1๑ วิชา ธรรมวิภาค เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 21
2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ขอบขายเน้อื หา วชิ าธรรม : ธรรมวภิ าคปริเฉทท่ี ๒ 2
3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค ทุกะ : หมวด ๒ อรยิ บคุ คล ๒ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 คําวา อริยบุคคล คือ บุคคลผูประเสริฐ หรือ บุคคลผูไกลจากขาศึกคือกิเลส หมายถึง บุคคลผูประเสริฐ ผูเลิศ หรือสูงกวาปุถุชนโดยทั่วไปดวยคุณธรรมตามชั้นภูมิของตนๆ โดยฐานทีล่ ะกเิ ลสไดเปน บางสว นหรอื ละไดโดยทงั้ หมด มี ๒ ประเภท คอื ๑. พระเสขะ พระผูยังตองศึกษา หมายถึง ผูมีกิจท่ีตองศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา แลวนํามาปฏบิ ัติเพอื่ บรรลุคณุ วเิ ศษเบ้อื งสงู ย่งิ ขึ้นไป ไดแกพ ระอรยิ บุคคล ๗ ประเภท คอื ๑.๑ พระผูต ง้ั อยใู นโสดาปตติมรรค ๑.๒ พระผูต ั้งอยูในโสดาปตตผิ ล ๑.๓ พระผูตงั้ อยูในสกทาคามมิ รรค ๑.๔ พระผูต งั้ อยูในสกทาคามิผล ๑.๕ พระผูต ง้ั อยูในอนาคามมิ รรค ๑.๖ พระผูตง้ั อยใู นอนาคามิผล ๑.๗ พระผูต ั้งอยูในอรหตั ตมรรค ๒. พระอเสขะ พระผูไมตองศึกษาอีก ไดแก พระอริยบุคคลผูบรรลุอรหัตตผล หรือ สําเร็จเปนพระอรหันตท่ีจัดเปนพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เรียกอีกอยางหนึ่งวา พระอรหนั ตขณี าสพ คาํ วา อรหนั ต มีความหมาย ๕ อยาง คือ ๒.๑ ผไู กลจากกเิ ลสโดยสิน้ เชิง ๒.๒ ผทู าํ ลายขา ศกึ คือกเิ ลสไดหมดสนิ้ ๒.๓ ผหู ักกงกําแหง การเวยี นวา ยตายเกิดไดเ ดด็ ขาด ๒.๔ ผคู วรรับทกั ษณิ าอยา งยง่ิ ๒.๕ ผไู มมีที่ลบั ในการทําบาป 3
4๔ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 สว นคาํ วา ขีณาสพ แปลวา ผูส้ินอาสวะแลว หมายถึงละกิเลสท่ีช่ือวาอาสวะ ๔ อยาง คือ กามสวะ อาสวะคอื กาม ภวาสวะ อาสวะคือภพ ทิฏฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ และอวิชชาสวะ อาสวะคือ อวชิ ชา ไดอ ยา งเบด็ เสรจ็ เด็ดขาดแลว กมั มัฏฐาน ๒ คําวา กัมมัฏฐาน คือ อารมณอันเปนที่ตั้งแหงการทํางานของจิต หรือสิ่งที่ใชเปนอารมณ ในการเจริญภาวนา เรียกอีกอยางหนึ่งวา ภาวนา แปลวา การเจริญ หรือการทําใหมีข้ึน หมายถึง การอบรมจติ ใจใหส งบและเกิดพัฒนาการทางปญญา มี ๒ ประเภท คอื ๑. สมถกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเปนอุบายสงบใจ หมายถึง กระบวนการฝกจิตใหเปน สมาธิ โดยใชสติกําหนดยึดเอาอารมณอยางใดอยางหนึ่งเพ่ือใหจิตแนบแนนในอารมณ อันจะ สงผลใหสามารถสงบระงับจากนิวรณกิเลสได โดยเปนจิตมีอารมณเปนเลิศเปนหน่ึงท่ีเรียกวา เอกัคคตาจิต ซ่ึงควรแกการงานและเปนบาทฐานที่จะยกข้ึนสูวิปสสนาตอไป โดยส่ิงท่ีใชเปน เครือ่ งกําหนดจิตใหเ ปนสมาธิ มี ๔๐ วิธี ซึ่งเรียกวา อารมณกัมมัฏฐาน ๔๐ มีกสิณ ๑๐ เปนตน ๒. วิปสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานเปนอุบายเรืองปญญา คือ กระบวนการฝกจิต ใหเกิดปญญา หมายถึง การเจริญจิตอบรมปญญาพิจารณานามรูปใหเห็นตามความเปนจริง โดยพิจารณาสภาวธรรม คือขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย ๒๒ แยกกออกพิจารณา ตามหลักไตรลักษณ คือ ไมเที่ยง เปนทุกข เปนอนัตตา เปนเพียงประชุมธาตุ ท้ัง ๔ เทานั้น จนสามารถปลอยวางความยึดมนั่ ในสิ่งท้ังปวง ไมม คี วามยินดีในนามรูปไดในท่สี ดุ กัมมัฏฐาน ๒ ประเภทน้ี ทา นจัดตามความมุงหมายของการฝก กลาวคือ ถามุงฝกอบรม จิตใหต้ังม่ันเพื่อไดคุณวิเศษคือฌานสมาบัติ ก็เรียกวา สมถกัมมัฏฐาน ถามุงฝกจิตใหเกิดปญญา พิจารณารูเทาทันสภาวะที่เปนจริงของสังขารเพ่ือตัดกิเลสและดับทุกข ก็เรียกวา วิปสสนา กมั มฏั ฐาน 4
5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค กาม ๒ คําวา กาม แปลวา ความใคร ความพอใจ หรอื ความตองการ เปนคําที่มีความหมาย กลางๆ ไมดหี รือชัว่ ในทนี่ หี้ มายเอาความใครใ นทางท่ีไมด ี มี ๒ ประเภท คอื ๑. กิเลสกาม กิเลสเปนเหตุใคร หมายถึง กิเลสท่ีทําใหจิตใจคิดใคร ชักนําใจใหเกิด ความดิ้นรนอยากได เปนสิ่งที่ทําใหจิตขุนมัว หรือหมกมุนอยูในส่ิงนั้น ๆ ท่ีเรียกวา ปริยุฏฐาน กิเลส คือ กิเลสท่ีกอใหเกิดความเรารอนทะยานอยากไปในอารมณตาง ๆ เชน ราคะ ความกําหนัด โลภะ ความอยากได อิจฉา ความริษยา เปนตน กิเลสกาม ทานจัดวาเปน มาร เพราะเปนโทษ ลา งผลาญคณุ ความดขี องบคุ คล และทาํ ใหจิตตกตํา่ เสยี คนได ๒. วัตถุกาม วัตถุอันนา ใคร หมายถึง ส่งิ ที่นา ปรารถนา หรือสง่ิ ที่ทาํ ใหจติ ใจใครอยากได ไดแก กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ที่นาปรารถนา นาใคร นาพอใจ วัตถุกาม ทา นจดั เปน บวงแหงมาร เพราะเปน อารมณเคร่อื งผกู ใจใหต ิดแหงมาร กามท้ัง ๒ อยา งมคี วามเกย่ี วเนอ่ื งกนั โดยกิเลสกามเปนตัวใคร วัตถุกามเปนสิ่งท่ีถูกใคร ทง้ั เปนตวั ยว่ั ยวนชวนใหร กั ใคร พาใจใหก ําหนดั ดวย ทฏิ ฐิ ๒ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 คําวา ทิฏฐิ แปลวา ความเห็น ในท่ีน้ีเปนความเห็นเกี่ยวกับการเวียนวายตายเกิด ในสังสารวัฏของสัตวโ ลก มคี วามหมายท่ีผดิ หลกั การของพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท คือ ๑. สัสสตทิฏฐิ ความเห็นวาเท่ียง คือความคิดเห็นของบุคคลวาคติหรือความเปนไป ของสัตวโลกที่ตายไปแลวเปนของเท่ียง ไมมีการเปล่ียนแปลง เคยเกิดเปนอะไรก็เปนอยางนั้น เชน เคยเกิดเปน มนษุ ยตายไปกจ็ ะกลับมาเกิดเปน มนษุ ยอีก ไมม ีอะไรเปล่ยี นแปลง 5
6๖ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๒. อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นวาขาดสูญ คือความคิดเห็นท่ีปฏิเสธตรงกันขามกับ สัสสตทิฏฐิ โดยเห็นวาคนหรือสัตวก็ตามเมื่อจุติหรือตายจากอัตภาพนั้นไปแลวเปนอันขาดสูญ ทัง้ หมด ไมมีส่งิ ท่ีจะไปถอื ปฏสิ นธิในภพใหมอ ีกตอไป ทางพระพุทธศาสนาถือวา การทําดีหรือช่ัว ผลของการกระทํายอมตกอยูกับผูกระทํา มอี าํ นาจท่ีจะนําไปสสู ุคตหิ รือทุคตไิ ด บุคคลทํากรรมใดไวก็จะตองไดรับผลของกรรมน้ัน ไมวาจะ เปนกรรมดหี รือกรรมช่ัว และการที่บคุ คลและสัตวจ ะไปเกิดเปนอะไร กย็ อ มแลวแตผลของกรรมที่ ตนทําไวท ัง้ สิน้ เทสนา ๒ คาํ วา เทสนา (เขียนวา เทศนา ก็ได) แปลวา การแสดง หมายถึง การแสดงหรือช้ีแจง ใหผูฟงเขาใจ มองเห็นส่ิงที่เปนคุณ เปนโทษ พรอมท้ังแนะนําส่ิงที่ควรทําและไมควรทํา มี ๒ ลักษณะ คอื ๑. ปุคคลาธิฏฐานา มีบุคคลเปนท่ีต้ัง (หรือ บุคคลาธิษฐาน) หมายถึง การแสดงธรรม ดวยการสมมติโดยยกบุคคลขึ้นเปนตัวอยางเพ่ือใหผูฟงเขาใจเนื้อความน้ันงายขึ้น เปนการแสดง ส่ิงท่ีเปนนามธรรมใหเ หน็ เปนรปู ธรรม การแสดงธรรมลักษณะน้ีพระพุทธองคท รงใชมาก ๒. ธัมมาธิฏฐานา มีธรรมเปนที่ตั้ง (หรือธรรมาธิษฐาน) หมายถึง การแสดงโดยยก เอาเฉพาะธรรมลวนๆ ข้ึนมาแสดง การแสดงธรรมโดยธรรมาธิษฐานนี้เปนเทสนาวิธีท่ีมีปรากฏ ชดั เจนเดนชัดอยใู นคมั ภรี พ ระอภธิ รรม เหมาะสาํ หรบั ผูทม่ี ีพนื้ ฐานทางธรรมแลว ธรรม ๒ (๑) 6
7๗ วชิ า ธรรมวิภาค คําวา ธรรม (หรือธรรมะ) แปลวา สภาพท่ีทรงไว หรือ สภาพที่รักษาไว หมายถึง สภาพท่ีทรงไวซ ึ่งความเปนจรงิ ตามลักษณะของตน ไดแก ส่ิงท่ีเปนไปตามธรรมดาของโลก ซ่ึงมี อยูจรงิ ในโลกน้ี และเปน ไปตามกฎเกณฑของธรรมชาติ แบงออกเปน ๒ ประเภท คอื ๑. รปู ธรรม สภาวะท่ีเปนรูป หมายถงึ สง่ิ ทส่ี ามารถรับรูไดดวยการสัมผัสถูกตองทาง ตา หู จมูก ลน้ิ กาย ไดแ ก ส่ิงท่ีถกู สภาวะปจจยั ปรงุ แตงขน้ึ ทจ่ี ดั เขา ในรปู ขนั ธท ั้งหมด ซึง่ เมอ่ื แยก ออกเปน สวนยอ ยแลว ก็ไดแก ธาตุ ๔ คือดนิ นาํ้ ไฟ ลม ๒. อรูปธรรม สภาวะท่ีมิใชรูป หมายถึง สภาพท่ีไมมีตัวตนปรากฏอยู ไมสามารถ ถูกตอง หรือพิสูจนไดโดยวัตถุดวยประการใดๆ แตเปนสิ่งที่ปรากฏทางใจ กลาวโดยยอ ไดแก ธรรมท่ีนบั เน่อื งในนามขนั ธ ๔ คือ เวทนา การท่ีใจเสวยอารมณ มีความรูสึกสุข ทุกข หนาว รอน เปนตน สญั ญา ความจาํ ไดหมายรสู งั ขาร คอื เจตสกิ ธรรมท่ปี รุงแตงจิต ทําใหเกิดความคิดทางท่ีดี หรือทางทชี่ ัว่ หรือทางไมด ไี มชัว่ วญิ ญาณ ความรูแจงในอารมณตางๆ เชน รูแจงวา เปนสุขเปนทุกข เปนตน ธรรมเหลานีเ้ ปนเพยี งนามธรรม หามรี ปู รางตัวตนปรากฏไม ดังนั้น จงึ เรียกวา อรปู ธรรม ธรรม ๒ (๒) เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 คําวา ธรรม ในหัวขอนี้มิไดหมายถึงสภาวธรรมเหมือนธรรมในหัวขอที่กลาวมา แตห มายถงึ ธรรมอันเปน คําส่งั สอนของพระพทุ ธเจา ซึ่งสามารถยังผูปฏิบัติมิใหตกไปในที่ชั่ว ซ่ึง ทา นมุงกลาวในเชิงธรรมปฏบิ ัติ จึงหมายเอาเฉพาะธรรมที่เปน ฝายกุศล แบง ออกเปน ๒ ประเภท คอื ๑. โลกยิ ธรรม ธรรมอันเปนวสิ ัยของโลก หมายถึง ธรรมที่เปนวิสัยของบุคคลทั่วไป ซ่ึงเปน หลักธรรมเบอ้ื งตน ของการดาํ เนนิ ชีวติ ของกัลยาณชน เชน หิริ โอตตัปปะ สติ สัมปชัญญะ กตญั กู ตเวทิตา พรหมวหิ าร ๔ อิทธิบาท ๔ พละ ๕ เปนตน ๒. โลกุตตรธรรม ธรรมท่ีพนวิสัยของโลก หมายถึง ธรรมชั้นอริยภูมิ คือธรรมท่ี พระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเปนตน กลาวโดยยอ ไดแก อริยธรรม ๙ อยาง แบงเปน มรรค ๔ คือ โสดาปตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ผล ๔ คือโสดาปตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล และนิพพาน ๑ ซึง่ เรยี กวา นวโลกตุ ตรธรรม ธรรมเหลานี้ พระอรยิ บคุ คลที่ดํารงอยใู นช้นั น้นั ๆ ยอมมองเหน็ ได ทานจงึ เรียกวา ธรรมอันพน วสิ ัยของโลก 7
8๘ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ธรรม ๒ (๓) คําวา ธรรม ในท่ีน้ีหมายถึง สภาวะท่ีถูกเหตุปจจัยปรุงแตงขึ้น และสภาวะที่ไมได ถกู เหตปุ จจยั ปรงุ แตง คือสภาวะท่ที รงไวซงึ่ ลกั ษณะของตน ดงั น้ี ๑. สังขตธรรม ธรรมอันปจจัยปรุงแตง หมายถึง ส่ิงตางๆ ท่ีมีอยูในโลกโดยอาศัย ปจ จยั ปรงุ แตง ข้นึ จําแนกเปน ๒ ประเภท คอื ๑.๑ อุปาทินนกธรรม ส่ิงที่เปนอุปาทินนกะ คือมีกรรมที่ประกอบดวยตัณหา และทฏิ ฐิเขายดึ ครอง หรอื สงั ขารท่ีมใี จครอง ไดแ กค นและสัตว ๑.๒ อนุปาทินนกธรรม สิง่ ท่ีเปนอนุปาทินนกะ คือไมมีกรรมที่ประกอบดวยตัณหา และทฏิ ฐิเขายึดครอง หรือสงั ขารทไ่ี มมใี จครอง ไดแ ก แผน ดิน ภเู ขา ตน ไม เปนตน ๒. อสังขตธรรม ธรรมอันปจจัยมิไดปรุงแตง หมายเอาธรรมท่ีไมตองอาศัยปจจัยอื่น ปรงุ แตง ไดแ ก พระนิพพาน ซึ่งมสี ภาวะท่ีปลอดจากกิเลสอนั เปนเคร่ืองปรงุ แตง ทงั้ ปวง นิพพาน ๒ คาํ วา นิพพาน แปลได ๒ นยั คอื (๑) แปลวา ธรรมหาเครื่องเสยี บแทงมิได หมายถึง ภาวะจิตท่ีปราศจากตัณหาเครื่อง เสียบแทงใจใหท ะยานอยากดิน้ รนไปตามอาํ นาจกามตณั หา ภวตัณหา และวิภวตัณหา (๒) แปลวา ความดับ หมายถึง สภาพท่ีดับกิเลสคือราคะ โทสะ และโมหะไดอยาง 8
9๙ วชิ า ธรรมวิภาค เบ็ดเสรจ็ เดด็ ขาด หรอื สภาพทีด่ บั กองทุกขใ นวิวัฏฏะท้ังมวล กลาวโดยสรุป นิพพาน หมายถึง ภาวะจิตท่ีเปนสุขสูงสุดเพราะไรกิเลส ไรทุกข จัดเปนอสังขตธรรมไมมีปจจัยอะไรปรุงแตง จัดเปนโลกุตตรธรรม และเปนจุดมุงหมายสูงสุด ในพระพทุ ธศาสนา ในท่นี จ้ี ดั ตามลักษณะแหงความดับเปน ๒ ลกั ษณะ คือ ๑. สอุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสยังมีเบญจขันธเหลือ หรือภาวะส้ินกิเลสแตยังมีชีวิต ซึ่งเรยี กวา กิเลสปรนิ ิพพาน หมายถึง พระอรหันตท่ีละกิเลสทั้งมวลแลว แตขันธ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของทานยังอยูจึงตองประสบกับโลกธรรม แตสิ่งเหลานี้ก็เปนเพียงสิ่งท่ี ปรากฏแกทานเทานนั้ ไมส ามารถทําใหกเิ ลสเกิดขน้ึ หรือฟขู ้ึนอีกได ๒. อนุปาทิเสสนิพพาน ดับกิเลสไมมีเบญจขันธเหลือ หรือภาวะท่ีสิ้นกิเลสและชีวิต ซึ่งเรียกวา ขันธปรินิพพาน คือการสิ้นชีวิตของพระอรหันตผูระงับการเสวยอารมณท้ังปวง และ ขนั ธ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ทเ่ี ปน เครอ่ื งเสวยอารมณดบั สนทิ แลว เปนนิพพาน ทเี่ รียกวา อมตธรรมบาง อสงั ขตธรรมบา ง บูชา ๒ คําวา บูชา หมายถึง กริยาท่ีพุทธศาสนิกชนแสดงความเคารพ นับถือ กราบไหว ใหความยําเกรงตอพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ ซ่งึ รวมเรียกวา การบชู าพระรัตนตรยั อันเปน สรณะที่พ่ึงอันประเสริฐสูงสุดของบรรดาพุทธศาสนิกชน ซ่ึงรวมไปถึงการทําการสักการบูชา สถานทีท่ คี่ วรบูชา ทานจัดไวเปน ๒ ประเภท คอื ๑. อามิสบูชา บูชาดวยอามิส ไดแก การบูชาดวยเครื่องสักการะที่เปนวัตถุส่ิงของ เชน การถวายดอกไมธูปเทียนเปนเคร่ืองสกั การบูชาพระรัตนตรยั การถวายเครอ่ื งไทยธรรม ๒. ปฏปิ ตติบูชา บูชาดวยการปฏิบัติตาม (ปฏิบัติบูชา) หรือเรียกวา ธรรมบูชา คือ การบชู าดว ยการประพฤตธิ รรม ไดแ กก ารฟง หรอื ศกึ ษาเลา เรยี นคาํ สั่งสอนของพระพุทธองคแลว ประพฤติปฏบิ ตั ติ ามพระธรรมที่พระองคตรัสไวด แี ลวดว ยความเตม็ ใจ ในการบชู า ๒ อยางนี้พระพุทธองคทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชาวาประเสริฐ เพราะสามารถ ทรี่ กั ษาพระสทั ธรรมหรือดาํ รงพระพุทธศาสนาไวไดนานยง่ิ กวา อามิสบูชา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 9
1๑0๐ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ปฏิสนั ถาร ๒ คําวา ปฏิสันถาร หมายถึง การตอนรับ หรอื การรับรอง ซึ่งถือวาเปนสิ่งสําคัญประการ หนง่ึ ของผเู ปนเจาถนิ่ ในการกระทาํ ปฏสิ นั ถารนน้ั ทานแสดงลักษณะการทาํ ไว ๒ ลกั ษณะ คือ ๑. อามิสปฏิสันถาร ปฏิสันถารดวยอามิส หมายถึง การตอนรับดวยวัตถุสิ่งของ คือการจดั หาวตั ถุท่ีเปนสง่ิ ของเครอื่ งตอนรับ เชน ขา ว นํ้า หรือเสนาสนะทพ่ี ักอาศัย เปน ตน ๒. ธัมมปฏิสันถาร ปฏิสันถารโดยธรรม หมายถึง การแสดงการตอนรับตามเหมาะสม แกแขกผูมาเยือนดวยการทักทายปราศัยดวยกิริยาทาทางใบหนาท่ียิ้มแยมแจมใส กลาวตอนรับ ดวยถอยคําที่ไพเราะ แสดงความเปนกันเอง หรือแสดงความเคารพตอผูท่ีควรเคารพ โดย ไมแ สดงกิริยาอาการเยอหย่ิงใดๆ อน่ึง การกลาวธรรมใหฟง หรือการแนะนําพร่ําสอนในส่ิงที่เปนบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน และมิใชป ระโยชนแ กผ ูอ ืน่ ดวยความปรารถนาดี กจ็ ัดเขา ในธัมมปฏสิ นั ถารนด้ี วย ปรเิ ยสนา ๒ คําวา ปริเยสนา แปลวา การแสวงหา หมายถึง กริ ิยาของบุคคลผูมีความตองการสิ่งใด ส่ิงหนึง่ แลวก็เสาะหาเพื่อจะไดส งิ่ ทีต่ นตองการ ทา นแยกออกเปน ๒ ลกั ษณะ คอื ๑. อริยปรเิ ยสนา การแสวงหาอยางประเสรฐิ หรือแสวงหาอยางอารยะ กลาวในทางโลก หมายถึง การแสวงหาในทางท่ีดี ไดแก สัมมาอาชีวะ คือการเล้ียงชีพในทางที่ชอบ โดยเวนจาก พฤติกรรมอนั เปนทจุ รติ แสวงหาแตในทางสุจรติ เทา นัน้ กลา วในทางธรรม หมายถึง การแสวงหา ธรรมอันเกษมคือพระนิพพาน หรือหมายถึง การแสวงหาธรรมอันไมแก ไมเจ็บ ไมตาย ที่ เรยี กวา อมตธรรม ซ่ึงเปนการแสวงหาและปฏิบตั ติ นเพอ่ื กาวลว งทุกขท้งั ปวง 10
1๑1๑ วชิ า ธรรมวิภาค ๒. อนริยปริเยสนา การแสวงหาอยางไมประเสริฐ กลาวในทางโลก หมายเอา การแสวงหาเคร่ืองเล้ียงชีพในทางท่ีผิดท่ีเรียกวา มิจฉาอาชีวะ อันจะนําความเดือดรอนมาสูตน และผอู ืน่ ไดแ ก การหาเล้ียงชีพในทางทุจริต กลาวในทางธรรม หมายถึง การแสวงหาส่ิงอันมิใช ทางพน ทุกขอ ันเปนเหตใุ หตองมคี วามเวียนวา ยตายเกดิ อยรู า่ํ ไป ปาพจน ๒ คําวา ปาพจน แปลวา คําเปนประธาน หมายถึง คําท่ีเปนหัวขอหรือรวบรวมเนื้อความ คําส่งั สอนของพระพุทธเจา ท้ังหมด ไดแ ก พระพุทธพจนใ นพระไตรปฎ ก ทจ่ี าํ แนกเปน ๒ ประการ คอื ๑. ธรรม คําส่ังสอนของพระพุทธเจา หมายถึง ขอปฏิบัติที่เปนทางนําความประพฤติ และอัธยาศัยใหประณีต ไมทรงปรับโทษสําหรับผูไมปฏิบัติ เปนเพียงคําทรงสอน ใครจะทําตาม หรือไมทําตามก็ได แตผ ลกจ็ ะตกอยูแกตัวผูปฏิบัติเอง คืออยูเปนสุขตามสมควรแกการปฏิบัติของตน พระธรรมคําสง่ั สอนน้ันมตี ้ังแตร ะดับพ้นื ฐานทเ่ี ปนขอ ปฏบิ ัตเิ บอ้ื งตนสําหรับการอยูรวมกันของคน ในสังคม ทเ่ี รียกวาธรรมระดับศีลธรรมไปจนถึงธรรมท่ีเปนขอปฏิบัติระดับที่จะทําใหพนจากทุกข เปน ทีส่ ุด และไดรบั การรวบรวมไวในพระสตุ ตันตปฎ ก และพระอภธิ รรมปฎก ๒. วินยั คําบัญญตั ิของพระพุทธเจา หมายถึง ขอปฏิบัติท่ีเนื่องดวยระเบียบ ขอบัญญัติ ท่ีทรงตั้งไวเปนพุทธอาณา อันจะนําความประพฤติใหสม่ําเสมอ เปนเครื่องบริหารหมูคณะ โดย ทรงปรับโทษสําหรับผูไมปฏิบัติ ซึ่งมีท้ังขอท่ีทรงอนุญาตและขอทรงหามซ่ึงไดรับการประมวลไว ในพระวินัยปฎก ในปาพจนทั้ง ๒ นี้ พระวินัยจัดวาเปนสิ่งสําคัญ ซ่ึงทานเปรียบเสมือนหลักหรือรากแกว ของพระพุทธศาสานา เพราะเปนเครื่องบริหารหมูคณะ และเปนทางนําความประพฤติให สมํา่ เสมอ ถา ขาดวินัยเสยี แลว หมคู ณะก็จะอยเู ปนสุขไมไ ด เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 11
1๑2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 รปู ๒ คําวา รูป หมายถึง สภาวะท่ีแปรปรวนแตกสลายเพราะปจจัยตางๆ อันขัดแยงกัน รางกายและสว นประกอบฝายวตั ถุพรอ มทัง้ พฤตกิ รรมและคณุ สมบัตขิ องมันมี ๒ ประเภท คอื ๑. มหาภูตรูป รูปใหญ หมายถึง สภาวะอันปรากฏไดเปนใหญๆ โตๆ หรือเปนตางๆ ไดมากมาย รูปที่มีอยูโดยสภาวะชัดเจน ไดแก ธาตุ ๔ หรือภูตรูป ๔ คือ (๑) ปฐวีธาตุ ธาตุดิน (๒) อาโปธาตุ ธาตุนํา้ (๓) เตโชธาตุ ธาตุไฟ (๔) วาโยธาตุ ธาตุลม ๒. อปุ าทายรูป รูปอาศัย หมายถึง รูปคือกิริยาอาการของรางกายท่ีตองอาศัยมหาภูตรูป จําแนกแยกยอยออกเปน ๒๔ ประการ คือ ๒.๑ ปสาทรูป คอื รูปทเ่ี ปนประสาทสําหรบั รบั อารมณ ๕ อยาง ๑) จักขุปสาท สง่ิ ทใ่ี หสําเรจ็ การเหน็ (ตา) ๒) โสตปสาท สง่ิ ทีใ่ หสาํ เรจ็ การฟง (หู) ๓) ฆานปสาท สิง่ ทใี่ หส าํ เร็จการดม (จมูก) ๔) ชวิ หาปสาท สิง่ ท่ีใหส ําเร็จการล้มิ (ล้ิน) ๕) กายปสาท ส่ิงที่ใหสาํ เร็จการรสู กึ สมั ผสั (กาย) ๒.๒ โคจรรูป หรือวิสัยแหงรูป คือรูปที่เปนอารมณ หรือความรูสึกที่เกิดจาก ปสาทรปู ๕ คอื ๑) รปู ะ รูปอนั เปนวิสยั แหงจกั ขุ คอื แสงสีทต่ี ามองเหน็ ๒) สัททะ รปู อนั เปน วสิ ัย แหงโสตะ คือเสียงท่หี ไู ดยนิ ๓) คนั ธะ รปู อันเปน วิสัยแหง จมกู คอื กลิ่นท่ีจมูกรูส กึ ๔) รสะ รูปอันเปนวิสัยแหงล้ิน คือรสท่ีล้ินรูสึก (โผฏฐัพพะ ๕) รูปอันเปน วิสยั แหงกายคือส่ิงท่กี ายรูสกึ สัมผัส ๒.๓ ภาวรูป รูปท่ีบงบอกถึงเพศ มี ๒ เพศ คือ ๑) อิตถีภาวรูป (รูปคือความเปน หญงิ ) ๒) ปรุ ิสภาวรูป (รปู คอื ความเปน ชาย) ๒.๔ หทัยรปู รูปคอื หทยั หรือหทัยวตั ถุ ทต่ี ้งั แหงหัวใจ ๒.๕ ชีวติ รปู สภาวะทรี่ ักษารูปใหอ ยู เรยี กอกี อยา งวา ชวี ิตนิ ทรีย อนิ ทรยี คอื ชวี ติ 12
1๑3๓ วชิ า ธรรมวิภาค ๒.๖ อาหารรูป โอชารสที่เกิดแตอาหารท่ีกินเขาไป เรียกอีกอยางหน่ึงวา กวฬงิ การาหาร อาหารคือคําขา ว ๒.๗ ปรจิ เฉทรูป รูปท่ีกําหนดเทศะ หรือเรียกอีกอยางวา อากาศธาตุ สภาวะ คือ ชองวาง หมายถึง ชอ งตา งๆ ที่มอี ยูในรางกาย ๒.๘ วิญญัติรูป รูปคอื การเคล่อื นไหวใหรคู วามหมาย มี ๒ อยางไดแก ๑) กายวิญญตั ติ การเคล่อื นไหวใหร ูความหมายดว ยกาย ๒) วจีวิญญตั ิ การเคล่ือนไหวใหรคู วามหมายดว ยวาจา หรือการพูด ๒.๙ วกิ ารรปู รูปคืออาการท่เี ปนไปดวยอาการตางๆ มี ๓ อาการ คอื ๑) ลหุตา ความเบา ๒) มทุ ตุ า ความออ นสลวย ๓) กัมมญั ญตา ความควรแกการงาน ๒.๑๐ ลักษณรปู รปู คอื ลกั ษณะหรอื อาการเปน เคร่ืองกําหนด มี ๔ ลกั ษณะ คอื ๑) อุปจยะ ความกอตัวหรอื เตบิ ใหญข ้นึ ไปกวา เดมิ ๒) สันตติ ความสืบตอ หรอื ความสืบเนื่องกันไป ๓) ชรตา ความทรดุ โทรม ความเสื่อมโทรมไป ๔) อนจิ จตา ความแปรปรวนแตกสลาย หรอื ไมย่ังยนื วมิ ุตติ ๒ คําวา วิมุตติ แปลวา ความพนอยางวิเศษ หรือความหลุดพนจากกิเลสาสวะท้ังปวง มี ๒ ประเภท คือ ๑. เจโตวิมุตติ ความหลดุ พน ดวยอํานาจแหงใจ หมายถึง ความหลดุ พนดว ยอํานาจ การฝกจิต หรือกําลังสมาธิ โดยผูบําเพ็ญสมถกัมมัฏฐานจนไดฌานกอนแลวจึงบําเพ็ญวิปสสนา กัมมัฏฐานจนสําเร็จเปนพระอรหันตไดคุณวิเศษ คือเตวิชโช ผูไดวิชชา ๓ ฉฬภิญญา ผูได อภิญญา ๖ จตปุ ปฏิสมั ภทิ ัปปต โต ผถู งึ ปฏิสมั ภทิ า ๔ พระอรหนั ตป ระเภทนสี้ ามารถแสดงฤทธ์ิได ๒. ปญญาวมิ ตุ ติ ความหลุดพนดวยอํานาจแหงปญญา หมายถึง ปญญาท่ีเปนเหตุ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 13
1๑4๔ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 บรรลุอรหัตตผล ซ่ึงทําใหหลุดพนจากเคร่ืองผูกพันคือกิเลสและอวิชชาไดอยางสิ้นเชิง ไดแก วิมุตติท่ีไดบรรลุดวยลําพังบําเพ็ญวิปสสนากัมมัฏฐานลวนๆ โดยไมไดบําเพ็ญวิปสสนาที่มี สมถกัมฏฐานเปนพื้นมากอน เปนแตเพียงทํากิเลสาสวะใหแหงไปเฉยๆ เรียกอีกอยางหนึ่งวา พระอรหันต ผูสุกขวิปสสกะ แปลวา ผูมีวิปสสนาอันแหงแลง หรือผูเห็นแจงอยางแหงแลง พระอรหนั ตประเภทนแี้ สดงฤทธิ์ไมไ ด สงั ขาร ๒ สังขาร แปลวา สภาพท่ีปรุงแตง หมายถึง สังขารท่ีเกิดจากการปรุงแตงของปจจัย คือ สิ่งท่ีธรรมดาคุมกันเขาปรุงแตงขึ้นจากธาตุ ๔ เชน คน สัตว ตนไม เปนตน และสิ่งท่ีบุคคลปรุงแตง ประกอบขึ้นตางๆ เชน เรือน รถ เปนตน สังขารนี้มีลักษณะประจําตัว ๓ ประการ คืออนิจจัง ไมเท่ยี ง ทกุ ขงั เปนทกุ ข อนัตตา ไมใชตวั ตน มี ๒ ประเภท ๑. อุปาทินนกสังขาร สังขารมีใจครอง ไดแก ส่ิงมีชีวิต มีจิต และวิญญาณครอง ทง้ั หมด เชน เทวดา มนษุ ย อมนษุ ย และสัตวทั้งหลาย ซึง่ เปน ผูมีชีวิต มจี ติ ใจ สามารถเคลื่อนได ๒. อนุปาทินนกสังขาร สังขารไมมีใจครอง ไดแก สิ่งท่ีธรรมดาปรุงแตงขึ้น แตไมมี ใจครอง เชน ตนไม ภูเขา แมน้ํา เปนตน ที่เกิดข้ึนโดยธรรมชาติ กับส่ิงท่ีมนุษยสรางขึ้น เชน ทอี่ ยอู าศัย ยารักษาโรค เปนตน สมาธิ ๒ สมาธิ แปลวา ความตั้งม่ัน (แหงจิต) หมายถึง ภาวะที่จิตตั้งม่ันอยูในอารมณอันเดียว ไมฟ งุ ซา นไปในอารมณต า งๆ จาํ แนกเปน ๒ ประเภท คือ 14
1๑5๕ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. อุปจารสมาธิ สมาธิเปนแตเฉียดๆ หมายถึง สมาธิจวนหรือเกือบจะแนวแน แต ยังไมแ นว แน ไดแก ภาวะท่ีจิตยังไมตั้งมั่นในอารมณ เปนแตเพียงเกือบจะแนวแนในอารมณ ถา ไมร ักษาใหด ี อาจจะเสอ่ื มได เพราะสมาธใิ นชัน้ อปุ จารนี้ยังไมด ่งิ ลงแท ๒. อัปปนาสมาธิ สมาธิแนวแน หมายถึง สมาธิท่ีแนบสนิท ไดแก ภาวะท่ีจิตเปน สมาธิ แนบแนน ไมหวั่นไหวในอารมณอ ่นื คอื ลกั ษณะของจิตทีม่ ีอารมณเปนอันเดียวกันของทาน ผูไ ดฌาน จัดเปน สมาธิชนั้ สงู สดุ ในการบาํ เพ็ญสมถกมั มฏั ฐาน หรอื เรียกวาสมาธใิ นฌาน สุข ๒ สุข แปลวา สภาพทท่ี นไดง าย หมายถึง สภาพท่ีกดั เสยี ซง่ึ ทุกข ไดแก ความสบาย หรือ ภาวะทีก่ ายและจิตปราศจากความเดือดรอ นโดยประการตางๆ แบงเปน ๒ ประเภท คอื ๑. กายกิ สุข สขุ ทางกาย คือการท่ีกายมีภาวะเปนปกติ ไมมีโรคเบียดเบียนและไมได รับความเจ็บปวดจากการกระทบกระท่ังกับส่ิงอ่ืนๆ โดยมีทรัพยสมบัติพรอมท้ังเครื่องอุปโภค บริโภคใชสอยอยางพรอมมูล ตลอดถึงการท่ีกายไมตองไดรับความเหน็ดเหนื่อยเม่ือยลาดวย กจิ การท่ีจะพงึ ทําตา งๆ เปนตน ๒. เจตสกิ สขุ สขุ ทางใจ หมายถงึ การที่ใจมคี วามสําราญแชมชื่นไมขุนมัวดวยอํานาจ กิเลส คือโลภะ โทสะ โมหะ อันเปนเหตุเศราหมองแหงใจ อีกอยางหนึ่ง ไดแกสภาวะแหงใจท่ีมี ปกติผอ งใสไมข นุ มัวดวยอารมณที่มากระทบ มีปกตเิ ยน็ และแชมช่นื อยเู ปนนจิ สขุ ทางใจนับวา เปนส่งิ สาํ คัญ เพราะบุคคลแมกายจะไดรับความลําบากเพียงใดก็ตามถา ใจเปนสุข ไมขุนมัวแลว ยอมทนตอความทุกขท่ีเกิดข้ึนทางกายทั้งยังอาจหาอุบายหลีกเล่ียง ความทกุ ขน นั้ ๆ ไดด วย เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 15
1๑6๖ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 สขุ ๒ (อกี นัยหน่งึ ) สุข ในหัวขอน้ีมีลักษณะคลายกันกับสุข ๒ ขางตน ตางกันแตเพียงวา ในสุข ๒ ขางตน ทา นกลา วถงึ เฉพาะผลคือความสุขอยา งเดยี ว สว นสุขในหัวขอ น้ีทา นกลาวถึงเหตุแหงความสขุ คอื ๑. อามิสสุข สุขอิงอามิส (คือกามคุณ) หมายถึง สุขที่จะตองอาศัยเหยื่อลอ เหยื่อท่ี เปนเครื่องลอนั้น คือกามคุณ ๕ ไดแก รูป เสียง กล่ิน รส โผฏฐัพพะ ท่ีนาปรารถนา นารักใคร ส่ิงเหลาน้ีช่ือวาเปนเหยื่อลอเพราะเปนเหตุจูงใจใหใคร ใหปรารถนา เม่ือไดสมความปรารถนาก็ กอ ใหเกดิ สขุ ๒. นิรามิสสุข สุขไมอิงอามิส (คืออิงเนกขัมมะ) หมายถึง สุขท่ีไมตองอาศัยเหย่ือลอ สุขปลอดโปรง เพราะใจสงบ หรือไดเห็นแจงตามเปนจรงิ คือความสุขอยางหน่ึงท่ีไมจําเปนตองอิง อามิสแตอาศัยเนกขัมมะ คือการพรากจิตออกเสียใหหางจากกามคุณ ๕ และกิเลสาสวะท้ังปวง จิตที่ปราศจากกิเลสยอมเปนจิตที่ผองใส สงบ เย็น ไมขุนมัว ไดแกความสุขคือพระนิพพาน ซ่ึง เปน ความสุขทมี่ ีแกพระอริยบุคคลเทานั้น สุทธิ ๒ สุทธิ แปลวา ความหมดจด หมายถึง ความหมดจดแหงจิตในการบําเพ็ญเพียรเปน ภาวะท่จี ติ บรสิ ุทธิจ์ ากกิเลสาสวะตามสมควรแกช น้ั ภูมิของผูปฏิบตั ิ จาํ แนกเปน ๒ ประเภท คอื ๑. ปริยายสุทธิ หมดจดโดยเอกเทส หมายถึง ความหมดจดเปนบางอยาง หรือ บางสวน คอื ปฏบิ ัตกิ าย วาจา ใจบรสิ ุทธิเ์ ปนอยา งๆ เชน ความหมดจดของทา นผปู ฏิบตั บิ างทา น ท่ีมีกายหมดจด แตวาจายังไมหมดจด หรือมีกายและวาจาหมดจดแลว แตใจยังไมหมดจด อีกอยา งหนึ่ง ไดแ ก ความหมดจดของพระอริยบุคคล ๗ จําพวก ต้ังแตผูต้ังอยูในโสดาปตติมรรค 16
1๑7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค เปนตนไป จนถึงผูต้ังอยูในอรหัตตมรรคเปนที่สุด ซ่ึงแตละจําพวกยอมละกิเลสหรือหมดจดจาก กิเลสไดเปนอยางๆ ตามลําดับ กลาวสั้นๆ ไดแกความหมดจดของพระเสขะซึ่งยังไมนับวาเปน ความหมดจดแท ยงั มกี ารละและการบาํ เพญ็ ทีเ่ ปนกจิ อยูอกี ๒. นิปปริยายสทุ ธิ หมดจดโดยสิ้นเชิง หมายถึง ความหมดจดของพระอริยบุคคล ผูละ กิเลสาสวะไดสิ้นเชิงแลว และกิเลสาสวะเหลานั้นก็ไมกลับกําเริบขึ้นแกทานอีก เม่ือกลาวถึง ตัวบุคคล ไดแ ก ความหมดจดของพระอเสขะ หรือทา นผตู ั้งอยใู นอรหัตตผล เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 17
1๑8๘ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ติกะ : หมวด ๓ ๑. กามวติ ก ความตริในทางกาม ๒. พยาบาทวิตก ความตริในทางพยาบาท ๓. วหิ งิ สาวติ ก ความตริในทางเบียดเบยี น อกุศลวิตก แปลวา ความตริหรือความตรึกในทางอกุศล ไดแก ความนึกคิดไปในทาง ไมดี เปน อาการทีเ่ กิดข้นึ กับจติ ใหคดิ ตรึกตรองไปในทางช่ัว ๓ ลกั ษณะ คอื ๑. กามวิตก ความตริในทางกาม หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดที่มีราคะเปนสมุฏฐาน คอื ความตรทิ ปี่ ระกอบดว ยอธรรมราคะ (ความกําหนัดยินดีที่ผิดธรรม) เชน ความคิดแสไปในการทํา กาเมสมุ จิ ฉาจารและทําทุราจารผิดประเพณี ๒. พยาบาทวิตก ความตริในทางพยาบาท หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดที่มีโทสะเปน สมุฏฐาน คือความตริที่ประกอบดวยพยาบาท โดยคิดทําลายหรือตัดรอนผูอื่นดวยความขัดเคือง โกรธแคนที่เก็บไวในใจ เปนอาการของจิตที่ปราศจากความเมตตา เพงมองผูอื่นในแงราย มุงแตจะ ใหเ กิดความทกุ ขแกผูอน่ื พยาบาทวิตกน้สี ามารถกาํ จดั ไดด วยเมตตา ๓. วิหิงสาวิตก ความตริในทางเบียดเบียน หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดที่ ประกอบดวยเจตนาเปนเหตุทําความลําบาก หรือกอความเดือดรอนแกผูอื่น โดยปราศจากความ กรุณา เชน คิดใชคนหรือสัตวพาหนะเกินกําลังความสามารถ วิหิงสาวิตกทานวามีโมหะเปน สมุฏฐาน สามารถกาํ จดั ไดด วยกรณุ า อกุศลวิตกทั้ง ๓ อยางน้ี ควรระวังอยาใหเกิดขึ้น เม่ือเกิดขึ้นแลว ควรหาทางระงับเสีย เพราะเปน เหตขุ ัดขวางตอการบาํ เพ็ญความดขี องตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 18
1๑9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. เนกขมั มวิตก ความตรใิ นทางพรากจากกาม ๒. อพั ยาบาทวิตก ความตริในทางไมพยาบาท ๓. อวิหงิ สาวิตก ความตรใิ นทางไมเบยี ดเบียน กุศลวิตก แปลวา ความตริในทางกุศล หมายถึง ความนึกคิดที่ดีงาม ซ่ึงเปนอาการ ของจติ ท่มี ีความคดิ ตริตรองไปในฝา ยดีทต่ี รงกันขามกบั อกศุ ลวิตก ๓ อยา ง ดังกลา วมา คือ ๑. เนกขัมมวิตก ความตริในทางพรากจากกาม หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดที่ เปน ไปเพื่อทําใจไมใหล ุแกอ าํ นาจกิเลสกามและไมต ิดอยูในวัตถุกาม โดยคํานึงถึงโทษของกามวา เปนเหตุแหงความฟุงซานของจิตไมมีที่สุด จึงมีความคิดท่ีจะพรากจากไปดวยเนกขัมมะ คือ การออกบรรพชา ซงึ่ จะเปนเหตใุ หไ ดก ายวิเวก และจิตตวิเวกตลอดจนอปุ ธวิ เิ วกในท่สี ดุ ๒. อัพยาบาทวติ ก ความตริในทางไมพยาบาท หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดที่เปนไป ดว ยอาํ นาจความเมตตาในผูอืน่ ปรารถนาดีหวังดี โดยไมขัดเคืองหรือเพงมองในแงรายเปนความตริ ของบคุ คลผหู วงั ใหคนอื่นมีความสขุ ท่ัวถงึ กนั ไมคดิ แตความสขุ ของตนฝายเดียว คิดแตจะแบงปน ประโยชนของตนแกผอู ืน่ เมอ่ื ตนเองมคี วามสุขกอ็ ยากจะแบงความสุขใหผ ูอื่น เปน ตน ๓. อวิหิงสาวิตก ความตริในทางไมเบียดเบียน หมายถึง ความตริตรึกนึกคิดท่ี เปนไปดว ยอํานาจกรุณาในผูอ่ืน ไมคดิ รายหรือมุงทําลาย เปนความนึกคิดของบุคคลผูมุงใหผูอ่ืน สัตวอ่ืน สามารถพนทุกข โดยไมคิดซ้ําเติมเมื่อเห็นผูอ่ืนมีทุกข จะทําส่ิงใดก็นึกถึงประโยชนของ ผูอืน่ ๑. ราคคั คิ ไฟคือราคะ ๒. โทสัคคิ ไฟคอื โทสะ ๓. โมหัคคิ ไฟคอื โมหะ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 19
2๒0๐ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท อัคคิ แปลวา ไฟ หมายถึง ไฟคือกิเลส มีลักษณะรอนเหมือนไฟโดยเปนสภาพเผาลน จติ ใจของคนเราใหเรารอนกระวนกระวายอยูไมเปนสุข ซ่ึงเมื่อเกิดขึ้นภายในจิตใจแลวก็จะทําให รุมรอนไมอาจคงอยูใ นคุณความดีได มี ๓ อยาง คือ ๑. ราคคั คิ ไฟคือราคะ คําวา ราคะ หมายถึง ความกําหนัดยินดี หรือความทะยานอยาก ในอารมณต างๆ ตามทีต่ นปรารถนา ซงึ่ มีมูลมาจากความโลภ ราคะเกิดขึ้นแกผูใดแลวยอมจะทํา จิตใจของบุคคลนัน้ รอนรมุ กระวนกระวาย กระสนั อยากไดด จุ ถูกลนดวยไฟ ดังนนั้ ทานจึงเปรียบ วาเปน เหมือนไฟ ดว ยอาการทรี่ อนรุมด้ินรนอยากได ๒. โทสัคคิ ไฟคือโทสะ หมายถึง ความขัดเคือง ไมพอใจ คิดประทุษราย เปนอาการ ฟงุ ซานของจติ ท่ีถูกอนิฏฐารมณมากระทบ มลี กั ษณะทาํ ใหจติ หงุดหงิดฉุนเฉียวในเวลาที่ถูกกลาว รา ย หรอื ประทุษราย เปน ตน โทสะนีเ้ ม่ือเกดิ ขน้ึ แลว ถาบุคคลไมรูจักยับยั้งชั่งใจ ยอมเปนเหตุให แสดงอาการวิปริตตางๆ สามารถประทษุ รา ยผทู ี่ทาํ ใหต นโกรธได ๓. โมหัคคิ ไฟคือโมหะ คําวา โมหะ หมายถึง ความหลงไมรูไมเขาใจสภาวะของ ส่ิงทั้งหลายตามความเปนจริง หลงเห็นผิดเปนชอบ ลุมหลงมัวเมาไปตามความเช่ือของตน หรือ การชกั นาํ ของผอู นื่ โดยขาดปญญาพจิ ารณาหาเหตผุ ล เม่ือทําไปแลวไมเกิดตามที่ปรารถนาก็เกิด อาการเดือดเนื้อรอนใจ ท้ังจะทําใหเสียทรัพยสินเงินทองอีก ดังนั้นกิเลสคือโมหะ ทานจึง เปรียบเหมือนไฟท่ีคอยแผดเผาจิตใจของผูลุมหลง โงเขลา เบาปญญาทําการตางๆ ไปตาม กระแสสังคม ๑. ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ ประโยชนใ นภพนี้ ๒. สมั ปรายิกัตถะ ประโยชนในภพหนา ๓. ปรมตั ถะ ประโยชนอ ยางยอด (คือพระนิพพาน) อัตถะ แปลวา ประโยชน ผลที่มุงหมาย หมายถึง ผลที่บุคคลจะพึงไดรับเนื่องมาจาก การกระทาํ และปฏบิ ตั ิของตน ในท่นี ้ี ทา นหมายถึงประโยชนท ่ีบคุ คลผูตองการความสุขแหงตนจะ พงึ ประกอบใหมขี ึ้น โดยแบง เปน ๓ ข้นั คอื ๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ ประโยชนในภพนี้ หมายถึง ประโยชนท่ีผูปฏิบัติตนตามหลัก เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 20
2๒1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค พุทธธรรม จะไดรับอยางแนนอนในภพปจจุบัน หรือในอัตภาพชาตินี้ เรียกวาเปนประโยชน ข้ันตาเห็น คือ สามารถเห็นผลประจักษไดในปจจุบันชาติน้ี เชน ปฏิบัติตนตามหลักการสรางตัว ใหเปนหลักฐานมั่นคง ๔ ประการ คือ (๑) อุฏฐานสัมปทา ความถึงพรอมดวยความหม่ัน (๒) อารักขสัมปทา ความถึงพรอมดวยการรักษา (๓) กัลยาณมิตตตา ความมีเพื่อนเปนคนดี (๔) สมชวี ติ ตา ความเล้ียงชีพพอสมควร ๒. สัมปรายิกัตถะ ประโยชนในภพหนา หมายถึง ประโยชนที่ผูปฏิบัติตามหลัก พุทธธรรม จะไดรับในภพหนา เรียกวาประโยชนขั้นเลยตาเห็น ซ่ึงบุคคลจะไดรับโดยแนนอนน้ัน อยางนอยตองปฏิบัติตนตาม หลักธรรมเปนเหตุใหสมหมาย ๔ ประการ คือ (๑) สัทธาสัมปทา ความถึงพรอมดวยศรัทธา (๒) สีลสัมปทา ความถึงพรอมดวยศีล (๓) จาคสัมปทา ความถึงพรอม ดว ยการบรจิ าคทาน (๔) ปญ ญาสัมปทา ความถึงพรอมดวยปญญา ๓. ปรมัตถะ ประโยชนสูงสุด หมายถึง ประโยชนอันเปนจุดหมายสูงสุดของ การศึกษาปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ไดแก ภาวะที่จิตบรรลุพระนิพพาน อันเปนภาวะที่จิต สงบพบความสุขอยา งยิ่ง เพราะดบั กิเลสและความทุกขท้งั ปวงไดอ ยา งเบ็ดเสรจ็ เด็ดขาดแลว ๑. อตั ตาธปิ เตยยะ ความมตี นเปน ใหญ ๒. โลกาธปิ เตยยะ ความมโี ลกเปนใหญ ๓. ธัมมาธปิ เตยยะ ความมธี รรมเปน ใหญ อธิปเตยยะ แปลวา ความเปนใหญ หมายถึง หลักถือท่ีบุคคลเม่ือจะทําการอยางใด อยางหนึ่ง ตางก็หวังผลที่จะไดเปนสําคัญ เชน บางคนก็ทําเพ่ือตนเอง บางคนก็ทําเพ่ือชาติ บานเมือง บางคนก็ทําเพื่อความถูกตองเปนธรรม การปรารภผลเชนน้ี ในทางธรรมเรียกวา อธิปเตยยะ หรอื อธปิ ไตย แบงเปน ๓ อยาง คอื ๑. อัตตาธิปเตยยะ ความมีตนเปนใหญ (อัตตาธิปไตย) ไดแก บุคคลผูยึดถือ ประโยชนตนเปนประมาณ คือจะทําส่ิงใดก็นึกถึงประโยชนตน มุงผลที่จะไดแกตน หรือมุง ความสะดวกของตนเปนสําคญั โดยไมนกึ ถึงความเสยี หายของผอู น่ื เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 21
2๒๒2 คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๒. โลกาธิปเตยยะ ความมีโลกเปนใหญ (โลกาธิปไตย) คําวา โลก ในทีนี้หมายเอา ประชาชนผูอยูในโลก ดังนั้น โลกาธิปเตยยะ จึงมีความหมายวา มีประชาชนเปนใหญ หรือในสมัยน้ี เรยี กวา สงั คมประชาธปิ ไตย ๓. ธัมมาธิปเตยยะ ความมีธรรมเปนใหญ (ธัมมาธิปไตย หรือธรรมาธิปไตย) คําวา ธรรม ในทีนี้หมายเอาความถูกตองชอบธรรมในการกระทําของบุคคล เปนหลักการของบุคคลที่ คิดจะทําอะไรก็ตาม จะมุงถึงธรรมคือความถูกตอง ความเที่ยงธรรมเปนใหญ โดยจะไมคิดทํา เพราะกลัวคนอื่นติเตียนหรือเพราะหวังจะไดคําสรรเสริญของคนอ่ืน แตทําเพราะคิดวา ความถกู ตองชอบธรรมเปนสงิ่ ทคี่ วรทาํ ๑. ทัสสนานุตตรยิ ะ ความเห็นอนั เย่ยี ม ๒. ปฏปิ ทานุตตริยะ ความปฏิบัติอนั เยี่ยม ๓. วมิ ุตตานตุ ตริยะ ความพนอันเยย่ี ม อนุตตริยะ แปลวา ภาวะอันยอดเย่ียม หรือสิ่งยอดเยี่ยม หมายถึง สิ่งสูงสุดที่จะหา ส่ิงอ่ืนในลักษณะเดียวกันมาเปรียบเทียบไมได ในท่ีนี้หมายถึง ส่ิงสูงสุดในทางธรรม ที่ชาวพุทธ ท้งั หลายควรทราบและปรารถนา ๓ ประการ คือ ๑. ทัสสานุตตริยะ ความเห็นอันเย่ียม ไดแก ปญญาอันเห็นธรรมโดยกําหนดอยาง สูงสดุ คอื เห็นพระนพิ พาน เปนความเห็นธรรมดว ยญาณหรือปญญาท่ีเกิดจากความรูความเขาใจ โดยการตรกึ ตรองของตนตามความเปนจริง ๒. ปฏิปทานุตตริยะ ความปฏิบัติอันเยี่ยม ไดแกการปฏิบัติธรรมท่ีเห็นแลว คือ ปฏบิ ตั ิธรรมตามที่ไดเ ห็นแลว อยา งถูกตองท้ังในสว นที่ควรละ และสว นทีค่ วรเจรญิ อน่ึง ปฏปิ ทานุตตริยะน้ี เม่ือกลา วใหชัด ไดแก การปฏบิ ตั ติ นตามหลักมชั ฌิมาปฏิปทาอนั เปน ขอ ปฏิบัติสายกลางเพ่ือความดับทุกข (ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา) ซึ่งองคธรรมท่ีเปนขอปฏิบัติคือ อริยมรรคมีองค ๘ มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเปนตน หรือยนเปนกระบวนการศึกษาปฏิบัติ ทบ่ี ูรณาการกนั ๓ ประการ ทเี่ รยี กวา ไตรสกิ ขา คือศลี สมาธิ ปญญานั่นเอง ๓. วิมุตตานุตตริยะ ความพนอันเยี่ยม ไดแก ความหลุดพนอันเปนผลแหงการปฏิบัติ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 22
2๒3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค นั้น คือความหลุดพนจากกิเลสและทุกขทั้งปวงดวยอํานาจการปฏิบัติธรรมตามที่ตนเห็นแลว เปนอกุปปธรรมไมมีความกําเริบขึ้นอีกตอไปเปนความหลุดพน หรือภาวะท่ีจิตบรรลุนิพพาน จดั เปนความหลดุ พนอนั เยีย่ มทีส่ ดุ ในบรรดาความหลุดพน ทั้งหลายในโลก ๑. ปุญญาภิสงั ขาร อภสิ งั ขารคือบุญ ๒. อปญุ ญาภิสงั ขาร อภิสงั ขารคือบาป ๓. อเนญชาภิสังขาร อภิสงั ขารคอื อเนญชา อภิสังขาร แปลวา สภาพที่ปรุงแตงเฉพาะ หรือ ความปรุงแตงอันย่ิง หมายถึง สภาพที่ ปรุงแตงการกระทาํ ของสัตวบุคคลใหดีบาง เลวบาง ตางๆ กัน หรือเจตนาท่ีเปนตัวการในการทํากรรม จําแนกเปน ๓ อยา ง ดังนี้ ๑. ปุญญาภิสังขาร อภิสังขารคือบุญ หมายถึง สภาพที่ปรุงแตงกรรมฝายดี ไดแก กศุ ลเจตนาที่เกิดจากการใหทาน การรักษาศลี การบําเพญ็ ภาวนา ทัง้ ท่ีเปน กามาวจรและรปู าวจร โดยอํานวยผลใหไดรับความสุขสบาย มีรางกายแข็งแรง ไมมีโรคภัยเบียดเบียน เปนตน และ อํานวยผลใหไ ดรับผลดี เชน มีสุคติ คือมนุษย สวรรค และพรหมโลก (รูปพรหม) ตามสมควรแก การกระทํานน้ั ๒. อปุญญาภิสังขาร อภิสังขารคือบาป หมายถึง สภาพท่ีปรุงแตงกรรมฝายช่ัว ซึง่ ตรงขา มกับปุญญาภสิ ังขาร โดยอํานวยผลใหไ ดรบั ความทกุ ขยาก มีโรคภัยเบยี ดเบียน เปน ตน และอํานวยผลใหมที คุ ติ อบายภมู ิ ๔ มนี รก เปนตน ตามผลกรรมที่ทําไว ๓. อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคืออเนญชา หมายถึง สภาพปรุงแตงภพอันไม หว่ันไหว หรือภาวะจิตที่แนวแนดวยสมาธิแหงจตุตถฌาน กลาวโดยองคธรรมกําหนดไดทั้งช้ัน สมาบัตแิ ละโลกตุ ตรธรรม ในทีน่ ้ีทานกาํ หนดเฉพาะอรูปสมาบัติ ๔ โดยผูที่เจริญสมาธิจนไดฌาน ขั้นท่ี ๔ และสําเร็จอรูปสมาบัติ ๔ เรียกวา สรางอเนญชาภิสังขารไว ซึ่งจะอํานวยผลใหมีสุคติ แนนอน คือตายไปเกดิ ในอรปู ภพ ซง่ึ เปนภพที่ไมเ สพ ไมย ินดกี ามคุณ ๕ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 23
2๒4๔ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. กามาสวะ อาสวะเปนเหตอุ ยากได ๒. ภวาสวะ อาสวะเปน เหตอุ ยากเปน ๓. อวิชชาสวะ อาสวะคอื อวชิ ชาความเขลา อาสวะ แปลวา สภาพหมักดอง เปนคําใชเรียกเมรัย หรือเคร่ืองหมักดองตางๆ เชน คําบาลีวา ปุปผาสโว นํ้าดองดอกไม เปนตน แตคําวา อาสวะ ในที่น้ี เปนช่ือของกิเลส ที่หมายถึงสภาวะอันหมักดองสันดาน คือสิ่งที่มอมพ้ืนจิต หรือกิเลสที่ไหลซึมซานไปยอมใจ เมื่อประสบอารมณตา งๆ มี ๓ อยาง คอื ๑. กามาสวะ อาสวะเปนเหตุอยากได ไดแก เจตสิกอันเศราหมองในทางกามคุณ คือ ทําจิตใหอยากไดในส่ิงที่เปนวัตถุ มีทรัพยสมบัติ ลาภ ยศ เปนตน หรือทําใหอยากไดในส่ิงท่ีนา ปรารถนาท่เี รียกวาอิฏฐารมณ อนั เปน เครื่องยัว่ ยวนใจ คือรปู สวย เสยี งที่เพราะ เปนตน ๒. ภวาสวะ อาสวะเปนเหตุอยากเปน ไดแก เจตสิกที่เศราหมองอันทําใหอยาก เปนอยใู นภาวะแหง ชีวติ นน้ั ไปนานๆ หรือทาํ ใหอยากเกิดในภพในชาติอนื่ ตอ ๆ ไปไมมีทสี่ นิ้ สุด ๓. อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชาความเขลา ไดแก เจตสิกอันเศราหมองเปนเหตุ ทําใหไมรูจริงในคติของธรรมดา คือทําใหมีความสําคัญผิดตรงกันขามกับความจริง โดยสําคัญ ในสง่ิ ท่ีไมเปนธรรมวาเปน ธรรม และสาํ คญั สิ่งที่เปนธรรมวาไมใชธ รรม เปนตน คําวา อาสวะ และคําวา กิเลส ในบางคราวก็ใชเรียกแทนกันได หรือเรียกรวมกันวา กิเลสาสวะ กลาวคือบางคราวเรียกวา อาสวะ เพราะเปนสภาพที่หมักหมมอยูในจิต บางคราว เรียกวา กเิ ลส เพราะเปนสภาพทําจติ ใหเ ศราหมอง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 24
2๒5๕ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. กายกรรม กรรมท่ีทําดวยกาย ๒. วจกี รรม กรรมท่ีทําดวยวาจา ๓. มโนกรรม กรรมทีท่ าํ ดวยใจ กรรม แปลวา การกระทํา ใชเปนกลางๆ ไมไดกําหนดวาเปนฝายดี หรือฝายชั่ว การกระทาํ ของบุคคลไมว า จะเปน การกระทําดี หรอื ช่ัว มีกริยาท่ีจะทําไดเปน ๓ ทาง คือ ๑. กายกรรม กรรมที่ทําดวยกาย คือการกระทําท่ีเปนทางกาย จําแนกตามลักษณะ ท่ีทําชั่ว - ทําดี เปนสองฝาย ฝายชั่วไมควรประพฤติเรียกวา กายทุจริต ฝายดีควรประพฤติ เรยี กวา กายสุจรติ ๒. วจีกรรม กรรมท่ีทําดวยวาจา คือการกระทําท่ีเปนไปทางวาจา จําแนกตามลักษณะ ทพ่ี ูดชัว่ – พูดดี เปนสองฝา ย ฝายชว่ั ไมควรพูดเรียกวา วจที จุ ริต ฝายดีควรพดู เรยี กวา วจสี จุ ริต ๓. มโนกรรม กรรมท่ีทําดวยใจ หมายถึง การกระทําท่ีเปนไปทางใจ จําแนกตาม ลักษณะที่คดิ ช่ัว – คิดดี เปนสองฝาย ฝายช่ัวไมควรคิดเรียกวา มโนทุจริต ฝายดีควรคิดเรียกวา มโนสจุ รติ ในกรรม ๓ อยางน้ี มโนกรรมเปนกรรมที่สําคัญท่ีสุด โดยเปนเหตุใหเกิดกรรมท้ัง ๒ นั้น เพราะกายและวาจายอมเปนไปในอํานาจของใจ คือจะตองอาศัยมโนกรรมเขาประกอบจึงสําเร็จ ประโยชนเ ปน เจตนาในการทาํ กรรม ๑. กายทวาร ทวารคอื กาย ๒. วจีทวาร ทวารคือวาจา ๓. มโนทวาร ทวารคือใจ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 25
2๒๖6 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ทวาร แปลวา ประตู หรือชองทาง ในท่ีนี้หมายถึงชองทางที่เปนที่ผานไปมาของความดี และความช่ัว มีลักษณะใกลเคียงกันกับกรรม แปลกกันเพียงวา กรรมเปนกิริยาของการกระทํา แตทวารเปนทางผานไปมาของการกระทํา หรือเรียกวา ทางทํากรรม ซ่ึงมี ๓ ทางเหมือนกันกับ กรรม ๓ คอื ๑. กายทวาร ทวารคือกาย หมายถึง สิ่งท่ีผานไปมาทางกายของคนเราทั้งชั่วและดี ไดแก กายทจุ ริตและกายสุจริต กายกรรมนี้หากทําเอง จัดเปนกายทวาร แตสั่งใหเขาทํา จัดเปน วจีกรรม ๒. วจีทวาร ทวารคือวาจา หมายถึง ส่ิงที่ผานไปมาทางวาจาของคนเราทั้งชั่วและดี ไดแก วจีทุจริต และวจีสุจริต วจีทวารน้ี หากเปนวจีทุจริต และวจีสุจริต ออกจากปากโดยตรง จัดเปน วจที วาร หากแสดงกริ ยิ าทางกาย เชน รบั คํา พยกั หนาเปน ตน จดั เปน กายทวาร ๓. มโนทวาร ทวารคอื ใจ หมายถงึ สิ่งทผ่ี า นไปมาทางใจคอื ความนึกคิดของคนเราทั้ง ชั่วและดี ไดแก มโนทจุ รติ และมโนสจุ รติ ๑. อตีตังสญาณ ญาณในสว นอดีต ๒. อนาคตงั สญาณ ญาณในสว นอนาคต ๓. ปจ จปุ น นงั สญาณ ญาณในปจ จุบนั ญาณ แปลวา ความรู ความหยั่งรู ปรีชาหยั่งรู หมายถึง ปญญาเปนเครื่องพิจารณารูเหตุ และผลอันแจม แจง ตามสภาพความเปนจริงโดยไมมีสิ่งใดขัดขวางหรือปดบัง ในที่น้ี ไดแกความรู เปน ไปในเหตุและผลของการกระทาํ จําแนกตามกาล ได ๓ อยาง คอื ๑. อตตี งั สญาณ ญาณในสว นอดตี หมายถงึ ปญญารูจักสาวหาเหตุการณในหนหลัง ที่บันดาลใหเกิดขึ้นในปจจุบัน เชน เมื่อไดรับผลที่ไมดีอันเปนเหตุใหไดรับทุกขในปจจุบัน ก็รูจัก สาวหาเหตุอันเปน ท่ีมา ดังนเี้ รยี กวา ญาณในสวนอดีต หรือเรียกวา ความรูจักเหตุ ๒. อนาคตังสญาณ ญาณในสวนอนาคต หมายถึง ปญญาอันรูจักคาดเห็นผลอันจะ เกิดในอนาคตวา มไี ดดว ยเหตุทีต่ นกระทําในปจ จบุ ัน เชน มีปญญารูเหตุการณในอนาคตวาดีหรือ ชั่วท่ีบุคคลจะไดรับผลภายหนา ก็เพราะความดีและความช่ัวท่ีเขาทําในปจจุบัน ดังนี้ เรียกวา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 26
2๒7๗ วชิ า ธรรมวภิ าค ญาณในสว นอนาคต หรือเรยี กส้นั ๆ วา ความรจู กั ผล ๓. ปจจุปนนงั สญาณ ญาณในปจจุบัน หมายถึง ปญญาอันหย่ังรูปจจุบัน คือกําหนด รูไดถ งึ องคประกอบและเหตปุ จจยั ของเรอ่ื งทเี่ ปนไปอยู รกู ิจวา ควรจะทาํ อยางไรในเมื่อมีเหตุ หรือ ผลเกดิ ในทันใด เชน นเี้ รียกวา ญาณในปจ จุบัน ๑. สัจจญาณ ปรชี าหยั่งรอู ริยสัจ ๒. กิจจญาณ ปรชี าหย่ังรกู ิจอันควรทํา ๓. กตญาณ ปรชี าหยงั่ รูกจิ อนั ทาํ แลว ญาณ ๓ ในที่นท้ี านหมายเฉพาะความรูแจงเหน็ จริงทห่ี ยงั่ ลงในอริยสัจ ๔ ดังนี้ ๑. สจั จญาณ ปรีชาหย่ังรูอรยิ สจั หมายถงึ ความหย่ังรใู นอริยสัจ ๔ แตละอยางตามที่ เปนจริงวา น้ที กุ ข น้ีเหตเุ กิดทกุ ข น้ีความดับทุกข นข้ี อ ปฏิบตั ใิ หถึงความดับทุกข ๒. กิจญาณ ปรชี าหย่งั รกู จิ ทค่ี วรทาํ หมายถึง ความหย่งั รกู ิจอนั จะตองทําในอริยสัจ ๔ แตละอยางวา ทุกขเปนธรรมชาติที่ควรกําหนดรู ทุกขสมุทัยเปนสภาวะท่ีควรละเสีย ทุกขนิโรธ เปนสภาพท่ีควรทาํ ใหแ จง ทุกขนิโรธคามินปี ฏิปทาเปนธรรมชาติที่ควรทําใหเกิด ๓. กตญาณ ปรีชาหยั่งรูกิจอันทําแลว หมายถึง ความหย่ังรูวากิจอันจะตองทําใน อริยสัจ ๔ แตละอยางนี้ไดทําเสร็จแลว กลาวคือปญญาอันหยั่งรูวา ทุกขเปนธรรมชาติที่ควร กําหนดรู เรากําหนดรแู ลว ทกุ ขสมทุ ัยเปนสภาพท่ีควรละเราไดละเสียแลว ทุกขนิโรธ เปนสภาพ ควรทาํ ใหแ จง เราไดทําใหแจงแลว ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เปนธรรมชาติท่ีควรทําใหเกิดเราได ทาํ ใหเกิดแลว ญาณท้ัง ๓ นี้ เนื่องดวยอริยสัจ ๔ โดยเฉพาะ เรียกช่ือเต็มตามที่มาวา ญาณทัสสนะ อันมีปริวัฏ ๓ คือญาณทัสสนะมีรอบ ๓ หรือปญญารูเห็นครบ ๓ รอบ กวาวคือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณวนรอบไปในอริยสัจ ๔ แตละขอๆ ดังกลาวมา และเมื่อนําญาณ ๓ คูณ ดวยอริยสัจ ๔ รวมเปน ญาณทสั สนะ ๑๒ จงึ ชื่อวา ญาณทสั สนะมีรอบ ๓ มอี าการ ๑๒ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 27
2๒๘8 คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. กามตณั หา ตัณหาในกาม ๒. ภวตัณหา ตัณหาในภพ ๓. วิภวตัณหา ตณั หาในปราศจากภพ ตัณหา แปลวา ความอยาก หมายถึง ความทะยานอยากอันเปนอาการท่ีมีอยูในจิตใจ ของปุถชุ นทวั่ ไป (หรอื ภาวะจติ ท่ดี ิ้นรนไปสอู ารมณม รี ูปเปน ตน) แยกเปน ๓ ประเภท คือ ๑. กามตัณหา ตัณหาในกาม หมายถึง ความอยากไดในวัตถุกาม หรือกามคุณ อันไดแก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันนาใคร นาปรารถนา ท่ีเรียกวาอิฏฐารมณ ที่ตน ยังไมไดและความหมกมนุ อยูในวตั ถุกามท่ีไดแ ลวจนไมสามารถสละได ๒. ภวตัณหา ตัณหาในภพ หมายถึง ความอยากเปนอยากอยูในภพที่ตนเกิดแลวดวย อํานาจความหวงอาลัย และความอยากเกิดในภพทีป่ รารถนาตอไป รวมถึงความอยากเปนนั่นเปน น่ี ๓. วิภวตัณหา ตัณหาในปราศจากภพ หรือตัณหาในวิภพ หมายถึง ความอยากไม เปน อยูใ นภพท่ีเกดิ คอื ความอยากตายไปเสียดวยอํานาจความเบื่อหนาย และความอยากดับสูญ ไมเกิดในภพนั้นๆ อีก ไดแก ความอยากในความพรากพนไปแหงตัวตนจากความเปนอยางใด อยางหนึ่งอันไมนาปรารถนา ๑. อกิริยทฏิ ฐิ ความเห็นวา ไมเ ปน อันทาํ ๒. อเหตกุ ทฏิ ฐิ ความเหน็ วา หาเหตมุ ไิ ด ๓. นัตถกิ ทิฏฐิ ความเหน็ วา ไมม ี ทฏิ ฐิ แปลวา ความเหน็ เปนความรเู ห็นหรือคิดเห็นทางใจ ในท่ีน้ีหมายถึง ความเห็นผิด ท่ีเรียกวา นิตยมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิดที่จมด่ิงลงยากท่ีจะถอนออกไดจัดเปนความเห็นผิดอยาง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 28
2๒9๙ วชิ า ธรรมวิภาค รายแรง จาํ แนกเปน ๓ อยา ง คือ ๑. อกิริยทิฏฐิ ความเห็นวาไมเปนอันทํา หมายถึง ความเห็นวาการกระทําไมมีผล ไดแ ก ความเห็นวา การกระทําของบคุ คลจะดี หรอื ช่ัวก็ตามตอ เม่อื มคี นรูเห็นเทาน้ัน จึงจะเปนคุณ หรือโทษ ถาไมมีคนรูเห็น ไมมีใครจับได ก็ไมเปนคุณเปนโทษ ความเห็นชนิดนี้ปฏิเสธกรรมคือ การกระทํา และผลแหงกรรม (ในสมยั พุทธกาลปูรณกัสสปะ เปนเจา ลัทธินี)้ ๒. อเหตกุ ทิฏฐิ ความเห็นวา หาเหตุมิได หมายถึง เห็นวาส่ิงท้ังหลายไมมีเหตุปจจัย ไดแก ความเหน็ วา บคุ คลจะไดรบั ผลดีหรือช่วั ไมไดเ ก่ียวกับการกระทํา การจะไดรับผลดีหรือชั่วนั้น อยูที่โชคลางคือเคราะหดีหรือเคราะหรายเปน เกณฑ อเหตุกทิฏฐิน้ีเปนความเห็นท่ีถือวาไมมีเหตุไมมีปจจัยที่ทําใหสัตวบริสุทธิ์ หรือเศราหมอง เปน ลทั ธิที่ปฏเิ สธท้งั กรรมและผลแหงกรรม (ในสมยั พทุ ธกาล มกั ขลโิ คศาล เปนเจาลทั ธ)ิ ๓. นัตถิกทฏิ ฐิ ความเห็นวาไมมี หมายถงึ ความเหน็ วา ไมม กี ารกระทํา ไดแ ก ความเห็นวา สัตวหรือบุคคลไมมี บุญหรือบาปไมมี คน และสัตวเปนเพียงแตธาตุท่ีประชุมกัน ถึงจะเกื้อกูลกัน หรือทํารายกัน ก็ไมเปนความดีและความชั่ว ไมเปนบุญและเปนบาป การเก้ือกูลกันและกัน ทํารา ยกันเปนไปตามธรรมชาติ คอื ธาตุชนิดใดเปนของเก้ือกูลแกธาตุใดก็เก้ือกูลกันเอง ธาตุชนิดใด เปน ขาศกึ แกกันกท็ ําลายกนั เอง อาการของจติ ท่มี คี วามคดิ เห็นเชน นี้ เรียกวา นัตถกิ ทฏิ ฐิ นัตถิกทฏิ ฐิน้ี เปน ความเหน็ ทีป่ ฏิเสธทัง้ สมมติสัจจะและคติแหงธรรมดาอันเนื่องดวยเหตุ และผล เปนลทั ธทิ ถี่ ือวา สรรพส่ิงคือสภาวะทัง้ ๗ กอง ไมม ีผสู ราง ไมมีผูบันดาล เปนตน (ในสมัย พทุ ธกาล ปกุธกจั จายนะ เปนเจาลัทธิ) ซึ่งขัดกับหลักการของพุทธศาสนาท่ีถือวาสัตวหรือบุคคล โดยสมมตนิ ้ันเปนแตธาตปุ ระชุมกันก็จริง แตก็ตกอยูในคติแหงธรรมดาท่ีเรียกวากัมมัสสกตา คือ ความทสี่ ตั วม กี รรมเปนของของตน แตละคนเปนเจาของแหงกรรม จะตองรับผิดชอบเสวยวิบาก เปน ไปตามกรรมของตน ๑. สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ๒. อปุ ปต ติเทพ เทวดาโดยกาํ เนดิ ๓. วสิ ุทธเิ ทพ เทวดาโดยความบรสิ ทุ ธิ์ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 29
3๓0๐ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 คาํ วา เทพ เปนคําที่ใชเรยี กผูท่ีมีความพิเศษเหนือกวาคนธรรมดาโดยท่ัวไป เพราะเปน ผมู คี ุณงามความดสี งู กวา บุคคลท้ังหลาย โดยชาติ ตระกูล หรือภพท่ีอยูอาศัยของตน จําแนกเปน ๓ ประเภท คอื ๑. สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ไดแก พระราชามหากษัตริย พระอัครมเหสี พระราชกุมาร พระราชกุมารี เพราะเปนผูทรงคุณความดีเหนือคนทั่วไป และเปนผูสูงสงโดยชาติ ตระกูล และจรรยาสวนพระองค ๒. อุปปตติเทพ เทวดาโดยกําเนิด ไดแก เทวดาท่ีเปนเทพจริงๆ ซึ่งอุบัติอยูใน กามาวจรสวรรค ๖ ช้ัน และพรหมโลก ๒๐ ชั้น (รปู พรหม ๑๖ อรปู พรหม ๔) นอกจากนย้ี ังรวมถงึ พวกเทวดาทีส่ ิงอยตู ามตน ไมบ าง ตามวตั ถอุ นื่ ๆ บา ง ซงึ่ เรียกวาพระภมู ิหรือวตั ถุเทวดาดว ย ๓. วสิ ทุ ธเิ ทพ เทวดาโดยความบริสุทธ์ิ ไดแก พระพุทธเจา พระปจเจกพุทธเจาและ พระอรหันตสาวกทั้งหลาย เพราะเปนผูมีความบริสุทธ์ิปราศจากกิเลสทั้งปวงดวยการบรรลุ โลกุตตรธรรมแลว มคี วามเมตตากรณุ าตอ สรรพสตั วอยา งนับประมาณมไิ ด ๑. สงั ขารทั้งปวง ไมเ ทีย่ ง ๒. สังขารทง้ั ปวง เปนทกุ ข ๓. ธรรมทงั้ ปวง เปน อนัตตา ธรรมนิยาม (ธัมมนิยาม) แปลวา ขอกําหนดแหงธรรมดา หมายถึง ความเปนไปอัน แนนอนโดยธรรมดา หรือสรรพส่ิงท้ังปวงที่มีภาวะเสมอกัน บางคร้ังใชคําเรียกวา ธรรมฐิติ คือ สภาวะที่สังขารทั้งปวงดํารงอยูและจะเปนอยางน้ันโดยธรรมดาตลอดไป เปนคติธรรมดาของ สังขาร จะเรียกวา ไตรลกั ษณ หรอื สามัญญลักขณะ ก็ได มี ๓ อยา ง ดังนี้ ๑. สังขารท้ังปวง ไมเท่ียง (สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา) คําวา สังขาร ในท่ีนี้หมายเอา สังขาร คือสิ่งที่มีปจจัยปรุงแตงข้ึนทั้งหมด ทั้งท่ีเปนอุปาทินนกะ มีใจครอง คือคนและสัตว และ อนุปาทินนกะ ไมมีใจครอง คือตนไม รถ เรือ ภูเขา เปนตน ท้ังหมดนี้ลวนเปนของไมเที่ยง มีความเปลี่ยนแปลงไป ไมคงทอี่ ยไู ด เปน อยา งน้ีแลว ก็เปล่ียนแปลงอยางอน่ื ไดอ กี 30
3๓1๑ วชิ า ธรรมวภิ าค ๒. สังขารท้ังปวง เปนทุกข (สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา) คําวา ทุกข ในที่นี้มิไดหมายเอา ทกุ ขเวทนา คือความทุกขท่ีเกิดขึ้นเพราะความหิว กระหาย รอน หนาว หรือเกิดข้ึนเพราะความ อาพาธเพียงอยางเดียว แตหมายเอาความทุกขอันหน่ึงที่ทําใหสิ่งตางๆ คงทนอยูไมได เชน ความเปลี่ยนแปลงของรางกาย ซ่ึงเราไมสามารถจะหยุดเอาไวได ลักษณะท่ีทนอยูในสภาพเดิม ไมไดเชน นี้ เรียกวา ทกุ ข ๓. ธรรมท้ังปวง เปนอนัตตา (สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา) คําวา ธรรม ในที่นี้ทานหมายเอา สิ่งทง้ั หมดทง้ั ท่ีเปนสังขารหรอื สังขตธรรม คือมีปจจัยปรุงแตง และที่เปนวิสังขาร คืออสังขตธรรม คือไมม ีปจจัยปรุงแตง ลว นเปนอนัตตา ไมใ ชต วั ตนท้งั สิ้น หลักธรรมนิยาม ๓ น้ี พระสัมมาสัมพุทธเจาจะทรงอุบัติหรือไมทรงอุบัติก็ตาม ก็คงมีอยู เปน ธรรมดา พระพุทธองคเปนแตทรงคนพบและนาํ มาเปด เผยแสดงแกเวไนยสัตวเ ทาน้นั ๑. ปรกิ ัมมนิมติ นมิ ิตในบริกรรม ๒. อุคคหนมิ ติ นิมิตติดตา ๓. ปฏิภาคนิมติ นิมิตเทียบเคยี ง นิมิต แปลวา เครื่องหมาย หมายถึง เคร่ืองกําหนดเพื่อใหรูเฉพาะขอบเขตตามท่ีเรา ตองการ ในท่ีนี้ หมายถึง เคร่ืองหมายสําหรับใหจิตกําหนดในการเจริญกัมมัฏฐาน เปน เครอื่ งหมายทางนามธรรมทผี่ ูบ าํ เพญ็ กัมมัฏฐานกําหนดขึ้นเปนส่ิงยึดจิตหรืออารมณไมใหสายไป ในทางอนื่ แลว เพงดใู นขณะภาวนาจนจาํ ไดต ดิ ตาแลวเทียบเคียงนิมิตนั้นไดโดยเปนภาพท่ีเห็นใน ใจอันเปนตัวแทนของสิ่งของที่ใชเปนอารมณกัมมัฏฐาน แบงเปน ๓ อยาง ตามลําดับการเจริญ กัมมัฏฐาน ดงั น้ี ๑. ปริกัมมนิมิต นิมิตในบริกรรม หมายถึง นิมิตข้ันตระเตรียมหรือนิมิตแรกเริ่ม คือ กําหนดเขตของนิมติ เพอื่ กนั้ จิตไมใ หกวัดแกวง ไปในทางอ่ืน โดยสงจติ มุงไปท่นี มิ ิตอยางเดยี ว เชน ดวงกสิณท่เี พง ดู ลมหายใจเขา - ออก เปนตน ๒. อุคคหนิมิต นิมิตติดตา หมายถึง นิมิตที่ใจเรียน คือการท่ีพระโยคาวจร หรือ ผูบาํ เพ็ญกัมมัฏฐานเพงดนู ิมิตนัน้ จนจิตสงบ สามารถจาํ รูปนิมติ นั้นไดติดตา ถึงแมจะหลับตาแลว กย็ ังอาจเหน็ ไดห รอื จําไดเหมอื นในเวลาลมื ตาดูนมิ ิตนั้นโดยปกติ ทัง้ ขนาด สี และสณั ฐาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 31
3๓2๒ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๓. ปฏิภาคนิมิต นิมิตเทียบเคียง หมายถึง นิมิตเสมือนนิมิตคูเปรียบ คือนิมิตท่ีเกิด ถัดจากอุคคหนิมิต เม่ือพระโยคาวจรไดอุคคหนิมิตแลว ตอแตน้ันจึงบริกรรมอุคคหนิมิตเร่ือยไป ปฏิภาคนิมิตก็จะเกิดขึ้น และพระโยคาวจรก็สามารถจะขยายสวนหรือยนสวนของนิมิตซ่ึงเปน วัตถุนั้นๆ ไดโดยไมต องดูนิมติ เดิมอกี นิมิตท้ัง ๓ น้ีจะเกิดติดตอสืบเน่ืองกันไป กลาวคือ เมื่อพระโยคาวจรกระทําบริกรรมในนิมิต อยูจนแคลวคลองชํานาญ จากนั้น อุคคหนิมิตก็จะปรากฏเกิดขึ้น ตอจากอุคคห-นิมิตเกิดขึ้น ปฏภิ าคนมิ ิตกจ็ ะเกิดขึ้นตามลาํ ดบั นมิ ิต ๒ อยา งแรก คือบรกิ รรมและอุคคหนิมิตปรากฏท่ัวไปได ในอารมณกัมมัฏฐานท้ังหมด (อารมณกัมมัฏฐาน ๔๐) แตปฏิภาคนิมิตปรากฏเฉพาะในอารมณ กมั มฏั ฐาน ๒๒ อยาง ทีม่ วี ตั ถสุ ําหรับเพง คอื กสณิ ๑๐ อสภุ ะ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อานาปานสติ ๑ ๑. ปริกมั มภาวนา ภาวนาในบริกรรม ๒. อุปจารภาวนา ภาวนาเปนอุปจาร ๓. อปั ปนาภาวนา ภาวนาเปนอปั ปนา ภาวนา แปลวา การทําใหมีข้ึน หรือ การอบรม การเจริญ ไดแก การกระทําทางใจ ที่รูกันวา การเจริญจิตตภาวนา ซึ่งเปนการบําเพ็ญทางจิตหรือการเจริญกัมมัฏฐาน โดยทาน จดั ลาํ ดับข้ันของการเจรญิ ไว ๓ ขนั้ ดงั นี้ ๑. ปริกัมมภาวนา ภาวนาในบริกรรม หรือบริกรรมภาวนา หมายถึง ภาวนาข้ัน บริกรรม หรือการเจริญสมาธิขั้นเริ่มตน ไดแก การกําหนดเอานิมิตในส่ิงที่ใชเปนอารมณ กัมมัฏฐาน คือการกาํ หนดบริกรรมนิมิตน่ันเอง เม่ือกําหนดอารมณกัมมัฏฐาน (คือบริกรรมนิมิต) นั้นไป จนมองเห็นภาพส่ิงน้ันติดตาติดใจแมนยํา ก็เกิดเปนอุคคหนิมิตจิตก็เปนสมาธิขั้นตนที่ เรียกวาบรกิ รรมสมาธิหรอื ขณกิ สมาธิ บริกรรมภาวนากับบริกรรมนิมิตมีลักษณะใกลเคียงกัน คือในขณะที่พระโยคาวจรใชตา เพงดูวัตถุท่ีเปนนิมิตแลวกําหนดจิตที่นิมิตนั้น เรียกวา บริกรรมนิมิต แตในขณะท่ีทําบริกรรมไว ในใจถงึ นิมติ นัน้ จดั เปน บริกรรมภาวนา ๒. อุปจารภาวนา ภาวนาเปนอุปจาร หมายถึง การเจริญสมาธิข้ันอุปจาร ภาวนา ขนั้ จวนเจยี น ไดแก การอาศัยบริกรรมสมาธิเอาจิตกําหนดอุคคหนิมิตตอไปจนแนวแนแนบสนิท เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 32
3๓3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค ในใจเกิดเปนปฏิภาคนิมิตขึ้น นิวรณก็สงบระงับ จิตก็ตั้งมั่นเปนอุปจารสมาธิเปนขั้นสูงสุดของ กามาวจรสมาธิคอื สมาธใิ นระดบั จติ ทย่ี งั ทองเท่ยี วอยใู นกามภพ หรือสมาธขิ องผูเกิดอยูในกามภูมิ อปุ จารภาวนาน้ีใชใ นการเจรญิ กัมมัฏฐานไดท้ังหมด ๓. อัปปนาภาวนา ภาวนาเปนอัปปนา หมายถึง การเจริญสมาธิขั้นอัปปนา หรือ ภาวนาข้ันแนวแน ไดแก ความกําหนดปฏิภาคนิมิตท่ีเกิดขึ้นแลวนั้นสม่ําเสมอดวยอุปจารสมาธิ โดยพยายามรักษาไวไมใหเสื่อมหายไปเสียดวยการหลีกเวนสถานที่ บุคคล หรืออาหาร เปนตน ที่ไมเปนสัปปายะ เสพแตส่ิงท่ีเปนสัปปายะ และรูจักปฏิบัติตามวิธีท่ีจะชวยใหเกิดอัปปานา จนในที่สุดภาวะจิตกเ็ กดิ อปั ปนาสมาธิ บรรลุปฐมฌานเปนข้นั เร่มิ แรกของรูปาวจรสมาธิ คือสมาธิ ในระดับจิตท่ที อ งเทยี่ วอยใู นรูปภพ หรือสมาธขิ องผูไ ดฌ านอัปปนาภาวนานี้เปนอารมณข้ันสูงสุด ของสมถกัมมัฏฐาน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๑. ญาตปรญิ ญา กําหนดรดู วยการรู ๒. ตีรณปริญญา กาํ หนดรูดวยการพจิ ารณา ๓. ปหานปรญิ ญา กําหนดรดู ว ยการละเสีย ปริญญา แปลวา ความรอบรู หมายถึง การกําหนดรู อันเปนลักษณะของปญญา เคร่ืองกําหนดรสู ังขาร คอื ปญญาเคร่อื งพิจารณาอนั เปนเหตใุ หรแู จง สังขารตามความเปน จริง และ ละความยดึ มัน่ ถอื ม่นั ในสงั ขารนน้ั เสยี ได มี ๓ ลกั ษณะ คือ ๑. ญาตปริญญา กําหนดรูดวยการรู คือกําหนดรูเหมือนเปนสิ่งที่รูแลว หรือกําหนดรู ตามสภาวะลักษณะ หมายถึง การทําความรูจักจําเพาะตัวของสิ่งน้ันโดยตรง เชน การรูจัก กําหนดรูในเบญจขันธแยกออกเปนสวนๆ โดยการกําหนดรูตัวเองวา ตัวเรานี้ประกอบดวยขันธ ๕ คือรปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ การรจู กั แยกแยะ กําหนดอยางนี้ เรียกวา ญาตปริญญา ๒. ตีรณปริญญา กําหนดรูดวยการพิจารณา คือกําหนดรูข้ันพิจารณา กําหนดรู โดยสามัญญลักษณะ หมายถึง การทําความรูจักส่ิงน้ันพิจารณาเห็นโดยความเปนของไมเที่ยง เปนทกุ ข เปนอนัตตา กลา วงา ยๆ วา การกาํ หนดรดู วยการพิจารณาใหเ ห็นโดยไตรลักษณ ๓. ปหานปริญญา กําหนดรูดวยการละ คือกําหนดรูถึงข้ันละไดโดยตัดทางมิให ฉนั ทราคะ (ความกาํ หนดั ดว ยอาํ นาจความพอใจ หรอื ความพอใจยินดี) เกิดมีในส่ิงนั้นๆ หมายถึง 33
3๓4๔ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท การรูวาสิ่งนั้นไมเท่ียง เปนทุกข เปนอนัตตา และละความสําคัญวาเที่ยงเปนตน ในส่ิงนั้นๆ เสียได การกําหนดรูแลว ละความพอใจในเบญจขันธอยา งนี้ เรยี กวา ปหานปริญญา ปริญญา ๓ น้ีเปนโลกิยะ มีขันธ ๕ เปนอารมณ เปนกิจในอริยสัจ ๔ ขอท่ี ๑ คือทุกขสัจ ในทางปฏิบัตจิ ัดเขาในวสิ ทุ ธิ ๗ ขอ ๓ ถึงขอ ๖ (ดูอธบิ ายใน วสิ ุทธิ ๗ ประกอบ) ๑. ตทังคปหาน การละชว่ั คราว ๒. วิกขัมภนปหาน การละดว ยการสะกดไว ๓. สมุจเฉทปหาน การละดวยตดั ขาด ปหาน แปลวา การละ ในท่ีนี้หมายถึง การละกิเลสและบาปธรรมท่ีมีอยูในจิตสันดาน ของคนเรา แบง ตามชัน้ ภมู ิของบุคคลเปน ๓ ประเภท คอื ๑. ตทงั คปหาน การละชั่วคราว หมายถงึ การละกิเลส และบาปธรรมของปุถุชนที่ละ ไดเปนบางครัง้ ดวยอํานาจธรรมท่ีเปนคูปรับ หรือท่ีตรงกันขาม เชน ในบางครั้งจิตเกิดเมตตาข้ึน หายโกรธ เปน ตน แตไมเปนการคงทนถาวร กิเลสท่ีละไดเปนบางคร้ังน้ันกลับเกิดข้ึนอีกได หรือ แมก ารละกเิ ลส และบาปธรรมไดเพยี งบางอยาง กจ็ ัดวา เปน ตทงั คปหานเหมอื นกนั ๒. วิกขัมภนปหาน การละดวยการสะกดไว ไดแก การละกิเลสและบาปธรรมของ ผูไดฌาน โดยผูที่ไดฌานในขณะท่ีเขาฌานอยูนั้น จะสามารถละกิเลสที่เรียกวานิวรณไดดวยกําลัง แหง องคฌานนั้นๆ ขมไวซึ่งนิวรณกิเลส ๕ อยาง จะไมเกิดข้ึนแกผูท่ีเขาฌานอยูแตเมื่อออกจากฌาน แลวถาไมสํารวมระวังใหดี นิวรณกิเลสก็อาจเกิดขึ้นไดอีก ทานเปรียบเหมือนอาการท่ีหินทับหญา ในขณะท่ีตนหญาถูกหินทับไวน้ัน หญาจะไมอาจงอกข้ึนได แตเมื่อยกหินออกแลว ตนหญาก็กลับ เกิดขึน้ ไดอ กี ฉะน้นั ๓. สมุจเฉทปหาน การละดวยตัดขาด หมายถึง การละกิเลสและบาปธรรมของ พระอริยบุคคล โดยผูไดบรรลุอริยมรรคต้ังแตโสดาปตติมรรคข้ึนไปจนถึงอรหัตตมรรค ยอมตัด กิเลสทั้งหลายไดเด็ดขาด ดวยโลกุตตรมรรคในขณะแหงมรรคน้ันๆ ซ่ึงกิเลสท่ีพระอริยบุคคลได ละแลวจะไมกลับมากําเริบเกิดขึ้นไดอีก เปรียบเหมือนตนหญาที่ถูกถอนออกโดยส้ินเชิง พรอมราก ไมอาจงอกขึน้ ไดอีกฉะน้ัน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 34
3๓5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. อทิ ธปิ าฏิหาริยะ ฤทธิ์เปนอศั จรรย ๒. อาเทสนาปาฏหิ ารยิ ะ ดกั ใจเปนอศั จรรย ๓. อนสุ าสนีปาฏิหาริยะ คาํ สอนเปนอัศจรรย ปาฏิหารยิ ะ หรอื ปาฏิหารยิ แปลวา ความอศั จรรย หมายถึง การกระทําที่ใหเห็นเปน อัศจรรย คือ การกระทําที่ใหบังเกิดผลเปนอัศจรรย ในท่ีนี้หมายเอาความอัศจรรยที่มีอยูใน พระพุทธศาสนาครบถว น ๓ ประการ คือ ๑. อิทธิปาฏิหาริยะ ฤทธิ์เปนอัศจรรย ปาฏิหาริยคือฤทธ์ิ หมายถึง การแสดงฤทธิ์ได เปนอัศจรรย ไดแก การแสดงกิริยาอยางใดอยางหนึ่งซึ่งพนวิสัยของสามัญมนุษยได เชน การหายตัวได ดําดนิ ได เดินบนน้ําได เหาะไปในอากาศได เปนตน เปนความอัศจรรยอยางหน่ึง ทเ่ี กดิ จากอภิญญาจติ หรอื ฤทธ์ิของผบู ําเพญ็ สมาธขิ นั้ ฌานสมาบตั ิ ๒. อาเทสนาปาฏิหาริยะ ดักใจเปนอัศจรรย ปาฏิหาริยคือการทายใจ หมายถึง ความรอบรูกระบวนการของจิตจนสามารถรูความรูสึกนึกคิดของบุคคลอื่น และบอกไดวาเขาคิด และตองการอะไร รูจ ริตและอปุ นิสัยของคนอ่นื ไดว า ชอบสิง่ ใด หรือธรรมขอใดที่ถูกอุปนิสัยของเขา ปาฏิหาริยขอน้ีเปนเหตุใหพระพุทธองคและพระอรหันตพุทธสาวก ผูไดอภิญญาจิตสามารถเผยแผ พระพทุ ธศาสนาไดอ ยางประสบผลสาํ เรจ็ ๓. อนุสาสนีปาฏิหาริยะ คําสอนเปนอัศจรรย ปาฏิหาริยคืออนุศาสนี หมายถึง คําสอนเปนจริง สอนใหเห็นจริง นําไปปฏิบัติไดผลสมจริงเปนอัศจรรย ไดแก คําสอนที่จูงใจ ทําใหผูฟงไดฟงคําส่ังสอนแลวไดแสดงตนเปนสาวก และรับคําสอนไปปฏิบัติตามจนไดบรรลุ ประโยชนตามสมควรแกการปฏิบัติอนุสาสนีปาฏิหาริยนี้พระพุทธองคทรงยกยองวาเปนเยี่ยม กวาปาฏหิ าริยทงั้ ๒ ขอ ขางตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 35
3๓6๖ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๑. พระวินยั ปฎ ก หมวดพระวนิ ยั ๒. พระสุตตนั ตปฎก หมวดพระสตู ร ๓. พระอภิธรรมปฎก หมวดพระอภิธรรม ปฎก แปลตามศัพทวา กระจาดหรือตะกรา ในที่นี้นํามาใชในความหมายวา เปนท่ี รวบรวมคําสอนในพระพุทธศาสนาท่ีไดรับการจัดเปนหมวดหมูแลว โดยนัยน้ี ปฎก ๓ หรือ พระไตรปฎก จึงหมายถึง พระคัมภีรท่ีบรรจุพระพุทธพจน และเร่ืองราวช้ันเดิมของ พระพทุ ธศาสนา ๓ หมวด คือ ๑. พระวินัยปฎก หมวดพระวินัย หมายถึง ประมวลสิกขาบทสําหรับพระภิกษุ และ พระภิกษุณีท่ีมีลักษณะเปนขอบังคับอันเปนกฎ หรือระเบียบสําหรับปฏิบัติ เพื่อความอยูรวมกัน อยางเปนสุขของหมูคณะ มีการจัดแบงเปน ๓ หมวดใหญ คือวิภังค ขันธกะ และปริวาร (พระไตรปฎกเลม ที่ ๑-๘) ในสวนพระวินัยน้ีรวบรวมพระธรรมขนั ธได ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ ๒. พระสตุ ตันตปฎก หมวดพระสูตร หมายถึง ประมวลพระธรรมเทศนา คําบรรยายและ เรอ่ื งเลา ตา งๆ ที่พระพุทธองคตรัสยักเยื้องตามบุคคลและโอกาส ซ่ึงไดรับการจัดแบงเน้ือหาตาม ขนาดของพระสูตรเปน ๕ นิกาย (คําวานิกาย มีความหมายวาประมวลหรือชุมนุม หรือเทียบได กับคาํ วาคัมภรี ) (พระไตรปฎ กเลม ท่ี ๙ - ๓๓) พระสตู รน้ีรวบรวมพระธรรมขันธ คือกองแหงธรรม หนึ่งๆ ได ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ ๓. พระอภธิ รรมปฎ ก หมวดพระอภิธรรม หมายถึง ประมวลพระพุทธพจนท่ีวาดวยเรื่อง สภาวธรรมท่ีมีอยูโดยปรมัตถ ซึ่งเปนธรรมอันยิ่ง อันละเอียดลุมลึก และประเสริฐย่ิงกวาธรรมทั้งปวง เปนคําอธบิ ายทเ่ี ปน หลกั วิชาพระพุทธศาสนาลวนๆ ไมเก่ียวดวยบุคคล สถานท่ี หรือเหตุการณตางๆ แบง ออกเปน ๗ คัมภรี (พระไตรปฎ กเลมที่ ๓๔ - ๔๕) พระอภิธรรมปฎกนี้ รวบรวมพระธรรมขันธ มากท่ีสุดถงึ ๔๒,๐๐๐ ธรรมขนั ธ รวม ๓ ปฎก นบั พระธรรมขันธได ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 36
3๓7๗ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. โลกัตถจริยา ทรงประพฤติเปนประโยชนแ กโลก ๒. ญาตตั ถจริยา ทรงประพฤตเิ ปนประโยชนแกพ ระญาติหรือโดยฐานเปน พระญาติ ๓. พุทธัตถจริยา ทรงประพฤติเปนประโยชนโดยฐานเปน พระพทุ ธเจา พุทธจริยา แปลวา พระจริยาของพระพุทธเจา หมายถึง การทรงบําเพ็ญประโยชน ของพระพุทธเจา ในลักษณะตางๆ ทา นจดั ไว ๓ ลกั ษณะ คือ ๑. โลกัตถจริยา ทรงประพฤติเปนประโยชนแกโลก ไดแก พระพุทธจริยาเพ่ือ ประโยชนแกชาวโลก เปนพระพุทธจริยาที่ทรงบําเพ็ญประโยชนแกมหาชนที่นับวาเปนสัตวโลก ท่วั ๆ ไป ซงึ่ เห็นเดนชัดตลอดการบาํ เพ็ญพุทธกิจ ๔๕ พรรษาของพระองค ๒. ญาตัตถจริยา ทรงประพฤติเปนประโยชนแกพระญาติ หรือโดยฐานเปนพระญาติ ไดแ ก พระพทุ ธจริยาเพอื่ ประโยชนแกพระญาติ กลาวคือ ทรงสงเคราะหพระญาติตามฐานะ เชน การเสด็จกรุงกบลิ พัสดเุ พอื่ ทรงแสดงธรรมโปรดพระประยรู ญาตมิ ีพระพทุ ธบิดา เปนตน ใหบรรลุธรรม ตามภูมธิ รรมของแตล ะบุคคล ๓. พุทธัตถจริยา ทรงประพฤติเปนพระโยชนโดยฐานเปนพระพุทธเจา ไดแก พระพุทธจริยาท่ีทรงบําเพ็ญประโยชนตามหนาท่ีของพระพุทธเจา เชน ทรงบัญญัติสิกขาบท อันเปนอาทิพรหมจรรย (ศีลหรือพระวินัยของพระภิกษุ และพระภิกษุณีอันเปนพื้นฐานแหง การประพฤติพรหมจรรย) บาง อันเปนอภิสมาจาร (มารยาทพรอมท้ังระเบียบปฏิบัติเฉพาะ ของพระภิกษุ และพระภิกษุณี) บาง เพ่ือขมพวกภิกษุผูหนาดานไมละอาย และเพื่อวางระเบียบ นําความประพฤติแหง พวกภิกษุผูรกั ดีรักงามเครงครัดในศีล (เปสละ) และทรงแสดงหลักธรรมให พทุ ธบริษัททั้งบรรพชติ และคฤหสั ถรูท่ัวถึงธรรมประดษิ ฐานพระพุทธศาสนาใหด าํ รงยัง่ ยืนสบื มา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 37
3๓8๘ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. กามภพ ภพที่เปน กามาวจร ๒. รูปภพ ภพที่เปน รูปาวจร ๓. อรปู ภพ ภพทเี่ ปน อรปู าวจร ภพ แปลวา สภาพความเปนอยู หมายถึง ภาวะชีวิตของสัตว หรือโลกเปนที่อยูของ สัตวท่ียังตองเกิด แก เจ็บ ตาย ในภพนั้นๆ ดวยผลแหงบาปหรือบุญท่ีแตละคนไดกระทําเอาไว จําแนกเปน ๓ ภพ คอื ๑. กามภพ ภพท่ีเปนกามาวจร หมายถึง ภาวะแหงชีวิตของสัตวผูยังเสวยกามคุณ คืออารมณท างอินทรียท ้ัง ๕ มี ๑๑ ช้นั คือ อบาย ๔ คอื ภพของสตั วนรก สตั วด ิรัจฉาน เปรต และ อสรุ กาย มนษุ ยโลก ๑ คอื โลกเปนท่ีอยูอ าศัยของพวกมนุษย และกามาจรสวรรค ๖ ชั้น คือช้ัน จาตุมหาราชกิ า ดาวดงึ ส ยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมติ วสวตั ดี ๒. รูปภพ ภพท่ีเปนรูปาวจร หมายถึง ภาวะของชีวิตสัตวผูประเสริฐและบริสุทธ์ิ ดวยคณุ ธรรมที่เรียกวา พรหม เพราะเขาถงึ รปู ฌานหรือบรรลอุ นาคามิผล คือบําเพ็ญสมาธิจนได บรรลุฌานสมาบัติหรือสําเร็จเปนพระอนาคามีในโลกมนุษย จึงไปบังเกิดในพรหมโลกตามลําดับ ชั้นแหงคณุ ธรรมที่ไดบรรลุเปนภพที่ไมเก่ียวของดวยกามคุณ แตจะอยูดวยปติสุขอันเปนผลแหง ความสงบขม ระงับกเิ ลสไวดวยกาํ ลังแหงองคฌ านหรอื มรรคผลท่ีบรรลุ ไดแ ก รปู พรหม ๑๖ ชั้น ๓. อรูปภพ ภพท่ีเปนอรูปาวจร หมายถึง ภาวะชีวิตของสัตวผูประเสริฐท่ีเขาถึงอรูป ฌานในโลกมนุษย เมอ่ื ส้ินชีวิตแลว จะไปอุบัติบังเกิดอยูในสถานท่ีที่เรียกวา อรูปพรหม คือพรหม ท่ีไมมีรูปขันธ หรือพรหมผูไดอรูปฌานเพราะไดสํารอกคือหมดความพอใจยินดีในรูปฌาน หรือสิ่งท่ี เปน รปู ธรรมแลว ดงั นนั้ เมอ่ื ไปเกิดภพนั้นจงึ ไมม รี ูปรา ง มีเฉพาะนามขันธ ๔ คือเวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ จดั เปน ๔ ชัน้ ตามชอ่ื ของอรปู ฌาน คอื (๑) อากาสานัญจายตนภูมิ (๒) วิญญาณัญ- จายตนภูมิ (๓) อากิญจัญญายตนภูมิ (๔) เนวสัญญานาสญั ญายตนภูมิ ภพท้ัง ๓ น้ี เมื่อจัดเปนชั้นแหงจิต ระดับจิตใจ หรือระดับชีวิต ก็เรียกอีกอยางวา ภูมิ ๔ หรือ ภูมิ ๓๑ คือ (๑) อบายภูมิ ๔ (๒) กามสุคติภูมิ ๗ (มนุษยโลก ๑ เทวโลกสวรรค ๖) รวม อบายภูมิ ๔ เขากับกามสุคติภูมิ ๗ เรียกวา กามาวจรภูมิ ๑๑ (๓) รูปาวจรภูมิ ๑๖ หรือ รปู พรหม ๑๖ (๔) อรปู าวจรภูมิ ๔ หรอื อรปู พรหม ๔ ภพ ภูมิท้ังหมดน้ีจัดเปนโลกิยภูมิ พนจากน้ี ไปเปนโลกุตตรภมู ิ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 38
3๓9๙ วชิ า ธรรมวิภาค ๑. สงั ขารโลก โลกคือสังขาร ๒. สตั วโลก โลกคือหมูสัตว ๓. โอกาสโลก โลกคือแผน ดนิ คําวา โลก แปลวา สภาพที่เคล่ือนสลาย ในท่ีน้ีหมายถึง ประดาสภาวธรรม หรือ หมูสตั วท ่ีกาํ หนดโดยขอบเขตบาง ไมกําหนดโดยขอบเขตบาง จดั เปน ๓ ประเภท ๑. สังขารโลก โลกคือสังขาร หมายถึง สภาวธรรมอันเปนไปตามคติแหงธรรมดาท่ี ตกอยภู ายใตเ งื่อนไขของธรรมชาติ หรอื ภายใตเ งื่อนไขของเหตุปจจัย เชน ขันธ ๕ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวญิ ญาณ แตล ะอยางๆ น้ันก็ช่ือวา โลก ๒. สัตวโลก โลกคือหมูสัตว หมายถึง ส่ิงที่มีวิญญาณครองทั้งหลาย จะเปนคน สัตว หรืออมนุษยก็ตาม สรุปรวมเรียกวาเปนสัตวโลกทั้งหมด เพราะยังตองตกอยูภายใตเงื่อนไขของ ธรรมชาติ โดยมีความเกดิ ขึ้น ตัง้ อยู และแตกสลายไปในที่สุด ๓. โอกาสโลก โลกคอื แผน ดิน หมายถงึ โลกทกี่ ําหนดดวยโอกาส โลกอันมีในอวกาศ หรือจักรวาล โดยปริยาย ไดแ กแผนดนิ หรือดวงจกั รดารา (ระบบสรุ ิยะจกั รวาล) อนั เปนทีอ่ ยอู าศัย ของเหลา สัตวใ นภพภมู ินัน้ ๆ ๑. มนุษยโลก โลกท่ีเราอาศัยอยูน้ี ๒. เทวโลก สวรรคกามาพจร ๖ ชนั้ ๓. พรหมโลก สวรรคช ั้นพรหม เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 39
4๔0๐ คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท คําวา โลก ในที่น้ี หมายถึง ภพภูมิอันเปนสถานท่ีอยูของสัตวท้ังหลายดังท่ีกลาวมาแลว ในภพ ๓ คอื ๑. มนษุ ยโลก โลกทเ่ี ราอาศยั อยนู ี้ ไดแ ก โลกมนุษย ๒. เทวโลก สวรรคกามาพวจร ๖ ขน้ั ไดแก โลกคือหมเู ทพ หรอื โลกสวรรค ๓. พรหมโลก สวรรคชน้ั พรหม ไดแก โลกคอื หมูพรหม มนษุ ยโลกและเทวโลก รวมกันเรียกวา กามโลก โลกของผูเกี่ยวของในกาม หรือเรียกวา กามสคุ ติ คือ มนษุ ยโลก ๑ และสวรรค ๖ ช้ัน พรหมโลก จําแนกเปน ๒ คอื (๑) รปู โลก โลกของผูยินดใี นรูปฌาน หรือติดใจในรูปภพ ไดแก พรหมโลก ๑๖ ช้ัน (๒) อรูปโลก โลกของผูยินดีในอรูปฌาน หรือติดใจในอรูปภพ ไดแก โลกพรหมทไ่ี มม ีรปู ขันธ ๔ ชั้น ๑. กเิ ลสวฏั ฏะ วนคือกเิ ลส ๒. กมั มวฏั ฏะ วนคือกรรม ๓. วปิ ากวฏั ฏะ วนคอื วิบาก วฏั ฏะ แปลวา วน หรือ วนเวียน หมายถึง การหมุนวนแหงการเวียนวายตายเกิดในภพภูมิ ตา งๆ มี ๓ อยาง คอื ๑. กิเลสวัฏฏะ วนคือกิเลส วงจรกิเลสประกอบดวยกระบวนการท่ีทําใหจิตเศราหมอง ผลักดันใหทํากรรม ๓ อยาง คือ (๑) อวิชชา ความไมรูสภาพจริง (๒) ตัณหา ความทะยานอยากใน กาม ในภพ และภาวะทป่ี ราศจากภพ (๓) อุปาทาน ความทีจ่ ติ ยึดมน่ั ถือมัน่ ๒. กัมมวัฏฏะ วนคือกรรม วงจรกรรมประกอบดวยกระบวนการท่ีเปนตัวกรรม ๒ อยาง คือสังขาร สภาพปรุงแตงการกระทําใหเปน บุญ บาป และฌาน และกรรมภพ ภพที่เกิด ตามกรรม คอื กรรมนาํ ไปเกิดในภพ ๓ ๓. วปิ ากวัฏฏะ วนคอื วบิ าก วงจรวิบากประกอบดว ยกระบวนการทท่ี ําใหคนเราไดรับ ผลจากกรรมวัฏ ๕ อยา ง คือ วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ และเวทนา ซึง่ แสดงออกในสิ่งท่ี เรียกวา อุปปตตภิ พ (ภพคือสถานทอี่ ยทู ี่เกดิ ) มีชาติ ชรา มรณะ เปน ตน เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 40
4๔1๑ วชิ า ธรรมวิภาค กิเลส กรรม และวิบากทั้ง ๓ นี้ไดช่ือวา วัฏฏะ ๓ หรือ ไตรวัฏฏ คือสภาพท่ีวนเพราะ หมุนเวียนกันไป กลาวคือ กิเลสเกิดข้ึนแลวใหทํากรรม คร้ันทํากรรมแลว ยอมไดรับวิบากแหง กรรม เมื่อไดรับวิบาก กิเลสเกิดข้ึนอีก วนกันไปอยางนี้ จนกวาจะตัดขาดไดดวยอรหัตตมรรค เรียกอีกอยางหนึ่งวา ภวจักร ความหมุนเวียนแหงภาวะชีวิต หรือ สังสารจักร ความหมุนวนแหง การเวียนวายตายเกิดในภพภูมิ ตา งๆ ตามหลกั ปฏจิ จสมปุ บาท (ดูรายละเอยี ดใน ปจ จยาการ ๑๑) ๑. ปุพเพนวิ าสานสุ สตญิ าณ รูจักระลึกชาติได ๒. จุตปู ปาตญาณ รจู กั กําหนดจุติและเกิด ๓. อาสวกั ขยญาณ รจู กั ทาํ อาสวะใหส น้ิ วชิ ชา แปลวา ความรแู จง หรือ ความรวู ิเศษ หมายถึง ญาณหย่ังรูอยางลึกซึ้งและแจมแจง เปนองคธรรมแหงสัมโพธิญาณของพระพุทธเจา และเปนองคคุณของพระอรหันตผูเตวิชชะ เรียกอีกอยา งหน่งึ วา ญาณ ๓ คือ ๑. ปพุ เพนวิ าสานุสสตญิ าณ รูจกั ระลกึ ชาตไิ ด หมายถงึ ญาณที่ทาํ ใหร ะลึกชาติกอน ไดเปนอันมาก โดยระลึกชาติถอยหลังเขาไปไดตั้งแตหน่ึงชาติไปจนถึงรอยชาติ พันชาติ แสน ชาติ ตลอดสังวัฏฏกัปเปนอนั มาก ๒. จุตูปปาตญาณ รูจักกําหนดจุติและเกิด หมายถึง ญาณที่สามารถเห็นการเวียน วา ยตายเกิดของสัตวทง้ั หลาย สามารถรูช ดั หมสู ัตวผ ูเ ปนไปตามกรรม ๓. อาสวักขยญาณ รูจักทําอาสวะใหส้ิน หมายถึง ญาณหย่ังรูท่ีทําใหส้ินอาสวกิเลส หรอื ความตรสั รู โดยประจกั ษตามความเปนจริงวา นี้ทุกข นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธ คามนิ ีปฏิปทา เปนตน เมื่อรูเห็นอยางน้ี จติ ก็หลดุ พน จากอาสวะทัง้ หลาย มีญาณหยง่ั รวู า หลุดพน แลว รูชัดวาชาติสิ้นแลว พรหมจรรยอยูจบแลว กิจที่ควรทําไดทําเสร็จแลว กิจอ่ืนเพื่อความเปน อยา งนี้มไิ ดม อี กี เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 41
4๔๒2 คูม อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. สุญญตวิโมกข หลุดพนดวยเห็นความวา ง ๒. อนิมิตตวิโมกข หลดุ พน ดว ยไมถือนิมติ ๓. อปั ปณิหติ วิโมกข หลุดพน ดว ยไมท าํ ความปรารถนา วิโมกข แปลวา ความพนวิเศษ หรือ ความหลุดพน หมายถึง ความหลุดพนโดยส้ินเชิง คอื เดด็ ขาดจากกิเลสท้งั หลาย ไดแ ก อรหตั ตมรรค จัดตามลักษณะความเหน็ ไตรลักษณเปน ๓ คอื ๑. สุญญตวิโมกข หลุดพนดวยเห็นความวาง หมายถึง ความหลุดพนดวยภาวะจิต ทวี่ างจากราคะ โทสะ โมหะ โดยมองเห็นความวางหมดความยึดมั่น คือพิจารณาเห็นนามรูปโดย ความเปนอนตั ตาแลว ถอนความยึดม่ันเสียได กลา วงายๆ วา หลดุ พนเพราะเห็นอนัตตลกั ขณะ ๒. อนิมิตตวิโมกข หลุดพนดวยไมถือนิมิต หมายถึง ความหลุดพนดวยภาวะจิตท่ี ไมถือนิมิตคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะพิจารณาเห็นนามรูปโดยความไมเท่ียงแลวถอนนิมิตเสียได กลาวงายๆ วาหลุดพนเพราะเห็นอนจิ จลกั ขณะ ๓. อัปปณิหิตวิโมกข หลุดพนดวยไมทําความปรารถนา หมายถึง ความหลุดพน ดวยภาวะจิตท่ีไมมีกิเลสเปนเหตุใหปรารถนาคือราคะ โทสะ โมหะ เพราะพิจารณาเห็นนามรูป เปนทกุ ข แลวถอนความปรารถนาเสยี ได กลา วงา ยๆ วาหลุดพนเพราะเห็นทุกขลักขณะ ๑. สุญญตสมาธิ สมาธิอนั พิจารณาเห็นความวา ง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 ๒. อนิมิตตสมาธิ สมาธอิ นั พิจารณาธรรมไมม นี ิมิต ๓. อปั ปณิหติ สมาธิ สมาธอิ ันพจิ ารณาธรรมไมม คี วามตั้งปรารถนา สมาธิ แปลวา ความต้ังมั่นแหงจิต หมายถึง ภาวะที่จิตตั้งม่ันสมํ่าเสมอในอารมณใด อารมณหนึง่ ในทน่ี ีห้ มายถึงสมาธิในวิปส สนา จดั เปน ๓ ประเภท คอื 42
4๔3๓ วชิ า ธรรมวภิ าค ๑. สุญญตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาเห็นความวาง คือ ภาวะที่จิตตั้งม่ันเพราะ พิจารณาเห็นความวางจากราคะ โทสะ โมหะเปนอารมณ ไดแก วิปสสนาท่ีใหถึงความหลุดพน ดว ยกาํ หนดอนตั ตลักขณะ ๒. อนิมิตตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาธรรมไมมีนิมิต คือ ภาวะที่จิตต้ังม่ันเพราะ พิจารณาเห็นธรรมไมมีนิมิตคือราคะ โทสะ โมหะเปนอารมณ ไดแก วิปสสนาท่ีใหถึงความหลุดพน ดว ยอาํ นาจอนิจจลักขณะ ๓. อัปปณิหิตสมาธิ สมาธิอันพิจารณาธรรมไมมีความต้ังปรารถนา คือ ภาวะที่ จิตตั้งม่ัน เพราะพิจารณาเห็นธรรมไมมีความต้ังปรารถนาดวยกิเลสคือราคะ โทสะ โมหะเปน อารมณ ไดแ ก วิปส สนาทีใ่ หถ งึ ความหลดุ พน ดวยกําหนดทกุ ขลกั ขณะ ๑. กายวเิ วก สงดั กาย ๒. จติ ตวเิ วก สงัดจิต ๓. อปุ ธิวเิ วก สงัดกเิ ลส วิเวก แปลวา ความสงัด หมายถึง ความปลีกตนคือกายและจิตออกจากส่ิงรบกวน ๓ ลักษณะ คอื ๑. กายวิเวก สงัดกาย คือการอยูในที่สงัด ดํารงอิริยาบถและเที่ยวไปผูเดียวดวยการ ปลีกออกจากหมูคณะโดยเขาไปอาศัยอยูในสถานที่ไมมีสิ่งใดๆ รบกวนแมบุคคลที่อยูในชุมชนก็ สามารถทํากายใหวิเวกไดดวยการไมคลุกคลี หรือสนทนาหาความสนุกสนานจนเกินไป รวมถึง การรกั ษาศลี อยา งเครง ครดั ซึ่งสามารถสงบกเิ ลสอยา งหยาบได ก็จดั เปนกายวิเวก ๒. จติ ตวิเวก สงัดจิต คอื การทําจิตใหสงบผอ งใสดว ยสมถภาวนา โดยสงัดจากกิเลสท่ี เรียกวานวิ รณ ๕ ไดแ กภาวะจิตของทา นผบู รรลฌุ านและสําเร็จอรยิ มรรคอริยผลเปนบางสว น ๓. อุปธิวิเวก สงัดกิเลส คือการเจริญวิปสสนาภาวนาเพ่ือทําจิตใหสงัดจากกิเลส ที่ เรียกวา อุปธิ ซ่ึงเปนที่ตั้งท่ีทรงไวแหงทุกข พระอรหันตทานสามารถละกรรมกิเลสไดโดยส้ินเชิง บรรลุพระนิพพานอันเปนความสงบจากอุปธกิ เิ ลสอยางแทจริง เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 43
4๔4๔ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท สงั ขตลักษณะ แปลวา ลักษณะแหงสังขตธรรม หมายถึง ขอกําหนดเดนชัดเกี่ยวกับ สิ่งท่ีปจจยั ปรงุ แตง ข้นึ ๓ ประการ คือ ๑. ความเกิดข้ึนปรากฏ (อุปฺปาโท ปฺญายติ) คือเม่ือปจจัยตางๆ ประชุมพรอมกัน สงั ขารทงั้ หลายทง้ั ท่เี ปน อุปาทินนกะ (มใี จครอง) และอนุปาทนิ นกะ (ไมม ีใจครอง) ก็มีการเกดิ ข้ึน ๒. ความดับปรากฏ (วโย ปฺญายติ) ไดแก สังขารท่ีเปนอุปาทินนกะ และอุปาทินนกะ เหลานนั้ เมอ่ื ขาดปจจยั ปรุงแตง เสียแลว ก็ตัง้ อยูไมได ความดับสลายจงึ ปรากฏ ๓. เมอื่ ตั้งอยู ความแปรปรากฏ (ฐิตสฺส อฺญถตฺตํ ปฺญายติ) ไดแก ความแปรของ สังขารในขณะท่ียังดํารงอยู ตัวอยาง เชน วงจรชีวิตของคนจากเปนเด็ก แลวแปรเปลี่ยนสภาพ (เติบโต) เปน หนุม แลว แปรเปล่ยี น (เสอื่ มสภาพ) เปนคนแก เปนตน ๑. กายสงั ขาร สภาพอันแตงกาย ๒. วจีสังขาร สภาพอนั แตง วาจา ๓. จิตตสังขาร สภาพอันแตงจติ สังขาร แปลวา สภาพปรุงแตง ในที่น้ีหมายถึง สภาพท่ีปรุงคือเสริมแตงใหมนุษยเกิด มามชี วี ิตรางกายดาํ รงอยไู ด พูดได และคดิ ไดอ ยางเปน ระบบ จดั ตามทวารเปน ๓ ประเภท คอื ๑. กายสังขาร สภาพอันแตงกาย ไดแก ลมอัสสาสปสสาสะ คือลมหายใจเขา – ออก ซึ่งปนปรือพยุงรางกายของคนเราใหด ํารงคงชีวิตอยไู ด ๒. วจสี งั ขาร สภาพอันแตงวาจา ไดแก วิตกและวิจาร ซ่ึงทําหนาท่ีปรุงแตงคําพูดโดย ตรแิ ลวตรองแลว จึงเปลงวาจาคือพดู ออกมา มิฉะน้นั วาจาท่ีพูดนัน้ จะไมเปน ภาษา เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 44
4๔5๕ วชิ า ธรรมวภิ าค ๓. จิตตสังขาร สภาพอันแตงจิต ไดแกสัญญา ความจําไดหมายรู และเวทนา ความรสู กึ สุขทุกข ซ่ึงทําหนา ทปี่ รุงแตงยอมจติ ใหม ปี ระการตางๆ ดจุ น้าํ ยอ มท่จี บั ผา ฉะนั้น ๑. ปรยิ ตั ตสิ ัทธรรม ไดแกคาํ สัง่ สอน ๒. ปฏปิ ต ตสิ ทั ธรรม ไดแ กความปฏบิ ัติ ๓. ปฏเิ วธสัทธรรม ไดแกมรรค ผล นพิ พาน สัทธรรม แปลวา ธรรมอันดี ธรรมทแ่ี ท หรือธรรมของสัตบรุ ุษ หมายถึง ธรรมที่เปน หลกั หรือแกนแทแหง คาํ สอนในพระพุทธศาสนา ซ่งึ จดั เปน ๓ ประเภท คอื ๑. ปริยัตติสัทธรรม ไดแก คําส่ังสอน หมายถึง สัทธรรมคือคําสั่งสอนอันตองศึกษา เลา เรียน ไดแกพระบาลพี ทุ ธพจนใ นพระไตรปฎกทง้ั ส้ิน ๒. ปฏิปตติสัทธรรม ไดแก ความปฏิบัติ หมายถึง สัทธรรมคือปฏิปทาอันจะตอง ปฏิบัติ คืออริยมรรคมีองค ๘ ซึ่งเปนกระบวนการปฏิบัติ หรือหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญ ญา ๓. ปฏเิ วธสทั ธรรม ไดแ ก มรรค ผล นพิ พาน หมายถึง สัทธรรมคือผลอันจะพึงเขาถึง หรอื บรรลดุ ว ยการปฏบิ ัติ (บางแหง เรียกวา อธคิ มสัทธรรม สทั ธรรมที่พึงบรรลุ) สัทธรรมทั้ง ๓ น้ี เรียกสั้นๆ วา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มีความเก่ียวเน่ืองกัน คือปริยัติ เปนแนวทางแหงการปฏิบัติ ในขณะท่ีปฏิบัติก็เปนเหตุใหไดบรรลุถึงปฏิเวธ สัทธรรมท้ัง ๓ น้ี เปนหลักช้ีวัดความดํารงอยูของพระพุทธศาสนา เพราะเม่ือสัทธรรมทั้ง ๓ นี้ยังมีอยูเพียงใด พระพทุ ธศาสนาก็ดํารงอยเู พียงน้นั เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 45
4๔6๖ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชน้ั โท ๑. มนษุ ยสมบัติ สมบตั ใิ นมนษุ ย ๒. สวรรคสมบัติ สมบัติในสวรรค ๓. นพิ พานสมบัติ สมบตั ิคือพระนพิ พาน สมบตั ิ แปลวา ความถึงพรอม หมายถึง ความพรั่งพรอมสมบูรณของสิ่งที่ทําใหสําเร็จ ความปรารถนา หรือผลสาํ เรจ็ ที่ใหสมความปรารถนา มี ๓ ประการ คอื ๑. มนุษยสมบัติ สมบัติในมนุษย หมายถึง ความพร่ังพรอมสมบูรณในฐานะของ มนษุ ย เชน สมบูรณดวยปจ จยั ๔ มที รพั ย ยศ ตาํ แหนง เปนตน ประสบความอยูดีมีสุข ตามสมควร แกฐานะของตน ๒. สวรรคสมบตั ิ สมบัตใิ นสวรรค หรือเรยี กวา เทวสมบตั ิ สมบัตชิ ัน้ สวรรค หมายถึง ผลของการปฏิบัติที่จะสงผลใหบุคคลผูปฏิบัติไดเสวยทิพยสมบัติในสุคติโลกสวรรค เชน การให การรักษาศลี และเจรญิ ภาวนาทเี่ ปน โลกยิ ะ ยอมไดผ ลทเี่ ปนสวรรคสมบตั ิ ๓. นพิ พานสมบัติ สมบัติคือพระนิพพาน จัดเปนสมบัติช้ันสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซง่ึ ไดเฉพาะพระสัมมาสมั พุทธเจา และพระอรหนั ตขณี าสพเทาน้ัน ๑. อธิสลี สิกขา สกิ ขาคอื ศีลอนั ย่งิ ๒. อธจิ ติ ตสกิ ขา สิกขาคือจิตอนั ยง่ิ ๓. อธิปญ ญาสกิ ขา สิกขาคอื ปญญาอนั ยิ่ง สิกขา แปลวา การศึกษา หรือขอที่จะตองศึกษา ในที่นี้หมายถึง ขอปฏิบัติที่เปนหลัก สาํ หรับศกึ ษา คอื การฝกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปญญาใหย่ิงข้ึนไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน จดั ตามลําดบั เปน ๓ ข้ัน โดยทัว่ ไปเรียกวาศลี สมาธิ ปญ ญา คอื ๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือศีลอันยิ่ง หมายถึง ขอปฏิบัติสําหรับฝกอบรมในทาง ความประพฤติชั้นสูง โดยความมุงหมายสูงสุด ไดแก ปาติโมกขสังวรศีล ศีลคือความสํารวมใน พระปาติโมกข โดยเวนขอท่ีพระพุทธเจาทรงหาม ทําตามขอที่ทรงอนุญาต จัดเปนศีลท่ียิ่งกวาศีล ทั่วไป เพราะนอกจากพระพุทธเจาแลว ไมมใี ครสามารถบัญญัติได เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 46
4๔7๗ วชิ า ธรรมวิภาค ๒. อธิจิตตสิกขา สิกขาคือจิตอันยิ่ง หมายถึง ขอปฏิบัติสําหรับฝกอบรมจิตเพ่ือใหเกิด สมาธิชั้นสูง ไดแก กระบวนการฝกอบรมจิตจนถึงข้ันฌานสมาบัติ ๘ อันเปนบาทฐานใหเกิด วิปสสนา จัดเปนสมาธิที่ย่ิงกวาสมาธิทั่วไป เพราะเกิดมีเฉพาะกาลท่ีพระพุทธเจาอุบัติเทาน้ัน อธิจิตหรือสมาธิ วาโดยระดับสูงสุด ไดแก สมถภาวนา สมถกัมมัฏฐาน สมถวิธี หรือวิธีเจริญสมาธิ บําเพญ็ เพียรทางจิตใหสงบโดยรปู แบบตา งๆ ๓. อธิปญญาสิกขา สิกขาคือปญญาอันยิ่ง หมายถึง ขอปฏิบัติสําหรับฝกอบรมปญญา เพอ่ื ใหเกิดความรแู จงอยา งสงู มองเหน็ สภาพของส่ิงทั้งหลายตามความเปนจริง โดยความหมายสูงสุด ไดแก วิปสสนาญาณ คือปญญาท่ีกําหนดรูอาการของไตรลักษณ หรือวิปสสนาปญญา ซึ่งจัดเปน ปญญาข้นั สูงยิ่งเพราะมีเฉพาะกาลท่ีพระพุทธเจาอุบัติเทา น้ัน ๑. เอกพีชี ผูมพี ืชคืออัตภาพเดียว ๒. โกลังโกละ ผูไปจากตระกลู สตู ระกูล ๓. สัตตักขตั ตุปรมะ ผูมี ๗ คร้งั เปนอยา งย่ิง โสดาบัน แปลวา ผูเขาถึงกระแสพระนิพพาน หมายถึง ผูเขาถึงกระแสแหงอริยมรรคที่จะ นําไปสูพระนิพพาน เปนผูแนตอการตรัสรูขางหนา ไดแก ทานผูบรรลุโสดาปตติผลแลว จัดเปน พระอริยบุคคลช้ันตน หรือช้ันแรกสุดในพระพุทธศาสนา จําแนกเปน ๓ ประเภท แบงตามเกณฑท่ี กําหนดดว ยวปิ สสนาและอนิ ทรียธรรม (คือสทั ธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญ ญา) ดังน้ี ๑. เอกพีชี ผูมีพืชคืออัตภาพเดียว หมายถึง โสดาบันบุคคลผูเกิดอีกคร้ังเดียว ก็จักบรรลุ อรหัตตผลแลว ปรนิ ิพพานไปในทส่ี ุด ๒. โกลังโกละ ผูไปจากตระกลู สตู ระกูล หมายถงึ โสดาบนั บุคคลผูเกิดเปนมนุษยตระกูลสูง อกี ๒ - ๓ ชาติ หรอื เกดิ ในสุคติภพอีก ๒ - ๓ ภพ ก็จกั บรรลอุ รหัตตผลแลวปรนิ พิ พานไปในท่ีสุด ๓. สัตตักขัตตุปรมะ ผูมี ๗ ครั้ง เปนอยางยิ่ง หมายถึง โสดาบันบุคคลผูเวียนวายตาย เกดิ ในสุคติภพอกี อยางมากเพียง ๗ ชาตกิ ็จักบรรลุอรหตั ตผลแลว ปรนิ ิพพานไปในทสี่ ุด เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 47
4๔8๘ คูมอื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท จตุกกะ : หมวด ๔ อบาย ๔ ๑. นริ ยะ นรก ๒. ตริ จั ฉานโยนิ กําเนิดดริ ัจฉาน ๓. ปต ติวสิ ัย ภูมิแหงเปรต ๔. อสุรกาย พวกอสุระ พวกอสูร คาํ วา อบาย แปลวา ภาวะหรอื สถานที่อันปราศจากความเจรญิ หมายถึง ภูมิกาํ เนิดหรอื ภพทห่ี าความเจริญมิได มีแตความเส่ือมถายเดียว เรียกอีกอยางวา ทุคติ คือภาวะหรือที่ซ่ึงมีแต ความทุกข หรือสถานท่ีท่ีบังเกิดเพราะกรรมชั่วอันเน่ืองจากการประพฤติทุจริต นับเปนภูมิหรือ กําเนดิ ท่ีตํ่าชา ๑. นิรยะ นรก คือโลกอันหาความเจริญมิได หมายถึง สภาวะหรือที่อันไมมีความสุข ความเจริญ มแี ตภาวะเรารอ นกระวนกระวาย และทกุ ขทรมาน เปน ภูมิหรอื สถานท่ีสําหรับลงโทษ ผปู ระกอบกรรมชั่ว หรือประพฤตทิ ุจรติ ๒. ติรัจฉานโยนิ กําเนินดิรัจฉาน คือพวกมืดมัวโงเขลา หมายถึง เหลาสัตวท่ีมี การเคล่ือนไหวอิริยาบถในลักษณะขวาง หรือกระเสือกกระสนคลานไปโดยสวนมาก เชน สัตว จําพวกงู ตะขาบ แมว หรือพวกสัตวท่ีเห็นมนุษยแลวยอมกระเสือกกระสน ซึ่งไมมีภพภูมิเปนท่ี อยูอ าศัยตางหาก แตอ าศยั อยูในมนุษยโลกนี้ จาํ แนกเปนทง้ั สัตวน า้ํ และสตั วบ ก ซึ่งปรากฏใหเห็น ทัว่ ไป ในคัมภรี ช ั้นหลังๆ ทานยงั จัด พวกครฑุ และพวกนาค วาเปนสตั วด ิรัจฉานชั้นสูง โดยมี ภูมิเปนที่อยูอาศัยตางหาก มีการสถาปนาเปนพระราชาในพรรคพวกกันเอง มีความสมบูรณ พูนสุขดวยสมบัตินานาชนิด แตก็ยังนับวาเปนอบายอยูนั่นเอง เพราะเปนอภัพพบุคคลที่ไม เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 48
4๔9๙ วชิ า ธรรมวิภาค สามารถบรรลุธรรมได หรอื ไมม ีความสามารถทาํ ความเจริญใหเกิดข้นึ แกต นไดเ หมอื นพวกมนษุ ย ๓. ปตติวิสัย ภูมิแหงเปรต (เปรตวิสัย แดนแหงเปรต ก็ใช) หมายถึง ภูมิแหงผูหิว กระหาย ไรสขุ ทานจาํ แนกความหมายเปนไดทงั้ สตั วจําพวกผีผซู ่ึงเปน มนุษยมากอน และยังมิได ถือกําเนิดเกดิ ในภพภมู ิอ่นื ก็มี เปนไดท งั้ จําพวกสัตวที่กระทําบาปกรรม หากแตวามีโทษยังไมถึง ตกนรกก็มี และเปนไดท้ังจําพวกสัตวผูพนจากนรกขึ้นมาแลวแตยังมิไดไปถือกําเนิดอ่ืนก็มี นอกจากนี้ยังหมายถึงเปรตอีกพวกหน่ึงซึ่งเสวยผลแหงกรรมดี และกรรมชั่วในอัตภาพชาติ เดียวกันสลับกันไป ซึ่งเรียกวา เวมานิกเปรต คือเปรตท่ีมีวิมานอยูเปนของตนเอง มีความสุข เหมือนพวกเทวดาในเวลาหน่ึง แตในอกี เวลาหน่ึงก็ไดรับทุกขเวทนาแสนสาหัสเหมือนพวกเปรต อืน่ และสตั วน รกทัว่ ไป ๔. อสุรกาย พวกอสุระ หรืออสูร ไดแก สัตวจําพวกผีท่ีเปนอทิสสมานกาย หรือไมมี ตัวตนปรากฏ ชอบเทย่ี วหลอกพวกมนุษยใหตระหนกตกใจกลัว ซึ่งตางจากพวกเปรตที่ไมมีนิสัย หลอก อนึง่ เฉพาะคําวา อสรู ในคัมภีรอรรถกถาทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ทานไดใหความหมายวา ไดแก พวกสัตวเกิดในอบายพวกหนึ่ง ซึ่งเปนพวกสะดุงหวาดหวั่นไรความร่ืนเริง สวนในคัมภีร อรรถกถาขุททกนิกาย อุทาน ทานไดใหความหมายวา ไดแก พวกเทพชั้นต่ําพวกหน่ึงซ่ึงมี ทาวเวปจิตตแิ ละทาวปหาราทะเปน ตน เปนหัวหนาปกครองมีภพอยูภายใตเขาพระสุเมรุ ท่ีช่ือวา อสูร เพราะหมายถึงวาเปนผูไมมีความอาจหาญ ไมเปนอิสระ และไมรุงเรืองเฉกเชน พวกเทพ ทว่ั ไป เปน คสู งครามกับพวกเทวดาช้ันดาวดึงส อปสเสนธรรม ๔ เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 อปสเสนธรรม แปลวา ธรรมดุจพนักพิง หมายถึง ธรรมเปนที่พ่ึงพิงหรืออาศัยของ ภิกษุหรือบุคคลผูมีปญญารูจักพิจารณาปฏิบัติตอส่ิงตางๆ ใหถูกตองดวยปญญา เพ่ือไมใหเกิด ทุกข และโทษแกตน เปนทางปองกันไมใหอกุศลเกิดข้ึน และเจริญกุศลใหเกิดขึ้น จําแนกเปน 49
5๕0๐ คมู อื การศกึ ษานกั ธรรมชนั้ โท ๔ ประการ คือ ๑. พิจารณาแลวเสพของอยา งหนง่ึ (สงขฺ าเยกํ ปฏเิ สวติ) ไดแก สง่ิ ของมีปจจยั ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช เปนตนก็ดี บุคคลและธรรมเปนตนก็ดี ที่จําเปนจะตอง เกย่ี วของและมปี ระโยชน พงึ พิจารณาแลวจงึ ใชสอยและเสวนาใหเ ปนประโยชน ๒. พิจารณาแลวอดกลั้นของอยางหน่ึง (สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ) ไดแก อนิฏฐารมณ ตา งๆ มหี นาว รอน และทกุ ขเวทนาเปน ตน พงึ รูจักพิจารณาแลวอดกลน้ั ๓. พิจารณาแลวบรรเทาของอยางหนึ่ง (สงฺขาเยกํ ปฏิโนเทติ) ไดแก ส่ิงท่ีเปนโทษ กออันตรายเกิดข้ึนแลว เชน อกุศลวิตกและความชั่วรายทั้งหลาย เม่ือเกิดข้ึนแลว พึงรูจัก พิจารณาแกไ ขบําบดั หรอื ขจัดใหส ้ินไป ๔. พิจารณาแลวเวนของอยางหนึ่ง (สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชติ) ไดแก สิ่งท่ีเปนโทษกอ อนั ตรายแกร า งกาย หรอื จิตใจ เชน คนพาล การพนนั สุราเมรัย เปนตน พึงรูจักพจิ ารณาหลีกเวน เสีย อปสเสนธรรมทั้ง ๔ นี้ เรียกวา อุปนิสัย ๔ หมายถึง ธรรมเปนท่ีพ่ึงพิง หรือธรรมชวย อุดหนุนใหต ัง้ ม่ันอยูกุศลธรรมอนื่ ๆ กลาวสาํ หรับภกิ ษุผูพรอ มดวยธรรม ๔ ประการนี้ และดาํ รงอยู ในธรรม ๕ ประการ คือศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปญญา ทานเรียกวา นิสฺสยสมฺปนฺโน (นิสสยสมั บนั ) ผถู ึงพรอมดวยท่พี ง่ึ อาศัย ๑. เมตตา ความรกั ๒. กรณุ า ความสงสาร ๓. มทุ ิตา ความพลอยยนิ ดี ๔. อเุ บกขา ความวางเฉย อัปปมัญญา แปลวา ภาวะท่ีจิตแผไปโดยไมมีประมาณ หมายถึง การแผคุณธรรม ทั้ง ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สมํ่าเสมอโดยทั่วไปในมนุษย และสัตวทั้งหลาย ไมมี ประมาณ ไมจํากัดขอบเขต ถาแผคุณธรรมท้ัง ๔ นี้ ไปโดยเจาะจงตัวบุคคลหรือจํากัดมุงเอาหมู นัน้ หมูน้ี จัดเปน พรหมวหิ าร เน้อื ใน นกั ธรรม ช้นั โท เลม 2 50
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150