Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Published by gunlayawong, 2018-12-21 01:39:31

Description: ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Search

Read the Text Version

ชดุ วิชา ประวตั ิศาสตรชาติไทย รหสั รายวชิ า สค32034 รายวชิ าเลอื กบงั คบั ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551สาํ นักงานสง เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั สาํ นักงานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงศึกษาธกิ าร

คํานาํ ชุดวิชา ประวัติศาสตรชาติไทย รายวิชา สค32034 รายวิชาเลือกบังคับ ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ชุดวชิ านี้ประกอบดวยเนื้อหาความรวู าดว ยเร่อื งความสําคญั เกยี่ วกบั ความภมู ิใจในความเปน ไทยการประยกุ ตใ ชว ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร พระราชกรณยี กิจของพระมหากษตั รยิ ไ ทยสมยั รัตนโกสินทรมรดกไทยสมัยรัตนโกสินทร และการเปล่ียนแปลงของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร และชุดวิชาน้ีมวี ัตถปุ ระสงค เพอ่ื ใหผ ูเรียน กศน. มีความรู ความเขา ใจ และตระหนกั ถึงความเปน มาของชาติไทยใน ดิ น แ ด น ที่ เป น ปร ะ เทศ ไทยที่ดํา ร งอ ยู อย า ง ต อเน่ือ งม า เ ป นเ วล า ยา วน า น ต ร า บจ น ป จจุ บั นซ่ึงพระมหากษัตริยไทยและบรรพบุรุษในสมัยตาง ๆ ท่ีชวยลงหลักปกฐาน ปกปกรักษาถ่ินที่อยูและสรางสรรคอารยธรรมอันดสี ืบทอดแกช นรนุ หลัง สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอขอบคุณผูเชี่ยวชาญเน้ือหา ท่ีใหการสนับสนุนองคความรูประกอบการนําเสนอเน้ือหา รวมทั้งผูเก่ียวของในการจัดทําชุดวิชา หวังเปนอยางย่ิงวาชุดวิชาน้ีจะเกิดประโยชนตอผูเรียน กศน. และนําไปสูการปฏิบตั ิอยางเห็นคณุ คาตอไป สาํ นักงาน กศน. พฤษภาคม 2561

คําแนะนาํ การใชช ดุ วชิ า ประวตั ศิ าสตรชาติไทย ชุดวิชา ประวัติศาสตรชาติไทย รหสั รายวิชา สค32034 ใชสําหรับผูเรียนหลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแบงออกเปน 2 สวนคือ สว นท่ี 1 โครงสรางของชดุ วิชา แบบทดสอบกอนเรียน โครงสรางของหนวยการเรยี นรูเนอ้ื หาสาระ กจิ กรรมเรยี งลาํ ดับตามหนวยการเรียนรู และแบบทดสอบหลังเรยี น สวนที่ 2 เฉลยแบบทดสอบ และกิจกรรมประกอบดว ย เฉลยแบบทดสอบกอ นเรยี นและหลังเรียน เฉลยกิจกรรมเรียงลําดบั ตามหนว ยการเรียนรูวิธกี ารใชชุดวชิ า ใหผ ูเรยี นดาํ เนินการตามขั้นตอน ดงั นี้ 1. ศกึ ษารายละเอียดโครงสรางชุดวิชาโดยละเอยี ด เพอื่ ใหทราบวา ผูเ รียนตองเรยี นรูเนอ้ื หาในเร่ืองใดบา งในรายวิชาน้ี 2. วางแผนเพอื่ กาํ หนดระยะเวลาและจดั เวลาท่ผี เู รยี นมคี วามพรอ มท่ีจะศึกษาชุดวิชาเพื่อใหส ามารถศึกษารายละเอียดของเนื้อหาไดครบทุกหนวยการเรียนรู พรอมทํากจิ กรรม ตามท่ีกําหนดใหทันกอนสอบปลายภาคเรยี น 3. ทําแบบทดสอบกอ นเรียนของชุดวชิ าตามทก่ี าํ หนด เพ่ือทราบพน้ื ฐานความรูเดิมของผเู รยี น โดยใหท ําในสมุดบันทกึ การเรยี นรแู ละตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยแบบทดสอบทายเลม 4. ศกึ ษาเนอื้ หาในชดุ วิชาในแตละหนว ยการเรยี นรูอยางละเอียดใหเขาใจ ทั้งในชดุ วชิ าและสื่อประกอบ (ถาม)ี และทํากจิ กรรมท่ีกําหนดไวใหค รบถว น 5. เมอื่ ทาํ กจิ กรรมเสร็จแตละกจิ กรรมแลวผูเ รยี นสามารถตรวจสอบคําตอบไดจากแนวตอบ/เฉลยทา ยเลม หากผเู รยี นยงั ทํากิจกรรมไมถูกตองใหผูเรียนกลับไปทบทวนเนื้อหาสาระในเรอ่ื งน้ันซํ้าจนกวา จะเขาใจ 6. เมอื่ ศึกษาเน้ือหาสาระครบทกุ หนว ยการเรียนรูแลว ใหผูเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนและตรวจกระดาษคาํ ตอบจากเฉลยทา ยเลมวาผูเรียนสามารถทาํ แบบทดสอบไดถ กู ตอ งทกุ ขอ หรอื ไมหากขอ ใดยังไมถูกตองใหผ ูเรียนกลับไปทบทวนเนื้อหาสาระในเรื่องนั้นใหเขาใจอีกคร้ังหนึ่ง ผูเรียนควรทาํ แบบทดสอบหลังเรียนใหไ ดค ะแนนมากกวา แบบทดสอบกอนเรยี น และควรไดค ะแนนไมน อ ยกวารอ ยละ 60 ของแบบทดสอบทง้ั หมด เพอื่ ใหม ั่นใจวาจะสามารถสอบปลายภาคเรียนผา น

7. หากผูเ รยี นไดทาํ การศกึ ษาเน้อื หา และทาํ กจิ กรรมแลวยังไมเขา ใจ ผเู รยี นสามารถสอบถามและขอคําแนะนําไดจากครหู รอื แหลง คน ควา เพ่มิ เตมิ อนื่ ๆหมายเหตุ : การทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน/หลงั เรยี น และทํากิจกรรมทายเรื่องใหทําและบันทึกลงใน สมุดบันทกึ กิจกรรมการเรียนรูประกอบชดุ วชิ าการศึกษาคน ควา เพ่มิ เตมิ ผูเรียนอาจศึกษาหาความรูเพ่มิ เตมิ ไดจากแหลงเรียนรอู น่ื ๆ ที่เผยแพรค วามรู ในเรอื่ งทเ่ี กย่ี วขอ งและศกึ ษาจากผูรู เปนตนการวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ผูเรียนตองวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ 1. ระหวางภาคเรยี น วดั ผลจากการทาํ กิจกรรมหรืองานที่ไดรับมอบหมายระหวางเรียนรายบคุ คล 2. ปลายภาคเรียน วัดผลจากการทาํ ขอสอบวัดผลสมั ฤทธิป์ ลายภาคเรียน

โครงสรางชุดวชิ า ประวตั ิศาสตรช าตไิ ทย สาระการพฒั นาสงั คมมาตรฐานการเรียนรรู ะดบั มคี วามรู ความเขาใจ ตระหนกั เก่ียวกับภมู ิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมืองการปกครองในโลก และนาํ มาปรบั ใชใ นการดําเนินชีวิต เพือ่ ความม่นั คงของชาติตวั ชว้ี ดั 1. อธิบายความหมาย ความสาํ คัญของสถาบนั หลักของชาติ 2. อธบิ ายความเปนมาของชนชาตไิ ทย 3. บอกพระปรชี าสามารถของพระมหากษัตริยไทยกบั การรวมชาติ 4. อธิบายความสําคญั ของสถาบนั ศาสนา 5. อธบิ ายความสําคญั ของสถาบนั พระมหากษตั รยิ  6. อธิบายและยกตวั อยา งทีแ่ สดงถึงความภาคภมู ิใจในความเปนไทย 7. บอกบุญคุณของพระมหากษตั รยิ ไทยตัง้ แตสมัยสโุ ขทยั อยธุ ยา ธนบุรี และรตั นโกสินทร 8. อธบิ ายความหมาย ความสาํ คัญ และประโยชนของวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร 9. อธิบายวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร 10. ประยุกตใ ชว ธิ ีการทางประวตั ิศาสตรในการศกึ ษาเรอื่ งราวทางประวัตศิ าสตรท สี่ นใจ 11. อธบิ ายพระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั ริยไ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทร 12. อธบิ ายคณุ ประโยชนข องบคุ คลสาํ คญั ท่มี ตี อการพฒั นาชาตไิ ทย 13. วิเคราะหคณุ ประโยชนข องบคุ คลสาํ คัญท่ีมีผลตอ การพฒั นาชาติไทย 14. เขยี นบรรยายคณุ คา ทไ่ี ดรบั จากการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรช าตไิ ทย 15. อธิบายความหมายและความสาํ คญั ของมรดกไทย 16. ยกตวั อยา งมรดกไทยสมัยรตั นโกสินทรไดอยา งนอ ย 3 เร่ือง 17. วเิ คราะหม รดกไทยสมยั รตั นโกสินทรท่มี ีผลตอการพฒั นาชาติไทย 18. อธิบายความหมาย ความสําคัญของการอนุรกั ษม รดกไทย 19. ยกตัวอยา งการมสี ว นรวมในการอนรุ ักษมรดกไทย 20. วิเคราะหเ หตุการณส าํ คัญทางประวตั ิศาสตรท ีม่ ีผลตอการพฒั นาชาตไิ ทย 21. อภิปรายและนาํ เสนอเหตุการณส ําคัญทางประวัตศิ าสตรที่มผี ลตอ การพฒั นาชาติไทย

สาระสาํ คัญ การเรยี นรูประวตั ศิ าสตรช าติไทยกอใหเกดิ ความภาคภูมิใจในความเปนชาติไทย ไดเรียนรูความหมาย ความเปนมา และความสําคญั ของสถาบันหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยความเปนมาของชาติไทย เสรีภาพในการนับถือศาสนาของไทย และบุญคุณของพระมหากษัตริยไทยตั้งแตสมัยสุโขทยั อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร ชุดวิชาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เรียนรูเกยี่ วกับพระมหากษัตริย บรรพบุรุษ วีรกรรมของบรรพบุรุษไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร เรียนรูมรดกทางวัฒนธรรมสมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร ตลอดจนแนวทางการสบื สานมรดกไทย ดานสถาปตยกรรมประตมิ ากรรม จติ รกรรม วรรณกรรม ดนตรี นาฏศิลป ประเพณีความเช่ือ การแตงกาย และศึกษาเหตุการณทางประวัติศาสตร การสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสินทร สนธิสัญญาตาง ๆ ตลอดจนพระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั รยิ ไทยในรัชกาลตาง ๆ ตั้งแต รัชกาลท่ี 1 ถงึ รชั กาลที่ 10 เพ่ือนาํองคค วามรมู าปรบั ใชในการดาํ เนนิ ชีวติ เพ่ือความมนั่ คงของชาติขอบขายเนื้อหา หนวยการเรยี นรูที่ 1 ความภูมิใจในความเปน ชาตไิ ทย หนว ยการเรยี นรูที่ 2 การประยกุ ตใชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร หนวยการเรียนรูที่ 3 บญุ คุณของแผน ดนิ หนว ยการเรยี นรทู ่ี 4 มรดกไทยสมยั รัตนโกสินทร หนว ยการเรียนรทู ี่ 5 การเปลี่ยนแปลงของชาติไทยสมัยรตั นโกสินทรส่ือประกอบการเรียนรู 1. ชุดวิชา 2. สมุดบนั ทกึ กิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดวชิ า 3. ส่ือเสริมการเรียนรอู น่ื ๆจาํ นวนหนวยกติ จํานวน 3 หนว ยกติกิจกรรมการเรยี นรู 1. ทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน ตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยทา ยเลม 2. ศกึ ษาเน้อื หาสาระในหนวยการเรียนรูทกุ หนว ย 3. ทาํ กจิ กรรมตามที่กาํ หนด และตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทายเลม 4. ทําแบบทดสอบหลงั เรียน และตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทา ยเลม

การประเมนิ ผล 1. ทาํ แบบทดสอบกอนเรียน/หลงั เรยี น 2. ทาํ กิจกรรมในแตล ะหนว ยการเรยี นรู 3. เขารับการทดสอบปลายภาคเรียน

สารบัญ หนาคาํ นาํ 1คาํ แนะนาํ การใชช ุดวชิ า 3โครงสรา งชุดวิชา 22สารบญัหนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 ความภูมใิ จในความเปน ไทย 27 36 เรือ่ งท่ี 1 สถาบนั หลักของชาติ 38 เร่อื งท่ี 2 บทสรปุ สถาบนั พระมหากษตั รยิ เ ปนศนู ยร วมใจของคนในชาติ 39 เร่อื งท่ี 3 บุญคุณของพระมหากษตั รยิ ไ ทยตงั้ แตสมัยสโุ ขทัย อยธุ ยา ธนบุรี 48 50 และรตั นโกสนิ ทร 73 81หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 การประยกุ ตใ ชว ิธกี ารทางประวตั ิศาสตร 83 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคญั และประโยชนของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร 85 เรอ่ื งท่ี 2 วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร 119 121หนว ยการเรยี นรทู ่ี 3 พระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั ริยไทยสมยั รตั นโกสินทร 122 เรอื่ งที่ 1 พระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั รยิ ไ ทยสมัยรัตนโกสนิ ทร เรอ่ื งที่ 2 คุณประโยชนของบคุ คลสาํ คัญหนว ยการเรยี นรูท ี่ 4 มรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย และความสาํ คญั ของมรดกไทย เรอ่ื งที่ 2 มรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ ทร เรือ่ งที่ 3 มรดกไทยทมี่ ีผลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย เรื่องท่ี 4 การอนรุ ักษมรดกไทย เร่ืองท่ี 5 การมีสว นรว มในการอนรุ กั ษม รดกไทย

สารบัญ (ตอ) หนา 123หนว ยการเรียนรูที่ 5 การเปลย่ี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรัตนโกสนิ ทร 124 เรอื่ งที่ 1 เหตุการณส าํ คญั ทางประวตั ศิ าสตรท ่มี ผี ลตอ การพัฒนาชาตไิ ทย เรอ่ื งท่ี 2 ตวั อยา งการวเิ คราะห และอภปิ รายเหตกุ ารณสาํ คญั ทางประวัติศาสตร 148 ท่ีมีผลตอการพฒั นาชาตไิ ทย 149 156บรรณานกุ รมคณะผจู ดั ทํา

1 หนวยการเรียนรูที่ 1 ความภูมใิ จในความเปน ไทยสาระสาํ คญั “ความภูมิใจในความเปนไทย” วลีนี้เปนส่ิงที่รัฐบาล องคกรปกครอง พยายามใหเกดิ ขึน้ กับประชาชนภายในประเทศมาตลอดในหลายยุคหลายสมยั เพราะความภูมิใจในความเปนคนไทยในความเปนชาติไทยน้ัน จะเปนการสรางแรงผลักดันท่ีสําคัญตอการดําเนินชีวิตของผูคนและการพัฒนาชาตใิ หมคี วามเจริญรุง เรือง มัน่ คง และเขมแขง็ ประเทศไทยมีประวัติความเปนมาที่ยาวนาน ผานการเปนที่ต้ังของมนุษยและการรวมตัวของชุมชนมาตัง้ แตย ุคกอ นประวัติศาสตร กอ กําเนดิ เปนความเช่อื วิถชี ีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมที่สืบตอมาอยางยาวนาน มหี ลายเหตุการณ หลายอปุ สรรคท่ผี ูคนและเหลาบรรพบุรุษไดรว มกัน “สรางบา นแปงเมือง” จนกระท่ังมชี นชาตไิ ทยและประเทศไทยอันนาภาคภูมิใจปรากฏอยูในทุกวันน้ี และการที่จะเขาใจถึงความเปนชาติไทยนั้น จะเกิดขึ้นไมไดถาผูเรียนไมไดเร่ิมตนจากการศกึ ษาประวัติความเปน มาของความเปนชาตไิ ทยเสียกอ นตัวชี้วัด 1. อธบิ ายความหมาย และความสาํ คัญของสถาบนั หลกั ของชาติ 2. อธบิ ายความเปนมาของชนชาตไิ ทย 3. บอกพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริยไ ทยกบั การรวมชาติ 4. อธิบายความสาํ คัญของสถาบนั ศาสนา 5. อธิบายความสาํ คญั ของสถาบนั พระมหากษตั รยิ  6. อธบิ ายและยกตวั อยา งที่แสดงถงึ ความภาคภมู ิใจในความเปน ไทย 7. บอกบุญคุณของพระมหากษัตริยไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทรขอบขา ยเนอื้ หา เรื่องที่ 1 สถาบนั หลกั ของชาติ 1. ชาติ 1.1 ความหมาย ความสาํ คญั ของชาติ 1.2 ความเปนมาของชนชาตไิ ทย

2 1.3 การรวมไทยเปน ปก แผน 1.4 พระมหากษตั ริยกบั การรวมชาติ 2. ศาสนา 2.1 ศาสนาพุทธ 2.2 ศาสนาคริสต 2.3 ศาสนาอสิ ลาม 2.4 ศาสนาซิกข 2.5 ศาสนาฮินดู 3. พระมหากษัตรยิ  3.1 องคอปุ ถมั ภของศาสนา 3.2 การปกครอง 3.3 การเสยี สละ 3.4 พระปรีชาสามารถ เร่ืองที่ 2 บทสรุปสถาบันพระมหากษตั รยิ เ ปนศูนยร วมใจของคนในชาติ เรื่องท่ี 3 บุญคุณของพระมหากษัตริยไทยตั้งแตสมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร 3.1 สมัยสุโขทยั 3.2 สมัยอยุธยา 3.3 สมยั ธนบุรี 3.4 สมยั รัตนโกสนิ ทรส่อื การเรยี นรู 1. ชดุ วิชาประวัติศาสตรชาติไทย รหัสรายวิชา สค32034 2. สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรูประกอบชุดวิชาเวลาทใี่ ชใ นการศึกษา 15 ช่วั โมง

3เร่อื งท่ี 1 สถาบันหลักของชาติ สถาบันหลักของชาติ ประกอบดวย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย ซึ่งเปนสถาบันที่อยูกับสังคมไทยมาชานาน โดยเฉพาะอยางยิ่งสถาบันพระมหากษัตริยซึ่งเปนเสาหลักในการสรางชาตใิ หเ ปนปกแผน เปนศนู ยรวมจติ ใจของปวงชน เปน บอเกดิ ของความรกั ความสามคั คีนําพาประเทศชาติใหผานพนภัยนานาประการ ไมวาจะเปนภัยรุกรานของประเทศอ่ืน ภัยจากการลาอาณานคิ มและการแผขยายลัทธกิ ารปกครอง อกี ทงั้ สถาบันพระมหากษัตรยิ มบี ทบาทสําคัญในการพัฒนาความเปนอยูของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอยางยิ่งในทองถ่ินท่ีหางไกลสงผลใหมีการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ และเปนรากฐานใหประเทศชาติมีความมัน่ คงสบื มาจนถึงปจจุบัน ชนชาติไทยในอดีต จึงถือวาสถาบันพระมหากษัตริย เปนสถาบันสูงสุดของชาติทม่ี ีบทบาทสําคญั ในการเปน ผูน าํ รวมประเทศชาตใิ หเ ปนปกแผน และพระมหากษัตรยิ ทุกพระองคปกครอง ดูแลและบริหารประเทศชาติโดยใชห ลักธรรม ที่เปนคําสอนของศาสนา ดว ยความเขมแขง็ของสถาบันพระมหากษตั ริย ทม่ี ีความศรทั ธาเลอื่ มใสในสถาบันศาสนา ที่เปน เสมอื นเครอื่ งยดึ เหนย่ี วทางจติ ใจใหค นในชาตปิ ระพฤตปิ ฏบิ ัติในทางที่ดีงาม เพราะทุกศาสนาลวนแตสอนใหคนประพฤติและคอยประคับประคองจิตใจใหดีงาม มีความศรัทธาในการบําเพ็ญตนตามรอยพระศาสดาของแตล ะศาสนา และเมื่อพระมหากษัตริยเปนผูที่ประพฤติตนอยูในธรรม และปกครองแผนดินโดยธรรมแลว ไพรฟาประชาราษฎรต างอยดู วยความรมเยน็ เปนสขุ จงึ ทําใหสถาบนั ชาติ ท่ีเปนสัญลักษณเปรยี บเสมอื นอาณาเขตผืนแผนดินท่ีเราอยูอาศัย มีความม่ันคง พัฒนาและยืนหยัดไดอยางเทาเทียมอารยประเทศ ดงั นน้ั สถาบนั ชาติ สถาบันศาสนา และสถาบนั พระมหากษัตริย จึงเปนสถาบันหลักของชาติไทย ท่ีไมสามารถแยกจากกันได สามารถยึดเหน่ียวจิตใจของปวงชนชาวไทยและคนในชาติมาจวบจนทกุ วันนี้ “ชนชาติไทย” เปน ชนชาตทิ ม่ี รี ากเหงาทางประวัตศิ าสตรและความเปน มาท่ียาวนานไมแพช าติใดในโลก เรามีแผนดินไทยท่ีอุดมสมบูรณ ในนํ้ามีปลา ในนามีขาว มีพืชพันธุธัญญาหารที่อุดมสมบูรณ มีภูมิอากาศ และภูมิประเทศท่ีเปนชัยภูมิ อากาศไมรอนมาก ไมหนาวมากมีความหลากหลายของแหลงทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ มีท่ีราบลุมแมน้ําที่อุดมสมบูรณเหมาะแกการเพาะปลูก มีภูเขา มีทะเลท่ีมีความสมดุลและสมบูรณเพียบพรอมเปนท่ีหมายปองของนานาประเทศ นอกจากนี้ ชนชาติไทยยังมีขนมธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามหลากหลาย งดงาม เปนเอกลักษณของชาติที่โดดเดน ซึ่งสิ่งเหลาน้ีลูกหลานไทยทุกคนควรมีความภาคภูมิใจที่ไดเกิดมาเปน คนไทย ในแผนดนิ ไทย แตกอ นท่ีจะสามารถรวมชนชาติไทยใหเปนปกแผน ทําใหลูกหลานไทยไดม ีแผนดินอาศัยอยูอยางรมเย็นเปนสุขหลายชั่วอายุคนมาจวบจน

4ทุกวันนี้ บรรพบุรุษของชนชาติไทยในอดีต ทานไดสละชีพเพื่อชาติ ใชเลือดทาแผนดิน ตอสูเพื่อปกปองดินแดนไทย กอบกูเอกราชดวยหวังไววา ลูกหลานไทยตองมีแผนดินอยู ไมตองไปเปนทาสของชนชาตอิ ื่น ซง่ึ การรวมตวั มาเปนชนชาติไทยที่มีท้ังคนไทยและแผนดินไทยของบรรพบุรุษไทยในอดีต กไ็ มใชเ รือ่ งที่สามารถทําไดโดยงาย ตอ งอาศัยความรัก ความสามัคคี ความกลาหาญ ความเสียสละอดทน และส่งิ ท่ีสาํ คัญ คือ ตอ งมศี นู ยร วมใจท่ีเปนเสมอื นพลังในการตอ สแู ละผูนาํ ทมี่ คี วามชาญฉลาดดานการปกครองและการรบ คอื สถาบันพระมหากษตั ริยที่อยูค คู นไทยมาชานาน และหากลูกหลานไทยและคนไทยทกุ คนไดศึกษาพงศาวดารและประวตั ิศาสตรชาติไทย ก็จะเห็นวา ดวยเดชะพระบารมีและพระปรชี าสามารถของบูรพมหากษตั ริยของไทยในอดตี ทเ่ี ปนผนู าํ สามารถรวบรวมชนชาติไทยใหเ ปนปกแผน แมวา เราจะเคยเสยี เอกราชและดินแดนมามากหมายหลายคร้ัง บรู พมหากษตั รยิ ไ ทยก็สามารถกอบกูเอกราชและรวบรวมชนชาวไทยใหเปนปกแผนไดเสมอมา และเหนือส่ิงอื่นใดพระมหากษัตรยิ ไ ทยทุกพระองค เปนพระมหากษัตริยทีป่ กครองประเทศชาติดวยพระบารมีและทศพิธราชธรรม ใชธรรมะและคําสัง่ สอนของพระพทุ ธองคม าเปนแนวในการปกครอง ทาํ ใหคนในชาติอยูร ว มกนั อยา งรม เยน็ เปนสุข สมกับคําทวี่ า “ประเทศไทย เปนประเทศแผน ดินธรรมแผนดนิ ทอง” แผน ดินธรรม หมายถึง แผน ดนิ ท่มี ีผปู ฏิบัตธิ รรม และการปฏบิ ัตธิ รรมนัน้ หมายถึงการปฏบิ ัตหิ นาท่ีอยางถูกตอ ง แผนดินทอง หมายถึง แผนดินท่ีประชาชนไดรับประโยชน และความสุขอยางทั่วถึงตามควรแกอ ตั ภาพ 1.1 ชาติ การจะรบั รูค วามเขาใจในความเปน ชาตหิ รอื ความรูสึกท่ีหวงแหนความเปนชาตไิ ดน นั้ผูเรียนมคี วามจาํ เปน ทีจ่ ะตอ งเขา ใจบริบทของความเปนชาติเสยี กอ น ดังน้ี 1.1.1 ความหมาย ความสาํ คัญของชาติ ชาติ หมายถึง กลุมคนที่มีภาษา วัฒนธรรม และเช้ือชาติ ประวัติศาสตรเดยี วกัน หรอื ใกลเคยี งกัน มีแผนดิน อาณาเขตการปกครอง ท่ีเปนระบบ เปนสัดสวน มีผูนําหรือรัฐบาลทใ่ี ชอ าํ นาจ หรือมอี ํานาจอธปิ ไตยทนี่ ํามาใชในการปกครองประชาชน ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กลาววา ชาติ หมายถึง ประเทศประชาชนทเ่ี ปน พลเมอื งของประเทศ กลมุ ชนท่มี คี วามรูสึกในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ประวัติความเปนมา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมอยางเดียวกันหรืออยูในปกครองรัฐบาลเดยี วกนั

5 “ความจงรกั ภักดตี อ ชาตนิ น้ั คอื ความสาํ นกึ ตระหนกั ในคุณของแผน ดนิ อันเปน ท่ีเกดิ ทอี่ าศัย ซง่ึ ทาํ ใหบ คุ คลเกดิ ความภูมใิ จในชาตกิ ําเนดิ และมุง มนั่ ทจ่ี ะธาํ รงรกั ษาประเทศชาติไว ใหเปนอสิ ระมน่ั คงตลอดไป” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 9) ในพิธีถวายสัตยปฏิญาณและสวนสนามของทหารรักษาพระองค ณ ลานพระราชวังดสุ ิต 3 ธนั วาคม พ.ศ. 2529 เม่อื พิจารณาคําทีม่ คี วามหมายใกลเคียงกันนัน้ ก็จะพบวา คําวา “ชาต”ิ น้ัน ใกลเคยี งกบั คาํ วา“ประเทศ” หรือคําวา “รัฐ” อยูไมน อ ย คอื หมายถึง ชุมนุมแหงมนุษยซ่ึงตง้ั อยูในดินแดนท่มี ีอาณาเขตแนน อน มอี าํ นาจอธปิ ไตยทจี่ ะใชไ ดอ ยา งอสิ ระ และมีการปกครองอยางเปน ระเบียบเพ่ือประโยชนของบรรดามนุษยท ่อี ยรู วมกัน 1.1.2 ความเปนมาของชนชาตไิ ทย เปน สิง่ ทต่ี องทําความเขาใจกอ นทเี่ ก่ียวขอ งกับความเปน มาของชนชาติไทยนั้นยังไมมีการสรุปเปนประเด็นที่สามารถยืนยันไดชัดเจน เพราะการพิจารณาความเปนมาของชนชาตไิ ทยนั้น ตอ งพจิ ารณาจากหลกั ฐานหรอื งานวิจยั การคนควาทางวิชาการที่หลากหลายจากนักวิชาการไทยและตางประเทศ อีกท้ังยังตองพิจารณามิติทางเอกสาร โบราณคดี เช้ือชาติหรือชาตพิ นั ธุ ภาษา และวฒั นธรรม ดงั น้ี 1) สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ขอมูลท่ีปรากฏในพระนิพนธเร่ือง “แสดงบรรยายพงศาวดารสยาม และลักษณะการปกครองสยามแตโบราณ”เปนการนําขอ มลู ของนักวิชาการตะวนั ตกมาประกอบ สรุปวา ถิ่นดัง้ เดมิ ของชนชาตไิ ทยอยูทางตอนใตของจนี แถบมณฑลยูนนาน กวา งโจว กวางสี จนกระทง่ั จีนแผอทิ ธพิ ลทางการปกครองลงมา จนทําใหผูค นในบริเวณน้ันตองอพยพลงมาถงึ บรเิ วณลุมแมนาํ้ เจาพระยาตอนบน 2) หลวงวิจิตรวาทการ ขอมูลท่ีเสนอผานผลงานเรื่อง “งานคนควาเร่ืองชนชาติไทย” ไดอธิบายวาถิ่นเดิมของชนชาติไทยอยูบริเวณตอนกลางของจีนแถบมณฑลเสฉวนต้ังถน่ิ ฐานกระจดั กระจายตั้งแตแ นวแมน ้าํ พรหมบุตรไปจนถึงทะเลจีนใตแ ถบอา วตังเก๋ีย 3) ขอ มูลของจติ ร ภูมิศกั ดิ์ ผานผลงานเร่ือง “ความเปนมาของคําสยามไทยลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชือ่ ชนชาติ” ไดศึกษาผา นการวิเคราะหภาษา และตาํ นานทองถ่ินของภาคเหนอื ไดสรปุ วา ถิ่นกําเนิดของคนไทยน้ันครอบคลุมบริเวณกวางใหญทางตอนใตของจีน เวียดนาม ลาว เขมร ภาคเหนือของไทย พมา ไปจนถึงรฐั อสั สมั ของอินเดีย เนอ่ื งจากมีพื้นฐานทางนริ กุ ตศิ าสตรท ่ีคลายคลงึ กัน

6 4) ขอ มูลของศาสตราจารย ดร.ประเสริฐ ณ นคร นักวิชาการคนสําคัญของประเทศไทย ทานไดศึกษาวิเคราะหจากหลักฐานของชาวตะวันตกทั้งทางดานภาษาศาสตรประวัติศาสตร โบราณคดี และมานษุ ยวทิ ยา รวมไปถงึ การลงพืน้ ที่ดว ยตนเอง ไดสรุปไววา ถ่ินเดิมของคนไทยนาจะอยบู รเิ วณมณฑลกวางสี ทางใตข องจีน เนอื่ งจากในเขตดังกลาวเปนพ้ืนที่กลุมชนทม่ี ีความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรมและประเพณี ขอ มูลประวัติความเปน มาสวนใหญจะอธบิ ายใกลเคยี งกนั ในลกั ษณะของการอพยพลงใตจากจีน แลว แผข ยายลงหลกั ปก ฐานอยใู นบรเิ วณกวางทางภาคเหนอื ของไทยเกิดเปน เมืองและเมืองขนาดใหญท ีข่ ยายตัวเปนอาณาจกั รตามมา กลาวอีกนัยหน่ึง ตั้งแตท่ีสมัยไทยอพยพลงมาน้ันดินแดนแหลมทองเปนที่อยูของชนชาติมอญ ละวาของขอม พวกมอญอยูทางตะวันตกของลุมแมน ํ้าเจา พระยาไปจรดมหาสมทุ รอินเดีย พวกละวามีอาณาเขตอยูในบริเวณภาคกลาง มีเมืองนครปฐมเปนเมอื งสําคัญพอถึงพุทธศตวรรษท่ี 14 ขอมซ่งึ อยูทางตะวันออกมีอํานาจมากข้ึนเขายึดเอาดินแดนพวกละวาไปไวในอาํ นาจ แลว แบงการปกครองเปน 2 สว น คือ สวนภาคเหนือ และสว นภาคใต ตอมาในพุทธศตวรรษท่ี 16 สมดุลอํานาจในการแยงชิงพ้ืนท่ีไดเปลี่ยนแปลงไป มอญกับขอมสูรบกันจนเส่ือมอํานาจลง และในชวงเวลาน้ันสุโขทัยไดปรากฏขึ้นมาอยางชัดเจนในหนาประวัตศิ าสตรไ ทย จากรองรอยหลักฐานทางเอกสารทางประวัติศาสตรตาง ๆ มีการยืนยันและเช่ือวาประวัติศาสตรข องชนชาตไิ ทยในแหลมทอง (Golden Khersonese) เร่มิ ตนเม่ือประมาณ พ.ศ. 800(พทุ ธศตวรรษที่ 8 - 12) เปนตนมา โดยมีดินแดนของอาณาจักรและแควนตาง ๆ เชน อาณาจักรฟูนัน ตง้ั อยูบริเวณทางทศิ ตะวันตกและชายทะเลของอาวไทย และมีอาณาจักรหริภุญชัยทางเหนืออาณาจกั รศรวี ชิ ยั ทางใต และมอี าณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12) บริเวณลุมแมนํ้าเจาพระยาตอนลาง เปนตน และไดร วมตวั เปน ปกแผน มีพระมหากษตั รยิ ไ ดส ถาปนาอาณาจกั รสุโขทัยเปนราชธานีแหงแรกของชนชาติไทย ราวป พ.ศ. 1762 โดยพอ ขุนศรีนาวนาํ ถม พระราชบิดาของพอขุนผาเมืองเปนผูปกครองอาณาจักรจากหลกั ฐานและขอ มูลขา งตน นี้ รวมถงึ สมมตฐิ านของแหลงอารยธรรมตา ง ๆของโลก ซง่ึ สว นใหญแหลง กาํ เนดิ ของชนชาติกลุมในอดตี จะอยูบริเวณลมุ แมน ้าํ อาทิ แหลง อารยธรรมเมโสโปเตเมยี ตง้ั อยบู รเิ วณที่ราบลุมระหวา งแมน าํ้ ไทกรสิ (Tigris) ทางตะวนั ออก และแมน าํ้ ยเู ฟรตสิ(Euphrates) ทางตะวันตกหรอื อารยธรรมอนิ เดียโบราณหรอื อารยธรรมลุม แมน้าํ สินธุ ต้ังอยูบรเิ วณลุมแมนํ้า เปนตน ดังนั้น จึงมีความเปนไปไดที่ชนกลุมตาง ๆ ที่เคยอาศัยในลุมแมน้ําเจาพระยาหรือบริเวณรอบอาวไทย มีการรวมตัวกันเปนปกแผน มีการพัฒนาเปนชุมชน สังคม และเมืองจนกลายมาเปนอาณาจักรตาง ๆ ของชนชาติไทยตามพงศาวดาร

7 1.1.3 การรวมไทยเปน ปก แผน ภายหลงั การลมสลายของอาณาจักรอยุธยา ใน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจากรุงธนบุรีไดพยายามกอบกูเอกราชและศักด์ิศรีของอาณาจักรกลับคืนมา หลังจากการสถาปนาอาณาจักรธนบุรีข้ึน ตองเผชิญกับสงครามภายนอกจากกองทัพพมา และสงครามภายใน คือการปราบชมุ นมุ ทีแ่ ยงชงิ ความเปนใหญแตกกันเปนกกเปน เหลา ชวงเวลาผานไปจนถึง พ.ศ. 2325อาณาจักรรัตนโกสินทรเปนแผนดินไทยท่ีพอจะเรียกไดวา “เปนปกแผน” ข้ึนมาบาง ถึงแมวาในเวลาตอ มาจะเกิดสงครามเกาทพั ทเ่ี ปน ศึกใหญในสมยั รัตนโกสนิ ทร แตก็ถือวาเปนชวงแหงสันติสุขมาไดย าวนาน ความเปนปก แผน ของความม่นั คงของสยามเดน ชดั มากขน้ึ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เปน นายกรฐั มนตรี มีการเปลี่ยนช่ือประเทศจากสยาม เปน “ไทย” กลาวอีกนัยหน่ึง“การสรา งชาต”ิ ไดเกิดข้นึ อยางสมบูรณใ นยุคสมัยนี้ คือ มีครบท้ังอาณาเขต ดินแดน ประชากร อํานาจอธิปไตย รัฐบาล ไปจนถึงสัญลักษณของชาติท่ีแสดงถึงเอกลักษณวัฒนธรรมไทย เชน ภาษาไทย และธงชาตไิ ทย เปนสง่ิ สําคัญทผี่ คู นในยคุ ปจจุบันจะตอ งอนรุ กั ษห วงแหนใหส ามารถดาํ รงสบื ไปในอนาคต แหลงกาํ เนิดของชนชาติไทย จะอพยพมาจากท่ีใด จะมีการพิสูจนหรือไดรับการยอมรับหรือไม คงไมใ ชประเด็นสําคัญท่ีจะตองพิสูจนหาความจริง คงปลอยใหเปนเรื่องของนักประวัติศาสตรหรือนักวิชาการ แตค วามสําคัญอยูท่ีลูกหลานคนไทยทุกคนที่อาศัยอยูบนพื้นแผนดินไทย ตอ งไดเ รียนรูและตองยอมรบั วา การรวมชนชาติไทยใหเปนปกแผน และอยูสุขสบายจนถึงปจจุบันน้ี คนไทยและลูกหลานไทยทุกคนตองตระหนักถึงบุญคุณของบรรพบุรุษไทยและพระปรีชาสามารถของบูรพมหากษัตริยไทยในอดีตท่ีสามารถรวบรวมชนชาวไทย ปกปองรักษาเอกราชและรวบรวมชาตไิ ทยใหเปนปกแผน จึงเปนพระราชกรณียกิจที่สําคัญของพระมหากษัตริยไทยในอดีต ซ่ึงหากจะยอนรอยไปศึกษาพงศาวดารฉบับตาง ๆ รวมถึงประวัติศาสตรชาติไทย ต้ังแตยุคกอ นการสถาปนากรงุ สุโขทัย ใหเ ปนราชธานแี หง แรกของชนชาวไทยแลว การสถาปนาราชธานีทกุ ยุคทกุ สมัยไมว า จะเปน การสถาปนากรุงศรอี ยธุ ยา กรงุ ธนบุรี กรุงรตั นโกสินทร รวมไปถงึ การกอบกูเอกราชหลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง 2 คร้ัง ลวนเปนวีรกรรมและบทบาทอันสําคัญของพระมหากษตั ริยไทยทัง้ สนิ้ 1.1.4 พระมหากษัตรยิ ไทยกบั การรวมชาติ การรวมชาติไทยใหเปนปกแผน เปนบทบาทที่สําคัญของพระมหากษัตริยไทยในอดตี หากรัฐใดแควน ใด ไมมีผนู าํ หรือพระมหากษตั ริยท่ีเขม แข็ง มีพระปรีชาสามารถท้งั ดา นการรบการปกครองรวมถึงดา นการคา เศรษฐกิจการคลัง รัฐน้ันหรือแควนนั้น ยอมมีการเสื่อมอํานาจลงและถูกยดึ ครองไปเปนเมอื งขึน้ หรอื ประเทศราชภายใตก ารปกครองของชนชาติอนื่ การถกู ยึดครองหรือไปเปนเมืองข้ึนภายใตการปกครองของอาณาจักรอื่นในอดีต สามารถทําไดหลายกรณี อาทิ

8การยอมสโิ รราบโดยดี โดยการเจริญไมตรแี ละสงบรรณาการถวาย โดยไมม ีศึกสงครามและการเสียเลือดเน้ือ สถาบันพระมหากษตั รยิ  ไดม ีบทบาทสาํ คญั ในการรวมชาตใิ หเ ปนปกแผน รวมถึงการปกปอ งประเทศชาติและมาตุภมู สิ บื ไวใ หล กู หลานไทยไดม ีแผนดินอยู ซึ่งหากชนชาติไทยในอดีต ไมมีผูนําหรือกษตั รยิ ท ่ีมีพระปรชี าสามารถ ในวันน้ีอาจไมมีชาติไทยหลงเหลืออยูในแผนท่ีโลก หรือชนชาติไทยอาจตอ งตกไปอยูภายใตการปกครองของชาตใิ ดชาตหิ น่ึง บทบาทของพระมหากษตั รยิ ไทยในการรวมชาติ บทบาทของพระมหากษัตริยไทยในการรวมชาติ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3หรอื ในสมัยรัตนโกสนิ ทรต อนตน นน้ั ความเปนปกแผนม่ันคงของอาณาจักรเกิดขึ้นจากการปรับปรุงการปกครอง ประมวลกฎหมายการบรู ณปฏิสังขรณวัดวาอาราม ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา เกิดเปนยุคทองของการฟนฟูวรรณคดี นาฏศิลป ดนตรีไทย การคาและความสัมพันธระหวางประเทศมคี วามเจริญรงุ เรอื งโดยเฉพาะกบั จีน เกดิ เปน “เงินถงุ แดง” ท่ีนาํ มาใชในชว งวกิ ฤตของประเทศ ภายหลังความพายแพของอาณาจักรพมา และราชวงศชิงของจีนในการทําศึกกับองั กฤษ พระมหากษตั ริยไ ทยในชว งเวลานั้นไดตระหนักถงึ ภยั ของ “ลทั ธลิ า อาณานคิ ม” เปน อยา งดีและทรงตระหนกั วาสยามนตี้ อ งมีการปรับตวั และพฒั นาตนเองใหร อดพน จากภยั รา ยจากการคกุ คามของชาติตะวันตกที่เดนชัดเร่ิมตนเมื่ออังกฤษเขามาขอทําสนธิสัญญาเบาวริงกับสยาม ในสมัยรชั กาลที่ 4 ตอมาเกดิ วกิ ฤต ร.ศ. 112 ในสมยั รัชกาลที่ 5 พระเจา นโปเลยี นท่ี 3 แหง ฝรัง่ เศสนาํ เรอื ปนเขา มาถงึ แมน้ําเจาพระยาใกลพ ระบรมมหาราชวัง บบี บงั คบั ใหส ยามยกดินแดนฝงซายของแมน าํ้ โขงใหอยูใ ตอ าณตั ิของฝร่งั เศส พรอ มท้งั เรียกรอ งคา เสียหายดว ยจํานวนเงนิ กวา 2 ลา นฟรังก เปนอีกครง้ัท่อี ิสรภาพของสยามอยใู นจุดท่ีอาจตกเปน เมืองข้ึนหรืออาณานิคมของมหาอาํ นาจตะวันตก ในชวงเวลาดังกลาวแมวาจะมีภัยรอบดาน อริราชศัตรูเกาอยางพมา หรือญวนพา ยแพแกชาติตะวนั ตกไปแลว ถึงกระน้ันสยามกลับมีความเปน “ปกแผน” อยางท่ีไมเคยมีมากอนผา นการเปน “สมบูรณาญาสิทธริ าชย” ของพระมหากษัตรยิ โ ดยเฉพาะในสมัยรชั กาลที่ 5 ท่ีอาํ นาจของกษัตรยิ ช วยดลบนั ดาลใหเกิดความผาสุกของราษฎร เกิดเปน การ “เลกิ ระบบไพรทาส” ในสมัยรชั กาลท่ี 6 ความเปนชาติไดเดนชัดขึ้น ชื่อของประเทศสยามไดร บั การยอมรบัวาทัดเทียมกับหลายชาติตะวันตก เม่ือทรงสงทหารอาสาชาวสยามเขารวมสงครามโลก ครั้งที่ 1ในภาคพื้นยุโรป สถาบันหลักของประเทศ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ  ก็เกิดขึ้นในสมัยน้ีสญั ลกั ษณข องชาติ เชน ธงไตรรงคก็เกิดข้ึนเพือ่ เปนตวั แทนของชาติสยามในโอกาสตา ง ๆ

9 การเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่เปลี่ยนระบอบการปกครองของสยามจากสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขเปนเหตุการณส าํ คัญของประวัตศิ าสตรไทย รชั กาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนญู ฉบบั แรกของสยามตามคาํ รอ งขอของคณะราษฎร หลังสมัยรัชกาลท่ี 7 จนถึงปจ จบุ นั บทบาทของพระมหากษัตริยไทยถึงแมวาจะถูกเปลยี่ นแปลงไปตามท่ีกาํ หนดไวในรฐั ธรรมนูญ ก็ยังทรงมีบทบาทในการเปน ศูนยก ลางการยึดเหนย่ี วจิตใจใหกบั ปวงชนชาวไทย ผานพระราชกรณยี กจิ ในการยกระดบั คุณภาพชีวติ ของราษฎร “การรวมชาต”ิในบริบทปจจุบันจึงไมใชความมั่งคงของดินแดนอีกตอไป แตเปน “ศูนยรวมจิตใจของปวงชน”ทพ่ี ระมหากษัตรยิ ไ ทยทรงเปน เสมอมาตงั้ แตอ ดตี จนถงึ ปจจบุ ัน 1.2 ศาสนา ศาสนา เปนลัทธิความเช่ือของมนุษย เกีย่ วกบั การกําเนิดและสิ้นสุดของโลก หลักศีลธรรมตลอดจนลัทธิพิธีที่กระทําตามความเชื่อนั้น ๆ จะเห็นไดวาแตละประเทศน้ันจะยึดคําส่ังสอนของศาสนาเปนหลักในการปกครองประเทศ และมกี ารกําหนดศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ นอกจากศาสนาจะมอี ทิ ธิพลตอ การปกครองของประเทศแลวยังมีอิทธิพลตอวัฒนธรรมของแตละประเทศเชน ประเทศไทยมกี ารหลอ พระพุทธรูปเปนงานศิลปะ วัฒนธรรมการไหว การเผาศพ วัฒนธรรมเหลา นไี้ ดร บั อิทธพิ ลมาจากศาสนาเหมอื นกัน ดังน้ัน ศาสนาจึงเปน สถาบันทสี่ ําคญั ตอประเทศมาก 1.2.1 ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ ไดเผยแผเขามาในดินแดนประเทศไทยเปนคร้ังแรก โดยพระเถระชาวอินเดีย เม่ือประมาณ พ.ศ. 236 โดยการอุปถัมภของพระเจาอโศกมหาราช แหงอินเดียซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยูในดินแดนที่เรียกวา สวุ รรณภูมิ มีอาณาเขตกวา งขวาง มีหลายประเทศรวมกนั ในดินแดนสวนนี้ มีจํานวน 7 ประเทศ ไดแก ประเทศไทย พมา ศรีลังกา ญวน กัมพูชาลาว และมาเลเซีย ซ่ึงพระพุทธศาสนาท่ีเขามาในคร้ังนั้น เปนนิกายหินยานหรือเถรวาทแบบดั้งเดิมมพี ทุ ธศาสนกิ ชนเล่อื มใสศรทั ธาไดบวชเปน พระภิกษุเปนจํานวนมาก และไดสรางวัด สถูปเจดียไวสกั การะบชู า ตอ มาภายหลัง กษตั ริยใ นสมัยศรีวชิ ยั ทรงนบั ถอื พระพทุ ธศาสนาแบบมหายาน จึงทําใหศาสนาพุทธนิกายมหายานเผยแผเขามาสูดินแดนประเทศไทยทางตอนใต ซ่ึงไดมีการรับพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถระวาท แบบมหายาน และศาสนาพราหมณที่เขามาใหม จึงทําใหประเทศไทยมีผูนับถือพระพุทธศาสนาทั้ง 2 แบบ มีพระสงฆทั้ง 2 ฝาย ไดแก นิกายเถรวาท และมหายาน

10 จากพงศาวดารและหลักฐานทางประวัติศาสตร พระพุทธศาสนา เปนศาสนาท่ีสังคมไทยสวนใหญนบั ถือมาตงั้ แตใ นอดตี และสบื ทอดกันมาเปน ชา นาน ดงั น้ัน พระพุทธศาสนาจึงมีบทบาทสําคัญของวิถีชีวิตคนไทย รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณี จนประเทศไทยไดชื่อวาเปนศนู ยกลางของพระพุทธศาสนาของโลกโดยมี “พทุ ธมณฑล” เปนศูนยกลางแหงพุทธศาสนาโลกตามมตขิ องการประชุมองคก ารสหประชาชาติ เมอื่ วนั ท่ี 20 พ.ค. 2548 ในสมัยรัตนโกสินทร พระมหากษัตริยทุกพระองคทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตอสถาบนั ศาสนา มาเปนลําดบั อาทิ เม่อื วันที่ 14 สงิ หาคม พ.ศ. 2489 รัชกาลท่ี 9 เสด็จข้ึนครองราชย พระองคไดทรงแสดงพระองคเ ปน พทุ ธมามกะตอหนา สงั ฆมณฑล ณ พระอุโบสถวดั พระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเปน ประธาน เมื่อวันท่ี 22 ตุลาคม พ.ศ. 2494 รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณีดวยการเสดจ็ ทรงออกผนวช ณ พระอโุ บสถวดั พระศรีรตั นศาสดาราม พระองคทรงรบั การบรรพชาเปน พระภิกษใุ นพทุ ธศาสนา ไดร ับสมณนามจากพระอุปชฌายจ ารวา “ภมู พิ โลภกิ ขุ” จากนั้นเสด็จประทับ ณ พระตาํ หนักปน หยา วดั บวรนิเวศ โดยพระองคทรงปฏบิ ัตพิ ระธรรมวินัย ตามแบบอยางพระภิกษุโดยเครงครัด รัชกาลที่ 9 ทรงอุปสมบทนาคหลวงมาตลอด โดยเร่ิมปแรกเม่ือวันที่ 6 กรกฎาคมพ.ศ. 2489 ไดเสด็จฯ พระราชดําเนินไปในพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศล ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรตั นศาสดาราม มหี มอ มเจาสุนทรากร วรวรรณ หมอมเจาอาชวดิศดศิ กลุ หมอมราชวงศยันตเทพ เทวกลุ และ นายเสมอ จติ รพันธ เปน นาคหลวง นอกจากนน้ั รชั กาลท่ี 9 ยงั เสด็จฯ พระราชดําเนินไปในงานพิธที างศาสนา ทป่ี ระชาชนและทางราชการจัดข้ึนในที่ตาง ๆ มิไดขาด อีกท้ังยังทรงสรางพระพุทธรูปขึ้น ในโอกาสสําคัญเปนจาํ นวนมาก หลังจากท่รี ชั กาลท่ี 10 ไดทรงขึ้นครองราชยเปนพระมหากษัตริยลําดับท่ี 10 แหงราชวงศจักรี พระองคทรงเสด็จพระราชดําเนินไปปฏิบัติพระราชกิจทางพระพุทธศาสนาอยางสมํา่ เสมอ เชน เสดจ็ พระราชดาํ เนินเปล่ยี นเครอ่ื งทรงพระพุทธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามฤดูกาล เสด็จพระราชดําเนินไปทรงบําเพ็ญพระราชกุศลในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เชน วนั วิสาขบูชา วันอาสาฬหบชู า วันเขาพรรษา และการถวายผาพระกฐินหลวงตามวดั ตาง ๆ เปน ตน

11 1.2.2 ศาสนาคริสต ศาสนาคริสตเ ปน ศาสนาที่พฒั นาหรือปฏิรปู มาจากศาสนายดู าห ซึ่งมีประวัตศิ าสตรมาตั้งแตประมาณ 2,000 ป กอนคริสตกาล ชนเผาหน่ึงเปนบรรพบุรุษของชาวยิว ต้ังถิ่นฐานอยูณ ดินแดนเมโสโปเตเมีย มีหัวหนาเผาช่ือ “อับราฮัม” (อับราฮัม เปนศาสดาของศาสนายูดาห)ไดอางตนวา ไดรับโองการจากพระเจาใหอพยพชนเผาไปอยูในดินแดนท่ีเรียกวา แผนดินคานาอัน(บริเวณประเทศอสิ ราเอลในปจ จบุ นั ) โดยอับราฮัมกลาววา พระเจากําหนดและสัญญาใหชนเผาน้ีเปน ชนชาติท่ยี ง่ิ ใหญตอ ไป การท่ีพระเจาสญั ญาจงึ กอ ใหเกิดพนั ธสญั ญาระหวา งพระเจา กบั ชนชาวยวิดงั น้นั ในเวลาตอ มาจึงเรยี กคัมภีรของศาสนายดู าหแ ละศาสนาครสิ ตวา “พันธสัญญา” ศาสนาคริสตเ ขามาในประเทศไทยยคุ เดียวกับการลา อาณานคิ มของลทั ธจิ กั รวรรดนิ ยิ มโดยเฉพาะอยางย่ิงชาวโปรตุเกส ชาวสเปน และชาวดัตช ที่กําลังบุกเบิกเอเชียตะวันออกเฉียงใตซ่งึ นอกจากกลมุ ที่มีจุดประสงค คอื ลา เมืองขนึ้ และเผยแพรศ าสนาพรอมกัน เชน จักรวรรดอิ าณานคิ มฝรั่งเศส มาไดเมืองขึ้นในอินโดจีน เชน ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตเุ กสและสเปน ในขณะทีป่ ระเทศไทยรอดพน จากการเปน เมอื งขนึ้ สว นหนึง่ อาจเพราะการเปด เสรีในการเผยแพรศาสนา ทาํ ใหลดความรนุ แรงทางการเมืองลง ศาสนาครสิ ตท่เี ผยแพรใ นไทยเปน ครง้ั แรกเปนนิกายโรมันคาทอลิก ปรากฏหลกั ฐานวาในป พ.ศ. 2110 (ค.ศ. 1567) มีมชิ ชันนารี คณะดอมินิกัน2 คน เขาสอนศาสนาใหชาวโปรตเุ กส รวมถงึ ชาวพ้ืนเมืองท่เี ปน ภรรยา ศาสนาคริสตไดรับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภเชนเดียวกับศาสนาอื่น โดยรชั กาลท่ี 9 ทรงอดุ หนนุ กิจการของศาสนาครสิ ตต ามวาระโอกาสตาง ๆ อยเู สมอ สามารถสรางโรงเรยี นโรงพยาบาล โบสถและประกอบศาสนกิจไดท่ัวทกุ ภาคของประเทศ ไดเสด็จพระราชดําเนินไปในงานพธิ ีสําคัญ ๆ ของศาสนาครสิ ตเ ปน ประจํา ที่สาํ คัญที่สุด คือ เสด็จพระราชดําเนินเยือนนครรัฐวาติกัน เม่ือครัง้ เสดจ็ พระราชดาํ เนนิ เยอื นทวปี ยุโรปเม่อื 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2503 เพอ่ื กระชับพระราชไมตรีระหวางประเทศไทยกับครสิ ตจกั ร ณ กรุงวาติกัน เม่ือพระสันตะปาปา จอหน ปอล ท่ี 2 ประมุขแหงครสิ ตจกั รโรมันคาธอลกิ เสด็จเยอื นประเทศไทยอยา งเปน ทางการในฐานะพระราชอาคันตกุ ะ เม่ือวนั ท่ี 10 - 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2527ครง้ั นน้ั นับวาเปนกรณีพเิ ศษอยางย่ิง เพราะไมเ คยปรากฏมากอนวา ประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลกิจะเสดจ็ มาเยอื นประเทศไทยเชน น้ี ไดเสด็จออกทรงรบั ณ พระทน่ี ั่งจกั รีมหาปราสาทอยางสมพระเกยี รติ สําหรบั รัชกาลท่ี 10 พระองคเ สด็จพระราชดาํ เนนิ แทนพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร-มหาภมู ิพลอดุลยเดช ไปเปนองคป ระธานในพธิ ีเปด อาคารครสิ ตจกั ร ใจสมาน เม่ือวันท่ี 30 เมษายนพ.ศ. 2522 เสด็จพระราชดาํ เนนิ แทนพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ไปรบั เสดจ็พระสนั ตะปาปา จอหน ปอล ท่ี 2 ในโอกาสเสดจ็ เยือนประเทศไทยอยา งเปนทางการ ณ ทาอากาศยานกองบญั ชาการกองทัพอากาศ

12 1.2.3 ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาอิสลาม เขามาเผยแพรในประเทศไทยต้ังแตยุคสมัยสุโขทัย และชวงกรุงศรีอยุธยาเร่ือยมา โดยกลุมพอคาชาวมุสลิมในคาบสมุทรเปอรเซียที่เขามาคาขายในแหลมมลายู (อินโดนีเซียและมาเลเซีย) ไดนําศาสนาอิสลามเขามา ภายหลังคนพ้ืนเมืองจึงไดเปล่ียนมานบั ถอื ศาสนาอสิ ลาม และบางคนเปน ถึงขนุ นางในราชสาํ นกั ในชว งตนกรุงรัตนโกสินทรม ีชาวมสุ ลมิอพยพมาจากมลายแู ละเปล่ียนสญั ชาตเิ ปน ไทย นอกจากน้ียังมีชาวมุสลิมอินเดียที่เขามาตั้งรกรากรวมถงึ ชาวมสุ ลมิ ยนู นานท่ีหนีภัยการเบียดเบียนศาสนาหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสตในประเทศจีนศาสนาอิสลามในประเทศไทย จึงเติบโตอยางรวดเร็ว โดยสถิติระบุวาประชากรมุสลิมมีจํานวนประมาณ 2.2 ลา นคน ถึง 7.4 ลา นคน กอนป พ.ศ. 2505 กงศลุ แหง ประเทศซาอดุ ิอาระเบีย ไดเขาเฝารัชกาลที่ 9 เพ่ือถวายคมั ภรี อลั กุรอาน ฉบับทม่ี ีความหมายเปน ภาษาองั กฤษ โดยรชั กาลที่ 9 ทรงมพี ระราชดาํ ริวา ควรจะมีคัมภีรอัลกุรอานฉบับความหมายภาษาไทย ใหปรากฏเปนศรีสงาแกประเทศชาติ เม่ือนายตวนสุวรรณศาสน จุฬาราชมนตรีในสมัยนั้น เปนผูนําผูแทนองคการสมาคม และกรรมการอิสลามเขาเฝาถวายพระพรในนามของชาวไทยมุสลิมในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปน้ัน รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระกระแสรับส่ังใหจุฬาราชมนตรี แปลความหมายของพระมหาคัมภีรอัลกุรอานจากคัมภีรฉบับภาษาอาหรับโดยตรง ส่ิงน้ีเปนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีตอศาสนาอิสลาม และทรงเปนองคอัครศาสนปู ถัมภกอยางแทจรงิ ในชวงเวลาที่จุฬาราชมนตรีแปลพระมหาคัมภีรถวาย ทุกครั้งที่เขาเฝา รัชกาลที่ 9จะทรงแสดงความหวงใยตรัสถามถงึ ความคบื หนา อปุ สรรค ปญ หาทเ่ี กดิ ขนึ้ และทรงมพี ระราชประสงคท่ีจะใหพิมพเผยแพร ในป พ.ศ. 2511 อันเปนปครบ 14 ศตวรรษแหงอัลกุรอาน ประเทศมุสลิมทุกประเทศตางก็จัดงานเฉลมิ ฉลองกันอยางสมเกยี รติ ประเทศไทยแมจะไมใชป ระเทศมสุ ลมิ แตไ ดม ีการจัดงานเฉลิมฉลอง 14 ศตวรรษแหง อลั กุรอานข้ึน ณ สนามกีฬากติ ติขจร เมื่อวันท่ี 16 มีนาคมพ.ศ. 2511 เปนวันเดียวกันกบั การจัดงานเมาลิดกลาง ในปนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พรอมดวยสมเดจ็ พระนางเจาสิริกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถเสด็จเปนองคประธานในพิธี และในวันน้ันเปนวันเร่ิมแรกท่ีพระมหาคัมภีรอัลกุรอาน ฉบับความหมายภาษาไทย ไดพิมพถวายตามพระราชดํารแิ ละไดพระราชทานแกมสั ยิดตาง ๆ ทว่ั ประเทศ โดนเนน ยา้ํ ดงั นี้

13 1. การแปลพระคมั ภีรอัลกรอุ านเปน ภาษาไทย ขอใหแ ปลอยา งถกู ตอ ง 2. ขอใหใชสํานวนเปน ภาษาไทยท่สี ามญั ชนทวั่ ไปอานเขา ใจได นอกจากนี้ในงานไดมกี ารพระราชทานรางวัลโลเกียรติคุณ และเงินรางวัลแกผูนําศาสนาอสิ ลามประจํามสั ยดิ ตา ง ๆ และทรงมีพระราชดําริใหมกี ารสนับสนุนการจัดสรางมัสยิดกลางประจําจังหวัดข้ึน โดยใหรฐั บาลจัดสรรงบประมาณแผนดินสําหรับจัดสราง ขณะน้ีไดสรางเสร็จเรยี บรอยแลวใน 4 จังหวดั ภาคใต ซ่ึงรัชกาลท่ี 9 ทรงเสด็จพระราชดําเนินไปเปนองคประธานในพิธีดวยพระองคเ อง รชั กาลท่ี 10 หรอื “สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจา ฟา มหาวชริ าลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร”ในขณะนน้ั ไดทรงเคยปฏิบัตพิ ระราชกรณยี กจิ ทง้ั เสดจ็ พระราชดําเนนิ ในฐานะผูแทนพระองค และในฐานะของพระองคเ อง ไดแก ทรงเปน ผูแทนพระองคเปดงานเมาลิดกลางแหงประเทศไทย เสดจ็ พระราชดาํ เนินเยือนมัสยดิ กลางจังหวัดปตตานี เพ่อื พระราชทานถวยรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีรอัลกุรอาน และโดยเสด็จรัชกาลที่ 9 ไปจังหวัดนราธิวาส และพระราชทานพระคัมภีรอัลกุรอานและคําแปลเปน ภาษาไทยแกค ณะกรรมการอสิ ลาม 1.2.4 ศาสนาซิกข ชาวซิกขสวนมากยึดอาชีพคาขายอิสระ บางก็แยกยายถ่ินฐานทาํ มาหากินไปอยูตา งประเทศบาง และเดนิ ทางไปมาระหวางประเทศ ในบรรดาชาวซิกขดังกลาว มีพอคาชาวซิกขผูหน่ึงช่ือ นายกิรปาราม มาคาน ไดเดินทางไปประเทศอัฟกานิสถาน เพื่อหาซื้อสินคาแลวนําไปจําหนายยังบานเกิด สินคาที่ซื้อคร้ังหนึ่ง มีมาพันธุดีรวมอยูดวยหน่ึงตัว เมื่อขายสินคาหมดแลวไดเดนิ ทางมาแวะที่ประเทศสยาม โดยนาํ มา ตัวดังกลา วมาดว ย และมาอาศัยอยูในพระบรมโพธสิ มภารของพระมหากษัตริยสยาม ไดรับความอบอุนใจเปนอยางยิ่ง ดังนั้น เมื่อเขามีโอกาสเขาเฝาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 5) เขาจึงไดกราบบังคมทูลนอมเกลาฯถวายมาตัวโปรดของเขาแดพระองค ดวยความสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงเห็นในความจงรักภักดีของเขา พระองคจึงไดพระราชทานชางใหเขาหน่ึงเชือก ตลอดจนขาวของเคร่ืองใชที่จําเปน ในระหวา งเดนิ ทางกลับอินเดีย เมื่อเขาเดินทางกลับมาถึงอินเดียแลวเห็นวา ของที่เขาไดรับพระราชทานมานั้นสงู คาอยา งยงิ่ ควรท่ีจะเกบ็ รักษาใหสมพระเกียรตยิ ศแหงพระเจา กรงุ สยาม จึงไดนําชางเชือกนั้นไปถวายพระราชาแหงแควนแคชเมียร พรอมท้ังเลาเร่ืองที่ตนไดเดินทางไปประเทศสยาม ไดรับความสุขความสบายจากพน่ี องประชาชนชาวสยาม ซ่ึงมีพระเจา แผน ดนิ ปกครองดวยทศพิธราชธรรมเปนที่ยกยอ งสรรเสริญของประชาชน ถวายการขนานนามของพระองคว า พระปยมหาราช

14 พระราชาแหงแควนแคชเมียรไดฟงเรื่องราวแลวมีความพอพระทัยอยางย่ิงทรงรับชางเชือกดังกลาวเอาไวแลวขึ้นระวางเปนราชพาหนะ พรอมกับมอบแกวแหวนเงินทองใหนายกิรปารามมาดาม เปนรางวัล จากน้ันไดเดินทางกลับบานเกิด ณ แควนปญจาป แตครั้งน้ีเขาไดรวบรวมเงินทอง พรอมทั้งชักชวนเพื่อน ใหไปต้ังถิ่นฐานอาศัยอยูใตรมพระบรมโพธิสมภารพระเจา กรุงสยามตลอดไป รชั กาลท่ี 9 เสด็จพระราชดําเนินทรงเปนองคประธานในงานฉลองครบรอบ 500 ปแหงศาสนาซิกข ตามคําอัญเชิญของสมาคมศรีคุรุสิงหสภา โดยในป พ.ศ. 2550 มีศาสนิกชนชาวซกิ ขอยใู นประเทศไทยประมาณสามหม่นื คน ทกุ คนตา งมงุ ประกอบสัมมาอาชพี ภายใตพระบรมโพธิสมภารแหง พระมหากษัตรยิ ไทย ดวยความม่งั คัง่ สุขสงบท้ังกายและใจ โดยท่ัวหนา 1.2.5 ศาสนาพราหมณ - ฮินดู ศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู ถอื เปน อกี ศาสนาหน่งึ ทม่ี คี วามเกาแก และอยคู ปู ระเทศไทยมาเปนระยะเวลายาวนาน เขา ไปมสี วนในพธิ สี ําคัญ ๆ โดยเฉพาะพระราชพธิ ตี า ง ๆ เชน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ท่ีเปนพระราชพิธีสถาปนาพระมหากษัตริยข้ึนเปนสมมติเทพปกครองแผนดินเปนใหญในทิศทั้งแปด และเปนการประกาศใหประชาชนทราบโดยทั่วกัน ตามคติพราหมณจะประกอบพิธีอญั เชิญพระเปนเจา เพ่อื ทาํ การสถาปนาใหพ ระมหากษัตริยเปน สมมติเทพ ดํารงธรรมสบิ ประการ ปกครองประเทศดวยความรมเยน็ เปน สุข ดว ยเหตุนพี้ ระมหากษตั ริยท กุ พระองคจ ึงทรงมีพระมหากรุณาธิคณุ ในการสงเสรมิ และอุปถมั ภกจิ การของศาสนาพราหมณ - ฮินดูในประเทศไทยดว ยดีเสมอมา ในสมัยรัชกาลท่ี 9 ทรงใหการสนับสนุนกิจการตาง ๆ ของศาสนิกชนในศาสนาพราหมณ - ฮินดู ท่ีเขามาอยูใตเบื้องพระบรมโพธิสมภารในประเทศไทยอีกดวย ดังเห็นไดจากการเสด็จพระราชดําเนินไปทรงรวมกิจกรรมท่ีจัดขึ้นโดยศาสนิกชนชาวอินเดียที่นบั ถือศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู รวมทงั้ การเสด็จพระราชดําเนินไปทรงวางศิลาฤกษและเปด ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดู ทสี่ าํ คญั เชน เมอ่ื วนั ท่ี 11 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2512 พระองคแ ละสมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดําเนนิ จากพระท่นี ั่งอัมพรสถาน พระราชวงั ดสุ ิต ไปทรงเปนประธานในการเปด อาคาร “เทพมณเฑียร” ณ สมาคมฮนิ ดสู มาชถนนศิรพิ งษ แขวงเสาชงิ ชา กรุงเทพมหานคร รชั กาลที่ 10 หรือ “สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจา ฟา มหาวชิราลงกรณ สยามมกฎุ ราชกุมาร”ในขณะนั้น ไดเคยเสดจ็ ฯ แทนรชั กาลท่ี 9 ไปทรงเจิมเทวรูปพระอิศวร พระอุมา พระคเณศร พระนารายณพระพรหม และพระราชทานเงินใหแ กห ัวหนา คณะพราหมณ ผูเ ปน ประธานในการประกอบพระราชพธิ ีตรยี มั ปวาย - ตรีปวาย ณ พระท่นี ั่งอมั พรสถาน พระราชวงั ดสุ ิต

15 1.3 พระมหากษตั รยิ  ประเทศไทยมีพระมหากษตั ริยป กครองประเทศสืบเน่ืองมากวา 700 ป ตั้งแตสมัยสโุ ขทยั อยธุ ยา ธนบรุ ี และรตั นโกสนิ ทร การปกครองโดยระบบกษัตริยเปนวัฒนธรรมที่ไทยรับมาจากอนิ เดยี พรอมกับการรับวัฒนธรรมความเชือ่ ทางศาสนา โดยไดผ สมผสานแนวคิดหลัก 3 ประการเขาดวยกัน คอื แนวคดิ ในศาสนาพราหมณ - ฮินดู ท่ีเช่ือวากษัตริยทรงเปนสมมุติเทพ แนวคิดในพุทธศาสนาทว่ี า พระมหากษตั รยิ ทรงมสี ถานะเปรียบประดุจพระพุทธเจา ทรงเปน จักรพรรดิราชหรือธรรมราชา ท่ีกอปรดวยราชธรรมหลายประการ อาทิ ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร12 ประการ แนวคดิ ทง้ั สองประการดงั กลาวนี้ อยบู นพืน้ ฐานของแนวคิดประการที่สาม คือ การปกครองแบบพอ ปกครองลกู ดังปรากฏมาตงั้ แตส มัยสโุ ขทัย ดว ยเหตุนจี้ ึงทําใหการปกครองโดยระบบกษตั รยิ ของไทย มคี วามเปนเอกลกั ษณเฉพาะตวั แตกตา งจากประเทศอ่ืน (มลู นิธสิ มเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯสยามบรมราชกมุ าร,ี 2554 : พระราชนิพนธค ํานาํ ) ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอวาดวยสิทธิและหนาท่ีของรัฐ (The MontevideoConvention on the Rights and Duties of State) ค.ศ. 1393 มาตรา 1 ไดกลา วถงึ องคป ระกอบของรัฐเพอื่ วัตถปุ ระสงคในกฎหมายระหวา งประเทศวา รฐั ประกอบดวย ประชากรทอี่ ยูร วมกันอยางถาวรดินแดนที่กําหนดไดอยางแนชัด ความสามารถที่สถาปนาความสัมพันธกับตางรัฐได (อํานาจอธิปไตย) และมรี ฐั บาล ซง่ึ ในการปกครองประเทศไมว าจะเปน ระบอบใดกต็ าม เพ่ือใหการปกครองเปนไปดวยความสงบเรยี บรอ ย จะตองมผี ูนาํ เปนผูบริหารปกครองประเทศ โดยที่ผูนําหรือประมุขสูงสดุ ในการปกครองประเทศของนานาอารยประเทศน้นั จะมคี วามแตกตา งกนั ไป ทง้ั นอี้ าจขนึ้ อยกู บัระบบการปกครองประเพณนี ิยมและธรรมเนียมปฏิบัติทส่ี บื ทอดกนั มาหรือบางประเทศเกดิ การเปลยี่ นแปลงจากรูปแบบการปกครองของประเทศน้ัน ๆ เชน มีพระมหากษัตริยเปนประมุขสูงสุด หรือมีประธานาธิบดีเปนผูปกครองประเทศหรือรัฐ สาํ หรับประเทศไทยเราน้ันมีพระมหากษัตริยเปนประมขุ สงู สุดในการปกครองประเทศมาตัง้ แตอดีตกาล ความหมายของคาํ วา พระมหากษตั รยิ  พระมหากษัตริย คอื ประมุขหรือผปู กครองสงู สดุ ของประเทศ จะเหน็ ไดว า ประเทศไทยต้งั แตอ ดีตจนถงึ ปจจบุ นั มพี ระมหากษัตริยเปนประมุขปกครองประเทศ อันเกิดจากแนวความคิดท่วี า แตเดิมมนษุ ยย งั มนี อยดํารงชีพแบบเรยี บงา ยอยูกับธรรมชาติ และเม่อื มนุษยขยายพนั ธุม ากข้ึนธรรมชาติตา ง ๆ เร่มิ หมดไป เกิดการแกง แยงกันทํามาหากิน เกดิ ปญหาสังคมขน้ึ จงึ ตอ งหาทางแกไ ขคนในสงั คมจึงคดิ วาตอ งพจิ ารณาคัดเลือกใหบุคคลทเ่ี หมาะสมและมคี วามเฉลยี วฉลาด ไดร บั การแตง ตงั้ใหเ ปนผูพิจารณาตดั สิน เมอื่ เกิดกรณปี ญหาตาง ๆ ซึ่งตองปฏิบัติหนาท่ีดวยความบริสุทธิ์ยุติธรรมทําใหคนในสงั คมพอใจ และยินดี ประชาชนท้ังหลายจึงเปลง อทุ านวา “ระชะ” หรือ “รชั ชะ” หรือราชา แปลวา ผูเปนท่ีพอใจประชาชนยินดี ตอมาเลยเรียกวา พระราชา ดวยเหตุท่ีวาการกระทํา

16หนา ทีด่ ังกลาวไมมีเวลาไปประกอบอาชีพ ประชาชนท้ังหลายพากันบริจาคยกที่ดินให จึงเปนผูมีท่ีดินมากข้นึ ตามลําดบั คนท้ังหลายจึงเรยี กวา เขตตะ แปลวา ผูมีท่ีดินมาก และเขียนในรูปภาษาสนั สกฤษวา เกษตตะ หรือ เกษตร ในท่สี ดุ เขยี นเปนพระมหากษัตรยิ  แปลวา ผูที่มีทีด่ ินมาก ดังนั้นคําวา พระมหากษัตริย ความหมายโดยรวม ก็คือ ผูท่ียึดครอง หวงแหนและขยายผืนแผนดินไวใหแกประชาชนหรอื อาณาประชาราษฎร ท่ีพระองคทรงเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตกอบกูเอกราชบานเมืองไวใหชนรุนหลัง อยางเชนประเทศไทยของเรานี้ ถาไมมีพระมหากษัตริยทรงยึดถือครอบครองผืนแผนดินไทยไว คนไทยทุกคนจะมีผืนแผนดินไทยอยูทุกวันนี้ไดอยางไร อน่ึงพระมหากษัตริยในนานาอารยประเทศท่ีเปนประมขุ ของรฐั ทไ่ี ดรับตําแหนง โดยการสบื สนั ตตวิ งศน น้ัอาจจาํ แนกประเภทโดยอาศยั พระราชอํานาจ และพระราชสถานะเปน 3 ประการ คือ 1. พระมหากษตั ริยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย (Absolute Monarchy)พระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมขุ ของรฐั มพี ระราชอาํ นาจและพระบรมเดชานภุ าพเดด็ ขาด และลน พนแตพ ระองคเ ดียว และในอดตี ประเทศไทยเคยใชอยูกอ นการเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 2. พระมหากษัตริยในระบอบปรมิตาญาสิทธริ าชย (Limited Monarchy) คือพระมหากษัตริยทรงมพี ระราชอํานาจทกุ ประการ เวนแตจะถกู จาํ กดั โดยบทบญั ญตั ขิ องรัฐธรรมนญูเชน ประเทศซาอดุ อิ าระเบีย เปน ตน 3. พระมหากษตั รยิ ภายใตรฐั ธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) คือ ในระบอบนี้มพี ระมหากษัตรยิ เ ปน ประมุข แตในการใชพระราชอาํ นาจดา นการปกครองน้ัน ถูกโอนมาเปนของรัฐบาล พลเรือน และทหาร พระมหากษัตริยจึงทรงใชพระราชอํานาจผานฝายนติ ิบัญญัติ ฝายบริหาร และฝายตลุ าการ พระองคม ไิ ดใ ชพระราชอํานาจ แตม ีองคก รหรือหนวยงานรับผิดชอบตาง ๆกันไป เชน ประเทศไทย อังกฤษ และญี่ปุนในปจจบุ ัน เปน ตน พระมหากษตั รยิ ข องไทย หากนบั ยอ นอดตี ประวัติศาสตรไ ทยต้งั แตสมัยโบราณ คําวา ”กษัตริย” หรือนักรบผูย ่งิ ใหญ ศกึ ษาไดจากในสมัยกรุงสุโขทัยมีการปกครองแบบพอปกครองลูก จะมีความใกลชิดกับประชาชนมาก เชน ในสมัยราชวงศพระรวง กษัตริยจะมีพระนามข้ึนตนวา “พอขุน” เรียกวาพอขุนศรีอินทราทิตย พอขุนรามคําแหง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาไดรับคติพราหมณมาจากขอมเรียกวา เทวราชา หรือ สมมติเทพ หมายถึง พระมหากษัตริยทรงเปนเทพมาอวตารเพ่ือปกครองมวลมนุษย ทําใหชนชั้นกษัตริยมีสิทธิอํานาจมากท่ีสุดในอาณาจักร และหางเหินจากชนช้ันประชาชนมาก ในสมยั ราชวงศอ ูทอง จึงมีพระนามขนึ้ ตน วา “สมเด็จ” เรียกวา สมเด็จพระรามาธิบดีท่ี 1(พระเจา อูท อง) สมเด็จพระราเมศวร หรอื ในสมยั รัตนโกสนิ ทร แหงมหาจักรีบรมราชวงศ เริ่มดวยรชั กาลที่ 1 ถงึ รชั กาลปจจุบนั คือรชั กาลที่ 10 ซึ่งเปนการยกยองเทดิ ทลู สถาบนั องคพระมหากษัตรยิ 

17จงึ มพี ระนามขึน้ ตนวา พระบาทสมเด็จ เชน พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 5)พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลที่ 9) ดังนนั้ คาํ วา “พระมหากษตั ริยของไทย” อาจมคี าํ เรียกที่แตกตา งกนั ตามประเพณีนยิ มหรอื ธรรมเนียมทเี่ คยปฏบิ ัติสบื ตอ กนั มา เชน เรียกวา พระราชา เจามหาชีวิต เจาฟา เจาแผนดินพอ เมอื ง พระเจา แผน ดิน พระเจา อยูหัว หรือในหลวง ฯลฯ และพระมหากษตั รยิ เ ปน ไดดว ยการสืบสันตติวงศ หรือโดยการยึดอํานาจจากพระมหากษัตริยพระองคเดิมแลวปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเปน พระมหากษตั ริย ท้ังน้ี ในการสืบสันตติวงศตอกันมาโดยเช้ือพระวงศ เรียกวา พระราชวงศ เม่ือสิ้นสุดการสบื ทอดโดยเชอื้ พระวงศ ดวยเหตุอ่ืนใดก็ตาม พระมหากษัตริยพระองคใหม จะเปนตนพระราชวงศใ หมหรอื เปนผูสถาปนาพระราชวงศ พระมหากษตั รยิ ไทยกบั รฐั ธรรมนูญ ในอดีตพระมหากษัตริยทรงเปน เจาของชวี ิตและเจา แผนดนิ กลา วคือ ทรงพระบรมเดชานุภาพเปน ลน พน โดยหลกั แลว จะโปรดเกลาฯ ใหผูใ ดสน้ิ ชีวติ ก็ยอมกระทําได และทรงเปน เจา ชวี ติของท่ีดินตลอดท่ัวราชอาณาจักร แตเมื่อภายหลังมีการเปล่ียนแปลงการปกครองเม่ือวันที่ 24มิถุนายน พ.ศ. 2475 ระบบการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชยเปนระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ทําใหพระราชสถานะของพระมหากษัตริยไดเปลี่ยนแปลงไปดวยคือ ทรงเปล่ียนฐานะเปนพระมหากษัตริยในระบอบประชาธิปไตยท่ีมีรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายแมบ ทในการใชพระราชอาํ นาจทงั้ ปวง พระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษตั ริย รปู แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไดกําหนดไวในรัฐธรรมนูญไทยทกุ ฉบับอนั เปนกฎหมายแมบ ทสูงสดุ ในการปกครองประเทศ จะตอ งกลาวถึงสถาบันพระมหากษัตริยไวในรัฐธรรมนูญ เพราะรปู แบบประมขุ ของประเทศไทย คอื พระมหากษตั ริยท่สี ืบเนื่องกนั มาอยางยาวนาน ตามประเพณกี ารปกครองไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขและตามรัฐธรรมนูญพระมหากษัตรยิ จ ะมีพระราชสถานะและตําแหนง หนาทต่ี าง ๆ มี 2 ประการ คือ 1) พระราชสถานะและพระราชอาํ นาจของพระมหากษัตรยิ ท บ่ี ญั ญตั ไิ วใ นรฐั ธรรมนญูเปนการกลา วถึงพระมหากษตั รยิ ต ามบทบญั ญัติของรัฐธรรมนูญแตละฉบับ เชน พระมหากษัตริยเปน องคพระประมุข หรอื พระมหากษัตรยิ เ ปนอัครศาสนูปถัมภก รวมท้งั ทรงดาํ รงตาํ แหนง จอมทพั ไทยดังปรากฎในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475(พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาประชาธิปก พระปกเกลาเจาอยหู ัว) หมวด 2 กษัตริย มาตรา 3กลาววา “กษัตริยเ ปนประมขุ สูงสดุ ของประเทศ พระราชบัญญตั กิ ็ดี คําวนิ ิจฉยั ของศาลกด็ ี การอน่ื ๆซงึ่ จะมีบางกฎหมายระบไุ วโ ดยเฉพาะก็ดี จะตองกระทาํ ในนามของกษัตริย” และรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 (สมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช สยามนิ ทราธิราช

18บรมนาถบพติ ร) หมวดที่ 2 พระมหากษัตรยิ  มาตรา 8 กลาววา “องคพ ระมหากษตั ริยท รงดาํ รงอยูในฐานะอันเปน ที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิดมิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มไิ ด” ซึ่งบทบัญญัติเร่ืองน้ีไดรับอิทธิพลมาจากรัฐธรรมนูญของญ่ีปุน ที่สอดคลองกับความคดิ ความเชื่อของคนไทย ท้ังนี้ดวยมีความประสงคที่จะสําแดงพระราชสถานะอันสูงสุดของพระมหากษัตริยใหประจักษ คติการปกครองประชาธิปไตยพระมหากษัตริยทรงอยูเหนือความรบั ผิดชอบทางการเมือง จนเปนเหตใุ หเกิดหลกั กฎหมายรฐั ธรรมนูญที่วา “พระมหากษัตริยไมทรงกระทาํ ผิด” (The King can do no wrong) ซึง่ หมายถงึ ผูใดจะฟอ งรอ งหรือกลาวหาพระมหากษัตริยในทางใด ๆ ไมไ ด ไมวาจะเปนในทางคดีแพงหรอื คดอี าญากต็ าม 2) พระราชสถานะและพระราชอํานาจของพระมหากษตั ริยตามประเพณีการปกครองตามหลกั ท่ัวไป พระมหากษตั รยิ ม ีพระราชอํานาจนอกเหนอื จากทก่ี ลาวขา งตน คือ แตเดิมพระมหากษัตริยมอี าํ นาจสิทธขิ าดในทกุ ๆ เรือ่ ง และทกุ ๆ กรณีแตผูเดียว ตอมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญเปนลายลักษณอักษรจํากัดพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย ถากรณีใดไมมีบทบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญหรือก ฎ ห ม า ย กํ า ห น ด ข อ บ เ ข ต ห รื อ เ ง่ื อ น ไ ข ข อ ง ก า ร ใ ช พ ร ะ ร า ช อํ า น า จ ข อ ง พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย ไ วพระมหากษัตริยก จ็ ะยังคงมพี ระราชอาํ นาจเชนนนั้ อยูโ ดยผลของธรรมเนียมปฏิบัติ (Convention)ซ่ึงมีคาบังคับเปนรัฐธรรมนูญเชนเดียวกัน เชน พระราชอํานาจในภาวะวิกฤต กลาวคือ เมื่อเกิดวิกฤตรายแรงทางการเมอื งถึงการเผชญิ หนา ระหวา งฝายตา ง ๆ ไมวาจะเปนเหตุการณ 14 ตุลาคม2516 หรือ 17 - 20 พฤษภาคม 2535 กด็ ี จะเห็นวา พระมหากษตั รยิ ทรงเขามาระงบั เหตรุ อนใหส งบเย็นลงไดอยางอัศจรรย เปนตน หรือกรณีพระราชอํานาจในการยับย้ังรางกฎหมาย กรณีของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยหลักแลว รางกฎหมายไมวาจะรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อไดรับความเห็นชอบจากรัฐสภาแลว นายกรัฐมนตรีตองนําทูลเกลาทลู กระหมอม ภายใน 20 วันเพ่ือพระมหากษตั รยิ ทรงลงพระปรมาภไิ ธย และเมอื่ ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลวบงั คบั ใชเปนกฎหมายได และในกรณีท่ีพระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภาหรอื เมอ่ื พน 90 วนั แลวมไิ ดพระราชทานคนื มา รัฐสภาจะตองปรึกษารางรฐั ธรรมนญู แกไขเพิ่มเติมถารฐั สภามมี ติยืนยนั ตามเดมิ ดว ยคะแนนเสยี งไมนอ ยกวา 2 ใน 3 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาท่ีมีอยูของทงั้ สองสภาแลว นายกรัฐมนตรีตองนํารา งกฎหมายนั้นข้ึนทูลเกลาถวายอีกคร้ังหน่ึง เม่ือพระมหากษตั รยิ มไิ ดท รงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคนื มาภายใน 30 วนั นายกรฐั มนตรีตองนาํรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติม หรือพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ันประกาศในราชกิจจานเุ บกษาใชบงั คับเปน กฎหมายได เสมอื นหนงึ่ วาพระมหากษตั ริยไ ดทรงลงพระปรมาภไิ ธยแลว (มาตรา 94) เปน ตน

19 สถาบันพระมหากษัตริยก อ ใหเ กดิ คณุ ประโยชนอยา งมากมายมหาศาลตอประเทศชาติมาต้ังแตโบราณจวบจนปจจุบันน้ี ทั้งในฐานะที่กอใหเกิดการสรางชาติ การกูเอกราชของชาติการรักษาและพัฒนาชาติ มสี าระสําคัญท่ีควรแกการนํามาศกึ ษา คอื 1) พระมหากษัตริยทรงเปนศูนยรวมจิตใจของประชาชน พระมหากษัตริยทรงทําใหเกิดความสํานึกเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน แมวาสถาบันการเมืองการปกครองจะแยกสถาบันนิติบญั ญตั ิ บรหิ าร ตุลาการ แตต องใหอํานาจของตนภายใตพระปรมาภิไธย ทําใหทุกสถาบันมีจุดรวมกัน อาํ นาจทีไ่ ดม าจากแหลงเดยี วกัน คอื พระมหากษตั ริย นอกจากน้ีพระมหากษัตริยยังทําใหเกิดความสํานึกเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหวางหมูชนภายในชาติ โดยที่ตางเคารพสักการะและจงรักภักดีตอพระมหากษัตริยรวมกัน แมจะมีความแตกตางกันในดานเชื้อชาติ เผา พันธุ ศาสนาก็มีความสมานสามัคคกี ลมเกลยี วกันในปวงชนทงั้ หลาย ทาํ ใหเ กดิ ความเปนปกแผนและเปนพลังท่ีสาํ คญั ย่ิงของชาติ กลา วไดวา พระมหากษัตริยเปนศูนยรวมของชาติเปนศูนยรวมจิตใจ กอใหเกิดความสมานสามัคคี และเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ เกิดเอกภาพทั้งในทางการเมืองการปกครองในหมูประชาชนอยางดีย่ิง พระมหากษัตริยทรงรักใครหวงใยประชาชนอยางย่ิงทรงโปรดประชาชนและทรงใหเ ขาเฝาฯ อยา งใกลชิด ทําใหเกดิ ความจงรกั ภกั ดแี นน แฟน มากข้ึนไมเส่ือมคลายพระองคเ สด็จพระราชดาํ เนินไปทกุ แหง ไมวา จะเปนถิ่นทุรกันดารหรือมอี นั ตรายเพียงไรเพ่ือทรงทราบถึงทกุ ขสุขของประชาชน และพระราชทานพระบรมราชานุเคราะหอยางกวางขวางโดยไมจํากัด ฐานะ เพศ วัย ประชาชนก็มีความผูกพันกับพระมหากษัตริยอยางลึกซึ้งกวางขวางแนน แฟนมั่นคง จนยากท่ีจะมอี าํ นาจใดมาทําใหสัน่ คลอนได 2) พระมหากษตั รยิ ท รงเปน สญั ลกั ษณแ หง ความตอ เนือ่ งของชาติ สถาบนัพระมหากษตั รยิ เปน สถาบนั ประมขุ ของชาตสิ บื ตอกันมาโดยไมขาดสายขาดตอนตลอดเวลา ไมวารัฐบาลจะเปล่ยี นแปลงไปก่ีชุดก่ีสมัยก็ตาม แตสถาบันพระมหากษัตริยยังคงอยูเปนความตอเนื่องของประเทศชาติ ชวยใหก ารปกครองไมมีชองวางแตมีความตอเนอ่ื งตลอดเวลา เพราะสาเหตุท่ีมีพระมหากษัตริยเ ปน ประมุขอยมู ิไดเปล่ียนแปลงไปตามรัฐบาลดวย 3) พระมหากษตั ริยไทยทรงเปนพุทธมามกะและอคั รศาสนปู ถมั ภก ทําใหเกิดความสัมพันธแนน แฟนระหวา งคนในชาติแมจะมีศาสนาตางกนั เพราะพระมหากษตั รยิ ทรงอปุ ถมั ภทกุ ศาสนาแมวาพระองคจะทรงเปน พทุ ธมามกะ จงึ กอใหเกดิ พลังความสามัคคใี นชาติ ไมบ าดหมางกันดว ยการมีศาสนาตา งกัน 4) พระมหากษตั ริยท รงเปน พลงั ในการสรา งขวญั และกาํ ลังใจของประชาชนพระมหากษัตริยท รงเปนทีม่ าแหงเกยี รติยศทงั้ ปวง กอใหเ กดิ ความภาคภมู ิ ปต ยิ ินดี และเกิดกําลังใจในหมปู ระชาชนท่ัวไปท่จี ะรักษาคุณงามความดี มานะพยายามกระทําความดี โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อพระองคทรงไวซ่ึงความดีงามตลอดเวลา ทําใหประชาชนผูปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีกําลังใจที่จะ

20ทํางานเสยี สละตอไป จึงเสมือนแรงดลใจผลักดันใหผูมีเจตนาดี ประกอบคุณงามความดีมุงม่ันในการปฏบิ ตั ิอยางเขมแข็ง ทงั้ ในสว นประชาชน สว นราชการหรือรัฐบาล 5) พระมหากษตั รยิ ทรงมสี วนสําคญั ในการรกั ษาผลประโยชนของประชาชนและทําใหก ารบริหารงานประเทศเปนไปดวยดี พระมหากษตั ริยท รงขึ้นครองราชยดวยความเห็นชอบยอมรบั ของประชาชน โดยมรี ฐั สภาทาํ หนาที่แทนพระองคจ ึงไดร ับการเทดิ ทูนยกยองเสมือนผูแทนอนั อยูใ นฐานะเปนท่ีเคารพสกั การะของประชาชนดวย การทพี่ ระมหากษัตริยทรงมีพระราชอาํ นาจท่ีจะยบั ยัง้ พระราชบัญญัติ หรือพระราชทานคําแนะนําตักเตือน คําปรึกษา และการสนับสนุนในกจิ การตา ง ๆ ทัง้ ของรัฐบาล รัฐสภา และศาล ตามรัฐธรรมนูญจัดไดวาพระองคทรงมีสวนรวมอันสําคญั ในการรักษาผลประโยชนข องประชาชนและกอใหเกดิ ผลดใี นการบริหารการปกครองประเทศอยา งนอยก็ชวยใหฝา ยปฏิบตั หิ นาท่ที งั้ หลายเกิดความสํานกึ เกิดความระมดั ระวัง รอบคอบมิใหเกิดความเสียหายตอสวนรวมมากพอสมควร พระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและทรงเปนกลางทางการเมืองการกําหนดหลกั การสืบสนั ตตวิ งศไ วอ ยางชดั เจนโดยกฎมณเฑียรบาลและรัฐธรรมนญู เปนเครื่องประกันวาจะทรงเปนกลางทางการเมืองไดอยางแทจริง และทําใหสามารถยับย้ัง ทวงติงใหก ารปกครองประเทศเปนไปโดยสจุ รติ ยตุ ธิ รรมเพอ่ื ประชาชนโดยสว นรวม ซ่งึ ตา งจากประมุขของประเทศทม่ี าจากการเลอื กตั้งทจ่ี ะตองยึดนโยบายของกลุมหรือพรรคการเมอื งเปนหลกั 6) พระมหากษตั ริยท รงแกไขวกิ ฤตการณ สถาบันพระมหากษัตรยิ เ ปนกลไกสาํ คญัในการยับยั้งแกไขวิกฤตการณทีร่ า ยแรงในประเทศได ไมทําใหเกิดความแตกแยกภายในชาติอยางรุนแรงจนถึงตองตอสูกันเปนสงครามกลางเมือง หรือแบงแยกกันเปนประเทศเล็กประเทศนอยขจัดปด เปา มิใหเ หตุการณลกุ ลามและทาํ ใหประเทศเขา สูภ าวะปกตไิ ด เพราะพระมหากษตั รยิ เปนท่ียอมรับของทุกฝายไมวาจะเปนดานประชาชน รัฐบาล หนวยราชการ กองทัพ นิสิต - นักศึกษาปญญาชนท้ังหลาย หรือกลุมตาง ๆ แมกระท่ังชนกลุมนอยในประเทศ อันไดแก ชาวไทยภูเขาชาวไทยมสุ ลมิ เปนตน 7) พระมหากษตั รยิ ทรงสง เสรมิ ความมนั่ คงของประเทศ โดยการยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนและกองทพั พระมหากษัตรยิ ท รงดํารงตาํ แหนง จอมทัพไทยจึงทรงใสพระทัยในการพฒั นากองทัพทัง้ ทางวัตถุและจติ ใจ ทรงเยยี่ มเยยี นปลอบขวัญทหาร พระราชทานของใชท่ีจําเปนทรงชว ยเหลืออนเุ คราะห ผเู สียสละเพ่อื ชาติ ทาํ ใหเกิดขวญั และกําลังใจแกท หาร ขาราชการอยา งดียงิ่ พรอมที่จะรกั ษาความมัน่ คงและเอกราชของชาตอิ ยา งแนนแฟน 8) พระมหากษตั รยิ ท รงมีสวนเสริมสรา งสมั พันธไมตรรี ะหวางประเทศ พระมหากษัตริยในอดตี ไดทรงดําเนนิ วิเทโศบายไดอยา งดจี นสามารถรกั ษาเอกราชไวไ ด โดยเฉพาะสมัยการลา เมืองข้ึนในรชั กาลท่ี 4 และรัชกาลที่ 5 แหง กรงุ รัตนโกสนิ ทร สาํ หรับพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลปจจุบันก็ทรงดําเนินการใหเกิดความเขาใจอันดี ความสัมพันธอนั ดีระหวางประเทศตาง ๆ กับ

21ประเทศไทย โดยเสด็จพระราชดาํ เนินเปน ทูตสันถวไมตรีกับประเทศตาง ๆ ไมนอยกวา 31 ประเทศทําใหน โยบายตางประเทศดาํ เนนิ ไปอยางสะดวกและราบร่ืน นอกจากน้ันยังทรงเปนผูแทนประเทศไทยตอนรบั ประมุขประเทศ ผูนาํ ประเทศ เอกอัครราชทตู และทูตสันถวไมตรีจากตา งประเทศอีกดวย 9) พระมหากษตั ริยทรงเปน ผนู าํ ในการพฒั นาและปฏิรปู เพือ่ ประโยชนของประเทศชาติ การพฒั นาและการปฏริ ูปทสี่ ําคัญ ๆ ของชาตสิ ว นใหญพระมหากษัตริยทรงเปนผูนําพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัวทรงปูพื้นฐานประชาธิปไตย โดยการจดั ตงั้ กระทรวงตา ง ๆทรงสงเสริมการศึกษาและเลิกทาส ปจจุบันพระมหากษัตริยทรงเกื้อหนุนวิทยาการสาขาตาง ๆทรงสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนาธรรม ทรงริเริ่มกิจการอันเปนการแกปญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจะเห็นวา โครงการตามพระราชดําริสวนใหญมงุ แกปญหาหลกัทางเกษตรกรรมเพ่อื ชาวนา ชาวไร และประชาชนผยู ากไรและดอยโอกาสอันเปนชนสวนใหญของประเทศ เชน โครงการฝนหลวง ชลประทาน พัฒนาทด่ี ิน พัฒนาชาวเขา เปนตน 10) พระมหากษตั ริยทรงมสี ว นเกอื้ หนนุ ระบอบประชาธิปไตย บทบาทของพ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย มี ส ว น ช ว ยเ ป น อ ย า ง ม า ก ที่ ทํ า ให ปร ะ ช า ช น บั ง เ กิ ด ค ว า ม เ ชื่ อมั่ น ใ น ร ะ บ อ บประชาธิปไตย เพราะการที่ประชาชนเกิดความจงรักภักดีและเช่ือม่ันในสถาบันพระมหากษัตริยจึ งมี ผ ล ส งให ปร ะ ช า ช น เกิ ด ค วา ม ศ รั ทธา ใ น ร ะ บอบปร ะ ช า ธิ ปไต ยอั น มี พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย เ ป นประมขุ ดวย เน่ืองจากเห็นวาเปนระบอบท่ีเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริยอันเปนท่ีเคารพสักการะของประชาชนนั่นเองกิจกรรมทา ยเร่อื งท่ี 1 สถาบนั หลกั ของชาติ(ใหผ เู รยี นไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรอ่ื งที่ 1 ทส่ี มดุ บันทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)

22เร่อื งท่ี 2 บทสรุปสถาบนั พระมหากษตั ริยเปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ สถาบนั พระมหากษตั ริยม ีความสําคญั และผูกพนั กับสงั คมไทย และคนไทยมาตลอดประวัติศาสตรข องประเทศ ในฐานะทีเ่ ปน ปจ จัยแหง ความม่ันคงทที่ รงนาํ พาประเทศชาติใหอยูรอดปลอดภยั ตลอดมา เปน ศนู ยรวมความรกั ความสามคั คขี องคนในชาติมาจนถึงปจจุบัน โดยประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริยเปนสัญลักษณของการดํารงอยูของชาติไทยมาตอเน่ือง สังคมไทยใหความสาํ คญั กบั สถาบันพระมหากษัตริย ต้ังแตสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร เปนสถาบันทางสงั คม ท่เี ขมแขง็ ยนื ยง ทาํ ใหป ระเทศไทยสามารถรักษาความเปน ไทยภายใตพ ระบรมโพธสิ มภารมาจนถงึ ปจจุบนั สถาบันพระมหากษตั ริยเ ปนเสาหลักท่ีสําคญั ของสงั คมไทย ในทกุ ๆ ดาน เปน สมบัติล้ํ า ค า ท่ี ช า ว ไ ท ย ทุ ก ค น จ ะ ต อ ง ร ว ม กั น ป ก ป อ ง ใ ห ส ถ า บั น พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย ค ง อ ยู ต ล อ ด ไ ปพระมหากษตั ริยไทยทรงครองราชยปอ งเมือง ทาํ นบุ าํ รงุ บานเมอื ง ทํานุบาํ รุงสุข ศาสนา และสังคมมาจนถึงทุกวันนี้ แมวาประเทศไทยจะมีรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แตสถาบันพระมหากษัตริยกลับเปนที่เคารพสักการะจากประชาชนมากเชนเดิม ไมมีเปล่ียนแปลงจนถึงปจจุบนั จนถงึ สมเดจ็ พระเจา อยหู วั มหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร รัชกาลท่ี 10 ก็ยังคงมีความเปนหวงราษฎรในทุกเรื่อง โดยเฉพาะดานการศึกษา ทรงมีพระราชกระแสรับสั่ง ในดานการศึกษาโดยเนนใหการศึกษา ตองมุงสรางพ้ืนฐานใหแกผูเรียน การสรางทัศนคติท่ีถูกตอง(อุปนิสยั ) ท่มี ัน่ คงเขมแขง็ การสอนใหม ีอาชีพ มงี านทาํ รวมถงึ การทาํ ใหเยาวชนมคี วามสนใจ และเขาใจในเรื่องของสถาบันพระมหากษัตรยิ แ ละประวตั ศิ าสตรชาตไิ ทยไดอ ยางถูกตอง สถาบันพระมหากษัตริยในประเทศไทยเปนศูนยรวมใจชาวไทยท่ีสืบทอดมายาวนานหลายศตวรรษ เปนวัฒนธรรมการปกครองที่มีความสําคัญ บงบอกถึงแนวคิด ความเชื่อและความหมายของสัญลักษณตาง ๆ ท่ีหลอมรวมจิตใจชาวไทยใหเปนอันหน่ึงอันเดียวกันและสรางสรรคใ หเกิดความผาสกุ ของสงั คมโดยรวมได วฒั นธรรมการปกครองระบบกษตั รยิ ข องประเทศไทยจงึ มีความผกู พันอยางแนบแนน ตอ สังคมไทยมาแตอดตี จนปจ จุบัน แนวคดิ ที่วา พระมหากษัตรยิ ทรงเปนผูปกครองที่มีคุณลักษณะพิเศษนั้นสืบเน่ืองมาจากวัฒนธรรมความเช่ือทางศาสนา ซึ่งพัฒนาและผสมผสานมาจากแนวคดิ หลกั ตาง ๆ 3 ประการ คอื ประการแรก เปน แนวคดิ พราหมณฮินดซู ่งึ ถอื วาผทู ่ดี าํ รงตําแหนง กษัตริยคือองคอ วตารของพระผเู ปนเจาในศาสนาพราหมณฮินดูซึ่งมีหนา ที่หลกั ในการธาํ รงไวซ ่ึงความผาสกุ ของโลกมนุษย เปน แนวคิดเบื้องตน เมือ่ ชาวไทยรับคติความเช่อื พราหมณฮนิ ดูเขามา ประการทีส่ อง เปนแนวคดิ ของพระพทุ ธศาสนา ซึ่งนอกจากความเช่ือเร่ืองบุญกรรมที่สงใหเปนผูมีบารมีแลว ยังมีความเช่ือวาองคพระมหากษัตริยทรงมีสถานะเปนพระพทุ ธเจาและเปน เทพ แนวคดิ เรอ่ื งเทพทางพระพทุ ธศาสนานแี้ ตกตางจากศาสนาพราหมณฮ นิ ดูในคัมภีรจักรวาฬทปี นีซ่ึง เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2063 อธิบายวา “พระราชา พระเทวี พระกุมาร ชื่อวาสมมตเิ ทพ, เทพท่ีอยู ณ ภาคพ้นื ดนิ และท่ีสงู กวานน้ั ชอื่ วาอปุ บัติเทพ, พระพุทธเจา พระปจเจก

23พทุ ธเจาและพระขีณาสพช่ือวา “พระวิสทุ ธิเทพ” พระมหากษัตริยในสังคมไทยทรงมีลักษณะของเทพ 3 ประเภทนี้ คือ สมมติเทพ อปุ บัติเทพ และวิสุทธิเทพอยูในองคเดียว ทั้งนี้ไดรวมเอาเทพชั้นสูงในศาสนาพราหมณฮินดูเขาไวดวย ดังท่ีสะทอนใหเห็นจากแนวคิดเร่ืองสมมติเทพหรือสมมติเทวดา และในบริบทแวดลอมอื่น ๆ นอกจากน้ัน พระมหากษัตรยิ ไ ทยยังทรงเปนมหาสมมตริ าชขัตติยะ และราชา ดังปรากฏคําอธิบายในหนังสือไตรภูมิพระรวงของพระเจาลิไทซ่ึงแตงข้ึนในสมยั สโุ ขทัยวา “อันเรียกช่ือมหา สมมติราชนั้นไซร เพราะวา คนทั้งหลายยอมต้ังทานเปนใหญแลอันเรียกชื่อขัตติยะนั้นไซร เพราะวาคนทั้งหลายใหแบงปนไรนาเขานํ้าแกคนท้ังหลายแลอันเรียกช่ือวาราชาน้ัน เพราะทานน้ันถูกเน้ือ พึงใจคนท้ังหลายแล” สวนในโลกทีปสารแตงโดยพระสงั ฆราชเมธังกร ซ่ึงเปนครขู องพระเจาลิไทยกลาววา “นามราชา เพราะปกครองบุคคลอื่น ๆโดยธรรม โดยเทยี่ งธรรม” ประการท่ีสาม แนวคิดความสัมพันธระหวา งบิดา - บตุ ร อนั เปน แนวคดิพืน้ เมืองดัง้ เดิมที่เนน ความสมั พันธใกลชดิ ระหวา งผปู กครองกบั ผใู ตป กครอง ซึง่ ตา งไปจากสังคมทม่ี ีวรรณะ นบั ไดว าเปนความเขมแข็งของวัฒนธรรมการปกครองในระบบกษัตริยของไทยทส่ี ามารถดํารงสืบตอมาไดจนปจจุบัน แนวคิดท้ัง 3 ประการนี้แสดงคติความเชื่อเร่ืองสถานะขององคพระมหากษัตริยที่ผสมผสานกนั พระมหากษัตรยิ ไทยนบั แตอดีตมิไดทรงดํารงพระองคเปนเฉพาะองคอวตารแหงพระผเู ปนเจา ของศาสนาพราหมณฮนิ ดูหรอื เปนผูบําเพ็ญบุญบารมีเฉพาะพระองคแตยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เชนเดียวกับบิดาผูดูแลบุตรดวย พระราชภาระหลักของพระมหากษัตริยอันเปนพ้ืนฐานตามคติพราหมณฮินดูมี 4 ประการ คือ 1) พระราชทานความยตุ ธิ รรมอนั เปนระเบียบสากลของผูปกครองหรือผูนําท่ีจะตองสรางหรือออกกฎหมายเพื่อใหเกิดความยุติธรรม 2) ทรงรักษาความยุติธรรมน้ัน ๆ อยางเครงครัด 3) ทรงรักษาพระศาสนาและประชาชน 4) ทรงสรางความผาสุกแกประชาชน นอกจากนัน้ พระมหากษัตริยยังทรงดํารงหลักราชธรรมในพระพุทธศาสนา ไดแก ทศพิธราชธรรม 10 ประการ สังคหวัตถุ 4 ประการ และจักรวรรดิวตั ร 12 ประการ เมื่อประสานกับลักษณะวัฒนธรรมการปกครองแบบบิดา - บุตรแลวจงึ เปน เหตใุ หพระมหากษัตรยิ ใ นประเทศไทยมพี ระราชสถานะอนั สงู สงควรแกการยกยองสรรเสรญิยงิ่ ในสมัยกรุงสุโขทัย ความสัมพันธระหวางพระมหากษัตริยกับประชาชนมีความใกลชิดกันมากพระมหากษัตริยทรงดูแลทุกขสขุ ของประชาชนดงั บิดาดแู ลบตุ ร ดังปรากฏบนั ทึกในศลิ าจารึกหลักท่ี 1 ของพอขุนรามคําแหงมหาราช ที่สําคัญมากก็คือวัฒนธรรมการปกครองในระบบกษัตริยนั้นเปนการปกครองโดยมีมนษุ ยธรรม จารึกสโุ ขทยั หลักท่ี 38 วัดพระมหาธาตุ - วัดสระศรีพุทธศักราช1940 วา พระมหากษตั ริยแ หงกรุงสโุ ขทยั “จักใครข ัดพระราชสีมานดี้ งั มนษุ ยธรรม (อยา ง) พระยารามราช” คือ กษัตริยในกรุงสุโขทัยไดปกครองประชาชนอยางมีมนุษยธรรมเชนเดียวกับพอ ขุนรามคาํ แหง กษตั รยิ แ หงกรงุ สโุ ขทัยเอาพระราชหฤทัยใสไพรฟาขาแผนดินของพระองคดังปรากฏหลักมนุษยธรรมในไตรภูมิ พระรวงวา “รูจักผิดแลชอบ แลรูจักท่ีอันเปนบาปแลบุญ แลรูจัก

24ประโยชนใ นช่ัวนช้ี ัว่ หนา แลรจู ักกลวั แกบ าปแลละอายแกบ าป รูจักวายากวา งาย แลรรู กั พีร่ ักนอ งแลรเู อ็นดกู รุณาตอผูเขญ็ ใจ แลรูยาํ เกรง พอ แม ผูเถา ผแู ก สมณพราหมณาจารยอ ันอยูในสิกขาบทของพระพุทธเจาทุกเมอื่ และรูจักคุณแกว 3 ประการ” อนั แสดงใหเ ห็นความผูกพนั ระหวางกษัตรยิ ในฐานะของบิดา - บตุ ร ในการสอนใหท ําความดี ใหรจู ักบาปบญุ และหลักธรรมตาง ๆ ในสมัยอยุธยาพระราชสถานะของพระมหากษตั ริยเปลี่ยนแปลงไปบาง เม่ือมีคติความคิดเก่ียวกับสมมติเทวราชมาผสมผสาน พระมหากษัตริยทรงเปนเสมือนเทพเจา ดังปรากฏพระนามของ พระมหากษัตริยสมัยอยุธยา เชน สมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระรามราชา สมเด็จพระอินทรราชา สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระนารายณม หาราช เปนตน ซึ่งลวนแตเปนท้ังพระนามของเทพเจาของพราหมณฮินดูและเทพเจาในความเชื่อพ้ืนถ่ินท้ังสิ้น นอกจากนั้นพระราชกรณียกิจทั้งปวงของพระเจา แผนดินดงั ทป่ี รากฏในพระราชพิธี 12 เดอื น หรือทต่ี ราไวในกฎมณเฑียรบาลกด็ ีลว นเปนไปเพ่อื ประโยชนสขุ ของประชาชน อาจกลาวไดว า วฒั นธรรมการปกครองในระบบกษัตริยของอยุธยานั้นยังคงสบื ทอดมาจากแบบฉบับของกรุงสโุ ขทัยทเี่ นนความสัมพันธร ะหวางบิดา - บตุ ร แมบ ันทึกของชาวตา งชาติ เชน ลาลูแบรหรอื แชรแวสก็ยังระบุวา การลงโทษขนุ นางในราชสาํ นักน้ัน “เสมอดวยบิดากระทําแกบุตร และมิไดทรงลงอาญาอยางตระลาการท่ีใจเห้ียมหรือเจาขุนมูลนายท่ีเอาแตโทสจรติ ไดกระทําแกทาส” ตอมาในสมยั กรงุ ธนบุรีและกรงุ รัตนโกสนิ ทรว ัฒนธรรมการปกครองในระบบเดิมยังสืบทอด และธํารงไวไดเปนอยางดีในการสรางความเปนปกแผนของบานเมืองและการสรา งขวัญกําลังใจใหเ กิดขึ้นในหมูประชาชน ดังแนวพระราชดําริในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจฬุ าโลกมหาราชวา “ตัง้ ใจจะอปุ ถมั ภก ยอยกวรพทุ ธศาสนา ปอ งกนั ขอบขณั ฑเสมา รักษาประชาชนแลมนตรี” หรือคติ “พระมหาสมมุติราช” ซ่ึงรวมความเปนพระราชามหากษัตริยก็ไดปรากฏชัดเจนในประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชใน พ.ศ. 2328 วา “พรรณพฤกษาชลธี แลส่ิงของในแผนดินทั่วเขตพระนคร ซ่ึงหาผูหวงแหนมไิ ดน้นั ตามแตส มณชพี ราหมณาจารยราษฎร ปรารถนาเถดิ ” แนวคิดดงั กลาวยังไดสืบตอมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว สวนท่ีไดปรับเปล่ียนเปนสากลก็คือพระมหากษัตริยทรงสงั เกตเห็นความเปลย่ี นแปลงของสังคมโลก ทรงเรียนรู ศิลปวิทยาตางๆ และทรงเขา ถงึ ประชาชนมากข้นึ อนึ่ง ตงั้ แตในรชั กาลที่ 4 เร่มิ มแี นวคดิ ในการเปลี่ยนแปลงและยอมรับฐานะแหง “มหาชนนิกรสโมสรสมมติ”มากขึ้น และพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเหน็ วาความสัมพันธร ะหวา งประชาชนกบั พระมหากษตั ริยเ ปนส่งิ จําเปน ดังเชน ความตอนหนึ่งในประกาศเร่ืองดาวหางประกาตรศี กวา “พระเจา แผน ดินคนทั้งปวงยกยองไวเ ปน ท่พี งึ่ ใครมที ุกขรอ นถอยความประการใดก็ยอมมารองใหชวย ดังหนึ่งทารกเมื่อมีเหตุแลว ก็มารองหาบิดามารดาเพราะฉะน้ันพระเจาแผนดนิ ช่อื วาคนทั้งปวงยกยองใหเปนบิดามารดาของตัว แลวก็มีความกรุณาแกค นทง้ั ปวง ดังหนึง่ บดิ ามารดากรุณาแกบุตรจริง ๆ โดยสุจรติ ”

25 นอกจากนัน้ การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงพระผนวช ไดเสด็จธุดงคตามหวั เมอื งตา ง ๆ กย็ ิง่ เปน การสรางความผูกพนั ระหวา งพระมหากษตั รยิ ก บั ประชาชนอกี ดว ยเพราะไดท รงรจู กั วิถีชีวติ ของราษฎรอยา งแทจริง ในรัชกาลตอมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยหู ัว กท็ รงไดร บั การยอมรบั จากขุนนางทง้ั ปวงอยา ง “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ท่ีท้ังพระสงฆพระราชวงศ และขนุ นางเห็นพองกันใหพระองคเสด็จขึน้ ครองราชย ตลอดเวลาทผี่ า นมานับแตสมยัสุโขทัยแมจะมีการเปลี่ยนแผนดินหรือมีการเปลี่ยนราชวงศแตแนวคิดระบบการปกครองแบบกษตั รยิ ท ีเ่ คยมมี านนั้ หาไดเปลย่ี นไปดวยไม ในระบอบประชาธิปไตยพระมหากษตั ริยท รงใชพ ระราชอาํ นาจผานกระบวนการ 3 องคกร คือ อํานาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เสมือนผูแบงเบาพระราชภาระของพระองค แตพระมหากษัตริยก็ยังทรงมีพระมหากรุณา พระราชทานพระบรมราโชวาทส่งั สอน ชี้นําแนวทางการดําเนินชีวิตที่ถูกท่ีควร มีศีลธรรมกํากับ ทั้งทรงปฏิบตั ิพระองคเปนแบบอยาง ดว ยพระมหากรุณาธิคณุ นค้ี นไทยจงึ ยงั คงมคี วามผูกพันกบั องคพ ระมหากษตั ริยมากเชน เดมิ คนไทยมีคําเอยพระนามพระมหากษัตริยอยูหลายคําที่บงบอกความรูสึก ยกยองเทิดทูนและผกู พันตอ พระองคเชน คาํ วาพระเจา แผน ดิน พระเจาอยหู วั เจาชีวติ ท้ัง 3 คํานี้มีนัยสําคัญดังน้ีพระเจาแผนดิน ตามรูปศัพท หมายถึง ผูปกครองท่ีเปนเจาของแผนดิน คือ ผูนําท่ีมีสิทธ์ิขาดในกิจการของแผนดิน และสามารถพระราชทานท่ีดินใหแกผูใดผูหนึ่งไดแตในสังคมไทย พระเจาแผน ดินทรงเปน เจาของแผน ดินผูท รงบํารุงรกั ษาแผนดินใหมีความอุดมสมบูรณ เพ่ือใหประชาชนสามารถใชท ด่ี ินในพระราชอาณาเขตของพระองคใหเกิดประโยชน เชน ทําการเพาะปลูกใหไดผลตลอดจนเอาพระราชหฤทัยใสในการบํารงุ แผนดินใหม คี วามอุดมสมบูรณอยูเปนนิจ ดังท่ีปรากฏเปนโครงการพระราชดําริตาง ๆ ในปจจุบันน้ี และเปนที่ประจักษในสากลวาพระเจาแผนดินไทยทรงงานหนักท่ีสุดในโลก และทรงรักประชาชนของพระองคอยางแทจริง พระเจาอยูหัวเปนคําเรียกพระเจา แผนดินทแี่ สดงความเคารพเทดิ ทนู อยา งสูงสุดและเปนยอดของมงคลท้ังปวง พระเจา อยหู ัวหรือพระพุทธเจา อยูหัว หมายถึง การยอมรับพระราชสถานะของพระเจาแผนดินวาทรงเปนองคพระพุทธเจา ดังนั้น จึงทรงเปนที่รวมของความเปนมงคล ส่ิงของตาง ๆ ที่พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ พิธีกรรมตาง ๆ ที่จัดข้ึนโดยพระบรมราชโองการ และการไดเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาท หรือไดเห็นพระเจาอยูหัว จึงลวนแตเปนมงคลท้ังส้ิน เจาชีวิต เปนคําเรียกพระเจาแผน ดินทแี่ สดงพระราชอาํ นาจเหนือชวี ติ คนท้ังปวงทอ่ี ยูใ นพระราชอาณาเขต คําคําน้ีอาจหมายถึงพระเจา แผน ดินท่ีทรงสทิ ธใ์ิ นการปกปอ งคมุ ครองชีวติ ประชาชนใหพนภัย วิบัติท้ังปวงหรือลงทณั ฑผ ูกระทําผดิ ตอพระราชกาํ หนดกฎหมาย ตลอดจนทรงชบุ ชีวติ ขาแผนดนิ ใหม คี วามสขุลวงความทุกข ท้ังนี้สุดแตพระเมตตาพระกรุณาธิคุณอันเปนลนพนของพระองค แตในสังคมไทยปจ จบุ นั นัน้ คําวา เจาชีวิต หมายถึงพระเจาแผนดินผูพระราชทานกําเนิดแนวคิดโครงการตาง ๆแกประชาชน โดยมิไดทรงใชพระราชอํานาจลวงไปเกินขอบเขตแหงราชนีติธรรม แตทรงดํารง

26ธรรมะ เปนองคป ระกอบในการตดั สินวนิ จิ ฉัยเรื่องทั้งหลายท้งั ปวงดวย นอกจากนั้นยังปรากฏในคําที่ประชาชนเรียกแทนตนเองวาขาพระพุทธเจา ซ่ึงมีความหมายลึกซึ้งวาพระมหากษัตริย หรือพระเจาแผนดิน หรือพระเจาอยูหัว หรือเจาชีวิตน้ัน เปนเสมือนหนึ่งพระพุทธเจาผูทรงพระคุณอันประเสริฐ ประชาชนทุกคนตางไดพ่ึงพระบารมีอยูเปนนิจเหมือนอยูใตพระบรมโพธิสมภารกลาวไดวาวัฒนธรรมการปกครองของสังคมไทยแมจะมีความเปล่ียนแปลงผานยุคสมัยตาง ๆก็ยังคงรักษาแนวคิดเดิมคือความสัมพันธอันใกลชิดเปนหน่ึงเดียวกันระหวางพระมหากษัตรยิ กับประชาชน และศาสนาไวไ ดเปน อยางดี เพราะไมวาเวลาจะผานไปนานเทาใด “พระราชาก็ยังเปนกําลังของคนทกุ ขย าก” ซ่ึงไดท รงสงเคราะหโ ดยทั่วทกุ ชนช้ันวรรณะใหเกดิ ความผาสุกอยูเปนนิจ ตรงตามหลักมนุษยธรรมในไตรภูมิพระรวงดังไดกลาวมาแลวขางตนอยางไมเส่ือมคลาย และทรงเปนศูนยร วมความจงรักภักดีของคนไทยตลอดไป (มลู นธิ สิ มเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ าร,ี 2554 : พระราชนพิ นธคาํ นํา)กจิ กรรมทา ยเรอ่ื งท่ี 2 บทสรปุ สถาบันพระมหากษตั รยิ เ ปน ศูนยร วมใจของคนในชาติ(ใหผ เู รยี นไปทาํ กิจกรรมทา ยเรอื่ งที่ 2 ทส่ี มดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)

27เร่ืองท่ี 3 บญุ คณุ ของพระมหากษตั ริยไ ทยต้งั แตสมยั สุโขทัย อยุธยา ธนบรุ ี และรตั นโกสนิ ทร 3.1 สมยั สุโขทัย อาณาจักรสโุ ขทยั เปนสมยั ทเ่ี จริญรงุ เรอื งสูงสดุ ในรชั สมัยของพอขนุ รามคาํ แหงมหาราชอํานาจของอาณาจักรสุโขทัยในชวงรัชสมัยของพระองคมั่นคงมาก ไดทรงแผอาณาเขตออกไปโดยรอบ วัฒนธรรมไทยไดเจริญข้ึนทุกสาขา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเจริญท้ังดานประวัตศิ าสตร การสงคราม ภมู ศิ าสตร กฎหมาย ประเพณี การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ปรัชญาพระพุทธศาสนา การประดษิ ฐอ กั ษรไทย และอน่ื ๆ สมัยพอขุนรามคาํ แหงมหาราช ดา นการเมอื งการปกครอง พระองคทรงใชรูปแบบการปกครองแบบพอปกครองลูก คือ พระองคทรงดูแลเอาใจใสในทกุ ขส ขุ ของราษฎรเหมือนพระองคเ ปนพอ สวนราษฎรหรือไพรฟา คือ ลูก เมื่อราษฎรมีเร่ืองเดือดรอนก็ทรงใหสั่นกระดิ่งท่ีหนาประตูวัง แลวพระองคก็จะเสด็จออกมารับฟงเรื่องราวและทรงตัดสินปญหาดว ยพระองคเอง นอกจากน้ี พระองคทรงทําสงครามขยายอาณาเขตออกไปอยา งกวา งขวางมากกวา พระมหากษัตริยพ ระองคใดในสมยั สุโขทัย ดา นเศรษฐกิจ พระองคทรงโปรดใหสรางทํานบกกั เก็บน้ําที่เรียกวา ทํานบพระรวง หรือ สรีดภงสเพื่อใชกักเก็บน้ําไวใชในฤดูแลง และพระองคทรงใหเสรีภาพแกประชาชนในการคาขายไดอยางมอี ิสระเสรี ไมมีการเกบ็ ภาษผี านดานจากราษฎร ทีเ่ รียกวา จังกอบ ทําใหการคาขายขยายออกไปอยา งกวางขวาง และทรงโปรดใหส รา งเตาเผาเคร่ืองสังคโลกเปน จํานวนมาก เพ่ือผลติ สนิ คา ออกไปขายยงั ดนิ แดนใกลเคียง ดา นศิลปวฒั นธรรม พระองคท รงประดษิ ฐตัวอกั ษรไทยท่ีเรยี กวา ลายสือไทย และไดมีการพัฒนามาเปนลําดับจนถึงอักษรไทยในปจจุบัน ทําใหคนไทยมีอักษรไทยใชมาจนถึงปจจุบัน โดยโปรดใหจารึกเร่ืองราวเหตุการณต าง ๆ ในสมัยสโุ ขทัยลงบนศิลา เม่อื พ.ศ. 1826 เรยี กวา ศลิ าจารกึ หลกั ที่ 1 สมยั พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ในสมัยพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พระยาลิไท) ทรงรวบรวมราชอาณาจักรสุโขทัยเปน อนั หนงึ่ อันเดียวกัน และขยายพระราชอาํ นาจออกไประหวา งแควจําปาสักกับแมนํ้าปงจนจรดแมน ้าํ นา นทางทศิ เหนอื มาไวใ นราชอาณาจักรสุโขทัย

28 ดา นศาสนา ทรงมบี ทบาทสาํ คญั ในการทาํ นบุ ํารุงและเผยแผพระพุทธศาสนา คือ ไดสงพระสงฆออกไปเผยแผ พระพุทธศาสนายงั ทตี่ าง ๆ เชน เมืองเชยี งใหม พษิ ณโุ ลก อยธุ ยา และหลวงพระบางทรงโปรดเกลา ฯ ใหซอ มพระเจดียเมืองนครชุม (กําแพงเพชร) ทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทท่ีเขาสุมนกุฏ ซึ่งอยูนอกเมืองสุโขทัย โปรดใหสรางวัดปามะมวง (สุโขทัย) ทรงโปรดใหหลอพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีขนาดเทากับองคพระพุทธเจา ถวายพระนามวา พระศรีศากยมุนีประดษิ ฐานท่พี ระวหิ ารวัดพระศรีรตั นมหาธาตุ สโุ ขทยั ดา นภาษาและวรรณคดี ทรงมีความเช่ียวชาญในดานภาษาและวรรณคดีเปนพิเศษ ดังมีหลักฐานปรากฏในหนังสือไตรภมู ิพระรว ง วา พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) ทรงนิพนธข้ึนเมื่อคร้ังยังดํารงพระยศพระมหาอุปราช ครองเมอื งศรสี ชั นาลยั หนังสอื ไตรภมู ิพระรว งเปนวรรณคดีท่ีเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา 3.2 สมัยอยธุ ยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจาอูทอง) ทรงเปนปฐมกษัตริยของกรุงศรีอยุธยาทรงตั้งกรุงศรีอยุธยา ณ ชัยภมู ทิ เี่ อื้ออาํ นวยทัง้ ในดานความปลอดภัยจากขาศึกและความอยูดีกินดีของชาวอยธุ ยา พ้นื ท่ีเหมาะแกการทําเกษตรกรรม บุญคุณของพระมหากษตั ริยส มัยอยุธยาทมี่ ตี อประเทศในสมัยอยุธยา ดงั นี้ 1. ทรงปฏริ ูปการปกครอง โดยทรงรวมอาํ นาจการปกครองเขา สศู นู ยกลาง คอื ราชธานีและแยกฝายทหารกับฝายพลเรือนออกจากกัน การแตงตั้งตําแหนงขาราชการใหมีบรรดาศักดิ์ตามลําดบั จากต่ําสุดไปสงู สุด คือ ทนาย พนั หม่นื ขุน หลวง พระ พระยา และเจาพระยา มกี ําหนดศกั ดนิ าเพื่อเปนคา ตอบแทนการรบั ราชการ ทรงตัง้ กฎมณเฑียรบาลข้ึนเปนกฎหมายสําหรบั การปกครอง 2. ทรงประกาศใชกฎหมายลักษณะสําคัญ คือ กฎหมายศักดินา เปนการกําหนดสทิ ธิหนาทม่ี ูลนายและไพร 3. โปรดเกลาฯ ใหประชมุ นกั ปราชญร าชบณั ฑติ แตง หนงั สอื มหาชาตคิ ําหลวง นบั วาเปน วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเรอื่ งแรกของกรุงศรีอยธุ ยา และเปน วรรณคดีที่ใชเ ปนแนวทางในการศกึ ษาภาษาและวรรณคดขี องไทย พรอมท้ังสรา งวดั จฬุ ามณี 4. ทรงรวมอาณาจกั รสโุ ขทยั เปนสวนหนงึ่ ของอยธุ ยาโดยสมบรู ณ

29 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตลอดรชั สมยั ของพระองคทรงกอบกูกรุงศรีอยุธยาจากพมา และไดทําสงครามกับอริราชศตั รูทงั้ พมาและเขมร จนราชอาณาจกั รไทยเปน ปก แผนม่ันคง ขยายดนิ แดนไดอยา งกวา งขวางบญุ คุณของพระองคท ีม่ ีตอประเทศชาติในดา นตาง ๆ ดังนี้ ดา นการเมืองการปกครอง พระองคโปรดใหป รบั ปรงุ การปกครองหัวเมอื งใหญเ ปนการรวมอาํ นาจเขาสูศูนยกลางยกเลิกระบบเมืองพระยามหานคร ยกเลิกใหเจานายไปปกครองเมืองเหลานี้ แลวใหขุนนางไปปกครองแทน จัดหัวเมืองตามความสําคัญและขนาดเปน เอก โท ตรี จตั วา ดานการคาขาย ทรงสง ทูตไปประเทศจนี เพ่อื รับรองฐานะกษตั รยิ ของพระองคและติดตอคาขายกับประเทศจีน ขยายการคา ไปประเทศสเปน สมเดจ็ พระนารายณม หาราช พระองคทรงเปนพระมหากษัตริยท ท่ี รงพระปรีชาสามารถมาก ทําใหกรุงศรีอยุธยาในรัชสมยั ของพระองค มีความเจรญิ รุงเรืองกาวหนาในทุกดาน ทั้งในดา นเศรษฐกิจ การตางประเทศการศกึ ษา ศลิ ปวฒั นธรรม และวรรณคดที ่สี าํ คญั หลายเรอ่ื งเกดิ ขึน้ ในรชั สมยั ของพระองค จนไดชื่อวาเปนยคุ ทองของวรรณคดใี นสมยั กรงุ ศรีอยุธยา ในรัชสมัยของพระองค ไดมีชาวตะวันตกเดนิ ทางเขามาติดตอ คาขาย เผยแผศาสนาตลอดจนเขา รับราชการ ทําใหช าวตะวนั ตกยอมรับนับถอื กรุงศรอี ยุธยาเปน อยางมาก ในดา นการคา ขาย ไดม ีการติดตอคา ขายกับตา งประเทศมากย่ิงกวาในรัชสมัยอ่ืน ๆทั้งฮอลันดา ฝรั่งเศส และอังกฤษ ทรงโปรดเกลาฯ ใหตอเรือกําปนหลวง เพ่ือทําการคาขายกับตา งประเทศ จึงทาํ ใหอยุธยาเปนศนู ยกลางการคากับตางประเทศ มีเศรษฐกิจรุงเรือง มีรายไดจากการจดั เก็บภาษอี ากรเปนจํานวนมาก 3.3 สมยั ธนบุรี สมเดจ็ พระเจาตากสินมหาราช พระองคมพี ระราชกรณยี กจิ ทส่ี าํ คญั คอื การรวบรวมกําลังไวตอสูกับพมา สรางความเปนปกแผนของพระราชอาณาจักรบุญคุณของพระองคที่มีตอประเทศชาติในดานตา ง ๆ ดา นเศรษฐกจิ เมื่อเศรษฐกิจของบานเมืองอยูในภาวะตกต่ํา ทรงแกไขปญหาเฉพาะหนาไดเปนอยา งดี โดยสละพระราชทรัพยซ อ้ื ขา วสารจากพอคา ตางเมือง

30 ดา นวรรณกรรม ทรงสนพระทัยดานวรรณกรรม ทรงนิพนธบทละครเร่ืองรามเกียรติ์ ทํานุบํารุงพระพทุ ธศาสนาใหร งุ เรอื งดังแตกอ น นอกจากนี้พระองคยงั ทรงเปนนักรบและนักปกครองชั้นดีเย่ียม มีคุณลักษณะผูนําอยูเต็มตวั ท้ังในยามคบั ขันและยามปกติ 3.4 สมยั รตั นโกสนิ ทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1) โปรดใหย า ยราชธานีจากกรุงธนบุรีไปยังท่ีแหงใหมซึ่งอยูคนละฝงของแมน้ําเจาพระยา เม่ือ พ.ศ. 2325 ตอมาไดพระราชทานนามวา กรงุ รัตนโกสนิ ทร หรือกรุงเทพฯ ในปจ จุบนั การสรางพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชพระองคโปรดใหส รา งวัดข้นึ ในพระบรมมหาราชวัง คอื วัดพระศรีรตั นศาสดาราม หรือวัดพระแกวแลว อัญเชิญพระแกว มรกตมาประดษิ ฐาน ในสมัยรัชกาลท่ี 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัวทรงเปลี่ยนนโยบายตา งประเทศ มาเปนการคากับชาวตะวันตก เพื่อความอยูรอดของชาติ เน่ืองจากทรงตระหนักถึงภยั จากลัทธจิ กั รวรรดนิ ยิ ม ซงึ่ กําลังคุกคามประเทศตา ง ๆ อยใู นขณะนัน้ จดุ เรมิ่ ของการเปล่ียนแปลงนโยบายตา งประเทศ คอื การทาํ สนธิสญั ญาเบาวริง กับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 โดยพระนางเจา วกิ ตอเรยี ไดแตง ตัง้ ให เซอร จอหน เบาวริง เปนราชทูตเขามาเจรจา สาระสําคญั ของสนธสิ ญั ญาเบาวริง มีดงั นี้ 1. องั กฤษขอต้ังสถานกงสลุ ในประเทศไทย 2. คนองั กฤษมสี ทิ ธิเชาท่ดี ินในประเทศไทยได 3. คนอังกฤษสามารถสรา งโบสถ และสามารถเผยแพรศ าสนาคริสตได 4. เก็บภาษขี าเขาไดไ มเ กนิ รอยละ 3 5. พอคา อังกฤษและพอ คา ไทยมีสทิ ธคิ า ขายกันไดโดยเสรี 6. สินคาตอ งหา ม ไดแ ก ขา ว ปลา เกลอื 7. ถาไทยทําสนธิสัญญากับประเทศอื่น ๆ ท่ีมีผลประโยชนเหนือประเทศอังกฤษจะตองทําใหองั กฤษดว ย 8. สนธิสัญญาน้ีจะแกไขเปลี่ยนแปลงได จนกวาจะใชแลว 10 ป และในการแกไขตอ งยินยอมดว ยกันทัง้ สองฝา ยและตองบอกลว งหนา 1 ป

31 ผลจากการทําสนธสิ ญั ญาเบาวรงิ ในสมัยรชั กาลท่ี 4 ทําใหส ภาพสังคมไทยเปลีย่ นแปลงในดา นตา ง ๆ มีดังน้ี 1. ดานการปกครอง รัชกาลที่ 4 ทรงแกไขเปล่ียนแปลงประเพณี คือ เปดโอกาสใหราษฎรเขาเฝาไดโดยสะดวกใหร าษฎรเขา เฝา ถวายฎีการองทกุ ขไดใ นขณะทท่ี รงเสดจ็ พระราชดําเนิน รัชกาลท่ี 5 ทรงเปลี่ยนแปลงสถานะของไพรใหเปนพลเมืองปลดปลอยทาสซง่ึ นาํ ไปสูการเลิกทาส และปฏิรปู การศกึ ษาโดยการจัดต้ังโรงเรียนข้ึนในวัดสําหรบั ราษฎร รัชกาลท่ี 6 ทรงประกาศใชพระราชบัญญตั ิ โปรดใหใชพทุ ธศักราช (พ.ศ.) เปนศักราชทางราชการ แทนรัตนโกสินทรศก (ร.ศ.) เปลี่ยนแปลงการนับเวลาทางราชการ ใหสอดคลองกับสากลนิยม โปรดใหกําหนดคํานําหนาชื่อเด็กหญิง เด็กชาย นางสาว และ นาง เปล่ียนแปลงธงประจําชาติ จากธงรปู ชางเผอื ก มาเปน ธงไตรรงคตรากฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบสันตติวงศตามแบบประเทศยโุ รป 2. การปฏริ ูปกฎหมายและการศาล รชั กาลที่ 4 ทรงตรากฎหมายขน้ึ หลายฉบบั เพ่อื ใหทันสมยั และเหมาะสมกับสภาพบานเมอื ง เชน กฎหมายเกี่ยวกับมรดก สนิ สมรส ฯลฯ รชั กาลท่ี 5 การปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งสําคัญ โดยมีกรมหลวงราชบุรีดเิ รกฤทธ์ิ (พระบิดาแหงกฎหมาย) เปนกําลงั สาํ คญั ผลการปฏิรูปกฎหมายและการศาล มีดงั นี้ 1. โรงเรียนสอนวชิ ากฎหมาย 2. ตรากฎหมายฉบบั ใหมแ ละทนั สมัยที่สดุ คอื กฎหมายลักษณะอาญา 3. จัดตัง้ กระทรวงยุตธิ รรมขึ้น รัชกาลท่ี 6 โปรดใหป ฏริ ปู กรมรางกฎหมายเพ่มิ เติม เปนตน 3. ดา นเศรษฐกจิ ภายหลังการทําสนธิสัญญาเบาวริงแลว การคาของไทยเจริญกาวหนาขึ้นมากทําใหมีการปรบั ปรงุ ดา นเศรษฐกจิ ดงั นี้ รัชกาลท่ี 4 ทรงเปลี่ยนการใชเ งนิ พดดว งมาเปนเงนิ เหรียญ และขดุ คลอง ตดั ถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย รัชกาลท่ี 5 โปรดเกลาฯ ใหเ ปลี่ยนมาตราเงินไทยมาใชระบบทศนิยมกําหนดให1 บาท มี 100 สตางค สรา งเหรียญสตางคทาํ ดวยทองขาว และเหรยี ญทองแดง และไดโปรดเกลา ฯไดพิมพธ นบตั รขนึ้ ใช โดยตราพระราชบัญญัติธนบตั ร ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) และตงั้ กรมธนบัตรข้นึสงั กัดกระทรวงพระคลงั มหาสมบัติ นอกจากนี้ยงั ประกาศใชพ ระราชบัญญัติมาตราทองคํา ร.ศ. 127(พ.ศ. 2451) โดยใชท องคําเปน มาตรฐานเงนิ ตราแทนเงนิ และไดประกาศยกเลิกการใชเงินพดดวง

32เหรียญ เฟอง เบ้ยี ทองแดงตาง ๆ เบย้ี สตางคท องขาว โดยใหใ ชเ หรียญบาท สลึง และเหรียญสตางคอยางใหมแ ทน และขดุ คลอง ตัดถนนเพ่มิ ข้นึ หลายสาย รชั กาลท่ี 6 โปรดตง้ั คลงั ออมสินข้ึน (ปจจุบัน คือ ธนาคารออมสิน) 4. ดา นการศกึ ษา รชั กาลท่ี 4 ตัง้ โรงเรยี นชายขึ้นท่ีตาํ บลสาํ เหร และโรงเรียนกลุ สตรีวงั หลัง รัชกาลที่ 5 ไดมีการปฏิรูปการศึกษาขึ้น คือ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก โรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบและโรงเรยี นวัดมหรรณพาราม (แหงแรก) ไดโ ปรดใหจดั ต้ังกระทรวงธรรมการขึ้นเพอ่ื รบั ผิดชอบในดา นการศกึ ษา และยงั ไดพ ระราชทานทนุ เลา เรียนหลวงอีกดว ย รัชกาลที่ 6 มีดังน้ี 1. ตราพระราชบัญญัตปิ ระถมศึกษาขึ้นใชใ นป พ.ศ. 2464 2. ใหเรียกเกบ็ เงิน “ศกึ ษาพลี” จากราษฎรเพื่อบํารงุ การศึกษาทอ งถิ่น 3. ตง้ั มหาวทิ ยาลยั ขึน้ เปน แหงแรก คอื จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย 5. ดานศาสนา รชั กาลท่ี 4 ทรงประกาศใชพ ระราชบญั ญัติ ลกั ษณะการปกครองสงฆเปนฉบับแรกโดยมีสมเด็จพระสังฆราช เปน ผปู กครองสูงสุด มมี หาเถรสมาคมใหคําปรกึ ษา และโปรดใหสรางวัดขึ้นหลายแหง เชน วัดโสมนัสวหิ าร วัดราชประดิษฐ วดั ปทมุ วนาราม รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชกรณยี กิจท่สี ําคญั คอื โปรดใหจัดต้งั สถานศึกษาสําหรบัพระสงฆข้ึน 2 แหง ซึ่งตอมาเปนมหาวิทยาลัยของสงฆ หรือมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนามกี ารศกึ ษาถงึ ระดับปรญิ ญาเอก คือ 1. มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั อยูท ี่วัดมหาธาตุฯ เปน สถานศกึ ษาของพระสงฆฝายมหานกิ าย (ปจ จบุ ัน คือ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั การใหบริการดานการศึกษาเชนเดยี วมหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย) 2. มหามงกฎุ ราชวิทยาลยั อยูท ่วี ดั บวรนเิ วศวิหาร เปนสถานศึกษาของพระสงฆฝา ยธรรมยุตินิกาย (ปจจุบัน คือ มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย การใหบริการดานการศึกษาเชน เดียวกบั มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย) 6. ดานขนบธรรมเนยี มประเพณี รัชกาลท่ี 4 ทรงประกาศใหขาราชการสวมเสื้อเวลาเขาเฝา ทรงใหเสรีภาพประชาชน ในการนับถือศาสนา การประกอบอาชีพ โปรดใหสตรไี ดยกฐานะใหส งู ขนึ้ รัชกาลท่ี 5 โปรดเกลาฯ ใหขาราชการสวมเส้ือราชปะแตน และสวมหมวกอยางยโุ รป ใหข าราชการทหารแตงเคร่ืองแบบตามแบบตะวันตก โปรดใหผ ูชายในราชสํานัก ไวผม

33ทรงมหาดไทย เปลย่ี นมาไวผ มตัดยาวทัง้ ศรี ษะแบบฝรง่ั โปรดใหผหู ญิงเลกิ ไวผมปก ใหไวผ มตัดยาวท่ีเรียกวา “ทรงดอกกระทมุ ” 7. ดา นศิลปกรรม รัชกาลท่ี 4 เร่ิมมีการกอสรา งแบบตะวนั ตก เชน พระราชวงั สราญรมย พระนครคีรีทีเ่ พชรบรุ ี ดา นจติ รกรรม ไดแก ภาพเขียนฝาผนังในพระอโุ บสถ และวหิ ารวัดบวรนเิ วศวิหาร จติ รกรเอกในสมัยน้ี ไดแ ก ขรัวอนิ โขง ซ่ึงเริม่ เขียนภาพแบบสามมิติ ตามแบบตะวนั ตก เปน บุคคลแรก รัชกาลท่ี 5 สถาปตยกรรมไดร บั อทิ ธิพลแบบตะวนั ตกมากขึน้ ประติมากรรม ไดแ กพระพุทธชินราชจําลอง พระบรมรูปหลอพระมหากษัตริย 4 รัชกาล พระราชนิพนธท่ีสําคัญของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั ไดแก พระราชพธิ ีสิบสองเดือน พระราชนพิ นธไ กลบาน รัชกาลที่ 6 มีการกอ สรางตามแบบไทย ไดแก หอประชมุ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยการกอ สรางแบบตะวนั ตก เชน พระราชวงั สนามจนั ทร ดานจิตรกรรม ไดแก ภาพเขียนท่ีฝาผนังวิหารทิศ ท่ีจังหวัดนครปฐม การกอสรางพระพทุ ธรปู เชน พระแกว มรกตนอ ย ดานดนตรี และการแสดงละคร มีความรุงเรืองมาก มีการแสดงละครเพ่ิมข้ึนหลายประเภท เชน ละครรอ ง ละครพดู ดา นวรรณคดี ไดม พี ระราชนพิ นธหลายเรือ่ ง เชน เวนิสวาณิช ฯลฯ ไดม กี ารกอ ตง้ัวรรณคดสี โมสรขน้ึ ดวย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งสําคัญท่ีสุดของไทย คือการเปล่ียนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริยทรงเปนพระประมุขในป พ.ศ. 2475 ซ่ึงตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 7 ซึ่งถือวาเปนบุญคุณอันใหญหลวงที่พระมหากษัตริยไดทําเพื่อประชาชนของพระองค ในรชั สมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)พระองคมพี ระราชกรณยี กิจดานการพัฒนาทสี่ ําคญั คือ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เปนส่ิงท่ีทรงสนพระราชหฤทัยอยางย่ิง ทรงตระหนักวาปญหาเกษตรกรมาจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่เสื่อมโทรม ถูกทําลายจํานวนมาก ทรงคิดคน ดัดแปลงปรับปรุง และแกไขดวยการพัฒนาท่ีดําเนินการไดงาย ไมยุงยากซับซอน สอดคลองกับสภาพความเปนจริงของความเปนอยู และระบบนิเวศในแตละภูมิภาค พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดรชั สมยั เปนทยี่ อมรบั ทรงสรา งรูปแบบที่เปนตวั อยา งของการพฒั นาแบบย่ังยืน ผสมผสานความตอ งการของราษฎรใหเ ขากบั การประกอบอาชีพ โดยทรงนําพระราชดําริมาปฏิบัติจริง และ

34สามารถพฒั นาใหเ ปน ทฤษฎีใหม ซึ่งเปนระบบการจดั การท่ดี นิ และแหลง นํา้ เพ่ือการเกษตรที่ยั่งยืนทําใหเกษตรกรสามารถดาํ เนนิ ชีวติ ไดอยา งมีความสขุ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพ่ือการพัฒนาประเทศ โดยทรงเนน คนเปนศูนยกลางตลอดมา พระองคเปนตน แบบการบริหารจัดการท่ีดีในทุกพระราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญทรงเก้ือหนุนการบรหิ ารราชการทกุ รฐั บาล แนวพระราชดําริจํานวนมากท่ีพระราชทานใหรัฐบาลนาํ ไปปฏิบัตลิ ว นมีจุดมุงหมายใหป ระชาชนชาวไทยมคี วามสขุ ไดรับบริการจากรฐั อยา งท่วั ถึง เขา ถงึทรัพยากรของชาตอิ ยางเทา เทยี มกนั แนวพระราชดํารดิ า นการเกษตรท่ีสาํ คัญ คอื “ทฤษฎใี หม” เปนการใชประโยชนจากพ้นื ท่ที ี่มีอยูจํากัดใหเกิดประโยชนสงู สดุ พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลที่ 9) พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทรงช้ีแนะแนวทางการดาํ เนนิ ชีวติ ใหแกร าษฎร เปน ผลใหเ กดิ การพฒั นาสงั คมและทรัพยากรบุคคลอยางม่ันคง ย่ังยืน และสงบสุข ซึ่งโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดําริในรัชสมัยของพระองคมีท้ังสิน้ มากกวา 4,000 โครงการ อยูในความรับผิดชอบของสํานักงานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ (สาํ นกั งาน กปร.) นอกจากน้ีพระองคยังทรงมีพระปรีชาสามารถในศาสตรสาขาตาง ๆ ซึ่งสงผลตอการพัฒนาท้งั สนิ้ ท้งั ในดานการประดษิ ฐ ไดแ ก การประดิษฐ “กังหันชัยพัฒนา” ซ่ึงเปนเครื่องกลเตมิ อากาศแบบทุน ลอย ดานวรรณศิลป พระองคทรงเชี่ยวชาญในภาษาหลายภาษา ทรงพระราชนิพนธบทความ แปลหนังสือ เชน นายอนิ ทรผูปด ทองหลงั พระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนกฉบับการตูน เปนตน งานทางดานดนตรี พระองคทรงพระปรีชาสามารถเปนอยางมากและรอบรูในเรื่องการดนตรีเปนอยา งดี พระองคท รงดนตรีไดหลายชนดิ เชน แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเปต กีตารและเปยโน พระองคยงั ไดป ระพันธเพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงดวยกัน เชน เพลงพระราชนิพนธแสงเทยี น เปนเพลงแรก นอกจากน้ียังมเี พลงสายฝน ยามเย็น ใกลรงุ ลมหนาว ยิ้มสูสายลม ค่ําแลว ไกลกงั วล ความฝนอนั สงู สุด เราสู และเพลงพรปใ หม เปน ตน ในรชั สมัยสมเดจ็ พระเจา อยูห วั มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู (รชั กาลท่ี 10)พระราชกรณียกิจของพระองคท่สี าํ คญั เชน พระองคทรงใสพระราชหฤทัยในการสงเสริมการศึกษาของเยาวชนไทย โดยทรงรบั โรงเรยี นหลายแหง ไวใ นพระราชปู ถมั ภ เนอื่ งจากทรงตระหนกั วา การศกึ ษาจะสามารถพฒั นาเยาวชน ซ่ึงเปนกําลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ทรงมีพระราชดําริ

35ดานการสงเสริมการศึกษา ไดแก “โครงการทุนการศึกษาสมเดจ็ พระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกรู ” เพอื่ สนบั สนนุ และสง เสรมิ การศึกษาแกเดก็ และเยาวชน นอกจากนี้ พระองคยังทรงหวงใยและทรงคํานึงถึงความอยูดีมีสุขของประชาชนเปน สําคญั และพระองคมีพระราชปณิธานแนว แน ท่จี ะทําใหป ระเทศชาตมิ น่ั คงและประชาชนมชี วี ติความเปนอยทู ดี่ ขี น้ึ ดวยมพี ระราชประสงคทจี่ ะสบื สาน รักษา และตอยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริและแนวพระราชดําริตาง ๆ ในการบําบัดทุกขและบํารุงสุขใหประชาชนและพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนาทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหหนวยราชการในพระองค รวมกับหนวยราชการตาง ๆ และประชาชนทุกหมูเหลาท่ีมีจิตอาสา บําเพ็ญสาธารณประโยชนในพ้ืนที่ตาง ๆเพื่อบรรเทาความเดือดรอน และแกไขปญหาใหแกประชาชน ไมวาจะเปนปญหานํ้าทวมในเขตชุมชน ปญหาการจราจร และอ่ืน ๆ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงหวงใยปญหานํ้าทวมและปญหาการจราจรในเขตพื้นท่ีกรุงเทพมหานครและจังหวัดตาง ๆ ซึ่งพระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดโครงการจิตอาสา“เราทาํ ความดี ดว ยหวั ใจ” ระหวา งวันที่ 28 กรกฎาคม - 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2560 ในพนื้ ทก่ี รงุ เทพมหานครเพื่อเปน แบบอยางในการพัฒนาสภาพแวดลอม และความเปน อยูในชุมชนใหมีสภาพท่ดี ีขน้ึ ดังนั้น โครงการจิตอาสา “เราทําความดี ดวยหัวใจ” โครงการในพระราชดําริสมเด็จพระเจาอยูหัว ไดปลุกจิตสํานึกในการทําความดี ปลูกฝงใหคนทุกเพศทุกวัย ไดตื่นตัวในการบาํ เพ็ญตนใหเปน ประโยชนแ กส งั คม ชุมชน และประเทศชาติกจิ กรรมทา ยเร่อื งที่ 3 บุญคณุ ของพระมหากษตั ริยไทยต้ังแตสมัยสโุ ขทัย อยุธยา ธนบุรี และรตั นโกสนิ ทร(ใหผ เู รียนไปทาํ กจิ กรรมทายเรื่องที่ 3 ท่สี มดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชุดวชิ า)

36 หนวยการเรียนรูที่ 2 การประยุกตใ ชว ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรสาระสาํ คญั การศึกษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตรไมวาจะในยุคสมัยใดลวนเริ่มตนจากความสงสัยใครรูอันเปนคุณลักษณะท่ีติดตัวมนุษยมาต้ังแตกําเนิด โดยการศึกษาประวัติศาสตรเปรยี บเสมือนการศึกษาคน ควา ความจรงิ ทางวทิ ยาศาสตรที่ตองมขี ้นั ตอนทีไ่ ดร บั การยอมรบั วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร จงึ เปน เคร่ืองมอื ทนี่ าํ มาชว ยในการศึกษาคนควาเพือ่ หาขอเท็จจริงทางประวัติศาสตรใหอ อกมาสมบูรณ กอใหเกิดองคความรูใหมทางประวัติศาสตรที่จะชวยเติมเต็มความสงสัยใครรูของมนษุ ยตอไปอกี ในอนาคตตัวชวี้ ัด 1. อธบิ ายความหมาย ความสาํ คญั และประโยชนของวิธกี ารทางประวัตศิ าสตร 2. อธบิ ายวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร 3. ประยุกตใ ชวิธีการทางประวัตศิ าสตรในการศึกษาเร่อื งราวทางประวัตศิ าสตร ทส่ี นใจขอบขายเนอ้ื หา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญ และประโยชนของวิธกี ารทางประวัติศาสตร เรือ่ งที่ 2 วิธีการทางประวัติศาสตร 2.1 การกาํ หนดหวั เรอ่ื งที่จะศึกษา/การตง้ั ประเดน็ ท่ีจะศกึ ษา 2.2 การรวบรวมหลกั ฐาน/สืบคน และรวบรวมขอมูล 2.3 การประเมนิ คา ของหลักฐาน/การวิเคราะหแ ละตคี วามขอ มลู ทาง ประวัติศาสตร 2.4 การวิเคราะห สังเคราะห และจัดหมวดหมขู อ มูล 2.5 การเรยี บเรียงและนาํ เสนอขอมูล เรื่องท่ี 3 ตัวอยางการนําวิธกี ารทางประวัติศาสตรมาใชศ ึกษาประวตั ิศาสตรไทย

37สื่อการเรียนรู 1. ชดุ วชิ าประวัติศาสตรช าตไิ ทย รหัสรายวิชา สค32034 2. สมดุ บันทึกกจิ กรรมการเรยี นรูประกอบชุดวิชาเวลาที่ใชในการศกึ ษา 36 ชว่ั โมง

38เรื่องท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คญั และประโยชนข องวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร ประวตั ิศาสตรเ ปน การศึกษาเรอ่ื งราวของมนุษยในอดีต โดยอาศัยหลักฐานท่ียังคงหลงเหลืออยูในปจ จุบัน โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตรในการศึกษาประเด็นท่ีสนใจ อยางเปนระบบ ตง้ั แตการกาํ หนดหวั ขอเร่ืองท่ีจะศึกษา การรวบรวมหลกั ฐาน และการเรยี บเรยี ง พรอมนําเสนอซ่ึงจะทําใหส ามารถสรา งองคความรูใหมไ ด อยา งมเี หตุผล และมีความนาเช่ือถือ ซี่งการเรียนรูวิธีการทางประวัตศิ าสตรจะชวยใหผูเรยี น รจู กั สืบคน หาขอ เท็จจรงิ ทางประวตั ิศาสตรไดอ ยางถกู ตอง 1. ความหมายของวิธีการทางประวัตศิ าสตร วิธีการทางประวตั ิศาสตร หมายถงึ วธิ กี าร หรือข้ันตอนตาง ๆ ท่ีใชในการศึกษาคนควา วิจัยเก่ียวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร โดยเฉพาะอาศัยจากหลักฐานท่ีเปนลายลักษณอักษรเปน สาํ คัญ ประกอบกบั หลักฐานอ่ืน ๆ เชน ภาพถา ย แถบบันทึกเสยี ง วดี ิทัศน หลักฐานทางโบราณคดี เปน ตน เพอื่ ใหส ามารถฟน อดตี หรือจําลองอดตี ขึ้นมาใหม ไดอยางถูกตอ ง ตรงประเด็นและลาํ ดบั เรือ่ งราวไดอยา งใกลเคียงกับความเปนจริงที่สุด 2. ความสาํ คญั ของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร วิธีการทางประวตั ศิ าสตรมีความสําคัญ คือ ทําใหเรื่องราว กิจกรรม เหตุการณที่เกดิ ข้ึนในประวตั ิศาสตรมคี วามนาเชอ่ื ถอื มีความถกู ตอ งเปน จรงิ หรอื ใกลเ คียงกับความเปนจริงมากทสี่ ุด เพราะไดม กี ารศกึ ษาอยางเปน ระบบ อยางมีขั้นตอน มีความระมัดระวังรอบคอบ โดยผูไดรับการฝกฝนในระเบยี บวธิ ีการทางประวัติศาสตรมาดแี ลว สาํ หรบั การศึกษาประวัติศาสตรนน้ั มีปญหาท่ีสําคัญประการหน่ึง คือ อดีตท่ีมีการร้ือฟน หรือ จาํ ลองขน้ึ มาใหมนนั้ มีความถูกตอง สมบรู ณ และเชอ่ื ถือไดเ พียงใด รวมทง้ั หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษรและไมเปนลายลักษณอักษรที่นํามาใชเปนขอมูลนั้น มีความสมบูรณมากนอยแคไหน เพราะเหตุการณทางประวัตศิ าสตรม อี ยูม ากมาย เกินกวา ท่ีจะศกึ ษาหรอื จดจาํ ไดห มดแตหลักฐานที่ใชเปนขอมูล อาจมีเพียงบางสวน ดังน้ัน วิธีการทางประวัติศาสตรจึงมีความสําคัญเพ่ือใชเปนแนวทางสาํ หรับผูศึกษาประวัติศาสตร หรือผูฝกฝนทางประวัติศาสตรจะไดนําไปใชดวยความรอบคอบ ระมดั ระวัง ไมลําเอยี ง และเพอื่ ใหเกดิ ความนา เชือ่ ถอื 3. ประโยชนของวิธีการทางประวตั ิศาสตร วธิ กี ารทางประวัติศาสตร มีประโยชนทั้งตอการศึกษาประวัติศาสตรที่ทําใหไดเรื่องราวทางประวัตศิ าสตรท ี่นา เชือ่ ถือ ประโยชนอ ีกดานหนงึ่ คอื ผูทีไ่ ดร บั การฝก ฝน การใชว ธิ ีการทางประวัติศาสตรจ ะทาํ ใหเ ปน คนละเอยี ด รอบคอบ มกี ารตรวจสอบเรอื่ งราวทศ่ี กึ ษา รวมท้ังนาํ มาปรับใชในชวี ิตประจําวันได โดยจะทําใหเปนผรู จู กั ทาํ การประเมินเหตกุ ารณตา ง ๆ วา มคี วามนา เชอ่ื ถอืเพยี งใด หรอื กอ นที่จะเช่ือถือขอ มูลของใคร กน็ าํ วธิ ที างประวัตศิ าสตรไปตรวจสอบกอนกจิ กรรมทา ยเรือ่ งท่ี 1 ความหมาย ความสาํ คญั และประโยชนของวิธีการทางประวัตศิ าสตร(ใหผ ูเรียนไปทํากจิ กรรมทา ยเร่อื งที่ 1 ท่ีสมดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรียนรูประกอบชดุ วชิ า)

39เรอ่ื งที่ 2 วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร การศึกษาประวัติศาสตร มีความเกี่ยวของสัมพันธกับหลักฐานทางประวัติศาสตรกาลเวลา และนกั ประวัติศาสตร ดงั น้นั จาํ เปน ตองมีวิธีการในการรวบรวมคนควาหาขอมูล เพื่อนํามาวิเคราะหหาเหตผุ ล และขอสรุป ซ่งึ จะเปน ขอเท็จจริงทางประวัติศาสตรท ่ใี กลเ คียงกบั ความเปน จริงมากท่สี ุด โดยวิธีการทางประวัติศาสตร วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรมีอยู 5 ขน้ั ตอน คือ 1. การกาํ หนดหัวเรอ่ื งท่จี ะศึกษา/การต้งั ประเดน็ ท่จี ะศกึ ษา การศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตรเร่ิมจากความสงสัย อยากรู ไมแนใจกับคําอธิบายเรอื่ งราวทีม่ มี าแตเ ดมิ ดังน้นั ผูศึกษาจึงเรม่ิ จากการกําหนดเรื่องหรือประเด็นที่ตองการศึกษาซง่ึ ในตอนแรก อาจกําหนดประเดน็ ที่ตองการศึกษาไวกวาง ๆ กอ น แลว จงึ คอ ยจํากัดประเด็นลงใหแ คบ เพือ่ ใหเ กิดความชดั เจนในภายหลัง เพราะบางเรื่องขอบเขตของการศึกษาอาจกวางมากทั้งเหตกุ ารณ บุคคล และเวลา การกาํ หนดหวั เรื่องอาจเก่ยี วกับเหตุการณ ความเจริญ ความเสือ่ มของอาณาจกั รตวั บคุ คลในชวงเวลาใดเวลาหน่งึ อาจยาวหรอื ส้ันตามความเหมาะสม ซึง่ ผูศ กึ ษาเหน็ วาเปนชว งเวลาที่สําคัญ และยังมีหลักฐานขอมูลที่ผูตองการศึกษาหลงเหลืออยู หัวขอเร่ืองอาจปรับใหมีความเหมาะสมหรือเปลี่ยนแปลงได ถา หากหลักฐานทใ่ี ชใ นการศึกษามนี อ ยหรือไมน า เชอ่ื ถือ 2. การรวบรวมหลกั ฐาน/สบื คนและรวบรวมขอมูล การรวบรวมหลักฐาน คือ การรวบรวมรายละเอียดและส่ิงตาง ๆ ท่ีเกี่ยวของกับหัวขอทจ่ี ะศึกษา ซ่งึ มีทง้ั หลักฐานที่เปนลายลกั ษณอ กั ษร และหลักฐานที่ไมเปน ลายลักษณอ ักษร 1) หลักฐานที่เปนลายลักษณอักษร ไดแก หลักฐานที่เปนตัวหนังสือโดยมนุษยไดท ้งิ รองรอยขีดเขยี นเปนตวั หนงั สอื ประเภทตาง ๆ ในรปู ของการจารกึ ในศิลาจารึกและการจารึกบนแผนโลหะ นอกจากนี้หลักฐานทางประวัติศาสตรท่ีเปนลายลักษณอักษรประเภทอ่ืน เชนพงศาวดาร จดหมายเหตุ ตาํ นาน เอกสารพน้ื บาน และกฎหมาย 2) หลักฐานท่ีเปนวัตถุ ไดแก วัตถุท่ีมนุษยแตละยุคแตละสมัยไดสรางข้ึน และตกทอดมาจนถงึ ปจจุบนั เชน โบราณสถาน ประกอบดวย วัด เจดีย มณฑป และโบราณวัตถุ เชนพระพทุ ธรปู ถวยชามสงั คโลก ประเภทของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรไ ทย แบงตามลําดับความสําคัญของหลกั ฐานทางประวัติศาสตรเ ปน 2 ประเภท คอื 1) หลักฐานช้ันตนหรือหลักฐานปฐมภูมิ (Primary Sources) เปนหลักฐานท่ีมาจากเหตุการณที่เกิดข้ึนในสมัยน้ันจริง ๆ โดยมีการบันทึกของผูท่ีเก่ียวกับเหตุการณโดยตรงหรือผูที่รูเหตุการณน้ันดวยตนเอง ดังนั้น หลักฐานชวงตน จึงเปนหลักฐานที่มีความสําคัญและ

40นาเช่อื ถือมากทส่ี ดุ เพราะบันทึกของบคุ คลท่ีเก่ยี วขอ งกับเหตุการณหรอื ผูอยูในเหตุการณบันทึกไวเชน จดหมายเหตุ คําสัมภาษณเอกสารทางราชการ ท้งั ท่ีเปนเอกสารลับและเอกสารท่ีเปดเผยบนั ทกึ ความทรงจํากฎหมายหนังสือพิมพ ประกาศ สุนทรพจน รายงานขาว ภาพยนตร สไลด วีดิทัศนแถบบนั ทกึ เสียง ภาพถา ย เหตุการณทเ่ี กดิ ขึน้ โบราณสถาน แหลง โบราณคดี โบราณวัตถุ เปน ตน 2) หลักฐานชั้นรองหรอื หลักฐานทตุ ิยภูมิ (Secondary Sources) เปนหลักฐานที่เขยี นขึ้นโดยบุคคลที่ไมไดม สี ว นเกี่ยวขอ งกับเหตุการณน้ันโดยตรง โดยมีการเรียบเรียงขึ้นภายหลังจากเกิดเหตุการณนั้น ๆ สวนใหญอยูในรูปของบทความทางวิชาการและหนังสือตาง ๆ เชนพงศาวดาร ตาํ นาน บันทกึ คําบอกเลา ผลงานทางการศกึ ษาคน ควาของนักวิชาการ เปนตน สาํ หรบัหลักฐานช้นั รองนน้ั มีขอ ดี คือ มีความสะดวกและงา ยในการศกึ ษาทาํ ความเขา ใจ เนอ่ื งจากเปน ขอ มลูที่ไดผานการศึกษาคนควาตรวจสอบขอมูล วิเคราะหเหตุการณ และอธิบายไวอ ยางเปนระบบโดยนักประวตั ศิ าสตรม าแลว หลักฐานช้ันตนและหลักฐานชั้นรองจัดวามีคุณคาแตกตางกัน คือ หลักฐานช้ันตนมีความสําคัญมาก เพราะเปนหลกั ฐานรวมสมัยที่บันทึกโดยผูรูเห็น หรือผูท่ีเก่ียวของกับเหตุการณโดยตรง สวนหลักฐานชั้นรองเปนหลักฐานที่ทําข้ึนภายหลัง โดยใชขอมูลจากหลักฐานชั้นตน แตหลักฐานชั้นรองจะชวยอธิบาย เรื่องราวใหเขาใจหลักฐานชั้นตนไดงายขึ้น ละเอียดขึ้นอันเปนแนวทางไปสูหลักฐานขอมูลอ่ืน ๆ ซึ่งปรากฏในบรรณานุกรมของหลักฐานชั้นรองทั้งหลักฐานชั้นตน และชั้นรองสามารถคนควาไดจากหองสมุดของทางราชการ และของเอกชนตลอดจนฐานขอมลู ในเครอื ขา ยอินเทอรเนต็ (website) แหลง รวบรวมหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร แหลง รวบรวมหลักฐานประวตั ิศาสตรไ ทยทส่ี าํ คญั คอื สํานกั หอจดหมายเหตุแหงชาติท้ังในกรุงเทพมหานครและตางจังหวัด ซึ่งรวบรวมเอกสาร ตัวเขียนท่ีเปนสมุดฝร่ัง ภาพถายเกาสว นสํานักหอสมุดแหงชาตเิ ปนทเี่ ก็บเอกสารตวั เขียนทเ่ี ปนสมุดไทย พิพิธภัณฑสถานแหงชาติท้ังในพระนครและตางจังหวัดเปนสถานท่ีที่มีศิลาจารึกโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุเก็บไวจํานวนมาก นอกจากนี้หอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยตาง ๆบางแหงกม็ ีหลกั ฐานทางประวัติศาสตรเก็บไวเ ชน กนั หลักฐานทางประวัติศาสตรไทยสวนหน่ึงมีการพิมพเผยแพร โดยหลายหนวยงานซ่งึ ทาํ ใหเ กิดความสะดวกแกการศกึ ษาคนควา รวมท้ังมกี ารปริวรรตหรือถอดเปน ภาษาปจ จบุ นั ดวยหนวยงานสําคัญที่เปนแหลงพิมพเผยแพรหลักฐานประวัติศาสตรไทย คือ กรมศิลปากรคณะกรรมการชําระประวัติศาสตรไทย สมาคมประวัติศาสตรในพระราชูปถัมภสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สาํ นักพิมพมหาวิทยาลัยตาง ๆ ตลอดจนสํานักพิมพเอกชนทั้งหลาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook