วารสารนิตสิ ังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่ ปที ี่ 10 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2560 อีกท้ังกฎหมายยังถือเป็นเครื่องมือส�ำคัญท่ีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถน�ำเอามาใช้เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชนและสร้างความตระหนักเก่ียวกับสิทธิในมรดก วฒั นธรรมชุมชน 2. ภาคท่ี 1: สทิ ธิชุมชนกบั การอนุรกั ษ์มรดกวัฒนธรรม กองบรรณาธิการได้จัดล�ำดับของประเด็นเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองมรดก วฒั นธรรมชมุ ชนเอาไวอ้ ยา่ งนา่ สนใจ เรมิ่ ตน้ ของภาคที่ 1 ของหนงั สอื เลม่ นดี้ ว้ ย “สทิ ธชิ มุ ชนกบั การ อนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม” ท่ีเป็นประตูไปสู่ความเข้าใจแนวคิดว่าด้วยการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม ที่เนน้ ความส�ำคัญแก่พน้ื ทแี่ ละไมล่ ะเลยมรดกวฒั นธรรมของชมุ ชนเกา่ แก่ อันกลา่ วถงึ สทิ ธิชุมชนที่ รฐั ธรรมนญู รบั รองหรอื คมุ้ ครอง หนา้ แรกของภาคที่ 1 ไดห้ ยบิ ยกคำ� พดู ของพงษส์ วสั ดื์ อกั ษรสวาสดิ์ ทไ่ี ดก้ ลา่ ววา่ “ชมุ ชนตอ้ งอา้ งสทิ ธชิ มุ ชนเปน็ ตวั นำ� ในการอยใู่ นพน้ื ทแี่ ละจะรว่ มมอื กบั รฐั ในการดแู ล รกั ษาโบราณสถานของชาต”ิ อนั เปน็ คำ� พดู ในเชงิ อภปิ รายวา่ อำ� นาจตามรฐั ธรรมนญู อนั เปน็ กฎหมาย สงู สดุ ของประเทศไดม้ กี ารบัญญัติรับรองและคุ้มครองสทิ ธิชมุ ชนในมรดกวฒั นธรรมแก่ปัจเจกชนท่ี อยู่ในชุมชนหรือกลุ่มคนท่ีอยู่รวมกันในชุมชน ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐ หน่วยงานของรัฐ และทอ้ งถนิ่ ดแู ลรกั ษามรดกวฒั นธรรมชมุ ชน อกี นยั หนง่ึ กอ็ าจใชส้ ทิ ธเิ รยี กรอ้ งใหเ้ อกชนระงบั ยบั ยงั้ หรือยุติการท�ำกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อความด�ำรงอยู่ของมรดกวัฒนธรรมชุมชน ซ่ึงชุมชนที่ มมี รดกทางวัฒนธรรมทงั้ ท่เี ป็นมรดกวฒั นธรรมนามธรรม (Intangible Cultural Heritage) หรอื เปน็ มรดกวัฒนธรรมแบบกายภาพ (Tangible Cultural Heritage) ต่างก็อาจอา้ งตวั บทกฎหมาย ในการเรียกร้องสิทธิชุมชนหรืออาจอาศัยวิธีการอ่ืนๆ ท่ีหลากหลายในการเรียกร้องสิทธิดังกล่าว นอกจากการอาศัยตวั บทกฎหมาย อน่งึ ยงั มผี ้เู ขยี นทา่ นอื่นๆ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณเ์ ลา่ เรื่องราวในภาคท่ี 1 เก่ียวกับ การตอ่ สเู้ รยี กรอ้ งในกรณพี พิ าทเกย่ี วกบั มรดกวฒั นธรรมชมุ ชนและรณรงคใ์ หช้ มุ ชนตระหนกั รเู้ กย่ี ว กบั สิทธใิ นมรดกวฒั นธรรมชุมชน เชน่ กรณศี กึ ษาชุมชนบ้านครัว (วฒุ ิ นาฮมิ , สัมฤทธิ์ สขิ ันธ์บตุ ร และพิษณุ จารีพันธ์ ผูแ้ ทนมสั ยิดบา้ นครัว) กรณศี ึกษาชุมชนป้อมมหากาฬ และกรณีศึกษาชมุ ชน วัดกัลยาณ์ (รองศาสตราจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศลิ ปากร) และชมุ ชนวดั กลั ยาณ์ (วรชยั พลิ าสรมย์ อดตี ประธานชมุ ชนวดั กลั ยาณ)์ แตล่ ะกรณศี กึ ษา ก็มีประเด็นน�ำเสนอที่น่าสนใจ พร้อมกับให้แง่คิดในการรักษามรดกวัฒนธรรมชุมชน ผ่าน กระบวนการเรยี กรอ้ งท่แี ตกต่างกนั ออกไป 200
