หนวยการเรียนรอู ิงมาตรฐาน รหัสวิชาว32๒๒๒รายวชิ าเคมีเพิ่มเติม ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่5 ภาคเรยี นที่ ๒ ปการศึกษา 2562 ผจู ดั ทํานางสาวภทั ริยา โพธศิ์ รีคณุ กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร โรงเรยี นน้าํ ปลกี ศกึ ษา สํานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 29
หนว ยการเรยี นรูท ่ี ๑ เรื่อง กรด เบส รหสั วิชา ว32๒๒๒ กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร รายวชิ าเคมเี พมิ่ เตมิ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 เวลา ๓๓ ชัว่ โมง ปก ารศกึ ษา 2562 .ภาคเรยี นที่ 2 ผูสอน นางสาวภทั รยิ า โพธศิ์ รีคณุ 1.มาตรฐานการเรยี นรู / ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู(รายวิชาพนื้ ฐานมีทงั้ มาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ช้วี ัด รายวชิ า เพ่ิมเตมิ มผี ลการเรยี นรู) 1.1ผลการเรยี นรู เขาใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพนั ธในปฏกิ ิรยิ าเคมี อัตราการเกิดปฏิกิรยิ า เคมี สมดลุ ในปฏิกริ ยิ าเคมี สมบตั แิ ละปฏกิ ริ ิยาของกรด-เบส ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซแ ละเซลลเ คมีไฟฟา รวมทั้งการนําความรูไปใชประโยชน 1.2ตวั ชี้วดั /ผลการเรียนรู 1) ระบุและอธิบายวาสารเปน กรดหรอื เบส โดยใชท ฤษฎีกรด-เบสของอารเรเนยี ส เบรนิ สเตด-ลาวรี และลวิ อสิ 2) ระบุคกู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี 3) คาํ นวณและเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส 4) คํานวณคา pH ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซดไอออนของ สารละลายกรดและเบส 5) เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาสะเทิน และระบุความเปนกรด-เบสของสารละลายหลัง การสะเทิน 6) เขียนปฏิกิรยิ าไฮโดรลซิ ิสของเกลือ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายเกลือ 7) ทดลองและอธบิ ายหลักการการไทเทรตและเลือกใชอินดิเคเตอรที่เหมาะสมสําหรับการ ไทเทรตกรด-เบส 8) คาํ นวณปรมิ าณสารหรือความเขมขน ของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต 9) อธบิ ายสมบัติ องคป ระกอบ และประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร 10) สืบคนขอมูลและนําเสนอตัวอยางการใชประโยชนและการแกปญหาโดยใชความรู เก่ียวกบั กรด–เบส
2. สาระสําคัญ /ความคดิ รวบยอด สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต คือสารละลายท่ีนําไฟฟา เพราะมตี ัวละลาย เปนสารอเิ ลก็ โทรไลต (electrolyte)ซึง่ สามารถแตก ตวั เปน ไอออนในสารละลายได สารละลายนอนอเิ ลก็ โทรไลต คอื สารละลายทไี่ มนําไฟฟา เพราะมีตวั ละลายเปนสารนอนอเิ ลก็ โทรไลต (non- electrolyte)ซง่ึ ไมส ามารถแตกตัวเปน ไอออนในสารละลายได สารละลายกรดทกุ ชนดิ มไี อออนทเี่ หมือนกนั คอื H3O+ซงึ่ เปน ไอออนทแ่ี สดงสมบตั ขิ องกรดทาํ ให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมสั จากสีน้าํ เงนิ เปน สีแดง สารละลายเบสทกุ ชนิดมีไอออนที่เหมือนกันคอื OH-ซ่งึ เปนไอออนทแ่ี สดงสมบตั ขิ องเบสทาํ ให สารละลายกรดเปลี่ยนสกี ระดาษลติ มัสจากสแี ดงเปน สนี าํ้ เงิน ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสกลาววากรดคอื สารท่ลี ะลายน้ําแลว แตกตวั ใหไ ฮโดรเจนไอออนสว นเบสคือ สารทีล่ ะลายนาํ้ แลวแตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไ อออน ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี กลาววา กรดคือสารทใ่ี หโปรตอนแกสารอ่นื สว นเบสคอื สารท่ีรับโปรตอนจากสารอ่นื สารทเ่ี ปน คกู รด-เบสกันจะมีจาํ นวนโปรตอนตา งกนั 1โปรตอน สารบางชนิดสามารถทาํ หนา ทีเ่ ปน ไดท ัง้ กรดและเบสเชนนา้ํ เรยี กสารประเภทนี้วา แอมโฟเทอรกิ หรอื แอมฟโพรตกิ ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อิสกลา ววา กรดคือสารที่รับคูอิเลก็ ตรอนจากสารอนื่ สวนเบสคือสารท่ีใหค ู อิเล็กตรอนแกส ารอนื่ กรดแกแ ละเบสแกเปน อเิ ลก็ โทรไลตแก ซ่ึงแตกตัวเปน ไอออนไดด มี าก หรอื แตกตวั ไดหมด กรดออ นแตกตวั เปนไอออนไดน อยการแตกตัวของกรดออ นเปนการเปลีย่ นแปลงทีผ่ นั กลบั ไดใ นสารละลายจึง มีทั้งโมเลกุลของกรดออ นและไอออนทเี่ กดิ จากการแตกตวั เบสออนแตกตวั เปน ไอออนไดน อ ย การแตกตัวของกรดเบสเปนการเปลย่ี นแปลงทีผ่ นั กลบั ได ในสารละลายจึงมที งั้ โมเลกลุ ของเบสออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตวั นํ้าบริสทุ ธท์ิ อี่ ณุ หภูมิ 25องศาเซลเซยี สแตกตวั ใหไ ฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซดไ อออนทมี่ คี วามเขม ขน เทากันคือ1.0x10-7โมลตอ ลิตรโดยมีคาคงที่การแตกตวั ของนํา้ เทา กบั 1.0x10-14 pHเปน คา ที่ใชบ อกความเขมขนของH3O+ในสารละลายโดยกาํ หนดให pH= -log [H3O+ สารละลายทมี่ ีสมบตั เิ ปน กรดจะมี pH<7สารละลายทีม่ สี มบตั ิเปนกลางจะมี pH=7สว นสารละลายท่มี ี สมบตั เิ ปน เปนจะมี pH>7 ผลคูณของ[H3O+]กับ[OH-]มคี า เทากบั 1.0×10-14ซึง่ เปน คา คงท่ี ทอ่ี ณุ หภมู ิ 25องศาเซลเซยี ส ดงั น้ัน สารละลายทมี่ ี [H3O+]มาก จะมี [OH-]นอย สว นสารละลายท่ีมี H3O+]นอ ย จะมี [OH-]มาก
สารละลายท่มี ี [H3O+]มาก จะมคี วามเปน กรดมาก คา pHจะตา่ํ สวนสารละลายท่ีมี [H3O+]นอยจะมคี วามเปน กรดนอ ย คาpHจะสงู อนิ ดเิ คเตอร คอื สารทใี่ ชบ อกความเปนกรด-เบสของสารละลายได อาจเปน กรดหรือเบสออนๆ ซึ่งสามารถเปล่ียนจากรูปหนึ่งไปเปน อกี รปู หนง่ึ ได เมอ่ื pHของสารละลายเปลี่ยนแปลงไป ดงั นน้ั สารประกอบทเ่ี ปลย่ี นสี ไดที่ pHเฉพาะตวั จะถกู นํามาใชเ ปน อินดเิ คอเตอรได การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก เมื่อสารละลายมี H3O+และไอออนลบ สว นสารละลายเบสมไี อออนบวก และ OH-ปฏกิ ิริยาระหวา งกรดและเบสจงึ เปนปฏิกริ ิรยาการถายโอน H+ระหวาง H3O+กับ OH-เรยี กวา ปฏกิ ิริยาสะเทนิ ซง่ึ ได ผลติ ภณั ฑเปนเกลอื กบั นาํ้ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดหรือเบสกบั สารบางชนดิ เมอ่ื กรดกบั เบสจะทําปฏิกริ ิยากนั ไดแ ลว กรดหรอื เบสยงั สามารถทาํ ฏกิ ิริยากบั สารประเภทอนื่ ไดอ กี หลายชนดิ ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ เปน ปฏกิ ริ ิยาทเี่ กิดจากไอออนบวกหรอื ไอออนลบของเกลือทําปฏิกริ ยิ ากบั นํา้ ไดผ ลติ ภณั ฑเ ปนH3O+หรือ OH- การไทเทรตเปนการหาปรมิ าณกรดและเบสทไ่ี มท ราบคาความเขม ขนโดยการนาํ มาทําปฏกิ ริ ยิ ากับสารละลาย มาตรฐานทที่ ราบความเขมขนซง่ึ อาจเปน สารละลายกรดหรือเบสก็ได จดุ ยตุ ิ คอื จดุ ทอ่ี ินดิเคเตอรเปล่ียนสี จุดสมมูลคือจุดที่สารละลายกรดและเบสทาํ ปฏิกริ ยิ าพอดีกนั จดุ สมมลู จพมคี า ใกลเ คียงจดุ ยตุ เิ ม่ือเลือกใช อเิ นดเิ คเตอรทเ่ี หมาะสมในการไทเทรต การไทเทรตระหวางกรดแกกบั เบสแก ท่ีจุดสมมลู pH ของสารละลายมีคาประมาณ7ความชนั ของกราฟมคี า pH3-11เลือกใชอนิ ดเิ คเตอรท ่ีเปลยี่ นสีในชวงน้ไี ดห ลายชนดิ คอื เมทลิ ออเรนจเ มทลิ เรด โบรไทมอลบลู และฟน อลฟทาลนี การไทเทรตระหวางกรดออ นกบั เบสแก ท่จี ุดสมมูลpHของสารละลายมีคามากกวา 7ความชันของกราฟมคี า pH7-11เลือกใชอนิ ดิเคเตอรทเี่ ปลย่ี นสีในชว งนี้ได คือฟนอลฟทาลนี การไทเทรตระหวา งกรดแกก บั เบสออ นท่ีจุดสมมลู pH ของสารละลายมคี านอ ยกวา7ความชนั ของกราฟมีคา pH3-7เลือกใชอ ินดิเคเตอรทเ่ี ปล่ยี นสใี นชวงนี้ได คือเมทลิ ออเรนจ เมทิลเรด สารละลายบัฟเฟอร เปนสารละลายท่มี สี มบัตใิ นการควบคุมpHของสารละลายใหค งที่ เมือ่ มกี ารเตมิ กรดแก หรอื เบสแกลงไปเลก็ นอ ยประกอบดวยกรดออ นกับเกลอื ของกรดออนหรือเบสออ นกบั เกลือของเบสออ น สารละลายท่ีมีกรดออ นกบั เกลอื ของกรดออ นชนิดน้นั หรือกรดออนกับคเู บสของกรดออนเรยี กวาบัฟเฟอร กรดเม่ือเตมิ H+จากกรดแกล งไปคเู บสจะทาํ ปฏกิ ิริยากบั H+ทเี่ ตมิ ลงไป ทําให pHลดลงไมเกนิ 0.01ซ่งึ ถอื วาคงท่ีเม่ือ เตมิ OH-จากเบสแกลงไปกรดออ นจะทําปฏิกิรยิ ากบั OH-ทเี่ ตมิ ลงไปทาํ ให pHเพ่มิ ข้ึนไมเ กิน0.01ซึง่ ถอื วา คงที่ สารละลายที่มเี บสออ นกบั เกลือของเบสออนชนิดน้นั หรือเบสออ นกบั คกู รดของเบสออนเรยี กวาบัฟเฟอรเ บส เม่ือเตมิ H+จากกรดแกล งไปเบสออนจะทาํ ปฏิกริ ิยากบั H+ทเ่ี ติมลงไปทาํ ให pHลดลงไมเกิน0.01ซง่ึ ถือวาคงทเ่ี มื่อเติม OH-จากเบสแกลงไป คกู รดจะทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั OH-ทเี่ ตมิ ลงไป ทาํ ให pHเพิ่มขึน้ ไมเกิน0.01ซึ่งถอื วา คงท่ี
3. สาระการเรียนรู 3.1 สาระการเรยี นรแู กนกลาง/สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม(รายวชิ าเพ่ิมเติม) ๓.1สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ 1) สารในชีวิตประจําวันหลายชนิดมีสมบัติเปนกรดหรือเบส ซ่ึงพิจารณาไดโดยใชทฤษฎี กรด-เบสของอารเรเนียส เบรนิ สเตด-ลาวรี หรอื ลิวอิส 2) ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เมื่อกรดหรือเบสละลายนํ้าหรือทําปฏิกิริยา กับสารอ่ืนจะมีการถายโอนโปรตอนระหวางสารต้ังตนที่เปนกรดและเบส เกิดเปน ผลิตภณั ฑซ่ึงเปนโมเลกุลหรือไอออนท่ีเปนคูกรด-เบสของสารต้ังตนนั้น โดยสารที่เปนคู กรด-เบสกันจะมีโปรตอนตา งกนั 1 โปรตอน 3) กรดและเบสแตละชนิดสามารถแตกตัวในนํ้าไดแตกตางกัน กรดแกหรือเบสแกสามารถ แตกตัวเปน ไอออนในนํา้ ไดเ กือบสมบูรณส ว นกรดออนหรือเบสออนแตกตัวเปนไอออนได นอย โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได จากคาคงท่ีการแตกตัวของกรดหรือเบส หรือปริมาณการแตกตัวเปนรอยละของกรด หรอื เบส 4) นํ้าบริสุทธ์ิท่ีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสแตกตัวใหไฮโดรเนียมไอออน และไฮดรอกไซด ไอออนทม่ี ีความเขม ขน เทากัน คือ1.0 x 10 -7โมลตอ ลติ ร โดยมีคาคงที่การแตกตัวของ น้ํา เทากบั 1.0 x 10 -14 5) เม่อื กรดหรือเบสแตกตัวในนํ้า คาความเปนกรด-เบสของสารละลายแสดงไดดวยคา pH ซึ่งสมั พันธก ับความเขม ขน ของไฮโดรเนยี มไอออน โดยสารละลายกรดมีความเขมขนของ ไฮโดรเนยี มไอออนมากกวา 1.0 x 10 -7โมลตอลิตร หรือมคี า pH นอ ยกวา 7 สว น สารละลายเบสมคี วามเขมขนของไฮโดรเนยี มไอออนนอยกวา1.0 x 10 -7โมลตอ ลติ ร หรือมคี า pH มากกวา 7 6) ปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรดแกและเบสแกใหสารละลายที่เปนกลาง ปฏิกิริยาสะเทิน ระหวางกรดแกและเบสออน ใหสารละลายท่ีเปนกรด สวนปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรด ออนและเบสแก ใหส ารละลายทเ่ี ปน เบส 7) เกลอื ทไ่ี ดจากการสะเทนิ ของกรดแกด ว ยเบสออ น เมือ่ ละลายในนํ้าจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดร ลซิ ิสไดสารละลายท่ีมสี มบัติเปน กรด สวนเกลอื ท่ไี ดจ ากการสะเทินของกรดออนดวยเบส แก เมื่อละลายในนํ้าจะเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซิสไดส ารละลายที่มีสมบัตเิ ปนเบส 8) การไทเทรตเปนเทคนิคในการวิเคราะหหาปริมาณ หรือความเขมขนของสารที่ทํา ปฏิกิริยาพอดีกัน จุดที่สารทําปฏิกิริยาพอดีกันเรียกวา จุดสมมูล ในทางปฏิบัติจุดสมมูล ของปฏิกิริยาอาจไมสามารถสังเกตเห็นได จึงสังเกตจากการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร เพื่อบอกจุดยุติของการไทเทรต ดังน้ันอินดิเคเตอรที่เหมาะสมในการไทเทรตกรด-เบส
ควรเปน อินดเิ คเตอรทเี่ ปลี่ยนสใี นชว ง pH ตรงกับหรอื ใกลเ คียงกับ pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู 9) ปริมาณกรดและเบสที่ทําปฏิกิริยาพอดีกันจากการไทเทรตกรด-เบส สามารถนําไป คํานวณความเขมขนของกรดหรอื เบสทต่ี อ งการทราบความเขมขน ได 10)สารละลายบฟั เฟอรเปนสารละลายของกรดออนกับเกลือของกรดออนนั้น หรือเบสออน กับเกลือของเบสออนน้ัน เมื่อเติมกรด เบส หรือน้ําจะมีผลตอการเปล่ียนแปลงคา pH นอยกวาสารละลายท่ัวไป สมบัติเฉพาะของสารละลายบัฟเฟอรเปนประโยชนตอการ ควบคุม pHของระบบในสงิ่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ ม 11)ความรูเก่ียวกับกรด-เบสสามารถนํามาใชประโยชน และแกปญหาในชีวิตประจําวัน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการแพทย 3.2.สาระการเรยี นรูท อ งถนิ่ (ถา มี) 4. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น (เฉพาะท่เี กดิ ในหนว ยการเรียนรูนี้) 4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4..3 ความสามารถในการ แกป ญหา 4.4 ความสามารถในการใชทักษะชีวติ 4.5 ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี 5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค(เฉพาะทเี่ กดิ ในหนว ยการเรียนรนู ้ี) 5.1คณุ ลกั ษณะอนั พงึ่ ประสงค( ตามหลักสตู รแกนกลาง) 1)รกั ชาตศิ าสน กษัตรยิ 2) ซอ่ื สตั ยสุจริต 3) มวี นิ ัย 4) ใฝเ รียนรู 5) อยอู ยางพอเพียง 6)มุงมน่ั ในการทาํ งาน 7) รกั ความเปน ไทย 8)มีจิตสาธารณะ 5.2คณุ ลักษณะตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล 1) มคี วามรพู นื้ ฐานในยคุ ดิจติ อลวทิ ยาศาสตร เศรษฐศาสตร เทคโนโลยี รูภ าษาพหุวฒั นธรรมตระหนกั สํานึกระดับโลก 2) สามารถคดิ ประดษิ ฐอยางสรา งสรรค ปรับตัวใฝรู ใฝเรยี นวเิ คราะห สงั เคราะห สรปุ สรา งองคความรู 3) มที ักษะส่ือสารอยา งมีประสทิ ธภิ าพ 4)มีความสามารถในการใชท ักษะชีวติ 5) มีความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. ทกั ษะผูเรยี นในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs 2Ls)(กําหนดลอยไวถา จดั กจิ รรมท่มี กี ารปฏบิ ตั ิ/กลมุ /ชนิ้ งาน/โครงงานจะเกดิ อยู แลว )
1.ทกั ษะในสาระวิชาหลกั (3Rs) 1.1 Reading (อาน) 1.2 (W)Riting(เขยี น) 1.3 (A)Rithemetics(คณิตฯ) 2.ทกั ษะการเรียนรแู ละนวัตกรรม(8Cs) 2.1CriticalThinking andProblem Solving(การคิดวจิ ารณญาณและแกปญหา) 2.2 Creativity andInnovation(การสรางสรรคแ ละนวตั กรรม) 2.3Cross-culturalUnderstanding(ความเขาใจความตา งวฒั นธรรม) 2.4 Collaboration,Teamwork andLeadership(การทํางานเปน ทีมภาวะผูน าํ ) 2.5 Communications, Information,and MediaLiteracy (การสอ่ื สารสารสนเทศ) 2.6Computing andICTLiteracy (ทกั ษะดานคอมพวิ เตอรแ ละเทคโนโลย)ี 2.7 Career andLearning Skills(ทกั ษะอาชพี และการเรยี นร)ู 2.8Compassion(คุณธรรมเมตตากรณุ าระเบียบวินัย) 7. บูรณาการกจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษา (จาก STEMสู STEAM) 1.S(Science):ระบเุ นื้อหา/กิจกรรม............ การแตกตวั ของกรดเบส , การไทเทรต....... 2.T(Technology) :ระบุเนอ้ื หา/กจิ กรรมการใชค อมพวิ เตอรส ืบคน ออกแบบ กรดเบส , สารละลายบฟั เฟอร 3.E(Engineering) :ระบเุ นอื้ หา/กิจกรรม ................................................................................................................................................................................................................................................. 4.A (Art) :ระบเุ นื้อหา/กจิ กรรมการออกแบบโครงสรางปายนเิ ทศ ................................................................................................................................................................................................................................................. 5.M (Mathematics) :ระบเุ นอื้ หา/กิจกรรม ................................................................................................................................................................................................................................................. 8. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง ชาติ (เฉพาะทเี่ กิดในหนว ยการเรยี นรูน้ี) 8.1บูรณาการสวนพฤกษศาสตรโ รงเรยี น 8.2บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง 8.3บรู ณาการหอ งเรยี นสีเขยี ว 8.4อนื่ ๆ(โปรดระบ)ุ ..............................................................................................................................................................................................................................
9. การบูรณาการและเตรียมความพรอมในการสอบ Pre O-NET, O-NET, PISA มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชวี้ ัดตัวช้วี ดั มาตรฐาน - ขอ สอบ /ประเด็น /หัวขอ กรด เบส , ปฏกิ ิริยากรด เบส 10. ชิน้ งาน /ภาระงาน (รวบยอด) มอบหมายงาน ชิ้นงาน ผังมโนทัศน) 10.1 ภาระงาน สอบกอ นเรยี นดว ยแบบทดสอบกอนเรียนเปน รายบุคคล ศกึ ษาใบความรูปฏิบตั ิ กิจกรรมในแบบฝกหดั ปฏบิ ัติกจิ กรรมตามแบบปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุมและสอบหลังเรียน แบบฝกทกั ษะและใบ งาน 10.2 ช้ินงานส่ิงประดษิ ฐส่อื เอกสารโปสเตอร แผนพับ ภาพวาดสื่อคอมพิวเตอร บทประพันธ กลอน เพลงละครสัน้ หรอื การนาํ เสนอรปู แบบอนื่ ๆ ตามความถนัดและความสนใจ 11. สอ่ื /แหลง การเรยี นรู 1) เอกสารประกอบการเรยี นโดยใชใชวธิ สี อนแบบโครงงาน(PBL) เร่อื ง ............................................................................................................. 2) แหลงเรยี นรูในโรงเรยี นเชน หองสมุด หองปฏิบัติการคอมพิวเตอรระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษาทางไกล ผา นเทคโนโลยีสารสนเทศ(DLIT)เวบ็ ไซตสืบคน ) 3) สอบถามจากบคุ ลคลเชน ครู เจาหนา ท่ที ั้งในและนอกโรงเรยี นโดยสามารถติดตอ สอบถามแลกเปลย่ี น เรยี นรกู ับครผู านระบบเครอื ขา ยสงั คม(SocialNetwork) และเพอ่ื นไดที่ (โทรศัพทมือถอื ครู ..................................... ,Line ID : KRUYOK
12.การวดั และประเมนิ ผล การวัดและประเมินผล(มหี รอื ไมก็ได อาจระบุกวา งๆ) ความกา วหนา วธิ วี ัด เคร่อื งมือ คะแนน เกณฑผ า น ของผูเรียน ขน้ั ตํ่า 1.ดานความรู (K) - ทําแบบทดสอบ -แบบทดสอบหลังเรยี นจาํ นวน 10คะแนน 5คะแนน 2.ดา นทกั ษะกระบวนการ(P) หลังเรียน 10 ขอ 3.ดา นสมรรถนะสาํ คัญของ แบบทดสอบทายแผน แบบทดสอบ 5 คะแนน 5 คะแนน ผเู รียน5ประการ -ตรวจผลงานตามแบบฝกหดั -แบบฝก หดั 10 คะแนน 5 คะแนน 4.ดา นทกั ษะผเู รียนใน 10 คะแนน 5 คะแนน ศตวรรษท่ี 21(21stCentury -สงั เกตพฤตกิ รรม -แบบปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลมุ Skils) 5.ดา นการนาํ หลักปรัชญา และประเมนิ ผลงานและการ -แบบประเมนิ ชนิ้ งาน ของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใช ปฏิบตั กิ จิ กรรมกลุม 10คะแนน 5คะแนน 6.ดา นคณุ ลักษณะอนั พงึ 15คะแนน 5คะแนน ประสงค (A) -ประเมินชนิ้ งาน -สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ สมรรถนะ -ประเมนิ ผลงานและการปฏิบัติ สําคญั ของผูเรยี น5 กิจกรรมกลมุ ประการ 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ ทกั ษะผเู รียนใน -ประเมนิ ผลงานและการปฏิบตั ิ ศตวรรษท่ี 21(21stCenturySkils) กิจกรรมกลุม 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ การนาํ หลักปรชั ญา -ประเมนิ ผลงานและการปฏบิ ตั ิ ของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใช กจิ กรรมกลมุ 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤตกิ รรม -แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ การเรยี นรู และการรว มกิจกรรม ประสงค -ประเมนิ คุณลกั ษณะ 10คะแนน 5คะแนน อันพงึ ประสงคจากการเรยี นรู และการรว มกิจกรรม รวม ๑๐0 ๕0คะแนน คะแนน
13. กจิ กรรมการเรยี นรู *นักเรยี นทําแบบทดสอบกอ นเรยี นหรือแบบประเมินกอ นเรียน(ถา ม)ี (จํานวนเร่อื งข้ึนกับการกําหนดในหนวยการเรยี นร)ู หนว ยการเรยี นรูที่1เรอ่ื ง สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละนอนอเิ ลก็ โทรไลต จาํ นวน เวลาเรยี น 2 ชว่ั โมง วิธีสอน(จาํ นวนขน้ั แลว แตว า เปน วธิ ีการสอนแบบใด และโปรดระบวุ าใชวธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขนั้ ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครใู หน ักเรียนทําแบบทดสอบกอ นเรยี นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสและUnderstanding Checkเพอื่ วัดความรเู ดิมของนกั เรียนกอนเขา สกู จิ กรรม 2. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม2หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1กรด-เบสดังนี้ •สารละลายกรดและเบสแตล ะชนดิ จะสามารถแตกตัวไดเทา กนั หรือไม อยางไร •เมื่ออุณหภมู สิ ูงขึน้ หรอื ความเขมขน ของสารละลายเพมิ่ ข้นึ การแตกตวั ของสารละลายกรดและ เบสจะเปนอยางไร •เมอ่ื นําสารละลายกรดและเบสมาทําปฏิกิริยากนั จะทราบไดอยางไรวา สารทง้ั สองทําปฏิกิริยาพอดี กนั จากนั้นใหน กั เรยี นในหองรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครยู ังไมต องเฉลย ซึง่ เมอื่ เรียนจบในเนอ้ื หาที่ สามารถเฉลยคาํ ถามแตล ะขอ ได จงึ ใหค รถู ามคาํ ถามขอ นนั้ แลว ใหนกั เรยี นตอบอีกครั้งหน่ึง 3. ครใู หน ักเรียนยกตัวอยางสารทม่ี สี มบตั ิเปนกรดเปนเบสหรือเปน กลางทพี่ บในชีวิตประจาํ วนั จากน้นั รว มกนั อภิปรายเกย่ี วกบั สมบตั แิ ละวิธกี ารทใ่ี ชต รวจสอบวาสารใดเปน กรดเปน เบสหรือเปนกลาง ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2หนวยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบสวา “สารละลายกรด-เบสเมื่อละลายน้ําแลว สามารถนาํ ไฟฟาได หรอื ไม”ใหนักเรยี นรวมกนั ตอบคําถามจากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรวมกันอภปิ ราย 2. นักเรียนแบง กลุม กลุม ละ 5 คน เพ่อื ทําการทดลอง เร่ือง สมบัติบางประการของสารละลาย จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2หนวยการเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 3. ครูใชร ปู แบบการเรยี นรแู บบรว มมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหส มาชิกแตล ะคน ภายในกลุม มบี ทบาทหนา ทข่ี องตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนท่ี 1:ทําหนาทเ่ี ตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณที่ใชใ นการทดลองเรอื่ งสมบตั บิ างประการ ของสารละลาย
•สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนา ทีอ่ า นวิธีการทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหสมาชิกในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทาํ หนาทบี่ ันทึกผลการทดลอง •สมาชิกคนท่ี 4และ5: ทาํ หนา ทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 4. สมาชกิ ทุกคนในกลุม ชว ยกันลงมอื ทําการทดลอง 5. นกั เรยี นแตละกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนท่ี 4 และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองจากนน้ั ใหน ักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจท่ตี รงกัน 6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบัติการทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดงั นี้ 1)เม่ือใชก ารเปลย่ี นสกี ระดาษลติ มัสเปนเกณฑจะจําแนกสารละลายออกไดเปนกปี่ ระเภท อะไรบาง 2) เมอื่ ใชสมบตั ิการนาํ ไฟฟาเปน เกณฑจะจาํ แนกสารละลายออกไดเปนกป่ี ระเภทอะไรบาง 3) สารละลายทีน่ ําไฟฟา ได สามารถนาํ ไฟฟา ไดดเี ทากันหรือไม 7. นักเรยี นและครรู ว มกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซ่ึงไดข อสรุปวา“สารละลายทีม่ ีสมบตั กิ รดและ เบสทกุ ชนดิ สามารถนาํ ไฟฟาได สว นสารละลายทมี่ ีสมบัติเปน กลางบางชนิดสามารถนาํ ไฟฟา ได แต บางชนดิ ไมนําไฟฟา โดยสารละลายทน่ี ําไฟฟาไดแตล ะชนดิ จะมคี วามสามารถในการนาํ ไฟฟาไดไม เทากนั บางชนิดนาํ ไฟฟา ไดด ี บางชนดิ นาํ ไฟฟาไดน อย” ช่ัวโมงที่ 2 ขนั้ ที่ 2 สํารวจคน หา (Explore) 8. นกั เรยี นแตละคนศกึ ษาขอมลู เกี่ยวกบั สารละลายอิเล็กโทรไลตแก สารละลายอิเลก็ โทรไลตอ อนและ สารนอนอิเลก็ โทรไลต จากหนังสือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรียนรู ท่ี 1กรด-เบส ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 9. ครตู งั้ คาํ ถามใหน ักเรยี นรวมกันอภิปรายวา“สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแก สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตอ อ น และสารนอนอิเลก็ โทรไลต มลี กั ษณะอยางไร” 10. ครูยกตัวอยางโจทยเกย่ี วกบั สารละลายอิเลก็ โทรไลตและนอนอเิ ล็กโทรไลตโ ดยครเู ขยี นโจทยและแสดง วิธีทําใหนักเรยี นดูบนกระดานดงั นี้ จงเขยี นสมการแสดงการแตกตวั เปน ไอออนในน้ําของสารตอ ไปน้ี HCN HCl NH4OHและNaOH วธิ ที าํ HCN(aq) + H2O(l) ⇌ H+(aq) + CN-(aq) H2O HCl(aq) ⟶ H+ (aq) +Cl-(aq) NH4OH(aq) + H2O(l) ⇌ HH4+(aq) + OH-(aq)
H2O NaOH(aq) ⟶ Na+(aq) +Cl-(aq) ข้ันที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 11. ครเู ปดโอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอสงสัยในเน้อื หาเร่อื งสารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละ นอนอิเลก็ โทร ไลต เพ่ือจะใชเ ปนความรูเบื้องตน สําหรบั การเรยี นในเนอื้ หาตอๆไป 12. นกั เรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนังสือแบบฝก หดั รายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบสและแบบฝก ทกั ษะ 13. นักเรียนทาํ TopicQuestionจากหนังสือเรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการ เรียนรูที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจําตวั ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี นหนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หดั แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรือ่ ง สมบตั ิบางประการของสารละลาย 6. นกั เรียนและครรู วมกนั สรปุ เกย่ี วกับสารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละนอนอิเล็กโทรไลตซึ่งไดข อสรปุ ดังน้ี • อเิ ล็กโทรไลตแก (stong electrolyte) คือสารทีส่ ามารถแตกตวั เปน ไอออนไดห มดหรือเกือบหมด ทาํ ใหในสารละลายนั้นมีไอออนเปนจํานวนมาก จึงนาํ ไฟฟา ไดแ ก กรดแก เบสแก และเกลอื ที่ ละลายน้าํ ไดดี • อิเลก็ โทรไลตออน(weakelectrolyte) คือสารท่แี ตกตัวใหไอออนไดน อย หรอื แตกตัวไดไมหมด แสดงวามีโมเลกลุ ของตัวละลายบางสวนเทานัน้ ทส่ี ามารถแตกตวั เปน ไอออนได โดยสว นใหญ ยงั คงอยเู ปน โมเลกลุ จงึ นาํ ไฟฟา ไดน อย •สารนอนอเิ ล็กโทรไลต (non-electrolyte)คอื สารทไ่ี มแตกตวั เปนไอออนหรือแตกตวั เปนไอออนได นอยมาก
หนวยการเรียนรทู ี่1 เรอื่ ง สารละลายกรดและสารละลายเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 1 ชั่วโมง วธิ ีสอน(จํานวนขน้ั แลวแตว าเปนวิธีการสอนแบบใดและโปรดระบวุ า ใชวิธกี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5Es InstructionalModel) ข้ันที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคําถามเพือ่ กระตุนความสนใจนักเรียนวา“นักเรยี นคิดวา สารละลายกรดและสารละลายเบสแตก ตัวใหไ อออนทีแ่ ตกตา งกนั หรือไม อยางไร”ซึ่งครูยังไมตอ งเฉลยคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งกับนกั เรยี น 2. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบสวา “สารละลายกรดและสารละลายเบสมลี กั ษณะอยางไร”ใหนักเรยี น รวมกันตอบคาํ ถามจากน้นั ครแู ละนกั เรียนรวมกนั อภิปราย ข้นั ท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นักเรียนจับคกู บั เพอ่ื นโดยใหคนหน่ึงศกึ ษาเกยี่ วกบั ไอออนในสารละลายกรดสว นอกี คนศึกษาเก่ยี วกบั ไอออนในสารละลายเบสจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5 เลม2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบสจากน้ันนาํ เรื่องทตี่ นเองศึกษามาอธบิ ายและแลกเปลี่ยนความรู กับเพอ่ื นทีเ่ ปนคูกันแลวรว มกนั อภิปรายจนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกนั ข้ันท่ี 3 อธบิ ายความรู (Explain) 2. ครตู ั้งคาํ ถามใหนกั เรยี นรว มกนั อภิปรายเรื่องสารละลายกรดและสารละลายเบส ดงั นี้ 1) สารละลายกรดทกุ ชนิดจะมีไอออนชนดิ ใดท่เี หมอื นกนั 2) สารละลายเบสทกุ ชนดิ จะมีไอออนชนดิ ใดท่ีเหมอื นกนั 3) จงเขียนสมการแสดงการแตกตัวในนํา้ ของHClOและBa(OH)2พรอ มระบุวาในสารละลายมี ไอออนและโมเลกลุ ใดบาง ข้นั ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 3. ครเู ปดโอกาสใหนักเรียนซกั ถามขอสงสัยในเน้ือหาเรอ่ื งสารละลายกรดและสารละลายเบส 4. นักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนังสือแบบฝก หดั รายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวย การเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 5. นกั เรียนทําTopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการ เรยี นรูที่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขน้ั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมินผลนกั เรยี นโดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หดั /แบบฝก ทักษะและแบบทดสอบทายแผน
3. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 4. นกั เรียนและครูรวมกนั สรปุ เกยี่ วกบั สารละลายกรดและสารละลายเบสซง่ึ ไดขอ สรุปดังนี้ • สารละลายกรดทุกชนดิ มไี อออนท่ีเหมอื นกนั คือH3O+ซง่ึ เปน ไอออนท่ีแสดงสมบตั ิของกรดทาํ ใหสารละลายกรดเปลยี่ นสีกระดาษลิตมสั จากสนี ํ้าเงินเปนสีแดง • สารละลายเบสทกุ ชนิดมไี อออนทีเ่ หมอื นกันคือOH-ซึง่ เปนไอออนทแ่ี สดงสมบัติของเบสทําให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมัสจากสแี ดงเปน สนี ้ําเงนิ หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง ทฤษฎกี รด เบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 5 ชัว่ โมง วิธีสอน(จํานวนขัน้ แลวแตวาเปนวธิ กี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขัน้ ที่ 1 กระตุน ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสวา “สิง่ ใดใชร ะบุความแตกตา งระหวา งสารละลายกรดและสารละลาย เบส”แลว ใหนกั เรียนรว มกนั ตอบคาํ ถามจากน้นั ครูและนกั เรียนรวมกนั อภปิ ราย 2. ครูและนกั เรยี นรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั สารละลายกรดและสารละลายเบสดังน้ี •สารละลายกรดทกุ ชนดิ มไี อออนทเี่ หมอื นกันคอื H3O+ซ่งึ เปนไอออนทแี่ สดงสมบตั ขิ องกรดทาํ ใหส ารละลายกรดเปลี่ยนสีกระดาษลติ มัสจากสีนาํ้ เงนิ เปนสแี ดง •สารละลายเบสทุกชนิดมีไอออนทเี่ หมอื นกันคือOH-ซ่ึงเปนไอออนท่ีแสดงสมบตั ิของเบสทําให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมัสจากสีแดงเปน สนี ้ําเงิน ข้ันที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 1. นักเรียนจบั คกู บั เพ่ือนโดยแตล ะคูศ ึกษาขอ มูลเกยี่ วกบั ทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการเรียนรูท1่ี กรด-เบสแลว รว มกนั แสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกนั 2. ครูยกตวั อยางกรดหรอื เบสบางชนดิ ทีไ่ มส ามารถอธบิ ายความเปน กรด-เบสโดยใชทฤษฎีกรด-เบสของ อารเ รเนียสได เชน NH3เพ่ือชี้ใหเห็นถึงขอจาํ กดั ของการใชท ฤษฎีน้ี เพอื่ เชื่อมโยงเขา สกู ารอธบิ าย สมบัตขิ องกรด-เบสโดยใชท ฤษฎกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี 3. จากน้ันนกั เรียนแตล ะคูศ ึกษาขอ มูลเกยี่ วกับทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี จากหนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความ คดิ เห็นจนเกดิ ความเขาใจทตี่ รงกนั 4. ครูตง้ั คําถามใหนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสและ เบรนิ สเตด-ลาวรี ดังนี้
1) จงอธบิ ายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนียส 2) ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนยี สไมส ามารถใชอ ธิบายความเปนกรด-เบสของสารชนดิ ใด 3) จงอธิบายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของและเบรนิ สเตด-ลาวรี 5. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภปิ รายเพื่อหาขอ สรปุ เกยี่ วกับทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส และเบรนิ สเตด-ลาวรี ซึ่งไดข อสรุป ดงั นี้ •ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสกลา ววากรดคือสารท่ลี ะลายน้ําแลว แตกตัวใหไ ฮโดรเจน ไอออนสว นเบสคอื สารท่ีละลายนํา้ แลวแตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไ อออน •ทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี กลาววา กรดคอื สารทใ่ี หโ ปรตอนแกส ารอน่ื สว นเบสคอื สารทีร่ บั โปรตอนจากสารอืน่ • ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรีใชอธบิ ายสมบัติของกรด-เบสไดก วา งกวา ทฤษฎกี รด-เบส ของอารเรเนยี สเนือ่ งจากพิจารณาความเปน กรด-เบสของสารจากการถายโอนโปรตอนรวมทัง้ ไมจ าํ เปนตอ งอยใู นสารละลายทม่ี นี ้าํ เปน ตัวทาํ ละลาย ช่วั โมงท่ี 2 ข้นั ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 6. ครทู บทวนความรูเกยี่ วกบั ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรจี ากนนั้ ใหนักเรียนระบุและอธบิ าย สมบตั คิ วามเปน กรดหรอื เบสของสารจากสมการการแตกตวั ในนา้ํ โดยใชทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ ส เตด-ลาวรี 7. นักเรียนแบง กลุมกลุมละ5คนเพ่อื ทาํ การทดลองเรอื่ งปฏกิ ริ ิยาการใหและรบั โปรตอนของโซเดยี ม ไฮโดรเจนคารบอเนตจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 8. ครูใชรูปแบบการเรยี นรูแบบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชกิ แตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ที่ของตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนท่ี 1:ทาํ หนาทีเ่ ตรียมวัสด-ุ อปุ กรณท่ีใชในการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าการให และรับโปรตอนของโซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต •สมาชิกคนที่ 2:ทําหนา ท่ีอา นวธิ กี ารทดลองทําความเขาใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทําหนาทบ่ี นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5: ทาํ หนา ท่ีนําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชิกทุกคนในกลุมชว ยกันลงมอื ทาํ การทดลอง 10. นักเรยี นแตล ะกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จาก นั้นใหน กั เรียนทุกคนรว มกันอภปิ รายผลการทดลองจนมีความเขา ใจทีต่ รงกนั 11. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอสรุปจากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดังน้ี
1) จงเขยี นสมการการแตกตวั ของNaHCO3ในนา้ํ 2) เมอื่ HCO3-ทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั HClจะทาํ หนาทเ่ี ปน กรดหรอื เบสจงอธิบายพรอ มเขยี นสมการ ประกอบ 3) เมอ่ื HCO3-ทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั Ca(OH)2จะทําหนา ท่เี ปน กรดหรอื เบสจงอธิบายพรอ มเขียนสมการ ประกอบ 12. นักเรียนและครูรวมกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซง่ึ ไดขอ สรุปวา“HCO3-สามารถใหและรับ โปรตอนได จงึ เปน ไดท งั้ กรดและเบสทัง้ นีข้ ้ึนอยูก ับสารทที่ าํ ปฏกิ ริ ยิ าดวย” ชั่วโมงท่ี 3 ข้นั ที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 13. ครูและนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเก่ียวกบั สมการการแตกตวั ในนาํ้ เพื่อเชอื่ มโยงเขา สูเร่อื งคกู รด-เบส ของสารโดยพจิ ารณาจากการถา ยโอนโปรตอนของสาร 14. นักเรยี นจบั คกู ับเพื่อนโดยแตละคศู กึ ษาเกยี่ วกบั คูกรด-เบสของสารจากหนังสือเรียนรายวิชาเพม่ิ เติม วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสแลวรวมกนั แสดงความคิดเห็นจนเกดิ ความเขาใจทตี่ รงกัน 15. ครตู ง้ั คาํ ถามใหน กั เรยี นรว มกันอภปิ รายเร่อื งคกู รด-เบสของสารเชน 1) สารทีท่ าํ หนาทเ่ี ปนไดทัง้ กรดและเบสเรียกวาอยางไร 2) จงระบคุ ูเบสของH3O+H2SO4OH-และHClตามลาํ ดบั 3) จงระบคุ กู รดของHS-HCO3-NH3และCN-ตามลาํ ดบั 4) ถา เรยี งลาํ ดบั ความแรงของคเู บสได ดังน้ี NO3-< F-<NH3< CN-< OH-คูกรดของคเู บสท่ี กําหนดใหจ ะเรยี งลาํ ดับความแรงของคเู บสจากนอยไปมากไดอ ยา งไร 5) ในหมูแ ละในคาบเดยี วกนั ความแรงของกรดไฮโดรจะเพิ่มขนึ้ ตามคาใด 6) กรดออกซที ี่มธี าตอุ งคประกอบเหมอื นกันความแรงของกรดจะเพ่ิมข้ึนตามคา ใด 16. นกั เรยี นและครูรว มกันอภิปรายเพ่อื หาขอสรปุ เกยี่ วกบั คกู รด-เบสของสารซึ่งไดข อสรุป ดังนี้ •สารที่เปน คูก รด-เบสกนั จะมีจาํ นวนโปรตอนตา งกัน1โปรตอน • สารบางชนิดสามารถทาํ หนาท่เี ปน ไดทัง้ กรดและเบสเชน นา้ํ เรยี กสารประเภทนวี้ า แอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟโ พรตกิ
ช่ัวโมงท่ี 4 ขนั้ ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 17. ครยู กตัวอยางกรดหรือเบสบางชนดิ ที่ไมส ามารถอธบิ ายความเปนกรด-เบสโดยใชท ฤษฎกี รด-เบสของ อารเรเนยี สและทฤษฎกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี ได เชนBF3เพ่อื ช้ีใหเ หน็ ถึงขอจาํ กดั ของการใชสอง ทฤษฎีนี้ เพอื่ เช่อื มโยงเขาสูการอธิบายสมบัตขิ องกรด-เบสโดยใชท ฤษฎีกรด-เบสของลวิ อสิ 18. นกั เรียนแตล ะคนศึกษาเก่ียวกบั ทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อสิ จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่ิมเติม วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรูท่ี 1กรด-เบสจากนนั้ นักเรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็น จนเกดิ ความเขา ใจทตี่ รงกนั ขัน้ ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 19. ครตู ้งั คาํ ถามใหนกั เรยี นรว มกันอภิปรายเรือ่ งทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อิสเชน 1) จงอธิบายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบสของลิวอสิ 2) เพราะเหตใุ ดทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิสจึงใชอธบิ ายความเปน กรด-เบสไดดกี วาทฤษฎีอน่ื 20. นกั เรยี นและครรู วมกนั อภิปรายเพอ่ื หาขอสรปุ เก่ยี วกับคทู ฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ ซ่ึงไดข อ สรปุ วา “ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอิสกลา ววากรดคือสารท่ีรบั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอ่ืน สว นเบสคือสารทใ่ี หคอู เิ ล็กตรอนแกสารอ่ืน” ชว่ั โมงท่ี 5 ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 21. ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเนือ้ หาเร่อื งทฤษฎกี รด-เบสวามีสว นไหนทีย่ ังไมเ ขาใจและ ใหค วามรูเพ่มิ เติมในสว นน้นั เพอ่ื จะใชเ ปนความรเู บื้องตน สาํ หรบั การเรียนในเนือ้ หาตอๆไป 22. นักเรียนทําใบงานท่ี 1.1 เรอื่ งทฤษฎีกรด-เบส 23. นักเรียนทาํ แบบฝกหัดในหนงั สอื แบบฝก หดั รายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวย การเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 24. นักเรยี นทําTopicQuestionจากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการ เรียนรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตัว ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤติกรรมการทํางานกลุม 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ 1.1เรอ่ื งทฤษฎกี รด-เบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 4. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion
5. ครูวัดและประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าการใหและรับโปรตอนของโซเดยี ม ไฮโดรเจนคารบ อเนต 6. นักเรยี นและครูรว มกันสรปุ เกย่ี วกับทฤษฎีกรด-เบสซงึ่ ไดข อสรปุ ดงั นี้ •ทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนียสกลา ววากรดคอื สารที่ละลายนํา้ แลว แตกตวั ใหไ ฮโดรเจนไอออน สว นเบสคอื สารทลี่ ะลายนา้ํ แลว แตกตวั ใหไฮดรอกไซดไอออน •ทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี กลาววา กรดคอื สารทใี่ หโปรตอนแกส ารอ่ืนสว นเบสคอื สารทร่ี บั โปรตอนจากสารอื่น •สารที่เปน คูกรด-เบสกันจะมีจํานวนโปรตอนตางกัน1โปรตอน •สารบางชนดิ สามารถทําหนาทเี่ ปนไดทง้ั กรดและเบสเชน นํ้าเรยี กสารประเภทน้ีวาแอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟโ พรตกิ •ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ กลา ววากรดคือสารท่ีรบั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอนื่ สวนเบสคอื สาร ทใี่ หค ูอิเลก็ ตรอนแกส ารอ่ืน หนวยการเรียนรทู ี่ 1 เรอื่ ง การแตกตวั ของกรดและเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 4 ชว่ั โมง วธิ ีสอน(จํานวนขัน้ แลวแตวา เปน วธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ข้นั ท่ี 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคําถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนว ยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสวา “อเิ ลก็ โทไลตแ กและอิเลก็ โทรไลตออ นแตกตา งกนั อยา งไร”แลว ใหน กั เรยี นรว มกนั ตอบคาํ ถามจากนัน้ ครแู ละนักเรียนรวมกนั อภิปราย 2. ครแู ละนักเรียนรว มกนั ทบทวนความรูเ ก่ียวกบั การสารละลายอเิ ลก็ โทรไลต จากนน้ั ครถู ามคาํ ถามเพ่ือ เชอ่ื มโยงวา“กรดแก เบสแก กรดออ นและเบสออ นมคี วามสามารถในการแตกตัวไดแ ตกตางกนั หรอื ไม อยา งไร”ซงึ่ ครูยงั ไมต อ งเฉลยคาํ ตอบที่ถกู ตอง ขน้ั ที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. นักเรยี นจบั คกู ับเพื่อนโดยแตละคศู กึ ษาขอมูลเกย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก และรว มกันฝก คาํ นวณการหาปริมาณหรือความเขมขนของไอออนในสารละลายกรดแกและเบสแก ตวั อยางท่ี 1.2-1.4จากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสจากน้นั รว มกนั แสดงความคดิ เห็นจนเกิดความเขา ใจท่ตี รงกนั 2. ครสู มุ นักเรียน3คู ออกมาแสดงวธิ กี ารคํานวณตัวอยา งแตละขอ หนา ช้ันเรยี นใหถูกตอ งโดยครูคอย เสรมิ ความรใู นสวนท่นี กั เรียนยงั ไมเขา ใจ
3. ครูยกตวั อยางโจทยเ กย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก โดยครเู ขียนโจทยแ ละแสดงวธิ ีทาํ ให นกั เรียนดบู นกระดานดงั นี้ 1) HAเปน กรดแก สารละลายปริมาตร2ลูกบาศกเ ดซเิ มตรมกี รด HAละลายอยู 0.5โมลจะมี ความเขมขน ของไฮโดรเนยี มไอออนอยูเทา ใด วธิ ที ําสารละลาย 2 dm3มกี รดHA ละลายอยู 0.5mol ความเขม ขน ของสารละลาย HA = 0.5mol = 0.25 mol/dm3 dm3 HAเปน กรดแก เม่อื ละลายน้าํ จะแตกตัวเปน ไอออนไดหมดดังสมการ HA (aq) + H2O (aq) → H3O+(aq) + A-(aq) 0.25 0.25 mol/dm3 แสดงวาในสารละลายมี [H3O+]= 0.25mol/dm3 2) X(OH)2เปนเบสแก สารละลายของเบสน้ีเขม ขน0.5โมล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตรปรมิ าตร400 ลกู บาศกเ ซนตเิ มตรจะแตกตัวใหไ ฮดรอกไซดไ อออนกโี่ มล วิธีทําจํานวนโมลของX(OH)2ในสารละลาย 400cm3 = 0.2mol / dm3 x 400cm3 = 0.08 mol 1000 X(OH)2เปนเบสแก เมอื่ ละลายนํา้ จะแตกตวั เปนไอออนไดหมดดังสมการ H2O X(OH)2 (s)→ X2+(aq) + 2OH- (aq) จากสมการ X(OH)21 mol จะแตกตัวให OH- 2 mol X(OH)20.08mol จะแตกตัวให OH- 0.08X2 mol 1 = 0.16 mol 4. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภิปรายเพื่อหาขอสรุปเก่ยี วกบั การแตกตวั ของกรดแกและเบสแก ซ่ึงไดข อ สรปุ วา “กรดแกแ ละเบสแกเ ปน อเิ ล็กโทรไลตแ ก ซ่งึ แตกตัวเปน ไอออนไดดีมากหรอื แตกตวั ไดห มด” ชวั่ โมงท่ี 2 ข้ันที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 5. นกั เรียนจบั คกู ับเพอ่ื นโดยแตละคูร วมกนั ศกึ ษาขอมลู เก่ียวกบั การแตกตวั ของกรดออนคาคงท่ีการ แตกตวั ของกรดออ น(Ka) ของกรดมอนอโปรตกิ กรดไดโปรติก และกรดพอลโิ ปรติก จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการเรยี นรูท ่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความคดิ เห็นจนเกดิ ความเขา ใจทตี่ รงกัน
6. จากนน้ั แตละคูรวมกนั ฝกคาํ นวณการหาการแตกตัวเปนรอ ยละของกรดออ นจากตวั อยางที่ 1.5-1.7ในหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 7. ครูสุม นักเรียน3คู ออกมาแสดงวธิ ีการคํานวณตัวอยางแตละขอ หนา ชั้นเรียนใหถ ูกตอ ง 8. ครตู งั้ คําถามใหน กั เรียนรวมกนั อภปิ รายเรื่องการแตกตวั ของกรดออนเชน 1) สารละลายกรดคารบอนกิ (H2CO3)มีคาคงทกี่ ารแตกตวั ของกรด2คา คือKa1 = 4.3×10-7และ K a2 = 5.6×10-11จงเปรยี บเทียบความเขม ขน ของไอออนตาง ๆ ในสารละลาย 2) สารละลายกรดHNO2และHClO มคี าKaเปน 4.5×10-4และ3.0 ×10-8ตามลําดบั ถา สารละลายท้งั สองเขมขน 1โมล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตรเทา กันสารละลายของกรดใดจะมคี วาม เขม ขน ของH3O+มากกวากันจงอธบิ าย 9. ครูยกตวั อยา งโจทยเ กย่ี วกบั การแตกตัวของกรดออนโดยครูเขยี นโจทยและแสดงวิธีทําใหน ักเรยี นดู บนกระดาน ดังนี้ สารละลายกรดแอซตี กิ เขม ขน0.5โมล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตรจะมีไฮโดรเนียมไอออนเขมขน กโ่ี มล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตร(สารละลายกรดแอซีตกิ มีคา Ka= 1.8×10-5) วธิ ีทาํ CH3COOH(aq) +H2O(l)⇌ H3O+(aq) +CH3COO-(aq) mol/dm3 ความเขมขนเริ่มตน 0.5 - - ความเขมขน ณภาวะสมดุล 0.5– x≈ 0.5 x x mol/dm3 Ka = [H3O][CH3COO- ] [CH3 COOH] x2 1.8 × 10-5 = 0.5 × 10-5 x2 = 0.5× 1.8 x = 3 × 10-3mol/dm3 ดังน้นั ในสารละลายจะมี [H3O+]= 3 ×10-3โมล/ลกู บาศกเดซิเมตร 10. นักเรียนและครูรว มกันอภปิ รายเพ่ือหาขอสรปุ เกย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดออ นซ่งึ ไดข อ สรปุ ดังนี้ •กรดออนแตกตัวเปน ไอออนไดน อ ยการแตกตัวของกรดออนเปน การเปล่ียนแปลงที่ผันกลับไดใ น สารละลายจึงมีทัง้ โมเลกุลของกรดออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตัว •ความสามารถในการแตกตวั ของกรดออนอาจบอกเปน รอ ยละหรือบอกเปนคา คงที่การแตกตวั ของกรด (Ka)
•กรดมอนอโปรตกิ แตกตัวไดข้ันเดียวจึงมีคาKaเพยี งคา เดยี วกรดไดโปรตกิ แตกตัวไดส องขน้ั จงึ มคี า Kaได 2คา สวนกรดพอลโิ ปรติกแตกตวั ไดห ลายขั้นจึงมคี าKaหลายคา เทา กับจาํ นวนขนั้ ทีแ่ ตกตัวได •คา Kaข้นั แรกจะมคี า สูงกวา คาKaในขน้ั ตอ ไป ตามลําดับ • ในการเปรยี บเทียบปริมาณการแตกตวั เปนไอออนของกรด ถา K a1 สูงกวา K a2 มาก ประมาณ 103เทา สามารถใชคา Ka1 เพยี งคาเดยี วได •กรดทีม่ คี าKaสูงจะมคี วามแรงของกรดมากกวากรดทีม่ ีคาKaตาํ่ ช่ัวโมงที่ 3 ข้นั ท่ี 2 สํารวจคนหา (Explore) 11. นักเรยี นจับคกู ับเพื่อนโดยแตล ะคศู กึ ษาเกยี่ วกบั การแตกตวั ของเบสออนจากหนังสือเรียนรายวิชา เพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความคดิ เหน็ จน เกดิ ความเขาใจทตี่ รงกัน 12. จากนั้นแตละคูรวมกันฝก คํานวณการหาการแตกตวั เปน รอยละของเบสออนและความเขม ขน ของ ไอออนในสารละลายจากตวั อยา งท่ี 1.8-1.13ในหนงั สือเรียนรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2หนวยการเรียนรูที่ 1กรด-เบส ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู (Explain) 13. ครูสมุ นักเรยี น6คู ออกมาแสดงวธิ ีการคาํ นวณตัวอยา งแตล ะขอ หนา ช้ันเรยี นใหถ กู ตอ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรูใ นสว นท่นี ักเรียนยงั ไมเขา ใจ 14. ครูตัง้ คาํ ถามใหน กั เรียนรวมกนั อภิปรายเร่ืองการแตกตวั ของเบสออ นเชน 1) สารละลายเบสNH3และN2H4มคี าKbเปน 1.8× 10-5และ1.7 × 10-6ตามลําดบั ถา สารละลายทงั้ สองเขมขน 2โมล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตรเทากันสารละลายของเบสใดจะมีความ เขม ขน ของOH-มากกวา กันจงอธิบาย 15. ครยู กตวั อยา งโจทยเกยี่ วกบั การแตกตวั ของเบสออ นโดยครเู ขยี นโจทยแ ละแสดงวธิ ีทําใหน กั เรยี นดูบน กระดาน ดังนี้ เบสออ นเมทลิ เอมีน(CH3NH2) จาํ นวน6.2กรัมในสารละลาย 250ลกู บาศกเ ซนตเิ มตร จะมไี ฮดรอกไซดไ อออนเขมขนกโี่ มล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตร (กําหนดให คา KbของCH3NH2=3.7 × 10-4) วิธีทาํ CH3NH2 หนัก 31 gคิดเปน 1 mol สารละลายCH3NH225ห0นกั cm63.2gมคี Cดิ Hเป3Nน H2อ63ย..21ู = 0.2mol 0.2 mol
สารละลาย CH3NH21000cm3 มี CH3NH2อยู 0.2x1000 = 0.8 mol 250 CH3NH2(aq) + H2O(l)⇌ CH3NH3+(aq) +OH-(aq) - - mol/dm3 ความเขมขนเร่ิมตน 0.8 x x mol/dm3 ความเขมขน ณภาวะสมดลุ 0.8–x อัตราสวน C > 103ดังนั้น 0.8 –x มีคาประมาณ 0.8 Kb [CH3NH+3 [OH- Kb= [CH3NH2 ] ] 3.7x×21=0-24.=96(×x0)1.(8x0)-4 x = 0.0172mol/dm3 ดังนั้นสารละลายมีไฮดรอกไซดไ อออนเขม ขน 0.017โมล/ลกู บาศกเดซเิ มตร 16. นกั เรยี นและครรู ว มกันอภปิ รายเพื่อหาขอสรปุ เกี่ยวกับแตกตัวของเบสออนซ่งึ ไดขอสรปุ ดงั นี้ •เบสออนแตกตวั เปนไอออนไดน อย การแตกตวั ของกรดเบสเปน การเปล่ยี นแปลงทผ่ี นั กลบั ได ใน สารละลายจงึ มีท้ังโมเลกุลของเบสออนและไอออนท่ีเกดิ จากการแตกตวั •ความสามารถในการแตกตวั ของเบสออนอาจบอกเปนรอยละหรอื บอกเปน คา คงที่การแตกตัว ของเบส (Kb) •เบสท่มี ีคาKbสงู จะมีความแรงของเบสมากกวา กรดท่มี ีคาKbต่ํา ชั่วโมงท่ี 4 ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 17. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรยี นรูท่ี 1กรด-เบสอกี ครัง้ ดังน้ี • สารละลายกรดและเบสแตล ะชนดิ จะสามารถแตกตัวไดเ ทากนั หรือไม อยา งไร •เมื่ออุณหภูมเิ พ่มิ ขน้ึ หรอื ความเขมขนของสารละลายเพมิ่ ข้นึ การแตกตัวของสารละลายกรดและ เบสจะเปน อยา งไร 18. ครเู ปด โอกาสใหน กั เรยี นซกั ถามขอ สงสัยในเน้ือหาเรื่องการแตกตัวของกรดและเบสวามสี วนไหนท่ยี งั ไมเขา ใจและใหความรเู พมิ่ เติมในสวนนัน้ เพอ่ื จะใชเ ปนความรเู บือ้ งตนสําหรบั การเรยี นในเนอ้ื หาตอ ๆ ไป 19. นักเรียนทําใบงานท่ี 1.2เรอื่ งการแตกตวั ของกรดและเบส
20. นกั เรียนทาํ แบบฝก หดั ในหนงั สอื แบบฝกหดั รายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบส 21. นกั เรยี นทาํ TopicQuestionจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการ เรียนรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขนั้ ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ 1.2เรื่องการแตกตวั ของกรดและเบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝก หัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. นกั เรยี นและครรู วมกันสรปุ เกย่ี วกับการแตกตัวของกรดและเบสซง่ึ ไดขอสรปุ ดังน้ี •กรดแกและเบสแกเปนอิเลก็ โทรไลตแก ซึ่งแตกตวั เปนไอออนไดด มี าก หรือแตกตัวไดห มด •กรดออ นแตกตวั เปน ไอออนไดน อยการแตกตวั ของกรดออนเปน การเปลย่ี นแปลงทผ่ี ันกลับไดใ น สารละลายจึงมีทง้ั โมเลกุลของกรดออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตวั •เบสออ นแตกตวั เปน ไอออนไดนอ ย การแตกตวั ของกรดเบสเปน การเปลี่ยนแปลงทีผ่ ันกลบั ได ใน สารละลายจึงมที งั้ โมเลกลุ ของเบสออนและไอออนทเ่ี กดิ จากการแตกตวั หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1 เรอื่ ง การแตกตวั เปนไอออนของนา้ํ จํานวน เวลาเรยี น. 2 ชว่ั โมง วธิ สี อน(จํานวนขัน้ แลวแตว าเปนวิธกี ารสอนแบบใด และโปรดระบุวา ใชว ธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครูตัง้ คาํ ถามเพอ่ื กระตุนความสนใจนักเรียนวา“น้าํ สามารถนําไฟฟา ไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด” ซ่ึงครูยังไมต องเฉลยคําตอบทถ่ี ูกตองกบั นักเรยี น 2. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2 หนว ยการเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบสวา “ทอ่ี ุณหภมู ิปกติ นํา้ สามารถนาํ ไฟฟา ไดหรอื ไม”แลว ให นักเรยี นรวมกนั ตอบคาํ ถามจากนนั้ ครูและนักเรยี นรว มกนั อภิปราย ข้ันที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. นกั เรียนแบง กลุมกลมุ ละ5คนเพ่อื ทาํ การทดลองเร่ืองการนําไฟฟาของนํา้ จากหนังสือเรยี นรายวชิ า เพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบส 2. ครูใชรปู แบบการเรียนรูแบบรวมมือเทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชกิ แตละคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ขี องตนเองดงั นี้
• สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนา ทเ่ี ตรียมวัสด-ุ อปุ กรณท ่ใี ชในการทดลองเรอื่ งการนําไฟฟา ของ น้าํ • สมาชกิ คนที่ 2:ทําหนา ทอ่ี านวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลมุ ฟง • สมาชกิ คนที่ 3: ทาํ หนาท่ีบนั ทกึ ผลการทดลอง • สมาชิกคนที่ 4และ5:ทําหนาทีน่ ําเสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทุกคนในกลุมชวยกันลงมอื ทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) 4. นกั เรยี นแตละกลุม สง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลังจาก นั้นใหนกั เรียนทุกคนรว มกันอภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจท่ีตรงกัน 5. ครูและนักเรียนรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคําถามดังนี้ 1) เมอ่ื ตรวจการนําไฟฟา ของนํ้ากล่ันท่อี ุณหภูมหิ อ งและน้ํากล่นั อุณหภูมิประมาณ60องศา เซลเซยี สดวยเครือ่ งตรวจการนาํ ไฟฟา จะไดผลอยา งไร 2) เมื่อตรวจการนําไฟฟา ของนา้ํ กล่นั ท่อี ณุ หภมู ิหอ งและน้าํ กล่ันอณุ หภูมปิ ระมาณ60องศา เซลเซยี สดวยแอมมเิ ตอรจ ะไดผ ลอยา งไร 6. นักเรียนและครรู วมกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซง่ึ ไดขอ สรุปวา“น้าํ บรสิ ุทธนิ์ ําไฟฟาไดน อ ยมาก เนื่องจากน้าํ บรสิ ุทธแ์ิ ตกตัวเปนไอออนไดน อยมากแตเ มอ่ื นาํ้ บรสิ ทุ ธิ์มอี ณุ หภูมสิ งู ข้ึนจะสามารถนํา ไฟฟาไดมากข้นึ เนอื่ งจากสามารถแตกตัวเปนไอออนไดมากขนึ้ ” ช่วั โมงที่ 2 ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 7. นักเรยี นจับคกู บั เพ่อื นโดยใหแตล ะคศู กึ ษาขอมลู เกยี่ วกบั การแตกตัวเปนไอออนของนา้ํ จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสแลว รว มกันแสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขา ใจทีต่ รงกัน 8. จากน้ันนกั เรียนแตละคูรว มกนั ฝก คํานวณหาความเขมขน ของH3O+หรือ OH-เม่ือภาวะสมดุล เปลี่ยนแปลงไป จากตัวอยา งที่ 1.14ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู (Explain) 9. ครูและนกั เรยี นรว มกันอภิปรายเกยี่ วกับการรบกวนสมดุลของนา้ํ เม่อื เติมกรดซงึ่ มี H3O+หรือเติมเบสซ่งึ มี OH-ลงไป การปรับตวั เพ่ือรกั ษาสมดลุ ของนา้ํ 10. ครอู ธบิ ายเกย่ี วกบั สมดลุ การแตกตัวของน้าํ และการหาคาคงทก่ี ารแตกตวั ของน้ํา(Kw)โดยเนน วา “ณ ภาวะสมดลุ ท่ี 25องศาเซลเซยี ส คาKwจะเทา กับ 1.0 ×10-14 โดยความเขม ขน ของH3O+และOH-ใน น้าํ จะมีคา เทา กนั คือ1.0×10-7โมล/ลกู บาศกเดซิเมตร”
11. ครูสุมนกั เรยี น1คู ออกมาแสดงวิธีการคํานวณตวั อยา งหนาชั้นเรยี นใหถ กู ตอ งโดยครคู อยเสริม ความรใู นสว นที่นักเรยี นยังไมเขา ใจ 12. ครตู งั้ คําถามใหนักเรียนรว มกนั อภปิ รายเรอื่ งการแตกตัวเปนไอออนของนา้ํ ดงั นี้ 1) ท่อี ณุ หภูมิ 25องศาเซลเซียสคา คงที่การแตกตัวของนํา้ มีคาเทาใด 2) เมอ่ื อณุ หภูมสิ งู ขนึ้ คา คงท่กี ารแตกตวั ของนํ้าจะเปล่ยี นแปลงไปอยา งไร 3) เมื่อเตมิ เบสลงในน้าํ คา คงทก่ี ารแตกตวั ของน้าํ ความเขมขน ของH3O+และOH-จะเปลี่ยนแปลง ไปอยางไร 4) เมอื่ เตมิ กรดลงในนํา้ คา คงทกี่ ารแตกตวั ของนํ้าความเขม ขน ของ H3O+และOH-จะเปลีย่ นแปลง ไปอยา งไร ข้ันที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 13. ครเู ปด โอกาสใหนักเรียนซกั ถามขอ สงสัยในเน้ือหาเร่อื งการแตกตวั เปน ไอออนของน้ํา วา มีสว นไหนท่ยี งั ไมเขา ใจและใหความรูเพมิ่ เติมในสว นนั้นเพอื่ จะใชเปนความรเู บอื้ งตน สําหรับการเรยี นในเนือ้ หาตอ ๆ ไป 14. นกั เรียนทาํ แบบฝกหดั ในหนังสือแบบฝกหัดรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนว ย การเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบส 15. นักเรยี นทําTopicQuestionจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนักเรียนโดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หดั /แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 4. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรือ่ งการนําไฟฟา ของนํ้า 5. นักเรียนและครรู วมกันสรปุ เกย่ี วกับทฤษฎกี รด-เบสซ่ึงไดขอ สรปุ ดังนี้ • นาํ้ บริสุทธิน์ าํ ไฟฟา ไดนอ ยมากเนอื่ งจากนํ้าบริสทุ ธ์แิ ตกตัวเปน ไอออนไดน อ ยมาก แตเ ม่ือน้ําบรสิ ทุ ธิ์มีอณุ หภูมสิ ูงขึ้นจะสามารถนาํ ไฟฟา ไดมากขน้ึ เน่อื งจากสามารถ แตกตัวเปนไอออนไดม ากข้นึ • น้าํ บริสทุ ธ์ิท่ีอุณหภมู ิ 25องศาเซลเซียสแตกตวั ใหไ ฮโดรเนยี มไอออนและไฮดรอกไซดไ อออน ทมี่ คี วามเขมขนเทากนั คือ1.0×10-7โมลตอ ลติ รโดยมคี าคงท่กี ารแตกตวั ของน้าํ เทา กบั 1.0 × 10-14 -
หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 เรอื่ ง pHของสารละลาย จาํ นวน เวลาเรยี น. 2 ชว่ั โมง วธิ สี อน(จํานวนขนั้ แลวแตวา เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบวุ าใชว ธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขั้นที่ 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบสวา“เกณฑใ ดใชในการเปรียบเทยี บความเปน กรด-เบสของสารละลาย” ใหน ักเรยี นรว มกันตอบคําถามจากนนั้ ครูและนกั เรยี นรวมกนั อภิปราย 2. ครแู ละนกั เรียนรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั ความเขมขนของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซด ไอออนในนาํ้ เพอื่ เชอ่ื มโยงเขาสกู ารคํานวณคาpHของนาํ้ และสารละลายกรด-เบส ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ3 คนโดยแตล ะกลมุ รว มกนั ศกึ ษาเร่ืองpHของสารละลาย จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรูที่ 1กรด-เบสจากนัน้ ใหรวมกันอภปิ รายเร่ืองทไี่ ดศ กึ ษาไป จนเกดิ ความเขา ใจที่ตรงกนั 2. นักเรยี นแตล ะกลุมรวมกนั ฝก คาํ นวณหาคา pHของสารละลายจากตวั อยางท่ี 1.15-1.19 ในหนงั สือเรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส ชวั่ โมงที่ 2 ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 3. ครสู ุม นกั เรยี น5กลมุ ออกมาแสดงวิธกี ารคาํ นวณตัวอยางแตล ะขอหนา ช้นั เรียนใหถ กู ตอ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรใู นสว นท่นี ักเรยี นยงั ไมเ ขา ใจ 4. ครูยกตัวอยางโจทยเกย่ี วกบั pHของสารละลายโดยครูเขียนโจทยและแสดงวธิ ที ําใหนักเรียนดบู น กระดาน 1) สารละลายNaOHเขม ขน 0.5โมล/ลูกบาศกเดซเิ มตรจะมคี า pHเทาใด (กาํ หนดให log 2=0.3010) วิธีทําNaOHเปนเบสแก จงึ แตกตัวไดห มดดังน้ันสารละลายNaOH0.5mol/dm3 จะแตกตัวให [OH-]0.5mol/dm3 [H3O+][OH-]= 1.0 × 10-14 [H3O+] × 0.5 = 1.0 ×10-14 -27-
[H3O+] = 1.0 x 10-14 0.5 = 2 × 10-14 สารละลายNaOHมี [H3O+]= 2× 10-14 pH = -log [H3O+] = -log(2 × 10-14) = 14– log2 = 14– 0.3010 = 13.699 ดังนน้ั สารละลายNaOHจะมีคาpHเทากบั 13.699 2) สารละลายKOHมี pHเทากับ8จะมีความเขม ขน เทา ใด วิธีทาํ สารละลายKOH มี pH เทา กับ8 จะมี [H3O+]=10-8mol/dm3 [H3O+][OH-]= 1.0 × 10-14 10-8× [OH-]= 1.0 × 10-14 [OH-] = 1.0 x 10-14 10-8 = 2 × 10-6 mol/dm3 ดังน้นั สารละลายKOHมคี วามเขมขน2×10-6 mol/dm3 5. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเพ่ือหาขอสรปุ เกย่ี วกบั pHของสารละลาย ซ่งึ ไดขอ สรปุ ดงั นี้ •pHเปนคาทใี่ ชบอกความเขม ขน ของH3O+ในสารละลายโดยกําหนดให pH= -log [H3O+] •สารละลายท่มี สี มบัติเปนกรดจะมี pH<7สารละลายทมี่ สี มบัตเิ ปน กลางจะมี pH=7สว น สารละลายที่มสี มบัตเิ ปนเปนจะมี pH>7 •ผลคูณของ[H3O+]กับ[OH-]มีคาเทากับ 1.0 ×10-14ซึง่ เปนคา คงที่ ทอี่ ุณหภูมิ 25องศา เซลเซยี ส ดงั น้ันสารละลายทมี่ ี [H3O+]มาก จะมี [OH-]นอ ย สวนสารละลายทม่ี ี H3O+]นอ ย จะมี [OH-] มาก •สารละลายท่มี ี [H3O+]มาก จะมคี วามเปนกรดมาก คา pHจะต่าํ สว นสารละลายท่ีมี [H3O+]นอย จะมคี วามเปน กรดนอ ย คา pHจะสูง •pHของสารละลายอาจมคี าตํ่ากวา 0หรอื สูงกวา14กไ็ ด ขั้นที่ 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 6. ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นซกั ถามขอสงสัยในเนื้อหาเร่อื งpHของสารละลาย วามสี วนไหนที่ยงั ไมเขา ใจ และใหความรูเพมิ่ เตมิ ในสวนน้ันเพื่อจะใชเปน ความรูเบอื้ งตน สําหรบั การเรียนในเนอ้ื หาตอๆไป 7. นักเรียนทาํ ใบงานที่ 1.3 เร่ืองpH ของสารละลาย
8. นักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนงั สือแบบฝก หัดรายวิชาเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวย การเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบส 9. นักเรยี นทาํ TopicQuestionจากหนังสือเรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการ เรยี นรูที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจําตัว ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนักเรยี นโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ และจากการนาํ เสนอผลการทํากจิ กรรมหนา ชนั้ เรยี น 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 1.3เร่ืองpHของสารละลาย 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion หนว ยการเรยี นรูท ่ี 1 เรอื่ ง อนิ ดิเคเตอรสาํ หรบั กรดเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 1 ชัว่ โมง วธิ สี อน(จาํ นวนข้นั แลวแตวาเปนวธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชวิธีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ข้นั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครตู ง้ั คาํ ถามกระตนุ ความคดิ นกั เรียนวา“นกั เรียนคิดวา อินดเิ คเตอรแ ตล ะชนิดจะใชท ดสอบคา pH ของสารละลายแตล ะชนดิ ไดดเี ทา กนั หรือไม” ซ่งึ ครยู งั ไมต องเฉลยคําตอบทีถ่ กู ตอ งนักเรียน 2. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสวา“ส่งิ ใดใชในการระบุคาpHของสารละลายได” ใหน ักเรยี นรว มกันตอบคําถามจากน้นั ครแู ละนักเรยี นรวมกันอภปิ ราย ขัน้ ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นจบั คกู ับเพ่ือนโดยใหแตละคูร วมกนั ศกึ ษาขอ มลู เกย่ี วกับอินดิเคเตอรสําหรับกรด-เบสจาก หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบสจากนนั้ รวมกันอภปิ รายจนเกิดความเขา ใจทต่ี รงกนั ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 2. ครูตัง้ คาํ ถามใหน ักเรยี นรวมกันอภิปรายเรือ่ งอนิ ดเิ คเตอรสําหรับกรด-เบสดงั น้ี 1) หากนําสารละลายชนดิ หนึ่งมาเตมิ อินดิเคเตอรช นดิ ตางๆปรากฏวาไดส ขี องสารละลายดงั ตารางสารละลายชนิดนค้ี วรมี pHเทา ใด
อนิ ดิเคเตอร สขี องสารละลาย เมทิลออเรนจ เหลอื ง เมทลิ เรด เหลอื ง ฟน อลเรด แดง ฟน อลฟทาลนี ชมพูออน 2) หากนาํ สารละลายชนดิ หนึ่งมาเตมิ อนิ ดเิ คเตอรชนดิ ตา งๆปรากฏวาไดส ีของสารละลายดัง ตารางสารละลายชนดิ นีค้ วรมี pHเทา ใด อนิ ดเิ คเตอร สีของสารละลาย โบรโมฟนอลบลู น้ําเงิน โบรโมไทมอลบลู น้าํ เงนิ ฟนอลเรด สม ฟนอลฟทาลีน ไมม ีสี 3. นกั เรียนและครรู วมกนั อภิปรายเพือ่ หาขอ สรุปเก่ยี วกับอนิ ดเิ คเตอรสําหรบั กรด-เบสซึ่งไดข อสรปุ วา “การใชอินดิเคเตอรว ดั คา pHของสารละลาย ถาใชอ นิ ดเิ คเตอรเ พียงชนดิ เดยี วจะบอกpHไดเ ปน ชวงกวา งแตถ าใชอ ินดเิ คเตอรห ลายชนดิ ผสมกนั จะบอกคาpHไดละเอียดและถกู ตองมากขน้ึ ” ขนั้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 4. ครูเปด โอกาสใหนักเรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเนือ้ หาเรอื่ งอินดเิ คเตอรส าํ หรบั กรด-เบสวา เพอ่ื จะใชเ ปน ความรเู บ้ืองตนสาํ หรบั การเรียนในเนอื้ หาตอๆ ไป 5. นักเรียนทาํ แบบฝก หัดในหนงั สือแบบฝก หดั รายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนวย การเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบส 6. นกั เรียนทาํ TopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการ เรียนรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมุดประจาํ ตัว ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมินผลนกั เรียนโดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion
หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 เรื่อง ปฏิกิริยาระหวา งกรด เบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 6 ช่วั โมง วธิ สี อน(จาํ นวนขนั้ แลว แตวา เปนวธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบวุ าใชวธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ชวั่ โมงที่ 1 ขั้นท่ี 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2 หนวยการเรียนรทู ่ี 1 กรด-เบสวา“เม่ือนําสารละลายกรดมาทาํ ปฏิกิรยิ ากับสารละลายเบสจะ เกดิ การเปลย่ี นแปลงเชน ใด”ใหนกั เรียนรว มกนั ตอบคาํ ถามจากน้ันครูและนกั เรียนรวมกันอภปิ ราย 2. ครูและนกั เรยี นรว มกนั ทบทวนความรูเกีย่ วกบั ไอออนทแ่ี สดงสมบัตขิ องกรดคอื ไฮโดรเนยี มไอออนและ ไอออนท่แี สดงสมบตั ขิ องเบสคอื ไฮดรอกไซดไ อออนแลวอภิปรายถึงความเกยี่ วขอ งของไอออนทงั้ สอง ชนิดนีก้ บั ปฏกิ ริ ยิ าของกรดและเบสเพอ่ื นําเขาสเู รือ่ งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดกบั เบส 3. จากนั้นครแู ละนักเรียนรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั การแตกตัวเปนไอออนของกรดและเบสตามทฤษฎี กรด-เบสอารเรเนยี สและการถา ยโอนโปรตอนระหวา งกรดกับเบสตามทฤษฎกี รด-เบสเบรนิ สเตด-ลาวรี แลวอภิปรายเกีย่ วกับปฏกิ ิรยิ าที่ควรจะเกิดข้นึ เมอ่ื นําสารละลายกรดและสารละลายเบสมาผสมกัน ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรียนแบง กลมุ กลมุ ละ5คนเพอ่ื ทาํ การทดลองเรื่องปฏิกริ ิยาระหวา งกรดซลั ฟวรกิ และแบเรียมไฮ ดรอกไซด จากหนังสือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด- เบส 2. ครใู ชร ปู แบบการเรยี นรูแ บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรียนรโู ดยกาํ หนดใหสมาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ขี องตนเองดงั น้ี •สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนาท่เี ตรยี มวัสด-ุ อุปกรณท ีใ่ ชใ นการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกิริยาระหวา ง กรดซัลฟว รกิ และแบเรียมไฮดรอกไซด •สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนา ท่อี า นวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลุมฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทําหนาทีบ่ ันทกึ ผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทกุ คนในกลุม ชวยกันลงมือทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม ) 4. นักเรียนแตล ะกลมุ สงตัวแทน(สมาชกิ คนที่ 4และ5ของกลุม)ออกมานําเสนอผลการทดลองหลงั จากน้นั ใหนักเรยี นทุกคนรว มกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขาใจทต่ี รงกัน
(หมายเหตุ :ครเู ริม่ ประเมินนกั เรียนโดยใชแ บบประเมนิ ปฏิบัตกิ าร) 5. ครูและนักเรยี นรว มกนั อภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแนวคาํ ถามดังน้ี 1) สารละลายกรดซัลฟว ริกและสารละลายแบเรียมไฮดรอกไซดนาํ ไฟฟาไดหรือไม ทราบไดอยางไร 2) ผลติ ภณั ฑท ี่เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าระหวา งสารละลายกรดซัลฟวรกิ กบั สารละลาย แบเรยี มไฮดรอกไซดค อื อะไรและมีสมบตั อิ ยา งไร 3) เมื่อนําสารละลายกรดซัลฟว ริกมาทําปฏิกิรยิ ากบั สารละลายแบเรยี มไฮดรอกไซด จดุ ที่สารละลายทงั้ สองทาํ ปฏิกริ ยิ าพอดกี ันสารละลายจะมสี ใี ดและความสวา งของหลอดไฟ จะเปนอยางไรเพราะเหตใุ ดจงึ เปน เชน น้ัน 6. นกั เรียนและครูรวมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซ่งึ ไดข อ สรปุ วา “ปฏิกิรยิ าระหวา งสารละลาย กรดแกก บั สารละลายเบสแก จะเปน การเกิดปฏกิ ริ ยิ าระหวางH3O+จากกรดและOH-จากเบสเกดิ เปน เกลือและนํ้าเรยี กวา ปฏกิ ริ ยิ าการสะเทนิ ” (หมายเหตุ :ครูเริ่มประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) ชวั่ โมงท่ี 2 ข้นั ท่ี 2 สํารวจคนหา (Explore) 7. นักเรยี นแบง กลุมกลมุ ละ5คน(กลุมเดิม) จากช่ัวโมงท่ีผา นมาเพ่อื ทําการทดลอง เร่ืองปฏกิ ิรยิ าระหวางกรดซัลฟว ริกและโซเดยี มไฮดรอกไซด จากหนังสือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เติม วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส 8. ครใู ชร ูปแบบการเรียนรูแบบรว มมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรโู ดยกําหนดใหส มาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ีของตนเองดังนี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทาํ หนาที่เตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณทีใ่ ชใ นการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดซลั ฟวรกิ และโซเดยี มไฮดรอกไซด •สมาชกิ คนท่ี 2:ทาํ หนาทอี่ านวธิ ีการทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุมฟง •สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทบ่ี นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนา ท่ีนําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ ชว ยกนั ลงมือทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) 10. นกั เรียนแตล ะกลมุ สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลงั จากนนั้ ใหนกั เรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขา ใจท่ตี รงกัน 11. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอสรปุ จากการปฏบิ ตั ิการทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดงั น้ี 1) ผลการทดลองของการทดลองนม้ี ีอะไรที่แตกตา งไปจากการทดลองทผ่ี า นมา
2) นกั เรียนคดิ วา เพราะเหตใุ ดในการทดลองน้ี หลอดไฟจึงสวางเทา เดิมตลอด 3) การเปลีย่ นสีของสารละลายในการทดลองนแ้ี ละการทดลองท่ีผา นมาเหมือนหรือแตกตา งกนั อยา งไร 12. นกั เรยี นและครูรวมกนั สรปุ ผลจากการทําการทดลองซง่ึ ไดขอสรุปวา “ในปฏิกริ ยิ าการสะเทนิ อาจจะ เกิดเกลอื ทล่ี ะลายนา้ํ หรอื ไมละลายนํ้ากไ็ ด โดยถาเกิดเกลือทไี่ มละลายนา้ํ จะสามารถบอกภาวะทีก่ รด และเบสทาํ ปฏกิ ิรยิ ากนั พอดี ไดโ ดยการสังเกตการเปลย่ี นสีของยนู เิ วอรซ ลั อินดเิ คเตอร และสังเกต ความสวา งของหลอดไฟแตถา เกิดเกลอื ท่ลี ะลายนํ้าได จะสามารถบอกภาวะทก่ี รดและเบสทําปฏิกริ ิยา กนั พอดี ไดโ ดยการสงั เกตการเปลยี่ นสีของยนู ิเวอรซัล อินดิเคเตอรเ ทา นัน้ ” ชั่วโมงท่ี 3 ขัน้ ท่ี 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 13. ครูใหนกั เรยี นแบงกลุมกลุม ละ5คน(กลมุ เดมิ ) จากชั่วโมงที่ผา นมาเพอื่ ทําการทดลอง เรือ่ งปฏกิ ริ ยิ าระหวางกรดหรือเบสกบั สารบางชนิดจากหนังสอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส 14. ครูใชรปู แบบการเรยี นรแู บบรวมมือเทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรยี นรูโดยกาํ หนดใหส มาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ท่ีของตนเองดังนี้ •สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนาทเ่ี ตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณท ่ใี ชในการทดลองเรอื่ ง ปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดหรือเบสกับสารบางชนดิ •สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนาทีอ่ านวธิ กี ารทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทีบ่ นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 15. สมาชิกทกุ คนในกลมุ ชวยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง 16.นักเรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม) ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลัง จากน้ันใหน ักเรยี นทุกคนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขา ใจท่ตี รงกนั 17. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคําถามดังน้ี 1) ผลิตภณั ฑทเี่ กดิ จากปฏิกิรยิ าระหวา งสารละลาย HClกับCaCO3และปฏกิ ริ ิยาระหวา ง สารละลายNaOHกบั FeCl3มีสมบัติอยา งใด 2) เกลือทเี่ กิดจากปฏกิ ิริยาระหวางสารละลายHClกับCaCO3และปฏกิ ิริยาระหวางสารละลาย NaOHกบั FeCl3สามารถละลายนํ้าไดหรอื ไม 18. นกั เรียนและครูรว มกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองโดยไดข อ สรปุ วา“กรดและเบสสามารถทํา ปฏิกริ ยิ ากบั สารอน่ื แลว เกดิ เกลอื ตามชนดิ ของกรดและเบสหรอื สารตง้ั ตนทีเ่ ขา ทําปฏกิ ริ ยิ ากนั ได ซึ่ง เกลอื ทเ่ี กดิ ขึน้ อาจจะเปนเกลอื ท่ไี มล ะลายนา้ํ กไ็ ด หรือเปน เกลอื ที่สามารถละลายนํา้ ได”
19. ครูต้งั คาํ ถามใหนักเรยี นรว มกันอภปิ ราย เรอื่ งปฏกิ ริ ิยาสะเทินเชน 1) จงเขยี นปฏิกริ ิยาสะเทินระหวางกรดกบั เบสตอไปน้ี • HCl กับ Ca(OH)2 • HNO3กับ NaOH 2) จงเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาระหวางกรดกบั เบสตอ ไปน้ี •H2SO4กบั KOH • H2CO3กบั NaOH ชวั่ โมงที่ 4 ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 20. ครูใหนักเรยี นแบง กลุมกลุมละ5คน(กลมุ เดิม) จากช่ัวโมงท่ผี านมาเพือ่ ทาํ การทดลอง เรือ่ งการวัดpHของสารละลายเกลือโดยใชยนู เิ วอรซัลอนิ ดเิ คเตอร จากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส 21. ครใู ชร ูปแบบการเรียนรแู บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรยี นรโู ดยกาํ หนดใหสมาชิกแตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ทขี่ องตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนที่ 1:ทาํ หนาท่เี ตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในการทดลองเรอ่ื งการวัดpH ของ สารละลายเกลอื โดยใชย นู ิเวอรซ ัลอินดิเคเตอร •สมาชิกคนที่ 2:ทําหนา ทอี่ านวิธกี ารทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทําหนาท่บี นั ทกึ ผลการทดลอง •สมาชิกคนท่ี 4และ5:ทําหนา ทนี่ ําเสนอผลการทดลอง 22. สมาชิกทุกคนในกลมุ ชวยกันลงมอื ทาํ การทดลอง 23. นักเรียนแตละกลมุ สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลัง จากน้ันใหน ักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจทตี่ รงกนั 24. ครแู ละนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายและหาขอสรุปจากการปฏิบัติการทดลองโดยใชแ นวคําถามดังนี้ 1) เกลือทไ่ี ดจากการทดลองแตละชนดิ มคี า pHเทากันหรือไม 2) เกลอื ทไ่ี ดจ ากการทดลองแตละชนิดมีสมบัติความเปน กรด-เบสอยางไร 25. นักเรียนและครูรวมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซงึ่ ไดข อสรุปวา“เกลอื ท่ลี ะลายนํา้ ไดอาจมี สมบัติเปนกรดเบสหรือกลางกไ็ ด ข้ึนอยูกบั ไอออนบวกและไอออนลบทที่ าํ ปฏกิ ิรยิ ากัน”
ชัว่ โมงที่ 5 ขนั้ ท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 27. นักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ3คนโดยแตล ะกลมุ ศึกษาเกย่ี วกบั ปฏกิ ิริยาสะเทนิ และปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท1ี่ กรด-เบสแลว รว มกนั แสดงความคิดเหน็ จนเกดิ ความเขา ใจทต่ี รงกนั 28. นักเรยี นนาํ ขอ มูลทไ่ี ดจ ากการคน ควา ทําเปนรปู แบบตางๆตามความคิดเห็นของแตล ะกลมุ เชน แผนภาพแผนผงั เขียนบรรยาย ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายความรู (Explain) 29. นกั เรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนมานาํ เสนอเรอื่ งทไ่ี ดศ ึกษาคนควา ขอ มลู และผลงานการจดั ทําขอมูลของ กลุม ตนเองหนาชั้นเรียนทีละกลมุ เพ่อื แลกเปล่ียนความคิดเหน็ กนั จนครบทกุ กลุม 30. ครูตง้ั คําถามใหนักเรียนรวมกนั อภิปราย เร่อื งปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ ดังน้ี 1) ไอออนใดในสารประกอบเกลือNa2CO3KNO3 (NH4)3PO4และNH4Clสามารถเกดิ ปฏิกิริยา ไฮโดรลิซสิ ได 2) เมอื่ เกลอื KI Na2S และAl2(SO4)3ละลายในน้ําสารละลายทไี่ ดจ ะมีสมบตั เิ ปน กรดเบสหรอื กลาง 6. ครูยกตัวอยา งโจทยเ กยี่ วกบั ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ โดยครูเขยี นโจทยและแสดงวธิ ีทําใหนกั เรียนดบู น กระดานดงั น้ี เม่ือนาํ เกลือKNO3NH4Cl NaF NH4NO2และNH4CNมาละลายในนํ้าเกลือชนดิ ใดจะเกิดปฏกิ ิรยิ า ไฮโดรลิซสิ ถา เกิดแลว สารละลายเกลือเหลานมี้ ีสมบตั ิเปน กรดเบสหรือกลางพรอ มเขียนสมการแสดง ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสทเี่ กิดข้ึน วิธที ําKNO3ไมเ กดิ ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ ิสเพราะK+และNO3-มาจากเบสแกแ ละกรดแก ตามลําดบั NH4Clเกดิ ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่มี ีสมบตั เิ ปนกรดดงั สมการ H2O NH4Cl(aq) → NH4+(aq) + Cl-(aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq) NaFเกิดปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่ีมสี มบัตเิ ปน เบสดงั สมการ H2O NaF(aq) → Na+ (aq) + F-(aq) -35- F- (aq) +H2O(l) ⇌ HF(aq) + OH- (aq)
NH4NO2เกดิ ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่ีมสี มบตั ิเปน กรดเนอื่ งจากคา Kbของ สารละลายNO2-มีคา นอยกวา KaของสารละลายNH4+ในสารละลายมี H3O+มากกวาOH-จงึ มี สมบตั กิ รดเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาได ดงั สมการ H2O NH4NO2(aq) → NH4+ (aq) + NO2-(aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq)…. Ka = 5.6 × 10-10 NO2-(aq) + H2O(l) ⇌ HNO2(aq) + OH- (aq) …. Kb = 2.2 × 10-11 NH4CNเกดิ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสได สารละลายทม่ี สี มบัตเิ ปนเบสเนือ่ งจากคา Ka ของ สารละลายNH4+มคี า นอ ยกวาKb ของสารละลายNO2-ในสารละลายมี OH- มากกวาH3O+จงึ มีสมบตั ิเบสเขียนสมการแสดงปฏิกริ ยิ าได ดังสมการ H2O NH4CN(aq) → NH4+ (aq) + CN- (aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq)…. Ka = 5.6 × 10-10 CN-(aq) + H2O(l) ⇌ HCN(aq) + OH- (aq) …. Kb= 2.0 × 10-5) 31. นักเรียนและครูรวมกนั อภปิ รายเพอ่ื หาขอสรปุ เกย่ี วกบั ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิสซงึ่ ไดข อ สรปุ วา “เกลือที่ เกดิ จากไอออนของกรดแกกบั ไอออนของเบสแกจ ะไมท าํ ปฏกิ ิรยิ ากับน้ําจงึ ไมเกิดปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ สวนเกลอื ทีเ่ กดิ จากไอออนของกรดออ นหรือเบสออ นจะทําปฏกิ ิริยากับนํา้ จึงเกดิ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ” ช่ัวโมงท่ี 6 ขน้ั ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 30. ครูเปด โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอ สงสยั ในเนอื้ หาเรอ่ื งปฏกิ ริ ยิ าระหวางกรดและเบสวา มีสว นไหนท่ยี ัง ไมเขาใจและใหความรเู พิ่มเติมในสว นน้นั เพือ่ จะใชเปนความรเู บือ้ งตน สําหรับการเรยี นในเนอื้ หาตอ ๆ ไป 31. นักเรยี นทาํ ใบงานที่ 1.4 เรอ่ื งปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดและเบส 32. นักเรยี นทําแบบฝก หดั ในหนงั สอื แบบฝกหัดรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบส 33. นักเรียนทาํ TopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการ เรยี นรูท ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตวั ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมนิ ผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครตู รวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 1.4เรอื่ งปฏิกริ ิยาระหวา งกรดและเบส
3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด/แบบฝก ทกั ษะ 4. ครูตรวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 5. ครวู ัดและประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรื่องปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดซลั ฟว รกิ และแบเรยี มไฮ ดรอกไซด 6. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดซัลฟว รกิ และโซเดยี มไฮ ดรอกไซด 7. ครวู ดั และประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดหรือเบสกบั สารบางชนิด 8. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการวดั pHของสารละลายเกลอื โดยใชย นู ิเวอร ซลั อินดิเคเตอร หนวยการเรียนรูท่ี 1 เรื่อง การไทรทรตกรด เบสจาํ นวน เวลาเรียน. 5 ช่ัวโมง วิธสี อน(จํานวนขัน้ แลว แตว า เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวา ใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ชว่ั โมงท่ี 1 ขั้นท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5 เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบสวา“การตดิ ตามการทาํ ปฏิกิรยิ าระหวา งกรด-เบสสามารถทาํ ไดโดยวธิ กี ารใดบา ง”ใหนักเรยี นรวมกนั ตอบคาํ ถามจากน้ันครแู ละนกั เรยี นรวมกันอภปิ รายเพ่ือนาํ ไปสู ข้ันสอนตอไป 2. ครแู ละนักเรยี นรว มกนั ทบทวนความรเู ก่ียวกบั ปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดซลั ฟว รกิ กบั แบเรยี ม ไฮดรอกไซด และกรดซัลฟว รกิ กับโซเดียมไฮดรอกไซด ซง่ึ ใชวธิ ีตรวจการนําไฟฟาและ การเปล่ียนสขี องอนิ ดเิ คเตอรเพอ่ื บอกจุดยตุ ิ แลว นาํ เขา สกู ารหาจุดยุตขิ องปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดไฮโดร คลอรกิ กบั โซเดียมไฮดรอกไซดด วยวธิ กี ารไทเทรต ข้นั ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 1. นักเรยี นแบงกลมุ กลมุ ละ5คนเพ่ือทําการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจุดยตุ ขิ องปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 2. ครูใชรปู แบบการเรยี นรแู บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรูโดยกาํ หนดใหส มาชิกแตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ที่ของตนเองดังน้ี
•สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนา ท่ีเตรยี มวัสด-ุ อุปกรณท ีใ่ ชในการทดลองเรอื่ งการไทเทรตหาจุด ยตุ ขิ องปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดแกก บั เบสแก •สมาชิกคนท่ี 2:ทําหนาท่อี า นวธิ ีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุม ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทาํ หนาท่ีบันทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนท่ี 4และ5:ทาํ หนาทีน่ าํ เสนอผลการทดลอง 3. สมาชิกทุกคนในกลุมชว ยกันลงมือทาํ การทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ริ่มประเมินนกั เรียนโดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม) 4. นกั เรยี นแตละกลุม สง ตวั แทน(สมาชกิ คนท่ี 4และ5ของกลุม)ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนัน้ ใหน ักเรยี น ทุกคนรว มกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจทต่ี รงกนั (หมายเหตุ :ครเู รมิ่ ประเมินนกั เรียนโดยใชแ บบประเมนิ ปฏิบตั กิ าร) 5. นักเรียนและครรู ว มกันสรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซ่งึ ไดขอสรปุ วา “สารละลายHClมีสมบัติเปนกรด เม่ือหนดฟนอลฟ ทาลีนลงไปจงึ ไมเ กิดการเปลยี่ นสี แตเ มือ่ หยดNaOHลงไปOH-จาก NaOHจะไปทาํ ปฏิกิรยิ ากับH3O+จากHClสง ผลให pH ของสารละลายเพ่ิมขนึ้ เร่อื ย ๆ จนในตอนทายของการทดลอง อนิ ดิเคเตอรจ ะเปลย่ี นเปน สชี มพูออ นเรียกภาวะนีว้ า จดุ ยตุ ิ หรอื จดุ สิ้นสุดการทดลองซงึ่ จะทราบ ปริมาตรของNaOHที่ทําปฏิกิรยิ าพอดกี บั HCl” 6. ครูอธิบายเกยี่ วกบั ความหมายของการไทเทรตสารละลายมาตรฐานและจดุ สมมูลจากหนังสอื เรยี น รายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนว ยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบส ช่ัวโมงท่ี 2 ข้ันท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 7. นกั เรียนแบง กลุมกลมุ ละ5คนเพ่อื ทําการทดลองเร่ืองการไทเทรตหาจุดสมมูลของปฏกิ ริ ยิ าระหวาง กรดแกกบั เบสแก จากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรยี นรูท ่ี1 กรด-เบส 8. ครูใชร ปู แบบการเรียนรูแ บบรวมมือเทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรียนรูโดยกาํ หนดใหส มาชิกแตละคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ีของตนเองดังน้ี •สมาชิกคนที่ 1:ทําหนา ที่เตรยี มวัสด-ุ อุปกรณทใ่ี ชใ นการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจดุ สมมูลของปฏิกิริยาระหวา งกรดแกก ับเบสแก •สมาชิกคนที่ 2:ทาํ หนาทีอ่ านวิธกี ารทดลองทําความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชิกในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทาํ หนาทบี่ ันทกึ ผลการทดลอง •สมาชกิ คนท่ี 4และ5:ทําหนาท่นี ําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชิกทกุ คนในกลมุ ชว ยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง
(หมายเหตุ :ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรียนโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ ) 10. นกั เรยี นแตละกลุมสง ตวั แทน(สมาชกิ คนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลัง จากนน้ั ใหนักเรยี นทกุ คนรว มกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมีความเขา ใจทตี่ รงกนั (หมายเหตุ :ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแ บบประเมินปฏบิ ตั กิ าร) 11. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภิปรายจนไดข อสรปุ จากการทดลองดงั นี้ •จากกราฟจะได pH ที่จุดสมมลู ของการไทเทรตระหวางสารละลายHClกับสารละลายNaOH ประมาณ7ซง่ึ ใกลเ คยี งกบั คา pHทจี่ ุดสมมูลของปฏิกริ ิยาระหวา งกรดแกแ ละเบสแก •จากกราฟสารละลายNaOHทที่ าํ ปฏิกริ ิยาพอดีกบั สารละลายHClมีปริมาตรประมาณ25 ลูกบาศกเ ซนตเิ มตร •จากผลการทดลองและจากกราฟของการไทเทรตสามารถบอกจุดยตุ แิ ละจดุ สมมูลสําหรับการ ไทเทรตสารละลายคนู ไี้ ด โดยปรมิ าตรของสารละลายNaOHท่ใี ช ณจดุ ยตุ ิและจดุ สมมูลมีคา ใกลเ คียงกนั มาก จนถอื วาเปน จดุ เดยี วกันซ่งึ จดุ ยุตแิ ละจดุ สมมูลของการไทเทรตระหวางกรด แกแ ละเบสแกคูอ นื่ ๆกน็ าจะไดผ ลเชนเดียวกนั ช่วั โมงท่ี 3 ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 12. นักเรียนแบง กลมุ กลมุ ละ3คนโดยแตล ะกลุมศกึ ษาเกย่ี วกบั การไทเทรตระหวา งกรดกับเบสจาก หนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสแลว รวมกนั แสดงความคิดเห็นจนเกดิ ความเขา ใจทีต่ รงกนั 13. นกั เรียนนําขอมลู ทไ่ี ดจากการคนควาทาํ เปนรปู แบบตา งๆตามความคดิ เห็นของแตล ะกลุมเชน แผนภาพแผนผังเขยี นบรรยาย 14. นักเรียนแตล ะกลุมสงตัวแทนมานาํ เสนอเร่ืองทไ่ี ดศ กึ ษาคน ควา ขอ มูลและผลงานการจดั ทําขอมลู ของ กลมุ ตนเองหนาช้นั เรยี นทีละกลมุ เพ่ือแลกเปลยี่ นความคดิ เห็นกนั จนครบทกุ กลมุ 15. ครตู งั้ คําถามใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ ราย เร่ืองการไทเทรตระหวา งกรดกบั เบสเชน 1) ถา ในนํา้ สมสายชูมีกรดแอซีตกิ อยูเพยี งชนิดเดยี วจะมีวิธกี ารหาความเขม ขนของกรด แอซีติกไดอ ยางไร 2) กราฟของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดมอนอโปรตกิ AและBซง่ึ มีความเขม ขน และ ปรมิ าตรเทากันกับสารละลายNaOHไดผ ลดังกราฟ
A B •pHทจ่ี ดุ สมมูลของการไทเทรตสารAและBมีคา เทาใด •ถาการไทเทรตของA แสดงดว ยกราฟเสน ประและการไทเทรตของBแสดงดวย กราฟเสน ทึบ จงเปรยี บเทียบความแรงของกรดAและB 16. นกั เรียนและครูรว มกันอภปิ รายเก่ยี วกบั การไทเทรตระหวา งกรดกับเบสซ่งึ ไดขอ สรปุ วา “pHณจดุ สมมูลของการไทเทรตระหวางสารละลายกรดและสารละลายเบสแตล ะคขู ึ้นอยูกบั ชนดิ ของสารละลาย กรดและสารละลายเบสที่นาํ มาไทเทรตกนั ดังนี้ •จุดสมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดแกกับเบสแก ควรมี pH ประมาณ7 •จดุ สมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดออ นกับเบสแก ควรมี pHมากกวา 7 •จดุ สมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดแกกบั เบสออนควรมี pH นอ ยกวา 7 •จดุ สมมูลของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดออ นกับเบสออ นอาจมี pHมากกวา หรือนอ ย กวา หรือเทากบั 7ก็ได ขึ้นอยกู ับคา KaและKbของกรดกบั เบสทที่ าํ ปฏกิ ริ ยิ ากนั ” ชวั่ โมงท่ี 4 ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 17. ครตู ั้งคําถามเพอ่ื กระตุนความสนใจนักเรียนวา “ในการไทเทรตสารละลายCH3COOHกบั สารละลาย NaOHถา ใชอ ินดเิ คเตอรตางชนดิ กนั จะใหผลตา งกนั หรือไม” ซ่ึงครยู ังไมต อ งเฉลยคําตอบท่ีถกู ตอ งกบั นักเรียนเพ่ือนาํ เขา สูการทดลอง 18. นักเรยี นแบง กลมุ กลุมละ5คนเพอ่ื ทาํ การทดลองเรอ่ื งการเลอื กอินดิเคเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนว ยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบส 19. ครูใชร ูปแบบการเรยี นรูแ บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรยี นรโู ดยกาํ หนดใหส มาชิกแตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ท่ขี องตนเองดังนี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทําหนา ที่เตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชในการทดลองเรอ่ื งการเลอื กอินดิเค เตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส •สมาชกิ คนที่ 2:ทําหนา ทอี่ านวิธกี ารทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชิกในกลมุ ฟง
•สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทบี่ นั ทึกผลการทดลอง •สมาชิกคนที่ 4และ5:ทําหนาที่นาํ เสนอผลการทดลอง 20. สมาชิกทกุ คนในกลุมชว ยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง 21. นักเรียนแตล ะกลุม สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนั้นใหน กั เรยี นทกุ คนรว มกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขา ใจท่ตี รงกนั 22. นักเรยี นและครรู วมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซึ่งไดข อสรปุ วา“ในการไทเทรตกรด-เบสแตล ะคู จาํ เปนตอ งเลอื กใชอ นิ ดเิ คเตอรท เี่ หมาะสมจึงจะสามารถบอกจดุ ยตุ ิท่ีใกลเ คียงกบั จุดสมมูลมากท่ีสดุ ” ชัว่ โมงที่ 5 ขัน้ ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 23. นกั เรียนจบั คกู บั เพ่ือนโดยแตล ะคศู ึกษาเกยี่ วกบั การเลอื กอินดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบสจาก หนังสอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท่ี 1กรด-เบสแลวรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกัน ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู (Explain) 24. ครูต้ังคําถามใหนักเรยี นรว มกนั อภปิ ราย เรื่องการเลอื กอนิ ดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบสเชน 1) จงบอกจุดสมมูลของการไทเทรตสารละลายกรดกับเบสคตู อไปน้ี และสามารถใชอนิ ดเิ คเตอรช นิดใดไดบ า งเพราะเหตใุ ด •NH3ดว ยHBr •CH3COOHดว ยKOH •H2SO4ดวย NaOH 25. นักเรียนและครรู ว มกนั อภปิ รายเพือ่ หาขอ สรปุ เกี่ยวกบั การเลอื กอินดเิ คเตอรในการไทเทรตกรด-เบส ซึง่ ไดข อ สรปุ ดงั น้ี •เลือกอินดเิ คเตอรท ม่ี ชี ว งpHของการเปลย่ี นสตี รงกนั หรอื ใกลเ คียงกบั pH ของสารละลายของ ผลิตภณั ฑ •พิจารณาจากกราฟของการไทเทรตกรด-เบสโดยดูชว งของการเปลีย่ นแปลงpHตรงสวนทีช่ นั ทสี่ ุดวามีคา เทา ใดแลว เลอื กอนิ ดิเคเตอรทเี่ ปลี่ยนสใี นชวงpHน้ัน
ชวั่ โมงท่ี 6 ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 26. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการ เรยี นรูท่ี1กรด-เบสอกี คร้งั ดังนี้ • เมอ่ื นาํ สารละลายกรดและเบสมาทาํ ปฏกิ ิริยากันจะทราบไดอยา งไรวา สารทั้งสองทาํ ปฏิกริ ยิ า พอดกี นั 27. ครูเปด โอกาสใหนกั เรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเน้ือหาเร่อื งการไทเทรตกรด-เบสวา มสี ว นไหนทยี่ งั ไมเ ขา ใจ และใหความรูเพมิ่ เติมในสวนนัน้ เพอ่ื จะใชเปน ความรูเบอ้ื งตนสําหรบั การเรียนในเนื้อหาตอ ๆไป 28. นักเรยี นทําใบงานท่ี 1.5เรอื่ งการไทเทรตกรด-เบส 29. นกั เรียนทาํ แบบฝกหดั ในหนังสอื แบบฝกหดั รายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวย การเรยี นรูที่ 1 กรด-เบส 30. นกั เรียนทําTopicQuestionจากหนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการ เรียนรูท ่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ข้นั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ .1.5เร่อื งการไทเทรตกรด-เบส 3. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝกหดั /แบบฝก ทกั ษะ 4. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอื่ งการไทเทรตหาจดุ ยุติของปฏกิ ิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก 6. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจดุ สมมูลของปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก 7. ครวู ัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่ืองการเลอื กอินดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส
หนว ยการเรียนรทู ่ี 1 เร่อื ง สารละลายบพั เฟอร จาํ นวน เวลาเรยี น. 4 ชว่ั โมง วิธีสอน(จํานวนขัน้ แลว แตวา เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ิธีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขั้นที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคําถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5 เลม2 หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบสวาเพราะเหตุใดสารละลายกรดหรือเบสตา งชนดิ กนั จึงมคี า pHตา งกนั ใหนกั เรยี นรว มกนั ตอบคําถามจากน้ันครูและนักเรียนรวมกนั อภิปราย 2. ครูและนกั เรียนรว มกนั ทบทวนความรจู ากการศึกษาทผี่ า นมาเมอื่ หยดกรดหรอื เบสลงในสารละลาย จะ ทาํ ให pHของสารละลายเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเร็วเนอื่ งจากความเขม ขน ของH3O+และOH- เปลี่ยนแปลง ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นักเรยี นแบง กลมุ กลุมละ5คนเพ่อื ทําการทดลองเรื่องการเปลยี่ นแปลงpHของสารละลายบางชนดิ จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบส 2. ครูใชร ปู แบบการเรยี นรูแ บบรว มมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรยี นรูโดยกาํ หนดใหสมาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ทขี่ องตนเองดงั นี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทาํ หนา ทเ่ี ตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณทใ่ี ชในการทดลองเรอื่ งการเปลยี่ นแปลง pH ของสารละลายบางชนดิ •สมาชิกคนท่ี 2:ทาํ หนาทีอ่ านวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุม ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทาํ หนาท่ีบนั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาท่ีนําเสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทกุ คนในกลุม ชวยกนั ลงมือทาํ การทดลอง 4. นกั เรียนแตล ะกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม)ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนน้ั ใหนักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขา ใจท่ีตรงกัน 5. นักเรียนและครรู วมกนั สรปุ ผลจากการทําการทดลองซงึ่ ไดข อ สรปุ วา “เมือ่ เติมสารละลายNaOHหรอื สารละลายHCI จํานวนเลก็ นอยลงในนํ้ากล่ันทําใหค า pHของนํา้ เปลยี่ นไปอยางมากสงั เกตไดจากการ เปล่ียนสขี องอนิ ดเิ คเตอร แตเมอื่ เตมิ สารละลายNaOHหรือสารละลายHCI จํานวนเทา กนั ลงใน สารละลายผสมของCH3COOHกบั CH3COONAคา pHของสารละลายผสมจะเปลยี่ นแปลงไปนอยมาก จงึ กลาวไดวาสารละลายผสมของCH3COOHกบั CH3COONAมีสมบตั ใิ นการควบคุมpH”
ชว่ั โมงท่ี 2 ขั้นท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 6. นกั เรียนจบั คกู ับเพ่อื นโดยแตล ะครู วมกนั ศกึ ษาเรอื่ งสารละลายบัฟเฟอร จากหนงั สือเรียนรายวชิ า เพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบสแลว รว มกันแสดงความคดิ เหน็ จน เกดิ ความเขา ใจทต่ี รงกนั 7. ครสู มุ ตวั แทนนักเรยี น1คู ออกมาอธิบายเร่อื งทไ่ี ดศึกษาใหเพอื่ นฟงหนา ช้นั เรยี นโดยครูคอยเสรมิ ความรเู พมิ่ เติมเพ่ือใหน กั เรยี นเกดิ ความเขาใจท่ถี กู ตอง 8. ครตู ง้ั คําถามใหนกั เรียนรว มกนั อภิปรายเรอ่ื งสารละลายบฟั เฟอร ดงั น้ี 1) สารละลายบัฟเฟอรห มายถงึ อะไร 2) เพราะเหตุใดเมอ่ื เตมิ กรดแกป รมิ าณเล็กนอ ยลงไปในระบบทป่ี ระกอบดว ยสารละลาย CH3COOHและCH3COONaคา pHของสารละลายจงึ เกดิ การเปล่ียนแปลงนอยมาก 3) จงเขียนสมการแสดงปฏิกิรยิ าการควบคมุ pHของสารละลายบฟั เฟอรเ ม่ือเติมกรดหรือเบสลง ไป •เมอ่ื เตมิ กรดลงในสารละลายบฟั เฟอร HCN/CN- •เม่อื เติมเบสลงในสารละลายบฟั เฟอร HCN/CN- ชั่วโมงที่ 3 ขนั้ ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 9. นักเรยี นจับคกู บั เพ่อื นโดยแตละครู ว มกนั ศึกษาเร่อื งสารละลายบัฟเฟอรในรางกายและในธรรมชาติ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบส ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 10. ครสู มุ ตวั แทนนักเรียน1คู ออกมาอธิบายเรื่องทไี่ ดศกึ ษาใหเ พอ่ื นฟงหนาชัน้ เรยี นโดยครคู อยเสริม ความรเู พิ่มเตมิ เพ่อื ใหนกั เรียนเกดิ ความเขา ใจทถ่ี กู ตอ ง 11. ครตู ัง้ คาํ ถามใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเรื่องสารละลายบฟั เฟอรใ นรางกายและในธรรมชาติดังน้ี 1) คนไขร ายหนงึ่ ถกู ตรวจพบวามี pHของเลอื ดสงู กวาปกติ แพทยจ ึงใหค นไขหายใจ เขา -ออกในถุงกระดาษเปนระยะเวลาสัน้ ๆ แพทยทําเชนนเ้ี พอื่ อะไร 2) เพราะเหตุใดน้าํ ทะเลจึงมีคาpH คอ นขา งคงท่ีอยทู ปี่ ระมาณ8.1-8.2
ชว่ั โมงท่ี 4 ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 12. ครูเปด โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอ สงสัยในเนือ้ หาเรอ่ื งสารละลายบัฟเฟอรว า มสี วนไหนทยี่ งั ไมเ ขาใจ และใหค วามรเู พม่ิ เตมิ ในสวนน้ันเพอ่ื จะใชเปน ความรูเบ้อื งตน สําหรับการเรยี นในเนื้อหาตอ ๆไป 13. นักเรียนทาํ ใบงานท่ี 1.6เรอื่ งสารละลายบัฟเฟอร 14. นักเรยี นทําแบบฝกหดั ในหนงั สอื แบบฝก หัดรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบส 15. นักเรียนทําTopicQuestionจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการ เรยี นรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตัว 16. นักเรยี นอา นsummaryประจาํ หนว ยการเรยี นรทู 1่ี กรด-เบสจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพ่มิ เติม วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบสเพอื่ เปนการทบทวนความเขาใจในเนอ้ื หาที่ เรยี นมา 17. นักเรยี นทาํ SelfCheckจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรู ที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจาํ ตัวเพ่ือตรวจสอบตนเอง 18. นกั เรียนทาํ UnitQuestion4จากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรียนรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตวั 19. นักเรยี นทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบส ข้นั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมนิ ผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤติกรรมการทาํ งานกลมุ 2. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรยี นหนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบส 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานที่ 1.6เร่ืองสารละลายบฟั เฟอร 4. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หดั /แบบฝกทกั ษะ 5. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 6. ครูตรวจสอบผลจากการทําSelfCheck 7. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ UnitQuestion 8. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการเปลยี่ นแปลงpHของสารละลายบางชนดิ
- (ถาเปน เรอ่ื งสุดทา ยของหนว ยการเรยี นรู อาจมกี ารทาํ แบบทดสอบหลงั การเรยี นหรือแบบประเมนิ หลังเรยี นของหนว ย การเรยี นรูน ั้นๆเพ่อื เปนการประเมนิ หลังเรียนสดุ ทา ย) 14.สอื่ การเรยี นรู /แหลง เรียนรู 14.1 .สอื่ การเรยี นรู 1) หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการเรยี นรูที่1กรด-เบส 2) หนังสือแบบฝกหัดรายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบส 3)วัสด-ุ อุปกรณท ่ีใชใ นการทดลองเรื่องทฤษฎีกรดเบส 4) สมุดประจาํ ตัว 5) เวบ็ ไซตต าง https://www.youtube.com/watch?v=TgkpQBzOXuc http://www.satriwit3.ac.th/external_newsblog.php?links=1546 https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C8.HTM https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/c10.htm https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C11-1.htm https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C12_1.HTM 14.2แหลงเรยี นรู 1) หองเรยี น 2)หองปฎบิ ัตกิ ารวทิ ยาศาสตร 3)อนิ เตอรเ น็ต......................................................
บันทกึ การนเิ ทศจากฝายบรหิ าร(สงกอ นจัดการเรยี นรู 1 สัปดาห) ความเหน็ ของหัวหนากลุมสาระการเรยี นรู เห็นควรอนญุ าตใหใ ชป ระกอบการจดั การเรียนรไู ด โดยมีขอเสนอแนะเพ่มิ เตมิ คือ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… …… ไมเ หน็ ควรอนุญาตใหใ ชป ระกอบการจัดการเรยี นรู เพราะ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ลงช่ือ......................................................... (นางสาวภัทรยิ า โพธิศ์ รีคุณ) หวั หนากลุมสาระการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร ............/......................../.............. ความเหน็ ผบู ริหาร/ผทู ่ีไดรับมอบหมาย อนุญาตใหใ ชป ระกอบการจัดการเรียนรไู ด โดยมขี อเสนอแนะเพิ่มเติมคอื ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ………ไมอนญุ าตใหใชป ระกอบการจัดการเรียนรู เพราะ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ……… ลงชือ่ ......................................................... (นายเถลงิ ศกั ดิ์ เถาวโ ท) ผูชวยผูอํานวยการฝายบริหารวชิ าการ ............/......................../............
เอกสารแนบทายหนวยการเรียนรู อาจเปน ดงั น้ี 1. แบบทดสอบกอ นการเรียน 2. แบบทดสอบหลงั การเรยี น แบบทดสอบกอ นเรยี น
หนวยการเรียนรูท่ี1 คําชแ้ี จง : ใหน ักเรยี นเลอื กคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งที่สุดเพยี งขอเดียว 6. สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเขม ขน 10-3โมล/ 1. สารละลายในขอใดไมน ําไฟฟา 1. NH3 2. KOH ลูกบาศกเ ดซเิ มตร ปรมิ าตร 200 ลูกบาศกเซนติเมตร 3. HNO3 4. C2H5OH จะมี pHเทาใด 5. CH3COOH 1.1 2.3 2. ขอ ใดจดั เปนสารละลายกรด 3. 5 4. 9 1. NH3 2. NaCl 5.11 3. H2SO4 4. NaOH 7. เมือ่ นําสารละลายท่มี ี pH เทากับ 9 มาหยดอนิ ดเิ คเต 5. CH3COONa อรช นิดใด สารละลายจงึ จะมีสีชมพู 3. “กรด คอื สารทีล่ ะลายน้ําแลว แตกตัวใหไฮโดรเนยี ม 1.เมทิลเรด 2.ฟน อลเรด ไอออน” คาํ กลา วนีต้ รงกบั ทฤษฎกี รด-เบสของ 3. คองโกเรด 4. เมทลิ ออเรนจ นกั วิทยาศาสตรทานใด 5.ฟนอลฟทาลีน 1.ลาวรี 2.ลิวอสิ 8. ปฏกิ ริ ิยาระหวา งกรดกบั เบสในขอใดจะเกิดเกลอื ที่มี 3. เบรินสเตด 4.อารเ รเนียส สมบตั เิ ปนเบส 5.เลอชาเตอลิเอ 1. HCl กบั KOH 4. ขอ ใดระบุคเู บสของสารทก่ี ําหนดใหไ ดถกู ตอง 2. HF กบั NaOH สาร คเู บส 3.HNO3กับ NH3 1. NH3 NH4+ 4.HClO4กบั LiOH 2. H3O+ H2O 3. H2O OH- 5. H2SO4กับ Al(OH)3 4. HCO3- H2CO3 5. SO42- HSO4- 9. อนิ ดเิ คเตอรช นิดใดเหมาะสําหรับนํามาใชบ อกจดุ ยุตใิ น การไทเทรตระหวา งเบสออ นกับกรดแก 1.เมทลิ เรด 2.ฟนอลเรด 5. HX เปน กรดแก สารละลายปรมิ าตร 3 ลูกบาศก 3. คองโกเรด 4. เมทลิ ออเรนจ เดซเิ มตร มกี รด HA ละลายอยู 0.75 โมล จะมคี วาม 5.ฟนอลฟทาลนี เขมขนของไฮโดรเนียมไอออนอยูเ ทา ใด 10. สารละลายในขอใดจัดเปนบฟั เฟอรเบส 1.0.25 mol/dm3 2.0.50 mol/dm3 1. HF กบั LiF 3. 0.75 mol/dm3 4. 1.00 mol/dm3 2. HCl กบั NaCl 5.1.25 mol/dm3 3.HCN กบั KCN 4.NaOH กับ NaBr 5. NH4OH กับ NH4NO3 เฉลย 1.4 2. 3 3.4 4. 3 5.1 6. 2 7.5 8. 2 9.2 10. 5
แบบทดสอบหลังเรยี น หนว ยการเรียนรูที่1 คําชแี้ จง : ใหน กั เรียนเลอื กคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งท่สี ดุ เพยี งขอ เดยี ว 1. สารละลายในขอใดจัดเปน อเิ ลก็ โทรไลตแก 5. สารละลายเบส C5H5N และ C6H5NH2 มคี า Kbเปน 1.8
1. H2S 2. HCl × 10-9 และ 4.3 × 10-10 ตามลาํ ดับถาสารละลาย 3. HNO2 4. HClO ทัง้ สองเขมขน 1 โมล/ลูกบาศกเดซิเมตร เทากัน สารละลายของเบสใดจะมคี วามเขมขน ของ OH- 5. NH4OH 2. ขอใดจัดเปน สารละลายเบส มากกวา กัน เพราะเหตุใด 1. C5H5N มีความเขม ขนของ OH- นอ ยกวา C6H5NH2 1. H2O 2. HNO3 3. NH4Cl 4. Ca(OH)2 เนื่องจากมีคา Kbสูงกวา 2. C5H5N มคี วามเขมขน ของ OH-มากกวา C6H5NH2 5. CH3COOH 3. ขอใดกลา วถกู ตอ งเก่ยี วกับทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ เน่อื งจากมคี า Kbสงู กวา 3.C6H5NH2มีความเขมขน ของ OH-มากกวา C5H5N 1.กรด คือ สารทรี่ บั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอื่น 2.กรด คือ สารท่สี ามารถใหโปรตอนแกสารอ่ืน เน่ืองจากมีคา Kbตาํ่ กวา 4.C6H5NH2มีความเขม ขนของ OH- เทา กับC5H5N 3.เบส คอื สารทสี่ ามารถรับโปรตอนจากสารอืน่ 4.กรด คอื สารทลี่ ะลายน้าํ แลว แตกตัวใหไ ฮโดรเจน เนอ่ื งจากมคี วามเขมขนเทากัน 5. C6H5NH2มีความเขม ขน ของ OH-มากกวา C5H5N ไอออน 5.เบส คอื สารทล่ี ะลายนํ้าแลวแตกตัวใหไฮดรอกไซด เนอื่ งจากมีความเปน เบสที่แรงกวา ไอออน 6. สารละลายเบสออนเขมขน 0.5 โมล/ลูกบาศกเดซเิ มตร 4. ขอ ใดระบคุ ูกรดของสารทก่ี ําหนดใหไดถกู ตอ ง แตกตวั เปนไอออนไดรอยละ 4 จะมี pHเทา กบั เทาใด สาร คูกรด (กาํ หนดให log 2 = 0.3010) 1. H3O+ H2O 1.1.699 2.3.010 2. CO3- H2CO3 3. NO2- HNO2 5.12.301 4. HBr Br- 7. เมือ่ นาํ สารละลายทม่ี ี pH เทากบั 5 มาหยดเมทิลเรด สารละลายท่ีไดจ ะมสี ใี ด 5. HClO4 ClO4- 1.สสี ม 2.สีแดง 9. โบรโมไทมอลบูลเหมาะสําหรับนํามาใชบอกจุดยตุ ิ 3. สเี ขียว 4. สนี าํ้ เงนิ ในการไทเทรตระหวางกรดกบั เบสในขอใด 5.สีเหลือง 1.HBr กับ NH3 2.HF กับ NaOH 3.HNO3กบั KOH 4.HCN กบั Ca(OH)2 5.CH3COOH กับ NH4OH 10. สารละลายในขอ ใดจดั เปน บฟั เฟอรกรด 8. ขอ ใดจับคูเกลอื กับไอออนทเ่ี กดิ ปฏิกิรยิ าไฮโดรลซิ ิสได ถกู ตอง 1.HBr กบั KBr 2.NH3กับ NH4Cl 1.NH4F – NH4+ 2.NaNO3 – NO3- 3.LiOH กับ LiNO3 4.H2CO3กบั NaHCO3 3.KBr – K+และ Br- 4.LiCN – Li+และ CN- 5.NH4OH กบั NH4NO3 5.CH3COONa – CH3COO- เฉลย 1.2 2.4 3.1 4.3 5.2 6.5 7.1 8.5 9.3 10.4
Search