Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

Published by pimrapee21, 2018-01-30 23:46:34

Description: ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

Search

Read the Text Version

4. ยอ่ หนา้ สรุปความคิด คือ ยอ่ หนา้ ท่ีทาหนา้ ที่สรุปใจความสาคญัท้งั หมดของงานเขียน และทาใหผ้ อู้ ่านเกิดความประทบั ใจ นอกจากน้ีผเู้ ขียนแต่ละคนยงั มีลีลาของการเขียนท่ีแตกต่างกนั ตามท่วงทานองการเขียน คือ 1. โวหาร คือ วธิ ีการนาเสนอเร่ืองราว แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือบรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร อุปมาโวหาร 2. ภาพพจน์ คือ การสร้างภาพใหผ้ อู้ ่านเกิดจินตนาการ ไดแ้ ก่ อุปมาอุปลกั ษณ์ บุคลาธิษฐาน สาธก การเปรียบวิเคราะห์

แบบฝึ กหัดเร่ืองการเขยี นใหน้ กั ศึกษาเขียนโครงเร่ืองแบบตน้ ไม้ หวั ขอ้ “วนั หยดุ สุดขีด”และเขียนเรียงความจากโครงเร่ืองที่กาหนดข้ึน ความยาว 2 หนา้

สัปดาห์ที่ 7 เรื่องการเขียนรายงานทางวชิ าการ1. ความรู้พืน้ ฐานเกยี่ วกบั การเขยี นรายงานทางวชิ าการ รายงานทางวชิ าการ หมายถึง เอกสารที่ไดม้ าจากการคน้ ควา้ รวบรวมเน้ือหา โดยการศึกษาตามโครงเร่ืองรายงานทางวชิ าการอยา่ งละเอียดและมีเหตุผล เพ่อื นาขอ้ มูลท้งั หมดท่ีไดม้ าเรียบเรียงตามแบบท่ีกาหนดไว้ ประเภทของรายงานทางวิชาการ มี 2 ประเภทคือ 1. รายงานทวั่ ไป ไดแ้ ก่ รายงานแสดงผลงาน รายงานเหตุการณ์ 2. รายงานทางวชิ าการ ไดแ้ ก่ ภาคนิพนธ์ วทิ ยานิพนธ์

2. ข้นั ตอนการทารายงานทางวชิ าการ 1. การเลือกเรื่อง 2. การเขียนโครงเรื่อง 3. การคน้ ควา้ หาขอ้ มูลแหล่งสารนิเทศ 4. การจดบนั ทึกขอ้ มูล 5. การเรียบเรียงเน้ือหา 6. การเขียนฉบบั ร่าง

3. รูปแบบของรายงาน 1. ส่วนประกอบตอนต้น 1.1. หนา้ ปกนอก 1.2. คานา 1.3. สารบญั 2. ส่วนเนื้อเรื่อง 2.1. ส่วนเน้ือหา 2.2. ส่วนประกอบเน้ือหา ไดแ้ ก่ อญั ประภาษ เชิงอรรถภาพประกอบ

3. ส่วนประกอบตอนท้าย 3.1. บรรณานุกรม 3.2. อภิธานศพั ท์ 3.3. ภาคผนวก4. ประโยชน์ทไ่ี ด้จากการทารายงาน 1. ฝึกใหม้ ีนิสยั รักการอ่าน 2. ฝึกการคิดอยา่ งมีเหตุผล 3. ฝึกการคิดอยา่ งเป็นระบบ 4. ทาใหไ้ ดร้ ับความรู้ใหม่จากการศึกษาคน้ ควา้

แบบฝึ กหัดเร่ืองการเขยี นรายงานทางวชิ าการใหน้ กั ศึกษาทารายงานประจาภาคการศึกษาเก่ียวกบัวถิ ีชีวติ ความเป็นไทย

สัปดาห์ที่ 8 เร่ืองการเขยี นงานประเภทต่าง ๆ1. หนังสือราชการ คือ หนงั สือท่ีมีไปมาระหวา่ งส่วนราชการ หนงั สือท่ีส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นที่มิใช่ส่วนราชการ หรือมีไปถึงบุคคลภายนอก หนงั สือที่หน่วยงานอื่นใดซ่ึงมิใช่ส่วนราชการหรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการเอกสารที่ทางราชการจดั ทาข้ึนเพือ่ เป็นหลกั ฐานในราชการ เอกสารที่ทางราชการจดั ทาข้ึนตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอ้ บงั คบั

ประเภทของหนังสือราชการ1. หนงั สือภายนอก2. หนงั สือภายใน3. หนงั สือประทบั ตรา4. หนงั สือสงั่ การ5. หนงั สือประชาสมั พนั ธ์6. หนงั สือท่ีเจา้ หนา้ ท่ีจดั ทาข้ึน หรือรับไวเ้ ป็นหลกั ฐานในราชการ

ข้อควรคานึงถงึ การใช้ภาษาราชการ 1. หนงั สือราชการเป็นงานเขียนระดบั ทางการ ดงั น้นั ผเู้ ขียนตอ้ งคานึงถึงความถูกตอ้ ง รูปแบบ และภาษา 2. สารในหนงั สือราชการตอ้ งตรงประเดน็ ไม่เยน่ิ เยอ้ ผรู้ ับสารอ่านแลว้เขา้ ใจไดท้ นั ที 3. การใชภ้ าษาถูกตอ้ งตามหลกั ภาษาไทย ไม่ใชค้ าฟ่ ุมเฟื อย /กากวม 4. การพมิ พห์ นงั สือราชการตอ้ งแบ่งวรรคตอน อกั ขรวธิ ี ตวั สะกดการันตใ์ หถ้ ูกตอ้ ง

5. เน้ือหาของหนงั สือราชการตอ้ งเชื่อมโยงสมั พนั ธ์กนั มีรายละเอียดครบถว้ นตามจุดประสงคข์ องหนงั สือน้นั 6. ใชส้ านวนภาษาตามจุดประสงคข์ องหนงั สือ เช่น คาสง่ั คาขอร้องการขอความร่วมมือ รวมท้งั การสรุปหนงั สือใหต้ รงประเดน็

2. จดหมายสมัครงาน ข้อควรคานึงถงึ ในการเขยี นจดหมายสมัครงาน 1. เลือกกระดาษ ซอง สีมาตรฐานแบบของจดหมายธุรกิจ 2. ควรใชก้ ารพมิ พจ์ ดหมายมากกวา่ การเขียน โดยคานึงถึงรูปแบบของจดหมาย การจดั วรรคตอน การฉีกคา ตวั สะกด การันต์ 3. จดหมายสมคั รงานตอ้ งสะอาด ไม่มีรอยขดู ขีด ลบ กระดาษไม่ยบั 4. ผสู้ มคั รงานตอ้ งแนบเอกสารที่จาเป็นใหค้ รบถว้ น

5. เน้ือหาในจดหมายสมคั รงาน (5.1) ส่วนตน้ ของจดหมาย ระบุแหล่งท่ีมาของขอ้ มูลการสมคั รงาน (5.2) แนะนาตวั ระบุชื่ออายุ ประวตั ิการศึกษาโดยยอ่ คุณสมบตั ิที่โดดเด่นท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั งาน กิจกรรมต่าง ๆ (5.3) การอา้ งอิงผรู้ ับรองความประพฤติ อาจเป็นอาจารยท์ ่ีเคยสอน /หวั หนา้ งานจากบริษทั เดิม (5.4) ส่วนทา้ ยของจดหมาย แสดงความหวงั และความกระตือรือร้นเพือ่ ใหไ้ ดร้ ับการเรียกเขา้ สมั ภาษณ์งาน

ข้อควรระวงั ในการเขยี นจดหมายสมัครงาน 1. ไม่ควรเขียนอวดอา้ งตนเกินจริง 2. ไม่ควรเขียนขอ้ ความขอความเห็นใจ /อา้ งความเดือดร้อนส่วนตวั/เหตุผลส่วนตวั เพื่อใหไ้ ดง้ าน 3. ไม่เขียนขอเสนอเงินตอบแทนสูงเกินความสามารถของตน 4. ไม่เขียนโจมตีหรือแสดงทศั นะดา้ นลบเกี่ยวกบั ท่ีทางานเดิม 5. หากผสู้ มคั รตอ้ งกรอกแบบฟอร์มของหน่วยงานน้นั ตอ้ งกรอกดว้ ยความระมดั ระวงั รอบคอบ ไม่ขีดฆ่าขอ้ ความ เขียนใหเ้ รียบร้อย อ่านง่ายสะอาดตา

3. โครงการ ความหมายของโครงการ คือ การวางแผนการทางานไวล้ ่วงหนา้ เพ่ือเป็นแนวทางของการดาเนินงานในกิจกรรมท่ีมีความสมั พนั ธ์ต่อเน่ืองกนั โดยมีการกาหนดวตั ถุประสงค์ ระยะเวลาในการเริ่มตน้ และสิ้นสุดท่ีแน่นอน

จุดมุ่งหมายของการจดั ทาโครงการ1. เพอ่ื แกป้ ัญหา2. เพือ่ พฒั นางาน3. เพื่อวางแผนงาน4. เพอ่ื ปรับปรุง

ความสาคญั ของโครงการ 1. ช่วยใหก้ ารปฏิบตั ิงานเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพและสู่เป้าหมายไดด้ ียงิ่ ข้ึน 2. สนองนโยบายขององคก์ รต่าง ๆ ใหม้ ีความชดั เจนและเขา้ ใจง่าย 3. มีส่วนช่วยใหบ้ ุคลากรมีความรู้ ความสามารถ และความรับผดิ ชอบ 4. เป็นการวางแผนงานท่ีนาไปสู่แนวทางการพฒั นาและความเจริญของหน่วยงาน 5. เป็นหลกั ฐานการปฏิบตั ิงานขององคก์ รและหน่วยงาน

รูปแบบของโครงการ 1. แบบปิ ด เป็นแบบฟอร์มที่ผพู้ ิจารณาโครงการกาหนดหวั ขอ้ ใหผ้ เู้ ขียนโครงการกรอกขอ้ ความ 2. แบบเปิ ด เป็นแบบท่ีผเู้ ขียนโครงการเสนอหวั ขอ้ ต่าง ๆ ที่สาคญั ให้ผพู้ จิ ารณาโครงการวินิจฉยั

องค์ประกอบของโครงการ 1. ส่วนนา ไดแ้ ก่ ชื่อนโยบาย /แผนงาน ช่ือโครงการ ชื่อผรู้ ับผดิ ชอบ/ผดู้ าเนินโครงการ หลกั การและเหตุผล วตั ถุประสงคข์ องโครงการ เป้าหมาย 2. ส่วนเนื้อความ ไดแ้ ก่ วธิ ีดาเนินงาน วนั เวลา สถานที่ 3. ส่วนขยาย ไดแ้ ก่ ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ ับ งบประมาณ/หน่วยงานที่ใหก้ ารสนบั สนุน การประเมินผล

ประเภทของโครงการ 1. โครงการทแ่ี บ่งตามระยะเวลา ไดแ้ ก่ โครงการระยะส้นั โครงการปานกลาง โครงการระยะยาว 2. โครงการทแ่ี บ่งตามผู้เสนอเป็ นหลกั ไดแ้ ก่ โครงการที่เสนอโดยบุคคล โครงการท่ีเสนอโดยกลุ่มบุคคล โครงการที่เสนอโดยหน่วยงาน

การเลือกโครงการ 1. เป็นโครงการท่ีมีความสาคญั ต่อผดู้ าเนินงาน 2. เป็นโครงการท่ีมีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบตั ิไดจ้ ริง 3. เป็นโครงการท่ีมีความประหยดั 4. เป็นโครงการท่ีมีประโยชน์ต่อบุคลากร หน่วยงาน และสงั คม 5. ระยะเวลาในการดาเนินโครงการไม่ยาวเกินไป 6. มีบุคลากรเพียงพอ ท้งั ในดา้ นจานวน และความรู้ความสามารถ 7. เป็นโครงการที่มีความทนั สมยั สอดคลอ้ งกบั สภาพสงั คมและเหตุการณ์

ลกั ษณะของโครงการทดี่ ี คือ มีความชดั เจน ดาเนินงานไดจ้ ริง แกป้ ัญหาได้และคุม้ ค่ากบั การลงทุน เทคนิคของการเขียนโครงการ ตอ้ งต้งั คาถามและตอบคาถามก่อนลงมือเขียนโครงการ 1. What หมายถึง โครงการน้ีจะทาอะไรบา้ ง 2. Why หมายถึง จะทาโครงการน้ีไปทาไม 3. When หมายถึง จะทาโครงการน้ีเมื่อไร 4. Where หมายถึง จะดาเนินโครงการท่ีไหน 5. Who หมายถึง ใครเป็นผดู้ าเนินโครงการ 6. Whom หมายถึง ใครเป็นผไู้ ดร้ ับประโยชน์ 7. How หมายถึง จะดาเนินโครงการอยา่ งไร

การใช้ภาษาในการเขยี นโครงการ 1. ใชภ้ าษาที่ส่ือความหมายชดั เจน อ่านเขา้ ใจง่าย 2. ใชภ้ าษาเขียนท่ีเป็นแบบแผนถอ้ ยคาส้นั กะทดั รัด 3. เขียนตวั สะกด การันต์ เวน้ วรรคตอนถูกตอ้ ง 4. เรียงลาดบั ความคิดอยา่ งมีเหตุผล ทาใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิโครงการเกิดความเขา้ ใจ และนาไปปฏิบตั ิไดถ้ ูกตอ้ ง

วธิ ีการเขียนโครงการ1. ช่ือโครงการ2. หน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ3. หลกั การและเหตุผล4. เป้าหมาย5. ระยะเวลาดาเนินงาน6. สถานท่ีดาเนินงาน7. วิธีการดาเนินงาน

8. ประโยชน์ท่ีไดร้ ับ9. งบประมาณ10. วิธีการประเมินผลโครงการ

ข้อควรคานึงในการเขยี นโครงการ 1. ควรศึกษาข้นั ตอนการเขียนโครงการและเขียนตามลาดบั ข้นั 2. ผเู้ ขียนโครงการควรประมวลความคิดก่อนเขียนโครงการ 3. ผเู้ ขียนมีความจริงใจ มีคุณธรรมในการนาเสนอโครงการ 4. ใชภ้ าษาส้นั กะทดั รัด ชดั เจน มีความเป็นทางการ เน้ือหาสมบูรณ์ 5. ผเู้ ขียนควรเปิ ดใจใหก้ วา้ ง ยอมรับคาวจิ ารณ์ ขอ้ เสนอแนะใหแ้ กไ้ ขปรับปรุงโครงการ ไม่ยดึ ติดกบั แนวคิดของตนเกินไป

4. คากล่าวรายงาน คากล่าวรายงานเป็นการเขียนที่ใชภ้ าษาที่เป็นทางการ มีเน้ือความถูกตอ้ ง ไพเราะสละสลวย อาจเรียกอีกอยา่ งวา่ “การพดู แบบอ่านจากตน้ ฉบบั ” คากล่าวรายงานท่ีนิยมเขียนมีดงั น้ี 1. คากล่าวรายงานประธานในพิธีเปิ ด 2. คากล่าวของประธานในพธิ ีเปิ ด 3. คากล่าวรายงานประธานในพิธีปิ ด 4. คากล่าวของประธานในพธิ ีปิ ด

5. คากล่าวรายงานประธานในพิธีมอบประกาศนียบตั รและพระราชทานปริญญาบตั ร 6. คากล่าวของประธานในพิธีมอบประกาศนียบตั รและพระราชทานปริญญาบตั ร

แบบฝึ กหัดเรื่องการเขยี นงานประเภทต่าง ๆใหน้ กั ศึกษาเขียนโครงการเกี่ยวกบั การพฒั นาจงั หวดั ตากมา 1 โครงการ

สัปดาห์ที่ 9สอบกลางภาค

สัปดาห์ท่ี 10 เรื่องการพดู1.ความสาคญั ของการพูด การพดู เป็นทกั ษะทางการส่ือสารที่สาคญั มนุษยใ์ ชก้ นั อยา่ งแพร่หลายเน่ืองจากการพดู เป็นทกั ษะท่ีสามารถถ่ายทอดความคิด ความเขา้ ใจ ไดโ้ ดยสะดวกรวดเร็ว เป็นเคร่ืองมือสร้างความเขา้ ใจและความสงบสุขของสงั คม ในชีวติ ประจาวนั การพดู มีความสาคญั มาก ผทู้ ี่มีทกั ษะการพดู ดีมกั จะประสบความสาเร็จในการประกอบกิจการงานต่าง ๆ

2. ความหมายของการพดู การพดู คือ พฤติกรรมในการส่ือความหมายของมนุษยโ์ ดยการใชเ้ สียงน้าเสียงภาษา กริยาอาการท่าทาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกตลอดจนความตอ้ งการของตนไปยงั ผฟู้ ัง ใหผ้ ฟู้ ังไดร้ ับรู้ความหมายและตอบสนองตรงตามวตั ถุประสงคท์ ่ีผพู้ ดู ตอ้ งการ

3. จุดมุ่งหมายของการพูด 1. การพดู เพื่อใหค้ วามรู้ 2. การพดู เพือ่ โนม้ นา้ วใจ 3. การพดู เพอื่ จรรโลงใจ 4. การพดู เพ่อื คน้ หาคาตอบ

4. องค์ประกอบของการพดู 1. ผพู้ ดู คือ ผทู้ ่ีตอ้ งการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกความตอ้ งการของตนไปใหผ้ อู้ ่ืนไดร้ ับรู้ 2. ผฟู้ ัง คือ ผรู้ ับเน้ือหาสาระจากผพู้ ดู 3. สาร คือ เน้ือหาสาระหรือเร่ืองที่พดู สารที่ดีตอ้ งมีความถูกตอ้ งชดั เจนมีแหล่งขอ้ มูลท่ีเชื่อถือได้ มีความยากง่ายเหมาะสมกบั ผฟู้ ัง 4. สื่อ /ช่องทาง คือ สิ่งท่ีช่วยถ่ายทอดความรู้ความคิดของผพู้ ดู ไปยงัผฟู้ ัง ทาใหผ้ ฟู้ ังเขา้ ใจเน้ือหาสาระ ไดแ้ ก่ คาพดู /ภาษา สีหนา้ ท่าทางโสตทศั นูปกรณ์

4. หลกั การพูด 1. วิเคราะห์ผฟู้ ัง ในเรื่องเพศ วยั ระดบั การศึกษา อาชีพ ความสนใจจานวน ทศั นคติ ความคาดหวงั เพอื่ จะไดเ้ ตรียมเน้ือหา วธิ ีพดู ถอ้ ยคา กิริยาท่าทางใหเ้ หมาะกบั กลุ่มผฟู้ ัง และใหไ้ ดผ้ ลสมความมุ่งหวงั ของผฟู้ ัง 2. วเิ คราะห์โอกาส ผพู้ ดู ตอ้ งรู้วา่ งานที่ตอ้ งพดู จดั ข้ึนในโอกาสใด เพื่อจะไดเ้ ตรียมการแต่งกาย ภาษา เน้ือหา และวธิ ีการนาเสนอใหเ้ หมาะสม

3. วิเคราะห์กาลเทศะ ตอ้ งคานึงถึงวนั เวลา สถานที่ท่ีพดู เพ่ือสร้างบรรยากาศในการพดู ที่เหมาะสม ผฟู้ ังเกิดความสนใจในการฟัง 4. ศึกษารูปแบบของการพดู มีหลายรูปแบบ (4.1) แบ่งตามวธิ ีการพดู เป็นการพดู ท่ีมีผพู้ ดู คนเดียว แบ่งเป็นการพดู ปากเปล่าโดยไม่มีการเตรียมตวั ล่วงหนา้ การพดู ปากเปล่าโดยมีการเตรียมตวั ล่วงหนา้ การพดู โดยวธิ ีท่องจา การพดู โดยการอ่านจากตน้ ฉบบั (4.2) แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการพดู แบ่งเป็น การพดู เพือ่ ใหค้ วามรู้การพดู เพอ่ื จูงใจ /โนม้ นา้ วใจ การพดู เพ่ือจรรโลงใจ

(4.3) แบ่งตามโอกาสของการพดู แบ่งเป็น การพดู แบบไม่เป็นทางการการพดู แบบเป็นทางการ 5. เลือกเรื่องพดู เป็นเรื่องท่ีผพู้ ดู มีความรู้ มีประสบการณ์ เป็นเร่ืองท่ีผฟู้ ังสนใจ เป็นประโยชนต์ ่อผฟู้ ัง เหมาะสมกบั สติปัญญา ความคิดของผฟู้ ังเหมาะกบั วตั ถุประสงคแ์ ละโอกาส เป็นเร่ืองที่ทนั สมยั มีขอบเขตไม่กวา้ งหรือลึกซ้ึงเกินไป 6. เตรียมเน้ือหาในการพดู มีข้นั ตอนดงั น้ี ต้งั จุดมุ่งหมายในการพดูจากดั ขอบเขตของเร่ืองท่ีพดู วางโครงเร่ือง คน้ ควา้ และรวบรวมขอ้ มูล

7. จดั เรื่องพดู แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ การปฏิสนั ถาร การเกร่ินนาการกล่าวเน้ือเร่ือง การกล่าวสรุป 8. การเตรียมบุคลิกภาพ ควรปรับปรุงบุคลิกภาพในดา้ นการใชภ้ าษาอากปั กิริยา การแสดงออกทางสีหนา้ การใชส้ ายตา การออกเสียงและการใช้เสียง การแต่งกายและทรงผม 9. ประเมินผลการพดู ควรมีการประเมินผลการพดู ของตนทุกคร้ัง เพ่อืพฒั นาการพดู ของใหม้ ีประสิทธิผล อาจประเมินดว้ ยตนเอง ดว้ ยการพิจารณาปฏิกิริยาตอบสนองจากผฟู้ ัง วา่ ผฟู้ ังมีความสนใจหรือไม่เพียงใด

10. คุณสมบตั ิของผพู้ ดู ที่ดี ไดแ้ ก่ มีความรู้ในเร่ืองท่ีพดู มีความเชื่อมน่ัในตนเอง ใชภ้ าษาพดู เหมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล เรียงลาดบั ความสาคญัของเน้ือหาและสรุปความได้ มีวตั ถุประสงคใ์ นการพดู ที่ชดั เจน มีบุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ ใชอ้ วจั นภาษาและลีลาท่าทางประกอบการพดู อยา่ งเหมาะสม รู้จกัวเิ คราะห์ปัญหาก่อนพดู ขณะพดู และหลงั พดู มีอารมณ์ขนั สร้างบรรยากาศท่ีดีในการพดู มีมารยาทในการพดู ไม่แสดงอารมณ์โกรธขณะพดู พดู ความจริงใชน้ ้าเสียงเหมาะสม ไม่ใชค้ าหยาบคาย

แบบฝึ กหัดเร่ืองการพดูใหน้ กั ศึกษาเขียนประเมินการพดู ของพธิ ีกรในรายการทางโทรทศั น์ มา 1 รายการ

สัปดาห์ท่ี 11 เรื่องการสนทนา1. ความหมายของการสนทนา คาวา่ สนทนา มาจากศพั ท์ 2 ศพั ท์ คือ “ส” แปลวา่ ร่วมกนั กบั“ทนา” แปลวา่ แลกเปล่ียน การสนทนาจึงแปลวา่ “การแลกเปลี่ยนร่วมกนั ”การสนทนาจึงหมายถึงการพดู คุยเพ่ือแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้สึก ความรู้และประสบการณ์ซ่ึงกนั และกนั

2. ความสาคญั ของการสนทนา 1. ความสาคญั ดา้ นความรู้ 2. ความสาคญั ดา้ นอารมณ์ 3. ความสาคญั ดา้ นธุระ การงานและอาชีพ 4. ความสาคญั ดา้ นมนุษยสัมพนั ธ์ 5. ความสาคญั ดา้ นจิตใจ

3. หลกั การสนทนา 1. รู้จกั กาลเทศะและบุคคล 2. รู้จกั สารวมกิริยาอาการใหเ้ หมาะสม 3. รู้จกั เลือกเรื่องสนทนา 4. รู้จกั เลือกใชถ้ อ้ ยคาภาษา 5. มีศิลปะในการสนทนา 6. เป็นนกั ฟังที่ดี 7. ไม่ละลาบละลว้ ง สนทนาในลกั ษณะขดุ คุย้ เร่ืองส่วนตวั

4. จุดประสงค์ของการสนทนา 1. เพ่อื วิพากษว์ ิจารณ์ 2. เพือ่ ปรึกษาหารือ 3. เพื่อกิจธุระ 4. เพ่ือช้ีแจง 5. เพอ่ื ประนีประนอม 6. เพอ่ื โนม้ นา้ วชกั ชวน

5. วธิ ีการสนทนา 1. การเริ่มตน้ สนทนา เริ่มตน้ ดว้ ยการไหวแ้ ละกล่าวคาทกั ทาย 2. การดาเนินการสนทนา หากเป็นคนรู้จกั คุน้ เคย เมื่อทกั ทายกนั แลว้ ก็เริ่มตน้ เขา้ สู่จุดประสงคข์ องการสนทนาตามที่ต้งั ไว้ แต่หากเป็นคนท่ีไม่คุน้ เคยใหแ้ นะนาตนเอง และแนะนาคนอ่ืน ๆ ที่ร่วมอยใู่ นวงสนทนา แลว้ จึงเขา้ สู่จุดประสงคข์ องการสนทนาอื่น ๆ 3. การจบการสนทนา ควรสรุปสาระสาคญั ของจุดประสงค์ หรือขอ้ ตกลงจากการสนทนาอีกคร้ังใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั แลว้ กล่าวคาอาลา

6. ศิลปะในการสนทนา 1. เกี่ยวกบั เรื่องในการสนทนา ควรเป็นเร่ืองที่คู่สนทนาสนใจแสดงออกถึงความสนใจและเอาใจใส่ต่อเร่ืองที่สนทนากนั คานึงถึงกาลเทศะ 2. เก่ียวกบั การฟัง เป็นนกั ฟังที่ดี หากอยากพดู ตอ้ งรอใหค้ ู่สนทนาพดูใหจ้ บเสียก่อน พยกั หนา้ ประกอบการฟัง ซกั ถามเกี่ยวกบั เรื่องที่สนทนากนั 3. เก่ียวกบั การพดู ใชน้ ้าเสียงไพเราะ น่าฟัง ชดั เจน ไม่ขดั คาพดู ของคู่สนทนาเป็นอนั ขาด จงพยายามเป็นผถู้ ามใหม้ าก เปิ ดโอกาสใหค้ ู่สนทนาแสดงความคิดเห็น การถามควรถามใหเ้ หมาะกบั กาลเทศะ โอกาส เหตุการณ์

พดู แต่เรื่องดี น่าสนใจ ถา้ เรื่องท่ีพดู ผฟู้ ังไม่สนใจใหเ้ ปล่ียนเรื่องใหม่เมื่อการสนทนาจะสิ้นสุด ตอ้ งแสดงความยนิ ดีที่ไดม้ าสนทนากนั หรือแสดงความเสียใจท่ีมีเวลาจากดั ในการสนทนากนั ตอ้ งหาโอกาสมาคุยกนั ใหม่ใหไ้ ด้

7. ข้อควรงดเว้นในการสนทนา 1. งดเวน้ การสนทนาเรื่องส่วนตวั ยกเวน้ ถูกถาม 2. งดเวน้ จากการพดู เพื่อยกตนข่มผอู้ ่ืน 3. งดเวน้ การพดู สอดแทรก หรือขดั จงั หวะคู่สนทนา 4. งดเวน้ การใชน้ ้าเสียงหรือถอ้ ยคากา้ วร้าว หยาบคาย 5. งดเวน้ การพดู ถึงเหตุการณ์ร้าย

8. วธิ ีการแนะนาคู่สนทนา 1. การแนะนาตนเอง มี 2 โอกาส คือ (1.1) การแนะนาโดยไม่ต้งั ใจ เนื่องจากจาเป็นตอ้ งมาทากิจกรรมร่วมกนั มกั เร่ิมตน้ ดว้ ยการแสดงความมีน้าใจ แลว้ จึงแนะนาตนเอง ผมู้ ีอาวโุ สนอ้ ยเป็นผแู้ นะนาตนเองก่อน หรือสุภาพบุรุษเป็นผแู้ นะนาตนเองก่อน (1.2) การแนะนาโดยต้งั ใจ คือ มีกิจธุระกบั คู่สนทนา เมื่อพบกนั สามารถแนะนาตนเอง และแจง้ กิจธุระเรื่องท่ีมาติดต่อไดเ้ ลย

2. กรณีที่มีบุคคลต้งั แต่ 3 คนข้ึนไป ผทู้ ่ีรู้จกั คู่สนทนาท้งั สองฝ่ ายจะตอ้ งแนะนาใหค้ ู่สนทนารู้จกั กนั หากเป็นการแนะนาบุรุษและสตรีอาวโุ สเท่ากนั ควรแนะนาบุรุษใหร้ ู้จกั สตรีก่อน โดยกล่าวนามของสตรีแลว้ ตามดว้ ยนามของบุรุษ ส่วนการแนะนาผทู้ ี่อาวโุ สนอ้ ยรู้จกั ผอู้ าวโุ สสูงกวา่ ควรแนะนาผอู้ าวโุ สนอ้ ยใหร้ ู้จกั ผอู้ าวโุ สสูงกวา่


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook