Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัย 5 บท เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ ป.6

วิจัย 5 บท เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ ป.6

Published by Kru Sunisa, 2022-05-01 20:25:55

Description: วิจัย 5 บท เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ ป.6

Keywords: ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ,วิทยาศาสตร์ ป.6,วิจัยในชั้นเรียน

Search

Read the Text Version

ก ปก

ก ประกาศคณุ ปู การ รายงานวิจัยในช้ันเรียน เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยใช้ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ และเทคนคิ การสอนแบบ Active Learning เพื่อ สร้างความรู้ความเข้าใจ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นบา้ นทุ่งมา่ น อาเภอเวยี งปา่ เป้า จังหวัดเชยี งราย ฉบับนี้ จัดทาขึ้นโดยสรุปผลการพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ และเทคนิคการ สอนแบบ Active Learning เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัย ธรรมชาติ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โดยพฒั นาควบคู่กบั แผนการจัดการเรียนรู้ ภาค เรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 ขอกราบขอบพระคุณ นายจัตุพล นันทโภคิน ผู้อานวยการโรงเรียนบ้านทุ่งม่าน และผู้เชยี่ วชาญ ตลอดจนผเู้ ก่ยี วข้อง ทีก่ รุณาให้คาแนะนา ปรกึ ษา และตรวจสอบ ความถกู ต้อง ในผลงานครั้งนี้ ขอขอบคุณเพ่ือนครูโรงเรียนบ้านทุ่งม่านทุกท่านท่ีให้คาแนะนาปรึกษา ให้การ สนบั สนุน รวมท้งั ใหก้ าลังใจ ตลอดระยะเวลาท่ดี าเนินการปฏบิ ตั ิงาน คณุ ค่าและประโยชน์อันพงึ มีในคร้ังนี้ ขอน้อมบูชาแด่พระคุณบดิ ามารดา ญาตพิ ี่น้อง ตลอดจนครู อาจารย์ ทุกท่าน ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอน ให้ข้าพเจ้าสามารถดารงตนและ บรรลผุ ลสาเร็จแห่งชวี ติ จวบจนปัจจบุ ัน นางสาวสุนสิ า ทนทาน ตาแหน่ง ครู

ข ชอ่ื เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิการเรียนร้รู ายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ และเทคนิคการสอนแบบ Active Learning ผรู้ ายงาน เพือ่ สรา้ งความร้คู วามเขา้ ใจ เร่อื ง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ โรงเรยี น ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 ปที ่ศี กึ ษาค้นควา้ โรงเรียนบา้ นท่งุ มา่ น อาเภอเวียงปา่ เปา้ จังหวดั เชียงราย นางสาวสุนิสา ทนทาน โรงเรียนบา้ นทงุ่ ม่าน ปีการศกึ ษา 2564 บทคดั ยอ่ การศกึ ษาคน้ คว้าครงั้ นี้ มีความมุง่ หมายดังนี้ 1) เพ่อื หาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรม การเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ใหม้ ี ประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพ่ือเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นระหวา่ งก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว16101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 3) เพ่ือศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 และ 4) เพ่ือศกึ ษาความ พึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภยั ธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็น นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 กาลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านทงุ่ ม่าน อาเภอเวียงป่าเป้า สงั กัดสานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ซ่งึ ไดม้ า โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 20 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษา ค้นคว้าครัง้ นี้ คอื 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภยั ธรรมชาติ รายวชิ า วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว16101 กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลก และภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วิทยาศาสตร์) รหัสวิชาว16101 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3) แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รหสั วิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษา ปีที่ 6 และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการ

ค เรียนรู้ เรอ่ื ง ปรากฏการณข์ องโลกและภยั ธรรมชาติ รายวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 สถิติท่ีใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E1 / E2 ) ค่าดัชนีความสอดคล้อง (OIC) ค่าความยากง่าย ค่าอานาจ จาแนก ค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานใช้ t - test (Dependent Samples) ผลการศกึ ษาค้นคว้า ปรากฏดงั น้ี 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีผู้รายงานสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.50/82.00 ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 ทต่ี ัง้ ไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวชิ า วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว16101 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01 3. ดัชนปี ระสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง ปรากฏการณข์ องโลกและภัย ธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.7008 แสดงว่า นักเรียนท่ี เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีความรู้เพ่ิมมากขึ้น 0.7008 หรือคิด เป็นรอ้ ยละ 70.08 4. การประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรยี นด้วยชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ พบว่า นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนบ้านทุ่งม่าน สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของ โลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยูใ่ นระดบั มากทส่ี ดุ

ง สารบัญ หน้า ก บทที่ ข กิตติกรรมประกาศ/ประกาศคุณูปการ ค บทคดั ย่อ 1 สารบัญ 1 3 1 บทนา 4 ความเป็นมาและความสาคัญ 4 ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า 5 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า 6 ขอบเขตของการศึกษาคน้ ควา้ 7 นิยามศพั ท์เฉพาะ 7 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะไดร้ บั 27 30 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง 37 การจัดสาระการเรยี นร้กู ล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 50 หลักการจดั การเรียนการสอนโดยยดึ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั 50 แนวทางการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ 60 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 62 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 65 ดชั นีประสทิ ธิผล 66 แนวคดิ เก่ยี วกบั ความพึงพอใจ 67 งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง 67 กรอบแนวคิดของการศกึ ษา 68 76 3 วธิ กี ารดาเนินการศึกษาคน้ คว้า 77 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 78 เครอื่ งมือที่ใช้ในการศึกษาคน้ ควา้ 83 วิธกี ารสรา้ งเคร่อื งมือและการหาคณุ ภาพของเคร่ืองมือ 90 วธิ ีดาเนนิ การทดลอง 95 การวิเคราะห์ข้อมลู 97 สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 100 101 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 5 สรุปผล อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ สรปุ ผลการศกึ ษาคน้ คว้า อภปิ รายผลการศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ เสนอแนะ บรรณานุกรม

1 บทที่ 1 บทนา ความเป็นมาและความสาคัญ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เก่ียวข้องกับชีวิตของทุกคน ทั้งในการดารงชีวิตประจาวันและในงานอาชีพต่างๆ เครื่องมือ เคร่ืองใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและในการทางาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกบั ความคิดสร้างสรรค์และศาสตรอ์ ่ืนๆ ความร้วู ิทยาศาสตรช์ ่วยให้เกิดองค์ความรู้และ ความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติมากมาย มีผลให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี อย่างมาก วิทยาศาสตร์ทาให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญในการค้นควา้ หาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for all) เพือ่ ท่จี ะมีความรู้ความเขา้ ใจโลก ธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยีที่มนษุ ยส์ ร้างสรรค์ข้นึ และนาความรู้ ไปใชอ้ ยา่ งมีเหตุผล สรา้ งสรรค์ มีคณุ ธรรม ความรวู้ ทิ ยาศาสตรไ์ ม่เพียงแตน่ ามาใชใ้ นการพัฒนา คุณภาพชีวติ ท่ดี ี แตย่ ังช่วยให้คนมีความรูค้ วามเขา้ ใจท่ีถกู ต้องเก่ียวกบั การใช้ประโยชน์ การดูแล รักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน (สถาบัน ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2546 : 1) ดังน้ัน กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีนโยบายปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ระดับ ประถมศึกษาให้สอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงในอนาคต โดยได้ปรับปรุงหลักสูตรให้มี ความยืดหยุ่นมากข้ึน มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ท้ังด้านความคิด การปฏิบัติ ซึ่งเห็นได้จาก การทส่ี ถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพยายามปรับปรงุ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ ให้เอ้ืออานวยต่อการพัฒนาความสามารถของนักเรียน จึงกาหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร วิทยาศาสตร์ไว้เพ่ือให้นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการ ทฤษฎีที่เป็นพ้ืนฐานของวิทยาศาสตร์ ขอบเขต ธรรมชาติ และข้อจากัดของวิทยาศาสตร์ มีทักษะท่ีสาคัญในการศึกษาค้นคว้าและ คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถ ในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มในเชงิ ที่มอี ิทธิพล และผลกระทบซึ่งกันและกัน สามารถนาความรู้ ความเขา้ ใจในเรอ่ื งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไป ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดารงชีวิต เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. 2546 : 1 - 4)

2 จากข้อมูลผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านทุ่งม่าน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 2 ปีการศึกษา 2563 ค่าเฉลี่ยของคะแนนวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิด เป็นร้อยละ 71.43 ไม่บรรลุเป้าหมายท่ีตั้งไว้ คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 75.00 จึงจาเป็นอย่างย่งิ ท่จี ะตอ้ งจัดกิจกรรมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละนาเทคนิคใหม่ ๆ มาพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ให้สูงข้ึน โดยภาพรวมผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ยังต่ากว่าเกณฑ์ มาตรฐาน ท้ังน้ีอาจเนื่องมาจากสาเหตุ คือ ครูไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์ของหลักสูตร นักเรียนขาดความกระตือรือร้นในการ เรยี น ขาดกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ และบรรยากาศในชน้ั เรียนน่าเบอ่ื หนา่ ย (ทวี พร ดิษฐ์สาเริง. 2544 : 28) ดังน้ันครูผู้สอนจึงต้องพัฒนาตนเอง โดยค้นคว้าหาความรู้เรื่อง การสอน การผลิตส่ือและใช้ส่ือ เพ่ือทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับจุดประสงค์ และ หลักการของหลักสตู รตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หมวดที่ 4 แนวการจดั การศึกษา มาตราท่ี 24 เนน้ การจดั เนอ้ื หาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัด มี การฝึกทักษะกระบวนการคิด การประยุกต์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเน้นการจัด กิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่าน ใฝ่รู้ โดยจัดสภาพแวดล้อม ส่ือการสอน เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2542 : 12). เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการสอน การจดั การเรียน การสอนของครผู ู้สอนควรเลอื กวธิ กี ารสอนท่ีเน้นให้นักเรียนมปี ระสบการณด์ ว้ ยตนเองให้มากท่ีสุด ให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์หลายแบบในการเรียน การสอนแต่ละคร้ัง โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องคานึงเสมอว่าการ สอนที่มีประสิทธิภาพน้ัน ย่อมมีส่วนสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในการเรียน วิธีสอน และ เน้ือหาวิชา (ภพ เลาหไพบูลย.์ 2545 : 122) นอกจากวิธกี ารสอนท่ีหลากหลายแลว้ ส่งิ ทช่ี ว่ ย ให้นกั เรยี นเรยี นรู้ไดต้ รงตามจุดประสงคห์ รือจุดมงุ่ หมายคือการนานวัตกรรมทางการศึกษามาช่วย ในการเรียนการสอน เพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงข้ึน สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจน ช่วยให้นกั เรยี นมีคณุ ภาพเท่าเทยี มกัน (ชม ภูมภิ าค. 2548 : 98) ซงึ่ นวัตกรรมทางการศึกษาน้ี คอื ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีลักษณะเป็นสื่อประสม ที่จัด ข้ึนสาหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเน้ือหาท่ีต้องการจะให้นักเรียนได้รับความรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สอนเกิดความม่ันใจ พร้อมที่จะสอน และช่วยให้นักเรียนกับผู้สอนมี โอกาสปฏบิ ตั กิ จิ กรรมรว่ มกนั เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนอง ความแตกตา่ งระหว่าง บุคคล ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนตามความสามารถและความสนใจ โดยมีครู คอยแนะนาช่วยเหลือ (บุญเก้ือ ควรหาเวช. 2543 : 91 - 93) ทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ วธิ กี ารทางานเป็นขั้นตอน ใชเ้ หตุผลในการวางแผนอย่างมรี ะบบได้อย่างเหมาะสม จากใบความรู้ กิจกรรม แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ ตลอดจนส่ือต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนเตรียมไว้อย่างมีระบบ แล้วยงั ทาให้นกั เรียนสามารถทราบผลการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม

3 นนั้ ๆ ได้อยา่ งรวดเร็ว ไม่เกดิ ความเบื่อหนา่ ยต่อการเรียน (สุวิทย์ มลู คา และ อรทยั มลู คา. 2545 : 51) ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ กาญจนา ฉ่าแสง (2541 : บทคัดย่อ) ศิริชัย จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) จุฬาลักษณ์ ไชยสกุล (2546 : บทคดั ย่อ) สมโภช ภู่สวุ รรณ (2546 : บทคดั ยอ่ ) ถวลิ กล้าเกิด (2548 : บทคดั ยอ่ ) และคนอน่ื ทที่ าการวจิ ัยเก่ยี วกับการพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ซึ่งสรุปไดว้ า่ นกั เรียนท่ีได้รับ การสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน จะทาให้นักเรียนมี ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนสูงข้นึ ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ เป็นเน้ือหาส่วนหน่ึงของวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเปน็ การศึกษาเก่ียวกับการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม ปรากฏการณเ์ รือนกระจกและภาวะ โลกร้อน และภัยธรรมชาติ ซึ่งมีความสาคัญในชีวิตประจาวันของมนุษย์ แต่ครูผู้สอนยังไม่ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ ที่ทาให้ นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ท่ีได้รับกับสถานการณ์จริงได้ดังน้ัน การจัดกระบวนการเรียนการสอน ควรจะนานวตั กรรมมาช่วยในการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการเรยี นการสอน จากปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และความสาคัญของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ดังท่ีได้กล่าวมานั้น ทาให้ผู้รายงานสนใจท่ีจะพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้เป็น เทคนิคในการนาเสนอเน้ือหา เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ โดยออกแบบและ พัฒนาให้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้สาหรับนักเรียน อันจะช่วย ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับเร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ และเพื่อ เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ดาเนินไปอย่างมีประสิทธิผล อีกท้ังยังเป็น การพัฒนาการเรียนการสอน และนวัตกรรมเทคโนโลยที างการศกึ ษาตอ่ ไป ความมุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ การศกึ ษาค้นควา้ ครั้งนีผ้ รู้ ายงานไดต้ ง้ั ความม่งุ หมายของการศกึ ษาค้นคว้าไว้ดังน้ี 1. เพ่ือหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลก และภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว16101 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ใหม้ ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนระหวา่ งก่อนเรียนและหลงั เรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 6 3. เพอ่ื ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของ โลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการ เรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6

4 4. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า การศึกษาค้นคว้าในครัง้ นีผ้ ูร้ ายงานได้ต้ังสมมติฐานการศึกษาคน้ ควา้ ไว้ดงั น้ี 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 ที่ผู้รายงานพฒั นาข้ึน มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนท่ีเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6 มีคา่ ดัชนปี ระสิทธิผลไมน่ ้อยกว่า .50 ขน้ึ ไป 4. นักเรียนท่ีเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียน รู้อยู่ในระดับมากท่ีสุด ขอบเขตของการศกึ ษาค้นควา้ เพื่อให้การศึกษาค้นคว้าในครั้งน้ีเป็นไปตามความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าที่ตั้ง ไว้ ผู้รายงานได้กาหนดขอบเขตการศกึ ษาค้นคว้าดงั นี้ 1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปี 6 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านทุ่งม่าน สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 จานวน 1 ห้องเรยี น นกั เรยี นจานวน 20 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี 6 ภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนบ้านทุ่งม่าน สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 2 ซ่งึ ไดม้ าโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จานวน 20 คน

5 2. เนอ้ื หา เน้ือหาท่ีนามาสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ชุดดังน้ี ชดุ ที่ 1 เร่ือง ลมบก ลมทะเล และมรสุม ชดุ ที่ 2 เร่ือง ปรากฏการณเ์ รอื นกระจกและภาวะโลกรอ้ น ชุดท่ี 3 เรือ่ ง ภยั ธรรมชาติ 3. ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการทดลอง คอื ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 โดยใช้เวลา 11 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาในการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน) 4. ตัวแปรท่ศี กึ ษา 4.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 4.2 ตวั แปรตาม ได้แก่ ประสทิ ธภิ าพของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนของนักเรียน ดัชนีประสิทธิผล และความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดส่ือประสม ซ่ึงผลิตขึ้นอย่างมีระบบ มีข้ันตอน มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย เน้ือหาวิชา ท่ีสามารถนามาใช้ในการเรียนการสอน เพ่อื ให้ผู้เรยี นไดศ้ กึ ษา และปฏิบัตกิ จิ กรรมดว้ ยตนเองเกดิ การเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถ และเกดิ การเรยี นรไู้ ด้อย่างมีประสทิ ธิภาพ 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีจานวน 3 ชุด คอื ชดุ ที่ 1 เร่ือง ลมบก ลมทะเล และมรสมุ ชุดท่ี 2 เรื่อง ปรากฏการณ์เรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ชุดท่ี 3 เรอื่ ง ภยั ธรรมชาติ

6 3. การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัย ธรรมชาติ หมายถึง การเรียนโดยท่ีครูให้นักเรียนเรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภยั ธรรมชาติ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ซ่ึงผู้รายงานพัฒนาข้นึ จานวน 3 ชุด 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ เร่ือง ปรากฏการณ์ ของโลกและภัยธรรมชาติ ของนกั เรียน โดยพจิ ารณาจากคะแนนที่ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนทผ่ี ูร้ ายงานสรา้ งขึ้น จานวน 40 ข้อ 5. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัย ธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดย ต้ังเปา้ หมายไว้ท่ี 80/80 มคี วามหมาย ดงั น้ี - 80 แรก หมายถึง ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการในการเรยี นด้วยชุดกจิ กรรม การเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 6 คิดจากร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่นักเรียนท้ังหมดสามารถทาแบบทดสอบ หลังเรียนของชดุ กจิ กรรม การเรียนรู้ในแต่ละชดุ มคี า่ รอ้ ยละ 80 ขนึ้ ไป - 80 หลัง หมายถงึ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ในการเรยี นด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว 16101 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คิดจากร้อยละ ของคะแนนเฉล่ียของนักเรียนท้ังหมดท่ีสามารถตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว16101 กลุ่ม สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 หลังจากเรยี นดว้ ยชุดกจิ กรรม การเรียนรู้มคี ่าร้อยละ 80 ข้นึ ไป 6. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถึง เครือ่ งมือวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นกอ่ นเรียนและหลงั เรยี นดว้ ยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและ ภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีผู้รายงานพัฒนาขึ้น เป็นข้อสอบแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 40 ขอ้ 7. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หมายถึง นักเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งม่าน สังกัด สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาเชยี งราย เขต 2 ทก่ี าลังศกึ ษาอยู่ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ใน ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 8. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าสถิติตัวบ่งช้ีถึงประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ เร่ือง ปรากฏการณ์ของโลกและภัยธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

7 รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 อันก่อใหเ้ กิดความก้าวหนา้ ของผู้เรียน 9. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ความนึกคิด ความช่ืนชม การเห็นคุณค่า และความสาคัญต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ปรากฏการณ์ของโลกและภัย ธรรมชาติ รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ที่วัดโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจท่ี ผรู้ ายงานพฒั นาขนึ้ ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รบั 1. ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ ง ปรากฏการณข์ องโลกและภยั ธรรมชาติ รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว16101 กลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 ทม่ี ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ได้แนวทางในการนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอนและ ปรับปรุงวิธีการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีมคี ณุ ภาพเหมาะสมยิ่งข้ึน 3. ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้อย่างมั่นใจและเป็นไป ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. เปน็ กจิ กรรมการเรยี นการสอนทเี่ น้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ 5. ไดแ้ นวทางในการสร้างชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ในเร่ืองอืน่ ๆ ให้แพรห่ ลายต่อไป

8 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง ในการศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องโดย จัดเรยี งตามลาดับ ดงั น้ี 1. การจดั สาระการเรียนร้กู ลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) 2. หลักการจัดการเรยี นการสอนโดยยึดผู้เรียนเปน็ สาคญั 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 4. ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ 5. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 6. ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล 7. แนวคิดเกี่ยวกบั ความพงึ พอใจ 8. งานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง 8.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 8.2 งานวิจัยตา่ งประเทศ 1. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตร การศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) นี้ได้กาหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอนและ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้น้ัน มีความสาคัญอย่างย่ิงในการวางรากฐานการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ของผู้เรยี นในแต่ละระดบั ชั้น ให้มีความตอ่ เน่ืองเชื่อมโยงกนั ต้งั แตช่ ั้นประถมศึกษาปี ท่ี 1 จนถึงช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กาหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ท่ีผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้ สามารถนาความรู้น้ีไปใช้ในการดารงชีวิต หรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้ โดย จัดเรียงลาดับความยากง่ายของเนื้อหาท้ัง 4 สาระ ในแต่ละระดับช้ันให้มีการเชื่อมโยงความรู้ กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้ง ความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญท้ังทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้

9 ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ ขอ้ มูลหลากหลายและประจกั ษ์พยานทีต่ รวจสอบได้ 1.1 เปา้ หมายของการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้ กระบวนการสงั เกต สารวจตรวจสอบ และการทดลองเกยี่ วกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และ นาผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎี ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จงึ มุ่งเน้น ให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด น่ันคือให้ได้ทั้งกระบวนการและองค์ ความรู้ ต้ังแต่วัยเร่ิมแรกก่อนเข้าเรียน เม่ืออยู่ในสถานศึกษาและเม่ือออกจากสถานศึกษาไป ประกอบอาชพี แล้ว การจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศกึ ษามีเป้าหมายสาคัญดงั นี้ 1. เพ่ือให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎที เี่ ปน็ พนื้ ฐานในวทิ ยาศาสตร์ 2. เพือ่ ให้เข้าใจขอบเขต ธรรมชาตแิ ละข้อจากดั ของวทิ ยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะท่ีสาคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการทักษะในการส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวล มนษุ ยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มในเชงิ ทมี่ ีอทิ ธิพลและผลกระทบซ่งึ กันและกนั 6. เพ่ือนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสงั คมและการดารงชวี ติ 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมใน การใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ 1.2 เรียนรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเช่ือมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้าง องคค์ วามรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และแกป้ ัญหาที่หลากหลาย ให้ผเู้ รยี นมี ส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้ันตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ช้นั โดยกาหนดสาระสาคญั ดงั นี้ ✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบ ของส่ิงมีชีวิต การดารงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความ หลากหลายทางชวี ภาพ และววิ ัฒนาการของส่ิงมีชีวติ ✧ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ เรียนรเู้ กย่ี วกับ ธรรมชาตขิ องสาร การเปลย่ี นแปลง ของสาร การเคลอื่ นท่ี พลังงาน และคล่ืน

10 ✧ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เก่ียวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อส่ิงมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เก่ียวกับเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตใน สังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ ออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม ● วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแกป้ ัญหาที่พบในชีวติ จริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหวา่ งสงิ่ มีชีวิตกับสง่ิ มีชวี ิตต่าง ๆ ในระบบ นิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรั กษ์ ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิง่ แวดล้อม รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การ ลาเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของ สัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชท่ีทางานสมั พันธก์ นั รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความ หลากหลาย ทางชวี ภาพและวิวัฒนาการของสงิ่ มชี วี ิต รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและ ธรรมชาติ ของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่ กระทาตอ่ วตั ถุ ลกั ษณะ การเคลอ่ื นท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวัตถุรวมทงั้ นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์

11 มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการ ถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของ คลื่น ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้ัง นาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ สาระท่ี 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และ วิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่สี ่งผลตอ่ สิ่งมชี ีวติ และการประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยอี วกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลม ฟา้ อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อส่งิ มชี ีวิตและส่ิงแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตใน สังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสง่ิ แวดลอ้ ม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบใน ชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ รูเ้ ทา่ ทัน และมจี ริยธรรม 1.4 คุณภาพผ้เู รยี น จบช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 ❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของส่ิงมีชีวิต รวมทั้ง ความสัมพันธข์ องสิ่งมีชีวิตในแหล่งทอ่ี ยู่ การทาหน้าทข่ี องส่วนต่าง ๆ ของพชื และการทางานของ ระบบย่อยอาหารของมนุษย์ ❖ เข้าใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปล่ียนสถานะ ของสสารการละลาย การเปล่ียนแปลงทางเคมี การเปล่ียนแปลงท่ีผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ และการแยกสารอยา่ งงา่ ย ❖ เข้าใจลกั ษณะของแรงโนม้ ถว่ งของโลก แรงลพั ธ์ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟ้า และผลของแรงต่างๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุ ความดัน หลักการท่ีมีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้า อยา่ งง่าย ปรากฏการณ์เบอื้ งตน้ ของเสียง และแสง ❖ เขา้ ใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถงึ การเปล่ียนแปลงรปู รา่ งปรากฏ ของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของ

12 ดาวเคราะห์และ ดาวฤกษ์ การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พฒั นาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ ❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง หยาดน้าฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การ เกิดซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณพี บิ ัตภิ ยั การเกดิ และผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจ เลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ ทางานรว่ มกัน เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ท่ขี องตน เคารพสทิ ธิของผ้อู นื่ ❖ ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งท่ีจะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือ ตามความสนใจ คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคาถามหรือ ปัญหาท่ีจะสารวจตรวจสอบ วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลทงั้ เชิงปริมาณและคุณภาพ ❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลท่ีมาจาก การสารวจตรวจสอบในรูปแบบท่ีเหมาะสม เพ่ือส่ือสารความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบได้ อย่างมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอา้ งอิง ❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งท่ีจะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวกบั เรื่องท่จี ะศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคดิ เหน็ ของตนเอง ยอมรบั ในข้อมูล ทมี่ ีหลกั ฐานอ้างอิง และรบั ฟังความคดิ เหน็ ผอู้ น่ื ❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานท่ีได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซอื่ สัตย์ จนงานลลุ ่วงเป็นผลสาเร็จ และทางานรว่ มกับผู้อืน่ อย่างสรา้ งสรรค์ ❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรู้และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิใน ผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหาความรู้เพม่ิ เติม ทาโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กาหนดให้หรือตาม ความสนใจ ❖ แสดงถึงความซาบซ้ึง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแล รกั ษาทรพั ยากร ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมอยา่ งรูค้ ณุ ค่า 1.5 การวิเคราะห์หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มี ชวี ิตกับส่ิงมีชวี ิตและความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่ิงมีชีวิตกับส่งิ มีชีวติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอด พลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและผลกระทบที่

13 มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการ แกไ้ ขปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มรวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ชน้ั ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรทู้ ้องถ่ิน -- - - สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสิ่งมีชีวติ หน่วยพนื้ ฐานของสิ่งมชี วี ิต การลาเลียงสาร ผ่านเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางาน สัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์ กันรวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ทอ้ งถน่ิ ป.6 ว 1.2 ป 6/1 ระบุ - สารอาหารทอ่ี ยู่ในอาหารมี 6 อาหารท่ีนักเรียน สารอาหารและบอก ประเภท ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตนี รับประทานที่ ประโยชน์ของสารอาหาร ไขมัน เกลอื แร่ วิตามนิ และน้า โรงเรยี น และอาหาร แต่ละประเภทจากอาหาร - อาหารแตล่ ะชนิดประกอบด้วย ประเภทต่าง ๆ ใน ที่ตนเองรับประทาน สารอาหาร ท่ี แตกตา่ งกัน อาหาร ทอ้ งถิน่ ว 1.2 ป 6/2 บอก บางอยา่ งประกอบดว้ ยสารอาหาร แนวทางในการเลือก ประเภทเดยี ว อาหารบางยา่ ง รับประทานอาหารให้ได้ ประกอบด้วยสารอาหารมากกวา่ หนึ่ง สารอาหารครบถ้วนใน ประเภท สดั สว่ นทเ่ี หมาะสมกับเพศ - สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ และวยั รวมทงั้ ความ ต่อรา่ งกายแตกต่างกัน โดย ปลอดภยั ตอ่ สขุ ภาพ คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี และไขมัน เปน็ ว 1.2 ป 6/3 ตระหนัก สารอาหารทีใ่ ห้พลังงานแกร่ า่ งกาย ส่วนเกลอื แร่ วิตามนิ และน้า เป็น ถงึ ความสาคัญของ สารอาหาร โดยการเลือก สารอาหารท่ไี ม่ให้พลังงานแก่รา่ งกาย รบั ประทานอาหารท่ีมีสาร แตช่ ่วยใหร้ า่ งกายทางานได้เป็นปกติ อาหารครบถว้ นในสดั ส่วน – การรบั ประทานอาหารเพ่ือให้ ท่เี หมาะสมกับเพศและวัย รา่ งกายเจรญิ เติบโต มีการ เปลี่ยนแปลงของร่างกายตามเพศและ รวมทง้ั ปลอดภยั ต่อ วยั และ มีสขุ ภาพดี จาเป็นต้อง สขุ ภาพ รับประทานให้ได้พลงั งานเพยี งพอกับ ความต้องการของร่างกาย และให้ได้

14 ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถ่นิ สารอาหารครบถว้ นในสัดสว่ นที่ - เหมาะสมกบั เพศ และวัย รวมทง้ั ตอ้ ง คานงึ ถงึ ชนิดและปรมิ าณของวตั ถุ เจือ ปนในอาหารเพอ่ื ความปลอดภยั ต่อ สุขภาพ ป.6 ว 1.2 ป 6/4 สร้าง - ระบบย่อยอาหารประกอบด้วย แบบจาลองระบบย่อย อวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร อาหาร และบรรยายหนา้ ที่ กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้ใหญ่ ของอวยั วะในระบบยอ่ ย ทวารหนัก ตับ และตบั ออ่ น ซึ่งทา อาหาร รวมทั้งอธบิ ายการ หน้าท่ีร่วมกันในการยอ่ ยและดดู ซึม ย่อยอาหารและการดูดซึม สารอาหาร สารอาหาร - ปาก มฟี นั ชว่ ยบดเค้ียวอาหารใหม้ ี ว 1.2 ป 6/5 ตระหนักถงึ ขนาดเล็กลงและมีลิ้นชว่ ยคลกุ เคลา้ ความสาคัญของระบบย่อย อาหารกับนา้ ลาย ในน้าลาย มีเอนไซม์ อาหาร โดยการบอก ยอ่ ยแปง้ ให้เปน็ นา้ ตาล แนวทางในการดแู ลรกั ษา – หลอดอาหาร ทาหน้าท่ีลาเลียง อวยั วะในระบบยอ่ ย อาหารจากปาก ไปยังกระเพาะอาหาร อาหารให้ทางานเปน็ ปกติ ภายในกระเพาะอาหารมกี ารยอ่ ย โปรตีนโดยกรดและเอนไซม์ที่สร้างจาก กระเพาะอาหาร - ลาไสเ้ ล็กมเี อนไซม์ทส่ี รา้ งจากผนงั ลาไสเ้ ล็กเองและจากตบั อ่อนท่ชี ว่ ย ย่อยโปรตนี คาร์โบไฮเดรต และไขมนั โดยโปรตีน คารโ์ บไฮเดรต และไขมัน ทีผ่ า่ นการยอ่ ยจนเปน็ สารอาหารขนาด เลก็ พอท่จี ะ ดดู ซมึ ได้ รวมถึงนา้ เกลอื แร่ และวติ ามนิ จะถูกดดู ซึม ทผ่ี นงั ลาไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด เพ่ือ ลาเลยี งไปยังสว่ นต่าง ๆ ของร่างกาย ซงึ่ โปรตนี คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จะถกู นาไปใช้เป็นแหลง่ พลังงาน สาหรับใช้ในกิจกรรมตา่ ง ๆ สว่ นน้า

15 ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถน่ิ เกลือแร่ และวติ ามิน จะช่วยให้ ร่างกายทางานไดเ้ ป็นปกติ - ตับสร้างน้าดแี ล้วสง่ มายงั ลาไส้เลก็ ช่วยใหไ้ ขมันแตกตัว - ลาไส้ใหญท่ าหนา้ ทีด่ ูดน้าและเกลอื แร่ เปน็ บรเิ วณทม่ี ีอาหารท่ีย่อยไม่ได้ หรือยอ่ ยไม่หมด เป็นกากอาหาร ซง่ึ จะ ถกู กาจัดออกทางทวารหนัก - อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหาร มี ความสาคัญ จงึ ควรปฏิบตั ิตน ดแู ล รกั ษาอวยั วะให้ทางานเปน็ ปกติ สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชวี ภาพและววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวติ รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิ่น -- -- สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ เปลีย่ นแปลงสถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถนิ่ ป.6 ว 2.1 ป 6/1อธิบายและ - สารผสมประกอบดว้ ยสารตั้งแต่ 2 เปรียบเทยี บการแยกสาร ชนดิ ข้ึนไปผสมกัน เชน่ นา้ มนั ผสมน้า ผสม โดยการหยบิ ออก ขา้ วสารปนกรวดทราย วธิ ีการ ที่ การร่อน การใช้แมเ่ หลก็ เหมาะสมในการแยกสารผสมขึ้นอยู่กับ ดงึ ดูด การรินออก การ ลักษณะและสมบัตขิ องสารที่ผสมกัน กรอง และการตกตะกอน ถ้าองคป์ ระกอบของสารผสมเปน็ โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ของแข็งกับของแขง็ ท่ีมีขนาดแตกต่าง

16 ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถ่นิ ประจกั ษ์ รวมทั้งระบุวธิ ี กันอย่างชดั เจน อาจใชว้ ธิ ีการหยบิ ออก แก้ปัญหาในชีวติ ประจาวัน หรอื การร่อนผา่ นวสั ดุ ท่มี รี ู ถ้ามสี ารใด เก่ียวกับการแยกสาร สารหน่ึงเปน็ สารแม่เหลก็ อาจใชว้ ธิ ี การใช้แมเ่ หลก็ ดึงดูด ถ้าองค์ประกอบ เปน็ ของแขง็ ท่ไี ม่ละลายในของเหลว อาจใช้วธิ กี ารรินออก การกรอง หรือ การตกตะกอน ซึง่ วิธกี ารแยกสาร สามารถนาไปใชป้ ระโยชนใ์ น ชวี ิตประจาวนั ได้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาวนั ผลของแรงท่ีกระทาต่อวตั ถุ ลักษณะการเคลือ่ นที่แบบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมท้งั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ชนั้ ตัวชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถนิ่ ป.6 ว 2.2 ป 6/1 อธิบายการ - วัตถุ 2 ชนดิ ที่ผ่านการขัดถูแล้วเม่ือ - เกดิ และผลของแรงไฟฟา้ ซ่ึง นาเขา้ ใกล้กัน อาจดึงดดู หรือผลักกนั เกดิ จากวตั ถุทผ่ี า่ นการขัดถู แรงท่เี กดิ ข้นึ น้ีเป็นแรงไฟฟ้า ซึง่ เป็น โดยใชห้ ลักฐานเชิงประจักษ์ แรงไม่สัมผัส เกิดขึ้นระหว่างวัตถุทีม่ ี ประจไุ ฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้ามี 2 ชนิด คือ ประจุไฟฟา้ บวกและประจุไฟฟ้าลบ วตั ถทุ ีม่ ีประจุไฟฟ้าชนดิ เดยี วกันผลกั กัน ชนิดตรงข้ามกนั ดงึ ดูดกัน สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณท์ ่เี กี่ยวข้องกับเสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ช้นั ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถนิ่ ป.6 ว 2.3 ป 6/1 ระบุ - วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย - ส่วนประกอบและบรรยาย แหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า สายไฟฟ้า และ หนา้ ท่ี ของแต่ละ เครื่องใช้ไฟฟา้ หรอื อุปกรณ์ไฟฟา้

17 ช้ัน ตวั ช้วี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถ่นิ สว่ นประกอบของวงจรไฟฟ้า แหล่งกาเนิดไฟฟ้า เช่น ถา่ นไฟฉาย อยา่ งงา่ ยจากหลกั ฐานเชงิ หรอื แบตเตอรี่ ทาหนา้ ที่ให้พลังงาน ประจักษ์ ไฟฟา้ สายไฟฟ้าเป็นตวั นาไฟฟ้าทา ว 2.3 ป 6/2 เขียน หน้าที่เชือ่ มต่อระหวา่ งแหลง่ กาเนิด แผนภาพและต่อวงจรไฟฟ้า ไฟฟา้ และเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าเขา้ ด้วยกัน อย่างง่าย เครือ่ งใช้ไฟฟ้ามหี นา้ ท่ีเปล่ียนพลังงาน ไฟฟ้าเปน็ พลังงานอนื่ ว 2.3 ป 6/3 ออกแบบกา - เม่อื นาเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาตอ่ รทดลองและทดลองด้วยวิธี เรยี งกัน โดยใหข้ ้วั บวกของเซลลไ์ ฟฟา้ ท่เี หมาะสมในการอธิบาย เซลล์หน่งึ ต่อกบั ข้ัวลบของอีกเซลล์หนง่ึ วธิ ีการและผลของการต่อ เปน็ การต่อแบบอนุกรม ทาให้มี เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนกุ รม พลงั งานไฟฟ้าเหมาะสมกบั ว 2.3ป 6/4 ตระหนกั ถึง เครอื่ งใช้ไฟฟ้า ซงึ่ การต่อเซลล์ไฟฟ้า ประโยชนข์ องความรขู้ อง แบบอนกุ รมสามารถนาไปใช้ประโยชน์ การต่อเซลลไ์ ฟฟ้าแบบ ในชวี ติ ประจาวัน เช่น การต่อ อนุกรมโดยบอกประโยชน์ เซลลไ์ ฟฟา้ ในไฟฉาย และการประยกุ ต์ใชใ้ น ชีวิตประจาวัน ว 2.3ป 6/5 ออกแบบการ - การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรมเมื่อ ทดลองและทดลองดว้ ยวธิ ที ี่ ถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึง่ ออกทา เหมาะสมในการอธบิ ายการ ให้หลอดไฟฟ้าทเ่ี หลอื ดับท้ังหมด สว่ น ตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนุกรม การต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เมื่อ และแบบขนาน ถอดลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออก ว 2.3 ป 6/6 ตระหนักถงึ หลอดไฟฟา้ ทเี่ หลือก็ยงั สวา่ งได้ การตอ่ ประโยชน์ของความรขู้ อง หลอดไฟฟา้ แตล่ ะแบบสามารถนาไปใช้ การต่อหลอดไฟฟ้าแบบ ประโยชนไ์ ด้ เช่น การต่อหลอดไฟฟา้ อนกุ รมและแบบขนาน โดย หลายดวงในบา้ นจึงตอ้ งต่อหลอดไฟฟ้า บอกประโยชน์ ข้อจากัด แบบขนานเพ่อื เลือกใช้หลอดไฟฟา้ ดวง และการประยกุ ต์ใช้ใน ใดดวงหนึง่ ได้ตามต้องการ ชีวิตประจาวัน ว 2.3 ป 6/7 อธบิ ายการ - เมอื่ นาวตั ถทุ ึบแสงมาก้ันแสงจะเกิด เกิดเงามืด เงามัวจาก เงาบนฉากรับแสงที่อยู่ดา้ นหลังวัตถุ หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ โดยเงามรี ปู ร่างคลา้ ยวัตถุท่ีทาให้เกดิ

18 ชัน้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิน่ ว 2.3 ป 6/8เขยี น เงา เงามวั เป็นบรเิ วณท่ีมีแสงบางสว่ น แผนภาพรังสีของแสงแสดง ตกลงบนฉาก ส่วนเงามดื เปน็ บรเิ วณที่ การเกดิ เงามืดเงามวั ไม่มีแสงตกลงบนฉากเลย สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของ เอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อ สงิ่ มชี ีวิตและการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ ชั้น ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถิน่ ป.6 ว 3.1 ป 6/1 สรา้ ง - เมื่อโลกและดวงจนั ทร์ โคจรมาอย่ใู น - แบบจาลองที่อธิบายการเกดิ แนวเสน้ ตรงเดยี วกันกับดวงอาทติ ยใ์ น และเปรียบเทยี บ ระยะทางทีเ่ หมาะสม ทาใหด้ วงจนั ทร์บงั ปรากฏการณ์สุรยิ ปุ ราคา ดวงอาทิตย์ เงาของดวงจนั ทร์ทอดมายัง และจันทรปุ ราคา โลก ผูส้ งั เกตท่อี ย่บู ริเวณเงาจะมองเหน็ ดวงอาทิตย์มดื ไป เกดิ ปรากฏการณ์สรุ ยิ ุ ปราคา ซ่งึ มีทั้งสุรยิ ุปราคาเต็มดวง สุริยปุ ราคาบางสว่ น และสรุ ิยุปราคาวง แหวน หากดวงจนั ทรแ์ ละโลกโคจรมาอยู่ ในแนวเสน้ ตรงเดียวกันกบั ดวงอาทติ ย์ แลว้ ดวงจนั ทรเ์ คล่ือนทผ่ี า่ นเงาของโลก จะ มองเห็นดวงจันทร์มืดไป เกดิ ปรากฏการณ์ จนั ทรปุ ราคา ซึ่งมีทัง้ จันทรุปราคาเตม็ ดวง และจันทรุปราคาบางส่วน ว 3.1 ป 6/2 อธิบาย - เทคโนโลยีอวกาศเร่มิ จากความต้องการ - พัฒนาการของเทคโนโลยี ของมนุษยใ์ นการสารวจวัตถทุ ้องฟ้าโดยใช้ อวกาศ และยกตัวอยา่ งการ ตาเปลา่ กล้องโทรทรรศน์ และได้พัฒนา นาเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ ไปสกู่ ารขนสง่ เพ่ือสารวจอวกาศด้วยจรวด ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั และยานขนส่งอวกาศ และยังคงพัฒนา จากข้อมลู ที่รวบรวมได้ อยา่ งต่อเนอ่ื ง ปัจจบุ ันมกี ารนาเทคโนโลยี อวกาศบางประเภทมาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจาวนั เช่น การใชด้ าวเทียมเพื่อ การสอ่ื สาร การพยากรณอ์ ากาศ หรอื การ

19 ชั้น ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถนิ่ สารวจทรัพยากรธรรมชาติ การใชอ้ ปุ กรณ์ วัดชีพจรและการเต้นของหัวใจ หมวก นิรภยั ชดุ กฬี า สาระที่ 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปล่ียนแปลงภายในโลกและบนผวิ โลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภมู ิอากาศโลกรวมทัง้ ผลต่อสง่ิ มชี ีวติ และส่งิ แวดลอ้ ม ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถ่นิ ป.6 ว 3.2 ป 6/1 - หินเปน็ วัสดุแขง็ เกิดข้นึ เองตามธรรมชาติ - หินทพ่ี บใน เปรียบเทยี บ ประกอบ ด้วยแร่ตัง้ แตห่ นงึ่ ชนิดขนึ้ ไป สามารถ ทอ้ งถน่ิ และทั่ว ๆ กระบวนการเกิดหนิ จาแนกหนิ ตามกระบวนการเกดิ ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท ไป อคั นี หนิ ตะกอน ได้แก่ หนิ อคั นี หนิ ตะกอน และหนิ แปร และหินแปรและ - หินอคั นเี กิดจากการเยน็ ตวั ของแมกมา เน้ือหนิ มี อธิบายวฏั จักรหิน ลกั ษณะเปน็ ผลึก ท้งั ผลึกขนาดใหญ่และขนาดเลก็ จากแบบจาลอง บางชนิดอาจเป็นเน้ือแก้ว หรือมรี พู รุน - หินตะกอน เกดิ จากการทบั ถมของตะกอนเมื่อถูก แรงกดทบั และมีสารเชื่อมประสานจึงเกดิ เป็นหิน เนือ้ หินกลุ่มนสี้ ว่ นใหญ่มีลักษณะเป็นเม็ดตะกอน มี ทั้งเนือ้ หยาบและเน้ือละเอียด บางชนดิ เปน็ เนอ้ื ผลึกทีย่ ดึ เกาะกันเกิดจากการตกผลึกหรือ ตกตะกอนจากน้าโดยเฉพาะน้าทะเล บางชนิดมี ลักษณะเปน็ ช้นั ๆ จึงเรยี กอีกชือ่ วา่ หินชน้ั - หินแปร เกดิ จากการแปรสภาพของหินเดมิ ซ่งึ อาจ เป็นหินอัคนี หนิ ตะกอน หรอื หินแปร โดยการ กระทาของความร้อน ความดัน และปฏิกิริยาเคมี เนือ้ หินของหนิ แปรบางชนดิ ผลกึ ของแรเ่ รยี งตัว ขนานกนั เป็นแถบ บางชนดิ แซะออกเปน็ แผน่ ได้ บางชนดิ เป็นเนือ้ ผลึกที่มีความแข็งมาก - หินในธรรมชาตทิ งั้ ประเภท มกี ารเปลย่ี นแปลง จากประเภทหนง่ึ ไปเปน็ อกี ประเภทหนงึ่ หรือ

20 ช้นั ตวั ชี้วดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถน่ิ ป.6 ว 3.2 ป 6/2 บรรยายและ ประเภทเดมิ ได้ โดยมีแบบรูปการเปลี่ยนแปลงคงท่ี ยกตัวอย่างการใช้ ประโยชนข์ องหิน และตอ่ เน่ืองเปน็ วฏั จกั ร และแรใ่ น ชีวติ ประจาวันจาก หนิ และแร่แตล่ ะชนิดมลี กั ษณะและสมบัติแตกตา่ ง - หินและแรท่ ม่ี ีใน ข้อมูล ท่รี วบรวมได้ ว 3.2 ป 6/3สร้าง กนั มนุษยใ์ ชป้ ระโยชนจ์ ากแร่ในชวี ติ ประจาวัน ใน ทอ้ งถน่ิ แบบจาลองที่อธิบาย การเกดิ ซากดึกดา ลกั ษณะต่าง ๆ เช่น นาแรม่ าทาเคร่ืองสาอาง ยาสี และในจงั หวัด- บรรพแ์ ละคาดคะเน สภาพแวดลอ้ มใน ฟัน เครอ่ื งประดับ อุปกรณท์ างการแพทย์ และนา อดตี ของซากดึกดา บรรพ์ หนิ มาใชใ้ นงานก่อสรา้ งต่าง ๆ เป็นตน้ ว 3.2 ป 6/5 - ซากดกึ ดาบรรพเ์ กิดจากการทับถม หรอื การ - ซากดึกดาบรรพท์ ่ี อธิบายผลของมรสมุ ตอ่ การเกดิ ฤดูของ ประทับรอยของสิ่งมชี ีวิตในอดีต จนเกิดเป็น มีในท้องถ่นิ และ ประเทศไทย จาก ข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ โครงสรา้ งของซากหรือรอ่ งรอยของสง่ิ มชี ีวิตท่ี สถานทตี่ ่าง ๆ ใน ปรากฏอย่ใู นหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดา จังหวัด บรรพ์ ท่หี ลากหลาย เช่น พชื ปะการงั หอย ปลา เต่า ไดโนเสาร์ และรอยตนี สัตว์ - ซากดึกดาบรรพ์สามารถใชเ้ ปน็ หลกั ฐานหนึ่งที่ ช่วยอธิบายภาพแวดลอ้ มของพน้ื ท่ีในอดีตขณะเกดิ ส่ิงมชี ีวิตน้นั เช่น หากพบซากดึกดาบรรพ์ของ หอย น้าจืด สภาพแวดลอ้ มบริเวณนนั้ อาจเคยเป็นแหลง่ น้าจืดมาก่อน และหากพบซากดกึ ดาบรรพข์ องพืช สภาพแวดล้อมบริเวณนั้นอาจเคยเปน็ ปา่ มากอ่ น นอกจากนซ้ี ากดกึ ดาบรรพ์ยังสามารถใช้ระบุอายุ ของหนิ และเปน็ ข้อมูลในการศกึ ษาวิวฒั นาการ ของสิง่ มีชวี ติ - มรสมุ เป็นลมประจาฤดเู กดิ บริเวณเขตร้อนของ - โลก ซง่ึ เปน็ บริเวณกว้างระดับภมู ภิ าค ประเทศไทย ได้รบั ผลจากมรสุมตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ในชว่ ง ประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทาให้เกดิ ฤดูหนาว และไดร้ บั ผลจากมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ในชว่ งประมาณกลางเดือน พฤษภาคมจนถึงกลางเดือนตุลาคมทาให้เกดิ ฤดูฝน ส่วนช่วงประมาณกลางเดือนกุมภาพนั ธ์จนถึง กลางเดือนพฤษภาคมเปน็ ช่วงเปล่ียนมรสุมและ

21 ชั้น ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถนิ่ ประเทศไทยอยู่ใกล้เสน้ ศูนย์สูตร แสงอาทติ ย์เกือบ ต้ังตรงและตั้งตรงประเทศไทย ในเวลาเที่ยงวันทา ใหไ้ ดร้ ับความร้อนจากดวงอาทิตย์อยา่ งเตม็ ท่ี อากาศจงึ ร้อนอบอ้าวทาให้เกิดฤดูร้อน ป.6 ว 3.2 ป 6/6 - นา้ ท่วม การกดั เซาะชายฝ่งั ดินถล่ม แผ่นดนิ ไหว - ภัยธรรมชาติและ บรรยายลักษณะและ และ สึนามิ มผี ลกระทบต่อชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม ธรณพี ิบตั ิภยั ทีอ่ าจ ผลกระทบของ น้า แตกตา่ งกัน เกดิ ในท้องถน่ิ หรือ ทว่ ม การกดั เซาะ - มนษุ ยค์ วรเรยี นรู้วิธปี ฏิบัตติ นใหป้ ลอดภยั เช่น จงั หวัดใกลเ้ คยี ง ชายฝ่ัง ดนิ ถล่ม ติดตามข่าวสารอย่างสม่าเสมอ เตรียมถงุ ยังชีพ ให้ แผน่ ดินไหว สนึ ามิ พร้อมใช้ตลอดเวลา และปฏบิ ัตติ ามคาส่ังของ ว 3.2 ป 6/7 ผู้ปกครองและเจ้าหนา้ ทอี่ ย่างเคร่งครดั เมื่อเกิดภยั ตระหนกั ถึง ทางธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย ผลกระทบของภัย ธรรมชาติและธรณี พบิ ตั ิภัย โดยนาเสนอ แนวทางในการเฝา้ ระวังและปฏิบตั ติ น ให้ปลอดภยั จากภัย ธรรมชาติและธรณี พิบัติภยั ทอ่ี าจเกดิ ใน ทอ้ งถน่ิ ว 3.2 ป 6/8 - ปรากฏการณเ์ รือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือน - สภาพหรอื เหตู สรา้ งแบบจาลองท่ี กระจกในชั้นบรรยากาศของโลก กกั เกบ็ ความร้อน การณใ์ นท้องถิ่นท่ี อธบิ ายการเกิด แล้ว คายความรอ้ นบางสว่ นกลับสู่ผิวโลก ทาให้ เกดิ จากผล ปรากฏการณ์เรือน อากาศ บนโลกมีอุณหภูมิเหมะสมต่อการดารงชีวติ ผลกระทบของ กระจกและผลของ - หากปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงมากขึน้ จะ ปรากฏการณเ์ รือน ปรากฏการณเ์ รือน มีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงภมู ิอากาศโลก มนุษย์ จึง กระจก กระจกต่อสิ่งมีชวี ิต ควรรว่ มกันลดกิจกรรมทก่ี ่อใหเ้ กิดแก๊สเรือนกระจก ว 3.2 ป 6/9 ตระหนักถึง ผลกระทบของ ปรากฏการณ์เรือน กระจกโดยนาเสนอ

22 ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถิ่น แนวทางการปฏบิ ตั ิ ตนเพอื่ ลดกิจกรรมที่ ก่อให้เกิดแก๊สเรอื น กระจก สาระท่ี 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการ เปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วใช้ความร้แู ละทักษะทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืนๆ เพ่ือแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวติ สงั คม และสิ่งแวดล้อม ชั้น ตัวช้วี ดั สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ ท้องถน่ิ -- -- สาระท่ี 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชวี ติ จริงอย่าง เปน็ ขน้ั ตอนและเป็นระบบใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และ การแกป้ ัญหาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ รเู้ ท่าทนั และมีจรยิ ธรรม ช้ัน ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถ่ิน ป.6 ว 4.2 ป 6/1ใช้ - การแกป้ ัญหาอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนจะช่วย - เหตุผลเชงิ ตรรกะใน ให้แกป้ ญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การอธบิ ายและ - การใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะเป็นการนา ออกแบบวธิ กี าร กฎเกณฑ์ หรือเง่ือนไขทค่ี รอบคลมุ ทุก แก้ปญั หาท่ีพบใน กรณมี าใชพ้ ิจารณา ในการแก้ปัญหา ชีวติ ประจาวนั - แนวคิดของการทางานแบบวนซ้า และ เง่ือนไข - การพจิ ารณากระบวนการทางานทีม่ ี การทางานแบบวนซา้ หรอื เง่ือนไขเปน็ วิธีการทจี่ ะช่วยใหก้ ารออกแบบวธิ กี าร แกป้ ญั หาเป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพ

23 ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิน่ - ตวั อยา่ งปัญหา เช่น การค้นหาเลข หน้าทต่ี ้องการให้เร็วท่สี ุด การทายเลข 1 – 1,000,000 โดยตอบให้ถกู ภายใน 20 คาถาม, การคานวณเวลาใน การเดนิ ทาง โดยคานงึ ถงึ ระยะทาง เวลา จดุ หยุดพกั ว 4.2 ป 6/2 - การออกแบบโปรแกรมสามารถทาได้ ออกแบบและเขยี น โดยเขียน เปน็ ข้อความ หรือผังงาน โปรแกรมอย่างง่าย - การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมี เพ่ือแกป้ ัญหาใน การใชต้ ัวแปร การวนซ้า การตรวจสอบ ชีวติ ประจาวัน เง่อื นไข ตรวจหาข้อผิด – หากมีข้อผดิ พลาดให้ตรวจสอบการ พลาด ของ ทางาน ทีละคาสง่ั เม่ือพบจุดทที่ าใหผ้ ล โปรแกรมและแก้ไข ลพั ธ์ไม่ถูกต้อง ให้ทาการแกไ้ ขจนกว่าจะ ไดผ้ ลลพั ธ์ที่ถูกต้อง - การฝกึ ตรวจหาขอ้ ผดิ พลาดจาก โปรแกรมของผู้อนื่ จะช่วยพฒั นาทักษะ การหาสาเหตุของปัญหาไดด้ ีย่ิงขน้ึ - ตวั อย่างปญั หา เชน่ โปรแกรมเกม โปรแกรมหาค่า ค.ร.น เกมฝึกพมิ พ์ - ซอฟต์แวร์ที่ใชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เชน่ Scratch, logo ป.6 ว 4.2 ป 6/3 ใช้ - การค้นหาอย่างมีประสทิ ธภิ าพ เปน็ อนิ เทอรเ์ น็ตในการ การคน้ หาข้อมูลทไี่ ดต้ รงตามความ ค้นหาข้อมลู อย่างมี ต้องการในเวลาท่ีรวดเรว็ จาก ประสทิ ธิภาพ แหล่งข้อมลู ทน่ี ่าเชื่อถอื หลายแหลง่ และ ข้อมูล มีความสอดคล้องกัน – การใช้ เทคนคิ การคน้ หาขั้นสูง เชน่ การใช้ ตัว ดาเนนิ การ การระบรุ ปู แบบของข้อมลู หรอื ชนิดของไฟล์ - การจัดลาดับผลลพั ธจ์ ากกาค้นหาของ โปรแกรมค้นหา

24 ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ทอ้ งถิ่น ว 4.2 ป 6/4 ใช้ - การเรียบเรยี ง สรปุ สาระสาคัญ เทคโนโลยี (บูรณาการกับวิชาภาษาไทย) สารสนเทศทางาน ร่วมกันอยา่ ง - อันตรายจากการใช้งานและ ปลอดภยั เขา้ ใจ อาชญากรรม ทางอินเทอร์เน็ต แนวทาง สทิ ธแิ ละหน้าทีข่ อง ในการปอ้ งกัน ตน เคารพในสทิ ธิ - วิธกี าหนดรหัสผา่ น ของผู้อืน่ แจง้ - การกาหนดสิทธ์กิ ารใชง้ าน (สทิ ธใ์ิ น ผ้เู กยี่ วข้องเม่ือพบ การเข้าถึง) ข้อมูลหรือบุคคลที่ - แนวทางการตรวจสอบและ ไมเ่ หมาะสม ปอ้ งกนั มัลแวร์ – อนั ตรายจากการตดิ ต้งั ซอฟตแ์ วรท์ อี่ ยู่ บนอินเทอร์เน็ต

25 คาอธิบายรายวิชาพื้นฐาน ว16101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 เวลา 120 ชั่วโมง ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารที่ตนเอง รับประทานบอกแนวทางในการเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนที่ เหมาะสมกับเพศและวัย รวมท้ังความปลอดภยั ตอ่ สุขภาพตระหนักถึงความสาคัญของสารอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย รวมทัง้ ความปลอดภยั ต่อสขุ ภาพสร้างแบบจาลองระบบย่อยอาหารและบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะ ในระบบย่อยอาหาร รวมท้ังอธิบายการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร ตระหนักถึง ความสาคัญของระบบย่อยอาหาร โดยการบอก แนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบย่อย อาหารใหท้ างานเปน็ ปกติ อธิบายและเปรียบเทียบการแยกสารผสมโดยการหยิบออก การร่อน การใช้แม่เหล็ก ดึงดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ รวมทั้งระบุวิธี แก้ปัญหาในชีวิตประจาวันเกี่ยวกับการแยกสาร อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้าซ่ึงเกิดจ าก วัตถุที่ผ่านการขัดถูโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ระบุส่วนประกอบและบรรยายหน้าท่ีของแต่ละ สว่ นประกอบของวงจรไฟฟ้าอยา่ งง่ายจากหลักฐานเชงิ ประจักษ์ เขียนแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้า อย่างง่าย ออกแบบการทดลองด้วยวิธีท่ีเหมาะสมในการอธิบายวิธีการและผลของการต่อ เซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดย บอกประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีท่ี เหมาะสมในการอธิบายการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนานตระหนักถึงประโยชน์ของ ความรู้ของการต่อไฟฟ้าแบบอนุกรม แบบขนาน อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจากหลักฐานเชิง ประจักษ์ เขยี นแผนภาพรงั สีของแสงแสดงการเกิดเงามืดเงามัว สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดและเปรียบเทียบปรากฏการณ์สุริยุปราคาและ จันทรุปราคา อธบิ ายพัฒนาการของเทคโนโลยอี วกาศ และการใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันจาก ข้อมูลท่ีรวบรวมได้ เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร สร้าง แบบจาลองท่ีอธิบายการเกิดซากดึกดาบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมในอดีตของซากดึกดา บรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสุมรวมทั้งอธิบายผลที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อมจาก แบบจาลอง อธิบายผลของมรสุมต่อการเกิดฤดูของประเทศไทย จากข้อมูลที่รวบรวม บรรยาย ลักษณะและผลกระทบของน้าท่วม การกัดเซาะชายฝ่ังดินถล่ม แผ่นดินไหว ตระหนักถึง ผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณีพิบัติภัย โดยนาเสนอแนวทางในการเฝ้าระวังและปฏิบัติตน ให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติและธรณีพิบัตภิ ัย ที่อาจเกิดในท้องถ่ิน อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ เรือนกระจกและผลของปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อส่ิงมีชีวิต ตระหนักถึงผลกระทบอง ปรากฏการณเ์ รือนกระจกโดยนาเสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อลดกจิ กรรมท่ีก่อให้เกิดแกส็ เรือน กระจก

26 ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบายและออกแบบวิธกี ารแก้ปัญหาที่พบในชีวิตประจาวัน ออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ตรวจหาข้อผิดพลาดของ โปรแกรมและแก้ไข ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศทางานร่วมกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน แจง้ ผเู้ กย่ี วข้องเม่อื พบข้อมลู หรือบคุ คลท่ไี มเ่ หมาะสม มาตรฐาน/ตัวชว้ี ดั ว 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5 ว 2.1 ป.6/1 ว 2.2 ป.6/1 ว 2.3 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8 ว 3.1 ป.6/1, ป.6/2, ว 3.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8 ว 4.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4 รวม 7 มาตรฐาน 30 ตวั ช้วี ัด

27 2. หลกั การจดั การเรียนการสอนโดยยดึ ผเู้ รยี นเปน็ สาคัญ ทิศนา แขมมณี (2545 : 119 - 147) ได้ให้ความหมายและรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญน้ัน หมายถึง การให้ผู้เรียนเป็นจุดสนใจหรือสิ่งท่ีสาคัญท่ีสุดหรือสิ่งท่ีต้องคานึงถึงมากที่สุดในการ จัดการเรียนการสอน ซึ่งจะแสดงออกเป็นรูปธรรมให้เห็นจากบทบาทของผู้เรียนในการเรียนรู้ บทบาทในการเรยี นรู้ หมายถึง การมสี ว่ นรว่ มของผู้เรียนทั้งด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ และ สังคมในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้มากกว่าท่ีผู้สอนจะดาเนินการเป็นหลัก กิจกรรมการ เรียนรู้ที่แสดงออกถึงบทบาทดังกล่าวคือ ผู้เรียนได้มีโอกาสการเคลื่อนไหว ใช้ความคิด ลงมือ ทา ย้าความรู้สึกและฝึกสัมพันธ์ การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเป็นสาคัญจึงจัดได้อย่าง หลากหลาย แตกต่างกันตามรูปแบบ วิธีการ เทคนิค และจุดเน้นของรูปแบบนัน้ ๆ ส่งผลให้ เกิดรูปแบบและลักษณะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ดังนั้นจึงได้เสนอ แนวคดิ ในการจดั การเรียนการสอนไวเ้ ป็นหมวดหมู่ ดงั น้ี 1. แบบเน้นตวั ผู้เรยี น 1.1 การจัดการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ ผู้เรียนแต่ละคนมีภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด แบบการเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการไม่ เหมือนกัน การจัดการเรียนการสอนจึงต้องจัดให้เหมาะสมกับภูมิหลัง ลักษณะและความ ต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดี พัฒนาความสามารถและ ศักยภาพตามบุคคลนั้น ๆ 1.2 การจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนนาตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนพ่ึงพาตนเอง และพัฒนาตนเองได้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดี ได้มาก จดจาได้นานและนาไปใช้ ประโยชนไ์ ด้มากขึ้น การจดั การเรียนร้แู บบนี้ เชือ่ ว่า ผเู้ รียนมีแบบการเรียนรทู้ ่ีแตกตา่ งกัน 2. แบบเน้นความรแู้ ละความสามารถ 2.1 การจดั การเรยี นรู้แบบรจู้ ริง การเรยี นรูข้ องผู้เรยี น มคี วามสมั พนั ธ์กับเวลา ทีผ่ ู้เรียนได้รับในการเรียนรู้ ผเู้ รยี นสามารถเรียนไดต้ ามวัตถปุ ระสงคถ์ ้ามีเวลามากพอ การสอนที่ มีคณุ ภาพสูงจะทาใหผ้ ู้เรยี นใช้เวลาน้อยกว่าการสอนท่ีมีคุณภาพตา่ และถ้าผ้เู รยี นได้รบั โอกาสใน การเรียนรู้และคุณภาพการสอนท่ีเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนแล้ว ผู้เรียนจะ บรรลุวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ไดเ้ ชน่ เดยี วกนั ทกุ คน 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบรับประกันผล ผู้เรียนทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ และประสบความสาเร็จได้ ถ้าได้รับความช่วยเหลือตามสภาพปัญหาและความต้องการ โดย ผู้สอนต้องมีวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงและมีการทดสอบเพื่อให้ได้ข้อมูล เกยี่ วกบั ปญั หาและความตอ้ งการของผ้เู รียน 2.3 การจัดการเรียนการสอนแบบมโนทัศน์ หรือความคิดรวบยอดของความรู้ โดยการสร้างความเขา้ ใจอย่างลกึ ซง้ึ เปน็ การเรียนรู้แบบองคร์ วมและเห็นความสัมพนั ธข์ องข้อมูล

28 3. แบบเน้นประสบการณ์ 3.1 การจดั การเรียนรแู้ บบเน้นประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นแหล่งทมี่ า ของความร้แู ละเปน็ พ้ืนฐานทาใหเ้ กดิ ความคิด ความรู้ และการกระทาของคน การเริ่มเรียนจาก ประสบการณ์จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน สามารถนาไปสู่การเรียนรู้ในเชิงรูปธรรมได้ การจดั การเรียนรูท้ ี่ผู้เรียนไดร้ ับจากประสบการณต์ รงและคน้ พบดว้ ยตนเองจะทาให้การเรียนรู้นั้น มคี วามหมายตอ่ ตนเอง เกดิ ความผูกพนั ความตอ้ งการและรบั ผิดชอบท่จี ะเรยี นรู้ต่อไป 3.2 การจดั การเรยี นรูแ้ บบรับใช้สงั คม จากประสบการณ์การเรยี นรู้จากรปู ธรรม ไปสู่นามธรรม เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วและรับรู้ถึงความรู้ที่มีความหมายต่อตนเอง จะ นาไปใชใ้ นด้านการรับใช้สงั คม ประสบการณท์ ่ผี ูเ้ รยี นได้เรยี นรจู้ ากสภาพจรงิ นน้ั จงึ สามารถนาไป เปน็ ประโยชนใ์ นชวี ติ และสังคมได้ 3.3 การจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง จะเป็นการเรียนรู้ท่ีมีความสัมพันธ์กับ บริบทของเรื่องน้ัน ๆ ผู้เรียนจะสามารถเผชิญปัญหาและแก้ปัญหาได้ เป็นการช่วยให้ผู้เรยี นได้ พัฒนาทักษะท่ีจาเปน็ ต่อการดารงชวี ติ เนอื่ งจากปญั หาต่าง ๆ น้นั ต้องการการตัดสนิ ใจและลง มือทา จึงส่งผลให้เกดิ ความรู้ ทกั ษะและเจตคตอิ ่ืน ๆ ดว้ ย 4. แบบเน้นปัญหา 4.1 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก การฝึกให้ผู้เรียนได้เผชิญ ปัญหาหรือสถานการณ์จริง ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสามารถพัฒนา ทักษะกระบวนการต่าง ๆ อันเป็นทักษะที่สาคัญต่อการดารงชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระบวนการแก้ปัญหานั้นอาจให้ผู้เรยี นวเิ คราะห์และแก้ปัญหารว่ มกัน เพื่อให้เห็นทางเลือกและ วิธกี ารอันหลากหลาย 4.2 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลัก การใช้โครงการเป็น กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริง ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ การ จัดการเรียนการสอนจะเน้นกระบวนการสืบสวนเพื่อพัฒนาสติปัญญาข้ันสูง มีผลิตภัณฑ์หรือ ผลงานท่ีเป็นรูปธรรม สามารถแสดงต่อสาธารณชนได้ อันนาไปสู่การอภิปรายแลกเปลี่ยนและ การวิพากษว์ ิจารณ์ได้อย่างชัดเจน 5. แบบเน้นทกั ษะกระบวนการ 5.1 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการสืบสวน การสืบสวนเป็น กระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ี่จาเป็นต่อการแสวงหาความร้แู ละศึกษาข้อความรู้ที่จะนาไปสู่การ ค้นพบความรู้ใหม่ โดยท่ีครูผู้สอนช่วยกระตุ้นและอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น แหล่งข้อมูล การศึกษาข้อมูล การวิเคราะหข์ ้อมูล การสรุปข้อมูลการดาเนินการอภิปราย และการทางานรว่ มกัน เปน็ ต้น 5.2 การจัดการเรียนการสอนโดยเนน้ กระบวนการคิด เป็นการจัดการเรียนการ สอนท่ผี ู้สอนตอ้ งกระตุ้นให้ผ้เู รยี นเกดิ ความคิดขยายอย่างต่อเนื่องจากความรู้เดิมท่ีมีในลักษณะใด ลักษณะหนึ่ง เช่น คิดอย่างหลากหลาย คิดอย่างละเอียด คิดอย่างลึกซึ้งเล็งเห็นการณ์ไกล ความคิดอย่างมีเหตุมีผล ถกู ต้องและนา่ เชอ่ื ถือ เปน็ ตน้ โดยทค่ี รูผู้สอนจาเป็นต้องฝึกทกั ษะและ

29 กระบวนการคิดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับพ้ืนฐานของผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการคิดข้ัน พ้ืนฐาน ทักษะการคิดท่ีเป็นแกนสาคัญ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะการคิดโดยแยบคาย หรือ กระบวนการคิดต่าง ๆ เช่น กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กระบวนการคิดอย่างมี วิจารณญาณ กระบวนการแกป้ ญั หา หรือกระบวนการไตรต่ รอง เปน็ ต้น 5.3 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนการ สอนแบบนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนทางานร่วมกัน มีวัตถุประสงค์และดาเนินงานร่วมกัน แบ่งหน้าที่ อย่างเหมาะสม ทางานอย่างเป็นกระบวนการ เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางด้านสังคมและขยาย ขอบเขตการเรยี นร้ใู หก้ ว้างขวางขึ้น 5.4 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการวิจัย กระบวนการวิจัยเป็น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ ผู้เรียนสามารถใช้กระบวนการน้ีเป็น เคร่ืองมอื ในการศึกษาความรู้ตา่ ง ๆ ได้ตลอดชวี ิต ถ้าผเู้ รียนได้รับประสบการณ์ตรงจากการวิจัย แล้วจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และมีความหมายมากขึ้น ผลของการวิจัยเป็น เน้ือหาสาระในการเรียนร้ไู ดเ้ ป็นอยา่ งดี 5.5 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการ จดั การเรียนการสอนทเี่ นน้ ให้ผ้เู รยี นดาเนินการแสวงหาความรแู้ ละฝกึ ทกั ษะทจี่ าเปน็ ต่อการศึกษา หาความรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ ช่วยพัฒนาทักษะและ คาปรึกษาที่เหมาะสม การติดตามพบปะพูดคุย อภิปรายผลงาน จะทาให้ผู้เรียนเกิดการใฝ่รู้ ต่อไป 6. แบบเน้นบูรณาการ จากแนวความคิดว่าธรรมชาติและชีวิตจริง ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน การ เรยี นรคู้ วรมีลกั ษณะเป็นองคร์ วม ผู้เรยี นจึงสามารถนาไปใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ การเรยี นรู้โดยใช้ วิธีการแก้ปัญหาโดยนาความรู้หลาย ๆ ด้านมาประกอบกัน และพัฒนาผู้เรยี นในด้านพุทธิพสิ ัย ทักษะ และเจตคติไปพร้อม ๆ กัน มีการขยายความรู้ในมุมกว้าง ข้ามรายวิชาได้ นอกจากน้ี การบูรณาการยังสามารถบูรณาการระหว่างการเรียนรู้กับกระบวนการเรียนรู้ การบูรณาการ ระหว่างพัฒนาการทางความรู้และพัฒนาการทางจิตใจ การบูรณาการระหว่างความรู้กับการ กระทา และการบรู ณาการระหว่างส่ิงทีเ่ รียนในโรงเรียนกบั สิง่ ที่อยู่ในชวี ิตประจาวนั การศึกษาค้นคว้าคร้ังนี้ ผู้รายงานตระหนักถึงความจาเป็นในการจัดการเรียนการ สอนเป็นอย่างย่ิง เพราะเป็นกระบวนการสาคัญที่ทาให้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกิดระสิทธิภาพได้ มากที่สุด ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเพียงส่ือประกอบที่ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนสมบูรณ์ ข้ึนเท่านั้น ครูผู้สอนยังคงบทบาทสาคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการเรียนการสอนใน การศึกษาค้นคว้านี้ได้ใช้หลักการสอนหลายประการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่ มุ่งเน้นแบบทักษะกระบวนการเป็นหลัก เพราะมีความเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา วิทยาศาสตร์อย่างมาก ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีที่ใหแ้ นวทางไว้ดว้ ย

30 3. แนวทางการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ครูผู้สอนต้องศึกษาวัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ หลักการสอนวิทยาศาสตร์ กระบวนการเรียนการสอนท่ีใช้ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งมี นกั การศกึ ษาหลายทา่ นได้ทาการศึกษาไวด้ ังนี้ 3.1 วตั ถุประสงคข์ องการสอนวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือให้มีประสิทธิผลน้ันต้องมีการต้ังวัตถุประสงค์ไว้ ลว่ งหนา้ สาหรับวัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ได้มีนักการศึกษากลา่ วไวด้ ังน้ี ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 90) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอน วิทยาศาสตรพ์ อสรปุ ไดว้ า่ การสอนวทิ ยาศาสตร์มวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลักอยู่ 2 ประการ ดังน้ี 1. ด้านความรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Knowledge) มุ่งให้ผู้เรียนมี ความร้คู วามเข้าใจในเน้ือหาความรู้วิทยาศาสตร์ เพยี งพอที่จะเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ ต่อไป ช่วยให้เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องส่ิงแวดล้อมได้ อย่างเหมาะสม ตลอดจนรูเ้ ท่าทันเทคโนโลยี (เลือกใช้เป็น ใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สุด และมโี ทษ น้อยที่สุด) 2. ด้านกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ( Scientific Processes) มุ่งฝึกให้ผู้เรียนมีกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพ่ือที่จะนาไปใช้ใน ชีวติ ประจาวนั ได้ มศี ักยภาพและจิตวิญญาณในการแสวงหาความรเู้ พ่มิ เติม วินจิ ฉัยและแก้ปัญหา มีการตัดสินใจท่ีเหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ 3.2 หลักการสอนวิทยาศาสตร์ ในการสอนวิทยาศาสตร์เพ่ือให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ ครูผู้สอนจะต้องรู้ หลกั การสอนดว้ ย ซงึ่ หลักการสอนวทิ ยาศาสตร์ได้มีนกั การศึกษาหลายท่านกล่าวไว้ดังน้ี จานง แย้มพรายแข (2546 : 32) ได้ให้แนวคิดเก่ียวกับหลักการสอน วิทยาศาสตร์ไว้ว่า ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมี ประสิทธภิ าพ เพือ่ เปน็ แนวทางในการจดั การเรียนการสอนควรยดึ หลกั ดังน้ี 1. การจัดการเรยี นการสอนใหเ้ หมือนกบั สภาพชวี ิตจริงเพอ่ื ให้เดก็ นาไปใชไ้ ด้ 2. สอนเพ่อื แก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหด้ ีขึ้น 3. สอนให้เด็กเห็นความสัมพันธ์และความสาคัญของสิ่งต่าง ๆ ที่เรียน เพ่ือ ปรบั ปรงุ ความเปน็ อย่ใู หด้ ีขึน้ 4. สอนโดยให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน ค้นคว้าหาความรู้ด้วย ตนเอง สามารถสรปุ เป็นความรนู้ าไปใช้ได้

31 5. สอนโดยเน้นปฏิบตั ิจริงมากกว่าการท่องจากฎเกณฑ์ 6. สอนเพื่อปลูกฝงั คุณลกั ษณะท่ีดีงามต่าง ๆ ให้มใี นตวั เดก็ 7. สอนเพ่ือปูพ้ืนฐานทางประชาธิปไตยให้มีในตัวเด็ก และสามารถปฏิบัตติ น ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ 8. สอนจากสงิ่ ทเ่ี ปน็ ปัญหาใกล้ตวั เด็กไปสู้สิ่งท่ีไกลออกไปโดยใชว้ ธิ สี อนต่างๆ คอื การอภิปราย การซักถาม การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การทางานร่วมกนั เป็นกลมุ่ การ แก้ปัญหา และการปฏิบัติจริง ซ่ึงวิธีการดังกล่าวน้ีจะช่วยส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น ทาเป็น และ แกป้ ญั หาเปน็ ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 63) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับหลักการสอนไว้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องราว หรือการค้นพบปรากฎการณ์ของส่ิงต่าง ๆ ในธรรมชาติ ประกอบด้วยเน้ือหา หรือตัวความรู้วิทยาศาสตร์ และกระบวนการแสวงหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์น้ัน เกิดจากประสบการณ์โดยการใช้ประสาทสัมผัสแล้วใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์เข้าค้นคว้าเพื่อให้ได้คาตอบหรือตัวความรู้ออกมา ซ่ึงประกอบด้วย วิธีการทาง วทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ และเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ จากหลักการสอนวิทยาศาสตร์ของนักการศึกษาดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การสอน วิทยาศาสตร์ควรจัดการเรียนการสอนให้ใกล้เคียงกับสภาพชีวิตจริง ปลูกฝังคุณลักษณะท่ีดีงาม เห็นความสาคัญของสง่ิ ต่าง ๆ นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน ค้นคว้าหาความรู้ดว้ ย ตนเอง สอนจากปัญหาใกล้ตัวเด็กไปสู่สิ่งที่ไกลออกไป แล้วสอนเพื่อปูพื้นฐานทางประชาธิปไตย ใหม้ ีในตัวเดก็ สามารถปฏบิ ตั ติ นให้เป็นพลเมืองดขี องชาติ 3.3 รูปแบบวธิ ีการสอนวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ ครูผู้สอนจะต้องทราบวา่ ตนเองจะสอน ให้นักเรียนได้รับความรู้ในเนื้อหาใด มีทักษะกระบวนการแสวงหาความร้ไู ด้ด้วยวิธีใด ซ่ึงรูปแบบ วิธีการสอนวิทยาศาสตร์ได้มีนักการศึกษาทาการศึกษาและเสนอแนะไว้ดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 146) 1. การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนแบบหนึ่งท่ีเน้นกระบวนการ แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้ ประสบการณต์ รงในการเรยี นรเู้ น้ือหาวชิ า กระบวนการสืบเสาะหาความรปู้ ระกอบด้วยข้ันตอนท่ี สาคัญดงั นี้ 1.1 ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement) เป็นการนาเข้าสบู่ ทเรียน ซึ่งเร่ือง ท่ีสนใจอาจเกดิ ข้ึนจากความสงสัย ความสนใจของนักเรียนเอง หรือเกดิ จากการอภปิ รายในกลุ่ม เรื่องทน่ี า่ สนใจอาจมาจากเหตุการณท์ ี่กาลังเกิดขึ้นอยู่ในชว่ งเวลาน้ัน หรือเปน็ เร่อื งที่เชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมที่เพ่ิงเรียนรมู้ าแลว้ เป็นตัวกระตุ้นนักเรียนสร้างคาถาม กาหนดประเด็นที่จะศึกษา ใน กรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นท่ีต้องการศึกษา

32 จึงร่วมกันกาหนดขอบเขต และแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนย่ิงข้ึน อาจรวมทงั้ การรวบรวมความรู้ประสบการณเ์ ดมิ หรอื ความรจู้ ากแหลง่ ต่าง ๆ ทีจ่ ะช่วยใหน้ าไปสู่ ความเข้าใจเรอ่ื งหรือประเด็นท่ีจะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใชใ้ นการสารวจตรวจสอบอยา่ ง หลากหลาย 1.2 ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration) เมือ่ ทาความเข้าใจในประเดน็ หรือ คาถามท่ีสนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วก็มีการวางแผนกาหนดแนวทางการสารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กาหนดทางเลือกท่ีเปน็ ไปได้ ลงมือปฏิบัติเพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทาได้หลายวิธี เช่น ทาการทดลอง ทากิจกรรม ภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพ่ือสร้างสถานการณ์จาลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูล จากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูต่าง ๆ หรือให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอท่ีจะใช้ในข้ัน ต่อไป 1.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ จากการสารวจตรวจสอบแล้ว จึงนาข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และ นาเสนอผลท่ีได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ หรือรูปวาด สร้างตาราง เป็นต้น การค้นพบในข้ันนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานท่ีต้ัง ไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานทต่ี ้ังไว้ หรอื ไมเ่ กีย่ วข้องกับประเด็นท่ีได้กาหนดไว้ แต่ผลทีไ่ ด้จะอยู่ในรูป ใดก็สามารถสรา้ งความรแู้ ละชว่ ยใหเ้ กดิ การเรียนรูไ้ ด้ 1.4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนาความรู้ท่ีสร้างขึ้นไป เชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรอื แนวคิดที่ได้ค้นควา้ เพิ่มเติม หรือนาแบบจาลองหรือข้อสรุปท่ีได้ไปใช้ อธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ หรือเรื่องอื่น ๆ ซ่ึงก็จะช่วยเช่อื มโยงกับเรอ่ื งต่าง ๆ และทา ใหเ้ กิดความรู้กวา้ งขวางขึ้น 1.5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรยี นร้ดู ว้ ยกระบวนการ ต่าง ๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นน้ีจะนาไปสู่การนา ความรไู้ ปประยุกตใ์ ชใ้ นเรือ่ งอ่ืน ๆ การนาความรู้หรือแบบจาลองไปใชอ้ ธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรอื เร่อื ง อ่ืน ๆ จะนาไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจากัดซ่ึงจะก่อให้เป็นประเด็นหรือคาถาม หรือปัญหาท่ีจะต้อง สารวจตรวจสอบต่อไป ทาให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ จึงเรียกว่า Inquiry Cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเน้ือหาหลักและ หลักการทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบตั เิ พือ่ ใหไ้ ด้ความรซู้ ึ่งจะเป็นพ้ืนฐานในการเรียนร้ตู ่อไป การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธใี นการสบื เสาะหาความรู้ด้วยรูปแบบอ่นื ๆ อกี ดังนี้ การค้นหารูปแบบ (Pattern Seeking) โดยที่นักเรียนเริ่มด้วยการสังเกตและ บันทึกปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ หรือทาการสารวจตรวจสอบโดยท่ีไม่สามารถควบคุมตัวแปร ได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล เช่น จากการสังเกตผลฝรั่งในสวนจากหลายแหล่ง พบว่าผล

33 ฝรั่งท่ีได้รับแสงจะมีขนาดโตกวา่ ผลฝร่ังท่ีไม่ได้รับแสง นักเรียนก็สร้างรูปแบบและสร้างความรูไ้ ด้ ดังภาพต่อไปน้ี ประเมนิ สรา้ งความสนใจ สารวจและคน้ หา (Evaluation) (Engagement) (Exploring) วัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle) ขยายความรู้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Elaboration) (Explanation) ภาพ แสดงวัฎจกั รการสืบเสาะหาความรู้ การจาแนกประเภทและการระบชุ ่ือ (Classification and Identification) เป็น การจดั ประเภทของวตั ถหุ รือเหตุการณ์เปน็ กลุ่ม หรอื การระบุชื่อวัตถุหรือเหตกุ ารณท์ ี่เปน็ สมาชิก ของกลุ่ม เช่น เราจะแบ่งกลุ่มสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเหล่านี้ได้อย่างไร วัสดุใดนาไฟฟ้าได้ดี หรอื ไมด่ ี สารตา่ ง ๆ เหล่านี้จาแนกอยูใ่ นกลมุ่ ใด การสารวจและค้นหา (Exploring) เป็นการสังเกตวัตถุหรือเหตุการณ์ใน รายละเอียดหรือทาการสังเกตต่อเน่ืองเป็นเวลานาน เช่น ไข่กบมีพัฒนาการอย่างไร เม่ือผสม ของเหลวตา่ งชนิดกนั เข้าดว้ ยกนั จะเกดิ อะไรขนึ้ การพัฒนาระบบ (Developing System) เป็นการออกแบบ ทดสอบ และ ปรบั ปรุงสิ่งประดษิ ฐห์ รือระบบ 2. การสอนแบบแกป้ ัญหา (Problem Solving Process) การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมายประการหนึ่งคือ เน้นให้นักเรียน ได้ฝึกแก้ปัญหาต่าง ๆ โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะ ช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยวิธีการคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยใช้ กระบวนการหรือวิธกี าร ความรู้ ทักษะต่าง ๆ และความเข้าใจในปัญหานั้นมาประกอบกันเพือ่ เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา เพื่อให้เข้าใจได้ตรงกันถึงความหมายที่แท้จริงของปัญหา ได้มีผู้ให้ ความหมายไวด้ งั นี้

34 ปัญหา หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือส่ิงที่พบแล้วไม่สามารถจะใช้ วิธีการใดวิธีการหนึ่งแก้ปัญหาให้ได้ทันที หรือเม่ือมีปัญหาเกิดข้ึนแล้วไม่สามารถมองเห็นแนว ทางแกไ้ ขไดท้ นั ที แบบฝึกหัด หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสิ่งท่ีพบแล้วสามารถ แกไ้ ขหรือเลือกวิธแี กไ้ ขปัญหาไดท้ นั ที หรอื มองเห็นได้อยา่ งชัดเจนวา่ มีวธิ ีแก้ไขทีแ่ นน่ อน การแก้ไขปัญหาอาจทาได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของปัญหา ความรู้ และประสบการณ์ของผแู้ กป้ ญั หานน้ั กระบวนการแกป้ ัญหาแตล่ ะขั้นตอนมคี วามสัมพันธ์ดงั ภาพต่อไปน้ี ปญั หา นาไปใช้ ทาความเขา้ ใจ กับปัญหา สาเร็จ ไม่สาเร็จ ทาความเข้าใจ ตรวจสอบ ไมส่ าเร็จ วางแผนและออกแบบวิธี การแกป้ ญั หา เลอื กวธิ อี น่ื แกป้ ญั หา ดาเนนิ การแกป้ ญั หา และประเมนิ ผล 2.1 ทาความเข้าใจปัญหา ผู้แก้ปัญหาจะต้องทาความเข้าใจกับปัญหาที่พบ ให้ถ่องแท้ในประเด็นต่าง ๆ คือ (1) ปัญหาถามว่าอย่างไร (2) มีข้อมูลใดแล้วบ้าง (3) มี เง่ือนไข หรือต้องการข้อมูลใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ การวิเคราะห์ปัญหาอย่างดีจะช่วยให้ขั้นตอน ต่อไปดาเนินไปอย่างราบรื่น การจะประเมินว่านักเรียนเข้าใจปัญหามากน้อยเพียงใด ทาได้โดย การกาหนดใหน้ ักเรยี นเขยี นแสดงถึงประเด็นตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกับปญั หา 2.2 วางแผนแก้ปัญหา ข้ันตอนนี้จะเป็นการคิดหาวิธีวางแผนเพื่อแก้ปัญหา โดยใช้ข้อมูลจากปัญหาทไี่ ด้วเิ คราะห์ไว้แลว้ ในขั้นที่ 1 ประกอบกับข้อมูลและความรู้ที่เก่ียวข้อง กับปัญหาน้ัน และนามาใช้ประกอบการวางแผนแก้ปัญหา ในกรณีที่ปัญหาต้องตรวจสอบโดย

35 การทดลอง ขั้นตอนนี้ก็จะเป็นการวางแผนการทดลอง ซ่ึงประกอบด้วยการตั้งสมมติฐาน กาหนดวิธีทดลองหรอื ตรวจสอบ และอาจรวมทัง้ แนวทางในการประเมินผลการแก้ปัญหา 2.3 ดาเนินการแก้ปัญหาและประเมินผล ขั้นตอนนี้จะเป็นการลงมือ แก้ปัญหาและประเมินว่าวิธีการแก้ปัญหาและผลท่ีได้ถูกต้องหรือได้ผลเป็นอย่างไร ถ้าการ แก้ปัญหาทาไดถ้ กู ต้องก็จะมีการประเมินตอ่ ไปว่า วธิ กี ารนน้ั น่าจะยอมรับไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาอ่ืน ๆ หรือไม่ แต่ถ้าพบว่าการแก้ปัญหาน้ันไม่ประสบผลสาเร็จ ก็จะต้องย้อนกลับไปเลือกวิธีการ แก้ปัญหาอ่ืน ๆ ที่ได้กาหนดไว้แล้วในขั้นที่ 2 และถ้ายังไม่ประสบผลสาเร็จ นักเรียนจะต้อง ย้อนกลับไปทาความเข้าใจปัญหาใหม่ว่ามีข้อบกพร่องประการใด เช่น ข้อมูลกาหนดให้ไม่ เพยี งพอ เพ่อื จะได้เรม่ิ ตน้ การแกป้ ัญหาใหม่ 2.4 ตรวจสอบการแก้ปัญหา เป็นการประเมินภาพรวมของการแก้ปัญหา ทั้งในด้านวิธีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปัญหา และการตัดสินใจ รวมท้ังการนาไปประยุกต์ใช้ ทั้งนีใ้ นการแกป้ ัญหาใด ๆ ตอ้ งตรวจสอบถึงผลกระทบตอ่ สงั คมและสิ่งแวดลอ้ มดว้ ย แม้ว่าจะดาเนินตามข้ันตอนที่กล่าวมาแล้วก็ตาม ผู้แก้ปัญหายังต้องมีความมั่นใจ ว่าจะสามารถแก้ปัญหาน้ันได้ รวมท้ังต้องมุ่งม่ันและทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหา เน่ืองจากบาง ปัญหาต้องใช้เวลา และความพยายามเป็นอย่างสูง นอกจากน้ีถ้านักเรียนเกิดความเหนื่อยล้า จากการแก้ปญั หา ก็ควรให้นักเรียนได้มโี อกาสพกั ผ่อน 3. การสอนแบบใช้กิจกรรมการคิดและปฏิบัติ (Hands – on Mind – on Activities) นักการศึกษาแนะนาให้ครจู ัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิด และลงมือปฏิบัติ เม่ือ นักเรียนได้ลงมือปฏิบตั ิจริง หรือได้ทาการทดลองต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและ คาถามที่หลากหลาย เม่ือนักเรียนได้ทากิจกรรมจะทาให้สังเกตผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ซ่ึงเป็น ข้อมูลท่ีจะนาไปสู่การถามคาถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุป และการศึกษาต่อไป กิจกรรมลักษณะน้ีจึงส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นามาสู่การสร้างความรู้ด้วย ตนเองดว้ ยความเข้าใจ และเปน็ การเรียนร้อู ย่างมคี วามหมาย 4. การสอนแบบการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือรว่ มใจ (Cooperative Learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถนามาใช้ใน การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสมวิธีหนึ่ง เนื่องจากขณะท่ีนักเรียนทากิจกรรม รว่ มกนั ในกลุ่ม นักเรียนจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กบั สมาชิกของกลุ่ม และการทีแ่ ต่ละคน มีวัยใกล้เคียงกันทาให้สามารถส่ือสารกันได้เป็นอย่างดี แต่การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจที่มี ประสิทธผิ ลนนั้ ต้องมรี ปู แบบหรือมีการจัดระบบอยา่ งดี นักการศกึ ษาหลายท่านได้ทาการศึกษา ค้นคว้าอย่างกว้างขวางเพื่อจะนามาใช้ในการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ รวมทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ ดว้ ย แนวคิดหลักท่ีจะนาไปสู่การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจอย่างมีประสิ ทธิภาพ ประกอบด้วย 6 ประการ ดงั ภาพต่อไปนี้

36 ภาพ แนวคิดของการเรียนรู้แบบ Cooperative Learning 4.1 การจัดกลุ่ม กลุ่มที่จะเรียนรู้ด้วยกันอย่างมีประสิทธิผล ควรเป็นกลุ่ม ละ 4 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มผี ลสัมฤทธใ์ิ นการเรยี นสงู ปานกลาง คอ่ นขา้ งตา่ และต่า และ หญิงชายเท่า ๆ กัน ในบางกรณีอาจจัดกลุ่มโดยวิธีอ่ืน เช่น ในการศึกษาเร่ืองลึกเฉพาะ เช่น ทา โครงงานวิทยาศาสตร์ควรจัดกลุ่มนักเรียนที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือจัดกลุ่มโดยวิธีสุ่มเมื่อ ต้องการทบทวนความรู้ และจดั ให้อย่ใู นกลุม่ เดยี วกันประมาณ 6 สัปดาห์ จงึ เปลยี่ นจัดกล่มุ ใหม่ 4.2 อุดมการณ์ หมายถึง ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของนักเรียนที่จะ ร่วมงานกัน นักเรียนจะต้องมีความมุ่งม่ันท่ีจะเรียนรู้ และมีความกระตือรือร้นในการทากิจกรรม ต่าง ๆ ร่วมกัน สิ่งเหล่าน้ีต้องสร้างให้เกิดขึ้นและให้คงไว้ โดยให้ทากิจกรรมหลากหลาย เช่น การ สรา้ งความมุ่งม่ันของกลุม่ ที่จะทางานร่วมกนั การสร้างความมุ่งมั่นของช้ันเรยี นทจ่ี ะช่วยกัน 4.3 การจัดการ เพ่ือให้กลุ่มทางานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการ ของครูและการจัดการของนักเรียนภายในกลุ่ม ครูจะต้องมีการจัดการท่ีดีเพ่ือให้การทางานกลุ่ม ประสบความสาเรจ็ เช่น การควบคมุ เวลา การกาหนดสัญญาณให้นกั เรียนหยุดกิจกรรม เป็นต้น 4.4 ทักษะทางสังคม เป็นทักษะในการทางานร่วมกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กัน ใหค้ วามช่วยเหลือกัน ให้กาลังใจซึ่งกนั และกนั รับฟังความคดิ เห็นของกันและกนั 4.5 หลักการพน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ 1) การชว่ ยเหลือซ่ึงกนั และกนั โดยมีแนวคิดวา่ เม่ือเราได้รับประโยชนจ์ าก เพ่อื นก็จะได้ประโยชน์จากเรา ความสาเร็จของกลุม่ คือความสาเรจ็ ของแตล่ ะคน

37 2) ยอมรับว่าแต่ละคนในกลุ่มต่างมีความสามารถและมีความสาคัญต่อ กลุ่ม แต่ละคนมีสว่ นในการทางานใหก้ ลุ่มสาเรจ็ 3) ทุกคนในกลุ่มต้องให้ความรว่ มมือ และมีส่วนร่วมในงานของกลุ่มอย่าง เท่าเทียมกัน 4) ทุกคนในกลุ่มต้องปฏิสัมพนั ธ์กนั ตลอดเวลาที่ทางานในกลุ่ม 4.6 โครงสรา้ งของกิจกรรม หมายถึง รปู แบบของกจิ กรรมในการทางานกลุ่ม ซ่งึ มหี ลากหลาย ท้งั นข้ี ึ้นอยกู่ ับปญั หาหรอื สถานการณ์ทจ่ี ะศกึ ษา ตัวอย่างเชน่ 1) กจิ กรรมจัดคู่สลบั กนั พดู ในหวั ข้อและในเวลาท่กี าหนด (Timed – Pair – Share) เชน่ เมอื่ คนหนงึ่ พดู อกี คนหนง่ึ ฟัง แล้วสลับกันคนละ 1 นาที 2) นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มเขียนแสดงความคิดในเร่ืองใดเรื่องหนึ่งใน กระดาษแผ่นเดียวกัน แล้ววนไปเร่ือย ๆ (Round Table) จนนักเรียนทุกคนเขียนท้ังหมด แล้ว นามาสรปุ 3) มอบหมายให้ตัวแทนของสมาชิกในกลุ่มไปรวมกลุ่มใหม่ เรียกว่า กลุ่ม เชี่ยวชาญ (Expert Group) กลุ่มเช่ียวชาญนี้จะศึกษาเร่ืองย่อยที่แบ่งไว้เป็นตอนในช่วงเวลาหน่ึง แล้วกลับมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มเดิม (Home Group) ในท่ีสุดนักเรียนทั้งหมดจะเรียนรู้เร่ือง ทั้งหมดจากเพ่ือน น่ันคือ นักเรียนแต่ละคนในหนึ่งกลุ่มได้รับมอบหมายงานเพียงหนง่ึ ช้ินย่อย แต่ ต้องตอ่ ชิ้นยอ่ ยใหเ้ ต็มรูป (Jigsaw) นัน่ คอื ต้องเรยี นร้ทู ง้ั เรอ่ื งแลว้ มกี ารทดสอบเปน็ คะแนนของแต่ ละคน จะเห็นได้ว่ารูปแบบของกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้นักเรียนเรียนรู้โดยร่วมมือร่วม ใจกันในการทางานกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด นักเรียนจะได้ใช้ความคิดและต้องมีการปฏิบัติ ด้วย แล้วจึงแสดงความคิดของตนเองแลกเปลี่ยนกับเพ่ือนในกลุ่ม กับเพ่ือนต่างกลุ่ม การเรียนรู้ แบบร่วมมือร่วมใจจึงทาให้นักเรียนพัฒนากระบวนการคิด ทักษะในการส่ือสาร ทักษะทางสังคม รวมทั้งการจัดการ จากแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนท่ีกล่าวมาแล้ว กิจกรรมส่วนใหญ่ภายใน ห้องเรียนจะดาเนินไปด้วยตัวของนักเรียนเอง โดยครูทาหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ วางแผน จดั กิจกรรม และจัดหาแหล่งขอ้ มูลที่จะให้เกดิ การเรยี นรู้ รวมท้งั เป็นผูข้ ยายความรู้ ความคิดของ นักเรียนให้สมบูรณ์ ครูจึงมีบทบาทสาคัญหลายประการมากกว่าเป็นผู้สอนอย่างเดียว จากการ วิจัยพบว่า การจัดการเรียนการสอนในรปู แบบรว่ มมือร่วมใจน้ีทาให้ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของ นักเรยี นทกุ คนพฒั นาก้าวหนา้ ขึ้น 4. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ 4.1 ความหมายของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ จากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการต่างๆ ในปัจจุบัน ส่ิงหน่ึงที่มี ความสาคัญต่อการศึกษาของชาติคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา และชุดกิจกรรม

38 การเรียนรู้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างหน่ึงท่ีได้เข้ามามีบทบาทต่อ การเรียนการสอน และช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอน มาจากคาในภาษาอังกฤษที่เรียกชื่อต่างกนั เชน่ Learning package , Instructional package หรือ Instructional kits ซ่ึงชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอนมีความหมายเหมือนกัน ใน ท่ีนี้ผู้รายงานใช้คาว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซ่ึงชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีนักการศึกษาให้ ความหมายไวด้ ังนี้ บุญเก้ือ ควรหาเวช (2543 : 91) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อการสอนชนิดหน่ึงซ่ึงเป็นชุดของสื่อประสม ท่ีจัดข้ึนสาหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อ เน้ือหา และประสบการณ์ของแต่ละหน่วยที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้รับ โดยจัดเอาไว้เป็นชุด ๆ บรรจุอยู่ ในซอง กล่อง หรอื กระเปา๋ สามารถชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นไดร้ ับความรู้อย่างมีประสิทธภิ าพ และยงั ช่วย ให้ผสู้ อนเกิดความมั่นใจพร้อมท่ีจะสอน ศิริมา เผ่าวิริยะ (2544 : 12) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง สื่อ การเรียนท่ีจัดไว้เป็นชุด เพื่ออานวยความสะดวกให้แก่ครู และนักเรียน ทั้งยังช่วยเปล่ียน พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนให้สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของการเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สมโภช ภสู่ ุวรรณ (2546 : 14) กลา่ ววา่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถงึ สือ่ การเรยี นที่ถกู ผลิตข้ึนอยา่ งมรี ะบบ มขี ั้นตอน ผสมผสานโดยยดึ ความสมั พนั ธ์กันของจุดมงุ่ หมาย การเรียนรู้ เน้ือหาในกลุ่มวิชา เทคนิคการสอน ที่เหมาะสมกับนักเรียน ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กนั ในขณะดาเนินกจิ กรรมการเรียน ท้งั สามารถตรวจสอบตนเอง ตรวจสอบกันเองและได้รับการ ตรวจสอบประสิทธิภาพการเรียนจากครู เป็นสื่อผสมท่ีจัดทาขึ้นโดยยึดความสนใจของนักเรียน ช่วยอานวยความสะดวกแก่การเรียนการสอน และสนับสนุนให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมี ประสทิ ธิภาพ ถาวร ลักษณะ (2547 : 9) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การ นานวัตกรรมการสอนต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมาสัมพันธ์กันในลักษณะของส่ือประสม ที่สอดคล้อง กบั หนว่ ยการเรียน หวั ข้อเน้ือหา ประสบการณ์ ที่ตอ้ งการให้ผูเ้ รียนไดเ้ กดิ การเรยี นรู้ เพ่อื ม่งุ ให้ ผู้เรยี นไดเ้ ปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมการเรียนรอู้ ย่างมีประสิทธภิ าพ และบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ตี่ ัง้ ไว้ ศุภชัย ดาวสมบูรณ์ (2548 : 8) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ผลผลิตท่ีเกิดจากเทคโนโลยีทางการศึกษา ซึ่งผลิตออกมาในรูปสื่อผสมต่าง ๆ โดยมีการ จัดลาดับข้ันตอนการใช้อย่างเป็นระบบ มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มี ประสิทธภิ าพ มกี ารวัดผลการเรยี นรทู้ นั ทีหลงั จากเรียนจบในหนว่ ยนั้น ๆ จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดส่ือประสม ซ่ึงผลิตข้ึนอย่างมีระบบ มีข้ันตอน มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย เน้ือหาวิชา ท่ีสามารถนามาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และปฏิบัติกิจกรรม ด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถ และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ

39 4.2 แนวคิดและหลกั การของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้เป็นนวตั กรรมการศึกษา เพ่ือส่งเสรมิ ประสิทธิภาพทางการ เรียนรู้แก่ผู้เรียน ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นได้คานึงถึงความเหมาะสมกับวัยของ ผู้เรียน ความสอดคล้องกับจุดประสงค์และลักษณะของเน้ือหาวิชา นอกจากน้ีในการสร้างชุด กิจกรรมการเรียนรู้ยังได้คานึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้สาหรับผู้เรียน ซ่ึงมีนักการศึกษาได้เสนอ แนวคิดและหลกั การของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ไว้ดงั น้ี จุฑามาศ เจตน์กสิกิจ (2552 : 10 อ้างถึงใน ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 119 - 120) ไดส้ รปุ แนวคดิ ท่ีนามาส่กู ารสร้างชุดกิจกรรมการเรียนร้ไู ว้ดงั น้ี แนวคิดที่ 1 เป็นแนวคิดตามหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับทฤษฎีความแตกต่าง ระหว่างบุคคล นักการศึกษาได้นาแนวคิดน้ีมาจัดการเรียนการสอนโดยคานึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของผู้เรียน จัดการศึกษาให้อิสระในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามกาลังความสามารถ ของแตล่ ะคน แนวคิดที่ 2 เป็นแนวคิดที่พยายามท่ีจะเปลี่ยนการเรียนการสอนแบบเดิม ท่ียึดครูเป็นศูนย์กลาง มีครูเป็นแหล่งความรู้นั้นมาเป็นการจัดประสบการณ์และส่ือประสม ท่ตี รงตามเนื้อหาวชิ าในรูปของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยให้นักเรยี นหาความรูด้ ว้ ยตนเองจากชุด กิจกรรมการเรียนรู้ แนวคิดท่ี 3 เป็นแนวคิดที่พยายามจะจัดระบบการผลิตและการใช้อุปกรณ์ การสอนใหเ้ ปน็ ไปในรปู ส่ือประสม โดยมีจดุ มุ่งหมายเพ่อื เปล่ยี นจากการใชส้ ื่อเพื่อ “ชว่ ยครสู อน” มาเป็นการ “ชว่ ยนักเรยี นเรยี น” แนวคิดที่ 4 เป็นแนวคิดท่ีพยายามจะสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นระหว่างครู กับนักเรยี น นกั เรียนกับสภาพแวดล้อม โดยนาส่อื การสอนและทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม มาใช้ใน การประกอบกจิ กรรมรว่ มกันของนักเรยี น แนวคิดท่ี 5 เป็นแนวคิดท่ียึดถือหลักวิทยาการเรียนรู้มาจัดสภาพการเรยี นรู้ เพอื่ ใหก้ ารเรยี นรมู้ ีประสทิ ธภิ าพ โดยการเปิดโอกาสใหน้ ักเรียน 1) ได้เข้ารว่ มในกิจกรรมการเรยี นดว้ ยตนเอง 2) ได้รับทราบว่าการตดั สินใจหรอื การทางานของตนถกู หรือผดิ ได้ทันที 3) มีการเสริมแรงบวกที่ทาให้นักเรียนภาคภูมิใจที่ได้ทาถูกหรือคิดถูก อัน จะทาใหก้ ระทาพฤตกิ รรมน้ันซา้ อีกในอนาคต 4) ได้ค่อยเรียนรู้ไปทีละข้ันตอนตามความสามารถและความสนใจของ นักเรียนเองโดยไม่ต้องมีใครบังคับ จะต้องมีเคร่ืองมือช่วยให้บรรลุจุดหมายปลายทาง โดยการจัดการสอนแบบโปรแกรมในรูปของกระบวนการและใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็ น เคร่อื งมือสาคญั บญุ เกอ้ื ควรหาเวช (2543 : 92 - 94) ไดเ้ สนอแนวคดิ และหลกั การท่ีนามาใช้ ในการสร้างชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ สรปุ ได้ดงั น้ี

40 1. การประยุกต์ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนการสอน จะต้องคานึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยมีครูคอย แนะนาช่วยเหลือตามความเหมาะสม 2. การเปลี่ยนแนวการเรยี นการสอนจากท่ียดึ ครูเปน็ หลัก เปลยี่ นมาเปน็ การ จัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเรียนเอง โดยการใช้แหล่งความรู้จากสื่อหรือวิธีการต่างๆ โดยนิยมจัด อยู่ในรูปของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การเรียนในลักษณะน้ีผู้เรียนจะเรียนจากครูเพียงประมาณ 1 ใน 4 สว่ น สว่ นท่ีเหลือผู้เรยี นจะเรียนจากส่อื ดว้ ยตนเอง 3. การใช้สอ่ื การสอนไดเ้ ปล่ียนแปลงและขยายตัวออกไป โดยมีแนวโน้มใหม่ เป็นการผลิตส่ือการสอนแบบประสมให้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อันจะมีผลต่อการใช้ของครู คือ เปลี่ยนจากการใช้ส่ือเพ่ือช่วยครูสอน มาเป็นใช้ส่ือการสอน เพ่ือช่วยผู้เรียนเรียน คือใช้ส่ือ การสอนตา่ ง ๆ ด้วยตนเองโดยอยู่ในรปู ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับ สิ่งแวดล้อม แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตของกระบวนการเรียนรู้ต้องนากระบวนการกลุ่ม สัมพันธ์มาใช้ในการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมร่วมกัน ทฤษฎี กระบวนการกลุ่มจึง เปน็ แนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์ซ่ึงนามาสู่การจัดระบบการผลิตสอ่ื ออกมาในรูปของชุดกจิ กรรม การเรยี นรู้ 5. การจดั สภาพส่ิงแวดล้อมการเรยี นรู้ได้ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนมาใช้ โดย จัดระบบการเรียนการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมในกิจกรรมการเรียนด้วยตนเอง มีทางทราบว่าการตัดสินใจหรือการทางานของตนถูกหรือผิดอย่างไร มีการเสริมแรงบวกท่ีทาให้ ผู้เรียนภาคภูมิใจที่ได้ทาถูกหรือคิดถูก อันจะทาให้กระทาพฤติกรรมน้ันซ้าอีกในอนาคต และให้ ค่อยเรยี นร้ไู ปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจของผ้เู รยี นเองโดยไม่มีการบังคับ ซึ่ง เปน็ เครือ่ งมือช่วยให้บรรลจุ ุดมุ่งหมายปลายทาง โดยการจัดการเรยี นการสอนแบบใชช้ ุดกจิ กรรม การเรียนรเู้ ป็นเครอื่ งมอื สาคัญ จากทรรศนะของนกั การศกึ ษาดังกลา่ วสามารถสรุปไดว้ า่ แนวคดิ และหลกั การ ในการสรา้ งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไดค้ านึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคล เพอื่ สนองความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน จัดประสบการณ์และสื่อประสมที่ตรงตามเนื้อหาวิชา โดยให้นักเรียนหาความรู้ด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกการทางานเป็นกลุ่ม มีการเสริมแรง และใหผ้ เู้ รยี นทราบความก้าวหนา้ ของตนเอง เพ่ือช่วยให้ผ้เู รียนบรรลุจุดมงุ่ หมายของการเรยี น ไดด้ ยี ง่ิ ขึน้ 4.3 ประเภทของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ก่อนที่จะสรา้ งชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ ผ้สู ร้างจะต้องเลือกประเภทของชดุ กิจกรรม การเรียนรู้เสยี ก่อน เพราะว่าชดุ กิจกรรมการเรียนรู้แตล่ ะประเภทมจี ดุ มุ่งหมายในการใช้แตกต่าง กันไป ในการจัดประเภทของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีนักการศึกษาหลายท่านได้จัดชุดกิจกรรม การเรยี นรู้ออกเปน็ ประเภทต่าง ๆ ดงั นี้

41 บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 94 - 95) ได้แบ่งชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ 3 ประเภท สรปุ ไดด้ งั น้ี 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคาบรรยาย เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาหรับผู้สอนจะใช้สอนผู้เรียนเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อให้รู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยาย เนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สื่อที่ใช้ ได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง หรือกิจกรรมท่ีกาหนดไว้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นี้บางคนอาจจะเรียกว่า ชุด การสอนสาหรับครู 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 5 - 7 คน โดยใช้ส่ือการสอนท่ีบรรจุ ไวใ้ นชุดกจิ กรรมการเรียนรู้แตล่ ะชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียนและให้ผเู้ รยี นมีโอกาส ทางานร่วมกัน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชนิดน้ีมักใช้ในการสอนแบบศูนย์การเรียนและการสอน แบบกล่มุ สัมพันธ์ 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตาม เอกัตภาพ เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้อง ศกึ ษาหาความรู้ตามความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนทโี่ รงเรียนหรือที่บ้านก็ ได้ สว่ นมากมักจะมุ่งใหผ้ เู้ รยี น ได้ทาความเข้าใจในเน้ือหาวชิ าที่เรยี นเพ่ิมเตมิ ผเู้ รยี นสามารถจะ ประเมินผลการเรียนดว้ ยตนเองไดด้ ว้ ย สุวิทย์ มูลคา และ อรทัย มูลคา (2545 : 52 – 53) ไดแ้ บ่งชุดกิจกรรมการ เรยี นรไู้ ว้ 3 ประเภท สรุปได้ดังน้ี 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคาบรรยายของครู เป็นชุดกิจกรรมการ เรียนรูส้ าหรบั ผเู้ รียนกลุ่มใหญ่ หรอื เปน็ การสอนทม่ี ุ่งเนน้ การปูพน้ื ฐานให้ทุกคนรบั รู้และเข้าใจใน เวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเน้ือหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบน้ีลดเวลา ในการอธิบายของผู้สอนใหพ้ ูดน้อยลง เพิ่มเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติมากขึ้น โดยใช้ส่ือที่มีอยู่พร้อม ในชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ในการนาเสนอเนอ้ื หาตา่ ง ๆ สง่ิ สาคญั คือสือ่ ท่ีนามาใชจ้ ะต้องให้ผู้เรียน ไดเ้ หน็ ชัดเจนทุกคนและมโี อกาสได้ใช้ครบทกุ คนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สาหรับการเรียนเป็นกลุ่มย่อย เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่ม ย่อย ประมาณกลุ่มละ 4 - 8 คน โดยใช้ส่ือการสอนต่างๆ ท่ีบรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุด มงุ่ ทจี่ ะฝึกทักษะในเน้ือหาวชิ าทเ่ี รียน โดยใหผ้ ้เู รียนมโี อกาสทางานรว่ มกัน ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ ชนิดนี้มกั ใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลมุ่ 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรรู้ ายบคุ คลหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเอกัตภาพ เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับเรียนด้วยตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้องศึกษาหา ความรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือท่ีบ้านก็ได้ จุดประสงค์หลัก คือมุ่งให้ทาความเข้าใจกับเน้ือหาวิชาเพ่ิมเติม ผู้เรียนสามารถประเมินผลการ เรียนดว้ ยตนเองได้

42 จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มี 3 ประเภท คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเรียน เป็นกลุ่มยอ่ ยหรือกล่มุ กิจกรรม และชดุ กิจกรรมการเรียนรูป้ ระกอบคาบรรยายของครู ผูร้ ายงาน จึงดาเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีการผสมผสานท้ังแบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม กิจกรรมข้ึน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน เพ่ือให้การเรียนการสอนประสบ ผลสาเรจ็ ตามท่ีหวงั 4.4 องคป์ ระกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ถือเป็นอุปกรณ์ทส่ี าเร็จรปู ทีช่ ่วยให้เกิดเทคนิคการสอนและ กระบวนการเรียนรู้ได้ผลอันเป็นคุณลักษณะหนึ่งของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และการสร้าง ชุดกจิ กรรมการเรียนรนู้ ั้น ผูส้ รา้ งจะต้องศึกษาองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพอ่ื ท่ีจะ ได้นามากาหนดเป็นองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะสร้างขึ้น มีนักการศึกษา หลายทา่ นไดก้ ล่าวถึงองค์ประกอบของชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ไว้ดงั น้ี บญุ เกื้อ ควรหาเวช (2543 : 95 - 96) ไดก้ ลา่ วถงึ องคป์ ระกอบสาคัญของชุด กิจกรรมการเรียนรสู้ รุปไดด้ งั นี้ 1. คู่มือครู เป็นคู่มือและแผนการสอนสาหรับผู้สอนหรือผู้เรียนตามแต่ละ ชนิดของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ภายในคู่มือจะชี้แจงถึงวิธีการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ อยา่ งละเอียด 2. บตั รคาสง่ั หรอื คาแนะนา จะเปน็ ส่วนท่บี อกใหผ้ เู้ รยี นดาเนนิ การเรยี นหรือ ประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ บัตรคาสั่งจะมีอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบกล่มุ และรายบุคคล ซง่ึ ประกอบดว้ ย 2.1 คาอธบิ ายในเรอ่ื งทจี่ ะศึกษา 2.2 คาสั่งใหผ้ ูเ้ รียนดาเนนิ กิจกรรม 2.3 การสรปุ บทเรยี น 3. เนอื้ หาสาระและสื่อ จะบรรจไุ ว้ในรูปของสื่อการสอนต่างๆ ประกอบด้วย บทเรียนโปรแกรม สไลด์ เทปบนั ทกึ เสียง ฟิล์มสตริป แผ่นภาพโปรง่ ใส วัสดุกราฟิกหนุ่ จาลอง ของตัวอย่าง รูปภาพ ผู้เรียนจะศึกษาจากส่ือการสอนต่าง ๆ ที่บรรจุอยู่ในชุดกิจกรรมการ เรยี นรตู้ ามบัตรคาส่ังที่กาหนดไวใ้ ห้ 4. แบบประเมินผล ผู้เรียนจะทาการประเมินผลความรู้ด้วยตนเองก่อนและ หลังเรียน แบบประเมินผลที่อยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้อาจจะเป็นแบบฝึกหัดให้เติมคาใน ช่องวา่ ง เลอื กคาตอบท่ถี ูก จบั คู่ ดผู ลจากการทดลอง หรอื ให้ทากจิ กรรม สวุ ิทย์ มูลคา และ อรทยั มูลคา (2545 : 52) ไดก้ ล่าวถงึ องคป์ ระกอบสาคญั ของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ สรุปได้ดังน้ี 1. คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นคู่มือ หรือแผนการสอนสาหรับ ผสู้ อนใชศ้ ึกษาและปฏิบตั ติ ามขัน้ ตอนต่าง ๆ ซ่งึ มีรายละเอียดชแ้ี จงไว้อยา่ งชัดเจน

43 2. บัตรคาสั่งหรือบัตรงาน เป็นเอกสารที่บอกให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมแต่ ละอย่างตามขั้นตอนที่กาหนดไว้ บรรจุอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ บัตรคาส่ังหรือบัตรงานจะมี ครบตามจานวนกลุ่มหรือจานวนผู้เรียน ซ่ึงประกอบด้วย คาอธิบายในเรื่องท่ีจะศึกษา คาส่ังให้ ผเู้ รยี นประกอบกจิ กรรม และการสรปุ บทเรยี น 3. เนื้อหาสาระและส่ือการเรียนประเภทตา่ งๆ จัดไว้ในรูปของสื่อการสอนท่ี หลากหลาย อาจแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภทดงั นี้ 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร บทความ ใบ ความร้ขู องเนือ้ หาเฉพาะเรือ่ ง บทเรยี นโปรแกรม 3.2 ประเภทโสตทัศนปู กรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สมุดภาพ เทปบันทกึ - เสียง เทปโทรทัศน์ สไลด์ วีดทิ ศั น์ ซดี ีรอม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4. แบบประเมินผล เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเอง ทงั้ ก่อนและหลังเรียน อาจจะเปน็ แบบทดสอบชนดิ จบั คูเ่ ลอื กตอบหรือกาเครือ่ งหมายถูกผิดก็ได้ จากทรรศนะของนักการศึกษาดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า องค์ประกอบของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ มีองค์ประกอบที่สาคัญ คือ คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ บัตรคาสั่ง หรือบัตรงาน เนื้อหาสาระ และสื่อการเรียน และการประเมินผล สาหรับการศึกษาค้นคว้าครั้งน้ี ผู้รายงานกาหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ตามของ บญุ เกอื้ ควรหาเวช (2543 : 95 - 96) ประกอบดว้ ย คานา คาช้ีแจง คาแนะนาสาหรับครู คาแนะนาสาหรับนักเรียน จุดประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน ใบความรู้ กิจกรรม เฉลยกิจกรรม แบบทดสอบหลังเรียน และเฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรยี น 4.5 ขนั้ ตอนในการสร้างชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ ในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะต้องมีความรู้ เก่ียวกับหลักการและข้ันตอนในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างโดยอาศัยขั้นตอน ดังกล่าวจะได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ มีนักการศึกษาเสนอ หลกั การและขน้ั ตอนในการสร้างชดุ กิจกรรมการเรียนรไู้ วด้ ังนี้ จุฑามาศ เจตน์กสิกิจ (2552 : 15-17 อ้างถึงใน วิชัย วงษ์ใหญ่. 2525 : 189 - 192) ไดเ้ สนอข้ันตอนการสรา้ งชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ สรุปได้ดังนี้ 1. ต้องศึกษาเน้ือหาสาระของเน้ือหาวิชาอย่างละเอียดว่า ส่ิงท่ีจะนามาทา เปน็ ชดุ กิจกรรมการเรียนรูน้ ั้นจะมุ่งเน้นใหเ้ กิดการเรียนรู้อะไรกับผู้เรียน และวเิ คราะห์แบ่งหน่วย การเรียนการสอนออกเปน็ เรื่องย่อยๆ และพิจารณาให้ละเอียดเพื่อไม่ให้เกดิ การซ้าซ้อนในหน่วย อนื่ ๆ ควรจะเรียงลาดบั เนอื้ หาตามขนั้ ตอนจากพนื้ ฐานของผู้เรียน 2. เม่ือศึกษาเน้ือหาสาระแล้ว จากน้ันจึงตัดสินใจว่าจะทาการสอนแบบใด โดยกาหนดว่าผู้เรียนคือใคร (Who is learning) จะให้อะไรแก่ผู้เรียน (Give what comidtion) จะทาได้กิจกรรมอย่างไร (Does what activities ) จะทาได้ดีอย่างไร (How well criterion) สิ่งเหลา่ นีเ้ ป็นเกณฑก์ าหนดการเรยี น

44 3. กาหนดหน่วยการเรียนการสอน ประมาณเนื้อหาสาระว่าเราจะถ่ายทอด เน้ือหาสาระได้ตามกาหนดหน่วยการเรียนท่ีสนุก นา่ เรยี น ใหค้ วามช่นื บานแกผ่ ู้เรยี น หาส่ือการ เรียนได้ง่าย พยายามศึกษาหลักการความคิดรวบยอดอะไรหัวข้อย่อยอะไรบ้าง แต่ละหัวเร่ือง ยอ่ ยพยายามดงึ เอาแกนหลกั การเรยี นรอู้ อกมาให้ได้ 4. กาหนดความคิดรวบยอด ต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัวเร่ือง โดยการ สรุปหลักการเพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน เพราะความรวบยอดเป็นเรื่องของ ความเขา้ ใจ อนั เกดิ จากประสบการณ์สัมผสั ส่ิงแวดลอ้ ม ซ่งึ สมองจะสรุปแก่นแทข้ องเร่อื งนัน้ ๆ 5. จุดประสงค์การเรียนต้องสอดคล้องความคิดรวบยอด โดยกาหนดเป็น จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซ่ึงหมายถึงความสามารถของผู้เรียนที่แสดงออกมาหลังจากการเรียน แล้ว ถ้าผู้สอนกาหนดชัดเจนมากเท่าใด ก็ยังมีทางประสบความสาเร็จในการสอนมากเท่านั้น จงึ ตอ้ งตรวจสอบจุดประสงคก์ ารเรยี นแต่ละข้อใหถ้ ูกตอ้ งและครอบคลุมเนอ้ื หา 6. การวิเคราะห์งาน คือการนาจุดประสงค์แต่ละข้อมาทาการวิเคราะห์ เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอน จากนั้นจึงลาดับกิจกรรมการเรียนให้เหมาะสมถูกต้องกับ จดุ ประสงคท์ ตี่ ัง้ ไว้ 7. เรียงลาดับกิจกรรมการเรียนการสอน ภายหลังจากที่นาจุดประสงค์การ เรียนแต่ละข้อมาวิเคราะห์งานแล้ว โดยการจัดเรียงกิจกรรมทั้งหมดให้มารวมเป็นกิจกรรมการ เรียนที่สมบูรณ์ที่สุด เพ่ือไม่ให้เกิดการซ้าซ้อนในการเรียน โดยคานึงถึงพ้ืนฐานของผู้เรียน (Entering behavior) วธิ ีดาเนนิ การใหเ้ กิดข้นึ ในการเรียนการสอน (Instructional procedures) ตลอดจนการติดตามผล การประเมินผล การประเมินพฤติกรรมผู้เรียนท่ีแสดงออก เมื่อมีการ เรยี นการสอนแล้ว 8. ส่ือการเรียน คือวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมท่ีครูและนักเรียนต้องทา เพ่ือ เป็นแนวทางในการเรยี นรู้ ซ่ึงครูต้องจัดทาและหามาไว้ใหเ้ รียบรอ้ ย ถ้าสื่อนน้ั มขี นาดใหญโ่ ตหรือ มีคุณค่ามากต้องจัดเตรียมเอาไว้ก่อน แล้วเขียนไว้ในคู่มือให้ชัดเจนว่าอยู่ท่ีใด เช่น เคร่ือง บันทึกเสียง เคร่อื งฉายสไลด์ สง่ิ ของทเ่ี ก็บไดไ้ ม่ทนทาน เน่าเปือ่ ยได้ เช่น ใบไม้ พชื สัตว์ เปน็ ตน้ 9. การประเมินผล คือ การตรวจสอบหลังการเรียนการสอนแล้ว ผู้เรียนได้มี การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ท่ีเราตั้งใจไว้หรอื ไม่ การประเมินผลนี้จะใช้ใดก็ได้แต่ ต้องตรงกับจุดประสงค์ท่ีเราต้ังไว้ ถ้าหากว่าการประเมินผลไม่ตรงตามจุดหมายกาหนดไว้ ชุดกจิ กรรมการเรียนรูท้ ่สี รา้ งขนึ้ มากจ็ ะทาให้เสียเวลาและไม่มคี ณุ ค่าตามท่ีต้องการ 10. การทดลองใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อหาประสิทธิภาพ เพื่อพิจารณา รูปแบบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะสร้างออกตามลักษณะอย่างไร รูปแบบจะเป็นซอง แฟ้ม กล่อง แล้วแต่ความสะดวกในการใช้ การเก็บรักษา ความสวยงาม ส่วนการหาประสิทธิภาพ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ก็เพ่ือปรับปรุงให้เหมาะสม โดยการนาไปทดลองกับกลุ่มผู้เรียนขนาด เล็กๆ ดูก่อน เพ่ือตรวจสอบข้อบกพร่องและแก้ไขปรับปรุงเสียก่อนจึงนาไปทดลองกับผูเ้ รียนกลุ่ม ใหญต่ อ่ ไป โดยกาหนดข้นั ตอนดังน้ี

45 10.1 ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้น้ีต้องการทราบความรู้เดิมของผเู้ รยี นหรือไม่ 10.2 การนาเขา้ สู่บทเรียนนีม้ คี วามเหมาะสมหรือไม่ 10.3 การประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนมีความสับสนวุ่นวายกับ ผู้เรียนและดาเนินเปน็ ไปตามข้ันตอนทีก่ าหนดไว้หรอื ไม่ 10.4 การสรุปผลการเรียน เพ่ือเป็นแนวทางไปสู่ความคิดรวบยอดหรือ หลกั การสาคญั ของการเรียนรูใ้ นหนว่ ยน้นั ๆ ดีหรอื ไม่ หรือตอ้ งการปรับเพม่ิ เตมิ อยา่ งไร 10.5 การประเมินผลหลังเรียน เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมการเรียนรู้ ว่าเปลย่ี นหรือไม่ ใหค้ วามเชื่อมน่ั มากน้อยเพยี งใด บุญเกื้อ ควรหาเวช (2543 : 97 - 99) ได้เสนอข้ันตอนการสร้างชุดกิจกรรม การเรยี นรู้ สรปุ ได้ดงั นี้ 1. การกาหนดหมวดหมู่เนอื้ หาและประสบการณ์ เปน็ การกาหนดหมวดวิชา กล่มุ ประสบการณห์ รืออาจจะเป็นการบูรณาการกบั เนื้อหาวชิ าอน่ื 2. กาหนดหน่วยการสอน ในข้ันน้ีก็เป็นการแบ่งเน้ือหาวิชาออกเป็นหน่วย สาหรับการสอนในแต่ละครั้งซ่ึงอาจเป็นหน่วยการสอนละ 60 นาที 120 นาที หรือ 180 นาที โดยจะข้นึ อยู่กับเนอ้ื หาวชิ าหรอื ระดบั ชัน้ 3. กาหนดหัวเรื่อง เม่ือกาหนดหน่วยการสอนแต่ละครั้งได้แล้ว ก็เป็นการ แบ่งเน้อื หาของหนว่ ยการสอนนัน้ ให้ย่อยลงมาอยา่ งท่ีเรียกได้ว่า หัวเรือ่ ง โดยพิจารณาเนอ้ื หาและ กจิ กรรมการเรียนในเนอ้ื หาน้ัน ๆ ประกอบกัน 4. กาหนดมโนทัศน์และหลกั การ เปน็ การกาหนดสาระสาคญั จากหัวเร่ืองใน หน่วยนั้น ๆ โดยพิจารณาว่าในหัวเรื่องนั้น มีสาระสาคัญหรือหลักเกณฑ์อะไรที่ผู้เรียนจะต้อง เรียนรหู้ รือใหเ้ กดิ ขึ้นหลงั จากเรียนจากชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ 5. กาหนดวัตถุประสงค์ เป็นการเขียนจุดประสงค์ของการสอนในหน่วยน้ัน เพอื่ จะทราบไดว้ า่ ผู้เรยี นควรจะต้องมพี ฤติกรรมอยา่ งไร หลังจากที่เรียนในเรื่องนน้ั แล้ว 6. กาหนดกิจกรรมการเรียนในแต่ละหน่วยจะต้องให้สอดคล้องกั บ วัตถุประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมท่กี าหนดไว้ ซ่งึ จะเป็นแนวทางในการผลิตสือ่ การสอนต่อไป 7. กาหนดการประเมินผล เป็นการกาหนดวิธีการที่จะวัดดูว่าผู้เรียน เรียน แล้วสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยเน้ือหาน้ัน ๆ หรือไม่ โดยพิจารณาวัตถุประสงค์เชิง พฤตกิ รรมที่เตรียมไว้ 8. การเลือกและผลิตสื่อการสอน จะต้องพิจารณาว่า ลักษณะเนื้อหาและ ลักษณะผู้เรียนตามท่ีกาหนดไว้ สื่อชนิดใดหรือกิจกรรมการเรียนแบบใดจึงจะเหมาะสม สอดคล้อง และทาให้ผเู้ รียนบรรลุวัตถปุ ระสงค์ของการเรยี นไดม้ ากทีส่ ดุ 9. การหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เมื่อสร้างชุดกิจกรรมการ เรียนรู้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จาเป็นที่จะต้องนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปทดลองใช้ เพื่อตรวจดูว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้น้ันสามารถทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์เพี ยงใดและหาก


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook