Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสาร นักธรรมตรี

เอกสาร นักธรรมตรี

Published by mahakor.2018, 2021-08-27 07:11:27

Description: เอกสาร นักธรรมตรี

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมช้นั ตรี ๔๒ ตอนท่ี ๑ ธรรมวิภาค ทุกะ คือ หมวด ๒ ธรรมมอี ุปการะมาก ๒ อย่าง ๑. สติ ความระลกึ ได้ ๒. สัมปชัญญะ ความรตู้ ัว อง.ฺ ทุก. ๒๐/๑๑๙. ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๙๐ ธรรมเป็นโลกบาล คือ คมุ้ ครองโลก ๒ อยา่ ง ๑. หิริ ความละอายแกใ่ จ ๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว อง.ฺ ทุก. ๒๐/๖๕. ข.ุ อิต.ิ ๒๕/๒๕๗ ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง ๑. ขนั ติ ความอดทน ๒. โสรจั จะ ความเสงีย่ ม องฺ. ทุก. ๒๐/๑๑๘. วิ. มหา. ๕/๓๓๕ บุคคลหาได้ยาก ๒ อยา่ ง ๑. บพุ พาการี บคุ คลผ้ทู ำอปุ การะกอ่ น. ๒. กตญั ญูกตเวที บุคคลผูร้ ้อู ุปการะท่ีทา่ นทำแลว้ และตอบแทน องฺ ทกุ . ๒๐/๑๐๙ ตกิ ะ คือ หมวด ๓ รตนะ ๓ อยา่ ง พระพทุ ธ ๑ พระธรรม ๑ พระสงฆ์ ๑ ๑. ทา่ นผสู้ อนให้ประชุมชนประพฤติชอบดว้ ย กาย วาจา ใจตามพระธรรมวินยั ท่ีทา่ น เรียกว่า พระพทุ ธศาสนา ช่ือพระพุทธเจา้ ๒. พระธรรมวินัยทเ่ี ปน็ คำสงั่ สอนของทา่ น ชอื่ พระธรรม ๓. หมู่ชนที่ฟังคำส่งั สอนของท่านแลว้ ปฏิบตั ชิ อบตามพระธรรมวินยั ชอ่ื พระสงฆ์ ข.ุ ขุ. ๒๕/๑ สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชนั้ ตรี ๔๓ คุณของรตนะ ๓ อยา่ ง ๑. พระพุทธเจา้ รู้ดรี ูชอบดว้ ยพระองคเ์ องกอ่ นแล้ว สอนผูอ้ น่ื ให้ร้ตู ามด้วย ๒. พระธรรมยอ่ มรักษาผูป้ ฏบิ ตั ไิ มใ่ ห้ตกไปในท่ีช่วั ๓. พระสงฆป์ ฏิบัตชิ อบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผอู้ น่ื ใหก้ ระทำตามดว้ ย อาการท่พี ระพุทธเจา้ ทรงสง่ั สอน ๓ อย่าง ๑. ทรงสงั่ สอน เพื่อจะให้ผฟู้ ังรยู้ ่ิงเหน็ จริงในธรรมทค่ี วรรู้ควรเห็น ๒. ทรงสงั่ สอนมีเหตุทีผ่ ู้ฟงั อาจตรองตามให้เห็นจริงได้ ๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คอื ผู้ปฏิบตั ติ ามย่อมได้ประโยชนโ์ ดยสมควรแก่ความปฏิบัติ นยั . อง.ฺ ตกิ . ๒๐/๓๕๖ โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อยา่ ง ๑. เวน้ จากทุจริต คือประพฤติชั่วดว้ ย กาย วาจา ใจ ๒. ประกอบสุจริต คือประพฤติชอบดว้ ย กาย วาจา ใจ ๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเคร่ืองเศรา้ หมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นตน้ ที. มหา. ๑๐/๕๗ ทจุ ริต ๓ อยา่ ง ๑. ประพฤติชัว่ ดว้ ยกาย เรียก กายทจุ รติ ๒. ประพฤตชิ ัว่ ดว้ ยวาจา เรยี ก วจีทุจริต ๓. ประพฤตชิ วั่ ดว้ ยใจ เรียก มโนทจุ รติ กายทจุ ริต ๓ อยา่ ง ฆ่าสตั ว์ ๑ ลกั ฉอ้ ๑ ประพฤตผิ ิดในกาม ๑ วจที จุ ริต ๔ อยา่ ง พดู เทจ็ ๑ พูดสอ่ เสียด ๑ พดู คำหยาบ ๑ พดู เพ้อเจอ้ ๑ มโนทจุ รติ ๓ อยา่ ง โลภอยากได้ของเขา ๑ พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เห็นผดิ จากคลองธรรม ๑ ทุจรติ ๓ อย่างนี้ เปน็ กิจไมค่ วรทำ ควรจะละเสีย องฺ. ทสก. ๒๔/๓๐๓ สุจริต ๓ อยา่ ง ๑. ประพฤตชิ อบดว้ ยกาย เรยี กกายสจุ ริต ๒. ประพฤตชิ อบดว้ ยวาจา เรยี กวจีสุจรติ ๓. ประพฤตชิ อบด้วยใจ เรยี กมโนสจุ รติ สำนกั ศาสนศกึ ษา วดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชน้ั ตรี ๔๔ กายสจุ ริต ๓ อย่าง เว้นจากฆา่ สัตว์ ๑ เวน้ จากลกั ทรัพย์ ๑ เวน้ จากประพฤติผดิ ในกาม ๑ วจสี จุ รติ ๔ อย่าง เวน้ จากพดู เทจ็ ๑ เว้นจากพูดสอ่ เสียด ๑ เวน้ จากพูดคำหยาบ ๑ เว้นจากพดู เพ้อเจอ้ ๑ มโนสจุ ริต ๓ อย่าง ไมโ่ ลภอยากไดข้ องเขา ๑ ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑ เหน็ ชอบตามคลองธรรม ๑ สจุ รติ ๓ อย่างนี้ เปน็ กจิ ควรทำ ควรประพฤติ อง.ฺ ทสก. ๒๔/๓๐๓ อกศุ ลมลู ๓ อย่าง รากเหงา้ ของอกศุ ล เรยี กอกศุ ลมลู มี ๓ อยา่ ง คือ โลภะ อยากได้ ๑ โทสะ คดิ ประทุษรา้ ยเขา ๑ โมหะ หลงไม่ร้จู ริง ๑ เมื่ออกุศลมลู เหลา่ น้ีกด็ ี มีอย่แู ลว้ อกุศลอ่นื ทีย่ ังไมเ่ กิด ก็เกิดข้ึน ทเ่ี กิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุน้ันควรละเสยี ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๙๑. ข.ุ อติ ิ. ๒๕/๒๖๔ กุศลมูล ๓ อย่าง รกเหงา้ ของกศุ ล เรยี กกุศลมูล มี ๓ อยา่ ง คอื อโลภะ ไม่อยากได้ ๑ อโทสะ ไม่คิดประทษุ ร้ายเขา ๑ อโมหะ ไมห่ ลง ๑ ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรใหเ้ กิดมใี นสนั ดาน ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๙๒ สปั ปุริสบญั ญัติ คือข้อทที่ ่านสตั บรุ ษุ ตง้ั ไว้ ๓ อยา่ ง ๑. ทาน สละสงิ่ ของของตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผ้อู นื่ ๒. ปพั พัชชา คือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกนั ๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏบิ ัติมารดาบิดาของตนใหเ้ ป็นสขุ องฺ. ตกิ . ๒๐/๑๙๑ อปัณณกปฏิปทา คือปฏบิ ตั ิไม่ผดิ ๓ อย่าง ๑. อนิ ทรยี สังวร สำรวมอนิ ทรยี ์ ๖ คือ หา หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายใน เวลาเหน็ รูป ฟังเสยี ง ดมกลนิ่ ล้มิ รส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ สำนักศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชนั้ ตรี ๔๕ ๒. โภชเน มตั ตญั ญุตา รจู้ กั ประมาณในการกินอาหารแตพ่ อสมควร ไมม่ ากไม่นอ้ ย ๓. ชาคริยานโุ ยค ประกอบความเพยี รเพื่อจะชำระใจใหห้ มดจดไมเ่ หน็ แกน่ อนมากนกั อง.ฺ ตกิ . ๒๐/๑๔๒ บญุ กิริยาวัตถุ ๓ อย่าง สงิ่ เป็นทตี่ ั้งแห่งการบำเพญ็ บญุ เรียกบุญกิรยิ าวตั ถุ โดยยอ่ มี ๓ อย่าง ๑. ทานมยั บญุ สำเรจ็ ดว้ ยการบรจิ าคทาน ๒. สลี มยั บญุ สำเรจ็ ด้วยการรักษาศีล ๓. ภาวนามยั บญุ สำเร็จดว้ ยการเจรญิ ภาวนา ขุ. อติ ิ. ๒๕/๒๗๐ / อง.ฺ อฏฺ ก. ๒๓/๑๔๕ สามัญญลกั ษณะ ๓ อยา่ ง ลักษณะทเ่ี สมอกนั แก่สังขารทัง้ ปวง เรยี กสามญั ญลักษณะ หรือไตรลักษณะก็เรียก แจกเป็น ๓ อย่าง ๑. อนจิ จตา ความเปน็ ของไม่เทีย่ ง ๒. ทุกขตา ความเป็นทกุ ข์ ๓. อนตั ตตา ความเป็นของไมใ่ ชต่ น ส. สฬ. ๑๘/๑ จตุกกะ คือ หมวด ๔ วฑุ ฒิ คือธรรมเปน็ เครอ่ื งเจรญิ ๔ อย่าง ๑. สัปปรุ ิสสงั เสวะ คบทา่ นผปู้ ระพฤตชิ อบดว้ ยกาย วาจา ใจ ทีเ่ รียกวา่ สัตบุรุษ ๒. สทั ธมั มัสสวนะ ฟงั คำส่งั สอนของท่านโดยเคารพ ๓. โยนโิ สมนสิการ ตรติ รองใหร้ ูจ้ ักส่งิ ท่ดี หี รอื ชั่วโดยอุบายท่ชี อบ ๔. ธมั มานุธัมมปฏิปตั ติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งไดต้ รองเหน็ แลว้ อง.ฺ จตกุ ฺก. ๒๑/๓๓๒ จกั ร ๔ ๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร ๒. อปั ปรุ สิ ปู สั สยะ คบสตั บรุ ุษ ๓. อัตตสัมมาปณิธิ ต้ังตนไวช้ อบ ๔. ปพุ เพกตปญุ ญตา ความเปน็ ผูไ้ ดท้ ำความดไี วใ้ นปางก่อน ธรรม ๔ อยา่ งน้ี ดจุ ลอ้ รถนำไปสคู่ วามเจริญ องฺ. จตุกกฺ . ๒๑/๔๐ สำนกั ศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชัน้ ตรี ๔๖ อคติ ๔ ๑. ลำเอียงเพราะรกั ใครก่ ัน เรยี กฉันทาคติ ๒. ลำเอียงเพราะไมช่ อบกัน เรยี กโทสาคติ ๓. ลำเอยี งเพราะเขลา เรียกโมหาคติ ๔. ลำเอียงเพราะกลวั เรียกภยาคติ อคติ ๔ ประการน้ี ไม่ควรประพฤติ องฺ. จตกุ กฺ . ๒๑/๒๓ อันตรายของภิกษุสามเณรผบู้ วชใหม่ ๔ อยา่ ง ๑. อดทนตอ่ คำสอนไม่ได้ คือ เบือ่ ตอ่ คำส่งั สอนขีเ้ กยี จทำตาม ๒. เปน็ คนเห็นแกป่ ากแกท่ อ้ ง คอื ทนความอดอยากไมไ่ ด้ ๓. เพลดิ เพลนิ ในกามคุณ คือ ทะยานอยากไดส้ ุขยงิ่ ๆ ขน้ึ ไป ๔. รักผูห้ ญงิ ภิกษสุ ามเณรผหู้ วังความเจรญิ แก่ตน ควรระวังอย่าให้อนั ตราย ๔ อย่างนี้ย่ำยไี ด้ อง.ฺ จตุกกฺ . ๒๑/๑๖๕ ปธาน คือความเพยี ร ๔ อย่าง ๑. สังวรปธาน เพยี รระวงั ไม่ให้บาปเกดิ ขึน้ ในสนั ดาน ๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกดิ ข้นึ แลว้ ๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกดิ ข้ึนในสนั ดาน ๔. อนุรกั ขนาปธานเพยี รรักษากศุ ลท่ีเกดิ ข้นึ แลว้ ไมใ่ ห้เส่อื ม ความเพยี ร ๔ อยา่ งนี้ เป็นความเพยี รชอบ ควรประกอบให้มใี นตน อง.ฺ จตกุ ฺก. ๒๑/๒๐ อธิษฐานธรรม คือธรรมท่คี วรต้งั ไวใ้ นใจ ๔ อย่าง ๑. ปัญญา รอบรู้สิ่งทีค่ วรรู้ ๒. สัจจะ ความจรงิ ใจ คือประพฤติส่ิงใดกใ็ หไ้ ด้จรงิ ๓. จาคะ สละสิง่ ทีเ่ ป็นข้าศกึ แก่ความจรงิ ใจ ๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งเปน็ ข้าศกึ แกค่ วามสงบ ม. อปุ . ๑๔/๔๓๗ อิทธิบาท คอื คณุ เคร่ืองให้สำเรจ็ ความประสงค์ ๔ อยา่ ง ๑. ฉันทะ พอใจรักใครใ่ นสิ่งนนั้ ๒. วริ ยิ ะ เพียรประกอบส่งิ น้นั ๓. จิตตะ เอาใจฝกั ใฝใ่ นส่ิงนน้ั ไมว่ างธุระ สำนกั ศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชน้ั ตรี ๔๗ ๔. วิมงั สา หมั่นตรติ รองพิจารณาเหตผุ ลในส่ิงนนั้ คณุ ๔ อยา่ งน้ี มีบรบิ ูรณแ์ ลว้ อาจชักนำบคุ คลให้ถงึ สิ่งทีต่ ้องประสงค์ซง่ึ ไมเ่ หลอื วสิ ัย อภ.ิ วภิ งฺค. ๓๕/๒๙๒ ควรทำความไมป่ ระมาทในท่ี ๔ สถาน ๑. ในการละกายทจุ รติ ประพฤตกิ ายสุจรติ ๒. ในการละวจที จุ ริต ประพฤติวจสี ุจรติ ๓. ในการละมโนทุจรติ ประพฤติมโนสุจริต ๔. ในการละความเหน็ ผิด ทำความเห็นใหถ้ กู อกี อยา่ งหนึ่ง ๑. ระวงั ใจไมใ่ ห้กำหนดั ในอารมณ์เป็นที่ต้ังแหง่ ความกำหนัด ๒. ระวงั ใจไมใ่ หข้ ัดเคอื งในอารมณ์เป็นท่ตี ้ังแหง่ ความขดั เคือง ๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตงั้ แหง่ ความหลง ๔. ระวงั ใจไมใ่ ห้มัวเมาในอารมณเ์ ปน็ ทีต่ ั้งแห่งความมวั เมา อง.ฺ จตุกกฺ . ๒๑/๑๖๑ ปารสิ ทุ ธศิ ลี ๔ ๑. ปาติโมกขสังวร สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ พระองค์อนญุ าต ๒. อนิ ทรยี สงั วร สำรวมอินทรีย์ ๖ คอื ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ไม่ใหย้ นิ ดียินร้ายใน เวลาเห็นรปู ฟังเสียง ดมกล่ิน ลม้ิ รส ถูกตอ้ งโผฏฐั พพะ ร้ธู รรมารมณ์ดว้ ยใจ ๓. ปาชวี ปาริสุทธิ เล้ียงชวี ิตโดยทางที่ชอบ ไมห่ ลอกลวงเขาเลีย้ งชวี ิต ๔. ปจั จยปัจจเวกขณะ พจิ ารณาเสียกอ่ นจึงบรโิ ภคปัจจัย ๔ คือ จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ และเภสชั ไมบ่ ริโภคด้วยตัณหา วิ. สลี . ป ม. ๑๙ อารักขกัมมฏั ฐาน ๔ ๑. พุทธานสุ สติ ระลกึ ถงึ คณุ พระพุทธเจา้ ทีม่ ีในพระองค์และทรงเกื้อกลู แก่ผู้อนื่ ๒. เมตตา แผ่ไมต่ รีจติ คดิ จะให้สตั วท์ ัง้ ปวงเปน็ สขุ ทว่ั หนา้ ๓. อสภุ ะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเปน็ ไมง่ าม ๔. มรณสั สติ นกึ ถึงความตายอนั จะมีแก่ตน กมั มัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจรญิ เป็นนิตย์ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า ฯ สำนักศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมชั้นตรี ๔๘ พรหมวิหาร ๔ ๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะใหเ้ ปน็ สุข ๒. กรณุ า ความสงสาร คดิ จะชว่ ยใหพ้ น้ ทกุ ข์ ๓. มทุ ติ า ความพลอยยินดี เมอื่ ผอู้ น่ื ไดด้ ี ๔. อุเบกขา ความวางเฉย ไมด่ ีใจไมเ่ สียใจเมอ่ื ผู้อน่ื ถงึ ความวบิ ตั ิ ๔ อยา่ งน้ี เป็นเคร่ืองอยขู่ องทา่ นผใู้ หญ่ อภิ. วภิ งฺค. ๓๕/๓๖๙ สตปิ ัฏฐาน ๔ ๑. กายานุปัสสนา ๒. เวทนานปุ สั สนา ๓. จิตตานุปัสสนา ๔. ธมั มานุปสั สนา สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรยี กกายานปุ สั สนา สตกิ ำหนดพจิ ารณาเวทนา คอื สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้ก็สัก วา่ เวทนา ไม่ใช่สัตว์ บคุ คล ตัว ตน เรา เขา เรยี กเวทนานปุ ัสสนา. สตกิ ำหนดพิจารณาใจที่เศรา้ หมอง หรือผ่องแล้ว เป็นอารมณว์ ่า ใจนก้ี ็สักวา่ ใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกจิตตานปุ สั สนา สตกิ ำหนดพจิ ารณาธรรมที่เปน็ กุศลหรอื อกุศล ทบ่ี ังเกดิ กบั ใจ เป็นอารมณว์ า่ ธรรมนี้ก็สักว่า ธรรม ไม่ใชส่ ัตว์ บคุ คล ตัว ตน เรา เขา เรยี กธมั มานุปัสสนา ท.ี มหา. ๑๐/๓๒๕ ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ธาตุ ๔ คอื ธาตุดิน เรียกปฐวีธาตุ ธาตุน้ำ เรียกอาโปธาตุ ธาตุไฟ เรยี กเตโชธาตุ ธาตุลม เรียกวา่ โยธาตุ ธาตุอนั ใดมีลกั ษณะแข้นแข็ง ธาตุน้นั เป็นปฐวีธาตุ ปฐวธี าตุนั้น ทเี่ ป็นภายใน คอื ผม ขน เล็บ ฟัน หนงั เนื้อ เอ็น กระดกู เยือ่ ในกระดกู ม้าม หวั ใจ ตับ พงั ผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ ธาตุนั้นเป็นอาโปธาตุ อาโปธาตุนั้น ที่เป็นภายใน คือ ดี เสลด หนอง เลอื ด เหง่อื มนั ข้น นำ้ ตา เปลวมัน นำ้ ลาย นำ้ มูก ไขข้อ มูตร ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน ธาตนุ ้ันเปน็ เตโชธาตุ เตโชธาตุน้นั ท่ีเป็นภายใน คือ ไฟที่ยังกาย ใหอ้ บอุน่ ไฟทยี่ ังกายให้ทรุดโทรม ไฟทย่ี ังกายให้กระวนกระวาย ไฟท่เี ผาอาหารใหย้ ่อย สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมช้ันตรี ๔๙ ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา ธาตุน้ันเป็นวาโยธาตุ วาโยธาตุน้ัน ที่เป็นภายใน คือ ลมพดั ขน้ึ เบือ้ งบน ลมพดั ลงเบ้อื งตำ่ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพดั ไปตามตัว ลมหายใจ ความกำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชมุ กนั อยู่ ไม่ใชเ่ รา ไมใ่ ชข่ องเรา เรยี กวา่ ธาตกุ มั มฏั ฐาน ม. อุป. ๑๔/๔๓๗ อริยสัจ ๔ ๑. ทุกข์ ๒. สมทุ ัย คอื เหตใุ หท้ กุ ขเ์ กิด ๓. นโิ รธ คือความดบั ทุกข์ ๔. มรรค คอื ข้อปฏิบตั ิใหถ้ งึ ความดับทกุ ข์. ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชื่อวา่ ทุกข์ เพราะเป็นของทานไดย้ าก ตณั หาคือความทะยานอยาก ไดช้ ่อื วา่ สมทุ ยั เพราะเปน็ เหตุให้ทุกขเ์ กดิ ตณั หานน้ั มปี ระเภทเป็น ๓ คอื ตัณหาความอยากในอารมณ์ทนี่ า่ รักใคร่ เรยี กวา่ กามตัณหา อย่าง ๑ ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากไม่เป็นโนน่ เปน็ น่ี เรยี กว่าวภิ วตณั หาอย่าง ๑ ความดบั ตัณหาได้สน้ิ เชิง ทุกขด์ บั ไปหมด ได้ช่อื วา่ นโิ รธ เพราะเป็นความดบั ทกุ ข์ ปญั ญาอนั ชอบว่าสง่ิ นีท้ ุกข์ ส่ิงนเี้ หตใุ หท้ ุกขเ์ กิด สิ่งนีค้ วามดบั ทุกข์ ส่ิงน้ีทางให้ถึงความดับ ทุกข์ ไดช้ อื่ ว่ามรรค เพราะเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ ห้ถงึ ความดับทุกข์ มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ ทำ การงานชอบ ๑ เลยี้ งชีวิตชอบ ๑ ทำความเพยี รชอบ ๑ ต้งั สตชิ อบ ๑ ต้งั ใจชอบ ๑ อภ.ิ วภิ งคฺ . ๓๕/๑๒๗ ปญั จกะ คือ หมวด ๕ อนันตรยิ กรรม ๕ ๑. มาตฆุ าต ฆ่ามารดา ๒. ปติ ฆุ าต ฆ่าบิดา ๓. อรหนั ตฆาต ฆา่ พระอรหนั ต์ ๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยงั พระโลหิตให้ห้อข้นึ ไป ๕. สงั ฆเภท ยงั สงฆ์ใหแ้ ตกจากกนั กรรม ๕ อย่างน้ี เป็นบาปอันหนักทีส่ ดุ ห้ามสวรรค์ หา้ มนิพพาน ตง้ั อยูใ่ นฐานปาราชกิ ของ ผูถ้ อื พระพทุ ธศาสนา ห้ามไม่ใหท้ ำเป็นเด็ดขาด อง.ฺ ป จฺ ก. ๒๒/๑๖๕ สำนักศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพิสิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชน้ั ตรี ๕๐ อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ ๑. ควรพจิ ารณาทกุ วัน ๆ วา่ เรามคี วามแกเ่ ป็นธรรมดา ไม่ลว่ งพน้ ความแก่ไปได้ ๒. ควรพจิ ารณาทกุ วนั ๆ วา่ เรามีความเจ็บเปน็ ธรรมดา ไม่ล่วงพน้ ความเจ็บไปได้ ๓. ควรพจิ ารณาทกุ วนั ๆ ว่า เรามีความตายเปน็ ธรรมดา ไม่ล่วงพน้ ความตายไปได้ ๔. ควรพิจารณาทกุ วัน ๆ วา่ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ วา่ เรามกี รรมเปน็ ของตัว เราทำดีจกั ไดด้ ี ทำชั่วจักได้ช่ัว องฺ. ป ฺจก. ๒๒/๘๑ เวสารัชชกรณธรรม คือ ธรรมทำความกล้าหาญ ๕ อย่าง ๑. สทั ธา เชือ่ สิง่ ท่ีควรเชือ่ ๒. สีล รักษากายวาจาใหเ้ รียบร้อย ๓. พาหุสัจจะ ความเปน็ ผู้ศกึ ษามาก ๔. วิริยารมั ภะ ปรารภความเพียร ๕. ปญั ญา รอบรสู้ ิ่งทีค่ วรรู้ องฺ. ป จฺ ก. ๒๒/๑๔๔ องค์แหง่ ภกิ ษใุ หม่ ๕ อย่าง ๑. สำรวมในพระปาติโมกข์ เวน้ ขอ้ ที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อทที่ รงอนุญาต ๒. สำรวมอินทรีย์ คอื ระวัง ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ ไม่ใหค้ วามยนิ ดียินรา้ ยครอบงำได้ ในเวลาทเ่ี หน็ รูปด้วยนยั นต์ าเปน็ ตน้ ๓. ความเปน็ คนไม่เอกิ เกรกิ เฮฮา ๔. อย่ใู นเสนาสนะอนั สงดั ๕. มคี วามเหน็ ชอบ. ภกิ ษใุ หมค่ วรตง้ั อยใู่ นธรรม ๕ อยา่ งน.ี้ อง.ฺ ป จฺ ก. ๒๒/๑๕๕ องค์แหง่ ธรรมกถกึ คอื นักเทศก์ ๕ อย่าง ๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตดั ลดั ใหข้ าดความ ๒. อ้างเหตผุ ลแนะนำใหผ้ ้ฟู งั เขา้ ใจ ๓. ตงั้ จติ เมตตาปรารถนาให้เปน็ ประโยชน์แกผ่ ูฟ้ ัง ๔. ไมแ่ สดงธรรมเพราะเหน็ แกล่ าภ ๕. ไมแ่ สดงธรรมกระทบตนและผอู้ น่ื คอื วา่ ไม่ยกตนเสียดสีผู้อน่ื ภิกษุผเู้ ป็นธรรมกถกึ พึงต้ังองค์ ๕ อย่างน้ีไว้ในตน อง.ฺ ป จฺ ก. ๒๒/๒๐๖ สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชั้นตรี ๕๑ ธัมมัสสวนานสิ งส์ คอื อานสิ งส์แหง่ การฟงั ธรรม ๕ อยา่ ง ๑. ผฟู้ ังธรรมย่อมไดฟ้ งั สิ่งท่ียงั ไมเ่ คยฟัง ๒. สงิ่ ใดไดเ้ คยฟังแลว้ แตไ่ มเ่ ข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสง่ิ นนั้ ชัด ๓. บรรเทาความสงสยั เสยี ได้ ๔. ทำความเห็นใหถ้ ูกต้องได้ ๕. จิตของผูฟ้ ังยอ่ มผอ่ งใส อง.ฺ ป จฺ ก. ๒๒/๒๗๖ พละ คอื ธรรมเปน็ กำลัง ๕ อย่าง ๑. สัทธา ความเช่ือ ๒. วิรยิ ะ ความเพียร ๓. สติ ความระลึกได้ ๔. สมาธิ ความตั้งใจมนั่ ๕. ปัญญา ความรอบรู้ อนิ ทรีย์ ๕ ก็เรยี ก เพราะเป็นใหญใ่ นกจิ ของตน อง.ฺ ป ฺจก. ๒๒/๑๑ นวิ รณ์ ๕ ธรรมอันก้ันจิตไมใ่ ห้บรรลคุ วามดี เรียกนวิ รณ์ มี ๕ อยา่ ง ๑. พอใจรกั ใครใ่ นอารมณท์ ชี่ อบใจมีรปู เป็นต้น เรียกกามฉันท์ ๒. ปองรา้ ยผ้อู น่ื เรยี กพยาบาท ๓. ความท่จี ติ หดหแู่ ละเคลิบเคล้มิ เรยี กถิน่ มทิ ธะ ๔. ฟงุ้ ซา่ นและรำคาญ เรยี กอทุ ธจั จกุกกจุ จะ ๕. ลังเลไมต่ กลงได้ เรียกวจิ ิกจิ ฉา องฺ. ป ฺจก. ๒๒/๗๒ ขนั ธ์ ๕ กายกับใจนี้ แบง่ ออกเป็น ๕ กอง เรยี กวา่ ขันธ์ ๕ ไดแ้ ก่ ๑. รปู ๒. เวทนา ๓. สญั ญา ๔. สงั ขาร ๕. วิญญาณ ธาตุ ๔ คอื ดนิ น้ำ ไฟ ลม ประชมุ กนั เปน็ กายนี้ เรียกว่ารูป ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกายสบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่ สบายใจ หรอื เฉย ๆ คอื ไม่ทกุ ขไ์ มส่ ุข เรียกวา่ เวทนา ความจำไดห้ มายรู้ คือ จำรปู เสยี ง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรยี กวา่ สญั ญา สำนักศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมช้ันตรี ๕๒ เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ๑ เป็นส่วนดี เรียกกุศล เป็นส่วนชั่ว เรียกอกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไมด่ ีไม่ชวั่ เรยี กอัพยากฤต เรียกวา่ สังขาร ความรอู้ ารมณใ์ นเวลาเมอ่ื รูปมากระทบตาเป็นต้น เรียกว่าวิญญาณ ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นาม รูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รปู คงเป็นรปู อภ.ิ วภิ งคฺ . ๓๕/๑ ฉกั กะ คอื หมวด ๖ คารวะ ๖ อย่าง ความเอื้อเฟ้ือ ในพระพทุ ธเจา้ ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในความศกึ ษา ๑ ในความไมป่ ระมาท ๑ ในปฏิสนั ถารคือตอ้ นรับปราศรัย ๑ ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการน้ี อง.ฺ ฉกฺก. ๒๒/๓๖๙ สาราณยิ ธรรม ๖ อย่าง ธรรมเปน็ ทีต่ ั้งแห่งความให้ระลกึ ถึง เรยี กสาราณยิ ธรรม มี ๖ อยา่ ง คือ :- ๑. เขา้ ไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพอ่ื นภิกษุสามเณรทงั้ ตอ่ หนา้ และลับหลงั คือ ช่วยขวนขวายในกจิ ธรุ ะของเพอื่ นกันดว้ ยกาย มพี ยาบาลภกิ ษไุ ข้เป็นต้น ดว้ ยจิตเมตตา ๒. เข้าไปต้งั วจีกรรมประกอบดว้ ยเมตตา ในเพอื่ นภกิ ษสุ ามเณรทง้ั ตอ่ หน้าและลับหลัง คือ ชว่ ยขวนขวายในกิจธุระของเพือ่ นกนั ดว้ ยวาจา เชน่ กล่าวสง่ั สอนเป็นต้น ดว้ ยจติ เมตตา ๓. เขา้ ไปตง้ั มโนกรรมประกอบดว้ ยเมตตา ในเพ่อื นภกิ ษุสามเณรทงั้ ตอ่ หน้าและลับหลัง คือ คิดแตส่ ิ่งท่เี ปน็ ประโยชนแ์ ก่เพ่อื นกนั ๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรม ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภค จำเพาะผูเ้ ดียว ๕. รกั ษาศลี บริสุทธ์เิ สมอกนั กับเพอ่ื นภกิ ษสุ ามเณรอน่ื ๆ ไม่ทำตนใหเ้ ปน็ ท่รี งั เกียจของผู้อนื่ ๖. มคี วามเห็นร่วมกนั กับภิกษุสามเณรอืน่ ๆ ไม่วิวาทกบั ใคร ๆ เพราะมีความเหน็ ผิดกัน ธรรม ๖ อย่างนี้ ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อ่ืน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน และกนั เปน็ ไปเพื่อความไมว่ วิ าทกนั และกัน เป็นไปเพื่อความพรอ้ มเพรียงเปน็ อันหนึ่งอันเดียวกัน อง.ฺ ฉกฺก. ๒๒/๓๒๒ สำนกั ศาสนศึกษา วัดเขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชน้ั ตรี ๕๓ อายตนะภายใน ๖ หา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ. อินทรยี ์ ๖ กเ็ รยี ก ม. ม. ๑๒/๙๖. อภิ. วภิ งฺค. ๓๕/๘๕ อายตนะภายนอก ๖ รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ คืออารมณท์ ่มี าถูกตอ้ งกาย ธรรม คืออารมณเ์ กดิ กบั ใจ. อารมณ์ ๖ กเ็ รยี ก ม. อปุ . ๑๔/๔๐๑. อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๘๕ วญิ ญาณ ๖ อาศยั รปู กระทบตา เกิดความร้ขู ้นึ เรยี กจักขวุ ิญญาณ อาศยั เสยี งกระทบหู เกดิ ความรขู้ ้นึ เรยี กโสตวญิ ญาณ อาศัยกลน่ิ กระทบจมกู เกิดความรขู้ ึ้น เรียกฆานวิญญาณ อาศยั รสกระทบลน้ิ เกิดความรูข้ ึ้น เรียกชิวหาวญิ ญาณ อาศัยโผฏฐพั พะกระทบกาย เกดิ ความรขู้ ้ึน เรียกกายวิญญาณ อาศยั ธรรมเกิดกบั ใจ เกดิ ความรู้ขึ้น เรียกมโนวิญญาณ ท.ี มหา. ๑๐/๓๔๔ อภ.ิ วภิ งฺค. ๓๕/๘๕ สมั ผสั ๖ อายตนะภายในมีตาเป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น วิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น กระทบกนั เรียกสมั ผสั มชี อื่ ตามอายตนะภายใน เปน็ ๖ คือ :- จักขุสมั ผสั โสตุสมั ผัส ฆานสมั ผสั ชิวหาสมั ผสั กายสมั ผสั มโนสมั ผัส ที. มหา. ๑๐/๓๔๔ ส. น.ิ ๑๖/๔ เวทนา ๖ สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ ไม่สุขบ้าง มีชื่อตาม อายตนะภายในเป็น ๖ คอื :- จักขุสมั ผสั สชาเวทนา โสตสมั ผัสสชาเวทนา สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี ๕๔ ฆานสมั ผัสสชาเวทนา ชวิ หาสมั ผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสมั ผสั สชาเวทนา ท.ี มหา. ๑๐/๓๔๔ ส. น.ิ ๑๖/๔ ๑. ปฐวธี าตุ คือ ธาตุ ๖ ๒. อาโปธาตุ คือ ธาตดุ นิ ๓. เตโชธาตุ คือ ธาตนุ ้ำ ๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุไฟ ๕. อากาสธาตุ คือ ธาตลุ ม ๖. วญิ ญาณธาตุ คือ ชอ่ งว่างมีในกาย ความรอู้ ะไรได้ ม. อุป. ๑๔/๑๒๕ อภ.ิ วภิ งคฺ . ๓๕/๑๐๑ สัตตกะ คือ หมวด ๗ อปริหานิยธรรม ๗ อยา่ ง ธรรมไม่เป็นท่ีตั้งแห่งความเสือ่ ม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม มี ๗ อยา่ ง คือ :- ๑. หมน่ั ประชมุ กันเนอื งนิตย์ ๒. เมอื่ ประชุมกพ็ รอ้ มเพรียงกันประชุม เมอ่ื เลิกประชุม กพ็ รอ้ มเพรียงกันเลกิ และพร้อม เพรยี งกนั ช่วยทำกจิ ท่สี งฆจ์ ะต้องทำ ๓. ไม่บัญญัติส่ิงทพี่ ระพทุ ธเจา้ ไมบ่ ัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิง่ ท่พี ระองค์ทรงบญั ญตั ไิ ว้แล้ว สาทาน ศกึ ษาอยู่ในสิกขาบทตามท่พี ระองค์ทรงบัญญตั ิไว้ ๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำ ของทา่ น ๕. ไมล่ ุอำนาจแกค่ วามอยากทเี่ กิดขน้ึ ๖. ยนิ ดใี นเสนาสนะปา ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซ่ึงเปน็ ผู้มีศีล ซึ่งยงั ไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอใหอ้ ย่เู ปน็ สุข ธรรม ๗ อย่างน้ี ตงั้ อยใู่ นผ้ใู ด ผ้นู นั้ ไม่มคี วามเสอื่ มเลย มแี ต่ความเจรญิ ฝา่ ยเดียว องฺ. สตตฺ ก. ๒๓/๒๑ สำนกั ศาสนศึกษา วัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชัน้ ตรี ๕๕ อรยิ ทรพั ย์ ๗ ทรัพย์ คือ คณุ ความดีท่มี ีในสนั ดานอย่างประเสริฐ เรยี กอรยิ ทรพั ย์ มี ๗ อย่าง คอื :- ๑. สทั ธา เช่ือสิ่งทค่ี วรเชือ่ ๒. สีล รักษา กาย วาจา ใหเ้ รยี บรอ้ ย ๓. หริ ิ ความละอายตอ่ บาปทจุ ริต ๔. โอตตปั ปะ สะด้งุ กลวั ต่อบาป ๕. พาหุสัจจะ ความเปน็ คนเคยได้ยินได้ฟังมามาก คอื จำทรงธรรมและรู้ศลิ ปวิทยามาก ๖. จาคะ สละใหป้ นั สิง่ ของของตนแกค่ นทคี่ วรใหป้ นั่ ๗. ปญั ญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชนแ์ ละไมเ่ ปน็ ประโยชน์ อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดกี วา่ ทรพั ย์ภายนอก มเี งินทองเป็นต้นควรแสวงหาไว้มใี นสนั ดาน อง.ฺ สตฺตก. ๒๓/๕ สัปปุรสิ ธรรม ๗ อย่าง ธรรมของสัตบรุ ษุ เรียกวา่ สัปปุริสธรรม มี ๗ อยา่ ง คือ :- ๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่นรู้จักว่า สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแหง่ ทุกข์ ๒. อตั ถญั ญตุ า ความเปน็ ผูร้ จู้ กั ผล เชน่ ร้จู ักวา่ สขุ เป็นผลแหง่ เหตอุ ันน้ี ทุกข์เป็นผลแห่ง เหตุอนั น้ี ๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รูจ้ ักตนว่า เราว่าโดยชาติ ตระกูล ยศศักดิ์ สมบัติ บริวาร ความรู้ และคณุ ธรรมเพยี งเท่าน้ี ๆ แล้วประพฤติตนใหส้ มควรแก่ทีเ่ ป็นอยู่อยา่ งไร ๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบ และรู้จกั ประมาณในการบริโภคแต่พอควร ๕. กาลญั ญุตา ความเปน็ ผู้รู้จักกาลเวลาอนั สมควรในอันประกอบกิจนนั้ ๆ ๖. ปริสัญญุตา ความเปน็ ผู้รู้จักประชุมชน และกิริยาทีจ่ ะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ วา่ หมู่น้ีเม่อื เขา้ ไปหา จะตอ้ งทำกริ ยิ าอยา่ งน้ี จะตอ้ งพูดอย่างน้ี เปน็ ตน้ ๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบคุ คลว่า ผูน้ ีเ้ ป็นคนดีควรคบ ผู้น้เี ปน็ คนไม่ดี ไมค่ วรคบ เปน็ ต้น องฺ. สตตฺ ก. ๒๓/๑๑๓ สปั ปุรสิ ธรรมอกี ๗ อยา่ ง ๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความ กลวั ต่อบาป เป็นคนไดย้ ินไดฟ้ งั มาก เป็นคนมคี วามเพยี ร เปน็ คนมีสตมิ ่นั คง เปน็ คนมีปญั ญา ๒. จะปรกึ ษาส่ิงใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพือ่ จะเบียดเบยี นตนและผ้อู ื่น ๓. จะคิดสงิ่ ใดกไ็ มค่ ิดเพอ่ื จะเบยี ดเบยี นตนและผอู้ ื่น สำนักศาสนศึกษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพิสิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมช้นั ตรี ๕๖ ๔. จะพูดสง่ิ ใดกไ็ มพ่ ูดเพอ่ื จะเบยี ดเบียนตนและผ้อู ื่น ๕. จะทำสงิ่ ใดก็ไม่ทำเพอ่ื จะเบียดเบียนตนและผอู้ นื่ . ๖. มีความเห็นชอบ มีเหน็ วา่ ทำดไี ดด้ ีทำชัว่ ได้ช่ัวเปน็ ต้น ๗. ให้ทานโดยเคารพ คอื เออื้ เฟอื้ แก่ของทีต่ ัวให้ และผรู้ บั ทานนน้ั ไมท่ ำอาการดจุ ทง้ิ เสีย นยั . ม. อุป. ๑๔/๑๑๒ โพชฌงค์ ๗ ๑. สติ ความระลกึ ได้ ๒. ธมั มวิจยะ ความสอดสอ่ งธรรม ๓. วริ ยิ ะ ความเพียร ๔. ปีติ ความอม่ิ ใจ ๕. ปสั สัทธิ ความสงบใจและอารมณ์ ๖. สมาธิ ความตั้งใจมน่ั ๗. อเุ ปกขา ความวางเฉย เรยี กตามประเภทวา่ สตสิ ัมโพชฌงคไ์ ปโดยลำดบั จนถึงอเุ ปกขาสมั โพชฌงค์ ส. มหา. ๑๙/๙๓ อัฏฐกะ คือ หมวด ๘ โลกธรรม ๘ ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้นเรียกว่าโลกธรรม โลก ธรรมนั้น ๘ อย่าง คอื มลี าภ ๑ ไมม่ ลี าภ ๑ มียศ ๑ ไมม่ ียศ ๑ นินทา ๑ สรรเสรญิ ๑ สุข ๑ ทกุ ข์ ๑ ในโลกธรรม ๘ ประการน้ี อยา่ งใดอยา่ งหนึง่ เกิดข้ึน ควรพจิ ารณาว่า สิ่งน้ีเกิดข้ึนแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามนั ไมเ่ ที่ยง เป็นทกุ ข์ มีความแปรปรวนเปน็ ธรรมดา ควรรู้ตามท่ีเป็นจริง อย่าให้มนั ครอบงำ จิตได้ คอื อย่ายินดใี นสว่ นทปี่ รารถนา อยา่ ยินรา้ ยในสว่ นทไ่ี มป่ รารถนา องฺ. สฏฺ ก. ๒๓/๑๕๘ ลกั ษณะตดั สนิ ธรรมวินยั ๘ ประการ ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพ่อื ความกำหนดั ย้อมใจ ๑ เป็นไปเพือ่ ความประกอบทุกข์ ๑ เป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส ๑ เปน็ ไปเพอื่ ความอยากใหญ่ ๑ เปน็ ไปเพื่อความไม่สนั โดษยนิ ดีด้วยของมอี ยู่ คือมนี ี่แล้วอยากไดน้ น่ั ๑ สำนกั ศาสนศึกษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชน้ั ตรี ๕๗ เป็นไปเพอ่ื ความคลุกคลีดว้ ยหม่คู ณะ. ๑ เป็นไปเพื่อความเกียจครา้ น ๑ เปน็ ไปเพอ่ื ความเล้ียงยาก ๑ ธรรมเหลา่ น้ีพึงรู้วา่ ไม่ใช่ธรรม ไมใ่ ชว่ นิ ยั ไม่ใช่คำสง่ั สอน ของพระศาสดา ธรรมเหล่าใดเปน็ ไปเพอื่ ความคลายกำหนัด ๑ เปน็ ไปเพือ่ ความปราศจากทุกข์ ๑ เปน็ ไปเพอ่ื ความไม่สะสมกองกเิ ลส ๑ เป็นไปเพือ่ ความอยากอนั นอ้ ย ๑ เป็นไปเพือ่ ความสนั โดษยนิ ดีดว้ ยของมีอยู่ ๑ เป็นไปเพ่อื ความสงดั จากหมู่ ๑ เป็นไปเพื่อความเพียร ๑ เป็นไปเพอ่ื ความเล้ยี งงา่ ย ๑ ธรรมเหล่าน้ีพึงร้วู ่า เป็นธรรม เปน็ วนิ ยั เปน็ คำส่ังสอนของพระศาสดา อง.ฺ อฏฺ ก. ๒๓/๒๘๘ มรรคมอี งค์ ๘ ๑. สมั มาทฏิ ฐิ ปญั ญาอนั เห็นชอบ คอื เห็นอริยสจั ๔ ๒. สัมมาสงั กปั ปะ ดำริชอบ คือ ดำริจะออกจากกาม ๑ ดำริในอันไม่พยาบาท ๑ ดำริ ในอันไมเ่ บียดเบียน ๑ ๓. สมั มาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทจุ ริต ๔ ๔. สัมมากมั มนั ตะ ทำการงานชอบ คอื เวน้ จากกายทจุ รติ ๓ ๕. สมั มาอาชวี ะ เล้ยี งชวี ติ ชอบ คือเวน้ จากความเลี้ยงชีวิตโดยทางท่ผี ดิ ๖. สมั มาวายามะ เพียรชอบ คือเพยี รในท่ี ๔ สถาน ๗. สมั มาสติ ระลึกชอบ คือระลึกในสตปิ ัฏฐานทง้ั ๔ ๘. สมั มาสมาธิ ต้งั ใจไว้ชอบ คอื เจริญฌานทั้ง ๔ ในองคม์ รรคทัง้ ๘ นนั้ เหน็ ชอบ ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าในปญั ญาสิกขา วาจาชอบ การงานชอบ เล้ียงชวี ิตชอบ สงเคราะห์เขา้ ในสลี สิกขา เพยี รชอบ ระลกึ ชอบ ตั้งใจไว้ชอบ สงเคราะห์เข้าในจิตตสกิ ขา ม. มู. ๑๒/๒๖ อภ.ิ วภิ งคฺ . ๓๕/๓๑๗ สำนักศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมชั้นตรี ๕๘ นวกะ คอื หมวด ๙ มละ คือ มลทิน ๙ อยา่ ง โกรธ ๑ ลบหลบู่ ุญคุณท่าน ๑ ริษยา ๑ ตระหน่ี ๑ มายา ๑ มกั อวด ๑ พดู ปด ๑ มคี วามปรารถนาลามก ๑ เหน็ ผดิ ๑ อภ.ิ วภิ งฺค. ๓๕/๕๒๖ ทสกะ คือ หมวด ๑๐ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ จดั เปน็ กายกรรม คือทำดว้ ยกาย ๓ อย่าง ๑. ปาณาตบิ าต ทำชวี ิตสตั ว์ให้ตกลว่ ง คอื ฆ่าสตั ว์ ๒. อทนิ นาทาน ถอื เอาส่งิ ของทเ่ี จ้าของไมไ่ ดใ้ ห้ ด้วยอาการแห่งขโมย ๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม จดั เปน็ วจกี รรม คือทำดว้ ยวาจา ๔ อย่าง ๔. มุสาวาท พูดเทจ็ ๕. ปิสณุ าวาจา พูดส่อเสียด ๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ ๗. สมั ผปั ปลาปะ พูดเพอ้ เจอ้ จัดเปน็ มโนกรรม คอื ทำดว้ ยใจ ๓ อย่าง ๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา ๙. พยาบาท ปองรา้ ยเขา ๑๐. มจิ ฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผดิ จากคลองธรรม กรรม ๑๐ อยา่ งน้ี เปน็ ทางบาป ไมค่ วรดำเนนิ ที.มหา. ๑๐/๓๕๖ ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑ กุศลกรรมบท ๑๐ จดั เป็นกายกรรม ๓ อย่าง ๑. ปาณาตปิ าตา เวรมณี เวน้ จากทำชวี ติ สัตว์ให้ตกลว่ ง ๒. อทนิ นาทานา เวรมณี เวน้ จากถอื เอาส่ิงของท่ีเจ้าของไม่ไดใ้ ห้ ดว้ ยอาการแห่ง ขโมย ๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤตผิ ิดในกาม จดั เป็นวจกี รรม ๔ อย่าง ๔. มสุ าวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเทจ็ ๕. ปสิ ณุ าย วาจาย เวรมณี เวน้ จากพดู สอ่ เสยี ด สำนกั ศาสนศึกษา วัดเขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชั้นตรี ๕๙ ๖. ผรสุ าย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ ๗. สมั ผัปปลาปา เวรมณี เวน้ จากพูดเพอ้ เจอ้ จดั เปน็ มโนกรรม ๓ อยา่ ง ๘. อนภิชฌา ไมโ่ ลภอยากไดข้ องเขา ๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองรา้ ยเขา ๑๐. สมั มาทิฏฐิ เหน็ ชอบตามคลองธรรม กรรม ๑๐ อย่างนเ้ี ป็นทางบญุ ควรดำเนนิ ท.ี มหา. ๑๐/๓๕๙ ที ปาฏ.ิ ๑๑/๒๘๔ ม. ม.ู ๑๒/๕๒๓ บญุ กิรยิ าวตั ถุ ๑๐ อย่าง ๑. ทานมยั บญุ สำเร็จด้วยการบริจาคทาน ๒. สลี มัย บญุ สำเร็จดว้ ยการรักษาศีล ๓. ภาวนามัย บญุ สำเรจ็ ดว้ ยการเจริญภาวนา ๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถอ่ มตนแก่ผใู้ หญ่ ๕. เวยยาวจั จมยั บญุ สำเรจ็ ดว้ ยการช่วยขวนขวายในกิจทีช่ อบ ๖. ปัตตทิ านมยั บญุ สำเร็จดว้ ยการให้สว่ นบญุ ๗. ปตั ตานุโมทนามัย บุญสำเรจ็ ดว้ ยการอนุโมทนาส่วนบญุ ๘. ธมั มสั สวนมัย บญุ สำเรจ็ ดว้ ยการฟังธรรม ๙. ธมั มเทสนามยั บุญสำเร็จดว้ ยการแสดงธรรม ๑๐. ทิฏฐชุ กุ มั ม์ การทำความเห็นให้ตรง สุ.วิ. ๓/๒๕๖ อภธิ มมฺ ตถฺ สงคฺ หปาลิ. ๒๙ ตฏฏฺ ีกา. ๑๗๑ ธรรมทบี่ รรพชิตควรพจิ ารณาเนือง ๆ ๑๐ อยา่ ง ๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนอื ง ๆ ว่า บัดน้ีเรามเี พสต่างจากคฤหัสถแ์ ล้ว อาหารกิรยิ าใด ๆ ของสมณะ เราตอ้ งทำอาการกริ ิยานน้ั ๆ ๒. บรรพชิตควรพจิ ารณาเนอื ง ๆ วา่ ความเลยี้ งชีวติ ของเราเนื่องด้วยผอู้ ืน่ เราควรทำตวั ให้ เขาเล้ยี งงา่ ย ๓. บรรพชิตควรพจิ ารณาเนือง ๆ วา่ อาการกายวาจาอย่างอื่นทีเ่ ราจะต้องทำใหด้ ีข้ึนไปกว่า น้ี ยงั มีอยอู่ ีก ไมใ่ ช่เพยี งเท่านี้ ๔. บรรพชติ ควรพจิ ารณาเนอื ง ๆ ว่า ตัวของเราเองตเิ ตียนตวั เราเองโดยศีลได้หรือไม่ ๕. บรรพชิตควรพจิ ารณาเนอื ง ๆ ว่า ผู้ร้ใู ครค่ รวญแลว้ ติเตยี นเราโดยศลี ไดห้ รือไม่ ๖. บรรพชติ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ วา่ เราจะตอ้ งพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจทงั้ นน้ั ๗. บรรพชติ ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตวั เราทำดจี ักได้ดี ทำชวั่ จักได้ชั่ว ๘. บรรพชติ ควรพจิ ารณาเนือง ๆ วา่ วนั คืนล่วงไป ๆ บดั นีเ้ ราทำอะไรอยู่ สำนกั ศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชั้นตรี ๖๐ ๙. บรรพชติ ควรพิจารณาเนอื ง ๆ ว่า เรายินดีในทสี่ งดั หรือไม่ ๑๐. บรรพชติ ควรพจิ ารณาเนือง ๆ วา่ คุณวิเศษของเรามอี ยู่หรอื ไม่ ทีจ่ ะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อ เขนิ ในเวลาเพอื่ นบรรพชติ ถามในกาลภายหลงั อง.ฺ ทสก. ๒๔/๙๑ นาถกรณธรรม คอื ธรรมทำที่พ่ึง ๑๐ อย่าง ๑. ศลี รกั ษากายวาจาให้เรียบรอ้ ย ๒. พาหสุ ัจจะ ความเป็นผู้ได้สดับรับฟงั มาก ๓. กลั ยาณมิตตตา ความเปน็ ผมู้ ีเพือ่ นดีงาม ๔. โสวจัสสตา ความเปน็ ผู้ว่าง่ายสอนงา่ ย ๕. กิงกรณเี ยสุ ทักขตา ความขยนั ชว่ ยเอาใจใส่ในกจิ ธุระของ ๖. ธมั มกามตา ความใครใ่ นธรรมท่ชี อบ ๗. วริ ยิ ะ เพียรเพื่อจะละความช่ัว ประพฤตคิ วามดี ๘. สนั โดษ ยนิ ดีด้วยผา้ นงุ่ ผา้ หม่ อาหาร ทนี่ อน ท่นี ง่ั และยา ตามมตี ามได้ ๙. สติ จำการท่ไี ด้ทำและคำท่ีพดู แลว้ แม้นานได้ ๑๐. ปญั ญา รอบรใู้ นกองสงั ขารตามเปน็ จริงอยา่ งไร องฺ. ทสก. ๒๔/ ๒๗ กถาวัตถุ คือ ถ้อยคำที่ควรพูด ๑๐ อย่าง ๑. อัปปจิ ฉกถา ถ้อยคำทช่ี ักนำให้มคี วามปรารถนานอ้ ย ๒. สนั ตฏุ ฐิกถา ถอ้ ยคำทช่ี ักนำใหส้ นั โดษยนิ ดดี ว้ ยปัจจัยตามมีตามได้ ๓. ปวิเวกกถา ถอ้ ยคำทช่ี ักนำใหส้ งัดกายสงดั ใจ ๔. อสังสัคคกถา ถ้อยคำทช่ี ักนำไมใ่ หร้ ะคนด้วยหมู่ ๕. วริ ยิ ารมั ภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพยี ร ๖. สีลกถา ถ้อยคำทชี่ กั นำใหต้ ั้งอยใู่ นศลี ๗. สมาธกิ ถา ถอ้ ยคำที่ชกั นำใหท้ ำใจให้สงบ ๘. ปญั ญากถา ถ้อยคำทีช่ กั นำใหเ้ กิดปัญญา ๙. วิมตุ ติกถา ถ้อยคำทช่ี ักนำให้ทำใจใหพ้ ้นจากกเิ ลส. ๑๐. วมิ ุตตญิ าณทสั สนากถา ถอ้ ยคำที่ชักนำให้เกิดความร้คู วามเห็นในความทใี่ จพ้นจากกิเลส องฺ. ทสก. ๒๔/๑๓๘ อนสุ สติ คือ อารมณค์ วรระลึก ๑๐ ประการ ๑. พุทธานสุ สติ ระลึกถึงคณุ ของพระพุทธเจา้ ๒. ธัมมานสุ สติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม สำนกั ศาสนศกึ ษา วดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร

๓. สงั ฆานสุ สติ เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชนั้ ตรี ๖๑ ๔. สลี านุสสติ ๕. จาคานุสสติ ระลึกถงึ คณุ ของพระสงฆ์ ๖. เทวตานสุ สติ ระลึกถึงศีลของตน ๗. มรณสั สติ ระลึกถงึ ทานท่ตี นบรจิ าคแล้ว ๘. กายคตาสติ ระลกึ ถึงคณุ ที่ทำบุคคลใหเ้ ปน็ เทวดา ๙. อานาปานสติ ระลกึ ถงึ ความตายทจ่ี ะมาถงึ ตน ๑๐. อปุ สมานสุ สติ ระลกึ ทัว่ ไปในกาย ให้เห็นวา่ ไม่งาม น่าเกลยี ดโสโครก ตง้ั สตกิ ำหนดลมหายใจเข้าออก ระลึกถึงคณุ พระนพิ พาน ซ่งึ เป็นท่ีระงับกิเลสและกองทุกข์ วิ. ฉอนุสสฺ ติ. ป ม. ๒๕๐ ปกิณณกะ คอื หมวดเบด็ เตลด็ อุปกเิ ลส คอื โทษเครือ่ งเศรา้ หมอง ๑๖ อยา่ ง๑ ๑. อภชิ ฌาวิสมโลภะ ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพง่ เลง็ ๒. โทสะ. ร้ายกาจ ๓. โกธะ โกรธ ๔. อปุ นาหะ ผกู โกรธไว้ ๕. มักขะ ลบหลูค่ ุณท่าน ๖. ปลาสะ ตเี สมอ คือยกตัวเทียมท่าน ๗. อิสสา รษิ ยา คอื เหน็ เขาไดด้ ี ทนอยไู่ มไ่ ด้ ๘. มัจฉรยิ ะ ตระหน่ี ๙. มายา มารยา คอื เจ้าเลห่ ์ ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑. ถมั ภะ หัวด้ือ ๑๒. สารัมภะ แขง่ ดี ๑๓. มานะ ถือตัว ๑๔. อติมานะ ดูหมิน่ ทา่ น ๑๕. มทะ มวั เมา ๑๖. ปมาทะ เลินเลอ่ ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗,๖๕ โพธปิ ักขิยธรรม ๓๗ ประการ ไดแ้ ก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ สำนกั ศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมช้ันตรี ๖๒ อทิ ธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมอี งค์ ๘ ธรรมวิภาค จบ สำนกั ศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชั้นตรี ๖๓ ตอนที่ ๒ คหิ ิปฏิบตั ิ จตุกกะ คอื หมวด ๔ กรรมกเิ ลส คอื กรรมเครอ่ื งเศร้าหมอง ๔ อย่าง ๑. ปาณาตบิ าต ทำชวี ติ สัตวใ์ หต้ กลว่ ง ๒. อทนิ นาทาน ถือเอาสิ่งของท่เี จ้าของไม่ไดใ้ ห้ ด้วยอาการแหง่ ขโมย ๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤตผิ ดิ ในกาม ๔. มุสาวาท พดู เท็จ กรรม ๔ อย่างน้ี นักปราชญไ์ ม่สรรเสรญิ เลย ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๑๙๕ อบายมุข คือ เหตุเครือ่ งฉิบหาย ๔ อยา่ ง ๑. ความเป็นนักเลงหญิง ๒. ความเปน็ นักเลงสรุ า ๓. ความเป็นนักเลงเลน่ การพนนั ๔. ความคบคนชวั่ เปน็ มิตร โทษ ๔ ประการน้ี ไม่ควรประกอบ องฺ. อฏฺก. ๒๓/๒๙๖ ทิฏฐธมั มิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในปัจจบุ ัน ๔ อยา่ ง ๑. อุฏฐานสัมปทา ถึงพร้อมด้วยความหมั่น ในการประกอบกิจเครื่องเลี้ยงชีวิตก็ดี ใน การศกึ ษาเล่าเรียนกด็ ี ในการทำธรุ ะหนา้ ทข่ี องตนก็ดี ๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความหม่นั ไม่ให้เปน็ อันตรายก็ดี รักษาการงานของตน ไม่ให้เสือ่ มเสียไปกด็ ี ๓. กัลยาณมิตตตา ความมเี พ่ือนเปน็ คนดี ไม่คบคนช่วั ๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หาได้ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ให้ฟูม ฟายนกั องฺ. อฏฺ ก. ๒๓/๒๙๔ สัมปรายิกัตถประโยชน์ คอื ประโยชน์ภายหนา้ ๔ อย่าง ๑. สัทธาสมั ปทา ถึงพร้อมด้วยศรทั ธา คอื เชือ่ สง่ิ ท่ีควรเช่ือ เช่นเชอื่ วา่ ทำดไี ด้ดี ทำช่ัวได้ ช่วั เป็นต้น ๒. สีลสัมปทา ถงึ พรอ้ มด้วยศีล คอื รกั ษากายวาจาเรียบร้อยดไี มม่ โี ทษ สำนกั ศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชน้ั ตรี ๖๔ ๓. จาคสมั ปทา ถึงพร้อมด้วยการบรจิ าคทาน เปน็ การเฉลีย่ สุขให้แก่ผู้อืน่ ๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา รู้จักบาป บุญ คุณ โทษ ประโยชน์ มิใช่ ประโยชน์ เป็นตน้ อง.ฺ อฏฺ ก. ๒๓/๒๙๗ มิตตปฏริ ปู คอื คนเทยี มมิตร ๔ จำพวก ๑. คนปอกลอก ๒. คนดแี ต่พดู ๓. คนหวั ประจบ ๔. คนชักชวนในทางฉบิ หาย คน ๔ จำพวกนี้ ไมใ่ ช่มติ ร เป็นแคค่ นเทยี มมติ ร ไม่ควรคบ ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๑๙๙ ลกั ษณะแห่งมติ ตปฏริ ูป ๑. คนปอกลอก มีลกั ษณะ ๔ ( ๑ ) คิดเอาแต่ไดฝ้ า่ ยเดยี ว ( ๒ ) เสียให้น้อย คดิ เอาใหไ้ ดม้ าก ( ๓ ) เมอ่ื มภี ัยแก่ตวั จงึ รับทำกจิ ของเพื่อน ( ๔ ) คบเพอื่ เพราะเหน็ แก่ประโยชนข์ องตวั ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๑๙๙ ๒. คนดีแต่พดู มีลักษณะ ๔ ( ๑ ) เกบ็ เอาของล่วงแล้วมาปราศรยั ( ๒ ) อา้ งเอาของที่ยงั ไมม่ มี าปราศรัย ( ๓ ) สงเคราะห์ดว้ ยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ( ๔ ) ออกปากพึ่งมไิ ด้ ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๐ ๓. คนหวั ประจบ มีลกั ษณะ ๔ ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๐๐ ( ๑ ) จะทำช่วั กค็ ลอ้ ยตาม ( ๒ ) จะทำดีก็คล้อยตาม ( ๓ ) ตอ่ หน้าว่าสรรเสรญิ ( ๔ ) ลบั หลงั ตั้งนนิ ทา ๔. คนชักชวนในทางฉบิ หาย มีลกั ษณะ ๔ ( ๑ ) ชักชวนดมื่ น้ำเมา สำนกั ศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นกั ธรรมชนั้ ตรี ๖๕ ( ๒ ) ชักชวนเที่ยวกลางคนื ( ๓ ) ชักชวนใหม้ ัวเมาในการเล่น ( ๔ ) ชกั ชวนเลน่ การพนัน ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๐ มติ รแท้ ๔ จำพวก ๑. มติ รมีอุปการะ ๒. มติ รรว่ มสขุ รว่ มทกุ ข์ ๓. มติ รแนะประโยชน์ ๔. มติ รมีความรักใคร่ มติ ร ๔ จำพวกนี้ เปน็ มติ รแท้ ควรคบ ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑ ลักษณะแห่งมิตรแท้ ๑. มติ รมอี ปุ การะ มีลกั ษณะ ๔ ( ๑ ) ป้องกนั เพอื่ นผู้ประมาทแลว้ ( ๒ ) ปอ้ งกันทรัพยส์ มบตั ิของเพ่อื นผู้ประมาทแล้ว ( ๓ ) เมอื่ มภี ยั เปน็ ทพ่ี ง่ึ พำนกั ได้ ( ๔ ) เมอ่ื มีธุระ ชว่ ยออกทรัพย์ให้เกนิ กว่าทีอ่ อกปาก ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑ ๒. มติ รร่วมสุขร่วมทกุ ข์ มีลกั ษณะ ๔ ( ๑ ) ขยายความลบั ของตนแกเ่ พอ่ื น ( ๒ ) ปิดความลับของเพื่อนไมใ่ หแ้ พร่งพราย ( ๓ ) ไม่ละท้ิงในยามวบิ ตั ิ ( ๔ ) แม้ชีวิตกอ็ าจสละแทนได้ ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๑ ๓. มติ รแนะประโยชน์ มลี กั ษณะ ๔ ( ๑ ) ห้ามไม่ใหท้ ำความชว่ั ( ๒ ) แนะนำใหต้ ัง้ อยู่ในความดี ( ๓ ) ให้ฟังส่งิ ท่ยี งั ไม่เคยฟัง ( ๔ ) บอกทางสวรรค์ให้ ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๑ ๔. มติ รมคี วามรักใคร่ มลี ักษณะ ๔ ( ๑ ) ทุกข์ ๆ ดว้ ย สำนกั ศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมช้นั ตรี ๖๖ ( ๒ ) สุข ๆ ด้วย ( ๓ ) โตเ้ ถียงคนทพ่ี ดู ติเตยี นเพอ่ื น ( ๔ ) รบั รองคนทพ่ี ูดสรรเสรญิ เพือ่ น ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๒ สงั คหวัตถุ ๔ อยา่ ง ๑. ทาน ให้ปันส่งิ ของของตนแกผ่ ู้อ่ืนท่ีควรใหป้ ัน ๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาท่ีอ่อนหวาน ๓. อตั ถจรยิ า ประพฤตสิ ง่ิ ทเี่ ป็นประโยชน์แกผ่ ูอ้ ่ืน ๔. สมานตั ตตา ความเป็นคนมีตนเสมอไมถ่ อื ตวั คณุ ทง้ั ๔ อยา่ งน้ี เป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวใจของผู้อ่นื ไวไ้ ด้ องฺ. จตกุ กฺ . ๒๑/๔๒ สขุ ของคฤหสั ถ์ ๔ อยา่ ง ๑. สุขเกดิ แตค่ วามมที รัพย์ ๒. สขุ เกดิ แตก่ ารจา่ ยทรพั ยบ์ ริโภค ๓. สขุ เกดิ แต่ความไมต่ ้องเปน็ หน้ี ๔. สขุ เกดิ แตป่ ระกอบการงานท่ีปราศจากโทษ อง.ฺ จตุกฺก. ๒๑/๙๐ ความปรารถนาของบคุ คลในโลกทีไ่ ด้สมหมายดว้ ยยาก ๔ อย่าง ๑. ขอสมบตั ิจงเกดิ มแี กเ่ ราโดยทางที่ชอบ ๒. ขอยศจงเกดิ มีแก่เราและญาติพวกพอ้ ง ๓. ขอเราจงรกั ษาอายใุ ห้ยืนนาน ๔. เม่ือสนิ้ ชพี แลว้ ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์ องฺ. จตกุ กฺ . ๒๑/๘๕ ธรรมเป็นเหตุใหส้ มหมาย มีอยู่ ๔ อย่าง ๑. สัทธาสมั ปทา ถึงพรอ้ มด้วยศรัทธา ๒. สีลสมั ปทา ถึงพรอ้ มดว้ ยศีล ๓. จาคสมั ปทา ถึงพร้อมดว้ ยการบริจาคทาน ๔. ปญั ญาสัมปทา ถงึ พรอ้ มดว้ ยปญั ญา อง.ฺ จตุกฺก. ๒๑/๘๑ สำนักศาสนศกึ ษา วัดเขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชัน้ ตรี ๖๗ ตระกูลอนั มัง่ คัง่ จะตงั้ อย่นู านไมไ่ ด้ เพราะสถาน ๔ ๑. ไม่แสวงหาพสั ดุทห่ี ายแล้ว ๒. ไม่บรู ณะพัสดทุ ่คี ร่ำครา่ ๓. ไมร่ จู้ ักประมาณในการบริโภคสมบตั ิ ๔. ตงั้ สตรีหรือบรุ ุษทศุ ลี ให้เปน็ แมเ่ รอื นพอ่ เรอื น ผ้หู วังจะดำรงตระกูล ควรเว้นสถาน ๔ ประการนน้ั เสีย องฺ. จตกุ ฺก. ๒๑/๓๓๖ ธรรมของฆราวาส ๔ ๑. สัจจะ สตั ยซ์ ื่อต่อกัน ๒. ทมะ รู้จกั ข่มจิตของตน ๓. ขันติ อดทน ๔. จาคะ สละใหป้ ันสิ่งของของตนแก่ตนท่ีควรใหป้ นั ส. ส. ๑๕/๓๑๖ ปัญจกะ คอื หมวด ๕ ประโยชน์เกิดแต่การถอื โภคทรพั ย์ ๔ อย่าง แสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางทช่ี อบแล้ว ๑. เลยี้ งตวั มารดา บิดา บตุ ร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข ๒. เลยี้ งเพือ่ นฝงู ให้เปน็ สุข ๓. บำบดั อันตรายที่เกดิ แต่เหตตุ า่ ง ๆ ๔. ทำพลี ๕ อย่าง คอื ก. ญาตพิ ลี สงั เคราะห์ญาติ ข. อตถิ ิพลี ตอ้ งรบั แขก ค. ปพุ พเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผตู้ าย. ฆ. ราชพลี ถวายเป็นหลวง มภี าษีอากรเป็นตน้ ง. เทวตาพลี ทำบุญอทุ ิศให้เทวดา ๕. บริจาคทานในสมณะพราหมณผ์ ู้ประพฤติชอบ อง.ฺ ป ฺจก. ๒๒/๔๘ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี ศีล ๕ เวน้ จากทำชวี ติ สัตวใ์ ห้ตกล่วงไป สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมช้นั ตรี ๖๘ ๒. อทนิ นาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไมไ่ ด้ให้ ด้วยอาการแหง่ ขโมย ๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤตผิ ิดในกาม ๔. มสุ าวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ. ๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็น ทต่ี ัง้ แห่งความประมาท ศลี ๕ ประการนี้ คฤหัสถ์ควรรกั ษาเป็นนติ ย์ อง.ฺ ป ฺจก. ๒๒/๒๒๖ มจิ ฉาวณิชชา คือการคา้ ขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง ๑. ค้าขายเครือ่ งประหาร ๒. ค้าขายมนษุ ย์ ๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆา่ เพ่ือเป็นอาหาร ๔. คา้ ขายน้ำเมา ๕. ค้าขายยาพษิ การค้าขาย ๕ อยา่ งน้ี เปน็ ขอ้ ห้ามอบุ าสกไม่ใหป้ ระกอบ องฺ. ป ฺจก. ๒๒/๒๓๒ สมบัตขิ องอุบาสก ๕ ประการ ๑. ประกอบด้วยศรทั ธา ๒. มีศีลบรสิ ทุ ธ์ิ ๓. ไม่ถือมงคลตืน่ ข่าว คอื เช่ือกรม ไมเ่ ชื่อมงคล ๔. ไม่แสวงหาเขตบญุ นอกพทุ ธศาสนา ๕. บำเพญ็ บญุ แต่ในพทุ ธศาสนา อบุ าสกพึงตง้ั อยูใ่ นสมบตั ิ ๕ ประการ และเวน้ จากวิบัติ ๕ ประการ ซ่ึงวปิ ริตจากสมบัตินัน้ องฺ. ป จฺ ก. ๒๒/๒๓๐ ๑. ปุรัตถมิ ทสิ ฉกั กะ คอื หมวด ๖ ๒. ทกิ ขิณทิส ๓. ปจั ฉิมทิศ ทิศ ๖ ๔. อตุ ตรทิส คือทศิ เบอื้ งหน้า มารดาบิดา คอื ทิศเบือ้ งขวา อาจารย์ คอื ทศิ เบ้ืองหลงั บตุ รภรรยา คอื ทศิ เบื้องซา้ ย มิตร สำนกั ศาสนศึกษา วัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชน้ั ตรี ๖๙ ๕. เหฏฐมิ ทสิ คือทศิ เบอื้ งตำ่ บ่าว ๖. อุปรมิ ทสิ คอื ทศิ เบือ้ งต้น สมณพราหมณ์ ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๓ กจิ แหง่ ทิศ ๖ ๑. ปุรัตถมิ ทสิ คือทศิ เบ้อื งหนา้ มารดาบิดา บุตรพึงบำรุงดว้ ยสถาน ๕ ๑ ) ทา่ นไดเ้ ลีย้ งมาแลว้ เลีย้ งทา่ นตอบ ๒ ) ทำกิจของท่าน ๓ ) ดำรงวงศส์ กุล ๔ ) ประพฤตติ นให้เปน็ คนควรรับทรัพยม์ รดก ๕ ) เมอื่ ท่านลว่ งลับไปแล้ว ทำบญุ อุทศิ ใหท้ า่ น ท.ี ปาฏิ. ๑๐/๒๐๓ มารดาบิดาไดร้ บั บำรงุ ฉะนแ้ี ลว้ ย่อมอนเุ คราะหบ์ ตุ รด้วยสถาน ๕ ๑ ) หา้ มไม่ให้ทำความช่วั ๒ ) ใหต้ ัง้ อยูใ่ นความดี ๓ ) ใหศ้ กึ ษาศิลปวทิ ยา ๔ ) หาภรรยาที่สมควรให้ ๕ ) มอบทรพั ย์ใหใ้ นสมยั ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๓ ๒. ทกั ขณิ ทิส คอื ทศิ เบ้อื งขวา อาจารย์ ศษิ ยพ์ งึ บำรุงด้วยสถาน ๕ ๑ ) ดว้ ยลกุ ขน้ึ ยืนรบั ๒ ) ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๓ ) ด้วยเช่อื ฟัง ๔ ) ดว้ ยอปุ ฏั ฐาก ๕ ) ดว้ ยเรยี นศิลปวิทยาโดยเคารพ ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๓ อาจารยไ์ ด้รบั บำรุงฉะน้ีแล้ว ย่อมอนุเคราะหศ์ ิษย์ด้วยสถาน ๕ ๑ ) แนะนำดี ๒ ) ให้เรยี นดี ๓ ) บอกศลิ ปะใหส้ น้ิ เชิง ไมป่ ิดบังอำพราง ๔ ) ยกยอ่ งให้ปรากฏในเพ่อื นฝูง ๕ ) ทำความป้องกนั ในทศิ ทัง้ หลาย (คือจะไปทางทศิ ไหนก็ไม่อดอยาก ) ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๐๔ สำนกั ศาสนศึกษา วัดเขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธรี พสิ ิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมชั้นตรี ๗๐ ๓. ปัจฉิมทสิ คอื ทิศเบื้องหลัง ภรรยา สามพี ึงบำรุงด้วยสถาน ๕ ๑ ) ด้วยยกยอ่ งนับถอื วา่ เป็นภรรยา ๒ ) ดว้ ยไมด่ หู มิ่น ๓ ) ดว้ ยไม่ประพฤตลิ ่วงใจ ๔ ) ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ ๕ ) ดว้ ยใหเ้ คร่ืองแตง่ ตวั ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๔ ภรรยาได้รับบำรุงฉะนแ้ี ล้ว ยอ่ มอนุเคราะห์สามดี ้วยสถาน ๕ ๑ ) จดั การงานดี ๒ ) สงเคราะหค์ นข้างเคียงของผัวดี ๓ ) ไมป่ ระพฤตลิ ว่ งใจผวั ๔ ) รกั ษาทรัพย์ท่ีผวั หามาได้ไว้ ๕ ) ขยนั ไม่เกยี จคร้านในกิจการทัง้ ปวง ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๔ ๔. อตุ ตรทสิ คอื ทิศเบือ้ งซา้ ย มติ ร กุลบตุ รพึงบำรงุ ดว้ ยสถาน ๕ ๑ ) ดว้ ยใหป้ ัน ๒ ) ดว้ ยเจรจาถ้อยคำไพเราะ ๓ ) ดว้ ยประพฤตปิ ระโยชน์ ๔ ) ดว้ ยความเปน็ ผมู้ ตี นเสมอ ๕ ) ดว้ ยไมแ่ กลง้ กล่าวใหค้ ลาดจากความเป็นจริง ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๔ มิตรได้รบั บำรุงฉะนแ้ี ล้ว ยอ่ มอนุเคราะห์กุลบตุ รดว้ ยสถาน ๕ ๑ ) รกั ษามติ รผปู้ ระมาทแลว้ ๒ ) รกั ษาทรัพย์ของมติ รผู้ประมาทแลว้ ๓ ) เม่อื มภี ยั เอาเป็นท่พี งึ่ พำนกั ได้ ๔ ) ไมล่ ะทงิ้ ในยามวิบตั ิ ๕ ) นับถอื ตลอดถงึ วงศ์ของมิตร ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕ ๕. เหฏฐมิ ทสิ คอื ทิศเบอ้ื งต่ำ บา่ ว นายพงึ บำรุงด้วยสถาน ๕ ๑ ) ดว้ ยจดั การงานให้ทำตามสมควรแกกำลัง ๒ ) ด้วยให้อาการและรางวัล ๓ ) ด้วยรกั ษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้ ๔ ) ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กนิ สำนักศาสนศึกษา วดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นักธรรมชนั้ ตรี ๗๑ ๕ ) ดว้ ยปลอ่ ยในสมยั ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๕ บ่าวได้รบั บำรุงฉะนแี้ ล้ว ย่อมอนุเคราะหน์ ายด้วยสถาน ๕ ๑ ) ลุกขน้ึ ทำการงานกอ่ นนาย ๒ ) เลกิ การงานทหี ลงั นาย ๓ ) ถอื เอาแตข่ องทน่ี ายให้ ๔ ) ทำการงานให้ดีข้ึน ๕ ) นำคุณของนายไปสรรเสริญในท่ีนน้ั ๆ ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๕ ๖. อปุ ริมทสิ คือทิศเบื้องบน สมณะพราหมณ์ กลุ บตุ รพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ ๑ ) ด้วยกายกรรม คือทำอะไร ๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๒ ) ด้วยจกี รรม คอื พดู อะไร ๆ ประกอบดว้ ยเมตตา ๓ ) ดว้ ยมโนกรรม คอื คิดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา ๔ ) ดว้ ยความเป็นผไู้ มป่ ดิ ประตู คือมไิ ดห้ ้ามเขา้ บา้ นเรอื น ๕ ) ด้วยใหอ้ ามิสทาน ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๐๕ สมณะพราหมณไ์ ด้รบั บำรุงฉะนีแ้ ล้ว ยอ่ มอนเุ คราะห์กุลบตุ รดว้ ยสถาน ๖ ๑ ) ห้ามไมใ่ ห้กระทำความชว่ั ๒ ) ใหต้ งั้ อย่ใู นความดี ๓ ) อนเุ คราะห์ด้วยนำ้ ใจอนั งาม ๔ ) ใหไ้ ดฟ้ ังสิ่งท่ยี งั ไมเ่ คยฟัง ๕ ) ทำสง่ิ ทีเ่ คยฟังแล้วใหแ้ จม่ ๖ ) บอกทางสวรรคใ์ ห้ ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๒๐๖ อายมขุ คือเหตเุ ครอ่ื งฉิบหาย ๖ ( ๑ ) ดมื่ นำ้ เมา ( ๒ ) เทยี่ วกลางคืน ( ๓ ) เทีย่ วดกู ารเลน่ ( ๔ ) เลน่ การพนนั ( ๕ ) คบคนชัว่ เปน็ มติ ร ( ๖ ) เกียจคร้านทำการงาน. ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๑๙๖ สำนักศาสนศกึ ษา วดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

ลักษณะแหง่ อบายมุข เอกสารประกอบ วชิ าธรรม นักธรรมชน้ั ตรี ๗๒ ๑. ดืม่ นำ้ เมา มีโทษ ๖ ที. ปาฏ.ิ ๑๑/๑๙๖ ๑ ) เสียทรพั ย์ ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗ ๒ ) กอ่ การทะเลาะวิวาท ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๑๙๗ ๓ ) เกดิ โรค ท.ี ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗ ๔ ) ต้องติเตยี น ๕ ) ไม่รู้จกั อาย ๖ ) ทอนกำลงั ปัญญา ๒. เทย่ี วกลางคนื มโี ทษ ๖ ๑ ) ชือ่ วา่ ไม่รักษาตวั ๒ ) ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย ๓ ) ชอื่ วา่ ไมร่ ักษาทรพั ย์สมบตั ิ ๔ ) เปน็ ท่รี ะแวงของคนทั้งหลาย ๕ ) มักถูกใสค่ วาม ๖ ) ได้ความลำบากมาก ๓. เท่ยี วดูการเลน่ มโี ทษตามวตั ถทุ ่ีไปดู ๖ ๑ ) รำทีไ่ หนไปท่นี น่ั ๒ ) ขับรอ้ งทไ่ี หนไปทน่ี น่ั ๓ ) ดดี สตี เี ป่าทไี่ หนไปทนี่ ัน่ ๔ ) เสภาทไี่ หนไปท่ีนน่ั ๕ ) เพลงทไ่ี หนไปที่นนั่ ๖ ) เถิดเทิงทไี่ หนไปทนี่ นั่ ๔. เลน่ การพนัน มโี ทษ ๖ ๑ ) เมื่อชนะย่อมกอ่ เวร ๒ ) เม่ือแพย้ ่อมเสียดายทรัพยท์ ่ีเสียไป ๓ ) ทรพั ย์ย่อมฉบิ หาย ๔ ) ไมม่ ีใครเช่อื ถือถ้อยคำ ๕ ) เป็นท่ีหมนิ่ ประมาทของเพอ่ื น ๖ ) ไมม่ ใี ครประสงค์จะแต่งงานดว้ ย สำนักศาสนศกึ ษา วัดเขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาธรรม นกั ธรรมช้นั ตรี ๗๓ ๕. คบคนช่วั เปน็ มติ ร มโี ทษตามบุคคลท่ีคบ ๖ ๑ ) นำใหเ้ ปน็ นักเลงการพนัน ๒ ) นำให้เปน็ นักเลงเจา้ ชู้ ๓ ) นำให้เป็นนกั เลงเหล้า ๔ ) นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม ๕ ) นำให้เปน็ คนลวงเขาซ่งึ หน้าง ๖ ) นำให้เป็นคนหวั ไม้ ท.ี ปาฏ.ิ ๑๑/๑๙๗ ๖. เกยี จคร้านทำการงาน มีโทษ ๖ ๑ ) มกั ใหอ้ ้างวา่ หนาวนัก แล้วไมท่ ำการงาน ๒ ) มกั ให้อา้ งว่า ร้อนนัก แลว้ ไมท่ ำการงาน ๓ ) มักใหอ้ ้างวา่ เวลาเยน็ แลว้ แล้วไม่ทำการงาน ๔ ) มกั ให้อ้างว่า ยังเชา้ อยู่ แลว้ ไม่ทำการงาน ๕ ) มักใหอ้ า้ งวา่ หวิ นัก แล้วไม่ทำการงาน ๖ ) มักใหอ้ า้ งวา่ ระหายนกั แลว้ ไม่ทำการงาน ผหู้ วังความเจรญิ ดว้ ยโภคทรพั ย์ พึงเว้นเหตเุ คร่อื งฉิบหาย ๖ ประการน้ีเสีย ที. ปาฏิ. ๑๑/๑๙๗ คิหปิ ฏิบัติ จบ สำนกั ศาสนศึกษา วดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธรี พสิ ิษฐ์ จนทฺ สาโร

วิชา พทุ ธประวตั ิ



เอกสารประกอบ วชิ าพุทธประวตั ิ นักธรรมชน้ั ตรี ๗๔ บันทกึ ยอ่ วิชาพุทธประวตั ิ ความเบ้อื งตน้ ๑. พทุ ธประวัติ คือ เร่ืองราวความเป็นไปของพระพุทธเจ้า ๒. ประโยชน์ของการศกึ ษาวิชาพุทธประวตั ิ ๒.๑ ได้ศรัทธาปสาทะ ๒.๒ ได้ทราบถึงประวัติของพระองค์ ๒.๓ ได้ทราบถึงพระจริยวัตร และการปฏบิ ตั ิของพระองค์ ๒.๔ ไดท้ ิฏฐานคุ ติ คอื แบบแผนอันดีงาม ๒.๕ นำไปประพฤติปฏิบัตเิ พื่อปรับปรุงชีวิตของตนเอง ปริจเฉทที่ ๑ ชมพูทวปี และประชาชน ๑. ชมพูทวีป แปลว่า ทวีปแห่งไม้หว้า ปัจจุบัน คือ ประเทศอินเดีย รวมถึง เนปาล ปากีสถาน อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ ต้ังอยูท่ างทศิ พายัพของประเทศไทย ๒. ชนเผ่าในชมพูทวปี มี ๒ พวก คอื ๑) มิลกั ขะ หรอื ดราวิท เจ้าถ่นิ เดมิ ท่ีอาศยั อยูก่ ่อน ๒) พวกอรยิ กะหรืออารยนั พวกเจรญิ ทางขนบธรรมเนยี มและการปกครอง ๓. อาณาเขตของชมพทู วปี มี ๒ ส่วน คือ ๑) ส่วนกลาง เรียกวา่ มชั ฌิมชนบท หรอื มัธยมประเทศ เป็นที่อยขู่ องพวกอริยกะ ๒) สว่ นรอบนอก เรยี กว่า ปัจจันตชนบท หรือปัจจนั ตประเทศ เป็นชุมชนห่างไกลความเจรญิ เป็น เขตชายแดน เป็นท่อี ยขู่ องพวกมิลกั ขะ ซึง่ ถกู ไล่จากพวกอริยะให้มาอยู่ตงั้ ฐานรอบนอกนี้ ๔. ชมพูทวีปมีการปกครอง แบ่งเป็นแคว้นตามพระบาลีอุโปสถสูตร ตักนิบาต อังคุตตรนิกาย มี ๑๖ แควน้ อนั ได้แก่ องั คะ มคธะ กาสี โกศละ วชั ชี มลั ละ เจตี วังสะ กรุ ุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกา อวนั ตี คนั ตระ และกมั โพชะ รวมถงึ แคว้นท่ปี รากฏในพระสตู รอื่นอีก ๕ แคว้นที่ไมซ่ ้ำกนั ได้แก่ สักกะ โกลิยะ ภัคคะ วิเทหะ ลงั คุตตราปะ ๕. การปกครองแคว้นต่าง ๆ ใช้อำนาจแบบสิทธิ์ขาดบ้าง สามัคคีธรรมบ้าง โดยผู้ปกครองดำรงอิศรยยศ เปน็ มหาราชาบ้าง เป็นราชาบ้าง ๖. ชนชน้ั ในสังคมของชมพูทวีป เรยี กวา่ วรรณะ มี ๔ จำพวก คือ ๖.๑ วรรณะกษัตริย์ จำพวกเจ้า มีหน้าที่บริหารการปกครองบ้านเมือง ต้องศึกษาเกี่ยวกับการ ปกครอง ยทุ ธวธิ สี งครามขนบธรรมเนยี ม จัดเป็นพวกชนช้นั สงู เกิดจากพระพาหาของพระพรหม สำนกั ศาสนศกึ ษาวัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวตั ิ นักธรรมชน้ั ตรี ๗๕ ๖.๒ วรรณะพราหมณ์ จำพวกนักบวช ครูอาจารย์ มีหน้าที่ประกอบพิธีทางศาสนา สั่งสอน ประชาชน ตอ้ งาศึกษาในไตรเพท การศาสนา พิธกี รรม และวิทยาการตา่ ง ๆ จดั เป็นพวกชนชนั้ สูง เกิด จากพระโอษฐ์ของพระพรหม ๖.๓ วรรณะแพศย์ จำพวกพลเรือน มีหน้าที่ทำนา ค้าขาย ต้องศึกษาในการเกษตรกรรม และ พาณชิ ย กรรมจัดเป็นชนชน้ั สามญั เกิดจากพระอูรขุ องพรหม ๖.๔ วรรณะศูทร จำพวกกรรมกร มหี น้าทร่ี บั จา้ งทำงานต่าง ๆ ตอ้ งศกึ ษาเก่ียวกับการใช้แรงงาน เกดิ จากพระบาทของพรหม ๗. การแต่งงานข้ามวรรณะ เช่น หญิงสาววรรณะพราหมณ์ มาสมสูก่ ับวรรณะศูทร เมื่อเกิดบุตรธิดา จะ ถูกจัดเป็นวรรณะพิเศษ เรียกว่า จัณฑาล เป็นชนชั้นที่ต่ำทราม เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป ถือว่าเป็น เสนยี ดจัญไร ๘. ทิฎฐิของคนในสมยั พทุ ธกาล เกยี่ วกับสังสารวัฏฏ์ คอื การเวยี นว่ายตายเกดิ มี ๒ ฝา่ ย - ฝา่ ยหนึ่ง ถือว่า ตายแล้วเกิด (สสั สตทิฏฐ)ิ - ฝ่ายหน่ึง ถอื วา่ ตายแลว้ สูญ (อุจเฉททฏิ ฐิ) เก่ียวกับสขุ ทกุ ข์ มี ๒ ฝ่าย คอื - เหตุกทิฏฐิ สุขทกุ ข์เกิดแตเ่ หตุ - นัตถิกทิฏฐิ สขุ ทกุ ข์ไม่เกิดจากเหตุ ๙. เจ้าลัทธิตา่ ง ๆ ในสมัยพุทธกาล นิยมกระทำการบำเพ็ญตบะ คือ การประพฤติวัตรโดยวธิ ีการทรมาน รา่ งกาย และบชู ายญั คอื การสวดออ้ นวอนพระเจ้า และติดไฟเผาเคร่อื งเซ่นทเ่ี รยี กวา่ บชู าเพลิง ปรจิ เฉทท่ี ๒ สกั กชนบท และศากยวงศ์ ๑. สักกชนบท อยู่ในชมพูทวีปตอนเหนือ เขตป่าหิมพานต์ เหตุที่ได้ชื่อว่า สักกะ เพราะว่าตั้งตามภูมิ ประเทศ คอื อยู่ในดงไมส้ กั กะ ๒. แควน้ สกั กะ มี ๓ นคร คือ ๑) นครเดิมของพระเจา้ โอกากราช ๒) นครกบลิ พสั ด์ุ ๓) นครเทวหะ ๓. โคตรของเจ้าศากยะ คือ ศากยวงศ์ พระนามประจำตระกูล คือ อาทิตยวงศ์ หรืออาทิตย์โคตร หรือ โคตมโคตร บางแห่งก็เรียก สรุ ยิ วงศ์ กม็ ี ๔. เหตทุ ่ีได้ช่อื ว่า ศากยวงศ์ เพราะ:- ๑) ตง้ั อย่ใู นดงไม้สกั กะ ๒) มีการสมสู่กันเองในหมพู่ ่ีน้อง (สกสังวาส) ๓) พระเจ้าโอกากราช ตรัสชมเชยวา่ สักกา เป็นผมู้ ีความสามารถ สำนักศาสนศึกษาวดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธรี พสิ ิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพุทธประวตั ิ นกั ธรรมชั้นตรี ๗๖ ๕. กรุงกบิลพัสดุ์ เป็นเมืองที่พระโอรสของพระเจา้ โอกตกราชพร้อมดว้ ยพระภคินี สร้างใหมข่ ึ้นอันเป็นที่ อย่ขู องกบิลดาบส ปริจเฉทท่ี ๓ พระศาสดาประสตู ิ ๑. พระกุมารจุติมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา เมื่อขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ (วัน อาสาฬหบชู า) ปรี ะกา โดยพระนางทรงสุบินว่าเหน็ พระยาช้างเผือก งวงชูดอกบัว ทำประทกั ษิณ ๓ รอย แล้วหายเข้าไปในสีข้าง พระเจ้าสทุ โธทนะ ผูพ้ ระราชบิดา ได้สดบั แล้วทรงโสมนัส เพราะทำนายแล้วว่าจัก ได้พระโอรสตามความมุ่งหวงั ๒. พระกมุ าร ประสูตทิ ่ภี ายใตร้ ่มสาละ (ต้นรงั ) สวนลุมพนิ ีวนั อยู่ระหว่างกรงุ กบิลพสั ดก์ุ ับกรุงเทวหะต่อ กนั เมื่อวนั ศกุ ร์ ขนึ้ ๑๕ ค่ำ เดอื น ๖ (วนั วิสาขบชู า) กอ่ นพทุ ธศักราช ๘๐ ปี ๓. เมื่อตอนพระกุมารประสูติ ได้มปี าฏิหาริยเ์ กดิ ขึ้น ๗ ประการ คอื ๑) มารดาประทบั ยนื ๒) ประสูตอิ ยา่ งบริสุทธิไ์ มเ่ คยแปดเปือ้ นมลทิน ๓) มีเทวดามารบั ก่อน ๔) มีธารนำ้ ร้อนนำ้ เย็นตกมาจากอากาศสนานพระกาย ๕) ทรงดำเนนิ ดว้ ยพระบาทได้ ๗ ก้าวไปในทิศตะวันออก ๖) ทรงเปล่งอาสภวิ าจา (คือว่าอนั ยิง่ ) วา่ “เราเปน็ ผูท้ ี่เลศิ ทีส่ ุด ประเสรฐิ ทีส่ ดุ การเกิดครั้งน้ีเป็น คร้ังสดุ ท้าย ชาติต่อไปจักไมม่ ี” ๔. ในขณะที่พระกุมารประสูติได้เกิดมีคน สัตว์ และสิ่งของ เกิดในวันเวลาเดียวกับพระองค์ เรียกว่า สหชาติ มี ๗ อยา่ งคือ นางพิมพา ๑ พระอานนท์ ๑ นายฉันนะอำมาตย์ ๑ กาฬทุ ายีอำมาตย์ ๑ กัณฐก อัศวราช ๑ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๑ ขมุ ทรัพยท์ ั้ง ๔ (สังขนธิ ิ, เอลนธิ ิ, อบุ ลนิธิ, ปุณฑรกิ นธิ ิ) ๑ ๕. พระกุมารประสูติได้ ๓ วัน อสิตดาบส (กาฬเทวิลดาบส) มาเยี่ยม และทำนายพระลักษณะ มีคติ ๒ อย่าง ๑) หากอยู่ครองฆราวาส (ใชช้ วี ติ แบบชาวบา้ น) จกั ได้เปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ ๒) หากออกบวช จกั ไดต้ รัสรเู้ ป็นศาสดาเอกในโลก และไดเ้ กิดเหตมุ หศั จรรย์ คือ อสิตดาบส ไมไ่ ดร้ ับการอภิวาทจากพระกุมาร แต่กลับอภิวาทพระกุมารเสีย เอง ๖. พระราชกุมารประสูติได้ ๕ วัน พระบิดาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาฉันอาหาร และโปรดให้ทำมงคล ขนานพระนามว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้มีความต้องการสำเร็จ พระญาติเรียกเจ้าชายสิทธัตถะอีกพระนาม หนง่ึ วา่ พระอังคีรส คนส่วนมากเรียก โคตมโคตร) สำนกั ศาสนศกึ ษาวดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวัติ นักธรรมชน้ั ตรี ๗๗ ๗. พราหมณ์จำนวน ๗ คน ได้ทำนายลักษณะของพระราชกุมารว่า มีคติเป็น ๒ เหมือนอสิตดาบส ยกเว้นพราหมณห์ นุ่มคนหน่ึงชอ่ื โกณฑัญญะ ไดท้ ำนายได้เปน็ อย่างเดียวว่า เจา้ ชายน้อยจะต้องออกบวช และสำเร็จเปน็ พระสมั มาสมั พุทธเจ้าแน่นอน ๘. พอประสูติได้ ๗ วัน พระมารดาทิวงคต พระบิดามอบให้พระนางปชาบดีโคตรมี (มาตุจฉา น้า) เป็น ผู้อภิบาลเลีย้ งดู ๙. พอพระชนม์ได้ ๗ พรรษา พระราชบิดาให้สรา้ งสระโบกขรณี ๓ สระ คือ อบุ ล-บวั ขาบ, ปทมุ -บัวหลวง และบณุ ฑรกิ -บัวขาว ๑๐. เมื่อพระชนมายุได้ ๗ พรรษา พระกุมารได้เสดจ็ ไปร่วมพิธีแรกนาขวั ญ (วปั ปมงคล) กบั พระราชบิดา นั่งประทับอยู่ใต้ต้นชมพูพฤกษ์ (ต้นหว้า) โดยนางกำนัลไปดูราชพิธี พระกุมารเห็นบรรยากาศเงียบสงัด เป็นสุข จึงนั่งสมาธิ ได้บรรลุปฐมฌาน มีเหตุสำคัญคือ เงาแห่งต้นหว้า แม้บ่ายคล้อยก็ไม่เคลื่อนไป ตามปกติ พระเจ้าสุทโธทนะเห็นเหตุอัศจรรย์ก็ได้ก้มอภิวาทเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาพระราชบิดาได้ส่ง พระกมุ ารไปศกึ ษาในสำนกั ของครคู นแรก ชอ่ื “วิศวามติ ร” จนจบศลิ ปศาสตร์ ๑๘ ประการ ๑๑. พระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้ตรัสให้สร้างปราสาท ๓ ฤดู เพื่อให้เจ้าชายสิทธัตถะ ประทับตลอด ๓ ฤดู กับทง้ั ยงั ไดอ้ ภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา (หรอื ยโสธรา) พระธดิ าของพระเจ้าสุปป พทุ ธะและนางอมิตาแห่งกรงุ เทวหะ โดยเสดจ็ ประทบั อยทู่ ป่ี ราสาท ๓ ฤดู ปริจเฉทท่ี ๔ เสดจ็ ออกผนวช ๑. เมื่อพระองค์พระชนมายุได้ ๒๙ พรรษาได้ พระโอรสหนึ่งพระนามว่า “ราหุล” (แปลว่า บ่วง, ห่วง) ตามคำอทุ านของพระองค์เองวา่ “ราหลุ ํ ชาตํ พนฺ ธฺ นํ ชาตํ” และจึงไดเ้ สด็จออกผนวช ๒. สาเหตุของการออกผนวชเกิดจากเมื่อพระองค์เสด็จประพาสอุทยานในวันหนึ่ง ในระหว่างทางได้ ทอดพระเนตรเห็น “เทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจบ็ คนตาย และสมณะ” จงึ ทรงคิดถงึ วิธีทีจ่ ะทำให้หลดุ พน้ จากสิ่งเหลา่ นน้ั จึงได้นอ้ มพระทัยทจี่ ะเสด็จออกผนวช ๓. ในคืนนัน้ พระองค์ได้ตดั สินพระทัยอย่างแน่วแนท่ ี่จะออกบวช โดยมนี ายฉนั นะ มหาดเล็กคนสนทิ และ ทรงม้าช่ีว่า กณั ฐกะ ตดิ ตามไป (การเสด็จออกผนวชของพระมหาบรุ ษุ เรยี กวา่ มหาภิเนษกรมณ)์ ๔. พระองคท์ รงใช้พระขรรคต์ ดั พระเมาลี (ผม) เหลือยาวเพียง ๒ น้ิว หม่ ผา้ ทยี่ อ้ มดว้ ยเปลือกไม้ เรียกว่า “ผา้ กาสาวะ” แลว้ ทรงอธษิ ฐานเพศบรรพชิต ท่รี ิมฝั่งแม่นำ้ อโนมา ๕. ผา้ กาสาวะและบาตร เป็นสงิ่ ที่ ฆฏกิ ารพรหม นำมาถวาย ๖. ความเมา ๓ ประการคอื ๑. เมาในความเป็นหนุ่มเปน็ สาว ๒. เมาในความไมม่ ีโรค ๓. เมาในชีวติ เหมือนประหนึ่งวา่ ตนเองจะไมแ่ ก่, ไมเ่ จบ็ , ไมต่ าย สำนักศาสนศึกษาวดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธรี พสิ ิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพุทธประวัติ นกั ธรรมช้นั ตรี ๗๘ ปรจิ เฉทที่ ๕ ตรัสรู้ ๑. หลังจากทพี่ ระองค์ทรงออกผนวชแล้ว ได้เสด็จไปทปี่ ระทับอยูท่ ี่ อนุปิยอัมพวัน แขวงเมอื งมัลละ เป็น เวลา ๗ วัน ๒. จากนั้นได้เสด็จไปสู่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ได้ทรงพบกับพระเจ้าพิมพิสารที่มาเข้าเฝ้าบริเวณ ภูเขาปัณฑวะ ได้ทักทายปราศรัยกัน ถึงโคตร วรรณะ เม่ือทราบก็ทูลขอให้อยู่ครองราชย์ด้วยกัน แต่ พระองค์ทรงไมย่ อม พระเจ้าพมิ พสิ ารจึงไดท้ ูลขอพรกบั พระองค์ ๕ ประการ คือ ๑. ขอใหพ้ ระองค์ไดค้ รองราชย์สมบัติ ๒. ขอใหพ้ ระอรหนั ตไ์ ด้มาสู่แคว้นของพระองค์ ๓. ขอใหพ้ ระองคไ์ ด้เขา้ ไปเฝา้ พระอรหันต์นน้ั ๔. ขอใหพ้ ระอรหันตน์ ัน้ แสดงธรรมใหฟ้ ัง ๕. ขอใหพ้ ระองคไ์ ดบ้ รรลธุ รรมนั้น ๓. พระมหาบุรุษได้เสด็จไปศึกษาอยู่ในสำนักของอาฬารดาบส กาลามโคตรได้สมาบัติ ๗ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓) ๔. ต่อมาพระองคไ์ ดศ้ ึกษาในสำนกั ของอทุ กดาบส รามบตุ ร จนได้บรรลสุ มาบตั ิ ๘ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) ๕. ดาบสทั้งสองได้ยกย่องพระองค์ว่ามีความรู้เสมอตนเอง แต่พระองค์ดำริว่ามิใช่หนทางตรัสรู้จึงเสด็จ หลีกไปถึง ตำบลอรุ เุ วลาเสนานิคม แควน้ มคธ เหน็ วา่ เปน็ สถานท่ีเหมาะสมการบำเพ็ญเพียร และมีโคจร คาม คอื มหี ม่บู า้ นท่พี อเพยี งภิกขาจารได้โดยรอบ จึงได้ยึดทนี่ ้ันเป็นที่ ๖. ทรงบำเพญ็ ทุกกรกริ ยิ า คอื การกระทำความเพียรท่ีผอู้ ืน่ ทำไดย้ าก ๓ วาระ คือ วาระท่ี ๑. กดฟันกับฟนั , กดล้นิ กับเพดาน ๒. กลั้นลมหายใจเข้าออก ๓. ทรงอดอาหาร ๗. อุปมา ๓ ขอ้ คือ ๑. ผู้มกี ารและจติ ยงั ไมอ่ อกจากกาม ตรสั รู้ไมไ่ ด้ เหมือนไมส้ ดแชน่ ำ้ จี้ไฟไมต่ ดิ ๒. ผูม้ กี ายออกแล้ว แตจ่ ติ ยังไมอ่ อกจากกาม ตรสั รู้ไมไ่ ด้ เสมือนไม้สดตั้งอยบู่ นบกจ้ไี ฟไมต่ ดิ ๓. ผ้มู กี ายและจติ ออกจากกามแลว้ ควรแก่การตรสั รู้ เสมอื นไม้แห้งตงั้ อย่บู นบกจใ้ี หเ้ กดิ ไฟได้ ๘. พณิ ๓ สาย คอื สายหนึ่งตงึ นัก พอดีดก็ขาด สายหนึ่งหยอ่ นนักดดี ไปไมบ่ ังเกดิ เสียง อีกสายหน่ึงไม่ ตงึ ไม่หยอ่ น กำลังพอดดี ดี แลว้ กเ็ กิดเสียงอนั ไพเราะ ๙. ขณะที่พระองคป์ ระทบั อยู่ทต่ี ำบลอุรุเวลาเสนานิคมน้ัน ได้มปี ญั จวัคคยี ์ (แปลว่า พวก ๕) คือ ฤๅษี ๕ ตน ได้แก่ โกณฑญั ญะ วัปปะ ภัททยิ ะ มหานามะ และอัสสชิ ทอ่ี อกบวชติดตามพระองค์เฝา้ รับใช้อยู่ สำนักศาสนศกึ ษาวดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวตั ิ นักธรรมช้ันตรี ๗๙ ๑๐. พระองค์ดำริถึงการกระทำทุกรกิริยาว่ามิใช่หนทาง ของการตรัสรู้จึงได้ทรงละการกระทำนั้น หัน กลับมาฉัน(บริโภค) อาหารหยาบดั่งเดิม ทำให้พวกปัญจวัคคีย์เห็นว่าพระองค์หมดความพากเพียรจึงพา กนั หนไี ปอยทู่ ่ปี ่าอิสปิ ตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แควน้ กาสี ๑๑. การบำเพ็ญทุกรกิริยาของพระองค์ เรียกว่า “อตั ตกิลมถานโุ ยค” แปลวา่ การกระทำตวั เองให้ลำบาก ๑๒. ตำบลอุรเุ วลาเสนานิคม คอื สถานทต่ี รัสรู้ ปจั จบุ ันเรียกวา่ “พุทธคยา” ๑๓. ในตอนเชา้ ของวันทพี่ ระองค์จะตรสั รู้ พระองคไ์ ดร้ บั บณิ ฑบาตจากนางสชุ าดา คอื ข้าวมธุปายาส ทรง ฉัน(บริโภค) แล้วลอยถาดทอง เสี่ยงทายพระบารมีว่า หากจะได้ตรัสรู้ ขอให้ถาดทองน้ี จงลอยทวน กระแสน้ำเถิด ปรากฏว่า ถาดได้ลอยทวนน้ำจริง ทรงกระทำพิธีลอยถาด ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ระหว่างที่พระองค์เสด็จกลับจากทำพิธีลอยถาด ได้มีโสตถิยพราหมณ์ ถวายหญ้าคาแก่พระองค์ จำนวน ๘ กำ ๑๔. พระองค์ได้ใชห้ ญ้าคาปนู ั่งท่ใี ตต้ น้ พระศรีมหาโพธิ์ แล้วไดต้ ้ังจติ อธิษฐานว่า “แมเ้ ลือด และเนื้อในกาย ของเราจะเหอื ดแห้งไป เหลอื แต่เอน็ หรือกระดกู กต็ ามที ถ้าไมบ่ รรลเุ ป็นพระสัมมาสมั พุทธเจ้า จะไม่ลุกข้ึน อย่างเดด็ ขาด” เรียกปณิธานท่ีพระองคต์ ้ังไว้นั้นว่า “จาตุรงคมหาปธาน” แปลวา่ ความเพียรที่ถึงพร้อมด้วย องค์ ๔ ๑๕. พระองค์ได้เอาชนะพระยามาร และเหล่าพลเสนามาร อันคือกิเลส ด้วยบารมี ๑๐ ทัศ ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา ด้วยทั้งมหาปฐพี คือ พระแม่ ธรณี เป็นสักขีพยาน จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสมั มาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อน พทุ ธศักราช ๔๕ ปี (วันวสิ าขบชู า) ๑๖. ก่อนท่พี ระองค์จะตรัสรู้ ในปฐมยาม (ยามหนึ่ง) พระองคไ์ ดบ้ รรลุ “ปุพเพนิวาสานุสติญาณ” แปลว่า ญาณท่ที ำใหเ้ กิดการละลึกชาติก่อน ๆ ได้ ในยามท่ามกลาง (มัชฌิมยาม) ได้บรรลุ “จตูปปาตญาณ” แปลว่า ญาณที่ทำให้รู้การจุติและ กำเนิดของสัตว์ทั้งหลายได้ หรอื เรียกอกี อยา่ งหนึ่งว่า ทพิ ยจกั ษุญาณ (มีตาทิพย์) ในยามสดุ ทา้ ย (ปจั ฉิมยาม) ไดบ้ รรลุ “อาสวกั ขยญาณ” ญาณทที่ ำให้หมดส้นิ อาสวกิเลส ๑๗. พระองคไ์ ดแ้ สวงหาหนทางท่จี ะตรสั รู้และบำเพญ็ เพียรได้ ๖ ปี จงึ ไดต้ รัสรู้ เมอ่ื มพี ระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา และสี่งท่ีพระองค์ได้ตรัสรู้กค็ ือ อริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสรฐิ ทัง้ ๔ ประการได้แก่ ทุกข์ สมุทัย(เหตุเกิดของความทุกข)์ นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (หนทาง หรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ทุกข)์ ปรจิ เฉทที่ ๖ ปฐมเทศนาและปฐมสาวก ๑. ครั้นเมื่อพระองค์ตรัสรู้แลว้ ได้ทรงประทับเสวยวิมุตติสขุ ในที่ ๗ แห่ง แห่งละ ๗ วัน ซึ่งเรียกว่า สตั ตมหาสถาน ๗ คอื สำนกั ศาสนศึกษาวดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพิสิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวตั ิ นักธรรมช้นั ตรี ๘๐ - สปั ดาหท์ ี่ ๑ ประทับอยู่ทต่ี น้ โพธ์ิ (อัสสตั ถพฤกษ)์ ทรงพจิ ารณาปฏิจจสมุปบาท และเปลง่ อุทาน ๓ ข้อ - สัปดาห์ที่ ๒ ประทับอยู่ที่อนิมิสสเจดีย์ อยู่ทางทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ของต้นโพธ์ิ เสด็จยนื จ้องดตู น้ มหาโพธ์ิโดยไมก่ ระพรบิ พระเนตร - สปั ดาหท์ ี่ ๓ ประทบั อยูท่ ่รี ตั นจงกรมเจดีย์ อยู่ระหวา่ งตน้ มหาโพธิ์กับอนิมสิ สเจดีย์ เสด็จจงกรม อยกู่ ลบั ไปกลับมา - สปั ดาหท์ ี่ ๔ ประทบั อยู่ทร่ี ัตนฆเจดีย์ (เรือนแกว้ ) อยทู่ างทิศพายัพ (ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ) ของ ตน้ มหาโพธ์ิ ทรงพจิ ารณาพระอภธิ รรม - สัปดาห์ท่ี ๕ ประทบั อยู่ทต่ี ้นอชปาลนโิ ครธ (ต้นไทร) อยู่ทางทิศบูรพา (ตะวันออก) ของตน้ มหา โพธิ์ ในที่น้ี มพี ราหมณ์หหุ ุกชาติ มาเฝ้าทูลถามปัญหาเรื่องธรรมะข้อใดท่ีทำบคุ คลให้เป็นพราหมณ์ - สัปดาห์ที่ ๖ ประทบั อย่ทู ต่ี น้ มุจจลนิ ท์ (ตน้ จกิ ) อยูท่ างทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) ของต้น โพธิ์ ณ ที่นี้ฝนตกพรำ ๆ ตลอดสัปดาห์ ก็ปรากฏมีพญานาคมุจจลินท์ได้มาแผ่พังพานป้องกันฝนไม่ให้ ถกู ตอ้ งพระวรกายของพระองค์ - สปั ดาห์ท่ี ๗ ประทบั อยูท่ ่ตี ้นราชายตนะ (ต้นเกด) ทรงรบั ขา้ วสัตตุผง สตั ตกุ อ้ นท่ีพ่อค้า ๒ คน คอื ตปุสสะกบั ภลั ลิกะ ซ่ึงเดินทางมาจากอกุ กลชนบทนำมาถวาย และพาณิช ๒ คนน้ีได้เปล่งวาจาถึงพระ พทุ ธ และพระธรรมเปน็ ท่พี ่ึง เรยี กวา่ เทววาจกิ อุบาสก คู่แรกในพระพุทธศาสนา ๒. มรรค มีองค์ ๘ คือ ๑. สมั มาทฏิ ฐิ ๒. สมั มาสงั กปั ปะ ๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ ๕. สมั มาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ ๗. สัมมาสติ ๘. สมั มาสมาธิ ๓. เม่ือพระองคต์ รสั รู้เปน็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า พระองคไ์ ด้คิดพจิ ารณาวา่ ธรรมทีพ่ ระองค์ตรัสรู้นั้นลึกซ้ึง ยากท่ีจะมีผ้ใู ดรู้ตามได้ จึงเกดิ ท้อพระทยั ไม่อยากแสดงธรรม ทา้ วสหมั บดีพรหมทราบวาระจติ ของพระองค์ จงึ ลงมาอาราธนาให้พระองคแ์ สดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ๔. พระองค์ไดเ้ ปรียบเทยี บบคุ คลวา่ เปน็ ดั่งดอกบวั ๔ เหล่า คอื ๑. ดอกบัวทีพ่ น้ จากน้ำแลว้ พรอ้ มท่ีจะบาน เรยี กว่า อุคฆติตญั ญู คอื ปัญญาฉลาดเฉียบแหลม แค่ ฟงั หัวข้อกบ็ รรลุ สำนกั ศาสนศกึ ษาวัดเขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธรี พสิ ษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวัติ นกั ธรรมชั้นตรี ๘๑ ๒. ดอกบัวที่อยู่เสมอน้ำ-อยู่ปริม่ น้ำ เรียกว่า วิปจิตัญญู คือ ปัญญาฉลาด ต้องอาศัยเวลาปฏิบัติ เพ่ิมจงึ บรรลุ ๓. ดอกบัวที่อยู่กลางนำ้ ยังไม่ขึน้ จากน้ำ แต่รอเวลาท่ีจะบานในวันต่อ ๆ ไป เรียกว่า เนยยะ คอื พอแนะนำได้ ๔. ดอกบัวทีอ่ ยใู่ นโคลนพร้อมทีจ่ ะเป็นอาหารของปลาและเตา่ เรียกว่า ปทปรมะ ๕. ทรงดำริถึงผู้ที่พระองค์จะแสดงธรรมโปรดเป็นคนแรก ก็ได้ทรงนึกถึงดาบสที่เป็นอาจารย์ทั้ง ๒ คอื อาฬรดาบส และอุทกดาบส แตก่ ท็ ราบดว้ ยพระญาณว่า ดาบสทง้ั สองได้ส้ินชีวติ ไปแล้ว และไดไ้ ปอุบตั เิ ป็น พรหมชัน้ อรปู พรหม ๖. จากนั้นพระองคไ์ ด้ดำริถึงปญั จวคั คีย์ ที่เคยมอี ุปการคุณกับพระองค์มากอ่ น ในระหว่างทางท่ีพระองค์ จะมาโปรดปัญจวัคคยี ์ ได้พบกับอปุ กาชีวกอนั เป็นนักบวชประเภทหนึ่ง เข้ามาถามถึงผูท้ ีเ่ ปน็ ครูบาอาจารย์ ของพระองค์ ๗. พระองค์ได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แปลว่า ป่าที่ฤๅษีตก มา และเป็นที่อภัยแก่เนอ้ื กวางท้งั หลาย ๘. พระองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ เทศนากัณฑ์แรก ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ว่าด้วยที่สุด ๒ อย่างที่บรรพชิตไม่ควรเสพ อันได้แก่ การประพฤติตนให้หมกหมุ่นอยู่ในกาม (กามสุขัลลิกานุโยค) และการทรมานร่างกายตนเองให้ได้รับความลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) และตรัสถึงทางสายกลาง (มชั ฌมิ าปฏิปทา คอื มรรคมอี งค์ ๘) ว่าเปน็ สิ่งทบ่ี รรพชติ ควรประพฤติปฏิบตั ิ ๙. หลังจากท่ีพระโกณฑัญญะได้ฟังธรรมแล้วจึงได้ ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรม ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดข้ึนเปน็ ธรรมดา ส่ิงน้ันทั้งหมดลว้ นมคี วามดับไปเปน็ ธรรมดา ได้แก่ บรรลุธรรมชนั้ โสดาปัตติผล ๑๐. พระพทุ ธเจ้าทรงเปลง่ วาจาวา่ “อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญโฺ ญ” แปลวา่ โกณฑัญญะไดร้ ู้แล้วหนอ ๑๑. พระอญั ญาโกณฑัญญะ เปน็ พระสงฆร์ ูปแรกในทางพระพุทธศาสนา ๑๒. วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๘ พระองค์ได้แสดงธรรมชื่อ “อนัตตลักขณสูตร” พระปัญจวัคคีย์ฟังแล้วได้ บรรลุพระอรหันต์พร้อมกัน มีใจความกล่าวถึงเรื่อง อนัตตา ว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรเข้าไปยึดมัน่ ถือมั่น เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นอนัตตา (มิใช่ตวั ไม่ใช่ตนของเรา ซกั อยา่ งเดยี ว) พระปัญจวัคคีย์ท้ัง ๕ ได้รับการอปุ สมบทดว้ ย “เอหิภิกขุอปุ สัมปทา” คือพระพุทธเจ้าทรง บวชให้ด้วยพระองค์เองทง้ั หมด โดยคำว่า “เธอจงเปน็ ภิกษมุ าเถิด ธรรมอนั เรากลา่ วดแี ลว้ เธอจงประพฤติ พรหมจรรย์ เพ่อื ทำทสี่ ุดแหง่ ทุกข์โดยชอบเถดิ ปรจิ เฉทท่ี ๗ สัง่ พระสาวกไปประกาศพระศาสนา ๑. ในพรรษาแรกเมื่อพระองค์พร้อมด้วยปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั้นเอง ในคืนหน่ึ ง ยสกุลบุตรนอนอยู่ใน ปราสาทฤดูฝน ได้ตื่นมากลางดึกมองเห็นภาพของเหล่าหญิงบริวารเป็นประดจุ กับ ซากศพในป่าช้า จงึ เกิดความเบือ่ หน่ายเดินบ่นออกมาวา่ “ท่ีนีว่ ุ่นวายหนอ ทนี่ ขี่ ดั ขอ้ งหนอ” พระพุทธเจ้า สำนักศาสนศกึ ษาวดั เขาเชงิ เทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวัติ นกั ธรรมช้นั ตรี ๘๒ ได้ยินจึงกล่าวตอบว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านมาที่นี่เถิด นั่งเถิด เราจะแสดงธรรมแก่ท่าน ” ครน้ั แล้วพระพทุ ธเจา้ ได้ทรงแสดงธรรมแก่ยสกุลบตุ ร คือ “อนปุ พุ พกิ ถาและอริยสัจ ๔” ๒. อนุปพุ พิกถา แปลวา่ วาจาทก่ี ลา่ วโดยลำดับ มี ๕ ประการ คอื ๑. ทานกถา การพรรณนาถึงการให้ทาน ๒. ศลี กถา การพรรณนาถงึ การรักษากาย วาจาใหเ้ รยี บร้อย ๓. สัคคกถา พรรณนาถึงสวรรค์ คือ ผลที่จะไดห้ ลังจากใหท้ าน รักษาศลี แลว้ ๔. กามาทีนวกถา พรรณนาถึงโทษของกาม ๕. เนกขมั มานิสังสกถา พรรณนาถงึ อานสิ งสข์ องการออกจากกาม ยสกุลบุตร ไดบ้ รรลุพระอรหนั ตก์ อ่ นทจี่ ะบวช โดยการฟังธรรมบทเดยี วกัน ๒ ครั้ง ๓. หลังจากท่พี อ่ แม่ และภรรยาเก่าของพระยสะได้ออกตามหาทราบความเปน็ ไปตา่ ง ๆ แลว้ ต่อมา ก็ได้ เขา้ ถงึ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเปน็ สรณะ (รับไตรสรณคมน์) โดยบิดามารดา และภรรยาเก่า ของพระยสะเป็นชุดแรกที่เขา้ ถงึ พระรตั นตรยั วา่ เป็นสรณะก่อนใครในโลก แบบเตวาจกิ อุบาสก, อบุ าสกิ า ๔. พระยสะมสี หายทง้ั หมด ๕๔ คน ท่มี ชี ื่อปรากฏ มีเพยี ง ๔ คนคือ วมิ ละ สพุ าหุ ปณุ ณชิ ควมั ปติ และ ได้บวชตามพระยสะ เมอ่ื มพี ระสงฆเ์ กดิ ขึ้นแลว้ ๖๑ รปู รวมทงั้ พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จงึ ทรงส่งสาวก ไปประกาศศาสนา ๕. เมื่อแยกคนละทศิ ทางแลว้ พระองคไ์ ด้เสด็จไปสู่ ตำบลอรุ เุ วลาเสนานิคม เพอ่ื โปรดชฎลิ ๓ พน่ี อ้ ง และ ในระหว่างทางทรงแวะพักที่ป่าฝ้า (กัปปาสิกวนั ) ได้พบกับภัททวัคคีย์ (พวกที่เจริญ) ๓๐ คน ที่กำลงั หา ผู้หญิงคนหนึ่ง ได้เทศนาให้ภัททวัคคีย์ฟังจนเกิดความเลื่อมใส ได้บรรลุธรรมตั้งแต่ขั้นโสดาบั นถึง อนาคามีและพากันออกบวช จากนนั้ ก็สง่ พระสาวกเหลา่ น้ไี ปประกาศศาสนาต่อไป ๖. ชฏิล ๓ พ่ีนอ้ ง คอื ๑. อรุ เุ วลากสั สปะ (อาศยั ที่ฝ่ังแม่นำ้ อรุ ุเวลา) มีบริวาร ๕๐๐ คน ๒. นทกี สั สปะ (อาศยั ฝัง่ แมน่ ้ำนท)ี มีบรวิ าร ๓๐๐ คน ๓. คยากสั สปะ (อาศยั ฝง่ั แม่นำ้ คยา) มบี ริวาร ๒๐๐ คน ๗. พระองค์ทรงแสดงปาฏหิ ารยิ ์ต่าง ๆ เพอ่ื ทรมานชฎิล เรยี กว่า “นานาปาฏหิ าริย์” หลังจากน้นั ทรงแสดง ธรรมแกช่ ฎลิ ชอื่ “อาทิตตปรยิ ายสตู ร” ท่ีตำบลคยาสีสะ (ท่อี ยู่ของคยากสั สปะ) ๘. อาทิตตปริยายสูตร กล่าวถึง ความรุ่มร้อนของร่างกายด้วยไฟ ๓ ดวง คือ ราคะ โทสะ โมหะ (ราคัคคิ โทสคั คิ โมหคั คิ) ๙. พระองค์ไดป้ ระทานไดป้ ระทานการบวชไว้ ๓ วิธีคือ ๑. เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา (พระพทุ ธเจา้ บวชให้เอง) ๒. ติสรณคมนูปสัมปทา (สาวกบวชเอง) ๓. ญตั ติจตตุ ถกรรมวาจา (สงฆบ์ วชเอง เป็นวธิ ีทใี่ ช้บวชพระภกิ ษุในปจั จุบัน) สำนักศาสนศึกษาวดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพิสิษฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาพุทธประวตั ิ นักธรรมช้นั ตรี ๘๓ ปริจเฉทที่ ๘ เสด็จกรุงราชคฤห์ แควน้ มคธ และไดอ้ ัครสาวก ๑. หลังจากนนั้ เสดจ็ ไปกรุงราชคฤห์ แสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสาร พร้อมดว้ ยขา้ ราชบริพาร ๑๒ นหุต (๑ นหุต = ๑ หมื่น) ดว้ ยอนุปุพพกี ถาและอรยิ สัจ ๔ ท่ี ลัฏฐิวนั (สวนตาลหนุ่ม) เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพาร จำนวน ๑๑ นหุต ได้ธรรมจักษุ ส่วนอกี ๑ นหุต ได้แสดงตน เปน็ ผนู้ บั ถือพระรัตนตรัยเปน็ ท่พี ่ึง (ไตรสรณคมน์) ๒. ในกรุงราชคฤห์น้นั พระองค์ได้พบกับอคั รสาวก คือ อุปติสสะและโกลติ ะ อุปติสสะ มีชื่ออีกอย่างหนึ่ง วา่ “สารีบตุ ร” เพราะเป็นบุตรของนางสารี กับนายบา้ นนาลันทา (วังคนั ตพราหมณ์) และโกลิตะ มีชื่ออีก อย่างว่า “โมคคลั ลานะ” เพราะเป็นบตุ รของนางโมคคัลลี ๓. วันหนึ่งมาณพทั้งสองนั้น ได้ดูมหรสพในเมืองราชคฤห์ได้มองเห็นความไม่เที่ยงของเหล่านางรำท่ี แสดง เกิดความเบือ่ หน่ายจึงชักชวนกันออกบวชพร้อมบริวาร ๒๕๐ คน อยใู่ นสำนักของสัญชัยปริพาชก เพอ่ื แสวงหาโมกขธรรม และได้ทำกติกากนั ไวว้ า่ “ถา้ ใครได้รูโ้ มกขธรรมก่อน ขอให้บอกแกก่ ัน” ๔. วันหนึ่ง อุปติสสะ ได้พบกับพระอัสสชิ (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) กำลังเดินบิณฑบาตอยู่ในเมืองราชคฤห์ เกิดความเล่อื มใสจงึ เข้าไปถามความเป็นมาของท่าน และได้ฟังธรรมจากท่านว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาแสดงเหตุแห่ง” ธรรมนั้นและความดับแห่งธรรมนั้น” จนได้ดวงตาเห็นธรรม และนำไปบอก แก่โกลิตะจนได้ธรรมจักษเุ หมอื นกนั จากนั้นทั้งสองท่านได้ลาออกจากสำนักของอาจารย์สัญชัย ไปบวช ในสำนกั ของพระพทุ ธเจา้ ท่วี ดั เวฬุวัน เมอื งราชคฤห์ พรอ้ มบรวิ าร ๒๕๐ คน ๕. พระสารีบุตรหลังจากบวชแล้วได้ ๑๕ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์เพราะการฟังธรรมที่ชื่อ “เวทนา ปริคคหสูตร” ที่พระพุทธเจ้าแสดงแกท่ ีฆนขปรพิ าชก อัคคิเวสนโคตร ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชกูฏ เมือง ราชคฤห์ ๖. พระโมคคลั ลานะหลงั บวชแลว้ ๗ วัน กไ็ ด้บรรลุพระอรหนั ตท์ ่ีบา้ นกัลลวาลมตุ ตคาม เพราะฟังอบุ ายแก้ งว่ ง ๘ ประการ และตณั หักขยธรรม (ธรรมทีเ่ ปน็ ไปเพ่ือความส้ินไปแห่งตัณหา) จากพระพทุ ธเจา้ ๗. พระสารบี ตุ ร และพระโมคคัลลานะนนั้ ทัง้ สองดำรงอยู่ในฐานะ “อัครสาวก” และได้รบั การยกย่องจาก พระพุทธเจา้ วา่ - พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ได้รับการยกย่องว่าเลิศทางมีปัญญามาก เปรียบเสมือน มารดาผใู้ ห้กำเนิด อยูใ่ นตำแหนง่ ธรรมเสนาบดี - พระโมคคัลลานะ เปน็ อัครสาวกเบอื้ งซ้าย ได้รับการยกยอ่ งว่าเปน็ ผู้มฤี ทธ์ิมาก เปรียบเสมือนแม่ นมผู้เลี้ยงทารกตอ่ จากมารดา และได้รับการยกยอ่ งวา่ เป็น นวกัมมฏั ฐายี เพราะเปน็ ผคู้ ุมการก่อสร้างพระ วหิ ารไดส้ ำเรจ็ งดงาม ๘. พระเจ้าพิมพสิ ารไดถ้ วายสวนเวฬวุ นั (สวนไมไ้ ผ)่ ใหเ้ ป็นวัดแหง่ แรกในพระพทุ ธศาสนา ๙. พระพทุ ธเจา้ ได้ตกลงพระทยั ทจ่ี ะตัง่ ม่ัน ประดษิ ฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ สำนักศาสนศึกษาวดั เขาเชิงเทียนเทพาราม พระมหาธรี พสิ ิษฐ์ จนทฺ สาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพุทธประวัติ นกั ธรรมชัน้ ตรี ๘๔ ปริจเฉทที่ ๙ ทรงบำเพญ็ พุทธกจิ ในแคว้นมคธ ๑. หลังจากน้นั พระองค์ไดป้ ระทานอุปสมบทแก่ “ปปิ ผลมิ านพ” หรือมหากสั สปะ บุตรของกปลิ พราหมณ์ ท่ีใตโ้ คนตน้ พหุปตุ ตกนโิ ครธ (ต้นไทรท่ีมีลกู ดก) ๒. พระพทุ ธเจา้ ได้ประทานพระโอวาท ๓ ขอ้ ให้แก่พระมหากสั สปะ คือ ๑. กสั สปะ เธอพึงทำความศกึ ษาว่า เราจกั เขา้ ไปต้ังความละอายไวใ้ นภิกษุออ่ นกวา่ ปานกลางและ แก่กวา่ อยา่ งแรงกล้า ๒. เราฟงั ะรรมอนั ใดอนั หนงึ่ ท่ปี ระกอบดว้ ยกศุ ล จักต้งั ใจฟังอย่างแท้จริง ๓. เราจกั ไม่ละสตทิ ่ีเป็นไปในกาย (บำเพ็ญกายคตาสต)ิ ๓. เมื่อวันเพญ็ เดือน ๓ มาถึงพระภิกษุจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ได้มาประชุมกันโดยมิไดน้ ัดหมายที่วัดเวฬุ วัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ในการประชุมในวันเพ็ญเดือน ๓ นี้เราเรียกว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” (การประชมุ พร้อมด้วยองค์ ๔ เพราะเหตกุ ารณ์เกดิ ข้นึ ในวนั เดยี วกนั คอื ๑. พระสงฆจ์ ำนวน ๑,๒๕๐ องค์ ที่มาประชมุ กนั นั้นลว้ นแตเ่ ปน็ พระอรหันตท์ ้ังสน้ิ ๒. พระสงฆเ์ หล่านั้นลว้ นแตเ่ ป็นผทู้ พี่ ระพทุ ธเจ้าบวชใหด้ ว้ ยพระองค์เองทงั้ ส้ิน (เอหิภกิ ขอุ ุปสมั ปทา) ๓. พระสงฆ์เหล่านน้ั มาประชมุ กันโดยมิได้นดั หมาย ๔. วนั นั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวนั เพญ็ เดอื น ๓ ดถิ ีมาฆปรู ณมี เราเรียกวนั นีอ้ ีกอย่างหนึ่งวา่ “วันพระธรรม” พระพุทธองคไ์ ดป้ ระทานโอวาทปาฏโิ มกข์ มี ๓ ขอ้ คือ ๑. การไมท่ ำบาปท้งั ปวง (สพฺพปาปสสฺ อกรณํ) ๒. การกระทำแต่ความดี (กุสลสฺสูปสมปฺ ทา) ๓. การทำจติ ใจของตนใหผ้ อ่ งใส (สจติ ฺตปริโยทปน)ํ ๔. เมอ่ื พระพุทธเจา้ ประทับอยู่ท่ีเมืองราชคฤห์ (วดั เวฬุวนั ) พระเจ้าพมิ พิสารไดท้ ำบญุ ให้ญาติของพระองค์ ที่ได้ตายไปแล้ว เราเรียกการทำบุญนี้ว่า “บุพพเปตพลี” แปลว่า การทำบุญใหผ้ ู้ที่ล่วงลบั ไปแล้ว (ทำเปน็ องคแ์ รก) ปรจิ เฉทท่ี ๑๐ เสดจ็ สักกชนบท ๑. ขณะทีพ่ ระองค์ประทับอยูใ่ นวัดเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าสุทโธทนะได้สง่ ทูตมานมิ นต์ ใหเ้ สดจ็ กลับไปโปรดยงั กรุงกบิลพสั ด์ุ โดยอำมาตยท์ ท่ี างพระเจ้าสทุ โธทนะส่งมาทลู เชิญสำเรจ็ คือ กาฬุทา ยอี ำมาตย์ ซ่ึงเปน็ สหชาติ (ผู้ทเี่ กดิ รว่ มวนั เดยี วกนั ) ของพระองค์ ๒. ทรงเดินทางไปเมอื งกบลิ พัสดุ์ ใชเ้ วลา ๒ เดือน เป็นระยะทาง ๖๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กโิ ลเมตร) เมื่อเดินทางไปถึง ทรงพักอยู่ในนิโครธาราม แล้วแสดงธรรมโปรดพระประยูรญาติ ฝนโบกขรพรรษก็ได้ ตกลงมา สำนกั ศาสนศกึ ษาวัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พิสษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวตั ิ นักธรรมชัน้ ตรี ๘๕ ๓. ฝนโบกขรพรรษ คอื ฝนที่มสี แี ดง มีความพเิ ศษคือ ผู้ทตี่ ้องการเปียกก็เปียก ผู้ทไี่ ม่ต้องการเปียกก็ไม่ เปยี ก ๔. ฝนโบกขรพรรษ ไดต้ กลงมาเมือ่ พระองค์แสดงธรรม คอื เวสสันดรชาดก เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ๕. ทรงใหพ้ ระสารบี ุตรเปน็ อุปชั ฌาย์บรรพชาใหแ้ กร่ าหลุ เป็นสามเณรรปู แรกในพระพุทธศาสนา โดยวธิ ตี ิ สรณคมนปู สัมปทา (รับไตรสรณคมน)์ ๖. ทรงให้พระสารีบุตรเป็นอุปชั ฌาย์บวชให้แก่ราธพราหมณ์ โดยใช้วิธีญัตติจตุตถกรรมวาจา เป็นผู้บวช ด้วยวธิ นี ี้รปู แรก ปรจิ เฉทท่ี ๑๑ เสดจ็ โกศลชนบท ๑. จากน้ันเสดจ็ ไปยังแคว้นโกศล เพอื่ โปรดอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี (สทุ ตั ตะ) ซึ่งเป็นชาวเมอื งสาวัตถี แคว้น โกศล โดยได้แสดงธรรม ชื่อ อนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จนได้บรรลุธรรมโสดาบัน ณ สีตะวัน เมือง ราชคฤห์ แควน้ มคธ (สสี ปาวัน ป่าไมส้ ีเสยี ด) ๒. อนาถบณิ ฑิกเศรษฐี ไดส้ รา้ งวัดถวาย คือ “วดั พระเชตะวัน” เปน็ วัดทพี่ ระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าประทับจำ พรรษาอยู่มากทสี่ ุด (ประทับอยู่ ๑๙ พรรษา) ๓. นางวิสิขามหาอุบาสิกา ได้สร้างวัด “บุพพาราม” ถวาย มีพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้คุมการก่อสร้าง (นวกมั มฏั ฐาย)ี ประทับอยู่ ๖ พรรษา ๔. ในพรรษาที่ ๗ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดพระพุทธมารดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้แสดง พระอภิธรรมปิฏก ๗ คมั ภรี ์ ตลอด ๓ เดือน ๕. พระองค์ได้เสด็จลงจากสวรรค์ในวันมหาปวารณา (วนั ออกพรรษา) ท่ปี ระตูเมือง “สังกัสสนคร” ทาง บันไดแก้วทเ่ี ทวดาเนรมิตขึ้น เราเรียกวันนวี้ ่า “วันเทโวโรหนะ แปลวา่ วนั พระเจา้ เปิดโลก” เพราะวันนั้น เป็นวนั ทีส่ ัตวโ์ ลกท้ัง ๓ โลกเห็นกันไดด้ ้วยตาเปลา่ ๖. พระนางปชาบดีโคตรมี ได้มาทูลขอบวชเป็นภิกษุณีรูปแรก ด้วยวิธีรับครุธรรม ๘ ที่กูฏาคารสาลา ป่า มหาวัน ๗. พระอานนท์ ได้รับหน้าที่เป็นพุทะอุปัฏฐาก (ผู้คอยดูแลบำรุงพระพุทธเจ้า) โดยการขอรับพร ๘ ประการ ปรจิ เฉทที่ ๑๒ ปรนิ พิ พาน ๑. เมื่อพระองค์ได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ในโลกเป็นเวลา ๔๕ ปีแล้ว พระพุทธเจ้าประทับจำ พรรษาสุดท้าย (พรรษาที่ ๔๕) ที่บ้านเวฬุวคาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ภายในพรรษานี้เองพระองค์ได้ ทรงพระประชวรอย่างหนกั แตพ่ ระองค์กไ็ ด้ระงบั ไว้โดยอธวิ าสนขนั ติ คือ ความอดทนอดกลนั้ ยอดเยย่ี ม ๒. ทรงเปรยี บรา่ งกายของพระองค์ว่า เป็นเหมือนเกวียนเกา่ ท่ชี ำรุดแลว้ ซอ่ มไวด้ ว้ ยไม้ไผ่ สำนักศาสนศกึ ษาวัดเขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธรี พสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวตั ิ นักธรรมชน้ั ตรี ๘๖ ๓. เมื่อพระองค์ประทับอยู่ท่ี “ปาวาลเจดีย์” ได้ทรงกระทำนิมิตโอภาส (ลางบอกเหตุ) แก่พระอานนท์ถงึ ๑๖ คร้งั (กระทำทเ่ี มืองราชคฤห์ ๑๐ ครัง้ ทเ่ี มืองเวสาลี ๖ ครงั้ ) เพื่อใหพ้ ระอานนท์ทูลให้พระองค์ดำรง พระชนม์อยู่ตลอดกัปป์ ๔. พระอานนท์มิไดท้ ูลให้พระองค์ดำรงพระชนม์อย่ตู ลอดกปั ป์ เพราะถูกมารดลใจ ๕. พระองคท์ รงทำการปลงอายสุ ังขาร คอื การตัง้ ใจวา่ นับแต่นี้ไปอีก ๓ เดอื น พระตถาคตจักปรินิพพาน ท่ีปาวาลเจดยี ์ เมืองเวสาลี ๖. หลงั จากที่ทรงปลงพระชนมายุสงั ขารไดเ้ กิดแผ่นดนิ ไหวข้ึน เหตเุ กิดแผ่นดนิ ไหวมี ๘ ประการ คอื ๑. ลมกำเริบ ๒. ผมู้ ีฤทธ์ิบนั ดาล ๓. พระโพธสิ ัตว์จตุ ลิ งสพู่ ระครรภ์ ๔. พระโพธิสัตวป์ ระสูติ ๕. พระโพธิสตั วต์ รสั รู้ ๖. พระพทุ ธเจา้ แสดงปฐมเทศนา ๗. พระพุทธเจา้ ทรงปลงอายสุ งั ขาร ๘. พระพทุ ธเจ้าปรินิพพาน ๗. พระองค์ทรงเสวย “สุกรมัทวะ (เนื้อสุกรอ่อน ปัจจุบัน วิเคราะห์ว่าเป็น เห็ดทรัฟเฟิล)” ที่นายจุนทะ ถวาย แล้วประชวรอยา่ งหนกั ด้วยโรคปกั ขันทกิ าพาธ (โรคลงพระโลหติ ) จดั เปน็ บณิ ฑบาตครัง้ สดุ ท้าย ๘. ทรงเสดจ็ ไปยงั สาลวโนทยาน (ปา่ สาลวนั ) เมืองกสุ ินารา รับสงั่ ให้พระอานนทป์ อู าสนะที่ใต้ต้นสาละคู่ ผันพระเศียรไปในทางทิศอดุ ร (ทิศเหนอื ) แล้วทรงสำเรจ็ สหี ไสยาโดยขา้ งขวา โดยต้ังพระทยั ว่าจะไม่ลกุ ขึ้น อีก เราเรียกการนอนน้วี า่ “อนฏุ ฐานไสยาสน”์ แปลว่า การนอนคร้งั สุดทา้ ย โดยตง้ั พระทัยว่าจะไมล่ ุกข้นึ อกี สถานทีป่ รินพิ พานเรียกว่า “สาลวโนทยาน” (อทุ ยานปา่ สาละ) ๙. ผิวกายของพระพุทธเจา้ ผอ่ งใสมากใน ๒ คราว คอื ในคอื วันท่ีจะตรัสรู้และในคนื วันทจ่ี ะปรินิพพาน ๑๐. บณิ ฑบาตทีม่ ผี ลมาก ๒ คราว คือ บิณฑบาตท่นี างสุชาดาถวายในวนั ก่อนที่จะตรสั รู้ และบิณฑบาตท่ี นายจุนทะถวายก่อนจะปรนิ ิพพาน ๑๑. พระองค์ได้ตรัสถึงสังเวชนียสถาน (สถานที่ที่บริษัททัง้ ๔ ควรจะไปดูเพื่อให้เกิดความระลึกนึกถงึ เม่ือพระองคป์ รินพิ พานแล้ว) ซงึ่ มี ๔ แหง่ คอื ๑. สถานท่ปี ระสูติ ๒. สถานท่ีตรัสรู้ ๓. สถานท่ีแสดงปฐมเทศนา ๔. สถานท่ปี รนิ พิ พาน ๑๒. พระองค์ได้ตรัสว่า หลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้วให้ถือเอาพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน พระองค์และทรงได้โปรดสุภัททปรพิ พาชก เปน็ ปัจฉมิ สาวก (สาวกคนสดุ ท้าย) สำนกั ศาสนศึกษาวดั เขาเชิงเทยี นเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วชิ าพทุ ธประวัติ นกั ธรรมช้นั ตรี ๘๗ ๑๓. พระองคไ์ ด้ตรสั ปัจฉิมโอวาท (คำสอนคร้งั สดุ ท้าย) วา่ “สังขารทง้ั หลายมีความเส่อื มไปเป็นธรรมดา ทา่ นท้ังหลายจงยังประโยชนข์ องตนให้ และของผู้อ่นื ใหส้ ำเรจ็ ดว้ ยความไม่ประมาทเถิด” (อัปปมาทธรรม) ๑๔. ทรงแสดงถูปารหบุคคล คือ บุคคลที่ควรประดิษฐานอัฐิธาตุไว้ในสถูปเจดีย์เพื่อสักการบูชา มี ๔ จำพวก คอื ๑. พระพุทธเจา้ ๒. พระปจั เจกพุทธเจา้ ๓. พระอรหนั ตสาวก ๔. พระเจา้ จักรพรรดิ ปรจิ เฉทที่ ๑๓ ถวายพระเพลงิ ๑. ตอนท่พี ระองค์ทรงปรนิ ิพพาน มีพระเถระผูใ้ หญ่อยูใ่ นทีน่ ้ัน ๒ ท่าน คือ ๑) พระอานนทเ์ ถระ ๒) พระอนรุ ุทธเถระ ๒. เมื่อพระองค์ปรินพิ พานได้ ๗ วัน เจ้ามัลละกษัตรยิ ์ได้อัญเชิญพระพทุ ธสรรี ะไว้ที่ “มกุฏพันธนเจดยี ์” อยู่ด้านตะวันออก (บูรพา) ของเมืองกุสินารา (เดิมชื่อเมืองกุสาวดี มีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า มหา สทุ ัศน์ ปกครอง) ๓. วันถวายพระเพลงิ พระพทุ ธสรีระน้ีตรงกับวนั แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เรียกว่า “วนั อฏั ฐมีบชู า” ปริจเฉทที่ ๑๔ แจกพระสรีริกธาตุ ๑. หลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว “โทณพราหมณ์” เป็นผู้แจกจ่ายพระบรมสารีริกธาตุให้ กษตั ริย์ ๗ พระนคร กษัตรยิ ์จากโมริยนครมารับแบ่งพระสารีริกธาตุไมท่ นั จงึ ได้รบั เพียงพระอังคาร (เถ้า กระดูก) ไปสกั การะบูชา ปริจเฉทที่ ๑๕ ประเภทแหง่ สัมมาสัมพทุ ธเจดีย์ ๑. เจดียพ์ ระพทุ ธศาสนา มี ๔ ประเภท คือ ๑. ธาตเุ จดยี ์ คอื เจดยี ท์ ่สี ร้างไว้เพอื่ บรรจุพระบรมสารรี ิกธาตุของพระพุทธเจ้า ๒. บริโภคเจดีย์ คือ เจดีย์ที่สร้างไว้สำหรับบรรจุบริขาร เช่น บาตร จีวร ฯลฯ ตลอดจนเครื่องใช้ ของพระพทุ ธเจ้า ๓. ธรรมเจดีย์ คือ เจดีย์ที่สร้างไว้สำหรับบรรจุพระธรรมคำสั่งสอน คัมภีร์ ใบลาน พระไตรปิฎก เป็นต้น ๔. อุทเทสกิ เจดยี ์ คอื พระพทุ ธรปู ท่ัวไปทมี่ ีผู้สรา้ งอุทศิ ให้พระพทุ ธศาสนา สำนกั ศาสนศกึ ษาวัดเขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธีรพสิ ษิ ฐ์ จนฺทสาโร

เอกสารประกอบ วิชาพุทธประวัติ นกั ธรรมชนั้ ตรี ๘๘ ปรจิ เฉทที่ ๑๖ ความเปน็ มาแห่งพระธรรมวินัย ๑. หลังจากที่พระพุทธองคท์ รงปรินิพพานได้ ๗ วันเท่านั้น ก็ได้มีการกล่าวจ้วงจาบพระศาสนาแล้ว โดย พระสุภัททะ วุฑฒบรรพชิต ซึ่งเป็นศิษย์ของพระมหากัสสปะ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการทำปฐมสังคายนา คอื การชำระพระธรรมวินัยครง้ั ท่ี ๑ ๒. จดุ ประสงคข์ องการทำสงั คายนา คอื ๑) กำจัดเส้ยี นหนาม คอื ศตั รูของพระศาสนา ๒) จดั ระเบียบพระธรรมวินยั ข้ึน ๓) สบื ต่ออายุพระศาสนาให้ดำรงอยตู่ ่อไป ๓. การทำสังคายนาครั้งที่ ๑ กระทำหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๓ เดือน ที่ถ้ำสาตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต ปรารถเหตุที่สุภัททวุฑฒบรรพชิตกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย มีพระมหากัสสะป เถระเป็นประธาน พระอุบาลี วิสัชนาพระวินยั พระอานนท์ วิสัชนาพระธรรม มีพระเจ้าอชาตศตั รู (โอรส พระเจ้าพมิ พสิ าร) เปน็ องค์ศาสนูปถมั ภ์ ทำอยไู่ ด้ ๗ เดอื น จึงสำเรจ็ มีพระอรหนั ตเ์ ขา้ ร่วมสงั คายนา ๕๐๐ รูป ๔. การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ กระทำหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี ที่วาลิการาม เมือง เวสาลี แคว้นวัชชี ปรารภเหตุท่ีภิกษุวัชชบี ุตร เมืองเวสาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการ ที่ไม่ใช่ธรรมวินัยว่า เป็นธรรมวินัย มีพระยสกากัณฑกบุตร เป็นประธาน พระเรวัตเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบ ประชมุ สงฆ์ ๗๐๐ รูป ใชเ้ วลาทำอยู่ ๘ เดอื น จึงสำเรจ็ มีพระเจา้ กาลาโศกราช เป็นผถู้ วายความอปุ ถัมภ์ ๕. การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ กระทำหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๒๓๕ ปี ทำที่อโศการาม เมือง ปาฏลีบุตร ชมพูทวีป ปรารภเหตุที่เดียรถีย์ปลอมบวชในพระพุทธศาสนา ประชุมสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป มี พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธานสงฆ์ โดยถามภิกษุทุกรูปในเมืองปาฏลีบุตร รูปใดตอบผิดธรรม วนิ ัยก็จับสกึ ใชเ้ วลาทำอยู่ ๙ เดือน มพี ระเจา้ อโศกมหาราชเป็นผูถ้ วายความอุปถัมภ์ และหลังจากการทำ สังคายนาครั้งท่ี ๓ แล้วได้มีการสง่ สมณทูตจำนวน ๙ สายไปเผยแพร่ธรรมยังประเทศต่าง ๆ พระโสณะ และพระอุตตระสมณทูตสายท่ี ๘ ได้เดินทางมาเผยแผย่ งั สวุ รรณภูมิ (แถบจังหวดั นครปฐม) ๖. การทำสงั คายนาครง้ั ท่ี ๔ ทำหลงั จากพระพุทธเจ้าปรนิ พิ พานได้ ๒๓๘ ปี ทำทเี่ มืองอนรุ าชบรุ ี ประเทศ ศรีลังกา เพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ประชุมสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถรเจ้า เป็นประธานและเป็นผู้ถามพระมหาอรฏิ ฐเถระ เป็นผ้ตู อบ ทำอยู่ ๑๐ เดอื น จงึ สำเรจ็ มีพระเจ้าเทวนมั ปิย ติสสะ เป็นผู้ถวายความอุปถมั ภ์ ๗. การทำสังคายนาครั้งที่ ๕ ทำหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๔๕๐ ปี ที่อาโลกเลณสถาน ในมลัยชนบท ประเทศศรีลังกา ปรารภเหตุที่เป็นความเสื่อมถอยของปัญญาของกุลบุตร จึงเขียนพุทธพจน์ลงในใบลาน ประชุมสงฆ์จำนวน ๑,๐๐๐ รปู มีพระพทุ ธทัตต ะเป็นประธานและเป็นผถู้ าม พระมหาตสิ สะ เป็นผู้ตอบ ทำอยู่ ๑ ปี มพี ระเจ้าวฏั ฏคามณอี ภัยเปน็ ผ้ใู หค้ วามอุปถมั ภ์ สำนักศาสนศกึ ษาวดั เขาเชงิ เทียนเทพาราม พระมหาธรี พิสิษฐ์ จนทฺ สาโร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook