Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ทบทวนนักธรรมโท 2563

ทบทวนนักธรรมโท 2563

Published by อาจูหนานภิกขุ, 2020-09-22 09:21:16

Description: ทบทวนนักธรรมโท 2563

Search

Read the Text Version

ทบทวนนักธรรมโท เวอร์ช่ัน ๒๕๖๓

ทบทวนกระทู้ธรร กระท้ธู รรมท่ีออกข้อสอบแต่ละปี ปี พ.ศ. ภาษิต 2562 มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจต,ิ ยทา จ ปจจฺ ตี ปาปํ อถ ทุกขํ นิคจฺฉต.ิ ตราบเทา่ ท่ีบาปยงั ไมใ่ ห้ผล คนเขลายงั เข้าใจวา่ มีรสหวาน แตบ่ าปให้ผลเม่อื ใด คนเขลายอ่ มประสบทกุ ข์เมอื่ นนั้ . (พุทธฺ ) ขุ. ธ. ๒๕/๒๔. 2561 อาทิ สีลํ ปติฏฺ า จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ ปมุขํ สพฺพธมมฺ านํ ตสมฺ า สลี ํ วิโสธเย. ศีลเป็ นทพ่ี ง่ึ เบอื ้ งต้น เป็ นมารดาของกลั ยาณธรรมทงั้ หลาย เป็ นประมขุ ของธรรมทงั้ ปวง เพราะฉะนนั้ ควรชาระศลี ให้บริสทุ ธ.ิ์ (สลี วตฺเถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๘. 2560 เอโกปิ สทโฺ ธ เมธาวี อสฺสทธฺ านํ ญาตนิ ํ ธมมฺ ฏฺ โฐ สีลสมฺปนฺโน โหติ อตถฺ าย พนฺธุน.ํ ผ้มู ีศรัทธา มปี ัญญา ตงั้ ในธรรม ถงึ พร้อมด้วยศลี แม้คนเดียว ยอ่ มเป็ นประโยชน์แกญ่ าตแิ ละพวกพ้องผ้ไู มม่ ีศรัทธา. (ปสฺสกิ เถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๐๖. 2559 อจจฺ ยนฺติ อโหรตฺตา ชวี ิตํ อุปรุชฺฌติ อายุ ขีวติ มจจฺ านํ กุนฺนทนี ํว โอทก.ํ .

รม นักธรรมชนั้ โท หมวด บุคคล ศีล ศรัทธา ความตาย 1|Page

วนั คืนยอ่ มลว่ งไป ชีวิตยอ่ มหมดเข้าไป อายขุ องสตั ว์ยอ่ มสนิ ้ ไป เหมอื นนา้ แหง่ แมน่ า้ น้อย ๆ ฉะนนั้ (พุทธฺ ) ส.ํ ส. ๑๕/๑๕๙ ขุ. มหา. ๒๙/๑๔๔ 2558 อวณฺณญจฺ อกิตตฺ ิญฺจ ทุสฺสีโล ลภเต นโร วณฺณํ กติ ตฺ ึ ปสสํ ญฺจ สทา ลภติ สลี วา. คนผ้ทู ศุ ีล ยอ่ มได้รับความตเิ ตยี น และความเสยี ช่ือเสยี ง สว่ นผ้มู ศี ลี ยอ่ มได้รับชื่อเ ยอ่ งสรรเสริญทกุ เมือ่ . (สลี วตเฺ ถร) ขุ. เถร. ๒๖/๓๕๗. 2557 โย จ วสสฺ สตํ ชีเว ทุปปฺ ญฺโญ อสมาหิโต เอกาหํ ชีวิตํ เสยโฺ ย ปญฺญวนฺตสสฺ ฌายโิ น. ผ้ใู ดมีปัญญาทราม มีใจไมม่ น่ั คง พงึ เป็ นอยตู่ งั้ ร้อยปี, สว่ นผ้มู ีปัญญาเพง่ พินจิ มีชีวติ อยเู่ พียงวนั เดยี ว ดีกวา่ . (พทุ ฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๒๙. 2556 มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจจฺ ต,ิ ยทา จ ปจจฺ ตี ปาปํ อถ ทุกขํ นิคจฉฺ ติ ตราบเทา่ ที่บาปยงั ไมใ่ ห้ผล คนเขลายงั เข้าใจวา่ มีรสหวาน, แตบ่ าปให้ผลเมอ่ื ใด คนเขลายอ่ มประสบทกุ ข์เมื่อนนั้ . (พทุ ฺธ) ขุ.ธ. ๒๕/๒๔. 2555 อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปรู ติ อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกปํ ิ อาจินํ.

ศีล เสยี ง และความยก ปัญญา บุคคล บาป 2|Page

แม้หม้อนา้ ยงั เต็มด้วยหยาดนา้ ฉนั ใด คนเขลาสงั่ สมบาป แม้ทลี ะน้อย ก็เต็มด้วยบาปฉนั นนั้ . (พทุ ธฺ ) ขุ.ธ. ๒๕/๓๑. 2554 อคฺคสมฺ ึ ทานํ ททตํ อคคฺ ํ ปุญญฺ ํ ปวฑฒฺ ติ อคคฺ ํ อายุ จ วณฺโณ จ ยโส กิตตฺ ิ สุขํ พล.ํ เมอ่ื ให้ทานในวตั ถอุ นั เลศิ บญุ อนั เลศิ อายวุ รรณะยศเกียรติสขุ และ กาลงั อนั เลศิ ก็เจริญ. (พทุ ธฺ ) ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๙ 2553 กลยฺ าณิเมว มุญฺเจยยฺ น หิ มุญฺเจยยฺ ปาปิ กํ โมกฺโข กลฺยาณิยา สาธุ มุตวฺ า ตปปฺ ติ ปาปิ ก.ํ พงึ เปลง่ วาจางามเทา่ นนั้ ไมพ่ งึ เปลง่ วาจาชว่ั เลย การเปลง่ วาจางาม ยงั ประโยชน์ให้สาเร็จ คนเปลง่ วาจาชวั่ ยอ่ มเดือดร้อน. (พทุ ฺธ) ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๒๘ 2552 อวณฺณญฺจ อกติ ตฺ ญิ ฺจ ทุสสฺ โี ล ลภเต นโร วณฺณํ กิตตฺ ึ ปสสํ ญฺจ สทา ลภติ สลี วา. คนผ้ทู ศุ ีล ยอ่ มได้รับความตเิ ตียนและความเสยี ช่ือเสยี ง สว่ นผ้มู ศี ลี ยอ่ มได้รับชื่อเสยี งและความยกยอ่ งสรรเสริญทกุ เมอ่ื .

ทาน วาจา ศีล 3|Page

(สลี วตเฺ ถร) ขุ.เถร. ๒๖/๓๕๗. 2551 ขนฺตโิ ก เมตฺตวา ลาภี ยสสฺสี สุขสีลวา ปิ โย เทวมนุสฺสานํ มนาโป โหติ ขนฺติโก. ผ้มู ีขนั ตนิ บั วา่ มีเมตตา มีลาภ มียศ และมสี ขุ เสมอ, ผ้มู ีขนั ตเิ ป็ นที่รัก ทช่ี อบใจของเทวดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย. ส.ม. ๒๒๒. 2550 สลี สมาธิคุณานํ ขนฺติ ปธานการณํ สพเฺ พปิ กุสลา ธมมฺ า ขนฺตฺยาเยว วฑฺฒนฺติ เต ฯ ขนั ติเป็ นประธาน เป็ นเหตแุ หง่ คณุ คือศีลและสมาธิ กศุ ลธรรมทงั้ ปวงยอ่ มเจริญเพ ส. ม. ๒๒๒ 2549 อถ ปาปานิ กมมฺ านิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ เสหิ กมเฺ มหิ ทุมเฺ มโธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปปฺ ต.ิ เม่ือคนโง่มปี ัญญาทราม ทากรรมชว่ั อยกู่ ็ไมร่ ู้สกึ เขาเดอื ดร้อนเพราะกรรมของตน เหมือนถกู ไฟไหม้. (พทุ ธฺ ) ขุ. ธ. ๒๕/๓๓. 2548 ยมฺหิ กิจฺจํ ตทปวทิ ฺธํ อกจิ จฺ ํ ปน กยรี ติ อุนฺนฬานํ ปมตฺตานํ เตสํ วฑฒฺ นฺติ อาสวา. คนทอดทงิ ้ กิจที่ควรทา ไปทากิจทไี่ มค่ วรทา เม่ือเขา ถือตวั มวั ประมาท อาสวะยอ่ มเจริญ.

อดทน อดทน พราะขนั ตเิ ทา่ นนั้ ฯ กรรม ประมาท 4|Page

(พทุ ธฺ ) ขุ. ธ. ๒๕/๕๔. 2547 ยาทิสํ วปเต พชี ํ ตาทสิ ํ ลภเต ผลํ กลยฺ าณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ บคุ คลหวา่ นพืชเชน่ ใด ยอ่ มได้รับผลเช่นนนั้ ผ้ทู ากรรมดี ยอ่ มได้รับผลดี ผ้ทู ากรรมชว่ั ยอ่ มได้รับผลชว่ั . (พทุ ธ) ส.ํ ส. ๑๕/๓๓๓. 2546 พรฺ หมฺ าติ มาตาปิ ตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร อาหุเนยยฺ า จ ปุตตานํ ปชาย อนุกมปฺ กา. มารดาบดิ า ทา่ นวา่ เป็ นพรหม เป็ นบรุ พาจารย์ เป็ นท่นี บั ถือของบตุ ร และเป็ นผ้อู นเุ คราะห์บตุ ร. (โสณโพธิสตตฺ ) ขุ.ชา.สตฺตต.ิ ๒๗/๖๖. 2545 อุฏฺ ฐานวโต สตมิ โต สุจิกมมฺ สฺส นิสมมฺ การิโน สญญฺ ตสฺส จ ธมฺมชวี ิโน อปฺปมตฺตสสฺ ยโสภวิ ฑฒฺ ต.ิ ยศยอ่ มเจริญ แกผ่ ้มู คี วามหมนั่ มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญแล้วทา ระวงั ดีแล้ว เป็ นอยโู่ ดยธรรม และไมป่ ระมาท. (พทุ ฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๑๘. 2544 พหุมปฺ ิ เจ สหํ ิตภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตโฺ ต โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญญฺ สสฺ โหต.ิ

กรรม บุคคล ไม่ประมาท ประมาท 5|Page

หากกลา่ วพทุ ธพจน์ได้มาก แตเ่ ป็ นคนประมาท ขุ. อติ ิ. ๒๕/๒ ไมท่ าตามพทุ ธพจน์นนั้ ก็ไมม่ ีสว่ นแหง่ สามญั ผล ขุ.ธ. ๒๕/๒๙ เหมอื นคนเลยี ้ งโค คอยนบั โคให้ผ้อู ืน่ ฉะนนั้ . 2543 โย จ วสสฺ สตํ ชเี ว ทุปปฺ ญฺโญ อสมาหโิ ต เอกาหํ ชีวิตํ เสยโฺ ย ปญฺญวนฺตสฺส ฌายโิ น. ผ้ใู ดมีปัญญาทราม มีใจไมม่ น่ั คง พงึ เป็ นอยตู่ งั้ ร้อยปี, สว่ นผ้มู ปี ัญญาเพง่ พินจิ มีชีวิตอยสู่ นิ ้ วนั เดยี ว ดกี วา่ .

๒๔๒. ปัญญา ๙ 6|Page

แบบฟอร์มการเขียนวชิ าเรียงความแกก้ ระทูธ้ รรม ธรรมศึกษาช้นั โท เลขท…่ี …. ประโยคนกั ธรรมชนั้ ……… วชิ า………………………………. สอบในสนามหลวง วนั ท…่ี ….เดอื น…………………..พ.ศ…………… oooooooooooooooooo oooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo บดั น้ีจกั ไดบ้ รรยายขยายความตามธรรมภาษติ ทไ่ี ดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบอ้ื งตน้ เพอ่ื เป็นแนวทาง แหง่ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องสาธุชนผใู้ ครใ่ นธรรมสบื ไป อธบิ ายความวา่ (หรอื ใช้ “อธบิ ายวา่ ,ดาเนินความวา่ ” กไ็ ด)้ ................................................... ............................................................................................................................. ........................ ....................................................น้ีสมดว้ ยภาษติ ทม่ี าใน....................................ความวา่ oooooooooooooooooo oooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo อธบิ ายความวา่ (หรอื ใช้ “อธบิ ายวา่ ,ดาเนินความวา่ ” กไ็ ด)้ ................................................... ................................................................................................................................... .................. ....................................................น้ีสมดว้ ยภาษติ ทม่ี าใน....................................ความวา่ oooooooooooooooooo oooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo อธบิ ายความวา่ (หรอื ใช้ “อธบิ ายวา่ ,ดาเนินความวา่ ” กไ็ ด)้ .................................................... .................................................................................................................................................. .... สรุปความวา่ (หรอื ใช้ “รวมความวา่ ,ประมวลความวา่ ” กไ็ ด)้ ................................................... .............................................................................................................................................. ........ สมดว้ ยภาษติ ทไ่ี ดล้ ขิ ติ ไว้ ณ เบอ้ื งตน้ วา่ oooooooooooooooooo oooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo oooooooooooooooooooooooooooooooooooooooo มอี รรถาธบิ ายดงั ไดพ้ รรณามาดว้ ยประการฉะน้ี --------------------------------------------------------------------------------- **(ตอ้ งเขยี นใหไ้ ดอ้ ยา่ งน้อย ๓ หน้าขน้ึ ไป) ** (ตอ้ งมกี ระทมู้ ารบั ๒ กระท)ู้

สว่ นตา่ งๆ ของโครงรา่ งกระทู้ ๑. การเขยี นหวั กระดาษ ๒. กระทตู้ งั้ ๓. คานาและเน้ือเรอ่ื งและ ๔. กรทรู้ บั ๕. สรุปความกระทู้ ๖. กระทตู้ งั้ แนวการใหค้ ะแนน วชิ ากระทธู้ รรม นกั ธรรมและธรรมศกึ ษาชนั้ โท (๑) แต่งได้ตามกฏ ( เขยี นใหไ้ ดค้ วามยาว ๓ หน้ากระดาษขน้ึ ไป เวน้ บรรทดั ) (๒) อ้างกระท้ไู ด้ตามกฏ (กระทรู้ บั ๒ ขอ้ และบอกชอื่ ทมี่ าของกระทรู้ บั ดว้ ย) (๓) เชื่อมกระท้ไู ด้ดี (อธบิ ายกระทตู้ งั้ กบั กระทรู้ บั ใหม้ เี น้ือความสมั พนั ธก์ นั สมกบั ทยี่ กกระทรู้ บั มาอา้ ง) (๔) อธิบายความสมกบั กระท้ทู ี่ตงั้ ไว้ (อธบิ ายไมห่ ลดุ ประเดน็ ของกระทูต้ งั้ ) (๕) ใช้สานวนสภุ าพเรียบร้อย (๖) สะกดคา/การนั ต์ ถกู เป็ นส่วนมาก (๗) สะอาดไม่เปรอะเปื้ อน

ทบทวน ธรรมวภิ าค นักธรรมชัน้ โท หมวด ๒  กรรมฐาน ๒ ทีต่ งั้ ของการงาน หรือ อารมณ์อนั เป็นทีต่ ง้ั แห่งการงาน ๑. สมถกรรมฐาน กรรมฐานเป็ นอบุ ายสงบใจ ๒. วปิ ัสสนากรรมฐาน กรรมฐานเป็ นอบุ ายเรืองปัญญา (ปี 2560) การพิจารณาสงั ขารทงั้ หลายโดยความเป็ นไตรลกั ษณ์ จดั เป็ นกมั มฏั ฐานอะไร ? มีประโยชน์อยา่ งไร ? ตอบ จดั เป็ นวปิ ัสสนากมั มฏั ฐาน ฯ มปี ระโยชน์ คือทาให้รู้จกั สภาพทีเ่ ป็ นจริงแหง่ สงั ขารทงั้ หลายวา่ ไมเ่ ทย่ี ง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา แล้ว เกิดความเบอื่ หนา่ ยในสงั ขารทงั้ หลายเหลา่ นนั้ ฯ (ปี 2558) สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน มงุ่ ผลแหง่ การปฏิบตั ิอยา่ งไร ? ตอบ สมถกรรมฐานมงุ่ ผลคือความสงบใจ สว่ นวิปัสสนากรรมฐานมงุ่ ผลคือความเรืองปัญญา ฯ (ปี 2557) ตจปัญจกกมั มฏั ฐาน มีอะไรบ้าง? เรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ อยา่ งไร? เป็ นอารมณ์ของสมถกมั มฏั ฐานหรือของวิปัสสนา กมั มฏั ฐาน? ตอบ มเี กสา ผม โลมา ขน นขา เลบ็ ทนฺตา ฟัน และตโจ หนงั ฯ เรียกอีกอยา่ งวา่ มลู กมั มฏั ฐาน ฯ เป็ นอารมณ์ได้ทงั้ สมถกมั มฏั ฐาน และ วิปัสสนากมั มฏั ฐาน ฯ (ปี 2555) กมั มฏั ฐานที่พระอปุ ัชฌาย์สอนแก่ผ้ขู อบรรพชาอปุ สมบทวา่ เกสา โลมา นขา ทนตฺ า ตโจ ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นนั้ เรียกช่ือวา่ อะไร? เป็ นสมถกมั มฏั ฐานหรือวิปัสสนากมั มฏั ฐาน? ตอบ ช่ือวา่ ตจปัญจกกรรมฐาน หรือมลู กมั มฏั ฐาน ฯ เป็ นได้ทงั้ สมถกมั มฏั ฐานและวิปัสสนากมั มฏั ฐาน ฯ (ปี 2552) ตจปัญจกกมั มฏั ฐานเรียกอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ อะไร มอี ะไรบ้าง จดั เป็ นสมถกมั มฏั ฐานหรือวิปัสสนากมั มฏั ฐาน? ตอบ เรียกอีกอยา่ งหนงึ่ วา่ มลู กมั มฏั ฐาน มเี กสา ผม, โลมา ขน, นขา เลบ็ , ทนั ตา ฟัน และตโจ หนงั เป็ นได้ทงั้ สมถกมั มฏั ฐานและ วิปัสสนากรรมฐาน ฯ (ปี 2549) มลู กมั มฏั ฐาน คอื อะไร ? เจริญอยา่ งไรเป็ นอารมณ์ของสมถะ ? เจริญอยา่ งไรเป็ นอารมณ์ของวิปัสสนา ? ตอบ คือ กมั มฏั ฐานเดิม ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทนั ตา ตโจ ท่ีพระอปุ ัชฌาย์สอนกอ่ นบรรพชา ฯ ถ้าเพง่ กาหนดให้จิตสงบด้วยภาวนา จดั เป็ นอารมณ์ของสมถะ ฯ ถ้ายกขนึ ้ พจิ ารณาแยกออกเป็ นสว่ นๆให้เหน็ ตามความเป็ นจริงโดยสามญั ลกั ษณะจดั เป็ นอารมณ์ของวิปัสสนาฯ (ปี 2548) ตจปัญจกกมั มฏั ฐานได้แก่อะไรบ้าง ? จดั เป็ นสมถะหรือวิปัสสนา ? จงอธิบาย ตอบ ได้แก่ เกสา โลมา นขา ทนั ตา และตโจ ฯ เป็ นได้ทงั้ สมถะและวิปัสสนา ฯ ถ้าเพง่ กาหนดยงั จิตให้สงบด้วยภาวนาเป็ นสมถะ ถ้าเพง่ พิจารณาถงึ ความแปรปรวนเปลย่ี นแปลงไป หรือให้เหน็ วา่ เป็ นทกุ ข์ คือทนอยไู่ ด้ยากและทนอยไู่ มไ่ ด้ ต้องเสอ่ื มสลายไปในที่สดุ หรือให้เห็นวา่ เป็ นอนตั ตา บงั คบั บญั ชาไมไ่ ด้ ไมใ่ ชต่ วั ตน พจิ ารณาเช่นนเี ้ป็ นวิปัสสนา ฯ (ปี 2547) ความรู้ชนั้ วปิ ัสสนาภาวนา หมายถึงความรู้อยา่ งไร ? ตอบ หมายถงึ ความรู้เทา่ ทนั สภาวธรรมตามความเป็ นจริง เหน็ อาการแหง่ สภาวธรรมโดยความเป็ นของไมเ่ ทยี่ ง เป็ นทกุ ข์ เป็ นอนตั ตา ซง่ึ เรียกวา่ สามญั ญลกั ษณะ ฯ 1|Page

 ปริเยสนา ๒ การแสวงหา ๑. อริยปริเยสนา แสวงหาอยา่ งประเสริฐ ๒. อนริยปริเยสนา แสวงหาอยา่ งไมป่ ระเสริฐ (ปี 2555) แสวงหาอะไรเป็ นการแสวงหาอยา่ งประเสริฐ แสวงหาอะไรเป็ นการแสวงหาไมป่ ระเสริฐ? ตอบ ในพระสตู รแสดงวา่ แสวงหาสภาพอนั มใิ ชข่ องมีชรา พยาธิ มรณะ คอื คณุ ธรรมมพี ระนิพพานเป็ นอยา่ งสงู เป็ นการแสวงหาอยา่ ง ประเสร็ฐ เรียกวา่ อริยปริเยสนา ฯ แสวงหาของมีชรา พยาธิ มรณะ เชน่ หาของเลน่ เป็ นการแสวงหาไมป่ ระเสริฐ เรียกวา่ อนริยปริเยสนา ฯ (ปี 2543) ปริเยสนา ๒ อยา่ งตามความในพระสตู รทา่ นแสดงไว้อยา่ งไร ? ภิกษุควรแสวงหาเลยี ้ งชีพอยา่ งไรจงึ เป็ นการแสวงหาอยา่ งประเสริฐ ? ตอบ แสดงวา่ แสวงหาสง่ิ อนั มิใช่ของมีชรา พยาธิ มรณะ โสกะและสงั กิเลส เป็ นธรรมดา คือธรรมอนั เกษมมพี ระนิพพานเป็ นอยา่ งสงู จดั เป็ นอริยปริเยสนา แสวงหาสง่ิ อนั มชี รา พยาธิ มรณะ โสกะและสงั กิเลสเป็ นธรรมดา ทงั้ ท่ีสภาพเช่นนนั้ ก็มีในตนอยพู่ ร้อมแล้ว จดั เป็ นอนริยปริเยสนา ฯ ภกิ ษุแสวงหาเลยี ้ งชีพโดยอบุ ายอนั สมควร ทงั้ ไมเ่ ป็ นโลกวชั ชะมโี ทษทางโลกและไมเ่ ป็ นปัณณตั ตวิ ชั ชะมโี ทษทางพระบญั ญตั ิ ไม่ สร้างความเดอื ดร้อนให้แกต่ นและผ้อู ่นื จงึ จะเป็ นการแสวงหาอยา่ งประเสริฐ ฯ หมายเหตุ ความรู้เพิม่ เติม ไม่ต้องท่องไม่ต้องจา… พยาธิ หมายถึง ความเจ็บไข้ สงั กิเลส หมายถึง เครื่องทําใหใ้ จเศร้าหมอง ชรา ความแก่ ความชํารุดทรุดโทรมของกาย เป็นทกุ ข.์ มรณะ ความสลาย หรือความทําลาย ความตาย เป็นทกุ ข.์ โสกะ ความแหง้ ใจ คือหวั ใจทีเ่ หีย่ วแหง้ .  อริยบุคคล ๒ บคุ คลผูเ้ ป็นอริยะหรือบคุ คลผปู้ ระเสริฐ ๑. พระเสขะ พระผูย้ งั ตอ้ งศึกษา คอื พระอริยบคุ คล ๗ เบอื ้ งต้น ชื่อวา่ พระเสขะ เพราะเป็ นผ้ยู งั ต้องปฏบิ ตั ิเพอื่ มรรค ผลเบอื ้ งสงู ขนึ ้ ไป. ๒. พระอเสขะ พระผูไ้ ม่ตอ้ งศึกษา คอื พระอริยบคุ คลผ้ตู งั้ อยใู่ นพระอรหตั ตผล ชื่อวา่ พระอเสขะ เพราะเสร็จกิจอนั จะต้องทาแล้ว  พระอริยบุคคล ๔ บคุ คลผูป้ ระเสริฐ ๑. พระโสดาบัน ผ้แู รกเข้าถงึ กระแสพระนิพพาน (ละสกั กายทิฏฐิ วจิ ิกิจฉา และสลี พั พตปรามาสได้ขาด) ๒. พระสกทาคามี ผ้กู ลบั มาสโู่ ลกนอี ้ กี ครัง้ เดียว (ละสงั โยชน์ได้ ๓ ประการเหมอื นพระโสดาบนั แล้วยงั บรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางได้ด้วย) ๓. พระอนาคามี ผ้ไู มก่ ลบั มาสโู่ ลกนอี ้ ีก (ละกามราคะ และปฏฆิ ะได้ขาด) 2|Page

๔. พระอรหันต์ ผ้หู า่ งไกลจากกิเลส (ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อทุ ธจั จะ และอวิชชาได้ขาด)  พระอริยบุคคล ๘ ผูบ้ รรลโุ ลกตุ รธรรม ๑. พระโสดาปัตตมิ รรค ๒. พระโสดาปัตติผล ๓. พระสกทาคามมิ รรค ๔. พระสกทาคามผิ ล ๕. พระอนาคามมิ รรค ๖. พระอนาคามผิ ล ๗. พระอรหัตตมรรค ๘. พระอรหตั ตผล  โสดาบัน ๓ พระอริยบคุ คลผูไ้ ดบ้ รรลอุ ริยผลขน้ั แรก ๑. เอกพีชี พระโสดาบนั ผ้จู ะเกิดอีก ๑ ชาตเิ ป็ นอยา่ งยิ่ง ๒. โกลงั โกละ พระโสดาบนั ผ้จู ะเกิดอีก ๒-๓ ชาติเป็ นอยา่ งยง่ิ ๓. สัตตกั ขตั ตุปรมะ พระโสดาบนั ผ้จู ะเกิดอีก ๗ ชาตเิ ป็ นอยา่ งย่ิง (ปี 2559) พระอริยบคุ คล ๘ จาพวก จาพวกไหนชื่อวา่ พระเสขะ และพระอเสขะ ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ พระอริยบคุ คล ๗ เบอื ้ งต้น ช่ือวา่ พระเสขะ เพราะเป็ นผ้ยู งั ต้องปฏิบตั เิ พอ่ื บรรลมุ รรคผลเบอื ้ งสงู ฯ พระอริยบคุ คลผ้ตู งั้ อยใู่ นอรหตั ตผล ช่ือวา่ พระอเสขะ เพราะเสร็จกิจอนั จะต้องทาแล้ว ฯ (ปี 2559 , 2553 และ 2546) คาวา่ \"โสดาบนั \" แปลวา่ อะไร ? ผ้บู รรลโุ สดาบนั นนั้ ละสงั โยชน์อะไรได้เดด็ ขาด ? ตอบ โสดาบนั แปลวา่ ผ้แู รกถงึ กระแสพระนิพพาน ฯ ทา่ นละสงั โยชน์ได้เด็ดขาด ๓ อยา่ ง คือ ๑. สกั กายทฏิ ฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สลี พั พตปรามาส ฯ (ปี 2554) ในอริยบคุ คล ๒ พระเสขะผ้ยู งั ต้องศกึ ษา คอื ศกึ ษาเร่ืองอะไร? ผ้ศู กึ ษากาลงั สอบธรรมอยนู่ เี ้รียกวา่ พระเสขะได้หรือไม?่ ตอบ คอื ศกึ ษา ในอธิสลี ในอธิจิต และในอธิปัญญา อกี อยา่ งหนงึ่ หมายถึงต้องศกึ ษาและต้องปฏบิ ตั เิ พื่อมรรคผลเบอื ้ งสงู ขนึ ้ ไป ฯ ยงั เรียกวา่ พระเสขะไมไ่ ด้ ถ้าไมใ่ ชพ่ ระอริยบคุ คล ๗ จาพวกเบอื ้ งต้น ฯ (ปี 2554) คาวา่ พระสงฆ์ ในบทสงั ฆคณุ นนั้ ทา่ นประสงค์บคุ คลเช่นไร? จงจาแนกมาดู ตอบ ทา่ นประสงค์พระอริยบคุ คล ๔ คู่ ๘ บคุ คล ซง่ึ ล้วนแตท่ า่ นผ้ทู ต่ี งั้ อยใู่ น มรรคผลทงั้ สนิ ้ คือ พระโสดาปัตตมิ รรค พระโสดาปัตติผล คู่ ๑ พระสกทาคามิมรรค พระสกทาคามผิ ล คู่ ๑ พระอนาคามมิ รรค พระอนาคามผิ ล คู่ ๑ พระอรหตั ตมรรค พระอรหตั ตผล คู่ ๑ ฯ (ปี 2552) สงั โยชน์คืออะไร พระโสดาบนั ละสงั โยชน์อะไรได้ขาดบ้าง? ตอบ คือ กิเลสอนั ผกู ใจสตั ว์ไว้ ละสงั โยชน์ ๓ เบอื ้ งต้นได้ขาด คือ ๑) สกั กายทิฏฐิ ๒) วิจิกิจฉา ๓) สลี พั พตปรามาส ฯ 3|Page

(ปี 2551) คาวา่ พระโสดาบนั และ สตั ตกั ขตั ตปุ รมะ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ พระโสดาบนั คอื พระอริยบคุ คลผ้ไู ด้บรรลอุ ริยผลขนั้ แรก ฯ สตั ตกั ขตั ตปุ รมะ คอื พระโสดาบนั ผ้จู ะเกิดอีก ๗ ชาติเป็ นอยา่ งยงิ่ ฯ (ปี 2550) พระเสขะ ผ้ยู งั ต้องศกึ ษา คือศกึ ษาอะไร ? ช่ือวา่ พระอเสขะ เพราะอะไร ? ตอบ ศกึ ษาสกิ ขา ๓ คอื ๑. อธิสลี สกิ ขา ๒. อธิจิตตสกิ ขา ๓. อธิปัญญาสกิ ขา ฯ เพราะเสร็จกิจอนั จะต้องทาแล้ว ฯ (ปี 2550) พระอริยบคุ คล ๔ ได้แก่ใครบ้าง ? พระโสดาบนั ละสงั โยชน์อะไรได้บ้าง ? ตอบ ได้แก่ พระโสดาบนั พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหนั ต์ ฯ พระโสดาบนั ละสงั โยชน์ได้ ๓ คอื สกั กายทิฏฐิ วจิ ิกิจฉา สลี พั พตปรามาส ฯ (ปี 2547) อริยบคุ คล ๘ ได้แกใ่ ครบ้าง ? จดั เข้าในพระเสขะและพระอเสขะได้อยา่ งไร ? ตอบ ได้แก่ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นโสดาปัตติมรรค ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นโสดาปัตตผิ ล ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นสกทาคามิมรรค ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นสกทาคามิผล ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นอนาคามมิ รรค ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นอนาคามิผล ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นอรหตั ตมรรค ๑ พระผ้ตู งั้ อยใู่ นอรหตั ตผล ๑ ฯ จดั เข้าได้อยา่ งนี ้ อริยบคุ คล ๗ ประเภทแรก เรียกวา่ พระเสขะ อริยบคุ คล ๑ ประเภทหลงั เรียกวา่ พระอเสขะ ฯ  รูป ๒ สง่ิ ทีต่ ้องสลายไปเพราะเหตปุ ัจจยั ตา่ งๆ ขดั แย้งกนั , สงิ่ ที่เป็ นรูปร่างพร้อมทงั้ ลกั ษณะอาการของมนั ๑. มหาภตู รูป รูปใหญ่ ได้แก่ธาตุ ๔ มี ปฐวี อาโป เตโช วาโย ๒. อุปาทายรูป รูปอาศยั มหาภตู รูปนนั้ ฯ (ปี 2557) มหาภตู รูป คืออะไร? มคี วามเกี่ยวเน่ืองกบั อปุ าทายรูปอยา่ งไร? ตอบ คอื รูปท่ีเป็ นใหญ่เป็ นประธาน อนั ประกอบด้วยธาตุ ๔ ได้แก่ดนิ นา้ ไฟ ลม ฯ เป็ นทต่ี งั้ อาศยั แหง่ อปุ าทายรูปหรือรูปยอ่ ย เม่ือรูปใหญ่แตกทาลายไป อปุ าทายรูปทอ่ี งิ อาศยั มหาภตู รูปนนั้ ก็แตกทาลายไปด้วย ฯ (ปี 2554) มหาภตู รูปและอปุ าทายรูปคืออะไร? ตอบ มหาภตู รูป คอื รูปใหญ่ ได้แกธ่ าตุ ๔ มี ปฐวี อาโป เตโช วาโย อปุ าทายรูป คอื รูปอาศยั มหาภตู รูปนนั้ ฯ (ปี 2551) รูปในขนั ธ์ ๕ แบง่ เป็ น ๒ ได้แกอ่ ะไรบ้าง ? จงอธิบายมาสนั้ ๆ พอเข้าใจ ตอบ ได้แก่ มหาภตู รูป และ อปุ าทายรูป มหาภตู รูป คอื รูปใหญ่ อนั ได้แก่ ธาตุ ๔ มดี นิ นา้ ไฟ ลม 4|Page

อปุ าทายรูป คือ รูปอาศยั เป็ นอาการของมหาภตู รูป เช่น ประสาท ๕ มีจกั ขปุ ระสาทเป็ นต้น โคจร ๕ มีรูปารมณ์เป็ นต้น ฯ (ปี 2548) มหาภตู รูป คือ อะไร ? มีความเกี่ยวเนอ่ื งกบั อปุ าทายรูปอยา่ งไร ? ตอบ คือ รูปทีเ่ ป็ นใหญ่เป็ นประธาน อนั ประกอบด้วย ธาตุ ๔ ได้แก่ ดนิ นา้ ไฟ ลม ฯ เป็ นที่ตงั้ อาศยั แหง่ รูปยอ่ ยซงึ่ เรียกวา่ อปุ าทายรูป เมือ่ รูปใหญ่แตกทาลายไป อปุ าทายรูปท่ีองิ อาศยั มหาภตู รูปนนั้ ก็แตกทาลายไปด้วยฯ  วมิ ุตติ ๒ ความหลดุ พ้น ๑. เจโตวิมุตติ ความหลดุ พ้นด้วยอานาจแหง่ ใจ ๒. ปัญญาวมิ ุตติ ความหลดุ พ้นด้วยอานาจแหง่ ปัญญา  วิมุตติ ๕ ความทาจิตใจให้หลดุ พ้นจากกิเลสาสวะ ๑. ตทังควมิ ุตติ หลดุ พ้นด้วยองค์ธรรมนนั้ ๆ [พ้นชวั่ คราว] ๒. วกิ ขมั ภนวิมุตติ หลดุ พ้นด้วยขม่ ไว้ [พ้นด้วยสะกด] ๓. สมุจเฉทวิมุตติ หลดุ พ้นด้วยการตดั ขาด [พ้นด้วยเด็ดขาด] ๔. ปฏิปัสสทั ธิวมิ ุตติ หลดุ พ้นด้วยความสงบ [พ้นด้วยสงบ] ๕. นิสสรณวมิ ุตติ หลดุ พ้นด้วยการสลดั ออก [พ้นด้วยออกไป]  วิโมกข์ ๓ ความทจ่ี ิตหลดุ พ้นจากอานาจกิเลส ๑. สุญญตวิโมกข์ หลดุ พ้นด้วยความวา่ ง (พจิ ารณาเหน็ นามรูปโดยความเป็ นอนตั ตา) ๒. อนิมติ ตวิโมกข์ หลดุ พ้นด้วยไมถ่ ือนิมติ (พจิ ารณาเหน็ นามรูปโดยความเป็ นอนิจจงั ) ๓. อปั ปณิหิตวิโมกข์ หลดุ พ้นด้วยไมท่ าความปรารถนา (พจิ ารณาเหน็ นามรูปโดยความเป็ นทกุ ข)์ (ปี 2560 และ 2548) ในวมิ ตุ ติ ๕ วมิ ตุ ติอยา่ งไหนเป็ นโลกิยะ อยา่ งไหนเป็ นโลกตุ ระ ? ตอบ ตทงั ควมิ ตุ ติ และวิกขมั ภนวมิ ตุ ติ จดั เป็ นโลกิยะ สว่ นสมจุ เฉทวิมตุ ติ ปฏปิ ัสสทั ธิวิมตุ ติ และนสิ สรณวมิ ตุ ติ จดั เป็ นโลกตุ ระ ฯ (ปี 2559 และ 2551) เจโตวิมตุ ติ กบั ปัญญาวิมตุ ติ ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ เจโตวิมตุ ติ เป็ นวมิ ตุ ตขิ องทา่ นผ้ไู ด้บรรลฌุ านมากอ่ นแล้ว จึงบาเพญ็ วิปัสสนาตอ่ สว่ นปัญญาวมิ ตุ ติ เป็ นวมิ ตุ ตขิ องทา่ นผ้ไู ด้บรรลดุ ้วยลาพงั บาเพ็ญวิปัสสนาล้วน อีกนยั หนง่ึ เรียกเจโตวิมตุ ตเิ พราะพ้นจากราคะ เรียกปัญญาวมิ ตุ ตเิ พราะพ้นจากอวชิ ชา ฯ (ปี 2553) วิมตุ ติ กบั วิโมกข์ ตา่ งกนั อยา่ งไร ? สมจุ เฉทวิมตุ ติ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ ตา่ งกนั แตโ่ ดยพยญั ชนะ แตก่ ็พ้นจาก ราคะ โทสะ โมหะได้เทา่ กนั โดยอรรถ ฯ มอี ธิบายวา่ ความพ้นจากกิเลสด้วยอานาจอริยมรรค กิเลสเหลา่ นนั้ ขาดเด็ดไป ไมก่ ลบั เกิดอกี ฯ (ปี 2550) วิโมกข์ คืออะไร ? มอี ะไรบ้าง ? ตอบ คอื ความพ้นจากกิเลส ฯ มี สญุ ญตวโิ มกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อปั ปณิหติ วโิ มกข์ ฯ (ปี 2547) วิมตุ ติ คอื อะไร? ตทงั ควิมตุ ติ มีอธิบายอยา่ งไร? ตอบ คือ ความทาจิตใจให้หลดุ พ้นจากกิเลสาสวะ ฯ 5|Page

มอี ธิบายวา่ ความพ้นจากกิเลสได้ชว่ั คราว เช่นเกิดเหตเุ ป็ นทตี่ งั้ แหง่ สงั เวชขนึ ้ หายกาหนดั ในกาม เกิดเมตตาขนึ ้ หายโกรธ แตค่ วาม กาหนดั และความโกรธนนั้ ไมห่ ายทเี ดียว ทาในใจถงึ อารมณ์งาม ความกาหนดั กลบั เกิดขนึ ้ อีก ทาในใจถงึ วตั ถแุ หง่ อาฆาต ความโกรธ กลบั เกิดขนึ ้ อีก อยา่ งนจี ้ ดั เป็ นตทงั ควมิ ตุ ติ ฯ (ปี 2545) วมิ ตุ ตคิ ืออะไร ? วมิ ตุ ติ ๒ อยา่ ง มีอะไรบ้าง ? วิมตุ ติ ๒ กบั วิมตุ ติ ๕ จดั เป็ นโลกิยะและโลกตุ ตระอยา่ งไร ? ตอบ คอื ความหลดุ พ้น มี ๑) เจโตวิมตุ ติ ความหลดุ พ้นด้วยอานาจแหง่ ใจ ๒) ปัญญาวมิ ตุ ติ ความหลดุ พ้นด้วยอานาจแหง่ ปัญญา ฯ วมิ ตุ ติ ๒ เป็ นโลกตุ ตระอยา่ งเดียว สว่ นวิมตุ ติ ๕ เป็ นได้ทงั้ โลกิยะและโลกตุ ตระ ฯ  ทิฏฐิ ๒ ความเห็นผิด ๑. สสั สตทฏิ ฐิ ความเห็นวา่ เที่ยง ๒. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นวา่ ขาดสญู  ทิฏฐิ ๓ ความเหน็ ผิด ๑. อกิริยทิฏฐิ ความเหน็ วา่ ไมเ่ ป็ นอนั ทา ๒. อเหตุกทิฏฐิ ความเหน็ วา่ หาเหตมุ ิได้ ๓. นัตถกิ ทฏิ ฐิ ความเหน็ วา่ ไมม่ ี (ปี 2556) ทฏิ ฐิ ทีห่ มายถึงความเหน็ ผิด ๒ อยา่ ง มอี ะไรบ้าง? ตอบ มี ๑. สสั สตทฏิ ฐิ ความเหน็ วา่ เท่ยี ง ๒. อจุ เฉททฏิ ฐิ ความเห็นวา่ ขาดสญู ฯ (ปี 2550) ความเหน็ วา่ เท่ยี งและเห็นวา่ ขาดสญู คือเห็นอยา่ งไร ? มติในทางพระพทุ ธศาสนาเป็นเช่นไร จงอธิบาย ? ตอบ เห็นวา่ เที่ยง คอื เหน็ วา่ คนและสตั ว์ตายแล้ว ชีวะไมส่ ญู ต้องเกิดอกี ตอ่ ไป หรือเคยเป็ นอะไร ก็เป็ นอยา่ งนนั้ ตลอดไปหรือมี สภาพอยา่ งนนั้ ไมแ่ ปรผนั เป็ นต้น สว่ นเห็นวา่ ขาดสญู คอื เหน็ วา่ อตั ภาพจตุ แิ ล้วเป็ นอนั สญู สนิ ้ ไป หรือคนสตั ว์ตายแล้วขาดสญู ไป โดยประการทงั้ ปวง ฯ พระพทุ ธศาสนาปฏิเสธความเห็นทงั้ ๒ นนั้ มีความเห็นประกอบด้วยสมั มาญาณ อิงเหตผุ ล ยดึ เหตผุ ลเป็ นทต่ี งั้ โดยเห็นวา่ คนและ สตั ว์ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่ ขนึ ้ อยกู่ บั เหตปุ ัจจยั ฯ (ปี 2545) ความเห็นวา่ \"ถงึ คราวเคราะห์ดีก็ดีเอง ถงึ คราวเคราะห์ร้ายก็ร้ายเอง\" อยา่ งนเี ้ป็ นทฏิ ฐิอะไร ? จงอธิบาย คตทิ างพระพทุ ธศาสนาตา่ งจากความเหน็ นอี ้ ยา่ งไร ? ตอบ เป็ นอเหตกุ ทิฏฐิ คอื เห็นวา่ สงิ่ ทงั้ หลายไมม่ เี หตปุ ัจจยั คนเราจะได้ดีหรือได้ร้ายตามคราวเคราะห์ ถึงคราวจะดกี ็ดเี อง ถงึ คราวจะ ร้ายก็ร้ายเอง ไมม่ ีเหตปุ ัจจยั อน่ื ฯ พระพทุ ธศาสนาถือวา่ สงั ขตธรรมทงั้ ปวงเกิดแตเ่ หตุ ฯ 6|Page

 ปาพจน์ ๒ คาสอนอนั เป็ นหลกั ใหญ่ของพระพทุ ธเจ้า ๑. ธรรม หลกั คาสอน ๒. วนิ ัย บทบญั ญตั ิ/ข้อห้าม  ปิ ฎก ๓ คมั ภีร์ท่ีรวบรวมพระธรรมวนิ ยั ของพระพทุ ธเจ้ามี ๓ คมั ภีร์ใหญ่ๆ คอื ๑. พระวนิ ัยปิ ฎก วา่ ด้วยเร่ืองกฎระเบยี บข้อบงั คบั ท่นี าความประพฤตใิ ห้สมา่ เสมอกนั หรือเป็ นเคร่ืองบริหารคณะ ๒. พระสุตตนั ตปิ ฎก วา่ ด้วยคาสอนยกบคุ คลเป็ นทีต่ งั้ ๓. พระอภธิ รรมปิ ฎก วา่ ด้วยคาสอนยกธรรมล้วนๆ ไมเ่ จือด้วยสตั ว์หรือบคุ คลเป็ นทตี่ งั้ (ปี 2558) ปาพจน์ ๒ คือธรรมและวินยั นนั้ ทราบแล้ว อยากทราบวา่ ความปฏิบตั อิ ยา่ งไรจดั เป็ นธรรม ความปฏิบตั ิอยา่ งไรจดั เป็ นวินยั ? ตอบ ความปฏิบตั เิ ป็ นทางนาความประพฤตแิ ละอธั ยาศยั ให้ประณีตขนึ ้ จดั เป็ นธรรม ความปฏิบตั เิ น่ืองด้วยระเบยี บอนั ทรงตงั้ ไว้ด้วย พทุ ธอาณา เป็ นสกิ ขาบทหรืออภิสมาจาร เป็ นทางนาความประพฤติให้สมา่ เสมอกนั หรือเป็ นเครื่องบริหารคณะ จดั เป็ นวินยั ฯ (ปี 2552) ปิ ฎก ๓ ได้แกอ่ ะไรบ้าง แตล่ ะปิ ฎกวา่ ด้วยเรื่องอะไร? ตอบ ได้แกพ่ ระวินยั ปิ ฎก พระสตุ ตนั ตปิ ฎก และพระอภิธรรมปิ ฎก พระวินยั ปิ ฎก วา่ ด้วยเร่ืองกฎระเบยี บข้อบงั คบั ท่ีนาความประพฤตใิ ห้สมา่ เสมอกนั หรือเป็ นเคร่ืองบริหารคณะ พระสตุ ตนั ตปิ ฎก วา่ ด้วยคาสอนยกบคุ คลเป็ นท่ีตงั้ พระอภธิ รรมปิ ฎก วา่ ด้วยคาสอนยกธรรมล้วนๆ ไมเ่ จือด้วยสตั ว์หรือบคุ คลเป็ นทตี่ งั้ ฯ (ปี 2550) ปาพจน์ ๒ ได้แก่อะไรบ้าง ? ถ้าแจกเป็ น ๓ จะได้อะไรบ้าง ? ตอบ ได้แก่ พระธรรม และ พระวนิ ยั ฯ ถ้าแจกเป็ น ๓ จะได้ พระวินยั ๑ พระสตู ร ๑ พระอภธิ รรม ๑ ฯ  บชู า ๒ ๑. อามสิ บูชา บชู าด้วยอามิสสงิ่ ของ ๒. ปฏิปัตติบชู า บชู าด้วยปฏบิ ตั ติ าม. (ปี 2561) บชู า ๒ คืออะไรบ้าง ? การสมาทานศีล ๕ เป็ นประจา จดั เป็ นบชู า ประเภทใด ? ตอบ คอื อามิสบชู า บชู าด้วยอามสิ สงิ่ ของ ๑ ปฏิบตั ิบชู า บชู าด้วยการปฏิบตั ติ าม ๑ ฯ จดั เป็ นปฏิบตั ิบชู า ฯ  ปฏิสนั ถาร ๒ การต้อนรับผ้มู าเยอื นด้วยการพดู จาปราศรัย หรือด้วยการรับรองด้วยของ ต้อนรับตามสมควรด้วยไมตรีจิต ๑. อามสิ ปฏสิ นั ถาร ปฏสิ นั ถารด้วยสง่ิ ของ ๒. ธัมมปฏสิ ันถาร ปฏิสนั ถารด้วยธรรม (ปี 2560 และ 2545) ปฏิสนั ถาร คืออะไร ? มอี ะไรบ้าง ? มีประโยชน์แกผ่ ้ทู าอยา่ งไรบ้าง ? ตอบ คอื การต้อนรับแขกผ้มู าถึงถ่ิน ฯ มี ๒ อยา่ ง ๑) อามสิ ปฏิสนั ถาร ต้อนรับด้วยสง่ิ ของ ๒) ธมั มปฏสิ นั ถาร ต้อนรับโดยธรรม ฯ มีประโยชน์แกผ่ ้ทู าอยา่ งนี ้คือ 7|Page

๑) เป็ นอบุ ายสร้างความสามคั คีและยดึ เหนี่ยวนา้ ใจกนั ๒) เป็ นการรักษาไมตรีจิตระหวา่ งกนั และกนั ให้มนั่ คงย่ิงขนึ ้ ฯ (ปี 2549) ปฏิสนั ถาร คอื อะไร ? จงแสดงวิธีปฏิสนั ถารตามความรู้ท่ไี ด้ศกึ ษามา ? ตอบ คือ การต้อนรับผ้มู าเยือนด้วยการพดู จาปราศรัย หรือด้วยการรับรองด้วยของ ต้อนรับตามสมควรด้วยไมตรีจิต ฯ ปฏสิ นั ถารท่ไี ด้ศกึ ษามามี ๒ อยา่ ง คอื ๑.อามสิ ปฏสิ นั ถาร ปฏสิ นั ถารด้วยสง่ิ ของ ได้แก่การจดั หาวตั ถสุ ง่ิ ของต้อนรับ เชน่ ข้าว นา้ หรือทพ่ี กั เป็ นต้น ๒.ธมั มปฏสิ นั ถาร ปฏสิ นั ถารด้วยธรรม ได้แก่การแสดงการต้อนรับตามความเหมาะสมแก่ผ้มู าเยือน หรือการให้คาแนะนา ในสงิ่ ท่ีเป็ นประโยชน์ เป็ นต้น ฯ  เทสนา ๒ วิธีการแสดงธรรมเพอ่ื สงั่ สอนผ้อู ืน่ ๑. ปุคคลาธิฏฐานา มีบคุ คลเป็ นท่ีตงั้ ๒. ธัมมาธิฏฐานา มธี รรมเป็ นท่ีตงั้ (ปี 2562) บคุ คลาธิฏฐานาเทศนา เทศนามีบคุ คลเป็ นท่ตี งั้ มอี ธิบายวา่ อยา่ งไร ? ตอบ มอี ธิบายวา่ การสอนทยี่ กบคุ คลมาเป็ นตวั อยา่ ง เช่น ในมหาชนกชาดก สอนเรื่องความเพยี รโดยกลา่ วถึงพระมหาชนกโพธิสตั ว์ วา่ ทรงมคี วามเพยี รอยา่ งยิง่ พยายามวา่ ย นา้ ในทา่ มกลางมหาสมทุ รทก่ี ว้างใหญ่ มองไมเ่ ห็นฝ่ังอยา่ งไมย่ อ่ ท้อ ด้วยความมงุ่ มนั่ ทจ่ี ะถงึ ฝ่ังให้ได้ และทรงถึงฝั่งได้ดงั ประสงค์ ฯ (ปี 2546) เทสนา ๒ มีอะไรบ้าง ? เทสนา ๒ อยา่ งนนั้ ตา่ งกนั อยา่ งไร จงอธิบาย ? ตอบ มี ปคุ คลาธิฏฐานา มบี คุ คลเป็ นทต่ี งั้ ๑ ธมั มาธิฏฐานา มีธรรมเป็ นท่ตี งั้ ๑ ฯ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้ การสอนที่ยกบคุ คลมาเป็ นตวั อยา่ ง เชน่ ในมหาชนกชาดก สอนเรื่องความเพยี ร โดยกลา่ วถึงพระมหาชนกโพธิสตั ว์วา่ ทรงมี ความเพยี รอยา่ งย่ิง พยายามวา่ ยนา้ ในทา่ มกลางมหาสมทุ รที่กว้างใหญ่มองไมเ่ หน็ ฝั่งอยา่ งไมย่ อ่ ท้อ ด้วยความมงุ่ มน่ั ทจี่ ะถงึ ฝั่งให้ได้ เป็ น ปคุ คลาธิฏฐานา ฯ สว่ นการยกธรรมแตล่ ะข้อมาอธิบายความหมายอยา่ งเดียว เช่น สติ แปลวา่ ความระลกึ ได้ หมายความวา่ กอ่ นจะทา ก่อน จะพดู อะไร ต้องคิดให้รอบคอบเสยี ก่อน จึงทา จึงพดู ออกไป เป็ นต้น เป็ น ธมั มาธิฏฐานา ฯ  ธรรม ๒ ๑. โลกิยธรรม ธรรมอนั เป็ นวิสยั ของโลก ๒. โลกุตตรธรรม ธรรมอนั พ้นวสิ ยั ของโลก  ธรรม ๒ ๑. สังขตธรรม ธรรมอนั ปัจจยั ปรุงแตง่ [สภาพเกิดแตเ่ หตทุ งั้ ปวง มแี ปรไปในทา่ มกลางและมีดบั ในท่สี ดุ ] ๒. อสงั ขตธรรม ธรรมอนั ปัจจยั ไมไ่ ด้ปรุงแตง่ [นิพพานจดั เป็ นอสงั ขตธรรม]  สังขตธรรม หรือ สงั ขตลักษณะ ๓ ธรรมอนั ปัจจยั ปรุงแตง่ 8|Page

๑. ความเกิด ปรากฏ ๒. ความดับ ปรากฏ ๓. เม่ือยงั ตงั้ อยู่ ความผันแปรปรากฏ (ปี 2562 และ 2553) สงั ขตธรรม คืออะไร ? มลี กั ษณะอยา่ งไร ? ตอบ คือธรรมอนั ปัจจยั ปรุงแตง่ ฯ มีลกั ษณะ คือ มคี วามเกิดขนึ ้ ในเบอื ้ งต้น มคี วามแปรปรวนในทา่ มกลางและมคี วามดบั ไปในที่สดุ ฯ (ปี 2557) สงั ขตธรรม และ อสงั ขตธรรม ตา่ งกนั อยา่ งไร? สตั ว์ ต้นไม้ ภเู ขา เป็ นสงั ขตธรรม เพราะมลี กั ษณะอยา่ งไร? ตอบ สงั ขตธรรม คือธรรมอนั ปัจจยั ปรุงแตง่ สว่ นอสงั ขตธรรม คอื ธรรมอนั ปัจจยั ไมไ่ ด้ปรุงแตง่ ฯ เพราะมลี กั ษณะ คือมีความเกิดขนึ ้ ในเบอื ้ งต้น มคี วามดบั ในทส่ี ดุ และเมือ่ ยงั ตงั้ อยู่ ความแปรผนั ปรากฏ ฯ (ปี 2552) ความเกิดขนึ ้ ความตงั้ อยู่ ความดบั ไป เป็ นลกั ษณะของธรรมอะไร สตั ว์บคุ คลมีลกั ษณะเชน่ นนั้ หรือไม?่ จงอธิบาย ตอบ เป็ นลกั ษณะของสงั ขตธรรม มลี กั ษณะเช่นนนั้ คอื เมอื่ สตั ว์บคุ คลเกิดมาแล้วก็เป็ นความเกิดขนึ ้ ตอ่ มาก็เจริญเตบิ โตผา่ นวยั ทงั้ ๓ ก็เป็ น ความตงั้ อยู่ เมอื่ ตายก็เป็ นความดบั ไป ฯ (ปี 2547) สงั ขารทงั้ หลายไมเ่ ป็ นอนตั ตาหรือ เพราะเหตไุ รในธรรมนิยามจึงใช้คาวา่ ธรรมทงั้ หลายเป็ นอนตั ตา ? จงอธิบาย ตอบ สงั ขารทงั้ หลายก็เป็ นอนตั ตา แตท่ ี่ใช้คาวา่ ธรรมทงั้ หลายเป็ นอนตั ตา นนั้ เพราะธรรมนนั้ หมายเอาธรรมคือสงั ขตธรรม และอสงั ขตธรรม สงั ขตธรรมได้แก่สงั ขารนน่ั เอง อสงั ขตธรรมได้แกว่ สิ งั ขารคอื พระนพิ พาน ฯ  กาม ๒ ๑. กเิ ลสกาม กิเลสเป็ นเหตใุ คร่ [ได้แก่ กิเลสให้ใคร่ คือ ราคะ โลภะ อิจฉา เป็ นต้น] ๒. วตั ถกุ าม วตั ถอุ นั นา่ ใคร่ [ได้แก่กามคณุ ๕ รูป รส กลน่ิ เสยี ง โผฏฐัพพะ อนั เป็ นทีน่ า่ ปรารถนารักใคร่ชอบใจ]  กามคุณ ๕ รูป เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ อนั นา่ ปรารถนา นา่ ใคร่ นา่ พอใจ (ปี 2559) ราคะ โลภะ อสิ สา กลน่ิ รส อยา่ งไหนเป็ นกิเลสกาม อยา่ งไหนเป็ นวตั ถกุ าม ? ตอบ ราคะ โลภะ อสิ สา เป็ นกิเลสกาม กลน่ิ รส เป็ นวตั ถกุ าม ฯ (ปี 2544) กาม และ กามคณุ มอี ธิบายอยา่ งไร ? รูป เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ทงั้ ๕ นี ้เพราะเหตไุ รจึงเรียกวา่ กามคณุ ? ตอบ กาม ได้แก่ ความใคร่ ความนา่ ปรารถนา ความพอใจ แบง่ เป็ น กิเลสกาม และวตั ถกุ าม สว่ นกามคณุ ได้แกอ่ ารมณ์ทน่ี า่ ปรารถนา นา่ ใคร่ นา่ พอใจ มี รูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ ซงึ่ เป็ นวตั ถกุ ามนนั่ เอง เพราะเป็ นกลมุ่ แหง่ กาม และเป็ นสง่ิ ทใ่ี ห้เกิดความสขุ ความพอใจได้ หมวด ๓  วเิ วก ๓ ๑. กายวิเวก สงดั กาย ได้แก่อยใู่ นทีส่ งดั ๒. จติ ตวเิ วก สงดั จิต ได้แก่ทาจิตให้สงบด้วยสมถภาวนา 9|Page

๓. อุปธิวิเวก สงดั กิเลส ได้แกท่ าใจให้บริสทุ ธ์ิจากกิเลสด้วยวปิ ัสสนาภาวนา (ปี 2558) วิเวก ๓ คอื อะไรบ้าง ? จงอธิบายแตล่ ะอยา่ งพอเข้าใจ ตอบ คอื กายวิเวก สงดั กาย ได้แกอ่ ยใู่ นทสี่ งดั จิตตวิเวก สงดั จิต ได้แก่ทาจิตให้สงบด้วยสมถภาวนา อปุ ธิวิเวก สงดั กิเลส ได้แกท่ าใจให้บริสทุ ธิ์จากกิเลสด้วยวปิ ัสสนาภาวนา ฯ  อธิปเตยยะ ๓ (ความเป็นใหญ่) สงิ่ ที่ยดึ ถือเป็ นสาคญั ในการกระทาหรือดาเนินชีวติ ๑. อตั ตาธิปเตยยะ ความมตี นเป็ นใหญ่ ๒. โลกาธิปเตยยะ ความมโี ลกเป็ นใหญ่ ๓. ธัมมาธิปเตยยะ ความมธี รรมเป็ นใหญ่ (ปี 2562 และ 2544) อธิปเตยยะ ๓ มีอะไรบ้าง ? บคุ คลผ้ถู ือความถกู ต้องเป็ นใหญ่ทาด้วยอานาจ เมตตา กรุณา เป็ นต้น จดั เข้าในข้อไหน? ตอบ มี ๓ คือ ๑. อตั ตาธิปเตยยะ ความมีตนเป็ นใหญ่ ๒. โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเป็ นใหญ่ ๓. ธมั มาธิปเตยยะ ความมธี รรมเป็ นใหญ่ ฯ จดั เข้าในธมั มาธิปเตยยะได้ ฯ (ปี 2555) ผ้มู อี ตั ตาธิปเตยยะกบั ผ้มู ธี มั มาธิปเตยยะ มคี วามมงุ่ หมายในการทางานตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ผ้มู ีอตั ตาธิปเตยยะปรารภภาวะของตนเป็ นใหญ่ ทาด้วยมงุ่ ให้สมภาวะของตน ผ้ทู ามงุ่ ผลอนั จะไดแ้ กต่ น หรือมงุ่ ความสะดวก แหง่ ตน สว่ นผ้มู ีธมั มาธิปเตยยะ ทาด้วยไมม่ งุ่ หมายอยา่ งอนื่ เป็ นแตเ่ หน็ สมควรเหน็ วา่ ถกู ก็ทา หรือทาด้วยอานาจเมตตากรุณาเป็ นอาทิ ฯ (ปี 2544) คาวา่ อธิปเตยยะ แปลวา่ อะไร ? มอี ะไรบ้าง ? บคุ คลผ้ถู ือความถกู ต้องเป็ นใหญ่ ทาด้วยอานาจเมตตา กรุณา เป็ นต้น จดั เข้าในอธิปเตยยะข้อไหนได้หรือไม่ ? ตอบ แปลวา่ ความเป็ นใหญ่ มี ๓ คือ ๑) อตั ตาธิปเตยยะ ความมตี นเป็ นใหญ่ ๒) โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเป็ นใหญ่ ๓) ธมั มาธิปเตยยะ ความมธี รรมเป็ นใหญ่ ฯ จดั เข้าในธมั มาธิปเตยยะได้  ญาณ ๓ ความรู้แจ้งในอริยสจั ๔ ๑. สัจจญาณ ปรีชาหยง่ั รู้อริยสจั ๒. กจิ จญาณ ปรีชาหยง่ั รู้กิจอนั ควรทา ๓. กตญาณ ปรีชาหยงั่ รู้กิจอนั ทาแล้ว อริยสัจ ๔ ญาณ ๓ สัจจญาณ กจิ จญาณ กตญาณ รู้วา่ ทกุ ข์ รู้วา่ ทกุ ข์ ทุกข์ รู้วา่ ความเกิด ควรกาหนดรู้ ได้กาหนดรู้แล้ว เป็ นต้น เป็ นทกุ ข์ 10 | P a g e

สมุทยั รู้วา่ ตณั หาเป็ น รู้วา่ สมทุ ยั รู้วา่ สมทุ ยั เหตเุ กิดทกุ ข์ ควรละ ได้ละแล้ว นิโรธ รู้วา่ ความดบั ทกุ ข์ รู้วา่ นโิ รธ รู้วา่ นิโรธ คือการดบั ตณั หา ควรทาให้แจ้ง ได้ทาให้แจ้งแล้ว มรรค รู้วา่ มรรค ๘ คอื รู้วา่ มรรค รู้วา่ มรรค เป็ นทางดบั ทกุ ข์ ควรเจริญ ได้เจริญแล้ว (ปี 2561 และ 2556) ญาณ ๓ ทเ่ี ป็ นไปในทกุ ขสมทุ ยสจั มีอธิบายอยา่ งไร? ตอบ มีอธิบายวา่ ๑. ปรีชาหยงั่ รู้วา่ นที ้ กุ ขสมทุ ยั เป็ นเหตใุ ห้ทกุ ข์เกิดจริง จดั เป็ นสจั ญาณ ๒. ปรีชาหยงั่ รู้วา่ นที ้ กุ ขสมทุ ยั ควรละ จดั เป็ นกิจญาณ ๓. ปรีชาหยง่ั รู้วา่ นที ้ กุ ขสมทุ ยั ละได้แล้ว จดั เป็ นกตญาณ ฯ (ปี 2557) กตญาณ เป็ นไปในอริยสจั ๔ อยา่ งไร? ตอบ ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ข์ควรกาหนดรู้ได้กาหนดรู้แล้ว ทกุ ขสมทุ ยั ทค่ี วรละได้ละแล้ว ทกุ ขนโิ รธทีค่ วรทาให้แจ้งได้ทาให้แจ้งแล้ว ทกุ ขนิ โรธคามินปี ฏิปทาทค่ี วรเจริญได้เจริญแล้ว ฯ (ปี 2555) ญาณ ๓ ท่เี ป็ นไปในทกุ ขสจั มีอธิบายอยา่ งไร? ตอบ มอี ธิบายวา่ ๑) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ นที ้ กุ ขสจั จดั เป็ นสจั จญาณ ๒) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขสจั เป็ นสภาพทค่ี วรกาหนดรู้ จดั เป็ นกิจจญาณ ๓) ปรีชาหยง่ั รู้วา่ ทกุ ขสจั ทค่ี วรกาหนดรู้ ได้กาหนดรู้แล้ว จดั เป็ นกตญาณ ฯ (ปี 2553) ญาณ ๓ ทเี่ ป็ นไปในอริยสจั ๔ มีอะไรบ้าง ? ญาณ ๓ ที่เป็ นไปในทกุ ขนิโรธสจั มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ มี ๑. สจั จญาณ ปรีชาหยง่ั รู้อริยสจั ๒. กิจจญาณ ปรีชาหยง่ั รู้กิจอนั ควรทา ๓. กตญาณ ปรีชาหยงั่ รู้กิจอนั ทาแล้ว ฯ มีอธิบายวา่ ๑. ปรีชาหยงั่ รู้วา่ นที ้ กุ ขนโิ รธสจั จดั เป็ นสจั จญาณ ๒. ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขนิโรธสจั เป็ นสภาพที่ควรทาให้แจ้ง จดั เป็ นกิจจญาณ ๓. ปรีชาหยง่ั รู้วา่ ทกุ ขนโิ รธสจั ท่ีควรทาให้แจ้ง ๆ แล้ว จดั เป็ นกตญาณ ฯ (ปี 2551) กิจจญาณ คืออะไร ? เป็ นไปในอริยสจั ๔ อยา่ งไร ? ตอบ คือ ปรีชาหยงั่ รู้กิจอนั ควรทา ฯ ปรีชาหยง่ั รู้วา่ ทกุ ข์เป็ นธรรมชาตทิ ค่ี วรกาหนดรู้ ทกุ ขสมทุ ยั เป็ นธรรมชาตทิ คี่ วรละ ทกุ ขนิโรธเป็ นธรรมชาติท่ีควรทาให้แจ้ง ทกุ ขนิโรธคามินปี ฏิปทาเป็ นธรรมชาตทิ ่คี วรทาให้เกิด ฯ (ปี 2546) ญาณ ๓ ท่เี ป็ นไปในอริยสจั ๔ มีอะไรบ้าง ? ญาณ ๓ ทีเ่ ป็ นไปในทกุ ขนโิ รธ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ มี ๑) สจั จญาณ ปรีชาหยง่ั รู้อริยสจั 11 | P a g e

๒) กิจจญาณ ปรีชาหยงั่ รู้กิจอนั ควรทา ๓) กตญาณ ปรีชาหยง่ั รู้กิจอนั ทาแล้ว ฯ มีอธิบายอยา่ งนี ้ ๑) ปรีชาหยง่ั รู้วา่ นที ้ กุ ขนโิ รธ จดั เป็ นสจั จญาณ ๒) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขนโิ รธ เป็ นสภาพทค่ี วรทาให้แจ้ง จดั เป็ นกิจจญาณ ๓) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขนโิ รธ เป็ นสภาพท่ีควรทาให้แจ้ง ทาให้แจ้งแล้ว จดั เป็ นกตญาณ ฯ (ปี 2545) ญาณ ๓ ทเ่ี ป็ นไปในจตรุ าริยสจั มอี ะไรบ้าง ? ญาณ ๓ ทีเ่ ป็ นไปในทกุ ขสมทุ ยั มีอธิบายอยา่ งไร ? ตอบ ญาณ ๓ ทเี่ ป็ นไปในจตรุ าริยสจั มี ๑) สจั จญาณ ปรีชาหยงั่ รู้อริยสจั ๒) กิจจญาณ ปรีชาหยง่ั รู้กิจอนั ควรทา ๓) กตญาณ ปรีชาหยงั่ รู้กจิ อนั ทาแล้ว ฯ ญาณ ๓ ที่เป็ นไปในทกุ ขสมทุ ยั ดงั นี ้ ๑) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ นที ้ กุ ขสมทุ ยั จดั เป็ นสจั จญาณ ๒) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขสมทุ ยั เป็ นสภาพท่คี วรละเสยี จดั เป็ นกิจจญาณ ๓) ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ขสมทุ ยั ท่คี วรละๆ ได้แล้ว จดั เป็ นกตญาณ ฯ (ปี 2543) ปรีชาหยงั่ รู้อะไรจดั เป็ นกิจจญาณ ? สกิ ขาคอื อะไร ? มีเทา่ ไร ? อะไรบ้าง ? ตอบ ปรีชาหยงั่ รู้วา่ ทกุ ข์เป็ นธรรมชาตทิ ีค่ วรกาหนดรู้ ทกุ ขสมทุ ยั เป็ นสภาพทีค่ วรละเสยี ทกุ ขนิโรธเป็ นสภาพท่ีควรทาให้แจ้ง ทกุ ขนโิ รธ คามินปี ฏิปทาเป็ นธรรมชาติท่ีควรทาให้เกิด จดั เป็ นกิจจญาณ ฯ ปฏิปทาท่ตี งั้ ไว้เพ่อื ศกึ ษา คอื ฝึกหดั ไตรทวารไปตาม ชื่อวา่ สกิ ขา มี ๓ อยา่ งคือ อธิสลี สกิ ขา สกิ ขาคือศลี ยง่ิ ๑ อธิจิตตสกิ ขา สกิ ขาคือ จิตยง่ิ ๑ อธิปัญญาสกิ ขา สกิ ขาคอื ปัญญายง่ิ ๑ ฯ  วฏั ฏะ ๓ หรือเรียกวา่ ไตรวัฏฏะ (วน, การหมนุ เวียนไปเป็นวงกลม) การหมนุ เวียนไปตามอานาจของกิเลส กรรม และวิบาก ๑. กเิ ลสวัฏฏะ ๒. กัมมวฏั ฏะ ๓. วปิ ากวฏั ฏะ (ปี 2557) กิเลส กรรม วิบาก ได้ชื่อวา่ วฏั ฏะ เพราะเหตไุ ร? จะตดั ให้ขาดได้ด้วยอะไร? ตอบ เพราะหมนุ เวยี นกนั ไป คือกิเลสเกิดขนึ ้ แล้วเป็ นเหตใุ ห้ทากรรม ครัน้ ทากรรมแล้ว ยอ่ มได้รับวบิ ากแหง่ กรรม เมอ่ื ได้รับวบิ าก กิเลส เกิดขนึ ้ อกี วนกนั ไปอยา่ งนี ้ฯ ด้วยอรหตั ตมรรค ฯ (ปี 2554) ไตรวฏั ฏะ อนั ได้แก่ กิเลสวฏั ฏะ กมั มวฏั ฏะ วิปากวฏั ฏะ มีสภาพ เกี่ยวเน่อื งวนกนั ไปอยา่ งไร? ตดั ให้ขาดได้ด้วยอะไร? ตอบ อยา่ งนี ้ คอื กิเลสเกิดขนึ ้ แล้วให้ทากรรม ครัน้ ทากรรมแล้ว ยอ่ มได้รับวบิ ากแหง่ กรรม เมอ่ื ได้รับวิบาก กิเลสก็เกิดขนึ ้ อีก วน กนั ไปอยา่ งนี ้ฯ ได้ด้วยอรหตั ตมรรคญาณ ฯ 12 | P a g e

(ปี 2551) กิเลส กรรม วิบาก เรียกวา่ วฏั ฏะ เพราะเหตไุ ร ? จงอธิบาย ตอบ เพราะวน คอื หมนุ เวยี นกนั ไป ฯ อธิบายวา่ กิเลสเกิดขนึ ้ แล้วให้ทากรรม ครัน้ ทากรรมแล้ว ยอ่ มได้รับวบิ ากแหง่ กรรม เมื่อได้รับ วบิ าก กิเลสก็เกิดขนึ ้ อีก วนกนั ไปอยา่ งนี ้ฯ  อกุศลวิตก ๓ ความตริในทางไมด่ ไี มง่ าม ๑. กามวติ ก ความตริในทางกาม ๒. พยาบาทวิตก ความตริในทางพยาบาท ๓. วิหงิ สาวติ ก ความตริในทางเบยี ดเบยี น (ปี 2559) ความตริในฝ่ ายชวั่ เรียกวา่ อะไร ? มีก่ีอยา่ ง ? อะไรบ้าง ? ตอบ เรียกวา่ อกศุ ลวิตก ฯ มี ๓ อยา่ ง ฯ คอื ๑. กามวติ ก ความตริในทางกาม ๒. พยาบาทวติ ก ความตริในทางพยาบาท ๓. วิหิงสาวิตก ความตริในทางเบียดเบยี น ฯ (ปี 2554) เมตตากบั ปรานมี ีความหมายตา่ งกนั หรือเหมอื นกนั อยา่ งไร ? และอยา่ งไหน กาจดั วิตกอะไร ? ตอบ เมตตาหมายถึงความรักใคร่หรอื ความหวงั ดี ปรานีหมายถงึ ความปรารถนาให้ผ้อู ื่นพ้นจากความทกุ ข์เข้าลกั ษณะแหง่ กรุณา ฯ เมตตากาจดั พยาบาทวติ ก ปรานีกาจดั วิหิงสาวิตก ฯ (หมายเหตุ คําว่า “เมตตา” กบั “ปราณี” ในทีน่ ีเ้ ป็นธรรมทีอ่ ยู่ใน อปั ปมญั ญา ๔) (ปี 2549) อกศุ ลวิตก ๓ มโี ทษอยา่ งไร ? แก้ด้วยวธิ ีอยา่ งไร ? ตอบ กามวติ ก ทาใจให้เศร้าหมอง เป็ นเหตใุ ห้มวั เมาติดอยใู่ นกามสมบตั ิ พยาบาทวิตก ทาให้เดอื ดร้อนกระวนกระวายใจ คิดทาร้ายผ้อู น่ื วหิ ิงสาวติ ก ยอ่ มครอบงาจิต ให้คดิ เบยี ดเบยี นผ้อู ่นื โดยเหน็ แก่ประโยชน์สขุ สว่ นตวั ฯ กามวติ ก แก้ด้วยการเจริญกายคตาสตแิ ละอสภุ กมั มฏั ฐาน พยาบาทวติ ก แก้ด้วยการเจริญเมตตาพรหมวหิ าร วิหงิ สาวติ ก แก้ด้วยการเจริญกรุณาพรหมวิหารและโยนโิ สมนสกิ าร ฯ  กุศลวติ ก ๓ ความตริในทางดงี าม ๑. เนกขมั มวิตก ความตริในทางพรากจากกาม ๒. อพยาบาทวติ ก ความตริในทางไมพ่ ยาบาท ๓. อวิหงิ สาวิตก ความตริในทางไมเ่ บยี ดเบียน (ปี 2556) กศุ ลวติ ก มีอะไรบ้าง? สงเคราะห์เข้าในมรรคมีองค์ ๘ ข้อไหนได้? ตอบ มี ๑. เนกขมั มวติ ก ความตริในทางพรากจากกาม 13 | P a g e

๒. อพยาบาทวิตก ความตริในทางไมพ่ ยาบาท ๓. อวิหิงสาวิตก ความตริในทางไมเ่ บียดเบียน ฯ สงเคราะห์เข้าในข้อ สมั มาสงั กปั ปะ ฯ  สงั ขาร ๓ ๑. กายสงั ขาร สภาพอนั แตง่ กาย ๒. วจสี ังขาร สภาพอนั แตง่ วาจา ๓. จิตตสงั ขาร สภาพอนั แตง่ จิต (ปี 2558) ในสงั ขาร ๓ อะไรชื่อวา่ กายสงั ขารและวจีสงั ขาร ? เพราะเหตไุ รจงึ ได้ช่ืออยา่ งนนั้ ? ตอบ ลมอสั สาสะปัสสาสะ ได้ชื่อวา่ กายสงั ขาร เพราะปรนปรือกายให้เป็ นอยู่ วติ ก กบั วจิ าร ได้ชื่อวา่ วจีสงั ขาร เพราะตริแล้วตรองแล้ว จงึ พดู ไมเ่ ชน่ นนั้ วาจานนั้ จกั ไมเ่ ป็ นภาษา ฯ  อภสิ ังขาร ๓ สภาพผูต้ กแต่ง สภาพทีป่ รุงแตง่ ผลแหง่ การกระทาของบคุ คล หรือ เจตนาท่ีเป็ นตวั การในการทากรรม ๑. ปุญญาภสิ งั ขาร อภสิ งั ขารคอื บญุ [ปรุงด]ี ๒. อปุญญาภสิ ังขาร อภิสงั ขารคอื บาป [ปรุงชวั่ ] ๓. อเนญชาภสิ งั ขาร อภสิ งั ขารคอื อเนญชา [ความตงั้ ใจปรุงแตง่ ให้เป็ นบญุ อยา่ งมน่ั คงไมห่ วนั่ ไหว เช่น สมาธิฌาณ ๔ ฌาณ ๘] (ปี 2554) พระบาลวี า่ “อวชิ ฺชาปจฺจยา สงฺขารา” เพราะอวชิ ชาเป็ นปัจจยั จึงมสี งั ขารดงั นี ้ คาวา่ สงั ขารหมายถงึ อะไร? ได้แกอ่ ะไรบ้าง? ตอบ หมายถงึ สภาพผ้ปู รุงแตง่ ฯ ได้แก่ ๑. ปญุ ญาภสิ งั ขาร อภิสงั ขารคือบญุ ๒. อปญุ ญาภสิ งั ขาร อภิสงั ขารคือบาป ๓. อเนญชาภิสงั ขาร อภสิ งั ขารคืออเนญชา ฯ  ภพ ๓ โลกเป็ นทอ่ี ยตู่ า่ งชนั้ แหง่ หมสู่ ตั ว์ ๑. กามภพ ภพเป็ นกามาวจร ๒. รูปภพ ภพเป็ นรูปาวจร ๓. อรูปภพ ภพเป็ นอรูปาวจร  ภมู ิ ๔ ภาวะอนั ประณีตขนึ ้ ไปเป็ นชนั้ ๆ แหง่ จิตและเจตสกิ ๑. กามาวจรภมู ิ ชนั้ ทอ่ งเท่ยี วอยใู่ นกาม ๒. รูปาวจรภมู ิ ชนั้ ทอ่ งเทยี่ วอยใู่ นรูป ๓. อรูปาวจรภมู ิ ชนั้ ทอ่ งเทย่ี วอยใู่ นอรูป 14 | P a g e

๔. โลกุตรภมู ิ ชนั้ พ้นจากโลก (ปี 2553) ภพกบั ภมู ติ า่ งกนั อยา่ งไร ? มอี ยา่ งละเทา่ ไร ? ตอบ ภพ หมายถงึ โลกเป็ นที่อยตู่ า่ งชนั้ แหง่ หมสู่ ตั ว์ มี ๓ ฯ ภมู ิ หมายถึงภาวะอนั ประณีตขนึ ้ ไปเป็ นชนั้ ๆ แหง่ จิตและเจตสกิ มี ๔ ฯ  วชิ ชา ๓ ความรู้แจ้งหรือความรู้ทีพ่ ิเศษ ท่เี กิดแก่พระพทุ ธเจ้าในวนั ตรัสรู้ ๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณเป็ นเหตใุ ห้ระลกึ อดีตชาตไิ ด้ ๒. จุตปู ปาตญาณ ญาณเป็ นเหตใุ ห้รู้จตุ ิและอบุ ตั ิแหง่ สตั ว์ทงั้ หลาย ๓. อาสวกั ขยญาณ ญาณเป็ นเหตใุ ห้สนิ ้ อาสวะ (ปี 2552) อาสวกั ขยญาณ รู้จกั ทาอาสวะให้สนิ ้ อธิบายอยา่ งไร? ตอบ มอี ธิบายอยา่ งนี ้รู้ชดั ตามจริงวา่ นที ้ กุ ข์ นที ้ กุ ขสมทุ ยั นที ้ กุ ขนิโรธ นที ้ กุ ขนิโรธคามนิ ปี ฏิปทา เหลา่ นอี ้ าสวะ นเี ้หตเุ กิดอาสวะ นี ้ ความดบั อาสวะ นที ้ างไปถึงความดบั อาสวะ เมอื่ รู้เหน็ อยา่ งนจี ้ ิตพ้นแล้วจากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ฯ (ปี 2547) คาวา่ ทพิ พจกั ษุ คอื ตาทพิ ย์ ในนิทเทสแหง่ วิชชา ๓ หมายถึงเห็นอยา่ งไร ? ตอบ หมายถงึ การเหน็ เหลา่ สตั ว์ท่ีกาลงั จตุ ิ กาลงั เกิด เลว ดี มผี ิวพรรณงาม มีผิวพรรณไมง่ าม ได้ดี ตกยาก รู้ชดั วา่ เหลา่ สตั ว์เป็ นไป ตามกรรม ฯ  ปาฏิหาริยะ ๓ หรือ ปาฏิหาริย์ ๓ ความอศั จรรย์ ๑. อิทธิปาฏิหาริยะ ฤทธ์ิเป็ นอศั จรรย์ ๒. อาเทสนาปาฏิหาริยะ ดกั ใจเป็ นอศั จรรย์ ๓. อนุสาสนีปาฏหิ าริยะ คาสอนเป็ นอศั จรรย์ (ปี 2562 และ 2544) ปาฏหิ าริย์คืออะไร ? พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งปาฏิหาริย์อะไรวา่ เป็ นอศั จรรย์ยง่ิ กวา่ ปาฏิหาริย์อื่น ? ตอบ คือ การกระทาท่ีให้บงั เกิดผลเป็ นอศั จรรย์ ฯ ทรงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏิหาริย์วา่ เป็ นอศั จรรย์ยิง่ กวา่ ปาฏิหาริย์อน่ื ฯ (ปี 2560) ปาฏิหาริย์มอี ะไรบ้าง ? ทาไมจึงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏหิ าริย์วา่ อศั จรรย์ ? ตอบ มี ๓ อยา่ ง คอื ๑. อิทธิปาฏหิ าริย์ ฤทธิ์เป็ นอศั จรรย์ ๒. อาเทสนาปาฏหิ าริย์ รู้ใจเป็ นอศั จรรย์ ๓. อนสุ าสนปี าฏิหาริย์ คาสอนเป็ นอศั จรรย์ ฯ เพราะอาจจงู ใจผ้ฟู ังให้เห็นคล้อยตาม ละความชวั่ ทาความดี ตงั้ แตข่ นั้ ต่า คือการถึงสรณะและรักษาศลี ตลอดถงึ ขนั้ สงู คือมรรคผล นิพพานได้ ฯ (ปี 2551) ปาฏหิ าริย์ ๓ มีอะไรบ้าง ? อยา่ งไหนเป็ นอศั จรรย์ทีส่ ดุ ? ตอบ มี ๑.อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธ์ิเป็ นอศั จรรย์ ๒.อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดกั ใจเป็ นอศั จรรย์ ๓.อนสุ าสนีปาฏิหาริย์ คาสอนเป็ นอศั จรรย์ ฯ 15 | P a g e

อนสุ าสนีปาฏหิ าริย์ เป็ นอศั จรรย์ท่ีสดุ ฯ (ปี 2544) ปาฏิหาริย์คอื อะไร ? พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งปาฏิหาริย์อะไรวา่ เป็ นอศั จรรย์ยงิ่ กวา่ ปาฏิหาริย์อ่ืน ? พทุ ธจริยา และพทุ ธิจริต ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ คือ การกระทาท่ใี ห้บงั เกิดผลเป็ นอศั จรรย์ ฯ ทรงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏิหาริย์วา่ เป็ นอศั จรรย์ยง่ิ กวา่ ปาฏิหาริย์อน่ื ฯ พทุ ธจริยา คอื พระจริยาของพระพทุ ธเจ้า พทุ ธิจริต คือผ้มู ีความรู้เป็ นปกติ ฯ  อคั คิ ๓ ไฟกิเลสท่แี ผดเผาใจให้เร่าร้อน ๑. ราคัคคิ ไฟคอื ราคะ ๒. โทสัคคิ ไฟคอื โทสะ ๓. โมหัคคิ ไฟคือโมหะ (ปี 2550) พระพทุ ธเจ้าทรงอปุ มากิเลสเหลา่ ไหนวา่ มลี กั ษณะเหมอื นกบั ไฟ ? ทีท่ รงอปุ มาเช่นนนั้ เพราะเหตไุ ร ? ตอบ กิเลสเหลา่ นี ้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ฯ เพราะเมือ่ กิเลสทงั้ ๓ กองนี ้ กองใดกองหนงึ่ เกิดขนึ ้ ภายในใจของบคุ คล จะแผดเผากอ่ ให้เกิดความเร่าร้อนขนึ ้ ภายในใจ ฯ  กรรม ๓ การกระทา ๑. กายกรรม กรรมทที่ าด้วยกาย ๒. วจีกรรม กรรมท่ีทาด้วยวาจา ๓. มโนกรรม กรรมท่ที าด้วยใจ  กรรม ๑๒ หมวดท่ี ๑ ให้ผลตามคราว (*กรรมท่ีจัดตามช่วงเวลาของการให้ผล*) ๑. ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพนี ้ ๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพหน้า ๓. อปราปรเวทนียกรรม กรรมให้ผลในภพตอ่ ๆ ไป ๔. อโหสิกรรม กรรมให้ผลสาเร็จแล้ว [กรรมเลกิ ให้ผล] หมวด ๒ ให้ผลตามกจิ (*กรรมท่ีจัดตามหน้าท่*ี ) ๕. ชนกกรรม กรรมแตง่ ให้เกิด ๖. อุปัตถมั ภกกรรม กรรมสนบั สนนุ ๗. อุปปี ฬกกรรม กรรมบีบคนั้ ๘. อุปฆาตกกรรม กรรมตดั รอน หมวด ๓ ให้ผลตามลาดบั (*กรรมท่ีจัดตามการให้ผลตามลาดบั ความหนักเบาของกรรม*) ๙. ครุกรรม กรรมหนกั 16 | P a g e

๑๐. พหุลกรรม กรรมชิน ๑๑. อาสันนกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน ๑๒.กตัตตากรรม กรรมสกั วา่ ทา  ทวาร ๓ ทางเกิดของกรรม ๑. กายทวาร ทวารคอื กาย ๒. วจีทวาร ทวารคอื วาจา ๓. มโนทวาร ทวารคือใจ (ปี 2560 และ 2550) ในกรรม ๑๒ อปุ ัตถมั ภกกรรม กบั อปุ ปี ฬกกรรม ทาหน้าที่ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ อปุ ัตถมั ภกกรรม ทาหน้าทสี่ นบั สนนุ ผลแหง่ ชนกกรรม อปุ ปี ฬกกรรม ทาหน้าทบี่ บี คนั้ ผลแหง่ ชนกกรรม ฯ (ปี 2559 และ 2546) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. อโหสกิ รรม ข. กตตั ตากรรม ตอบ ก. อโหสกิ รรม คือกรรมให้ผลสาเร็จแล้ว เป็ นกรรมลว่ งคราวแล้วเลกิ ให้ผลเปรียบเหมือนพชื สนิ ้ ยางแล้ว เพาะไมข่ นึ ้ ข. กตตั ตากรรม คอื กรรมสกั วา่ ทา ได้แกก่ รรมอนั ทาด้วยไมจ่ งใจ ฯ (ปี 2558) อปุ ฆาตกกรรม คอื กรรมตดั รอน ทาหน้าท่อี ะไร ? ตอบ ทาหน้าท่ตี ดั รอนผลแหง่ ชนกกรรมและอปุ ัตถมั ภกกรรมให้ขาดแล้ว เข้าให้ผล แทนที่ (ชนกกรรมและอปุ ัตถมั ภกกรรมนนั้ ) ฯ ขบ ด้วยทิฏฐิ (ทฏิ ฐิยา สปุ ฏวิ ิทธา) ฯ (ปี 2556) การฆา่ สตั ว์ อยา่ งไรเกิดทางกายทวาร อยา่ งไรเกิดทางวจีทวาร ? ตอบ ฆา่ ด้วยตนเองเกิดทางกายทวาร ใช้ให้ผ้อู ื่นฆา่ เกิดทางวจีทวาร ฯ (ปี 2555) กรรมทบ่ี คุ คลทาไว้ ทาหน้าท่อี ยา่ งไรบ้าง? ตอบ ทาหน้าที่ คือ ๑) แตง่ (วิบาก) ให้เกิด เรียกวา่ ชนกกรรม ๒) สนบั สนนุ (วิบากของกรรมอื่น) เรียกวา่ อปุ ัตถมั ภกกรรม ๓) บีบคนั้ (วบิ ากของกรรมอนื่ ) เรียกวา่ อปุ ปี ฬกกรรม ๔) ตดั รอน (วบิ ากของกรรมอน่ื ) เรียกวา่ อปุ ฆาตกกรรม ฯ (ปี 2550) กรรมและทวาร คอื อะไร ? อภิชฌาเป็ นกรรมใดและเกิดทางทวารใดบ้าง จงอธิบาย ? ตอบ กรรม คอื การกระทา สว่ นทวาร คือ ทางเกิดของกรรม ฯ อภิชฌา ความอยากได้ เป็ นมโนกรรมได้อยา่ งเดียว และเกิดได้ทงั้ ๓ ทวาร เป็ นกายทวาร เช่น มคี วามอยากได้แล้วลบู คลาพสั ดทุ ี่ อยากได้นนั้ แตไ่ มม่ ไี ถยจิต เป็ นวจีทวาร เชน่ มคี วามอยากได้แล้วบน่ วา่ ทาอยา่ งไรดหี นอ จกั ได้พสั ดนุ นั้ และเป็ นมโนทวาร เชน่ มี ความอยากได้แล้วราพงึ ในใจ ฯ (ปี 2549) คาตอ่ ไปนมี ้ คี วามหมายอยา่ งไร ? 17 | P a g e

ก.ชนกกรรม ข.อปุ ัตถมั ภกกรรม ค.ทิฏฐธมั มเวทนียกรรม ง.อปุ ปัชชเวทนยี กรรม จ.กตตั ตากรรม ตอบ ก. กรรมแตง่ ให้เกิด ข. กรรมสนบั สนนุ ค. กรรมให้ผลในภพนี ้ ง. กรรมให้ผลในภพหน้า จ. กรรมสกั วา่ ทา คอื กรรมทท่ี าด้วยไมจ่ งใจ ฯ (ปี 2548) พทุ ธภาษิตวา่ ผ้ทู ากรรมดยี อ่ มได้รับผลดี ผ้ทู ากรรมชวั่ ยอ่ มได้รับผลชวั่ แตป่ รากฏวา่ ผ้ทู ากรรมชว่ั ยงั ได้รับสขุ ก็มี ผ้ทู ากรรมดี ยงั ได้รับทกุ ข์ก็มี ที่เป็ นเช่นนี ้เพราะเหตใุ ด ? ตอบ เพราะกรรมบางอยา่ งให้ผลในภพนี ้บางอยา่ งให้ผลในภพหน้า หรือในภพตอ่ ๆ ไป ผ้ทู ากรรมชว่ั ได้รับสขุ เพราะกรรมชว่ั ยงั ไมไ่ ด้ ชอ่ งให้ผลในขณะนนั้ กรรมดที เี่ ขาทาไว้ในอดีตกาลงั ให้ผลอยู่ แตก่ รรมชว่ั นนั้ ยงั ไมส่ ญู หายไป ยงั ตดิ ตามให้ผลอยเู่ สมอ เป็ นแตย่ งั ไมไ่ ด้ ช่องเทา่ นนั้ สว่ นผ้ทู ากรรมดี ที่ไมไ่ ด้รับสขุ ในขณะนนั้ เพราะกรรมชว่ั ที่เขาได้ทาไว้ในอดตี กาลงั ให้ผลอยู่ จงึ ต้องรับทกุ ข์ลาบากอยใู่ น ขณะนนั้ แตก่ รรมดีท่ีทาไว้นนั้ ยงั ไมส่ ญู หายไป ยงั ติดตามเขาไปเหมือนเงาตามตวั ฉะนนั้ เม่ือได้ช่องก็ยอ่ มให้ผลทนั ที ฯ (ปี 2545) ในกรรม ๑๒ กรรมที่ให้ผลตามลาดบั ได้แก่กรรมอะไรบ้าง ? อปุ ฆาตกกรรม มีอธิบายอยา่ งไร ? ตอบ ได้แก่ ๑) ครุกรรม กรรมหนกั ๒) พหลุ กรรม หรือ อาจิณณกรรม กรรมชิน ๓) อาสนั นกรรม กรรมเม่อื จวนเจียน ๔) กตตั ตากรรม กรรมสกั วา่ ทา ฯ อปุ ฆาตกกรรมเป็ นกรรมทีแ่ รง ซง่ึ ตรงกนั ข้ามกบั ชนกกรรม และอปุ ัตถมั ภกกรรม เข้าตดั รอนการให้ผลของกรรมสองอยา่ งนนั้ ให้ขาดไป เสยี ทีเดียว เชน่ เกิดในตระกลู สงู มง่ั คง่ั แตอ่ ายสุ นั้ เป็ นต้น ฯ (ปี 2544) กรรมหมายถึงการกระทาเชน่ ไร ? ทิฏฐธรรมเวทนยี กรรม และอปุ ปัชชเวทนยี กรรม คือกรรมเชน่ ไร ? ตอบ หมายถึงการกระทาทางกาย วาจา ใจ ทม่ี ีเจตนาจงใจทา เป็ นได้ทงั้ ฝ่ ายดี ฝ่ ายชวั่ หรือเป็ นกลาง ๆฯ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือกรรมให้ผลในภพปัจจบุ นั อปุ ปัชชเวทนยี กรรม คอื กรรมให้ผลในภพที่จะเกิดถดั ไป ฯ  เวทนา ๓ ได้แก่ สขุ ทกุ ข์ เฉย ๆ  เวทนา ๕ ๑. สุข ความสบายกาย ๒. โสมนัส ความสขุ ทางใจ ๓. ทุกข์ ความไมส่ บายกาย ๔. โทมนัส ความทกุ ข์ทางใจ 18 | P a g e

๕. อุเบกขา ความรู้สกึ เฉยๆ (ปี 2557) ความรู้สกึ เฉยๆ ทางกาย กบั ความรู้สกึ เฉยๆ ทางใจ จดั เข้าในเวทนา ๕ อยา่ งไร? ตอบ ความรู้สกึ เฉยๆ ทางกาย จดั เป็ นสขุ ความรู้สกึ เฉยๆ ทางใจ จดั เป็ นอเุ บกขา ฯ (ปี 2550) เวทนา ๓ และเวทนา ๕ ได้แกอ่ ะไรบ้าง ? จดั กลมุ่ เทียบกนั ได้อยา่ งไร ? ตอบ เวทนา ๓ ได้แก่ สขุ ทกุ ข์ เฉย ๆ คอื ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ สว่ นเวทนา ๕ ได้แก่ สขุ โสมนสั ทกุ ข์ โทมนสั อเุ บกขา ฯ ในเวทนา ๓ สขุ คอื สขุ กายและสขุ ใจ ซง่ึ ในเวทนา ๕ สขุ กายก็คอื สขุ และสขุ ใจก็คือโสมนสั ในเวทนา ๓ ทกุ ข์ คือ ทกุ ข์กายและทกุ ข์ใจ ซง่ึ ในเวทนา ๕ ทกุ ข์กายก็คอื ทกุ ข์ และทกุ ข์ใจก็คอื โทมนสั สว่ นในเวทนา ๓ เฉย ๆ คอื ไมส่ ขุ ไมท่ กุ ข์ ในเวทนา ๕ ก็คอื อเุ บกขานน่ั เอง  พุทธจริยา ๓ พระจริยาวตั รของพระพทุ ธเจ้า ๑. โลกัตถจริยา การบาเพญ็ ประโยชน์แก่ชาวโลก ในฐานะท่ีทรงเป็ นโลกนาถ ๒. ญาตัตถจริยา การบาเพญ็ ประโยชน์แก่เหลา่ พระประยรู ญาติ ในฐานะที่ทรงเป็ นสายโลหิตเดียวกนั ๓. พุทธัตถจริยา การบาเพญ็ ประโยชน์ในฐานะทท่ี รงเป็ นพระพทุ ธเจ้า (ปี 2558) โลกตั ถจริยา ท่ีพระพทุ ธองค์ทรงประพฤติเป็ นประโยชน์แก่โลกนนั้ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ มอี ธิบายวา่ ทรงประพฤติเป็ นประโยชน์แกม่ หาชนที่นบั วา่ สตั วโลกทวั่ ไป เชน่ ทรงแผ่ พระญาณตรวจดสู ตั วโลกทกุ เช้าคา่ ผ้ใู ด ปรากฏในขา่ ยพระญาณ เสดจ็ ไปโปรดผ้นู นั้ สรุปคือ ทรงสงเคราะห์คนทงั้ หลายโดยฐานเป็ นเพื่อนมนษุ ย์ด้วยกนั ฯ (ปี 2548) พระพทุ ธเจ้าทรงประพฤตปิ ระโยชน์โดยฐานเป็ นพระพทุ ธเจ้าท่ีเรียกวา่ พทุ ธตั ถจริยา คือทรงประพฤตอิ ยา่ งไร ? ตอบ ทรงทาหน้าท่ขี องพระพทุ ธเจ้า คอื ได้ทรงแสดงธรรมประกาศพระศาสนาให้บริษัททงั้ คฤหสั ถ์และบรรพชิตรู้ทว่ั ถงึ ธรรมตามภมู ิชนั้ และทรงบญั ญตั สิ กิ ขาบท อนั เป็ นอาทพิ รหมจรรย์และอภิสมาจาร ฯ (ปี 2544) ปาฏหิ าริย์คืออะไร ? พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งปาฏหิ าริย์อะไรวา่ เป็ นอศั จรรย์ยิ่งกวา่ ปาฏิหาริย์อื่น ? พทุ ธจริยา และพทุ ธิจริต ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ คอื การกระทาที่ให้บงั เกิดผลเป็ นอศั จรรย์ ฯ ทรงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏหิ าริย์วา่ เป็ นอศั จรรย์ย่ิงกวา่ ปาฏหิ าริย์อนื่ ฯ พทุ ธจริยา คอื พระจริยาของพระพทุ ธเจ้า พทุ ธิจริต คือผ้มู ีความรู้เป็ นปกติ ฯ หมวด ๔  อปัสเสนธรรม ๔ ธรรมเป็นทีพ่ ึงพิง ๑. พิจารณาแล้วเสพของอย่างหน่ึง ๒. พิจารณาแล้วอดกลนั้ ของอย่างหน่ึง ๓. พิจารณาแล้วเว้นของอย่างหน่ึง ๔. พิจารณาแล้วบรรเทาของอย่างหน่ึง 19 | P a g e

(ปี 2558) อปัสเสนธรรมข้อวา่ “พจิ ารณาแล้วบรรเทาของอยา่ งหนง่ึ ” ของอยา่ งหนงึ่ นนั้ คอื อะไร ? ตอบ คอื อกศุ ลวิตกอนั สมั ปยตุ ด้วยกาม พยาบาท วิหงิ สา ฯ (ปี 2555) อปัสเสนธรรม (ธรรมเป็ นที่พงึ พงิ ) ข้อที่ ๒ วา่ พจิ ารณาแล้วอดกลนั้ ของอยา่ งหนงึ่ นนั้ มีอธิบายอยา่ งไร? ตอบ มอี ธิบายวา่ อดกลนั้ อารมณ์อนั ไมเ่ ป็ นทีเ่ จริญใจ ตา่ งโดยหนาว ร้อน หวิ กระหาย ถ้อยคาเสยี ดแทง และทกุ ขเวทนาอนั แรงกล้า ฯ (ปี 2546) ในอปัสเสนธรรม ข้อวา่ “ พิจารณาแล้วเสพของอยา่ งหนง่ึ ” คาวา่ “ ของอยา่ งหนงึ่ ” ในข้อนไี ้ ด้แกอ่ ะไร ? ผ้พู ิจารณาตามข้อ \"พจิ ารณาแล้วเสพของอยา่ งหนงึ่ \" นนั้ ได้ประโยชน์อยา่ งไร ? ตอบ ได้แก่ ปัจจยั ๔ บคุ คล และธรรม เป็ นต้น ทที่ าให้เกิดความสบาย ฯ ได้ประโยชน์อยา่ งนี ้ คอื ทากศุ ลท่ยี งั ไมเ่ กิดให้เกิดขนึ ้ ทากศุ ลที่เกิดขนึ ้ แล้วให้เจริญยิ่งขนึ ้ ทากิเลสและอกศุ ลทเ่ี กิดขนึ ้ แล้วให้เสอื่ มไป ฯ  อริยวงศ์ ๔ ปฏปิ ทาของพระอริยบคุ คลผ้เู ป็ นสมณะ ๑. สันโดษด้วยจีวรตามมตี ามเกิด ๒. สันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามเกิด ๓. สันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามเกดิ ๔. ยนิ ดีในการเจริญกุศลและในการละอกุศล (ปี 2562) ปฏปิ ทาของพระอริยบคุ คลผ้เู ป็ นสมณะ เรียกวา่ อะไร ? มีอะไรบ้าง ? ตอบ เรียกวา่ อริยวงศ์ ฯ มี ๔ คือ ๑. สนั โดษด้วยจีวรตามมตี ามเกิด ๒. สนั โดษด้วยบณิ ฑบาตตามมตี ามเกิด ๓. สนั โดษด้วยเสนาสนะตามมตี ามเกิด ๔. ยินดีในการเจริญกศุ ลและในการละอกศุ ลฯ (ปี 2555) อริยวงศ์คอื อะไร มกี ่ีอยา่ ง ข้อที่ ๔ วา่ อยา่ งไร? ตอบ คอื ปฏิปทาของพระอริยบคุ คลผ้เู ป็ นสมณะ มี ๔ อยา่ ง ฯ ข้อท่ี ๔ วา่ ยินดีในการเจริญกศุ ลและในการละอกศุ ล ฯ (ปี 2547) ภกิ ษุผ้ไู ด้รับการสรรเสริญวา่ ดารงอยใู่ นอริยวงศ์ เพราะเป็ นผ้ปู ฏิบตั อิ ยา่ งไร ? เมื่อดารงอยใู่ นอริยวงศ์ถกู ต้องดแี ล้วจะได้รับผลอยา่ งไร ? ตอบ เพราะเป็ นผ้สู นั โดษด้วยจีวร บณิ ฑบาต เสนาสนะตามมตี ามได้ และยินดีในการเจริญกศุ ลและในการละอกศุ ล ไมย่ กตนขม่ ผ้อู ื่น ขยนั ไมเ่ กียจคร้าน มสี มั ปชญั ญะ มสี ติ ฯ ยอ่ มได้รับผลคอื ความสขุ ใจและปลอดโปร่งใจเพราะความประพฤตดิ ปี ฏิบตั ชิ อบของตน และไมต่ ้องเดือดร้อนใจเพราะความเดอื ดร้อน เนอ่ื งด้วยการแสวงหาไมส่ มควรและประพฤติเสยี หายโดยประการตา่ งๆ ยอ่ มครอบงาความยนิ ดแี ละความไมย่ นิ ดีเสยี ได้ ความยินดี และความไมย่ นิ ดกี ็ไมอ่ าจครอบงาทา่ นได้ และใครๆ ก็ไมอ่ าจตเิ ตียนทา่ นได้ ฯ (ปี 2543) อปั ปมญั ญา ๔ กบั พรหมวิหาร ๔ ตา่ งกนั อยา่ งไร ? อะไรเรียกวา่ อริยวงศ์ ? แจกออกเป็ นเทา่ ไร ? อะไรบ้าง ? 20 | P a g e

ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนคี ้ อื อปั ปมญั ญาได้แกก่ ารแผโ่ ดยไมเ่ จาะจงตวั และไมม่ ีจากดั สว่ นพรหมวหิ ารได้แกก่ ารแผโ่ ดยเจาะจงตวั หรือ โดยไมเ่ จาะจงตวั แตย่ งั จากดั มงุ่ เอาหมนู่ หี ้ มนู่ นั้ ฯ ปฏิปทาของพระอริยบคุ คลผ้เู ป็ นสมณะเรียกวา่ อริยวงศ์ แจกออกเป็ น ๔ คอื ๑) สนั โดษด้วยจีวรตามมตี ามเกิด ๒) สนั โดษด้วยบณิ ฑบาตตามมีตามเกิด ๓) สนั โดษด้วยเสนาสนะตามมตี ามเกิด ๔) ยนิ ดีในการเจริญกศุ ลและในการละอกศุ ล ฯ  อัปปมัญญา ๔ (ไมม่ ีขอบเขต, ไมม่ ีประมาณ) ธรรมคือเมตตา กรุณา มทุ ติ า อเุ บกขา ทแ่ี ผไ่ ปในสรรพสตั ว์ทงั้ หลายอยา่ งไมม่ ี ขอบเขต ๑. เมตตา ความรักใคร่ ,ความหวงั ดี หรือปรารถนาให้ผ้อู ื่นเป็ นสขุ ๒. กรุณา สงสาร หรือปรารถนาให้ผ้อู ่ืนพ้นจากความทกุ ข์ หรือความปราณี ๓. มุทติ า พลอยยนิ ดี หรือยนิ ดีเม่ือผ้อู นื่ มีความสขุ ๔. อุเบกขา วางเฉย หรือวางใจเป็นกลางเมื่อเห็นวา่ สตั ว์โลกยอ่ มเป็ นไปตามกรรม ไมอ่ าจชว่ ยเหลอื ได้ (ปี 2561) เมตตา มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร ? เมตตาในพรหมวหิ ารและในอปั ปมญั ญา ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ มคี วามหมายวา่ ปรารถนาความสขุ ความเจริญตอ่ ผ้อู น่ื ด้วยความจริงใจ ฯ ตา่ งกนั โดยวธิ ีแผ่ คือ แผโ่ ดยเจาะจงก็ดี โดยไมเ่ จาะจงก็ดี จดั เป็ นพรหมวิหาร ถ้าแผโ่ ดยไมเ่ จาะจงไมจ่ ากดั จดั เป็ นอปั ปมญั ญา ฯ (ปี 2557) การแผเ่ มตตาในพรหมวหิ าร กบั ในอปั ปมญั ญา ตา่ งกนั อยา่ งไร? ตอบ ในพรหมวหิ าร เป็ นการแผเ่ มตตาโดยเจาะจงตวั หรือเจาะจงหมคู่ ณะ สว่ นในอปั ปมญั ญา เป็ นการแผม่ เตตาโดยไมเ่ จาะจงตวั ไมม่ ีจากดั ฯ (ปี 2554) เมตตากบั ปรานีมีความหมายตา่ งกนั หรือเหมือนกนั อยา่ งไร ? และอยา่ งไหนกาจดั วติ กอะไร ? ตอบ เมตตาหมายถงึ ความรักใคร่หรือความหวงั ดี ปรานีหมายถงึ ความปรารถนาให้ผ้อู น่ื พ้นจากความทกุ ข์เข้าลกั ษณะแหง่ กรุณา ฯ เมตตากาจดั พยาบาทวิตก ปรานีกาจดั วิหิงสาวิตก ฯ (หมายเหตุ คําว่า “วติ ก” ในทีน่ ี้ หมายถึง อกุศลวิตก ๓ ไดแ้ ก่ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) (ปี 2549) พรหมวหิ ารกบั อปั ปมญั ญา ตา่ งกนั อยา่ งไร ? อยา่ งไหนเป็ นปฏปิ ทาโดยตรงของภกิ ษุในพระธรรมวินยั นี ้? ตอบ ตา่ งกนั โดยวิธีแผ่ คือ แผโ่ ดยเจาะจงตวั ก็ดี โดยไมเ่ จาะจงตวั ก็ดี แตย่ งั จากดั หมนู่ นั้ หมนู่ จี ้ ดั เป็ นพรหมวิหาร ถ้าแผโ่ ดยไมเ่ จาะจงไมจ่ ากดั จดั เป็ นอปั ปมญั ญา ฯ อปั ปมญั ญาเป็ นปฏปิ ทาของภิกษุในพระธรรมวนิ ยั นี ้ฯ (ปี 2543) อปั ปมญั ญา ๔ กบั พรหมวิหาร ๔ ตา่ งกนั อยา่ งไร ? อะไรเรียกวา่ อริยวงศ์ ? แจกออกเป็ นเทา่ ไร ? อะไรบ้าง ? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนคี ้ ือ อปั ปมญั ญาได้แกก่ ารแผโ่ ดยไมเ่ จาะจงตวั และไมม่ จี ากดั สว่ นพรหมวหิ ารได้แก่การแผโ่ ดยเจาะจงตวั หรือ โดยไมเ่ จาะจงตวั แตย่ งั จากดั มงุ่ เอาหมนู่ หี ้ มนู่ นั้ ฯ 21 | P a g e

ปฏปิ ทาของพระอริยบคุ คลผ้เู ป็ นสมณะเรียกวา่ อริยวงศ์ แจกออกเป็ น ๔ คือ ๑) สนั โดษด้วยจีวรตามมตี ามเกิด ๒) สนั โดษด้วยบณิ ฑบาตตามมตี ามเกิด ๓) สนั โดษด้วยเสนาสนะตามมตี ามเกิด ๔) ยินดใี นการเจริญกศุ ลและในการละอกศุ ล ฯ  ทักขณิ าวิสุทธิ ๔ ความบริสทุ ธิ์แหง่ ทกั ขณิ า (ทกั ขิณา คือ ของทาบญุ ) ๑. บริสุทธ์ิฝ่ ายทายก ฝ่ ายปฏิคาหกไม่บริสุทธ์ิ ๒. บริสุทธ์ิฝ่ ายปฏิคาหก ฝ่ ายทายกไม่บริสุทธ์ิ ๓. ไม่บริสุทธ์ิทงั้ ฝ่ ายทายก และฝ่ ายปฏิคาหก ๔. บริสุทธ์ิทัง้ ฝ่ ายทายก และฝ่ ายปฏิคาหก (ปี 2556) ทกั ขณิ าวิสทุ ธิ มีอะไรบ้าง? อยา่ งไหนให้อานสิ งส์มากทสี่ ดุ ? ตอบ ทกั ขิณาบางอยา่ ง บริสทุ ธ์ฝ่ ายทายก ไมบ่ ริสทุ ธ์ฝ่ ายปฏิคาหก ทกั ขณิ าบางอยา่ ง บริสทุ ธ์ฝ่ ายปฏคิ าหก ไมบ่ ริสทุ ธ์ฝ่ ายทายก ทกั ขิณาบางอยา่ ง ไมบ่ ริสทุ ธ์ทงั้ ฝ่ ายทายก ทงั้ ฝ่ ายปฏคิ าหก ทกั ขณิ าบางอยา่ ง บริสทุ ธ์ทงั้ ฝ่ ายทายก ทงั้ ฝ่ ายปฏิคาหก ฯ อยา่ งท่ี ๔ คือ ทกั ขณิ าทบ่ี ริสทุ ธ์ทงั้ ฝ่ ายทายก ทงั้ ฝ่ ายปฏคิ าหก ฯ (ปี 2554) ทกั ขิณา คืออะไร? ทกั ขณิ านนั้ จะบริสทุ ธิ์หรือไมบ่ ริสทุ ธิ์ ในฝ่ ายทายกและในฝ่ ายปฏิคาหกนนั้ มอี ะไรเป็ นเครื่องหมาย? ตอบ คือ ของทาบญุ ฯ ทกั ขณิ าจะบริสทุ ธิ์ มีศลี มกี ลั ยาณธรรมเป็ นเครื่องหมาย ทกั ขิณาจะไมบ่ ริสทุ ธิ์ มที ศุ ลี มีบาปธรรมเป็ นเครื่องหมาย ฯ (ปี 2549) ทกั ขณิ า คืออะไร ? ทกั ขิณานนั้ จะบริสทุ ธ์ิหรือไมบ่ ริสทุ ธ์ิ มีอะไรเป็ นเคร่ืองหมาย ? ตอบ คือ ของทาบญุ ฯ มีศลี มีกลั ยาณธรรมของทายก หรือปฏคิ าหกฝ่ ายใดฝ่ ายหนงึ่ เป็ นเครื่องหมายให้รู้วา่ บริสทุ ธิ์ และมีความเป็ นผ้ทู ศุ ีลและอธรรม ของทายกหรือปฏคิ าหกฝ่ ายใดฝ่ ายหนง่ึ เป็ นเคร่ืองหมายให้ร้วู า่ ไมบ่ ริสทุ ธิ์ ฯ (ปี 2546) คาวา่ ทกั ขณิ า ในทกั ขิณาวิสทุ ธินนั้ หมายถึงอะไร ? ทกั ขณิ าจะไมบ่ ริสทุ ธ์ิ และบริสทุ ธิ์ กาหนดรู้ได้อยา่ งไร ? ตอบ หมายถงึ ของทาบญุ ฯ กาหนดรู้ได้อยา่ งนี ้ ทงั้ ทายก ทงั้ ปฏคิ าหกเป็ นผ้ไู มบ่ ริสทุ ธ์ิ ทกั ขณิ านนั้ ช่ือวา่ ไมบ่ ริสทุ ธิ์ทงั้ สองฝ่ าย ฝ่ ายใดฝ่ ายหนงึ่ บริสทุ ธ์ิ ช่ือวา่ บริสทุ ธิ์ฝ่ ายเดียว ทงั้ สองฝ่ ายบริสทุ ธิ์ ชื่อวา่ บริสทุ ธ์ิทงั้ สองฝ่ าย ฯ 22 | P a g e

 อวิชชา ๔ ความไมร่ ู้ ๑. ไม่รู้ในทุกข์ ๒. ไม่รู้ในทุกขสมุทัย ๓. ไม่รู้ในทุกขนิโรธ ๕. ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.  อวิชชา ๘ ความไมร่ ู้ ๑. ไม่รู้จักทุกข์ ๒. ไม่รู้จักเหตุเกดิ แห่งทุกข์ ๓. ไม่รู้จกั ความดบั ทุกข์ ๔. ไม่รู้จักทางถงึ ความดับทุกข์ ๕. ไม่รู้จกั อดตี คือไมร่ ู้จกั สาวหลงั เม่อื พบเหน็ ผลในปัจจบุ นั ไมร่ ู้จกั สาวหาต้นเค้าวา่ อะไรเป็ นเหตใุ ห้เกิดมีขนึ ้ . ๖. ไม่รู้จกั อนาคต คอื ไมร่ ู้จกั คิดลว่ งหน้า ไมอ่ าจปรารภการที่ทา หรือเหตอุ นั เกิดขนึ ้ ในปัจจบุ นั วา่ จกั มีผลเป็ นอยา่ งนนั้ ๆ. ๗. ไม่รู้จักทัง้ อดตี ทงั้ อนาคต คือไมร่ ู้จกั โยงเหตใุ นอดีต และผลในอนาคตให้เน่อื งถึงกนั . ๘. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท คือไมร่ ู้จกั กาหนดสภาวะนนั้ ๆ โดยความเป็ นเหตเุ ป็ นผลแหง่ กนั และกนั เนอื่ งกนั ไป ดจุ ลกู โซ่ เกี่ยวกนั เป็ นสาย (ปี 2561) ในอวชิ ชา ๘ ข้อทว่ี า่ ไมร่ ู้จกั อนาคต มีอธิบายวา่ อยา่ งไร ? ตอบ มีอธิบายวา่ ไมร่ ู้จกั คิดลว่ งหน้า ไมอ่ าจปรารภการท่ที า หรือเหตอุ นั เกิดขนึ ้ ในปัจจบุ นั วา่ จกั มีผลเป็ นอยา่ งนนั้ ๆ ฯ  โอฆะ ๔ กิเลสเป็ นดจุ กระแสนา้ อนั ทว่ มใจสตั ว์ (กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา) ๑. กาโมฆะ โอฆะคือกาม ๒. ภโวฆะ โอฆะคอื ภพ ๓. ทิฏโฐฆะ โอฆะคือทิฏฐิ ๔. อวชิ โชฆะ โอฆะคืออวชิ ชา  อาสวะ ๔ กิเลสเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นสนั ดาน ๑. กามาสวะ อาสวะคอื กาม (อาสวะเป็ นเหตอุ ยากได้) ๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ (อาสวะเป็ นเหตอุ ยากเป็ น) ๓. ทิฏฐาสวะ อาสวะคอื ทิฏฐิ ๔. อวชิ ชาสวะ อาสวะคืออวิชชาความเขลา  โยคะ ๔ กิเลสเคร่ืองประกอบสตั ว์ไว้ในภพ ๑. กามโยคะ กิเลสเครื่องประกอบคือกาม (ตรึงให้ติดอยกู่ บั กามคณุ ) ๒. ภวโยคะ กิเลสเครื่องประกอบคอื ภพ (ตรึงให้ติดอยกู่ บั ความยินดใี นอตั ภาพของตน ตลอดจนชอบใจ ในรูปภพ อรูป ภพ) ๓. ทฏิ ฐิโยคะ กิเลสเคร่ืองประกอบคอื ทฏิ ฐิ (ตรึงให้ตดิ อยกู่ บั ความเห็นผดิ จากทานองคลองธรรม) 23 | P a g e

๔. อวชิ ชาโยคะ กิเลสเคร่ืองประกอบคืออวิชชา (ตรึงให้ติดอยกู่ บั ความหลง) (ปี 2560) ทฏิ ฐิ ความเห็นผดิ ทา่ นเรียกวา่ โอฆะ โยคะ อาสวะ เพราะเหตใุ ด ? ตอบ เรียกวา่ โอฆะ เพราะเป็ นดจุ กระแสนา้ าอนั ทว่ มใจสตั ว์ เรียกวา่ โยคะ เพราะประกอบสตั ว์ไว้ในภพ เรียกวา่ อาสวะ เพราะเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นกระแสจิต ฯ (ปี 2557) กิเลส ชื่อวา่ โอฆะ โยคะ และอาสวะ เพราะเหตไุ ร? ตอบ ชื่อวา่ โอฆะ เพราะดจุ เป็ นกระแสนา้ อนั ทว่ มใจสตั ว์ ช่ือวา่ โยคะ เพราะประกอบสตั ว์ไว้ในภพ ช่ือวา่ อาสวะ เพราะเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นสนั ดาน ฯ (ปี 2553) กาม ภพ ทฏิ ฐิ และอวชิ ชา ได้ชื่อวา่ โอฆะ โยคะ และอาสวะ เพราะเหตไุ ร ? ตอบ ได้ช่ือวา่ โอฆะ เพราะเป็ นดจุ กระแสนา้ อนั ทว่ มใจสตั ว์ ได้ช่ือวา่ โยคะ เพราะประกอบสตั ว์ไว้ในภพ ได้ช่ือวา่ อาสวะ เพราะเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นสนั ดาน ฯ (ปี 2544) กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา เพราะเหตไุ รจงึ เรียกวา่ โอฆะ โยคะ อาสวะ ? กิจในอริยสจั แตล่ ะอยา่ งนนั้ มีอะไรบ้าง ? ตอบ เรียกวา่ โอฆะ เพราะเป็ นดจุ กระแสนา้ อนั ทว่ มใจสตั ว์ เรียกวา่ โยคะ เพราะประกอบสตั ว์ไว้ในภพ เรียกวา่ อาสวะ เพราะเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นสนั ดาน ฯ มี ๔ คือ ๑) ปริญญา กาหนดรู้ทกุ ขสจั ๒) ปหานะ ละสมทุ ยั สจั ๓) สจั ฉิกรณะ ทาให้แจ้งนิโรธสจั ๔) ภาวนา ทามคั คสจั ให้เกิด ฯ  อบาย ๔ ภมู ิ กาเนิดหรือพวก อนั หาความเจริญมไิ ด้ ๑. นิรยะ นรก ๒. ตริ ัจฉานโยนิ กาเนิดดิรัจฉาน ๓. ปิ ตตวิ สิ ยั ภมู ิแหง่ เปรต ๔. อสุรกาย พวกอสรุ (ปี 2551) อบาย ได้แก่อะไร ? มีอะไรบ้าง ? ตอบ ได้แก่ ภมู ิ กาเนดิ หรือพวก อนั หาความเจริญมไิ ด้ ฯ มี นิรยะ คอื นรก ตริ ัจฉานโยนิ คอื กาเนิดดริ ัจฉาน ปิ ตติวสิ ยั คือภมู ิแหง่ เปรต อสรุ กาย คอื พวกอสรุ ะ ฯ (ปี 2545) อาหารของสตั ว์นรก และเปรต คอื อะไร ? คนจาพวกไหนเปรียบเหมอื นอสรุ กาย ในอบาย ๔ ? 24 | P a g e

ตอบ อาหารของสตั ว์นรกคอื กรรม สว่ นของเปรตคอื กรรมและผลทานท่ีญาติมติ รทาบญุ อทุ ศิ ให้ ฯ คนลอบทาโจรกรรม หลอกลวงฉกชิงเอาทรัพย์ของผ้อู ่ืน เปรียบเหมือนอสรุ กาย ฯ  โยนิ ๔ หรือเรียกอีกอยา่ งหนง่ึ วา่ กาเนิด ๔ ๑. ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ ๒. อณั ฑชะ เกิดในไข่ ๓. สงั เสทชะ เกิดในเถ้าไคล ๔. โอปปาตกิ ะ เกิดผดุ ขนึ ้ (ปี 2550) โยนิ คอื อะไร ? มอี ะไรบ้าง ? เทวดา และสตั ว์นรก จดั อยใู่ นโยนิไหน ? ตอบ คอื กาเนดิ ฯ มี ชลาพชุ ะ เกิดในครรภ์ อณั ฑชะ เกิดในไข่ สงั เสทชะ เกิดในเถ้าไคล โอปปาติกะ เกิดผดุ ขนึ ้ ฯ จดั อยใู่ น โอปปาติกะ ฯ (ปี 2543) อปุ าทานคอื อะไร ? มีกี่อยา่ ง ? อะไรบ้าง ? กาเนดิ ๔ มีอะไรบ้าง ? ตอบ อปุ าทาน คือการถือมนั่ ข้างเลว ได้แก่การถือรัน้ มี ๔ คือ กามปุ าทาน ถือมน่ั ในกาม ๑ ทฏิ ฐุปาทาน ถือมน่ั ทฏิ ฐิ ๑ สลี พั พตุ ปาทาน ถือมน่ั ศีลพรต ๑ อตั ตวาทปุ าทาน ถือมน่ั วาทะวา่ ตน ๑ ฯ กาเนดิ ๔ คอื ชลาพชุ ะ เกดิ ในครรภ์ ๑ อณั ฑชะ เกิดในไข่ ๑ สงั เสทชะ เกิดในเถ้าไคล ๑ โอปปาติกะ เกิดผดุ ขนึ ้ ๑  อุปาทาน ๔ ความยดึ มน่ั ถือมน่ั (คือ ถือมนั่ ข้างเลว ได้แกถ่ ือรัน้ ) ๑. กามุปาทาน ความถือมน่ั ในกาม (ถือมน่ั วตั ถกุ ามด้วยอานาจกามตณั หา หมกมนุ่ อยวู่ า่ นนั่ ของเรา จนเป็ น เหตุ อิสสาหรือหงึ ) ๒. ทฏิ ฐุปาทาน ความถือมนั่ ในทิฐิ (ถือมน่ั ความเหน็ ผิดด้วยอานาจหวั ดือ้ จนเป็ นเหตเุ ถียงกนั ทะเลาะกนั ) ๓. สลี ัพพตุปาทาน ความถือมนั่ ในศีลพรต (ถือมน่ั ศีลพรต คอื ธรรมเนยี มทีเ่ คยประพฤตมิ าจนชิน ด้วยอานาจความ เช่ือวา่ ขลงั จนเป็ นเหตหุ วั ดือ้ งมงาย) ๔. อัตตวาทุปาทาน ความถือมนั่ ในวาทะวา่ ตน (ถือเรา ถือเขาด้วยอานาจมานะ จนเป็ นเหตถุ ือพวก) (ปี 2558) อปุ าทาน คอื อะไร ? การถือเราถือเขาด้วยอานาจมานะ จนเป็ นเหตถุ ือพวก จดั เป็ นอปุ าทานอะไร ในอปุ าทาน ๔ ? ตอบ คือ การถือมนั่ ข้างเลว ได้แกถ่ ือรัน้ ฯ จดั เป็ นอตั ตวาทปุ าทาน ฯ (ปี 2548) ทฏิ ฐุปาทาน และสลี พั พตปุ าทาน คืออะไร ? ตอบ ทิฏฐุปาทาน คือถือมนั่ ความเห็นผดิ ด้วยอานาจหวั ดอื ้ จนเป็ นเหตเุ ถียงกนั ทะเลาะกนั สลี พั พตปุ าทาน คอื ถือมน่ั ธรรมเนยี มทเี่ คยประพฤติมาจนชินด้วยอานาจความเชื่อวา่ ขลงั จนเป็ นเหตหุ วั ดอื ้ งมงาย ฯ (ปี 2543) อปุ าทานคืออะไร ? มกี ี่อยา่ ง ? อะไรบ้าง ? กาเนดิ ๔ มอี ะไรบ้าง ? 25 | P a g e

ตอบ อปุ าทาน คือการถือมนั่ ข้างเลว ได้แก่การถือรัน้ มี ๔ คือ กามปุ าทาน ถือมนั่ ในกาม ๑ ทิฏฐุปาทาน ถือมน่ั ทิฏฐิ ๑ สลี พั พตุ ปาทาน ถือมน่ั ศีลพรต ๑ อตั ตวาทปุ าทาน ถือมนั่ วาทะวา่ ตน ๑ ฯ กาเนิด ๔ คอื ชลาพชุ ะ เกิดในครรภ์ ๑ อณั ฑชะ เกิดในไข่ ๑ สงั เสทชะ เกิดในเถ้าไคล ๑ โอปปาตกิ ะ เกิดผดุ ขนึ ้ ๑  กิจในอริยสัจ ๔ สงิ่ ทค่ี วรทา หรือข้อที่ควรปฏบิ ตั ิในอริยสจั ๑. ปริญญา กาหนดรู้ทกุ ขสจั ๒. ปหานะ ละสมทุ ยั สจั ๓. สจั ฉิกรณะ ทาให้แจ้งนิโรธสจั ๔. ภาวนา ทามคั คสจั ให้เกิด (ปี 2562) กิจในอริยสจั ๔ มอี ะไรบ้าง ? ตอบ มี ๑) ปริญญา กาหนดรู้ทกุ ขสจั ๒) ปหานะ ละสมทุ ยั สจั ๓) สจั ฉิกรณะ ทาให้แจ้งนโิ รธสจั ๔) ภาวนา ทามคั คสจั ให้เกิด ฯ (ปี 2544) กาม ภพ ทิฏฐิ อวชิ ชา เพราะเหตไุ รจึงเรียกวา่ โอฆะ โยคะ อาสวะ ? กิจในอริยสจั แตล่ ะอยา่ งนนั้ มอี ะไรบ้าง ? ตอบ เรียกวา่ โอฆะ เพราะเป็ นดจุ กระแสนา้ อนั ทว่ มใจสตั ว์ เรียกวา่ โยคะ เพราะประกอบสตั ว์ไว้ในภพ เรียกวา่ อาสวะ เพราะเป็ นสภาพหมกั หมมอยใู่ นสนั ดาน ฯ มี ๔ คอื ๑) ปริญญา กาหนดรู้ทกุ ขสจั ๒) ปหานะ ละสมทุ ยั สจั ๓) สจั ฉิกรณะ ทาให้แจ้งนิโรธสจั ๔) ภาวนา ทามคั คสจั ให้เกิด ฯ หมวด ๕  มาร ๕ (ผฆู้ ่าหรือผกู้ ําจดั ) สงิ่ ท่ลี ้างผลาญทาลายความดี ชกั นาให้ทาบาปกรรม ปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้ทาความดี จนถึงปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้ เข้าใจสรรพสง่ิ ตามความเป็ นจริง ฯ ๑. ขนั ธมาร มารคือขนั ธ์ ๕ (ปัญจขนั ธ์) ๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส ๓. อภสิ งั ขารมาร มารคอื อภิสงั ขาร ๔. เทวปุตตมาร มารคอื เทวดา ๕. มัจจุมาร มารคอื ความตาย (ปี 2561) มาร ๕ คืออะไรบ้าง ? กิเลสได้ชื่อวา่ มารเพราะเหตไุ ร ? ตอบ คอื ปัญจขนั ธ์ กิเลส อภสิ งั ขาร มรณะ และ เทวบตุ ร ฯ ได้ชื่อวา่ มาร เพราะผ้ทู ีต่ กอยใู่ นอานาจแหง่ กิเลสแล้ว กิเลสยอ่ มผกู รัดไว้บ้าง ยอ่ มทาให้เสยี คนบ้าง ฯ (ปี 2560 และ 2555) ปัญจขนั ธ์ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าตรัสวา่ เป็ นมาร มีอธิบายวา่ อยา่ งไร ? 26 | P a g e

ตอบ มีอธิบายวา่ ปัญจขนั ธ์นนั้ บางทีทาความลาบาก บางทีทาให้เกิดความเบื่อหนา่ ย จนถึงฆา่ ตวั ตายก็มี ฯ (ปี 2559 และ 2548) มจั จมุ ารได้แกอ่ ะไร ? ได้ช่ือวา่ เป็ นมารเพราะเหตไุ ร ? ตอบ ได้แกค่ วามตาย ฯ ชื่อวา่ เป็ นมาร เพราะเมื่อความตายเกิดขนึ ้ บคุ คลยอ่ มหมดโอกาสทจี่ ะทาประโยชน์ใด ๆ อกี ตอ่ ไป ฯ (ปี 2556) ในพระพทุ ธศาสนาพดู เร่ืองมารไว้มาก อยากทราบวา่ คาวา่ มาร หมายถงึ อะไร? กิเลสได้ช่ือวา่ มารเพราะเหตไุ ร? ตอบ หมายถึงสงิ่ ทีล่ ้างผลาญทาลายความดี ชกั นาให้ทาบาปกรรม ปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้ทาความดี จนถึงปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้เข้าใจสรรพสง่ิ ตามความ เป็ นจริง ฯ เพราะผ้ทู ี่ตกอยใู่ นอานาจของกิเลสแล้ว ยอ่ มจะถกู ผกู มดั ไว้บ้าง ถกู ทาให้เสยี คนบ้าง ฯ (ปี 2552) มารมอี ะไรบ้าง อกศุ ลกรรมจดั เป็ นมารประเภทใด? ตอบ มดี งั นี ้ ๑)ขนั ธมาร มารคอื ปัญจขนั ธ์ ๒)กิเลสมาร มารคอื กิเลส ๓)อภสิ งั ขารมาร มารคืออภสิ งั ขาร ๔)เทวปตุ ตมาร มารคือเทวดา ๕)มจั จมุ าร มารคอื ความตาย อกศุ ลกรรมเป็ นมารประเภทอภสิ งั ขารมาร ฯ (ปี 2549) มาร คอื อะไร ? เฉพาะอภสิ งั ขารมาร หมายถึงอะไร ? ตอบ คือ สง่ิ ทลี่ ้างผลาญทาลายความดี ชกั นาให้ทาบาปกรรม ปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้ทาความดี จนถงึ ปิ ดกนั้ ไมใ่ ห้เข้าใจสรรพสง่ิ ตามความเป็ น จริง ฯ หมายถงึ อกศุ ลกรรม ฯ (ปี 2546) ปัญจขนั ธ์ ได้ชื่อวา่ มาร เพราะเหตไุ ร ? กิเลสมาร และมจั จมุ าร จดั เข้าในอริยสจั ข้อใดได้หรือไม่ ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ เพราะบางทีทาความลาบากให้ อนั เป็ นเหตเุ บ่อื หนา่ ย จนถึงฆา่ ตวั ตายเสยี เองก็มี ฯ ได้ ฯ กิเลสมาร จดั เข้าในทกุ ขสมทุ ยั สจั เพราะกิเลสเป็ นเหตใุ ห้เกิดทกุ ข์ มจั จมุ าร จดั เข้าในทกุ ขสจั เพราะเป็ นตวั ทกุ ข์ ฯ (ปี 2544) กรรมฝ่ ายอกศุ ลจดั เป็ นมารอะไรในมาร ๕ ? เพราะเหตไุ รจึงได้ชื่อวา่ มาร ? สทุ ธาวาสมกี ี่ชนั้ ? อะไรบ้าง ? เป็ นที่เกิดของใคร ? ตอบ จดั เป็ นอภสิ งั ขารมาร, ท่ไี ด้ช่ือวา่ มารเพราะทาให้เป็ นผ้ทู รุ พล มี ๕ ชนั้ คอื ๑) อวหิ า ๒) อตปั ปา ๓) สทุ สั สา ๔) สทุ สั สี ๕) อกนิฏฐา เป็ นทเี่ กิดของพระอนาคามี ฯ  วญิ ญาณ ๕ ความรู้แจ้งอารมณ์ ๑. จกั ขุวญิ ญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา ๒. โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู ๓. ฆานวญิ ญาณ ความรู้อารมณ์ทางจมกู ๔. ชวิ หาวญิ ญาณ ความรู้อารมณ์ทางลนิ ้ ๕. กายวญิ ญาณ ความรู้อารมณ์ทางกาย 27 | P a g e

 สญั ญา ๑๐ ความกาหนดหมายรู้ เป็ นแนวสาหรับยกพิจารณาในการเจริญวปิ ัสสนากรรมฐาน เพ่อื ทาให้เกิดปัญญารอบรู้ สงั ขารธรรรมทงั้ หลาย ๑. อนิจจสญั ญา กาหนดพิจารณาขนั ธ์ ๕ ให้เหน็ ของไมเ่ ที่ยง ๒. อนัตตสัญญา กาหนดพจิ ารณาอายตนะภายในและอายตนะภายนอก ให้เป็ นอนตั ตา ๓. อสุภสญั ญา กาหนดพิจารณาร่างกาย ให้เหน็ เป็ นของสกปรก ๔. อาทนี วสญั ญา กาหนดพจิ ารณาร่างกายโดยความเป็ นโทษ ๕. ปหานสญั ญา กาหนดพจิ ารณาเพ่อื ละอกศุ ลวิตกรวมไปถึงอกศุ ลธรรมทงั้ หลายให้หมดสนิ ้ ไป ๖. วริ าคสัญญา กาหนดพจิ ารณาวริ าคะ ๗. นิโรธสญั ญา กาหนดหมายนิโรธวา่ เป็ นธรรมอนั ละเอยี ดประณีต เป็ นธรรมท่ีดบั กิเลสและกองทกุ ข์ ๘. สัพพโลเก อนภริ ตสัญญา กาหนดพิจารณาเพอ่ื ละอบุ ายและอปุ าทานในโลก ๙. สพั พสงั ขาเรสุ อนิฏฐสัญญา กาหนดพิจารณาในสงั ขารทงั้ หลายท่ีเป็ นไปตามกฏธรรมดา ๑๐. อานาปานสติ การตงั้ สติกาหนดดลู มหายใจเข้า-ออก (ปี 2558) ชิวหาวิญญาณ และกายวิญญาณ เกิดขนึ ้ ได้เพราะอาศยั อะไรบ้าง ? ตอบ ชิวหาวญิ ญาณเกิดขนึ ้ เพราะอาศยั ลนิ ้ กบั รส (กระทบกนั ) และกายวญิ ญาณเกิดขนึ ้ เพราะอาศยั กายกบั โผฏฐัพพะ (กระทบกนั )ฯ (ปี 2547) วญิ ญาณกบั สญั ญา ทาหน้าทตี่ า่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ ทาหน้าท่ตี า่ งกนั อยา่ งนคี ้ ือ วิญญาณทาหน้าท่รี ู้แจ้งอารมณ์ท่เี กิดขนึ ้ เมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกมากระทบกนั เช่น เมอื่ รูปมากระทบตา เกิดการเห็นขนึ ้ เป็ นต้น สว่ นสญั ญา ทาหน้าท่ีจาได้หมายรู้เทา่ นนั้ คอื หมายรู้ไว้ซง่ึ รูป เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ วา่ เขยี ว ขาว ดา แดง ดงั เบา เป็ นต้น ฯ  มจั ฉริยะ ๕ ความตระหนี่ การหวงแหนไมอ่ ยากให้ ๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนีท่ ่ีอยู่ ๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนีส่ กลุ ๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนีล่ าภ ๔. วณั ณมจั ฉริยะ ตระหนว่ี รรณะ ๕. ธัมมมจั ฉริยะ ตระหนีธ่ รรม (ปี 2558) ธรรมมจั ฉริยะ ความตระหน่ธี รรม มีอธิบายอยา่ งไร ? ตอบ มอี ธิบายวา่ ความหวงธรรม หวงศลิ ปวิทยา ไมป่ รารถนาจะแสดงจะบอกแกค่ นอืน่ เกรงวา่ เขาจะรู้เทียมตน ฯ (ปี 2545) กลุ มจั ฉริยะ ตระหน่ีตระกลู คอื อยา่ งไร ? ครูสอนศิษย์ ปิ ดบงั อาพรางความรู้ ไมบ่ อกให้สนิ ้ เชิง จดั เข้าในมจั ฉริยะข้อไหน ? ตอบ คอื หวงแหนตระกลู ไมย่ อมให้ตระกลู อ่นื มาเก่ียวดองด้วย ถ้าเป็ นบรรพชิตก็หวงอปุ ัฏฐาก ไมพ่ อใจให้ไปบารุงภิกษุอ่ืน ฯ ธมั ม มจั ฉริยะฯ 28 | P a g e

 สุทธาวาส ๕ ภูมิเป็นทีอ่ ยู่ของท่านผบู้ ริสทุ ธิ์ เป็ นช่ือของพรหมโลกอนั เป็ นทเี่ กิดและท่อี ย่ขู องพระอนาคามี ๑. อวหิ า ๒. อตปั ปา ๓. สุทสั สา ๔. สุทสั สี ๕. อกนิฏฐา (ปี 2544) กรรมฝ่ ายอกศุ ลจดั เป็ นมารอะไรในมาร ๕ ? เพราะเหตไุ รจงึ ได้ช่ือวา่ มาร ? สทุ ธาวาสมกี ่ีชนั้ ? อะไรบ้าง ? เป็ นท่ีเกิดของใคร ? ตอบ จดั เป็ นอภิสงั ขารมาร, ท่ไี ด้ช่ือวา่ มารเพราะทาให้เป็ นผ้ทู รุ พล มี ๕ ชนั้ คอื ๑) อวหิ า ๒) อตปั ปา ๓) สทุ สั สา ๔) สทุ สั สี ๕) อกนฏิ ฐา เป็ นท่ีเกิดของพระอนาคามี ฯ  สังวร ๕ การสารวมระวงั ปิ ดกนั้ อกศุ ล ๑. สลี สังวร สารวมด้วยศลี ๒. สติสงั วร สารวมด้วยสติ ๓. ญาณสงั วร สารวมด้วยญาณ ๔. ขันตสิ งั วร สารวมด้วยขนั ติ ๕. วิริยสงั วร สารวมด้วยความเพียร (ปี 2562) สงั วรคืออะไร ? สติสงั วร สารวมด้วยสตินนั้ มีอธิบายอยา่ งไร ? ตอบ คือ การสารวมระวงั ปิ ดกนั้ อกศุ ล ฯ มีอธิบายวา่ สารวมอินทรีย์มีจกั ษุเป็ นต้น ระวงั รักษามิให้อกศุ ลกรรมเข้าครอบงา เม่อื เห็นรปู เป็ นต้น ทงั้ มีสติไมฟ่ ั่นเฟือนหลงลมื ระลกึ ได้กอ่ นแตท่ า พดู คดิ ไมใ่ ห้ผดิ ทางกายวาจาใจ ไมป่ ระมาทหลงทากรรมชวั่ ฯ (ปี 2543) การสารวมระวงั ปิ ดกนั้ อกศุ ลเรียกวา่ อะไร? มีเทา่ ไร? อะไรบ้าง? สตสิ งั วร สารวมด้วยสตินนั้ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ เรียกวา่ สงั วร มี ๕ คือ ๑) สลี สงั วร สารวมด้วยศีล ๒) สตสิ งั วร สารวมด้วยสติ ๓) ญาณสงั วร สารวมด้วยญาณ ๔) ขนั ตสิ งั วร สารวมด้วยขนั ติ ๕) วิริยสงั วร สารวมด้วยความเพยี ร ฯ มอี ธิบายวา่ สารวมอินทรีย์มีจกั ษุเป็ นต้นระวงั รักษามิให้อกศุ ลธรรมเข้า ครอบงา เม่ือเห็นรูปเป็ นต้น ทงั้ มสี ติไมฟ่ ั่นเฟือนลมื หลง ระลกึ ได้กอ่ นแตท่ า พดู คดิ ไมใ่ ห้ผดิ ทางกาย วาจา ใจ ไมป่ ระมาทหลงทากรรมชว่ั ฯ หมวด ๖  ธรรมคุณ ๖ คณุ ความดีของพระธรรม ๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม เป็ นธรรมท่พี ระผ้มู ีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดแี ล้ว 29 | P a g e

๒. สนฺทฏิ ฺ ฐิโก เป็ นสงิ่ ทผ่ี ้ปู ฏิบตั จิ ะพงึ เหน็ ผลด้วยตวั เอง ๓. อกาลโิ ก เป็ นสงิ่ ท่ีไมป่ ระกอบด้วยกาลเวลา ๔. เอหปิ สสฺ โิ ก เป็ นสง่ิ ท่ีควรกลา่ วกบั ผ้อู น่ื วา่ ทา่ นจงมาดเู ถิด ๕. โอปนยโิ ก เป็ นสง่ิ ที่ควรน้อมเข้ามาใสต่ วั ๖. ปจฺจตฺต เวทิตพโฺ พ วิญฺญหู ิ เป็ นสง่ิ ทผ่ี ้รู ู้พงึ รู้เฉพาะตน (ปี 2561 และ 2556) ในธรรมคณุ บทวา่ \"พระธรรมอนั พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว\" พระธรรมนนั้ หมายถงึ อะไร ? ตอบ หมายถงึ ปริยตั ธิ รรม กบั ปฏิเวธธรรม (หรือโดยพสิ ดารได้แก่ สทั ธรรม ๑๐ คือ โลกตุ รธรรม ๙ กบั ปริยตั ธิ รรม ๑) ฯ (ปี 2554) บทนมสั การพระธรรมวา่ สวฺ ากฺขาโต ภควตา ธมโฺ ม ธมฺม นมสสฺ ามิ ข้าพเจ้านมสั การพระธรรมอนั พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรัสดแี ล้ว ทีว่ า่ ตรัสดแี ล้ว นนั้ มอี ธิบายอยา่ งไร? ตอบ มีอธิบายอยา่ งนคี ้ ือ ดีทงั้ ในสว่ นปริยตั ิและดีทงั้ ในสว่ นปฏเิ วธ ในสว่ นปริยตั ิ ได้ช่ือวา่ ดีเพราะตรัสไมว่ ิปริต เพราะแสดงข้อปฏบิ ตั ิ โดยลาดบั กนั มคี วามไพเราะในเบอื ้ งต้น ทา่ มกลาง ท่สี ดุ พร้อมทงั้ อรรถทงั้ พยญั ชนะ บริสทุ ธ์ิบริบรู ณ์สนิ ้ เชิง ในสว่ นปฏเิ วธนนั้ ได้ชื่อ วา่ ดี เพราะปฏิปทากบั พระนพิ พานยอ่ มสมควรแก่กนั และกนั ฯ (ปี 2549) พระธรรมคณุ บทใด มีความหมายตรงกบั คาวา่ “ท้าให้มาพิสจู น์ได้”? พระธรรมคณุ บทนนั้ มอี ธิบายวา่ อยา่ งไร ? ตอบ บทวา่ เอหิปัสสโิ ก ฯ มอี ธิบายวา่ พระธรรมของพระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าสามารถทจี่ ะให้พิสจู น์ได้ทกุ เวลาและสามารถนาไปประพฤติในชีวติ ประจาวนั เพ่ือ ประโยชน์สขุ ได้ ฯ (ปี 2547) พระธรรมคณุ บทวา่ สวฺ ากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอนั พระผ้มู พี ระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ทีว่ า่ ดแี ล้ว นนั้ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ มีอธิบายอยา่ งนคี ้ ือ ดที งั้ ในสว่ นปริยตั ิและดีทงั้ ในสว่ นปฏิเวธ ในสว่ นปริยตั ิ ได้ช่ือวา่ ดี เพราะตรัสไมว่ ิปริต เพราะแสดงข้อปฏบิ ตั ิ โดยลาดบั กนั มคี วามไพเราะในเบอื ้ งต้น ทา่ มกลาง ทสี่ ดุ มีทงั้ อรรถทงั้ พยญั ชนะบริสทุ ธบิ์ ริบรู ณ์สนิ ้ เชิง และเพราะประกาศพรหมจรรย์ อยา่ งนนั้ สว่ นในปฏิเวธนนั้ ได้ช่ือวา่ ดี เพราะปฏปิ ทากบั พระนพิ พานยอ่ มสมควรแกก่ นั และกนั ฯ (ปี 2543) จงให้ความหมายของคาตอ่ ไปนี ้ ก. ภควา ข. โอปนยโิ ก ตอบ ก. ภควา คอื พระผ้มู ีพระภาคเจ้า ทรงเป็ นผ้มู โี ชค คอื จะทรงทาการใดก็ลลุ ว่ งปลอดภยั ทกุ ประการ อกี อยา่ งหนงึ่ เป็ นผ้จู าแนกแจก ธรรม ข. โอปนยิโก คือพระธรรมมคี ณุ ควรน้อมเข้ามาในใจของตนหรือควรน้อมใจเข้าไปหาพระธรรมนนั้ ด้วยการปฏิบตั ใิ ห้เกิดมีขนึ ้ ในใจ  จริต ๖ อปุ นสิ ยั สว่ นตวั ของมนษุ ย์ ๑. ราคจริต ผ้มู ีราคะเป็ นปกติ ๒. โทสจริต ผ้มู ีโทสะเป็ นปกติ ๓. โมหจริต ผ้มู โี มหะเป็ นปกติ ๔. วิตกจริต ผ้มู วี ิตกเป็ นปกติ 30 | P a g e

๕. สทั ธาจริต ผ้มู ศี รัทธาเป็ นปกติ ๖. พุทธิจริต ผ้มู ีความรู้เป็ นปกติ (ปี 2559) จริต คอื อะไร ? คนมปี กติเช่ือง่ายเป็ นจริตอะไร ? ตอบ คอื พนื ้ เพอธั ยาศยั ของบคุ คลท่แี สดงออกมาตามปกตเิ ป็ นประจา ฯ เป็ นสทั ธาจริต ฯ (ปี 2553) จริต ๖ ได้แกอ่ ะไรบ้าง ? คนมีจริตมกั นกึ พลา่ นจะพงึ แก้ด้วยกมั มฏั ฐานอะไร ? ตอบ ได้แก่ ๑. ราคจริต ๒. โทสจริต ๓. โมหจริต ๔. วติ กจริต ๕. สทั ธาจริต ๖. พทุ ธิจริต ฯ พงึ แก้ด้วยวิธีเพง่ กสณิ หรือเจริญอานาปานสั สติกมั มฏั ฐาน ฯ (ปี 2546) บคุ คลผ้มู ีปกติตอ่ ไปนี ้จดั เข้าในจริตอะไร ? จะพงึ แก้ด้วยธรรมข้อใด ? ก. ผ้มู ปี กติรักสวยรักงาม ข. ผ้มู ปี กตินกึ พลา่ น ตอบ ก. จดั เข้าในราคจริต ฯ จะพงึ แก้ด้วยเจริญกายคตาสติ หรืออสภุ กมั มฏั ฐาน ฯ ข. จดั เข้าในวติ กั กจริต ฯ จะพงึ แก้ด้วยเพง่ กสณิ หรือเจริญอานาปานสติ ฯ (ปี 2544) ปาฏิหาริย์คอื อะไร ? พระพทุ ธเจ้าทรงยกยอ่ งปาฏหิ าริย์อะไรวา่ เป็ นอศั จรรย์ยิง่ กวา่ ปาฏหิ าริย์อ่ืน ? พทุ ธจริยา และพทุ ธิจริต ตา่ งกนั อยา่ งไร ? ตอบ คอื การกระทาท่ใี ห้บงั เกิดผลเป็ นอศั จรรย์ ฯ ทรงยกยอ่ งอนสุ าสนปี าฏิหาริย์วา่ เป็ นอศั จรรย์ยิ่งกวา่ ปาฏหิ าริย์อน่ื ฯ พทุ ธจริยา คอื พระจริยาของพระพทุ ธเจ้า พทุ ธิจริต คือผ้มู ีความรู้เป็ นปกติ ฯ  สวรรค์ ๖ ชัน้ ภมู อิ นั เป็ นที่อยขู่ องเทวดา ๑. ชัน้ จาตุมหาราชิกา ๒. ชัน้ ดาวดึงส์ ๓. ชัน้ ยามา ๔. ชัน้ ดุสติ ๕. ชัน้ นิมมานรดี ๖. ชัน้ ปรนิมมิตวสวัตดี (ปี 2552) สวรรค์มกี ่ีชนั้ อะไรบ้าง? ตอบ มี ๖ ชนั้ ได้แก่ ๑) ชนั้ จาตมุ หาราชิกา ๒) ชนั้ ดาวดงึ ส์ ๓) ชนั้ ยามา ๔) ชนั้ ดสุ ติ ๕) ชนั้ นมิ มานรดี ๖) ชนั้ ปรนิมมิตวสวตั ดี ฯ  ปิ ยรูปสาตรูป สภาวะทีร่ กั ทีช่ ื่นใจ ดว้ ยเพ่งอิฏฐารมณ์เป็นทีต่ งั้ มที งั้ หมด ๑๐ หมวด หมวดละ ๖ คือ อายตนะภายใน ๖, อายตนะภายนอก ๖, วิญญาณ ๖, สัมผสั ๖, เวทนา ๖, สญั ญา ๖, ตณั หา ๖, วติ ก ๖ ,วจิ าร ๖ (ปี 2547) อายตนะภายใน อายตนะภายนอกเป็ นต้น ได้ช่ือวา่ ปิ ยรูป สาตรูป เพราะเหตไุ ร? โดยตรงเป็ นทเี่ กิดเป็ นทดี่ บั แหง่ กิเลสอะไร? ตอบ เพราะเป็ นสภาวะที่รักท่ีชื่นใจ ด้วยเพง่ อฏิ ฐารมณ์เป็ นทีต่ งั้ ฯ เป็ นท่ีเกิด เป็ นทด่ี บั แหง่ ตณั หา ฯ 31 | P a g e

 อภฐิ าน ๖ ฐานะอนั มโี ทษหนกั ๑. มาตุฆาต ฆา่ มารดา ๒. ปิ ตุฆาต ฆา่ บดิ า ๓. อรหันตฆาต ฆา่ พระอรหนั ต์ ๔. โลหติ ุปบาท ทาร้ายพระพทุ ธเจ้าจนพระโลหติ ห้อ ๕. สังฆเภท ทาลายสงฆ์ให้แตกกนั ๖. อัญญสัตถทุ เทส นบั ถือศาสดาอื่น (ปี 2544) อญั ญสตั ถทุ เทสคืออะไร ? หมายถงึ ผ้ปู ระพฤตเิ ช่นไร ? อญั ญสตั ถทุ เทสตา่ งจากสงั ฆเภทอยา่ งไร ? ตอบ คอื ถือศาสดาอืน่ หมายถึงภิกษุผ้ไู ปเข้ารีตเดียรถีย์ คอื หนั เหไปนบั ถือศาสนาอ่นื ทงั้ ทีย่ งั ถือเพศบรรพชิตอยู่ ต้องห้ามมิให้ อปุ สมบทอกี ฯ ตา่ งกนั คืออญั ญสตั ถทุ เทสนนั้ ละทงิ ้ ศาสนาเดมิ ของตน เปลยี่ นไปนบั ถือศาสนาอนื่ แตไ่ มท่ าลายพวกเดมิ ของตน สว่ นสงั ฆเภทนนั้ ยงั อยใู่ นศาสนาเดิมของตน แตท่ าลายพวกตนเองให้แตกแยกเป็ นพรรคเป็ นพวกฯ หมวด ๗  วสิ ุทธิ ๗ ปัจจยั ส่งต่อกนั ข้ึนไปเพือ่ บรรลพุ ระนิพพาน ๑. สลี วิสุทธิ ความหมดจดแหง่ ศีล ๒. จติ ตวิสุทธิ ความหมดจดแหง่ จิต ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแหง่ ทฏิ ฐิ ๔. กงั ขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแหง่ ญาณ เป็ นเคร่ืองข้ามพ้นความสงสยั ๕. มคั คามคั คญาณทสั สนวสิ ุทธิ ความหมดจดแหง่ ญาณเป็ นเครื่องเห็นวา่ ทางหรอื มิใช่ทาง ๖. ปฏิปทาญาณทสั สนวิสุทธิ ความหมดจดแหง่ ญาณเป็ นเคร่ืองเห็นทางปฏบิ ตั ิ ๗. ญาณทัสสนวสิ ุทธิ ความหมดจดแหง่ ญาณทสั สนะ (ปี 2555) สมาธิระดบั ไหนจงึ จดั เป็ นจิตตวสิ ทุ ธิ ความหมดจดแหง่ จิต? ตอบ สมาธิทงั้ ทเ่ี ป็ นอปุ จาระทงั้ ทเ่ี ป็ นอปั ปนา โดยที่สดุ ขณิกสมาธิ คอื สมาธิชวั่ ขณะพอเป็ นรากฐานแหง่ วิปัสสนา จดั เป็ นจิตตวิสทุ ธิ ฯ (ปี 2543) ทาไมทา่ นจงึ เปรียบวิสทุ ธิ ๗ เหมือนรถ ๗ ผลดั ? อะไรจดั เป็ นปฏปิ ทาญาณทสั สนวิสทุ ธิ ? ตอบ เพราะวสิ ทุ ธิ ๗ นี ้เป็ นปัจจยั สง่ ตอ่ กนั ขนึ ้ ไปเพือ่ บรรลพุ ระนพิ พาน ทา่ นจงึ เปรียบเหมือนรถ ๗ ผลดั ตา่ งสง่ ตอ่ ซงึ่ คนผ้ไู ปให้ถงึ สถานท่ีปรารถนา ฯ วปิ ัสสนาญาณ ๙ จดั เป็ นปฏิปทาญาณทสั สนวสิ ทุ ธิ ฯ  อนุสยั ๗ กิเลสอย่างละเอียดทีน่ อนเนือ่ งอยู่ในสนั ดาน มกั ไมป่ รากฏ ตอ่ เมอื่ มอี ารมณ์มายวั่ จงึ ปรากฏขนึ ้ ๑. กามราคะ ความกาหนดั ในกาม ๒. ปฏิฆะ ความขดั เคอื งใจ 32 | P a g e

๓. ทฏิ ฐิ ความเหน็ ผดิ ๔. วิจกิ จิ ฉา ความลงั เล ๕. มานะ ความถือตวั ๖. ภวราคะ ความกาหนดั ในภพ ๗. อวิชชา ความไมร่ ู้จริง  สงั โยชน์ ๑๐ กิเลสอนั ผกู ใจสตั ว์ไว้ โอรัมภาคิยสังโยชน์ สงั โยชน์เบอื ้ งตา่ ๕ ได้แก่ ๑. สกั กายทิฏฐิ ความเหน็ วา่ เป็ นตวั ของตน ๒. วจิ ิกจิ ฉา ความลงั เลสงสยั ๓. สีลพั พตปรามาส ความยดึ มนั่ ในศีลพรต ๔. กามราคะ ความพอใจรักใคร่ในกามคณุ ๕. ปฏิฆะ ความขดั เคอื งใจ อุทธัมภาคิยสงั โยชน์ สงั โยชน์เบอื ้ งสงู ๕ ได้แก่ ๖. รูปราคะ ความติดใจอยใู่ นรูปธรรมอนั ประณีต ๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม ๘. มานะ ความถือตวั ๙. อุทธัจจะ ความฟ้ งุ ซา่ น ๑๐. อวชิ ชา ความไมร่ ู้จริง (ปี 2561 และ 2552) สงั โยชน์ คืออะไร ? พระโสดาบนั ละสงั โยชน์อะไรได้ขาดบ้าง ? ตอบ คอื กิเลสอนั ผกู ใจสตั ว์ไว้ ฯ ละสงั โยชน์ ๓ เบอื ้ งต้นได้ขาด คอื ๑. สกั กายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สลี พั พตปรามาส ฯ (ปี 2559 และ 2548) กิเลสทไี่ ด้ช่ือวา่ อนสุ ยั และได้ช่ือวา่ สงั โยชน์ มอี ธิบายอยา่ งไร ? ตอบ กิเลสท่ไี ด้ชื่อวา่ อนสุ ยั เพราะเป็ นกเิ ลสอยา่ งละเอียด นอนเนอ่ื งอยใู่ นสนั ดานของสตั ว์ มกั ไมป่ รากฏ ตอ่ เมือ่ มีอารมณ์มายว่ั จึงปรากฏขนึ ้ กิเลสทไ่ี ด้ช่ือวา่ โยชน์ เพราะเป็ นกิเลสทผ่ี กู ใจสตั ว์ไว้กบั ภพไมใ่ ห้หลดุ พ้นไปได้ ฯ (ปี 2556) อนสุ ยั หมายถงึ กิเลสประเภทไหน? ได้ช่ือเชน่ นนั้ เพราะเหตไุ ร? ตอบ หมายถึง กิเลสอยา่ งละเอยี ดท่ีนอนเนื่องอยใู่ นสนั ดาน ฯ เพราะกิเลสชนดิ นี ้บางทีไมป่ รากฏ แตเ่ ม่ือมอี ารมณ์มายวั่ ยอ่ มเกิดขนึ ้ ในทนั ใด ฯ (ปี 2544) อะไรเรียกวา่ อนสุ ยั ? เพราะเหตไุ รจงึ ได้ช่ือเช่นนนั้ ? การจ้องตาตอ่ ตากบั หญิงสาวแล้วช่ืนใจ จดั เป็ นเมถนุ สงั โยคได้หรือไม่ ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ กิเลสทีน่ อนเน่อื งอยใู่ นสนั ดาน เรียกวา่ อนสุ ยั เพราะกิเลสทงั้ ๗ อยา่ งล้วนเป็ นกิเลสอยา่ งละเอยี ดทน่ี อนเน่อื งอยใู่ นสนั ดาน บาง ทไี มแ่ สดงอาการที่แท้จริงออกมาให้ปรากฏ ตอ่ เมอื่ มอี ารมณ์ภายนอกอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ มายวั่ ยวน ก็แสดงออกมาให้ปรากฏและทาจิต ให้ขนุ่ มวั เม่อื ไมม่ อี ารมณ์มายว่ั ยวน ก็นอนสงบนง่ิ อยปู่ ระหนง่ึ วา่ เป็ นผ้ไู มม่ ีกิเลส เป็ นอยเู่ ชน่ นี ้ จึงได้ช่ือวา่ อนสุ ยั ฯ 33 | P a g e

ได้ เพราะอาการเชน่ นนั้ องิ อาศยั กาม ฯ (ปี 2543) บารมีคอื อะไร ? มีก่ีอยา่ ง ? อะไรบ้าง ? สงั โยชน์อะไรเรียกวา่ โอรัมภาคยิ สงั โยชน์ ? มอี ะไรบ้าง ? ตอบ คือคณุ สมบตั ิหรือปฏปิ ทาอนั ยวดย่ิง มี ๑๐ อยา่ ง คอื ทาน ๑ ศีล ๑ เนกขมั มะ ๑ ปัญญา ๑ วริ ิยะ ๑ ขนั ติ ๑ สจั จะ ๑ อธิษฐาน ๑ เมตตา ๑ อเุ บกขา ๑ ฯ สงั โยชน์เบือ้ งต่าคืออย่างหยาบ เรียกว่า โอรัมภาคิยสงั โยชน์ มี ๕ อยา่ งคอื สกั กายทฏิ ฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สลี พั พตปรามาส ๑ กามราคะ ๑ ปฏฆิ ะ ๑ ฯ  วญิ ญาณฐิติ ๗ ภมู ิเป็ นทีต่ งั้ แหง่ วิญญาณ ๑. สัตว์เหล่าหน่ึง มีกายต่างกนั มีสัญญาต่างกนั เช่น พวกมนุษย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวนิ ิปาตกิ ะ(เปรต) บางหมู่ ๒. สตั ว์เหล่าหน่ึง มกี ายต่างกนั มสี ญั ญาอย่างเดยี วกัน เช่น พวกเทพผู้อย่ใู นจาพวกพรหม ผู้เกดิ ในภมู ิ ปฐมฌาน ๓. สตั ว์เหล่าหน่ึง มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกนั เช่น พวกเทพอาภสั สระ ๔. สัตว์เหล่าหน่ึง มีกายอย่างเดยี วกนั มสี ญั ญาอย่างเดยี วกนั เช่น พวกเทพสุภกณิ หะ ๕. สัตว์เหล่าหน่ึง ผู้เข้าถงื ชนั้ อากาสานัญจายตนะ ๖. สตั ว์เหล่าหน่ึง ผ้เู ข้าถงื ชัน้ วญิ ญาณัญจายตนะ ๗. สตั ว์เหล่าหน่ึง ผ้เู ข้าถงื ชัน้ อากญิ จัญญายตนะ  สัตตาวาส ๙ ภพเป็ นที่อยแู่ หง่ สตั ว์ ๑. สตั ว์เหล่าหน่ึง มกี ายต่างกนั มีสญั ญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ พวกเทวดาบางหมู่ พวกวนิ ิปาติกะ(เปรต) บางหมู่ ๒. สัตว์เหล่าหน่ึง มกี ายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพผ้อู ย่ใู นจาพวกพรหม ผู้เกิดในภมู ิ ปฐมฌาน ๓. สตั ว์เหล่าหน่ึง มกี ายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภสั สระ ๔. สตั ว์เหล่าหน่ึง มกี ายอย่างเดียวกัน มสี ัญญาอย่างเดยี วกนั เช่น พวกเทพสุภกิณหะ ๕. สตั ว์เหล่าหน่ึง ไม่มสี ัญญา ไม่เสวยเวทนา เช่น พวกเทพผ้เู ป็ นอสญั ญสี ัตว์ ๖. สัตว์เหล่าหน่งึ ผ้เู ข้าถงื ชัน้ อากาสานัญจายตนะ ๗. สัตว์เหล่าหน่ึง ผู้เข้าถงื ชนั้ วญิ ญาณัญจายตนะ ๘. สัตว์เหล่าหน่ึง ผ้เู ข้าถงื ชัน้ อากญิ จัญญายตนะ ๙. สตั ว์เหล่าหน่ึง ผู้เข้าถงื ชัน้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ปี 2561) วิญญาณฐิติตา่ งจากสตั ตาวาสอยา่ งไร ? ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้ ภมู เิ ป็ นท่ีตงั้ แหง่ วิญญาณ เรียกวา่ วญิ ญาณฐิติ ภพเป็ นทอ่ี ยแู่ หง่ สตั ว์ เรียกวา่ สตั ตาวาส ฯ (ปี 2545) วญิ ญาณฐิตติ า่ งจากสตั ตาวาสอยา่ งไร ? สญั ญาเวทยติ นิโรธกบั นิโรธสมาบตั ติ า่ งกนั หรือเหมือนกนั ? 34 | P a g e

ตอบ ตา่ งกนั อยา่ งนี ้ ภมู ิเป็ นท่ีตงั้ แหง่ วญิ ญาณเรียกวา่ วิญญาณฐิติ ภพเป็ นท่ีอยแู่ หง่ สตั ว์ เรียกวา่ สตั ตาวาส ฯ ตา่ งกนั โดยพยญั ชนะ โดยอรรถเป็ นอยา่ งเดียวกนั คือทา่ นผ้เู ข้าถึงสมาบตั ิชนดิ นแี ้ ล้วยอ่ มไมม่ ีสญั ญาและเวทนา ฯ  เมถนุ สังโยค ๗ กิริยาอาการทยี่ งั เกี่ยวข้องกบั เร่ืองเมถนุ อยู่ ถือเป็ นกิริยาอาการที่เป็ นมลทนิ ของบรรพชิต ๑. ยนิ ดีการลูบไล้ ขัดสี ให้อาบนา้ และการนวดของมาตุคาม ปลมื้ ใจด้วยการบาเรอนัน้ ๒. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ยงั กระซกิ ระซี้ เล่นหวั สัพยอกกับมาตุคาม ปลมื้ ใจด้วยการสรวลเสนัน้ ๓. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ยงั เพ่งดู จ้องดตู ากบั มาตุคาม ปลมื้ ใจด้วยการเพ่งดูนัน้ ๔. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ยงั ชอบฟังเสียงมาตุคามหัวเราะ พูดจาขับร้อง ร้องไห้ ข้างนอกฝา นอกกาแพง แล้ว ปลืม้ ใจ ๕. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ยงั ชอบตามนึกถอื อดีตท่ีได้เคยหัวเราะพูดเล่นกับมาตุคาม แล้วปลืม้ ใจ ๖. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ชอบดคู ฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีผู้อ่ิมเอบิ พร่ังพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บาเรอตนอยู่ แล้ว ปลืม้ ใจ ๗. ไม่ถงึ อย่างนัน้ แต่ประพฤติพรหมจรรย์ ตัง้ ปรารถนาเพ่ือจะได้เป็ นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หน่ึง แล้ว ปลมื้ ใจ (ปี 2544) อะไรเรียกวา่ อนสุ ยั ? เพราะเหตไุ รจงึ ได้ชื่อเชน่ นนั้ ? การจ้องตาตอ่ ตากบั หญิงสาวแล้วช่ืนใจ จดั เป็ นเมถนุ สงั โยคได้หรือไม่ ? เพราะเหตไุ ร ? ตอบ กิเลสทน่ี อนเนื่องอยใู่ นสนั ดาน เรียกวา่ อนสุ ยั เพราะกิเลสทงั้ ๗ อยา่ งล้วนเป็ นกิเลสอยา่ งละเอยี ดที่นอนเนื่องอยใู่ นสนั ดาน บาง ทีไมแ่ สดงอาการทแี่ ท้จริงออกมาให้ปรากฏ ตอ่ เมื่อมอี ารมณ์ภายนอกอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ มายวั่ ยวน ก็แสดงออกมาให้ปรากฏและทาจิต ให้ขนุ่ มวั เมอื่ ไมม่ อี ารมณ์มายว่ั ยวน ก็นอนสงบนง่ิ อยปู่ ระหนงึ่ วา่ เป็ นผ้ไู มม่ กี ิเลส เป็ นอยเู่ ช่นนี ้ จงึ ได้ช่ือวา่ อนสุ ยั ฯ ได้ เพราะอาการเช่นนนั้ อิงอาศยั กาม ฯ หมวด ๘  สมาบตั ิ ๘ ธรรมทค่ี วรเข้าถงึ ๑. ปฐมฌาณ ๒. ทุติยฌาณ ๓. ตตยิ ฌาณ ๔. จตุตถฌาณ ๕. อากาสานัญจายตนะ ๖. วญิ ญาณัญจายตนะ ๗. อากญิ จัญญายตนะ ๘. เนวสัญญานาสญั ญายตนะ (ปี 2561) ครุกรรม คืออะไร ? ในฝ่ ายอกศุ ลและฝ่ ายกศุ ลได้แก่อะไร ? ตอบ คอื กรรมหนกั ฯ 35 | P a g e


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook