Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

Published by parinyapast, 2020-08-19 03:08:32

Description: การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

Keywords: การพัฒนาหลักสููตร,หหลักสูตรสถานศึกษา

Search

Read the Text Version

การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร สารนพิ นธ ของ ศยาภรณ ไกรเสริม เสนอตอ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒเพอื่ เปนสว นหน่ึงของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา พฤษภาคม 2553

การศึกษาการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร สารนพิ นธ ของ ศยาภรณ ไกรเสริม เสนอตอบัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒเพื่อเปน สว นหนง่ึ ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา พฤษภาคม 2553 ลขิ สทิ ธเ์ิ ปนของมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ

การศกึ ษาการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรยี นวดั ไผต ัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร บทคัดยอ ของ ศยาภรณ ไกรเสรมิ เสนอตอ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒเพอื่ เปนสว นหน่งึ ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา พฤษภาคม 2553

ศยาภรณ ไกรเสริม. (2553). การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษา ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตนั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร. สารนิพนธ กศ.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. อาจารยท ่ีปรึกษาสารนพิ นธ: ผูชวยศาสตราจารย ดร.พวงรตั น เกษรแพทย. การวจิ ยั ครง้ั นมี้ คี วามมงุ หมายเพ่ือศกึ ษาการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตนั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใน 2 สว น คอื 1. กระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 2. ลกั ษณะการทาํ งานทีม่ ีประสิทธิภาพ กลุม ตัวอยางเปน ผบู ริหารและครูในโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จาํ นวน 45 คน เลอื ก กลุมตัวอยา งแบบเจาะจงโดยการเลอื กทงั้ หมด เคร่ืองมอื ทใ่ี ชในการเกบ็ ขอ มลู เปน แบบสัมภาษณแบบ ก่งึ โครงสราง สถิตทิ ่ใี ชในการวเิ คราะหข อมลู เชิงพรรณนา และคา รอยละ ผลการวจิ ยั พบวา การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาใน 2 สว น ไดแก 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาใน 2 ดา นคือ 1) ดานการเตรียมความพรอ มของ สถานศกึ ษาผลปรากฏวา ผบู รหิ ารจดั การอบรมใหความรพู ัฒนาครเู รอื่ งการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา คดิ เปน รอยละ 100 สวนการจัดทาํ ขอ มลู สารสนเทศของโรงเรยี นใหเ ปน ระบบเพอื่ เปน ขอ มูลพน้ื ฐานใน การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา คดิ เปน รอยละ 95.56 สาํ หรบั การจดั ทําแผนพฒั นาการศึกษาของ โรงเรยี น คิดเปน รอ ยละ 88.89 และ 2) ดานการจัดทาํ สาระหลกั สตู รสถานศกึ ษา มกี ารรวมกนั วิเคราะห ขอมลู สภาพแวดลอมของโรงเรียน คดิ เปน รอ ยละ 97.78 สว นการวเิ คราะห กาํ หนดวิสยั ทัศน การ จดั การศึกษาเพ่อื ใหสอดคลองกับนโยบายของโรงเรียน คดิ เปนรอ ยละ 93.33 สาํ หรบั การกําหนด โครงสรา งรายวิชาตามกลุมสาระการเรยี นรู กําหนดกจิ กรรมการพฒั นาผเู รยี น จดั ทาํ คาํ อธบิ ายรายวิชา ของแตละกลมุ สาระการเรียนรู จดั ทาํ หนว ยการเรียนรแู ละเวลาเรียนของแตละกลมุ สาระการเรยี นรู คดิ เปนรอ ยละ 91.11 2. ลกั ษณะการทํางานทีม่ ีประสิทธิภาพ 6 ลักษณะคือ 1. การมเี ปา หมายทช่ี ดั เจน 2. การมี ความไวว างใจเชื่อใจกนั 3. การตดิ ตอ สอื่ สารแบบเปด 4. การยอมรบั นบั ถือซงึ่ กนั และกัน 5. การมี สว นรว มในการทาํ งาน 6. การมีมนุษยสมั พนั ธ ผลปรากฏวา ดา นการมีมนษุ ยสัมพนั ธ มกี ารปฏบิ ตั ิ มากทสี่ ดุ รอ ยละ 91.17 สาํ หรับการมเี ปา หมายที่ชดั เจน มีการปฏบิ ตั ริ องมารอ ยละ 90.67 และการมี ความไวว างใจเช่ือใจกนั มกี ารปฏิบตั ิรอ ยละ 89.33

A STUDY OF CURRICULUM DEVELOPMENT AS DETERMINED BY CORE CURRICULUM OF NATIONAL BASIC EDUCATION B.E. 2551 IN WAT PHAI TAN SCHOOL, PHYA THAI DISTRICT, BANGKOK. AN ABSTRACT BY SAYAPHORN KRAISERM Presented in Partial Fulfillment of the Requirements for the Master of Education Degree in Educational Administration at Srinakharinwirot University May 2010

Sayaphorn Kraiserm. (2010). A Study of School Curriculum Development as Determined by the National Core Basic Curriculum 2551 B.E. in Wat Phai Tan School, PhyaThai District. Bangkok: An Independent Study to fulfill Master’s of Education (Education Administration). Bangkok: Graduate School, Srinakharinwirot University. Project Advisor: Assist. Dr.Phuangrat Kasetphaet. The research aims to study school curriculum development as determined by the national core basic curriculum 2551 B.E. in Wat Phai Tan School, PhyaThai District, Bangkok. There are two main analysis of 1.The process of curriculum development and 2. Effective work process. The sample are school executives and teachers in Wat Phai Tan School for the total number of 45 persons. All sample were totally recruited purposively to the study. Semi structure questionnaire and interview were deployed as data collection tools. Descriptive statistic and percentage were utilized for data analysis. The study results reviewed the school curriculum development in two parts details as follow: 1. The process of academic curriculum in 2 sides 1) In the academic preparation, finds that the training administrator providing knowledge on instructor developing in organizing academic curriculum is worth 100%.As for systematic school information in order to be on academic curriculum,is worth 95.56. As for organizing of educational development planning of school, is worth 88.89. 2) In the organizing the essence of academic curriculum, has co-operation in analyzing information on school surroundings, is worth 97.78. As for the analysis, the vision determination and educational organizing in accordance with school policy, is worth 93.33. For the determination of each subject structure according to the essence of learning,the determination for learner developing, the organizing of course description each essence of grouped learning, the organizing learning unit and study period of each essence of learning, is worth 91.11. 2. The characteristic of 6 efficient working include 1) Having Clear goal 2) Having trust-worthy 3) Open communication 4) Mutual acceptance 5) Participation in working 6) Relationship, which finds That the relationship itself proved most practical, is worth 91.17. For the clear goal proved secondly practical, is worth 90.67. and having the trust-worthy proved practical, is worth 89.33.

ประกาศคุณปู การ สารนพิ นธฉ บบั นส้ี ําเร็จลลุ ว งไดดว ยดี ดวยความความกรุณาของผูช วยศาสตราจารย ดร.พวงรัตน เกษรแพทย อาจารยท ่ปี รกึ ษาสารนพิ นธ และทานคณะกรรมการสอบสารนิพนธท ี่ไดก รุณาใหค าํ แนะนํา คาํ ปรึกษา การปรบั ปรุงขอ บกพรอ งตางๆ โดยไดเสียสละเวลาอนั มีคา ชวยช้ีแนะแนวทางตา งๆ ดว ยดี ตลอดมาตอรายงานการวิจยั ฉบบั นี้ ผูวจิ ัยขอกราบขอบพระคณุ เปนอยา งสงู ไว ณ โอกาสน้ี ขอกราบขอบพระคุณคณาจารยในภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒทุกทา น ทปี่ ระสิทธิป์ ระสาทวิชาความรแู กผ วู ิจัยและใหกาํ ลงั ใจตลอดมา ขอกราบขอบพระคณุ ดร.อํานาจ ชา งเรยี น ดร. วชิ าญ เหรียญวไิ ลรัตน ดร.ปรดี าวรรณ อนิ ทรวมิ ลศรี นางสาวพัชนี สทิ ธพิ ลากลุ นายโฆสติ ธรรมโฆสิต ทกี่ รณุ าใหความอนุเคราะหเ ปน ผเู ชยี่ วชาญ ตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือและใหคําแนะนําเพอื่ ปรบั ปรงุ แกไขแบบสอบถามทีใ่ ชในการ วจิ ัยครง้ั น้ี ขอขอบคณุ ครูโรงเรยี นวดั ไผตนั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร ที่ใหความอนเุ คราะหใ นการ ตอบแบบสอบถามและการเกบ็ รวบรวมขอ มลู ในการวจิ ัย ขอขอบคุณเพอ่ื นรว มชน้ั เรียนทกุ ทา นทใี่ หก าํ ลงั ใจและคาํ แนะนําตา ง ๆ เปน อยา งดี ขอขอบคุณคนในครอบครัวและนายสินธชัย นาคดี ท่ใี หก ารสงเสรมิ สนับสนุนใหโอกาสกาํ ลงั ใจ สําหรับงานวิจยั จนเกิดความสาํ เร็จทีไ่ ดต ้งั ไว คณุ คา และประโยชนของสารนิพนธฉบบั นี้ ผูว จิ ยั ขอมอบเปน เครอื่ งบชู าพระคุณของบดิ ามารดา บูรพคณาจารยแ ละผูมีพระคุณทุกทา นท่ไี ดป ระสทิ ธิประศาสตรวิชาความรแู กผูวิจยั ตลอดมา ศยาภรณ ไกรเสรมิ

สารบัญ หนา 1 บทที่ 1 1 บทนาํ 4 ภมู หิ ลงั 5 ความมงุ หมายของการวจิ ัย 5 ความสาํ คัญของการวิจยั 5 ขอบเขตของการวจิ ยั 4 ขอบเขตเนื้อหา 5 ประชากร 5 กลุมตวั อยา ง 6 ตัวแปรทศ่ี กึ ษา 7 นิยามศัพทเ ฉพาะ กรอบแนวคิดในการวิจัย 9 9 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง 38 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา พทุ ธศกั ราช 2551 38 หลกั สตู รสถานศกึ ษา 39 ความหมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 41 ความสาํ คัญของหลกั สตู รสถานศกึ ษา 42 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสูตรสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 57 การเปรยี บเทยี บหลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 61 กับ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551 71 การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 76 กระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 91 ลักษณะการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธิภาพ 91 งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ ง 97 งานวจิ ยั ในประเทศ งานวจิ ยั ตางประเทศ

สารบัญ (ตอ) หนา 100 บทที่ 100 3 วธิ ดี ําเนนิ การวจิ ัย 100 การกําหนดประชากรและการสุมกลุมตัวอยา ง 103 การสรางเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการวจิ ัย 103 การเกบ็ รวมรวมขอมลู 104 การจัดทาํ ขอ มลู และการวเิ คราะหข อมลู 105 การวเิ คราะหขอ มลู สถิตทิ ่ใี ชใ นการวิเคราะหขอมลู 106 106 4 ผลการวิเคราะหข อ มูล 106 การเสนอผลการวิเคราะหขอมูล ผลการวิเคราะหข อ มูล 118 118 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ 118 วัตถุประสงคของการวจิ ยั 118 ประชากรและกลมุ ตัวอยา งทีใ่ ชในการวจิ ยั 119 เครอื่ งมือทีใ่ ชใ นการวิจยั 120 การเกบ็ รวบรวมขอ มลู 120 การจัดกระทาํ ขอมูลและการวิเคราะหขอ มลู 122 สรุปผลการวิเคราะหข อมูล 123 อภปิ รายผล ขอ เสนอแนะ 124 บรรณานกุ รม

สารบญั (ตอ ) บทที่ หนา ภาคผนวก 128 ภาคผนวก ก 129 ภาคผนวก ข 136 ประวตั ิยอผทู าํ สารนิพนธ 141

บัญชตี าราง หนา 85 ตาราง 107 1 การวิเคราะหแ ละสงั เคราะหก ารทาํ งานที่มปี ระสิทธิภาพ 108 2 จํานวนและรอ ยละขอ มลู ทวั่ ไปของผใู หขอมูล 110 3 จํานวนและรอ ยละกระบวนการจดั ทําหลักสูตรสถานศึกษา 111 ดานการเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา 112 4 จาํ นวนและรอยละกระบวนการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา 113 ดานการจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา 114 5 แสดงจํานวนและรอ ยละของลกั ษณะการทํางานท่ีมีประสิทธิภาพ 115 6 ลักษณะ 116 6 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 117 ดานการมเี ปาหมายทช่ี ัดเจน 7 จํานวนและรอยละของลักษณะการทํางานที่มปี ระสิทธิภาพ ดา นการมีความไวว างใจซง่ึ กนั และกัน 8 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ดานการติดตอ สอื่ สารแบบเปด 9 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทาํ งานที่มีประสทิ ธิภาพ ดา นการยอมรับนับถอื ซง่ึ กนั และกนั 10 จาํ นวนและรอ ยละของลกั ษณะการทํางานทม่ี ปี ระสิทธิภาพ ดา นการมีสวนรว มในการทํางาน 11 จํานวนและรอ ยละของลักษณะการทาํ งานที่มปี ระสิทธิภาพ ดานการมมี นษุ ยสมั พนั ธ

บัญภาพประกอบ หนา 8 ตาราง 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 68 2 โครงสรางการบริหารงานโรงเรยี นวัดไผต นั

บทที่ 1 บทนาํ ภูมหิ ลงั การบรหิ ารงานในปจ จุบันภายใตส ภาวะการเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภวิ ัฒน การดําเนนิ ธรุ กจิ มี การแขงขันกนั มากขึ้น รวมท้ังการแขงขนั กับเวลาเพ่ือใหทนั กับความตอ งการ การทาํ งานจงึ มีความ ซับซอนและตอ งใชการประสานงานกนั อยางดีเยี่ยมจงึ ทําใหก ระบวนการทาํ งานเขา มามีบทบาทสาํ คญั และถูกยอมรับใหเปนรูปแบบการบริหารงานท่ีกอใหเกิดประโยชนแกบุคคลและองคการมากท่ีสุด (ประภาพร ซอื่ สทุ ธกิ ุล. 2548: 38) ประเทศญป่ี ุนเปน ผูน าํ ทางเศรษฐกิจของโลก ซง่ึ ความสาํ เร็จ ดังกลา วเปน ผลมาจากกระบวนการทาํ งานรวมกนั ทง้ั องคก รอันเปนการผลักดนั ใหเ ตบิ โตทางเศรษฐกิจ อยา งมหาศาล ไมเคยปรากฏเลยวามบี ริษัทใดท่ปี ระสบความสาํ เร็จในการดําเนนิ งานทางธรุ กจิ โดย ปราศจากการทาํ งานรวมกันที่ดี (เอกชยั กสี่ ุขพันธ. 2538: 137) งานใดๆ จะประสบความสาํ เร็จไดน ัน้ ยอ มจะตองขน้ึ อยกู ับปจ จยั ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะอยางยงิ่ ปจ จัยท่ีเกยี่ วกบั ทรัพยากรมนษุ ยใ น องคก าร เนื่องจากมนุษยเปนทรัพยากรทเ่ี ปน ตัวกลางในการปรบั ปรุงและพฒั นาทรัพยากรอ่ืนๆ ปจ จบุ ัน วทิ ยาการตางๆ เจริญรุดหนา ไปอยางรวดเร็ว จนทาํ ใหบคุ คลเพยี งคนเดยี วยากท่จี ะรอบรฉู ลาดได ทุกเร่อื ง ดงั น้ันจงึ ควรรจู ักสังเคราะหป ระโยชนจ ากการดึงเอาศกั ยภาพของบุคลากรแต ละคนออกมา ใชใ หเกดิ ประโยชนสงู สดุ (บรรยงค โตจนิ ดา. 2542: 381) ความเจรญิ กา วหนา ทางวทิ ยาการดานตางๆ ของยคุ โลกาภิวฒั น มผี ลตอการเปลย่ี นแปลง ทางสังคมและเศรษฐกจิ ของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยดวย จงึ มีความจําเปน ทจี่ ะตอ งปรบั ปรุง หลกั สตู รการศกึ ษาชาติ ซง่ึ ถอื เปน กลไกสําคญั ในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาของประเทศเพอื่ สราง คนไทยใหเ ปนคนดี มปี ญญา มคี วามสขุ มีศกั ยภาพพรอมที่แขง ขันและรว มมอื อยางสรา งสรรคใ น เวทโี ลกกระทรวงศึกษาโดยกรมวิชาการไดต ดิ ตามผลและดําเนนิ การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาหลกั สูตรตลอดมา (กระทรวงศึกษาธิการ. 2550ฌ: ออนไลน) องคก ารตา งๆรวมถึงสถานศึกษา ควรมกี ารปรับเปล่ยี นวธิ ี ในการทาํ งานเชนกนั และมงุ ผลสัมฤทธข องงานและตองอาํ นวยการประสานงานใหบ คุ ลากรทีม่ คี วาม ชํานาญแตละดา นมาทาํ งานรว มกนั เพื่อใหบ รรลุวัตถุประสงคของงาน (กรมวิชาการ. 2544: 3) แนวทางที่ เหมาะในการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศกึ ษาคอื ผบู รหิ ารควรใหความสําคัญวนรว มโดยเนน ใหน ักเรยี น และครมู ีความเขา ใจ และเห็นความสาํ คญั ของหลกั สูตรสถานศึกษา สง เสริมใหค รูไดเรียนรู อบรม พัฒนาหลกั สตู ร การจัดการเรียนการสอนเนน การปฏบิ ัตจิ ริง เพอ่ื ใหผ ูเรียนไดฝก ฝนจนเกิดทกั ษะ ให ชุมชนเขา มามสี ว นรวมในกจิ กรรมการเรียนการสอน (ทัศนา แสวงศกั ด.ิ์ 2549: 182)

2 โรงเรียนเปนระบบสงั คมระบบหนงึ่ บรรดาส่ิงกอสรา ง อาคาร สถานท่จี ะสวยหรเู พยี งใด หลักสตู รแบบเรยี นตลอดจนอปุ กรณก ารเรียนการสอนจะวิเศษขนาดไหนก็ตามจะไมมีความหมายเลย ถาคนที่ใชสง่ิ เหลา นน้ั ไมม คี วามสามารถทจี่ ะใชห รอื ไมมคี วามตงั้ ใจหรือความพอใจทจี่ ะใหเ กิดประโยชน สงู สุด รวมความวา ความเจริญทางการศกึ ษาตางๆซงึ่ มบี ุคคลหลายฝา ยหลายหนา ท่ี ประสทิ ธิภาพใน การจดั การศกึ ษาจึงขนึ้ อยกู บั ความสามารถในการดาํ เนนิ งานของคณะครเู ปน สาํ คญั สว นผูบ รหิ ารกต็ อ ง มภี ารกจิ ทต่ี องรับผิดชอบตอการบรหิ ารงานทกุ ดา นดวย (ภิญโญ สาธร. 2526: 6) ดังนนั้ สถานศกึ ษา จงึ ตอ งมที มี งานหลายๆทมี โยงใยสมั พนั ธก ัน ทมี ใหญท ีส่ ุดของสถานศกึ ษาจะประกอบดว ยบคุ ลากร ทุกคน และยงั มีทมี งานยอ ยๆอีกหลายทมี ตามภารกิจของงาน (มารศรี สธุ านธิ .ิ 2545: 2) ดังคาํ กลาว ทว่ี า “ไมม ีครกู ็ไมม ีโรงเรยี น“ ทง้ั น้เี พราะกจิ กรรมการเรยี นการสอนและการใหบรกิ ารทางการศกึ ษา ในรปู แบบตางๆจําเปน ตองใชบุคลากรทางการศกึ ษาคอื ครู อาจารย และเจาหนา ทก่ี ารศกึ ษาอนื่ ๆ เปน ปจ จัยสาํ คัญ เพราะเหตนุ เ้ี องนกั เรยี นจะประสบความสําเร็จในการเรียนรดู วยตนเอง รูจ ักตนเอง มี ชวี ิตอยใู นโรงเรียน ชุมชน สังคมและโลกอยางมคี วามสขุ (สมศกั ดิ์ สนิ ธรุ เวชญ. 2542: 16) หลกั สตู ร จงึ มีความสาํ คัญตอการพฒั นาคนในสงั คมใหมีคณุ ลักษณะทส่ี งั คมคาดหวงั หลกั สูตรเปนเครอื่ งมือท่ี จะทาํ ใหก ารจดั การศึกษาบรรลุตามจุดหมายที่กาํ หนดไว ดังน้นั เพื่อใหผ เู รยี นท่วั ประเทศมีมาตรฐานทางดา นการศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงปรับปรุง หลกั สตู รทใ่ี ชในประเทศไทยเปนหลกั สตู รทสี่ รา งขึน้ จากสว นกลาง และเปดโอกาสใหส ถานศกึ ษาบริหาร หลกั สูตรไดโ ดยการปรับ เพมิ่ ขยาย หรอื สรา ง (ใจทพิ ย เชือ้ รตั นพงษ. 2548: ออนไลน) และสภาพ แตกตางทห่ี ลากหลายของสงั คม ประเพณี วัฒนธรรม และความตองการของประชาชนในแตละทอ งถ่ิน ท่ีสถานศกึ ษาตง้ั อยู การจดั การเรยี นรขู องสถานศกึ ษาตองปรบั เปลยี่ นใหสอดคลอ งกบั ความตอ งการ และการเปล่ยี นแปลงของสงั คมตลอดเวลา (ถวัลย มาศจรสั ; และณิชนนั ทน ประสงค. 2549: 29) สถานศกึ ษาเปนแหลง ของการแสวงหาความรู ดงั น้นั สถานศกึ ษาจึงตอ งมีหลกั สูตรของตนเอง คอื หลกั สตู รสถานศึกษา ซง่ึ ประกอบดว ย การเรียนรทู ัง้ มวลและประสบการณอน่ื ๆ ที่สถานศกึ ษาแตล ะ แหงวงาแผนเพื่อพัฒนาผเู รยี น โดยการจะตอ งจดั ทาํ สาระการเรียนรู ทง้ั รายวชิ าที่เปน พน้ื ฐานและ รายวิชาท่ตี องการเพม่ิ เตมิ เปนรายปแ ละรายภาค ซง่ึ เปน สว นประกอบทสี่ าํ คัญของการจัดหลกั สูตร สถานศกึ ษา (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2550ฌ: ออนไลน) กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดประกาศใชหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 ใหเ ปน หลกั สตู รแกนกลางของประเทศ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2544) แตจ ากการวิจยั และติดตามประเมินผล การใชหลักสูตรในชวง 6 ปที่ผานมา (สาํ นักวิชาการละมาตรฐานการศึกษา. 2548) พบวาหลักสูตร การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 ยงั มปี ระเดน็ ทเ่ี ปนปญหามาก แมว า การปฏิรปู การศกึ ษาจะ มุงกระจายอาํ นาจใหท อ งถน่ิ และสถานศึกษามีบทบาทสาํ คัญในการพฒั นาหลักสตู ร แตผเู ก่ยี วขอ งใน

3 กระบวนการพฒั นาหลกั สตู ร สวนใหญยังคงมแี นวปฏิบัติและวัฒนธรรมการทาํ งานแบบเดมิ และการ บรหิ ารจัดการหลกั สูตรยังคงเปนแบบ Top down ในลักษณะของการ “สั่งการ-รบั คําสัง่ ” กลาวคือ บคุ ลากรในสว นกลางยงั คงยดึ ตดิ กับบทบาทของการบอกใหผ ูปฏบิ ัติทําตาม โดยเปด โอกาสทางเลือก ใหคอ นขางนอย ในขณะที่ฝา ยปฏบิ ตั ิในระดับสถานศกึ ษากย็ ังเคยชินกบั การเปน ผูตาม และขาดความ ม่ันใจในการคดิ สรางสรรคดวยตนเอง มกั จะพง่ึ พาแหลง ขอ มลู ที่จะใชเ ปน แบบอยา ง และไมกลา ท่ีจะ ปฏบิ ตั ินอกแบบอยาง เปน เหตุใหห ลักสตู รของหลายโรงเรียนมลี ักษณะ “เลียนแบบ” มากกวา จะจัดทํา ใหส อดคลอ งกับความตองการและบริบทของแตล ะโรงเรยี นอยา งแทจ ริง การทบ่ี คุ คลของสถานศกึ ษามสี วนรว มในการพัฒนาหลกั สตู ร โดยเฉพาะผบู รหิ ารและครูผสู อน จะชวยใหผ เู กย่ี วขอ งเขาใจถงึ ความสําคัญ ทศิ ทางของหลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอนใหบ รรลุ วัตถุประสงคไดอยา งแทจ ริง เพราะไดม กี ารอภปิ ราย การตรวจสอบ และการหาขอ ยุติอยางรอบคอบ เปน ทแี่ นช ดั วา การจดั การเรยี นการสอนของครูท่ีดําเนนิ ตามหลกั สตู รท่ีตนเองมีสว นรวมสรา งขน้ึ มาเอง จะทาํ ใหก ารจดั การเรยี นการสอนสนองความตอ งการของผูเรียนและบรรลุวตั ถปุ ระสงคท ี่วางไว (ธวธั ชยั ชัยจิรฉายากุล. 2545: 5) สถานศกึ ษาซ่ึงมบี ทบาทสาํ คัญโดยตรง ทจ่ี ะตอ งจัดทาํ หลกั สูตรของตนเอง โดยเนน การจัดการเรียนรูใ หส อดคลอ งกับความสนใจของผูเรยี นและความตองการของผปู กครองและ ชมุ ชน (กองวจิ ยั ทางการศกึ ษา. 2546: 2) กรงุ เทพมหานครโดยสํานกั การศกึ ษาจงึ ตระหนกั ถงึ การทาํ งานรว มกนั และใหความสาํ คัญของ การกระจายอาํ นาจโดยใชโ รงเรยี นเปนฐานในการบรหิ ารจดั การ (สาํ นักการศึกษา. 2551: 8) โดย ยึดหลักการกระจายอาํ นาจการศึกษาโดยหนวยงานตนสังกัดควรกระจายในการบริการจัดการตาม พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ.2542 แกไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 39 (สาํ นัก การศึกษา. 2547: 31) และพบวา โรงเรียนหลายแหง ในสังกัดกรุงเทพมหานครไดนาํ กระบวนการสรา ง ความรว มมือระหวา งโรงเรยี นในการใชบุคลากร ทรัพยากร ชว ยเหลอื เกือ้ กูลกนั ในเรอื่ งของการบรหิ าร จัดการและการจัดกระบวนการเรยี นรู ซงึ่ มวี ธิ ีการสรา งความสัมพนั ธเช่ือมโยงกันดว ยความสมัครใจใน หลายรูปแบบ เพ่อื ใหเ ปน ไปตามเปาหมายของแตละกรณี โรงเรยี นวดั ไผต ัน สาํ นกั งานเขตพญไท กรงุ เทพมหานคร เปน โรงเรียนในสังกดั กรุงเทพมหานคร ทเี่ ปนโรงเรียนเพียง 1 โรงเรยี นในสาํ นกั งานเขตพญาไท มกี ารบริหารแบบมีสว นรว ม ผูบริหารคาํ นงึ ถงึ การทาํ งานเพอื่ ใหเ กดิ ผลกบั นกั เรยี นเพราะการทจี่ ะทาํ ใหน กั เรยี นประสบความสาํ เร็จไดนน้ั บคุ คลากร ทุกคนในโรงเรียนตองรวมแรงรวมใจกันในการทาํ งาน โรงเรียนนั้นเปนองคการที่มนุษยสรางข้ึนจัด ตั้งข้นึ เพื่อใหท าํ หนา ท่ดี แู ลการศกึ ษาของเยาวชน ท่อี ยูใ นความรบั ผดิ ชอบของโรงเรยี นนนั้ ๆ โดยตรง ภารกิจหลักทส่ี ําคัญของโรงเรียนคอื การพฒั นาเยาวชนหรอื พฒั นาคน ใหเ ปนคนทั้งเปน คนทีส่ มบรู ณ (อทุ ยั บุญประเสริฐ. 2545: 5) โรงเรียนวัดไผต ันจงึ เหน็ ความสําคัญของหลกั สตู รเปน อยา งยงิ่ ตอ การ

4 เรยี นการสอน ถา บุคลากรมีความเขา ใจในเรอื่ งหลกั สูตรเปน อยา งดีแลว จะทําใหก ารจดั การศึกษาดาํ เนนิ ไปดวยดีแกผูเ รยี น ครมู ที ศิ ทางทีช่ ดั เจนในการจดั การเรียนการสอน จากการทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ าร ตองเปลย่ี นแปลงหลกั สูตรการศึกษาเพราะเหตวุ าหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2544 มี ปญหาความสบั สนของผปู ฏบิ ตั ิระดบั สถานศึกษาในการพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา สถานศกึ ษามี สว นกาํ หนดสาระการเรียนรแู ละผลการเรยี นรูทคี่ าดหวงั ไวมาก ทาํ ใหเ กิดปญหาหลักสตู รมสี าระการ เรียนรมู ากเกนิ ไป การวดั ผลปละประเมินไมส ะทอ นมาตรฐาน สง ผลตอปญ หาการจดั ทําเอกสาร หลกั ฐานทางการศกึ ษาและการเทยี บโอนผลการเรยี น รวมทงั้ ปญ หาคุณภาพของผเู รยี นในดา นความรู ทักษะ ความสามารถและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคยังไมเ ปน ทนี่ า พอใจ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551: 1) จากปญหาท่ีกลาวมา กระทรวงศึกษาธิการจึงไดจัดทาํ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 เพ่อื ใหเ ขตพื้นทกี่ ารศกึ ษา หนวยงานระดับทอ งถ่นิ และสถานศกึ ษาทุกสังกดั ท่จี ดั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ไดนาํ ไปใชเปนกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลกั สตู รและจดั การเรยี นการสอน เพ่ือพัฒนาเดก็ และเยาวชนไทยทกุ คนในระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551: 3) โรงเรียนวัดไผตันเปนโรงเรียนหน่ึงในสังกัดกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจึงตองจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาข้ึนใหมเ พอ่ื ใหส อดคลองกบั หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และในการจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาน้ตี องมคี วามรวมมือของบคุ คลากรในการจดั ทาํ และตอง คํานงึ ถึงการทาํ งานรว มกนั อยา งมีประสิทธภิ าพเพราะฉะนน้ั การทาํ งานรว มมอื รว มใจของผูบ รหิ ารและ บุคคลากรในโรงเรียนจะชวยเสรมิ พลงั ในการทาํ งาน (กรมวชิ าการ. 2544: 35) ทาํ ใหก ารจดั ทาํ หลกั สตู ร สถานศกึ ษาสาํ เร็จไดเ พราะทกุ คนทาํ งานเปนทมี รวมกนั ดวยความเต็มใจโดยมเี ปา หมายเดยี วกนั เพือ่ จะนาํ หลกั สูตรสถานศึกษาทีจ่ ัดทาํ ข้ึนนไี้ ปใชและนาํ ไปพฒั นาในปก ารศึกษาตอไป ดังนัน้ ผูวจิ ัยจึงสนใจที่จะศกึ ษาการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวัดไผต ัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จากการวิจัยครัง้ นี้ จะเปน ขอ มลู และแนวทางในการพฒั นากระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางข้ัน พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551โรงเรยี นในสังกัดกรงุ เทพมหานครใหมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ข้นึ ตอไป ความมุงหมายของการวิจัย ในการวิจัยการจัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงรยี นวัดไผต ัน นผ้ี วู ิจยั ไดกําหนดความมงุ หมายไวด ังนี้ 1. เพอื่ ศึกษากระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรยี นวัดไผต นั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใน 2 ดา นคือ 1) ดา นการเตรยี มความพรอมของสถานศกึ ษา และ 2) ดา นการจดั ทาํ สาระหลกั สูตรสถานศกึ ษา

5 2. เพอื่ ศกึ ษาลกั ษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 6 ลกั ษณะ คอื 1) การมเี ปา หมายท่ีชัดเจน 2) การมีความไวว างใจเชอ่ื ใจกัน 3) การตดิ ตอ สอ่ื สารแบบเปด 4) การยอมรบั นบั ถือซงึ่ กนั และกนั 5) การมีสว นรว มในการทาํ งาน 6) การมีมนุษยสมั พนั ธ ความสําคัญของการวิจัย ผลการวิจยั จะเปนขอ มูลสาํ หรับผทู ีเ่ กีย่ วขอ งในการกาํ หนดมาตรการแนวทางพฒั นาปรบั ปรุง การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ของ โรงเรียนทงั้ ในดานการบรหิ ารงานหลกั สตู รและดา นบคุ ลากร ขอบเขตของการวิจยั 1. ขอบเขตดานเนือ้ หา 2. ประชากรและกลุม ตัวอยา ง ประชากรท่ีใชใ นการวจิ ยั ประชากร ไดแ ก ผบู รหิ าร ครู โรงเรียนวดั ไผต ัน สาํ นกั งานเขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จาํ นวน 45 คน ตวั แปรที่ศึกษา การศกึ ษาวจิ ยั เรือ่ ง การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 มกี ารศกึ ษา 2 สว น คือ 1. กระบวนการจัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ใน 2 ดา น ไดแ ก 1. ดานการเตรยี มความพรอมของสถานศกึ ษา 2. ดา นการจัดทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา 2. ลกั ษณะการทํางานทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ 6 ลกั ษณะ ไดแก 1. การมเี ปา หมายทีช่ ดั เจน 2. การมีความไววางใจเชือ่ ใจกัน 3. การตดิ ตอ สือ่ สารแบบเปด 4. การยอมรับนับถือซง่ึ กนั และกนั 5. การมีสวนรว มในการทาํ งาน 6. การมีมนษุ ยสมั พนั ธ

6 นยิ ามศพั ทเ ฉพาะ 1. หลกั สตู รสถานศึกษา หมายถงึ เอกสารที่เปน ตัวกาํ หนดวธิ ีการหรือแนวทางการจัด การศึกษาในโรงเรียน จัดทาํ ข้ึนโดยยึดกรอบทิศทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เพ่อื พฒั นาผเู รยี นใหม คี วามรู ความสามารถ มที กั ษะ สามารถนาํ ความรูที่ไดร ับไปสู การปฏิบตั ติ นที่ดี มชี ีวติ อยใู นชุมชนและสังคมอยางมคี วามสุข โดยทีก่ ระทรวงศกึ ษาธกิ าร กําหนดให โรงเรียนนําไปใชใ นการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา หรือนาํ ไปเปนแนวทางในการจัดการเรียนการสอน แตล ะกลมุ สาระการเรียนรู มีผลบังคบั ใชใ นปก ารศึกษา 25553 ในช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และ มัธยมศึกษาปท ่ี 1 และ 4 2. การจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษา หมายถงึ การดาํ เนนิ งานจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามขั้นตอนเพ่อื ใหบรรลถุ ึงเปาหมาย และใหสามารถบริหารจดั การหลกั สตู รของโรงเรียนไดอ ยา งมี ประสทิ ธผิ ลสาํ หรับในการจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษาจงึ มขี ้ันตอนในการจัดทาํ 2 สวนคอื กระบวนการ จดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา และลักษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 3. กระบวนการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา หมายถึง การจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาอยา ง มรี ะบบมแี นวทางในการจดั ทาํ อยา งเปน ขนั้ ตอน เพื่อใหหลักสูตรสถานศกึ ษามีความสมบูรณพ รอมที่ จะนาํ ไปใชใ นการจดั การเรียนการสอน และมีกระบวนการในการจดั ทํา 2 ดานคอื 3.1 การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษา หมายถึง การดาํ เนินการเกี่ยวการสรางความ ตระหนกั ใหแ กบ คุ ลากรท่ีเก่ยี วของกบั การศกึ ษา ผูบริหารจัดใหม กี ารอบรม จดั ทาํ สารทนเทศ จดั ทํา แผนพฒั นาการศึกษา แตง ตงั้ คณะกรรมการวิชาการ จดั ทําเอกสารเผยแพใ หค วามรู ประชาสมั พนั ธ หลักสูตรใหผ ปู กครองและชมุ ชนรับรู หรือ ภารกจิ ทีส่ ําคญั ทก่ี ระทาํ กอ นการจดั ทําหลกั สตู รของ สถานศกึ ษาในการสรางและพฒั นาความเขา ใจ 3.2 การจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการจดั ทาํ แผนหรือแนวทาง ขอ กาํ หนดกรอบในการจดั การศึกษาของสถานศกึ ษา มีองคประกอบสาํ คัญคือ การวเิ คราะห สภาพแวดลอ มของโรงเรียน การกาํ หนดวสิ ยั ทศั น กาํ หนดสมรรถนะสําคญั ของผูเรยี น กาํ หนด คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค โครงสรา งหลักสูตร สถานศกึ ษา (เวลาเรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน/เพิม่ เติม กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น) คาํ อธบิ ายรายวชิ า และเกณฑการจบหลักสูตร พรอมกันนี้สถานศกึ ษาจะต องจดั ทําเอกสารระเบยี บการวดั ผลประเมนิ ผลเพ่ือใชควบคูก ับหลกั สตู รสถานศกึ ษา 4. ลกั ษณะการทํางานท่ีมปี ระสิทธิภาพ หมายถงึ การทํางานรว มกนั ในการจดั ทาํ หลักสตู ร สถานศกึ ษา โดยอาศยั ความรว มมือจากทุกฝา ยทเี่ กี่ยวของ ลกั ษณะกลมุ บุคคลทีม่ าปฏบิ ัติงานรวมกนั ทํากจิ กรรมรวมกนั ดว ยความเต็มใจรว มกนั เพื่อแกปญ หาตางๆ เพอ่ื ทาํ ใหง านบรรลวุ ัตถปุ ระสงคห รือ เปา หมายทวี่ างไว โดยมพี ฤติกรรมท่แี สดงออกมาซง่ึ ลักษณะดงั ตอไปน้ี

7 4.1 การมเี ปา หมายที่ชัดเจน หมายถงึ การทาํ งานในการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาท่มี ี ลกั ษณะเขา ใจตรงกันในทิศทางการทาํ งานทกี่ าํ หนดไวอ ยา งเดยี วกนั เพ่อื นาํ ไปสจู ุดหมายปลายทางที่ ทมี งานไดรวมกนั กาํ หนดไว 4.2 การมีความไวเ นอื้ เช่ือใจกัน หมายถงึ การทาํ งานในการจัดทําหลักสูตรสถานศกึ ษา ทแี่ สดงออกซง่ึ ความเชอ่ื มน่ั นิยมชมชอบ จนเกิดเปนความเชอ่ื ถอื ไววางใจในบุคคลน้นั ๆ ดวยความ เตม็ ใจดดยปราศจากกการบบี บงั คับ 4.3 การตดิ ตอสื่อสารแบบเปด หมายถงึ การทาํ งานในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา ตอ งมีการสอ่ื สารท่ีเปด โอกาสใหส มาชกิ ในทมี ไดรับรูขอมลู ขาวสาร ตลอดจนปญ หาในการทํางานอยาง ชดั เจนตรงไปตรงมาโดยสามารถซักถาม โตตอบและ ตรวจสอบขอ สงสัยไดอยา งเปด เผย 4.4การยอมรับนบั ถอื ซง่ึ กนั และกนั หมายถงึ การทํางานในการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาท่ี มลี ักษณะยอมรับฟง กัน ตอ งเคารพในสทิ ธิซงึ่ กนั และกนั ยอมรบั ในความรคู วามสามารถของกนั และกัน เคารพในบทบาทหนา ทีข่ องกนั และกนั 4.5 การมสี ว นรว มในการทาํ งาน หมายถึง การเปด โอกาสใหผรู วมงานในการจดั ทํา หลกั สูตรสถานศึกษาไดมีสวนชว ยกนั แสดงความคิดและวางแผนงาน ตัดสนิ ใจและรวมกนั แกป ญหา ดว ยกนั รวมกันทํางานตามแผนงานทก่ี าํ หนดไวใหบรรลุวัตถุประสงค 4.6 การมีมนษุ ยสมั พนั ธ หมายถงึ การทบ่ี คุ คลตา งๆมีการทาํ งานที่มคี วามสมั พนั ธอ ันดี ตอ กนั โดยมงุ ใหเกิดการรวมแรงรวมใจกนั ดวยความสามัคคเี ปนนา้ํ หนึ่งอนั เดียวกนั 5. ผบู รหิ าร หมายถึง ผอู าํ นวยการโรงเรยี นและผชู ว ยผูอํานวยการโรงเรียน หัวหนา กลมุ สาระการเรียนรู 8 กลมุ สาระ 6. ครู หมายถงึ ผูท่ที าํ หนา ทีป่ ฏิบตั กิ ารสอนในวชิ าตา งๆในโรงเรียนวัดไผต ัน สาํ นกั งานเขต พญาไท กรุงเทพมหานคร กรอบแนวคดิ ในการวิจัย การศกึ ษาวจิ ยั นี้ ผวู จิ ยั มงุ ศึกษาการจัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร มี 2 ดา น คอื 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา ใน 2 ดา น ไดแก 1.) ดานการเตรยี มความพรอมของ สถานศกึ ษา 2.) ดา นการจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา และ 2.) ลักษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 6 ลักษณะ ไดแก 1.) การมีเปาหมายท่ชี ดั เจน 2.) การมคี วามไวว างใจเช่ือใจกนั 3.) การติดตอ สอ่ื สาร แบบเปด 4.) การยอมรับนับถอื ซงึ่ กนั และกัน 5.) การมีสวนรว มในการทํางาน 6.) การมมี นษุ ย สัมพนั ธ

8 จากแนวคดิ และเหตผุ ลดังกลาวขางตน ผูวจิ ัยไดเ ขียนเปน แผนภาพประกอบกรอบแนวคิดใน การวิจยั ดงั ภาพประกอบ 1 ผใู หขอ มูล การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา ตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 บุคคลากรโรงเรียนวดั ไผตนั 1.กระบวนการจัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ใน 2 ดาน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษา 1. ผูบรหิ าร การจดั ทาํ สาระหลักสตู รสถานศึกษา 2. ครู 2.ลักษณะการทํางานทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ 6 ลกั ษณะ การมเี ปาหมายทีช่ ดั เจน การมีความไววางใจเชือ่ ใจกนั การตดิ ตอ ส่อื สารแบบเปด การยอมรับนับถือซง่ึ กนั และกนั การมสี วนรว มในการทํางาน การมีมนษุ ยสัมพนั ธ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวของ ในการวิจัยครงั้ นี้ ผูว จิ ยั ไดศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ งและไดน ําเสนอตามหวั ขอ ตอ ไปน้ี 1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 2. หลักสูตรสถานศกึ ษา 2.1 ความหมายของหลกั สตู รสถานศึกษา 2.2 ความสาํ คญั ของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 2.3 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 2.4 หลักสูตรสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 2.5 การเปรยี บเทียบหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2544 กบั หลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานพุทธศักราช 2551 3. การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 3.1 กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 3.2 ลักษณะการทาํ งานเปน ทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 4. งานวิจยั ทเี่ กีย่ วของ 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวจิ ยั ตางประเทศ 1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กระทรวงศึกษาธกิ าร(2551:ออนไลน) ตามคาํ สงั่ กระทรวงศกึ ษาธิการมคี าํ สั่งท่ี สาํ นักงาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานท่ี 293/2551 เร่อื ง ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ลงวนั ที่ 11 กรกฎาคม 2551 กาํ หนดใหสถานศึกษา ในสงั กัด จดั การเรียนการสอนโดยใชห ลกั สูตร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (เฉลมิ ฟก ออ น:2551) ดังน้ี 1. โรงเรยี นตน แบบการใชห ลกั สตู รและโรงเรยี นที่มคี วามพรอ มตามรายชอ่ื ทีก่ ระทรวงศกึ ษาธกิ าร ประกาศ ใชหลักสตู รฯ ดงั นี้ 1.1 ปก ารศกึ ษา 2552 ใหใชหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 1 และ 4

10 1.2 ปก ารศึกษา 2553 ใหใ ชหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในช้ันประถมศึกษาปท ี่ 1-6 และชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 และ 2 และช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 และ 5 1.3 ตั้งแตปก ารศึกษา 2554 เปน ตนไป ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทกุ ชน้ั เรียน 2. โรงเรยี นทั่วไป ใหใชห ลกั สูตรฯ ดงั น้ี 2.1 ปการศึกษา 2553 ใหใ ชหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ในชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 และ 4 2.2 ปก ารศึกษา 2554 ใหใชหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-6 และชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 และ 2 และช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 และ 5 2.3 ต้ังแตป การศึกษา 2555 เปนตน ไป ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทกุ ชน้ั เรียน สถานศกึ ษาทต่ี อ งใช หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ตาม กําหนดเวลาดงั กลา ว หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กระทรวงศึกษาธกิ ารไดป ระกาศใชหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 ใหเปน หลกั สตู รแกนกลางของประเทศ โดยกาํ หนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรยี นรูเปน เปาหมายและกรอบ ทิศทางในการพฒั นาคณุ ภาพผูเรียนใหเปน คนดี มีปญญา มคี ณุ ภาพชีวิตที่ดีและมขี ดี ความสามารถ ในการแขง ขนั ในเวทรี ะดบั โลก (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2544) พรอมกนั นไ้ี ดปรับกระบวนการพฒั นา หลกั สตู รใหม คี วามสอดคลอ งกับเจตนารมณแ หง พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 และ ทีแ่ กไขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 ที่มงุ เนน การกระจายอาํ นาจทางการศึกษาใหทองถนิ่ และ สถานศกึ ษาไดม บี ทบาทและมสี วนรว มในการพฒั นาหลักสูตรเพื่อใหสอดคลอ งกบั สภาพและความตอ งการ ของทอ งถนิ่ (สาํ นกั นายกรฐั มนตรี. 2542) จากการวิจยั และตดิ ตามประเมินผลการใชห ลกั สูตรในชว งระยะ 6 ปท ี่ผา นมา (สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2546 ก., 2546 ข., 2548 ก., 2548 ข.; สาํ นกั งานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2547; สํานกั ผูต รวจราชการและติดตามประเมนิ ผล, 2548; สุวมิ ล วองวาณิช และ นงลกั ษณ วริ ชั ชัย, 2547; Nutravong, 2002; Kittisunthorn, 2003) พบวา หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เชน ชว ยสง เสรมิ การกระจายอาํ นาจทางการศกึ ษาทาํ ให ทองถนิ่ และสถานศกึ ษามสี ว นรว มและมบี ทบาทสําคญั ในการพฒั นาหลักสูตรใหสอดคลองกบั ความ ตองการของทอ งถิน่ และมีแนวคดิ และหลกั การในการสง เสรมิ การพัฒนาผเู รียนแบบองครวมอยาง

11 ชดั เจน อยา งไรกต็ าม ผลการศกึ ษาดงั กลาวยงั ไดสะทอ นใหเ ห็นถึงประเดน็ ท่เี ปน ปญ หาและความ ไมชดั เจนของหลักสตู รหลายประการท้งั ในสว นของเอกสารหลกั สตู ร กระบวนการนาํ หลกั สตู รสกู าร ปฏบิ ตั ิ และผลผลิตทีเ่ กิดจากการใชหลกั สูตร ไดแ ก ปญ หาความสบั สนของผูปฏบิ ตั ใิ นระดบั สถานศกึ ษาใน การพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา สถานศกึ ษาสว นใหญก าํ หนดสาระและผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั ไวม าก ทําใหเกิดปญหาหลักสตู รแนน การวัดและประเมินผลไมส ะทอ นมาตรฐาน สง ผลตอปญหาการจัดทํา เอกสารหลกั ฐานทางการศึกษาและการเทยี บโอนผลการเรยี น รวมทง้ั ปญ หาคุณภาพของผเู รยี นในดาน ความรู ทกั ษะ ความสามารถและคณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงคอ ันยงั ไมเปนทน่ี า พอใจ นอกจากนนั้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ.2550 - 2554) ไดช ใี้ ห เหน็ ถงึ ความจาํ เปนในการปรับเปลย่ี นจดุ เนนในการพัฒนาคณุ ภาพคนในสงั คมไทยใหมีคณุ ธรรม และมี ความรอบรูอยา งเทา ทนั ใหม คี วามพรอ มทงั้ ดา นรา งกาย สติปญญา อารมณ และศีลธรรม สามารถ กาวทนั การเปล่ยี นแปลงเพอื่ นาํ ไปสสู ังคมฐานความรูไดอ ยางม่ันคง แนวการพัฒนาคนดังกลา ว มงุ เตรยี ม เดก็ และเยาวชนใหม พี นื้ ฐานจติ ใจทีด่ ีงาม มีจิตสาธารณะ พรอ มทง้ั มสี มรรถนะ ทักษะและความรพู นื้ ฐาน ท่ีจาํ เปน ในการดาํ รงชีวติ อนั จะสง ผลตอการพัฒนาประเทศแบบยง่ั ยนื (สภาพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม แหงชาต.ิ 2549) ซ่ึงแนวทางดงั กลาวสอดคลองกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารในการพฒั นาเยาวชน ของชาตเิ ขาสโู ลกยุคศตวรรษท่ี 21 โดยมุง สง เสริมผเู รยี นมคี ณุ ธรรม รกั ความเปน ไทย ใหมที กั ษะการ คิดวิเคราะห สรางสรรค มที ักษะดา นเทคโนโลยี สามารถทาํ งานรวมกบั ผอู นื่ และสามารถอยรู ว มกบั ผอู ่นื ในสงั คมโลกไดอ ยา งสนั ติ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551) จากขอคนพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544 ทีผ่ า นมา ประกอบกบั ขอมลู จากแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 10 เก่ยี วกับแนวทางการพฒั นาคนในสังคมไทย และจดุ เนน ของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในการพัฒนาเยาวชน สศู ตวรรษท่ี 21 จึงเกดิ การทบทวนหลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 เพ่ือนาํ ไปสกู าร พัฒนาหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทีม่ คี วามเหมาะสม ชดั เจน ทงั้ เปา หมายของหลกั สูตรในการพฒั นาคุณภาพผูเ รียน และกระบวนการนาํ หลกั สตู รไปสกู ารปฏิบตั ใิ น ระดับเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาและสถานศกึ ษา โดยไดม ีการกําหนดวสิ ยั ทศั น จดุ หมาย สมรรถนะสาํ คญั ของ ผูเ รียน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค มาตรฐานการเรยี นรูแ ละตวั ช้ีวัดที่ชดั เจน เพ่อื ใชเปนทิศทางในการ จัดทาํ หลักสตู ร การเรียนการสอนในแตละระดบั นอกจากนนั้ ไดก าํ หนดโครงสรา งเวลาเรยี นข้ันตาํ่ ของ แตละกลุมสาระการเรียนรใู นแตละช้นั ปไ วใ นหลกั สูตรแกนกลาง และเปดโอกาสใหส ถานศกึ ษาเพิ่มเตมิ เวลาเรยี นไดตามความพรอมและจดุ เนน อีกท้งั ไดป รับกระบวนการวดั และประเมนิ ผลผเู รียน เกณฑ การจบการศกึ ษาแตล ะระดบั และเอกสารแสดงหลกั ฐานทางการศกึ ษาใหมีความสอดคลอ งกบั มาตรฐาน การเรียนรู และมคี วามชัดเจนตอการนําไปปฏบิ ัติ

12 เอกสารหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 น้ี จดั ทาํ ข้นึ สาํ หรับทองถน่ิ และสถานศกึ ษาไดน าํ ไปใชเ ปนกรอบและทิศทางในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศึกษาและจดั การเรียน การสอนเพ่ือพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานใหมีคุณภาพดาน ความรู และทกั ษะที่จาํ เปน สําหรบั การดํารงชีวติ ในสงั คมทีม่ ีการเปลย่ี นแปลง และแสวงหาความรเู พ่ือ พฒั นาตนเองอยางตอ เนอ่ื งตลอดชวี ติ มาตรฐานการเรียนรูและตวั ชว้ี ดั ที่กาํ หนดไวใ นเอกสารนี้ ชว ยทาํ ใหห นว ยงานทเี่ กยี่ วของใน ทกุ ระดบั เหน็ ผลคาดหวงั ทตี่ อ งการในการพฒั นาการเรยี นรูของผูเรียนทชี่ ัดเจนตลอดแนว ซง่ึ จะสามารถ ชวยใหห นวยงานที่เกยี่ วขอ งในระดบั ทอ งถนิ่ และสถานศกึ ษารว มกนั พฒั นาหลกั สูตรไดอยางมน่ั ใจ ทาํ ใหการจดั ทาํ หลกั สตู รในระดบั สถานศกึ ษามคี ณุ ภาพและมคี วามเปน เอกภาพยง่ิ ข้ึน อกี ทงั้ ยงั ชว ยใหเ กิด ความชัดเจนเรอื่ งการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรแู ละชว ยแกป ญ หาการเทียบโอนระหวา งสถานศกึ ษา ดังนน้ั ในการพฒั นาหลกั สูตรในทกุ ระดบั ตง้ั แตระดบั ชาติจนกระทง่ั ถงึ สถานศกึ ษา จะตอ งสะทอ นคณุ ภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ชว้ี ดั ท่ีกาํ หนดไวในหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐานรวมทง้ั เปน กรอบทิศทางในการจดั การศกึ ษาทกุ รูปแบบและครอบคลุมผเู รยี นทุกกลุม เปา หมายในระดบั การศึกษา ขั้นพน้ื ฐาน การจัดหลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานจะประสบความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทีค่ าดหวงั ไดทุกฝาย ท่เี กย่ี วของท้งั ระดับชาติ ชมุ ชน ครอบครัว และบุคคลตองรวมรับผดิ ชอบ โดยรวมกนั ทาํ งานอยา งเปน ระบบ และตอเนอื่ ง ในการวางแผน ดําเนนิ การ สง เสรมิ สนบั สนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรบั ปรงุ แกไข เพอื่ พัฒนาเยาวชนของชาติไปสคู ณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูทก่ี ําหนดไว วสิ ยั ทัศน หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มงุ พัฒนาผเู รยี นทกุ คน ซงึ่ เปน กาํ ลงั ของชาติใหเปน มนษุ ยท ่มี ีความสมดลุ ทง้ั ดา นรางกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ิตสาํ นกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและเปน พลโลก ยดึ มัน่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข มีความรแู ละ ทักษะพนื้ ฐาน รวมท้งั เจตคติ ที่จาํ เปน ตอ การศกึ ษาตอ การประกอบอาชีพและการศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมุงเนน ผเู รยี นเปน สาํ คญั บนพน้ื ฐานความเชอ่ื วา ทุกคนสามารถเรยี นรูและพฒั นาตนเองไดเ ต็มตาม ศกั ยภาพ

13 หลักการ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน มหี ลักการทีส่ าํ คัญ ดงั น้ี 1. เปน หลกั สตู รการศึกษาเพือ่ ความเปน เอกภาพของชาตมิ จี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู เปน เปา หมายสาํ หรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนใหมคี วามรู ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพนื้ ฐาน ของความเปน ไทยควบคูกับความเปน สากล 2. เปน หลกั สตู รการศึกษาเพ่ือปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศกึ ษาอยางเสมอภาค และมคี ณุ ภาพ 3. เปนหลักสตู รการศกึ ษาทสี่ นองการกระจายอํานาจ ใหส งั คมมสี ว นรวมในการจัดการศกึ ษา ใหสอดคลอ งกับสภาพและความตอ งการของทองถน่ิ 4. เปน หลักสตู รการศึกษาทมี่ โี ครงสรางยดื หยุนทงั้ ดานสาระการเรยี นรู เวลาและการจัด การเรียนรู 5. เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทเ่ี นนผเู รยี นเปน สาํ คัญ 6. เปน หลกั สตู รการศกึ ษาสาํ หรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัยครอบคลมุ ทุกกลมุ เปา หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู และประสบการณ จุดหมาย หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน มงุ พฒั นาผูเรยี นใหเ ปน คนดี มีปญญา มคี วามสุข มีศักยภาพในการศกึ ษาตอ และประกอบอาชพี จึงกาํ หนดเปน จดุ หมายเพื่อใหเ กดิ กบั ผูเ รยี น เม่อื จบ การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ดงั น้ี 1. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา นยิ มทพ่ี งึ ประสงค เหน็ คณุ คา ของตนเอง มวี นิ ัยและปฏบิ ัติ ตนตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. มคี วามรู ความสามารถในการส่ือสาร การคดิ การแกป ญ หา การใชเทคโนโลยี และมี ทักษะชีวติ 3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสุขนสิ ัย และรกั การออกกาํ ลงั กาย 4. มคี วามรักชาติ มจี ติ สาํ นึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในวิถชี วี ิตและ การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริยทรงเปน ประมขุ 5. มจี ิตสํานึกในการอนรุ ักษว ฒั นธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรกั ษแ ละพฒั นาสงิ่ แวดลอม มีจิตสาธารณะท่ีมงุ ทาํ ประโยชนและสรางสง่ิ ทดี่ ีงามในสงั คม และอยูรว มกนั ในสงั คมอยางมีความสขุ

14 สมรรถนะสําคัญของผเู รียน และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค ในการพัฒนาผเู รียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน มงุ เนน พัฒนาผูเรียนใหม ี คณุ ภาพตามมาตรฐานทีก่ าํ หนด ซง่ึ จะชวยใหผเู รียนเกดิ สมรรถนะสาํ คญั และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค ดงั นี้ สมรรถนะสําคัญของผูเรยี น หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มงุ ใหผ ูเรียนเกิดสมรรถนะสําคญั 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร เปน ความสามารถในการรับและสงสาร มวี ฒั นธรรมใน การใชภาษาถา ยทอดความคิด ความรูความเขา ใจ ความรสู กึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ขอมลู ขาวสารและประสบการณอ ันจะเปน ประโยชนต อ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทงั้ การเจรจา ตอรองเพอื่ ขจดั และลดปญหาความขดั แยงตา ง ๆ การเลอื กรบั หรอื ไมรับขอ มูลขาวสารดว ยหลักเหตุผล และความถกู ตอ ง ตลอดจนการเลอื กใชว ิธกี ารสือ่ สาร ท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคํานงึ ถึงผลกระทบที่มีตอ ตนเองและสงั คม 2. ความสามารถในการคดิ เปน ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห การคิดสังเคราะห การ คิดอยา งสรา งสรรค การคิดอยางมวี จิ ารณญาณ และการคดิ เปน ระบบ เพื่อนาํ ไปสกู ารสรา งองคค วามรู หรอื สารสนเทศเพ่ือการตัดสนิ ใจเกย่ี วกับตนเองและสงั คมไดอยา งเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกป ญ หา เปน ความสามารถในการแกปญหาและอปุ สรรคตา ง ๆ ทีเ่ ผชญิ ไดอยา งถกู ตอ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ ความสัมพันธแ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณต าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู ประยกุ ตค วามรูมา ใชในการปอ งกันและแกไ ขปญ หา และมกี ารตดั สนิ ใจทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคํานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีเกดิ ขึน้ ตอตนเอง สงั คมและสิ่งแวดลอม 4. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ิต เปน ความสามารถในการนาํ กระบวนการตา ง ๆ ไป ใชใ นการดําเนนิ ชีวิตประจาํ วนั การเรยี นรดู ว ยตนเอง การเรยี นรูอ ยางตอ เน่อื ง การทาํ งาน และการอยู รวมกนั ในสงั คมดวยการสรา งเสรมิ ความสมั พนั ธอนั ดีระหวา งบุคคล การจดั การปญ หาและความขดั แยง ตา งๆ อยางเหมาะสม การปรบั ตวั ใหทนั กบั การเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอม และการรจู กั หลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมไมพ ึงประสงคท่ีสง ผลกระทบตอตนเองและผูอนื่ 5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือก และใช เทคโนโลยดี าน ตาง ๆ และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา นการเรียนรูก าร ส่อื สาร การทาํ งาน การแกปญ หาอยางสรางสรรค ถกู ตอ ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม

15 คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน มงุ พัฒนาผูเ รียนใหม ีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค เพอื่ ใหส ามารถอยูรว มกบั ผอู ื่นในสงั คมไดอยางมคี วามสขุ ในฐานะเปน พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี 1. รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย 2. ซอ่ื สตั ยสจุ ริต 3. มวี นิ ัย 4. ใฝเรยี นรู 5. อยอู ยา งพอเพียง 6. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน 7. รกั ความเปน ไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกาํ หนดคุณลักษณะอันพงึ ประสงคเพ่มิ เตมิ ใหส อดคลองตาม บริบทและจุดเนนของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู การพฒั นาผเู รียนใหเ กดิ ความสมดุล ตองคํานงึ ถงึ หลักพฒั นาการทางสมองและพหปุ ญ ญา หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน จงึ กําหนดใหผ เู รยี นเรียนรู 8 กลุม สาระการเรียนรู ดงั น้ี 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร 3. วทิ ยาศาสตร 4. สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 5. สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา 6. ศลิ ปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาตางประเทศ ในแตล ะกลุมสาระการเรียนรูไ ดก าํ หนดมาตรฐานการเรยี นรเู ปน เปา หมายสาํ คญั ของการพฒั นา คุณภาพผูเ รียน มาตรฐานการเรยี นรูระบสุ ง่ิ ทีผ่ ูเรยี นพงึ รู ปฏิบัตไิ ด มคี ุณธรรมจรยิ ธรรม และคา นยิ มท่ี พงึ ประสงคเมอื่ จบการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน นอกจากนนั้ มาตรฐานการเรยี นรยู งั เปนกลไกสาํ คญั ในการ ขบั เคลือ่ นพัฒนาการศกึ ษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรยี นรูจะสะทอ นใหท ราบวา ตองการอะไร จะสอนอยา งไร และประเมนิ อยา งไร รวมทง้ั เปน เครื่องมอื ในการตรวจสอบเพ่ือการประกนั คุณภาพ

16 การศกึ ษาโดยใชระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกซ่ึงรวมถงึ การ ทดสอบระดบั เขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษา และการทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกนั คณุ ภาพ ดงั กลา วเปน สงิ่ สําคญั ทชี่ ว ยสะทอนภาพการจัดการศกึ ษาวา สามารถพฒั นาผเู รียนใหม ีคุณภาพตามท่ี มาตรฐานการเรยี นรกู าํ หนดเพยี งใด ตวั ชีว้ ัด ตวั ชี้วดั ระบุสงิ่ ที่นกั เรียนพงึ รแู ละปฏิบัตไิ ด รวมทงั้ คุณลกั ษณะของผูเรยี นในแตละระดับช้นั ซง่ึ สะทอนถงึ มาตรฐานการเรยี นรู มคี วามเฉพาะเจาะจงและมคี วามเปน รูปธรรม นําไปใชในการกาํ หนด เนือ้ หา จดั ทาํ หนว ยการเรียนรู จัดการเรยี นการสอน และเปน เกณฑสาํ คญั สาํ หรบั การวดั ประเมินผลเพอื่ ตรวจสอบคุณภาพผเู รยี น 1. ตวั ชี้วดั ชนั้ ป เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียนแตละช้นั ปใ นระดบั การศึกษาภาคบังคบั (ประถมศึกษาปท ี่ 1 - มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3) 2. ตวั ชวี้ ัดชวงชน้ั เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียนในระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4- 6) หลกั สตู รไดมีการกําหนดรหสั กํากับมาตรฐานการเรียนรแู ละตัวชว้ี ดั เพ่อื ความเขาใจและให สือ่ สารตรงกัน ดังนี้ ว 1.1 ป. 1/2 ตัวชวี้ ดั ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 1 ขอ ท่ี 2 ป.1/2 สาระท่ี 1 มาตรฐานขอ ท่ี 1 1.1 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร ว ตวั ชี้วดั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย ขอ ที่ 3 ต 2.2 ม.4-6/ 3 สาระท่ี 2 มาตรฐานขอที่ 2 ม.4-6/3 กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาตางประเทศ 2.3 ต

17 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรูใน 8 กลมุ สาระการ เรียนรู จาํ นวน 67 มาตรฐาน ดงั นี้ ภาษาไทย สาระที่ 1 การอา น มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอา นสรางความรแู ละความคิดเพื่อนําไปใชต ัดสนิ ใจ แกป ญหาในการดําเนนิ ชวี ติ และมนี สิ ยั รักการอาน สาระท่ี 2 การเขยี น มาตรฐาน ท 2.1 ใชก ระบวนการเขียน เขยี นสอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอ ความ และ เขียนเร่อื งราวในรปู แบบตา งๆ เขียนรายงานขอมลู สารสนเทศและ รายงานการศกึ ษาคน ควาอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ สาระที่ 3 การฟง การดู และการพดู มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟง และดอู ยา งมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู ความคดิ ความรสู กึ ในโอกาสตางๆ อยา งมีวจิ ารณญาณ และ สรางสรรค สาระท่ี 4 หลกั การใชภ าษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของ ภาษาและพลงั ของภาษา ภมู ิปญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทย ไวเปน สมบัติของชาติ สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณว รรณคดี และวรรณกรรมไทย อยา งเหน็ คุณคาและนาํ มาประยกุ ตใ ชใ นชวี ิตจรงิ คณติ ศาสตร สาระที่ 1 จาํ นวนและการดําเนนิ การ มาตรฐาน ค 1.1 เขา ใจถงึ ความหลากหลายของการแสดงจาํ นวนและการใชจ ํานวนในชวี ิตจรงิ มาตรฐาน ค 1.2 เขาใจถงึ ผลทีเ่ กดิ ข้นึ จากการดําเนนิ การของจํานวนและความสมั พนั ธ ระหวา ง การดาํ เนนิ การตา ง ๆ และใชก ารดาํ เนนิ การในการแกปญหา มาตรฐาน ค 1.3 ใชก ารประมาณคาในการคาํ นวณและแกปญหา มาตรฐาน ค 1.4 เขาใจระบบจํานวนและนาํ สมบตั ิเก่ยี วกับจาํ นวนไปใช

18 สาระท่ี 2 การวดั มาตรฐาน ค 2.1 เขาใจพนื้ ฐานเก่ียวกบั การวัด วัดและคาดคะเนขนาดของส่ิงทีต่ อ งการวดั มาตรฐาน ค 2.2 แกป ญ หาเกยี่ วกับการวดั สาระที่ 3 เรขาคณิต มาตรฐาน ค 3.1 อธบิ ายและวเิ คราะหร ูปเรขาคณิตสองมติ ิและสามมติ ิ มาตรฐาน ค 3.2 ใชก ารนกึ ภาพ (visualization) ใชเ หตผุ ลเกีย่ วกับปรภิ มู ิ (spatial reasoning) และใชแ บบจําลองทางเรขาคณติ (geometric model) ในการแกป ญ หา สาระที่ 4 พีชคณติ มาตรฐาน ค 4.1 เขาใจและวเิ คราะหแบบรูป (pattern) ความสมั พนั ธ และฟง กชนั มาตรฐาน ค 4.2 ใชน พิ จน สมการ อสมการ กราฟ และตัวแบบเชงิ คณติ ศาสตร (mathematical model) อืน่ ๆ แทนสถานการณต า งๆ ตลอดจนแปลความหมายและนาํ ไปใชแ กป ญ หา สาระที่ 5 การวิเคราะหขอ มูลและความนา จะเปน มาตรฐาน ค 5.1 เขาใจและใชว ธิ กี ารทางสถติ ใิ นการวิเคราะหข อ มลู มาตรฐาน ค 5.2 ใชวิธีการทางสถิตแิ ละความรเู กย่ี วกบั ความนา จะเปนในการคาดการณไ ด อยา งสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 5.3 ใชความรเู กย่ี วกบั สถิติและความนาจะเปน ชว ยในการตัดสนิ ใจและแกปญหา สาระท่ี 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแกป ญหา การใหเ หตผุ ล การสอ่ื สาร การส่อื ความหมาย ทางคณติ ศาสตรและการนําเสนอการเช่อื มโยงความรตู า งๆ ทางคณติ ศาสตรและเช่ือมโยงคณิตศาสตร กับศาสตรอ ่นื ๆ และมคี วามคดิ ริเริม่ สรางสรรค วทิ ยาศาสตร สาระท่ี 1 ส่งิ มชี วี ิตกับกระบวนการดาํ รงชวี ติ มาตรฐาน ว 1.1 เขา ใจหนว ยพน้ื ฐานของส่ิงมชี วี ิต ความสัมพนั ธข องโครงสรา ง และหนา ท่ี ของระบบตางๆ ของส่งิ มชี วี ติ ทท่ี าํ งานสัมพนั ธก ัน มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู ส่ือสารสง่ิ ทเ่ี รียนรู และนําความรไู ปใชในการดาํ รงชีวติ ของตนเองและดแู ลส่งิ มชี วี ิต มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสาํ คญั ของการถา ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม วิวฒั นาการของสง่ิ มชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ ทคโนโลยีชวี ภาพที่มผี ลกระทบตอ มนษุ ยและสิ่งแวดลอ ม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร สอื่ สาร สง่ิ ที่เรียนรู และ นาํ ความรไู ปใชประโยชน

19 สาระที่ 2 ชวี ิตกับสง่ิ แวดลอ ม มาตรฐาน ว 2.1 เขา ใจสิ่งแวดลอมในทองถนิ่ ความสมั พนั ธร ะหวา งส่งิ แวดลอ มกบั สิ่งมีชวี ติ ความสมั พันธร ะหวา งสงิ่ มชี วี ิตตา ง ๆ ในระบบนเิ วศ มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยา ศาสตรสอ่ื สารสิง่ ทเ่ี รียนรูและนาํ ความรไู ปใชประโยชน มาตรฐาน ว 2.2 เขาใจความสาํ คัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชท รัพยากรธรรมชาตใิ น ระดบั ทอ งถน่ิ ประเทศ และโลกนําความรูไปใชในในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอมใน ทอ งถน่ิ อยา งยงั่ ยนื สาระที่ 3 สารและสมบตั ขิ องสาร มาตรฐาน ว 3.1 เขา ใจสมบัตขิ องสาร ความสมั พนั ธร ะหวา งสมบัตขิ องสารกบั โครงสรา ง และแรงยึดเหนย่ี วระหวางอนภุ าค มีกระบวนการสบื เสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตรส่ือสารสิ่งท่ี เรยี นรู นําความรไู ปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจหลกั การและธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของสาร การเกิด สารละลาย การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจิตวทิ ยาศาสตร สอื่ สารสง่ิ ทเี่ รยี นรู และ นําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 4 แรงและการเคล่อื นที่ มาตรฐาน ว 4.1 เขา ใจธรรมชาตขิ องแรงแมเหลก็ ไฟฟา แรงโนม ถว ง และแรงนวิ เคลยี ร มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู สื่อสารสง่ิ ทีเ่ รยี นรแู ละนาํ ความรไู ปใชประโยชนอยางถูกตอ งและมี คณุ ธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เขา ใจลักษณะการเคล่อื นท่ีแบบตา งๆ ของวตั ถใุ นธรรมชาตมิ กี ระบวนการ สืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร สอื่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรแู ละนําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 5 พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสมั พันธระหวา งพลงั งานกับการดาํ รงชีวิต การเปล่ียนรปู พลงั งาน ปฏสิ ัมพันธร ะหวา งสารและพลังงาน ผลของการใชพ ลังงานตอชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวน การ สบื เสาะหาความรู ส่อื สารสิ่งทเี่ รียนรูและนําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 6 : กระบวนการเปล่ยี นแปลงของโลก มาตรฐาน ว 6.1 เขาใจกระบวนการตางๆ ทเ่ี กดิ ขึ้นบนผวิ โลกและภายในโลก ความสัมพนั ธ ของกระบวนการตางๆ ทม่ี ผี ลตอ การเปลยี่ นแปลงภูมอิ ากาศ ภูมปิ ระเทศ และสณั ฐานของโลก มี กระบวนการสบื เสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร ส่ือสารส่งิ ทเี่ รยี นรแู ละนําความรไู ปใชประโยชน

20 สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เขาใจวิวฒั นาการของระบบสุรยิ ะ กาแลก็ ซีและเอกภพการปฏิสัมพนั ธ ภายในระบบสุรยิ ะและผลตอสิ่งมชี วี ิตบนโลก มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร การสือ่ สารสง่ิ ท่ีเรยี นรแู ละนาํ ความรไู ปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสาํ คญั ของเทคโนโลยีอวกาศทน่ี าํ มาใชใ นการสาํ รวจอวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ดา นการเกษตรและการสือ่ สาร มกี ระบวนการสบื เสาะ หาความรูและจติ วทิ ยา ศาสตรส่ือสารส่งิ ทีเ่ รยี นรูและนาํ ความรไู ปใชป ระโยชนอยา งมคี ณุ ธรรมตอ ชวี ติ และสิ่งแวดลอ ม สาระที่ 8 ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา ความรู การแกปญหา รูว า ปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ่ีเกดิ ขนึ้ สว นใหญม รี ูปแบบท่แี นน อน สามารถ อธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอ มูลและเครือ่ งมือทมี่ อี ยูในชว งเวลานนั้ ๆ เขา ใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ ม มีความเกย่ี วของสมั พนั ธก นั สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู และเขาใจประวัติ ความสาํ คญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนับถอื และศาสนาอนื่ มศี รัทธาทถ่ี ูกตอ ง ยดึ มน่ั และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพอ่ื อยู รวมกนั อยางสนั ติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เขา ใจ ตระหนกั และปฏบิ ตั ติ นเปน ศาสนกิ ชนท่ีดี และธาํ รงรักษาพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนบั ถือ สาระที่ 2 หนาที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวติ ในสงั คม มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจและปฏบิ ัติตนตามหนา ที่ของการเปน พลเมืองดี มีคานยิ มท่ีดีงาม และ ธํารงรกั ษาประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย ดาํ รงชวี ิตอยรู ว มกนั ในสังคมไทย และ สังคมโลกอยา งสนั ตสิ ุข มาตรฐาน ส 2.2 เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสงั คมปจ จุบนั ยดึ มน่ั ศรทั ธา และ ธาํ รงรกั ษาไวซ ง่ึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร มาตรฐาน ส 3.1 เขาใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภค การ ใช รัพยากรทมี่ ีอยูจํากัดไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพและคมุ คา รวมทัง้ เขาใจหลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอ่ื การดาํ รงชวี ติ อยา งมีดลุ ยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เขา ใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตางๆ ความสมั พนั ธท างเศรษฐกิจ และความจาํ เปน ของการรวมมือกันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก

21 สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร มาตรฐาน ส 4.1 เขา ใจความหมาย ความสาํ คัญของเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร สามารถใชว ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรม าวิเคราะหเหตกุ ารณตา งๆ อยา งเปน ระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนษุ ยชาติจากอดีตจนถึงปจ จุบันในดา นความสมั พนั ธ และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณอยางตอเน่ือง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะห ผลกระทบทเี่ กิดขึน้ มาตรฐาน ส 4.3 เขา ใจความเปน มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญ ญาไทย มีความรัก ความภูมใิ จและธํารงความเปนไทย สาระที่ 5 ภูมศิ าสตร มาตรฐาน ส 5.1 เขา ใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธข องสรรพสงิ่ ซ่ึงมีผล ตอ กันและกนั ในระบบของธรรมชาติ ใชแผนทีแ่ ละเครอ่ื งมือทางภูมศิ าสตร ในการคน หา วเิ คราะห สรุป และใชขอมูลภมู ิสารสนเทศอยา งมีประสทิ ธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เขา ใจปฏิสมั พนั ธร ะหวา งมนษุ ยกบั สภาพแวดลอมทางกายภาพทกี่ อใหเ กดิ การสรา งสรรคว ัฒนธรรม มจี ิตสํานึก และมีสวนรว มในการอนุรกั ษท รพั ยากรและส่งิ แวดลอ ม เพอ่ื การ พัฒนาท่ยี ั่งยืน สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา สาระที่ 1 การเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของมนุษย มาตรฐาน พ 1.1 เขาใจธรรมชาติของการเจริญเตบิ โตและพัฒนาการของมนุษย สาระท่ี 2 ชวี ิตและครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เขาใจและเหน็ คณุ คาตนเอง ครอบครัว เพศศกึ ษา และมที ักษะในการ ดาํ เนนิ ชีวิต สาระท่ี 3 การเคลอ่ื นไหว การออกกาํ ลังกาย การเลน เกม กีฬาไทย และกฬี าสากล มาตรฐาน พ 3.1 เขา ใจ มที กั ษะในการเคล่ือนไหว กจิ กรรมทางกาย การเลนเกม และกีฬา มาตรฐาน พ 3.2 รกั การออกกําลงั กาย การเลน เกม และการเลนกฬี า ปฏบิ ตั เิ ปน ประจาํ อยางสม่ําเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีนา้ํ ใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแขงขัน และชื่น ชมในสนุ ทรียภาพของการกฬี า สาระที่ 4 การสรา งเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการปองกนั โรค มาตรฐาน พ 4.1 เหน็ คณุ คา และมีทกั ษะในการสรา งเสริมสขุ ภาพ การดํารงสขุ ภาพ การ ปองกนั โรคและการสรางเสรมิ สมรรถภาพเพ่ือสขุ ภาพ

22 สาระท่ี 5 ความปลอดภยั ในชวี ิต มาตรฐาน พ 5.1 ปองกนั และหลกี เลยี่ งปจ จัยเส่ยี ง พฤตกิ รรมเส่ียงตอ สุขภาพ อุบตั ิเหตุ การ ใชย าสารเสพติด และความรนุ แรง ศลิ ปะ สาระท่ี 1 ทศั นศิลป มาตรฐาน ศ 1.1 สรา งสรรคง านทัศนศิลปต ามจินตนาการ และความคดิ สรา งสรรค วิเคราะห วิพากษ วจิ ารณค ุณคา งานทศั นศลิ ป ถา ยทอดความรสู ึก ความคดิ ตอ งานศลิ ปะอยา งอสิ ระ ช่ืนชม และประยกุ ตใชในชีวิตประจาํ วนั มาตรฐาน ศ 1.2 เขา ใจความสมั พนั ธร ะหวา งทศั นศลิ ป ประวัติศาสตร และวฒั นธรรม เห็น คุณคา งานทัศนศิลปท ่ีเปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทองถิน่ ภมู ิปญญาไทยและสากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เขาใจและแสดงออกทางดนตรอี ยางสรางสรรค วเิ คราะห วพิ ากษว ิจารณ คุณคา ดนตรี ถายทอดความรูสกึ ความคดิ ตอดนตรอี ยางอสิ ระ ชน่ื ชม และประยกุ ตใ ชใ นชีวิตประจาํ วนั มาตรฐาน ศ 2.2 เขา ใจความสัมพนั ธระหวา งดนตรี ประวัตศิ าสตร และวฒั นธรรม เหน็ คณุ คา ของดนตรที เ่ี ปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญญาทอ งถน่ิ ภมู ปิ ญญาไทยและสากล สาระท่ี 3 นาฏศลิ ป มาตรฐาน ศ 3.1 เขา ใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ปอ ยา งสรา งสรรค วิเคราะห วพิ ากษ วิจารณค ุณคา นาฏศลิ ป ถายทอดความรสู กึ ความคดิ อยา งอิสระ ชน่ื ชม และประยกุ ตใชใน ชวี ิตประจาํ วัน มาตรฐาน ศ 3.2 เขาใจความสมั พันธระหวางนาฏศลิ ป ประวัติศาสตรและวัฒนธรรม เห็นคุณคา ของนาฏศิลปทีเ่ ปน มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ิปญ ญาทองถิ่น ภมู ปิ ญญาไทยและสากล การงานอาชพี และเทคโนโลยี สาระท่ี 1 การดาํ รงชวี ติ และครอบครวั มาตรฐาน ง 1.1 เขา ใจการทาํ งาน มีความคิดสรา งสรรค มที ักษะกระบวนการทํางาน ทักษะการจัดการ ทกั ษะกระบวนการแกปญ หา ทกั ษะการทาํ งานรว มกนั และทกั ษะการแสวงหา ความรู มีคณุ ธรรม และลกั ษณะนิสยั ในการทํางาน มีจติ สาํ นึก ในการใชพ ลังงาน ทรพั ยากร และ สงิ่ แวดลอ ม เพอื่ การดาํ รงชีวติ และครอบครวั

23 สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจเทคโนโลยแี ละกระบวนการเทคโนโลยี ออกแบบและสรา งส่ิงของ เคร่อื งใช หรอื วธิ ีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยอี ยางมีความคดิ สรา งสรรค เลอื กใชเทคโนโลยใี นทาง สรา งสรรคต อ ชวี ิต สงั คม สง่ิ แวดลอ ม และมีสวนรวมในการจัดการเทคโนโลยที ี่ยงั่ ยนื สาระที่ 3 เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร มาตรฐาน ง 3.1 เขา ใจ เหน็ คณุ คา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน ขอ มลู การเรยี นรู การสือ่ สาร การแกป ญ หา การทาํ งาน และอาชพี อยา งมปี ระสิทธิภาพประสิทธผิ ล และมี คณุ ธรรม สาระท่ี 4 การอาชีพ มาตรฐาน ง 4.1 เขา ใจ มที กั ษะท่ีจาํ เปน มปี ระสบการณ เหน็ แนวทางในงานอาชพี ใชเ ทคโนโลยี เพ่อื พฒั นาอาชีพ มคี ณุ ธรรม และมเี จตคตทิ ่ีดตี อ อาชพี ภาษาตา งประเทศ สาระท่ี 1 ภาษาเพอ่ื การสอ่ื สาร มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรื่องท่ีฟง และอา นจากสือ่ ประเภทตา งๆ และแสดงความ คิดเห็นอยา งมเี หตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มที ักษะการส่อื สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอ มลู ขา วสาร แสดงความรูสึก และความคดิ เหน็ อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นําเสนอขอ มลู ขาวสาร ความคดิ รวบยอด และความคิดเหน็ ในเร่ืองตา งๆ โดยการพูดและการเขยี น สาระท่ี 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เขา ใจความสมั พันธร ะหวา งภาษากบั วัฒนธรรมของเจา ของภาษา และ นาํ ไปใชไ ดอ ยา งเหมาะสมกบั กาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เขา ใจความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งภาษาและวฒั นธรรมของ เจาของภาษากบั ภาษาและวัฒนธรรมไทย และนาํ มาใชอ ยา งถูกตองและเหมาะสม สาระท่ี 3 ภาษากบั ความสมั พันธก บั กลุมสาระการเรียนรอู นื่ มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ าษาตางประเทศในการเช่ือมโยงความรกู ับกลมุ สาระการเรียนรูอ ่ืน และเปน พนื้ ฐานในการพฒั นา แสวงหาความรู และเปด โลกทัศนข องตน

24 สาระท่ี 4 ภาษากบั ความสัมพนั ธก ับชมุ ชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ าษาตางประเทศในสถานการณต า งๆ ทงั้ ในสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ สังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใชภ าษาตางประเทศเปนเคร่ืองมอื พนื้ ฐานในการศกึ ษาตอ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรยี นรูก บั สงั คมโลก กจิ กรรมพฒั นาผูเ รยี น กิจกรรมพฒั นาผเู รียน มุงใหผ เู รียนไดพ ฒั นาตนเองตามศักยภาพ พฒั นาอยา งรอบดานเพอ่ื ความเปน มนษุ ยทส่ี มบรู ณ ทง้ั รา งกาย สติปญญา อารมณ และสงั คม เสรมิ สรา งใหเ ปน ผมู ีศีลธรรม จริยธรรม มรี ะเบียบวนิ ัย ปลกู ฝง และสรางจิตสาํ นึกของการทาํ ประโยชนเพอื่ สงั คม สามารถจดั การ ตนเองได และอยูรวมกบั ผูอ นื่ อยางมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น แบงเปน 3 ลกั ษณะ ดงั นี้ 1. กิจกรรมแนะแนว เปนกิจกรรมทส่ี งเสรมิ และพฒั นาผเู รยี นใหร ูจ ักตนเอง รูร ักษส ิ่งแวดลอ ม สามารถคิด ตัดสนิ ใจ คดิ แกป ญหา กาํ หนดเปา หมาย วางแผนชีวติ ทงั้ ดา นการเรยี น และอาชีพ สามารถปรับตนได อยางเหมาะสม นอกจากน้ียงั ชว ยใหค รูรจู ักและเขา ใจผเู รียน ทง้ั ยงั เปนกจิ กรรมที่ชว ยเหลอื และให คาํ ปรึกษาแกผ ูปกครองในการมีสวนรว มพฒั นาผเู รียน 2. กิจกรรมนกั เรียน เปน กจิ กรรมทมี่ ุงพฒั นาความมรี ะเบยี บวนิ ยั ความเปน ผนู าํ ผตู ามทดี่ ี ความรับผดิ ชอบ การทาํ งานรว มกนั การรูจักแกป ญ หา การตดั สนิ ใจทเ่ี หมาะสม ความมเี หตุผล การชวยเหลือแบง ปน กนั เออื้ อาทร และสมานฉนั ท โดยจัดใหสอดคลองกบั ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน ใหไ ดปฏิบตั ิดวยตนเองในทกุ ข้ันตอน ไดแ ก การศกึ ษาวเิ คราะหว างแผน ปฏิบตั ิตามแผน ประเมนิ และ ปรับปรุงการทาํ งาน เนนการทาํ งานรว มกนั เปนกลมุ ตามความเหมาะสมและสอดคลอ งกบั วฒุ ภิ าวะ ของผูเรียน บริบทของสถานศกึ ษาและทองถน่ิ กิจกรรมนักเรยี นประกอบดว ย 2.1 กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผบู าํ เพ็ญประโยชน และนกั ศกึ ษาวิชาทหาร 2.2 กจิ กรรมชมุ นมุ ชมรม 3. กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน เปน กิจกรรมทสี่ ง เสริมใหผ ูเรยี นบาํ เพ็ญตนใหเปนประโยชนต อสงั คม ชุมชน และทอ งถ่ิน ตามความสนใจในลักษณะอาสาสมคั ร เพื่อแสดงถึงความรบั ผิดชอบ ความดงี าม ความเสยี สละตอ สงั คม มจี ติ สาธารณะ เชน กจิ กรรมอาสาพฒั นาตา ง ๆ กจิ กรรมสรา งสรรคสงั คม

25 ระดับการศกึ ษา หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน จดั ระดบั การศึกษาเปน 3 ระดบั ดงั น้ี 1. ระดบั ประถมศึกษา (ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 - 6) การศกึ ษาระดบั นเี้ ปน ชว งแรกของ การศึกษาภาคบังคับ มงุ เนน ทกั ษะพนื้ ฐานดานการอาน การเขียน การคดิ คาํ นวณ ทกั ษะการคิด พ้นื ฐาน การติดตอสื่อสาร กระบวนการเรียนรทู างสงั คม และพนื้ ฐานความเปน มนษุ ย การพัฒนา คุณภาพชวี ิตอยา งสมบรู ณแ ละสมดุลทง้ั ในดา นรางกาย สติปญญา อารมณ สังคม และวัฒนธรรม โดย เนนจดั การเรยี นรูแบบบรู ณาการ 2. ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 - 3) เปน ชว งสุดทา ยของการศกึ ษา ภาคบังคบั มงุ เนน ใหผเู รยี นไดส ํารวจความถนดั และความสนใจของตนเอง สง เสริมการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ สวนตน มที กั ษะในการคิดวจิ ารณญาณ คิดสรางสรรค และคดิ แกป ญ หา มที กั ษะในการดาํ เนนิ ชวี ติ มี ทกั ษะการใชเ ทคโนโลยเี พ่อื เปน เครื่องมือในการเรียนรู มีความรับผดิ ชอบตอสังคม มคี วามสมดลุ ทั้ง ดา นความรู ความคดิ ความดีงาม และมีความภมู ิใจในความเปนไทย ตลอดจนใชเปนพื้นฐานในการ ประกอบอาชพี หรือการศึกษาตอ 3. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4 - 6) การศกึ ษาระดบั นเ้ี นน การเพม่ิ พนู ความรแู ละทกั ษะเฉพาะดา น สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผเู รยี นแตล ะคนทงั้ ดานวชิ าการและวชิ าชพี มที กั ษะในการใชวทิ ยาการและเทคโนโลยี ทกั ษะกระบวนการคดิ ขน้ั สูง สามารถ นาํ ความรไู ปประยกุ ตใชใหเ กดิ ประโยชนใ นการศึกษาตอ และการประกอบอาชพี มงุ พฒั นาตนและประเทศ ตามบทบาทของตน สามารถเปน ผูนาํ และผูใหบ รกิ ารชมุ ชนในดานตา ง ๆ การจดั เวลาเรียน หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ไดก าํ หนดกรอบโครงสรา งเวลาเรยี นขน้ั ตาํ่ สาํ หรบั กลมุ สาระการเรยี นรู 8 กลมุ และกจิ กรรมพฒั นาผูเ รยี น ซงึ่ สถานศกึ ษาสามารถเพ่มิ เตมิ ไดต ามความพรอมและ จุดเนน โดยสามารถปรบั ใหเ หมาะสมตามบรบิ ทของสถานศกึ ษาและสภาพของผเู รยี น ดังน้ี 1. ระดบั ชั้นประถมศึกษา (ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 1 - 6) ใหจัดเวลาเรยี นเปน รายป โดยมีเวลา เรยี นวนั ละ ไมเ กิน 5 ชวั่ โมง 2. ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนตน (ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 - 3) ใหจ ดั เวลาเรยี นเปน รายภาค มีเวลา เรยี นวนั ละไมเกิน 6 ชว่ั โมง คดิ นาํ้ หนักของรายวิชาที่เรยี นเปน หนว ยกติ ใชเกณฑ 40 ชัว่ โมงตอภาคเรยี น มคี า นา้ํ หนกั วชิ า เทากับ 1 หนว ยกิต (นก.)

26 3. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 - 6) ใหจ ัดเวลาเรยี นเปนรายภาค มี เวลาเรียน วนั ละไมน อ ยกวา 6 ชว่ั โมง คิดน้ําหนกั ของรายวชิ าท่ีเรียนเปนหนว ยกิต ใชเ กณฑ 40 ชวั่ โมง ตอ ภาคเรยี น มีคานาํ้ หนกั วชิ า เทา กบั 1 หนว ยกิต (นก.) โครงสรา งเวลาเรยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน กาํ หนดกรอบโครงสรางเวลาเรยี น ดงั นี้ เวลาเรียน กลุมสาระการ ระดับประถมศึกษา ระดบั มัธยมศึกษา ระดับ เรียนร/ู กิจกรรม ตอนตน มธั ยมศึกษา ตอนปลาย ป. ป. ป. ป. ป. ป. ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 – 6 123456 y กลุมสาระ การเรยี นรู ภาษาไทย 20 20 20 16 16 16 120 120 120 240 0 0 0 0 0 0 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) คณิตศาสตร 20 20 20 16 16 16 120 120 120 240 0 0 0 0 0 0 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) วิทยาศาสตร 120 120 120 240 80 80 80 80 80 80 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) สังคมศึกษา ศาสนา 120 120 120 240 (6 นก.) และวฒั นธรรม 80 80 80 80 80 80 (3 (3 (3 นก.) นก.) นก.) สุขศกึ ษาและ 80 80 80 120 พลศึกษา 80 80 80 80 80 80 (2นก (2 (2 (3นก.) .) นก.) นก.) ศลิ ปะ 80 80 80 120 80 80 80 80 80 80 (2นก (2 (2 (3 นก.) .) นก.) นก.)

27 เวลาเรยี น กลุม สาระการ ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษา ระดบั เรยี นร/ู กจิ กรรม ตอนตน มธั ยมศกึ ษา ตอนปลาย ป. ป. ป. ป. ป. ป. ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 123456 120 การงานอาชพี และ 80 80 80 (3 นก.) เทคโนโลยี 40 40 40 80 80 80 (2นก (2 (2 240 (6 นก.) .) นก.) นก.) 1,560 ภาษาตา งประเทศ 120 120 120 (39 นก.) 40 40 40 80 80 80 (3 (3 (3 360 นก.) นก.) นก.) ไมนอ ยกวา 1,560ชวั่ โมง รวมเวลาเรยี น 80 80 80 80 80 80 840 840 840 (พนื้ ฐาน) 0 0 0 0 0 0 (21 (21 (21 นก.) นก.) นก.) y กจิ กรรมพฒั นา 12 12 12 12 12 12 120 120 120 ผเู รียน 0 0 0 0 0 0 yรายวชิ า / กิจกรรมที่ สถานศึกษาจัด ปละไมเ กิน 80 ชัว่ โมง ปล ะไมเกนิ 240 เพ่ิมเติม ตาม ชว่ั โมง ความพรอ มและ จุดเนน รวมเวลาเรียน ไมเ กนิ 1,000 ชวั่ โมง/ป ไมเกนิ 1,200 รวม 3 ป ท้ังหมด ชว่ั โมง/ป ไมน อยกวา 3,600 ช่วั โมง

28 การกําหนดโครงสรา งเวลาเรยี นพนื้ ฐาน และเพิ่มเติม สถานศกึ ษาสามารถดาํ เนนิ การ ดงั น้ี ระดบั ประถมศกึ ษา สามารถปรบั เวลาเรยี นพน้ื ฐานของแตล ะกลมุ สาระการเรียนรู ไดตาม ความเหมาะสม ทั้งนี้ ตอ งมีเวลาเรียนรวมตามทกี่ าํ หนดไวในโครงสรา งเวลาเรยี นพน้ื ฐาน และผูเ รยี น ตองมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูแ ละตัวช้วี ดั ทกี่ าํ หนด ระดบั มัธยมศกึ ษา ตอ งจดั โครงสรา งเวลาเรียนพนื้ ฐานใหเ ปนไปตามที่กําหนดและสอดคลอง กบั เกณฑก ารจบหลกั สูตร สาํ หรบั เวลาเรยี นเพม่ิ เติม ทง้ั ในระดบั ประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษา ใหจ ดั เปนรายวิชา เพิม่ เตมิ หรอื กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น โดยพจิ ารณาใหส อดคลองกบั ความพรอม จุดเนนของสถานศึกษา และเกณฑการจบหลกั สูตร เฉพาะระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-3 สถานศึกษาอาจจดั ใหเ ปน เวลา สาํ หรบั สาระ การเรียนรพู น้ื ฐานในกลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทยและกลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร กจิ กรรมพัฒนาผเู รียนทีก่ าํ หนดไวใ นชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1 ถงึ ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 ปละ 120 ชว่ั โมง และช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4-6 จาํ นวน 360 ช่วั โมงนนั้ เปน เวลาสาํ หรบั ปฏิบตั ิกิจกรรมแนะแนวกิจกรรม นกั เรียน และกจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน ในสว นกิจกรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชนให สถานศกึ ษาจดั สรรเวลาใหผเู รยี นไดป ฏบิ ัตกิ ิจกรรม ดงั น้ี ระดบั ประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ป จาํ นวน 60 ชวั่ โมง ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน (ม.1-3) รวม 3 ป จาํ นวน 45 ชว่ั โมง ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ป จาํ นวน 60 ชวั่ โมง การจัดการศกึ ษาสาํ หรบั กลมุ เปา หมายเฉพาะ การจดั การศึกษาบางประเภทสําหรบั กลุมเปาหมายเฉพาะ เชน การศกึ ษาเฉพาะทาง การศกึ ษา สําหรับผมู ีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศกึ ษาสาํ หรับผูด อ ยโอกาส การศึกษาตาม อัธยาศยั สามารถนาํ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานไปปรับใชไ ดต ามความเหมาะสม กับ สภาพและบรบิ ทของแตล ะกลมุ เปา หมาย โดยใหม ีคณุ ภาพตามมาตรฐานทกี่ าํ หนด ทง้ั น้ีใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกําหนด การจัดการเรยี นรู การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสาํ คัญในการนําหลักสตู รสูการปฏบิ ตั ิ หลกั สูตรแกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน เปน หลกั สูตรท่ีมมี าตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสาํ คัญและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข องผเู รยี น เปน เปา หมายสาํ หรบั พัฒนาเด็กและเยาวชน

29 ในการพัฒนาผเู รียนใหมีคุณสมบัติตามเปา หมายหลักสตู ร ผูสอนพยายามคดั สรรกระบวนการ เรยี นรู จัดการเรยี นรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผา นสาระทกี่ ําหนดไวในหลกั สูตร 8 กลุมสาระการเรียนรู รวมทง้ั ปลูกฝง เสริมสรางคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค พฒั นาทักษะตา งๆ อนั เปนสมรรถนะสาํ คญั ให ผูเรียนบรรลตุ ามเปา หมาย 1. หลกั การจัดการเรยี นรู การจัดการเรียนรเู พือ่ ใหผเู รียนมีความรคู วามสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรสู มรรถนะ สาํ คญั และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต ามที่กาํ หนดไวในหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน โดย ยึดหลักวา ผูเรียนมคี วามสําคญั ทีส่ ดุ เชอ่ื วาทุกคนมคี วามสามารถเรยี นรูและพฒั นาตนเองได ยดึ ประโยชนท เ่ี กดิ กบั ผเู รยี น กระบวนการจัดการเรียนรูตองสง เสริมใหผูเ รยี น สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และเตม็ ตามศกั ยภาพ คํานงึ ถึงความแตกตางระหวา งบุคคลและพัฒนาการทางสมองเนน ใหค วาม สําคัญทง้ั ความรู และคณุ ธรรม 2. กระบวนการเรยี นรู การจัดการเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนสาํ คัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรูท่ี หลากหลาย เปนเครือ่ งมอื ท่ีจะนําพาตนเองไปสูเปา หมายของหลกั สูตร กระบวนการเรียนรูท ี่จาํ เปน สําหรับผเู รียน อาทิ กระบวนการเรียนรแู บบบูรณาการ กระบวนการสรา งความรู กระบวนการคิด กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชิญสถานการณแ ละแกปญ หา กระบวนการเรยี นรจู ากประสบการณ จริง กระบวนการปฏบิ ัติ ลงมอื ทาํ จริง กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ัย กระบวนการเรียนรกู าร เรียนรขู องตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ัย กระบวนการเหลาน้ีเปน แนวทางในการจดั การเรยี นรทู ผ่ี ูเ รยี นควรไดรบั การฝก ฝน พัฒนา เพราะจะสามารถชวยใหผ เู รยี นเกิดการเรียนรไู ดดี บรรลุเปาหมายของหลกั สูตร ดงั น้ันผูสอนจงึ จาํ เปน ตอ งศกึ ษาทาํ ความเขาใจในกระบวนการเรยี นรูตา งๆ เพอ่ื ใหสามารถเลือกใชใ นการจดั กระบวนการ เรียนรไู ดอ ยา งมีประสิทธิภาพ 3. การออกแบบการจัดการเรยี นรู ผสู อนตอ งศกึ ษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาใหเ ขาใจถึงมาตรฐานการเรียนรู ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะ สาํ คญั ของผเู รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค และสาระการเรียนรทู ่เี หมาะสมกบั ผเู รยี น แลวจึง พจิ ารณาออกแบบการจดั การเรียนรูโดยเลอื กใชว ธิ ีสอนและเทคนคิ การสอน สือ่ /แหลงเรียนรู การวัด และประเมินผล เพื่อใหผูเรยี นไดพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลุตามเปาหมายทก่ี ําหนด 4. บทบาทของผูสอนและผเู รียน การจัดการเรียนรเู พ่อื ใหผเู รยี นมคี ุณภาพตามเปา หมายของหลกั สูตร ทงั้ ผูสอนและ ผูเรียนควรมีบทบาท ดงั นี้

30 4.1 บทบาทของผูส อน 1) ศกึ ษาวเิ คราะหผ ูเรยี นเปน รายบคุ คล แลว นาํ ขอมูลมาใชใ นการวางแผน การจดั การเรยี นรู ทท่ี า ทายความสามารถของผูเรยี น 2) กําหนดเปา หมายท่ตี อ งการใหเ กดิ ขน้ึ กับผเู รยี น ดา นความรูแ ละทักษะกระบวนการ ท่ี เปน ความคิดรวบยอด หลกั การ และความสมั พันธ รวมทงั้ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค 3) ออกแบบการเรียนรูและจดั การเรียนรูท ่ีตอบสนองความแตกตางระหวา งบคุ คล และพัฒนาการทางสมอง เพอื่ นําผเู รียนไปสูเ ปาหมาย 4) จัดบรรยากาศที่เอ้อื ตอ การเรยี นรู และดแู ลชว ยเหลือผเู รียนใหเกิดการเรยี นรู 5) จดั เตรยี มและเลอื กใชส อ่ื ใหเ หมาะสมกบั กิจกรรม นาํ ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ เทคโนโลยที ีเ่ หมาะสมมาประยุกตใชใ นการจดั การเรยี นการสอน 6) ประเมินความกา วหนา ของผูเ รียนดว ยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาตขิ องวชิ าและระดับพัฒนาการของผเู รียน 7) วิเคราะหผ ลการประเมนิ มาใชใ นการซอ มเสริมและพฒั นาผเู รยี น รวมทง้ั ปรบั ปรุงการจดั การเรยี นการสอนของตนเอง 4.2 บทบาทของผูเรยี น 1) กาํ หนดเปา หมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรียนรขู องตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู เขาถงึ แหลง การเรยี นรู วเิ คราะห สงั เคราะหขอ ความรตู ัง้ คําถาม คดิ หาคําตอบหรือหาแนวทางแกป ญหาดวยวิธีการตาง ๆ 3) ลงมอื ปฏบิ ัตจิ ริง สรุปสงิ่ ท่ีไดเรยี นรูดว ยตนเอง และนาํ ความรูไ ปประยุกตใ ช ในสถานการณตาง ๆ 4) มีปฏิสัมพนั ธ ทาํ งาน ทํากจิ กรรมรวมกับกลมุ และครู 5) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรูของตนเองอยา งตอเนอ่ื ง สื่อการเรียนรู สือ่ การเรียนรูเ ปนเครื่องมือสง เสริมสนบั สนนุ การจัดการกระบวนการเรยี นรู ใหผเู รยี นเขา ถงึ ความรู ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสตู รไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ สือ่ การเรยี นรูม หี ลากหลายประเภท ทงั้ สอ่ื ธรรมชาติ ส่อื สง่ิ พมิ พ สือ่ เทคโนโลยี และเครอื ขายการเรียนรู ตา งๆ ท่ีมีในทองถนิ่ การเลอื กใชส อื่ ควรเลอื กใหม ีความเหมาะสมกับระดบั พฒั นาการ และลลี าการ เรยี นรทู หี่ ลากหลายของผเู รยี น

31 การจัดหาสอ่ื การเรียนรู ผูเรยี นและผสู อนสามารถจดั ทาํ และพฒั นาขนึ้ เอง หรอื ปรับปรุง เลือกใชอ ยางมคี ุณภาพจากส่ือตา งๆ ท่ีมอี ยรู อบตวั เพื่อนาํ มาใชประกอบในการจดั การเรียนรูท่ีสามารถ สงเสริมและสอื่ สารใหผูเรยี นเกิดการเรียนรู โดยสถานศึกษาควรจดั ใหมอี ยา งพอเพียง เพ่ือพฒั นาให ผูเ รียนเกดิ การเรยี นรูอ ยางแทจรงิ สถานศกึ ษา เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา หนวยงานท่เี กยี่ วของและผูมหี นา ที่ จดั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ควรดําเนนิ การดงั น้ี 1. จัดใหม แี หลง การเรียนรู ศนู ยส ื่อการเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรยี นรู และเครอื ขาย การเรียนรทู ม่ี ปี ระสิทธภิ าพทง้ั ในสถานศกึ ษาและในชมุ ชน เพ่อื การศกึ ษาคน ควา และการแลกเปลย่ี น ประสบการณก ารเรียนรู ระหวา งสถานศกึ ษา ทองถน่ิ ชมุ ชน สงั คมโลก 2. จดั ทาํ และจดั หาส่ือการเรยี นรูสําหรับการศกึ ษาคน ควา ของผเู รยี น เสริมความรูใหผ ูสอน รวมทงั้ จัดหาสงิ่ ทมี่ อี ยใู นทอ งถิน่ มาประยกุ ตใ ชเ ปนส่อื การเรียนรู 3. เลือกและใชสื่อการเรยี นรูทม่ี ีคณุ ภาพ มีความเหมาะสม มคี วามหลากหลาย สอดคลอ ง กับวิธกี ารเรียนรู ธรรมชาติของสาระการเรียนรู และความแตกตางระหวางบคุ คลของผเู รยี น 4. ประเมินคณุ ภาพของสื่อการเรยี นรทู ี่เลอื กใชอยา งเปน ระบบ 5. ศึกษาคน ควา วจิ ัย เพื่อพฒั นาสอ่ื การเรยี นรใู หสอดคลองกับกระบวนการเรียนรูของผเู รยี น 6. จดั ใหม ีการกาํ กบั ติดตาม ประเมนิ คณุ ภาพและประสิทธภิ าพเกย่ี วกับสอ่ื และการใชส ื่อ การเรียนรเู ปน ระยะๆ และสมํ่าเสมอ ในการจัดทํา การเลอื กใช และการประเมินคณุ ภาพสือ่ การเรยี นรทู ่ใี ชใ นสถานศึกษา ควร คาํ นงึ ถงึ หลกั การสาํ คัญของสอ่ื การเรียนรู เชน ความสอดคลองกับหลักสูตร วตั ถุประสงคก ารเรยี นรู การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู การจดั ประสบการณใ หผเู รียน เน้ือหามคี วามถูกตองและทนั สมัย ไมก ระทบความม่นั คงของชาติ ไมขดั ตอ ศลี ธรรม มีการใชภ าษาทถี่ กู ตอ ง รปู แบบการนาํ เสนอทเ่ี ขา ใจ งาย และนาสนใจ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรขู องผูเรียนตองอยูบ นหลกั การพนื้ ฐานสองประการ คอื การประเมนิ เพื่อพฒั นาผเู รียนและเพ่อื ตัดสนิ ผลการเรยี น ในการพฒั นาคุณภาพการเรียนรูข องผูเ รียน ใหป ระสบผลสาํ เร็จนนั้ ผเู รียนจะตองไดร ับการพัฒนาและประเมินตามตัวชวี้ ดั เพ่อื ใหบรรลตุ ามมาตรฐาน การเรียนรู สะทอ นสมรรถนะสาํ คญั และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคของผเู รยี นซง่ึ เปน เปาหมายหลักใน การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรูในทกุ ระดบั ไมว าจะเปนระดบั ช้ันเรยี น ระดับสถานศกึ ษา ระดบั เขต พื้นทก่ี ารศึกษา และระดับชาติ การวดั และประเมินผลการเรียนรู เปนกระบวนการพฒั นาคุณภาพ ผเู รียนโดยใชผ ลการประเมนิ เปนขอมลู และสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการความกา วหนา และความสาํ เร็จ

32 ทางการเรยี นของผูเรียน ตลอดจนขอมลู ทเี่ ปน ประโยชนต อ การสง เสรมิ ใหผ ูเรยี นเกิดการพฒั นาและ เรยี นรูอยางเตม็ ตามศกั ยภาพ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู แบง ออกเปน 4 ระดับ ไดแ ก ระดับชนั้ เรยี น ระดับ สถานศกึ ษา ระดับเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอียด ดงั น้ี 1. การประเมนิ ระดับชัน้ เรียน เปน การวดั และประเมนิ ผลทอี่ ยูในกระบวนการจัดการเรียนรู ผูส อนดาํ เนนิ การเปน ปกตแิ ละสมา่ํ เสมอ ในการจดั การเรยี นการสอน ใชเทคนิคการประเมนิ อยาง หลากหลาย เชน การซักถาม การสังเกต การตรวจการบา น การประเมินโครงงาน การประเมนิ ชนิ้ งาน/ ภาระงาน แฟม สะสมงาน การใชแบบทดสอบ ฯลฯ โดยผสู อนเปน ผูประเมนิ เองหรือเปด โอกาสให ผูเรียนประเมนิ ตนเอง เพ่ือนประเมนิ เพอ่ื น ผูปกครองรว มประเมนิ ในกรณีท่ไี มผ า นตัวชว้ี ดั ใหมกี ารสอน ซอมเสริม การประเมนิ ระดับช้ันเรียนเปน การตรวจสอบวา ผเู รียนมพี ฒั นาการความกา วหนาในการ เรียนรู อนั เปน ผลมาจากการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื ไม และมากนอยเพียงใด มีสง่ิ ที่จะตอง ไดรบั การพัฒนาปรับปรงุ และสง เสรมิ ในดา นใด นอกจากน้ยี ังเปน ขอ มูลใหผ สู อนใชป รับปรุงการเรยี น การสอนของตนดวย ทง้ั นโี้ ดยสอดคลองกบั มาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชวี้ ัด 2. การประเมินระดบั สถานศกึ ษา เปน การประเมินที่สถานศึกษาดาํ เนนิ การเพอ่ื ตดั สนิ ผล การเรยี นของผเู รยี นเปน รายป/ รายภาค ผลการประเมนิ การอา น คดิ วิเคราะหและเขียน คณุ ลกั ษณะ อันพงึ ประสงค และกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น นอกจากนี้เพื่อใหไดข อมลู เกีย่ วกบั การจัดการศกึ ษาของ สถานศกึ ษา วา สง ผลตอ การเรียนรูของผเู รยี นตามเปา หมายหรือไม ผเู รยี นมจี ุดพฒั นาในดา นใดรวมทง้ั สามารถนําผลการเรียนของผูเรยี นในสถานศึกษาเปรียบเทยี บกับเกณฑระดับชาติ ผลการประเมิน ระดับสถานศกึ ษาจะเปน ขอมลู และสารสนเทศเพือ่ การปรบั ปรุงนโยบาย หลกั สตู ร โครงการ หรือวธิ ีการ จดั การเรยี นการสอน ตลอดจนเพอ่ื การจดั ทาํ แผนพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา ตาม แนวทางการประกนั คุณภาพการศกึ ษาและการรายงานผลการจดั การศกึ ษาตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษา สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน ผูปกครองและชุมชน 3. การประเมนิ ระดบั เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา เปน การประเมินคุณภาพผเู รยี นในระดับเขต พ้ืนท่กี ารศกึ ษาตามมาตรฐานการเรียนรตู ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน เพ่ือใชเปนขอ มลู พ้ืนฐานในการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา ตามภาระความรบั ผิดชอบ สามารถ ดําเนนิ การโดยประเมินคณุ ภาพผลสมั ฤทธ์ิของผเู รยี นดว ยขอสอบมาตรฐานท่ีจดั ทาํ และดําเนินการโดย เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา หรอื ดว ยความรวมมอื กบั หนวยงานตนสังกัด ในการดําเนนิ การจัดสอบ นอกจากน้ี ยังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมลู จากการประเมนิ ระดับสถานศกึ ษาในเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา

33 4. การประเมนิ ระดบั ชาติ เปน การประเมินคุณภาพผูเรียนในระดบั ชาตติ ามมาตรฐานการ เรียนรตู ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สถานศกึ ษาตอ งจดั ใหผ ูเ รียนทกุ คนทเ่ี รียนในชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ 3 ช้ันประถมศึกษาปท ่ี 6 ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 และช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เขารบั การประเมนิ ผลจากการประเมนิ ใชเปน ขอ มูลในการเทยี บเคียงคณุ ภาพการศึกษาในระดับตา งๆ เพื่อ นําไปใชใ นการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเปนขอ มูลสนบั สนุน การตดั สินใจ ในระดบั นโยบายของประเทศ ขอมูลการประเมินในระดับตางๆ ขางตน เปนประโยชนตอสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพฒั นาคณุ ภาพผเู รยี น ถือเปน ภาระความรบั ผิดชอบของสถานศกึ ษาทจี่ ะตอ งจัดระบบดแู ล ชวยเหลือ ปรบั ปรงุ แกไข สงเสริมสนับสนนุ เพื่อใหผ เู รียนไดพฒั นาเตม็ ตามศักยภาพบนพนื้ ฐานความ แตกตางระหวา งบุคคลทจ่ี าํ แนกตามสภาพปญ หาและความตองการ ไดแก กลมุ ผูเรยี นท่วั ไป กลุม ผูเ รยี น ทม่ี ีความสามารถพเิ ศษ กลมุ ผเู รยี นทม่ี ผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นต่าํ กลุมผเู รียนทม่ี ปี ญ หาดา นวนิ ยั และ พฤตกิ รรม กลมุ ผูเรยี นทปี่ ฏิเสธโรงเรียน กลมุ ผเู รยี นทมี่ ีปญหาทางเศรษฐกจิ และสงั คม กลุมพกิ ารทาง รา งกายและสตปิ ญ ญา เปน ตน ขอมลู จากการประเมนิ จงึ เปน หัวใจของสถานศึกษาในการดาํ เนนิ การ ชว ยเหลอื ผเู รยี นไดท นั ทว งที ปดโอกาสใหผ เู รยี นไดรับการพัฒนาและประสบความสาํ เร็จในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผรู บั ผิดชอบจัดการศึกษาจะตองจัดทําระเบียบวาดวยการวัดและประเมินผล การเรยี นของสถานศกึ ษาใหส อดคลองและเปนไปตามหลักเกณฑแ ละแนวปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ขอ กาํ หนดของ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เพือ่ ใหบ ุคลากรทีเ่ กย่ี วขอ งทกุ ฝายถือปฏบิ ตั ิรว มกัน เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลการเรียน 1. การตดั สนิ การใหร ะดับและการรายงานผลการเรยี น 1.1 การตัดสนิ ผลการเรียน ในการตัดสินผลการเรียนของกลมุ สาระการเรียนรู การอา น คิดวิเคราะหและเขยี น คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค และกจิ กรรมพฒั นาผูเรียนนนั้ ผสู อนตอ งคาํ นงึ ถงึ การพฒั นาผเู รยี นแตละ คนเปน หลกั และตอ งเกบ็ ขอมูลของผเู รยี นทุกดา นอยา งสมํ่าเสมอและตอเนอ่ื งในแตละภาคเรยี น รวมทง้ั สอนซอ มเสรมิ ผูเรียนใหพ ัฒนาจนเต็มตามศกั ยภาพ ระดับประถมศึกษา (1) ผูเ รยี นตองมเี วลาเรยี นไมนอยกวา รอยละ 80 ของเวลาเรยี นทง้ั หมด (2) ผูเรียนตองไดร บั การประเมินทกุ ตวั ชว้ี ดั และผา นตามเกณฑท ่สี ถานศกึ ษากําหนด (3) ผเู รียนตองไดรบั การตดั สินผลการเรยี นทกุ รายวชิ า

34 (4) ผูเรียนตองไดร บั การประเมิน และมีผลการประเมนิ ผานตามเกณฑทสี่ ถานศกึ ษา กาํ หนด ในการอาน คิดวเิ คราะหแ ละเขยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรยี น ระดับมัธยมศึกษา (1) ตดั สินผลการเรยี นเปน รายวิชา ผเู รียนตอ งมเี วลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมน อย กวารอ ยละ 80 ของเวลาเรียนทง้ั หมดในรายวชิ านน้ั ๆ (2) ผเู รียนตองไดร บั การประเมนิ ทุกตวั ช้ีวดั และผา นตามเกณฑท ีส่ ถานศกึ ษา กําหนด (3) ผเู รียนตอ งไดร ับการตัดสนิ ผลการเรยี นทกุ รายวิชา (4) ผูเ รยี นตองไดรบั การประเมิน และมผี ลการประเมนิ ผา นตามเกณฑทีส่ ถานศึกษา กําหนด ในการอา น คิดวิเคราะหแ ละเขียน คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเ รยี น การพิจารณาเล่ือนชนั้ ทง้ั ระดับประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา ถา ผูเรียนมีขอ บกพรอ ง เพยี งเล็กนอย และสถานศกึ ษาพจิ ารณาเหน็ วา สามารถพฒั นาและสอนซอมเสริมได ใหอ ยใู นดลุ พินจิ ของสถานศึกษาทจ่ี ะผอ นผนั ใหเลอ่ื นชนั้ ได แตหากผูเรยี นไมผานรายวชิ าจาํ นวนมาก และมแี นวโนมวา จะเปนปญหาตอ การเรยี นในระดับชัน้ ทีส่ งู ข้นึ สถานศกึ ษาอาจตง้ั คณะกรรมการพจิ ารณาใหเ รยี นซํ้าชัน้ ได ท้งั นีใ้ หค ํานึงถงึ วฒุ ภิ าวะและความรคู วามสามารถของผูเรยี นเปน สําคญั 1.2 การใหระดับผลการเรียน ระดับประถมศกึ ษา ในการตดั สนิ เพอื่ ใหระดับผลการเรยี นรายวชิ า สถานศึกษา สามารถใหร ะดับผลการเรียนหรอื ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ัติของผเู รยี น เปน ระบบตวั เลข ระบบตัวอักษร ระบบรอยละ และระบบท่ีใชค ําสาํ คัญสะทอ นมาตรฐาน การประเมนิ การอา น คิดวิเคราะหแ ละเขยี น และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคนน้ั ให ระดับผลการประเมินเปน ดีเยีย่ ม ดี และผาน การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผูเรียน จะตอ งพจิ ารณาทง้ั เวลาการเขารว มกจิ กรรม การ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมและผลงานของผเู รียน ตามเกณฑท ส่ี ถานศึกษากาํ หนด และใหผลการเขา รวมกจิ กรรม เปนผาน และไมผ า น ระดับมธั ยมศึกษา ในการตดั สินเพ่อื ใหระดบั ผลการเรยี นรายวิชา ใหใ ชตวั เลขแสดง ระดับผลการเรยี นเปน 8 ระดับ การประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหแ ละเขยี น และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคนน้ั ให ระดบั ผลการประเมินเปน ดเี ยย่ี ม ดี และผา น

35 การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผูเรยี น จะตอ งพิจารณาทง้ั เวลาการเขา รวมกจิ กรรม การ ปฏิบัติกจิ กรรมและผลงานของผเู รยี น ตามเกณฑท ี่สถานศกึ ษากาํ หนด และใหผลการเขารวมกิจกรรม เปน ผา น และไมผ าน 1.3 การรายงานผลการเรยี น การรายงานผลการเรยี นเปน การสื่อสารใหผ ปู กครองและผูเรียนทราบความกา วหนา ในการเรยี นรขู องผูเรียน ซ่งึ สถานศกึ ษาตอ งสรุปผลการประเมนิ และจดั ทาํ เอกสารรายงานใหผ ูปกครอง ทราบเปน ระยะ ๆ หรอื อยา งนอ ยภาคเรยี นละ 1 ครัง้ การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเปนระดบั คณุ ภาพการปฏบิ ัตขิ องผเู รียนท่ี สะทอนมาตรฐานการเรยี นรูก ลุม สาระการเรยี นรู 2. เกณฑการจบการศกึ ษา หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน กาํ หนดเกณฑกลางสาํ หรบั การจบการศกึ ษา เปน 3ระดบั คอื ระดับประถมศกึ ษา ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน และระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 2.1 เกณฑก ารจบระดบั ประถมศึกษา (1) ผเู รยี นเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐาน และรายวิชา/กจิ กรรมเพ่มิ เตมิ ตามโครงสรา งเวลาเรยี น ที่หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานกําหนด (2) ผเู รยี นตองมีผลการประเมนิ รายวิชาพนื้ ฐาน ผานเกณฑก ารประเมินตามท่ี สถานศกึ ษากาํ หนด (3) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ การอา น คดิ วิเคราะห และเขยี นในระดบั ผา นเกณฑ การประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (4) ผเู รียนมีผลการประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคใ นระดบั ผานเกณฑก าร ประเมนิ ตามทส่ี ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเรยี นเขา รวมกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนและมผี ลการประเมินผา นเกณฑการประเมนิ ตามทสี่ ถานศึกษากําหนด 2.2 เกณฑก ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน (1) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพม่ิ เตมิ ไมเ กนิ 81 หนวยกิต โดยเปน รายวชิ า พื้นฐาน 63 หนวยกิต และรายวชิ าเพิม่ เตมิ ตามที่สถานศกึ ษากาํ หนด (2) ผเู รียนตอ งไดห นว ยกติ ตลอดหลกั สตู รไมน อยกวา 77 หนวยกิต โดยเปน รายวิชาพน้ื ฐาน 63 หนว ยกติ และรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ไมนอ ยกวา 14 หนวยกิต (3) ผเู รยี นมีผลการประเมนิ การอาน คดิ วเิ คราะหและเขยี น ในระดับผา น เกณฑ การประเมนิ ตามทีส่ ถานศกึ ษากาํ หนด

36 (4) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค ในระดบั ผานเกณฑการ ประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเรียนเขารว มกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นและมีผลการประเมนิ ผา นเกณฑการประเมนิ ตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด 2.3 เกณฑก ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (1) ผเู รียนเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานและเพม่ิ เตมิ ไมน อยกวา 81 หนว ยกติ โดยเปน รายวชิ าพน้ื ฐาน 39 หนว ยกิต และรายวชิ าเพมิ่ เติมตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด (2) ผเู รยี นตองไดห นว ยกติ ตลอดหลักสตู รไมนอ ยกวา 77 หนว ยกติ โดยเปน รายวิชาพนื้ ฐาน 39 หนว ยกติ และรายวชิ าเพิม่ เตมิ ไมน อ ยวา 38 หนว ยกติ (3) ผเู รียนมีผลการประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหและเขยี น ในระดบั ผานเกณฑ การประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาํ หนด (4) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ในระดับผา นเกณฑก าร ประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเ รียนเขา รว มกิจกรรมพฒั นาผเู รียนและมีผลการประเมินผา นเกณฑการประเมิน ตามที่สถานศกึ ษากําหนด สําหรับการจบการศึกษาสาํ หรบั กลุม เปา หมายเฉพาะ เชน การศกึ ษาเฉพาะทางการศึกษา สําหรับผมู ีความสามารถพิเศษ การศกึ ษาทางเลอื ก การศึกษาสาํ หรบั ผดู อ ยโอกาส การศกึ ษาตาม อัธยาศัย ใหค ณะกรรมการของสถานศกึ ษา เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา และผทู เ่ี กย่ี วขอ ง ดําเนนิ การวดั และ ประเมนิ ผลการเรยี นรตู ามหลักเกณฑในแนวปฏิบตั กิ ารวดั และประเมินผลการเรียนรูของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสาํ หรับกลุมเปาหมายเฉพาะ หลักฐานการศกึ ษา เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา เปน เอกสารสาํ คญั ทบี่ ันทกึ ผลการเรียน ขอมูลและสารสนเทศ ที่เกย่ี วของกับพฒั นาการของผเู รียนในดา นตา ง ๆ แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกาํ หนด 1.1 ระเบียนแสดงผลการเรยี น เปน เอกสารแสดงผลการเรียนและรบั รองผลการเรยี นของ ผเู รยี นตามรายวิชา ผลการประเมินการอา น คิดวเิ คราะหและเขยี น ผลการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคข องสถานศกึ ษา และผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผเู รียน สถานศกึ ษาจะตอ งบนั ทึกขอมลู และออกเอกสารนี้ใหผูเรยี นเปน รายบุคคลเม่อื ผูเ รยี นจบการศกึ ษาระดับประถมศกึ ษา(ชั้นประถมศกึ ษา ปที่ 6) จบการศกึ ษาภาคบงั คับ (ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3) จบการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน(ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6) หรอื เมอ่ื ลาออกจากสถานศกึ ษาในทกุ กรณี

37 1.2 ประกาศนยี บตั ร เปน เอกสารแสดงวฒุ ิการศึกษาเพื่อรบั รองศกั ดิแ์ ละสทิ ธิข์ องผูจบ การศกึ ษา ท่ีสถานศกึ ษาใหไ วแ กผูจบการศกึ ษาภาคบงั คบั และผจู บการศึกษาขั้นพืน้ ฐานตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน 1.3 แบบรายงานผูส าํ เร็จการศกึ ษา เปน เอกสารอนุมัตกิ ารจบหลกั สตู รโดยบนั ทกึ รายชื่อ และขอ มลู ของผูจบการศึกษาระดบั ประถมศึกษา (ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6) ผจู บการศกึ ษาภาคบงั คับ (ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3) และผจู บการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน (ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6) 2. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาทส่ี ถานศึกษากาํ หนด เปน เอกสารทส่ี ถานศกึ ษาจดั ทาํ ขึ้นเพ่อื บนั ทกึ พฒั นาการ ผลการเรียนรู และขอ มูลสาํ คญั เกย่ี วกบั ผเู รยี น เชน แบบรายงานประจาํ ตัวนกั เรยี น แบบบันทึกผลการเรียนประจาํ รายวิชา ระเบียน สะสม ใบรับรองผลการเรียน และ เอกสารอ่ืน ๆ ตามวตั ถปุ ระสงคของการนําเอกสารไปใช การเทยี บโอนผลการเรยี น สถานศกึ ษาสามารถเทยี บโอนผลการเรยี นของผเู รียนในกรณีตา งๆ ไดแก การยา ยสถานศกึ ษา การเปล่ียนรูปแบบการศกึ ษา การยา ยหลักสูตร การออกกลางคนั และขอกลับเขารบั การศึกษาตอ การศกึ ษาจากตางประเทศและขอเขา ศึกษาตอในประเทศ นอกจากน้ี ยังสามารถเทียบโอนความรู ทกั ษะ ประสบการณจากแหลง การเรียนรูอ่นื ๆ เชน สถานประกอบการ สถาบนั ศาสนา สถาบันการ ฝก อบรมอาชพี การจดั การศกึ ษาโดยครอบครัว การเทยี บโอนผลการเรียนควรดําเนนิ การในชว งกอ นเปด ภาคเรยี นแรก หรือตน ภาคเรยี นแรก ท่ีสถานศกึ ษารับผขู อเทียบโอนเปน ผเู รียน ท้ังน้ี ผเู รียนท่ไี ดร ับการเทียบโอนผลการเรียนตอ งศึกษา ตอเนอื่ งในสถานศึกษาทร่ี บั เทยี บโอนอยา งนอย1ภาคเรยี นโดยสถานศกึ ษาทร่ี ับผูเรยี นจากการเทียบ โอนควรกาํ หนดรายวิชา/จาํ นวนหนว ยกติ ทจี่ ะรับเทยี บโอนตามความเหมาะสม การพิจารณาการเทยี บโอน สามารถดาํ เนนิ การได ดังน้ี 1. พจิ ารณาจากหลกั ฐานการศกึ ษา และเอกสารอืน่ ๆ ท่ีใหข อมลู แสดงความรู ความสามารถ ของผเู รียน 2. พิจารณาจากความรู ความสามารถของผูเรียนโดยการทดสอบดวยวิธกี ารตาง ๆ ทงั้ ภาคความรแู ละภาคปฏบิ ตั ิ 3. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏิบัติในสภาพจริง การเทียบโอนผลการเรยี นให เปนไปตาม ประกาศ หรือ แนวปฏบิ ตั ิ ของกระทรวงศกึ ษาธิการ

38 การบรหิ ารจดั การหลักสตู ร ในระบบการศึกษาท่ีมกี ารกระจายอาํ นาจใหท อ งถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนา หลกั สูตรนน้ั หนว ยงานตา งๆ ท่ีเกี่ยวขอ งในแตล ะระดับ ต้งั แตระดับชาติ ระดบั ทอ งถนิ่ จนถงึ ระดับ สถานศกึ ษา มบี ทบาทหนา ที่ และความรบั ผิดชอบในการพัฒนา สนบั สนุน สง เสริม การใชแ ละ พัฒนาหลกั สตู รใหเ ปน ไปอยางมีประสิทธภิ าพ เพือ่ ใหการดาํ เนนิ การจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาและ การจัดการเรียนการสอนของสถานศกึ ษามปี ระสทิ ธิภาพสงู สดุ อนั จะสง ผลใหก ารพฒั นาคุณภาพ ผูเรยี นบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูทก่ี าํ หนดไวในระดับชาติ ระดับทองถนิ่ ไดแ ก สาํ นกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา หนวยงานตน สงั กัดอ่นื ๆ เปนหนว ยงานท่ี มีบทบาทในการขบั เคลื่อนคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา เปน ตวั กลางทีจ่ ะเชื่อมโยงหลกั สตู รแกนกลาง การศึกษาขั้นพืน้ ฐานทก่ี าํ หนดในระดับชาติใหส อดคลองกบั สภาพและความตอ งการของทอ งถน่ิ เพื่อ นําไปสูการจดั ทาํ หลกั สูตรของสถานศึกษา สง เสรมิ การใชแ ละพัฒนาหลักสตู รในระดบั สถานศกึ ษา ให ประสบความสาํ เรจ็ โดยมภี ารกิจสาํ คญั คอื กาํ หนดเปา หมายและจดุ เนน การพฒั นาคณุ ภาพผเู รยี น ในระดับทองถนิ่ โดยพจิ ารณาใหส อดคลอ งกับสง่ิ ทีเ่ ปน ความตอ งการในระดับชาติ พฒั นาสาระการ เรยี นรทู อ งถน่ิ ประเมนิ คุณภาพการศึกษาในระดับทองถน่ิ รวมทงั้ เพม่ิ พูนคณุ ภาพการใชห ลกั สตู รดว ย การวิจยั และพฒั นา การพฒั นาบุคลากร สนบั สนนุ สง เสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะห และ รายงานผลคณุ ภาพของผเู รยี น สถานศึกษามหี นา ทส่ี ําคญั ในการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา การ วางแผนและดาํ เนนิ การใชห ลกั สตู ร การเพิ่มพนู คุณภาพการใชห ลักสตู รดว ยการวิจยั และพฒั นา การ ปรบั ปรุงและพัฒนาหลักสตู ร จัดทาํ ระเบยี บการวดั และประเมินผล ในการพฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษา ตองพิจารณาใหสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานและรายละเอียดที่เขตพ้ืนที่ การศกึ ษาหรือหนว ยงานตน สงั กดั อนื่ ๆ ในระดบั ทอ งถน่ิ ไดจัดทําเพ่มิ เตมิ รวมทง้ั สถานศึกษาสามารถ เพิม่ เตมิ ในสว นทเ่ี กย่ี วกบั สภาพปญ หาในชุมชนและสงั คม ภูมิปญ ญาทอ งถน่ิ และความตอ งการของ ผเู รยี น โดยทกุ ภาคสว นเขา มามีสวนรว มในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2. หลกั สตู รสถานศกึ ษา 2.1 ความหมายของหลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รสถานศึกษามคี วามสําคญั ตอ การเรยี นการสอนเพราะเปน สง่ิ ทกี่ ําหนดทศิ ทาง การศกึ ษาในการทีจ่ ะใหความรู ถา ยทอดความรู เสริมสรางทกั ษะ ปลูกฝง คา นยิ มและเจตคตทิ ่ดี ีใหกบั ผเู รียนเพ่อื นาํ ไปพฒั นาตนเองทกุ ๆดาน จงึ มีผูใ หค วามหมายของหลักสตู รสถานศกึ ษาไวดงั นี้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook