Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่3 สภาพยืดหยุ่น

หน่วยที่3 สภาพยืดหยุ่น

Published by khaimook spp, 2022-08-02 17:39:22

Description: หน่วยที่3 สภาพยืดหยุ่น

Search

Read the Text Version

แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 20 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว30205 รายวชิ า ฟิสกิ ส์ 5 หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ สภาพยดื หยนุ่ เร่ือง สภาพยดื หยนุ่ ของของแขง็ วันท…่ี …….เดอื น……………พ.ศ……………… เวลา……………………น. จานวน 1 ชัว่ โมง ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 6 ผูส้ อน นางสาวไขม่ ุก สุพร สาระฟิสกิ ส์ 4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยืดหยุ่นของ วัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืดของ ของเหลว ของไหลอุดมคติละสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติ และพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรง นวิ เคลียร์ ปฏิกิริยานวิ เคลียร์ พลังงานนิวเคลยี ร์ ฟสิ ิกสอ์ นภุ าค รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ อธบิ ายสภาพยดื หยุ่นและลกั ษณะการยดื และหดตัวของวัสดุท่เี ปน็ แทง่ เมอ่ื ถกู กระทาด้วยแรงค่าต่างๆ รวมทั้งทดลอง อธิบายและคานวณความเค้นตามยาว ความเครียดตามยาวและมอดุลัสของยัง และนาความรู้ เรือ่ ง สภาพยืดหยนุ่ ไปใช้ในชีวิตประจาวัน จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นักเรียนอธิบายสภาพยืดหยนุ่ ของของแขง็ ได้ (K) 2. นักเรยี นสบื ค้นข้อมูลของสภาพยืดหยุ่นของของแข็งได้ (P) 3. ความใฝ่เรียนรู้และทางานร่วมกับผู้อ่นื ได้อย่างสร้างสรรค์ (A) สาระการเรยี นรู้ สมบัติทว่ี สั ดุเปลีย่ นรูปและกลับส่รู ูปเดมิ เม่อื หยดุ ออกแรงกระทาเรียกวา่ สภาพยืดหยุ่น ถ้ายังออกแรง ต่อไป วัสดุจะขาดหรือเสยี รปู อยา่ งถาวร

สาระสาคัญ เมื่อมีแรงกระทาต่อของแข็งจะทาให้ของแข็งมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เรียกว่า การผิดรูป (Deformation) สามารถแบ่งการผดิ รปู ได้เปน็ 2 แบบ ดังน้ี 1. การผิดรูปแบบแรกที่เราสังเกตได้ คือ เมื่อออกแรงกระทากับของแข็งจะทาให้ของแข็งมีรูปร่าง เปลี่ยนไป แต่ของแข็งสามารถคืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้เมื่อแรงกระทาหยุดลง การผิดรูปในลักษณะนี้ เรียกว่า การผิดรปู แบบยืดหย่นุ (Elastic Deformation) 2. การผิดรูปอีกแบบที่เราสังเกตได้ คือ เมื่อของแข็งถูกแรงกระทามากเกินระดับหนึ่งของแข็งจะ เปลีย่ นรูปรา่ งไปอย่างถาวรและไม่สามารถคืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้ ถึงแม้วา่ แรงท่ีกระทาต่อของแข็งจะหยุดลง การผิดรูปในลักษณะนี้ เรียกว่า การผิดรูปแบบพลาสติก (Plastic Deformation) ในขณะที่ของแข็งมีการผิด รูปแบบพลาสตกิ นั้นจะเรียกว่า ของแขง็ มีสภาพพลาสติก (Plasticity) สมรรถนะสาคญั ความสามารถในการคดิ - ทักษะการคดิ วิเคราะห์ - ทกั ษะการคิดสังเคราะห์ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (จติ วิทยาศาสตร)์ ความใฝ่เรียนรู้และทางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์ นักเรียนแสดงออกถึงความต้ังใจความเพยี ร พยายามในการเรียนและการทากจิ กรรมตา่ งๆ แสวงหาความรูจ้ ากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อยเู่ สมอ โดยการเลือกใช้ สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และ นาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ และมีการใช้ทักษะทางสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้แก่ การแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับบุคคลอื่น การยอมรับความคดิ เห็นของผูอ้ ื่น การขอความช่วยเหลือและความร่วมมอื จากผู้อ่นื เพอ่ื ความร่วมมือในการทางานกล่มุ ชนิ้ งาน/ภาระงาน ใบงานที่ 3.1 สภาพยดื หยนุ่ ของของแขง็

กจิ กรรมการเรียนรู้ วธิ ีสอนใช้รูปแบบวงจรการเรียนรู้ 5 ขนั้ ตอน (5E Learning Cycle model) ข้นั ท่ี 1 ข้นั สรา้ งความสนใจ ( 5 นาที ) 1. ครูทบทวนความรูใ้ นหน่วยการเรียนที่ผา่ นมา เพือ่ เชอื่ มโยงความร้ใู นหนว่ ยการเรียนรู้ใหมต่ อ่ ไป 2. ครตู ัง้ คาถามเพอื่ นาเขา้ สูก่ ารทากิจกรรม เร่อื ง สภาพยดื หยุ่นของของแขง็ ดังน้ี - ให้นักเรียนยกตัวอย่างสิ่งของที่มีสถานะเป็นของแข็งที่มีลักษณะแตกต่างกันที่นักเรียนรู้จักหรือ สามารถพบเห็นไดใ้ นชีวติ ประจาวันมาคนละ 3 ชนดิ (แนวคาตอบ ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ โดยไม่คาดหวังคาตอบที่ ถกู ต้อง) - จากวัตถุที่นักเรียนยกตัวอย่างมานั้น ถ้าออกแรงดึงหรือแรงอัดกระทาต่อวัถตุน้ันๆ ผลท่ีเกิด ขึ้นกับวัตถุจะเป็นอย่างไร (แนวคาตอบ ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ โดยไม่คาดหวังคาตอบที่ ถกู ต้อง) 3. ครนู าฟองน้า ดนิ นา้ มัน แทง่ ไม้ และลวดเหล็กขนึ้ มาเพ่ือใช้เป็นอุปกรณ์ในการสาธิต จากน้ันครูออกแรง โดยใช้มือกดอัดลงบนอุปกรณ์สาธิตเหล่านั้น โดยให้นักเรียนสังเกตว่าขณะที่ครูออกแรงกระทา อุปกรณ์สาธิต เหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร และหลังหยุดออกแรงกระทาอุปกรณ์สาธิตเหล่านั้นมีการ เปล่ยี นแปลงหรอื ไม่ อยา่ งไร 4. ครใู ห้นกั เรยี นร่วมกันตอบคาถามและอธบิ ายส่ิงทเี่ กดิ ขนึ้ จากการสาธติ ขนั้ ที่ 2 ข้นั สารวจและค้นหา ( 25 นาที ) 5. ให้นักเรียนแบ่งกลุม่ กล่มุ ละ 4 - 5 คน และใหต้ ัวแทนกลุ่มมารบั ใบงาน 6. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มศึกษากิจกรรมจากใบงานท่ี 3.1 สภาพยดื หย่นุ ของของแขง็ 7. ครูชี้แจงจดุ ประสงค์และวิธกี ารปฏบิ ัตกิ จิ กรรมให้นกั เรยี นทราบ 8. นกั เรยี นลงมอื ปฏบิ ัติกจิ กรรม และรายงานผล ข้ันท่ี 3 ข้นั สร้างคาอธบิ ายและลงข้อสรปุ ( 15 นาที ) 9. นกั เรียนแต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนออกมานาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหนา้ ชัน้ 10. ครใู ห้นักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเพอื่ นาไปสู่การสรปุ โดยใชค้ าถามตอ่ ไปนี้ - เมื่อมีแรงกระทาต่อของแข็งจะทาให้ของแข็งมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การเปลี่ยนแปลงท่ี เกิดข้ึน เรียกว่าอะไร (แนวคาตอบ การผิดรปู (Deformation))

- เมื่อออกแรงกระทากับของแข็งจะทาให้ของแข็งมีรูปร่างเปลี่ยนไป แต่ของแข็งสามารถคืน รปู รา่ งสู่สภาพเดิมไดเ้ มือ่ แรงกระทาหยุดลง การผดิ รูปในลกั ษณะน้ี เรียกวา่ อะไร (แนวคาตอบ การผิดรปู แบบยดื หยนุ่ (Elastic Deformation)) - เมื่อของแข็งถูกแรงกระทามากเกินระดับหนึ่งของแข็งจะเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างถาวรและไม่ สามารถคืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้ ถึงแม้ว่าแรงที่กระทาต่อของแข็งจะหยุดลง การผิดรูปในลักษณะนี้ เรียกว่า อะไร (แนวคาตอบ การผดิ รปู แบบพลาสติก (Plastic Deformation)) - ในขณะทข่ี องแข็งมกี ารผิดรูปแบบพลาสตกิ นนัน้ จะเรยี กว่าอะไร (แนวคาตอบ ของแข็งมสี ภาพพลาสติก (Plasticity)) - ให้นักเรียนยกตัวอย่างวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจ าที่มีการผิด รูปแบบยืดหยุ่น (Elastic Deformation) มาคนละ 3 ชนิด (แนวคาตอบ ฟองนา้ ซิลิโคน หมอน ฯลฯ) 9. ครูและนักเรียนร่วมกันอภปิ รายเกีย่ วกบั เรื่อง สภาพยืดหยุ่นของของแข็ง ดังนี้ เมื่อมีการออกแรง กระทาต่อของแข็ง ของแข็งจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือเรียกว่า การผิดรูป (Deformation) ซึ่งการผิดรปู (Deformation) ของของแข็งมอี ยู่ 2 แบบ ดังน้ี 1. ถ้าแรงกระทาต่อของแข็งน้อยกว่าระดับหนึ่งของแข็งสามารถคืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้เมื่อแรงท่ี กระทาหยดุ ลง เรียกวา่ การผดิ รูปแบบยดื หยนุ่ (Elastic Deformation) 2. ถ้าแรงกระทาตรอของแข็งมากเกินระดับหนึ่ง ของแข็งจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรและจะ ไม่สามารถคืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้ถึงแม้แรงที่กระทาจะหยุดลง เรียกว่า การผิดรูปแบบพลาสติก (Plastic Deformation) ข้นั ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ ( 10 นาที ) 10. ครูยกตัวอย่างวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจาวันที่มีการผิดรูปทั้งสองลักษณะให้นักเรียนทราบ เพื่อให้ นักเรียนมีความเข้าใจเพ่มิ มากขึน้ โดยการนาเสนอผ่าน PowerPoint และสือ่ จรงิ ซง่ึ เป็นวัตถนุ ้ันๆ ขั้นท่ี 5 ประเมินผล ( 15 นาที ) 11. ครสู ังเกตและประเมนิ พฤติกรรมของนักเรยี นในขณะท่ีใหน้ กั เรียนปฏิบัตกิ ิจกรรมและการนาเสนอผล การปฏิบตั ิกจิ กรรม

วสั ดุ/อปุ กรณ์ สอ่ื และแหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สือเรยี นฟสิ ิกส์ ม.6 เลม่ 1 สงั กดั อจท. 2. หนงั สอื เรียนฟิสกิ ส์ ม.6 เล่ม 5 สังกัด สสวท. 3. PowerPoint เร่อื ง สภาพยืดหยุ่นของของแขง็ 4. หอ้ งเรียน 5. หอ้ งสมุด 6. แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ 7. ใบงานที่ 3.1 สภาพยดื หยุ่นของของแขง็ 8. ฟองน้า ดินนา้ มนั แทง่ ไม้ และลวดเหลก็ การวดั ผลและประเมินผล จุดประสงค์การเรยี นรู้ วธิ ีวดั เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1.นักเรียนอธิบาย สภาพ ตรวจใบงาน ใบงานที่ 3.1 สภาพ ได้ระดับคุณภาพดี ยดื หยุ่นของของแขง็ ได้ (K) ยืดหยุ่นของของแข็ง จงึ ผา่ นเกณฑ์ 2.นักเรียนสืบค้นข้อมูลของ สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการปฏิบัติ ได้ระดับคุณภาพดี สภาพยืดหยุ่นของของแข็งได้ ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม กจิ กรรมการสบื คน้ จงึ ผ่านเกณฑ์ (P) 3. ทางานร่วมกับผู้อื่นได้อยา่ ง สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการทางาน ได้ระดับคุณภาพดี สร้างสรรค์ (A) ทางานร่วมกับผู้อื่นได้ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง จงึ ผ่านเกณฑ์ อยา่ งสรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ 4. คุณลักษณะด้านความใฝ่ สังเกตพฤตกิ รรม แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ค ุ ณ - ได้ระดับคุณภาพดี เรียนรู้ ลักษณะอันพึงประสงค์ จึงผา่ นเกณฑ์ ดา้ นใฝเ่ รียนรู้ ความคิดเห็นของผูบ้ ริหารสถานศึกษา ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ลงช่ือ................................................................ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา (…………………….………….……….………………………….) ........./........................./.........

การประเมนิ ด้านความรู้ (K) เกณฑก์ ารให้คะแนนใบงาน ประเดน็ การประเมิน คะแนน 4 321 เมื่อมีการออกแรงกระทาต่อ ผลงานสอดคล้องกับ ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงาน มี ค ว า ม ของแข็ง ของแข็งจะมีการเปลี่ยนแปลง ประเด็นการประเมิน กับประเด็นการ กับประเด็นการ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ รูปร่างหรือเรียกวา่ การผิดรูป ซึ่งการผดิ เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง ประเมินส่วนใหญ่ ประเมิน เนื้อหา ป ร ะ เ ด ็ น ก า ร รปู ของของแข็งมอี ยู่ 2 แบบ ดังนี้ 1. ถ้าแรงกระทาต่อของแข็งน้อยกว่า ผลงานถูกต้อง เนื้อหาสาระของ สาระของผลงาน ประเมินเนื้อหา ระดับหนึ่งของแข็งสามารถคืนรูปร่างสู่ ครบถว้ น ผลงานถูกต้องแต่ ถูกต้องเป็นบาง สาระแค่บางส่วน สภาพเดิมได้เมื่อแรงที่กระทาหยุดลง ยังมีข้อบกพร่อง ป ร ะ เ ด ็ น แ ต่ และมีข้อบกพร่อง เรียกว่า การผิดรูปแบบยืดหยุ่น (Elastic เลก็ น้อย ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง มาก Deformation) 2. ถ้าแรงกระท าตรอ บางส่วน ของแข็งมากเกินระดับหนึ่ง ของแข็งจะ เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปอย่างถาวรและจะ ไม่สามารถ คืนรูปร่างสู่สภาพเดิมได้ ถึงแม้แรงที่กระทาจะหยุดลง เรียกว่า การผิดรูปแบบพลาสติก (Plastic Deformation) เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ ดีมาก 4 อยใู่ นระดบั ดี 3 อยู่ในระดับ พอใช้ 2 อยู่ในระดับ ปรับปรุง 1 อยใู่ นระดับ

การประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) เกณฑก์ ารประเมินการปฏิบตั ิกจิ กรรมการสืบค้น ประเดน็ การประเมนิ 3 ระดับคะแนน 1 2 1.การวางแผน การแบ่ง วางแผนงานล่วงหน้า ไม่มีการวางแผนงาน ไม่มีการวางแผนงาน หนา้ ท่ีกันทางาน และแบ่งหน้าที่งานให้ ล่วงหน้า แต่สามารถแบ่ง ล่วงหนา้ แตส่ ามารถแบ่ง ชัดเจนเพื่อให้การสืบค้น หน้าที่งานได้เพื่อให้การ หน้าที่งานได้เพื่อให้การ ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และครอบคลุม สืบค้นได้ข้อมูลที่ ถูกต้อง สืบค้นได้ข้อมูลที่ ถูกต้อง ประเดน็ สาคัญ และตรงประเด็นมาก บางส่วน และตรง ที่สดุ ประเด็นบา้ งเล็กนอ้ ย 2.ส ื บ ค ้ น จ า ก แ ห ล ่ ง ท่ี ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ ใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่ เหมาะสม และหลากหลาย ได้ มีความถูกต้อง และ ไ ด ้ เ ป ็ น ส ่ ว น ใ ห ญ ่ มี น่าเชื่อถือ แต่เนื้อหายังมี ได้ข้อมูลที่น่าสนใจใน ความถูกต้องบ้าง และ ความถูกต้องเล็กน้อย หลากหลายมมุ มอง ข้อมูลมีความน่าสนใจ แ ล ะ ข ้ อ ม ู ล ม ี ค ว า ม เลก็ นอ้ ย นา่ สนใจแตเ่ ปน็ ส่วนน้อย 3.การรวบรวมข้อมูล การ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ วิเคราะห์ และสรุป และสรุปได้ถูกต้อง และ และสรุปได้ถูกต้องเป็น แ ล ะ ส ร ุ ป ไ ด ้ ถ ู ก ต ้ อ ง สอดคล้องกับประเด็น ส่วนใหญ่ และสอดคล้อง เล็กน้อย และสอดคล้อง สาคญั กับประเดน็ สาคัญ กับประเด็นสาคัญบ้าง บางส่วน 4.งานสาเร็จทันเวลาและมี งานส าเร็จลุล่วงได้ใน งานส าเร็จได้ มีความ งานส าเร็จได้แต่ไม่ คุณภาพ เว ลาที่ก าหนด และ ล่าช้าเล็กน้อย แต่ยังมี ทันเวลาที่ก าหนด มี ถูกต้อง ครอบคลุม และ ความถูกต้อง ครอบคลุม ความถูกต้อง ครอบคลุม สอดคล้องกับประเด็น แ ล ะ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ สอดคล้องกับประเด็น ส า ค ั ญ ท า ใ ห ้ ง า น มี ประเด็นสาคัญถือว่างาน สาคัญบ้างเล็กน้อย และ คุณภาพ มคี ณุ ภาพ มขี ้อบกพรอ่ งบางส่วน

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ ดีมาก 9 – 12 อยู่ในระดับ ดี 5 – 8 อยู่ในระดบั พอใช้ 1 – 4 อยใู่ นระดบั

การประเมินดา้ นเจตคติ (A) เกณฑ์การประเมนิ การทางานรว่ มกับผู้อน่ื อยา่ งสร้างสรรค์ ประเดน็ การประเมิน 3 คะแนน 1 2 1. การมสี ว่ นรว่ ม สมาชิกกลุ่มทุกคนมีส่วน สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่มี สมาชิกกลุ่มให้ความ ร่วมในการปฏิบัติงาน ส่วนร่วมในการปฏิบัติ รว่ มมอื ในการปฏบิ ตั ิงาน กลมุ่ งานกลมุ่ กลมุ่ เป็นสว่ นน้อย 2. การว างแผนในกา ร มีการวางแผนและแบ่ง มีการวางแผนในการ ไม่มีการวางแผนในการ ทางาน หน้าที่ในการทางานของ ทางาน แตไ่ ม่มกี ารแบ่ง ทางาน และสมาชิกทุก สมาชกิ ครบทุกคน หน้าท่ใี ห้สมาชกิ ทกุ คน คนมีหน้าที่ในการท า งานที่ไม่ชัดเจน 3. ร่วมคิดแก้ไขปัญหาใน มีการระดมความคิดใน มีการระดมความคิดแต่ ไม่มีการระดมความคิด ระหวา่ งการทางานกลมุ่ การแก้ไขปัญหาและรับ รับฟังความคิดเห็นไม่ สมาชิกแก้ไขปัญหาเป็น ฟังความคิดเห็นของทุก ครบทุกคน หรือบางคน ส่วนน้อย คน ไมอ่ อกความคดิ เห็น เกณฑ์การให้คะแนน ดมี าก 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถงึ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ดีมาก 7 - 9 อยใู่ นระดบั ดี 4 - 6 อย่ใู นระดับ พอใช้ 1 - 3 อยู่ในระดับ

การประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ ตัวชี้วัดและพฤติกรรมบ่งช้ี ตัวชี้วัด พฤติกรรมบ่งชี้ 4.1 ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน และ 4.1.1 ตง้ั ใจเรยี น เข้ารว่ มกจิ กรรมการเรียนรู้ 4.1.2 เอาใจใส่และมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ 4.1.3 สนใจเข้ารว่ มกิจกรรมการเรียนรตู้ ่างๆ 4.2 แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ 4.2.1 ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ด้วยการ เทคโนโลยีต่างๆ แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และ เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ เลอื กใช้ส่ือไดอ้ ยา่ งเหมาะสม วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยน 4.2.2 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบจากสิง่ ที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ เรียนรู้ และนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้ ความรู้ 4.2.3 แลกเปลย่ี นเรยี นร้ดู ้วยวิธีการตา่ งๆ และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั เกณฑ์การให้คะแนน (ใช้ข้อมูลจากการสังเกตตามสภาพจริงของครผู ูส้ อน) พฤตกิ รรมบ่งชี้ 321 ตามข้อ 4.1 – 4.2 เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจ เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจ เอาใจใส่ในการเรียน และมี เรียน เอาใจใส่ในการเรียน เรียน เอาใจใส่ในการเรียน ส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมการ และเข้าร่วมกิจกรรมการ ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก เรียนร้ตู ่างๆ บ่อยคร้งั เรียนรู้ต่างๆ เปน็ บางคร้ัง โรงเรียนเปน็ ประจา ระดับเกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ 3 อยู่ในระดับ ดีเยยี่ ม 2 อยใู่ นระดบั ดี 1 อยูใ่ นระดับ ผ่าน 0 อยใู่ นระดบั ไม่ผ่าน หมายเหตุ นกั เรยี นสามารถทางานได้ 2 คะแนนขึ้นไปจงึ จะผ่านเกณฑ์

การประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) แบบประเมนิ การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการสืบคน้ รายช่อื สมาชิก…………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… คาชแ้ี จง: ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรียน แล้วขีด ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน ประเด็นการประเมิน ระดบั คะแนน 3 21 1.การวางแผน การแบ่งหน้าที่กัน ทางาน 2.สืบค้นจากแหล่งที่เหมาะสม และ หลากหลาย 3.การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และสรุป 4.งานสาเรจ็ ทนั เวลาและมีคุณภาพ รวมคะแนน ผลการประเมนิ อย่ใู นระดับ เกณฑ์การให้คะแนน 3 หมายถงึ ดมี าก 2 หมายถงึ ดี 1 หมายถึง พอใช้ เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ 9 – 12 อยู่ในระดบั ดมี าก 5 – 8 อยู่ในระดับ ดี 1 – 4 อยู่ในระดับ พอใช้

การประเมินดา้ นเจตคติ (A) แบบประเมินการทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื อยา่ งสร้างสรรค์ กล่มุ ท…่ี ………. รายชือ่ สมาชิก…………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ประเดน็ การประเมนิ ระดับคะแนน 3 21 1. การมีสว่ นรว่ ม 2. การวางแผนในการทางาน 3. ร่วมคิดแก้ไขปัญหาในระหวา่ งการทางานกลุ่ม รวมคะแนน ผลการประเมนิ อยใู่ นระดบั เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดมี าก 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถงึ เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ ดีมาก 7 - 9 อยูใ่ นระดับ ดี 4 - 6 อยใู่ นระดับ พอใช้ 1 - 3 อยใู่ นระดับ

การประเมนิ ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ใฝ่เรียนรู้) นกั เรยี นระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1 คาชแ้ี จง: ใหผ้ ูส้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั คะแนน ลาดบั ชอื่ - นามสกลุ คะแนน 1 ท่ี 32 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23

เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ ดเี ยย่ี ม 3 อยู่ในระดับ ดี 2 อยใู่ นระดับ ผ่าน 1 อยใู่ นระดบั ไมผ่ า่ น 0 อยูใ่ นระดบั หมายเหตุ นกั เรยี นสามารถทางานได้ 2 คะแนนขึ้นไปจงึ จะผ่านเกณฑ์

บนั ทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ผลการจัดกจิ กรรม ตารางท่ี 1 ผลการประเมินด้านความรู้ (K) ลาดบั ที่ ระดบั ช้นั จานวน ดมี าก (4) สรปุ ผลการประเมนิ รวม นกั เรยี น รวม ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรงุ (1) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 3 ม.6/4 4 ม.6/5 ตารางท่ี 2 ผลการประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) ลาดับท่ี ระดบั ช้ัน จานวน สรปุ ผลการประเมนิ รวม นกั เรียน ดมี าก (9 – 12) ดี (5 – 8) พอใช้ (1 – 4) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 รวม 3 ม.6/4 4 ม.6/5

บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการจดั กิจกรรม ตารางที่ 3 ผลการประเมินด้านเจตคติ (A) ลาดบั ที่ ระดับชั้น จานวน สรปุ ผลการประเมิน รวม นักเรียน ดมี าก (7 - 9) ดี (4 - 6) พอใช้ (1 - 3) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 รวม 3 ม.6/4 4 ม.6/5 ตารางที่ 4 ผลการประเมนิ ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ลาดบั ที่ ระดับชั้น จานวน ดีมาก (3) สรปุ ผลการประเมนิ ไมผ่ า่ น (0) รวม นักเรียน รวม ดี (2) ผ่าน (1) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 3 ม.6/4 4 ม.6/5

บันทกึ หลังการสอน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ผลการสอน ด้านความร.ู้ ................................................................................................................. ....................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ดา้ นทกั ษะ.................................................................................................................... ....................................... ............................................................................................................................................................. ............... ............................................................................................................................................................................ ด้านเจตคติ................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................................................. ............... ............................................................................................................................................................................ ดา้ นสมรรถนะ.................................................................................................................. ................................... ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์............................................................................................................. ............... ปัญหา/อปุ สรรค................................................................................................................ .................................. ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แนวทางการแก้ไข..................................................................... ........................................................................... ............................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................................................................ หมายเหต.ุ .................................................................................................................... ........................................ ………………………………………………………………………………………………………………………………………....................... ลงช่ือ..........................................................ผ้สู อน (.............................................................) ........./........................./.........

ใบงานที่ 3.1 สภาพยืดหย่นุ ของของแขง็ จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรยี นอธบิ ายสภาพยดื หยุ่นของของแขง็ ได้ (K) 2. นกั เรยี นสืบคน้ ขอ้ มลู ของสภาพยืดหยนุ่ ของของแข็งได้ (P) 3. ความใฝเ่ รียนรู้และทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ไดอ้ ยา่ งสรา้ งสรรค์ (A) คาช้ีแจง : ให้นักเรยี นสืบค้นขอ้ มลู เกยี่ วกับสภาพยืดหย่นุ ของของแข็ง และตอบคาถามดงั ตอ่ ไปนใ้ี หถ้ ูกต้อง 1. เมื่อมีแรงกระทาต่อของแขง็ จะทาให้ของแข็งมกี ารเปลย่ี นแปลงรูปรา่ ง เรียกการเปลย่ี นแปลงรปู รา่ งนี้ ว่าอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. การผดิ รูป (Deformation) สามารถแบง่ การผดิ รปู ได้เปน็ กี่แบบ อะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. จงอธบิ ายลักษณะของการผิดรูปแบบยืดหยุน่ (Elastic Deformation) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. จงยกตัวอยา่ งวัตถุท่ีพบได้ในชวี ิตประจาที่มีการผดิ รูปแบบยืดหยนุ่ (Elastic Deformation) มาอยา่ ง น้อย 5 ชนิด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. จงอธบิ ายลกั ษณะของการผดิ รูปแบบพลาสตกิ (Plastic Deformation) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

6. จงยกตัวอยา่ งวัตถุที่พบได้ในชีวิตประจาท่มี ีการผดิ รปู แบบพลาสติก (Plastic Deformation) มาอยา่ ง นอ้ ย 5 ชนดิ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 7. ในขณะทีข่ องแขง็ มีการผดิ รปู แบบพลาสตกิ นนั้ จะเรียกวา่ อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 8. ให้นักเรยี นสรุปสาระสาคัญของสภาพยืดหยุน่ ของของแขง็ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 21 กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วิชา ว30205 รายวชิ า ฟิสกิ ส์ 5 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ สภาพยดื หยุ่น เรื่อง ความเค้นและความเครยี ด วนั ท…่ี …….เดอื น……………พ.ศ……………… เวลา……………………น. จานวน 2 ช่ัวโมง ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 6 ผสู้ อน นางสาวไขม่ ุก สุพร สาระฟสิ ิกส์ 4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยืดหยุ่นของ วัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืดของ ของเหลว ของไหลอุดมคติละสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติ และพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรง นวิ เคลียร์ ปฏกิ ิรยิ านวิ เคลียร์ พลงั งานนวิ เคลียร์ ฟสิ กิ สอ์ นภุ าค รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์ ผลการเรียนรู้ อธิบายสภาพยดื หย่นุ และลกั ษณะการยืดและหดตวั ของวัสดุท่เี ป็นแท่ง เม่ือถูกกระทาดว้ ยแรงค่าต่างๆ รวมทั้งทดลอง อธิบายและคานวณความเค้นตามยาว ความเครียดตามยาวและมอดุลัสของยัง และนาความรู้ เรอ่ื ง สภาพยดื หยุ่นไปใช้ในชีวิตประจาวนั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. นกั เรียนอธบิ ายความเค้นและความเครียดได้ (K) 2. นกั เรียนสบื ค้นขอ้ มลู ของความเคน้ และความเครียดได้ (P) 3. ความใฝเ่ รียนรู้และทางานร่วมกบั ผู้อน่ื ไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์ (A) สาระการเรียนรู้ สมบัติที่วัสดุเปลี่ยนรูปและกลับสู่รูปเดิม เมื่อหยุดออกแรงกระทา เรียกว่า สภาพยืดหยุ่น ถ้ายังออก แรงตอ่ ไป วัสดจุ ะขาดหรือเสียรูปอย่างถาวรในกรณีทว่ี ตั ถุมีการเปล่ยี นแปลงความยาว ถา้ ออกแรงกระทาต่อเส้น ลวดไม่เกินขีดจากัดการแปรผันตรง ความยาวที่เพิ่มขึ้นของเส้นลวดแปรผันตรงกับขนาดของแรงดึง ทาให้ ความเครียดตามยาวที่เกิดขึ้นแปรผันตรงกับความเค้นตามยาว โดยความเค้นตามยาว คานวณได้จากสมการ ������ = ������ ส่วนความเครียดตามยาว คานวณได้จากสมการ ������ = Δ������ ������ ������0

สาระสาคัญ ความเคน้ (Stress) เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุแล้วทาให้วัสดุนั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิมตามทิศทางของ แรงที่มากระทาอัตราส่วนของแรงที่กระทาต่อพื้นที่หน้าตัดในแนวตัง้ ฉากเรียกว่า ความเค้น (Stress) สามารถ กล่าวได้ว่า ความเค้นเป็นปริมาณที่แปลผันตรงกับแรงที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุ โดยทั่วไป สามารถแบ่งความเคน้ ตามลักษณะของแรงที่มากระทาไดเ้ ปน็ 3 ลักษณะดงั น้ี 1. ความเค้นตามยาว (Longitudinal stress) แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ได้แก่ 1.1 ความเคน้ ตงึ (Tensile stress) เกดิ จากแรงทกี่ ระทาต่อวสั ดุแลว้ ส่งผลให้วสั ดยุ ืดออกหรือ มคี วามยาวเพ่มิ ขึ้น กล่าวไดว้ ่า เป็นความเค้นท่เี กดิ จากแรงตึง 1.2 ความเค้นอัด (Compressive stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุ หดสัน้ หรอื มคี วามยาวลดลง กล่าวไดว้ ่า เปน็ ความเค้นทีเ่ กิดจากแรงอัด 2. ความเค้นเฉือน (Shear stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเสียรูปทรงหรือ รปู ร่างบดิ เบอื นไปจากเดมิ กล่าวไดว้ ่า เป็นความเคน้ ท่ีเกิดจากแรงเฉอื น 3. ความเค้นเชิงปริมาตร (Bulk stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเปลี่ยนแปลง ปรมิ าตรไปจากเดมิ แตร่ ูปทรงยงั คงเดมิ สามารถเขยี นสมการสัมพันธ์ได้ ดงั นี้ σ = ������ ������ σ คือ ความเค้นตามยาว มหี นว่ ยเปน็ นวิ ตนั ต่อตารางเมตร (N/m2) หรือพาสคัล (Pa) ������ คอื แรงเค้น มหี น่วยเปน็ นวิ ตัน (N) ������ คอื พนื้ ท่หี น้าตัดของวสั ดุ มหี น่วยเป็น ตารางเมตร (m2)

ความเครยี ด (Strain) เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุที่มีความยืดหยุ่นแล้วทาให้วัสดุเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการ เปลี่ยนแปลงรูปร่างของวสั ดุนั้นอาจเปน็ การเปลี่ยนแปลงความยาว ปริมาตร หรือเกิดการโคง้ งอ หรือบิดเบือน ไปจากเดิมก็ได้ ซึ่งรูปร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปเดิมเป็นผลของความเค้น เรียกว่า ความเครียด (Strain) สามารถกล่าวไดว้ ่า ความเครียดเปน็ ปริมาณทแ่ี ปลผนั ตรงกบั รูปร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปล่ียนแปลง ไปจากเดิม โดยทั่วไปสามารถแบ่งความเครียดตามลักษณะของแรงที่มากระทาได้เป็น 3 ลักษณะเช่นเดียวกับ ความเค้น 1. ความเครยี ดตามยาว (longitudinal strain) แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ไดแ้ ก่ 1.1 ความเครียดตึง (Tensile strain) เปน็ ความเครียดที่เกิดจากความเค้นตึง 1.2 ความเครียดอัด (Compressive strain) เปน็ ความเครียดท่เี กดิ จากความเค้นอดั 2. ความเครียดเฉือน (Shear strain) เปน็ ความเครียดท่เี กดิ จากความเคน้ เฉอื น 3. ความเครยี ดเชงิ ปรมิ าตร (Bulk strain) เปน็ ความเครียดที่เกิดจากความเคน้ เชิงปรมิ าตร สามารถเขียนสมการสัมพันธ์ได้ ดังน้ี ε = Δ������ ������∘ ε คอื ความเครยี ดตามยาว ไมม่ หี นว่ ย Δ������ คือ ความยาวทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป มหี น่วยเปน็ เมตร (m) ������0 คือ ความยาวเดมิ มหี น่วยเป็น เมตร (m) สมรรถนะสาคัญ ความสามารถในการคิด - ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ - ทกั ษะการคิดสังเคราะห์ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ (จิตวทิ ยาศาสตร์) ความใฝ่เรียนรู้และทางานร่วมกบั ผู้อื่นได้อยา่ งสร้างสรรค์ นักเรียนแสดงออกถึงความตั้งใจความเพยี ร พยายามในการเรียนและการทากจิ กรรมต่างๆ แสวงหาความรูจ้ ากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อยเู่ สมอ โดยการเลือกใช้ สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และ นาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ และมีการใช้ทักษะทางสังคม การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ได้แก่ การแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับบุคคลอื่น การยอมรับความคดิ เห็นของผูอ้ ื่น การขอความช่วยเหลือและความร่วมมือจากผู้อื่น เพอ่ื ความรว่ มมอื ในการทางานกลุ่ม

ชิ้นงาน/ภาระงาน ใบงานที่ 3.2 ความเค้นและความเครยี ด กจิ กรรมการเรยี นรู้ วธิ สี อนใชร้ ปู แบบวงจรการเรยี นรู้ 5 ขัน้ ตอน (5E Learning Cycle model) ขั้นที่ 1 ขั้นสรา้ งความสนใจ ( 15 นาที ) 1. ครูทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา เรื่อง สภาพยืดหยุ่นของของแข็ง เพื่อเชื่อมโยงความรู้ในบทเรียนใหม่ ต่อไป 2. ครตู ง้ั คาถามเพอื่ นาเขา้ สกู่ ารทากิจกรรม เรอ่ื ง ความเคน้ และความเครียด ดงั น้ี - ให้นกั เรยี นลองนกึ ถึงแรงท่ีกระทาตอ่ วตั ถุในลักษณะอนื่ ๆ (แนวคาตอบ ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ โดยไม่คาดหวังคาตอบที่ ถูกตอ้ ง) 3. ครูสาธติ การเกิดความเครียดใหน้ ักเรียนดู โดยการยืดยางออก ซึง่ ความเครียดท่ีเกิดจากการยืดยางออก เปน็ ความเครียดตึง 4. ครูใหน้ กั เรยี นร่วมกนั ตอบคาถามและอธบิ ายสิง่ ทเ่ี กิดขน้ึ จากการสาธติ ข้ันที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา ( 45 นาที ) 5. ให้นกั เรยี นแบ่งกลุม่ กลมุ่ ละ 4 - 5 คน และให้ตัวแทนกลุ่มมารบั ใบงาน 6. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ศึกษากจิ กรรมจากใบงานท่ี 3.2 ความเคน้ และความเครยี ด 7. ครชู ้แี จงจดุ ประสงค์และวิธีการปฏิบัติกิจกรรมใหน้ กั เรยี นทราบ 8. นกั เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม และรายงานผล ขั้นท่ี 3 ขน้ั สรา้ งคาอธิบายและลงขอ้ สรปุ ( 35 นาที ) 9. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มส่งตวั แทนออกมานาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหนา้ ชน้ั 10. ครใู ห้นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายเพอ่ื นาไปสู่การสรปุ โดยใชค้ าถามตอ่ ไปน้ี - ความเคน้ สามารถแบง่ ได้เป็นกล่ี กั ษณะ อะไรบ้าง (แนวคาตอบ 3 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ ความเค้นตามยาว ความเค้นเฉอื น ความเค้นเชิงปริมาตร) - แรงที่กระทาต่อวสั ดุแลว้ ส่งผลใหว้ ัสดุยดื ออกหรอื มีความยาวเพิ่มขึ้น เรียกว่าอยา่ งไร (แนวคาตอบ ความเคน้ ตึง (tensile stress)) - ความเค้นเฉอื น (Shear stress) เกิดจากอะไร (แนวคาตอบ เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเสียรูปทรงหรือรูปร่างบิดเบือนไป จากเดิม กลา่ วได้ว่า เปน็ ความเคน้ ที่เกดิ จากแรงเฉือน)

- เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุที่มีความยืดหยุ่นแลว้ ทาให้วัสดุเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการ เปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุนัน้ อาจเป็นการเปลีย่ นแปลงความยาว ปริมาตร หรือเกิดการโค้งงอ หรือบิดเบือน ไปจากเดมิ กไ็ ด้ ซ่งึ รปู รา่ งหรอื ขนาดของวสั ดุทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปเดิมเปน็ ผลของความเค้น เรียกวา่ อย่างไร (แนวคาตอบ ความเครียด (Strain)) - ความเครยี ดตามยาว (longitudinal strain) แบ่งออกเป็นก่ชี นดิ ได้แกอ่ ะไรบ้าง (แนวคาตอบ 2 ชนดิ ความเครียดตึง และความเครียดอัด) 9. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับ เรื่อง ความเค้นและความเครียด ดงั นี้ เมื่อมีแรงภายนอก มากระทาตอ่ วสั ดแุ ล้วทาให้วสั ดุนัน้ เปล่ยี นแปลงรปู ร่างไปจากเดมิ ตามทิศทางของแรงที่มากระทาอตั ราส่วนของ แรงที่กระทาต่อพื้นที่หน้าตัดในแนวตั้งฉากเรียกว่า ความเค้น (Stress) สามารถกล่าวได้ว่า ความเค้นเป็น ปริมาณที่แปลผันตรงกับแรงที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปรา่ งของวัสดุ โดยทั่วไปสามารถแบ่งความเค้นตาม ลกั ษณะของแรงทม่ี ากระทาได้เป็น 3 ลกั ษณะดงั นี้ 1. ความเค้นตามยาว (Longitudinal stress) แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ได้แก่ 1.1 ความเคน้ ตึง (Tensile stress) เกดิ จากแรงที่กระทาต่อวสั ดุแล้วส่งผลให้วสั ดยุ ืดออกหรือ มคี วามยาวเพ่มิ ขึน้ กล่าวไดว้ ่า เป็นความเค้นท่เี กิดจากแรงตงึ 1.2 ความเค้นอัด (Compressive stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุ หดสน้ั หรอื มคี วามยาวลดลง กลา่ วไดว้ ่า เป็นความเคน้ ทเ่ี กดิ จากแรงอัด 2. ความเค้นเฉือน (Shear stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเสียรูปทรงหรือ รปู ร่างบิดเบอื นไปจากเดิม กลา่ วได้วา่ เปน็ ความเคน้ ที่เกดิ จากแรงเฉือน 3. ความเค้นเชิงปริมาตร (Bulk stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเปลี่ยนแปลง ปริมาตรไปจากเดมิ แตร่ ปู ทรงยังคงเดมิ สามารถเขยี นสมการสัมพนั ธไ์ ด้ ดังนี้ σ = ������ ������ เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุที่มีความยืดหยุ่นแล้วทาให้วัสดุเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการ เปลี่ยนแปลงรูปรา่ งของวัสดุนัน้ อาจเปน็ การเปลี่ยนแปลงความยาว ปริมาตร หรือเกิดการโคง้ งอ หรือบิดเบือน ไปจากเดิมก็ได้ ซึ่งรูปร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปเดิมเป็นผลของความเค้น เรียกว่า ความเครียด (Strain) สามารถกลา่ วได้ว่า ความเครยี ดเปน็ ปริมาณท่ีแปลผันตรงกับรปู ร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม โดยทั่วไปสามารถแบ่งความเครียดตามลักษณะของแรงที่มากระทาได้เป็น 3 ลักษณะเช่นเดียวกับ ความเค้น

1. ความเครียดตามยาว (longitudinal strain) แบง่ ออกเปน็ 2 ชนิด ได้แก่ 1.1 ความเครียดตึง (Tensile strain) เปน็ ความเครยี ดที่เกดิ จากความเคน้ ตงึ 1.2 ความเครียดอัด (Compressive strain) เปน็ ความเครยี ดที่เกดิ จากความเค้นอดั 2. ความเครยี ดเฉือน (Shear strain) เป็นความเครยี ดทีเ่ กิดจากความเค้นเฉอื น 3. ความเครยี ดเชิงปรมิ าตร (Bulk strain) เปน็ ความเครียดที่เกิดจากความเค้นเชิงปริมาตร สามารถเขียนสมการสัมพนั ธไ์ ด้ ดงั น้ี ε= Δ������ ������∘ ขั้นท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ ( 10 นาที ) 10. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงดึงในเส้นลวด ดังนี้ แรงดึงในเส้นลวดเป็นแรงชนิดเดียวกับแรงดึงใน เส้นเชือก (Tension force) ซึ่งก็คือ แรงที่เกิดขึ้นในเส้นเชือกหรือเส้นลวดที่ถูกดึง โดยที่ในเส้นเชือกหรือเส้น ลวดเดยี วกนั ยอ่ มมีแรงดงึ เท่ากันทกุ จุด และเมือ่ วตั ถถุ ูกผกู ตดิ กับเชือกหรือเสน้ ลวด แรงดงึ ในเสน้ เชือกที่กระทา ต่อวัตถุใดๆ จะมีทิศพุ่งออกจากวัตถุในแนวเดียวกับเส้นเชือกหรือเส้นลวด กล่าวได้ว่า แรงดึงในเส้นเชือกเป็น ปริมาณเวกเตอรซ์ ึ่งบอกทัง้ ขนาดและทศิ ทาง นิยมเขยี นสัญลกั ษณ์ T ขนั้ ที่ 5 ประเมินผล ( 15 นาที ) 11. ครูสังเกตและประเมนิ พฤติกรรมของนกั เรยี นในขณะที่ให้นกั เรียนปฏบิ ตั กิ ิจกรรมและการนาเสนอผล การปฏิบัติกจิ กรรม วัสดุ/อปุ กรณ์ สอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ 1. หนงั สือเรยี นฟสิ กิ ส์ ม.6 เลม่ 1 สงั กดั อจท. 2. หนังสอื เรยี นฟสิ ิกส์ ม.6 เล่ม 5 สังกดั สสวท. 3. หนงั สอื สรุปฟสิ กิ ส์ มธั ยมปลาย สังกดั Dream&Passion 4. PowerPoint เร่อื ง สภาพยดื หยนุ่ ของของแข็ง 5. ห้องเรยี น 6. ห้องสมดุ 7. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ 8. ใบงานท่ี 3.2 ความเค้นและความเครียด 9. ยางรัดของ

การวัดผลและประเมนิ ผล จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธวี ัด เคร่อื งมือ เกณฑก์ ารประเมิน 1.นักเรียนอธิบายความเค้น ตรวจใบงาน ใบงานที่ 3.2 ความเค้น ได้ระดับคุณภาพดี และความเครียดได้ (K) และความเครยี ด จึงผา่ นเกณฑ์ 2.นักเรียนสืบค้นข้อมูลของ สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการปฏิบัติ ได้ระดับคุณภาพดี ความเค้นและความเครียดได้ ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม กจิ กรรมการสืบค้น จงึ ผา่ นเกณฑ์ (P) 3. ทางานร่วมกับผูอ้ ื่นได้อยา่ ง สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการทางาน ได้ระดับคุณภาพดี สร้างสรรค์ (A) ทางานร่วมกับผู้อื่นได้ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง จงึ ผ่านเกณฑ์ อย่างสร้างสรรค์ สร้างสรรค์ 4. คุณลักษณะด้านความใฝ่ สังเกตพฤตกิ รรม แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ค ุ ณ - ได้ระดับคุณภาพดี เรียนรู้ ลักษณะอันพึงประสงค์ จึงผา่ นเกณฑ์ ดา้ นใฝ่เรียนรู้ ความคดิ เหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชอื่ ................................................................ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา (…………………….………….……….………………………….) ........./........................./.........

การประเมินด้านความรู้ (K) เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนใบงาน ประเดน็ การประเมนิ คะแนน 4321 เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุแล้วทาให้ ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงาน มี ค ว า ม วัสดุนั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิมตาม กับประเด็นการ กับประเด็นการ กับประเด็นการ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ทิศทางของแรงที่มากระทาอัตราส่วนของแรงที่ ประเมิน เนื้อหา ประเมินส่วนใหญ่ ประเมิน เนื้อหา ป ร ะ เ ด ็ น ก า ร กระทาต่อพื้นที่หน้าตัดในแนวตั้งฉากเรียกว่า ความเค้น (Stress) สามารถแบ่งความเค้นตาม สาระของผลงาน เนื้อหาสาระของ สาระของผลงาน ประเมินเนื้อหา ลักษณะของแรงที่มากระทาได้เป็น 3 ลักษณะ ถกู ตอ้ งครบถว้ น ผลงานถูกต้องแต่ ถูกต้องเป็นบาง สาระแค่บางส่วน ยังมีข้อบกพร่อง ป ร ะ เ ด ็ น แ ต่ และมีข้อบกพร่อง ดงั นี้ 1) ความเคน้ ตามยาว แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ ได้แก่ ความเค้นตึง และความเค้นอัด 2) ความ เล็กน้อย ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง มาก เค้นเฉือน 3) ความเค้นเชิงปริมาตร เมื่อมีแรง บางสว่ น ภายนอกมากระทาต่อวัสดุทมี่ ีความยืดหยุ่นแล้ว ท าให้วัสดุเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการ เปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุนั้นอาจเป็นการ เปลี่ยนแปลงความยาว ปริมาตร หรือเกิดการ โค้งงอ หรือบิดเบือนไปจากเดิมก็ได้ ซึ่งรูปร่าง หรือขนาดของวัสดุที่เปล่ียนแปลงไปเดิมเป็นผล ของความเค้น เรียกว่า ความเครียด (Strain) สามารถแบ่งความเครียดตามลักษณะของแรง ที่มากระทาได้เป็น 3 ลักษณะ 1) ความเครียด ตามยาว แบ่งออกเป็น 2 ช นิด ได้แก่ ความเครียดตึงและความเครียดอัด 2) ความเครยี ดเฉอื น 3) ความเครียดเชิงปริมาตร เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ ดีมาก 4 อยู่ในระดับ ดี 3 อยใู่ นระดบั พอใช้ 2 อย่ใู นระดบั ปรบั ปรงุ 1 อย่ใู นระดบั

การประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) เกณฑก์ ารประเมนิ การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการสบื คน้ ประเดน็ การประเมนิ 3 ระดับคะแนน 1 2 1.การวางแผน การแบ่ง วางแผนงานล่วงหน้า ไม่มีการวางแผนงาน ไม่มีการวางแผนงาน หนา้ ท่ีกันทางาน และแบ่งหน้าที่งานให้ ล่วงหน้า แตส่ ามารถแบ่ง ล่วงหนา้ แตส่ ามารถแบ่ง ชัดเจนเพื่อให้การสืบค้น หน้าที่งานได้เพื่อให้การ หน้าที่งานได้เพื่อให้การ ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และครอบคลุม สืบค้นได้ข้อมูลที่ ถูกต้อง สืบค้นได้ข้อมูลที่ ถูกต้อง ประเดน็ สาคัญ และตรงประเด็นมาก บางส่วน และตรง ที่สดุ ประเด็นบา้ งเล็กนอ้ ย 2.ส ื บ ค ้ น จ า ก แ ห ล ่ ง ท่ี ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือ ใช้แหล่งข้อมูลที่ไม่ เหมาะสม และหลากหลาย ได้ มีความถูกต้อง และ ไ ด ้ เ ป ็ น ส ่ ว น ใ ห ญ ่ มี น่าเชื่อถือ แต่เนื้อหายังมี ได้ข้อมูลที่น่าสนใจใน ความถูกต้องบ้าง และ ความถูกต้องเล็กน้อย หลากหลายมมุ มอง ข้อมูลมีความน่าสนใจ แ ล ะ ข ้ อ ม ู ล ม ี ค ว า ม เลก็ นอ้ ย นา่ สนใจแตเ่ ปน็ ส่วนน้อย 3.การรวบรวมข้อมูล การ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ รวมรวบข้อมูล วิเคราะห์ วิเคราะห์ และสรุป และสรุปได้ถูกต้อง และ และสรุปได้ถูกต้องเป็น แ ล ะ ส ร ุ ป ไ ด ้ ถ ู ก ต ้ อ ง สอดคล้องกับประเด็น ส่วนใหญ่ และสอดคล้อง เล็กน้อย และสอดคล้อง สาคญั กับประเดน็ สาคญั กับประเด็นสาคัญบ้าง บางส่วน 4.งานสาเร็จทันเวลาและมี งานส าเร็จลุล่วงได้ใน งานส าเร็จได้ มีความ งานส าเร็จได้แต่ไม่ คุณภาพ เว ลาที่ก าหน ด และ ล่าช้าเล็กน้อย แต่ยังมี ทันเวลาที่ก าหนด มี ถูกต้อง ครอบคลุม และ ความถูกต้อง ครอบคลุม ความถูกต้อง ครอบคลุม สอดคล้องกับประเด็น แ ล ะ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ สอดคล้องกับประเด็น ส า ค ั ญ ท า ใ ห ้ ง า น มี ประเด็นสาคัญถือว่างาน สาคัญบ้างเล็กน้อย และ คุณภาพ มคี ณุ ภาพ มขี ้อบกพรอ่ งบางสว่ น

เกณฑก์ ารตัดสนิ คณุ ภาพ ดีมาก 9 – 12 อยู่ในระดับ ดี 5 – 8 อยู่ในระดบั พอใช้ 1 – 4 อยใู่ นระดบั

การประเมินดา้ นเจตคติ (A) เกณฑ์การประเมนิ การทางานรว่ มกับผู้อน่ื อยา่ งสร้างสรรค์ ประเดน็ การประเมิน 3 คะแนน 1 2 1. การมสี ว่ นรว่ ม สมาชิกกลุ่มทุกคนมีส่วน สมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่มี สมาชิกกลุ่มให้ความ ร่วมในการปฏิบัติงาน ส่วนร่วมในการปฏิบัติ ร่วมมอื ในการปฏิบัติงาน กลมุ่ งานกล่มุ กล่มุ เปน็ สว่ นนอ้ ย 2. การว างแผนในกา ร มีการวางแผนและแบ่ง มีการวางแผนในการ ไม่มีการวางแผนในการ ทางาน หน้าที่ในการทางานของ ทางาน แต่ไม่มีการแบ่ง ทางาน และสมาชิกทุก สมาชกิ ครบทุกคน หน้าท่ีให้สมาชิกทกุ คน คนมีหน้าที่ในการท า งานทีไ่ ม่ชัดเจน 3. ร่วมคิดแก้ไขปัญหาใน มีการระดมความคิดใน มีการระดมความคิดแต่ ไม่มีการระดมความคิด ระหวา่ งการทางานกลมุ่ การแก้ไขปัญหาและรับ รับฟังความคิดเห็นไม่ สมาชิกแก้ไขปัญหาเป็น ฟังความคิดเห็นของทุก ครบทุกคน หรือบางคน สว่ นนอ้ ย คน ไมอ่ อกความคิดเหน็ เกณฑ์การให้คะแนน ดมี าก 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถึง พอใช้ 1 หมายถงึ เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ดมี าก 7 - 9 อยใู่ นระดบั ดี 4 - 6 อย่ใู นระดับ พอใช้ 1 - 3 อยู่ในระดับ

การประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ดา้ นใฝ่เรยี นรู้ แบบประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ดา้ นใฝ่เรียนรู้ ตัวชี้วัดและพฤติกรรมบ่งช้ี ตัวชวี้ ัด พฤติกรรมบ่งชี้ 4.1 ตั้งใจ เพียรพยายามในการเรียน และ 4.1.1 ตง้ั ใจเรยี น เข้ารว่ มกจิ กรรมการเรียนรู้ 4.1.2 เอาใจใสแ่ ละมีความเพียรพยายามในการเรียนรู้ 4.1.3 สนใจเข้ารว่ มกิจกรรมการเรียนรูต้ า่ งๆ 4.2 แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ 4.2.1 ศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ ส่ือ ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน ด้วยการ เทคโนโลยีต่างๆ แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และ เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ เลอื กใช้ส่ือไดอ้ ยา่ งเหมาะสม วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยน 4.2.2 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบจากสิ่งท่ีเรียนรู้ สรุปเป็นองค์ เรียนรู้ และนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวันได้ ความรู้ 4.2.3 แลกเปล่ียนเรยี นร้ดู ้วยวิธกี ารต่างๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน เกณฑ์การให้คะแนน (ใช้ขอ้ มูลจากการสังเกตตามสภาพจริงของครูผูส้ อน) พฤตกิ รรมบ่งชี้ 321 ตามข้อ 4.1 – 4.2 เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจเรียน เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจ เข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจ เอาใจใส่ในการเรียน และมี เรียน เอาใจใส่ในการเรียน เรียน เอาใจใส่ในการเรียน ส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ และเข้าร่วมกิจกรรมการ และเข้าร่วมกิจกรรมการ ต่างๆ ท้งั ภายในและภายนอก เรียนรูต้ ่างๆ บ่อยคร้ัง เรียนรูต้ า่ งๆ เปน็ บางครัง้ โรงเรยี นเปน็ ประจา ระดับเกณฑ์การตดั สินคุณภาพ 3 อยู่ในระดบั ดเี ยยี่ ม 2 อยูใ่ นระดับ ดี 1 อยู่ในระดับ ผ่าน 0 อยใู่ นระดบั ไม่ผ่าน หมายเหตุ นกั เรยี นสามารถทางานได้ 2 คะแนนขึ้นไปจงึ จะผา่ นเกณฑ์

การประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) แบบประเมนิ การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการสืบคน้ รายช่อื สมาชิก…………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… คาชแ้ี จง: ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหว่างเรียน แล้วขีด ลงในช่องทีต่ รงกับระดบั คะแนน ประเด็นการประเมิน ระดบั คะแนน 3 21 1.การวางแผน การแบ่งหน้าที่กัน ทางาน 2.สืบค้นจากแหล่งที่เหมาะสม และ หลากหลาย 3.การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ และสรุป 4.งานสาเรจ็ ทนั เวลาและมีคุณภาพ รวมคะแนน ผลการประเมนิ อย่ใู นระดับ เกณฑ์การให้คะแนน 3 หมายถงึ ดมี าก 2 หมายถงึ ดี 1 หมายถึง พอใช้ เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ 9 – 12 อยู่ในระดบั ดมี าก 5 – 8 อยู่ในระดับ ดี 1 – 4 อยู่ในระดับ พอใช้

การประเมินดา้ นเจตคติ (A) แบบประเมินการทางานรว่ มกบั ผอู้ ่นื อยา่ งสร้างสรรค์ กล่มุ ท…่ี ………. รายชือ่ สมาชิก…………………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ประเดน็ การประเมนิ ระดับคะแนน 3 21 1. การมีสว่ นรว่ ม 2. การวางแผนในการทางาน 3. ร่วมคิดแก้ไขปัญหาในระหวา่ งการทางานกลุ่ม รวมคะแนน ผลการประเมนิ อยใู่ นระดบั เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดมี าก 3 หมายถงึ ดี 2 หมายถงึ พอใช้ 1 หมายถงึ เกณฑก์ ารตดั สนิ คุณภาพ ดีมาก 7 - 9 อยูใ่ นระดับ ดี 4 - 6 อยใู่ นระดับ พอใช้ 1 - 3 อยใู่ นระดับ

การประเมนิ ดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (ใฝ่เรียนรู้) นกั เรยี นระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/1 คาชแ้ี จง: ใหผ้ ูส้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียน แลว้ ขีด ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั คะแนน ลาดบั ชอื่ - นามสกลุ คะแนน 1 ท่ี 32 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23

เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพ ดเี ยย่ี ม 3 อยู่ในระดับ ดี 2 อยใู่ นระดับ ผ่าน 1 อยใู่ นระดบั ไมผ่ า่ น 0 อยูใ่ นระดบั หมายเหตุ นกั เรยี นสามารถทางานได้ 2 คะแนนขึ้นไปจงึ จะผ่านเกณฑ์

บนั ทกึ หลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ผลการจัดกจิ กรรม ตารางท่ี 1 ผลการประเมินด้านความรู้ (K) ลาดบั ที่ ระดบั ช้นั จานวน ดมี าก (4) สรปุ ผลการประเมนิ รวม นกั เรยี น รวม ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรงุ (1) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 3 ม.6/4 4 ม.6/5 ตารางท่ี 2 ผลการประเมนิ ด้านทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (P) ลาดับท่ี ระดบั ช้ัน จานวน สรปุ ผลการประเมนิ รวม นกั เรียน ดมี าก (9 – 12) ดี (5 – 8) พอใช้ (1 – 4) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 รวม 3 ม.6/4 4 ม.6/5

บันทึกหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการจดั กิจกรรม ตารางที่ 3 ผลการประเมินด้านเจตคติ (A) ลาดบั ที่ ระดับชั้น จานวน สรปุ ผลการประเมิน รวม นักเรียน ดมี าก (7 - 9) ดี (4 - 6) พอใช้ (1 - 3) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 รวม 3 ม.6/4 4 ม.6/5 ตารางที่ 4 ผลการประเมนิ ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ลาดบั ที่ ระดับชั้น จานวน ดีมาก (3) สรปุ ผลการประเมนิ ไมผ่ า่ น (0) รวม นักเรียน รวม ดี (2) ผ่าน (1) 1 ม.6/1 2 ม.6/3 3 ม.6/4 4 ม.6/5

บันทกึ หลังการสอน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ผลการสอน ด้านความร.ู้ ................................................................................................................. ....................................... ........................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................... ดา้ นทกั ษะ.................................................................................................................... ....................................... ............................................................................................................................................................. ............... ............................................................................................................................................................................ ด้านเจตคติ................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................................................. ............... ............................................................................................................................................................................ ดา้ นสมรรถนะ.................................................................................................................. ................................... ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์............................................................................................................. ............... ปัญหา/อปุ สรรค................................................................................................................ .................................. ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................................ แนวทางการแก้ไข..................................................................... ........................................................................... ............................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................................................................ หมายเหต.ุ .................................................................................................................... ........................................ ………………………………………………………………………………………………………………………………………....................... ลงช่ือ..........................................................ผ้สู อน (.............................................................) ........./........................./.........

ใบงานที่ 3.2 ความเคน้ และความเครยี ด จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นักเรยี นอธบิ ายความเคน้ และความเครียดได้ (K) 2. นักเรียนสืบค้นข้อมลู ของความเค้นและความเครียดได้ (P) 3. ความใฝ่เรยี นรู้และทางานรว่ มกับผอู้ ่นื ได้อย่างสร้างสรรค์ (A) คาชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นสืบค้นขอ้ มูลเกย่ี วกับความเค้นและความเครียด และตอบคาถามดงั ตอ่ ไปนีใ้ ห้ถูกต้อง 1. ใหน้ ักเรียนอธบิ ายลักษณะของความเค้นให้ถูกต้อง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2. ความเค้นแบ่งได้เป็นกลี่ กั ษณะ อะไรบา้ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. ความเคน้ เฉือนคืออะไร จงอธิบาย ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. ความเคน้ ตามยาวแบง่ ไดเ้ ป็นก่ีชนดิ อะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 5. ความเค้นเชงิ ปรมิ าตรคืออะไร จงอธิบาย ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

6. จงเขยี นสมการแสดงความสมั พนั ธข์ องความเค้นและอธบิ ายความหมายของตัวแปรต่างๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 7. ใหน้ กั เรยี นอธิบายลักษณะของความเครียดให้ถูกตอ้ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 8. ความเครยี ดแบ่งเปน็ กล่ี ักษณะ อะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 9. ความเครียดท่ีเกิดจากความเค้นเชิงปริมาตร เรียกวา่ อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 10. ใหน้ ักเรยี นสรปุ สาระสาคัญของความเค้นและความเครยี ด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 22 กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว30205 รายวิชา ฟสิ กิ ส์ 5 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 3 ชอื่ หนว่ ยการเรียนรู้ สภาพยดื หยนุ่ เร่ือง การคานวณปรมิ าณที่เกี่ยวขอ้ งกบั ความเค้นและความเครยี ด วนั ท…่ี …….เดือน……………พ.ศ……………… เวลา……………………น. จานวน 1 ชว่ั โมง ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ผสู้ อน นางสาวไขม่ ุก สุพร สาระฟิสิกส์ 4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยืดหยุ่นของ วัสดุและมอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุงและหลักของอาร์คิมีดีส ความตึงผิวและแรงหนืดของ ของเหลว ของไหลอุดมคติละสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติ และพลังงานในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรง นวิ เคลยี ร์ ปฏิกิรยิ านวิ เคลยี ร์ พลงั งานนิวเคลยี ร์ ฟสิ กิ สอ์ นภุ าค รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรยี นรู้ อธบิ ายสภาพยืดหย่นุ และลกั ษณะการยดื และหดตวั ของวสั ดุท่ีเปน็ แท่ง เมอ่ื ถกู กระทาดว้ ยแรงค่าต่างๆ รวมทั้งทดลอง อธิบายและคานวณความเค้นตามยาว ความเครียดตามยาวและมอดุลัสของยัง และนาความรู้ เร่อื ง สภาพยดื หยุน่ ไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. นกั เรียนอธิบายความหมายของตวั แปรในสมการความสมั พนั ธ์ความเค้นและความเครียดได้ (K) 2. นักเรียนคานวณปรมิ าณท่ีเกยี่ วข้องกับความเค้นและความเครยี ดได้ (P) 3. มคี วามใฝเ่ รยี นรู้และอยากรอู้ ยากเห็น (A) สาระการเรียนรู้ สมบัติที่วัสดุเปลี่ยนรูปและกลับสู่รูปเดิม เมื่อหยุดออกแรงกระทา เรียกว่า สภาพยืดหยุ่น ถ้ายังออก แรงต่อไป วสั ดุจะขาดหรือเสียรูปอย่างถาวรในกรณีท่ีวัตถุมีการเปล่ียนแปลงความยาว ถ้าออกแรงกระทาต่อเส้น ลวดไม่เกินขีดจากัดการแปรผันตรง ความยาวที่เพิ่มขึ้นของเส้นลวดแปรผันตรงกับขนาดของแรงดึง ทาให้ ความเครียดตามยาวที่เกิดขึ้นแปรผันตรงกับความเค้นตามยาว โดยความเค้นตามยาว คานวณได้จากสมการ ������ = ������ ส่วนความเครยี ดตามยาว คานวณได้จากสมการ ������ = Δ������ ������ ������0

สาระสาคัญ ความเคน้ (Stress) เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุแล้วทาให้วัสดุนั้นเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิมตามทิศทางของ แรงที่มากระทาอัตราส่วนของแรงที่กระทาต่อพื้นที่หน้าตัดในแนวตัง้ ฉากเรียกว่า ความเค้น (Stress) สามารถ กล่าวได้ว่า ความเค้นเป็นปริมาณที่แปลผันตรงกับแรงที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุ โดยทั่วไป สามารถแบ่งความเคน้ ตามลักษณะของแรงที่มากระทาไดเ้ ปน็ 3 ลักษณะดงั น้ี 1. ความเค้นตามยาว (Longitudinal stress) แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ได้แก่ 1.1 ความเคน้ ตงึ (Tensile stress) เกดิ จากแรงทกี่ ระทาต่อวสั ดุแลว้ ส่งผลให้วสั ดยุ ืดออกหรือ มคี วามยาวเพ่มิ ขึ้น กล่าวไดว้ ่า เป็นความเค้นท่เี กดิ จากแรงตึง 1.2 ความเค้นอัด (Compressive stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุ หดสัน้ หรอื มคี วามยาวลดลง กล่าวไดว้ ่า เปน็ ความเค้นทีเ่ กิดจากแรงอัด 2. ความเค้นเฉือน (Shear stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเสียรูปทรงหรือ รปู ร่างบดิ เบอื นไปจากเดมิ กล่าวไดว้ ่า เป็นความเคน้ ท่ีเกิดจากแรงเฉอื น 3. ความเค้นเชิงปริมาตร (Bulk stress) เกิดจากแรงที่กระทาต่อวัสดุแล้วส่งผลให้วัสดุเปลี่ยนแปลง ปรมิ าตรไปจากเดมิ แตร่ ูปทรงยงั คงเดมิ สามารถเขยี นสมการสัมพันธ์ได้ ดงั นี้ σ = ������ ������ σ คือ ความเค้นตามยาว มหี นว่ ยเปน็ นวิ ตนั ต่อตารางเมตร (N/m2) หรือพาสคัล (Pa) ������ คอื แรงเค้น มหี น่วยเปน็ นวิ ตัน (N) ������ คอื พนื้ ท่หี น้าตัดของวสั ดุ มหี น่วยเป็น ตารางเมตร (m2)

ความเครยี ด (Strain) เมื่อมีแรงภายนอกมากระทาต่อวัสดุที่มีความยืดหยุ่นแล้วทาให้วัสดุเปลี่ยนแปลงรูปร่างโดยการ เปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุนัน้ อาจเปน็ การเปลี่ยนแปลงความยาว ปริมาตร หรือเกิดการโค้งงอ หรือบิดเบือน ไปจากเดิมก็ได้ ซึ่งรูปร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปลี่ยนแปลงไปเดิมเป็นผลของความเค้น เรียกว่า ความเครียด (Strain) สามารถกลา่ วได้ว่า ความเครยี ดเปน็ ปริมาณทแ่ี ปลผนั ตรงกบั รปู ร่างหรือขนาดของวัสดุที่เปล่ียนแปลง ไปจากเดิม โดยทั่วไปสามารถแบ่งความเครียดตามลักษณะของแรงที่มากระทาได้เป็น 3 ลักษณะเช่นเดียวกับ ความเคน้ 1. ความเครยี ดตามยาว (longitudinal strain) แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ 1.1 ความเครียดตงึ (Tensile strain) เป็นความเครยี ดทเ่ี กดิ จากความเค้นตึง 1.2 ความเครยี ดอดั (Compressive strain) เป็นความเครียดทเี่ กิดจากความเคน้ อัด 2. ความเครียดเฉอื น (Shear strain) เป็นความเครียดทเ่ี กดิ จากความเคน้ เฉอื น 3. ความเครียดเชิงปริมาตร (Bulk strain) เปน็ ความเครียดทเี่ กิดจากความเคน้ เชิงปรมิ าตร สามารถเขียนสมการสัมพันธ์ได้ ดงั น้ี ε = Δ������ ������∘ ε คือ ความเครยี ดตามยาว ไม่มหี น่วย Δ������ คือ ความยาวทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป มหี นว่ ยเป็น เมตร (m) ������0 คือ ความยาวเดิม มีหน่วยเป็น เมตร (m) สมรรถนะสาคญั ความสามารถในการคดิ - ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ - ทกั ษะการคดิ สงั เคราะห์ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (จิตวทิ ยาศาสตร์) ความใฝ่เรียนรู้และมีความอยากรู้อยากเห็น นักเรียนแสดงออกถึงความตั้งใจความต้องการที่จะรู้และ เสาะแสวงหาความรูเ้ ก่ยี วกับสิง่ ต่างๆ ทสี นใจหรือต้องการคน้ พบส่ิงใหม่ แสดงออกไดโ้ ดยการถามคาถาม หรอื มี ความสงสัยในสิ่งที่สนใจอยากรู้ มีความกระตือรือร้นในการเสาะแสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่สนใจ เพียรพยายามในการเรียนและการทากิจกรรมต่างๆ แสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ อยู่เสมอ โดยการ เลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเรยี นรู้ ถ่ายทอด เผยแพร่ และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวันได้

ชิ้นงาน/ภาระงาน ใบงานท่ี 3.3 การคานวณปริมาณท่เี ก่ียวข้องกับความเคน้ และความเครยี ด กิจกรรมการเรียนรู้ วิธสี อนใชร้ ปู แบบวงจรการเรียนรู้ 5 ข้ันตอน (5E Learning Cycle model) ขั้นท่ี 1 ขั้นสร้างความสนใจ ( 5 นาที ) 1. ครูทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา เรื่อง ความเค้นและความเครียด เพื่อเชื่อมโยงความรู้ในบทเรียนใหม่ ตอ่ ไป 2. ครูตั้งคาถามเพื่อนาเข้าสู่การทากิจกรรม เรื่อง การคานวณปริมาณที่เกี่ยวข้องกับความเค้นและ ความเครยี ด ดงั น้ี - หากตอ้ งการคานวณหาค่าของความเคน้ และความเครียดจะหาไดจ้ ากสมการใด (แนวคาตอบ ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ โดยไม่คาดหวังคาตอบท่ี ถูกตอ้ ง) ขนั้ ที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา ( 25 นาที ) 3. ครูชี้แจงจุดประสงค์และวิธีการปฏิบัติกิจกรรมให้นักเรียนทราบ ตามรายละเอียดในใบงานที่ 3.3 การคานวณปริมาณท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ความเคน้ และความเครยี ด 4. ให้นักเรียนแต่ละคนออกมารบั ใบงาน และศกึ ษารายละเอียดก่อนปฏบิ ัตกิ ิจกรรม 5. นักเรียนลงมือปฏบิ ตั ิกิจกรรม และรายงานผล ข้ันท่ี 3 ข้ันสรา้ งคาอธบิ ายและลงขอ้ สรุป ( 15 นาที ) 6. นักเรียนแต่ละกลุ่มสง่ ตัวแทนออกมานาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหนา้ ชน้ั 7. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ เรื่อง การคานวณปริมาณที่เกี่ยวข้องกับความเค้นและ ความเครยี ด ดังน้ี สามารถเขยี นสมการสมั พนั ธข์ องความเคน้ ได้ ดงั น้ี σ = ������ ������ σ คอื ความเค้นตามยาว มหี นว่ ยเปน็ นิวตนั ต่อตารางเมตร (N/m2) หรอื พาสคลั (Pa) ������ คือ แรงเคน้ มหี นว่ ยเป็น นวิ ตนั (N) ������ คือ พน้ื ทีห่ นา้ ตดั ของวัสดุ มีหน่วยเปน็ ตารางเมตร (m2) และเขยี นสมการสัมพันธ์ของความเครยี ดได้ ดงั น้ี ε = Δ������ ������∘ ε คือ ความเครียดตามยาว ไมม่ ีหน่วย Δ������ คือ ความยาวที่เปลย่ี นแปลงไป มหี น่วยเปน็ เมตร (m) ������0 คือ ความยาวเดิม มหี น่วยเปน็ เมตร (m)

ข้ันที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ ( 10 นาที ) 8. ครูให้นักเรียนฝึกทาโจทย์การคานวณเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มทักษะการคานวณให้กับนักเรียนเพื่อความ แม่นยาในการทาแบบฝกึ หดั และทาขอ้ สอบต่อไป ขนั้ ที่ 5 ประเมินผล ( 5 นาที ) 9. ครสู ังเกตและประเมินพฤติกรรมของนักเรียนในขณะท่ีให้นักเรยี นปฏิบัตกิ ิจกรรมและการนาเสนอผล การปฏิบัตกิ จิ กรรม วสั ด/ุ อุปกรณ์ สอ่ื และแหลง่ เรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรยี นฟิสิกส์ ม.6 เลม่ 1 สงั กดั อจท. 2. หนังสอื เรียนฟิสกิ ส์ ม.6 เลม่ 5 สังกัด สสวท. 3. หนังสอื สรปุ ฟสิ ิกส์ มัธยมปลาย สงั กัด Dream&Passion 4. PowerPoint เรอ่ื ง สภาพยืดหยุ่นของของแขง็ 5. หอ้ งเรียน 6. หอ้ งสมุด 7. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ 8. ใบงานท่ี 3.3 การคานวณปรมิ าณที่เกยี่ วขอ้ งกับความเคน้ และความเครยี ด

การวัดผลและประเมินผล จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธวี ดั เครื่องมอื เกณฑก์ ารประเมิน 1.นักเรียนอธิบายความหมาย ตรวจใบงาน ใบงานที่ 3.3 การคานวณ ได้ระดับคุณภาพดี ของตัวแปรในสมการความ ปริมาณที่เกี่ยวข้องกับ จึงผา่ นเกณฑ์ สัมพันธ์ความเค้นและความ ความเค้นและความ เครยี ดได้ (K) เครียด 2.นักเรียนคานวณปริมาณท่ี สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการปฏิบัติ ได้ระดับคุณภาพดี เกี่ยวข้องกับความเค้นและ ปฏิบตั กิ ิจกรรม กิจกรรมการคานวณ จงึ ผา่ นเกณฑ์ ความเครียดได้ (P) 3. มีความอยากรู้อยากเห็น สังเกตและประเมินการ แบบประเมินการมีความ ได้ระดับคุณภาพดี (A) มีความอยากรู้อยาก อยากรอู้ ยากเห็น จึงผ่านเกณฑ์ เห็น 4. คุณลักษณะด้านความใฝ่ สังเกตพฤตกิ รรม แ บ บ ป ร ะ เ ม ิ น ค ุ ณ - ได้ระดับคุณภาพดี เรียนรู้ ลักษณะอันพึงประสงค์ จงึ ผ่านเกณฑ์ ดา้ นใฝ่เรียนรู้ ความคิดเห็นของผบู้ ริหารสถานศึกษา ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ลงชอ่ื ................................................................ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา (…………………….………….……….………………………….) ........./........................./.........

การประเมนิ ดา้ นความรู้ (K) เกณฑ์การใหค้ ะแนนใบงาน ประเดน็ การประเมนิ 4 คะแนน 1 32 สามารถเขียนสมการสัมพันธ์ ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงานสอดคล้อง ผลงาน มี ค ว า ม ข อ ง ค ว า ม เ ค ้ น ไ ด ้ ด ั ง น้ี กับประเด็น การ กับประเด็นการ กับประเด็นการ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ σ = ������ แ ล ะ เ ข ี ย น ส มการ ประเมิน เนื้อหา ประเมินส่วนใหญ่ ประเมิน เนื้อหา ประเด็นการ ������ สัมพันธ์ของความเครียดได้ สาระของผลงาน เนื้อหาสาระของ สาระของผลงาน ประเมินเนื้อหา ดงั นี้ ε = Δ������ ������∘ ถูกตอ้ งครบถ้วน ผลงานถูกต้องแต่ ถูกต้องเป็นบาง สาระแค่บางส่วน ยังมีข้อบกพร่อง ป ร ะ เ ด ็ น แ ต่ และมีข้อบกพร่อง เลก็ นอ้ ย ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง มาก บางส่วน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ ดีมาก 4 อยูใ่ นระดับ ดี 3 อยู่ในระดบั พอใช้ 2 อยู่ในระดับ ปรับปรุง 1 อยใู่ นระดับ

การประเมนิ ดา้ นทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (P) เกณฑ์การประเมินการปฏบิ ตั ิกิจกรรมการคานวณ ประเด็นการประเมนิ 3 ระดับคะแนน 1 2 1.การว ิเคราะห์โ จทย์ บอกส่งิ ท่ีโจทยใ์ ห้มา และ บอกสงิ่ ทโี่ จทยใ์ ห้มา และ บอกสิ่งท่ีโจทยใ์ หม้ า และ ปญั หา สิ่งที่โจทย์ต้องการได้ สิ่งที่โจทย์ต้องการได้ สิ่งที่โจทย์ต้องการได้ อย่างถูก และเขียน และเขียนสมการการ และเขียนสมการการ สมการการคานวณของ โจทย์ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ค านวณของโจทย์ได้ คานวณของโจทยไ์ ด้ อยา่ งถูกตอ้ ง 2.เลือกสูตรที่เหมาะสม เลือกสูตรการคานวณที่ เลือกสูตรการคานวณที่ เลือกสูตรการคานวณท่ี และสมั พันธก์ ับโจทย์ สัมพันธ์กับสิ่งที่โจทย์ สัมพันธ์กับสิ่งที่โจทย์ สัมพันธ์กับสิ่งที่โจทย์ ต้องการให้หาได้อย่าง ต้องการให้หาได้อย่าง ต้องการให้หาได้ แต่ไม่ ถกู ตอ้ งและเหมาะสม ถกู ต้อง สามารถหาค าตอบที่ ถกู ตอ้ งได้ 3.การแทนค่าและแสดงวิธี การแทนค่าของตัวแปร การแทนค่าของตัวแปร การแทนค่าของตัวแปร หาคาตอบ ในโจทย์ได้อย่างถูกต้อง ในโจทย์ได้อย่างถูกต้อง ในโจทย์ได้ และแสดง แสดงวิธีการคานวณเป็น แสดงวิธีการคานวณเป็น วิธกี ารคานวณได้ ลาดบั ขั้นตอนชดั เจนและ ล าดับขั้นตอนและได้ ได้ค าตอบที่ถูกต้องมี คาตอบทถ่ี กู ต้อง ความแมน่ ยา 4.ตรวจสอบค าตอบของ ส า ม า ร ถ ต ร ว จ ส อ บ ส า ม า ร ถ ต ร ว จ ส อ บ ส า ม า ร ถ ต ร ว จ ส อ บ โจทย์ และระบุหน่วยได้ คาตอบของโจทยไ์ ด้อย่าง คาตอบของโจทยไ์ ด้ และ คาตอบของโจทย์ได้บ้าง ชดั เจน ถูกต้อง และระบุหน่วย ระบหุ นว่ ยไดช้ ัดเจน เล็กน้อย และระบุหน่วย ได้ชัดเจน ได้ เกณฑก์ ารตดั สินคณุ ภาพ 9 – 12 อย่ใู นระดับ ดีมาก 5 – 8 อยูใ่ นระดบั ดี 1 – 4 อยใู่ นระดับ พอใช้

การประเมินดา้ นเจตคติ (A) เกณฑ์การประเมินการมีความอยากรู้อยากเหน็ ประเด็นการประเมิน 3 คะแนน 1 2 มีความพยายามที่จะ พยายามหาความรู้ใหม่ๆ มีการแสวงหาความรู้บ้าง ไม่มีการแสวงหาความรู้ เสาะแสวงหาความรู้ใน อยู่เสมอ ซึ่งไม่สามารถ นาความรู้ที่มีอยู่เดิมมา ใดๆ ใช้เพียงความรู้เดิม ส ถ า น ก า ร ณ ์ ใ ห ม่ ๆ อธิบายได้ด้วยความรู้ที่มี อธิบายเล็กน้อย จึงทาให้ ที่มีอยเู่ ท่าน้นั ไมเ่ กิดการ ต ร ะ ห น ั ก ถ ึ ง ค ว า ม อยู่เดิม เพื่อให้เกิดการ เกดิ การเรียนรไู้ ด้น้อย ซ่ึง เรียนรู้เท่าที่ควร และไม่ สาคัญของการแสวงหา เรียนรู้ และใช้ความรู้ที่ อ า จ ป ร ั บ ใ ช ้ ไ ด ้ กั บ สามารถแก้ไขต่างๆ ได้ ข้อมูลเพิ่มเติม และช่าง ได้ในการแก้ปัญหา หรือ ช ี ว ิ ต ป ร ะ จ า ว ั น แ ค่ ไม่ให้ความสาคัญกับการ ซัก ช่างถาม ช่างอ่าน ใช้กับชีวิตประจาวันได้ บางส่วน ให้ความสาคัญ เรียนรู้เท่าที่ควร และไม่ เพื่อให้ได้ค าตอบเป็น ให้ความสาคัญกับการ กับการเรียนรู้บ้าง แต่ไม่ มีการสังเกต หรือเกิด ความรู้ที่สมบูรณ์แบบ เรียนรู้ เป็นผู้กระตือ- มีความกระตือรือร้นใน ความสงสยั เทา่ ที่ควร ย่ิงขน้ึ รือร้นในการเรียนหรือ การเรียนหรือแสวงหา แสวงหาความรอู้ ยู่เสมอ ความรู้ และรู้จักถามเมื่อ และช่างสงสัย สังเกต มีข้อสงสัยจากการได้ รู้จักถามเมื่อมีข้อสงสัย สังเกตบ้าง ท าให้ ได้ ท าให้ได้ค าตอบท่ีเป็น ค าตอบท่ีเป็นความรู้ ความรู้ที่สมบูรณ์แบบ เพ่ิมเตมิ จากความรูเ้ ดมิ ย่ิงขึ้น เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ ดมี าก 3 อยใู่ นระดับ ดี 2 อยใู่ นระดับ พอใช้ 1 อยู่ในระดับ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook