Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 01วิเคราะห์หน่วยการเรียนกรด เบส.docx (1)

01วิเคราะห์หน่วยการเรียนกรด เบส.docx (1)

Published by krupawnp, 2020-04-06 04:18:48

Description: 01วิเคราะห์หน่วยการเรียนกรด เบส.docx (1)

Search

Read the Text Version

หนวยการเรียนรอู ิงมาตรฐาน รหัสวิชาว32๒๒๒รายวชิ าเคมีเพิ่มเติม ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่5 ภาคเรยี นที่ ๒ ปการศึกษา 2562 ผจู ดั ทํานางสาวภทั ริยา โพธศิ์ รีคณุ กลุมสาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร โรงเรยี นน้าํ ปลกี ศกึ ษา สํานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต 29

หนว ยการเรยี นรูท ่ี ๑ เรื่อง กรด เบส รหสั วิชา ว32๒๒๒ กลมุ สาระการเรยี นรู วิทยาศาสตร รายวชิ าเคมเี พมิ่ เตมิ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 5 เวลา ๓๓ ชัว่ โมง ปก ารศกึ ษา 2562 .ภาคเรยี นที่ 2 ผูสอน นางสาวภทั รยิ า โพธศิ์ รีคณุ 1.มาตรฐานการเรยี นรู / ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู(รายวิชาพนื้ ฐานมีทงั้ มาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ช้วี ัด รายวชิ า เพ่ิมเตมิ มผี ลการเรยี นรู) 1.1ผลการเรยี นรู เขาใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพนั ธในปฏกิ ิรยิ าเคมี อัตราการเกิดปฏิกิรยิ า เคมี สมดลุ ในปฏิกริ ยิ าเคมี สมบตั แิ ละปฏกิ ริ ิยาของกรด-เบส ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซแ ละเซลลเ คมีไฟฟา รวมทั้งการนําความรูไปใชประโยชน 1.2ตวั ชี้วดั /ผลการเรียนรู 1) ระบุและอธิบายวาสารเปน กรดหรอื เบส โดยใชท ฤษฎีกรด-เบสของอารเรเนยี ส เบรนิ สเตด-ลาวรี และลวิ อสิ 2) ระบุคกู รด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี 3) คาํ นวณและเปรียบเทยี บความสามารถในการแตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส 4) คํานวณคา pH ความเขมขนของไฮโดรเนียมไอออนหรือไฮดรอกไซดไอออนของ สารละลายกรดและเบส 5) เขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาสะเทิน และระบุความเปนกรด-เบสของสารละลายหลัง การสะเทิน 6) เขียนปฏิกิรยิ าไฮโดรลซิ ิสของเกลือ และระบคุ วามเปนกรด-เบสของสารละลายเกลือ 7) ทดลองและอธบิ ายหลักการการไทเทรตและเลือกใชอินดิเคเตอรที่เหมาะสมสําหรับการ ไทเทรตกรด-เบส 8) คาํ นวณปรมิ าณสารหรือความเขมขน ของสารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต 9) อธบิ ายสมบัติ องคป ระกอบ และประโยชนของสารละลายบัฟเฟอร 10) สืบคนขอมูลและนําเสนอตัวอยางการใชประโยชนและการแกปญหาโดยใชความรู เก่ียวกบั กรด–เบส

2. สาระสําคัญ /ความคดิ รวบยอด สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต คือสารละลายท่ีนําไฟฟา เพราะมตี ัวละลาย เปนสารอเิ ลก็ โทรไลต (electrolyte)ซึง่ สามารถแตก ตวั เปน ไอออนในสารละลายได สารละลายนอนอเิ ลก็ โทรไลต คอื สารละลายทไี่ มนําไฟฟา เพราะมีตวั ละลายเปนสารนอนอเิ ลก็ โทรไลต (non- electrolyte)ซง่ึ ไมส ามารถแตกตัวเปน ไอออนในสารละลายได สารละลายกรดทกุ ชนดิ มไี อออนทเี่ หมือนกนั คอื H3O+ซงึ่ เปน ไอออนทแ่ี สดงสมบตั ขิ องกรดทาํ ให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมสั จากสีน้าํ เงนิ เปน สีแดง สารละลายเบสทกุ ชนิดมีไอออนที่เหมือนกันคอื OH-ซ่งึ เปนไอออนทแ่ี สดงสมบตั ขิ องเบสทาํ ให สารละลายกรดเปลี่ยนสกี ระดาษลติ มัสจากสแี ดงเปน สนี าํ้ เงิน ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสกลาววากรดคอื สารท่ลี ะลายน้ําแลว แตกตวั ใหไ ฮโดรเจนไอออนสว นเบสคือ สารทีล่ ะลายนาํ้ แลวแตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไ อออน ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี กลาววา กรดคือสารทใ่ี หโปรตอนแกสารอ่นื สว นเบสคอื สารท่ีรับโปรตอนจากสารอ่นื สารทเ่ี ปน คกู รด-เบสกันจะมีจาํ นวนโปรตอนตา งกนั 1โปรตอน สารบางชนิดสามารถทาํ หนา ทีเ่ ปน ไดท ัง้ กรดและเบสเชนนา้ํ เรยี กสารประเภทนี้วา แอมโฟเทอรกิ หรอื แอมฟโพรตกิ ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อิสกลา ววา กรดคือสารที่รับคูอิเลก็ ตรอนจากสารอนื่ สวนเบสคือสารท่ีใหค ู อิเล็กตรอนแกส ารอนื่ กรดแกแ ละเบสแกเปน อเิ ลก็ โทรไลตแก ซ่ึงแตกตัวเปน ไอออนไดด มี าก หรอื แตกตวั ไดหมด กรดออ นแตกตวั เปนไอออนไดน อยการแตกตัวของกรดออ นเปนการเปลีย่ นแปลงทีผ่ นั กลบั ไดใ นสารละลายจึง มีทั้งโมเลกุลของกรดออ นและไอออนทเี่ กดิ จากการแตกตวั เบสออนแตกตวั เปน ไอออนไดน อ ย การแตกตัวของกรดเบสเปนการเปลย่ี นแปลงทีผ่ นั กลบั ได ในสารละลายจึงมที งั้ โมเลกลุ ของเบสออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตวั นํ้าบริสทุ ธท์ิ อี่ ณุ หภูมิ 25องศาเซลเซยี สแตกตวั ใหไ ฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซดไ อออนทมี่ คี วามเขม ขน เทากันคือ1.0x10-7โมลตอ ลิตรโดยมีคาคงที่การแตกตวั ของนํา้ เทา กบั 1.0x10-14 pHเปน คา ที่ใชบ อกความเขมขนของH3O+ในสารละลายโดยกาํ หนดให pH= -log [H3O+ สารละลายทมี่ ีสมบตั เิ ปน กรดจะมี pH<7สารละลายทีม่ สี มบตั ิเปนกลางจะมี pH=7สว นสารละลายท่มี ี สมบตั เิ ปน เปนจะมี pH>7 ผลคูณของ[H3O+]กับ[OH-]มคี า เทากบั 1.0×10-14ซึง่ เปน คา คงท่ี ทอ่ี ณุ หภมู ิ 25องศาเซลเซยี ส ดงั น้ัน สารละลายทมี่ ี [H3O+]มาก จะมี [OH-]นอย สว นสารละลายท่ีมี H3O+]นอ ย จะมี [OH-]มาก

สารละลายท่มี ี [H3O+]มาก จะมคี วามเปน กรดมาก คา pHจะตา่ํ สวนสารละลายท่ีมี [H3O+]นอยจะมคี วามเปน กรดนอ ย คาpHจะสงู อนิ ดเิ คเตอร คอื สารทใี่ ชบ อกความเปนกรด-เบสของสารละลายได อาจเปน กรดหรือเบสออนๆ ซึ่งสามารถเปล่ียนจากรูปหนึ่งไปเปน อกี รปู หนง่ึ ได เมอ่ื pHของสารละลายเปลี่ยนแปลงไป ดงั นน้ั สารประกอบทเ่ี ปลย่ี นสี ไดที่ pHเฉพาะตวั จะถกู นํามาใชเ ปน อินดเิ คอเตอรได การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก เมื่อสารละลายมี H3O+และไอออนลบ สว นสารละลายเบสมไี อออนบวก และ OH-ปฏกิ ิริยาระหวา งกรดและเบสจงึ เปนปฏิกริ ิรยาการถายโอน H+ระหวาง H3O+กับ OH-เรยี กวา ปฏกิ ิริยาสะเทนิ ซง่ึ ได ผลติ ภณั ฑเปนเกลอื กบั นาํ้ ปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดหรือเบสกบั สารบางชนดิ เมอ่ื กรดกบั เบสจะทําปฏิกริ ิยากนั ไดแ ลว กรดหรอื เบสยงั สามารถทาํ ฏกิ ิริยากบั สารประเภทอนื่ ไดอ กี หลายชนดิ ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ เปน ปฏกิ ริ ิยาทเี่ กิดจากไอออนบวกหรอื ไอออนลบของเกลือทําปฏิกริ ยิ ากบั นํา้ ไดผ ลติ ภณั ฑเ ปนH3O+หรือ OH- การไทเทรตเปนการหาปรมิ าณกรดและเบสทไ่ี มท ราบคาความเขม ขนโดยการนาํ มาทําปฏกิ ริ ยิ ากับสารละลาย มาตรฐานทที่ ราบความเขมขนซง่ึ อาจเปน สารละลายกรดหรือเบสก็ได จดุ ยตุ ิ คอื จดุ ทอ่ี ินดิเคเตอรเปล่ียนสี จุดสมมูลคือจุดที่สารละลายกรดและเบสทาํ ปฏิกริ ยิ าพอดีกนั จดุ สมมลู จพมคี า ใกลเ คียงจดุ ยตุ เิ ม่ือเลือกใช อเิ นดเิ คเตอรทเ่ี หมาะสมในการไทเทรต การไทเทรตระหวางกรดแกกบั เบสแก ท่ีจุดสมมลู pH ของสารละลายมีคาประมาณ7ความชนั ของกราฟมคี า pH3-11เลือกใชอนิ ดเิ คเตอรท ่ีเปลยี่ นสีในชวงน้ไี ดห ลายชนดิ คอื เมทลิ ออเรนจเ มทลิ เรด โบรไทมอลบลู และฟน อลฟทาลนี การไทเทรตระหวางกรดออ นกบั เบสแก ท่จี ุดสมมูลpHของสารละลายมีคามากกวา 7ความชันของกราฟมคี า pH7-11เลือกใชอนิ ดิเคเตอรทเี่ ปลย่ี นสีในชว งนี้ได คือฟนอลฟทาลนี การไทเทรตระหวา งกรดแกก บั เบสออ นท่ีจุดสมมลู pH ของสารละลายมคี านอ ยกวา7ความชนั ของกราฟมีคา pH3-7เลือกใชอ ินดิเคเตอรทเ่ี ปล่ยี นสใี นชวงนี้ได คือเมทลิ ออเรนจ เมทิลเรด สารละลายบัฟเฟอร เปนสารละลายท่มี สี มบัตใิ นการควบคุมpHของสารละลายใหค งที่ เมือ่ มกี ารเตมิ กรดแก หรอื เบสแกลงไปเลก็ นอ ยประกอบดวยกรดออ นกับเกลอื ของกรดออนหรือเบสออ นกบั เกลือของเบสออ น สารละลายท่ีมีกรดออ นกบั เกลอื ของกรดออ นชนิดน้นั หรือกรดออนกับคเู บสของกรดออนเรยี กวาบัฟเฟอร กรดเม่ือเตมิ H+จากกรดแกล งไปคเู บสจะทาํ ปฏกิ ิริยากบั H+ทเี่ ตมิ ลงไป ทําให pHลดลงไมเกนิ 0.01ซ่งึ ถอื วาคงท่ีเม่ือ เตมิ OH-จากเบสแกลงไปกรดออ นจะทําปฏิกิรยิ ากบั OH-ทเี่ ตมิ ลงไปทาํ ให pHเพ่มิ ข้ึนไมเ กิน0.01ซึง่ ถอื วา คงที่ สารละลายที่มเี บสออ นกบั เกลือของเบสออนชนิดน้นั หรือเบสออ นกบั คกู รดของเบสออนเรยี กวาบัฟเฟอรเ บส เม่ือเตมิ H+จากกรดแกล งไปเบสออนจะทาํ ปฏิกริ ิยากบั H+ทเ่ี ติมลงไปทาํ ให pHลดลงไมเกิน0.01ซง่ึ ถือวาคงทเ่ี มื่อเติม OH-จากเบสแกลงไป คกู รดจะทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั OH-ทเี่ ตมิ ลงไป ทาํ ให pHเพิ่มขึน้ ไมเกิน0.01ซึ่งถอื วา คงท่ี

3. สาระการเรียนรู 3.1 สาระการเรยี นรแู กนกลาง/สาระการเรียนรเู พ่ิมเติม(รายวชิ าเพ่ิมเติม) ๓.1สาระการเรียนรเู พิ่มเตมิ 1) สารในชีวิตประจําวันหลายชนิดมีสมบัติเปนกรดหรือเบส ซ่ึงพิจารณาไดโดยใชทฤษฎี กรด-เบสของอารเรเนียส เบรนิ สเตด-ลาวรี หรอื ลิวอิส 2) ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี เมื่อกรดหรือเบสละลายนํ้าหรือทําปฏิกิริยา กับสารอ่ืนจะมีการถายโอนโปรตอนระหวางสารต้ังตนที่เปนกรดและเบส เกิดเปน ผลิตภณั ฑซ่ึงเปนโมเลกุลหรือไอออนท่ีเปนคูกรด-เบสของสารต้ังตนนั้น โดยสารที่เปนคู กรด-เบสกันจะมีโปรตอนตา งกนั 1 โปรตอน 3) กรดและเบสแตละชนิดสามารถแตกตัวในนํ้าไดแตกตางกัน กรดแกหรือเบสแกสามารถ แตกตัวเปน ไอออนในนํา้ ไดเ กือบสมบูรณส ว นกรดออนหรือเบสออนแตกตัวเปนไอออนได นอย โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความแรงของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได จากคาคงท่ีการแตกตัวของกรดหรือเบส หรือปริมาณการแตกตัวเปนรอยละของกรด หรอื เบส 4) นํ้าบริสุทธ์ิท่ีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสแตกตัวใหไฮโดรเนียมไอออน และไฮดรอกไซด ไอออนทม่ี ีความเขม ขน เทากัน คือ1.0 x 10 -7โมลตอ ลติ ร โดยมีคาคงที่การแตกตัวของ น้ํา เทากบั 1.0 x 10 -14 5) เม่อื กรดหรือเบสแตกตัวในนํ้า คาความเปนกรด-เบสของสารละลายแสดงไดดวยคา pH ซึ่งสมั พันธก ับความเขม ขน ของไฮโดรเนยี มไอออน โดยสารละลายกรดมีความเขมขนของ ไฮโดรเนยี มไอออนมากกวา 1.0 x 10 -7โมลตอลิตร หรือมคี า pH นอ ยกวา 7 สว น สารละลายเบสมคี วามเขมขนของไฮโดรเนยี มไอออนนอยกวา1.0 x 10 -7โมลตอ ลติ ร หรือมคี า pH มากกวา 7 6) ปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรดแกและเบสแกใหสารละลายที่เปนกลาง ปฏิกิริยาสะเทิน ระหวางกรดแกและเบสออน ใหสารละลายท่ีเปนกรด สวนปฏิกิริยาสะเทินระหวางกรด ออนและเบสแก ใหส ารละลายทเ่ี ปน เบส 7) เกลอื ทไ่ี ดจากการสะเทนิ ของกรดแกด ว ยเบสออ น เมือ่ ละลายในนํ้าจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดร ลซิ ิสไดสารละลายท่ีมสี มบัติเปน กรด สวนเกลอื ท่ไี ดจ ากการสะเทินของกรดออนดวยเบส แก เมื่อละลายในนํ้าจะเกิดปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซิสไดส ารละลายที่มีสมบัตเิ ปนเบส 8) การไทเทรตเปนเทคนิคในการวิเคราะหหาปริมาณ หรือความเขมขนของสารที่ทํา ปฏิกิริยาพอดีกัน จุดที่สารทําปฏิกิริยาพอดีกันเรียกวา จุดสมมูล ในทางปฏิบัติจุดสมมูล ของปฏิกิริยาอาจไมสามารถสังเกตเห็นได จึงสังเกตจากการเปลี่ยนสีของอินดิเคเตอร เพื่อบอกจุดยุติของการไทเทรต ดังน้ันอินดิเคเตอรที่เหมาะสมในการไทเทรตกรด-เบส

ควรเปน อินดเิ คเตอรทเี่ ปลี่ยนสใี นชว ง pH ตรงกับหรอื ใกลเ คียงกับ pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู 9) ปริมาณกรดและเบสที่ทําปฏิกิริยาพอดีกันจากการไทเทรตกรด-เบส สามารถนําไป คํานวณความเขมขนของกรดหรอื เบสทต่ี อ งการทราบความเขมขน ได 10)สารละลายบฟั เฟอรเปนสารละลายของกรดออนกับเกลือของกรดออนนั้น หรือเบสออน กับเกลือของเบสออนน้ัน เมื่อเติมกรด เบส หรือน้ําจะมีผลตอการเปล่ียนแปลงคา pH นอยกวาสารละลายท่ัวไป สมบัติเฉพาะของสารละลายบัฟเฟอรเปนประโยชนตอการ ควบคุม pHของระบบในสงิ่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ ม 11)ความรูเก่ียวกับกรด-เบสสามารถนํามาใชประโยชน และแกปญหาในชีวิตประจําวัน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการแพทย 3.2.สาระการเรยี นรูท อ งถนิ่ (ถา มี) 4. สมรรถนะสาํ คญั ของผเู รยี น (เฉพาะท่เี กดิ ในหนว ยการเรียนรูนี้) 4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 4.2 ความสามารถในการคิด 4..3 ความสามารถในการ แกป ญหา 4.4 ความสามารถในการใชทักษะชีวติ 4.5 ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี 5. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค(เฉพาะทเี่ กดิ ในหนว ยการเรียนรนู ้ี) 5.1คณุ ลกั ษณะอนั พงึ่ ประสงค( ตามหลักสตู รแกนกลาง) 1)รกั ชาตศิ าสน กษัตรยิ  2) ซอ่ื สตั ยสุจริต 3) มวี นิ ัย 4) ใฝเ รียนรู 5) อยอู ยางพอเพียง 6)มุงมน่ั ในการทาํ งาน 7) รกั ความเปน ไทย 8)มีจิตสาธารณะ 5.2คณุ ลักษณะตามหลกั สูตรมาตรฐานสากล 1) มคี วามรพู นื้ ฐานในยคุ ดิจติ อลวทิ ยาศาสตร เศรษฐศาสตร เทคโนโลยี รูภ าษาพหุวฒั นธรรมตระหนกั สํานึกระดับโลก 2) สามารถคดิ ประดษิ ฐอยางสรา งสรรค ปรับตัวใฝรู ใฝเรยี นวเิ คราะห สงั เคราะห สรปุ สรา งองคความรู 3) มที ักษะส่ือสารอยา งมีประสทิ ธภิ าพ 4)มีความสามารถในการใชท ักษะชีวติ 5) มีความสามารถในการใชเทคโนโลยี 6. ทกั ษะผูเรยี นในศตวรรษที่ 21 (3Rs8Cs 2Ls)(กําหนดลอยไวถา จดั กจิ รรมท่มี กี ารปฏบิ ตั ิ/กลมุ /ชนิ้ งาน/โครงงานจะเกดิ อยู แลว )

1.ทกั ษะในสาระวิชาหลกั (3Rs) 1.1  Reading (อาน) 1.2 (W)Riting(เขยี น) 1.3 (A)Rithemetics(คณิตฯ) 2.ทกั ษะการเรียนรแู ละนวัตกรรม(8Cs) 2.1CriticalThinking andProblem Solving(การคิดวจิ ารณญาณและแกปญหา) 2.2 Creativity andInnovation(การสรางสรรคแ ละนวตั กรรม) 2.3Cross-culturalUnderstanding(ความเขาใจความตา งวฒั นธรรม) 2.4 Collaboration,Teamwork andLeadership(การทํางานเปน ทีมภาวะผูน าํ ) 2.5 Communications, Information,and MediaLiteracy (การสอ่ื สารสารสนเทศ) 2.6Computing andICTLiteracy (ทกั ษะดานคอมพวิ เตอรแ ละเทคโนโลย)ี 2.7 Career andLearning Skills(ทกั ษะอาชพี และการเรยี นร)ู 2.8Compassion(คุณธรรมเมตตากรณุ าระเบียบวินัย) 7. บูรณาการกจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษา (จาก STEMสู STEAM) 1.S(Science):ระบเุ นื้อหา/กิจกรรม............ การแตกตวั ของกรดเบส , การไทเทรต....... 2.T(Technology) :ระบุเนอ้ื หา/กจิ กรรมการใชค อมพวิ เตอรส ืบคน ออกแบบ กรดเบส , สารละลายบฟั เฟอร 3.E(Engineering) :ระบเุ นอื้ หา/กิจกรรม ................................................................................................................................................................................................................................................. 4.A (Art) :ระบเุ นื้อหา/กจิ กรรมการออกแบบโครงสรางปายนเิ ทศ ................................................................................................................................................................................................................................................. 5.M (Mathematics) :ระบเุ นอื้ หา/กิจกรรม ................................................................................................................................................................................................................................................. 8. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง ชาติ (เฉพาะทเี่ กิดในหนว ยการเรยี นรูน้ี) 8.1บูรณาการสวนพฤกษศาสตรโ รงเรยี น 8.2บรู ณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง 8.3บรู ณาการหอ งเรยี นสีเขยี ว 8.4อนื่ ๆ(โปรดระบ)ุ ..............................................................................................................................................................................................................................

9. การบูรณาการและเตรียมความพรอมในการสอบ Pre O-NET, O-NET, PISA มาตรฐานการเรยี นรู/ตวั ชวี้ ัดตัวช้วี ดั มาตรฐาน - ขอ สอบ /ประเด็น /หัวขอ กรด เบส , ปฏกิ ิริยากรด เบส 10. ชิน้ งาน /ภาระงาน (รวบยอด) มอบหมายงาน ชิ้นงาน ผังมโนทัศน) 10.1 ภาระงาน สอบกอ นเรยี นดว ยแบบทดสอบกอนเรียนเปน รายบุคคล ศกึ ษาใบความรูปฏิบตั ิ กิจกรรมในแบบฝกหดั ปฏบิ ัติกจิ กรรมตามแบบปฏิบัตกิ ิจกรรมกลุมและสอบหลังเรียน แบบฝกทกั ษะและใบ งาน 10.2 ช้ินงานส่ิงประดษิ ฐส่อื เอกสารโปสเตอร แผนพับ ภาพวาดสื่อคอมพิวเตอร บทประพันธ กลอน เพลงละครสัน้ หรอื การนาํ เสนอรปู แบบอนื่ ๆ ตามความถนัดและความสนใจ 11. สอ่ื /แหลง การเรยี นรู 1) เอกสารประกอบการเรยี นโดยใชใชวธิ สี อนแบบโครงงาน(PBL) เร่อื ง ............................................................................................................. 2) แหลงเรยี นรูในโรงเรยี นเชน หองสมุด หองปฏิบัติการคอมพิวเตอรระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษาทางไกล ผา นเทคโนโลยีสารสนเทศ(DLIT)เวบ็ ไซตสืบคน ) 3) สอบถามจากบคุ ลคลเชน ครู เจาหนา ท่ที ั้งในและนอกโรงเรยี นโดยสามารถติดตอ สอบถามแลกเปลย่ี น เรยี นรกู ับครผู านระบบเครอื ขา ยสงั คม(SocialNetwork) และเพอ่ื นไดที่ (โทรศัพทมือถอื ครู ..................................... ,Line ID : KRUYOK

12.การวดั และประเมนิ ผล การวัดและประเมินผล(มหี รอื ไมก็ได อาจระบุกวา งๆ) ความกา วหนา วธิ วี ัด เคร่อื งมือ คะแนน เกณฑผ า น ของผูเรียน ขน้ั ตํ่า 1.ดานความรู (K) - ทําแบบทดสอบ -แบบทดสอบหลังเรยี นจาํ นวน 10คะแนน 5คะแนน 2.ดา นทกั ษะกระบวนการ(P) หลังเรียน 10 ขอ 3.ดา นสมรรถนะสาํ คัญของ แบบทดสอบทายแผน แบบทดสอบ 5 คะแนน 5 คะแนน ผเู รียน5ประการ -ตรวจผลงานตามแบบฝกหดั -แบบฝก หดั 10 คะแนน 5 คะแนน 4.ดา นทกั ษะผเู รียนใน 10 คะแนน 5 คะแนน ศตวรรษท่ี 21(21stCentury -สงั เกตพฤตกิ รรม -แบบปฏบิ ตั กิ จิ กรรมกลมุ Skils) 5.ดา นการนาํ หลักปรัชญา และประเมนิ ผลงานและการ -แบบประเมนิ ชนิ้ งาน ของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใช ปฏิบตั กิ จิ กรรมกลุม 10คะแนน 5คะแนน 6.ดา นคณุ ลักษณะอนั พงึ 15คะแนน 5คะแนน ประสงค (A) -ประเมินชนิ้ งาน -สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ สมรรถนะ -ประเมนิ ผลงานและการปฏิบัติ สําคญั ของผูเรยี น5 กิจกรรมกลมุ ประการ 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ ทกั ษะผเู รียนใน -ประเมนิ ผลงานและการปฏิบตั ิ ศตวรรษท่ี 21(21stCenturySkils) กิจกรรมกลุม 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู -แบบประเมนิ การนาํ หลักปรชั ญา -ประเมนิ ผลงานและการปฏบิ ตั ิ ของเศรษฐกิจพอเพยี งมาใช กจิ กรรมกลมุ 10คะแนน 5คะแนน -สงั เกตพฤตกิ รรม -แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ การเรยี นรู และการรว มกิจกรรม ประสงค -ประเมนิ คุณลกั ษณะ 10คะแนน 5คะแนน อันพงึ ประสงคจากการเรยี นรู และการรว มกิจกรรม รวม ๑๐0 ๕0คะแนน คะแนน

13. กจิ กรรมการเรยี นรู *นักเรยี นทําแบบทดสอบกอ นเรยี นหรือแบบประเมินกอ นเรียน(ถา ม)ี (จํานวนเร่อื งข้ึนกับการกําหนดในหนวยการเรยี นร)ู หนว ยการเรยี นรูที่1เรอ่ื ง สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละนอนอเิ ลก็ โทรไลต จาํ นวน เวลาเรยี น 2 ชว่ั โมง วิธีสอน(จาํ นวนขน้ั แลว แตว า เปน วธิ ีการสอนแบบใด และโปรดระบวุ าใชวธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขนั้ ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครใู หน ักเรียนทําแบบทดสอบกอ นเรยี นหนว ยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสและUnderstanding Checkเพอื่ วัดความรเู ดิมของนกั เรียนกอนเขา สกู จิ กรรม 2. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม2หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1กรด-เบสดังนี้ •สารละลายกรดและเบสแตล ะชนดิ จะสามารถแตกตัวไดเทา กนั หรือไม อยางไร •เมื่ออุณหภมู สิ ูงขึน้ หรอื ความเขมขน ของสารละลายเพมิ่ ข้นึ การแตกตวั ของสารละลายกรดและ เบสจะเปนอยางไร •เมอ่ื นําสารละลายกรดและเบสมาทําปฏิกิริยากนั จะทราบไดอยางไรวา สารทง้ั สองทําปฏิกิริยาพอดี กนั จากนั้นใหน กั เรยี นในหองรว มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครยู ังไมต องเฉลย ซึง่ เมอื่ เรียนจบในเนอ้ื หาที่ สามารถเฉลยคาํ ถามแตล ะขอ ได จงึ ใหค รถู ามคาํ ถามขอ นนั้ แลว ใหนกั เรยี นตอบอีกครั้งหน่ึง 3. ครใู หน ักเรียนยกตัวอยางสารทม่ี สี มบตั ิเปนกรดเปนเบสหรือเปน กลางทพี่ บในชีวิตประจาํ วนั จากน้นั รว มกนั อภิปรายเกย่ี วกบั สมบตั แิ ละวิธกี ารทใ่ี ชต รวจสอบวาสารใดเปน กรดเปน เบสหรือเปนกลาง ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2หนวยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบสวา “สารละลายกรด-เบสเมื่อละลายน้ําแลว สามารถนาํ ไฟฟาได หรอื ไม”ใหนักเรยี นรวมกนั ตอบคําถามจากนน้ั ครแู ละนกั เรยี นรวมกันอภปิ ราย 2. นักเรียนแบง กลุม กลุม ละ 5 คน เพ่อื ทําการทดลอง เร่ือง สมบัติบางประการของสารละลาย จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2หนวยการเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 3. ครูใชร ปู แบบการเรยี นรแู บบรว มมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหส มาชิกแตล ะคน ภายในกลุม มบี ทบาทหนา ทข่ี องตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนท่ี 1:ทําหนาทเ่ี ตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณที่ใชใ นการทดลองเรอื่ งสมบตั บิ างประการ ของสารละลาย

•สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนา ทีอ่ า นวิธีการทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหสมาชิกในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทาํ หนาทบี่ ันทึกผลการทดลอง •สมาชิกคนท่ี 4และ5: ทาํ หนา ทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 4. สมาชกิ ทุกคนในกลุม ชว ยกันลงมอื ทําการทดลอง 5. นกั เรยี นแตละกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนท่ี 4 และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองจากนน้ั ใหน ักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจท่ตี รงกัน 6. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบัติการทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดงั นี้ 1)เม่ือใชก ารเปลย่ี นสกี ระดาษลติ มัสเปนเกณฑจะจําแนกสารละลายออกไดเปนกปี่ ระเภท อะไรบาง 2) เมอื่ ใชสมบตั ิการนาํ ไฟฟาเปน เกณฑจะจาํ แนกสารละลายออกไดเปนกป่ี ระเภทอะไรบาง 3) สารละลายทีน่ ําไฟฟา ได สามารถนาํ ไฟฟา ไดดเี ทากันหรือไม 7. นักเรยี นและครรู ว มกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซ่ึงไดข อสรุปวา“สารละลายทีม่ ีสมบตั กิ รดและ เบสทกุ ชนดิ สามารถนาํ ไฟฟาได สว นสารละลายทมี่ ีสมบัติเปน กลางบางชนิดสามารถนาํ ไฟฟา ได แต บางชนดิ ไมนําไฟฟา โดยสารละลายทน่ี ําไฟฟาไดแตล ะชนดิ จะมคี วามสามารถในการนาํ ไฟฟาไดไม เทากนั บางชนิดนาํ ไฟฟา ไดด ี บางชนดิ นาํ ไฟฟาไดน อย” ช่ัวโมงที่ 2 ขนั้ ที่ 2 สํารวจคน หา (Explore) 8. นกั เรยี นแตละคนศกึ ษาขอมลู เกี่ยวกบั สารละลายอิเล็กโทรไลตแก สารละลายอิเลก็ โทรไลตอ อนและ สารนอนอิเลก็ โทรไลต จากหนังสือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรียนรู ท่ี 1กรด-เบส ขน้ั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 9. ครตู งั้ คาํ ถามใหน ักเรยี นรวมกันอภิปรายวา“สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแก สารละลายอเิ ลก็ โทรไลตอ อ น และสารนอนอิเลก็ โทรไลต มลี กั ษณะอยางไร” 10. ครูยกตัวอยางโจทยเกย่ี วกบั สารละลายอิเลก็ โทรไลตและนอนอเิ ล็กโทรไลตโ ดยครเู ขยี นโจทยและแสดง วิธีทําใหนักเรยี นดูบนกระดานดงั นี้ จงเขยี นสมการแสดงการแตกตวั เปน ไอออนในน้ําของสารตอ ไปน้ี HCN HCl NH4OHและNaOH วธิ ที าํ HCN(aq) + H2O(l) ⇌ H+(aq) + CN-(aq) H2O HCl(aq) ⟶ H+ (aq) +Cl-(aq) NH4OH(aq) + H2O(l) ⇌ HH4+(aq) + OH-(aq)

H2O NaOH(aq) ⟶ Na+(aq) +Cl-(aq) ข้ันที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 11. ครเู ปดโอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอสงสัยในเน้อื หาเร่อื งสารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละ นอนอิเลก็ โทร ไลต เพ่ือจะใชเ ปนความรูเบื้องตน สําหรบั การเรยี นในเนอื้ หาตอๆไป 12. นกั เรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนังสือแบบฝก หดั รายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบสและแบบฝก ทกั ษะ 13. นักเรียนทาํ TopicQuestionจากหนังสือเรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการ เรียนรูที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจําตวั ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบทดสอบกอ นเรยี นหนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หดั แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรือ่ ง สมบตั ิบางประการของสารละลาย 6. นกั เรียนและครรู วมกนั สรปุ เกย่ี วกับสารละลายอเิ ลก็ โทรไลตแ ละนอนอิเล็กโทรไลตซึ่งไดข อสรปุ ดังน้ี • อเิ ล็กโทรไลตแก (stong electrolyte) คือสารทีส่ ามารถแตกตวั เปน ไอออนไดห มดหรือเกือบหมด ทาํ ใหในสารละลายนั้นมีไอออนเปนจํานวนมาก จึงนาํ ไฟฟา ไดแ ก กรดแก เบสแก และเกลอื ที่ ละลายน้าํ ไดดี • อิเลก็ โทรไลตออน(weakelectrolyte) คือสารท่แี ตกตัวใหไอออนไดน อย หรอื แตกตัวไดไมหมด แสดงวามีโมเลกลุ ของตัวละลายบางสวนเทานัน้ ทส่ี ามารถแตกตวั เปน ไอออนได โดยสว นใหญ ยงั คงอยเู ปน โมเลกลุ จงึ นาํ ไฟฟา ไดน อย •สารนอนอเิ ล็กโทรไลต (non-electrolyte)คอื สารทไ่ี มแตกตวั เปนไอออนหรือแตกตวั เปนไอออนได นอยมาก

หนวยการเรียนรทู ี่1 เรอื่ ง สารละลายกรดและสารละลายเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 1 ชั่วโมง วธิ ีสอน(จํานวนขน้ั แลวแตว าเปนวิธีการสอนแบบใดและโปรดระบวุ า ใชวิธกี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5Es InstructionalModel) ข้ันที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคําถามเพือ่ กระตุนความสนใจนักเรียนวา“นักเรยี นคิดวา สารละลายกรดและสารละลายเบสแตก ตัวใหไ อออนทีแ่ ตกตา งกนั หรือไม อยางไร”ซึ่งครูยังไมตอ งเฉลยคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งกับนกั เรยี น 2. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5 เลม 2 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบสวา “สารละลายกรดและสารละลายเบสมลี กั ษณะอยางไร”ใหนักเรยี น รวมกันตอบคาํ ถามจากน้นั ครแู ละนกั เรียนรวมกนั อภิปราย ข้นั ท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นักเรียนจับคกู บั เพอ่ื นโดยใหคนหน่ึงศกึ ษาเกยี่ วกบั ไอออนในสารละลายกรดสว นอกี คนศึกษาเก่ยี วกบั ไอออนในสารละลายเบสจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร เคมี ม.5 เลม2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบสจากน้ันนาํ เรื่องทตี่ นเองศึกษามาอธบิ ายและแลกเปลี่ยนความรู กับเพอ่ื นทีเ่ ปนคูกันแลวรว มกนั อภิปรายจนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกนั ข้ันท่ี 3 อธบิ ายความรู (Explain) 2. ครตู ั้งคาํ ถามใหนกั เรยี นรว มกนั อภิปรายเรื่องสารละลายกรดและสารละลายเบส ดงั นี้ 1) สารละลายกรดทกุ ชนิดจะมีไอออนชนดิ ใดท่เี หมอื นกนั 2) สารละลายเบสทกุ ชนดิ จะมีไอออนชนดิ ใดท่ีเหมอื นกนั 3) จงเขียนสมการแสดงการแตกตัวในนํา้ ของHClOและBa(OH)2พรอ มระบุวาในสารละลายมี ไอออนและโมเลกลุ ใดบาง ข้นั ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 3. ครเู ปดโอกาสใหนักเรียนซกั ถามขอสงสัยในเน้ือหาเรอ่ื งสารละลายกรดและสารละลายเบส 4. นักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนังสือแบบฝก หดั รายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวย การเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 5. นกั เรียนทําTopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการ เรยี นรูที่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขน้ั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมินผลนกั เรยี นโดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝก หดั /แบบฝก ทักษะและแบบทดสอบทายแผน

3. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 4. นกั เรียนและครูรวมกนั สรปุ เกยี่ วกบั สารละลายกรดและสารละลายเบสซง่ึ ไดขอ สรุปดังนี้ • สารละลายกรดทุกชนดิ มไี อออนท่ีเหมอื นกนั คือH3O+ซง่ึ เปน ไอออนท่ีแสดงสมบตั ิของกรดทาํ ใหสารละลายกรดเปลยี่ นสีกระดาษลิตมสั จากสนี ํ้าเงินเปนสีแดง • สารละลายเบสทกุ ชนิดมไี อออนทีเ่ หมอื นกันคือOH-ซึง่ เปนไอออนทแ่ี สดงสมบัติของเบสทําให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมัสจากสแี ดงเปน สนี ้ําเงนิ หนวยการเรียนรูที่ 1 เรื่อง ทฤษฎกี รด เบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 5 ชัว่ โมง วิธีสอน(จํานวนขัน้ แลวแตวาเปนวธิ กี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขัน้ ที่ 1 กระตุน ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสวา “สิง่ ใดใชร ะบุความแตกตา งระหวา งสารละลายกรดและสารละลาย เบส”แลว ใหนกั เรียนรว มกนั ตอบคาํ ถามจากน้นั ครูและนกั เรียนรวมกนั อภปิ ราย 2. ครูและนกั เรยี นรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั สารละลายกรดและสารละลายเบสดังน้ี •สารละลายกรดทกุ ชนดิ มไี อออนทเี่ หมอื นกันคอื H3O+ซ่งึ เปนไอออนทแี่ สดงสมบตั ขิ องกรดทาํ ใหส ารละลายกรดเปลี่ยนสีกระดาษลติ มัสจากสีนาํ้ เงนิ เปนสแี ดง •สารละลายเบสทุกชนิดมีไอออนทเี่ หมอื นกันคือOH-ซ่ึงเปนไอออนท่ีแสดงสมบตั ิของเบสทําให สารละลายกรดเปลย่ี นสกี ระดาษลิตมัสจากสีแดงเปน สนี ้ําเงิน ข้ันที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 1. นักเรียนจบั คกู บั เพ่ือนโดยแตล ะคูศ ึกษาขอ มูลเกยี่ วกบั ทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการเรียนรูท1่ี กรด-เบสแลว รว มกนั แสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกนั 2. ครูยกตวั อยางกรดหรอื เบสบางชนดิ ทีไ่ มส ามารถอธบิ ายความเปน กรด-เบสโดยใชทฤษฎีกรด-เบสของ อารเ รเนียสได เชน NH3เพ่ือชี้ใหเห็นถึงขอจาํ กดั ของการใชท ฤษฎีน้ี เพอื่ เชื่อมโยงเขา สกู ารอธบิ าย สมบัตขิ องกรด-เบสโดยใชท ฤษฎกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี 3. จากน้ันนกั เรียนแตล ะคูศ ึกษาขอ มูลเกยี่ วกับทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรี จากหนงั สอื เรยี น รายวชิ าเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความ คดิ เห็นจนเกดิ ความเขาใจทตี่ รงกนั 4. ครูตง้ั คําถามใหนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายเกย่ี วกบั ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสและ เบรนิ สเตด-ลาวรี ดังนี้

1) จงอธบิ ายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนียส 2) ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนยี สไมส ามารถใชอ ธิบายความเปนกรด-เบสของสารชนดิ ใด 3) จงอธิบายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎีกรด-เบสของและเบรนิ สเตด-ลาวรี 5. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภปิ รายเพื่อหาขอ สรปุ เกยี่ วกับทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนยี ส และเบรนิ สเตด-ลาวรี ซึ่งไดข อสรุป ดงั นี้ •ทฤษฎกี รด-เบสของอารเ รเนียสกลา ววากรดคือสารท่ลี ะลายน้ําแลว แตกตัวใหไ ฮโดรเจน ไอออนสว นเบสคอื สารท่ีละลายนํา้ แลวแตกตวั ใหไ ฮดรอกไซดไ อออน •ทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี กลาววา กรดคอื สารทใ่ี หโ ปรตอนแกส ารอน่ื สว นเบสคอื สารทีร่ บั โปรตอนจากสารอืน่ • ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรีใชอธบิ ายสมบัติของกรด-เบสไดก วา งกวา ทฤษฎกี รด-เบส ของอารเรเนยี สเนือ่ งจากพิจารณาความเปน กรด-เบสของสารจากการถายโอนโปรตอนรวมทัง้ ไมจ าํ เปนตอ งอยใู นสารละลายทม่ี นี ้าํ เปน ตัวทาํ ละลาย ช่วั โมงท่ี 2 ข้นั ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 6. ครทู บทวนความรูเกยี่ วกบั ทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด-ลาวรจี ากนนั้ ใหนักเรียนระบุและอธบิ าย สมบตั คิ วามเปน กรดหรอื เบสของสารจากสมการการแตกตวั ในนา้ํ โดยใชทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ ส เตด-ลาวรี 7. นักเรียนแบง กลุมกลุมละ5คนเพ่อื ทาํ การทดลองเรอื่ งปฏกิ ริ ิยาการใหและรบั โปรตอนของโซเดยี ม ไฮโดรเจนคารบอเนตจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 8. ครูใชรูปแบบการเรยี นรูแบบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชกิ แตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ที่ของตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนท่ี 1:ทาํ หนาทีเ่ ตรียมวัสด-ุ อปุ กรณท่ีใชในการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าการให และรับโปรตอนของโซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต •สมาชิกคนที่ 2:ทําหนา ท่ีอา นวธิ กี ารทดลองทําความเขาใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทําหนาทบ่ี นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5: ทาํ หนา ท่ีนําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชิกทุกคนในกลุมชว ยกันลงมอื ทาํ การทดลอง 10. นักเรยี นแตล ะกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จาก นั้นใหน กั เรียนทุกคนรว มกันอภปิ รายผลการทดลองจนมีความเขา ใจทีต่ รงกนั 11. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอสรุปจากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดังน้ี

1) จงเขยี นสมการการแตกตวั ของNaHCO3ในนา้ํ 2) เมอื่ HCO3-ทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั HClจะทาํ หนาทเ่ี ปน กรดหรอื เบสจงอธิบายพรอ มเขยี นสมการ ประกอบ 3) เมอ่ื HCO3-ทาํ ปฏกิ ริ ยิ ากบั Ca(OH)2จะทําหนา ท่เี ปน กรดหรอื เบสจงอธิบายพรอ มเขียนสมการ ประกอบ 12. นักเรียนและครูรวมกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซง่ึ ไดขอ สรุปวา“HCO3-สามารถใหและรับ โปรตอนได จงึ เปน ไดท งั้ กรดและเบสทัง้ นีข้ ้ึนอยูก ับสารทที่ าํ ปฏกิ ริ ยิ าดวย” ชั่วโมงท่ี 3 ข้นั ที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 13. ครูและนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายเก่ียวกบั สมการการแตกตวั ในนาํ้ เพื่อเชอื่ มโยงเขา สูเร่อื งคกู รด-เบส ของสารโดยพจิ ารณาจากการถา ยโอนโปรตอนของสาร 14. นักเรยี นจบั คกู ับเพื่อนโดยแตละคศู กึ ษาเกยี่ วกบั คูกรด-เบสของสารจากหนังสือเรียนรายวิชาเพม่ิ เติม วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสแลวรวมกนั แสดงความคิดเห็นจนเกดิ ความเขาใจทตี่ รงกัน 15. ครตู ง้ั คาํ ถามใหน กั เรยี นรว มกันอภปิ รายเร่อื งคกู รด-เบสของสารเชน 1) สารทีท่ าํ หนาทเ่ี ปนไดทัง้ กรดและเบสเรียกวาอยางไร 2) จงระบคุ ูเบสของH3O+H2SO4OH-และHClตามลาํ ดบั 3) จงระบคุ กู รดของHS-HCO3-NH3และCN-ตามลาํ ดบั 4) ถา เรยี งลาํ ดบั ความแรงของคเู บสได ดังน้ี NO3-< F-<NH3< CN-< OH-คูกรดของคเู บสท่ี กําหนดใหจ ะเรยี งลาํ ดับความแรงของคเู บสจากนอยไปมากไดอ ยา งไร 5) ในหมูแ ละในคาบเดยี วกนั ความแรงของกรดไฮโดรจะเพิ่มขนึ้ ตามคาใด 6) กรดออกซที ี่มธี าตอุ งคประกอบเหมอื นกันความแรงของกรดจะเพ่ิมข้ึนตามคา ใด 16. นกั เรยี นและครูรว มกันอภิปรายเพ่อื หาขอสรปุ เกยี่ วกบั คกู รด-เบสของสารซึ่งไดข อสรุป ดังนี้ •สารที่เปน คูก รด-เบสกนั จะมีจาํ นวนโปรตอนตา งกัน1โปรตอน • สารบางชนิดสามารถทาํ หนาท่เี ปน ไดทัง้ กรดและเบสเชน นา้ํ เรยี กสารประเภทนวี้ า แอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟโ พรตกิ

ช่ัวโมงท่ี 4 ขนั้ ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 17. ครยู กตัวอยางกรดหรือเบสบางชนดิ ที่ไมส ามารถอธบิ ายความเปนกรด-เบสโดยใชท ฤษฎกี รด-เบสของ อารเรเนยี สและทฤษฎกี รด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี ได เชนBF3เพ่อื ช้ีใหเ หน็ ถึงขอจาํ กดั ของการใชสอง ทฤษฎีนี้ เพอื่ เช่อื มโยงเขาสูการอธิบายสมบัตขิ องกรด-เบสโดยใชท ฤษฎีกรด-เบสของลวิ อสิ 18. นกั เรียนแตล ะคนศึกษาเก่ียวกบั ทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อสิ จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่ิมเติม วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรูท่ี 1กรด-เบสจากนนั้ นักเรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็น จนเกดิ ความเขา ใจทตี่ รงกนั ขัน้ ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 19. ครตู ้งั คาํ ถามใหนกั เรยี นรว มกันอภิปรายเรือ่ งทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อิสเชน 1) จงอธิบายนยิ ามของกรดและเบสตามทฤษฎกี รด-เบสของลิวอสิ 2) เพราะเหตใุ ดทฤษฎีกรด-เบสของลวิ อิสจึงใชอธบิ ายความเปน กรด-เบสไดดกี วาทฤษฎีอน่ื 20. นกั เรยี นและครรู วมกนั อภิปรายเพอ่ื หาขอสรปุ เก่ยี วกับคทู ฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ ซ่ึงไดข อ สรปุ วา “ทฤษฎีกรด-เบสของลิวอิสกลา ววากรดคือสารท่ีรบั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอ่ืน สว นเบสคือสารทใ่ี หคอู เิ ล็กตรอนแกสารอ่ืน” ชว่ั โมงท่ี 5 ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 21. ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเนือ้ หาเร่อื งทฤษฎกี รด-เบสวามีสว นไหนทีย่ ังไมเ ขาใจและ ใหค วามรูเพ่มิ เติมในสว นน้นั เพอ่ื จะใชเ ปนความรเู บื้องตน สาํ หรบั การเรียนในเนือ้ หาตอๆไป 22. นักเรียนทําใบงานท่ี 1.1 เรอื่ งทฤษฎีกรด-เบส 23. นักเรียนทาํ แบบฝกหัดในหนงั สอื แบบฝก หดั รายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวย การเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 24. นักเรยี นทําTopicQuestionจากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการ เรียนรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตัว ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤติกรรมการทํางานกลุม 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ 1.1เรอ่ื งทฤษฎกี รด-เบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 4. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion

5. ครูวัดและประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าการใหและรับโปรตอนของโซเดยี ม ไฮโดรเจนคารบ อเนต 6. นักเรยี นและครูรว มกันสรปุ เกย่ี วกับทฤษฎีกรด-เบสซงึ่ ไดข อสรปุ ดงั นี้ •ทฤษฎกี รด-เบสของอารเรเนียสกลา ววากรดคอื สารที่ละลายนํา้ แลว แตกตวั ใหไ ฮโดรเจนไอออน สว นเบสคอื สารทลี่ ะลายนา้ํ แลว แตกตวั ใหไฮดรอกไซดไอออน •ทฤษฎีกรด-เบสของเบรนิ สเตด-ลาวรี กลาววา กรดคอื สารทใี่ หโปรตอนแกส ารอ่ืนสว นเบสคอื สารทร่ี บั โปรตอนจากสารอื่น •สารที่เปน คูกรด-เบสกันจะมีจํานวนโปรตอนตางกัน1โปรตอน •สารบางชนดิ สามารถทําหนาทเี่ ปนไดทง้ั กรดและเบสเชน นํ้าเรยี กสารประเภทน้ีวาแอมโฟเทอรกิ หรือแอมฟโ พรตกิ •ทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ กลา ววากรดคือสารท่ีรบั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอนื่ สวนเบสคอื สาร ทใี่ หค ูอิเลก็ ตรอนแกส ารอ่ืน หนวยการเรียนรทู ี่ 1 เรอื่ ง การแตกตวั ของกรดและเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 4 ชว่ั โมง วธิ ีสอน(จํานวนขัน้ แลวแตวา เปน วธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ข้นั ท่ี 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคําถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนว ยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสวา “อเิ ลก็ โทไลตแ กและอิเลก็ โทรไลตออ นแตกตา งกนั อยา งไร”แลว ใหน กั เรยี นรว มกนั ตอบคาํ ถามจากนัน้ ครแู ละนักเรียนรวมกนั อภิปราย 2. ครแู ละนักเรียนรว มกนั ทบทวนความรูเ ก่ียวกบั การสารละลายอเิ ลก็ โทรไลต จากนน้ั ครถู ามคาํ ถามเพ่ือ เชอ่ื มโยงวา“กรดแก เบสแก กรดออ นและเบสออ นมคี วามสามารถในการแตกตัวไดแ ตกตางกนั หรอื ไม อยา งไร”ซงึ่ ครูยงั ไมต อ งเฉลยคาํ ตอบที่ถกู ตอง ขน้ั ที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. นักเรยี นจบั คกู ับเพื่อนโดยแตละคศู กึ ษาขอมูลเกย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก และรว มกันฝก คาํ นวณการหาปริมาณหรือความเขมขนของไอออนในสารละลายกรดแกและเบสแก ตวั อยางท่ี 1.2-1.4จากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสจากน้นั รว มกนั แสดงความคดิ เห็นจนเกิดความเขา ใจท่ตี รงกนั 2. ครสู มุ นักเรียน3คู ออกมาแสดงวธิ กี ารคํานวณตัวอยา งแตละขอ หนา ช้ันเรยี นใหถูกตอ งโดยครูคอย เสรมิ ความรใู นสวนท่นี กั เรียนยงั ไมเขา ใจ

3. ครูยกตวั อยางโจทยเ กย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดแกแ ละเบสแก โดยครเู ขียนโจทยแ ละแสดงวธิ ีทาํ ให นกั เรียนดบู นกระดานดงั นี้ 1) HAเปน กรดแก สารละลายปริมาตร2ลูกบาศกเ ดซเิ มตรมกี รด HAละลายอยู 0.5โมลจะมี ความเขมขน ของไฮโดรเนยี มไอออนอยูเทา ใด วธิ ที ําสารละลาย 2 dm3มกี รดHA ละลายอยู 0.5mol ความเขม ขน ของสารละลาย HA = 0.5mol = 0.25 mol/dm3 dm3 HAเปน กรดแก เม่อื ละลายน้าํ จะแตกตัวเปน ไอออนไดหมดดังสมการ HA (aq) + H2O (aq) → H3O+(aq) + A-(aq) 0.25 0.25 mol/dm3 แสดงวาในสารละลายมี [H3O+]= 0.25mol/dm3 2) X(OH)2เปนเบสแก สารละลายของเบสน้ีเขม ขน0.5โมล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตรปรมิ าตร400 ลกู บาศกเ ซนตเิ มตรจะแตกตัวใหไ ฮดรอกไซดไ อออนกโี่ มล วิธีทําจํานวนโมลของX(OH)2ในสารละลาย 400cm3 = 0.2mol / dm3 x 400cm3 = 0.08 mol 1000 X(OH)2เปนเบสแก เมอื่ ละลายนํา้ จะแตกตวั เปนไอออนไดหมดดังสมการ H2O X(OH)2 (s)→ X2+(aq) + 2OH- (aq) จากสมการ X(OH)21 mol จะแตกตัวให OH- 2 mol X(OH)20.08mol จะแตกตัวให OH- 0.08X2 mol 1 = 0.16 mol 4. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภิปรายเพื่อหาขอสรุปเก่ยี วกบั การแตกตวั ของกรดแกและเบสแก ซ่ึงไดข อ สรปุ วา “กรดแกแ ละเบสแกเ ปน อเิ ล็กโทรไลตแ ก ซ่งึ แตกตัวเปน ไอออนไดดีมากหรอื แตกตวั ไดห มด” ชวั่ โมงท่ี 2 ข้ันที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 5. นกั เรียนจบั คกู ับเพอ่ื นโดยแตละคูร วมกนั ศกึ ษาขอมลู เก่ียวกบั การแตกตวั ของกรดออนคาคงท่ีการ แตกตวั ของกรดออ น(Ka) ของกรดมอนอโปรตกิ กรดไดโปรติก และกรดพอลโิ ปรติก จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการเรยี นรูท ่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความคดิ เห็นจนเกดิ ความเขา ใจทตี่ รงกัน

6. จากนน้ั แตละคูรวมกนั ฝกคาํ นวณการหาการแตกตัวเปนรอ ยละของกรดออ นจากตวั อยางที่ 1.5-1.7ในหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบส 7. ครูสุม นักเรียน3คู ออกมาแสดงวธิ ีการคํานวณตัวอยางแตละขอ หนา ชั้นเรียนใหถ ูกตอ ง 8. ครตู งั้ คําถามใหน กั เรียนรวมกนั อภปิ รายเรื่องการแตกตวั ของกรดออนเชน 1) สารละลายกรดคารบอนกิ (H2CO3)มีคาคงทกี่ ารแตกตวั ของกรด2คา คือKa1 = 4.3×10-7และ K a2 = 5.6×10-11จงเปรยี บเทียบความเขม ขน ของไอออนตาง ๆ ในสารละลาย 2) สารละลายกรดHNO2และHClO มคี าKaเปน 4.5×10-4และ3.0 ×10-8ตามลําดบั ถา สารละลายท้งั สองเขมขน 1โมล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตรเทา กันสารละลายของกรดใดจะมคี วาม เขม ขน ของH3O+มากกวากันจงอธบิ าย 9. ครูยกตวั อยา งโจทยเ กย่ี วกบั การแตกตัวของกรดออนโดยครูเขยี นโจทยและแสดงวิธีทําใหน ักเรยี นดู บนกระดาน ดังนี้ สารละลายกรดแอซตี กิ เขม ขน0.5โมล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตรจะมีไฮโดรเนียมไอออนเขมขน กโ่ี มล/ลกู บาศกเ ดซเิ มตร(สารละลายกรดแอซีตกิ มีคา Ka= 1.8×10-5) วธิ ีทาํ CH3COOH(aq) +H2O(l)⇌ H3O+(aq) +CH3COO-(aq) mol/dm3 ความเขมขนเริ่มตน 0.5 - - ความเขมขน ณภาวะสมดุล 0.5– x≈ 0.5 x x mol/dm3 Ka = [H3O][CH3COO- ] [CH3 COOH] x2 1.8 × 10-5 = 0.5 × 10-5 x2 = 0.5× 1.8 x = 3 × 10-3mol/dm3 ดังน้นั ในสารละลายจะมี [H3O+]= 3 ×10-3โมล/ลกู บาศกเดซิเมตร 10. นักเรียนและครูรว มกันอภปิ รายเพ่ือหาขอสรปุ เกย่ี วกบั การแตกตวั ของกรดออ นซ่งึ ไดข อ สรปุ ดังนี้ •กรดออนแตกตัวเปน ไอออนไดน อ ยการแตกตัวของกรดออนเปน การเปล่ียนแปลงที่ผันกลับไดใ น สารละลายจึงมีทัง้ โมเลกุลของกรดออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตัว •ความสามารถในการแตกตวั ของกรดออนอาจบอกเปน รอ ยละหรือบอกเปนคา คงที่การแตกตวั ของกรด (Ka)

•กรดมอนอโปรตกิ แตกตัวไดข้ันเดียวจึงมีคาKaเพยี งคา เดยี วกรดไดโปรตกิ แตกตัวไดส องขน้ั จงึ มคี า Kaได 2คา สวนกรดพอลโิ ปรติกแตกตวั ไดห ลายขั้นจึงมคี าKaหลายคา เทา กับจาํ นวนขนั้ ทีแ่ ตกตัวได •คา Kaข้นั แรกจะมคี า สูงกวา คาKaในขน้ั ตอ ไป ตามลําดับ • ในการเปรยี บเทียบปริมาณการแตกตวั เปนไอออนของกรด ถา K a1 สูงกวา K a2 มาก ประมาณ 103เทา สามารถใชคา Ka1 เพยี งคาเดยี วได •กรดทีม่ คี าKaสูงจะมคี วามแรงของกรดมากกวากรดทีม่ ีคาKaตาํ่ ช่ัวโมงที่ 3 ข้นั ท่ี 2 สํารวจคนหา (Explore) 11. นักเรยี นจับคกู ับเพื่อนโดยแตล ะคศู กึ ษาเกยี่ วกบั การแตกตวั ของเบสออนจากหนังสือเรียนรายวิชา เพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบสแลว รวมกันแสดงความคดิ เหน็ จน เกดิ ความเขาใจทตี่ รงกัน 12. จากนั้นแตละคูรวมกันฝก คํานวณการหาการแตกตวั เปน รอยละของเบสออนและความเขม ขน ของ ไอออนในสารละลายจากตวั อยา งท่ี 1.8-1.13ในหนงั สือเรียนรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2หนวยการเรียนรูที่ 1กรด-เบส ขั้นที่ 3 อธบิ ายความรู (Explain) 13. ครูสมุ นักเรยี น6คู ออกมาแสดงวธิ ีการคาํ นวณตัวอยา งแตล ะขอ หนา ช้ันเรยี นใหถ กู ตอ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรูใ นสว นท่นี ักเรียนยงั ไมเขา ใจ 14. ครูตัง้ คาํ ถามใหน กั เรียนรวมกนั อภิปรายเร่ืองการแตกตวั ของเบสออ นเชน 1) สารละลายเบสNH3และN2H4มคี าKbเปน 1.8× 10-5และ1.7 × 10-6ตามลําดบั ถา สารละลายทงั้ สองเขมขน 2โมล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตรเทากันสารละลายของเบสใดจะมีความ เขม ขน ของOH-มากกวา กันจงอธิบาย 15. ครยู กตวั อยา งโจทยเกยี่ วกบั การแตกตวั ของเบสออ นโดยครเู ขยี นโจทยแ ละแสดงวธิ ีทําใหน กั เรยี นดูบน กระดาน ดังนี้ เบสออ นเมทลิ เอมีน(CH3NH2) จาํ นวน6.2กรัมในสารละลาย 250ลกู บาศกเ ซนตเิ มตร จะมไี ฮดรอกไซดไ อออนเขมขนกโี่ มล/ลูกบาศกเ ดซเิ มตร (กําหนดให คา KbของCH3NH2=3.7 × 10-4) วิธีทาํ CH3NH2 หนัก 31 gคิดเปน 1 mol สารละลายCH3NH225ห0นกั cm63.2gมคี Cดิ Hเป3Nน H2อ63ย..21ู = 0.2mol 0.2 mol

สารละลาย CH3NH21000cm3 มี CH3NH2อยู 0.2x1000 = 0.8 mol 250 CH3NH2(aq) + H2O(l)⇌ CH3NH3+(aq) +OH-(aq) - - mol/dm3 ความเขมขนเร่ิมตน 0.8 x x mol/dm3 ความเขมขน ณภาวะสมดลุ 0.8–x อัตราสวน C > 103ดังนั้น 0.8 –x มีคาประมาณ 0.8 Kb [CH3NH+3 [OH- Kb= [CH3NH2 ] ] 3.7x×21=0-24.=96(×x0)1.(8x0)-4 x = 0.0172mol/dm3 ดังนั้นสารละลายมีไฮดรอกไซดไ อออนเขม ขน 0.017โมล/ลกู บาศกเดซเิ มตร 16. นกั เรยี นและครรู ว มกันอภปิ รายเพื่อหาขอสรปุ เกี่ยวกับแตกตัวของเบสออนซ่งึ ไดขอสรปุ ดงั นี้ •เบสออนแตกตวั เปนไอออนไดน อย การแตกตวั ของกรดเบสเปน การเปล่ยี นแปลงทผ่ี นั กลบั ได ใน สารละลายจงึ มีท้ังโมเลกุลของเบสออนและไอออนท่ีเกดิ จากการแตกตวั •ความสามารถในการแตกตวั ของเบสออนอาจบอกเปนรอยละหรอื บอกเปน คา คงที่การแตกตัว ของเบส (Kb) •เบสท่มี ีคาKbสงู จะมีความแรงของเบสมากกวา กรดท่มี ีคาKbต่ํา ชั่วโมงท่ี 4 ขัน้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 17. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรยี นรูท่ี 1กรด-เบสอกี ครัง้ ดังน้ี • สารละลายกรดและเบสแตล ะชนดิ จะสามารถแตกตัวไดเ ทากนั หรือไม อยา งไร •เมื่ออุณหภูมเิ พ่มิ ขน้ึ หรอื ความเขมขนของสารละลายเพมิ่ ข้นึ การแตกตัวของสารละลายกรดและ เบสจะเปน อยา งไร 18. ครเู ปด โอกาสใหน กั เรยี นซกั ถามขอ สงสัยในเน้ือหาเรื่องการแตกตัวของกรดและเบสวามสี วนไหนท่ยี งั ไมเขา ใจและใหความรเู พมิ่ เติมในสวนนัน้ เพอ่ื จะใชเ ปนความรเู บือ้ งตนสําหรบั การเรยี นในเนอ้ื หาตอ ๆ ไป 19. นักเรียนทําใบงานท่ี 1.2เรอื่ งการแตกตวั ของกรดและเบส

20. นกั เรียนทาํ แบบฝก หดั ในหนงั สอื แบบฝกหดั รายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบส 21. นกั เรยี นทาํ TopicQuestionจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการ เรียนรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขนั้ ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ 1.2เรื่องการแตกตวั ของกรดและเบส 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝก หัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. นกั เรยี นและครรู วมกันสรปุ เกย่ี วกับการแตกตัวของกรดและเบสซง่ึ ไดขอสรปุ ดังน้ี •กรดแกและเบสแกเปนอิเลก็ โทรไลตแก ซึ่งแตกตวั เปนไอออนไดด มี าก หรือแตกตัวไดห มด •กรดออ นแตกตวั เปน ไอออนไดน อยการแตกตวั ของกรดออนเปน การเปลย่ี นแปลงทผ่ี ันกลับไดใ น สารละลายจึงมีทง้ั โมเลกุลของกรดออนและไอออนทเี่ กิดจากการแตกตวั •เบสออ นแตกตวั เปน ไอออนไดนอ ย การแตกตวั ของกรดเบสเปน การเปลี่ยนแปลงทีผ่ ันกลบั ได ใน สารละลายจึงมที งั้ โมเลกลุ ของเบสออนและไอออนทเ่ี กดิ จากการแตกตวั หนว ยการเรยี นรูท ี่ 1 เรอื่ ง การแตกตวั เปนไอออนของนา้ํ จํานวน เวลาเรยี น. 2 ชว่ั โมง วธิ สี อน(จํานวนขัน้ แลวแตว าเปนวิธกี ารสอนแบบใด และโปรดระบุวา ใชว ธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครูตัง้ คาํ ถามเพอ่ื กระตุนความสนใจนักเรียนวา“น้าํ สามารถนําไฟฟา ไดห รอื ไม เพราะเหตใุ ด” ซ่ึงครูยังไมต องเฉลยคําตอบทถ่ี ูกตองกบั นักเรยี น 2. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2 หนว ยการเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบสวา “ทอ่ี ุณหภมู ิปกติ นํา้ สามารถนาํ ไฟฟา ไดหรอื ไม”แลว ให นักเรยี นรวมกนั ตอบคาํ ถามจากนนั้ ครูและนักเรยี นรว มกนั อภิปราย ข้ันที่ 2 สํารวจคนหา (Explore) 1. นกั เรียนแบง กลุมกลมุ ละ5คนเพ่อื ทาํ การทดลองเร่ืองการนําไฟฟาของนํา้ จากหนังสือเรยี นรายวชิ า เพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบส 2. ครูใชรปู แบบการเรียนรูแบบรวมมือเทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรู โดยกําหนดใหสมาชกิ แตละคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ขี องตนเองดงั นี้

• สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนา ทเ่ี ตรียมวัสด-ุ อปุ กรณท ่ใี ชในการทดลองเรอื่ งการนําไฟฟา ของ น้าํ • สมาชกิ คนที่ 2:ทําหนา ทอ่ี านวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลมุ ฟง • สมาชกิ คนที่ 3: ทาํ หนาท่ีบนั ทกึ ผลการทดลอง • สมาชิกคนที่ 4และ5:ทําหนาทีน่ ําเสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทุกคนในกลุมชวยกันลงมอื ทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) 4. นกั เรยี นแตละกลุม สง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลังจาก นั้นใหนกั เรียนทุกคนรว มกันอภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจท่ีตรงกัน 5. ครูและนักเรียนรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคําถามดังนี้ 1) เมอ่ื ตรวจการนําไฟฟา ของนํ้ากล่ันท่อี ุณหภูมหิ อ งและน้ํากล่นั อุณหภูมิประมาณ60องศา เซลเซยี สดวยเครือ่ งตรวจการนาํ ไฟฟา จะไดผลอยา งไร 2) เมื่อตรวจการนําไฟฟา ของนา้ํ กล่นั ท่อี ณุ หภมู ิหอ งและน้าํ กล่ันอณุ หภูมปิ ระมาณ60องศา เซลเซยี สดวยแอมมเิ ตอรจ ะไดผ ลอยา งไร 6. นักเรียนและครรู วมกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซง่ึ ไดขอ สรุปวา“น้าํ บรสิ ุทธนิ์ ําไฟฟาไดน อ ยมาก เนื่องจากน้าํ บรสิ ุทธแ์ิ ตกตัวเปนไอออนไดน อยมากแตเ มอ่ื นาํ้ บรสิ ทุ ธิ์มอี ณุ หภูมสิ งู ข้ึนจะสามารถนํา ไฟฟาไดมากข้นึ เนอื่ งจากสามารถแตกตัวเปนไอออนไดมากขนึ้ ” ช่วั โมงที่ 2 ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 7. นักเรยี นจับคกู บั เพ่อื นโดยใหแตล ะคศู กึ ษาขอมลู เกยี่ วกบั การแตกตัวเปนไอออนของนา้ํ จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสแลว รว มกันแสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขา ใจทีต่ รงกัน 8. จากน้ันนกั เรียนแตละคูรว มกนั ฝก คํานวณหาความเขมขน ของH3O+หรือ OH-เม่ือภาวะสมดุล เปลี่ยนแปลงไป จากตัวอยา งที่ 1.14ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส ขนั้ ที่ 3 อธิบายความรู (Explain) 9. ครูและนกั เรยี นรว มกันอภิปรายเกยี่ วกับการรบกวนสมดุลของนา้ํ เม่อื เติมกรดซงึ่ มี H3O+หรือเติมเบสซ่งึ มี OH-ลงไป การปรับตวั เพ่ือรกั ษาสมดลุ ของนา้ํ 10. ครอู ธบิ ายเกย่ี วกบั สมดลุ การแตกตัวของน้าํ และการหาคาคงทก่ี ารแตกตวั ของน้ํา(Kw)โดยเนน วา “ณ ภาวะสมดลุ ท่ี 25องศาเซลเซยี ส คาKwจะเทา กับ 1.0 ×10-14 โดยความเขม ขน ของH3O+และOH-ใน น้าํ จะมีคา เทา กนั คือ1.0×10-7โมล/ลกู บาศกเดซิเมตร”

11. ครูสุมนกั เรยี น1คู ออกมาแสดงวิธีการคํานวณตวั อยา งหนาชั้นเรยี นใหถ กู ตอ งโดยครคู อยเสริม ความรใู นสว นที่นักเรยี นยังไมเขา ใจ 12. ครตู งั้ คําถามใหนักเรียนรว มกนั อภปิ รายเรอื่ งการแตกตัวเปนไอออนของนา้ํ ดงั นี้ 1) ท่อี ณุ หภูมิ 25องศาเซลเซียสคา คงที่การแตกตัวของนํา้ มีคาเทาใด 2) เมอ่ื อณุ หภูมสิ งู ขนึ้ คา คงท่กี ารแตกตวั ของนํ้าจะเปล่ยี นแปลงไปอยา งไร 3) เมื่อเตมิ เบสลงในน้าํ คา คงทก่ี ารแตกตวั ของน้าํ ความเขมขน ของH3O+และOH-จะเปลี่ยนแปลง ไปอยางไร 4) เมอื่ เตมิ กรดลงในนํา้ คา คงทกี่ ารแตกตวั ของนํ้าความเขม ขน ของ H3O+และOH-จะเปลีย่ นแปลง ไปอยา งไร ข้ันที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 13. ครเู ปด โอกาสใหนักเรียนซกั ถามขอ สงสัยในเน้ือหาเร่อื งการแตกตวั เปน ไอออนของน้ํา วา มีสว นไหนท่ยี งั ไมเขา ใจและใหความรูเพมิ่ เติมในสว นนั้นเพอื่ จะใชเปนความรเู บอื้ งตน สําหรับการเรยี นในเนือ้ หาตอ ๆ ไป 14. นกั เรียนทาํ แบบฝกหดั ในหนังสือแบบฝกหัดรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนว ย การเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบส 15. นักเรยี นทําTopicQuestionจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนักเรียนโดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หดั /แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทายแผน 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 4. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรือ่ งการนําไฟฟา ของนํ้า 5. นักเรียนและครรู วมกันสรปุ เกย่ี วกับทฤษฎกี รด-เบสซ่ึงไดขอ สรปุ ดังนี้ • นาํ้ บริสุทธิน์ าํ ไฟฟา ไดนอ ยมากเนอื่ งจากนํ้าบริสทุ ธ์แิ ตกตัวเปน ไอออนไดน อ ยมาก แตเ ม่ือน้ําบรสิ ทุ ธิ์มีอณุ หภูมสิ ูงขึ้นจะสามารถนาํ ไฟฟา ไดมากขน้ึ เน่อื งจากสามารถ แตกตัวเปนไอออนไดม ากข้นึ • น้าํ บริสทุ ธ์ิท่ีอุณหภมู ิ 25องศาเซลเซียสแตกตวั ใหไ ฮโดรเนยี มไอออนและไฮดรอกไซดไ อออน ทมี่ คี วามเขมขนเทากนั คือ1.0×10-7โมลตอ ลติ รโดยมคี าคงท่กี ารแตกตวั ของน้าํ เทา กบั 1.0 × 10-14 -

หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 เรอื่ ง pHของสารละลาย จาํ นวน เวลาเรยี น. 2 ชว่ั โมง วธิ สี อน(จํานวนขนั้ แลวแตวา เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบวุ าใชว ธิ กี ารสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขั้นที่ 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบสวา“เกณฑใ ดใชในการเปรียบเทยี บความเปน กรด-เบสของสารละลาย” ใหน ักเรยี นรว มกันตอบคําถามจากนนั้ ครูและนกั เรยี นรวมกนั อภิปราย 2. ครแู ละนกั เรียนรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั ความเขมขนของไฮโดรเนยี มไอออนหรือไฮดรอกไซด ไอออนในนาํ้ เพอื่ เชอ่ื มโยงเขาสกู ารคํานวณคาpHของนาํ้ และสารละลายกรด-เบส ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ3 คนโดยแตล ะกลมุ รว มกนั ศกึ ษาเร่ืองpHของสารละลาย จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรูที่ 1กรด-เบสจากนัน้ ใหรวมกันอภปิ รายเร่ืองทไี่ ดศ กึ ษาไป จนเกดิ ความเขา ใจที่ตรงกนั 2. นักเรยี นแตล ะกลุมรวมกนั ฝก คาํ นวณหาคา pHของสารละลายจากตวั อยางท่ี 1.15-1.19 ในหนงั สือเรียนรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส ชวั่ โมงที่ 2 ข้นั ท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 3. ครสู ุม นกั เรยี น5กลมุ ออกมาแสดงวิธกี ารคาํ นวณตัวอยางแตล ะขอหนา ช้นั เรียนใหถ กู ตอ ง โดยครคู อยเสรมิ ความรใู นสว นท่นี ักเรยี นยงั ไมเ ขา ใจ 4. ครูยกตัวอยางโจทยเกย่ี วกบั pHของสารละลายโดยครูเขียนโจทยและแสดงวธิ ที ําใหนักเรียนดบู น กระดาน 1) สารละลายNaOHเขม ขน 0.5โมล/ลูกบาศกเดซเิ มตรจะมคี า pHเทาใด (กาํ หนดให log 2=0.3010) วิธีทําNaOHเปนเบสแก จงึ แตกตัวไดห มดดังน้ันสารละลายNaOH0.5mol/dm3 จะแตกตัวให [OH-]0.5mol/dm3 [H3O+][OH-]= 1.0 × 10-14 [H3O+] × 0.5 = 1.0 ×10-14 -27-

[H3O+] = 1.0 x 10-14 0.5 = 2 × 10-14 สารละลายNaOHมี [H3O+]= 2× 10-14 pH = -log [H3O+] = -log(2 × 10-14) = 14– log2 = 14– 0.3010 = 13.699 ดังนน้ั สารละลายNaOHจะมีคาpHเทากบั 13.699 2) สารละลายKOHมี pHเทากับ8จะมีความเขม ขน เทา ใด วิธีทาํ สารละลายKOH มี pH เทา กับ8 จะมี [H3O+]=10-8mol/dm3 [H3O+][OH-]= 1.0 × 10-14 10-8× [OH-]= 1.0 × 10-14 [OH-] = 1.0 x 10-14 10-8 = 2 × 10-6 mol/dm3 ดังน้นั สารละลายKOHมคี วามเขมขน2×10-6 mol/dm3 5. นักเรียนและครูรวมกันอภิปรายเพ่ือหาขอสรปุ เกย่ี วกบั pHของสารละลาย ซ่งึ ไดขอ สรปุ ดงั นี้ •pHเปนคาทใี่ ชบอกความเขม ขน ของH3O+ในสารละลายโดยกําหนดให pH= -log [H3O+] •สารละลายท่มี สี มบัติเปนกรดจะมี pH<7สารละลายทมี่ สี มบัตเิ ปน กลางจะมี pH=7สว น สารละลายที่มสี มบัตเิ ปนเปนจะมี pH>7 •ผลคูณของ[H3O+]กับ[OH-]มีคาเทากับ 1.0 ×10-14ซึง่ เปนคา คงที่ ทอี่ ุณหภูมิ 25องศา เซลเซยี ส ดงั น้ันสารละลายทมี่ ี [H3O+]มาก จะมี [OH-]นอ ย สวนสารละลายทม่ี ี H3O+]นอ ย จะมี [OH-] มาก •สารละลายท่มี ี [H3O+]มาก จะมคี วามเปนกรดมาก คา pHจะต่าํ สว นสารละลายท่ีมี [H3O+]นอย จะมคี วามเปน กรดนอ ย คา pHจะสูง •pHของสารละลายอาจมคี าตํ่ากวา 0หรอื สูงกวา14กไ็ ด ขั้นที่ 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 6. ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นซกั ถามขอสงสัยในเนื้อหาเร่อื งpHของสารละลาย วามสี วนไหนที่ยงั ไมเขา ใจ และใหความรูเพมิ่ เตมิ ในสวนน้ันเพื่อจะใชเปน ความรูเบอื้ งตน สําหรบั การเรียนในเนอ้ื หาตอๆไป 7. นักเรียนทาํ ใบงานที่ 1.3 เร่ืองpH ของสารละลาย

8. นักเรยี นทาํ แบบฝก หัดในหนงั สือแบบฝก หัดรายวิชาเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวย การเรยี นรูท่ี 1 กรด-เบส 9. นักเรยี นทาํ TopicQuestionจากหนังสือเรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการ เรยี นรูที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจําตัว ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมนิ ผลนักเรยี นโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคาํ ถามพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ และจากการนาํ เสนอผลการทํากจิ กรรมหนา ชนั้ เรยี น 2. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 1.3เร่ืองpHของสารละลาย 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝกทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 4. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion หนว ยการเรยี นรูท ่ี 1 เรอื่ ง อนิ ดิเคเตอรสาํ หรบั กรดเบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 1 ชัว่ โมง วธิ สี อน(จาํ นวนข้นั แลวแตวาเปนวธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชวิธีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ข้นั ที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครตู ง้ั คาํ ถามกระตนุ ความคดิ นกั เรียนวา“นกั เรียนคิดวา อินดเิ คเตอรแ ตล ะชนิดจะใชท ดสอบคา pH ของสารละลายแตล ะชนดิ ไดดเี ทา กนั หรือไม” ซ่งึ ครยู งั ไมต องเฉลยคําตอบทีถ่ กู ตอ งนักเรียน 2. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบสวา“ส่งิ ใดใชในการระบุคาpHของสารละลายได” ใหน ักเรยี นรว มกันตอบคําถามจากน้นั ครแู ละนักเรยี นรวมกันอภปิ ราย ขัน้ ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรยี นจบั คกู ับเพ่ือนโดยใหแตละคูร วมกนั ศกึ ษาขอ มลู เกย่ี วกับอินดิเคเตอรสําหรับกรด-เบสจาก หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบสจากนนั้ รวมกันอภปิ รายจนเกิดความเขา ใจทต่ี รงกนั ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 2. ครูตัง้ คาํ ถามใหน ักเรยี นรวมกันอภิปรายเรือ่ งอนิ ดเิ คเตอรสําหรับกรด-เบสดงั น้ี 1) หากนําสารละลายชนดิ หนึ่งมาเตมิ อินดิเคเตอรช นดิ ตางๆปรากฏวาไดส ขี องสารละลายดงั ตารางสารละลายชนิดนค้ี วรมี pHเทา ใด

อนิ ดิเคเตอร สขี องสารละลาย เมทิลออเรนจ เหลอื ง เมทลิ เรด เหลอื ง ฟน อลเรด แดง ฟน อลฟทาลนี ชมพูออน 2) หากนาํ สารละลายชนดิ หนึ่งมาเตมิ อนิ ดเิ คเตอรชนดิ ตา งๆปรากฏวาไดส ีของสารละลายดัง ตารางสารละลายชนดิ นีค้ วรมี pHเทา ใด อนิ ดเิ คเตอร สีของสารละลาย โบรโมฟนอลบลู น้ําเงิน โบรโมไทมอลบลู น้าํ เงนิ ฟนอลเรด สม ฟนอลฟทาลีน ไมม ีสี 3. นกั เรียนและครรู วมกนั อภิปรายเพือ่ หาขอ สรุปเก่ยี วกับอนิ ดเิ คเตอรสําหรบั กรด-เบสซึ่งไดข อสรปุ วา “การใชอินดิเคเตอรว ดั คา pHของสารละลาย ถาใชอ นิ ดเิ คเตอรเ พียงชนดิ เดยี วจะบอกpHไดเ ปน ชวงกวา งแตถ าใชอ ินดเิ คเตอรห ลายชนดิ ผสมกนั จะบอกคาpHไดละเอียดและถกู ตองมากขน้ึ ” ขนั้ ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 4. ครูเปด โอกาสใหนักเรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเนือ้ หาเรอื่ งอินดเิ คเตอรส าํ หรบั กรด-เบสวา เพอ่ื จะใชเ ปน ความรเู บ้ืองตนสาํ หรบั การเรียนในเนอื้ หาตอๆ ไป 5. นักเรียนทาํ แบบฝก หัดในหนงั สือแบบฝก หดั รายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนวย การเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบส 6. นกั เรียนทาํ TopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการ เรียนรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมุดประจาํ ตัว ขั้นท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมินผลนกั เรียนโดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการตอบคาํ ถามพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม 2. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด แบบฝก ทกั ษะและแบบทดสอบทา ยแผน 3. ครตู รวจสอบผลจากการทําTopicQuestion

หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 เรื่อง ปฏิกิริยาระหวา งกรด เบส จาํ นวน เวลาเรยี น. 6 ช่วั โมง วธิ สี อน(จาํ นวนขนั้ แลว แตวา เปนวธิ ีการสอนแบบใดและโปรดระบวุ าใชวธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ชวั่ โมงที่ 1 ขั้นท่ี 1 กระตุนความสนใจ(Engage) 1. ครูถามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5 เลม2 หนวยการเรียนรทู ่ี 1 กรด-เบสวา“เม่ือนําสารละลายกรดมาทาํ ปฏิกิรยิ ากับสารละลายเบสจะ เกดิ การเปลย่ี นแปลงเชน ใด”ใหนกั เรียนรว มกนั ตอบคาํ ถามจากน้ันครูและนกั เรียนรวมกันอภปิ ราย 2. ครูและนกั เรยี นรว มกนั ทบทวนความรูเกีย่ วกบั ไอออนทแ่ี สดงสมบัตขิ องกรดคอื ไฮโดรเนยี มไอออนและ ไอออนท่แี สดงสมบตั ขิ องเบสคอื ไฮดรอกไซดไ อออนแลวอภิปรายถึงความเกยี่ วขอ งของไอออนทงั้ สอง ชนิดนีก้ บั ปฏกิ ริ ยิ าของกรดและเบสเพอ่ื นําเขาสเู รือ่ งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดกบั เบส 3. จากนั้นครแู ละนักเรียนรว มกันทบทวนความรเู กยี่ วกบั การแตกตัวเปนไอออนของกรดและเบสตามทฤษฎี กรด-เบสอารเรเนยี สและการถา ยโอนโปรตอนระหวา งกรดกับเบสตามทฤษฎกี รด-เบสเบรนิ สเตด-ลาวรี แลวอภิปรายเกีย่ วกับปฏกิ ิรยิ าที่ควรจะเกิดข้นึ เมอ่ื นําสารละลายกรดและสารละลายเบสมาผสมกัน ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นกั เรียนแบง กลมุ กลมุ ละ5คนเพอ่ื ทาํ การทดลองเรื่องปฏิกริ ิยาระหวา งกรดซลั ฟวรกิ และแบเรียมไฮ ดรอกไซด จากหนังสือเรยี นรายวิชาเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด- เบส 2. ครใู ชร ปู แบบการเรยี นรูแ บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรียนรโู ดยกาํ หนดใหสมาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ขี องตนเองดงั น้ี •สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนาท่เี ตรยี มวัสด-ุ อุปกรณท ีใ่ ชใ นการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกิริยาระหวา ง กรดซัลฟว รกิ และแบเรียมไฮดรอกไซด •สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนา ท่อี า นวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชกิ ในกลุมฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทําหนาทีบ่ ันทกึ ผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทกุ คนในกลุม ชวยกันลงมือทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ร่มิ ประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม ) 4. นักเรียนแตล ะกลมุ สงตัวแทน(สมาชกิ คนที่ 4และ5ของกลุม)ออกมานําเสนอผลการทดลองหลงั จากน้นั ใหนักเรยี นทุกคนรว มกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขาใจทต่ี รงกัน

(หมายเหตุ :ครเู ริม่ ประเมินนกั เรียนโดยใชแ บบประเมนิ ปฏิบัตกิ าร) 5. ครูและนักเรยี นรว มกนั อภปิ รายและหาขอ สรุปจากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแนวคาํ ถามดังน้ี 1) สารละลายกรดซัลฟว ริกและสารละลายแบเรียมไฮดรอกไซดนาํ ไฟฟาไดหรือไม ทราบไดอยางไร 2) ผลติ ภณั ฑท ี่เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าระหวา งสารละลายกรดซัลฟวรกิ กบั สารละลาย แบเรยี มไฮดรอกไซดค อื อะไรและมีสมบตั อิ ยา งไร 3) เมื่อนําสารละลายกรดซัลฟว ริกมาทําปฏิกิรยิ ากบั สารละลายแบเรยี มไฮดรอกไซด จดุ ที่สารละลายทงั้ สองทาํ ปฏิกริ ยิ าพอดกี ันสารละลายจะมสี ใี ดและความสวา งของหลอดไฟ จะเปนอยางไรเพราะเหตใุ ดจงึ เปน เชน น้ัน 6. นกั เรียนและครูรวมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซ่งึ ไดข อ สรปุ วา “ปฏิกิรยิ าระหวา งสารละลาย กรดแกก บั สารละลายเบสแก จะเปน การเกิดปฏกิ ริ ยิ าระหวางH3O+จากกรดและOH-จากเบสเกดิ เปน เกลือและนํ้าเรยี กวา ปฏกิ ริ ยิ าการสะเทนิ ” (หมายเหตุ :ครูเริ่มประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล) ชวั่ โมงท่ี 2 ข้นั ท่ี 2 สํารวจคนหา (Explore) 7. นักเรยี นแบง กลุมกลมุ ละ5คน(กลุมเดิม) จากช่ัวโมงท่ีผา นมาเพ่อื ทําการทดลอง เร่ืองปฏกิ ิรยิ าระหวางกรดซัลฟว ริกและโซเดยี มไฮดรอกไซด จากหนังสือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เติม วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบส 8. ครใู ชร ูปแบบการเรียนรูแบบรว มมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรโู ดยกําหนดใหส มาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ีของตนเองดังนี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทาํ หนาที่เตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณทีใ่ ชใ นการทดลองเรอ่ื ง ปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดซลั ฟวรกิ และโซเดยี มไฮดรอกไซด •สมาชกิ คนท่ี 2:ทาํ หนาทอี่ านวธิ ีการทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุมฟง •สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทบ่ี นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนา ท่ีนําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ ชว ยกนั ลงมือทําการทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ ) 10. นกั เรียนแตล ะกลมุ สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลงั จากนนั้ ใหนกั เรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขา ใจท่ตี รงกัน 11. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอสรปุ จากการปฏบิ ตั ิการทดลองโดยใชแ นวคาํ ถามดงั น้ี 1) ผลการทดลองของการทดลองนม้ี ีอะไรที่แตกตา งไปจากการทดลองทผ่ี า นมา

2) นกั เรียนคดิ วา เพราะเหตใุ ดในการทดลองน้ี หลอดไฟจึงสวางเทา เดิมตลอด 3) การเปลีย่ นสีของสารละลายในการทดลองนแ้ี ละการทดลองท่ีผา นมาเหมือนหรือแตกตา งกนั อยา งไร 12. นกั เรยี นและครูรวมกนั สรปุ ผลจากการทําการทดลองซง่ึ ไดขอสรุปวา “ในปฏิกริ ยิ าการสะเทนิ อาจจะ เกิดเกลอื ทล่ี ะลายนา้ํ หรอื ไมละลายนํ้ากไ็ ด โดยถาเกิดเกลือทไี่ มละลายนา้ํ จะสามารถบอกภาวะทีก่ รด และเบสทาํ ปฏกิ ิรยิ ากนั พอดี ไดโ ดยการสังเกตการเปลย่ี นสีของยนู เิ วอรซ ลั อินดเิ คเตอร และสังเกต ความสวา งของหลอดไฟแตถา เกิดเกลอื ท่ลี ะลายนํ้าได จะสามารถบอกภาวะทก่ี รดและเบสทําปฏิกริ ิยา กนั พอดี ไดโ ดยการสงั เกตการเปลยี่ นสีของยนู ิเวอรซัล อินดิเคเตอรเ ทา นัน้ ” ชั่วโมงท่ี 3 ขัน้ ท่ี 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 13. ครูใหนกั เรยี นแบงกลุมกลุม ละ5คน(กลมุ เดมิ ) จากชั่วโมงที่ผา นมาเพอื่ ทําการทดลอง เรือ่ งปฏกิ ริ ยิ าระหวางกรดหรือเบสกบั สารบางชนิดจากหนังสอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส 14. ครูใชรปู แบบการเรยี นรแู บบรวมมือเทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรยี นรูโดยกาํ หนดใหส มาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ท่ีของตนเองดังนี้ •สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนาทเ่ี ตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณท ่ใี ชในการทดลองเรอื่ ง ปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดหรือเบสกับสารบางชนดิ •สมาชกิ คนท่ี 2:ทําหนาทีอ่ านวธิ กี ารทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทีบ่ นั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาทน่ี าํ เสนอผลการทดลอง 15. สมาชิกทกุ คนในกลมุ ชวยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง 16.นักเรยี นแตล ะกลุมสง ตัวแทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม) ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลัง จากน้ันใหน ักเรยี นทุกคนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขา ใจท่ตี รงกนั 17. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันอภปิ รายและหาขอ สรปุ จากการปฏิบตั กิ ารทดลองโดยใชแ นวคําถามดังน้ี 1) ผลิตภณั ฑทเี่ กดิ จากปฏิกิรยิ าระหวา งสารละลาย HClกับCaCO3และปฏกิ ริ ิยาระหวา ง สารละลายNaOHกบั FeCl3มีสมบัติอยา งใด 2) เกลือทเี่ กิดจากปฏกิ ิริยาระหวางสารละลายHClกับCaCO3และปฏกิ ิริยาระหวางสารละลาย NaOHกบั FeCl3สามารถละลายนํ้าไดหรอื ไม 18. นกั เรียนและครูรว มกนั สรปุ ผลจากการทาํ การทดลองโดยไดข อ สรปุ วา“กรดและเบสสามารถทํา ปฏิกริ ยิ ากบั สารอน่ื แลว เกดิ เกลอื ตามชนดิ ของกรดและเบสหรอื สารตง้ั ตนทีเ่ ขา ทําปฏกิ ริ ยิ ากนั ได ซึ่ง เกลอื ทเ่ี กดิ ขึน้ อาจจะเปนเกลอื ท่ไี มล ะลายนา้ํ กไ็ ด หรือเปน เกลอื ที่สามารถละลายนํา้ ได”

19. ครูต้งั คาํ ถามใหนักเรยี นรว มกันอภปิ ราย เรอื่ งปฏกิ ริ ิยาสะเทินเชน 1) จงเขยี นปฏิกริ ิยาสะเทินระหวางกรดกบั เบสตอไปน้ี • HCl กับ Ca(OH)2 • HNO3กับ NaOH 2) จงเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาระหวางกรดกบั เบสตอ ไปน้ี •H2SO4กบั KOH • H2CO3กบั NaOH ชวั่ โมงที่ 4 ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 20. ครูใหนักเรยี นแบง กลุมกลุมละ5คน(กลมุ เดิม) จากช่ัวโมงท่ผี านมาเพือ่ ทาํ การทดลอง เรือ่ งการวัดpHของสารละลายเกลือโดยใชยนู เิ วอรซัลอนิ ดเิ คเตอร จากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1กรด-เบส 21. ครใู ชร ูปแบบการเรียนรแู บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรยี นรโู ดยกาํ หนดใหสมาชิกแตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ทขี่ องตนเองดังน้ี •สมาชกิ คนที่ 1:ทาํ หนาท่เี ตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณท ี่ใชในการทดลองเรอ่ื งการวัดpH ของ สารละลายเกลอื โดยใชย นู ิเวอรซ ัลอินดิเคเตอร •สมาชิกคนที่ 2:ทําหนา ทอี่ านวิธกี ารทดลองทาํ ความเขาใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทําหนาท่บี นั ทกึ ผลการทดลอง •สมาชิกคนท่ี 4และ5:ทําหนา ทนี่ ําเสนอผลการทดลอง 22. สมาชิกทุกคนในกลมุ ชวยกันลงมอื ทาํ การทดลอง 23. นักเรียนแตละกลมุ สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลัง จากน้ันใหน ักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจทตี่ รงกนั 24. ครแู ละนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายและหาขอสรุปจากการปฏิบัติการทดลองโดยใชแ นวคําถามดังนี้ 1) เกลือทไ่ี ดจากการทดลองแตละชนดิ มคี า pHเทากันหรือไม 2) เกลอื ทไ่ี ดจ ากการทดลองแตละชนิดมีสมบัติความเปน กรด-เบสอยางไร 25. นักเรียนและครูรวมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซงึ่ ไดข อสรุปวา“เกลอื ท่ลี ะลายนํา้ ไดอาจมี สมบัติเปนกรดเบสหรือกลางกไ็ ด ข้ึนอยูกบั ไอออนบวกและไอออนลบทที่ าํ ปฏกิ ิรยิ ากัน”

ชัว่ โมงที่ 5 ขนั้ ท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 27. นักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ3คนโดยแตล ะกลมุ ศึกษาเกย่ี วกบั ปฏกิ ิริยาสะเทนิ และปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซสิ จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท1ี่ กรด-เบสแลว รว มกนั แสดงความคิดเหน็ จนเกดิ ความเขา ใจทต่ี รงกนั 28. นักเรยี นนาํ ขอ มูลทไ่ี ดจ ากการคน ควา ทําเปนรปู แบบตางๆตามความคิดเห็นของแตล ะกลมุ เชน แผนภาพแผนผงั เขียนบรรยาย ขัน้ ท่ี 3 อธบิ ายความรู (Explain) 29. นกั เรยี นแตล ะกลุมสงตวั แทนมานาํ เสนอเรอื่ งทไ่ี ดศ ึกษาคนควา ขอ มลู และผลงานการจดั ทําขอมูลของ กลุม ตนเองหนาชั้นเรียนทีละกลมุ เพ่อื แลกเปล่ียนความคิดเหน็ กนั จนครบทกุ กลุม 30. ครูตง้ั คําถามใหนักเรียนรวมกนั อภิปราย เร่อื งปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ ดังน้ี 1) ไอออนใดในสารประกอบเกลือNa2CO3KNO3 (NH4)3PO4และNH4Clสามารถเกดิ ปฏิกิริยา ไฮโดรลิซสิ ได 2) เมอื่ เกลอื KI Na2S และAl2(SO4)3ละลายในน้ําสารละลายทไี่ ดจ ะมีสมบตั เิ ปน กรดเบสหรอื กลาง 6. ครูยกตัวอยา งโจทยเ กยี่ วกบั ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ โดยครูเขยี นโจทยและแสดงวธิ ีทําใหนกั เรียนดบู น กระดานดงั น้ี เม่ือนาํ เกลือKNO3NH4Cl NaF NH4NO2และNH4CNมาละลายในนํ้าเกลือชนดิ ใดจะเกิดปฏกิ ิรยิ า ไฮโดรลิซสิ ถา เกิดแลว สารละลายเกลือเหลานมี้ ีสมบตั ิเปน กรดเบสหรือกลางพรอ มเขียนสมการแสดง ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสทเี่ กิดข้ึน วิธที ําKNO3ไมเ กดิ ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลซิ ิสเพราะK+และNO3-มาจากเบสแกแ ละกรดแก ตามลําดบั NH4Clเกดิ ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่มี ีสมบตั เิ ปนกรดดงั สมการ H2O NH4Cl(aq) → NH4+(aq) + Cl-(aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq) NaFเกิดปฏกิ ิริยาไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่ีมสี มบัตเิ ปน เบสดงั สมการ H2O NaF(aq) → Na+ (aq) + F-(aq) -35- F- (aq) +H2O(l) ⇌ HF(aq) + OH- (aq)

NH4NO2เกดิ ปฏกิ ิรยิ าไฮโดรลซิ สิ ได สารละลายท่ีมสี มบตั ิเปน กรดเนอื่ งจากคา Kbของ สารละลายNO2-มีคา นอยกวา KaของสารละลายNH4+ในสารละลายมี H3O+มากกวาOH-จงึ มี สมบตั กิ รดเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาได ดงั สมการ H2O NH4NO2(aq) → NH4+ (aq) + NO2-(aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq)…. Ka = 5.6 × 10-10 NO2-(aq) + H2O(l) ⇌ HNO2(aq) + OH- (aq) …. Kb = 2.2 × 10-11 NH4CNเกดิ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสได สารละลายทม่ี สี มบัตเิ ปนเบสเนือ่ งจากคา Ka ของ สารละลายNH4+มคี า นอ ยกวาKb ของสารละลายNO2-ในสารละลายมี OH- มากกวาH3O+จงึ มีสมบตั ิเบสเขียนสมการแสดงปฏิกริ ยิ าได ดังสมการ H2O NH4CN(aq) → NH4+ (aq) + CN- (aq) NH4+ (aq) + H2O (l) ⇌ NH3(aq) + H3O+(aq)…. Ka = 5.6 × 10-10 CN-(aq) + H2O(l) ⇌ HCN(aq) + OH- (aq) …. Kb= 2.0 × 10-5) 31. นักเรียนและครูรวมกนั อภปิ รายเพอ่ื หาขอสรปุ เกย่ี วกบั ปฏกิ ริ ิยาไฮโดรลิซิสซงึ่ ไดข อ สรปุ วา “เกลือที่ เกดิ จากไอออนของกรดแกกบั ไอออนของเบสแกจ ะไมท าํ ปฏกิ ิรยิ ากับน้ําจงึ ไมเกิดปฏกิ ิริยาไฮโดรลิซสิ สวนเกลอื ทีเ่ กดิ จากไอออนของกรดออ นหรือเบสออ นจะทําปฏกิ ิริยากับนํา้ จึงเกดิ ปฏิกริ ยิ าไฮโดรลซิ สิ ” ช่ัวโมงท่ี 6 ขน้ั ที่ 4 ขยายความเขา ใจ(Elaborate) 30. ครูเปด โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอ สงสยั ในเนอื้ หาเรอ่ื งปฏกิ ริ ยิ าระหวางกรดและเบสวา มีสว นไหนท่ยี ัง ไมเขาใจและใหความรเู พิ่มเติมในสว นน้นั เพือ่ จะใชเปนความรเู บือ้ งตน สําหรับการเรยี นในเนอื้ หาตอ ๆ ไป 31. นักเรยี นทาํ ใบงานที่ 1.4 เรอ่ื งปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดและเบส 32. นักเรยี นทําแบบฝก หดั ในหนงั สอื แบบฝกหัดรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรียนรทู ี่ 1 กรด-เบส 33. นักเรียนทาํ TopicQuestionจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการ เรยี นรูท ี่ 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตวั ข้นั ท่ี 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมนิ ผลนกั เรยี นโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครตู รวจสอบผลจากการทําใบงานท่ี 1.4เรอื่ งปฏิกริ ิยาระหวา งกรดและเบส

3. ครตู รวจสอบผลจากการทําแบบฝกหัด/แบบฝก ทกั ษะ 4. ครูตรวจสอบผลจากการทําTopicQuestion 5. ครวู ัดและประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรื่องปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดซลั ฟว รกิ และแบเรยี มไฮ ดรอกไซด 6. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดซัลฟว รกิ และโซเดยี มไฮ ดรอกไซด 7. ครวู ดั และประเมินผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่อื งปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดหรือเบสกบั สารบางชนิด 8. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการวดั pHของสารละลายเกลอื โดยใชย นู ิเวอร ซลั อินดิเคเตอร หนวยการเรียนรูท่ี 1 เรื่อง การไทรทรตกรด เบสจาํ นวน เวลาเรียน. 5 ช่ัวโมง วิธสี อน(จํานวนขัน้ แลว แตว า เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวา ใชว ธิ ีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ชว่ั โมงท่ี 1 ขั้นท่ี 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคาํ ถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5 เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบสวา“การตดิ ตามการทาํ ปฏิกิรยิ าระหวา งกรด-เบสสามารถทาํ ไดโดยวธิ กี ารใดบา ง”ใหนักเรยี นรวมกนั ตอบคาํ ถามจากน้ันครแู ละนกั เรยี นรวมกันอภปิ รายเพ่ือนาํ ไปสู ข้ันสอนตอไป 2. ครแู ละนักเรยี นรว มกนั ทบทวนความรเู ก่ียวกบั ปฏกิ ริ ิยาระหวางกรดซลั ฟว รกิ กบั แบเรยี ม ไฮดรอกไซด และกรดซัลฟว รกิ กับโซเดียมไฮดรอกไซด ซง่ึ ใชวธิ ีตรวจการนําไฟฟาและ การเปล่ียนสขี องอนิ ดเิ คเตอรเพอ่ื บอกจุดยตุ ิ แลว นาํ เขา สกู ารหาจุดยุตขิ องปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดไฮโดร คลอรกิ กบั โซเดียมไฮดรอกไซดด วยวธิ กี ารไทเทรต ข้นั ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 1. นักเรยี นแบงกลมุ กลมุ ละ5คนเพ่ือทําการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจุดยตุ ขิ องปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก จากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท ี่ 1 กรด-เบส 2. ครูใชรปู แบบการเรยี นรแู บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจดั กระบวนการเรียนรูโดยกาํ หนดใหส มาชิกแตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ที่ของตนเองดังน้ี

•สมาชกิ คนที่ 1:ทําหนา ท่ีเตรยี มวัสด-ุ อุปกรณท ีใ่ ชในการทดลองเรอื่ งการไทเทรตหาจุด ยตุ ขิ องปฏกิ ริ ยิ าระหวา งกรดแกก บั เบสแก •สมาชิกคนท่ี 2:ทําหนาท่อี า นวธิ ีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุม ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทาํ หนาท่ีบันทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนท่ี 4และ5:ทาํ หนาทีน่ าํ เสนอผลการทดลอง 3. สมาชิกทุกคนในกลุมชว ยกันลงมือทาํ การทดลอง (หมายเหตุ :ครเู ริ่มประเมินนกั เรียนโดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม) 4. นกั เรยี นแตละกลุม สง ตวั แทน(สมาชกิ คนท่ี 4และ5ของกลุม)ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนัน้ ใหน ักเรยี น ทุกคนรว มกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมคี วามเขาใจทต่ี รงกนั (หมายเหตุ :ครเู รมิ่ ประเมินนกั เรียนโดยใชแ บบประเมนิ ปฏิบตั กิ าร) 5. นักเรียนและครรู ว มกันสรปุ ผลจากการทาํ การทดลองซ่งึ ไดขอสรปุ วา “สารละลายHClมีสมบัติเปนกรด เม่ือหนดฟนอลฟ ทาลีนลงไปจงึ ไมเ กิดการเปลยี่ นสี แตเ มือ่ หยดNaOHลงไปOH-จาก NaOHจะไปทาํ ปฏิกิรยิ ากับH3O+จากHClสง ผลให pH ของสารละลายเพ่ิมขนึ้ เร่อื ย ๆ จนในตอนทายของการทดลอง อนิ ดิเคเตอรจ ะเปลย่ี นเปน สชี มพูออ นเรียกภาวะนีว้ า จดุ ยตุ ิ หรอื จดุ สิ้นสุดการทดลองซงึ่ จะทราบ ปริมาตรของNaOHที่ทําปฏิกิรยิ าพอดกี บั HCl” 6. ครูอธิบายเกยี่ วกบั ความหมายของการไทเทรตสารละลายมาตรฐานและจดุ สมมูลจากหนังสอื เรยี น รายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนว ยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบส ช่ัวโมงท่ี 2 ข้ันท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 7. นกั เรียนแบง กลุมกลมุ ละ5คนเพ่อื ทําการทดลองเร่ืองการไทเทรตหาจุดสมมูลของปฏกิ ริ ยิ าระหวาง กรดแกกบั เบสแก จากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิม่ เติมวทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรยี นรูท ่ี1 กรด-เบส 8. ครูใชร ปู แบบการเรียนรูแ บบรวมมือเทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรียนรูโดยกาํ หนดใหส มาชิกแตละคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนาท่ีของตนเองดังน้ี •สมาชิกคนที่ 1:ทําหนา ที่เตรยี มวัสด-ุ อุปกรณทใ่ี ชใ นการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจดุ สมมูลของปฏิกิริยาระหวา งกรดแกก ับเบสแก •สมาชิกคนที่ 2:ทาํ หนาทีอ่ านวิธกี ารทดลองทําความเขา ใจและอธบิ ายใหสมาชิกในกลมุ ฟง •สมาชิกคนที่ 3:ทาํ หนาทบี่ ันทกึ ผลการทดลอง •สมาชกิ คนท่ี 4และ5:ทําหนาท่นี ําเสนอผลการทดลอง 9. สมาชิกทกุ คนในกลมุ ชว ยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง

(หมายเหตุ :ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรียนโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ ) 10. นกั เรยี นแตละกลุมสง ตวั แทน(สมาชกิ คนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานําเสนอผลการทดลองหลัง จากนน้ั ใหนักเรยี นทกุ คนรว มกนั อภปิ รายผลการทดลองจนมีความเขา ใจทตี่ รงกนั (หมายเหตุ :ครเู ริ่มประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแ บบประเมินปฏบิ ตั กิ าร) 11. นกั เรยี นและครรู ว มกนั อภิปรายจนไดข อสรปุ จากการทดลองดงั นี้ •จากกราฟจะได pH ที่จุดสมมลู ของการไทเทรตระหวางสารละลายHClกับสารละลายNaOH ประมาณ7ซง่ึ ใกลเ คยี งกบั คา pHทจี่ ุดสมมูลของปฏิกริ ิยาระหวา งกรดแกแ ละเบสแก •จากกราฟสารละลายNaOHทที่ าํ ปฏิกริ ิยาพอดีกบั สารละลายHClมีปริมาตรประมาณ25 ลูกบาศกเ ซนตเิ มตร •จากผลการทดลองและจากกราฟของการไทเทรตสามารถบอกจุดยตุ แิ ละจดุ สมมูลสําหรับการ ไทเทรตสารละลายคนู ไี้ ด โดยปรมิ าตรของสารละลายNaOHท่ใี ช ณจดุ ยตุ ิและจดุ สมมูลมีคา ใกลเ คียงกนั มาก จนถอื วาเปน จดุ เดยี วกันซ่งึ จดุ ยุตแิ ละจดุ สมมูลของการไทเทรตระหวางกรด แกแ ละเบสแกคูอ นื่ ๆกน็ าจะไดผ ลเชนเดียวกนั ช่วั โมงท่ี 3 ขน้ั ที่ 2 สาํ รวจคน หา (Explore) 12. นักเรียนแบง กลมุ กลมุ ละ3คนโดยแตล ะกลุมศกึ ษาเกย่ี วกบั การไทเทรตระหวา งกรดกับเบสจาก หนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรยี นรูที่ 1กรด-เบสแลว รวมกนั แสดงความคิดเห็นจนเกดิ ความเขา ใจทีต่ รงกนั 13. นกั เรียนนําขอมลู ทไ่ี ดจากการคนควาทาํ เปนรปู แบบตา งๆตามความคดิ เห็นของแตล ะกลุมเชน แผนภาพแผนผังเขยี นบรรยาย 14. นักเรียนแตล ะกลุมสงตัวแทนมานาํ เสนอเร่ืองทไ่ี ดศ กึ ษาคน ควา ขอ มูลและผลงานการจดั ทําขอมลู ของ กลมุ ตนเองหนาช้นั เรยี นทีละกลมุ เพ่ือแลกเปลยี่ นความคดิ เห็นกนั จนครบทกุ กลมุ 15. ครตู งั้ คําถามใหน กั เรยี นรว มกนั อภปิ ราย เร่ืองการไทเทรตระหวา งกรดกบั เบสเชน 1) ถา ในนํา้ สมสายชูมีกรดแอซีตกิ อยูเพยี งชนิดเดยี วจะมีวิธกี ารหาความเขม ขนของกรด แอซีติกไดอ ยางไร 2) กราฟของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดมอนอโปรตกิ AและBซง่ึ มีความเขม ขน และ ปรมิ าตรเทากันกับสารละลายNaOHไดผ ลดังกราฟ

A B •pHทจ่ี ดุ สมมูลของการไทเทรตสารAและBมีคา เทาใด •ถาการไทเทรตของA แสดงดว ยกราฟเสน ประและการไทเทรตของBแสดงดวย กราฟเสน ทึบ จงเปรยี บเทียบความแรงของกรดAและB 16. นกั เรียนและครูรว มกันอภปิ รายเก่ยี วกบั การไทเทรตระหวา งกรดกับเบสซ่งึ ไดขอ สรปุ วา “pHณจดุ สมมูลของการไทเทรตระหวางสารละลายกรดและสารละลายเบสแตล ะคขู ึ้นอยูกบั ชนดิ ของสารละลาย กรดและสารละลายเบสที่นาํ มาไทเทรตกนั ดังนี้ •จุดสมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดแกกับเบสแก ควรมี pH ประมาณ7 •จดุ สมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดออ นกับเบสแก ควรมี pHมากกวา 7 •จดุ สมมลู ของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดแกกบั เบสออนควรมี pH นอ ยกวา 7 •จดุ สมมูลของการไทเทรตระหวา งสารละลายกรดออ นกับเบสออ นอาจมี pHมากกวา หรือนอ ย กวา หรือเทากบั 7ก็ได ขึ้นอยกู ับคา KaและKbของกรดกบั เบสทที่ าํ ปฏกิ ริ ยิ ากนั ” ชวั่ โมงท่ี 4 ขั้นที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 17. ครตู ั้งคําถามเพอ่ื กระตุนความสนใจนักเรียนวา “ในการไทเทรตสารละลายCH3COOHกบั สารละลาย NaOHถา ใชอ ินดเิ คเตอรตางชนดิ กนั จะใหผลตา งกนั หรือไม” ซ่ึงครยู ังไมต อ งเฉลยคําตอบท่ีถกู ตอ งกบั นักเรียนเพ่ือนาํ เขา สูการทดลอง 18. นักเรยี นแบง กลมุ กลุมละ5คนเพอ่ื ทาํ การทดลองเรอ่ื งการเลอื กอินดิเคเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนว ยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบส 19. ครูใชร ูปแบบการเรยี นรูแ บบรวมมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรยี นรโู ดยกาํ หนดใหส มาชิกแตละคน ภายในกลุมมบี ทบาทหนา ท่ขี องตนเองดังนี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทําหนา ที่เตรยี มวสั ด-ุ อุปกรณท ใ่ี ชในการทดลองเรอ่ื งการเลอื กอินดิเค เตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส •สมาชกิ คนที่ 2:ทําหนา ทอี่ านวิธกี ารทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชิกในกลมุ ฟง

•สมาชกิ คนท่ี 3:ทําหนา ทบี่ นั ทึกผลการทดลอง •สมาชิกคนที่ 4และ5:ทําหนาที่นาํ เสนอผลการทดลอง 20. สมาชิกทกุ คนในกลุมชว ยกนั ลงมอื ทาํ การทดลอง 21. นักเรียนแตล ะกลุม สงตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลมุ )ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนั้นใหน กั เรยี นทกุ คนรว มกนั อภิปรายผลการทดลองจนมคี วามเขา ใจท่ตี รงกนั 22. นักเรยี นและครรู วมกันสรปุ ผลจากการทําการทดลองซึ่งไดข อสรปุ วา“ในการไทเทรตกรด-เบสแตล ะคู จาํ เปนตอ งเลอื กใชอ นิ ดเิ คเตอรท เี่ หมาะสมจึงจะสามารถบอกจดุ ยตุ ิท่ีใกลเ คียงกบั จุดสมมูลมากท่ีสดุ ” ชัว่ โมงที่ 5 ขัน้ ที่ 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 23. นกั เรียนจบั คกู บั เพ่ือนโดยแตล ะคศู ึกษาเกยี่ วกบั การเลอื กอินดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบสจาก หนังสอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนวยการเรยี นรูท่ี 1กรด-เบสแลวรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ จนเกดิ ความเขาใจท่ีตรงกัน ข้นั ที่ 3 อธิบายความรู (Explain) 24. ครูต้ังคําถามใหนักเรยี นรว มกนั อภปิ ราย เรื่องการเลอื กอนิ ดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบสเชน 1) จงบอกจุดสมมูลของการไทเทรตสารละลายกรดกับเบสคตู อไปน้ี และสามารถใชอนิ ดเิ คเตอรช นิดใดไดบ า งเพราะเหตใุ ด •NH3ดว ยHBr •CH3COOHดว ยKOH •H2SO4ดวย NaOH 25. นักเรียนและครรู ว มกนั อภปิ รายเพือ่ หาขอ สรปุ เกี่ยวกบั การเลอื กอินดเิ คเตอรในการไทเทรตกรด-เบส ซึง่ ไดข อ สรปุ ดงั น้ี •เลือกอินดเิ คเตอรท ม่ี ชี ว งpHของการเปลย่ี นสตี รงกนั หรอื ใกลเ คียงกบั pH ของสารละลายของ ผลิตภณั ฑ •พิจารณาจากกราฟของการไทเทรตกรด-เบสโดยดูชว งของการเปลีย่ นแปลงpHตรงสวนทีช่ นั ทสี่ ุดวามีคา เทา ใดแลว เลอื กอนิ ดิเคเตอรทเี่ ปลี่ยนสใี นชวงpHน้ัน

ชวั่ โมงท่ี 6 ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 26. ครูถามคําถามBIGQUESTIONจากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนวยการ เรยี นรูท่ี1กรด-เบสอกี คร้งั ดังนี้ • เมอ่ื นาํ สารละลายกรดและเบสมาทาํ ปฏกิ ิริยากันจะทราบไดอยา งไรวา สารทั้งสองทาํ ปฏิกริ ยิ า พอดกี นั 27. ครูเปด โอกาสใหนกั เรยี นซกั ถามขอสงสยั ในเน้ือหาเร่อื งการไทเทรตกรด-เบสวา มสี ว นไหนทยี่ งั ไมเ ขา ใจ และใหความรูเพมิ่ เติมในสวนนัน้ เพอ่ื จะใชเปน ความรูเบอ้ื งตนสําหรบั การเรียนในเนื้อหาตอ ๆไป 28. นักเรยี นทําใบงานท่ี 1.5เรอื่ งการไทเทรตกรด-เบส 29. นกั เรียนทาํ แบบฝกหดั ในหนังสอื แบบฝกหดั รายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม 2 หนวย การเรยี นรูที่ 1 กรด-เบส 30. นกั เรียนทําTopicQuestionจากหนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการ เรียนรูท ่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจาํ ตวั ข้นั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครปู ระเมินผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤตกิ รรมการทาํ งานกลมุ 2. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ ใบงานที่ .1.5เร่อื งการไทเทรตกรด-เบส 3. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ แบบฝกหดั /แบบฝก ทกั ษะ 4. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 5. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอื่ งการไทเทรตหาจดุ ยุติของปฏกิ ิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก 6. ครูวัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการไทเทรตหาจดุ สมมูลของปฏิกิรยิ าระหวา ง กรดแกก บั เบสแก 7. ครวู ัดและประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเร่ืองการเลอื กอินดเิ คเตอรใ นการไทเทรตกรด-เบส

หนว ยการเรียนรทู ่ี 1 เร่อื ง สารละลายบพั เฟอร จาํ นวน เวลาเรยี น. 4 ชว่ั โมง วิธีสอน(จํานวนขัน้ แลว แตวา เปน วิธกี ารสอนแบบใดและโปรดระบุวาใชว ิธีการสอนแบบใด) กระบวนการสบื เสาะหาความรู (5EsInstructionalModel) ขั้นที่ 1 กระตนุ ความสนใจ(Engage) 1. ครถู ามคําถามPrior Knowledgeจากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5 เลม2 หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 กรด-เบสวาเพราะเหตุใดสารละลายกรดหรือเบสตา งชนดิ กนั จึงมคี า pHตา งกนั ใหนกั เรยี นรว มกนั ตอบคําถามจากน้ันครูและนักเรียนรวมกนั อภิปราย 2. ครูและนกั เรียนรว มกนั ทบทวนความรจู ากการศึกษาทผี่ า นมาเมอื่ หยดกรดหรอื เบสลงในสารละลาย จะ ทาํ ให pHของสารละลายเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเร็วเนอื่ งจากความเขม ขน ของH3O+และOH- เปลี่ยนแปลง ขั้นท่ี 2 สาํ รวจคนหา (Explore) 1. นักเรยี นแบง กลมุ กลุมละ5คนเพ่อื ทําการทดลองเรื่องการเปลยี่ นแปลงpHของสารละลายบางชนดิ จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนว ยการเรียนรูท่ี 1กรด-เบส 2. ครูใชร ปู แบบการเรยี นรูแ บบรว มมอื เทคนคิ LTมาจัดกระบวนการเรยี นรูโดยกาํ หนดใหสมาชกิ แตล ะคน ภายในกลมุ มบี ทบาทหนา ทขี่ องตนเองดงั นี้ •สมาชิกคนท่ี 1:ทาํ หนา ทเ่ี ตรยี มวัสด-ุ อปุ กรณทใ่ี ชในการทดลองเรอื่ งการเปลยี่ นแปลง pH ของสารละลายบางชนดิ •สมาชิกคนท่ี 2:ทาํ หนาทีอ่ านวิธีการทดลองทาํ ความเขา ใจและอธิบายใหส มาชกิ ในกลุม ฟง •สมาชกิ คนที่ 3:ทาํ หนาท่ีบนั ทึกผลการทดลอง •สมาชกิ คนที่ 4และ5:ทาํ หนาท่ีนําเสนอผลการทดลอง 3. สมาชกิ ทกุ คนในกลุม ชวยกนั ลงมือทาํ การทดลอง 4. นกั เรียนแตล ะกลุมสง ตวั แทน(สมาชิกคนที่ 4และ5ของกลุม)ออกมานาํ เสนอผลการทดลองหลงั จากนน้ั ใหนักเรยี นทกุ คนรวมกนั อภิปรายผลการทดลองจนมีความเขา ใจท่ีตรงกัน 5. นักเรียนและครรู วมกนั สรปุ ผลจากการทําการทดลองซงึ่ ไดข อ สรปุ วา “เมือ่ เติมสารละลายNaOHหรอื สารละลายHCI จํานวนเลก็ นอยลงในนํ้ากล่ันทําใหค า pHของนํา้ เปลยี่ นไปอยางมากสงั เกตไดจากการ เปล่ียนสขี องอนิ ดเิ คเตอร แตเมอื่ เตมิ สารละลายNaOHหรือสารละลายHCI จํานวนเทา กนั ลงใน สารละลายผสมของCH3COOHกบั CH3COONAคา pHของสารละลายผสมจะเปลยี่ นแปลงไปนอยมาก จงึ กลาวไดวาสารละลายผสมของCH3COOHกบั CH3COONAมีสมบตั ใิ นการควบคุมpH”

ชว่ั โมงท่ี 2 ขั้นท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 6. นกั เรียนจบั คกู ับเพ่อื นโดยแตล ะครู วมกนั ศกึ ษาเรอื่ งสารละลายบัฟเฟอร จากหนงั สือเรียนรายวชิ า เพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมมี .5เลม 2หนวยการเรียนรูท ่ี 1กรด-เบสแลว รว มกันแสดงความคดิ เหน็ จน เกดิ ความเขา ใจทต่ี รงกนั 7. ครสู มุ ตวั แทนนักเรยี น1คู ออกมาอธิบายเร่อื งทไ่ี ดศึกษาใหเพอื่ นฟงหนา ช้นั เรยี นโดยครูคอยเสรมิ ความรเู พมิ่ เติมเพ่ือใหน กั เรยี นเกดิ ความเขาใจท่ถี กู ตอง 8. ครตู ง้ั คําถามใหนกั เรียนรว มกนั อภิปรายเรอ่ื งสารละลายบฟั เฟอร ดงั น้ี 1) สารละลายบัฟเฟอรห มายถงึ อะไร 2) เพราะเหตุใดเมอ่ื เตมิ กรดแกป รมิ าณเล็กนอ ยลงไปในระบบทป่ี ระกอบดว ยสารละลาย CH3COOHและCH3COONaคา pHของสารละลายจงึ เกดิ การเปล่ียนแปลงนอยมาก 3) จงเขียนสมการแสดงปฏิกิรยิ าการควบคมุ pHของสารละลายบฟั เฟอรเ ม่ือเติมกรดหรือเบสลง ไป •เมอ่ื เตมิ กรดลงในสารละลายบฟั เฟอร HCN/CN- •เม่อื เติมเบสลงในสารละลายบฟั เฟอร HCN/CN- ชั่วโมงที่ 3 ขนั้ ท่ี 2 สํารวจคน หา (Explore) 9. นักเรยี นจับคกู บั เพ่อื นโดยแตละครู ว มกนั ศึกษาเร่อื งสารละลายบัฟเฟอรในรางกายและในธรรมชาติ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ่ี 1กรด-เบส ขั้นท่ี 3 อธิบายความรู (Explain) 10. ครสู มุ ตวั แทนนักเรียน1คู ออกมาอธิบายเรื่องทไี่ ดศกึ ษาใหเ พอ่ื นฟงหนาชัน้ เรยี นโดยครคู อยเสริม ความรเู พิ่มเตมิ เพ่อื ใหนกั เรียนเกดิ ความเขา ใจทถ่ี กู ตอ ง 11. ครตู ัง้ คาํ ถามใหนักเรยี นรวมกันอภิปรายเรื่องสารละลายบฟั เฟอรใ นรางกายและในธรรมชาติดังน้ี 1) คนไขร ายหนงึ่ ถกู ตรวจพบวามี pHของเลอื ดสงู กวาปกติ แพทยจ ึงใหค นไขหายใจ เขา -ออกในถุงกระดาษเปนระยะเวลาสัน้ ๆ แพทยทําเชนนเ้ี พอื่ อะไร 2) เพราะเหตุใดน้าํ ทะเลจึงมีคาpH คอ นขา งคงท่ีอยทู ปี่ ระมาณ8.1-8.2

ชว่ั โมงท่ี 4 ขนั้ ท่ี 4 ขยายความเขาใจ(Elaborate) 12. ครูเปด โอกาสใหน ักเรียนซกั ถามขอ สงสัยในเนือ้ หาเรอ่ื งสารละลายบัฟเฟอรว า มสี วนไหนทยี่ งั ไมเ ขาใจ และใหค วามรเู พม่ิ เตมิ ในสวนน้ันเพอ่ื จะใชเปน ความรูเบ้อื งตน สําหรับการเรยี นในเนื้อหาตอ ๆไป 13. นักเรียนทาํ ใบงานท่ี 1.6เรอื่ งสารละลายบัฟเฟอร 14. นักเรยี นทําแบบฝกหดั ในหนงั สอื แบบฝก หัดรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2 หนว ย การเรยี นรทู ่ี 1 กรด-เบส 15. นักเรียนทําTopicQuestionจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร เคมีม.5เลม2หนว ยการ เรยี นรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตัว 16. นักเรยี นอา นsummaryประจาํ หนว ยการเรยี นรทู 1่ี กรด-เบสจากหนงั สือเรียนรายวิชาเพ่มิ เติม วทิ ยาศาสตร เคมมี .5เลม2หนว ยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบสเพอื่ เปนการทบทวนความเขาใจในเนอ้ื หาที่ เรยี นมา 17. นักเรยี นทาํ SelfCheckจากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการเรยี นรู ที่ 1กรด-เบสลงในสมุดประจาํ ตัวเพ่ือตรวจสอบตนเอง 18. นกั เรียนทาํ UnitQuestion4จากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร เคมีม.5เลม 2หนวยการ เรียนรูท่ี 1กรด-เบสลงในสมดุ ประจําตวั 19. นักเรยี นทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี นหนว ยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบส ข้นั ที่ 5 ตรวจสอบผล(Evaluate) 1. ครูประเมนิ ผลนกั เรียนโดยการสังเกตพฤตกิ รรมการตอบคําถามพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คล พฤติกรรมการทาํ งานกลมุ 2. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบหลังเรยี นหนวยการเรยี นรทู ี่ 1กรด-เบส 3. ครูตรวจสอบผลจากการทําใบงานที่ 1.6เร่ืองสารละลายบฟั เฟอร 4. ครูตรวจสอบผลจากการทําแบบฝก หดั /แบบฝกทกั ษะ 5. ครูตรวจสอบผลจากการทาํ TopicQuestion 6. ครูตรวจสอบผลจากการทําSelfCheck 7. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ UnitQuestion 8. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากการนาํ เสนอผลการทดลองเรอ่ื งการเปลยี่ นแปลงpHของสารละลายบางชนดิ

- (ถาเปน เรอ่ื งสุดทา ยของหนว ยการเรยี นรู อาจมกี ารทาํ แบบทดสอบหลงั การเรยี นหรือแบบประเมนิ หลังเรยี นของหนว ย การเรยี นรูน ั้นๆเพ่อื เปนการประเมนิ หลังเรียนสดุ ทา ย) 14.สอื่ การเรยี นรู /แหลง เรียนรู 14.1 .สอื่ การเรยี นรู 1) หนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม2หนว ยการเรยี นรูที่1กรด-เบส 2) หนังสือแบบฝกหัดรายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร เคมี ม.5เลม 2หนวยการเรียนรทู ี่ 1กรด-เบส 3)วัสด-ุ อุปกรณท ่ีใชใ นการทดลองเรื่องทฤษฎีกรดเบส 4) สมุดประจาํ ตัว 5) เวบ็ ไซตต าง https://www.youtube.com/watch?v=TgkpQBzOXuc http://www.satriwit3.ac.th/external_newsblog.php?links=1546 https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C8.HTM https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/c10.htm https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C11-1.htm https://il.mahidol.ac.th/e-media/acid-base/C12_1.HTM 14.2แหลงเรยี นรู 1) หองเรยี น 2)หองปฎบิ ัตกิ ารวทิ ยาศาสตร 3)อนิ เตอรเ น็ต......................................................

บันทกึ การนเิ ทศจากฝายบรหิ าร(สงกอ นจัดการเรยี นรู 1 สัปดาห) ความเหน็ ของหัวหนากลุมสาระการเรยี นรู เห็นควรอนญุ าตใหใ ชป ระกอบการจดั การเรียนรไู ด โดยมีขอเสนอแนะเพ่มิ เตมิ คือ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……  ไมเ หน็ ควรอนุญาตใหใ ชป ระกอบการจัดการเรยี นรู เพราะ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ลงช่ือ......................................................... (นางสาวภัทรยิ า โพธิศ์ รีคุณ) หวั หนากลุมสาระการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร ............/......................../.............. ความเหน็ ผบู ริหาร/ผทู ่ีไดรับมอบหมาย อนุญาตใหใ ชป ระกอบการจัดการเรียนรไู ด โดยมขี อเสนอแนะเพิ่มเติมคอื ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ………ไมอนญุ าตใหใชป ระกอบการจัดการเรียนรู เพราะ ……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………… …………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..…………………… ……………………………………………………………………..…………………………………………………………………………..………………… ……… ลงชือ่ ......................................................... (นายเถลงิ ศกั ดิ์ เถาวโ ท) ผูชวยผูอํานวยการฝายบริหารวชิ าการ ............/......................../............

เอกสารแนบทายหนวยการเรียนรู อาจเปน ดงั น้ี 1. แบบทดสอบกอ นการเรียน 2. แบบทดสอบหลงั การเรยี น แบบทดสอบกอ นเรยี น

หนวยการเรียนรูท่ี1 คําชแ้ี จง : ใหน ักเรยี นเลอื กคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งที่สุดเพยี งขอเดียว 6. สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเขม ขน 10-3โมล/ 1. สารละลายในขอใดไมน ําไฟฟา 1. NH3 2. KOH ลูกบาศกเ ดซเิ มตร ปรมิ าตร 200 ลูกบาศกเซนติเมตร 3. HNO3 4. C2H5OH จะมี pHเทาใด 5. CH3COOH 1.1 2.3 2. ขอ ใดจดั เปนสารละลายกรด 3. 5 4. 9 1. NH3 2. NaCl 5.11 3. H2SO4 4. NaOH 7. เมือ่ นําสารละลายท่มี ี pH เทากับ 9 มาหยดอนิ ดเิ คเต 5. CH3COONa อรช นิดใด สารละลายจงึ จะมีสีชมพู 3. “กรด คอื สารทีล่ ะลายน้ําแลว แตกตัวใหไฮโดรเนยี ม 1.เมทิลเรด 2.ฟน อลเรด ไอออน” คาํ กลา วนีต้ รงกบั ทฤษฎกี รด-เบสของ 3. คองโกเรด 4. เมทลิ ออเรนจ นกั วิทยาศาสตรทานใด 5.ฟนอลฟทาลีน 1.ลาวรี 2.ลิวอสิ 8. ปฏกิ ริ ิยาระหวา งกรดกบั เบสในขอใดจะเกิดเกลอื ที่มี 3. เบรินสเตด 4.อารเ รเนียส สมบตั เิ ปนเบส 5.เลอชาเตอลิเอ 1. HCl กบั KOH 4. ขอ ใดระบุคเู บสของสารทก่ี ําหนดใหไ ดถกู ตอง 2. HF กบั NaOH สาร คเู บส 3.HNO3กับ NH3 1. NH3 NH4+ 4.HClO4กบั LiOH 2. H3O+ H2O 3. H2O OH- 5. H2SO4กับ Al(OH)3 4. HCO3- H2CO3 5. SO42- HSO4- 9. อนิ ดเิ คเตอรช นิดใดเหมาะสําหรับนํามาใชบ อกจดุ ยุตใิ น การไทเทรตระหวา งเบสออ นกับกรดแก 1.เมทลิ เรด 2.ฟนอลเรด 5. HX เปน กรดแก สารละลายปรมิ าตร 3 ลูกบาศก 3. คองโกเรด 4. เมทลิ ออเรนจ เดซเิ มตร มกี รด HA ละลายอยู 0.75 โมล จะมคี วาม 5.ฟนอลฟทาลนี เขมขนของไฮโดรเนียมไอออนอยูเ ทา ใด 10. สารละลายในขอใดจัดเปนบฟั เฟอรเบส 1.0.25 mol/dm3 2.0.50 mol/dm3 1. HF กบั LiF 3. 0.75 mol/dm3 4. 1.00 mol/dm3 2. HCl กบั NaCl 5.1.25 mol/dm3 3.HCN กบั KCN 4.NaOH กับ NaBr 5. NH4OH กับ NH4NO3 เฉลย 1.4 2. 3 3.4 4. 3 5.1 6. 2 7.5 8. 2 9.2 10. 5

แบบทดสอบหลังเรยี น หนว ยการเรียนรูที่1 คําชแี้ จง : ใหน กั เรียนเลอื กคาํ ตอบทถ่ี กู ตอ งท่สี ดุ เพยี งขอ เดยี ว 1. สารละลายในขอใดจัดเปน อเิ ลก็ โทรไลตแก 5. สารละลายเบส C5H5N และ C6H5NH2 มคี า Kbเปน 1.8

1. H2S 2. HCl × 10-9 และ 4.3 × 10-10 ตามลาํ ดับถาสารละลาย 3. HNO2 4. HClO ทัง้ สองเขมขน 1 โมล/ลูกบาศกเดซิเมตร เทากัน สารละลายของเบสใดจะมคี วามเขมขน ของ OH- 5. NH4OH 2. ขอใดจัดเปน สารละลายเบส มากกวา กัน เพราะเหตุใด 1. C5H5N มีความเขม ขนของ OH- นอ ยกวา C6H5NH2 1. H2O 2. HNO3 3. NH4Cl 4. Ca(OH)2 เนื่องจากมีคา Kbสูงกวา 2. C5H5N มคี วามเขมขน ของ OH-มากกวา C6H5NH2 5. CH3COOH 3. ขอใดกลา วถกู ตอ งเก่ยี วกับทฤษฎกี รด-เบสของลวิ อสิ เน่อื งจากมคี า Kbสงู กวา 3.C6H5NH2มีความเขมขน ของ OH-มากกวา C5H5N 1.กรด คือ สารทรี่ บั คอู เิ ลก็ ตรอนจากสารอื่น 2.กรด คือ สารท่สี ามารถใหโปรตอนแกสารอ่ืน เน่ืองจากมีคา Kbตาํ่ กวา 4.C6H5NH2มีความเขม ขนของ OH- เทา กับC5H5N 3.เบส คอื สารทสี่ ามารถรับโปรตอนจากสารอืน่ 4.กรด คอื สารทลี่ ะลายน้าํ แลว แตกตัวใหไ ฮโดรเจน เนอ่ื งจากมคี วามเขมขนเทากัน 5. C6H5NH2มีความเขม ขน ของ OH-มากกวา C5H5N ไอออน 5.เบส คอื สารทล่ี ะลายนํ้าแลวแตกตัวใหไฮดรอกไซด เนอื่ งจากมีความเปน เบสที่แรงกวา ไอออน 6. สารละลายเบสออนเขมขน 0.5 โมล/ลูกบาศกเดซเิ มตร 4. ขอ ใดระบคุ ูกรดของสารทก่ี ําหนดใหไดถกู ตอ ง แตกตวั เปนไอออนไดรอยละ 4 จะมี pHเทา กบั เทาใด สาร คูกรด (กาํ หนดให log 2 = 0.3010) 1. H3O+ H2O 1.1.699 2.3.010 2. CO3- H2CO3 3. NO2- HNO2 5.12.301 4. HBr Br- 7. เมือ่ นาํ สารละลายทม่ี ี pH เทากบั 5 มาหยดเมทิลเรด สารละลายท่ีไดจ ะมสี ใี ด 5. HClO4 ClO4- 1.สสี ม 2.สีแดง 9. โบรโมไทมอลบูลเหมาะสําหรับนํามาใชบอกจุดยตุ ิ 3. สเี ขียว 4. สนี าํ้ เงนิ ในการไทเทรตระหวางกรดกบั เบสในขอใด 5.สีเหลือง 1.HBr กับ NH3 2.HF กับ NaOH 3.HNO3กบั KOH 4.HCN กบั Ca(OH)2 5.CH3COOH กับ NH4OH 10. สารละลายในขอ ใดจดั เปน บฟั เฟอรกรด 8. ขอ ใดจับคูเกลอื กับไอออนทเ่ี กดิ ปฏิกิรยิ าไฮโดรลซิ ิสได ถกู ตอง 1.HBr กบั KBr 2.NH3กับ NH4Cl 1.NH4F – NH4+ 2.NaNO3 – NO3- 3.LiOH กับ LiNO3 4.H2CO3กบั NaHCO3 3.KBr – K+และ Br- 4.LiCN – Li+และ CN- 5.NH4OH กบั NH4NO3 5.CH3COONa – CH3COO- เฉลย 1.2 2.4 3.1 4.3 5.2 6.5 7.1 8.5 9.3 10.4


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook