ก เอกสารประกอบการอบรม โครงการอบรมพัฒนาบคุ ลากรด้านการประเมนิ โครงการ อาจารยพ์ นิตตา กจิ จนศริ ิ ครชู านาญการพิเศษ สถาบันพฒั นาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคตะวันออก สานักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงศึกษาธกิ าร
ข สารบัญ หน้า แนวคดิ เกยี่ วกบั โครงการ...................................................................................................................................1 ศัพท์บัญญตั ทิ เี่ ก่ยี วข้องกบั การประเมนิ โครงการ .............................................................................................36 การประเมินโครงการ ......................................................................................................................................39 ส่วนประกอบของรายงานการประเมิน ............................................................................................................62 การเขียนส่วนนา .............................................................................................................................................65 การเขียนส่วนเน้อื เรื่อง ....................................................................................................................................66 การเขยี นส่วนอา้ งองิ .......................................................................................................................................78 หลกั การเขียนรายงานการประเมนิ ..................................................................................................................79 บรรณานุกรม ..................................................................................................................................................81 ภาคผนวก : ตวั อย่างการเขียนส่วนเน้อื เรือ่ ง (บทท่ี 1-5) ................................................................................84 บทที่ 1 บทนา.............................................................................................................................84 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง ......................................................................................90 บทท่ี 3 วธิ กี ารประเมิน ...............................................................................................................91 บทที่ 4 ผลการประเมนิ ...............................................................................................................92 บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ ................................................................................94 แนวทางการเขียนส่วนอ้างองิ .......................................................................................................99
1 แนวคดิ เกย่ี วกบั โครงการ องค์การที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งประกอบด้วย ระบบย่อย ๆ หลาย ระบบที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเพื่อการ “ขับเคลื่อน” ให้องค์การสามารถดาเนินงานตามภารกิจจนบรรลุ เปา้ หมาย ระบบแผนงานถอื ว่าเปน็ ระบบการทางานที่สาคัญขององค์การ เพราะระบบแผนงานเป็นกลไกสาคัญ ในการดาเนินขององค์การให้มีทิศทางที่ชัดเจน มีความเป็นระบบ มีความสอดคล้องสัมพันธ์กับนโยบาย แผนงาน หรือโครงการขององคก์ ารระดับสูงขึ้นไป ระบบแผนงานของแต่ละองค์การจึงมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับ นโยบาย แผนงาน หรือโครงการขององค์การที่มีอยู่ระดับสูงกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การที่อยู่ในระดับ ปฏิบตั ิการจาเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งศึกษาวิเคราะหน์ โยบายขององค์การท่อี ย่รู ะดบั สงู กว่า เพื่อแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยจัดทาเป็นโครงการต่าง ๆ เพื่อจะทาให้การดาเนินงานมีทิศทางที่สอดคล้องกัน หรือที่เรียกว่า “ตอบสนอง ต่อนโยบายของหน่วยเหนือ” ในหน่วยงานระดับปฏิบัติถือว่า โครงการ เป็นงานหรือกิจกรรมสาคัญที่จะต้อง จัดทาและดาเนนิ การให้สอดคลอ้ งสนองตอบต่อนโยบายและใหบ้ รรลุเป้าหมาย ความสมั พันธร์ ะหวา่ งนโยบาย แผน แผนงานและโครงการ ในระบบการวางแผนและการบริหารองค์การจะมีองค์ประกอบที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ซงึ่ ประกอบดว้ ย นโยบาย แผน แผนงานและโครงการ ดังนี้ 1. นโยบาย (policy) เป็นกรอบทิศทางหรือแนวทางการดาเนินงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่องค์การ กาหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามที่กาหนดไว้ ซึ่งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน จะตอ้ งใชเ้ ปน็ กรอบในการพิจารณาตดั สนิ ใจจัดทาแผน แผนงาน และโครงการ 2. แผน (plan) เป็นรายละเอียดขั้นตอนการดาเนินงานต่าง ๆ เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์และ เป้าหมายของนโยบายที่ได้กาหนดไว้ แผนอาจแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น แผนระยะสั้น แผนระยะยาว แผนยุทธศาสตร์ แผนพัฒนา แผนปฏิบัติการ เป็นต้น ซึ่งแผนเหล่านี้มักจะประกอบด้วย กลุ่มกิจกรรมย่อย ๆ ลงมาเรยี กว่า แผนงาน 3. แผนงาน (program) เป็นกลุ่มงานและกิจกรรมที่มีการจัดระบบและกาหนดวัตถุประสงค์อย่าง เดยี วกนั ซง่ึ จะบรรจุวตั ถปุ ระสงคไ์ ด้ จะตอ้ งมงี านหลาย ๆ อย่าง อนั ประกอบด้วย กลุ่มของโครงการ 4. โครงการ (project) เป็นกลุม่ ของงานหรอื กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่ละกิจกรรม มีเปา้ หมายเดียวกัน มีลักษณะที่แน่ชัด มีเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงาน และมักจะเป็นงานพิเศษที่แตกต่างไป จากงานประจา โครงการประกอบด้วย งาน (task) หรอื กิจกรรม (activity)
2 แผนภมู ิความสัมพนั ธ์ระหวา่ งนโยบาย แผน แผนงานและโครงการ นโยบาย แผน 1 แผน 2 แผนงาน 1 แผนงาน 2 แผนงาน 3 โครงการ 1 โครงการ 2 โครงการ 3 งาน/กิจกรรม งาน/กจิ กรรม งาน/กจิ กรรม แผนภูมทิ ี่ 1 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างนโยบาย แผน แผนงานและโครงการ ท่ีมา : สมบตั ิ สุวรรณพทิ ักษ์ (2555 : 78) จากแผนภูมิที่ 1 แสดงใหเ้ หน็ ว่า ในการบริหารองคก์ ารจะมรี ะบบการวางแผนเป็นกลไกในการขับเคลื่อน ภารกิจขององค์การ ซึ่งจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาล หรือนโยบายขององค์การที่อยู่สูงกว่า แล้วกาหนดแผน ซึ่งนโยบายแต่ละด้านหรือนโยบายทั้งหมด อาจต้องมีแผนหลายแผน ในแต่ละแผนก็จะเป็น แผนงานต่าง ๆ ในแต่ละแผนงานก็จัดทาโครงการต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละโครงการก็จะมีงานหรือกิจกรรมที่ต้อง ดาเนนิ การ
3 ดงั กรณตี ัวอย่าง ท่รี ฐั บาลกาหนดใหม้ นี โยบายการจัดการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน 12 ปี จากนโยบายดงั กล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดแผนการจดั การศึกษาสาหรับคนพกิ าร จากแผนดงั กล่าว กาหนดเปน็ แผนงานพฒั นาบุคลากรผสู้ อนคนพิการ จากแผนงานน้ี ได้จดั ทาโครงการอบรมเทคนคิ และวิธีการสอนคนพิการสาหรบั ครผู ู้สอน และจากโครงการนี้ ได้กาหนดกิจกรรม 4 กิจกรรม คือ การจัดหาวิทยากร การจัดเตรียมสื่อการ อบรม การจัดกจิ กรรมการอบรม และการประเมินผลการอบรม ดงั แสดงความสมั พันธ์ในแผนภมู ทิ ี่ 2 นโยบาย นโยบายการจัดการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน 12 ปี แผน แผนการจัดการศกึ ษาสาหรับคนพกิ าร แผนงาน แผนงานพัฒนาบุคลากรผ้สู อนคนพกิ าร โครงการ โครงการอบรมเทคนคิ และวิธกี ารสอนคนพิการสาหรบั ครูผสู้ อน กจิ กรรม 1) การจัดหาวิทยากร 2) การจดั เตรียมสื่อการอบรม 3) การจดั กิจกรรมการอบรม 4) การประเมินผลการอบรม แผนภูมทิ ี่ 2 กรณตี วั อยา่ งของความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย แผน แผนงานและโครงการ ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบาย แผน แผนงานและโครงการ นอกจากจะดูความสัมพันธ์ในลักษณะ ของขอบข่ายและระดับของงานแล้ว อาจพิจารณาความสัมพันธ์ในลักษณะของระดับชั้นของการบังคับบัญชา การบริหารงานในองคก์ าร ซ่งึ สามารถแบ่งระดบั การบริหารออกเป็น 3 ระดับ คือ นักบริหารระดับสูงซึ่งรับผิดชอบ ในการวางแผนขององค์การโดยรวม นักบริหารระดับกลาง ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนของหน่วยงานที่ทา หน้าที่ในสายงานหลัก (line or primary functions) และทาหน้าที่ในสายงานบริหารหรืออานวยการ (administrative or supportive functions) ส่วนในระดับล่างสุด เป็นความรับผิดชอบของนักบริหารระดับ ต้นในการวางแผนดาเนินงานของหน่วยงานในระดับปฏิบัติการ ซึ่งผู้บริหารแต่ละระดับต้องตัดสินใจอย่าง เช่ือมโยงกนั ดงั นี้ (ปกรณ์ ปรยี ากร, 2548 : 22-28)
4 1. ความรับผิดชอบของนักบริหารระดับสูง นักบริหารระดับสูงเป็นผู้มีอานาจในการตัดสินใจเรื่อง ต่าง ๆ ทถี่ ือเปน็ นโยบายหลกั ของกิจการ คือ กาหนดวิสยั ทัศน์ (vision) กาหนดภารกิจ (mission) กาหนดจดุ มุ่งหมาย และวตั ถปุ ระสงค์ของกจิ การโดยรวม (goal) และกาหนดกลยุทธห์ ลักหรือยุทธศาสตรส์ าคญั (grand strategies) 2. ความรับผดิ ชอบของนกั บรหิ ารระดับกลาง นักบรหิ ารระดับกลางเป็นผู้ที่นากลยุทธ์ที่นักบริหาร ระดับสูงกาหนดขึ้นไปแปลงเป็นกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์และท้าทายต่อการแข่งขัน (competitive strategy) หรอื เป็นการสนองความตอ้ งการด้านต่าง ๆ ของลูกค้าและผ้รู ับบรกิ าร โดยอาจลาดับงานไดด้ งั น้ี 2.1 กาหนดกลยทุ ธ์ของฝา่ ย (functional strategies) ทส่ี อดคล้องกับกลยทุ ธ์หลกั ของกจิ การ 2.2 แผนกต่าง ๆ ที่อยู่ในฝ่ายตามข้อ 2.1 จะแปลงกลยุทธ์ของฝ่ายเป็นกลวิธี (tactical or action plans) โดยจะเป็นการดาเนินงานที่ครอบคลุมทั้งงานประจา (operations or routine activities) งานชั่วคราว หรือทเ่ี รยี กกันในทางการบริหารวา่ โครงการ 2.3 วางแนวทางในการประสานสมั พันธร์ ะหว่างงานประจากบั งานโครงการในแผนกเดียวกันและ ระหวา่ งแผนก 2.4 กาหนดบรรทัดฐานท่ีจะเป็นประโยชนต์ ่อการควบคมุ และประเมินผลของนักบรหิ ารระดับต้น 3. ความรับผิดชอบของนักบริหารระดับต้น นักบริหารระดับต้นจะทางานร่วมกับนักบริหาร ระดับกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อท่จี ะแปลงกลยุทธ์หรือกลวิธีให้เป็นแผนการดาเนินงาน (operation plans) กับจะ ใช้แผนนีเ้ ป็นแนวทางในการวางระดับการควบคุมงานของผู้ปฏิบตั ิงาน โดยจะกาหนดเรื่องตา่ ง ๆ ดังนี้ 3.1 การจาแนกโครงสร้างงาน (Work Breakdown Structure = WBS) ของทั้งงานประจาและ งานโครงการออกมาในรูปของชุดกิจกรรมที่จะต้องดาเนินงานทั้งในระยะสั้น (ปีงบประมาณ) และตามระยะเวลา โครงการ 3.2 การกาหนดเวลาทีจ่ ะต้องใช้ในการดาเนินงานตามกิจกรรมที่วางไว้ 3.3 การจัดสรรทรพั ยากรให้แตล่ ะกิจกรรม 3.4 การกาหนดตวั ผรู้ ับผดิ ชอบ รวมท้ังอานาจหน้าที่และความรบั ผิดชอบ 3.5 การกาหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน และการจัดวางระบบการควบคุมที่เน้นทั้งในส่วนของ การควบคุมทรัพยากร (inputs control) การควบคุมกระบวนการทางาน (processes control) และการ ควบคุมผลงานและผลลพั ธ์ (outputs and outcomes control) 3.6 การกาหนดระบบและเวลาของการรายงาน ช่องทางและวิธีการส่ือสาร จากความสัมพันธ์ของแผนระดับต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่านโยบายหรือกลยุทธ์ที่นักบริหาร ระดับสูงกาหนด เมื่อแปลงไปสู่กลวิธีในระดับปฏิบัติการจะประกอบด้วย งานประจาและโครงการที่จะต้อง ดาเนนิ งานเปน็ จานวนมากพอสมควร โดยกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติในระดับล่างสุดมีหน่วยงานที่ร่วมกันดาเนินการ หลายหน่วยงานอีกด้วย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าในการตัดสินใจเพื่อกาหนดนโยบาย แผน แผนงานและ โครงการของหนว่ ยงานต่าง ๆ ความสัมพันธร์ ะหว่างผู้บริหารแตล่ ะระดับ ทั้งในการกาหนดนโยบายหรือกลยุทธ์ จากระดับบน (top down planning) ลงมาผ่านลงไปยังนักบริหารระดับกลางไปจนถึงระดับต้น จะต้องรับ ข้อเท็จจริง ข้อเสนอ หรือความคิดเห็นจากระดับล่าง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อการวางแผน (bottom up planning) ของนักบริหารระดับสูงอกี ชัน้ หนง่ึ
5 ทีม่ าของโครงการ โครงการที่จะเป็นประโยชน์จะต้องมีที่มาอย่างมีเหตุผลและความต้องการจาเป็นขององค์การหรือ สงั คม ซงึ่ โดยท่วั ไปโครงการตา่ ง ๆ จะมที ี่มา ดงั น้ี 1. นโยบายและแผนงาน จะเปน็ กรอบทิศทางในการพัฒนาหรือขับเคลื่อนองค์การ ซึ่งจะมีนโยบาย และแผนงานต้ังแตร่ ะดับสูงสุดจากนโยบายของรัฐบาล กระทรวง กรม ถึงหน่วยงานระดับปฏิบัติ ในการจัดทา โครงการจึงต้องศึกษาวิเคราะห์นโยบายและแผนงานของหน่วยงานระดับต่าง ๆ เพื่อให้โครงการที่จัดทาขึ้นมี ความสอดคล้องและตอบสนองต่อนโยบายและแผนงานของหนว่ ยเหนอื 2. ปญั หาและความต้องการจาเป็นของหนว่ ยงานระดับปฏิบัติ แต่ละหน่วยงานมีสภาพปัญหาและ ความต้องการจาเป็นต่อการดาเนินงานหรือพัฒนางานที่แตกต่างกัน ในการจัดทาโครงการ จึงต้องมีการศึกษา สภาพปัญหาและความตอ้ งการจาเป็น ซ่ึงจะทาใหไ้ ด้โครงการทเ่ี ป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนา สอดคล้องกับสภาพ ปญั หา และความตอ้ งการจาเปน็ ของหน่วยงาน 3. มาตรฐานของหน่วยงาน ซึ่งเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานในลักษณะต่าง ๆ เช่น มาตรฐาน การศึกษา มาตรฐานการประเมิน มาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานวิชาชีพ การศึกษาวิเคราะห์มาตรฐาน จะช่วย ให้ไดโ้ ครงการดาเนนิ งานหรอื พฒั นางานใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานตา่ ง ๆ 4. ผลการประเมินนโยบาย แผนงานและโครงการ ในการดาเนินงานตามนโยบาย แผนงานหรือ โครงการในแต่ละรอบปี ถ้าแต่ละองค์การได้มีการประเมินผลการดาเนินงานไว้ เมื่อจะมีการจัดทาและดาเนิน โครงการในปีต่อไป หากได้ใช้ผลการประเมินที่ผ่านมาเป็น “ตัวช่วย” ในการตัดสินใจทาโครงการ ก็จะทาให้ได้ โครงการท่สี มเหตสุ มผล และมคี ุณค่าต่อการดาเนนิ งาน หรือพฒั นาอยา่ งตอ่ เนือ่ ง
