138 ขน้ั ท่ี 3 นําบวงจากขั้นที่ 2 ข. สวมลงในเสาแลวดึงปลายเชือกจัดเง่อื นใหแ นน ประโยชน (1) ใชผูกเชือกกับเสาหรือสิ่งอื่น ๆ จะใหความปลอดภัยมาก ถาผูกกลาง ๆของเชือก ถาใชป ลายเชือกผูกอาจไมแ นน กระตกุ บอ ย ๆ จะหลดุ ปมเชือกจะคลาย (2) ใชท ําบันไดเชอื ก บันไดลงิ (3) ใชใ นการผูกเงอ่ื นตาง ๆ ทผ่ี ูกกบั หลักหรือวัตถุ (4) ใชในการผกู เงอ่ื นกระหวดั ไม (5) ใชในการผูกเงือ่ นแนน เชน ผกู ประกบ กากบาท (6) ใชใ นการผูกปากถุงขยะ 6) เง่ือนประมง ข้ันท่ี 1 ใหปลายเชอื กซอ นกันดงั รปู ข้นั ท่ี 2 ผกู ปลายเชือก ก. รอบตวั เชอื ก A ดวยผูกขัดช้นั เดยี วธรรมดา
139ขนั้ ที่ 3 ผูกปลายเชือก ข. รอบตวั เชอื ก Bข้นั ที่ 4 ดงึ เสนเชอื ก A , B ใหปมเงื่อนเขา ไปชนกัน ประโยชน (1) ใชต อเชอื กทมี่ ีขนาดเล็ก (gut) หรือดา ยเบ็ด (fishing line) ตอ เอ็น (leader) (2) ใชตอเชือก 2 เสนที่มีขนาดเดยี วกัน (3) ผูกคอขวดแยม ใชส ําหรบั เปนท่ีถือหว้ิ และผูกคอขวดตา ง ๆ ท่ปี ากขวดมีขอบ (4) ใชล ากจงู ตอเชอื กขนาดใหญใชลากจูง (5) ใชตอ เชือกดายทอ สายเบด็ ใชตอ เชอื กกันเปนเกลยี ว (6) ผกู สายไฟทาํ กบั ระเบดิ7) เงอื่ นผกู ซุง ขนั้ ที่ 1 สอดเชือกใหคลอ งรอบตนซงุ หรือเสา
140 ขน้ั ที่ 2 งอปลายเชอื กคลองตัวเชือก ขน้ั ท่ี 3 พันปลายเชือกรอบเสนตัวเอง 3 – 5 รอบ ดงึ ตวั เชอื ก A ใหเ ง่ือนแนนผูกกอนหนิ ประโยชน (1) ใชผูกกบั วัตถทุ อ นยาว ๆ เชน ดันซุง วัตถุทรงกระบอก เสา เพื่อการลากโยง (2) ใชผูกทแยง (3) ใชผ กู สตั ว เรือ แพ ไวก บั ทา หรือเสา (4) เปนเชอื กแกงาย เมอ่ื เชอื กหยอน 8) เงอื่ นผกู รั้ง ขน้ั ท่ี 1 นําเชือกคลองกบั หลงั เสาหรือบวง ข้นั ท่ี 2 ใชป ลายเชือกพนั เชอื กเสน ยาว โดยพันปลายเกลยี วประมาณ 3 - 4 เกลยี วพนั ลงมาทางดา นเปน หว ง ขั้นท่ี 3 ดงึ ปลายเชือกขนึ้ ไปดา นบน แลวพันกบั เชอื กเสน ยาวดานบนเพ่อื กนั ไมใ หเกลยี วเชอื กหลดุ
141 ประโยชน ใชผกู สายเตน็ ท ยึดเสาธงเพื่อกันลม ใชร ง้ั ตนไมเ ปนเง่ือนเล่ือนใหตึงและหยอ นได 9) เงอื่ นปมตาไก วธิ ีผกู เอาตวั เชอื กทําเปน บวงทับปลาย แลวออมเชอื ก a ออ มออกมาทับบวงสอดปลายเขาในบวง ดงึ ปลาย a จะเกดิ ปม ประโยชน (1) ใชผกู ปลายเชอื กใหเปน ปม (2) ใชผ กู แทนการพันหัวเชอื กชัว่ คราว การผูกแนน มี 3 ประเภท คือ 1. ผูกประกบ (Sheer Lashing) 2. ผูกทแยง (Diagonal Lashing) 3. ผูกกากบาท (Square Lashing)
1421. การผกู ประกบ (Sheer Lashing) มหี ลายชนิด เชน ผูกประกบสอง ผูกประกบสาม ผูกประกบส่ี 1.1 ผูกประกบ 2 ใชส ําหรบั ตอ ไม หรอื เสา 2 ตนเขาดว ยกนัวธิ ผี ูก โดยเอาไมทีจ่ ะตอ มาวางซอนขนานกันตรงปลายทจ่ี ะตอ การวางซอ นตองซอนกันประมาณ 1 ของความยาว 4ของไมหรือเสา เอาเชือกผูกตะกรุดเบ็ดกับไมท่ีเปนหลักหรืออันใดอันหนึ่ง แลวเอาปลายเชือกบิดพันกัน(แตงงานกัน) แลวพันรอบไมท้ัง 2 อัน ใหเชือกเรียงกันความหนาของเชือกที่พันมีขนาดกวางเทากับความกวางของไม 2 อนั รวมกัน เอาปลายเชอื กพันหกั คอไก (พันรอบเสนเชือกระหวางไม 2 - 3 รอบ ดึงใหแนน แลวผูกตะกรดุ เบ็ดบนไมที่ตอหรือบนตนไมอีกตนหนึ่งที่ไมใชอันเรม่ิ ตน ผูก) ประโยชน(1) ใชต อไมห ลาย ๆ ทอ นเขา ดว ยกนั ใหยาว หรอื ใชมดั ไมเ ขาดวยกัน(2) ตอความยาวของไมเพื่องานกอ สรา ง
1431.2 ผกู ประกบ 3 (Tripod Lashing) มี 2 วิธี 1) วธิ ีท่ี 1 วธิ ผี กู ผูกตะกรดุ เบ็ดทเ่ี สาอันกลาง เอาปลายเชือกบิดควั่นเขาดวยกันแลวพันรอบเสาทั้ง 3 ตน ใหพ ันรอบเสาหรือหลัก มีความกวางของเชือกพันอยางนอยเทากับเสนผาศูนยกลางของเสาหรือหลักแลว ลงทา ยดว ยผกู ตะกรดุ เบ็ดท่ีเสาอันรมิ กอ นผกู ตะกรดุ เบด็ หักคอไก รัดเชือกระหวางเสาหรือไมหลักใหแ นน เสยี กอ น 2) วิธที ี่ 2 วิธผี ูก โดยวิธีพันรอบเสาสลับเปนเลข 8 โดยเร่ิมผูกตะกรุดเบ็ดที่เสาตนริมใดรมิ หน่ึง แลว เอาปลายเชือกพันแตงงานกัน โดยเอาเชือกพันรอบสามทั้ง 3 ตน เม่ือพันไดกวางพอหกั คอไกร ะหวางเสารัดจนแนนดแี ลว จึงผูกเงือ่ นตะกรดุ เบ็ดทหี่ ลกั ตน รมิ อีกตนหน่ึงคนละตนกับตนแรก ประโยชนของผกู ประกบ (1) ใชตอ เสา หรอื ตอไมใ หยาว (2) ทําเสาธงลอย (3) ตอประกอบ 3 เพ่อื ทําขาตัง้
1441.3 การผกู ประกบสามแบบพนั หัวเชอื ก (Sail maker’s Lashing) ผูกประกบสามแบบพันหัวเชือกกนั ลุย จะผกู ประกบ 4 ก็ได ประโยชน (1) ทําขาตงั้ วางอา งนํา้ ลางมือลางหนา (2) ใชทาํ สามเสา ในงานกอสราง2. ผกู ทแยง (Diagonal Lashing) 2.1 ผูกทแยง
145 วธิ ีผกู เอาเชือกพันรอบไมเสาทงั้ 2 ตน ตรงระหวา งมุมตรงขาม ดวยเงื่อนผูกซุง เอาปลายเชือกบิดพันกบั ตัวเชือกแลวพนั รอบไมเ สาทงั้ 2 ตน ตามมมุ ทแยงนน้ั (มุมตรงขามคแู รก) 3 รอบ แลวพันเปล่ียนมุมตรงขามคูท่ี 2 อีก 3 รอบ แลวพันหักคอไก (พันรอบเชือกระหวางไมเสา) สัก 2 - 3 รอบแลว เอาปลายเชอื กผกู ตะกรุดเบด็ ทไี่ มเสาตน ใดตน หนงึ่ เกบ็ ปลายเชือกใหเ รียบรอ ย ประโยชน (1) ใชในงานกอ สราง (2) ใชผ ูกเสาหรอื ไมค ้าํ ยนั เพื่อปอ งกนั เสาลม 2.2 ผกู ทแยงฟล ิปปน ส (Filipino Diagonal Lashing) ชาวเกาะฟลิปปนสน ยิ มผกู วิธีนี้ ใชกอสรา งทอี่ ยอู าศยั ตามปาชนบทไกล ๆบานเรอื น มักทาํ ดวยไมไ ผ
146 วธิ ีผกู ใชเชือกทบ 2 เอาบวงพันรอบหลักท้ัง 2 ตรงมุมตรงขามคูแรก (คูใดคูหน่ึง) เอาเชอื กสอดเขาในบว ง (ดังรูปที่ 1) จับตัวเชือกดึงใหเ ชอื กรดั ไมท้ัง 2 ใหแ นน แลว ดึงเชือกยอนบวงพนั รอบมุมตรงขาม 2 รอบ (เสนคู) แลวเปล่ียนพันมุมตรงขามคู 2 อีก 2 รอบ แยกปลายเชือกออกพนั หกั คอไก 2 รอบ ดงึ ใหแนน เอาปลายเชือกผูกเง่ือนพิรอด ประโยชน เชน เดยี วกับผูกทแยงอื่น ๆ3. ผูกกากบาท (Square Lashing) 3.1 ผกู กากบาท วิธีผกู เริ่มผูกตะกรุดเบ็ดที่ไมอันตั้ง (รูปท่ี 1) หรือจะผูกอันขวางกอนก็ได เอาปลายเชอื กท่ีผกู ตะกรุดเบ็ด บิดไขวกับตวั เชือก แลวดึงเชือกพันออมใตไมอันขวางทางซาย (ขวาก็ได)ของไมอ ันต้ัง ออมไปทางหลังไมอันขวาง ดึงเชือกข้ึนขางบนทางซายของไมอันต้ัง ดึงเชือกออมมาทางดา นหนาไมอนั ตัง้ ไปทางขวาบนของไมอ ันขวาง แลวออ มเชอื กไปทางดานหลังไมอันขวางดึงเชือกลงใตไมอันขวางทางขวาไมอันต้ัง ดึงออกมาทางดานหนาไมอันต้ังพันออมมาทางซายแลวเร่ิมพันจากซายไปใหม ทุกรอบที่พันตองเรียงเชือกใหเรียบรอย พันเชือกวนไปสัก 3 รอบแลวหกั คอไก 2 - 3 รอบ เอาปลายเชือกผูกตะกรุดเบ็ดท่ีไมอันขวาง (ผูกตะกรุดเบ็ดคนละอันกับขนึ้ ตนผกู ) ประโยชน (1) ใชในการกอ สรา ง ทํานั่งรานทาสีอาคาร (2) ใชในงานสรา งคอยพักแรม อุปกรณการพกั แรม 3.2 ผูกกากบาทแบบกิลเวลล (Gelwell Scaffold Lashing) วธิ ผี กู กากบาทแบบกลิ เวลล วิธีผูกเชนเดียวกับผูกกากบาท แตตองพันหักคอไกทุกรอบทพี่ ัน พนั และหักคอไกป ระมาณ 3 รอบ แลว จบลงดว ยผูกเงอ่ื นตะกรุดเบด็ เชนเดียวกนั
147 ประโยชน (1) ใชใ นการกอสรางน่งั ราน (2) ใชใ นการสรา งคา ยพักแรม (3) สรา งรั้ว ทําคอกสตั ว3.3 กากบาทญีป่ นุ (Japanese Lashing) วิธผี กู เปน วิธผี กู กากบาทอกี วธิ ีหน่งึ เชนเดียวกับกากบาทของ Thurman แตผูกไดไวกวาเน่อื งจากการฝกอบรมทําข้ึนที่กิลเวลล จึงตั้งช่ือตามสถานท่ีฝกอบรม เอาเชือกที่จะผูกทบเขาดว ยกนั คลองเสาตน ต้ัง (ดงั รปู 1) ดึงปลายเชือกท่ีทบกัน พันพาดบนเสาตนขวางทางดานบนซายดึงออมลงมาใหเสาอันขวางทางซายของอันตั้ง ดึงออมข้ึนดานหนาเสาอันตั้ง ทําเชนเดียวกับSquare Lashing แตพันพรอมกันทีละ 2 ชาย เม่ือพันไดความกวางตามตองการแลว แยกปลายเชือกออกจากกัน หกั คอไก 2 - 3 รอบ ผูกดว ยเงื่อนพริ อด (ดังรปู 6 , 7) ประโยชน (1) ใชในการกอ สรา ง (2) ทํารา นทาสี (3) สรา งคายพกั แรม ทําคอกสตั ว
148 3.4 กากบาทขนั ชะเนาะ (Tourniquet Lashing) เรียกวา กากบาทไทย ก็ได เพราะการทําน่ังรานหรือผูกมัดไทยเรานิยมทําแบบน้ีเพราะรวดเรว็ และแกไ ดไ ว วิธีผกู วางไมทาบเปน มมุ ฉาก เชน เดยี วกับผกู กากบาท เอาเชือกทําเปน บวงคลองทแยงมุมกัน เอาไมเล็ก ๆ แข็งและเหนียวสอดเขาไปในบวง แลวหมุนไมอันเล็ก ขันเชือกใหบิดเปนเกลยี วแบบขันชะเนาะจนเชอื กรัดไมท ้ัง 2 อันแนน หมนุ ไมอันเล็กที่ขันชะเนาะใหทาบขนานกับไมอันต้งั หรืออันขวางก็ได แลวเอาเชือกเล็ก ๆ มัดตดิ กบั ไมเ สาอันใดอนั หนง่ึ ประโยชน (1) ใชทาํ น่งั ราน ในงานกอ สราง ทาสี (2) ใชส รา งคา ยพกั ชว่ั คราว วิธีการเก็บเชอื ก มขี น้ั ตอนการปฏบิ ตั ิ ดงั นี้ ข้ันที่ 1 แบง เชือกออกเปน 8 สวน ใชมอื ซายจบั เชือกแลว ทบเชอื ก 3 คร้ัง โดยแตละคร้ังใหเชอื กยาวเทา กับ 1 ใน 8 สวน เชอื กทเี่ หลอื อกี 5 ใน 8 สว น ปลอ ยไวสาํ หรับพัน ข้นั ท่ี 2 เอาเชอื กที่เหลือ 5 ใน 8 สว นพนั รอบเชอื กทท่ี บไว โดยเร่ิมพันถดั จากปลายบว ง (ข)เขามาประมาณ 1 นวิ้ เมอื่ พันจบเหลอื ปลายเชือก ใหสอดปลายเชอื กนนั้ เขา ในบว ง ขนั้ ท่ี 3 ดึงบวง (ข) เพอ่ื ร้ังบวง (ก) ใหร ดั ปลายเชอื กทสี่ อดไวจ นแนน เปน อันเสร็จ
149 การรักษาเชือก มแี นวทางในการปฏบิ ัติ ดังนี้ 1) ระวงั รกั ษาเชอื กใหแหง เสมอ อยา ใหเปยกช้นื เพ่ือปองกันเชือ้ รา 2) การเก็บเชือก ควรขดเก็บเปนวง มัดใหเรียบรอย เก็บใหหางไกลจากมด แมลงหนู หรือสตั วอ่นื ๆ และควรแขวนไว ไมค วรวางไวกับพ้นื 3) อยา ใหเ ชือกผูกร้งั เหน่ียว ยึดหรือลาก ฉดุ ของหนกั เกินกาํ ลังเชือก 4) ขณะใชงาน อยาใหเชือกลากครูด หรือเสียดสีกับของแข็ง จะทําใหเกลียวของเชือกสกึ กรอ นและขาดงาย 5) กอนเอาเชือกผูกมัดกับตนไม กิ่งไมหรือของแข็ง ควรเอากระสอบพันรอบตน ไมหรือกงิ่ ไมก อน และเชอื กท่ีใชงานเสร็จแลว จะตอ งระวังรกั ษา ดังนี้ (1) เชือกท่ีเลอะโคลนเลนหรือถูกนํ้าเค็ม เมื่อเสร็จงานแลว ตองชําระลางดวยนา้ํ จืดใหสะอาด แลวผึ่งใหแ หง ขดมดั เก็บไวก ับขอหรือบนทแ่ี ขวน (2) เชือกลวดเมื่อเสร็จงาน ตองรีบทําความสะอาด ลางดวยนํ้าจืด เช็ดใหแหงแลวผึ่งแดดจนแหงสนิท แลวเอานํ้ามันจาระบี หรือยากันสนิมชโลมทาใหทั่ว จึงเก็บใหเรยี บรอย (3) ปลายเชือกท่ีถูกตดั จะตอ งเอาเชือกเล็ก ๆ พันหัวเชือกเพ่ือปองกันเชือกคลายเกลยี วกิจกรรมทา ยเรื่องที่ 4 เง่อื นเชอื กและการผูกแนน(ใหผเู รยี นไปทาํ กิจกรรมทายเรือ่ งที่ 4 ท่ีสมดุ บันทกึ กิจกรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วิชา)
150 หนวยการเรยี นรทู ่ี 10 ความปลอดภัยในการเขา รวมกิจกรรมลูกเสอืสาระสาํ คญั ลูกเสือ มหี ลากหลายกิจกรรม ทง้ั กิจกรรมกลางแจง กิจกรรมผจญภัย กิจกรรมบุกเบิก การสรางส่ิงตาง ๆ สําหรับการปน การขาม และตองใชทั้งกําลังกาย กําลังความคิดเพ่อื แกป ญหา และตดั สนิ ใจ เพอื่ ใหต นเองและผูทีจ่ ะภายหลังมคี วามสะดวก สบาย และปลอดภยั ลูกเสือ กศน. ควรฝกทักษะท่ีจําเปนในการปองกันภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นตอตนเอง และผูอ ่ืน ท้งั นี้ รวมถึงการสรางความปลอดภยั ในการเขา รว มกิจกรรมตาง ๆ ในลักษณะของการเตรยี มความพรอ มทั้งทางดา นรางกาย จิตใจ การต้ังสติ และการติดตอขอความชวยเหลือจากบุคคลอืน่ ที่มคี วามสามารถ เชน หนว ยกูช ีพ หรือหนว ยแพทยฉ ุกเฉินตัวชีว้ ดั 1. บอกความหมาย ความสําคัญของความปลอดภยั ในการเขา รวมกจิ กรรมลูกเสือ 2. บอกหลักการ วิธีการเฝาระวังเบ้อื งตน ในการเขารว มกจิ กรรมลูกเสอื 3. อธิบายสถานการณหรอื โอกาสที่จะเกิดความไมปลอดภัยในการเขา รวม กิจกรรมลกู เสอืขอบขายเนอ้ื หา เร่อื งที่ 1 ความปลอดภัยในการเขา รว มกิจกรรมลูกเสอื 1.1 ความหมายของความปลอดภยั ในการเขา รวมกจิ กรรมลูกเสือ 1.2 ความสําคญั ของความปลอดภัยในการเขารวมกจิ กรรมลูกเสือ เร่อื งที่ 2 หลักการ วิธีการในการเฝา ระวงั เบ้อื งตนในการเขารวมกจิ กรรมลกู เสอื เรือ่ งที่ 3 การชวยเหลือเมอื่ เกิดเหตุความไมป ลอดภัยในการเขา รว มกจิ กรรมลูกเสอื เรอื่ งท่ี 4 การปฏบิ ตั ิตนตามหลักความปลอดภัยเวลาท่ใี ชในการศึกษา 6 ชัว่ โมงสื่อการเรียนรู 1. ชุดวชิ าลูกเสอื กศน. รหัสรายวชิ า สค32035 2. สมุดบนั ทึกกจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า 3. สื่อเสริมการเรยี นรอู ่ืน ๆ
151เรอื่ งท่ี 1 ความปลอดภัยในการเขารวมกิจกรรมลูกเสอื 1.1 ความหมายของความปลอดภัย ความปลอดภัย หมายถึง การที่รางกายปราศจากอุบัติภัย อยูในสภาวะที่ปราศจากอันตราย หรือสภาวะท่ีปราศจากการบาดเจ็บ เจ็บปวด เจ็บปวย จะมากหรือนอยขน้ึ อยูกับการปฏิบัตหิ รือการกระทําของตนเอง 1.2 ความสาํ คญั ของความปลอดภัย ความปลอดภัยชวย ใหเกิดความระมัดระวังในการปองกันตนเอง และผูอ่ืนใหพนจากภัยอันตราย หรือการเสยี ชีวติ โดยการใหค ําแนะนาํ ในการใชเครอ่ื งมือ เครอ่ื งใช และสิง่ อํานวยความสะดวกตา ง ๆ เพ่ือใหเกดิ ประโยชน และปลอดภยักิจกรรมทายเรอ่ื งที่ 1 ความปลอดภัยในการเขา รวมกิจกรรมลกู เสอื(ใหผ เู รียนไปทาํ กจิ กรรมทายเรื่องที่ 1 ทีส่ มดุ บันทกึ กิจกรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)เรื่องท่ี 2 หลักการ วธิ ีการในการเฝา ระวงั เบ้อื งตน ในการเขา รว มกิจกรรมลูกเสือ ลูกเสือตอ งตระหนกั ในความสาํ คญั และมจี ติ สํานกึ ตอ ความปลอดภัยในการรวมกจิ กรรม ทอ่ี าจเกดิ อุบตั เิ หตุ เนื่องจาก 1. ขาดความรู ความเขา ใจ ในการรวมกจิ กรรมน้ัน ๆ ลกู เสือตองทําความเขาใจในกฎ กตกิ า ของกจิ กรรมน้ัน ๆ อยา งถอ งแท และปฏบิ ตั ิตามอยา งเครง ครดั 2. ขาดประสบการณ และขาดความชาํ นาญ ลกู เสอื ตองขวนขวายในการหาประสบการณ และความรู ทักษะท่จี าํ เปน ตอ การรวมกิจกรรมนนั้ ๆ 3. ขาดความพรอมทางดานรา งกายและจิตใจ ลูกเสือตองเตรียมความพรอมทางดา นรางกายและจติ ใจกอน 4. ขาดการตรวจสอบความสมบูรณ ความแข็งแรงของอุปกรณที่ใชในแตละกิจกรรม ลูกเสือตองตรวจสอบอุปกรณท่ีใชในแตละกิจกรรมใหมีสภาพแข็งแรง พรอมใชงานอยเู สมอ การเฝา ระวงั เบ้อื งตน ในการเขา รวมกจิ กรรมลูกเสือเปน การฝก ตนเองของลูกเสือใหป ลอดภยั จากอุบัติเหตุ และภัยอันตรายตาง ๆ เปนวิธีการในการเตรียมความพรอมของลูกเสือทง้ั ดานรา งกายและจิตใจ ดงั น้ี ดา นรางกาย ลกู เสอื ตองเตรยี มรางกายใหพรอม โดยออกกาํ ลงั กายอยางสมํา่ เสมอและหาเวลาพักผอนใหเ พยี งพอ เพือ่ สขุ ภาพและรา งกายจะไดแข็งแรงอยูตลอดเวลา ดานจิตใจ ลูกเสือตองทําจิตใจใหสบาย ๆ สรางความรูสึกที่สนุกสนานพรอมรวมกิจกรรมตาง ๆ มีความรางเริง พรอมรับการฝกฝน ปฏิบัติดวยตนเอง หรือชวยผูอื่น หาวิธีหลีกเลยี่ งอุบัติเหตุ อันจะเกดิ ขึ้นไดในขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมลูกเสือ
152กิจกรรมทายเรอ่ื งที่ 2 หลกั การ วธิ กี ารในการเฝา ระวงั เบื้องตน ในการเขารวมกจิ กรรมลกู เสอื(ใหผเู รยี นไปทํากจิ กรรมทา ยเร่ืองท่ี 2 ทีส่ มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)เรอื่ งท่ี 3 การชวยเหลอื เมอ่ื เกดิ เหตคุ วามไมป ลอดภยั ในการเขา รว มกจิ กรรมลกู เสอื การเขา รวมกจิ กรรมลกู เสือ อาจมีความไมปลอดภัยในดานรา งกายขึ้นได ลูกเสือจึงมคี วามจําเปน ตอ งเรียนรถู ึงสาเหตุท่ีทําใหเกิดความไมปลอดภยั ในการเขา รวมกิจกรรมลูกเสือและวิธีการสรา งความปลอดภยั ในการเขา รวมกจิ กรรมลกู เสือ ดังน้ี 1. สาเหตทุ ท่ี าํ ใหเกิดความไมปลอดภัยในการเขารว มกิจกรรม มี 3 ประการ คือ 1.1 สาเหตุที่เกิดจากมนุษย มีดงั น้ี 1) ผูปฏิบัตกิ ิจกรรม มีความประมาทโดยคิดวาไมเปนไร ลองผิดลองถูกหรือรเู ทาไมถ ึงการณ 2) ผูปฏบิ ตั กิ ิจกรรม มีความเชอื่ ใจ ไววางใจผูใดผูหนึ่งท่ีไดรับมอบหมายใหด ําเนนิ การ และไมมีการตรวจสอบกอ น จึงอาจทาํ ใหมขี อผดิ พลาดได 3) ผปู ฏบิ ัติกจิ กรรมมีสขุ ภาพไมแ ขง็ แรง หรือมีโรคประจําตัว แตเขารวมกจิ กรรมบางอยา งทอี่ าจทําใหเ กิดอบุ ตั ิเหตุได 4) ผูปฏิบัตกิ จิ กรรมแตง กายไมเหมาะสมในการเขารว มบางกจิ กรรม 5) ผูปฏบิ ัติกิจกรรมขาดการประเมินตนเอง หรือบางครั้งประเมินตนเองผิดพลาด โดยคิดวาตนเองสามารถปฏิบัติกิจกรรมน้ันได และบางคร้ังผูปฏิบัติเกิดความคกึ คะนองกลน่ั แกลง และหยอกลอ กนั 6) ผปู ฏบิ ัติกิจกรรม ขาดระเบยี บวินัย ไมเชอื่ ฟงผูบงั คับบญั ชา 1.2 สาเหตทุ เ่ี กดิ จากเคร่อื งมอื หรืออุปกรณ มีดังนี้ 1) ขาดเครื่องมือ และอุปกรณในการชวยเหลือเมื่อเกิดเหตุความไมปลอดภัยในการเขารวมกิจกรรมที่เหมาะสม หรืออุปกรณบางชนิดเสื่อมสภาพไมเหมาะที่จะนํามาใชงาน 2) ขาดความรูในการใชเครื่องมือและอุปกรณแตละประเภท หรือใชเคร่ืองมอื และอปุ กรณผ ดิ ประเภท 3) ขาดทักษะ ความชาํ นาญ ในการใชเ คร่อื งมอื และอุปกรณต าง ๆ 4) ขาดการตรวจสอบความสมบูรณ ความแข็งแรงของอปุ กรณในฐานโดยละเอียด และขาดการบํารงุ รกั ษาท่ีเหมาะสม
153 1.3 สาเหตทุ เ่ี กดิ จากภยั ธรรมชาติ มีดงั นี้ 1) ภัยทางน้ํา อาจเกิดความไมปลอดภัยในขณะที่ปฏิบัติกิจกรรมไดเชน น้าํ หลาก นํา้ ไหลเชย่ี ว เปนตน 2) ภยั ทางบก อาจเกิดความไมปลอดภัยในขณะปฏิบัติกิจกรรมได เชนการสรา งสะพานดวยเชอื กทไ่ี ปผูกกบั ตนไม ทาํ ใหต นไมอาจหกั เปน ตน 3) ภัยทางอากาศ อาจเกดิ ความไมป ลอดภัยขณะปฏบิ ตั กิ จิ กรรมได เชนเกิดมีพายุ ลมแรง เปนตน 2. การสรางความปลอดภัยในการเขารวมกิจกรรมลูกเสือ คือ วิธีการปองกันกอนจัดสรางอุปกรณ และกอนเขารวมกิจกรรม โดยมีอุปกรณปองกัน หรือสรางอุปกรณท่ีใชในกิจกรรมใหปลอดภัย โดยใหความรู มีมาตรการบังคับ ควบคุมการใชอุปกรณใหถูกกับกิจกรรมจะชวยสรางความปลอดภัยใหกับลูกเสือในการปฏิบัติกิจกรรม เชน กิจกรรมบุกเบิกกิจกรรมผจญภยั และกจิ กรรมเดนิ ทางไกล ดังนี้ 2.1 กิจกรรมบกุ เบิก 1) ลกู เสอื ตอ งเตรียมความพรอ มทางรา งกายและจิตใจ 2) ลูกเสือตองมีระเบียบวินัย เชื่อฟง และปฏิบัติตามคําแนะนําของผูกาํ กบั ลูกเสอื 3) ลกู เสือตอ งตรวจเช็คอุปกรณใ นฐานบกุ เบกิ อยา งสม่ําเสมอ 4) ลกู เสอื ตอ งไมก ลั่นแกลง เพอื่ นขณะทํากิจกรรม 5) ลกู เสอื ตองเตรยี มพรอ มทางดา นความรู ศกึ ษากิจกรรม และทําความเขา ใจกอ นเขา รวมกิจกรรม 2.2 กิจกรรมผจญภยั 1) ลูกเสอื ตอ งการเตรยี มความพรอ มทางรา งกายและจติ ใจ 2) ลูกเสอื ตองมีระเบยี บวินยั เชื่อฟงและปฏิบัตติ ามคําแนะนาํ ของผูก าํ กบั ลกู เสือ 3) ลกู เสือตองตรวจเช็คอปุ กรณในฐานบุกเบกิ อยา งสม่ําเสมอ 4) ลกู เสือตองไมกล่ันแกลงเพอ่ื นขณะทาํ กิจกรรม 5) ลกู เสอื ตองเตรยี มพรอมทางดานความรู ศกึ ษากจิ กรรม และทาํความเขาใจกอ นเขา รว มกจิ กรรม 2.3 กิจกรรมเดินทางไกล 1) กอนท่ีจะกาํ หนดเสน ทางการเดินทางไกล ลูกเสือตองสํารวจเสนทางหากจําเปนตองขออนุญาต ก็ตองขออนุญาตผานจากเจาของสถานท่ีนั้น ๆ และประเพณีวัฒนธรรมในทอ งถ่ินนัน้ ตามสมควร
154 2) ในการกําหนดเสนทางเดิน ลูกเสือควรเล่ียงการเดินตามถนนใหญท่ีมีการจราจรคับคง่ั เพื่อปอ งกันการเกดิ อบุ ัตเิ หตุ 3) ในระหวางการเดินทางไกล ลูกเสือไมควรแขงขันหรือแทรกกันเดินระหวางหมู 4) ในระหวา งการเดินทางไกล ลูกเสือควรออกเดินทางเปนหมู และตองปฏบิ ัติตามกฎระเบียบของลูกเสือ และกฎจราจรอยา งเครง ครัด เพื่อความปลอดภยักิจกรรมทา ยเร่ืองท่ี 3 การชวยเหลอื เม่อื เกิดเหตุความไมป ลอดภยั ในการเขา รวมกจิ กรรม(ใหผเู รียนไปทํากจิ กรรมทา ยเร่ืองที่ 3 ท่สี มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชุดวชิ า)เรอื่ งที่ 4 การปฏบิ ัตติ นตามหลักความปลอดภยั ลกู เสือตองปฏิบตั ติ นตามหลักความปลอดภัย ดงั น้ี ดานรางกาย ตองเตรียมความพรอมของรางกาย การออกกําลังกาย รักษารางกายไมใหเจบ็ ปว ย พรอ มปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตาง ๆ ได ดานจิตใจ ควรศึกษาหาความรูในกิจกรรมลูกเสือโดยเฉพาะลูกเสือ กศน.เปนการเตรียมความพรอมดานหนึ่งในการปฏิบัติตนเองและพรอมชวยเหลือผูอื่นไดตามความเหมาะสม ลูกเสือตองทําความเขาใจในความหมายของคําปฏิญาณและกฎของลูกเสือเพ่ือนํามาใชในการอยูรวมกันท้ังเวลาพบกลุม และการเขาคายพักแรมรวมกัน วิเคราะหสถานการณความปลอดภัยความไมปลอดภัยและความเสี่ยง วิเคราะหขอดี ขอเสีย และนาํ ขอ บกพรอ งหรือชอ งทางท่จี ะปองกันไวเบื้องตน เปนมาตรการในการอยูรวมกันและการเขารวมกจิ กรรม ดังน้ี 1. นําขอมลู จากการวิเคราะหจ ากกฎของลกู เสือ มาระดมพลังสมองเปรียบเทียบกับฐานการเรียนรูและฐานกิจกรรมที่สรางขึ้นในคายพักแรม และสรุปความเส่ียงเพ่ือปองกันไมใหเ กิดเหตหุ รือภัยตา ง ๆ ไวล ว งหนา 2. นําเสนอผลการจดั ทํามาตรการในการอยูรวมกัน ทั้งการพบกลุมและการอยูคายพกั แรม เพื่อกําหนดมาตรการใหใชรว มกันอยางเหมาะสม 3. ทดลองนําขอบกพรองของกระบวนการผลิตท่ีมีความเส่ียงในการปฏิบัติมานําเสนอและแสดงบทบาทสมมุติ (Role play) เพื่อฝกปฏิบัติ เปนการเตรียมความพรอม เพ่ือเตรยี มการกอ นผลิตส่อื หรือสรา งคา ยกจิ กรรมลูกเสอื กศน.กิจกรรมทา ยเรอ่ื งที่ 4 การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ความปลอดภัย(ใหผเู รยี นไปทํากิจกรรมทายเรื่องที่ 4 ที่สมุดบนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)
155 หนวยการเรยี นรูที่ 11 การปฐมพยาบาลสาระสําคญั การปฐมพยาบาล เปนการใหความชวยเหลือผูประสบอุบัติเหตุ หรือผูที่ไดรับบาดเจบ็ เบื้องตน โดยใชเครือ่ งมอื อุปกรณที่พึงหาไดในบริเวณน้ัน เพ่ือชวยบรรเทาอาการ และชวยใหผ ูบาดเจ็บไดรับอันตรายนอยลง กอ นนาํ สงโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาในโอกาสตอไปดังนั้น ผใู หก ารชวยเหลอื ตอ งมคี วามรู ความสามารถ ในการชวยเหลือเบื้องตน เพื่อปองกันการเกิดภาวะแทรกซอ น หรือเกดิ อาการทรุดลงถงึ ข้ันอนั ตรายถึงแกชีวิต การปฐมพยาบาลผูประสบอุบัติเหตุทางรถยนต ทางน้ํา ตกจากท่ีสูง หกลมทม่ี อี าการกระดูกหัก ขอ เคลด็ ขอเคล่ือน ผูใ หก ารชวยเหลอื ควรมคี วามรู ความสามารถเกี่ยวกับการเขา เฝอ ก มัดเฝอ ก การพนั ดว ยผา การใชผาสามเหลีย่ ม และการเคลื่อนยายผปู วย การปฐมพยาบาล ผูมีภาวการณเปนลม ลมชัก ลมแดด หรือ หมดสติ ผูใหการชวยเหลือ ควรมีความรู ความสามารถ เก่ียวกับการประเมินอาการเบ้ืองตน หรือตัดสินใจใชวธิ กี ารชวยชีวติ ข้ันพ้นื ฐานอยา งถกู วธิ ี ถูกตอง และรวดเร็ว เพ่ือปองกันการเกิดภาวะแทรกซอนหรือเกดิ อาการทรดุ ลงถึงขน้ั อนั ตรายถงึ แกช วี ิตตัวชว้ี ดั 1. อธบิ ายความหมายและความสําคญั ของการปฐมพยาบาล 2. อธบิ ายและสาธติ วิธีการปฐมพยาบาลกรณีตา ง ๆ อยางนอย 3 วิธีร 3. อธิบายการวัดสญั ญาณชพี และการประเมินเบื้องตน 4. สาธิตวธิ ีการชวยชีวติ ขั้นพ้ืนฐานขอบขายเนอ้ื หา เรื่องท่ี 1 การปฐมพยาบาล 1.1 ความหมายของการปฐมพยาบาล 1.2 ความสําคัญของการปฐมพยาบาล 1.3 หลกั การของการปฐมพยาบาล เร่อื งที่ 2 วิธีการปฐมพยาบาลกรณตี า ง ๆ เร่อื งท่ี 3 การวัดสัญญาณชพี และการประเมินเบื้องตน เรื่องท่ี 4 วิธีการชวยชีวติ ข้ันพนื้ ฐาน
156เวลาท่ีใชในการศึกษา 12 ชั่วโมงส่อื การเรยี นรู 1. ชุดวิชาลกู เสือ กศน. รหสั รายวชิ า สค32035 2. สมุดบนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรูประกอบชดุ วิชา 3. สือ่ เสริมการเรยี นรูอ่ืน ๆ
157เร่ืองที่ 1 การปฐมพยาบาล 1.1 ความหมายของการปฐมพยาบาล การบาดเจ็บหรือเกิดการเจ็บปวย ยอมเกิดข้ึนไดทุกเวลา โดยเฉพาะอุบัติเหตุการชว ยเหลอื ผูป ระสบภยั ถา ผูใหการชวยเหลอื รหู ลกั การ First Aid หรือที่เรียกวา การปฐมพยาบาลสามารถชว ยชวี ิตผูปวย ชวยบรรเทาความเจ็บปวด ปองกันอาหารของโรคทรุดลงปองกันไมใหเกดิ ความพกิ าร หรือโรคแทรกซอนตามมา การปฐมพยาบาล หมายถึง การใหค วามชวยเหลือผูบาดเจ็บเบื้องตน โดยใชเครือ่ งมอื หรอื อปุ กรณท ี่พอจะหาไดในบริเวณนั้น เพื่อชวยบรรเทาอาการและชวยใหผูบาดเจ็บไดร บั อนั ตรายนอ ยลงกอนจะสงโรงพยาบาล เพอื่ ใหแพทยท ําการรกั ษา 1.2 ความสาํ คญั ของการปฐมพยาบาล ในชว งชวี ิตของมนุษยทุกคน อาจมีชวงที่ไดรับบาดเจ็บหรือเจ็บปวยไดทุกเวลาทุกสถานที่ โดยเฉพาะอุบัติเหตุ การปฐมพยาบาลตองกระทําอยางรวดเร็วและถูกตอง ดังนั้นจงึ ไมจําเปนวา ผูใหการปฐมพยาบาลจะตองเปนแพทยหรือพยาบาลเทานั้น เมื่อมีการบาดเจ็บเกดิ ขน้ึ ผูใ หการชวยเหลือสามารถใหก ารชวยเหลือ เพ่ือบรรเทาความเจบ็ ปวยได ความสาํ คัญของการปฐมพยาบาล มีดังน้ี 1. เพอื่ ชว ยเหลือผูบาดเจบ็ 2. เพอ่ื ปองกนั และลดความพิการท่ีอาจจะเกิดขึ้น 3. เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดและปอ งกันอนั ตราย 1.3 หลกั การของการปฐมพยาบาล 1. การมอง สํารวจความปลอดภัย รวมทั้งสํารวจระบบสําคัญของรางกายอยา งรวดเรว็ และวางแผนใหก ารชว ยเหลอื อยา งมสี ติ ไมต ื่นเตน ตกใจ 2.-หามเคลื่อนยาย หรือไมควรเคล่ือนยายผูบาดเจ็บจนกวาจะแนใจวาเคลอ่ื นยา ยไดอยางรวดเร็ว ยกเวนกรณที ีเ่ กดิ การบาดเจ็บในสถานท่ีทไี่ มสะดวกตอ การปฐมพยาบาลหรอื อาจเกิดอนั ตรายมากขน้ึ ทัง้ ผบู าดเจ็บ และผูชวยเหลอื จําเปนตองเคล่อื นยา ยไปที่ท่ีปลอดภัยกอน 3.-ชวยเหลือดวยความนุมนวลและระมัดระวัง ใหการชวยเหลือตามลําดับความสําคญั ของการมชี ีวติ หรอื ตามความรุนแรงท่ผี ูบาดเจบ็ ไดร ับ ดงั นี้ 3.1 กลุม อาการชวยเหลือดวน ไดแก หยุดหายใจ หัวใจหยุดเตน หมดสติและเสียเลือด 3.2-กลุมอาการชวยเหลือรอง ไดแก ความเจ็บปวด การบาดเจ็บของกระดูกและขออมั พาตกจิ กรรมทา ยเรอ่ื งท่ี 1 การปฐมพยาบาล(ใหผ เู รยี นไปทํากิจกรรมทายเร่อื งท่ี 1 ท่สี มดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)
158เรื่องที่ 2 วิธกี ารปฐมพยาบาลกรณตี า ง ๆ 2.1 วิธกี ารปฐมพยาบาลกรณอี บุ ตั เิ หตุ อุบัตเิ หตุ หมายถึง เหตุการณท่ีเกดิ ข้นึ โดยมไิ ดว างแผนไวล วงหนา ซ่ึงกอ ใหเ กิดการบาดเจ็บ พิการ หรือทําใหทรัพยสินไดรับความเสียหาย นอกจากนี้ความหมายในเชิงวิศวกรรมความปลอดภัยนั้น อุบัติเหตุ ยังมีความหมายครอบคลุมถึงเหตุการณที่เกิดขึ้นแลวมผี ลกระทบกระเทอื นตอกระบวนการผลิตปกติ ทําใหเกิดความลาชา หยุดชะงัก หรือเสียเวลาแมจ ะไมก อใหเ กิดการบาดเจ็บ หรือพิการก็ตาม เชน อุบัติเหตุทางรถยนต หรือทางถนนอุบัติเหตุทางนาํ้ อบุ ัตเิ หตุทั่วไป เปน ตน อบุ ตั ิเหตุทางรถยนต หรอื ทางถนน อุบัติเหตุทางถนนเปนสาเหตุสําคัญท่ีคราชีวิตคนไทย ซึ่งการชวยเหลือผูประสบเหตุอยางถูกวิธีจะชวยลดการบาดเจ็บรุนแรงและเสียชีวิตได เพราะบอยครั้งท่ีผูเขาชวยเหลือไดรับอันตรายจากอุบัติเหตุซํ้าซอน จึงมีขอแนะนําที่ควรปฏิบัติในการชวยเหลือผปู ระสบอบุ ัติเหตุทางถนนอยา งถูกวิธี ดังนี้ 1. ประเมนิ สถานการณ จากสภาพแวดลอมและสภาพการจราจรของจุดเกดิ เหตุโดยเฉพาะในชว งเวลากลางคืนหรอื ทัศนวสิ ยั ไมดี ควรเพม่ิ ความระมดั ระวังเปนพเิ ศษเพื่อปองกันอุบตั เิ หตซุ ํา้ ซอน 2. สง สัญญาณเตือนใหผ รู ว มใชเ สนทางเพมิ่ ความระมดั ระวัง โดยเปด สัญญาณไฟฉุกเฉนิ ของรถคนั ทเ่ี กิดเหตุ นาํ กงิ่ ไม ปา ยสามเหล่ยี ม หรอื กรวยสะทอ นแสงมาวางไวดานหลังรถหางจากจดุ เกดิ เหตุในระยะไมต ํา่ กวา 50 เมตร 3. โทรศพั ทแจงหนวยงานที่เก่ยี วขอ ง อาทิ ตาํ รวจ หนวยแพทยฉุกเฉนิ พรอ มใหขอมลู จดุ เกิดเหตุ จาํ นวนและอาการของผบู าดเจบ็ เพอ่ื เจา หนา ทีจ่ ะไดว างแผนใหการชวยเหลือผูป ระสบเหตไุ ดอยา งถกู ตอ ง 4. ชวยเหลือผูท่ีมีอาการรุนแรงเปนลําดับแรก โดยเฉพาะผูที่หมดสติหยดุ หายใจ-หวั ใจหยุดเตน และเสียเลือดมาก กรณีผูประสบเหตุบาดเจ็บเล็กนอยใหปฐมพยาบาลเบื้องตนตามอาการ 5. หากไมมีทักษะการชวยเหลือ หามเคล่ือนยายผูประสบเหตุดวยตนเองควรรอใหท ีมแพทยฉุกเฉินมาชว ยเหลอื และนําสงสถานพยาบาล จะชวยลดการบาดเจ็บรุนแรงทท่ี ําใหผปู ระสบเหตุพกิ ารหรอื เสยี ชีวิต การชวยเหลือผูประสบอุบัติเหตุอยางถูกวิธีจะชวยลดความเสี่ยงตอการไดรับอันตราย และทําใหผูประสบเหตุไดรับการดูแลอยางปลอดภัย จึงชวยลดอัตราการบาดเจ็บรนุ แรงและเสยี ชีวิตจากการชวยเหลือไมถูกวิธี
159 อบุ ตั เิ หตทุ างน้ํา อุบัติเหตุทางน้ําอาจเกิดจากสาเหตุที่สําคัญ 2 ประการ คือ ตัวบุคคล และสภาพแวดลอม ซ่ึงสาเหตุสว นใหญของอุบตั ิเหตทุ างน้าํ มกั เกดิ จากความประมาท และการกระทําท่ไี มปลอดภัยของผขู บั เรือ และผูโ ดยสาร อยางไรกต็ าม กรณีท่ีเกิดอุบัติเหตุทางนํ้า สวนใหญผูท่ีประสบเหตุที่จะไดรับอันตราย คือ ผทู ีอ่ ยใู นสภาวะจมน้ํา และขาดอากาศหายใจ ในท่ีนี้จึงยกตัวอยางวิธีการปฐมพยาบาลกรณจี มนํ้า ดงั น้ี การจมน้ํา การจมน้ําทําใหเกิดอันตรายจากการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองการชวยชีวิตและการกูฟนคนื ชพี จงึ เปนปจ จยั สําคญั ทที่ าํ ใหร อดชวี ติ มี วธิ กี ารปฐมพยาบาล ดงั น้ี (1) จดั ใหน อนตะแคงกง่ึ ควํ่า รบี ตรวจสอบการหายใจ (2) ถา ไมมกี ารหายใจใหชวยกชู พี ทันที (3) ใหความอบอุนกบั รา งกายผูจมน้ําโดยถอดเสอ้ื ผาทีเ่ ปยกน้ําออกและใชผาแหงคลุมตวั ไว (4) นําสงสถานพยาบาล ขอ ควรระวัง (1) กรณผี จู มน้าํ มปี ระวตั กิ ารจมนา้ํ เนื่องจากการกระโดดนาํ้ หรอื เลน กระดานโตคลื่น การชวยเหลือตองระวังเรื่องกระดูกหัก โดยเฉพาะการเคลื่อนยายผูจมนํ้า โดยเมื่อนําผจู มนา้ํ ขน้ึ ถงึ นา้ํ ต้ืนพอที่ผูชวยเหลือจะยืนไดสะดวกแลวใหใชไมกระดานแข็งสอดใตนํ้ารองรับตัวผูจมนํ้าใชผา รัดตวั ผูจ มน้ําใหติดกับไมไว (2) ไมควรเสียเวลากบั การพยายามเอานํ้าออกจากปอดหรือกระเพาะอาหาร (3) หากไมสามารถนาํ ผจู มนํา้ ข้นึ จากนํ้าไดโดยเร็วอาจเปา ปากบนผวิ นํา้ โดยหลีกเลยี่ งการเปาปากใตน ํา้ และหามนวดหนา อกระหวา งอยูใ นน้าํ อุบตั เิ หตุท่ัวไป (ตกจากท่ีสูง หกลม ไฟไหม/ นํ้ารอ นลวก) อบุ ตั เิ หตุทวั่ ไป เปน สง่ิ ที่เกิดข้ึนได ทุกที่ ทกุ เวลา และเกดิ ไดกับบคุ คล ทกุ เพศและทกุ วยั เชน การตกจากท่สี ูง หกลม ไฟไหม นํ้ารอนลวก เปน ตน 1. การตกจากทส่ี งู การตกจากที่สูง สามารถทําใหเกิดอันตรายไดรุนแรงมากนอยตาง ๆ กันไปเชน ตกจากทสี่ งู มากอาจทาํ ใหเ สียชวี ติ ทําใหก ระดูกสันหลังหัก กดไขสันหลัง กลายเปนอัมพาตอาจทาํ ใหก ระดูกสวนตา ง ๆ หัก ในรายที่รุนแรงอาจเปนกระดูกซ่ีโครงหัก ทําใหเกิดเลือดออกในชอ งปอด และอาจทําใหอ วัยวะภายในชองทองทสี่ ําคญั แตกเกดิ อันตรายถึงชีวิตได ท้ังน้ี จากการตกจากที่สูงสวนใหญจะสงผลกอใหเกิดการบาดเจ็บของกลา มเน้ือและกระดกู ดังน้ี
160 1.1 ขอ เคล็ด หมายถงึ การทีข่ อมกี ารเคล่อื นไหวมากเกินไป ทําใหเนื้อเย่ือออน ๆและเอน็ รอบ ๆ ขอ หรือกลา มเน้อื มีการชอกช้ํา ฉกี ขาด หรอื ยดึ เนือ่ งจากขอน้ันถูกบิด พลิก หรือแพลงไปทาํ ใหเ จ็บปวดมาก ขัน้ ตอนการชว ยเหลือเบอื้ งตน (1) ใหขอ พักนง่ิ ๆ (2) ควรยกมอื หรอื เทา ทเ่ี คลด็ ใหสูงข้ึน ถา เปน ขอมอื ควรใชผา คลอ งแขนไว (3) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกใหประคบดวยความเย็น เพ่ือใหเลือดใตผิวหนังหยุดไหล หลงั จากน้ันใหป ระคบดว ยความรอ น (4) พันดวยผา (5) ภายใน 7 วัน หากอาการไมดีข้ึน ใหไปโรงพยาบาล เพ่ือตรวจใหแนนอนวาไมม กี ระดูกหักรว มดว ย 1.2 ขอเคล่ือน หมายถึง สวนของขอตอบริเวณปลายกระดูกเคลื่อนหรือหลุดออกจากท่ีเกดิ จากการถูกกระชากอยางแรง หรอื มีโรคที่ขอ อยูกอนแลว เชน วณั โรคท่ขี อสะโพก ขั้นตอนการชวยเหลือเบื้องตน (1) ใหขอพักนิ่ง อยา พยายามดึงกลบั เขา ท่ี (2) ประคบดวยความเยน็ (3) เขาเฝอ กช่ัวคราว หรอื ใชผาพัน (4) รีบนําสงโรงพยาบาล ควรงดอาหาร น้ํา และยาทุกชนดิ 1.3 กระดูกหัก หมายถึง ภาวะที่กระดูกไดรับแรงกระแทกมากเกินไปสงผลใหก ระดกู ไมสามารถรองรับน้ําหนักจากแรงกระแทกได กอใหเกิดอาการปวด บวม รอนบริเวณทีห่ กั ถา จบั กระดกู น้ันโยกหรอื บดิ เลก็ นอยจะมีเสียงดังกรอบแกรบ เน่ืองจากปลายกระดูกท่หี ักนั้นเสียดสกี ัน การเคล่ือนไหวผิดปกติอาจมีบาดแผล และพบปลายกระดูกโผลออกมาเหน็ ได ข้นั ตอนการชว ยเหลือเบือ้ งตน การหักของกระดูกชิ้นสําคัญ เชน กระดกู เชงิ กราน กะโหลกศรี ษะ ขากรรไกรคอ และกระดูกสันหลัง ตอ งการการดูแลรกั ษาท่ีถูกตอง เพราะการหักของกระดูกเหลาน้ีจะทําอนั ตรายอยา งรนุ แรงตอ เน้อื เยื่อใกลเคยี งกะโหลกศีรษะแตก และสันหลังหักเปนอันตรายมากที่สุดเพราะวาเน้อื สมองและไขสันหลงั ถูกทําลายท้ังนี้ เมอ่ื มีภาวะกระดูกแตกหักในบริเวณกระดูกท่ีมีลักษณะเปน แทง ยาว ผูปฐมพยาบาลตอ งจัดใหมกี ารเขา เฝอก ซ่ึงการเขาเฝอก หมายถึง การใชวสั ดตุ า ง ๆ พยุง หรือหอหุมอวัยวะที่กระดูกหักใหอยูน่ิง ซ่ึงมีประโยชนชวยใหบริเวณที่บาดเจ็บอยูนิ่ง เปนการบรรเทาความเจ็บปวดและปอ งกนั อันตรายเพม่ิ มากข้ึน การปฐมพยาบาลกระดูกหักตองพยายามตรึงกระดูกสวนที่หักใหอยูกับที่โดยใชวัสดุที่หางา ย เชน ไม หรือกระดาษหนังสือพิมพพับใหหนา รวมทั้งผา และเชือกสําหรับพันรดั ดว ย
161 กระดูกโผลอ อกมานอกเนื้อ หามดันกลบั เขา ไปเปนอันขาด ถา มเี ลอื ดออกใหทําการหามเลือด และปด แผลกอนทาํ การเขา เฝอ กชวั่ คราว การตรวจบริเวณที่หกั ตองทําดวยความระมัดระวงั เพราะอาจทําใหปลายกระดกู ที่หักเคล่ือนมาเกยกัน หรือทะลุออกมานอกผวิ หนงั การถอดเสื้อผาผูบาดเจ็บ ควรใชวิธีตัดตามตะเข็บอยาพยายามใหผูบาดเจ็บถอดเอง เพราะจะทําใหเ จบ็ ปวดเพ่มิ ข้นึ หลกั การเขา เฝอ กชว่ั คราว (1) วัสดทุ ่ีใชดามตอ งยาวกวาอวยั วะสว นทห่ี ัก (2) ไมวางเฝอ กลงบนบริเวณทีก่ ระดูกหกั โดยตรง ควรมีส่ิงอ่ืนรอง เชน ผาวางกอนตลอดแนวเฝอก เพื่อไมใหเ ฝอ กกดลงบริเวณผวิ หนังโดยตรง ซึ่งทําใหเจ็บปวด และเกิดเปนแผลจากเฝอ กกดได (3) มัดเฝอ กกับอวยั วะท่หี ักใหแ นน พอควร ถา รัดแนนจนเกินไปจะกดผิวหนังจนทาํ ใหก ารไหลเวยี นของเลือดไมสะดวกเปน อนั ตรายได .
