พระพุทธรูปส�ำคัญท่ีประดิษฐานภายในพระอุโบสถหลังใหม่ ช้ัน ๒
พระพุทธรูปส�ำคัญ ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุอ่ืนๆ
ภายในพระอุโบสถหลังเดิม
พระพุทธนราสภะทศพล พระประธานองค์ใหญ่ ในพระอุโบสถหลังเดิม เป็นพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถ หลังเดิม ไมป่ รากฏพระนาม ตอ่ มา ทา่ นเจ้าคุณ พระมหารชั ช มงั คลาจารย์ นทิ เฺ ทสกเถร อดตี เจา้ อาวาสวดั สมั พนั ธวงศาราม รูปที่ ๙ ได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธนราสภะทศพล” ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถช้ัน ๓ เป็น พระประธานคู่กับ “พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์” พระประธาน อีกองค์ที่หล่อข้ึนใหม่ โดยต้ังประดิษฐานเป็นองค์บนใน จ�ำนวนพระประธานทั้งสองท่ีประดิษฐานลดหล่ันกันลงมา เป็นพระพุทธรูปท่ีสร้างด้วยไม้ เป็นซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับ พระพาหาเป็นไม้ท้ังลงรักปิดทอง ปาง มารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว สูงแต่ ท่ีประทับสุดพระรัศมี ๔ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง ประติมานวิทยา พระพุทธนราสภะทศพล พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิราบบนฐานเขียงเรียบซึ่งต้ังอยู่บนฐานชุกชีที่เป็นฐานสิงห์ยกสูง องค์พระค่อนข้างอวบอ้วน ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิเป็นแผ่นใหญ่ยาวตกลงมากึ่งกลางพระนาภี ปลายเป็นแฉก พระพักตร์อยู่ในเค้าค่อนข้างกลม เม็ดพระศกเล็กไม่มีไรพระศก รัศมีเป็นรูปเปลวสูง พระขนงโก่ง พระนาสิกโด่ง เป็นสัน พระโอษฐ์แย้ม พระกรรณยาว น้ิวพระหัตถ์ยาวเท่ากัน พุทธศิลป์เบื้องต้นคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปศิลปะ รัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 1 - 3 โดย ผศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร 153 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ พระประธานภายในพระอุโบสถหลังใหม่ พระพุทธนราสภะทศพล พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์แบบประยุกต์ ปางสมาธิ ห่มจีวรร้ิวทาบผ้าสังฆาฏิ ขัดเงา แล้วลงรักปิดทอง ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถชั้น ๓ เป็นพระประธาน คู่กับ “พระพุทธนราสภะทศพล” พระประธานจากพระอุโบสถหลังเดิม โดยตั้งประดิษฐานเป็นองค์ล่างในจ�ำนวน พระประธานท้ังสองท่ีประดิษฐานลดหล่ันกันลงมา พระประธานองค์น้ี ได้รับพระเมตตาจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จเป็นประธานเททองหล่อ เม่ือวันอาทิตย์ที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เวลา ๑๔.๑๒ น. และทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์” เพื่อประดิษฐาน เป็นพระประธานประจ�ำพระอุโบสถหลังใหม่ 154 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระพุทธรูปส�ำคัญอื่นๆ จากพระอุโบสถหลังเดิม พระพุทธรูปที่ประดิษฐานลดหลั่นกันลงมาในพระอุโบสถหลังเดิม มี “พระพุทธนราสภะทศพล” ประดิษฐาน อยู่บนสุด ซึ่งอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานบนพระอุโบสถช้ัน ๓ แล้ว ท่ีเหลืออีก ๘ องค์ คือ มีพระอัครสาวก ยืนซ้ายขวา ๒ องค์ พระอัครสาวกน่ังซ้ายขวา ๔ องค์ และพระพุทธรูปอีก ๒ องค์ ปัจจุบัน อัญเชิญไปประดิษฐาน อยู่ภายในพระอุโบสถช้ัน ๒ 156 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
การอัญเชิญพระพุทธรูปจากพระอุโบสถหลังเดิม สู่พระอุโบสถหลังใหม่
หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธ์ิ เป็นพระพุทธรูปศิลา แกะสลักจากหิน ปรากฏคู่ กับวัดนานมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างแต่สมัยใด แต่เดิมตั้งอยู่ภายนอกพระอุโบสถหลังเก่า หลวงพ่อหิน เป็นท่ีเคารพของคนจีนในย่านน้ีและ โด่งดังในอดีตมาก เคยถูกโจรกรรมไป ๓ คร้ัง แต่ก็มี เหตุอัศจรรย์ให้ได้น�ำกลับมาทุกครั้งไป ผู้โจรกรรมไปไม่ สามารถน�ำส่งต่อไปขายได้ จนทางวัดต้องต้ังประดิษฐาน ไว้อย่างดี เพื่อมิให้ถูกโจรกรรมอีก แต่เดิมน้ัน ผู้ท่ีมาสักการะและกราบขอพร จะ เป็นคนจีนเก่าแก่ในย่านวัดเกาะและส�ำเพ็งเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่า ผู้ที่มาขอพรได้รับส่ิงท่ีขอสมปรารถนา เป็นท่ีโด่งดังของคนในย่านนี้ในสมัยก่อนมาก ผู้ท่ีได้ สมปรารถนากจ็ ะนำ� ประทดั มาจดุ ถวายดว้ ย ดงั นนั้ ทกุ วนั น้ี เมื่อเข้ามาอาจจะได้ยินเสียงประทัดที่มีผู้มาจุดเป็น การถวายอยู่เนืองๆ ปัจจุบัน “หลวงพ่อหิน” ตั้งประดิษฐานอยู่ใน มณฑลหอระฆังด้านซ้ายมือภายในเขตก�ำแพงแก้วของ พระอุโบสถด้านหน้า เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบ ไหว้ขอพรทุกวัน 158 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
หลวงพ่อพวงมาลัย หลวงพ่อพวงมาลัย เป็นท่ีเคารพของคนจีนใน ย่านนี้คู่กับหลวงพ่อหินมานานแล้ว เหตุที่มีการเรียกขาน พระรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อพวงมาลัย เพราะแต่เดิมนั้น ผู้ที่มาสักการะและกราบขอพร จะเป็นคนจีนเก่าแก่ใน ย่านวัดเกาะและส�ำเพ็งเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่า ผู้ที่มา ขอพรไดร้ บั สง่ิ ทข่ี อสมปรารถนาจะนำ� พวงมาลยั พวงใหญ่ มาถวายท่าน ปัจจุบัน “หลวงพ่อพวงมาลัย” ตั้งประดิษฐานให้ คนมากราบไหวข้ อพรคกู่ บั “หลวงพอ่ หนิ ” ตงั้ ประดษิ ฐาน อยู่ในมณฑลหอระฆังด้านซ้ายมือภายในเขตก�ำแพงแก้ว ของพระอุโบสถด้านหน้า เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้มา กราบไหว้ขอพรทุกวัน 159 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วดั สมั พนั ธวงศารามไดค้ น้ พบพระปรางคเ์ กา่ องคห์ นง่ึ ซงึ่ ตงั้ อย่ใู นเขตวดั สมั พนั ธวงศารามนนั้ โดยตง้ั อยบู่ รเิ วณหลงั กฎุ แี มช่ ี ดา้ นตดิ กบั โรงเรยี นวดั สมั พนั ธวงศาราม พระปรางคอ์ งคน์ เี้ ปน็ พระปรางคเ์ กา่ มขี นาดไม่ใหญน่ กั การพบครง้ั แรก ไม่ใคร่เป็นท่ีสนใจมากนัก เพราะอยู่ในบริเวณเขตบ้านเช่าของวัด มีรั้วกั้นและมีเศษใบโพธ์ิรวมทั้งดินทับถมอยู่ สูงพอสมควร มองเห็นได้เพียงปลายยอดเล็กน้อยเท่านั้น จึงท�ำให้เข้าใจกันคร้ังแรกว่า เป็นเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของ บุคคลที่ส�ำคัญในอดีตที่เก่ียวข้องกับวัดเท่าน้ัน ต่อมา วัดสัมพันธวงศารามได้ท�ำการบูรณปฏิสังขรณ์ท่ีดินบริเวณด้านหลังวัด (หน้าวัดเดิม) ที่ติดกับท่ีดินของ ส�ำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนวานิช ๑ (ถนนส�ำเพ็ง) มีพระปรางค์เก่า ๑ องค์ ที่มีต้นโพธ์ิบดบังอยู่ เม่ือมีการตักดินบริเวณโดยรอบออก ที่บริเวณฐานพระปรางค์ด้านทิศตะวันออกปรากฏเป็นป้ายปูนเล็กๆ ติดอยู่ ในแนวนอน มีขนาดประมาณหน่ึงฝ่ามือ มีจารึกอักษรอยู่ ทราบว่า สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๖ (สมัยรัชกาลที่ ๔) ค�ำจารึกการสร้างพระปรางค์ (ถอดตามอักษรที่จารึก) ปรากฏความดังนี้ “ศุภมัศดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือนส่ี แรมสองค�่ำ ข้าพเจ้ามวลศรัทธาสร้าง พระปรางไวใ้ นพระสาศนาที่ ณ วดั สำ� พนั ธวงษ์ ครนั้ ถงึ ณ วนั เดอื นเจด็ แรมสบิ สามคำ่� พทุ ธศกั ราช ๒๓๙๗ ปขี าน ฉศก ฉลองแล้วเสรจ์ คิดเงินค่าจ้างทั้งการฉลองน้ันประมวนเข้าด้วยกันเปนเงินแปดช่ังเศศ กุศลอันน้ีแผ่ไปให้บิดามาน ดาญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า เทวดาซึ่งรักษาพระสาศนา ทังเจ้าก�ำมนายเวรจงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคนๆ แล้วฃอให้ ข้าพเจ้าส�ำเรทธิความปราถนาสวรรค์ นิพาน ปัจจัยโยโหตุ ฃะ” วดั สมั พนั ธวงศารามไดจ้ ดั ใหม้ พี ธิ ฉี ลองพระปรางค์ เมอ่ื วนั ศกุ รท์ ่ี ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยมที า่ นเจา้ ประคณุ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม รูปที่ ๑๑ เป็นประธานประกอบพิธีในครั้งน้ี พิธีเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๔๘ น. เป็นต้นไป มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ในภาคบ่าย มีพิธีบวงสรวงพระปรางค์ เม่ือเสร็จพิธีได้จัดให้มีมหรสพ เป็นการละเล่นเพลงอีแซว เพลงฉ่อย มโหรี สมโภช ให้เหมือนกับสมัยอดีตกาล 160 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ พระปรางค์เก่าแก่
พระกรุวัดเกาะ พระกรุวัดสัมพันธวงศาราม หรือ พระกรุวัดเกาะ พระเครื่องชุดนี้ ตามท่ีปรากฏหลักฐานรูปแบบศิลปกรรม พระชุดน้ีสร้างในสมัยเดียวกันกับ “วัดราชบุรณะ (วัดเลียบ)” ค้นพบตามซุ้มก�ำแพงแก้ว พระเจดีย์ พระวิหาร และพระประธาน ของพระอุโบสถหลังเดิม พระกรุที่ค้นพบน้ี ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ใครเป็นผู้สร้างไว้แต่เม่ือไร เพียงแต่สันนิษฐานว่า น่า จะสร้างข้ึนพร้อมกับการสร้างโบสถ์ วิหาร และก�ำแพง รอบโบสถ์วิหาร เพราะได้พบพระกรุมีอยู่ท่ีซุ้มระหว่าง โบสถ์กับวิหารเก่า ซุ้มประตูก�ำแพงรอบโบสถ์ วิหาร และพบท้ายสุดท่ีฐานพระประธาน การค้นพบในอดีต มี ๓ ครั้ง คือ ครั้งท่ี ๑ ซุ้มทางเดินติดต่อกันระหว่างโบสถ์ กับวิหารเก่าพังลง ปรากฏว่ามีพระเคร่ืองชนิดน้ี ตก กระจดั กระจายอยทู่ ว่ั ทางวดั จงึ ไดร้ วบรวมสรา้ งเจดยี บ์ รรจุ ไว้ในระหว่างโบสถ์กับวิหาร และแจกจ่ายแก่ประชาชน ออกไปบ้าง ครั้งท่ี ๒ ซุ้มประตูก�ำแพงโบสถ์วิหารด้านทิศ ตะวันตกพังลง ปรากฏว่า พบพระเครื่องชนิดเดียวกันนี้ ตอนแรกไมม่ ีใครสนใจมากนัก เกดิ แตกตื่นเล่าลือกันมาก เน่ืองจากทหารเรือเอาไปทดลองยิงดูที่บางนาปรากฏว่า ยิงไม่ออก จึงเป็นท่ีแสวงหากันมากในช่วงนั้น 162 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
การสกัดฐานพระพุทธรูปประธานหลังเดิม เพ่ืออัญเชิญไปสู่พระอุโบสถหลังใหม่
คร้ังท่ี ๓ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ วิหาร และเจดีย์ พบพระเครื่องชนิดเดียวกันอีกที่ฐานพระประธาน ในส่วน ที่อยู่ใต้ฐานของพระประธานนั้น เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ แต่เดิม ทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องบรรจุอยู่ มาเม่ือวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้ด�ำเนินการอัญเชิญพระประธานจากพระ อุโบสถหลังเดิมข้ึนประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ มีการสกัดฐาน เพื่อใช้รถยกพระประธานขึ้น จึงได้พบพระจ�ำนวนมาก มีพิมพ์ต่างๆ คือ ๑. พระทากระดาน เกศบัวตูม (มีท้ังพิมพ์ใหญ่-พิมพ์เล็ก) ๒. พระปางหา้ มญาติ ยกพระหตั ถซ์ า้ ยบา้ ง ยกพระหตั ถข์ วาบา้ ง ๓. พระปางปรกโพธ์ิ ๔. พระปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้าง ๕. พระปางไสยาสน์ ๖. พระปางทรงเคร่ือง หรือท่ีนักสะสมพระเรียกว่า พระทรง ธิเบต พระเคร่ืองทั้งหมด มีชนิดปิดทองก็มี ชนิดอาบปรอทก็มี ทาง วัดได้น�ำออกให้ประชาชนบูชาเพ่ือน�ำทุนทรัพย์สมทบในการสร้างพระ อุโบสถหลังใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๑๕ มีประชาชนสนใจบูชา เป็นจ�ำนวนมาก พระกรุที่บรรจุอยู่ตามซุ้มประตูก�ำแพงแก้ว และในพระเจดีย์ ทางวัดได้เคยเปิดกรุน�ำออกแจกจ่ายแก่ประชาชนสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ อีกคร้ังหนึ่ง และน�ำออกในคราวรื้อซุ้มประตูเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นครั้งสุดท้าย การน�ำออกจากซุ้มประตูแต่ละคราวก็เจาะเป็นซุ้มๆ เฉพาะที่ ต้องการ ซุ้มไหนยังไม่ได้เจาะก็ให้คงไว้ เหลือมาถึงในคราวสุดท้าย ท่ีท�ำการรื้อก�ำแพงแก้ว 164 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
การสกัดฐานพระพุทธรูปประธานหลังเดิม และพบพระพิมพ์ต่าง ๆ 165 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
ประชาชนเข้ามาร่วมบูชาพระเคร่ืองท่ีค้นพบเพ่ือสมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีบ�ำเพ็ญกุศลฉลองสตวัสสายุกาล ๑๐๐ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)
เหตุการณ์ส�ำคัญ ของวัดสัมพันธวงศาราม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีบ�ำเพ็ญกุศลฉลองสตวัสสายุกาล ๑๐๐ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)
เหตุการณ์ส�ำคัญ ของวัดสัมพันธวงศาราม ด้วยความที่วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ จึงมีเหตุการณ์ส�ำคัญต่างๆ มากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้อง กับสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และบุคคลต่างๆ จนมิอาจจะน�ำมากล่าวได้ท้ังหมด จึงขอน�ำมาบันทึกไว้เฉพาะ ส่วนท่ีส�ำคัญ ดังนี้ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี องค์ปฐมบูรณปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เม่ือได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้ว มีพระราชประสงค์จะท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ท�ำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ข้ึนใหม่หลายวัด รัตนโกสินทรศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฐศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ) พระนามเดิม เจ้าฟ้าจุ้ย ต้นราชสกุล มนตรีกุล ผู้เป็นพระโอรสองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดท้ังอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคด หอระฆังด้วยก่ออิฐ ถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบ้ือง ทรงบูรณปฏิสังขรณ์อยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฏ 171 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเกาะท่ีบูรณปฏิสังขรณ์ แล้วน้ันข้ึนเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเกาะแก้วลังการาม” มีการเฉลิมฉลองสมโภช พระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้เป็นแม่กองงาน บูรณปฏิสังขรณ์เป็นผู้เช่ียวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า “วัดสัมพันธวงศาราม” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีกคร้ัง เสร็จแล้วทรง พระราชด�ำริว่า “วัดเกาะแก้วลังการาม” เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็น ผู้รับสนองพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดน้ีให้งดงาม มีเกียรติประวัติ เพ่ือให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพ่ือเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า “วัดสัมพันธวงศาราม” ซ่ึงจักให้เกิด ปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุล ในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และน�ำให้บ�ำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามก�ำลัง การเปล่ียนวัดสัมพันธวงศารามเป็นวัดธรรมยุติกนิกาย การเปล่ียนแปลงวัดสัมพันธวงศารามเป็นวัดในสังกัดธรรมยุติกนิกายนั้นเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๙๘ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซ่ึงเป็นสมัยท่ียุคพระครูไกรสรวิลาส (คง) (ต่อมาได้รับ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะมีราชทินนามว่า “พระเนกขัมมมุนี”) เป็นเจ้าอาวาส พระครูไกรสรวิลาส (คง) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม รูปท่ี ๖ เกิดความพอใจในการปฏิบัติธรรมวินัยฝ่าย ธรรมยุต จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท�ำญัตติกรรมเป็นพระภิกษุฝ่าย ธรรมยุติกนิกาย พร้อมด้วยสหธรรมิกท่ีร่วมใจใคร่จะปฏิบัติตาม รวม ๑๒ รูป มีพระบรมราชโองการโปรดให้ พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นผู้จัดการ เม่ือพุทธศักราช ๒๓๙๘ 172 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ทรงศีล
การท�ำญัตติกรรมคร้ังน้ีไปท�ำท่ีวัดบรมนิวาส มีพระกัสสโป พระราชาคณะรามัญนิกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมราภิรักขิต (เกิด) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาบุญ เปรียญ ๓ ประโยค วัดบรมนิวาส เป็นพระอนุสาว นาจารย์ เมื่อญัตติกรรมเป็นธรรมยุตเรียบร้อยแล้ว ท่านกลับมาอยู่วัดสัมพันธวงศารามตามปกติ ส่วนภิกษุท่ีไม่ยินดี ที่จะท�ำการญัตติกรรมร่วมกับท่าน ต่างพากันแยกย้ายไปอยู่วัดปทุมคงคาบ้าง วัดสามจีนบ้าง ลาสิกขาเสียบ้าง คงเหลอื อยแู่ ตท่ คี่ ณะของทา่ น ภกิ ษสุ ามเณรวดั สมั พนั ธวงศาราม หรอื วดั เกาะจงึ เปน็ พระเณรในสงั กดั ธรรมยตุ กิ นกิ าย สืบมาแต่ครั้งนั้น พระครูไกรสรวิลาส (คง) เป็นผู้มีศีลาจารวัตรสงบเรียบร้อย เคร่งครัดปฏิบัติธรรมวินัย เป็นเหตุน�ำความ เล่ือมใสแก่ผู้ได้พบเห็น ในส่วนการบ�ำเพ็ญปรัตถประโยชน์ตามสติก�ำลังความสามารถเท่าที่ท่านจะท�ำได้ เพราะ อัธยาศัยส่วนตัวเป็นพระสมถะมักน้อย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ เลอื่ นสมณศกั ดพิ์ ระครไู กรสรวลิ าส(คง) ขนึ้ เปน็ พระราชาคณะมรี าชทนิ นามวา่ “พระเนกขมั มมนุ ”ี เปน็ ทน่ี า่ เสยี ดายวา่ การประพฤตพิ รหมจรรยข์ องทา่ นไปไม่ไดต้ ลอด เพราะทา่ นมาปรารภถงึ โรคาพาธ ซงึ่ มาเบยี ดเบยี นทำ� รา่ งกายของทา่ น ให้ทุพพลภาพ ไม่สะดวกในการจะด�ำรงพรหมจรรย์ให้ย่ังยืนต่อไปได้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาสิกขา เมื่ออายุได้ ๕๙ ปี (ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๒๑๓ พุทธศักราช ๒๔๑๒) นับแต่ญัตติเป็นธรรมยุตมาได้ ๑๕ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐิน ตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาในยุคเก่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๕ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินทางสถลมารค ณ วัดสัมพันธวงศาราม ใน พ.ศ. ๒๔๒๗ - ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๖ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐิน ตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาในยุคเก่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๖ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินทางสถลมารค ณ วัดสัมพันธวงศาราม ใน พ.ศ. ๒๔๕๘, ๒๔๖๓, ๒๔๖๙ 174 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๖ โปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบ พระอารามหลวง พระราชทานให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวง ธรรมการ แผนกสังฆการี ออกประกาศเรื่องการจัดระเบียบพระอารามหลวง และพระราชทานให้วัดสัมพันธวงศาราม เป็นพระอารามหลวงช้ันตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า “วัดสัมพันธวงศาราม” ปรากฏตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๒ หน้า ๒๘๔ วันท่ี ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐิน ตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาในยุคเก่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เสด็จพระราชทานผ้าพระกฐินทางสถลมารค ณ วัดสัมพันธวงศาราม ใน พ.ศ.๒๔๗๒ พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) ย้ายมาอยู่วัดสัมพันธวงศาราม พ.ศ. ๒๔๕๘ พระพนิ ติ วนิ ยั (แจง้ ปยิ สีโล) อดตี เจา้ อาวาสวดั สมั พนั ธวงศาราม รปู ที่ ๘ อายไุ ด้ ๗๐ โดยปี นบั วา่ ชราภาพมากแล้ว ได้ทูลขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงต�ำแหน่ง เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตในขณะน้ัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดให้พระมหาแจ่ม เปรียญ ๕ ประโยค วัดเทพศิรินทราวาส มาเป็นผู้ช่วย พระมหาแจ่มมาอยู่วัดสัมพันธวงศารามได้พรรษาเดียว ก็ทูลลาต่อสมเด็จพระมหา สมณเจ้าฯ ขอกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส แล้วต่อมาปรากฏว่าลาสิกขาในศกน้ัน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) ได้ทูลขอพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก คร้ังนี้ ทรงพระกรุณาโปรดให้ “พระครูพุทธมนต์ปรีชา” นิทฺเทสโก เทศ (พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร) วัดบวรนิเวศ วิหาร ซ่ึงขณะน้ันพระองค์ท่านโปรดให้ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสอยู่ ย้ายกลับมาวัดบวรนิเวศก่อน แลว้ จงึ โปรดใหย้ า้ ยมาเปน็ ผชู้ ว่ ยเจา้ อาวาสวดั สมั พนั ธวงศารามตอ่ ไป(ตามความละเอยี ดในพระมหาสมณลขิ ติ ที่ ๑๙/๑๐๐ ลงวันท่ี ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๙) การย้ายมาอยู่วัดสัมพันธวงศารามของพระเดชพระคุณท่านฯ ถือเป็นยุคเร่ิมต้นเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ วัดเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้ 175 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
ใน พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดสัมพันธวงศารามอัญเชิญพระปรมาภิไธย “ภปร” ประดิษฐานท่ีหน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่ ตามหนังสือของราชเลขาธิการ ที่ รล.๐๐๐๒/๓๖๐๙ ลงวันท่ี ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลท่ี ๙ เสด็จในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในเทศกาลออกพรรษา ประจ�ำปี ๒๕๕๐ วันศุกร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๗.๓๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ พระราชด�ำเนินโดยรถยนต์พระที่น่ัง จากพระต�ำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ 176 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
ของคณะสงฆ์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา เน่ืองในโอกาสวันมหาปวารณา (วันขึ้น ๑๕ คำ่� เดือน ๑๑) ณ พระอุโบสถ วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร (เป็นการส่วนพระองค์) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จนมัสการพระประธานภายในพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศาราม วันท่ี ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จนมัสการ พระประธานภายในพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศารามและทรงสนทนาธรรมกับท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เมื่อครั้งยังด�ำรงสมณศักด์ิท่ีพระธรรมบัณฑิต ถวายพระราชทรัพย์ต้ังเป็นทุนบูรณะพระอุโบสถ จ�ำนวนหน่ึง พร้อมกับเสด็จเยี่ยมประชาชนชาวจีนย่านส�ำเพ็งและถนนเยาวราช เป็นที่ปลาบปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น แก่พสกนิกรชาวจีนและพุทธบริษัทของวัดสัมพันธวงศารามอย่างหาท่ีสุดมิได้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชด�ำเนิน เย่ียมชาวจีนย่านเยาวราช เสด็จนมัสการถวายสักการะพระประธานพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศาราม และให้ชุมชน ชาววัดสัมพันธวงศาราม เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทแสดงความจงรักภักดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ วันพุธท่ี ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เวลา ๑๘.๓๘ นาฬิกา จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ของวัดสัมพันธวงศาราม โดยมี พลเอก หลวงสถิตยุทธการ นายก สมาคมสัมพันธวงศ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ในพิธีดังกล่าวน้ี ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศฯ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ ได้มีพระเมตตาเสด็จมาเป็น ประธานเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมด้วยสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ 177 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
178 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระประวัติ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
พระประวัติสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระนามเดิมว่า จุ้ย พระโอรสล�ำดับที่ ๕ ในสมเด็จ พระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ประสูติในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๒ ค่�ำ ปีขาล โทศก จ.ศ. ๑๑๓๒ ตรงกับวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๓ เม่ือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ จึงได้รับสถาปนาพระ อิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย ถึง พ.ศ. ๒๓๔๖ ได้เล่ือนเป็น กรมขุนพิทักษ์มนตรี ต่อมา พ.ศ. ๒๓๔๙ จึงโปรดให้เล่ือนเป็น กรมหลวงพิทักษ์มนตรี รัชกาลที่ ๒ ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์มีพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เหตุจากในรัชกาลที่ ๒ ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งเป็นพระเจ้าพ่ีนางของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ความคุ้นเคยกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทวีมากข้ึนตามลําดับ กล่าวกันว่า โปรด ให้ทรงก�ำกับการมหาดไทยและกรมวัง บางคร้ังทรงด�ำรงต�ำแหน่งผู้ส�ำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ด้วย เพราะ ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ อีกประการหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดการ ประพันธ์กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ถ้าผู้ใดมีความชานาญงานในด้านนี้ก็เป็นท่ีทรงโปรดปราน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรม หลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปฏิภาณไหวพริบช�ำนาญในการประพันธ์ด้วยพระองค์หนึ่ง จึงเป็นท่ีโปรดปราน ตามพ ระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชา นุภาพ กล่าวว่า “ลักษณที่ทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ทราบว่าบางเร่ืองแบ่งกันแต่งเปนตอน แต่ผู้ท่ีได้ รับแบ่งน้ันน้อยตัว ได้ยินแต่ ๓ คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ แลขุน 181 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
สุนทร (ภู่) ประชุมแต่งน่าพระท่ีนั่งหรือแต่งแล้วมาตรวจแก้น่าพระที่นั่ง แต่โดยมากนั้นทรงพระราช นิพนธ์เอง เล่ากันว่า เม่ือทรงพระราชนิพนธ์บทลครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้เจ้าฟ้ากรมหลวง พิทักษมนตรีคิดวิธีร�ำท�ำบท บางทีบทใดร�ำขัดข้อง ต้องแก้บทเข้าหาวิธีร�ำก็มี ด้วยเหตุนี้บทลคร พระราชนิพนธ์ในรัชกาลท่ี ๒ จึงเล่นลครได้เรียบร้อยดี นับว่าหนังสือบทลครท่ีได้เล่นกันแพร่หลาย แลลครร�ำที่เล่นได้แบบแผนถึงท่ีมีแต่รัชกาลท่ี ๒ เปนต้นมา” วิธีการประดิษฐ์ท่าร�ำให้ถูกกับบทท่ีทรงพระราชนิพนธ์นั้น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี โปรดให้ เอาพระฉายมาต้ัง ทรงท่าร�ำด้วยวิธีทอดพระเนตรดูกระบวนร�ำของพระองค์จากเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครในแม้ ในรัชกาลที่ ๔ รัชกาลท่ี ๕ เวลาไหว้ครู พวกครูละครยังไหว้นบสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีด้วยพระองค์ หน่ึง ในปัจจุบันไม่ทราบว่า นักเรียนนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรยังจะทําพิธีนบไหว้พระองค์ท่านบ้างหรือไม่ สมเด็จเจ้าฟ้ากับงานช่าง พูดถึงงานช่าง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีความช�ำนาญไม่น้อยหน้าใคร ส่ิงที่ปรากฏเป็น อนุสรณ์แสดงฝีพระหัตถ์ ซ่ึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๒ กล่าวถึงในงานพระบรมศพของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็คือ “เกรินบันไดนาค” อันเป็นที่สําหรับยกพระบรมโกศขึ้น ประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือยกข้ึนประดิษฐานบนพระแท่นโดยมิต้องเปล้ืองประกอบ ว่าเกรินบันได นาคนี้เป็นความคิดของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงประดิษฐ์ขึ้น นอกจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ยังมีหนังสือซึ่งหม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล นิพนธ์ถึง “เกรินบันไดนาค” ไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิง อดิศัยสุริยาภา ท�ำให้สะดุดใจระลึกถึงพระคุณของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์ขึ้น ตามธรรมดาเกรินบันไดนาคนี้ก็ไม่ค่อยจะมีความหมายอะไรมากนัก เพราะนานทีปีครั้งจึงได้ใช้ เพราะตามปกติถ้า ไม่ใช่งานพระราชพิธีใหญ่ก็คงจะถูกเก็บไว้ที่โรงเก็บราชรถในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เท่านั้น เกรินบันไดนาคจะเป็นกําลังสําคัญช่วยอํานวยความสะดวกทุ่นแรงงานเพ่ิมความสง่างามในการปฏิบัติงาน ขึ้นอีกเป็นอันมาก ก็หาผู้ที่จะทราบว่าเกรินบันไดนาคมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ฉะนั้น จึงขอฝากเรื่องน้ีไว้ เพื่อ เป็นการเทิดทูลพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านผู้ทรงประดิษฐ์สมบัติอันหาค่ามิได้ช้ินนี้ไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย 182 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
เกรินบันไดนาค ณ โรงเก็บราชรถในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๒ กล่าวถึงเร่ืองเกรินบันไดนาคในงานพระบรมศพของรัชกาล ท่ี ๑ ว่า “คร้ันรุ่งข้ึนวันข้ึน ๗ ค�่ำ เชิญพระบรมศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง [รัชกาลที่ ๑] จากพระที่นั่ง ดุสิตมหาปราสาทขึ้นพระยานุมาศสามล�ำคาน พระยานุมาศนี้ท�ำใหม่ส�ำหรับพระบรมศพ มีภาพ สองชั้น ปักพระมหาเสวตรฉัตร ๙ ชั้นกั้นพระบรมโกษฐ แห่ออกประตูศรีสุนทรไปขึ้นพระมหาพิไชย ราชรถ ท่ีถนนสนามไชยน่าวัดพระเชตุพน แต่น้ันแห่เปนกระบวนอย่างใหญ่ ชักไปถึงพระเมรุแล้ว เชิญ พระบรมโกษฐลงจากพระมหาพิไชยราชรถ ทรงพระยานุมาศเข้าสู่พระเมรุด้านบุรพทิศ แห่เวียน พระเมรุโดยอุตราวัฏสามรอบ แล้วเชิญพระบรมโกษฐขึ้นบนเกรีนบันไดนากอย่างกรมหลวงพิทักษ มนตรีทรงคิดข้ึนใหม่ แต่ก่อนใช้เปนไม้ล้มลุกไม่ดีเหมือนเกรีนบันไดนาก จึงเปนแบบอย่างมาจนทุก วันนี้ ขันช่อกว้านเกรีนเลื่อนข้ึนไปสุดบันไดนาก แล้วเจ้าพนักงานกรมภูษามาลาเล่ือนพระบรมโกษฐ ไปประดิษฐานเหนือพระเบญจาทองภายใต้พระมหาเสวตรฉัตรในพระเมรุทอง ตั้งเครื่องสูงแลเครื่อง ราชูประโภคพร้อมตามราชอิศริยยศแล้ว พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมสดัปกรณ์แลพระสงฆ์สวด พระอภิธรรมที่เมรุทิศทั้งส่ี เปนพระสงฆ์ประจ�ำสวด ๖๔ รูป ถวายไตรจีวรเครื่องบริขารไทยธรรมแก่ พระสงฆ์ราชาคณะถานานุกรมเปรียญเจ้าอธิการพระสงฆ์อันดับในพระนครนอกพระนครแลหัวเมือง เปนจ�ำนวนพระสงฆ์หม่ืนเศษ คร้ันเวลาเช้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด�ำเนินทรง ปฏิบัติพระสงฆ์ ๆ ท�ำภัตรกิจเสร็จแล้วสดัปกรณ์ แล้วเสด็จไปประทับทรงสดับพระธรรมเทศนาณ 184 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระที่นั่งทรงธรรม คร้ันเวลาเย็นเสด็จพระราชด�ำเนินเข้าไปในพระเมรุ ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว เสด็จออกพลับพลาสนามมวย มีพระราชด�ำรัสส่ังให้ทิ้งทานทั้งแปดทิศ แล้วทรงโปรยผลกัลปพฤกษ์ แหวนฉลากนากทองเงิน แลพระราชทานเงินตราผ้าเส้ือแก่คนสูงอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปทุกคนท่ัวกัน ที่ สนามน่าพลับพลานั้นก็มีการเล่นต่าง ๆ คร้ันเวลาค่�ำมีหนังรอบพระเมรุสิบสองโรง จุดดอกไม้พุ่ม รทาใหญ่ กับดอกไม้เพลิงต่าง ๆ เมื่อจุดเสร็จแล้วรทาใหญ่จึงได้จุดลาบผ้ามีเพลิงแก้วเปนที่สุด แล้ว จุดดอกไม้พุ่มรอบพระเมรุอิกคราว ๑ ตามประเพณีการพระบรมศพ คร้ันดอกไม้เพลิงจุดเสร็จแล้ว จึงเสด็จพระราชด�ำเนินกลับยังพระราชวัง” ส่วนนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงกล่าวถึงการพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยความตอนหน่ึงว่า “ตอนน้ีพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวงษาภรณภูสิตภูษามาลา เชิญพระบรมโกศ ขึ้นเกรินประทับบนพระมหาพิไชยราชรถ ท่านได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านกลัวจะขลุกขลักเวลา เสด็จขึ้นเกริน ท่านได้จุดธูปเทียนกราบบังคมทูลพระบรมศพ ขอเชิญเสด็จโดยง่าย การก็เป็นไปโดย เรียบร้อย เวลาเสด็จข้ึนเกรินนั้นเป็นท่าท่ีงามนัก เห็นภูษามาลาถวายบังคม ๓ ครั้ง มือดุนพระบรม โกศเสด็จเข้าในราชรถ แล้วเคลื่อนกระบวน” จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ซึ่งทรงพระนิพนธ์พระราช พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ เก่ียวด้วยการพระบรมศพรัชกาลที่ ๑ ยังทรงออกพระนามท่านผู้เป็นต้นคิด เกรินบันไดนาคไว้ ส่วนนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ นิพนธ์เกี่ยวกับการพระบรมศพของรัชกาลท่ี ๕ ไม่ได้กล่าวถึงท่านผู้ต้นคิด แต่ก็ยังทรง กลา่ วถงึ ความสงา่ งามเวลาเสดจ็ ขนึ้ เกรนิ นนั้ ดว้ ยขอ้ ความสน้ั ๆ แตก่ นิ ใจ เพราะสามญั สาํ นกึ ทวั่ ๆ ไปวา่ ถา้ เจา้ พนกั งาน ภูษามาลาจะใช้วิธีเก่า ซ่ึงเป็นไม้ล้มลุกหรือเปล้ืองประกอบออกแล้วอัญเชิญพระบรมโกศเปล่า ๆ ไม่มีประกอบก็คงจะ ไม่น่าดู ไม่สมพระเกียรติยศของพระบรมศพ แต่เมื่อใช้วิธีเล่ือนพระบรมโกศ ซึ่งประกอบพระโกศทองใหญ่เข้าใน พระมหาพิไชยราชรถ โดยที่ไม่ต้องใช้ผู้คนเข้าไปวุ่นวายจนเกินสมควร ประกอบกับเวลานั้น พระบรมวงศานุวงศ์หรือ อาณาประชาราษฎร์ ต่างก็อยู่ในความเศร้าโศก มีดวงตาจับจ้องอยู่ท่ีพระบรมโกศจนแทบจะไม่หายใจก็ว่าได้ ซ้�ำมา ได้เห็นพระบรมโกศซ่ึงประดิษฐานอยู่บนเกริน ซึ่งถูกเจ้าพนักงานขันช่อกว้านข้ึนอย่างช้า ๆ ประดุจพระบรมโกศ เล่ือนลอยข้ึนไปบนนภากาศโดยล�ำพัง จึงเป็นภาพท่ีจับตาจับใจชวนให้ทวีความเศร้าโศกข้ึนได้อีกเป็นอันมาก จึงกล่าวได้ว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นท่ีปรีชาสามารถพระองค์หน่ึง แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 185 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
สมเด็จเจ้าฟ้ากับพระราชวังเดิม เร่ืองสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กับพระราชวังเดิมอันเป็นท่ีประทับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี นั้น เม่ือสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์จักรี พระราชทานเพ่ือเป็นท่ีประทับของสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศร์บดินทร์ก่อน เม่ือ เจ้าฟ้ากรมหลวงธิเบศร์บดินทร์ส้ินพระชนม์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า กรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) เสด็จประทับอยู่ตลอดรัชกาลของพระองค์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จประทับจนตลอดพระชนมายุ หลังจากน้ัน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) ได้เสด็จประทับต่อมาจนทรงผนวช จึงเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) ต่อมาตลอดรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓ ในรัชกาลท่ี ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เสด็จประทับ ตลอดรัชกาลถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อกรมหลวงวงศาธิราชสนิทสิ้นพระชนม์แล้ว รัชกาลท่ี ๕ โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้อง ยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ เสด็จประทับอยู่จนส้ินพระชนม์ ต่อจากนั้นมารัชกาลที่ ๕ มีพระราชด�ำริที่จะหาพระบรมวงศานุวงศ์ท่ีทรงพระเกียรติยศสูงไปประทับ ก็ไม่มีพระองค์ใดเต็มพระทัยรับ จึง พระราชทานให้เป็นโรงเรียนนายเรือ แต่มีพระราชกระแสรับส่ังก�ำชับมิให้รื้อท้องพระโรง และพระท่ีนั่งหลังขวางของ เดิม จึงปรากฏอยู่จนถึงทุกวันน้ี สมเด็จเจ้าฟ้ากับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีวอก จัตวาศก จ.ศ. ๑๑๗๔ พ.ศ. ๒๓๕๕ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชด�ำริว่า พระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าได้ท�ำเป็นอย่างมีแบบแผนอยู่แล้ว แต่การพระราชทานพิธีลงสรงตั้งพระนามเจ้าฟ้าตาม ต�ำราเก่า ยังหาได้ท�ำเป็นแบบอย่างไม่ พระราชประสงค์จะใคร่ท�ำไว้ให้เป็นพระเกียรติยศสืบไปเบื้องหน้า จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) เป็น ผู้อ�ำนวยการจัดต้ังพระราชพิธีลงสรง ดังความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๒ กล่าวว่า 186 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชด�ำริห์ว่า การพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าตามแบบ อย่างครั้งกรุงเก่า ก็ได้ท�ำเม่ือในรัชกาลที่ ๑ มีแบบแผนอยู่ส�ำหรับแผ่นดินแล้ว แต่การพระราชพิธี ลงสรงเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าตามต�ำราเก่า ยังหาได้ท�ำไว้ให้เปนแบบอย่างไม่ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยเห็น ก็แก่ชราเกือบจะหมดตัวไปแล้ว แบบแผนพระราชพิธีอันนี้จะสาบสูญเสีย ควรจะท�ำไว้ให้เปน แบบอย่างอยู่ส�ำหรับราชการแผ่นดินต่อไป ถึงเดือน ๔ ปีวอกจัตวาศกน้ัน จึงรับสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษมนตรี กับเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) เปนผู้อ�ำนวยการ จัดต้ังพระราชพิธี ลงสรงสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่” ครั้งปีกุน สัปตศก จ.ศ. ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘ พวกรามัญพากันอพยพครอบครัวเข้ามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภาร ทางเมืองตาก เมืองอุทัยธานี เมืองกาญจนบุรี เจ้าเมืองกรมการมีใบบอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ คุมกองทัพและเสบียง อาหารออกไปรับครัวรามัญซึ่งเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี หนังสือเทศนาพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสได้ถวายเทศน์ในการพระราชกุศลฉลองพระเดช พระคุณในสมเด็จพระบรมชนกมหาราชาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า โปรดให้มีเรือด้ังแห่ เสด็จสามคู่ และต�ำรวจหอกแห่เป็นพระเกียรติยศ ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ยังทรงพระเยาว์ อยู่ มีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา จึงด�ำรัสส่ังให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นผู้ใหญ่เสด็จก�ำกับไป ด้วย ครั้นเสด็จกลับมาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครัวรามัญเหล่านั้น ข้ึนไปตั้งอยู่เมือง ปทุมธานีบ้าง แขวนเมืองนนทบุรีบ้าง ถึงปีชวด อัฐศก จ.ศ. ๑๑๗๘ พ.ศ. ๒๓๕๙ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ มีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา นับเรียงปีครบก�ำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระบรมราชโองการด�ำรัสสั่งให้ ตั้งพระราชพิธีโสกันต์เป็นการใหญ่ ท�ำเขาไกรลาสหน้าพระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท ตรงประตูสุวรรณบริบาลเป็นที่ สรงและทรงเครื่องเวลาบ่าย แห่มาทรงฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์บนพระท่ีนั่งดุสิตมหาปราสาท ๓ วัน รุ่งข้ึน วันศุกร์ เดือน ๔ ข้ึน ๑๓ ค�่ำเวลาเช้า แห่มาโสกันต์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสร็จแล้วเสด็จไปสรงน้�ำที่สระ อโนดาต แล้วท่านอัครมหาเสนาบดีน�ำเสด็จขึ้นสู่พระมณฑปยอดเขาไกรลาส สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี รับที่สมมติเป็นอิศวรรับเสด็จ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ พรรณนาว่า “ได้พระฤกษ์โสกันต์บนพระท่ีน่ังดุสิตมหาปราสาทแล้ว เสด็จไปสรงน�้ำอันไหลออกจากปาก สัตวทั้ง ๔ ที่สระอโนดาตณเขาไกรลาศ ครั้งสรงแล้วเสด็จไปทรงเครื่องที่พลับพลาน้อยทิศหรดี ทรงภูษาจีบเขียนทอง ฉลองพระองค์กรุยเฉวียงพระอังษา เจ้าพระยาอรรคมหาเสนา เจ้าพระยา 187 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
ศรีธรรมาธิราช จูงพระกรเสด็จข้ึนเขาไกรลาศทางปัจจิมทิศ ไปยังพระมณฑปยอดเขาเข้าไปเฝ้า พระอิศวร ครั้งนั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีแต่งพระองค์ทรงเคร่ืองเปนพระอิศวรประทานน้�ำ พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ แล้วประทานพรแลเคร่ืองต้น ทรงรับแล้ว ทรงเครื่องตนที่ในพระมณฑป แล้วเจ้าพระยาอรรคมหาเสนา เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชรับพระกร เสด็จลงจากเขาไกรลาศทางบันได ข้างทิศทักษิณ กระบวนแห่ก็ผลัดเคร่ืองแดงทั้งส้ิน เสด็จประทับที่เกย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จส่งข้ึนพระท่ีนั่งพุดตาล แห่เวียนประทักษิณเขาไกรลาศสามรอบแล้ว ก็แห่เสด็จกลับคืนเข้าใน พระราชวัง คร้ันเวลาบ่ายต้ังบายศรีแก้ว,บายศรีทอง,บายศรีเงิน กระบวนแห่แต่งเคร่ืองแดง แห่ไป เวียนเทียนสมโภชบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แห่กลับเข้าในพระบรมมหาราชวัง เวลาบ่ายในวัน ต่อมาก็แห่มาสมโภชอิกสองวัน เปนสามเวลาพระราชทานเงินทองของสมโภช แลพระราชวงษานุวงษ์ เสนาบดีก็พากันสมโภชตามผู้ใหญ่ผู้น้อย คร้ันณวันจันทร์ เดือน ๔ แรมค�่ำ ๑ แห่ผะอบพระเกษาเป นกระบวนเรือลงไปลอยในแม่น้�ำที่ท้ายพระบรมมหาราชวัง” จากหนังสือเทศนาพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรม พระยาวชิรญาณวโรรสได้ถวายเทศน์ในการพระราชกุศลฉลองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมชนกมหาราชาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วันเสาร์ เดือน ๘ ปีมะเมีย จัตวาศก จ.ศ. ๑๒๔๔ พ.ศ. ๒๔๒๕ และ พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี ๒ พระนพิ นธข์ องสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำ� รงราชานภุ าพ ท่ีกล่าวมาแล้วนี้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นที่ไว้วางพระราช หฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ บางตอนก็แสดงให้ปรากฏชัดว่า สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวง พิทักษ์มนตรี เป็นผู้จงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างย่ิง กล่าวคือเม่ือ จอห์น ครอว์เฟิร์ด ทูตอังกฤษเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลท่ี ๒ พระยาพระคลังได้ถามว่า ครอว์เฟิร์ดมีประสงค์จะไปเฝ้าเจ้านาย พระองค์ใดบ้าง ครอว์เฟิร์ดสืบทราบความอยู่ก่อนแล้วว่าในเวลานั้น เจ้านายผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แบ่งกันเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มหนึ่งนับถือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฏฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นหัวหน้าในกลุ่มน้ี และอีกกลุ่มหน่ึงนับถือพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับพระยาพระคลัง ดังความในพระราชพงศาวดารฯ ว่า “เม่ือครอเฟิดอยู่ในกรุงเทพฯ พระยาพระคลังได้ถามว่าครอเฟิดมีประสงค์จะไปเฝ้าเจ้านาย พระองค์ใดบ้าง ครอเฟิดสืบทราบความอยู่ก่อนแล้ว ว่าในเวลาน้ัน ผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แบ่งกันเปน 188 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
๒ พวก คือ พวก ๑ นับถือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ แลเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี เปนหัวน่าในพวกนี้ แต่อิกพวก ๑ นับถือพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเปนพวก เดียวกับพระยาพระคลัง ครอเฟิดเห็นว่าธุระของตัวอยู่ในน่าที่ของพระยาพระคลัง แลกรมหมื่นเจษฎา บดินทร์ จะไปเกี่ยวด้วยอิกพวก ๑ จะไม่เปนท่ีพอใจข้างพวกนี้ จึงตอบพระยาพระคลังว่า ท่ีจะให้ เฝ้าเจ้านายพระองค์หนึ่งพระองค์ใดนั้น แล้วแต่พระยาพระคลังจะเห็นสมควร แต่ของถวายเตรียม มาถวายแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระองค์เดียว ไม่ได้เตรียมมาส�ำหรับถวายเจ้านายพระองค์อ่ืน ด้วย เพราะธรรมเนียมเฝ้าในคร้ังน้ันต้องมีของถวาย เม่ือครอเฟิดบอกว่าไม่มีของถวาย จึงไม่ได้เฝ้า เจ้านายพระองค์อื่น” นอกจากน้ัน เม่ือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จข้ึนเถลิงถวัลยราชสมบัติในกาลต่อมา ได้ทรง สถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีข้ึนเป็นพระวรวงศ์เธอ กรมหม่ืนมนตรี รกั ษา กย็ งั ทรงพระมหากรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหป้ ระกาศพระเกยี รตคิ ณุ โดยความวา่ สมเดจ็ ฯ เจา้ ฟา้ กรมหลวงพทิ กั ษม์ นตรี เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกีกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และเป็นพระกนิษฐาธิบดี อันสนิท ในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนีด้วย แลสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้มีพระเดช พระคุณเป็นอุปการในพระองค์แต่ยังทรงพระเยาว์มา ด้วยอาการท่ีควรนับว่าเป็นคุณต่าง ๆ ทรงระลึกถึงพระเดช พระคุณเป็นอันมาก ยังหาทรงลืมไม่ เพื่อจะทรงเชิดชูพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกี กรมสมเด็จ พระศรีสุดารักษ์ และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนี และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรม หลวงพิทักษ์มนตรีให้ปรากฏไปในภายหน้า จึงทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอมพระโอรสเป็นพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่น มนตรีรักษา ท้ังยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “วัดเกาะแก้วลังการาม” พระอารามท่ีสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงสถาปนาไว้ใหม่นามว่า “วัดสัมพันธวงศาราม” สมเด็จเจ้าฟ้าส้ินพระชนม์ ในปลายรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เม่ือปีมะเส็ง ตรีศก จ.ศ. ๑๑๘๓ พ.ศ. ๒๓๖๔ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประชวรพระยอดในพระศอ มีพระอาการประชวรต่อ มาจนถึงปีมะเมีย จัตวาศก จ.ศ. ๑๑๘๔ พ.ศ. ๒๓๖๕ เวลาเช้า ๕ โมง ๔ บาท จึงส้ินพระชนม์ ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๕ พระชันษา ๕๒ ปี ทรงเป็นต้นราชสกุล มนตรีกุล 189 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศแด่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นอเนกประการ นัยว่าได้พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระศพ ท้ังยังโปรดให้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อเดือน ๓ ข้ึน ๑๑ ค�่ำ เข้าใจว่า จะเป็นศกเดียวกันกับการส้ินพระชนม์ หลังจากนั้นต่อมา อีก ๒ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็เสด็จสวรรคตส้ินรัชกาล พระพุทธรูปประจ�ำพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้า พระพุทธรูปประจ�ำพระองค์ สมเด็จพระ สัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็น พระพุทธรูปเงินหุ้มด้วยทองค�ำบุยาสี ปางประทาน อภัย หรือปางห้ามสมุทร พร้อมฉัตรแก้ว ๕ ชั้น ศิลปะ รตั นโกสนิ ทร์ สมยั รชั กาลท่ี ๓ ประดษิ ฐานอยบู่ นพระทน่ี งั่ พุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หนังสือ สมุดมัคคุเทศน�ำเที่ยวหอพระสมุดและพิพิธภัณฑสถาน ส�ำหรับพระนคร ราชบัณฑิตยสภาจัดพิมพ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ กล่าวถึงพระพุทธรูปองค์น้ีว่า “พระพุทธรูป ยื น มี เ รื อ น แ ก ้ ว อ ยู ่ ข ้ า ง ห ลั ง บุ ษ บ ก พ ร ะ พุ ท ธ สิ หิ ง ค ์ กล่าวกันว่าเป็นพระฉลองพระองค์เจ้าฟ้ากรมหลวง พิทักษ์มนตรีองค์ ๑ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์องค์ ๑ เดิมประดิษฐานที่ไหนหาปรากฏไม่ พ่ึงเชิญมาไว้ พระราชวังบวรฯ เม่ือครั้งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว” 190 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
191 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
อาจารย์ณัฏฐภัทร จันทวิช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร ได้ค้นคว้าเขียนบทความ “พระพุทธรูปประจ�ำพระองค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี” ในนิตยสารศิลปากร ปีท่ี ๕๗ ฉบับที่ ๑ ประจ�ำ เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ระบุว่า พระพุทธรูปประจ�ำพระองค์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี คือพระพุทธรูปองค์ด้านซ้ายของพระพุทธสิหิงค์ ด้านลักษณะประติมาณวิทยาเป็นพระพุทธรูปประทับยืนบนฐานบัวกลุ่มหรือบัวสัตตบงกช ฐานด้านหลัง ตกแต่งเป็นรูปคล้ายท้ายเกรินทรงหงส์ ๓ ตัวเรียงกัน (อาจหมายแทนนัยถึงพระองค์ผู้คิดค้นเกรินบันไดนาค) พระพุทธรูปยกพระหัตถ์ท้ังสองข้ึนเสมอพระอุระ หันฝ่าพระหัตถ์ออก ซ่ึงหมายถึงปางประทานอภัย หรือปาง ห้ามสมุทร พระพักตร์รูปไข่ พระขนงโค้งก่ง พระเนตรเหลือบมองต�่ำ พระนาสิกโด่งเป็นสัน พระโอษฐ์อ่ิมแย้มพระสรวล เล็กน้อย พระกรรณยาว พระเศียรและพระเกตุมาลาหรืออุษณีษะสีดําเรียบ พระรัศมีเป็นเปลวสูงลงยาสีแดงและ สีเขียว พระวรกายหุ้มด้วยแผ่นทองคํา ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา พาดผ้าสังฆาฏิยาวบนพระอังสาซ้าย ปลายหยักคล้ายเข้ียวตะขาบอยู่เหนือพระนาภี สังฆาฏิด้านหลังยาวจรดรัดประคด จีวรสอบยาวอยู่เหนือข้อพระบาท จีวรทองคําลงยาสีแดง สีเขียว เป็นลายประจํายาม เบื้องหลังประดับฉัตรแก้วเจียระไน ๕ ชั้น ล้อมรอบด้วยช่อระย้า แก้วรูปเปลือกหอยขนาดใหญ่ ๓ กิ่ง และลูกปัดแก้วร้อยเป็นลายเครือเถา ใบไม้เป็นแผ่นโลหะท่ีตกแต่งด้วยการ ลงยาสีเขียว สีน้�ำเงิน และสีเหลืองทอง การบุแผ่นทองค�ำและทองค�ำลงยาสีทุกส่วนเช่นนี้ของพระพุทธรูปประจ�ำพระองค์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวง พิทักษ์มนตรี สามารถเปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปปางสมาธิที่สร้างข้ึนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งประดิษฐานอยู่ท่ีหอพระสุลาลัยพิมานในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง 192 ประวัติวัดสัมพันธวงศาราม
ประวัติ วัดสัมพันธวงศาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ท่ีระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส ผู้จัดพิมพ์ วัดสัมพันธวงศาราม ๕๗๙ ถนนทรงสวัสด์ิ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐ ท่ีปรึกษา พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) พระราชสารเวที (โกมินทร์ สุภเสโน) กองบรรณาธิการ พระครูอุทิจยานุสาสน์ (อารยพงศ์ อารยธมฺโม) ธัชชัย ยอดพิชัย คณะท�ำงาน พระมหาส�ำรวย นาควโร พระมหาอนุลักษ์ ชุตินนฺโท พระมหาทักษิณ ภทฺทธมฺโม พระครูวินัยธร อาทิตย์ อภินนฺโท พระครูสังฆภารวิจิตร (สุนทร) พระครูสมุห์ วัชระ ภทฺทธมฺโม พระครูสมุห์ จิรกิตต์ อภิปาโล อธิภัทร แสวงผล เอ้ือเฟื้อภาพ ไพศาล เปี่ยมเมตตาวัฒน์ โกศล ต่ีนาสวน สิบเอกสุขประสงค์ วีระศรี สวพล สุวนิช จ�ำนวนพิมพ์ ๒,๐๐๐ เล่ม ISBN 978-616-485-658-5 พิมพ์ที่ บริษัทอมรินทร์พริ้นต้ิงแอนด์พับลิชชิ่ง จ�ำกัด (มหาชน) 376 ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทรศัพท์ 0-2422-9000 โทรสาร 0-2433-2742 E-mail: [email protected] Homepage: http://www.amarin.com
ท่ีระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196