พี่จะดูสองกรอบ ในแง่ของสิทธ์ิ ว่ามันเป็นสิทธ์ิรึเปล่า คนเล่นอินเตอร์เน็ต มองว่าเมื่อไหร่ล้ามาพ้ืนที่ ส่วนตัว ถ้าบอกว่านิติสานึก เราก็จะมองเรื่องกรอบจริยธรรม อย่างที่พวกคุณเคยมองกรอบเหล่านี้ แบบส่ง อีเมล์ เวลาส่งอีเมล์แล้วจะต้องตอบ ต้องขอบคุณภายในกี่อาทิตย์ นี่คือจริยธรรมว่าจะต้องทา อีกอย่างคือการ ค้นหากฎกติกาของคนเลน่ เม่ือไหรท่ ี่เรยี กว่าลา้ เสน้ นแ่ี หละทเี่ ราตอ้ งหา ว่าอะไรคือกฎระหว่างกัน อ.สมชายแสดงความเห็น : ผมคิดว่า เราคนมอง เราสามารถใช้วิธีการมองชนเผ่ามามองคนเล่นอินเตอร์เน็ต คนเล่นก็ชนเผ่าหน่ึง คือชนเผ่าท่ีเป็นปะกากะยอ หรืออะไรพวกนี้ เรากค็ ดิ วา่ มองได้ แตเ่ ราไมม่ ีการมอง “ชนเผ่าทางกฎหมาย” ส่ิงท่ี นักกฎหมายใช้มอง แนวคิดที่นักกฎหมายมีอยู่ แต่อย่างท่ีพูดคือ มันทาให้เรื่องแคบลง ชนเผ่านักกฎหมายสิทธิ ฯ คิดยังไง อัยการคิดยังไง พวกน้ีคือชนเผ่าหมด มันไม่ได้แค่ศึกษาชนเผ่าที่ไม่เคยแปดเปื้อนอารยธรรมใหม่ๆ แต่เราสามารถศึกษาชนเผ่าปัจจุบันได้ ผมคิดว่าเร่ืองน้ีควรมีการริเร่ิมศึกษา ชนเผ่ากฎหมายน่ีมีภาษา มี กฎเกณฑ์ท่ีประหลาดเยอะแยะ ชนเผ่าอัยการผู้พิพากษาน่ีก็มีจารีต มีหลักเกณฑ์ในชนเผ่าของตัวเอง น่าสนใจ มาก คอื ถา้ อย่างอ.นทั มนว่า เราควรมองคนต่างๆ ในสงั คมให้เปน็ ชนเผ่า คนเลน่ เน็ตก็เปน็ ชนเผ่า ทาให้มนั แคบ ลง แล้วก็ศกึ ษา อ.นทั มนแสดงความเห็น : อยากจะเสริมว่าจริงๆ ก็ใช้ มีคาท่ีเรียกว่า community ไม่ว่ามันจะเป็นชุมชนท่ีไหนเราก็สามารถเข้า ไปศึกษาได้ แต่เด๋ียวมีวันสุดท้ายเราจะเจอกันอีก ก็จะมีอีกนิดหน่อยท่ีจะพูดคุยกัน เราก็ไปศึกษา legal culture ของคนในสังคมใดๆ กต็ าม กอ็ ยใู่ นขอบเขตของการศึกษา อ.สมชายแสดงความเห็น : ขอบคณุ อ.นทั มน มากนะครบั หวงั ว่าทกุ คนคงเขา้ ใจภาพรวม ใครสนใจกไ็ ปศกึ ษาอีกทนี ะครับ นี่ก็จะ เป็นวันแรกท่ีพูดถึงมานุษยวิทยาทางกฎหมาย ว่าไม่จาเป็นต้องเป็นชนเผ่าไกล แต่ท่ีน่ีก็พูดได้ พรุ่งน้ีเราจะมา มองแนวคดิ เรอ่ื งสตรีนิยมว่ามยี ังไงบา้ งนะครบั
เอกสารสรปุ การบรรยาย การวจิ ยั กฎหมายเชงิ ประวตั ิศาสตร์ โดย ศ.ดร.อรรจักร์ สัตยานรุ กั ษ์ ช่วงเช้าเราจะมีเรื่องการวิจัยทางกฎหมายโดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ช่วงบ่ายก็จะเป็นแนวสตรี นิยมนะครับ เอกสารใครท่ีสนใจ เร่ืองแรกเป็นวงการท่ีพวกเราหลายมหาวิทยาลัยเคยทามา คือการเรียนรู้และ สังเกตการณ์กระบวนการทางศาลก็ทาหลายมหาวิทยาลัยนะครับ มันเป็นการรวมกันของวิชาวิอาญาและสิทธิ มนุษยชน คือแทนท่ีจะสอนตัวบทอย่างเดียวก็ให้เด็กสังเกตการณ์จากศาล แล้วให้ดูว่าที่เห็นปรากฎมันมีใน กฎหมายรึเปล่า เราทามา 4-5 ปี ตอนหลังก็ยุตินะครับ จริงๆ คือไม่ได้ยุตินะ แต่คือข้อมูลมันไม่ค่อย เปลีย่ นแปลงเทา่ ไหร่ แล้วตอนนี้กม็ ีเร่ืองงบประมาณที่เคยสนับสนนุ แต่ตอนนกี้ ย็ ตุ ิโครงการก่อนนะครบั ผมคิด ว่าโครงการน้ีน่าสนใจนะ แทนท่ีจะเรียนอย่างเดียวก็เห็นของจริงเลย อันนี้เป็นรายงานนะครับ ปี 56-57 เลย ถ้าพวกเราอยากลองเริ่มโครงการแบบนี้ ก็ลองทาดูนะครับ น่าจะเป็นประโยชน์ อันนี้เล่มแรก อีกเล่มใครที่
สนใจองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน น่ีจะเป็นงานวิจัยของอาจารย์ที่คณะนิติท่ีเกษียณอายุไปแล้ว เป็นเร่ืองการ ปกครองส่วนท้องถ่ิน จะรวบรวมกฎหมายท่ีเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติท่ีขึ้นกับองค์กรปกครอง สว่ นท้องถิน่ รวมถงึ สภาพปญั หาและข้อเสนอแนะ ใครสนใจเลม่ นี้น่าจะเป็นข้อมูลเบ้ืองตน้ ทีจ่ ะทาให้อย่างน้อย ก็มฐี านขอ้ มลู ทางดา้ นกฎหมายนะครบั ใครอยากได้ สนใจ กบ็ อกนะครับ ซึ่งน่าจะเปน็ ประเด็นต่อไป สาหรับเช้าวนั นี้ การวจิ ัยกฎหมายในทางประวัติศาสตร์ วนั น้ีเชญิ วทิ ยากรทใี่ ครสนใจด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์น่าจะรู้จักนะครับ เป็นว่าที่อาจารย์ดีเด่นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือคนที่อ. คณะนิติศาสตร์ เสนอช่อื ไมใ่ ชค่ นในคณะนะครับ เปน็ อาจารย์อรรถจักร์ สตั ยานรุ ักษ์ที่ได้รับเสนอชื่อดว้ ยความถส่ี ูงสุด อาจารย์ เป็นนักประวัติศาสตร์นะครับ จบมหาวิทยาลัยญ่ีปุ่น แต่จบเศรษฐศาสตร์ จะมีงานทางวิชาการเยอะ เคยได้รับ เป็นนักวิจัยดีเด่นของ สคว. ปีไหนก็จาไม่ได้แล้ว อ.จะมีงานวิจัยค่อนข้างเยอะ และปีที่ผ่านมาอ.ก็เป็นหัวหน้า งานวิจยั หน่งึ ที่ทาพร้อมกันทัว่ ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ทาร่วมกนั ทุกภาค เสรจ็ เรียบร้อยแลว้ นะครับ วันนี้ ที่ชวนอ.อรรถจักร์มาคุย อาจารย์จะมาช่วยให้ความเห็น ความรู้ที่จะมีประโยชน์ต่อกฎหมาย ผมเห็น 3 ข้อนะ ครับ ข้อแรกคือ การวิจัยกฎหมายเชงิ ประวัตศิ าสตร์ ข้อ 2 เกิดเราจะใช้ประวัติศาสตร์จะใช้ยังไง 3 อยากให้อ. มาพูดถงึ ตัวอย่างงานที่เกิดข้นึ เปน็ 3 ข้อทผ่ี มคิดวา่ เป็นประโยชน์แก่ทกุ ๆ ทา่ นนะครบั เรียนเชิญศาสตราจารย์ ดร.อรรถจักร์ สัตยานรุ กั ษน์ ะครบั อ.อรรถจักร์ : ผมเคยมาพูดปีที่แล้วครง้ั หนงึ่ แล้วปีน้ีก็มาอีกครั้ง ผมอ่านเสร็จผมก็งงว่าผมคิดอะไรอยู่ ปีท่ีแล้วมันห่ว ยมาก ปีน้กี ไ็ ม่รู้วา่ จะดกี วา่ กนั เทา่ ไหร่ แตก่ ็รูส้ ึกไม่ไดเ้ รือ่ ง เหตผุ ลทรี่ ้สู ึกว่าทาไมผมถงึ ทาได้แคน่ ้นั คือ ปีทแี่ ลว้ ผม อ่านวิทยานิพนธ์กับงานวิจัยทางกฎหมายเยอะมาก ประมาณ 100 กว่าเล่ม แล้วปรากฎว่าผมคิดอะไรจากงาน เหล่าน้ันได้น้อยมาก เอกสารเยอะแยะไปหมด แต่กฎหมายนิ่งมาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง นี่เป็นงานวิจัย วิทยานิพนธ์ของนักนิติศาสตร์ อันน้ีคือคาตอบสาหรับข้อแรกของอ. สมชาย ว่าถ้านักกฎหมายไม่สนใจ ประวัติศาสตร์ งานวิจัยก็จะออกมาตื้นและกลายเป็นช่างเทคนิคในเรื่องเล็กๆ เช่นกฎหมายแพ่งเร่ืองนี้เปล่ียน ผูเ้ สียหายเป็นอย่างน้ี อะไรทานองนน้ั ดังนั้นความผิดพลาดตนื้ เขินในปีท่แี ลว้ คือ ผมเองไม่คดิ อะไรมากกว่าการ อา่ น อกี ดา้ นคอื ความตื้นเขินของงานวจิ ัยนิติศาสตรท์ ี่ไม่มปี ระวัติศาสตร์ ย้านะครับ ปีนท้ี างานนอ้ ยกว่าปีที่แล้ว เยอะ คือปีทีแ่ ลว้ นง่ั อา่ น 170 กว่าเล่ม แตไ่ ม่ได้อะไรเลย นคี่ อื คาสารภาพนะครบั ปีนี้ผมเลยคิดว่า ผมอยากเห็นนักกฎหมายทาวิจัยเชิงประวัติศาสตร์อย่างไร เพ่ือให้นักประวัติศาสตร์ นักสังคมได้ประโยชน์สูงสุด คือผมมองพวกเรา นักสังคมศึกษา สังคมวิทยา รวมทั้งสังคมไทยได้ประโยชน์ ผม เริม่ ต้นจากตรงน้ี แลว้ ผมก็นัง่ ค้นว่าเวลาพูดถึง law and history มันเป็นยังไง พบวา่ มันมีงานจานวนมากเลยท่ี เมืองนอกท่ีพูดถึงเร่ือง law and history มี LL.D ท่ีพูดถึงเร่ืองน้ีเยอะมาก ในหลายประเทศมี department กฎหมายและประวัติศาสตร์ มีวารสารกฎหมายและประวัติศาสตร์ และผมก็มาน่ังไล่ดูบทความแล้วน่าสนใจ
มากเลย ผมเลยว่าถ้าผมผลักดันพวกเราได้ ประโยชน์ก็จะได้หลายทาง แล้วนักประวัติศาสตร์ก็แฮปป้ีมากขึ้น คือถ้านักนิติศาสตร์ไม่สนใจนักประวัติศาสตร์ ก็หวังได้เลยว่านักประวัติศาสตร์ไม่มี คือนักประวัติศาสตร์ส่วน ใหญ่จะใช้กฎหมายบางเร่ือง บางหัวข้อ บางประเด็นเพ่ือยืนยันสมมุติฐานของตัวเอง มีงานกฎหมายไม่มากท่ีมี การยืนยันอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยชุดหนึ่ง แต่โดยมากแล้วไม่ค่อยมีเท่าไหร่ มันจึงเป็นสายสัมพันธ์ของสอง สาขาที่ไม่ค่อยมีใครทา นักนิติศาสตร์ก็ไม่ค่อยทา นักประวัติศาสตร์ไปน่ังอ่านคาพิพากษาก็จะหงุดหงิดเพราะ อ่านไม่รู้เร่ือง ผมเจอคาพิพากษาสี่ห้าอันผมก็จะส่งให้อ.จ้าย อ.บุญชูก่อนว่ามันแปลว่าอะไร งานล่าสุดคือโค บอลด์ 60 อ่านเสร็จแล้วก็จดเอา แต่ยังไม่เข้าใจ ดังนั้นนักกฎหมายก็จะใช้ประโยชน์ได้น้อย ดังนั้นผมจะเร่ิม ด้วยการไม่กระโดดเข้าไปสู่นิติศาสตร์ แต่จะทาความเข้าใจเชิงประวัติศาสตร์ก่อน ดังนั้นผมจะพูดอยู่ 4 เรื่อง ด้วยกัน เริ่มจากคาถามของอ.สมชายแล้วค่อยเจาะไปเร่ือยๆ เร่ืองแรกคือการทาความเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ คืออะไร เรื่องท่ีสองคือการทาความเข้าใจยุคประวัติศาสตร์ เร่ืองท่ีสามคือกฎหมายกับประวัติศาสตร์ เรื่องท่ีส่ี คอื มมุ มองแนวทางการวิจยั ประวัติศาสตรแ์ ละกฎหมาย ซึ่งผมต้องขอโทษที่ทาไมท่ ันจรงิ ๆ และกห็ วังวา่ ที่นี่จะมี visualizer แตท่ ี่น่เี ชย ไมม่ ี ทาไมไมม่ ีไม่รู้ มีสี่เร่อื งนะครับ แตค่ าดวา่ อ่านไมอ่ อกหรอก ประวัติศาสตร์คืออะไร สิ่งท่ีต้องพูดก่อนว่าประวัติศาสตร์คืออะไร ผมคิดว่าสิ่งสาคัญ ในสังคมไทยเข้าใจประวัติศาสตร์น้อย มาก ความหมายแรกคืออดีตจริงๆ ของมนุษย์ ซึ่งเราไม่มีวันเข้าใจหรอกว่ามันเป็นยังไง ส่วนที่สอง เม่ือสังคม เร่มิ จดั ต้ังแลว้ สิง่ ท่สี าคัญคอื สังคมมนุษย์ท้ังหมดจาเปน็ ตอ้ งใช้อดีตเพื่อจัดต้ังสังคมในแต่ละช่วง อดีตอาจจะฝัง อยู่ในรูปแบบวิธีการและอ่ืนๆ อีกเยอะแยะ แต่เม่ือเกิดสมัยใหม่ มันเลยเกิดส่ิงที่เรียกว่าประวัติศาสตร์เข้ามา เพือ่ ใชใ้ นการผลักดันสงั คมขึน้ มา ดงั นน้ั แบบทหี่ นง่ึ คือ อดตี จรงิ ๆ แบบทีส่ องคือ ประวตั ศิ าสตร์ทม่ี ันถกู เขียนถูก บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร อันที่สามที่มีความสาคัญข้ึนมา เราใช้คาว่า public history ที่รวมความทรงจา ของมนุษย์อ่ืนๆ เข้ามา ส่วนท่ี 2 และ 3 มีส่วนสาคัญในการก่อร่างสังคม ทุกสังคมมีเงาของอดีตทาบทับ ไม่มี สังคมไหนตัดขาดอดีตออกไปได้ นี่คือความหมายของประวัติศาสตร์ การเข้าใจประวัติศาสตร์จึงไม่ใช่แค่การ เข้าใจอดีต แต่ต้องเข้าใจอดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราไม่เข้าใจความเปล่ียนแปลงของสังคม ไม่ เข้าใจประวัติศาสตร์ เราก็จะตกอยู่ในบ่วงเหลืองแดงท่ีโง่เขลาพอๆ กัน คือการศึกษาอดีต ก็เป็นการศึกษา ปัจจุบันนั่นเอง เราจะเข้าใจความสาคัญของอานาจทั้งหลายจากการเข้าใจอดีต ดังนั้น สรุปง่ายๆ ว่าการศึกษา ประวตั ิศาสตร์คือการศึกษาระบบความสมั พันธ์ ความเปลีย่ นแปลงระบบความสัมพันธ์ หรือความเปล่ียนแปลง ของระบบภายในความสมั พันธ์ต่างๆ มันเลยเกดิ หวั ใจของประวตั ิศาสตร์อยา่ งหนึ่งคือการแบ่งยุคประวตั ิศาสตร์ ทาใหเ้ ราเข้าใจวา่ มนั เกิดการเปล่ยี นแปลงของระบบชว่ งน้ี จนทาให้เปล่ียนจากยคุ หนึ่งไปสู่อกี ยุค ถ้าพูดแบบมาร์กซิสม์หรือเหมาอิสม์ จะบอกว่าเปล่ียนจากปริมาณสู่คุณภาพ เป็นการเปลี่ยนแปลงยุค สมัยของมนุษย์ และเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ดังนั้นยุคประวัติศาสตร์จึงคือการเปล่ียนแปลง
ยุคสมัย แต่มันทาให้เราเข้าใจว่าอ๋อ ช่วงน้ีคนทั้งหมดสัมพันธก์ ันโดยความหมายชดุ หน่ึง ต่อมาก็เป็นอีกชุดหนงึ่ เราต้องมองเห็นความเปล่ียนแปลง มันอาจจะค่อยๆ เกิดข้ึน จนกระทั่งถึงจุดหน่ึงมันเปลี่ยนมาสู่อีกสังคมหนึ่ง นึกถึงรัตนโกสินทร์ถึงสมัยรัชกาลท่ี 5 เราจะพบว่ามันเป็นการเปล่ียนแปลงคนละแบบ ระบบความสัมพันธ์ท่ี นามาสู่ความเปลี่ยนแปลงทางยุคสมัย มันทาให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากขึ้น เหตุการณ์หน่ึงๆ เกดิ ข้นึ มากมายในช่วงเวลา ทั้งหมดจะเป็นเครื่องช้ีอะไร นค่ี ือยคุ สมยั นี้ เมอื่ เปลี่ยนอกี แบบก็จะเป็นอ๋อ นีค่ อื ยุค สมัยนี้ แต่การสอนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยยังยึดติดอยู่ในกรอบของการแบ่งยุคสมัยแบบกรุง ซึ่งไม่ทัน อะไร และตัดสินอยู่ท่ีบทบาทของพระมหากษัตรยิ ์ในการสงครามเปน็ หลัก ดังนั้นของไทยเราจงึ ไม่ใชก่ ารศึกษา ประวัติศาสตร์ แต่เป็นการศึกษาพงศาวดารใหม่ ท่ีเราเคยท่องจาว่า พระนเรศวรมีฟันกี่ซี่ เมียก่ีคน คาบดาบ จริงไหม สิ่งที่สาคัญคือ เมื่อเราเข้าใจหัวใจของประวัติศาสตรต์ รงนี้ซึ่งสาคัญต่อการสรา้ งยุคสมัย หัวใจตรงนีจ้ ะ เอื้อต่อการคิดและวิจัยเชิงกฎหมายมากขึ้น ตอนท้ายผมจะเสนอว่า ผมไม่อยากใช้คาว่า lagel history แต่ อยากจะใช้ law and history มากกว่า อันนนั้ คอื อนั ที่ 1 เมอ่ื เราเขา้ ใจหัวใจประวัตศิ าสตร์ พวกเราคงเออ แล้ว ต่อไปกฎหมายจะอยู่ตรงไหน ทาความเข้าใจยคุ ของประวัตศิ าสตร์ สองคือ วิธีคิดทางประวัติศาสตร์ บทฐานของการคิดว่าเราศึกษาความเปลี่ยนแปลงท้ังหลาย นัก ประวัติศาสตร์จะมุ่งเน้นอยู่ 2 ประเด็นคือ เราเช่ือว่าความเปลี่ยนแปลงน้ันเป็นอนิจจัง สองคือ ความ เปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นต้องอยู่ในบริบท ในเงื่อนไข ไม่มีความเปล่ียนแปลงใดเกิดในสูญญากาศ ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะสามารถใช้ในทุกเรื่องและอธิบายอะไรได้เยอะเลย เราจะเข้าใจสังคมได้มากขึ้น ผมคิดถึงตัวอย่างอ. สมชายท่ีชอบพูดถึงคดีข่มขืน ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืนนอนบ้านสามวันเจ็ดวัน เม่ือไปฟ้องศาลก็มักจะถูกตัดสินว่า สมยอม อ.สมชายบอกวา่ ใหร้ ีบไปแจ้งความเลย ถ้าถูกซ้อมก็ตอ้ งรีบเพื่อจะตดั สนิ ไดด้ ีขึน้ ถามว่าวธิ ีคิดตรงนั้นอยู่ ในบริบทใด นี่คือตัวอย่าง สรุปคือ หน่ึง มันมี period guide มันมียุคสมัยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างข้ึน มัน ช้ีให้เห็นความสัมพันธ์ของระบบอานาจอ่ืนๆ ท่ีซ้อนทับกันอยู่ ว่ากฎหมายเป็นอย่างนี้ อันที่สองวิธีคิดทาง ประวัติศาสตร์ ทุกอย่างเปล่ียนแปลง และการเปลี่ยนแปลงต้องอยู่ในบริบท สองอย่างน้ีไม่มีอยู่ในงานวิจัยหรือ วิทยานิพนธ์ของนิติศาสตร์ ขณะเดียวกันก็ต้องย้าว่าทางประวัติศาสตร์ เราศึกษาตรงน้ีเยอะแยะเลย แต่เราไม่ เคยหยิบกฎหมายมาเพอ่ื ช้คี วามเปลยี่ นแปลงตรงน้ี น้อยมาก มีอย่ไู มก่ ่ีเลม่ ส่ิงท่ีผมคดิ ว่าจะมีประโยชน์และอยากจะทา ตอนนี้ผมแบง่ ยุคสมัยประวัตศิ าสตร์มา 8 ยุคนะครับ ตอน แรกคิดว่าจะเรียงแบบนี้แหละ 8 ยุค แล้วเว้นช่องว่างตรงนี้ไว้ นี่คือยุคของประวัติศาสตร์ ตอนแรกก็อยากจะ เรียงตามนี้ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ก็จะเรียงแบบน้ี สิ่งท่ีอยากจะทาเป็นการบ้าน แต่ทาไม่ทัน เลยจะมาถามคอื ในยุค 1 ยุค 2 ยุค 3 ยุค 4 เนี่ย ในฐานะนักกฏหมาย นักกฎหมายเห็นไหมว่ามันมีความเปล่ียนแปลงทาง กฎหมายอะไร ท่ีเปล่ียนในแต่ละช่วง ถ้าเราใส่กันได้ แต่น่ีเป็นคาถามท่ีใส่ตรงนี้ได้เล็กน้อย เป็นข้อมูลมาจาก
อาจารย์ท่านหนึ่ง ถ้าเราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายของกฎหมายแต่ละประเภท อาญา บ้าง แพ่งและ พานิชย์บ้าง อะไรก็ได้ มรดก ครอบครัว ถ้าเราเห็นความเปลยี่ นแปลง เราจะเห็นอะไรอีกเยอะแยะ โอเคผมจะ หยดุ ตรงน้กี ่อนสัก 5 นาที อยากจะถามอะไรเก่ียวกับวิธีทางประวตั ิศาสตร์ ถามเลย เขา้ ใจดเี ลย ความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไม่ได้เกิดจากสูญญากาศ แต่ต้องมีบริบทการเกิด เช่น อาจารย์จ้ายบอกวา่ ปี 2540 มีกฎหมายเก่ียวกับสิทธิใหม่ๆ ได้โผล่ข้ึนมา เราอาจจะตอบว่า อ้อ มีควมมเคล่ือนไหว มีรัฐธรรมนูญ 40 ก็ได้ แต่บริบทท่ีสาคัญมันมีความเปลี่ยนแปลงยังไง ถ้าหากเราคิดแบบนี้ และเราลองไปหาความ เปลี่ยนแปลงของกฎหมาย เราจะเห็นอะไรขึ้นอีกมากมาย ผมทาจากสิ่งท่ีผมแวบข้ึนมาหลังทาโครงการวิจัย เรียบร้อย ผมวางแผนว่าจะมาร่วมกับอาจารย์เล็ก หาโครงการวิจัยสักชุดเพ่ือจะดูความเปล่ียนแปลงทุก ประเภทของกฎหมาย แต่งานชา้ งนะ กฎหมายอาญาเปล่ียนยังไง กฎหมายเกี่ยวกบั ทรัพยส์ นิ ทกุ เรอ่ื ง โอเคนะ ผมพูดถึงวิธีคิดประวัติศาสตร์ และกรอบใหญ่ๆ ท่ีอยากให้พวกเราทา ต่อไปคือ โยนคาถามของ 8 ยุคสมัยนี้ว่า โอเคในฐานะนกั ประวัติศาสตร์คิดแบบน้ี แลว้ กฎหมายอย่ตู รงไหน มีฟังก์ชัน่ ยังไง มีใครอยากถามอะไรไหมครับ อาจารยจ์ า้ ยมีอะไรจะถามไหม อาจารยจ์ ้ายเคยเป็นนักศกึ ษาในเอกเรานะครับ ผ้เู ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : อาจารย์ยกตัวอย่างใช่มั้ยครับว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดจากสูญญากาศ มันดูเหมือนห้องแลปยังไงไม่ รอู้ ่ะสญู ญากาศ อ.อรรถจักร์แสดงความเหน็ : คนไทยจานวนมากมักอธิบายเร่ืองอดีตด้วยเหตุปจั จัยง่ายๆ เอาตัวอย่างที่เราคุ้นเคย เรามักจะอธิบาย ความเปล่ียนแปลงในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปฏิรูปประเทศ เรามักอธิบาย บนศกั ยภาพ พระอัจฉริยภาพ หรือทรงมพี ระเนตรยาวไกล ผมพดู ราชาศัพท์ไม่ถูกต้องเลย ทรงมสี ายพระเนตร ยาวไกล การอธิบายแบบน้ีนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นการอธิบายที่เป็นสูญญากาศเพราะมันไม่มีเงื่อนไขเลย เมอ่ื เปรยี บเทยี บ ร.5 กับพมา่ เหมอื นกัน พม่าเขากฉ็ ลาด แตเ่ ง่อื นไขเขาไม่ทาให้เขาปฏิรูปประเทศได้ ดังนนั้ ถ้า อยากอธบิ ายสมยั รชั กาลท่ี 5 ต้องอธบิ ายเงื่อนไขแวดลอ้ มรัชกาลที่ 5 อนั นี้ตัวอยา่ ง ผูเ้ ข้าร่วมแสดงความเห็น : ต่ออกี นดิ ครบั อาจารย์ แลว้ เงือ่ นไขแวดล้อมทางกฎหมายนี่ตา่ งยังไง อ.อรรถจักร์แสดงความเห็น : ตรงนี้เป็นส่ิงท่ียากมากๆ คือคาว่าประโยชน์ฟังดูแล้วมันง่าย แต่บริบทท่ีมันทาให้เกิดเราต้องไปค้นอีก มากมายมหาศาลเลย ซ่ึงท้ังหมดน้ีเป็นสิ่งท่ีพวกเราจะต้องทา งานชิ้นหน่ึงนะครับใช้กฎหมายตราสามดวงมา
พิสูจน์ช่วงปลายอยุธยา เพ่ือจะพิสูจน์ว่าในช่วงปลายอยุธยาที่มีการค้ากับจีนมากขึ้น มันทาให้กษัตริย์ตอน ปลายอยุธยาเร่ิมจะผ่อนปรนให้ไพร่ออกไปทามาหากินมากข้ึนกว่าการเข้าเดือนออกเดือนต่อไป กฎหมายตรา สามดวงระบุไว้ และยังระบตุ ่อไปอีกวา่ ให้ไพร่กลายเป็นไพร่มง่ั มี อนง่ึ เกดิ จากการค้าตรงนเี้ อง และไพรต่ รงนี้คือ ไพรท่ ่ีเริม่ ที่จะไมเ่ ข้ามารับใช้รฐั แบบเดิม ไพรพ่ วกน้ีทาให้ระบบการป้องกันตนเองของอยธุ ยาพงั ลง โดยมองจาก กฎหมายตราสามดวง ดังนั้นการค้ากับจีน มากระทบไพร่ทาให้ไพร่ม่ังมี และส่งผลกระทบต่อชนช้ันนาตรงน้ี คอ่ ยๆ เปลยี่ นตวั เองใหม้ ่ังมีข้นึ เนื่องจากการคา้ ทงั้ หมดมองจากกฎหมายตราสามดวง เง่ือนไขตรงน้ี บรบิ ทตรง นี้ อยนู่ อกกฎหมายตราสามดวง ไมไ่ ด้ปรากฎ แตเ่ มอื่ มองเงื่อนไขนี้มาเช่ือมกับการแก้ไขพระราชกาหนดใหม่ใน ตราสามดวง มันทาให้เช่ือมต่อและอธิบายการเสยี กรุงได้อีกมุมหน่งึ ตรงน้ียาก ในแง่มันไม่มีสูตรสาเร็จว่าอะไร ทาใหเ้ กดิ ตรงนน้ั เข้าใจไหม ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : ขออีกหน่ึงครับ ถ้าอาจารย์บอกว่าประวัติศาสตร์ปัจจุบัน ที่อาจารย์พูดมาเม่ือกี้ ระบบการป้องกัน ตนเอง กฎหมายตราสามดวง มนั เก่ียวอะไรกบั ปจั จุบนั อาจารย์ อ.อรรถจักร์แสดงความเห็น : สมมตุ ิวา่ เราศึกษาอยธุ ยา สโุ ขทยั สมมุติ ความรทู้ ต่ี รงน้ีไม่ได้จบทต่ี รงนี้ เราดูปลายอยุธยา สมมตุ ิว่าเรา สามารถร้ือตาข่ายความคิดตอนปลายอยุธยาออก บอกว่า อ๋อ ปลายอยุธยาเป็นอย่างนี้ เราก็สามารถจะไปร้ือ ความคิดทีร่ ฐั ไทยเคยบอกว่า เราต้องสามัคคกี นั นะ อนั น้ีปจั จุบนั นะ ถ้าเราไมส่ ามัคคีกนั ก็จะเหมือนตอนเสียกรุง ถ้าเรารอ้ื ตาข่ายความทรงจาอนั เหลวไหลออกไป มันจะทาให้เราดลี กับปัจจุบนั อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรา ก็ไม่ต้องมานั่งจาว่าเราเสียกรุงเพราะขาดความสามัคคีนะ ดังน้ันเราต้องสามัคคีกัน พอจะนึกภาพออกไหม ตา ข่ายความทรงจาที่ต้องร้ือมันฝังอยู่ตรงนี้ ความรู้เร่ืองอยุธยามันไม่ได้อยู่ในสมัยอยุธยานะ มันอยู่ในปัจจุบัน ความรู้เรื่องรัชกาลท่ีห้าทรงพระปรีชาสามารถ ต่อสู้จักรวรรดิ์นิยม เสียดินแดนไป ท้ังหมดมันอยู่ในปัจจุบัน ท้ังส้นิ ดังนั้นเราอยกู่ บั เงาอดีต ใชไ่ หม ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเหน็ : มีสองคาถามค่ะ คือในแง่ของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ท่ีเคยคิดคือ มีเหตุการณ์เดือนตุลา เราก็กลับไป อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเดือนตุลาเยอะมาก แต่อ่านไปแล้วสิบกว่าเล่มก็ไม่คิดว่าตัวเองรู้อะไรเพิ่มมากข้ึน หมายถึงว่ามันยังมีประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ถูกบันทึก หรือมันยังมีประวัติศาสตร์เขียนอีกด้านหนึ่ง คือไม่แน่ใจว่า นักประวัติศาสตร์จะแยกออกยังไง อีกคาถามคือ สนใจว่าปัจจุบันของเรามันก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ใน อนาคต ตัวเองทางานในศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและทาถึงข้อมูลและสนใจว่างานที่ทามันจะคือ ประวัติศาสตร์ในอนาคต เมื่อนักกฎหมายรุ่นใหม่มาดูก็จะเจอแค่ม. 44 ในรัฐธรรมนูญ มีความขัดแย้ง มีปฏิรูป
แต่เราปัจจุบันที่กาลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์นะ่ ค่ะ การบันทึกข้อมูลพวกนี้มันควรจะทาในระดับไหน หรือ จะทายงั ไงให้มนั มีความนา่ เชอ่ื ถือทจี่ ะแสดงออกไดว้ ่ามนั น่าเชือ่ ถือ ทีค่ นในอนาคตมาอ่านแลว้ เชื่อวา่ มันเกดิ ข้ึน จรงิ อ.อรรถจักร์แสดงความเหน็ : ตอบคาถามแรกก่อน ความจริงจริงๆ หรือ absolute truth เนี่ยมันมีไหม ตอบ ไม่มี ในโลกน้ีไม่มี ความจริงจริงๆ ท่ีอกาลิโก สีขาวเกิดเพราะ 7 เฉดสีของแสงกระทบ แล้วก็ว่ิงใส่ตาเราเราจึงเห็นสีขาว สักวันมี ET ตัวหน่ึงมาเปล่ียนเฉดสีเราเหลือ 3 เฉดสี วิ่งไปกระทบแล้วว่ิงเข้าใส่ตาเรา ตรงน้ีไม่ใช่สีขาวแล้ว ความจริ ง จริงๆ ไม่มี และผมไม่เถียงกับผู้เชื่อมั่นในศาสนา เถียงง้ีก็ฆ่ากัน ผมเคยไปสอนให้พระท่ีวัดสวนดอก 2 หน และ คิดว่า ตีกันแน่ ไม่เถียงด้วย ดังน้ันถามว่า ส่ิงสาคัญ ความจริงสัมพัทธ์ต่างๆ ที่มีผลต่อพวกเรา ดีกว่า ความจริง จริงๆ น้ันไม่มี ในโลกวิทยาศาสตร์ แต่ไอ้ความจริงท่ีถูกสร้างและทาให้เราเช่ือว่าจริงนี่ต่างหาก เหมือนกับคน จานวนมากเชื่อว่า กฎหมายมีความศักด์ิสิทธิ์ ผู้พิพากษามีความเป็นธรรม เป็นเทวดาลอยอยู่บนสวรรค์ ความ เชื่อแบบนต้ี า่ งหากทอี่ ยูก่ บั เรา ส่งิ ท่ีเราต้องทาคอื ทาให้ความเชื่อทมี่ ันเฟคเหลา่ นี้ทลายลงไป อันนี้อันแรก ดังนั้น เหตุการณ์ประวัติศาสตร์มีอะไรคงที่ไหม ไม่ ทันทีที่สังคมเปลี่ยนแปลง มันจะมีการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ เสมอ หลวงวิจิตรใช้คาพูดที่ไม่จริง คือจริงในเรื่องเดียวคือ นักประวัติศาสตร์เหมือนเทวดา เพราะเปลี่ยน อดีตได้ แต่มันไม่ใช่แค่น้ัน เมื่อเราอยู่ในจังหวะเปล่ียนของสังคม คาอธิบายแบบเดิมมันเริ่มทาให้เรารู้สึกว่าเรา ไม่เข้าใจตรงน้ีอีกแล้ว คนจานวนมากจึงต้องกลับไปตีความอดีตใหม่เพื่อทาให้เข้าใจมากข้ึน ตัวอย่างเช่น สี เหลือง สีเหลืองจานวนหนึ่งเขาอธิบายอดีตชนบทไทยว่า คนชนบทไทยเป็นคนซ่ือ น่ารักจังเลย แล้วก็ฝังหัวมา จนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ทาไมชาวชนบทถึงลุกข้ึนมาประท้วงกันเยอะแยะเลย จนเขา อ๋อ ต้องมีมือท่ีสาม เป็นข้ีข้าทักษิณ แล้วเขาก็เช่ือว่าจริง สิ่งสาคัญคือ เราทายังไงให้คนทั้งหมดเข้าใจอดีตของ ชนบทท่ีมันเปลี่ยนแปลง ท่ีทาให้เกิด new citizen ถ้าเราเข้าใจแบบน้ีเราจะจัดการกับปัจจุบันได้ดีขึ้น ผมจะ ยกตัวอย่างท่ใี กลต้ ัวตอนน้กี ็แลว้ กนั ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเหน็ : กลับมาที่ความจริง ท่ีอาจารย์สมชายพูด ความจริงทางวิทยาศาสตร์ กับความจริงทางสังคม ที่มัน เก่ยี วกับเรอื่ งอานาจ อาจารยก์ ลบั บอกวา่ มันไมม่ ีความจรงิ อ.อรรถจกั ร์แสดงความเห็น : ความจริงทางวิทยาศาสตร์ ถามวา่ มันมจี ริงไหม จริงๆ ทเ่ี ปน็ จรงิ 100% เลย ไม่มี ถา้ อ่านบทความของ Thomas Gruber เร่ือง Structure Evolution เขาบอกว่า ความจริงของวิทยาศาสตร์คร่ึงหนึ่งถูกสร้างขึ้น
ดังน้ันทุกคนก็จะวิ่งอยู่ภายใต้นี้ แล้วก็จะถือว่าจริง แน่นอนว่าพลังของการอธิบายทางวิทยาศาสตร์ วิธีของ วิทยาศาสตร์แบบน้ีมันมีมากกว่าเรา มันมีพลังเชิงปฏิบัติ ทฤษฎี aerodynamic ถามว่าผิดไหม ผิด แต่มันมี พลังมันถึงอยู่มาได้ทุกวันน้ี แรงโน้มถ่วง เดี๋ยวน้ีเขาพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้มีแค่ 2 อัน มันมี 8 แรง 5 แรง แม่เหลก็ เหนอื ใต้ เยอะแยะเลย แตม่ นั ก็ทาให้ของตกอยู่ ดงั นนั้ พลังทางวิทยาศาสตร์มนั จึงทาใหเ้ กิดความจริง อย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่ง กระท่ังมีการค้นพบอะไรท่ีทาให้อยู่นอกเวลาน้ี ช่วงแรกก็จะอธิบายวา่ มันเกิดจากการ ทดลองไม่สมบูรณ์ แต่พอเกิดมากขึ้น มันก็เริ่มเกิดการเปล่ียนแปลง เกิดความจริงอีกชุดของวิทยาศาสตร์ ถึง วันนี้แล้วเราก็จะรู้ว่า Stephen Hawking บอกเลยว่า ไม่เห็นมีอะไรจริงเลย Isenberg บอกว่า มันคือยุคสมัย ของความไม่แนน่ อน เปลีย่ นหมด ผมมีคนสนิทเป็นนักฟิสิกส์ เขาบอกว่า แม้แต่การคิดความจริงเรื่องแสง แสงมันเป็นทั้งคล่ืน ท้ังอณู แล้วแตจ่ ะใช้ทฤษฎีไหนมาอธบิ ายมัน คนละเรอื่ งเลย อันน้คี ือเร่อื งความจรงิ แต่เร่ืองความจรงิ ทางสงั คมศาสตร์ มนษุ ยศาสตร์ มนั ไม่แขง็ แรงเทา่ กับวิทย์ แขง็ แรงมากไหมสงั คมไทย การกระทาเรื่องหน่งึ คงทนจริงๆ เลย ร้ือไม่ ออก อาจารย์นิธิท่ีเขียนประวตั ิศาสตร์เอาไว้ เขียนบทนาของการเมอื งสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ ลองไปอ่านดู น่ีผม ถึงว่าการร้ือตาข่ายความทรงจานี่ยากมากเลย ทั้งที่หนังสือเล่มน้ีก็พิมพ์คร้ังที่ 10 แต่พบว่ายังมีคนไปคุยกับ อาจารย์นิธิว่าเราต้องเขียนอย่างน้ีเพื่อเชียร์พระเจ้าตาก มันไม่ใช่ มันคนละเรื่อง น่ีคือประเด็นเรื่องหนึ่ง น่ีคือ ประเด็นของ absolute truth กับ relative truth แล้วก็ประเด็นเรื่อง relative truth เนี่ย ความจริงเชิง สัมพัทธ์เนย่ี มนั คือหวั ใจของพวก Post – modern ระยะหลัง Post – modern เน่ยี บอกไม่มีความจริง ความ จริงท้ังหมดถูกสร้าง คาถามอีกอันคือ สมมุติสนใจเร่ืองสิทธิมนุษยชน คุณคิดว่านักกฎหมายควรจะเข้าใจว่า ความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนคือ อันที่ 1 มันเป็นแนวคิดข้างนอก ถูกผลักดันเข้ามา อันที่ 2 คือ พอเข้ามาแล้ว กลืนยังไง เราเข้ามาสัมพันธ์กับตรงนี้ อะไรท่ีเราจะเลือกขึ้นมา อะไรท่ีเราจะกดลงไป อะไรที่จะสามารถ เดินหน้าต่อไปได้ หากเราคิดโดยที่ไม่เข้าใจบริบทของสังคมท่ีรับไว้ การเคลื่อนไหวหลายๆ เร่ืองจะไม่ประสบ ความสาเร็จ ผมนึกถึงตัวอย่างเช่น การเคล่ือนไหวเร่ืองสิทธิชุมชน Privet properties ผมคิดว่านักคิดจานวน หน่ึงแม้ไปเห็นชุมชนจริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็ลืมเอาแนวคิดเรื่อง Human properties มาจากตะวันตก นัก เศรษฐศาสตร์คนหน่ึงชื่อดังมากๆ ได้รางวัลโนเบล แต่ตัวก็จบรัฐศาสตร์ ช่ือ Elinor Ostrom พูดเรื่อง commons theory ท่ีมันเป็นก้อนเดียว แล้วนักคิดไทยจานวนมากก็ commons theory มาใช้ โดยการหยิบ มาเปน็ ก้อนๆ น้ี มนั มีคาถามในทางปฏบิ ัติ ดังน้นั เมือ่ เราพดู ถึงสทิ ธิมนษุ ยชนหรืออะไรพวกนี้ เราตอ้ งคิดวา่ อยา่ ลืมว่าไม่มีอะไรเป็นส่ือสากลท่ีเหมือนกันทั้งโลก ไม่มี มันจะถูกเข้ามาเปลี่ยน เข้ามาดัดแปลง ในสังคมหนึ่งๆ เสมอ legal study เขาบอกเลยว่ามนั คือ cultural study ผมจะขา้ มไปเลยนะ ตอนน้ีผมขอแบ่งยุคก่อน ยุคที่ผมจะแบ่งต่อไปนี้ ผมอยากให้ทุกคนโน๊ตส้ันๆ ไว้ เพื่อที่จะเห็นว่าผมพูด ตรงน้ี และเพอ่ื คิดวา่ ในฐานะนกั กฎหมาย มนั มอี ะไรเกิดในชว่ งน้ี ดงั นนั้ โน๊ตไว้ แลว้ ใส่เป็นการบา้ นให้ผม เข้าใจ ประเดน็ นะ ผมอยากจะทาใหแ้ ต่ทาไมท่ นั โอเคนะครับ ผมอยากจะเอายคุ สมัยทางประวัติศาสตรท์ ่ีพอจะรับกัน
ได้ ยคุ แรกคือยคุ จารตี สมมตุ ิว่าอยุธยา 417 ปี ก็จะแบ่งเปน็ 3 เวลาคอื ตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ตอนต้น เปน็ อยธุ ยาเป็นรัฐส่งสินค้าส่งผ่าน คือรบั อีกทมี่ าขายอีกที่หนึ่ง ตอนน้ีกท็ ะเลาะกันระหว่างอู่ทอง สุวรรณภูมิ ยัง ไม่เป็นอาณาจกั ร ยคุ ทส่ี องเริม่ เปน็ ยุคที่ข้างนอกไม่อาศัยเป็นทางผา่ น อยธุ ยาจึงเริ่มรวมกนั พระเจ้าไตรโลกนาถ จึงยกพวกไปตีกับติโลกราช ยากันท่ีลาพูน เพราะคนไหนก็อยากจะได้ของป่า ยุคที่สามคือยุคที่มีการค้ากับจีน มากขึ้น ยุคจารีต พ้ืนฐานเศรษฐกิจแบบนี้ มันไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดการสร้างกฎหมายยอีก มากมายทเี่ ข้าไปตอบสนอง 3 อันน้ี ทาไมพระเจ้าบรมไตรโลกนาถถึงสร้างกฎหมาย นึกออกไหมครับ กฎหมาย พระราชอัยการทั้งหลาย สารพัดซับซ้อนมากๆ นี่คือยุคจารีต ยาวมาจนถึงอย่างน้อยรัชกาลท่ี 3 น่ียุคแรก กฎหมายตราสามดวง และอืน่ ๆ อีกเยอะ กรณีล้านนาในยุคจารีต เราจะพบว่าล้านนาเองเป็นรัฐระบบส่วยในตลาด แต่ละเมืองเล็กๆ เชียงใหม่ ไม่สามารถครอบครองหรือมีอานาจเหนือเมืองอ่ืนอย่างแท้จริง ในระบบนี้ รัฐท่ีอยู่คือเก็บส่วยจากตลาด ใน กฎหมายมังรายช้ีให้เห็นว่า ตอนพญามังรายจะสร้างเมือง คาถามแรกคือ ค้าขายดีไหม นึกออกไหมจะสร้าง เวียงกุมกาม ส่ิงแรกสร้างตลาดก่อน พอจะไปตีลาพูน ส่ิงแรกที่ถามคือ “ดูต้างค้าขายก่อ” คนแปลบอก รู้ทาง ค้าขาย คนเมืองบอก ดูต้างค้าขาย เข้าใจคาว่าดูต้างใช่ไหม ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร สะดวก ค้าขายคล่องไหม ใน ระบบแบบน้ี สิ่งท่ีเกิดขึ้นเขาก็สร้างกฎหมายมังราย กฎหมายมังรายอยู่ท่ีรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทาไม กฎหมายมัง รายคอื การสร้างพันธรัฐ หรือรฐั เลก็ ๆ กระจอกๆ มารวมกันให้กลายเป็นรัฐข้ึน อย่าลืมนะครับ ขุนนางลา้ นนามี แค่ส่ีตาแหน่ง มีพัน หมื่น แสง อีกอันลืมแล้ว ถ้าเทียบกับอยุธยา พุกาม คนละเร่ืองเลย นี่คือรัฐเล็กๆ แบบ เดียวกันกับที่ล้านช้าง สิบสองจุไท โมเดลเหมือนกัน ลักษณะกฎหมายคล้ายๆ กัน อันน้ีคือรัฐจารีต มีกฎหมาย ตราสามดวง มงั ราย และกฎหมายอีกจานวนหนึ่ง ในนค้ี ือความเปลย่ี นแปลงซึง่ เดยี๋ วจะพูดถงึ ยุคท่ีสองคือยุคอาณานิคม หรือยุคสมัยใหม่ที่เราจะพูด ยุคสมัยใหม่เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ยุคน้ีคือ ร.5 – ร.7 ยคุ นีก้ ารศกึ ษาเยอะมาก การศกึ ษาประวตั ศิ าสตรก์ ฎหมายกระจุกอยตู่ รงนี้ แล้วกจ็ ะพดู แคต่ รงนี้ พูดถึงฝรั่ง เยอะแยะเลย ซ่ึงไม่แปลกใจ ส่ิงท่ีอยากจะมองคือมันเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ ทุนนิยม การขายตัวของรัฐ การศึกษา อานาจรัฐขยาย รัฐทุกรัฐทาหน้าท่ีสองด้านเสมอ คือ control service อันนี้เป็นช่วงแรกของการ ขยายตัวของรัฐ ซึ่งต้องผนวกด้วยกฎหมายต่อไป ผู้นา ชาวบ้าน พ่อค้า และอ่ืนๆ อีกมากมาย ซ่ึงเดี๋ยวจะบอก ว่ามันมีกฎหมายอะไรบ้าง มันมีกฎหมายที่ดินโผลข่ ึ้นมา 2444 มีโฉนดท่ีดินโผล่ข้ึนมาท่ีแรกท่ีอยุธยา กฎหมาย ที่ดินแปลว่าอะไร แปลว่าคุณจัดความสัมพันธ์ใหม่ รัฐจารีตไม่มีโฉนดท่ีดิน รัฐสมัยใหม่ ร.5 – ร.7 เนี่ยมันมี ความเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกจิ เกิดสงิ่ ทีเ่ รยี กว่า privet properties ขน้ึ มา เกดิ กฎหมายที่ทาใหเ้ ราเข้าใจมาก ข้นึ นอกจากทีจ่ ะบอกว่า รบั อิทธพิ ลของชาติฝร่ังมา นกึ ออกนะครับ อยา่ ลืมว่ากฎหมายปรบั ชา้ มาก คาถามคือ ทาไม ทาไมจัดระบบ property ไมล่ งตวั คาถามต่อไปคือ ทาไมล่ะ ไม่รู้ อนั นผี้ มต้ังคาถามไวน้ ะ นี่คอื ยุคสมัยท่ี สอง
ท่ีสาม ผมใช้คาว่าประชาไทย คือ 2475 – 2490 ในยุคน้ีเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง เกิดเศรษฐกิจแบบใหม่ เกิดทนุ นยิ ม นึกออกไหมครับ ทา่ นปรีดีเสนอเค้าโครงเศรษฐกจิ แบบใหม่ แลว้ กถ็ ูกไลอ่ อกไป แลว้ พอกลับเข้ามา ก็เริ่มเป็นทุนนิยมโดยรัฐ การจัดความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบใหม่ ไอ้สิ่งท่ีเราเรียกว่าการขยายตัวของรัฐเริ่ม เกิดขนึ้ มากข้นึ ไมม่ ากกวา่ เดมิ แตไ่ มม่ ากเท่ายุคหลงั สมมุตวิ ่าในสามประเดน็ น้ี อย่างน้อยมนั ต้องเข้าไปสัมพันธ์ กับกฎหมายแน่ๆ แต่ไม่มีคนศึกษา ยุคท่ี 4 คือ 2490 ไปจบลงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคน้ีเป็นยุคสมัยของ คณะราษฎร์ ใน 2481 คณะราษฎร์ได้ครองอานาจอย่างแท้จริง ก่อนหน้า 2481 คณะราษฎร์ท่ีอยู่ในรัฐบาลจะ อยู่ในตาแหน่งรัฐมนตรีลอย คือรัฐมนตรีที่ไม่มีกระทรวงล่าง แต่ 81 ยึดอานาจได้หมดแล้ว 82 เกิดรัฐวิสาหกิจ ครั้งแรก 83 เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และพอสงครามโลกคร้ังที่ 2 จบลง การกลับความสัมพันธ์ทางสังคม ใหมใ่ นชว่ งนี้ รัฐนิยม การเปลี่ยนภาษาพดู และอื่นๆ ภาษามคี วามสัมพนั ธ์มากมาย และที่สาคัญ 2490 เร่ือยมา จนถึง 2500 ช่วงนี้เกิดความเปล่ียนแปลงอะไร ช่วงนี้มันมีความเชื่อมต่อระหว่างเศรษฐกิจไทยกับโลกมากข้ึน หลัง สงครามโลกเราถกู บังคบั ให้สง่ ข้าวใหส้ ัมพนั ธมติ ร เป็นค่าปฏกิ รรมสงคราม เกดิ การขยายตวั ของการค้าขา้ วท่ีปา ดงั เบซา เยอะแยะ เกิดการเปล่ยี นการคา้ ทงั้ หมด ทสี่ าคญั อีกอนั คือ คนจีนท่คี รัง้ หนง่ึ เคยมีความฝันจะกลบั เมือง จีน 2490 คนจีนเหล่าน้ีตัดสินใจท่ีจะอยู่เมืองไทย และเปล่ียนตัวเองเป็นไทย คนจีนกลุ่มน้ีลงทุนในการค้า มหาศาลเลย เมื่อดูกฎหมายแพ่งและพานิชย์จะเห็นว่ามีการจดทะเบียนการค้ามหาศาล เกิดการเปล่ียนแปลง แล้ว การเช่ือมต่อกับนานาชาติ การเปล่ียนแปลงของคนจีน การเช่ือมต่อของรัฐขยายตัวเพ่ิมสูงขึ้น การ เปลี่ยนแปลงท่ีสาคัญคือเรื่องวิถีครอบครัว เร่ิมเป็นหัวใจของการพูดข้ึนมา ในช่วงจอมพล ป. ช่วง 90 ที่อยู่ ในชว่ งจอมพล ป. มีกฎหมายจานวนหนง่ึ หรือมคี วามพยายามควบคุมประชากร ผมแซวอาจารยส์ มชายช่วงเชา้ ว่าในสมัยจอมพลป. มีการเกบ็ ภาษีคนโสด คือใครอายุ 30 – 40 ผมไม่รู้ ลมื ไปแล้ว ไมไ่ ด้แตง่ งาน ตอ้ งเสียภาษี ปลี ะ 5 บาท ในนี้ใครจะลงครบั คอื การเปล่ยี นการขยายตวั ของรฐั ตรงน้ีนา่ สนใจ ถ้าพูดแบบ Foucault คอื การ ควบคุมชีวญาณ เปล่ียนพฤติกรรมมนุษย์ เปล่ียนร่างกายมนุษย์ เปล่ียนหมดเลย การขยายอานาจแบบนี้มัน ซับซ้อนมาก ขณะเดียวกัน การต่อสู้ทางการเมืองด้านบนเร่ิมเปลี่ยน ก็คือกลุ่มเจ้าเดิม กลุ่มอนุรักษ์นิยมเร่ิม กลับมามีอานาจ ตัง้ แตป่ ระมาณ 93-94 ยุคต่อไปคือยุค 2500 – 2520 มีปี 16-19 ท่ีน่าสังเกต ยุคนี้มีอะไร ยุคนี้มีเร่ืองของการพัฒนา ความ เปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไทยใหม่ และเกิดการขยายตัวของรัฐทุกด้านเลย น่ีคือครั้ง แรกท่ีการขยายตัวของรัฐลงไปถึงประชาชนไกลท่ีสุด ก่อนหน้านี้ประชาชนยังไปไม่ถึง มีงานวิจัยช้ินหน่ึงวิจัยปี 2506 เขาพบว่า ตอนน้ันประชากรไทย บ้านนอกตอนนั้น ประมาณ 60% ไม่เคยเห็นในหลวง เห็นในในแบงค์ ในธนบัตร มันจึงมีเรือ่ งโจ๊ก พวกเราคงไมท่ ันแตผ่ มทัน คือ ในหลวงมาเยย่ี ม แล้วก็พาเพ่อื นมากนิ ข้าว จนกระท่ัง หยิบแบงค์มาดู หน้าเหมือนกันเลย ไม่ใช่โจ๊ก เป็นเร่ืองเล่า ซ่ึงผมเดาว่าไม่มีจริง แต่คิดว่าเป็นกระบวนการหน่ึง แต่หลงั ปี 2509 เป็นตน้ มา เป็นจดุ ชี้ขาดทสี่ าคญั คือการแข่งขันซีเกมส์ ในหลวงแข่งเรือใบ และในปนี น้ั กพ็ าเด็ก
ทั่วประเทศให้ไปดูซีเกมส์ เกิดการขยายตัว service และ control อย่างมากมายในปีนี้ วิทยาลัยครูโผล่เข้ามา มากมาย ครูบ้านนอก หนังเร่อื งครูบา้ นนอกโผลม่ าตอนนี้ คนบ้านนอกได้เรยี น ปวส.ตน้ ปวส.เตย้ี ปวส.สงู รู้จัก ไหม ไม่รู้จักแล้วนะ ผมแก่มากเลย น่ีคือการขยายตัวของรัฐที่เกิดขึ้นมากมาย เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เกิด BOI เกิดการผนวกรวมคนไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ขีดเส้นทาให้เกิดความแตกต่าง เกิดคาว่าชาวเขาโผล่ มา ในมช.เกิดศูนย์พัฒนาวิจัยชาวเขา ชาวเขาเป็นคนไทยแต่เป็นชาวเขา มันมีการผนวกรวมคนไทย สร้างคน ชายขอบขน้ึ มาเป็นครั้งแรก ในช่วงนี้เอง 2501 – 2520 นี้ เกิดจากขยายตัว มีคนร่ารวยมากขึ้น กลุ่มทุนต่างๆ โผล่ข้ึนมา กลุ่มสหพัฒน์ โผล่ขึ้นมาผ่าน BOI ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะเปล่ียนพี่น้องมลายูมาเป็นคนในปกครอง เหมือนกันคือช่วงน้ีเกิดผนวกรวมแต่ขีดไว้ว่าเป็นชายขอบ กลุ่มทุนขยายตัวขึ้น กลุ่มทุนภูมิภาคโผล่มามากขึ้น บรรหารโผล่มาตรงนี้ บรรหาร เสนาะ เทียนทอง โผล่มาในช่วงน้ี อีสาน ท่ีถูกยิงตาย ท้ังหมดโผล่ขึ้นมาตรงน้ี และท่ีสาคัญยังมีช่วงเปลี่ยนสาคัญกว่าน้ัน ช่วง 16 – 19 เป็นช่วงการเคล่ือนไหวของกรรมกร ก็ต้องเปล่ียน กฎหมายอีก เปลี่ยนความสัมพันธ์อีกชุดหนึ่ง เพียงแต่ว่ามันเป็นช่วงสั้นๆ แต่ผลช่วงสั้นมีผลกระทบ แต่ไม่ เปลีย่ นโครงสรา้ ง เราเปลี่ยนจากวนั กรรมกรเป็นวนั แรงงาน มผี ู้พพิ ากษาขน้ึ มานั่งรัฐมนตรีแล้วก็ทาอะไรหลายๆ อยา่ ง โอเค แต่ผมหมายรวมเอาท้ังหมดเลยนะ ยุคตอ่ มาคอื 2520 – 2535 ยุคน้เี ป็นผลผลติ มาจาก 16 – 19 ค่อนขา้ งมาก ยุคนี้เกิดอะไรข้นึ ยุคน้ีเกดิ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย อุตสาหกรรมโตขึ้นมา และมีรายได้เป็นล้านล้านในคร้ังแรกใน สมัยประชาธิปัตย์ และเขาตื่นเต้นกันมาก ก่อน 28 น้ีป๋าเปรมก็เป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์ชัชวาลย์หรืออะไรสัก อย่าง เศรษฐกิจเปลี่ยน การขยายตัวด้านบริการ การท่องเที่ยวเพิ่มมากข้ึน visiting Thailand year มันมีสัก อันหน่ึงล่ะท่ีป๋าเปรมทาเพ่ือการท่องเท่ียว ทุกอย่างสูงข้ึน พร้อมกันนั้นส่ิงท่ีน่าสนใจคือ มันเริ่มไปสนใจชนบท จรงิ ๆ จังๆ เปน็ ครง้ั แรก ผม อาจารยเ์ ล็กวางแผนกันไว้แล้วว่าแต่ยงั ไม่ได้ทาสักทีนะ คนหนง่ึ ทีเ่ ราจะสัมภาษณ์ก็ คือ โฆสิต ป้ันเปี่ยมรัษฎ์ คือคนท่ีทาให้เกิดความรู้ชุดหนึ่งเกี่ยวกับชนบทขึ้น ถ้าใครสนใจก็ไปดูกฏหมายที่ เก่ียวกับชนบทท่ีจะโผล่ขึ้นมาพร้อมกับอิทธิพลของโฆษิต ปั้นเป่ียมรัษฎ์ สภาพัฒน์ทาหนังสือเรื่องชนบทไทย เพราะคนนี้ เกดิ การขยายตวั ออกไปสู่อุตสาหกรรมพ้ืนท่ีพิเศษ คือระยอง และทีส่ าคัญในชว่ งน้ีเอง 20 – 35 สิ่ง ทน่ี า่ สนใจคือการเกิดข้ึนของบุคคลที่เรยี กว่า concerned citizen หมายรวมถงึ หมอประเวศด้วยนะครบั NGO หมอประเวศ โผล่ข้ึน และพวกนจี้ ะมีบทบาทต่อไป เกิดกลุ่มใหม่ๆ ขนึ้ และในช่วงนี้เองเกดิ การสถาปนาอานาจ ของ 3 ฝ่าย ฝา่ ยแรกคอื ทหาร ฝา่ ยทีส่ องคอื นักธรุ กิจ ฝ่ายทีส่ ามคือนกั การเมือง ท้ังหมดนี้จะถูกปกครองด้วยวิธี คิดเร่ืองคนดี ถูกสถาปนาขึ้น กรอ. ของป๋าเปรม กรอ. ก็คือคนที่มาร่วมกันทางานตรงนี้ มีคนอธิบายกรอ. 2 แบบ คนหนึ่งคือเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกบอกว่าน่ีคือการขยายตัวของชุมชน แต่อีกคนหน่ึงเป็นอาจารย์อยู่ที่ เกษตร เขาบอกว่า อันนคี้ ือการสร้างพวกกลุ่มทุน ทอี่ ยูใ่ ต้อานาจรัฐ ผมเรียกวา่ อ.หนยุ่ ช่ือจรงิ ชอื่ อะไรไม่รู้ เป็น หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ท่ี ม.เกษตร อันน้ีคือส่วนที่เกิดข้ึนในส่วน 2520 – 2535 ตรงปี 35 ก็คือ ความ
พยายามที่หลังจากชาติชายพยายามท่ีจะทาระบบกระทบกระเทือนกับที่สร้างมา มันจึงมีความพยายามท่ีจะ กลบั มาแบบเดมิ อีกครัง้ หน่ึง แล้วก็กลบั มาถงึ ตรงน้ี ในอกี แบบหนึ่ง ต่อมาใน 35 – 44 ผมถือว่าก่อนทักษิณ ช่วงนี้มีการเปล่ียนแปลงอีกมหาศาล ระบบเศรษฐกิจไทย เปล่ียนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ภาคการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมแซงภาคเกษตรอย่างลิบลับ ชนบทไทย เปลี่ยนไปมากมายมหาศาล ผมเขียนไว้ ฐานทางเศรษฐกิจเปล่ียน มันเกิดการเคลื่อนย้ายจานวนคนมาสู่เมือง ใหญ่มากข้ึน เพราะว่าส่ิงที่เกิดข้ึนก็คือ 35 – 44 มันเกิดการขยายตัวของชาวบ้านมากข้ึน เมื่อก้ีเราพูดถึง concerned citizen ซึ่งมักจะเป็นชนช้ันกลาง แต่ตอนน้ีมีการเคลื่อนไหวของชาวบ้านมากขึ้น เร่ิมเกิดสิทธิ ชุมชน เร่ิมเกิดภาคประชาชน ในช่วงน้ี มช. เกิดการดีเบทสองอัน สองคอนเซปต์ ภาคพลเมืองกับภาค ประชาชน แต่สุดท้ายภาคพลเมืองสู้ไม่ได้ ไม่มีเสน่ห์พอ เลยใช้คาว่าภาคประชาชน มันก็มีการเคล่ือนไหวของ ภาคประชาชนอีกเยอะแยะ จนตอนนี้คือสิทธิชุมชน ขณะเดียวกันช่วงนี้เองมันเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงทาง กรอบเศรษฐกิจข้ึนมา ใน 35 – 44 น้ี การเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ ทาให้กลุ่มอานาจใหม่ๆ ท่ีเช่ือมต่อกับ ต่างชาติโดยตรงโผลข่ ้นึ มา นกึ ถึงสรุ ิยะ จึงรุ่งเรืองกจิ เขาทาธรุ กจิ เอง สว่ นทกั ษณิ ทาธุรกิจสมั ปทาน ซ่งึ แมวหรือ หมาทาก็ร่ารวย ไม่ได้ดูถูก หมายถึงว่าใครได้สัมปทานแล้วจนนี่คือบ้า ทักษิณก็ได้สัมปทานโทรศัพท์ที่เป็น กระดูกใหญๆ่ เขาซอื้ ทสี่ ิงคโปร์ประมาณ 12,000 บาท แตม่ าขายแสนกวา่ บาท เพอื่ นผม เดก็ มงฟอรด์ เวลามัน จะไปกนิ เหลา้ ก็จะถือนี่ไปคนละอันๆ อันน้เี ปน็ ความเปล่ยี นแปลงท่สี าคญั และการเปลี่ยนแปลงน้มี ีผลอะไรไหม เยอะแยะเลย ยุคสุดท้ายคือยุคน้ี หลัง 44 มา เราจะพบว่าการต่อสู้ในแง่ของการเมืองมันสลับซับซ้อนมาก ระบบ เศรษฐกิจก็เปล่ียน ตรงนี้ท้ิงเอาไว้ไม่ต้องพูดเยอะเพราะตามๆ ก็รู้ เกิดรัฐประหารอะไรเยอะแยะ นี่คือยุคสมัย ของประวัติศาสตร์ ถามว่ายุคสมยั น้ี อะไรเป็นองคป์ ระกอบสาคัญ กฎหมาย ระหวา่ งที่ผมพูดเม่ือก้ี กจ็ ะบอกว่า มันเป็น History from above การมองประวัติศาสตร์จากด้านบนลงมา ระยะเวลาตอนน้ีเป็นการมอง ประวัตศิ าสตร์จากดา้ นหน้า เรากอ็ าจจะศึกษา ชาวบ้านครงั้ หน่งึ อยู่ลอยๆ อานาจรฐั ไมม่ าถงึ เขา เขาอยู่อย่างไร อานาจรฐั มาถึงเขา เขาอยอู่ ยา่ งไร เชน่ ก่อนหนา้ 2520 ชาวบา้ นสัมพนั ธก์ ับกฎหมายน้อยมาก ชาวบ้านอาจจะ รู้สึกว่ามันอยู่ห่าง เวลามีกฎหมาย ชาวบ้านก็จะผ่านกับผู้ใหญ่บ้าน แต่หลัง 2520 ชาวบ้านเริ่มรู้มากขึ้น ชาวบ้านเปลี่ยนไปยังไง legal contested เปล่ียนยังไง อันนี้คือท่ีผมพูดเป็นลาดับ คือการมองประวัติศาสตร์ ในโครงสร้างใหญ่ แต่เม่ือเรามองแบบ legal contested เราก็ต้องอีกแบบหนึ่ง น่ันคือยุคสมัยแบบนี้ น่ีคือ คาถาม คือการบ้านที่จะทิ้งใหพ้ วกเราว่า ถ้าเราจะศกึ ษายุคสมัยใหเ้ ข้าใจ เราจะศึกษาอย่างไร กฎหมายคืออะไร รัฐหน่ึงหรือสังคมหนึ่งสถาปนาข้ึนมาได้ หรือมีอานาจปกครองขึ้นมาได้ คุณต้อง สร้างกลไกอานาจรัฐข้ึนมา ไม่มีรัฐใดหรือสังคมใดไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กๆ ไม่มีกลไกอานาจรัฐเพื่อท่ีจะจรรโลง ความสัมพันธ์ในรัฐน้ันให้ดาเนินต่อไป หรือเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นๆ รัฐทุกรัฐ สังคมทุกสังคมก็ต้องสร้างกลไก
แบบนข้ี ้นึ มา แล้วทีนก้ี ฎหมายก็จะต้องมี 2 อยา่ ง อันหน่ึงตอ้ งมคี วามเปน็ ธรรม อีกอันคือตอ้ งมี Police Power ซึ่งมันใหญ่กว่าอานาจตารวจนะ พ่อแม่มีอานาจ police อยู่ ครูเองก็มีอานาจ police เพื่อกากับทุกอย่างให้ ดาเนินต่อไป ในการปรับความสัมพันธ์ กฎหมายมีการจับความสัมพันธ์ของสังคมทุกมิติ สังคม เศรษฐกิจ ทุก อย่าง ไม่ว่าจะจรรโลงหรือเปลี่ยนแปลง กฎหมายก็ทาหน้าที่ตรงน้ี ดังนั้น เม่ือในแต่ละช่วงเวลาที่ผมพูด กฎหมายก็ย่อมดารงตัวเป็นกลไกอานาจรัฐท่ีจะทาหน้าที่ตรงน้ัน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกิดข้ึนเสมอ หาก รัฐฐะเปลี่ยนรูปมาก กฎหมายก็เปล่ียนมาก แต่ถ้ารัฐฐะเปล่ียนรูปตามความเปลี่ยนแปลงtransformation of state กฎหมายกเ็ ปล่ียนตาม เช่น รัฐก่อนหนา้ ร.5 เราเรียกวา่ รฐั แสงเทียน อานาจรัฐน้อย อาจจะไปได้ไกลแค่ สิงห์บุรี แล้วก็ไปปะทะกับรัฐพุกามหรือรัฐล้านนาอยู่ช่วงหนึ่ง นี่คือรัฐแบบแสงเทียน ถึง ร.5 ก็ถึงความเป็นรัฐ ชาติ เกดิ การขยายอานาจสงู สดุ รัฐแสงเทียนกจ็ บลง น่คี อื transformation of state คือการเปล่ยี นรูปรฐั การ เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนกฎหมาย เข้าใจนะครับ หรืออันหน่ึงคือ หน่ึง รัฐไทยก่อนหน้า neo liberal นี้ เราจะมี กฎหมายทีร่ ฐั ไทยคุ้มครองคนท่ัวไป แต่พอมี neo liberal แลว้ ก็ต้องเปล่ยี น เปลย่ี น control service อานาจ รัฐให้อยู่ที่กลุ่ม ถ้ารัฐเปลี่ยนรูปมาก หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐสูงขึ้น กฎหมายก็เปล่ียนมาก แต่ถ้า เปล่ียนน้อย กฎหมายก็ไม่ค่อยเปล่ียน ดังน้ันหากเรามองรูปแบบรัฐ แต่ถ้าหากนักกฎหมายกลับกัน เรามอง ความเปล่ียนแปลงของตรงน้ี เพ่อื ทาความเข้าใจตรงน้ี เราอาจจะได้อกี มุมหน่ึง ที่ผมพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐเพื่อนาไปสู่ความเข้าใจกฎหมาย งานแบบนี้ในเมืองนอก เยอะ แต่สมมุติว่า เราแบ่งรัฐแบบนี้ พวกเราศึกษากฎหมายชัดเจน เช่น กฎหมายอาญา เป็นการจัด ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ท้ังหมด เราอาจจะพูดว่า ไม่ใช่ transformation มันมาแบบน้ี แล้วมัน เปล่ียนแบบน้ี กลับกัน ในฐานะพวกเราเป็นนักกฎหมาย พีเรียดท่ีผมวางไว้มันก็จะเป็นเพียงแค่พีเรียดทาง ประวัติศาสตร์ ส่ิงท่ีอยากจะให้คือ ลองดู ถ้าเรามองกฎหมายเป็นพระเอก เมื่อไปจับกับพีเรียดท่ีผมวางไว้ เรา อาจจะมองกฎหมายได้อีกมุมหน่ึง ความเข้าใจทางประวัติศาสตร์อาจจะเปลี่ยนแปลง เดิมการศึกษา ประวัติศาสตร์จะใช้การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายบางยุคบางสมัย แต่สาหรับพวกเราต้องทาให้กฎหมายเป็น พระเอก และทาใหก้ ฎหมายมาอธิบายความเปลีย่ นแปลงของสงั คม ทาได้อยา่ งไร มมุ มองและการวจิ ัยกฎหมาย ที่สาคัญคือ ลองมองว่ากฎหมายแต่ละประเภท มีการเปล่ียนแปลงช่วงไหน สมมุติกฎหมายอาญา ดูสิว่า กฎหมายอาญามีการจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนชัดเจนช่วงไหน ทาไม อะไรทาให้เปลี่ยนในช่วง น้ัน กฎหมายครอบครัว ใช่ไหมที่อ.จ้ายพูดว่าเปลี่ยนมากๆ ทาไมมันถึงเปลี่ยน กฎหมายปี 40 ทาไมถึงเปล่ียน เรอื่ งสทิ ธเิ ยอะแยะเลย ทั้งหมดเมอ่ื เราแยก จดั หมวดกฎหมายใหด้ ี เอาท่ีมันสัมพนั ธก์ ับตวั เรามากขน้ึ รัฐทง้ั หมด มันจะขยายตัวขึ้นมาจับเราสูงข้ึนสูงข้ึน ในนามของเสรีภาพนะ เสรีภาพ freedom จะไม่เกิดข้ึนถ้าเราไม่ สัมพันธ์กับรัฐ รัฐต่างหากที่ให้เสรีภาพกับเรา แล้วเราต่อส้เู พ่ือเสรีภาพภายใต้รฐั คือ ถ้าเราอยู่ในยุคมังราย เรา ก็ไม่คิดถึงเสรีภาพ พวกเราสามารถเดินหนีจากมังรายเข้าไปตั้งซ่องโจรได้ ทีน้ีเราลองดูความเปลี่ยนแปลงของ กฎหมาย กฎหมายทางเศรษฐกิจเปล่ียนยังไง กฎหมายแพ่งและพานิชย์ในเรื่อง privet properties จัดชุด
กฎหมาย และดูความเปล่ียนแปลงของกฎหมายชุดนั้นๆ ผมใช้คาว่าชุดนะ จะได้นึกออก และอธิบายมัน มัน เกิดอะไรขึ้น ถ้าทาแบบนี้ได้เราจะได้องค์ความรู้ทั้งความเปล่ียนแปลงของกฎหมายและสังคม ตัวอย่างเช่น ส่ี เลม่ นเ่ี ปน็ งานของผม คอื อาจารยส์ มชายโทรบอกเมื่อเช้า บอกวา่ อยากไดต้ วั อยา่ งท่ีทากันมา พอพดู เสร็จก็แบบ เอาแลว้ จะเอาท่ไี หนมา เลยต้องไปเอาสมบัติของครอบครัว งานชิ้นน้ีอาจารย์สุชนพิสจู น์ Chaos ความอลวนที่ เกิดขึ้นในสมัยปลายอยุธยาด้วยกฎหมายตราสามดวง งานช้ินน้ี อาจารย์พูดถึงเรื่องครอบครวั และแกก็บอกว่า ก่อนสู่สมัยใหม่ คือแบ่ง ก่อนปลายอยุธยา วงศ์ครอบครัวน่ียาวมาก เยอะเลย แต่พอปลายอยุธยาเหลือแค่พ่อ แม่ลูก ความเปล่ียนแปลงในปลายอยุธยาจากรัฐเพราะอะไร เกิด privet properties เกิออะไรได้อีกเยอะแยะ เลย ประเด็นคอื มันไมไ่ ด้เปล่ยี นทงั้ หมด ประมาณ ร.5 มีกรณีหน่ึงถูกเขียนไว้ แม่ยายถูกจาคุกเพราะลูกเขยทาผิด นึกออกไหม กฎหมาย ครอบครัวก็สามารถมองได้ ถ้าเรามองอย่างยาวๆ เราย่ิงจะเห็นอะไรเยอะข้ึนมากกว่ามองอย่างสั้นๆ ผม ยกตัวอย่างสองตัวอย่างนะ อันหน่ึงคือ อันนี้เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก คือผมไม่ค่อยพูดงานตัวเองนะ แต่ วันน้ีคิดไม่ออก ผมทาเร่ืองระบอบทรัพย์สินในภาคเหนือของไทย แล้วผมลากยาวไปใช้กฎหมายมังราย ผม พยายามจะแบ่งทรัพยส์ ินโดยใชก้ รอบของ Ostrom เปน็ state properties rule teen ผมดูปฏสิ มั พนั ธ์แบบน้ี ตั้งแต่สมัยล้านนาโดยอ่านจากกฎหมาย พบว่าสมัยก่อน state properties มีนิดเดียวเอง ส่วนใหญ่เป็น commons properties privet properties นี่ก็มีนิดเดียว ผมจับข้อมูลจากกฎหมายมาอธิบาย แล้วพอมาถึง ร.5 มันเปล่ียน state มันจะกลายเป็นตัวอะไร ผมก็ใช้กฎหมายท่ีดิน กฎหมายอ่ืน ผมก็ทาเป็นโมเดล 4 อันมา ปฏิสัมพนั ธ์กนั ในหลายๆ ช่วง โดยใช้กฎหมายเพื่อจะดูว่ารัฐคิดเกี่ยวกับเร่ืองน้ีอย่างไร กส็ นุกดี ย้าก่อนนะว่าอัน น้ผี มไปทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ เลยถกู บังคับใหเ้ ปน็ ทฤษฎี อีกอันหนึ่ง เม่ือคิดถึงกฎหมายท่ีเรียกว่าสิ่งแวดล้อม เราอาจจะต้องมีการให้ความหมาย เรื่อง สิ่งแวดล้อมว่ากฎหมายมันเป็นอย่างไร เมื่อก่อนมันไม่ใช่แบบนี้ หลัง 40 เร่ิมมีกฎหมายใหม่ หนังสือเล่มน้ีใช้ กฎหมายไม่มากนัก แต่อธิบายว่าไอ้คอนเซปต์ธรรมชาติท่ีเรารู้จักมันไม่คงท่ี ไอ้ท่ีเรารู้จักว่าเป็นส่ิงแวดล้อมที่ ตอ้ งรกั ษา เกิดขึน้ เมือ่ ปี 30 น้เี อง ปี 20 คาว่า “นเิ วศวทิ ยา” แปลวา่ ระบบของธรรมชาติเล็กๆ ท่ีเอ้ืออานวยให้ ต่อการเจริญเติบโตของส่ิงมีชีวิตเล็กๆ ยกตัวอย่างเช่น การเล้ียงไรแดงในอุ้งตีควาย น่ีคือวิทยานิพนธ์ปริญญา เอกของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ เขาใช้คาวา่ องุ้ ตนี ควาย และเขาพบวา่ ไรแดงจะเจริญเติบโตดีในอุ้งตีนควาย อันนี้คือตัวอย่าง อีกอันผมหาไม่เจอ คืองานของอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ุ ท่านศึกษาเรื่องกระบวนการ กาหนดนโยบายเศรษฐกิจต้ังแต่ 2475 เรื่อยมาถึง ถ้าจาไม่ผิด 35 แล้วท่านก็แบ่งยุค และดูกฎหมายที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ ว่าใครเป็นตัวกาหนด อันนี้เป็นตัวอย่าง เล่มนี้ผมให้นักศึกษาปริญญาเอกยืม แล้วก็ไม่ค่อยคืน ดังน้ัน มุมมองและงานวิจัยทั้งหมด ผมเสนอต้ังแต่เมื่อก้ี ลองคิดว่ามันคืออะไร กฎหมายว่ายังไง และอธิบาย ผมคง บอกไม่ได้ตรงน้ี แต่ว่าถ้าทาได้ นักประวัติศาสตร์จะกราบ กฎหมายเด็ก ครอบครัวเปล่ียน เราจะเข้าใจความ เป็นเด็กของสังคมไทยที่รัฐไทยมอง childhood ไม่มีคนศึกษานะครับในประเทศไทย ทุกเร่ือง ท้ายสุดแล้ว
อาจารย์จ้ายพูดเมื่อวานว่าถ้าเราจะทากฎหมายพวกนี้กท็ าได้ทุกเร่ือง แลว้ ก็จะเปน็ อะไรท่ีทรงคุณค่าให้พวกเรา จบแคน่ ้คี รับ อ.สมชายแสดงความเห็น : มีคาถามและข้อแลกเปล่ียน ผมจะยกตัวอย่าง ซึ่งอาจจะทาให้เห็นวิธีการศึกษากฎหมายในทาง ประวัติศาสตร์โดยใช้ช่วงเวลาท่ีอาจารย์จับขึ้นมา คือ เวลาศึกษาเราก็ต้องทาต้ังแต่สมัยยุคจารีต ไม่จาเป็นนะ ครับ กฎหมายบางเรื่องเพ่ิงเกิด อย่างเช่นเร่ืองสัญชาติ ถ้าเรียนกฎหมาย เราจะเรียนแต่ตัว พรบ. แต่ถ้าเราใช้ วิธีการอย่างท่ีอาจารย์อรรถจักร์บอก สัญชาติเนี่ย เราจะพบว่ามันเพิ่งเกิดข้ึนสมัยรัชกาลท่ี 5 ก่อนหน้าน้ัน สัญชาติไม่มีความหมาย รัฐแบบเดิม รัฐจารีต ไม่เคยสนใจที่จะทาให้คนท่ีอยู่ภายใต้รัฐต้องเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน สมัยก่อนย่ิงมีคนอยู่ภายใต้อานาจรัฐแตกต่างหลากหลายมากเท่าไหร่ ย่ิงแสดงถึงความย่ิงใหญ่ จนถึง รัชกาลที่ 4 ตอนเขียนจดหมายไปถึงนโปเลียนของฝร่ังเศสเน่ีย บอกเลยว่าคนอยู่ใต้อานาจเราคือ กะเหรี่ยง มลายู เต็มไปหมดเลย แต่ความคิดนี้มันเปล่ียน มันค่อยๆ เปลี่ยนตอนสมัยรัชกาลท่ี 5 ค่อยๆ ซึมเข้ามา พอ รัชกาลท่ี 6 กฎหมายสัญชาติจึงเริ่มออก พอเราคิดอย่างน้ี เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง และตอนนี้ปัญหา เรอื่ งสญั ชาติ โดยเฉพาะคนทอี่ ยไู่ กลๆ อยา่ งเช่นภาคเหนอื กช็ าวเขา ปัญหาสญั ชาติไม่เคยเปน็ ปัญหาของชาวเขา เลย ตราบจนกระท่ังหลัง 2530 ปัญหาเร่ืองสัญชาติของเขาเพ่ิงเกิดขึ้น ทาไมเพิ่งเกิด ก่อนหน้าน้ันกฎหมาย สัญชาติมไี หม มี แต่ว่าอานาจของรัฐไม่เคยไปถงึ พ้ืนท่ีไกลๆ เพราะว่ามนั มพี ืน้ ท่ี และตอนนน้ั รัฐไทย คลา้ ยๆ เขา เรียกว่าเป็นมวลชน ต้องการดึงชาวเขาดึงจานวนคน เพราะฉะนั้นรัฐไทยไม่เคยใชส้ ัญชาติไปกีดกันพวกชาวเขา แตพ่ อหลงั 2530 ส่งิ ทีเ่ กิดข้นึ คือ พรรคคอมมิวนสิ ตใ์ นประเทศไทยหมดไป บดั นี้ สง่ิ ท่ีรฐั ขยายอานาจไปถึงพ้ืนที่ เร่มิ ไปถงึ ชาวเขาถกู สารวจแบบทีม่ ีรูปถ่าย ไมใ่ ชไ่ ปถามว่าช่ืออะไร แล้วก็จดชื่อเอาไวน้ ะ สารวจชาวเขาแบบที่มี รูปถ่าย เกดิ ข้ึนเมื่อไหร่ในเมอื งไทย โครงการมยิ าซาวา่ 2540 ก่อนหน้าน้ันใช้จด แตค่ ณุ รู้ได้ยงั ไงวา่ ใชจ้ ดแล้วถูก ถามว่าชือ่ อะไร ช่ือชาวเขากไ็ มไ่ ด้เหมือนชื่อสมชาย เหมอื นชอ่ื คนจนี บอกสองคร้ังกเ็ ขียนไม่เหมือนกัน เพิ่งมีรูป ถ่ายหลัง 2540 เพราะโครงการ Miyazawa plan แล้วจึงคอ่ ยมาจาแนกคนอย่างชัดเจน ถ้าใครไดท้ าเร่อื งนี้ เรา จะเห็นว่า รัฐเพิ่งเข้าถึงพื้นท่ีไกลๆ และความสามารถในการจาแนกคนช้ามาก ดังน้ันมันจึงกลายมาเป็นปัญหา สบื เนอ่ื งมาจนทกุ วันน้ี ปัญหามันไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แต่ที่สาคัญคือความเปล่ียนแปลงของสังคม กฎหมายสัญชาติเป็น ตัวอย่างท่ีดีอย่างหนึ่ง แม้แต่ในตัวสัญชาติเองก็เป็นกฎหมายที่มีความเปล่ียนแปลง ช่วงแรกการให้สัญชาติคือ ใครท่ีเกิดในประเทศไทยก็ได้สัญชาติหมด แต่พอมาช่วงท่ีอาจารย์อรรถจักร์บอก 2515 ช่วงท่ีเรากลัว คอมมิวนิสต์ปุ๊บ กฎหมายสัญชาติเริ่มขีดให้แคบลง สมัยน้ันมีประกาศคณะปฏิวัติฉบับหน่ึงออกมา ตีวงให้มัน แคบลง ใครเกิดในเมืองไทยไม่ได้สัญชาติกันทุกคน อันเน่ืองมาจากความกลัวคอมมิวนิสต์ เลยออกประกาศ ฉบับนนั้ มา ถา้ เราเขา้ ใจแบบนี้ เราจะเหน็ การเปลีย่ นแปลงของกฎหมายสญั ชาตทิ ่ีมันสาคัญกบั ประวัติศาสตร์ที่
กวา้ งขวางมากขึ้น ความเข้าใจในตัวบทจาเป็นไหม จาเปน็ ครับ แตถ่ า้ เกิดเราจะทาวิจยั เราจะมองเห็นกฏหมาย ได้ลึกซ้ึงมากขึ้น และจะมองเห็นว่าปัญหาในปัจจุบันอยู่ท่ีตรงไหน คือน่ีผมคิดว่าการศึกษาแบบนี้ไม่ค่อยเด่น มากเท่าไหร่ในทางกฎหมาย จริงๆ มันทาได้ทุกเรื่องแหละ สัญชาติก็ทาได้ ครอบครัวก็ทาได้ ภาษีก็ทาได้ คือ อยา่ งเชน่ เรากาลังเดินไปสสู่ ังคมคนแก่ รฐั ในหลายประเทศออกแบบภาษีสาหรบั อุ้มสงั คมคนแก่ยังไง สมัยก่อน ออกแบบภาษีเพื่อที่แบบอาจารย์อรรถจักร์บอก เพ่ือให้คนแตกต่าง แต่ตอนน้ีใครตามข่าวนะครับ เขากาลังจะ ปรับให้อุ้มคนแก่มากขึ้น เช่น ใครเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ลดหย่อน แต่ต่างประเทศเขาทามากกว่านี้เยอะ ถ้าเรา มองเห็นความเปล่ียนแปลงจากยุคหนงึ่ ท่ีคนแกน่ ้อย ขยบั มาคนแก่เยอะ ระบบภาษเี ปลี่ยน เราจะเขา้ ใจมากขึ้น ถา้ เรามองเห็นความเปลยี่ นแปลงทางสงั คม และเราจะอธบิ ายมันได้สนุกมากข้ึน เห็นอะไรมากขึน้ และจะทาให้ งานที่ออกมาไมไ่ ด้วเิ คราะห์ตัวบทอยา่ งเดยี ว เชญิ ครบั ผู้เข้าร่วมแสดงความเห็น : มีเร่ืองที่ลองทาอยู่เรื่องหน่ึง เขาถามมาเกี่ยวกับเร่ืองกฤษฎีกาการเวนคืนที่ดินแถวป้อมมหากาฬ แล้ว พอไปทา ปรากฎว่าผมนึกไม่ออกว่าจะโต้แย้งยังไงในการใช้วิธีการสืบดูย้อนหลังว่าไอ้ที่ดินแปลงน้ี ชุมชนหลัง ป้อมหากาฬมันมีที่มายังไง ถ้าไปค้นกฎหมายก็จะเจอว่า มันมีคุ้มทุกกระบวนการในการเปลี่ยนผ่าน ซ่ึงตัวผม เองสนใจกฎหมายในเชิงการบรกิ ารสาธารณะ มันเร่ิมจากจอมพล ป. ไปเดินแถวน้ัน แล้วเขารู้สกึ ว่ามันคอื สลัม มันไม่สวย จอมพลสฤษดิ์จึงออก พรบ. มาฉบับหน่ึง ต้ังแต่ปี 12 ว่า จะเอาท่ีดินท้ังบรเิ วณเกาะรตั นโกสินทรท์ า ให้มันสะอาดสะอ้าน ทาให้มันเป็นสวนสาธารณะ ซ่ึงน้ีคือจุดแรกซ่ึงเป็นกฎหมายท่ีไม่มีใครพูดถึงมาก มันเป็น กฎหมายระดับพระราชกฤษฎีการองลงมา แต่หลังจากน้ันมันทาให้เกิดการจัดตั้งคณะกรรมการเข้ามาจัดการ พื้นที่ในเกาะรัตนโกสินทร์ถึง 26 ตาบล จนกลายเป็นดราม่าเช่น ไปไล่ทุบเจดีย์เจ้าจอมกัลยาณมิตร ไปไล่ร้ือ หลายท่ี แล้วพอมาเทียบกับกฎหมายปัจจุบันท่ีพูดถึงความเป็นรัฐหรือความสามัคคีท่ีจะต้องจัดทาบริการ สาธารณะ มันทาให้เห็นว่ามันไปด้วยกันไม่ได้เลย แม้จะมีงานวิจัยของอาจารย์ชาตรีท่ีแกลงไปทาเรื่องน้ี เพ่ือที่จะตอบกฎหมายท่ีวิษณุ เครืองามออกมาปี 35 ว่า มันควรจะต้องทาเป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่พอไปดูพื้นท่ี อนุรักษ์ในการตีความของเขาก็ประหลาดอีก คือพ้ืนที่อนุรักษ์เน่ียต้องทาท่ีมันเป็นแฟลต แล้วต้องมีของสาคัญ ต้ังอยู่ตรงน้ันแล้วห้ามชุมชนเข้าไปยุ่ง ถ้ายุ่งก็ผิดกฎหมายอนุรักษ์ ปรากฎว่าไปดูเร่ืองนี้จริงๆ เพื่อที่จะตีโต้ กฤษฎีกาเพียงประเด็นเดียว จะเห็นกฎหมายและความซ้าซ้อนและความไม่เท่ากันและการจัดการที่ดิน กรงุ เทพฯ ถึง 7 – 8 เรือ่ ง มนั มีความไม่เท่ากนั ของระบบกฎหมายและมนั พ้องกบั คน ประเด็นทีผ่ มตีความกลับ สู้คาของกฤษฎีกา และศาลปกครองเองก็บอกเหมือนกันว่า คนพวกน้ีไม่ใช่เจ้าของที่ดินตัวจริง เจ้าของที่ดินตัว จริงคือ กทม. แต่คือคนที่อยู่มาก่อน 2502 ถึงตอนนั้นมันเป็นใครล่ะ ศาลไม่วินิจฉัยเลย แล้วผมก็ตีความกลับ ยืนยันว่า คนอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด การที่จะเอาคนออกไปแล้วทาให้พ้ืนที่เป็นสวนสาธารณะมันตอบไม่ได้ มัน ไม่มีตรรกะทางกฎหมาย พอมาฟังที่อาจารย์อรรถจักร์พูดแล้วก็เข้าใจว่า เออ มันเป็นอย่างน้ีนี่เอง พอดีว่า ตก
ลงแล้วคืออะไรมันมีปัญหากันแน่ คนก็อยู่ตรงน้ัน สืบกรรมสิทธ์ิกันแล้ว คุณจะทายังไงให้เขาออก มันเป็นเรื่อง กฎหมายทที่ ้าทายพอสมควร อ.อรรถจกั ร์แสดงความเห็น : สมมุติว่าเราน่ังอ่าน แล้วดูว่ามันมีความเปลย่ี นแปลงอย่างไร เราจะพบว่าสาธารณะของรัฐไทยแปลวา่ รฐั คุ้มครอง รฐั ดูแล ถ้าเรามองไดแ้ บบน้ี แสดงว่าเรอ่ื งเก่าต้องเลกิ น่ีคือวธิ ีคดิ ของรัฐเป็นเรื่องใหญม่ าก กฎหมาย ตอ้ งคดิ ตรงน้ี เราต้องดู เราตอ้ งสู้กบั มันในทุกทาง ไมง่ ั้นเราก็ตาย ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเห็น : ในแง่ของประวัติศาสตร์ เน่ืองจากว่าอาจารย์บอกว่าเราอยู่ไดโ้ ดยต้องมีบริบทรอบข้าง มันมีงานไหนท่ี บอกว่า นักประวัติศาสตร์ไทย มาเลย์ อะไรพวกนี้ คือ ประวัติศาสตร์มันไม่ได้เกิดแค่เราประเทศเดียว เรามี ทั้งหลายๆ ประเทศมาเก่ียวข้องกับเรา แล้วเคยมีการพูดกันรวมๆ ไหมคะ ว่าอะไรมันคือความจริง เพราะว่าที่ สนใจและเคยอ่าน ก็สงสัยว่ามีที่บิดเบือนบ้างรึเปล่า คนไทยมีอะไร แต่เราไม่ได้พูดถึงเพ่ือนบ้านมากเท่าไหร่ อยา่ งเรื่องปราสาทเขาพระวหิ าร เราบอกว่า ปราสาทเปน็ ของเขา แต่ทางเป็นของไทย แต่ในมุมมองของกัมพูชา เขาคิดยงั ไงในประเด็นนี้ มันน่าจะดถี า้ เราไดค้ ุยกัน คิดวา่ ถา้ เราคยุ กันปญั หามนั จะไม่เกิดข้นึ น่ะค่ะ อย่างพอมีคา ตดั สินปุ๊บ ชาวบ้านบรเิ วณน้ันเกิดการเรียกรอ้ งต่อสู้อะไรแบบนี้นะ่ ค่ะ อ.อรรถจกั ร์แสดงความเหน็ : เราจาเป็นต้องเขียนประวัติศาสตร์ท้ังเอเชีย หรืออาเซียนใหม่ โดยจาเป็นท่ีจะต้องทิ้งกรอบรัฐชาติ ถ้า เราไม่ทิ้งกรอบ เราก็จะทะเลาะกันอย่างนี้ มีความพยายามจะคุยกันในหลายที่ แต่มันยังไม่ลงตัวเพราะทุกรัฐ เองยังใช้ความเป็นชาตินิยมเป็นเครื่องมือ เขมรเขาก็ใช้เป็นเครื่องมือในการระดมคนให้สนับสนุนระบอบของ เขา ไทยก็เหมือนกัน มีความพยายามเยอะครับ แต่อย่างท่ีบอก ดินแดนแถบนี้มันเคล่ือนไปเคลื่อนมา ไม่มีเส้น ต้องหลุดให้ได้ มันมีหนังสือประวัตศิ าสตร์เยอะแยะมาก แต่มันไม่ส่ือความเข้าใจในกระแสหลัก น่ีเป็นความผิด ของนักประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ยังขยับไม่ได้ แต่ต้องขยับ ต้องให้พ้นชาติ ต่างประเทศเขาทาไปบ้างแล้ว แต่ใน อาเซียน ในไทยยงั ไม่เคย มขี องคนหน่ึงท่เี ขาพดู ถงึ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในชว่ งหนึง่ ทง้ั หมด อ.สมชายแสดงความเห็น : ตอนนี้มคี าถาม ความเห็น อะไรกไ็ ดน้ ะครบั ตอนบ่ายอาจารยก์ จ็ ะจากเราไปแลว้ นะครับ เชิญครบั อ.อรรถจกั ร์แสดงความเหน็ : ในยุคท่ีผมแบ่งๆ เนี่ย มีใครเห็นอะไรในเรือ่ งความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายไหม ยุคที่น่าสนใจน่ะ ขอ สักเรอ่ื งหนง่ึ เร่อื งเดก็ เรอ่ื งอาญา อะไรกแ็ ล้วแต่
ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : ผมไม่เคยคิด เขียนบทความ คือผมไม่ได้ดูอะไร แต่ถ้ามองตามกฎหมายการปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้า มองตามยุคอาจารย์ เราจะเห็นการต่อสู้ คือพอดีท่ีผมดูไม่ได้ดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมอย่างอื่น ผมดูเร่ือง การเมืองอย่างเดียว มันคือการต่อสู้ ถ้าเราไม่พูดถึงยุคจารีตท่ีเป็นล้านนา แต่เราพูดถึงสมัยรัชกาลท่ี 5 ท่ีมีการ สร้างรัฐชาติใหม่ และรวมศูนย์อานาจ กฎหมายที่ออกในสมัยนั้นอย่างเช่นเทศาภิบาล ก็ไมได้ออกเป็น พรบ. อะไรอย่างนี้ ก็จะมีการยึดอานาจ ระบบเจ้าเมืองปกครองก็เลิกไป แล้วก็ต้ังสุขาภิบาล การตั้งก็ต้ังเฉพาะหัว เมือง เทศบาลนครเชียงใหม่เมื่อก่อนเป็นสุขาภิบาล แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏร์ก็เริ่มจัด ระเบียบการปกครองใหม่ เลิกระบบเทศาภิบาล เลิกสุขาภิบาล ที่มีมาตั้งแต่ ร.5 เปลี่ยนเป็นเทศบาลหมด เทศบาลนครเชียงใหม่เลยเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ทีน้ีมันก็เกิดอีกยุคหน่ึง คือยุคการฟื้นเป็นรัฐไทยในช่วงที่จอมพล ป. มาเป็นรอบสอง และการประนีประนอมต้งั แตต่ อนทีป่ รดี ีออกจากประเทศไป ก็เรม่ิ มีการประนีประนอมของ คณะราษฏร์ท่ีเป็นด้านของจอมพล ป. ที่เหลืออยู่กับฝ่ายที่เป็นฝ่ายเจ้า ก็เกิดการฟ้ืนสุขาภิบาลรอบใหม่ แต่ก็ ไม่ได้ฟ้ืนในพื้นที่หัวเมือง แต่เป็นพ้ืนท่ีอาเภอ เช่นอาเภอแม่ริมก็จะเป็นสุขาภิบาล ไม่ได้เกิดในหัวเมืองใหญแ่ ล้ว และมันก็หยุดชะงักไปนาน มีบริบทที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยภายนอกเช่น การเกิดข้ึนของพัทยา อันเป็นการ เปล่ียนแปลงจากการเกิดของรัฐชาติ เหมือนกับท่ีไปยกไปบุกเวียดนาม เราก็เกิดพัทยาข้ึนมา ไม่เก่ียวกับการ ปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไปจ้าง CEO มาทาของพัทยา ทาอยู่ไม่เท่าไหร่ก็เลิก ยุคหลังๆ ก็เลยเกิดการกระจาย อานาจมากขึ้นโดยเฉพาะหลังปี 35 พอปี 40 การแต่งตั้งก็หายไป มาเป็นระบบเลือกต้ัง แต่พอยุคหลังการ เลือกตั้งการปกครองท้องถิ่น งบประมาณท่ีเคยพุ่งก็ลดลง ในรายละเอียดเน่ีย ยุคต้นๆ เราจะเห็นการต่อสู้ ระหว่างขัว้ อานาจท่ีใช้ในท้องถนิ่ ทานองนั้นนะ่ ครับ อ.อรรถจกั ร์แสดงความเห็น : สมมุติว่าเรามองเร่ืองการปกครองส่วนท้องถ่ิน เอาเข้าจริงๆ แล้วมันคือการขยายอานาจรัฐลงไป ควบคุมเราในฐานะประชากรหรือพลเมืองมากขึ้น โดยผ่านความรู้ นึกออกไหม คาว่าสุขาภิบาล สุขะ กับคา ว่าภิบาล แปลว่ารัฐเริ่มทาให้เกิดหน่วยงานย่อยตรงนี้เพื่อจะสร้างชุดความรู้ชุดหน่ึง เพื่อจะทาให้เราเช่ืองด้วย การยอมรับว่า เมื่อก่อนเธอกินมือสกปรก ต้องกินช้อนนะ ทุกอย่างทาให้เชื่อและอยู่ภายใต้อานาจรัฐมากขึ้น สมมุติคิดอีกมุมหนึ่ง แล้วก็ต้องคิดอีกมุมว่า ไอ้การปกครองท้องถิ่นมันต้องเปล่ียน เราต้องสร้างขึ้นมาใหม่ นึก ออกใหม่ คนเหนือเม่ือก่อนไม่ทิ้งขยะท่ีหน้าบ้าน การมีขยะหน้าบ้านถือว่ามีปัญหานะ คนเมืองถือว่าไม่ได้เร่ือง แต่หลังจากเกิดเทศบาล เกิดรถมาเก็บตามถนน คือเราคิดดูสิ มันน่าสนใจนะ ที่สุดแล้ ว ทั้งหมดก็คือ กระบวนการขยายอานาจเพ่ือจะทาให้เราท้ังหมดเช่ือง ถ้าทาได้แล้วเป็นอย่างไร รัฐผ่านความรู้ ผ่านการ ปกครองให้เราผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะสู้กบั กลไกน้ีอย่างไร หรือพน้ จากการทาให้เป็นคนที่ถกู ทาให้ เชื่อง เราจะคดิ อยา่ งไร มนั มีมมุ มองอกี เยอะทกุ เรื่องเลย
ผเู้ ข้ารว่ มแสดงความเห็น : ผมสนใจเรื่องการจัดทาบริการสาธารณะและเห็นชัดเจนตอนช่วงสมัยรัชกาลท่ี 5 คือสนใจเรื่องรถไฟ โดยสว่ นตวั ผมไม่เชอื่ วา่ คนท่เี ปน็ พระบิดาแหง่ การรถไฟ พระองคเ์ จ้าบรุ ฉตั รไชยากร เปน็ พระบดิ าแห่งการรถไฟ ประเด็นทผ่ี มเข้าไปเจอเนื่องจากการถกเถียงเรื่องการเอาทด่ี ินมักกะสันออกไปทาประโยชน์อย่างไร แล้วมันก็มี การเถียงมากมายว่าจะเอาท่ีดินไปทาอะไร มากกว่าน้ันคือเร่ืองการจัดการกรรมสิทธ์ิ ทรัพย์สินที่มันติดมาจาก การท่ีรัชกาลที่ 5 ใช้ระบบ public service มาจับเน่ีย มีปัญหาหมดเลยนะครับ โดยเฉพาะองค์กรก็คือ การ รถไฟแหง่ ประเทศไทย ซึง่ ถอื กรรมสิทธิท์ ี่ดนิ มากท่สี ุดองคก์ รหนึ่งในประเทศ ปรากฎว่าเปน็ การจัดการทีเ่ ละเทะ มากเลย นึกจะออกให้เช่าแบบไม่มีราคา เช่นโรงเรียนหอวัง ก็ทา แล้วถูกกฎหมายด้วย ออกเช่าแบบมีค่าเช่า และให้กรุงเทพเก็บรายได้ การรถไฟก็ทา ผมมองว่าเอ้ย แล้วระบบกรรมสิทธิ์ และการตรวจสอบทรัพย์สินของ องค์กรท่ีมีอานาจตามกฎหมายในการจัดทาบริการสาธารณะเป็นยังไง ซึ่งมันถูกแช่แข็งต้ังแต่ปี 2500 มา ท้ังที่ การรถไฟมนั ถูกยกระดบั ไปเปน็ การจัดการอีกแบบหน่ึงไปแล้ว อยา่ งเช่น ICE ของเยอรมัน แต่การรถไฟบ้านเรา ทม่ี ปี ัญหาคือรางกบั ตัวรถเน่ีย ไม่ถกู พัฒนาเลย แตท่ ีด่ นิ ซึง่ มนั เป็นเรือ่ งกิจการรถไฟถูกทาประโยชนต์ ลอดมา จน ผมอยากจะศึกษาว่า Authority นี้มันยังไง ทาไมมันถึง frost และประโยชน์ที่ควรจะได้ต่อสังคมคืออะไรมันก็ ตอบไม่ได้ ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : ประเด็นของผมคืออานาจทับซ้อน พ้ืนที่ซ้อนทับ คือท้องถ่ินไม่ได้มีอานาจในพ้ืนที่ ผมยกตัวอย่างเช่น กฎหมายอาคารบอกวา่ ต้องขออนญุ าตกอ่ สร้างอาคาร ซึ่งในบางจังหวัดจะกาหนดคุณภาพการสรา้ งเพ่ือป้องกัน แผ่นดินไหว ซึ่งเชียงรายเป็นหน่ึงในนั้น แต่กฎหมายมันก็ยกเว้นให้ผู้ย่ิงใหญ่ทั้งหลายแหล่ไม่ต้องขอท้องถ่ิน เพราะทอ้ งถิน่ กระจอกกวา่ เช่น ทหาร อ. สมชายแสดงความเห็น : เช่น มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ผู้เข้ารว่ มแสดงความเหน็ : แล้วบริบทพื้นฐานท่ีเกิดข้ึนในพื้นท่ีสูงคือ พอแผ่นดินไหว บ้านชาวบ้านมันไม่ได้เจอ ไม่ได้มีผลกระทบ มากเท่ากับพวกวัดวา โรงเรียน หรือสถานท่ีราชการท้ังหลายแหล่ เพราะว่าพวกนี้ไม่ตรวจแบบ หรือเช่ือม่ันว่า แบบทเี่ ขียนนีไ่ ม่ต้องมีใครมาตรวจหรอก เป็นแบบท่แี น่นอน คนทเ่ี ซ็นก็ตอ้ งไมม่ ีใครมาตรวจ นี่คอื ตัวอย่างว่าใน พื้นที่ของเขาเองเขาก็ไม่ได้ดูแลทุกคน แต่ว่ามันมีคนท่ีเหนือกว่าเขาอยู่ในพื้นท่ีเขา ยกตัวอย่างที่เพิ่งผ่านไป ตอนน้ีมีการสร้างถนนส่ีเลนเพื่อทะลุไปซุปเปอร์ไฮเวย์ แล้วต้องลอดกองบิน 41 ซ่ึงจะทาได้กองบินต้องยกท่ีให้ เทศบาลจะไปเอาทีต่ รงนีไ้ มไ่ ด้ เพราะมใี ครกไ็ ม่รู้อยู่เต็มพ้ืนท่ีไปหมด
อ.สมชายแสดงความเห็น : เรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินผมคิดวา่ เป็นเรื่องใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงสงู มาก คือองค์กรปกครอง สว่ นท้องถนิ่ มีเขตอานาจ แต่ในเขตอานาจน้ันมีรโู หว่อยู่ ทม่ี ีอานาจอยู่แต่ไม่เตม็ ไปซ้อนอย่กู ับสาธารณสุข หรือ ส่วนกลางอยู่ เข้าไปไม่ได้ ดังน้ันองค์กรส่วนท้องถิ่นจึงมีการเปลี่ยนแปลงสูง ในช่วงก่อนหน้ารัฐประหาร ผมก็ ทางานวิจัยและลงพนื้ ที่ แลว้ กพ็ บว่ามันเห็นการเมืองท้องถิ่น ชาวบ้านก็ร่วมเยอะ แตพ่ อรัฐประหารก็ถูกแช่แข็ง อนาคตเปน็ อยา่ งไรก็ไม่รู้แตน่ ่ีคือพื้นที่หนงึ่ ท่ีนา่ ศึกษาเปน็ อยา่ งย่ิง เอกสารที่เป็นเล่มแจกไปเป็นเรื่องการจัดการ สิง่ แวดล้อม แตม่ นั ยังมอี ีกหลายมติ ิมากทม่ี นั นา่ สนใจ ท่ีเข้าไปกากบั ไมไ่ ด้ หมายความวา่ อานาจของศาสนาไม่ได้ อยู่ใต้อานาจของรัฐ แล้ววัดมีอานาจขนาดนั้นรึเปล่า อันนี้น่าศึกษา อันน้ีเป็นงานชิ้นหนึ่งท่ีเสร็จไปเม่ือปีที่แล้ว ทา 7 พ้ืนที่ อันน้ีเป็นไฟล์ประมาณ 50 หน้า แต่ถ้าเต็มก็ประมาณ 300 หน้า ส่วนเล่มก็จะแยกเป็นของแต่ล ะ คนๆ ถ้าใครสนใจอันน้ี คือไมต่ อ้ งอา่ นหมดกไ็ ด้ อา่ นแค่เราสนใจ อ่านแต่ละหวั ขอ้ กไ็ ดน้ ะครบั ผ้เู ข้าร่วมแสดงความเหน็ : จากนิติศาสตร์ ม.พะเยา อยากเรียนถามอาจารย์อรรถจักร์และอาจารย์สมชายด้วยนะคะ คือในส่วน ของประวตั ิศาสตรถ์ ือวา่ เปน็ เรอ่ื งสาคัญมากท่ีมรี ายละเอียดมาสยู่ ุคปัจจบุ นั และในส่วนวิชากฏหมาย ก็จะมวี ิชา ประวตั ิศาสตรก์ ฎหมายไทยหรือประวัติศาสตร์กฎหมาย ในมุมมองของตวั ดิฉนั เอง ถ้าในการสอนดว้ ย หรือนิสิต ที่เรียน บางทีพอเรานึกถึงวิชาน้ันแล้วเทียบกับวิชาอื่นๆ ความสนใจในเรื่องที่อยากศึกษาประวัติศาสตร์ ทั้ง อาจารย์ท้ังนิสิตเอง อารมณ์มันก็ไม่เหมือนวิชาอ่ืนๆ ทีนี้น่ะค่ะ ทั้งท่ีเราอยากเรียนรู้พร้อมกัน เพ่ือนาไปสู่การ พัฒนากฎหมายอ่ืนๆ เลยอยากเรียนถามอาจารย์ค่ะว่า มีวิธีการยังไงท่ีจะทาให้เกิดแรงจูงใจท่ีจะทาให้อยาก ศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยมากขนึ้ และงานวิชาการที่อาจารย์บอกถึงแง่ของประวตั ิศาสตร์ มนั จะมีน้อย มาก เราจะมแี รงจงู ใจยังไง หรือวิธีการยงั ไงท่ีจะทาให้มผี ลงานดา้ นนี้มากขึ้น อย่างอาจารย์หลายๆ ทา่ นหรอื ตัว ดิฉันเองยังคงมองว่า ถ้าเราจะทาตาแหน่งทางวิชาการหรืออะไรต่างๆ มันอาจจะดูยากไป ก่อนที่จะมาอบรม มันเป็นการยากมากที่จะเขียนชน้ิ งานที่มีลักษณะเป็นการพัฒนาตนเองในด้านน้ี เลยอยากเรียนถามอาจารยว์ ่า จะทายังไง เพ่ือจะทาให้คนสนใจ และพัฒนาการเรียนการสอน ตนเองในด้านน้ี ในแง่ของกฎหมายกับ ประวัติศาสตร์ อ.สมชายแสดงความเห็น : ผมคดิ วา่ ประวตั ิศาสตร์กับกฎหมายไทยเป็นแบบนค้ี รับ มนั ไม่มงี านวิชาการท่ีน่าตืน่ เตน้ ในวิชาการทาง ประวัติศาสตร์กฎหมายมานานแล้ว คือพอเรานึกถึงประวัติศาสตร์กฎหมายไทย มันก็จะ เรียนประวัติศาสตร์ กฎหมายสุโขทัย อยุธยา อะไรพวกน้ี ซ่ึงไม่ได้มีความสาคัญกับชีวิตใดๆ คือพอเป็นแบบนั้นเลยเป็นการเรียน
แบบการท่อง กฎหมายตราสามดวงมีอะไรบ้าง ราชสหี ์ คชสีห์ บวั แกว้ บุคคลท่ีมีคดีสาคัญท่ที าให้เกิดการชาระ กฎหมาย แต่ถา้ สามารถทาให้ประวัติศาสตร์กฎหมายมนั สัมพันธ์กับปจั จุบนั ยังไง เช่น ถา้ เกิดเราทาความเข้าใจ เร่ืองระบบครอบครัวแบบน้ี เอ้อ ระบบครอบครัวในกฎหมายแพ่ง มันไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่เราเปล่ียนมาใช้ กฎหมายแบบผัวเดียวเมียเดียว พอมาเปล่ียนปุ๊บ ผลท่ีเรามีตอนน้ีมันเปล่ียนเพราะสิ่งน้ี ช้ีให้เห็นว่าความ เปลี่ยนแปลงน้ีมันอยู่ภายใต้ความกดดันอะไรแล้วเราก็ต้องอยู่กับมัน แต่ถ้าปัจจุบันก็มีความเปล่ียนแปลง อย่างเช่นระบบครอบครัว สมยั รชั กาลท่ี 5 เปลย่ี นเปน็ ผัวเดยี วเมยี เดยี ว พอมาช่วงปจั จุบนั เด๋ยี วน้ีเริ่มถูกท้าทาย ไม่ใช่ผัวเดียวเมียเดียวแล้ว แต่เป็นเร่ืองของคน 2 คน ในตะวันตก ระบบครอบครัวเริ่มถูกท้าทายว่าระบบ ครอบครัวไม่ใช่เรอ่ื งผัวเดยี วเมียเดียว แต่เป็นคนสองคนที่ประสงค์จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะเป็นใครก็ได้ น่ีคือสิ่ง ท่ีมีความเปลี่ยนแปลงและท้าทายต่อระบบกฎหมายเป็นช่วงๆ และพออธิบายมันก็จะไม่คล้ายกับประเภท กรุง ศรีอยุธยาถูกตีแตกครั้งที่สองเม่ือไหร่ คือถ้าให้ท่องก็คงท่องได้นะครับ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไร แต่ไม่ใช่ ความผิดของบรรดาอาจารย์ทั้งหลายที่สอนประวัติศาสตร์กฎหมายนะครับ ผมดูว่ามันค่อนข้างแห้งแล้งอย่แู ล้ว ไม่ได้ไปไหน เลยเป็นความยุ่งยากชนิดหนึ่งของคนที่จะใช้ประวัติศาสตร์ศึกษากฎหมายนะครับ คือความใฝ่ฝัน ของผมอันหน่ึงคืออยากจะเขียนประวัติศาสตร์กฎหมายไทยเชิงวิพากษ์อะไรประมาณนี้ จะเปล่ียนวิธีการมอง อะไรประมาณน้ี เชิญครับ ผ้เู ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : ส่ิงหนึ่งท่ีตัวเองมีวธิ ีการศึกษากฎหมายแบบประวัติศาสตร์คือการถูกยิงคาถามค่ะ สมัยท่ีเรียนปรญิ ญา โทก็ลงเรียนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากับตัวพ่อยุโรป เขาก็ต้ังคาถามมาคาหน่ึงซึ่งค่อนข้างมั่นใจว่าเขามี คาตอบอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคาถามท่ีในฐานะท่ีเราเป็นคนไทยวา่ ทาไมเราถึงละเมิดลิขสิทธิ์เป็นอันดับต้นๆ ของ โลก ทุกครั้งที่ทาแรงค์เนี่ย เราติด 1 ใน 5 พอโดนคาถามนี้เราก็กลับไปคิดถึงอาจารย์สมชายเลย อาจารย์เคย บอกว่า ทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเน่ียขาดความเช่ือเรื่องหน่งึ คือเร่ือง วิทยาทาน พอได้กลับมาคิดถึงคา คาน้ีก็ต้องกลับไปน่ังรื้อเอกสารทั้งของไทยและของอังกฤษว่ามันเกิดอะไรกันแน่ เลยได้คาตอบที่น่าตกใจอยู่ สองทาง ทางแรกคือเรื่องตัวเอกสาร เอกสารท่ีทาให้ได้คาตอบ ไม่ใช่เอกสารตามตาราของอาจารย์ไทย แตเ่ ป็น เอกสารท่ีเป็นตาราของอาจารย์อังกฤษ ซ่ึงเขียนไว้ว่า จริงๆ มันเป็นเรื่องระหว่างประเทศ ที่ทาให้ประเทศไทย ต้องเอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก มันเลยเป็นผลมาจนถึงปัจจุบันว่า คน ไทยไม่มีแนวความคิดน้ี แล้วมันเป็นเรื่องที่ต้องทางานหนักมากท่ีจะทาให้คนไทยเชื่อในแบบน้ัน อีกอันที่น่า ตกใจคือ บางคร้ังประเทศมหาอานาจที่มีสินค้าส่งออก ท่ีเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศเขาเน่ีย ทาให้ เห็นว่าผลสุดท้ายกฎหมาย แม้กระท่ังประเทศโลกที่สามเอง ก็ถูกผลักดันให้เป็นไปอย่างประเทศมหาอานาจ ต้องการ เห็นได้ชัดๆ คือตัวแปรความรู้เรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเขาต่อสู้กันมากเลยว่าตกลงมันควรเป็น ลิขสิทธิ์หรือไม่เป็น แล้วสุดท้ายมันกลายเป็นลิขสิทธิ์ด้วยเหตุผล 1 2 3 4 5 แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ เพราะเกิดจากคอนเทนต์ที่เหมาะกับการเป็นลิขสิทธิ์ แต่ประเทศท่ีลงนามน้ันมันมีมากอยู่แล้ว ถ้ามันได้เป็น
ลิขสิทธิ์ มันคุ้มครองของเขา ไม่ต้องมาลงนามกันใหม่ น่ีคือส่ิงที่ส่งผลถึงประเทศแบบเรา ที่โปรแกรม คอมพิวเตอรช์ ่วงประมาณ 1970 – 1980 ซงึ่ เราคอ่ นข้างจะมีอานาจต่อรองกับต่างชาติค่อนข้างเข้มแข็งข้ึน ถา้ เทียบกบั สมัยอนุสัญญาปี 1800 กวา่ ๆ เราค่อนข้างเข้มแข็งข้นึ แต่เขาก็ frost เราด้วยการทาแบบน้ี คอื การพา เราไปขงั ทส่ี ่ิงทเี่ ขามีอยแู่ ล้ว ก็คือเวลาเราอยากเรยี นประวตั ิศาสตร์อาจจะมาง่ายๆ แบบนี้ เช่น ด้วยความอยาก รู้ว่าทาไม มนั กเ็ หมือนแวน่ อย่างหนงึ่ ทอี่ าจารย์พูด เช่นการบังคับใชก้ ฎหมายระหว่างประเทศ อ.สมชายแสดงความเหน็ : ผมว่าเรื่องท่ีอาจารย์พูดมันน่าสนใจ ประวัติศาสตร์กฎหมายมันไม่ใช่สุโขทัย อยุธยา ทรัพย์สินทาง ปัญญา อย่างน้ี น่ีคือทาไมประวัติศาสตร์กฎหมายต้องเป็นประวัติศาสตร์กฎหมายสุโขทัย อยุธยา ถ้ามองแบบ ยกทรัพย์สินทางปัญญา มันเกิดข้ึนมายังไง มันแผ่มายังไง มาด้วยความยินยอมหรืออานาจบังคับโลกที่สาม อย่างไรบ้าง ในโลกท่ีสามผมคิดว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องใหม่มาก ถ้าใครอ่านงานของอินเดีย จีน อเมริกา มีการสนใจเรื่องน้ีเยอะนะครับ เหมือนท่ีผมอ่านงานเรื่องโจรสลัดชีวภาพ คือเขาก็พยายามโต้แย้งว่า ระบบทรพั ย์สินทางปัญญาเข้ามาทาลาย เขา้ มาขโมยภูมิปัญญาของประเทศโลกที่สามเอาไปใช้ประโยชน์ มีงาน แบบนีเ้ ยอะมาก ถ้าเกดิ พูดสั้นๆ คือ มองกฎหมายระหวา่ งประเทศด้วยสายตาประเทศโลกทสี่ าม Third World Approaches to International Law นะครับ มันจะพลิกวิธีการมองในการทาความเข้าใจกฎหมายระหว่าง ประเทศ ซึ่งเรามาใช้กับการมองประวัติศาสตร์กฎหมายได้ คือประวัติศาสตร์กฎหมายมันจะมีเสน่ห์มากถ้าเรา ลองมองแบบ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ประวัติศาสตร์กฎหมายภาษี และอธิบายว่ามันเปลี่ยนหรือเคล่อื น ไปอย่างไร ผมว่าการเรียนมันจะมีเสน่ห์มากขึ้น และทาให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์และเข้าใจปัจจุบันได้มากขึ้น รวมถึงการคิดถึงทางออก มันจะมีพลังมากขึ้น ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเห็น : ตอนน้ันก็ไปค้นแล้วก็ไปตอบว่ามันอาจจะมาจากกฎหมายระหว่างประเทศ และอาจจะไปขัดกับ ความคิดและความเช่ือ คือจริงๆ แล้วมีอีกหลายเรื่องที่คนไทยไม่คุ้นชินกับความคิดหรือคอนเซปต์ เช่น สิทธิ ความเปน็ ส่วนตัว ทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา อ.อรรถจกั ร์แสดงความเหน็ : ในบา้ นเราเนีย่ ในขณะทแ่ี ต่ละชาติที่มีคอนเซปต์ของกฎหมาย มนั กถ็ ูกแปลง ถูกดเี บทเยอะแยะเลยว่า มันจะเป็นอยา่ งไร ผมวา่ ท่ีบอกว่าคิดถงึ ความเปล่ียนแปลงนอกจากตวั บทนี่มีคา่ มหาศาล อ.สมชายแสดงความเห็น : จรงิ ๆ เวลาคดิ ถึงประวตั ิศาสตร์กับกฎหมาย คิดเฉพาะอยธุ ยา เมง็ ราย พระเจา้ เหา อะไรพวกน้ีก็ได้นะ ครบั แตส่ มัยใหม่เราก็ศึกษาประวตั ิศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน แรงงานกศ็ กึ ษาทางประวตั ิศาสตร์ได้ อยุธยาโนน่ เลย
กไ็ ด้ มันจะทาใหเ้ ราเขา้ ใจเร่ืองนนั้ ได้ลึกซงึ้ มากยิง่ ขนึ้ โอเคครบั ไมม่ ปี ัญหานะครบั การบรรยายในชว่ งเช้าคงจะ จบลงเท่าน้ี ขอบคณุ อาจารย์อรรถจกั ร์มากครบั เอกสารสรุปการบรรยาย การวิจัยกฎหมายแนวสตรีนิยม โดย รศ. สมชาย ปรชี าศิลปกลุ ที่อาจารย์อรรถจักร์พูดถึงงานช้ินหนึ่งซึ่งเคยพูดไปนิดหน่อย อันนี้เป็นตัวอย่างของงานท่ีผมคิดว่า น่าสนใจ คือเป็นการศึกษาแบบประวัติศาสตร์โดยใช้กฎหมาย แต่อันน้ีน่าจะเป็นประโยชน์กับเราในการที่ใช้ ประวัติศาสตร์และกฎหมายด้วยกันแล้วมันจะทาให้เราเข้าใจเหตุการณ์มากขึ้นอย่างไรนะครับ งานนี้เป็นงาน ของทามาร่า รูส งานช่ือ “Subject Siam” เมื่อวานได้พูดไปนิดหน่อยแล้วนะครับ เดี๋ยวเราจะมาดูประเด็นให้ เหน็ ว่ามนั เป็นยังไงนะครบั คืองานชิ้นน้ีที่ผมคดิ วา่ มนั น่าสนใจเพราะ มนั เป็นความพยายามในการอธิบายการเปล่ยี นแปลกของรัฐ ไทยผ่านทางกฎหมายครอบครวั ถา้ เกดิ เราศกึ ษาการเปลี่ยนของรฐั งานชนิ้ น้เี ป็นการศึกษาช่วงเปล่ยี นผ่านจาก รัฐจารีตมาเป็นรัฐสมัยใหม่เลยก็ว่าได้นะครับในช่วงรัชกาลที่ห้า ซ่ึงทีน้ีเรื่องหน่ึงที่สาคัญท่ีงานช้ินน้ีให้ความ สนใจคือกฎหมายครอบครัวนะครับ งานชน้ิ นี้เร่ิมตน้ ด้วยการตง้ั คาถามวา่ สิง่ ท่ีเรยี กวา่ ระบบกฎหมายครอบครัว ท่ามกลางการเปล่ยี นแปลงในสมัยรชั กาลท่ีห้า กฎหมายแพ่งบรรพที่ใชอ้ ยู่ เรื่องท่ีเป็นปญั หามากท่สี ุด จนทาให้ ประมวลกฎหมายแพ่งเสร็จช้ามากที่สุด คือเร่ืองกฎหมายครอบครัว เร่ืองสาคัญนะครับ เป็นเรื่องท่ีถกเถียงกัน อย่างมาก ว่ากฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งจะประกาศใช้แล้ว แต่มีเร่ืองเดียวซึ่งเป็นเร่ืองสาคัญไม่สามารถ ออกมาได้ เรื่องน้ีเปน็ เร่ืองในสมัยรัชกาลทห่ี า้ ในระบบครอบครวั สมยั ใหม่ ก่อนหนา้ น้เี ราใชก้ ฎหมายลักษณะผัว เมียซึ่งเป็นอีกแบบหน่ึง ไม่ได้เป็นกฎหมายแบบที่เรียกว่า Monogamy หน่ึงหญิงหนึ่งชาย แรงกดดันต่างๆ ก็ โหมเข้ามาในสมัยรัชกาลที่หา้ ว่าตอ้ งการให้เปล่ยี นเป็น Monogamy ระบบผัวเดียวเมียเดียว มีการจดทะเบียน อะไรพวกนี้ ปรากฎวา่ เรอื่ งนี้กลายเปน็ เรื่องทยี่ ากมากในการเปลย่ี น งานช้นิ นเี้ ลยตง้ั คาถามว่าทาไมจงึ เป็นแบบ
นั้น เรอื่ งผัวเดียวเมียเดียวเกยี่ วกับรฐั ไทยอยา่ งไร น่คี ือสิ่งท่ีผมเห็นว่าหนงั สือเล่มน้ีน่าสนใจ เพราะมันต้ังคาถาม ชนิดท่ีแบบว่าดูเหมือนไม่สาคัญ แต่เราก็สามารถอธิบายได้ คือถ้าใครที่เคยเรียนกฎหมายครอบครัว มรดก เรา ก็อาจจะคิดว่ามันมีอะไรแปลกๆ ถ้าได้อ่านตอนท่ีมันประกาศใช้คร้ังแรก แต่ทาไมถึงเป็นปัญหา ในความเห็น แย้งที่เกิดข้ึนได้ยาก คนเขียนอธิบายว่าเขาคิดว่าเร่ืองนี้เป็นเร่ืองสาคัญ การเปล่ียนแปลงระบบครอบครัวมาสู่ ระบบผัวเดยี วเมียเดยี วเน่ีย แตท่ เี่ ปลี่ยนชา้ คนเขยี นเสนอว่าเปน็ เพราะว่า กฎหมายครอบครัวเปล่ียนชว่ ง 2478 นะครับ ก่อนหน้าน้ีก็มีโต้เถียงวา่ ส่ิงที่เราจะเห็นคือมันเป็นระบอบการเมืองท่ีต่างกัน เขาอธิบายว่าตอนแรกทม่ี ี การนาเข้าระบอบความคิดผัวเดียวเมียเดียว ชนชั้นนาไทยไม่เห็นด้วยนะครับ ชนชั้นนาไทยบอกว่า คือถ้าเกิด ฝร่ังจะบอกว่าการแตง่ งานแบบผัวเดยี วเมียเดียวเป็นระบบท่ีศิวิไลซ์ท่ีสุด เจริญท่ีสุด แต่ชนชั้นนาไทยตอบโต้ว่า ผัวเดียวเมียเดียวเป็นแบบฝรั่ง ไม่ใช่ของไทยๆ เราลองนึกถึงสมัยนี้เวลาจะต่อต้านอะไรก็ มันไม่ใช่ของไทย เช่นเดียวกัน ก่อนหน้าสมัยรัชกาลท่ีห้า เวลาชนช้ันนาไทยจะโต้แย้งก็จะบอกว่าน่ีเป็นของฝรั่ง ไม่ยอมให้มีการ เปล่ียนแปลงเกิดข้ึน ในขณะเดียวกันก็มีการอธิบายความที่หลากหลายว่า พุทธศาสนาไม่ได้ห้ามเร่ืองผัวเดียว หลายเมีย ในช่วงสมัยน้ันตะวันตกพยายามเข้ามาเปลี่ยนระบบกฎหมายครอบครัว แต่ก็เจอเราตอบโต้ว่ามัน ไม่ใช่ของไทย แม้ว่าแรงกดดันจะมีอยู่มากก็ตาม แต่คาถามคือนี่ไง สิ่งที่ทามาร่ารูสพยายามจะอธิบาย เขา พยายามบอกว่าระบบแบบผัวเดียวหลายเมีย คือขออนุญาตใช้คาว่าผัวเดียวเมียเดียวและผัวเดียวหลายเมียนะ ครับ เพราะในคนแวดวงวิชาการที่สนใจในเรื่องสถาบันครอบครัว เรื่องบุคคล เวลาเขาพูดว่า Monogamy แปลว่าระบบผัวเดียวเมียเดยี ว ไม่ได้แปลว่าระบบสามีคนเดียวภรรยาคนเดียว ก็จะใช้คาน้ีแล้วนะครับ ทีนี้ ชน ชั้นนาไทยไม่เหน็ ดว้ ยแล้วนะครับ ระบบผัวเดียวเมียเดียว ทาไมถึงเปน็ แบบน้นั เขาอธิบายไว้แบบน้ีครบั ระบบ ผัวเดียวหลายเมียไมไ่ ดเ้ พียงการแตง่ งานเพยี งอย่างเดียว แตน่ ี่เปน็ ระบบซงึ่ ค้ายนั สง่ิ ทีเ่ รยี กว่าระบบสมบูรณาญา สิทธ์ิเอาไว้ เป็นยังไง เขาอธิบายว่าระบบผัวเดียวหลายเมียมันเป็นระบบท่ีผนวกเอาคนหลายๆ กลุ่มเข้าไปผูกกับสถาบัน กษัตริย์ ถ้าเกิดเราดูเมียรัชกาลท่ีห้า เราจะพบว่าเมียรัชกาลท่ีห้ามาจากหลากหลายกลุ่มมาก นี่คือกลุ่มต่างๆ เครือญาติ เช้ือพระวงค์ ชนชนั้ นาทอ้ งถน่ิ ทางเหนือส่งเจ้าดารารัศมีไป คอื หมายความว่าการแต่งงานไม่ใช่เร่ือง ของความรัก ไม่รู้มีความรักบ้างรึเปล่า แต่การแต่งงานระบบผัวเดียวหลายเมีย ใครอยากเจริญก้าวหน้า ใคร อยากเกี่ยวดองกับรัฐ ส่งคนมาแต่งงานกับพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นระบบผัวเดียวหลายเมียจึงเป็นการ สร้างระบบอย่างหนงึ่ ของสถาบันกษัตริย์ นี่เป็นเสี้ยวหนึ่งของเมีย คือขออนุญาตพูดว่าเมีย เมียของรัชกาลทหี่ ้า นะครบั รัชกาลที่ห้ามเี มยี กี่คน มอี ยา่ งไม่เปน็ ทางการน่ี 92 คอื ตัวเลขไม่แนใ่ จนะ ผมเคยไปคน้ ตวั เลขเคล่ือนไป เคลื่อนมาแต่บวกลบ 90 น่ีแหละ คืออันนี้ตัวเลข 92 ผมคิดว่าอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่การมีเมียมาก ไม่ได้ หมายความว่าท่านทรงมีความรักในกามารมณ์นะครับ คือมีไม่มีไม่รู้ แต่ว่าการแต่งงานคือการทาหน้าท่ีแบบ หนง่ึ แบบแรกคือมลี ูกเมีย อนั นี้มีเรือ่ งนินทานิดหนง่ึ ตอ้ งดูว่ารัชกาลท่หี ้าถ่ายรปู กับเมียคนใดเป็นพิเศษ ยกเว้น
เมียแต่ง จะไม่ถ่ายรูปด้วย ดูรูปรัชกาลท่ีห้านะครับ ร.5 ไม่ถ่ายรูปคู่กับเมียคนอ่ืนๆ คือยกเว้นเมียใหญ่คนเดียว แน่นอนว่าการถ่ายรูปมันก็มีความหมายอย่างหนึ่ง คือถามว่าทาไม คือถ้าคุณมีเมียหลายคน คุณต้องบาลานซ์ กัน ไม่ให้เมียเกิดความเกลียดชังกัน เพราะฉะนั้นถ้าเมียแบบ เอ้า ถ่ายรูปกับคนน้ี อีกคนก็ถูกเกลียดชังได้นะ ครับ มันก็เกิดความป่ันป่วน ไปสังเกตดูนะครับ ผมไม่เห็นรัชกาลท่ีห้าถ่ายรูปกับเมียคนไหนยกเว้นกับเมียใหญ่ คนเดียว ผเู้ ข้ารว่ มแสดงความเห็น : มันมหี นงั สือพมิ พ์ ส่งิ ตีพมิ พท์ างประวัติศาสตร์ทบ่ี อกว่ามนั เป็นข้อตกลงของสมเด็จพระศรีนครินทราฯ อ.สมชายแสดงความเห็น : นี่คอื เมยี ท่เี รยี กวา่ เมยี ใหญ่ ผ้เู ขา้ ร่วมแสดงความเห็น : ท่ีเรียกวา่ พระบรมราชชนนี อ.สมชายแสดงความเหน็ : แต่ขอ้ ตกลงมันมองในมุมน้ี ในแง่ของการจดั การไมใ่ หเ้ กิดความอจิ ฉาริษยาระหว่างกัน ไมร่ นู้ ะครับไมร่ ู้ อันท่ีสอง อันแรกเป็นการสร้างเครือข่าย อันท่ีสอง ระบบผัวเดียวหลายเมียมันสาคัญต่อระบบสม บูรณาญาสิทธิ์อย่างไร ระบบผัวเดียวหลายเมียท่ีสาคัญคือมันทาให้สามารถสร้างบุคลากรเข้าสู่หน่วยงานต่างๆ ได้ อย่าลืมนะครับว่าสมัยรัชการที่ห้าเน่ีย คนท่ีจะน่ังเป็นตาแหน่งใหญ่ๆ โตๆ ในหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ คุณสมบัติขอ้ แรกคือต้องเป็นเชื้อพระวงค์ ทีนม้ี องกลับมา เกิดรัชกาลทีห่ า้ มีผัวเดยี วเมียเดยี ว อะไร เกิดข้ึน เต็มที่มีลูกกี่คน ให้สิบเลย ปัญหาคือ หน่วยงาน องค์กร ท่ีทางานให้คนสิบคนบริหารอยู่ ไม่ได้นะครับ ระบบผัวเดียวหลายเมียในแง่หนึ่งมันจึงต้องทาหน้าที่ผลิตชนช้ันนาที่อยู่ในเครือข่าย อันนี้เป็นตัวเลขของเขาท่ี เขียนไวน้ ะครับ กษตั ริย์ห้าองคแ์ รก รชั กาลทหี่ น่งึ ถงึ รัชกาลทห่ี ้านะครับ มลี กู ทงั้ ผูช้ ายผ้หู ญิงเน่ีย สามร้อยย่ีสบิ ส่ี คน แลว้ พอคดิ ถึงหลานนะครบั จากรอ้ ยเจด็ สบิ หกมเหสี นี่แหละ ระบบผวั เดียวหลายเมยี มนั ทาหน้าทท่ี ี่เรียกว่า การสร้างบุคลากรเพ่ือเข้าสู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ก่อนหน้า 2475 นะครับ ถ้าใครไม่ได้เป็นเชื้อพระวงค์ นง่ั เป็นเสนาบดไี ดไ้ หม ลองคิดถึงเสนาบดีต่างๆ คนน้ี กรมพระยาดารงราชานภุ าพ คนนี้ลูก ร.4 น้อง ร.5 ยิงยาวไปถึงรัชกาล ที่ 7 แน่ะคนน้ี น่ีก็คือคนที่ดารงตาแหน่งหลายๆ ตาแหน่งในระบบราชการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทาง ปกครอง พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ คนน้ีใคร องค์ชายสี่ ลูกคนท่ีสิบสี่ของรัชกาลท่ีห้า จากเมียคนท่ีเท่าไหร่ไมร่ ู้ นีไ่ ง น่ีกค็ ือลกู หลานของรัชกาลที่ห้า คนน้ี กรมพระกาแพงเพชรอัครโยธนิ คนนค้ี รับเกย่ี วขอ้ งกบั การรถไฟอย่าง
ยิ่ง น่ีก็ลูกรัชกาลที่ห้า คือถ้าเราไปนั่งไล่ดูคนที่ดารงตาแหน่งเสนาบดี หรือตาแหน่งใหญ่ๆ น่ีคือเช้ือพระวงค์ เพราะฉะน้ันการแตง่ งานมีลูกเยอะ อย่าง กรมพระนครสวรรค์วรพนิ ิต คอื ถา้ เราไปดู ลกู หลานรชั กาลทหี่ ้า ไม่รู้ ละ่ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ ท่มี ีลกู เยอะมีเมียเยอะ เพราะตอ้ งสร้างคนเข้าสรู่ ะบอบราชการ ถ้าเปน็ ผวั เดียว เมียเดียว มันแป๊กอ่ะ คือหมายความว่ามันไม่สามารถมีลูกชายได้เยอะขนาดน้ัน หน่วยงานองค์กรมีเปน็ จานวน มากเราตอ้ งการคนไปนงั่ ในตาแหน่งต่างๆ เพราะฉะน้ันทามารา่ รูสจึงอธิบายวา่ น่ไี ง ระบบผวั เดยี วหลายเมียมัน สาคญั ต่อระบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช ท่ที าให้ชนช้ันนาไทยรบั ไมไ่ ด้ อกี เรือ่ งหนึง่ ท่เี ขาบอก อันนมี้ องแบบ feminist หน่อย ทามารา่ รสู บอกวา่ ระบบผวั เดยี วหลายเมียมัน สะท้อนถึงอานาจของผู้ชาย การเมืองคืออานาจของผ้ชู าย สมยั น้ันมีความเช่ือวา่ ชายไมม่ ีเมียเปน็ ชายไม่สมบูรณ์ จานวนเมยี และลูกแสดงอานาจบารมี ใครที่มเี มยี มากลูกมากและอยู่กันได้อย่างไม่ทะเลาะเบาะแว้ง อันนแ้ี สดง ถึงบารมีมาก อันน้ีเป็นปัญหาหน่ึงนะครับ น่ีเป็นปัญหาใหญ่ในสมัยรัชกาลท่ีส่ี คือที่เรารู้ว่ามีกษัตริย์สององค์ มี พระปิ่นเกล้าพระจอมเกล้า เขาว่ากันว่า พระป่ินเกล้านี่สมาร์ทมาก และรัชกาลท่ีส่ีก่อนขึ้นครองราชย์นีไ่ ปบวช มา แล้วค่อยสลัดผา้ เหลืองขนึ้ มาเป็นกษตั ริย์ เขาบอกว่า สมเดจ็ พระป่ินเกล้านี่สมาร์ทมาก และมีบารมีมาก สง่ิ ทีร่ ัชกาลท่สี ่ีตอ้ งรบี ทาเปน็ อยา่ งย่ิงตอนข้นึ ครองราชยค์ ือ ต้องสงั่ สมบารมี ในทน่ี ีค่ อื ตอ้ งรีบมเี มยี เพื่อรบี มีเมยี นี่ คอื อุดมคตใิ นสมัยน้นั นะครบั อันน้ีน่าจะรูจ้ ักกนั นะครับ นคี่ ือกษัตริย์ไทยองคแ์ รกท่ีมีรูปถา่ ยนะครบั ก่อนหนา้ น้ี ท่เี ราเหน็ ในอุทยานราชภักดิ์ กอ่ นหนา้ กษัตริย์องค์น้ีไม่มรี ปู ถ่ายนะครับ น่ีเป็นกษตั รยิ ไ์ ทยองคแ์ รกท่ีมรี ปู ถ่ายตก ทอดมาจนถึงปัจจุบันนะครับ รัชกาลท่ีสี่นะครับ ส่ิงท่ีทามาร่า รูสอธิบายคืออย่างน้ีครับ อันนี้คือภาพรวมสมัย รัชกาลที่หนึ่งถึงรัชกาลที่ห้า ตะวันตกพยายามให้ไทยเป็นผัวเดียวเมียเดียว พยายามผลักดันให้เราใช้กฎหมาย ครอบครวั แตม่ ันไม่สามารถเปลี่ยนได้ จนกระท่ังมนั เปลย่ี นได้เม่ือไหร่ หลงั 2475 ถอื ว่าเป็นหลักหมายของการ เปลี่ยน ทาไมถึงเป็น 2475 เพราะหลัง 2475 เป็นการเข้าสู่ตาแหน่ง การเป็นรัฐมนตรี การเป็นเสนาบดี จาเป็นต้องเป็นเชื้อพระวงค์ไหม ไม่จาเป็นแล้วครับ เมื่อเปล่ียนแปลงการปกครองปุ๊บ ผู้ปกครองที่มาใหม่ จาเปน็ ต้องใช้เครือข่ายทเ่ี รยี กวา่ ระบบผัวเดยี วหลายเมยี ไหม ไม่จาเปน็ แลว้ ตงั้ แตน่ ี้ คนทเี่ ขา้ ส่ตู าแหน่งราชการ ต่างๆ เปน็ ไปตามความสามารถ ทามารา่ รูสอธิบายว่าน่ีแหละ มนั เปน็ ผลท่ีทาให้กฎหมายครอบครัวไทยเปลี่ยน ได้ มันเป็นผลมาจากการเปล่ียนแปลงการปกครอง ถ้าไม่เปล่ียนแปลงการปกครองมันน่าจะยากท่ีจะเกิดขึ้น เพราะฉะนัน้ กฎหมายครอบครัว ระบบผัวเดียวเมียเดียวมนั จึงสะท้อนให้เห็นส่งิ ทีเ่ รียกวา่ รฐั เปล่ียนไปด้วย งานชิ้นนี้ผมคิดว่าเป็นงานที่มีรายละเอียดอะไรเยอะแยะนะครับ ลองไปหาอ่านดู หนังสือผมไม่ได้เอา มานะครับ ถ้าเป็นนักกฎหมายนี่ผมว่าอ่านไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ ถ้าใครสนใจประวัติศาสตร์ด้วยก็จะไ ด้เห็น ความเปล่ียนแปลง อันนี้ผมคิดว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งในการอธิบายการเปล่ียนแปลงของกฎหมายท่ีสาคัญต่อ ประวตั ิศาสตร์ และการทีเ่ ราเข้าใจ การเปลยี่ นแปลงกฎหมายครอบครวั เกดิ ข้ึนเม่ือไหร่ ระบบผัวเดียวเมียเดียว ไม่ได้เป็นอะไรล่ะ ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมไทยแบบโบร่าโบราณ แต่มันเพิ่งเป็นวัฒนธรรมท่ีเพิ่งปลูกฝังลงใน สงั คมไทย แล้วมนั ก็กลายเป็นส่งิ ท่ีทาให้เกิดคาถามว่า ระบบผัวเดียวเมยี เดียวมันเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยรึ
เปล่า มนั อาจจะไม่ใช่กไ็ ดน้ ะครับ อันน้ีผมคิดวา่ น่าจะเปน็ ตัวอย่างของการพยายามทาความเข้าใจกฎหมายโดย มองผ่านประวัติศาสตร์ นี่เป็นตัวอย่างเพิ่มเติมสาหรับเร่ืองการวจิ ยั ทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากผมทามาหากิน โดยการใช้ประวัติศาสตร์บ่อยครั้ง คือผมจะชอบใช้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์หากินเรื่องน้ันเร่ืองน้ีบ้างน่ะนะ ครบั การวิจยั กฎหมายแนวสตรีนิยม เอาละ่ ตอนน้กี จ็ ะเปล่ียน จากประวตั ิศาสตรก์ ็เปลี่ยน ตอนนเ้ี รอ่ื งใหมผ่ มเรม่ิ จากคาถามตรงน้ี เรามีคน ที่เป็นอุดมคติ ถ้าเราเป็นนักกฎหมาย นักกฎหมายในอุดมคติของเราคือใคร หรือคนท่ีเป็น role model เรามี ไหม คือมาเปน็ อาจารย์นเ่ี พราะไม่มีงานทารเึ ปล่า ไปเป็นชา่ งประปาก็ได้นะครบั เปน็ เมสเซนเจอร์ก็ได้ ทาอะไร กไ็ ดเ้ ยอะแยะ แตเ่ ราไม่ทา เรามาเลอื กทาแบบนี้ เรามีคนท่ีเป็นนักกฎหมายในอดุ มคติ อดุ มคตนิ ่หี มายความว่า เขาเกง่ มคี วามสามารถ มไี หมครับ อาจารยม์ ไี หมครบั ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : ผมพยายามคิดว่าใครเป็นนักกฎหมายในอุดมคติของตนเอง จนถึงตอนน้ีก็ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นนัก กฎหมายในอดุ มคติสาหรบั ตนเอง แต่ถามว่าทาไมถึงอยากเป็นอาจารย์ เหตทุ ่อี ยากเป็นอาจารย์เพราะเราเรียน มหาวิทยาลัย เราเห็นคนยืนอยู่หน้าห้อง เราเห็นคนในห้องฟังเขา การพูดของเขา แต่นั่นก็เป็นประเด็นเล็กๆ ทาไมถงึ อยากทาอาชพี เปน็ นักกฎหมาย ส่วนตวั ของตัวเองเนี่ย มองวา่ ใครเปน็ นักกฎหมายในอดุ มคตขิ องตนเอง เอาเข้าจริงยงั ไมม่ ี ดว้ ยความสตั ยจ์ รงิ นะครบั ผู้เขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : เป็นนกั วชิ าการก็ได้ครบั ไมต่ ้องนักกฎหมาย ผูเ้ ข้ารว่ มแสดงความเหน็ : ถ้าเป็นนักวิชาการท่ีผมเร่ิมอ่านงานด้านสังคมศาสตร์มากขึ้น อย่างเช่นอาจารย์ มช. เองก็หลายท่าน อาจารยน์ ิธเิ องก็ดี อาจารยอ์ นันต์เองก็ได้ ผมคิควา่ เวลาอ่านเนยี่ หนง่ึ พอจะร้เู ร่ือง พอทาใหเ้ ราเข้าใจอะไรได้ดี ขึน้ มาก และทาให้เห็นมุมมองอะไรหลายๆ อยา่ งมากขนึ้ ไม่ใชแ่ ค่ทางดา้ นนกั กฎหมาย อ.สมชายแสดงความเห็น : ขอบคณุ ครบั อันนไ้ี ม่มนี ะครับนกั กฎหมาย เชญิ เลยครบั ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ :
นักกฎหมายต้นแบบท่ีผมประทับใจคือพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ คนที่ทาคากราบบังคมทูล constitutional ต่อรชั กาลท่ีห้า แล้วกถ็ กู แตะลงกระปอ๋ งไป อ.สมชายแสดงความเห็น : พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ ที่กราบทูลว่าเราต้องมี constitutional เราต้องมีรัฐธรรมนูญ รัชกาลท่ีห้าก็ บอกว่า อื้ม ดี แล้วคล้ายๆ ปัจจุบนั คือสง่ ไปปัตตานีอะไรประมาณน้ี ไปอย่โู นน่ ชายแดน มีอีกมยั้ ครับ มไี หม ผเู้ ข้าร่วมแสดงความเหน็ : ในดวงใจยงั ไมม่ คี ่ะ อ.สมชายแสดงความเห็น : ในดวงใจไม่มี นอกดวงใจละ่ ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : ถามว่าในดวงใจยังไม่มี แต่ตอนสมัยเรียน ไม่ได้บอกว่าชอบเรียนนะคะ แต่ตอนเรียนนิติปรัชญากับ อาจารย์ ร้สู ึกว่าเปน็ วิชาที่มนั ยาก คอื หมายถงึ ตอนน้นั มันยาก เข้าใจยาก และตอนนก้ี ็ยงั ยาก อ.สมชายแสดงความเห็น : ขอบคุณครับ เอาอาจารยป์ ิงกไ็ ดฮ้ ะ อาจารยน์ ่าจะมนี กั กฎหมายท่ดี อี ยู่ ผู้เข้าร่วมแสดงความเห็น : ถ้าเป็นปิงนะคะ คนในดวงใจ ปิงชอบการทางานของอาจารย์อยู่แล้วค่ะ เวลาช่วงทางานหนัก เปิด เฟสบุ๊คจะรู้สึกแบบ น่ีแหละ และเวลาทางานน่ะค่ะ เวลาไปทางานท่ีไหนก็ไม่มีที่นี่สบาย แล้วมีคาถามว่าแกได้ อะไร ส่ิงที่แกทามันได้ช่วยเหลือคนจริงๆ เพราะฉะน้ันต๊ิกก็เลยใช้แกเป็นต้นแบบ ว่าเราควรจะทาอะไรเพื่อ สงั คมนะ่ ค่ะ อ.สมชายแสดงความเห็น : อาจารย์ติ๊กแกชอบอาจารย์ท่ีทาเร่ืองสัญชาตินะครับ ทุกท่ีที่มีปัญหาเร่ืองสัญชาติ แกไปทุกท่ีนะครับ ไม่วา่ แดนทุรกันดารขนาดไหน ผเู้ ข้าร่วมแสดงความเห็น :
ถ้าพูดตรงๆ คือยงั ไมม่ เี ป็นพิเศษ แต่ว่าคนทที่ าใหต้ ัวเองลกุ ข้นึ มามองกฎหมายแบบใหมม่ ากขน้ึ จรงิ ๆ ก็ คืออาจารย์นี่แหละค่ะ คือบอกให้ฟังว่าตั้งแต่ตอนที่เข้ามาสอบสัมภาษณ์เน่ีย เจอคาถามอาจารย์อัดหน้าเข้าไป คอื ซง่ึ ตอนนน้ั เน่ีย คืออะไรอะ่ คอื อาจารย์สมชายถามเขา้ วา่ คณุ คดิ ว่าการปิดถนนดว้ ยเมตตาหรืออะไรสักอย่าง หนึ่ง คือ เราไม่ได้เตรียมตัวมาตอบคาถามนี้ แต่ว่ามันทาให้เราเริ่มคิดแล้วว่า เออนะ ทาไม น่ันเป็นเรื่องที่หนึ่ง และอีกคนท่ีเป็นนอกสายจริงๆ ท่ีส่งผลต่อการลุกข้ึนมาทางานก็คืออาจารย์อัคคี จริงๆ แล้วคนที่ถูกกฎหมาย บังคับใช้เขารูส้ กึ อยา่ งไร เปน็ อยา่ งไร อ.สมชายแสดงความเห็น : ขอบคณุ ครบั อาจารย์กงุ้ ครับ ผเู้ ข้ารว่ มแสดงความเหน็ : จริงๆ ก็ไม่ค่อยมีเหมือนกันค่ะ แต่ถ้ามองย้อนไปสมัยเป็นนักศึกษา ก็ชอบอาจารย์เกียรติขจร ด้วย ความที่ท่านอาจารย์เป็นคนที่สนใจนักศึกษามาก ตอนเรียนก็จะอธิบายอย่างละเอียด ชัดเจน และก็ใจเย็นมาก ยา้ อยตู่ ลอด จะชอบวา่ ตอ้ งขีดเส้นใตค้ านี้นะ บางทีก็ขาบ้าง แตก่ ารขดี เส้นใต้ก็จะทาใหร้ ู้ว่า เออ ตรงนแี้ หละ ที่ เป็นสาระสาคัญของมาตราน้ี แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องแนวคิดอะไรพวกน้ี ส่วนตัวเองก็ยังไม่ได้กว้างมากค่ะ ในทาง วชิ าการอะไร ตอนนก้ี ็ยังไมม่ คี ะ่ อ.สมชายแสดงความเห็น : อาจารย์เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ นะครับ อาจารย์สอนกฎหมายอาญาท่ีธรรมศาสตร์ มีใครอีกไหม อ่ะ ลองถามดู ผเู้ ข้าร่วมแสดงความเห็น : คดิ ไม่ออกครับ ผู้เขา้ รว่ มแสดงความเห็น : ชอบสองคนค่ะ คืออาจารย์นิตยา อาจารย์จะเน้นเรื่องของธุรกิจ แต่อาจารย์ชอบนาเร่ืองคนพิการมา ทา เนน้ ไปทางกฎหมายเร่อื งคนพกิ าร อีกคนหนงึ่ ชอบอาจารย์แป๋ว จรงิ ๆ เมื่อก่อนอาจารยแ์ ปว๋ อยู่สายธรุ กิจนะ คะ ลกู ค้าอยู่แถวสลี ม แตป่ รับตัวได้ดีมาก มาอยูแ่ ถวชายแดนไดอ้ ย่างไรก็ไม่รู้ ผ้เู ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : อาจารยว์ ริ ยิ ดา อยสู่ อนกฎหมายทรัพย์ท่ธี รรมศาสตรน์ ะครบั อ.สมชายแสดงความเห็น :
คอื แบบนี้ครับ ที่ผ่านมาวันนี้ อะ่ อกี สกั คนๆ ผู้เขา้ ร่วมแสดงความเห็น : ถ้าเป็นนักวิชาการในเมืองไทยยังไม่มี ถ้าถามว่าชอบอาจารย์คนไหน ชอบคนไหนในดวงใจ อันนี้ไม่ใช่ คนไทยนะคะ คือหน่ึง อาจารย์โทนี่ อยู่ที่ยูออฟลอนดอน อาจารย์คนน้ีอาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัว อาจารย์ เคยเป็นกรรมาธิการยูเอ็นในการยกร่างกฎหมายพานิชย์นาวี ซึ่งในทางกระบวนการ เขาเป็นคนสอน กระบวนการคดิ วิเคราะห์ ทแ่ี มแ้ ตต่ ัวทฤษฎหี รือบทความ สอนใหร้ ู้จกั คิดอยา่ งเปน็ ข้ันตอน ตอ้ งหา ตอ้ งถามจน เราจนมุม พอเราจนมุมแล้วเขาจะสอนให้เราโต้กลับ ให้กลับไปโต้กลับอาจารย์บ้าง พอโต้กลับของเรา เขาจะ ยอมรับฟังเราในที่สุด คิดว่าอ.คนน้ีให้อะไรได้หลายๆ อย่าง และอีกอย่าง อาจารย์ไม่ได้มองในมุมของโลกท่ี พัฒนาแลว้ แต่มองในมมุ ของโลกท่ีกาลังพฒั นาหรือโลกท่ียังไม่พฒั นา เขาไมไ่ ด้แคเ่ อากฎหมายของโลกที่พัฒนา แลว้ มาใช้กบั โลกที่ยงั ไมพ่ ัฒนา อะไรทานองนี้ ใหม้ ุมมองที่ดมี ากเลยค่ะ อ.สมชายแสดงความเห็น : ขอบคุณครับ ท่ีถามน่ะคือแบบน้ี นักกฎหมายท่ีช่ืนชอบหรือเป็น role model มีหลายคนนะครับ อย่างพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อาจารย์เกียรติขจร แล้วก็มีอีกหลายๆ คน คือเร่ืองนี้อยากถามแบบน้ีครับ การ เรียนกฎหมายของไทย ก็จะวนเวียนอยู่แถวน้ีนะครับ นักกฎหมายชั้นนาในเมืองไทยก็จะวนเวียนประมาณน้ี ซ้ายนี่คือ อันน้ีไม่ต้องบอกนะครับ ขวาคือหยุด แสงอุทัย ซ้ายมือน้ีคงรู้ อันน้ีจิตติ ติงสภัด น่ีสัญญา ธรรมศักดิ์ คาถามคือ เวลาเรานกึ ถงึ นักกฎหมายทเี่ ปน็ role model หรอื นักกฎหมายต้นแบบ เราก็มกั จะนึกถงึ พวกนี้ เรา จะพบว่าในศาลเมืองไทย ท่ีนึกถึงนักกฎหมายช้ันนา ท่ีเป็นผู้หญิงน่ีส่วนมากมีใคร มีใครเคยคิดถึงนอกจากการ เป็นนกั วิชาการบา้ ง ผเู้ ข้าร่วมแสดงความเห็น : อาจารย์มาลคี รบั อ.สมชายแสดงความเห็น : อาจารย์มาลี อาจารย์มาลีเร่ืองที่เด่นๆ คือ กฎหมายแรงงาน มีแค่ตาราเล่มเดียว มีอาจารย์ผู้หญิงท่ี แบบเกง่ ๆ นกั กฎหมายเก่งๆ ผูเ้ ข้ารว่ มแสดงความเห็น : อาจารยจ์ าปี อ.สมชายแสดงความเหน็ :
อาจารยจ์ าปี เก่งดา้ น นิตกิ รรมสัญญา อะ่ แต่นักกฎหมายแบบขนึ้ หง้ิ ละ่ แบบสญั ญา จิตติ มีไหม ผเู้ ขา้ รว่ มแสดงความเห็น : อาจารยเ์ สาวนีย์ ตุลาการศาลรฐั ธรรมนญู อ.สมชายแสดงความเห็น : อาจารย์เสาวนีย์ เป็นถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เอาความคิดผมคิดว่าไม่ใช่นักกฎหมายชั้นยอด เท่าไหร่ ไม่ใช่ดถู กู นะ คือมนั ไมใ่ ช่เรือ่ งเดียวกัน ผู้เขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : แต่เป็นผู้หญงิ คนเดยี วทีไ่ ดเ้ ป็น อ.สมชายแสดงความเห็น : อะ่ เปน็ นกั กฎหมายผูห้ ญิงคนเดยี วที่ได้เป็น คอื ถา้ เราลองเทียบกบั เออ สว่ นใหญ่ในหอ้ งนผ้ี ูห้ ญิงผู้ชาย ผู้หญิงนะครับ แต่นักกฎหมายช้ันนาของสังคมไทย เราจะเห็นผู้ชายยืนอยู่ เป็นส่วนใหญ่ คาถามคือ คนเรียน กฎหมายเยอะไหม ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายผู้หญิง แล้วที่ขยันๆ ล่ะ ผู้หญิง ใช่ไหม คือรุ่นผม ตั้งแต่ตอนผมเรียน หนังสือ ผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชาย แต่ตอนน้ันก็จะประมาณ 60-40 ตอนน้ันพอเรียนเสร็จ จบออกไปปุ๊บ คนท่ีเป็น ท่รี จู้ ักในแวดวงในสงั คม รุ่นผมเนีย่ ไมเ่ หน็ รุ่นผมท่เี ป็นผ้หู ญงิ เลย สว่ นใหญเ่ ป็นผชู้ ายท้งั น้นั ที่มีบทบาทอยู่ตอนนี้ อาทิเช่น ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีธรรมศาสตร์ แล้วมีท่ีธรรมศาสตร์ลาปาง พอนึกถึงผู้หญิง เรียนกฎหมายเยอะครับ แตพ่ อเรียนไป จบไป ทางานไป เหลอื เป็นนักกฎหมายช้นั นา ไมเ่ หลอื เลย พระองค์ภา อมื เราจะไมพ่ ูดถงึ ส่งิ ท่ีเราพดู ไมไ่ ด้ เอาแบบสามญั ชนก่อน ผเู้ ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : ผมขอให้ข้อมูลอาจารยก์ ่อน คือมีคนเก็บข้อมูลท้ังผู้ชายผู้หญิง อาชีพเนาะ คือสัดส่วนของผหู้ ญิงในแต่ ละอาชีพ คืออย่างทหารตารวจน่ีเลิกคิด แต่มีอาชีพหน่ึงท่ีมีผู้หญิงอยู่ในระดับสูงคือผู้พิพากษา ประมาณ 70% คือเยอะมาก เกินคร่ึงไปเยอะ ผู้ชายมีแค่ประมาณ 30 40 ของผู้หญิง ซึ่งอาชีพอื่นไม่มีทางไปถึง แต่ผู้พิพากษา นะ่ เป็นไปได้ แตข่ อ้ มลู เก่านะครับ ตอนนตี้ ัวเลขน่าจะข้นึ มาอีก อ.สมชายแสดงความเห็น : ตัวเลขน่าจะข้ึนมาอีกรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ว่าตอนน้ี ผู้พิพากษาฎีกา เอ่อ ศาลอเมริกานะครับ มีผู้ พิพากษาศาลสูงอยู่ 9 คน ในเมืองไทยมีผู้พิพากษาศาลฎีกาจานวน? อเมริกามีประชากรเท่าไหร่ ประมาณสอง ร้อยล้าน ประเทศไทยจานวนสูงสุดอยู่ท่ี 67 ล้านคน และหลังจากนี้ ถ้าอัตราการเกิดยังเป็นแบบน้ี ประชากร
67 ล้านคนคือจานวนสูงสุด และจะลดลงเร่ือยๆ ถ้าอัตราการเกิดของเรายังเป็นแบบเม่ือสิบปีท่ีผ่านมา ก็จะ ลดลง คนแก่จะเพิ่มข้ึนๆ เรามีผู้พิพากษาศาลฎีกาจานวนประมาณสองร้อยคน อเมริกามันคนละระบบ เขามีผู้ พิพากษาแต่ละมลรัฐอยู่แล้วนะครับ แต่ศาลฎีกาสองร้อยมีผู้หญงิ สักก่ีคน คือผมพยายามหาตัวเลขนะ หาไม่ได้ แต่ผมคิดว่าไม่เกินสิบคน ผมเดาว่าไม่เกินสิบคน แต่ไม่เป็นไร ท่ีถามแบบนี้คือวิธีการเร่ิมต้นด้วยการมอง ปรากฎการณ์ต่างๆ ด้วยการใช้ส่ิงที่เรียกว่าเพศเข้ามาจับ น่ีแหละท่ีเรียกว่าพวก feminism หรือพวกสตรีนิยม อันนี้หมายความว่าวิเคราะห์ปรากฎการณ์ต่างๆ ด้วยการมองท่ีเพศ นี่คือจุดเร่ิมต้นของพวกสตรีนิยม คืออันนี้ สิ่งท่ีผมตั้งคาถามน่ี อย่างท่ีเรารู้ นักเรียนกฎหมายผู้หญิงน่ะเยอะ แต่ต่อยอดข้ึนไปสู่ตาแหน่งใหญ่ๆ หรือมี ช่ือเสียงผู้หญิงหายไปไหน คาถามคือทาไมเป็นแบบน้ัน ตอบแบบไหน มานมีการตอบสองแบบใหญ่ๆ ด้วยกัน แบบแรกเช่ือว่าโดย DNA แล้วไซร้ ผู้ชายเก่งกว่า ดีกว่า ฉลาดกว่า โดย DNA เลยนะครับ ผู้หญิงเรียนเยอะไป แต่สุดท้ายก็เท่าน้ันแหละ เป็นผู้พิพากษาแล้วไปอยู่ศาลไหนยังไง อยู่ศาลอาญาไม่ได้หรอก ไปอยู่ศาลอะไรดี ศาลเด็กแว้นน่ะ ศาลเด็กแว้นคือศาลเยาวชนและครอบครัว อันนี้คือการตอบแบบแรก อันน้ีไม่ใช่ feminist น่ี เขาไม่รับอันนี้ Feminist จะบอกวา่ ท่ีเป็นแบบน้ี เปน็ เพราะผู้หญงิ ถูกทาใหเ้ ป็นแบบน้ี ไม่ใชเ่ ปน็ โดยธรรมชาติ ภาวะ ท่ีเป็นแบบนี้ไม่ใช่ภาวะที่เป็นโดย DNA แต่เป็นเพราะผู้หญิง “ถูกกระทา” ให้เป็นแบบนี้ สตรีนิยมเร่ิมต้นด้วย ความเช่ือแบบนี้นะครับ ถ้าไม่ใช่ก็จบนะครับ ส่ิงท่ีเราจะแก้ไขคืออะไรกับความเช่ือแบบนี้ ทาบุญเยอะๆ ชาติ หน้าจะไดเ้ กดิ มาเป็นผชู้ าย อันน้ีไม่ใช่เฟมนิ สิ ต์นะครบั ถา้ ใครคดิ แบบนี้กน็ ะ แต่ถ้าเกดิ คดิ แบบนี้ เฟมินิสตก์ ็บอก ว่าง้ันเราพอร่วมทางกันได้ คืออย่างนี้ครับ นักกฎหมายสตรีนิยมเป็นการใช้แนวความคิดแบบสตรีนิยมมามอง กฎหมาย เริ่มต้นจากการอธิบายเรื่องสาคัญแบบนี้คือ จริงๆ เวลาพูดเรื่องน้ีทีไรผมมักจะกระอักกระอ่วนทุกที เพราะเหตุว่า เขาเห็นว่าผมไม่มีคุณสมบัติในการพูดเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่า เพราะเป็น “ผม” ผมจึงไม่สามารถ พูดเร่ืองนี้ได้ คือผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับเฟมินิสต์เลย มีคนอ่านแล้วบอกว่า งานอาจารย์เขียนมาใช้ได้เลยนะ ครับ แต่คิดว่าถึงอย่างไรอาจารย์ก็ไม่สามารถพูดเร่ืองน้ีได้ทั้งหมดหรอก ผมก็ไม่เถียงนะครับ คือเฟมินิสต์บาง สายจะเช่ือแบบนี้นะครับ เชื่อว่า ถ้าใช้คาแบบ ตัวตนสาคัญกับการรับรู้ ที่เขาเรียกว่า “ญาณวิทยา” คือเขา บอกว่าการที่มีตัวตนเป็นผู้ชายเน่ีย ทาให้การรับรู้ผิดเพ้ียน เขาว่าตราบเท่าท่ีผมไม่เป็นผู้หญิง ผมไม่มีทางรับรู้ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความหมายที่ผู้หญิงเป็นได้หรอก ต้องเร่ิมต้นกับแบบน้ีนะครับ ผมเองก็ไม่รู้จะเถียง ยังไง ก็ไม่เคยเป็นผู้หญิงจริงๆ อ่ะ แล้วจะเถียงว่ารู้หมดก็เถียงไม่ได้ อย่างจะให้ผมไปตอบว่าปวดประจาเดือน มันเป็นยงั ไง ผมก็ตอบไมไ่ ด้ ถ้าถามว่าจริงไหมก็จริง ผมกไ็ ม่ปฏิเสธนะครับ อันนี้กว็ า่ กันไป อนั นเี้ รื่องแรก ทีน้ีมาเร่ืองนี้ ผมเข้าใจว่านักเรียนกฎหมายส่วนใหญ่ในเมืองไทย เวลาเราเรียนกฎหมาย เร่ืองเพศจะ ถูกโยนไปนอกกฎหมาย หมายความว่าในกฎหมายไม่มีเพศอยู่ เวลาเราเรียนกฎหมายอาญาก็ไม่มีเพศ ผู้ใดฆ่า ผู้อื่น ผู้ใดลักทรัพย์ผู้อ่ืน น่ีไม่มีเพศนะครับ เร่ืองเพศจะถูกโยนออกไปข้างนอก กฎหมายไม่มีเพศ กฎหมายเปน็ กลางทางเพศ อันนี้ผมคิดว่าเป็นลักษณะการเรียนกฎหมายในเมืองไทยที่ไม่เคยจางหายไปเลย คือมันจะไม่มี
เพศในกฎหมาย ทัง้ แพ่งท้งั อาญา อาจจะมถี กเถียงกันบ้างในเร่ืองกฎหมายครอบครัว แตเ่ รือ่ งอ่นื น้ันไม่มีอยู่เลย ซงึ่ อันนี้จริงไมจ่ ริง เดีย๋ วผมจะลองอธบิ ายนะครบั แนวคิดแบบสตรีนิยม คือแนวคิดแบบสตรีนิยมเนยี่ มันเปน็ แนวคดิ เมอื่ ทศวรรษหลัง 19 ประมาณสกั ช่วงปลายศตวรรษท่ี 20 อเมริกาเป็นพื้นที่ที่ความคิดน้ีเกิดขึ้น มันเป็นแนวความคิดท่ีใช้ถึงเรื่องเพศ หรือเพศภาวะ เป็นการใช้ประเด็น เรื่องเพศหรือเพศภาวะมาอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ซ่ึงตอนน้ันมันมีปัญหาว่า อเมริกามีปัญหาเรื่องความ แตกต่างระหว่างชายกับหญิง เช่น การจ้างงาน ผู้หญิงไม่มีสิทธิเลือกต้ัง ผู้หญิงได้ค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย มหาวทิ ยาลยั เลือกรบั ผชู้ ายมากกว่าผู้หญิง อะไรแบบนีใ้ นอเมริกา พวกแนวคิดแบบ feminism เนี่ย มันเริ่มต้น ด้วยการใช้เพศมาวเิ คราะหแ์ ละมองปรากฎการณ์ใหเ้ ห็นถงึ ความไม่เทา่ เทยี มกนั เพราะฉะนั้นเม่ือมองจากบทเรียนของอเมริกา เขาเร่ิมต้นด้วยความคิดแบบหนึ่ง เช่น เรื่องเพศ เพศ ภาวะ เขาเอามาวิเคราะห์แล้วบอกว่า ผู้หญิงจะตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ได้อะไรน้อยกว่า ต่ากว่า ด้อยกว่า เป็นกระแสความคิดที่เกิดข้ึน พอสตรีนิยมเกิดขึ้นก็ค่อยๆ กระจายไปในสาขาวิชาต่างๆ โดยมีการใช้มุมมองที่ เรียกว่าสตรีนิยมไปมองและอธิบายปรากฎการณ์ตา่ งๆ เกิดข้ึนเป็นจานวนมาก เต็มไปหมด สตรีนิยมกลายเปน็ แนวทางในการวเิ คราะห์ใหญ่มาก ในเมืองไทยมีการนาเอาแนวคิดสตรีนิยมมาวิเคราะห์เร่ืองการบรรลุธรรมของพระสงฆ์ท่ีสาคัญ มีงาน ชนิ้ หนงึ่ ท่ีมนั มาก คือเขาอธิบายถงึ อตั ชีวประวตั ิของ ไมเ่ อ่ยช่ือหลวงปู่นะครับ แต่เป็นหลวงปทู่ ่สี าคญั และหลวง ปู่แต่ละรูปถูกอธิบายประวัติไว้ว่าอย่างไร ก่อนจะบรรลุธรรมได้ ต้องเจอกับอะไร สิ่งท่ีจะขัดขวางที่จะไม่ให้ บรรลธุ รรม สิ่งทข่ี ดั ขวางสว่ นใหญค่ ืออะไร ผหู้ ญงิ ผู้หญงิ คอื ผ้ทู ี่ขัดขวาง โชคดที ่หี ลวงปู่สามารถผา่ น “มาร” มา ได้ คอื งานตอนนน้ั มันมากเลย ผู้หญิงกลายเป็นสง่ิ ขัดขวางการบรรลุธรรมของพระสงฆ์หลายๆ รปู นีค่ อื ตัวอยา่ ง ของการใช้แนวคิดสตรีนิยมมาวิเคราะห์ อธิบายเร่ืองต่างๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ การเมืองน่ีมีเยอะนะครับ แต่ ในทางศาสนาเยอะมาก เห็นไหมล่ะ ถ้าเราจะบรรลุธรรม จะมีพวกมาร มารเต็มไปหมด เราต้องชนะพวกมาร มันน่าสนใจในแง่ของ ผู้หญิงถูกทาให้เป็นสัญลักษณ์ของอะไรล่ะ อุปสรรคต่อการบรรลุธรรม อุปสรรคในการ บรรลุถึงความสูงสง่ จะรูต้ วั ไม่รู้ตัวกต็ าม นี่เป็นตวั อยา่ งหน่งึ นะครับ ในแวดวงกฎหมายกเ็ ชน่ กัน สตรีนยิ มกแ็ ผ่อิทธิพลเข้ามาในแวดวงกฎหมาย มนั ก็เกดิ เป็นงานแบบนี้ล่ะ ครับ แผ่เข้ามาในแวดวงวิชาการทางกฎหมาย ในอเมริกาจะมีงานแบบนี้อยู่เยอะนะครับ ผมคิดว่าฝร่ังจะใช้ เรื่องน้ีเป็นวิธีการมองอยู่เยอะมาก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 สตรีนิยมมีพลังและความเคล่ือนไหวสูงมาก แต่ แนวความคิดแบบน้ีเม่ือเขา้ มาในสังคมไทยเรา มันกลายเป็นสาขาวิชาอื่นเยอะ แต่แวดวงกฎหมายเปน็ ยงั ไง พอ เราเรยี นมหาวิทยาลัยมีอะไรมาอธิบายเร่ืองน้ีม้ัย ผูห้ ญิงกบั กฎหมาย วิเคราะหก์ ฎหมายด้วยมุมมองสตรนี ยิ ม มี บ้างไหมครับ มีไหม ผมจบที่ธรรมศาสตร์ แม้กระทั่งจบมาเน่ีย ผมพูดตรงๆ ผมไม่เคยรู้จักเฟมินิสต์เลย ที่อ่ืนก็
ไม่มี จุฬา รามคาแหงก็ไม่มี ท่ีน่ีก็สอนนิดๆ หน่อยๆ พอให้รู้ ผมคิดว่าในเมืองไทย อิทธิพลแนวคิดแบบนี้มาใน เมืองไทยเบาบางมาก มีคนท่ีสนใจเฟมินิสต์ไหม มี แต่กระจายอยู่ในแวดวงสาขาอื่นเยอะ แผ่มาไม่ค่อยถึง กฎหมาย คนท่ีเป็นนักกฎหมายท่ีเปน็ เฟมินิสต์เมืองไทยเน่ีย นับนว้ิ มอื ได้ ท่ีเป็นนกั วิชาการด้วยนี่ เราแทบจะไม่ เหน็ กนั เมื่อกี้เป็นโดยรวม ตอนนี้มองโลกด้วยพื้นฐานของสตรีนิยม ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราต้องทาความเข้าใจ เบ้ืองต้นจะตอ้ งจดั การจาแนกสองสิ่งนี้ 1. Gender 2. Sex สองส่ิงนี้ไม่เท่ากัน นค่ี ือพ้ืนฐานท่ีสาคัญนะครับ Sex หมายถึงเพศที่เป็นมาโดยกาเนิด เกิดมาเป็นเพศชายมีอวัยวะแบบหน่ึงซ่ึงต่างไปจากเพศหญิง ตามธรรมชาติกจ็ ะเกิดมาเป็นผชู้ ายผู้หญงิ มสี ่วนน้อยมากทเี่ กดิ มาเปน็ สองเพศในคนเดยี ว Gender คือเพศสภาพ หรือเพศภาวะ ต่างจาก Sex Gender แปลว่าความเชื่อว่า ถ้าเป็นผู้หญิงแล้ว จะต้องทาตัวแบบไหน เป็นผู้ชายทาตัวแบบไหน เช่น เป็นผู้หญิงต้องทางานบ้าน ผู้ชายทางานบ้านน่ีเป็นไง ถูก ยกย่องมากว่าเป็นคนดี แต่ถ้าเป็นผู้หญิงทางานบ้านจะยังไง ก็ธรรมดา ก็ทาไป อันน้ีแหละคือ Gender ไม่ใช่ ธรรมชาติ แตเ่ ปน็ ส่งิ ที่สงั คมคาดหวงั วา่ เปน็ ผหู้ ญิงจะต้องเปน็ อยา่ งนี้ เปน็ ผูช้ ายจะต้องเปน็ อยา่ งน้ี ง่ายๆ ใกลต้ ัว นี่ผมขอยกตัวอย่างเชน่ ผมสั้นผมยาว ผู้ชายควรไวผ้ มสั้น ผู้หญิงควรไว้ผมยาว ถ้ามีผู้หญิงไว้ผมส้นั ก็จะต้องคิด ว่า มันต้องมีมรสุมในชีวิตแน่ๆ แต่ถ้าเราเป็นอาจารย์ผู้ชายไว้ผมยาว เขาก็จะคิดว่า ไอ้น่ีมันคงติสต์ อันน้ีแหละ เรียกว่า Gender เฟมินิสต์เริ่มต้นพื้นฐานมาด้วยการแยกเซ็กส์กับเจนเดอร์ออกจากกัน เซ็กส์มาโดยธรรมชาติ เจนเดอรเ์ ป็นความจริงท่ถี ูกสรา้ งขน้ึ เจนเดอรไ์ มใ่ ชส่ ่ิงทีต่ ิดตวั มาโดยธรรมชาติ แต่เป็นส่งิ ท่สี งั คมสร้างขนึ้ ตอนนี้มีคาหนึ่งที่คล้ายๆ กัน คือ sexuality เพศวิถี ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ ข้อกาหนดมาตรฐาน ความสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง ประมาณนี้ เป็นการกาหนดว่าความสัมพันธ์ระหว่างชายแหละหญิง ความ คาดหวัง การปฏบิ ตั ริ ะหว่างกัน เพศวิถีจะเนน้ เรื่องพวกนี้มากข้ึน อย่างเช่น บทบาทระหว่างสามภี รรยา ผหู้ ญิง ตอ้ งเล้ยี งลูก มนั จะเปน็ บทบาทท่ีจาเพาะมากขึ้น เพศวิถีจงึ เปน็ บทบาททีท่ ั้งคู่ต้องปฏิบัติ อยา่ งเช่น เพศวิถีที่พึง จะเป็น เอาแบบนีก้ แ็ ลว้ กัน ในกฎหมายเน่ีย เวลาผมเสนอเรอื่ งนีท้ ไี รไม่ค่อยมีคนเห็นด้วยทุกที อยา่ งผมเสนอมา อย่างต่อเน่ืองว่า เหตุผลในการหย่าตามกฎหมายไทยน่ีเชยมาก เป็นเหตุผลที่ฝ่ายหนึ่งต้องมีความผดิ ถึงจะหยา่ ได้ ทาไมตอ้ งรอใหผ้ ิด พืน้ ฐานการแตง่ งานมันเกิดขึ้นดว้ ยอะไร ความรักไม่ใช่หรือ แล้วถา้ อยู่ๆ ไปวันหนึ่งเกิดไม่ รักแล้วละ่ ไม่รักแล้วทาไง กต็ อ้ งรอให้ทาความผิด ต้องรอใหด้ า่ บพุ การกี ่อนงเ้ี หรอ
ถามผม ผมคิดว่า การหย่ามันควรจะแบบ อยู่ๆ กันไปแล้ว ขอโทษนะ เราไม่รักตัวเองแล้วแหละ ก็ หย่าๆ กันไป อะไรนะ ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากเลิก การแต่งงานเกิดจากความรักของท้ังสองฝ่ายมิใช่หรือ ถ้าวันใด ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ด้วยแล้ว มันก็ควรจบลง ควรจะหย่าได้สิ คืออันนี้ผมถูกเกลียดเร่ืองนี้เป็นประจานะ ครับ คืออย่างนี้นะครับ เราอยู่บนความคิดชุดหนึ่งที่คิดว่า พอแต่งงานกันเราก็ควรจะอยู่ด้วยกันถือไม้เท้ายอด ทองกระบอกยอดเพชร จนตายจากกันไปข้างหนึ่ง อันนี้เป็นความเชื่ออย่างหน่ึง เป็นเพศวิถีอย่างหนึ่ง นี่เป็น ความคิดแบบเฟมินิสต์นะครับ แต่ความคิดท่ีบอกว่า พอแต่งงานแล้ว เราก็ควรจะต้องอยู่กันไปตราบนานเท่า นาน เราก็ทนๆ กันไป ผัวตบทาไง ก็ทนๆ กันไป อยู่ด้วยกันไป เพ่ือไม่ให้ครอบครัวล่มสลายก็ว่ากันไป น่ีแหละ เพศวถิ แี บบหนงึ่ ท่กี าหนดความคิดเรา คนสองคนเมอ่ื มาอยู่ดว้ ยกันกต็ ้องอยู่กันไปจนตายไม่ใช่เร่ืองธรรมชาตินะ ครับ ไม่ใช่เร่ืองธรรมชาติ นเ่ี ป็นข้อกาหนดของสังคม และมันกาลังครอบงาเราด้วย ถา้ เป็นในอดีต เรอ่ื งของการ เลิกกนั มันคงไม่เยอะมาก เพราะวา่ สมัยก่อนเราอยู่ในสังคมชาวนา เจอใครบ้าง คุณกเ็ จอคนในหม่บู ้านที่เจอกัน มาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนน้ีสังคมสมัยใหม่เป็นไงครับ มัธยมจบเรียนมหาวิทยาลัย เรียนมหาวิทยาลัยจบไปทางาน ทางาน เรียนเมืองนอก ไปทางานเมอื งนอก เจอคนเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ผมเข้าใจวา่ ความคิดแบบเพศ วิถีอย่างเดิมมันไม่สู้จะสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ เห็นด้วยไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่จะบอกว่าความคิดแบบนี้ เป็นความคิดชนิดหน่ึงซึ่งถูกสร้างขึ้น ไอ้เพศวิถีเพศภาวะนี่ก็สร้างอะไรข้ึนมาอีกหลายๆ อย่าง ครอบครัว ครอบครัวต้องอบอุ่น มีพ่อแม่ลูก ถ้าครอบครัวแบบมีพ่อกับลูก แม่กับลูกนี่ไม่อบอุ่น นี่เป็นความเข้าใจหน่ึงซ่ึง ถูกสรา้ งขน้ึ ตอนนี้ก็เปล่ียนไปเยอะแล้วนะครับ ส่ิงท่ีจะเริ่มต้นอธิบายนะครับ สตรีนิยมจะเร่ิมต้นด้วยการแยกส่ิงที่ไม่ใช่ธรรมชาติ sex เขายอมรับว่า เป็นธรรมชาติ แต่เพศภาวะ เพศวิถีนี่ไม่ใช่ธรรมชาติ แสดงว่ามันเปล่ียนได้ มันไม่ใช่ส่ิงที่เป็นมาธรรมชาติ มัน เปลี่ยนได้ น่คี ือจดุ เรม่ิ ต้นทสี่ าคัญนะครบั ถ้าใครทีค่ ดิ วา่ อนั น้กี ต็ อ้ งเป็นแบบน้ี นีจ่ ะเดินทางกบั พวกสตรีนิยมไม่ ค่อยได้ละ สตรีนิยมจะต้องเร่ิมต้นด้วยการยอมรับว่าข้อกาหนดต่างๆ ทางสังคมมันถูกสร้างขึ้น ความเป็นชาย เป็นหญิงถูกสร้างข้ึน แล้วสิ่งที่ถูกสร้างข้ึนในทัศนะของสตรีนิยมเช่ือว่า เพศภาวะและเพศวิถีเหล่าน้ี ทาให้ ผู้หญิงตกอยู่ในฐานะ ต่าว่า แย่กว่า ด้อยกว่า สตรีนิยมเชื่อแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในศาสนา กฎหมาย วัฒนธรรม เรื่องพวกนม้ี ันทาใหผ้ ู้หญงิ ตกอย่ใู นสถานะที่ตา่ กวา่ วิธีการมองแบบนี้จะต่างไปจากการมองหลายๆ อย่างที่เราเข้าใจ อย่างเช่น หญิงไทยต้องดูแลลูก แม่ โดยธรรมชาติตอ้ งดแู ลลกู เฟมนิ สิ ต์จะบอกว่า แมต่ อ้ งคลอดลูกนะ่ ใช่ แตแ่ ม่ตอ้ งเลีย้ งลูกน่ะไมใ่ ช่ แมเ่ ลี้ยงลกู เปน็ เพศภาวะ เป็นข้อกาหนดทางสังคม น่ีแหละครับ เฟมินิสต์จะเร่ิมต้นด้วยความเช่ือชุดนี้ มันจะเร่ิมท้าทาย เร่ิม กระแทกต่อความเชื่อต่างๆ ท่ีมันอยู่ในสังคม ในการวิเคราะห์กฎหมาย พวกน้ีจะเริ่มต้นว่า กฎหมายไม่ได้ เริ่มต้นด้วยความเป็นกลางทางเพศ มีความเอนเอียงอยู่ แต่ว่ามันมักจะถูกละเลยและไม่ได้รับความสาคัญ กฎหมายไม่เป็นกลางทางเพศ แต่จะมองรึเปล่า จะเห็นรึเปล่านี่เป็นอีกเรื่องหน่ึง กฎหมายไม่เป็นกลางนะครับ เอียงแน่ๆ แต่เราอาจจะไม่ได้ถูกสอนให้มอง เม่ือเราไม่ถูกสอนให้มองเราจึงไม่เห็นความเอนเอียงของมัน ผม
ยกตัวอย่างเรื่องหน่ึงที่ทามาส่ีห้าปีละ แม่เลี้ยงเดี่ยว single mom หมายถึง ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านคือ เลิก กับผัวแล้วก็เล้ียงดูลูกคนเดียว เมืองไทยเร่ิมมีแม่เล้ียงเดี่ยวมากขึ้น คาถามคือ แม่เล้ียงเด่ียว แล้วผู้ชาย รับผิดชอบอะไร จ่ายตังค่าเล้ียงดู สมมุติไม่ได้แต่งงาน แต่งงานแล้วเลิกกันก็ได้ ผู้ชายบอกว่าจะจ่ายค่าเล้ียงดู เดอื นละหนึง่ หมื่นบาท สง่ิ ทีเ่ กดิ ขึน้ ในโลกของความเป็นจรงิ คอื อะไร จา่ ยสกั สองเดอื น ตอนผมทาวิจัยเร่ืองนี้ผมอยากรู้ว่า ผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวประสบปัญหาทางกฎหมายเร่ืองนี้ไหม เพราะตามกฎหมายกาหนดว่า พ่อตอ้ งจา่ ยค่าเลยี้ งดนู ่ีตอ้ งตกลงกนั เอง ตอนน้ันไม่รูจ้ ะทายงั ไง โชคดีทเี่ ชียงใหม่ มชี มรมแมเ่ ลี้ยงเด่ยี ว ผมก็ไป นเี่ ปน็ งานวิจัยทม่ี ีบุคคลท่ีอยากจะให้ขอ้ มูลแบบผมไม่ต้องทาอะไรเลย ถามคาถาม เดยี วเขาพูดอย่ปู ระมาณสองชว่ั โมงนะ่ ถามวา่ “เลิกกนั แลว้ ค่าเลย้ี งดูเป็นยงั ไงบ้าง” โห เล่ากันแบบเยอะมาก ท่ี คล้ายกันคือ อันนี้ แต่งงาน หย่า มีข้อตกลง ส่วนใหญ่จา่ ยมั้ย จ่าย นานท่ีสุดคือหกเดือน พอหกเดือนปุ๊บเปน็ ไง เลิกจ่าย พอเลิกแล้วทาไง ก็ต้องฟ้องเอา พอฟ้องก็จ่าย พอหกเดือนผ่านไป ผู้ชายก็ไม่จ่ายอีก ทาไงครับ ฟ้อง ฟอ้ งอกี ผชู้ ายจ่ายต่อ แลว้ กไ็ มจ่ ่ายอกี ทายงั ไงตอ่ ครับ คาน้ีเลย “ชา่ งแมง่ ” ผหู้ ญิงคนหนึง่ ท่ีผมเจอเธอฟ้องนะ ฟ้องแลว้ ศาลบอกให้จ่าย พอจ่ายสองเดือนปุ๊บ ผชู้ ายก็ไม่จา่ ย เขาก็ แค่ครั้งเดียวพอ สมมุติว่าค่าเลี้ยงดูเดือนละหม่ืน ค่าทนายเท่าไหร่ สามร้อย? คือถ้าแบบนี้นี่ ในเมืองไทยเนี่ย ระบบกฎหมายมนั ปลอ่ ยให้เอกชนกบั เอกชนดาเนินการกันเอง ปญั หาคอื ผหู้ ญงิ ไมม่ ีใครเคยฟ้องเกนิ ครง้ั ท่ีสอง ครับเท่าที่ผมสมั ภาษณ์มา ทุกคนฟ้องคร้ังเดียว ชนะ แล้วก็กอดคาพิพากษาไว้ นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชายจะมี เมตตาจ่ายให้กเ่ี ดือน จา่ ยสองเดือนสามเดือน เลกิ จ่ายปุบ๊ ก็จบกนั อยากได้ก็ฟอ้ งใหม่ แล้วคดแี บบนมี้ นั ไม่ใช่คดี ที่เป็นเจ้าหน้ีลกู หนี้ธรรมดา มนั เปน็ คดที ่ีแบบ เออ จะไปถามวา่ เคยเลิกกบั ผวั รยึ งั ครบั กไ็ ม่ควรถาม เลกิ กับคน ท่ีเคยรกั กัน แล้วกไ็ ปฟ้อง มันไมเ่ หมือนคดีเจ้าหนี้ลูกหนธ้ี รรมดานะ มนั เป็นคดีท่ีมีความเศร้า ตอ้ งฟ้องคนที่เคย จ๊ะจ๋ากัน ยังไม่เจอแม่เลี้ยงเดี่ยวท่ีเป็นทนายนะ ส่วนมากเป็นชนชั้นกลาง แล้วสุดท้ายก็ต้องเล้ียงลูกบนลาแข้ง ของตัวเอง นี่ยังไงหญิงไทย ดาบก็แกว่ง มือก็ไกว ใช่ไหมครับ เราทาได้ นี่แหละ เวลาเราสอนกฎหมาย เรียน กฎหมาย เราเคยมองเห็นปัญหาตรงนี้ไหม ผมก็เพิ่งเคยเห็นนะ โลกของความเป็นจริงมันไม่ใช่ ระบบกฎหมาย ปลอ่ ยใหผ้ ้หู ญงิ ต้องออกแรงเอง น่ไี งครบั ประเด็นทต่ี อ้ งใชเ้ พศภาวะหรอื เพศวิถมี ามองเนีย่ มันไมค่ อ่ ยเกิดขึ้นใน การเรียนกฎหมายไทย ตอนเรียนเรากจ็ ะโยนเรือ่ งนเี้ อาไวข้ า้ งนอก เรื่องนี้ผมคิดว่าสาคัญนะครับ สังคมไทยกาลังมีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก เร่ืองน้ีมันจะไม่สาคัญนะถ้า สังคมไทยมันไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องครอบครัวแบบใหม่เกิดขึ้น ปัจจุบันเรามีครอบครัวเลี้ยงเด่ียว ที่ลูก อาจจะอยู่กับพ่อหรือแม่มากข้ึน พอมากขึ้น กฎหมายแต่เดิม ที่คนหย่าน้อย ปัจจุบันคนหย่ามากขึ้น ข้อมูล ยอ้ นหลังประมาณสามสี่ปี คนแตง่ งานจดทะเบียนสมรสปีละประมาณแสน แนวโน้มการจดทะเบียนลดลง หยา่ ประมาณปีละเท่าไหร่ ประมาณสามหมน่ื แต่ตอนน้คี นหยา่ น้อยลง เพราะคนจดทะเบียนน้อยลง แต่สามหมื่นน่ี ไมร่ ู้วา่ หยา่ ภายในกี่ปนี ะครับ เรากาลงั อยู่ในสังคมท่เี ปล่ียน เรามีครอบครวั เลยี้ งเดี่ยวมากขึน้ และส่วนมากอายุ
ไม่มาก คาถามคืออ”เรามีระบบกฎหมายท่ีรองรับเร่ืองพวกนี้ได้มากแค่ไหน” ถ้าเราไม่มองเห็นความ เปลีย่ นแปลงมันก็จะเป็นปญั หา กลุม่ ความคิดสาคัญ อันนี้ผมเข้าใจว่ามันเป็นปรากฎการณ์ทั่วๆ ไปที่เรามองไม่เห็นเร่ืองเพศ แต่สตรีนิยมจะมองเห็นเรื่อง เพศอยู่ อันน้ีพูดสั้นๆ ก็ได้ ในแนวความคิดแบบสตรีนิยมมีสามกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน ในแวดวงเฟมินิสต์เนี่ย เขา จะชอบนนิ ทากันวา่ ถ้ามีเฟมินสิ ตห์ ้าคนมาประชุมกัน มันจะมีหกความเห็น คือไม่มใี ครเข้าขา้ งใครเลย อนั นจี้ ริง ไม่จริงไม่รู้ ในสตรนี ยิ มไม่ได้เปน็ อนั หนึง่ อันเดยี วกนั รวมถงึ แนวความคดิ สตรีนิยมในทางกฎหมายก็มหี ลายกลุ่ม แตล่ ะกล่มุ เน้นและยา้ ในประเดน็ ที่ตา่ งกนั แต่ทั้งหมดเร่ิมตน้ จากการแยกคาวา่ sex กับ gender และแยกความ ไม่เท่าเทียมออกจากกัน แต่วิธีการมองปัญหาต่างกัน อย่างน้อยๆ เรามีสามกลุ่มถ้าจัดแบบหยาบๆ นะครับ กลุ่มแรกเนน้ ความเสมอภาค กลมุ่ ท่ีสองเน้นความแตกตา่ ง กลุม่ ทสี่ ามเนน้ ความหลากหลาย 1. แนวความคิดแบบทเ่ี นน้ เสมอภาค (Equality approach) เน้นความเท่าเทียมหรือเน้นเสมอภาค เป็นแบบนี้ครับ เป็นสตรีนิยมแนวเสรีนยิ ม แนวความคิดแบบนี้ จะเปน็ แนวความคิดแรกๆ ทเ่ี กิดข้ึนในอเมรกิ า เนน้ ความเหมือนกัน เนอื่ งจากวา่ ปญั หาท่เี กิดข้ึนแรกๆ เป็นแบบ รบั นกั เรียนชายเขา้ เรยี นมหาวทิ ยาลยั มากกวา่ ผหู้ ญิง ให้คา่ แรงผชู้ ายมากกวา่ ผู้หญงิ ใหส้ ิทธเิ ลือกตง้ั ผู้ชายผูห้ ญิง ไมไ่ ด้ สตรีนิยมทางกฎหมายกลมุ่ แรกๆ เรียกร้องความเท่ากนั ผูช้ ายไดอ้ ะไรผ้หู ญิงก็ต้องได้อย่างน้ัน บนพ้นื ฐาน ความเชื่อว่าผู้ชายผู้หญิงไม่ต่างกัน ผู้ชายผู้หญิงมีความสามารถไม่ต่างกัน ผู้ชายทาได้ผู้หญิงก็ทาได้ ไม่ต่างกัน ข้อเรียกร้องของกลุ่มนี้คือต้องการเรียกร้องความเท่าเทียม มันเกิดข้ึนเพราะมองว่า ตาแหน่งแห่งที่ที่สาคัญนั้น ถูกยึดกุมโดยผู้ชาย ในสังคม ในโครงสร้างอานาจ มักจะถูกยึดอานาจโดยผู้ชาย ดังน้ันที่เกิดข้ึนคือการต้องการ แชร์ การเข้าถึงอานาจหรือพ้ืนที่น้ันๆ อันนี้คือความคิดของกลุ่มแรกนะครับ กลุ่มแรกในเมืองไทยเราจะเห็นเฟ มินิสต์แบบนี้เยอะ เรยี กร้องความเท่าเทยี มระหว่างชายหญงิ 2. แนวความคดิ แบบเน้นความแตกต่าง (Difference approach) กลุ่มที่สอง เน้นความแตกต่าง กลุ่มนี้บอกว่าผู้ชายผู้หญิงไม่เหมือนกัน ผู้ชายมีบางอย่างซ่ึงต่างจาก ผู้หญิง ผู้หญิงมีบางอย่างแตกต่างจากผู้ชาย และควรได้รับการปกป้องคุ้มครอง กลุ่มที่สองจะวิพากษ์วิจารณ์ กลุ่มแรก บอกว่ากลุ่มแรกเวลาเรียกร้องอะไรมักจะเรียกร้องโดยเอาผู้ชายเป็นมาตรฐาน เอาผู้ชายเป็นบรรทัด ฐาน แล้วเสียหายตรงไหน ข้อเรียกร้องแบบน้ีมีปัญหาอะไรครับ ผู้ชายวิ่งสิบรอบผู้หญิงก็วิ่งสิบรอบ เท่าเทียม กัน ก็เหนื่อย ผมคิดว่ามีตัวอย่าง มีเด็กคนหน่ึงมาถามว่า ถ้าเกิดปวดประจาเดือนแล้วขอลาสอบ อาจารย์จะให้ ไหม ตอ้ งมหี ลกั ฐานอะไรไหม กินยาก็หาย หายรึเปล่า? ผเู้ ข้ารว่ มแสดงความคิดเหน็ :
หนคู ดิ ว่าแลว้ แต่คน บางคนก็มปี ญั หามดลูกหรืออะไรเรากไ็ มร่ ู้ บางคนไม่หายกม็ ี อ.สมชายแสดงความเหน็ : บางคนกินยากห็ าย บางคนกินยากไ็ ม่หาย เอาไงดี เอาล่ะ ใครในห้องน้ีเคยขอขาดสอบโดยเหตุผลว่ามีประจาเดือน มีไหม ส่วนมากผู้หญิงจะคิดว่า เรา ตอ้ งจัดการตวั เอง ปวดก็กนิ ยา กนิ ยาแล้วมีผลข้างเคียงอะไร กไ็ ปรบั ผดิ ชอบเอาเอง น่ไี งคอื สง่ิ ท่ีกลุ่มทส่ี องบอก ผู้หญิงมีลักษณะทต่ี า่ ง และกฎหมายมักจะละเลยมองขา้ ม ผู้หญิงเองก็มองข้าม ก็มนั กเ็ ปน็ แบบนี้แหละ ถา้ บอก ว่าเป็นประจาเดือดขาดสอบได้ อ้างแบบนี้มาแล้วเป็นไง อาจารย์ก็บอกว่า ไปจัดการกันเอาเอง กลุ่มที่สองน่ีจะ บอกว่ายังไง ขนาดผู้หญิงยังมีความต่าง เพราะฉะนั้นการไปเรียกร้องโดยเอาผู้ชายเป็นมาตรฐาน มันจะทาให้ ลักษณะที่แตกต่างของผู้หญิงบางอย่างจะไม่ถูกกล่าวถึง น่ีคือส่ิงท่ีกลุ่มท่ีสองคอมเม้นท์กลุ่มแรกนะครับ ถ้าคิด แบบกลุ่มแรก ผู้ชายไม่มีลาคลอด ผู้หญิงก็ไม่ควรจะมีนะครับ กลุ่มที่สองจะเช่ือว่าผู้หญิงต่างจากผู้ชาย ความ ทุกข์ความสุขของผู้หญิงจะต่างกับผู้ชาย ยังไงก็ไม่เหมือนกัน จริงไม่จริงอันน้ีไม่รู้ตอบไม่ได้ อย่างเราทุกข์เร่ือง อะไร ผเู้ ข้าร่วมแสดงความเหน็ : เร่อื งความคิด อ.สมชายแสดงความเหน็ : ยังไง ผู้เข้ารว่ มแสดงความคิดเหน็ : ตอนแรกก็ไมค่ ดิ แต่พอคดิ แล้วมนั กท็ ุกข์ อ.สมชายแสดงความเหน็ : อันน้ีไม่รู้ แต่กลุ่มน้ีคิดว่ามีความแตกต่าง อย่างผู้ชายจะทุกข์เร่ืองความก้าวหน้า การงาน แต่ผู้หญิง ส่วนใหญจ่ ะทกุ ขเ์ ร่อื งอะไร จะเปน็ จะตายเร่อื งอะไร ผูเ้ ขา้ ร่วมแสดงความเห็น : อยากได้แบรนดเ์ นม อ.สมชายแสดงความเหน็ :
อยากได้แบรนด์เนม อืม เอาง้ี ถ้าเราเห็นข่าวฆ่าตัวตาย ส่วนมากเราเห็นผู้ชายฆ่าตัวตายเร่ืองอะไร ความสาเร็จ การงาน เครยี ด ผู้หญงิ ฆา่ ตัวตายเรอ่ื งอะไร ความรกั ผูช้ ายฆ่าตัวตายเร่อื งความรกั ไหม มี ถ้าสมมตุ ิ ผู้ชายผูห้ ญิงเลกิ กัน ถ้าผ้ชู ายเลิกผู้หญงิ ผหู้ ญงิ ฆ่าตวั ตาย แต่ถ้าผู้หญิงเลกิ ผู้ชาย ผชู้ ายทาไง ฆา่ มนั ตาย จะฆ่าตัว ตายทาไม ฆ่าผู้หญิงตาย อันน้ีไม่รู้จริงไม่จริง นี่เป็นการเก็บข้อมูลเฉยๆ แต่ก็น่าสนใจตรงนี้แหละท่ีกลุ่มที่สอง เช่อื วา่ ผ้หู ญิงผูช้ ายแตกตา่ งกนั 3. แนวความคดิ แบบท่ีเน้นความหลากหลาย (Diversity approach) กลมุ่ ทสี่ าม เนน้ หลากหลาย เชอื่ แบบนคี้ รับ เชือ่ วา่ ในกลุม่ ผ้หู ญิงกันเองก็ไม่ได้เป็นอนั หน่ึงอันเดียวกัน ไม่ได้มีลักษณะร่วมกัน ผู้หญิงแต่ละกลุ่ม มีความต้องการ ปัญหาท่ีแตกต่างกัน กลุ่มท่ีสามจะบอกว่า แนวความคิดเร่ืองสตรีนิยมส่วนใหญ่ น่ีเป็นงานของอเมริกานะครับ เขาบอกว่า แนวคิดเรื่องสตรีนิยมส่วนใหญ่ ตอนนถ้ี กู ยดึ กุมโดยผ้หู ญงิ กลุ่มเดียว ผู้หญงิ กล่มุ นัน้ เปน็ ผ้หู ญงิ ผวิ ขาว มีการศกึ ษา เป็นชนชนั้ กลาง เพราะฉะนั้น ข้อเรียกร้องของผู้หญิงเหล่าน้ันจะเรียกร้องอะไร ก็แถวๆ น้ี การเข้าถึงสิทธิในการทางาน นั่นโน่นน่ี น่ีคือข้อ วิจารณ์จากผู้หญิงผิวสีในอเมริกา โดยบอกว่าน่ันคือการเหมารวม ปัญหาของเราไม่เหมือนของเขา สีผิวเราไม่ เหมอื นเขา น่คี ือขอ้ ทเี่ รียกวา่ เน้นความหลากหลาย นี่อยู่ปลายศตวรรษท่ีย่ีสิบ ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดท่ีเรียกว่า Post – modern แต่เวลาท่ีเป็น ปัญหา ผู้หญิงต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับเงื่อนไขต่างๆ เช่น สถานะ ชาติพันธุ์ ศาสนา ต้องตระหนักถึงสิ่งท่ี เรียกว่าความอ่อนไหวในแต่ละประเด็น ปัญหาของผู้หญิงแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป น่ีคือกลุ่มที่สาม อย่างเช่น ปัญหาเล็กๆ แต่เราอาจจะไม่ค่อยมอง ส่วนมากคนทาความสะอาดในห้องน้าเป็นผู้หญิงนะครับ แล้วต้องเข้าไป ทาความสะอาดในห้องน้าผู้ชาย คือน่ีเป็นปัญหาของผู้หญิงชนชั้นล่าง แล้วคนไม่ค่อยตระหนักถึง เราคิดถึง ห้องน้าแยกชายหญิงนะครับ แต่ว่าผู้หญิงกลุ่มน้ีต้องเข้าไปในพื้นที่ของผู้ชาย บางคนอายุน้อยๆ แล้วต้องเข้าไป ทาความสะอาดหอ้ งนา้ ชาย แล้วพ้ืนทมี่ นั กไ็ ม่ได้ปดิ น่ะ ผู้หญงิ เห็นผชู้ ายยนื ฉอี่ ยู่ กลมุ่ ท่สี ามก็จะบอกว่านไ่ี ง นีค่ อื ปัญหาที่กลุ่มผู้หญิงผิวขาว มีการศึกษา ฐานะปานกลางมองไม่เห็น เป็นปัญหาชนิดหนึ่งของผู้หญิงที่มีความ แตกต่างหลากหลายกันไป ดังนั้นเขาจึงเสนอว่าเวลาพิจารณาปัญหาต่างๆ ของผู้หญิง ก็ควร เขาใช้คาว่า พิจ เชิงซ้อน เพราะปัญหาของผู้หญิงแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน และต้องมองความสัมพันธ์กับเง่ือนไขอ่ืนๆ เราไม่ สามารถแก้ปัญหาของผู้หญิงแบบลอยๆ แต่มันต้องดูเงื่อนไขต่างๆ ตามปัญหาของแต่ละคน ชนช้ันกลางก็แบบ หน่ึง ชาติพันธุ์กแ็ บบหนง่ึ ผ้หู ญิงจนกแ็ บบหนงึ่ ท่ีเปน็ มสุ ลิมก็เป็นแบบหนง่ึ มันกม็ ีความแตกตา่ งหลากหลาย สิ่ง ท่ีแนวความคิดนี้เสนอคือ เวลาพิจารณาอะไรต้องละเอียดอ่อนมากขึ้น และมองความแตกต่างหลากหลายมาก ขึน้ นคี่ ือสามกลุ่มใหญ่ๆ ทเ่ี รียกวา่ แนวคดิ สตรนี ยิ ม อันนีเ้ ปน็ เร่อื งรวมๆ นะครบั ถา้ ใครสนใจ ผมแปลหนงั สอื ไว้ เลม่ หน่งึ คอื Introduction Feminist Jurisprudent เป็นหนังสือท่รี วมความคดิ แบบสตรีนยิ มเบื้องตน้ นะครับ
แนวคิดสตรนี ิยมกับการวิจัยทางกฎหมาย Feminist Jurisprudent ดังน้นั โดยรวมแล้ว นี่คือการใช้ความคิดแบบสตรีนิยมมาวิเคราะหร์ ะบบกฎหมาย ใช้มมุ มองที่เรียกว่า gender sex มาวิเคราะห์ระบบกฎหมาย พอมาทาแล้วเราจะเห็นว่ามีประเด็นเร่ืองเพศอยู่ในกฎหมาย กฎหมายมีความไม่เป็นกลางทางเพศอยู่ นี่เปน็ ไอเดียของพวกท่ีเรียกวา่ Feminist Jurisprudent ทนี ี้ ผมคิดว่า เราควรจะพักกันสักหน่อย แล้วค่อยมาต่อว่าในเมืองไทยใครทาอะไรไว้บ้าง แล้วมาดูงานของพวก Feminist Jurisprudent ที่เน้นงานของ Gender Study มากขึ้น หมายความว่าน่ีไม่ใช่แค่เร่ืองของผู้หญิงแล้ว แต่มันคือ การใช้ Gender ทมี่ ันกว้างกวา่ ผ้ชู ายผู้หญงิ ตอนน้กี ็พกั กอ่ นสกั สิบห้านาทแี ลว้ มาตอ่ เรื่องนนี้ ะครบั ขอ้ สงั เกตของการวิจัยทางกฎหมายเชิงสตรนี ยิ ม ปัญหาของการใช้กรอบวิเคราะห์แบบสตรีนิยมมาวิเคราะห์กฎหมายในเมืองไทย ข้อจากัดมันคือไม่ ค่อยชัด นักกฎหมายไม่ค่อยมีคนสนใจ ในแง่หน่ึงเป็นเพราะว่ามันไม่ค่อยเป็นปัญหา หรือถูกมองข้ามไปอย่าง มาก โดยรวมสิ่งทเ่ี รยี กวา่ การใช้แนวความคิดแบบสตรีนยิ มมาวเิ คราะหก์ ฎหมาย คือการเอาแนวคดิ สตรนี ยิ มมา อ่านกฎหมาย ในเมืองไทยผมคิดว่ามีไม่ค่อยเยอะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทาไมนับวันก็ดูแบบน้อยลง สมัยก่อน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีอาจารย์วิยะดา ธรรมศาสตร์ก็มี มีโครงการสตรีศึกษา แล้วก็มีผู้เรียนน้อยลง จนผมไม่ แนใ่ จว่าปญั หาของผูห้ ญิงมันมีน้อยลงหรืออย่างไร คอื งานที่ผมเห็นในเมอื งไทยมนั ดูเหมอื นนอ้ ยลงจรงิ ๆ เท่าที่มี อยู่ โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ ที่เห็นคือเป็นการใช้แนวความคิดแบบที่เรียกว่าเป็นการพิจารณากฎหมายแบบท่ี เน้นความเหมือนกัน เน้นความเท่าเทียม มักจะไปดูกฎหมายท่ีผู้ชายผู้หญิงไม่เหมือนกัน และมักจะมอง กฎหมายด้วยสายตาท่ีเรียกวา่ เสรีนยิ ม วทิ ยานพิ นธจ์ านวนมากจะเปน็ แบบนี้ และลกั ษณะเด่นเท่าทผี่ มเห็นก็จะ มุ่งสนใจกฎหมายที่เป็นทางการ ส่วนใหญ่งานวิจัยทางกฎหมายโดยเฉพาะวิทยานิพนธ์มักจะมุ่งเน้นท่ีตัวบท กฎหมาย อะไรไม่มีก็มุ่งแก้ให้เทา่ เทยี ม ทีน้สี ่งิ ทีเ่ ราจะเห็นคือ สว่ นใหญ่ในทางกฎหมาย เราจะปรบั ให้ผ้หู ญิงกบั ผู้ชายมีสทิ ธเิ ท่าๆ กัน ตัวบทมนั ก็จะปรับละ สมัยก่อนมันเห็นชัด แต่ตอนน้กี ็เรมิ่ ปรบั แลว้ ว่าใหเ้ ท่ากัน พอเป็นแบบนี้กเ็ หมือนกับว่าสตรนี ิยมไม่รู้ จะไปศึกษาอะไรต่อ เน่ืองจากบทบัญญัติเท่าเทียมเขียนไว้หมดแล้ว คือถ้าเราเน้นท่ีความเท่าเทียม ส่วนใหญ่ก็ ไปมองท่ีบทบัญญัติ พอมองที่บทบัญญัติที่ถูกแก้ก็เกิดอาการไปต่อไม่ได้ ก็จบ เลยไม่ค่อยมีงานใหม่ๆ ออกมา อันหน่ึงที่ผมเห็นแบบน้ี ส่วนใหญ่จะไปอยู่ในหลักสูตรสตรีศึกษา ก็แน่นอนนะครับสตรีศึกษาก็ต้องทาเรื่องสตรี งานส่วนใหญ่ไปปรากฎที่สตรีศึกษามากกว่านิติศาสตร์ นิติศาสตร์มีไหม มี แต่ดูเหมือนจะน้อยลง และไม่ค่อย สาคัญเท่าไหร่ อันนี้มันเป็นเพราะว่าสังคมไทยเราเท่าเทียมกันมากข้ึน จริงรึเปล่า? หรือไม่ใช่ มันมีปัญหาท่ีลึก มากแต่เราไม่สามารถมองเห็นมันได้รึเปล่า? อันนี้ท่ีผมพูดถึงเรื่องของแม่เล้ียงเดี่ยว ผมคิดว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็น ตัวอย่างหนึง่ มองแบบนีเ้ ราจะเห็นว่าโห ผหู้ ญิงตกอย่ใู นสถานะท่เี สียเปรียบมาก แต่ถา้ มองจากตวั บทมันไม่เห็น ฮะ
อย่างแม่เลี้ยงเดี่ยว พอผมไปเซอร์เวย์กฎหมายต่างประเทศก็พบเร่ืองน่าสนใจอยา่ งนี้ ต่างประเทศ แม่ เลยี้ งเดีย่ วทาไง เขาไม่ไดถ้ อื เปน็ เรอ่ื งของเอกชนเอกชนอย่างเดียว ถา้ ผู้ชายต้องจา่ ยคา่ เลย้ี งดหู รืออะไรก็ตาม ใน ต่างประเทศมันจะมีหน่วยงานท่ีตั้งขึ้นไว้แบบ กรมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ผู้ชายเวลาจ่ายเงินก็ไปจ่ายท่ีกรมนี้ ผู้หญิงเวลาจะรับเงินก็ไปรับที่นี่ ผู้หญิงจะรับทุกเดือนโดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ชายจ่ายไม่จ่าย ถ้าผู้ชายไม่จ่าย เป็น หน้าที่ของกรมท่ีจะไปตาม เพราะฉะนั้นผู้หญิงก็ไปรับ ผู้ชายจะจ่ายก็จ่าย ไม่จ่ายกรมก็จะไปตาม ผมคิดว่ามัน เป็นอะไรท่ีอธิบายจากตัวบทมันจะไม่เห็นแบบน้ี ผมคิดว่า ถ้าเราเห็นสังคมท่ีเปลี่ยนไป เราจะมองเห็นปัญหา เห็นอะไรที่มันใหม่มากข้ึน งานทางด้านเฟมินิสต์หลายๆ ชิ้นที่ผมนั่งอ่าน ส่วนมากก็จะวนๆ เวียนๆ อยู่แถวนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงในครอบครัว การล่วงละเมิดทางเพศ กระบวนการยุติธรรม สิทธิในการเจริญ พันธ์ขุ องหญงิ ผู้หญิงและการเขา้ ถึงศาสนา ฯลฯ ผมเขา้ ใจว่าวิทยานพิ นธ์ระดบั ปริญญาโทของไทยกจ็ ะวนๆ อยู่ แถวน้ี ผมคิดว่าน่าจะเป็นถึง 80 – 90% และจะมองท่ีตัวบทกฎหมายพร้อมกับเน้นความไม่เท่าเทียมเป็นหลัก คอื มันกจ็ ะมองเห็นปัญหากฎหมายทไี่ ม่เท่าเทยี ม แตม่ นั กน็ ่าจะทาได้มากกว่านี้ งานวิจัยท่ีผมชอบ กระท่ังตอนนี้ก็ยังชอบอยู่คืองานของเฟมินิสต์ระดับต้นๆ ของสังคมไทย งานช้ินน้ี เด็ดขาด ผมชอบ เป็นงานของอาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ เป็นนักรัฐศาสตร์นะครับ หนังสือเล่มน้ีว่าด้วย เรื่องอะไร ตอนที่ประเทศไทยแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 17 มันต้องแก้ไขเก่ียวกับผู้หญิงผู้ชายเสมอภาคกัน กฎหมาย หลายฉบบั ก็ตอ้ งแก้ตาม กฎหมายครอบครวั นแ่ี ก้มากเลย พอปี 17 รฐั ธรรมนญู บอกวา่ ผ้หู ญิงผ้ชู ายเทา่ เทียมกัน เลยต้องมานั่งแก้กฎหมายครอบครัว มันก็ต้องเขียน สิ่งที่อาจารย์ทาคือ เวลาเขาแก้กฎหมาย เขาเขียนในเร่ือง แต่ละเรอ่ื งอย่างไรบา้ ง ไปอ่านรายงานการประชุมของสภาผแู้ ทนราษฎร ไปดวู า่ ตอนที่เขาแกก้ ฎหมาย เขาเถยี ง อะไรกันบ้าง อันหน่ึงเป็นการแก้กฎหมายครอบครัว อันหน่ึงเป็นการออกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี อาจารย์ดูสองเร่ือง กฎหมายปรามการค้าประเวณีมีข้อเสนอว่า ผู้ชายท่ีไปเที่ยวผู้หญิงควรมีความผิดด้วย คือ ตอนแรกผู้ชายไปเที่ยวผู้หญิงไม่มีความผิดใช่ไหมครับ เจ้าของซ่องผิด คือ ทาไมไม่ผิด อาจารย์ไปดูและอ่าน เหตุผลท่เี ขาเถียงกัน คอื พอเห็นความคิด มนั จะมไี อเดียเก่ียวกับเร่ืองเพศหญิงเยอะมาก เช่น เขาบอกว่าถ้าเกิด ผชู้ าย รวมถึงผหู้ ญิงดว้ ยถา้ มมี อื ท่ีสามเป็นเหตุฟอ้ งหย่าได้ใชไ่ หม ตอนน้นั ก็เถียงกันว่าถ้าออกกฎหมายมาอย่างน้ี ครอบครัวล่มสลายแน่ เพราะมีผู้ชายคนไหนไม่เท่ียวบ้างล่ะ อะไรแบบนี้ คืองานชิ้นน้ีมันส์มาก ไปอ่านรายงาน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าเวลาจะแก้ไขให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย เขาเถียงอะไรกันบ้าง หนังสือ เลม่ นีช้ ่อื “เมื่อผหู้ ญิงคิดจะมหี นวด” มีอยแู่ ล้ว ความหมายของผู้หญิงคิดจะมีหนวดคืออะไร คือการท่ีผู้หญิงคิดเท่าเทียมกับผู้ชาย แค่ช่ือก็ อื้ม ชื่อนี่ เด็ดขาดมาก ผมชอบหนังสือท่ีตั้งได้คลุมใจความสาคัญ อีกคนท่ีผมชอบการตั้งช่ือมาก เขาเขียนถึงรัชกาลท่ี 6 และขา้ ราชบริพารทอี่ ยู่รายล้อม ซ่ึงกอ่ นหน้าน้ีตามจารตี จะต้องเปน็ ผู้หญิง แต่พอมาถงึ รชั กาลท่ี 6 กเ็ ปลี่ยนเป็น ผู้ชาย สมัยก่อนเรียกว่านางใน หนังสือเล่มนี้ กินใจความของงาน เขาต้ังช่ือว่า “นายใน” คือมันเป็นศิลปะของ การตงั้ ชอื่ เลย ซ่ึงส่วนใหญว่ ิทยานพิ นธส์ กั เรอื่ งกจ็ ะ บทบัญญตั ิวา่ ด้วยชายหญงิ ครอบครวั วา่ ดว้ ยเหตหุ ยา่ อะไร
ทานองน้ี คือเวลาต้ังช่ือก็เป็นเสน่ห์แบบหน่ึง อันนี้โฆษณาไว้นะครับ วารสารกฎหมายฉบับหน้า เราตั้งธีมไว้ว่า ถ้าใครจะเขยี นสง่ ก็ได้นะครบั เราต้ังไวว้ ่า ฉบบั ‘เขา้ นอก ออกใน’ ไมร่ ู้ละ่ สิวา่ ชอื่ อะไร ฉบับหนา้ เราจะพดู ถึงผู้ลี้ ภัย คนไร้สัญชาติ คนพลัดถ่ิน อะไรประมาณนี้ เข้านอกออกในก็จะหมายถึงคนที่เข้าๆ ออกๆ ระหว่างรัฐ แบบ นี้ วารสารที่น่ีเวลาทาเราจะต้ังธมี แตล่ ะฉบับ ไมใ่ ช่ใครอยากเขียนอะไรเขยี นนะ เป็นวารสารทีข่ ึ้นอยกู่ ับความพึง พอใจของ บก. ว่าบก. อยากจะทาอะไรนะครับ บก. เป็นใหญ่ ถ้าใครสนใจ ใครทางานอยู่ ฉบับหน้า เปิดรับ ต้นฉบับแล้วนะครับ ว่าด้วยเรื่องผู้ล้ีภัย ผู้อพยพ แรงงานต่างด้าว คนไร้สัญชาติ คนพลัดถิ่น คนสถานะกึ่ง พลเมือง วารสารจะเปิดรับบทความแบบ ไม่มีผู้สนับสนุนนะครับ ใครสนใจก็อ่าน อันนี้เป็นเล่มน้ี เม่ือผู้หญิงจะ มีหนวด เลม่ น้สี นุก และเปน็ งานวิจัยกฎหมายท่สี นกุ ใครสนใจก็ลองหาอ่านได้ พื้นท่ีการศกึ ษาท่ยี ังสามารถบุกเบกิ ได้ พื้นที่การศึกษาถูกเปิดได้อยู่ สาหรับพวกสตรีนิยมมีอะไรบ้าง ผมคิดว่าอันแรกคือการศึกษาแนวคา พิพากษา อันน้ีไม่ค่อยเห็นการศึกษาแนวคาพิพากษา การศึกษาสถานะของผู้หญิงในสังคมที่เปลี่ยนไป และอีก อย่างคือการบัญญัติกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติท่ีออกกฎหมายเก่ียวกับผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว กฎหมายค้ามนุษย์ เขาเขียนเร่ืองผู้หญิงอย่างไรบ้าง ถ้าใครสนใจ นี่คือพื้นที่ที่ยังไม่ค่อยมีคนทา และผมคิดว่า น่าจะลองทากันมากข้นึ อยา่ งเช่นเรอื่ งแรก การศกึ ษาแนวคาพิพากษา อนั นี้เปน็ งานท่ีผมทาเมื่อ 7 – 8 ปที ี่แลว้ อนั น้เี ปน็ งานท่ีผมเอามาจากแนวของฝรั่งนะครบั ผมอ่านของออสเตรเลียที่ย้อนหลงั คาพิพากษาหนึ่งร้อยปีของ ออสเตรเลียเร่ืองคดีข่มขืน ว่าศาลจะตัดสินยังไง จะดูอะไรบ้างที่จะบอกว่าน่ีคือข่มขืนหรือสมยอม เน่ืองจาก กฎหมายเร่ืองข่มขืนบัญญัติเอาไว้แบบน้ี “ผู้ใดกระทาชาเราผู้อื่น” ส่วนเหตุการณ์ท่ีจะตัดสินว่าอะไรคือการ กระทาชาเราหรือไม่ก็ตอบไม่ได้ ดังน้ันมันจึงไปปรากฎในคาพิพากษา คือคดีประเภทนี้คล้ายๆ เป็นเรื่องเล่า ผู้ชายผู้หญิงเล่ากันคนละแบบ ผู้หญิงก็บอก ไอ้น่ีข่มขืนฉัน ผู้ชายก็บอก เป็นเร่ืองของการสมยอม มันเป็นเร่ือง ของคาพูด แล้วศาลตดั สินอย่างไร ส่งิ ทผ่ี มทาคือแบบนี้ครับ เรอื่ งน้ีผมทาโดยอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาประมาณห้าสิบปี ในคดลี ่วงละเมิด ทางเพศและทารา้ ยร่างกายระหวา่ งผัวเมยี ประมาณหา้ สิบปี ประมาณ 2490 กว่าๆ ถงึ ประมาณ 2540 ปลายๆ ผมใช้เวลาอ่านคาพิพากษาช่วงยาว เพ่ือค้นดูว่า เวลาศาลตัดสินว่าข่มขืนหรือไม่ข่มขืน ศาลคิดอยู่บนฐานท่ี สาคัญอะไรบ้าง งานท่ีผมทาเป็นแบบน้ี ท่ีตั้งใจทา ก็นั่งอ่านคาพิพากษา เวลาอ่านก็จะยุ่งยากนิดหน่อยในการ รวบรวม เพราะในเมืองไทย ระบบการเข้าถึงคาพิพากษา แมแ้ ตศ่ าลฎีกาก็ยังเป็นปัญหาอยู่ ตอนทผี่ มทาเร่ืองนี้ เสร็จ ผมไปพูดให้ผู้พิพากษาฟังที่กรุงเทพ สถาบันรพีพัฒน์ หรือสถาบันวิจัยรพีพัฒน์อะไรนี่แหละ พอผมพูด เสร็จเขาก็บอกว่า ท่ีอาจารย์พูดมาไม่น่าจะสมบูรณ์ เพราะมันยังมีคาพิพากษาที่อาจารย์ไม่ได้อ่านอีกเยอะ เขา บอกวา่ ที่เปดิ เผยนัน้ มีเพียง 30 – 40% เท่านน้ั ท่ดี ๆี ทีไ่ มด่ เี ราไม่เปดิ เผย อ้าว ไอท้ ีด่ เี ขาว่าไงบ้าง ผมอา่ นแล้ว 3
เร่ืองใหญ่ๆ ท่ีเป็นเหตุผลสาคัญที่ศาลใช้เป็นเหตุผลเสมอเวลาจะใช้ตัดสิน สามปัจจัยสาคัญที่ผมอ่าน มีเรื่อง บาดแผล ระยะเวลา และภมู ิหลังของผูห้ ญงิ เรอื่ งบาดแผลเป็นยงั ไง หมายความว่าแบบนี้ครับ ถ้าคดีไหนเปน็ ขอ้ ถกเถียงหรอื ไม่ ถา้ ผ้หู ญงิ มีบาดแผล นั่นหมายถึงว่าผู้หญิงไม่สมัครใจ ผู้หญิงเลยต่อสู้ เมื่อต่อสู้จึงมีบาดแผล บาดแผลเป็นหลักฐานสาคัญท่ีศาลจะ วินจิ ฉัยว่ามีการกระทาบังคบั ทางเพศโดยที่ผ้หู ญิงไมส่ มัครใจ ย่งิ แผลรนุ แรงยิ่งดี ยิง่ ชดั เจนว่าไมส่ มัครใจ มีอย่คู ดี หนึ่ง ผู้หญิงถูกลากไปข่มขืน ผู้ชายเอาไม้ไผ่ปักอก แล้วก็เสียบ บาดแผลเลือดท่วมตัว ผู้หญิงก็แบบ ดายฮาร์ด รอดมาได้ คดีน้ีมีบาดแผล ศาลบอกเลยครับว่าเป็นกรณีท่ีผู้หญิงไม่สมัครใจ เพราะฉะนั้นมีบาดแผล ยิ่งรุนแรง ยงิ่ ดี ในทางกลับกัน ถ้าไม่มีล่ะ ศาลคดิ ยังไง หรือการข่มขนื หรือการมีเพศสัมพันธ์ท่ีไม่สมัครใจและไม่มบี าดแผล เป็นไปได้ไหม ได้ ในแงข่ องการมบี าดแผลนีเ่ ป็นแน่ แต่มันทาให้การคิดในแงต่ รงกันข้ามยากขึ้น ถา้ ไมม่ บี าดแผล ล่ะ เป็นปัญหาเลย อันท่ีสองคือระยะเวลา หมายความว่าไง ถ้าผู้หญิงถูกข่มขืน ศาลเช่ือว่าผู้หญิงถูกข่มขืนควร จะต้องไปแจ้งความโดยเร็ว หรือไม่ก็ต้องไปหาหมอ ให้หมอตรวจร่างกายโดยเร็ว ถ้าผู้หญิงไปช้า กลับไปนอน คิดแล้วคิดอีก ผ่านไปสิบวัน แล้วค่อยไปแจ้งความ ศาลมีแนวโน้มท่ีจะวินิจฉัยว่าการไปแจ้งความหรือตรวจ ร่างกายช้า มันน่าจะเป็นการกระทาที่ส่อให้เห็นพิรุธ ว่าอาจจะมีเพศสัมพันธ์โดยสมัครใจ แต่ต่อมาภายหลังตก ลงกนั ไมไ่ ด้ ก็เลยมาแจ้งความ มภี าษาแบบน้ีอยู่ในหลายคดี เพราะฉะนนั้ ในทศั นะของศาล เมื่อผหู้ ญิงถูกข่มขืน ปบุ๊ เม่อื หลุดออกมาได้แลว้ ต้องไปหาหมอ ไปหาตารวจโดยพลัน ถา้ ไปชา้ มปี ัญหาแลว้ เรื่องท่ีสาม ภูมิหลังของผู้หญิง อันนี้เป็นคดีขึ้นถึงศาลฎีกา ภูมิหลังของผู้หญิงหมายความว่ายังไง หมายความว่าผู้ชายผู้หญิงเคยมี ‘อะไรๆ’ กันมาก่อน คดีน้ี วันเกิดเหตุ “ผู้เสียหายกับนาง ร. ไปเที่ยวงานวัด ด้วยรถจักรยาน ขากลับปรากฎว่ายางในรถจักรยานแตก ผู้เสียหายได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กลับกับจาเลย ปล่อยให้นาง ร. จูงรถจักรยานกลับกับเพ่ือนบ้าน ระหว่างทางจาเลยจอดรถ ใช้มีดจ่อคอผู้เสียหาย และพาไป ข่มขืนกระทาชาเราที่ข้างทาง” พูดง่ายๆ ขาไปไปกับคนอ่ืน ขากลับกลับกับคนร้ายแล้วโดนข่มขืน ไปแจ้งความ กบั ตารวจวา่ โดนขม่ ขืน “ข้อเท็จจริงปรากฎว่าผู้เสียหาย เคยได้เสียกับจาเลยด้วยความสมัครใจมาก่อนแล้ว และการท่ี ผู้เสียหายไม่ยอมกลับบ้านกับนาง ร. ปล่อยให้นาง ร. จูงรถจักรยานกลับกับเพื่อนบ้าน ท้ังที่ไม่มีความ จาเป็นตอ้ งไปกบั จาเลย แสดงว่า ผู้เสยี หายมอี ุบายท่ีจะไปกับจาเลย เพราะฉะนั้นจากข้อเทจ็ จริงดังกล่าว จึงฟัง ไม่ได้ว่าผ้ชู าย ความสัมพนั ธท์ ่เี กดิ ขน้ึ เป็นไปด้วยความสมัครใจของหญิงมากกวา่ ” คอื สามเรือ่ งน้เี ป็นสามเรอ่ื งสาคัญนะครับ เรอื่ งนไี้ มไ่ ด้อย่ใู นตวั บท และเวลาอา่ นก็ตอ้ งค่อยๆ อ่าน แลว้ เราจะเห็นวา่ ศาล วา่ คาพิพากษาคิดยงั ไงเกี่ยวกบั การข่มขนื ผมคดิ ว่ามนั เปน็ แนวทางท่ชี ดั เจนมาอย่างสม่าเสมอ ถ้าคดีไหนเกิดข้ึนโดยผู้หญิงไม่มีบาดแผล ไปแจ้งความช้า และคนที่กล่าวหาเคยมีอะไรๆ กันมาก่อน ถ้าครบ สามข้อ มนั จะออกหนา้ ไหน สมคั รใจ ไม่วา่ ความจริงจะเป็นอยา่ งไรก็ตาม ถ้าสองข้อล่ะ กย็ งั ก้ากึ่งๆ ถ้าขอ้ เดียว
เช่นมบี าดแผลรนุ แรง อันนีศ้ าลอาจจะลงให้ แตถ่ ้าสมมตุ ิครบองคป์ ระกอบสามข้อ จบ โอกาสแพจ้ ะสูงมาก ผม คิดวา่ สิง่ ท่ีน่าสนใจมนั อยูต่ รงน้ี มนั จะทาใหเ้ ห็นวา่ เวลาศาลคดิ ถึงการขม่ ขืน การข่มขนื มนั เปน็ อย่างไร ที่ศาลคิด คอื ถา้ เปน็ การข่มขนื ต้องเป็นเร่ืองของคนแปลกหน้า เพราะถา้ เกดิ เป็นคนใกล้ชดิ ก็จะเปน็ การสมัครใจ ใช้กาลัง ประเภทแบบ ไอ้ข้ียาโผล่ออกมาลากเราไปทุบหัวปั๊กๆ แล้วก็เอาไปข่มขืนที่กอหญ้า พอเราถูกข่มขืนเสร็จก็ไป หาตารวจเลย นค่ี ือภาพของการข่มขืนท่ีเกิดขน้ึ ในความเข้าใจผ่านการอา่ นคาพิพากษา อนั น้ไี มม่ ใี นตวั บท อันนี้ เป็นการอา่ นวิธีคดิ เร่อื งการข่มขนื ของศาล ผู้เขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : อนั นถ้ี งึ ปไี หนครับอาจารย์ อ.สมชายแสดงความเห็น : อันนถ้ี งึ ปี 2547 ประมาณ 2497 ถงึ 2547 ประมาณนี้ ผู้เขา้ รว่ มแสดงความเห็น : เพราะว่าตอนนี้ต้องใช้ความเห็นแพทย์ประกอบ ตารวจจะต้องส่งไปตรวจท่ีหมอ และหมอต้องให้ ความเหน็ ประกอบ อ.สมชายแสดงความเหน็ : หมอจะทาความเห็นไดแ้ บบน้ี หมอจะทาความเห็นวา่ มรี อ่ งรอยมเี พศสมั พนั ธร์ ึเปล่า มเี พศสมั พนั ธจ์ ริง แลว้ ศาลกจ็ ะตอ้ งวิเคราะหถ์ งึ ปัจจัยอื่น ไอ้นแี่ หละ สามอนั น้ีเป็นสงิ่ ทีส่ าคัญมาก ผมคิดวา่ การอ่านคาพิพากษา นักกฎหมายเราอ่านแค่คดสี องคดี แตถ่ า้ เราอ่านมากๆ เราจะสามารถทา ความเข้าใจได้มากขึ้น เช่น พอเราเข้าใจแบบน้ี เริ่มต้น ศาลคิดว่าการข่มขืนเป็นเร่ืองขของคนแปลกหน้า ใช้ ความรุนแรง แต่ไปดูสถิติของหน่วยงานหลักสิ คดีข่มขืนเกิดข้ึนโดยใคร คนแปลกหน้าหรือคนใกล้ชิด? คน ใกลช้ ดิ การขม่ ขืนในเมืองไทย มากกว่าประมาณ 70% เปน็ เรอื่ งของคนใกล้ตัว หมายถึงสง่ิ ที่ศาลคิดกับสิ่งที่อยู่ ในปรากฎการณ์สังคมมันไม่ใช่ส่ิงเดียวกัน เวลาอ่านก็จะเจอแบบน้ี ผมคิดว่าเรื่องต่างๆ ก็เหมือนกัน ผมคิดว่า นกั กฎหมายเมอื งไทยไม่คอ่ ยอ่านคาพพิ ากษา พวกสตรนี ิยมกไ็ มค่ อ่ ยอ่านแล้วคน้ หาความหมายของมนั ผู้เขา้ รว่ มแสดงความเห็น : เท่าทอี่ ่านงานมา ส่วนใหญศ่ าลเปน็ ผู้ชายหรอื เปน็ ผหู้ ญงิ คะ อ.สมชายแสดงความเหน็ :
คือตอนท่ีอ่านผมก็คิดถึงเรื่องนี้นะ ตอนอ่าน บางคดีผู้พิพากษาก็เป็นผู้หญิง แต่สิ่งที่เด่นคืออะไรรู้ไหม ความเป็นผู้หญิงหรือความเป็นผู้ชาย ไม่มีผลอย่างมีนัยยะสาคัญต่อการตัดสิน คือตอนที่ผมไปอธิบาย ผู้ พิพากษาผู้หญิงน่ีโต้แย้ง คือเขาคิดว่าปัจจัยนี้มันถูกต้องแล้ว ตอนที่ผมไปอธิบายเขาก็จะลกุ มาโต้แย้ง ผมคิดว่า อันน้ีน่าสนใจมาก คือถ้าคิดแบบเฟมินิสต์กลุ่มหน่ึง อย่าคิดว่าผู้หญิงจะมีความคิดต่างจากผู้ชาย ผู้หญิงคนนั้น อาจจะถกู วิธคี ิดแบบผชู้ ายครอบงาแล้วก็ได้ คอื ตอนแรกท่ีผมเร่ิมต้นอา่ นผมก็คดิ ว่า ความเปน็ ผหู้ ญิง ความเป็น ผูช้ ายนา่ จะมนี ัยยะสาคญั ต่างๆ ทที่ าให้เราคลา้ ยๆ วา่ มองโลกท่ีแตกต่างกัน แต่พอเข้าไปจริงๆ แล้ว เอ่อ เอางี้นะครับ ตอนท่ีผมอ่าน คาพิพากษาฎีกานี่ ผู้พิพากษาท่ีเป็นผ้หู ญิงยัง น้อยมาก จึงยังไม่สามารถบอกได้ แต่คดีที่ผมทา อันน้ีผมมีเป็นไฟล์ ถ้าใครสนใจเดี๋ยวผมจะส่งไฟล์ให้ งานของ ผมน่ีเป็นงานที่องค์กรของผู้หญิงระหว่างประเทศเขาให้เงินมา แต่ว่ารอบแรกที่ผมทา พบว่ามีหลายเร่ืองที่ไม่ พอใจ ผมเลยแก้ใหม่ แล้วก็พิมพ์โดยขอเงินคณะ พอคณะให้พิมพ์ผมก็แจกนะครับ เป็นพ็อกเก็ตบุ๊คหนาไม่มาก เพราะส่วนใหญ่ผมใช้วิธีการอ่านคาพิพากษาศาลฎีกา ผมว่าเร่ืองของผู้หญิงก็เหมือนเรื่องของเด็กท่ียังไม่ค่อยมี ใครทา พอได้ทาแล้วก็พบว่าวิธีคิดหลายๆ อย่างนี่น่าสนใจ เช่น กรณีท่ีข่มขืนโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งโทษต้องหนัก กวา่ ขม่ ขืนธรรมดา คอื ขม่ ขืนโดยใช้ปนื ขู่นะ่ ซงึ่ โทษมันหนักกวา่ การข่มขนื โดยใช้กาลังธรรมดา แตป่ ญั หาคือ ปนื ทใ่ี ช้มนั เป็นปนื ปลอม ใชป้ นื จห้ี ลังผู้หญิง ผหู้ ญงิ กย็ อม ตอนฟ้อง ตารวจและอัยการก็ฟ้องให้ข้อหาข่มขืนโดยใช้อาวุธ ข้ึนถึงศาล ศาลบอกว่า คดีนี้เป็นการใช้ ปืนที่เป็นส่ิงเทียมอาวุธ ดังน้ัน ข้อเท็จจริงจึงลงโทษจาเลยในข้อหานี้ไม่ได้ คือข่มขืนลงได้ แต่โดยใช้อาวุธปืนลง ไม่ได้ ถ้าจะลงก็คงต้องเป็นข่มขืนโดยใช้ส่ิงเทียมอาวุธ คือตามหลักกฎหมายเป๊ะไหม เป๊ะเลย แต่การกระทา แบบนี้มนั เรยี กรอ้ งอะไร มันเรียกรอ้ งใหผ้ ู้หญงิ สมมุตวิ า่ เรากาลงั จะถกู ข่มขนื เห็นปืนแล้วทาไง ตอ้ งแยกแยะให้ ได้ว่านี่ปืนจริงหรือไม่จริง เพราะฉะนั้นก็ต้องสู้กับมันสักยกหนึ่ง พอมันยิงเปร้ียงก็ เอ้อ น่ีปืนจริง ข่มขืนเลย ถ้า จะถามว่า เราแยกแยะปืนจริงปืนปลอมออกไหม อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลยครับ ถามผม ผมยังแยกแยะปืนฉีดน้าวนั สงกรานต์ออกนะ เดี๋ยวน้ีเขาทาปืนปลอมเหมือนกันมาก เห็นไหม ภายใต้กฎหมายแบบน้ี มันเรียกร้องอะไรท่ี มากขึ้น แตอ่ ันนพี้ อเราเรียนแต่ละเร่ืองแยกๆ ไป มนั ทาให้เราไมเ่ หน็ อะไรแบบน้ี มนั ทาให้ถ้าผู้หญิงเหน็ ปืนแล้ว ต้องบอกได้วา่ นค่ี ืออาวธุ จรงิ ไม่จรงิ ตอ้ งแยกแยะได้ ซงึ่ ผมคิดว่าคงมีผ้หู ญิงนอ้ ยมากทแ่ี ยกแยะอาวุธปืนว่าจริงไม่ จรงิ ได้ เพราะเคยยิงปนื ปลอม ปนื ลมที่คล้ายปนื จรงิ มาก คือ งานน้ีเป็นงานเอกสารล้วนๆ ไม่สัมภาษณ์เลยครับ ผมน่ังอ่านคาพิพากษา ช่วงน้ันซีรอกซ์มาอ่าน พออ่านก็แยก แยกคดีล่วงละเมิดทางเพศกับการทาร้ายร่างกายระหว่างสามีภรรยา อ่านไปก็แยกๆ ไป นี่เป็น การวิจัยเอกสาร เป็นงานวิจัยท้ังเชิงประวัตศิ าสตร์และสตรีนิยมไปพร้อมกัน อันนี้ผมคิดว่ามันเปน็ งานท่ียังเปน็ พ้นื ทีท่ ่ที าได้พอสมควร ยงั มงี านหลายเร่ืองทพี่ ้นื ท่ีน้ี คอื คาพิพากษานะครับ ยงั ไม่ถกู อา่ น เป็นระบบลึกๆ น่ะ คา พพิ ากษาศาลปกครองด้วยนะครบั ในแต่ละเรอื่ ง
มีคนทาวิจัยเร่ืองหน่ึงผมคิดว่าน่าสนใจมาก มันมีกฎหมายค่าตอบแทนผู้เสียหาย เขาไปดูว่าเวลา วินจิ ฉยั เขาตัดสินยงั ไงกนั บา้ ง เวลาตัดสนิ ทลี ะเรื่องๆ ผมพบวา่ เออ มนั มีกฎหมายคา่ ตอบแทนผ้เู สยี หายท่ีเป็นผู้ บริสุทธท์ ถ่ี กู ตัดสินวา่ เป็นผูก้ ระทาผดิ อย่างไรบา้ ง คณะกรรมการท่วี นิ ิจฉยั เรื่องพวกน้ี เขามกี ารแยกแยะระหว่าง จาเลยสีเทา กับจาเลยสีขาว คือหมายความว่าคนท่ีจะได้รับค่าตอบแทน จะต้องเป็นคนท่ีถูกยกฟ้อง โดยมีคา ตัดสินเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลคนนั้นไม่ได้กระทาความผิด อันนี้ได้ค่าตอบแทน แต่ถ้าเขียนว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ ยกประโยชน์ให้จาเลย อันนี้ไม่ให้ คณะกรรมการชุดนี้บอกไม่ให้ น่ีเป็นจาเลยสีเทา เวลาเราเรียนหนังสือมีไหม มีให้ไม่ให้ น่ีกลายเป็นสีเทากับสีขาว คนที่ได้คือสีขาว เร่ืองแบบนี้ถ้าเราไม่อ่านคา วินิจฉัยเราก็จะไม่เจอนะครับ อันน้ีผมคิดว่าน่าสนใจมากเลย อันน้ีคนทาอยู่ที่เชียงใหม่นะครับ แล้วเขาไปอ่าน มันจะมีเรื่องแบบนี้ ผมคิดว่ามันเปน็ พื้นทท่ี ่ียังสามารถศึกษาได้อีกหลายประเด็น ผู้หญิง เด็ก หรืออะไรก็ได้ ผม คิดว่าน่ีเป็นการศึกษาท่ีน่าลองทานะ อ่านคาวินิจฉัย ไม่จาเป็นต้องเป็นศาลนะครับ เป็นของคณะกรรมการ วินจิ ฉยั ซึง่ มีอานาจหน้าท่ีในการตัดสินเร่ืองต่างๆ กท็ าได้ เพราะปจั จบุ ัน ไมใ่ ช่เฉพาะศาลนะครับ มันมอี งค์กรท่ี ทาหนา้ ที่วนิ จิ ฉัยช้ีขาดเรือ่ งต่างๆ ในเบอ้ื งต้นเป็นจานวนมาก ในงานของผมสว่ นมากเปน็ คาพิพากษา ซ่ึงมันตอ้ ง อ่านยาว แต่ถา้ ใครบอกไม่จริง ผมก็จะบอกวา่ กางข้อมูลมาเลย อันนี้ งานวิจัยจะตอ้ งเถยี งกนั แบบน้ี ผมมีข้อมูล แบบน้ี จากข้อเท็จจริงผมสรุปมาได้แบบน้ี จริงหรือไม่จริงก็ต้องโต้แย้งกันด้วยข้อมูล ไม่ใช่แบบ สุดท้ายก็ลุก ขนึ้ มาถามวา่ สมชายเปน็ ใคร อย่างงานนี้ตอนที่ผมพูดครงั้ แรก คอื งานเล่มน้ผี มใชช้ ื่อว่า “เพศวิถีในคาพิพากษา” ตอนแรกผมไม่ได้ ใช้คานี้ ผมใช้คาว่า “อคติทางเพศในคาพิพากษา” พอผมพูดเสร็จปุ๊บ ผู้พิพากษายกมือแบบ ยกเด่นเป็นสง่า เลย แล้วก็บอก “ในคาพิพากษาไม่มีอคติ คาพิพากษาไหนมีอคติ นั่นไม่ใช่คาพิพากษา” ผมพูดไปชั่วโมงหนึ่ง คือคนที่เชิญให้ผมไปพูดเน่ีย เป็นผู้พิพากษาหัวก้าวหน้าคนหนึ่งที่เห็นงานของผมละ เอ้อ อยากให้ไปพูดให้ผู้ พิพากษาฟังหน่อย เผื่อจะได้เปิดโลกทัศน์ด้วย ผมไปพูดมีคนยกมือพร่ึบพรับเลย มีคนหนึ่งบอก “ไม่จริงค่ะ แวดวงตุลาการเราให้ความเท่าเทียมกับผู้หญิงมาก ดูสิคะ ท่านท่ีน่ังอยู่ตรงนี้ก็เป็นผู้หญิง ท่านน้ีก็เป็นผู้หญิง ท่านน้ีก็เป็นผู้หญิง” คือ อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ไปวิจารณ์งานผม แกวิจารณ์ดีมาก บอกว่า “อาจารย์ ดฉิ ันว่าเขาฟงั อาจารยไ์ ม่รู้เร่ืองแลว้ ล่ะค่ะ” ก็ไม่รู้จะทาไงนะ พองานต่อๆ มาผมก็ยอ่ ยบทความลง ไมพ่ ดู ถึงอคติ แบบนี้ เวลาผมพูดถึงอคติเน่ีย มันไม่ได้จากัดเฉพาะว่าอคติในเชิงไหน เรารู้จักกัน เรารักกัน แต่ผมคิดว่ามนุษย์ ทกุ คนมีอคติ เพราะเราไม่ไดเ้ กิดข้ึนบนความว่างเปล่า เราเกิดขึ้นบนการรับรู้ ศาสนา ความเชอื่ อุดมการณ์ทาง การเมือง อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด เราทุกคนมีอคติ อ่ะเปล่ียนเป็น เราทุกคนมีความเช่ือจากัดอยู่ เพราะฉะน้ันพอผมพูด ผมไม่ได้เป็นกลางแน่ ผมมีความเช่ือหน่ึงอยู่ เพราะฉะนั้นตอนต้ังช่ือ ผมก็ตั้งเช่ือเพ่ือท้า ทายทัศนคติในคาพิพากษา แต่เขาก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบผมก็เปล่ียนเป็น “เพศวิถีในคาพิพากษา” เขาก็คงงงๆ ว่า เพศวิถีน่ีมนั คอื อะไรวะ อ๋อ มันคือ sexuality ก็ไปกันใหญเ่ ลยนะครบั
อันนี้ก็เป็นงานหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าใครสนใจนะ คาวินิจฉัยที่เป็นปัญหาของผู้หญิงมีเยอะมาก แต่ไม่ถูก อ่านมากเท่าไหร่ แม่เลี้ยงเด่ียวกับกระบวนการกฎหมายนก่ี ็พูดไปแล้วนะ ผมคิดว่าผู้หญิงในปจั จุบนั กาลงั อยใู่ น สถานะทางสังคมที่เปล่ียนไป พอสังคมเปลี่ยนปุ๊บ สถานะของผู้หญิงเปลี่ยน แล้วตัวกฎหมายหลายๆ เรื่องก็ไม่ ปรับ คือผมได้อยู่ในจังหวะการเปลี่ยนหลายๆ เร่ือง ในระบบกฎหมายหลายเรื่องสถานการณ์เปล่ียน แต่ กฎหมายไม่เปล่ียน อย่างเช่นกรณีแม่เลี้ยงเดี่ยว สังคมไทยมีแม่เล้ียงเดี่ยวเพ่ิมขึ้น แต่กฎหมายไม่ค่อยเปลี่ยน เรอื่ งน้ี เพราะฉะนั้นจึงทาใหแ้ ม่เลย้ี งเดี่ยวจงึ เป็นปัญหาเงียบๆ ในระบบกฎหมาย สดุ ท้ายกเ็ ลยทาให้ดาบก็แกว่ง เปลก็ไกว ไม่เป็นไรเราแข็งแรงอยู่แล้ว ก็จะเป็นแบบน้ี เป็นปัญหาเงียบๆ ซุกเอาไว้ ผมคิดว่าถ้าเราทาหลายๆ เรอ่ื งเยอะเข้าเราจะเห็นปัญหามากข้ึนนะครับ สุดท้ายเป็นอย่างนี้ฮะ จากมุมมองท่ีใช้ sex กับ gender มาวิเคราะห์เนี่ย ปัจจุบันผมคิดว่ามีการ เปล่ียนแปลงที่สาคัญแบบนี้ มันมีการวิเคราะห์ที่กว้างขวางขึ้น ไม่ใช่เพียงมุมมองของผู้หญิง คือจากการใช้ gender มาวเิ คราะห์ เดิมเพื่อเป็นการอธบิ ายผหู้ ญงิ วา่ อยู่ในเพศภาวะอย่างไร ปจั จบุ นั เกดิ การขยายตัวไปถึงขั้น ท่ีว่า ไอ้เพศภาวะท่ีเราเช่ือกันอยู่ หรือเพศวิถีที่เราเช่อื กันอยู่ มันก็เป็นปัญหาไม่ใช่เฉพาะผู้หญิง ในช่วงหลงั ๆ ก็ ใชเ้ พศวิถี หรือมมุ มองทาง gender มาอธิบาย ปจั จบุ ันเราเห็นเพศ sex ชายหญิงนะ่ ใช่ แตพ่ อมาเปน็ เพศภาวะ มันไม่ได้มีเฉพาะชายกับหญิง มีมากกว่าชายและหญิง ภาษาอังกฤษเขาใช้ตัวย่อ LGBT IQ ด้วย มันจะขยายได้ กว้างกว่า L คือ Lesbian G คือ gay B คือ bisexual สุดท้าย T transgender คนข้ามเพศ I intersexual Q คืออะไร queer หรือ questioning คนไทยแปลได้บ้ามาก แปลว่าวิตถารศึกษา ท่ีว่ามาน้ีทาให้เห็นว่า ปัจจุบนั ไมใ่ ชแ่ คเ่ ฟมนิ ิสต์นะครับท่ใี ช้ Gender ในการศึกษา แตก่ ล่มุ เหลา่ น้ีท่เี รียกว่า คือผมเสนอให้ใช้คานแ้ี ต่มนั ไม่ติด ตลาดเท่าไหร่ ผมเสนอใช้คาว่าเพศหลากหลาย คือเขาก็หลากหลายแต่ระบุเป็นกลุ่มเลยไง ผมเสนอว่า บุคคล เพศหลากหลาย ที่ไม่ใช่ชายหญิง ต่อไปเป็นอะไรก็ได้มาอยู่ที่นี่หมด หมายความว่าแบบน้ีครับ เรากาลังอยู่ใน สังคมที่เปลี่ยนมาก เรามีบุคคลเพศหลากหลาย เรามีบุคคลที่เป็นชายหญิงตาม sex แต่เพศภาวะเขาไม่ได้ เป็นไปตาม sex เราเห็นชายชอบชาย หญิงชอบหญิง น่ีคือเร่ืองท่ีเกิดขึ้น และตอนนี้ในทางการแพทย์ก็ยอมรับ แล้วนะครบั ทางการแพทยย์ อมรบั ตงั้ แตป่ ี 1970 กว่าๆ ว่านไ่ี มใ่ ชโ่ รค ก่อนหนา้ นี้เคยถือวา่ เปน็ โรคนะครับ ตอนนเ้ี ราอยู่ในโลกท่ีเรียกวา่ พืน้ ท่หี ลากหลาย ดงั นัน้ ระบบครอบครวั มันก็จะเปล่ยี นไป เพราะเราอยู่ใน โลกที่ไม่ได้มีแค่เพศชายเพศหญิงอย่างเดียว ระบบครอบครัวก็ต้องเปล่ียน ถูกท้าทาย พอเรามาคิดถึงกฎหมาย ครอบครัว อย่างของไทยก็เป็นผู้ชายแต่งกับผู้หญิง แต่ครอบครัวกาลังถูกกระแทกอย่างแรง กฎหมายในหลาย ประเทศเปลยี่ นเร่อื งนี้ มีการยอมรับเรื่องการแต่งงานของคู่รกั เพศเดียวกัน อยา่ งนอ้ ยๆ มีอย่างนอ้ ยสกั 3 ระดับ อย่างน้อยคือการยอมรับการอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่การแต่งงานนะครับ เรียกว่า partnership ต่อมาคือยอมรับการ จัดการทรัพย์สิน อย่างน้ีคือถือว่าเป็นเหมือนแต่งงาน แบบที่สามคือยอมรับเหมือนคู่รักโดยทั่วไป ทาพิธีได้ ไม่ ห้ามอีกต่อไป ประเทศในแถบสแกนดิเนเวียยอมรับ ไม่ห้ามหรือกีดขวาง กฎหมายครอบครัวหรือกฎหมายท่ี เกย่ี วกบั การสมรสเปลย่ี นไปอย่างกวา้ งขวาง นคี่ อื ผมเชือ่ ว่ามนั เกิดจากความคิดเรื่อง Gender เอา Gender มา
จับ กลายเป็นเพศวิถีไม่ได้มีอยู่ไม่ก่ีทาง มันเปลี่ยนได้ เป็นเรื่องที่คนแต่ละคนเลือกมันได้ จึงมีคนท่ีเปลี่ยนเยอะ ใครสนใจงานช้นิ นโี้ หลดไดฟ้ รีนะครบั อันนีผ้ มกท็ าให้เขา “บคุ คลเพศหลากหลายในระบบกฎหมาย” พิมพช์ ื่อน้ี แล้วพมิ พช์ ือ่ ผมไปเลย แลว้ ก็ดาวโหลดไปไดเ้ ลย เป็นวิทยาทานครบั ไม่ตอ้ งทรัพย์สนิ ทางปญั ญาครบั คอื เมอื่ เช้า ผมพบวา่ นกั ศึกษาเรยี นวชิ าผม หนงั สอื น่ีไม่ซ้ือนะ ซีรอกซห์ นังสือผมมา แล้วตอนปลายเทอม “อาจารย์เซ็นให้ หน่อย” ท้ังท่ีซีรอกซ์ยังเอามาให้เซ็น โอ้ แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนะ อันนี้ดาวโหลดไปได้เลยนะครับ เขาพิมพ์ มาแจกนะ่ งานนี้ผมพยายามพูดถึงบุคคลเพศหลากหลายในระดับโลก และความเปล่ียนแปลงท่ีสาคัญๆ ช่วงหลัง ผมเขียนเร่ืองความเปล่ียนแปลงทางเพศ คือผมคิดว่าปัจจุบันน้ีจะเปลี่ยนจากเพศกาเนิดเป็นเพศกาหนด คือ ปกติตอนเกิดเป็นเพศไหนเราก็ดูตอนเกิดเป็นหลัก แต่หลังๆ มาน้ี แต่ละคนเร่ิมมีความสามารถในการกาหนด เพศด้วยตัวเอง ในหลายประเทศยอมรับการเปล่ียนเพศในทางกฎหมายง่ายๆ เลย อย่างอาร์เจนติน่า อายุ 18 แล้วอยากเปลี่ยนเป็นเพศอะไรเปลี่ยนเลยนะครับ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็ได้เขาไม่ได้ซีเรียสอะไรเลย บาง ประเทศออกพาสปอร์ตแบบไม่ระบุเพศ จะออกมาเป็นเพศปู เพศปูคืออะไร ใครก็ขอเพศปูได้ ออกหนังสือ เดินทางแล้วขอเพศไป นี่คือการเปล่ียนแปลงเพศที่เกี่ยวกับสถานะบุคคล ผมคิดว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลง เก่ียวเน่ืองจากวิธีคิด จากการคิดเรื่องเพศวิถี เพศสภาวะ มันค่อยๆ ขยาย ค่อยๆ กระทบ อย่างถ้าใครที่สอน เรื่องครอบครัวนี่ คิดว่าไม่นานเมืองไทยคงต้องเปล่ียนเรื่องนี้แน่ แล้วเรื่องนี้ยังมีอะไรให้ศึกษาได้เยอะในทาง กฎหมาย หรือในเร่ืองอื่นก็ตาม เพราะมันยังมีประเด็นถกเถียงกันอยู่ คือการท่ีจะเปลี่ยนเร่ืองบุคคลเพศ หลากหลายเนี่ย ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับกันอย่างงา่ ยๆ นะครับ ในปัญหาเร่ืองหน่ึงทีย่ ังคงถกเถียงกันอยู่คือ จะยอม ใหค้ รู่ ักเพศเดยี วกันรบั บตุ รบญุ ธรรมหรือไม่ สองปีที่แลว้ ฝรั่งเศสเดนิ ขบวนใหญ่เลย เดินในปารีส เพ่ือคัดค้านไม่ ยอมรับให้คู่รักเพศเดียวกันรับบุตรบุญธรรม ปกติฝร่ังเศสเป็นประเทศท่ีเปิดกว้างมาก เขาบอก อยากแต่งงาน แต่งได้ การแต่งงานเป็นเร่ืองของคนสองคน แต่ครอบครัวเป็นเรื่องของพ่อ แม่ ลูก น่ีทาให้เราเห็นเรื่องความ เปล่ียนแปลง ผมคิดว่าแนวคิดสตรีนิยมสามารถใช้วิเคราะห์กฎหมายได้หลายเรื่อง เป็นจุดโหว่ท่ีผมว่าน่าทากม็ ี อยู่เยอะนะครับ และผมคิดว่าการขยายพรมแดนมาถึงบุคคลเพศหลากหลายน้ีมากขึ้น และทาให้เราเห็นการ เปลี่ยนแปลงเยอะข้ึน มีเรื่องท่ีผมทามานานเป็นสิบปีแล้ว คือเร่ืองผู้หญิง จากผู้หญิงก็ขยับเคลื่อนมาที่เร่ืองนี้ คือผมชอบทาเร่ืองพวกท่ีไม่ได้อยู่ในมาตรฐานหลักอ่ะ คือผมก็มาน่ังนึกนะว่าผมชอบทาอะไรแบบ ชาวเขา ผูห้ ญิง ตอนน้ีก็ LGBT น่ีกเ็ ป็นสว่ นหนงึ่ ที่ผมคดิ ว่าใครสนใจนะครับ แวดวงสตรีนิยมในตอนนี้แห้งแล้งจริง ซบเซาเป็นอย่างย่ิง คือจนน่าตกใจ คิดถึงงานสตรีนิยมทางด้าน กฎหมายนี่นึกคนไม่ออกเลยนะครับ เมื่อก่อนมีอาจารย์วิยะดา ที่ มช. นะครับเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง แต่ตอนน้ี อาจารย์ก็มีปัญหาสุขภาพ อายุเยอะนะครับ อาจารย์อารีย์ท่ีธรรมศาสตร์ก็ไม่เห็นงานมานานแล้ว อายุเยอะ เกษียณแล้วเหมือนกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทาไมงานสตรีนิยมถึงซบเซาขนาดนี้ ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้เพราะผมเป็น
ผู้ชายนะครับ เอาล่ะครับ มีอะไรที่แลกเปลี่ยนไหมครับ คือเผื่อมีใครจะสนใจเรื่องการใช้มุมมองเร่ืองสตรีนิยม หรือใช้มุมมองเรือ่ ง Gender มาจบั กฎหมายบ้าง ผ้เู ขา้ รว่ มแสดงความเหน็ : ขออนุญาตนะคะ ส่วนตัวเป็นลูกศิษย์ ป.โท นิติศาสตร์ รุ่น 1 ของที่น่ี อยากจะแลกเปล่ียนว่า ตอนนั้น ก็ทาเร่ืองแนวนี้ คือเรื่องความเสมอภาคของหญิงในการใช้ชื่อสกุลหลังสมรส ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล ตอนนั้นเป็นฉบบั แกไ้ ขคร้งั ท่ี 3 2548 พอหลังจากน้ันก็นะคะ feminist jurisprudent เน่ยี ไมไ่ ด้อยู่ในระบบที่รู้ เลยว่ามันคืออะไร จนหลังจากมาเรียนที่น่ีจึงค่อยรู้และรู้สึกว่ามันน่าสนใจ จนมาเป็นแนวคิดเรื่องวิทยานิพนธ์ ส่ิงที่อยากจะเล่าคือตอนนั้นที่ทาเรื่องนี้เพราะมีการแก้ไขเรื่องของชื่อสกุล สิ่งที่คิดคือเวลาสมรสแล้ว ผู้หญิง จะตอ้ งเปลี่ยนไปใชน้ ามสกุลของผชู้ าย แล้วจากงานวิทยานิพนธ์ที่ได้ทาไป เราศึกษาเรอ่ื งตวั บท ซงึ่ ตามคาเสมอ ภาคในรูปแบบมันเสมอภาคกันอยู่แล้วตามที่อาจารย์พูด แต่เมื่อได้ลงพื้นที่ สัมภาษณ์ผู้เก่ียวข้องโดยเฉพาะ ผู้หญิงท่ีจะใช้ช่ือนามสกุล ก็ได้ประเด็นและได้แนวคิดท่ีน่าสนใจ คือตอนน้ันมันเป็นช่วงที่มีการแก้ไขกฎหมาย ใหม่ด้วย และตอนไปสัมภาษณ์เรายังพบกล่ินอายแนวความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่อยู่เยอะเลย ที่เขาเลือกใช้ชื่อ สกุลของผู้ชายก็ด้วยเหตุผลของผู้ชายเป็นหลัก เช่นในเรื่องของความเกรงใจ การเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ก็เลย คิดว่าโอเค ถึงมีการแก้ไขกฎหมาย แต่เราพบว่าวิธีคิดของผู้หญิง โดยเฉพาะที่เราปลูกฝังวิธีคิดแบบเดิมๆ ก็ยัง ทาให้ผู้หญิงคิดแบบเดิม อนาคตคิดว่าถ้าเวลาผ่านไปสักพักหน่ึง ก็อยากจะมีการทาซ้า เพื่อดูว่าวิธีคิดน้ันจะ เปล่ียนไปมากมายขนาดไหน แต่พอหลังจากจบไปแล้วก็ไม่ได้ทางานเก่ียวกับทางด้านน้ีอีกเลย พอได้ยิน อาจารย์พดู ถึงแนวความคิดหรืองานวิชาการทางด้านน้ีมันมนี ้อยมากๆ เลยนา่ จะเปน็ อกี แบบหน่ึงทเี่ ป็นชอ่ งทาง ท่เี ราจะเอาความคิดทีเ่ ราเคยมปี ลุกขน้ึ มาและมาทาผลงานเพ่ิมขึ้น ขอบคุณคะ่ อ.สมชายแสดงความเห็น : ของอาจารย์ตอนนั้นผมก็อ่านแล้วก็คือ แก้กฎหมายแล้วแต่ผู้หญิงก็จะใช้นามสกุลของสามีเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ผมคิดว่าน่าสนใจมาก ตอนที่เวลาผ่านไป สิบกว่าปีแล้ว ถ้าเรามาดูว่ามันมีการเปล่ียนความคิดไปมาก หรือเปล่า ถา้ มนั ยังอยู่เหมือนเดิม แสดงวา่ การผลักดันเร่อื งน้มี นั ไมส่ ู้จะเปลย่ี นอะไรมาก ผ้เู ขา้ ร่วมแสดงความเหน็ : อาจารย์เคยถามว่า ถ้าแต่งงานแล้วจะใช้นามสกุลสามีไหม ตอนน้ีหนูก็ใช้นามสกุลสามี แต่หนูต้ังช่ือ กลางตวั เอง อ.สมชายแสดงความเหน็ : ออ้ ตง้ั ชอ่ื กลางตัวเอง อกี หนอ่ ยมลี ูกลกู ม็ ีช่ือกลางยาวขึน้ ยาวข้ึนเรอ่ื ยๆ เชิญครบั อาจารย์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135