162 2. การหกลม การหกลมเปนอาการหรือพฤติกรรมที่รูจักกันทั่วไป ซ่ึงหมายถึง การที่เกิดการเปล่ยี นทาโดยไมตั้งใจ และเปน ผลใหร างกายทรดุ หรือลงนอนกบั พื้น หรือ ปะทะสิ่งของตาง ๆเชน โตะ เตยี ง ทง้ั นี้ จากการหกลม อาจสง ผลทาํ ใหเ กิดการบาดเจ็บทรี่ นุ แรงแตกตางกันขนึ้ อยูกับสภาพรางกาย และส่ิงแวดลอมในขณะที่เกิดเหตุ เชน เกิดแผลเปด บาดแผลปด และการบาดเจ็บในลักษณะฟกช้ํา ไมมีเลือดออก เปนตนจึงสามารถนําเสนอขอมูลวิธีการปฐมพยาบาลไดด งั นี้ บาดแผล รอยฉีกขาด รอยแตกแยกของผิวหนัง หรือเย่ือบุสวนที่ลึกกวาชั้นผิวหนงั ถกู ทาํ ลาย ทําใหอวัยวะนัน้ แยกจากกันดวยสาเหตตุ า ง ๆ บาดแผลแบง ออกเปน 2 ชนิด (1) บาดแผลเปด คือ บาดแผลท่ีผิวหนังฉีกขาดจนเห็นเน้ือขางใน เชนแผลถลอก แผลท่ีเกิดจากการเจาะ การแทง การกระแทก แผลถูกของมีคมบาด แผลฉีกขาดเน่ืองจากวัตถุมคี มอาจลึกลงไปถงึ เนอ้ื เยอื่ เสนเอน็ ทําใหเ สียเลอื ดมาก แขนขาขาดจากอบุ ตั ิเหตุถกู สตั วดุรา ยกดั หรือถกู ยิง เปนตน ซ่ึงบาดแผลบางอยางอาจทําใหเสียเลอื ดมาก และอาจทําใหเสียชวี ิตได การปฐมพยาบาลเบ้ืองตนสําหรับบาดแผลที่มีเลือดออกก็คือการหามเลือดโดยหลีกเลีย่ งการสมั ผัสกับเลอื ดของคนเจ็บโดยตรง แตหากหลีกเล่ียงไมไดใหรีบลางมือดวยสบูรวมทัง้ บริเวณท่ีเปอนเลือดใหเร็วท่ีสุดเทาท่ีจะทําได ไมควรถอดหรือเปล่ียนเสื้อผาของคนเจ็บแมว าจะเปอนเลือดจนชมุ แลว เพราะอาจยิง่ ทําใหเ ลือดออกมาก หากสามารถทําได ควรทําความสะอาดแผลกอนเพื่อปองกันการติดเช้ือโดยลางแผลดวยนํ้าสะอาด แลวใชผาก็อซหรือผาสะอาดวางไวตรงบาดแผล ยกเวนเม่ือเกิดบาดแผลที่ดวงตา เพราะอาจมีสิ่งแปลกปลอมทําใหดวงตาไดรับบาดเจ็บมากข้ึน แลวใชผาสะอาดพันปด แผลไว อยา ใหแ นน จนชา หากไมมีผาพันแผล สามารถดัดแปลงส่ิงของใกลตัวมาใชไ ด เชน ผา เชด็ หนา ชายเส้ือ ชายกระโปรง หรือเนคไท แผลที่แขนหรือขาใหยกสูง จะชวยใหเลือดไหลชาลง ปกติเลือดจะหยุดไหลภายในเวลาประมาณ 15 นาที หากเลือดไหลไมหยุด ใหกดเสนเลือดแดงใหญท่ีไปเลี้ยงแขนขาโดยกดบริเวณเหนือบาดแผล ถาเลือดออกที่แขนใหกดแขนดานใน ชวงระหวางขอศอกและหัวไหล ถา เลอื ดออกทีข่ าใหก ดท่หี นาขาบรเิ วณขาหนีบ การหา มเลอื ดโดยการกดเสนเลือดแดงใหญควรทําก็ตอ เม่ือใชวธิ ีการหา มเลือดโดยการกดบาดแผลหรอื ใชผ า พันแผลแลว ไมไดผ ล เพราะจะทําใหอวัยวะท่ีตํ่ากวาจุดกดขาดเลือดไปเล้ียง หากกดนาน ๆ กลามเนื้ออาจตายได จงึ ไมค วรกดเสนเลอื ดแดงใหญเ กินกวา คร้ังละ 15 นาที
163 สําหรับบาดแผลท่ศี ีรษะ ไมควรใชน ํา้ ลา งแผล เพราะจะทําใหปด ขวางทางออกของแรงดันภายใน และสมองอาจติดเช้ือโรคที่อยูในน้ําได หากมีเลือดไหลออกจากปาก จมูกหรอื หอู ยาพยายามหา มเลอื ด เพราะจะปดก้ันทางออกของแรงดนั ในสมองเชน กัน การทาํ ความสะอาดบาดแผลเลก็ นอ ย วิธีการปฐมพยาบาลบาดแผลเล็กนอย ทําไดโดยลางมือใหสะอาดทุกครั้งกอนทจ่ี ะทาํ แผล ใชน้าํ สะอาดลางแผล ใชส บูอ อน ๆ ลา งผิวหนังท่ีอยูรอบ ๆ บาดแผล แลวลางดว ยนา้ํ สะอาดอกี คร้งั หลีกเล่ียงการกระทบบาดแผลโดยตรง ใชผากอซหรือผาสะอาดซับแผลใหแหง แลวใสย าสําหรับแผลสด เชน โพวิโดนไอโอดีน ซ่ึงจะชวยลดการติดเชื้อได จากน้ันเปดแผลดว ยผา พนั แผล (2) บาดแผลปด คือ บาดแผลท่ีไมมีรอยแผลใหเห็นบนผิวหนังภายนอกอาจเหน็ เพยี งแคร อยเขียวช้ํา แตบางกรณีเน้ือเยื่อภายในอาจถูกกระแทกอยางแรง ทําใหเลือดตกใน บางครง้ั อวัยวะภายในไดรบั ความเสียหายมาก เชน มามแตก ตับแตก หรือเลือดค่ังในสมองระยะแรกอาจไมแสดงอาการใด ๆ แตเม่อื เวลาผานไปคนเจบ็ อาจอาเจยี น เลือดออกปาก หรือจมูกหนาวส่ัน ตวั ซดี เจ็บปวดรนุ แรง หมดสติ และอาจเสียชีวิตเนอื่ งจากเสียเลือดมาก แผลฟกซํ้าไมมีเลอื ดออก บาดแผลฟกซํ้าจะไมม เี ลอื ดออกมาภายนอก แตเกิดอาการบวม ผิวเปลี่ยนสีและมีรอยฟกซ้าํ ซงึ่ เกิดจากเสน เลือดบริเวณนนั้ แตกแตผิวหนังไมฉกี ขาด จึงทาํ ใหเลือดซึมอยูใตผิวหนงั ระยะแรกจะมีสีแดงแลว เปล่ยี นเปนสีมว งคล้าํ ในเวลาตอมา คนสวนใหญมกั ไมใสใจกบั แผลฟกซาํ้ แตความจริงแลวแผลฟกซํ้าก็มีวิธีการดูแลที่ถูกตองเชน กนั กอ นอืน่ ใหตรวจดูวา ไมมีบาดแผล หรืออาการอื่น ๆ หรือกระดูกหักรวมดวยใหคนเจ็บน่ังในทาที่สบาย แลวประคบแผลดวยถุงนํ้าแข็งหรือถุงนํ้าเย็นเพ่ือลดอาการบวมหากเปนแผลที่แขนใหใชผาสามเหลี่ยมคลองแขนใหอยูกับท่ี หากเปนแผลท่ีขาใหนอนหนุนขาใหสงู หากเปน ท่ีลําตวั ใหน อนตะแคงหนุนหมอนท่ีศีรษะและไหล 3. ไฟไหม/ น้าํ รอนลวก บาดแผลไฟไหม นํ้ารอนลวก โดยมากมักจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุความประมาท ขาดความระมัดระวัง แผลไหมจะทําใหเกิดอันตรายแกรางกาย ต้ังแตเล็กนอยไปจนถงึ เสียชวี ติ ได การชว ยเหลืออยา งถกู ตองจะชว ยลดความรุนแรงได ขน้ั ตอนการชวยเหลือเบ้อื งตน หลกั การปฐมพยาบาลไฟไหมนํา้ รอ นลวกใหดับไฟโดยใชน ้ําราด หรอื ใชผาหนา ๆ คลุมตัวถอดเสอ้ื ผาทีไ่ หมไ ฟหรือถูกน้าํ รอ น พรอ มถอดเครือ่ งประดบั ที่อมความรอนออกใหหมดเม่อื เกิดแผลไหมน ํา้ รอนลวกใหป ฐมพยาบาลตามลักษณะของแผล ดังน้ี
164 1) เฉพาะชั้นผิวหนงั (1) ระบายความรอ นออกจากแผล โดยใชผ า ชบุ นํ้าประคบบริเวณบาดแผลแชลงในน้าํ หรือเปดใหนํ้าไหลผา นบริเวณบาดแผลตลอดเวลา นานประมาณ 10 นาที ซ่ึงจะชวยบรรเทาความเจ็บปวดได (2) ทาดวยยาทาแผลไหม (3) หามเจาะถุงนํ้าหรอื ตดั หนังสว นท่ีพองออก (4) ปดดวยผา สะอาด เพื่อปอ งกนั การตดิ เช้อื (5) ถาแผลไหมบรเิ วณกวาง หรืออวยั วะท่ีสาํ คัญตองรบี นาํ สง โรงพยาบาล 2) ลึกถึงเนอ้ื เยอื่ ใตผิวหนัง (1)ไมต อ งระบายความรอ นออกจากบาดแผล เพราะจะทําใหแผลติดเชื้อมากขึน้ (2) หา มใสยาใด ๆ ทัง้ ส้ินลงในบาดแผล (3) ใชผาสะอาดหอตัวผูบาดเจ็บเพื่อปองกันส่ิงสกปรกใหความอบอุนและรีบนาํ สง โรงพยาบาล 2.2 วธิ กี ารปฐมพยาบาลกรณีการเจบ็ ปว ยโดยปจ จบุ ัน 2.2.1 การเปน ลม การเปนลม เปน อาการหมดสติเพียงช่ัวคราว เน่ืองจากเลือดไปเล้ียงสมองไมพ อ สาเหตุและลักษณะอาการของคนเปนลมท่ีพบบอย เชน หิว เหนื่อย เครียด ตกใจ กังวลใจกลัว เสยี เลอื ดมาก มอี าการวิงเวยี นศีรษะ ตาพรา หนา มดื ใจส่นั มอื เทาไมม ีแรง หนา ซดี เหง่ือออกตวั เย็น ชพี จรเบา/เร็ว
165 ขั้นตอนการชวยเหลอื เบอื้ งตน (1) พาเขาที่รม ทอ่ี ากาศถายเทสะดวก (2) นอนราบไมห นุนหมอน หรือยกปลายเทาใหสูงเล็กนอ ย (3) คลายเส้อื ผา ใหหลวม (4) พัดหรือใชผา ชบุ นาํ้ เช็ดเหงอื่ ตามหนา มอื และเทา (5) ใหด มแอมโมเนยี (6) ถา รูส ึกตัวดี ใหด ม่ื นา้ํ (7) ถา อาการไมดขี น้ึ นาํ สง ตอแพทย 2.2.2 ลมชกั ลมชัก อาการชักของผปู วย บางรายอาจชักดวยอาการเหมอลอย เริ่มกระตุกทา ทางแปลก ๆ ผิดปกติ ตาเหลือก อาจจะเริ่มทําทาเหมือนเคี้ยวอะไรอยู หรือบางคนอาจจะเรม่ิ ตนดว ยอาการสับสน มนึ งง พดู จาวกวนกอ นกไ็ ด กอ นทีจ่ ะเริ่มมอี าการชัก ข้ันตอนการชว ยเหลอื เบอ้ื งตน (1) สังเกตวาผูปวยมีสติสัมปชัญญะหรือไม สวนใหญยังไมถึงกับขั้นสลบแตจะควบคมุ ตวั เองไมไดเม่ือผูปวยเริ่มมีอาการชัก แลวลงไปกองกับพ้ืน พยายามพาเขามาอยูในที่โลง ๆ ปลอดภัย ไมมีสง่ิ ของใด ๆ รอบตวั (2) คลายกระดมุ เนคไทที่คอเส้ือ เข็มขัดที่กางเกงหรือกระโปรง ถอดแวนตานําหมอน หรือเสื้อพับหนา ๆ มารองไวท่ีศรี ษะ (3) จับผูปว ยนอนตะแคง (4) ไมงัดปากดวยชอน ไมยื่นอะไรใหผูปวยกัด ไมยัดปากดวยสิ่งของตาง ๆเด็ดขาด ไมกดทอง ไมถ า งขา ไมท ําอะไรทง้ั น้ัน (5) จับเวลา ตามปกติผูปวยลมชักจะมีอาการสงบลงไดเอง เมื่อผานไป 2 – 3นาที หากมอี าการชกั เกนิ 5 นาทคี วรรีบสง แพทย (หรอื กด 1669 บริการแพทยฉ ุกเฉิน) (6) อยา ลมื อธบิ ายผูคนรอบขา งดวยวาเกิดอะไรขึน้ และขอความชว ยเหลอืเทาท่ีจําเปน เชน อยา มงุ ผูปว ยใกล ๆ หรอื ชวยเรียกรถพยาบาลกรณที ่ผี ูปว ยชักเกิน 5 นาทีหรือมอี าการบาดเจบ็ ในกรณีทผ่ี ูปวยลมชักมีอาการกัดลิ้นตัวเอง ไมตองตกใจ โดยสวนใหญแลวจะไมไดกัดล้ินตัวเองจนขาดหรือมีบาดแผลใหญมากนัก อาจจะมีความเปนไปไดที่เผลอกัดล้ินตัวเองจนไดรับบาดแผลมีเลือดออก แตไมไดเปนอันตรายถึงชีวิตมากเทากับการยัดสิ่งตางๆเขาไปในปากของผูปวย ดวยหวังวาจะใหกัดแทนลิ้น เพราะมีหลายครั้งท่ีส่ิงของเหลานั้นทําใหผูปวยมีอาการบาดเจ็บหนักกวาเดิม แผลท่ีกัดล้ินใหญกวาเดิม หรือผลัดหลุดเขาไปติดในหลอดลม หลอดอาหาร
166 2.2.3 การเปน ลมแดด การเปนลมแดด เกิดจากการที่รางกายไมสามารถปรับตัวกับความรอนที่เกิดขน้ึ จนเกิดภาวะวกิ ฤต ในภาวะปกติรางกายจะมีระบบการปรับสมดลุ ความรอน เมื่อความรอนในรางกายเพิม่ ข้ึน อาการสาํ คญั ไดแก ตัวรอ น อณุ หภูมิรา งกาย 41 องศาเซลเซียส หนารอนแดงไมมเี หงอื่ มอี าการเพอ ความดันลดลง กระสับกระสา ย มึนงง สับสน ชักเกร็ง หมดสติ โดยกลไกการทํางานของรา งกาย จะมีการปรับตวั โดยสงนาํ้ หรือเลือดไปเล้ียงอวัยวะภายใน เชน สมอง ตับกลา มเน้อื ทําใหผวิ หนังขาดเลือดและนํ้าไปเล้ียง จงึ ไมส ามารถระบายความรอนออกจากรา งกายได ขนั้ ตอนการชว ยเหลือเบ้ืองตน นําผูที่มีอาการเขาในที่รม นอนราบ ยกเทาสูง เพื่อเพ่ิมการไหลเวียนเลือดถอดเสื้อผา ใชผาชุบน้ําประคบบริเวณใบหนา ขอ พบั ขาหนบี เช็ดตวั เพื่อระบายความรอน และถารูสึกตัวดใี หค อย ๆ จบิ น้ําเย็น เพือ่ ลดอณุ หภูมิรางกายใหเ รว็ ที่สุด และรีบนาํ สง โรงพยาบาล 2.2.4 เลือดกําเดาไหล สาเหตุ มาจากการกระทบกระแทก การเปนหวัด การส่ังนํ้ามูกการติดเชื้อในชองจมกู หรือความหนาวเยน็ ของอากาศ ข้ันตอนการชว ยเหลือเบอ้ื งตน (1) ใหผูป วยน่งั นงิ่ ๆ เอนตวั ไปขางหนา เล็กนอย (2) ใชมือบีบปลายจมูก และใหหายใจทางปากโดยบีบปลายจมูกไว 10 นาทีใหคลายมอื ออกถาเลือดยังไหลตอใหบีบตออีก 10 นาทีถาเลือดไมหยุดใน 20 นาทีใหรีบนําสงโรงพยาบาล (3) ถามเี ลอื ดออกมาก ใหผ ูป วยบวนเลือดหรือน้ําลายลงในอาง หรือภาชนะที่รองรบั (4) เมอื่ เลือดหยุดแลว ใชผาสะอาดเชด็ บรเิ วณจมกู และปาก ขอ หา ม หา มส่ังนํ้ามูกหรอื ลวงแคะ ขยจ้ี มกู เพราะจะทาํ ใหอาการแยล ง 2.2.5 การหมดสติ การหมดสติ เปนภาวะท่ีรางกายไมมีการตอบสนองตอสิ่งกระตุน สาเหตุเน่ืองจากสมองไดรับการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ ซึ่งเปนบริเวณท่ีมีเสนเลือดใกลผิวชน้ั นอกมาทาํ ใหเ ลอื ดไหลออกมาก แตมีบางกรณไี มม เี ลอื ดไหลออกมาภายนอก ทําใหผูบาดเจ็บหมดสติ หากไมไดรับการชวยเหลืออาจทําใหเสียชีวิต จึงตองประเมินสถานการณและการบาดเจบ็ เพื่อใหการชวยเหลอื เบ้อื งตน และนําสงโรงพยาบาลเพือ่ รับการรักษา
167 ขั้นตอนการชวยเหลือผหู มดสติ 1. สํารวจสถานการณ บริเวณท่ีเกดิ เหตอุ ยา งรวดเร็ว ถาสถานการณปลอดภัยใหต ะโกนเรยี กผูหมดสติ 2. หากไมม กี ารตอบสนอง ใชม ือทัง้ 2 ขา งตบไหล เรยี ก พรอมสังเกตการณตอบสนอง (การลมื ตา ขยับตัว และพูด) และดูการเคล่ือนไหวของทรวงอก หนาทอง ถาพบวายงั หายใจอยใู หรบี ใหการชวยเหลือ และขอความชวยเหลือโดยการโทรเรียกรถพยาบาล 1669แตหากไมตอบสนอง หนาอกหนาทองไมกระเพื่อมขึ้นลง แสดงวา หมดสติและไมหายใจ ตองชว ยเหลอื โดยการปมหวั ใจ และการผายปอด 2.3 วิธีการปฐมพยาบาลกรณีสัตว แมง หรอื แมลงท่ีมพี ิษกดั ตอ ย 2.3.1 สนุ ัข/แมว โรคพิษสนุ ขั บา หรอื โรคกลัวนํ้า เปนโรคติดตอรายแรงที่เกิดจากเชื้อเรบีสไวรัสโรคน้เี กดิ ไดใ นสตั วเ ลี้ยงลกู ดว ยนมทกุ ชนดิ ดงั นั้น เมือ่ ถูกสนุ ขั กัดจะตองปฏิบตั ิตามขั้นตอน ดงั น้ี (1)-ชําระลา งบาดแผล ดว ยการฟอกแผลดวยน้ําสะอาดและสบูหลายคร้ังใหสะอาดโดยการถูเบา ๆ เทาน้ัน หากแผลลึกใหลางจนถึงกนแผล แลวซับแผลใหแหงดวยผากอซหรือผาที่สะอาด (ในกรณีน้าํ ลายสุนขั เขาตา ใหใชน ้าํ สะอาดลางตาเทา นน้ั แตลา งหลาย ๆ คร้งั ) (2) พบแพทยเพ่ือดูแลแผล และฉีดวัคซีนปองกันโรคพิษสุนัขบาหรือโรคกลวั น้ํา-ขอ สังเกต สําหรบั สตั วทเ่ี ปน โรคพิษสุนัขบา จะมีพฤติกรรมเปล่ียนแปลงไปจากเดิมเชน สัตวท่ีมีนิสัยดุรายจะกลายเปนสัตวที่เช่ือง สัตวที่เชื่องจะกลายเปนสัตวดุราย ตื่นเตนกระวนกระวาย สุดทา ยจะเปน อมั พาต และตายในทีส่ ดุ 2.3.2 งูมีพษิ /งูไมมีพษิ พิษจากการถูกงูกัด งูในประเทศไทย แบงเปนงูมีพิษและไมมีพิษ ซึ่งจะมีลักษณะบาดแผลตางกันคืองูพิษมีเขี้ยวอยูดานหนาของขากรรไกรบนและมีฟน สวนงูไมมีพิษมีแตร อยฟน ไมม รี อยเขีย้ ว ขั้นตอนการชวยเหลอื เบือ้ งตน การปฐมพยาบาล เปนสิ่งที่ตองกระทําหลังถูกงูกัดทันทีกอนท่ีจะนําสงโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลผทู ถ่ี กู งกู ัด มดี ังน้ี (1) รบี นําผปู วยสง โรงพยาบาล ระหวา งนําสงอาจใชเชือก ผา หรือสายยางรัดแขนหรือขาระหวางแผลงูกัดกับหัวใจเหนือรอยเข้ียว ประมาณ 2 - 4 น้ิว เพ่ือปองกันพิษงูถูกกัดซึมเขารางกายโดยเร็วในปจจุบันนักวิชาการบางทานไมแนะนําใหรีบทําการใชเชือกรัดและขนั ชะเนาะ เนอ่ื งจากอาจทาํ ใหเกิดผลเสีย คือ การชว ยเหลือลา ชาข้ึน และเส่ียงตอการขาดเลอื ดบรเิ วณแขนหรอื ขา ทาํ ใหพษิ ทําลายเนือ้ เยื่อมากขึ้นดังน้นั ถารัดควรคาํ นึงถึงความเสี่ยงของการรัดดวย โดยคลายเชือกทกุ ๆ 15 นาที นานครั้งละ 30 - 60 วินาทีจนกวาจะถึงโรงพยาบาล
168ในกรณที ถ่ี ูกงมู พี ิษตอเลือดกดั ไมค วรรัด เพราะจะทําใหแผลท่ีบวมอยูแลว เสี่ยงตอการเกิดเนื้อตายและการบวมอาจกดเบยี ดเสน ประสาทและเสนเลือดได (2) ควรลา งบาดแผลใหส ะอาด อยาใชไฟหรือเหล็กรอนจ้ีที่แผลงูกัด และอยาใชมีดกรีดแผลเปนอันขาด เพราะอาจทําใหเลือดออกมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง ถาถูกงูที่มีพษิ ตอ เลอื ดกดั หรืออาจตดั ถูกเสนเอ็นหรือเสนประสาท รวมทั้งอาจทาํ ใหเ กิดการตดิ เช้อื ได รวมท้ังไมแนะนําใหใชปากดูดพิษจากแผลงูกัดเพราะพิษอาจเขาทางเย่ือบุปากไดโดยเฉพาะอยางย่ิงถา มบี าดแผล ถา รูสึกปวดแผลใหรบั ประทานพาราเซตามอล หามใหแอสไพรินเพราะอาจทําใหเลือดออกงา ยข้นึ (3) เคลื่อนไหวแขนหรอื ขาสว นที่ถูกงูกัดใหนอยที่สุด ควรจัดตําแหนงของสวนที่ถูกงูกัดใหอยูในระดับต่ํากวาหัวใจ เชน หอยมือหรือเทาสวนท่ีถูกงูกัดลงต่ําระหวางเดนิ ทางไปยังสถานพยาบาลอยา ใหผ ูปวยเดินหรือขยับสวนท่ีถูกกัด เน่ืองจากการขยับตัวจะทําใหก ลามเนอ้ื มีการยืดและหดตวั พษิ งูเขา สูกระแสเลือดเร็วข้ึน (4)-ควรตรวจสอบวางอู ะไรกัด และถาเปนไดควรจับหรือตีงูที่กัด และนําสงไปยงั สถานพยาบาลดว ย (5)-อยาใหผูปวยด่ืมแอลกอฮอล หรือยาดองเหลา หรือรับประทานยากระตุน ประสาทรวมท้ังชากาแฟ (6)-ถาผูปวยหยุดหายใจจากงูที่มีพิษตอประสาท ใหทําการเปาปากชวยหายใจไปตลอดทางจนกวา จะถงึ สถานพยาบาลทีใ่ กลบ า นท่สี ดุ ขอหาม หา มรับประทานยาและเครื่องด่มื กระตุนหัวใจ ขอ สงั เกต ปลอบโยนใหกําลังใจอยาใหต่ืนเตนตกใจซึ่งจะทําใหหัวใจสูบฉีดโลหิตมากย่ิงขึ้นพิษงูแพรกระจายไดเ ร็วขึน้ ควรนาํ งทู ีก่ ดั ไปพบแพทยเพ่อื สะดวกตอ การวนิ จิ ฉยั และรกั ษา 2.3.3 แมงปอ ง/ตะขาบ ผทู ถ่ี ูกแมงปอ งตอ ยหรอื ตะขาบกัด เมื่อถูกแมงปองตอยจะมีอาการปวดแสบปวดรอนอยางรุนแรงบริเวณที่ถูกตอย สําหรับผูที่ถูกตะขาบกัด เข้ียวตะขาบจะฝงลงในเน้ือทาํ ใหมองเห็นเปน 2 จุด อยูดานขาง เม่ือถูกตะขาบกัดจะมีอาการบวมแดง และปวด บางรายอาจมไี ข ปวดศรี ษะ คล่นื ไส อาเจียน ขนั้ ตอนการชวยเหลอื เบอ้ื งตน (1) ใชสายรัดหรือขนั ชะเนาะเหนอื บรเิ วณท่ีถูกกัด หรือเหนือบาดแผลเพ่อื ปอ งกนั มิใหพ ิษแพรก ระจายออกไป (2) พยายามทาํ ใหเลอื ดไหลออกจากบาดแผลใหมากท่ีสุด อาจทําไดหลายวิธีเชน เอามอื บบี เอาวตั ถทุ ่ีมรี ูกดใหแผลอยตู รงกลางรูพอดี เลือดจะไดพ าเอาพิษออกมาดวย
169 (3) ใชแ อมโมเนยี หอมหรือทิงเจอรไอโอดี ทาบรเิ วณแผลใหท วั่ (4) ถามอี าการบวมอกั เสบและปวดมาก ใหใชกอนนํ้าแข็งประคบบริเวณแผลเพอื่ ชว ยบรรเทาอาการความเจบ็ ปวดดว ย (5) ถาอาการยงั ไมทุเลาลง ตอ งนําตัวสง โรงพยาบาล เพ่ือใหแพทยตรวจรักษาตอ ไป 2.3.4 ผงึ้ ตอ แตน ผึ้ง ตอ แตน แมลงเหลานี้มีพิษตอคน เมื่อถูกแมลงเหลาน้ีตอย โดยเฉพาะผ้ึงมันฝงเหล็กในเขาไปในบริเวณที่ตอยและปลอยสารพิษจากตอมพิษออกมา ผูถูกแมลงตอยสวนมากมีอาการเฉพาะท่ี คอื บริเวณทีถ่ กู ตอ ยจะ ปวด บวม แดง แสบ รอน แตบางคนแพมากทาํ ใหอาการหายใจลําบาก หัวใจเตนผิดปกติ หอบ คล่ืนไส อาเจียน เจ็บหนาอก มีไข และชักความรนุ แรงข้นึ อยูกับภูมิคุมกันของแตละคน และจาํ นวนคร้งั ทถ่ี กู ตอย ข้ันตอนการชว ยเหลอื เบอื้ งตน (1) รบี เอาเหลก็ ในออก โดยระวังไมใหถุงนํ้าพิษท่ีอยูในเหล็กในแตกอาจทําโดยใชใบมีดขูดออก หรือใชสก็อตเทปปดทาบบริเวณท่ีถูกตอย แลวดึงออกเหล็กในจะติดออกมาดวย (2) ประคบบริเวณทีถ่ ูกตอยดวยความเย็นเพอื่ ลดอาการปวด (3) ทาครีมลดอาการบวมแดง หรือน้ํายาที่มีฤทธิ์เปนดางออน ๆ ปดแผลเชน แอมโมเนีย นา้ํ ปูนใส (4) ถามอี าการแพเฉพาะท่ี เชน บวม คัน หรือเปน ลมพษิ ใหย าแกแ พ (5) ในกรณที มี่ ีอาการบวมตามหนา และคอ ซ่งึ ทําใหห ายใจไมสะดวกตองรีบนาํ สง โรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาขั้นตอไป 2.4 วิธีการปฐมพยาบาลกรณีหมดสติจากการถกู ทาํ รายรา งกาย การหมดสติ เปน ภาวะท่รี า งกายไมม กี ารตอบสนองตอสิ่งกระตุน สาเหตุเนื่องจากสมองไดรับการกระทบกระเทือนจากการถูกทํารายรางกายบริเวณศีรษะ ซ่ึงเปนบริเวณท่ีมีเสนเลือดใกลผ ิวช้นั นอก ทําใหเลือดไหลออกมาก แตมีบางกรณีไมมีเลือดไหลออกมาภายนอกทาํ ใหผ บู าดเจ็บหมดสติ หากไมไ ดร ับการชวยเหลืออาจทําใหเสียชีวิต จึงตองประเมินสถานการณและการบาดเจ็บ เพื่อใหก ารปฐมพยาบาลเบอ้ื งตนและนําสงโรงพยาบาลเพ่ือรับการรกั ษา ขนั้ ตอนการชวยเหลือผูหมดสติ (1) สํารวจสถานการณบริเวณที่เกิดเหตุอยางรวดเร็ว ถาสถานการณปลอดภัยใหต ะโกนเรยี กผหู มดสติ (2) หากไมมีการตอบสนอง ใชมือท้ัง 2 ขางตบไหล เรียกพรอมสังเกตการตอบสนอง (การลืมตา ขยับตัว และพูด) และดูการเคล่ือนไหวของทรวงอก หนาทอง ถาพบวายังหายใจอยูใหร บี ใหการชวยเหลือ และขอความชวยเหลือโดยการโทรเรียกรถพยาบาล 1669
170แตหากไมตอบสนอง หนาอกหนาทองไมกระเพื่อมข้ึนลง แสดงวา ผูถูกทํารายหมดสติและไมหายใจ ตองชว ยเหลือผูห มดสติ โดยการทาํ CPR (Cardiopulmonary Resuscitation) โดยเร็วทันทีใหแกผูบาดเจ็บ ซ่ึงจะชวยใหเลือดไดรับออกซิเจนเพิ่มมากข้ึนและมีการไหลเวียนเขาสูสมองและอวยั วะสาํ คญั อ่ืน ๆ กอ นท่จี ะถึงมือแพทยผูเช่ยี วชาญ ทัง้ นี้ ในกรณีท่ีศีรษะ ลําคอหรือหลงั ของผูบาดเจบ็ ไดร ับการบาดเจ็บดวย ผูใหการปฐมพยาบาล จะตองระมัดระวังไมใหศีรษะลําคอหรือหลังของผูบาดเจ็บมีการเคลื่อนไหว ซึ่งทําไดโดยดึงขากรรไกรลางหรือคางของผบู าดเจบ็ ไปขางหนาเพ่อื เปด ทางใหอ ากาศเดนิ ทางเขา ไดส ะดวกกจิ กรรมทายเรื่องที่ 2 วิธีการปฐมพยาบาลกรณตี า ง ๆ(ใหผเู รียนไปทาํ กจิ กรรมทายเรอ่ื งที่ 2 ทีส่ มดุ บันทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)เรอ่ื งท่ี 3 การวดั สญั ญาณชพี และการประเมนิ เบ้อื งตน สัญญาณชพี เปน สงิ่ ที่บงบอกความมีชีวิตของบคุ คล ถาสญั ญาณชพี ปกติ จะบงบอกถึงภาวะรา งกายปกติ ถาสญั ญาณชีพมกี ารเปล่ียนแปลง สามารถบอกไดถึงการเปลี่ยนแปลงในการทําหนาทข่ี องรา งกาย ความรุนแรงของการเจบ็ ปวย และความรบี ดวนที่ตองการรกั ษา สัญญาณชีพ หมายถึง สิ่งท่ีแสดงใหทราบถึงการมีชีวิต สามารถสังเกตและตรวจพบไดจ ากทชี่ ีพจร อัตราการหายใจ อุณหภูมิรา งกาย และความดันโลหิต ซ่ึงเกิดจากการทาํ งานของอวยั วะของรา งกายท่สี ําคัญมากตอชวี ติ ไดแก หวั ใจ ปอด และสมอง รวมถึงการทํางานของระบบไหลเวียนโลหิต และระบบหายใจ วตั ถุประสงคข องการวดั สญั ญาณชพี 1.-เพื่อประเมินระดับอุณหภูมิของรางกาย อัตราการเตน ลักษณะชีพจรการหายใจ และความดนั โลหติ 2. เพอ่ื สังเกตอาการทวั่ ไปของผปู ว ย และเปนการประเมนิ สภาพผปู ว ยเบ้ืองตน ขอบง ชี้ของการวัดสัญญาณชพี 1. เมื่อแรกรบั ผูปว ยไวใ นโรงพยาบาล 2. วัดตามระเบียบแบบแผนท่ีปฏิบัตขิ องโรงพยาบาลหรอื ตามแผนการรกั ษาของแพทย 3. กอนและหลังการผา ตดั 4. กอ นและหลงั การตรวจวินจิ ฉยั โรคทตี่ องใสเครือ่ งมือตรวจเขาไปภายในรา งกาย 5. กอ นและหลังใชยาบางชนิดที่มผี ลตอหวั ใจและหลอดเลือด 6. เมอ่ื สภาวะทั่วไปของรางกายผปู วยมกี ารเปลีย่ นแปลง เชน ความรสู กึ ตัวลดลงหรอื ความรนุ แรงของอาการปวดเพ่มิ ขึ้น
171 7. กอนและหลังการใหการพยาบาลที่มีผลตอสัญญาณชีพ สัญญาณชีพประกอบดว ย ชีพจร อัตราการหายใจ อณุ หภูมิรา งกายและความดันโลหติ มีรายละเอยี ดดังนี้ 7.1 ชีพจรเปน การหดและขยายตวั ของผนงั หลอดเลือด ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจ จังหวะการเตนของเสนเลือดจะสัมพันธกับการเตนของหัวใจ การวัดอัตราการเตนของหัวใจ วัดนับจากการใชน ้ิวกลางและน้ิวชี้คลําการเตนของหลอดเลือดแดงตรงดานหนาของขอมือ (ดา นหวั แมมือ) ท่ีอยูต่ํากวา ฐานของนิ้วหัวแมมือ ประมาณ 60 – 100 ครั้งตอ นาที 7.2 อตั ราการหายใจ การหายใจเปนการนําเอาออกซเิ จนเขา สรู า งกายและนาํคารบอนไดออกไซดออกจากรางกาย การวัดอัตราการหายใจดูจากการขยายตัวของชองอกประมาณ 12 – 20 ครัง้ ตอนาที 7.3 อุณหภูมิรา งกายเปนระดับความรอนของรา งกาย ซึ่งเกิดจากความสมดุลของการสรางความรอนของรางกายและการสูญเสียความรอนของรางกาย มีหนวยเปนองศา-เซลเซียส (°C) หรือองศาฟาเรนไฮต (°F) ซ่ึงจะไมคอยเปล่ียนแปลงมากนักถึงแมอุณหภูมิภายนอกอาจจะเปลย่ี นแปลง คาปกติ ประมาณ 37 องศาเซลเซยี ส +/- 0.5 องศาเซลเซยี ส 7.4 ความดันโลหิต เปนแรงดันของเลือดท่ีไปกระทบกับผนังเสนเลือดแดงมหี นวยเปนมลิ ลเิ มตรปรอท (มม.ปรอท หรือ mm.Hg.) ความดันโลหิตใชตรวจวัดจากเครื่องวัดคนปกติจะมคี วามดนั โลหติ ประมาณ 90/60 - 120/80 มิลลิเมตรปรอทกจิ กรรมทายเรอื่ งท่ี 3 การวัดสญั ญาณชีพและการประเมินเบอ้ื งตน(ใหผูเรยี นไปทํากิจกรรมทายเร่อื งท่ี 3 ทีส่ มดุ บันทึกกิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชุดวิชา)เร่ืองที่ 4 วธิ ีการชว ยชวี ติ ข้ันพน้ื ฐาน การชวยชีวิตขั้นพ้ืนฐาน (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) เปนการชวยเหลือผูบาดเจ็บ เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเตนกะทันหัน เพ่ือนําออกซิเจนเขาสูรางกายและชวยใหโลหิตมีการไหลเวียนไปเล้ียงเน้ือเย่ือตาง ๆ ของรางกาย จนกระทั่งระบบตาง ๆกลับมาทําหนา ท่ไี ดเปนปกติ สาเหตุที่ทําใหเกิดภาวะหยุดหายใจ และหัวใจหยุดเตนกะทันหัน ไดแก หัวใจขาดเลอื ด ไฟฟาดูด ไดรบั สารพษิ จมน้าํ อุบตั ิเหตตุ าง ๆ เปนตน อาการของผูที่ตองไดรับการชวยเหลือ โดยการทํา CPR คือ หมดสติ หยุดหายใจหรอื มีการหายใจผิดปกติ (Gasping)
172 ขั้นตอนการชว ยชวี ติ ขน้ั พืน้ ฐาน (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) 1. สํารวจสถานการณ สาํ รวจสถานการณบ ริเวณทเ่ี กิดเหตอุ ยางรวดเร็ว ถาสถานการณปลอดภัยใหตะโกนเรยี กผบู าดเจบ็ 2. หากไมมกี ารตอบสนอง ใชมอื ทง้ั 2 ขางตบไหล เรียกพรอมสงั เกตการตอบสนอง(การลืมตาขยับตัว และพูด) และดูการเคล่ือนไหวของทรวงอก หนาทอง พบวาหนาซีดไมมีการตอบสนอง หนาอก หนาทองไมเคลอ่ื นไหว แสดงวาหมดสติ ไมหายใจ ใหต ะโกนขอความชว ยเหลอื 3. ขอความชว ยเหลือ ถาผูบาดเจ็บหมดสติไมหายใจ ใหขอความชวยเหลือ โทรศัพทแจง 1669(ศูนยนเรนทร) 4. การกระตนุ หัวใจ โดยการกดหนา อก 30 ครั้ง (1) ตําแหนง : ก่ึงกลางหนาอก (2) กดดว ย : สันมอื 2 ขา งซอ นกัน (3) กดลกึ : 5–6 เซนตเิ มตร (4) กดเร็ว : 100–120 ครั้ง/นาที และตอ งผอนมือใหทรวงอกคืนตัวกอน กดครั้งตอ ไป (5) จํานวน : 30 คร้งั (6) ออกแรงกดจากลําตัวโดยมีสะโพกเปนจุดหมุน กดในแนวต้ังฉากกับพ้ืนขอศอกเหยียดตรง เวลาในการกดและผอนตองเทากัน กดแรงและกดเร็วเปนจังหวะ(Push Hard – Push Fast) 5. การผายปอด และการชวยหายใจ 5.1 การชวยหายใจโดยวิธีเปาปาก ใหผูปวยนอนหงาย วางศีรษะใหตํ่ากวาไหลเล็กนอย และใหแหงนศีรษะไปขางหลังเทาที่จะทําได เพ่ือใหทางเดินหายใจของผูปวยโลงล้ินมาจุกที่คอหอย ใชมือหนึ่งบีบจมูกของผูปวย ใชนิ้วหัวแมมือของอีกมือหน่ึงแหยเขาไปในปากผูป วยเพอ่ื ดึงคางใหอา ออก หายใจเขา ลกึ ๆ อาปากใหกวาง ๆ เอาปากประกบกบั ปากผปู ว ยใหแนนแลวเปาลมเขาไปในปากผูปวย ดูวาหนาอกผูปวยพองข้ึนหรือไม ถาพองขึ้นแสดงวาลมเขาไปในปอดไดดี ถอนปากที่ประกบออกเพื่อใหผูปวยไดหายใจออกเอง เม่ือผูปวยหนาอกยบุ ลง ก็เปาลมเขาไปในปากผูปวยอีก ทําเชนนี้ไปเรื่อย ๆ ประมาณ 15 - 20 คร้ังตอนาทีจนกวาผูปวยจะหายใจไดเ อง ระหวา งปฏบิ ตั ใิ หศรี ษะผปู ว ยแหงนไปขา งหลงั ตลอดเวลา
173 5.2 การชวยหายใจโดยวิธีเปา จมูก ใหผปู ว ยอยใู นทาเชนเดียวกับวิธีชวยหายใจดวยวธิ เี ปาปาก แตใชมือขา งหนึ่งดันคางผปู ว ยใหปากปดสนิท หายใจเขาลึก ๆ เอาปากประกบลงไปบนจมูกผูปวยใหแนบสนิท แลวเปาลมเขาไป ดูวาหนาอกผูปวยพองขึ้นหรือไมถา พองขนึ้ แสดงวา ลมเขา ไปในปอดไดด ี ถอนปากออกแลวใชมือจับคางผูปวยใหอาออก เพื่อใหผปู ว ยหายใจออกไดท างปาก เม่ือผูปวยหนาอกยุบลง ก็เปาลมไปทางจมูกเชนเดิมอีก ทําเชนนี้ไปเรื่อย ๆ จนกวา ผปู วยจะหายใจไดเอง 5.3 การชวยหายใจโดยการยกแขนและกดทรวงอก ใหผูปวยอยูในทาเชนเดียวกับสองวิธีแรก พับแขนผูปวยเขาหากันไวบนอก น่ังคุกเขาอยูเหนือศีรษะผูปวยจบั ขอมือผูปวยทง้ั 2 ขา ง ขา งละมอื โยตวั ไปขางหนาเหยียดแขนตรงกดลงไปตรงมือของผูปวยซงึ่ จะเทากบั กดทรวงอกของผปู วยใหหายใจออกขับเอานาํ้ ออกมา แลวโยต วั ไปขา งหลงั พรอมกับจับแขนผูปวยท้ัง 2 ขางดึงแยกขึ้นไปขางบนใหมากที่สุดเทาที่จะทําไดจะทําใหปอดผูปวยขยายตัวทาํ ใหอากาศไหลเขาไปได ทําเชน นไี้ ปเรอ่ื ย ๆ จนกวาผูป ว ยจะหายใจไดเ อง 5.4 การชวยหายใจโดยการแยกแขนและกดหลัง ใหผูปวยนอนควํ่า ใหแขนของผูปว ยทงั้ 2 ขา งพบั เขาหากัน หนุนอยใู ตค าง นัง่ คกุ เขาอยเู หนือศีรษะผูปวย วางฝามือลงบนหลังของผปู ว ยใตตอ กระดูกสะบัก ขา งละมือ โดยใหหัวแมม ือมาจดกัน กางนิ้วมือทั้ง 2 ขา งออก โนมตวัไปขา งหนา แขนเหยียดตรงใชน้ําหนักตัวกดลงบนแผนหลังของผูปวย ซึ่งจะเทากับกดทรวงอกของผปู ว ยใหห ายใจออก ขบั เอานํ้า (ถาม)ี ออกมาจากน้ียายมือท้ัง 2 ขางมาจับตนแขนผูปวยแลว
174โยต ัวกลับพรอ มกับดึงขอศอกของผูปวยมาดวย จะทําใหปอดผูปวยขยายตัว ทําใหอากาศไหลเขา ไปได ทําเชนนี้เรอ่ื ย ๆ ไปจนกวาผูปวยจะหายใจไดเอง ถาการชวยหายใจกระทําไดถูกตองดงั กลาว และหัวใจของผูปว ยยังเตนอยูตลอดเวลาผูปวยจะดูแดงข้ึน และอาจกลับมาหายใจไดเปนปกตอิ กี ขอ สังเกต (1) การกดหนาอกใหกดตอเนื่อง ระวังอยาหยุดกดหรืออยาใหมีการเวนระยะการกด (2) การกดหนาอกแตล ะครงั้ ตอ งมกี ารปลอ ยใหท รวงอกกลับคืนสูสภาพเดิมกอน(แตไ มย กสันมอื ขน้ึ พนจากทรวงอก) แลวจึงกดครัง้ ตอไป เมือ่ หวั ใจถูกกดดว ยความลกึ 5 – 6 เซนติเมตร ความดันในชองอกจะเพ่ิมข้ึนทําใหม ีเลอื ดสูบฉดี ออกจากหวั ใจ และไหลเวยี นไปเลย้ี งสมองและอวยั วะอืน่ ๆ เมื่อหัวใจคลายตัวกลับสูสภาพเดิมในระหวางการกดหนาอก และความดันในชองอกลดลงเลือดจะไหลกลับสูหัวใจและปอด เพื่อรับออกซิเจนท่ีเปาเขาไปจากการชวยหายใจ และพรอมท่จี ะสบู ฉดี ครั้งใหมตอ ไปกจิ กรรมทา ยเรื่องที่ 4 วิธีการชวยชีวิตขน้ั พืน้ ฐาน(ใหผูเรยี นไปทํากจิ กรรมทายเรอื่ งที่ 4 ทส่ี มุดบนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)
175 หนว ยการเรยี นรทู ี่ 12 การเดนิ ทางไกล อยคู า ยพกั แรม และชีวติ ชาวคายสาระสาํ คญั การเดินทางไกล เปนการเดินทางของลูกเสือ จากกองลูกเสือ หรือกลุมลูกเสือไปทํากจิ กรรมตาง ๆ ในสถานที่ใดท่ีหน่ึง ซึ่งนายหมูลูกเสือ และผูกํากับลูกเสือรวมกันกําหนดเพอ่ื ใหสมาชกิ ไดเ กิดการเรยี นรรู ว มกนั ปฏิบตั กิ ิจกรรมรวมกัน ใชชีวติ รวมกัน แลกเปล่ียนเรียนรูประสบการณรวมกัน โดยมีระบบหมูลูกเสือเปนหลักในการทํากิจกรรมเสริมสรางคุณธรรมและอุดมการณลูกเสือ มีความเปนพ่ีนองกัน และพัฒนาความเปนพลเมืองดี ตามทักษะของลูกเสือ ท้ังน้ี เพื่อฝกความอดทน ความสามัคคี ความมีวินัย และความเปนระเบียบเรียบรอยตลอดจนรจู กั การเตรยี มความพรอ มในการใชชีวิตกลางแจง การอยูค า ยพักแรม เปนการไปพักแรมในสถานที่ตาง ๆ และนําสิ่งท่ีไดจากการเรียนรูท้ังภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยมีกระบวนการถายทอดความรู และการแลกเปล่ียนประสบการณตลอดจนการเสริมสรางพัฒนาทักษะลูกเสือ รวมทั้งการฝกกระบวนการคิดวิเคราะห และสรางสรรคส งิ่ ที่เปน ประโยชน และสมั พนั ธก ับวิถชี ีวติ ชีวิตชาวคาย เปนกิจกรรมเสริมสรางลักษณะนิสัยท่ีดีในการใชชีวิตรวมกันทํากิจกรรมรวมกัน มีความเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน มีการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการประกอบอาชีพแบบชาวคาย ทักษะการใชอุปกรณ เครื่องมือเคร่ืองใชท่ีจําเปนในการอยูคายพักแรมรวมทั้งการเสริมสรางคุณธรรมในตนเอง โดยมีคําปฏิญาณและกฎของลูกเสือ เปนหลักในการดาํ รงชวี ิตชาวคา ย การจัดการคายพกั แรม เปนการกาํ หนดตาํ แหนง ทจ่ี ะสรางเต็นท ครัว สุขาภิบาลราวตากผา ใหเหมาะสมกบั สถานทต่ี งั้ คายพักแรม ดังนนั้ ตอ งศึกษาสภาพภมู ปิ ระเทศ คาดคะเนความเหมาะสมของพืน้ ที่ แหลง นํ้า เสนทางคมนาคม และความปลอดภยั จากผูกอ การรายตวั ชี้วัด 1. อธิบายความหมายของการเดินทางไกล 2. อธบิ ายความหมายของการอยูคา ยพักแรม 3. อธบิ ายการใชเครือ่ งมือสาํ หรับชีวิตชาวคา ย 4. อธิบายวิธีการจัดการคา ยพกั แรม
176ขอบขายเน้ือหา เร่ืองท่ี 1 การเดนิ ทางไกล 1.1 ความหมายของการเดินทางไกล 1.2 วตั ถุประสงคของการเดนิ ทางไกล 1.3 หลักการของการเดินทางไกล 1.4 การบรรจุเคร่อื งหลงั สาํ หรบั การเดนิ ทางไกล เร่ืองท่ี 2 การอยูคา ยพักแรม 2.1 ความหมายของการอยคู ายพกั แรม 2.2 วัตถุประสงคของการอยูคายพกั แรม 2.3 หลกั การของการอยูค า ยพกั แรม เร่ืองท่ี 3 ชวี ิตชาวคา ย 3.1 เครอ่ื งมอื เคร่ืองใชท ่ีจาํ เปนสําหรับชีวติ ชาวคา ย 3.2 การสรางครัวชาวคา ย 3.3 การสรา งเตาประเภทตา ง ๆ 3.4 การประกอบอาหารแบบชาวคา ย 3.5 การกางเต็นท และการเก็บเต็นทช นิดตา ง ๆ เรอ่ื งท่ี 4 วธิ ีการจัดการคายพักแรม 4.1 การวางผงั คา ยพกั แรม 4.2 การสุขาภบิ าลในคา ยพักแรมเวลาทีใ่ ชในการศกึ ษา 6 ชว่ั โมงส่ือการเรียนรู 1. ชุดวิชาลูกเสือ กศน. รหสั รายวิชา สค32035 2. สมดุ บนั ทึกกิจกรรมการเรยี นรูประกอบชดุ วชิ า 3. ส่อื เสริมการเรยี นรูอ ่นื ๆ
177เร่อื งที่ 1 การเดนิ ทางไกล 1.1 ความหมายของการเดินทางไกล การเดินทางไกล หมายถึง การเดินทางของลูกเสือจากกองหรือกลุมลูกเสือเพ่ือไปทํากิจกรรมทใี่ ดทห่ี นึ่ง โดยมผี ูก าํ กบั และนายหมูลูกเสอื เปน ผกู ําหนดรว มกนั เพือ่ นาํ ลูกเสือไปฝกทักษะวิชาการลูกเสือเพ่ิมเติม ใหรูจักการใชชีวิตกลางแจงและสัมผัสกับธรรมชาติอยางใกลชิด โดยลูกเสือไดใชความสามารถของตนเอง การเดินทางไกลของลูกเสือสามารถเดนิ ทางดวยเทา เรอื หรอื จกั รยานสองลอ รวมถงึ รถยนตอีกดว ย 1.2 วตั ถุประสงคของการเดินทางไกล มดี ังนี้ 1) เพอื่ ฝกความอดทนความมรี ะเบยี บวินัยและเสริมสรางสุขภาพอนามยั ใหแ กลูกเสือ 2) เพอ่ื ใหล ูกเสือมีเจตนารมณ และเจตคตทิ ่ดี ีรจู ักชวยตนเองและรูจ กั ทํางานรว มกบั ผูอนื่ 3) เพ่อื ใหมโี อกาสปฏบิ ัตติ ามคติพจนของลูกเสอื และมโี อกาสบริการตอ ชมุ ชนที่ไปอยูคา ยพกั แรม 4) เพื่อเปน การฝกและปฏิบตั ิตามกฎของลูกเสอื 1.3 หลักการของการเดนิ ทางไกล การเดินทางไกล ใชร ะบบหมู เพื่อฝกความอดทน ความสามัคคี ความมีระเบียบวินัยการชว ยเหลือซ่ึงกนั และกนั รจู กั การระมดั ระวังตัวจากอุบัติเหตุขณะเดินทาง และการเตรียมตัวในการเดินทางใหไดใชชีวติ กลางแจง 1.4 การบรรจุเครอื่ งหลงั สําหรบั การเดนิ ทางไกล เปนกิจกรรมหนึ่งของลูกเสือ ซึ่งลูกเสือจะตองมีการเตรียมการเร่ืองเครื่องหลังใหพรอ มเหมาะสมกบั เดินทางไกลไปแรมคืน ซ่ึงอุปกรณที่จะจัดเตรียม คือ อุปกรณเฉพาะบุคคลหรืออุปกรณประจําตัวที่จําเปนจะตองเตรียมพรอมกอนกําหนดเดินทางควรมีน้ําหนักไมมากนักมดี งั น้ี 1) เครอ่ื งแตง กาย ไดแก เคร่อื งแบบลูกเสือและเครื่องหมายประกอบเคร่ืองแบบคือ หมวก ผา ผูกคอ เสอ้ื กางเกงหรอื กระโปรง เข็มขดั ถงุ เทา รองเทาหรอื ชดุ ลําลอง หรอื ชุดสุภาพชุดกีฬา ชดุ นอน 2) เครือ่ งใชประจําตัว ไดแก สบู แปรงสฟี น ยาสีฟน ผาเช็ดตัว ผาขาวมา ผาถุงไฟฉาย ขันน้ํา รองเทา แตะ จาน ชาม ชอ น ยากนั ยงุ ยาขัดโลหะ เชอื ก หรือยาง สําหรับผูกหรือรดั อปุ กรณเลก็ ๆ นอ ย ๆ ถุงพลาสตกิ สําหรับใสเสอ้ื ผาทใ่ี ชแ ลวหรอื เปยกชน้ื 3) ยาประจาํ ตัว หรืออุปกรณปฐมพยาบาล 4) อุปกรณประกอบการเรียนรู และการจดบันทึกกิจกรรม เชน สมุด ปากกาดินสอ แผนท่ี เขม็ ทิศ
178 5) อุปกรณท ่ีจาํ เปน ตามฤดูกาล เชน เสอื้ กนั ฝน เสื้อกนั หนาว 6) อปุ กรณเ ครอ่ื งนอน เชน ผา หม ถุงนอน 7) อปุ กรณท่ีประจํากายลูกเสอื เชน ไมงา ม กระตกิ นา้ํ เชือกลกู เสอื ขอ แนะนําในการบรรจเุ คร่ืองหลัง เครือ่ งหลงั คอื ถุงหรอื กระเปาสําหรับใสสิ่งของตาง ๆ และใชสะพายหลัง เพ่ือใหสามารถนําสิ่งของไปยังสถานที่ตาง ๆ ไดอยางสะดวก เคร่ืองหลังจึงเปนส่ิงสําคัญ และมีความจาํ เปน มากสําหรับกจิ กรรมการเดนิ ทางไกล เพราะลูกเสือตองใชบรรจุอุปกรณประตัว อุปกรณประจําหมู ซง่ึ ตองนําไปใชใ นการอยูค า ยพักแรม การบรรจุส่ิงของลงในถุงเคร่ืองหลัง หรือกระเปามีขอแนะนาํ ดังน้ี 1) ควรเลือกเคร่อื งหลังทม่ี ีขนาดพอเหมาะไมเลก็ หรือใหญจ นเกินไป 2) ควรบรรจสุ ่งิ ของท่ีมีนา้ํ หนกั มากหรือสง่ิ ของท่ีใชภายหลังไวขางลาง สวนสิ่งของท่ใี ชก อนหรอื ใชร บี ดว น เชน ไฟฉาย เสื้อกันฝน ไมข ีดไฟ ใหไ วขางบนสุดของเคร่ืองหลังซึ่งสามารถนาํ ออกมาใชไดอยา งสะดวก 3) ควรบรรจุส่งิ ของนุม ๆ เชน ผาเช็ดตัว ผาหม เส้ือผาใสในเคร่ืองหลังตรงสวนที่จะสมั ผัสกบั หลงั ของลกู เสือเพ่อื จะไดไมเ จบ็ หลงั ขณะเดินทาง 4) สิ่งของบางประเภท เชน ยารักษาโรค ขาวสาร เปนตน ควรใสถุงผาหรือถงุ พลาสตกิ กอน แลวจึงบรรจุลงเครื่องหลัง 5) ในกรณีท่ีถงุ นอน และผา หม บรรจุเคร่อื งหลังไมได ใหผูกถุงนอนและผาหมนอนของลูกเสอื ไวนอกเคร่อื งหลัง คลมุ ดวยพลาสติกใสเพือ่ กนั เปยกนาํ้ 6) เครือ่ งหลงั ที่ลกู เสือนําไปตอ งไมห นักจนเกินไป เพราะถาหนักเกินไปจะทําใหลูกเสือเหนื่อยเร็ว นํ้าหนักของเคร่ืองหลังควรหนักไมเกิน 1 ใน 5 ของนํ้าหนักตัวลูกเสือ เชนถา ลกู เสือหนัก 50 กโิ ลกรมั เครือ่ งหลงั ควรหนกั ไมเกนิ 10 กิโลกรัม เปนตน ปจจุบันเคร่ืองหลังท่ีใชบรรจุส่ิงของนั้นมีหลายชนิดแลวแตลูกเสือจะเลือกใช เชน กระเปา ยาม หรือเป ลูกเสือควรเลือกใชเคร่ืองหลังที่มีลักษณะคลายเป เพราะมชี อ งสําหรับบรรจุสิ่งของหลายประเภทกจิ กรรมทา ยเรื่องท่ี 1 การเดนิ ทางไกล(ใหผูเรียนไปทํากจิ กรรมทา ยเรอ่ื งที่ 1 ทสี่ มดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)
179เรื่องที่ 2 การอยูคายพักแรม 2.1 ความหมายของการอยคู ายพกั แรม การอยูคายพักแรมลูกเสือ คือ องครวมของการเรียนรูท้ังภาคทฤษฎีและภาคปฏบิ ตั ิ โดยมีนวัตกรรมและขบวนการถา ยทอด การทดสอบ การเสรมิ สรา งพฒั นาการใหแกลูกเสือในทุกระดับ โดยการนําลูกเสือออกจากที่ตั้งปกติไปพักแรมคืนตามคายลูกเสือตาง ๆรวมทง้ั สถานที่ท่ีมอี งคป ระกอบทีเ่ หมาะสมกบั การจัดกจิ กรรมลูกเสือ เชน วนอุทยาน ชายทะเลเปนตน โดยมีแผนการอยูคายพักแรมในแตละครั้งสอดคลองกับการเรียนการสอนกิจกรรมลูกเสือในเวลาปกติ 2.2 วัตถปุ ระสงคของการอยคู า ยพักแรม มดี ังนี้ 1) เพ่อื ใหลกู เสอื ทบทวนส่งิ ท่ไี ดเรียนรูจากทฤษฎี และการฝก ปฏบิ ตั ิ 2) เพ่อื เปน การฝกทกั ษะทางลกู เสอื ใหม ีระเบียบวนิ ัย มีเจตคติ มีคานยิ มทดี่ งี าม 3) เพื่อใหล ูกเสอื ปฏบิ ตั ติ ามคําปฏญิ าณและกฎของลกู เสอื 2.3 หลกั การของการอยคู า ยพกั แรม มดี งั นี้ 1) ยดึ หลักการมีสวนรว ม โดยใหผ บู งั คบั บัญชาลูกเสือ ลกู เสือ และชุมชน มีสวนรวมในการจดั กิจกรรม 2) ใชก ระบวนการเรยี นรูท่ีเนน ลูกเสือเปนสําคัญ มีทักษะในการแสวงหาความรูจากแหลงเรียนรใู นชมุ ชน 3) ใชกระบวนการกลุมในการจัดประสบการณการเรียนรู ฝกใหคิดวิเคราะหสรางสรรค ที่เปน ประโยชนและสัมพนั ธกบั วถิ ีชวี ิต 4) มีกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมนันทนาการท่ีใหลูกเสือไดรับความรู และความสนุกสนาน ทาํ งานรว มกนั เปนกลุม เพอ่ื เสรมิ สราง ความสามัคคี มนษุ ยสมั พันธ ความเปนผนู าํ 5) ตอ งคาํ นงึ ถึงความปลอดภัยในดานตาง ๆ ระหวางการทํากจิ กรรมกิจกรรมทายเร่อื งท่ี 2 การอยคู ายพกั แรม(ใหผ เู รยี นไปทํากจิ กรรมทา ยเรื่องที่ 2 ท่ีสมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)
180เรือ่ งที่ 3 ชีวติ ชาวคา ย ชีวติ ชาวคาย เปนกิจกรรมสรา งนิสัย การบําเพ็ญประโยชน รูจักการปรับตัวเขาหากนั และการอยูรวมกันอยางมีความสุข โดยการฝกปฏิบัติตนดวยการทํางานรวมกันเปนหมูรูจักยอมรับในบทบาทหนาท่ีซ่ึงกันและกัน ฝกการเปนผูนํา ผูตาม ฝกใหรูจักชวยเหลือตนเองเมอื่ มีเหตุการณคับขัน รูจักการดํารงชีพกลางแจงโดยไมน่ิงเฉย เชื่อฟงกฎกติกาอยูในระเบียบอยา งเครง ครดั สรางเสรมิ คณุ ธรรม สรางความมีวนิ ัย ชวี ติ ชาวคาย ประกอบดวย 1. เคร่ืองมือ เครือ่ งใช ทจี่ ําเปน สาํ หรบั ชีวิตชาวคาย 2. การสรางครวั ชาวคาย 3. การสรางเตาประเภทตาง ๆ 4. การประกอบอาหารแบบชาวคาย 5. การกางเต็นท และการเกบ็ เต็นทช นิดตา ง ๆ 3.1 เครอื่ งมือ เครื่องใช ทจี่ าํ เปนสําหรบั ชีวติ ชาวคาย เคร่ืองมือ เคร่ืองใช สําหรับการอยูคายพักแรม มีหลากหลายประเภทแยกตามลักษณะของการใชงาน แบงออกเปน ของมีคม ไดแก มีด ขวาน เล่ือย เคร่ืองมือที่ใชสําหรับขุดไดแก จอบ เสียม พลั่ว พล่ัวสนาม และเครื่องมือท่ีใชสําหรับตอก ไดแก คอน โดยแยกเก็บตามประเภท และลักษณะการใชงาน เพื่อความสะดวกในการหยิบใชงาน และความเปนระเบียบเรียบรอ ย มีด คือ เคร่ืองมือชนิดแรก ๆ ท่ีมนุษยประดิษฐขึ้นเพื่อใชในชีวิตประจําวันมาอยางยาวนานเก่ียวของสัมพันธกับแทบทุกกิจกรรมในการดําเนินชีวิตมีดเปนเครื่องมือตัดเฉือนชนิดมีคม สําหรับใชสับหั่นเฉือนปาดบางชนิดอาจมีปลายแหลมสําหรับกรีดหรือแทงมักมขี นาดเหมาะสมสาํ หรบั จับถอื ดว ยมือเดยี ว ขวาน เปนเครื่องมือท่ีทําดวยเหล็กมีสันหนาใหญใชในการตัดไม ฟนไมผาไม ตอกไม รวมไปถงึ การใชเ ปน อาวุธ โดยทั่วไปขวานจะประกอบดวยสองสวนหลัก คือ สวนหัวและสวนดามจับ โดยขวานจะมีทั้งแบบทีด่ า มยาว และแบบดา มสัน้ ข้นึ อยกู บั งานท่ใี ช การดแู ลรกั ษามดี และขวาน 1) ไมควรวางมดี หรือขวานไวกับพ้นื เพราะจะเปนอันตรายตอ ผูอ่นื ถา เผลอไปเหยียบรวมทัง้ จะทําใหคมมีดและขวานเปน สนมิ ได 2) อยาใชมีดหรือขวานห่ันถากวัตถุที่แข็งเกินไป เพราะอาจทําใหหมดคมหรืออาจบ่นิ เสียหายได 3) ไมค วรเอามีดหรอื ขวานลนไฟหรือหั่นสบั สิง่ ทก่ี าํ ลงั รอ นเพราะจะทําใหท อ่ื งา ย
181 4) หลงั จากใชมดี หรอื ขวานเสร็จแลวตองลางใหสะอาดเช็ดใหแหงทาน้ํามันแลวเก็บเขาท่ีใหเ รยี บรอย ถา เปนมดี หรอื ขวานทม่ี ีปลอกมหี นา กากควรสวมปลอกหรือหนากากกอนแลว นําไปเก็บ 5) เม่ือคมมีดหรอื คมขวานทอ่ื ควรลับกบั หนิ ลบั มีดหรือหินกากเพชร 6) ถาดามมีดหรือดามขวานแตกราวตองรีบซอมแซมใหอยูในสภาพดีกอนนําไปเก็บหรือนําไปใชง าน วิธถี อื มดี และขวานใหป ลอดภยั 1) ตองหันดานคมของมดี หรือขวานออกนอกตวั 2) เวลาแบกขวานตองระวงั อยาใหคมขวานหอ ยลงหรือหนั เขา หาตวั 3) ถา เปนขวานขนาดเล็กเวลาถือใหจบั ทีต่ ัวขวานปลอยดามขวานช้ีลงพ้ืนหันคมขวานไปทางดา นหลัง วิธีสงมีดและขวานใหป ลอดภยั 1) การสงมีดผูสงจับสันมีดหันคมมีดออกนอกตัวหรือหันดานคมลงพื้นสงดามมีดใหผจู บั 2) การสง ขวานผูสงจับปลายดามขวานหอยตัวขวานลงใหคมขวานหันไปดานขางผูร ับตอ งจับดามขวานใตม อื ผสู ง เล่ือย เปนเล่ือยสําหรับงานไมโดยท่ัวไป ทําดวยโลหะแผนบาง มีฟนเปนซ่ี ๆโดยฟนของซเ่ี ล่ือยมคี วามแตกตางกนั ตามความเหมาะสมกบั การใชงาน การดแู ลรกั ษา 1) หลงั จากการใชงานใหคลายใบเล่ือยออกเล็กนอย เพอ่ื ยดื อายใุ บเลอื่ ยใหใชง านไดย าวนานขน้ึ 2) ใชแปรงปดทําความสะอาดทุกสวน ทาดวยนํ้ามัน แลวเก็บไวในที่เก็บหลังการใชงาน จอบ เปน เคร่อื งมือขุดเดิน ที่มีน้ําหนักปานกลางและมีความทนทานสูง จอบใชในการขดุ ดินแขง็ ๆ และขดุ หลุมใหมีขนาดกวา งและลึกได ลกั ษณะเดนของจอบ คือ มีใบที่แบนกวางและคม สามารถเจาะผานพื้นดินหรือกอนดินทแี่ ขง็ ๆ ใหแ ยกขาดออกจากกันไดโ ดยงาย การดแู ลรกั ษา หลงั จากการใชท ุกครั้งควรลา งทาํ ความสะอาดดวยน้ํา เพ่ือกําจัดดินที่ติดตามใบจอบ และคมจอบใหห มดเสยี กอ น จากนน้ั ใหใชผ าเชด็ ใหแหง แลวทานํ้ามันกันสนิมและเก็บเขาท่ใี หเรยี บรอย เสียม เปนเครื่องมือขุดดิน ท่ีมีน้ําหนักเบาที่สุดในบรรดาเครื่องมือขุดดินทุกชนิดดวยรูปทรงที่เล็กมีนํ้าหนักเบา จึงไมกินแรงผูใช เสียมจึงมีบทบาทสําคัญในงานดา นการเกษตรทุกชนดิ จึงพดู ไดวาเสยี มเปนเครอื่ งมือการเกษตรท่มี าคูกับจอบ เพราะสิ่งท่ีจอบ
182ทําไดเสียมก็สามารถทําได เชน การขุดดิน ขุดลอก เปนตน แตสิ่งท่ีเสียมทําไดน้ันจอบไมสามารถทําไดก็คือการขุดหลุมที่ลึกและแคบ และการขุดดินในที่แคบ ๆ ท่ีตองใชความระมดั ระวงั สูง เชน การขดุ ลอมตนไมขนาดเลก็ และการขุดหนอกลวย เปนตน การดูแลรักษา หลังจากการใชง านทุกครงั้ ควรลางทําความสะอาดดว ยน้ํา เพอ่ื กาํ จัดดินท่ีติดปลายเสยี มใหห มดเสยี กอน จากนน้ั กใ็ ชผา เช็ดใหแหง ทาน้ํามันกันสนมิ แลว หาทีเ่ ก็บเขาท่ีใหเรียบรอ ย พลั่ว เปนเครื่องมือใชในการตักดิน หรือตักทรายที่ความละเอียดมาก หรือเปนกอนที่ไมใหญนัก พล่ัวมีน้ําหนักพอ ๆ กับเสียม แตมีใบที่กวางและบางกวาเสียมและจอบเลก็ นอ ย คมของพลั่วไมไดมีไวใชในการขุดหรือเจาะ แตมีไวในการตักหรือโกย เศษทราย เศษดินหรือเศษวัชพชื ที่ไดท าํ การกวาดรวม ๆ กันไวเปน กอง ๆ เรียบรอยแลว เพื่อตักไปใสถุงปุย หรือบุง กีห๋ รือถงั ขยะ เพื่อเพม่ิ ความรวดเร็วในการจัดเกบ็ และทาํ ความสะอาด การดแู ลรกั ษา หลงั จากการใชท ุกครัง้ ควรลา งทาํ ความสะอาดดวยนํ้า เพ่ือกําจัดเศษดินเศษทรายท่ีติดตามปลายพลั่วใหหมดเสียกอน จากนั้นก็ใชผาเช็ดใหแหง ทาน้ํามันกันสนิมแลวเก็บเขาที่ใหเ รยี บรอย คอน คือเคร่ืองมือสําหรับตอกหรือทุบบนวัตถุอ่ืน สําหรับการใชงานเชนการตอกตะปู การจัดช้ินสวนใหเขา รปู และการทบุ ทลายวตั ถุ คอนอาจไดรับการออกแบบมาใหใชง านเฉพาะทาง และมีรูปรางกับโครงสรางที่หลากหลาย แตมีโครงสรางพื้นฐานที่เหมือนกันคือ ดามจบั และหัวคอน ซ่ึงน้าํ หนักจะคอ นไปทางหวั คอนมากกวา แรงท่ีกระทบเปาหมายจะมากเทาใด ข้ึนอยูกับมวลของคอนและความเรงของการตอก ดังนั้นเมื่อคอนยิ่งหนักมากและหวดดวยความเรง มาก แรงท่ีไดจากคอ นย่ิงมากตามไปดวย การดแู ลรกั ษา 1) เลอื กชนิดของคอนใหเ หมาะกบั งาน 2) เม่ือใชง านเสรจ็ ควรเช็ดทาํ ความสะอาด แลว ทาน้าํ มนั ท่หี วั คอนเพื่อปอ งกันสนมิ 3.2 การสรา งครัวชาวคาย การสรางครัว เปนการกําหนดพนื้ ท่ีสําหรับใชในการประกอบอาหารตลอดระยะเวลาในการอยูคา ยพักแรม มอี งคป ระกอบในการสรา งครวั ดังนี้ ที่ทําครัว ควรมีเขตทําครัวโดยเฉพาะ โดยเลือกพื้นที่ท่ีจะเปนเหตุใหเสียหายแกพ้ืนที่นอยท่ีสุด ถามีหญาข้ึนอยูตองแซะหญาออก (ใหติดดินประมาณ 10 ซม.) แลวจึงคอยตั้งเตาไฟ สวนหญาท่ีแซะออกน้ันจะตองหมั่นรดน้ําไว เม่ือการอยูคายพักแรมไดส้ินสุดลงแลวก็ใหปลูกหญาไวที่เดิม แลวรดน้ําเพอื่ ใหค ืนสูสภาพเดิม
183 ในการจัดทาํ เคร่ืองใชน้ัน อะไรควรจัดทํากอน อะไรควรจัดทําภายหลังถือหลักวาอันไหนสําคัญที่สุดก็ใหจัดทํากอน แลวจึงคอย ๆ จัดทําส่ิงท่ีมีความสําคัญรองลงมาตามลําดับตอ ไปน้ี คอื คาํ แนะนาํ ในการสรา งเครือ่ งใชต า ง ๆ เตาไฟ มหี ลายแบบ เชน แบบขดุ เปน ราง แบบใชอิฐ หรือกอนหินวางเปนสามเสาแบบเตายืนเปนแบบสะดวกในการทาํ ครวั กอ นต้ังเตาไฟควรทําความสะอาดบริเวณนั้น อยาใหมเี ช้อื ไฟหรอื สง่ิ ที่ติดไฟงายอยใู กล ๆ กองฟน ลักษณะของฟน ที่นํามาใชควรเปนไมแหง เพ่ืองายตอการกอไฟ ควรกองใหเปน ระเบยี บ อยูไมห างจากเตาไฟ ถา ฝนตกจะตอ งมหี ลังคาคลุมดิน สําหรบั เตายนื อาจเอาฟนไวใตเตากไ็ ด เคร่อื งใชตาง ๆ หมอ กระทะ แกวนํ้า มีดเขียง ฯลฯ ทเ่ี ก็บมีด ทเี่ กบ็ กระบอกน้ํา เก็บจาน ท่ีเก็บถังนํ้าที่เก็บอาหาร จะตอ งจัดทาํ ข้ึน ที่หุงตมและรับประทานอาหาร ควรมีหลังคามุงกันแดดกันฝน อาจใชโตะอาหารและมาน่ังควรจดั ทาํ ขึน้ ตามแบบงา ย ๆ หลุมเปยก ขุดหลุมขนาดใหญใหลึกพอสมควร ท่ีปากหลุมใชกิ่งไม ใบไมสานเปนแผงปดแลวเอาหญาโรยขางบน หลุมน้ําสําหรับเทนํ้าตาง ๆที่ไมใชแลว เชน นํ้าปนไขมัน ซึ่งส่ิงเหลาน้ีเม่ือเทลงไปไขมนั และส่งิ ตา ง ๆ จะติดอยูท ีห่ ญา มีแตน ํ้าแท ๆ ไหลลงไปในหลมุ แผงท่ีปากหลมุ จะตอ งนาํ ไปเผา และเปลยี่ นใหมวนั ละคร้งั เปนอยา งนอ ย หลมุ แหง ขุดเปนอกี หลุมหนง่ึ เม่อื ท้ิงเศษอาหารแลว จะตองเอาดินกลบ ถาเปนกระปอง กอนทิง้ ตองทุบใหแ บนและเผาไฟ ในกรณีท่ีคา ยน้ันมถี ังสาํ หรบั เผาขยะหรือเศษอาหารโดยเฉพาะอยแู ลว ก็ใหน าํ ขยะและเศษอาหารไปเผา ณ ทกี่ ําหนดไว 3.3 การสรา งเตาประเภทตา ง ๆ เตาสําหรับหุงอาหาร เตาไฟที่ใชใ นการหุงอาหารในการอยูคายพักแรมมีอยูหลายแบบ ซึ่งจะจดั การสรางไดขณะอยคู ายพกั แรมตามสภาพของพื้นท่ี เตาไฟแบบตาง ๆ ไดแก เตาราง เตาใชอิฐและหิน เตายืน เตาแขวน ในการกอสรางเตาแตละคร้ังลูกเสือจะตองทําความสะอาดรอบ ๆบริเวณที่กอ สรา งเตาใหเตียนและอยา ใหม เี ชอื้ ไฟหรือวัสดทุ ต่ี ิดไฟไดงา ย ๆ อยูใกลบริเวณน้นั
184 เตาสามเสา เปน การนํากอนหินสามกอนมาวางบนพ้ืน จัดระยะหางใหพอดีกับกนหมอ เปน สามมุมดูใหอากาศถา ยเทไดสะดวก เตาหลุม ขุดหลุมใหมีขนาดกวางพอเทากับหมอ ลึกพอประมาณ แลวเจาะรูเพ่ือใสฟ นดา นหนา แลวมีรูระบายอากาศ ดา นขา งเพ่อื ใหค วนั ออก เตาลอย ใหขดุ หลุมสี่มมุ แลวนําทอนไมแข็งแรงส่ีตนทําเปนเสาส่ีมุม นําไมมาวางพาดผูกเปนสี่เหลี่ยมและวางคานใหเต็มพื้นที่ ใชใบไมปูใหราบ เอาดินปูพ้ืนใหหนาพอสมควรอีกช้ัน แลวใชกอนหินทําเปนเตาสามเสา หรือเตารางแลวแตสะดวก (หากเปนหนาฤดูฝนสามารถสรา งหลงั คาตอ เตมิ ได)
185 เตารางไม นําไมท่ีมีงามสองทอนมาปกลงดินตรงขามกัน แลวนําไมทอนตรงวางพาดเปนคานไวแขวนภาชนะ (ไมท ่คี วรใชพ าดควรเปนไมด ิบ ซ่งึ จะไมทําใหไหมไ ดง า ย) เตาแขวน หรอื เตาราว ใชไมทมี่ ีงามมาปก ลงดินเปน ระยะหางใหพ อดี แลวหาไมยาวเปน คานมาพาดงา มไวส าํ หรบั แขวนภาชนะ เตากระปอ ง นํากระปอ งหรือถงั ขนาดเล็ก ทีพ่ อดีกับหมอหรือภาชนะ มาผาขางออกเปน ประตูลมแลวเจาะรูสว นบนส่รี ูเพ่ือใหอากาศถายเท 3.4 การประกอบอาหารแบบชาวคาย การปรงุ อาหารในขณะอยูค ายพักแรมหรอื เดินปา เปน การปรงุ อาหารเเบบชาวคายไมส ามารถเตรยี มเครือ่ งมอื เคร่ืองใชใ นการหุงตมไดครบถว น เชน ใชเ ตาหลมุ เตาสามเสาเตารางใชม ะพรา วออ นแทนหมอ กระบอกไมไ ผ ใชด นิ พอกเผาแทนการตม การปง เปนตน
186 การปฏิบัตหิ รอื ประกอบอาหารบางอยา งที่จําเปนในขณะท่ีอยูคายพักแรม ควรเลือกประกอบอาหารอยา งงาย รวดเร็ว คงคุณคา ทางอาหาร ดว ยวธิ ีการตาง ๆ ดังน้ีการหงุ ขาวดว ยวิธีตาง ๆ 1. การหงุ ขาวดว ยหมอ หู สามารถหุงขาวได 2 แบบ คอื แบบไมเช็ดนํา้ และเช็ดนา้ํ 1) การหงุ ขาวไมเชด็ นํ้า ขาว 1 สวน ตอ น้ํา 2- 2.5 สว น วธิ หี ุง (1) ซาวขาวใหหมดสงิ่ สกปรก รินน้ําทง้ิ (2) ตวงน้ําใสน า้ํ หมอ ปดฝาใหสนิท ต้งั บนเตา ใสไฟแรงจัด (3) เมอื่ นาํ้ เดอื ดใชพายกวน 1 คร้ัง พอน้ําจวนแหงปดฝาหมอใหสนิทเอาถา นหรือฟนออกเหลือเกลี่ยไวใ หไฟนอยทีส่ ุด (การกวนคนขา วนี้เพื่อใหไดร ับความรอนทัว่ ถึงกนั ) (4) เอียงขาง ๆ หมอใหรอบ ๆ ตั้งตอไปจนน้ําแหงใหขาวสุกและระอุดีใชเวลาประมาณ 20-25 นาที 2) การหงุ ขา วเช็ดนาํ้ ขา ว 1 สวน ตอ นํา้ 3 สว น วธิ หี งุ (1) ซาวขา วพอหมดสงิ่ สกปรก รินน้าํ ทงิ้ (2) ตวงน้ําใสหมอ ปดฝาใหสนิท ตั้งบนไฟใชไฟแรงจนกระทั่งขาวเดอื ด (3) เมื่อนํ้าเดือดใชพายกวนขาว 1 ครั้ง หรือมากกวา เพื่อใหไดรับความรอ นท่วั ถึง (4) สงั เกตดพู อเม็ดขาวบาน รินนํา้ ขา วทง้ิ เอาข้นึ ดงบนเตา ใชไฟออน ๆตะแคงหมอ หมนุ ใหไดความรอ นทัว่ จนนาํ้ แหง จากนนั้ ใหยกลงจากเตา 2. วิธกี ารแกข า ว 1) วธิ กี ารแกขาวแฉะ ขา วแฉะเกิดจากปลอยทิ้งไวจนเม็ดขา วบานมาก หรือใสน้ํานอยจนน้ําขาวขน มากกอ นจะเชด็ นา้ํ ขาวใหใ สนา้ํ เปลา ลงไปใหนํ้าไมขน คนใหท ัว่ หมอ แลวเช็ดนํ้าใหแหงปดฝาหมอใหส นทิ แลวหมนุ หมอไปมา และนาํ หมอขา วไปตั้งท่เี ตาไฟ โดยใชไฟออ น ๆ 2) วธิ ีแกข าวดบิ ใหใชน้ําพรมขาวพอประมาณ คุยพรมใหท่ัวหมอแลวจึงนําหมอขาวขึ้นดงใหมห มุนใหท่วั ดงใหนานกวาดงขาวธรรมดาเม่ือยกลงหามเปดฝาดู ควรปดใหสนิท เพ่ือขาวจะไดส ุกระอุดี
187 3) วิธีแกข า วไหม หากไดกลิ่นขาวไหม รีบเปดฝาหมอเพื่อใหไอนํ้าออก และความรอนในหมอ จะไดล ดลงเรว็ ขณะเดยี วกนั กล่ินไหมจ ะไดออกไปดวย คุยขาวตอนบนท่ีไมไหมใหสุก แลวเปดฝาท้ิงไวการประกอบอาหารดว ยวิธตี า ง ๆ การตม ทาํ ได 2 วธิ ี คอื 1) โดยการใสข องทจ่ี ะทําใหส ุกลงไปพรอมกบั น้ํา แลว นําไปตั้งไฟ เชน การตมไขถาใสใ นน้าํ เดอื ดแลวไขจ ะแตกเสียกอ น 2) โดยการใสของที่จะทาํ ใหสกุ เม่อื น้ํานัน้ เดือดแลว เชน การตม ปลากนั เหม็นคาว การผดั หมายถงึ การทําวัตถสุ งิ่ เดยี วหรือหลายสิ่ง ซ่ึงตองการใหสุกสําเร็จเปนอาหารส่งิ เดียว วิธกี ารผัด โดยการใชน้ํามันหรือกะทิ ใสในภาชนะท่ีจะใชผัด แลวนําของที่จะผัดรวมลงไปคนใหส ุกทั่วกนั และปรุงรสตามชอบ การทอด ใสน้ํามนั ลงในภาชนะท่จี ะใชใ นการทอดโดยประมาณใหท ว มของทจี่ ะทอดต้ังไฟใหน้ํามันรอนจัด จึงใสของลงไปทอด การสังเกตของท่ีทอดวาสุกหรือยังใหสังเกตตามขอบของสิ่งที่ทอดการถนอมอาหาร การตากแหง เปนวิธีท่ีงายและประหยัดมากท่ีสุด ใชไดกับอาหารประเภทเนื้อสัตว ผักและผลไม เปนวิธีท่ีทําใหอาหารหมดความช้ืนหรือมีความชื้นอยูเพียงเล็กนอย เพื่อไมใหจุลินทรียสามารถเกาะอาศัยและเจริญเติบโตไดทําใหอาหารไมเกิดการบูดเนา โดยการนํานํ้าหรือความช้ืนออกจากอาหารใหม ากท่สี ุด เชน เนื้อเค็ม ปลาเคม็ กลว ยตาก เปนตน การรวน เปนวิธีการที่คลายกับการคั่วแตตองใสน้ํามัน นิยมใชประกอบอาหารประเภทเนือ้ สัตว และปรงุ รสใหเ ค็มมากขึ้น เพื่อใหสามารถเก็บไวรับประทานไดนาน เชน ไกรวน เปดรวนและปลาหมกึ รวน เปนตน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224