6 ความหมายของโครงการ ในการบริหารงานขององค์การทุกประเภท โครงการ (project) จะเป็นงานประเภทหนึ่งที่ถูกกาหนดขึ้น ในองค์การ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ในเชิงกลยุทธ์ (strategic intent) ของผู้บริหารระดับสูงให้ กลายเปน็ กลวิธี (tatics) ทจ่ี ะนาไปสู่การจัดการในระดบั ปฏิบตั ิอยา่ งได้ผลตรงตามความต้องการของลูกค้า หรือ ผู้รับบริการ (Cleand, 1995 : 56 ; อ้างถึงใน ปกรณ์ ปรียากร, 2548 : 1-2) คาว่า “โครงการ” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 270) ไดใ้ ห้ความหมายว่า เป็นแผนหรือเค้าโครงตามที่กาหนดไว้ เทียนฉาย กีระนันท์ (2537 : 1) ให้ความหมายโครงการว่า เป็นการกะการณ์หรือเตรียมการเพื่อกระทาการ อย่างใดอย่างหนึ่งหรืออาจจะหมายถึงแนวความคิดในเรื่องหนึ่ง ๆ เพื่อหาทางปฏิบัติหรือดาเนินการให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ ที่แน่ชัดและมีระบบ ส่วน เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี (2542 : 79) ให้ความหมาย ว่า โครงการหมายถึง งาน หรือส่วนหนึ่งของงานที่ต้องกระทาให้สาเร็จตามเป้าหมายภายในระยะเวลาและวงเงิน งบประมาณทก่ี าหนดไว้ โดยใหส้ อดคลอ้ งกับขอ้ กาหนดอื่น ๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ งด้วย ในขณะที่ สมคิด พรมจุ้ย (2550 : 23) ใหค้ วามหมายของโครงวา่ หมายถงึ หนว่ ยของแผนงานหรอื กลุ่มของกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน เพอ่ื การบรรลจุ ุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ มีลักษณะเด่นชัด มีระยะเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน และมักจะเป็นงาน พิเศษที่ต่างไปจากงานประจา โครงการจะประกอบด้วย งานและกิจกรรม ประชุม รอดประเสริฐ (2535 : 5) สรุปว่า โครงการเป็นแผนงานที่จัดทาขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยประกอบด้วย กิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่ต้องใช้ ทรัพยากรในการดาเนินงานและคาดหวงั ท่ีจะให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มคา่ จะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในการ ดาเนินงาน มจี ดุ ประสงค์ท่ชี ัดเจน มพี น้ื ท่ใี นการดาเนินงานเพื่อใหบ้ ริการและสนองความต้องการของกลุ่มบุคคล ในพ้ืนที่นั้น และมีบุคคลหรือหน่วยงานรับผิดชอบในการดาเนินงาน ส่วนมยุรี อนุมานราชธน (2551 : 6) สรุป ความหมายของโครงการวา่ หมายถงึ กลุ่มของกจิ กรรมที่สัมพันธ์กันและจัดทาเป็นพิเศษอย่างเป็นระบบเพื่อให้ สามารถใชท้ รพั ยากรอย่างฉลาดทีส่ ดุ ในการดาเนินงานใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ อันได้แก่ ผลประโยชน์ ตอบแทนหรือผลอยา่ งใดอย่างหน่งึ ในอนาคต กิจกรรมดังกลา่ วต้องมจี ดุ เริม่ ตน้ และจดุ สิ้นสุด กล่าวโดยสรุป โครงการคือ การกาหนดแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานที่มีวัตถุประสงค์ เด่นชัด มีกิจกรรมที่ทาให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างประหยัดและมี ประสิทธิภาพ มเี วลาเรม่ิ ต้นและสิ้นสุดของงาน โครงการประกอบด้วย งาน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน และมเี ปา้ หมายเดียวกนั
7 ประเภทและลักษณะท่ีสาคญั ของโครงการ 1. ประเภทของโครงการ โครงการมีลักษณะที่หลากหลายทั้งในเรื่องของขนาด ขอบข่าย เวลา กลุ่มลูกค้าหรือผู้รับบริการ รวมท้งั อายุการใชง้ านโครงการ (project life) การกาหนดประเภทของโครงการจึงเป็นเรื่องยาก แต่เพื่อให้ง่าย ในการทาความเข้าใจ ปกรณ์ ปรียากร (2548 : 6-7) จึงใช้การแยกแยะโครงการตามลักษณะของสถานการณ์ท่ี จะเผชิญ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดงั นี้ 1.1 โครงการปรบั ปรุงหรอื แก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ (improvement project) โครงการประเภทนี้ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะการปรับปรุงงานและการแก้ไข ปญั หาตา่ ง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติ ตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาทางานล่าช้า การปรับปรุงสถานที่ทางาน การจัด หน่วยบริการประชาชนนอกสถานทท่ี างาน การฝึกอบรมพนักงาน เป็นตน้ 1.2 โครงการริเรม่ิ หรือนวตั กรรม (innovative project) โครงการประเภทนีเ้ ป็นโครงการที่มุ่งจะเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ (new products) หรือเปลี่ยนแปลง วิธีการใหม่ (new methods) ทั้งนี้เพราะการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหา ไม่อาจตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าหรือผู้รับบริการได้ หรือไม่อาจโต้กลับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้ โครงการประเภทนี้ จึงมีความจาเป็นเช่นเดียวกับโครงการประเภทแรก ตัวอย่างเช่น การสร้างอาคารสานักงาน หรือโรงงานใหม่ ด้วยการใช้อุปกรณ์ เครอ่ื งมือ เคร่ืองจกั ร หรอื เทคโนโลยีใหมท่ ี่ทนั สมัยยง่ิ ขน้ึ หรือโครงการให้บริการลูกค้า หรือ ผู้รบั บริการโดยผ่านอนิ เทอร์เน็ต (internet) เป็นตน้ 1.3 โครงการวจิ ยั และพัฒนา (research and development project) โครงการประเภทนคี้ อ่ นขา้ งจะเปน็ โครงการบุกเบิก (pioneering project) หรือที่รู้จักกันใน ชื่ออื่น ๆ เช่น โครงการนาร่อง (pilot project) หรือโครงการค้นคว้าทดลอง (experimental project) หรือ โครงการวจิ ัยเพอื่ คน้ หาสาเหตุทแ่ี ท้จรงิ ของปัญหาในองค์การ หรือโครงการวิจัยเพื่อสะสมองค์ความรู้ เพื่อสร้าง ความเป็นเลิศทางวิชาการ หรือการวิจัยเพื่อสร้างต้นแบบ (prototype) หลังจากนั้นจึงขยายผลไปใช้เพื่อการ พฒั นากจิ การต่าง ๆ ตอ่ ไป
8 2. คณุ ลักษณะทสี่ าคัญของโครงการ โดยทัว่ ไปโครงการจะมีฐานที่มาจากข้อมูลที่เป็นจริง และผ่านการวิเคราะห์แล้ว นั่นคือการได้มา ซึ่งโครงการแต่ละโครงการนั้น จะต้องมีข้อมูลที่ได้มีการวิเคราะห์และเชื่อถือได้ว่า มีความต้องการจาเป็นอย่าง แท้จริงที่จะต้องกาหนดให้มีโครงการ และจะมีองค์ประกอบเชิงระบบที่ประกอบด้วย ปัจจัยนาเข้า ( input) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้ในการบริหารหรือดาเนินโครงการ กระบวนการ (process) ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการ หรือดาเนินโครงการอย่างเป็นระบบ และผลผลิต (product) ซึ่งเป็นผลที่จะเกิดขึ้นหรือได้รับจากโครงการ คุณลกั ษณะทสี่ าคัญของโครงการมดี งั ต่อไปน้ี (Turner, 1993 : 7 ; อา้ งถึงใน ปกรณ์ ปรียากร, 2548 : 8-10) 2.1 ขอบข่ายของงาน (scope) มีลักษณะเป็นเอกเทศ หรือมีลักษณะเฉพาะ (unique) ท่ี แตกต่างไปจากงานประจา กล่าวคือ ในแต่ละโครงการ จะมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง (specific objective) ท่ี ชี้ให้เหน็ วา่ โครงการมีผลลัพธ์ (outcomes) ที่คาดหมายไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน โดยมีผลงาน (outputs) เป็น เป้าหมายที่ระบตุ ัวช้ีวัดทช่ี ัดเจน กับมลี ักษณะท่ีแตกตา่ งไปจากงานประจา 2.2 มีองค์การ (organization) รับผิดชอบในการจัดการโดยเฉพาะและทาหน้าเป็นการ ชั่วคราว (temporary) เนื่องจากโครงการทุกประเภทจะมีระยะเวลาการดาเนินงานนับตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึง จุดสิ้นสุดที่ชัดเจน ดังนั้นองค์การที่รับผิดชอบโครงการจึงเป็นองค์การที่มีระยะเวลารับผิดชอบงานแน่นอน ตายตัว งานโครงการจึงถือเป็นงานชั่วคราว เมื่อเสร็จภารกิจก็จะส่งมอบงานให้องค์การที่จะรับผลงานของ โครงการไปดาเนินการเปน็ งานประจา ตลอดอายุของโครงการ (project life) 2.3 เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ (beneficial) โดยผลลัพธ์ของโครงการ (outcomes or results) ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย กล่าวคือ ในการวางแผนโครงการ จะต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์ของโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย คืออะไร ซึ่งผลประโยชน์นี้จะ พิจารณาทงั้ ในสว่ นที่คิดเป็นตัวเงินได้ หรือจับต้องได้ (tangible benefits) และที่ไม่อาจคิดเป็นตัวเงินหรือไม่อาจ จับต้องได้ (intangible benefits) และผลประโยชน์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์ หรือผลกาไร (benefits) ตอ่ กลุ่มเปา้ หมายมากน้อยเพยี งใด 2.4 ในการจัดการโครงการ ผู้บริหารและทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่ แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ โดยที่โครงการทุกประเภทย่อมจะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีผลทั้งในด้าน บวกและลบ กับยังต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ อย่างมากมาย เช่น ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholders) ของโครงการนัน้ อาจใหก้ ารยอมรับหรือมีท่าทีที่อาจจะต่อต้านและคัดค้าน หรือในระหว่างการดาเนินโครงการ อาจมกี ารเปล่ียนแปลงดา้ นต่าง ๆ ท้ังในทางการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ สังคม ภูมิศาสตร์กายภาพ สภาวะ แวดล้อมและด้านอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้โครงการดาเนินไปอย่างราบรื่น หรือฉุดดึงให้เกิดภาวะ ชะงักงันก็เป็นได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ผู้จัดโครงการและทีมงานที่รับผิดชอบจาเป็นต้องมีข้อมูลที่ดีพอ สาหรับ เป็นฐานในการประเมินความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่จะเป็นประโยชน์ในการแสวงหาลู่ทางเพื่อรับมือกับ สถานการณ์ท่ีอาจจะเกดิ ข้ึนต่อไป
9 2.5 ในการจดั การโครงการ ผู้บริหารโครงการต้องคานึงถึงข้อจากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และ คณุ ภาพตามท่กี าหนดไวใ้ นเงื่อนไขของโครงการ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวใจสาคัญในการวางแผนโครงการ ซึ่งเป็น เรื่องที่จะนาไปสกู่ ารจัดวางระบบการควบคุม (controlling systems) ที่แน่นอนและชัดเจนอีกด้วย ในด้านเวลา ผู้จัดการโครงการต้องผลักดันให้มีการเริ่มงานโครงการอย่างถูกต้องตามเวลาที่กาหนด และสาเร็จเสร็จสิ้น ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ ในด้านค่าใช้จ่ายผู้จัดการโครงการจะต้องผลักดันให้มีการบริหารและวางระบบ การจัดการด้านการเงินและงบประมาณอย่างเข้มงวดกวดขัน โดยพยายามผลักดันงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนในด้านคุณภาพนั้น ผู้จัดการโครงการจาเป็นต้องวางแนวทางให้ผลงานที่เกิดขึ้นได้มาตรฐานตรงตาม คณุ ลักษณะงาน (specification) โดยมคี ่าความบกพรอ่ งเป็นศูนย์ (zero defect) 2.6 ในการจดั การโครงการจาเป็นต้องเน้นความสาคัญของการบูรณาการ (integration) กับ องค์การหลัก หรือหน่วยงานของเจ้าของโครงการ เรื่องนี้ให้ถือว่า เป็นเรื่องที่สาคัญยิ่งยวดในการจัดการ โครงการ กลา่ วคือ แมว้ ่าองคก์ ารทรี่ บั ผดิ ชอบโครงการจะมคี วามเป็นเอกเทศในการบรหิ ารงาน แต่ก็มิได้ตัดขาด โดยสน้ิ เชงิ จากองค์การตา่ ง ๆ ของหนว่ ยงานหลักทที่ าหนา้ ทใ่ี นการกาหนดโครงการและนาผลลัพธ์ของโครงการ ไปดาเนินงานในรูปของงานประจา ดังนั้น การวางจุดเชื่อมโยงไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล องค์การ หรือระบบงาน จงึ ถือเป็นเรอื่ งท่ีจาเป็นต้องกาหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน เพื่อลดข้อขัดแย้ง หรือความเข้าใจที่ไขว้เขว สับสน ไมต่ รงกันระหวา่ งหน่วยงานตา่ ง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง กลา่ วโดยสรุป โครงการจะมลี กั ษณะสาคญั คอื มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน มีลักษณะเฉพาะ เจาะจงหรือมีความเป็นเอกเทศ มีการกาหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของโครงการไว้อย่างชัดเจน สาระใน องคป์ ระกอบของโครงการมีความเก่ยี วเน่ืองสมั พันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์สอดคล้องกับสภาพปัญหา หรือความ ต้องการจาเปน็ กิจกรรมและวธิ ีดาเนนิ การสอดคล้องสนองตอบต่อวัตถปุ ระสงค์ เป็นต้น ในการจัดการโครงการ ต้องมีหน่วยงานหรือฝ่ายที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ เพื่อกากับดูแลโครงการตลอดระยะเวลาที่ดาเนินโครงการ ผู้บริหารและทีมงานโครงการต้องพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่าง ๆ เสมอ ต้องคานึง ข้อจากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพตามที่กาหนดไว้ในเงื่อนไขของโครงการ และต้องพิจารณา ผลประโยชนข์ องโครงการที่จะเกดิ ขึน้ ตอ่ กลุ่มเป้าหมาย
10 ข้นั ตอนการพัฒนาโครงการ การพฒั นาโครงการหรือการจัดทาโครงการ บางครั้งเรียกว่า การวางแผนโครงการ หมายถึง การกาหนด ขั้นตอนทั้งหมดของโครงการ ซึ่งเป็นการกาหนดรายละเอียดของการดาเนินงานเพื่อให้ได้โครงการ การดาเนินงาน ตามโครงการ การประเมินโครงการและการสนิ้ สดุ โครงการ โดยมขี นั้ ตอนการดาเนนิ งาน ดังน้ี 1. การศกึ ษาวเิ คราะห์ขอ้ มูลพ้นื ฐาน การศึกษาวิเคราะหข์ อ้ มลู พื้นฐานเปน็ ขนั้ ตอนของการหาที่มาของโครงการ หรือฐานคิดสาคัญของ การกอ่ เกดิ โครงการ โดยการศึกษาวเิ คราะหข์ ้อมูลอยา่ งนอ้ ย 3 แหล่ง คือ 1) การศึกษาวิเคราะห์นโยบาย แผนงาน และโครงการขององค์การทอ่ี ยู่ระดับสูงกว่า เพือ่ ให้ได้ โครงการที่สอดคลอ้ งและตอบสนองต่อนโยบายขององค์การดังกลา่ ว 2) การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการจาเป็นขององค์การทีจ่ ะจัดทาโครงการ เพอื่ ให้ได้ โครงการทส่ี อดคลอ้ งและตอบสนองต่อความต้องการและแกป้ ัญหาขององค์การได้ตรงจดุ 3) หากมผี ลการประเมินโครงการท่ีไดด้ าเนนิ การแล้ว ก็ควรจะได้ศกึ ษาวเิ คราะห์ขอ้ มูลผลการ ประเมนิ โครงการ เพื่อทจ่ี ะปรับปรงุ ขยาย หรือพฒั นาโครงการได้อยา่ งต่อเนื่อง การดาเนินงานในข้นั ตอนน้ี เพือ่ ใหไ้ ด้ขอ้ มลู ประกอบการตัดสนิ ใจจัดทาโครงการอย่างมีเหตุผลและก่อให้เกดิ ประโยชน์สงู สดุ ต่อองคก์ าร หรือผูร้ บั บริการ 2. การกาหนดโครงการและขอบเขตของโครงการ (project definition) จากผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในขั้นตอนที่ 1 จะทาให้ได้ทางเลือกและแนวทางในการ กาหนดโครงการและขอบเขตของโครงการว่า ควรจะจัดทาโครงการอะไร ในลักษณะใดบ้าง โครงการเหล่านั้น จะทาข้นึ เพอื่ แก้ปญั หาหรือพฒั นางาน พัฒนาคน หรอื พัฒนาอาชพี อะไรบ้าง ดงั กรณีตัวอยา่ ง จากการศึกษาวิเคราะห์นโยบาย แผนงานและโครงการของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีนโยบาย หรือโครงการส่งเสริมการรักการอ่านของนักเรียนและเยาวชนไทย จากการศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและ ความต้องการของโรงเรียน พบว่า นักเรียนส่วนมากอ่านหนังสือไม่ออกและไม่มีนิสัยรักการอ่าน และจาก การศึกษาวิเคราะห์ผลการประเมินโครงการ “วางทุกงาน อ่านทุกคน” ของโรงเรียน พบว่า เป็นโครงการที่มี คณุ คา่ แตย่ งั มีจุดที่ควรปรับปรงุ เรอื่ งการจดั กิจกรรมเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านที่ยังไม่มีความหลากหลาย จาก การศึกษาวิเคราะหข์ อ้ มูลทั้ง 3 แหลง่ ดงั กลา่ วนี้ โรงเรียนอาจกาหนดโครงการไดด้ ังน้ี 1) โครงการเสริมสร้างนสิ ัยรักการอา่ นของนักเรยี น โรงเรียน... หรอื 2) โครงการพัฒนานสิ ัยรกั การอา่ นของนักเรยี น โรงเรียน...
11 3. การรา่ งโครงการและการขออนมุ ตั ิโครงการ (project formulation and approval) การร่างโครงการและการขออนุมัติโครงการ เป็นขั้นตอนของการเขียนรายละเอียดของโครงการ ตามองค์ประกอบของโครงการ รวมทั้งการประเมินร่างโครงการ และปรับปรุงร่างโครงการให้มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมครบถ้วน สอดคลอ้ งและมคี วามเปน็ ไปได้ในการนาไปปฏิบัติจริง แล้วนาเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติ การดาเนินงานโครงการจากผ้มู ีอานาจในการตดั สนิ ใจ 4. การดาเนินโครงการ (project implementation) เป็นขั้นตอนที่คณะกรมการหรือผู้เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบโครงการจะต้องบริหารจัดการหรือ ดาเนินงานให้เป็นไปตามขั้นตอน กิจกรรมและระยะเวลาที่กาหนดไว้ในโครงการ และในระหว่างดาเนิน โครงการ ควรจะไดม้ กี ารนเิ ทศ กากบั ติดตามผลการดาเนนิ งานอยา่ งตอ่ เนื่อง เพื่อการเร่งรัดและปรับปรุง แก้ไข ปญั หาการดาเนินโครงการให้บรรลตุ ามวตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายของโครงการ 5. การประเมนิ โครงการ (project evaluation) เป็นข้ันตอนของการตรวจสอบว่า ผลของการดาเนินงานของโครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายของโครงการที่กาหนดไว้หรือไม่ เพียงใด โครงการดังกล่าวนั้นมีจุดเด่นหรือจุดที่ควรปรับปรุงพัฒนา หรอื ไม่ อยา่ งไร 6. การสิ้นสุดโครงการ (project termination) เป็นขั้นตอนของการเสร็จสิ้นของโครงการ หลังจากที่ได้ดาเนินงานตามโครงการจนบรรลุตาม วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการแล้ว ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโครงการเป็นงานปกติต่อไป หรือหากมีความ จาเป็นจะตอ้ งปรับขยายพัฒนาโครงการต่อ กจ็ ะดาเนินโครงการตอ่ ไปได้
12 แผนภมู ิขัน้ ตอนการพัฒนาโครงการ การศกึ ษาวเิ คราะห์ขอ้ มูลพน้ื ฐาน การศึกษาวิเคราะห์นโยบาย การศึกษาวิเคราะห์ปญั หา การศกึ ษาวเิ คราะห์ แผนงาน โครงการ และความต้องการจาเปน็ ผลการประเมินโครงการ ของหนว่ ยเหนือ ขององค์การ ที่ได้ดาเนนิ การแล้ว การกาหนดโครงการและขอบเขตของโครงการ การรา่ งโครงการและการขออนุมัติโครงการ การดาเนินโครงการ การประเมินโครงการ การส้ินสดุ โครงการ แผนภูมทิ ่ี 3 ขน้ั ตอนการพฒั นาโครงการ
13 องค์ประกอบของโครงการ เทียนฉาย กีระนันทน์ (2537 : 8-16) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบพื้นฐานที่แต่ละโครงการ ควรจะมี 9 ประการ ซึ่งมสี าระสาคญั โดยสรุป ดังนี้ 1. ความสาคัญและท่มี าของโครงการ เปน็ องค์ประกอบส่วนทชี่ ้ใี หเ้ หน็ ถึงรากฐานความเป็นมาของโครงการว่า มที ีม่ าอย่างไร มีแนวคิดที่ เป็นพื้นฐานของโครงการอยา่ งไร และควรระบุความสาคัญของโครงการให้ชัดเจนด้วยว่า โครงการนั้นมีความสาคัญ ตอ่ อนาคตของสงั คม และประเทศชาติ หรือมีความสาคัญต่อประชาชน กลุ่มเป้าหมาย และผู้รับบริการอย่างไร โครงการทไ่ี มอ่ าจแสดงให้ผกู้ าหนดนโยบายเห็นความสาคัญของโครงการได้ โครงการนั้นก็คงไม่ได้รับการสนับสนุน และอนุมัติให้ดาเนินการได้ในที่สุด ในแต่ละโครงการควรจะระบุความสาคัญเร่งด่วนของโครงการทั้งทางบวก และทางลบ กล่าวคอื ในทางบวกอาจระบุถึงผลดี ผลที่ได้ หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการดาเนินโครงการนั้น ในทางลบอาจระบุถึงผลเสีย หรือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ผู้รับบริการ หรือสังคม และประเทศชาติ ถ้าหากไมไ่ ด้มกี ารจดั ดาเนนิ งานตามโครงการดังกลา่ ว นอกจากนี้ควรระบุความสัมพันธ์ หรือผูกพันกับโครงการ อนื่ ๆ ทัง้ ในอดีต ปจั จบุ นั และอนาคตด้วย เช่น โครงการทจี่ ัดทานีเ้ ป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการใดโครงการ หนึ่งที่ได้ดาเนินการไปแล้ว และแผนงานหลักอาจจะไม่บรรลุตามเป้าหมาย ถ้าหากโครงการทุกโครงการไม่สาเร็จ ลลุ ่วงไป โครงการทกุ โครงการในแผนงานหลกั นัน้ จึงมีกาหนดความเร่งดว่ น และความต่อเนือ่ งกันโดยอตั โนมตั ิ 2. วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของโครงการ เป็นส่วนที่มีความสาคัญมากที่สุดส่วนหนึ่งของโครงการ เพราะวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ โครงการ จะเป็นสิ่งที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดความสาเร็จในการติดตามและประเมินโครงการ เมื่อได้มีการดาเนินงาน ตามโครงการแล้ว ดังนั้นผู้จัดทาโครงการจะต้องระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการให้ชัดเจนว่า โครงการนี้จะทาอะไร หรือเมื่อดาเนินงานตามโครงการนี้แล้วจะเกิดผลอะไรขึ้นบ้าง หรือจะได้อะไรเพิ่มขึ้น การเขียนวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงนั้น จะเป็นการผูกมัดให้หน่วยงาน หรือผู้ทจี่ ะรบั ผดิ ชอบโครงการนัน้ จะต้องหาวธิ กี ารและมีความมุง่ มัน่ ในการดาเนินการให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เฉพาะนั้นให้ได้ การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่แน่ชัดนี้จะช่วยเพิ่มน้าหนักและให้ความสาคัญของ โครงการนั้น ๆ ได้เปน็ อยา่ งดี เพราะผู้ตดั สนิ นโยบายหรอื ผบู้ ริหารสามารถทราบได้ทนั ทีว่าโครงการนั้น ๆ จะทา อะไร และจะไดร้ ับผลอะไรบา้ งเมอื่ ดาเนนิ งานตามโครงการนัน้ ไปแลว้
14 3. ขอบเขตของโครงการ เป็นการระบุถึงขอบเขตของโครงการเฉพาะบางโครงการที่มีขอบเขตอย่างใดอย่างหนึ่งกากับอยู่ ด้วยเทา่ นน้ั ถ้าโครงการใดไมม่ ีขอบเขตกากับก็ไมจ่ าเป็นต้องระบุไว้ในโครงการ ขอบเขตของโครงการจะเป็นสิ่ง ที่ช่วยให้ผู้พิจารณาโครงการได้เห็นชัดเจนถึงความเป็นไปได้ของโครงการ แสดงถึงความรอบคอบของผู้จัดทา โครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นไปได้ (feasible) ของโครงการนั้น ๆ โดยทั่วไปขอบเขตของโครงการมี 4 ลักษณะ คือ ขอบเขตเรือ่ งเวลา ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ขอบเขตในแงป่ ฏิบตั ิ และขอบเขตในแงอ่ ่นื ๆ ขอบเขตเรื่องเวลา จะหมายรวมถึงระยะเวลาดาเนินโครงการ เป็นต้นว่าโครงการนี้ใช้เวลาจาก เมื่อใดถึงเมื่อใด กาหนดเวลาแล้วเสร็จของโครงการ ตลอดจนเงื่อนไขเวลาอื่น ๆ ของโครงการ ขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ จะหมายรวมถึงความกว้างขวางของพื้นที่ที่โครงการนั้น ๆ ครอบคลุมถึง หรือครอบคลุมไม่ถึง เช่น ในภาค ในจังหวัด หรืออาเภอหรือขอบเขตทางภูมิศาสตร์อย่างอื่น ๆ ส่วนขอบเขตในทางปฏิบัตินั้น เป็นเพียง การคาดคะเนหรอื ประมาณการจากการท่ีคิดว่า เม่ือดาเนินงานตามโครงการนั้น ๆ แล้ว จะมีปัญหา อุปสรรคที่ จะตอ้ งขีดวงเปน็ ขอบเขตของโครงการไวเ้ สียกอ่ นลว่ งหน้า เพ่อื ให้โครงการน้ัน ๆ สะทอ้ นถงึ ความเป็นจริงในทาง ปฏิบัติมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นจะเป็นขอบเขตในลักษณะอื่น ๆ เช่น ขอบเขตที่สืบเนื่องมาจากข้อจากัดของ ความรู้ทางวิชาการ หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่ในประเทศ หรือขอบเขตที่เนื่องมาจากผลกระทบของโครงการอื่น ๆ ท่ีได้ดาเนินการมาแลว้ ในอดีต เป็นตน้ 4. วิธีดาเนนิ งานตามโครงการ เปน็ ส่วนทต่ี อ้ งระบถุ ึงแนวทาง กลยุทธ์ และวธิ กี ารท่จี ะทาใหโ้ ครงการนน้ั ๆ โดยละเอียดว่า จะทา อะไร ทาอยา่ งไร ทาเพียงใด จงึ จะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กาหนดไว้ตามโครงการ ภายในระยะเวลา ทีก่ าหนดไว้ ถ้าเป็นการแก้ปัญหาโครงการจะต้องระบุวิธีแก้ปัญหา ถ้าเป็นโครงการก่อสร้างจะต้องระบุเทคนิค ต่าง ๆ ในการก่อสรา้ ง ตลอดจนวธิ ีการบริหารโครงการ ในกรณีท่กี ารดาเนนิ งานตามโครงการหนึ่ง ๆ มีได้หลาย วิธีที่จะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายเดียวกันตามที่กาหนดไว้ในโครงการ กรณีเช่นนี้ต้องระบุให้แน่ชั ดใน โครงการวา่ จะเลอื กปฏบิ ตั ติ ามวิธใี ด ดว้ ยเหตผุ ลอย่างไร
15 5. ความสมั พนั ธ์กับโครงการอน่ื สาหรบั โครงการทีม่ คี วามสมั พันธ์เกี่ยวเนื่องกับโครงการอื่นที่ดาเนินการไปแล้วในอดีต หรือกาลัง ดาเนินการหรือจะดาเนนิ การในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้การอนุมัติโครงการและการจัดสรรงบประมาณให้โครงการ ต่าง ๆ นั้น มีความสอดคล้องต่อเนื่องและให้ประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดและเหมาะสมที่สุด ความสัมพันธ์ ระหวา่ งโครงการต่าง ๆ อาจพิจารณาได้เปน็ 3 ลักษณะ ดงั นี้ 5.1 เป็นความสัมพันธ์ในฐานะที่โครงการปัจจุบันเป็นโครงการต่อเนื่อง หรือสืบเนื่องจากโครงการ อื่น ๆ ที่มีอยู่ ผู้จัดทาโครงการจะต้องระบุเหตุและทิศทางของการต่อเนื่องนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร จะเกิดผลดี ผลเสยี อยา่ งไร ถา้ หากไมด่ าเนินโครงการปจั จบุ นั 5.2 เป็นความสัมพันธ์ในฐานะที่โครงการปัจจุบันจะต้องประสานกับโครงการอื่น ๆ ในช่วงเวลา เดียวกัน โครงการลักษณะนี้จะต้องชี้แจงให้เห็นถึงความสาคัญของการดาเนินการพร้อม ๆ กันหลาย ๆ โครงการ เพอ่ื ประสานงานและใหเ้ กดิ ผลลพั ธต์ ามวตั ถปุ ระสงค์หลกั ของแผนงานท้ังหมดโดยส่วนรวม 5.3 เปน็ ความสัมพนั ธ์อย่างกว้าง ๆ ไม่แน่ชัด ซึ่งอาจถือว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับโครงการอื่น ๆ ก็ได้ หรือว่าไม่เกี่ยวเนื่องกันก็ได้ โครงการในลักษณะนี้บางครั้งถือว่าเป็นโครงการอิสระไม่ต่อเนื่องกับโครงการอื่น โดยตรง 6. ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน เป็นการเขียนการดาเนินงานตามโครงการโดยแยกออกเป็นขั้นตอนตามระยะเวลา (phasing) ซึ่งต้องให้สอดคล้องกับวิธีการดาเนินงานตามโครงการในขั้นตอนที่ 4 โดยปกติในระบบราชการไทยจะแยก ขั้นตอนการดาเนินงานเป็นรายปี เช่น โครงการ 5 ปี จะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ตอนละ 1 ปี ตามปีงบประมาณ และในแต่ละปีอาจแบ่งเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ตามงวดเงินในปีงบประมาณอีกก็ได้ แต่ในบางกรณีโครงการไม่อาจ แบ่งขั้นตอนการดาเนินงานตามปีงบประมาณได้อย่างเหมาะสม เพราะเป็นโครงการที่มีลักษณะพิเศษแตกต่าง ไปจากโครงการปกติ จงึ มีการแบ่งขั้นตอนการดาเนินงานตามลักษณะของงานตามโครงการน้นั มากกวา่ ในการระบุขั้นตอนการดาเนินงาน จะต้องระบุว่าในแต่ละขั้นตอนจะดาเนินงานอะไรบ้าง และ คาดวา่ จะดาเนินการไดเ้ พียงใด เมอ่ื สิ้นสุดระยะเวลาของแต่ละขั้นตอนนั้น แต่สิ่งที่นิยมปฏิบัติกันในปัจจุบันคือ การกาหนดขั้นตอนการดาเนินงานโดยสรุปย่อในรูปของแผนภูมิ หรือตารางเวลาดาเนินการ ซึ่งช่วยให้เข้าใจ ขั้นตอนการดาเนินงานได้ง่าย และยังเป็นประโยชน์ในการติดตามประเมินผลการดาเนินงานในแต่ละขั้นตอน จนกว่าจะส้ินสุดโครงการนน้ั ๆ
16 7. ทรัพยากรทต่ี ้องใชใ้ นโครงการ ทรัพยากรที่ต้องใช้ในโครงการถือว่า เป็นส่วนสาคัญสาหรับผู้กาหนดนโยบาย และผู้บริหารที่จะ พจิ ารณาในแง่ความตอ้ งการใช้ทรพั ยากรทกุ ประเภทในโครงการ และการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการ เป็นส่วนที่แสดงภาพรวมทั้งหมดของทรัพยากรทุกประเภทที่ต้องใช้ในโครงการ และควรแยกทรัพยากรแต่ละ ประเภทให้ชัดเจน ซึ่งตามระบบราชการไทย อาจแยกได้เป็น 3 ประเภท คือ กาลังคน ทรัพยากรดาเนินการ และทรัพยากรลงทุน สาหรับทรัพยากรกาลังคน จะหมายถึง ทรัพยากรที่อาจเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจา หรือลูกจ้างชั่วคราว ตามรายระดับคุณวุฒิ หรือประสบการณ์และระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในโครงการ ส่วน ทรัพยากรดาเนินการนั้นจะหมายถึง ค่าใช้จ่ายประเภทต่าง ๆ ตามหมวดงบประมาณ ซึ่งเป็นด้านบริการและ วสั ดุ เช่น บริการด้านสาธารณปู โภค หรอื การจา้ งทาบรกิ าร เป็นต้น และทรัพยากรลงทุน จะหมายถึง ครุภัณฑ์ และทดี่ นิ สิ่งก่อสร้างทุกชนิดที่ต้องใช้ในโครงการ นอกจากการแยกประเภทของทรัพยากรทั้ง 3 ประเภทนี้แล้ว ก็ควรแยกรายการพร้อมทั้งรายละเอียดประกอบรายการแตล่ ะรายการใหช้ ัดเจนอีกดว้ ย 8. งบประมาณของโครงการ เป็นส่วนที่แสดงถึงงบประมาณรายจ่ายของโครงการ ซึ่งจะง่ายและสะดวกแก่ผู้จัดทาโครงการมาก ถา้ หากทรัพยากรที่ต้องใช้ในโครงการได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบรัดกุม การดาเนินการในส่วนนี้เพียงแต่ การถอดความจากทรัพยากรที่ต้องใช้ในโครงการมาเป็นตัวเงินตามเกณฑ์มาตรฐานที่ประกาศใช้อยู่แล้วเท่านั้น จะยกเว้นเฉพาะส่วนที่จัดไว้ในทรัพยากรดาเนินงานซึ่งได้แบ่งเป็นงบประมาณหมวดค่าตอบแทน (เฉพาะบาง รายการ) ค่าใช้สอย ค่าสาธารณูปโภคและค่าวัสดุในการเสนองบประมาณของโคตรงการนี้ ควรเสนอทั้ง 3 รูปแบบ คือ งบประมาณรวมทั้งโครงการ แยกเปน็ รายปีตามปงี บประมาณ และแยกเป็นรายงวดในแต่ละปี การแยกเป็น 3 รูปแบบเช่นนี้จะช่วยให้ฝ่ายวิเคราะห์งบประมาณสามารถวิเคราะห์และพิจารณาได้ง่ายขึ้นและยังจัดสรร งบประมาณได้อยา่ งถกู ต้อง เหมาะสมมากยิง่ ขึ้นอีกดว้ ย 9. อ่ืน ๆ ส่วนนี้เป็นส่วนที่อาจเพิ่มเติมขึ้น หรืออาจเรียกว่า ภาคผนวกก็ได้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอ ขอ้ มูลเพ่ิมเติมทีอ่ าจชว่ ยสนบั สนุนใหค้ วามสาคัญของโครงการ หรือเสริมให้โครงการมีน้าหนักและเหตุผลมากขึ้น สาระส่วนนี้อาจเป็นผลการศึกษาค้นคว้าวิจัย หรืออาจเป็นผลการประเมินของโครงการที่ดาเนินการไปแล้ว หรือเป็นผลการศึกษาวิเคราะห์เชิงต้นทุน-ผลที่ได้ของโครงการและของวิธีการดาเนินงานตามโครงการ หรือ แม้แต่ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาวิจัยเหล่านี้จะต้องมีส่วนช่วย สนับสนุนให้ตัดสินใจจัดทาโครงการอย่างมีเหตุผลและได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการจากผู้มีอา นาจในการ ตัดสินใจ
17 รปู แบบของการเขยี นโครงการ รูปแบบของการเขียนโครงการที่นิยมมี 2 ลักษณะ คือ การเขียนโครงการแบบดั้งเดิม (conventional method) และการเขยี นโครงการแบบเหตผุ ลสัมพนั ธ์ (logical framework) สาระสาคญั ของการเขยี นโครงการทง้ั 2 ลักษณะ มีดังนี้ 1. การเขยี นโครงการแบบด้งั เดมิ การเขียนโครงการแบบดั้งเดิม กาหนดองค์ประกอบหรือโครงสร้างของโครงการเพื่อใช้เป็นกรอบ แนวทางในการเขียนโครงการ โดยแสดงความสัมพนั ธ์ในรูปของคาถามและองค์ประกอบของการเขียนโครงการ ดังแสดงในแผนภูมิ 4 จะทาโครงการอะไร ชอ่ื โครงการ ทาไมจงึ ตอ้ งทา หลกั การและเหตผุ ล ตอ้ งการอะไร วตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมาย จะทาอย่างไร วธิ ีดาเนินการ จะทาเมอ่ื ไร ระยะเวลาในการดาเนินงาน ตอ้ งใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง ทรัพยากรและงบประมาณ จะทราบผลไดอ้ ยา่ งไร การตดิ ตามและประเมินผล จะมผี ลพลอยไดอ้ ะไร ผลท่ีคาดวา่ จะได้รับ ใครเปน็ ผดู้ าเนินโครงการ ผรู้ ับผิดชอบโครงการ แผนภูมทิ ่ี 4 องคป์ ระกอบของการเขยี นโครงการแบบด้ังเดิม การเขียนโครงการแบบดั้งเดิม มอี งค์ประกอบของโครงการและสาระโดยสรุปของแตล่ ะองคป์ ระกอบ ดงั ตารางท่ี 1
18 ตารางที่ 1 องค์ประกอบของโครงการและสาระโดยสรปุ ของแต่ละองค์ประกอบของโครงการ องค์ประกอบของโครงการ สาระโดยสรปุ 1. ชื่อโครงการ เป็นส่วนที่บอกว่าเป็นโครงการประเภทใด เรือ่ งอะไร และเกี่ยวขอ้ งกบั ใคร ดังตัวอย่าง - โครงการพฒั นาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก - โครงการสง่ เสรมิ การเรยี นรูเ้ พ่ือพัฒนาเศรษฐกจิ พอเพยี ง - โครงการเสริมสรา้ งนิสยั รักการอ่านของนักเรยี นในโรงเรยี นสตรชี ัยภมู ิ 2. หลักการและเหตผุ ล - แสดงให้ทราบวา่ ทาไมจงึ ต้องจดั ทาโครงการ โดยระบุถงึ สภาพปัญหา และความต้องการท่ีต้องทาให้เกิดโครงการ - รายละเอียดของหลักการและเหตุผลต้องช้ีใหเ้ ห็นท่มี า และความสาคัญ ของโครงการน้ันอย่างชดั เจน 3. วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมาย วัตถุประสงค์ เปน็ ส่ิงทกี่ าหนดทศิ ทางในการดาเนินงาน มปี ระโยชนอ์ ยา่ งมาก ตอ่ การติดตามและประเมินโครงการ การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ ตอ้ งเฉพาะเจาะจง สามารถตอบคาถาม ได้ว่า ส่ิงท่ีตอ้ งทาใหเ้ กดิ ขึ้นในโครงการน้นั คืออะไร ต้องการผลงานหรือ ผลผลิตอะไร และสิ่งที่ต้องปฏิบัตินนั้ คืออะไร เป้าหมาย เป็นการกาหนดขอบเขตและลักษณะของการปฏิบัติงานหลงั จาก ท่ไี ดก้ าหนดวัตถปุ ระสงค์แลว้ เพ่อื ใชเ้ ป็นเคร่ืองมือกากับการบรหิ าร โครงการน้ัน ๆ ให้ไปส่วู ัตถปุ ระสงค์ทต่ี ้องการ และเป็นส่วนท่ีแสดงให้ เหน็ วา่ ถา้ จะทางานให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ของแตล่ ะข้อนัน้ จะต้องทางาน อย่างไร ในปรมิ าณเทา่ ใด และทาเมื่อใด ซ่ึงมกั จะบอกให้ทราบถงึ ปริมาณและคุณภาพ 4. วิธีดาเนนิ การ - เปน็ สว่ นทร่ี ะบขุ ั้นตอนท่ีแสดงรายละเอียดกลยุทธ์หรือวิธีดาเนินงานว่า จะทาอะไร อย่างไร ใครรับผดิ ชอบ และปฏบิ ตั ิดว้ ยวธิ ีใดจึงจะสามารถ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์และเปา้ หมายที่กาหนดไว้ โดยระบสุ ิ่งต่อไปน้ี 1. ขัน้ ตอนสาคญั ๆ ของการดาเนนิ งาน 2. กิจกรรมต่าง ๆ ทต่ี ้องดาเนินงานภายใตโ้ ครงการ 5. ระยะเวลาในการดาเนนิ งาน - เปน็ สว่ นที่บง่ บอกแผนการดาเนนิ งาน ซึง่ เป็นช่วงเวลาท้ังหมด ทใ่ี ชใ้ นการปฏบิ ัติงานโครงการว่า จะมรี ะยะเวลานานเท่าใด จาก วัน – เดอื น – ปีใด ถึงวนั – เดือน – ปใี ด ซง่ึ อาจอยูใ่ นรูปของ แผนกาหนดรายการปฏบิ ัตงิ าน ตารางทางาน หรือปฏทิ นิ ปฏบิ ตั งิ าน
19 ตารางท่ี 1 (ต่อ) องคป์ ระกอบของโครงการ สาระโดยสรปุ 6. ทรัพยากรและงบประมาณ - เปน็ สว่ นทแ่ี สดงรายละเอยี ดของงบประมาณและทรพั ยากรของ 7. ตดิ ตามและประเมนิ ผล โครงการ โดยระบุยอดรวมของคา่ ใช้จา่ ยท้ังหมดของโครงการ 8. ผลทคี่ าดว่าจะได้รบั รายละเอียดคา่ ใช้จา่ ยในแตล่ ะดา้ น พร้อมท้ังระบุแหลง่ การเงนิ 9. ผู้รับผิดชอบโครงการ และทรัพยากรอ่นื ๆ ที่เกย่ี วข้องดว้ ย - ส่วนน้แี สดงให้เห็นถึงวธิ กี ารควบคมุ กากับและประเมินโครงการ จึงต้อง ระบุรายละเอียดในเร่ืองต่อไปนีว้ ่าจะจัดดาเนนิ การอย่างไร 1. การตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการ 2. การกากับ ติดตาม และควบคุมงาน 3. การจดั ทารายงานการปฏบิ ตั ิ 4. การประเมนิ ในระหว่างการดาเนินงานและเม่อื สน้ิ สุดโครงการ - เป็นส่วนทบ่ี ่งบอกถึงผลพลอยไดท้ ่ีเกดิ จากการดาเนินโครงการทค่ี าดว่า จะไดร้ ับ นอกเหนือจากที่ได้ระบไุ ว้ในวตั ถปุ ระสงค์ของโครงการ - ผลที่คาดว่าจะได้รบั ก็คือ ผลกระทบในทางทด่ี ีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจาก โครงการ ไม่ใช่ผลโดยตรงทไ่ี ด้ตามวัตถปุ ระสงค์ - เป็นสว่ นที่ระบุให้ทราบวา่ ใครเปน็ ผู้รบั ผิดชอบโครงการ ซ่ึงอาจจะเป็น ช่ือหนว่ ยงานหรอื ช่ือบคุ คล 2. การเขยี นโครงการแบบเหตผุ ลสมั พันธ์ การจัดทาโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์นี้ใช้หลักการแสดงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลต่อเนื่อง ประสานกันทั้งแนวตั้ง (vertical) และแนวนอน (horizontal) ขององค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ โครงการต่าง ๆ ถือว่าเป็นเครื่องมือในการกาหนดและจัดเตรียมโครงการที่ดี ทั้งนี้เพราะโครงการแบบเหตุผล สัมพันธ์จะเป็นชุดขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทางตรรกวิทยา ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าว ได้แก่ จดุ มงุ่ หมายของโครงการ (goal) ซึ่งก็คือวัตถุประสงค์ของแผนงานที่อยู่เหนือโครงการ วัตถุประสงค์ของ แผนงาน ซึ่งก็คือวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการ ผลผลิตของโครงการ กิจกรรมและปัจจัยของโครงการ แสดงดงั ตารางท่ี 2
20 ตารางที่ 2 ตารางโครงการแบบเหตุผลสัมพนั ธ์ รายละเอียดโดยสรปุ ดชั นีชว้ี ดั ความสาเร็จ แหล่งข้อมูล/ เงอื่ นไขความสาเร็จ/ ความสาเรจ็ ของจุดหมาย แหลง่ อ้างองิ ขอ้ สมมตุ ิฐานท่สี าคญั goal หลักฐานหรอื แหล่งพิสูจน์ ข้อสมมุตฐิ าน : จุดหมายการพัฒนา เม่อื โครงการเสรจ็ ส้ินลง เพอ่ื สนับสนุนการพฒั นา ความสาเรจ็ จากผลงาน หลักฐานหรอื แหล่งพสิ ูจน์ ระยะยาว purpose กาหนดการ หลกั ฐานหรือแหล่งพสิ ูจน์ ข้อสมมุติจาก วัตถปุ ระสงคโ์ ครงการ งบประมาณ หลักฐานหรือแหลง่ พสิ ูจน์ purpose to goal outputs หลกั ฐานหรือแหล่งพิสจู น์ ขอ้ สมมุติจาก ผลผลติ /ผลงาน Outputs to purpose activities ขอ้ สมมุต/ิ เงือ่ นไขจาก กิจกรรมหลัก activities to output resources ข้อสมมุต/ิ เงื่อนไขจาก ทรัพยากร resources to activities ทม่ี า : ดารง วัฒนา (ม.ป.ป. : 10) จากตารางที่ 2 สามารถอธิบายไดด้ ังนี้ (ดารง วฒั นา, ม.ป.ป. : 10-11) 1. รายละเอียดโดยสรปุ คือ ข้อสรุปสาระสาคญั ของโครงการ ประกอบดว้ ย 1.1 จุดหมายการพัฒนา (goal) คือ วตั ถปุ ระสงคข์ องการพัฒนาในระดับทส่ี ูงกว่าโครงการ และ เป็นเหตผุ ลท่มี าของโครงการประการหน่ึง โครงการจงึ ต้องมุ่งให้บรรลุจดุ หมายน้ี 1.2 วัตถุประสงค์โครงการ (project purposes) คือ ผลที่เฉพาะเจาะจงที่โครงการมุ่งจะ บรรลุผลภายในระยะเวลาของโครงการ วตั ถปุ ระสงค์นจี้ ึงเป็นวตั ถปุ ระสงค์ท่ีแทจ้ รงิ ของโครงการ ซึ่งจะบรรลุผล ตามท่ีกาหนดไวเ้ มื่อโครงการได้ผลผลติ หรือผลงานตามทีต่ อ้ งการ 1.3 ผลงาน (project outputs) คือ ผลผลิตหรือผลงานที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการดาเนิน กิจกรรมตา่ ง ๆ ของโครงการ และเมื่อโครงการได้ผลงานตามที่กาหนดไว้ ผลงานนี้จะส่งผลให้วัตถุประสงค์ของ โครงการบรรลุผลตามเปา้ หมาย 1.4 กิจกรรมหลัก (activities) คือ กิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการที่จาเป็นต้องมีการดาเนินงาน เพ่อื ใหไ้ ดผ้ ลงานตามทีก่ าหนดไว้ 1.5 ทรัพยากร (resources) คือ กิจกรรมและทรัพยากร โดยกิจกรรมคือ ขั้นตอนการ ดาเนินงานเพื่อให้ได้ผลผลิตหรือผลงาน แต่ละผลงานจึงต้องมีกิจกรรมที่ต้องดาเนินการ ส่วนทรัพยากร ได้แก่ ทรพั ยากรหรอื ปัจจัยทจ่ี าเป็น เชน่ งบประมาณ เพื่อทาให้กิจกรรมสามารถดาเนินการได้ เมื่อมีการใช้ทรัพยากร และดาเนนิ ตามกิจกรรมแลว้ กจ็ ะได้ผลงานตามที่ต้องการ
21 2. ดัชนชี ีว้ ดั ความสาเรจ็ คือ การวดั ความสาเร็จของโครงการตามที่ระบุไว้ในคอลัมน์แรก ดัชนีชี้วัด ความสาเร็จที่กาหนดขึ้นจะต้องเป็นดัชนีชี้วัดที่ดี สามารถวัดผลสาเร็จได้โดยตรง โดยเฉพาะผลสาเร็จของ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละผลงานโครงการ และช้ีให้เห็นกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการว่าจะเริ่มดาเนินการเมื่อใด รวมทั้ง ปรมิ าณและคุณภาพของทรพั ยากรทต่ี ้องการ 3. แหล่งข้อมูล/แหล่งอ้างอิง คือ การพิสูจน์ถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ในระดับต่าง ๆ เพื่อวัดผล สาเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ ซึ่งจะบอกให้ทราบว่าสามารถค้นหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้จากที่ไหนบ้าง เช่น จากการสัมภาษณ์ จากขอ้ ตกลง จากเอกสารงบประมาณ และจากการรายงาน และติดตามประเมินผล เปน็ ตน้ 4. เงื่อนไขแห่งความสาเร็จ/ข้อสมมุติที่สาคัญ คือ ปัจจัยต่าง ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของ โครงการโดยตรง แต่มคี วามจาเป็นเพอื่ ความสาเร็จของโครงการ เช่น เมื่อมี inputs ของโครงการแล้วก็พิจารณาถึง ขอ้ สมมตุ ิหรอื เง่ือนไขท่ีจะทาให้วตั ถปุ ระสงค์ในระดับทสี่ งู กวา่ ของโครงการบรรลผุ ล การเขียนโครงการทั้ง 2 ลักษณะ มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกัน การเขียนโครงการแบบดั้งเดิม สามารถให้รายละเอียดของโครงการได้มาก โดยเฉพาะหลักการและเหตุผล วิธีดาเนินการ โครงการลักษณะน้ี เขียนง่ายและผู้เกี่ยวข้องสามารถทาความเข้าใจได้ง่ายเช่นกัน อย่างไรก็ตามโครงการแบบดั้งเดิม อาจยากต่อ การตรวจสอบองค์ประกอบในด้านความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน ทาให้มีการพัฒนาการเขียนโครงการ แบบเหตุผลสมั พนั ธ์ ซึ่งเขียนโดยวิเคราะห์ให้เห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงการอย่างเป็น เหตุเป็นผลชัดเจน ช่วยให้ผู้รับผิดชอบโครงการวางแผนได้ละเอียดถี่ถ้วน และสามารถวิเคราะห์และประเมิน โครงการได้ง่ายขน้ึ
22 แนวทางการเขยี นโครงการ ในทน่ี ีจ้ ะนาเสนอแนวทางการเขียนโครงการแบบดั้งเดมิ ในแต่ละองค์ประกอบ มีแนวทางการเขยี นดงั น้ี 1. ชื่อโครงการ การเขยี นชอ่ื โครงการ ให้ระบุว่าจะทาอะไร แก่ใคร ท่ไี หน โดยเขียนใหก้ ะทดั รดั มีความชัดเจน และสอดคล้องกับสภาพปญั หาความต้องการทีจ่ ะแก้ไขหรอื พฒั นา ดังตวั อยา่ งในตารางท่ี 3 ตารางที่ 3 การกาหนดชอ่ื โครงการจากสภาพปัญหาและความต้องการท่ีจะแก้ไข สภาพปญั หา หรือความต้องการที่จะแกไ้ ข ตัวอยา่ งช่ือโครงการ 1. ผู้เรยี น คดิ ไมเ่ ปน็ เลน่ มากกว่าเรียน เตือนแล้วยอ้ น 1. โครงการเสริมสรา้ งนิสัยการเรียนรู้สู่ สอนไม่ฟัง สง่ั ไมท่ า จาแต่เรื่องไร้สาระ มักจะเป็น ความก้าวหนา้ สาหรบั นกั เรียนโรงเรียน... ชาวเกาะ (คนท่เี ป็นสมาชกิ ของกลุ่มแต่ไมช่ ่วย ทางานกลุ่ม) 2. ผู้เรยี น ไมเ่ สาะแสวงหาความรเู้ พิ่ม ความรเู้ ดิมมีน้อย 2. โครงการตามลา่ หาความรเู้ พ่ือเสริมสร้างนสิ ัย คอยแตล่ อกงานเพ่ือน แชเชอื น เลื่อนไหล รกั การอา่ นของนักเรียน... 3. ผเู้ รียน ไร้วนิ ยั ใจไมส่ ู้ เรียนรไู้ มเ่ ป็น เขม่น เลน่ กนั 3.1 โครงการ “รู้รกั สามัคคี มีวินยั ใจเปน็ สุข” รนุ แรง ไมแ่ บ่งปัน สมั พันธภาพไม่ดี ไม่มคี วามสขุ สาหรบั นกั เรยี น โรงเรยี น… หรือ 3.2 โครงการสรา้ งนักเรยี น “เก่ง ดี มีสุข” โรงเรยี น... หรอื 3.3 โครงการ “โรงเรียนดีศรีตาบล” 4. ผู้เรียน ไมม่ คี วามรเู้ รื่องสมุนไพรและไม่รู้จักนา 4. โครงการสมนุ ไพรประยกุ ต์ โรงเรยี น... สมนุ ไพรมาใช้ประโยชน์ 5. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน 5. โครงการพฒั นาครูนักวจิ ัยในโรงเรียน... มีนโยบายสง่ เสรมิ การวจิ ยั เพ่อื พัฒนาการเรยี นรู้ และครูในโรงเรียนสว่ นใหญย่ งั ขาดทักษะในการ วิจยั ปฏิบัติการในชน้ั เรยี น 6. หน่วยงานท้ังภาครัฐและเอกชน ได้นอ้ มนาหลกั 6. โครงการส่งเสริมการเรยี นรู้เพ่ือพัฒนา เศรษฐกิจพอเพยี งมาใช้เป็นนโยบายและแนวทาง เศรษฐกิจพอเพยี ง (สานักบริหารงานการศึกษา แกป้ ัญหาทางเศรษฐกจิ และสังคม นอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2550)
23 2. หลกั การและเหตุผล หัวข้อหลักการและเหตุผลนี้ บางครั้งอาจใช้ชื่อว่า ที่มาและความสาคัญของโครงการ เป็นการ อธิบายพื้นฐานความเป็นมาของแนวคิดและเหตุผลในการจัดทาโครงการ โดยแสดงเหตุผลถึงความจาเป็นที่มุ่ง ตอบคาถามว่า “ทาไมจึงต้องทาโครงการนี้” โครงการที่จะจัดทามีความสาคัญต่อกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการ ประชาชน องค์การ สังคมและ/หรือประเทศในอนาคตอย่างไร โดยให้นาเสนอข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงจากแหล่งข้อมูล ทน่ี า่ เช่อื ถือ รวมท้ังอาจระบถุ งึ ความเร่งด่วนที่จาเป็นต้องจัดทาโครงการดังกล่าวและความสัมพันธ์กับโครงการ อื่น ๆ เพื่อแสดงให้ผู้พิจารณาอนุมัติโครงการเห็นความสาคัญของโครงการและจาเป็นต้องตัดสินใจอนุมัติให้ จัดทาและดาเนินโครงการดงั กล่าว การเขียนหลักการและเหตผุ ลมีแนวปฏิบัติในการเขียน ดังน้ี 1. กาหนดโครงรา่ ง (outline) ทจ่ี ะเขยี นให้ครอบคลุมประเด็นที่จะเขียน ซึ่งอาจกาหนดโครงร่าง ประเดน็ ทีจ่ ะเขยี นดงั น้ี 1.1 สภาพท่ีคาดหวงั เป้าหมาย ความสาคญั ความจาเป็นที่ต้องแก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องนั้น ซงึ่ อาจใช้ข้อมูลจากนโยบาย แผนงาน หรือมาตรฐานทเี่ กีย่ วขอ้ งจากองค์การระดับบนประกอบการเขยี น 1.2 สภาพที่เป็นจริง ซึ่งอาจเป็นสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สภาพปัญหาและความต้องการ จาเป็นในการแก้ปัญหาและพัฒนาขององค์การ ซึ่งอาจได้ข้อมูลจากการศึกษาสภาพปัญหา และความต้องการ ของกลุม่ เปา้ หมายผรู้ ับบริการ หรอื ประชาชนทีเ่ กย่ี วข้อง หรือข้อมลู ผลการประเมินโครงการที่เกย่ี วข้อง 1.3 ความแตกต่างระหว่างสภาพที่คาดหวังและสภาพที่เป็นจริง ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ เปรียบเทียบระหว่างสภาพคาดหวังและสภาพที่เป็นจริงทาให้เห็นระดับของปัญหาหรือความต้องการที่ จาเปน็ ต้องแก้ไขหรอื พฒั นาโดยการจดั ทาโครงการ 1.4 ผลกระทบหรือผลสืบเนื่องที่ตามมาของปัญหาว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากไม่มีการจัดทา โครงการเพอื่ แก้ปัญหา หรอื พฒั นางาน ซ่ึงจะสะท้อนถึงความสาคญั และความจาเปน็ ท่ตี ้องจดั ทาโครงการ 1.5 เสนอแนวทางการแก้ปญั หาหรือพัฒนาในรปู โครงการ 1.6 ผลที่คาดว่าจะไดร้ บั หากได้ดาเนนิ โครงการเสร็จส้นิ แล้ว 2. เตรยี มจัดหาข้อมูลประกอบการเขียนในแต่ละประเดน็ ตามร่างที่กาหนดไว้ในข้อ 1 เพื่อช่วยให้ การเขยี นในแต่ละประเดน็ มคี วามคล่องตัว และลน่ื ไหลได้ดี 3. ลงมอื เขียนตามประเด็นท่กี าหนดไวโ้ ดยสอดแทรกขอ้ มูลเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงสนับสนุนการ เขียนให้สมเหตสุ มผล 4. ทบทวนตรวจสอบและปรับปรุงสาระที่เขียนให้มีความถูกต้อง ครอบคลุมครบถ้วนและ นา่ เชือ่ ถอื อยา่ งสมเหตสุ มผล
24 ตัวอย่างการเขียนหลักการและเหตผุ ลของโครงการ จากโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (สานักบริหารงานการศึกษานอก โรงเรยี น กระทรวงศึกษาธิการ, 2550 : 8) เขียนหลักการและเหตผุ ล ดงั นี้ หลักการและเหตุผล เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดารัสชี้แนะแนว ทางการดาเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้าแนวทางแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดารงอยู่ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จากความมุ่งหมายและหลักการของพระราชบัญญัติ การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ในหมวด 1 มาตรา 6 ว่าด้วยการจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และจากปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึง แนวการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดาเนินไปในทางสายกลาง เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งใน ปัจจุบันปัญหาในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิตที่เกิดขึ้นอันเป็น ผลกระทบจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งสาคัญของไทยเมื่อปี 2540 และท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ หนว่ ยงานท้ังของภาครัฐและเอกชน ได้หาแนวทางแกไ้ ขปัญหาดังกลา่ วอยา่ งหลากหลาย และพบว่า มีการน้อม นาหลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นนโยบายและแนวทางในการแก้ปัญหา ได้ปรากฏความสาเร็จเป็น รูปธรรมมากข้นึ สานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียนได้ตระหนักและเห็นความสาคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้ กาหนดให้จัดโครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น โดยได้มอบหมายให้สถานศึกษาใน สงั กดั ทุกแหง่ ดาเนินการจัดการเรียนรูเ้ รอ่ื งดังกลา่ ว
25 3. วัตถุประสงค์ของโครงการ วัตถุประสงค์ของโครงการ เป็นองค์ประกอบของโครงการที่มีความสาคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่ ชี้แนวทางในการดาเนินกิจกรรมของโครงการ เป็นข้อความที่บ่งบอกเป้าหมายของโครงการว่า ต้องการให้ เกดิ ผลลัพธท์ ี่คาดหมายอะไร ต้องการผลงานหรือผลผลิตอะไรหลังจาก ดาเนินโครงการเสร็จแล้ว ซึ่งเทียนฉาย กีระนันท์ (2537 : 10) ให้แนวคิดว่า วัตถุประสงค์ (objective) คือข้อความที่แสดงให้เห็นถึงผลงานที่ต้องการ จากการดาเนินงานตามแผนที่กาหนด วัตถุประสงค์จึงเป็นความปรารถนาในอนาคตขององค์การ สังคม ประเทศที่จะใช้เป็นแนวทางสาหรับดาเนินงานให้เกิดผลตามปรารถนา วัตถุประสงค์ของโครงการจะเป็นส่วน ขยายของความมุ่งหมายของแผนหรือนโยบายขององค์การหรือประเทศ เพราะโครงการจานวนมากอาจจัดตั้งขึ้น เพื่อรองรับแผนและนโยบาย ดังนั้นในการเขียนวัตถุประสงค์ของโครงการจึงต้องระบุสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้น ผลงานหรือผลผลิตที่ต้องการได้รับจากโครงการ โดยเขียนให้มีลักษณะเฉพาะเจาะจง ชัดเจน สามารถวัดและ ประเมนิ ได้ การกาหนดวตั ถุประสงค์ของโครงการ อาจกาหนดได้เป็น 2 ระดับ คือ วัตถุประสงค์ทั่วไป (general objective) และวัตถุประสงค์เฉพาะ (specific objective) ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน วัตถุประสงค์ทั่วไปเป็น วัตถุประสงค์ที่บอกไว้กว้าง ๆ ซึ่งเป็นข้อความที่บ่งบอกสภาวะที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังที่บรรลุความสาเร็จ ตามวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะแล้ว ซ่งึ มกั จะเขยี นไวเ้ พียงข้อเดียว ส่วนวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นวัตถุประสงค์ที่บอกไว้ ในลักษณะของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (behavioral objective) หรือจุดประสงค์ที่เชิงปฏิบัติการ (operational objective) ซึ่งเป็นข้อความที่บ่งบอกสิ่งของ หรือผลงานที่เป็นจุดหมายปลายทางที่จะทาให้ สาเร็จภายในชว่ งเวลาของโครงการ โดยอาจกาหนดไว้ไดห้ ลายขอ้ 4. เปา้ หมาย การเขียนเป้าหมายของโครงการ เป็นการเขียนรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการดาเนินการให้ได้ ภายหลังสนิ้ สดุ โครงการ ซ่งึ เป็นการแสดงถึงความสาเร็จของโครงการทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ภายใต้ ขอบเขตของทรัพยากรและระยะเวลาที่กาหนดให้ การกาหนดเป้าหมายให้เหมาะสมและมีความเป็นไปได้กับ ลักษณะของโครงการนั้น ๆ โดยเขยี นใหส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคแ์ ละกจิ กรรมของโครงการ เป้าหมายเชิงปริมาณ ให้ระบุรายละเอียดของชนิด ประเภท จานวนของผลการดาเนินงานหรือ ผลผลติ ของโครงการเมื่อสน้ิ สุดโครงการ เป้าหมายเชิงคุณภาพ ให้ระบุรายละเอียดที่แสดงถึงคุณค่าของผลผลิตที่ได้รับจากการดาเนิน โครงการที่ชถี้ ึงประสิทธิภาพ ในการกาหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการที่ดี ควรคานึงถึงลักษณะที่ดี หรือใช้หลัก นิยมที่นักวางแผนรู้จักกันดี คือ SMART PRINCIPLE มาเป็นหลักคิดได้ (ปกรณ์ ปรียากร, 2548 : 46-47 ; ประชุม รอดประเสริฐ, 2535 : 15) ซึ่งนามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการเขียนวัตถุประสงค์และเป้าหมายของ โครงการ ไดด้ งั นี้
26 ตารางท่ี 4 การประยกุ ตใ์ ช้ SAMART PRINCIPLE เป็นแนวทางการเขียนวตั ถุประสงค์และเป้าหมาย หลกั SMART แนวทางการเขียน 1. S=Sensible & Specific เขียนวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของโครงการให้มีความ เปน็ ไปไดจ้ รงิ ในการดาเนินโครงการและมีความชัดเจนท่ีมี มีความเป็นไปไดแ้ ละชัดเจน ลักษณะเฉพาะเจาะจงสาหรบั โครงการน้ันว่า ตอ้ งการให้เกิด อะไร ได้ผลงานหรือผลผลิตอะไร 2. M=Measurable เขียนวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของโครงการทีผ่ ปู้ ระเมิน สามารถวัดได้ทั้งเชงิ ปริมาณและ สามารถระบุตัวบ่งชหี้ รือตัวแปรหลักทสี่ ามารถวดั และ คณุ ภาพ ประเมินผลได้ ต้องระบุสิ่งทตี่ ้องการดาเนินงานให้ชดั เจนและ 3. A=Attainable & Assignable เฉพาะเจาะจงมากท่ีสดุ ระบุสิ่งทต่ี ้องการ การบรรลผุ ลและ สามารถทาได้หรือมอบหมายได้ เขียนวตั ถุประสงคท์ ี่มีความเปน็ เหตเุ ปน็ ผลในการ ปฏบิ ตั งิ าน แสดงถงึ ความเปน็ ไปได้ในการดาเนนิ งานจริง 4. R=Reasonable & Realistic มีความเป็นเหตุเป็นผล อธิบายได้ เขียนวตั ถปุ ระสงคท์ ่มี ีขอบเขตของเวลาทีแ่ นน่ อนในการ และเป็นจริง ดาเนนิ งาน ระบเุ วลาเริ่มต้นและเวลาสิน้ สุดทีช่ ัดเจน 5. T=Time Available กาหนดเวลาทเี่ หมาะสม ตวั อยา่ งการเขยี นวัตถปุ ระสงค์และเปา้ หมายของโครงการ จากโครงการตามลา่ หาความรเู้ พ่ือเสรมิ สรา้ งนิสัยรักการอ่านของนักเรยี น อาจกาหนด วัตถุประสงค์และเปา้ หมายของโครงการ ไดด้ ังนี้ วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพื่อเสริมสรา้ งนสิ ยั รกั การอ่านสาหรับนักเขยี น 2. เพ่ือเสรมิ สรา้ งเจตคตทิ ่ีดตี ่อการอ่านให้กบั นักเรยี น เป้าหมาย 1. เปา้ หมายเชงิ ปริมาณ นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1-3 ได้รับการพฒั นาให้มีนสิ ัยการรักการอา่ น จานวน 600 คน 2. เปา้ หมายเชงิ คณุ ภาพ นักเรียนท่ีเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 90 มีนิสยั รกั การอ่านและ มีเจตคตทิ ดี่ ีตอ่ การอ่าน
27 5. วิธดี าเนินการ วิธดี าเนินการเปน็ สว่ นทีแ่ สดงถึงข้นั ตอนและรายละเอียดของวธิ ีการดาเนินงาน กิจกรรม แผนการ ดาเนินงานตามโครงการ โดยมุ่งตอบคาถามให้ได้ว่า ทาอะไร (what) ให้ใครทา (who) ทาเมื่อไร (when) และ ทาอย่างไร (how) โดยจะต้องเขียนขั้นตอนการดาเนินงานให้ครอบคลุม ครบถ้วน มีความเหมาะสมและ สามารถปฏิบัติไดจ้ ริง ระบุระยะเวลาการดาเนนิ งานอย่างเหมาะสม จาก โครงการรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนนาหลวง เขียนวิธีดาเนินงานได้ดังนี้ (ปรับจาก เพียงใจ เขียวเสมอ, 2551 : 45-46) วธิ ดี าเนนิ การ การดาเนนิ โครงการรักการอา่ นของนักเรยี นโรงเรียนนาหลวง ดาเนนิ การโดยคณะกรรมการกลมุ่ สาระ การเรยี นรู้ภาษาไทย กรรมการห้องสมุดและบุคลากรของโรงเรยี น สถานที่ดาเนินการคือห้องสมดุ โรงเรียนนาหลวง หอ้ งเรียนในแต่ละสายชัน้ ซง่ึ เรมิ่ ตน้ โครงการตั้งแตป่ ีการศึกษา 2547- ปกี ารศึกษา 2550 มขี นั้ ตอนดาเนินงาน ดงั นี้ 1. แต่งตั้งคณะกรรมการดาเนินงานฝ่ายครูและฝา่ ยนักเรยี น 2. แต่งตงั้ ผู้รับผิดชอบโครงการ 3. จดั กจิ กรรมส่งเสริมรักการอา่ น ดังนี้ 3.1 กิจกรรมในชั้นเรียน โดยครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ประกอบด้วย กิจกรรม บันทึกตามรอยพระจริยวัตร ลายมืองามตามแบบไทย แบ่งกันฝัน ปันกันอ่าน ทุกสาขา ทุกชั้นขยันอ่าน ใส่ใจ ลูกหลานใหอ้ ่านหนงั สือวนั ละหนา้ บา้ นนทิ านอา่ นไดใ้ หด้ าว และภาษาน้ีมที านอง 3.2 กิจกรรมสร้างผู้นารักการอ่าน โดยคณะกรรมการกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คัดเลือก นักเรียนเป็นแกนนาและพัฒนาให้เป็นผู้นารักการอ่าน แล้วให้ปฏิบัติงานเป็นผู้นาสร้างเครือข่ายผู้รักการอ่าน โดยใช้คลินิกหมอภาษาเป็นแหล่งเรยี นรูแ้ ละปฏิบัตกิ ารสรา้ งเครอื ขา่ ยผรู้ กั การอา่ น 3.3 กิจกรรมห้องสมุด โดยกรรมการห้องสมุดจัดกิจกรรมส่งเสริมรักการอ่าน การค้นคว้า ประกอบดว้ ย กจิ กรรมเสียงตามสาย การจดั ปา้ ยนเิ ทศ ห้องสมุดเคล่ือนท่ี และปรศิ นาภาษาไทย การดาเนินกิจกรรมทั้ง ข้อ 3.1 3.2 และ 3.3 ดาเนินการทุกสัปดาห์ ทุกภาคเรียน ตลอดปีการศึกษา อย่างตอ่ เนอื่ ง
28 6. ระยะเวลาในการดาเนินโครงการ การเขียนระยะเวลาในการดาเนินโครงการ ให้ระบุช่วงระยะเวลาในการดาเนินงานตามโครงการ ตัง้ แตเ่ วลาเร่ิมตน้ และเวลาสิน้ สดุ โครงการ โดยทัว่ ไปจะนาเสนอในรปู ของปฏทิ นิ ปฏบิ ตั งิ าน จากโครงการพฒั นาการเรียนการสอนสาระวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดใหญ่ เขียนระยะเวลาใน การดาเนนิ โครงการ ไดด้ ังนี้ (ปรบั จากสุรพล พรชยั , 2551) โครงการพฒั นาการเรียนรู้การสอนสาระวิทยาศาสตร์ เริ่มดาเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2549 สิ้นสดุ โครงการในเดอื นมีนาคม พ.ศ. 2550 กิจกรรมและระยะเวลาในการดาเนินงานสรปุ ได้ดงั นี้ กจิ กรรม ระยะเวลาดาเนินงาน 2549 2550 เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. 1. แต่งตั้งคณะกรรมการ 2. ประชมุ วางแผน 3. จัดกจิ กรรมดังน้ี 3.1 อบรมครูวทิ ยาศาสตร์ 3.2 ปรบั ปรงุ ห้อง วทิ ยาศาสตร์ 3.3 จดั การเรยี นการสอน แบบโครงงาน 3.4 จดั กจิ กรรม วันวิทยาศาสตร์ 3.5 จัดประกวด โครงงานวทิ ยาศาสตร์ 3.6 จดั กจิ กรรมชมุ นุม 3.7 เขา้ ค่ายวิทยาศาสตร์ 4. ประเมนิ ผลการดาเนนิ งาน 5. สรปุ และรายงาน การดาเนนิ งาน
29 7. ทรพั ยากรและงบประมาณ ใหร้ ะบทุ รัพยากรและงบประมาณที่ต้องใช้ในการดาเนินโครงการว่า ใช้ทรัพยากรอะไร ได้มาจาก แหล่งใด งบประมาณเท่าไร จัดอย่ใู นหมวดเงินใด โดยระบุรายละเอียด ในการจัดสรรงบประมาณด้วยว่า ใช้ทา อะไร เชน่ ค่าจัดซ้อื ครภุ ณั ฑ์ ค่าวัสดุ ค่าจ้าง ค่าใช้สอย คา่ ตอบแทนวิทยากร เปน็ ต้น 8. ผ้รู บั ผิดชอบโครงการ ให้ระบุหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบในการดาเนินโครงการ ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานเดียวหรือหลาย หนว่ ยงาน หรืออาจจะเปน็ บุคคล หรอื กลมุ่ บคุ คล เนน้ ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ จากโครงการตามล่าหาความรู้เพื่อเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านของนักเรียน อาจกาหนด ผู้รับผิดชอบโครงการไดด้ งั น้ี ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ 1. กรณีกาหนดผูร้ บั ผดิ ชอบหนว่ ยงานเดยี ว ผรู้ บั ผิดชอบโครงการ ฝ่ายวชิ าการของโรงเรียน... 2. กรณีกาหนดผรู้ บั ผิดชอบหลายหนว่ ยงาน ผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ 1. กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ทั้ง 8 กล่มุ สาระ 2. ฝา่ ยวิชาการ ฝา่ ยบรกิ ารและฝา่ ยปกครอง โรงเรียน... 9. การติดตามและประเมินผล เป็นส่วนที่ผู้บริหารโครงการ คณะกรรมการที่รับผิดชอบโครงการจะต้องดาเนินการติดตาม ตรวจสอบประเมนิ ผลการดาเนินโครงการว่า เปน็ ไปตามแผนงาน หรือมีความก้าวหน้าหรือไม่อย่างไร พร้อมทั้ง การรับรู้ปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นจากการดาเนินโครงการ เพื่อจะได้แก้ปัญหา หรือให้การสนับสนุนการ ดาเนินโครงการได้ทันการณ์ วิธีการติดตามและประเมินผลอาจใช้วิธีการให้รายงานความก้าวหน้าในที่ประชุม หรอื รายงานตามแบบประเมิน ใชก้ ารสงั เกต ตรวจเย่ียมการจดั กิจกรรม การสอบถาม สนทนากบั ผเู้ ขา้ ร่วมโครงการ จาก โครงการพฒั นาการเรยี นการสอนสาระวทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นวัดใหญ่ ระบุวิธีการติดตาม และประเมนิ ผลโครงการไว้ดังนี้ 1. การสงั เกตพฤตกิ รรมการฝึกอบรม การเขา้ ร่วมกิจกรรมชุมนุม และการเขา้ ค่ายวิทยาศาสตร์ 2. ประเมนิ ผลการฝกึ อบรม การเข้าค่ายวทิ ยาศาสตร์ 3. การสอบถามความพึงพอใจการเขา้ ร่วมกจิ กรรมชมุ นมุ 4. การตรวจประเมนิ โครงการวิทยาศาสตร์
30 10. ผลทคี่ าดว่าจะได้รบั เป็นการกาหนดสิ่งที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการ เมื่อดาเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้วว่า จะได้ อะไรบ้าง โดยวเิ คราะห์ผลทเี่ กดิ ขึน้ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการและพิจารณาจากผลกระทบหรือผลที่สืบเนื่องมา จากการดาเนินโครงการ กาหนดเป็นผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั จากการดาเนนิ โครงการ จากโครงการสมุนไพรประยุกต์โรงเรยี นชิโนรสวิทยาลัย (ลัดดาวัลย์ เสยี งสงั ข์, 2551 : 27) เขียนผลทีค่ าดวา่ จะได้รับจากโครงการ ไวด้ ังนี้ ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ ับ 1. นักเรียนมีความรู้เรื่องสมุนไพรและสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันตามหลัก เศรษฐกจิ พอเพียง 2. นักเรียนมีความรู้และทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ รักการทางาน และ พัฒนาตนเองและสามารถทางานรว่ มกบั ผู้อนื่ ได้ 3. ผปู้ กครองได้มีบทบาทในการร่วมจัดการศึกษา โดยมีส่วนร่วมในการประเมินผลงานของนักเรียน และแสดงความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะผ่านการประเมินผลงานของนักเรียนเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการ พฒั นาการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนตอ่ ไป
31 วงจรของโครงการ โดยทั่วไป โครงการมีองค์ประกอบที่สาคัญ 3 ส่วน คือ การวางแผนโครงการ การนาโครงการไป ปฏิบัติ และการประเมินโครงการ ซึ่งอาจขยายให้มีส่วนประกอบเพิ่มมากขึ้น เป็นวงจรของโครงการ (project cycle) ซึ่งมีสว่ นประกอบท่ีสาคญั ตามลาดับขั้นตอนดังนี้ 1) การระบโุ ครงการ (project identification) 2) การศกึ ษาและการจัดเตรียมโครงการ (project preparation) 3) การควบคมุ ตรวจสอบโครงการ (project appraisal) 4) การตัดสนิ ใจเลอื กโครงการ (project decision) 5) การนาโครงการไปปฏิบตั ิ (project implementation) 6) การประเมนิ โครงการ (project evaluation) 6. การประเมนิ ผล 1. การระบุ โครงการ โครงการ 5. การนา 2. การศึกษาและ โครงการ การจดั เตรยี ม ไปปฏิบัติ โครงการ 4. การ 3. การ ตัดสินใจ ควบคุม เลอื กโครงการ ตรวจสอบโครงการ แผนภมู ทิ ี่ 5 วงจรของโครงการ ทมี่ า : ปรบั จาก Rondinelli, D.A. (1977 : 4 ; อา้ งถึงใน ประชุม รอดประเสรฐิ , 2535 : 8-9)
32 จากแผนภมู ิที่ 5 ในแตล่ ะข้ันตอนของวงจรของโครงการมีสาระสาคญั โดยสรปุ ดงั น้ี 1. การระบุโครงการ เป็นการชี้ถึงปัญหา หลักการ หรือเหตุผล ตลอดจนชื่อและวัตถุประสงค์ของ โครงการที่จะตอ้ งกาหนดขึ้นเพอ่ื การดาเนินงานหรอื เพื่อการแกป้ ญั หาทีเ่ กิดขึน้ 2. การศึกษาและการจัดเตรียมโครงการ เป็นการรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะ นาไปใช้เพื่อการวางแผนโครงการ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการในการศึกษาความเป็นไปได้ในการดาเนินโครงการ การจัดเตรียมทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อการดาเนินงาน การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทาโครงการ ตลอดจนการ คาดคะเนถงึ ผลประโยชน์ตอบแทนที่จะเกดิ ขน้ึ จากการดาเนนิ โครงการ 3. การควบคุมตรวจสอบโครงการ เป็นการวิเคราะห์และพิจารณาทุกลักษณะของโครงการอย่าง ละเอียดก่อนที่จะนาโครงการไปปฏิบัติ ลักษณะหรือส่วนประกอบที่จะได้รับการวิเคราะห์และตรวจสอบเป็น พิเศษ คือ วิธีการดาเนินโครงการ สถาบันหรือหน่วยงานที่โครงการจะต้องเกี่ยวข้อง สภาวะทางเศรษฐกิจและ การสนับสนนุ ด้านการเงนิ ที่โครงการควรจะได้รับ ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจเลือกโครงการ หรือเพื่อการปรับปรุง โครงการให้สามารถสนองตอบความต้องการของสังคม หรือให้ผลประโยชน์คุ้มค่าในการนาโครงการไป ดาเนนิ การ 4. การตัดสินใจเลือกโครงการ เป็นการตัดสินใจนาโครงการที่ได้รับการพิจารณามาวิเคราะห์อย่าง รอบคอบแล้วนาไปดาเนินการ โดยขั้นตอนนี้จะรวมไปถึงการนาโครงการไปเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องหรือผู้บริหาร ระดับสงู กว่าตรวจสอบและอนมุ ัติใหเ้ ป็นโครงการทีน่ าไปดาเนินการให้ 5. การนาโครงการไปปฏิบัติ เป็นการจาแนกกิจกรรมโครงการออกเป็นส่วนย่อย ๆ แล้วมอบหมาย ให้เป็นความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยภายในองค์การ และกาหนดตัวบุคคลและวิธีการในการประสานงาน ทั้งกับระหว่างหน่วยงานภายในองค์การ และหน่วยงานภายนอกองค์การ การนาโครงการไปปฏิบัติจะต้อง เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้กาหนดไว้ จะต้องมีการควบคุม ตรวจสอบและเสนอแนะ เพื่อมิให้การดาเนินงานเกิด ความล่าช้า หรือเกิดความผิดพลาดเสียหายอย่างรุนแรง หรือสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดผลประโยชน์ ต่อโครงการ 6. การประเมนิ โครงการ เป็นการวเิ คราะห์ผลการดาเนนิ งานว่าเป็นไปตามมาตรฐาน หรือเป้าหมาย ท่ีกาหนดมากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของผลงาน การประเมินโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อ การปรับปรุงโครงการ หรือเพื่อการตัดสินใจว่าจะดาเนินโครงการต่อไปหรือไม่ หรือเพื่อตรวจสอบประสิทธิผล ของโครงการวา่ บรรลตุ ามวตั ถุประสงคท์ ่ีไดก้ าหนดไว้หรือไม่
33 ความสมั พันธร์ ะหว่างกระบวนการดาเนนิ โครงการกบั การประเมนิ โครงการ จากกระบวนการดาเนินโครงการที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอน คือ การวางแผนโครงการ (project planning) การนาโครงการไปปฏิบัติ (implementation) และการสิ้นสุดโครงการ (project completion) จะมกี ารประเมนิ โครงการทส่ี ัมพนั ธก์ บั กระบวนการดาเนินโครงการในแต่ละขั้นตอน ดงั น้ี 1. การวางแผนโครงการ จะมีการเตรียมวางโครงการ (project formulation) และการร่างโครงการ (project design) ซึ่งจะมีการประเมินก่อนเริ่มโครงการ (pre-evaluation) โดยการประเมินร่างโครงการ (project appraisal) 2. การนาโครงการไปปฏบิ ัติ จะต้องมีการจัดเตรียมปจั จัยเบือ้ งตน้ (input) หรือทรัพยากรที่จะใช้ใน การดาเนนิ โครงการ และมีกระบวนการปฏิบัติ (process) ของโครงการ ซึ่งจะมีผลของการปฏิบัติจากโครงการ (output) ซึ่งอาจเป็นผล (effect) หรือผลกระทบของโครงการที่เกิดขึ้นในระหว่างการดาเนินโครงการ (immediate impact) ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการประเมินขณะดาเนินโครงการ (on-going evaluation) ซึ่งจะ มกี ารกากับตดิ ตามงาน (monitoring system) โดยประเมินทั้งความพร้อมของปัจจัยเบื้องต้น ความเหมาะสม ของกระบวนการดาเนินโครงการ และผลของการประเมินซึ่งเป็นการประเมินเพื่อปรับปรุง ( formative evaluation) กระบวนการดาเนินโครงการ 3. การสิ้นสุดโครงการ เป็นขั้นตอนที่จะต้องมีการประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ (post evaluation) ซ่ึงเป็นการประเมินผลสรุปรวม (summative evaluation) เพื่อตรวจสอบผลของโครงการ (product) ซึ่งเป็น ผลพลอยได้ (side effect) และมีการติดตามผล (follow-up of tracer study) ดูผลกระทบระยะยาว (long- term impact) ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการประเมนิ โครงการและกระบวนการดาเนินโครงการดังกลา่ ว สรปุ ได้ ดงั แผนภูมทิ ี่ 6
34 แผนภมู ิความสมั พันธร์ ะหว่างกระบวนการดาเนินโครงการและการประเมนิ โครงการ 1. กระบวนการดาเนินโครงการ 2. การประเมินโครงการ การวางแผนโครงการ การประเมินก่อนเร่ิมโครงการ การเตรยี มวางโครงการ การประเมินโครงการ การร่างโครงการ การนาโครงการไปปฏิบัติ ปัจจยั เบ้ืองตน้ การประเมนิ ขณะดาเนนิ โครงการ กากับติดตามงาน การปฏิบัติ การประเมินเพื่อปรบั ปรงุ ผลของการปฏบิ ัติ การประเมินเมื่อสน้ิ สุดโครงการ ผล การประเมินผลสรุปรวม ผลกระทบ การติดตามผล สิ้นสดุ โครงการ ผลของโครงการ ผลพลอยได้ ผลกระทบระยะยาว แผนภมู ทิ ี่ 6 ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการดาเนินโครงการและการประเมนิ โครงการ ทม่ี า : สมคดิ พรมจยุ้ (2550 : 42)
35 สรปุ ในการบริหารเพื่อให้บรรลุตามภารกิจขององค์การ จาเป็นต้องจัดกระบวนการวางแผนให้มี ประสทิ ธภิ าพ ในระบบการวางแผนและการบริหารองค์การ จึงต้องจะมีองค์ประกอบที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันเป็น ระบบ ซึ่งประกอบด้วย นโยบาย แผน แผนงานและโครงการ โครงการถือว่าเป็นกลุ่มของงานหรือกิจกรรมที่มี ความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แต่ละกิจกรรมมีเป้าหมายเดียวกัน มีลักษณะที่แน่ชัด มีเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงาน และมกั จะเปน็ งานพิเศษที่แตกต่างไปจากงานประจา โครงการประกอบด้วย งาน หรือกิจกรรม ซึ่งจัดประเภท ได้เป็นโครงการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โครงการริเริ่มหรือนวัตกรรม และโครงการวิจัยและพัฒนา โครงการจะมีลักษณะสาคญั คือ มวี ัตถุประสงค์และเป้าหมายทีช่ ัดเจน มีลักษณะเฉพาะเจาะจง หรือมีความเป็น เอกเทศ มีการกาหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของโครงการไว้อย่างชัดเจน สาระในองค์ประกอบของ โครงการมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์สอดคล้องกับสภาพปัญหา หรือความต้องการจาเป็น กิจกรรมและวิธีดาเนินการสอดคล้องสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ เป็นต้น ในการบริหารจัดการโครงการต้องมี หน่วยงานหรือฝ่ายที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ และทาหน้าที่เป็นการชั่วคราว ผู้บริหารและทีมงานโครงการต้อง พร้อมท่ีจะเผชญิ กบั ความไม่แนน่ อนและความเส่ียงต่าง ๆ เสมอ ต้องคานึงถึงข้อจากัดด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และ คุณภาพตามที่กาหนดไว้ในโครงการ และต้องพิจารณาผลประโยชน์ของโครงการที่จะเกิดขึ้นต่อกลุ่มเป้าหมาย สังคมและประเทศ ในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ คือ การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน การกาหนดโครงการและขอบเขตของโครงการ การร่างโครงการและการขออนุมัติโครงการ การดาเนินโครงการ การประเมินโครงการ และการสิ้นสุดของโครงการ ในการจัดทาโครงการจะต้องเขียนสาระสาคัญให้ครบถ้วน ตามองค์ประกอบของโครงการ คือ ความสาคัญและที่มาของโครงการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขอบเขตของ โครงการ ขั้นตอนและวิธีดาเนินงานตามโครงการ งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้ในโครงการ และ หนว่ ยงานหรือผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ
36 ศัพทบ์ ญั ญัตทิ ีเ่ กี่ยวข้องกับการประเมนิ โครงการ โครงการ (Project) หมายถึง การกาหนดแนวทางในการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานท่ีมวี ตั ถุประสงคเ์ ด่นชัด มกี จิ กรรมทีท่ า ให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างเหมาะสม มีการจัดสรรทรัพยากรอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ มีเวลาเริ่มต้น และสน้ิ สดุ ของงาน โครงการประกอบด้วยงานและกิจกรรมตา่ ง ๆ ทีม่ คี วามสัมพนั ธ์กนั และมีเป้าหมายเดียวกัน ประชากร (Population) หมายถงึ กลุ่มของสิง่ ต่าง ๆ ที่สมาชิกทกุ หน่วยของสิ่งนน้ั เป็นกลุ่มเปา้ หมายที่ผวู้ จิ ยั ต้องการศึกษา กลุ่มตวั อย่าง (Sample) หมายถึง กลมุ่ ย่อยของประชากรท่ีผูว้ ิจัยใชใ้ นการศึกษา กลุ่มตัวอยา่ งจะเป็นตัวแทนทด่ี ีของประชากร ทง้ั หมด จะต้องอาศยั เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง เพื่อให้ทุกหน่วยของประชากรมีโอกาสที่จะเป็นตัวแทนเท่า ๆ กัน โดยจะต้องกาหนดกรอบการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งหมายถึงการกาหนดขอบเขตของประชากรที่ต้องการศึกษาให้ ชัดเจนน่ันเอง การประเมนิ ความหมายในพจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ.2542 (ราชบณั ฑติ ยสถาน, 2546 : 664) หมายถงึ การกะประมาณคา่ หรอื ราคาเท่าที่ควรจะเป็นจรงิ การประเมนิ ผล หมายถงึ การพิจารณาและวดั คุณคา่ ของกิจการใด ๆ ตามวัตถปุ ระสงค์ท่ตี ้งั ไว้ การประเมนิ โครงการ หมายถงึ กระบวนการเชิงระบบเพ่ือการตรวจสอบหรือชีบ้ ่งถึงประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลของ โครงการซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ปรับปรุง และพัฒนาโครงการ รูปแบบการประเมิน หมายถงึ กรอบแนวคิด วธิ ีการ หรอื แนวทางท่เี ปน็ แบบแผนในการประเมนิ อย่างเป็นระบบ ซ่งึ แสดงให้ เห็นสิ่งที่ควรประเมิน ขั้นตอน หรือกระบวนการในการประเมินสิ่งที่มุ่งประเมิน เช่น นโยบาย แผนงาน โครงการ หรือหลักสูตรว่า ควรพิจารณาประเมินเรื่องอะไรบ้าง (What) ในบางรูปแบบอาจมีการเสนอแนะ วิธีการ (How) หรือแนวทางในการประเมิน รูปแบบการประเมินจึงเปรียบเสมือน “ไฟส่องทางหรือตัวช่วยชี้” ให้นักประเมินได้แนวคิด และมองเห็นแนวทางในการดาเนินการประเมินโครงการที่ครอบคลุม ชัดเจน ซึ่งจะ ช่วยใหไ้ ด้สารสนเทศท่เี ป็นประโยชน์ตอ่ การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ
37 ประเดน็ การประเมนิ -เป็นสว่ นประกอบสาคญั หรือตวั แทนทีแ่ สดงถงึ ความสาเร็จของโครงการ บางครั้งอาจเรยี กว่า องค์ประกอบหรือปัจจัย (Factor) มิติ (Dimension) ตัวแปร (Variable) เกณฑ์ (Criteria) ด้าน (Domain) จดุ เนน้ (Emphasis) หรือแง่มมุ (Aspect) ท่เี ก่ียวกับโครงการ -ประเด็นการประเมิน เป็นคา วลี หรือข้อความทบ่ี ง่ บอกถึงความตอ้ งการในการประเมิน หรือ ตรวจสอบการดาเนนิ งานหรอื ผลการดาเนินโครงการ ซงึ่ จะทาใหท้ ราบถงึ สภาพทเี่ ปน็ จริงเกีย่ วกบั โครงการ -ประเด็นการประเมิน เปน็ สิ่งทบี่ ่งบอกให้ทราบวา่ ในการประเมนิ โครงการนนั้ ควรจะประเมินสิ่งใด ตัวแปรใด หรอื เร่อื งอะไรบ้าง -ประเด็นการประเมิน กาหนดไดจ้ ากหลายแหล่งหรือหลายวิธกี าร เชน่ กาหนดจากวัตถุประสงค์หรอื องค์ประกอบของโครงการ รูปแบบการประเมิน ความต้องการของผู้ใช้ผลการประเมินหรือผู้เกี่ยวข้อง ประสบการณ์ของนักประเมนิ หรอื สิ่งท่ีเก่ียวขอ้ งกบั โครงการทงั้ หมด เกณฑก์ ารประเมนิ หมายถึง สิ่งที่นักประเมินใช้ตัดสินคุณลักษณะหรือคุณภาพของโครงการ ซึ่งจะสะท้อนถึงระดับของการ ยอมรับไดห้ รอื ระดับความสาเร็จหรือความเหมาะสมเกยี่ วกับโครงการท่มี ุ่งประเมนิ เกณฑ์การประเมนิ มี 2 ลักษณะ ดังนี้ -เกณฑ์สัมบรู ณ์ (Absolute Criteria) เป็นการกาหนดระดบั ทคี่ วรจะมี ควรจะเป็น หรือควรจะได้ จากโครงการ กาหนดโดยผจู้ ดั ทาโครงการหรือผูเ้ ชย่ี วชาญในสาขาที่ประเมิน เช่น กาหนดความพึงพอใจต่อการ ฝึกอบรมไว้เปน็ “อาจารยท์ เ่ี ขา้ รบั การอบรมไมน่ อ้ ยกว่ารอ้ ยละ 80 มีผลงานวิจัยอยา่ งนอ้ ยคนละ 1 เร่ือง” -เกณฑ์สัมพัทธ์ (relative Criteria) ในบางกรณที ่นี กั ประเมนิ ไมส่ ามารถกาหนดเกณฑ์สัมบูรณ์ได้ จาเป็นต้องเทียบเคียงจากแผนงาน หรือโครงการที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน และเป็นโครงการที่ถือได้ว่าประสบ ความสาเรจ็ และทีส่ าคัญจะต้องเปน็ โครงการทเ่ี ปน็ ท่ียอมรับกันว่ามคี ณุ ภาพเหมาะสมที่จะนามาใช้เปรียบเทียบ เช่น “อาจารย์ทเ่ี ข้าอบรมมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05” หรือ “อาจารย์ที่เข้าอบรมมี ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยรอ้ ยละ 30” เปน็ ต้น ตัวแปร (Variable) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ หรือลักษณะต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ปรากฏในประเด็นที่ต้องการศึกษา โดยมคี า่ แปรเปลีย่ นกนั ไปในแต่ละหนว่ ยของประชากรทศี่ กึ ษา เช่น เพศ อายุ รายได้ เจตคติ ความเชื่อ ค่านิยม การมสี ว่ นร่วม ความสนใจ บุคลิกภาพ มีทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม แบ่งเป็น ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) และตวั แปรตาม (Dependent Variable)
38 ตัวบง่ ช้ี (Indicator) -หมายถงึ ตัวแปร หรือค่าท่สี งั เกตได้ วดั ได้ และชว่ ยใหไ้ ด้สารสนเทศทบ่ี ่งชส้ี ถานภาพ หรอื สะทอ้ นลักษณะ ของทรัพยากร การดาเนนิ งานหรอื ผลการดาเนินงานในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมือ่ เทยี บกบั เกณฑ์หรือมาตรฐานทก่ี าหนด -ตวั บง่ ชี้ มีลกั ษณะเปน็ การประมาณของสง่ิ ตา่ ง ๆ ทปี่ ระกอบไปดว้ ยตัวแปรหลาย ๆ ตวั แปรทีม่ ีความ เก่ียวข้องกนั เพอ่ื ท่ีจะบ่งบอกหรือบ่งชี้ให้เหน็ ถึงลักษณะอย่างกว้าง ๆ ของสภาพการณ์นั้น ๆ -คณุ สมบตั ทิ ี่ดีของตวั บง่ ช้ี จะต้องมีความสอดคลอ้ งกบั ประเด็นที่ต้องการวัด โดยสามารถระบุถึง สถานการณ์ในประเด็นที่ต้องการวัดได้อย่างชัดเจน จะต้องมีความเที่ยงตรง (Validity) คือ บ่งชี้ได้ตาม คณุ ลกั ษณะทต่ี อ้ งการวัดอย่างถูกต้องแม่นยา มคี วามตรงประเด็น (relevant) มีความเป็นตัวแทนคุณลักษณะท่ี มงุ่ วดั (Representative) มีความเชื่อม่ัน (Reliability) คือ ค่าที่ได้จากการวัดจะต้องมีความน่าเชื่อถือและคงที่ เมื่อทาการวดั ซา้ ในช่วงเวลาเดียวกัน มีความเปน็ ปรนัย (Objectivity) และมีความคลาดเคลื่อนตา่ -คา่ ของตวั บ่งช้ี จาแนกได้ 2 ประเภท คอื 1) คา่ ในเชิงปริมาณ เป็นค่าของตัวบ่งชที้ ีเ่ ปน็ ตัวเลข ซึ่งใช้สถิตเิ บอื้ งตน้ มาช่วยในการคานวณได้ ดงั น้ี (1) รอ้ ยละ เช่น รอ้ ยละของนักเรยี นทีส่ อบผา่ นข้อสอบระดบั ชาติ (2) อัตราส่วน เชน่ อตั ราสว่ นของนักเรียนต่อครู (3) สดั ส่วน เชน่ สัดสว่ นของนักศกึ ษาคณะครุศาสตรต์ ่อนกั ศกึ ษาท้ังหมด (4) จานวน เชน่ จานวนงานวิจัยของมหาวิทยาลยั ในชว่ งปี 2550-2554 (5) คา่ เฉลีย่ เชน่ รายได้เฉลี่ย ค่าเฉล่ียของผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ค่าเฉลีย่ ความพึงพอใจต่อการเรยี นการสอน 2) ค่าในเชิงคุณลักษณะ เป็นคา่ ของตวั บง่ ชีท้ บี่ รรยายเปน็ ข้อความ ไมส่ ามารถกาหนดเป็นตวั เลขได้ เช่น ความสอดคล้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความถูกต้องแม่นยา ความเป็นประโยชน์ เป็นต้น ค่า เหล่านี้ได้มาจากความคิดเห็นในการพิจารณาของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ในบางกรณีค่าในเชิงคุณลักษณะ สามารถเปลี่ยนเป็นค่าในเชิงปริมาณได้ โดยใช้กลุ่มคนพิจารณาแล้ว คิดเป็นร้อยละหรือสัดส่วนของคนที่มี ความคิดเห็นสอดคล้องหรือไม่สอดคล้อง เช่น ตัวบ่งชี้ความสอดคล้องของเนื้อหาหลักสูตรการฝึกอบรมกับ วัตถุประสงค์ของโครงการ ผู้เชี่ยวชาญจานวน 10 คน ประเมินตัวบ่งชี้นี้ ผู้เชี่ยวชาญ 8 คน เห็นว่าสอดคล้อง ผูเ้ ชี่ยวชาญ 2 คน เห็นวา่ ไมส่ อดคล้อง ดังนน้ั คา่ ตวั บ่งชน้ี ้ีเปล่ียนเป็นค่าในเชงิ ปริมาณได้ มีค่าเท่ากบั 80 %
39 การประเมินโครงการ 1. ความหมายของการประเมนิ โครงการ “การประเมิน” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546 : 664) ได้บญั ญตั ิว่า หมายถึง การประมาณค่าหรือราคาเท่าที่ควรจะเป็นจริง ส่วนการประเมินผล หมายถึง การพิจารณา และวัดค่าของกิจการใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ เช่น ประเมินผลการสัมมนา ประเมินผลการปฏิบัติงานใน รอบปี โดยทเ่ี มเรนส์ และเลแมนน์ (Mehrens and Lehmann, 1978 : 16) ให้นิยามการประเมินว่า เป็นการ วางแผน การรวบรวมขอ้ มลู และการใชข้ อ้ มูลสาหรบั เป็นทางเลือกในการตดั สินใจ ในขณะท่ี อเี บลและไฟรส์ไบย์ (Ebel and Frisbie, 1986 : 13) ให้นิยามการประเมินว่า เป็นการตัดสินเกี่ยวกับคุณภาพหรือคุณค่าของสิ่งท่ี ต้องการประเมิน ส่วนสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553 : 20-21) ให้ความหมายว่า การประเมิน หมายถึง กระบวนการใชด้ ุลยพินิจ (judgment) และหรือค่านิยมและข้อจากัดต่าง ๆ ในการพิจารณาตัดสินคุณค่าของสิ่งใด สิ่งหนึ่ง โดยการเปรยี บเทียบผลท่ีวัดไดก้ ับเกณฑท์ ่ีกาหนดไว้ ซึ่งสรปุ เป็นสมการได้ คือ การประเมนิ = การวัด + ดุลยพินิจ การประเมินจึงเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดสารสนเทศ (เชิงคุณค่า) เพ่ือช่วยให้ผู้มีอานาจตัดสินใจ ได้ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (พิชิต ฤทธ์ิจรูญ, 2557 : 35-36) ดังแสดงในแผนภูมิท่ี 1 การประเมิน คา่ นิยม สารสนเทศ ผูม้ อี านาจในการตดั สนิ ใจ ทางเลอื ก ก ข้อจากัด ทางเลอื ก ข แผนภมู ทิ ี่ 7 นิยามของการประเมินเพือ่ การตัดสนิ ใจ ท่มี า : สมหวงั พิธยิ านุวัฒน์ (2553 : 21) เมื่อพิจารณาถึงการประเมินโครงการ สตัฟเฟิลบีม และชิงค์ฟิวด์ (Stufflebeam and Shinkfield, 1990 : 159) ใหค้ วามหมายว่า การประเมินโครงการเปน็ กระบวนการของการแสวงหา การพรรณนา การได้มา ซึ่งข้อมูล ตลอดจนการเตรียมข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและแสวงหาทางเลือกที่ เหมาะสมในการดาเนินโครงการ สว่ นรอสซิและฟรีแมน (Rossi and Freeman, 2004 : 16) ให้ความหมาย
40 โดยอิงกับแนวคิดของการวิจัยทางสังคมศาสตร์ว่า การประเมินโครงการ เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ที่มีการ ประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างเป็นระบบเพื่อศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิผลของโครงการ สาธารณะทจี่ ดั ทาขน้ึ เพอ่ื นาไปสกู่ ารปรบั ปรงุ สภาพแวดล้อมขององค์การและการใหบ้ รกิ ารสังคม ฟิทซ์แพททริค แซนเดอร์ และวอร์เธน (Fitzpatrick, Sanders, and Worthen, 2004 : 5) ให้ความหมายของการประเมิน โครงการว่า เป็นวิธีการสืบหาข้อมูลและพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับโครงการ 3 ประเด็น คือ (1) การกาหนด มาตรฐานเพ่ือใช้ตัดสินคุณภาพโดยเทยี บกบั มาตรฐานที่กาหนด (2) การรวบรวมข้อมลู สารสนเทศท่เี กี่ยวข้องกับ โครงการ และ (3) การเปรียบเทียบข้อมูลสารสนเทศที่ได้กับมาตรฐานที่กาหนดไว้เพื่อตัดสินคุณค่า คุณภาพ คุณประโยชน์ ประสิทธิผล หรือความสาคัญของโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อเสนอแนะที่จะทาให้บรรลุตาม วตั ถุประสงค์ที่กาหนดไว้ หรือชว่ ยใหผ้ ู้เกีย่ วข้องตัดสินใจไดว้ า่ ควรปรับปรุง ดาเนินการต่อไปหรือขยายโครงการ สาหรับนักวิชาการไทยก็ได้ให้ความหมายของการประเมินโครงการสอดคล้องกับความหมายดังที่กล่าวข้างต้น ดังที่สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2549 : 117) ได้ให้ความหมายอย่างกระชับว่า การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการทก่ี ่อให้เกิดสารนิเทศในการปรับปรุงโครงการ และสารนิเทศในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ สมคิด พรมจุ้ย (2550 : 37) ให้ความหมายที่สะท้อนถึงทั้งวัตถุประสงค์และประเภทของการประเมินว่า การ ประเมนิ โครงการ เปน็ การตรวจสอบความก้าวหนา้ ของโครงการหรอื แผนงาน ตลอดจนการพิจารณาผลสัมฤทธิ์ ของโครงการหรือแผนงานนั้น ๆ ว่ามีมากน้อยเพียงใด การประเมินผลเป็นกระบวนการบ่งชี้ถึงคุณค่าของ โครงการ กล่าวคือ โครงการทีไ่ ด้ดาเนนิ การไปแลว้ ไดผ้ ลตามวตั ถปุ ระสงค์ของโครงการหรือไม่เพียงใด สามารถ ทาได้ทั้งการประเมินก่อนเริ่มโครงการ การประเมินขณะที่โครงการกาลังดาเนินการอยู่ และการประเมินผล โครงการหลังจากการดาเนินงานได้สิ้นสุดแล้ว พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557 : 41) ได้ให้ความหมายของการประเมิน โครงการโดยสรุปว่า หมายถึง กระบวนการเชิงระบบเพื่อการตรวจสอบ หรือชี้บ่งถึงประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลของโครงการซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหาร จัดการ ปรับปรุงและพัฒนาโครงการ จากความหมายดังกล่าวชี้ให้เห็นลักษณะของการประเมินโครงการ ดังน้ี (1) การประเมนิ โครงการเปน็ กระบวนการท่ีจดั ทาข้ึนอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เชื่อถือได้และ เป็นประโยชนต์ ่อการตดั สินใจของผู้บริหารหรือผรู้ บั ผดิ ชอบโครงการ (2) การประเมินโครงการเป็นกระบวนการ ในการจดั เตรียมสารสนเทศ เพ่ือใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ปรับปรุงและพัฒนาโครงการ (3) จุดเน้นที่สาคัญของการประเมินโครงการ อยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) ของการดาเนินโครงการ การประเมินโครงการเป็นกระบวนการเชิงระบบเพื่อการตรวจสอบ หรือบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการที่จะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการ ตัดสินใจเก่ยี วกับการบรหิ ารโครงการ ปรับปรุงและพฒั นาโครงการ สรุปความหมายของการประเมินโครงการได้ว่า เป็นกระบวนการที่จัดทาขึ้นอย่างเป็นระบบเพื่อ ตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการ ตัดสินใจเกีย่ วกบั การบริหารจัดการ การปรบั ปรงุ และพัฒนาโครงการ
41 2. ประเภทของการประเมินโครงการ การประเมินโครงการแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทแล้วแต่เกณฑ์ที่ใช้แบ่ง ในที่นี้ใช้เกณฑ์ในการ แบ่งประเภท 5 เกณฑ์ (พชิ ติ ฤทธิจ์ รูญ, 2557 : 47-50) ดงั น้ี 2.1 การจาแนกตามวัตถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ ไดแ้ บ่งการประเมนิ เปน็ 2 ประเภท คือ 2.1.1 การประเมนิ ความกา้ วหนา้ (Formative Evaluation) เปน็ การประเมินขณะที่โครงการ กาลังดาเนินการอยู่ โดยมุ่งตรวจสอบ ควบคุม กากับดูแลการดาเนินงาน ตลอดจนการศึกษาความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค และข้อบกพร่องต่าง ๆ ในระหว่างการดาเนินโครงการ เพื่อนาผลการประเมินมาใช้ในการ ปรบั ปรุงแกไ้ ขการดาเนนิ งานให้เปน็ ไปด้วยความราบร่นื บรรลุตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายของโครงการ 2.1.2 การประเมนิ ผลรวมสรุป (Summative Evaluation) หรอื ประเมินผลสมั ฤทธข์ิ อง โครงการ เป็นการประเมินหลังจากเสร็จสิ้นโครงการแล้ว เพื่อมุ่งตรวจสอบว่าโครงการประสบผลสาเร็จตาม วตั ถปุ ระสงค์หรือเปา้ หมายตามท่ีกาหนดไวห้ รือไม่ เกิดความคุ้มค่าเพียงใด ผลการประเมินจะเป็นประโยชน์ต่อ การตดั สนิ ใจวา่ ควรยุตโิ ครงการ ดาเนนิ โครงการตอ่ ไป โดยอาจปรบั ขยายโครงการในช่วงต่อไป 2.2. การจาแนกตามหลักยดึ ในการประเมิน ไดแ้ บง่ การประเมินเป็น 2 ประเภท คอื 2.2.1 การประเมินแบบอิงวตั ถุประสงค/์ เปา้ หมายของโครงการ (Goal Based Evaluation) เป็นการประเมินที่ตัดสินคุณค่าของโครงการ โดยการเปรียบเทียบผลของโครงการกับผลที่คาดหวังตาม วัตถปุ ระสงคห์ รอื เป้าหมายของโครงการ 2.2.2 การประเมนิ แบบไมอ่ งิ วัตถปุ ระสงค์/เปา้ หมายของโครงการ (Goal-free Evaluation) เป็นการประเมินที่ไม่จาเป็นต้องกาหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการประเมินให้สอดคล้องกับเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของโครงการ กล่าวคือ การตัดสินคุณค่าของโครงการควรเน้นที่การตีค่าของผลทั้งหมดท่ี เกิดขึ้น (Actual Outcomes) จากโครงการ ซึ่งประกอบด้วยการประเมินผลที่คาดหวังตามเป้าหมายหรือ วัตถปุ ระสงค์ของโครงการและผลท่ีมิไดค้ าดหวัง 2.3 การจาแนกตามลาดับเวลาของการดาเนินโครงการ ไดแ้ บ่งการประเมนิ เป็น 3 ประเภท คอื 2.3.1 การประเมินกอ่ นการดาเนินโครงการ (Intrinsic Evaluation) หรือการประเมินก่อนนา โครงการไปปฏิบัติ เป็นการประเมินที่อยู่ในขั้นตอนของการวางแผนโครงการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการ วิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ก่อนลงมือดาเนินการจัดทาโครงการ ซึ่งอาจทาได้ใน 2 ลักษณะคือ 1) การศึกษาความ เหมาะสมของโครงการ โดยการพิจารณาปัญหาและความจาเป็นในการจัดทาโครงการ อาจใช้เทคนิคของการ สารวจความต้องการ (Needs Assessment) หรืออาจจะใช้เทคนิคของการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ซงึ่ เปน็ การพิจารณาสภาพความพรอ้ มของการจัดทาโครงการในด้านต่าง ๆ ที่จะทาให้มีความเป็นไปได้ ในการปฏิบัติจริง 2) การวิเคราะห์โครงการหรือการประเมินร่างโครงการ เป็นการพิจารณาเอกสารโครงการ เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของส่ิงทีก่ าหนด ความสอดคลอ้ งระหวา่ งหัวข้อต่าง ๆ ตั้งแต่ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เปา้ หมาย วธิ ีดาเนนิ การ ฯลฯ เพือ่ ใหโ้ ครงการที่เสนอมคี วามสมบรู ณ์มากยงิ่ ขึ้น
42 2.3.2 การประเมนิ ระหว่างการดาเนินงานโครงการ (On Going Evaluation) เป็นการประเมิน ท่มี จี ุดมุ่งหมายเพอ่ื ศกึ ษาความก้าวหน้าของโครงการเป็นช่วง ๆ และเพื่อดูว่าการดาเนินโครงการได้เป็นไปตาม แผนที่กาหนดไว้หรือไม่ มีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไร ข้อมูลสารสนเทศที่ได้จะนามาใช้ในการปรับปรุงการ ดาเนินโครงการเพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นในช่วงการดาเนินงานต่อไป การประเมินระหว่างการดาเนิน โครงการนี้ต้องอาศัยกลไกของระบบการนิเทศ กากับติดตามงานมาช่วย จึงจะทาให้การดาเนินโครงการและ การประเมินเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพ 2.3.3 การประเมินหลังการดาเนนิ โครงการ (Pay-off Evaluation) เปน็ การประเมินทีจ่ ัดทา เมื่อการดาเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบดูว่า ผลการดาเนินโครงการได้รับ ความสาเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กาหนดไว้มากน้อยเพียงใด ตลอดจนการติดตามตรวจสอบ ผลกระทบหรือผลข้างเคียงว่ามีอะไรเกิดขึ้นตามมาอีกบ้าง การประเมินหลังการดาเนินโครงการมีจุดเน้น คือ เปน็ การประเมนิ ผลท่เี กิดขน้ึ (Outcome) ผลกระทบ (Impact) ของโครงการ และเป็นการประเมินผลสรุปรวม ของโครงการท้งั หมด (Summative Evaluation) คือ การประเมินตงั้ แต่การวางแผนปฏิบัติงาน ค่าใช้จ่าย และ ผลผลติ ของโครงการ 2.4. การจาแนกตามส่ิงทถ่ี ูกประเมิน ได้แบ่งการประเมินเปน็ 4 ประเภท คือ 2.4.1 การประเมินบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation) เปน็ การประเมิน เกี่ยวกับนโยบาย เป้าหมาย สภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาและความต้องการของบุคคลและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับโครงการว่า มีความสอดคล้องเอื้อต่อการจัดทาโครงการหรือไม่ ตลอดจนทรัพยากรและข้อจากัด ต่าง ๆ ในการดาเนินโครงการ สารสนเทศที่ได้นามาใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อกาหนดวัตถุประสงค์และ เป้าหมายของโครงการให้มีความสอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานระดับสูงกว่าและบริบทหรือสภาพของ องคก์ รทจี่ ะจดั ทาโครงการ 2.4.2 การประเมนิ ปจั จัยเบื้องต้น (Input Evaluation) เปน็ การประเมินความพร้อมท้งั ในเชิง คุณภาพ และความพอเพียงของทรพั ยากรต่าง ๆ กอ่ นเร่มิ โครงการว่า มีทรัพยากรพร้อมที่จะดาเนินโครงการได้ หรือไม่ สารสนเทศที่ได้นามาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการของการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้การดาเนิน โครงการสามารถบรรลตุ ามวัตถุประสงคท์ ี่กาหนดไว้ 2.4.3 การประเมนิ กระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมนิ ขณะดาเนินงานเพอ่ื ประเมินความกา้ วหนา้ ของโครงการ และศกึ ษาปัญหา อุปสรรคในการดาเนินโครงการ สารสนเทศที่ได้นามาใช้ ในการตดั สินใจเพือ่ การปรบั ปรุงการดาเนินโครงการให้มปี ระสทิ ธิภาพ 2.4.4 การประเมินผลผลติ หรือผลงาน (Product Evaluation) เปน็ การประเมินหลังจากการ ดาเนินโครงการส้ินสุดแลว้ ประกอบด้วยการประเมินผลลัพธ์ (Output Evaluation) โดยพิจารณาจากปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของโครงการ และการประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) โดยเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของแผนงานหรือองค์การ สารสนเทศที่ได้นามาใช้ในการตัดสิน คุณค่าของผลผลิตของโครงการ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพเพื่อการตัดสินใจว่า ควรจะคงโครงการไว้ ปรับ ขยายหรอื ยกเลิกโครงการ
43 2.5 การจาแนกตามผู้ประเมนิ ไดแ้ บง่ การประเมินเป็น 2 ประเภท คอื 2.5.1 การประเมินโดยผู้ประเมินภายใน (Internal Evaluation) เป็นการประเมินโครงการ โดยใหบ้ ุคลากรทีเ่ ก่ียวขอ้ งหรือผรู้ ับผิดชอบในโครงการเปน็ ผ้ปู ระเมิน ข้อดขี องการประเมินวิธีนี้ ก็คือ ผู้ประเมิน จะทราบรายละเอยี ดเกี่ยวกบั โครงการทมี่ งุ่ ประเมิน สะดวกตอ่ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล แต่มีข้อเสียในเรื่อง ความ ลาเอียงของ ผ้ปู ระเมินอาจทาให้ผลการประเมินขาดความตรงและความนา่ เชื่อถือ 2.5.2 การประเมนิ โดยผปู้ ระเมนิ ภายนอก (External Evaluation) เปน็ การประเมินโดยให้ บุคคลภายนอกองค์การที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มุ่งประเมินเป็นผู้ประเมิน ซึ่งอาจเป็นนักประเมินมืออาชีพ หรือ บคุ คลทอี่ ยู่หนว่ ยงานอ่ืน ขอ้ ดีของการประเมินวิธีนี้ ก็คือ ผู้ประเมินมีความเป็นกลาง ลดความลาเอียงไปได้ ทา ใหผ้ ลการประเมนิ มคี วามนา่ เชอ่ื ถอื แตม่ ขี อ้ เสยี คอื ผปู้ ระเมนิ ภายนอกไมเ่ ข้าใจในรายละเอียดของโครงการที่มุ่ง ประเมินดีพอ และอาจไม่ได้รับความร่วมมือในการดาเนินการประเมินจากผู้เกี่ยวข้อง อาจมีทัศนคติเชิงลบต่อ การประเมินวา่ เป็นการจับผดิ จึงไมใ่ หข้ อ้ มลู ตามความเปน็ จริง ทาใหผ้ ลการประเมินมีความคลาดเคลื่อนไปจาก ส่ิงท่เี ปน็ จรงิ 3. รูปแบบการประเมนิ โครงการ 3.1 ความหมายของรูปแบบการประเมิน คาว่า “รูปแบบ แบบจาลอง ตัวแบบหรือโมเดล” มาจากภาษาอังกฤษว่า Model หมายถึง วิธีการถ่ายทอดความคิด ความเขา้ ใจ ตลอดทง้ั จินตนาการทีม่ ีต่อปรากฏการณ์หรือเรื่องราวใด ๆ ให้ปรากฏโดย ใช้การสื่อสารในลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาพวาด ภาพเหมือน แผนภูมิ แผนผังต่อเนื่อง หรือสมการทาง คณิตศาสตร์ เป็นต้น เพื่อให้สามารถเข้าใจได้ง่าย และสามารถนาเสนอเรื่องราวหรือประเด็นต่าง ๆ ได้อย่าง กระชับภายใต้หลักการอย่างเป็นระบบ ดังนั้นรูปแบบจึงสามารถนาไปใช้ในลักษณะต่าง ๆ กันคือ (1) เป็น แบบจาลองในลักษณะเลียนแบบ (2) เป็นตัวแบบที่ใช้เป็นแบบอย่าง (3) เป็นแผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ ระหวา่ งสัญลักษณ์และหลักการของระบบ และ (4) เป็นแบบแผนหรือแผนผังของการดาเนินงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสัมพันธ์เชิงระบบ (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี, 2542 : 27) ศิริชัย กาญจนวาสี (2552 : 46) ได้สรุป ความหมายของรูปแบบหรอื โมเดลจาก English and English (1985) วา่ หมายถงึ (1) แบบจาลองของจริง (2) ตัวแบบที่ใช้เป็นแบบอย่าง (3) รูปแบบที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สัญลักษณ์ และหลักการของระบบ และ (4) แบบแผนตัวอย่างของการดาเนินงานที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ในระบบ รูปแบบ สามารถจาแนกได้ 3 ลักษณะ คือ (1) รปู แบบเชงิ บรรยาย ซง่ึ เป็น การนาเสนอโดยใช้คาบรรยายระบุถึงแนวคิด หลักการหรือตัวแปร และมีคาอธิบายถึงปรากฏการณ์ด้วยคาบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด หลักการ หรือตัวแปรเหล่านั้น (2) รูปแบบเชิงรูปภาพ เป็นการนาเสนอโดยใช้รูปภาพ หรือสัญลักษณ์จาลอง แสดงถึง แนวคดิ หลกั การหรือตวั แปร และลากเส้นเชื่อมโยงแนวคิด หลักการหรือตัวแปรเหล่านั้น และ (3) รูปแบบเชิง คณติ ศาสตร์ เป็นการนาเสนอโดยใช้สัญลกั ษณแ์ ทนแนวคิด หลกั การ หรือตัวแปร และฟงั กช์ นั คณติ ศาสตร์
44 เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด หลักการหรือตัวแปรเหล่านั้น รัตนะ บัวสนธ์ (2550 : 25) ได้สรุป ความหมายของรูปแบบการประเมินว่า รูปแบบการประเมิน ก็คือ การถ่ายทอดแบบหรือภาพจาลองของทฤษฏี การประเมิน ซึ่งจะแสดงถงึ ความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบระหว่างส่วนหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมิน รูปแบบการประเมินจึงไม่ใช่รายละเอียดหรือสิ่งที่สมบูรณ์เป็นจริงเกี่ยวกับการประเมิน หากแต่รูปแบบการ ประเมินจะช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินได้อย่างเป็นระบบ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2557 : 68-69) ได้ สรุปรูปแบบการประเมิน เกิดขึ้นเนื่องจากความพยายามของนักประเมินที่มุ่งนาเสนอแนวคิด แนวทางในการ ประเมินโครงการ รูปแบบการประเมิน (Evaluation Model) หรือวิธีการหรือแนวทางประเมิน (Evaluation Approach) โดยเป็นคาที่นักวิชาการด้านการประเมินใช้อธิบายสาระสาคัญหรือรายละเอียดที่เป็นแนวคิด วิธีการและแนวทางในการประเมิน รูปแบบการประเมินจึงหมายถึง กรอบแนวคิด วิธีการหรือแนวทางที่เป็น แบบแผนในการประเมินอย่างเป็นระบบ ซึ่งแสดงให้เห็นสิ่งที่ควรประเมิน ขั้นตอนหรือกระบวนการของการ ประเมินสงิ่ ทม่ี ุง่ ประเมิน (Object) เชน่ นโยบาย แผนงาน โครงการหรอื หลักสูตรว่า ควรพิจารณาประเมินเรื่อง อะไรบา้ ง ในขณะเดียวกันบางรูปแบบอาจมีการเสนอแนะด้วยว่า ในการประเมินแต่ละรายการหรือแต่ละเรื่อง ควรพิจารณาหรือตรวจสอบอย่างไร ซึ่งเป็นลักษณะของการเสนอแนะวิธีการหรือแนวทางในการประเมิน รูปแบบการประเมินจึงเปรียบเสมือน “ไฟส่องทางหรือตัวช่วยชี้” ให้นักประเมินได้แนวคิด และมองเห็น แนวทางในการดาเนินการประเมินโครงการที่ครอบคลุม ชัดเจนซึ่งจะช่วยให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อ การตดั สนิ ใจเก่ียวกับโครงการ จากความหมายของรูปแบบดังกล่าวจะเห็นว่า รูปแบบมีลักษณะที่สาคัญคือ เป็นตัวแบบแทนกรอบ ความคดิ ซ่ึงมีความสมั พันธ์ระหวา่ งองค์ประกอบภายในอย่างมีระบบ สามารถถ่ายทอดให้เป็นแบบแผนตัวอย่าง ในการดาเนนิ งานได้ ซงึ่ นาเสนอในรปู การบรรยายเปน็ รูปภาพ หรือเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ 3.2 ประเภทของรปู แบบการประเมนิ โครงการ นักวิชาการด้านการประเมินส่วนใหญ่นิยมจัดกลุ่มหรือประเภทของรูปแบบการประเมิน ออกเป็น 2-3 กลุ่ม (เยาวดี รางชัยกุล วิบูลย์ศรี, 2542 : 64-65 ; สุวิมล ติรกานนท์, 2543 : 39 ; สาราญ มีแจ้ง, 2544 : 111-112 ; สมคิด พรมจุ้ย, 2550 : 50 ; ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552 : 108 ; สุภมาส อังศุโชติ, 2555 : 6-7) ดังน้ี 1) รูปแบบการประเมนิ ทีเ่ นน้ วตั ถุประสงค์ (Objective - based Model) เป็นรปู แบบการประเมนิ ทเี่ น้นการตรวจสอบว่าผลท่เี กดิ ข้ึนจากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการนั้นหรือไม่ ได้แก่ รูปแบบ การประเมินของไทเลอร์ (Tyler) ครอนบาค (Cronbach) และเคิร์กแพททริก (Kirkpatrick) ตามแนวคิด เกี่ยวกับการประเมินของรูปแบบที่เน้นวัตถุประสงค์ การประเมินเป็นกระบวนการตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นเทียบ กับวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนั้น นักประเมินจึงมีบทบาทสาคัญในการตัดสินคุณค่าของโครงการที่มุ่ง ประเมินโดยยดึ วัตถุประสงค์ของโครงการเปน็ หลกั
45 2) รปู แบบการประเมินที่เน้นการตัดสินคณุ ค่า (Judgmental Evaluation Model) เป็นรปู แบบ การประเมนิ ที่มจี ุดมงุ่ หมายเพื่อรวบรวมสารสนเทศสาหรับกาหนดและวินิจฉัยคุณค่าของโครงการที่มุ่งประเมิน ได้แก่ รูปแบบการประเมินของสเตค (Stake) สคริฟเวน (Scriven) และโพรวัส (Provus) ตามแนวคิด เกี่ยวกับ การประเมนิ ของรูปแบบทเี่ นน้ การตัดสินคุณคา่ การประเมินเปน็ กระบวนการท่ีนักประเมินต้องตัดสินคุณค่าของ โครงการทม่ี ุ่งประเมิน บทบาทท่สี าคัญท่ีสุดของนักประเมินก็คือ การตัดสินคุณค่า ถ้านักประเมินไม่ได้มีส่วนใน กระบวนการตดั สินคุณค่าของโครงการท่ีม่งุ ประเมนิ ถือวา่ ยังไม่ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ ยา่ งสมบรู ณ์ 3) รปู แบบการประเมินทเี่ นน้ การตดั สินใจ (Decision-oriented Evaluation Model) เป็นรูปแบบ การประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาสารสนเทศเกี่ยวกับโครงการเพื่อช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้มีอานาจในการ ตัดสินใจเลือกทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและมีเหตุผล ได้แก่ รูปแบบการประเมินของเวลช์ (Welch) รูปแบบประเมินซิป (CIPP Model) ของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam) และรูปแบบประเมินของอัลคิน (Alkin) รปู แบบการประเมนิ ของไทเลอร์ภาคขยาย และรูปแบบการประเมินเชิงระบบตามแนวคิดเกี่ยวกับการประเมิน ของรูปแบบทีเ่ น้นการตัดสนิ ใจ การประเมนิ เปน็ กระบวนการจดั หาสารสนเทศสาหรับการตัดสินใจของผู้บริหาร หรือผู้มีอานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการที่มุ่งประเมิน นักประเมินจึงมีบทบาทสาคัญในการตอบสนอง ความต้องการสารสนเทศของผู้บริหารที่จะใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการที่มุ่งประเมิน โดยผู้บริหารเป็นผู้ กาหนดบริบทของการตัดสินใจ และเกณฑ์การตัดสินความสาเร็จของโครงการ นักประเมินไม่ควรเข้าไปมี บทบาทในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหาร เพราะจะทาให้เกิดความลาเอียงในการประเมิน นักประเมินจึง ควรมบี ทบาทเฉพาะการแสวงหาและเสนอสารสนเทศท่ีเกีย่ วข้องกับโครงการที่มุ่งประเมินเพื่อการตัดสินใจของ ผ้บู ริหาร 3.3 แนวทางการเลือกใชร้ ปู แบบการประเมนิ โครงการ เกณฑ์หรือแนวทางการเลือกใช้รูปแบบการประเมินอาจพิจารณาได้จากความสอดคล้อง ระหว่างแนวคิดของรูปแบบการประเมินกับประเด็นที่ต้องการประเมินของโครงการ และวัตถุประสงค์หรือ เป้าหมายของการประเมินว่าต้องการประเมินเพื่ออะไร เป็นการประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าของโครงการ หรือ ประเมินเพ่ือสรปุ ผลเปรียบเทียบกบั วัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ หรอื ประเมินเพอื่ ใหไ้ ด้สารสนเทศท่ีเป็นประโยชน์ ต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการของผู้บริหาร ซึ่งศิริชัย กาญจนวาสี (2552 : 128-129) ได้ให้แนวคิดในการ เลือกใช้รปู แบบการประเมนิ โดยมีสมมตุ ิฐานในการเลือกรปู แบบ ดังน้ี 1) รูปแบบการประเมนิ ท่เี นน้ การตัดสนิ ใจน่าจะสนบั สนนุ หลักการนาผลการประเมินไปใช้ ประโยชน์ ไดด้ ีกวา่ รูปแบบการประเมินทเี่ น้นการตดั สินคุณคา่ 2) รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจน่าจะเหมาะสมสาหรับผู้บริหารหรือผู้ใช้ผลการ ประเมนิ ท่ีมคี วามสามารถในเชิงวิชาการสูง เนื่องจากผู้ใช้ผลการประเมินจะต้องเป็นผู้วินิจฉัยคุณค่าด้วยตนเอง อย่างถูกต้องเสียก่อนจึงจะนาผลการประเมนิ ไปใช้อยา่ งถูกต้อง
46 3) รูปแบบการประเมินท่ีเนน้ การตดั สนิ คณุ คา่ นน้ั จะเหมาะสาหรับใช้กับนกั ประเมนิ ทมี่ ีความ สามารถในเชิงวิชาการสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพราะสามารถวินิจฉัยคุณค่าได้อย่างถูกต้องกว่าผู้ใช้ผลการ ประเมนิ แตอ่ าจมีปัญหาเร่อื งการยอมรับและการนาผลการประเมนิ ไปใช้ประโยชน์จากผู้ใช้ผลการประเมินหรือ ผบู้ รหิ าร 4) การประเมินด้วยวิธีธรรมชาติน่าจะสนองความต้องการสารสนเทศได้ดี แต่อาจมีปัญหา เรื่องความน่าเชื่อถือของผลการประเมิน ในขณะที่การประเมินด้วยวิธีเชิงระบบน่าจะให้ผลการประเมิน นา่ เชือ่ ถือ แตอ่ าจจะไมไ่ วตอ่ การตอบสนองความต้องการของผ้เู กี่ยวข้อง 5) สถานการณข์ องการประเมินจะเป็นตวั กาหนดรปู แบบการประเมนิ ทเ่ี หมาะสม โดยจะตอ้ ง พิจารณาองค์ประกอบด้านผใู้ ช้ผลการประเมิน ผู้ประเมนิ สิ่งที่ตอ้ งการประเมินและสง่ิ แวดลอ้ ม การตัดสนิ ใจว่ารูปแบบการประเมินท่ีเลอื กเหมาะสมหรอื ไมเ่ พียงใด ควรพจิ ารณาจากความ ต้องการสารสนเทศของผู้ประเมิน วัตถุประสงค์ของการประเมิน ชนิดของการตัดสินใจ ข้อจากัดของรูปแบบ ข้อจากัดของการประเมิน ข้อจากัดของเวลาและเงินลงทุน ในการประเมินผู้ประเมินอาจเลือกรูปแบบท่ี เหมาะสมกับสิ่งท่ีจะประเมินนนั้ เพยี งรปู แบบเดียวหรืออาจผสมผสานวิธีต่าง ๆ เข้าด้วยกันกาหนดเป็นแนวทาง เฉพาะ (Tailored Mode) สาหรบั โครงการน้นั ๆ เอง เปรียบเสมอื นช่างตัดเสื้อที่ต้องเข้าใจรูปแบบพื้นฐานของ เสอ้ื ผา้ เมือ่ จะตดั เสื้อผา้ ชดุ หนง่ึ อาจเลือกแบบมาตรฐานหน่ึงมาตัด หรือสามารถดดั แปลงรูปแบบพืน้ ฐานนั้นเป็น เสื้อชุดใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้มากมายตามสถานการณ์ที่จะใช้เสื้อผ้าชุดนั้น ๆ (ส. วาสนา ประวาลพฤกษ์, 2544 : 204) การเลือกใช้รูปแบบประเมนิ ดงั เช่น กรณตี ัวอย่างท่ี 1 โครงการประชมุ ปฏิบัตกิ าร เร่อื ง การวิจัยเพ่อื พฒั นาการเรยี นการสอน โดยมี วตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื ให้อาจารยม์ ีความรู้ ความเขา้ ใจและสามารถดาเนินการวจิ ัยเพ่ือพฒั นาการเรยี นการสอนได้ ซึ่ง ผู้บริหารหน่วยงานประสงค์ที่จะให้ประเมินว่า อาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการมีความรู้ ความเข้าใจและ สามารถดาเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้เพียงใด กรณีนี้ผู้ประเมินควรเลือกใช้รูปแบบการ ประเมินที่เน้นวัตถุประสงค์ เพราะต้องการทราบผลแต่เพียงว่า อาจารย์ที่เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการมีความรู้ ความเข้าใจและสามารถดาเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ ซึง่ เปน็ การประเมินวา่ โครงการดงั กลา่ วบรรลุตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีกาหนดไวห้ รือไม่ กรณตี วั อย่างท่ี 2 การศึกษาความต้องการของครูและบุคลากรทางการศกึ ษาเพ่ือเป็นข้อมูลในการ จดั ทาโครงการพฒั นาครูและบคุ ลากรทางการศึกษาให้มีศักยภาพพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กรณีนี้เป็นการ ประเมินก่อนที่จะตัดสินใจจัดทาโครงการโดยเริ่มตั้งแต่การประเมินความต้องการจาเป็น (Needs Assessment) เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทาโครงการ และเป็นโครงการใหม่จึงควรมีการกากับติดตามอย่าง ต่อเนื่องตลอดการดาเนินงานโครงการ ตั้งแต่ก่อนการดาเนินงานโครงการ ระหว่างดาเนินงานโครงการ และ หลังการดาเนินงานโครงการเสร็จสิ้นลงแล้ว รูปแบบการประเมินโครงการที่เหมาะสมจึงควรใช้ รูปแบบการ ประเมินเพื่อการตดั สนิ ใจ
47 กรณีตัวอยา่ งที่ 3 โครงการพฒั นาคุณภาพการบรหิ ารจดั การการผลิตครเู พ่ือใหผ้ ่านการรับรอง มาตรฐานสากล กรณีนี้ควรใช้รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินคุณค่าเพราะต้องนาผลการดาเนินงานไป เทยี บกับมาตรฐานหนว่ ยงานทเ่ี ปน็ ผู้ประเมนิ ใหก้ ารรบั รองว่าผ่านการรับรองมาตรฐานสากลหรือไม่ งานใดยังไม่ ถงึ มาตรฐานจะตอ้ งปรับปรงุ จนกว่าจะไดม้ าตรฐานจึงจะผา่ นการรับรอง 3.4 รปู แบบการประเมินท่ีควรใช้ในการประเมนิ โครงการ ในการประเมินโครงการ สามารถเลือกหรือประยุกต์ใช้รูปแบบการประเมินได้หลากหลาย รูปแบบ ในที่นี้ได้นาเสนอไว้เพียง 8 รูปแบบ แต่ละรูปแบบสรุปโดยย่อได้ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557 : ออนไลน์ ; พชิ ิต ฤทธจ์ิ รญู , 2557 : 81-123) ดังนี้ 3.4.1 รูปแบบการประเมนิ ของไทเลอร์ (Tyler) ไทเลอร์ (Tyler) เป็นผนู้ าท่ีสาคัญในการประเมินโครงการ ใหค้ วามหมายของการประเมนิ คอื การเปรยี บเทยี บพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกบั จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่กาหนดไว้ โดยมีความเชื่อว่า จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ อย่างชัดเจน รดั กมุ และจาเพาะเจาะจงแล้ว จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมนิ ไดเ้ ปน็ อย่างดใี นภายหลัง เขาได้ เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการประเมิน โดยเสนอเป็นกรอบความคิด ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 โดยเน้นการกาหนด วัตถปุ ระสงค์ของโครงการให้อย่ใู นรูปของวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม แล้วประเมินความสาเร็จของวัตถุประสงค์ เหล่าน้ัน แนวคิดลักษณะนี้เรียกว่า แบบจาลองที่ยึดความสาเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก ไทเลอร์ มีความเห็น ว่าจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อตัดสินว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ตั้งไว้ในรูปของจุดมุ่งหมายเชิง พฤติกรรมนั้นประสบผลสาเร็จหรือไม่ มีส่วนใดบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข และถือว่าการประเมินโครงการเป็น ส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ลาดับขั้นของการประเมินการเรียนการสอนมีดังนี้ กาหนดจุดมุ่งหมายเชิง พฤติกรรมด้วยข้อความที่ชัดเจน เฉพาะเจาะจง กาหนดเนื้อหาหรือประสบการณ์ทางการศึกษาที่ต้องการให้ บรรลุตามความมุ่งหมายที่ตั้งไว้ เลือกวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม เมื่อจบบทเรียนจึงประเมินผลโครงการ โดยการทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ การประยุกต์ใช้แนวความคิดของไทเลอร์ มาใชใ้ นการประเมินโครงการเกีย่ วกับการเรยี น การสอน ควรดาเนินการดงั น้ี 1) กาหนดจุดม่งุ หมายที่แทจ้ ริงของโครงการทางการศกึ ษา มกั ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น โดยเขยี นในรูปของจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม 2) จดั เนื้อหาในการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับจดุ ประสงค์ 3) ทาการทดสอบผเู้ รยี นกอ่ นทาการเรียนการสอน 4) เลอื กวธิ สี อนให้เหมาะสม 5) ทาการทดสอบผู้เรียน เมือ่ จบการเรียนการสอนแลว้ 6) ประเมินประสทิ ธิภาพของโครงการดว้ ยการเปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน วา่ แตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาคัญหรอื ไม่ และมีนกั เรยี นร้อยละเทา่ ไรทีผ่ า่ นเกณฑ์ 7) นาผลของการเปรียบเทียบมาศึกษาจุดบกพรอ่ งในการเรยี นการสอนเพ่ือปรับปรุง แก้ไขตอ่ ไป
48 ในปี 1986 ไทเลอรไ์ ด้นาเสนอกรอบแนวคิดของการประเมินโครงการใหม่ โดยแบง่ การ ประเมินออกเปน็ 6 ส่วนคอื 1) การประเมนิ วตั ถุประสงค์ (Appraising Objectives) 2) การประเมนิ แผนการเรยี นรู้ (Evaluating the learning Plan) 3) การประเมินเพื่อแนะแนวในการพัฒนาโครงการ (Evaluation to Guild Program Development) 4) การประเมินเพ่ือนาโครงการไปปฏบิ ตั ิ (Evaluation Program Implement) 5) การประเมินผลลัพธข์ องโครงการทางการศึกษา (Evaluating the Outcome of an Educational Program) 6) การติดตาม (Follow up) และการประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation) 3.4.2 รปู แบบการประเมนิ ของครอนบาค (Cronbach) ครอนบาค (Cronbach) ไดเ้ สนอแนวคิดการประเมนิ ซ่ึงเรียกวา่ การประเมินยุทธศาสตร์ ของการตัดสินใจ การประเมินตามแนวคิดของครอนบาค คือการรวบรวมข้อมูลและใช้สารสนเทศเพื่อการ ตดั สินใจเก่ยี วกับโครงการทางการศึกษา โดยที่โครงการทางการศึกษาจะมีขอบเขตครอบคลุมถึงกิจกรรมต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นสื่อการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอน หลักสูตรหรือประสบการณ์การ เรียนที่สถานศึกษาจัดให้กับผู้เรียน การประเมินจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจหลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งจาเป็นต้อง อาศัยข้อมูลหลายๆ ดา้ น การประเมินจงึ ประกอบดว้ ยขัน้ ตอนต่าง ๆ หลายขั้นตอน และใช้เทคนิควิธีที่แตกต่าง กนั ไมม่ กี ารประเมินแบบใดแบบหนึ่งทจ่ี ะนาไปใช้ได้ในทุกสถานการณห์ รือทุกเหตุการณ์ เช่น กรณีการประเมิน หลักสูตร หรือการประเมินโครงการใดโครงการหนึ่งจึงไม่ควรใช้การสอบวัดผลการเรียนของผู้เรียนหรือเข้ารับ การฝึกอบรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะใช้เทคนิควิธีและเครื่องมือวัดหลายชนิด ครอนบาคได้เสนอวิธีการ ประเมิน 4 ด้าน (Worthen and Sanders, 1973 : 43-49 ; ส.วาสนา ประวาลพฤกษ์. 2544 : 122-123) ดงั นี้ 1) การศึกษากระบวนการ (Process Studies) เปน็ การศกึ ษา หรอื ประเมินเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ ในระหว่างการเรียนการสอนในชั้นเรียน เพื่อปรับปรุงหลักสูตรและพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอน วธิ ดี าเนนิ การโดยการเกบ็ ขอ้ มลู จากเหตุการณ์ท่เี กดิ ขึ้นในชัน้ เรียน ซ่งึ มงุ่ เน้นการประเมินความก้าวหน้าของการ ใชห้ ลักสตู ร หรือความกา้ วหนา้ ของโครงการขณะทกี่ าลงั ดาเนนิ การอยู่ 2) การวดั ความสามารถท่ัวไป (Proficiency Measures) เปน็ การประเมินความสามารถ ของนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน ครอนบาคให้ความสาคัญกับคะแนนรายข้อมากกว่าคะแนนรวม เพราะคะแนนรวมจะบอกถึงความสาเรจ็ หรอื ความล้มเหลวของหลักสูตรหรือโครงการ แต่ไม่ให้สารสนเทศที่จะ นาไปใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรหรือโครงการ การวัดความสามารถควรวัดทุกด้าน ไม่ควรจากัดอยู่เฉพาะ วตั ถปุ ระสงคเ์ ทา่ น้ัน แตอ่ าจจะวดั สิ่งอื่นท่อี ยนู่ อกเหนือจากหลักสูตรหรือโครงการได้ถา้ หากประสงค์ทจี่ ะวัด
Search