สัปดาห์ท่ี 15 เร่ืองการวเิ คราะห์ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล1. ความหมายของการวเิ คราะห์ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล การวเิ คราะห์ปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล (Transactional Analysis)คือ การวเิ คราะห์การติดต่อสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั ของบุคคลต้งั แต่สองคนข้ึนไปที่มาเกี่ยวขอ้ งกนั โดยเนน้ การวเิ คราะห์พฤติกรรมเพือ่ ช่วยใหบ้ ุคคลเขา้ ใจความสมั พนั ธท์ ่ีมีต่อผอู้ ื่น และเพือ่ ใหบ้ ุคคลน้นั ไดพ้ ฒั นาการสื่อสารและมนุษยสมั พนั ธข์ องตนต่อบุคคลอ่ืนใหด้ ียงิ่ ข้ึน
2. ประโยชน์ของการวเิ คราะห์ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล 1. เขา้ ใจพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์ เช่น วตั ถุประสงค์ วธิ ีการและผลของการส่ือสาร 2. เขา้ ใจผอู้ ่ืนและลดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อบุคคลอ่ืน 3. เขา้ ใจผรู้ ่วมงานไดด้ ียงิ่ ข้ึน 4. กระตุน้ พฒั นาการทางสงั คม เช่น ความเป็นผนู้ า 5. ทาใหเ้ กิดการปรับตวั เพื่อพฒั นาการและสมั ฤทธิผลในการติดต่อส่ือสารกบั ผอู้ ่ืน 6. ทาใหเ้ กิดการทางานเป็นทีมท่ีมีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึน
3. แนวคดิ สาคญั ของการวเิ คราะห์ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล * การวเิ คราะห์โครงสร้างบุคลกิ ภาพ (Structure Analysis) ดร. อิริค เบอร์น อธิบายโครงสร้างบุคลิกภาพโดยอธิบายในลกั ษณะของสภาวะ / สถานะ (Ego State) เป็นลกั ษณะท่ีบุคคลสะสมและสร้างมาต้งั แต่ยงั เยาวว์ ยั โดยไม่รู้ตวั สภาวะ คือ บุคลิกภาพซ่ึงเป็นวิถีทางที่บุคคลแสดงออกในการดาเนินชีวติ ในสงั คม สภาวะของบุคคลแบ่งเป็น 3 แบบ ดงั น้ี
1. สภาวะพ่อ – แม่ (Parent Ego State - P) คือ บุคลิกภาพท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยพอ่ แม่ /ผปู้ กครอง บุคลิกภาพท่ีแสดงออกเมื่อบุคคลมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผอู้ ่ืนแสดงถึงการปกป้อง ความมีอานาจ และความรับผดิ ชอบ แบ่งเป็น 1.1. สภาวะพอ่ แม่ท่ีเจา้ ระเบียบ (Critical Parent - CP) คือการแสดงออกที่เป็นไปในลกั ษณะท่ีเอาแต่ใจตวั ออกคาสง่ั เขม้ งวด จุกจิกจูจ้ ้ีวพิ ากษว์ จิ ารณ์ 1.2. สภาวะพอ่ แม่ท่ีมีเมตตากรุณา (Nurturing Parent - NP) คือการแสดงออกที่เป็นไปในลกั ษณะที่เอาใจใส่ ยกยอ่ ง ชมเชย ปกป้องช่วยเหลือคุม้ ครอง
2. สภาวะผู้ใหญ่ (Adult Ego State - A) คือ บุคลิกภาพท่ีมีลกั ษณะเป็นผใู้ หญ่ / วฒุ ิภาวะสมบูรณ์ บุคลิกภาพที่แสดงออกเม่ือบุคคลมีปฏิสมั พนั ธก์ บัผอู้ ื่น โดยใชเ้ หตุผลและความคิดท่ีมีลกั ษณะเป็นตรรกศาสตร์ การตดั สินใจที่ไม่มีการใชอ้ ารมณ์ / ความรู้สึกใด ๆ มาเก่ียวขอ้ ง แต่จะใชข้ อ้ มูลท่ีเป็นขอ้ เทจ็ จริงเป็นปัจจยั ในการตดั สินใจ
3. สภาวะเดก็ (Child Ego State - C) คือ บุคลิกภาพท่ีมีลกั ษณะของความเป็นเดก็ บุคลิกภาพท่ีแสดงออกตามธรรมชาติ ตามความตอ้ งการของตนเอง และตามสภาวะอารมณ์ต่าง ๆ นนั่ คือ บุคคลจะแสดงออกในลกั ษณะท่ีตนเองตอ้ งการท่ีจะกระทาโดยไม่สนใจเร่ืองของเหตุผล ดงั น้นั พฤติกรรมในสภาวะน้ีจึงเป็นพฤติกรรมชอบเล่น ชอบเยา้ แหยค่ นอื่น หวั เราะ ร้องไห้ แบ่งเป็น 3.1. สภาวะเดก็ ปรับตวั (Adapted Child - AC) คือ บุคลิกภาพที่มีการปรับตวัเพื่อใหบ้ ุคคลอ่ืนเกิดความพงึ พอใจ ซ่ึงจะอยรู่ ่วมกบั บุคคลอ่ืนไดอ้ ยา่ งมีความสุข 3.2. สภาวะเดก็ ตามธรรมชาติ (Natural Child - NC) คือ บุคลิกภาพที่มีลกั ษณะเป็นไปตามธรรมชาติ มีการแสดงออกตามความตอ้ งการของตนเอง เช่น ทุบตีเยา้ แหย่ หวั เราะ ร้องไห้ ชอบเล่น
โดยทวั่ ไปบุคคลจะตอ้ งมีบุคลิกภาพท้งั 3 แบบน้ีอยใู่ นตวัแต่บุคลิกภาพท่ีปรากฏหรื อแสดงออกในขณะใดขณะหน่ึงของบุคคลจะเป็ นเพียงแบบใดแบบหน่ึงเท่าน้นั เช่น ถา้ บุคคลใดกาลงั อยใู่ นสภาวะเดก็ จะไม่ปรากฏสภาวะอื่นใหเ้ ห็น การท่ีบุคคลจะแสดงบุคลิกภาพเป็นลกั ษณะใดข้ึนอยกู่ บั อารมณ์ เหตุผล สถานการณ์ บรรยากาศ การวนิ ิจฉยั สงั่ การ
* แบบแผนชีวติ / แบบอย่างชีวติ (Life Position) เป็นแบบท่ีบนั ทึกไวใ้ นความคิดของบุคคลค่อนขา้ งถาวร และมีผลต่อพฤติกรรมแสดงออก การท่ีบุคคลจะมีแบบแผนชีวิตเป็นแบบใด ยอ่ มข้ึนอยกู่ บัประสบการณ์ที่บุคคลไดร้ ับรู้และเรียนรู้ แบบแผนชีวติ มี 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี 1. I, m O. K. – You, re O. K. (ฉันกด็ ี - เธอกด็ )ี เป็นแบบแผนชีวิตของคนมองโลกในแง่ดี มีมนุษยสมั พนั ธท์ ่ีดี สามารถทางานร่วมกบั ผอู้ ่ืนได้เป็นอยา่ งดี
2. I, m O. K. – You, re not O. K. (ฉันดี - เธอไม่ด)ี เป็นแบบแผนชีวติของบุคคลท่ีรู้สึกวา่ คนอื่นทาผดิ ทาไม่ไดห้ รือทาไม่ดี ส่วนตนเองน้นั เก่งและดีบุคคลประเภทน้ีมกั ไม่ค่อยไวใ้ จใคร ไม่กลา้ มอบหมายงานใหใ้ ครทาเพราะเกรงวา่ จะทาไม่ดี ดงั น้นั เพอื่ ความมนั่ ใจจึงมกั ลงมือทาเอง 3. I, m not O. K. – You, re O. K. (ฉันไม่ดี - เธอด)ี เป็นแบบแผนชีวติ ของบุคคลที่รู้สึกวา่ ตนเองต่าตอ้ ย เก่งหรือสูค้ นอ่ืนไม่ได้ จึงตอ้ งการคนปกป้องคุม้ ครองดูแลเอาใจใส่ 4. I, m not O. K. – You, re not O. K. (ฉันไม่ดี - เธอกไ็ ม่ด)ี เป็นแบบแผนชีวติ ของบุคคลท่ีรู้สึกวา่ ตนเองน้นั สิ้นหวงั ไร้คุณค่า / ความดี และไม่ยอมรับผอู้ ื่น
* การเอาใจใส่ หรือการให้กาลงั ใจ (Strokes) มนุษยไ์ ม่วา่ จะอยใู่ นวยั ใดต่างกต็ อ้ งการกาลงั ใจดว้ ยกนั ท้งั สิ้น ซ่ึงเป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงความเอาใจใส่ต่อกนั เราทุกคนไดเ้ รียนรู้ในการใหก้ าลงั ใจและไดร้ ับกาลงั ใจมาต้งั แต่ในวยั เดก็ โดยเร่ิมมาจากสมั พนั ธภาพภายในครอบครัว เช่น การอุม้ ชู กอดรัด และคาพดู ที่สร้างกาลงั ใจ เม่ือแต่ละบุคคลเจริญเติบโตข้ึนกร็ ู้จกั การพฒั นาการเอาใจใส่ใหเ้ หมาะสมกบั แต่ละสถานการณ์ไดด้ ียง่ิ ข้ึน เช่น เมื่อเพื่อนมีความทุกขเ์ พียงแต่การจบั มือ กส็ ามารถสื่อความหมายของการถ่ายทอดความรู้สึกที่เห็นใจไดด้ ียง่ิ กวา่ คาพดู เสียอีก
การเอาใจใส่แบ่งเป็น 6 ประเภท คือ 1. การเอาใจใส่ทางบวก (Positive Strokes) หมายถึง การกระทาที่ทาให้ผรู้ ับมีความรู้สึกดีข้ึน ไดแ้ ก่ คาชมเชย กิริยาท่าทางท่ีส่ือความหมายที่ทาใหผ้ รู้ ับแปลความหมายไดว้ า่ คุณเป็นคนดี หรือเป็นคนใชไ้ ด้ (You, re O. K.) เช่น“คุณน่ีพมิ พง์ านดีจริง ไม่มีผดิ เลย” 2. การเอาใจใส่ทางลบ (Negative Strokes) หมายถึง การกระทาท่ีทาให้ผรู้ ับมีความรู้สึกวา่ ตนเองไม่ดีไม่มีคุณค่า (You, re not O. K.) ไดแ้ ก่ คาตาหนิเช่น “คุณน่ี แนะนาไปหลายคร้ังแลว้ กย็ งั คงพิมพง์ านผดิ อยอู่ ีก”
3. การเอาใจใส่ทางบวกหรือทางลบอยา่ งมีเง่ือนไข(Conditioned Strokes) หมายถึง การกระทาในลกั ษณะท่ีใหก้ าลงั ใจ /ลดกาลงั ใจ เพราะผรู้ ับไดป้ ฏิบตั ิหรือไม่ปฏิบตั ิตามความประสงคข์ องผใู้ หห้ รือลดกาลงั ใจ - ตวั อยา่ งการเอาใจใส่ทางบวกอยา่ งมีเงื่อนไข เช่น“คุณดวงใจ งานที่คุณทาข้ึนมาเรียบร้อย ดีจริง จึงขอมอบปากกาใหเ้ ป็นรางวลั ” - ตวั อยา่ งการเอาใจใส่ทางลบอยา่ งมีเง่ือนไข เช่น “นี่คุณเสนองานข้ึนมาแต่ละคร้ัง มีแต่ผดิ ๆ พลาด ๆ เห็นท่าจะตอ้ งยา้ ยใหไ้ ปอยแู่ ผนกอ่ืน”
4. การเอาใจใส่ทางบวกหรือทางลบอยา่ งไม่มีเงื่อนไข(Unconditioned Strokes) หมายถึง การกระทาหรือการแสดงออกในลกั ษณะท่ีใหก้ าลงั ใจหรือลดกาลงั ใจ โดยไม่ไดข้ ้ึนอยกู่ บั การกระทาของผรู้ ับ - ตวั อยา่ งการเอาใจใส่ทางบวกอยา่ งไม่มีเงื่อนไข เช่น “ดีใจจงั เลยท่ีได้พบคุณวนั น้ี” - ตวั อยา่ งการเอาใจใส่ทางลบอยา่ งไม่มีเงื่อนไข เช่น “คุณนี่ อยทู่ ่ีไหนวนุ่ ท่ีนนั่ ”
5. การเอาใจใส่ท่ีหลอกลวง (Plastic Strokes) หมายถึง การกระทาที่ให้กาลงั ใจแก่ผใู้ หอ้ ยา่ ง เสแสร้ง ไม่ไดใ้ หจ้ ากใจจริง เช่น แกลง้ เยนิ ยอ แกลง้ ชม 6. การเอาใจใส่ทางบวกท่ีเป็นพิธีการ (Ritual Strokes) หมายถึง การทาดีเพยี งเพ่ือเป็นมารยาทในสงั คม หรือเพ่อื ดาเนินสมั พนั ธภาพของบุคคลในสงั คมเช่น การจบั มือ การโคง้ การไหว้ การทกั ทาย ถามทุกขส์ ุขซ่ึงกนั และกนัในระหวา่ งที่พบกนั ในสงั คม
ในการมีปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล จะทาใหท้ ราบถึงสภาวะบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ถา้ เราตอ้ งการใหบ้ ุคคลปรับเปล่ียนเป็นสภาวะท่ีเหมาะสมเพือ่ ทาใหเ้ ป็นท่ียอมรับของกลุ่ม อาจใชว้ ธิ ีการดงั ต่อไปน้ี 1. การกระตุน้ ใหบ้ ุคคลเขา้ สู่สภาวะผใู้ หญ่ โดย - ใชค้ าถามท่ีเก่ียวกบั เหตุผล เช่น ทาไมคุณถึงคิดเช่นน้นั หรือคุณคิดอยา่ งไร - เม่ือพดู คุยกนั ตอ้ งอาศยั ขอ้ เทจ็ จริง เพอ่ื ทาใหเ้ ขา้ ใจความเป็นเหตุเป็ นผล
2. การกระตุน้ ใหบ้ ุคคลเขา้ สู่สภาวะเดก็ โดย - พดู คุยในเรื่องสนุกสนาน ทา / พดู ตลก - ทาตนใหร้ ่าเริง และกระตุน้ ใหค้ นอื่นร่าเริงแจ่มใสดว้ ย - พยายามหามุมมองอ่ืน ๆ ที่ทาใหต้ ลกขบขนั - กระตุน้ ตนเองใหอ้ ยใู่ นสภาวะพอ่ แม่ท่ีมีเมตตากรุณา(Nurturing Parent - NP) 3. การกระตุน้ ใหบ้ ุคคลเขา้ สู่สภาวะพอ่ แม่ที่มีเมตตากรุณา(Nurturing Parent - NP) โดย - การขอคาแนะนา - การขอความช่วยเหลือ
แบบฝึ กหัดเร่ืองการวเิ คราะห์ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลใหน้ กั ศึกษาสรุปสาระสาคญั ของการวเิ คราะห์ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคล และระบุประโยชน์ที่ไดจ้ ากการศึกษาเรื่องน้ี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167