46 สรปุ ได้ว่า ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชีพ หมายถงึ การรวมตวั รว่ มใจ ร่วมทา และร่วมเรียนรู้รว่ มกนั ของครู ผู้บรหิ าร และผ้เู รยี น โดยครูเปน็ ผู้นาร่วมกัน สว่ นผบู้ รหิ ารเป็นผู้ดูแล สนบั สนนุ บนพน้ื ฐานวฒั นธรรมความสมั พนั ธแ์ บบกลั ยาณมิตร มวี ิสยั ทศั น์ คุณค่า เป้าหมาย และ ภารกจิ ร่วมกัน โดยทางานร่วมกันเปน็ ทีม เรียนรทู้ ี่ครูเป็นผู้นาร่วมกนั และผูบ้ รหิ ารแบบผ้ดู แู ล สนับสนนุ สู่การเรียนรแู้ ละพัฒนาวิชาชีพเปลย่ี นแปลงคณุ ภาพตนเองสู่คณุ ภาพการจัดการเรียนร้ทู ี่เน้น ความสาเรจ็ หรอื ประสิทธิผลของผ้เู รียนเปน็ สาคญั 2. ความสาคัญของชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชพี ชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพเปน็ กระบวนการ หรือรูปแบบท่สี าคญั ในการนามา ประยกุ ต์ใช้ในกระบวนการจัดการเรยี นรูข้ องครผู สู้ อนใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพเพ่ิมมากข้ึนเพ่ือยกระดับ ผลสมั ฤทธทิ์ างวิชาการให้กับผ้เู รียน และขององคก์ ร ดังนัน้ จึงไดม้ นี ักวิชาการหลายทา่ นได้สรปุ ถงึ ความสาคัญของชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ไวด้ ังน้ี สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน (2554) ได้กาหนดมาตรฐานการศึกษา ขน้ึ พ้ืนฐาน แบ่งเปน็ 5 ด้าน มี 15 มาตรฐาน 65 ตัวบง่ ชี้ เพื่อเป็นหลักในการเทียบเคยี งสาหรับ สถานศกึ ษา หน่วยงานตน้ สังกดั และสานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาท้ังประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษา ในการพฒั นา ส่งเสรมิ สนับสนนุ กากบั ดูแล และตดิ ตามตรวจสอบคณุ ภาพการศึกษา ท้ังนใี้ ห้ใชก้ ับ สถานศึกษาทเ่ี ปดิ สอนระดับการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานทกุ สังกดั โดยด้านท่ี 3 มาตรฐานด้านการสรา้ งสังคม แหง่ การเรยี นรู้ มาตรฐานท่ี 13 สถานศกึ ษามีการสรา้ ง สง่ เสรมิ สนับสนุนใหส้ ถานศกึ ษาเปน็ สังคม แห่งการเรียนรู้ โดยมีการสรา้ งและพฒั นาแหล่งเรียนร้ภู ายในสถานศึกษาและใชป้ ระโยชนจ์ ากแหลง่ เรยี นรทู้ ้งั ภายในและภายนอกสถานศึกษา เพื่อพฒั นาการเรียนรูข้ องผเู้ รยี นและบุคลากรของ สถานศกึ ษารวมท้งั ผทู้ ่เี ก่ียวข้อง และมกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรภายในสถานศกึ ษา ระหวา่ งสถานศึกษากบั ครอบครัว ชุมชน และองค์กรทีเ่ กยี่ วข้อง วจิ ารณ์ พานชิ (2555) สรุปถึงความสาคัญไวว้ า่ ชุมชนเรียนรู้ครเู พ่ือศิษย์ หรือชมุ ชน แห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) วา่ เปน็ เครือ่ งมอื ในการดารงชวี ิต ทด่ี ีของครูในยุคศตวรรษท่ี 21 ที่จะทาให้ครูรวมตวั กันเปน็ ชุมชน ทาหนา้ ทเ่ี ป็นผู้นาการเปลย่ี นแปลง ขับเคลอ่ื นการเปลี่ยนแปลงในระดบั ปฏริ ูปการเรียนรู้ เปน็ การปฏิรปู ท่ีเกดิ จากภายใน คือครูรว่ มกัน ดาเนนิ การเพอ่ื ให้การปฏริ ปู การเรยี นรูด้ าเนนิ คู่ขนาน และเสริมแรงกนั ท้งั จากภายในและจากภายนอก การเรยี นรใู้ นสถานศึกษาต้องเปล่ยี นไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ครตู ้องเปลี่ยนบทบาทจากครูสอนมาเป็นครู ฝกึ หรือครผู อู้ านวยความสะดวกในการเรยี น หอ้ งเรยี นตอ้ งเปลยี่ นจากห้องสอนมาเป็นห้องทางาน เพราะในเวลาเรยี นสว่ นใหญ่ นักเรียนจะเรยี นเป็นกลมุ่ และทางานรว่ มกนั ทเ่ี รียกว่า การเรยี นแบบ โครงการ (Project- Based Learning)นอกจากน้ีกระบวนการ PLC จะก่อประโยชนท์ ้งั แก่นักเรียน
47 ครู และนักการศึกษาคอื ทาให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึก กว้างและเชอื่ มโยงทัง้ กับนักเรยี นและครู ท่สี าคัญยงิ่ คอื PLC จะช่วยเผยศกั ยภาพท่ีแทจ้ รงิ ของปจั เจกออกมาผา่ นกระบวนการกลมุ่ วรลกั ษณ์ ชกู าเนิด (2557) สรปุ ถึงความสาคัญไว้วา่ ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวิชาชพี ครู เป็นเสมือนพนื้ ที่การเรยี นรู้ร่วมกันของวิชาชีพครู เปน็ พนื้ ท่ีปฏิบตั ิงานจริงทใี่ ช้เปน็ พื้นทเ่ี รียนรู้ทาง วิชาชพี ของครูด้วยการเรยี นรู้ผ่านการลงมือทา ท่ีสามารถทาใหค้ รเู กิดการเรยี นรู้ผ่านประสบการณ์ตรง โดยทมี่ ีเวลากับการเรยี นรู้ในงานได้เต็มท่มี ากกว่าการเรียนรู้นอกงาน จะสง่ ผลใหเ้ กดิ การเข้าใจชัน้ เรยี น เขา้ ใจนักเรียน และเขา้ ใจหน้าทส่ี าคญั ของวิชาชีพครูของตนเองและเพ่ือนรว่ มงาน การเรียนรู้ ผ่านการปฏบิ ตั แิ ละประสบการณ์ตรงเช่นน้ีจะเกิดการพัฒนาวชิ าชีพและสง่ ผลต่อการพัฒนาผู้เรียนได้ มากกวา่ ด้วยเหตุของการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็ ในโลกศตวรรษที่ 21 ทฤษฎกี ารเรียนรนู้ อกตวั ท่ี ครูได้รับการอบรมนอกชัน้ เรียนในวันน้ี อาจไมส่ ามารถใช้กับเดก็ ในบริบทของพืน้ ที่ตนเองหรืออาจเปน็ องค์ความรู้ทลี่ า้ สมัยในวันต่อมา ปรากฏการณ์ทีเ่ กิดขึน้ ในห้องเรยี นคือวิธกี ารและสิง่ ทคี่ รูสอนกับ ความเป็นจรงิ ในการเปลยี่ นแปลงของโลกและความเปน็ จรงิ ของนักเรยี นยุคใหมส่ วนทางกัน จงึ เปน็ ยุค การเปลยี่ นแปลงทีเ่ ปน็ สัญญาณให้ครูและโรงเรียนรตู้ ัววา่ วชิ าชพี ครตู อ้ งร่วมมอื กันรบั มือการ เปล่ยี นแปลงนีโ้ ดยการพง่ึ ตนเอง เพ่ือทจ่ี ะปรบั ตวั เรยี นรู้ไปกับโลกและปรับตัวให้ไวกบั ผูเ้ รยี นใน ศตวรรษท่ี 21 มารุต พัฒผล (2557) สรุปถงึ ความสาคญั ไวว้ ่า ความสาคญั ของชุมชนแห่งการเรยี นรู้ เชิงวชิ าชีพครูคือ องค์ความรู้ท่เี กิดจากการจดั การเรียนการสอนในชน้ั เรยี นของครแู ต่ละคน จะถูกชว่ ย ทาใหค้ รูมีความรใู้ นเนื้อหา และเทคนิควิธกี ารจัดการเรยี นการสอน ส่งผลทาใหส้ ามารถจัดการเรียน การสอนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิผล เกิดการปรบั ปรุงและพฒั นาอยา่ งต่อเนื่อง ทาให้ครูเกิดการพฒั นาใน ด้านความรู้และความสามารถในการจดั การเรยี นการสอน ผ่านกระบวนการกระบวนการเรยี นร้รู ว่ มมอื รว่ มใจ การเรยี นร้ปู ระสบการณ์การปฏิบัติงานในพื้นที่และการแลกเปล่ียนเรียนรู้อย่างต่อเนอ่ื ง การที่ ผู้สอนมคี วามรูแ้ ละความสามารถในการจดั การเรียนการสอนสูงขนึ้ ส่งผลทาใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการพัฒนา ทัง้ ด้านความรู้และทักษะต่าง ๆ ทส่ี าคญั และจาเป็นสาหรบั การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 สังเคราะห์เปน็ คณุ ภาพของครูมืออาชีพ สมรรถนะดา้ นการเรยี นรู้ และนวัตกรรมของผู้เรยี น Hord (2004) สรปุ ถงึ ความสาคญั ไว้วา่ ด้านความสาคญั ของชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ ทางวิชาชพี (PLC) จากผลการวิจัยโดยของ ท่ยี ืนยนั วา่ การดาเนินการในรปู แบบชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ ทางวชิ าชพี นาไปสกู่ ารเปลี่ยนแปลงเชิงคณุ ภาพทัง้ ด้านวชิ าชีพ และผลสัมฤทธข์ิ องนักเรยี นจากการ สงั เคราะห์รายงานการวจิ ยั เก่ียวกบั โรงเรยี นท่มี กี ารจัดตั้งชมุ ชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ (PLC) โดย ใช้คาถามว่า โรงเรยี นดังกล่าวมีผลลพั ธ์อะไรบา้ งท่ีแตกต่างไปจากโรงเรยี นทวั่ ไปที่ไม่มีชุมชนแหง่ วชิ าชีพ และถา้ แตกตา่ งแล้วจะมผี ลดตี อ่ ครผู ู้สอนและตอ่ นักเรยี นอย่างไรบ้าง ซ่งึ มีผลสรปุ 2 ประเด็น ดงั น้ี
48 ประเด็นที่ 1 ผลดตี ่อครผู ู้สอน พบว่าชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชีพ ส่งผลต่อ ครูผู้สอน กล่าวคือ ลดความรู้สึกโดดเดย่ี วงานสอนของครู เพ่ิมความรสู้ ึกผกู พันตอ่ พนั ธะกิจและ เปา้ หมายของโรงเรียนมากข้ึน โดยเพมิ่ ความกระตือรือร้นที่จะปฏบิ ตั ิให้บรรลพุ นั ธะกจิ อย่างแข็งขนั จน เกิดความรูส้ ึกว่าต้องการรว่ มกนั เรยี นรแู้ ละรับผดิ ชอบ ต่อพัฒนาการโดยรวมของนักเรยี นถอื เปน็ “พลังการเรยี นรู้” ซ่งึ สง่ ผลให้การปฏิบัตกิ ารสอนในชน้ั เรยี นให้มผี ลดียง่ิ ข้นึ กลา่ วคือมีการคน้ พบ ความรู้และความเชอื่ ทีเ่ ก่ยี วกับวิธกี ารสอน และตัวผู้เรยี นซึ่งที่เกิดจากการคอยสงั เกตอย่างสนใจ รวมถึงความ เขา้ ใจในดา้ นเน้ือหาสาระท่ีต้องจัดการเรยี นรู้ได้แตกฉานย่งิ ขนึ้ จนตระหนักถงึ บทบาท และพฤติกรรมการสอนทจ่ี ะช่วย ให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้ไดด้ ีทส่ี ดุ อีกท้งั การรบั ทราบข้อมูล สารสนเทศต่างๆ ที่จาเปน็ ตอ่ วชิ าชีพได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วขึน้ สง่ ผลดีตอ่ การปรับปรุงพฒั นา งานวิชาชพี ได้ตลอดเวลา เปน็ ผลใหเ้ กดิ แรงบนั ดาลใจทีจ่ ะพัฒนาและอุทศิ ตนทางวชิ าชพี เพอ่ื ศษิ ย์ ซ่ึง เป็นทั้งคณุ ค่า และขวัญกาลังใจต่อการปฏบิ ัติงานให้ดียง่ิ ขึน้ ทสี่ าคญั คือยงั สามารถลดอัตราการลาหยดุ งานนอ้ ยลง เม่ือเปรยี บเทียบกับโรงเรยี นแบบเกา่ ยงั พบวา่ มีความก้าวหนา้ ในการปรบั เปล่ียนวิธกี าร จัดการเรยี นรู้ ให้สอดคล้องกับ ลกั ษณะผู้เรียนได้อยา่ งเด่นชัดและรวดเรว็ กว่าทีพ่ บในโรงเรียน แบบ เกา่ มคี วามผูกพันท่จี ะสรา้ งการเปลย่ี นแปลงใหมๆ่ ใหป้ รากฏอยา่ งเด่นชดั และย่ังยืน ประเดน็ ท่ี 2 ผลดตี ่อผเู้ รยี น พบวา่ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชพี ส่งผลตอ่ ผูเ้ รยี นกลา่ วคือสามารถลดอัตราการตกซ้าช้ันและจานวนชนั้ เรียนท่ีต้อง เล่ือนหรอื ชะลอการจดั การ เรียนรู้ใหน้ ้อยลง อตั ราการขาดเรียนลดลง มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นในวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ประวัติศาสตรแ์ ละวิชาการอา่ นที่สูงขน้ึ อย่างเด่นชัด เม่ือเทียบกบั โรงเรยี น แบบเก่า สุดท้าย คอื มีความแตกต่างด้านผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ระหวา่ งกล่มุ นักเรยี นทมี่ ีภูมหิ ลงั ไมเ่ หมือนกันและลดลง ชัดเจน DuFour (2004) สรุปถงึ ความสาคัญไว้วา่ ชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ในมิติของ สภาพแวดล้อมในโรงเรยี นทจ่ี าเป็นตอ่ การสอนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 วา่ สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม ท่สี ุดสาหรับการสอนทักษะชีวติ และทักษะการทางานแหง่ ศตวรรษที่ 21 คือ ชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง วิชาชพี (Professional Learning Community) หรือ PLC และเมื่อโรงเรยี นเกดิ ชุมชนแห่งการ เรยี นรทู้ างวิชาชีพภายในโรงเรียน จะพัฒนาจนนาไปสู่การเปน็ วฒั นธรรมแหง่ การเรียนร้ทู ฝ่ี ังลึกใน โรงเรียนต่อไป สรปุ ไดว้ ่า ชมุ ชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี มีความสาคัญในเชิงนโยบายท่เี ป็น มาตรฐานการศึกษาขน้ึ พน้ื ฐาน และเชิงปฏิบตั ิทง้ั ในระดับเขตพืน้ ที่การศึกษา จนกระทงั่ ถึงระดบั สถานศึกษา เปน็ แนวทางปฏิบตั เิ พื่อให้นกั เรียนไดร้ ับประโยชน์สูงสุด และเปน็ การพัฒนาวิชาชพี ตลอดจนวิธกี ารทางานของครู ซ่ึงเป็นการขบั เคลอ่ื นการเปลี่ยนแปลงทีก่ ลไกสาคัญเพื่อปฏิรูปการ เรยี นรู้อย่างแท้จริง โดยชุมชนการเรยี นรูท้ างวิชาชีพครู เปรียบเสมือนพื้นทีก่ ารเรียนรรู้ ว่ มกันของ
49 วชิ าชีพครู เปน็ พ้ืนทีป่ ฏิบัติงานจริงที่ใชเ้ ปน็ พนื้ ที่เรียนร้ทู างวชิ าชีพของครูด้วยการเรยี นรู้ผ่านการลงมอื ทา จนทาใหค้ รเู กิดการพัฒนาในดา้ นความรแู้ ละความสามารถในการจัดการเรยี นรู้ ผ่านกระบวนการ กระบวนการเรยี นรูร้ ่วมมอื รว่ มใจ โดยมีเป้าหมายสาคัญคือผู้เรียน 3. ลกั ษณะของชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชพี วิจารณ์ พานิช (2555) ไดส้ รุปลักษณะของชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ดงั น้ี 1. เป็นเคร่ืองมือสาหรบั ให้ครูรวมตวั กนั เปน็ ชมุ ชน (community) ทาหนา้ ทเ่ี ปน็ ผู้นา การเปลยี่ นแปลงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดบั การปฏิรูปการเรียนรู้ เปน็ การปฏริ ูปทเ่ี กดิ ข้นึ ภายในคือ ครู ร่วมกนั ดาเนนิ การเพ่ือใหก้ ารปฏิรปู การเรยี นรดู้ าเนนิ คูข่ นานและเสรมิ แรงกนั ทง้ั ภายใน และนอก 2. เปน็ เครื่องมือให้ครูเป็นผู้ลงมือกระทา ปลดปล่อยครูออกจากความสัมพันธเ์ ชิง อานาจสู่ความสมั พันธแ์ นวราบเพอ่ื ร่วมกนั สร้างการเปลยี่ นแปลงใหแ้ ก่การศึกษา รวมทั้งการรวมตวั กัน ของครใู นการทางานเชงิ สร้างสรรค์ นาประสบการณ์การจัดการเรยี นรู้เชน่ แบบ BBL และนวัตกรรม อื่นๆพ่ีต้นทดลองมาแลกเปลี่ยนแบง่ ปนั กนั เกิดการสร้างความรหู้ รือยกระดบั ความรู้ในการทางานท่เี กิด จากประสบการณต์ รงและจากการเทยี บเคยี งกบั ทฤษฎีทคี่ วรศึกษาและเผยแพร่ไว้ 3. เป็นเครอ่ื งมือทจ่ี ะชว่ ยนาไปสูก่ ารต้งั โจทยแ์ ละทาวจิ ยั ในชั้นเรียนท่ที รงพลงั และ สร้างสรรค์ช่วยในการออกแบบวิธี วทิ ยา การวจิ ัย การเก็บขอ้ มูล การวิเคราะห์ข้อมลู ผลงานวิจยั และ การสังเคราะห์ออกมาเปน็ ความรูใ้ หมท่ ่ีเช่ือมโยงกบั บริบทความเป็นจรงิ ของสังคมไทยของวงการศกึ ษา ไทยเต้นผลงานวิจัยในชั้นเรยี นท่ีไม่ไดจ้ ากัดอย่เู ฉพาะข้อมลู ในชั้นเรียนเท่านนั้ แต่จะเช่ือมโยงสู่ชวี ติ จรงิ ของผคู้ นที่เป็นบริบทของการเรียนรขู้ องนักเรยี นและการทาหน้าทค่ี รู 4. เปน็ การรวมกลุ่มบุคคลทีม่ ีการแลกเปลีย่ นเรียนรใู้ นประเดน็ ท่ีแต่ละคนใหค้ วาม สนใจเกีย่ วกับการพฒั นาการศกึ ษาท่เี ช่ือวา่ เปน็ เคร่ืองมือท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ (Powerful Tool) จะทาให้ การส่ือความหมายระหวา่ งกลุ่มบคุ คลท่ีมีกลุ่มเป้าหมายเดยี วกนั พดู คยุ แลกเปลีย่ นเรียนรู้จนเกดิ การ ส่อื สารท่ีมปี ระสิทธิภาพ (Effective Communication) ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี เปน็ กระบวนการที่มคี วามตอ่ เน่ืองในการทางานของนกั การศึกษาทม่ี กี ารดาเนินการภายใต้วงจรของการ วจิ ยั ปฏิบตั กิ ารเพ่ือให้เกิดการสืบเสาะแสวงหาความรู้และพัฒนาการทางานอยา่ งตอ่ เน่ือง DuFour และ Eaker (1998) ไดส้ รปุ ลกั ษณะของชมุ ชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชพี ของ โรงเรยี นมีองคป์ ระกอบ 5 ประการคือ 1) มคี ่านยิ มรว่ มกนั 2) มเี ป้าหมายศนู ยก์ ารเรยี นรู้ของนักเรียน 3) มกี ารร่วมมือรว่ มพลัง 4) มีการชแ้ี นะการปฏิบตั ิ 5) มีการสะทอ้ นผลการปฏบิ ัตโิ ดยองค์ประกอบ เหล่านีไ้ มม่ ีลกั ษณะท่ีเปน็ ลาดับชั้น (Haierachy) แตเ่ ป็นลกั ษณะท่ีแบง่ แยกให้เหน็ ความแตกต่างของ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชีพ ออกจากลักษณะทางวฒั นธรรมของโรงเรยี นแบบอน่ื ๆ
50 Stoll และ Louise (Toby, 2011 ; citing Stoll and Louise, 2006) ได้สรุปลกั ษณะ ของชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชพี ว่าครูมีการแลกเปลย่ี นเรยี นรหู้ รอื แบง่ ปนั บทบาทของการเป็นพ่ี เลีย้ ง (Mentor) ทปี่ รกึ ษา (Adviser) หรอื ผู้เชย่ี วชาญ (Specialist) คณุ ได้นาไปสู่การชแ้ี นะการปฏิบตั ิ ให้เกิดการปรับปรงุ พัฒนาการสอนและความสมั พนั ธ์ภายในโรงเรียนด้วยนอกจากน้ยี งั มีการพูดคยุ สนทนากันท่ีสะทอ้ นผลการปฏิบตั งิ านการสอนและการให้ความร้ขู องนกั เรียนทาใหค้ รสู ามารถ ตรวจสอบคณุ ภาพการปฏิบัติงานของครไู ดร้ วมท้ังทาให้เกดิ ความเข้าใจในกระบวนการสอนและ ผลผลติ ของการสอนและการเรียนรขู้ องนักเรียน Robert และ Pruitt (Toby. 2011 ; citing Robert และ Pruitt. 2009)ไดส้ รุปลักษณะ ของชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชพี เป็นลักษณะของกล่มุ คนท่มี ีการแลกเปล่ยี นและพูดคุยสอบถาม เชงิ วิพากษ์วจิ ารณ์การปฏบิ ตั งิ านในชวี ิตประจาวนั รวมทั้งการสะท้อนผลการปฏบิ ตั ิงานและความ ร่วมมือรวมพลังกันปฏบิ ตั ิงานโดยมงุ่ เน้นการเรยี นรูแ้ ละสง่ เสรมิ ความก้าวหน้าทางวิชาชีพ Louse และ Kluse (Toby, 2011 ; citing Louse และ Kluse. 1995) ได้สรุปลักษณะ ของชุมชนวชิ าชพี ครเู ป็นการปฏิบัตงิ านของครใู นชมุ ชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชพี มีลกั ษณะของการ ประกอบกิจการร่วมกัน (Collective Enterprise) โดยมีเปา้ หมายของการปฏบิ ัติงานคือเพือ่ ส่งเสรมิ ประสทิ ธภิ าพการปฏบิ ัติงานของครใู ห้เป็นครมู ืออาชีพทมี่ ุ่งสู่ผลประโยชน์ซ่ึงเป็นการเรยี นรู้ของ นักเรียน ด้วยเหตนุ จ้ี งึ อาจกล่าวไดว้ ่าชุมชนแหง่ การเรียนรูเ้ ชงิ วิชาชีพ เป็นชมุ ชนของการค้นหาและ พฒั นาท่ีต่อเน่อื ง นอกจากนี้อาจใหค้ วามสนใจไปทศี่ ักยภาพของคนภายในและภายนอกโรงเรยี นใน การรว่ มกนั สง่ เสริมการเรียนรู้ของครูและนักเรียนตลอดจนการพฒั นาโรงเรียน เก่ง สรปุ ไดว้ ่า ลักษณะของชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชพี ครู ถอื เปน็ เครื่องมือสาคัญ สาหรับครูใหร้ วมตวั กนั เปน็ ชมุ ชนที่มีสว่ นร่วมในพันธกิจ วิสัยทศั น์และเป้าหมายการสืบค้นรว่ มกนั โดย ร่วมกันปรับเปลย่ี นทิศทางและการลงมือกระทา การพฒั นาอย่างต่อเนอ่ื ง ร่วมกนั โดยมุง่ สู่ ผลประโยชน์ซึ่งเปน็ การเรยี นรขู้ องนักเรียนเป็นสาคัญ 4. องคป์ ระกอบของชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชพี เปน็ รปู แบบท่ชี ว่ ยในการพัฒนากระบวนการจัดการ เรยี นรู้ของครู เพ่ือใหผ้ ลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของผเู้ รยี น และสถานศึกษามผี ลสัมฤทธ์ิทสี่ ูงข้ึน ชุมชน แห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชีพจึงมีองค์ประกอบท่สี าคัญอยหู่ ลายองค์ประกอบ ซง่ึ มนี กั วิชาการหลายทา่ น ไดก้ ล่าวถงึ องคป์ ระกอบของชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ไว้ดงั น้ี สิวรี วิศุทธิส์ นิ ธพ (2554) ได้กลา่ วถงึ องค์ประกอบชุมชนการเรียนร้ทู างวิชาชีพไว้ดังนี้ 1. ภาวะผ้นู าแบบสนบั สนุนและภาวะผู้นาแบบมีสว่ นรว่ ม 2. คา่ นิยมและวิสยั ทัศนร์ ว่ ม 3. การเรียนรูร้ ว่ มกนั เป็นทมี และประยุกต์การเรยี นรู้
51 4. สภาพการณท์ ีส่ นับสนนุ 5. แนวปฏิบัติท่ดี ีร่วมกนั 6. ความเปน็ เลศิ แหง่ ความเป็นมนษุ ย์ วจิ ารณ์ พานิช (2555) ได้กล่าวถงึ องค์ประกอบชุมชนเรียนรู้ครูเพ่ือศิษย์หรือชมุ ชน แหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพวา่ เปน็ กิจกรรมทซี่ ับซ้อนมีหลากหลายองคป์ ระกอบ จงึ ต้องนยิ ามจาก หลายมมุ ซ่ึงสามารถสรปุ ได้ว่า PLC มีองคป์ ระกอบดงั น้ี 1. ผู้นาการเปลยี่ นแปลง มีจุดเนน้ สาคญั 2 สว่ นคือ ครูเป็นผูน้ าการเปลยี่ นแปลง คอื รว่ มกันดาเนนิ การเพื่อใหก้ ารปฏิรูปการเรยี นรูด้ าเนินคขู่ นาน และเสริมแรงกันทง้ั จากภายในและ ภายนอก และภาวะผนู้ าของผูบ้ รหิ ารท่ตี อ้ งเป็นผนู้ าการพฒั นา PLC เพื่อให้ PLCดาเนนิ การขบั เคลื่อน 2. ความมุ่งม่นั และเปา้ หมายร่วมกัน สิง่ ท่ที รงคุณค่าท่สี ดุ ท่ที ุกคนเปน็ เจ้าของ รว่ มกันคือความมุ่งม่ันที่ชัดและทรงคุณค่าวา่ ทุกคนต้องการชว่ ยกนั ยกระดบั คุณภาพของการเรยี นรู้ ของศิษยแ์ ละของตนเอง และมเี ป้าหมายปลายทางท่ชี ดั คือมุ่งไปท่ีการเรยี นร้ขู องนักเรียน 3. ระบบการทางานเปน็ ทีมหรือวัฒนธรรมรวมหมู่ เปน็ การรวมตวั กันของครูเพื่อ ทางานสร้างสรรค์ มีการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ ประสบการณ์การทางาน เกิดการสร้างความรู้และยกระดบั ความรูจ้ ากประสบการณ์ตรง เพ่อื หาทางพฒั นาวิธกี ารทางานใหไ้ ด้ผลดีย่ิงขน้ึ ไปเรื่อย ๆ 4. การทบทวนไตร่ตรองผล โดยครูแตล่ ะคนศึกษา ลงมือทา แลว้ ทบทวน ไตร่ตรองการเรียนรูจ้ ากผลท่เี กดิ (Reflection หรอื AAR) เอง และทบทวนร่วมกับเพอื่ นครู ทาเช่นน้ี เป็นวงจรไมร่ ู้จบ เป็นการพฒั นาวิธกี ารเรียนรูอ้ ย่างต่อเนือ่ งเป็นวงจร 5. การสนบั สนุน ฝา่ ยบรหิ ารจะตอ้ งสนบั สนนุ 2 ด้าน คือ ด้านให้กาลังคน สนบั สนนุ ทจ่ี ะมาช่วยจดั การขอ้ มลู และสารสนเทศซึง่ เป็นข้อมูลของผลลัพธข์ องการเรยี นของนักเรยี น รวมท้งั เป็นพีเ่ ลย้ี งช่วยจดั กระบวนการในการใช้เคร่ืองมือต่าง ๆ และดา้ นสร้างวัฒนธรรม คือการให้ คุณค่าต่อการพัฒนาเหนือผลการประเมนิ หรอื ผลของการจัดอนั ดบั สร้างบรรยากาศของความร้สู กึ ปลอดภยั เป็นอิสระท่ีจะใชค้ วามคดิ สร้างสรรค์โดยไมก่ ลวั ผิด ซึง่ รวมถงึ จัดระบบสนบั สนุนใหเ้ กดิ การ แลกเปลีย่ นเรยี นรูอ้ ยา่ งตอ่ เน่ืองดว้ ย วรลกั ษณ์ ชกู าเนิด และเอกรินทร์ สังข์ทอง (2557) ไดก้ ล่าวถึงองค์ประกอบของ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี (Professional Learning Community : PLC) ทีม่ าจากข้อมลู ที่ รวบรวม และวิเคราะห์จากเอกสารทัง้ ในประเทศไทยและต่างประเทศนาเสนอเป็น 6 องคป์ ระกอบ ของชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ ในบริบทสถานศึกษา ซงึ่ ประกอบด้วย 1. วิสยั ทัศนร์ ว่ ม 2. ทีมรว่ มแรงร่วมใจ
52 3. ภาวะผู้นาร่วม 4. การเรียนร้แู ละการพฒั นาวิชาชีพ 5. ชมุ ชนกัลยาณมิตร 6. โครงสร้างสนับสนนุ ชมุ ชน กิตติ กสณิ ธารา (2560) ได้กล่าวถงึ องคป์ ระกอบชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี (Professional Learning Community : PLC) ดังนี้ 1. วิสัยทัศนร์ ่วม (Share Vision) 2. ความเปน็ ผนู้ า (Leadership) 3. การชีน้ า (Leading) 4. ทางานเป็นทมี แบบร่วมแรง ร่วมใจ (Collaborative Teamwork) 5. ภาวะผ้นู ารว่ ม (Shared Leadership) 6. การเรียนรแู้ ละพัฒนาวชิ าชีพ (Professional Learning and Development) 7. ชุมชนแห่งกัลญาณมิตร Caring Community 8. โครงสรา้ งสนับสนุนชมุ ชน Supportive Structure 9. ส่ิงแวดลอ้ มเชิงบวก (Positive Environment) 10. การปฏิบัตสิ ว่ นบคุ คล (Personal Practice) สานกั พฒั นาครูและบุคลากรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน (2560) ไดก้ ล่าวถึงองคป์ ระกอบ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี (Professional Learning Community) มีองคป์ ระกอบสาคัญดงั นี้ 1. วิสยั ทัศน์ร่วม (Shared Vision) วิสยั ทัศน์รว่ มเป็นการมองเห็นภาพเปา้ หมาย ทศิ ทาง เส้นทาง และสิ่งที่จะเกิดข้ึนจรงิ เปน็ เสมือนเข็มทศิ ในการขบั เคล่ือน PLC ที่มที ิศทางรว่ มกนั โดยมวี สิ ยั ทศั นเ์ ชงิ อดุ มการณ์ทางวิชาชพี ร่วมกัน วสิ ัยทัศน์ทาหนา้ ที่เหนย่ี วนาให้ผู้รว่ มงานเห็น วสิ ัยทัศนน์ นั้ รว่ มกัน หรอื การมองเห็นจากแตล่ ะปจั เจกที่มวี ิสยั ทศั นเ์ ห็นในสิง่ เดียวกัน วสิ ยั ทัศน์ร่วมมี ลกั ษณะสาคญั 4 ประการ (4 Shared) มีรายละเอยี ดสาคัญ ดงั นี้ 1.1 การเห็นภาพและทิศทางร่วม (Shared Vision) จากภาพความเช่ือมโยง ใหเ้ หน็ ภาพความสาเรจ็ รว่ มกันถงึ ทิศทาง สาคัญของการทางานแบบมอง “เหน็ ภาพเดยี วกัน” 1.2 เป้าหมายรว่ ม (Shared Goals) เป็นท้ังเป้าหมาย ปลายทาง ระหวา่ งทาง และเปา้ หมายชวี ิตของสมาชิกแต่ละคนที่ สัมพันธ์กนั กับเปา้ หมายร่วมของชุมชนการเรยี นรฯู้ ซ่งึ เป็น ความเชือ่ มโยงใหเ้ หน็ ถึงทิศทางและเป้าหมายในการทางานร่วมกัน โดยเฉพาะเป้าหมายสาคญั คือ พฒั นาการการเรยี นรูข้ องผู้เรียน
53 1.3 คณุ คา่ รว่ ม (Shared Values) เปน็ การเหน็ ทง้ั ภาพเป้าหมาย และท่ี สาคัญเมื่อเหน็ ภาพความเชอื่ มโยงแล้ว ภาพดงั กลา่ วมีอทิ ธิพลกบั การตระหนกั ถึงคุณคา่ ของตนเองและ ของ งานจนเชื่อมโยงเปน็ ความหมายของงานทเี่ กดิ จากการตระหนัก รู้ของสมาชกิ ใน PLC จนเกดิ เปน็ พนั ธะสัญญารว่ มกนั รว่ มกนั หลอมรวมเป็น “คุณคา่ รว่ ม” 1.4 ภารกจิ รว่ ม (Shared Mission) เปน็ พนั ธกจิ แนวทางการปฏบิ ัติร่วมกนั เพ่อื ใหบ้ รรลุตามเป้าหมายร่วม รวมถึงการ เรยี นรู้ของครใู นทกุ ๆ ภารกจิ ส่ิงสาคัญคือ การปฏิรูปการ เรียนรู้ ทม่ี งุ่ การเรยี นรู้ของผเู้ รียนเปน็ หวั ใจสาคัญ 2. ทมี รว่ มแรงรว่ มใจ (Collaborative Teamwork) ทีมรว่ มแรงร่วมใจ เป็นการ พัฒนามาจากกลมุ่ ที่ทางาน ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ลักษณะการทางานรว่ มกันแบบมวี สิ ัยทศั น์ คุณคา่ เปา้ หมาย และพันธกิจร่วมกนั รวมกนั ด้วยใจ จนเกิดเจตจานงในการทางานร่วมกนั อย่างสร้างสรรค์ 3. ภาวะผู้นาร่วม (Shared Leadership) ภาวะผู้นาร่วมใน PLC มีนยั สาคัญของ การผนู้ าร่วม 2 ลกั ษณะสาคัญ คือ ภาวะผนู้ าผสู้ รา้ งให้เกิดการนาร่วม และภาวะ ผู้นาร่วมกัน ใหเ้ ป็น PLC ทีข่ ับเคลอื่ นด้วยการนาร่วมกัน รายละเอยี ดดงั นี้ 3.1 ภาวะผู้นาผ้สู รา้ งใหเ้ กิดการนาร่วมเปน็ ผนู้ าท่ีสามารถทาใหส้ มาชิกใน PLC เกิดการเรยี นรเู้ พื่อการเปลย่ี นแปลงท้ัง ตนเองและวิชาชีพ จนสมาชกิ เกิดภาวะผู้นาในตนเองและ เปน็ ผนู้ าร่วมขบั เคล่อื น PLC ไดโ้ ดยมี ผลมาจากการเสริมพลงั อานาจจากผนู้ าทัง้ ทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการเปน็ ผู้นาที่เร่ิมจากตนเองก่อนดว้ ยการลงมือทางาน อยา่ งตระหนกั รู้ และใส่ใจให้ ความสาคัญกบั ผู้ร่วมงานทุกๆ คน 3.2 ภาวะผูน้ าร่วมกนั เป็นผนู้ ารว่ มกันของสมาชกิ PLC ดว้ ยการกระจาย อานาจ เพ่ิมพลงั อานาจ ซง่ึ กันและกันให้สมาชกิ มีภาวะผู้นาเพิม่ ข้นึ จนเกิดเป็น “ผู้นาร่วมของครู” ในการขบั เคล่อื น PLC มงุ่ การพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ ทีเ่ น้นผเู้ รยี นเป็นสาคญั โดยยึดหลกั แนวทาง บริหารจัดการรว่ ม การสนับสนุน การกระจายอานาจ การสรา้ งแรงบันดาลใจของครู โดยครเู ปน็ ผลู้ ง มอื กระทา หรือ ครทู าหนา้ ทเ่ี ป็น“ประธาน”เพอ่ื สรา้ งการเปลีย่ นแปลงการจดั การเรยี นรู้ 4. การเรียนรู้และการพฒั นาวิชาชีพ (Professional learning and development) การเรียนรู้และการพัฒนาวชิ าชพี ใน PLC มีจุดเนน้ สาคญั 2 ด้าน คือ การเรียนรเู้ พ่อื พฒั นาวชิ าชพี และการเรียนรเู้ พือ่ จิต วญิ ญาณความเป็นครู รายละเอยี ดดังนี้ 4.1 การเรยี นรเู้ พื่อพัฒนาวิชาชีพ หัวใจสาคญั การเรยี นรู้ บนพ้นื ฐาน ประสบการณ์ตรงในงานที่ลงมือปฏบิ ตั จิ ริง ร่วมกันของ สมาชกิ จะมสี ดั ส่วนการเรียนรมู้ ากกว่าการ อบรมจากหน่วยงานภายนอก โดยอา้ งองิ จากแนวคิดกรวยประสบการณ์ (Cone of Experience) ยืนยันอยา่ งสอดคล้อง วา่ การเรยี นร้ผู ่านประสบการณ์ตรงจะสง่ ผลตอ่ ประสิทธภิ าพ และประสิทธผิ ล
54 การเรยี นรไู้ ดม้ ากที่สดุ ดว้ ยบริบท PLC ทมี่ ีการทางานร่วมกันเปน็ ทมี จงึ ทาให้การเรียนร้จู ากโจทย์ และสถานการณท์ ่ีครจู ะต้องลงมือปฏบิ ัติจรงิ 4.2 การเรยี นรูเ้ พ่ือจิตวญิ ญาณความเป็นครู เปน็ การเรยี นรเู้ พื่อพัฒนาตนเอง จากขา้ งใน หรอื วุฒภิ าวะความเป็นครู ใหเ้ ปน็ ครูที่สมบูรณ์ โดยมนี ัยยะสาคัญคือ การเรยี นรูต้ นเอง การ รจู้ ักตนเองของครู เพอื่ ท่ีจะเข้าใจมติ ิของผเู้ รยี นที่มากกว่าความรู้ 5. ชุมชนกลั ยาณมิตร (Caring community) กลมุ่ คนท่ีอยู่ร่วมโดยมวี ถิ แี ละ วัฒนธรรมการอยรู่ ่วมกนั ในชุมชน มีคุณลกั ษณะคือ มงุ่ เนน้ ความเปน็ ชุมชนแหง่ ความสุข สขุ ท้งั การ ทางานและการอย่รู ว่ มกนั ที่มีลักษณะวัฒนธรรมแบบ “วฒั นธรรมแบบเปดิ เผย” ท่ที ุกคนมีเสรีภาพใน การแสดงความ คดิ เห็นของตนเป็นวถิ ีแหง่ อสิ รภาพ และเป็นพ้ืนทใี่ ห้ความรู้สึก ปลอดภยั หรอื ปลอด การใช้อานาจกดดนั บนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพซง่ึ กันและกัน มจี ริยธรรมแหง่ ความเอือ้ อาทร เปน็ พลงั เชิงคุณธรรม 6. โครงสร้างสนับสนนุ ชุมชน (Supportive structure) โครงสร้างท่สี นับสนุน การก่อเกดิ และคงอยู่ของ PLC มีลักษณะ ดงั น้ี ลดความเป็นองค์การทย่ี ดึ วฒั นธรรมแบบราชการ หัน มาใชว้ ฒั นธรรมแบบกัลยาณมิตรทางวชิ าการแทน และเป็น วฒั นธรรมทสี่ ง่ เสริมวิสัยทัศน์ การ ดาเนนิ การที่ต่อเน่ืองและ ม่งุ ความยัง่ ยนื ศกั ด์ิชยั ภเู่ จรญิ (2561) ได้กล่าวถงึ องคป์ ระกอบชุมชนแห่งการเรยี นร้ทู างวชิ าชพี (Professional Learning Community) มอี งค์ประกอบสาคัญดงั น้ี 1. วิสยั ทศั น์ ความเชอ่ื และค่านยิ ม (Vision, Beliefs & Values) 2. ความเปน็ ผูน้ า (Leadership) 3. การชีน้ า (Leading) 4. สิง่ แวดลอ้ มเชิงบวก (Positive Environment) 5. การแบง่ ปันส่วนบุคคล (Shared Personal Practice) Hord (มนิ ตรา ลายสนิทเสรีกุล. 2557 ; อา้ งอิงมาจาก Hord. 2004) ได้กล่าวถงึ องค์ประกอบชุมชนแหง่ การเรียนร้ทู างวิชาชีพดังนี้ 1. การสนบั สนุนและการเปน็ ผูน้ าร่วมกัน Supportive and Shared Leadership 2. การรวบรวมความคิดสร้างสรรค์ - Collective Creativity 3. การกาหนดวสิ ัยทัศน์และค่านยิ มร่วม - Shared Values and Vision 4. การจดั สภาพท่ีเอ้ืออานวย– Supportive Conditions 5. การแบง่ ปันบทเรียนสว่ นบุคคล– Shared Personal Practice
55 จากการศึกษาองคป์ ระกอบชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพจากนักวิชาการขา้ งตน ผูว้ ิจยั สามารถสรปุ องคป์ ระกอบชุมชนแห่งการเรยี นร้ทู างวิชาชพี ได้ตามตาราง 9 ตาราง 9 แสดงการสังเคราะหอ์ งคป์ ระกอบชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชีพ นักวิชาการ สิวรี วิ ุศทธ์ิสินธพ (2554) องค์ประกอบ PLC วิจาร ์ณ พานิช (2555) 1. ภาวะผูน้ าแบบมสี ว่ นรว่ ม วรลักษณ์ ชูกาเนิด (2557) 2. คา่ นิยมวสิ ยั ทศั นร์ ่วมกัน ิกตติ กสิณธารา (2560) 3. ทมี รว่ มแรงร่วมใจ สานัก ัพฒนาครูและบุคลากร 4. สภาพการท่ีสนับสนนุ การ ึศกษา ้ัขน ื้พนฐาน (2560) 5. ชุมชนกัลยาณมิตร ศักด์ิชัย ภู่เจริญ (2561) 6. การเรยี นรแู้ ละพัฒนาวิชาชีพ Hord. (1997) 7. สภาพแวดลอ้ มเชงิ บวก ความถี่ การ ัสงเคราะห์ 7 7 5 6 5 4 3 หมายเหตุ **องคป์ ระกอบด้านสภาพแวดลอ้ มเชงิ บวก นาไปจัดกลุ่มตามความสอดคล้องในดา้ นสภาพ การที่สนบั สนุน จากตาราง 9 เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยครงั้ น้ี ผวู้ จิ ยั ไดเ้ ลือกองค์ประกอบท่ีมีค่าความถี่ต้งั แต่ 4 ขึน้ ไป ผู้วจิ ัยสามารถสรปุ องค์ประกอบของชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ได้ 6 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1. ภาวะผนู้ าแบบมีส่วนร่วม 2. ค่านิยมวิสยั ทศั นร์ ่วมกนั 3. สภาพการทสี่ นบั สนุน 4 ทมี ร่วมแรงร่วมใจ 5. ชมุ ชนกัลยาณมติ ร 6. การเรยี นรูแ้ ละพฒั นาวชิ าชพี (สิวรี วศิ ทุ ธ์สิ นิ ธพ. 2554 ;วิจารณ์ พานชิ . 2555 ; วรลกั ษณ์ ชูกาเนดิ . 2557 ; กิตติ กสณิ ธารา. 2560 ; สานกั พัฒนาครแู ละบุคลากรทางการ ศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน. 2560 ; ศักด์ชิ ัย ภูเ่ จริญ. 2561 ; Hord. 1997) กลา่ วโดยสรปุ องค์ประกอบชมุ ชนแหง่ การเรียนร้ทู างวชิ าชีพมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่
56 2.1 การมภี าวะผูน้ าแบบมีสว่ นรว่ ม หมายถงึ ครรู ่วมกนั เป็นผูส้ รา้ งให้เกดิ การนาร่วม เปน็ ผูน้ าที่สามารถทาใหส้ มาชิกใน PLC เกิดการเรียนรู้เพ่อื การเปล่ียนแปลงทัง้ ตนเองและวิชาชีพ และ ผู้บรหิ ารยดึ หลกั แนวทางบริหารจดั การร่วม การสนบั สนุน การกระจายอานาจ การสรา้ งแรงบนั ดาลใจ ของครู 2.2 การมีค่านิยมวิสยั ทศั นร์ ว่ มกัน หมายถึง มีการพฒั นาการเรยี นรู้ของผเู้ รียน และ พฒั นาตนเองด้านวชิ าชีพเป็นภาพความสาเรจ็ ที่มุ่งหวงั ในการนาทางรว่ มกัน และ สมาชิกมองเห็นภาพ และทิศทางความสาเรจ็ รว่ มกัน 2.3 การมสี ภาพการที่สนับสนุน หมายถงึ การลดความเปน็ องค์การทยี่ ดึ วัฒนธรรมแบบ ราชการ เปลี่ยน มาใช้วฒั นธรรมแบบกัลยาณมิตรทางวชิ าการแทน และมีการบรหิ ารจดั การสมาชกิ และการปฏบิ ัติงานในสถานศึกษาท่เี นน้ รปู แบบทีมงานเปน็ หลกั 2.4 การมีทมี รว่ มแรงรว่ มใจ หมายถงึ มีการคิดร่วมกนั วางแผนรว่ มกนั ความเข้าใจ รว่ มกนั สร้างขอ้ ตกลงรว่ มกนั และตดั สินใจรว่ มกัน มีการคิดร่วมกัน วางแผนรว่ มกัน ความเข้าใจ รว่ มกนั มขี ้อตกลงรว่ มกัน และการรับผิดชอบรว่ มกัน และทางานรว่ มกันอย่างสรา้ งสรรค์ เพอื่ ให้ บรรลุผลที่การเรียนรู้ของผเู้ รยี น 2.5 การมีชุมชนกัลยาณมติ ร หมายถงึ การทีส่ มาชกิ ทุกคนมเี สรภี าพในการแสดงความ คดิ เหน็ ของตน และมวี ัฒนธรรมการทางานของสมาชิกท่เี ป็นความสมั พนั ธ์แบบกัลยาณมิตร 2.6 มีการเรยี นรแู้ ละพฒั นาวิชาชีพ หมายถงึ การเรียนรู้บนพืน้ ฐานประสบการณ์ตรงใน งานที่ลงมือปฏิบตั จิ รงิ รว่ มกันของสมาชิกภายในชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี เป็นหลัก ที่มกี าร ทางานร่วมกนั เป็นทีม ร่วมคดิ ร่วมทา รว่ มรับผดิ ชอบทาให้บรรยากาศการพัฒนาวชิ าชพี ของครูรู้สกึ ไม่โดดเดีย่ ว รวมไปถึงการสรา้ งจิตวิญญาณความเปน็ ครขู องสมาชิกโดยการพฒั นาตนเองจากขา้ งใน หรอื วุฒิภาวะความเปน็ ครู ให้เป็นครทู ี่สมบรู ณเ์ พ่ือทจ่ี ะเข้าใจมิตขิ องผูเ้ รียนมากย่งิ ข้นึ โดยการจดั การ เรยี นรูจ้ ะต้องยึดผเู้ รยี นเปน็ สาคญั มีความรัก ความเมตตา ความกรุณา ต่อศษิ ย์ 4. การพฒั นาแนวทางการจัดการเรยี นรขู้ องครูโดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรียนรทู้ าง วชิ าชีพ จากการทผี่ วู้ ิจัยไดส้ ังเคราะห์องคป์ ระกอบของการจัดการเรยี นรู้ และองค์ประกอบของ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี แลว้ น้นั ผ้วู จิ ยั ขอนาเสนอการพฒั นาแนวทางการจดั การเรยี นรขู้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพ ที่ได้จากการศกึ ษาเอกสาร งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ งและ แนวทางการปฏิบตั จิ ากผู้เชยี่ วชาญด้านการพัฒนาแนวทางการจดั การเรยี นรขู้ องครูโดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชพี ดงั น้ี วจิ ารณ์ พานิช (2555) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ การเรียนรใู้ นโรงเรียนตอ้ งเปลยี่ นไปจากเดิมโดย ส้นิ เชิง ครตู อ้ งเปล่ยี นบทบาทจากครูสอนมาเป็นครฝู ึก หรอื ครูผอู้ านวยความสะดวกในการเรียน
57 หอ้ งเรยี นตอ้ งเปลยี่ นจากห้องสอนมาเปน็ ห้องทางาน เพราะในเวลาเรียนสว่ นใหญน่ ักเรียนจะเรยี นเปน็ กลุม่ และทางานร่วมกนั ทีเ่ รียกวา่ การเรยี นแบบโครงการ (Project-Based Learning) การศึกษาต้อง เปลย่ี นจากเน้นการสอนของครู มาเปน็ เนน้ การเรียนของนักเรียน เปลย่ี นจากเนน้ การเรียนของปัจเจก มาเปน็ เรียนร่วมกันเปน็ กลุ่ม เปลย่ี นจากการเรยี นแบบเน้นการแข่งขนั มาเปน็ เนน้ ความร่วมมือหรือ ชว่ ยเหลือแบ่งปันกัน ครูเปลยี่ นจากการบอกเน้ือหาสาระ มาเปน็ ทาหน้าทีส่ ร้างแรงบนั ดาลใจ สรา้ ง ความทา้ ทาย ความสนกุ ในการเรียนใหแ้ กศ่ ิษย์ โดยเน้นออกแบบโครงการให้นกั เรียนแบ่งกลุ่มกนั ลง มือทาเพ่ือเรยี นรู้จากการลงมือทา เพอื่ ให้ได้เรียนร้ฝู ึกฝนทักษะเพื่อการดารงชพี ในศตวรรษที่ 21 แล้ว ครชู วนศษิ ยร์ ว่ มกนั ทบทวนไตรต่ รอง เพื่อใหเ้ กดิ การเรยี นรู้หรือทกั ษะทีล่ กึ และเชื่อมโยง รวมทงั้ โยง ประสบการณ์ตรงเข้ากบั ทฤษฎีท่ีมคี นเผยแพร่ไว้แล้ว ทาให้เกิดการเรียนรูเ้ ชงิ ทฤษฎจี ากการปฏบิ ตั ิ ไมใ่ ชจ่ ากการฟังและทอ่ งบน่ หัวใจของการเปล่ียนแปลงคือ เปลี่ยนจากเรยี นรู้จากฟังครสู อนมาเปน็ เรยี นรจู้ ากการลงมือทา โดยครูเป็นผลู้ งมือกระทาเป็นประธานเพื่อสรา้ งการเปลีย่ นแปลงใหแ้ ก่วง การศกึ ษาเป็นเครอ่ื งมือปลดปลอ่ ยครูออกจากความสมั พันธ์เชิงอานาจ สูค่ วามสัมพันธแ์ นวราบเพอ่ื ร่วมกันสร้างการเปล่ยี นแปลงให้แกก่ ารศึกษา รวมท้งั สร้างการรวมตัวกนั ของครูเพ่ือทางานสรา้ งสรรค์ ไดแ้ ก่ การนาประสบการณ์การจดั การเรยี นรูแ้ บบ PBL และนวัตกรรมอน่ื ๆ ที่ตนเองทดลอง มา แลกเปลี่ยนแบง่ ปนั กัน เกดิ การสรา้ งความร้หู รือยกระดับความรใู้ นการทาหน้าท่ีครูจากประสบการณ์ ตรง และจากการเทียบเคยี งกับทฤษฎที ี่มคี นศึกษาและเผยแพรไ่ ว้ ซึ่งการพัฒนาครูในการจัดการ เรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แนวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชีพน้ัน สง่ิ ท่ตี อ้ งการให้เกดิ ขน้ึ ในโรงเรยี น คือ 1. มกี ารจัดครูทางานรว่ มมือกัน 2. แตล่ ะทมี จดั การเรียนรใู้ ห้ศิษย์ทกุ คนไดเ้ รยี นรู้ ความรแู้ ละทกั ษะท่จี าเปน็ (Essential Knowledge and Skills) ไมว่ า่ นกั เรียนคนนนั้ จะมีใครเปน็ ครปู ระจาชน้ั ซงึ่ หมายความว่า ครูในทมี รบั ผดิ ชอบการเรียนรู้ของนักเรยี นร่วมกัน และร่วมกนั กาหนดความรแู้ ละทักษะท่ีจาเปน็ ท่จี ะ รว่ มกันจัดใหน้ กั เรียนไดเ้ รียนรอู้ ยา่ งสนุกสนาน 3. แตล่ ะทมี รว่ มกนั กาหนดรายละเอยี ดของการประเมินเพื่อพัฒนา ทจ่ี ะใช้เปน็ เคร่อื งมือติดตามความก้าวหน้าของการเรียน สาหรบั นามาใช้ปรับปรุงการจดั การเรียนการสอน โดยมี หลักวา่ ตอ้ งประเมนิ บ่อย ๆ 4. กาหนดให้มีแผนอยา่ งเปน็ ระบบของท้ังโรงเรียน สาหรับช่วยใหน้ ักเรยี นทเี่ รยี น ออ่ นหรือตามไม่ทัน เรยี นสาเรจ็ ตามกาหนด ข้อกาหนดท้ัง 4 นี้เปน็ หลักการที่กาหนดอย่างชัดเจนวา่ ตอ้ งมีการบังคับ แตว่ ิธีการดาเนินการนน้ั ยดื หยนุ่ ปลอ่ ยใหแ้ ต่ละโรงเรยี นใช้ความสรา้ งสรรค์ของ ตนเองได้
58 ฤทธไิ กร ไชยงาม (2557) ได้ให้แนวคดิ ว่า การจัดการเรียนรู้ของครโู ดยประยกุ ตใ์ ช้ แนวคิดชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชีพไดด้ งั นี้ การจดั การเรียนการสอนเป็นแบบบรู ณาการ สหวทิ ยาการทร่ี ิเรมิ่ รปู แบบอย่างมีส่วนร่วมจากการ PLC อาจารยร์ ะดบั ชน้ั เดยี วกนั โดยออกแบบ การจดั การเรียนร้เู ปน็ 4 ชว่ ง ไดแ้ ก่ 1. ข้นั เตรยี มการสอนที่ PLC ครูจะมาร่วมกันวิเคราะหแ์ ละกาหนดตัวช้วี ดั ทตี่ ้องการ อาจารยผ์ สู้ อนแตล่ ะรายวชิ าจะมารว่ มกนั วเิ คราะห์เป้าหมาย KPA ของตนเองทสี่ ามารถบรู ณาการกบั การเรียนบนฐานปัญหาน้นั ได้และรว่ มกนั กาหนดหวั เรื่องใหญ่ เพอ่ื จะวางแนวทางสร้างแรงบนั ดาลใจ สรา้ งความสงสยั ท้าทายเด็ก ๆ ต่อไป ในเทอมนั้น ๆ 2. ขัน้ จัดกระบวนการเรียนรู้ โดยยดึ หลกั วา่ เด็ก ๆ เปน็ ผูส้ รา้ งองค์ความรู้เอง น่นั คือ ทมี PLC ครูจะเนน้ เปน็ เพยี งกระบวนการอานวยการให้นกั เรียนไดร้ ่วมกันเปน็ ทมี เพื่อสารวจปัญหา วเิ คราะหป์ ัญหา ลงพ้ืนทสี่ มั ผัสปัญหา อภิปรายแนวทางแก้ไขปญั หาและกาหนดปัญหา เขยี นหลกั การ และเหตผุ ลเพ่ือจะจดั ทาเปน็ เค้าร่างโครงงานของกลุ่ม ซึ่งต้องวางแผนและ (BAR) นาเสนอตอ่ ไป โดยอาจารยเ์ ปน็ กรรมการสอบเคา้ โครงงาน 3. ขนั้ ลงมอื แกป้ ัญหาหรือขั้นลงมอื ทา เน้นวา่ เด็ก ๆ เปน็ ผู้ลงมือดาเนินการทาตาม แผนทกี่ ลมุ่ วางไว้ อาจารย์จะเขา้ มาทาหน้าที่ผู้ประเมนิ ผลพีเ่ ลย้ี งคอยกระต้นุ ซักถามเพื่อใหเ้ กดิ ความ ชดั เจนและปลอดภัยในการเรียนรู้ภาคสนามของเด็ก ๆ เปดิ โอกาสใหเ้ ขาได้นาสิง่ ทไ่ี ดเ้ รยี นรูม้ า นาเสนอผ่านการรายงานความกา้ วหนา้ ซ่งึ ต้องมีการให้ทา DAR มาก่อน 4. ขน้ั นาเสนอและสรปุ ถอดบทเรยี น (AAR) โดยทางโรงเรยี นจะจดั งานวันเปิดโลก กจิ กรรม ให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มได้นาเสนอผลงาน/ชิ้นงาน อาจารย์ทาหน้าที่ประเมินผล ซักถาม และ ตรวจจับ KPA ทกี่ าหนดไวต้ ั้งแตต่ ้นเทอม ซึ่งอาจตรวจจากรายงาน หรือการตอบคาถาม เป็นต้น มารตุ พัฒผล (2557) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ รปู แบบการพฒั นาครดู า้ นการจดั การเรียนรู้ท่ี เสรมิ สรา้ งการรู้คิดและความสขุ ในการเรยี นรู้ของผู้เรียนว่ามี 5 ขัน้ ตอน ได้แก่ 1. กระตุน้ ความรัก เปน็ ขั้นตอนการกระตุ้นใหผ้ ู้สอนเกดิ ความรกั ความศรัทธาใน วชิ าชีพครู ตลอดจนความรกั ทม่ี อบให้กับผเู้ รียน โดยการทากิจกรรมสุนทรียสนทนา การถอดบทเรยี น การสื่อสารเชงิ บวก การฟังอย่างลึกซึง้ และการแลกเปล่ียนเรยี นร้กู บั บคุ คลตัวอย่างในวชิ าชพี ครใู น ลกั ษณะชุมชนแห่งการเรยี นร้เู ชิงวิชาชีพ 2. ตระหนักในความรู้ เป็นขน้ั ตอนการกระตุ้นความรู้เดิม และเสริมความรู้ใหม่ให้กับ ผ้สู อนในดา้ นการจัดการเรยี นรูท้ เ่ี สริมสรา้ งการรคู้ ิดและความสุขในการเรยี นรู้ ในลักษณะชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้เชิงวิชาชพี โดยการสัมมนาเชิงปฏบิ ัติการ การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ประสบการณ์การจดั การ เรียนรรู้ ะหวา่ งผสู้ อน การให้ข้อมลู เพื่อกระตนุ้ การเรียนรู้ (Feed - up) การให้ข้อมลู เพ่ือการเรยี นรตู้ อ่ ยอด (Feed - forward)
59 3. นาสู่ปฏบิ ัติ เปน็ ข้นั ตอนการนาความรูค้ วามเขา้ ใจจากการสัมมนาเชงิ ปฏิบัตกิ าร ตลอดจนประสบการณท์ ี่ไดจ้ ากการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ ไปประยุกตใ์ ชใ้ นการจดั การเรยี นรู้ของตนเองใน โรงเรยี น โดยมผี ูเ้ ชีย่ วชาญทาหน้าท่เี ปน็ พ่ีเลย้ี ง (Mentoring) และผูฝ้ กึ สอน (Coaching) มกี ารเสริม พลงั (Empower) การให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นการเรยี นรู้ การให้ขอ้ มลู ย้อนกลับ (Feedback) การให้ ข้อมูลเพือ่ การเรยี นรู้ต่อยอด และการแลกเปลย่ี นเรยี นรใู้ นลักษณะชมุ ชนแห่งการเรียนรูเ้ ชิงวิชาชีพ 4. จัดใหแ้ ลกเปลย่ี น เปน็ ข้ันตอนการนาความรู้และประสบการณท์ ่ีได้รบั จากการ ปฏิบัตกิ ารจัดการเรียนรทู้ ี่เสริมสรา้ งการรูค้ ิดและความสขุ ในการเรยี นรมู้ าแลกเปล่ียนเรียนรรู้ ่วมกันใน ลักษณะชุมชนแหง่ การเรียนรเู้ ชงิ วชิ าชพี โดยการใช้สนุ ทรียสนทนา การฟังอย่างลึกซง้ึ การเสรมิ พลัง การใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลบั การให้ขอ้ มูลเพื่อกระต้นุ การเรยี นรู้ต่อยอด แล้วนาไปประยุกต์ใช้ในการจัดการ เรียนรู้ของตนเองต่อไป 5. เรียนรู้และพัฒนา เปน็ ขัน้ ตอนการแลกเปลย่ี นเรียนรสู้ รปุ ผลการดาเนนิ การ จดั การเรยี นรู้ที่เสริมสรา้ งการรูค้ ิดและความสขุ ในการเรียนรู้ของผูส้ อน โดยใช้การนาเสนอ การ แลกเปลย่ี นเรียนรู้ สุนทรยี สนทนา การฟังอย่างลึกซง้ึ และการใหข้ ้อมูลเพ่ือการเรยี นรูต้ ่อยอด วเิ ชียร ไชยบัง (2558) ใหแ้ นวคิดวา่ การทาชุมชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชพี คอื การสร้าง ระบบให้ครูไดเ้ รียนรรู้ ว่ มกนั หรือการสร้างชมุ ชนการเรยี นรูว้ ชิ าชีพ (PLC) เป็นแนวทางใหม่ทจ่ี ะ พัฒนาครใู ห้มคี ณุ ภาพดว้ ยการสร้างพลังการเรียนรู้ร่วมกนั PLC จะช่วยยกระดับความรู้ความเขา้ ใจ ของครแู ตล่ ะคน ท้ังมิติความรู้ความเข้าใจในเนือ้ หาท่ีจะสอนและความรู้ความเขา้ ใจตอ่ การสอน เชน่ หลกั สูตร จิตวทิ ยาการสอน การออกแบบกิจกรรม การวัดและประเมนิ ผล เป็นต้น PLC ช่วยยกระดับ ทักษะของครูแตล่ ะคน เชน่ ทักษะการออกแบบการเรยี นรู้ ทักษะการส่ือสาร ทกั ษะ ICT ทกั ษะการ วัดและประเมนิ ผล ตลอดจนทักษะชีวติ เชน่ ทักษะการจัดการความขัดแยง้ ทักษะการจัดการอารมณ์ ทกั ษะการอยรู่ ่วมกัน เปน็ ต้น PLC ช่วยให้ครแู ตล่ ะคนค้นพบความหมายของชวี ติ ความหมายของการ เป็นครู รสู้ ึกถึงคุณคา่ ของงานครู เห็นเป้าหมายท่สี าคญั ร่วมกัน เป็นบุคคลและองค์กรการเรยี นรู้ ทางานเปน็ ทีม มีความเป็นกัลยาณมิตร โดยกระบวนการ PLC มีรายละเอยี ดดงั นี้ 1. การเตรยี มองคก์ ร เตรียมสภาพแวดล้อมใหส้ ะอาด ร่มรื่น ปลอดภยั 2. กอ่ รปู วัฒนธรรมองค์กรใหม่ เป็นการร่วมกันกาหนดเปา้ หมายองคก์ รและข้อตกลง เบ้ืองต้น การออกแบบกจิ กรรมเพื่อลดลาดับช้ันใหน้ อ้ ยลงเป็นองค์กรระดบั ราบมากขึ้น และสรา้ งกลไก ให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้อยเู่ สมอ ทัง้ เปน็ กลไกทีด่ ึงดูดผทู้ เี่ กี่ยวข้องเขา้ มาอยู่ในกระบวนการด้วย เชน่ การกาหนดช่วงเวลา สถานที่ หวั ขอ้ ผ้เู ขา้ รว่ ม และผูน้ าแลกเปล่ยี นเรียนรูใ้ นแต่ละคร้ัง ซ่ึงผนู้ า หรอื ผบู้ รหิ ารเปน็ องคป์ ระกอบสาคญั มากในขน้ั ตอนน้ี 3. กจิ กรรม PLC หรือกระบวนการสนุ ทรียสนทนาเพ่อื เรยี นรู้ เพ่อื การเรยี นรูก้ ันและ กันด้วยการคุยกันในระดับราบ เน้นการฟังอย่างรู้เทา่ ทนั จิตใจของตนเอง เพื่อการขจัดการตัดสนิ ท่ี
60 เกิดข้นึ ขณะฟัง การฟังนนั้ กจ็ ะเต็มไปดว้ ยความกรุณาต่อกัน ทุกคนจะมีโอกาสรบั เนือ้ ความได้อย่าง ครบถว้ นทงั้ มติ ิและเน้ือหา สรุปได้ว่า การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครโู ดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การ เรยี นรู้ทาวิชาชีพ มุ่งเน้นการจัดการเรียนรูข้ องครูที่มรี ูปแบบท่ีสอดคล้องกบั นโยบายทางการศึกษาของ ไทยในโดยกระบวนการจัดการเรยี นรจู้ ะตอ้ งเปลย่ี นไปจากเดิมโดยส้ินเชิง ครตู อ้ งเปลี่ยนบทบาทจาก ครูสอนมาเป็นโคช๊ ผูแ้ นะนา หรอื ผู้อานวยความสะดวกในการเรยี น รวมไปถึงกระบวนการทางานของ ครูผูส้ อนจะต้องสร้างระบบให้ครไู ด้เรยี นรู้รว่ มกนั หรือการสร้างชมุ ชนการเรียนรวู้ ิชาชพี ซ่ึงจะชว่ ย ยกระดับความรูค้ วามเข้าใจของครูแตล่ ะคน และจะชว่ ยยกระดบั ขององค์กรใหไ้ ปสู่เปา้ หมายทต่ี ั้งไว้ ตามกระบวนการ ดังภาพประกอบ3 การพัฒนาแนวทางการจดั การเรยี นร้ขู องครโู ดยใช้แนวคิดชมุ ชน แห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชพี การจดั การเรยี นรู้ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 1. กาหนดเนื้อหาหรอื หลักสูตร 1. ภาวะผ้นู าแบบมีส่วนร่วม 2. กาหนดวัตถุประสงคห์ รือจุดมงุ่ หมาย 2. คา่ นิยมวิสยั ทัศน์รว่ มกนั 3. การศึกษาผ้เู รยี น 3. สภาพการทสี่ นับสนนุ 4. กาหนดยทุ ธวิธีในการสอน 4. ทีมรว่ มแรงร่วมใจ 5. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 5. ชมุ ชนกัลยาณมติ ร 6. การวดั และการประเมนิ ผล 6. การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ภาพประกอบ 3 แนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครูโดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวชิ าชพี
61 บริบทของสถานศึกษา สงั กดั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 การบรหิ ารและจดั การศึกษาในยุคปจั จุบัน มเี จตนารมณ์ในการกระจายอานาจการบรหิ าร และการจัดการศึกษาจากสว่ นกลางไปส่เู ขตพืน้ ท่กี ารศึกษาและสถานศึกษา โดยใหค้ วามสาคัญกบั การมสี ่วนร่วมของประชาชน ชุมชนท้องถ่นิ และผู้มีสว่ นเก่ียวข้องกบั การจดั การและพัฒนาการศึกษา ในรปู ของคณะกรรมการที่มาจากทุกภาคส่วนทีม่ สี ว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษาของสานกั งานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 สานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 2 มีสถานศึกษาในสงั กัดท่ีอย่ใู น ความรับผิดชอบ จานวน 170 โรง กลมุ่ เครือขา่ ยพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา 9 ศูนย์เครือข่าย ขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา 1,828 คน นักเรยี น 20,530 คน (สานักงานเขตพน้ื ท่ี การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2, 2562) 1. สภาพทัว่ ไป ทต่ี ้งั สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 ตงั้ อย่ทู โ่ี รงเรยี น หว้ ยเมก็ ราษฎน์ กุ ลู อาเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสนิ ธุ์ รหสั ไปรษณยี ์ 46170 เว็ปไซตส์ านักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 2 คือ www.kalasin2.go.th เขตพื้นทร่ี บั ผิดชอบมีอาเภอในเขต พื้นทบ่ี รกิ ารทางการศึกษา จานวน 5 อาเภอ 44 ตาบล ประกอบดว้ ย 1. อาเภอยางตลาด มีเขตพ้ืนท่รี ับผิดชอบ 15 ตาบล ประกอบด้วย 1) ตาบลยาง ตลาด 2) ตาบลหวั งวั 3) ตาบลอุม่ เม่า 4) ตาบลบวั บาน 5) ตาบลเวอ่ 6) ตาบลอิต้อื 7) ตาบลหวั นาคา 8) ตาบลหนองอเิ ฒา่ 9) ตาบลดอนสมบูรณ์ 10) ตาบลนาเชือก 11) ตาบลคลองขาม 12) ตาบลเขา พระนอน 13) ตาบลนาดี 14) ตาบลโนนสูง 15) ตาบลหนองตอกแปน้ 2. อาเภอหว้ ยเมก็ มีเขตพื้นที่รับผิดชอบ 9 ตาบล ประกอบดว้ ย 1) ตาบล หว้ ยเมก็ 2) ตาบลคาใหญ่ 3) ตาบลกดุ โดน 4) ตาบลบงึ นาเรียง 5) ตาบลหวั หนิ 6) ตาบลพมิ ลู 7) ตาบลคาเหมือดแก้ว 8) ตาบลโนนสะอาด 9) ตาบลทรายทอง 3. อาเภอท่าคันโท มีเขตพนื้ ที่รับผิดชอบ 6 ตาบล ประกอบด้วย 1) ตาบล ท่าคันโท 2) ตาบลกุงเก่า 3) ตาบลยางอมู้ 4) ตาบลกุดจิก 5) ตาบลนาตาล 6) ตาบลดงสมบรู ณ์ 4. อาเภอหนองกงุ ศรี มีเขตพื้นทร่ี ับผิดชอบ 9 ตาบล ประกอบดว้ ย 1) ตาบลหนองกุงศรี 2) ตาบลหนองบวั 3) ตาบลโคกเครือ 4) ตาบลหนองสรวง 5) ตาบลเสาเล้า 6) ตาบลหนองใหญ่ 7) ตาบลดงมลู 8) ตาบลลาหนองแสน 9) ตาบลหนองหิน 5. อาเภอฆ้องชยั มีเขตพ้ืนทรี่ ับผิดชอบ 5 ตาบล ประกอบด้วย 1) ตาบลฆอ้ งชัย พัฒนา 2) ตาบลเหล่ากลาง 3) ตาบลลาชี 4) ตาบลโคกสะอาด 5) ตาบลโนนศลิ าเลิง ภมู ิประเทศ มีอาณาเขตตดิ ต่อกับอาเภอ และจังหวดั ใกลเ้ คียง ดังน้ี
62 ทิศเหนอื ได้แก่ อาเภอท่าคันโท เขตแดนติดกบั อาเภอศรีธาตุ อาเภอกุมภวาปี และอาเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี ทิศใต้ ได้แก่ อาเภอยางตลาด เขตแดนตดิ กบั อาเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ อาเภอฆ้องชัย เขตแดนตดิ กบั อาเภอกันทรวิชัยและอาเภอเมอื ง จังหวัดมหาสารคาม ทิศตะวนั ออก ได้แก่ อาเภอหนองกงุ ศรี เขตแดนตดิ กบั อาเภอสหัสขันธ์ จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์ ทศิ ตะวนั ตก ไดแ้ ก่ อาเภอหว้ ยเมก็ เขตแดนตดิ กับอาเภอช่ืนชม จงั หวดั มหาสารคาม และอาเภอกระนวน จังหวัดขอนแกน่ 2. บทบาทหน้าที่ของสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา กระทรวงศกึ ษาธิการ (2553) ได้กาหนดอานาจหน้าท่ขี องสานักงานเขตพ้ืนที่ การศึกษาวา่ ให้สานักงานเขตมีอานาจหน้าท่ดี าเนินการใหเ้ ปน็ ไปตามอานาจหน้าท่ขี องสานกั งานเขต พื้นที่การศกึ ษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบรหิ ารราชการกระทรวงศึกษามีอานาจหนา้ ท่ี ดงั นี้ 1. จัดทานโยบาย แผนพฒั นา และมาตรฐานการศกึ ษาของเขตพืน้ ที่การศึกษาให้ สอดคล้องกบั นโยบาย มาตรฐานการศึกษา แผนการศึกษา แผนพฒั นาการศึกษาขนั้ พื้นฐานและ ความต้องการของทอ้ งถน่ิ 2. วเิ คราะหก์ ารจัดตงั้ งบประมาณเงนิ อดุ หนุนทวั่ ไปของสถานศกึ ษา และ หน่วยงานในเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา และแจ้งจัดสรรงบประมาณทไ่ี ด้รับใหห้ น่วยงานข้างต้นรับทราบและ กากับตรวจสอบ ติดตามการใชจ้ า่ ยงบประมาณของหนว่ ยงานดังกล่าว 3. ประสาน สง่ เสริม สนับสนนุ และพฒั นาหลกั สตู รร่วมกบั สถานศึกษาในเขต พืน้ ทก่ี ารศกึ ษา 4. กากบั ดูแล ตดิ ตาม และประเมนิ ผลสถานศึกษาข้นั พื้นฐาน และในเขตพนื้ ที่ การศึกษา 5. ศกึ ษา วิเคราะห์ วิจยั และรวบรวมขอ้ มูลสารสนเทศด้านการศกึ ษาในเขตพ้นื ท่ี การศกึ ษา 6. ประสานการระดมทรัพยากรด้านตา่ ง ๆ รวมท้งั ทรัพยากรบุคคล เพื่อส่งเสรมิ สนบั สนุน การจัดและพฒั นาการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 7. จดั ระบบการประกันคุณภาพการศกึ ษา และประเมินผลสถานศึกษาในเขต พนื้ ทก่ี ารศกึ ษา 8. ประสาน ส่งเสรมิ สนบั สนุน การจัดการศึกษาของสถานศึกษาของเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ รวมทง้ั บคุ คล องค์กรชุมชน องค์กรวชิ าชพี สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการและสถาบันอ่ืนท่ีจดั รูปแบบท่หี ลากหลายในเขตพนื้ ที่การศึกษา
63 9. ดาเนนิ การและประสาน สง่ เสริม สนับสนุนการวิจยั และพฒั นาการศกึ ษาใน เขตพ้ืนที่การศึกษา 10. ประสาน สง่ เสริมการดาเนนิ งานของคณะอนกุ รรมการ และคณะทางานดา้ น การศึกษา 11. ประสานการปฏบิ ตั ริ าชการท่วั ไปกับองค์กร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถน่ิ ในฐานะสานักงานผแู้ ทนกระทรวงศกึ ษาธิการในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 12. ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่อี น่ื เกี่ยวกบั กิจการภายในเขตพืน้ ท่ีการศึกษาทมี่ ิได้ระบุใหเ้ ป็น หน้าท่ีของผูใ้ ดโดยเฉพาะ หรือปฏบิ ัติงานอ่นื ตามท่ีมอบหมาย 3. ทศิ ทางการพฒั นาคุณภาพการศึกษา 3.1 วิสัยทศั น์ การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานของสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 มคี ุณภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาชาติ พร้อมกา้ วสู่สากลบนพนื้ ฐานความเป็นไทย 3.2 พันธกิจ 1. ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ ใหป้ ระชากรวยั เรยี นทุกคน ไดร้ บั การศกึ ษาอยา่ งทว่ั ถึง และมคี ุณภาพ 2. ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนมคี ุณธรรมจรยิ ธรรม มีคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ตาม หลกั สูตร และค่านยิ มหลักของคนไทย 12 ประการ 3. ส่งเสริมและสนบั สนุนให้ผู้เรียนมีทกั ษะชวี ิต และทักษะอาชพี ตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4. พัฒนาระบบบรหิ ารจัดการทเี่ น้นการมีส่วนรว่ ม เพื่อเสริมสร้างความ รับผิดชอบ ต่อคุณภาพการศกึ ษา และบรู ณาการการจดั การศกึ ษา 3.3 เปา้ ประสงค์ 1. นกั เรียนทกุ คนมคี ุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานและพฒั นาสู่ มาตรฐานการศึกษาชาติ 2. ประชากรวยั เรียนทกุ คนได้รับโอกาสในการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ตง้ั แตอ่ นุบาลจน จบการศึกษาภาคบงั คบั อย่างมีคุณภาพทว่ั ถึงและเสมอภาค 3. นกั เรยี นมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม มีคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และค่านยิ มหลกั ของคนไทย 12 ประการ 4. นักเรียนมที กั ษะชวี ิต และทกั ษะอาชพี ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 5. ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา มีทักษะท่เี หมาะสม และทางานมุ่งเน้น ผลสัมฤทธิ์
64 6. สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาและสถานศกึ ษา เนน้ การทางานแบบบรู ณาการ บริหารแบบมีสว่ นรว่ ม มีความเขม้ แข็ง จดั การศึกษาสมู่ าตรฐานการศกึ ษาชาติ ตามหลักธรรมาภบิ าล 3.4 กลยุทธ์ จากวิสัยทัศน์ พนั ธกิจ เป้าประสงค์ สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธเ์ุ ขต 2 จึงกาหนดกลยทุ ธ์ ปงี บประมาณ พ.ศ. 2561 จานวน4 กลยทุ ธ์ ดงั ตอ่ ไปนี้ กลยทุ ธ์ที่ 1 การพฒั นาคุณภาพนกั เรียนในระดบั การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน กลยุทธ์ท่ี 2 เสริมสรา้ งและเพ่ิมโอกาสเข้าถึงบริการการศึกษาข้ันพนื้ ฐานให้ ท่วั ถึงครอบคลมุ นักเรียน ใหไ้ ด้รบั โอกาสในการพฒั นาเต็มตามศักยภาพ และมีคณุ ภาพ กลยุทธท์ ี่ 3 พัฒนาคณุ ภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา กลยุทธท์ ่ี 4 พฒั นาระบบการบริหารจดั การ 3.5 คา่ นยิ มองค์กร ความรูค้ คู่ วามดี สามัคคี มีจิตสาธารณะ 4. ขอ้ มูลพื้นฐาน 1. ข้อมลู สถานศกึ ษา สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 จัดการศึกษา 3 ระดบั ได้แก่ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ มสี ถานศึกษาใน สงั กดั ท้งั หมด 170 โรงเรยี น ดังตาราง10 ตาราง 10 แสดงจานวนโรงเรียน จาแนกตามขนาดโรงเรียน สังกัด สพป.กส2 ปกี ารศกึ ษา 2562 ศูนยเ์ ครือข่าย สังกดั สพฐ. จานวน โรงเรยี น โรงเรยี นพระ สานกั บรหิ าร ประถม ประถม ขยาย โรงเรียน เอกชน ปริยตั ธิ รรม การศึกษา ยางตลาด 1 หลกั สาขา โอกาส ท้ังสน้ิ ยางตลาด 2 5 0 พเิ ศษ ยางตลาด 3 18 0 4 22 0 0 1 ห้วยเมก็ 1 11 0 10 21 0 0 0 หว้ ยเมก็ 2 13 0 6 19 6 0 0 ทา่ คนั โท 13 0 4 17 0 0 0 หนองกุงศรี 1 10 0 5 15 3 0 0 หนองกุงศรี 2 12 0 7 19 4 2 0 15 0 4 19 0 0 0 15 0 6 21 0
65 ตารางที่ 10 (ต่อ) ฆอ้ งชัย 13 0 4 17 1 0 0 รวม 120 0 50 170 19 2 1 ตาราง 11 แสดงจานวนครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพป.กส 2 ปีการศึกษา 2562 สรุปจานวนครแู ละบุคลากรทางการศึกษา ปีการศึกษา 2562 ศนู ยเ์ ครอื ขา่ ย คร/ู ช ครู/ญ รวม ผอ.ชาย ผอ.หญิง รวม รวมทั้งส้นิ ยางตลาด1 44 146 190 14 7 21 211 ยางตลาด2 205 ยางตลาด3 50 133 183 20 2 22 174 ห้วยเม็ก1 101 หว้ ยเม็ก2 43 116 159 14 1 15 133 หนองกุงศร1ี 137 หนองกุงศร2ี 25 65 90 10 1 11 199 ฆอ้ งชยั 110 ทา่ คนั โท 45 76 121 9 3 12 206 1476 รวม 33 86 119 16 2 18 51 126 177 17 5 22 32 64 96 11 3 14 75 114 189 15 2 17 398 926 1324 126 26 152 5. ผลการดาเนินงานดา้ นการจดั การเรยี นร้ทู ่เี น้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญ สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 ดาเนนิ การขับเคลือ่ น ภารกจิ โดยใชแ้ ผนเป็นเครื่องมือในการบรหิ ารจัดการและพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทส่ี อดคล้อง เช่อื มโยงกบั นโยบายรฐั บาล กระทรวงศึกษาธกิ าร สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน และ ยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาจังหวดั กาฬสนิ ธุ์ จาการกากบั ติดตาม ประเมนิ ผลกรดาเนินงานในปที ่ีผา่ นมา (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561) สรุปผลการดาเนินงานด้านคณุ ภาพการศึกษา โดยสรปุ ดังน้ี 5.1 ผลการประเมนิ ความสมารถของนกั เรยี นระดบั ชาติ ปกี ารศกึ ษา 2561
66 ตาราง 12 แสดงการเปรยี บเทียบผลการประเมินความสมารถของนกั เรียน NT ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ปีการศกึ ษา 2560 และปีการศกึ ษา 2561 ทกั ษะความสามารถ ปี พ.ศ. 2560 ปกี ารศึกษา ผลต่าง 34.61 ปี พ.ศ. 2561 +8.41 ดา้ นคานวณ 47.60 +4.4 ดา้ นภาษา 48.70 43.20 +0.60 ดา้ นเหตุผล 43.64 52.24 +4.54 49.30 เฉล่ยี 48.18 จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติ NT ช้ันประถมศกึ ษาปี่ท่ี 3 เม่ือ เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลีย่ ของปกี ารศึกษา 2560 และปีการศกึ ษา 2561 พบวา่ ในปีการศึกษา 2561 มีคะแนนเฉลีย่ ทุกรวมด้านสูงขน้ึ เท่ากบั +4.54 เม่ือพิจารณาเป็นรายดา้ น พบว่า ทักษะด้านคานวณ มี ค่าเฉล่ียเพิ่มขนึ้ +8.41 ดา้ นภาษา มคี ่าเฉลย่ี เพิ่มขึน้ +4.64 และดา้ นเหตผุ ล มีคา่ เฉลย่ี เพิ่มขนึ้ +0.60 5.2 ผลทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาตขิ น้ั พน้ื ฐาน (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ตาราง13 แสดงการเปรียบเทียบผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาตขิ ้ันพื้นฐาน (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 เปรยี บเทียบปี การศกึ ษา 2560 และปีการศึกษา 2561 ทักษะความสามารถ ปี พ.ศ. 2560 ปีการศึกษา ผลต่าง 49.71 ปี พ.ศ. 2561 -7.01 ภาษาไทย 36.66 -4.57 คณิตศาสตร์ 38.47 42.70 -1.96 วิทยาศาสตร์ 28.51 32.09 +1.06 ภาษาต่างประเทศ 38.34 36.51 -3.12 29.57 เฉล่ยี 35.22
67 จากการเปรียบเทียบข้อมูลระดับเขตพ้นื ที่การศกึ ษาแสดงให้เหน็ วา่ ผลสมั ฤทธ์ิ (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 เมื่อเปรยี บเทยี บคะแนน เฉลีย่ ของปีการศึกษา 2560 และปีการศึกษา 2561 พบว่า โดยภาพรวมมีผลคะแนนเฉลี่ยลดลง -3.12 เม่ือพิจารณาเป็นรายกล่มุ สาระ พบว่า กลุม่ สาระการเรยี นรู้ทม่ี ีค่าเฉล่ียเพม่ิ ข้ึน คือ กลมุ่ สาระการ เรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ +1.06 และกลุ่มสาระการเรยี นรู้ทมี่ ีค่าเฉล่ียลดลง คือ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย -7.01 กล่มุ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ -4.57 และกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ -4.96 5.3 ผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขน้ั พืน้ ฐาน (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ตาราง14 แสดงการเปรียบเทียบผลทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขัน้ พ้ืนฐาน (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เปรียบเทยี บปีการศึกษา 2560 และปีการศึกษา 2561 ทกั ษะความสามารถ ปี พ.ศ. 2560 ปีการศกึ ษา ผลตา่ ง 23.65 ปี พ.ศ. 2561 -3.07 ภาษาไทย 31.58 -2.44 คณติ ศาสตร์ 26.85 20.58 +0.1 วิทยาศาสตร์ 41.27 29.14 +2.48 ภาษาตา่ งประเทศ 30.84 26.95 -0.73 43.75 เฉลีย่ 30.11 จากการเปรยี บเทยี บข้อมูลระดบั เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาแสดงใหเ้ หน็ วา่ ผลสัมฤทธ์ิ (O-NET : Ordinary National Educational Test ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เม่ือเปรียบเทียบคะแนน เฉลยี่ ของปีการศึกษา 2560 และปกี ารศึกษา 2561 พบว่า โดยภาพรวมมีผลคะแนนเฉลยี่ ลดลง -0.73 เมอื่ พจิ ารณาเป็นรายกล่มุ สาระ พบวา่ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ที่มีคา่ เฉล่ยี เพิม่ ข้นึ คือ กลุ่มสาระการ เรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ +2.48 กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ +0.1 และกลุ่มสาระการเรยี นรทู้ ่ีมี คา่ เฉลย่ี ลดลง คือ กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย -.07 กล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ -2.44 5.4 ผลการประเมนิ ความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคดิ คานวณตาม จดุ เน้นตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน ( ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2560) ของนักเรยี น ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1-6 ปกี ารศึกษา 2561
68 ตาราง15 แสดงการอ่านออก อา่ นคล่อง จานวน 12,321 คน คิดเปน็ ร้อยละ 100 และนักเรียนเขียน ได้ เขยี นคล่อง จานวน 12,321 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 100 ทกั ษะที่ จานวนผูเ้ รียน จานวนผู้ จานวนนักเรียนที่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ประเมิน ทง้ั หมด เขา้ สอบ ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 รวม ร้อยละ การอา่ น 11,085 11,085 1,949 1,400 1,835 1,853 2,055 1,993 11,085 100 การเขียน 11,085 11,085 1,949 1,400 1,835 1,853 2,055 1,993 11,085 100 กล่าวโดยสรุป สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต2 เป็นหน่วยงานใน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับผิดชอบดูแล สถานศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตจังหวัด กาฬสินธ์ุ รวม 5 อาเภอ ได้แก่ อาเภอท่าคันโท อาเภอหนองกุงศรี อาเภอห้วยเม็ก อาเภอยางตลาด และอาเภอฆอ้ งชยั งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวข้อง งานวิจยั ในประเทศ พเิ ชฐ เกษวงษ์ (2556) ไดท้ าการศึกษา แนวทางการสร้างชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง วชิ าชพี ในสถานศกึ ษา สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 2ผลการศกึ ษาพบว่า 1) การสรา้ งจดุ เริ่มแห่งความร่วมมอื ร่วมใจ เชน่ ส่งเสรมิ ให้ครูมกี ารปรบั ปรุงและพัฒนาตนเองอย่าง ตอ่ เน่อื ง 2) การจดั ให้ครมู ีโอกาสเสวนาใครค่ รวญระหว่างกัน เชน่ นาประเดน็ ปัญหาจากการ ปฏบิ ตั งิ านของครูมาพดู คุยแลกเปลยี่ นระหวา่ งกนั 3) การส่งเสริมใหม้ ีการรวมกลุ่มเพ่อื มุ่งเน้นทีก่ าร เรยี นรู้ของนักเรยี น เช่น ส่งเสรมิ ใหม้ กี ารใช้วิธกี ารเรยี นรู้ทีห่ ลากหลาย 4) การสง่ เสริมให้มีการ แลกเปลยี่ นเรยี นรดู้ ้านคา่ นิยมและปทัสถานร่วม เชน่ กาหนดกลยทุ ธใ์ นการดาเนนิ งานให้บรรลุตาม เป้าหมาย 5) การสนบั สนุนให้มกี ารรว่ มมือกันในการทางานเชน่ สง่ เสรมิ การรวมกลมุ่ เพ่ือแก้ปญั หา รว่ มกันของครู โดยแนวทางทั้ง 5 ด้าน มคี วามเหมาะสมและมีความเปน็ ไปไดท้ ุกรายการ จลุ ล่ี ศรษี ะโคตร (2557) ไดท้ าการศึกษา บรรยากาศองค์การที่สง่ ผลตอ่ ชุมชนการ เรียนรทู้ างวชิ าชีพของครู ในสังกดั เทศบาลนครขอนแกน่ พบว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชพี ของครูใน สงั กัดเทศบาลนครขอนแก่นโดยภาพรวมทัง้ 4 ด้าน ไดแ้ ก่ วิสัยทัศนร์ ว่ ม ทมี และเครอื ข่ายการเรยี นรู้ การจัดการความรู้ และการส่งเสริมแหลง่ เรยี นรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในระดับมาก โดย บรรยากาศองค์การทุกดา้ น ได้แก่ โครงสร้างองค์การ ค่านิยมและพฤติกรรม มาตรฐานการปฏิบตั ิงาน
69 ความเสี่ยง และสภาพแวดล้อม มคี วามสัมพนั ธใ์ นทางบวกกบั ชมุ ชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครใู น สังกดั เทศบาลนครขอนแก่น อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .01 ดา้ นทีม่ ีความสัมพันธ์ ระดบั มาก คอื ด้านมาตรฐานการปฏบิ ตั งิ าน และดา้ นท่ีมีความสมั พนั ธ์ระดับนอ้ ย คือดา้ นโครงสรา้ งองค์การ และบรรยากาศองค์การท่สี ง่ ผลตอ่ ชมุ ชนการเรยี นรทู้ างวิชาชีพของครใู นสงั กัดเทศบาลนครขอนแก่น อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .01 ไดแ้ ก่ ดา้ นมาตรฐานการปฏิบัตงิ าน ด้านคา่ นิยม และพฤตกิ รรม และด้านโครงสรา้ งองค์การ ปองทิพย์ เทพอารีย์ (2557) ไดท้ าการศึกษา รูปแบบชมุ ชนแหง่ การเรียนรเู้ ชงิ วิชาชพี สาหรบั ครูประถมศึกษา พบว่า แนวทางการพัฒนาชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้เชงิ วิชาชีพสาหรับครู ประถมศึกษา ประกอบดว้ ย 4 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1) วัฒนธรรมแห่งการเรยี นรู้ ประกอบไปด้วย ความรว่ มมอื ในการเรียนรู้ร่วมกันและความรว่ มมือในการทางาน การเรียนรู้เปน็ ทมี 2) การคดิ ประกอบไปด้วยลกั ษณะด้านการคิด 3 ลักษณะ ได้แก่ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ และการคดิ แก้ปญั หา 3) แบบปฏิบัตทิ ่ีดี หมายถึง วิธีการปฏิบตั ใิ นการจัดการเรยี นการสอนของครูท่มี ี รูปแบบวิธกี ารที่ชัดเจน เป็นแนวปฏิบัตทิ ่ีดอี ยา่ งเห็นไดช้ ดั มีส่วนสาคัญที่ทาให้ผลการจดั การเรียนการ สอนเป็นเลิศได้รับการยอมรับจากครผู ้รู ่วมงาน และ 4) การพฒั นาเชงิ วิชาชพี อย่างต่อเนื่อง หมายถงึ วิธกี ารทค่ี รรู กั ษาความรูแ้ ละทักษะของตนเองไวใ้ นเชิงวชิ าชีพ มี 3 รูปแบบ คือ การพัฒนาแบบเปน็ ทางการ แบบไม่เป็นทางการ และแบบกง่ึ ทางการ การเสวนาสะทอ้ นคิด เป็นตวั ขบั เคล่อื นชุมชนแห่ง การเรยี นรูเ้ ชิงวิชาชพี โดยสนบั สนนุ ให้เกิดการรวบรวมความคิดและการส่อื สาร ขัน้ ตอนของรูปแบบ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรเู้ ชิงวชิ าชพี สาหรบั ครูประถมศกึ ษา ประกอบดว้ ย ขนั้ เตรยี มการ ประกอบด้วย ประเมนิ สมรรถนะครู วเิ คราะหค์ วามต้องการ สร้างความตระหนกั ไวว้ างใจ ปฐมนเิ ทศ ชแ้ี จง ข้ัน วางแผน ครูจะต้องสามารถอธิบายถงึ มาตรฐานการเรียนรู้ของแตล่ ะบทเรยี น ค้นหาและแบง่ บันแบบ ปฏิบตั ทิ ่ดี ี ตัง้ เป้าหมายในกลุ่มชุมชนแหง่ การเรียนรู้เชิงวิชาชพี ร่วมกนั ขัน้ ดาเนนิ การ ประกอบด้วย กิจกรรมการพัฒนาตนเองกจิ กรรมการทางานเปน็ ทมี กิจกรรมการจัดการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผู้เรียน เปน็ สาคัญ กิจกรรมการวัดและประเมนิ ผลตามสภาพจริง กิจกรรมพฒั นาการคดิ 3 ด้าน ข้ัน ประเมินผล ประเมินการนาไปใชใ้ นการจดั การเรียนการสอน ประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการ จดั ชมุ ชนแห่งการเรียนรูเ้ ชิงวิชาชีพ ข้ันสะท้อนผล มีการต้ังคาถามและเสวนาสะทอ้ นคิดเกย่ี วกบั ผลท่ี ได้รว่ มกนั ของทมี การบรรลุเปา้ หมายทตี่ ้งั ไว้ วรลกั ษณ์ ชกู าเนิด (2557) ได้ทาการศึกษา รูปแบบของชมุ ชนการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพครู บรบิ ทโรงเรยี นในประเทศไทยทีม่ แี นวทางการจัดการเรียนรูส้ อดคล้องกบั การเรยี นรู้ในศตวรรษท่ี 21 กบั โรงเรยี นในแต่ละภมู ิภาคท่ีมีแนวทางการจัดการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรใู้ นศตวรรษ ท่ี 21 จานวน 5 แห่ง พบว่า ดา้ นรูปแบบชมุ ชนการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพครูสกู่ ารเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 บรบิ ทโรงเรยี นในประเทศไทย ประกอบดว้ ย จุดเปลย่ี นผา่ นจากระบบปดิ สูช่ มุ ชนการเรยี นร้ทู าง
70 วชิ าชพี ครทู ่มี ี ด้วยการขับเคลื่อนผา่ นองคป์ ระกอบของชมุ ชนการเรียนรูท้ างวิชาชีพครูสู่การเรียนรใู้ น ศตวรรษท่ี 21 บรบิ ทโรงเรียนในประเทศไทยท่ีมีความสัมพันธ์สง่ ผลต่อเนื่องกนั อยา่ งเปน็ เหตแุ ละผล อยา่ งเปน็ ลาดับตามองค์ประกอบสาคัญ 6 ด้านดว้ ยกนั ได้แก่ 1) ชมุ ชนกัลยาณมติ รตามวิถไี ทยสง่ ผล ใหเ้ กิดความไวว้ างใจและรับฟัง 2) ภาวะผู้นาเรา้ ศักยภาพ ทาใหเ้ กิดการเผยตนของผูน้ าการ เปลย่ี นแปลง 3) วสิ ยั ทศั นเ์ ชิงศรัทธารว่ ม ทาใหเ้ กิดพลงั เข็มทศิ วิสัยทัศนร์ ว่ ม 4) ระบบเปิดแบบผนึก กาลงั ม่งุ สู่ผู้เรยี น ทาใหเ้ กิดการเผยตนเป็นเจา้ ของงานการเรียนรู้ 5) ระบบทีมเรยี นร้ทู างวิชาชีพส่วู ุฒิ ภาวะและจิตวิญญาณความเป็นครู ทาใหเ้ กิดเจตจานงรว่ มพัฒนาวิชาชีพ 6) พน้ื ทเ่ี รียนรู้แบบร่วมแรง ร่วมใจบนฐานงานจรงิ ทาใหเ้ กิดวัฒนธรรมการเรยี นรู้เพ่ือการเปลี่ยนแปลงบนฐานงานจรงิ เมอื่ แต่ละ พ้นื ทีม่ ีการพัฒนาในรปู แบบดังกลา่ วอยา่ งต่อเน่ืองจนกลายเปน็ วิถปี กตขิ ององค์กร สมุทร สมปอง (2558) ได้ทาการศึกษา การพัฒนารปู แบบการสร้างชุมชนการเรยี นรู้ทาง วิชาชพี ครใู นโรงเรยี นประถมศกึ ษา : การวจิ ัยปฏบิ ัตกิ ารแบบมีสว่ นรว่ ม มคี วามม่งุ หมายของการวิจยั 1) เพ่ือศึกษาสภาพปจั จบุ ันและความต้องการของการสรา้ งชุมชนการเรียนรทู างวิชาชีพครูในโรงเรียน ประถมศึกษา 2) เพอ่ื พัฒนารูปแบบการสรา้ งชมุ ชนการเรียนรูทางวชิ าชพี ครูในโรงเรยี นประถมศึกษา โดยใชก้ ระบวนการวจิ ัยปฏิบัติการแบบมสี ว่ นร่วม 3) เพอ่ื ศกึ ษาผลการสรา้ งชุมชนการเรยี นร้ทู าง วชิ าชพี ครตู ามรปู แบบที่พัฒนาขนึ้ ในด้านความรูความเข้าใจ ความสามารถในการสรา้ งชุมชนการ เรยี นรูทางวชิ าชีพครู พฤตกิ รรมการสอน ผลงานการพัฒนาการเรยี นการสอน ความพงึ พอใจตอ่ รปู แบบการสรา้ งชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชพี ครู ความร่วมมือและแลกเปล่ียนประสบการณการ ทางานของครู กล่มุ ประชากรในการศึกษาสภาพปัจจบุ ัน ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน และครูผสู อนใน โรงเรยี นประถมศึกษาทวั่ ประเทศสังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน จานวน 28,566 โรงเรยี น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศกึ ษาสภาพปัจจุบันและปญั หา ไดแ้ ก ผบู้ ริหารและครูจากโรงเรียน ประถมศกึ ษาทั่วประเทศ จานวน 379 โรงเรยี น โรงเรียนละ 2 คน รวมจานวน 758 คนซึ่งไดจ้ ากการ สมุ่ แบบหลายขั้นตอน (Multistage Random Sampling) เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั การวิเคราะหข์ ้อมลู ใชส้ ถติ ิวิจัยพน้ื ฐาน ได้แก่ ความถี่ รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั พบว่า 1) สภาพปจั จุบนั ในการสรา้ งชุมชน การเรยี นร้ทู างวชิ าชีพครูของโรงเรียนประถมศึกษาพบว่า ผู้บรหิ ารและครผู สู้ อน มีความคิดเหน็ โดยรวมทง้ั 5 ดา้ น อยใู่ นระดับมาก ด้านความตอ้ งการในการสร้างชมุ ชนการเรียนรู้ทางวิชาชพี ครใู น โรงเรียนประถมศึกษา พบวา่ ผบู้ รหิ ารและครผู สู้ อนมีความคิดเหน็ โดยรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ 2) รปู แบบการสรา้ งชมุ ชนการเรยี นร้ทู างวชิ าชีพครขู องโรงเรียนท่ีร่วมวจิ ัย ประกอบด้วย 4 องคป์ ระกอบหลกั คือ 1) การเตรยี มองคก์ รเพือ่ การเรยี นรู้ 2) การสร้างคา่ นยิ มและวิสัยทศั นร์ ว่ ม 3) การเรียนรูจ้ ากการปฏบิ ัติงานร่วมกนั 4) ผลทคี่ าดหวงั 3) ผลการประเมินการสรา้ งชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชพี ครู ในดา้ นความรู้ความเข้าใจพบวา่ ครูมีความรู้ความเข้าใจในระดบั มากด้านความสามารถ
71 ในการสรา้ งชมุ ชนการเรียนร้ทู างวชิ าชพี ครขู องครู พบว่า อยใู่ นระดบั มากทีส่ ุดด้านพฤติกรรมการสอน ของครู พบวา่ ครมู ีการเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับมาก ปิยณฐั กสุ มุ าลย์ (2560) ไดท้ าการศึกษา แนวทางการพฒั นาครโู ดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ สาหรับสถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษา มธั ยมศกึ ษาเขต 27 มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตวั ชว้ี ดั การพัฒนาครูโดยใช้ แนวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพในการจัดการเรยี นรู้ สาหรบั สถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขต พ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษาเขต27 2) ศึกษาสภาพปจั จุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพฒั นาครู โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชีพในการจัดการเรยี นรู้ สาหรบั สถานศกึ ษาสังกัด สานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษาเขต27 และ 3) พัฒนาแนวทางการพฒั นาครโู ดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพในการจดั การเรียนรู้ สาหรบั สถานศึกษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่ การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 27 พบว่าองค์ประกอบและตวั ชีว้ ัดการพฒั นาครโู ดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพในการจัดการเรยี นรู้ สาหรับสถานศึกษา สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษา มธั ยมศกึ ษา เขต 27 ประกอบด้วย 6 องคป์ ระกอบ คือ 1) การมภี าวะผ้นู ารว่ ม 2) การมีวิสยั ทัศนแ์ ละ เปา้ หมายรว่ มกัน 3) การมรี ะบบทมี รว่ มมือรว่ มใจ 4) การทบทวนไตร่ตรองผล 5) การสนับสนุน 6) การเรียนร้แู ละพฒั นาวชิ าชีพ ผลการประเมนิ แนวทางการพัฒนาครโู ดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การ เรียนรู้ทางวิชาชพี ในการจัดการเรยี นรู้ สาหรับสถานศกึ ษา สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 27 โดยผ้ทู รงคุณวฒุ ิพบวา่ มีความเหมาะสมอยใู่ นระดบั มากท่ีสุดและมีความเปน็ ไป ได้อยู่ในระดับมาก วรนษิ ฐา เลขนอก (2560) ได้ทาการศึกษา โปรแกรมการพัฒนาครดู ้านการจดั การ เรยี นรู้สาหรบั สถานศึกษา สงั กดั สานักงานการศึกษาประถมศกึ ษานครราชสมี า เขต 6 ผู้วิจัยมีมีความ ม่งุ หมายเพอ่ื 1) ศกึ ษาสภาพ ปัจจุบนั และสภาพที่พึงประสงคใ์ นการพฒั นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ สาหรบั สถานศึกษา สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษานครราชสมี า เขต 6 2) เพ่ือพฒั นาโปรแกรมการพัฒนาครูดา้ นการจดั การเรยี นรู้สาหรับสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขต พืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษานครราชสมี า เขต 6 ผลการวจิ ยั พบว่า 1) สภาพปจั จุบันและสภาพท่ีพงึ ประสงค์ในการพฒั นาครดู า้ นการจัดการเรยี นรู้สาหรบั สถานศกึ ษา สังกัดสานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา ประถมศกึ ษานครราชสมี า เขต 6 พบว่า 1.1) สภาพปัจจุบันการพฒั นาครูด้านการจัดการเรียนรู้ สาหรับสถานศกึ ษา สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษานครราชสมี าเขต 6 โดยรวมมีการ ปฏบิ ตั อิ ยูใ่ นระดับมากและหลายด้านมีการปฏบิ ัติอยู่ในระดับมากทุกด้าน เรยี งตามคา่ เฉลีย่ มากไปหา น้อย 3 อนั ดับแรก ได้แก่ ด้านการวดั และประเมนิ ผลผูเ้ รยี นตามสภาพจริง รองลงมา คือด้านการใช้ รปู แบบและเทคนคิ วธิ ีการสอนอย่างหลากหลาย และดา้ นการพัฒนาสอ่ื และนวตั กรรม 1.2) สภาพท่ี พึงประสงค์การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรสู้ าหรับสถานศึกษา โดยรวมอยใู่ นระดับมากท่สี ุดและ
72 รายดา้ นอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ทกุ ด้าน เรยี งตามค่าเฉลี่ยมากไปหานอ้ ย 3 อันดับแรก ได้แก่ ด้านการวดั และประเมนิ ผลผ้เู รยี นตามสภาพจรงิ รองลงมา คือดา้ นการออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู้ให้เหมาะสม กับวยั ผู้เรียน และดา้ นหลกั สูตรและการบูรณาการเนื้อหาในกลุม่ สาระการเรยี นรู้และด้านการใช้ รปู แบบและเทคนคิ วิธีการสอนอยา่ งหลากหลาย 2) โปรแกรมการพฒั นาครูดา้ นการจัดการเรยี นรู้ สาหรับสถานศึกษา สังกัดสานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสมี า เขต 6 พบวา่ ประกอบดว้ ย 5 องคป์ ระกอบหลกั มคี วามเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยูใ่ นระดับมากท่ีสดุ Mahasarakham ทส่ี ดุ ทุกดา้ น และมีความเปน็ ไปไดอ้ ยู่ในระดบั มากท่สี ุดทุกด้านเช่นกนั งานวจิ ัยตา่ งประเทศ Smith (1991) ไดว้ ิจยั คณุ ลักษณะของระบบโรงเรียนท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ในมลรฐั จอรเ์ จีย ผลการวิจัยพบวา่ องค์ประกอบท่ีมีส่วนสาคัญต่อประสิทธภิ าพของโรงเรียน คือ การวดั ผลและประเมินผลอยา่ งสม่าเสมอ การจดั บรรยากาศทางวชิ าการ และการมีผนู้ าทีเ่ ข้มแข็ง ขณะเดยี วกนั ก็พบว่าการต้ังความหวังได้สงู ๆ และความรว่ มมือชว่ ยเหลือกันมีความสมั พันธ์ทางลบ กบั ประสิทธิภาพของโรงเรยี น Calcasola (2009) ได้ทาการศึกษา เกี่ยวกบั ประสิทธภิ าพร่วมของครู และชุมชนการ เรยี นร้ทู างวิชาชพี พบว่า ความสัมพันธร์ ะหว่างประสทิ ธิภาพร่วมของครแู ละชมุ ชนการเรียนรวู้ ิชาชพี สง่ ผลให้นกั เรียนมผี ลการเรยี นดมี ากขึ้น และคณะครูทร่ี ้สู ึกวา่ คณะครมู ีประสิทธิภาพร่วมในโรงเรียน รบั รวู้ ่าโรงเรยี นของพวกตนเป็นชมุ ชนชนการเรยี นรวู้ ิชาชพี เชน่ กนั Phillip (2009) ได้ทาการศกึ ษา ห้ามติ ิของการเรยี นรู้ชุมชนการเรียนร้ทู างวิชาชพี ทเ่ี ปน็ แบบอย่างในการพฒั นาโรงเรียนประถมศกึ ษาในรัฐเท็กซัส พบวา่ วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาคร้ังนี้ คอื การกาหนดระดบั ของการพัฒนา 5 มิตขิ องรปู แบบการเรยี นรู้ของชมุ ชนในการพัฒนาการสรา้ ง ชมุ ชนการเรียนร้ทู างวชิ าชีพท่ีเป็นแบบอยา่ งในโรงเรยี นประถมศึกษาในรฐั เท็กซัส และเปรียบเทยี บ ความเหมือนกันท่ีเปน็ ไปไดแ้ ละความแตกตา่ งที่มีอยู่ระหวา่ งโรงเรยี นท่ีพัฒนาด้วย5 มติ ิของการสรา้ ง ชมุ ชนการเรยี นรูท้ างวิชาชีพ 5 มิติของรปู แบบการเรยี นรขู้ องการสรา้ งชมุ ชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ไดแ้ ก่1) ความเป็นผู้นาท่ีใช้ร่วมกันและให้การสนับสนุน 2) มวี สิ ยั ทัศนท์ ี่ใชร้ ่วมกัน 3) การเรียนรู้ รว่ มกนั และการประยุกต์ใชก้ ารเรยี นรู้ 4) ปฏบิ ัตงิ านร่วมกัน 5) เงอ่ื นไขการสนบั สนุน(นกั ศึกษา ความสัมพันธแ์ ละโครงสร้าง) ผลการศึกษา พบว่า การเรียนรู้ที่ยัง่ ยืนของชมุ ชนการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพ จะเห็นไดช้ ัดในโรงเรียนที่มีประสิทธภิ าพสูง ผลการศึกษาแสดงถงึ วัฒนธรรมของโรงเรยี นเหลา่ นี้ สัมพนั ธก์ บั การได้รบั การสนับสนุนโดยมีความไว้วางใจและความเคารพซ่งึ กนั และกนั และของพวกเขา ผลสาเรจ็ เกดิ จากการเรียนรู้ร่วมกันของนกั เรยี น พนักงาน บคุ ลากรเน้นการเรียนรู้ของนักเรยี นระดบั ทมี จะสร้างภาวะความเป็นผนู้ าและการเรียนรู้รว่ มกนั ของส่วนรวมผูบ้ ริหารในโรงเรยี นเหล่านม้ี สี ว่ น รว่ มในการสนบั สนุนและอานวยความสะดวก การจัดระเบียบข้อมูลบุคลากร และทรพั ยากร
73 Ruth (2010) ได้ทาการศกึ ษา การประเมนิ ผลการสรา้ งชุมชนแหง่ การเรยี นรูเ้ ชิงวชิ าชีพ ในโรงเรียนประถม ซึ่งมีครูท่ีเกยี่ วขอ้ งโดยได้แนะนาในการพัฒนาการสร้างเสรมิ การเรยี นรู้เชิงวชิ าชีพ ตามข้นั ตอนต่อไปคอื นาผลไปใชส้ าหรบั การแกป้ ญั หาการให้ความช่วยเหลอื ในโรงเรยี นในการพฒั นา ในฐานะทเ่ี ป็นการสร้างชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้เชิงวิชาชพี และจะเป็นตัวอยา่ งสาหรบั คนอ่ืนๆการเกบ็ รวบรวมข้อมลู และการวิเคราะหป์ ระกอบไปดว้ ยการออกแบบวธิ กี ารผสมใน 2 ข้นั ตอนไดแ้ กก่ าร สารวจของเจา้ หน้าท่ี วิเคราะหแ์ ละการสมั ภาษณก์ ลุ่ม และนาไปใชป้ รบั ปรุงในโรงเรียนอยา่ งตอ่ เน่ือง และการสนทนากลุม่ โดยใช้แบบฟอร์มบันทึกความร่วมมือ ในการมีสว่ นรว่ มในกล่มุ Morrow (2010) ไดท้ าการศึกษา ทัศนะของครูเกีย่ วกบั ชมุ ชนการเรยี นรู้ทางวิชาชีพใน การสง่ เสรมิ ความกา้ วหน้าทางวิชาชีพ เก็บข้อมลู โดยการสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่มกลมุ่ ตวั อยา่ ง เป็นครูในโรงเรียนประถมศึกษาทดี่ าเนินงานชุมชนการเรยี นรู้ทางวชิ าชพี มาแล้วไมน่ ้อยกวา่ 5 ปี พบวา่ ครูรับรกู้ ารดาเนินงานชุมชนการเรียนรู้ทางวชิ าชพี เป็นโอกาสสาหรบั ความกา้ วหนา้ ทางวิชาชีพ ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบการสนบั สนุนการทางานร่วมกัน การเรยี นรู้อยา่ งต่อเนื่องการเรียนร้อู ยา่ ง ความหมาย การทางานอย่างมืออาชพี และการเป็นผนู้ าการเปล่ียนแปลง Teri (2011) ได้ทาการศกึ ษา มุมมองของครผู สู้ อนเก่ียวกบั การสร้างชุมชนการเรยี นรู้ ทางวิชาชพี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นวา่ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้เชงิ วิชาชพี เป็นวิธีการพัฒนาวิชาชพี และ ปญั หาการทางานรว่ มกนั ผลกระทบต่อครทู ่ีมศี ักยภาพ โดยศึกษากบั นักเรียนที่ขาดโอกาสทาง การศึกษา เพ่ือเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการทางานของโรงเรียนที่มีผลการศึกษาที่ตา่ กวา่ มาตรฐานท่กี าหนด ขึ้นตามพระราชบัญญัติ โดยวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษากรณศี ึกษานี้ คือ สารวจสภาพในการ ดาเนนิ งานของชมุ ชนแห่งการเรยี นรเู้ ชิงวิชาชพี วิธีการทีค่ รูเรยี นรตู้ ามองค์ประกอบต่างๆโดยใช้ แนวคดิ ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชพี โดยใช้การมีส่วนร่วมรับรู้ในตนเองและในตัวนกั เรียนการใน ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้เชงิ วิชาชพี ทาให้พวกเขาไดเ้ รยี นรู้อยา่ งมอื อาชพี การเกบ็ ขอ้ มูลในการวิจยั คอื แบบสอบถามทางการวจิ ัยข้อมลู เชงิ คุณภาพ และจากการสัมภาษณ์ท้ังภาครัฐและเอกชนการสงั เกต การศกึ ษาเอกสาร การประชุมและมีการสงั เกตเพื่อนร่วมงาน เพราะโดยการใชก้ ารตรวจสอบ ผลการวจิ ยั ที่สมบูรณ์เพ่ือให้ไดข้ อ้ มูลทาถูกตอ้ งและความน่าเชือ่ ถือวิเคราะห์ขอ้ มูลดว้ ยซอฟต์แวร์ ผลการวจิ ัย พบว่าการเปล่ียนแปลงการรบั รู้และทางานร่วมกัน แบบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน คณติ ศาสตร์ของนกั เรียนบางส่วนวงในเชงิ บวก ให้เกดิ การเปล่ียนแปลงทางสังคมในเชงิ บวกโดยการ เพิ่มความเข้าใจในรอบการดาเนนิ งาน ของชมุ ชนแห่งการเรียนรูเ้ ชงิ วชิ าชีพ โรงเรียนท่มี ีการ ดาเนนิ การท่ีดีสามารถเป็นต้นแบบในการท่ีจะใช้ชมุ ชนแห่งการเรยี นร้เู ชงิ วิชาชีพ เป็นเครื่องมือในการ พัฒนาวิชาชพี Voelkel (2011) ได้ทาการศึกษา ความสัมพันธข์ องประสิทธภิ าพร่วมของครกู ับชุมชน แห่งการเรียนรูท้ างวิชาชพี ของครแู ละผู้บรหิ ารโรงเรียนทีป่ ระสบความสาเรจ็ ในการดาเนินการ
74 เกย่ี วกบั ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชีพใน Central California โดยการสมั ภาษณแ์ บบหน่ึงตอ่ หนง่ึ และการวเิ คราะห์ข้อมลู แบบสามเส้า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นวา่ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวชิ าชีพมี ความสัมพันธเ์ ชงิ บวกกบั ประสทิ ธิภาพร่วม ภาวะผู้นาการเปลย่ี นแปลงเปน็ สงิ่ จาเป็นในการสรา้ งชมุ ชน แห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี ให้มีความมน่ั คงและยงั่ ยืน ผลการวจิ ัยยังชใี้ ห้เหน็ ว่าระดบั ชุมชนแห่งการ เรียนรทู้ างวิชาชพี สงู ขน้ึ นั้นเป็นผลมาจากประสทิ ธภิ าพร่วมสงู ขน้ึ Dan (2012) ได้ทาการศกึ ษา ผลกระทบจากการสรา้ งชุมชนแห่งการเรยี นรเู้ ชิงวิชาชพี ท่ี ส่งผลตอ่ การปฏิบัติงานในห้องเรยี นของครวู ทิ ยาศาสตร์ของโรงเรยี นในเขต มิดเวสต์พบว่า ในแตล่ ะ โรงเรยี นทม่ี ีการดาเนินการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรูเ้ ชิงวชิ าชีพ ในรูปแบบท่ีแตกตา่ งกัน ผู้คน้ พบการ ปฏบิ ตั ทิ ี่ดแี ละไม่ดี โรงเรยี นได้มีการปฏิบตั ิสิง่ ท่ดี ีและไม่ดี โรงเรยี นและครูเหน็ ความสาคัญของการ สรา้ งการเรียนรู้การสื่อสารและความรว่ มมือท่ีดีที่มีความแตกต่างและนามาแลกเปลยี่ นเรียนรู้ ให้ครู ไดร้ ับคาแนะนาเชิงบวกในการปฏบิ ตั งิ าน การดาเนินการสร้างชุมชนอนั เปน็ สิ่งช่วยทาให้ครกู าร ปฏิบัตงิ านทดี่ ีข้นึ ให้นักเรยี นไดร้ บั ผลการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพสง่ ผลตอ่ การเรียนรู้ท่ดี ี ขน้ึ Leclerc (2012) ไดท้ าการศึกษา ปัจจัยทสี่ ่งเสริมความกา้ วหนา้ ในการทางานของ โรงเรยี นทีเ่ ปน็ ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชพี วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยครง้ั นี้ คือการระบุปัจจยั ทีม่ ี อทิ ธพิ ลในการสง่ เสริมความก้าวหน้าในการทางานของโรงเรียนทเี่ ป็นชมุ ชนแหง่ การเรียนร้ทู างวชิ าชพี และการวิเคราะห์การเช่อื มโยงระหวา่ งปัจจยั ของความก้าวหน้าในโรงเรยี นเหล่านี้ งานวิจัยนไี้ ดร้ บั การ พัฒนาในบรบิ ทของกระบวนทัศนข์ องการวจิ ยั และการแปลความหมาย เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บ รวบรวมข้อมูลคือแบบสมั ภาษณแ์ บบกึง่ โครงสรา้ ง นกั วจิ ัยได้ระบรุ ะดับของโรงเรียนแต่ละโรงเรียนที่ เขา้ รว่ มโครงการของการพฒั นาเปน็ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวิชาชพี และชี้แจงปัจจัยพ้ืนฐานที่ส่งผล ทางบวกกับความก้าวหนา้ ในการทางานของโรงเรียน การสัมภาษณ์ประกอบด้วยรูปแบบท่เี ก่ยี วข้อง ตามรปู แบบ Seidman และผวู้ ิจยั ไดท้ าการสงั เกตโรงเรยี นท่อี ยูใ่ นขั้นตอนที่สามของการพฒั นาทรี่ ะบุ ไวใ้ นระดบั ของชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวชิ าชีพ (PLCOG) โดยสังเกตการเริ่มตน้ ในการดาเนินการ และขัน้ ตอนบรู ณาการตามแนวทางของชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชีพ ตามตัวชว้ี ัดท้งั 7 ตวั ช้ีวดั ที่ ระบุไว้ผลการวจิ ัยพบวา่ ปัจจัยที่โดดเดน่ บางอย่างโดยเฉพาะอย่างย่ิงสาหรับโรงเรียนในการเร่ิมต้นการ ทางานคือ การบรู ณาการตามขั้นตอนและคาแนะนา จะทาให้การจัดการเรยี นการสอนของครูดขี นึ้ ซึ่ง ชว่ ยใหผ้ ูบ้ รหิ ารโรงเรยี นให้ความสาคญั ในการสนับสนุนการเรยี นการสอนของครูผู้สอนในโรงเรียนตาม แบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) โดยครผู ู้สอนจะได้ทางานร่วมกันและส่งเสริมความกา้ วหนา้ ในการ ทางานในโรงเรียน Stewart (2014) ได้ทาการศึกษา การปรบั เปลยี่ นการพัฒนาวิชาชีพสวู่ ิชาชีพแหง่ การ เรยี นรู้ เป็นการวเิ คราะห์การทางานของครูทีม่ ีความเชี่ยวชาญและการพัฒนาการทางานท่นี าไปสู่การ
75 ทางานร่วมกันของครู ซึ่งการปฏิบตั ิงานทจี่ ะเตรียมความพรอ้ มของครผู ้สู อนเพ่ือบูรณาการทกั ษะทาง วิชาการของผูเ้ รียนยังมีไม่เพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการทัง้ ทางด้านแรงงานของครู และความพร้อมของ สถาบนั ท่ีผลติ ครู ผลการศึกษาพบว่าการปรบั เปลย่ี นการพัฒนาวชิ าชีพครทู ม่ี ีประสิทธิภาพมากกวา่ วธิ กี ารพฒั นาวิชาชีพครูแบบดั้งเดิมจะต้องพฒั นาโดยอาศยั แนวทางของชุมชนแหง่ การเรียนรู้วิชาชพี ครูซึง่ จะพัฒนาและเตรียมความพร้อมของครูเพื่อสไู่ ปวชิ าชพี แห่งการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมประชุมในสว่ น ของกจิ กรรมการเรียนรู้ในชมุ ชนแห่งการเรียนรวู้ ชิ าชีพครสู ามารถใหโ้ ครงสรา้ งทางการศึกษาทจ่ี าเปน็ ในการส่งต่อการเรยี นการสอนของครไู ปสูน่ ักเรียน โอกาสในการเรียนรทู้ ่ีเกดิ จากการแลกเปลีย่ นกัน เหล่านี้จะสอดคล้องกบั ความคิดริเร่ิมท่ีกวา้ งขนึ้ ช่วยให้การเชื่อมตอ่ การปฏิบัตกิ ับขอ้ เสนอแนะและการ สะท้อนผลเข้าด้วยกนั ได้ เพ่ือใหค้ รูเกิดการเรียนรูท้ ่มี ปี ระสิทธิภาพมากท่ีสดุ ครผู ้เู ขา้ ร่วมเป็นสว่ นหน่ึง ของชุมชนแหง่ การเรียนรู้วิชาชพี ครูควรเป็นครผู ูส้ อนท่ีสอนนกั เรยี นในระดับเดยี วกันหรอื สอนใน เนื้อหาเดียวกันกิจกรรมของชุมชนแห่งการเรียนรวู้ ิชาชีพครูควรเปน็ กิจกรรมเพื่อการวเิ คราะห์ข้อมูล จากการทางานของนักเรียน วธิ ีการเรยี นรู้ของนักเรียน และชว่ งระยะเวลาท่นี ักเรียนเกิดการเรยี นรู้ ซ่งึ ในวงจรของการพัฒนา การดาเนินงานของครแู ละการประเมินผลผูเ้ รียนควรเน้นเนื้อหาท่ี เฉพาะเจาะจง และมีความสมั พันธ์กบั ทฤษฎีการเรียนรแู้ ละมาตรฐานการเรียนรูข้ องการศึกษาชาติ เพอื่ ท่ีจะสามารถพัฒนาผูเ้ รยี นเพอ่ื เป็นแรงงานของประเทศและเป็นการเตรยี มมาตรฐานของสถาบนั ท่ี ผลติ ครตู อ่ ไป Carpenter (2015) ได้ทาการศกึ ษา วัฒนธรรมองคก์ รและภาวะผู้นาของชุมชนแหง่ การ เรียนร้ทู างวิชาชพี เพือ่ สารวจเกีย่ วกับการสนับสนนุ นโยบายและกระบวนการของภาวะผู้นารว่ มใน วฒั นธรรมองคก์ รของโรงเรยี น วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาเชงิ คณุ ภาพ ดาเนินการศึกษาจากโรงเรยี น มัธยมศึกษาจานวน 3 โรงเรยี น ใน Midwestern สหรัฐอเมริกา โดยทาการสมั ภาษณ์ผบู้ ริหารและครู เครอื่ งมือที่ใชใ้ นการศกึ ษาคือแบบเกบ็ ข้อมลู เก่ียวกบั นโยบายของวัฒนธรรมองค์กรของโรงเรยี นและ การดาเนินงานของชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวชิ าชพี ผลการวิจยั พบวา่ ผูบ้ ริหารโรงเรียนจะตอ้ ง สนบั สนุนและมภี าวะผนู้ ารว่ มกบั ครูในองค์กรในเชงิ บวก โดยชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชพี จะส่งผล กระทบในการปรงั ปรุงองค์กร ผ้บู ริหารโรงเรยี นตอ้ งทางานรว่ มกนั โดยตรงกับครูในการสรา้ งนโยบาย และข้ันตอนการปฏบิ ตั เิ พื่อให้เกิดโครงสร้างความเป็นผนู้ า มีครเู ขา้ มามสี ว่ นรว่ มโดยตรงในการ ปรับปรุงชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ การศึกษาคร้ังน้ีมีความสาคญั ต่อชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ าง วิชาชพี เปน็ กรณเี ฉพาะทอ่ี าจแจ้งผู้นาการศึกษาเก่ียวกบั กลไกการทางานเพ่ือใหก้ ารดาเนินงานประสบ ความสาเร็จตามนโยบายและข้นั ตอนท่ีได้วางรูปแบบไวใ้ นวัฒนธรรมองคก์ รและชุมชนแห่งการเรยี นรู้ ทางวิชาชพี ของครูในโรงเรียน Flores และคณะ (2015) ได้ทาการศึกษา การสรา้ งชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพ โดยศึกษาวธิ ีการการมสี ่วนร่วมของครูในโรงเรยี นประถมศกึ ษาของเม็กซกิ นั เปน็ การศึกษา
76 กระบวนการ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชพี ในโรงเรียนประถมศกึ ษา 2 แห่ง ในเมือง Monterrey ประเทศเม็กซโิ ก โดยมีครเู ขา้ ร่วมการศกึ ษาคร้งั น้จี านวน 7 คน คอื ครผู ้สู อนผรู้ ิเรมิ่ กระบวนการ 3 คน และผู้เช่ียวชาญ 4 คน ใชก้ ารวิเคราะห์กรณีศึกษาจากการสัมภาษณ์ครผู สู้ อนผล การศึกษาพบวา่ ครูผ้สู อนในโรงเรยี นประถมศึกษา ในเมือง Monterrey มองเห็นความเปน็ ไปได้ของ ความสามารถในการสรา้ งพืน้ ทท่ี ี่ครสู ามารถสะท้อน แลกเปล่ยี นใหเ้ ห็นถึงการแกป้ ัญหาในขณะท่คี รู ร่วมกนั ปฏิบัตกิ ารสอน ซึ่งพ้นื ท่ขี องการสะท้อนนย้ี ังเปิดโอกาสใหค้ รูสรา้ งโครงการและพัฒนา ความรู้สึกของชมุ ชนแห่งการเรียนร้ทู างวิชาชพี อยา่ งสม่าเสมอเปน็ ประจา ทาให้ครใู นโรงเรียนมสี ว่ น รว่ มในหลายโครงการของการสอน สรปุ ไดว้ า่ การพฒั นาแนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรยี นรู้ ทางวิชาชพี ผวู้ จิ ัยได้ศกึ ษาเอกสารแนวคดิ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ งของนักวิชาการและนักการ ศกึ ษาหลายทา่ นมาสงั เคราะห์ ซึ่งมีแนวทางหรือองคป์ ระกอบท่ีใช้ในการจดั การเรยี นร้ขู องครผู ูส้ อน ประกอบดว้ ย การกาหนดเน้อื หาหรือหลกั สตู ร มีการกาหนดวัตถุประสงคห์ รือจุดมงุ่ หมายของ การศึกษา กาหนดยุทธวธิ ีในการสอน การจัดเตรียมสื่อ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ การวัดและการ ประเมินผล และการศึกษาผ้เู รียน การจดั การเรียนรจู้ ะเป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพโดยใช้แนวคดิ ชมุ ชน แหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชีพเข้ามาประยุกต์ใชซ้ ่ึงมีองคป์ ระกอบท่ีสาคัญคือ ภาวะผนู้ าแบบมีส่วนรว่ ม สมาชกิ ในสถานศึกษามคี า่ นิยมวสิ ัยทศั น์รว่ มกนั สนับสนุนซ่ึงกันและกนั ร่วมแรงรว่ มใจ เป็น สถานศกึ ษาท่เี ป็นชุมชนกลั ยาณมิตร และเป็นการเรยี นรแู้ ละพฒั นาวชิ าชีพ ต่อไป กรอบแนวคดิ ท่ีใช้ในการวจิ ัย การวจิ ัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยไดศ้ กึ ษาแนวคดิ ทฤษฎีทน่ี ามาใชเ้ พอ่ื การพัฒนาแนวทางการจดั การ เรียนร้ขู องครู โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษา ประถมศึกษากาฬสินธเุ์ ขต 2 ดังนี้ 1. แนวคดิ การจัดการเรียนรู้ ผ้วู จิ ยั ไดศ้ ึกษาการจัดการเรียนรจู้ ากเอกสารและตาราซง่ึ สรุปได้เป็นองค์ประกอบการ จัดการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 1) กาหนดเน้อื หาหรอื หลกั สตู ร 2) กาหนดวตั ถปุ ระสงคห์ รือจุดมงุ่ หมาย 3) กาหนดยุทธวธิ ีในการสอน 4) การจดั เตรยี มสื่อ 5) การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 6) การวัดและการ ประเมินผล 7) การศกึ ษาผเู้ รียน (พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์, 2551 ; เสาวลักษณ์ รตั นวิชช์, 2551 ; สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน, 2553 ; ทศิ นา แขมมณี, 2555 ; Klausmeier และ Ripple, 1971)
77 2. แนวคดิ ชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ผู้วจิ ยั ไดศ้ ึกษาและสงั เคราะห์แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี จากเอกสาร และตาราซ่งึ สรุปได้เป็นองค์ประกอบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ ประกอบดว้ ย 1) ภาวะผู้นา แบบมีสว่ นร่วม 2) ค่านิยมวิสัยทศั นร์ ่วมกนั 3) สภาพการที่สนับสนุน 4) ทีมรว่ มแรงรว่ มใจ 5) ชุมชน กลั ยาณมติ ร 6) การเรียนรแู้ ละพัฒนาวชิ าชพี (สิวรี วิศุทธสิ์ ินธพ, 2554 ; วจิ ารณ์ พานชิ , 2555 ; วรลักษณ์ ชกู าเนิด, 2557 ; กิตติ กสณิ ธารา, 2560 ; สานักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน, 2560 ; ศักด์ิชัย ภเู่ จริญ, 2561 ; Hord, 1997) จากการทบทวนแนวคดิ และทฤษฎขี ้างต้น ในการร่างแนวทางการพฒั นาการจดั การ เรียนรู้ของครู โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู สังกดั สานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธเุ์ ขต 2 แสดงดงั ภาพประกอบ 4 การจดั การเรียนรู้ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชีพ 1. กาหนดวตั ถุประสงค์หรือจดุ มุ่งหมาย 1. ภาวะผนู้ าแบบมสี ว่ นรว่ ม 2. กาหนดเนือ้ หาหรอื หลักสูตร 2. คา่ นิยมวิสัยทศั น์ร่วมกัน 3. การศกึ ษาผูเ้ รียน 3. สภาพการทสี่ นับสนนุ 4. กาหนดยทุ ธวิธใี นการสอน 4. ทีมร่วมแรงร่วมใจ 5. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 5. ชุมชนกลั ยาณมิตร 6. การวัดและการประเมินผล 6. การเรยี นร้แู ละพฒั นาวิชาชีพ แนวทางการจัดการเรยี นร้ขู องครโู ดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรยี นรู้ ทางวิชาชพี ครู บริบทของสถานศึกษาสงั กดั สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 2 ภาพประกอบ 4 กรอบแนวคิดท่ีใช้ในการวิจยั
78 บทท่ี 3 วธิ ีดาเนนิ การวิจัย การวิจัยเร่อื งการพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนร้ขู องครู สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ที่ การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี ครู ครง้ั น้ี เป็น การวิจยั และพฒั นา (Research and Development) โดยดาเนนิ การวจิ ัยเปน็ 2 ระยะ ดังน้ี ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปัจจุบนั สภาพท่ีพึงประสงค์ และความต้องการจาเป็นของ การจัดการเรยี นรู้ของครู สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใช้ แนวคิดชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี ครู ระยะท่ี 2 การพัฒนาแนวการจดั การเรยี นรู้ของครู สงั กัดสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 แสดงระยะการวจิ ยั ขั้นตอนการดาเนินการ และผลท่คี าดหวงั สามารถ นามาแสดงเป็นแผนภาพ ดังภาพประกอบ 5
79 ระยะการวิจยั ขัน้ ตอนการดาเนินการ ผลทีค่ าดหวงั ระยะท1่ี การศึกษา 1. ศกึ ษาเอกสาร ตารา งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ทราบสภาพปัจจุบันสภาพที่ สภาพปจั จบุ นั สภาพท่ี องคป์ ระกอบและตวั ชว้ี ดั ของการพัฒนาแนวทางการ พงึ ประสงคแ์ ละความ พงึ ประสงค์ และความ จดั การเรียนรู้ของครู สงั กดั สพป.กาฬสินธเุ์ ขต2 โดยใช้ ตอ้ งการจาเป็นของการ ต้องการจาเปน็ ของการ แนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนร้ทู างวชิ าชีพครู จดั การเรียนรูข้ องครูโดยใช้ จัดการเรียนร้ขู องครู 2. นาองคป์ ระกอบและตัวช้วี ดั ทไ่ี ด้ในระยะท่ี1มาสร้าง แนวคิดชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ สงั กัดสานักงานเขต แบบสอบถามเพือ่ ถามสภาพปัจจุบนั /สภาพทพี่ งึ ทางวชิ าชีพครู พน้ื ทีก่ ารศึกษา ประสงค์ และความต้องการจาเปน็ ของการพัฒนาแนว ประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ ทางการจดั การเรยี นรขู้ องครู สงั กัด สพป.กาฬสินธ์เุ ขต เขต 2 โดยใช้แนวคิด 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชีพครู ชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ 3. เกบ็ ข้อมลู จากกลมุ่ ตัวอยา่ งทเ่ี ป็นครผู สู้ อน ทางวชิ าชพี ครู สังกัด สพป.กาฬสนิ ธเ์ุ ขต2 จานวน 132 คน 4. วเิ คราะหข์ อ้ มลู หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน สภาพปัจจุบัน สภาพท่ีพงึ ประสงค์ของการจดั การ เรียนรขู้ องครู โดยใช้แนวคิดชมุ ชนแหง่ การเรยี นรูท้ าง วิชาชพี ครู และวิเคราะห์ดชั นีความตอ้ งการจาเปน็ (Priority Needs Index) เพ่อื จัดลาดับความต้องการ จาเป็น ระยะท่ี2 การพฒั นา 1. ศึกษ า Best Practice จากห น่วยงานท่ีมีแน ว ไดแ้ นวทางการจัดการเรยี นรู้ แนวทางการจดั การ ทางการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่ง ของครู สงั กัด สพป.กาฬสินธ์ุ เรียนรูข้ องครู สงั กดั การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ 2 แหง่ เขต 2 โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชน สานกั งานเขตพนื้ ท่ี 2. รา่ งแนวทางการจดั การเรียนรขู้ องครู สังกัด สพป. แหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ครู การศกึ ษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ กาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้ ทางวชิ าชีพครู ประเมนิ แนวทางโดยผทู้ รงคุณวฒุ ิ 5 คน แนวคดิ ชุมชนแหง่ การ เรยี นรูท้ างวชิ าชพี ครู
80 ภาพประกอบ 5 แสดงระยะการวจิ ยั ขัน้ ตอนดาเนินการ และผลท่คี าดหวัง รายละเอยี ดของวิธีดาเนินการวจิ ยั แนวทางการจัดการเรยี นรขู้ องครู สังกดั สานกั งานเขต พน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ครู แต่ละ ระยะมีดังนี้ ระยะท่ี1 การศกึ ษา สภาพปัจจบุ ัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจาเป็น ของการจดั การ เรียนรู้ของครู สังกดั สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 ผวู้ ิจยั มีการดาเนินการ โดยการศกึ ษาเอกสาร ตารา และงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกับ องคป์ ระกอบและตวั ชว้ี ัดของแนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรยี นร้ทู าง วชิ าชีพครู มาใชใ้ นการสรา้ งแบบสอบถามเพื่อศึกษาสภาพปัจจุบนั สภาพที่พึงประสงค์ และความ ต้องการจาเป็นของการพฒั นาแนวทางการจดั การเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ ทางวิชาชพี ครู สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุเขต 2 เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลจาก กลุ่มตวั อย่างและนามาวเิ คราะหข์ ้อมูลสภาพปจั จุบนั สภาพที่พงึ ประสงค์ และความต้องการจาเปน็ ของการพฒั นาแนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครู สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา กาฬสินธ์ุ เขต 2 1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 1.1 ประชากรทีใ่ ช้ในการศึกษาครั้งน้ี ไดแ้ ก่ ครูผู้สอน สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ที่ การศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสินธเุ์ ขต 2 จานวน 1,324 คน 1.2 กลมุ่ ตัวอยา่ ง ได้แก่ ครผู สู้ อน จานวน 132 คน ซ่ึงกาหนดขนาดของกลุ่ม ตัวอยา่ งโดยใช้เกณฑ์รอ้ ยละ10 ของประชากรท้ังหมด (บุญชม ศรีสะอาด, 2556) และเลือกกลุ่ม ตวั อยา่ งโดยการสมุ่ แบบหลายข้นั ตอน (Multi-stage Random Sampling) ซ่ึงมวี ิธกี ารสุ่ม ดังน้ี 1) ใช้อาเภอเปน็ หนว่ ยในการสมุ่ ซง่ึ สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษา กาฬสินธ์ุเขต 2 มีท้งั หมด 5 อาเภอ ประกอบด้วย อาเภอท่าคนั โท อาเภอหนองกุงศรี อาเภอห้วยเม็ก อาเภอยางตลาด และอาเภอฆ้องชัย ผ้วู ิจัยสุ่มอยา่ งงา่ ยมารอ้ ยละ 40 ได้ 2 อาเภอ คือ อาเภอยาง ตลาด และอาเภอท่าคันโท 2) ใช้โรงเรียนเปน็ หนว่ ยในการสุ่ม จากขอ้ มูลอาเภอที่สุ่มมาได้ในขั้นตอนที่1 พบว่า ทง้ั 2 อาเภอ มีโรงเรียนท้ังหมด 85 โรง ผ้วู จิ ัยสุม่ อย่างง่ายมา รอ้ ยละ 50 ไดโ้ รงเรียนท้ังหมด 43 โรง
81 3) สุ่มครูผ้สู อนในแตล่ ะโรงเรียนตามสัดสว่ นจานวนครูโดยเทียบบัญญตั ิไตรยางค์ ให้ไดจ้ านวนกลุม่ ตวั อย่างตามท่ีกาหนด คือ 132 คน ได้รายละเอียดจานวนโรงเรียน และครูท่เี ป็นกลุ่ม ตัวอย่าง ดงั ตาราง 16 ตาราง 16 จานวนกล่มุ ตวั อย่างครูผูส้ อนทใ่ี ชใ้ นการวิจัย อาเภอ จานวน จานวน จานวนกลุ่มตัวอย่าง (คน) โรงเรียน ประชากร ครู อาเภอยางตลาด 88 อาเภอท่าคันโท 30 349 44 13 173 132 รวม 43 522 2. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 2.1 ลักษณะของเคร่ืองมือ เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ในระยะที่1 น้ีเป็นแบบสอบถาม สภาพปัจจบุ นั สภาพท่พี งึ ประสงค์ และความต้องการจาเป็น ของการจัดการเรียนรู้ของครู สงั กดั สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 ประกอบดว้ ย 2 ตอน ได้แก่ ตอนท่ี 1 เป็นส่วนทีเ่ ป็นข้อมูลท่ัวไป ไดแ้ กส่ ถานภาพ เพศ และขนาดของ สถานศกึ ษาที่ผู้ตอบแบบสอบถามปฏบิ ัติงาน ตอนที่ 2 เป็นส่วนท่ีถามเกย่ี วกบั สภาพปจั จุบนั และสภาพที่พึงประสงค์ของ การพัฒนาแนวทางการจดั การเรยี นรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวิชาชพี ครู โดยจาแนกข้อคาถามเปน็ แบบมาตราสว่ น ประมาณค่า 5 ระดับของลเิ คอรท์ (Likert Scale) กาหนดค่าคะแนน เป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีการปฏบิ ัติในปัจจบุ นั /ทพี่ ึงประสงคอ์ ยู่ในระดบั มากทีส่ ุด ระดบั 4 หมายถึง มีการปฏิบัตใิ นปัจจุบนั /ที่พึงประสงคอ์ ยู่ในระดบั มาก ระดบั 3 หมายถึง มีการปฏบิ ัตใิ นปจั จบุ ัน/ที่พึงประสงคอ์ ยู่ในระดับ ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง มีการปฏิบัตใิ นปัจจุบนั /ท่พี ึงประสงคอ์ ยู่ในระดบั น้อย ระดบั 1 หมายถึง มกี ารปฏิบัติในปจั จุบัน/ที่พึงประสงค์อยู่ในระดับ นอ้ ยทีส่ ุด
82 และวิเคราะห์ความต้องการจาเป็น (Need Assessment) โดยนาข้อมูลผล การศกึ ษาสภาพปัจจบุ ัน และสภาพที่พงึ ประสงค์ในระยะท่ี1 มาหาค่าดัชนคี วามต้องการจาเป็น (Priority Needs Index) เพอ่ื จัดลาดับความต้องการจาเป็น โดยการคานวณจากสูตรต่อไปนี้ PNI Modified = (I-D)/D I = สภาพท่ีคาดหวัง/สภาพที่พงึ ประสงค์ D = สภาพท่เี ป็นจรงิ /สภาพปัจจุบัน) 2.2 การสร้างและการหาคณุ ภาพเคร่อื งมือ 2.2.1 ศกึ ษาหลักเกณฑ์และวิธีการสรา้ งแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า(rating scale) 5 ระดบั 2.2.2 ร่างแบบสอบถามโดยใชป้ ระเดน็ ขององค์ประกอบและตวั บง่ ชที้ ไ่ี ด้จาก การศึกษา มาเป็นกรอบการร่างเครือ่ งมอื 2.2.3 นาแบบสอบถามท่สี ร้างข้นึ เสนออาจารยท์ ปี่ รกึ ษาวทิ ยานิพนธ์ เพอ่ื ตรวจสอบและให้คาแนะนา 2.2.4 ปรบั ปรุงแก้ไขแบบสอบถามตามทีอ่ าจารย์ที่ปรกึ ษาวิทยานิพนธ์เสนอแนะ แล้วนาเสนอผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือการวิจัย จานวน 5 ท่าน ไดม้ าโดยวธิ ีการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) โดยมคี ณุ สมบัติตามหลักเกณฑ์ในการคดั เลอื กผ้เู ชี่ยวชาญ ไดแ้ ก่ 1. ดารงตาแหนง่ ผู้บริหารสถานศกึ ษา มวี ทิ ยฐานะชานาญการพิเศษขนึ้ ไป มคี ุณวุฒิทางการศึกษาระดบั ปริญญาโทขน้ึ ไปด้านการบริหารสถานศกึ ษาหรอื สาขาทเ่ี กย่ี วข้อง มี ประสบการณ์ด้านการบริหารสถานศึกษามากกว่า 10 ปี จานวน 4 ท่าน 2. ดารงตาแหน่งครู มวี ุฒกิ ารศึกษาระดบั ปริญญาโทขน้ึ ไปด้านการวจิ ยั และ ประเมินผลการศึกษา มีประสบการณด์ ้านการสอนมากกวา่ 10 ปี จานวน 1 ท่าน ผ้เู ชีย่ วชาญ ทงั้ 5 ทา่ น ประกอบด้วย ดารงตาแหน่งผูบ้ ริหารสถานศึกษา มีคุณวฒุ ิทางการศึกษาระดบั ปรญิ ญาโท ขึน้ ไปดา้ นการบริหารสถานศึกษาหรอื สาขาทเี่ กี่ยวข้อง มปี ระสบการณด์ ้านการบรหิ ารสถานศึกษา มากกวา่ 10 ปี จานวน 4 ทา่ น 1. ดร.อารยันต์ แสงนกิ ลู วุฒิการศึกษาสูงสดุ ครุศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ ค.ด. (บริหารการศึกษา) ตาแหนง่ ผู้อานวยการเชย่ี วชาญ โรงเรยี นนาดีหลมุ ข้าววทิ ยา ดษุ ฎบี ัณฑิตสังกัด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2
83 2. ดร.อทุ ยั วรสาร วุฒิการศกึ ษาสูงสุด ปร.ด.วิจยั และประเมินผล การศึกษา ตาแหน่งผู้อานวยโรงเรยี นบ้านเหล่าหนาด สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา มหาสารคามเขต 1 3. ดร.ไพทลู พรมมากุล วุฒิการศึกษาสูงสุด ปร.ด.วจิ ยั และประเมนิ ผล การศกึ ษา ตาแหน่งผู้อานวยโรงเรียนกันทรวชิ ัย สานกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 26 4. ดร.ปณุ กาญจน์ ภูเงนิ วฒุ ิการศกึ ษาสูงสุด ปร.ด.การบรหิ ารการศกึ ษา ตาแหน่งผู้อานวยโรงเรยี นยางตลาดวิทยาคาร สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 24 ดารงตาแหน่งครู มวี ฒุ กิ ารศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปด้านการวิจัยและประเมินผลการศึกษา มี ประสบการณ์ดา้ นการสอนมากกวา่ 10 ปี จานวน 1 คน 5. ดร.ประสงค์ สกลุ ซง้ วฒุ กิ ารศึกษาสูงสดุ ปรัชญาดุษฎบี ัณฑิต ปร.ด. (วจิ ยั และประเมนิ ผลการศึกษา) ตาแหนง่ ครู โรงเรียนพนิ ิจราษฎร์บารุง สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ี การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 2.2.5 นาแบบสอบถามทผ่ี เู้ ชยี่ วชาญตรวจพิจารณาความสอดคล้องแลว้ มาสงั เคราะห์โดยหาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (Index of Congruence : IOC) โดยมีคา่ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งของข้อคาถาม IOC มคี า่ ต้งั แต่ 0.5 ข้นึ ไปทุกข้อ 2.2.6 นาแบบสอบถามทป่ี รบั ปรุงแล้วเสนออาจารย์ควบคมุ วิทยานพิ นธ์อกี ครั้ง กอ่ นนาไปทดลองใช้ 2.2.7 นาแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กับกล่มุ ท่ีไมใ่ ชก่ ลุ่มตวั อย่าง จานวน 30 คน 2.2.8 นาแบบสอบถามมาวิเคราะหห์ าคา่ อานาจจาแนกรายขอ้ ตามวธิ ีของ Item Total Correlations มคี า่ อานาจจาแนกสภาพปัจจุบันรายขอ้ อย่รู ะหวา่ ง (0.279 – 0.706) คา่ อานาจ จาแนกสภาพที่พึงประสงคร์ ายขอ้ อยู่ระหวา่ ง (0.272-0.756) และมีคา่ ความเชอื่ มั่นของแบบสอบถาม ทงั้ ฉบบั สภาพปจั จบุ นั มีคา่ เท่ากับ 0.920 และสภาพที่พงึ ประสงค์ มีค่าเท่ากับ 0.886 2.2.9 จดั พมิ พ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ แลว้ นาไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู กบั กล่มุ ตัวอยา่ งท่เี ปน็ ครผู สู้ อน สังกัดสานกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 ต่อไป 3. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 3.1 ผูว้ จิ ยั ตดิ ตอ่ ขอหนังสือขอความอนุเคราะหใ์ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล จากคณะ ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม ถงึ ผู้อานวยสถานศกึ ษาโรงเรียนกลุ่มตวั อย่าง เพอื่ ขออนุญาต เกบ็ ข้อมลู การวจิ ัย พร้อมทง้ั มีการประสานงานทางโทรศัพท์ถงึ ผ้ปู ระสานงานการเกบ็ ข้อมูลของแตล่ ะ สถานศกึ ษา
84 3.2 ผวู้ ิจัยจัดส่งแบบสอบถามถึงกลุ่มตวั อย่างและขอรับคนื ด้วยตนเองผา่ นทางผู้ ประสานงานการเกบ็ ข้อมลู ของแตล่ ะสถานศึกษากลุม่ ตัวอย่าง 4. การจัดกระทากบั ข้อมลู และการวเิ คราะหข์ ้อมลู 4.1 การจัดกระทาข้อมลู 4.1.1 ตรวจสอบความครบถ้วน สมบูรณข์ องแบบสอบถามทีไ่ ด้รับกลับคืนมา พบว่าทุกฉบบั มคี วามสมบรู ณ์ในการตอบ 4.1.2 ตรวจใหค้ ะแนนตามเกณฑ์การให้คะแนนต่อไปน้ี สภาพการดาเนินงานมากท่สี ุด/สภาพท่ีพงึ ประสงค์มากทีส่ ุด คะแนนทีไ่ ด้ 5 สภาพการดาเนินงานมาก/สภาพท่ีพึงประสงค์มาก คะแนนทีไ่ ด้ 4 สภาพการดาเนนิ งานปานกลาง/สภาพที่พึงประสงคป์ านกลางคะแนนที่ได้ 3 สภาพการดาเนินงานน้อย/สภาพท่ีพงึ ประสงค์น้อย คะแนนท่ไี ด้ 2 สภาพการดาเนนิ งานน้อยท่สี ุด/สภาพทพี่ งึ ประสงค์นอ้ ยท่สี ุด คะแนนทีไ่ ด้ 1 4.2 การวิเคราะห์ข้อมลู การวิเคราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นเกยี่ วกับสภาพปัจจบุ นั สภาพ ที่พงึ ประสงค์ และความต้องการจาเป็นของการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู โดยใช้แนวคิด ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธเุ์ ขต 2 ดงั นี้ 4.2.1 ป้อนคะแนนเขา้ โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ าเรจ็ รูป เพื่อวเิ คราะหห์ า ค่าเฉลี่ย(Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) สภาพปัจจบุ ัน และสภาพท่ีพงึ ประสงค์ของการพัฒนาแนวทางการจัดการเรยี นรขู้ องครู สังกัดสานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชพี ครู และแปลความ คา่ เฉลี่ยโดยมเี กณฑต์ ่อไปนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545) คา่ เฉล่ยี การแปลความ 4.51 - 5.00 ระดับการปฏิบตั ิในสภาพปจั จุบนั และระดับความต้องการใน สภาพทพ่ี ึงประสงค์อย่ใู นระดับ มากท่สี ดุ 3.51 - 4.50 ระดบั การปฏบิ ัติในสภาพปจั จุบนั และระดับความต้องการใน สภาพที่พงึ ประสงค์อยู่ในระดับ มาก 2.51 - 3.50 ระดับการปฏิบตั ใิ นสภาพปัจจุบันและระดบั ความต้องการใน สภาพทพี่ ึงประสงค์อยใู่ นระดับ ปานกลาง
85 1.51 - 2.50 ระดับการปฏิบตั ใิ นสภาพปจั จุบนั และระดบั ความต้องการใน สภาพทพ่ี ึงประสงค์อยใู่ นระดับ น้อย 1.00 - 1.50 ระดบั การปฏิบตั ิในสภาพปจั จุบันและระดับความต้องการใน สภาพทพี่ งึ ประสงค์อยใู่ นระดับ นอ้ ยทสี่ ดุ 4.2.3 การวิเคราะห์ความตอ้ งการจาเปน็ (Need Assessment) โดยนาข้อมูล ผลการศึกษาสภาพปัจจบุ นั และสภาพท่ีพงึ ประสงคใ์ นระยะท่1ี มาหาคา่ ดัชนีความต้องการจาเป็น (Priority Needs Index) เพื่อจัดลาดบั ความต้องการจาเปน็ โดยการคานวณจากสูตรต่อไปน้ี PNImodified = (I-D)/D I = สภาพท่คี าดหวัง/สภาพที่พึงประสงค์; D = สภาพท่เี ปน็ จรงิ /สภาพปัจจบุ นั 4.3 สถติ ิที่ใชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมลู 4.3.1 สถติ ิพื้นฐาน 4.3.1.1 ค่ารอ้ ยละ (Percentage) ใชส้ ูตรดงั นี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) สตู ร P == N ×100 f เมือ่ P แทน ร้อยละ f แทน ความถ่ีที่ตอ้ งการแปลงใหเ้ ปน็ ร้อยละ N แทน จานวนความถท่ี ้ังหมด 4.3.1.2 คา่ เฉลีย่ (Arithmetic Mean) ใชส้ ตู รดังน้ี (บญุ ชม ศรสี ะอาด,2545) สตู ร X = ∑N N เม่อื X แทน คา่ เฉลยี่ ∑N แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด N แทน จานวนนักเรียนที่เปน็ กลมุ่ ตัวอยา่ ง
86 4.3.3 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสูตรดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด. 2545) S.D. = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน x แทน คะแนนดบิ แต่ละตวั n แทน จานวนคนทง้ั หมด 4.3.4 วิเคราะหจ์ ัดลาดับความสาคญั ความต้องการจาเป็นโดยใช้สตู ร PNI modified PNImodified = N(I-D) D เม่อื PNImodified แทน ค่าความต้องการจาเปน็ I แทน ค่าเฉล่ียของสภาพทพ่ี ึงประสงค์ D แทน คา่ เฉล่ยี ของสภาพทป่ี ฏิบตั ิ กรณีท่ีค่า PNI modified เทา่ กัน ผู้วจิ ยั หาค่าความต้องการจาเป็นจากสูตร PNI ดงั นี้ PNI = (I-D) x I เม่ือ PNI แทน ค่าความต้องการจาเป็น I แทน ค่าเฉลย่ี ของสภาพที่พึงประสงค์ D แทน คา่ เฉลี่ยของสภาพท่ีปฏบิ ัติ
87 ระยะที่ 2 การพัฒนาแนวทางการจดั การเรยี นร้ขู องครู สังกดั สานกั งานเขตพ้นื ที่การศกึ ษา ประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพครู โดย แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดงั นี้ ตอนท1ี่ ศกึ ษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคิดชมุ ชนแห่งการ เรียนรูท้ างวิชาชีพ ของโรงเรยี นที่มีวิธปี ฏบิ ตั ิทเ่ี ป็นเลิศ (Best Practice) 1. ขนั้ ตอนการดาเนินการ 1.1 ศึกษาแนวทางการพฒั นาการจดั การเรียนรู้ของครู โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแห่งการ เรียนรู้ทางวิชาชพี ของโรงเรยี นทมี่ ีวธิ ปี ฏบิ ัตทิ เ่ี ป็นเลศิ (Best Practice) โดยวิธกี ารสมั ภาษณแ์ บบมี โครงสร้าง จานวน 2 แห่ง โดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดงั นี้ ศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรขู้ องครู โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การ เรยี นรทู้ างวชิ าชพี จากโรงเรียนที่มวี ิธปี ฏบิ ตั ิที่เปน็ เลศิ (Best Practice)ท่มี กี ารนาแนวคิดชมุ ชนแห่ง การเรียนรู้ทางวชิ าชพี มาใช้ในการพัฒนาการจดั การเรียนรู้ของครผู สู้ อนทเ่ี ป็นต้นแบบของสานักงาน เขตพ้ืนทก่ี ารศึกษา ท่ีมปี ฏบิ ตั ิจรงิ อยู่เปน็ ประจา มเี อกสารข้อมูลต่างๆทีเ่ ป็นเชงิ ประจักษ์ และส่งผลให้ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของผเู้ รียนและสถานศึกษามกี ารพัฒนาไปในทิศทางทด่ี ขี น้ึ โดยศึกษาจานวน 2 โรงเรียน โรงเรียนละ 2 คน รวม 4 คน โดยวธิ กี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Selection) นา ขอ้ มูลที่ได้จากการสมั ภาษณว์ ิเคราะห์ เพ่ือใช้เปน็ แนวทางในการร่างแนวทางการพัฒนาแนวทางการ จัดการเรียนร้ขู องครู สงั กัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิด ชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชีพครู 2. เครื่องมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู แบบสมั ภาษณ์ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในโรงเรยี นที่เป็นต้นแบบ (Best Practice) ดา้ นการจดั การพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรูข้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ แบ่งเปน็ 2 ตอน ดงั นี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไปของผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ ตอนที่ 2 ประเดน็ คาถามในการสมั ภาษณ์ และข้อเสนอแนะ 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 3.1 ขอหนงั สอื ขอความอนุเคราะหเ์ ก็บรวบรวมข้อมลู เพ่อื ใช้ในการทาวทิ ยานิพนธ์ จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม 3.2 การเก็บข้อมลู การสัมภาษณโ์ รงเรียนทมี่ วี ิธปี ฏบิ ตั ทิ ี่เปน็ เลิศ (Best Practice) ผู้วจิ ยั ติดตอ่ ประสานงานกบั ผู้ให้ข้อมูลเพื่อกาหนดวัน เวลาในการเขา้ สัมภาษณ์ พร้อมทัง้ นาหนังสือขอ ความอนเุ คราะห์ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
88 โดยผวู้ ิจยั ได้ส่งหนงั สือ และกรอบประเด็นการสัมภาษณ์เกี่ยวกบั การพัฒนาแนวทางการจัดการเรยี นรู้ ของครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ให้กับผใู้ ห้ข้อมูลเพือ่ การศึกษาและทาความ เข้าใจล่วงหนา้ เป็นเวลา 7 วนั จากน้ันผ้วู ิจยั เดนิ ทางไปสัมภาษณแ์ ละเกบ็ ข้อมลู ด้วยตนเอง 4. การจัดกระทากบั ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมลู 4.1 วเิ คราะหข์ ้อมลู จากการสัมภาษณโ์ รงเรยี นท่มี ีวิธีปฏบิ ัติทีเ่ ปน็ เลศิ (Best Practice) โดยการนาข้อมลู จากการจดบันทกึ มาดาเนินการวิเคราะหเ์ นอื้ หา (Content Analysis) เพอ่ื สรุปใจความสาคญั และนาเสนอเปน็ ความเรียง เพ่ือใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการรา่ งแนวทางการพัฒนาการ จัดการเรียนรขู้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชีพครู สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ี การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์เขต 2 ตอนท่ี 2 การร่างแนวทางและคูม่ ือการพัฒนาการจัดการเรียนรูข้ องครู สังกดั สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ าง วชิ าชีพครู โดยนาขอ้ มลู จากการสังเคราะห์ ในระยะท่1ี และผลการวิเคราะห์การสัมภาษณผ์ บู้ รหิ าร สถานศึกษาและครูท่ีการปฏบิ ตั ดิ เี ลิศ (Best Practice) ด้านการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครู โดยใช้ แนวคิดชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี มาเป็นแนวทางในการร่างแนวทางการพฒั นาการจดั การ เรยี นรู้ของครูโดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวิชาชีพครู สังกดั สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา ประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์เขต2 แล้วนารา่ งแนวทางการพัฒนาการจดั การเรยี นรู้ของครู สงั กัดสานักงาน เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชพี ครู เสนอต่ออาจารยป์ รึกษาวทิ ยานิพนธ์ เพือ่ ตรวจสอบและให้คาแนะนาเพ่อื การปรบั ปรุงแก้ไข ตอนที่ 3 การตรวจสอบยืนยันประเมินแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนร้ขู อง ครู สังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแหง่ การ เรียนรู้ทางวิชาชีพครู 1. ขัน้ ตอนการดาเนินการ นาร่างแนวทางการพัฒนาการจดั การเรยี นรขู้ องครู สังกัดสานกั งานเขต พืน้ ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต2 โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชพี ครู เสนอ ตอ่ ผู้ทรงคุณวฒุ ิ จานวน5ท่าน เพ่ือพจิ ารณาและตรวจสอบยืนยันประเมินความเหมาะสมของแนว ทางการพฒั นาการจดั การเรียนรูข้ องครู สังกดั สานกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรูท้ างวชิ าชพี ครู 2. กลุ่มผใู้ ห้ข้อมูล ผู้ทรงคุณวุฒิในการใหข้ ้อมูลในการพิจารณารา่ งและตรวจสอบยืนยนั ประเมนิ แนวทางพฒั นาการจัดการเรียนรขู้ องครู สังกัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา
89 กาฬสนิ ธุ์เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู จานวน 5 ท่าน ซ่งึ ได้มาโดยวิธกี าร เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมเี กณฑ์ในการคัดเลือกผ้ทู รงคุณวฒุ ิ ดังต่อไปนี้ 1. ดารงตาแหนง่ ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโท ขึน้ ไปด้านการบริหารสถานศึกษา มปี ระสบการณ์ด้านการบรหิ ารสถานศกึ ษามากกวา่ 10 ปี จานวน 4 ทา่ น 2. ดารงตาแหน่งผอู้ านวยการกล่มุ งาน/ศึกษานิเทศก์ มวี ฒุ กิ ารศึกษา ระดับปริญญาโททางการบริหาร มปี ระสบการณ์ในการปฏิบตั ิงานทางการศึกษามากกวา่ 10 ปี จานวน 1 ทา่ น ผ้ทู รงคณุ วฒุ ทิ งั้ 5 ท่าน ประกอบดว้ ย ดารงตาแหน่งผบู้ รหิ ารสถานศึกษา มวี ฒุ กิ ารศึกษาระดบั ปรญิ ญาโทข้นึ ไปดา้ นการบรหิ ารสถานศึกษา มปี ระสบการณด์ ้านการบริหารสถานศกึ ษามากกว่า 10 ปี จานวน 4 คน 1. ดร.วลั ลภ ภูจอมจิตร วุฒิการศึกษาสูงสดุ ครุศาสตรด์ ุษฎบี ัณฑิต (ค.ด.) บรหิ ารการศึกษา ตาแหนง่ ผ้อู านวยการโรงเรียนนาตาลวิทยาคม สังกดั สานักงานเขตพ้ืนที่ การศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 2. ดร.ปิยะกุล อทุ โท วฒุ กิ ารศึกษาสงู สดุ ปรชั ญาดุษฎบี ัณฑติ ปร.ด. (บริหารการศกึ ษา) ตาแหน่งผู้อานวยการโรงเรยี นโพนสมิ อนุเคราะห์ สังกัดสานักงานเขตพน้ื ที่ การศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 3. ดร.วโิ รจน์ ค้อไผ่ วฒุ ิการศึกษาสงู สุด ปรัชญาดษุ ฎบี ัณฑิต ปร.ด. (บริหารการศึกษา) ตาแหน่ง ผู้อานวยการโรงเรียนชมุ ชนกุดโดน สงั กดั สานกั งานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 4. ดร.สมทรพั ย์ ภูโสดา วฒุ ิการศกึ ษาสงู สุด ปรัชญาดุษฎีบัณฑติ ปร.ด. (วิจยั และประเมนิ ผลการศกึ ษา) ตาแหนง่ ผู้อานวยการโรงเรียนบรบือวทิ ยาคาร สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 26 ดารงตาแหนง่ ผู้อานวยการกลุม่ งาน/ ศกึ ษานเิ ทศก์ มวี ฒุ ิการศึกษาระดบั ปรญิ ญาโททางการบรหิ าร มีประสบการณ์ในการปฏบิ ตั งิ านทาง การศึกษามากกวา่ 10 ปี จานวน 1 คน 5. นายสพุ รรณ ทาแนบจติ ร วฒุ กิ ารศึกษาสงู สดุ การศึกษา มหาบณั ฑิต กศ.ม. (บริหารการศกึ ษา) ตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ สงั กัดสานักงานเขต พน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2
90 3. เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล 3.1 แบบประเมินความเหมาะสมของแนวทางพัฒนาการจดั การเรียนรูข้ อง ครู สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการ เรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) 4. การสรา้ งและการหาคณุ ภาพเคร่ืองมือ 4.1 การสร้างแบบประเมินแนวทางและคู่มือการพฒั นาการจัดการเรยี นรู้ ของครู สังกดั สานกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุเ์ ขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแหง่ การ เรียนรทู้ างวิชาชพี ครู เป็นแบบประเมนิ ความเหมาะสม มีข้ันตอนดังน้ี 4.1.1 ศึกษาเอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกับการสร้างแบบประเมนิ และแนวทาง การประเมินความเหมาะสมของแนวการการพฒั นาการจดั การเรยี นร้ขู องครูโดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแหง่ การเรยี นรูท้ างวิชาชีพ 4.1.2 สร้างแบบประเมนิ โดยเขียนขอ้ คาถามใหค้ รอบคลุม องคป์ ระกอบของแนวการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครโู ดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรูท้ าง วิชาชีพ ซงึ่ เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั นาเสนออาจารย์ท่ีปรึกษาเพ่ือตรวจสอบแนะนา 4.1.3 แก้ไขปรับปรุงแบบประเมนิ ความเหมาะสมของแนวการการ พฒั นาการจัดการเรยี นรู้ของครูโดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชพี ตามคาแนะนาของ อาจารย์ทปี่ รึกษาวิทยานิพนธ์กอ่ นพิมพ์ 5. การเก็บรวบรวมข้อมลู 5.1 ขอหนังสือขอความอนเุ คราะห์เก็บรวบรวมข้อมูลเพือ่ ใช้ในการทา วทิ ยานพิ นธ์ จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 5.2 ผวู้ ิจยั นาหนังสือ เอกสารร่างแนวทางและแบบประเมินความ เหมาะสมของแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูโดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง วิชาชพี ให้กับผูท้ รงคุณวุฒิ เพื่อตรวจสอบยืนยันประเมนิ แนวทางใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายใน 7 วัน จากนัน้ ผวู้ ิจยั เดินทางไปเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดว้ ยตนเอง 6. การวเิ คราะห์ข้อมูล 6.1 วเิ คราะห์ข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการประเมินแนวทางการพฒั นาการจัดการ เรียนรู้ของครโู ดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชพี โดยผู้ทรงคณุ วุฒิ จานวน 5 ท่าน วิเคราะห์ผลโดยการหาค่าเฉลีย่ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน เลือกระดับคะแนนความเหมาะสมของ แนวทาง ทม่ี ีค่าเฉล่ยี ตัง้ แต่ 3.51 ข้ึนไป แสดงวา่ ผทู้ รงคณุ วุฒมิ ีความเห็นชอบให้สามารถนาแนว ทางการพัฒนาการจดั การเรยี นรขู้ องครู สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์
91 เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแหง่ การเรียนร้ทู างวิชาชพี ครู ไปใชไ้ ด้ โดยใชเ้ กณฑใ์ ห้คา่ นา้ หนกั คะแนน ของแบบสอบถามความคดิ เห็นเกยี่ วกับแนวทางการพัฒนาการจัดการเรยี นรู้ของครู สังกัดสานักงาน เขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชีพครู มีความเหมาะสม ดงั ต่อไปนี้ คะแนน เกณฑ์การประเมนิ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากทสี่ ุด 4 หมายถงึ มีความเหมาะสมมาก 3 หมายถงึ มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยทีส่ ดุ เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉล่ียกลุม่ ดงั นี้ (บุญชม ศรสี ะอาด, 2554: 103) คา่ เฉลีย่ 4.51 - 5.00 หมายถงึ มีความเหมาะสมมากท่ีสุด ค่าเฉลย่ี 3.51 - 4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก คา่ เฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถึง มคี วามเหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง มคี วามเหมาะสมน้อย คา่ เฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยท่สี ุด 7. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูล ในการวจิ ยั คร้ังนผี้ วู้ ิจยั ใช้สถิติพื้นฐานในการวเิ คราะห์ข้อมูล ดงั น้ี 1) ค่าเฉล่ยี (Mean) โดยใชส้ ูตรดงั นี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2554) สูตร X = ∑X N เมื่อ X แทน คา่ เฉล่ีย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด n แทน จานวนนักเรยี นทเี่ ป็นกลุม่ ตัวอย่าง
92 2) สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สตู ร (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2554) S.D = เม่อื S.D. แทน สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน x แทน คะแนนดบิ แต่ละตัว n แทน จานวนคนท้ังหมด
93 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล การพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรู้ของครู สงั กัดสานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรูท้ างวิชาชพี ครู ผู้วิจยั ได้เสนอผลการ วิเคราะหข์ ้อมูลตามลาดบั ดังน้ี 1. สญั ลักษณท์ ่ีใชใ้ นการเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู 2. ลาดบั ขัน้ ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมลู สัญลกั ษณ์ท่ใี ช้ในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู และการแปลความหมายของผลการวเิ คราะหผ์ ู้วจิ ยั กาหนดสญั ลักษณ์แทนความหมายต่าง ๆ ดงั นี้ X แทน คา่ เฉลีย่ S.D. แทน สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน D (Degree of Success) แทน คา่ เฉลยี่ สภาพปจั จบุ นั I (Important) แทน คา่ เฉล่ยี สภาพที่พงึ ประสงค์ PNI modified แทน ค่าดัชนคี วามต้องการจาเป็น ลาดับข้นั ตอนในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตอนท่ี 1 การวเิ คราะห์สภาพปจั จุบนั สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาแนวทางการจดั การ เรียนรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชน แห่งการเรียนร้ทู างวิชาชพี ครู ตอนที่ 2 การวิเคราะห์ การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสานักงานเขต พื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชีพครู
94 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตอนท่ี 1 การวิเคราะห์สภาพปจั จบุ นั สภาพทีพ่ ึงประสงคข์ องการพัฒนาแนวทางการจดั การ เรียนรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชน แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู ในตอนที่1 ได้จัดการนาเสนอ 2ส่วนคือ ส่วนที่เป็นผลการวิเคราะห์ สภาพปัจจุบันและสภาพท่ีพึงประสงค์ของการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัด สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง วิชาชีพครู กับส่วนท่ีเป็นผลการวิเคราะห์ความต้องการจาเป็นของการพัฒนาแนวทางการจัดการ เรียนรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชน แห่งการเรยี นร้ทู างวิชาชพี ครู ผลการวิเคราะหส์ ภาพปจั จุบนั สภาพที่พงึ ประสงค์ของการพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรู้ ของครู สังกดั สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการ เรยี นรทู้ างวชิ าชีพครู ดงั แสดงในตารางที่ 17 ถงึ ตารางท่ี 23 ตาราง 17 ผลการวิเคราะห์สภาพปจั จุบนั สภาพท่พี ึงประสงค์ ของการพฒั นาแนวทางการจัดการ เรียนรู้ ของครู สงั กดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใช้แนวคิด ชุมชน แหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ครู โดยรวม ดา้ น องคป์ ระกอบการจดั การเรียนรู้ สภาพปัจจุบนั สภาพท่ีพงึ ประสงค์ ที่ X S.D. ระดบั การ X S.D. ระดบั การ 1 การกาหนดวัตถุประสงค์หรือ ปฏบิ ัติ ปฏิบตั ิ จดุ มงุ่ หมาย 4.24 0.64 มาก 4.93 0.30 มากที่สดุ 2 การกาหนดเนื้อหาหรือหลักสูตร 3.99 0.66 มาก 4.93 0.26 มากที่สดุ 3 การศกึ ษาผเู้ รียน 3.83 0.67 มาก 4.95 0.21 มากท่สี ดุ 4 การกาหนดยุทธวิธใี นการสอน 3.91 0.65 มาก 4.93 0.25 มากทสี่ ดุ 5 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.10 0.59 มาก 4.97 0.16 มากทส่ี ดุ 6 การวดั และการประเมนิ ผล 4.10 0.60 มาก 4.95 0.21 มากทส่ี ุด 4.03 0.63 มาก 4.95 0.23 มากทส่ี ดุ โดยรวม
95 จากตาราง17 พบวา่ สภาพปัจจบุ ัน ของการจัดการเรียนรู้ของครู สงั กดั สานกั งานเขตพื้นท่ี การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชีพครู โดยรวมอยู่ ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ อยู่ในระดับมากทกุ ดา้ น ส่วนสภาพท่ีพึงประสงค์ของ การจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ครู โดยรวมอยใู่ นระดบั มาก ทีส่ ดุ เมือ่ พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยใู่ นระดับมากท่สี ดุ ทุกดา้ น ตาราง 18ผลการวิเคราะห์ค่าเฉล่ยี สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการปฏิบตั ิของสภาพปัจจบุ ัน และสภาพที่พงึ ประสงค์ ของการจดั การเรียนรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชพี ครู ดา้ นการกาหนด วตั ถุประสงคห์ รือจุดมุ่งหมาย ตวั บง่ ชีด้ า้ น สภาพปจั จุบัน สภาพทีพ่ ึงประสงค์ ขอ้ การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ X S.D. ระดับการ X S.D. ระดบั การ ท่ี หรือจุดมุ่งหมาย ปฏิบัติ ปฏิบตั ิ 1 ครูรว่ มกันศึกษาสภาพปัญหา 4.29 0.60 มาก 4.89 0.50 มากทส่ี ดุ ความตอ้ งการ และบรบิ ทของ ท้องถน่ิ ก่อนการออกแบบการ 4.29 0.60 มาก 4.93 0.25 มากท่สี ุด เรยี นรู้ 4.14 0.58 มาก 4.95 0.22 มากทส่ี ุด 2 ครูมกี ารประชุม ร่วมกันวางแผน ในการกาหนดวัตถปุ ระสงค์การ 4.30 0.61 มาก 4.94 0.24 มากทสี่ ุด เรยี นรู้ 4.24 0.64 มาก 4.94 0.24 มากทีส่ ุด 3 ครมู กี ารกาหนดเปา้ หมายท่ี ตอ้ งการให้เกดิ ข้นึ กับผเู้ รยี นอยา่ ง ชดั เจน 4 ครกู าหนดเป้าหมายทต่ี ้องการให้ เกดิ กับผู้เรยี นให้ครบทง้ั ดา้ น ความรู้(K) กระบวนการ(P) และ เจตคติ(A) 5 ครมู กี ารกาหนดวัตถุประสงคเชงิ พฤติกรรมที่ผูเรยี นสามารถปฏิบัติ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165