บทปริทศั น์หนังสือ“ทนายวัฒนธรรม: ใชก้ ฎหมายเพื่อคมุ้ ครองมรดกวัฒนธรรมชุมชน” 3. ภาคที่ 2: กฎหมายวา่ ด้วยโบราณสถานกับการมสี ่วนร่วมของสทิ ธชิ มุ ชน หน้าแรกในภาคที่ 2 ได้หยิบยกเอาประโยคของพงษ์สวัสดื์ อักษรสวาสด์ิ ท่ีได้กล่าวไว้ว่า “หากชุมชนยับย้ังการท�ำลายมรดกวัฒนธรรมอย่างไม่ลดละ เดินตามเส้นทางกฎหมายที่ถูกต้อง กฎหมายกเ็ ปน็ ทพี่ ง่ึ ใหช้ มุ ชนได้ ในขณะเดยี วกนั ชมุ ชนกส็ ามารถทำ� ใหก้ ฎหมายเกดิ ศกั ดแ์ิ ละสทิ ธข์ิ น้ึ มาได”้ กลา่ วตามนยั ของประโยคน้ี ชมุ ชนพงึ อาจตอ้ งยดึ ถอื ปฏบิ ตั ติ ามตวั บทกฎหมายในการอนรุ กั ษ์ มรดกวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัดและต่อเน่ือง เพราะท�ำให้กฎหมายกลายมาเป็นหลักประกันให้กับ ชุมชนในการทีจ่ ะด�ำรงรกั ษามรดกวัฒนธรรมท้ังท่จี บั ต้องได้และจับต้องไม่ได้ ตัวอย่างเช่น พระราช บัญญตั ิโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวตั ถุ และพพิ ธิ ภณั ฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ขอ้ บญั ญัติ เทศบาลที่เก่ียวข้องกับการอนุรักษ์โบราณสถานท่ีบังคับใช้อยู่ในแต่ละท้องถิ่นและกฎหมายอ่ืนๆท่ี เก่ียวข้อง เท่ากับว่าผู้เขียนอรัมภบทได้เล็งเห็นความส�ำคัญของกฎหมายลายลักษณ์อักษรท้ังท่ีเป็น กฎหมายและอนบุ ญั ญตั อิ นั เปน็ กลไกของรฐั ในการอนรุ กั ษ์ ปกปอ้ งและคมุ้ ครองมรดกวฒั นธรรมของ ชุมชนให้ด�ำรงอยู่ พร้อมทั้งให้อ�ำนาจรัฐกับเจ้าหน้าที่ของในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมด�ำเนิน มาตรการอย่างมปี ระสิทธภิ าพอกี ด้วย เช่น มาตรการคมุ้ ครองโบราณสถาน มาตรการสง่ เสรมิ และ รกั ษาคุณภาพส่งิ แวดลอ้ มบรเิ วณโดยรอบโบราณสถานท่ตี ้ังอย่ใู นพืน้ ท่ีชมุ ชน ในภาคท่ี 2 นี้ ยังมีผู้เขียนอีกหลายท่านน�ำเสนอกรณีศึกษาเก่ียวกับการใช้กฎหมายเพื่อ คุ้มครองมรดกวัฒนธรรมชุมชนท้ังในมุมของการใช้กฎหมาย ควบคู่ไปกับสร้างจิตส�ำนึกให้กับ ประชาชนในชมุ ชน ไดท้ ราบถงึ การใชก้ ฎหมายเพอื่ คมุ้ ครองมรดกทางวฒั นธรรม ในทางตรงกนั ขา้ ม กม็ กี ารนำ� เสนอมมุ มองการใชก้ ฎหมายทท่ี า้ ยทสี่ ดุ แลว้ กลบั ไมป่ ระสบความสำ� เรจ็ และจบลงดว้ ยการ ไมบ่ รรลวุ ตั ถุประสงคข์ องผขู้ ับเคลอ่ื นการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมชมุ ชน ตัวอย่างเชน่ เขาหน้าหมี ต�ำบลทบั ปริก อ�ำเภอเมืองฯ จงั หวดั กระบี่ (มาลีภรณ์ คุ้มเกษม นิติกรช�ำนาญการ กรมศลิ ปากร) เมอื งเกา่ แพร่ (วุฒิไกร ผาทอง เครือข่ายลกู หลานเมืองแพร่) การทุบท�ำลายอาคารศาลฏีกา (รอง ศาสตราจารยช์ าตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปตั ยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศลิ ปากร) 4. ภาคท่ี 3: กฎหมายผงั เมืองกบั การอนุรกั ษ์มรดกวฒั นธรรม ในภาคท่ี 3 ได้หยิบยกเอาค�ำกล่าวของท่านแรก ได้แก่ ดุษฏี สุวรรณขจร “สังคมไทย ขาดการให้ความรู้หรือให้ความรู้แต่ไม่แน่นและขาดอีกอย่างหน่ึงคือขาดการขวนขวายหาความรู้” ค�ำกล่าวน้ีอาจสะท้อนว่าสังคมไทยก็อาจยังขาดความรู้ในเชิงกฎหมายผังเมืองอันเป็นเคร่ืองมือที่ ส�ำคัญในการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐและเอกชนให้เป็นระเบียบและไม่กระจัดกระจาย อย่างไร้ระเบียบ (sprawl) อีกทั้งยังกล่าวโดยนัยที่แสดงให้เป็นว่าสังคมไทยยังขาดการผสานองค์ ความรเู้ กยี่ วกบั การใชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ ใหส้ อดรบั กบั การพฒั นาดา้ นคมนาคมขนสง่ กบั การพฒั นาที่ 201
วารสารนติ สิ ังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ ปีที่ 10 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560 อยอู่ าศยั รวมไปถงึ สาธารณูปโภคข้ันพ้ืนฐานอนื่ ๆ อีกทัง้ ในตอนต้นของภาคท่ี 3 ได้หยิบยกคำ� กลา่ ว ของภารนี สวสั ดริ์ กั ษ์ ทไี่ ดก้ ลา่ วไวว้ า่ “เมอื่ ทำ� งานกบั ชาวบา้ น ไมค่ วรเรม่ิ ตน้ ทต่ี วั หนงั สอื ขอ้ บญั ญตั ิ ท้องถนิ่ ผังเมอื งชาวบา้ นไมส่ นใจ แต่ส่งิ ท่ตี อ้ งท�ำคือ ยกประเด็นมรดกวัฒนธรรม นำ� คุณค่าที่มองไม่ เห็นมาให้สัมผัสได้” อันถือเป็นการกล่าวโดยสังเขปว่าการยกประเด็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดก วัฒนธรรมชุมชนเพ่อื ให้ชาวบ้านในชมุ ชนได้รับทราบ ผปู้ ฏิบตั ิงานพงึ จะต้องหยบิ ยกประเดน็ ใหช้ าว บ้านตระหนักถึงคุณค่าของมรดกวัฒนธรรมให้ชาวบ้านได้ทราบก่อน แล้วจึงค่อยให้ความรู้แก่ชาว บ้านเก่ียวกับกฎหมายผังเมืองท้องถ่ินเกี่ยวกับการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชน จากค�ำโปรยของ ผอู้ รมั ภบททงั้ สองทา่ น ยอ่ มเปน็ สว่ นแสดงใหผ้ อู้ า่ นไดร้ บั ทราบวา่ กฎหมายผงั เมอื ง (Planning Law) ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการวาง จัดท�ำและด�ำเนินการให้เป็นไปตามผังเมือง รัฐเองก็สามารถท่ีจะ ก�ำหนดแผนผังและจัดท�ำโครงการด�ำเนินการเพ่ือด�ำรงรักษามรดกวัฒนธรรมเฉพาะแห่งในชุมชน เมอื งและบรเิ วณทพี่ นื้ ทโ่ี ดยรอบ เพอื่ ประโยชนแ์ กก่ ารผงั เมอื งได้ กลา่ วอกี นยั หนงึ่ กฎหมายผงั เมอื ง จึงอาจถูกใช้มาเป็นเคร่ืองมือในการบูรณะปรับปรุงหรือฟื้นฟูย่านอันเป็นท่ีต้ังของมรดกวัฒนธรรม หรือท่ีมีการด�ำรงอยู่ของมรดกวัฒนธรรม ให้กลับมาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน หากก�ำหนดการใช้งานท่ีดินให้เป็นมิตรกับการด�ำรงอยู่ของมรดกวัฒนธรรมชุมชนแล้ว ก็จะท�ำให้ ชมุ ชนสามารถไดใ้ หป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพสงู ในขณะเดยี วกนั กย็ งั สามารถกอ่ ใหเ้ กดิ การอนรุ ักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชนให้ดำ� รงอย่ไู ปได้ดว้ ยในคราวเดยี วกนั ในภาคท่ี 3 น้ีเองก็ยังได้รวบรวมกรณีศึกษาจากผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้กฎหมาย ผงั เมอื งมาเป็นเครอ่ื งมอื อนรุ ักษ์มรดกวัฒนธรรม ตัวอย่างเชน่ ชุมชนวัดเกตุ (ดร.ดษุ ฏี สวุ รรณขจร ผแู้ ทนกลุม่ รกั ษบ์ า้ นรักษเ์ มืองเชยี งใหม่) เครือข่ายรักษค์ ้งุ บางกระเจ้า (สุกิจ พลบั จา่ ง ผูแ้ ทนเครอื ข่ายค้งุ บางกระเจา้ ) ชมุ ชนท่าศาลา (ภารนี สวสั ดิรักษ์ นกั วชิ าการอสิ ระดา้ นผังเมอื ง) และกลมุ่ รกั ษ์ บางประทุน (นาวิน มบี รรจง ผแู้ ทนกล่มุ รักษ์บางประทนุ ) 5. ภาคที่ 4: เรือ่ งเลา่ จากชมุ ชนและผนู้ �ำทอ้ งถ่ิน ในสว่ นของภาคท่ี 4 ไดเ้ กริ่นน�ำด้วยการกลา่ วถงึ การทท่ี ำ� ใหผ้ ูม้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสียทุกภาคสว่ น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ชุมชน ท้องถ่ินและปัจเจกชนได้หันมาร่วมกันเพ่ือขับเคล่ือนและตัดสินใจ เพ่อื ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคข์ องการอนุรักษม์ รดกวฒั นธรรมชมุ ชน รวมไปถงึ รว่ มมอื กันรบั ผดิ ชอบใน กิจกรรมท่ีเป็นประโยชน์ต่อการปกป้องมรดกวัฒนธรรมชุมชน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีส่วนร่วม (Participation) ย่อมเปน็ สงิ่ จำ� เปน็ ต่อการปกป้องมรดกวฒั นธรรมท้องถน่ิ ไม่วา่ จะเปน็ รว่ มกนั คดิ รว่ มกนั ตดั สนิ ใจ รว่ มกันด�ำเนนิ การ และร่วมกันตดิ ตาม 202
บทปรทิ ศั นห์ นงั สอื “ทนายวัฒนธรรม: ใช้กฎหมายเพือ่ คุ้มครองมรดกวฒั นธรรมชมุ ชน” ภาคที่ 4 น้ีเองยังได้หยิบยกเอากรณีศึกษาที่หลากหลายประเด็นเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย เพ่ือคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมชุมชน โดยมีหัวข้อของกรณีศึกษา ดังต่อไปนี้ อ�ำเภอเชียงคาน (กมล คงปน่ิ นายกเทศมนตรตี ำ� บลเชยี งคาน อำ� เภอเชยี งคาน จงั หวดั เลย) เมอื งสงขลา (พษิ ณุ เจรญิ เนตรกุล ผู้อ�ำนวยการส่วนควบคุมและผังเมือง ส�ำนักการช่าง เทศบาลนครสงขลาและชายแดน สุวรรณชาต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย) ตลาดน้อย- ยา่ นจนี ถิน่ บางกอก (จุฤทธิ์ กงั วานภูมิ ผู้แทนโครงการยา่ นจนี ถิ่นบางกอก) บริษทั ชมุ ชนเลื่อนฤทธ์ิ จ�ำกดั (ศุเรนทร์ ฐปนางกูร กรรมการบรษิ ทั เลอ่ื นฤทธ์ิ จ�ำกดั ) นางเล้ิงกับการฟ้นื ฟูอตั ลักษณช์ ุมชน (นวรตั น์ แววพลอยงาม ประธานชุมชนนางเลิง้ ) และอมั พวา สมุทรสงคราม (บัณฑติ ป้านสวาท ผู้ แทนกลุ่มสมุทรสงครามจัดการตนเอง) 6. ภาคที่ 5: สิทธชิ มุ ชนตามกฎหมายไทยและตามหลักกฎหมายระหวา่ งประเทศ ภาคท่ี 5 เป็นภาคสดุ ทา้ ยของหนังสอื เล่มนี้ ได้ปดิ ทา้ ยด้วยการหยบิ ยกเนือ้ หาและอธิบาย สาระส�ำคัญกฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชน อันถือเป็นการสร้างความ เขา้ ใจให้กบั ผู้อ่าน ไดร้ บั ทราบถึงหลกั เกณฑแ์ ละมาตรการเพอื่ ค้มุ ครองมรดกวัฒนธรรม ส่วนเริม่ ตน้ ดว้ ยการอธบิ ายถึง “สิทธชิ ุมชนตามกฎหมายไทย” อันเปน็ การปูพ้ืนฐานใหผ้ ู้ อ่านได้รบั ทราบว่าสิทธิชมุ ชน คือ สทิ ธิทกี่ ฎหมายรับรองและไดร้ ับการคุม้ ครองแกป่ ระชาชนทรี่ วม ตัวกันเป็นชุมชน รวมไปถึงประชาชนท่ีมารวมตัวกันนั้นย่อมสามารถกระท�ำการหรืองดเว้นกระท�ำ การอยา่ งหนง่ึ อยา่ งใด เพอ่ื จดั การ สบื สานและอนรุ กั ษม์ รดกวฒั นธรรมในชมุ ชนของตน อกี ทง้ั ผเู้ รยี บ เรยี งในภาคนยี้ งั ได้พยายามหยิบถ้อยค�ำหรอื เนอ้ื ความตามตวั บทของมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนญู ที่ เป็นลายลกั ษณอ์ ักษรที่กลา่ วถึงเรื่อง สิทธิชุมชนในรฐั ธรรมนูญเอาไว้ ตัวอยา่ งเชน่ รฐั ธรรมนญู แห่ง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 (มาตรา 46) รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 (มาตรา 66 และ 67) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 (มาตรา 4) และ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2560 (มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 70 และมาตรา 72) ผเู้ ขียนยงั พยายามช้ีใหเ้ หน็ วา่ รฐั ธรรมนูญลาย ลักษณ์อักษรในอดีตและปัจจบุ ันได้รับรองและคมุ้ ครองสิทธชิ ุมชนในมรดกวฒั นธรรมเอาไว้อย่างไร บา้ ง พรอ้ มกบั วเิ คราะหใ์ นเชงิ เปรยี บเทยี บระหวา่ งรฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอ์ กั ษรฉบบั ตา่ งๆ เชน่ การ เปรียบเทียบสาระส�ำคัญเก่ียวกับสิทธิในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ฉบบั วนั ที่ 6 เมษายน 2560 กับรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2550 ว่ามาตราท่ีเกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองสิทธิชุมชนจากโครงการหรือการดำ� เนินกิจกรรมใดที่ อาจมีผลกระทบต่อมรดกวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อม มีสาระส�ำคัญท่ีเหมือน 203
วารสารนิตสิ งั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ ปที ่ี 10 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560 กันอย่างไรบ้าง นอกจากน้ี ส่วนเริ่มต้นยังได้กล่าวถึง กฎหมายที่บังคับใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชน ผู้เรียบเรียงเน้ือหาในส่วนน้ีเอง ได้พยายามหยิบยกกฎหมายหลายฉบับที่สามารถน�ำมาใช้บังคับ เพอ่ื สง่ เสรมิ สทิ ธชิ มุ ชนในมรดกวฒั นธรรมและสามารถนำ� มาบงั คบั ใชส้ ำ� หรบั คมุ้ ครองมรดกวฒั นธรรม ชมุ ชน ได้แก่ พระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ยการเข้าชือ่ เสนอข้อบัญญตั ิทอ้ งถ่นิ พ.ศ. 2542 ระเบียบส�ำนัก นายกรัฐมนตรี ว่าดว้ ยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญตั สิ ภา องคก์ รชุมชน พ.ศ. 2551 กฎหมายตา่ งๆ เหล่านี้ลว้ นแลว้ แตร่ บั รองหรอื คุม้ ครองสิทธแิ บบรวมกลุ่ม (collective rights) กลา่ วคือ การรวมกล่มุ ของชมุ ชนยอ่ มสร้างอำ� นาจการตอ่ รองรกั ษาประโยชน์ ของชุมชน เม่ือเป็นประโยชนด์ า้ นมรดกวัฒนธรรมชุมชนของท้องถนิ่ แลว้ ก็ถอื วา่ เป็นหนา้ ท่ขี องรฐั หรือหน่วยงานของรฐั ทีจ่ ะตอ้ งย่ืนมือเข้ามาจดั การดูแล เพ่ือการรกั ษามรดกวัฒนธรรมชุมชนอนั ถือ เป็นประโยชน์สาธารณะประการหน่งึ สว่ นถดั มาของภาคน้ี ไดร้ วบรวม “กฎหมายวา่ ดว้ ยอำ� นาจหนา้ ทข่ี องรฐั และการคมุ้ ครอง รกั ษามรดกวฒั นธรรม” ซงึ่ ประกอบดว้ ยกฎหมายหลายฉบบั เชน่ พระราชบญั ญตั กิ ำ� หนดแผนและ ข้ันตอนกระจายอ�ำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติท่ีเก่ียวกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท้ัง 5 รูปแบบ (พระราชบญั ญัตเิ ทศบาล พ.ศ. 2496 พระราชบัญญตั ิ ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พระราชบญั ญตั ิสภาต�ำบลและองค์การบรหิ ารสว่ นต�ำบล พ.ศ. 2537 และพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการส�ำนัก นโยบายและแผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม พ.ศ. 2545 ระเบยี บสำ� นักนายกรัฐมนตรวี ่า ดว้ ยการอนรุ กั ษแ์ ละพฒั นากรงุ รตั นโกสนิ ทรแ์ ละเมอื งเกา่ พ.ศ. 2546 พระราชบญั ญตั โิ บราณสถาน โบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ และพิพธิ ภัณฑส์ ถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบญั ญัตสิ ่งเสรมิ และรักษา มรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม พ.ศ. 2559 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พระราชบัญญัติ การผงั เมอื ง พ.ศ. 2518 พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. 2522 พระราชบญั ญตั ทิ รี่ าชพสั ดุ พ.ศ. 2518 และประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ (ในสว่ นทเ่ี กยี่ วกบั สาธารณสมบตั ิของแผน่ ดนิ ) สว่ นตอ่ ไปของภาคน้ี ไดอ้ ธบิ ายเกย่ี วกบั “กฎหมายวา่ ดว้ ยการคมุ้ ครองทรพั ยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อม” เช่น พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยาน แหง่ ชาติ พ.ศ. 2504 พระราชบญั ญตั สิ งวนและคมุ้ ครองสตั วป์ า่ พ.ศ. 2535 พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 และประมวลกฎหมายอาญา สว่ นสดุ ทา้ ยของภาคนี้ ไดน้ ำ� เสนอ “กฎหมายระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยสทิ ธชิ มุ ชนตามหลกั สากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” ผ่านการรวบรวมและหยิบยกเนื้อความบทบัญญัติของกฎหมาย 204
บทปริทศั นห์ นังสือ“ทนายวฒั นธรรม: ใชก้ ฎหมายเพ่ือคุม้ ครองมรดกวฒั นธรรมชมุ ชน” ระหว่างประเทศดังกล่าว เพื่อท�ำให้ผู้อ่านได้ทราบว่ามีกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิชุมชน ฉบับไหนกล่าวถึงเรื่องการคุ้มครองสิทธิในมรดกวัฒนธรรมชุมชนบ้าง เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of United Nations 1945) ปฏิญญาสากลว่าดว้ ยสิทธิมนษุ ยชน (Universal Declara- tion of Human Rights 1948) กตกิ าระหว่างประเทศว่าดว้ ยสิทธิพลเมอื งและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights 1976) กตกิ าระหวา่ งประเทศว่าด้วย สิทธทิ างเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights 1976) และปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. 2550 (United Nations Declaration on the Rights of Indigenous Peoples 2007) 7. บทส่งทา้ ย การหลอมรวมองค์ความรู้ด้านกฎหมายในหนังสือเล่มนี้ผ่านการแสดงทรรศนะของผู้มี บทบาทขับเคลื่อนการเรียกร้องต่อสู้ปกป้องมรดกวัฒนธรรมชุมชนเช่น นักวิชาการ แกนน�ำชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายเพ่ืออนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม ตลอดจนถึงการ รวบรวมกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมชุมชน (ท้ังในกฎหมายภายในประเทศและ ระหว่างประเทศ) รวมไปถึงการอธิบายสาระส�ำคัญของกฎหมายว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ชมุ ชนทจี่ ะหวงแหนรกั ษามรดกวฒั นธรรมชมุ ชน ยอ่ มทำ� ใหผ้ อู้ า่ นหนงั สอื เลม่ นส้ี ามารถทจี่ ะมองเหน็ ภาพรวมของกฎหมายในฐานะทเี่ ปน็ เคร่ืองมอื ส�ำคญั ทถ่ี ูกนำ� มาใช้ปกปอ้ งมรดกวัฒนธรรมชมุ ชน 205
วารสารนติ ิสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ปที ่ี 10 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560 206
วารสารนติ ิสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ ปที ี่ 10 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2560 https://www.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS คำ� แนะนำ� การจัดทำ� ตน้ ฉบับบทความ เพ่ือพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารนติ สิ ังคมศาสตร์ วารสารนติ สิ ังคมศาสตร์ มกี ำ� หนดออกปลี ะ 2 ฉบบั ฉบับที่ 1 มกราคม – มถิ นุ ายน และฉบบั ที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 1. ประเภทของเรอ่ื งทีจ่ ะตีพมิ พ ์ 1) บทความวิชาการทางด้านนิติศาสตรเ์ ป็นบทความ 2) บทความวจิ ารณห์ นงั สอื หรอื บทความปริทรรศน์ 2. รูปแบบการเขียนบทความ บทความวชิ าการ ทางดา้ นนติ ศิ าสตร์ ควรมคี วามยาวตงั้ แต่ 5,000 คำ� แตไ่ มค่ วรเกนิ กวา่ 15,000 คำ� (จำ� นวนคำ� ถือตามการนบั จ�ำนวนคำ� ใน Microsoft Word) หรอื จ�ำนวนหนา้ ตง้ั แต่ 15 หน้า แต่ไมค่ วรเกิน 30 หน้า (ไม่รวมบรรณานุกรม ภาพประกอบ และคำ� บรรยายภาพ) ลงในกระดาษ B5 ระยะห่างจากขอบ กระดาษ ทงั้ ด้านบน ดา้ นลา่ ง ดา้ นซ้าย และด้านขวา 2 เซนตเิ มตร แบบอักษร TH SarabunPSK ขนาด 15 Point ภาพประกอบความละเอยี ดท่ี 300 Pixel/High Resolution ขนาดไฟลไ์ ม่ต่ำ� กว่า 500 KB และมขี อ้ มลู ตามลำ� ดับตอ่ ไปน้ี 1) บทคัดย่อ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ 2) ช่อื -นามสกุล ตำ� แหนง่ ต�ำแหน่งทางวิชาการ หน่วยงานท่สี งั กัด ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 3) หวั ข้อเร่อื ง 4) เนื้อหา 5) การจดั องค์ประกอบ สามารถจัดไดต้ ามความเหมาะสม 6) เชงิ อรรถและบรรณานกุ รม 7) บรรณานกุ รมภาษาไทยท่แี ปลเป็นภาษาองั กฤษ 3. การจัดส่ง ส่งทางระบบวารสารออนไลนท์ ี่ https://www.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS โดยสมคั ร สมาชกิ วารสารในระบบและจัดสง่ บทความผา่ นระบบทุกบทความ หากมีข้อสงสัยเกย่ี วกับระบบสอบถามไดท้ ี่ เมลล์ [email protected] หรือโทร. 053-942921 4. การพจิ ารณาบทความ กองบรรณาธกิ ารจะทำ� หนา้ ทพ่ี จิ ารณากลนั่ กรองบทความและจะแจง้ ผลการพจิ ารณาใหผ้ สู้ ง่ บทความ ทราบภายใน 2 เดือน นับตั้งแต่วันท่ีได้รับบทความ ทั้งนี้ กองบรรณาธิการจะท�ำหน้าที่ประสานงาน กบั ผู้สง่ บทความในทุกข้ันตอน กองบรรณาธิการจะด�ำเนินการจัดรูปแบบของบทความให้เป็นระบบเดียวกันทุกบทความก่อนน�ำ เสนอใหผ้ ทู้ รงคุณวุฒิ (peer review) พิจารณา จากน้ัน จงึ สง่ บทความทีไ่ ดร้ บั การพิจารณาในเบื้องตน้ ใหก้ บั 207
วารสารนติ สิ งั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560 ผทู้ รงคณุ วุฒิ (peer review) จ�ำนวน 2 ทา่ น เป็นผูพ้ จิ ารณาใหค้ วามเห็นชอบในการตีพมิ พ์เผยแพร่บทความ โดยใช้เวลาพิจารณาแต่ละบทความไม่เกิน 2 เดือน ผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นสิ้นสุด จากนนั้ จงึ ส่งผลการพจิ ารณาของผทู้ รงคณุ วฒุ ิให้ผสู้ ง่ บทความ หากมกี ารแกไ้ ขหรอื ปรับปรงุ ใหผ้ สู้ ง่ บทความ แกไ้ ขและนำ� ส่งกองบรรณาธิการภายในระยะเวลา 15 วันนับต้งั แต่วนั ทไ่ี ด้รับผลการพิจารณา กองบรรณาธิการน�ำบทความท่ีผ่านการพิจารณาและแก้ไขแล้ว เข้าสู่กระบวนการเรียบเรียงพิมพ์ และการตีพิมพ์ โดยใชร้ ะยะเวลาดำ� เนินการประมาณ 1-2 เดือน ผูส้ ่งบทความจะได้รบั “วารสารนติ สิ ังคมศาสตร์” จ�ำนวน 2 เล่มเป็นการตอบแทน ภายใน 1 เดอื น นบั ตง้ั แตว่ ารสารนติ สิ งั คมศาสตรไ์ ดร้ บั การเผยแพร่ และผสู้ ง่ บทความจะไดร้ บั คา่ ตอบแทนตามความเหมาะสม 5. การอ้างเอกสาร การอ้างองิ เอกสารในเน้อื เร่อื งใช้ระบบเชงิ อรรถของวารสารนติ ิสังคมศาสตร์ มีหลกั เกณฑ์ ดงั นี้ การอ้างอิงแบบเชิงอรรถ (footnote citation) วิธีการอ้างอิงแบบน้ีเป็นการอ้างอิงโดยแยกส่วน เนื้อหากับการอ้างอิงออกจากกัน แต่อยู่ภายในหน้าเดียวกัน โดยให้การอ้างอิงอยู่ส่วนล่างของหน้ากระดาษ มีเสน้ ขดี ค่นั ขวางประมาณ 1/3 ของหนา้ กระดาษ เนอ้ื หาส่วนทต่ี ้องการอ้างให้ลงหมายเลขก�ำกบั เรียงลำ� ดบั ตามลำ� ดบั การอา้ ง 1) รูปแบบอ้างองิ แบบเชิงอรรถ 1.1 การอ้างอิงสำ� หรับเอกสาร ส่งิ พมิ พ์ หนังสือ ต�ำรา งานวิจยั รูปแบบ 1 ผแู้ ต่ง,/ชือ่ เร่อื ง,/สถานที่พิมพ:์ / ส�ำนักพมิ พ์,/ปที ่พี มิ พ์,/หนา้ /เลขหน้า. 1.2 การอ้างองิ สำ� หรับบทความวารสารใชร้ ปู แบบเดียวกบั บรรณานุกรม รปู แบบ 1 ผแู้ ตง่ ,/“ชอื่ บทความ”,/ช่อื วารสาร,/ปที ี่ (ฉบบั ที่)/ :/หนา้ ;/วาระทอ่ี อก. 1.3 การอ้างองิ สำ� หรับบทความหนังสอื พมิ พ์ รปู แบบ 1 ผู้แตง่ ,/ “ชอ่ื บทความ”/ชอื่ หนังสอื พมิ พ์,/;วันที่ เดอื น ปที อ่ี อก./หน้าท่.ี 1.4 การอา้ งอิงแบบเชงิ อรรถจากการสัมภาษณ์ รูปแบบ 1 ชือ่ นามสกลุ ผทู้ ี่ให้สัมภาษณ,์ /ตำ� แหน่ง (ถา้ ม)ี ,/วนั ท่ีสัมภาษณ์. 2 ขอ้ ก�ำหนดการอ้างองิ ซำ้� การอา้ งองิ แบบเชงิ อรรถนมี้ รี ปู แบบสำ� หรบั การอา้ งองิ ซำ�้ ในกรณที เ่ี คยอา้ งมาแลว้ และเรยี บเรยี งไวใ้ น หน้าเดียวกัน มี 2 วธิ ี ดงั นี้ วิธีท่ี 1 เรื่องเดียวกัน = Ibid. (มาจากค�ำเต็มภาษาละตินว่า Ibidem) ใช้ในกรณีอ้างอิงซ�้ำติดกัน ไม่มีเชงิ อรรถอนื่ คั่น 208
วารสารนติ ิสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ ปที ่ี 10 ฉบับท่ี 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2560 วธิ ีที่ 2 “ชอ่ื ผแู้ ต่ง, ชื่อหนงั สอื , เลขหน้า” ใช้ในกรณที ีอ่ ้างองิ ซ�้ำไม่ติดกนั โดยมีเชิงอรรถอืน่ คนั่ และ ไม่ได้อ้างหน้าเดมิ 6. การเขียนบรรณานกุ รม เอกสารอา้ งองิ ทกุ เรอื่ งทปี่ รากฏในรายการอา้ งองิ ใหน้ ำ� มาเขยี นเปน็ บรรณานกุ รมทกุ รายการ มหี ลกั เกณฑ์ดังน้ี 1) จดั ทำ� รายการสงิ่ พมิ พ์ภาษาไทยกอ่ น ตามด้วยรายการสิง่ พมิ พ์ภาษาตา่ งประเทศ 2) การอ้างองิ ทเ่ี ปน็ ตวั เลขใชเ้ ลขอารบกิ ทกุ กรณี 3) เรยี งล�ำดับตามตวั อักษรของผ้แู ต่ง ก. เขยี นชอ่ื ทกุ คนทรี่ ว่ มเขยี นเอกสารภาษาไทย ใหเ้ ขยี นชอื่ ทกุ คนเรยี งกนั ไป คน่ั ดว้ ยจลุ ภาค (,) ข. คนสดุ ทา้ ยให้เชอื่ มด้วย “และ” เช่น วลั ลภ สันติประชา, ขวญั จิตร สนั ติประชา, และชูศักด์ิ ณรงค์เดช. ค. เอกสารท่มี ีผ้เู ขยี นชุดเดียวกัน ใหเ้ รยี งล�ำดบั ตามปี จากปที พ่ี มิ พ์กอ่ น-ปที ี่พิมพห์ ลงั ต่อๆ มา แต่หากเป็นปเี ดียวกันให้ใส่ ก ข ค ก�ำกับไวท้ พ่ี ทุ ธศกั ราช หรอื A B C กำ� กับไวท้ คี่ รสิ ตศ์ ักราชโดยเรยี ง ต า ม ลำ� ดบั ของเล่มที่พิมพก์ อ่ น-หลงั และตามล�ำดบั ตัวอักษรของช่ือเร่อื งส�ำหรบั ช่อื เรื่องให้ใช้ตวั เอน ง. ชื่อผู้แต่งในรายการถัดจากรายการแรกให้แทนช่ือผู้เขียนด้วยการขีดเส้นใต้ จ�ำนวน 16 เคาะ (8 ตวั อักษร) ตามดว้ ยจุด (.) จ. บรรณานกุ รมทม่ี ีความยาวเกนิ 1 บรรทัด ในการพิมพ/์ เขียนบรรทดั ที่ 2 ให้เยื้องเขา้ ประมาณ ½ นิ้ว 4) ช่อื เรอื่ งหนังสือ ช่ือบทความ ชอื่ วารสารภาษาต่างประเทศ ใหข้ ึ้นตน้ ด้วยอักษรตวั พมิ พใ์ หญท่ กุ คำ� ยกเวน้ ค�ำบรุ พบทและสนั ธาน 5) หากไม่ปรากฏเมอื งทพ่ี ิมพ์ สำ� นักพิมพ์ ใหใ้ ชค้ �ำว่า ม.ป.ท. หรือ n.p. หากไม่ปรากฏปที ีพ่ ิมพใ์ ห้ใช้ คำ� วา่ ม.ป.ป. หรือ N.d. 6) ในกรณีไมม่ ีชอ่ื ผู้แตง่ ผรู้ วบรวม ผแู้ ปล หรือบรรณาธิการ ใหล้ งรายการชอื่ เรอื่ งแทน 7) ล�ำดบั การเขยี นและเครือ่ งหมายวรรคตอนใหใ้ ชด้ ังนี้ หนงั สือ (1) ผู้แต่ง 1 คน ไทย ชือ่ //สกุล./(ปพี มิ พ)์ ./ชือ่ เรอื่ ง/(พิมพค์ รัง้ ท่ี)./สถานท่พี มิ พ์:/ส�ำนักพมิ พ.์ องั กฤษ สกลุ ,/อกั ษรย่อช่อื ./(ปีพิมพ์)./ชอ่ื เร่ือง./(พมิ พ์ครัง้ ที่.)./สถานทพี่ มิ พ์:/ส�ำนกั พมิ พ.์ (2) ผ้แู ต่ง 2 คน ไทย ช่อื //สกลุ /และ/ช่อื //สกุล./(ปพี มิ พ)์ ./ชอ่ื เรอื่ ง/(พมิ พ์ครัง้ ท่ี)./สถานทพี่ มิ พ:์ / ///////ส�ำนักพมิ พ.์ องั กฤษ สกุล,/อักษรย่อชอื่ .,/&/สกุล,/ช่ือ./(ปีพิมพ์)./ช่ือเร่อื ง./(พมิ พ์ครงั้ ที่)./สถานท/ี่ //////พิมพ:์ /สำ� นกั พิมพ.์ **ถ้าผู้แต่งมากกว่า 3 คน ใหม้ ีเพียงชือ่ ผู้แต่งคนแรก เวน้ วรรค แลว้ ตามด้วย “และอนื่ ๆ”หรอื et al** 209
วารสารนิติสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ ปที ี่ 10 ฉบบั ท่ี 2 กรกฎาคม-ธนั วาคม 2560 บทความบรรณาธิการ ไทย ช่ือ//สกลุ ./(ปพี มิ พ)์ ./ชื่อบทความ./ใน/ชอ่ื //สกลุ บรรณาธกิ าร/ (บ.ก.),/ช่ือหนงั สือ/ ///////(เลขหนา้ )./สถานที่พิมพ:์ /ส�ำนักพมิ พ.์ องั กฤษ สกุล,/อกั ษรยอ่ ชื่อ./(ปีพมิ พ์)./ช่อื บทความ./In/สกลุ ,/ชือ่ ./(Ed. หรอื Eds.),/ ///////ชื่อหนังสือ/(เลขหน้า)./สถานที่พิมพ์:/สำ� นกั พมิ พ์. วารสาร ไทย ช่ือ//สกลุ ./(ปพี ิมพ์)./ช่ือบทความ./ชื่อวารสาร,/เลขของปที (ี่ เลขของฉบับที)่ ,/เลขหน้า. องั กฤษ สกลุ ,/อักษรยอ่ ชื่อ./(ปีพมิ พ)์ ./ชอ่ื บทความ./ช่ือวารสาร,/เลขของปีท(ี่ เลขของฉบบั ท)่ี ,/ ///////เลขหนา้ . หนงั สือพิมพ์ ไทย ชอื่ //สกลุ ./(ป,ี /วัน/เดอื น)./ช่ือคอลัมน.์ /ช่ือหนังสอื พมิ พ,์ /เลขหน้า. องั กฤษ สกลุ ,/อักษรย่อชื่อ./(ปี,/เดอื น/วนั )./ชอ่ื คอลมั น.์ /ชอ่ื หนงั สอื พมิ พ์,/เลขหนา้ . วิทยานพิ นธ์ ไทย ชอ่ื //สกลุ ./(ปีทเี่ ผยแพร)่ ./ช่อื วิทยานิพนธ์./ระดับปรญิ ญา,/ช่ือสาขาวชิ าหรือ ///////ภาควชิ า/คณะ/ชอื่ มหาวทิ ยาลยั . อังกฤษ สกลุ ,/อักษรย่อชอ่ื ./ชอ่ื วิทยานิพนธ/์ (ระดับปริญญา)./ชื่อสาขาวิชาหรอื ภาควิชา/ ///////คณะ/ช่ือมหาวทิ ยาลัย. เว็บไซต์ ไทย ช่อื //สกุลผเู้ ขยี น./(ปีท่เี ผยแพร่)./ช่ือบทความ./สืบค้นวนั ท่/ี xx/เดือน/ปี,/จาก/URL อังกฤษ สกลุ ,/อกั ษรยอ่ ช่ือผู้เขียน./(ปีท่เี ผยแพร่)./ช่อื บทความ./Retrieved/เดือน/วัน,/ป,ี ///////from/URL การสัมภาษณ์ ไทย ช่อื //สกลุ ./(ปี,/วนั /เดือน)./สมั ภาษณโ์ ดยช่ือ/สกุล./ตำ� แหน่ง (ถ้าม)ี ,/สถานที่. อังกฤษ สกุล,/อกั ษรย่อชือ่ ./(ปี,/วนั /เดอื น)./Interviewed by/อักษรยอ่ ช่อื ./สกลุ / ///////[วธิ กี ารบันทกึ ]./ตำ� แหนง่ ของผูถ้ ูกสัมภาษณ,์ /เมอื ง 210
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211