ษะแตก หรือสะเทือน จะมีอาการเลือดออกทางหูตา และจมกู อาจมีของเหลวสีขาวไหลออกมาจากหู ตาดาํ อาจจะมีขนาดไมเทากัน หนาแดง หรือซีดก็ไดการปฐมพยาบาล - ถาหนามีสปี กติ หรอื สีแดง ควรวางผูบาดเจ็บนอนลง แลวหนนุ ศรี ษะใหส ูงเล็กนอยถาหนาซดี ควรวางศีรษะในแนวราบ - พลกิ ศีรษะใหอ ยูในลักษณะทไ่ี มถูกทบั บริเวณท่ีสงสัยวากระดูกจะแตก - ถามีบาดแผลปรากฏใหหามเลือด และปดบาดแผลดวยผาปดแผลท่ีสะอาด ผูกผา พนั แผลดานตรงขามกบั บาดแผล - ใหความอบอุน แกผ ูบาดเจ็บอยเู สมอ และอยาใหส ารกระตุน ใด ๆ แกผบู าดเจบ็
175การหา มเลอื ดเมอื่ เกดิ อนั ตรายจากของมคี ม วธิ หี ามเลอื ดมีหลายวธิ ี ไดแ ก1. การกดดว ยนิว้ มือ มีวธิ ปี ฏบิ ตั ดิ งั น้ี - ในกรณีทบ่ี าดแผลเลือดออกไมม าก จะหา มเลอื ดโดยใชผาสะอาดปดท่บี าดแผลแลวพนั ใหแนน ถายังมีเลอื ดไหลซึม ใหใ ชนิ้วมอื กดตรงบาดแผลดว ยกไ็ ด - ในกรณีที่เสน โลหิตแดงใหญขาด หรือไดร บั อนั ตรายอยา งรุนแรงเปนบาดแผลใหญควรใชนว้ิ มือกดเพ่อื หา มเลอื ดไมใ หไ หลออกมา และใหก ดลงบรเิ วณระหวางบาดแผลกบั หัวใจ เชน - เลอื ดไหลออกจากหนังศีรษะ และสว นบนของศรี ษะ ใหกดทีเ่ สนเลือดบริเวณขมับดา นที่มีบาดแผล - เลอื ดไหลออกจากใบหนา ใหกดทีเ่ สน เลือดใตข ากรรไกรลา งดา นทม่ี ีบาดแผลหางจากมุมขากรรไกรไปขา งหนา ประมาณ 1 นวิ้ - เลือดไหลออกมาจากคอ ใหกดลงไปบริเวณตนคอขาง ๆ หลอดลมดานท่ีมีบาดแผล แตก ารกดตาํ แหนงนนี้ านๆ อาจจะทาํ ใหผูถกู กดหมดสติได ฉะนั้นควรใชว ิธีนี้ตอเมอ่ื ใชว ธิ อี น่ืๆ ไมไดผลแลว เทา นัน้ - เลอื ดไหลออกมาจากแขนทอ นบน ใหก ดลงไปท่ไี หปลาราตอนบนสดุ ใกลหัวไหลของแขนดา นท่มี บี าดแผล - เลือดไหลออกมาจากแขนทอนลาง ใหกดที่เสนเลือดบริเวณแขนทอนบนดานในกึง่ กลางระหวางหัวไหลก ับขอ ศอก - เลือดออกทข่ี า ใหกดเสนเลอื ดบริเวณขาหนบี ดา นที่มบี าดแผล2. การใชสายรดั หามเลอื ด ในกรณีทเ่ี ลือดไหลออกจากเสน โลหติ แดงทแ่ี ขน หรอื ขา ใชนิ้วมือกดแลว เลือดไมห ยดุ ควรใชสายสําหรับหามเลือดโดยเฉพาะ - สายรัดสําหรับแขน ใหใชรัดเสนโลหิตที่ตนแขน สายรัดสําหรับขาใหใชรัดเสนโลหิตท่ีโคนขา - อยา ใชส ายรัดผกู รัดใหแนนเกินไป และควรจะคลายออกเปนเวลา 3 วินาที ทุก ๆ 10นาที จนกวาเลือดจะหยดุ - ถาไมม ีสายรัดแบบมาตรฐาน อาจใชวัตถุท่ีแบน ๆ เชน เข็มขัด หนังรัด ผาเช็ดตัวเนคไท หรอื เศษผา ทําเปน สายรัดได แตอยา ใชเ ชอื กเสน ลวด หรอื ดา ยทาํ เปนสายรัด เพราะอาจจะบาดหรอื เปนอันตรายแกผ วิ หนงั บริเวณทีผ่ ูกได
1763. การยกบรเิ วณทม่ี ีบาดแผลใหสงู กวาหัวใจ ในกรณที ่ีมบี าดแผลเลอื ดออกทีเ่ ทา จดั ใหผบู าดเจ็บนอนลงแลวยกเทาขน้ึกิจกรรม ใหผ เู รยี นรวบรวมขอมูลการไดรบั อนั ตรายจากการทํางานของตนเอง สมาชกิ ใน ครอบครวั และเพอ่ื นรว มงาน ดังน้ี1. ขา พเจา เคยไดรบั อนั ตรายจากการทาํ งาน ดังน้ี งาน / หนาท่ที ี่ปฏิบตั ิ หรอื เคยปฏิบตั .ิ ..................................................................................... ........................................................................................................................................... อันตรายที่เคยไดรบั 1. .................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. .................................................................................................................................... การปองกนั และแกไ ข 1. .................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. ....................................................................................................................................2. สมาชกิ ในครอบครวั เคยไดรับอนั ตรายจาการทาํ งาน คอื ......................................................... งาน / หนาท่ที ป่ี ฏิบัติ หรือเคยปฏบิ ัต.ิ ................................................................................. .................................................................................................... ...................................... อันตรายท่เี คยไดรับ 1. .................................................................................................................................... 2. ..................................................................................................................................... 3. .................................................................................................................................... การปอ งกนั และแกไ ข 1. ..................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. .....................................................................................................................................
1773. เพื่อนรวมงานท่ีเคยไดร ับอนั ตรายจากการทาํ งาน ดังนี้ งาน / หนา ท่ีทปี่ ฏิบัติ หรอื เคยปฏิบัต.ิ ................................................................................. .................................................................................................... ...................................... อนั ตรายท่เี คยไดรับ 1. ..................................................................................................................................... 2. .................................................................................................................................... 3. ..................................................................................................................................... การปอ งกนั และแกไข 4. .................................................................................................................................... 5. .................................................................................................................................... 6. ....................................................................................................................................
178 บทท่ี 9ทักษะชวี ิตเพอื่ การส่อื สารสาระสําคญั การมคี วามรคู วามเขาใจเกี่ยวกบั ทักษะท่ีจําเปนสําหรับชีวิตมนุษย โดยเฉพาะทักษะการส่อื สาร ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล ทกั ษะการเขาใจผูอื่น จะชวยใหบ ุคคลดํารงชวี ติอยใู นครอบครวั ชมุ ชน และสงั คมอยางมคี วามสุขผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั เพอ่ื ใหผูเรยี น 1. มีความรูความเขาใจเก่ียวกับทักษะชีวิตที่จําเปน 3 ประการ ไดแก ทักษะการส่ือสาร ทักษะการสรางสมั พนั ธภาพระหวางบคุ คล และทกั ษะการเขา ใจผอู น่ื 2. ประยกุ ตใชท กั ษะชวี ติ ในการดาํ เนนิ ชีวิต และในการทํางานอยา งมีประสทิ ธิภาพขอบขา ยเนอื้ หา เรอื่ งที่ 1 ความหมายของทักษะชีวิต เรอ่ื งท่ี 2 ทกั ษะชวี ิตท่จี าํ เปน 3 ประการ
179เรื่องท่ี 1 ความหมายของทกั ษะชวี ิต คําวา ทักษะ (Skill) หมายถงึ ความชดั เจน และความชํานาญในเรอ่ื งใดเร่อื งหนง่ึ ซึ่งบคุ คลสามารถสรางขนึ้ ไดจากการเรยี นรู ไดแ ก ทักษะการอาชีพ การกฬี า การทํางานรวมกับผูอ่ืน การอาน การสอน การจัดการ ทักษะทางคณติ ศาสตร ทกั ษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซ่ึงเปน ทกั ษะภายนอกทส่ี ามารถมองเห็นไดชัดเจนจากการกระทํา หรือจากการปฏิบัติ ซึ่งทักษะดังกลาวนั้นเปนทกั ษะท่ีจําเปนตอการดํารงชวี ิต ทีจ่ ะทาํ ใหผ ูมที ักษะเหลานั้นมีชีวิตที่ดี สามารถดํารงชีพอยูในสังคมได โดยมโี อกาสที่ดีกวาผไู มมีทักษะดังกลาว ซึ่งทักษะประเภทนี้เรียกวา Livelihood skill หรือSkill for living ซึ่งเปนคนละอยางกับทักษะชีวิต ที่เรียกวา Life skill (ประเสริฐ ตันสกุล) ดังนั้นทกั ษะชีวิต หรอื Life skill จงึ หมายถงึ คุณลกั ษณะ หรอื ความสามารถเชงิ สงั คม จิตวทิ ยา (Psychosocialcompetence) ท่ีเปนทักษะภายในท่ีจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจาํ วนั ไดอ ยางมีประสิทธภิ าพ และเตรียมพรอ มสําหรบั การปรบั ตวั ในอนาคต ไมวา จะเปนเรอ่ื งการดแู ลสุขภาพ เอดส ยาเสพตดิ ความปลอดภัย ส่ิงแวดลอม คุณธรรมจริยธรรม ฯลฯ เพอ่ื ใหส ามารถมีชีวิตอยใู นสังคมไดอ ยา งมีความสุข หรือจะกลาวงา ย ๆ ทักษะชีวิต ก็คือ ความสามารถในการแกปญหาทีต่ อ งเผชิญในชีวติ ประจําวัน เพ่ือใหอ ยรู อดปลอดภยั และสามารถอยูร วมกับผอู น่ื ไดอยา งมีความสขุ1.1 องคป ระกอบของทกั ษะชวี ิต องคป ระกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานที่ แตทกั ษะชีวิตทจ่ี าํ เปนท่ีสุดที่ทุกคนควรมี ซ่ึงองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจสําคัญในการดาํ รงชวี ิต คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ (Decision making) เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรือ่ งราวตาง ๆ ในชีวติ ไดอ ยางมีระบบ เชน ถา บคุ คลสามารถตัดสนิ ใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองทเ่ี กย่ี วกับพฤติกรรมดา นสุขภาพ หรอื ความปลอดภยั ในชวี ติ โดยประเมินทางเลือก และผลที่ไดจากการตดั สินใจเลือกทางที่ถูกตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอ การมีสุขภาพที่ดีท้งั รา งกาย และจิตใจ 2. ทักษะการแกปญหา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่เกิดขึ้นในชวี ติ ไดอ ยางมีระบบ ไมเกิดความเครยี ดทางกาย และจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปน ปญหาใหญโ ตเกินแกไข 3. ทักษะการคิดสรางสรรค (Creative thinking) เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวนชวยในการตัดสินใจ และแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพ่ือคนหาทางเลือกตาง ๆรวมท้ังผลทจี่ ะเกิดขน้ึ ในแตล ะทางเลอื ก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยา งเหมาะสม
180 4. ทกั ษะการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ (Critical thinking) เปนความสามารถใน การคดิ วเิ คราะหขอ มลู ตาง ๆ และประเมินปญ หา หรอื สถานการณท่ีอยูรอบตัวเรา ที่มีผลตอการ ดําเนินชีวิต 5. ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective communication) เปนความสามารถในการใชคําพูด และทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกบั วฒั นธรรม และสถานการณต า ง ๆ ไมวาจะเปน การแสดงความคิดเห็น การแสดง ความตองการ การแสดงความช่ืนชม การขอรอง การเจรจาตอรอง การตักเตือน การชวยเหลือการปฏิเสธฯลฯ 6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) เปนความสามารถในการสรางความสัมพันธที่ดีระหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพันธภาพไวไดยนื ยาว 7. ทักษะการตระหนักรูในตน (Self awareness) เปนความสามารถในการคน หารจู กัและเขา ใจตนเอง เชน รขู อ ดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการ และส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชว ยใหเรารูตวั เองเวลาเผชญิ กับความเครยี ด หรือสถานการณตา ง ๆ และทักษะน้ียงั เปนพืน้ ฐานของการพัฒนาทักษะอน่ื ๆ เชน การสอื่ สาร การสรางสมั พันธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเห็นใจผอู ่ืน 8. ทักษะการเขาใจผูอื่น (Empathy) เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือนหรอื ความแตกตางระหวา งบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอื่นที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอ่ืนท่ีดอยกวาหรอื ไดร บั ความเดือดรอ น เชน ผตู ดิ ยาเสพตดิ ผตู ิดเชื้อเอดส 9. ทักษะการจัดการกับอารมณ (Coping with emotion) เปนความสามารถในการรบั รูอารมณข องตนเอง และผูอ่ืน รูวาอารมณมีผลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโ กรธ และความเศรา โศก ทีส่ ง ผลทางลบตอรา งกาย และจิตใจไดอยา งเหมาะสม 10. ทักษะการจดั การกบั ความเครยี ด (Coping with stress) เปน ความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครยี ด เพื่อใหเกิดการเบ่ียงเบนพฤติกรรมไปในทางท่ีถูกตอง เหมาะสม และไมเกิดปญหาดานสขุ ภาพ1.2 กลวธิ ีในการสรางทกั ษะชวี ิต จากองคป ระกอบของทักษะชีวติ 10 ประการ เมอ่ื จะนาํ ไปใชพ ัฒนาทักษะชีวติสามารถแบงไดเปน 2 สวน ดงั น้ี
181 1. ทักษะชีวิตทั่วไป คือ ความสามารถพื้นฐานท่ีใชเผชิญปญหาปกติในชีวิตประจําวัน เชน ความเครียด สุขภาพ การคบเพ่ือน การปรับตัว ครอบครัวแตกแยก การบริโภคอาหาร ฯลฯ 2. ทักษะชวี ิตเฉพาะ คอื ความสามารถท่จี ําเปน ในการเผชญิ ปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพตดิ โรคเอดส ไฟไหม นา้ํ ทว ม การถูกลวงละเมิดทางเพศ ฯลฯเร่อื งท่ี 2 ทกั ษะชีวติ ทีจ่ ําเปน 3 ประการ ทักษะการส่ือสารอยา งมีประสทิ ธิภาพ (Effective communication) ทกั ษะการสรา งสัมพนั ธภาพระหวางบุคคล (Interpersonal relationship) ทักษะการเขาใจผูอ ่นื (Empathy)2.1 ทักษะการส่ือสารอยางมีประสิทธภิ าพ การสื่อสาร เปนกระบวนการสรางความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปนการสอ่ื สารทางเดียว (one-way communication) คอื การสอ่ื ขาวสารจากผูสงสาร ไปยังผูรับสาร โดยไมมีการสอื่ สารกลบั หรือสะทอ นความรสู ึกกลับไปยังผสู งสารอกี ครัง้ สวนการสอื่ สารสองทาง (Two-wayCommunication) เปน การสือ่ ขา วสารจากผูสง สารไปยังผูรับสาร และมีการส่ือสารกลับ หรือสะทอนความรสู ึกกลับจากผูรับสาร ไปยังผสู งสารอกี คร้งั จงึ เรียกวา เปนการสอ่ื สารสองทาง การสื่อสารระหวางบุคคล นับวาเปนความจําเปนอยางย่ิง เพราะในการดําเนินชีวิตปกตใิ นปจจบุ ัน การสื่อสารเขามามบี ทบาทอยา งยิ่งในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการสื่อสารดวย การพดู การเขียน การแสดงกริ ิยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือสื่อสารที่เปนเทคโนโลยีสมัยใหม ตาง ๆเชน โทรศพั ท Internet e-mail ฯลฯ ทง้ั นี้ การสือ่ สารดวยวธิ ใี ด ๆ กต็ าม ควรทาํ ใหผูสง สาร และผูรับสารเกดิ ความเขาใจอนั ดตี อ กนั และเกิดสมั พันธภาพทดี่ ีตามมา ซึ่งทกั ษะท่ีจําเปนในการสื่อสาร ไดแกการรจู ักแสดงความคดิ เหน็ หรอื ความตองการใหถกู กาลเทศะ และการรูจกั แสดงความชื่นชมผูอ ่ืน การรจู กั ขอรอ ง การเจรจาตอ รองในสถานการณคับขันจําเปน การตักเตือนดวยความจริงใจ และใชวาจาสภุ าพ การรูจกั ปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนใหปฏิบัติในส่ิงที่ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี หรือผิดกฎหมายเปน ตนการส่ือสารดวยการปฏเิ สธ หลาย ๆ คนไมกลาปฏิเสธคาํ ชกั ชวนของเพ่ือน หรือคนรัก เม่ือไปทําในส่ิงทตี่ นเองไมเหน็ ดว ย เชน การมเี พศสมั พันธที่ไมปลอดภัย การเที่ยวซองโสเภณี การเสพยาเสพติด ฯลฯ อันท่ีจริงการปฏเิ สธเปนสทิ ธิของทุกคน การปฏเิ สธคําชกั ชวนของเพอ่ื น หรอื คนรกั เม่อื ทาํ ในส่งิ ท่ตี นเองไมเ ห็น
182ดวยอยา งเหมาะสม และไดผลจะชวยปองกันการมีพฤติกรรมเสี่ยงได คนสวนใหญไมกลาปฏิเสธคําชกั ชวนของเพอื่ น หรือคนรัก เพราะกลวั วาเพ่ือน หรือคนรักจะโกรธ แตถาสามารถปฏิเสธไดถูกตองตามข้นั ตอนจะไมทาํ ใหเสียเพ่อื นการปฏิเสธท่ดี ี จะตองปฏิเสธอยางจริงจัง ท้ังทาทาง คําพูด และน้ําเสียง เพื่อแสดงความต้ังใจอยางชดั เจนท่จี ะขอปฏิเสธการปฏเิ สธมี 3 ขั้นตอน คอื 1. บอกความรสู กึ เปน ขออางประกอบเหตุผล เพราะการบอกความรูสึกจะโตแยง ยากกวาการบอกเหตุผลอยางเดยี ว 2. การขอปฏิเสธเปนการบอกปฏเิ สธชัดเจนดว ยคําพูด 3. การถามความเห็นชอบเพ่ือรักษานํ้าใจของผูชวน และความขอบคุณเมื่อผูชวนยอมรับการปฏเิ สธตัวอยางการปฏเิ สธเมื่อถกู ชวนไปเสพยาเสพตดิ แดงเปน ผชู วน และแอมเปน ผปู ฏิเสธ แดง : คนื น้ีมีปารต ที้ ่ีหอ ง แอม ไปใหไดน ะ มขี องดอี ยางวาใหม ๆ มาใหลอง แอม : ของอยา งวา นั้นไมด ีตอสุขภาพ ขอไมล อง แดงคงไมว า นะ ขอบคณุ มากที่ชวน แดง : .................................... การหาทางออกเมื่อถูกเซาซี้ หรือสบประมาท บางครั้งผูชวนพูดเซาซี้เพื่อชวนใหสาํ เรจ็ ผูถ ูกชวนไมควรหวน่ั ไหวกบั คําพดู เพราะจะทาํ ใหข าดสมาธิในการหาทางออก ควรยืนยันการปฏิเสธดว ยทา ทมี ั่นคง และหาทางออกโดยวธิ ีตอ ไปนี้ ปฏเิ สธซ้าํ โดยไมต อ งใชขอ อา ง พรอมท้ังบอกลา แลว เดนิ จากไปทันที การตอ รอง โดยการชวนไปทํากจิ กรรมอืน่ ท่ีดกี วา การผดั ผอน โดยการยดื ระยะเวลาออกไปเพอ่ื ใหผูชวนเปลยี่ นความตัง้ ใจ เชน
183 ขั้นตอน ตัวอยา งคาํ พดู1. อางความรูสกึ ประกอบเหตผุ ล “ฉนั ไมชอบ มนั ไมดตี อสขุ ภาพ”2. ขอปฏิเสธ “ขอไมไปนะเพื่อน”3. การขอความเห็นชอบ “เธอคงเขาใจนะ”4. ถูกเซา ซี้ หรือถกู สบประมาท “ไมล องดีกวา เราขอกลบั กอนนะ” “ฉันคิดวา เรากลบั บานกันเลยดกี วา ” 4.1 การปฏิเสธซํา้ “แดงคิดวา เราควรรอไปอีกสักระยะหนึ่ง เมือ่ เราทงั้ สอง 4.2 การตอรอง พรอ มท่จี ะรับผดิ ชอบครอบครวั คอยคิดเรือ่ งน”้ี 4.3 การผดั ผอ นสถานการณท่ีชวนไปเท่ยี วซอง ชัยเปนผชู วน ยุทธเปน ผูปฏิเสธ ชัย : วันนกี้ นิ ขาวเย็นแลว ไปเทยี่ วอยา งวากนั นะ ยทุ ธ : เราไมช อบสถานทอี่ ยา งน้ัน กลัวติดโรคดว ย ขอไมไ ปนะเพอื่ น ชยั : เราไปหลายหนไมเหน็ เปนอะไรเลย ชกั สงสัยแลว วา นายเปนผชู าย เตม็ รอยหรือเปลา ชวนท่ีไรไมไ ปสกั ที ยทุ ธ : ไมละ เอาไวค ราวหลงั พวกนายไปเท่ยี วทีอ่ น่ื เราจะไปดว ย คร้ังน้ีขอตวั กอนนะ ขอบใจมากทช่ี วน ในเรอ่ื งความรัก ผูหญิงเมื่อมีความรัก จะมีความรูสึกชอบ หรือรัก ตองการความรักความอบอุน ความใกลชิดผูกพันทางใจ ไมคาดคิดวาฝายชายตองการอะไรจากความใกลชิด จึงขาดความระมดั ระวงั อาจเผลอตัวเผลอใจไปตามท่ีฝายชายตองการ เปนคานิยมของชาย โดยถือเปนเร่ืองปกติท่ีจะมีเพศสัมพันธกับหญิงบริการ หรือคนรักเพื่อปลดเปลื้องความใคร เพราะเมื่อผูชายรัก หรือชอบผูหญิงมักจะตองการผกู พันทางกาย คือ ความรัก ความใคร เมื่อผูชายตองการผูกพันทางกายก็จะคดิ หาวธิ กี ารตาง ๆ เพอ่ื ทาํ ใหเกิดพฤติกรรมที่จะนาํ ไปสูส ิ่งทต่ี นตองการ โดยคิดวาฝายหญิงก็ตองการเชนกนั การมีเพศสัมพันธครั้งแรก ฝายหญิงไมไดมีความสุขทางเพศอยางที่ฝายชายเขาใจตรงกนั ขามจะมีความวิตกกังวล กลัวต้ังครรภ กลัวแฟนจะทอดทิ้ง หรือดูถูก กลัวเพื่อนรู กลัวพอแมเสยี ใจ แตฝ ายชายจะมคี วามสขุ ทางเพศ และภูมิใจท่ีไดเปนเจาของ การมีเพศสัมพันธในคร้ังตอ ๆ มาฝายหญงิ มักจะยนิ ยอมเพราะความรกั ความผูกพัน ความกังวล กลัวถูกทอดท้ิงหากไมยอม แตฝายชาย
184ถอื เปนเรอ่ื งปกติ เปนการหาความสุขรวมกัน ปญหาท่ีตามมาคือ การตั้งครรภ หรือโรคตาง ๆ ฉะน้ันการคบเพือ่ นตางเพศ ผูหญิงควรปฏิบตั ิตนอยา งไรบา ง เชน - ไมควรอยูดว ยกนั ตามลาํ พังสองตอ สองในท่ลี บั ตา เพราะความใกลชดิ สามารถไปสูการมีเพศสัมพนั ธไ ด - ผูหญงิ ควรแตงกายมดิ ชดิ ไมแตงกายลอ แหลม - ผูหญิงควรระมัดระวังตัวขณะอยูใกลชิดกับเพ่ือนตางเพศ ควรรักนวลสงวนตัวระวังการสัมผัส หรอื ถูกเนอ้ื ตองตัว สําหรับผูช าย เมอื่ มีโอกาสอยกู ันตามลําพังสองตอสองควรยับยั้งชั่งใจ และไมคิดหาวธิ ีตาง ๆ ที่จะทาํ ใหเกดิ พฤตกิ รรมท่จี ะนําไปสสู ง่ิ ทต่ี นตอ งการ โดยคาดคดิ เอาเองวา ฝา ยหญิงกต็ อ งการเชนเดียวกับตนตวั อยางการสื่อสารดวยการปฏเิ สธ ปจจุบนั ปญหาการมเี พศสมั พันธกอ นวยั อันควร ลกุ ลาม รุนแรงถึงข้ันเปนปญหาการตงั้ ครรภทไ่ี มพ งึ ประสงคเ พิ่มสูงขึ้นในกลุมวัยรนุ วยั เรยี น ทาํ ใหต องออกกลางคัน หรือแอบไปทําแทงจนทําใหเกิดอันตรายถงึ แกช วี ติ เปนจํานวนมาก ดังน้นั เรือ่ งทพ่ี อ แมไ มอ ยากใหเ กดิ เร่ืองหนึ่งคือ ไมอยากใหลูกมี “เซ็กส” กอนวัยอันควร อยากใหเรยี นหนงั สอื จบ ใหเปน ผูใหญท รี่ ับผิดชอบตัวเองไดม ากกวานี้ แตข าวเดก็ วัยรนุ ตอนนก้ี ็ออกมามากเหลอื เกนิ วา เหน็ เร่ือง “เซ็กส” เปนเรื่องธรรมดาไมเ ห็นจะเสียหายตรงไหน บางคนเปลย่ี นคูเปนวา เลน บางคกู ็เชา หอพักอยดู ว ยกัน เชาไปเรียนดวยกันเย็นกลบั มานอนดวยกัน พอ แมอ ยูต า งจงั หวดั ไมร ูเรอื่ ง คิดวาลกู คงตง้ั ใจเรยี นอยา งเดียว ท่ีไหนได เร่ืองน้ีพอแมจะทําเฉยไมไดแมลูกเราจะเปนเด็กเรยี บรอย ยังไมมีทีทาวาจะสนใจเพศตรงขา มก็ตาม พอ แมก็ตองชวนคุยเม่ือมีโอกาส หากพอแมลูกดูโทรทัศนดวยกัน จะมีฉากอยางวาในละครไทยอยูหลายเรื่อง เชน พระเอกเสียทีนางราย หรือนางเอกใจออนยอมพระเอกกอน แตสุดทายไมไดแตงงานกัน พอแมก็ถือโอกาสน้ีชวนลูกคุยเสียเลย ไมวาจะเปนลูกชาย หรือลูกสาวก็ตองระวังเรอ่ื งน้ดี ว ยกนั ทง้ั น้ัน ซึ่งอาจแนะนาํ ลูกดงั นี้ อยาอยูก ันตามลําพงั สองตอ สองในท่ีลับตาคน แมอีกฝายจะชวนก็ไมตองตามใจ ใหรจู กั ปฏิเสธ ถา ดูแลว อกี ฝายจะผกู มดั โดยอา งวา “รกั จริงหวังแตง” หรืออะไรกแ็ ลว แตทจี่ ะสรรหามาพราํ่ พรรณนา ตอ งใหลูกเราพดู กับอีกฝายแบบเปดใจ เปด เผย ดวยทาทีที่ม่ันใจวา “ไมตองการใหม ีอะไรกนั เกนิ เลยกวา น้ี เพราะเรายังเด็กยังไมสมควร” หรือ “ยังไมพรอม” แมวาเราจะรักเขามากก็ควรคบกันแคเปน แฟนกอน เวลายังมีอกี ยาวนาน ใครจะรูวาคนน้ใี ชคูแ ทห รอื ไม ตองรจู ักหลีกเลยี่ ง หรอื กลา ปฏิเสธทจ่ี ะมเี พศสัมพนั ธ ถา อกี ฝา ยยงั ต้อื
185ตอ งใหร จู กั เอาตวั รอดใหได ใหเ บยี่ งเบนความสนใจของอีกฝา ยไปยงั เรือ่ งอื่น เชน อาจชวนไปเลน กีฬาหรอื ชวนคยุ ในเรอื่ งท่คี ดิ วา อีกฝา ยจะหยดุ ฟง ถา อกี ฝายยงั ไมย อมฟง เหตผุ ล โดยอาจจะมีขอ อางวา “ถา ไมยอม แสดงวาไมรกั จรงิ ” หากถงึ ขน้ั นลี้ ะกอ ตองใหลกู คิดใหมแ ลววา ควรจะคบกนั เปนแฟนตอไปอกี ไหม เพราะอีกฝา ยคงตองพยายามหาโอกาสอีกเรือ่ ย ๆ แลว แนใ จไหมวา ลกู จะไมใจออ นเขาสกั วัน ท่ีสาํ คัญ พอแมตองชวนลกู คยุ ถงึ ผลเสียของการมีเพศสมั พนั ธก อนวยัอันควรดว ย2.2 ทกั ษะการสรางสัมพันธภาพระหวา งบคุ คล คงไดยินคาํ พูดนี้บอย ๆ วา “คนเราอยูคนเดียวในโลกไมได” เราตองพ่ึงพาอาศัยกันซ่ึงจะตอ งมีสัมพันธภาพทด่ี ตี อ กนั การที่จะสรา งสัมพนั ธภาพใหเกิดข้นึ ระหวางกนั นัน้ เปน เรือ่ งไมยาก แรกเริม่ คอื1. มีการติดตอ พบปะกนั เราจะตอ งมีการติดตอพบปะพูดคยุ กบั คนทตี่ องการมีสัมพันธภาพกับเขา ใหเวลากับเขา ทาํ งานรว มกัน ทํากิจกรรมรวมกนั เลน กีฬาดว ยกนั และในที่สดุ เราก็มโี อกาสสรางมิตรภาพท่ีดีตอกนั2. มคี วามสนใจและประสบการณร วมกัน ประสบการณเปนส่ิงท่ีนําคนสองคนใหมารวมมือกัน การชวยเหลือกันในระหวางการเลาเรียน หรือการทํางานดวยกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การรวมประสบการณ และแลกเปล่ียนประสบการณระหวา งกนั เปนการสรา งมติ รภาพที่ดใี หเกิดข้นึ ได3. มีทศั นคติและความเชอื่ ที่คลา ยคลงึ กัน ชวงวัยรุนเปนชวงท่ีความคิด ทัศนคติ และความรูสึกอาจมีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเรว็ ถา คนไหนมคี วามคิดเหน็ คลา ยคลงึ กับเรา เราจะรูส ึกพอใจ แตถาคนไหนมคี วามคดิ แตกตางกบัเรา เราจะรสู กึ ไมพอใจ แตในความเปนจริงตองเขา ใจวา คนสวนใหญไมไดมีความเห็นเหมือนกันทุกเรอ่ื ง แมในคนทเี่ ปน มิตรตอ กนั เพยี งใดก็ตามจะสรา งสมั พันธภาพท่ีดีไดอ ยางไร การเรียนรูวิธีการสรางสัมพนั ธภาพท่ีดีเปน สาํ คัญ และทุกคนควรจะคนหาเพ่ือใหเกิดมิตรภาพ ดงั นี้ 1. ความใสใจ เอาใจใสซ่ึงกันและกัน ดูแลกันทั้งยามสขุ ยามทกุ ข
186 2. ความไวเน้อื เช่อื ใจ การอยูก บั ผอู น่ื อยา งมคี วามสขุ เราตองไววางใจในตัวเขาและตอ งใหเขาไวว างใจในตวั เราดว ย 3. การยอมรับ เราจะตอ งรจู กั ใหก ารยอมรับ และนับถอื คนอืน่ รูจ กั แสดงความช่นื ชม และยนิ ดีกบั ความสําเรจ็ ของผอู ื่น 4. การมสี ว นรวม และการแบงปน สัมพนั ธภาพทด่ี ีคอื การไดมีสวนรวมแบงปนในประสบการณ รูจ ักรับฟง ความคิด และยอมรบั ความจริงจากคนสว นมาก 5. การมคี วามยืดหยนุ คนทม่ี คี วามยืดหยุนจะเปนคนท่ีสามารถมีความสุข แมจะอยูกับคนท่ีมีความเหน็ ตา งกนั 6. ความเห็นอกเห็นใจผูอ่ืน การแสดงความเห็นอกเห็นใจ จะทําไดงายถามีสัมพนั ธภาพท่ีดีตอกัน เพราะจะไมเ กิดความเขาใจผิดตอกนั จากการทคี่ นเราตอ งมสี มั พันธภาพที่ดกี ับผอู นื่ น้ัน ก็เพ่ือท่ีจะสามารถอยูรวมกับผูอ่ืนได โดยท่ีไดรับการชวยเหลือจากผูอ่ืนตามสมควร ไมวาจะเปนเพื่อน พอแม พ่ีนอง หรือคน อื่น ๆโดยเฉพาะการมสี ัมพนั ธภาพที่ดรี ะหวางพอแมกับลูกวัยรนุ เปนสิ่งทีส่ าํ คญั มาก เพอ่ื ลูกจะไดเติบโตเปนผูใหญทดี่ ี และประสบความสําเรจ็ ในชีวติ ตอไปการสรางสมั พันธภาพดว ยการให การฝกใหเ ปน ผูเสียสละ หรอื เปนผใู หนน้ั พอแมจะตองสอนลูก หรือเปนตวั อยางในการเปน ผใู หเสมอ การใหโดยทัว่ ไปนน้ั เรามกั จะนึกถึงแตการใหส่งิ ของ หรอื เงนิ ทอง แตค วามจริงยงั มีส่ิงสําคญั ท่ที กุ คนควรใหแกก นั ไดแก การใหรอยย้ิม ใหค วามจริงใจ ใหการชวยเหลือ ใหคาํ ชมเชย ใหความเมตตา ใหอภยั ฯลฯ ซ่ึงการใหส ิง่ เหลานไ้ี มต องเสียเงนิ ทองซอื้ หา แตตอ งเปนการใหท่ีออกมาจากใจจรงิ จะเปนการสรา งมติ รภาพท่ดี ตี อ กนั ใหน ึกเสมอวา จงเปน ผใู หเถิด ใหผ ูอ ่ืนใหม ากข้นึ รับใหน อยลง จึงจะเปน การทาํ ใหค รอบครวั เรามคี วามสุข และสงั คมจะอบอุน เพือ่ ลูกไดซึมซับ และนาํ ไปใชในการเปนผูใหเสมอกับเพื่อน ๆ พี่ นอง และคนอนื่ ๆ ท่อี ยรู ว มกันการฝก ใหเ ปน คนนา รกั นา คบหา เคยไดย นิ อาจารยท านหนึ่งพูดในรายการโทรทศั นน านมาแลววา “ลูกเราไมวาจะเปนอยางไร มันก็ดนู า รักไปหมดในสายตาพอแม แตเ ราจะตอ งสอนลกู เราใหเ ปน คนนา รกั เพื่อท่ีคนอ่ืนเขาจะไดรกั ลกู เราดว ย”
187 พวกเราที่เปน ผใู หญคงเคยเหน็ เด็กประเภทน้ีบา ง เชน - เหน็ ผใู หญแลวไมไ หว ทําเปน มองไมเหน็ - พูดจาไมเ พราะ หนา บ้งึ ตึง - ไมรูจ กั กาลเทศะ - เอาแตใ จตวั เอง - ทําทา อวดดี เด็กท่เี ปน อยางน้ี ผูใหญก จ็ ะมองวา ไมน า รกั เลย บางทีทําใหอดคิดไมไ ดว าพอ แมค งไมม ีเวลาสัง่ สอน สวนในกลุมของเด็กวัยรุนดวยกัน ไดลองถามวาเพื่อนแบบไหนที่ไมอยากคบดว ย ก็ไดคาํ ตอบวา - ประเภทท่ีชอบดถู ูกเพ่ือน - เอาเปรียบไมชวยงานกลมุ - ขี้อิจฉาเพื่อน เหน็ เพ่อื นมดี ีไมไ ด - ชอบพดู ใหค นอืน่ หนา แตก หมอไมร บั เยบ็ - คยุ โมโ ออ วดตนเอง และวา คนอ่นื - ชอบแกลงเพอื่ น ถา เปน อยางน้ีเพ่ือนก็ไมอยากคบหาสมาคม และไมอ ยากใหเ ขา รวมกลมุเพราะเขา ทีไ่ หนก็วงแตกกระเจงิ ทกุ ที จนเพื่อน ๆ เออื มระอา คนเปน พอแมค งเศรา ใจมาก ถาลูกเรากลายเปนคนนา รงั เกียจที่ไมม ใี ครอยากคบ ดงั นัน้ พอ แมต อ งพยายามพดู คยุ ยกตวั อยางคนท่ีทําตัวนารัก และคนที่ทําตัวไมนารักให ลูกเห็น เพ่ือเปรียบเทียบ และเอาเปนตัวอยาง ซ่ึงลักษณะของคนนารักน้ัน พระเทพวิสุทธิกวี แหง วัดโสมนสั วิหาร กรงุ เทพมหานคร ไดกลา ววา คนท่นี า รักยอ มมคี ณุ สมบตั ิ 9 ประการ คอื 1. ไมเ ปน คนอวดดี 2. ไมพดู มากจนเขาเบอื่ 3. เปนคนออ นนอ มถอมตน 4. รจู ักผอ นสั้นผอนยาว 5. พดู จาออ นหวาน 6. เปนคนเสยี สละ ไมเ อาเปรียบผูอนื่ 7. เปนคนกตญั กู ตเวที 8. เปน คนไมม นี สิ ยั ริษยา เสยี ดสีผอู ่นื 9. เปนคนมีนิสยั สขุ ุมรอบคอบ ไมย กตนขมทาน
188 “พอ แมท ห่ี วังใหลกู เปนทร่ี ักของผใู หญ และเพื่อนฝงู ตองพยายามเพาะนสิ ัยดังกลา วใหก บั ลูก กจ็ ะทําใหการอยูรวมกับผูอ่ืนในสังคมเกิดเปนสัมพันธภาพท่ีดีระหวางกันและกันทกุ คนกจ็ ะมแี ตความสขุ ”2.3 ทกั ษะการเขา ใจผูอืน่ การที่บุคคลจะอยูในครอบครัว อยูในสังคมอยางมีความสุข จําเปนตองรูจักตนเองและรจู ักผูทต่ี นเกยี่ วขอ งสัมพันธด ว ย ดงั ภาษิตจนี ที่วา “รูเ ขา รูเรา รบรอ ยครงั้ ชนะรอยครั้ง” ดงั นนั้ การทเี่ ราจะทําความรูจักผูอ่นื ซงึ่ เราจะตอ งเกย่ี วขอ งสัมพันธดวย ไมวาจะเปนภายในครอบครัวของเราเอง หรอื ในสถานศกึ ษา ในสถานทีท่ าํ งาน เพราะเราไมสามารถอยูคนเดียวไดในทกุ ที ทกุ สถานการณหลกั ในการเขาใจผูอ ืน่ มีดังนี้ 1. ตอ งคาํ นงึ วาคนทกุ คนมศี กั ดศ์ิ รีความเปนมนุษยเชนเดียวกับเรา จึงควรปฏิบัติกับเพือ่ นมนุษยทุกคนดว ยความเคารพในศกั ดิศ์ รขี องความเปน มนษุ ยเทา เทียมกนั ไมวาจะเปน คนจนคนรวย คนแก เดก็ คนพิการ ฯลฯ 2. บุคคลทุกคนมีความแตกตางกัน ท้ังพื้นฐานความรู ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพความเปน อยู ระดับการศึกษา การปลูกฝงคณุ ธรรม คา นยิ ม ระเบยี บ วินยั ความรับผิดชอบ ฯลฯ ดังนั้นหากเรายอมรับความแตกตา งระหวา งบุคคลดงั กลาว จะทําใหเ ราพยายามทาํ ความเขา ใจเขา และส่ือสารกับเขาดว ยกิรยิ าวาจาสุภาพ ซึ่งหากยังไมเขาใจเรากจ็ ําเปน ตองอดทน และอธิบายดวยภาษาท่ีเขาใจงายไมแ สดงอาการดูถูกดแู คลน หรือแสดงอาการหงุดหงดิ รําคาญ เปน ตน 3. การเอาใจเขามาใสใจเรา บุคคลท่ัวไปมักชอบใหคนอื่นเขาใจตนเอง ยอมรับ ในความตองการ ควรเปน ตัวตนของตนเอง ดงั นั้นจึงมักมคี ําพูดตดิ ปากเสมอ เชน ฉันอยา งน้นั ฉันอยางนี้ ทาํ ไมเธอไมท าํ อยา งนน้ั ทําไมเธอไมทาํ อยางนี้ ทาํ ไมเธอถงึ ไมเ ขาใจฉัน ฯลฯ ซึ่งเปนการเอาใจเราไปยดั เยียดใสใจเขา และมกั ไมพ ึงพอใจในทุกเรือ่ ง ทกุ ฝา ย ท้ังนใี้ นดา นกลบั กัน หากเราคดิ ใหม ปฏิบัติใหม โดยพยายามทาํ ความเขาใจผอู ืน่ ไมวาจะเปน พอ แมเขา ใจลูก หรือลูกเขา ใจ พอแม เพือ่ นเขาใจเพอื่ น โดยการทําความเขาใจวา เขาหรือเธอมเี หตผุ ลอะไร ทาํ ไมจึงแสดงพฤติกรรมเชนนั้น เขามีความตองการอะไร เขาชอบอะไร ฯลฯ เมื่อเราพยายามเขาใจเขา และปฏิบัติใหสอดคลองกับความชอบความตอ งการของเขาแลว ก็จะทําใหการอยูรวมกัน หรือการทํางานรวมกันเปนไปดวยความราบร่ืนและแสดงความสงบสนั ติสุขในครอบครัว ชุมชน และสงั คม 4. การรับฟงผูอ่ืน การท่ีเราจะเขาใจผูอื่นไดดีหรือไม ขึ้นอยูกับวาเรารับฟงความคิดเหน็ ความตองการของเขามากนอ ยเพียงใด บคุ คลท่ัวไปในปจจุบันไมชอบฟงคนอ่ืนพูด แตชอบที่จะพดู ใหค นอนื่ ฟง และปฏบิ ัติตาม ดงั น้นั สิง่ สาํ คญั ท่ีเปน พ้ืนฐานที่จะทําใหเราเขาใจผูอื่นก็คือ ทักษะการฟง ซงึ่ จะตอ งเปนการฟงอยา งต้งั ใจ ไมขดั จงั หวะ หรือแสดงอาการเบ่ือหนาย และควรแสดงกิริยา
189ตอบรบั เชน สบตา ผงกศรี ษะ ทั้งน้ี การฟงอยางตง้ั ใจ จะทําใหเรารับทราบความคดิ ความตองการ หรอืปญหาของผูท่ีเราเกี่ยวของดวย ไมวาจะเปนในฐานะลูกกับพอแม พอแมกับลูก นายจางกับลูกจางหวั หนา กบั ลูกนอ ง ฯลฯ ซึง่ จะทําใหเ ราเกดิ อาการเขา ใจ และสามารถแกป ญ หาไดอ ยา งถูกตองในทส่ี ุดกจิ กรรม 1 ใหผ เู รยี นยกตัวอยาง วธิ กี ารสือ่ สารกบั พอแม และหัวหนางาน หรอื ลูกนอ ง ดังนี้1. การสอ่ื สารกบั พอ แม กรณขี อไปเท่ยี วคา งคืนตา งจงั หวดั .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... ................................................. ......................................................................................................................................................2. การสอื่ สารกบั หัวหนา งาน หรือลกู นอ ง กรณขี อข้นึ เงินเดือน หรือลดโบนสั .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... ................................................. .....................................................................................................................................................กจิ กรรม 2 ถา ทานมีลูกวัยรุนท่กี ําลังมีปญหาอกหัก ถูกแฟนบอกเลกิ ทานจะมีแนวทางชวยเหลือลูกอยา งไร โดยใชท ักษะการสื่อสาร การสรา งสมั พันธภาพ และทักษะการเขา ใจผอู นื่ .................................................................................................... ................................................. ...................................................................................................................................................... .................................................................................................... ................................................. ....................................................................................................................... .............................. .................................................................................................... ................................................. .................................................................................................... .................................................
190 บทท่ี 10อาชพี แปรรูปสมุนไพร สมุนไพรกบั บทบาททางเศรษฐกจิ สมุนไพร หมายถึง พืชท่ีมีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ การใชสมุนไพรสาํ หรบั รกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปว ยตา งๆ นี้ จะตองนําเอาสมนุ ไพรตง้ั แตสองชนดิ ขนึ้ ไปมาผสมรวมกันซง่ึ จะเรยี กวา ยา ในตํารบั ยา นอกจากพชื สมุนไพรแลว ยังอาจประกอบดว ยสตั วและแรธ าตุอีกดวย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุท่ีเปนสวนประกอบของยานี้วา เภสัชวัตถุ สมุนไพรเปนสวนหนึง่ ในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ กระทรวงสาธารณสุขไดดําเนิน โครงการ สมุนไพรกับสาธารณสขุ มลู ฐาน โดยเนน การนาํ สมนุ ไพรมาใชบาํ บัดรักษาโรคใน สถานบรกิ ารสาธารณสขุ ของรฐั มากขึน้ และ สง เสรมิ ใหป ลูกสมุนไพรเพ่ือใชภ ายในหมูบ านเปนการสนบั สนุนใหม กี ารใชสมนุ ไพรมากยิ่งขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงที่จะชวยประเทศชาติประหยัดเงินตราในการส่ังซ้ือยาสําเร็จรูปจากตางประเทศไดปล ะเปนจาํ นวนมาก การผลิตสมนุ ไพรในรปู แบบการประกอบอาชีพ ปจจุบันมีผูพยายามศึกษาคนควาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชในรูปแบบท่ีสะดวกย่งิ ขน้ึ เชน นาํ มาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือยาขี้ผึ้งเพือ่ ใชทาภายนอก เปนตน ในการศึกษาวจิ ัยเพ่ือนําสมนุ ไพรมาใชเ ปน ยาแผนปจจบุ ันนั้น ไดมีการวิจัยอยางกวางขวาง โดยพยายามสกัดสารสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธ์ิ ศึกษาคุณสมบัติทางดานเคมี ฟสิกสของสารเพ่ือใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธ์ิดานเภสัชวิทยาในสัตวท ดลองเพ่ือดใู หไ ดผ ลดีในการรกั ษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษและผลขางเคียง เม่ือพบวาสารชนิดใดใหผ ลในการรกั ษาที่ดี โดยไมม พี ิษหรอื มพี ิษขางเคียงนอยจงึ นําสารนน้ั มาเตรียมเปนยารปู แบบท่เี หมาะสมเพื่อทดลองใชต อไป การแปรรปู สมุนไพรเพอื่ การจาํ หนา ย สมุนไพรถูกนาํ มาใชสารพดั ประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพอื่ การจําหนา ยซ่ึงสามารถนํามาใชประกอบอาชีพ ทั่งอาชีพหลัก ละอาชีพเสริมได สิ่งสําคัญที่สุดของการแปรรูปสมนุ ไพร คอื การปรงุ สมุนไพร การปรุงสมุนไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเนื้อไมยา สารที่ใชสกัดเอาตัวยาออกมาทน่ี ิยมใชก ัน ไดแ ก นาํ้ และเหลา สมนุ ไพรที่นํามาปรงุ ตามภมู ปิ ญ ญาด้ังเดมิ มี 7 รปู แบบ คือ
191 1.การตม เปน การสกดั ตัวยาออกมาจากไมยาดวยน้ํารอน เปนวิธีที่นิยมใชมากที่สุด ใชกับสวนของเน้ือไมทแี่ นนและแข็ง เชน ลาํ ตนและราก ซง่ึ จะตองใชการตมจึงจะไดตัวยาที่เปนสารสําคัญออกมา ขอดีของการตม คือ สะอาด ปลอดจากเชือ้ โรค มี 3 ลักษณะ การตมกินตางนํ้า คือการตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆอีก 10 นาที หลังจากนั้นนํามากินแทนนาํ้ การตม เคีย่ วคอื การตม ใหเดือดออ น ๆ ใชเวลาตม 20-30 นาที การตม 3 เอา 1 คอื การตม จากนํ้า 3 สวน ใหเ หลือเพียง 1 สว น ใชเ วลาตม 30-45 นาที 2.การชง เปน การสกดั ตัวยาสมุนไพรดว ยนํ้ารอน ใชกับสวนท่ีบอบบาง เชน ใบ ดอก ท่ีไมตองการโดนนํ้าเดอื ดนาน ๆ ตวั ยากอ็ อกมาได วิธกี ารชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมนํ้ารอนจัดลงไป ปดฝาแกว ทงิ้ ไวจ นเยน็ ลักษณะนีเ้ ปน การปลอยตัวยาออกมาเต็มท่ี 3. การใชน้ํามัน ตัวยาบางชนิดไมยอยละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญยาที่ละลายน้ําจะไมละลายในนํ้ามันเชนกัน จึงใชน้ํามันสกัดยาแทน แตเน่ืองจากยานํ้ามันทาแลวเหนียวเหนอะหนะ เปอ นเส้อื ผา จงึ ไมนิยมปรุงใชกัน 4.การดองเหลา เปน การใชก บั ตวั ยาของสมุนไพรทไ่ี มล ะลายน้ํา แตละลายไดดีในเหลาหรือแอลกอฮอล การดองเหลามักมกี ล่ินแรงกวายาตม เน่ืองจากเหลามีกล่ินฉุน และหากกินบอย ๆอาจทําใหตดิ ได จงึ ไมน ิยมกนิ กนั จะใชตอ เมื่อกินยาเมด็ หรอื ยาตม แลวไมไดผ ล 5.การตม ค้ันเอานํา้ เปนการนําเอาสวนของตนไมท่ีมีนํ้ามาก ๆ ออนนุม ตําแหลกงาย เชนใบ หัว หรือเหงา นํามาตําใหละเอียด และค้ันเอาแตนํ้าออกมา สมุนไพรที่ใชวิธีการน้ีกินมากไมไดเชนกัน เพราะน้ํายาที่ไดจะมีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะกลืนเขาไปท่ีเดียวฉะน้ันกินครงั้ ละหนึ่งถวยชากพ็ อแลว 6.การบดเปน ผง เปนการนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหงแลวบดใหเปนผง สมุนไพรท่ีเปนผงละเอยี ดมากย่งิ มสี รรพคณุ ดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายไดรวดเร็ว สมุนไพรผงชนิดใดท่กี นิ ยากก็จะใชปนเปนเม็ดท่ีเรียกวา \"ยาลูกกลอน\" โดยใชน้ําเชื่อมน้ําขาวหรือนํ้าผ้ึง เพื่อใหติดกนั เปน เมด็ สวนใหญนยิ มใชนํ้าผึ้งเพราะสามารถเกบ็ ไวไ ดน านโดย ไมข ึ้นรา 7.การฝน เปนวิธีการที่หมอพื้นบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสน้ําสะอาดประมาณครง่ึ หน่งึ แลว นําหินลับมดี เล็ก ๆ จมุ ลงไปในหินโผลเหนือน้ําเล็กนอย นําสมุนไพรมาฝนจนไดน้ําสขี ุนเลก็ นอย กนิ ครั้งละ 1 แกว
192 อยางไรกต็ าม การแปรรปู ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพร ควรแปรรปู ในลักษณะอาหารหรือเครื่องใชท่ีไมจัดอยใู นประเภทยารกั ษา คือไมมสี รรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา บําบัดโรค เน่ืองจากผลิตภณั ฑประเภทยาจะตองผา นการตรวจสอบท่ีมมี าตรฐานสูงและถกู ตอง มผี ชู าํ นาญการทม่ี คี ณุ วฒุ ใิ นการดําเนินการดวย ลกั ษณะของผูท จี่ ะประกอบอาชพี ผลิตภณั ฑสมุนไพรในการปรุงผลิตภัณฑจากสมุนไพร ผูปรงุ จาํ เปน ตองรหู ลกั การปรงุ ผลติ ภัณฑจากสมนุ ไพร 4 ประการคอื 1. เภสัชวัตถุ ผูปรุงตองรูจักชื่อ และลักษณะของเภสัชวัตถุท้ัง 3 จําพวก คือ พืชวัตถุ สัตววัตถุ และธาตวุ ตั ถุ รวมทง้ั รปู สี กลิ่นและรสของเภสชั วตั ถุนั้นๆ ตัวอยางเชน กะเพราเปนไมพุมขนาดเล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว ใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ดรอน หลักของการปรุงยาขอน้ีจาํ เปน ตองเรียนรูจากของจริง 2. สรรพคุณเภสัช ผูปรุงตองรูจักสรรพคุณของยา ซึ่งสัมพันธกับรสของสมุนไพรเรียกวารสประธาน แบงออกเปน 2.1 สมนุ ไพรรสเยน็ ไดแ ก ยาที่ประกอบดวยใบไมที่รสไมเผ็ดรอนเชน เกสรดอกไม สัตวเขา (เขาสตั ว 7 ชนิด) เนาวเขย้ี ว (เข้ยี วสตั ว 9 ชนิด) และของที่เผาเปนถาน ตัวอยางเชน ยามหานิล ยามหากาฬ เปนตน ยากลุมนใี้ ชสําหรับรกั ษาโรคหรอื อาการผิดปกติทางเตโชธาตุ(ธาตุไฟ) 2.2 สมุนไพรรสรอน ไดแก ยาท่ีนําเอาเบญจกูล ตรีกฎก หัสคุณ ขิง และขามาปรุงตัวอยางเชน ยาแผนโบราณท่ีเรียกวายาเหลืองทั้งหลาย ยากลุมน้ีใชสําหรับรักษาโรคและอาการผดิ ปรกตทิ างวาโยธาตุ (ธาตลุ ม) 2.3 สมนุ ไพรรสสุขมุ ไดแ ก ยาที่ผสมดว ย โกฐ เทยี น กฤษณา กระลําพกั ชะลดู อบเชยขอนดอก และแกนจันทนเ ทศ เปน ตน ตัวอยา งเชน ยาหอมทั้งหลาย ยากลมุ นใี้ ชร กั ษาความผดิ ปรกติทางโลหิต นอกจากรสประธานของสมนุ ไพรดงั ท่ีกลาวน้ีเภสัชวัตถยุ งั มรี สตา งๆ อีก 9 รสคอื รสฝาด รสหวาน รสเบ่ือเมา รสขม รสมนั รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสเผ็ดรอน ในตําราสมุนไพรแผนโบราณบางตาํ ราไดเพม่ิ รสจืดอีกรสหน่งึ ดว ย 3. คณาเภสัช ผูปรุงสมุนไพรตองรูจักเครื่องสมุนไพรที่ประกอบดวยเภสัชวัตถุมากกวา 1ชนิด ท่ีนํามารวมกนั แลว เรยี กเปนช่อื เดียว ตวั อยา งเชน ทเวคนั ธา หมายถึงเคร่อื งสมุนไพรท่ีประกอบดว ยเภสัชวตั ถุ 2 ชนิด คอื รากบนุ นาค และรากมะซาง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208