การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร สารนพิ นธ ของ ศยาภรณ ไกรเสริม เสนอตอ บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒเพอื่ เปนสว นหน่ึงของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา พฤษภาคม 2553
การศึกษาการจดั ทําหลักสูตรสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร สารนพิ นธ ของ ศยาภรณ ไกรเสริม เสนอตอบัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒเพื่อเปน สว นหนง่ึ ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑติ สาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา พฤษภาคม 2553 ลขิ สทิ ธเ์ิ ปนของมหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ
การศกึ ษาการจดั ทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรยี นวดั ไผต ัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร บทคัดยอ ของ ศยาภรณ ไกรเสรมิ เสนอตอ บัณฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวโิ รฒเพอื่ เปนสว นหน่งึ ของการศกึ ษา ตามหลกั สูตรปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา พฤษภาคม 2553
ศยาภรณ ไกรเสริม. (2553). การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศึกษา ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตนั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร. สารนิพนธ กศ.ม. (การบรหิ ารการศึกษา). กรงุ เทพฯ: บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. อาจารยท ่ีปรึกษาสารนพิ นธ: ผูชวยศาสตราจารย ดร.พวงรตั น เกษรแพทย. การวจิ ยั ครง้ั นมี้ คี วามมงุ หมายเพ่ือศกึ ษาการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผตนั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใน 2 สว น คอื 1. กระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 2. ลกั ษณะการทาํ งานทีม่ ีประสิทธิภาพ กลุม ตัวอยางเปน ผบู ริหารและครูในโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จาํ นวน 45 คน เลอื ก กลุมตัวอยา งแบบเจาะจงโดยการเลอื กทงั้ หมด เคร่ืองมอื ทใ่ี ชในการเกบ็ ขอ มลู เปน แบบสัมภาษณแบบ ก่งึ โครงสราง สถิตทิ ่ใี ชในการวเิ คราะหข อมลู เชิงพรรณนา และคา รอยละ ผลการวจิ ยั พบวา การศกึ ษาการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาใน 2 สว น ไดแก 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศึกษาใน 2 ดา นคือ 1) ดานการเตรียมความพรอ มของ สถานศกึ ษาผลปรากฏวา ผบู รหิ ารจดั การอบรมใหความรพู ัฒนาครเู รอื่ งการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา คดิ เปน รอยละ 100 สวนการจัดทาํ ขอ มลู สารสนเทศของโรงเรยี นใหเ ปน ระบบเพอื่ เปน ขอ มูลพน้ื ฐานใน การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา คดิ เปน รอยละ 95.56 สาํ หรบั การจดั ทําแผนพฒั นาการศึกษาของ โรงเรยี น คิดเปน รอ ยละ 88.89 และ 2) ดานการจัดทาํ สาระหลกั สตู รสถานศกึ ษา มกี ารรวมกนั วิเคราะห ขอมลู สภาพแวดลอมของโรงเรียน คดิ เปน รอ ยละ 97.78 สว นการวเิ คราะห กาํ หนดวิสยั ทัศน การ จดั การศึกษาเพ่อื ใหสอดคลองกับนโยบายของโรงเรียน คดิ เปนรอ ยละ 93.33 สาํ หรบั การกําหนด โครงสรา งรายวิชาตามกลุมสาระการเรยี นรู กําหนดกจิ กรรมการพฒั นาผเู รยี น จดั ทาํ คาํ อธบิ ายรายวิชา ของแตละกลมุ สาระการเรียนรู จดั ทาํ หนว ยการเรียนรแู ละเวลาเรียนของแตละกลมุ สาระการเรยี นรู คดิ เปนรอ ยละ 91.11 2. ลกั ษณะการทํางานทีม่ ีประสิทธิภาพ 6 ลักษณะคือ 1. การมเี ปา หมายทช่ี ดั เจน 2. การมี ความไวว างใจเชื่อใจกนั 3. การตดิ ตอ สอื่ สารแบบเปด 4. การยอมรบั นบั ถือซงึ่ กนั และกัน 5. การมี สว นรว มในการทาํ งาน 6. การมีมนุษยสมั พนั ธ ผลปรากฏวา ดา นการมีมนษุ ยสัมพนั ธ มกี ารปฏบิ ตั ิ มากทสี่ ดุ รอ ยละ 91.17 สาํ หรับการมเี ปา หมายที่ชดั เจน มีการปฏบิ ตั ริ องมารอ ยละ 90.67 และการมี ความไวว างใจเช่ือใจกนั มกี ารปฏิบตั ิรอ ยละ 89.33
A STUDY OF CURRICULUM DEVELOPMENT AS DETERMINED BY CORE CURRICULUM OF NATIONAL BASIC EDUCATION B.E. 2551 IN WAT PHAI TAN SCHOOL, PHYA THAI DISTRICT, BANGKOK. AN ABSTRACT BY SAYAPHORN KRAISERM Presented in Partial Fulfillment of the Requirements for the Master of Education Degree in Educational Administration at Srinakharinwirot University May 2010
Sayaphorn Kraiserm. (2010). A Study of School Curriculum Development as Determined by the National Core Basic Curriculum 2551 B.E. in Wat Phai Tan School, PhyaThai District. Bangkok: An Independent Study to fulfill Master’s of Education (Education Administration). Bangkok: Graduate School, Srinakharinwirot University. Project Advisor: Assist. Dr.Phuangrat Kasetphaet. The research aims to study school curriculum development as determined by the national core basic curriculum 2551 B.E. in Wat Phai Tan School, PhyaThai District, Bangkok. There are two main analysis of 1.The process of curriculum development and 2. Effective work process. The sample are school executives and teachers in Wat Phai Tan School for the total number of 45 persons. All sample were totally recruited purposively to the study. Semi structure questionnaire and interview were deployed as data collection tools. Descriptive statistic and percentage were utilized for data analysis. The study results reviewed the school curriculum development in two parts details as follow: 1. The process of academic curriculum in 2 sides 1) In the academic preparation, finds that the training administrator providing knowledge on instructor developing in organizing academic curriculum is worth 100%.As for systematic school information in order to be on academic curriculum,is worth 95.56. As for organizing of educational development planning of school, is worth 88.89. 2) In the organizing the essence of academic curriculum, has co-operation in analyzing information on school surroundings, is worth 97.78. As for the analysis, the vision determination and educational organizing in accordance with school policy, is worth 93.33. For the determination of each subject structure according to the essence of learning,the determination for learner developing, the organizing of course description each essence of grouped learning, the organizing learning unit and study period of each essence of learning, is worth 91.11. 2. The characteristic of 6 efficient working include 1) Having Clear goal 2) Having trust-worthy 3) Open communication 4) Mutual acceptance 5) Participation in working 6) Relationship, which finds That the relationship itself proved most practical, is worth 91.17. For the clear goal proved secondly practical, is worth 90.67. and having the trust-worthy proved practical, is worth 89.33.
ประกาศคุณปู การ สารนพิ นธฉ บบั นส้ี ําเร็จลลุ ว งไดดว ยดี ดวยความความกรุณาของผูช วยศาสตราจารย ดร.พวงรัตน เกษรแพทย อาจารยท ่ปี รกึ ษาสารนพิ นธ และทานคณะกรรมการสอบสารนิพนธท ี่ไดก รุณาใหค าํ แนะนํา คาํ ปรึกษา การปรบั ปรุงขอ บกพรอ งตางๆ โดยไดเสียสละเวลาอนั มีคา ชวยช้ีแนะแนวทางตา งๆ ดว ยดี ตลอดมาตอรายงานการวิจยั ฉบบั นี้ ผูวจิ ัยขอกราบขอบพระคณุ เปนอยา งสงู ไว ณ โอกาสน้ี ขอกราบขอบพระคุณคณาจารยในภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒทุกทา น ทปี่ ระสิทธิป์ ระสาทวิชาความรแู กผ วู ิจัยและใหกาํ ลงั ใจตลอดมา ขอกราบขอบพระคณุ ดร.อํานาจ ชา งเรยี น ดร. วชิ าญ เหรียญวไิ ลรัตน ดร.ปรดี าวรรณ อนิ ทรวมิ ลศรี นางสาวพัชนี สทิ ธพิ ลากลุ นายโฆสติ ธรรมโฆสิต ทกี่ รณุ าใหความอนุเคราะหเ ปน ผเู ชยี่ วชาญ ตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือและใหคําแนะนําเพอื่ ปรบั ปรงุ แกไขแบบสอบถามทีใ่ ชในการ วจิ ัยครง้ั น้ี ขอขอบคณุ ครูโรงเรยี นวดั ไผตนั เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร ที่ใหความอนเุ คราะหใ นการ ตอบแบบสอบถามและการเกบ็ รวบรวมขอ มลู ในการวจิ ัย ขอขอบคุณเพอ่ื นรว มชน้ั เรียนทกุ ทา นทใี่ หก าํ ลงั ใจและคาํ แนะนําตา ง ๆ เปน อยา งดี ขอขอบคุณคนในครอบครัวและนายสินธชัย นาคดี ท่ใี หก ารสงเสรมิ สนับสนุนใหโอกาสกาํ ลงั ใจ สําหรับงานวิจยั จนเกิดความสาํ เร็จทีไ่ ดต ้งั ไว คณุ คา และประโยชนของสารนิพนธฉบบั นี้ ผูว จิ ยั ขอมอบเปน เครอื่ งบชู าพระคุณของบดิ ามารดา บูรพคณาจารยแ ละผูมีพระคุณทุกทา นท่ไี ดป ระสทิ ธิประศาสตรวิชาความรแู กผูวิจยั ตลอดมา ศยาภรณ ไกรเสรมิ
สารบัญ หนา 1 บทที่ 1 1 บทนาํ 4 ภมู หิ ลงั 5 ความมงุ หมายของการวจิ ัย 5 ความสาํ คัญของการวิจยั 5 ขอบเขตของการวจิ ยั 4 ขอบเขตเนื้อหา 5 ประชากร 5 กลุมตวั อยา ง 6 ตัวแปรทศ่ี กึ ษา 7 นิยามศัพทเ ฉพาะ กรอบแนวคิดในการวิจัย 9 9 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง 38 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา พทุ ธศกั ราช 2551 38 หลกั สตู รสถานศกึ ษา 39 ความหมายของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 41 ความสาํ คัญของหลกั สตู รสถานศกึ ษา 42 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา หลักสูตรสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน 57 การเปรยี บเทยี บหลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2544 61 กับ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551 71 การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา 76 กระบวนการจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 91 ลักษณะการทาํ งานท่ีมีประสทิ ธิภาพ 91 งานวจิ ยั ที่เกีย่ วขอ ง 97 งานวจิ ยั ในประเทศ งานวจิ ยั ตางประเทศ
สารบัญ (ตอ) หนา 100 บทที่ 100 3 วธิ ดี ําเนนิ การวจิ ัย 100 การกําหนดประชากรและการสุมกลุมตัวอยา ง 103 การสรางเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ นการวจิ ัย 103 การเกบ็ รวมรวมขอมลู 104 การจัดทาํ ขอ มลู และการวเิ คราะหข อมลู 105 การวเิ คราะหขอ มลู สถิตทิ ่ใี ชใ นการวิเคราะหขอมลู 106 106 4 ผลการวิเคราะหข อ มูล 106 การเสนอผลการวิเคราะหขอมูล ผลการวิเคราะหข อ มูล 118 118 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ 118 วัตถุประสงคของการวจิ ยั 118 ประชากรและกลมุ ตัวอยา งทีใ่ ชในการวจิ ยั 119 เครอื่ งมือทีใ่ ชใ นการวิจยั 120 การเกบ็ รวบรวมขอ มลู 120 การจัดกระทาํ ขอมูลและการวิเคราะหขอ มลู 122 สรุปผลการวิเคราะหข อมูล 123 อภปิ รายผล ขอ เสนอแนะ 124 บรรณานกุ รม
สารบญั (ตอ ) บทที่ หนา ภาคผนวก 128 ภาคผนวก ก 129 ภาคผนวก ข 136 ประวตั ิยอผทู าํ สารนิพนธ 141
บัญชตี าราง หนา 85 ตาราง 107 1 การวิเคราะหแ ละสงั เคราะหก ารทาํ งานที่มปี ระสิทธิภาพ 108 2 จํานวนและรอ ยละขอ มลู ทวั่ ไปของผใู หขอมูล 110 3 จํานวนและรอ ยละกระบวนการจดั ทําหลักสูตรสถานศึกษา 111 ดานการเตรียมความพรอ มของสถานศึกษา 112 4 จาํ นวนและรอยละกระบวนการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา 113 ดานการจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา 114 5 แสดงจํานวนและรอ ยละของลกั ษณะการทํางานท่ีมีประสิทธิภาพ 115 6 ลักษณะ 116 6 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 117 ดานการมเี ปาหมายทช่ี ัดเจน 7 จํานวนและรอยละของลักษณะการทํางานที่มปี ระสิทธิภาพ ดา นการมีความไวว างใจซง่ึ กนั และกัน 8 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ ดานการติดตอ สอื่ สารแบบเปด 9 จาํ นวนและรอยละของลกั ษณะการทาํ งานที่มีประสทิ ธิภาพ ดา นการยอมรับนับถอื ซง่ึ กนั และกนั 10 จาํ นวนและรอ ยละของลกั ษณะการทํางานทม่ี ปี ระสิทธิภาพ ดา นการมีสวนรว มในการทํางาน 11 จํานวนและรอ ยละของลักษณะการทาํ งานที่มปี ระสิทธิภาพ ดานการมมี นษุ ยสมั พนั ธ
บัญภาพประกอบ หนา 8 ตาราง 1 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย 68 2 โครงสรางการบริหารงานโรงเรยี นวัดไผต นั
บทที่ 1 บทนาํ ภูมหิ ลงั การบรหิ ารงานในปจ จุบันภายใตส ภาวะการเปลี่ยนแปลงของยุคโลกาภวิ ัฒน การดําเนนิ ธรุ กจิ มี การแขงขันกนั มากขึ้น รวมท้ังการแขงขนั กับเวลาเพ่ือใหทนั กับความตอ งการ การทาํ งานจงึ มีความ ซับซอนและตอ งใชการประสานงานกนั อยางดีเยี่ยมจงึ ทําใหก ระบวนการทาํ งานเขา มามีบทบาทสาํ คญั และถูกยอมรับใหเปนรูปแบบการบริหารงานท่ีกอใหเกิดประโยชนแกบุคคลและองคการมากท่ีสุด (ประภาพร ซอื่ สทุ ธกิ ุล. 2548: 38) ประเทศญป่ี ุนเปน ผูน าํ ทางเศรษฐกิจของโลก ซง่ึ ความสาํ เร็จ ดังกลา วเปน ผลมาจากกระบวนการทาํ งานรวมกนั ทง้ั องคก รอันเปนการผลักดนั ใหเ ตบิ โตทางเศรษฐกิจ อยา งมหาศาล ไมเคยปรากฏเลยวามบี ริษัทใดท่ปี ระสบความสาํ เร็จในการดําเนนิ งานทางธรุ กจิ โดย ปราศจากการทาํ งานรวมกันที่ดี (เอกชยั กสี่ ุขพันธ. 2538: 137) งานใดๆ จะประสบความสาํ เร็จไดน ัน้ ยอ มจะตองขน้ึ อยกู ับปจ จยั ประกอบหลายประการ โดยเฉพาะอยางยงิ่ ปจ จัยท่ีเกยี่ วกบั ทรัพยากรมนษุ ยใ น องคก าร เนื่องจากมนุษยเปนทรัพยากรทเ่ี ปน ตัวกลางในการปรบั ปรุงและพฒั นาทรัพยากรอ่ืนๆ ปจ จบุ ัน วทิ ยาการตางๆ เจริญรุดหนา ไปอยางรวดเร็ว จนทาํ ใหบคุ คลเพยี งคนเดยี วยากท่จี ะรอบรฉู ลาดได ทุกเร่อื ง ดงั น้ันจงึ ควรรจู ักสังเคราะหป ระโยชนจ ากการดึงเอาศกั ยภาพของบุคลากรแต ละคนออกมา ใชใ หเกดิ ประโยชนสงู สดุ (บรรยงค โตจนิ ดา. 2542: 381) ความเจรญิ กา วหนา ทางวทิ ยาการดานตางๆ ของยคุ โลกาภิวฒั น มผี ลตอการเปลย่ี นแปลง ทางสังคมและเศรษฐกจิ ของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยดวย จงึ มีความจําเปน ทจี่ ะตอ งปรบั ปรุง หลกั สตู รการศกึ ษาชาติ ซง่ึ ถอื เปน กลไกสําคญั ในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาของประเทศเพอื่ สราง คนไทยใหเ ปนคนดี มปี ญญา มคี วามสขุ มีศกั ยภาพพรอมที่แขง ขันและรว มมอื อยางสรา งสรรคใ น เวทโี ลกกระทรวงศึกษาโดยกรมวิชาการไดต ดิ ตามผลและดําเนนิ การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาหลกั สูตรตลอดมา (กระทรวงศึกษาธิการ. 2550ฌ: ออนไลน) องคก ารตา งๆรวมถึงสถานศึกษา ควรมกี ารปรับเปล่ยี นวธิ ี ในการทาํ งานเชนกนั และมงุ ผลสัมฤทธข องงานและตองอาํ นวยการประสานงานใหบ คุ ลากรทีม่ คี วาม ชํานาญแตละดา นมาทาํ งานรว มกนั เพื่อใหบ รรลุวัตถุประสงคของงาน (กรมวิชาการ. 2544: 3) แนวทางที่ เหมาะในการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศกึ ษาคอื ผบู รหิ ารควรใหความสําคัญวนรว มโดยเนน ใหน ักเรยี น และครมู ีความเขา ใจ และเห็นความสาํ คญั ของหลกั สูตรสถานศึกษา สง เสริมใหค รูไดเรียนรู อบรม พัฒนาหลกั สตู ร การจัดการเรียนการสอนเนน การปฏบิ ัตจิ ริง เพอ่ื ใหผ ูเรียนไดฝก ฝนจนเกิดทกั ษะ ให ชุมชนเขา มามสี ว นรวมในกจิ กรรมการเรียนการสอน (ทัศนา แสวงศกั ด.ิ์ 2549: 182)
2 โรงเรียนเปนระบบสงั คมระบบหนงึ่ บรรดาส่ิงกอสรา ง อาคาร สถานท่จี ะสวยหรเู พยี งใด หลักสตู รแบบเรยี นตลอดจนอปุ กรณก ารเรียนการสอนจะวิเศษขนาดไหนก็ตามจะไมมีความหมายเลย ถาคนที่ใชสง่ิ เหลา นน้ั ไมม คี วามสามารถทจี่ ะใชห รอื ไมมคี วามตงั้ ใจหรือความพอใจทจี่ ะใหเ กิดประโยชน สงู สุด รวมความวา ความเจริญทางการศกึ ษาตางๆซงึ่ มบี ุคคลหลายฝา ยหลายหนา ท่ี ประสทิ ธิภาพใน การจดั การศกึ ษาจึงขนึ้ อยกู บั ความสามารถในการดาํ เนนิ งานของคณะครเู ปน สาํ คญั สว นผูบ รหิ ารกต็ อ ง มภี ารกจิ ทต่ี องรับผิดชอบตอการบรหิ ารงานทกุ ดา นดวย (ภิญโญ สาธร. 2526: 6) ดังนนั้ สถานศกึ ษา จงึ ตอ งมที มี งานหลายๆทมี โยงใยสมั พนั ธก ัน ทมี ใหญท ีส่ ุดของสถานศกึ ษาจะประกอบดว ยบคุ ลากร ทุกคน และยงั มีทมี งานยอ ยๆอีกหลายทมี ตามภารกิจของงาน (มารศรี สธุ านธิ .ิ 2545: 2) ดังคาํ กลาว ทว่ี า “ไมม ีครกู ็ไมม ีโรงเรยี น“ ทง้ั น้เี พราะกจิ กรรมการเรยี นการสอนและการใหบรกิ ารทางการศกึ ษา ในรปู แบบตางๆจําเปน ตองใชบุคลากรทางการศกึ ษาคอื ครู อาจารย และเจาหนา ทก่ี ารศกึ ษาอนื่ ๆ เปน ปจ จัยสาํ คัญ เพราะเหตนุ เ้ี องนกั เรยี นจะประสบความสําเร็จในการเรียนรดู วยตนเอง รูจ ักตนเอง มี ชวี ิตอยใู นโรงเรียน ชุมชน สังคมและโลกอยางมคี วามสขุ (สมศกั ดิ์ สนิ ธรุ เวชญ. 2542: 16) หลกั สตู ร จงึ มีความสาํ คัญตอการพฒั นาคนในสงั คมใหมีคณุ ลักษณะทส่ี งั คมคาดหวงั หลกั สูตรเปนเครอื่ งมือท่ี จะทาํ ใหก ารจดั การศึกษาบรรลุตามจุดหมายที่กาํ หนดไว ดังน้นั เพื่อใหผ เู รยี นท่วั ประเทศมีมาตรฐานทางดา นการศกึ ษากระทรวงศกึ ษาธกิ ารจึงปรับปรุง หลกั สตู รทใ่ี ชในประเทศไทยเปนหลกั สตู รทสี่ รา งขึน้ จากสว นกลาง และเปดโอกาสใหส ถานศกึ ษาบริหาร หลกั สูตรไดโ ดยการปรับ เพมิ่ ขยาย หรอื สรา ง (ใจทพิ ย เชือ้ รตั นพงษ. 2548: ออนไลน) และสภาพ แตกตางทห่ี ลากหลายของสงั คม ประเพณี วัฒนธรรม และความตองการของประชาชนในแตละทอ งถ่ิน ท่ีสถานศกึ ษาตง้ั อยู การจดั การเรยี นรขู องสถานศกึ ษาตองปรบั เปลยี่ นใหสอดคลอ งกบั ความตอ งการ และการเปล่ยี นแปลงของสงั คมตลอดเวลา (ถวัลย มาศจรสั ; และณิชนนั ทน ประสงค. 2549: 29) สถานศกึ ษาเปนแหลง ของการแสวงหาความรู ดงั น้นั สถานศกึ ษาจึงตอ งมีหลกั สูตรของตนเอง คอื หลกั สตู รสถานศึกษา ซง่ึ ประกอบดว ย การเรียนรทู ัง้ มวลและประสบการณอน่ื ๆ ที่สถานศกึ ษาแตล ะ แหงวงาแผนเพื่อพัฒนาผเู รยี น โดยการจะตอ งจดั ทาํ สาระการเรียนรู ทง้ั รายวชิ าที่เปน พน้ื ฐานและ รายวิชาท่ตี องการเพม่ิ เตมิ เปนรายปแ ละรายภาค ซง่ึ เปน สว นประกอบทสี่ าํ คัญของการจัดหลกั สูตร สถานศกึ ษา (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2550ฌ: ออนไลน) กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดประกาศใชหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 ใหเ ปน หลกั สตู รแกนกลางของประเทศ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2544) แตจ ากการวิจยั และติดตามประเมินผล การใชหลักสูตรในชวง 6 ปที่ผานมา (สาํ นักวิชาการละมาตรฐานการศึกษา. 2548) พบวาหลักสูตร การศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 ยงั มปี ระเดน็ ทเ่ี ปนปญหามาก แมว า การปฏิรปู การศกึ ษาจะ มุงกระจายอาํ นาจใหท อ งถน่ิ และสถานศึกษามีบทบาทสาํ คัญในการพฒั นาหลักสตู ร แตผเู ก่ยี วขอ งใน
3 กระบวนการพฒั นาหลกั สตู ร สวนใหญยังคงมแี นวปฏิบัติและวัฒนธรรมการทาํ งานแบบเดมิ และการ บรหิ ารจัดการหลกั สูตรยังคงเปนแบบ Top down ในลักษณะของการ “สั่งการ-รบั คําสัง่ ” กลาวคือ บคุ ลากรในสว นกลางยงั คงยดึ ตดิ กับบทบาทของการบอกใหผ ูปฏบิ ัติทําตาม โดยเปด โอกาสทางเลือก ใหคอ นขางนอย ในขณะที่ฝา ยปฏบิ ตั ิในระดับสถานศกึ ษากย็ ังเคยชินกบั การเปน ผูตาม และขาดความ ม่ันใจในการคดิ สรางสรรคดวยตนเอง มกั จะพง่ึ พาแหลง ขอ มลู ที่จะใชเ ปน แบบอยา ง และไมกลา ท่ีจะ ปฏบิ ตั ินอกแบบอยาง เปน เหตุใหห ลักสตู รของหลายโรงเรียนมลี ักษณะ “เลียนแบบ” มากกวา จะจัดทํา ใหส อดคลอ งกับความตองการและบริบทของแตล ะโรงเรยี นอยา งแทจ ริง การทบ่ี คุ คลของสถานศกึ ษามสี วนรว มในการพัฒนาหลกั สตู ร โดยเฉพาะผบู รหิ ารและครูผสู อน จะชวยใหผ เู กย่ี วขอ งเขาใจถงึ ความสําคัญ ทศิ ทางของหลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอนใหบ รรลุ วัตถุประสงคไดอยา งแทจ ริง เพราะไดม กี ารอภปิ ราย การตรวจสอบ และการหาขอ ยุติอยางรอบคอบ เปน ทแี่ นช ดั วา การจดั การเรยี นการสอนของครูท่ีดําเนนิ ตามหลกั สตู รท่ีตนเองมีสว นรวมสรา งขน้ึ มาเอง จะทาํ ใหก ารจดั การเรยี นการสอนสนองความตอ งการของผูเรียนและบรรลุวตั ถปุ ระสงคท ี่วางไว (ธวธั ชยั ชัยจิรฉายากุล. 2545: 5) สถานศกึ ษาซ่ึงมบี ทบาทสาํ คัญโดยตรง ทจ่ี ะตอ งจัดทาํ หลกั สูตรของตนเอง โดยเนน การจัดการเรียนรูใ หส อดคลอ งกับความสนใจของผูเรยี นและความตองการของผปู กครองและ ชมุ ชน (กองวจิ ยั ทางการศกึ ษา. 2546: 2) กรงุ เทพมหานครโดยสํานกั การศกึ ษาจงึ ตระหนกั ถงึ การทาํ งานรว มกนั และใหความสาํ คัญของ การกระจายอาํ นาจโดยใชโ รงเรยี นเปนฐานในการบรหิ ารจดั การ (สาํ นักการศึกษา. 2551: 8) โดย ยึดหลักการกระจายอาํ นาจการศึกษาโดยหนวยงานตนสังกัดควรกระจายในการบริการจัดการตาม พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ.2542 แกไขเพิ่มเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 39 (สาํ นัก การศึกษา. 2547: 31) และพบวา โรงเรียนหลายแหง ในสังกัดกรุงเทพมหานครไดนาํ กระบวนการสรา ง ความรว มมือระหวา งโรงเรยี นในการใชบุคลากร ทรัพยากร ชว ยเหลอื เกือ้ กูลกนั ในเรอื่ งของการบรหิ าร จัดการและการจัดกระบวนการเรยี นรู ซงึ่ มวี ธิ ีการสรา งความสัมพนั ธเช่ือมโยงกันดว ยความสมัครใจใน หลายรูปแบบ เพ่อื ใหเ ปน ไปตามเปาหมายของแตละกรณี โรงเรยี นวดั ไผต ัน สาํ นกั งานเขตพญไท กรงุ เทพมหานคร เปน โรงเรียนในสังกดั กรุงเทพมหานคร ทเี่ ปนโรงเรียนเพียง 1 โรงเรยี นในสาํ นกั งานเขตพญาไท มกี ารบริหารแบบมีสว นรว ม ผูบริหารคาํ นงึ ถงึ การทาํ งานเพอื่ ใหเ กดิ ผลกบั นกั เรยี นเพราะการทจี่ ะทาํ ใหน กั เรยี นประสบความสาํ เร็จไดนน้ั บคุ คลากร ทุกคนในโรงเรียนตองรวมแรงรวมใจกันในการทาํ งาน โรงเรียนนั้นเปนองคการที่มนุษยสรางข้ึนจัด ตั้งข้นึ เพื่อใหท าํ หนา ท่ดี แู ลการศกึ ษาของเยาวชน ท่อี ยูใ นความรบั ผดิ ชอบของโรงเรยี นนนั้ ๆ โดยตรง ภารกิจหลักทส่ี ําคัญของโรงเรียนคอื การพฒั นาเยาวชนหรอื พฒั นาคน ใหเ ปนคนทั้งเปน คนทีส่ มบรู ณ (อทุ ยั บุญประเสริฐ. 2545: 5) โรงเรียนวัดไผต ันจงึ เหน็ ความสําคัญของหลกั สตู รเปน อยา งยงิ่ ตอ การ
4 เรยี นการสอน ถา บุคลากรมีความเขา ใจในเรอื่ งหลกั สูตรเปน อยา งดีแลว จะทําใหก ารจดั การศึกษาดาํ เนนิ ไปดวยดีแกผูเ รยี น ครมู ที ศิ ทางทีช่ ดั เจนในการจดั การเรียนการสอน จากการทก่ี ระทรวงศกึ ษาธกิ าร ตองเปลย่ี นแปลงหลกั สูตรการศึกษาเพราะเหตวุ าหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2544 มี ปญหาความสบั สนของผปู ฏบิ ตั ิระดบั สถานศึกษาในการพฒั นาหลกั สตู รสถานศกึ ษา สถานศกึ ษามี สว นกาํ หนดสาระการเรียนรแู ละผลการเรยี นรูทคี่ าดหวงั ไวมาก ทาํ ใหเ กิดปญหาหลักสตู รมสี าระการ เรียนรมู ากเกนิ ไป การวดั ผลปละประเมินไมส ะทอ นมาตรฐาน สง ผลตอปญ หาการจดั ทําเอกสาร หลกั ฐานทางการศกึ ษาและการเทยี บโอนผลการเรยี น รวมทงั้ ปญ หาคุณภาพของผเู รยี นในดา นความรู ทักษะ ความสามารถและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคยังไมเ ปน ทนี่ า พอใจ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551: 1) จากปญหาท่ีกลาวมา กระทรวงศึกษาธิการจึงไดจัดทาํ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 เพ่อื ใหเ ขตพื้นทกี่ ารศกึ ษา หนวยงานระดับทอ งถ่นิ และสถานศกึ ษาทุกสังกดั ท่จี ดั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ไดนาํ ไปใชเปนกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลกั สตู รและจดั การเรยี นการสอน เพ่ือพัฒนาเดก็ และเยาวชนไทยทกุ คนในระดบั การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551: 3) โรงเรียนวัดไผตันเปนโรงเรียนหน่ึงในสังกัดกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจึงตองจัดทาํ หลักสตู รสถานศึกษาข้ึนใหมเ พอ่ื ใหส อดคลองกบั หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และในการจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาน้ตี องมคี วามรวมมือของบคุ คลากรในการจดั ทาํ และตอง คํานงึ ถึงการทาํ งานรว มกนั อยา งมีประสิทธภิ าพเพราะฉะนน้ั การทาํ งานรว มมอื รว มใจของผูบ รหิ ารและ บุคคลากรในโรงเรียนจะชวยเสรมิ พลงั ในการทาํ งาน (กรมวชิ าการ. 2544: 35) ทาํ ใหก ารจดั ทาํ หลกั สตู ร สถานศกึ ษาสาํ เร็จไดเ พราะทกุ คนทาํ งานเปนทมี รวมกนั ดวยความเต็มใจโดยมเี ปา หมายเดยี วกนั เพือ่ จะนาํ หลกั สูตรสถานศึกษาทีจ่ ัดทาํ ข้ึนนไี้ ปใชและนาํ ไปพฒั นาในปก ารศึกษาตอไป ดังนัน้ ผูวจิ ัยจึงสนใจที่จะศกึ ษาการจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรียนวัดไผต ัน เขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จากการวิจัยครัง้ นี้ จะเปน ขอ มลู และแนวทางในการพฒั นากระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางข้ัน พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551โรงเรยี นในสังกัดกรงุ เทพมหานครใหมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ข้นึ ตอไป ความมุงหมายของการวิจัย ในการวิจัยการจัดทาํ หลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ของโรงรยี นวัดไผต ัน นผ้ี วู ิจยั ไดกําหนดความมงุ หมายไวด ังนี้ 1. เพอื่ ศึกษากระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา ข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ของโรงเรยี นวัดไผต นั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ใน 2 ดา นคือ 1) ดา นการเตรยี มความพรอมของสถานศกึ ษา และ 2) ดา นการจดั ทาํ สาระหลกั สูตรสถานศกึ ษา
5 2. เพอื่ ศกึ ษาลกั ษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 6 ลกั ษณะ คอื 1) การมเี ปา หมายท่ีชัดเจน 2) การมีความไวว างใจเชอ่ื ใจกัน 3) การตดิ ตอ สอ่ื สารแบบเปด 4) การยอมรบั นบั ถือซงึ่ กนั และกนั 5) การมีสว นรว มในการทาํ งาน 6) การมีมนุษยสมั พนั ธ ความสําคัญของการวิจัย ผลการวิจยั จะเปนขอ มูลสาํ หรับผทู ีเ่ กีย่ วขอ งในการกาํ หนดมาตรการแนวทางพฒั นาปรบั ปรุง การจัดทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ของ โรงเรียนทงั้ ในดานการบรหิ ารงานหลกั สตู รและดา นบคุ ลากร ขอบเขตของการวิจยั 1. ขอบเขตดานเนือ้ หา 2. ประชากรและกลุม ตัวอยา ง ประชากรท่ีใชใ นการวจิ ยั ประชากร ไดแ ก ผบู รหิ าร ครู โรงเรียนวดั ไผต ัน สาํ นกั งานเขตพญาไท กรงุ เทพมหานคร จาํ นวน 45 คน ตวั แปรที่ศึกษา การศกึ ษาวจิ ยั เรือ่ ง การจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ัน พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 มกี ารศกึ ษา 2 สว น คือ 1. กระบวนการจัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ใน 2 ดา น ไดแ ก 1. ดานการเตรยี มความพรอมของสถานศกึ ษา 2. ดา นการจัดทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา 2. ลกั ษณะการทํางานทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ 6 ลกั ษณะ ไดแก 1. การมเี ปา หมายทีช่ ดั เจน 2. การมีความไววางใจเชือ่ ใจกัน 3. การตดิ ตอ สือ่ สารแบบเปด 4. การยอมรับนับถือซง่ึ กนั และกนั 5. การมีสวนรว มในการทาํ งาน 6. การมีมนษุ ยสมั พนั ธ
6 นยิ ามศพั ทเ ฉพาะ 1. หลกั สตู รสถานศึกษา หมายถงึ เอกสารที่เปน ตัวกาํ หนดวธิ ีการหรือแนวทางการจัด การศึกษาในโรงเรียน จัดทาํ ข้ึนโดยยึดกรอบทิศทางของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เพ่อื พฒั นาผเู รยี นใหม คี วามรู ความสามารถ มที กั ษะ สามารถนาํ ความรูที่ไดร ับไปสู การปฏิบตั ติ นที่ดี มชี ีวติ อยใู นชุมชนและสังคมอยางมคี วามสุข โดยทีก่ ระทรวงศกึ ษาธกิ าร กําหนดให โรงเรียนนําไปใชใ นการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา หรือนาํ ไปเปนแนวทางในการจัดการเรียนการสอน แตล ะกลมุ สาระการเรียนรู มีผลบังคบั ใชใ นปก ารศึกษา 25553 ในช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และ มัธยมศึกษาปท ่ี 1 และ 4 2. การจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษา หมายถงึ การดาํ เนนิ งานจดั ทาํ หลกั สตู รสถานศกึ ษา ตามขั้นตอนเพ่อื ใหบรรลถุ ึงเปาหมาย และใหสามารถบริหารจดั การหลกั สตู รของโรงเรียนไดอ ยา งมี ประสทิ ธผิ ลสาํ หรับในการจดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษาจงึ มขี ้ันตอนในการจัดทาํ 2 สวนคอื กระบวนการ จดั ทาํ หลักสตู รสถานศกึ ษา และลักษณะการทาํ งานทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพ 3. กระบวนการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา หมายถึง การจัดทําหลกั สูตรสถานศกึ ษาอยา ง มรี ะบบมแี นวทางในการจดั ทาํ อยา งเปน ขนั้ ตอน เพื่อใหหลักสูตรสถานศกึ ษามีความสมบูรณพ รอมที่ จะนาํ ไปใชใ นการจดั การเรียนการสอน และมีกระบวนการในการจดั ทํา 2 ดานคอื 3.1 การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษา หมายถึง การดาํ เนินการเกี่ยวการสรางความ ตระหนกั ใหแ กบ คุ ลากรท่ีเก่ยี วของกบั การศกึ ษา ผูบริหารจัดใหม กี ารอบรม จดั ทาํ สารทนเทศ จดั ทํา แผนพฒั นาการศึกษา แตง ตงั้ คณะกรรมการวิชาการ จดั ทําเอกสารเผยแพใ หค วามรู ประชาสมั พนั ธ หลักสูตรใหผ ปู กครองและชมุ ชนรับรู หรือ ภารกจิ ทีส่ ําคญั ทก่ี ระทาํ กอ นการจดั ทําหลกั สตู รของ สถานศกึ ษาในการสรางและพฒั นาความเขา ใจ 3.2 การจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการจดั ทาํ แผนหรือแนวทาง ขอ กาํ หนดกรอบในการจดั การศึกษาของสถานศกึ ษา มีองคประกอบสาํ คัญคือ การวเิ คราะห สภาพแวดลอ มของโรงเรียน การกาํ หนดวสิ ยั ทศั น กาํ หนดสมรรถนะสําคญั ของผูเรยี น กาํ หนด คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค โครงสรา งหลักสูตร สถานศกึ ษา (เวลาเรยี น รายวชิ าพนื้ ฐาน/เพิม่ เติม กจิ กรรมพฒั นาผเู รยี น) คาํ อธบิ ายรายวชิ า และเกณฑการจบหลักสูตร พรอมกันนี้สถานศกึ ษาจะต องจดั ทําเอกสารระเบยี บการวดั ผลประเมนิ ผลเพ่ือใชควบคูก ับหลกั สตู รสถานศกึ ษา 4. ลกั ษณะการทํางานท่ีมปี ระสิทธิภาพ หมายถงึ การทํางานรว มกนั ในการจดั ทาํ หลักสตู ร สถานศกึ ษา โดยอาศยั ความรว มมือจากทุกฝา ยทเี่ กี่ยวของ ลกั ษณะกลมุ บุคคลทีม่ าปฏบิ ัติงานรวมกนั ทํากจิ กรรมรวมกนั ดว ยความเต็มใจรว มกนั เพื่อแกปญ หาตางๆ เพอ่ื ทาํ ใหง านบรรลวุ ัตถปุ ระสงคห รือ เปา หมายทวี่ างไว โดยมพี ฤติกรรมท่แี สดงออกมาซง่ึ ลักษณะดงั ตอไปน้ี
7 4.1 การมเี ปา หมายที่ชัดเจน หมายถงึ การทาํ งานในการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาท่มี ี ลกั ษณะเขา ใจตรงกันในทิศทางการทาํ งานทกี่ าํ หนดไวอ ยา งเดยี วกนั เพ่อื นาํ ไปสจู ุดหมายปลายทางที่ ทมี งานไดรวมกนั กาํ หนดไว 4.2 การมีความไวเ นอื้ เช่ือใจกัน หมายถงึ การทาํ งานในการจัดทําหลักสูตรสถานศกึ ษา ทแี่ สดงออกซง่ึ ความเชอ่ื มน่ั นิยมชมชอบ จนเกิดเปนความเชอ่ื ถอื ไววางใจในบุคคลน้นั ๆ ดวยความ เตม็ ใจดดยปราศจากกการบบี บงั คับ 4.3 การตดิ ตอสื่อสารแบบเปด หมายถงึ การทาํ งานในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา ตอ งมีการสอ่ื สารท่ีเปด โอกาสใหส มาชกิ ในทมี ไดรับรูขอมลู ขาวสาร ตลอดจนปญ หาในการทํางานอยาง ชดั เจนตรงไปตรงมาโดยสามารถซักถาม โตตอบและ ตรวจสอบขอ สงสัยไดอยา งเปด เผย 4.4การยอมรับนบั ถอื ซง่ึ กนั และกนั หมายถงึ การทํางานในการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาท่ี มลี ักษณะยอมรับฟง กัน ตอ งเคารพในสทิ ธิซงึ่ กนั และกนั ยอมรบั ในความรคู วามสามารถของกนั และกัน เคารพในบทบาทหนา ทีข่ องกนั และกนั 4.5 การมสี ว นรว มในการทาํ งาน หมายถึง การเปด โอกาสใหผรู วมงานในการจดั ทํา หลกั สูตรสถานศึกษาไดมีสวนชว ยกนั แสดงความคิดและวางแผนงาน ตัดสนิ ใจและรวมกนั แกป ญหา ดว ยกนั รวมกันทํางานตามแผนงานทก่ี าํ หนดไวใหบรรลุวัตถุประสงค 4.6 การมีมนษุ ยสมั พนั ธ หมายถงึ การทบ่ี คุ คลตา งๆมีการทาํ งานที่มคี วามสมั พนั ธอ ันดี ตอ กนั โดยมงุ ใหเกิดการรวมแรงรวมใจกนั ดวยความสามัคคเี ปนนา้ํ หนึ่งอนั เดียวกนั 5. ผบู รหิ าร หมายถึง ผอู าํ นวยการโรงเรยี นและผชู ว ยผูอํานวยการโรงเรียน หัวหนา กลมุ สาระการเรียนรู 8 กลมุ สาระ 6. ครู หมายถงึ ผูท่ที าํ หนา ทีป่ ฏิบตั กิ ารสอนในวชิ าตา งๆในโรงเรียนวัดไผต ัน สาํ นกั งานเขต พญาไท กรุงเทพมหานคร กรอบแนวคดิ ในการวิจัย การศกึ ษาวจิ ยั นี้ ผวู จิ ยั มงุ ศึกษาการจัดทําหลักสตู รสถานศกึ ษา ตามหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ของโรงเรียนวดั ไผต นั เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร มี 2 ดา น คอื 1. กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา ใน 2 ดา น ไดแก 1.) ดานการเตรยี มความพรอมของ สถานศกึ ษา 2.) ดา นการจดั ทําสาระหลกั สตู รสถานศึกษา และ 2.) ลักษณะการทํางานทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 6 ลักษณะ ไดแก 1.) การมีเปาหมายท่ชี ดั เจน 2.) การมคี วามไวว างใจเช่ือใจกนั 3.) การติดตอ สอ่ื สาร แบบเปด 4.) การยอมรับนับถอื ซงึ่ กนั และกัน 5.) การมีสวนรว มในการทํางาน 6.) การมมี นษุ ย สัมพนั ธ
8 จากแนวคดิ และเหตผุ ลดังกลาวขางตน ผูวจิ ัยไดเ ขียนเปน แผนภาพประกอบกรอบแนวคิดใน การวิจยั ดงั ภาพประกอบ 1 ผใู หขอ มูล การจดั ทาํ หลกั สูตรสถานศึกษา ตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 บุคคลากรโรงเรียนวดั ไผตนั 1.กระบวนการจัดทําหลกั สตู รสถานศกึ ษา ใน 2 ดาน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร การเตรยี มความพรอ มของสถานศกึ ษา 1. ผูบรหิ าร การจดั ทาํ สาระหลักสตู รสถานศึกษา 2. ครู 2.ลักษณะการทํางานทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ 6 ลกั ษณะ การมเี ปาหมายทีช่ ดั เจน การมีความไววางใจเชือ่ ใจกนั การตดิ ตอ ส่อื สารแบบเปด การยอมรับนับถือซง่ึ กนั และกนั การมสี วนรว มในการทํางาน การมีมนษุ ยสัมพนั ธ ภาพประกอบ 1 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กี่ยวของ ในการวิจัยครงั้ นี้ ผูว จิ ยั ไดศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ งและไดน ําเสนอตามหวั ขอ ตอ ไปน้ี 1. หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 2. หลักสูตรสถานศกึ ษา 2.1 ความหมายของหลกั สตู รสถานศึกษา 2.2 ความสาํ คญั ของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 2.3 องคป ระกอบของหลกั สูตรสถานศกึ ษา 2.4 หลักสูตรสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน 2.5 การเปรยี บเทียบหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2544 กบั หลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานพุทธศักราช 2551 3. การจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 3.1 กระบวนการจัดทาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษา 3.2 ลักษณะการทาํ งานเปน ทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ 4. งานวิจยั ทเี่ กีย่ วของ 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวจิ ยั ตางประเทศ 1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กระทรวงศึกษาธกิ าร(2551:ออนไลน) ตามคาํ สงั่ กระทรวงศกึ ษาธิการมคี าํ สั่งท่ี สาํ นักงาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานท่ี 293/2551 เร่อื ง ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ลงวนั ที่ 11 กรกฎาคม 2551 กาํ หนดใหสถานศึกษา ในสงั กัด จดั การเรียนการสอนโดยใชห ลกั สูตร แกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (เฉลมิ ฟก ออ น:2551) ดังน้ี 1. โรงเรยี นตน แบบการใชห ลกั สตู รและโรงเรยี นที่มคี วามพรอ มตามรายชอ่ื ทีก่ ระทรวงศกึ ษาธกิ าร ประกาศ ใชหลักสตู รฯ ดงั นี้ 1.1 ปก ารศกึ ษา 2552 ใหใชหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 1 และ 4
10 1.2 ปก ารศึกษา 2553 ใหใ ชหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในช้ันประถมศึกษาปท ี่ 1-6 และชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 และ 2 และช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4 และ 5 1.3 ตั้งแตปก ารศึกษา 2554 เปน ตนไป ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทกุ ชน้ั เรียน 2. โรงเรยี นทั่วไป ใหใชห ลกั สูตรฯ ดงั น้ี 2.1 ปการศึกษา 2553 ใหใ ชหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ในชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1-6 และช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 1 และ 4 2.2 ปก ารศึกษา 2554 ใหใชหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ในชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-6 และชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 1 และ 2 และช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 และ 5 2.3 ต้ังแตป การศึกษา 2555 เปนตน ไป ใหใ ชห ลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทกุ ชน้ั เรียน สถานศกึ ษาทต่ี อ งใช หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ตาม กําหนดเวลาดงั กลา ว หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กระทรวงศึกษาธกิ ารไดป ระกาศใชหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 ใหเปน หลกั สตู รแกนกลางของประเทศ โดยกาํ หนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรยี นรูเปน เปาหมายและกรอบ ทิศทางในการพฒั นาคณุ ภาพผูเรียนใหเปน คนดี มีปญญา มคี ณุ ภาพชีวิตที่ดีและมขี ดี ความสามารถ ในการแขง ขนั ในเวทรี ะดบั โลก (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2544) พรอมกนั นไ้ี ดปรับกระบวนการพฒั นา หลกั สตู รใหม คี วามสอดคลอ งกับเจตนารมณแ หง พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 และ ทีแ่ กไขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ.2545 ที่มงุ เนน การกระจายอาํ นาจทางการศึกษาใหทองถนิ่ และ สถานศกึ ษาไดม บี ทบาทและมสี วนรว มในการพฒั นาหลักสูตรเพื่อใหสอดคลอ งกบั สภาพและความตอ งการ ของทอ งถนิ่ (สาํ นกั นายกรฐั มนตรี. 2542) จากการวิจยั และตดิ ตามประเมินผลการใชห ลกั สูตรในชว งระยะ 6 ปท ี่ผา นมา (สาํ นกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2546 ก., 2546 ข., 2548 ก., 2548 ข.; สาํ นกั งานเลขาธิการสภา การศึกษา, 2547; สํานกั ผูต รวจราชการและติดตามประเมนิ ผล, 2548; สุวมิ ล วองวาณิช และ นงลกั ษณ วริ ชั ชัย, 2547; Nutravong, 2002; Kittisunthorn, 2003) พบวา หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 มีจุดดีหลายประการ เชน ชว ยสง เสรมิ การกระจายอาํ นาจทางการศกึ ษาทาํ ให ทองถนิ่ และสถานศกึ ษามสี ว นรว มและมบี ทบาทสําคญั ในการพฒั นาหลักสูตรใหสอดคลองกบั ความ ตองการของทอ งถิน่ และมีแนวคดิ และหลกั การในการสง เสรมิ การพัฒนาผเู รียนแบบองครวมอยาง
11 ชดั เจน อยา งไรกต็ าม ผลการศกึ ษาดงั กลาวยงั ไดสะทอ นใหเ ห็นถึงประเดน็ ท่เี ปน ปญ หาและความ ไมชดั เจนของหลักสตู รหลายประการท้งั ในสว นของเอกสารหลกั สตู ร กระบวนการนาํ หลกั สตู รสกู าร ปฏบิ ตั ิ และผลผลิตทีเ่ กิดจากการใชหลกั สูตร ไดแ ก ปญ หาความสบั สนของผูปฏบิ ตั ใิ นระดบั สถานศกึ ษาใน การพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา สถานศกึ ษาสว นใหญก าํ หนดสาระและผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั ไวม าก ทําใหเกิดปญหาหลักสตู รแนน การวัดและประเมินผลไมส ะทอ นมาตรฐาน สง ผลตอปญหาการจัดทํา เอกสารหลกั ฐานทางการศึกษาและการเทยี บโอนผลการเรยี น รวมทง้ั ปญ หาคุณภาพของผเู รยี นในดาน ความรู ทกั ษะ ความสามารถและคณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงคอ ันยงั ไมเปนทน่ี า พอใจ นอกจากนนั้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ.2550 - 2554) ไดช ใี้ ห เหน็ ถงึ ความจาํ เปนในการปรับเปลย่ี นจดุ เนนในการพัฒนาคณุ ภาพคนในสงั คมไทยใหมีคณุ ธรรม และมี ความรอบรูอยา งเทา ทนั ใหม คี วามพรอ มทงั้ ดา นรา งกาย สติปญญา อารมณ และศีลธรรม สามารถ กาวทนั การเปล่ยี นแปลงเพอื่ นาํ ไปสสู ังคมฐานความรูไดอ ยางม่ันคง แนวการพัฒนาคนดังกลา ว มงุ เตรยี ม เดก็ และเยาวชนใหม พี นื้ ฐานจติ ใจทีด่ ีงาม มีจิตสาธารณะ พรอ มทง้ั มสี มรรถนะ ทักษะและความรพู นื้ ฐาน ท่ีจาํ เปน ในการดาํ รงชีวติ อนั จะสง ผลตอการพัฒนาประเทศแบบยง่ั ยนื (สภาพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม แหงชาต.ิ 2549) ซ่ึงแนวทางดงั กลาวสอดคลองกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารในการพฒั นาเยาวชน ของชาตเิ ขาสโู ลกยุคศตวรรษท่ี 21 โดยมุง สง เสริมผเู รยี นมคี ณุ ธรรม รกั ความเปน ไทย ใหมที กั ษะการ คิดวิเคราะห สรางสรรค มที ักษะดา นเทคโนโลยี สามารถทาํ งานรวมกบั ผอู นื่ และสามารถอยรู ว มกบั ผอู ่นื ในสงั คมโลกไดอ ยา งสนั ติ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551) จากขอคนพบในการศึกษาวิจัยและติดตามผลการใชหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2544 ทีผ่ า นมา ประกอบกบั ขอมลู จากแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบับที่ 10 เก่ยี วกับแนวทางการพฒั นาคนในสังคมไทย และจดุ เนน ของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในการพัฒนาเยาวชน สศู ตวรรษท่ี 21 จึงเกดิ การทบทวนหลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2544 เพ่ือนาํ ไปสกู าร พัฒนาหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ทีม่ คี วามเหมาะสม ชดั เจน ทงั้ เปา หมายของหลกั สูตรในการพฒั นาคุณภาพผูเ รียน และกระบวนการนาํ หลกั สตู รไปสกู ารปฏิบตั ใิ น ระดับเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาและสถานศกึ ษา โดยไดม ีการกําหนดวสิ ยั ทศั น จดุ หมาย สมรรถนะสาํ คญั ของ ผูเ รียน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค มาตรฐานการเรยี นรูแ ละตวั ช้ีวัดที่ชดั เจน เพ่อื ใชเปนทิศทางในการ จัดทาํ หลักสตู ร การเรียนการสอนในแตละระดบั นอกจากนนั้ ไดก าํ หนดโครงสรา งเวลาเรยี นข้ันตาํ่ ของ แตละกลุมสาระการเรียนรใู นแตละช้นั ปไ วใ นหลกั สูตรแกนกลาง และเปดโอกาสใหส ถานศกึ ษาเพิ่มเตมิ เวลาเรยี นไดตามความพรอมและจดุ เนน อีกท้งั ไดป รับกระบวนการวดั และประเมนิ ผลผเู รียน เกณฑ การจบการศกึ ษาแตล ะระดบั และเอกสารแสดงหลกั ฐานทางการศกึ ษาใหมีความสอดคลอ งกบั มาตรฐาน การเรียนรู และมคี วามชัดเจนตอการนําไปปฏบิ ัติ
12 เอกสารหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 น้ี จดั ทาํ ข้นึ สาํ หรับทองถน่ิ และสถานศกึ ษาไดน าํ ไปใชเ ปนกรอบและทิศทางในการจดั ทาํ หลักสูตรสถานศึกษาและจดั การเรียน การสอนเพ่ือพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานใหมีคุณภาพดาน ความรู และทกั ษะที่จาํ เปน สําหรบั การดํารงชีวติ ในสงั คมทีม่ ีการเปลย่ี นแปลง และแสวงหาความรเู พ่ือ พฒั นาตนเองอยางตอ เนอ่ื งตลอดชวี ติ มาตรฐานการเรียนรูและตวั ชว้ี ดั ที่กาํ หนดไวใ นเอกสารนี้ ชว ยทาํ ใหห นว ยงานทเี่ กยี่ วของใน ทกุ ระดบั เหน็ ผลคาดหวงั ทตี่ อ งการในการพฒั นาการเรยี นรูของผูเรียนทชี่ ัดเจนตลอดแนว ซง่ึ จะสามารถ ชวยใหห นวยงานที่เกยี่ วขอ งในระดบั ทอ งถนิ่ และสถานศกึ ษารว มกนั พฒั นาหลกั สูตรไดอยางมน่ั ใจ ทาํ ใหการจดั ทาํ หลกั สตู รในระดบั สถานศกึ ษามคี ณุ ภาพและมคี วามเปน เอกภาพยง่ิ ข้ึน อกี ทงั้ ยงั ชว ยใหเ กิด ความชัดเจนเรอื่ งการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรแู ละชว ยแกป ญ หาการเทียบโอนระหวา งสถานศกึ ษา ดังนน้ั ในการพฒั นาหลกั สูตรในทกุ ระดบั ตง้ั แตระดบั ชาติจนกระทง่ั ถงึ สถานศกึ ษา จะตอ งสะทอ นคณุ ภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ชว้ี ดั ท่ีกาํ หนดไวในหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐานรวมทง้ั เปน กรอบทิศทางในการจดั การศกึ ษาทกุ รูปแบบและครอบคลุมผเู รยี นทุกกลุม เปา หมายในระดบั การศึกษา ขั้นพน้ื ฐาน การจัดหลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานจะประสบความสาํ เรจ็ ตามเปาหมายทีค่ าดหวงั ไดทุกฝาย ท่เี กย่ี วของท้งั ระดับชาติ ชมุ ชน ครอบครัว และบุคคลตองรวมรับผดิ ชอบ โดยรวมกนั ทาํ งานอยา งเปน ระบบ และตอเนอื่ ง ในการวางแผน ดําเนนิ การ สง เสรมิ สนบั สนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรบั ปรงุ แกไข เพอื่ พัฒนาเยาวชนของชาติไปสคู ณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูทก่ี ําหนดไว วสิ ยั ทัศน หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มงุ พัฒนาผเู รยี นทกุ คน ซงึ่ เปน กาํ ลงั ของชาติใหเปน มนษุ ยท ่มี ีความสมดลุ ทง้ั ดา นรางกาย ความรู คณุ ธรรม มจี ิตสาํ นกึ ในความเปน พลเมอื งไทยและเปน พลโลก ยดึ มัน่ ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข มีความรแู ละ ทักษะพนื้ ฐาน รวมท้งั เจตคติ ที่จาํ เปน ตอ การศกึ ษาตอ การประกอบอาชีพและการศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมุงเนน ผเู รยี นเปน สาํ คญั บนพน้ื ฐานความเชอ่ื วา ทุกคนสามารถเรยี นรูและพฒั นาตนเองไดเ ต็มตาม ศกั ยภาพ
13 หลักการ หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน มหี ลักการทีส่ าํ คัญ ดงั น้ี 1. เปน หลกั สตู รการศึกษาเพือ่ ความเปน เอกภาพของชาตมิ จี ุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู เปน เปา หมายสาํ หรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนใหมคี วามรู ทักษะ เจตคติ และคณุ ธรรมบนพนื้ ฐาน ของความเปน ไทยควบคูกับความเปน สากล 2. เปน หลกั สตู รการศึกษาเพ่ือปวงชน ทป่ี ระชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศกึ ษาอยางเสมอภาค และมคี ณุ ภาพ 3. เปนหลักสตู รการศกึ ษาทสี่ นองการกระจายอํานาจ ใหส งั คมมสี ว นรวมในการจัดการศกึ ษา ใหสอดคลอ งกับสภาพและความตอ งการของทองถน่ิ 4. เปน หลักสตู รการศึกษาทมี่ โี ครงสรางยดื หยุนทงั้ ดานสาระการเรยี นรู เวลาและการจัด การเรียนรู 5. เปนหลกั สตู รการศกึ ษาทเ่ี นนผเู รยี นเปน สาํ คัญ 6. เปน หลกั สตู รการศกึ ษาสาํ หรบั การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศัยครอบคลมุ ทุกกลมุ เปา หมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู และประสบการณ จุดหมาย หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน มงุ พฒั นาผูเรยี นใหเ ปน คนดี มีปญญา มคี วามสุข มีศักยภาพในการศกึ ษาตอ และประกอบอาชพี จึงกาํ หนดเปน จดุ หมายเพื่อใหเ กดิ กบั ผูเ รยี น เม่อื จบ การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ดงั น้ี 1. มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา นยิ มทพ่ี งึ ประสงค เหน็ คณุ คา ของตนเอง มวี นิ ัยและปฏบิ ัติ ตนตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. มคี วามรู ความสามารถในการส่ือสาร การคดิ การแกป ญ หา การใชเทคโนโลยี และมี ทักษะชีวติ 3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสุขนสิ ัย และรกั การออกกาํ ลงั กาย 4. มคี วามรักชาติ มจี ติ สาํ นึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยดึ มนั่ ในวิถชี วี ิตและ การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริยทรงเปน ประมขุ 5. มจี ิตสํานึกในการอนรุ ักษว ฒั นธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรกั ษแ ละพฒั นาสงิ่ แวดลอม มีจิตสาธารณะท่ีมงุ ทาํ ประโยชนและสรางสง่ิ ทดี่ ีงามในสงั คม และอยูรว มกนั ในสงั คมอยางมีความสขุ
14 สมรรถนะสําคัญของผเู รียน และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค ในการพัฒนาผเู รียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน มงุ เนน พัฒนาผูเรียนใหม ี คณุ ภาพตามมาตรฐานทีก่ าํ หนด ซง่ึ จะชวยใหผเู รียนเกดิ สมรรถนะสาํ คญั และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค ดงั นี้ สมรรถนะสําคัญของผูเรยี น หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มงุ ใหผ ูเรียนเกิดสมรรถนะสําคญั 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสือ่ สาร เปน ความสามารถในการรับและสงสาร มวี ฒั นธรรมใน การใชภาษาถา ยทอดความคิด ความรูความเขา ใจ ความรสู กึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ขอมลู ขาวสารและประสบการณอ ันจะเปน ประโยชนต อ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทงั้ การเจรจา ตอรองเพอื่ ขจดั และลดปญหาความขดั แยงตา ง ๆ การเลอื กรบั หรอื ไมรับขอ มูลขาวสารดว ยหลักเหตุผล และความถกู ตอ ง ตลอดจนการเลอื กใชว ิธกี ารสือ่ สาร ท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคํานงึ ถึงผลกระทบที่มีตอ ตนเองและสงั คม 2. ความสามารถในการคดิ เปน ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห การคิดสังเคราะห การ คิดอยา งสรา งสรรค การคิดอยางมวี จิ ารณญาณ และการคดิ เปน ระบบ เพื่อนาํ ไปสกู ารสรา งองคค วามรู หรอื สารสนเทศเพ่ือการตัดสนิ ใจเกย่ี วกับตนเองและสงั คมไดอยา งเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกป ญ หา เปน ความสามารถในการแกปญหาและอปุ สรรคตา ง ๆ ทีเ่ ผชญิ ไดอยา งถกู ตอ งเหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ ความสัมพันธแ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณต าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู ประยกุ ตค วามรูมา ใชในการปอ งกันและแกไ ขปญ หา และมกี ารตดั สนิ ใจทม่ี ปี ระสิทธภิ าพโดยคํานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีเกดิ ขึน้ ตอตนเอง สงั คมและสิ่งแวดลอม 4. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ิต เปน ความสามารถในการนาํ กระบวนการตา ง ๆ ไป ใชใ นการดําเนนิ ชีวิตประจาํ วนั การเรยี นรดู ว ยตนเอง การเรยี นรูอ ยางตอ เน่อื ง การทาํ งาน และการอยู รวมกนั ในสงั คมดวยการสรา งเสรมิ ความสมั พนั ธอนั ดีระหวา งบุคคล การจดั การปญ หาและความขดั แยง ตา งๆ อยางเหมาะสม การปรบั ตวั ใหทนั กบั การเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอม และการรจู กั หลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมไมพ ึงประสงคท่ีสง ผลกระทบตอตนเองและผูอนื่ 5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือก และใช เทคโนโลยดี าน ตาง ๆ และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา นการเรียนรูก าร ส่อื สาร การทาํ งาน การแกปญ หาอยางสรางสรรค ถกู ตอ ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
15 คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน มงุ พัฒนาผูเ รียนใหม ีคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค เพอื่ ใหส ามารถอยูรว มกบั ผอู ื่นในสงั คมไดอยางมคี วามสขุ ในฐานะเปน พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี 1. รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย 2. ซอ่ื สตั ยสจุ ริต 3. มวี นิ ัย 4. ใฝเรยี นรู 5. อยอู ยา งพอเพียง 6. มงุ มน่ั ในการทาํ งาน 7. รกั ความเปน ไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกาํ หนดคุณลักษณะอันพงึ ประสงคเพ่มิ เตมิ ใหส อดคลองตาม บริบทและจุดเนนของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู การพฒั นาผเู รียนใหเ กดิ ความสมดุล ตองคํานงึ ถงึ หลักพฒั นาการทางสมองและพหปุ ญ ญา หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน จงึ กําหนดใหผ เู รยี นเรียนรู 8 กลุม สาระการเรียนรู ดงั น้ี 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร 3. วทิ ยาศาสตร 4. สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม 5. สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา 6. ศลิ ปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาตางประเทศ ในแตล ะกลุมสาระการเรียนรูไ ดก าํ หนดมาตรฐานการเรยี นรเู ปน เปา หมายสาํ คญั ของการพฒั นา คุณภาพผูเ รียน มาตรฐานการเรยี นรูระบสุ ง่ิ ทีผ่ ูเรยี นพงึ รู ปฏิบัตไิ ด มคี ุณธรรมจรยิ ธรรม และคา นยิ มท่ี พงึ ประสงคเมอื่ จบการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน นอกจากนนั้ มาตรฐานการเรยี นรยู งั เปนกลไกสาํ คญั ในการ ขบั เคลือ่ นพัฒนาการศกึ ษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรยี นรูจะสะทอ นใหท ราบวา ตองการอะไร จะสอนอยา งไร และประเมนิ อยา งไร รวมทง้ั เปน เครื่องมอื ในการตรวจสอบเพ่ือการประกนั คุณภาพ
16 การศกึ ษาโดยใชระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกซ่ึงรวมถงึ การ ทดสอบระดบั เขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษา และการทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกนั คณุ ภาพ ดงั กลา วเปน สงิ่ สําคญั ทชี่ ว ยสะทอนภาพการจัดการศกึ ษาวา สามารถพฒั นาผเู รียนใหม ีคุณภาพตามท่ี มาตรฐานการเรยี นรกู าํ หนดเพยี งใด ตวั ชีว้ ัด ตวั ชี้วดั ระบุสงิ่ ที่นกั เรียนพงึ รแู ละปฏิบัตไิ ด รวมทงั้ คุณลกั ษณะของผูเรยี นในแตละระดับช้นั ซง่ึ สะทอนถงึ มาตรฐานการเรยี นรู มคี วามเฉพาะเจาะจงและมคี วามเปน รูปธรรม นําไปใชในการกาํ หนด เนือ้ หา จดั ทาํ หนว ยการเรียนรู จัดการเรยี นการสอน และเปน เกณฑสาํ คญั สาํ หรบั การวดั ประเมินผลเพอื่ ตรวจสอบคุณภาพผเู รยี น 1. ตวั ชี้วดั ชนั้ ป เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียนแตละช้นั ปใ นระดบั การศึกษาภาคบังคบั (ประถมศึกษาปท ี่ 1 - มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3) 2. ตวั ชวี้ ัดชวงชน้ั เปน เปา หมายในการพฒั นาผเู รียนในระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย (มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4- 6) หลกั สตู รไดมีการกําหนดรหสั กํากับมาตรฐานการเรียนรแู ละตัวชว้ี ดั เพ่อื ความเขาใจและให สือ่ สารตรงกัน ดังนี้ ว 1.1 ป. 1/2 ตัวชวี้ ดั ชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 1 ขอ ท่ี 2 ป.1/2 สาระท่ี 1 มาตรฐานขอ ท่ี 1 1.1 กลมุ สาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร ว ตวั ชี้วดั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนปลาย ขอ ที่ 3 ต 2.2 ม.4-6/ 3 สาระท่ี 2 มาตรฐานขอที่ 2 ม.4-6/3 กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาตางประเทศ 2.3 ต
17 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานกาํ หนดมาตรฐานการเรยี นรูใน 8 กลมุ สาระการ เรียนรู จาํ นวน 67 มาตรฐาน ดงั นี้ ภาษาไทย สาระที่ 1 การอา น มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอา นสรางความรแู ละความคิดเพื่อนําไปใชต ัดสนิ ใจ แกป ญหาในการดําเนนิ ชวี ติ และมนี สิ ยั รักการอาน สาระท่ี 2 การเขยี น มาตรฐาน ท 2.1 ใชก ระบวนการเขียน เขยี นสอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอ ความ และ เขียนเร่อื งราวในรปู แบบตา งๆ เขียนรายงานขอมลู สารสนเทศและ รายงานการศกึ ษาคน ควาอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ สาระที่ 3 การฟง การดู และการพดู มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลอื กฟง และดอู ยา งมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู ความคดิ ความรสู กึ ในโอกาสตางๆ อยา งมีวจิ ารณญาณ และ สรางสรรค สาระท่ี 4 หลกั การใชภ าษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของ ภาษาและพลงั ของภาษา ภมู ิปญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทย ไวเปน สมบัติของชาติ สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เขาใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณว รรณคดี และวรรณกรรมไทย อยา งเหน็ คุณคาและนาํ มาประยกุ ตใ ชใ นชวี ิตจรงิ คณติ ศาสตร สาระที่ 1 จาํ นวนและการดําเนนิ การ มาตรฐาน ค 1.1 เขา ใจถงึ ความหลากหลายของการแสดงจาํ นวนและการใชจ ํานวนในชวี ิตจรงิ มาตรฐาน ค 1.2 เขาใจถงึ ผลทีเ่ กดิ ข้นึ จากการดําเนนิ การของจํานวนและความสมั พนั ธ ระหวา ง การดาํ เนนิ การตา ง ๆ และใชก ารดาํ เนนิ การในการแกปญหา มาตรฐาน ค 1.3 ใชก ารประมาณคาในการคาํ นวณและแกปญหา มาตรฐาน ค 1.4 เขาใจระบบจํานวนและนาํ สมบตั ิเก่ยี วกับจาํ นวนไปใช
18 สาระท่ี 2 การวดั มาตรฐาน ค 2.1 เขาใจพนื้ ฐานเก่ียวกบั การวัด วัดและคาดคะเนขนาดของส่ิงทีต่ อ งการวดั มาตรฐาน ค 2.2 แกป ญ หาเกยี่ วกับการวดั สาระที่ 3 เรขาคณิต มาตรฐาน ค 3.1 อธบิ ายและวเิ คราะหร ูปเรขาคณิตสองมติ ิและสามมติ ิ มาตรฐาน ค 3.2 ใชก ารนกึ ภาพ (visualization) ใชเ หตผุ ลเกีย่ วกับปรภิ มู ิ (spatial reasoning) และใชแ บบจําลองทางเรขาคณติ (geometric model) ในการแกป ญ หา สาระที่ 4 พีชคณติ มาตรฐาน ค 4.1 เขาใจและวเิ คราะหแบบรูป (pattern) ความสมั พนั ธ และฟง กชนั มาตรฐาน ค 4.2 ใชน พิ จน สมการ อสมการ กราฟ และตัวแบบเชงิ คณติ ศาสตร (mathematical model) อืน่ ๆ แทนสถานการณต า งๆ ตลอดจนแปลความหมายและนาํ ไปใชแ กป ญ หา สาระที่ 5 การวิเคราะหขอ มูลและความนา จะเปน มาตรฐาน ค 5.1 เขาใจและใชว ธิ กี ารทางสถติ ใิ นการวิเคราะหข อ มลู มาตรฐาน ค 5.2 ใชวิธีการทางสถิตแิ ละความรเู กย่ี วกบั ความนา จะเปนในการคาดการณไ ด อยา งสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 5.3 ใชความรเู กย่ี วกบั สถิติและความนาจะเปน ชว ยในการตัดสนิ ใจและแกปญหา สาระท่ี 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแกป ญหา การใหเ หตผุ ล การสอ่ื สาร การส่อื ความหมาย ทางคณติ ศาสตรและการนําเสนอการเช่อื มโยงความรตู า งๆ ทางคณติ ศาสตรและเช่ือมโยงคณิตศาสตร กับศาสตรอ ่นื ๆ และมคี วามคดิ ริเริม่ สรางสรรค วทิ ยาศาสตร สาระท่ี 1 ส่งิ มชี วี ิตกับกระบวนการดาํ รงชวี ติ มาตรฐาน ว 1.1 เขา ใจหนว ยพน้ื ฐานของส่ิงมชี วี ิต ความสัมพนั ธข องโครงสรา ง และหนา ท่ี ของระบบตางๆ ของส่งิ มชี วี ติ ทท่ี าํ งานสัมพนั ธก ัน มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู ส่ือสารสง่ิ ทเ่ี รียนรู และนําความรไู ปใชในการดาํ รงชีวติ ของตนเองและดแู ลส่งิ มชี วี ิต มาตรฐาน ว 1.2 เขาใจกระบวนการและความสาํ คญั ของการถา ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม วิวฒั นาการของสง่ิ มชี วี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การใชเ ทคโนโลยีชวี ภาพที่มผี ลกระทบตอ มนษุ ยและสิ่งแวดลอ ม มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร สอื่ สาร สง่ิ ที่เรียนรู และ นาํ ความรไู ปใชประโยชน
19 สาระที่ 2 ชวี ิตกับสง่ิ แวดลอ ม มาตรฐาน ว 2.1 เขา ใจสิ่งแวดลอมในทองถนิ่ ความสมั พนั ธร ะหวา งส่งิ แวดลอ มกบั สิ่งมีชวี ติ ความสมั พันธร ะหวา งสงิ่ มชี วี ิตตา ง ๆ ในระบบนเิ วศ มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยา ศาสตรสอ่ื สารสิง่ ทเ่ี รียนรูและนาํ ความรไู ปใชประโยชน มาตรฐาน ว 2.2 เขาใจความสาํ คัญของทรัพยากรธรรมชาติ การใชท รัพยากรธรรมชาตใิ น ระดบั ทอ งถน่ิ ประเทศ และโลกนําความรูไปใชในในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอมใน ทอ งถน่ิ อยา งยงั่ ยนื สาระที่ 3 สารและสมบตั ขิ องสาร มาตรฐาน ว 3.1 เขา ใจสมบัตขิ องสาร ความสมั พนั ธร ะหวา งสมบัตขิ องสารกบั โครงสรา ง และแรงยึดเหนย่ี วระหวางอนภุ าค มีกระบวนการสบื เสาะหาความรูและจิตวิทยาศาสตรส่ือสารสิ่งท่ี เรยี นรู นําความรไู ปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว 3.2 เขาใจหลกั การและธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของสาร การเกิด สารละลาย การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจิตวทิ ยาศาสตร สอื่ สารสง่ิ ทเี่ รยี นรู และ นําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 4 แรงและการเคล่อื นที่ มาตรฐาน ว 4.1 เขา ใจธรรมชาตขิ องแรงแมเหลก็ ไฟฟา แรงโนม ถว ง และแรงนวิ เคลยี ร มกี ระบวนการสบื เสาะหาความรู สื่อสารสง่ิ ทีเ่ รยี นรแู ละนาํ ความรไู ปใชประโยชนอยางถูกตอ งและมี คณุ ธรรม มาตรฐาน ว 4.2 เขา ใจลักษณะการเคล่อื นท่ีแบบตา งๆ ของวตั ถใุ นธรรมชาตมิ กี ระบวนการ สืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร สอื่ สารสงิ่ ทเี่ รยี นรแู ละนําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 5 พลังงาน มาตรฐาน ว 5.1 เขาใจความสมั พันธระหวา งพลงั งานกับการดาํ รงชีวิต การเปล่ียนรปู พลงั งาน ปฏสิ ัมพันธร ะหวา งสารและพลังงาน ผลของการใชพ ลังงานตอชีวิตและสิ่งแวดลอม มีกระบวน การ สบื เสาะหาความรู ส่อื สารสิ่งทเี่ รียนรูและนําความรูไปใชประโยชน สาระท่ี 6 : กระบวนการเปล่ยี นแปลงของโลก มาตรฐาน ว 6.1 เขาใจกระบวนการตางๆ ทเ่ี กดิ ขึ้นบนผวิ โลกและภายในโลก ความสัมพนั ธ ของกระบวนการตางๆ ทม่ี ผี ลตอ การเปลยี่ นแปลงภูมอิ ากาศ ภูมปิ ระเทศ และสณั ฐานของโลก มี กระบวนการสบื เสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร ส่ือสารส่งิ ทเี่ รยี นรแู ละนําความรไู ปใชประโยชน
20 สาระที่ 7 ดาราศาสตรและอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 เขาใจวิวฒั นาการของระบบสุรยิ ะ กาแลก็ ซีและเอกภพการปฏิสัมพนั ธ ภายในระบบสุรยิ ะและผลตอสิ่งมชี วี ิตบนโลก มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรแู ละจติ วทิ ยาศาสตร การสือ่ สารสง่ิ ท่ีเรยี นรแู ละนาํ ความรไู ปใชป ระโยชน มาตรฐาน ว 7.2 เขาใจความสาํ คญั ของเทคโนโลยีอวกาศทน่ี าํ มาใชใ นการสาํ รวจอวกาศและ ทรัพยากรธรรมชาติ ดา นการเกษตรและการสือ่ สาร มกี ระบวนการสบื เสาะ หาความรูและจติ วทิ ยา ศาสตรส่ือสารส่งิ ทีเ่ รยี นรูและนาํ ความรไู ปใชป ระโยชนอยา งมคี ณุ ธรรมตอ ชวี ติ และสิ่งแวดลอ ม สาระที่ 8 ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี มาตรฐาน ว 8.1 ใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรและจิตวิทยาศาสตรใ นการสบื เสาะหา ความรู การแกปญหา รูว า ปรากฏการณท างธรรมชาตทิ ่ีเกดิ ขนึ้ สว นใหญม รี ูปแบบท่แี นน อน สามารถ อธิบายและตรวจสอบได ภายใตขอ มูลและเครือ่ งมือทมี่ อี ยูในชว งเวลานนั้ ๆ เขา ใจวา วทิ ยาศาสตร เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ ม มีความเกย่ี วของสมั พนั ธก นั สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู และเขาใจประวัติ ความสาํ คญั ศาสดา หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนับถอื และศาสนาอนื่ มศี รัทธาทถ่ี ูกตอ ง ยดึ มน่ั และปฏบิ ัติตามหลักธรรม เพอ่ื อยู รวมกนั อยางสนั ติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เขา ใจ ตระหนกั และปฏบิ ตั ติ นเปน ศาสนกิ ชนท่ีดี และธาํ รงรักษาพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทตี่ นนบั ถือ สาระที่ 2 หนาที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวติ ในสงั คม มาตรฐาน ส 2.1 เขาใจและปฏบิ ัติตนตามหนา ที่ของการเปน พลเมืองดี มีคานยิ มท่ีดีงาม และ ธํารงรกั ษาประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย ดาํ รงชวี ิตอยรู ว มกนั ในสังคมไทย และ สังคมโลกอยา งสนั ตสิ ุข มาตรฐาน ส 2.2 เขาใจระบบการเมืองการปกครองในสงั คมปจ จุบนั ยดึ มน่ั ศรทั ธา และ ธาํ รงรกั ษาไวซ ง่ึ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร มาตรฐาน ส 3.1 เขาใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรพั ยากรในการผลติ และการบรโิ ภค การ ใช รัพยากรทมี่ ีอยูจํากัดไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพและคมุ คา รวมทัง้ เขาใจหลักการของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เพอ่ื การดาํ รงชวี ติ อยา งมีดลุ ยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เขา ใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ตางๆ ความสมั พนั ธท างเศรษฐกิจ และความจาํ เปน ของการรวมมือกันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
21 สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร มาตรฐาน ส 4.1 เขา ใจความหมาย ความสาํ คัญของเวลาและยคุ สมยั ทางประวตั ิศาสตร สามารถใชว ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตรม าวิเคราะหเหตกุ ารณตา งๆ อยา งเปน ระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เขาใจพัฒนาการของมนษุ ยชาติจากอดีตจนถึงปจ จุบันในดา นความสมั พนั ธ และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณอยางตอเน่ือง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะห ผลกระทบทเี่ กิดขึน้ มาตรฐาน ส 4.3 เขา ใจความเปน มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปญ ญาไทย มีความรัก ความภูมใิ จและธํารงความเปนไทย สาระที่ 5 ภูมศิ าสตร มาตรฐาน ส 5.1 เขา ใจลักษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพันธข องสรรพสงิ่ ซ่ึงมีผล ตอ กันและกนั ในระบบของธรรมชาติ ใชแผนทีแ่ ละเครอ่ื งมือทางภูมศิ าสตร ในการคน หา วเิ คราะห สรุป และใชขอมูลภมู ิสารสนเทศอยา งมีประสทิ ธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เขา ใจปฏิสมั พนั ธร ะหวา งมนษุ ยกบั สภาพแวดลอมทางกายภาพทกี่ อใหเ กดิ การสรา งสรรคว ัฒนธรรม มจี ิตสํานึก และมีสวนรว มในการอนุรกั ษท รพั ยากรและส่งิ แวดลอ ม เพอ่ื การ พัฒนาท่ยี ั่งยืน สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา สาระที่ 1 การเจรญิ เติบโตและพฒั นาการของมนุษย มาตรฐาน พ 1.1 เขาใจธรรมชาติของการเจริญเตบิ โตและพัฒนาการของมนุษย สาระท่ี 2 ชวี ิตและครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เขาใจและเหน็ คณุ คาตนเอง ครอบครัว เพศศกึ ษา และมที ักษะในการ ดาํ เนนิ ชีวิต สาระท่ี 3 การเคลอ่ื นไหว การออกกาํ ลังกาย การเลน เกม กีฬาไทย และกฬี าสากล มาตรฐาน พ 3.1 เขา ใจ มที กั ษะในการเคล่ือนไหว กจิ กรรมทางกาย การเลนเกม และกีฬา มาตรฐาน พ 3.2 รกั การออกกําลงั กาย การเลน เกม และการเลนกฬี า ปฏบิ ตั เิ ปน ประจาํ อยางสม่ําเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีนา้ํ ใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแขงขัน และชื่น ชมในสนุ ทรียภาพของการกฬี า สาระที่ 4 การสรา งเสรมิ สขุ ภาพ สมรรถภาพและการปองกนั โรค มาตรฐาน พ 4.1 เหน็ คณุ คา และมีทกั ษะในการสรา งเสริมสขุ ภาพ การดํารงสขุ ภาพ การ ปองกนั โรคและการสรางเสรมิ สมรรถภาพเพ่ือสขุ ภาพ
22 สาระท่ี 5 ความปลอดภยั ในชวี ิต มาตรฐาน พ 5.1 ปองกนั และหลกี เลยี่ งปจ จัยเส่ยี ง พฤตกิ รรมเส่ียงตอ สุขภาพ อุบตั ิเหตุ การ ใชย าสารเสพติด และความรนุ แรง ศลิ ปะ สาระท่ี 1 ทศั นศิลป มาตรฐาน ศ 1.1 สรา งสรรคง านทัศนศิลปต ามจินตนาการ และความคดิ สรา งสรรค วิเคราะห วิพากษ วจิ ารณค ุณคา งานทศั นศลิ ป ถา ยทอดความรสู ึก ความคดิ ตอ งานศลิ ปะอยา งอสิ ระ ช่ืนชม และประยกุ ตใชในชีวิตประจาํ วนั มาตรฐาน ศ 1.2 เขา ใจความสมั พนั ธร ะหวา งทศั นศลิ ป ประวัติศาสตร และวฒั นธรรม เห็น คุณคา งานทัศนศิลปท ่ีเปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญ ญาทองถิน่ ภมู ิปญญาไทยและสากล สาระที่ 2 ดนตรี มาตรฐาน ศ 2.1 เขาใจและแสดงออกทางดนตรอี ยางสรางสรรค วเิ คราะห วพิ ากษว ิจารณ คุณคา ดนตรี ถายทอดความรูสกึ ความคดิ ตอดนตรอี ยางอสิ ระ ชน่ื ชม และประยกุ ตใ ชใ นชีวิตประจาํ วนั มาตรฐาน ศ 2.2 เขา ใจความสัมพนั ธระหวา งดนตรี ประวัตศิ าสตร และวฒั นธรรม เหน็ คณุ คา ของดนตรที เ่ี ปน มรดกทางวฒั นธรรม ภูมปิ ญญาทอ งถน่ิ ภมู ปิ ญญาไทยและสากล สาระท่ี 3 นาฏศลิ ป มาตรฐาน ศ 3.1 เขา ใจ และแสดงออกทางนาฏศลิ ปอ ยา งสรา งสรรค วิเคราะห วพิ ากษ วิจารณค ุณคา นาฏศลิ ป ถายทอดความรสู กึ ความคดิ อยา งอิสระ ชน่ื ชม และประยกุ ตใชใน ชวี ิตประจาํ วัน มาตรฐาน ศ 3.2 เขาใจความสมั พันธระหวางนาฏศลิ ป ประวัติศาสตรและวัฒนธรรม เห็นคุณคา ของนาฏศิลปทีเ่ ปน มรดกทางวฒั นธรรม ภมู ิปญ ญาทองถิ่น ภมู ปิ ญญาไทยและสากล การงานอาชพี และเทคโนโลยี สาระท่ี 1 การดาํ รงชวี ติ และครอบครวั มาตรฐาน ง 1.1 เขา ใจการทาํ งาน มีความคิดสรา งสรรค มที ักษะกระบวนการทํางาน ทักษะการจัดการ ทกั ษะกระบวนการแกปญ หา ทกั ษะการทาํ งานรว มกนั และทกั ษะการแสวงหา ความรู มีคณุ ธรรม และลกั ษณะนิสยั ในการทํางาน มีจติ สาํ นึก ในการใชพ ลังงาน ทรพั ยากร และ สงิ่ แวดลอ ม เพอื่ การดาํ รงชีวติ และครอบครวั
23 สาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 2.1 เขาใจเทคโนโลยแี ละกระบวนการเทคโนโลยี ออกแบบและสรา งส่ิงของ เคร่อื งใช หรอื วธิ ีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยอี ยางมีความคดิ สรา งสรรค เลอื กใชเทคโนโลยใี นทาง สรา งสรรคต อ ชวี ิต สงั คม สง่ิ แวดลอ ม และมีสวนรวมในการจัดการเทคโนโลยที ี่ยงั่ ยนื สาระที่ 3 เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร มาตรฐาน ง 3.1 เขา ใจ เหน็ คณุ คา และใชกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน ขอ มลู การเรยี นรู การสือ่ สาร การแกป ญ หา การทาํ งาน และอาชพี อยา งมปี ระสิทธิภาพประสิทธผิ ล และมี คณุ ธรรม สาระท่ี 4 การอาชีพ มาตรฐาน ง 4.1 เขา ใจ มที กั ษะท่ีจาํ เปน มปี ระสบการณ เหน็ แนวทางในงานอาชพี ใชเ ทคโนโลยี เพ่อื พฒั นาอาชีพ มคี ณุ ธรรม และมเี จตคตทิ ่ีดตี อ อาชพี ภาษาตา งประเทศ สาระท่ี 1 ภาษาเพอ่ื การสอ่ื สาร มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรื่องท่ีฟง และอา นจากสือ่ ประเภทตา งๆ และแสดงความ คิดเห็นอยา งมเี หตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มที ักษะการส่อื สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอ มลู ขา วสาร แสดงความรูสึก และความคดิ เหน็ อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นําเสนอขอ มลู ขาวสาร ความคดิ รวบยอด และความคิดเหน็ ในเร่ืองตา งๆ โดยการพูดและการเขยี น สาระท่ี 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เขา ใจความสมั พันธร ะหวา งภาษากบั วัฒนธรรมของเจา ของภาษา และ นาํ ไปใชไ ดอ ยา งเหมาะสมกบั กาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เขา ใจความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งภาษาและวฒั นธรรมของ เจาของภาษากบั ภาษาและวัฒนธรรมไทย และนาํ มาใชอ ยา งถูกตองและเหมาะสม สาระท่ี 3 ภาษากบั ความสมั พันธก บั กลุมสาระการเรียนรอู นื่ มาตรฐาน ต 3.1 ใชภ าษาตางประเทศในการเช่ือมโยงความรกู ับกลมุ สาระการเรียนรูอ ่ืน และเปน พนื้ ฐานในการพฒั นา แสวงหาความรู และเปด โลกทัศนข องตน
24 สาระท่ี 4 ภาษากบั ความสัมพนั ธก ับชมุ ชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ าษาตางประเทศในสถานการณต า งๆ ทงั้ ในสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ สังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใชภ าษาตางประเทศเปนเคร่ืองมอื พนื้ ฐานในการศกึ ษาตอ การประกอบ อาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรยี นรูก บั สงั คมโลก กจิ กรรมพฒั นาผูเ รยี น กิจกรรมพฒั นาผเู รียน มุงใหผ เู รียนไดพ ฒั นาตนเองตามศักยภาพ พฒั นาอยา งรอบดานเพอ่ื ความเปน มนษุ ยทส่ี มบรู ณ ทง้ั รา งกาย สติปญญา อารมณ และสงั คม เสรมิ สรา งใหเ ปน ผมู ีศีลธรรม จริยธรรม มรี ะเบียบวนิ ัย ปลกู ฝง และสรางจิตสาํ นึกของการทาํ ประโยชนเพอื่ สงั คม สามารถจดั การ ตนเองได และอยูรวมกบั ผูอ นื่ อยางมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผเู รยี น แบงเปน 3 ลกั ษณะ ดงั นี้ 1. กิจกรรมแนะแนว เปนกิจกรรมทส่ี งเสรมิ และพฒั นาผเู รยี นใหร ูจ ักตนเอง รูร ักษส ิ่งแวดลอ ม สามารถคิด ตัดสนิ ใจ คดิ แกป ญหา กาํ หนดเปา หมาย วางแผนชีวติ ทงั้ ดา นการเรยี น และอาชีพ สามารถปรับตนได อยางเหมาะสม นอกจากน้ียงั ชว ยใหค รูรจู ักและเขา ใจผเู รียน ทง้ั ยงั เปนกจิ กรรมที่ชว ยเหลอื และให คาํ ปรึกษาแกผ ูปกครองในการมีสวนรว มพฒั นาผเู รียน 2. กิจกรรมนกั เรียน เปน กจิ กรรมทมี่ ุงพฒั นาความมรี ะเบยี บวนิ ยั ความเปน ผนู าํ ผตู ามทดี่ ี ความรับผดิ ชอบ การทาํ งานรว มกนั การรูจักแกป ญ หา การตดั สนิ ใจทเ่ี หมาะสม ความมเี หตุผล การชวยเหลือแบง ปน กนั เออื้ อาทร และสมานฉนั ท โดยจัดใหสอดคลองกบั ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน ใหไ ดปฏิบตั ิดวยตนเองในทกุ ข้ันตอน ไดแ ก การศกึ ษาวเิ คราะหว างแผน ปฏิบตั ิตามแผน ประเมนิ และ ปรับปรุงการทาํ งาน เนนการทาํ งานรว มกนั เปนกลมุ ตามความเหมาะสมและสอดคลอ งกบั วฒุ ภิ าวะ ของผูเรียน บริบทของสถานศกึ ษาและทองถน่ิ กิจกรรมนักเรยี นประกอบดว ย 2.1 กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ผบู าํ เพ็ญประโยชน และนกั ศกึ ษาวิชาทหาร 2.2 กจิ กรรมชมุ นมุ ชมรม 3. กิจกรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน เปน กิจกรรมทสี่ ง เสริมใหผ ูเรยี นบาํ เพ็ญตนใหเปนประโยชนต อสงั คม ชุมชน และทอ งถ่ิน ตามความสนใจในลักษณะอาสาสมคั ร เพื่อแสดงถึงความรบั ผิดชอบ ความดงี าม ความเสยี สละตอ สงั คม มจี ติ สาธารณะ เชน กจิ กรรมอาสาพฒั นาตา ง ๆ กจิ กรรมสรา งสรรคสงั คม
25 ระดับการศกึ ษา หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน จดั ระดบั การศึกษาเปน 3 ระดบั ดงั น้ี 1. ระดบั ประถมศึกษา (ชั้นประถมศกึ ษาปท ่ี 1 - 6) การศกึ ษาระดบั นเี้ ปน ชว งแรกของ การศึกษาภาคบังคับ มงุ เนน ทกั ษะพนื้ ฐานดานการอาน การเขียน การคดิ คาํ นวณ ทกั ษะการคิด พ้นื ฐาน การติดตอสื่อสาร กระบวนการเรียนรทู างสงั คม และพนื้ ฐานความเปน มนษุ ย การพัฒนา คุณภาพชวี ิตอยา งสมบรู ณแ ละสมดุลทง้ั ในดา นรางกาย สติปญญา อารมณ สังคม และวัฒนธรรม โดย เนนจดั การเรยี นรูแบบบรู ณาการ 2. ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน (ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 - 3) เปน ชว งสุดทา ยของการศกึ ษา ภาคบังคบั มงุ เนน ใหผเู รยี นไดส ํารวจความถนดั และความสนใจของตนเอง สง เสริมการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ สวนตน มที กั ษะในการคิดวจิ ารณญาณ คิดสรางสรรค และคดิ แกป ญ หา มที กั ษะในการดาํ เนนิ ชวี ติ มี ทกั ษะการใชเ ทคโนโลยเี พ่อื เปน เครื่องมือในการเรียนรู มีความรับผดิ ชอบตอสังคม มคี วามสมดลุ ทั้ง ดา นความรู ความคดิ ความดีงาม และมีความภมู ิใจในความเปนไทย ตลอดจนใชเปนพื้นฐานในการ ประกอบอาชพี หรือการศึกษาตอ 3. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 4 - 6) การศกึ ษาระดบั นเ้ี นน การเพม่ิ พนู ความรแู ละทกั ษะเฉพาะดา น สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผเู รยี นแตล ะคนทงั้ ดานวชิ าการและวชิ าชพี มที กั ษะในการใชวทิ ยาการและเทคโนโลยี ทกั ษะกระบวนการคดิ ขน้ั สูง สามารถ นาํ ความรไู ปประยกุ ตใชใหเ กดิ ประโยชนใ นการศึกษาตอ และการประกอบอาชพี มงุ พฒั นาตนและประเทศ ตามบทบาทของตน สามารถเปน ผูนาํ และผูใหบ รกิ ารชมุ ชนในดานตา ง ๆ การจดั เวลาเรียน หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน ไดก าํ หนดกรอบโครงสรา งเวลาเรยี นขน้ั ตาํ่ สาํ หรบั กลมุ สาระการเรยี นรู 8 กลมุ และกจิ กรรมพฒั นาผูเ รยี น ซงึ่ สถานศกึ ษาสามารถเพ่มิ เตมิ ไดต ามความพรอมและ จุดเนน โดยสามารถปรบั ใหเ หมาะสมตามบรบิ ทของสถานศกึ ษาและสภาพของผเู รยี น ดังน้ี 1. ระดบั ชั้นประถมศึกษา (ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 1 - 6) ใหจัดเวลาเรยี นเปน รายป โดยมีเวลา เรยี นวนั ละ ไมเ กิน 5 ชวั่ โมง 2. ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนตน (ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 - 3) ใหจ ดั เวลาเรยี นเปน รายภาค มีเวลา เรยี นวนั ละไมเกิน 6 ชว่ั โมง คดิ นาํ้ หนักของรายวิชาที่เรยี นเปน หนว ยกติ ใชเกณฑ 40 ชัว่ โมงตอภาคเรยี น มคี า นา้ํ หนกั วชิ า เทากับ 1 หนว ยกิต (นก.)
26 3. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 - 6) ใหจ ัดเวลาเรยี นเปนรายภาค มี เวลาเรียน วนั ละไมน อ ยกวา 6 ชว่ั โมง คิดน้ําหนกั ของรายวชิ าท่ีเรียนเปนหนว ยกิต ใชเ กณฑ 40 ชวั่ โมง ตอ ภาคเรยี น มีคานาํ้ หนกั วชิ า เทา กบั 1 หนว ยกิต (นก.) โครงสรา งเวลาเรยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน กาํ หนดกรอบโครงสรางเวลาเรยี น ดงั นี้ เวลาเรียน กลุมสาระการ ระดับประถมศึกษา ระดบั มัธยมศึกษา ระดับ เรียนร/ู กิจกรรม ตอนตน มธั ยมศึกษา ตอนปลาย ป. ป. ป. ป. ป. ป. ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 – 6 123456 y กลุมสาระ การเรยี นรู ภาษาไทย 20 20 20 16 16 16 120 120 120 240 0 0 0 0 0 0 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) คณิตศาสตร 20 20 20 16 16 16 120 120 120 240 0 0 0 0 0 0 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) วิทยาศาสตร 120 120 120 240 80 80 80 80 80 80 (3 (3 (3 (6 นก.) นก.) นก.) นก.) สังคมศึกษา ศาสนา 120 120 120 240 (6 นก.) และวฒั นธรรม 80 80 80 80 80 80 (3 (3 (3 นก.) นก.) นก.) สุขศกึ ษาและ 80 80 80 120 พลศึกษา 80 80 80 80 80 80 (2นก (2 (2 (3นก.) .) นก.) นก.) ศลิ ปะ 80 80 80 120 80 80 80 80 80 80 (2นก (2 (2 (3 นก.) .) นก.) นก.)
27 เวลาเรยี น กลุม สาระการ ระดบั ประถมศึกษา ระดบั มธั ยมศึกษา ระดบั เรยี นร/ู กจิ กรรม ตอนตน มธั ยมศกึ ษา ตอนปลาย ป. ป. ป. ป. ป. ป. ม. 1 ม. 2 ม. 3 ม. 4 - 6 123456 120 การงานอาชพี และ 80 80 80 (3 นก.) เทคโนโลยี 40 40 40 80 80 80 (2นก (2 (2 240 (6 นก.) .) นก.) นก.) 1,560 ภาษาตา งประเทศ 120 120 120 (39 นก.) 40 40 40 80 80 80 (3 (3 (3 360 นก.) นก.) นก.) ไมนอ ยกวา 1,560ชวั่ โมง รวมเวลาเรยี น 80 80 80 80 80 80 840 840 840 (พนื้ ฐาน) 0 0 0 0 0 0 (21 (21 (21 นก.) นก.) นก.) y กจิ กรรมพฒั นา 12 12 12 12 12 12 120 120 120 ผเู รียน 0 0 0 0 0 0 yรายวชิ า / กิจกรรมที่ สถานศึกษาจัด ปละไมเ กิน 80 ชัว่ โมง ปล ะไมเกนิ 240 เพ่ิมเติม ตาม ชว่ั โมง ความพรอ มและ จุดเนน รวมเวลาเรียน ไมเ กนิ 1,000 ชวั่ โมง/ป ไมเกนิ 1,200 รวม 3 ป ท้ังหมด ชว่ั โมง/ป ไมน อยกวา 3,600 ช่วั โมง
28 การกําหนดโครงสรา งเวลาเรยี นพนื้ ฐาน และเพิ่มเติม สถานศกึ ษาสามารถดาํ เนนิ การ ดงั น้ี ระดบั ประถมศกึ ษา สามารถปรบั เวลาเรยี นพน้ื ฐานของแตล ะกลมุ สาระการเรียนรู ไดตาม ความเหมาะสม ทั้งนี้ ตอ งมีเวลาเรียนรวมตามทกี่ าํ หนดไวในโครงสรา งเวลาเรยี นพน้ื ฐาน และผูเ รยี น ตองมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูแ ละตัวช้วี ดั ทกี่ าํ หนด ระดบั มัธยมศกึ ษา ตอ งจดั โครงสรา งเวลาเรียนพนื้ ฐานใหเ ปนไปตามที่กําหนดและสอดคลอง กบั เกณฑก ารจบหลกั สูตร สาํ หรบั เวลาเรยี นเพม่ิ เติม ทง้ั ในระดบั ประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษา ใหจ ดั เปนรายวิชา เพิม่ เตมิ หรอื กิจกรรมพฒั นาผูเรยี น โดยพจิ ารณาใหส อดคลองกบั ความพรอม จุดเนนของสถานศึกษา และเกณฑการจบหลกั สูตร เฉพาะระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1-3 สถานศึกษาอาจจดั ใหเ ปน เวลา สาํ หรบั สาระ การเรียนรพู น้ื ฐานในกลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทยและกลมุ สาระการเรยี นรคู ณติ ศาสตร กจิ กรรมพัฒนาผเู รียนทีก่ าํ หนดไวใ นชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 1 ถงึ ชน้ั มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 ปละ 120 ชว่ั โมง และช้นั มธั ยมศึกษาปท ี่ 4-6 จาํ นวน 360 ช่วั โมงนนั้ เปน เวลาสาํ หรบั ปฏิบตั ิกิจกรรมแนะแนวกิจกรรม นกั เรียน และกจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน ในสว นกิจกรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชนให สถานศกึ ษาจดั สรรเวลาใหผเู รยี นไดป ฏบิ ัตกิ ิจกรรม ดงั น้ี ระดบั ประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ป จาํ นวน 60 ชวั่ โมง ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน (ม.1-3) รวม 3 ป จาํ นวน 45 ชว่ั โมง ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ป จาํ นวน 60 ชวั่ โมง การจัดการศกึ ษาสาํ หรบั กลมุ เปา หมายเฉพาะ การจดั การศึกษาบางประเภทสําหรบั กลุมเปาหมายเฉพาะ เชน การศกึ ษาเฉพาะทาง การศกึ ษา สําหรับผมู ีความสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลือก การศกึ ษาสาํ หรับผูด อ ยโอกาส การศึกษาตาม อัธยาศยั สามารถนาํ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานไปปรับใชไ ดต ามความเหมาะสม กับ สภาพและบรบิ ทของแตล ะกลมุ เปา หมาย โดยใหม ีคณุ ภาพตามมาตรฐานทกี่ าํ หนด ทง้ั น้ีใหเ ปน ไปตาม หลกั เกณฑแ ละวธิ กี ารทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกําหนด การจัดการเรยี นรู การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสาํ คัญในการนําหลักสตู รสูการปฏบิ ตั ิ หลกั สูตรแกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน เปน หลกั สูตรท่ีมมี าตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสาํ คัญและคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข องผเู รยี น เปน เปา หมายสาํ หรบั พัฒนาเด็กและเยาวชน
29 ในการพัฒนาผเู รียนใหมีคุณสมบัติตามเปา หมายหลักสตู ร ผูสอนพยายามคดั สรรกระบวนการ เรยี นรู จัดการเรยี นรูโดยชวยใหผูเรียนเรียนรูผา นสาระทกี่ ําหนดไวในหลกั สูตร 8 กลุมสาระการเรียนรู รวมทง้ั ปลูกฝง เสริมสรางคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค พฒั นาทักษะตา งๆ อนั เปนสมรรถนะสาํ คญั ให ผูเรียนบรรลตุ ามเปา หมาย 1. หลกั การจัดการเรยี นรู การจัดการเรียนรเู พือ่ ใหผเู รียนมีความรคู วามสามารถตามมาตรฐานการเรยี นรสู มรรถนะ สาํ คญั และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคต ามที่กาํ หนดไวในหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน โดย ยึดหลักวา ผูเรียนมคี วามสําคญั ทีส่ ดุ เชอ่ื วาทุกคนมคี วามสามารถเรยี นรูและพฒั นาตนเองได ยดึ ประโยชนท เ่ี กดิ กบั ผเู รยี น กระบวนการจัดการเรียนรูตองสง เสริมใหผูเ รยี น สามารถพฒั นาตามธรรมชาติ และเตม็ ตามศกั ยภาพ คํานงึ ถึงความแตกตางระหวา งบุคคลและพัฒนาการทางสมองเนน ใหค วาม สําคัญทง้ั ความรู และคณุ ธรรม 2. กระบวนการเรยี นรู การจัดการเรียนรูท่ีเนนผูเรียนเปนสาํ คัญ ผูเรียนจะตองอาศัยกระบวนการเรียนรูท่ี หลากหลาย เปนเครือ่ งมอื ท่ีจะนําพาตนเองไปสูเปา หมายของหลกั สูตร กระบวนการเรียนรูท ี่จาํ เปน สําหรับผเู รียน อาทิ กระบวนการเรียนรแู บบบูรณาการ กระบวนการสรา งความรู กระบวนการคิด กระบวนการทางสงั คม กระบวนการเผชิญสถานการณแ ละแกปญ หา กระบวนการเรยี นรจู ากประสบการณ จริง กระบวนการปฏบิ ัติ ลงมอื ทาํ จริง กระบวนการจดั การ กระบวนการวจิ ัย กระบวนการเรียนรกู าร เรียนรขู องตนเอง กระบวนการพัฒนาลกั ษณะนสิ ัย กระบวนการเหลาน้ีเปน แนวทางในการจดั การเรยี นรทู ผ่ี ูเ รยี นควรไดรบั การฝก ฝน พัฒนา เพราะจะสามารถชวยใหผ เู รยี นเกิดการเรียนรไู ดดี บรรลุเปาหมายของหลกั สูตร ดงั น้ันผูสอนจงึ จาํ เปน ตอ งศกึ ษาทาํ ความเขาใจในกระบวนการเรยี นรูตา งๆ เพอ่ื ใหสามารถเลือกใชใ นการจดั กระบวนการ เรียนรไู ดอ ยา งมีประสิทธิภาพ 3. การออกแบบการจัดการเรยี นรู ผสู อนตอ งศกึ ษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาใหเ ขาใจถึงมาตรฐานการเรียนรู ตวั ชวี้ ดั สมรรถนะ สาํ คญั ของผเู รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค และสาระการเรียนรทู ่เี หมาะสมกบั ผเู รยี น แลวจึง พจิ ารณาออกแบบการจดั การเรียนรูโดยเลอื กใชว ธิ ีสอนและเทคนคิ การสอน สือ่ /แหลงเรียนรู การวัด และประเมินผล เพื่อใหผูเรยี นไดพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพและบรรลุตามเปาหมายทก่ี ําหนด 4. บทบาทของผูสอนและผเู รียน การจัดการเรียนรเู พ่อื ใหผเู รยี นมคี ุณภาพตามเปา หมายของหลกั สูตร ทงั้ ผูสอนและ ผูเรียนควรมีบทบาท ดงั นี้
30 4.1 บทบาทของผูส อน 1) ศกึ ษาวเิ คราะหผ ูเรยี นเปน รายบคุ คล แลว นาํ ขอมูลมาใชใ นการวางแผน การจดั การเรยี นรู ทท่ี า ทายความสามารถของผูเรยี น 2) กําหนดเปา หมายท่ตี อ งการใหเ กดิ ขน้ึ กับผเู รยี น ดา นความรูแ ละทักษะกระบวนการ ท่ี เปน ความคิดรวบยอด หลกั การ และความสมั พันธ รวมทงั้ คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค 3) ออกแบบการเรียนรูและจดั การเรียนรูท ่ีตอบสนองความแตกตางระหวา งบคุ คล และพัฒนาการทางสมอง เพอื่ นําผเู รียนไปสูเ ปาหมาย 4) จัดบรรยากาศที่เอ้อื ตอ การเรยี นรู และดแู ลชว ยเหลือผเู รียนใหเกิดการเรยี นรู 5) จดั เตรยี มและเลอื กใชส อ่ื ใหเ หมาะสมกบั กิจกรรม นาํ ภูมปิ ญ ญาทอ งถนิ่ เทคโนโลยที ีเ่ หมาะสมมาประยุกตใชใ นการจดั การเรยี นการสอน 6) ประเมินความกา วหนา ของผูเ รียนดว ยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย เหมาะสมกับ ธรรมชาตขิ องวชิ าและระดับพัฒนาการของผเู รียน 7) วิเคราะหผ ลการประเมนิ มาใชใ นการซอ มเสริมและพฒั นาผเู รยี น รวมทง้ั ปรบั ปรุงการจดั การเรยี นการสอนของตนเอง 4.2 บทบาทของผูเรยี น 1) กาํ หนดเปา หมาย วางแผน และรับผดิ ชอบการเรียนรขู องตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู เขาถงึ แหลง การเรยี นรู วเิ คราะห สงั เคราะหขอ ความรตู ัง้ คําถาม คดิ หาคําตอบหรือหาแนวทางแกป ญหาดวยวิธีการตาง ๆ 3) ลงมอื ปฏบิ ัตจิ ริง สรุปสงิ่ ท่ีไดเรยี นรูดว ยตนเอง และนาํ ความรูไ ปประยุกตใ ช ในสถานการณตาง ๆ 4) มีปฏิสัมพนั ธ ทาํ งาน ทํากจิ กรรมรวมกับกลมุ และครู 5) ประเมนิ และพัฒนากระบวนการเรียนรูของตนเองอยา งตอเนอ่ื ง สื่อการเรียนรู สือ่ การเรียนรูเ ปนเครื่องมือสง เสริมสนบั สนนุ การจัดการกระบวนการเรยี นรู ใหผเู รยี นเขา ถงึ ความรู ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะตามมาตรฐานของหลักสตู รไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ สือ่ การเรยี นรูม หี ลากหลายประเภท ทงั้ สอ่ื ธรรมชาติ ส่อื สง่ิ พมิ พ สือ่ เทคโนโลยี และเครอื ขายการเรียนรู ตา งๆ ท่ีมีในทองถนิ่ การเลอื กใชส อื่ ควรเลอื กใหม ีความเหมาะสมกับระดบั พฒั นาการ และลลี าการ เรยี นรทู หี่ ลากหลายของผเู รยี น
31 การจัดหาสอ่ื การเรียนรู ผูเรยี นและผสู อนสามารถจดั ทาํ และพฒั นาขนึ้ เอง หรอื ปรับปรุง เลือกใชอ ยางมคี ุณภาพจากส่ือตา งๆ ท่ีมอี ยรู อบตวั เพื่อนาํ มาใชประกอบในการจดั การเรียนรูท่ีสามารถ สงเสริมและสอื่ สารใหผูเรยี นเกิดการเรียนรู โดยสถานศึกษาควรจดั ใหมอี ยา งพอเพียง เพ่ือพฒั นาให ผูเ รียนเกดิ การเรยี นรูอ ยางแทจรงิ สถานศกึ ษา เขตพน้ื ท่กี ารศกึ ษา หนวยงานท่เี กยี่ วของและผูมหี นา ที่ จดั การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ควรดําเนนิ การดงั น้ี 1. จัดใหม แี หลง การเรียนรู ศนู ยส ื่อการเรียนรู ระบบสารสนเทศการเรยี นรู และเครอื ขาย การเรียนรทู ม่ี ปี ระสิทธภิ าพทง้ั ในสถานศกึ ษาและในชมุ ชน เพ่อื การศกึ ษาคน ควา และการแลกเปลย่ี น ประสบการณก ารเรียนรู ระหวา งสถานศกึ ษา ทองถน่ิ ชมุ ชน สงั คมโลก 2. จดั ทาํ และจดั หาส่ือการเรยี นรูสําหรับการศกึ ษาคน ควา ของผเู รยี น เสริมความรูใหผ ูสอน รวมทงั้ จัดหาสงิ่ ทมี่ อี ยใู นทอ งถิน่ มาประยกุ ตใ ชเ ปนส่อื การเรียนรู 3. เลือกและใชสื่อการเรยี นรูทม่ี ีคณุ ภาพ มีความเหมาะสม มคี วามหลากหลาย สอดคลอ ง กับวิธกี ารเรียนรู ธรรมชาติของสาระการเรียนรู และความแตกตางระหวางบคุ คลของผเู รยี น 4. ประเมินคณุ ภาพของสื่อการเรยี นรทู ี่เลอื กใชอยา งเปน ระบบ 5. ศึกษาคน ควา วจิ ัย เพื่อพฒั นาสอ่ื การเรยี นรใู หสอดคลองกับกระบวนการเรียนรูของผเู รยี น 6. จดั ใหม ีการกาํ กบั ติดตาม ประเมนิ คณุ ภาพและประสิทธภิ าพเกย่ี วกับสอ่ื และการใชส ื่อ การเรียนรเู ปน ระยะๆ และสมํ่าเสมอ ในการจัดทํา การเลอื กใช และการประเมินคณุ ภาพสือ่ การเรยี นรทู ่ใี ชใ นสถานศึกษา ควร คาํ นงึ ถงึ หลกั การสาํ คัญของสอ่ื การเรียนรู เชน ความสอดคลองกับหลักสูตร วตั ถุประสงคก ารเรยี นรู การออกแบบกจิ กรรมการเรยี นรู การจดั ประสบการณใ หผเู รียน เน้ือหามคี วามถูกตองและทนั สมัย ไมก ระทบความม่นั คงของชาติ ไมขดั ตอ ศลี ธรรม มีการใชภ าษาทถี่ กู ตอ ง รปู แบบการนาํ เสนอทเ่ี ขา ใจ งาย และนาสนใจ การวดั และประเมินผลการเรยี นรู การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรขู องผูเรียนตองอยูบ นหลกั การพนื้ ฐานสองประการ คอื การประเมนิ เพื่อพฒั นาผเู รียนและเพ่อื ตัดสนิ ผลการเรยี น ในการพฒั นาคุณภาพการเรียนรูข องผูเ รียน ใหป ระสบผลสาํ เร็จนนั้ ผเู รียนจะตองไดร ับการพัฒนาและประเมินตามตัวชวี้ ดั เพ่อื ใหบรรลตุ ามมาตรฐาน การเรียนรู สะทอ นสมรรถนะสาํ คญั และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงคของผเู รยี นซง่ึ เปน เปาหมายหลักใน การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรูในทกุ ระดบั ไมว าจะเปนระดบั ช้ันเรยี น ระดับสถานศกึ ษา ระดบั เขต พื้นทก่ี ารศึกษา และระดับชาติ การวดั และประเมินผลการเรียนรู เปนกระบวนการพฒั นาคุณภาพ ผเู รียนโดยใชผ ลการประเมนิ เปนขอมลู และสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการความกา วหนา และความสาํ เร็จ
32 ทางการเรยี นของผูเรียน ตลอดจนขอมลู ทเี่ ปน ประโยชนต อ การสง เสรมิ ใหผ ูเรยี นเกิดการพฒั นาและ เรยี นรูอยางเตม็ ตามศกั ยภาพ การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู แบง ออกเปน 4 ระดับ ไดแ ก ระดับชนั้ เรยี น ระดับ สถานศกึ ษา ระดับเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา และระดบั ชาติ มรี ายละเอียด ดงั น้ี 1. การประเมนิ ระดับชัน้ เรียน เปน การวดั และประเมนิ ผลทอี่ ยูในกระบวนการจัดการเรียนรู ผูส อนดาํ เนนิ การเปน ปกตแิ ละสมา่ํ เสมอ ในการจดั การเรยี นการสอน ใชเทคนิคการประเมนิ อยาง หลากหลาย เชน การซักถาม การสังเกต การตรวจการบา น การประเมินโครงงาน การประเมนิ ชนิ้ งาน/ ภาระงาน แฟม สะสมงาน การใชแบบทดสอบ ฯลฯ โดยผสู อนเปน ผูประเมนิ เองหรือเปด โอกาสให ผูเรียนประเมนิ ตนเอง เพ่ือนประเมนิ เพอ่ื น ผูปกครองรว มประเมนิ ในกรณีท่ไี มผ า นตัวชว้ี ดั ใหมกี ารสอน ซอมเสริม การประเมนิ ระดับช้ันเรียนเปน การตรวจสอบวา ผเู รียนมพี ฒั นาการความกา วหนาในการ เรียนรู อนั เปน ผลมาจากการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื ไม และมากนอยเพียงใด มีสง่ิ ที่จะตอง ไดรบั การพัฒนาปรับปรงุ และสง เสรมิ ในดา นใด นอกจากน้ยี ังเปน ขอ มูลใหผ สู อนใชป รับปรุงการเรยี น การสอนของตนดวย ทง้ั นโี้ ดยสอดคลองกบั มาตรฐานการเรยี นรแู ละตวั ชวี้ ัด 2. การประเมินระดบั สถานศกึ ษา เปน การประเมินที่สถานศึกษาดาํ เนนิ การเพอ่ื ตดั สนิ ผล การเรยี นของผเู รยี นเปน รายป/ รายภาค ผลการประเมนิ การอา น คดิ วิเคราะหและเขียน คณุ ลกั ษณะ อันพงึ ประสงค และกจิ กรรมพัฒนาผเู รยี น นอกจากนี้เพื่อใหไดข อมลู เกีย่ วกบั การจัดการศกึ ษาของ สถานศกึ ษา วา สง ผลตอ การเรียนรูของผเู รยี นตามเปา หมายหรือไม ผเู รยี นมจี ุดพฒั นาในดา นใดรวมทง้ั สามารถนําผลการเรียนของผูเรยี นในสถานศึกษาเปรียบเทยี บกับเกณฑระดับชาติ ผลการประเมิน ระดับสถานศกึ ษาจะเปน ขอมลู และสารสนเทศเพือ่ การปรบั ปรุงนโยบาย หลกั สตู ร โครงการ หรือวธิ ีการ จดั การเรยี นการสอน ตลอดจนเพอ่ื การจดั ทาํ แผนพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา ตาม แนวทางการประกนั คุณภาพการศกึ ษาและการรายงานผลการจดั การศกึ ษาตอ คณะกรรมการสถานศกึ ษา สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน ผูปกครองและชุมชน 3. การประเมนิ ระดบั เขตพน้ื ทีก่ ารศกึ ษา เปน การประเมินคุณภาพผเู รยี นในระดับเขต พ้ืนท่กี ารศกึ ษาตามมาตรฐานการเรียนรตู ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน เพ่ือใชเปนขอ มลู พ้ืนฐานในการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาของเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา ตามภาระความรบั ผิดชอบ สามารถ ดําเนนิ การโดยประเมินคณุ ภาพผลสมั ฤทธ์ิของผเู รยี นดว ยขอสอบมาตรฐานท่ีจดั ทาํ และดําเนินการโดย เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา หรอื ดว ยความรวมมอื กบั หนวยงานตนสังกัด ในการดําเนนิ การจัดสอบ นอกจากน้ี ยังไดจากการตรวจสอบทบทวนขอมลู จากการประเมนิ ระดับสถานศกึ ษาในเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา
33 4. การประเมนิ ระดบั ชาติ เปน การประเมินคุณภาพผูเรียนในระดบั ชาตติ ามมาตรฐานการ เรียนรตู ามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สถานศกึ ษาตอ งจดั ใหผ ูเ รียนทกุ คนทเ่ี รียนในชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ 3 ช้ันประถมศึกษาปท ่ี 6 ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ 3 และช้ันมัธยมศกึ ษาปท ี่ 6 เขารบั การประเมนิ ผลจากการประเมนิ ใชเปน ขอ มูลในการเทยี บเคียงคณุ ภาพการศึกษาในระดับตา งๆ เพื่อ นําไปใชใ นการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศกึ ษา ตลอดจนเปนขอ มูลสนบั สนุน การตดั สินใจ ในระดบั นโยบายของประเทศ ขอมูลการประเมินในระดับตางๆ ขางตน เปนประโยชนตอสถานศึกษาในการตรวจสอบ ทบทวนพฒั นาคณุ ภาพผเู รยี น ถือเปน ภาระความรบั ผิดชอบของสถานศกึ ษาทจี่ ะตอ งจัดระบบดแู ล ชวยเหลือ ปรบั ปรงุ แกไข สงเสริมสนับสนนุ เพื่อใหผ เู รียนไดพฒั นาเตม็ ตามศักยภาพบนพนื้ ฐานความ แตกตางระหวา งบุคคลทจ่ี าํ แนกตามสภาพปญ หาและความตองการ ไดแก กลมุ ผูเรยี นท่วั ไป กลุม ผูเ รยี น ทม่ี ีความสามารถพเิ ศษ กลมุ ผเู รยี นทม่ี ผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นต่าํ กลุมผเู รียนทม่ี ปี ญ หาดา นวนิ ยั และ พฤตกิ รรม กลมุ ผูเรยี นทปี่ ฏิเสธโรงเรียน กลมุ ผเู รยี นทมี่ ีปญหาทางเศรษฐกจิ และสงั คม กลุมพกิ ารทาง รา งกายและสตปิ ญ ญา เปน ตน ขอมลู จากการประเมนิ จงึ เปน หัวใจของสถานศึกษาในการดาํ เนนิ การ ชว ยเหลอื ผเู รยี นไดท นั ทว งที ปดโอกาสใหผ เู รยี นไดรับการพัฒนาและประสบความสาํ เร็จในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผรู บั ผิดชอบจัดการศึกษาจะตองจัดทําระเบียบวาดวยการวัดและประเมินผล การเรยี นของสถานศกึ ษาใหส อดคลองและเปนไปตามหลักเกณฑแ ละแนวปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ขอ กาํ หนดของ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เพือ่ ใหบ ุคลากรทีเ่ กย่ี วขอ งทกุ ฝายถือปฏบิ ตั ิรว มกัน เกณฑก ารวดั และประเมนิ ผลการเรียน 1. การตดั สนิ การใหร ะดับและการรายงานผลการเรยี น 1.1 การตัดสนิ ผลการเรียน ในการตัดสินผลการเรียนของกลมุ สาระการเรียนรู การอา น คิดวิเคราะหและเขยี น คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค และกจิ กรรมพฒั นาผูเรียนนนั้ ผสู อนตอ งคาํ นงึ ถงึ การพฒั นาผเู รยี นแตละ คนเปน หลกั และตอ งเกบ็ ขอมูลของผเู รยี นทุกดา นอยา งสมํ่าเสมอและตอเนอ่ื งในแตละภาคเรยี น รวมทง้ั สอนซอ มเสรมิ ผูเรียนใหพ ัฒนาจนเต็มตามศกั ยภาพ ระดับประถมศึกษา (1) ผูเ รยี นตองมเี วลาเรยี นไมนอยกวา รอยละ 80 ของเวลาเรยี นทง้ั หมด (2) ผูเรียนตองไดร บั การประเมินทกุ ตวั ชว้ี ดั และผา นตามเกณฑท ่สี ถานศกึ ษากําหนด (3) ผเู รียนตองไดรบั การตดั สินผลการเรยี นทกุ รายวชิ า
34 (4) ผูเรียนตองไดร บั การประเมิน และมีผลการประเมนิ ผานตามเกณฑทสี่ ถานศกึ ษา กาํ หนด ในการอาน คิดวเิ คราะหแ ละเขยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค และกิจกรรมพัฒนาผูเรยี น ระดับมัธยมศึกษา (1) ตดั สินผลการเรยี นเปน รายวิชา ผเู รียนตอ งมเี วลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมน อย กวารอ ยละ 80 ของเวลาเรียนทง้ั หมดในรายวชิ านน้ั ๆ (2) ผเู รียนตองไดร บั การประเมนิ ทุกตวั ช้ีวดั และผา นตามเกณฑท ีส่ ถานศกึ ษา กําหนด (3) ผเู รียนตอ งไดร ับการตัดสนิ ผลการเรยี นทกุ รายวิชา (4) ผูเ รยี นตองไดรบั การประเมิน และมผี ลการประเมนิ ผา นตามเกณฑทีส่ ถานศึกษา กําหนด ในการอา น คิดวิเคราะหแ ละเขียน คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค และกิจกรรมพฒั นาผูเ รยี น การพิจารณาเล่ือนชนั้ ทง้ั ระดับประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา ถา ผูเรียนมีขอ บกพรอ ง เพยี งเล็กนอย และสถานศกึ ษาพจิ ารณาเหน็ วา สามารถพฒั นาและสอนซอมเสริมได ใหอ ยใู นดลุ พินจิ ของสถานศึกษาทจ่ี ะผอ นผนั ใหเลอ่ื นชนั้ ได แตหากผูเรยี นไมผานรายวชิ าจาํ นวนมาก และมแี นวโนมวา จะเปนปญหาตอ การเรยี นในระดับชัน้ ทีส่ งู ข้นึ สถานศกึ ษาอาจตง้ั คณะกรรมการพจิ ารณาใหเ รยี นซํ้าชัน้ ได ท้งั นีใ้ หค ํานึงถงึ วฒุ ภิ าวะและความรคู วามสามารถของผูเรยี นเปน สําคญั 1.2 การใหระดับผลการเรียน ระดับประถมศกึ ษา ในการตดั สนิ เพอื่ ใหระดับผลการเรยี นรายวชิ า สถานศึกษา สามารถใหร ะดับผลการเรียนหรอื ระดับคณุ ภาพการปฏบิ ัติของผเู รยี น เปน ระบบตวั เลข ระบบตัวอักษร ระบบรอยละ และระบบท่ีใชค ําสาํ คัญสะทอ นมาตรฐาน การประเมนิ การอา น คิดวิเคราะหแ ละเขยี น และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคนน้ั ให ระดับผลการประเมินเปน ดีเยีย่ ม ดี และผาน การประเมนิ กจิ กรรมพัฒนาผูเรียน จะตอ งพจิ ารณาทง้ั เวลาการเขารว มกจิ กรรม การ ปฏบิ ตั กิ ิจกรรมและผลงานของผเู รียน ตามเกณฑท ส่ี ถานศึกษากาํ หนด และใหผลการเขา รวมกจิ กรรม เปนผาน และไมผ า น ระดับมธั ยมศึกษา ในการตดั สินเพ่อื ใหระดบั ผลการเรยี นรายวิชา ใหใ ชตวั เลขแสดง ระดับผลการเรยี นเปน 8 ระดับ การประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหแ ละเขยี น และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคนน้ั ให ระดบั ผลการประเมินเปน ดเี ยย่ี ม ดี และผา น
35 การประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาผูเรยี น จะตอ งพิจารณาทง้ั เวลาการเขา รวมกจิ กรรม การ ปฏิบัติกจิ กรรมและผลงานของผเู รยี น ตามเกณฑท ี่สถานศกึ ษากาํ หนด และใหผลการเขารวมกิจกรรม เปน ผา น และไมผ าน 1.3 การรายงานผลการเรยี น การรายงานผลการเรยี นเปน การสื่อสารใหผ ปู กครองและผูเรียนทราบความกา วหนา ในการเรยี นรขู องผูเรียน ซ่งึ สถานศกึ ษาตอ งสรุปผลการประเมนิ และจดั ทาํ เอกสารรายงานใหผ ูปกครอง ทราบเปน ระยะ ๆ หรอื อยา งนอ ยภาคเรยี นละ 1 ครัง้ การรายงานผลการเรียนสามารถรายงานเปนระดบั คณุ ภาพการปฏบิ ัตขิ องผเู รียนท่ี สะทอนมาตรฐานการเรยี นรูก ลุม สาระการเรยี นรู 2. เกณฑการจบการศกึ ษา หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน กาํ หนดเกณฑกลางสาํ หรบั การจบการศกึ ษา เปน 3ระดบั คอื ระดับประถมศกึ ษา ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน และระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 2.1 เกณฑก ารจบระดบั ประถมศึกษา (1) ผเู รยี นเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐาน และรายวิชา/กจิ กรรมเพ่มิ เตมิ ตามโครงสรา งเวลาเรยี น ที่หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานกําหนด (2) ผเู รยี นตองมีผลการประเมนิ รายวิชาพนื้ ฐาน ผานเกณฑก ารประเมินตามท่ี สถานศกึ ษากาํ หนด (3) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ การอา น คดิ วิเคราะห และเขยี นในระดบั ผา นเกณฑ การประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (4) ผเู รียนมีผลการประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคใ นระดบั ผานเกณฑก าร ประเมนิ ตามทส่ี ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเรยี นเขา รวมกจิ กรรมพฒั นาผเู รียนและมผี ลการประเมินผา นเกณฑการประเมนิ ตามทสี่ ถานศึกษากําหนด 2.2 เกณฑก ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน (1) ผูเรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพม่ิ เตมิ ไมเ กนิ 81 หนวยกิต โดยเปน รายวชิ า พื้นฐาน 63 หนวยกิต และรายวชิ าเพิม่ เตมิ ตามที่สถานศกึ ษากาํ หนด (2) ผเู รียนตอ งไดห นว ยกติ ตลอดหลกั สตู รไมน อยกวา 77 หนวยกิต โดยเปน รายวิชาพน้ื ฐาน 63 หนว ยกติ และรายวชิ าเพ่มิ เตมิ ไมนอ ยกวา 14 หนวยกิต (3) ผเู รยี นมีผลการประเมนิ การอาน คดิ วเิ คราะหและเขยี น ในระดับผา น เกณฑ การประเมนิ ตามทีส่ ถานศกึ ษากาํ หนด
36 (4) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ คุณลักษณะอันพงึ ประสงค ในระดบั ผานเกณฑการ ประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเรียนเขารว มกจิ กรรมพฒั นาผเู รยี นและมีผลการประเมนิ ผา นเกณฑการประเมนิ ตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด 2.3 เกณฑก ารจบระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (1) ผเู รียนเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานและเพม่ิ เตมิ ไมน อยกวา 81 หนว ยกติ โดยเปน รายวชิ าพน้ื ฐาน 39 หนว ยกิต และรายวชิ าเพมิ่ เติมตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด (2) ผเู รยี นตองไดห นว ยกติ ตลอดหลักสตู รไมนอ ยกวา 77 หนว ยกติ โดยเปน รายวิชาพนื้ ฐาน 39 หนว ยกติ และรายวชิ าเพิม่ เตมิ ไมน อ ยวา 38 หนว ยกติ (3) ผเู รียนมีผลการประเมนิ การอา น คดิ วเิ คราะหและเขยี น ในระดบั ผานเกณฑ การประเมนิ ตามที่สถานศึกษากาํ หนด (4) ผูเรียนมผี ลการประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค ในระดับผา นเกณฑก าร ประเมนิ ตามทสี่ ถานศกึ ษากาํ หนด (5) ผูเ รียนเขา รว มกิจกรรมพฒั นาผเู รียนและมีผลการประเมินผา นเกณฑการประเมิน ตามที่สถานศกึ ษากําหนด สําหรับการจบการศึกษาสาํ หรบั กลุม เปา หมายเฉพาะ เชน การศกึ ษาเฉพาะทางการศึกษา สําหรับผมู ีความสามารถพิเศษ การศกึ ษาทางเลอื ก การศึกษาสาํ หรบั ผดู อ ยโอกาส การศกึ ษาตาม อัธยาศัย ใหค ณะกรรมการของสถานศกึ ษา เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา และผทู เ่ี กย่ี วขอ ง ดําเนนิ การวดั และ ประเมนิ ผลการเรยี นรตู ามหลักเกณฑในแนวปฏิบตั กิ ารวดั และประเมินผลการเรียนรูของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสาํ หรับกลุมเปาหมายเฉพาะ หลักฐานการศกึ ษา เอกสารหลกั ฐานการศกึ ษา เปน เอกสารสาํ คญั ทบี่ ันทกึ ผลการเรียน ขอมูลและสารสนเทศ ที่เกย่ี วของกับพฒั นาการของผเู รียนในดา นตา ง ๆ แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกาํ หนด 1.1 ระเบียนแสดงผลการเรยี น เปน เอกสารแสดงผลการเรียนและรบั รองผลการเรยี นของ ผเู รยี นตามรายวิชา ผลการประเมินการอา น คิดวเิ คราะหและเขยี น ผลการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคข องสถานศกึ ษา และผลการประเมินกิจกรรมพฒั นาผเู รียน สถานศกึ ษาจะตอ งบนั ทึกขอมลู และออกเอกสารนี้ใหผูเรยี นเปน รายบุคคลเม่อื ผูเ รยี นจบการศกึ ษาระดับประถมศกึ ษา(ชั้นประถมศกึ ษา ปที่ 6) จบการศกึ ษาภาคบงั คับ (ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี 3) จบการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน(ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 6) หรอื เมอ่ื ลาออกจากสถานศกึ ษาในทกุ กรณี
37 1.2 ประกาศนยี บตั ร เปน เอกสารแสดงวฒุ ิการศึกษาเพื่อรบั รองศกั ดิแ์ ละสทิ ธิข์ องผูจบ การศกึ ษา ท่ีสถานศกึ ษาใหไ วแ กผูจบการศกึ ษาภาคบงั คบั และผจู บการศึกษาขั้นพืน้ ฐานตามหลกั สตู ร แกนกลางการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน 1.3 แบบรายงานผูส าํ เร็จการศกึ ษา เปน เอกสารอนุมัตกิ ารจบหลกั สตู รโดยบนั ทกึ รายชื่อ และขอ มลู ของผูจบการศึกษาระดบั ประถมศึกษา (ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6) ผจู บการศกึ ษาภาคบงั คับ (ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3) และผจู บการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน (ชัน้ มัธยมศึกษาปท ่ี 6) 2. เอกสารหลักฐานการศกึ ษาทส่ี ถานศึกษากาํ หนด เปน เอกสารทส่ี ถานศกึ ษาจดั ทาํ ขึ้นเพ่อื บนั ทกึ พฒั นาการ ผลการเรียนรู และขอ มูลสาํ คญั เกย่ี วกบั ผเู รยี น เชน แบบรายงานประจาํ ตัวนกั เรยี น แบบบันทึกผลการเรียนประจาํ รายวิชา ระเบียน สะสม ใบรับรองผลการเรียน และ เอกสารอ่ืน ๆ ตามวตั ถปุ ระสงคของการนําเอกสารไปใช การเทยี บโอนผลการเรยี น สถานศกึ ษาสามารถเทยี บโอนผลการเรยี นของผเู รียนในกรณีตา งๆ ไดแก การยา ยสถานศกึ ษา การเปล่ียนรูปแบบการศกึ ษา การยา ยหลักสูตร การออกกลางคนั และขอกลับเขารบั การศึกษาตอ การศกึ ษาจากตางประเทศและขอเขา ศึกษาตอในประเทศ นอกจากน้ี ยังสามารถเทียบโอนความรู ทกั ษะ ประสบการณจากแหลง การเรียนรูอ่นื ๆ เชน สถานประกอบการ สถาบนั ศาสนา สถาบันการ ฝก อบรมอาชพี การจดั การศกึ ษาโดยครอบครัว การเทยี บโอนผลการเรียนควรดําเนนิ การในชว งกอ นเปด ภาคเรยี นแรก หรือตน ภาคเรยี นแรก ท่ีสถานศกึ ษารับผขู อเทียบโอนเปน ผเู รียน ท้ังน้ี ผเู รียนท่ไี ดร ับการเทียบโอนผลการเรียนตอ งศึกษา ตอเนอื่ งในสถานศึกษาทร่ี บั เทยี บโอนอยา งนอย1ภาคเรยี นโดยสถานศกึ ษาทร่ี ับผูเรยี นจากการเทียบ โอนควรกาํ หนดรายวิชา/จาํ นวนหนว ยกติ ทจี่ ะรับเทยี บโอนตามความเหมาะสม การพิจารณาการเทยี บโอน สามารถดาํ เนนิ การได ดังน้ี 1. พจิ ารณาจากหลกั ฐานการศกึ ษา และเอกสารอืน่ ๆ ท่ีใหข อมลู แสดงความรู ความสามารถ ของผเู รียน 2. พิจารณาจากความรู ความสามารถของผูเรียนโดยการทดสอบดวยวิธกี ารตาง ๆ ทงั้ ภาคความรแู ละภาคปฏบิ ตั ิ 3. พจิ ารณาจากความสามารถและการปฏิบัติในสภาพจริง การเทียบโอนผลการเรยี นให เปนไปตาม ประกาศ หรือ แนวปฏบิ ตั ิ ของกระทรวงศกึ ษาธิการ
38 การบรหิ ารจดั การหลักสตู ร ในระบบการศึกษาท่ีมกี ารกระจายอาํ นาจใหท อ งถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนา หลกั สูตรนน้ั หนว ยงานตา งๆ ท่ีเกี่ยวขอ งในแตล ะระดับ ต้งั แตระดับชาติ ระดบั ทอ งถนิ่ จนถงึ ระดับ สถานศกึ ษา มบี ทบาทหนา ที่ และความรบั ผิดชอบในการพัฒนา สนบั สนุน สง เสริม การใชแ ละ พัฒนาหลกั สตู รใหเ ปน ไปอยางมีประสิทธภิ าพ เพือ่ ใหการดาํ เนนิ การจดั ทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษาและ การจัดการเรียนการสอนของสถานศกึ ษามปี ระสทิ ธิภาพสงู สดุ อนั จะสง ผลใหก ารพฒั นาคุณภาพ ผูเรยี นบรรลุตามมาตรฐานการเรยี นรูทก่ี าํ หนดไวในระดับชาติ ระดับทองถนิ่ ไดแ ก สาํ นกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา หนวยงานตน สงั กัดอ่นื ๆ เปนหนว ยงานท่ี มีบทบาทในการขบั เคลื่อนคณุ ภาพการจัดการศกึ ษา เปน ตวั กลางทีจ่ ะเชื่อมโยงหลกั สตู รแกนกลาง การศึกษาขั้นพืน้ ฐานทก่ี าํ หนดในระดับชาติใหส อดคลองกบั สภาพและความตอ งการของทอ งถน่ิ เพื่อ นําไปสูการจดั ทาํ หลกั สูตรของสถานศึกษา สง เสรมิ การใชแ ละพัฒนาหลักสตู รในระดบั สถานศกึ ษา ให ประสบความสาํ เรจ็ โดยมภี ารกิจสาํ คญั คอื กาํ หนดเปา หมายและจดุ เนน การพฒั นาคณุ ภาพผเู รยี น ในระดับทองถนิ่ โดยพจิ ารณาใหส อดคลอ งกับสง่ิ ทีเ่ ปน ความตอ งการในระดับชาติ พฒั นาสาระการ เรยี นรทู อ งถน่ิ ประเมนิ คุณภาพการศึกษาในระดับทองถน่ิ รวมทงั้ เพม่ิ พูนคณุ ภาพการใชห ลกั สตู รดว ย การวิจยั และพฒั นา การพฒั นาบุคลากร สนบั สนนุ สง เสริม ติดตามผล ประเมินผล วิเคราะห และ รายงานผลคณุ ภาพของผเู รยี น สถานศึกษามหี นา ทส่ี ําคญั ในการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา การ วางแผนและดาํ เนนิ การใชห ลกั สตู ร การเพิ่มพนู คุณภาพการใชห ลักสตู รดว ยการวิจยั และพฒั นา การ ปรบั ปรุงและพัฒนาหลักสตู ร จัดทาํ ระเบยี บการวดั และประเมินผล ในการพฒั นาหลกั สตู รสถานศึกษา ตองพิจารณาใหสอดคลองกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานและรายละเอียดที่เขตพ้ืนที่ การศกึ ษาหรือหนว ยงานตน สงั กดั อนื่ ๆ ในระดบั ทอ งถน่ิ ไดจัดทําเพ่มิ เตมิ รวมทง้ั สถานศึกษาสามารถ เพิม่ เตมิ ในสว นทเ่ี กย่ี วกบั สภาพปญ หาในชุมชนและสงั คม ภูมิปญ ญาทอ งถน่ิ และความตอ งการของ ผเู รยี น โดยทกุ ภาคสว นเขา มามีสวนรว มในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา 2. หลกั สตู รสถานศกึ ษา 2.1 ความหมายของหลักสตู รสถานศกึ ษา หลกั สตู รสถานศึกษามคี วามสําคญั ตอ การเรยี นการสอนเพราะเปน สง่ิ ทกี่ ําหนดทศิ ทาง การศกึ ษาในการทีจ่ ะใหความรู ถา ยทอดความรู เสริมสรางทกั ษะ ปลูกฝง คา นยิ มและเจตคตทิ ่ดี ีใหกบั ผเู รียนเพ่อื นาํ ไปพฒั นาตนเองทกุ ๆดาน จงึ มีผูใ หค วามหมายของหลักสตู รสถานศกึ ษาไวดงั นี้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154