Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา(Panorama)ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา(Panorama)ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Published by กัญชลิกา วงษ์วิลาศ, 2023-07-09 07:16:36

Description: การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา(Panorama)ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Search

Read the Text Version

รายงานการวจิ ยั ด้านการจัดการเรียนรู้ การเปรียบเทยี บทกั ษะการอา่ นจับใจความสำคญั กอ่ นและหลัง การจดั การเรียนรแู้ บบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นวัดหว้ ยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎร์บำรงุ ) จังหวดั ราชบรุ ี โดย กญั ชลิกา วงษ์วิลาศ รหสั นักศกึ ษา 614101006 สาขาวชิ าภาษาไทย หนว่ ยสถานศกึ ษาฝึกสอน โรงเรียนวดั ห้วยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎรบ์ ำรงุ ) รายงานวจิ ยั นี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของการฝกึ ปฏบิ ัติการสอนในสถานศกึ ษา 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2565 คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

รายงานการวจิ ยั ด้านการจัดการเรียนรู้ การเปรียบเทยี บทกั ษะการอา่ นจับใจความสำคญั กอ่ นและหลัง การจดั การเรียนรแู้ บบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นวัดหว้ ยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎร์บำรงุ ) จังหวดั ราชบรุ ี โดย กญั ชลิกา วงษ์วิลาศ รหสั นักศกึ ษา 614101006 สาขาวชิ าภาษาไทย หนว่ ยสถานศกึ ษาฝึกสอน โรงเรียนวดั ห้วยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎรบ์ ำรงุ ) รายงานวจิ ยั นี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของการฝกึ ปฏบิ ัติการสอนในสถานศกึ ษา 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2565 คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

ก ชอ่ื เรอื่ ง : การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัด ผู้วจิ ยั การเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนวดั ห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎรบ์ ำรุง) จังหวดั ราชบุรี : กัญชลิกา วงษว์ ลิ าศ หลกั สูตร : ครุศาสตรบ์ ัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลยั ราชภฏั หมู่บ้านจอมบงึ พ.ศ. : 2566 บทคัดย่อ การวจิ ยั คร้งั นเ้ี ป็นการวจิ ยั เชงิ ปฏิบัตกิ ารในชน้ั เรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพือ่ เปรียบเทียบทักษะการอ่าน จบั ใจความสำคัญก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) กล่มุ เปา้ หมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 36 คน โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ที่มีปัญหาไม่สามารถอ่านจับใจความสำคัญได้ ไม่สามารถอ่านจับใจความได้และไม่สามารถเขียนสรุปความได้ มกั จะคัดลอกข้อความในการเขยี น ไม่สามารถสรปุ ความดว้ ยสํานวนตนเองได้ จึงทำให้ผ้เู รยี นขาดทักษะในการ สรุปความจากเรื่องที่อ่าน การอ่านถูกกำหนดเป็นสาระหลักที่จำเป็นสำหรับนักเรียนทุกคน นวัตกรรมที่ใช้ใน การพัฒนาได้แก่ การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอน การสอนอ่านที่ชัดเจน ชว่ ยพัฒนานักเรยี นให้เข้าใจในเนื้อเร่ืองท่ีอา่ น โดยการอา่ นแบบภาพรวมกว้างก่อน แล้ว จึงอ่านอย่างละเอียด ได้เตรียมตัวก่อนเริ่มการอ่าน การฝึกระหว่างการอ่านและหลังการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะ การอา่ นจบั ใจความสำคญั โดยมขี น้ั ตอนไดแ้ ก่ 1) การกำหนดจุดหมาย (P - Purpose) 2) การปรับความเร็วใน การอ่าน (A – Adaptation Rate to Meterial) 3) ความจำเป็นในการตั้งคำถาม (N – Need to Pose Question) 4) การสำรวจ (O – Over view) 5) การคิดตาม (R – Read and Relete) 6) การจดบันทึก (A - Annotate) 7) ทบทวนการจำจากการบันทึก (M - Memorize) และ 8) การประเมินผล (A - Asses) โดยใช้ เครื่องมือรูบิคส์การประเมินทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ได้กำหนดรายการพฤติกรรมทักษะการอ่านจับ ใจความสำคัญท้ังหมด 4 ดา้ น วิเคราะหข์ อ้ มลู โดยใชส้ ถติ ิความเที่ยงตรง ผลการวิจัย พบว่า ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน วัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี หลังเรียนสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) โดยคะแนนเฉล่ียเพิม่ ขึน้ +6.25 หรือเพิ่มขึ้นรอ้ ยละ 55

ข กิตติกรรมประกาศ การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียน การสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ในเนื้อหาวิชาภาษาไทยของนักเรียนจำนวน 36 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อครู อาจารย์ บุคลากรทางการ ศึกษา หรอื ผ้ทู ี่สนใจในการศกึ ษาหาความรู้ เพม่ิ พูนประสบการณ์ในการเรยี นรู้ วิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจากท่านอาจารย์ปิยณัฐ สุนทรประเสริฐ ที่ปรึกษาวิจัย ที่กรุณาแนะนําและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความเอาใจใส่ ตลอดมา ตั้งแต่ต้นจนวิจัยเล่มน้ีสำเร็จด้วยดี ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัต-ราษฎร์บำรุง) นางสาวจิราพร พลายพูนสวัสดิ์ ที่อำนวยความสะดวกในฝึกประสบการณ์วิชาชพี ภายในสถานศึกษา และขอขอบพระคุณนางสาวอารียา สุยะทา ครูพี่เลี้ยงที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และแกไ้ ขเคร่อื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั และได้ให้ข้อคิดเห็นทเี่ ป็นประโยชน์ตอ่ การวจิ ยั ครง้ั นี้ ผู้วิจัยคาดหวังว่าจากการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เพื่อให้งานวิจัยนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อครูผู้สอน ที่ต้องการศกึ ษาค้นควา้ การพัฒนาทักษะการอ่านจบั ใจความสำคัญ และก่อให้เกดิ ประสิทธิภาพการเรียนสูงสดุ ต่อผเู้ รียนและการพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการศึกษาวิชาภาษาไทยสบื ไป กญั ชลิกา วงษว์ ลิ าศ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ค สารบญั หนา้ (ก) บทคัดย่อ ...………………………………………………………………………………………………………………. (ข) กิตติกรรมประกาศ ................................................................................................................ (ค) สารบัญ ................................................................................................................................. (ฉ) สารบัญตาราง ....................................................................................................................... (ช) สารบญั ภาพ .......................................................................................................................... บทที่ 1 บทนำ................................................................................................................... 1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา...................................................................... 1 คำถามการวจิ ัย............................................................................................................ 2 วตั ถุประสงคก์ ารวิจัย................................................................................................... 2 ขอบเขตของการวจิ ยั ................................................................................................... 2 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ........................................................................................................ 3 ประโยชน์ที่ไดร้ บั ......................................................................................................... 3 กรอบความคิดในการวิจยั ............................................................................................ 3 5 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วขอ้ ง............................................................................ 1. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) สาระการ 6 เรียนร้ภู าษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4...................................................................... 6 1.1 วสิ ยั ทัศน์ …………………………………………………………………………………………… 6 1.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น..………………………………………………………………… 7 1.3 มาตรฐานการเรยี นรู้……………………………………………………………………………. 8 1.4 คำอธิบายรายวชิ า……………………………………………………………………………….. 9 2. การจดั การเรยี นรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA)……………………………………………. 9 2.1 ความหมาย…………………………………………………………………………………………. 9 2.2 หลักการและแนวคดิ ของการจัดการเรยี นรู้แบบพาโนรามา PANORAMA... 11 2.3 ขัน้ ตอนการจัดการเรียนร้แู บบพาโนรามา PANORAMA…………………………… 11 3. การพฒั นาการอ่านจับใจความ……………………………………………………………………… 11 3.1 แนวคิดของการอ่านจบั ใจความ……………………………………………………………… 13 3.2 แนวทางในการพัฒนาการอา่ นจับใจความ………………………………………………..

สารบญั (ตอ่ ) จ 3.3 การวดั ประเมนิ ผลการพฒั นาการอ่านจบั ใจความ………………………………… 15 งานวิจัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง.............................................................................................. ... 16 16 งานวจิ ัยในประเทศ………………………………………………………………………………. 17 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ…………………………………………………………………………….. 20 บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การวิจยั ................................................................................................. 20 แบบแผนการวิจัย.................................................................................................. 20 กลุ่มเปา้ หมายในการศกึ ษา....................................................................................... 20 การสรา้ งและพัฒนานวตั กรรม............................................................................. . 21 การสร้างและพัฒนาเคร่ืองมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล................................................... 23 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั .................................................................................................. 24 การวิเคราะหข์ ้อมลู และสถิตทิ ี่ใช้........................................................................... . 25 บทท่ี 4 ผลการวิจัย........................................................................................................... 25 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลตามวัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั ................................................ 28 บทที่ 5 สรปุ ผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………… 28 สรปุ ผลการวิจัย.......................................................................................................... 28 อภปิ รายผล............................................................................................................... 29 ข้อเสนอแนะ.............................................................................................................. 31 บรรณานกุ รม......................................................................................................................... 33 ภาคผนวก............................................................................................................................ 34 ก เครือ่ งมือที่ใช้ในการวิจยั ......................................................................................... 52 ข เครอื่ งมอื เก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................... 57 ประวตั ิผู้วจิ ัย........................................................................................................................

ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตัวช้วี ัดและสาระการเรียนร้แู กนกลาง สาระที่ 1 การอา่ น ......………………………… 7 2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู .......................................................................................... 25

ฉ สารบญั รปู ภาพ รปู ภาพที่ หนา้ 1 กรอบแนวคิดการวิจยั .............................................................………………………… 10 2 กระบวนการวิจยั เชงิ ทดลอง ................................................................................. 20

1 บทที่ 1 บทนำ ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา การใช้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ถือเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ต้องอาศัยทักษะที่หลากหลายในการ พัฒนาการอ่านจับใจความให้ถูกต้องและเหมาะสม จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องฝึกฝนทักษะให้เกิดความ ชำนาญและถกู ตอ้ งตามหลักการอา่ นจับใจความ เม่อื ผูเ้ รียนไดเ้ รียนรูเ้ นอื้ หาทีม่ ขี นาดเนือ้ เร่ืองทยี่ าว ถา้ ผ้เู รียนมี ทักษะการอ่านจับใจความที่ดี ผู้เรียนจะสามารถสรุปเนื้อหา เข้าใจบทเรียนและนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน วิชาภาษาไทย และบูรณาการกับรายวิชาอ่นื ได้อกี ดว้ ย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจดจาํ และทาํ ความเข้าใจเนื้อหา ของเรื่องที่อ่าน การอ่านเพื่อให้ได้ความรู้ต้องอ่านด้วยความตั้งใจ เพื่อให้สามารถเก็บสาระสําคัญให้ทราบ ขอ้ เทจ็ จรงิ จบั ประเดน็ สาํ คญั หรือความคิดของเรื่องท่ีอา่ นจงึ ควรฝึกฝนให้เกดิ ความชํานาญ สามารถจบั ใจความ สําคญั จากเร่อื งทอ่ี ่านทุกประเภทท้งั รอ้ ยแก้ว รอ้ ยกรอง สารคดี และบนั เทิงคดี เนือ่ งมาจากนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรงุ ) จำนวน 36 คน ไม่สามารถอ่านจับใจความได้และไม่สามารถเขียนสรุปความได้ มักจะคัดลอกข้อความในการเขียน ไม่ สามารถสรปุ ความด้วยสํานวนตนเองได้ จงึ ทำใหผ้ ้เู รยี นขาดทักษะในการสรุปความจากเร่ืองท่ีอ่าน การอ่านถูก กำหนดเป็นสาระหลกั ท่ีจำเป็นสำหรับนักเรยี นทุกคน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 หากนักเรียนขาดความสนใจในเนื้อหาที่อ่าน ไม่ทราบหลักการอ่านจับใจความ เมื่ออ่านเสร็จไม่สามารถ จับประเด็นสําคัญและประเด็นรองของเรื่องที่อ่านได้ ตอบคําถามจากเรื่องที่อ่านไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถสรุป แยกความรู้ ข้อเท็จจรงิ และข้อคิดจากเรือ่ งท่ีอ่าน จากสภาพดังกล่าว ปัญหาที่สําคัญของผู้เรยี น คือ การอ่าน จบั ใจความ จงึ มีความจําเปน็ ต้องพัฒนาอยา่ งเรง่ ดว่ น รูปแบบทีเ่ หมาะสมกบั สภาพปัญหา คอื การจัดการเรียนร้แู บบพาโนรามา PANORAMA ของ Peter Edwards เป็นการจัดการเรียนรู้ที่พฒั นามาจากลักษณะเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาการอ่านจบั ใจความ ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R, OK4R, PQRST และ OARWET เป็นรูปแบบการจัดการ เรียนรู้ที่มีขั้นตอนการสอนอ่านที่ชัดเจน ช่วยพัฒนานักเรียนให้เข้าใจในเนื้อเรื่องที่อ่าน โดยการอ่านแบบ ภาพรวมกว้างก่อน แล้วจึงอ่านอย่างละเอียด ได้เตรียมตัวก่อนเริ่มการอ่าน การฝึกระหว่างการอ่านและหลัง การอ่าน ซึ่งขั้นตอนย่อยต่าง ๆ ได้ฝึกผู้เรียนให้คิดวิเคราะห์บทอ่านอย่างรอบด้าน ตั้งแต่กําหนดจุดมุ่งหมาย ปรับความเร็วในการอ่าน การตั้งคําถามเพื่อเป็นเสมือนจุดมุ่งหมายของการอ่าน การอ่านสํารวจเรื่องราวอย่าง ครา่ ว ๆ การอา่ น และคิดตามการบันทึกขอ้ มูลหรือสิ่งทสี่ ําคัญจากบทอ่าน การจํา เปน็ การทบทวนเรื่องราวใน บทอ่าน และการประเมนิ ผลการอา่ นจับใจความ เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA มีกิจกรรมการ สอนอ่านที่เป็นลำดับขัน้ ชัดเจน ช่วยให้ผู้เรยี นไดเ้ ตรยี มตัวก่อนการอ่าน ระหว่างการอ่าน และหลังการอา่ น ซึ่ง ในขั้นตอนย่อยต่าง ๆ ได้ฝึกผู้เรียนให้วเิ คราะห์บทอ่านอย่างรอบด้าน ตั้งแต่กำหนดจุดมุ่งหมาย ปรับความเรว็ ในการอ่าน การตั้งคำถามเพื่อเป็นเสมือนจุดมุ่งหมายของการอ่าน การสำรวจเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ การอ่าน

2 และคิดตาม การบันทึก ข้อมูลหรือสิ่งสำคัญจากบทอ่าน การจำเป็นการทบทวนเรื่องราวในบทอ่าน จากการ ทบทวนงานวิจยั ในอดีต (ธีรวุฒิ รกั กลาง, 2562 หน้า 151-152) การประเมนิ ผลซ่ึงช่วยใหพ้ ฒั นาพฤตกิ รรมการ อ่านที่แสดงให้เห็นลักษณะของการอ่านจับใจความได้ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้จับ ใจความตามประเภทของสารและการอ่านจับใจความของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบ PANORAMA พบว่า การอ่านจับใจความหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยคิดเปน็ รอ้ ยละ 76.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับการวิจัยของ รุ่งทิวา ฉิมกุล และคณะ (2563, หน้า 66) ได้ศึกษาผลการใช้วิธีสอนแบบพาโนรามาร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่มีต่อความสามารถการ อ่านจับใจความและการเขียนสรุปความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระไคร จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประสิทธิภาพของแผน การจัดการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ วธิ ีสอนอา่ นจบั ใจความแบบพาโนรามาสำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นแมห่ ลวงอุปถัมภ์ไทยคีรี สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาเชยี งรายเขต 4 ทั้งหมด 10 แผนการจดั การเรยี นรมู้ ีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.41/ 82.22 ซึ่งสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 ทีก่ ำหนดไว้ จากการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้วิธีการสอนแบบพาโนรามา (PARONAMA) จะทำให้ผเู้ รยี นเกดิ ทักษะกระบวนการเรียนรูท้ ี่เปน็ ลำดบั ขน้ั ตอน ตามรปู แบบพาโนรามา ซ่ึงทำ ใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ ึกทักษะเป็นลำดับข้นั ตอน และสามารถตรวจสอบผลการฝึกทักษะได้อย่างชดั เจน ทำให้ครูผู้สอน สามารถพัฒนาทักษะในส่วนที่นักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ได้ถูกต้อง ตรงประเด็นการเรียนรู้รายบุคคล เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่องทักษะการอ่านจบั ใจความของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวดั ห้วยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎรบ์ ำรุง) คำถามการวิจยั การจัดการเรียนรู้แบบพาโรนามาจะช่วยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมร ธรรมรัตราษฎร์บำรงุ ) จงั หวัดราชบุรี มที กั ษะการอา่ นจับใจความสำคัญดีข้นึ หรือไม่ วตั ถุประสงคก์ ารวิจยั เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ขอบเขตของการวจิ ยั 1.ตัวแปรการศึกษา ตวั แปรทศ่ี ึกษาในการวจิ ัยครัง้ นีม้ ีดงั นี้ ตัวแปรอสิ ระ ได้แก่ การจัดการเรียนรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA) ตวั แปรตาม ได้แก่ ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสำคัญ

3 2. กลมุ่ เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรงุ ) จำนวน 36 คน ทมี่ ปี ญั หาไมส่ ามารถอา่ นจับใจความสำคัญได้ 3. เนอ้ื หาท่ศี ึกษา เนื้อหาที่ศึกษาในครั้งนี้ได้แก่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย สาระการอ่าน การเขยี น และวรรณคดี ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 4. ระยะเวลาในการศกึ ษา ระยะเวลาในการศึกษาคือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 รวมระยะเวลา 4 สัปดาห์ สปั ดาหล์ ะ 4 คร้งั ครั้งละ 50 นาที นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 1. การจดั การเรยี นร้แู บบพาโนรามา (PANORAMA) ข้ันตอนการฝึกฝนการอ่าน ที่ออกแบบ ให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อนที่นักเรียนจะอ่านด้วยตนเองตามลําพัง โดย ผู้สอนเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมการอ่าน และให้คําแนะนํารายละเอียดทุกขั้นตอนตลอดชัว่ โมงเรียน หลังจากนั้น นักเรียนจะฝึกฝนดว้ ยตนเอง 2. ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ พฤติกรรมการอ่านของผู้เรยี น โดยผู้เรียนจะอ่านเนื้อหาท่ีมขี นาด เน้ือเรอื่ งทยี่ าว และผู้เรียนจะสามารถสรปุ เนือ้ หา เขา้ ใจบทเรียนและนำไปประยกุ ตใ์ ช้ในการเรียนได้ โดยวัดผล ได้จากการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) และใช้เครื่องมือการหาคุณภาพได้แก่ รูบิคส์การ ประเมินทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยได้กำหนดรายการพฤติกรรมเพื่อวัดทักษะการอ่านจับใจความ สำคญั ประโยชนท์ ีไ่ ดร้ บั 1. ชว่ ยให้นักเรยี นพัฒนาทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสำคญั 2. ช่วยให้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่องทักษะการอ่านจับใจความของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎรบ์ ำรงุ ) 3. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยการจัดการเรยี นรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA) กรอบความคิดในการวจิ ัย การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จงั หวดั ราชบรุ ี

4 การจดั การเรียนรูแ้ บบพาโนรามา ทักษะการอ่านจับ (PANORAMA) ใจความสำคัญ ตวั แปรในการศึกษาคร้ังน้ีมี 2 ตัว ตัวแปรอิสระได้แก่ การจดั การเรยี นร้แู บบพาโนรามา (PANORAMA) ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยจากการสังเคราะห์งานวิจัยพบว่า ทักษะการอ่านจับ ใจความสำคัญถูกพัฒนาจากการจดั การเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) (รงุ่ ทวิ า ฉิมกุล และคณะ 2563, หน้า 66) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ธีรวุฒิ รักกลาง (2562, หน้า 151-152) ที่พบว่า การจัดการเรียนรู้ แบบพาโนรามา (PANORAMA) ช่วยพัฒนาพฤติกรรมทักษะการอ่านและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาการเรียนรู้ รายวิชาภาษาไทย เรอ่ื งทกั ษะการอ่านจับใจความได้อีกดว้ ย

5 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์ บำรุง) จังหวดั ราชบุรี ผู้วจิ ัยไดท้ บทวนเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้องดังต่อไปน้ี 1. หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลราชบุรี สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 1.1 วสิ ยั ทัศน์ 1.2 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน 1.3 มาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 คำอธิบายรายวิชา 2. การจัดการเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) 2.1 ความหมาย 2.2 หลักการและแนวคิดของการจัดการเรียนร้แู บบพาโนรามา (PANORAMA) 2.3 ขั้นตอนการจัดการเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) 3. การพฒั นาการอา่ นจบั ใจความ 3.1 แนวคิดของการอ่านจับใจความ 3.2 แนวทางในการพัฒนาการอา่ นจับใจความ 3.3 การวดั ประเมนิ ผลการพฒั นาการอา่ นจบั ใจความ 4. งานวิจยั ท่ีเกีย่ วข้อง 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวิจยั ตา่ งประเทศ

6 หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นวดั หว้ ยหมู (อมรธรรมรัตราษฎรบ์ ำรุง) สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่โรงเรียนได้พัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาผู้เรียนใน ระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาตอนตน้ 1.1 วิสัยทศั น์ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดห้วยหมู(อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตร แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มงุ่ พัฒนาผเู้ รยี นใหเ้ ปน็ มนษุ ย์ทมี่ สี มบรู ณ์ มคี วามสมดุลท้ัง ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ ผู้เรียนมีทักษะชีวิต ร่วมสร้าง จติ สำนึกความเป็นพลเมอื งดี ยดึ หลักศาสตรพ์ ระราชา พัฒนาครูสู่มืออาชีพสู่ระดบั สากล โดยมงุ่ เน้นผูเ้ รียนเป็น สำคัญบนพน้ื ฐานความเชอื่ วา่ ทุกคนสามารถเรยี นร้แู ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ 1.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนวดั ห้วยหมู(อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) พุทธศักราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 มุ่งให้ผู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดงั น้ี 1). ความสามารถในการส่อื สาร เปน็ ความสามารถในการรับและส่งสาร มีวฒั นธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขดั แย้งต่าง ๆ การเลอื กรบั หรอื ไมร่ บั ข้อมลู ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการ เลอื กใชว้ ธิ กี ารสื่อสาร ทม่ี ีประสิทธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบทม่ี ตี ่อตนเองและสงั คม 2). ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง สรา้ งสรรค์ การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพอื่ นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพ่อื การตดั สนิ ใจเกย่ี วกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3). ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ การเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไข ปญั หาและมกี ารตดั สินใจทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบท่เี กิดขนึ้ ต่อตนเอง สังคมและสิง่ แวดลอ้ ม 4). ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการ ดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง ประสงคท์ ส่ี ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น

7 5). ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านตา่ ง ๆ และ มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคณุ ธรรม 1.3 มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย สาระท่ี 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ ตดั สนิ ใจ แก้ปญั หาในการดำเนนิ ชวี ิตและมีนสิ ัยรกั การอ่าน ตารางที่ 1 ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระที่ 1 การอา่ น ระดบั ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง ป.4 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อย  การอา่ นออกเสียงและการบอกความหมายของ กรองไดถ้ กู ตอ้ ง บทร้อยแก้วและบทรอ้ ยกรองที่ประกอบดว้ ย 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และ - มาตราตวั สะกด สำนวนจากเรอื่ งที่อา่ น - คำทม่ี ี ร ล เปน็ พยัญชนะต้น - คำท่ีมพี ยัญชนะควบกลำ้ - คำทม่ี ีอกั ษรนำ - คำประสม - อกั ษรยอ่ และเคร่ืองหมายวรรคตอน - ประโยคที่มีสำนวนเป็นคำพังเพย สุภาษิต ปรศิ นาคำทาย และเครือ่ งหมายวรรคตอน  การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้นๆ ตามเวลาที่กำหนดและ  การอ่านจับใจความจากส่ือต่าง ๆ เชน่ ตอบคำถามจากเร่อื งทอี่ ่าน - เรือ่ งสน้ั ๆ 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคดิ เห็นจากเรื่องที่ - เร่ืองเลา่ จากประสบการณ์ อ่าน - นทิ านชาดก 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน โดย - บทความ ระบเุ หตผุ ลประกอบ - บทโฆษณา 6. สรปุ ความรแู้ ละขอ้ คิดจากเร่ืองท่อี ่าน - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ เพอ่ื นำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน - ข่าวและเหตุการณป์ ระจำวัน - สารคดแี ละบนั เทิงคดี 7. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจ  การอา่ นหนังสือตามความสนใจ เชน่ อย่างสม่ำเสมอและแสดงความคิดเห็น - หนังสือที่นักเรยี นสนใจและเหมาะสมกับวยั เกย่ี วกับเรือ่ งทอ่ี า่ น - หนังสอื ทคี่ รแู ละนกั เรยี นกำหนดร่วมกัน 8. มมี ารยาทในการอา่ น  มารยาทในการอ่าน

8 1.4 คำอธิบายรายวชิ า คำอธิบายรายวิชาพ้นื ฐาน ท14101 ภาษาไทย กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 เวลา 160 ช่ัวโมง คำอธิบายรายวชิ า ฝึกอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองอธิบายความหมายของคำประโยคและสำนวนจากเรื่องท่ี อ่านอ่านเรื่องสั้นๆตามเวลาที่กำหนดและตอบคำถามจากเรื่องที่อ่านแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่องท่ี อ่านคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุเหตุผลประกอบสรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่านเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันเลือกอ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและแสดงความคิดเห็น เกีย่ วกบั เร่อื งท่ีอ่านมีมารยาทในการอา่ นฝึกคดั ลายมือด้วยตวั บรรจงเต็มบรรทดั และคร่ึงบรรทัดเขยี นส่ือสารโดยใช้ คำได้ถูกต้องชัดเจนและเหมาะสมเขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียนเขียน ย่อความจากเรื่องสั้นๆเขียนจดหมายถึงเพื่อนและมารดาเขียนบันทึกและเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า เขยี นเรือ่ งตามจนิ ตนาการมมี ารยาทในการเขียน ฝึกทักษะการฟังการดูและการพูดจำแนกข้อเทจ็ จริงและข้อคิดเห็นเร่ืองท่ีฟงั และดูพูดสรุปจากการฟังและดูพูด แสดงความรู้ความคิดเหน็ และความรู้สึกเกี่ยวกับเรือ่ งที่ฟงั และดูต้ังคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผลจากเรื่อง ที่ฟังและดูพูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการ ฟังการดูและการสนทนามีมารยาท ในการฟัง การดูและการพูดฝึกเขยี นตามหลักการเขียนเขยี นสะกดคำและบอกความหมายของคำในบริบทต่างๆระบุชนิด และหน้าที่ของคำในประโยคใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำแต่งประโยคได้ถูกต้องตามหลักภาษาแต่งบท รอ้ ยกรองและคำขวญั บอกความหมายของสำนวนเปรยี บเทียบภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถนิ่ ได้ ระบุข้อคิดจากนิทานพ้ืนบ้านหรือนิทานคติธรรม อธิบายข้อคิดจากการอ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริงร้องเพลง พื้นบ้าน ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจโดยใช้กระบวนการอ่าน กระบวนการเขียนกระบวนการแสวงหาความรู้กระบวนการกลุ่มกระบวนการคิดวิเคราะห์และสรุปความ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณกระบวนการสื่อความกระบวนการแก้ปัญหาการฝึกปฏิบัติอธิบายบันทึก การตั้งคำถามตอบคำถามใช้ทักษะการฟังการดูและการพูดพูดแสดงความคิดเห็นกระบวนการสร้างความคิด รวบยอด เพือ่ ใหเ้ กดิ ความรู้ความคิดความเข้าใจสื่อสารไดถ้ ูกต้องรักการเรียนภาษาไทยเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ภาษาไทย และตัวเลขไทยสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์โดยใช้วิธีการของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถนำไป ประยกุ ตใ์ ชก้ บั ชีวติ ประจำวันได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม มาตรฐาน/ตัวชว้ี ัด ท 1.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7, ป.4/8 ท 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7, ป.4/8 ท 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6 ท 4.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5, ป.4/6, ป.4/7 ท 5.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4 รวม 5 มาตรฐาน 33 ตัวชีว้ ัด การจัดการเรียนรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA)

9 1. ความหมาย การใช้วิธีสอนแบบพาโนรามา เป็นการสอนท่ีผู้สอนให้ผูเ้ รียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม การเรียนการสอน มีโอกาสไดฝ้ ึกฝนก่อนที่นักเรยี นจะอ่านด้วยตนเองตามลำพัง โดยผสู้ อนเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมการอ่าน และให้ คำแนะนำรายละเอียดทุกขั้นตอนตลอดชั่วโมงเรียน หลังจากนั้นนักเรียนจะฝึกฝนด้วยตนเอง (ชัยวัฒน์ สุทธิ รตั น์ อา้ งถงึ ใน รุ่งทวิ า ฉิมกลุ , 2553, หนา้ 59) การจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ของ Peter Edwards เป็นการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจาก ลักษณะเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาการอ่านจับใจความ ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้แบบ SQ3R, OK4R, PQRST และ OARWET เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีขั้นตอนการสอนอ่านที่ชัดเจน ช่วย พัฒนานักเรียนให้เข้าใจในเนื้อเรื่องที่อ่าน โดยการอ่านแบบภาพรวมกว้างก่อน แล้วจึงอ่านอย่างละเอียด ได้ เตรียมตัวก่อนเริ่มการอ่าน การฝึกระหว่างการอ่านและหลังการอ่าน ซึ่งขั้นตอนย่อยต่าง ๆ ได้ฝึกผู้เรียนให้คดิ วิเคราะห์บทอ่านอย่างรอบด้าน ตั้งแต่กำหนดจุดมุ่งหมาย ปรับความเร็วในการอ่าน การตั้งคำถามเพื่อเป็น เสมือนจุดมุ่งหมายของการอ่าน การอ่านสำรวจเรื่องราวอย่างคร่าว ๆ การอ่าน และคิดตามการบันทึกข้อมูล หรอื สง่ิ ท่ีสำคญั จากบทอ่าน การจำ เป็นการทบทวนเร่อื งราวในบทอา่ น และการประเมินผลการอ่านจบั ใจความ (Edwards อา้ งถึงใน ธีรวุฒิ รักกลาง, 2562, หน้า 146) การเรียนรู้พัฒนาการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค PARONAMA นั้น ปีเตอร์เอ็ดเวิร์ด เป็นคิดค้นข้ึน โดยพัฒนากิจกรรมการสอนอ่านหลาย ๆ แบบเพื่อใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเป็นการสอนที่ใช้กิจกรรม เพื่อฝึกฝนทักษะการอ่านโดยให้ผู้อ่านมองเห็นภาพรวมกว้างทัง้ หมดก่อนและจึงไปดูรายละเอียดโดยมุ่งหวงั ให้ นักเรียนสามารถอ่านข้อความจํานวนมากเก็บข้อความต่าง ๆ อย่างมรี ะบบ และนาํ ไปใช้ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ (Edwards อา้ งถึงใน กาญจนา เหมอื งหมอ้ , 2557, หนา้ 1899) การสอนอ่านแบบ PANORAMA เป็นการสอนที่ผู้สอนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการ สอน มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อนที่นักเรียนจะอ่านด้วยตนเองตามลําพัง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมการอ่าน และให้คําแนะนาํ รายละเอียดทุกขั้นตอนตลอดคาบเรียน หลงั จากน้นั นักเรยี นจะเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (Betty อ้าง ถึงใน นิรมล เหลาสทิ ธ์ิ, 2560, หนา้ 54) จากความคิดของนักวิชาการและบทความวิชาการการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ข้างตน้ พอทจ่ี ะสรุปความหมายของการจดั การเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ได้ว่า เปน็ กิจกรรมพัฒนา ทกั ษะการอ่าน โดยจัดลำดับขัน้ ตอนการอ่านของผู้เรียนให้เปน็ ระบบมากยิ่งขึน้ ครผู สู้ อนจะนำข้อความ เนื้อหา ขนาดยาว ใหน้ ักเรียนได้ฝกึ อา่ นตามลำดับข้ันและวัดผลการนำไปใช้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ 2. หลกั การและแนวคิดของการจดั การเรียนรูแ้ บบพาโนรามา PANORAMA การศึกษาคร้งั นไ้ี ด้นำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา PANORAMA มาจัดกิจกรรมเพ่ือส่งผล ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการเรียนรู้ จับใจความตามประเภทของสาร และการอ่านจับใจความสูงข้ึน เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีขัน้ ตอนการสอนอ่านที่ชัดเจน ช่วยพัฒนานักเรียนใหเ้ ข้าใจในเนื้อเรื่องที่อ่าน โดยการอ่านแบบภาพรวมกว้างก่อน แล้วจึงอ่านอย่างละเอียด ได้เตรียมตัวก่อนเริ่มการอ่าน การฝึกระหว่าง

10 การอ่านและหลังการอ่าน ซึ่งขั้นตอนย่อยต่าง ๆ ได้ฝึกผู้เรียนให้คิดวิเคราะห์บทอ่านอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ กำหนดจุดมุ่งหมาย ปรับความเร็วในการอ่าน การตั้งคำถามเพื่อเป็นเสมือนจุดมุ่งหมายของการอ่าน การอ่าน สำรวจเรอื่ งราวอยา่ งคร่าว ๆ การอา่ น และคิดตามการบันทึกข้อมูลหรอื ส่ิงทส่ี ำคญั จากบทอา่ น การจำ เปน็ การ ทบทวนเรอ่ื งราวในบทอ่าน และการประเมนิ ผลการอา่ นจับใจความ มีกรอบแนวคดิ ในการวิจยั ดงั นี้ (ธรี วุฒิ รัก กลาง, 2562, หนา้ 147) ตวั จัดกระทำ ตวั แปรทีศ่ กึ ษา การจดั การเรยี นรูแ้ บบ PANORAMA ของ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหนว่ ยการเรยี นรู้ Edwards มี 3 ขน้ั ตอนใหญ่ และ 8 จับใจความตามประเภทของสาร ข้ันตอนย่อย ดังนี้ การอ่านจับใจความ 1. ขนั้ เตรียม (Preparatory stage) 1. การจำลำดับเหตุการณใ์ นเรอ่ื งท่ีอา่ น และเลา่ โดยใชค้ ำพูดของตนเอง 1.1 ขน้ั กำหนดจดุ มงุ่ หมาย (P-purpose for reading 2. การบอกเล่าความทรงจำจากการอ่านใน สง่ิ ทีเ่ ฉพาะเจาะจง 1.2 ขน้ั ป รับ ค ว า ม เรว็ (A-Adapt reading rate) 3. การปฏิบัตติ ามคำส่ังหรือข้อเสนอแนะ 1.3 ขั้นตง้ั คำ ถาม (N-Need to make หลังการอ่าน questions) 4. การรจู้ ักแยกแยะขอ้ เท็จจรงิ ความ 2. ขน้ั ระหว่างการอ่าน (Intermediate คดิ เห็น หรือจินตนาการ stage) 5. การรวมข้อมลู ใหม่กบั ขอ้ มูลท่ีมีอยแู่ ลว้ 2.1 ข้นั สำรวจ (O-Overview) 6. การเลือกความหมายที่ถกู ต้องและ 2.2 ขั้นอ่านหาความสัมพันธ์ (R-read นำไปใช้ and relate) 7. การใหต้ ัวอยา่ งประกอบ รูปท่ี 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับหลักการและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) พอ สรุปได้ว่า หลักการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ประกอบไปด้วยสองตัวแปร ได้แก่ ตัวจัด กระทำ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เพื่อนำเป็นขั้นตอน ซึ่งส่งผลสู่ตัวแปรที่ศึกษา คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการ จัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ส่งผลได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และขั้นตอนการวัด ประเมินผลทักษะการอ่านจบั ใจความสำคัญ 3. ขั้นตอนการจดั การเรียนรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA)

11 ขนั้ ตอนของการสอนอ่านแบบพาโนรามา PANORAMA มขี นั้ ตอนดังนี้ 1. การกำหนดจุดหมาย (P - Purpose) คือ ครูและนักเรียนช่วยกันกำหนดจุดมุ่งหมาย การอ่าน โดย ตอบคำถามทีว่ า่ “ฉันกำลงั อ่านเรื่องนีเ้ พอื่ อะไร” 2. การปรับความเร็วในการอ่าน (A – Adaptation Rate to Meterial) คือ ครูแนะนำให้นักเรียน ปรับ ความเรว็ ในการอ่านโดยดูจากจดุ มุ่งหมายท่กี ำหนดไว้ 3. ความจำเป็นในการตั้งคำถาม (N – Need to Pose Question) ครูและนักเรียนช่วยกันตั้งคำถาม และ พยายามอ่านเพ่อื หาคำตอบเหลา่ นน้ั 4. การสำรวจ (O – Over view) นกั เรยี นเร่ิมอา่ น โดยสงั เกตลักษณะข้อความที่อ่าน ผู้แต่ง ปีทพ่ี มิ พ์ หัวข้อแต่ ละบท บทสรปุ เพ่อื ทราบแนวคดิ ของผู้แต่ง 5. การคดิ ตาม (R – Read and Relete) นักเรียนอา่ นละตอบคำถามทต่ี ั้งไว้ จับความคิดหลักและเรื่องราวต่าง ๆ โดยเช่ือมโยงกับประสบการณเ์ ดิมของตน 6. การจดบนั ทกึ (A - Annotate) นักเรียนบันทกึ ส่ิงทนี่ ่าสนใจในหนังสือหรอื สมดุ บันทกึ และขีดเส้นใต้ใจความ สำคญั เพ่อื เป็นการช่วยการจำ 7. ทบทวนการจำจากการบันทึก (M - Memorize) เป็นการทบทวนความคิดสำคัญของเรื่อง โดย นกั เรียนทบทวนความจำจากการบันทกึ 8. การประเมินผล (A - Asses) ครูละนักเรียนช่วยกันประเมินเรื่องราวที่อ่านว่าอ่านได้ตรงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ หรอื ไม่ วธิ กี ารประเมนิ อาจใชแ้ บบฝกึ หัดหรอื การตอบคำถาม (อัญชญา สมเขาใหญ,่ 2562) จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) สรุปได้ว่า ขั้นตอนใน การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) มีทั้งหมด 8 ขั้นตอน ในแต่ละขั้นตอนครผู ู้สอนจะเป็นผู้คอย ให้คำแนะนำและบันทึกผลเพียงเท่านั้น โดยผู้เรียนจะลงมือปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนด้วยตนเอง และส่ง แบบฝกึ หดั ใหค้ รผู สู้ อนตรวจสอบและบันทึกคะแนน การพฒั นาการอ่านจบั ใจความ 1. แนวคิดของการอา่ นจับใจความ บันลือ พฤกษะวัน อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2534 :2) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การ อา่ นเป็นการสื่อความหมายท่ีจะถ่ายโยงความคิด ความร้จู ากผเู้ ขียน (ผ้สู ื่อ) ถึงผู้อ่าน การอา่ นลกั ษณะน้ีเรียกว่า “อา่ นเป็น” ผู้อ่านยอ่ มเข้าใจถงึ ความรสู้ กึ นึกคิดของผู้เขียน โดยผอู้ า่ นแล้วสามารถประเมินผลของสงิ่ ท่ีอ่านแล้ว ไดด้ ้วย นพดล จันทร์เพ็ญ อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2539 : 73) อธิบายว่า การอ่าน คือ การแปล ความหมายของตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ์ เครื่องสื่อความหมายต่าง ๆ ทีปรากฏแก่ตาออกมาเป็น ความคดิ ความเข้าใจในเชิงสือ่ สาร แล้วผู้อา่ นสามารถนำความคิดความเข้าใจน้ันไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชนไ์ ด้ต่อไป

12 ปานจิต โกญจนาวรรณ และธนิกานต์ มาฆะศิรานนท์ อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2542 : 1) ใหค้ วามหมายของการอ่านไวด้ งั นี้ การอ่าน คอื การออกเสียงตามหนังสือเพอ่ื ให้ได้ความหรือเข้าใจความหรือเพื่อ สื่อความตามหนงั สอื นัน้ หรือแม้ไมอ่ อกเสียงแต่ทำความเขา้ ใจความหมายตา่ ง ๆ ตามหนังสือนั้นประการหนง่ึ สมศักดิ์ จำปาเงิน และสำเนียง มณีกาญจน์ อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2541 : 157) อธิบายว่า การอา่ น หมายถงึ กระบวนการค้นหาความหมายจากสิ่งพมิ พ์ เป็นการเพมิ่ พนู ประสบการณ์ของผ้อู า่ น การอ่าน ไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น แต่ผู้อ่านจะต้องเข้าใจความคิด เรือ่ งนัน้ ๆ ด้วย แม้นมาส ชวลิต อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2542 : 232) ให้แนวคิดเกี่ยวกับการอ่านว่า การอ่าน คือ การใช้ศักยภาพของสมองเพื่อการรับรู้ แปลความหมาย ความเข้าใจปรากฏการณ์ของข้อมูลข่าวสาร เรือ่ งราว ประสบการณ์ความคิด ความร้สู ึก จนิ ตนาการ ตลอดจนสาระอื่น ๆ ซ่งึ มีผู้แสดงออก โดยสัญลักษณ์ท่ี เป็นลายลกั ษณอ์ ักษรทีม่ นุษยป์ ระดิษฐข์ ึ้นเพอ่ื ส่ือสาร การอ่านเป็นทกั ษะพืน้ ฐาน ทัศนีย์ ศุภเมธี อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2544 : 79) กล่าวว่า การอ่านคือการแปลสัญลักษณ์ ที่เขียนหรือพิมพ์ให้มีความหมายออกเป็นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ในภาษาไทย คือ คำ ข้อความ จึงเป็นเรื่อง สำคัญมากในการสอนอ่านแก่เด็กแรกเรียน นักเรียนจะต้องเข้าใจความหมายและนำไปใช้ในการฟัง พูด และ เขียนได้อย่างถูกต้อง วรรณี โสมประยูร อา้ งถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2544: 121) อธบิ ายไวว้ ่า การอา่ นเป็นกระบวนการ ทางสมองที่ต้องใช้สายตามสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ โดยแปลออกมาเป็นความหมายทีใ่ ชส้ ื่อความคิดและความรูร้ ะหว่างผู้เขียนกบั ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกันและผูอ้ ่าน สามารถนำเอาความหมายนั้น ๆ ไปใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ได้ การอ่านจับใจความเป็นหัวใจสำคัญในการอ่านหนังสือทุกชนิด เพราะถ้าผู้อ่านไม่สามารถจับใจความ ได้ก็จะไม่สามารถมองเห็นรายละเอียดข้อปลีกย่อยของเนื้อความในหนังสือที่อ่านได้ การอ่านจับใจความเป็น การอ่านที่ผู้อ่านต้องเข้าใจในเรื่องที่อ่าน และจับประเด็นของเรื่องได้ ดังที่ ผกาศรี เย็นบุตร อ้างถึงใน จินดา รัตน์ ฉัตรสอน (2542: 137) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่านจับใจความ คือ การอ่าน เพื่อเก็บสาระสำคัญของเร่ืองท่ีอ่าน เช่น เกบ็ จุดมุ่งหมายสำคัญของเร่ืองเกบ็ เนื้อเร่ือง เก็บแนวคิด หรือทัศนคติ ของผู้เขียน เก็บข้อเท็จจริงหรอื ความรู้สึกอารมณ์ของผู้เขียน บางครั้งผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถในการอ่าน เชงิ ตีความหรอื การใชว้ ิจารณญาณ ตลอดจนประสบการณช์ ่วยด้วยจงึ จะคน้ พบ วนั เพญ็ คุณพริ ยิ ะทวี อา้ งถึงใน จินดารตั น์ ฉัตรสอน (2548: 46) กล่าวว่า การอ่านจับใจความหมายถึง กระบวนการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ความหมายของข้อความ หรือเนื้อเรื่องสามารถตั้งคำถามตอบคำถามและลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง ซึง่ สอดคล้องกับความคิดเหน็ ของ บรรเทา กติ ตศิ กั ดิ์ อ้างถึงใน จนิ ดารัตน์ ฉตั รสอน (2537: 117) ท่ีได้กล่าวถึง ความหมายของการอ่านจับใจความ สรปุ ได้ว่า การอา่ นจบั ใจความสำคัญเป็นการอ่านขัน้ รายละเอยี ดที่ต้องรับรู้ เนอ้ื เรือ่ งความสำคญั วา่ กลา่ วถึงใครหรืออะไร และความหมายของเร่ืองวา่ มคี วามเกีย่ วข้องกนั อยา่ งไร การอ่านนอกจากจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้นแล้วในการศึกษาผล การเรียนและความสำเร็จในการเล่าเรียนยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการอ่าน โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะการอ่าน

13 ได้เร็วและเข้าใจในสิง่ ทีอ่ ่านได้เป็นอย่างดี ดังที่นักการศึกษาได้แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับความสำคญั ของการ อ่าน สรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะสำคัญในการเรียนภาษาของนักเรียน การแสวงหาความรู้ต่างๆ ต้องใช้การ อ่านทั้งสิ้นการศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา ทุกคนจำเป็นต้องใช้การอ่านเป็น เครื่องมือในการศึกษาเล่าเรียน ดังนนั้ ผูท้ ี่มคี วามสามารถในการอ่านคืออา่ นได้มาก และถกู ตอ้ ง ย่อมมีโอกาสใน ชีวิตหลายๆ ด้านมากกว่า ตลอดจนสามารถรับรู้ขอ้ มูลข่าวสารได้รวดเร็วและทันสมัยกว่าผู้ทีข่ าดทักษะในการ อ่าน (ประเทิน มหาขันธ์, 2530; ฉววี รรณ คูหาภินนั ท์, 2542; พนติ นนั ท์ บญุ พามี, 2542) การอา่ นทีเ่ ปน็ พ้ืนฐานและเปน็ ประโยชน์ต่อการแสวงหาความรู้ คอื การอ่านจบั ใจความ เนื่องจากการ อ่านจับใจความเป็นพื้นฐานของการอ่านระดับสูง เช่น อ่านตีความ อ่านวิเคราะห์ความ เป็นต้นการอ่านจับ ใจความมคี วามสำคัญต่อการเรียนรู้ศิลปะวิทยาการอนื่ ๆ เพราะผทู้ จ่ี ะเรียนร้จู นเข้าใจแตกฉานในเน้ือความจาก ตัวบทของศาสตร์แขนงตา่ งๆ จำเป็นต้องอา่ นจับใจความได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ บอกได้ว่าสิง่ ที่อ่านนั้นถกู หรอื ผิด เหมาะสมหรือไม่ ดังที่ แววมยุรา เหมือนนิล (2541: 17) และถนอมวงศ์ ล้ายอดมรรคผล (2539: 55) ได้กลา่ วไว้ในทำนองเดยี วกนั ว่า การอา่ นจบั ใจความเปน็ ความเข้าใจเร่ืองท่ีอ่านระดับตน้ และเป็นพน้ื ฐานสำคัญ มากสำหรบั การอา่ นระดับสงู ต่อไป การอ่านจับใจความจึงเป็นหัวใจของการอ่านทุกรูปแบบ เพราะผู้ที่จับใจความเรื่องที่อ่านได้มาก มีโอกาสรับรู้เรื่องราวได้ดีกว่าผู้ที่ไม่สามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ และหากไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ก็ย่อม จบั ใจความสำคัญของเรื่องไม่ได้ ดงั นั้นถ้าหากต้องการประโยชนจ์ ากเร่ืองท่ีอา่ นน้นั ก็ต้องกลับมาอา่ นใหม่ ทำให้ เสียเวลา เน่ืองจากการอ่านจับใจความมีความสำคัญต่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงตระหนักถึง ความสำคัญของการอ่านและประโยชน์ของการอ่านจับใจความท่ีมีต่อการเรียนการสอน จึงได้กำหนดเร่ืองการ อา่ นไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนำไปใช้ตดั สินใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนินชวี ิต และมนี ิสัยรกั การอา่ น (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร อา้ งถงึ ใน เสาวภา ชว่ ยแก้ว, 2551, หนา้ 2) จากการศึกษาแนวคิดของการอ่านจับใจความ พอสรุปได้ว่า การอ่านจับใจความ คือ การอ่านเพ่ือ วิเคราะหอ์ รรถลักษณะของเรื่องราวต่าง ๆ ท่อี า่ นมงุ่ ค้นหาสาระสำคัญของเรื่อง เพอื่ ทำความเข้าใจความหมาย ของข้อความ ตงั้ คำถามและตอบคำถามให้ทราบวา่ เป็นเรื่องอะไร ใคร ทำอะไร ทไ่ี หน เมอ่ื ไรอย่างไร และทำไม โดยสามารถจดั ลำดับเหตกุ ารณแ์ ละคาดคะเนเหตกุ ารณ์ไดอ้ ย่างถูกต้อง 2. แนวทางในการพฒั นาการอ่านจบั ใจความ การอ่านจับใจความเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการอ่านหนังสือทุกประเภทและยังเป็น พ้ืนฐานในการอ่าน การอ่านจับใจผู้อา่ นต้องอ่านต้ังแต่ช่ือเรื่องและจุดประสงค์การอา่ นคืออะไร จากนั้นอ่านให้ จบอย่างคร่าว ๆ เพื่อดวู ่าเปน็ เร่อื งเกีย่ วกับเรื่องอะไร พจิ ารณาหาใจความสำคญั ถา้ เป็นหนังสือทั้งเล่มต้องอ่าน สารบญั กอ่ น ขน้ั ต่อไปก็อ่านโดยละเอียด ในขณะที่อ่านก็ต้ังคำถามว่าเรื่องที่อา่ นเปน็ เร่ืองเก่ยี วกับอะไร เกิดข้ึน ที่ใด เมื่อไร อย่างไร และผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการเสนอเนื้อเรื่อง จากนั้นนำมาเรียนเรียงเป็นภาษา ของผู้อ่านเอง และประการสำคัญควรฝึกการอ่านจับใจความอยู่เสมอ จะช่วยให้การอ่านจับใจความดีขึ้น

14 นอกจากนี้ ศิริพร ลิมตระการ อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2542: 26) ได้แนะวิธีการอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่านจบั ใจความ เน้อื เรอื่ งที่อ่านจากย่อหน้า หรือจากข้อความต่อเน่ืองท่ีผ้เู ขยี นไม่ต้ังประเด็นเขียนและไม่มี การขยายความประเด็นที่ตั้งไว้แต่เขยี นไปเรื่อย ๆ นั้นทำให้ไดย้ าก ผอู้ า่ นต้องอาศัยการวิเคราะห์โครงสร้างของ ประโยค ข้อความ ย่อหน้า จึงจะเข้าใจความหมาย แต่สำหรับงานเขียนที่มีโครงสร้างกระชับเป็นระบบผู้อ่าน จะสามารถจับใจความได้ง่ายการอ่านประเภทนี้เป็นการอ่านที่มีจุดมุ่งหมายเพ่ือจับใจความทั่วไป ซึ่งแบ่งออก ได้ 2 อยา่ ง คือ 1. ใจความสำคัญหรือใจความหลัก ให้ตั้งคำถามว่า ย่อหน้านี้กล่าวถึงใครหรืออะไรกล่าวถึงบุคคลน้ัน หรอื สง่ิ นั้นว่าอยา่ งไร 2. ใจความรอง คือ รายละเอียดที่เป็นข้อมูลสนับสนุนใจความหลักให้ชัดเจนยิ่งขึ้นอาจเป็นตัวอย่าง เหตผุ ล และสถานการณต์ ่าง ๆ การอ่านเป็นกระบวนการทางความคิดที่ผู้อ่านใช้ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและคำศัพท์ของภาษาน้ัน รวมกับความรู้ที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่มีอยู่เดิมเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ดังนั้น ถ้าผู้อ่านมีความรู้เดิมหรือ ความรู้พื้นฐานอยู่มากก็เข้าใจเรื่องที่อ่านง่ายและรวดเร็ว ในทางตรงข้ามถ้าผู้อ่านมีความรู้เดิมหรือควา มรู้ พ้นื ฐานอยู่ไม่เพยี งพอก็จะทำใหเ้ ข้าใจเรอื่ งที่อา่ นไดย้ ากและอ่านได้ชา้ สำหรับการหารายละเอียดนั้น ก็ทำได้โดย การต้ังคำถาม ใคร ทำอะไร ท่ไี หน เมื่อไร อยา่ งไรและทำไม เป็นต้น ในการพัฒนาทักษะการอ่าน จากการศึกษาพบว่า ในการเลือกเนื้อหาที่นำมาใช้สอนอ่านนั้นต้อง คำนึงถึงลักษณะของบทอ่านที่เหมาะสมกับวัย ดังที่ บันลือ พฤกษะวัน อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2545: 96-97) ได้กล่าวไวว้ ่า ลกั ษณะของบทอ่านท่เี หมาะสมกับวยั จำเปน็ ต้องคำนึงถึงสิ่งตอ่ ไปน้ี 1. เปน็ บทอา่ นท่สี นองความต้องการแหง่ วัย 2. เป็นบทอา่ นทส่ี นองความสนใจและสง่ เสรมิ ลกั ษณะการคิดของผเู้ รียน สำหรับเด็กวัยประถมปลายนั้นจะเริ่มรู้จักคิดหาเหตุผลจากเรื่องที่อ่านได้มากขึ้น เริ่มสนใจที่จะขยาย การอ่านดว้ ยตนเองมากข้นึ ความตอ้ งการที่จะได้แบบอยา่ งในการประพฤติปฏิบตั ิทจ่ี ะต้องได้รับความชว่ ยเหลือ จากผู้ใหญ่ หรือวัสดุการอ่านที่ให้แนวคิดในการประพฤติปฏิบัติและเร่ิมคิดในเชิงนามธรรมได้บ้าง วัยนี้จึงเป็น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการอ่าน ซึ่งความต้องการในการอ่านนิทานเพ้อฝันลดลง สนใจในสภาพแวดล้อม ทห่ี า่ งไกลตวั ออกไป ต้องการทราบประวตั ิความเป็นมาของบุคคล สถานท่ี ครอบครวั สามารถฝึกตนเองให้เป็น คนรับผิดชอบและอาสางานต่าง ๆ รู้จักวินิจฉัยจากเรื่องที่อ่าน เริ่มคิดเพ้อฝันในเรื่องอาชีพ แสวงหาสิ่งที่ตน สนใจในการอ่าน ฉะนั้นการจะสนองความต้องการในการอ่านและกระบวนการสอนการอ่านย่อมได้รับ การเปลี่ยนแปลงที่จะขยายประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการคิดให้กว้างขวาง ก้าวหน้าขึ้น สำหรับเรื่องทเ่ี หมาะสมในการนำมาใชส้ อนอ่านให้กบั เดก็ ในวยั นีไ้ ด้แก่ 1. เร่อื งเกีย่ วกบั ชวี ติ จรงิ 2. นทิ านสภุ าษิต นิทานอสี ป 3. สารคดกี ารทอ่ งเท่ยี ว สภาพแวดล้อม 4. นิยายทอ่ งเที่ยวผจญภัย

15 5. นทิ านอภนิ หิ ารเกย่ี วกับอิทธิฤทธ์ิ ความศกั ด์ิสิทธ์ิ 6. ประวัตคิ วามเป็นมาของครอบครวั สถานท่ี ชมุ ชน 7. นทิ านประจำถ่ินและตำนาน 8. เรื่องราวทีเ่ กี่ยวกับขนบประเพณี บุญบาป กฎแห่งกรรม 9. เร่อื งงานประดษิ ฐค์ ิดคน้ เกย่ี วกบั งานและอาชีพ 10. เรอื่ งราวทีช่ วนขัน นทิ านตลก 11. ประวตั บิ คุ คลสำคัญ เกร็ดประวัตศิ าสตร์ 12. บทความทางวชิ าการ ข่าว เหตุการณ์ 13. วรรณคดภี าพหรอื วรรณคดีฉบับง่าย 14. วรรณคดี หรอื บทประพนั ธร์ อ้ ยกรอง วิไลวรรณ สวัสดิวงศ์ อ้างถึงใน จินดารัตน์ ฉัตรสอน (2547: 19) กล่าวว่า เนื้อหาที่นำมาใช้สอนอ่าน จับใจความนั้นควรเป็นบทอ่านประเภท ข่าว บทความ สารคดี โฆษณา เพลง เรื่องสั้น และบทร้อยกรองเนื้อ เรื่องนั้นต้องเหมาะสมสอดคล้องกับวัยและความต้องการของผู้เรียน เป็นเรื่องใกล้ตัว มีชื่อเรื่องที่น่าสนใจ ไม่ เป็นเรื่องที่นักเรียนคุ้นเคยหรือพบอยู่บ่อย ๆ เนื้อเรื่องต้องไม่ยาว และยากจนเกินไปจึงจะทำให้นักเรียนสนใจ อา่ นและเรียนรู้ไดเ้ รว็ ขึน้ จากการศึกษาแนวทางในการพัฒนาการอ่านจับใจความ พอสรุปได้ว่า ในการพัฒนาทักษะการอ่าน จะต้องฝึกฝนทักษะในขณะท่ีอ่านก็ตั้งคำถามว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร อย่างไร และผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการเสนอเนื้อเรื่องอย่างไร เพื่อเกิดกระบวนการคิด รู้ถึงจุดมุ่งหมายในการ และการพัฒนาทักษะการอ่านจะต้องทราบเนื้อหาที่เหมาะสมกับการอ่าน เหมาะสมกับวัย ช่วงอายุ ระดับชั้น การศึกษา เนื้อเรื่องควรเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่นักเรียนไม่คุ้นเคยเพื่อสร้างความน่าสนใจในเนื้อหา กระตุ้นการ เรียนรขู้ องผู้เรยี นมากยิ่งขึน้ 3. การวัดประเมนิ ผลการพัฒนาการอ่านจับใจความ (แมนมิตร อาจหาญ, 2558, 7-6) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการวัดประเมินผลการพัฒนาทักษะการอ่านจับ ใจความไว้ว่า การพัฒนาทกั ษะการอ่านจบั ใจความสามารถปฏิบัติตามขน้ั ตอนได้ดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาวิธีการสรา้ งแบบวัดความสามารถการอา่ นจับใจความ จากเอกสารตำรา และงานวิจยั ตา่ ง ๆ 2. กำหนดเน้อื หาสาระและรปู แบบของแบบวัด 3. กำหนดจุดมุ่งหมายของแบบวดั ให้อยูใ่ นรูปจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม 4. จัดทำตารางวิเคราะห์ขอ้ สอบ 5. สร้างข้อคำถามตามตารางวเิ คราะหข์ อ้ สอบ 6. นำแบบวัดความสามรถการอ่านจับใจความ เสนอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านวิธีการสอน และ ด้านการวัดผลและประเมินผล 3 ท่าน ตรวจสอบความตรง และความสอดคล้องของแบบวัดนำความคิดเห็น ของผู้เช่ยี วชาญมาหาคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC)

16 7. นำข้อคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจแล้วมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อหาข้อบกพร่องและความเหมาะสมของ แบบทดสอบ 8. นำแบบวัดความสามารถการอ่านจับใจความที่ได้แกไ้ ขสมบูรณ์แล้วไปใชท้ ดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียนกับกลุ่มตัวอยา่ ง วรรณี โสมประยูร อ้างถึงใน นงเยาว์ ทองกำเนิด (2553, หน้า 129 -130) กล่าวถึงองค์ประกอบของ การอ่านทน่ี ำมาวดั ประเมินผลการอา่ นจับใจความสำคญั ไว้ดงั น้ี 1. องคป์ ระกอบทางด้านรา่ งกาย 1.1 สายตา 1.2 ปาก 1.3 หู 2. องค์ประกอบทางดา้ นจิตใจ 2.1 ความต้องการ 2.2 ความสนใจ 2.3 ความศรทั ธา 3. องค์ประกอบทางด้านสติปัญญา 3.1 ความสามารถในการรบั รู้ 3.2 ความสามารถในการนาํ ประสบการณเ์ ดิมไปใช้ 3.3 ความสามารถในการใชภ้ าษาให้ถกู ต้อง 3.4 ความสามารถในการเรียน 4. องคป์ ระกอบทางประสบการณพ์ ื้นฐาน 5. องค์ประกอบทางวุฒิภาวะอารมณแ์ รงจูงใจและบคุ ลิกภาพ 6. องคป์ ระกอบทางสงิ่ แวดล้อม จากองคป์ ระกอบของการอ่านดังกล่าว สรปุ ได้ว่า องคป์ ระกอบการอ่านประกอบด้วย ผู้อา่ นซึ่งมีความ พร้อมทง้ั ทางด้านร่างกายอารมณ์และสติปัญญาโดยผู้อ่านต้องเป็นผู้ที่รู้ภาษาท่ีอ่านเป็นอย่างดี จึงสามารถแปล ความหมายของเนื้อหาไดต้ รงกบั ผู้แตง่ และเม่ืออ่านสามารถนำความรู้ทีไ่ ด้จากการอา่ นไปใช้ได้ งานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ ง 1. งานวจิ ยั ในประเทศ ชัชวาล ลกั ษณะ (2559) ไดศ้ ึกษาวิจยั เรอ่ื ง การพัฒนาการอ่านจับใจความ วชิ าภาษาไทย โดยการสอน แบบพาโนรามา (PANORAMA) สำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอนาน้อย จังหวดั น่าน ผลการวิจัย พบว่า ผลสัมฤทธ์ิการอ่านจับใจความวชิ าภาษาไทย โดยการสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียน มีคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 86.91 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่คะแนน 80 และนักเรียนมี

17 ความพึงพอใจต่อรูปแบบการสอนการอ่านจับใจความวิชาภาษาไทย โดยการสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) อยใู่ นระดบั พึงพอใจมากทสี่ ุด พนมวัลย์ แดงบุสดี. (2556) ได้ศึกษาวิจัย การจัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ รื่อง การอ่าน จับใจความสำคญั กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยเทคนิคการสอนแบบพาโนรามา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ เรื่องการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้วยเทคนิคการสอนแบบพาโนรามา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี ระดบั .01 โชติกา เปรมสงิ ห์ชัย. (2557) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเรื่อง การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการอ่าน จับใจความ ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 ทีเ่ รยี นโดยใชแ้ ผนทค่ี วามคดิ กับการเรยี นแบบปกติ ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่เรียนด้านการอ่านจับใจความ โดยใช้แผนที่ความคิดกับการเรียนแบบปกติ มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนก่อนทดลองไม่แตกต่างกัน แต่หลังการทดลองนักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนที่ความคิด มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรยี นสูงกวา่ การเรยี นแบบปกติ อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05 โดยกลมุ่ ทดลองมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า กลมุ่ ควบคมุ นงเยาว์ ทองกำเนิด. (2558) ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 อำเภอชะเมา จังหวัดระยอง ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 อำเภอชะ เมา จังหวดั ระยองมีระดับคะแนนสูงกวา่ ก่อนการได้รบั การเรียน อย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ี ระดบั .05 รุ่งทิวา ฉมิ กูล. (2553) ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเรอื่ ง ผลการใชว้ ธิ ีสอนแบบพาโนรามารว่ มกับเทคนิคผงั กราฟิกท่ีมี ต่อความสามารถการอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดสระไครจังหวัดนครศรีธรรมราช ผลวิจัยพบว่า ความสามารถการอ่านจับใจความภาษาไทย ก่อน เรียนและหลังเรียน โดยใชว้ ธิ สี อนแบบพาโนรามาร่วมกบั เทคนิคผังกราฟิก ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 หลังเรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียน อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 ตามสมมตฐิ านท่ตี ้งั ไว้ ธีรวุฒิ รักกลาง. (2562) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ จับ ใจความตามประเภทของสารและการอา่ นจับใจความของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจดั การเรียนรู้ แบบ PANORAMA ผลวิจัยพบว่า ผลการเปรียบเทียบการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั การจดั การเรยี นรู้โดยรปู แบบ PANORAMA สงู กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดับ .05 2. งานวจิ ยั ต่างประเทศ Bulut (2017) อ้างถึงใน จุฬารัตน์ อินทร์อุดม (2561, 64-66) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านเพือ่ ความเข้าใจของนักเรยี นเกรด 4 ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา จดุ ประสงคเ์ พื่อ 1) เพ่ือศกึ ษาความสามารถใน การอ่านเพื่อความเขา้ ใจของนักเรยี นท่ีมคี วามแตกต่างกนั ในขั้นก่อน ระหว่างและหลังการเรียนหรือไม่ 2) เพื่อ ศึกษาวิธีการใช้ SQ3R ของนักเรียนเปน็ กลยุทธใ์ นการอ่าน 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนกั เรยี นในการใช้วิธี

18 สอนแบบ SQ4R ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองคือ 10 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 3 คาบ ซึ่งการวิจัยนีเ้ ป็นวจิ ยั เชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการบันทึกของครู แบบทดสอบการอ่านเพื่อความเข้าใจการสัมภาษณ์ นักเรยี น และแบบสงั เกตพฤติกรรมนักเรียน ผลการวจิ ัยสรุปไดว้ า่ การใชว้ ธิ สี อนแบบ SQ3R ทำให้ความเข้าใจ การอ่านของนกั เรยี นเพ่มิ สูงขึ้น นักเรียนมีความสามารถในการวิเคราะห์บทความ มที กั ษะการคาดเดา และการ จดบันทกึ พัฒนาข้นึ Hasibuan, Azizah Khairiyah (2010) อ้างถึงใน จุฬารัตน์ อินทร์อุดม (2561, 64-66) ได้ศึกษา เกี่ยวกับผลของการใช้รูปแบบ SQ4R และAccelerate กับความเข้าใจในการอ่านของนักเรียนระดับ มธั ยมศึกษา พบวา่ นักเรียนทไ่ี ด้รับการสอนโดยใช้รูปแบบ SQ4R มีความสามารถในการอ่านได้ดีกว่านักเรียนท่ี ได้รับการสอนแบบ Accelerate Casety E. Wendling (2005) อา้ งถงึ ใน จุฬารตั น์ อนิ ทร์อุดม (2561, 64-66) ได้ศกึ ษาผลกระทบของ การใช้เทคนิค SQ4R ในการพูดทวนเรื่อง การอธิบายข้อความของนักเรียนที่เรยี นวิทยาศาสตร์ในชั้นปีที่ 4 ใน การอ่านหนังสือวิชาวิทยาศาสตร์ โดยได้ประเมินความรู้และความเข้าใจของนักเรียน พบว่าหลังจากใช้เทคนคิ SQ4Rนกั เรยี นมรี ะดบั ความรูท้ ีส่ งู ขึน้ Miner (2005) อ้างถงึ ใน จุฬารัตน์ อินทรอ์ ดุ ม (2561, 64-66) ศึกษาวิธกี ารอ่านด้วยวธิ ี SQ4R ท่ีมีต่อ ความเขา้ ใจในการอา่ นวิชาวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใหน้ กั เรียนฝกึ อา่ นเป็นคู่และฝึก อ่านเป็นรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์หลังการฝึกอ่านสูงกว่า ก่อนการฝกึ อ่านด้วยวิธีSQ4R Bradshaw (2002) อ้างถึงใน จุฬารัตน์ อินทร์อุดม (2561, 64-66) ศึกษาผลของการใช้วิธีสอนแบบ การสร้างเรื่องใหม่ และการสอนแบบ SQ4R เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจตำราเรียน ของนักศึกษา ในระดับอุดมศึกษาที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชุมชน โดยใช้แบบแผนการวิจัย แบบกึ่งทดลอง ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนโดยมีกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม และกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม ผล การศึกษาพบว่าความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ Kasyulita (2017, อ้างถึงใน มยุรฉัตร ฉัตรพุฒิชัย, 2559: 62) ศึกษาผลของการใช้เทคนิค SQ4R ใน การอ่านเพื่อความเข้าใจสำหรับนักเรียนปี 2 ในมหาวิทยาลัย Paris Pengaraianวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของนักเรียนในการอ่านเพื่อความเข้าใจระหว่างนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วย เทคนคิ SQ4R และนกั เรียนท่ีสอนแบบปกติ กลมุ่ ตัวอย่างจำนวน 45 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มตวั อย่าง 30 คน และนักเรียนกลุ่มควบคุม 15 คน เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในการอา่ นเพือ่ ความเข้าใจ และวิเคราะห์ค่าสถิติโดยใช้ t-test นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยเทคนิค SQ4R มีคะแนนเฉล่ีย 15.96 และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติมีคะแนนเฉลี่ย 11.66 และมีนัยสำคัญทางสถิติอยู่ในระดับ .05 ผลการวจิ ยั พบวา่ เทคนคิ SQ4R มปี ระสิทธภิ าพในการอ่านเพ่อื ความเขา้ ใจของนักเรียน Hedberg (2005, อ้างถึงใน จรรยา ศรีบัวหลวง, 2559: 49) ไดท้ ำการวจิ ัยเพื่อศึกษาความสามารถใน การอา่ นภาษาอังกฤษโดยใชเ้ ทคนิค SQ4R กบั ผู้เรียนในระดับประถมศกึ ษา จำนวน

19 3 คน ผลการวิจัยพบวา่ ผู้เรยี นท้งั 3 คน มีความสามารถในการอา่ นทสี่ งู ข้ึน มกี ารใช้ทักษะและกระบวนการคิด ในการอ่านโดยการตั้งคำถาม ผู้เรียนสามารถจำรายละเอียดและบทเรียนได้มากขึน้ หลังจากได้รับการสอนโดย ใช้เทคนคิ SQ4R เปน็ ระยะเวลา 6 สัปดาห์ Ghaith Shaaban and Hatal (2000, อ้างถึงใน พิบูลย์ ตัญญบุตร, 2557: 33) ได้ศึกษาเปรียบเทยี บ ประสทิ ธภิ าพของเทคนคิ ที่ส่งเสริมความเข้าใจในการอา่ นกับผู้เขยี นภาษาอังกฤษในระดับที่สูงท่ีเป็นชาวอาหรับ ทั้งหมด 45 คน ผู้เรียนได้รับเทคนิคการสอนความเข้าใจในการอ่านทั้งหมด 3 วิธี คือ เอส คิว โฟร์ อาร์ เป็น เทคนิคการอ่านเพื่อความเขา้ ใจที่มปี ระสิทธภิ าพทดี่ ที ส่ี ดุ

20 บทที่ 3 วธิ ดี ำเนินการวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบทกั ษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลงั การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรา มา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัด ราชบุรี ผูว้ จิ ัยไดก้ ำหนดวิธดี ำเนนิ การวจิ ัยตามข้ันตอน ดังน้ี 1. แบบแผนการวิจยั 2. กลมุ่ เป้าหมายในการศกึ ษา 3. การสร้างและพัฒนานวัตกรรม 4. การสรา้ งและพัฒนาเครอ่ื งมือเกบ็ รวบรวมข้อมลู 5. วธิ ีดำเนินการวิจัย 6. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 7. การวเิ คราะหข์ อ้ มูลและสถิตทิ ใ่ี ช้ แบบแผนการวจิ ยั การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงทดลองแบบ The one-group pretest-posttest design โดยมรี ปู แบบดังน้ี T1 X T2 T1 หมายถงึ การทดสอบทกั ษะการอ่านจบั ใจความสำคญั ก่อนเรียน X หมายถงึ การเรยี นโดยใช้การจัดการเรยี นร้แู บบพาโนรามา (PANORAMA) T2 หมายถึง การทดสอบทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสำคญั หลงั เรียน กลุม่ เปา้ หมายในการศกึ ษา กลมุ่ เปา้ หมายในการศึกษาครงั้ นี้ได้แก่ นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนวดั หว้ ยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎร์ บำรงุ ) จงั หวัดราชบุรี จำนวน 36 คน ทมี่ ีปญั หาความบกพร่องในด้านการสรปุ ข้อคิดจากเรื่องท่อี า่ น ไม่สามารถ สรุปข้อคดิ จากเน้ือหาทกี่ ำหนดได้ถูกต้อง การสร้างและพัฒนานวัตกรรม วิธีการสอนแบบ PANORAMA นีจ้ ะช่วยผ้เู รยี นรจู้ กั การกำหนดเป้าหมายในการอ่านวธิ ีการอา่ น สรุปเร่ืองราวที่ อา่ นได้ นำไปสกู่ ารวิเคราะห์ เร่ือง ขอ้ คิด สาระสำคัญจากบทอา่ นนั้นๆ ได้ จนเกิดความกระจา่ งในความคิดของ

21 ตนเอง รวมทง้ั ผ้สู อนได้เรยี นรู้และเขา้ ใจความคิดของผู้เรียน ช่วยให้ผูเ้ รียนมีการมองโลกในแง่มุมกว้างข้ึน และ ยังชว่ ยพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจของผู้เรยี นด้วย เมอ่ื ผู้เรยี นมคี วามสามารถในการรับสาร การส่งสาร จงึ เปน็ อีกปจั จัยหนึ่งที่สำคญั และตอ้ งพฒั นาควบคู่กนั ไป การสอนแบบพาโรนามา PANORAMA เป็นการสอนอ่านโดยเฉพาะ การสอนแบบพาโนรามา เป็น กิจกรรมการสอนอ่านที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อนที่นักเรียนจะ อ่านด้วยตนเองตามลําพัง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมการอ่านและให้คําแนะนํารายละเอียดทุกขั้นตอน ตลอดคาบเรียน หลงั จากน้ันนกั เรียนจะฝึกตนเอง ขัน้ ตอนของการสอน อา่ นแบบ PANORAMA มีข้ันตอนดงั น้ี 1. การกำหนดจุดหมาย (P - Purpose) คือ ครูและนักเรียนช่วยกันกำหนดจุดมุ่งหมาย การอ่าน โดย ตอบคำถามทว่ี า่ “ฉันกำลงั อา่ นเร่ืองน้ีเพ่อื อะไร” 2. การปรับความเร็วในการอ่าน (A – Adaptation Rate to Meterial) คือ ครูแนะนำให้นักเรียน ปรับ ความเรว็ ในการอ่านโดยดจู ากจดุ มุ่งหมายท่ีกำหนดไว้ 3. ความจำเป็นในการตั้งคำถาม (N – Need to Pose Question) ครูและนักเรียนช่วยกันตั้งคำถาม และ พยายามอา่ นเพ่อื หาคำตอบเหล่านั้น 4. การสำรวจ (O – Over view) นกั เรียนเรม่ิ อ่าน โดยสังเกตลักษณะข้อความท่ีอ่าน ผแู้ ตง่ ปีที่พิมพ์ หัวข้อแต่ ละบท บทสรปุ เพ่ือทราบแนวคดิ ของผแู้ ต่ง 5. การคดิ ตาม (R – Read and Relete) นักเรียนอ่านละตอบคำถามท่ีตง้ั ไว้ จับความคดิ หลกั และเรื่องราวต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดมิ ของตน 6. การจดบนั ทึก (A - Annotate) นักเรยี นบันทกึ ส่งิ ท่ีน่าสนใจในหนังสือหรอื สมุดบนั ทึก และขดี เสน้ ใตใ้ จความ สำคญั เพอื่ เปน็ การชว่ ยการจำ 7. ทบทวนการจำจากการบันทึก (M - Memorize) เป็นการทบทวนความคิดสำคัญของเรื่อง โดย นกั เรยี นทบทวนความจำจากการบนั ทกึ 8. การประเมินผล (A - Asses) ครูละนักเรียนช่วยกันประเมินเรื่องราวที่อ่านว่าอ่านได้ตรงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ หรือไม่ วธิ ีการประเมินอาจใชแ้ บบฝกึ หดั หรอื การตอบคำถาม การสร้างและพฒั นาเครอ่ื งมอื เก็บรวบรวมข้อมลู ในการรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือรูบิคส์การประเมินทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยได้กำหนด รายการพฤติกรรมทักษะการอ่านจับใจความสำคัญทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1. สามารถจดจำลำดับเหตุการณ์ใน เรื่องได้ถูกต้อง 2. สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง ความคิดเห็น หรือจินตนาการจากเรื่องที่อ่าน ได้ถูกต้อง 3. สามารถสรุปความจากเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง 4. สามารถจำแนกใจความสำคัญและส่วนขยายใจความสำคญั ได้ถูกตอ้ ง ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลไดก้ ำหนดระดบั คุณภาพไวท้ ง้ั หมด 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ (4 – 6) = ปรบั ปรุง, (7 – 10) = พอใช้ และ (11 – 12) =ดี

22 ข้นั ตอนการสร้างเครอ่ื งมือรูบคิ ส์การประเมนิ ทักษะการอ่านจบั ใจความสำคัญ ขน้ั ที่ 1 กำหนดรายการประเมิน รบู ิคส์การประเมินทักษะการอ่านไดร้ ายการพฤติกรรมการอ่านจบั ใจความสำคัญทัง้ หมด 4 ดา้ น ได้แก่ 1. สามารถจดจำลำดับเหตกุ ารณ์ในเรอื่ งได้ถูกต้อง 2. สามารถแยกแยะขอ้ เทจ็ จริง ความคิดเหน็ หรือจินตนาการจากเรื่องทีอ่ ่านได้ถูกต้อง 3. สามารถสรปุ ความจากเรือ่ งท่อี ่านไดถ้ ูกต้อง 4. สามารถจำแนกใจความสำคัญและส่วนขยายใจความสำคญั ได้ถูกต้อง ข้นั ที่ 2 กำหนดคณุ ภาพของรายการประเมิน คุณภาพของรายการประเมินประกอบด้วย ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ ดี (3คะแนน) , พอใช้ (2คะแนน) , ปรับปรงุ (1คะแนน) ขน้ั ที่ 3 คำอธบิ ายระดับคุณภาพ มีรายการประเมนิ 4 รายการ กำหนดระดับคุณภาพ 3 ระดบั คือ 1 , 2 , 3 (ดงั นน้ั คะแนนเต็มคือ12) ขน้ั ที่ 1 หาค่ากลาง ระหวา่ ง 1 , 2 , 3 = 1.5 และ 2.5 ขั้นที่ 2 นำคา่ กลาง x จำนวนรายการประเมนิ ไดแ้ ก่ (1.5 x 4 = 6) , (2.5 x 4 = 10) ขั้นที่ 3 กำหนดคะแนนแตล่ ะระดบั คะแนน ไ ด ้ แ ก่ (4 – 6 ) = ป ร ั บ ป ร ุ ง , (7 – 1 0 ) = พ อ ใ ช ้ แ ล ะ (11 – 12) =ดี ข้ันตอนที่ 4 ขน้ั ตอนการหาคุณภาพเครอ่ื งมือ ขั้นที่ 1 กำหนดผู้เชี่ยวชาญ (ผู้มีความรู้ในเนื้อหาวิชาและจุดประสงค์การเรียนรู้) ซึ่งควรเป็นจำนวน ต้ังแต่ 3 คนข้ึนไป ข้ันท่ี 2 ใหผ้ เู้ ชยี่ วชาญพจิ ารณาว่าขอ้ ความแตล่ ะขอ้ วดั จดุ ประสงค์ทีก่ ำหนดไว้หรือไม่ โดยให้คะแนนใน 3 ลักษณะ ดังนี้ ใหค้ า่ คะแนน + 1 ถา้ แนใ่ จวา่ ขอ้ ความวดั จดุ ประสงค์นั้นจรงิ ให้ค่าคะแนน 0 ถา้ ไม่แน่วา่ ขอ้ ความวัดจดุ ประสงค์นัน้ จรงิ ให้คา่ คะแนน - 1 ถา้ แน่ใจว่าขอ้ ความไมไ่ ด้วดั จุดประสงคน์ น้ั ขั้นที่ 3 นำคะแนนของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ยในรายข้อ ตัวเลขที่ได้เรียกว่า ดัชนีความสอดคล้อง ระหวา่ งความแตล่ ะข้อกบั จดุ ประสงค์ (คา่ ดชั นี IOC) โดยใช้สตู รการคำนวณ ดังนี้ IOC = ∑ ������ ������ IOC หมายถงึ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างข้อความกับจุดประสงค์ ∑ ������ หมายถึง ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ช่ยี วชาญ N หมายถึง จำนวนผู้เชี่ยวชาญ

23 ข้ันที่ 4 พจิ ารณาวา่ ข้อความใดมีคา่ IOC ตง้ั แต่ 0.5 ขนึ้ ไปแสดงว่าข้อน้นั วัดตรงจุดประสงค์ ข้อใดมีค่า IOC นอ้ ยกว่า 0.5 แสดงว่าข้อความนน้ั วดั ไม่ตรงวตั ถุประสงค์ ควรจะตดั ทงิ้ หรือนำไปปรบั ปรงุ แก้ไข การดำเนนิ การวจิ ยั ในการดำเนินกรวจิ ยั ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การตามข้ันตอนดังตอ่ ไปน้ี 1. ครูได้กำหนดเนื้อหาในการอ่านให้กับนักเรียน เรื่อง นิทานทองอิน หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานภาษาไทย ชดุ ภาษาเพือ่ ชีวติ วรรณคดีลำนำ ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ 2. ครแู ละนักเรยี นช่วยกันกาํ หนดจุดมุ่งหมายการอ่าน โดยตอบคําถามที่ว่า “ฉันกําลงั อา่ นเรือ่ งนี้เพอื่ อะไร” 3. ครแู นะนําให้นักเรยี นปรับความเรว็ ในการอ่านโดยดูจากจุดมุ่งหมายที่กาํ หนดไว้ 4. ครูและนักเรียนช่วยกนั ตง้ั คาํ ถาม และพยายามอ่านเพอ่ื หาคําตอบเหล่านั้น 5. นักเรียนเริ่มอ่าน โดยสังเกตลักษณะข้อความที่อ่าน ผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ หัวข้อแต่ละบท บทสรุป เพอื่ ทราบแนวคดิ ของผู้แตง่ 6. นักเรียนอ่านละตอบคําถามที่ตั้งไว้ จับความคิดหลัก และเรื่องราวต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับ ประสบการณเ์ ดิมของตน 7. นกั เรยี นบนั ทึกสิง่ ท่นี ่าสนใจในหนังสือหรอื สมดุ บันทกึ และขดี เส้นใตใ้ จความสาํ คัญเพื่อเป็นการช่วยการจาํ 8. ครูจะทำการทบทวนความคิดสําคัญของเรื่อง โดยนักเรียนทบทวนความจําจากการบันทึกจาก หนังสือหรอื สมุด 9. ครูละนักเรียนช่วยกันประเมินเรื่องราวที่อ่านว่าอ่านได้ตรง จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ วิธีการ ประเมินอาจใช่แบบฝึกหดั หรอื การตอบคําถาม การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เพอ่ื เปรยี บเทียบทักษะการอ่านจับใจความ ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษา ปีท่ี 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ผ้วู ิจัยดำเนินการดงั นี้ 1. ก่อนการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ผู้วิจัยนำแบบทดสอบทักษะการอ่านภาษาไทยที่ได้สร้างและ พัฒนาขึ้นไปดำเนินการทดสอบนักเรยี นกลุ่มเป้าหมายในการวิจยั จำนวน 36 คน ในวันที่ 2 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และบันทึกคะแนนกอ่ นเรียน (pretest score) 2. หลังการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ผู้วิจัยนำแบบทดสอบทักษะการอ่านภาษาไทยที่ได้สร้างและ พัฒนาขน้ึ ไปดำเนินการทดสอบนักเรียนกลมุ่ เป้าหมายในการวิจยั จำนวน 36 คน ในวันที่ 16 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และบนั ทึกคะแนนหลังเรียน (pretest score)

24 การวิเคราะห์ขอ้ มูลและสถติ ิทใ่ี ช้ ในการศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ผู้วจิ ยั ใช้สถติ ิสำหรบั การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมอื และสถติ ใิ นการวิเคราะห์ข้อมูล ดงั น้ี 1. สถติ สิ ำหรบั การตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือด้านความเทย่ี งตรง สถิติในการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรง ได้แก่ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับ จดุ ประสงค์ (Index of Item - Objective Congruence : IOC) (พชิ ิต ฤทธิ์จรูญ. 2547: 242) โดยมีวธิ คี ำนวณ ดังนี้ IOC =  R N IOC แทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกบั วตั ถปุ ระสงค์  R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผูเ้ ชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผูเ้ ช่ียวชาญ 2. สถิติสำหรบั การวิเคราะหข์ ้อมลู การเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA ของนักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนวดั ห้วยหมู (อมรธรรมรตั ราษฎรบ์ ำรุง) จงั หวัดราชบรุ ี ผวู้ ิจยั วเิ คราะห์ข้อมลู โดยใช้ การหาความร้อยละก้าวหนา้ ของผลการเรียนรแู้ บบเปน็ รายบคุ คล โดยดำเนนิ การดงั น้ี 1) หาค่าเฉลีย่ ของคะแนนก่อนเรยี น (X1) 2) หาคา่ เฉล่ยี ของคะแนนหลงั เรียน (X2) 3) หาคา่ ร้อยละความกา้ วหน้าจากสูตรดังนี้ ร้อยละของคะแนนความก้าวหนา้ : ������1−������2 × 100 เมื่อ ������2 ������ ������1 หมายถึง คะแนนหลงั เรียน X หมายถึง คะแนนก่อนเรยี น หมายถึง คะแนนเต็ม 4) เปรยี บเทยี บค่าเฉลี่ยความก้าวหน้ากบั ร้อยละความกา้ วหนา้

25 บทที่ 4 ผลการวิจยั ในการศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความด้วยการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัด ราชบรุ ี โดยมวี ัตถุประสงคเ์ พ่ือเปรยี บเทยี บทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใช้การ จดั การเรยี นร้แู บบพาโนรามา (PANORAMA) มีผลการวิเคราะห์ข้อมลู ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดงั น้ี ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความด้วยการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัต- ราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎรบ์ ำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใชแ้ บบการ จดั การเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) แสดงในตารางท่ี 1 ดังนี้ ตารางที่ 6 ผลการเปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลัง การเรียนการการจดั การเรยี นรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA) เลขที่ คะแนนก่อนเรยี น (X1) คะแนนหลังเรียน (X2) คะแนนความก้าวหน้า (X2 – X1) 15 11 2 25 12 4 34 11 4 45 12 4 54 10 4 64 11 4 75 12 5 84 12 8 95 12 7 10 6 11 4 11 4 11 6

เลขที่ คะแนนกอ่ นเรียน (X1) คะแนนหลงั เรยี น (X2) 26 12 5 10 คะแนนความก้าวหน้า 13 4 12 (X2 – X1) 14 3 11 5 15 3 12 7 16 4 12 8 17 6 12 9 18 4 12 8 19 5 12 6 20 6 12 8 21 3 12 7 22 5 11 6 23 4 12 9 24 4 12 6 25 5 11 8 26 5 12 8 27 5 11 6 28 6 12 7 29 6 12 6 30 6 11 6 31 3 12 6 32 4 12 5 33 5 11 9 34 5 12 8 35 6 10 6 36 3 11 7 คะแนนรวม 166 414 4 คะแนนเฉลย่ี 4.61 11.5 8 +225 +6.25 ข้อมูลตารางข้างต้น พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.61 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 11.5 โดย คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น +6.25 เมื่อพิจารณาจากคะแนนความก้าวหน้าเป็นรายบุคคลพบว่านักเรียน มี คะแนนเพิ่มขึ้นทุกคนตั้งแต่ +10 คะแนน ถึง +12 คะแนน และเมื่อนำไปเทียบกับเกณฑ์ความก้าวหน้า

27 ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 25 ซึ่งเท่ากับ +4 คะแนน พบว่านักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) มีทักษะการอ่านจับใจความ สำคญั สงู ขน้ึ ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมติฐานที่ต้งั

28 บทท่ี 5 สรปุ ผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ การวจิ ยั เรอ่ื ง การเปรยี บเทียบทักษะการอา่ นจับใจความด้วยการจัดการเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรยี นวดั หว้ ยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรงุ ) จงั หวดั ราชบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใช้การ จดั การเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ในเนื้อหาวิชาภาษาไทยของนักเรียนจำนวน 36 คน ในภาคเรียน ที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มผี ลการวิจยั โดยสรุป การอภปิ รายผลการวิจยั และขอ้ เสนอแนะ ดังต่อไปน้ี สรุปผลการวจิ ัย ในการเปรยี บเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์ บำรุง) จังหวัดราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 4.61 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 11.5 โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มข้ึน +6.25 เมื่อพิจารณาจากคะแนนความก้าวหนา้ เป็นรายบุคคลพบว่านักเรียน มคี ะแนนเพ่มิ ขึ้นทุกคนตั้งแต่ +10 คะแนน ถึง +12 คะแนน และเมื่อนำไปเทียบกับเกณฑ์ความก้าวหน้า ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 25 ซึ่งเท่ากับ +4 พบว่านักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด แสดงว่านักเรียนที่เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) มีทักษะการอ่านจับใจความสำคัญสูงขึ้นซึ่งเป็นไปตาม สมมติฐานที่ตั้ง อภิปรายผล จากผลการวิจัยการเปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดห้วยหมู (อมรธรรมรัตราษฎร์บำรงุ ) จงั หวดั ราชบุรี ก่อนและหลังการเรียนการสอนโดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) อภิปรายผลจากการศกึ ษาไว้ดังน้ี จากผลการวจิ ัยพบวา่ ความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 หลังทไ่ี ด้รับการ จัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) สูงกว่ากลุ่มก่อนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเทา่ กับ 4.61 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรยี นเท่ากบั 11.5 โดยคะแนนเฉล่ีย เพิ่มขึ้น +6.25 เป็นเพราะการใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) สามารถ พัฒนาการอ่านจับใจความได้เป็นอย่างดี เป็นกิจกรรมการสอนอ่านที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน การสอน มีโอกาสได้ฝึกฝนก่อนที่นักเรียนจะอ่านด้วยตนเองตามลำพัง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้จัดกิจกรรมการ อา่ นละให้คำแนะนำรายละเอยี ดทุกขั้นตอนตลอดคาบเรยี น หลงั จากนั้นนกั เรยี นจะฝึกตนเอง ซึ่งมีข้ันตอนการ อ่าน ได้แก่ 1) การกำหนดจุดหมาย (P - Purpose) คือ ครูและนักเรียนช่วยกันกำหนดจุดมุ่งหมายการอ่าน โดยตอบคำถามทวี่ ่า “ฉันกำลงั อ่านเร่ืองนี้เพ่ืออะไร” 2) การปรับความเรว็ ในการอ่าน (A – Adaptation Rate

29 to Meterial) คือ ครูแนะนำให้นักเรียนปรับความเร็วในการอ่านโดยดูจากจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ 3) ความจำเป็นในการตั้งคำถาม (N – Need to Pose Question) ครูและนักเรียนช่วยกันตั้งคำถาม และ พยายามอ่านเพื่อหาคำตอบเหล่านั้น 4) การสำรวจ (O – Over view) นักเรียนเริ่มอ่าน โดยสังเกตลักษณะ ขอ้ ความทอ่ี า่ น ผแู้ ต่ง ปที ีพ่ ิมพ์ หวั ข้อแตล่ ะบท บทสรุป เพ่ือทราบแนวคดิ ของผแู้ ต่ง 5) การคดิ ตาม (R – Read and Relete) นักเรียนอ่านละตอบคำถามที่ตั้งไว้จับความคิดหลักและเรื่องราวต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับ ประสบการณ์เดิม ของตน 6) การจดบันทึก (A - Annotate) นักเรียนบันทึกสิ่งที่น่าสนใจในหนังสือหรือสมุด บันทึก และขีดเส้นใต้ใจความสำคัญ เพื่อเป็นการช่วยการจำ 7) ทบทวนการจ ำจากการบันทึก (M - Memorize) เป็นการทบทวนความคิดสำคัญของเรื่อง โดยนักเรียนทบทวนความจำจากการบันทึก และ 8) การประเมินผล (A - Asses) ครูละนักเรียนช่วยกันประเมินเรื่องราวที่อ่านว่าอ่านได้ตรงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ หรือไม่ วิธกี ารประเมนิ อาจใชแ้ บบฝกึ หัดหรอื การตอบคำถาม ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของธีรวุฒิ รักกลาง (2562, 151-152) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยการ เรียนรู้จับใจความตามประเภทของสารและการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA พบว่า การอ่านจบั ใจความหลงั เรียน มีคะแนนเฉลย่ี คิดเป็นร้อยละ 76.80 ซ่ึง สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสอดคล้องกับการวิจัยของ รุ่งทิวา ฉิมกุล และคณะ (2563, 66) ได้ศึกษาผลการใช้วิธีสอนแบบพาโนรามาร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่มีต่อความสามารถ การอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวดั สระไคร จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า ประสิทธิภาพของแผน การจัดการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโดยใช้ วิธีสอนอ่านจับใจความแบบพาโนรามาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรยี นแมห่ ลวงอุปถัมภ์ไทยคีรี สำนักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษาเชยี งรายเขต 4 ท้งั หมด 10 แผนการจัดการเรยี นร้มู คี ่าประสิทธิภาพ เทา่ กับ 84.41/ 82.22 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑ์ 80/80 ท่กี ำหนดไว้ ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ 1.1 การจัดการเรียนการสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) มีหลายขั้นตอนด้วยกัน ดังนั้นก่อนจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องชี้แจงวัตถุประสงค์ในการเรียนและอธิบายขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียน ทราบกอ่ น เพื่อทจี่ ะใหผ้ ูเ้ รียนสามารถปฏิบัตกิ จิ กรรมไดถ้ ูกตอ้ งตามลำดับขนั้ ตอน 1.2 การจัดการเรียนรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ผูส้ อนควรนำเทคนิคการตง้ั คำถามมาใชก้ ระตุ้นผู้เรียนใน ขั้นการตั้งคำถาม (Need to pose question) เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามได้ตรงประเด็น และ ครอบคลุมเนือ้ หา ในบทอา่ น

30 2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครง้ั ตอ่ ไป 2.1 ควรมีการศึกษาวิจัยการสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป หรือระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อจะได้ร้วู า่ การสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) เหมาะสมกบั การพัฒนาการเรียนการสอนในระดับช้ันใด มากที่สดุ 2.2 ควรนำรูปแบบการสอนแบบพาโนรามา (PANORAMA) ไปใช้ศกึ ษากับตัวแปรอ่ืน ๆ เช่น ความพึงพอใจใน การทไ่ี ด้เรยี นแบบพาโนรามา (PANORAMA) เปน็ ตน้

31 บรรณานุกรม กาญจนา เหมืองหม้อ. (2557). ผลของการใช้เทคนิค K W L – PLUS และเทคนิคPANORAMA ที่มีต่อ ความสามารถในการอ่านจับใจความและความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านจอมแจ้งมิตรภาพท่ี 193 จงั หวัดแม่ฮ่องสอน. การประชมุ เสนอผลงานวิจยั ระดับชาติ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, 7, 1896-1903. จินดารัตน์ ฉัตรสอน. (2558). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนระดับ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่จัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWL ร่วมกับแบบฝึก. วิทยานิพนธ์ ปรญิ ญา ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอนบัณฑิต วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. จุฬารัตน์ อินทร์อุดม. (2561). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียน ชั้น มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยใชเ้ ทคนคิ SQ4R รว่ มกับพลังคำถาม. วิทยานพิ นธ์ศกึ ษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวชิ าการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร. ธีรวุฒิ รักกลาง. (2562). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ จับใจความตามประเภท ของสารและการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ PANORAMA. วารสารครศุ าสตรอ์ ุตสาหกรรม, 18, 144-153. นริ มล เหลาสิทธ์ิ. (2560). การพัฒนาคู่มอื การเรียนรู้วิชาภาษาไทย โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับการ สอนอ่านแบบ PANORAMA เพอ่ื เสรมิ สร้างทกั ษะการอ่านการคดิ วเิ คราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2. วทิ ยานพิ นธ์ครุศาสตร์มหา บณั ฑติ สาขาวิชาการวิจัยและ พัฒนาการศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร. นงเยาว์ ทองกำเนิด. (2553). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่3 อำเภอเขาชะเมา จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์หลักสูตรการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลกั สูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา. แมนมิตร อาจหาญ. (2558). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย รามคำแหง. รุ่งทิวา ฉิมกุล. (2553). ผลการใช้วิธีสอนแบบพาโนรามาร่วมกับเทคนิคผังกราฟิกที่มีต่อความสามารถ การอ่านจับใจความและการเขียนสรุปความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นวัดสระไครจงั หวดั นครศรีธรรมราช. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 7, 56-72. เสาวภา ช่วยแก้ว. (2558). การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค KWLH PLUS. วารสาร สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ, 8, 639-654.

32 อัญชญา สมเขาใหญ่. (2562). การเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบ PANORAMA กับกลุ่มที่ได้รับการ สอนแบบปกติ. วารสารมหาวทิ ยาลัยรามคำแหง, 5.

33 ภาคผนวก 1. เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย 2. เครือ่ งมือเกบ็ รวบรวมข้อมลู

34 ภาคผนวกหมวด ก เคร่ืองมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั

35 คู่มอื การเรียนรวู้ ชิ าภาษาไทย เรื่องการเปรยี บเทยี บทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสำคัญกอ่ นและหลัง การจัดการเรียนรแู้ บบพาโนรามา (PANORAMA) ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นวดั หว้ ยหมู (อมรธรรมรัตราษฎรบ์ ำรุง) จงั หวัดราชบรุ ี สำนักงานเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศึกษา เขต ๑

36 คำแนะนำในการใช้ คู่มอื การเรียนรวู้ ชิ าภาษาไทย เร่อื งการเปรยี บเทยี บทกั ษะการอา่ นจบั ใจความสำคัญก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้ แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 1. สว่ นประกอบของคูม่ ือการจดั การเรียนรู้ คู่มือการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับการสอนอ่านแบบ พาโนรามา (PANORAMA) ประกอบดว้ ยแผนการจดั การเรียนรู้ จำนวน 4 ชดุ ดงั นี้ ตาราง 1 การจัดหน่วยการเรียนรู้ เน้อื หาและจำนวนช่วั โมงเรยี น หนว่ ยการเรยี นรู้ เน้อื หา จำนวนชัว่ โมง 3 1 การอ่านจับใจความสำคัญบทความ 3 3 2 วรรณคดีเรอ่ื ง เงาะปา่ 3 12 3 นทิ านคำกลอนเรื่อง พระรว่ ง 4 นิทานอสี ป รวม ส่วนประกอบของคู่มือการเรยี นรู้วชิ าภาษาไทย ประกอบด้วย แผนการจดั การเรียนรู้ และแนวคำตอบ ของกจิ กรรม และแบบทดสอบต่างๆ 2. คำช้แี จงสำหรับครู คู่มือการเรียนรู้วิชาภาษาไทยโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือร่วมกับการสอนอ่านแบบ PANORAMA เวลาในการสอน 12 ชั่วโมง ไม่รวมทดสอบกอ่ นเรียน และหลังเรียน แผนการจดั การเรียนรู้ จำนวนแผนย่อย 1. ครูต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อม (ดูสิ่งที่ครูต้องเตรียม) โดยเฉพาะส่วนประกอบของบทเรียน เช่น แบบทดสอบกอ่ นเรียนใบความรู้ แบบฝึกหัด แนวคำตอบ 2. ครูศึกษาเนื้อหาที่ต้องสอนให้ละเอียด และศึกษาคู่มือการเรียนรู้ให้รอบคอบ โดยเฉพาะการการ จัดรปู แบบ วธิ ีการจดั การเรียนรู้ 3. ก่อนสอนครูต้องเตรียมใบความรู้ และแบบฝึกเสรมิ ทักษะใหเ้ พียงพอกับนักเรียน ยกเว้นแต่สื่อการ สอนบางอยา่ งท่ีตอ้ งใช้รว่ มกันในกลุม่ 4. ก่อนสอนครูต้องให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน 10 ข้อ ตรวจดูแบบทดสอบพร้อมท้ัง กระดาษคำตอบให้เพยี งพอกบั จำนวนนักเรยี นแล้วแจ้งผลการสอบ ใหน้ ักเรียนทราบ 5. เตรยี มกระดาษแบบปฏบิ ัตสิ ำหรับใหน้ กั เรียนทุกคนทำกิจกรรมตามบัตรกจิ กรรม 6. คู่มือการเรียนรู้วิชาภาษาไทยการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ สำคญั โดยใชก้ ารจัดการเรียนรูแ้ บบพาโนรามา (PANORAMA)

37 มีการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 5 ขัน้ ดังน้ี 1) ขน้ั เตรยี ม 2) ขั้นสอน 3) ขนั้ อา่ นโดยใช้เทคนิคพาโรนามา (PANORAMA) 3.1) การสำรวจ 3.2) การคดิ ตาม 3.3) การจดบนั ทึก 4) ขัน้ ตรวจสอบผลงานและทดสอบ 5) ขั้นสรปุ บทเรยี นและประเมินผลการทำงานกลุ่ม 7. การสรปุ บทเรยี นควรเปน็ กจิ กรรมรว่ มระหวา่ งครแู ละนกั เรียนทกุ กลุ่ม 8. ในกรณีที่นักเรียนขาดเรียน ให้นักเรียนเรียนเป็นรายบุคคลจากคู่มือการเรียนรู้ที่เตรียมไว้ โดยครู แยกออกมาอยา่ งละ 1 ชดุ หรอื ตามจำนวนคนทข่ี าดเรียน 9. หลังจากนักเรียนเรียนในแต่คู่มือการเรียนรู้แล้ว ให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนชุดเดียวกับ แบบทดสอบกอ่ นเรยี น และควรชว่ ยกนั เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี นทนั ที เพื่อนกั เรียนจะได้ทราบความก้าวหน้า ของตนเอง 3. ส่งิ ทีค่ รูต้องเตรียม 1. ครูต้องตรวจใบความรู้ แบบฝึกทักษะให้มีครบถ้วนทุกกลุ่ม และกระดาษ แบบฝึกปฏิบัติสำหรับ นักเรยี นรวมทง้ั วสั ดุอปุ กรณท์ ี่ใช้ในการเรยี น 2. แบบฝกึ ทักษะ 4. บทบาทของนักเรียน ครูตอ้ งชีแ้ จงให้นกั เรยี นทราบถงึ บทบาทของนักเรียน ดังต่อไปน้ี 1. ทำแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน จำนวน 10 ข้อ 2. แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 5-6 คน คละนักเรียนเก่ง ปานกลางและอ่อน ชี้แจงให้นักเรียน ทราบเก่ียวกับบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่ม เพอ่ื ให้ทราบแนวทางการปฏิบัติขณะได้รับบทบาทต่างๆ เช่น 2.1 ประธาน ทำหน้าที่ ประสานงาน แบ่งงาน อ่านข้อมูล อธิบายกิจกรรมต่างๆ ให้สมาชิกเข้าใจ และควบคมุ การทำงานของกลมุ่ 2.2 เลขานกุ าร ทำหน้าทบ่ี ันทกึ ข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากความคิดเหน็ ของสมาชกิ ในกลมุ่ 2.3 สมาชกิ ทำหน้าทเี่ สนอความคิดเห็นท่ีหลากหลายจากขอ้ มูลท่ีได้รบั 3. ต้ังใจฟงั คำอธิบายจากครูเมอ่ื นำเขา้ สบู่ ทเรยี น สรุปบทเรยี นและเนอื้ หาสาระ เมือ่ สงสัยตอ้ งซกั ถามทนั ที 4. เมื่อนักเรียนต้องอภิปรายควรช่วยกันแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่พูดเสียงดังเกินไป ไม่ชักชวน เพื่อนให้ออกนอกบทเรียน

38 5. พยายามตอบคำถามด้วยความต้ังใจ คำถามในคู่มือการเรยี นรไู้ ม่ใชข่ อ้ สอบ แต่เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการ เรียนรู้ 6. เมื่อได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่ม ประธานกลุ่มต้องเป็นผู้นำในการดูแลกิจกรรมให้ดำเนินไปด้วย ความเรยี บร้อย 7. นักเรียนที่เป็นสมาชิกในกลุ่มต้องปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดี มีความสามัคคีและให้ความร่วมมือใน การทำกิจกรรมการเรียนการสอน 5. แผนการจดั การเรียนรู้ 1. แผนการจัดการเรียนร้วู ชิ าภาษาไทย เรอื่ ง การอ่านจับใจความสำคัญบทความ 2. แผนการจัดการเรียนรูว้ ิชาภาษาไทย เรื่อง วรรณคดีเร่ือง เงาะป่า 3. แผนการจดั การเรยี นรวู้ ิชาภาษาไทย เรอ่ื ง นิทานคำกลอนเร่อื ง พระรว่ ง 4. แผนการจดั การเรียนรู้วชิ าภาษาไทย เร่อื ง นทิ านอีสป 6. การประเมนิ ผล 1. แบบฝกึ หดั ทดสอบหลังเรยี น 2. แบบประเมินการอ่าน

39 มาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย สาระท่ี 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนนิ ชวี ิตและมนี สิ ยั รักการอา่ น ตารางที่ 2 ตัวชว้ี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การอา่ น ระดับชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง ป.4 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อย  การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย กรองไดถ้ ูกต้อง ข อ ง บ ท ร ้ อ ย แ ก ้ ว แ ล ะ บ ท ร ้ อ ย ก ร อ ง ท่ี 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และ ประกอบดว้ ย สำนวนจากเรือ่ งทีอ่ ่าน - มาตราตวั สะกด - คำท่ีมี ร ล เปน็ พยัญชนะต้น - คำทีม่ พี ยัญชนะควบกลำ้ - คำทม่ี อี ักษรนำ - คำประสม - อักษรยอ่ และเครอื่ งหมายวรรคตอน - ประโยคที่มีสำนวนเป็นคำพังเพย สุภาษิต ปรศิ นาคำทาย และเครอื่ งหมายวรรคตอน  การอา่ นบทรอ้ ยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้นๆ ตามเวลาที่กำหนดและ  การอ่านจบั ใจความจากสือ่ ต่าง ๆ เช่น ตอบคำถามจากเรอื่ งท่ีอ่าน - เรือ่ งสัน้ ๆ 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่อง - เรือ่ งเลา่ จากประสบการณ์ ท่ีอา่ น - นิทานชาดก 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรือ่ งที่อ่าน โดย - บทความ ระบเุ หตุผลประกอบ - บทโฆษณา 6. สรปุ ความรแู้ ละขอ้ คิดจากเรือ่ งท่ีอา่ น - งานเขยี นประเภทโน้มน้าวใจ เพ่อื นำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน - ขา่ วและเหตกุ ารณ์ประจำวนั - สารคดแี ละบนั เทิงคดี 7. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความสนใจ  การอา่ นหนงั สอื ตามความสนใจ เชน่ อย่างสม่ำเสมอและแสดงความคิดเห็น - หนังสอื ที่นกั เรียนสนใจและเหมาะสมกับวยั เกีย่ วกับเร่ืองทอี่ า่ น - หนงั สอื ทคี่ รูและนกั เรยี นกำหนดรว่ มกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน  มารยาทในการอา่ น

40 ส่ือการเรียนรู้ประกอบ คู่มือการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การพัฒนาทักษะการอา่ นจับใจความสำคญั โดยใช้การจดั การเรยี นรู้แบบพาโนรามา (PANORAMA) ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4

41 .ใบความรู้ เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั การอ่านเพ่อื จับใจความสำคญั หมายถึง การอ่านเพื่อเก็บสาระสำคัญของเรื่องที่อ่าน เช่น เก็บจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง เก็บเน้ือ เรื่องที่สำคัญ เก็บความรู้หรือข้อมูลที่น่าสนใจ ตลอดจนแนวความคิดหรือทัศนะของผู้เขียนใจความสำคัญ หมายถงึ ใจความสำคัญและเดน่ ทส่ี ุดในย่อหน้า เป็นแกน่ ของย่อหน้าที่สามารถครอบคลุมเนื้อความในประโยค อื่นๆ ในย่อหน้านั้น หรือเป็นประโยคที่สามารถเป็นหัวเรื่องของย่อหน้านั้นได้ ถ้าตัดเนื้อความของประโยคอ่ืน ออกหมด หรอื สามารถเป็นใจความหรือประโยคเดย่ี ว ไดโ้ ดยไม่ต้องมปี ระโยคอ่นื ประกอบ ในแต่ละย่อหน้าจะมี ประโยคใจความสำคญั เพียงประโยคเดยี ว หรอื อย่างมากไมเ่ กนิ 2 ประโยค ลักษณะของใจความสำคัญ ใจความสำคญั มีลักษณะ ดังน้ี 1. ใจความสำคญั เป็นขอ้ ความที่ทำหน้าทีค่ ลมุ ใจความของขอ้ ความอ่ืนๆ ในตอนนน้ั ๆ ได้หมด ขอ้ ความ นอกนั้นเป็นเพียงรายละเอียดหรอื ส่วนขยายใจความสำคัญเท่านัน้ 2. ใจความสำคัญของข้อความหนึง่ ๆ หรือยอ่ หนา้ หนง่ึ ๆ สว่ นมากจะมเี พยี งประการเดยี ว 3. ใจความสำคัญส่วนมากมีลักษณะเปน็ ประโยค อาจจะเปน็ ประโยคเดียวหรือประโยคซ้อนก็ได้แต่ใน บางกรณใี จความสำคัญไมป่ รากฏเป็นประโยค เปน็ เพยี งใจความท่ีแฝงอยู่ในข้อความตอนนั้นๆ 4. ใจความสำคัญที่มลี กั ษณะเป็นประโยคส่วนมากจะปรากฏอยูต่ น้ ข้อความ วธิ กี ารจบั ใจความสำคญั วธิ ีจับใจความสำคัญหลายอย่างขนึ้ อยู่กับความชอบวา่ จะทำอยา่ งไร เชน่ ขีดเสน้ ใต้หรือตีเสน้ ล้อม กรอบข้อความสำคญั การใช้สตี ่างๆ กันแสดงความสำคัญมากนอ้ ยของขอ้ ความ การท าบันทกึ ยอ่ กเ็ ป็น ขบวนการส่วนหนง่ึ ของการอ่านจับใจความสำคญั ทีด่ แี ละได้ผล แตผ่ ้อู า่ นควรยอ่ ด้วยภาษาและสำนวนของ ตนเอง ไม่ควรยอ่ ดว้ ยการตัดเอาความสำคญั มาเรียงตอ่ กัน เพราะวิธีนอ้ี าจทำใหผ้ ้อู ่านพลาดสาระสำคัญบาง ตอนไป อันเปน็ เหตุให้การตีความผดิ พลาดคลาดเคลอ่ื นได้ สรปุ เทคนิคการอา่ นจับใจความได้ ดังตอ่ ไปน้ี 1. อ่านเนื้อเรื่องทัง้ หมด และจบั ประเดน็ สำคญั 2. ทบทวนโดยตั้งคำถามในใจวา่ เร่ืองท่ีอา่ น น้นั มีใครทำอะไร ที่ไหน อยา่ งไร ทำไม เม่ือไร 3. เขยี นขอ้ ความท่ีมีความสัมพันธอ์ ย่างสั้น ๆ ด้วยภาษาท่ี สละสลวย กะทดั รัด และชดั เจน

42 ใบ ใบความรู้เรื่อง การอ่านจบั ใจความสาคญั บทความ บทความ เปน็ การส่อื สารดว้ ยความเรยี งประเภทหนึ่ง ซ่ึงอาจมีจดุ ประสงค์เดยี วหรือหลายจุดประสงค์ เช่น เพื่อนำเสนอความรู้ ขอ้ เทจ็ จริง ความคิดเหน็ ตง้ั ข้อสังเกต วิเคราะห์ วิจารณ์ เปน็ ต้น โดยต้องเขยี นอย่างมี หลักฐาน มีเหตุผล นา่ เชอื่ ถอื หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ตอ้ งเป็นไปในทางทสี่ รา้ งสรรค์ ลักษณะของบทความที่ดี บทความท่ดี ี ควรมลี กั ษณะทส่ี ำคญั 4 ประการ คอื 1. มีเอกภาพ กล่าวคือ เนื้อหาของบทความมีความเปน็ อันหนึ่งอันเดยี วกันมีทิศทางของเนือ้ หาเป็นไป ในทางเดยี วกัน เพ่ือมุ่งสปู่ ระเดน็ หลกั ทตี่ อ้ งการนำเสนอ 2. มีการเน้นข้อความสำคัญ กล่าวคือ ผู้เขียนต้องเน้นยำ้ ประเด็นสำคัญ ให้ชัดเจนว่าตอ้ งการนำเสนอ แนวคิดสำคัญอะไร ด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำ ประเดน็ หลักของเรอ่ื งเสมอๆ 3. มีสัมพันธภาพ กล่าวคือ มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่องทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้า ด้วยกัน ด้วยการใช้คาเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมท้ัง ตลอดจน นอกจากนี้คำประพนั ธส์ รรพนาม เช่น ท่ี ซ่งึ อนั เป็นตน้ 4. มีความกระจ่าง กล่าวคือ มีความสมบูรณ์ในด้านเนื้อหา มีเนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมลู ทน่ี ำเสนอเปน็ ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้อง มีความสมเหตุสมผล นอกจากนี้ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ จุดมุ่งหมายการเขียน ประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผอู้ า่ นนัน่ เอง หลกั การอา่ นและพจิ ารณาบทความ ในการอ่านและพิจารณาบทความ ควรพิจารณาในประเดน็ ต่อไปน้ี 1. ข้อเทจ็ จรงิ ควรพจิ ารณารายละเอียดดังน้ี 1.1 ขอ้ เทจ็ จรงิ ในบทความ เป็นขอ้ มูลทถี่ กู ต้องทนั สมัยและนา่ เช่ือถือหรือไม่ 1.2 ผเู้ ขียนนำขอ้ มลู มาจากแหล่งใด 1.3 มีการอา้ งองิ แหลง่ ข้อมลู ให้ผอู้ ่านสืบค้นต่อไปหรือไม่ และแหลง่ ข้อมูลน้นั นา่ เช่ือถอื หรือไม่ 2. ขอ้ คดิ เห็น ควรพิจารณารายละเอยี ดดงั นี้ 2.1 ขอ้ คิดเหน็ ของผู้เขยี นสอดคลอ้ งกับข้อเทจ็ จรงิ หรือไม่ 2.2 ผู้เขยี นเสนอขอ้ คดิ เห็นทม่ี ีประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์หรอื ไม่ 2.3 ขอ้ คดิ เห็นของผ้เู ขียนมีความเป็นไปได้หรือไม่ 2.4 ขอ้ คิดเห็นของผู้เขยี นสามารถนาไปปฏบิ ตั ิได้หรอื ไม่