- ๙๕ - คาอธบิ าย (ตอ่ ) จากบทบญั ญตั ิของมาตรา ๗๗ นอกจากจะเป็นจุดเริกมต้นของการเรียนรู้เกกียวกับวินัย ตารวจแล้ว ยังมีลักษณะทกีเป็นการกาหนดขอบเขตวินัยของข้าราชการตารวจไว้เป็นข้อกฎหมายอีกด้วย โดยผซู้ งกึ อยใู่ นบงั คบั ทีกจะต้องรกั ษาวนิ ัยและรบั ผิดทางวนิ ยั ตามทกีบัญญัติไว้ในกฎหมายจะต้องเป็นผู้ทกีมี ฐานะเป็นข้าราชการตารวจเท่านั้น การกระทาใดๆ ในขณะทกียังไม่มีสถานภาพหรือมีฐานะเป็น ข้าราชการตารวจ หรือกรณีทกีได้ออกจากราชการไปก่อนทกีจะได้มีการสืบสวนหรือสอบสวนจะนาเหตุ หรอื นาเรกอื งทกเี ปน็ ความผดิ ทางวนิ ัยมาลงโทษทางวินยั ไม่ได้ สถานภาพของข้าราชการตารวจ มอี งคป์ ระกอบ ๒ ขอ้ คอื ๑. มคี าสกังบรรจุ ๒. รับทราบคาสกังบรรจุ ขอ้ ควรพิจารณาเก่ียวกบั การดาเนนิ การทางวินยั คือ ประการทีก ๑ ข้อกาหนดวนิ ยั หรือฐานความผดิ ทางวินัยหรือข้อหาความผิดทางวินัยตาม มาตราใดหรือวรรคใด ไม่มีบทบัญญัติกากับไว้ว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้หมายความว่า ความผิดตามมาตรานั้นๆ หรอื วรรคน้นั ๆ แลว้ แตก่ รณี เปน็ ความผิดวนิ ยั อยา่ งไมร่ ้ายแรง ประการทีก ๒ ในกรณีทีกความผิดใด องค์ประกอบความผิดมีหลายข้อ กรณีจะเป็น ความผดิ ฐานนัน้ หรือเป็นความผิดตามมาตราน้ันๆ ได้ ก็ต่อเมกือข้อเท็จจริงปรับเข้าองค์ประกอบความผิด ครบทุกข้อ ถา้ ขาดไปแมแ้ ตข่ อ้ ใดขอ้ หนึกงกรณีกจ็ ะไมเ่ ปน็ ความผดิ ฐานนน้ั ลักษณะความผดิ ทางวนิ ยั ตามพระราชบัญญตั ิตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๑. วนิ ยั ต่อผู้บงั คบั บญั ชา ๒. วินยั ต่อผรู้ ว่ มงาน ๓. วินยั ตอ่ ประชาชน ๔. วินัยต่อตาแหน่งหน้าทกี ๕. วนิ ยั ตอ่ ตนเอง มาตรา ๗๘ การกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ได้แก่ การไม่รักษาวินัยตามทกีบัญญัติเป็น ข้อปฏบิ ัติและข้อห้ามในเรกืองดงั ต่อไปน้ี คาอธิบาย วินัยตารวจ (วินัยอย่างไม่ร้ายแรง) มาตรา ๗๘ แห่งพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ กาหนดขอ้ ปฏิบัตแิ ละข้อหา้ ม จานวน ๑๘ ประการ มาตรา ๗๘ (๑) ต้องปฏิบัติหน้าทกีราชการด้วยความซกือสัตย์ สุจริต และเทกียงธรรม เป็นไปตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี จรรยาบรรณของตารวจ และนโยบายของ รฐั บาลโดยไมใ่ หเ้ สียหายแก่ราชการ
- ๙๖ - คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๑) (เป็นความผดิ วนิ ยั ตอ่ ตาํ แหน่งหนา้ ท่)ี องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๑) ๑. ขา้ ราชการผ้นู ัน้ มีหนา้ ทรีก าชการในเรอกื งนน้ั ๒. ได้ปฏบิ ตั หิ น้าทีรก าชการดังกลา่ วไปอย่างไม่ซืกอสตั ย์ สุจรติ เทกยี งธรรม ๓. ไมป่ ฏิบตั หิ น้าทรกี าชการดงั กล่าวใหเ้ ป็นไปตามกฎหมาย ระเบยี บของทางราชการ มติ คณะรัฐมนตรีและนโยบายของทางราชการ เปน็ เหตใุ หเ้ สียหายแก่ทางราชการ คาว่า “หน้าทกีราชการ” หมายถึง เฉพาะทกีเป็นหน้าทกีราชการโดยตรง รวมทั้งกรณีทีกมี กฎหมาย ระเบียบ กาหนดไวช้ ดั เจนว่าให้งานหรือกิจการใดๆ เป็นราชการ ๑. ข้าราชการผู้นั้นมีหน้าที่ราชการในเรื่องนั้น การจะพิจารณาว่าข้าราชการผู้ใดจะมี หนา้ ทีกในเรอกื งใดหรอื ไม่นน้ั มีแนวทางในการพิจารณาดงั น้ี ๑) พิจารณาจากระเบียบและกฎหมาย ทกีได้กาหนดหน้าทกีไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ชัดเจนว่า ดารงตาแหนง่ ใด เป็นเจ้าหนา้ ทกีใดเรือก งใด กม็ หี นา้ ทีรก าชการในเรอืก งนนั้ ๒) พจิ ารณาจากมาตรฐานการกําหนดตําแหน่ง ในมาตรฐานการกาหนดตาแหน่งซึกง มีการจดั ทาข้ึนตามพระราชบญั ญตั ิตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๔๔ โดยได้กาหนดหน้าทกีและ ความรับผิดชอบของตาแหน่งต่างๆ ไว้ ผู้ดารงตาแหน่งใดก็ย่อมมีหน้าทกีตามทกีกาหนดไว้ในมาตรฐาน กาหนดตาแหนง่ สาหรับตาแหนง่ นัน้ ๆ ๓) พิจารณาจากคําส่ังหรือการมอบหมายของผู้บังคับบัญชา แม้ไม่มีกฎหมายหรือ มาตรฐานกาหนดตาแหน่งกาหนดให้เป็นหน้าทีกไว้ แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาได้สักงหรือมอบหมายให้ผู้ใดทา หน้าทีกหรือปฏิบัติหน้าทีกไปภายในของอานาจหน้าทกีของผู้บังคับบัญชา ก็ถือว่าเป็นหน้าทกีราชการของ ผู้ได้รับคาสักงหรือรับมอบหมายทีกจะต้องรับผิดชอบตามน้ัน (การมอบหมายอาจทาเป็นลายลักษณ์ อกั ษร หรือดว้ ยวาจา หรือมอบหมายโดยพฤตินยั อยา่ งอืนก กไ็ ด้) ๔) พิจารณาจากพฤตินัย ทีกสมัครใจเข้าผูกพันตนเองยอมรับเป็นหน้าทีกราชการ ทกตี นเองรับผดิ ชอบ ๒. ได้ปฏบิ ัตหิ น้าทรี่ าชการดังกล่าวไปอย่างไม่ซอื่ สัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม - ซอืก สัตย์ หมายความว่า ปฏิบัตอิ ย่างตรงไปตรงมา ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง - สุจรติ หมายความวา่ ปฏบิ ตั ิดว้ ยความตัง้ ใจดีและชอบตามทานองคลองธรรม - เทีกยงธรรม หมายความว่า ปฏิบตั ิอยา่ งไม่ลาเอียง ๓. ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มตคิ ณะรัฐมนตรแี ละนโยบายของทางราชการ เป็นเหตใุ ห้เสยี หายแกท่ างราชการ ในการปฏิบัติหน้าทีก ราชการจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบ าล นอกจากจะเป็นนโยบายทีกแถลงต่อสภาแล้วยังรวมถึงนโยบายรัฐบาลทีกได้กาหนดหรือสักงการใน ภายหลังเป็นการเฉพาะเรกือง หรือนโยบายพิเศษทีกรัฐบาลมอบหมายไว้เป็นกรณีพิเศษให้ส่วนราชการ ใดส่วนราชการหนกงึ รับผิดชอบ หรอื นโยบายเฉพาะกิจทกีกาหนดให้ปฏบิ ัตเิ ปน็ การเร่งด่วนดว้ ย
- ๙๗ - มาตรา ๗๘ (๒) ต้องปฏิบัติตามคาสักงของผู้บังคับบัญชาซึกงสักงในหน้าทีกราชการโดยชอบด้วย กฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลกียง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคาสกังนั้น จะทาให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็น หนังสือทันทีเพกือให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคาสกังนั้นก็ได้ และเมกือได้เสนอความเห็นแล้วถ้าผู้บังคับบัญชา ยืนยันให้ปฏบิ ตั ิตามคาสกังเดมิ ผ้อู ยูใ่ ตบ้ ังคับบัญชาต้องปฏิบตั ิตาม คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๒) (เป็นความผดิ วินัยตอ่ ผบู้ ังคับบัญชา) องค์ประกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๒) ๑. มคี ําสงั่ ของผ้บู งั คบั บัญชา คาสักง หมายถึง ข้อความทีกบอกให้ทาหรือให้ปฏิบัติ คาสกังในทกีน้ีไม่จาเป็นต้องเป็น หนงั สือ อาจเป็นคาสงกั ดว้ ยวาจา หรอื ดว้ ยวิธีอกนื ใดก็ได้ ๒. ผู้ส่ังเป็นผ้บู งั คบั บัญชาตามกฎหมาย ผูบ้ ังคับบัญชา หมายถงึ ผดู้ ารงตาแหนง่ ทีกก ฎหมายบญั ญัติให้เปน็ ผบู้ ังคับบญั ชา หรือ ผู้ไดร้ ับมอบหมายหรือไดร้ บั มอบอานาจจากผมู้ ีอานาจตามกฎหมายใหเ้ ปน็ ผู้บงั คับบญั ชา ๓. เปน็ คําสัง่ ที่ชอบดว้ ยกฎหมายและระเบยี บของทางราชการ คาสังก ชอบด้วยกฎหมาย หมายถึง สกงั ให้ปฏิบัติหน้าทกใี นกรอบของกฎหมาย ๔. เป็นคําส่ังให้ปฏิบัตริ าชการ คาสักงให้ปฏิบัติราชการ หมายถึง สักงให้ปฏิบัติงานตามหน้าทีกหรือตามทีกได้รับ มอบหมาย ๕. มเี จตนาไมป่ ฏิบัตติ ามคาํ สงั่ หมายถึง เป็นการไม่ปฏิบัติตามคาสักงของผู้บังคับบัญชาโดยเจตนา ขัดขืน หรือ หลีกเลกียง (กรณีทีกไม่ได้ปฏิบัติตามคาสกังเพราะพลั้งเผลอ หลงลืม สาคัญผิด หรือมีเหตุอืกนใดขัดขวาง ทาให้ไมอ่ าจปฏิบัติได้ ยังไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรานี้) ขอ้ ยกเว้นวา่ สามารถขัดคาสั่งผ้บู งั คับบัญชาได้ โดยมีหลกั เกณฑ์ดังนี้ ๑. ถา้ ปฏิบัตติ ามคาสกงั นั้น จะทาใหเ้ สยี หายแก่ราชการหรือเป็นการรักษาประโยชน์ของ ทางราชการ ๒. เสนอความเห็นเปน็ หนังสอื ทันที ๓. ให้ผู้บงั คบั บัญชาทบทวนคาสกังนั้น ๔. หากผบู้ งั คับบญั ชายงั คงยนื ยัน ต้องปฏิบัตติ าม
- ๙๘ - มาตรา ๗๘ (๓) ต้องรักษาระเบยี บการเคารพระหว่างผใู้ หญ่ ผู้นอ้ ย คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๓) (เปน็ ความผิดวินัยตอ่ ผู้ร่วมงาน) ระเบียบการเคารพทกีข้าราชการตารวจจะต้องถือปฏิบัตินั้น ต้องถือปฏิบัติทั้งตาม ระเบียบทกีว่าด้วยการเคารพของข้าราชการตารวจ และตามระเบียบการเคารพอืกนซกึงถือกันว่าเป็น มารยาทอันดงี ามของบคุ คลทกวั ไปด้วย มาตรา ๗๘ (๔) ตอ้ งอทุ ศิ เวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรอื ทอดทงิ้ หนา้ ทีรก าชการมิได้ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๔) (เป็นความผดิ วนิ ยั ตอ่ ตนเอง) องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๔) ๑. ตอ้ งอุทศิ เวลาของตนใหร้ าชการ หมายถึง ต้องอุทิศ หรือ สละเวลาทั้งหมดปฏิบัติราชการตามทีกทางราชการต้องการ รวมทั้งเวลานอกเหนือจากเวลาปฏิบัติราชการตามปกติในกรณีทกีทางราชการมีงานเร่งด่วน ทีกจาเป็น จะตอ้ งให้ขา้ ราชการปฏบิ ัติงานนอกเวลาราชการดว้ ย ๒. ละทิง้ หน้าท่ีราชการ หมายถึง ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าทกีราชการตามหน้าทีก ซึกงได้แก่ การไม่มายังสถานทีก ราชการเพืกอปฏิบัติราชการตามหน้าทกี หรือเพืกอให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานให้ปฏิบัติ รวมทั้งการ มายงั สถานทีกราชการแลว้ แต่ไม่อยู่ปฏิบตั งิ าน ละท้ิงไปยงั สถานทีอก กืน ๓. ทอดทงิ้ หนา้ ทีร่ าชการ หมายถึง การมาอยู่ในสถานทีกราชการ หรือมาปฏิบัติงานแต่ไม่สนใจ ไม่ปฏิบัติงาน ตามหนา้ ทีกทีกตอ้ งรบั ผดิ ชอบ ปลอ่ ยให้งานคกงั ค้าง ***กรณีทีกจะเป็นการทอดทิ้งหรือละท้ิงหน้าทีกราชการตามมาตราน้ีมีองค์ประกอบ สาคัญประการหนงึก ทีคก วรพิจารณา คือ ผู้น้นั ตอ้ งมหี น้าทกีราชการทกจี ะต้องปฏิบตั ิดว้ ย มาตรา ๗๘ (๕) ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทาการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผบู้ ังคบั บญั ชาเหนือขน้ึ ไปเปน็ ผู้สงกั ให้กระทา หรอื ได้รบั อนญุ าตเปน็ พิเศษชักวคร้งั คราว คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๕) (เป็นความผิดวนิ ัยตอ่ ผูบ้ ังคบั บัญชา) องค์ประกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๕) ๑. เป็นการปฏบิ ตั ริ าชการ ต้องเป็นการปฏบิ ตั ริ าชการตามหน้าทีกหรอื ตามทกไี ดร้ ับมอบหมาย ๒. เป็นการกระทําข้ามผูบ้ ังคบั บญั ชา หมายถึง ต้องเปน็ การกระทาข้ามผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายเหนือตนต้ังแต่ลาดับ หนงึก ข้นึ ไป
- ๙๙ - คาอธิบาย (ต่อ) ๓. เป็นผู้บงั คับบญั ชาตามกฎหมาย ผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ซกึงในทกีน้ี คือ เป็นผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัติ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ขอ้ ยกเว้น - ผ้บู งั คับบญั ชาเหนือขน้ึ ไปสงกั ใหก้ ระทา - ได้รบั อนญุ าตเป็นพเิ ศษชกวั ครัง้ คราว มาตรา ๗๘ (๖) ต้องรักษาความลบั ของทางราชการ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๖) (เปน็ ความผดิ วนิ ัยตอ่ ตําแหนง่ หนา้ ท)่ี องค์ประกอบความผดิ มาตรา ๗๘ (๖) ๑. มีความลบั ของทางราชการ ๒. นาํ ความลบั ไปเปิดเผย ระเบยี บการรกั ษาความปลอดภยั ประกอบดว้ ย ๑. ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ (เป็นเรกืองการรักษาความปลอดภัยเกกียวกับบุคคล และการรักษาความปลอดภัยเกกียวกับ สถานที)ก ระเบยี บสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ กาหนด ชนั้ ความลบั ของทางราชการไว้เป็น ๓ ช้นั คอื ๑) ลับทกีสุด (TOP SECRET) หมายความว่า ความลับทกีมีความสาคัญทีกสุดเกกียวกับ บุคคลข้อมูลข่าวสาร วัตถุ สถานทกี และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ซึกงหากความลับดังกล่าวทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนรักวไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าทีกได้ทราบ จะทาให้เกิดความเสียหายต่อความมักงคง และผลประโยชนแ์ หง่ รฐั อย่างรา้ ยแรงทกีสุด ๒) ลับมาก (SECRET) หมายความว่า ความลับทีกมีความสาคัญมากเกกียวกับบุคคล ขอ้ มูลข่าวสาร วตั ถุ สถานทีก และทรัพย์สนิ มคี า่ ของแผน่ ดิน ซกึงหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนรกัวไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าทีกได้ทราบ จะทาให้เกิดความเสียหายต่อความมกันคงและ ผลประโยชน์แห่งรัฐอยา่ งร้ายแรง ๓) ลับ (CONFIDENTIAL) หมายความว่า ความลับทีกมีความสาคัญมากเกีกยวกับ บุคคลข้อมูลข่าวสาร วัตถุ สถานทีก และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน ซกึงหากความลับดังกล่าวทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนรกัวไหลไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าทีกได้ทราบ จะทาให้เกิดความเสียหายต่อความมักนคง และผลประโยชนแ์ ห่งรฐั
- ๑๐๐ - คาอธิบาย (ต่อ) ๒. ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๔ (เป็นเรกืองการ รักษาความปลอดภัยเกีกยวกับข้อมูลข่าวสารลับ) ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๔ กาหนดชั้นความลับของขอ้ มูลข่าวสารลบั เปน็ ๓ ชนั้ คอื ๑) ลับทีกสุด (TOP SECRET) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซกึงหากเปิดเผย ท้งั หมดหรือเพียงบางสว่ นจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอยา่ งรา้ ยแรงทีกสุด ๒) ลับมาก (SECRET) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซกึงหากเปิดเผยท้ังหมด หรือเพยี งบางส่วนจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่ประโยชน์แหง่ รัฐอยา่ งรา้ ยแรง ๓) ลบั (CONFIDENTIAL) หมายความถึง ขอ้ มลู ข่าวสารลับซกึงหากเปิดเผยท้ังหมด หรอื เพยี งบางสว่ นจะกอ่ ให้เกิดความเสียหายแกป่ ระโยชนแ์ ห่งรฐั มาตรา ๗๘ (๗) ต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคี และไม่กระทาการอย่างใดทีกเป็นการ กลกันแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติ ราชการ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๗) (เป็นความผิดวนิ ยั ตอ่ ผรู้ ่วมงาน) องค์ประกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๗) ๑. ไม่สุภาพเรียบรอ้ ยระหวา่ งข้าราชการและผู้รว่ มปฏิบตั ิราชการ ๒. ไม่รักษาความสามคั คีระหวา่ งขา้ ราชการและผู้ร่วมปฏิบตั ริ าชการ ๓. กลนัก แกลง้ กนั ๔. ไม่ชว่ ยเหลอื ซกึงกันและกนั ในการปฏิบตั ริ าชการ มาตรา ๗๘ (๘) ต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมและให้การสงเคราะห์แก่ ประชาชนผู้ติดต่อราชการ หรือในการปฏิบัติราชการเกกียวกับหน้าทกีของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความ สุภาพเรียบร้อย โดยห้ามมิให้ดูหมกิน เหยียดหยาม กดขกีหรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือในการ ปฏิบตั ิราชการเกียก วกบั หนา้ ทีกของตน คาอธบิ าย มาตรา ๗๘ (๘) (เป็นความผดิ วินยั ตอ่ ประชาชน) องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๘) ๑. ไม่ต้อนรับ ๒. ไมใ่ ห้ความสะดวก ๓. ไมใ่ หค้ วามเปน็ ธรรม ประชาชนผู้มาตดิ ตอ่ ราชการเกยีก วกบั หนา้ ทรกี าชการของตน ๔. ไม่ใหก้ ารสงเคราะห์ ๕. ดหู มิกน
- ๑๐๑ - คาอธิบาย (ตอ่ ) ประชาชนผมู้ าติดต่อราชการเกียก วกับหนา้ ทรีก าชการของตน ๖. เหยียดหยาม ๗. กดขีก ๘. ข่มเหง มาตรา ๗๘ (๙) ต้องปฏิบัติหน้าทกีราชการด้วยความต้ังใจ อุตสาหะ เพืกอให้เกิดผลดีหรือ ความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และต้องไม่ประมาท เลินเลอ่ ในหนา้ ทีกราชการ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๙) (เปน็ ความผิดวนิ ยั ตอ่ ตําแหน่งหนา้ ท)่ี องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๙) ๑. มหี นา้ ทร่ี าชการทต่ี อ้ งปฏบิ ตั ิ ๒. ตอ้ งปฏิบตั หิ น้าทีร่ าชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ ระมัดระวัง รักษาประโยชน์ ของทางราชการ ๓. ประมาทเลนิ เล่อ ๔. มีความต้ังใจในการปฏิบัติหน้าท่ีราชการ เพ่ือให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ ราชการ ประมาท - เลนิ เล่อ เผลอ ลืมสติ เลินเล่อ - ขาดความระมัดระวงั ไมร่ อบคอบ ประมาทเลนิ เล่อ - ขาดความระมดั ระวัง ไมร่ อบคอบ เผลอ หรือหลงลืม กฎหมายอาญา “กระทาโดยประมาท” หมายถึง กระทาความผิดโดยมิได้เจตนา แต่ กระทาโดยปราศจากความระมัดระวังซึกงบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และ ผู้กระทาอาจใช้ความระมัดระวัง เช่นว่านนั้ ได้ แต่หาไดใ้ ชใ้ หเ้ พียงพอไม่ มาตรา ๗๘ (๑๐) ตอ้ งไม่กระทาการอันเป็นเหตใุ ห้แตกความสามัคครี ะหว่างขา้ ราชการตารวจ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๑๐) (เป็นความผิดวินัยตอ่ ผรู้ ว่ มงาน) มาตรา ๗๘ (๑๑) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึกงควร ต้องแจ้งถือว่าเปน็ การรายงานเทจ็ ด้วย คาอธบิ าย มาตรา ๗๘ (๑๑) (เป็นความผิดวินยั ตอ่ ผู้บงั คบั บัญชา) องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๑๑) ๑. มกี ารรายงาน ๒. ข้อความทกรี ายงานเปน็ เทจ็ หรอื รายงานโดยปกปดิ ขอ้ ความทคกี วรตอ้ งแจง้ ๓. เป็นการรายงานตอ่ ผ้บู งั คบั บญั ชา ๔. มเี จตนา
- ๑๐๒ - มาตรา ๗๘ (๑๒) ตอ้ งไม่ใชก้ ริ ยิ าวาจาหรือประพฤติตนในลกั ษณะทีกไม่สมควร คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๑๒) (เป็นความผิดวนิ ยั ตอ่ ตนเอง) มาตรา ๗๘ (๑๓) ตอ้ งไม่กระทาการอนั ได้ชือก ว่าเปน็ ผูป้ ระพฤตชิ วกั คาอธบิ าย มาตรา ๗๘ (๑๓) (เป็นความผิดวนิ ัยตอ่ ตนเอง) องค์ประกอบความผิดมาตรา ๗๘ (๑๓) ๑. เป็นการกระทาททกี าให้เสกอื มเสียเกยี รติศกั ดิ์ของตาแหน่งหนา้ ทรกี าชการ ๒. เปน็ การกระทาทสกี งั คมรสู้ ึกรงั เกยี จ ๓. เปน็ การกระทาโดยเจตนา มาตรา ๗๘ (๑๔) ตอ้ งไมก่ ระทาด้วยประการใดๆ ในลักษณะทีกเป็นการบังคับผู้บังคับบัญชาเป็น ทางให้เสียระเบยี บแบบแผนวินัยตารวจ คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๑๔) (เปน็ ความผดิ วนิ ยั ตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชา) มาตรา ๗๘ (๑๕) ต้องไม่กระทาหรือละเว้นการกระทาใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ หรอื ทาให้เสยี ระเบียบแบบแผนของตารวจ คาอธบิ าย มาตรา ๗๘ (๑๕) (เปน็ ความผดิ วินัยตอ่ ตาํ แหนง่ หนา้ ท)ี่ มาตรา ๗๘ (๑๖) ต้องไม่กระทาการหรือยอมให้ผู้อกืนกระทาการหาผลประโยชน์อันอาจทาให้ เสียความเทียก งธรรมในการปฏบิ ัตหิ น้าทรกี าชการหรอื เสืกอมเสียเกยี รติศกั ด์ิของตาแหน่งหน้าทีกราชการของตน คาอธิบาย มาตรา ๗๘ (๑๖) (เป็นความผดิ วนิ ัยตอ่ ตําแหนง่ หน้าที)่ องค์ประกอบความผดิ มาตรา ๗๘ (๑๖) ๑. กระทาหรอื ยอมให้ผู้อกืนกระทาการหาผลประโยชน์ ๒. อาจทาใหเ้ สียความเทยกี งธรรมหรือเสอืก มเสยี เกียรติศักด์ิของตาแหน่งหน้าทีกราชการ ของตน มาตรา ๗๘ (๑๗) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดารงตาแหน่งอกืนใดทีกมี ลักษณะงานคลา้ ยคลึงกันน้ันในห้างห้นุ ส่วนหรอื บริษทั คาอธบิ าย มาตรา ๗๘ (๑๗) (เปน็ ความผดิ วนิ ัยตอ่ ตนเอง)
- ๑๐๓ - มาตรา ๗๘ (๑๘) กระทาการหรือไม่กระทาการตามทกกี ฎหมายกาหนดในกฎ ก.ตร. คาอธบิ าย กฎ ก.ตร.ว่าด้วยกรณีที่เป็นความผิดท่ีปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ.๒๕๔๗ ซึกงกาหนดไว้ว่า ข้าราชการตารวจผใู้ ดกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงในกรณีดังต่อไปน้ี ถือเป็นกรณีความผิดทกีปรากฏ ชัดแจ้ง ซึกงผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๑ โดยไม่ต้องสืบสวน ขอ้ เท็จจริงหรืองดการสบื สวนขอ้ เท็จจริงก็ได้ ๑. กระทาผิดตอ่ หน้าผู้บงั คับบญั ชาผมู้ ีอานาจลงโทษ ๒. กระทาความผิดอาญาจนต้องคาพิพากษาถึงทีกสุดว่าผู้น้ันกระทาผิดและ ผบู้ งั คบั บัญชาเหน็ วา่ ข้อเทจ็ จริงทกปี รากฎตามคาพพิ ากษานั้นได้ความประจกั ษ์ชัดแลว้ ๓. กระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าทกีสืบสวนข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตาม กฎหมายวา่ ด้วยตารวจแห่งชาติ และไดม้ ีการบันทกึ ถ้อยคารับสารภาพเปน็ หนังสือ มาตรา ๗๙ การกระทาผดิ วนิ ัยอยา่ งรา้ ยแรง ได้แกก่ ารกระทาดังตอ่ ไปน้ี มาตรา ๗๙ (๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าทีกราชการโดยมิชอบเพืกอให้ตนเองหรือผู้อืกน ได้รับประโยชนท์ กีมคิ วรได้ คาอธบิ าย องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๙ (๑) ๑. มีหน้าทกีราชการทีจก ะตอ้ งปฏิบตั ิ ๒. ปฏบิ ัติหรือละเว้นการปฏบิ ตั หิ น้าทโีก ดยมชิ อบ ๓. เพืกอใหต้ นเองหรอื ผู้อืนก ได้ประโยชน์ทกมี ิควรได้ ๔. มีเจตนาทุจริต มาตรา ๗๙ (๒) ละทิ้งหรือทอดท้ิงหน้าทกีราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหาย แก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าทีกราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มี เหตอุ นั สมควร หรอื โดยมพี ฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏบิ ัตติ ามระเบยี บของทางราชการ คาอธิบาย ความผิดตามมาตรา ๗๙ (๒) แบ่งออกเปน็ ๒ ลักษณะความผิด ไดแ้ ก่ ลักษณะทีก ๑ ละทิ้งหน้าทีกหรือทอดท้ิงหน้าทีกราชการ เกิดความเสียหายแก่ราชการ อย่างรา้ ยแรง องค์ประกอบความผิดมาตรา ๗๙ (๒) ๑. ละทงิ้ หรอื ทอดทิง้ หน้าทีกราชการ (ไม่จากัดเงอกื นไขเวลาว่ามากนอ้ ยกกวี ัน) ๒. โดยไมม่ ีเหตุผลอนั สมควร ๓. เป็นเหตุให้เกดิ ความเสียหายอย่างรา้ ยแรง
- ๑๐๔ - คาอธิบาย (ต่อ) ลักษณะทีก ๒ ละทิง้ หนา้ ทีกราชการเปน็ เวลานาน องค์ประกอบความผดิ ๑. ละทง้ิ หน้าทีรก าชการ ๒. เป็นระยะเวลาติดต่อในคราวเดียวกันเกนิ กวา่ ๑๕ วัน ๓. โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตาม ระเบยี บของทางราชการ มาตรา ๗๙ (๓) เหยียดหยาม กดขกี ข่มเหง หรือทาร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการหรือ ในระหวา่ งปฏิบัตหิ นา้ ทรีก าชการ คาอธบิ าย องคป์ ระกอบความผิดมาตรา ๗๙ (๓) ๑. ดูหมินก เหยียดหยาม กดขกี หรอื ข่มเหง ๒. เป็นการกระทาต่อประชาชนผมู้ าติดต่อราชการ ๓. เปน็ การกระทาทกีมีผลเสยี กระทบถงึ ภาพพจน์ของสว่ นราชการ ๔. ต้องเป็นการกระทาโดยมเี จตนาโดยตรง (กระทาโดยรสู้ านึกในการกระทา) มาตรา ๗๙ (๔) กระทาความผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุกหรือโทษทีกหนักกว่าโทษจาคุก โดย คาพิพากษาถึงทกีสุดให้จาคุกหรือให้รับโทษทกีหนักกว่าโทษจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดทกีได้ กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ คาอธบิ าย - ได้รับโทษจาคกุ หมายถึง คดีถงึ ทีกสดุ โดยศาลพพิ ากษาให้จาคุกและไม่รอการลงโทษ หรือยกโทษจาคุกหรือเปลีกยนโทษจาคุกเป็นโทษสถานอืกน และหมายความรวมถึงกรณีทกีศาลมี คาพพิ ากษาให้จาคกุ โดยอา่ นคาพพิ ากษาลบั หลงั จาเลยเนืกองจากจาเลยหลบหนี - โทษทีหก นักกวา่ จาคกุ ได้แก่ โทษประหารชีวติ มาตรา ๗๙ (๕) กระทาการอนั ไดช้ ือก วา่ เป็นผ้ปู ระพฤติชักวอยา่ งร้ายแรง คาอธิบาย องค์ประกอบความผดิ มาตรา ๗๙ (๕) ๑. เปน็ การกระทาทกีทาให้เสอืก มเสยี เกียรติศักดิ์ของตาแหน่งหนา้ ทรกี าชการ ๒. เป็นการกระทาทีสก ังคมรสู้ กึ รงั เกยี จ ๓. เปน็ การกระทาโดยเจตนา
- ๑๐๕ - มาตรา ๗๙ (๖) กระทาหรือละเว้นการกระทาใดๆ รวมท้ังการกระทาผิดตามมาตรา ๗๘ อันเปน็ เหตใุ ห้เสยี หายแกร่ าชการอย่างรา้ ยแรง คาอธบิ าย กระทาการหรือละเว้นกระทาการใด รวมทั้งการกระทาผิดตามมาตรา ๗๘ อันเป็นเหตุ ใหเ้ สยี หายแก่ราชการอยา่ งรา้ ยแรง ๑. ประมาทเลินเล่อในหน้าทกีราชการเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่าง ร้ายแรง ๒. กระทาด้วยความจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ มติ คณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของทางราชการเป็นเหตใุ หเ้ สียหายแก่ราชการอยา่ งร้ายแรง ๓. เปิดเผยความลับของทางราชการอันเป็น เหตใุ ห้เสยี หายแก่ราชการอย่างรา้ ยแรง ๔. ขัดคาสักงของผบู้ ังคับบญั ชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ๕. รายงานเทจ็ ต่อผ้บู ังคบั บัญชาเปน็ เหตใุ ห้เสยี หายแก่ราชการอยา่ งร้ายแรง ๖. ฯลฯ มาตรา ๗๙ (๗) กระทาการหรอื ไม่กระทาการตามทกีกาหนดในกฎ ก.ตร. คาอธบิ าย กฎ ก.ตร.ว่าด้วยกรณีท่ีเป็นความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ.๒๕๔๗ ซึกงกาหนดไว้ว่า ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณีความผิดทกีปรากฏ ชดั แจง้ ซึงก ผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๙๐ หรือมาตรา ๙๑ โดยไม่ต้องสอบสวน หรืองดการสอบสวนก็ได้ ๑. กระทาผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุกหรือโทษทกีหนักกว่าจาคุก โดยคาพิพากษาถึง ทีกสุดหรือให้ลงโทษทีกหนักกว่าจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดทกีได้กระทาโดยประมาทหรือ ความผดิ ลหุโทษ ๒. ละทิ้งหน้าทกีราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันและ ผู้บังคับบัญชาได้ดาเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึง ความจงใจไมป่ ฏิบตั ิตามระเบยี บของทางราชการ ๓. กระทาผดิ วินยั อยา่ งร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าทีกสืบสวนข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือ คณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติ และได้มีการบันทึกถ้อยคารับสารภาพ เป็นหนงั สือ
- ๑๐๖ - มาตรา ๘๐ ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าทกีเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทาผิดวินัย และดาเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซกึงมีกรณี อันมีมลู ทกคี วรกล่าวหาวา่ กระทาผิดวินัย วิธีการเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย และการป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับ บัญชากระทาผิดวินยั ใหเ้ ป็นไปตามทกีกาหนดในระเบียบ ก.ตร. เมืกอปรากฏกรณีมีมูลทกีควรจะกล่าวหาว่าข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชา ดาเนนิ การทางวินยั ทันทีตามทบีก ญั ญตั ไิ ว้ในหมวด ๖ ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตราน้ีและตามหมวด ๖ หรือปฏิบัติหน้าทกีดังกล่าวโดย ไม่สจุ ริต ให้ถอื วา่ ผนู้ ้นั กระทาผดิ วนิ ัย คาอธิบาย ระเบียบ ก.ตร.ว่าด้วยวิธีการเสริมสร้างและพัฒนาให้ข้าราชการตํารวจมีวินัย และ ป้องกันมิให้ข้าราชการตํารวจกระทําผิดวินัย พ.ศ.๒๕๔๙ กาหนดให้ผู้บังคับบัญชาข้าราชการตารวจทุก ระดับช้นั มหี นา้ ทเีก สริมสรา้ งและพฒั นาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย และป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา กระทาผดิ วินัย วธิ กี ารเสรมิ สรา้ งและพัฒนาให้ข้าราชการตารวจมีวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาดาเนินการ ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. ปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอย่างทกีดี ๒. จัดฝกึ อบรมอยา่ งสมกาเสมอ ๓. สรา้ งขวญั และกาลังใจอยา่ งพอเพียงและเหมาะสม ๔. ปกครองและดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเทกียงธรรมและเสมอหน้ากัน โดย มงุ่ เน้นส่งเสริมคนดีและงดเว้นการช่วยเหลือผู้ประพฤติผิดวนิ ัย ๕. จูงใจหรือกระทาการอกืนใดในอันทกีจะเสริมสร้างและพัฒนาทัศนคติ จิตสานึก และพฤติกรรมใหเ้ ปน็ ผูม้ วี นิ ัย วิธีการป้องกันมิให้ข้าราชการตารวจกระทาผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชาดาเนินการ ดงั ต่อไปนี้ ๑. เอาใจใส่ สังเกตการณ์ รายงานเหตุ และขจัดเหตุทีกอาจก่อให้เกิดการกระทาผิด วินยั ในเรือก งทอกี ยใู่ นวสิ ยั ทจีก ะดาเนินการป้องกันตามควรแก่กรณไี ด้ ๒. กวดขัน ควบคุม กากบั ดูแล การปฏบิ ัติหนา้ ทขีก องผู้ใตบ้ งั คับบัญชา ให้เป็นไปตาม กฎหมายและระเบียบของทางราชการอย่างถูกต้อง มีประสิทธภิ าพและเปน็ ผลดีตอ่ ทางราชการ ๓. ดาเนินการทางวินัยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทีกกาหนด และด้วยความรวดเร็ว เป็นธรรม
- ๑๐๗ - คาอธิบาย (ต่อ) ในการดาเนินการทางวินัย ให้คานึงถึงข้อเท็จจริงทีกเกิดข้ึน ความประพฤติและการ ปฏิบัติทกีผ่านมาของผู้กระทาผิด มูลเหตุจูงใจ สภาพแวดล้อม ความรู้สานึกในการกระทาและแก้ไข เยยี วยาผลร้ายหรอื ผลกระทบหรอื ความเสียหายทกีเกิดขึ้นจากการกระทาประกอบกัน และมุ่งเน้นการ แกไ้ ขปญั หามากกว่าการลงโทษ เพกือเปน็ การสง่ เสริมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของระเบียบ ก.ตร.นี้ จึงให้สานักงาน ตารวจแห่งชาติ ดาเนนิ การดังนี้ ๑. ศึกษาและรวบรวมข้อมลู เพกอื ประโยชน์ในการเสรมิ สร้างและพัฒนาให้ข้าราชการ ตารวจมีวนิ ยั และการป้องกันมิใหข้ า้ ราชการตารวจกระทาผดิ วนิ ัย และในการดาเนินการทางวินัยของ สานักงานตารวจแหง่ ชาติ โดยใหแ้ ยกวิธกี ารดาเนนิ การทางวินัยเป็นเรกืองทกีสามารถดาเนินการให้เสร็จ ส้ินได้โดยไม่ต้องดาเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง เรกืองทีกต้องสืบสวนข้อเท็จจริงแต่ไม่ต้องแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย และเรืกองทกีต้องสืบสวนข้อเท็จจริงและต้องแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนทางวินยั ๒. ศกึ ษา รวบรวมขอ้ มูลและวิเคราะห์เหตุแห่งการกระทาผดิ วินยั เพกือนามาปรับปรุง เป็นแนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาให้ข้าราชการตารวจมีวินัย และการป้องกันมิให้ข้าราชการ ตารวจกระทาผิดวนิ ัย ๓. จัดทาและเผยแพร่คู่มือ วิดีทัศน์ ตลอดจนสืกอต่าง ๆ ในเรืกองการเสริมสร้างและ พัฒนาให้ข้าราชการตารวจมีวินัย และการป้องกันมิให้ข้าราชการตารวจกระทาผิดวินัย เพืกอใช้เป็น แนวทางการปฏิบัติ ๔. จดั พิมพ์และเผยแพร่คาสกังสานักงานตารวจแห่งชาติในเรืกองทีกเกกียวกับการสักงการ ทางวนิ ยั หรอื แนวทางการลงโทษ ๕. ให้บรรจุวิชาการเสริมสร้างและพัฒนาให้ข้าราชการตารวจมีวินัย และการ ป้องกันมิให้ข้าราชการตารวจกระทาผิดวินัยไว้ในทุกหลักสูตรของสถานศึกษาของสานักงานตารวจ แห่งชาติ ๖. จัดใหม้ กี ารศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้ข้าราชการตารวจผู้รับผิดชอบงานด้าน วนิ ัยอย่างสมาก เสมอและต่อเนอืก ง
- ๑๐๘ - มาตรา ๘๑ เมืกอมีความจาเป็นอันไม่อาจหลีกเลีกยงได้ เพกือประโยชน์ในการรักษาวินัยและ ปราบปรามข้าราชการตารวจผู้ก่อการกาเริบ หรือเพืกอบังคับข้าราชการตารวจผู้ละท้ิงหน้าทกีให้กลับทา หนา้ ทีขก องตน ผู้บังคบั บัญชาอาจใช้อาวธุ หรอื กาลงั บงั คบั ได้ และถา้ ได้กระทาโดยสุจริตตามสมควรแก่เหตุ แลว้ ผูบ้ ังคบั บญั ชาหรอื ผ้ชู ่วยเหลือไม่ตอ้ งรับผดิ ทง้ั ทางแพง่ และทางอาญา เมกอื มเี หตุดงั กลา่ ว ผู้บังคับบัญชาจะต้องรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตนตามลาดับช้ันจนถึง ผ้บู ัญชาการตารวจแห่งชาตโิ ดยเร็ว มาตรา ๘๒ โทษทางวนิ ัยมี ๗ สถาน ดังตอ่ ไปน้ี (๑) ภาคทัณฑ์ (๒) ทณั ฑกรรม (๓) กกั ยาม (๔) กกั ขงั (๕) ตดั เงนิ เดอื น (๖) ปลดออก (๗) ไล่ออก การลงโทษภาคทัณฑ์ ไดแ้ ก่ การลงโทษแก่ผู้กระทาผิดอันควรต้องรับโทษสถานหนึกงสถานใด แต่ มเี หตุอนั ควรปรานีจึงเพยี งแค่แสดงความผดิ ผ้นู น้ั ใหป้ รากฏไว้ การลงโทษทัณฑกรรม ได้แก่ การให้ทางานโยธา การให้อยู่เวรยามนอกจากหน้าทีกประจา หรือ การให้ทางานสาธารณประโยชนซ์ ึกงตอ้ งไมเ่ กินหกชัวก โมงต่อหนงึก วัน การลงโทษกกั ยาม ได้แก่ การกกั ตัวไว้ในบริเวณใดบรเิ วณหนึงก ทีกสมควรตามทีกจะกาหนด การลงโทษกักขัง ได้แก่ การขังในทีกจัดไว้เพืกอควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรือหลายคนรวมกัน ตามทกจี ะได้มคี าสงัก การลงโทษกักยามหรือกักขังจะใช้งานโยธาหรืองานอกืนของทางราชการด้วยก็ได้ แต่ต้องไม่เกิน หกชักวโมงตอ่ หนงึก วัน มาตรา ๘๓ การลงโทษข้าราชการตารวจให้ทาเป็นคาสกังโดยระบุในคาสกังด้วยว่าผู้ถูกลงโทษ กระทาผดิ วนิ ัยในกรณีใดมาตราใด วธิ กี ารออกคาสักงเกกียวกับการลงโทษให้เปน็ ไปตามทกีกาหนดใน กฎ ก.ตร. คาอธบิ าย กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยวธิ ีการออกคําสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอน ๗๕ ก วันทกี ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) กาหนดว่าการลงโทษข้าราชการตารวจผู้กระทาผิดวินัยซกึง ตามมาตรา ๘๓ ให้ทาเป็นคาสกังและในคาสกังลงโทษให้แสดงว่าผู้ถูกลงโทษกระทาผิดวินัยในกรณีใด ตามมาตราใด ข้อ ๓ กาหนดให้การสักงลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ตามมาตรา ๘๙ ห้ามมใิ หส้ กังลงโทษยอ้ นหลังไปก่อนวนั ออกคาสกัง เวน้ แต่การสงกั ลงโทษภาคทัณฑ์หรือ
- ๑๐๙ - คาอธิบาย (ต่อ) ตัดเงินเดือนผู้ถูกสกังพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้สักงลงโทษย้อนหลัง ไปถงึ วันพักราชการหรือวันให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามทีก กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสักงพักราชการและ การสกังให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้กาหนดให้สกังพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนย้อนหลัง ก็ให้สกังลงโทษย้อนหลังได้ ข้อ ๔ กาหนดว่าการสกังลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการตาม มาตรา ๙๐ จะสกังให้ออกจากราชการตั้งแต่วันใดให้เป็นไปตามทีกกาหนดในระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยวัน ออกจากราชการของข้าราชการตารวจ การทาคาสักงลงโทษตามข้อนี้ ให้ทาตามแบบคาสกังทกี ก.ตร. กาหนด กฎ ก.ตร.วา่ ด้วยอํานาจการลงโทษ อตั ราโทษ และการลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขงั หรอื ตัดเงินเดือน พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนทกี ๗๕ ก วันทีก ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) กาหนดให้การลงโทษข้าราชการตารวจผู้กระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงผู้บังคับบัญชาจะ ลงโทษ ภาคทัณฑ์ หรือในสถานโทษและอัตราโทษใด ได้เพียงใด ให้เป็นไปตามตารางกาหนดอานาจ และอัตราการลงโทษข้าราชการตารวจทีก ก.ตร. กาหนด ผู้สกังลงโทษจะสักงลงโทษเกินกว่าอัตราโทษ ทกีตารางกาหนดอานาจและอัตราการลงโทษ ข้าราชการตารวจทีก ก.ตร. กาหนดไม่ได้ แต่ลงโทษตกากว่า น้ไี ด้
- ๑๑๐ - หมวด ๖ การดาเนนิ การทางวนิ ยั มาตรา ๘๔ เม่อื มกี ารกลา่ วหาหรอื มกี รณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยให้ ผบู้ ังคบั บัญชารบี ดาเนินการสืบสวนขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื พจิ ารณาในเบ้ืองต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้น้ัน กระทาผิดวินัยหรือไม่ ในการสบื สวนข้อเท็จจริงให้แจ้งเรื่องท่ีถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและให้ ผถู้ กู กล่าวหาช้แี จงขอ้ เทจ็ จริงภายในเวลาทีก่ าหนด ถ้าเหน็ วา่ กรณีไม่มีมูลท่ีควรกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย ให้ส่ังยุติเร่ืองได้ ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยให้ดาเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๕ หรอื มาตรา ๘๖ แล้วแตก่ รณที ันที มาตรา ๘๕ เมื่อข้าราชการตารวจถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชา นาสานวนการสืบสวนเทจ็ จริงตามมาตรา ๘๔ มาพิจารณาสัง่ การตามมาตรา ๘๙ มาตรา ๘๖ เม่ือข้าราชการตารวจถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้แต่งต้ัง คณะกรรมการขึ้นทาการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่ สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าท่ีมีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ ท้ังน้ี เพื่อให้ผู้ถูก กล่าวหาช้ีแจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหา เมื่อดาเนินการแล้ว ถ้าฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทาผิดวินัย ให้ดาเนินการต่อไปตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ แล้วแต่กรณี ถ้าฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทาผิด วนิ ัย ให้ส่งั ยุติเรอื่ ง ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอ่ืนตามที่กาหนดในระเบียบ ก.ตร.เป็นผู้ส่ัง แต่งตง้ั คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ข้าราชการตารวจตาแหน่งต่างกันถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดอย่างร้างแรงร่วมกันให้ผู้มี อานาจสาหรับผถู้ กู กล่าวหาท่ีมีตาแหน่งในระดบั สงู กว่าเป็นผู้สั่งแตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวน ในกรณีท่ีผู้บังคับบัญชาได้แต่งต้ังคณะกรรมการขึ้นทาการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาตาม มาตรา ๑๐๑ และผลการสอบสวนปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชา ดาเนนิ การสัง่ การตามผลการสอบสวนโดยไม่ตอ้ งตง้ั คณะกรรมการสอบสวน หรอื ดาเนนิ การสอบสวนใหม่ แต่ท้งั นี้ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าท่ีมีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบหุ รือไม่ระบุพยานกไ็ ด้ และตอ้ งใหโ้ อกาสผถู้ ูกกลา่ วหาช้ีแจงและนาสบื แก้ข้อกลา่ วหาไดด้ ว้ ย มาตรา ๘๗ หลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวน และการสอบสวนท่ีต้อง ดาเนินการตามมาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ ให้เปน็ ไปตามทก่ี าหนดในกฎ ก.ตร.
- ๑๑๑ - ในการพจิ ารณาของผ้บู งั คบั บัญชาผูม้ ีอานาจตามมาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๐ ให้พิจารณาส่ังการให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยส่ีสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับสานวน เว้นแต่มีเหตุจาเป็น ตามท่ีกาหนดในระเบียบ ก.ตร. ซ่ึงทาให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกาหนดระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองคร้ัง โดยแต่ละคร้ังจะต้องไม่เกินหกสิบวัน ในการนี้ หากยังพิจารณาไม่ แลว้ เสร็จ ให้ข้าราชการตารวจผู้ถูกกล่าวหากลับคืนสู่ฐานะเดิมก่อนและให้ถือว่าไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูก สืบสวนหรอื สอบสวน แล้วแต่กรณี นับแต่วนั ครบกาหนดเวลาดังกล่าวจนกว่าการพิจารณาส่ังการในเรื่อง นัน้ จะเสร็จสิ้นและมคี าสง่ั ในกรณีทีเ่ ป็นความผิดท่ีปรากฏชดั แจง้ ตามกาหนดในกฎ ก.ตร. จะดาเนินการทางวนิ ัยโดยไม่ต้อง สบื สวนหรอื สอบสวนก็ได้ คาอธิบาย มาตรา ๘๔ - ๘๗ ในการสืบสวนข้อเท็จจริง ต้องทาตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๕๖ (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๓๐ ตอนท่ี ๔๘ ก วนั ท่ี ๕ มถิ ุนายน ๒๕๕๖) กรณีที่ควรทาการสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ ไดแ้ ก่ ๑. ผู้บังคับบัญชามีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทา ผิดวินยั ๒. มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัยโดย ผู้ร้องเรียนน้ันได้แจ้งช่ือและที่อยู่ของตนเองเป็นที่แน่นอน พร้อมทั้งระบุพฤติการณ์แห่งกรณีที่ กลา่ วหาว่าขา้ ราชการตารวจกระทาผิดวินยั นน้ั ๓. ส่วนราชการอื่นหรือหน่วยงานอ่ืนแจ้งมาให้ทราบว่าข้าราชการตารวจในบังคับ บัญชาผ้ใู ดกระทาผดิ วนิ ยั หรือสงสัยว่ากระทาผดิ วนิ ัย ๔. มีบัตรสนเท่ห์กล่าวหาว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัย ตามปกติการร้องเรียน กล่าวหาข้าราชการตารวจว่ากระทาผิดวินัยในลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ห้าม มิให้รับฟัง เว้นแต่บัตรสนเท่ห์นั้นระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐานกรณีแวดล้อม และหรือระบุพยาน บุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสาร ชแ้ี นะแนวทางเพียงพอทจ่ี ะดาเนินการสืบสวนได้ ๕. กรณีปรากฏเปน็ ข่าวในสือ่ สารมวลชนใดๆ วา่ ขา้ ราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใด กระทาผิดวินัย ตามปกติหากไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียนกล่าวหาห้ามมิให้รับฟัง เว้นแต่ข่าวใน สื่อมวลชนนั้นระบุ ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กรณีแวดล้อม และหรือระบุพยานบุคคล พยานวัตถุ หรอื พยานเอกสาร ชแี้ นะแนวทางเพยี งพอที่จะดาเนินการสบื สวนได้ ๖. กรณีอืน่ ๆ ท่ผี บู้ งั คบั บญั ชาเหน็ ควรให้มกี ารสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ
- ๑๑๒ - คาอธบิ าย (ต่อ) ผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนยกเว้นนายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการสืบสวนหรอื ผ้สู บื สวน จะตอ้ งไมเ่ ปน็ บคุ คลดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. รเู้ หน็ เหตกุ ารณใ์ นเรอ่ื งทสี่ ืบสวน ๒. มีส่วนได้เสียในเรอื่ งทส่ี บื สวน ๓. มสี าเหตุโกรธเคอื งกบั ผถู้ ูกสืบสวน ๔. เป็นผู้ร้องเรียนกล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดา มารดา หรอื ร่วมบิดาหรือมารดากบั ผูร้ อ้ งเรียนกลา่ วหา ๕. มเี หตุอย่างอ่นื ซง่ึ น่าเชือ่ อยา่ งย่งิ ว่าจะทาให้การสืบสวนเสียความเปน็ ธรรม ในการสอบสวนพจิ ารณา ตอ้ งดาเนินการตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก วันท่ี ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) เพ่ือให้ได้ความจริงและยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการตารวจซ่ึงถูก กล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๘๖ วรรคหน่ึง หรือมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุ อันควรสงสัยว่าหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าท่ีราชการหรือ ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตาแหน่งในอันท่ีจะปฏิบัติหน้าท่ีราชการ ตามมาตรา ๑๐๑ วรรคหน่ึง ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. นี้ ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการสอบสวนจะต้องไม่เป็นบุคคล ดังต่อไปนี้ ๑. ร้เู หน็ เหตกุ ารณ์ในเร่ืองทส่ี อบสวน ๒. มสี ว่ นไดเ้ สยี ในเรื่องท่สี อบสวน ๓. มีสาเหตโุ กรธเคืองกับผ้ถู ูกกลา่ วหา ๔. เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพ่ีน้องร่วมบิดามารดา หรอื รว่ มบดิ าหรอื มารดากับผูก้ ลา่ วหา ๕. มเี หตุอ่นื อันซง่ึ นา่ เช่อื อยา่ งยิง่ ว่าจะทาใหก้ ารสอบสวนเสยี ความเป็นธรรม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยกรณที เี่ ปน็ ความผดิ ทีป่ รากฏชดั แจ้ง พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗) กาหนดว่ากรณีดังต่อไปนี้ไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจริง หรืองดการสืบสวนข้อเท็จจรงิ กไ็ ด้ ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณี ความผิดท่ีปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๑ โดยไม่ต้องสบื สวนขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื งดการสืบสวนขอ้ เทจ็ จริงกไ็ ด้
- ๑๑๓ - คาอธบิ าย (ตอ่ ) ๑. กระทาผิดตอ่ หนา้ ผบู้ งั คบั บญั ชาผูม้ ีอานาจลงโทษ ๒. กระทาความผิดอาญาจนต้องคาพิพากษาถึงท่ีสุดว่าผู้นั้นกระทาผิดและ ผูบ้ งั คับบญั ชาเหน็ วา่ ข้อเทจ็ จรงิ ท่ปี รากฏตามคาพพิ ากษาน้นั ได้ความประจักษช์ ดั แล้ว ๓. กระทาผิดวนิ ัยอย่างไม่ร้ายแรงและไดร้ บั สารภาพเปน็ หนงั สือต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ให้ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตาม กฎหมายว่าดว้ ยตารวจแห่งชาติ และได้มกี ารบันทึกถอ้ ยคารับสารภาพเป็นหนังสือ ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปน้ี ถือเป็นกรณี ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๙๐ หรือมาตรา ๙๑ โดยไม่ต้องสอบสวนหรอื งดการสอบสวนกไ็ ด้ ๑. กระทาผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุกหรือโทษที่หนักกว่าจาคุก โดยคาพิพากษาถึง ทส่ี ดุ ใหจ้ าคุกหรือให้ลงโทษที่หนักกว่าจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดที่ได้กระทาโดยประมาท หรือความผดิ ลหุโทษ ๒. ละท้ิงหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันและ ผู้บังคับบัญชาได้ดาเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแ สดงถึง ความจงใจไมป่ ฏบิ ัตติ ามระเบยี บของทางราชการ ๓. กระทาผิดวินยั อยา่ งร้ายแรงและไดร้ ับสารภาพเปน็ หนังสอื ตอ่ ผ้บู ังคับบัญชาหรือให้ ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือ คณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติ และได้มีการบันทึกคารับสารภาพเป็น หนงั สอื มาตรา ๘๘ เมื่อมีเหตุจาเป็นจะต้องกักตัวข้าราชการตารวจซึ่งถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ ในการสอบสวน เช่น จะหลบหนี หรือจะไปทาร้าย หรือข่มขู่ผู้เสียหายหรือพยาน ให้ผู้บังคับบัญชา มีอานาจกักตัวข้าราชการตารวจนั้นระหว่างดาเนินการสอบสวนได้เท่าที่จาเป็นแก่การสอบสวน แต่ต้อง ไมเ่ กินอานาจลงโทษกกั ขงั ของผู้ส่งั กักตวั และต้องไมเ่ กินสบิ ห้าวัน ในกรณที ีข่ า้ ราชการตารวจตามวรรคหนึ่งถูกลงโทษกักยามหรือกักขังให้หักจานวนวันที่ถูกกักตัว ออกจากระยะเวลากักยามหรือกักขังด้วย และในกรณีท่ีถูกลงโทษทัณฑกรรมให้ถือว่าการถูกกักตัวเป็น การรบั โทษสาหรบั ความผดิ น้นั แลว้ มาตรา ๘๙ ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษ ภาคทัณฑ์ ทณั ฑกรรม กักยาม กักขงั หรอื ตัดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ถ้ามีเหตุ
- ๑๑๔ - อันควรลดหย่อนจะนามาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สาหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะ กรณกี ระทาผิดวินัยเล็กน้อยหรอื มีเหตอุ นั ควรลดหย่อน ซึง่ ยังไม่ถึงกับจะตอ้ งถกู ลงโทษทัณฑกรรม ถ้าผู้บงั คบั บญั ชาเห็นว่าผู้กระทาผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่าที่ตนมีอานาจส่ังลงโทษ ให้รายงาน ตอ่ ผบู้ งั คับบญั ชาของตนทม่ี อี านาจ เพอ่ื ให้พจิ ารณาดาเนนิ การเพอื่ ลงโทษตามควรแก่กรณี ในกรณีกระทาผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทาทัณฑ์บนเป็น หนังสอื หรอื ว่ากล่าวตักเตือนกไ็ ด้ การลงโทษตามมาตรานี้ ผู้บังคับบัญชาจะมีอานาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษ และอตั ราโทษไดเ้ พียงใด ให้เปน็ ไปตามท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. คาอธบิ าย การลงโทษข้าราชการตารวจผู้กระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงผู้บังคับบัญชาจะลงโทษ ภาคทัณฑ์ หรือในสถานโทษและอัตราโทษใด ได้เพียงใด ให้เป็นไปตามตารางกาหนดอานาจและ อตั ราการลงโทษขา้ ราชการตารวจท่ี ก.ตร.กาหนด ซึ่งเป็นไปตามทก่ี าหนดใน กฎ ก.ตร.ว่าด้วยอานาจ การลงโทษ อัตราโทษ และการลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนที่ ๗๕ ก วนั ท่ี ๑๔ ธนั วาคม ๒๕๔๗) มาตรา ๙๐ ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนามา ประกอบการพิจารณาลงโทษกไ็ ด้ แตห่ า้ มมิใหล้ ดโทษตา่ กวา่ ปลดออก การพิจารณาสั่งลงโทษของผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ (๒) (๓) และ (๔) ให้ผู้มีอานาจดังกล่าว ต้ังคณะกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองเสนอ โดยคณะกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องประกอบด้วย รองหัวหน้าหน่วยงานนัน้ ทกุ คน ตามหลกั เกณฑท์ ี่กาหนดในกฎ ก.ตร. ผู้ถูกลงโทษปลดออกตามมาตรานี้ ให้มีสิทธิได้รับบาเหน็จบานาญเสมือนว่าผู้นั้นลาออกจาก ราชการ คาอธิบาย คณะกรรมการพิจารณากล่ันกรองทางวินัยซึ่งเป็นไปตามที่กาหนดไว้ใน กฎ ก.ตร.ว่าด้วย คณะกรรมการพจิ ารณากล่นั กรองการพิจารณาสัง่ ลงโทษ พ.ศ.๒๕๔๗ และทแ่ี กไ้ ขเพ่ิมเติม มาตรา ๙๑ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดาเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตารวจผู้ใดแล้วให้รายงาน การดาเนินการทางวินัยต่อผู้บังคับบัญชาที่มีตาแหน่งเหนือผู้ดาเนินการทางวินัยและผู้บัญชาการตารวจ แห่งชาติ ในกรณีท่ีผู้บังคับบัญชาที่ได้รับรายงานตามวรรคหน่ึงเห็นว่าการยุติเร่ือง การงดโทษ หรือการ ลงโทษเปน็ การไมถ่ กู ต้องหรือไมเ่ หมาะสม กใ็ หม้ ีอานาจสง่ั ลงโทษ เพ่มิ โทษเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษท่ี หนักข้ึน ลดโทษลงเป็นสถานโทษหรืออัตราโทษที่เบาลง งดโทษโดยให้ทาทัณฑ์บนเป็นหนังสือ หรือว่า กลา่ วตกั เตอื น หรอื ยกโทษใหถ้ ูกต้องหรอื เหมาะสมตามควรแก่กรณี ตลอดจนแก้ไขเปล่ียนแปลงข้อความ
- ๑๑๕ - ในคาสั่งเดิมให้ถูกต้องเหมาะสมได้ด้วย และในกรณีที่เห็นว่าควรดาเนินการอย่างใด เพ่ิมเติมเพื่อ ประกอบการพิจารณาให้ได้ความจริงและยุติธรรมก็ให้มีอานาจดาเนินการหรือสั่งดาเนินการ ได้ตามควร แก่กรณี โดยการสั่งลงโทษหรือเพม่ิ โทษเป็นสถานโทษทีห่ นักขึ้น ตอ้ งไมเ่ กนิ อานาจของตนตามมาตรา ๘๙ และการเพิ่มอัตราโทษเม่ือรวมกับอัตราโทษเดิมต้องไม่เกินอานาจนั้นด้วย ถ้าเกินอานาจของตน ก็ให้ รายงานตอ่ ผู้บงั คบั บัญชาของผ้นู น้ั ตามลาดับ เพ่ือให้พิจารณาดาเนินการตามควรแก่กรณี ทั้งน้ี ถ้าเห็นว่า การจะส่ังลงโทษหรือเพิ่มโทษนั้นกรณีเป็นการกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงก็ให้รายงานต่อผู้บัญชาการ ตารวจแห่งชาตเิ พื่อให้พิจารณาดาเนนิ การ ในกรณีทีผ่ ู้บงั คับบัญชาสงั่ ลงโทษตามมาตรา ๘๙ ส่งั ยตุ เิ รอ่ื ง หรือส่งั งดโทษขา้ ราชการตารวจผู้ใด ไปแล้ว แต่ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติเห็นว่ากรณีเป็นการกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือเมื่อได้รับ รายงานที่ผู้บังคับบัญชาตามวรรคสองเห็นว่ากรณีเป็นการกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ก็ให้ผู้บัญชาการ ตารวจแห่งชาติมีอานาจดาเนินการตามมาตรา ๘๖ แต่ถ้าเป็นกรณีที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนตามมาตรา ๘๖ ไวแ้ ลว้ ก็ใหด้ าเนินการตามมาตรา ๙๐ เม่ือมีกรณีเพ่ิมโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ผู้สั่งมีคาส่ังใหม่ และในคาส่ังดังกล่าวให้สั่ง ยกเลิกคาสั่งลงโทษเดิมด้วย พร้อมท้ังระบุวิธีการดาเนินการให้ผู้ถูกลงโทษตามคาสั่งเดิมรับโทษท่ีเพิ่มข้ึน หรอื กลบั คืนส่ฐู านะเดมิ แล้วแตก่ รณี ตามหลักเกณฑ์และวธิ กี ารทีก่ าหนดในกฎ ก.ตร. คาอธิบาย เม่ือผู้บังคับบัญชาได้สั่งลงโทษข้าราชการตารวจผู้ใดไปแล้ว ภายหลังผู้บังคับบัญชาท่ีมี ตาแหน่งเหนือผู้ดาเนินการทางวินัยหรือผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติได้มีคาสั่งให้เพิ่มโทษ ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ ให้ดาเนินการตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดาเนินการให้ผู้ถูก ลงโทษตามคาสั่งเดิมรับโทษท่ีเพิ่มข้ึนหรือกลับคืนสู่ฐานะเดิม พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๖ ก วนั ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๗) มาตรา ๙๒ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดาเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงหรือสั่งให้ข้าราชการตารวจ ออกจากราชการในเรื่องใดไปแล้ว ถ้า ก.ตร. พิจารณาเห็นเป็นการสมควรท่ีจะต้องสอบสวนเพิ่มเติมหรือ สอบสวนใหม่ ให้ ก.ตร. มีอานาจสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่ในเร่ืองนั้นได้ตามความจาเป็น โดย จะสอบสวนเองหรือต้ังอนุกรรมการหรือให้คณะกรรมการสอบสวน สอบสวนเพ่ิมเติมหรือสอบสวนใหม่ แทนก็ได้ หรือกาหนดประเด็นหรือข้อสาคัญท่ีต้องการทราบส่งไป เพ่ือให้คณะกรรมการสอบสวนที่ ผู้บงั คบั บญั ชาได้แต่งตง้ั ไว้เดมิ ทาการสอบสวนเพ่ิมเตมิ ไดด้ ว้ ย ในการดาเนินการตามมาตรานี้ใหน้ ามาตรา ๙๓ มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม คาอธบิ าย บทบัญญัติน้ีกาหนดให้ ก.ตร. เป็นองค์กรตรวจสอบควบคุมการดาเนินการทางวินัยและการ ส่งั ใหข้ า้ ราชการตารวจออกจากราชการ โดยกาหนดให้มีอานาจสอบสวนเพ่ิมเติมหรือสอบสวนใหม่ในเร่ือง ทีผ่ บู้ งั คบั บญั ชาได้ดาเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือสัง่ ใหข้ ้าราชการตารวจออกจากราชการไปแล้ว
- ๑๑๖ - คาอธบิ าย (ตอ่ ) วิธีการสอบสวนเพิ่มเติมหรือสอบสวนใหม่น้ัน ก.ตร. ดาเนินการได้ใน ๔ วิธีการ ดงั ต่อไปนี้ ๑. สอบสวนเอง ๒. ต้งั อนุกรรมการสอบสวนเพ่มิ เตมิ หรือสอบสวนใหมแ่ ทน ๓. ใหค้ ณะกรรมการสอบสวนเพ่ิมเติมหรอื สอบสวนใหมแ่ ทน ๔. กาหนดประเด็นหรือข้อสาคัญที่ต้องการทราบส่งไปให้คณะกรรมการสอบสวนท่ี ผู้บงั คับบัญชาได้แตง่ ตั้งไว้เดมิ ทาการสอบสวนเพ่มิ เตมิ มาตรา ๙๓ ให้ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน เป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา และให้คณะกรรมการสอบสวนมีอานาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เกี่ยวกับอานาจและหน้าที่ ของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอานาจเรียกให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคาหรือช้ีแจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่ เกยี่ วข้อง ส่งผแู้ ทนหรอื บคุ คลในสงั กัดมาช้ีแจงหรือใหถ้ อ้ ยคาเกี่ยวกับเร่ืองทีส่ อบสวน คาอธบิ าย มาตราน้ีกาหนดให้ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน เป็นพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ย่อมมีผลทั้งในสว่ นของ - บุคคลผูก้ ระทาความผดิ ตอ่ ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน และใน สว่ นของ - ผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการสอบสวน กล่าวคือ ในส่วนของบุคคลผู้กระทาความผิดต่อผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และ กรรมการสอบสวน เช่น การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้สืบสวน เป็นต้น ย่อมเป็นความผิดต่อ เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และในส่วนของผู้สืบสวน กรรมการสืบสวน และกรรมการ สอบสวน กอ็ าจต้องมคี วามผดิ ต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการ กาหนดให้กรรมการสอบสวนเท่านั้นท่ีมีอานาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงเท่าที่เก่ียวกับอานาจหน้าท่ีของกรรมการสอบสวน ได้แก่ มีอานาจเรียกให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หา้ งหุน้ สว่ น บริษทั หรอื บคุ คล มาให้ถอ้ ยคาหรอื ชแ้ี จงหรอื ให้ถ้อยคา
- ๑๑๗ - มาตรา ๙๔ ข้าราชการตารวจผู้ใดถูกสอบสวนในกรณีการกระทาความผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือมีกรณีท่ีถูกชี้มูลความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตไวแ้ ล้ว แม้ตอ่ มาข้าราชการตารวจผู้น้ันจะออกจากราชการไปแล้วก็ให้ทาการสอบสวนต่อไปได้ แต่ ตอ้ งดาเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในหนงึ่ ปนี ับแต่วันทอ่ี อกจากราชการ การดาเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตารวจตามวรรคหน่ึง ให้กระทาได้เสมือนว่าผู้น้ันยังมิได้ ออกจากราชการ เว้นแต่กรณีที่ผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่าผู้น้ันกระทาผิดวินัยที่จะต้องลงโทษ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กกั ยาม หรือกักขงั กใ็ หง้ ดโทษนัน้ เสยี คาอธบิ าย การดาเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการตารวจผู้ออกจากราชการไปแล้ว กรณีข้าราชการ ตารวจผู้ถูกสอบสวนในกรณีการกระทาความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ต่อมาข้าราชการตารวจผู้นั้นตาย ระหว่างการสอบสวน ในกรณนี ี้ ก.ตร. ในการประชุมคร้ังที่ ๙/๒๕๕๔ เม่ือวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๔ มคี วามเหน็ เก่ียวกับเรอื่ งนีม้ สี าระสาคญั ว่า “ขา้ ราชการตารวจถงึ แก่ความตายในระหว่างการสอบสวน ทางวินัย กระบวนการดาเนินการทางวินัยยุติลง ผู้บังคับบัญชาไม่สามารถท่ีจะสั่งลงโทษข้าราชการ ตารวจได้อีก การมีคาสั่งลงโทษไล่ข้าราชการตารวจดังกล่าวออกจากราชการ ภายหลังจากท่ี ข้าราชการตารวจนั้นถึงแก่ความตายไปแล้ว เป็นการดาเนินการที่ไม่ถูกต้อง โดยกรณีน้ีให้สั่งยุติเรื่อง เพราะข้าราชการตารวจผู้นั้นถึงแก่ความตาย” และสานักงานตารวจแห่งชาติมีหนังสือแจ้งเวียน หน่วยงานในสังกัดให้เกิดความเข้าใจ พร้อมทั้งกาชับการปฏิบัติในกรณีนี้ให้ถูกต้อง (รายละเอียดดู หนงั สอื สง.ก.ตร. ที่ ๐๐๑๒.๓๑/๑๘๓๑ ลงวนั ที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และหนงั สอื สานักงานตารวจ แหง่ ชาติ ท่ี ๐๐๐๖.๒/ว ๐๒๓ ลงวันที่ ๒๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๕) มาตรา ๙๕ ข้าราชการตารวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้ง กรรมการสอบสวน หรือต้องหาว่ากระทาความผิดอาญาหรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่เป็นความผิดที่ได้ กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กาหนด ในระเบียบ ก.ตร. มีอานาจสั่งพักราชการหรือส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพ่ือรอฟังผลการสอบสวน พิจารณาทางวินัยได้ แต่ถ้าภายหลังปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยว่าผู้นั้นมิได้กระทาผิดหรือ กระทาผิดไม่ถึงกับถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก และไม่มีกรณีท่ีจะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ก็ให้ผู้มีอานาจดังกล่าวสั่งให้ผู้น้ันกลับเข้ารับราชการในตาแหน่งเดิมหรือตาแหน่งในระดับเดียวกันที่ผู้นั้น มีคณุ สมบตั ิตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหนง่ นน้ั เมื่อได้มีการส่ังให้ข้าราชการตารวจผู้ใดพักราชการหรือออกจากราชการไว้ก่อนตามวรรคหนึ่ง แล้วหากภายหลังปรากฏว่าผู้น้ันมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีอ่ืนอีก ผู้มี อานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผบู้ งั คบั บัญชาอนื่ ตามทกี่ าหนดในระเบียบ ก.ตร. มีอานาจดาเนินการสืบสวน หรือพิจารณาตามมาตรา ๘๔ และแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ตลอดจนดาเนินการ ทางวินยั ตามทีบ่ ญั ญตั ไิ วใ้ นหมวดนต้ี ่อไปได้
- ๑๑๘ - ในกรณีที่ผู้ถูกส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้รับคาสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือได้รับคาสั่งให้ ออกจากราชการด้วยเหตุใด ๆ ท่ีมิใช่เป็นการลงโทษ ให้ผู้น้ันมีสถานภาพเป็นข้าราชการตารวจตลอด ระยะเวลาระหว่างทถ่ี กู สั่งใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อน เงินเดอื น เงนิ อ่นื ท่จี ่ายเป็นรายเดือน และเงนิ ชว่ ยเหลอื อยา่ งอ่ืน และการจ่ายเงินดังกล่าวของผู้ถูก ส่ังพกั ราชการและผู้ถูกสัง่ ให้ออกจากราชการไวก้ ่อน ให้เปน็ ไปตามกฎหมายหรอื ระเบียบว่าดว้ ยการนนั้ หลกั เกณฑ์และวิธกี ารเกย่ี วกับการส่ังพกั ราชการ การสั่งใหอ้ อกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้ พักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดาเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวน พิจารณาให้เป็นไปตามท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. คาอธิบาย หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสั่งพักราชการ การส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อน ระยะเวลาให้พักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน และการดาเนินการเพ่ือให้เป็นไปตามผลการ สอบสวน ซ่ึงเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก วนั ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) มาตรา ๙๖ ขา้ ราชการตารวจผู้ใดมีกรณีท่ีอาจถูกสืบสวนหรือสอบสวนว่ามีการกระทาผิดวินัย แต่ได้ออกจากราชการก่อนดาเนินการสืบสวนหรือสอบสวน หากภายหลังได้กลับเข้ารับราชการใหม่ ภายในห้าปี ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ ดาเนินการสั่งให้มีการสืบสวนหรือสอบสวน ตอ่ ไป
- ๑๑๙ - หมวด ๗ การออกจากราชการ มาตรา ๙๗ ข้าราชการตารวจออกจากราชการเมือ่ (๑) ตาย (๒) พน้ จากราชการตามกฎหมายวา่ ด้วยบาเหน็จบานาญขา้ ราชการ (๓) ได้รับอนญุ าตให้ลาออกหรือการลาออกมผี ลตามมาตรา ๙๙ (๔) ถูกส่ังให้ออกตามมาตรา ๖๐ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๘ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ หรือมาตรา ๑๐๓ (๕) ถูกส่งั ลงโทษปลดออกหรือไล่ออก วนั ออกจากราชการตาม (๔) และ (๕) ใหเ้ ปน็ ไปตามทีก่ าหนดในระเบียบ ก.ตร. การออกจากราชการของข้าราชการตารวจเฉพาะผู้ท่ีต้องรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับ ราชการทหาร ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายว่าดว้ ยการนนั้ มาตรา ๙๘ ผู้ใดได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตารวจ หากภายหลังปรากฏว่าขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๘ หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งตามมาตรา ๔๕ ตั้งแต่ ก่อนได้รับการบรรจุ ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ ส่ังให้ออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึง การใดท่ีผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอานาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากทาง ราชการก่อนมคี าส่ังให้ออกนั้น และถา้ การเขา้ รับราชการเปน็ ไปโดยสุจริตแล้ว ให้ถือว่าเป็นการส่ังให้ออก เพ่ือรับบาเหนจ็ บานาญเหตทุ ดแทนตามกฎหมายว่าดว้ ยบาเหนจ็ บานาญข้าราชการ คาอธบิ าย การออกจากราชการตามมาตรา ๙๘ (กรณีขาดคุณสมบตั ิก่อนไดร้ บั การบรรจ)ุ ให้พิจารณาตามกรอบนัยหนังสือ ตร.ที่ ๐๐๐๖.๓๒๕/๑๒๗๖๕ ลง ๒๖ พ.ย.๒๕๔๒ เรอื่ ง กาหนดแนวทางปฏิบตั ิเก่ียวกับการส่ังให้ข้าราชการตารวจออกจากราชการ กรณีขาดคุณสมบัติ กอ่ นไดร้ บั การบรรจุ มาตรา ๙๙ ข้าราชการตารวจผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการ ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อ ผู้บังคับบัญชาเหนือข้ึนไปชั้นหน่ึง เพ่ือให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอื่นตามที่กาหนด ในระเบยี บ ก.ตร. เปน็ ผู้พจิ ารณาอนญุ าต ในกรณีที่ข้าราชการตารวจลาออกเพื่อดารงตาแหน่งที่กาหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตาแหน่งทาง การเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ิน ให้การ ลาออกมีผลนับต้งั แตว่ นั ทผ่ี ูน้ น้ั ขอลาออก
- ๑๒๐ - นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าผมู้ ีอานาจตามมาตรา ๗๒ หรือผู้บังคับบัญชาอ่ืนตามที่กาหนดใน ระเบียบ ก.ตร. เห็นว่าจาเป็นเพ่ือประโยชน์แก่ราชการ จะยับยั้งการลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือน นับแตว่ ันขอลาออกกไ็ ด้ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาออก การพิจารณาอนุญาตให้ลาออกและการยับย้ังการ ลาออกจากราชการใหเ้ ป็นไปตามที่กาหนดในระเบยี บ ก.ตร. คาอธิบาย ข้าราชการตารวจไดร้ ับอนญุ าตให้ลาออกหรือการลาออกมีผลตามมาตรา ๙๙ หลักเกณฑแ์ ละวิธีการดังนี้ การพิจารณาอนุญาตให้ลาออกและการยับย้ังการลาออกจากราชการให้เป็นไปตามท่ี กาหนดใน ระเบียบ ก.ตร.ว่าดว้ ยการลาออกจากราชการของขา้ ราชการตารวจ พ.ศ.๒๕๕๐ ดังน้ี ๑. ข้าราชการตารวจท่จี ะลาออกให้ปฏบิ ตั ิดงั น้ี ๑.๑ ยนื่ หนงั สือขอลาออกตอ่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง ตามแบบหนังสือขอ ลาออก ก่อนวันขอลาออกไมน่ ้อยกวา่ ๓๐ วัน หนังสือท่มี ิได้ระบุวันขอลาออกให้นับจากวันที่ยื่นหนังสือไป ๓๐ วันเป็นวันขอ ลาออก ๑.๒ ผู้บังคับบัญชาที่รับหนังสือให้บันทึกวันย่ืนหนังสือเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้มีการ ย่ืนหนังสือวันใด และตรวจสอบด้วยว่าได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออก ๓๐ วันหรือไม่ (เฉพาะยื่น ครั้งแรก) - จากนั้นพิจารณาความเห็นเสนอต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือข้ึนไปภายใน ๗ วันนบั แต่วันรบั หนงั สือ - ให้ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปเสนอความเห็นตามลาดับจนถึงผู้มีอานาจ อนญุ าตการลาออกภายใน ๗ วนั นับแตว่ นั ไดร้ ับรายงาน - กรณีผู้ขอลาออกยื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้าก่อนวันลาออกน้อยกว่า ๓๐ วัน โดยมีเหตุผลความจาเป็นพิเศษ ให้รีบเสนอความเห็นไปยังผู้มีอานาจอนุญาตลาออกก่อนวันขอ ลาออกโดยเรว็ ๒. เม่อื ผมู้ อี านาจอนญุ าตการลาออกได้รับหนังสือแล้วให้พิจารณาว่าจะสั่งให้ลาออกจาก ราชการ หรือจะสั่งยบั ยงั้ การลาออกก็ได้ โดยดาเนนิ การดงั น้ี ๒.๑ เห็นว่าควรอนุญาตให้ลาออกได้ ให้ผู้มีอานาจมีคาสั่งอนุญาตให้ลาออกเป็น ลายลักษณ์อักษร ให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออก แล้วแจ้งคาสั่งให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอ ลาออก และแจ้งหน่วยทเี่ ก่ยี วข้องทราบ
- ๑๒๑ - - กรณยี ื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้าอย่างน้อย ๓๐ วัน ผู้มีอานาจสามารถอนุญาตให้ ลาออกได้ ๒ แบบ และใหก้ ารลาออกมีผลในวนั ที่ได้รับอนญุ าตให้ลาออก แตจ่ ะต้องกระทาให้เสร็จสิ้น ก่อนวนั ขอลาออก (๑) ตามวนั ทรี่ ะบุในหนังสือขอลาออก หรือ (๒) ภายในกาหนด ๓๐ วันนบั แตว่ ันยน่ื หนงั สือขอลาออก ๒.๒ เห็นควรยบั ย้งั การลาออก ใหด้ าเนินการ ดงั นี้ ๒.๒.๑ เรียกผู้ขอลาออกมาพบเพ่ือสอบถามถึงเหตุผล และความจาเป็นใน ประโยชน์สว่ นตนและทางราชการ หากผมู้ ีอานาจเห็นวา่ จาเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ - ให้มีคาสั่งยับยั้งการลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อนวัน ขอลาออกหรอื ภายในกาหนด ๓๐ วนั นับแตว่ นั ยน่ื หนงั สือขอลาออกในกรณยี ืน่ ลว่ งหนา้ ไม่ถงึ ๓๐ วัน - แจ้งคาสั่งพร้อมเหตุผล ระยะเวลาท่ียับย้ัง และวันท่ีการลาออกจะ มีผล ใหผ้ ู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลาออกด้วย - การยับยั้งให้ออกคาสั่งยับยั้งได้ครั้งเดียวเป็นเวลาไม่เกิน ๓ เดือน นับแต่วนั ขอลาออก ขยายอีกไมไ่ ด้ ๒.๒.๒ ถ้าผู้ขอลาออกมิได้ขอระงับ หรือยกเลิกการลาออกก่อนการลาออก มีผล ใหก้ ารลาออกนน้ั มีผลนับแตว่ นั ถัดจากวันครบกาหนดเวลาทีย่ ับยั้งการลาออก ๒.๒.๓ กรณผี ูข้ อลาออกอย่รู ะหว่างต้ังกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือต้องหา คดีอาญาหรือมีหน้ีสินติดค้างกับทางราชการ ไม่ถือเป็นเหตุจาเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการท่ีจะ ยบั ยง้ั การลาออก - แต่ให้ผู้มีอานาจอนุญาตลาออกแจ้งให้หน่วยงานที่เก่ียวข้องกับกรณี ดงั กลา่ วทราบกอ่ นการลาออกมผี ล ๓. กรณีผู้มีอานาจอนุญาตการลาออกไม่ได้มีคาสั่งอนุญาตให้ลาออกก่อนวันขอลาออก และไมไ่ ด้มีคาสง่ั ยบั ยั้งการลาออก ๓.๑ กรณียื่นหนังสือล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน ให้ถือว่าผู้ขอลาออกได้ออกจาก ราชการไปนับแต่วันขอลาออกโดยผลของกฎหมาย (กรณีหากล่วงเลยเวลามาแล้วหากผู้มีอานาจจะ ส่ังใหอ้ อกตอ้ งสั่งย้อนหลงั ไปในวนั ทขี่ อลาออก) ๓.๒ กรณียื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้าน้อยกว่า ๓๐ วันให้ถือว่าออกจากราชการ ในวันถัดจากวันครบกาหนด ๓๐ วัน นับแต่วันยื่น (นับวันย่ืนเป็นวันแรก) หนังสือขอลาออก (หาก ครบกาหนด ๓๐ วันแล้ว ถือว่าผู้ขอลาออกได้ออกจากราชการไปโดยผลของกฎหมายแล้ว หากผู้มี อานาจ จะส่งั ยอ้ นหลงั ตอ้ งส่งั ยอ้ นหลังไปในวันท่ีถัดจากวนั ครบกาหนด ๓๐ วัน)
- ๑๒๒ - ๔. กรณีขอลาออกเพ่ือดารงตาแหน่งที่กาหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตาแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถ่ิน หรือผู้บริหารท้องถิ่น ดาเนินการ ดังน้ี ๔.๑ ให้ย่ืนหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือข้ึนไปช้ันหนึ่ง ก่อนวันขอลาออก ไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน พร้อมเอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ๔.๒ ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอหนังสือขอลาออกพร้อมเอกสารที่เก่ียวข้องต่อ ผูบ้ ังคบั บญั ชาเหนือขนึ้ ไปตามลาดบั จนถงึ ผ้มู ีอานาจอนญุ าตการลาออกโดยเร็ว ๔.๓ ผู้มีอานาจอนุญาตการลาออกตรวจพิจารณาเอกสารแล้ว ให้มีคาส่ังอนุญาตให้ การลาออกมผี ลนับต้ังแต่วันทีผ่ ู้น้ันขอลาออก ๔.๔ แจง้ ใหผ้ ูข้ อลาออกและหนว่ ยงานที่เกยี่ วขอ้ งทราบต่อไป ๕. กรณผี ูข้ อลาออกมกี รณีถกู กลา่ วหาว่ากระทาผดิ วินัยให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบว่าเป็น กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาข้าราชการตารวจผู้นั้นกระทาผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ หากมีมูลกรณีท่ีจะต้อง ดาเนินการวินัยอย่างร้ายแรงให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแก่ข้า ราชการตารวจผู้น้ัน ก่อนการลาออกมีผล และสามารถดาเนินการทางวินัยต่อไปได้แม้ผ้นู น้ั จะออกจากราชการไปแลว้ มาตรา ๑๐๐ ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ มีอานาจส่ังให้ข้าราชการตารวจออกจากราชการเพ่ือ รับบาเหน็จบานาญตามกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการได้ แต่ในการสั่งให้ออกจากราชการ เพ่อื รบั บาเหน็จบานาญเหตุทดแทน นอกจากให้ทาได้ในกรณีที่ระบุไว้ในมาตราอ่ืนแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือในกฎหมายว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการแลว้ ให้ทาไดใ้ นกรณดี งั ต่อไปนี้ด้วย คือ (๑) เมอื่ ขา้ ราชการตารวจผใู้ ดเจบ็ ปว่ ยไมอ่ าจปฏิบัตหิ นา้ ทรี่ าชการของตนไดโ้ ดยสมา่ เสมอ (๒) เมอื่ ขา้ ราชการตารวจผใู้ ดสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงคข์ องทางราชการ (๓) เมื่อข้าราชการตารวจผู้ใดขาดคุณสมบัติท่ัวไปตามมาตรา ๔๘ (๑) (๔) (๕) หรือขาด คุณสมบัติ หรือมีลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามทกี่ าหนดในกฎ ก.ตร. (๔) เม่ือข้าราชการตารวจผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ในระดับอนั เป็นทพ่ี อใจของทางราชการ ท้ังนี้ ตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารท่กี าหนดในกฎ ก.ตร. มาตรา ๑๐๑ ข้าราชการตารวจผู้ใดมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าหย่อน ความสามารถในอนั ที่จะปฏิบตั ิหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าท่ีราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับ ตาแหน่งในอันท่ีจะปฏิบัติหน้าท่ีราชการ และผู้บังคับบัญชาตาแหน่งตั้งแต่ผู้กากับการหรือเทียบเท่า ผูก้ ากบั การขนึ้ ไปเหน็ วา่ กรณมี มี ลู ถ้าผนู้ ั้นรับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มีอานาจ ดังกลา่ วส่งั แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยไม่ชักช้า ในการสอบสวนน้ีจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุป พยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจะระบุหรือไม่ระบุช่ือพยานก็ได้
- ๑๒๓ - และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย เมื่อได้มีการสอบสวนแล้ว ถ้าคณะกรรมการหรือผู้ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าสมควรให้ออกจากราชการ ก็ให้ผู้ส่ัง แต่งตั้งคณะกรรมการเสนอเรื่องต่อผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ เพ่ือพิจารณาส่ังให้ผู้น้ันออกจากราชการ เพ่ือรบั บาเหน็จบานาญเหตุทดแทนได้ ในกรณีทผี่ บู้ งั คับบัญชาได้แต่งตงั้ คณะกรรมการเพอ่ื ทาการสอบสวนผู้ถกู กลา่ วหาตามมาตรา ๘๖ ในเรอ่ื งท่ีจะต้องสอบสวนตามวรรคหน่ึง และคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๘๖ ได้สอบสวนไว้แล้ว ผู้มี อา น า จ ต า ม ว ร ร คห น่ึ ง จ ะใ ช้ ส า น ว น กา ร ส อบ ส ว น น้ั น ม า พิจ า ร ณา ด า เ นิ น กา รโ ด ย ไม่ ต้ อง แ ต่ ง ต้ั ง คณะกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่งกไ็ ด้ หลกั เกณฑ์และวิธีการเก่ยี วกบั การสอบสวนพิจารณา ใหเ้ ป็นไปตามท่กี าหนดในกฎ ก.ตร. คาอธบิ าย การสั่งให้ข้าราชการตารวจออกจากราชการกรณีหย่อนความสามารถ ต้องเป็นไปตาม หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาตามที่กาหนดใน กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสอบสวน พจิ ารณา พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) มาตรา ๑๐๒ เมื่อข้าราชการตารวจผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้มี การสอบสวนตามมาตรา ๘๖ แต่ไม่ได้ความแน่ชัดว่าผู้นั้นกระทาผิดที่จะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีท่ีถูกสอบสวนน้ัน หากจะให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ ราชการ กใ็ ห้ผมู้ อี านาจตามมาตรา ๗๒ สั่งใหผ้ นู้ ้ันออกจากราชการเพ่อื รบั บาเหน็จบานาญเหตุทดแทนได้ มาตรา ๑๐๓ เมื่อข้าราชการตารวจผู้ใดถูกจาคุกโดยคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้จาคุกในความผิดท่ี ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก หากจะ ให้รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ ก็ให้ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ สั่งให้ผู้น้ันออกจาก ราชการเพ่ือรับบาเหนจ็ บานาญเหตุทดแทนได้ คาอธบิ าย ในทางปฏิบัติ ผู้มีอานาจตามมาตรา ๗๒ ย่อมต้องพิจารณาเป็นแต่ละกรณี โดยใช้ดุลยพินิจ ในเหมาะสมกบั แตล่ ะกรณีนนั้ ได้แก่ กรณีจานวนเวลาจาคุกน้อย และหากจะให้รับราชการต่อไปเป็น การเสียหายแกร่ าชการ ผู้มีอานาจนั้นก็อาจส่ังใหอ้ อกจากราชการเพื่อรับบาเหน็จบานาญเหตุทดแทน หรอื ไม่สัง่ ใหอ้ อกจากราชการกไ็ ด้
- ๑๒๔ - มาตรา ๑๐๔ ในการออกจากราชการของข้าราชการตารวจตาแหน่งตั้งแต่ผู้บังคับการหรือ ตาแหน่งเทียบเท่าข้ึนไป หากเป็นกรณีการออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ ให้นายกรัฐมนตรีนาความ กราบบงั คมทูลเพอ่ื ทรงทราบ๔๕ การพ้นจากตาแหน่งของข้าราชการตารวจ ตาแหน่งผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ จเรตารวจ แหง่ ชาติ และรองผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติหรือตาแหน่งเทียบเท่าให้นาความกราบบังคมทูลเพ่ือทรงมี พระบรมราชโองการให้พน้ จากตาแหน่ง เวน้ แตก่ รณที พ่ี น้ จากตาแหน่งเพราะความตาย ๔๕ มาตรา ๑๐๔ วรรคหน่ึง แก้ไขเพมิ่ เติมโดยคาสงั่ หัวหนา้ คณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ ท่ี ๗/๒๕๕๙ เรอ่ื ง การกาหนด ตาแหน่งของขา้ ราชการตารวจซงึ่ มอี านาจหนา้ ทใี่ นการสอบสวน (เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๓๖ ง วนั ท่ี ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๙)
- ๑๒๕ - หมวด ๘ การอุทธรณ์ มาตรา ๑๐๕ ข้าราชการตารวจผู้ใดถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการตาม พระราชบัญญัติน้ี ให้ผนู้ ้นั มสี ทิ ธิอุทธรณไ์ ดด้ งั ต่อไปนี้ (๑) กรณีถูกส่ังลงโทษภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยาม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์คาสั่ง ดงั กล่าวตอ่ ผ้บู งั คับบัญชาของผู้บังคับบัญชาท่ีสั่งลงโทษ แต่ในกรณีท่ีผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติเป็นผู้สั่ง ลงโทษ ให้อุทธรณ์ต่อ ก.ตร. (๒) กรณีถูกส่ังลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการให้อุทธรณ์คาสั่ง ดังกล่าวตอ่ ก.ตร. การอทุ ธรณต์ าม (๑) และ (๒) ใหอ้ ุทธรณภ์ ายในสามสิบวนั นับแต่วนั ทราบคาสั่ง ระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์ตาม (๑) และ (๒) ให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยส่ีสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุจาเป็นตามที่กาหนดในระเบียบ ก.ตร. ท่ีทาให้การพิจารณาไม่ แล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลาดังกล่าว กใ็ ห้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละคร้ังจะต้องไม่เกิน หกสบิ วนั หลกั เกณฑแ์ ละวิธีการอุทธรณ์ และการพจิ ารณาอทุ ธรณ์ ให้เป็นไปตามทก่ี าหนดใน กฎ ก.ตร. มาตรา ๑๐๕/๑๔๖ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคาพิพากษาถึงท่ีสุดส่ังเพิกถอนหรือแก้ไขคาสั่งใน เร่ืองใด ให้เป็นหน้าท่ีของผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจ ก.ตร. หรือ ก.ต.ช. แล้วแต่กรณี ในการส่ังการตาม สมควรเพ่ือเยยี วยาและแกไ้ ขหรือดาเนนิ การตามทเ่ี ห็นสมควร คาอธบิ าย มาตรา ๑๐๕ - ๑๐๕/๑ หลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นไปตาม กฎ ก.ตร.ว่าด้วย การอทุ ธรณ์และการพจิ ารณาอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก วันที่ ๑๓ กนั ยายน ๒๕๔๗) นอกจากน้ี แมม้ าตรา ๑๐๕ บัญญตั ิโดยใชค้ าว่า “ข้าราชการตารวจ...มีสิทธิอุทธรณ์” แต่ ในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณ์และการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ.๒๕๔๗ ข้อ ๓ วรรคสอง ก็ให้สิทธิ ทายาทผู้มีสิทธิรับบาเหน็จตกทอดของข้าราชการตารวจมีสิทธิอุทธรณ์แทนได้ในก รณีท่ีข้าราชการ ตารวจผู้มีสิทธิอุทธรณ์ถึงแก่ความตายไปก่อนท่ีจะใช้สิทธิอุทธรณ์ด้วย การกาหนดให้สิทธิทายาทไว้ เช่นนก้ี เ็ หตผุ ลในการพจิ ารณาขณะน้นั คือ เพือ่ เปน็ การกาหนดให้สอดคลอ้ งกับหลักการที่ศาลปกครอง ไดว้ างไวต้ ามคาพพิ ากษาศาลปกครองกลางที่ ๑๗๘๓/๒๕๔๕ ซง่ึ มีสาระสาคัญว่า ทายาทตามกฎหมาย ๔๖ มาตรา ๑๐๕/๑ เพม่ิ เติมโดยคาสงั่ หวั หน้าคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรอ่ื ง การแก้ไขปญั หาการ บรหิ ารงานบคุ คลของข้าราชการตารวจ (เล่ม ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง วนั ที่ ๔ ธนั วาคม ๒๕๕๘)
- ๑๒๖ - คาอธบิ าย (ต่อ) ว่าด้วยบาเหน็จบานาญข้าราชการ ซึ่งหากการพิจารณาอุทธรณ์คาส่ังมีผลในทางที่เป็นคุณแล้ว ทายาทก็จะเป็นผู้ได้รบั สทิ ธิประโยชน์ในส่วนท่เี กย่ี วกบั บาเหน็จตกทอด จึงถือได้ว่าทายาทเป็นผู้มีส่วน ไดเ้ สียที่อาจจะได้รบั ความเดือดรอ้ นหรือเสียหาย การกาหนดไว้เช่นนี้ในกฎ ก.ตร. จึงเป็นการกาหนด ท่มี งุ่ คุ้มครองสิทธิของบคุ คล
- ๑๒๗ - หมวด ๙ การร้องทกุ ข์ มาตรา ๑๐๖ ข้าราชการตารวจผู้ใดเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อานาจหน้าที่ปฏิบัติต่อตนโดย ไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือเกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของ ผู้บังคับบัญชาต่อตน ผู้นั้นอาจร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร. แล้วแต่กรณี เพ่ือขอให้แก้ไขได้ เว้นแต่ เปน็ กรณีที่มีสิทธอิ ุทธรณ์ตามหมวด ๘ ใหใ้ ช้สทิ ธิอทุ ธรณ์ตามท่ีกาหนดไว้ในหมวดนั้น หลักเกณฑ์และวิธีการร้องทุกข์ เหตุแห่งการร้องทุกข์ และการพิจารณาเร่ืองร้องทุกข์ให้เป็นไป ตามท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. คาอธบิ าย หลักเกณฑ์และวิธีการร้องทุกข์ เหตุแห่งการร้องทุกข์ และการพิจารณาเร่ืองร้องทุกข์ ให้เป็นไปตามท่ีกาหนดใน กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการร้องทุกข์ พ.ศ.๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๘ ก วันท่ี ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๗) สรุปสาระสาคัญได้ คือ ขา้ ราชการตารวจผอู้ าจร้องทุกข์ ไดแ้ ก่ ข้าราชการตารวจดงั ต่อไปนี้ ๑. ข้าราชการตารวจผู้เห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อานาจหน้าท่ีปฏิบัติต่อตนไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฏบิ ตั ิตอ่ ตนให้ถูกต้องตามระเบยี บ กฎหมาย ๒. ข้าราชการตารวจผ้เู ห็นว่าเกดิ จากการปฏบิ ัตโิ ดยมชิ อบของผู้บังคับบญั ชาตอ่ ตน ผู้รับเรื่องร้องทกุ ข์ การร้องทุกข์ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ก.ตร.แล้วแต่กรณี ซ่ึงกรณีเหตุร้องทุกข์ เกิดจากผู้บังคบั บญั ชาตาแหน่งใด ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตาแหน่งใด หรือต่อ ก.ตร.น้ัน กาหนด ไวใ้ น กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยการร้องทกุ ข์ พ.ศ.๒๕๔๗ ข้อ ๔ และขอ้ ๕ ดงั นี้ “ข้อ ๔ ข้าราชการตารวจผู้ถูกผู้บังคับบัญชาใช้อานาจหน้าท่ีปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือปฏิบัติโดยมิชอบต่อตน มีสิทธิร้องทุกข์ต่อ ผบู้ ังคับบญั ชาหรอื ก.ตร. ไดภ้ ายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ทีท่ ราบเรอื่ งอันเป็นเหตุให้ร้องทกุ ข์” “ขอ้ ๕ การใช้สทิ ธิร้องทกุ ข์ ให้ดาเนินการดังน้ี ๑. กรณีท่ีเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งต้ังแต่รองผู้กากับการหรือเทียบเท่าลงมา ให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดารงตาแหน่งผู้กากับการหรือเทียบเท่าท่ีเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ท่ีทาให้เกิ ดเหตุ ร้องทุกข์ เว้นแต่กรณีเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองบังคับการ ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับการหรือเทียบเท่าท่ี เปน็ ผู้บงั คบั บญั ชาของผู้ทท่ี าใหเ้ กดิ เหตุรอ้ งทุกข์ ๒. กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งตั้งแต่รองผู้บังคับการหรือเทียบเท่าลงมา ถึงผู้กากับการหรือเทียบเท่า ให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดารงตาแหน่งผู้บังคับการหรือเทียบเท่าที่เป็น ผูบ้ ังคับบัญชาของผู้ทที่ าใหเ้ กิดเหตุร้องทกุ ข์
- ๑๒๘ - ๓. กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งตั้งแต่รองผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าลง มาถึงผู้บังคับการหรือเทียบเท่า ให้ร้องทุกข์ต่อผู้ดารงตาแหน่งผู้บัญชาการหรือเทียบเท่าที่เป็น ผู้บังคบั บญั ชาของผทู้ ที่ าใหเ้ กดิ เหตรุ ้องทุกข์ หรือ ก.ตร. ๔. กรณีท่ีเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งผู้บังคับการหรือเทียบเท่าของกองบังคับการ ท่ีข้ึนตรงต่อสานักงานผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ หรอื ก.ตร. ๕. กรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งต้ังแต่จเรตารวจแห่งชาติ หรือ รองผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติหรือเทียบเท่าลงมา ถึงผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า ให้ร้องทุกข์ต่อ ผบู้ ญั ชาการตารวจแหง่ ชาติ หรือ ก.ตร. ๖. กรณที ่ีเหตรุ ้องทกุ ข์เกิดจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือผู้บัญชาการตารวจ แห่งชาติ ใหร้ ้องทกุ ขต์ อ่ ก.ตร. ๗. กรณที ี่เหตุร้องทกุ ข์เกิดจากผบู้ ัญชาการอ่นื นอกเหนือจากข้อ ๑. ถึง ๖. ให้ร้องทุกข์ต่อ ผบู้ งั คบั บญั ชาทีเ่ ปน็ หัวหนา้ สงู สุดของหน่วยงานหรือกลุม่ ตาแหนง่ ที่ผรู้ ้องทุกข์น้ันสงั กัดอยู่ กรณีท่ีเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้บังคับบัญชาท่ีอยู่ในฐานะเป็นผู้รักษาราชการแทนหรือ ปฏิบัติราชการแทนในตาแหน่งใด ให้ถือว่าเหตุร้องทุกข์เกิดจากผู้ดารงตาแหน่งที่รักษาราชการแทน หรือปฏบิ ตั ิราชการแทนนน้ั การใช้สิทธิร้องทุกข์ตาม ๓., ๔. และ ๕ ให้ใช้สิทธิ์ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา หรือ ก.ตร. ได้เฉพาะทางใดทางหนง่ึ เท่าน้ัน
- ๑๒๙ - หมวด ๑๐ เครอ่ื งแบบตำรวจ มำตรำ ๑๐๗ ลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบตำรวจ รวมทั้งกำรแต่งว่ำจะสมควร อยำ่ งไร เมอื่ ไร และโดยเงื่อนไขประกำรใดนั้น ใหเ้ ปน็ ไปตำมทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง มำตรำ ๑๐๘ ผ้ใู ดแตง่ เคร่ืองแบบตำรวจโดยไม่มีสทิ ธิ ตอ้ งระวำงโทษจำคุกตั้งแต่สำมเดือนถึงหำ้ ปี ถ้ำกำรกระทำควำมผิดตำมวรรคหน่ึง ได้กระทำภำยในเขตซึ่งประกำศใช้กฎอัยกำรศึกหรือ ประกำศภำวะฉุกเฉิน หรอื เพ่อื กระทำควำมผดิ อำญำ ผูก้ ระทำต้องระวำงโทษจำคุกตง้ั แตห่ น่ึงปถี ึงสบิ ปี มำตรำ ๑๐๙ ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผิดอย่ำงใด อย่ำงหนึ่งตำมท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมำยอำญำซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกอย่ำงสูงตั้งแต่หนึ่งปีข้ึนไป ตอ้ งระวำงโทษจำคกุ ตง้ั แตห่ น่งึ ปถี ึงเจ็ดปี คำอธิบำย แม้ว่ำข้ำรำชกำรตำรวจเป็นผู้มีสิทธิแต่งเครื่องแบบตำรวจ แต่ในกรณีท่ีข้ำรำชกำร ตำรวจผู้นั้นแต่งเคร่ืองแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผิด ตำมมำตรำ ๑๐๙ กำหนดให้เป็นควำมผิด โดยมอี งคป์ ระกอบควำมผดิ ดงั ต่อไปน้ี ๑. เป็นขำ้ รำชกำรตำรวจ ๒. แต่งเครอ่ื งแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผิด ๓. เปน็ ควำมผิดตำมที่บญั ญตั ิไวใ้ นประมวลกฎหมำยอำญำ ๔. ควำมผดิ ตำมที่บญั ญัติไว้ในประมวลกฎหมำยอำญำนั้นต้องมีกำหนดโทษจำคุกอย่ำง สูงตัง้ แต่หนึ่งปีขนึ้ ไป กำรที่มำตรำ ๑๐๙ กำหนดไว้เช่นน้ี มีควำมมุ่งหมำยที่จะป้องกันมิให้ข้ำรำชกำรตำรวจ แต่งเคร่ืองแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผดิ ตำมท่ีกำหนดในมำตรำนี้ เนื่องจำกข้ำรำชกำรตำรวจซ่ึง แต่งเคร่ืองแบบตำรวจอยู่นั้น โดยสภำพของเร่ืองแล้ว เม่ือมีกำรกระทำควำมผิดอำญำ ข้ำรำชกำร ตำรวจผู้นั้นย่อมกระทำควำมผิดได้สะดวกมำกขึ้น อีกท้ังยังอำจมีผลให้ข้ำรำชกำรตำรวจซ่ึงแต่ง เครือ่ งแบบมคี วำมระมดั ระวังในกำรไม่กระทำควำมผิดตำมมำตรำนี้มำกย่ิงข้นึ มำตรำ ๑๑๐ ผู้ใดแต่งกำยโดยใช้เคร่ืองแต่งกำยคล้ำยเคร่ืองแบบตำรวจและกระทำกำรใดๆ อันทำให้รำชกำรตำรวจถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง หรือทำให้เกิดควำมเส่ือมเสียแก่รำชกำรตำรวจ หรือ ทำใหบ้ คุ คลอื่นหลงเชื่อวำ่ ตนเป็นตำรวจ ตอ้ งระวำงโทษจำคุกไม่เกินสำมเดือน หรือปรับต้ังแต่หน่ึงพันบำท ถึงหน่ึงหมน่ื บำท หรอื ท้งั จำทั้งปรับ ถ้ำกำรกระทำควำมผิดตำมวรรคหนึ่ง ได้กระทำภำยในเขตซึ่งประกำศใช้กฎอัยกำรศึก หรือ ประกำศภำวะฉกุ เฉิน หรอื เพ่ือกระทำควำมผดิ อำญำ ผ้กู ระทำต้องระวำงโทษจำคุกตง้ั แตห่ นง่ึ ปีถึงสบิ ปี
- ๑๓๐ - มำตรำ ๑๑๑ ในกำรแสดงภำพยนตร์ ละคร หรือกำรแสดงอ่ืนใดทำนองเดียวกันท่ีประสงค์จะ เผยแพรต่ ่อสำธำรณชน หำกผูแ้ สดงประสงค์จะแต่งเคร่ืองแบบตำรวจ หรือแต่งกำยโดยใช้เคร่ืองแต่งกำย คล้ำยเคร่ืองแบบตำรวจ ให้ผู้ซ่ึงมีหน้ำที่รับผิดชอบกำรแสดงนั้นหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมำยแจ้งต่อหัวหน้ำ สถำนีตำรวจแหง่ ท้องทีท่ ่ีจะทำกำรแสดงเชน่ วำ่ น้ันทรำบ ทั้งน้ี ตำมหลักเกณฑท์ ่กี ำหนดในกฎกระทรวง คำอธบิ ำย ผู้แต่งเคร่ืองแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธินั้น ตำมมำตรำ ๑๐๘ ถือว่ำเป็นผู้กระทำควำมผิด และต้องรับโทษ อย่ำงไรก็ตำม ในกรณีที่ผู้ไม่มีสิทธิแต่งเครื่องแบบตำรวจนั้น เป็นผู้แสดงซ่ึงประสงค์ จะแต่งเครอื่ งแบบตำรวจในกำรแสดงภำพยนตร์ ละคร หรือกำรแสดงอื่นใดทำนองเดียวกันท่ีประสงค์ จะเผยแพร่ต่อสำธำรณชน โดยได้มกี ำรดำเนินกำรตำมที่มำตรำ ๑๑๑ กำหนดแล้ว ได้แก่ ผู้ซึ่งมีหน้ำที่ รับผิดชอบกำรแสดงนั้นหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมำยแจ้งต่อหัวหน้ำสถำนีตำรวจแห่งท้องที่ท่ีจะทำกำร แสดงเช่นว่ำนั้นทรำบตำมหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว ผู้ไม่มีสิทธิแต่งเคร่ืองแบบตำรวจ น้ันก็แต่งเครื่องแบบตำรวจในกำรแสดงภำพยนตร์ ละคร หรือกำรแสดงอ่ืนใดทำนองเดียวกันที่ ประสงค์จะเผยแพร่ต่อสำธำรณชนได้ และย่อมไม่เป็นผู้กระทำควำมผิดตำมมำตรำ ๑๐๘ ท้ังนี้ ตำมหลักเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ในกฎกระทรวงวา่ ด้วยหลักเกณฑ์การแจง้ ให้หัวหนา้ สถานตี ารวจแห่งท้องท่ี ทราบในกรณีที่จะแต่งเครื่องแบบตารวจ หรือแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเคร่ืองแบบตารวจ เพอ่ื การแสดง พ.ศ.๒๕๕๓ สำระสำคัญใน มำตรำ ๑๐๗-๑๑๑ ได้กล่ำวถึง ลักษณะ ชนิด ประเภทของเคร่ืองแบบ และกำรแต่งเคร่ืองแบบ ควำมผิดฐำนแต่งเคร่ืองแบบโดยไม่มีสิทธิ ควำมผิดฐำนข้ำรำชกำรตำรวจ แต่งเคร่ืองแบบกระทำควำมผิดอำญำ ควำมผิดฐำนแต่งกำยคล้ำยเคร่ืองแบบตำรวจ และกำรแต่ง เคร่ืองแบบตำรวจเพ่ือกำรแสดง ซ่ึงในปัจจุบัน ลักษณะ ชนิด และประเภทของเคร่ืองแบบตำรวจ รวมท้ังกำรแต่งให้เป็นไปตำมที่กำหนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๗ (พ.ศ.๒๕๒๕) ออกตามความใน พระราชบัญญัติเคร่ืองแบบ พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับท่ี ๒) และที่แก้ไขเพิ่มเติม สรุปได้ว่ำเพ่ือประโยชน์ใน กำรฝึก ปรำบปรำมโจรผู้ร้ำย กำรปฏิบัติรำชกำรสนำม หรือกำรปฏิบัติรำชกำรอ่ืนของสำนักงำน ตำรวจแหง่ ชำติใหม้ ีควำมเหมำะสมกับสถำนกำรณ์ ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติจะกำหนดเคร่ืองแบบ ตำรวจตำมควำมจำเป็นกไ็ ด้
- ๑๓๑ - แบบฝกึ หดั คำถำม คำถำมขอ้ ๑ – ๒ เรอ่ื งตำแหน่งและกำรกำหนดตำแหน่ง ๑. ตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจมอี ะไรบ้ำง เขยี นเรยี งลำดบั ให้ถูกตอ้ ง ๒. ตำแหนง่ ผู้ทรงคุณวฒุ ิพิเศษสำนกั งำนตำรวจแห่งชำติ เทยี บเท่ำกับตำแหนง่ ใด คำถำมขอ้ ๓ – ๔ เรอ่ื งกำรบรรจุ กำรแต่งต้ัง และกำรเลื่อนข้ันเงินเดอื น ๓. กำรแตง่ ตง้ั ขำ้ รำชกำรตำรวจตำแหนง่ ผบู้ ัญชำกำรตำรวจแห่งชำติตอ้ งดำเนนิ กำรอย่ำงไร ๔. ผ้มู อี ำนำจตำแหน่งใด สำมำรถส่ังข้ำรำชกำรตำรวจตำแหน่งใด เพ่ือให้ประจำสำนักงำนตำรวจ แห่งชำติ หรือสว่ นรำชกำรใด หรอื สำรองรำชกำรในสว่ นรำชกำรใด โดยให้พน้ จำกตำแหน่งหน้ำท่ีเดิมและ โดยจะใหข้ ำดจำกอัตรำเงินเดือนในตำแหน่งเดิมหรือไม่ก็ได้ตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขที่กำหนด ใน กฎ ก.ตร. คำถำมขอ้ ๕ – ๖ เรอ่ื งเงนิ เดือน เงนิ ประจำตำแหน่งและเงินเพ่มิ อ่ืน ๕. ข้ำรำชกำรตำรวจตำแหน่งใด จะได้รับเงินประจำตำแหน่งในอัตรำใด ใหเ้ ป็นไปตำมท่ีกำหนดใน กฎหมำยใด ๖. ข้ำรำชกำรตำรวจอำจไดร้ ับเงินเพิ่มพิเศษรำยเดือนตำมท่ีใครกำหนด คำถำมข้อ ๗ – ๙ เร่อื งกำรรักษำรำชกำรแทนและกำรปฏบิ ัติรำชกำรแทน ๗. ในกรณีท่ีตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจในส่วนรำชกำรหรือหน่วยงำนใดในสำนักงำนตำรวจ แหง่ ชำติวำ่ งลง หรอื ผดู้ ำรงตำแหนง่ ใดไมส่ ำมำรถปฏิบตั ริ ำชกำรได้ ผู้บังคับบัญชำระดับใดบ้ำงสำมำรถสั่ง ใหข้ ้ำรำชกำรตำรวจซึ่งเหน็ สมควรรักษำรำชกำรแทนในตำแหน่งได้ (ใครสำมำรถสัง่ ใครได้) ๘. ใครจะเปน็ ผ้รู ักษำรำชกำรแทน ในกรณีท่ไี มม่ กี ำรแต่งตั้งให้ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดรักษำรำชกำร แทน (ใหอ้ ธบิ ำย) ๙. กำรปฏิบัติรำชกำรแทน ใช้ในกรณีผู้มีอำนำจในกำรปฏิบัติหน้ำท่ีมอบอำนำจที่ตนมีอยู่ใน เร่ืองใดเร่ืองหนึ่งหรือหลำยเรื่องให้บุคคลอ่ืนปฏิบัติแทน โดยมีหลักกำรสำคัญในกำรปฏิบัติอย่ำงไร (ให้อธิบำย) คำถำมขอ้ ๑๐ – ๑๓ เรอ่ื งวนิ ัยและกำรรักษำวนิ ยั ๑๐. กำรกระทำผดิ วินัยอยำ่ งไมร่ ้ำยแรง มีกป่ี ระกำร อะไรบำ้ ง ๑๑. กำรกระทำผิดวนิ ัยอยำ่ งร้ำยแรง มกี ป่ี ระกำร อะไรบำ้ ง ๑๒. โทษทำงวินัย มีกีส่ ถำน อะไรบำ้ ง ๑๓. กำรลงโทษทัณฑกรรมคอื อะไร
- ๑๓๒ - คำถำมข้อ ๑๔ – ๑๖ เรอื่ งกำรดำเนนิ กำรทำงวินัย ๑๔. เม่ือข้ำรำชกำรตำรวจถูกกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินัยอย่ำงไม่ร้ำยแรง ให้ผู้บังคับบัญชำดำเนินกำร อยำ่ งไร (ใหอ้ ธิบำยขนั้ ตอนกำรดำเนนิ กำร) ๑๕. เมื่อข้ำรำชกำรตำรวจถูกกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินัยอย่ำงร้ำยแรง ให้ผู้บังคับบัญชำดำเนินกำร อย่ำงไร (ใหอ้ ธบิ ำยข้นั ตอนกำรดำเนินกำร) ๑๖. กรณีท่เี ป็นเหตใุ หค้ วรทำกำรสืบสวนขอ้ เทจ็ จริงมอี ะไรบำ้ ง คำถำมขอ้ ๑๗ – ๑๘ เรอื่ งกำรออกจำกรำชกำร ๑๗. ข้ำรำชกำรตำรวจออกจำกรำชกำรด้วยสำเหตุใดไดบ้ ้ำง ๑๘. หำกข้ำรำชกำรตำรวจประสงค์จะลำออกจำกรำชกำรให้ดำเนินกำรอย่ำงไร (อธิบำยมำพอ สังเขป) คำถำมข้อ ๑๙ เร่ืองกำรอุทธรณ์ ๑๙. ข้ำรำชกำรตำรวจสำมำรถย่ืนอุทธรณ์กรณีใดได้บ้ำง และจะต้องย่ืนอุทธรณ์กับใคร (ใหอ้ ธิบำย) คำถำมขอ้ ๒๐ เร่ืองกำรร้องทุกข์ ๒๐. ข้ำรำชกำรตำรวจสำมำรถรอ้ งทุกขใ์ นกรณใี ดได้บ้ำง คำถำมข้อ ๒๑ เรอ่ื งเครื่องแบบตำรวจ ๒๑. ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดแต่งเคร่ืองแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผิดอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งตำมที่ บัญญัติไวใ้ นประมวลกฎหมำยอำญำซึ่งมกี ำหนดโทษจำคุกอยำ่ งสูงต้งั แต่หนึง่ ปีขนึ้ ไป จะต้องระวำงโทษใด แนวคำตอบ ๑. ตำแหนง่ ข้ำรำชกำรตำรวจ มดี งั ต่อไปนี้ (๑) ผู้บัญชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ (๒) จเรตำรวจแหง่ ชำติ และรองผบู้ ญั ชำกำรตำรวจแห่งชำติ (๓) ผชู้ ่วยผบู้ ญั ชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ (๔) ผู้บัญชำกำร (๕) รองผ้บู ัญชำกำร (๖) ผบู้ งั คับกำร (๗) รองผู้บังคับกำร (๘) ผกู้ ำกบั กำร (๙) รองผกู้ ำกบั กำร (๑๐) สำรวัตร
- ๑๓๓ - (๑๑) รองสำรวัตร (๑๒) ผ้บู งั คบั หมู่ (๑๓) รองผบู้ งั คับหมู่ ก.ตร. จะกำหนดให้มีตำแหน่งที่เรียกช่ืออย่ำงอื่น โดยจะให้มีชื่อตำแหน่งใดเทียบกับตำแหน่ง ตำมวรรคหนึง่ กไ็ ด้ โดยให้กำหนดไวใ้ นกฎ ก.ตร. ๒. ก.ตร.วำ่ ดว้ ยกำรกำหนดชื่อตำแหนง่ ขำ้ รำชกำรตำรวจท่ีเรยี กชือ่ อยำ่ งอนื่ และกำรเทียบตำแหน่ง ข้ำรำชกำรตำรวจท่เี รียกช่อื อยำ่ งอื่นกับตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจ (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ.๒๕๕๙ (รำชกิจจำนุเบกษำ เล่ม ๑๓๓ ตอนที่ ๙๘ ก วันท่ี ๒๕ พฤศจิกำยน ๒๕๕๙) ให้มีชื่อตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจท่ีเรียกชื่อ อย่ำงอื่น โดยเทียบกับตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจตำมมำตรำ ๔๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระรำชบัญญัติตำรวจ แหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยคำสั่งหัวหน้ำคณะรักษำควำมสงบแห่งชำติ ที่ ๗/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๕ กุมภำพันธ์ ๒๕๕๙ โดยเพ่ิมเติมจำกช่ือตำแหน่งท่ีกำหนดใน กฎ ก.ตร.ว่ำด้วยกำรกำหนดชื่อตำแหน่ง ข้ำรำชกำรตำรวจที่เรียกช่ืออย่ำงอ่ืนและกำรเทียบตำแหน่งข้ำรำชกำรตำรวจท่ีเรียกชื่ออย่ำงอื่นกับ ตำแหนง่ ขำ้ รำชกำรตำรวจ พ.ศ.๒๕๔๘ และท่ีแกไ้ ขเพม่ิ เติม ดังตอ่ ไปน้ี ชอ่ื ตำแหนง่ ท่เี รียกชื่ออยำ่ งอ่ืน เทยี บกับตำแหนง่ (๑) ปรกึ ษำพเิ ศษสำนกั งำนตำรวจแหง่ ชำติ จเรตำรวจแห่งชำติ และรองผู้บญั ชำกำรตำรวจแห่งชำติ (๒) ผทู้ รงคุณวฒุ ิพิเศษสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ผู้บัญชำกำร (๓) ผูท้ รงคุณวฒุ ิสำนกั งำนตำรวจแหง่ ชำติ ผู้บงั คับกำร ๓. กำรแต่งตัง้ ข้ำรำชกำรตำรวจตำแหน่งผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ จะทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ แต่งตั้งจำกข้ำรำชกำรตำรวจยศพลตำรวจเอก โดยให้ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ คัดเลือกรำยช่ือ ข้ำรำชกำรตำรวจที่ดำรงตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชำติ หรือรองผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ แล้วเสนอ ก.ต.ช. เพ่อื พจิ ำรณำใหค้ วำมเห็นชอบก่อน แล้วให้นำยกรัฐมนตรีนำควำมกรำบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณำ โปรดเกล้ำฯ แต่งตงั้ ๔. มำตรำ ๖๑ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำสำหรับกำรสั่งให้ข้ำรำชกำร ตำรวจประจำสำนกั งำนตำรวจแหง่ ชำติ หรือส่วนรำชกำรใด หรือสำรองรำชกำรในส่วนรำชกำรใด โดยให้ พ้นจำกตำแหน่งหน้ำที่เดิมและโดยจะให้ขำดจำกอัตรำเงินเดือนในตำแหน่งเดิมหรือไม่ก็ได้ ให้ผู้มีอำนำจ ดงั ต่อไปน้ีเปน็ ผ้สู ั่งได้ตำมหลักเกณฑ์ วธิ กี ำร และเง่อื นไขท่กี ำหนดใน กฎ ก.ตร. (๑) นำยกรฐั มนตรี สำหรับผบู้ ัญชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ (๒) ผบู้ ัญชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ สำหรับข้ำรำชกำรตำรวจทุกตำแหน่ง (๓) ผู้บัญชำกำร สำหรับข้ำรำชกำรตำรวจในกองบัญชำกำรหรือในส่วนรำชกำรที่เรียกชื่อ อยำ่ งอนื่ ทม่ี ีฐำนะเทียบเทำ่ กองบญั ชำกำร
- ๑๓๔ - ๕. มำตรำ ๖๗ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ อัตรำเงินเดือนข้ำรำชกำร ตำรวจใหเ้ ป็นไปตำมบัญชที ำ้ ยพระรำชบัญญตั ิน้ี อัตรำเงินประจำตำแหน่งและกำรรับเงินประจำตำแหน่งของข้ำรำชกำรตำรวจให้เป็นไปตำม บญั ชีทำ้ ยพระรำชบัญญตั ิน้ี ทงั้ น้ี เงนิ ประจำตำแหน่งไม่ถอื เป็นเงินเดอื น ข้ำรำชกำรตำรวจตำแหน่งใด จะได้รับเงินประจำตำแหน่งท้ำยพระรำชบัญญัติน้ีในอัตรำใด ให้เปน็ ไปตำมท่ีกำหนดในพระรำชกฤษฎกี ำ ๖. มำตรำ ๗๐ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ ขำ้ รำชกำรตำรวจอำจได้รับเงิน เพ่ิมพิเศษรำยเดอื น เงนิ เพิ่มอืน่ หรือเงินช่วยเหลือตำมทคี่ ณะรัฐมนตรกี ำหนด ๗. มำตรำ ๗๒ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ ในกรณีท่ีตำแหน่งข้ำรำชกำร ตำรวจในส่วนรำชกำรหรือหน่วยงำนใดในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติว่ำงลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่ สำมำรถปฏิบัติรำชกำรได้ ให้ผู้บังคับบัญชำต่อไปนี้ ส่ังให้ข้ำรำชกำรตำรวจซ่ึงเห็นสมควรรักษำรำชกำร แทนในตำแหน่งน้นั ได้ (๑) นำยกรฐั มนตรี สำหรับตำแหน่งผู้บัญชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ (๒) ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ สำหรับตำแหน่งตั้งแต่จเรตำรวจแห่งชำติ รองผู้บัญชำกำร ตำรวจแหง่ ชำติ หรือตำแหนง่ เทียบเท่ำลงมำ (๓) ผู้บัญชำกำรหรือตำแหน่งเทียบเท่ำ สำหรับตำแหน่งต้ังแต่ผู้บังคับกำร หรือตำแหน่ง เทียบเท่ำลงมำในส่วนรำชกำรนัน้ (๔) ผู้บังคับกำรหรือตำแหน่งเทียบเท่ำ สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ผู้กำกับกำรหรือตำแหน่ง เทียบเท่ำลงมำในสว่ นรำชกำรนน้ั ๘. ในกรณีที่ไม่มีกำรแต่งตั้งให้ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดรักษำรำชกำรแทนและมีผู้ดำรงตำแหน่งรอง ของตำแหน่งนั้น ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองเป็นผู้รักษำรำชกำรแทน ถ้ำไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือมีแต่ไม่ อำจปฏิบัติรำชกำรได้ และมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยของตำแหน่งดังกล่ำว ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเป็น ผู้รักษำรำชกำรแทนในตำแหน่งนั้น ถ้ำมีผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยหลำยคน ให้ผู้มีอำวุโสตำมท่ี กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้รักษำรำชกำรแทน ถ้ำไม่มีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือมีแต่ไม่ อำจปฏิบัติรำชกำรได้ ก็ให้ข้ำรำชกำรตำรวจช้ันสัญญำบัตรผู้มีอำวุโสตำมท่ีกำหนดในระเบียบ ก.ตร. ใน สว่ นรำชกำรหรือหนว่ ยงำนนน้ั เป็นผู้รักษำรำชกำรแทน ๙. มำตรำ ๗๓ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ อำนำจในกำรสั่ง กำรอนุญำต กำรอนุมัติ กำรปฏิบัติรำชกำร และกำรดำเนินกำรด้ำนอื่นท่ีผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติจะพึงปฏิบัติหรือ ดำเนินกำรตำมกฎหมำย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำส่ังใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเร่ืองใดในกิจกำร ของแต่ละกองบัญชำกำร ให้ผู้บัญชำกำรของแต่ละกองบัญชำกำรนั้น เป็นผู้ปฏิบัติร ำชกำรแทน
- ๑๓๕ - ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ ในกำรปฏิบัติรำชกำรแทนผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติน้ัน ผู้บัญชำกำรจะ มอบหมำยให้รองผู้บัญชำกำรปฏิบัติรำชกำรแทนก็ได้ และให้ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติ มีหน้ำท่ีกำกับ ติดตำมผลกำรปฏิบัติรำชกำร มีอำนำจแนะนำและแก้ไขกำรปฏิบัติรำชกำรของผู้บัญชำกำร (ที่ได้รับ มอบหมำยให้ปฏิบัติรำชกำรแทน) ในกรณีจำเป็นเพ่อื รกั ษำประโยชน์ของทำงรำชกำรหรือกำรระงับควำม เสียหำยท่ีอำจเกิดข้ึน จำกกำรใช้อำนำจของผู้บัญชำกำร(ท่ีได้รับมอบหมำยให้ปฏิบัติรำชกำรแทน) ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติจะระงับกำรใช้อำนำจของผู้บัญชำกำรดังกล่ำวไว้เป็นกำรช่ัวครำวและใช้ อำนำจน้นั ดว้ ยตนเองกไ็ ด้ ท้งั นี้ ตำมหลักเกณฑ์และเง่อื นไขท่ี ก.ต.ช. กำหนด มำตรำ ๗๔ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ เพื่อประโยชน์ในกำรบริหำร รำชกำรในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ อำนำจในกำรส่ัง กำรอนุญำต กำรอนุมัติ กำรปฏิบัติรำชกำร หรือ กำรดำเนินกำรอื่นใดที่ผู้บัญชำกำรตำรวจแห่งชำติหรือหัวหน้ำส่วนรำชกำรหรือหัวหน้ำหน่วยงำนจะ พึงปฏิบัติ หรือดำเนินกำรตำมกฎหมำย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องน้ันมิได้ กำหนดเรื่องกำรมอบอำนำจไว้เป็นอย่ำงอ่ืน หรือมิได้ห้ำมเร่ืองกำรมอบอำนำจไว้ ผู้บัญชำกำรตำรวจ แห่งชำติหรือหวั หนำ้ สว่ นรำชกำรหรือหัวหน้ำหน่วยงำนอำจมอบอำนำจให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วย หรือผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ำส่วนรำชกำรหรือหัวหน้ำหน่วยงำน ถัดลงไปตำมลำดับหรือผู้ดำรงตำแหน่ง เทียบเทำ่ หรอื ขำ้ รำชกำรตำรวจช้ันสัญญำบตั รในส่วนรำชกำรหรือในหน่วยงำนนั้นปฏิบัติรำชกำรแทนได้ กำรมอบอำนำจให้ทำเป็นหนังสือ และให้ผู้มอบอำนำจมีหน้ำที่แนะนำ กำกับ และติดตำมกำร ปฏิบัติรำชกำรของผู้รับมอบอำนำจและในกรณีที่เห็นว่ำผู้รับมอบอำนำจปฏิบัติรำชกำรในเรื่องใดโดยไม่ สมควร ให้มอี ำนำจแก้ไขกำรปฏบิ ัติรำชกำรของผ้รู ับมอบอำนำจนน้ั ได้ เมื่อมีกำรมอบอำนำจแล้ว ผู้รับมอบอำนำจมีหน้ำที่ต้องรับมอบอำนำจนั้น และจะมอบอำนำจ นั้นใหแ้ ก่ผดู้ ำรงตำแหน่งอน่ื ตอ่ ไปไม่ได้ เว้นแต่จะได้รบั ควำมเห็นชอบจำกผมู้ อบอำนำจไวเ้ ป็นกรณีๆ ไป ๑๐. กำรกระทำผิดวินัยอย่ำงไม่ร้ำยแรง ได้แก่ กำรไม่รักษำวินัยตำมท่ีบัญญัติเป็นข้อปฏิบัติและ ข้อห้ำม ในเรื่องดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ต้องปฏิบัติหน้ำที่รำชกำรด้วยควำมซ่ือสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม เป็นไปตำมกฎหมำย กฎ ระเบียบของทำงรำชกำร มติคณะรัฐมนตรี จรรยำบรรณของตำรวจ และนโยบำยของรัฐบำลโดย ไมใ่ หเ้ สยี หำยแก่รำชกำร (๒) ต้องปฏบิ ัตติ ำมคำส่ังของผบู้ งั คบั บญั ชำซงึ่ สง่ั ในหนำ้ ที่รำชกำรโดยชอบด้วยกฎหมำยและ ระเบียบของทำงรำชกำร โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเล่ียง แต่ถ้ำเห็นว่ำกำรปฏิบัติตำมคำส่ังน้ันจะทำให้ เสียหำยแก่รำชกำร หรือจะเป็นกำรไม่รักษำประโยชน์ของทำงรำชกำร จะเสนอควำมเห็นเป็นหนังสือ ทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชำทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้ และเมื่อได้เสนอควำมเห็นแล้วถ้ำผู้บังคับบัญชำยืนยัน ใหป้ ฏบิ ตั ิตำมคำส่งั เดิม ผู้อยใู่ ต้บงั คับบญั ชำตอ้ งปฏบิ ตั ิตำม (๓) ต้องรักษำระเบยี บกำรเคำรพระหวำ่ งผู้ใหญ่ ผู้นอ้ ย
- ๑๓๖ - (๔) ต้องอุทิศเวลำของตนใหแ้ กร่ ำชกำร จะละท้ิงหรอื ทอดท้ิงหน้ำท่ีรำชกำรมิได้ (๕) ต้องปฏิบัติรำชกำรโดยมิให้เป็นกำรกระทำกำรข้ำมผู้บังคับบัญชำเหนือตน เว้นแต่ ผู้บงั คับบัญชำเหนอื ขน้ึ ไปเปน็ ผู้ส่ังใหก้ ระทำ หรือไดร้ ับอนญุ ำตเปน็ พิเศษชั่วครั้งครำว (๖) ตอ้ งรักษำควำมลับของทำงรำชกำร (๗) ตอ้ งสภุ ำพเรยี บรอ้ ย รักษำควำมสำมัคคี และไม่กระทำกำรอย่ำงใดท่ีเป็นกำรกล่ันแกล้ง กัน และตอ้ งชว่ ยเหลอื กันในกำรปฏิบัติรำชกำรระหว่ำงขำ้ รำชกำรดว้ ยกันและผู้ร่วมปฏิบตั ริ ำชกำร (๘) ต้องต้อนรับ ให้ควำมสะดวก ให้ควำมเป็นธรรมและให้กำรสงเครำะห์แก่ประชำชน ผู้ติดต่อรำชกำร หรือในกำรปฏิบัติรำชกำรเกี่ยวกับหน้ำท่ีของตนโดยไม่ชักช้ำ และด้วยควำมสุภำพ เรยี บร้อย โดยห้ำมมิให้ดูหม่ิน เหยียดหยำม กดขี่หรือข่มเหงประชำชนผู้ติดต่อรำชกำรหรือในกำรปฏิบัติ รำชกำรเกี่ยวกบั หน้ำท่ีของตน (๙) ต้องปฏิบัติหน้ำที่รำชกำรด้วยควำมตั้งใจ อุตสำหะ เพ่ือให้เกิดผลดีหรือควำมก้ำวหน้ำ แก่รำชกำร เอำใจใส่ ระมดั ระวงั รักษำผลประโยชน์ของทำงรำชกำร และต้องไม่ประมำทเลินเล่อในหน้ำที่ รำชกำร (๑๐) ตอ้ งไมก่ ระทำกำรอันเปน็ เหตใุ หแ้ ตกควำมสำมคั ครี ะหว่ำงขำ้ รำชกำรตำรวจ (๑๑) ต้องไม่รำยงำนเท็จต่อผู้บังคับบัญชำ กำรรำยงำนโดยปกปิดข้อควำมซ่ึงควรต้องแจ้ง ถอื วำ่ เปน็ กำรรำยงำนเทจ็ ดว้ ย (๑๒) ตอ้ งไม่ใช้กิรยิ ำวำจำหรอื ประพฤติตนในลักษณะทไี่ ม่สมควร (๑๓) ตอ้ งไม่กระทำกำรอนั ได้ชื่อวำ่ เป็นผู้ประพฤติช่ัว (๑๔) ต้องไม่กระทำด้วยประกำรใดๆ ในลักษณะที่เป็นกำรบังคับผู้บังคับบัญชำเป็นทำงให้ เสยี ระเบยี บแบบแผนวินยั ตำรวจ (๑๕) ต้องไม่กระทำหรือละเว้นกำรกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหำยแก่รำชกำรหรือทำให้ เสยี ระเบยี บแบบแผนของตำรวจ (๑๖) ต้องไม่กระทำกำรหรือยอมให้ผู้อ่ืนกระทำกำรหำผลประโยชน์อันอำจทำให้เสียควำม เท่ียงธรรมในกำรปฏบิ ตั ิหน้ำท่รี ำชกำรหรือเส่ือมเสียเกียรตศิ ักด์ิของตำแหนง่ หน้ำที่รำชกำรของตน (๑๗) ต้องไม่เป็นกรรมกำรผู้จัดกำร หรือผู้จัดกำร หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดท่ีมีลักษณะงำน คล้ำยคลงึ กนั น้ันในห้ำงห้นุ สว่ นหรือบรษิ ทั (๑๘) กระทำกำรหรอื ไม่กระทำกำรตำมที่กฎหมำยกำหนดในกฎ ก.ตร. ๑๑. กำรกระทำผิดวนิ ัยอย่ำงร้ำยแรง ได้แกก่ ำรกระทำดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ปฏิบัติหรือละเว้นกำรปฏิบัติหน้ำท่ีรำชกำรโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อ่ืนได้รับ ประโยชน์ทม่ี คิ วรได้
- ๑๓๗ - (๒) ละท้ิงหรือทอดท้ิงหน้ำท่ีรำชกำรโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหำยแก่รำชกำร อย่ำงร้ำยแรง หรือละท้ิงหน้ำท่ีรำชกำรติดต่อในครำวเดียวกันเป็นเวลำเกินสิบห้ำวันโดยไม่มีเหตุ อนั สมควร หรือโดยมพี ฤตกิ ำรณ์อันแสดงถึงควำมจงใจไม่ปฏิบัตติ ำมระเบียบของทำงรำชกำร (๓) เหยียดหยำม กดข่ี ข่มเหง หรือทำร้ำยประชำชนผู้ติดต่อรำชกำรหรือในระหว่ำงปฏิบัติ หน้ำท่ีรำชกำร (๔) กระทำควำมผดิ อำญำจนได้รบั โทษจำคุกหรือโทษท่ีหนักกว่ำโทษจำคุก โดยคำพิพำกษำ ถึงท่ีสุดให้จำคุกหรือให้รับโทษท่ีหนักกว่ำโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับควำมผิดท่ีได้กระทำโดย ประมำทหรือควำมผิดลหุโทษ (๕) กระทำกำรอันได้ช่อื ว่ำเป็นผ้ปู ระพฤตชิ ่วั อยำ่ งรำ้ ยแรง (๖) กระทำหรือละเว้นกำรกระทำใดๆ รวมท้ังกำรกระทำผิดตำมมำตรำ ๗๘ อันเป็นเหตุให้ เสยี หำยแกร่ ำชกำรอย่ำงร้ำยแรง (๗) กระทำกำรหรือไมก่ ระทำกำรตำมที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ๑๒. โทษทำงวินยั มี ๗ สถำน ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ภำคทณั ฑ์ (๒) ทัณฑกรรม (๓) กักยำม (๔) กกั ขัง (๕) ตัดเงนิ เดอื น (๖) ปลดออก (๗) ไลอ่ อก ๑๓. กำรลงโทษทัณฑกรรม ได้แก่ กำรให้ทำงำนโยธำ กำรให้อยู่เวรยำมนอกจำกหน้ำท่ีประจำ หรอื กำรให้ทำงำนสำธำรณประโยชนซ์ งึ่ ตอ้ งไม่เกินหกช่วั โมงตอ่ หน่งึ วนั ๑๔. เม่ือข้ำรำชกำรตำรวจถูกกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินัยอย่ำงไม่ร้ำยแรง ให้ผู้บังคับบัญชำรีบ ดำเนินกำรสืบสวนข้อเท็จจริงหรือพิจำรณำในเบื้องต้นว่ำกรณีมีมูลที่ควรกล่ำวหำว่ำผู้นั้นกระทำผิดวินัย หรือไม่ จำกนั้นให้ผู้บังคับบัญชำนำสำนวนกำรสืบสวนเท็จจริงมำพิจำรณำส่ังกำรตำมมำตรำ ๘๙ ดังนี้ ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่ำงไม่ร้ำยแรง ให้ผู้บังคับบัญชำส่ังลงโทษภำคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยำม กักขัง หรือตัดเงินเดือนตำมควรแก่กรณีให้เหมำะสมกับควำมผิด ถ้ำมีเหตุอันควรลดหย่อนจะ นำมำประกอบกำรพิจำรณำลดโทษก็ได้ แต่สำหรับกำรลงโทษภำคทัณฑ์ให้ใช้เฉพำะกรณีกระทำผิดวินัย เลก็ น้อยหรอื มีเหตอุ ันควรลดหย่อน ซง่ึ ยังไม่ถงึ กับจะต้องถูกลงโทษทัณฑกรรม
- ๑๓๘ - ถ้ำผู้บังคับบัญชำเห็นว่ำผู้กระทำผิดวินัยควรได้รับโทษสูงกว่ำท่ีตนมีอำนำจส่ังลงโทษ ใหร้ ำยงำนต่อผบู้ งั คับบญั ชำของตนที่มอี ำนำจ เพื่อให้พิจำรณำดำเนินกำรเพื่อลงโทษตำมควรแกก่ รณี ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็น หนังสือหรือว่ำกลำ่ วตักเตอื นก็ได้ ผบู้ งั คบั บญั ชำจะมีอำนำจส่งั ลงโทษผอู้ ยู่ใต้บังคับบัญชำในสถำนโทษและอัตรำโทษได้เพียงใด ใหเ้ ป็นไปตำมทีก่ ำหนดในกฎ ก.ตร. ๑๕. เมอื่ ข้ำรำชกำรตำรวจถูกกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินัยอย่ำงร้ำยแรง ให้แต่งตั้งคณะกรรมกำรขึ้น ทำกำรสอบสวน ในกำรสอบสวนตอ้ งแจง้ ข้อกลำ่ วหำและสรุปพยำนหลักฐำนที่สนับสนุนข้อกล่ำวหำเท่ำท่ี มีใหผ้ ู้ถกู กลำ่ วหำทรำบโดยจะระบุหรือไม่ระบุช่ือพยำนก็ได้ ท้ังน้ี เพื่อให้ผู้ถูกกล่ำวหำชี้แจงและนำสืบแก้ ข้อกลำ่ วหำ เม่อื ดำเนนิ กำรแลว้ ถ้ำฟังไดว้ ำ่ ผู้ถูกกลำ่ วหำได้กระทำผิดวินัย ให้ดำเนินกำรต่อไปตำมมำตรำ ๘๙ หรอื มำตรำ ๙๐ แลว้ แตก่ รณี ถ้ำฟงั ไมไ่ ด้วำ่ ผู้ถูกกลำ่ วหำกระทำผดิ วนิ ยั ใหส้ ่ังยุติเรอ่ื ง ๑๖. ในกำรสืบสวนข้อเท็จจริง ต้องทำตำม กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.๒๕๕๖ (รำชกิจจำนเุ บกษำ เลม่ ๑๓๐ ตอนที่ ๔๘ ก วันท่ี ๕ มิถุนำยน ๒๕๕๖) กรณที ่ีควรทำกำรสบื สวนข้อเทจ็ จริง ได้แก่ ๑. ผู้บังคับบญั ชำมเี หตุอันควรสงสัยวำ่ ขำ้ รำชกำรตำรวจในบงั คับบญั ชำผ้ใู ดกระทำผิดวนิ ัย ๒. มีผ้รู อ้ งเรยี นกล่ำวหำว่ำขำ้ รำชกำรตำรวจในบงั คับบัญชำผู้ใดกระทำผดิ วินัยโดยผู้ร้องเรียน น้ันได้แจง้ ชื่อและทอ่ี ยู่ของตนเองเป็นท่แี น่นอน พรอ้ มทั้งระบุพฤติกำรณ์แห่งกรณีท่ีกล่ำวหำว่ำข้ำรำชกำร ตำรวจกระทำผิดวินยั น้ัน ๓. สว่ นรำชกำรอื่นหรือหน่วยงำนอ่ืนแจ้งมำให้ทรำบว่ำข้ำรำชกำรตำรวจในบังคับบัญชำผู้ใด กระทำผิดวนิ ยั หรอื สงสยั วำ่ กระทำผดิ วินัย ๔. มีบัตรสนเท่ห์กล่ำวหำว่ำข้ำรำชกำรตำรวจในบังคับบัญชำผู้ใดกระทำผิดวินัย ตำมปกติ กำรร้องเรียน กล่ำวหำข้ำรำชกำรตำรวจว่ำกระทำผิดวินัยในลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ห้ำมมิให้รับฟัง เว้นแตบ่ ัตรสนเท่ห์นน้ั ระบุขอ้ เทจ็ จรงิ พยำนหลกั ฐำนกรณีแวดลอ้ ม และหรือระบุพยำนบุคคล พยำนวัตถุ หรือพยำนเอกสำร ชแ้ี นะแนวทำงเพยี งพอทจ่ี ะดำเนนิ กำรสบื สวนได้ ๕. กรณีปรำกฏเป็นข่ำวในส่อื สำรมวลชนใดๆ วำ่ ข้ำรำชกำรตำรวจในบังคับบัญชำผู้ใดกระทำ ผดิ วนิ ัย ตำมปกตหิ ำกไมม่ ีช่อื และทอ่ี ยูข่ องผรู้ ้องเรียนกล่ำวหำห้ำมมิให้รับฟัง เว้นแต่ข่ำวในสื่อมวลชนนั้น ระบุ ข้อเทจ็ จริง พยำนหลักฐำน กรณีแวดล้อม และหรือระบุพยำนบุคคล พยำนวัตถุ หรือพยำนเอกสำร ชีแ้ นะแนวทำงเพียงพอทจ่ี ะดำเนนิ กำรสบื สวนได้ ๖. กรณอี น่ื ๆ ท่ีผู้บังคบั บญั ชำเหน็ ควรใหม้ ีกำรสบื สวนขอ้ เท็จจริง
- ๑๓๙ - ๑๗. มำตรำ ๙๗ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ กำหนดว่ำขำ้ รำชกำรตำรวจออกจำกรำชกำรเมื่อ (๑) ตำย (๒) พ้นจำกรำชกำรตำมกฎหมำยวำ่ ด้วยบำเหนจ็ บำนำญข้ำรำชกำร (๓) ไดร้ ับอนญุ ำตใหล้ ำออกหรือกำรลำออกมีผลตำมมำตรำ ๙๙ (๔) ถูกสั่งให้ออกตำมมำตรำ ๖๐ มำตรำ ๙๕ มำตรำ ๙๘ มำตรำ ๑๐๐ มำตรำ ๑๐๑ มำตรำ ๑๐๒ หรือมำตรำ ๑๐๓ (๕) ถกู ส่ังลงโทษปลดออกหรือไล่ออก วนั ออกจำกรำชกำรตำม (๔) และ (๕) ให้เปน็ ไปตำมทก่ี ำหนดในระเบยี บ ก.ตร. กำรออกจำกรำชกำรของขำ้ รำชกำรตำรวจเฉพำะผู้ท่ีต้องรับรำชกำรตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำร รับรำชกำรทหำร ใหเ้ ปน็ ไปตำมกฎหมำยวำ่ ดว้ ยกำรนั้น ๑๘. หำกขำ้ รำชกำรตำรวจประสงคจ์ ะลำออกให้ปฏิบตั ิตำม ระเบียบ ก.ตร.ว่าด้วยการลาออกจาก ราชการของข้าราชการตารวจ พ.ศ.๒๕๕๐ ดงั นี้ ๑. ขำ้ รำชกำรตำรวจทจ่ี ะลำออกใหป้ ฏบิ ตั ิ ดงั นี้ ๑.๑ ย่ืนหนังสือขอลำออกต่อผู้บังคับบัญชำเหนือข้ึนไปช้ันหน่ึง ตำมแบบหนังสือขอ ลำออก กอ่ นวันขอลำออกไม่น้อยกว่ำ ๓๐ วนั หนังสือท่ีมิได้ระบุวันขอลำออกให้นับจำกวันที่ยื่นหนังสือไป ๓๐ วันเป็นวันขอ ลำออก ๑.๒ ผู้บังคับบัญชำท่ีรับหนังสือให้บันทึกวันย่ืนหนังสือเพื่อเป็นหลักฐำนว่ำได้มีกำรย่ืน หนังสือวันใด และตรวจสอบดว้ ยวำ่ ได้ย่ืนลว่ งหน้ำกอ่ นวันขอลำออก ๓๐ วันหรอื ไม่ (เฉพำะยนื่ คร้งั แรก) - จำกน้นั พจิ ำรณำควำมเห็นเสนอต่อผู้บังคบั บัญชำชั้นเหนือข้ึนไปภำยใน ๗ วันนับ แต่วนั รบั หนงั สอื - ให้ผู้บังคับบัญชำช้ันเหนือขึ้นไปเสนอควำมเห็นตำมลำดับจนถึงผู้มีอำนำจ อนญุ ำตกำรลำออกภำยใน ๗ วนั นับแต่วันไดร้ บั รำยงำน - กรณีผู้ขอลำออกยื่นหนังสือขอลำออกล่วงหน้ำก่อนวันลำออกน้อยกว่ำ ๓๐ วัน โดยมีเหตุผลควำมจำเป็นพิเศษ ให้รีบเสนอควำมเห็นไปยังผู้มีอำนำจอนุญำตลำออกก่อนวันขอลำออก โดยเร็ว ๒. เมื่อผู้มีอำนำจอนุญำตกำรลำออกได้รับหนังสือแล้วให้พิจำรณำว่ำจะส่ังให้ลำออกจำก รำชกำร หรือจะสั่งยบั ยัง้ กำรลำออกกไ็ ด้ โดยดำเนินกำรดงั น้ี ๒.๑ เห็นว่ำควรอนุญำตให้ลำออกได้ ให้ผู้มีอำนำจมีคำส่ังอนุญำตให้ลำออกเป็นลำย ลักษณ์อักษร ให้เสร็จส้ินก่อนวันขอลำออก แล้วแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอลำออกทรำบก่อนวันขอลำออก และ แจง้ หน่วยท่เี ก่ยี วข้องทรำบ
- ๑๔๐ - - กรณีย่ืนหนังสือขอลำออกล่วงหน้ำอย่ำงน้อย ๓๐ วัน ผู้มีอำนำจสำมำรถอนุญำตให้ ลำออกได้ ๒ แบบ และให้กำรลำออกมีผลในวันที่ได้รับอนุญำตให้ลำออก แต่จะต้องกระทำให้เสร็จส้ิน กอ่ นวันขอลำออก (๑) ตำมวันท่รี ะบุในหนงั สือขอลำออก หรือ (๒) ภำยในกำหนด ๓๐ วันนบั แตว่ ันยืน่ หนังสือขอลำออก ๒.๒ เห็นควรยบั ยงั้ กำรลำออก ใหด้ ำเนินกำร ดงั น้ี ๒.๒.๑ เรียกผู้ขอลำออกมำพบเพ่ือสอบถำมถึงเหตุผล และควำมจำเป็นใน ประโยชนส์ ่วนตนและทำงรำชกำร หำกผู้มอี ำนำจเห็นวำ่ จำเป็นเพือ่ ประโยชนแ์ กท่ ำงรำชกำร - ให้มีคำส่ังยับย้ังกำรลำออกเป็นลำยลักษณ์อักษรให้เสร็จส้ินก่อนวันขอ ลำออกหรอื ภำยในกำหนด ๓๐ วัน นบั แตว่ ันยื่นหนงั สือขอลำออกในกรณยี ื่นล่วงหนำ้ ไมถ่ งึ ๓๐ วนั - แจ้งคำสั่งพร้อมเหตุผล ระยะเวลำท่ียับย้ัง และวันที่กำรลำออกจะมีผล ใหผ้ ขู้ อลำออกทรำบก่อนวนั ขอลำออกดว้ ย - กำรยับยง้ั ให้ออกคำส่ังยบั ย้ังไดค้ ร้งั เดยี วเป็นเวลำไม่เกิน ๓ เดือน นับแต่ วันขอลำออก ขยำยอกี ไม่ได้ ๒.๒.๒ ถ้ำผู้ขอลำออกมิได้ขอระงับ หรือยกเลิกกำรลำออกก่อนกำรลำออกมีผล ใหก้ ำรลำออกนัน้ มีผลนับแต่วนั ถัดจำกวันครบกำหนดเวลำทยี่ บั ยงั้ กำรลำออก ๒.๒.๓ กรณีผู้ขอลำออกอยู่ระหว่ำงต้ังกรรมกำรสอบสวนทำงวินัยหรือต้องหำ คดีอำญำหรอื มหี น้สี นิ ติดค้ำงกับทำงรำชกำร ไม่ถือเป็นเหตุจำเป็นเพ่อื ประโยชน์แก่ทำงรำชกำรท่ีจะยับย้ัง กำรลำออก - แต่ให้ผู้มีอำนำจอนุญำตลำออกแจ้งให้หน่วยงำนท่ีเก่ียวข้องกับกรณี ดังกล่ำวทรำบก่อนกำรลำออกมผี ล ๓. กรณีผู้มีอำนำจอนุญำตกำรลำออกไม่ได้มีคำสั่งอนุญำตให้ลำออกก่อนวันขอลำออก และ ไมไ่ ดม้ ีคำสง่ั ยับยงั้ กำรลำออก ๓.๑ กรณียื่นหนังสือล่วงหน้ำไม่น้อยกว่ำ ๓๐ วัน ให้ถือว่ำผู้ขอลำออกได้ออกจำก รำชกำรไปนับแต่วันขอลำออกโดยผลของกฎหมำย (กรณหี ำกล่วงเลยเวลำมำแล้วหำกผู้มีอำนำจจะส่ังให้ ออกต้องสง่ั ยอ้ นหลังไปในวนั ที่ขอลำออก) ๓.๒ กรณีย่ืนหนังสือขอลำออกล่วงหน้ำน้อยกว่ำ ๓๐ วันให้ถือว่ำออกจำกรำชกำรในวัน ถัดจำกวันครบกำหนด ๓๐ วนั นบั แต่วันยื่น (นับวันยื่นเป็นวันแรก) หนังสือขอลำออก (หำกครบกำหนด ๓๐ วันแล้ว ถือว่ำผู้ขอลำออกได้ออกจำกรำชกำรไปโดยผลของกฎหมำยแล้ว หำกผู้มีอำนำจจะสั่ง ย้อนหลังตอ้ งส่งั ยอ้ นหลงั ไปในวนั ทีถ่ ัดจำกวนั ครบกำหนด ๓๐ วัน) ๔. กรณีขอลำออกเพ่ือดำรงตำแหน่งท่ีกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ ตำแหน่งทำงกำรเมือง หรือ เพอ่ื สมคั รรับเลอื กต้งั เปน็ สมำชกิ รัฐสภำ สมำชกิ สภำท้องถ่นิ หรอื ผู้บริหำรท้องถิน่ ดำเนนิ กำรดังนี้
- ๑๔๑ - ๔.๑ ให้ย่ืนหนังสือขอลำออกต่อผู้บังคับบัญชำเหนือข้ึนไปช้ันหน่ึง ก่อนวันขอลำออกไม่ น้อยกวำ่ ๓๐ วัน พร้อมเอกสำรทเี่ กี่ยวขอ้ ง ๔.๒ ให้ผู้บังคับบัญชำดังกล่ำวเสนอหนังสือขอลำออกพร้อมเอกสำรท่ีเกี่ยวข้องต่อ ผู้บงั คบั บัญชำเหนือขึ้นไปตำมลำดับจนถงึ ผูม้ อี ำนำจอนญุ ำตกำรลำออกโดยเรว็ ๔.๓ ผู้มีอำนำจอนุญำตกำรลำออกตรวจพิจำรณำเอกสำรแล้ว ให้มีคำส่ังอนุญำตให้กำร ลำออกมีผลนับตงั้ แต่วันทผ่ี ู้นนั้ ขอลำออก ๔.๔ แจง้ ใหผ้ ูข้ อลำออกและหนว่ ยงำนที่เกีย่ วขอ้ งทรำบต่อไป ๕. กรณีผู้ขอลำออกมีกรณีถูกกล่ำวหำว่ำกระทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชำตรวจสอบว่ำเป็น กรณีมีมูลท่ีควรกล่ำวหำข้ำรำชกำรตำรวจผู้นั้นกระทำผิดวินัยร้ำยแรงหรือไม่ หำกมีมูลกรณีที่จะต้อง ดำเนินกำรวนิ ยั อย่ำงรำ้ ยแรงให้แต่งต้งั คณะกรรมกำรสอบสวนทำงวินยั แก่ข้ำรำชกำรตำรวจผู้น้ันก่อนกำร ลำออกมีผล และสำมำรถดำเนินกำรทำงวนิ ยั ตอ่ ไปได้แมผ้ ้นู ้นั จะออกจำกรำชกำรไปแลว้ ๑๙. มำตรำ ๑๐๕ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ ข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดถูก สั่งลงโทษหรือถกู สั่งให้ออกจำกรำชกำรตำมพระรำชบัญญตั นิ ้ี ใหผ้ นู้ ัน้ มสี ทิ ธิอุทธรณ์ได้ดังตอ่ ไปนี้ (๑) กรณีถูกสั่งลงโทษภำคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กักยำม กักขัง หรือตัดเงินเดือน ให้อุทธรณ์ คำส่ังดงั กล่ำวต่อผบู้ งั คบั บัญชำของผบู้ งั คบั บัญชำที่สั่งลงโทษ แต่ในกรณที ่ผี บู้ ญั ชำกำรตำรวจแห่งชำติเป็น ผู้สงั่ ลงโทษ ให้อทุ ธรณต์ ่อ ก.ตร. (๒) กรณีถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก หรือถูกสั่งให้ออกจำกรำชกำรให้อุทธรณ์คำสั่ง ดังกลำ่ วต่อ ก.ตร. กำรอุทธรณต์ ำม (๑) และ (๒) ใหอ้ ุทธรณ์ภำยในสำมสิบวนั นบั แตว่ ันทรำบคำสัง่ ระยะเวลำกำรพิจำรณำอุทธรณ์ตำม (๑) และ (๒) ให้พิจำรณำให้แล้วเสร็จภำยในสองร้อยส่ี สิบวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตำมที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. ที่ทำให้กำรพิจำรณำ ไม่แล้วเสร็จภำยในระยะเวลำดังกล่ำว ก็ให้ขยำยระยะเวลำได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละคร้ังจะต้องไม่ เกินหกสิบวัน หลักเกณฑ์และวิธีกำรอุทธรณ์ และกำรพิจำรณำอุทธรณ์ ให้เป็นไปตำมท่ีกำหนดใน กฎ ก.ตร. ๒๐. มำตรำ ๑๐๖ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดเห็น ว่ำผู้บังคับบัญชำใช้อำนำจหน้ำที่ปฏิบัติต่อตนโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อตนให้ถูกต้องตำมระเบียบ กฎหมำย หรือเกิดจำกกำรปฏิบัติโดยมิชอบของผู้บังคับบัญชำต่อตน ผู้นั้นอำจร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชำ หรอื ก.ตร. แล้วแต่กรณี เพอ่ื ขอใหแ้ กไ้ ขได้ เว้นแต่เป็นกรณีทม่ี ีสทิ ธอิ ุทธรณต์ ำมหมวด ๘ ให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ ตำมทก่ี ำหนดไว้ในหมวดน้ัน
- ๑๔๒ - ๒๑. มำตรำ ๑๐๙ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำข้ำรำชกำรตำรวจผู้ใดแต่ง เครื่องแบบตำรวจในขณะกระทำควำมผิดอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงตำมท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมำยอำญำ ซึง่ มีกำหนดโทษจำคกุ อย่ำงสูงตัง้ แตห่ น่งึ ปขี ้นึ ไป ต้องระวำงโทษจำคกุ ตั้งแตห่ นง่ึ ปีถงึ เจด็ ปี
- ๑๔๓ - แผนบริหำรกำรสอนประจำบทท่ี ๘ วิชำ พระรำชบัญญัตติ ำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ หัวข้อเรื่อง กองทุนเพ่ือกำรสบื สวนและสอบสวนคดีอำญำและบทเฉพำะกำล เนื้อหำ ๑. กองทุนเพ่ือกำรสืบสวนและสอบสวนคดีอำญำ ๒. บทเฉพำะกำล จำนวนช่ัวโมงท่ีสอน ๑ ชั่วโมง วตั ถปุ ระสงคก์ ำรเรยี นรู้ ๑. เพื่อให้ผู้เรียนมีควำมรู้ มีควำมเข้ำใจ สำมำรถอธิบำยเกี่ยวกับกองทุนเพื่อกำรสืบสวนและ สอบสวนคดีอำญำและบทเฉพำะกำลได้ ๒. เพื่อให้ผู้เรียนสำมำรถสรุปเน้ือหำที่เรียนและสำมำรถบูรณำกำรควำมรู้เชื่อมโยงในรำยวิชำ ต่ำงๆ เพอ่ื ใช้ในกำรปฏิบัติหนำ้ ท่ไี ด้ กจิ กรรมกำรเรียนกำรสอน ๑. กำรนำเขำ้ ส่บู ทเรียน ผสู้ อนอธิบำยประมวลกำรสอน และให้ผู้เรียนทำแบบฝกึ หดั กอ่ นเรียน ๒. กำรจัดกิจกรรม ๒.๑ ผสู้ อนอธบิ ำยเน้อื หำตำมวัตถุประสงคใ์ นกำรเรียนกำรสอน จดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียนมีส่วน ร่วมในเน้อื หำโดยเปดิ โอกำสใหผ้ ้เู รียนได้สอบถำมและรว่ มแสดงควำมคดิ เห็น ๒.๒ สอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ๒.๓ ผสู้ อนสรปุ เนอ้ื หำ เปิดโอกำสให้ผู้เรยี นไดส้ อบถำมและร่วมแสดงควำมคดิ เห็น ๒.๔ ผูเ้ รยี นทำแบบฝึกหัดหลังเรยี นโดยใชข้ ้อสอบเดิม สอื่ กำรสอน ๑. เครื่องคอมพวิ เตอร์ โปรเจ็คเตอร์ จอภำพ ทีวี เครื่องขยำยเสียง ไมคโ์ ครโฟน ๒. ภำพประกอบท่ีเกีย่ วข้อง ๓. สือ่ นำเสนอในรปู แบบ Power Point ๔. หนงั สือ ๕. เว็บไซต์ท่ีเก่ียวขอ้ ง ๖. ใบงำน ๗. เอกสำรสรปุ เนื้อหำ ๘. เอกสำรเกี่ยวกบั กฎหมำย คำสงั่ และระเบียบทีเ่ กย่ี วข้อง
- ๑๔๔ - กำรประเมนิ ผล ๑. ประเมนิ ผลจำกแบบฝึกหัดก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ๒. ประเมนิ ผลจำกกำรมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมท่ผี สู้ อนมอบหมำย ๓. ประเมนิ ผลจำกกำรสอบปลำยภำคกำรศึกษำ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180