ผลกระทบท่จี ะเกดิ ขนึ้ ตอสภาพแวดลอมในดานตางๆที่อาจจะเกิดขึ้น มีการทําการศึกษาเพื่อการ วางแผนพฒั นาพน้ื ท่ี ซึง่ ท่ีปรกึ ษาในขณะนัน้ ไดทาํ เปน รายงานตอสํานักงานคณะกรรมการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติโดยต้ังขอสังเกตเกยี่ วกบั ผลกระทบตอสิ่งแวดลอมท่ีจะเกิดขึ้นจากการ พัฒนาพื้นท่ีชายฝง ทะเลตะวันออกวา... “ การกําหนดเขตอุตสาหกรรมหนักและการข้ึนของชุมชน เมืองใหม เกรงวาจะมีปญหาสิ่งแวดลอมเชนเดียวกับกรุงเทพมหานคร ดังน้ัน จึงควรวางแผน ปอ งกันการเกดิ มลพษิ ควบคูไปกับการวางแผนการพฒั นา โดยควรคาํ นึงถงึ ประเดน็ หลักดังนี้ 1. มลพิษจากอตุ สาหกรรมทีต่ ั้งอยูเ ดิม และท่จี ะเกิดขึ้นใหมโดยเฉพาะโรงงานผลิตไฟฟาที่ อา วไผ 2. ส่งิ ปฏกิ ูลจากสุขาภิบาล ที่อาจจะเกิดจากการพฒั นาเมอื ง 3. ผลกระทบจากการสรางทาเรอื 4. ผลของมลพษิ และการพงั ทลายชายฝงทะเล 5. ผลของมลพษิ ตอชีวติ สัตวท ะเล 6. ความเส่ือมโทรมของปา ไมและการลดลงของสตั วปา ”91 แตผ ลการศกึ ษาในดานผลกระทบตอสิ่งแวดลอมกลับไมถูกใหความสําคัญ หรือ ถกู จดั ลําดบั ใหอ ยูใ นระดบั ตนๆของการกําหนดนโยบาย ซึ่งก็อาจจะอางไดวาในขณะนั้นยังไมมี กฎหมายบังคับวาจะตองคาํ นึงถงึ ผลกระทบตอสภาพแวดลอมก็ตาม แตอยางนอยๆในฐานะของ นักวางแผนที่ตองมองไปในอนาคตก็ควรจะเห็นถึงปญหาผลกระทบที่จะตามมาหากไมนําเอา ประเดน็ เร่ืองผลกระทบตอส่ิงแวดลอมนําเขามาอยูในสมการของกระบวนการความคิด ต้ังแตตน และแมในภายหลังแมจะมีการปรับปรุงแกไขบัญญัติของกฎหมายกําหนดใหตองทําหรือตอง ดําเนินการอยา งหนึ่งอยางใด มกี ารกําหนดรายละเอียดตา งๆทตี่ อ งดาํ เนินการตามแผน ตามเงือ่ นไข ท่กี ําหนดไวในโครงการทีข่ ออนุมตั ิ แตขนั้ ตอนตา งๆเหลา นน้ั กลับไมถูกนําไปสกู ารปฏบิ ัติแตอ ยาง ใด ทงั้ นยี้ งั ไมตองกลา วถึงเน้ือหาในรายละเอียดวามคี ุณภาพดพี อท่จี ะใชเปนแนวทางในการแกไข ปญหาผลกระทบตอสิ่งแวดลอมที่จะตามมาหรือไม ดังน้ัน ประเด็นเร่ืองผลกระทบตอ สภาพแวดลอ มจึงกลายเปน เพียงพิธกี รรม ที่ทาํ ในเชงิ เพียงรปู แบบสญั ลกั ษณเทาน้ัน ความคิดเร่ือง ส่ิงแวดลอมยังไมถกู สถาปนาใหก ลายเปน สาํ นึกในระบบการวางแผนการพัฒนา ยงั ไมถ ูกสถาปนา 91 สรปุ สาระสาํ คัญรายงานการศกึ ษาขน้ั Inception Report โครงการศกึ ษาเพ่อื การวางแผนพฒั นาพื้นทีช่ ายฝง ทะเล ภาคตะวันออก volumn II บรษิ ัทคูเปอรส แอนด ไลยแบรนด แอสโซซิเอทส จํากัด บริษทั มอนเซลลค อลซัล แตนทส และหา งหนุ สว นสินธพุ ูนศริ ิวงศและสหาย กองวางแผนภาค สํานักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกิจ และสงั คมแหง ชาติ ธ.ค. พ.ศ. 2524 หนา 21 93
ใหเปนสวนหน่ึงของแนวคิดเร่ืองสทิ ธิในส่ิงแวดลอม และเมื่อเปนเชนน้ีจึงไมตองประหลาดใจวา ทําไม กฎหมายส่ิงแวดลอมบัญญัติไวอยางหน่ึง แตในการปฏิบัติกลับไปปฏิบัติเปนแบบอ่ืนท่ี บดิ เบอื นไปจากเจตนารมณข องกฎหมาย สืบเนื่องจากปญหาความไมเปนธรรมท้ังหลาย การขาดการมีสวนรวมในทาง การเมอื ง ประกอบกับสํานึกในเร่ืองสิทธิ-เสรีภาพของประชานที่มีมากขึ้น อิทธิพลของกระแส ความคิดเรื่องส่ิงแวดลอม และการเกิดกระบวนการรวมกลุมของภาคประชาชนทั้งในสวนที่ หนวยงานภาครัฐใหการสนับสนนุ และทงั้ ทเี่ ปน เครอื ขายการทํางานกับองคก รพฒั นาเอกชน การ ขยายตัวของการศกึ ษาวจิ ยั ของเครือขา ยทางวชิ าการแบบสหวิทยาการซึ่งทําใหมีระบบฐานขอมูลที่ เปนระบบ เปนปจจุบัน มีน้ําหนัก และสามารถที่จะนําไปคาดการณหรือจําลองสถานการณเพื่อ วางมาตรการในการปองกันหรอื กําหนดแนวทางในการแกไขปญหา และท่ีสําคัญก็คือ เกิดการ เคลื่อนไหวทางสงั คมแบบใหมแ ละทําใหนาํ ไปสูการแกไขปญหาได (แมจะเปนการแกไขในระยะ เฉพาะหนาสั้นๆก็ตาม) การบรรจบรวมกันของกระแสความคิดและปฏิบัติเหลานี้นําไปสูการมี รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 และดวยผลของรัฐธรรมนูญดังกลาวจึงนําไปสูการ เกิดองคกรตามรัฐธรรมนูญ เกิดการบัญญัติกฎหมายใหมๆมากมายหลายฉบับ และที่สําคัญก็คือ เกิดชอ งทางใหมทางกฎหมายที่จะทําใหเกิดการมีสวนรวมของภาคประชาชนมากข้ึน ผลในทาง การเมืองและทางสังคมดังกลา วมผี ลโดยตรงตอ กรณปี ญหามลพิษและสิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้นบริเวณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด สองกรณดี งั ตอไปน้ี ก. ตามรัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2540 และ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2550 ไดกําหนดใหตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ และสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติในกรณสี ภาทป่ี รกึ ษาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ ซึ่งนบั แตมกี ารสรร หาสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯจนถึงปจจุบัน มีสภาที่ปรึกษาฯท่ีมีการดํารงตําแหนงตามวาระไปแลว 2 ชุด ท้ังสองชดุ มกี ารนาํ เอาประเดน็ ปญหาการพฒั นาพ้ืนท่ีชายฝง ทะเลตะวันออกโดยเฉพาะอยาง ยิ่งปญหาเร่ืองมลพิษจากอุตสาหกรรมบริเวณพ้ืนที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมาศึกษาและจัด ขอ เสนอแนะตอ คณะรัฐมนตรี92 และในทางปฏิบัติคณะรัฐมนตรีก็จะมีมติรับทราบและใหสงผล การศึกษาและขอเสนอแนะตางๆไปใหหนวยงานที่เกี่ยวของพิจารณา ซึ่งแทบจะไมมีผลใน ทางการแกไ ขปญ หา ยง่ิ หากความคิดเหน็ ดงั กลาวเปน การไปทักทวงงานหรอื ไมเห็นดวยกับทิศทาง ใ น ก า ร พั ฒ น า ข อ ง รั ฐ บ า ล ข อ เ ส น อ แ น ะ ดั ง ก ล า ว ก็ เ ป น เ พ่ื อ แ จ ง ใ ห ท ร า บ ว า ส ภ า ที่ ป รึ ก ษ า 92 โปรดดรู ายละเอียดในหนงั สอื เลขที่ ทนี่ ร.1117/1863 ลงวันที่ 16 ธนั วาคม พ.ศ. 2547 และหนงั สอื เลขที่ สศ. 0001/431 ลงวันที่ 5 มนี าคม พ.ศ. 2551ดังมีรายละเอียดในภาคผนวก 94
มีความคดิ เหน็ อยางไรตอ ปญหาน้ัน เทา นนั้ สาํ หรบั ในกรณกี ารดําเนินการของคณะกรรมการสิทธิ ม นุ ษ ย ช น แ ห ง ช า ติ น อ ก จ า ก จ ะ มี ก า ร ต ร ว จ ส อ บ ข อ เ ท็ จ จ ริ ง ใ น ก ร ณี ป ร ะ ช า ช น ที่ ไ ด รั บ ผ ล ก ร ะ ท บ จ า ก ม ล พิ ษ จ า ก โ ร ง ง า น อุ ต ส า ห ก ร ร ม โ ด ย ไ ม มี ก า ร แ ก ไ ข เยี ย ว ย า จ า ก หนวยงานของรัฐซึ่งถือวาเปนการกระทําท่ีเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนแลว คณะกรรมสิทธิ์ มนุษยชนแหงชาติยังมีการศึกษาวิจัย( เพ่ือพัฒนาสิทธิมนุษยชน)ในทางดานสิทธิในทางดาน สิ่งแวดลอม อีกมากมายและงานศึกษาเหลาน้ันนําไปสูการจัดทํารายงานตอรัฐสภาและจัดทํา ขอ เสนอเชงิ นโยบายตอ รัฐบาลเพือ่ สงั่ ใหหนวยงานท่ีมีหนาท่ีตามกฎหมายดําเนินการแกไขกรณีที เปน การละเมดิ สิทธิมนษุ ยชนแมต ามรัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซ่ึงไดช ่อื วาเปน รัฐธร ร มนู ญ สี เ ขีย ว กล า ว คื อ มี ก าร นํ า เอา ป ร ะ เด็ น และแน ว ท าง ใ น ก าร ป ก ป อง คุมครองและแกไขปญหาสิ่งแวดลอมมาบรรจุไวในรัฐธรรมนูญ จนนําไปสูการสถาปนาทําให ความคิดเรื่องส่ิงแวดลอมมีความเปนสถาบันท่ีเปนทางการมากขึ้น ทําใหเกิดรากฐานท่ีสําคัญ ในทางกฎหมายที่ทําใหประชาชนมีสิทธิในดานตางๆมากมาย โดยพยายามท่ีจะสรางกลไกเพื่อ ปกปองคุมครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมและเม่ือมีการจัดทํารัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย ฉบับป พ.ศ. 2550 นอกจากจะคงเนื้อหาสิทธิในทางดานสิ่งแวดลอมไวอยาง มากมายตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แลว ยังไดเสริมกระบวนการเพ่ือ แกไขสถานการณปญหาส่ิงแวดลอมซ่ึงไดดําเนินการมาแลวไมไดผลใหสามารถพัฒนาตอไปได จึงไดกาํ หนดใหมกี ารตั้งองคกรอิสระ(ทางดานสิ่งแวดลอม )93เสริมขึ้นมาใหความเห็นรวมในการ ตรวจสอบผลกระทบตอ ส่ิงแวดลอมกอ นการอนุมัติ (หรอื ไมอ นมุ ตั )ิ ใหโ ครงการดําเนนิ การ 93รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 67 สิทธิของบุคคลท่ีจะมีสวนรว มกบั รฐั และชุมชนในการอนรุ ักษ บาํ รุงรกั ษา และ การไดป ระโยชนจากทรัพยากรธรรมชาตแิ ละความหลากหลายทางชวี ภาพ และในการคมุ ครอง สง เสริม และ รักษาคุณภาพสิง่ แวดลอม เพ่อื ใหดาํ รงชพี อยูไดอยางปกติและตอเน่ืองในสง่ิ แวดลอมทีจ่ ะไมก อ ใหเ กดิ อันตรายตอ สุขภาพอนามยั สวสั ดภิ าพ หรือคุณภาพชวี ติ ของตน ยอมไดรบั ความคมุ ครองตามความเหมาะสม การดําเนนิ โครงการหรอื กจิ กรรมทอ่ี าจกอใหเกิดผลกระทบตอ ชมุ ชน อยา งรนุ แรงท้งั ทางดา น คุณภาพสง่ิ แวดลอ ม ทรัพยากรธรรมชาติ และสขุ ภาพ จะกระทาํ มิได เวนแตจะไดศกึ ษาและประเมินผลกระทบตอ คณุ ภาพสงิ่ แวดลอมและสุขภาพของประชาชน ในชุมชน และจัดใหมีกระบวนการรับฟงความคิดเหน็ ของ ประชาชนและผมู สี วนไดเสียกอน รวมทงั้ ไดใหอ งคการอิสระซึง่ ประกอบดวยผูแทนองคการเอกชนดาน สง่ิ แวดลอมและสุขภาพ และผูแทนสถาบนั อุดมศึกษาท่ีจดั การการศึกษาดานสง่ิ แวดลอ มหรอื ทรพั ยากรธรรมชาติ หรือดา นสุขภาพ ใหค วามเหน็ ประกอบกอนมกี ารดําเนินการดังกลาว 95
ข . ก า ร พั ฒ น า ป ร ะ เ ท ศ ซ่ึ ง เ น น ก า ร เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ โ ด ย ล ะ เ ล ย ค ว า ม สมดุลทางสังคม และสภาพแวดลอมไดสรางแรงกดดันตอสวนตางๆในสังคมและนําไปสูการ เปล่ยี นแปลงในทางกฎเกณฑ ท้ังทีเ่ ปนกฎหมายและบรรทัดฐานของสังคมอยางมากมายอยางนอย ทีส่ ดุ ที่เห็นไดชดั เจนที่สุดไดแ ก ในดา นสขุ ภาพและกระแสการคุมครองผูบริโภค ในดานสุขภาพ และสิ่งแวดลอม และท่ีสําคัญคือในดานการมีสวนรวมทางการเมืองการปกครองและสิทธิของ ชุมชนภายใตก ารเปลีย่ นทางกฎหมายในดา นตางๆดงั ที่กลา วมาสง ผลใหเกิดนโยบายท่ีเก่ียวของกับ การสรา งระบบในการปองกนั และแกไขปญหาสิ่งแวดลอ มในมติ ติ า งๆมากมาย เชน 1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ตง้ั แตฉ บับที่ 6 จนถึงฉบบั ปจ จุบัน 2. นโยบายและแผนการสงเสรมิ และรักษาคุณภาพสิง่ แวดลอ มแหงชาติ พ.ศ. 2540-2559 3. นโยบายที่กําหนดใหมยี ุทธศาสตรกลุมจงั หวัดภายใตแนวคิดผูวาราชการจงั หวัด ซอี ีโอ 4. การจดั ทํา ธรรมนญู สุขภาพ ตามพระราชบญั ญตั ิสุขภาพแหงชาติพ.ศ. 2550 นโยบายกด็ ี แผนในตา งๆกด็ ี ยุทธศาสตรของกลมุ จังหวัดกด็ ี และท่กี าํ ลงั ดําเนินการอยูกค็ ือ ธรรมนูญสุขภาพ ทั้งหมดเหลานี้หากนําไปทาบลงในพื้นท่ีนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอยางยิ่ง บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะพบวานโยบาย แผน ยุทธศาสตร เหลานั้นไมไดมีความ ชัดเจนอยางเพยี งพอทจ่ี ะเขา ไปแกไ ขปญ หาหรือดําเนินการใดๆที่เปน รปู ธรรม จนกระทง้ั เกิดเหตกุ ารณชุมชุมใหญเพอ่ื คดั คานการขยายนิคมอุตสาหกรรมในระยะที่สาม และการไมป ระกาศใหเขตพ้ืนที่บรเิ วณนคิ มอตุ สาหกรรมมาบตาพุด เขตอําเภอเมืองและเขตอําเภอ บา นฉาง และบรเิ วณใกลเคียงเปนเขตควบคุมมลพิษตามขอรองเรียนท่ีชี้ใหเห็นสถานการณความ รนุ แรงของปญ หา ท้งั สองกรณีดังกลาวนาํ ไปสูการหาทางออกของปญหาเฉพาะหนา94โดยการที่ คณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการ( เฉพาะกิจ)ตามอํานาจของ คณะกรรมการสิง่ แวดลอ มแหงชาติ 3 อนกุ รรมการ ซงึ่ ประกอบดวย 94 เน่ืองจากการใชอาํ นาจบรหิ ารในการแตงตงั้ คณะกรรมการซึง่ เปนรปู แบบวธิ ีหนึ่งของการจดั ต้ังองคก รใหท าํ หนา ท่อี ยา งใดอยา งหน่งึ คณะกรรมการทแ่ี ตง ตั้งเชนนี้ หากไมม กี ฎหมายกาํ หนดใหมีการจัดต้ังคณะกรรมการ( ตามทกี่ ฎหมายบญั ญตั ิ )แลว ในการทําหนาท่ขี องคณะกรรมการเหลานัน้ (ดังเชน คณะอนกุ รรมการเฉพาะกิจ)ก็ ขน้ึ อยูกบั อํานาจในทางการเมอื งของผูทเ่ี ปนประธาน และกรรมการ และนอกจากน้นั ยังขึ้นอยูกับนโยบายของ รัฐบาลอีกดวยวาจะสนบั สนนุ การทํางานของคณะกรรมการมากนอยเพียงใด ซง่ึ จะมีความแตกตางไปจาก คณะกรรมการที่ตั้งข้ึนตามกฎหมายซงึ่ จะมคี วามมั่นคงแนน อนกวา และมกี ลไกในทางกฎหมายทจ่ี ะเขา มาทาํ หนาท่ีในการควบคุมกาํ กับตรวจสอบ ซ่ึงหมายความวาจะตอ งมีความรับผิดในทางกฎหมายดวย 96
1. คณะอนุกรรมการเฉพาะกจิ เพอื่ แกไขปญ หามลพิษและกําหนดการพัฒนาในพื้นที่ จงั หวดั ระยอง เมือ่ เดอื นกุมภาพันธ พ.ศ. 2550 เพือ่ ทําหนาที่เสนอแผนปฏิบตั กิ าร แกไขปญหาส่งิ แวดลอ มท้ังระบบ ตลอดจนกําหนดระดบั การพฒั นาท่ีเหมาะสม สอดคลอ งกับศักยภาพการรองรับของพื้นท่ีจงั หวัดระยอง 2. คณะอนกุ รรมการพหภุ าคเี พ่ือกํากับการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการลดและขจดั มลพษิ ในพืน้ ท่จี งั หวัดระยอง พ.ศ. 2550-2554 (โดยมีผวู าราชการจงั หวัด เปน ประธาน) และ 3. คณะอนกุ รรมการดานเทคนิคเพ่ือกาํ กบั ดแู ลและตรวจสอบการแกไข ปญหามลพษิ ของอตุ สาหกรรมในจงั หวัดระยอง(รองปลดั กระทรวงอตุ สาหกรรม เปน ประธาน) การตั้งคณะอนุกรรมการชุดตางๆเพื่อแกปญหาซึ่งเกิดจากแรงกดดันจากการตอตานจาก องคกรเครือขายสงิ่ แวดลอ มสะทอนใหเ หน็ ถงึ ขอจาํ กดั ของระบบกฎหมายในสองมิติคือ อาจจะเปน เพราะสถานการณของปญหาตางๆที่เกิดข้ึนยังไมมีกฎหมายใดๆที่จะนํามาใชในการแกไขปญหา เหลานั้นได และในอีกมิติหนึ่งเปนกรณีท่ีมีกฎหมายตางๆครอบคลุมอยูแลวแตไมมีการบังคับใช กฎหมายดว ยเหตุใดๆกต็ าม หรอื มีกฎหมายแตกฎหมายไดยกเวนไวไมใหนํากฎหมายมาบังคับใช ซ่ึงจากการศึกษาทําใหพบวากรณีของปญหาที่เกิดจากผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมในพ้ืนที่ จังหวดั ระยองเปนขอ จํากดั ทัง้ สองมิติ โดยนา้ํ หนักจะโนมเอียงไปในมิติแรกเสียเปนสว นใหญ ดังนนั้ เมอื่ กฎเกณฑท เ่ี รียกกนั วากฎหมายซ่งึ มอี ยแู ตไมมกี ารบังคบั ใช อันนํามาซึง่ คาํ ถามท่ี ถูกถามตอความเปนธรรม ความยุติธรรมในทางสังคมที่ฝายตางๆไดรับ โดยเฉพาะอยางย่ิงกับ ประชาชนซ่ึงเปน ผทู ี่เคยตั้งถนิ่ ฐานรกรากมากอนท่ีจะมีการพัฒนาพ้ืนที่จึงเปนเหมือนกับขยะท่ีถูก ซุกเอาไวใตพรมท่ีรอเวลาจะปะทุข้ึนมาและ ยังสะทอนใหเห็นถึงรากเงาของปญหาที่เกิดขึ้นมา ตงั้ แตเรม่ิ ตน พฒั นาโครงการคือ ความบกพรองในการจัดโครงสรา งองคกรทจ่ี ะเขา มาดําเนินการใน การบรหิ ารจดั การโครงการ การต้ังคณะอนุกรรมการทั้งสามชุดดังกลาว สะทอนวาโครงสราง ของระบบราชการท้ังในราชการสวนกลาง ราชการสวนภูมิภาค และราชการสวนทองถ่ิน ไม สามารถทีจ่ ะดาํ เนินการในการแกไขปญ หาตา งๆทีเ่ กดิ ขน้ึ ได ทั้งๆทม่ี ีอํานาจตามกฎหมายมากมาย ดังน้ันการตั้งคณะอนุกรรมการทั้งสามชุดจึงเทากับเปนการปรับโครงสรางของการใชอํานาจท้ัง ในทางการเมอื ง( ในระดับนโยบาย )และในทางกฎหมาย( ในระดับปฏบิ ัติทอ่ี ยใู นระบบราชการ)เสีย ใหมเพ่ือแกไขปญหาตางๆ ซงึ่ จากการดําเนินการของคณะอนุกรรมการดังกลาวท่ีมีความพยายาม ทําใหเ กิดการบูรณาการการใชอํานาจของหนวยงานตางๆทั้งในระดับสวนกลาง และระดับสวน ภมู ภิ าคในระยะเวลาเกอื บ1ป ( ในขณะทีท่ ําการศกึ ษา)ทําใหเหน็ ประเด็นท่ีเปนขอสังเกตที่สามารถ นําไปสูการปรับปรุงกฎหมายดงั ตอ ไปน้ี 97
1. การจัดตงั้ คณะอนุกรรมการเฉพาะกจิ ทง้ั สามดา นดังกลา วทาํ ใหเ กดิ ความตน่ื ตัวขึ้นภายใน ระบบราชการ โดยเฉพาะกับหนวยงานที่มีหนาท่ีตามกฎหมายท่ีจะตองใชอํานาจตามกฎหมายใน การปญ หา มีความพยายามในการใชบ ทบาทในฐานะของหนวยงานท่จี ะเรงรัดเพือ่ ใหเ กิดการแกไข ปญหาทเี่ กดิ จากโรงงานตา งๆมากขึ้น และบอ ยขึน้ ทง้ั น้ีเนื่องจากจะตอ งมีการรายงานผลและมกี าร ติดตามการดําเนินการเปนระยะๆ ในกรณีท่ีหนวยงานในระดับพ้ืนท่ียังไมมีความพรอมหรือมี ขอจาํ กดั ของบุคคลกร มกี ารจดั ตั้งหนว ยสนบั สนุนจากสวนกลางลงมาสนบั สนนุ การดําเนินการใน พนื้ ท่ซี งึ่ ความตื่นตวั ดงั กลาวเกิดจากการมีนโยบายที่เรงรัดใหดําเนินการ มีการติดตามตรวจสอบ จากฝา ย ตา งๆ 2. มกี ารจดั ทาํ ระบบขอ มูลที่เกี่ยวกับปญหา( เฉพาะบางปญหา เชน จุดที่ร่ัวไหล ) มีการ ติดตอ สอ่ื สารกันระหวา งหนว ยงาน( เฉพาะบางกลมุ งาน) มกี ารเขา ไปดาํ เนนิ การตรวจสอบ ติดตาม ในพนื้ ทข่ี องโรงงาน และมีการจดั ประชุมเพ่ือรายงานตดิ ตามประเมินผลการดาํ เนนิ การกันมากขึน้ 3. มีความพยายามท่ีจะสรางระบบในการแกปญหาที่แตกตางไปจากระบบการบริหาร ราชการปกติ เชน การจัดต้ังกองทุนท่ีไมตองรองบประมาณประจํา ความพยายามในการพัฒนา ระบบการการบรหิ ารแบบเปด โอกาสใหป ระชาชนเขามามสี ว นรวม( แมอ าจจะเปน เพียงรูปแบบ ) 4. มีความพยายามท่ีจะสรางหลกั ประกันเพื่อใหเ กดิ ความมนั่ ใจแกป ระชาชนวา สถานการณ มลพษิ ในบรเิ วณพืน้ ท่ีนิคมอตุ สาหกรรมอยูใ นเกณฑม าตรฐานตามทีก่ ฎหมายกําหนด และในเวลา เดยี วกันกม็ ีการสรางมาตรการตา งๆเพ่ือควบคมุ โรงงานสถานประกอบการตางๆใหอ ยใู นกรอบของ กฎหมาย เปน ตน แตอยา งไรกต็ าม ในขณะที่มีความพยายามในการปรับปรุงระบบตางๆดังท่กี ลาวมาขา งตน แตใน ความเปน จรงิ พบวา กลับยังคงมกี ารลกั ลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม ยังคงมกี ารดําเนินการอยาง ตอ เน่ืองทจ่ี ะขยายโครงการ ยงั คงมอี กี หลายๆปญ หาทยี่ ังไมไ ดถ กู หยิบยกขึ้นมาแกไข(ดังปรากฏใน รายงานการประเมนิ ผลตามมตคิ รม.ก็ดี การเปลี่ยนแปลงสีของผังเมืองก็ดี การปรับระบบทางดาน สาธารณะสุขท้งั ระบบกอนที่จะตัดสินใจวาจะดําเนินการตางๆตามแผนตอไปหรือความตองปรับ แผนอยางไร) เหตุที่ทําใหระบบการแกไขปญหาท่ีต้ังตนดูเหมือนวาจะไดรับการเอาใจใสจริงจัง ต้ังแตระดับนโยบายแตในที่สุดก็เขาสูรูปแบบวิธีการปรกติ ก็เพราะวาการตั้งคณะอนุกรรมการ เฉพาะกจิ ดังกลา วเปน การตงั้ คณะกรรมการที่เปนคณะกรรมการตามนโยบายของฝายบริหารที่เขา ออกตามวาระ เมื่อพน วาระไปคณะกรรมการชดุ ตางๆโดยหลักแลวก็จะพนวาระตามไปดวย เวน แตจะมีการยนื ยนั หรือใหคงคณะกรรมการชุดดงั กลา วไว ดังน้นั จงึ ตองสรางกลไกในการแกปญหา ในรปู แบบและวธิ ีเชนนใี้ หเ ขา ไปอยูในโครงสรา งของระบบราชการทีม่ ีลักษณะท่เี ปนรูปแบบพิเศษ 98
แตกตางไปจากระบบราชการปรกติและตองมสี ถานะในทางกฎหมาย มีอาํ นาจ มีเคร่ืองมือท่ีจะทํา ใหระบบรูปแบบการทาํ งานแบบพเิ ศษดงั กลาวน้ีสามารถที่จะทําหนา ที่ไดอ ยา งแทจริง ขอสรุป จากการศึกษาบริบทของพัฒนาการของการดําเนินโครงการพัฒนาพ้ืนที่ ชายฝง ทะเลตะวันออกต้งั แตก ารริเร่มิ โครงการ การวางแผน การพฒั นา การดาํ เนินการตางๆ จนถงึ ปจจุบัน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย และ กระบวนการเรยี นรูของสังคมซึง่ สงผลตอ ระบบกฎหมาย ซ่งึ เปน ผลกระทบตอ สทิ ธิของประชาชน ในระดับตา งๆเปน ปญ หาเนือ่ งจาก 1. กระบวนการกอต้ัง การจัดโครงสรางองคกรรับผิดชอบในการดําเนินการ การ ตดิ ตามใหเ ปนไปตามแผนงาน การประเมินผลกระทบ และการปรับปรุงระบบการดาํ เนนิ งานไมไ ด ใหค วามสาํ คัญกับประเด็นปญหาผลกระทบตอ ส่ิงแวดลอม ผลกระทบตอสังคม แตใหความสําคัญ กับการลงทุนเปนสําคัญ 95 จึงไมนําไปสูการมีนโยบายการพัฒนาท่ีสมดุลและเมื่อไมถูกให ความสําคญั ในระดับนโยบาย แมจะมีกฎหมายและมีหนวยงานตางๆรับผิดชอบ การทําหนาท่ีของ หนวยงานและการบงั คับใชก ฎหมายก็จะขนึ้ อยูกับวาปญหาถูกหยิบยกขึ้นมาทําใหเปนขาวปรากฏ ในส่อื ไดเมื่อใด เมอ่ื น้นั หนว ยงานของรัฐก็จะเขา มาดูทา ทีและคอ ยดาํ เนนิ การแบบฉาบฉวยขอไปที 2. แมจะมขี อ มลู ในเชงิ ประจักษเกยี่ วกับผลกระทบทเ่ี กิดขึ้นตอ ประชาชน ชุมชน อยแู ลว บางก็ตาม แตเ น่อื งจากในระบบราชการไทยไมค นุ เคยกับการบรู ณาการโครงสราง บุคลากร และ อํานาจ ดังนั้นสิ่งท่ีเกิดขึ้นก็คือ เกิดระบบการต้ังคณะกรรมการชุดตาง ๆ มากมาย มาดูแล สถานการณปญ หา แตไ มสามารถทีจ่ ะลงไปสูการเกดิ ระบบการแกปญหาอยางเปนระบบท่ีตอเน่ือง จรงิ จงั และครบวงจร 3. การใชประโยชนจากการประเมินและติดตามผลการดําเนนิ โครงการดังท่ีกลาวมาแลว ขา งตน วา การดาํ เนินโครงการพฒั นาพนื้ ทช่ี ายฝง ทะเลตะวันออกเปนสง่ิ ทไ่ี มเคยดําเนินการมากอน ในประเทศไทย ดังนั้นจึงตองใชหลักในการบริหารจัดการท่ีแตกตางไปจากการบริหารราชการ ปรกติ และจากท่ีไดดําเนนิ การมามีการจัดโครงสรางองคก รและวิธกี ารบริหารทม่ี ีลักษณะพเิ ศษ ซ่งึ 95 ท้ังๆท่ีสาเหตุหนึ่งท่ีทําใหตองขยายเขตอุตสาหกรรมดวยการพัฒนาพ้ืนท่ีชายฝงทะเลตะวันออกเปนเพราะ ขอ จาํ กดั ทางดา นสงิ่ แวดลอ ม(และปญ หาอนื่ ๆ)ดงั ท่ีไดกลาวมาแลวขางตนของพื้นที่เขตอุตสาหกรรมในกรุงเทพ และปริมณฑล ดังน้ัน ปรากฏการณสถานการณปญหากรณีพ้ืนท่ีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจึงกลายเปน ประวัตศิ าสตรซํา้ รอย แมจ ะมีความพยายามท่ีจะจัดโครงสรางและระบบวิธีการเพ่ือการบริหารจัดการในพื้นท่ี แบบใหมท ีแ่ ตกตา งไปจากวธิ กี ารของระบบราชการกต็ าม 99
ในขณะน้ันการดําเนินการในขั้นตนมีการจัดต้ังอนุกรรมการชุดตางๆ96 ซึ่งรวมถึงมีการต้ัง คณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและแกไขปรับปรุงระบบงาน จากการศึกษาจะเห็นไดวาการต้ัง คณะอนุกรรมการดังกลาว เปนไปตามหลกั การท่อี าจจะกลา วไดวา เปน ระบบการบริหารแนวใหม ท่ใี หค วามสาํ คัญกับเปา หมายและความสําเร็จของโครงการ ดังน้ัน การศึกษาและแกไขปรับปรุง ระบบงานในท่ีนี้จึงหมายถึงการติดตามประเมินเพื่อปรับปรุงแกไขระบบการบริหาร การส่ังการ การบูรณาการของหนวยงานตางๆใหดําเนินงานตางๆใหเปนไปตามแผนเพื่อใหโครงการสําเร็จ แตห ลงั จากทีเ่ ร่ิมมีการประกอบกจิ การในกระบวนการผลิตแลว กลับไมมกี ระบวนการประเมินผล การติดตามเพื่อการปรับปรุงแกไขผลกระทบตางๆท่ีเกิดข้ึนอยางจริงจัง( ซ่ึงตรงกันขามกับความ มุงม่นั ทม่ี ตี อ การผลักดันใหเ กดิ นิคมอุตสาหกรรมและการสนับสนนุ ใหระบบกระบวนการผลิตเร่ิม ดําเนินการ) โดยปลอยใหเปน ภาระหนาท่ขี องหนว ยงานทไี่ มมคี วามสาํ คญั ในระดับนโยบาย และ ระดับปฏบิ ตั ิท้งั ในสวนกลาง สวนภูมภิ าค และองคก รปกครองสวนทองถน่ิ เปนผูตามแกไขปญหา แตดวยเหตุที่ศักยภาพของหนวยงานตางๆเหลาน้ีไมสามารถท่ีจะไปแกปญหาท่ีตนเหตุไดดวย เหตผุ ลท้งั ในทางเทคโนโลยี อํานาจ งบประมาณ บุคลากร ความรู ขอมูล ความรวมมือ ความ มุงมั่นของนโยบาย ฯลฯ ดังนัน้ จึงทําใหหนวยงานตางๆเหลาน้ีแกปญหาท่ีปลายเหตุ (end of the pipe) ในลักษณะเปนการบรรเทา ไมมีความตอเนื่อง และที่สําคัญคือไมมีระบบการบริหาร จดั การท่ดี ี จากการศกึ ษาระบบการตดิ ตามประเมนิ ผลโครงการพัฒนาพ้นื ทช่ี ายฝง ทะเลตะวันออก ตัง้ แตเ รม่ิ ตน ดาํ เนินการมาจนกระทั้งปจจุบัน พบวามีการประเมินผลของโครงการมาเปนระยะๆ และเพอ่ื ความชัดเจนในการทําความเขาใจจะแบงระบบการประเมนิ ออกเปน สองประเภท คอื 1. ระบบการประเมนิ ท่ีเกิดขึ้นจากโครงการพฒั นาพื้นทช่ี ายฝงทะเลตะวันออก โดยตรง 2. ระบบการประเมนิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการศึกษาปญหาของหนว ยงานอน่ื ๆ หรือของ บุคคลท่ีสนใจ จากการประเมนิ ผลการดําเนินการของโครงการพัฒนาพ้นื ที่ชายฝงทะเลตะวันออกซ่ึง เปนการติดตามประเมินผลเพ่ือจะขยายโครงการจากระยะที่สองไปสูระยะที่สาม จากการ 96 คณะอนกุ รรมการชดุ ตางๆ 6 ชดุ ซึง่ ประกอบดว ย 1. คณะอนุกรรมการอุตสาหกรรมปโ ตรเคมี 2. คณะอนุกรรมการพฒั นาทา เรอื นา้ํ ลึกชายฝง ทะเลตะวันออก 3. คณะอนุกรรมการพฒั นาการศึกษาและสงั คม 4. คณะอนุกรรมการการลงทนุ ชายฝง ทะเลตะวันออก 5. คณะอนุกรรมการศึกษาและแกไ ขปญ หาระบบงาน 6. คณะอนกุ รรมการการเงิน ดงั ท่ีไดกลา วมาแลวโดยละเอยี ดในหนา 23 100
ประเมินผลพบวา ภายหลงั จากโรงงานตา งๆในบรเิ วณพ้ืนท่ีอตุ สาหกรรมมาบตาพุดซ่ึงสวนใหญจะ เปนโรงงานปโตรเคมีเร่ิมดําเนินการก็เริ่มมีประชาชนที่ไดรับผลกระทบก็เร่ิมที่จะรองเรียนไปยัง หนวยงานของรฐั ทม่ี หี นา ทใ่ี นการแกป ญหาดังกลา ว แตกลับพบวาปญหาผลกระทบเหลานั้นกลับ ไมไดรับการแกไขปญหาที่ตนตอ หากแตใชวิธีการแกปญหาเฉพาะหนา อาทิเชน การจัดหนวย พยาบาลเขา ไปดแู ล การแจกจา ยส่ิงของ ฯลฯ หรือหากไมสามารถหาทางแกไ ขแลว ก็ใชวิธีการยายผู ไดรับผลกระทบ เชน การยายโรงเรียน การยายโรงพยาบาล แตปญหามลพิษและผลกระทบตอ สิ่งแวดลอมยงั คงมีอยเู ชนเดิม ขณะเดียวกันก็เปนการผลักและเพิ่มภาระแกประชาชนท่ีตองจายคา เดนิ ทางเพม่ิ ขึ้น ดังน้ัน จะเห็นไดวาหากใชกรอบแนวคิดเรื่องระบบการบริหารจัดการ มาเปน กรอบในการมองปญ หาจะทําใหเกดิ ความเขา ใจและเห็นถึงท่มี าของปญหาซึ่งเปน สาเหตุสําคัญที่อยู ในสวนของบทบาทภาครัฐวา เกดิ จากการขาดระบบการบรหิ ารจดั การท่ดี ี97ตัง้ แตรเิ รม่ิ โครงการเมอื่ ประมาณ 25 ปที่แลวท่ีวางระบบเพ่ือมุงแกปญหาเฉพาะหนา และเมื่อโรงงานทั้งหลายภายใต โครงการเริ่มมีการดําเนินการประกอบกิจการก็ไมไดมีการออกแบบหรือสรางระบบใหมเพื่อทํา หนา ทใี่ นการตดิ ตามประเมินผลปรับปรงุ แกไขสวนที่ผิดพลาดไมเปนไปตามแผน กลา วโดยสรุปกค็ อื โจทยทแ่ี ทจ ริงของการพฒั นาพื้นที่ชายฝงทะเลตะวันออกก็คือ การพฒั นาทางดานเศรษฐกิจโดยใหค วามสําคัญกบั ภาคอุตสาหกรรมปโตรเคมีซ่ึงไดรับสิทธิพิเศษ ตางๆมากมายจากรัฐภายใตมาตรการสงเสริมการลงทุน และใหอํานาจทางการอยางเต็มที่แก คณะกรรมการพัฒนาพื้นท่ีชายฝงทะเลตะวันออกเพ่ือผลักดันโครงการใหเกิดขึ้นและเมื่อเกิดการ พัฒนาพืน้ ท่แี ละมกี ารดาํ เนนิ การประกอบกิจการอุตสาหกรรมแลว ปรากฏวาไมมีความชัดเจนท้ัง ในทางนโยบายและในทางกฎหมายท่ีมีประสิทธิภาพและเปนหลักประกันอยางนอยๆในสิทธิขั้น พื้นฐานที่จะไดร ับการคุม ครอง การเยียวยาความเสียหายอยางใดๆท่ีจะเกิดขึ้นอันเปนผลกระทบ จากการพัฒนาพ้ืนทชี่ ายฝง ทะเลตะวนั ออกใหเปนเขตนิคมอุตสาหกรรม ดังน้ันเพ่ือตอบโจทยเรื่อง ความไมชัดเจนทั้งในดานนโยบายและในกระบวนการใชอํานาจตามกฎหมายเพื่อแกไขปญหา ผลกระทบจากการพัฒนาพืน้ ที่ชายฝงทะเลตะวันออก จึงตองสรางหรือทําใหเกิดความระบบของ การบริหารจัดการท่ีดีใหเกิดข้ึนในภาครัฐ และในขณะเดียวกันตองทําใหพลังทางสังคมเปนแรง ขบั เคล่ือนระบบใหเกดิ การทําหนา ท่ี 97 ระบบการบรหิ ารจัดการของภาครฐั ในทน่ี กี้ ็คอื องคป ระกอบของตวั ระบบกฎหมายหรือวงจรของการใชอ ํานาจ ของรฐั ตามกฎหมาย ( ดังปรากฏรายละเอียดอยใู นสวนท่ี 2 แนวคดิ ) 101
3.5.2 การจดั องคกรเพื่อการบริหารจัดการเขตพื้นท่ีพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝงทะเลตะวันออกมีเปาหมายหลักเพ่ือการพัฒนา เศรษฐกิจโดยตองการท่ีจะทําใหอุตสาหกรรมท่ีพัฒนาข้ึนเปนอุตสาหกรรมตนนํ้าโดยนําเอากาซ ธรรมชาติท่ีผลิตในอาวไทยมาเปนวัตถุดิบ เพื่อตองการท่ีจะทําใหอุตสาหกรรมเหลาน้ันเปนหัว ขบวนนําในการพัฒนาเศรษฐกจิ ซ่ึงเปนเปาหมายหลักของนโยบายในการพัฒนาในขณะนน้ั อยางไรกต็ าม นโยบายดังกลาวก็มีเปาหมายรองที่สําคัญก็คือมีวัตถุประสงคเพ่ือ การกระจายโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยูหนาแนนกระจุกตัวอยูในกรุงเทพฯและปริมณฑลซ่ึง กอใหเกิดปญหามลพิษส่ิงแวดลอมและในที่สุดก็นําไปสูขอจํากัดของการพัฒนา( การขยายการ ลงทนุ และการขยายโรงงาน) ดังน้ันความคิดของการพัฒนาเขตพ้ืนท่ีใหมบริเวณเขตพื้นท่ีชายฝง ทะเลตะวันออกใหเปนเขตอุตสาหกรรมจึงเปนฐานความคิดของนโยบายที่ตองการสรางและ พฒั นาข้นึ ใหม จากการศึกษาระบบการบริหารจดั การเขตพืน้ ทพ่ี ัฒนาอตุ สาหกรรมท่ีไดดาํ เนินการ มาต้งั แตเ ร่มิ ตนมขี อ สงั เกตที่นา สนใจเกย่ี วกบั ขอจํากัดเก่ยี วกับการจัดองคกรและเทคนิคที่นํามาใช ในการบริหารจัดการเขตพื้นที่อุตสาหกรรมที่ผานๆมาและประเด็นที่จะตองดําเนินการแกไข ดงั ตอ ไปนี้ 3.5.2.1 สบื เนื่องจากขอจาํ กัดของระบบราชการบริหารท้ังสวนกลาง สวนภูมิภาค และสว นทอ งถิ่น ทาํ ใหม คี วามจําเปนทีจ่ ะตอ งแสวงหารูปแบบขององคกรทจ่ี ะเขา มาเพ่อื ดาํ เนินการ ผลกั ดันใหเกิดการตดั สนิ ใจ การดําเนินการตางๆ การติดตามประเมินผลในระยะตางๆ และการ ตัดสินใจเพือ่ แกไ ขปญ หาที่เกดิ ขนึ้ จากการดําเนินโครงการ ทั้งน้ีเพื่อตองการท่ีจะทําใหโครงการ พัฒนาพนื้ ท่ีชายฝง ทะเลตะวันออกบรรลเุ ปาหมายตามที่กาํ หนดไว เพอื่ รองรบั การเขามาลงทุนและ การประกอบการ ลักษณะการดําเนินการเชนนี้ในเวลานั้นยังเปนแนวทางใหมสําหรับระบบ ราชการ ยงั ไมม กี ารนําไปใชใ นระบบการบรหิ ารราชการอยา งจริงจัง ท้ังนี้เน่ืองจากระบบราชการ ยังเปนระบบสั่งการตามสายบังคับบัญชา การตัดสินใจท้ังหลายอยูที่กระทรวงแตละกระทรวง ระเบียบการบรหิ ารงานบคุ คล ระเบยี บการงบประมาณและการเบิกจา ยอยภู ายใตระเบียบการพัสดุ ที่มีกฎระเบียบหยุมหยิม ฯลฯ แตการดําเนินการตามนโยบายการพัฒนาพ้ืนที่ชายฝงทะเล ตะวันออกเปนการบรหิ ารแบบโครงการซง่ึ มเี ปาหมายเฉพาะท่ชี ัดเจนมลี ําดับความสําคัญกอนหลังที่ ตองดําเนินการใหเสร็จเปนลาํ ดับตามกําหนดระยะเวลาไปพรอมๆกันจากจุดเริ่มตนที่ตางกัน ซ่ึง การดาํ เนนิ การในลกั ษณะของการบรหิ ารโครงการเชนนี้จําเปนที่จะตองใชวิธีการบริหารจัดการที่ แตกตางไปจากระบบราชการ ภายใตการจัดองคก ร ระบบการบริหารงานบุคคล ระเบียบการเงิน 102
การงบประมาณ และระบบการตดิ ตามตรวจสอบประเมินผลที่เปนแบบพิเศษ หรืออาจจะเรียกได วาเปน ระบบการบริหารรฐั กจิ สมยั ใหม อยา งไรก็ตาม ในขณะท่ีมีการดําเนินการพัฒนาพื้นท่ีชายฝงทะเลตะวันออกเพ่ือ จัดทําโครงสรางพ้ืนฐานของการสงเสริมภาคอุตสาหกรรมและดําเนินการพัฒนาจัดต้ังนิคม อุตสาหกรรมในบริเวณพ้นื ทตี่ างๆในบริเวณชายฝง ทะเลตะวนั ออก รัฐบาลในขณะน้ันก็มีนโยบาย การปฏิรูปที่ควบคูไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมซ่ึงก็คือการปฏิรูประบบราชการ ท้ังนี้โดยมี เปาหมายสูงสุดอยูท่ีตองการท่ีจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศใหไปสูการเปนประเทศที่มี ระบบเศรษฐกจิ แบบอตุ สาหกรรมใหม ( Newly Industrial Country , NICs ) ซ่ึงจะตองดําเนินการ ปฏริ ปู ใน สาม ดาน คือ ระบบราชการบริหาร การแปรรูปกิจกรรมของรัฐใหเปนกิจกรรมของ เอกชน และศึกษาเพื่อการปฏิรูปกฎหมายและระเบียบตางๆเพ่ือการพัฒนาประเทศ98 ขอท่ีนา สังเกตกค็ อื ในขณะท่ที างกายภาพและทางสงั คมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยางมากมายในพื้นที่ซ่ึง โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝงทะเลตะวันออกเขาไปดําเนินการ แตในสวนที่เก่ียวกับการปฏิรูป ระบบราชการ การปฏิรูปกฎหมายและระเบียบตางๆแทบจะไมมีการเปลี่ยนแปลงไปแตอยางใด และมีขอสังเกตเพ่ิมเติมวา แมจะมีความคิดและมีนโยบายและแผนในการปฏิรูปก็ตาม แตเปน ความตอ งการที่จะทาํ การปฏริ ปู ระบบราชการบรหิ ารเทา นน้ั ราชการนิติบัญญัติ และราชการตลุ า การ ไมมกี ารกลาวถงึ วา จะตอ งมีการดําเนนิ การปรับปรุงอยางใด ไปในทิศทางไหน จนกระท่ังกอน มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับปพ.ศ. 2540 จึงเริ่มมีแรงกดดันเพ่ือใหเกิดการปฏิรูประบบราชการ บริหาร รัฐสภา และศาล อยางจรงิ จัง ในปจจุบนั มกี ารปรบั ปรุงกฎหมายหลายฉบับท่ีมีผลเปนการปฏิรูประบบราชการ โดยเฉพาะท่ีเกี่ยวของกับระบบราชการบริหารสวนกลางและสวนภูมิภาค99 ซึ่งมีผลรวมไปถึง หนวยงานของรัฐที่มีฐานะเปนรัฐวิสาหกิจดวย อยางไรก็ตาม แมจะมีการปรับปรุงกฎหมายท่ี 98 ดงั ปรากฏรายละเอียดในหวั ขอ ท่ี 2 แนวคิดการบรหิ ารภาครัฐแนวใหม 99 อาทิเชน พระราชบญั ญตั วิ ิธปี ฏิบัตริ าชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พระราชบัญญตั วิ าดว ยความรับผดิ ทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 พระราชบัญญตั ิปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พระราชบัญญตั ิบรหิ ารราชการแผนดนิ พ.ศ.2545 พระราชกฤษฎกี ากาํ หนดหลกั เกณฑแ ละแนวทางการบรหิ ารกจิ การบานเมืองและสงั คมที่ดี พ.ศ. 2546 เปนตน นอกจากน้นั ยงั มคี วามพยายามทีจ่ ะเสนอรางพระราชบญั ญัติเก่ียวกับเขตปกครองพิเศษ เพอื่ ตอ งการท่ีจะปฏิรปู ระบบราชการใหเปนองคกรที่ตอบสนองตอ การพฒั นาทางเศรษฐกจิ ในระดับพ้ืนท่ี แตแนวคิด ของรางพระราชบัญญตั ดิ ังกลา วถูกคดั คา นและไมไดมกี ารเสนอตอ รฐั สภาตออกี เลย 103
เกยี่ วขอ งกับการปฏบิ ัตริ าชการตามแนวคดิ เกย่ี วกับการบริหารรฐั กิจสมัยใหมซ่ึงสอดคลอ งกับความ ตอ งการของประชาชนท่ไี ดรบั ผลกระทบจากการปฏบิ ัติ การดาํ เนินงานของหนวยงานราชการ แต ในทางปฏิบัติกลับพบวาแมจะมีกฎหมายตางๆมากมายท้ังที่บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะอยางยิ่งประชาชนทไ่ี ดร บั ผลกระทบและเสยี หายจากการกระทาํ ของเจาหนาทขี่ องรฐั แต สิทธิตางๆเหลาน้ันกลับถูกเพิกเฉยบิดเบือนชะลอยับยั้งหรือในท่ีสุดก็ใชวิธีการทําใหเกิดการ แบงแยกประชาชนออกเปนหลายฝายแลวใหประชาชนกลุมตางๆเหลานั้นกระทําการในรูปแบบ ตางๆเ พื่อเป นการ โฆษณา ชวนเ ช่ือวา หนวยง านภา ครัฐแ ละเอก ชนได เขาม าดูแลเ ยียวย าค วา ม เดอื ดรอนใหแ ลว ประเด็นทน่ี าสนใจเปน อยา งยิง่ สาํ หรบั ประเด็นนี้ก็คือ ทําไมหนวยงานภาครัฐไม ปฏบิ ัติตามกฎหมายอยางตรงไปตรงมาโดยใหความสําคัญกับสิทธิและเสรีภาพในดานตางๆของ ชุมชน ประชาชน ผูไ ดรบั ผลกระทบจากการพัฒนาพ้ืนท่ชี ายฝง ทะเลตะวันออก เปนตัวต้ัง ทั้งๆที่ ตามแนวคิดของการบรหิ ารรัฐกิจแนวใหมและตามบทบัญญัติของกฎหมายไดบัญญัติรับรองสิทธิ ตางๆเหลานนั้ ไวเ ปน การแจง ชดั อยูแลว เมอื่ พจิ ารณาเชอ่ื มโยงกนั ระหวา งผลการศึกษาจากกรณีศึกษาในสวนที่ 3 กับสวน ที่วาดวยแนวคดิ ทฤษฎี ท่เี กยี่ วของทาํ ใหสามารถท่ีจะอธบิ ายหรือทาํ ความเขา ใจตอปรากฏการณการ ไรสภาพบงั คับในทางกฎหมายเพื่อแกไขปญ หามลพิษและสิง่ แวดลอ มเหนือพน้ื ทกี่ ารพัฒนาใหเปน นคิ มอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไดดงั ตอไปนี้ 1. อาจจะเปน เพราะขา ราชการขาดจิตสาํ นกึ ในการปฏิบัติหนาท่ี การตกอยูภายใต ระบบอปุ ถมั ภ การเปน หนีบ้ ุญคุณ หรือทรี่ า ยแรงท่ีสุดกค็ ือการทจุ รติ คอรัปช่ัน 2. อาจจะเปน เพราะเจา หนาทขี่ องรฐั ขาดความม่นั ใจเน่อื งจากนโยบายที่ไมเอาจริง เอาจัง ความไมช ัดเจนของระบบกฎหมายและระเบยี บปฏบิ ตั ิ เจาพนักงานที่มีหนาท่ีตามกฎหมาย ขาดความเชอื่ มน่ั ในระบบราชการท่ีจะใหก ารคุมครองเมือ่ มีการดาํ เนนิ การตามกฎหมาย 3. อาจจะเปนเพราะการจัดองคกรไมเหมาะสม เกิดความขัดแยงกันเองระหวาง อาํ นาจหนา ที่ของหนวยงานภาครฐั โดยไมม ีองคก รใดท่ที าํ หนาทีใ่ นการตดั สินความขัดแยง จนทํา ใหปญหาตางๆไมไดรับการแกไขและนําไปสูการเกิดความขัดแยงเปนระยะๆ ซึ่งในปจจุบัน คณะกรรมการพัฒนาพ้ืนท่ีชายฝงทะเลตะวันออกไดสิ้นสุดลงและมีสํานักพัฒนาพื้นท่ี(สพท.) สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ทาํ หนา ท่ดี แู ลรับผิดชอบ ในขณะ ท่อี งคก รปกครองสวนทองถ่ินซึ่งมีสถานะทั้งในทางกฎหมายที่มีหนาท่ีตองดูแลความเปนอยูของ ประชาชน และในทางการเมอื งซง่ึ เปนองคกรท่ีทําหนาทเ่ี ปน องคกรของผูแทนของประชาชนกลับ ไมสามารถที่จะดําเนินการอยางใดๆไดอยางเต็มท่ีเนื่องจากไมมีการกระจายอํานาจอยางแทจริง 104
ใหแกอ งคก รปกครองทองถน่ิ ท่ีอยใู นบรเิ วณรอบๆนคิ มอุตสาหกรรม ในทางกลับกันการดําเนินการ อยางใดๆของหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรมกลับดําเนินการไปใน ลักษณะทไี่ มใ หค วามสําคัญกับองคก รปกครองสวนทองถน่ิ รวมถึงองคก รอื่นๆท้ังของภาครัฐ เชน กรรมาธิการชุดตางๆของรัฐสภา องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญเชนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แหงชาติ หรอื สภาที่ปรกึ ษาเศรษฐกจิ และสังคม 100 ภาควิชาการ101 และองคก รพัฒนาเอกชน 4. อาจจะเกดิ จากการขาดการสนบั สนุนอยา งจริงจงั ในการจัดสรรงบประมาณเพ่ือ จัดหาเครื่องมือ อุปกรณ และเทคโนโลยีและเทคนิคท่ีทันสมัยที่จะชวยสนับสนุนการทํางานของ เจาหนาท่ี การขาดการจัดระบบองคกรเครือขายที่ใหการสนับสนุนในการทํางาน และการเปด โอกาสใหป ระชาชนเขา มามีสว นรวมอยางจริงจังเพ่อื ปกปองสภาพแวดลอ ม 5. อาจจะเปน เพราะขาดระบบการบริหารงานบุคคลภายในหนวยงานและภายใน เขตพ้ืนท่ีท่ีมีประสิทธิภาพ( โดยใชเกณฑการแกไขปญหาไดประสบความสําเร็จเปนท่ีพอใจของ ประชาชนและคณุ ภาพสิ่งแวดลอมดขี ้ึนเปนตัวชี้วัดประสทิ ธิภาพ ) ขาดการบรู ณาการในการปฏบิ ัติ หนา ท่ี 6. อาจจะเปนเพราะการขาดงบประมาณอยางตอเน่ือง และรวมไปถึงการขาด วิธกี ารงบประมาณและระเบียบการเบิกจา ยท่ตี อบสนองตอวธิ ีการในการแกปญหาที่มลี ักษณะพิเศษ แตกตา งไปจากปญหาความขัดแยง ปญหาสิง่ แวดลอ ม ปญ หาสขุ ภาพ ปญ หาสังคมโดยท่วั ๆไป 100 ปญหาหลายๆปญหาท่ีเกิดขึ้น มีกลไกของหนวยงานภาครัฐเขามารับรูปญหาหลายหนวยและกลไกตางๆ เหลานั้นในทางกฎหมาย ในทางการเมืองการปกครอง และในทางสังคมนาท่ีจะเปนกลไกที่มีอํานาจในทาง กฎหมาย อํานาจในทางการเมอื ง อาํ นาจในนามของสังคมที่สามารถชวยแกไขปญหาได( อยางนอยๆในการทํา หนาท่ีเพ่ือปรับปรงุ และวางระบบ )แตก ารดาํ เนินการตา งๆของของหนวยงานภาครฐั เหลา น้นั กลบั ไมมีความหมาย ไมมีความสําคัญๆอยางใด อาทเิ ชน การดาํ เนนิ การใหความเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติแก คณะรัฐมนตรีสองคร้ังเก่ียวกับปญหาที่เกิดจากนิคมอุตสาหกรรมในบริเวณพื้นท่ีมาบตาพุด ( ดังปรากฏใน ภาคผนวก )แตก ลบั ไมไ ดร บั การพิจารณาดาํ เนินการแตอ ยางใด 101 มีขอสงั เกตเกีย่ วกับบทบาทของภาควชิ าการตอ การแกป ญ หาผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีโครงการพัฒนาพื้นที่ ชายฝงทะเลตะวันออกตลอดระยะเวลา 25 ปที่ผานมาวา บทบาทของสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให ความสําคัญกับปญหาที่เกิดจากโครงการพัฒนาพื้นท่ีชายฝงทะเลตะวันออก โดยเฉพาะในบริเวณพื้นท่ีนิคม อุตสาหกรรมตางๆนอยเกนิ ไป ทง้ั นี้ดว ยเหตุผลและผลประโยชนตางๆทสี่ ถาบันการศกึ ษาไดรับ ดังน้ันจึงสงผล ใหดานลบที่เกิดจากการดําเนินโครงการมกั จะไมมีสถาบันใดๆใหความสนใจ จัดทําขอมูล ทําการศึกษาวิจัยใน เชงิ สถาบนั อยางจรงิ จัง การดําเนินการศึกษาตางๆท่ีเกิดขึ้นมักจะเปนการกระทําในฐานะสวนบุคคลมากกวาใน เชิงสถาบัน 105
7. อาจจะเปนเพราะการขาดระบบฐานขอมลู ท่ีครบถวนและทันสมัยทีเ่ กย่ี วของกับ ปญ หาทงั้ หมดท่มี อี ยูใ นระดบั พ้นื ท่ี และควรรวมตลอดไปถงึ ขอมูลท่ีเก่ียวกับประสบการณในการ แกปญหาท่ีเกิดขึ้นจากเขตนิคมอุสาหกรรมของประเทศตางๆที่เคยมีประสบการณในการแกไข ปญหามากอนมาเปน แบบอยา ง 8. อาจจะเกิดจากขอจํากัดของระบบกฎหมายที่ไมมีการพัฒนาในระดับ แนวความคิดและนติ ปิ รชั ญาใหมๆ ที่จะชว ยทําใหท กุ ๆฝายในสังคมสามารถท่ีจะใชเปนฐานอางอิง และเปนกรอบเพอ่ื เปนจุดเร่มิ ตน ของกระบวนการสรางความเปน ธรรมแกท ุกๆฝา ยภายใตวาทกรรม วา ดวย “การพฒั นา” อีกท้ังยงั สามารถที่จะยกระดับจากแนวคิดและนิติปรัชญาใหมๆใหไปสูการ สรางกลไกในทางปฏิบัติ สามารถท่ีจะพัฒนาเปนตัวชี้วัดถึงความยุติธรรม ความสําเร็จ และ ตรวจสอบถงึ เปาหมายและแผนของโครงการพฒั นาพนื้ ที่ชายฝงทะเลตะวันออกท่ีไดดําเนินการมา และท่กี าํ ลังเตรียมการที่จะขยายเปนระยะที่ 3 วา ควรท่จี ะตอ งมกี ารปรับเปล่ียนอยางไร 9. อาจจะเกิดจากการท่ีประชาชนผูที่ไดรับความเดือดรอนเสียหายไมใชสิทธิใน ฐานะทเ่ี ปนผูไ ดร ับผลกระทบโดยตรงจากการกระทาํ ของรัฐท่ีไมปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมาย และ ในฐานะที่เปนผูท่ีไดรับความเสียหายโดยตรงจากผูประกอบการอุตสาหกรรมที่กอใหเกิดความ เสียหายตอ สุขภาพ อนามัย และส่งิ แวดลอม และเม่ือไมมีการสรางบรรทดั ฐานในเชิงคดีก็ทาํ ใหไ ม มีบรรทัดฐานในการตดั สินคดที ี่ทําใหร ะบบกระบวนการยุตธิ รรมเห็นถึงขอจํากัดของกระบวนการ ยุติธรรมแบบครบวงจร จึงผลสงใหระบบกฎหมายไมเกิดการพัฒนาทางในดานแนวความคิด ใหมๆ ไมเกิดการพัฒนาเนื้อหาและกลไกในทางกฎหมายที่สามารถรองรับปญหาและจัด กระบวนการพิจารณาดาํ เนินคดีท่ีเกิดจากผลกระทบจากการพฒั นาและดาํ เนินโครงการของภาครัฐ และผลความเสยี หายจากการประกอบการอุตสาหกรรมของผูประกอบการ 10. อาจจะเปน เพราะวฒั นธรรมและทัศนคติแบบรัฐรวมศูนย-ชาตินิยม ประกอบ กับรัฐบาลมกี ารประชาสมั พันธผา นสื่อสารมวลชนสายธรุ กจิ อตุ สาหกรรม ที่ใหขอมูลในดานบวก ของเมด็ เงนิ การลงทนุ และการจางงานซึ่งสามารถเห็นไดในข้ันตอนของการริเร่ิมดําเนินโครงการ แตเ มื่อเริ่มการประกอบการ ซึ่งจะทําใหเ ห็นถึงขอจํากัดและปญ หาของระบบการประกอบการโรงง งาน ระบบการบริหารจัดการในการควบคุมปองกันแกไขปญหาทั้งหลาย ระบบในการติดตาม ตรวจสอบ ระบบในการตรวจสอบในดา นความปลอดภัยท้ังหลายกลับไมมีการใหขอมูลท่ีถูกตอง หรือทาํ การชแี้ จงใหส ังคมไดร ับทราบ ประกอบกบั การทป่ี ญ หาท้ังหลายทเ่ี กดิ ขึ้นก็มกั จะใชวิธีการ แกไขปญหาแบบเฉพาะหนาและมีกระบวนการในการปดขาวเพ่ือไมตองการที่จะทําใหประเด็น ปญ หาตางๆท่ีเกดิ ขึน้ เปนกลายเปนประเด็นสาธารณะทสี่ งั คมจะเขามาตรวจสอบการดาํ เนินการของ หนวยงานตา งๆของภาครัฐรวมถึงภาคเอกชน ดังนั้น ภายใตวัฒนธรรมและทัศนคติแบบรัฐรวม 106
ศูนย-ชาตินิยม เชนนจ้ี ึงทาํ ใหก ระบวนการในการแกป ญ หาในเชิงระบบภายใตร ะบบการบริหารรัฐ กจิ สมัยใหมจ ึงไมสามารถเกิดขน้ึ ได จากปรากฏการณดงั ท่ีการมาทงั้ หมดจะเห็นไดวา ปญ หาที่เปน ฐานของภเู ขาน้าํ แขง็ ซึ่งเกิดขน้ึ จากการพัฒนาโครงการพฒั นาพ้นื ท่ชี ายฝง ทะเลตะวันออกไมไดเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุ หนง่ึ โดยเฉพาะ แตเกดิ จากสาเหตหุ ลายๆสาเหตุท่ีผสมรวมกันแลวทําใหเกิดปญหาตามมากันเปน ลูกโซ ดังนั้นหากตองการที่จะแกไขปญหาท่ีเกิดจากผลกระทบทางดานลบของโครงการพัฒนา พื้นที่ชายฝงทะเลตะวันออกจําเปนที่จะตองวางระบบเพื่อไปแกไขท่ีสาเหตุทั้งหลายดังท่ีกลาวมา ขา งตน ซงึ่ มคี วามจาํ เปน ทจี่ ะตอ งนาํ ไปสกู ารจัดองคกร การวางระบบการบรหิ ารจัดการ การสราง ระบบการติดตามประเมนิ ผลการแกไขปญ หา การสรา งกระบวนการมสี วนรวมและการสอื่ สารสอง ทางเพือ่ สรา งความเขาใจกับประชาชนผไู ดร บั ผลกระทบและประชาชน ชุมชน องคกรท่ีหวงใยตอ ปญ หาเร่ืองส่งิ แวดลอ ม สขุ ภาพ ความปลอดภัย และความเปนธรรม การสรางระบบการเตือนภัย การจัดทาํ แผนงานโครงการเพ่ือการปรับเปล่ียนใหโรงงานตางๆท้ังในเขตนิคมอุตสาหกรรมและ นอกเขตนิคมอุตสาหกรรมใหเปนโรงงานที่มีความปลอดภัยและเปนมิตรตอสิ่งแวดลอม การ พฒั นาระบบกระบวนการยุตธิ รรมท่ีมาดแู ลปญ หาความไมเ ปนธรรมท่เี ปนผลกระทบจากโครงการ พฒั นาพืน้ ท่ชี ายฝงทะเลตะวันออกโดยเฉพาะ 3.5.2.2 หากนําเอาแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจแนวใหม แนวคิดเกี่ยวกับ องคประกอบของระบบกฎหมาย เพ่ือเปนแนวทางในการทําความเขาใจเก่ียวกับสาเหตุที่ทําให กลไกของภาครัฐไมสามารถบังคับใชกฎหมายได มาประกอบกับแนวคิดเร่ืองกฎหมาย สิง่ แวดลอ ม และแนวคิดวา ดวยสทิ ธใิ นสิง่ แวดลอ มมาวิเคราะหระบบของวงจรในการใชอํานาจรัฐ ตามกฎหมาย หรือเรยี กอกี อยางหน่งึ วา องคประกอบของระบบกฎหมาย มาพิจารณาประกอบจะ เห็นไดวาหากตองการท่ีจะทําการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ เพ่ือช้ีใหเห็นถึงประเด็นใน องคป ระกอบของระบบกฎหมายทค่ี วรจะตอ งมีการปรบั ปรงุ ดังตอไปน้ี 3.5.2.2.1 ในกรณีบทเรียนจากปญหาผลกระทบตอส่ิงแวดลอมกรณีนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองไดสะทอนใหเห็นถึงความลาหลังและความลมเหลวของ สถาบนั ทง้ั ในทางกฎหมายและในทางการเมือง ทไ่ี มส ามารถบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ ส่งิ แวดลอ มไดอยางเปนธรรม จนทาํ ใหเ กดิ ผลกระทบและเกดิ การผลักภาระไปใหสังคมทงั้ ทางตรง และทางออม ท้ังๆที่ระบบการบริหารจัดการสามารถท่ีจะพัฒนาและนําเอาเครื่องมือท้ังในทาง เศรษฐศาสตร เคร่ืองมือในทางกฎหมาย เคร่ืองในทางการปกครอง อาทิเชน มาตรการทางภาษี อากร คา ธรรมเนียม คา ปรบั สญั ญาทางปกครอง ฯลฯ มาใชเปนแนวทางในการแกไขปญหา ได นอกจากการแกไขโดยการใชเครือ่ งมือในทางเทคนิคกลไกทางวศิ วกรรมแตเพยี งอยา งเดียว 107
ปญ หาความลมเหลวของสถาบันทางกฎหมายและในทางการเมืองดังกลาวเกิดขึ้น จากนโยบายที่มีความลําเอียง เกิดจากการใชนโยบายของรัฐบาลที่อยูเหนือกฎหมายและ กระบวนการมีสวนรวมทางการเมืองของประชาชน โดยเฉพาะอยางย่ิงประชาชนผูที่ไดรับ ผลกระทบจากการพัฒนาพ้ืนท่ีจึงทําใหไมเกิดการพัฒนาสถาบันและกลไกในทางกฎหมายและ พัฒนาการทางการเมืองไปพรอมๆกับการพัฒนา จึงสงผลใหนโยบายตางๆของภาครัฐทําได เพียงแตช ีน้ ําใหเกิดการลงทุนนั้น ไมสามารถท่ีจะดําเนินการเพื่อใหเกิดการบังคับใหตองปฏิบัติ ตามกฎหมายไดอยางจริงจัง เวนแตจะมีแรงกดดันทางการเมือง สภาพเชนน้ีทําใหนโยบายที่ เก่ียวกบั การพฒั นาของภาครัฐเปนนโยบายที่อยูเหนือหลักนิติธรรมกระบวนการใชอํานาจในการ แกไ ขปญ หาตางๆที่เกิดข้นึ ไมไ ดเปนไปตามหลักนิตริ ัฐ ดังนั้นจึงมีความจําเปนท่ีจะตองเรงดําเนินการในการปฏิรูประบบและองคกร รวมถึงเครื่องมือและกลไกในการบริหารจัดการปญหาทั้งหลายที่เกิดจากการพัฒนาเขตนิคม อตุ สาหกรรมในบริเวณพ้ืนท่ีนิคมอตุ สาหกรรมมาบตาพดุ และพน้ื ทีใ่ กลเคยี งเสยี ใหม 3.5.2.2.2 ในการจัดองคกรและวางระบบใหมเพื่อสรางระบบการบริหาร จัดการปญหาผลกระทบจากโครงการพฒั นาเขตพนื้ ที่ชายฝงทะเลตะวนั ออกที่ดีกวา จําเปน ท่ีจะตอง แกไขปญหาและขอจาํ กดั ท่ีเกิดจากระบบการบรหิ ารจัดการภายใตระบบราชการที่มีอยูและเปนอยู ดงั ตอไปนใี้ หได กลา วคือ ก. ปญ หาเรือ่ งการจดั องคกรหนวยงานภาครัฐท่ีแยกสวน มีความขัดแยง กันเอง เกิดการผกู ขาดอํานาจ และไมม สี ํานึกเรื่องสิ่งแวดลอมอยา งแทจ ริง ข. ปญหาเร่ืองระบบการบริหารงานและการเสริมสรางคุณภาพและ ศกั ยภาพของบคุ คลภาครฐั ค. ปญหาเรอ่ื งการมสี ว นรว มและการสรางความรวมมือจากฝายตางๆใน การผนกึ กําลังเพ่ือแกไ ขปญหามลพษิ และสง่ิ แวดลอม ง. ปญ หาเรอื่ งการถกู แทรกแซงโดยกลมุ ธุรกิจการเมืองและผมู ีอิทธิพลที่มี สว นไดเ สียในการขดู รดี เอากบั ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอม จ. ปญหาเรื่องการสรางความเอกภาพและการปรับปรงุ ระบบกฎหมาย สิ่งแวดลอมใหมีประสิทธิภาพ สอดคลองตามหลักการของกฎหมายสิ่งแวดลอมท่ีดี ตองมีการ จดั สรางระบบการประสานงาน การดําเนินการตามกฎหมาย สายการบังคับบัญชา การวินิจฉัยช้ี ขาดอาํ นาจหนาทีร่ ะหวางหนว ยงาน ระบบการตดิ ตามตรวจสอบการใชอ ํานาจ การพฒั นาเครอ่ื งมอื 108
ทางกฎหมายใหมๆ ตลอดจนคมู อื ในการดําเนินการของเจาหนาทีข่ องรฐั ในแตละหนวยงานเพอื่ เปน แนวทางในการปฏบิ ตั ิ สรางระบบการคมุ ครองการปฏบิ ัตหิ นาทีต่ ามกฎหมายของเจาหนา ทขี่ องรัฐ และมีมาตรการในการลงโทษเจาหนาทีท่ ่ที ุจรติ ในรปู แบบตา งๆอยางจริงจัง ฉ. ปญหาเร่ืองการพัฒนาเครื่องมือในทางดานกฎหมาย ทางดาน เศรษฐศาสตรทางดานการบรหิ ารจัดการส่ิงแวดลอม ทางดา นขอมลู ขา วสารสาระสนเทศเทคโนโลยี สอ่ื สาร และเคร่ืองมอื ทางสงั คมทีห่ ลากหลาย เพื่อสนับสนนุ การแกป ญ หา ช. ปญหาเร่ืองงบประมาณและวิธีการใชจายงบประมาณที่สนับสนุน มาตรการการปอ งกนั การเยียวยาฟน ฟูความเสียหายท่ีเกิดข้ึนตอประชาชนและตอสภาพแวดลอม โดยผูกอใหเกิดมลพิษเปนผูรับผิดชอบในคาความเสียหายและคาใชจายในการเยียวยาและฟนฟู ดังกลา ว ซ. ปญหาเรอ่ื งกระบวนการกาํ หนดนโยบายสาธารณะเก่ียวกับการพฒั นา เศรษฐกจิ กบั การจัดการสิง่ แวดลอม และกระบวนการนาํ นโยบายไปสูการจดั ทําแผนปฏบิ ัตกิ าร และการปฏบิ ัติใหเปนไปตามแผนจะตองใหค วามสาํ คญั กับการมีสวนรวมอยา งจริงจงั ฌ. ปญหาเร่ืองการแบงอํานาจและกระจายอํานาจ การบูรณาการการใช อาํ นาจการจดั สรรงบประมาณ บคุ คลกรผูเชย่ี วชาญเฉพาะดา น รวมตลอดถึงเครื่องมือ เทคโนโลยี หอ งปฏิบตั ิการในการสนับสนนุ การชวยแกไ ขปญหาใหกับองคกรของรฐั ในระดับพืน้ ท่ี 3.5.2.3 ภายใตแนวคิดการบริหารงานรัฐกิจแนวใหมทางดานการจัดการ ส่ิงแวดลอม การใชอํานาจของรัฐที่เนนการออกคําส่ังและการใชมาตรการควบคุมและลงโทษ ( Command and Control ) ไมส ามารถท่ีจะดาํ เนินการไดบรรลุผลอีกตอไปท้ังนี้เนื่องจากขอจํากัด ทงั้ หลายท่มี อี ยูใ นระบบราชการบรหิ าร ราชการนิติบัญญัติ และราชการตุลาการ ดังน้ัน แนวคิด ใหมท่ีนํามาใชและมีอิทธิพลมากในปจจุบันไดแกแนวคิดการสงเสริมการมีสวนรวมและการให แรงจูงใจ ( Carrot and Strict )มาสรางเปนมาตรการในการบรหิ ารจดั การส่ิงแวดลอ ม ในปจจุบัน มีผูประกอบการจํานวนมากที่มีความพยายามอยางจริงใจท่ีจะปรับปรุงระบบโรงงาน เครื่องจักร วัตถุดบิ และกระบวนการผลิตทเ่ี ปน ลดมลพษิ และมคี วามรับผดิ ชอบตอ ส่ิงแวดลอมมากข้นึ ดงั นั้น ควรที่จะตองสรางมาตรการจากสองแนวคิดดังกลา ว โดยควรที่จะตองใช มาตรการทเ่ี ปน การใหแ รงจงู ใจสาํ หรับผูประกอบการท่ีสมคั รใจในการปรับปรงุ โรงงาน เคร่ืองจักร การใชวัตถุดิบ และระบบบําบัดท่ีเปนไปตามมาตรฐานสากล โดยรัฐใหการสนับสนุน และมี แผนการดาํ เนินการปรบั เปลี่ยนทีแ่ นนนอน และในขณะเดยี วกนั ก็ใชมาตรการออกคําส่ังและการ ใชมาตรการควบคมุ และลงโทษอยา งเขมงวด กบั โรงงาน ผูประกอบการ และผูท่ีรับชวงตอในการ 109
ดาํ เนนิ การกําจัดมลพษิ จากโรงงานที่ปลอยปละละเลย หรือทําการฝาฝนมาตรการในการปองกัน มลพิษ แตทั้งน้ีและทั้งน้ัน หนวยงานภาครัฐท่ีเกี่ยวของจะตองเรงดําเนินการในการวาง เงื่อนไขและวางผังเมืองสําหรับเขตอุตสาหกรรมปโตรเคมีใหไดตามมาตรฐานสากลใหมากท่ีสุด ตองมีการกําหนดการปลอยของเสียตางๆทัง้ ท่ีเปนนํา้ เสีย อากาศ ความรอน และขยะอตุ สาหกรรม รวมถงึ ระบบการควบคุมการรัว่ ซมึ ของสารเคมตี างๆอยางเครงครัด โดยภาครัฐจะตองมีมาตรการ ในการตรวจสอบอยางเครงครัดและตอเน่ือง และกรณีท่ีมีการปลอยปละละเลยใหเกิดการร่ัวซึม หรือการปลอยของเสียตางๆออกมาเกินมาตรฐาน จะตองมีการดําเนินการลงโทษอยางเครงครัด เปดเผย และ รวดเร็ว 3.5.2.4 สําหรับบทบาทของภาคประชาชนที่มีความตื่นตัวทางดานส่ิงแวดลอม จะตองไดร ับการสนบั สนุนจากหนวยงานภาครฐั ท้ังในทางดานงบประมาณ เคร่ืองมือตางๆที่ติดต้ัง ในระดบั พื้นท่ี ขอมูลขาวสารเกีย่ วกับมลพษิ รวมตลอดถึง ความรทู เ่ี กย่ี วกับการควบคมุ มลพิษ ให สามารถเขามาสวนรว มในการบริหารจัดการ การเฝา ระวงั ไมใ หเ กิดการลักลอบปลอ ยของเสยี รวม ไปถึงการไดรับการเสริมศักยภาพใหมีความสามารถในการเขาถึงกระบวนการยุติธรรม และ สามารถใชสิทธิในฐานะที่เปนผูเสียหายโดยตรงในกรณีท่ีเกิดการปลอยปละเลยหรือจงใจฝาฝน กฎหมายสงิ่ แวดลอม โดยจะตองมีองคกรในการใหความชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชนใน กรณที ี่ไดร ับความเดอื ดรอ นเสยี หายและไมไดรบั การเยียวยาความเสยี หายอยางรวดเร็วเพียงพอให กลบั คืนสฐู านะดังเดิม 3.5.2.5 จากผลการศึกษาดังทก่ี ลา วมาขา งตน หากพิจารณาในแงมุมทางกฎหมาย จะเห็นไดวา ในปจ จุบันมีบทบัญญัติในทางกฎหมายตั้งแตรัฐธรรมนูญไปจนถึงกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติและอนุบัญญัติมากมายหลายฉบับท่ีใหความสําคัญกับปญหาเร่ืองมลพิษและ สิ่งแวดลอม แตสวนที่เปนปญหาในทางกฎหมายคือบุคคลากรในกลไกภาครัฐที่มีหนาท่ีตอง บังคับการใหเปนไปตามกฎหมาย ซ่ึงปญหาดังกลาวโดยสวนใหญแลวเปนปญหาของการจัด โครงสรางองคกรมากกวาปญหาตัวบุคคล ทั้งน้ีสืบเน่อื งจากการจดั โครงสรางเปนแบบกระทรวง กรม ทีม่ ีสายการบงั คบั แบบสัง่ การซง่ึ การจัดองคกรแบบน้ีเปนการจัดองคกรแบบแทง ตามอํานาจ หนาท่ีความเช่ียวชาญเฉพาะ โดยไมสามารถท่ีจะส่ังการบังคับบัญชาขามกระทรวงกันได( แมมี กฎหมายหลายฉบับท่ีใหอํานาจรัฐมนตรีสั่งการเจาหนาท่ีขามสายการบังคับบัญชาไดก็ตาม แต ในทางปฏิบัติกลับไมส ามารถท่จี ะสง่ั การไดจ รงิ ) การจัดโครงสรางองคกรแบบแทงดังกลา วแมจะ มขี อ ดี แตเ มือ่ ตองปฏิบัติงานรวมกันในพ้ืนท่ี แตในทางปฏิบัติมีขอจํากัดมากมายหลายประการ ทั้งน้ีเพราะการปฏิบัติงานในระดับพ้ืนที่โดยเฉพาะอยางย่ิงในสวนท่ีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ 110
ปญหามลพษิ และส่ิงแวดลอมในเขตพ้ืนทีพ่ ฒั นาอุตสาหกรรมจําเปนท่ีจะตองมีระบบประสานการ ปฏิบตั ิหนา ท่ี การดําเนนิ การ ทจ่ี ะตอ งมเี ปา หมาย มแี ผนงาน มวี ธิ กี ารในการปฏิบัติงานท่ีบูรณการ สอดคลองตองกันอยางเปน เนอ้ื เดียวกนั ภายใตค วามเปนรฐั ดังนั้น หากตองการท่ีจะจัดวางระบบ เพ่ือการบริหารจัดการเขตพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม จึงจําเปนที่จะตองมีการปรับองคกรและ กระบวนการในการทํางานทั้งในระดับการกําหนดนโยบายและในระดับการปฏิบัติงานในพ้ืนที่ และการท่ีจะปรับการทํางานขององคกรตางๆท่ีอยูในระดับพ้ืนท่ีมีความจําเปนที่จะตองปรับปรุง กฎหมายฉบับตางๆเพ่ือทําใหเกิดระบบการใชอํานาจราชการบริหารเพื่อจัดการพ้ืนท่ีเหนือเขต พัฒนาอุตสาหกรรมโดยสามารถแบง ออกเปนกลมุ ตา งๆดงั ตอไปน้ี 102 กลุม ท่ี 1 กลุมกฎหมายทีเ่ กี่ยวกับการจดั ระเบียบราชการบรหิ ารสวนกลางและ สวนภูมิภาค รฐั วิสาหกิจ และองคก รมหาชนอิสระ กลุมท่ี 2 กลุมกฎหมายที่เกี่ยวกบั การกําหนดเขตและการควบคุมการใช ทรัพยากรธรรมชาติ กลุมที่ 3 กลมุ กฎหมายที่เกย่ี วกบั การสงเสริมการลงทนุ การภาษอี ากร และการ ถา ยทอดเทคโนโลยี กลุมท่ี 4 กลมุ กฎหมายท่ีเกย่ี วกบั การควบคมุ มาตรฐานสถานประกอบการ โรงงานอตุ สาหกรรม และการควบคมุ ติดตามใหเ ปนไปตามกฎหมาย และหลกั ธรรมาภิบาลในการประกอบการ กลมุ ท่ี 5 กลมุ กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับการจัดโครงสรางสาธารณูปโภคพืน้ ฐาน การ ขนสงและการพลังงาน กลุมที่ 6 กลุมกฎหมายที่เกย่ี วกบั การสาธารณสขุ อาชีวอนามัย ความปลอดภยั ในการทํางาน กลุมท่ี 7 กลุม กฎหมายทเ่ี กย่ี วกบั ความปลอดภยั จากสารเคมีและวตั ถุอนั ตราย กลุมที่ 8 กลมุ กฎหมายที่เกยี่ วกับการอนุรักษท รพั ยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอ ม กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับระบบการจัดการและการบาํ บัดของเสยี และมลภาวะ จากอตุ สาหกรรม 102 ปรบั ปรุงมาจากงานวิจัยซงึ่ อ.ไพสิฐ พาณิชยกลุ และคณะฯ ไดร ว มในการศึกษาวจิ ยั เรื่อง “ขอเสนอเชิงนโยบาย ในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมยั่งยืนในบรบิ ทของไทย ” โดยสถาบันธรรมรฐั เพอ่ื การพฒั นาสังคมและส่ิงแวดลอ ม ซง่ึ ไดรับการสนบั สนุนจากสาํ นักงานกองทนุ สนบั สนนุ การวิจัย (พ.ศ. 2550) 111
กลมุ ท่ี 9 กลุมกฎหมายทเี่ ก่ยี วกับการจัดองคกรในการใชอาํ นาจทางปกครองตาม กฎหมายและกระบวนการยตุ ิธรรมเพ่ือคมุ ครองสทิ ธแิ ละระงบั ขอ พพิ าท ที่เกิดจากการพัฒนาเขตอตุ สาหกรรม กลุมท่ี 10 กลมุ กฎหมายทเ่ี ก่ียวกบั กองทนุ ระบบสวัสดิการ และมาตรการในการ เยยี วยาความเสียหายและผลกระทบจากการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม 3.6 ขอ เสนอแนะท่ีไดจ ากการศึกษา จากการศกึ ษาสภาพปญหาซ่ึงสามารถสะทอนปญหาในทาง กฎหมายทีม่ คี วาม จาํ เปน ตองแกไขโดยสามารถท่ีจะดาํ เนนิ การโดยทันทภี ายในระบบราชการไมตอ งพึง่ กลไกรฐั สภา ไดแ กป ระเดน็ สําคัญ ดังตอไปน้ี 1. การจัดตงั้ คณะอนุกรรมการเฉพาะกจิ ทัง้ สามดานดงั กลาวทําใหเกิดความต่ืนตัว ข้ึนภายใน ระบบราชการ โดยเฉพาะกับหนวยงานที่มีหนาที่ตามกฎหมายท่ีจะตองใชอํานาจตาม กฎหมายในการปญหา มคี วามพยายามในการใชบทบาทในฐานะของหนวยงานท่ีจะเรงรัดเพ่ือให เกิดการแกไ ขปญหาท่ีเกดิ จากโรงงานตางๆมากขึ้น และบอยข้ึน ซ่ึงแสดงใหเห็นถึงการจัดระบบ การแกไ ขปญหาซง่ึ อยางนอย กเ็ ปนการเฝา ระวังและตดิ ตามการดําเนนิ การการแกไ ขปญหาที่ตนตอ ในระดับพน้ื ท่ซี ่ึงเปนความจําเปนอยางย่ิงในขั้นตอนแรกของการพัฒนาระบบ โดยในกรณีท่ีบาง หนว ยงานในพ้นื ทีท่ ยี่ งั ไมม คี วามพรอมในการเขา รว มเพอ่ื ดําเนินการแกไ ขปญหาจะตอ งมีระบบการ สนับสนนุ จากสวนกลางเพือ่ ทาํ ใหก ารแกปญ หาในระดับพ้ืนท่เี ปน ไปอยา งครบวงจรเบด็ เสรจ็ 2. จะตองเรง รบี ในการจดั ทาํ ระบบฐานขอ มลู ทีเ่ ก่ียวกบั แหลงกําเนดิ มลพิษในพืน้ ท่ี เขตนิคมอตุ สาหกรรมและบรเิ วณใกลเ คยี งเพ่ือใหสามารถออกแบบและวางระบบในการแกปญ หาท่ี ถูกตอ งในระบบการปฏบิ ตั ิหนา ทข่ี องหนวยงานราชการ 3. ปญหาเรอ่ื งอัตรากาํ ลังของเจาพนักงานตามกฎหมายในการควบคมุ ตรวจสอบ ติดตามปญหาสง่ิ แวดลอ มทตี่ อ งสัมพันธก บั จาํ นวนโรงงาน ปริมาณงานและปญหาท่มี ีการรองเรียน ทจี่ ะตอ งเขาไปตรวจสอบ 4. การจัดระบบแบบครบวงจรในการตรวจสอบท้ังในระดับพ้ืนที่ และระดับ หอ งปฏิบัตกิ ารเพ่ือใหท ราบผลทีแ่ นนอนรวดเรว็ เทีย่ งตรง สามารถที่จะสรางความกระจางและเปน ฐานขอมลู ในการวนิ ิจฉยั ในทางกฎหมายได 5. ดําเนนิ การในการจัดต้ังและปรับปรุงระบบการเฝาระวังการปลอยกาซ น้ําเสีย และขยะอตุ สาหกรรมทีส่ ามารถบอกถงึ แหลงกาํ เนดิ ผูท่ีดําเนินการควบคุมดูแลในการควบคุมการ 112
ปลอย การขนยาย การจดั เก็บ การดําเนินการในการบําบัดกําจัดที่สามารถระบุตัวผูรับผิดชอบได โดยจะตอ งทาํ ใหหลักผูกอมลพษิ เปน ผูจายเปน จริงในทางปฏิบัติ 6. จัดทําแผนประสานการปฏิบัติงานระหวางหนวยงานตางๆเทาท่ีมีอยูในระดับ พน้ื ท่ีโดยเปน แผนงานในการตรวจสอบโรงงาน แหลง กําเนดิ มลพษิ กระบวนการในการขนสงขน ยายสารเคมแี ละขยะอตุ สาหกรรม และระบบการประเมนิ ผลการปฏบิ ัติรวมกันอยางตอ เนื่อง 7. จัดทําคูมือในการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ในแตละหนวยงานเพ่ือสรางความ คุมครองและความมั่นใจในการปฏิบตั งิ าน 8. จัดการฝกอบรมความรูและเทคนิคประสบการณในทางกฎหมายใหกับ เจาหนา ท่ีท่ตี องเขาไปดําเนินการตามกฎหมายภายในสถานประกอบการ 9. จัดทาํ กฎหมายลําดบั รองท้งั หลายที่เกย่ี วกบั การกําหนดมาตรฐานในการปลอย กา ซ น้ําเสยี และระบบการจดั การขยะอตุ สาหกรรม ตามที่พระราชบญั ญัติตา งๆใหอํานาจ รวมถึง การปรับปรุงบรรดากฎหมายลาํ ดับรองทเ่ี กี่ยวขอ งทั้งหลายใหเปนระบบและทนั สมยั กบั สถานการณ ปญหา 10. สนบั สนนุ ใหม ีการจดั ระบบการใหความชวยเหลือทางกฎหมายแกประชาชน ในระดับพ้ืนท่ีเพื่อใหสามารถเขาถึงกระบวนการยุติธรรมไดสะดวกรวดเร็วโดยไมมีคาใชจายใน กรณที ่ไี ดร บั ความเดือดรอ นเสียหายและไมไดร บั การเยียวยาความเสียหาย อยางไรก็ตาม แมจะมีความจําเปนที่จะตองทําการปรับปรุงกฎหมายกลุมตางๆ เพ่อื สรางระบบในการบริหารจดั การในเขตพ้นื ทีพ่ ัฒนาอุตสาหกรรมก็ตาม103 แตเน่ืองจากเขตนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดไดดําเนินการมาเปนเวลานาน อีกทั้งยังมีระบบในการบริหารจัดการใน ระดบั พ้ืนท่ีเปน พน้ื ฐานอยแู ลวชุดหน่งึ เพียงแตอ งคกรบริหารจดั การตามกฎหมายดังกลาวยังขาด ระบบในการควบคุมกํากับติดตามตรวจสอบท่ีดี ยังขาดแผนงานและวิธีการจัดการที่เปนไปตาม มาตรฐาน ซึ่งตองมีการวางเงื่อนไขและการกําหนดการผังเมืองสําหรับอุตสาหกรรมปโตรเคมีท่ี ตองเปนไปตามหลกั การจดั การที่ไดมาตรฐานสากล104 103 อยา งไรกต็ าม ในทส่ี ุดแลวก็จะนําไปสูการตอ งยกรางเปน พระราชบญั ญัติฉบบั ใหมทว่ี าดวยการบรหิ ารจัดการ เขตพื้นทีน่ ิคมอุตสาหกรรม ทง้ั นีเ้ นอื่ งจากการแกไ ขปรบั ปรุงกฎหมายกลุมตา งๆดังที่กลาวมาขางตนในทีส่ ดุ แลวก็ ยังติดกรอบวฒั นธรรมการใชอาํ นาจและความเปนองคกรสายบงั คบั บญั ชาแนวดิง่ ในระบบราชการไทย จงึ จําเปน ทจ่ี ะตอ งทาํ การยกรางเปนรา งพระราชบัญญัตเิ ฉพาะตา งหาก 104 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผานมาที่มีการต้ังนิคมอุตสาหกรรมปโตรเคมี ประเทศไทยมีปญหาเกี่ยวกับ มาตรฐานสากลตง้ั แตม าตรฐานทดี่ ีเกี่ยวกับการจดั การเขตนิคมอุตสาหกรรมท่ีดี มาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับ ชนิดของสารเคมีที่จะนํามาใชในประเทศ มาตรฐานความปลอดภัยเก่ียวกับการอนุญาตใหปลอยนํ้าทิ้ง กาซ 113
และในระยะเฉพาะหนาเรงดวนและเพื่อเปนการแกปญหาท้ังหลายท่ีเปนสาเหตุ ของความขดั แยงอนั เน่อื งมาจากการพัฒนาใหเปน เขตนิคมอุตสาหกรรม จึงมีความจําเปนท่ีจะตอง ผลกั ดันใหเกดิ กฎหมายเพ่อื จัดตั้งองคกรท่ีทําหนาท่ีติดตามและช้ีขาดขอพิพาทท่ีเกิดขึ้นเน่ืองจาก เขตพฒั นาอตุ สาหกรรม ทงั้ น้เี พื่อสรางบรรทดั ฐานแหงความเปน ธรรมจากการพัฒนา โดยราง พระราชบัญญัติจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาท อันเน่ืองมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวคิดของรางพระราชบัญญัติและรายละเอียดเชิง หลกั การดงั ตอไปนี้105 หลกั การของกฎหมายแนวคิดและหลกั การเกย่ี วกบั องคกรทีใ่ ชอ าํ นาจก่งึ ตุลาการ ( Tribunal ) สําหรับการแกปญหาท่เี กดิ ขนึ้ เนอ่ื งจากเขตพัฒนาอตุ สาหกรรม106 1. ช่ือ “คณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยชี้ขาดขอพิพาทอันเน่ืองมาจากเขตนิคม อตุ สาหกรรม ” แนวคิดและหลักการในการจัดองคกรที่ใชอํานาจรัฐสภาพไรอํานาจรัฐเหนือเขต นิคมอตุ สาหกรรม เปน สภาพท่ีไมเกินเลยไปจากความเปน จริงเลย ( de facto )107 แมแตน อ ย สภาพ เชนนั้นสะทอนอะไรหลายๆประการที่เกิดข้ึนและกําลังเปนไปในสังคมไทย กลาวโดยเฉพาะ ในทางกฎหมายซึ่งควรที่จะเปนส่ิงท่ีชวยทําหนาท่ีในการปองกันและแกไขปญหาตางๆเหลานั้น กลับไมสามารถที่จะแสดงออกถึงความหวัง ความเปนธรรมที่ประชาชนจะพึงไดเทาน้ันยังไม ประเภทตางๆมาสูบ รรยากาศ ตลอดจนขยะอุตสาหกรรมท้งั หลาย ซึ่งทาํ ใหไมสามารถที่จะหาขอยุติและกําหนด ไวในกฎหมายได ซ่ึงสงผลใหกลไกในการบงั คับใชกฎหมายไมสามารถที่จะทาํ งานได 105 ปรับปรุงมาจากงานวจิ ยั ซึ่ง อ.ไพสิฐ พาณิชยกลุ และคณะฯ ไดร ว มในการศกึ ษาวิจยั เรอื่ ง “ขอ เสนอเชงิ นโยบายในการพัฒนาเขตอตุ สาหกรรมยัง่ ยืนในบริบทของไทย ” โดยสถาบนั ธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสงั คมและ สิ่งแวดลอม ซ่ึงไดรับการสนบั สนนุ จากสํานกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (พ.ศ. 2550) 106 เปน แนวคิดในเชิงหลกั การท่ีเคยนําเสนอตอ ท่ีประชุมคณะอนุกรรมการ เฉพาะกิจเพื่อแกไขปญหามลพิษและ กาํ หนดการพฒั นาในพ้ืนทจ่ี งั หวดั ระยอง และตอ คณะกรรมาธกิ ารแรงงานสภานติ ิบัญญตั แิ หงชาติ 107 ตัวอยางเชน การทห่ี นว ยงานท่ีมีหนาที่ในการตรวจโรงงาน ไมสามารถท่ีจะเขาตรวจได ผูว า ราชการจงั หวัด ไมม อี าํ นาจบังคับอยางใดทั้งในความเปนจริงและในทางกฎหมาย องคกรปกครองสวนทองถ่ินไมสามารถทํา หนา ทเี่ ปนตัวแทนของเจาอาํ นาจอธิปไตยเหนือดนิ แดนในเขตทองถ่ินที่เปน มาตุภูมิของตนเองได อํานาจตุลาการ ไม(สามารถท่ีจะ)ทาํ หนาทใี่ นการคน หาความจรงิ ทง้ั หลายทเ่ี กดิ ข้ึนเบ้อื งหลังโรงงาน และเกินความ(รับ) รู เหนือ และใตเขตพ้ืนท่ีโรงงาน อํานาจนิติบัญญัติในฐานะกรรมาธิการชุดตางๆกลายเปนตัวตลกในการใชอํานาจ เพราะเรียกหรือสง่ั ขาราชการทดี่ ูแลรับผิดชอบใหม าชแ้ี จงกเ็ ปนการกระทําที่ไมเกิดความหมายอยางใดๆ หรือแม กระทั้ง หมอท่ีเปน ผูท่ีถือวา มคี วามรู มคี วามคิด ทันตอ สภาพความเสี่ยงและความไมปลอดภัยท้ังหลาย ก็ยังไม สามารถใชค วามรูความสามารถปกปองดแู ลลกู หลานของตัวเอง ฯลฯ 114
พอการวา เฉยของระบบกฎหมาย การวางเฉยของกระบวนการในการใชอํานาจรัฐเทากับเปนการ ซาํ้ เตมิ ผลกั ไส หรอื แมก ระท้งั เปนการชักนาํ ใหป ระชาชนไปเผชิญสภาพไรร ัฐสภาพไรซ ง่ึ อาํ นาจ การแสดงออกของอํานาจรัฐสามารถท่ีจะแสดงออกไดหลายทาง ปญหาคือ วิธกี ารแสดงออกของอาํ นาจรัฐดวยวิธไี หนที่จะเกิดการแกป ญหา วิธีไหนทจ่ี ะเกิดผลดีแกประชาชน วธิ ีไหนจะมปี ระสทิ ธิภาพ ประเดน็ เหลานตี้ างหากทเี่ ปน “วิธีคดิ ”ที่สาํ คญั ทีส่ ุด หากประเมินยอนรอยกลับไปขางหลังเหตุการณตางๆท่ีเกิดขึ้นสืบเน่ืองจากการ พฒั นาเศรษฐกิจโดยใชอุตสาหกรรมเปนตัวจกั รสําคัญในการขับเคล่อื นเศรษฐกจิ เราจะพบวาปญหา ตางๆท่เี กดิ ขึน้ สว นใหญจะเปน ปญหาท่ีเกิดจากการจัดโครงสรางของอํานาจรัฐ เสียเปนสวนใหญ ปญหาจากโครงสรา งการจัดองคก ร ดงั กลา วประกอบดว ย 1. ความไมเปนเอกภาพขององคก รของรัฐท่ีเกีย่ วของกบั การแกป ญ หาทเี่ กิดขน้ึ จาก ภาคอุตสาหกรรม ( ในขณะท่ีในดานการสงเสริมกลับมีความเปนเอกภาพ แมจะไมไดมีการจัด องคก รท่ีเปน เอกภาพ แตก ลบั ใชวิธกี ารประสานงานอยางใกลชิดและนอกความเปนทางการ เพื่อ สนับสนุนสงเสริมใหเกิดการลงทุน ) ความไมเปนเอกภาพดังกลาวสืบเนื่องจากทั้งบทบัญญัติ กฎหมายในแตล ะฉบบั และทงั้ จากการจดั องคก รของรฐั ที่ไมมีความเปนเอกภาพ รวมถึงความไม เปนเอกภาพของหนวยงานในระดับพื้นท่ี และความไมเปนเอกภาพของหนวยงานท่ีเปน องคก รราชการประจํากับองคกรท่เี ปนการปกครองสว นทอ งถิ่น 1. ปญ หาการขาดความชัดเจนและขาดการบูรณาการรวมกันระหวา งปรชั ญาของ หนว ยงานตางๆท่ีเก่ียวขอ ง 2. ปญหาการไมบ งั คับใชกฎหมายของหนวยงานตา งๆซงึ่ มหี นาทต่ี ามกฎหมาย 3. ปญหาการขาดแนวทางและวธิ ีการในการแกป ญหาท่ชี ัดเจน รวดเรว็ เปนธรรม และมปี ระสทิ ธิภาพของหนวยงานตางๆ 4. ปญหาการขาดระบบฐานขอ มลู กลาง ขาดระบบสนบั สนนุ การดําเนินการของ หนว ยงานทั้งหลายของรฐั 5. ปญ หาการไมม ีระบบในการติดตามประเมินผลในภารกิจตา งๆทีไ่ ดดําเนินการ ไป 6. ปญ หาความไมเ ปน อสิ ระในการใชอํานาจเนื่องจากการถูกแทรกแซงโดย นกั การเมอื ง จากปญ หาเฉพาะในสวนทเี่ กี่ยวกบั การจดั โครงสรา งองคกรดังที่ไดก ลา วมาขางตน หากพิจารณาประกอบกับธรรมชาติหรือสภาวะความเปน จริงของปญ หาจะทําใหสามารถท่ีจะเขาใจ ถึงแกนของปญหาไดดังตอไปนี้ 115
1. ปญหาท้ังหลายท่เี กิดขนึ้ ในเขตนคิ มอตุ สาหกรรม เปน ปญหาที่มนุษยสราง ขึ้น และการสรา งปญ หาดังกลา วไมไดเ กดิ จากการกระทําของผูหน่ึงผูใดแตเพียงผูเดียว หากแต เกิดจากกลุมของบุคคลที่เขามามีสวนในการกอใหเกิดปญหาข้ึนมา (และมีขอท่ีนาสังเกตดวยวา กลุมบุคคลดังกลาวท่ีเขามามีสวนในการกอใหเกิดปญหาน้ัน จะมีการพูดถึงองคกรท่ีมีฐานะเปน บุคคลในทางกฎหมาย( นิติบุคคล )ซึ่งไมสามารถที่จะจับตองไดในความเปนจริง ดวยเหตุดังนั้น เม่ือตองหาตัวผูกระทําก็จะเปนปญหาที่ยุงยาก และยิ่งมาตรการทางกฎหมายไมชัดเจน การจัด โครงสรา งองคก รไมเปนเอกภาพ กไ็ มสามารถท่ีจะจัดการกับองคกรใดๆได แตองคกรเหลาน้ัน ไดผลประโยชนไ ปเปน ท่ีเรียบรอยแลว ตง้ั แตค ดิ จะเขามาลงทนุ ในประเทศ) 2. จะเหน็ ไดว าปญหาทัง้ หลายเหลา นน้ั เกิดขึ้นมาอยา งเปนระบบ สามารถที่ จะยอยรอยกลบั ไปแสดงใหเห็นไดวามีขบวนการอยางไรที่กอ ใหเกิดปญ หากลา วข้นึ 108 3. แนวทางที่ถกู ตองและสามารถทจ่ี ะหยุดยัง้ ไมใหเ กดิ ปญ หาขึ้นมามีบทเรียน มามากมายทั้งในและตางประเทศวา ตองสรางและใชมาตรการในการปองกันจึงจะเกิด 108 ระบบโครงสรา งทก่ี อ ใหเกดิ ปญ หาอยางเปนระบบเร่ิมตนจาก ความคิดในการพัฒนาที่เลือกตัวแบบของการ พฒั นาแบบไมสมดุลในทุกๆดาน โดยมีระบบราชการ ระบบกฎหมาย ระบบกระบวนการยุติธรรม ใหการ สนับสนนุ ทงั้ ทางตรงและทางออม ทัง้ ในลักษณะกระตอื รือรน และในลกั ษณะวางเฉยไมใ หความชวยเหลือ ไม รับรู ไมใหค วามเปน ธรรม ในกรณเี ขตนคิ มอุตสาหกรรมมีระบบการสนับสนุนและจัดโครงสรางแบบพิเศษ โดยมีเปาหมายที่จะ ผลกั ดนั ใหเกิดการตัง้ โรงงานและประกอบการได ในทางดานบริหารทั้งในระดับนโยบาย ที่มุงสงเสริมโดยมี นโยบายท่ีชัดเจน ตอเนื่อง ติดตอกันมาเปนเวลานาน มีการจัดตั้งองคกรใหทําหนาที่ในการสงเสริม ดูแล แกป ญ หา ( ดงั จะเห็นไดจ าก การจัดต้ังสภาพฒั น มีการต้งั คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝงตะวันออกเปนการ เฉพาะ ) มกี ารจดั ระบบราชการใหทาํ การสนับสนุน มีการใชมาตรการทางภาษีเพอื่ สง เสริมการลงทุน มีการจูง ใจใหเกิดการลงทนุ มีมาตรการจูงใจใหส ามารถือครองท่ดี ิน มหี นว ยงานในระบบราชการตั้งแตระดับบนและ ระดบั ลางใหก ารสนับสนุน โดยขาดระบบการการประเมนิ ขาดการตดิ ตามผล การใชวิธีการลดการบังคับการ ใหเปน ไปตามกฎหมายจึงเปน การจูงใจใหอุตสาหกรรมท่ีมีลักษณะท่ีมีแนวโนมจะไมชอบดวยกฎหมายในดาน ตางๆนิยมชมชอบเปนอยางย่งิ เพราะมีรฐั ทป่ี ระกันความเส่ียงทีเ่ กิดจากการถูกบงั คับใหเปนไปตามกฎหมายได ความพยายามลาสดุ ของฝายบริหาร คอื ความพยายามในการจัดตงั้ เขตเศรษฐกจิ พเิ ศษ ในทางดานนิติบัญญัติ นอกจากไมปรับปรุงกฎหมายใหนําไปสูการมีมาตรการปองกันปญหาแลว กลไกกรรมาธกิ ารของรัฐสภาก็ไมสามารถที่จะแกป ญ หาใหไ ด กลไกกระบวนการยตุ ิธรรมไมมกี ารปรับตวั ระบบท้ังระบบเมื่อเปรียบเทียบกับความสลับซับซอนของ ปญหาแลวไมสามารถที่จะหวังหรือเห็นไดวา ระบบกระบวนการยุติธรรมจะใหความเปนธรรมท่ีคุมคากับ ทรพั ยากรทสี่ งั คมทุม เทใหไ ดอ ยางไร 116
ประสิทธภิ าพของระบบในการแกไขปญหา เมอื่ เปรยี บเทียบกบั วธิ กี ารในการแกไข เพราะปญหา ท่เี กิดจากอุตสาหกรรมมักจะมีพฤติกรรมของการเกิดทีม่ รี ปู แบบการแตกตัวแบบทวีคณู ดังน้นั เมื่อ เกดิ ขึน้ ในแตล ะคร้งั ก็จะสงผลกระทบอยางกวา งขวาง 4. ตองเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการแกไขปญหาจาก รูปแบบการรองเรียน ความเดือดรอนไปสู รปู แบบการแกไ ขปญหาแบบขอพพิ าท( ในลักษณะเชงิ คดี ) จากสภาพความเปนจริงและตนตอของปญหาดังท่ีไดช้ีใหเห็นมาขางตน จะ เห็นไดวากรณีเร่ือง “ เขตอุตสาหกรรม ” ในแงของพัฒนาการท้ังในทางความเปนจริง ในทาง ปฏิบัติ และ ในทางทฤษฎีจะเห็นไดวา เปนแนวความคิดที่เกิดจากสภาวะของปญหาท่ีเกิดจาก โรงงานอุตสาหกรรมท่ีต้ังอยูอยางกระจัดกระจายปะปนไปกับการใชพื้นที่ในลักษณะตางๆเชน พืน้ ทท่ี างการเกษตรกรรม พน้ื ทีพ่ ักอาศัย พ้ืนที่อนุรักษ ฯลฯ และในที่สุดก็นําไปสูความขัดแยง ความไมถ กู สขุ ลกั ษณะ ความไมคุมคา ฯลฯ ดงั นัน้ จึงมีการเสนอใหจัดต้งั เปนเขตๆในการท่ีจะใช ประโยชนในพนื้ ท่ีตา งๆ ดังจะเห็นไดอ ยา งชัดเจนในพระราชบัญญัตผิ งั เมอื ง 2. สภาพปญ หาทก่ี ารจัดรูปแบบองคก รแบบเดมิ ไมสามารถทจ่ี ะแกป ญหา หรอื ไมเพียงพอ ในการแกปญหารปู แบบการจดั องคกรแบบเดมิ ทใี่ ชใ นการแกไ ขปญ หา ในระดับชาติ ระบบการรองเรยี นในระบบราชการปรกติ ( กรมตางๆ / กระทรวง , คณะกรรมการตามกฎหมาย เชน คณะกรรมการสวล. คณะกรรมการนา้ํ บาดาล ) ระบบการรอ งเรยี นไปยังกรรมาธิการของสภา ระบบการรองเรยี นไปยังองคกรอิสระตามรฐั ธรรมนูญ ( ผตู รวจการแผนดินรฐั สภา , คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหงชาติ ) การฟองเปน คดตี อศาล ( ศาลปกครอง , ศาลยุติธรรม ) ในระดับพ้ืนที่ การใชกลไกของจงั หวัด/อําเภอ การใชกลไกของอปท การใชช องทางในทางการเมอื ง การใชชองทางส่ือสาธารณะ ระบบท่มี อี ยทู งั้ หมดไมส ามารถจดั การกบั ปญ หาที่เกิดขึ้นสืบเนือ่ งจากเขตนิคม อตุ สาหกรรมแตอ ยา งใด ทัง้ นี้เนอื่ งจากมีแตห นวยงานท่ีใหการสนับสนุนเทา น้ัน แตไมม ี 117
หนวยงานท่แี กไขปญ หา ทั้งๆที่มหี นา ท่ีตามกฎหมายทต่ี อ งทํา โดยไมจําเปน ตองถามถึงพื้นฐาน ความคิดระดบั สาํ นึกของความเปน ผูทไ่ี ดรบั ฉันทานุมัติใหใชอ ํานาจสาธารณะ 3. หนาท่ีและโครงสรา งขององคกร องคกรดังกลาวทําหนาที่หลักในการใชอํานาจก่ึงตุลาการ ( Quasi Judical ) เพื่อแกไข ปญ หาที่อํานาจนิติบัญญัติ องคกรอิสระ องคกรปกครองทั้งหลายในระบบราชการ และอํานาจ ตุลาการไมสามารถท่ีจะแกป ญ หาได ดงั น้นั องคกรดังกลาวจงึ ตอ งทําหนาทีห่ ลัก สอง ประการ คอื 1. หนา ทใ่ี นการตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการทํางานของสวนราชการตางๆที่อยูใน พ้ืนทซ่ี งึ่ มีเขตนคิ มอตุ สาหกรรมตั้งอยู เพื่อใหเปนไปตามที่กฎหมายนั้นๆกําหนดใหตองทํา โดย ใชแนวทางของหลกั ธรรมาภิบาลส่ิงแวดลอ มในการดาํ เนินการ 2. หนา ที่ในการวนิ ิจฉยั ชข้ี าดขอพพิ าททีเ่ ปน ผลสบื เน่อื งจากการมีเขตนิคมอุตสาหกรรม ซง่ึ กอ ใหเ กดิ ความเสียหายตอ ประชาชน ตอ ชุมชน ตอ สิ่งแวดลอมทง้ั หลาย ทอ่ี ยใู นเขตหรือบริเวณ ที่ไดร ับผลกระทบ ซึ่งอาจจะเปน ขอพิพาททีเ่ กิดจากการทร่ี ัฐไมใชอ าํ นาจตามกฎหมาย หรืออาจจะ เปน การใชอ ํานาจทางปกครองเพอ่ื การตรวจสอบการดําเนินการตามกฎหมายของหนวยงานของรัฐ ทีด่ ําเนนิ การกบั ผูป ระกอบการ 4. ความสัมพันธร ะหวางองคกร กบั ประชาชน สงั คม ผปู ระกอบการ และ เจาหนา ทข่ี อง รฐั ในขณะที่ มีองคกรของรัฐมากมายท่ีเขารวมสนับสนุนใหเกิดเขตนิคมอุตสาหกรรม สนับสนุนนอยางเต็มที่ในการทําใหเกิดโรงงาน โดยแทบจะทุกกรณีของเขตนิคมอุตสาหกรรม ไมไ ดเ ตรียมการอยา งใดๆในการปองกันหรือแกไขปญหาท่ีเกิดข้ึน ท้ังๆที่มีบทบัญญัติกฎหมาย กําหนดมาตรการตา งๆที่พอจะแกข ัดไปได หากการจัดองคก รและกระบวนการยุติธรรมทงั้ ทางแพง ทางอาญา และทางปกครอง เปนไปอยางสอดคลองที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพกับการ เปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ตางๆอันเน่ืองมาจากการมีเขตนิคมอุตสาหกรรมเขาไป เปล่ียนแปลงสภาพทางสังคมเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย วัฒนธรรม ในพ้ืนท่ีเหลาน้ัน อยางสิน้ เชงิ ดังน้ัน การปรับโครงสรางองคกร โดยใหองคกรดังกลาวเปนมีความสัมพันธอยาง ใกลชิดกบั ประชาชนทไี่ ดร บั ผลกระทบในเขตพ้ืนทดี่ ว ยวิธีการรับเรื่องราวรองทุกขที่เกิดจากการท่ี หนว ยงานของรัฐไมดําเนินการตามกฎหมาย ดังนน้ั ความสมั พันธในระดับแรก คือ การเขามาติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล การ ทํางานของหนวยงานท้ังหลาย ซ่ึงมีผลโดยออมท่ีจะทําใหผูประกอบการ โรงงานจะตองอยูใน กรอบกตกิ า ที่มีองคกรกํากับอยา งใกลช ดิ สองช้นั 118
ความสมั พันธในระดบั ท่ีสอง คือ การมตี ัวแทนของประชาชนทงั้ ในทางตรงและทางออม ที่จะเขามาเปนสวนหน่ึงขององคประกอบของกรรมการในคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผลการทํางานของระบบราชการ ความสัมพันธในระดับท่ีสาม คือ การนําเอาขอมูลจากประชาชนในพื้นที่เขาสู กระบวนการพจิ ารณาในชั้นของการระงบั ขอ พิพาท 5. งบประมาณทจี่ ะใชใ นการดาํ เนินการ เมอ่ื เปรียบเทียบกับความไมเ ทา เทียมที่เกดิ ขน้ึ จากการพฒั นา การที่รัฐบาลมีมาตรการ ในการสง เสรมิ การลงทนุ โดยการยกเวนภาษีใหกับผูประกอบการ การลงทุนโครงสรางพ้ืนฐาน บนโดยใชมาตรการทางกฎหมายริบเวนคืนตนทุนชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน การสงเสริมใหเกิด การแยงชิงทรัพยากรที่เปนของสวนรวมใหกับผูท่ีมีอํานาจที่มากกวา การผลักภาระหนาท่ีซึ่ง ผปู ระกอบการจะตองจายไปใหประชาชนทอี่ ยใู กลตอ งแบกรับ โดยที่ระบบราชการไมไ ดทําหนาที่ อยางใดๆในนามของสังคมที่จะเรียกรองคาความเสียหายอยางใดๆจากผูทําความเสียหายและได ประโยชนฝา ยเดยี ว ดงั นน้ั หาจะจัดสรรงบประมาณทีเ่ ปนเงนิ ของแผนดนิ เพ่ือมากอบกฟู นฟปู รับเปล่ียน ระบบทีไ่ มสามารถสรา งระบบสงั คมที่เปนธรรมใหเ ปน สงั คมท่ีเปน ไปตามหลักธรรมาภิบาล โดย กําหนดเปนสดั สวนจากการลงทนุ และจากสดั สว นภาษีท่ีผูประกอบการไดรบั การสงเสรมิ การ ลงทุน มาเปนงบประมาณในการดําเนินการ ในขณะเดยี วกัน ในสวนของเจาหนา ท่ี บคุ คลากร และสาํ นักงาน กเ็ ปนสวนท่ีรัฐบาล ในฐานะฝายบรหิ ารจะตอ งดาํ เนินการในการปฎิรูประบบราชการและดาํ เนินการใหตรงตามความ ตอ งการของประชาชน ซึง่ เปนไปตามหลักการบริหารกจิ การบานเมอื งและสงั คมที่ดี ทรี่ ฐั บาลและ หนว ยงานของรัฐมพี ันธะทจ่ี ะตอ งดําเนินการ 6. การเตรียมความพรอม นอกจากการท่ีจะตองผลกั ดันใหเ ปน บทบัญญัติในทางกฎหมายแลว109 จําเปนที่ จะตอ งเตรียมความพรอ มท้งั ในเรอ่ื ง ระบบฐานขอ มูล ระบบการบริหารงานบุคคล ระบบวธิ ี พจิ ารณาคดี ระบบการติดตาม ระบบการประสานงาน การจัดคามาตรฐานทางดา นสิ่งแวดลอ มที่ จะใชอ างองิ ฯลฯ 109 เนอ่ื งจาก ปญหาดังทก่ี ลา วมาขางตนมีสาเหตมุ าจากอํานาจตามกฎหมายของหนว ยงานตางๆขดั แยงกัน ซึ่งรวม ไปถงึ อํานาจในการใชง บประมาณ อาํ นาจในการบงั คบั บัญชากาํ ลงั คน และผลประโยชนอืน่ ๆทีจ่ ะไดร ับมาจาก ความบกพรองของระบบราชการ จึงทาํ ใหต อ งปฏิรปู ใหญใ นสว นทว่ี าดว ยการจัดระบบองคกรเสียใหม 119
7. สภาพบังคับขององคกร ดําเนินการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และแจงผลการดําเนินการ(หรือท่ีไม ดําเนนิ การ)ใหผบู ังคบั บญั ชาทราบ จดั ทาํ รายงานเกย่ี วกับการดาํ เนินการของหนวยงาน เปนผูดําเนนิ คดแี ทนผูเสยี หาย 8. คณะกรรมการตดิ ตามตรวจสอบใหเปนไปตามหลักธรรมาภิบาลในเขตนคิ ม อุตสาหกรรม 8.1 องคป ระกอบของคณะกรรมการ 8.1.1 คณะกรรมการระดบั ชาติ 1. ตวั แทนขององคกรวิชาชีพท่มี ีประสบการณ ( วศิ วกรรมสถาน / แพทยส ภา / นักสง่ิ แวดลอ ม ) 2. ตัวแทนสภาอุตสาหกรรม 3. ตัวแทนของภาควชิ าการทม่ี ปี ระสบการณในสาขาท่เี กี่ยวขอ ง ( วศิ วะ/สง่ิ แวดลอ ม / วทิ ยาศาสตร / กฎหมาย / ..... ) 4. ตวั แทนอปท.ทมี่ ีนิคมตง้ั อยู 5. ตัวแทนประชาชนในพน้ื ท่มี ีโอกาสเสย่ี ง 6. ตวั แทนอาชีวะอนามัย 8.1.2 คณะกรรมการระดับพ้ืนท่ี 1. ตัวแทนของประชาชนท่อี ยใู นบริเวณเขตท่ีอาจจะไดร ับผลกระทบจากนิคม อตุ สาหกรรม 2. ตวั แทนโรงงาน ตวั แทนผูประกอบการ 3. ตวั แทนแรงงาน 4. ตวั แทนกลุมผตู รวจสอบมาตรฐานขององคก ร 5. ตัวแทนฝายสาธารณะสขุ ในพ้ืนท่ี 6. ตวั แทนการนิคมอุตสากรรมในพื้นที่ 7. ตัวแทนฝา ยส่งิ แวดลอ ม 8. ตัวแทนองคกรพัฒนาเอกชนทางดา นสิง่ แวดลอ ม สุขภาพ 9. ตวั แทนของอปท. 10. ตัวแทนของฝา ยปกครอง 120
9. อาํ นาจหนา ท่ีของคณะกรรมการ 9.1 อาํ นาจคณะกรรมการในระดับชาติ 1. วางกรอบ นโยบายในการดาํ เนินการติดตาม การตรวจสอบ การ ประเมินผล 2. ดาํ เนนิ การประเมินผลการดําเนนิ การของหนว ยงานทัง้ หลายในเขต อตุ สาหกรรมแตล ะเขต 3. จัดทาํ มาตรฐานความปลอดภัยเก่ียวกบั เขตอตุ สาหกรรม 4. จดั ทาํ ขอเสนอแนะตอรฐั บาล รฐั สภา เก่ียวกับการปรับปรุง แกไข กฎหมายในระดบั ตา งๆ 9.2 อาํ นาจคณะกรรมการในระดับพืน้ ท่ี 1. อํานาจในการติดตามตรวจสอบระบบฐานขอมูลการดาํ เนินการของ หนว ยงานทงั้ หลายของรัฐระบบการปองกันตามที่กําหนดให ผูประกอบการตอ งดาํ เนนิ การ จดั ใหมตี ามกฎหมาย การติดตามการทาํ ตามขอ แนะนาํ ท่ีการศึกษาผลกระทบทางส่ิงแวดลอม และผลกระทบทาง สงั คม ใหคําแนะนํา 2. อาํ นาจในการประเมินผลการดําเนนิ การตามกฎหมายของหนว ยงานใน ระดบั พ้นื ที่การประเมินผลเคร่ืองมอื ในทางกฎหมายวามเี พียงพอ หรือมี ประสิทธิภาพหรอื ไมก ารประเมนิ ศกั ยภาพของหนวยงานตางๆทมี่ ีหนาที่ ในทางกฎหมายทีเ่ กยี่ วขอ งกบั พื้นที่อุตสาหกรรม 10. คณะกรรมการวินจิ ฉยั ช้ขี าดขอพิพาทที่เกิดข้ึนในเขตนิคมอุตสาหกรรม 10.1 องคประกอบของคณะกรรมการ 10.1.1 คณะกรรมการระดับชาติ ตวั แทนจากองคกรที่เกย่ี วขอ งกบั การอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติ ตัวแทนจากองคกรท่ตี ิดตามปญ หาโรคที่เกิดจากการทาํ งาน ตัวแทนจากองคก รทตี่ ดิ ตามปญ หาเรอื่ งสารเคมที ใ่ี ชในอตุ สาหกรรม ตัวแทนจากนักวชิ าการ ( เศรษฐศาสตร วทิ ยาศาสตร สิ่งแวดลอม วศิ วกรรมศาสตร นิติศาสตร รฐั ศาสตร ) ตวั แทนจากองคกรวชิ าชพี 10.1.2 คณะกรรมการระดบั พืน้ ที่ 121
10.2 อาํ นาจหนาท่ีของคณะกรรมการ 10.2.1 อาํ นาจคณะกรรมการในระดับชาติ 1. รบั พิจารณาเรอ่ื งทเี่ ปนขอ พพิ าทระหวางประชาชนผูทไี่ ดรบั ผลกระทบ กบั หนวยงานของรฐั หรอื กบั ผูประกอบการ หรือ โรงงาน ทเ่ี กดิ ข้ึนใน เขตนคิ มอตุ สาหกรรม 2. วินจิ ฉยั ชขี้ าดขอ พิพาทและมีคําวินิจฉัยชี้ขาดใหห นวยงานของ ดําเนนิ การเพ่อื แกไ ขขอ พิพาท 3. วางขอกําหนด แนวทางในการเยียวยาความเสยี หายทเ่ี กิดขน้ึ ในเขต นคิ มอุตสาหกรรม 10.2.2 อาํ นาจคณะกรรมการในระดับพนื้ ท่ี มีอํานาจเชนเดียวกับคณะกรรมการในระดับชาติ แตมีขอบเขตการใชอํานาจ เฉพาะขอ พพิ าทท่เี กดิ ขึน้ ในเขตนคิ มอุตสาหกรรมในพื้นท่ีใดพ้นื ท่หี นง่ึ เทานั้น ซึง่ เปนการกระจาย อํานาจมาสูพ ื้นที่ทเ่ี ปน ปญ หา 122
สว นที่ 4. บทสรุป การพัฒนาพ้นื ที่ชายฝงทะเลตะวนั ออกแมจะนํามาซ่ึงความเจริญทางวัตถุและทาง เศรษฐกจิ ในหลายๆดา น แตตลอดระยะเวลาทีผ่ านมาก็ไดท ิ้งรอ งรอยการความสูญเสยี ความเสียหาย เสอ่ื มโทรมของสภาพสังคม สภาพแวดลอม และปญหามลพิษตางๆเอาไวเ ปน จํานวนมาก การเรง ดาํ เนินการเพ่อื ขยายพ้นื ทเี่ ขตอุตสาหกรรมในระยะที่ 3 ไดก ลายเปนชนวน ของความขัดแยงทน่ี าํ ไปสูการปดถนนประทว งเรยี กรองครัง้ สําคัญครงั้ หนง่ึ ของพ้ืนทจ่ี งั หวัดระยอง ทไ่ี ดช ือ่ วาเปนจังหวัดทีม่ รี ายไดเฉล่ียตอหัวของประชากรสงู ทีส่ ดุ ในประเทศไทยติดตอกันมาหลาย ป ความขดั แยงกนั ดงั กลา วเปนทีม่ าของการศึกษาครงั้ นี้ การศึกษาน้ีตอ งการท่ีจะตอบโจทยส องประการคอื 1. ตอ งการทีจ่ ะชใ้ี หเ ห็นถึงขอ จํากัดท่อี ยใู นระบบกฎหมาย ซง่ึ เปนผลกระทบทเี่ กดิ สืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาพ้ืนที่ชายฝงทะเลตะวันออก และในขณะเดียวกันตองการที่จะ ช้ีใหเห็นถงึ อิทธิพลของโครงการพัฒนาพน้ื ทชี่ ายฝงทะเลตะวันออกท่สี ง ผลตอระบบกฎหมาย 2. ตอ งการทจ่ี ะจดั ทําขอ เสนอตอหนวยงานภาครฐั และภาคประชาสงั คมเพอ่ื สนบั สนุนการเขามามีสว นรวมของประชาชน ชุมชน เพอื่ ปองกนั และแกไขปญหามลพษิ ท่ีเกิดจาก เขตนิคมอุตสาหกรรมในพื้นท่มี าบตาพุด จากการศึกษาแสดงใหเ หน็ ไดอยางชดั เจนวา ระบบกฎหมายท่ีเกี่ยวกับการพัฒนา เขตพ้ืนท่ีอุตสาหกรรมซ่ึงเกิดขึ้นภายใตนโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝงทะเลตะวันออก เปน กฎหมายที่คอยๆพัฒนาตามหลังการดําเนินโครงการ และกระทั่งในปจจุบันนี้แมจะกลาวไดวา ประเทศไทยมีบทบัญญัติกฎหมายที่เก่ยี วของกับการพัฒนาเขตพ้นื ท่ีอุตสาหกรรม แตจากการศกึ ษา ในเชิงระบบของกฎหมายหรือในวงจรการใชอํานาจของรัฐตามกฎหมาย แสดงใหเห็นไดอยาง ชัดเจนจากปรากฏการณความขัดแยง จากปญหากลไกการบังคับการใหเปนไปตามกฎหมายไมมี ประสิทธิภาพ จากการที่รัฐมักจะมีนโยบายท่ีเก่ียวกับการพัฒนาพ้ืนที่ที่ไมเปนไปตามที่กฎหมาย บัญญัติ จากการที่ประชาชนมักจะเรียกรองใหหนวยงานภาครัฐเขามารับผิดชอบแกไขปญหา หรือแมก ระทงั่ การท่ีหนว ยงานภาครัฐดว ยกนั เอง ดงั เชน กรณีโรงเรียนของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ ถกู บงั คับใหต อ งยา ยทตี่ ง้ั เพื่อหลีกทางใหกับการขยายตัวของพื้นท่ีในการต้ังโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯปรากฏการณที่กลาวมาเพียงบางสว นน้ี ทงั้ หมดสะทอนใหเ ห็นถึงขอจํากัดของกฎหมายและใน ขณะเดียวกนั ดงั ทก่ี ลา วมาแลวขางตน วาจากการศกึ ษาแสดงใหเห็นอยางชัดเจนแลววามีบทบัญญัติ ของกฎหมายมากมายท่ีเกย่ี วขอ งและสามารถนํามาใชกับกรณีปญหาทั้งหลายไดแตในกรณีบริเวณ 123
พน้ื ทนี่ คิ มอุตสาหกรรมกลับไมมีการบังคับใชกฎหมาย ซ่ึงแสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของโครงการ พัฒนาพ้นื ท่ชี ายฝง ทะเลตะวันออกท่ีขับเคลื่อนโดยการใชกลไกของอํานาจบริหารภายใตรูปแบบ ของคณะกรรมการกําหนดนโยบายระดับชาติซึ่งมีอํานาจหนาที่เกือบจะกลาวไดวาเทียบเทากับ คณะรฐั มนตรฝี า ยการลงทุนในพืน้ ท่ชี ายฝง ทะเลตะวันออก การจัดองคกรบรหิ ารโครงการในรูปแบบคณะกรรมการระดับชาตดิ ังกลาวภายใต สถา น ก า ร ณ ทา ง ก า ร เมื อง ที่ รั ฐ มี บทบ า ทเ หนื อป ร ะ ช า ชน ทํ า ใ ห ร ะ บบ ก ฎห มา ย แ ทบจ ะ ไ ม มี ความหมายอยางใดๆในการสรางความเปนธรรมใหเกิดขึ้นจากการพัฒนา และดวยเหตุที่การจัด องคกรในการบริหารจดั การพน้ื ที่อยใู นรปู แบบของคณะกรรมการกําหนดนโยบาย โดยมหี นว ยงาน ราชการและรฐั วิสาหกิจเปนผูป ฏบิ ัติ ซง่ึ ในขณะนั้นระบบกฎหมายยังไมพัฒนากลไกและองคกรที่ ทําหนาท่ีในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังคงมีเพียงกลไกการคุมครองสิทธิแบบ ดั้งเดิมท่ีมีอยูในระบบราชการประจําแบบปรกติ จึงสงผลใหขาดองคกรกลางท่ีทําหนาท่ีดูแล รับผิดชอบการบริหารการจัดการทั้งหมดแบบครบวงจรที่มีกฎหมายรับรองและเปนหลักประกัน ใหแกป ระชาชน ในปจ จบุ นั ภายใตส ถานการณทางเมืองท่ีพัฒนาเปดกวางใหกับสิทธิเสรีภาพและ บทบาทของภาคประชาชนมากข้ึน เกิดการรวมกลุมของประชาชนในดานตางๆมากมาย ระบบ กฎหมายมีพัฒนาการท่ีปรับตัวเองเปดกวางในการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีกลไก และมาตรการท่ีเปนรูปธรรมท่ีทําใหประชาชนมีโอกาสในการใชสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในทางแพง ทางอาญา และทางปกครองไดงายข้นึ ความตน่ื ตัวในทางการเมืองและสํานึกในเรื่อง สิทธแิ ละเสรภี าพดังที่กลา วมาทําใหเกิดการเรียกรองเกดิ แรงกดดันใหมีการดาํ เนนิ การอยางใดอยาง หนึ่งท่ีจะตองปรับปรุงใหเกิดระบบการบริหารจัดการท่ีเปนรูปธรรมและมีหลักประกันและ มาตรการคุมครองสทิ ธิในดานตางๆท่ชี ดั เจน มีบทบัญญัตกิ ฎหมายรองรับและเกิดเปนรูปธรรมท่ีมี ความถาวร ซึง่ ผลจากการศกึ ษาไดแสดงใหเ ห็นถึงความจาํ เปนเรงดวนที่จะตองจัดตั้งองคกรท่ีทํา หนา ทีต่ ิดตามและชีข้ าดขอ พพิ าทท่ีเกิดข้นึ เน่อื งจากเขตพฒั นาอตุ สาหกรรม โดยมีผลการศึกษาใน เชิงหลักการแนวคดิ และรายละเอียดของหลกั การในประเด็นของโครงสรางองคกร องคประกอบ ของคณะกรรมการ ภารกิจ อาํ นาจ หนา ที่ มาตรการท่จี ะนํามาใชใ นการแกไ ขปญหา ดังปรากฏใน สวนบทวเิ คราะหในเชิงภาพรวมของปญหาการบริหารจัดการพ้ืนทชี่ ายฝง ทะเลตะวนั ออก และนอกจากน้ัน จากการศกึ ษาขอเทจ็ จริงตา งๆ ที่เกดิ ขึน้ จากการใชอ าํ นาจของรัฐ ในระดบั พน้ื ที่ และจากความคิดเห็นของผูที่เกี่ยวของในบริเวณพ้ืนท่ีเขตนิคมอุตสาหกรรมท้ังใน สวนที่เปนเจาหนาท่ีของรัฐในหนวยงานท่ีเก่ียวของ ผูประกอบการบางสวน กลุมประชาชนผู 124
ไดรับผลกระทบ ประชาชนท่ัวๆไปในพื้นที่จังหวัด ผูบริหารขององคกรปกครองสวนทองถ่ิน ทําใหเห็นถึงขอจํากัดของการจัดโครงสรางองคกรในการบริหารจัดการปญหาในเขตพื้นท่ีนิคม อตุ สาหกรรมและบริเวณตอ เนอื่ ง จากการศึกษาถงึ ทางออกของสภาพปญหาดงั กลาวจึงนําไปสูการ มีขอเสนอแนะจากฝายตางๆโดยเฉพาะจากประชาชนผูไดรับผลกระทบท่ีจะรวมกันเพื่อจัดทํา ขอ เสนอเชงิ นโยบาย และจะมีการใชสทิ ธิตามรัฐธรรมนูญในการเคลื่อนไหวเรียกรองผลักดันเพ่ือ เขาช่ือกันเสนอรางพระราชบัญญัติจัดต้ังคณะกรรมการติดตามและวินิจฉัยช้ีขาดขอพิพาทอัน เน่ืองมาจากเขตนคิ มอตุ สาหกรรม พ.ศ. ...... ซึ่งจะไดด าํ เนินการยกรางเปดรับฟงความคิดเห็น และ ดาํ เนนิ การจดั ใหมีการเขา ช่อื เพอื่ เสนอรางกฎหมายตอรัฐสภาในลําดับตอไป 125
บรรณานกุ รม กอบกลุ รายะนาคร. 2548. พนั ธกรณีระหวา งประเทศดา นส่งิ แวดลอม.มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ และสาํ นักงานกองทุนสนบั สนุนการเสริมสรางสุขภาพ. ________________2549. พัฒนาการของหลักกฎหมายสิ่งแวดลอมและสิทธิชุมชน. มูลนิธิ สาธารณสุขแหง ชาติและสํานักงานกองทุนสนบั สนนุ การเสริมสรา งสขุ ภาพ. ________________ 2549. กฎหมายวา ดว ยเครอ่ื งมือทางเศรษฐศาสตรเพ่ือการจัดการสิ่งแวดลอม สําหรบั ประเทศไทย. กรงุ เทพฯ : มลู นธิ ิสาธารณสุขแหง ชาต.ิ ________________2550. กฎหมายกับสิง่ แวดลอม. กรงุ เทพ ฯ : สาํ นักพมิ พว ญิ ูชน. คณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาติ สาขานิติศาสตร. 2544. สรุปผลการประชุมคณะทํางานกลุม กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เร่ือง การระงับขอพิพาทสิ่งแวดลอม. กรงุ เทพฯ. วนั ที่ 27-28 กันยายน 2544. ไชยยศ บุญญากิจ. 2549. บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนในการดูแลสิ่งแวดลอม. มูลนิธิสาธารณสุข แหง ชาติและสาํ นกั งานกองทุนสนับสนุนการเสริมสรา งสขุ ภาพ. ไชยรตั น เจริญสินโอฬาร. 2545 การเมืองแบบใหม,ขบวนการเคลือ่ นไหวทางสังคมรูปแบบใหมแ ละ วาทกรรมการพฒั นาชดุ ใหม, วาทกรรมการพฒั นา : อํานาจ ความรู ความจรงิ เอกลกั ษณ และ ความเปนอื่น. พมิ พครง้ั ที่ 3. กรุงเทพฯ: สํานักพมิ พวิภา. นํ้าแท มีบุญสลาง. 2547. การดําเนินคดีแบบกลุมในคดีส่ิงแวดลอม. วิทยานิพนธตามหลักสูตร นติ ิศาสตรมหาบณั ฑิตสาขาวชิ านิติศาสตร คณะนิติศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั . นิรมล สุธรรมกิจ. 2549. พันธกรณีดานส่ิงแวดลอมระหวางประเทศและทาทีของไทย. มูลนิธิ สาธารณสุขแหงชาตแิ ละสาํ นกั งานกองทุนสนับสนนุ การเสรมิ สรางสขุ ภาพ. บริษัท มหานคร คอนซัลแตนท จํากัด. 2547. รายงานฉบับสุดทาย final report โครงการติดตาม และประเมนิ ผลการดําเนินงานตามแผนปฏบิ ตั ิการดานส่ิงแวดลอ มและการใชประโยชนท ่ีดิน บริเวณชายฝงทะเลตะวนั ออก ระยะที่ 2. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. 2542. การสรางธรรมาภิบาล (Good governance) ในสังคมไทย. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พมิ พว ญิ ชู น. ไพสฐิ พาณิชยกุล และคณะ. 2550. ขอเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมยั่งยืนใน บริบทของไทย. รายงานวิจัยสถาบนั ธรรมรฐั เพอ่ื การพฒั นาสงั คมและสิ่งแวดลอม ไดรับการ สนบั สนนุ จากสาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ัย. มลู นธิ ิสถาบันวิจยั เพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย. 2533. รายงานสรปุ สาระสําคัญของโครงการวิจัยการ บริหารเพอ่ื การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม.
ฤทัย หงสสิริ และมานิตย จุมปา. 2542. คําอธิบายกฎหมายขอมูลขาวสารของทางราชการ. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พมิ พนิตธิ รรม. วรเจตน ภาคีรัตน. 2546. หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองและการกระทําในทางปกครอง. กรุงเทพฯ : วิญูชน. วภิ วา ช่ืนชิตและคณะ. 2550. ชะตาระยอง: วันวาน... วันน้ี... และวันพรุงนี้....มูลนิธินโยบายสุข ภาวะ สาํ นกั งานคณะกรรมการสขุ ภาพแหงชาติและสํานักงานบรหิ ารและพัฒนาองคความร.ู สมชาย ปรีชาศิลปกุล. 2547. คดีมลพิษ: ความเสียหายและการเยียวยาในระบบกฎหมายไทย. วารสารนติ สิ งั คมศาสตร มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. สมชาย ปรีชาศิลปะกุล. 2549. ปญหาและแนวทางแกไข พรบ.สงเสริมและรักษาคุณภาพ สิง่ แวดลอ ม. วารสารนิตสิ งั คมศาสตร มหาวิทยาลยั เชียงใหม. สมศักด์ิ สขุ วงศ. 2550. การจัดการปา ไม ภายใตการกระจายอาํ นาจ. เอกสารประกอบการสัมมนาเวที สาธารณะภาคประชาชนเพอ่ื ระดมความคดิ เหน็ ในประเด็นปาไมทส่ี ําคัญและมีผลกระทบตอ ประชาชน. วนั ที่ 26 กุมภาพันธ 2550 ณ สภาครสิ จกั รในประเทศไทย กรุงเทพฯ. สาลิณี สายเช้ือ. 2547. มาตรการลงโทษนิติบุคคลท่ีกอใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอม. วารสารนิติ สงั คมศาสตร มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. สาํ นักงานคณะกรรมการพฒั นาพื้นทีบ่ ริเวณชายฝงทะเลตะวันออก. 2527. การพัฒนาพ้ืนที่บริเวณ ชายฝง ทะเลตะวนั ออก. สํานักงานคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหงชาติ . 2551. รายงานผลการศึกษา โครงการศึกษาวิจัย เพื่อสรุปบทเรียนจากประสบการณก ารจัดตัง้ นิคมอตุ สาหกรรมมาบตาพุด จงั หวัดระยอง เลม ท่ี 3 ทางเลอื กเชิงเทคโนโลยี: ยอนรอยการพัฒนา ตามหาความพอเพยี ง. สาํ นักวเิ คราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม. 2551. แนว ทางการมีสวนรวมของประชาชนและการประเมินผลกระทบส่ิงแวดลอมทางสังคมใน กระบวนการวิเคราะหผลกระทบส่ิงแวดลอ ม. กรุงเทพฯ. สุรชัย ตรงงาม. 2551. บทสัมภาษณในบทความ เม่ือคดีคลิตี้เขาสูศาลปกครอง. วารสารนิติ ธรรมชาติ. กรุงเทพฯ . หาญณรงค เยาวเลิศ. 2549. NGOsกับการจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม. มูลนิธิสาธารณสุขแหงชาติ และสํานักงานกองทนุ สนับสนนุ การเสรมิ สรา งสขุ ภาพ. อุดมศกั ดิ์ สนิ ธพิ งษ. 2549. กฎหมายเกย่ี วกับสิง่ แวดลอม. กรงุ เทพฯ : วญิ ชู น.
UN Doc, E/CN.4/Sub.2/1994/9 Donna G. Craig , Nicholas A.Robinson , Koh Kheng-Lian. 2001. Capacity Building for Environmental Law in the Asian and Pacific Region Approaches and Resources. Second Edition. Asian Development Bank. Legal Office Rome. 2002. Law and sustainable development since Rio legal trends in agriculture and natural resource management. FAO. www.opdc.go.th/index.php http://www.dmcr.go.th,2548 http://www.dopa.go.th/stat/y_stat50.html) http://www.dopa.go.th/xstat/pop50_2.html http://www.righttoenvironment.org/default.asp?pid=80 http://www.cesr.org/healthyenvironment http://www.thaienviforum.net/
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177