Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ทักษะการขยายอาชีพ อช31002 ม.ปลาย

ทักษะการขยายอาชีพ อช31002 ม.ปลาย

Description: ทักษะการขยายอาชีพ อช31002 ม.ปลาย

Search

Read the Text Version

44 เรือ่ งท่ี 1 การวิเคราะหท าํ ความเขา ใจและรูจักตัวตนทแ่ี ทจ ริง ลกั ษณะบงช้คี วามสําเรจ็ ของการเรียนรู 1. รจู กั และจาํ แนกองคประกอบตวั ตนที่แทจ รงิ ของตนเองได 2. บอกหนาทีอ่ งคประกอบของตวั ตนได แผนปฏบิ ตั ิการเรยี นรู ลักษณะบง ชีค้ วามสาํ เรจ็ ของการเรยี นรู กจิ กรรม การวดั ผล ประเมินผล ส่ือการเรยี นรู 1. รจู ักและจําแนก เรียนรดู ว ยตนเอง ความเขา ใจองคประกอบ เอกสารหมายเลข 9 องคประกอบตวั ตน 1. ใหผูเรียนศกึ ษาเอกสาร รวมในตวั ตนของเรา ใบความรเู รือ่ งตัวตนที่ ที่แทจ ริงของตนเองได ใบความรู เรอ่ื งตวั ตนท่ีแทจริง แทจ รงิ ของตนเอง ของตนเองใหเขาใจ 2. บอกหนา ทีอ่ งคประกอบ 2. ใหผเู รียนวเิ คราะห บอกหนาที่และ ตัวตนของตนเองได ความเขา ใจตวั ตน ตามเอกสาร ปรากฏการณค วามคิดตอ ใบความรูอยางเครง ครดั องคประกอบตวั ตนที่ 3. ประเมนิ ตนเองวา ความรทู ี่เกดิ แทจ ริงของตนเองได จากใจของตนเองเปน จรงิ หรือไม

เอกสารหมายเลข 10 : ใบความรู เรอื่ ง ตวั ตนท่ีแทจริงของตนเอง 45 กรอบแนวคิด 2 ตัวตนของเราประกอบดวย กายและใจ 3 ความรูสึก 1 รปู กาย ใจ ความจาํ ได หมายรู การคดิ ปรุงแตง 4 การรบั รู 5 โครงสรา งของตัวตนทแี่ ทจรงิ มีการทํางานท่ีสอดประสานกันท้ังทางบวกและทางลบท่ี ทําใหคนเรามีความแตกตางกัน คนท่ีประสบความสําเร็จมักจะเปนบุคคลที่มีความสามารถควบคุมกาย และใจใหอ ยกู ับสมมติคานิยมของสังคมชุมชนได ผูท่ีไมสามารถควบคุมไดมักจะเปนบุคคลท่ีตกอยูใน สภาพคลอยตามความอยากของกายและใจ พ่ึงพาตนเองไดจากความคิดดังกลาวอาจสรุปไดวา องคป ระกอบท้ัง 5 ประการนี้ สามารถพฒั นายกระดับคณุ คา ข้นึ ไดดว ยตนเองดว ยการเรียนรูทําความรูจัก และรูเทาทันตลอดเวลา รปู กาย เปน องคป ระกอบของอวัยวะตาง ๆ ท้ังภายนอกและภายใน ทําหนาที่สอดประสานกัน พรอ มทาํ งานตามที่ใจส่งั การ โดยคณุ ภาพของการกระทําเปน ตัวบง ช้สี มรรถภาพทางใจ ความรสู กึ เปน องคประกอบแรกของใจทีจ่ ะตอบสนองออกมาเปน ความรูสึกพอใจ ความรสู กึ เฉย ๆ และความรสู ึกไมพ อใจตอ สภาวะแวดลอ มทเ่ี ปนอยู ชอบ – สขุ – พึงพอใจ ความรูสกึ เฉย ๆ ไมช อบ – ทุกข – โกรธ

46 ความจําไดหมายรู เปนองคประกอบของใจที่ทําหนาท่ีจดจําหรือลืมความรูสึกตาง ๆ ที่กระทบเขามาทั้ง ทางบวกและทางลบ ชอบ – สขุ – พึงพอใจ จาํ ได จําได หมายรู ไมช อบ – ทุกข – โกรธ จําไมได การคิดปรุงแตง เปน องคประกอบของใจ ทาํ หนา ที่คิดปรงุ แตง สรา งสรรคออกมาเปนทางบวกหรือทางลบ ปรงุ แตง เชิงบวก คิดปรงุ แตง ปรุงแตงเชงิ ลบ การรบั รู และการสัมผัส เปนองคประกอบสุดทายท่ีทําหนาท่ีรับรูจากการเห็น การไดยิน การไดกล่ิน การรูรส การเหน็ การไดย ิน การรบั รู การไดก ลิ่น การรรู ส การสมั ผสั ปฏิบัตกิ ารวเิ คราะหทําความเขาใจตัวตน จากความเขาใจในองคประกอบของตัวตนที่แทจริง เปนความเขาใจแบบรูจําได แต ความรู ความเขาใจตองเกิดจากภายในตวั ตนทแี่ ทจริงของเราดว ยตนเอง โดยมขี ั้นตอนดังน้ี 1. องคป ระกอบที่เราจะเรียนรูตนแบบดานการนกึ คิดตรึกตรองจากตวั เราเอง คือ 1.1 ความรสู กึ 1.2 การจาํ ได หมายรู 1.3 การคดิ ปรงุ แตง 1.4 การรับรู 2. การเตรยี มการ ควรใชส ถานที่สงบ สภาพอากาศสง่ิ แวดลอมสบาย ๆ มสี ิง่ รบกวนนอย 3. วิธีการ

47 3.1 ความรสู กึ ใหผ ูเรียนมองสภาพแวดลอม (กลมุ คน ตน ไม ทศั นียภาพ) เม่อื สายตา กระทบสิ่งสนใจใจเราจะเกดิ ความรสู ึกชอบ – ไมช อบ หรอื เปน ความสขุ – ความทุกข หรอื พงึ พอใจ – โกรธ หรอื วา เฉย ๆ ใชห รอื ไม ทาํ หลาย ๆ กรณี ใจเรามคี ําตอบใหเ ราวา ส่ิงกระทบนร้ี ูสกึ อยา งไร เชน รูสึกชอบ พอใจ จากน้ัน กเ็ ปรยี บเทยี บไปฟงเสียงตาง ๆ ท่จี ะเกดิ ขึน้ วา มคี วามรูสกึ เชน เดียวกับการมองหรอื ไม 3.2 การจาํ ได หมายรู ใหผ ูเรียนนกึ ถึง บุคคล เหตุการณที่เราพึงพอใจ หรือไมพอใจ เราจะนกึ เหน็ เปนภาพในใจ ปรากฏการณน ้นั เปนสงิ่ ที่เรามคี วามจําไดห มายรู 3.3 การคดิ ปรงุ แตง ใหผูเ รียนมองหรอื ฟง เสยี ง บคุ คล สถานที่ สิง่ แวดลอมตาง ๆ จะ เกดิ ความรสู ึก จากนั้นปรงุ แตงตอไปวา ส่ิงที่คดิ นั้น จะเปน ทางบวกหรือทางลบ ปรากฏการณน้จี ะเปนการ นําส่ิงท่ีรับรูมาประมวลกับประสบการณเดิม ผลการปรุงแตงมักจะอาศัยความจําไดหมายรูของ ประสบการณเ ดิม 3.4 การรับรู ใหผูเรียนสังเกต การมอง การฟงของตนเอง จะเปนกระบวนการ ตอ เนอื่ ง ตารบั รูภาพ การจําไดหมายรจู ะประมวลใหใ จบอกตนเองวา คอื อะไร 4. สรปุ ปรากฏการณของตนเอง ทําเปน เชนนี้หรอื ไม 4.1 รจู ักเขาใจอยางกระจา งเกีย่ วกบั องคประกอบทางใจของตวั เราเอง 4.2 องคประกอบทางใจสามารถฝกใหตอบสนองออกมาทางบวก หรือทางลบได โดย ใชก รณศี ึกษาทเี่ ปน จริงในสภาวะแวดลอ มของเราเปนเครือ่ งมือในการเรียนรู 4.3 ถาใจเราตอบสนองออกมาเชิงบวกมาก ๆ เราสามารถพัฒนาตนเองอยูกับอาชีพ สงั คม ส่ิงแวดลอมตาง ๆ ไดอยา งย่งั ยืน กจิ กรรมที่ 7 ใหผูเรียนวิเคราะหค วามเขา ใจ ตวั ตนตามเอกสารใบความรูและประเมินตนเองวาความรูท่ีเกิดจากใจ ของตนเองเปน จริงหรอื ไม

48 เรื่องที่ 2 การพัฒนาทักษะการขยายอาชีพใหเปนลกั ษณะนสิ ยั ลักษณะบง ชี้ความสําเรจ็ ของการเรียนรู 1. สามารถพฒั นาใชชอ งทางการรบั รู และกระบวนการตอบสนองการรบั รูได 2. สามารถพัฒนาทักษะการขยายอาชพี และอืน่ ๆ ที่มคี ณุ คา ใหเ ปนลักษณะนิสยั ได แผนปฏิบตั ิการเรยี นรู ลกั ษณะบง ชค้ี วามสาํ เรจ็ ของการเรยี นรู กิจกรรม การวดั ผล ประเมินผล ส่ือการเรยี นรู 1. สามารถพัฒนาใชชอ ง ใหผ เู รียนศกึ ษาทําความเขา ใจ - ชอ งทางการรับรูทาง เอกสารหมายเลข 10 ทางการรบั รแู ละ เก่ยี วกบั ชอ งทางการรับรู และ ตาและหู ใบความรูเรือ่ งการ กระบวนการ กระบวนการตอบสนองการรับรู - กระบวนการตอบสนอง พฒั นาทกั ษะการขยาย ตอบสนองการรับรูได จากเอกสารใบความรู การรับรู อาชพี ใหเ ปนลักษณะ นสิ ยั 2. สามารถพฒั นาทักษะ 1. ใหผ ูเรียนทําความเขา ใจระบบ การขยายอาชีพและ การพฒั นาส่ือการรบั รทู ่ีมี อ่นื ๆ ทีม่ คี ณุ คา ใหเ ปน คุณคาใหเปนลักษณะนิสัย ลกั ษณะนิสยั ได 2. ปฏิบัติการวิเคราะหแ ละพัฒนา - ผลการวเิ คราะหแ ละ ทกั ษะการขยายอาชีพใหเปน พฒั นาทกั ษะการขยาย ลักษณะนสิ ัย อาชพี ใหเ ปน ลักษณะ นิสัย

49 เอกสารหมายเลข 11 : ใบความรู เรอื่ ง การพฒั นาทกั ษะการขยายอาชพี ใหเ ปนลักษณะนสิ ยั ความคิดรวบยอด การสรางลักษณะนิสยั ใหกับตนเอง เปดชองทางการรบั รู ตวั ตน ใชก ระบวนการ ตอบสนองการรับรู - ความรทู กั ษะ ตา – รเู ห็น ขอมลู สมอง เกดิ พอใจเหน็ คุณคา - ประมวลผล ในอาชีพ หู – รูฟง ความรูสกึ เฉย ๆ ตดั สนิ ใจ - สงิ่ มคี ณุ คาตอชีวิต จมูก – รูกลิ่น ไมชอบ - ทาํ จนมคี วาม จําได ชาํ นาญยึดติด หมายรู จาํ ได เปน ลกั ษณะนสิ ยั ไมจาํ ปาก – รรู ส นึกคิด คดิ สรางสรรคเชงิ บวก กาย – รสู ัมผสั ปรงุ แตง คดิ เชิงลบ จากแผนภูมิ บอกภาพคิดรวบยอดไดวา การสรางลักษณะนิสัยใหเกิดในตนเอง ตองเร่ิมตนที่ ปจจยั นําเขา คอื ความรูทกั ษะในอาชพี หรือส่งิ ที่มีคุณคาตอชีวิต จากน้ันกระบวนการสรางลักษณะนิสัย จะเรม่ิ ตนที่ตวั ตนของเราตอ งเปดชองทางการเรียนรู ไดแก การมอง การรับฟง การรูกล่ิน การรูรส และ การรสู ัมผสั ชองทางเหลานี้จะทําใหเราไดขอมูล ขอมูลเหลาน้ีจะถูกนําเขามาสูกระบวนการตอบสนอง การรบั รูท ่เี ร่มิ ตนจากสมองรับขอมูลเขามาสูองคประกอบดานความรูสึกจะรับรูและแสดงออกในความ พอใจ (เฉย ๆ หรือไมพ อใจ กจ็ ะหลดุ ออกไป) สงตอ ไปยงั องคประกอบดานการจําได หมายรู จะประมวลวา มคี วามจําอะไรทเี่ กี่ยวขอ งจะตอบสนองแสดงออกจําไดเ หน็ ความสําคัญ (จําไมได สาระที่เขามาก็จะหยุดลง หรือหลุดออกไป) แลวสงตอไปยังองคประกอบดานนึกคิดปรุงแตง จะประมวลคิดสรางสรรค เปน สงิ่ ใหมห รือแนวทางการทาํ งาน ดงั นั้น ถาเราไดย อ นกลบั มาเรม่ิ ตนใหมอีกครั้ง เราจะพบวากระบวนการ ตอบสนองการรบั รู จะทาํ งานอยางรวดเร็ว ถา ทําซํ้าอีก อตั ราความเรว็ ในการตอบสนองจะรวดเร็วขึน้ โดย ลาํ ดับจนตวั ตนติดยึด ถา จะทาํ อะไรเก่ียวกับเรือ่ งนจ้ี ะตอบสนองอยา งเปนอัตโนมัติหรอื เปน ลักษณะนิสยั

50 วธิ ีการสรา งลักษณะนสิ ัย ตอบสนองการเรียนรู เปด ชอ งทางการเรยี นรู บนฐานทม่ี อี คตนิ อ ยทส่ี ุด อยา งมวี ิจารณญาณ 1. ตารูเ หน็ มองวเิ คราะห 1. ความรูสกึ 2. จาํ ได หมายรู 3. คิดปรุงแตง - ดาํ รงงานอาชพี วิเคราะหใ หเ ห็นโครงสรา ง เม่ือรับรแู ลว จาํ สง่ิ ท่รี ูส ึกชอบ สิง่ ท่รี เู หน็ รบั วา ขยายให โครงสรา งหลกั และ เกิดความรูสกึ ไมชอบเกย่ี วขอ งกบั มคี วามสาํ คัญ ความม่ันคง ความสมั พันธเชอ่ื มโยง ชอบ ไมช อบ อะไร อยา งไร จงึ สรางสรรค - ดํารงสงั คม ไปยงั องคประกอบตาง ๆ บนฐานของใจ สําคญั แคไ หน ใหคณุ คาสูงข้นึ อยา งสันติสขุ สรุปเปนความรู ทมี่ อี คตนิ อ ยที่สุด 2. หูฟง ฟงอยา งจบั ประเดน็ เชื่อมโยง ความสมั พันธ ระหวา งประเดน็ สรปุ เปนความรู จากแผนภูมิ จะพบวา เคร่อื งมือสําคญั ของการสรา งลกั ษณะนิสัย คือ (1) ความมวี จิ ารณญาณ และ (2) การควบคมุ อคติภายในตนเองใหล ดนอ ยท่ีสดุ จึงเปน ตวั ผันแปรตอการสรางลักษณะนิสยั 1. การเปดชองทางการเรียนรู โดยผา นทางดวงตา หูฟง จมูกรกู ลน่ิ ล้นิ รูรส กายรูสัมผัส ตวั เราจะตองรวบรวม สบื คนขอมูลใหล ะเอียดรอบคอบอยางมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะสิ่งรับรูที่เปนทาง ธรรม คือ การรับรส การรบั กลนิ่ และการรับสัมผสั จะตอ งแยกคุณลกั ษณะท่ีโดดเดน และคุณลักษณะรอง และผลกระทบใหช ดั เจน ตัวอยาง การชิมนาํ้ ทับทิมเปนรปู ธรรมและนามธรรม 1. รูปธรรม สขี องนา้ํ ทับทมิ สแี ดงสดใส กระทบกบั ความรสู ึกรา เริง 2. นามธรรม (1) รสฝาด ทาํ หนาเปร้ียวตามมาและอมหวานในตวั ใหค วามรูสกึ ม่ันคง (2) กล่ินนาํ ออกมาตอนแรกเปน กลน่ิ ของดอกการเวก หอมสดใส เม่อื ลมหายใจ สะทอนกลบั มาเปน กล่นิ ออ นโยนคลายดอกกุหลาบ ทาํ ใหจิตใจ สดช่ืนและ อบอุน ตัวอยา ง การรับรใู นการชิมน้าํ ทบั ทิม เปน การรายงานขอ มลู อยางมวี ิจารณญาณใหความละเอียด เพียงพอตอการตอบสนองที่มคี วามเทยี่ งตรงตอไปได

51 2. การตอบสนองการรับรู เม่อื ขอมลู จากการรบั รูผ านเขา มาทางสมอง กระบวนการตอบสนองจะทาํ งานทันที โดย 1. ความรูสึก เมื่อขอ มูลเขา มากระทบความรูส กึ จะตอบสนองออกมาวา พอใจ หรอื ไมพอใจ 2. ความจําได หมายรู เมอื่ ขอมูลเขา มาพรอม ๆ กัน องคป ระกอบความจําจะตอบสนองประมวลวา ขอ มลู ใหมเขา มามคี วามเกยี่ วขอ งกบั ขอมูลเกา อะไรบาง 3. การคิด ปรงุ แตง เมือ่ ขอ มูลเขา มาผานขนั้ ตอนความรสู กึ และความจาํ ผลตอบสนองจะกระทบ กบั การคดิ ปรุงแตง ในอนั ทจี่ ะปรุงแตงในทางสรา งสรรคห รือในทางกลบั กนั กระบวนการตอบสนองการรับรดู งั กลา วจะตองเปนกระบวนการที่มีอคตินอยที่สุดหรือไมมีเลย การทําใหอ คตมิ ีนอ ยหรือไมม ีนนั้ สามารถทาํ ไดดว ยการวางจิตใจใหสงบลง คิดไตรตรองอยูกับ กระบวนการตอบสนองการรับรูเพียงอยางเดียว จะเกิดสมาธิใหเราดําเนินการคิดท้ัง 3 องคประกอบไดอ ยา งเท่ยี งตรงมากขนึ้ โดยลาํ ดับ จงึ อาจสรปุ การใชทักษะขยายอาชพี ใหเ ปนลกั ษณะนสิ ยั ไดด งั นี้ เปด ชองทางการรบั รูดา น การอา น ศกึ ษา ความรู ทกั ษะการขยายอาชีพ ปฏิบตั ิการวเิ คราะห เรม่ิ ตนนกึ คดิ ในใจ กระบวนการตอบสนองการรบั รูจะเรม่ิ ระบบทกั ษะการขยาย วิเคราะหระบบอยาง ไปพรอม ๆ กบั การวเิ คราะหระบบอาชพี อาชพี อยางมี เปน ขัน้ เปนตอน วิจารณญาณ ดว ยการ - องคป ระกอบดา นความรสู กึ จะเกดิ นกึ รู อยูใ นทีส่ งบใน ในใจวาเห็นดว ย หรือไมเ ห็นดว ยกบั การวเิ คราะห อิริยาบถทส่ี บาย ๆ - พรอ มกนั นน้ั องคประกอบดานความจาํ หมายรู ก็จะประมวลประสบการณภูมิหลงั ทีจ่ ําได - ขณะเดยี วกนั องคป ระกอบดา นการคดิ ปรุงแตง ก็จะนึกคดิ เหน็ วา ควรสรางสรรค อยา งไร แผนภูมิสรปุ ดงั กลาว เปนกระบวนการทางสมาธิทจ่ี ะสรางใหเรามีทักษะการคิดอยางมี วิจารณญาณและรอบดาน จะทําใหค วามคิดของเราปราศจากอคติ ผลการคดิ วิเคราะห จะมีโอกาสถูกตอง มากข้ึน ถาใชกระบวนการน้ีมีความถี่มากยิ่งข้ึน ตัวตนของเราจะพัฒนาทักษะการทํางานใหเกิดเปน ลกั ษณะนสิ ัยได และปรบั ไปสูส่งิ ใหมที่ดีกวาไดงายใหการคิดมีประสทิ ธภิ าพสงู สงเขาสูภมู ิปญญาในทสี่ ุด

52 กิจกรรมท่ี 8 ใหผูเรียนวิเคราะหและพัฒนาทักษะการขยายอาชีพใหเปนลักษณะนิสัยในอาชีพของตนเอง หรืออาชพี ที่สนใจมา 1 อาชีพ

53 บทท่ี 4 ความหมาย ความสาํ คัญของการขยายอาชีพ ผลการเรียนรูท ่ีคาดหวงั อธิบายความหมาย ความสาํ คญั ความจําเปนในการขยายอาชีพใหมีผลิตภัณฑหรืองาน บรกิ าร สรา งรายไดพ อเพยี งตอ การดํารงชวี ิต มเี งินออมและมีทนุ ในการขยายอาชพี ขอบขา ยเนือ้ หา เรื่องที่ 1 ความหมายของการจัดการขยายอาชีพ ตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง เร่ืองที่ 2 ความสําคัญของการจัดการขยายอาชีพเพ่ือความม่ันคงตามแนวคิดปรัชญา ของเศรษฐกจิ พอเพียง สื่อประกอบการเรียนรู 1. เอกสารหมายเลข 12 ใบความรู เรื่อง ความหมายของการจัดการขยายอาชีพเพ่ือ ความม่นั คงตามแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 2. เอกสารหมายเลข 13 แบบประเมินความเขาใจเกี่ยวกับความหมายของการจัดการ ขยายอาชีพตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 3. เอกสารหมายเลข 14 ใบความรู เรื่อง ความสําคัญของการจัดการขยายอาชีพตาม แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 4. เอกสารหมายเลข 15 ใบความรู เร่ือง การประเมินตนเองเกี่ยวกับการรับไดของ ความสําคญั ในการจดั การขยายอาชพี ตามกระบวนการคดิ เปน

54 เรอื่ งที่ 1 ความหมายของการจัดการขยายอาชพี ตามแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ลักษณะบง ชค้ี วามสาํ เร็จของการเรยี นรู 1. บอกความหมายของการจัดการขยายอาชพี 2. บอกความหมายของความม่ันคง 3. บอกความหมายของการจัดการขยายอาชพี เพ่อื ความม่ันคงตามแนวคิดปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง แผนปฏิบัตกิ ารเรียนรู ลกั ษณะบง ชค้ี วามสาํ เรจ็ ของ การเรยี นรู กจิ กรรม การวัดผล ประเมินผล ส่ือการเรยี นรู 1. บอกความหมายของการ อา นเอกสารหมายเลข 11 : ทดสอบความเขา ใจ เอกสารหมายเลข 11 จัดการขยายอาชพี ใบความรู เรอ่ื ง ความหมาย ความหมายของการจดั การ ใบความรู เรอ่ื ง ความหมาย ของการจดั การขยายอาชีพ ขยายอาชีพ เพื่อความมัน่ คง การจัดการขยายอาชพี เพอ่ื เพ่ือความมัน่ คงตามแนวคิด ตามแนวคดิ ปรัชญาของ ความม่นั คงตามแนวคิด ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง 2. บอกความหมายของ ประเมินความเขาใจตนเอง ผลการประเมินความเขา ใจใน เอกสารหมายเลข 12 ความมนั่ คง ตามเอกสารหมายเลข 12 กรณีตวั อยา งในเอกสาร แบบประเมนิ ความเขาใจ หมายเลข 12 เกี่ยวกับความหมายของการ จดั การขยายอาชพี ตาม แนวคดิ ปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพยี ง

55 เอกสารหมายเลข 12 : ใบความรู เร่ือง ความหมายของการจดั การขยายอาชพี เพอ่ื ความมน่ั คง ตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ความหมายตามพจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ดังน้ี หมายถึง กรรมวธิ ีในการส่งั งาน ควบคุมงาน ดาํ เนนิ งาน 1. การจัดการ หมายถงึ การทําใหก ารทํามาหากนิ แผกวางออกไป 2. ขยายอาชีพ 3. ความมน่ั คง หมายถึง เก่ียวกบั การเกิดความแนน และทนทานไมกลับเปน อนื่ 4. การจัดการขยายอาชพี เพอื่ ความมั่นคง หมายถึง กรรมวธิ ีในการควบคุมการดาํ เนินงานทํามาหากินใหแผ กวางออกไปดว ยความทนทานไมกลบั เปนอน่ื หมายถึง งานเก่ยี วกับการผลติ การจําหนายจายแจกและการบรโิ ภค 5. เศรษฐกิจ ใชส อยส่ิงตา ง ๆ ของชุมชน หมายถึง เทาทตี่ อ งการ ควรแกค วามตองการ เต็มความตอ งการ 6. พอเพยี ง หมายถึง วิชาดว ยหลักแหง ความรู ความจรงิ 7. ปรชั ญา 8. เศรษฐกจิ พอเพยี งตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง หลักแหงความรู ความจริงของงานเกี่ยวกับการผลิต การจําหนายจายแจกและการบริโภคใชสอยส่ิงตาง ๆ ของชุมชน เปนไปตามตองการ ดังน้ัน การจัดการขยายอาชีพ เพ่ือความมั่นคงตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงอาจใหค วามหมายไดวา “กรรมวิธใี นการควบคุมการดาํ เนนิ งานทาํ มาหากินใหขยายกาวออกไปใหเกิด ความแนนและทนทานไมกลบั เปน อืน่ ตามหลักความรู ความจริงของงานเกี่ยวกับการผลิต การจําหนาย จา ยแจกและการบริโภคใชส อยสิง่ ตา ง ๆ ของชมุ ชนเปนไปตามตองการ”

56 เอกสารหมายเลข 13 : แบบประเมินความเขา ใจเก่ียวกบั ความหมายของการจดั การขยายอาชีพ ตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 1. อา นกรณตี วั อยา งแลว ตอบคาํ ถามดว ยตนเอง “ ลุงอินปลกู ขาวโพดหวาน ขนาดรองกวาง 0.75 เมตร ยาว 40 เมตร สัปดาหละ 5 รอง อยางตอ เนอื่ งไดผลผลิตสัปดาหละ 250 กิโลกรัม ขายใหกับลูกคาประจํา มีรายได 2,500 บาทคอนขาง แนน อน แตป น้ีลกู เขา เรียนระดับอดุ มศึกษา 2 คน จะตองมีรายจายเพิ่มอีกเดอื นละ 10,000 บาท ลุงอนิ หาตลาดขา วโพดหวาน ไดลูกคาเพ่ิมสามารถรับซื้อขาวโพดหวานตามปริมาณที่ เพม่ิ ข้ึนไดตามตองการ อยูมาไมนานเพ่ือนบานหลายครอบครัวเอาอยางปลูกขาวโพดหวานขาย ทําให ขาวโพดมปี ริมาณมาก ราคาตก ลุงอิน เห็นวา เพ่อื นบานตางกย็ ากจน หากปลอ ยใหส ภาพเหตุการณเปน เชน นีก้ จ็ ะพากัน ขาดทุน เสียหาย ลุงอินประเมินปริมาณขาวโพดหวานที่ผลิตไดและมีคุณภาพปานกลางกับของลุงอิน ประมาณสัปดาหละ 3,000 กิโลกรัม จึงตัดสินใจไปพบพอคาขายสงรายใหมตองการขาวโพดหวาน ปริมาณมาก หากลุงอินสามารถรวบรวมผลผลิต ควบคุมคุณภาพใหไดมาตรฐานท่ีตองการและจัดการ สง มอบใหไดจะรับซ้ือกิโลกรัมละ 15 บาท ลุงอินจึงเจรจารับซื้อขาวโพดหวานของเพื่อนบานใหราคา กิโลกรัมละ 10 บาท หักคาขนสงกิโลกรัมละ 1 บาท ลุงอินไดกําไรกิโลกรัมละ 4 บาท เดือนหน่ึงจะมี รายได 48,000 บาท พอเพียงใชจา ยดาํ รงชีวติ สง ลกู เรยี นได ทด่ี ินที่เคยปลูกขา วโพดและวางเปลา จํานวน 20 ไร ลุงอินปลกู ไมปาตนยางนา ตน สัก เปนไมโ ตไวได 2,000 ตน อีก 15 ปขางหนาจะสามารถตัดโคน ขายไดต นละ 5,000 บาท คาดวา จะไดเ งนิ ประมาณ 10 ลา นบาท ” จากเร่ืองราวของลงุ อนิ ทา นมีความเขาใจอยา งไร 1. การดําเนินงานปลกู ขา วโพดหวานขนาดรอ งกวา ง 0.75 เมตร ยาว 40 เมตร สัปดาหละ 5 รอง เปรียบไดก บั ขอ ใด ก. ความมนั่ คง ข. การขยายอาชีพ ค. การจดั การ ง. ความพอเพียง 2. มรี ายได สปั ดาหล ะ 2,500 แนน อน สอดคลองกับขอใดมากทสี่ ุด ก. ความม่ันคง ข. การขยายอาชพี ค. การจัดการ ง. ความพอเพยี ง

57 3. ลุงอินหาตลาดขา วโพดหวานเพ่ิมขน้ึ เกย่ี วของกบั ขอ ใด ก. ความม่นั คง ข. การขยายอาชพี ค. การจดั การ ง. ความพอเพียง 4. เพอ่ื นบานเอาอยา งปลกู ขา วโพดหวานกนั มาก ราคาตก เก่ยี วขอ งกบั ขอ ใด ก. ความไมม่นั คง ข. การขยายอาชพี ค. การจดั การ ง. ความพอเพียง 5. ลงุ อนิ ไปพบพอ คา ขายสงรายใหญ เกี่ยวของกับขอ ใด ก. ความมั่นคง ข. การขยายอาชพี ค. เศรษฐกจิ ง. ความพอเพียง 6. การรวบรวมผลผลิต การควบคุมคุณภาพผลผลิต การจัดการรายไดกับสมาชิกเพื่อนบาน ขอ ใดถกู ตองมากทีส่ ดุ ก. ความมัน่ คง ข. การขยายอาชีพ ค. เศรษฐกจิ ง. ความพอเพยี ง 7. ลงุ อินใหร าคาขาวโพดหวานของเพอ่ื นบา น กิโลกรมั ละ 10 บาท ขอ ใดถกู ตองมากท่สี ุด ก. ความมั่นคง ข. การขยายอาชพี ค. เศรษฐกจิ ง. ความพอเพยี ง 8. รายไดเ ดอื นละ 48,000 บาทของลุงอนิ สอดคลองกับขอ ใดมากทีส่ ดุ ก. ความมัน่ คง ข. การขยายอาชีพ ค. เศรษฐกิจ ง. ความพอเพียง

58 9. รายไดจ ากการปลูกไมป า 20 ไร เปนเงิน 10 ลานบาท อีก 15 ปขางหนาของลุงอินตรงกับขอ ใดมากทส่ี ุด ก. ความมน่ั คง ข. การขยายอาชพี ค. เศรษฐกิจ ง. ความพอเพยี ง กจิ กรรมที่ 9 ใหผูเรียนรวมกันอภิปรายทําความเขาใจแบบประเมินกรณีตัวอยางหมายเลข 12 แลวสรุปให เหตผุ ลเปน ขอ ๆ เรอ่ื งท่ี 2 ความสําคญั ของการจัดการขยายอาชพี เพ่ือความมน่ั คงตามแนวคิดปรชั ญาของ เศรษฐกิจพอเพยี ง ลกั ษณะบงชีค้ วามสาํ เรจ็ ของการเรียนรู ลกั ษณะบง ชีค้ วามสําเร็จของ การเรียนรู กจิ กรรม การวดั ผล ประเมนิ ผล สอ่ื การเรยี นรู 1.ยอมรบั วา การขยายอาชพี 1.อานเอกสารหมายเลข 13 1. ทดสอบความเขา ใจ เอกสารหมายเลข 13 ทาํ ใหต นเอง เพมิ่ ผลผลติ เพื่อทาํ ความเขาใจเก่ยี วกบั ความสําคญั ของการจดั การ ใบความรู เร่อื ง ความสาํ คญั เพิม่ รายไดแ ละชอ งทาง ความสําคญั ของการจัดการ ขยายอาชีพตามแนวคดิ ของการจดั การขยายอาชีพ อาชพี เปดกวา งออกไป ขยายอาชีพตามแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกิจ ตามแนวคดิ ปรัชญาของ ปรชั ญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เศรษฐกจิ พอเพยี ง พอเพยี ง 2. ผลการวิเคราะหก ําหนดวลี 2.ผูเรยี นวิเคราะหก าํ หนดวลี ความสําคญั การจดั การ ความสาํ คญั การจดั การ ขยายอาชีพ ขยายอาชีพ 2.เห็นวา การขยายอาชีพทําให อา นเอกสารหมายเลข 14 ให ผลการวิเคราะห เอกสารหมายเลข 14 มสี ่งิ บรโิ ภคสรางความ เขา ใจ แลววิเคราะหผ ลการ ผลการประเมนิ ตนเอง ใบความรู เรือ่ ง การประเมิน พอเพียงใหกับชมุ ชน ประเมนิ ตนเองเก่ยี วกบั สาระ ตนเองเกี่ยวกับการรบั ได ชว ยลดรายจาย สรางงาน การรบั ได ความสาํ คญั การ ของความสาํ คญั ในการ สรางรายไดใ หก บั ชุมชน จัดการขยายอาชพี ตาม จดั การขยายอาชพี ตาม กระบวนการคิดเปนพรอ มท้ัง กระบวนการคิดเปน สรปุ ผล

59 แผนปฏิบตั กิ ารเรียนรู เรยี นรูด ว ยตนเอง ดงั นี้ 1. อา นเอกสารหมายเลข 13 : ใบความรู เรื่อง ความสําคัญของการจัดการขยายอาชีพ ตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. ประเมนิ ตนเองตามเอกสารหมายเลข 14 : แบบประเมินตนเองเกย่ี วกับการรับไดของ ความสาํ คญั ในการจัดการขยายอาชีพตามแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

60 เอกสารหมายเลข 14 : ใบความรู เรื่อง ความสาํ คัญของการจัดการขยายอาชีพตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความรู ความเขา ใจเกย่ี วกบั ความสาํ คัญของการจัดการขยายอาชีพในเชิงวชิ าการมผี กู ลาว ไวมากพอสมควรแลว ผเู รยี นสามารถคน ควาได แตการระบคุ วามสําคญั ในเรื่องใด ๆ ยอมผันแปรไปตาม ประสบการณเชิงประจักษของแตละบุคคลหรือกลุมคนไมมีอะไรแนนอน เรามีหนาที่จะตองระบุ ความสําคญั ในส่ิงขา งหนาและประเมนิ ตัดสนิ ใจดว ยตวั เราเอง เชนเดียวกบั การระบคุ วามสําคญั ของการจัดการขยายอาชพี เพอื่ ความมนั่ คงไมมใี ครบอก สง่ิ ท่ถี ูกตองใหใ ครได เราจงึ มีความจาํ เปน ท่จี ะตอ งนําตนเอง ระบุความสาํ คัญไดด ว ยตนเองมากกวาการใช ขอ มูลจากภายนอก ตามเอกสารใบความรูฉ บับน้ี จึงขอนําเสนอหลักการคดิ วิเคราะห หาความสําคัญของ การจดั การขยายอาชพี ดวยตนเอง ดังน้ี 1. ตองเร่ิมตนจากความหมายของภาษาโดยยึดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พบวา “ ความสาํ คัญ” มคี วามหมายตามลกั ษณะคาํ วิเศษณ คือ (1) เปน พิเศษกวาธรรมดา (2) มีคณุ คา (3) มีชื่อเสียง “ การจดั การขยายอาชพี เพ่ือความม่นั คง” มคี วามหมาย คอื (1) การสัง่ งาน ควบคุมงาน ดําเนนิ งาน (2) ทาํ ใหขยายกวา งออกไป (3) ทาํ ใหม น่ั คง 2. ใหน ําองคประกอบความหมายของคําท้งั สองประโยคมาวเิ คราะหระบคุ วามสัมพันธ ดังตัวอยางนี้ ตัวอยาง : ตารางวิเคราะห สรางวลี เหตกุ ารณจากความสัมพันธร ะหวา งประโยชน ความสาํ คัญ การจดั การ ลักษณะทตี่ างออกไป มคี ณุ คา เก้ือกูล ชือ่ เสียง ยอมรับ ขยายอาชีพ มั่นคง เปนพเิ ศษกวาธรรมดา การสง่ั งาน ควบคมุ งาน และดาํ เนินงาน การทําใหขยาย กวา งออกไป ทาํ ใหม นั่ คง

61 ตารางดงั กลา วขางตน ใชดําเนินการวิเคราะหความสัมพันธแลวระบุเปนวลี เหตุการณ บนฐานของเหตุและผลตามประสบการณของผเู รียน ดงั ตัวอยา งน้ี ตัวอยาง การวิเคราะห กําหนด วลี ความสําคัญของการจัดการขยายอาชีพตามเหตุผลและ ประสบการณข องผเู รยี น ความสาํ คัญ การจัดการ ลกั ษณะทีต่ า งออกไป มีคุณคา เก้อื กูล ช่ือเสียง ยอมรบั ขยายอาชีพ ม่ันคง เปนพเิ ศษกวา ธรรมดา การสั่งงาน เปนการเพิ่มกจิ กรรมบน ทาํ ใหป ระสิทธิภาพการ การยอมรับของบคุ ลากร ควบคุมงาน ฐานการควบคุมดําเนิน ใชทรพั ยากรการ ในองคก รสูงขน้ึ และดําเนนิ งาน กจิ กรรมหลกั ทที่ าํ อยู ดาํ เนินงานไดผ ลผลติ สงู ขึ้น การทาํ ใหข ยาย - มผี ลติ ภัณฑอ อกสู มพี นั ธมติ รทางธรุ กิจ การยอมรบั ในธุรกจิ กวา งออกไป ตลาดเพ่ิมขน้ึ เพม่ิ ข้ึน ขยายกวางออกไป - ฐานลกู คาขยาย ทาํ ใหม น่ั คง กลยุทธธรุ กิจถกู เครอื ขายลกู คามคี วาม องคความรกู ารผลิต ปรับเปล่ียนใชส ราง เชอ่ื มัน่ มีความภกั ดใี น การตลาด ยกระดบั ความม่นั คงในธรุ กจิ การซอื้ ขายมากข้นึ คณุ คาเปน ทนุ ในการ แขงขัน 3. นําผลการวิเคราะห กําหนด วลี ความสําคัญของการจัดการขยายอาชีพที่วิเคราะห ไดม าพิจารณาทบทวนหาขอ บกพรองและพัฒนา เรากจ็ ะพบวา ความสาํ คัญของการ พฒั นาอาชีพประกอบดว ย (1) เปนการเพ่ิมกิจกรรมอาชีพบนฐานการจดั การอาชีพหลกั ทีท่ ําอยู (2) ทาํ ใหประสิทธภิ าพการใชทรัพยากรดาํ เนินงาน สามารถสรา งผลผลติ เพิ่มสงู ขึ้นได (3) ทําใหผรู ว มงานมคี วามเช่อื มน่ั วา ธุรกิจเจรญิ กา วหนา สามารถอยูรวมทํางานได อยา งมั่นคง (4) มีผลติ ภัณฑเพมิ่ ขึ้น สามารถขยายฐานลูกคา ออกไปไดก วา งขึน้ (5) มีพนั ธมิตรทางธุรกิจเพม่ิ ขนึ้ (6) วงการธรุ กิจยอมรบั กวา งออกไป (7) กลยทุ ธทางธรุ กจิ ถูกปรับเปล่ียนใชส รางความม่นั คงในธรุ กจิ (8) เครอื ขายลูกคาและพันธมติ รทางธุรกจิ มีความเช่ือม่นั มีความภกั ดีในการซือ้ ขาย มากขนึ้ (9) องคค วามรดู า นการผลติ และการตลาดยกระดบั คุณคาใชเปนทุนในการแขงขัน

62 สรปุ จะเห็นวาการคดิ การพจิ ารณาความสําคัญน้ัน จําเปนที่เราจะตองมองเห็นดวยตัวเราเอง และนาํ ไปเทียบเคียงกบั ความเหน็ ทางวชิ าการกจ็ ะทําใหเ รามโี อกาสตดั สินใจไดถ ูกตอ งมากยง่ิ ข้ึน นําไปสู ความสําเร็จทยี่ ่งั ยืนได กิจกรรมท่ี 10 ใหผ เู รยี นวิเคราะหกาํ หนดวลีความสาํ คญั การจดั การขยายอาชีพตามเหตผุ ลจากประสบการณข องตนเอง หรอื สมั ภาษณพ ูดคยุ กบั ผปู ระสบความสําเรจ็ ในอาชีพที่สนใจ โดยบนั ทึกลงในตารางดงั ตวั อยางหนา 56 เอกสารหมายเลข 15 : ใบความรู เร่ือง การประเมินตนเองเก่ียวกับการรับไดของความสําคัญ ในการจัดการขยายอาชีพตามกระบวนการคดิ เปน การประเมนิ เพอื่ ตัดสินใจ รับความคิดเหน็ เกีย่ วกับความสาํ คญั ของการจดั การขยายอาชพี ตามกระบวนการคดิ เปน ที่ผูเรยี นวเิ คราะหข ้ึนเองนนั้ สามารถทําไดห ลายวธิ ี เชน (1) การนําผลวิเคราะหไปแลกเปลี่ยนเรียนรูกับผูมีประสบการณแลวสรุปขอบกพรอง ความคดิ เห็นทีร่ บั ไดม าพฒั นาสาระความสาํ คัญ (2) ประเมินตนเองดวยการวเิ คราะหข อมูลดา นตนเอง สงั คม สง่ิ แวดลอม และวชิ าการ ในเอกสารใบความรนู ีจ้ ะใหค วามคิด ความเขาใจ การประเมิน และพฒั นาสาระความสาํ คญั ของการจัดการขยายอาชพี ดวยตนเอง ดังน้ี 1. กรอบการประเมินตดั สินใจ ตามกระบวนการคิดเปน ประกอบดว ย 1.1 ขอมลู ดา นตนเอง มีตัวแปรทีใ่ ชคดิ ตดั สินใจ 2 เรอ่ื ง คอื (1) ความมั่นใจที่จะทาํ ได (2) ความมคี ณุ คา ประโยชนตอ การขยายอาชพี 1.2 ขอมูลดานสงั คม ส่งิ แวดลอม มตี วั แปรทใี่ ชคิด ตดั สินใจ 2 เร่ือง คอื (1) ผเู กย่ี วของเหน็ สอดคลอ ง (2) ผูเ ก่ยี วขอ งสว นใหญยอมรับ 1.3 ขอ มลู ดา นวชิ าการ มีตัวแปรทใี่ ชค ิด ตัดสนิ ใจ 2 เร่ือง คือ (1) ความสอดคลอ งกับความเหน็ ทางวิชาการ (2) มขี อ มลู และแหลงเรียนรเู พยี งพอ 2. ลกั ษณะแบบประเมินอยางงา ย โดยใชตารางมิติสัมพันธระหวางกรอบการประเมิน กบั สาระความสําคญั ท่ผี ูเ รยี นวิเคราะหข ึ้น ดงั ตัวอยางน้ี

63 เอกสารตัวอยาง : การวเิ คราะหผ ลการประเมนิ ตนเองเกยี่ วกบั การรบั ไดข องสาระความสําคัญในการจัดการ ขยายอาชีพทผี่ ูเ รยี นวิเคราะหขน้ึ เอง ดา นตนเอง ดา นสังคม ดา นวิชาการ รวม สาระความสาํ คญั ของการ  ความมน่ั ใจ  มีคณุ คา  ผูเกย่ี วของ  ผเู ก่ยี วของ  สอดคลอ งกับ  มีขอมูล คะแนน จดั การขยายอาชพี ที่ผเู รียน ที่จะทําได ประโยชนต อ เหน็ สอดคลอ งดวย สว นใหญยอมรบั ความเห็นทาง และแหลง การขยายอาชพี วิชาการ เรยี นรเู พียงพอ วิเคราะหไ ด ใช ไมใ ช ใช ไมใ ช ใช ไมใ ช ใช ไมใ ช ใช ไมใช ใช ไมใช 54 1. เปนการเพม่ิ กิจกรรม อาชีพบนฐานอาชพี หลัก  -  -  -  -  - -  5 ท่ที าํ อยู 2. ทาํ ใหป ระสิทธภิ าพการ ใชท รัพยากรดําเนนิ งาน  - -  -  -  - - 6 สามารถสรางผลผลิต เพิ่มขนึ้ 3. ทําใหผ ูรว มงานมคี วาม เชื่อมั่นวา ธรุ กิจกาวหนา  -  -  -  -  -  - 6 อยูรว มงานได 4. มีผลติ ภณั ฑเ พมิ่ ข้นึ ขยายฐานลกู คา ออกไปได  -  -  -  -  -  - 6 กวางข้นึ 5. มพี นั ธมติ รทางธุรกิจ  - -  -  -  - - 6 เพ่มิ ขนึ้ 6. วงการธุรกิจยอมรบั  - - -  -  - - 4 กา วออกไป 7. เกดิ กลยทุ ธท างธุรกจิ ใชสรางความมน่ั คงใน  -  -  - -   -  - 5 ธรุ กิจได 8. เครือขา ยลูกคา และ พนั ธมติ รทางธรุ กจิ มี  -  -  -  -  - - 6 ความเชื่อมนั่ ภักดใี นการ ซอื้ ขาย 9. องคความรูยกระดับ คุณคา ใชเ ปนทนุ ในการ  -  -  -  -  -  - 6 แขงขัน รวม 9 98 79 8 50 ตนเอง = 18 สังคม = 15 วชิ าการ = 17

64 3. การแปรผลและใชผล มีตัวอยา งดงั นี้ 3.1 การแปรผล จากตารางตวั อยางขางตนและสามารถแบงผลจากการวิเคราะหได ดงั น้ี (1) มิติทางดานสังคม สิ่งแวดลอม สรุปไดวา มีสาระท่ีผูเกี่ยวของเห็นวา ไมส อดคลองและไมนา จะยอมรบั ได 2 สาระ คือ ก. ทาํ ใหป ระสิทธิภาพการใชทรัพยากรดําเนินงานสามารถสรางผลผลิต เพิม่ ขนึ้ ข. วงการธุรกิจยอมรบั กวางขวางออกไป (2) มิตทิ างวชิ าการ พบวา ขอมลู แหลงวิชาการที่เก่ียวของกับการเพิ่มกิจกรรม อาชีพบนฐานอาชีพหลักที่ทาํ อยู มไี มพ อเพยี ง (3) หากพจิ ารณาภาพรวม จะพบวา มีคะแนนรวม 48 คะแนน เปนคะแนนใน ระดบั สงู คิดเปนรอยละ 88.8 จึงอาจสรุปไดวา ความสําคัญของการขยาย อาชพี ทผ่ี ูเรยี นวิเคราะห สามารถรับไดวา เปน ความสําคัญจริง 3.2 การนาํ ไปใช ผลการวิเคราะห พบวา สามารถรับเปนความสําคัญจริง ทําใหมี ความม่ันใจมองเห็นคณุ คาประโยชนน าํ ไปกําหนดเปาหมายการบริหารจัดการ ขยายอาชพี ไดอ ยา งเชือ่ มั่น จึงอาจสรุปไดว า การบงช้ีความสําคญั ของการดาํ เนินกิจกรรมใด ๆ ควรจะเปนการระบุ โดยตรงของผูประกอบการหรอื ผูเรียน การใชค วามคิดของผูร ู ความคดิ ทางวชิ าการ ควรเปนเพียงขอมูลท่ี นํามาใชเ ปรยี บเทียบกับการคิด วเิ คราะหข องเราเอง กจิ กรรมที่ 11 ใหผ ูเรียนวเิ คราะหผ ลการประเมนิ ตนเองเกีย่ วกับการรับไดของสาระความสําคัญการจัดการขยาย อาชีพของตนเอง หรืออาชีพท่ีผูเรียนสนใจตามกระบวนการคิดเปน พรอมแปรผลและสรุปผลโดยยึด ตารางและรูปแบบตามตวั อยางหนาท่ี 61

65 บทที่ 5 ความรูเบ้อื งตนเก่ียวกบั การบริหารจดั การในการขยายอาชีพ ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวัง มีความรู ความเขาใจเก่ียวกับการบริหารจัดการ ไดแกการทําแผนธุรกิจ การจัดการความเส่ียง การจัดการการผลติ การจัดการตลาด และบัญชีธรุ กิจ เพ่อื สามารถนําสูการปฏิบตั ิทําแผนธรุ กิจในบทตอ ไป ขอบขายเนอ้ื หา การบริหารจดั การ 1) การทาํ แผนธรุ กิจ 2) การจดั การความเสย่ี ง 3) การจดั การการผลติ 4) การจัดการการตลาด 5) บัญชธี ุรกจิ สื่อประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารหมายเลข 16 ใบความรู เรอื่ ง การบรหิ ารจดั การในการขยายอาชพี

66 เอกสารหมายเลข 16 ใบความรเู ร่อื งการบรหิ ารจดั การในการขยายอาชีพ 1) การทาํ แผนธรุ กจิ 1.1 ความหมายของแผนธุรกิจ แผนธุรกิจ คือแผนงานทางธุรกิจที่แสดงกิจกรรมตาง ๆ ที่ตองปฏิบัติในการลงทุน ประกอบการ โดยมจี ุดเร่ิมตนจากจะผลิตสินคาและบริการอะไร มีกระบวนการปฏิบัติอยางไรบาง และ ผลจากการปฏิบตั อิ อกมาไดม ากนอ ยแคไหน ใชง บประมาณและกําลังคนเทาไร เพ่ือใหเกิดเปนสินคาและ บรกิ ารแกลูกคา และจะบรหิ ารธรุ กิจอยางไรธรุ กจิ จึงจะอยรู อด (แหลงท่มี า : มาณพ ชิวธนาสนุ ทร. แผนธรุ กิจ SMEs. สาํ นกั พัฒนาธรุ กจิ อตุ สาหกรรมและผูประกอบการ, กรมสงเสริมอตุ สาหกรรม, กระทรวงอตุ สาหกรรม. 2547) 1.2 การศกึ ษาวเิ คราะหชุมชนเพื่อการพฒั นาอาชพี การวเิ คราะหช ุมชน หมายถึง การนําเอาขอมูลท่ัวไปของชุมชนท่ีเราอาศัยอยู ซ่ึงอาจจะเปน หมบู าน ตาํ บล หรืออาํ เภอก็ไดข ึน้ อยกู บั การกําหนดขอบเขตของชุมชนวาจะนาํ ขอ มูลของชุมชนในระดับ ใดมาพิจารณา โดยการจาํ แนกขอมูลดา นตาง ๆ เพือ่ ใหทราบถึงประเดน็ ปญ หา และความตอ งการทแ่ี ทจรงิ ของชุมชน เพื่อจะนํามากําหนดแนวทางการขยายอาชีพใหตอบสนองตรงกับความตองการของคนใน ชุมชน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ รายไดของประชากรตอคน ตอครอบครัว เปนอยางไร ลักษณะของการประกอบอาชีพของประชากรเปนอยางไร รวมถึงขอมูลอ่ืนท่ีเก่ียวของ ไดแก ขอมูลดาน การตลาด แนวโนมของความตองการของการตลาด นโยบายของรัฐท่ีจะเอื้อประโยชนตอการผลิตหรือ การประกอบอาชีพ เปน ตน ขอมูลเหลานจ้ี ะชว ยใหเราวางแผนการดําเนินการพฒั นาอาชีพไดรอบคอบขึ้น การวิเคราะหขอมูล โดยวิเคราะหสภาพการภายใน ภายนอกของชุมชน โดยใชเทคนิค SWOT (SWOT Analysis) การศึกษาความตองการของชุมชนเปนการสํารวจความตองการของชุมชนเพ่ือใหทราบถึง จุดเดน จดุ ดอย อปุ สรรคหรอื ความเส่ียงและโอกาสในดานตา ง ๆ ของขอมลู และความตองการของชุมชน ทัง้ นีโ้ ดยใชเ ทคนิค SWOT ในการวเิ คราะหชุมชน มดี งั น้ี S (Strengths) จดุ แขง็ หรอื จุดเดนของชมุ ชน W (Weaknesses) จุดออนหรอื ขอดอยของชมุ ชน O (Opportunity) โอกาสที่จะสามารถดําเนินการได T (Threats) อปุ สรรคหรือปจ จัยทีเ่ ปน ความเสย่ี งของชมุ ชนที่ควรหลีกเลี่ยง ในการปฏิบัติ

67 ในการวิเคราะหชุมชน อาจจะเขยี นเปนตารางวเิ คราะหไดด ังนี้ ปจจัยภายใน S (จุดแข็ง ) W (จดุ ออ น) ปจ จัยภายนอก O (โอกาส) T (อปุ สรรคหรอื ความเสี่ยง) การวิเคราะหขอมูล ผูวิเคราะหควรพิจารณาจําแนกขอมูลในดานตาง ๆ โดยใหสมาชิกใน ชุมชนหรือกลุมอาชีพน้ันรวมกันชวยวิเคราะห หากพบขอมูลสวนใดที่เปนจุดเดนของชุมชนหรือกลุม อาชพี นัน้ ใหใ สข อมลู ในชอ ง S หากพบขอมลู ใดที่เปน จดุ ออ นหรือขอดอ ยของชมุ ชนหรอื กลุมอาชพี ใหใส ขอมูลในชอง W หากสวนใดที่เปนโอกาสชองทางของชุมชน เชน ความตองการสินคาของประชาชน นโยบาย หรอื จุดเนน ของรัฐหรอื ของชมุ ชนท่เี ปนโอกาสดใี หใสในชอ ง O และในขณะเดียวกันขอมูลใดที่ เปน ความเสีย่ ง เชน ขอ มูลเกี่ยวกับการกระทําผิดกฎหมาย หรือความตองการของชุมชนไมมีหรือมีนอย ขาดแคลนวัตถุดบิ หรือปจ จัยการผลิต เปนตน ใหนําขอ มูลใสใ นชอง T ทาํ เชนนี้จนครบถวน หากสวนใด ขอ มูลไมช ดั เจนเพียงพอกต็ อ งสาํ รวจขอมูลเพิ่มเตมิ ได จากนนั้ นําขอมูลไปวิเคราะหเพื่อกําหนดทางเลือก ในการพฒั นาอาชีพหรือทางเลือกในการแกป ญ หาอีกคร้งั หนึง่ กอ นทจี่ ะกาํ หนดเปนวสิ ัยทัศนต อ ไป 1.3 การกาํ หนดวิสยั ทัศน พันธกจิ เปา หมายและกลยุทธใ นการวางแผนขยายธรุ กจิ ของชมุ ชน วิสัยทัศน เปนการกําหนดภาพในการประกอบอาชีพในอนาคต มุงหวังใหเกิดผลอยางไร หรอื กลาวอีกนยั หนึ่งคือการมองเปา หมายของธรุ กิจวา ตองการใหเ กิดอะไรขึน้ ขางหนา โดยมขี อบเขตและ ระยะเวลากาํ หนดท่แี นนอน ในการกาํ หนดวสิ ยั ทศั นเ ปนการนําเอาผลการวเิ คราะหข อมูลชมุ ชนและขอมูล อาชพี ของผปู ระกอบการ มาประกอบการพิจารณาอยางรอบคอบเพ่ือการตัดสินใจท่ีดี มีความเปนไปได เพื่อนําไปสูค วามสาํ เรจ็ ของธรุ กจิ ในท่ีสุด พันธกิจ คือ ภาระงานท่ีผูประกอบการจะตองดําเนินการใหเกิดผลสําเร็จตามวิสัยทัศนที่ กาํ หนดไวใหไ ด ผปู ระกอบการจะตองสรา งทมี งานและกําหนดภารกิจของสถานประกอบการใหชัดเจน ครอบคลมุ ทัง้ ดานการผลิตและการตลาด การวิเคราะหพ นั ธกิจ ของสถานประกอบการ สามารถตรวจสอบวาพันธกิจใดควรทํากอน หรือหลัง หรือพันธกิจใดควรดํารงอยูหรือควรเปล่ียนแปลง ผูประกอบการและทีมงานจะตองรวมกัน วิเคราะห เพื่อกําหนดพันธกิจหลักของสถานประกอบการ ผูประกอบการและทีมงานจะตองจัดลําดับ ความสาํ คญั ของพันธกิจและดาํ เนินการใหบรรลุเปาหมายใหได เปาหมายหรือเปาประสงค เปาหมายในการขยายอาชีพ คือการบอกใหทราบวา สถานประกอบการน้ันสามารถทําอะไรไดภายในระยะเวลาเทาใด ซึ่งอาจจะกําหนดไวเปนระยะสั้น หรือ ระยะยาว 3 ป หรือ 5 ปก็ได การกําหนดเปาหมายของการขยายอาชีพตองมีความชัดเจนสามารถวัดและ

68 ประเมินผลได การกําหนดเปาหมายหากสามารถกําหนดเปนจํานวนตัวเลขไดก็จะย่ิงดี เพราะทําใหมี ความชัดเจนจะชวยใหก ารวางแผนมีคุณภาพยิ่งข้นึ และจะสง ผลในทางปฏิบตั ไิ ดดยี ิ่งข้ึน กลยุทธในการวางแผนขยายอาชพี เปนการวางแผนกลยุทธในการขยายอาชีพหรือธุรกิจนั้น ๆ ใหส าํ เร็จตามเปา หมายทีว่ างไว การวางแผนจะตองกําหนดวิสัยทัศนเปาหมายระยะยาวใหชัดเจน มีการ วเิ คราะหส่ิงทจี่ ะเกิดข้ึนในอนาคต และมีการทํางาน วางระบบไวคอนขางสูงเพื่อใหมีความคลองตัวใน การปรับเปลี่ยนไดตามสถานการณท่ีเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ทั้งนี้ เพ่ือใหผูประกอบการและทีมงาน สามารถพฒั นาอาชพี ใหม ปี ระสิทธภิ าพและมีความกาวหนา ไดในอนาคต ขน้ั ตอนกระบวนการวางแผน ข้ันตอนของกระบวนการวางแผนในการขยายธุรกจิ ของชุมชน มดี ังนี้ 1. ข้ันการกําหนดวัตถุประสงคตองใหชัดเจน เพ่ือเปนแนวทางการปฏิบัติหรือการดําเนิน กิจกรรมตา ง ๆ 2. ขั้นการกําหนดวัตถุประสงคการกําหนดวัตถุประสงคตองมีความชัดเจนวาจะทําเพ่ืออะไร และวตั ถุประสงคนน้ั จะตอ งมีความเปนไปไดห รือไม และสามารถวดั ผลได 3. ขั้นการต้งั เปาหมายเปน การระบุเปา หมายทจ่ี ะทาํ วา ตง้ั เปาหมายในการดาํ เนนิ การไวจ าํ นวนเทาใด และสามารถวัดไดใ นชวงเวลาส้นั ๆ 4. ขั้นการกําหนดข้ันตอนการทํางาน เปนการคิดไวกอนวาจะทํากิจกรรมอะไรกอนหรือหลัง ซึง่ การกาํ หนดแผนกิจกรรมนจ้ี ะทําใหก ารดําเนินงานบรรลุตามวตั ถุประสงคไ ดอยา งมีประสิทธภิ าพ 5. ข้ันปฏบิ ัติกจิ กรรมตามแผน ซึง่ จะตอ งดําเนนิ การอยางตอเนอื่ งจึงจะไดผ ล 6. ข้นั การปรับแผนการปฏิบตั งิ าน ในบางครงั้ แผนทีว่ างไวเ ม่ือไดดาํ เนินการไประยะหนึ่ง อาจจะ ทําใหส ถานการณเปลี่ยนไป ผูป ระกอบการจึงควรมีการปรับแผนบางเพื่อใหสอดคลองกับความเปนจริง มากขึน้ และการดาํ เนินงานตามแผนจะมปี ระสิทธภิ าพขน้ึ 1.4 การวางแผนปฏบิ ตั กิ าร การวางแผนปฏิบัติการเปนขั้นตอนสุดทายของการทําแผนธุรกิจเพื่อการพัฒนาอาชีพที่มี รายละเอียดมาจากแผนกลยุทธ มากําหนดเปน โครงการ/กิจกรรมท่ีจะตองดําเนินการ โดยจะตองกําหนด วตั ถปุ ระสงค เปา หมาย ระยะเวลา และผูร บั ผิดชอบ โดยผูเ รยี นและผนู าํ ชุมชนตอ งชว ยกันกาํ หนด 2) การจดั การความเสยี่ ง (Risk Management) ความเสี่ยง คอื ความไมแ นน อนตอการประสบกบั เหตกุ ารณ หรือ สภาวะทีเ่ ราตองเผชิญ กบั สถานการณอันไมพงึ ประสงคโดยมคี วามนา จะเปน หรอื โอกาสในสง่ิ นั้น ๆ เปน ศนู ย 2.1) ความหมาย การจัดการความเส่ียง (Risk Management) หมายถึง กระบวนการในการระบุ วิเคราะห( en:risk analysis) ประเมนิ (en:risk assessment) ดูแลตรวจสอบและควบคุมความเส่ียงที่สมั พนั ธ

69 กับกิจกรรม หนาท่ีและกระบวนการทํางาน เพื่อใหองคกรลดความเสียหายจากความเสี่ยงมากท่ีสุด อนั เนื่องมาจากภัยที่องคก รตองเผชิญในชวงเวลาใดเวลาหน่ึงหรอื เรยี กวา อบุ ัตภิ ยั (accident) ความเสยี่ ง (Risk) มีความหมายในหลากหลายแงมุม เชน - ความเส่ียงคอื โอกาสท่เี กดิ ขนึ้ แลวธรุ กิจจะเกดิ ความเสียหาย (chance of loss) - ความเส่ยี งคือความเปนไปไดทจ่ี ะเกดิ ความเสยี หายตอธรุ กจิ (possibility of loss) - ความเสี่ยงคือความไมแนนอนของเหตุการณที่จะเกิดข้ึน (uncertainty of event) - ความเสี่ยงคอื การคลาดเคล่อื นของการคาดการณ (dispersion of actual result) - ความเสี่ยง คือ ความไมแนนอนของเหตุการณ ซ่ึงไมสามารถคาดเดาไดวาจะ เกดิ ขึ้นเมอ่ื ใด แตค วามเสี่ยงนัน้ ๆ จะมแี นวโนม ที่เกิดขน้ึ ไมมากก็นอย ภยั (peril) หมายถึง สาเหตุของความเสียหายซ่ึงภัยสามารถเกิดข้ึนไดจากภัยธรรมชาติ เชน เกดิ พายสุ นึ ามิ นา้ํ ทวม แผนดนิ ไหว เปน ตน ภัยนอกจากจะเกิดขนึ้ ไดจ ากภยั ธรรมชาติแลว ภัยนั้นยัง เกิดขึ้นจากการกระทําของมนษุ ย เชน อัคคีภยั จลาจล ฆาตกรรม เปนตน สําหรับสาเหตุสุดทายที่จะเกิด ภัยไดน้ันคือภัยท่ีเกิดข้ึนจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะภัยท่ีเกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เปนอีกสาเหตุท่ีสําคัญ เพราะเม่ือเกิดขนึ้ แลว คนทั้งประเทศ หรอื ทั้งภมู ิภาคจะไดรับผลกระทบอยางกวา งขวาง สภาวะท่ีจะทําใหเกิดความเสียหาย (hazard) หมายถึง สภาพเงื่อนไขที่เปนสาเหตุท่ี ทําใหความเสียหายเพิ่มสูงข้ึน โดยสภาวะตาง ๆ นั้น สามารถแบงออกไดเปนสภาวะทางดานกายภาพ (physical) คอื สภาวะของโอกาสทจ่ี ะเกดิ ความเสียหาย เชน ชนิดและทําเลท่ีตั้งของสิ่งปลูกสราง อาจเอื้อตอ การเกิดเพลิงไหม สภาวะทางดา นศีลธรรม (moral) คือ สภาวะของโอกาสทจ่ี ะเกดิ ข้ึนจากความไมซอื่ สัตยตอ หนา ทก่ี ารงาน เชน การฉอโกงของพนักงาน และสภาวะดา นจิตสํานกึ ในการปอ งกนั ความเสี่ยง (morale) คือ สภาวะทไ่ี มป ระมาทและเลินเลอ หรือการไมเอาใจใสในการปองกันความเสี่ยง เชน การท่ีพนักงาน ปลอ ยใหเครอ่ื งจักรทาํ งานโดยไมควบคุม 2.2) องคประกอบการจดั การความเส่ยี ง 2.2.1) การระบุช้ีวาองคกรกําลังมีภัย เปนการระบุชี้วาองคกรมีภัยอะไรบางท่ีมา เผชญิ อยู และอยใู นลักษณะใดหรือขอบเขตเปนอยางไร นับเปนขั้นตอนแรกของการจัดการความเส่ียง 2.2.2) การประเมินผลกระทบของภัย เปนการประเมินผลกระทบของภัยท่ีจะมีตอ องคก รซึง่ อาจเรยี กอีกอยางหนึ่งวา การประเมินความเส่ียงที่องคกรตองเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภัยแตละ ชนดิ ไดอยางเหมาะสมมากทีส่ ุด

70 2.2.3) การจัดทํามาตรการตอบโตตอบความเส่ียงจากภัย การจัดทํามาตรการตอบโต ตอบความเสย่ี งเปน มาตรการท่ีจัดเรยี งลาํ ดบั ความสาํ คญั แลวในการประเมินผลกระทบของภัย มาตรการ ตอบโตที่นยิ มใชเพอื่ การรบั มอื กับภัยแตล ะชนดิ อาจจําแนก ได 5 มาตรการ ดงั นี้ (1) มาตรการขจัดหรอื ลดความรนุ แรงของความอันตรายของภยั ทต่ี อ งประสบ (2) มาตรการที่ปองกนั ผรู ับภัยมิใหต องประสบภัยโดยตรง เชน ภัยจากการที่ ตองปน ไปในท่สี ูงกม็ มี าตรการปอ งกันโดยตองติดเข็มขัดนิรภัย กันการพลาดพล้ังตกลงมา หรือภัยจาก ไอระเหยหรือสารพิษกป็ องกนั โดยออกมาตรการใหส วมหนา กากปองกันไอพษิ เปน ตน (3) มาตรการลดความรุนแรงของสถานการณฉกุ เฉนิ เชน กรณีเกดิ เพลิงไหม ในอาคาร ไดม ีการขจัดและลดความรุนแรง โดยออกแบบตวั อาคารใหมีผนังกันไฟ กันเพลิงไหมลุกลาม ไปยังบรเิ วณใกลเคียง และมกี ารติดตงั้ ระบบสปริงเกอร ก็จะชวยลดหรอื หยดุ ความรุนแรงของอบุ ัตภิ ยั ลงได (4) มาตรการกภู ัยกเ็ ปนการลดความสญู เสยี โดยตรง (5) มาตรการกลับคืนสภาพ ก็เปนอีกมาตรการในการลดความเสียหาย ตอเนือ่ งจากภัยหรืออบุ ัตภิ ยั แตละครงั้ ลงได การรบั มือกับภัย 5 มาตรการ (1) การเตรยี มความพรอม (Readiness) องคก รตองเตรียมความพรอมระบบการบริหาร ความเสี่ยงใหม คี วามพรอมในการจัดทาํ มาตรการขจัดหรอื ควบคมุ ภัยตาง ๆ เอาไวลวงหนา (2) การตอบสนองอยางฉบั ไว (Response) เมื่อเกิดอุบตั ิภยั ขนึ้ ระบบตองมีสมรรถนะ ทีด่ ีพอในการตอบโตภ ยั แตละชนิดอยา งไดผ ลและทันเวลา (3) การชวยเหลือกูภัย (Rescue) เปนกระบวนการปกปองชีวิตและทรัพยสินของ องคกรทไ่ี ดผลและทนั เวลา (4) การกลับเขา ไปทํางาน (Rehabilitation) เมอื่ อุบตั ิภัยส้ินสดุ ลงแลวตองกลับเขาไป ที่เดมิ ใหเ รว็ ท่ีสุดเพอื่ การซอมแซม การเปลยี่ นใหม หรือการสรางข้นึ ใหม (rebuild) เพื่อใหอาคารสถานที่ พรอมที่จะดาํ เนินกิจการตอไปได อาจรวมไปถงึ การประกันภยั ดว ย (5) การกลบั คืนสูสภาวะปกติ (Resumption) องคก รสามารถเปด ทําการ หรอื ดําเนิน ธุรกิจตอ ไปตามปกติไดเ สมือนวา ไมม ีอบุ ตั ภิ ยั มากอน การตอบสนองอยางฉับไว (Response) กับการชว ยเหลือกูภัย (Rescue) อาจดูเหมือน เปนเรื่องเดียวกัน แตความจริงแลวแตกตางกัน เชน กรณีเกิดอัคคีภัย อุปกรณดับเพลิงอัตโนมัติรวมถึง

71 fire alarm คือข้ันตอนของการตอบสนองอยางฉับไว (Response) แตไฟฉุกเฉินและเคร่ืองชวยหายใจ เพอ่ื ใหพนักงานสวม เพือ่ หนอี อกจากอาคาร เปนข้ันตอนของ การชวยเหลือกภู ยั (Rescue) 2.3 การวิเคราะหป จ จยั ความเส่ียงทางธุรกิจ การวิเคราะหปจจัยความเสี่ยง ทางธุรกิจ จะใชธุรกิจท่ีเราอยูเปน ตวั ตัง้ แลวมองสง่ิ แวดลอ มรอบธุรกิจและตัวธุรกิจเองวา มีอะไรบางที่ เปนจุดสําคัญ และถาจุดนนั้ สาํ คัญถงึ ขนาดท่ีเรยี กวา ถา เกิดผลกระทบเลวรายกับจุดน้ีแลว ธุรกิจของเรา อาจมปี ญ หาไดจ ุดนี้ คอื Critical point ประโยชนของการวิเคราะหปจจัยความเสยี่ ง การวิเคราะหปจจัยความเส่ียงนอกจากเกิดประโยชนกับธุรกิจแลวยังสงผลถึงองคกรและ ลกู คาทม่ี าใชหรอื ขอรบั บริการอกี ดวย ซง่ึ พอสรปุ ได ดงั นี้ 1. สามารถสรางเสริมความเขาใจการดําเนินการของธุรกิจและจัดทําแผนธุรกิจท่ี ใกลเคยี งความเปน จริง มากขึน้ ในเร่ืองการประมาณการคา ใชจาย และระยะเวลาดําเนินการ 2. เพ่ิมพนู ความเขาใจความเสี่ยงในธรุ กิจมากขึน้ โดยเฉพาะอยางยิ่งผลกระทบท่ีจะเกิด กบั ธรุ กจิ หากจัดการความเส่ียงไมเ หมาะสมหรือละเลยการบริหารความเสยี่ งน้นั 3. มีอิสระในการพิจารณาความเสี่ยงของธุรกิจซึ่งจะชวยใหการตัดสินใจจัดการ ความเสีย่ งใหมปี ระสทิ ธิผลและประสิทธิภาพมากขนึ้ 4. ทําใหยอมรับความเส่ียงไดมากขึ้น และสามารถไดประโยชนจากการยอมรับ ความเส่ยี งน้ันไดม ากข้นึ ดวย 2.4 การประเมนิ ความเส่ยี ง กระบวนการประเมนิ ความเส่ยี ง มีดงั ตอ ไปนี้ 2.4.1 กําหนดความเสี่ยงโดยตรวจสอบวาในธรุ กจิ ของเรามเี ร่อื งใดทเี่ ปนความเส่ียงบาง ซงึ่ มปี ระเด็นตา ง ๆ ที่สามารถวางกรอบในการกาํ หนดความเสี่ยงเปน ดา น ๆ 5 ดาน ดังน้ี 1) ดานการตลาด เชน การเปล่ียนแปลงของสินคา การเปล่ียนแปลงราคาสินคา อัตราดอกเบ้ยี อัตราแลกเปลย่ี น ความผันผวนราคาหนุ การแขง ขนั ทางตลาด 2) ดานการผลิต เชน วัตถุดิบ กําลังการผลิต ตนทุนการผลิต เทคโนโลยี เครอื่ งจกั ร ความปลอดภยั ความผิดพลาดในขัน้ ตอนการผลติ 3) ดา นการเงิน เชน ความเปล่ยี นแปลงดานสินเชือ่ ความเปลี่ยนแปลงสินทรัพย ที่ใชค ้ําประกันสินเชอ่ื สภาพคลอ ง 4) ดานบุคลากร เชน ความรูความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ ความรับผิดชอบ การทุจริต ความสามคั คี อัตราการลาออก

72 5) ดา นศักยภาพ เชน ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ทําเลท่ีตั้ง ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถชี ีวติ ทรัพยากรมนษุ ย 2.4.2 เมื่อสามารถกําหนดความเส่ียงไดแลว ตองประเมินอีกคร้ังวาความเสี่ยงนั้น รุนแรงระดับใด และ จดั ลาํ ดบั ความเส่ียง ตามลาํ ดบั ความรุนแรง 1) การประมาณระดับความรุนแรงของความเสย่ี ง การประมาณระดับของความ เส่ยี งเพื่อประกอบการตดั สนิ ใจในการดําเนนิ การแกไข เมอื่ ประเมินแลวนาํ ขอ มลู มาเรยี งลําดับความเสี่ยง ซึง่ การประมาณความเสยี่ งดไู ดจาก การเรียงลาํ ดบั ของความรุนแรงของส่ิงท่ีจะเกิดข้ึน(ผลกระทบ) และ การเรียงลําดับของโอกาสท่ีจะเกิดขน้ึ ของเหตุการณ ดงั น้ี 1.1) ความรุนแรงของอนั ตราย ลักษณะความรุนแรง - ระดบั ความรนุ แรงมาก - ระดับความรนุ แรงปานกลาง - ระดบั ความรุนแรงนอ ย การพิจารณาระดับความรนุ แรง ระดบั ความรุนแรงหรอื ผลกระทบทเ่ี กิดจากเหตุการณท่ี เกดิ ข้นึ หรือคาดคะเนวาจะเกดิ เหตกุ ารณน ้นั ๆ และเมือ่ เกิดข้นึ แลว จะเกิดความรุนแรง หรอื ผลกระทบกบั สิ่งตาง ๆ และความเสียหายที่จะเกิดข้ึนในดานตาง ๆ เชน ดานทรัพยสิน เงิน ดานเวลา ดานบุคคล ดานลกู คา และดา นภาพลกั ษณ แลวพจิ ารณาวา ความรุนแรงอยูใ นระดบั ใด

73 ตวั อยา ง การกาํ หนดเกณฑใ นการพจิ ารณาระดบั ความรนุ แรง ความเสยี หาย ระดับความรนุ แรง มาก ปานกลาง นอย 1. ดานทรัพยสิน/ 1,000,000 บาทขน้ึ ไป 100,000 บาทขึ้นไปแต ตํา่ กวา 100,000 บาท เงนิ ไมเกิน 1,000,000 บาท 2. ดานเวลา < 15 วนั 3- 5 วนั 1-3 วัน 3. ดานบุคคล - บาดเจ็บสาหัส/พกิ าร - บาดเจ็บไมส าหสั - บาดเจบ็ เลก็ นอ ย - โทษใหออกข้ึนไป - โทษตัดเงินเดือน - โทษตกั เตอื น 4. ดา นลูกคา ความพงึ พอใจ ความพงึ พอใจ ความพึงพอใจ ตาํ่ กวา 60% 60 – 74 % 75 – 79 % 5. ดานภาพลกั ษณ สงผลในระดับองคก ร สง ผลในระดบั ฝาย สง ผลในระดับพนกั งาน 1.2) โอกาสทีจ่ ะเกิดอนั ตราย - โอกาสมาก - โอกาสปานกลาง - โอกาสนอย โอกาสท่ีจะเกิดหมายถึงความนาจะเปนที่จะเกิดเหตุการณท่ีนํามาพิจารณาเกิดขึ้น มากนอ ยเพยี งใด ซึง่ จะมโี อกาสทจี่ ะเกิด ดงั นี้ ตัวอยาง การกาํ หนดเกณฑใ นการพจิ ารณาระดับของโอกาสทีจ่ ะเกดิ ขึ้น ระดบั ของโอกาส ความนาจะเปน โอกาสทจ่ี ะเกดิ 1. โอกาสมาก 1:100 - เกดิ ภายใน 1 ป 2. โอกาสปานกลาง 1:1000 - เกดิ ภายใน 1 – 2 ป 3. โอกาสนอย < 1 : 100000 - เกิดภายใน 2 – 5 ป

74 ตัวอยาง การประเมนิ เพ่อื จัดลําดับของระดับของความรนุ แรงของความเสยี่ ง ความเส่ยี ง ระดบั ความรุนแรงของความเสย่ี ง 1. ดา นการตลาด มากที่สดุ มาก ปานกลาง นอย 2. ดานการผลติ 3. ดา นการเงนิ 4. ดา นบคุ ลากร 5. ดา นศกั ยภาพ ตวั อยา ง การกาํ หนดเกณฑก ารประเมินเพื่อจดั ลาํ ดับความสาํ คัญของความเสย่ี ง ลาํ ดับท่ี ความเส่ียงจะตอ งถกู ขจัดใหห มดสนิ้ ไป หรอื ลดความเสี่ยงนัน้ ในทันทที นั ใด 1 (ระดับมากท่สี ุด) 2 ความเสย่ี งที่จําเปน ตอ งตรวจสอบอยา งใกลชดิ และอาจตองมแี ผนปฏบิ ัตกิ ารเพือ่ ปองกนั ไมใ หเ กดิ ผลกระทบตอธรุ กจิ (ระดับมาก) 3 ความเสี่ยงทจ่ี าํ เปนตองตรวจสอบ แตเขมงวดนอยและแผนการลดความเสี่ยงมี ความเรงดว นนอ ย(ระดบั ปานกลาง) 4 ความเสย่ี งในระดับนีอ้ ยูในระดับต่ําสดุ และตอ งการความเอาใจใสนอ ย แตไมค วร ละเลยทงั้ หมด(ระดับนอ ย) การจัดลําดับความสําคัญของความเส่ียงชวยใหเจาของธุรกิจ และสมาชิกทีมงานให ความสนใจหรอื เนน การบริหารความเสีย่ งที่มผี ลกระทบตอ ธุรกิจมากทสี่ ุด 2.5 การกําหนดมาตรการแกไขและปองกันความเสี่ยง เม่ือจัดลําดับความสําคัญของ ความเส่ียงไดแลว ใหพ ิจารณาจุดวกิ ฤตแตละประเดน็ ทีเ่ ปน ความเสย่ี ง ดงั น้ี 2.5.1 สาเหตุของการเกดิ จดุ วกิ ฤตนัน้ ๆ 2.5.2 ผลกระทบของจุดวิกฤตทจ่ี ะเกิดกบั ธรุ กจิ เปน อยา งไร 2.5.3 การเกดิ จดุ วกิ ฤตนนั้ จะมีอะไรเปน ตวั บอกเหตุ 2.5.4 มแี นวโนมวา จะเกิดจดุ วิกฤตนนั้ กับธุรกจิ ของเรา องคก รจะปอ งกันอยา งไร 2.5.5 ถา จุดวิกฤตนัน้ มาถึงแลว องคก รจะมีมาตรการอะไรมาแกไข

75 2.6 การประเมนิ ผลของมาตรการแกไขและปองกนั ควรใหทีมงานที่ทําแผนธุรกิจ วิเคราะห ประเดน็ ตอ ไปน้ี 2.6.1 ความเสี่ยงเรื่องใดที่เราผานเลยไปแลว และเราผานไปไดอยางไร และมี มาตรการอะไรที่เคยใชไดผ ล 2.6.2 ความเสีย่ งเรือ่ งใดทีก่ ําลังเผชิญอยู และมาตรการแกไ ขทเี่ ราใชอ ยู มกี ารประเมิน หรอื ไมว า มาตรการแกไขน้ัน ใชไดผ ลหรอื ไม ถาใชไมไ ดผลเราตองปรบั กลยทุ ธอยา งไร 2.6.3 ความเสย่ี งเรื่องใดทีก่ าํ ลังจะมาถึง มาตรการปองกันที่วางไวไดลงมือทําแลว หรือยงั ถา ทําแลวเปน อยางไร ตอ งปรบั กลยุทธใ หมห รือไม 2.6.4 ความเส่ียงเร่ืองใดท่ียังมาไมถึง องคกรไดศึกษาความเปนไปไดหรือไมวา มาตรการปองกนั ท่เี ตรยี มไว จะไดผลดีหรอื ไม หรอื เคยใชไดผ ลในองคกรอืน่ ๆ หรอื ไม 2.6.5 กําหนดความถ่ีในการประเมินผลมาตรการแกไขและปองกันเปนระยะ ๆ เพอ่ื จะไดคอยปรบั แผนกลยุทธใ หม เมื่อเหน็ วา ไมไ ดผล 2.7 การวางแผนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Planning) การวางแผนการบริหารความเสี่ยง มีวัตถุประสงคท่ีสําคัญคือ การตัดสินใจเลือก วธิ ีการและแผนกจิ กรรมจัดการความเส่ยี งของธุรกจิ ดงั นน้ั กจิ กรรมจะครอบคลุมและมีความสัมพันธกับ การบริหารความเสี่ยง เพ่ือใหการดําเนินการธุรกิจบรรลุเปาหมายท่ีกําหนดและเพ่ือใหการดําเนินการ ธุรกิจเกดิ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล จงึ ตอ งมีการวางแผนกิจกรรมบรหิ ารความเสย่ี ง พรอ มทงั้ จัดสรร งบประมาณและทรพั ยากรตา ง ๆ ในการดําเนินงาน เพอ่ื ใหก ารบริหารความเสี่ยงบรรลุวัตถุประสงคและ เปาหมายท่ีตงั้ ไว องคประกอบของแผนบริหารความเสย่ี ง องคป ระกอบ รายละเอยี ด 1. ช่ือความเส่ยี ง เขียนอธบิ ายสัน้ ๆ วา ประเด็นทีเ่ ปนความเส่ยี ง คอื อะไร 2. ลําดับความเส่ียงเพ่ือการปฏิบัติ ระบรุ ะดับของความเสีย่ ง 3. ประเภทของความเสยี่ ง ระบุวา เปน ความเสย่ี งประเภทใด 4. การควบคมุ ความเสีย่ งในปจจุบนั ระบแุ นวทางการควบคุมความเสยี่ งในปจ จุบนั 5. แผนปฏิบัตกิ ารเพื่อควบคมุ ความเสีย่ ง ระบุแนวทางการดาํ เนนิ งาน เปา หมาย เวลา ผรู บั ผดิ ชอบ

องคประกอบ 76 6.ตวั ช้วี ดั ความคืบหนา และความสําเรจ็ รายละเอียด 7.แนวทางการตรวจสอบและรายงาน ระบุวาถาทําตามตวั ชว้ี ดั แลว ความสาํ เรจ็ จะลดลง หรือไม ระบคุ วามคืบหนา ในการดําเนนิ การ (รอ ยละ) ตัวอยาง แผนการบรหิ ารความเสย่ี ง ลําดบั ท่ี รายการความเส่ยี ง ผลเสีย/ กจิ กรรม ตัวชีว้ ัด ระยะเวลา ผูรบั ผดิ ชอบ ผลกระทบ ความสําเร็จ ดําเนินการ 2.8 การติดตามประเมนิ ผลการบรหิ ารความเสี่ยง ซึง่ เปนขัน้ ตอนสาํ คญั ในการศกึ ษาปญ หา และอุปสรรค ในการปฏิบัติตามแผนบริหารความเสี่ยง และชวยใหทีมงานบริหารความเส่ียงไดขอมูล เพ่ิมเติม เพอ่ื นาํ ไปปรับปรงุ วธิ กี ารจดั การความเสี่ยงใหมปี ระสิทธภิ าพสงู ข้ึน ท้ังนี้ การบริหารความเสี่ยงเปนงานที่ตองทําอยางตอเน่ือง ความเส่ียงแตละประเภท เปล่ียนไปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก การบริหารความเส่ียงจึงตองไดรับการประเมินผล และ ปรับปรุงใหสอดคลองกับสถานการณปจจุบัน การประเมินผลจึงไมใชขั้นตอนสุดทายของการบริหาร ความเส่ยี ง แตเปนขน้ั ตอนท่นี ําไปสรู ะบบการบริหารความเสยี่ ง ท่ีมีความตอเน่อื งและทนั ตอเหตกุ ารณ 3) การจัดการการผลติ ความหมายของการจดั การการผลติ การบริการ และการควบคุมคณุ ภาพ การจัดการการผลิต หมายถึง กระบวนการท่ีดําเนินงานผลิตสินคาตามข้ันตอนตาง ๆ อยา งตอ เนอ่ื งและมกี ารประสานงานกัน เพอ่ื ใหบรรลเุ ปา หมายขององคก รหรือกิจการ การบริการ หมายถึง กระบวนการท่ีเนนการใหบริการแกลูกคาโดยตรง โดยการทําให ลูกคาไดรับความพงึ พอใจ มคี วามสขุ และไดรับผลประโยชนอยา งเตม็ ที่

77 การควบคุมคุณภาพ หมายถึง การจัดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อใหผลิตภัณฑตอบสนองความ ตอ งการและสามารถสรา งความพึงพอใจใหก ับลูกคาบนแนวคิดพื้นฐานวา เมื่อกระบวนการดี ผลลัพธที่ ออกมากจ็ ะดีตาม การจดั การเก่ียวกับการควบคมุ คณุ ภาพการผลติ การควบคุมคุณภาพน้ัน มีวัตถุประสงคเพ่ือใหสินคาหรือผลิตภัณฑหรือการบริการบรรลุ จุดมงุ หมายดงั ตอไปน้ี 1. สนิ คาที่สั่งซ้อื หรือสงั่ ผลติ มีคุณภาพตรงตามขอ ตกลงหรือเงอ่ื นไขในสัญญา 2. กระบวนการผลิตดําเนินไปอยางถกู ตองเหมาะสม 3. การวางแผนการผลติ เปน ไปตามทก่ี ําหนดไว 4. การบรรจุหีบหอดีและเหมาะสม หมายถึงสามารถนําสงวัสดุยังจุดหมายปลายทางใน สภาพดี ข้ันตอนการควบคุมคณุ ภาพการผลิต แบง ออกเปน 4 ขน้ั ตอน คอื 1. ข้ันการกาํ หนดนโยบาย ในข้ันน้ีจะเปนการกําหนดวัตถุประสงคกวาง ๆ เชน ระดับสินคา ขนาดของตลาด วิธีการจําหนาย ตลอดถึงการรับประกัน ขอกําหนดเหลาน้ีจะเปนเคร่ืองช้ีนําวากิจการ จะตอ งทาํ อะไรบาง เพอื่ ใหบรรลวุ ัตถุประสงคที่ไดว างเอาไว 2. ข้ันการออกแบบผลิตภัณฑ การออกแบบผลิตภัณฑในท่ีน้ี หมายถึง การกําหนด คุณลกั ษณะของผลิตภณั ฑ การออกแบบผลิตภณั ฑจงึ ตองมีความสัมพันธกับระบบการผลิต 3. ข้ันตอนการควบคุมคุณภาพของการผลิต การควบคุมคุณภาพการผลิต แบงออกเปน ข้ันตอนยอย 3 ขั้น คือ การตรวจสอบคุณภาพของชิ้นสวน การควบคุมกระบวนการการผลิต และการ ตรวจสอบคณุ ภาพของผลติ ภณั ฑ โดยในการตรวจสอบท้ัง 3 ขัน้ นี้ สว นใหญจ ะใชเทคนิคการสุมตัวอยาง เพราะผลิตภณั ฑท ผี่ ลิตไดนัน้ มีจาํ นวนมากไมอาจจะทําการตรวจสอบไดอยางท่วั ถงึ ภายในเวลาจาํ กัด 4. ข้นั การจําหนาย การควบคมุ คณุ ภาพ จะมีลักษณะเปนการใหบริการหลังการขาย ซึ่งใน ระบบการตลาดสมยั ใหมถอื วาเปน เรือ่ งสําคัญมาก เพราะสินคาบางชนดิ โดยเฉพาะอยางยิ่งสินคาประเภท เครอ่ื งมอื เครื่องจักรหรืออุปกรณทางอิเล็กทรอนิกส ซ่ึงมีวิธีการใชและการดูแลรักษาที่คอนขางยุงยาก ผูผลิตหรือผูขายจะตองคอยดูแล เพ่ือใหบริการหลังการขายแกผูซ้ืออยูเสมอ เพื่อสรางความพึงพอใจ ซง่ึ จะมีผลตอความเชือ่ มั่นและความกาวหนา ทางธรุ กจิ ในอนาคต การใชน วัตกรรมและเทคโนโลยใี นการผลิต การใชนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิต เปนการพัฒนาความสามารถในการผลิต ผลิตภัณฑของมนุษย ชวยในการแกปญหาและสนองความตองการของมนุษยอยางสรางสรรค โดยนํา ความรูมาใชกับกระบวนการเทคโนโลยี เพ่ือสรางและใชสิ่งของเครื่องใช วิธีการใหการดํารงชีวิตมี คุณภาพดียิ่งขน้ึ

78 นวัตกรรม หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐใหม ท่ียังไมเคยมีใชมากอนหรือ เปน การพฒั นาดดั แปลงมาจากของเดิมท่ีมีอยแู ลว เทคโนโลยี หมายถึง ส่ิงที่มนุษยพัฒนาขึ้น เพื่อชวยในการทํางานหรือแกปญหาตาง ๆ เชน อุปกรณ เครื่องมือ เครือ่ งจักร วัสดุ หรือแมกระท่ังสิ่งท่ีไมไดเปนส่ิงของท่ีจับตองไดหรืออาจเปนระบบ หรือกระบวนการตา ง ๆ เพ่อื ใหก ารทํางานบรรลผุ ลเปา หมาย เทคโนโลยจี ะมปี ระโยชนอ ยา งมาก เมื่อผูใชมกี ารนาํ ไปใชไดอยางถูกวิธีและเหมาะสม และ จะเกดิ ผลกระทบอยางมากมาย เม่อื ผใู ชนาํ เทคโนโลยีไปใชแบบผิด ๆ ดวยความไมรู หรือใชเทคโนโลยี มากเกินกวา ความจําเปน กระบวนการเทคโนโลยใี นการผลิต กระบวนการเทคโนโลยีเปนกระบวนการท่ีเกี่ยวของกับการแกปญหา โดยการใชความคิด ริเร่มิ อยา งสรางสรรคและรอบคอบ เพือ่ สรา งผลิตภัณฑท กี่ อใหเ กิดประโยชนต ามความตองการของมนษุ ย อยางมีประสิทธิภาพ หลักการเบ้ืองตนของกระบวนการทางเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ สามารถแบง ออกเปน ข้นั ตอน ไดดังน้ี 1. กําหนดปญหาหรือความตองการ 2. สรา งทางเลือกหรือวธิ กี าร 4. ออกแบบและลงมอื สราง 3. เลือกวธิ กี ารทเ่ี หมาะสม 5. ทดสอบและประเมนิ ผล ปรับปรุงแกไข แผนภมู ิ กระบวนการเทคโนโลยใี นการออกแบบผลติ ภัณฑ

79 การเลือกใชเ ทคโนโลยีอยางสรางสรรค การเลือกใชเ ทคโนโลยีอยางสรา งสรรคต อ ชีวติ สังคม สง่ิ แวดลอมและงานอาชีพ มีหลักการ ดังตอ ไปนี้ 1. การวิเคราะหเปรียบเทียบผลิตภัณฑหรือวิธีการท่ีไดจากเทคโนโลยีตาง ๆ ท้ังทางดาน คณุ ภาพ รปู แบบ วัสดุ ความสะดวกในการใช ความคุม คา โดยกอ นท่ีจะตัดสนิ ใจเลือกเทคโนโลยีใดมาใชน้ัน ผปู ระกอบการหรอื เจาของกิจการ ควรนําคุณลักษณะท่ัวไป คุณลักษณะเฉพาะของเทคโนโลยีมาศึกษา เปรยี บเทียบกอ นการตัดสนิ ใจเลือก 2. เมื่อมีการเลือกใชเทคโนโลยีสําหรับการสรางและพัฒนาผลิตภัณฑ เพ่ือสนองตอความ ตอ งการของมนุษยแ ลว ยอมตอ งมีผลกระทบตอสังคมและส่ิงแวดลอมตามมาดวย ดังนั้นผูประกอบการ หรอื เจาของกิจการตองศึกษาทบทวนวาเทคโนโลยีที่กําหนดใชนั้นมี ขอดี ขอเสียและผลตอสังคมและ สง่ิ แวดลอ มทจ่ี ะไดร บั น้นั เปนอยา งไร 3. ตดั สินใจเลือกและใชเ ทคโนโลยีท่มี ีผลดตี อ สังคมและส่ิงแวดลอ มในทางสรา งสรรคมากท่สี ดุ การลดตน ทุนการผลติ และการบริการ การดําเนินงานธุรกิจทุกประเภท ใหสามารถดํารงอยูไดอยางม่ันคง จําเปนท่ีผูประกอบการ หรือเจาของธุรกิจตองหาวิธีการลดตนทุนการผลิตและการบริการ โดยแนวคิดในการลดและควบคุม ตน ทุนการผลิตนนั้ มหี ลักการดงั น้ี 1. ศึกษาวเิ คราะหและสาํ รวจสถานภาพปจ จุบนั ของการผลติ คือแรงงาน วัตถุดิบ ตนทุนการผลิต เม่ือรปู จ จัยการผลิตแลว ทําใหส ามารถหาขอ บกพรองและหาวิธีลดตนทนุ ได 2. วิเคราะหหาสาเหตุของตนทุนสูญเปลาที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินคา และการบริการ หมายถึง การเสียคาใชจ ายแตไมไ ดกอ ใหเกดิ ประโยชนตอธุรกจิ 3. ปฏิบตั กิ ารลดและควบคุมตนทุนการผลติ ในสวนของคาใชจา ยท่ีไรประสิทธิภาพ มีความ สูญเปลา โดยดําเนนิ การตอเนื่องใหบรรลผุ ลสําเรจ็ การดําเนนิ ธุรกิจตอ งเผชิญกบั ขอจํากัดหลายอยางท่เี ปน อปุ สรรคและเปนเหตุใหตนทุนการผลิต สูงข้ึน จากหลายปจจัย คือ ตนทุนแรงงานมีแนวโนมสูงขึ้น ตนทุนวัตถุดิบแพงข้ึน โดยเฉพาะการนํา วัตถุดิบจากภายนอกเขามา ทําใหตนทุนการผลิตสูงข้ึน เชน คาน้ํามัน คาไฟฟา คูแขงขันมีมากข้ึนและ ทวีความรุนแรงมากขึน้ จาํ เปนท่ผี ปู ระกอบการหรือเจาของธุรกจิ ตอ งลดตน ทุนการผลิตตอหนวยสินคาที่ ผลิตจะมผี ลใหไดก าํ ไรมากข้ึน ดังน้ันผูประกอบการตองปรับวิธีการทําธุรกิจ เพ่ือลดตนทุนการผลิตให ตํ่าลง โดยกําหนดเปาหมายการผลิตใหเหมาะสมเพื่อความอยูรอด มีการปรับปรุงโครงสรางใน การประกอบธรุ กิจพฒั นาระบบการสง เสรมิ การขาย ซ่ึงเปนกุญแจสาํ คญั สูความสําเร็จ

80 ปจจยั ในการลด และควบคมุ ตน ทนุ การผลติ ในการผลิตสนิ คา ตนทนุ การผลิตจะสูงหรอื ตา่ํ นั้น ขน้ึ อยกู บั ปจ จยั ตาง ๆ หลายประการดังนี้ 1. ผูบรหิ ารตอ งมนี โยบายและโครงการเพ่ือลดตนทุนการผลิตอยางจริงจังและชัดเจนไมวา จะเปน นโยบายดานคณุ ภาพมาตรฐานระดับสากล เชน ISO , การสนับสนุนศักยภาพของบุคลากร ฯลฯ หรอื ระบบและวิธกี ารลดตน ทุน ซึง่ ตอ งดาํ เนินการอยางจรงิ จังและตอเนื่อง 2. สรางจติ สํานึกพนักงาน ใหมจี ิตสาํ นกึ ทีด่ ีตอ โครงการลดตน ทุนการผลิต จงึ จะไดรบั ความ รวมมอื และประสบความสําเร็จได 3. มมี าตรการเพ่ิมประสทิ ธิภาพและคณุ ภาพของการบรหิ ารจัดการธุรกจิ อยางจริงจงั ทุกปจจัยที่กลาวมามีความสําคัญเทากันหมด แตการดําเนินการใหบรรลุเปาหมายอยางมี คุณภาพผบู รหิ ารธุรกิจตอ งกําหนดเปาหมายและการดําเนินงานอยา งจรงิ จัง และตองมีการจดั ทาํ ขอ มลู และ วดั ประสิทธิภาพของการลดตน ทนุ อยา งตอเน่อื ง 4) การจดั การการตลาด การจัดการการตลาด หมายถึง การดําเนินกิจกรรมตาง ๆ ดานธุรกิจ ซ่ึงจะตองมีการวางแผน การผลติ การโฆษณา การประชาสมั พนั ธ การวจิ ยั การตลาด การสงเสริมการขาย การทําฐานขอมูลลูกคา การกระจายสินคา การกําหนดราคา การจัดจําหนาย ตลอดจนการดําเนินกิจการทุกอยางเพ่ือสนอง ความตองการ และบรกิ ารใหแ กผซู อื้ หรือผูบรโิ ภคพอใจ ทั้งในเรือ่ งราคาและบริการ การจดั การการตลาดเก่ยี วของกับเรื่องตา ง ๆ ดงั น้ี 1. การโฆษณา หมายถึง การนําเสนอหรือสงเสริมความคิดในการขายสินคาหรือบริการผาน ส่อื ตา ง ๆ มีผูอุปถัมภเปนผูเสียคาใชจายในการโฆษณา โดยมีวัตถุประสงคของการโฆษณา เพ่ือใหเกิด ความรู ความเขา ใจเกี่ยวกับสินคา และงานบรกิ าร เปน การใหข า วสารและชกั จูงใหซอ้ื สนิ คา และซ้อื บริการ สื่อที่ใชในการโฆษณามีหลายประเภท เชน นิตยสาร หนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน ปายโฆษณา การโฆษณาทางไปรษณีย เปนตน ส่ือโฆษณาแตละประเภทจะมีจุดเดนและจุดดอยแตกตางกัน ดังน้ัน การเลอื กสื่อโฆษณาควรคํานึงถงึ วัตถปุ ระสงค ดงั น้ี 1) สามารถเขาถงึ กลุมเปาหมายใหมากท่ีสุดเทาท่ีจะมากได 2) สือ่ น้ันมีประสทิ ธิภาพและไดผ ลสูงสดุ 3) เสียคาใชจ า ยต่ําทสี่ ดุ 2. การประชาสัมพันธ หมายถึง การติดตอสื่อสารเพื่อสงเสริมความเขาใจที่ถูกตองรวมกัน ตลอดจนสรางความสัมพันธอันดีตอกันระหวางลูกคากับผูผลิต เพื่อใหเกิดความเชื่อถือศรัทธา ความ คดิ เหน็ ทศั นคติท่ดี ตี อ องคการ การประชาสมั พันธ ไดแ ก ขา วแจกสาํ หรบั เผยแพร การแถลงขา ว 3. การสงเสริมการขาย หมายถึง กิจกรรมการสงเสริมการตลาดนอกเหนือจากการโฆษณา การขายโดยบุคคล และการประชาสัมพันธ เปนการชวยกระตุนความสนใจ การซื้อของผูบริโภคหรือ

81 บุคคลอ่ืนในชองทางการจัดจําหนาย การจัดแสดงในงานแสดงสินคา การแจกของแถม การลดราคา การชงิ โชค การแขงขนั การแจกคปู อง 4. การวิจัยการตลาด หมายถึง การศึกษาปจจัยภายนอกและภายในเก่ียวกับการตลาด ทําให ผูประกอบการมีขอมูลในการวางแผนการตลาดไดอยางมั่นใจและสามารถบอกรายละเอียดในการ ดําเนินงานไดอ ยางชัดเจน การวิจยั การตลาดหรือการศึกษาตลาดควรวิเคราะหพฤติกรรมผูบริโภคมาปรับใช ดังน้ี 1. ผูบริโภคของกิจการคือใคร ใชหลักการแบงสวนตลาดเขามาประกอบการพิจารณา คือ หลักภมู ศิ าสตร หลักประชากรศาสตร หลักจติ วทิ ยา หลักพฤติกรรมศาสตร 2. ตลาดตองการซื้ออะไร ผูประกอบการจะตองศึกษาวาผูบริโภคตองการอะไรจากผลิตภัณฑ ทีซ่ อ้ื เชน บางคนใชรถยนตราคาแพง เพราะตองการความภาคภูมิใจ บางคนเลือกรับประทานอาหารใน รา นหรูหรา นอกจากเขาตองการความอรอยจากรสชาติของอาหารแลวเขายังตองการความสะดวกสบาย การบริการที่ดี เปนตน นักการตลาดจะตองวิเคราะหดูวาผูบริโภคตองการซ้ืออะไรเพ่ือที่จะจัด องคประกอบของผลิตภณั ฑใ หค รบถว นตามทเี่ ขาตอ งการ 3. ซ้ืออยางไร ผูประกอบการตองศึกษาถึงกระบวนการตัดสินใจในการซ้ือของผูบริโภค กระบวนการการตัดสินใจในการซื้อน้ีจะเริ่มจากความรูสึกวาตองการสินคานั้น จนไปถึงความรูสึก หลงั การซ้ือ กระบวนการดงั กลา วนจ้ี ะกนิ เวลามากหรือนอย ยากหรืองายเพยี งใดขึน้ อยูกับชนิดของสินคา ตัวบุคคลท่ีทําการซื้อ ผูตัดสินใจซ้ือ การสงเสริมการตลาด ฯลฯ แตละข้ันของกระบวนการซื้อใชเวลา ไมเทา กนั และบางครัง้ การซ้อื อาจจะไมไ ดดาํ เนินไปจนจบกระบวนการก็ได เพราะผูบ ริโภคเปลีย่ นใจหรือ เกดิ อุปสรรคมาขัดขวางทําใหเ ลิกซ้อื หรืออาจตองทอดระยะเวลาในการซอื้ ออกไป 4. ทาํ ไมผบู รโิ ภคจงึ ซอื้ เปน การพจิ ารณาถึงวตั ถปุ ระสงคหรือจดุ มุงหมายของการซ้อื 5. เมื่อไรผูบริโภคจะซื้อ นักการตลาดจําตองทราบถึงโอกาสในการซ้ือของผูบริโภค ซึ่งจะ แตกตางกันตามลักษณะสินคาน้ัน ๆ เพื่อวางกลยุทธทางตลาดไดเหมาะสมกับพฤติกรรมการซ้ือของ ผบู ริโภค 6. ผบู รโิ ภคจะซ้อื ท่ีไหน เปนการถามเร่ืองชองทางการจําหนาย แหลงขายท่ีเหมาะสมกับสินคา โดยพิจารณาดวู า สินคาชนิดน้ีผบู ริโภคมักจะซ้อื จากท่ีไหน ซ้ือจากหางสรรพสนิ คา ใหญ หรอื จากรานขาย ของชาํ ใกลบา น เปนตน 7. ใครมีสวนรวมในการตัดสินใจซื้อ เปนการถามเพ่ือใหทราบถึงบทบาทของกลุมตาง ๆ ท่ีมี อิทธพิ ลหรอื มสี วนรว มในการตดั สินใจซ้อื โดยสรุป ผูประกอบการและนักการตลาดจะตองศึกษาปจจัยที่มีอิทธิพลตอผูบริโภค เพ่ือทราบลักษณะความตองการของผูบริโภค เพื่อจัดสวนประสมทางการตลาด ไดแก ดานผลิตภัณฑ ดา นการสง เสริมการตลาด ดานแผนการจดั จําหนา ยและแผนราคาใหเ หมาะสม 8. การวางแผนการตลาด หมายถึง การกําหนดกลุมลูกคาเปาหมาย สรางความนาเช่ือถือใหกับ กิจการและผทู ี่จะรวมลงทนุ สามารถอธิบายวธิ กี ารที่จะดงึ ดูดและรักษาลูกคาทัง้ รายเกา รายใหมไ วได

82 9. การทําฐานขอมูลลูกคา หมายถึง ขอมูลจะชวยในการกําหนดสวนตางของการตลาด การ กําหนดกลยุทธ การตลาดทางตรงไมว าจะเปน กลยุทธการสรางสรรคง านโฆษณา กลยุทธส ือ่ ตลอดจนใช ในการวิเคราะหข อมูลตา ง ๆ เปน สิ่งสําคัญสําหรับการทาํ ตลาดทางตรง เพราะกิจการจะไมส ามารถสอ่ื สาร หรือเขาใจถึงกลมุ ลกู คา ที่คาดหวังได หากปราศจากขอ มูลลูกคา วัตถปุ ระสงคก ารทาํ ฐานขอ มูลลูกคา มดี งั นี้ 1) เพ่ือใหท ราบถึงความสําคญั ของการจดั ทาํ บัญชรี ายช่ือลูกคา 2) เพ่ือใหทราบถงึ วธิ กี ารเบอ้ื งตนในการจดั ทาํ บญั ชีรายชอื่ ลกู คา 3) เพื่อใหเขา ใจถึงประเภทของฐานขอมูล 4) เพอ่ื ใหท ราบถึงองคประกอบของฐานขอ มูลลูกคา 10. การกระจายสินคา ในวงการธรุ กจิ ปจจุบันนกั การตลาดใหความสาํ คญั เกย่ี วกบั การกระจายสินคา ไมน อยกวาตวั แปรอน่ื ๆ ในดา นการตลาด หากผลิตภัณฑเปนที่ตองการของตลาด แตระบบการกระจาย สินคาไมดี เชน สงสินคาผิดพลาด ลาชา ผิดสถานท่ี เปนตน เปนความสูญเสียอันยิ่งใหญ เพราะทําให ยอดขายลดลงและสญู เสียลูกคา จดุ ประสงคของการกระจายสินคา คอื การจดั สง สนิ คาใหลูกคาไดถูกตอง ไปยังสถานท่ีท่ีถูกตอง ในเวลาทเ่ี หมาะสม โดยเสยี คาใชจ า ยนอ ยท่สี ุด ตลอดจนการใหบรกิ ารลูกคา ท่ดี ีทส่ี ดุ บทบาทและความสาํ คัญของการกระจายสนิ คา เปน การเชอื่ มโยงระหวางผผู ลติ กับผูบริโภค หรือ กลาวไดว าการทน่ี าํ สนิ คาออกจําหนา ยใหผบู ริโภคทันตามเวลาทีต่ องการกระจายสนิ คา จึงมคี วามสาํ คญั ท่ี ผูประกอบการจะตองระมัดระวังในเร่ืองตอไปนี้ 1) สนิ คา ที่ถกู ตอง 2) เวลาทีถ่ ูกตอ ง 3) จํานวนทีถ่ ูกตอง 4) สถานท่ที ถี่ ูกตอ ง 5) รปู แบบที่ตอ งการ การจัดการกระจายสนิ คา คอื การนาํ สินคา ไปถึงมือผูบรโิ ภคหรือลกู คา ซ่งึ กระจายสนิ คาเกี่ยวของ กับการงานในหนาที่อื่น ๆ ไดแก การเร่ิมตนจากการพยากรณการขายซึ่งเก่ียวกับการวางแผนการจัด จําหนาย และวางแผนการผลิต สวนการกระจายสินคา หมายถึง การบริหารระบบการขนสงระบบ ชองทางการจัดซ้ือ ระบบชองทางการจัดจําหนาย ระบบสินคาคงคลัง เพื่อใหไดมาซ่ึงประสิทธิภาพใน การจัดซื้อวัสดุ วัตถุดิบเพื่อการผลิต และเพื่อใหไดมาซ่ึงประสิทธิภาพทางการตลาดที่จะขายสินคา สาํ เร็จรูปและบรกิ ารสูมอื ผูบรโิ ภค 1) การวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ การวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ จะทําใหพ นกั งานทุกคนไดร ูวา จะปฏิบัติใหบรรลุเปาหมายใน ระยะเวลาไดอยางไร แผนการตลาดเปนเอกสารท่ีเขียนขึ้น เพ่ือใชเปนเสมือนหนังสือนําทางสําหรับ กจิ กรรมทางการตลาดแกผ ูจ ัดการฝา ยการตลาด

83 แผนการตลาดจะระบวุ ตั ถปุ ระสงค และกจิ กรรมทตี่ องทําเพ่ือใหบรรลวุ ัตถปุ ระสงคนัน้ การตลาด ถือเปนกิจกรรมที่ยากที่สุด ท่ีพนักงานและผูบริหารเขาใจรวมกันและทําเพ่ือนําไปสูเปาหมายรวมกัน การเขียนแผนการตลาดที่ชัดเจนเปนงานที่ตองใชเวลา แตเปนพ้ืนฐานในการส่ือสารภายในองคการ แผนการตลาดจะทําใหพ นกั งานทุกคนทราบวา ตนมีความรับผิดชอบอะไร ตองทําอะไร มีกรอบเวลาใน การปฏบิ ัตงิ านอยา งไร แผนการตลาดบง บอกวตั ถุประสงคและแนวทางการจัดสรรทรพั ยากรเพอื่ ใหบ รรลุ วตั ถปุ ระสงค แผนการตลาดเปนกรอบความคิดและใหทิศทางเชิงกลยุทธ สวนการนําไปปฏิบัติเปนการ ทาํ งานในลักษณะท่ีจดั การกับปญหา โอกาส และสถานการณ แผนการตลาดแสดงขั้นตอนงานท่ีเรียงเปน ลาํ ดับกอ นหลงั กจ็ รงิ แตข ้นั ตอนเหลาน้นั อาจเกิดขึ้นพรอมกนั หรอื ประสานกันกไ็ ด การเขียนแผนมีหลาย รูปแบบ ขนึ้ อยกู ับองคก ร พันธกิจ วตั ถุประสงค กลุมเปา หมาย และสว นประสมทางการตลาดขององคกร นนั้ 2) การนําแผนไปปฏิบัติและการควบคุม เปนกระบวนการท่ีผูทําการตลาด ตองดําเนินงานตาม แผนการตลาดท่ีวางไว ดวยความม่ันใจวาสามารถบรรลุวัตถุประสงคได ซ่ึงรายละเอียดในแผนจะระบุ กิจกรรม เวลา งบประมาณ ซ่ึงตอ งมีการสือ่ สารทด่ี ี เมื่อนาํ แผนการตลาดไปปฏิบัติแลว จะตองมีการประเมิน เพอื่ ใหท ราบวา ไดดาํ เนนิ การบรรลุตาม วัตถุประสงคเ พียงใด มีอะไรที่ควรแกไข การวางแผนมีความสัมพนั ธใกลชิดกบั การควบคมุ เนอื่ งจากแผน ไดระบถุ ึงส่ิงท่ีองคก รตอ งการบรรลุ 3) บัญชธี รุ กิจ 3.1 ความหมายของบญั ชีธรุ กจิ บัญชีธุรกิจ หมายถึง ระบบประมวลขอมูลทางการเงิน การจดบันทึกรายการคาตาง ๆ ที่เก่ยี วกบั การรบั – จา ยเงนิ ส่งิ ของ และสทิ ธิทมี่ มี ลู คา เปนเงินไวในสมุดบัญชอี ยางสมาํ่ เสมอ เปนระเบียบ ถูกตอ งตามหลกั การและสามารถแสดงผลการดาํ เนนิ งานและฐานะการเงินของกจิ การในระยะเวลาหน่ึงได 3.2 ความสําคญั ของการทําบัญชี 1. เปนเคร่ืองมือวดั ความสําเรจ็ ในการดําเนนิ ธรุ กจิ โดยพจิ ารณาจากผลการดําเนินงาน ฐานะทางการเงินของธุรกิจ และความมั่นคงของธุรกิจ จะบันทึกบัญชีรายการตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในการ ดําเนินธุรกิจ เชน การลงทุน การรับ การจาย โดยไมนําสวนท่ีเปนของสวนตัวเขามาบันทึกดวย ส่ิงท่ี บันทึกไวจะสามารถนํามาจัดทําเปนรายงานทางการเงินได เชน งบดุล งบกําไร ขาดทุน ซ่ึงเปนภาพ สะทอ นในการดาํ เนินธุรกิจ 2. เปนเครือ่ งมอื ชวยในการวางแผนและตัดสินใจธุรกิจ สามารถนํามาวิเคราะหความ เปนไปไดข องการลงทุนทจ่ี ะเกิดขึ้นในอนาคต ดังน้ัน หากมีการบันทึกท่ีถูกตอง จะทําใหสามารถพัฒนา กจิ การใหเ จริญกา วหนา อยางย่งั ยนื 3. เปนเครื่องมือในการวางแผนกําไร และควบคุมคาใชจายของบริษัท ชวยในการ ตดั สนิ ใจกําหนดราคาสนิ คา ชว ยในการควบคมุ ตนทนุ การผลิต และสามารถวิเคราะหปรับปรุงรายจายที่ ไมจําเปนออก รวมถงึ ชว ยในการวางแผนการดาํ เนินงานไดอยา งถูกตอ ง เหมาะสมกบั ทรัพยากรที่มีอยู

84 3.3 ประเภทและขั้นตอนของการทาํ บญั ชีธรุ กจิ บัญชีรับ – จาย การทําบัญชีรายรับ – รายจาย หมายถึง การจดบันทึกเหตุการณตาง ๆ เก่ียวกับการเงนิ หรอื อยา งนอยท่ีสุดบางสวนเกี่ยวของกับการเงิน โดยผานการวิเคราะห จัดประเภทและ บันทึกไวในแบบฟอรมท่ีกําหนดเพ่ือแสดงฐานะการเงิน และผลการดําเนินงานของกิจการในชวง ระยะเวลาหน่งึ การจดบันทึกการปฏิบตั งิ านและการทําบัญชรี ายรบั – รายจาย เปนการชวยความทรงจํา และถามีการจดบันทึกกิจการตาง ๆ อยางมีระบบ การลงบัญชีที่ดี มีความเขาใจในการจดบันทึก และ การสรปุ ขอมลู ใหเ หมาะสมแลวสามารถนาํ ขอ มลู ทีไ่ ดรบั มาใชประโยชนในการตัดสินใจทําการปลูกพืช ใหส อดคลองกบั ความตองการของตลาด แนวโนม ของราคา ตลอดจนเหตุการณตาง ๆ ที่มีผลกระทบตอ การดาํ เนินกจิ กรรมไดอ ยา งเหมาะสมย่ิงขน้ึ ทาํ ใหผผู ลติ ทราบไดวากิจการของตนเปนอยา งไร และวิธีการ อยางหนึ่งท่ีจะแสดงฐานะทางการเงินและผลการดําเนินงานวามีรายรับ – รายจายอยางไร ชวยในการ ประเมนิ ผลการดาํ เนินงานวามกี ําไร หรือขาดทุนอยางไรอกี ดวย รูปแบบการบันทึกการทําบัญชีรายรับ – รายจา ย ดังตัวอยาง ตวั อยาง แบบฟอรม การทาํ บญั ชีรายรบั – รายจา ย แบบบญั ชีรายรับ - รายจา ย วนั เดอื น ป รายรับ จาํ นวนเงนิ วนั เดอื นป รายจา ย จํานวนเงนิ บาท สต. บาท สต. บญั ชีทรพั ยสิน – หน้ีสนิ เปน การบนั ทกึ รายการทรัพยส นิ หนส้ี ินตาง ๆ เชน ที่ดิน เคร่ืองมือ เคร่ืองจักรกลตาง ๆ อุปกรณ การเกษตร ปจจัยการผลิต จํานวนผลผลิต ผลผลิตท่ีคงเหลือ ตลอดจนหน้ีสินตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในการ ดําเนนิ การผลิต ในการบันทกึ ทรพั ยส ิน – หนสี้ นิ ตาง ๆ เพ่ือจะนาํ ไปใชสรุปฐานะทางการเงินของตนเอง และเปนขอมลู ที่จะใชในการคาํ นวณหารายไดตอ ไป โดยสรปุ เปนฤดูกาลเพาะปลูก หรือส้ินปใหกําหนด เปน มลู คาจาํ นวนเงิน ดงั ตัวอยา ง บัญชที รพั ยสิน – หนส้ี นิ

85 บัญชที รัพย – หนีส้ ิน รา นขายขนมเบเกอร่ี วนั เดอื น ป ทรัพยสนิ จํานวน จํานวน วนั เดอื น ป หนส้ี นิ จาํ นวน จาํ นวน 1 ม.ค. 53 รายการ หนว ย เงิน 5 ม.ค. 53 รายการ หนว ย เงิน 15 มี.ค. 53 รถยนต 300,000 กเู งนิ ซ้ือทด่ี ิน 100 ตร.ว 400,000 25 ม.ี ค. 53 ทดี่ นิ 1 400,000 ฯลฯ 30 ม.ี ค. 53 รา นคา 100 ตร.ว 500,000 อปุ กรณท าํ เบเกอรี่ 5,000 ฯลฯ 1 1 ชุด

86 กจิ กรรมท่ี 12 ใหผูเรยี นศกึ ษาใบความรู เรือ่ ง การบรหิ ารจัดการในการขยายอาชีพใหเขา ใจ แลว สรุปแตละเร่ือง ใหส อดคลอ งกบั อาชพี ของตนเองหรอื อาชพี ทส่ี นใจมาพอสังเขป 1. การทําแผนธรุ กจิ …………………………………………………………………………………………………… …..……………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 2. การจดั การความเสย่ี ง …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 3. การจัดการการผลติ …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 4. การจดั การการตลาด …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… 5. บญั ชธี ุรกจิ …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………

87 บทที่ 6 การจดั ทาํ และพัฒนาระบบการขยายอาชพี ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ผลการเรียนรูท ีค่ าดหวงั สามารถดําเนินการจัดทําหรือปรับปรุงแผนธุรกิจดานการจัดการการผลิตหรือการบริการ และ ดา นการจดั การการตลาด ตามแนวคิดของปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ขอบขายเนือ้ หา เรอ่ื งที่ 1 องคป ระกอบของระบบขยายอาชพี ตามแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เรอื่ งที่ 2 การจดั ทาํ แผนธรุ กิจ ส่ือประกอบการเรยี นรู 1. เอกสารหมายเลข 17 ใบความรู เร่ือง องคป ระกอบของระบบขยายอาชพี ตามแนวคดิ ปรชั ญา ของเศรษฐกิจพอเพียง 2. เอกสารหมายเลข 18 ใบความรู เรอื่ ง การประยุกตหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับประสบการณ ตนเอง จัดทาํ กรอบความคิดเหน็ ธุรกจิ ท่ีเหมาะสมกบั ตนเอง 3. เอกสารหมายเลข 19 คมู ือจดั ทําแผนธรุ กจิ ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใหเหมาะ กบั ตนเอง

88 เรื่องท่ี 1 องคประกอบของระบบขยายอาชีพตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ลักษณะบง ช้ีความสําเรจ็ ของการเรยี นรู 1. ชี้แจงภาพรวมขององคป ระกอบในระบบการขยายอาชีพตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. บอกความสัมพนั ธระหวาง ความมเี หตผุ ล ความพอดี และภมู ิคุมกันทน่ี ําไปสูการจัดทําแผน ธรุ กิจของการขยายอาชพี 3. บอกเหตผุ ลเชงิ สัมพันธใ นการใชค วามรอบรูเ พ่อื จัดการการตลาดและการผลิต 4. บง ชล้ี ักษณะการใชคุณธรรมขับเคลอื่ นธรุ กิจ ลกั ษณะบง ชี้ความสาํ เรจ็ ของ กจิ กรรม การวดั ผล ประเมินผล สื่อการเรียนรู การเรียนรู 1. ช้แี จงภาพรวมของ 1. อานเอกสารหมายเลข 16 1. ทดสอบความเขา ใจ เอกสารหมายเลข 16 องคประกอบในระบบการ เรอ่ื ง องคประกอบของระบบ 2. สงั เกต การแสดงความ ใบความรู เรื่อง ขยายอาชพี ตามแนวคิด ขยายอาชพี ตามแนวเศรษฐกจิ คดิ เหน็ องคป ระกอบของระบบ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง พอเพยี ง แลวคิดความคิดรวบ 3. ประเมินความเปน ไปไดใ น ขยายอาชพี ตามแนวคิด 2. บอกความสมั พันธร ะหวาง ยอดเปน ของตนเอง เกีย่ วกับ การนาํ ไปใชจริง ปรชั ญาของเศรษฐกจิ ความมเี หตุผลความพอดี และ 1.1 ความพรอ มของระบบ 4. องคค วามรทู ่ีเกดิ ขนึ้ ใหม พอเพียง ภูมคิ ุมกนั ที่นาํ ไปสกู ารจัดทาํ การขยายอาชีพตามปรัชญา แผนธรุ กิจของการขยายอาชพี ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 3. บอกเหตผุ ลเชิงสมั พนั ธใ น 1.2 ความสัมพนั ธระหวา ง การใชค วามรอบรู เพ่อื จัดการ ความมเี หตผุ ล ความพอดี และ การตลาดและการผลิต ภูมิคุม กนั กบั การจัดตําแหนง 4. บงชี้ลักษณะการใช ธุรกจิ การขยายอาชีพ คุณธรรมขบั เคลื่อนธุรกิจ 1.3 เหตผุ ลเชิงสัมพันธใ น การใชค วามรอบรู เพื่อจัดการ การตลาดและการผลิต 1.4 สาระคณุ ธรรมทใี่ ช ขบั เคลอ่ื นธรุ กจิ 2. ผเู รยี นนาํ ความรทู ่ีสรุปจาก เอกสารหมายเลข 16 ไป แลกเปลีย่ นเรยี นรูก บั ผรู ู ผเู ช่ยี วชาญและผูประกอบการ

ลักษณะบง ชค้ี วามสาํ เร็จของ กจิ กรรม การวดั ผล ประเมนิ ผล 89 การเรยี นรู ส่อื การเรยี นรู กับประสบการณของตนเอง เปนความรใู หม 3. ผเู รียนนาํ ความรูใหมที่เกดิ จากการบูรณาการมา ตรวจสอบ ทดลองปฏบิ ัติการ หาความรู ความจริงกับตนเอง 4. ผเู รยี นดาํ เนินการประเมนิ ความเปน ไปไดในการ นาํ ไปใชจ รงิ แลวสรุปเปน องคความรขู องตนเอง

90 เอกสารหมายเลข 17 : ใบความรเู ร่อื ง องคป ระกอบของระบบขยายอาชีพตามแนวคิดปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี ง 1. ภาพรวมขององคประกอบระบบการขยายอาชพี ตามแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ระบบตา ง ๆ ทวั่ ไปมกั จะประกอบดวยการจัดปจจัยนําเขา กระบวนการดําเนินงานผลผลิต และการประเมนิ พฒั นา ดงั นัน้ การจดั ทาํ ระบบขยายอาชีพตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือ พัฒนาเศรษฐกิจของผูเรียน ครอบครัวชุมชนใหมีความพอเพียงไดดวยการนําเปาหมายความคิดของ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาอางอิง ประยุกตเปนระบบดําเนนิ การ ซง่ึ มลี ักษณะภาพรวมดังน้ี 1 2 3 4 5 ใชเ หตผุ ล ใชหลกั ความ สรา งความ วเิ คราะหปญหา พอดจี ดั ทําแผน ใชห ลักภูมิคุมกนั ใชห ลักคณุ ธรรม ความตอ งการ ธุรกิจที่เหมาะสม วิเคราะหค วามเส่ียง รอบรู ขับเคลอ่ื น ควบคมุ ใหก บั ประเมิน และพัฒนา - ลกู คา แผนธรุ กจิ ทปี่ ระเภทตา งๆ ตนเอง - ผลิตภณั ฑ ขยายอาชีพ การ - ผลติ ภณั ฑ - ชองทางตลาด วเิ คราะหและ แผนจดั การ ขับเคลือ่ น เขา สูตลาด - ทนุ จดั การความเส่ยี ง การตลาด - องคความรู ดานแผนกลยุทธ ธรุ กจิ - ฐาน แกผานรจตดั ลกาาดร ลกู คา ขยายตัว การผลิต - พนั ธมิตร ทางธุรกจิ เพมิ่ แผนภูมิ : แสดงระบบการขยายอาชีพตามแนวคดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง จากแผนภมู ขิ า งตนทําใหทราบวา ระบบการขยายอาชีพตามแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีขน้ั ตอนดังนี้ 1. ข้ันตอนการใชเหตุผล วิเคราะห ปญหาความตองการ ของการขยายอาชีพ เพื่อได ขอมูลสารสนเทศที่เปน เหตเุ ปน ผล ดว ยการศกึ ษาสาํ รวจ ตรวจสอบเหตุการณ สรุปจําแนกขอมูลเชิงเหตุผล ดา นตา ง ๆ เชน (1) ลกู คา (2) คุณภาพผลติ ภณั ฑท ่ีลกู คาตองการ (3) ชอ งทางการตลาดเพ่อื การจดั จาํ หนาย (4) ทุนที่มีอยู ท้ังเงินทุน อุปกรณ ทดี่ นิ แรงงาน และองคความรูท ีจ่ ะตอ งใช 2. ข้ันตอนการใชหลักความพอประมาณความพอดี กําหนดแผนธุรกิจท่ีเหมาะสม ทําไดจรงิ ตอ งการนาํ ขอมลู เชิงเหตุและผลมาเปนฐานในการคิด

91 3. ข้นั ตอนการใชห ลกั ภูมิคุมกัน สรางความมั่นคงลดความเสี่ยงท่จี ะเกิดขึ้นกบั การขยาย อาชพี ดวยการวิเคราะหศักยภาพ เพ่ือจัดการความเสี่ยงกับผลการดําเนินงาน เชน (1) สภาวะแวดลอม ภายใน จุดออน จุดแข็ง ของการดําเนินงานที่เก่ียวของกับ ผลิตภัณฑ คาใชจายตาง ๆ ของกําไร คูแขง สวนแบงตลาด และสมรรถนะของธุรกิจ (2) สภาวะแวดลอมภายนอกดานโอกาสและอุปสรรคท่ี เกี่ยวขอ ง นโยบาย ของฝา ยปกครอง คแู ขง ขัน กฎหมายระเบียบตาง ๆ 4. ขั้นตอนการใชหลักความรอบรู เพ่ือวางระบบการจัดการการตลาดและการจัดการ การผลติ ขนั้ ตอนน้ีเปนการกําหนดกิจกรรมและขน้ั ตอนดําเนนิ กจิ กรรมเปนรายละเอยี ดของการทํางานท่ี จะตองใหผูรว มงานไดร ูเทากนั ทกุ ฝาย จงึ มรี ายละเอยี ดของความรูม ากมายที่จะตองเรียนรู ทําความเขาใจ จดั เปนเอกสารคูมือดาํ เนนิ งาน 5. ขั้นตอนการใชห ลักคุณธรรม เพื่อการขับเคล่ือน ควบคุม ประเมินและพัฒนาผลได ทางธุรกจิ ท่ีมลี ักษณะสังคมชืน่ ชมยนิ ดีและเปน ไปในทางท่ตี อ งการ

92 2. ความสมั พันธ ระหวางความมเี หตุผล ความพอดี และภูมคิ มุ กัน เพือ่ นาํ ไปสกู ารจัดทาํ แผนธุรกิจของ การขยายอาชีพ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มคี วามประสงคท่ีจะใหประชาชนดําเนินการประกอบอาชีพ ไปอยางมีเหตุผล มีความพอดี มีภูมิคุมกันใหปลอดจากอันตราย ดังน้ันแผนพัฒนาธุรกิจจึงตองมี ความสัมพนั ธก บั หลกั การดังกลา1วดงั แผนภูมิ 2 เหตผุ ลทีท่ าํ ใหเกดิ แผนธรุ กิจขยาย ความพอดขี อง ผลสาํ เรจ็ ของอาชพี อาชีพ อาชีพ - ทนุ วสิ ยั ทศั น ความถกู ตอง - ผลติ ภัณฑ พนั ธกจิ ความพอดกี บั ท่ีตอ งการ - ลกู คา กลยุทธ - ความสามารถของตนเอง 3 ภูมิคมุ กนั ใหปลอด จากอนั ตราย - ความรใู นจดุ ออ น จดุ แข็ง โอกาสและอปุ สรรค ของธุรกจิ - ระวังความคาดหวังท่ีคิดวาตนเองไปถึงและ ความกลาเผชญิ หนากบั ส่ิงทีไ่ มต อ งการใหเกิด - ไมเ อาตวั เองเปนศูนยกลาง ยึดหลักการทํางาน รว มกันที่ใหทกุ คนรเู ทา กัน จากแผนภมู ดิ งั กลา วทําใหมองเห็นวา การขยายหรือพัฒนาอาชีพจะตองเร่ิมมาจากการใช ขอมูล สารสนเทศของเหตุผล หรือสิ่งท่ที ําใหเกิดผลทางธุรกจิ ไดแ ก ทนุ ลูกคา ผลิตภัณฑ และความสามารถ ของกลมุ หรือบคุ คลท่ีประกอบการอาชพี มากาํ หนดวิสัยทัศน พันธกิจ และกลยุทธดําเนินงานของแผนธุรกิจ ทม่ี คี วามถกู ตอ ง มีความเทา กับความตองการ หรือความพอดีท่ีควรจะเปน โดยผูประกอบการอาชีพจะตอง เขา ถงึ จุดออ น จดุ แขง็ โอกาสที่ควรจะไดรบั และอปุ สรรคตา งๆ ที่ขวางหนาไมคาดหวงั ทะเยอทะยานเกนิ ตน มีความกลาท่ีจะเผชิญหนาแกปญหากับส่ิงที่ไมตองการใหเกิด และยึดหลักการทํางานรวมกันท่ีใหทุกคน รเู ทา ทันกันซง่ึ เปน ภูมคิ ุมกนั ใชเปนหลกั ในการกาํ หนดแผนพฒั นาธุรกจิ

93 3. ความรอบรกู บั การทาํ แผนขั้นตอนการจดั การการตลาดและการผลติ ขัน้ ตอนตอไปจากการทาํ แผนธรุ กจิ เปน ขั้นตอนการจัดทําแผนปฏิบัตกิ ารธุรกิจ เปนการ กําหนดกิจกรรมและขั้นตอนการดําเนินงานของการจัดการการตลาดและการผลิต เปนขั้นตอนที่ ผูป ระกอบอาชพี จะตองมีประสบการณความรูท ห่ี ลากหลายและซับซอ นไปตามลักษณะธุรกจิ ใหเพียงพอ ผปู ระกอบอาชพี จําเปนทจ่ี ะตองพฒั นาตนเองใหเปนบุคคลรอบรู การผลิต / การตลาด 1. ความรูใ นบทบาทหนาทขี่ องผูป ระกอบอาชพี 2. ความรูการบริหารจัดการทรัพยากรดําเนินงาน อาชีพ 3. ความรกู ารจัดการการผลติ และการตลาด 4. ความรู การควบคุม การวัดผล ประเมินผล คณุ ภาพในอาชพี จากแผนภูมดิ งั กลาวขางตน จะพบวา หากวิเคราะหกลุมความรูทั้ง 4 ดานดังกลาวขางตน จะมี ความรูมากมายทผ่ี ปู ระกอบอาชพี จะตองเรียนรสู รา งภาวะความเปน ผูรอบรูอยา งตอเน่ือง 4. ลกั ษณะการใชค ณุ ธรรม ขับเคลอ่ื นธุรกิจ คุณธรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง สภาพคุณงามความดีของ การทํามาหากิน การผลิต การจําหนายจายแจก การบริโภค การใชสอยที่มีความขยัน ความประหยัด ความซอ่ื สัตย และความอดทนเปน หลักในการทํางาน ความขยนั ผูประกอบการ ความประหยดั การใชท รัพยากรการดําเนินงาน ความซื่อสัตย การจัดการการผลติ และการตลาด ความอดทน อดกลน้ั การควบคุมคณุ ภาพการดาํ เนนิ งาน