16. ความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะ ความคิดเหน็ ของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ................................................. (นางศรีเริญ มพี มิ พ์) วนั ที่ ........./ ................ / ........... ความคดิ เหน็ ของรองผู้อำนวยการกล่มุ บรหิ ารงานวิชาการ ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................ ............................................................................................ ลงชื่อ......................................... (นายถวลิ ชัยยา) วันที่ ........./ ................ / ........... ความคิดเหน็ ของผ้อู ำนวยการโรงเรยี น ...................................................................................... ................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... ลงชอื่ ......................................... (นายจรัส คำอา้ ย) วันที่ ........./ ................ / ...........
ใบงานท่ี ๓ เรือ่ ง การเล้ยี งสตั ว์ปีกหรือสตั วน์ ำ้ คำชแี้ จง ใหน้ กั เรียนปฏบิ ัติใบงานท่ี ๓ ช่ือกิจกรรม “การเล้ยี งสัตว์ปีกหรอื สตั วน์ ำ้ ” ข้ันตอนการปฏิบตั ิงาน ๑. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ ๕-๗ คน เพอ่ื ปฏิบตั ิการเลี้ยงสตั ว์ปกี หรือสัตวน์ ้ำตามที่กลุม่ เลือก ๒. แต่ละกลุ่มเลือกหวั หน้าและเลขานกุ ารของกลุ่ม จัดประชมุ สมาชกิ เพือ่ รว่ มกนั กำหนดชนิดและพนั ธสุ์ ตั ว์ วัตถปุ ระสงค์ในการทำงาน และวธิ ีการทำงาน ๓. วางแผนเพือ่ กำหนดประเภทของสัตวท์ จี่ ะเล้ยี ง วธิ กี ารเล้ียงสัตว์ โดยนำหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงในเรอ่ื ง ความพอประมาณมาใช้ แล้วแบง่ หน้าท่ใี นการทำงานอยา่ งทั่วถงึ และเป็นธรรมตามถนัดของแตล่ ะบุคคลในกลุ่ม ๔. สมาชิกในกลมุ่ ศกึ ษา สืบค้น หรือสอบถามผู้รู้ ครทู ีป่ รกึ ษา ผูป้ กครอง เร่อื งวิธกี ารเลี้ยงสัตว์ ที่กลมุ่ เลอื ก รวม ไปถงึ วัสดุอุปกรณ์ท่ใี ช้ในการเลีย้ ง ๕. จัดเตรยี มวัสดุ อุปกรณ์ และสถานทีส่ ำหรบั เลย้ี งสัตว์ ดำเนนิ การเลยี้ งสัตวต์ ามแผนที่วางไว้ ๖. เขียนรายงานผลการปฏบิ ัติงานตามขน้ั ตอนกระบวนการปฏิบัติจริง ๗. นำผลงานและรายงานผลการปฏบิ ัตงิ านนำเสนอครู ๘. ครแู ละเพื่อนๆ รว่ มกนั ประเมนิ ผลงาน และสรุปผลการประเมินเพ่ือนำไปปรับปรุงและพัฒนาผลงาน และ กระบวนการทำงานของกลุ่ม
ใบงานท่ี ๔ เรอ่ื ง การทำน้ำหมักชีวภาพฮอร์โมนผลไม้สูตรเลยี้ งปลาดกุ คำช้แี จง ให้นกั เรียนปฏบิ ัติใบงานที่ ๔ ช่อื กจิ กรรม “การทำนำ้ หมักชวี ภาพฮอร์โมนผลไม้สูตรเล้ียงปลาดกุ ” ข้นั ตอนการปฏบิ ัตงิ าน ๑. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕-๗ คน เพื่อทำน้ำหมักชีวภาพฮอร์โมนผลไม้ กลุ่มละ ๓ ลิตร โดยใช้ผลไม้ ๕ ชนิด ชนิดละ ๒ กโิ ลกรัมดังนี้ ฟกั ทอง กล้วย มะละกอ สว่ นท่เี หลือชว่ ยกนั คดิ ตามที่กลมุ่ ต้องการ ๒. แต่ละกลุ่ม เลือกหัวหน้าและเลขานุการของกลุ่ม จัดประชุมสมาชิกเพื่อร่วมกันพิจารณางานที่ทำ วัตถปุ ระสงค์ของการทำงาน และวธิ กี ารทำงาน ๓. สมาชิกทุกคนช่วยกันศึกษา สืบค้น หรือสอบถามผู้รู้ ครูที่ปรึกษา ผู้ปกครอง เรื่องทำน้ำหมักชีวภาพ ฮอร์โมนผลไมส้ ตู รเล้ยี งปลาดกุ รวมทงั้ สว่ นผสม และวสั ดุอปุ กรณ์ท่ีใช้ ๔. จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบและส่วนประกอบในการทำน้ำหมักชีวภาพและสถานที่ในการทำงาน โดย นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเรือ่ งความพอประมาณ และการมเี หตุผลมาใชใ้ นการทำงาน ๕. ดำเนินการทำน้ำหมักชีวภาพตามขั้นตอน เขียนรายงานผลการปฏิบตั ิงานตามข้ันตอนกระบวนการปฏิบตั ิ จรงิ ๖. นำชิ้นงานที่ได้ไปทดลองใช้จริง แล้วประเมินผลการใช้งานต่อครูประจำวิชา นำข้อเสนอะแนะไปปรับปรุง และพัฒนาการทำงาน
กจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นรทู้ ่ี ๓ จงตอบคำถามต่อไปนใี้ ห้ถกู ต้อง ๑. ถา้ ผู้เลยี้ งสตั ว์มนี สิ ัย “ผดั วนั ประกนั พรุ่ง” การเลี้ยงสัตว์จะเป็นอยา่ งไร ๒. พันธสุ์ ัตว์มีความสำคญั ต่อการเลย้ี งสัตว์อย่างไร ๓. สถานที่หรอื โรงเรอื นทีด่ ีควรมีลักษณะอยา่ งไร ๔. อาหารสตั ว์มกี ีป่ ระเภท อะไรบา้ ง จงอธิบาย ๕. ศตั รูของสัตว์เล้ียงมีอะไรบ้าง ๖. โรคสตั วช์ นิดใดบ้างท่ีไม่ไดเ้ กดิ จากเชือ้ โรค ๗. ผลพลอยได้จากสัตว์มีอะไรบ้าง ๘. คอกสัตว์ทมี่ กี ลิ่นเหมน็ และมีแมลงวนั มากจะแก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งไร ๙. การเลี้ยงไก่พ้ืนบา้ นมีข้อดีกว่าการเลย้ี งไกพ่ ันธลุ์ กู ผสมอยา่ งไร ๑๐. ทำไมต้องให้วคั ซีนสตั ว์เล้ียง ๑๑. ถา้ มีการระบาดของไขห้ วัดนก นกั เรียนจะมีวธิ กี ารดูแลป้องกนั ไก่ในเลา้ อยา่ งไร ๑๒. บ้านท่มี ีพ้ืนท่ีใชส้ อยจำกัด ถ้าเลีย้ งสัตวค์ วรเลอื กเลย้ี งสตั ว์ชนดิ ใด
เฉลยกิจกรรมตรวจสอบการเรียนร้ทู ่ี ๓ จงตอบคำถามต่อไปนี้ใหถ้ กู ต้อง ๑. ถ้าผเู้ ลี้ยงสตั ว์มีนิสยั “ผัดวนั ประกนั พร่งุ ” การเล้ียงสตั ว์จะเปน็ อย่างไร สตั ว์อาจเจริญเติบโตชา้ เจบ็ ปว่ ย หรอื ลม้ ตายได้ ๒. พนั ธ์ุสัตวม์ ีความสำคัญตอ่ การเลีย้ งสัตว์อยา่ งไร การคดั เลือกพันธุส์ ตั ว์ที่ทนทานตอ่ การเลย้ี ง มีคุณภาพดี เลี้ยงง่าย โตเร็วและปลอดโรค จะทำให้ไดผ้ ลผลติ ท่ี สมบรู ณ์ แข็งแรง และมีราคาเหมาะสมตามตอ้ งการ ๓. สถานท่หี รอื โรงเรอื นทดี่ ีควรมีลักษณะอย่างไร สถานที่และโรงเรือนเลี้ยงสัตว์จะช่วยให้การเลี้ยงสัตว์บรรลุวัตถุประสงค์สถานที่และโรงเรือนจะต้องมี สภาพแวดล้อมดี ระบายน้ำและระบายอากาศได้ดี ไม่มีโรคระบาดสัตว์ และอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แหล่งอาหาร หากเลี้ยง เปน็ อาชพี จะต้องไม่หา่ งไกลจากตลาดมากนักเพื่อสะดวกในการขนส่ง ๔. อาหารสตั ว์มีกป่ี ระเภท อะไรบา้ ง จงอธิบาย อาหารสตั ว์มี ๒ ประเภท คือ ๑. อาหารข้น หมายถึง อาหารที่มีความเข้มข้นทางโภชนะสูง เมื่อสัตว์กินเข้าไปสามารถย่อยได้ง่าย ได้แก่ อาหารสำเร็จรูปท่ีป่นละเอยี ด เชน่ ใบกระถนิ ป่น หางนมป่น ปลาป่น รำขา้ ว ปลายข้าว เปน็ ต้น ๒. อาหารหยาบ หมายถึง อาหารที่มีความเข้มข้นทางโภชนะต่ำ มีกากใยมาก เมื่อสัตว์กินเข้าไปจะมี จุลินทรีย์เป็นตัวช่วยในการหมักบูดและยอ่ ยสลายเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น หญ้าสด หญ้าแห้ง ฟางสด ฟาง แหง้ ตน้ ข้าวโพดสด เปลอื กขา้ ว เปน็ ตน้ ๕. ศัตรขู องสัตวเ์ ลยี้ งมีอะไรบ้าง สตั วช์ นิดต่างๆ ที่คอยรบกวน รัด กัดกนิ ทำลายสตั วท์ เ่ี ลี้ยง เชน่ แมลงวัน เหบ็ หมัด ตะกวด ยงุ ๖. โรคสตั วช์ นิดใดบา้ งทไี่ มไ่ ด้เกิดจากเชอ้ื โรค โรคเครียดในสัตว์ โรคขาดสารอาหาร โรคทก่ี ดิ จากความผิดปกติของระบบฮอร์โมนในรา่ งกายสัตว์ โรคทเี่ กิด จากความบกพร่องทางพนั ธุกรรม โรคทเี่ กดิ จากกสารพิษในอาหารสัตว์ ๗. ผลพลอยได้จากสัตวม์ ีอะไรบา้ ง ผลพลอยได้จากสตั ว์ ได้แก่ มูลสตั ว์และสิ่งปฏิกูล ใช้เป็นอาหารปลา เปน็ ปยุ๋ คอกในการปลูกพชื ใชห้ มกั เพอ่ื ผลิตก๊าซชีวภาพสำหรบั ใชใ้ นครัวเรอื น ๘. คอกสัตว์ท่ีมีกลน่ิ เหม็นและมีแมลงวนั มากจะแก้ปญั หาได้อย่างไร แกป้ ัญหาโดยลา้ งคอกสตั ว์ดว้ ยน้ำหมักชวี ภาพ และล้างภาชนะใสอ่ าหารไมใ่ ห้มีเศษอาหารตกค้างจนเน่าบูด
๙. การเลยี้ งไก่พืน้ บา้ นมีข้อดีกว่าการเลยี้ งไก่พันธุล์ กู ผสมอย่างไร เพราะเลยี้ งงา่ ย มกี ารเจริญเติบโตเร็วทส่ี ุด ทนทานตอ่ สภาพแวดล้อม เน้ือมีรสชาติดี ๑๐. ทำไมตอ้ งใหว้ คั ซนี สตั ว์เลย้ี ง ให้วคั ซีนไก่เพ่ือกระตุ้นให้รา่ งกายสร้างภมู คิ มุ้ กัน เพ่ือต่อสูก้ บั เชื้อโรคทเี่ ข้าไปในตวั ๑๑. ถ้ามีการระบาดของไข้หวัดนก นักเรยี นจะมีวธิ ีการดแู ลปอ้ งกนั ไก่ในเล้าอยา่ งไร ผู้เลี้ยงจะต้องสังเกตอาการของไก่ แยกไก่ที่เป็นโรคออกต่างหาก แล้วฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าไม่สามารถ ควบคมุ โรคไดใ้ ห้ทำลายไกท่ ง้ิ เพอ่ื หยุดยงั้ การระบาดของโรค ๑๒. บ้านทมี่ พี น้ื ท่ใี ช้สอยจำกัด ถ้าเลย้ี งสัตวค์ วรเลอื กเล้ียงสตั วช์ นดิ ใด การเลย้ี งกบแบบคอนโด การเลีย้ งปลาดกุ ในบ่อซเี มนต์ การเลี้ยงไก่พน้ื เมืองหรือไก่บ้าน
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๔ เวลา ๔ ชั่วโมง เรือ่ ง การประดิษฐข์ องใช้ ของตกแต่งจากวัสดใุ นโรงเรียนและท้องถิน่ ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ง ๑.๑ เข้าใจการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการ จัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรมและ ลกั ษณะนสิ ัยในการทำงาน มจี ิตสำนกึ ในการใชพ้ ลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม เพ่อื การดำรงชีวิตและครอบครวั ๒. ตัวชี้วดั ตวั ช้ีวัดขอ้ ๒ ใช้ทักษะกระบวนการแก้ปญั หาในการทำงาน ตวั ชวี้ ดั ขอ้ ๓ มจี ิตสำนึกในการทำงานและใช้ทรพั ยากรในการปฏบิ ตั งิ านอย่างประหยัดและคุม้ ค่า ๓. สาระสำคญั ของใช้ในชีวิตประจำวันและของตกแต่งบ้านเรือนที่เราสามารถประดิษฐข์ ึ้นเองด้วยวัสดุเหลือใช้ทีม่ ีอยู่ ไม่ ว่าบ้านหรอื โรงเรยี น หากเราตงั้ ใจทจ่ี ะทำ แต่ปัญหาท่ีเกิดขึน้ ในการทำงานประดษิ ฐ์ คือ ขาดความคิดสร้างสรรคใ์ นการ คดิ ออกแบบช้ินงาน รวมถึงความรู้พ้นื ฐานทางด้านศิลปะและการใชเ้ คร่ืองมือและอุปกรณ์งานชา่ ง ปัญหาเหล่าน้ีแก้ไข ไดจ้ ากการศึกษาเรียนรจู้ ากชิ้นงานประดิษฐ์ที่มีผู้อนื่ ทำไว้แลว้ จากของจริงและจากอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เกิดแนวคิดใน การออกแบบช้ินงาน หรือนำมาปรับใช้ใหเ้ ปน็ ชิ้นงานใหม่ หากไดป้ ฏิบตั ิเป็นประจำจะทำใหเ้ กิดทักษะในการแก้ปัญหา การทำงานประดิษฐ์ในคร้ังตอ่ ไป ๔. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. อธิบายความหมายและประโยชน์ของการประดิษฐข์ องใชแ้ ละของตกแต่งได้ ๒. จำแนกวัสดุอปุ กรณ์ที่ใชใ้ นการประดิษฐข์ องใช้ ของตกแต่งได้ ๓. ประดษิ ฐ์ของใชแ้ ละของตกแตง่ จากวัสดุในทอ้ งถ่นิ และในโรงเรยี นไดถ้ ูกต้อง ๕. สาระการเรยี นรู้ การประดิษฐ์ของใช้ ของตกแต่งจากวสั ดุในโรงเรียนและท้องถนิ่ ๑. ความหมายของการประดิษฐ์ ของใช้ และของตกแตง่ ๒. ประโยชนข์ องการประดิษฐข์ องใช้ ของตกแตง่
๓. วสั ดอุ ปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการประดษิ ฐข์ องใช้ ของตกแตง่ ๔. ตัวอยา่ งการประดิษฐ์ของใช้ ของตกแต่ง ๖. ทกั ษะ / กระบวนการ - ความสามารถในการส่ือสาร - ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกนั - ทกั ษะดา้ นชีวติ และการอาชพี ๗. พฤติกรรมการเรยี นรู้ (คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค)์ ๗.๑ พทุ ธพิ สิ ยั (Cognitive Domain) ๑. ความเข้าใจ ๒. การนำไปใช้ ๓. การวิเคราะห์ ๗.๒ จติ พิสยั (Affective Domain) ๑. การตอบสนอง ๒. การเห็นคุณคา่ ๗.๓ ทกั ษะพิสัย (Psychomotor Domain) ๑. การทำถูกต้องหลากหลายรูปแบบ ๒. การทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ 8. สมรรถนะสำคญั / คณุ ลกั ษณะทเี่ นน้ สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 5.ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต คุณลกั ษณะ 1. ใฝ่เรยี นรู้ 2. มีวนิ ัย 3. มุง่ ม่นั ในการทำงาน 4. มีจติ สาธารณะ
9. คา่ นิยม 12 ประการ - ใฝ่หาความรู้ หมน่ั ศกึ ษาเลา่ เรียนทงั้ ทางตรง และทางอ้อม - มีระเบยี บ วนิ ยั เคารพกฎหมาย ผูน้ ้อยร้จู ักการเคารพผูใ้ หญ่ - . มีสตริ ตู้ วั ร้คู ิด รู้ทำ - ร้จู ักดำรงตนอยู่โดยใช้หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 10. กระบวนการเรยี นรู/้ กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ต้งั ประเดน็ คำถาม ๑. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ตรวจแล้วบอกคะแนนแก่นักเรียนเพื่อให้นักเรียนทราบว่าตนเองมี พืน้ ฐานความรู้ เรือ่ ง การเล้ยี งสตั ว์ ในระดบั ใดจะได้วางแผนการเรียนไดอ้ ย่างเหมาะสม ๒. ครูถามคำถามสำคัญแก่นักเรียน ให้นักเรียนช่วยกันตอบ ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความ คิดเหน็ ๓. ครูนำรูปภาพหรือของจริงงานประดิษฐ์จากวัสดุในโรงเรียนและในท้องถิ่นมาให้นักเรียนดู พร้อมกับถาม คำถามว่า งานประดิษฐ์นั้นคืออะไร มีประโยชน์ใช้สอยอย่างไร และทำมาจากวัสดุอะไร ใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง จากนัน้ นำคำตอบของนกั เรยี นมาอธบิ ายเพ่ิมเตมิ และเช่อื มโยงเข้าส่บู ทเรยี น 2. สบื คน้ ความรู้ออกแบบและวางแผน นำไปปฏบิ ตั ิ (กระบวนการทางสังคม / กระบวนการสรา้ งองค์ความรู้ / กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ / กระบวนการเรียนรจู้ ากประสบการณ์จริง) ๑. ครูให้นกั เรียนศึกษาเน้ือหา เร่ือง การประดษิ ฐ์ของใช้ ของตกแต่งจากวัสดใุ นโรงเรียนและท้องถ่ิน ในหนังสือ เรียนการงานอาชีพและเทคโนโลยี ม.๒ ๒. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕-๖ คน เลือกปฏิบัติกิจกรรมปฏิบัติที่ ๔ เรื่อง สำรวจวัสดุเหลือใช้ใน โรงเรยี นและชมุ ชน ๓. แต่ละกลุ่มจับฉลากแบ่งพื้นที่สำรวจทั้งในโรงเรียนและชุมชนรอบโรงเรียน แล้วบันทึกข้อมูลลงในใบงานที่ ๕ เร่อื ง การสำรวจวัสดเุ หลอื ใช้ในท้องถ่ิน ๔. นักเรียนกล่มุ เดมิ เลอื กสรา้ งสรรคว์ สั ดใุ นโรงเรยี นหรือในท้องถ่นิ เปน็ งานประดิษฐ์ทเ่ี ป็นของใชห้ รอื ของ ตกแตง่ จำนวน ๑ ชิ้นงาน ตามใบงานที่ ๖ เรือ่ ง การสร้างสรรคข์ องใชแ้ ละของตกแต่ง ๕. ครูประเมินผลการปฏิบตั ิงาน พร้อมให้ตัวแทนนกั เรียนแตล่ ะกลุม่ สรุปผลจากการปฏิบัติงาน และประโยชน์ ทไี่ ด้จากการทำงาน ๖. ครใู หน้ ักเรยี นทำกิจกรรมตรวจสอบการเรยี นรู้ท่ี ๔ ครแู ละนักเรียนเฉลยรว่ มกัน 3. สรุปองคค์ วามรจู้ าก การนำทฤษฎไี ปปฏิบัติ ประเมนิ กระบวนการ ทำงานและผลผลิต ๑. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ ความรู้ เรอ่ื ง การประดษิ ฐ์ของใช้ ของตกแตง่ จากวสั ดุในโรงเรียนและท้องถ่นิ ๒. ครูให้นกั เรยี นบันทกึ สรปุ ลงในสมดุ โดยอาจสรุปเปน็ แบบเรยี งความหรือแผนทคี่ วามคดิ หรอื ผังมโนทัศนก์ ไ็ ด้
๑๑. ส่อื การเรียนรแู้ ละแหลง่ การเรียนรู้ ๑. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒ ๒. แบบบนั ทึกความรู้ เรอ่ื ง การประดษิ ฐ์ของใช้ ของตกแตง่ จากวัสดใุ นโรงเรยี นและทอ้ งถิ่น ๓. ใบงานที่ ๕ เรื่อง การสำรวจวสั ดุเหลือใชใ้ นทอ้ งถิ่น ๔. ใบงานท่ี ๖ เร่อื ง การสร้างสรรคข์ องใชแ้ ละของตกแตง่ ๕. แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน ๖. หอ้ งสมุดของโรงเรียน ๗. หอ้ งสมดุ กลมุ่ สาระการเรียนร้กู ารงานอาชพี และเทคโนโลยี ๘. อนิ เทอรเ์ น็ตจากเวบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ เช่น - https://p-dit.com/tag/สิ่งประดษิ ฐจ์ ากวสั ดุเหลือ/ - http://www.ebooks.in.th/14502/ - http://www.benpublishing.net/tag/โครงงานส่ิงประดษิ ฐ์จาก/ - www.akerufeed.com/trend-life/diy-lamp-ideas ๑๒. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้ ๑. แบบทดสอบก่อนเรียนแบบเลอื กตอบ จำนวน ๔๕ ข้อ ๒. สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในการเขา้ รว่ มกิจกรรม ๓. ตรวจผลงานจากภาระงาน - สมดุ บนั ทกึ ความรู้ เรอื่ ง การประดษิ ฐข์ องใช้ ของตกแต่งจากวัสดใุ นโรงเรียนและท้องถ่ิน - ใบงานที่ ๕ เรือ่ ง การสำรวจวัสดเุ หลอื ใช้ในทอ้ งถ่นิ - ใบงานที่ ๖ เรื่อง การสร้างสรรคข์ องใชแ้ ละของตกแต่ง 13. กิจกรรมเสนอแนะ ชน้ิ งาน/ภาระงาน ๑. สมดุ บนั ทึกการประดิษฐ์ของใช้ ของตกแตง่ จากวสั ดใุ นโรงเรยี นและท้องถิ่น ๒. ผลการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมฝกึ ปฏิบัติที่ ๔ สำรวจวัสดุเหลือใชใ้ นโรงเรยี นและชมุ ชน ๓. ผลการปฏิบัติตามใบงานที่ ใบงานท่ี ๖ เรอ่ื ง การสร้างสรรคข์ องใช้และของตกแต่ง ๔. ผลการตอบคำถามจากกจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นรู้ท่ี ๓
กจิ กรรมตรวจสอบความเข้าใจ ๑. วัสดใุ นโรงเรยี นและท้องถิน่ ที่นกั เรยี นพบเหน็ มอี ะไรบา้ ง สามารถนำมาใช้ประโยชนใ์ นงานประดิษฐไ์ ด้ อยา่ งไร ๒. นักเรียนนำทกั ษะกระบวนการแกป้ ญั หาไปใช้ในการประดิษฐ์ได้อย่างไร ๓. นักเรยี นสามารถนำแนวทางทไ่ี ด้จากการประดษิ ฐข์ องใชแ้ ละของตกแต่งจากวัสดุไปปรบั ใชใ้ นชีวติ ประจำวัน ได้อย่างไรบ้าง
14. บนั ทกึ หลงั การจดั การเรียนรู้ ดา้ นความรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................ ............................ ด้านทักษะกระบวนการ ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... ดา้ นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ .......................................................................................................................................... ............................................... .................................................................................... .................................................................................................... ด้านสมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ปัญหา – อุปสรรค - ข้อเสนอแนะเพอ่ื การพฒั นาแผนการจัดการเรยี นรูใ้ นครั้งต่อไป ............................................................................................................................. ............................................................ ..................................................................................................................................... ................................................... ลงชอื่ ................... ...................... (นายบรรจบ ชูมก) ผู้สอน 15. เอกสารประกอบอ่นื ๆ ภาคผนวกทา้ ยหนว่ ยการเรยี นรู้ ประกอบด้วย - สอื่ ประกอบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ - เอกสารใบความรู้
16. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ความคิดเหน็ ของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ................................................. (นางศรีเริญ มีพมิ พ์) วันท่ี ........./ ................ / ........... ความคดิ เห็นของรองผอู้ ำนวยการกลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ ................................................................................................................................................................... ...................... ............................................................................................................. ............................................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... ลงชื่อ......................................... (นายถวิล ชยั ยา) วนั ที่ ........./ ................ / ........... ความคิดเหน็ ของผอู้ ำนวยการโรงเรยี น ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................................................................ ลงชื่อ......................................... (นายจรสั คำอ้าย) วนั ท่ี ........./ ................ / ...........
ใบงานที่ ๕ เร่ือง การสำรวจวัสดเุ หลอื ใช้ในท้องถิน่ คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนปฏิบัตใิ บงานท่ี ๕ สำรวจวสั ดเุ หลอื ใช้ในโรงเรยี นและชมุ ชนแลว้ บนั ทึกขอ้ มูลลงในตารางท่ี กำหนดให้ ช่อื กจิ กรรม “การสำรวจวัสดุเหลอื ใช้ในท้องถ่ิน” ช่ือวัสดุ สถานทที่ ่พี บ ประเภทของวัสดใุ นการทำงานประดิษฐ์ วสั ดธุ รรมชาติ วสั ดสุ ังเคราะห์
ใบงานที่ ๖ เรือ่ ง การสรา้ งสรรคข์ องใช้และของตกแตง่ คำชีแ้ จง ให้นักเรยี นปฏบิ ตั ใิ บงานท่ี ๖ ชื่อกจิ กรรม “การสรา้ งสรรค์ของใชแ้ ละของตกแต่ง” ขั้นตอนการปฏิบตั งิ าน ๒. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุม่ ละ ๕-๗ คน เพอื่ ปฏบิ ัติการสรา้ งสรรค์ของใช้และของตกแต่ง กลุ่มละ ๑ ช้ินงาน ๒. แตล่ ะกลมุ่ เลือกหวั หน้าและเลขานกุ ารของกลมุ่ จัดประชมุ สมาชกิ เพอื่ รว่ มกันกำหนดวธิ กี ารประดิษฐข์ องใช้ และของตกแตง่ ที่กลุ่มเลือก โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในเร่อื งความพอประมาณ และการมเี หตผุ ลมาใชใ้ นการ ทำงาน แลว้ แบ่งหนา้ ท่ีในการทำงานอย่างท่วั ถงึ และเปน็ ธรรมตามถนัดของแต่ละบุคคลในกล่มุ ๓. สมาชิกในกลุม่ ศึกษา สืบค้น หรอื สอบถามผรู้ ู้ ครทู ี่ปรกึ ษา ผปู้ กครอง เรือ่ งวธิ กี ารประดิษฐ์ของใชแ้ ละของ ตกแต่งทก่ี ลมุ่ เลือก รวมไปถึงวัสดอุ ุปกรณ์ที่ใชใ้ นการทำงาน ๔. จัดเตรียมวสั ดุ อปุ กรณ์ และสถานทีส่ ำหรับการประดิษฐข์ องใชแ้ ละของตกแต่งตามแผนทวี่ างไว้ ๕. เขยี นรายงานผลการปฏิบตั ิงานตามขน้ั ตอนกระบวนการปฏิบตั ิจริง ๖. นำผลงานและรายงานผลการปฏิบตั ิงานนำเสนอครู ๗. ครูและเพ่ือนๆ ร่วมกันประเมนิ ผลงาน และสรุปผลการประเมนิ เพ่อื นำไปปรบั ปรุงและพฒั นาผลงาน และ กระบวนการทำงานของกลุม่ ๘. นำผลงานรว่ มจัดแสดงนทิ รรศการผลงานประดษิ ฐ์จากวสั ดใุ นทอ้ งถ่ิน
กจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นรูท้ ี่ ๔ จงตอบคำถามต่อไปนใ้ี หถ้ กู ต้อง ๑. การประดษิ ฐข์ องใช้ ของตกแตง่ ดว้ ยวัสดุในท้องถิ่นและในโรงเรยี นมขี ้อดีอย่างไร ๒. การประดิษฐต์ า่ งๆ ต้องใช้ความรแู้ ละทักษะในด้านใดบา้ ง ๓. ในทอ้ งถ่ินและในโรงเรียนของนักเรียนมีวสั ดุชนิดใดบา้ งท่ีสามารถนำมาทำงานประดิษฐไ์ ด้ ๔. การนำวัสดุธรรมชาตมิ าใช้ในการประดิษฐ์ของใชแ้ ละของตกแต่งมผี ลดอี ยา่ งไร ๕. วสั ดุสงั เคราะหท์ ี่นำมาใชใ้ นการประดิษฐ์ของใชแ้ ละของตกแตง่ ควรคำนงึ ถึงเรื่องใดบา้ ง ๖. การทำงานประดิษฐ์ให้ไดผ้ ลดี ผู้ประดษิ ฐค์ วรมคี วามรู้ในเร่ืองใดบา้ ง ๗. โคมไฟจากเปลือกไข่มีจุดด้อยในเร่อื งใดบา้ ง ๘. หลอดเคร่ืองด่ืมขนาดใหญ่กับขนาดเล็กน่าจะทำให้คุณภาพของหมอนเพ่ือสุขภาพแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร ๙. ปญั หาในการทำงานประดิษฐ์เกิดจากอะไรบ้าง ยกตัวอย่างมา ๓ ประเดน็ ๑๐. ทำไมงานประดิษฐ์จึงชว่ ยลดปญั หาโลกร้อนได้
กจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นรทู้ ี่ ๔ จงตอบคำถามต่อไปนใี้ หถ้ กู ต้อง ๑. การประดิษฐข์ องใช้ ของตกแต่งดว้ ยวัสดใุ นท้องถน่ิ และในโรงเรยี นมขี อ้ ดอี ย่างไร เป็นการลดขยะดว้ ยการนำสิง่ เหลอื ใช้กลับมาใช้ใหม่และชว่ ยลดปญั หาโลกร้อน ๒. การประดิษฐต์ า่ งๆ ต้องใชค้ วามรู้และทักษะในด้านใดบา้ ง การประดิษฐ์ตา่ งๆ ต้องใชค้ วามรู้และทักษะในการแก้ปัญหา การสงั เกต การวิเคราะห์ การสร้างทางเลือก การประเมนิ ทางเลือก เพอ่ื นำไปสู่การตัดสินใจ รวมท้ังทักษะดา้ นความคดิ สรา้ งสรรค์ ๓. ในท้องถิน่ และในโรงเรยี นของนกั เรยี นมวี ัสดุชนดิ ใดบ้างท่ีสามารถนำมาทำงานประดิษฐ์ได้ พจิ ารณาคำตอบจากวสั ดุ ในท้องถน่ิ ของนักเรยี น ๔. การนำวสั ดุธรรมชาติมาใชใ้ นการประดิษฐ์ของใช้และของตกแต่งมผี ลดีอยา่ งไร ช่วยลดปัญหามลพิษท่เี กิดจากขยะ ลดปัญหาโลกร้อน ๕. วสั ดุสังเคราะหท์ น่ี ำมาใช้ในการประดษิ ฐ์ของใช้และของตกแต่งควรคำนงึ ถึงเรือ่ งใดบ้าง ควรเลอื กใชว้ ัสดทุ เี่ ปน็ สิ่งของเหลือใชจ้ ากครวั เรือนหรือจากโรงงานที่มรี าคาถูกและหาไดง้ า่ ย ๖. การทำงานประดิษฐ์ใหไ้ ดผ้ ลดี ผู้ประดษิ ฐค์ วรมีความรู้ในเร่อื งใดบา้ ง วสั ดุท่นี ำมาใชใ้ นการทำงาน ๗. โคมไฟจากเปลือกไข่มีจุดด้อยในเร่อื งใดบ้าง โคมไฟจากเปลือกไข่มีจดุ ดอ้ ย คือ หาไดย้ ากและมรี าคาแพง ๘. หลอดเครอ่ื งดืม่ ขนาดใหญ่กับขนาดเล็กนา่ จะทำใหค้ ุณภาพของหมอนเพื่อสขุ ภาพแตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร แตกตา่ งกัน เพราะหลอดเครื่องดื่มขนาดใหญ่จะทำใหห้ มอนมีการถ่ายเทอากาศไดด้ ีกวา่ จึงทำใหห้ มอนท่ี ประดษิ ฐ์ไม่ร้อน ๙. ปญั หาในการทำงานประดิษฐเ์ กิดจากอะไรบา้ ง ยกตัวอย่างมา ๓ ประเด็น พิจารณาจากคำตอบของนักเรยี นเปน็ รายบุคคล เช่น ปญั หาการหาวสั ดุและอุปกรณ์ในการทำงาน ปญั หา การจดั สรรเวลาในการทำงานกลุ่มร่วมกนั ปญั หาจากงานประดษิ ฐ์ไมไ่ ด้ตามที่ออกแบบไว้ ๑๐. ทำไมงานประดิษฐจ์ งึ ช่วยลดปัญหาโลกรอ้ นได้ เพราะการนำเอาวัสดตุ ่างๆ ท่ีไม่ไดใ้ ช้งานแล้วกลบั มาทำเป็นสิง่ ประดิษฐท์ สี่ ามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งเป็น การช่วยลดขยะและลดโลกร้อน
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๕ เวลา ๔ ชัว่ โมง เรื่อง การตดิ ต่อส่ือสารและการใชบ้ ริการกบั หนว่ ยงาน ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ง ๑.๑ เข้าใจการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะการ จัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรมและ ลกั ษณะนสิ ยั ในการทำงาน มีจิตสำนกึ ในการใชพ้ ลังงาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อม เพ่ือการดำรงชวี ิตและครอบครวั ๒. ตัวช้วี ดั ตัวช้วี ดั ขอ้ ๒ ใชท้ ักษะกระบวนการแกป้ ัญหาในการทำงาน ตวั ช้วี ดั ขอ้ ๓ มีจิตสำนึกในการทำงานและใช้ทรัพยากรในการปฏิบตั งิ านอย่างประหยัดและคุม้ ค่า ๓. สาระสำคญั การสื่อสารเกิดจากการที่มนุษย์อยู่ตามลำพังไม่ได้ต้องพึ่งพาผู้อื่น จึงต้องสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของ ตนเองว่าต้องการอะไร รวมถึงการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันโดยมีภาษาพูดเป็นสื่อกลาง แต่ ปัจจุบันการติดต่อสื่อสารได้พัฒนาไปมากจากภาษาพูดกลายเป็นจดหมายโทรเลข โทรศัพท์ การส่งข้อความ อีเมล และการตดิ ต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ในระบบอินเทอร์เน็ตซ่ึงรวดเร็ว ฉับไว เชื่อมโยงกันทั่วโลก ส่วนคุณภาพ ของการติดต่อส่ือสารจะดีหรือไม่ดีอย่างไรนัน้ ข้ึนอยู่กับผูส้ ่งสาร ตวั ข่าวสารและผรู้ ับสารเป็นสำคัญ ท้ังนี้รวมไปถึงการ ตดิ ตอ่ สือ่ สารเพอื่ ใช้บริการในหน่วยงานต่างๆ ด้วย ๔. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๑. อธิบายความหมายและความสำคญั ของการตดิ ต่อส่ือสารไดถ้ ูกต้อง ๒. อธิบายหลกั การทว่ั ไป กระบวนการ รูปแบบ และประเภทของการติดต่อส่ือสารไดถ้ ูกต้องได้ ๓. บอกแนวทางในการตดิ ต่อสอื่ สารท่ีมีประสิทธภิ าพได้ถูกตอ้ ง ๔. บอกปญั หาและอุปสรรค แนวทางในการแก้ปัญหาทีท่ ำให้การสือ่ สารไมป่ ระสบผลสำเรจ็ ไดถ้ กู ตอ้ ง ๕. ตดิ ต่อสอื่ สารและใชบ้ รกิ ารกบั หน่วยงานต่างๆ ได้
๕. สาระการเรยี นรู้ การตดิ ต่อส่ือสารและการใช้บรกิ ารกบั หนว่ ยงาน ๑. ความสำคญั ของการตดิ ต่อสอื่ สาร ๒. หลักทั่วไปของการตดิ ต่อสื่อสาร ๓. กระบวนการติดต่อสือ่ สาร ๔. รปู แบบของการติดต่อส่ือสาร ๕. ประสทิ ธภิ าพในการติดต่อส่อื สาร ๖. ประเภทของการตดิ ต่อส่อื สาร ๗. ปญั หาและอปุ สรรคในการติดตอ่ สื่อสาร ๘. การใช้บริการกับหนว่ ยงาน ๖. ทกั ษะ / กระบวนการ - ความสามารถในการสื่อสาร - ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ - ทกั ษะการส่ือสารและการทำงานรว่ มกนั - ทักษะด้านชวี ิตและการอาชีพ ๗. พฤติกรรมการเรียนรู้ (คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์) ๗.๑ พทุ ธพิ ิสัย (Cognitive Domain) ๑. ความเขา้ ใจ ๒. การนำไปใช้ ๓. การวเิ คราะห์ ๗.๒ จิตพิสยั (Affective Domain) ๑. การตอบสนอง ๒. การเห็นคณุ ค่า ๗.๓ ทักษะพสิ ยั (Psychomotor Domain) ๑. การทำถูกตอ้ งหลากหลายรูปแบบ ๒. การทำไดอ้ ยา่ งเป็นธรรมชาติ 8. สมรรถนะสำคัญ / คณุ ลกั ษณะทเ่ี น้น สมรรถนะ 1. ความสามารถในการส่ือสาร 2. ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 5.ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต คุณลกั ษณะ 1. ใฝเ่ รยี นรู้ 2. มวี ินัย 3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน 4. มีจิตสาธารณะ 9. คา่ นิยม 12 ประการ - ใฝ่หาความรู้ หม่ันศึกษาเลา่ เรยี นท้งั ทางตรง และทางอ้อม - มีระเบยี บ วนิ ยั เคารพกฎหมาย ผูน้ อ้ ยรูจ้ ักการเคารพผใู้ หญ่ - . มสี ติรตู้ ัว รูค้ ดิ ร้ทู ำ - รจู้ ักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง 10. กระบวนการเรยี นร/ู้ กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ตง้ั ประเดน็ คำถาม ๑. ครูให้นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน ตรวจแล้วบอกคะแนนแก่นักเรยี นเพื่อให้นักเรยี นทราบว่าตนเองมี พื้นฐานความรู้ เรื่อง การติดต่อสื่อสารและการใช้บริการกับหน่วยงาน ในระดับใดจะได้วางแผนการเรียนได้อย่าง เหมาะสม ๒. ครูถามคำถามสำคัญแก่นักเรียน ให้นักเรียนช่วยกันตอบ ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความ คดิ เหน็ ๓. ครใู ห้นกั เรียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการติดตอ่ ส่ือสาร ด้วยวธิ กี ารดงั น้ี - การตดิ ต่อสือ่ สารโดยใชก้ ริ ิยาท่าทาง - การสอ่ื สารทางไปรษณยี ์ - การสือ่ สารทางโทรศัพท์ - การส่ือสารทางอนิ เทอรเ์ นต็ - การสอ่ื สารทางโซเชยี ลมีเดีย เชน่ เฟซบุ๊ก ไลน์ อินตราแกรม ให้นักเรยี นช่วยกนั บอกข้อดี-ข้อเสยี ของการส่ือสารแตล่ ะวิธี และวิเคราะห์ว่าการสื่อสารวธิ ีใดทำให้ผู้รับสาร ได้รับรู้ขอ้ มูลและความต้องการของอีกฝา่ ยมากท่ีสุด เพราะเหตใุ ด ปัญหาและอปุ สรรคของการติดต่อสื่อสารแต่ ละวิธมี อี ะไรบา้ ง
2. สบื คน้ ความรอู้ อกแบบและวางแผน นำไปปฏิบตั ิ (กระบวนการทางสงั คม / กระบวนการสร้างองคค์ วามรู้ / กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ / กระบวนการเรยี นร้จู ากประสบการณ์จริง) ๑. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหา เรื่อง การติดต่อสื่อสารและการใช้บริการกับหน่วยงาน ในหนังสือเรียนการงาน อาชพี และเทคโนโลยี ม.๒ ๒. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๕-๖ คน เลือกปฏิบัติกิจกรรมปฏิบัติที่ ๕ เรื่อง เกมบอกต่อ แล้วสรุปผล ของการปฏิบตั กิ ิจกรรม ๓. นกั เรียนกล่มุ เดมิ ปฏิบัติงานตามใบงานที่ ๗ เร่ือง คมู่ ือการติดต่อสอื่ สารและใช้บรกิ ารกับหน่วยงานตา่ งๆ โดยแต่ละกลมุ่ เลือกสบื คน้ ขัน้ ตอนการติดตอ่ สื่อสารและการใชบ้ ริการหนว่ ยงานของรัฐและเอกชนและทดลองติดต่อ กับหน่วยงานนั้น บอกปัญหาทเ่ี กดิ ขน้ึ ในการติดต่อส่ือสารและแนวทางการแก้ปัญหา หลงั จากนั้นจัดทำคมู่ ือขั้นตอน การติดต่อสอ่ื สารกบั หนว่ ยงานนัน้ แลว้ ส่งตวั แทนมานำเสนอหนา้ ช้นั เรยี น ๕. ครูประเมินผลการปฏิบัติงาน พร้อมให้ตัวแทนนกั เรียนแต่ละกลุม่ สรุปผลจากการปฏิบัติงาน และประโยชน์ ที่ไดจ้ ากการทำงาน ๖. ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมตรวจสอบการเรยี นรทู้ ี่ ๕ ครูและนักเรียนเฉลยรว่ มกนั 3. สรุปองค์ความรจู้ าก การนำทฤษฎไี ปปฏบิ ัติ ประเมินกระบวนการ ทำงานและผลผลติ ๑. ครูและนักเรยี นรว่ มกันสรุปความรู้ เร่ือง การติดต่อสอื่ สารและใช้บริการกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ ๒. ครูใหน้ ักเรยี นบนั ทึกสรุปลงในสมุด โดยอาจสรุปเปน็ แบบเรยี งความหรอื แผนทคี่ วามคดิ หรอื ผังมโนทศั น์กไ็ ด้ ๓. ครใู ห้นกั เรียนทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ ครแู ละนกั เรยี นเฉลยร่วมกัน ๔. นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี นเพ่ือประเมนิ ความรหู้ ลงั เรยี น ๑๑. สือ่ การเรยี นรู้และแหล่งการเรยี นรู้ ๑. หนงั สอื เรียนสาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒ ๒. แบบบันทกึ ความรู้ เรื่อง การติดต่อสือ่ สารและใช้บริการกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ ๓. กจิ กรรมปฏิบัติที่ ๕ เร่ือง เกมบอกตอ่ ๔. ใบงานท่ี ๗ เร่อื ง คู่มอื การตดิ ตอ่ สื่อสารและใช้บรกิ ารกบั หนว่ ยงานต่างๆ ๕. แบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียน ๖. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ๗. ห้องสมุดของโรงเรยี น ๘. ห้องสมดุ กลมุ่ สาระการเรยี นร้กู ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ๙. อินเทอรเ์ นต็ จากเว็บไซตต์ ่าง ๆ เช่น - http://library2.parliament.go.th/ebook/content-issue/2560/hi2560-012.pdf
- http://www.bangkok.go.th/ ๑๒. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๑. แบบทดสอบก่อนเรยี นแบบเลอื กตอบ จำนวน ๔๕ ข้อ ๒. สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรม ๓. ตรวจผลงานจากภาระงาน - สมดุ บันทกึ ความรู้ เรือ่ ง การติดต่อสื่อสารและการใช้บรกิ ารกบั หน่วยงาน - ใบงานท่ี ๗ เรือ่ ง ค่มู อื การตดิ ต่อสอ่ื สารและใช้บรกิ ารกับหน่วยงานตา่ งๆ 13. กิจกรรมเสนอแนะ ชิ้นงาน/ภาระงาน ๑. สมดุ บนั ทกึ การตดิ ต่อส่ือสารและการใช้บรกิ ารกับหนว่ ยงาน ๒. ผลการปฏิบัติกิจกรรมฝึกปฏบิ ัติที่ ๕ เกมบอกต่อ ๓. ผลการปฏิบัติตามใบงานที่ ใบงานที่ ๗ เรอ่ื ง คมู่ ือการติดต่อสอ่ื สารและใช้บรกิ ารกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ ๔. ผลการตอบคำถามจากกิจกรรมตรวจสอบการเรยี นรทู้ ี่ ๔ กจิ กรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ ๑. ในชีวติ ประจำวนั นกั เรียนตดิ ตอ่ ส่ือสารกับใครบ้าง ชอ่ งทางใด ๒. นกั เรยี นเคยติดตอ่ สือ่ สารไมป่ ระสบผลสำเร็จหรอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ๓. นักเรียนเคยใชบ้ ริการกบั หนว่ ยงานตา่ งๆ หนว่ ยงานใดบ้าง ติดตอ่ เกี่ยวกับเรื่องใด
14. บันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ ด้านความรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................................................................ ด้านทกั ษะกระบวนการ ........................................................................................................................... .............................................................. ............................................................................................................................. ............................................................ ...................................................................................................................................... .................................................. ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ .................................................................................................................................................................................. ....... ............................................................................................................................ ............................................................ ด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ปญั หา – อุปสรรค - ข้อเสนอแนะเพ่อื การพัฒนาแผนการจัดการเรยี นรู้ในครง้ั ต่อไป ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................................. ........... ลงชอ่ื ................... ...................... (นายบรรจบ ชมู ก) ผู้สอน 15. เอกสารประกอบอนื่ ๆ ภาคผนวกทา้ ยหน่วยการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย - สอื่ ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ - เอกสารใบความรู้
16. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ความคิดเหน็ ของหัวหนา้ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ................................................. (นางศรีเริญ มีพมิ พ์) วันท่ี ........./ ................ / ........... ความคดิ เห็นของรองผอู้ ำนวยการกลุ่มบรหิ ารงานวิชาการ ................................................................................................................................................................... ...................... ............................................................................................................. ............................................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... ลงชื่อ......................................... (นายถวิล ชยั ยา) วนั ที่ ........./ ................ / ........... ความคิดเหน็ ของผอู้ ำนวยการโรงเรยี น ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................................................................ ลงชื่อ......................................... (นายจรสั คำอ้าย) วนั ท่ี ........./ ................ / ...........
ใบงานท่ี ๗ เรือ่ ง คมู่ ือขนั้ ตอนการติดต่อสอ่ื สารและใชบ้ ริการกับหน่วยงาน คำช้แี จง ให้นักเรียนปฏิบัติใบงานที่ ๗ ชอื่ กิจกรรม “การทำคมู่ ือข้ันตอนการติดต่อสื่อสารและใชบ้ รกิ ารกบั หน่วยงาน” ขัน้ ตอนการปฏบิ ตั ิงาน ๓. นักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ ๕-๗ คน เพ่ือปฏบิ ัติการทำคมู่ ือค่มู อื ขัน้ ตอนการตดิ ต่อส่อื สารและใชบ้ รกิ ารกบั หนว่ ยงาน กล่มุ ละ ๑ เลม่ ๒. แต่ละกลมุ่ เลอื กหวั หน้าและเลขานกุ ารของกลุม่ จัดประชุมสมาชิกเพ่ือร่วมกนั กำหนดหน่วยงานทจี่ ะจัดทำ คมู่ อื แล้วแบ่งหน้าท่ีในการทำงานอย่างทว่ั ถงึ และเปน็ ธรรมตามถนดั ของแตล่ ะบุคคลในกลมุ่ ๓. สมาชกิ ในกล่มุ ศึกษา สืบค้น หรือสอบถามผู้รู้ ครทู ่ปี รกึ ษา ผปู้ กครอง เกย่ี วกบั ช่องทางตดิ ตอ่ สื่อสารเพ่ือใช้ บรกิ ารกบั หน่วยงานของรฐั และเอกชนท่ีกลุม่ เลือก ๔. เขียนสรุปขน้ั ตอนการติดต่อสอ่ื สารกับหน่วยงานตา่ งๆ แล้วจัดทำเป็นคูม่ ือ ๕. นำเสนอผลงานและรายงานผลการปฏิบตั ิงานต่อครู ๖. ครูและเพ่ือนๆ ร่วมกันประเมินผลงาน และสรปุ ผลการประเมินเพอ่ื นำไปปรบั ปรงุ และพฒั นาผลงาน และ กระบวนการทำงานของกล่มุ ๗. นำผลงานไปให้กบั หนว่ ยงานทจี่ ดั ทำคู่มอื เพ่ือแจกใหก้ ับประชาชนทม่ี าใช้งาน
กจิ กรรมตรวจสอบการเรยี นรทู้ ่ี ๕ จงตอบคำถามต่อไปนี้ใหถ้ ูกต้อง ๑. การตดิ ต่อสื่อสารหมายถึงอะไร ๒. เครอ่ื งมือในการสื่อสารมีอะไรบา้ ง ๓. การส่อื สารด้วยการพดู มีข้อดอี ยา่ งไร ๔. ผู้สง่ สารและผู้รับสารทด่ี ตี อ้ งมีคณุ สมบตั ิอย่างไร ๕. การสื่อสารมผี ลกระทบต่อการทำงานอย่างไร ๖. การไม่เข้าแถวหรอื ไมเ่ ข้าคิวในการรบั บรกิ ารใดๆ ก่อให้เกดิ ผลเสียอย่างไร ๗. ถา้ นกั เรยี นมคี วามประสงค์จะขอเปลีย่ นห้องเรียนต้องดำเนินการอย่างไร
กิจกรรมตรวจสอบการเรียนรทู้ ี่ ๕ จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง ๑. การติดต่อส่ือสารหมายถึงอะไร การติดต่อส่ือสาร หมายถึง การส่งข้อมลู ข่าวสารจากบคุ คลหนึง่ ไปยังอีกบคุ คลหนึ่งหรือหลายบุคคล เพ่ือให้ เข้าใจความหมายของข้อมลู ขา่ วสารทผ่ี ู้สง่ สง่ ไปยังผู้รับและเกดิ ความเข้าใจอันดรี ะหวา่ งกัน ๒. เคร่อื งมอื ในการสอ่ื สารมีอะไรบา้ ง โทรศพั ท์ โทรสาร อินเทอร์เน็ต อีเมล ๓. การสอ่ื สารด้วยการพูดมีขอ้ ดีอย่างไร มคี วามสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ใหค้ วามรู้สกึ เปน็ กนั เอง ไดส้ งั เกตปฏิกิรยิ า ความจรงิ ใจ และได้ ขอ้ มูลย้อนกลบั ทนั ที ๔. ผสู้ ่งสารและผรู้ ับสารท่ดี ตี ้องมีคุณสมบตั ิอย่างไร ผสู้ ่งสารและผู้รับสารและผรู้ ับสารทีด่ ตี อ้ งมีคุณสมบตั ดิ งั นี้ ๑. ผู้สง่ สารตอ้ งมีความรู้ ความเขา้ ใจในข้อมลู ข่าวสารท่ีส่งอยา่ งเพียงพอ ๒. ผสู้ ่งสารมีทศั นคติทดี่ ตี ่อตนเองและผรู้ ับสาร ซ่งึ จะทำให้การส่งสารมีประสิทธภิ าพ ๓. ผสู้ ง่ สารใชภ้ าษาที่สื่อความหมายชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่กำกวม ๔. ผู้ส่งสารและผ้รู บั สารเลอื กช่องทางในการส่ือสารได้อย่างเหมาะสม ๕. การสอื่ สารมีผลกระทบต่อการทำงานอยา่ งไร การสื่อสารทีม่ ีประสทิ ธภิ าพทำใหก้ ารทำงานสำเร็จลุล่วงตามเปา้ หมายท่ตี ้องการ ๖. การไม่เข้าแถวหรือไม่เข้าคิวในการรับบรกิ ารใดๆ ก่อใหเ้ กิดผลเสียอย่างไร การไมเ่ ขา้ แถวหรอื การไม่เขา้ คิว ก่อใหเ้ กดิ ผลเสยี คอื เป็นการไม่เคารพตอ่ ระบอบประชาธปิ ไตยและแสดงถึง ความเห็นแกต่ วั ๗. ถ้านกั เรยี นมีความประสงค์จะขอเปลี่ยนห้องเรียนต้องดำเนินการอย่างไร ข้ันตอนแรก คือ การศึกษาหลักเกณฑ์ ระเบียบในการย้ายห้องเรียน จากนน้ั ทำการติดต่อหน่วยงานบรกิ ารท่ี เก่ียวข้องในการย้ายห้องเรยี นตามวิธีการและขน้ั ตอนทก่ี ำหนด
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ จงตอบคำถามต่อไปน้ใี หถ้ ูกต้อง ๑. ทกั ษะกระบวนการทำงานกับทกั ษะการแก้ปัญหาในการทำงานแตกตา่ งกันอย่างไร ๒. คนที่มคี วามสามารถในการแก้ปัญหาได้ดีต้องอาศยั ความเป็นเลศิ เก่ียวกับทักษะด้านใด ๓. ปัญหาในการทำงานใดบา้ งท่ีเราปอ้ งกนั ได้และไมส่ ามารถปอ้ งกนั ได้ ให้ยกตัวอยา่ งมาอยา่ งละ ๑ ปญั หา ๔. การเตรยี ม จัด ตกแต่งและบริการเครื่องด่ืม มคี วามจำเปน็ ตอ่ ครอบครัวในโอกาสใดบ้าง ๕. เครื่องด่มื ประเภทใดบา้ งท่ีเหมาะกับเด็ก สตรี และคนชรา ๖. นำ้ ดม่ื สะอาด หมายถงึ น้ำท่มี ีลักษณะอยา่ งไร ๗. การนำดอกไมม้ าจดั ตกแต่งบนแก้วเครื่องดืม่ ต้องคำนึงถึงสิ่งใดบา้ ง ๘. การบรกิ ารเคร่อื งดืม่ ต้องปฏิบัตอิ ย่างไรจึงจะถูกต้องและเหมาะสม ๙. การเลย้ี งสัตว์ในครวั เรอื นสำหรับคนในเมืองสว่ นมากเลี้ยงเพอ่ื วัตถปุ ระสงค์ใด ๑๐. ถา้ เลยี้ งสตั วแ์ ล้วโตชา้ ปว่ ยบอ่ ย น่าจะเกิดจากสาเหตุใด ๑๑. คนทป่ี ระสบผลสำเร็จในการเลยี้ งสตั ว์ตอ้ งมลี กั ษณะอยา่ งไร ๑๒. การประดิษฐ์หมายถึงอะไร ๑๓. ของใช้กับของตกแต่งเหมือนกันหรือต่างกัน อย่างไร ๑๔. การสรา้ งสรรค์ผลงานประดษิ ฐต์ ้องใชอ้ งค์ความรู้ใดบา้ ง ๑๕. วัสดเุ หลือใช้ที่เป็นวสั ดธุ รรมชาตแิ ละวสั ดุสงั เคราะห์มีข้อดีและข้อเสยี อย่างไร ๑๖. ถา้ ผลงานประดิษฐ์ของเรามคี ุณภาพดี มีประโยชนใ์ ชส้ อยตรงตามความต้องการจะเกิดผลดกี บั ตวั เราอย่างไร บ้าง ๑๗. ถา้ นักเรียนจะประดิษฐ์ช้นิ งานประเภทโคมไฟจากกะลามะพรา้ ว ต้องใช้วัสดอุ ุปกรณ์อะไรบ้าง ๑๘. เพราะอะไรจงึ ต้องมีการตดิ ต่อสอ่ื สารกนั ๑๙. องค์ประกอบของการติดตอ่ สือ่ สารมีอะไรบ้าง ๒๐. การตดิ ตอ่ ใช้บรกิ ารกบั หนว่ ยงานมวี ิธกี ารติดตอ่ ส่ือสารทดี่ อี ย่างไร
เฉลยแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ จงตอบคำถามต่อไปน้ีให้ถกู ต้อง ๑. ทักษะกระบวนการทำงานกบั ทักษะการแกป้ ญั หาในการทำงานแตกต่างกนั อย่างไร ทักษะกระบวนการทำงาน หมายถึงการลงมือทำงานต่างๆ ด้วยตนเองโดยมุ่งเน้นการฝึกฝนวิธีการทำงาน อย่างสม่ำเสมอโดยมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ การวิเคราะห์งาน การวางแผนในการทำงาน การลงมือทำงาน และการ ประเมินผลการทำงาน ส่วนทักษะการแก้ปัญหาในการทำงาน คือ วิธีการแก้ปัญหาในการทำงานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนวิธีการที่ ชัดเจน ประกอบด้วย ๖ ขั้นตอน คือ การสำรวจปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การแสวงหาทางเลือก การประเมิน ทางเลอื ก การปฏบิ ัตติ ามทางเลือก การประเมนิ ผลการแก้ปญั หา ๔. คนทีม่ คี วามสามารถในการแก้ปญั หาไดด้ ตี ้องอาศัยความเป็นเลิศเกีย่ วกับทักษะด้านใด ทกั ษะความสามารถในการคดิ อย่างเปน็ ระบบ ๕. ปัญหาในการทำงานใดบ้างทเ่ี ราปอ้ งกนั ได้และไม่สามารถป้องกนั ได้ ใหย้ กตัวอยา่ งมาอย่างละ ๑ ปญั หา พิจารณาจากคำตอบของนักเรียนเปน็ รายบุคคล ๖. การเตรยี ม จดั ตกแต่งและบริการเคร่ืองดื่ม มีความจำเป็นต่อครอบครวั ในโอกาสใดบา้ ง มือ้ อาหารประจำวัน ในโอกาสทม่ี แี ขกมาเยือน หรือมีงานเลี้ยงต่างๆ ในบ้าน ๗. เครอื่ งด่ืมประเภทใดบา้ งทเี่ หมาะกบั เดก็ สตรี และคนชรา น้ำเปลา่ ๘. น้ำดื่มสะอาด หมายถึงนำ้ ท่ีมีลกั ษณะอย่างไร น้ำทป่ี ลอดภัย ปราศจากเชือ้ โรค พยาธิ และสารเคมที ่ีมีพิษซ่งึ เปน็ อันตรายตอ่ สขุ ภาพอนามยั และการ ดำรงชวี ติ ของมนุษย์ ๙. การนำดอกไม้มาจัดตกแต่งบนแกว้ เคร่ืองด่มื ต้องคำนงึ ถึงส่ิงใดบา้ ง กลิ่นและสีของดอกไม้ ๑๐.การบริการเครือ่ งดื่มต้องปฏบิ ัติอยา่ งไรจึงจะถกู ต้องและเหมาะสม ๑. ตอ้ งไมเ่ ทเคร่อื งด่มื จนเต็มหรือล้นแก้ว เพราะนอกจากจะดไู มส่ วยงามแลว้ ขณะเสริ ์ฟอาจจะทำให้หกเลอะ เทอะได้ ๒. ถา้ ใชถ้ าดเสริ ฟ์ ใหว้ างแก้วหรอื ถ้วยหลายๆ ใบในถาดเสิร์ฟ หากไม่มีทร่ี องแก้วต้องย่นื ถาดเครื่องดม่ื ให้แขก หยิบเอง ถา้ มจี านรองแก้วบริกรต้องถอื ถาดดว้ ยมือซ้ายแล้วหยบิ แก้วหรอื ถว้ ยเครื่องดมื่ พร้อมทั้งจานรองสง่ ใหด้ ้วยมือ ขวา ๓. การเก็บภาชนะใส่เคร่ืองด่ืมหลงั จากแขกเลิกดื่มหรอื ดื่มหมดแล้วให้ถือถาดดว้ ยมือซา้ ยหยบิ ภาชนะทใ่ี ช้ ด้วยมอื ขวาวางลงบนถาด อย่าวางถาดลงบนโตะ๊ แล้วเก็บภาชนะใสถ่ าดเป็นอันขาด ๔. การเกบ็ ขวดหรือภาชนะอ่ืนๆ ให้ปฏิบัตเิ ช่นเดยี วกับภาชนะใสเ่ คร่ืองด่มื ๕. แก้วนำ้ ให้เตมิ น้ำตลอดเวลา และไม่ควรเก็บแกว้ น้ำจนกวา่ แขกจะออกจากโต๊ะอาหาร
๙. การเล้ียงสัตวใ์ นครวั เรอื นสำหรบั คนในเมืองสว่ นมากเลย้ี งเพือ่ วัตถปุ ระสงค์ใด เลยี้ งไวด้ ูเลน่ เพ่ือความเพลิดเพลิน ๑๐. ถ้าเลี้ยงสตั วแ์ ลว้ โตช้า ป่วยบอ่ ย น่าจะเกิดจากสาเหตุใด การไดร้ บั อาหารไม่เพยี งพอ ที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย มีโรคและศัตรตู ่างๆ มารบกวน ๑๑. คนท่ปี ระสบผลสำเรจ็ ในการเลย้ี งสตั วต์ ้องมลี ักษณะอยา่ งไร มีความรบั ผิดชอบต่อภาระงานตา่ งๆ ทเ่ี กยี่ วข้องกบั การเลี้ยงสัตว์ รวมไปถึงการมที กั ษะในการแสวงหาความรู้ เกีย่ วกบั สตั ว์ทเ่ี ลี้ยงจากแหลง่ เรียนรตู้ า่ งๆ อยา่ งต่อเน่ือง ๑๒. การประดิษฐห์ มายถึงอะไร การประดษิ ฐ์ คือ การคิดคน้ หรือคิดทำข้นึ เพื่อให้ได้ผลติ ภัณฑ์หรอื กรรมวธิ ีใหม่ที่แตกตา่ งไปจากส่ิงท่มี ีอยู่เดมิ โดยมวี ัตถุประสงคห์ ลักเพ่ือสนองความต้องการของตนเองในการใชง้ านและประดบั ตกแต่ง ๑๓. ของใช้กับของตกแตง่ เหมือนกนั หรือตา่ งกัน อย่างไร ของใช้ หมายถึง สงิ่ ของตา่ งๆ ท่ีนำมาใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั ของตกแต่ง หมายถึง สิ่งของต่างๆ ที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ประดับตกแต่งบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย หรือ ห้องเรียนให้ดูสวยงาม สบายตา สบายใจ น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน น่าทำงาน ของตกแต่งจึงเป็นของใช้อย่างหนึ่งคือใช้ ประดบั ตกแต่ง ๑๔. การสรา้ งสรรคผ์ ลงานประดษิ ฐต์ ้องใช้องค์ความรู้ใดบ้าง การประดิษฐต์ า่ งๆ ต้องใช้ความรู้และทักษะในการแกป้ ัญหา การสงั เกต การวิเคราะห์ การสร้างทางเลือก การประเมินทางเลือก เพ่อื นำไปส่กู ารตัดสนิ ใจ รวมท้ังทกั ษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ๑๕. วสั ดุเหลอื ใช้ทเ่ี ป็นวัสดธุ รรมชาตแิ ละวัสดุสงั เคราะห์มขี ้อดีและขอ้ เสยี อยา่ งไร วัสดเุ หลอื ใชท้ ่ีเป็นวสั ดธุ รรมชาติ ข้อดี คือ หาไดง้ า่ ยในท้องถิ่น ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรตอ่ สิ่งแวดล้อม ข้อเสีย คือ เป็นการทำลายธรรมชาติ ส่วนวัสดุเหลือใช้ที่เป็นวัสดุสังเคราะห์ ข้อดี คือ มีให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย ข้อเสีย คอื ยอ่ ยสลายยาก ๑๖. ถา้ ผลงานประดิษฐข์ องเรามคี ุณภาพดี มีประโยชนใ์ ช้สอยตรงตามความต้องการจะเกิดผลดีกบั ตวั เราอย่างไร บา้ ง สามารถนำไปตอ่ ยอดเพอ่ื สร้างรายไดใ้ ห้กับตวั เราได้ ๑๗. ถา้ นกั เรียนจะประดิษฐ์ชน้ิ งานประเภทโคมไฟจากกะลามะพรา้ ว ต้องใช้วสั ดอุ ุปกรณ์อะไรบา้ ง กะลามะพรา้ ว กาวชนดิ ตดิ แน่นและแหง้ เรว็ กระดาษแข็ง ดินสอ ฐานโคมไฟ หลอดไฟ สายไฟ ปลั๊กไฟ ๑๘. เพราะอะไรจึงต้องมกี ารตดิ ตอ่ ส่อื สารกัน เพ่ือใหผ้ ู้อืน่ เข้าใจความคิดของตนเองว่าต้องการอะไร รวมถงึ การถ่ายทอดและแลกเปล่ยี นเพื่อความเข้าใจที่ ตรงกัน ๑๙. องคป์ ระกอบของการตดิ ต่อสือ่ สารมีอะไรบ้าง ผู้ส่งข่าวสาร ผูร้ บั ขา่ วสาร ชอ่ งทางการตดิ ต่อสอ่ื สาร ข่าวสารและข้อมลู ๒๐. การติดต่อใชบ้ รกิ ารกับหน่วยงานมีวิธกี ารติดตอ่ ส่ือสารทดี่ อี ยา่ งไร การใช้บรกิ ารหน่วยงานใดก็ตามผู้ใชบ้ ริการต้องรู้กฎ กติกา หรอื ระเบยี บปฏิบัติของหนว่ ย
งานน้นั ๆ ตลอดจนมีมารยาทในการติดต่อสอ่ื สาร ดังน้ี ๑. คำทกั ทาย ควรใช้คำทักทายท่เี หมาะสม สุภาพ และควรศกึ ษาประเพณีของแตล่ ะท้องถิ่นด้วย เพราะการ ทักทายของแต่ละทอ้ งถนิ่ นั้นมีธรรมเนยี มการทักทายที่ไมเ่ หมอื นกัน มารยาทไทยในการทักทายคือ การย้ิมและการ ไหว้ ๒. การตดิ ตอ่ ขอใช้บรกิ าร โดยเฉพาะคนท่เี ราไม่รจู้ ัก การพูดต้องใชค้ ำสภุ าพและต้องพูดตรงประเดน็ ไม่ กำกวมหรือเยนิ่ เย้อ ๓. คำขอบคุณ ต้องพดู เมื่อได้รับการบริการ และคำขอโทษเมอ่ื พูดหรอื ทำส่ิงใดผดิ พลาด ๔. ต้องเปน็ คนรู้จกั การรอคอย ไมแ่ สดงอาการหงดุ หงิด อารมณ์เสีย หรือแสดงกิรยิ าท่ีไม่เหมาะสม หากตอ้ ง รอรับบริการนานผิดปกติ ใหใ้ ช้วิธกี ารสอบถามจากเจ้าหนา้ ที่ดว้ ยคำพดู ท่สี ภุ าพ ๖. การตอบคำถามต่างๆ แก่เจา้ หน้าที่ทใ่ี หบ้ รกิ ารตอ้ งตรงประเดน็ ไมว่ กวน หากอยู่ในภาวะทกี่ ำลงั ตกใจ จะต้องรวบรวมสตใิ หด้ ีแลว้ จงึ ตอบคำถาม ๗. การเข้าแถวหรือเขา้ ควิ เป็นสงิ่ สำคัญและจำเปน็ ตามระบอบประชาธปิ ไตย ผู้ทช่ี อบลัดคิวไมเ่ ข้าแถวแสดง ถงึ ความไมเ่ ปน็ ประชาธปิ ไตยและเปน็ บุคคลทเ่ี ห็นแกต่ วั
แบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๒ ทกั ษะกระบวนการแก้ปญั หาในการทำงาน จงเลือกคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งท่สี ดุ เพียงคำตอบเดียว ๑. การแก้ปัญหาในการทำงานจะตอ้ งเร่ิมต้นจากข้อใด ๑. การวเิ คราะห์ ๒. การสร้างทางเลือก ๓. การประเมินทางเลือก ๔. การสังเกต ๒. ข้อใดเรยี งลำดับขั้นตอนของทักษะกระบวนการแก้ปัญหาในการทำงานได้ถูกต้อง (ง ๑.๑ ม.๒/๑) ๑. การประเมนิ ทางเลอื ก การสงั เกต การสร้างทางเลอื ก การวิเคราะห์ ๒. การสังเกต การประเมินทางเลือก การวเิ คราะห์ การสร้างทางเลือก ๓. การสังเกต การวิเคราะห์ การสรา้ งทางเลือก การประเมนิ ทางเลือก ๔. การสงั เกต การสร้างทางเลอื ก การวเิ คราะห์ การประเมนิ ทางเลือก ๓. ปัญหาในการทำงานจะตอ้ งแก้ตามสาเหตุของปัญหาทเ่ี กิดข้นึ ปัญหาใดท่ีต้องแก้ไขก่อนเป็นอันดบั แรก ๑. ปัญหาจากตวั เรา ๒. ปัญหาจากกระบวนการทำงาน ๓. ปญั หาจากระบบงาน ๔. ปญั หาจากส่ิงแวดลอ้ ม ๔. การสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาในการทำงาน ผู้ที่มีทักษะในด้านใดจะสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย และมีแนวทางท่ีดที ีส่ ุดในการแกป้ ญั หาทเ่ี กิดข้นึ ๑. ทกั ษะการสงั เกต ๒. ทักษะการคิดวเิ คราะห์ ๓. ทักษะการคดิ สร้างสรรค์ ๔. ทักษะการคิดสรปุ ความ ๕. เครอื่ งด่ืมประเภทใดมีประโยชน์สำหรับเด็กวยั รุ่น ๑. น้ำเกลือแร่ ๒. นำ้ นม ๓. นำ้ ผลไม้ ๔. น้ำสมุนไพร ๖. การล้างทำความสะอาดสมุนไพรเพื่อลดปริมาณสารพิษทำได้หลายวธิ ียกเว้นข้อใด ๑.แช่น้ำสะอาด ๒. ลา้ งด้วยนำ้ โซดาเขม้ ขน้ ๑ เปอร์เซน็ ต์ ๓.แชด่ ้วยน้ำดา่ งทับทิม ๔. แชด่ ้วยนำ้ สม้ สายชเู ข้มขน้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗. การใหบ้ รกิ ารเคร่ืองดม่ื ข้อใดปฏิบัติไม่ถกู ต้อง ๑.เก็บภาชนะใส่เคร่ืองดื่มหลงั จากแขกเลิกดื่มหรือด่ืมหมดแล้ว ๒.เติมน้ำเตม็ แกว้ ตลอดเวลา ๓.ไม่เทเคร่ืองดื่มจนเต็มหรือล้นแก้ว
๔.วางถาดลงบนโตะ๊ แล้วเก็บภาชนะใส่ถาด ๘. โซดาเป็นเคร่อื งดม่ื ประเภทใด ๑. นำ้ อัดลมท่ผี สมน้ำหวาน ๒. น้ำอัดลมท่ไี มผ่ สมน้ำหวาน ๓. น้ำอดั ลมท่มี กี รดคารบ์ อนิก ๔. นำ้ อัดลมท่ปี รุงแตง่ กล่นิ และรสชาติ ๙. ถา้ นักเรยี นทำน้ำสมนุ ไพรแลว้ เติมน้ำตาลทรายจนหวานมากเกนิ ไป ควรแก้ปัญหาอย่างไร ๑. เตมิ เกลือลงไป ๒. เตมิ สมุนไพรลงไปเพ่ิม ๓. เติมน้ำมะนาวลงไป ๔. ไม่มีข้อใดถูกต้อง ๑๐. เครอ่ื งด่ืมน้ำสมุนไพรชนิดใดทไ่ี ดจ้ ากดอกของพชื ๑. มะขามแขก ๒. บัวบก ๓. อญั ชัน ๔. สม้ แขก ๑๑. เครื่องดื่มสมนุ ไพรในขอ้ ใดทไ่ี ม่นิยมนำมาแปรรูปเปน็ สมุนไพรแห้ง ๑. กระเจีย๊ บ ๒. มะตูม ๓. ลำไย ๔. มะเฟือง ๑๒. เมื่อเตรียมน้ำสมุนไพรเสร็จแล้วบรรจุในขวดแก้วปิดฝาให้สนิท หลังจากนั้นควรทำอย่างไรให้สามารถเก็บไว้ บริโภคได้นานข้ึน ๑. นำไปน่งึ เพื่อฆ่าเชือ้ โรคอย่างน้อย ๓๐ นาที ๒. นำไปตม้ เพ่ือฆา่ เช้ือโรคอย่างนอ้ ย ๓๐ นาที ๓. นำไปเข้าไมโครเวฟเพื่อฆ่าเช้อื โรค ๔. ทิ้งไวใ้ ห้เย็นแลว้ นำเขา้ ต้เู ย็น ๑๓. การตกแต่งเคร่ืองดื่มข้อใดช่วยเพ่ิมกล่ินหรอื รสชาตขิ องเคร่ืองด่มื ๑. ตกแต่งนำ้ ชาด้วยใบสะระแหน่ ๒. ตกแตง่ น้ำชาด้วยมะนาวฝานเปน็ ช้ินบางๆ ๓. ตกแต่งน้ำชาดว้ ยครีมเทยี ม ๔. ถูกตอ้ งทุกข้อ ๑๔. การบริการเครอ่ื งดม่ื ให้กับวทิ ยากรทีก่ ำลงั บรรยายในห้องประชุม ข้อใดปฏบิ ัตไิ ด้ถูกต้อง ๑. เติมน้ำเตม็ แก้ว ๒. จบั แกว้ บริเวณก่งึ กลางของแก้ว ๓. เข้าเสิรฟ์ ทางด้านซ้ายของวิทยากร ๔. วางถาดลงบนโตะ๊ แล้วเกบ็ หยิบแกว้ นำ้ เสิร์ฟภาชนะใส่ถาด ๑๕. การบรกิ ารเคร่ืองดม่ื ข้อใดเหมาะสมมากทสี่ ดุ ๑. เทกาแฟร้อนลงในถ้วยกระเบื้องไม่มีหูจับเต็มถว้ ย ๒. เทนำ้ ผลไมร้ วมลงในแกว้ ใสจนเต็มแก้ว ๓. เทน้ำเตา้ หรู้ ้อนลงในแก้วใส ๓/๔ แกว้
๔. เทนำ้ ชาร้อนในถว้ ยกระเบ้ืองมหี จู ับ ๓/๔ ของถว้ ย ๑๖. คณุ สมบัตขิ องผู้เลี้ยงสตั ว์ข้อใดสำคญั ท่ีสุด ๑. มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา ๒. มีความรับผดิ ชอบต่อภาระงานต่างๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั สัตว์ ๓. มที ักษะในการแสวงหาความรเู้ กยี่ วกับสตั ว์ ๔. มีความขยันหมน่ั เพยี ร ไม่ผดั วันประกนั พรุง่ ๑๗. ประโยชนข์ องการเลี้ยงสัตวด์ า้ นใดที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศมากท่ีสดุ ๑. สังคม ๒. เศรษฐกิจ ๓. เกษตรกรรม ๔. การศึกษา ๑๘. ขอ้ ใดไม่ใชล่ กั ษณะของผู้ท่จี ะเลีย้ งสตั ว์สำเรจ็ ๑. ตอ้ งมีนสิ ยั รกั สตั ว์ ๒. ต้องมีสังคมดี ๓. ต้องแสวงหาความรู้ความชำนาญอยู่เสมอ ๔. ตอ้ งเป็นคนละเอียดรอบคอบ ๑๙. ข้อใดไมใ่ ช่หลักสำคัญในการเลยี้ งสัตว์ ๑. เลี้ยงแตส่ ัตว์พันธด์ุ ี ๒. เล้ียงดว้ ยอาหารทดี่ ี ๓. มีผสู้ นับสนุนท่ดี ี ๔. มรี ะบบการจัดการฟารม์ ท่ีดี ๒๐. ข้อใดกลา่ วได้ถกู ต้องเกยี่ วกบั การเลอื กสถานทเ่ี ล้ียงสตั ว์ ๑. สถานที่ควรอยหู่ า่ งไกลจากชมุ ชนและตลาด ๒. สถานทค่ี วรอยใู่ นที่มรี าคาถกู โดยไมค่ ำนงึ ถงึ สาธารณูปโภค ๓. สถานท่ีควรตง้ั อย่ใู นทลี่ ่มุ ต่ำตดิ แม่น้ำ ๔. สถานท่ีควรจะต้งั อยู่ในแหลง่ ที่มีศตั รูของสัตวใ์ ห้น้อยท่ีสุด ๒๑. ปัญหาในการเลย้ี งสัตวท์ ่ีมักเกิดข้นึ และพบได้ทวั่ ไป ปัญหาแรกท่ีต้องคดิ แกป้ ญั หาคือข้อใด ๑. พนั ธุ์สตั ว์ ๒. สถานทเี่ ลีย้ งสัตวห์ รอื โรงเรอื นเลี้ยงสัตว์ ๓. อาหารสตั ว์ ๔. โรคและศัตรูของสัตว์ ๒๒. การเลี้ยงสัตวน์ ำ้ ไวด้ เู ลน่ เพือ่ ความเพลดิ เพลิน ควรเลีย้ งจัดสถานทีเ่ ล้ียงอยา่ งไรจงึ จะเหมาะสมที่สดุ ๑. เลย้ี งในบอ่ ซีเมนต์ ๒. เล้ียงในตู้ปลา ๓. เลี้ยงในกระชัง ๔. เล้ยี งในบอ่ กระเบ้ืองโค้ง ๒๓. ปัจจบุ ันการเลยี้ งสตั ว์ในประเทศไทยนยิ มเล้ียงไว้เพื่อวตั ถุประสงคใ์ ดมากทสี่ ดุ ๑.เพ่ือใช้งาน ๒. เพื่อบริโภคไข่ ๓.เพอ่ื บรโิ ภคเนื้อ ๔. เพอ่ื ความสวยงาม
๒๔. ปญั หาใดสำคัญที่สุดในการเลี้ยงสัตว์ ๑.พนั ธสุ์ ัตว์ ๒. สถานที่เลี้ยงสัตวห์ รือโรงเรอื นเล้ยี งสตั ว์ ๓.อาหารสตั ว์ ๔. มลู สตั ว์ ๒๕. อาหารสัตวท์ ผ่ี สมเองมจี ุดด้อยในเร่ืองใด ๑.ราคาแพง ๒. หาวัตถุดบิ ไดย้ าก ๓.อายกุ ารเกบ็ รักษาสั้น ๔. สารอาหารที่สตั วต์ อ้ งการมีนอ้ ย ๒๖. ถ้าต้องการกำจัดกลน่ิ ของมูลสัตว์และส่ิงปฏิกูลในคอกสัตว์ควรทำอย่างไร ๑.ล้างคอกสตั วด์ ้วยนำ้ ยาฆา่ เชื้อโรค ๒.ล้างคอกสตั วด์ ว้ ยน้ำสม้ สายชผู สมน้ำ ๓.ลา้ งคอกสตั ว์ดว้ ยนำ้ หมักชวี ภาพผสมน้ำ ๔.ลา้ งคอกสตั วด์ ว้ ยปนู ขาว ๒๗. ถา้ เกดิ โรคตดิ ต่อที่ไม่สามารถรกั ษาไดแ้ ละระบาดในโรงเรือนเลีย้ งสัตว์ ต้องดำเนินการอย่างไร ๑.ฉดี พ่นยาฆ่าเชอ้ื โรคให้ท่วั โรงเรือนเลย้ี งสัตวแ์ ละตวั สตั ว์ ๒.ล้างโรงเรือนเล้ียงสัตว์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ส่วนตัวสัตวใ์ หท้ ำลายท้งิ แลว้ ฝงั กลบ ๓.ลา้ งโรงเรือนเลยี้ งสัตวแ์ ละตวั สัตวด์ ้วยนำ้ หมกั ชวี ภาพผสมนำ้ ๔.ทำความสะอาดโรงเรือนเลีย้ งสัตวด์ ้วยน้ำยาฆา่ เชือ้ โรค สว่ นตัวสตั ว์ให้ยา้ ยไปเลยี้ งทอ่ี ่ืน ๒๘. อาหารหยาบทเี่ ปด็ ไก่และนกชอบกนิ คือข้อใด ๑. ตน้ ขา้ วโพดสด ๒. ตน้ และใบถว่ั ลิสง ๓. ขา้ วเปลอื ก ๔. ฟางแหง้ ๒๙. ข้อใดไมใ่ ช่ผลพลอยได้จากมูลสัตว์และส่งิ ปฏิกูลจากการเล้ียงสัตว์ ๑. ใชเ้ ป็นอาหารปลา ๒. ใชเ้ ปน็ ปุ๋ยคอกในการปลูกพืช ๓. ใชห้ มักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ ๔. นำไปทำน้ำหมักชวี ภาพ ๓๐. หลกั การสำคัญประการแรกในการแกป้ ัญหาเรอ่ื งสตั ว์เปน็ โรค ผูเ้ ลย้ี งสตั วค์ วรปฏบิ ตั ิอยา่ งไร ๑. วเิ คราะห์หาสาเหตุแล้วแก้ปัญหาทตี่ น้ เหตุ ๒. คอยสงั เกตอาการผดิ ปกติของสตั ว์ ๓. ทำลายสัตว์ทิง้ เพือ่ หยุดย้งั การระบาดของโรค ๔. นำสัตวไ์ ปฉีดวคั ซนี ตามที่กำหนด ๓๑. สถานทเี่ ลี้ยงสัตว์บกควรมีลักษณะใดจงึ จะเหมาะสมทีส่ ดุ ๑.ท่ดี อน-ดนิ เหนียว ๒. ที่ลมุ่ -ดนิ เหนียว ๓.ทลี่ มุ่ -ดินทราย ๔. ท่ดี อน-ดินเคม็ ๓๒. การขุดบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำควรเลอื กขุดในพื้นดนิ ชนิดใด
๑.ดินเหนยี ว ๒. ดินทราย ๓.ดินร่วนปนทราย ๔. ดนิ อินทรยี วตั ถุ ๓๓. ขอ้ ใดคอื ปัญหาที่พบในอาหารสำเรจ็ รูป ๑.มกี ารปลอมปนหรือมีคุณภาพตำ่ ๒.อาหารที่ซ้ือมาเส่ือมคุณภาพ ๓.มีราคาค่อนขา้ งสงู ๔.ถกู ต้องทุกข้อ ๓๔. ข้อใดไมใ่ ช่วัตถุประสงคข์ องการสรา้ งโรงเรือนเล้ยี งไก่ ๑.ใหไ้ ก่นอนในช่วงกลางคนื ๒. เปน็ ทใ่ี ห้อาหารและนำ้ ในช่วงภาวะอากาศแปรปรวน ๓.เปน็ ท่ีกกลูกไกแ่ ทนแมไ่ ก่ ๔. ใชเ้ ปน็ ท่ีกักไก่ในชว่ งมโี รคระบาด ๓๕. หญา้ ขน ใบปอ ใบกระถิน ใบมันเทศ นำมาผสมใหไ้ ก่กนิ เพื่ออะไร ๑.ใหไ้ ก่ไดร้ บั วิตามินและโปรตีนเพิม่ มากข้นึ ๒. แก้ปญั หาเปลือกไข่บาง ๓.ไกจ่ ะย่อยอาหารได้ง่าย ๔. ชว่ ยป้องกนั โรคท้องผูก ๓๖. เพราะเหตุใดจงึ ต้องใส่ก้อนกรวดเลก็ ๆ หรอื เม็ดทรายเขา้ ไปในอาหารให้ไกห่ รือเปด็ กิน ๑.ช่วยในการบดและย่อยอาหาร ๒. ชว่ ยในการขบั ถา่ ย ๓.เพ่ิมโปรตนี ในอาหาร ๔. ถกู ต้องทุกข้อ ๓๗. ขอ้ ใดคอื วัสดุธรรมชาตทิ ่ีไดจ้ ากผลพลอยได้จากการเกษตร ๑.กระจูด ๒. เกล็ดปลา ๓.ผักตบชวา ๔. เปลือกข้าวโพด ๓๘. แม่ไกใ่ นช่วงเวลาให้ไข่และฟักไขค่ วรใหส้ ารอาหารเสริมใดเปน็ พิเศษเพื่อช่วยให้แม่ไก่แขง็ แรง ไมท่ รดุ โทรม ๑.วติ ามินและเกลือแร่ ๒. แคลเซียมและโปรตีน ๓.คารโ์ บไฮเดรตและโปรตีน ๔. แคลเซยี มและฟอสฟอรัส ๓๙. การประดษิ ฐข์ องใช้ของตกแตง่ จากวสั ดทุ ม่ี ใี นท้องถนิ่ ต้องใชท้ กั ษะกระบวนการในดา้ นใดมากทีส่ ุด ๑. ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์ ๒. ทกั ษะการคิดประยกุ ต์ใช้ ๓. ทกั ษะการแก้ปัญหาในการทำงาน ๔. ทกั ษะการคิดวิเคราะห์ ๔๐. การประดษิ ฐข์ องใชแ้ ละของตกแต่งชว่ ยฝกึ ให้มลี ักษณะนิสยั อยา่ งไร ๑. มรี ะเบียบ ๒. มคี วามรับผดิ ชอบ ๓. เปน็ คนช่างสงั เกต ๔. ตรงตอ่ เวลา ๔๑. การประดิษฐ์ของใชข้ องตกแตง่ จากวัสดใุ นท้องถิ่นประเภททย่ี ่อยสลายยาก มีประโยชนอ์ ย่างไรต่อสงั คม
๑. เป็นการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ๒. ช่วยลดปญั หาโลกร้อน ๓. ลดมลพษิ ใหก้ บั ดิน นำ้ อากาศ ๔. ชว่ ยสรา้ งให้เป็นสนิ คา้ ทม่ี ีชื่อเสียงของชมุ ชน ๔๒. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัญหาและอุปสรรคในการติดต่อส่ือสาร ๑.ผู้ส่งสารมีความรูค้ วามเข้าใจข่าวสารไม่เพียงพอ ๒. ขา่ วสารยากเกนิ ไปสำหรับผูร้ บั สาร ๓.ผู้รับสารมีเจตคติท่ีไมด่ ีต่อผู้ส่งสาร ๔. ผู้สง่ สารแตง่ กายดแี ละยมิ้ แยม้ แจ่มใส ๔๓. การตดิ ต่อสอ่ื สารระหวา่ งรองผู้อำนวยการโรงเรยี นเป็นการตดิ ต่อสื่อสารในรปู แบบใด ๑.จากบนลงลา่ ง ๒. แบบแนวนอน ๓.จากล่างขน้ึ บน ๔. แบบแนวด่งิ ๔๔. ถา้ ต้องการติดต่อสือ่ สารส่งขอ้ มูลทัง้ ภาพและเสียงไปให้เพ่ือนควรใช้เครือ่ งมือในข้อใดจงึ จะสือ่ สารไดส้ ะดวกและ รวดเรว็ ๑. โทรศัพท์ ๒. โทรศัพท์ ๓. อเี มล ๔. ขอ้ ความสนั้ ( SMS ) ๔๕. ถ้าโรงเรียนตอ้ งการใหน้ ักเรียน ผู้ปกครอง และบุคคลทัว่ ไปทราบข่าวของโรงเรียนในชว่ งปดิ ภาคเรยี นควร ติดตอ่ ส่อื สารด้วยวธิ ใี ด ๑. ประกาศทางวิทยุ ๒. โทรทศั น์ ๓. หนังสือพมิ พ์ ๔. อนิ เทอรเ์ นต็
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน ๑. ๔ ๒. ๓ ๓. ๑ ๔. ๒ ๕. ๒ ๖. ๓ ๗. ๔ ๘. ๒ ๙. ๓ ๑๐. ๓ ๑๑. ๔ ๑๒. ๒ ๑๓. ๔ ๑๔. ๓ ๑๕. ๔ ๑๖. ๒ ๑๗. ๒ ๑๘. ๒ ๑๙. ๓ ๒๐ ๔ ๒๑. ๑ ๒๒. ๒ ๒๓. ๓ ๒๔. ๑ ๒๕. ๓ ๒๖. ๓ ๒๗. ๒ ๒๘. ๓ ๒๙. ๔ ๓๐. ๒ ๓๑. ๑ ๓๒. ๑ ๓๓. ๔ ๓๔. ๔ ๓๕. ๑ ๓๖. ๑ ๓๗. ๔ ๓๘. ๒ ๓๙. ๓ ๔๐. ๓ ๔๑. ๒ ๔๒. ๔ ๔๓. ๒ ๔๔. ๓ ๔๕. ๔
แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๒ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาในการทำงาน จงเลอื กคำตอบทถี่ ูกตอ้ งทสี่ ุดเพียงคำตอบเดียว ๑. ขอ้ ใดเรียงลำดบั ขน้ั ตอนของทักษะกระบวนการแก้ปัญหาในการทำงานไดถ้ ูกต้อง (ง ๑.๑ ม.๒/๑) ๑. การประเมินทางเลอื ก การสังเกต การสรา้ งทางเลือก การวิเคราะห์ ๒. การสังเกต การประเมินทางเลอื ก การวเิ คราะห์ การสรา้ งทางเลือก ๓. การสังเกต การวเิ คราะห์ การสรา้ งทางเลือก การประเมินทางเลือก ๔. การสังเกต การสรา้ งทางเลือก การวิเคราะห์ การประเมินทางเลือก ๒. เคร่อื งด่ืมประเภทใดมปี ระโยชนส์ ำหรับเด็กวัยรุ่น ๑. นำ้ เกลือแร่ ๒. นำ้ นม ๓. นำ้ ผลไม้ ๔. น้ำสมุนไพร ๓. การสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหาในการทำงาน ผู้ที่มีทักษะในด้านใดจะสามารถสร้างทางเลือกได้หลากหลาย และมีแนวทางท่ีดที ี่สุดในการแกป้ ัญหาท่ีเกิดข้นึ ๑. ทักษะการสังเกต ๒. ทักษะการคิดวิเคราะห์ ๓. ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์ ๔. ทักษะการคิดสรุปความ ๔. การแกป้ ัญหาในการทำงานจะตอ้ งเร่ิมตน้ จากข้อใด ๑. การวิเคราะห์ ๒. การสร้างทางเลือก ๓. การประเมินทางเลือก ๔. การสงั เกต ๕. เคร่ืองด่ืมสมนุ ไพรในข้อใดที่ไม่นิยมนำมาแปรรปู เป็นสมุนไพรแหง้ ๑. กระเจ๊ยี บ ๒. มะตูม ๓. ลำไย ๔. มะเฟอื ง ๖. เมือ่ เตรียมน้ำสมุนไพรเสร็จแลว้ บรรจุในขวดแก้วปดิ ฝาให้สนิท หลงั จากนน้ั ควรทำอยา่ งไรให้สามารถเก็บไว้บริโภค ไดน้ านขึน้ ๑. นำไปน่ึงเพอื่ ฆ่าเชอ้ื โรคอย่างนอ้ ย ๓๐ นาที ๒. นำไปตม้ เพ่ือฆา่ เชื้อโรคอย่างนอ้ ย ๓๐ นาที ๓. นำไปเขา้ ไมโครเวฟเพ่ือฆ่าเชื้อโรค ๔. ทง้ิ ไว้ใหเ้ ยน็ แล้วนำเขา้ ต้เู ยน็
๗. ปัญหาในการทำงานจะต้องแกต้ ามสาเหตุของปัญหาท่เี กิดข้ึน ปญั หาใดทีต่ ้องแกไ้ ขก่อนเปน็ อันดับแรก ๑. ปญั หาจากตัวเรา ๒. ปัญหาจากกระบวนการทำงาน ๓. ปัญหาจากระบบงาน ๔. ปัญหาจากสง่ิ แวดล้อม ๘. การใหบ้ รกิ ารเครื่องดื่ม ข้อใดปฏิบตั ิไม่ถกู ต้อง ๑.เก็บภาชนะใสเ่ คร่ืองด่มื หลงั จากแขกเลกิ ด่ืมหรือด่ืมหมดแล้ว ๒.เติมน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา ๓.ไมเ่ ทเครอ่ื งดมื่ จนเตม็ หรือล้นแกว้ ๔.วางถาดลงบนโตะ๊ แลว้ เกบ็ ภาชนะใส่ถาด ๙. การล้างทำความสะอาดสมุนไพรเพ่ือลดปรมิ าณสารพิษทำได้หลายวิธียกเว้นข้อใด ๑.แช่นำ้ สะอาด ๒. ล้างด้วยนำ้ โซดาเข้มข้น ๑ เปอร์เซ็นต์ ๓.แช่ด้วยน้ำดา่ งทบั ทมิ ๔. แชด่ ้วยนำ้ สม้ สายชูเข้มข้น ๕ เปอรเ์ ซน็ ต์ ๑๐. โซดาเปน็ เครื่องดื่มประเภทใด ๑. นำ้ อัดลมทผ่ี สมน้ำหวาน ๒. นำ้ อัดลมท่ีไมผ่ สมน้ำหวาน ๓. นำ้ อัดลมที่มกี รดคารบ์ อนิก ๔. นำ้ อดั ลมทป่ี รุงแตง่ กลิ่นและรสชาติ ๑๑. เครอื่ งด่มื น้ำสมุนไพรชนิดใดที่ได้จากดอกของพืช ๑. มะขามแขก ๒. บัวบก ๓. อัญชัน ๔. ส้มแขก ๑๒. การตกแตง่ เครื่องดื่มข้อใดช่วยเพมิ่ กลิ่นหรือรสชาตขิ องเครอ่ื งด่ืม ๑. ตกแต่งน้ำชาดว้ ยใบสะระแหน่ ๒. ตกแตง่ น้ำชาด้วยมะนาวฝานเป็นชน้ิ บางๆ ๓. ตกแต่งน้ำชาดว้ ยครีมเทยี ม ๔. ถกู ต้องทุกข้อ ๑๓. การบรกิ ารเครอื่ งดืม่ ให้กับวิทยากรที่กำลังบรรยายในห้องประชมุ ข้อใดปฏบิ ัติไดถ้ ูกตอ้ ง ๑. เตมิ นำ้ เต็มแก้ว ๒. จับแก้วบรเิ วณกงึ่ กลางของแกว้ ๓. เข้าเสริ ฟ์ ทางด้านซ้ายของวทิ ยากร ๔. วางถาดลงบนโตะ๊ แลว้ เกบ็ หยิบแกว้ นำ้ เสริ ์ฟภาชนะใส่ถาด ๑๔. การบรกิ ารเครอ่ื งด่มื ข้อใดเหมาะสมมากทส่ี ุด ๑. เทกาแฟร้อนลงในถว้ ยกระเบ้อื งไม่มหี ูจบั เต็มถว้ ย ๒. เทนำ้ ผลไม้รวมลงในแก้วใสจนเต็มแก้ว ๓. เทนำ้ เตา้ ห้รู ้อนลงในแก้วใส ๓/๔ แก้ว ๔. เทน้ำชาร้อนในถว้ ยกระเบ้ืองมีหูจบั ๓/๔ ของถ้วย ๑๕. ขอ้ ใดไม่ใช่ลักษณะของผู้ท่จี ะเล้ียงสัตวส์ ำเร็จ
๑. ตอ้ งมีนิสยั รักสตั ว์ ๒. ตอ้ งมีสงั คมดี ๓. ตอ้ งแสวงหาความร้คู วามชำนาญอยเู่ สมอ ๔. ตอ้ งเป็นคนละเอียดรอบคอบ ๑๖. ถ้านกั เรยี นทำน้ำสมนุ ไพรแลว้ เตมิ นำ้ ตาลทรายจนหวานมากเกนิ ไป ควรแก้ปัญหาอย่างไร ๑. เติมเกลอื ลงไป ๒. เติมสมุนไพรลงไปเพ่ิม ๓. เตมิ นำ้ มะนาวลงไป ๔. ไม่มขี อ้ ใดถูกต้อง ๑๗. ข้อใดไมใ่ ช่หลักสำคัญในการเล้ียงสตั ว์ ๑. เล้ียงแตส่ ัตวพ์ นั ธด์ุ ี ๒. เลี้ยงดว้ ยอาหารท่ดี ี ๓. มีผ้สู นับสนุนทดี่ ี ๔. มรี ะบบการจัดการฟารม์ ท่ีดี ๑๘. ขอ้ ใดกล่าวได้ถูกต้องเก่ียวกับการเลอื กสถานท่ีเล้ียงสัตว์ ๑. สถานทค่ี วรอยูห่ า่ งไกลจากชมุ ชนและตลาด ๒. สถานทค่ี วรอยู่ในที่มีราคาถกู โดยไมค่ ำนงึ ถึงสาธารณปู โภค ๓. สถานทีค่ วรตั้งอยใู่ นท่ลี มุ่ ต่ำตดิ แม่นำ้ ๔. สถานทคี่ วรจะตัง้ อยู่ในแหล่งทม่ี ศี ัตรูของสตั วใ์ หน้ ้อยทีส่ ุด ๑๙. ปัญหาในการเลี้ยงสัตวท์ ่ีมักเกิดขนึ้ และพบได้ทว่ั ไป ปญั หาแรกทตี่ ้องคดิ แก้ปญั หาคือข้อใด ๑. พันธุ์สตั ว์ ๒. สถานทเี่ ลย้ี งสตั ว์หรอื โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ๓. อาหารสัตว์ ๔. โรคและศัตรูของสัตว์ ๒๐. การเล้ยี งสัตว์นำ้ ไวด้ ูเลน่ เพ่ือความเพลดิ เพลิน ควรเล้ยี งจัดสถานทีเ่ ล้ยี งอย่างไรจงึ จะเหมาะสมทีส่ ุด ๑. เลย้ี งในบอ่ ซเี มนต์ ๒. เลี้ยงในตู้ปลา ๓. เลย้ี งในกระชงั ๔. เล้ยี งในบอ่ กระเบื้องโคง้ ๒๑. ปัจจบุ ันการเล้ียงสตั วใ์ นประเทศไทยนยิ มเลีย้ งไวเ้ พ่ือวตั ถปุ ระสงคใ์ ดมากที่สุด ๑.เพ่ือใชง้ าน ๒. เพ่ือบรโิ ภคไข่ ๓.เพ่ือบริโภคเน้ือ ๔. เพ่อื ความสวยงาม ๒๒. ปัญหาใดสำคญั ท่สี ดุ ในการเลี้ยงสตั ว์ ๑.พนั ธส์ุ ตั ว์ ๒. สถานทเ่ี ลีย้ งสัตวห์ รอื โรงเรอื นเล้ยี งสัตว์ ๓.อาหารสัตว์ ๔. มูลสัตว์ ๒๓. อาหารสัตว์ทผ่ี สมเองมีจุดด้อยในเร่ืองใด ๑.ราคาแพง ๒. หาวตั ถุดบิ ได้ยาก ๓.อายกุ ารเกบ็ รกั ษาสน้ั ๔. สารอาหารทส่ี ัตวต์ อ้ งการมนี ้อย ๒๔. ถ้าต้องการกำจัดกลน่ิ ของมูลสัตวแ์ ละสง่ิ ปฏิกูลในคอกสัตว์ควรทำอย่างไร
๑.ล้างคอกสตั ว์ดว้ ยน้ำยาฆา่ เชอื้ โรค ๒.ลา้ งคอกสัตว์ดว้ ยนำ้ สม้ สายชูผสมน้ำ ๓.ลา้ งคอกสตั ว์ด้วยนำ้ หมกั ชวี ภาพผสมน้ำ ๔.ล้างคอกสตั ว์ดว้ ยปนู ขาว ๒๕. ถ้าเกิดโรคตดิ ต่อที่ไม่สามารถรักษาไดแ้ ละระบาดในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ตอ้ งดำเนินการอย่างไร ๑.ฉีดพ่นยาฆา่ เชื้อโรคให้ทั่วโรงเรือนเลยี้ งสัตวแ์ ละตวั สัตว์ ๒.ลา้ งโรงเรอื นเล้ียงสัตว์ด้วยนำ้ ยาฆ่าเชื้อโรค สว่ นตัวสตั วใ์ หท้ ำลายทงิ้ แลว้ ฝงั กลบ ๓.ลา้ งโรงเรอื นเลย้ี งสัตว์และตัวสตั ว์ดว้ ยน้ำหมกั ชีวภาพผสมน้ำ ๔.ทำความสะอาดโรงเรือนเลย้ี งสัตว์ดว้ ยน้ำยาฆา่ เช้อื โรค สว่ นตัวสตั ว์ใหย้ า้ ยไปเลยี้ งทอี่ ่นื ๒๖. อาหารหยาบที่เป็ด ไก่และนกชอบกินคือข้อใด ๑. ตน้ ข้าวโพดสด ๒. ตน้ และใบถว่ั ลิสง ๓. ขา้ วเปลือก ๔. ฟางแห้ง ๒๗. คุณสมบตั ขิ องผ้เู ลี้ยงสัตว์ข้อใดสำคัญทสี่ ดุ ๑. มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตา ๒. มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อภาระงานตา่ งๆ ทเี่ ก่ียวข้องกบั สตั ว์ ๓. มีทักษะในการแสวงหาความรู้เกย่ี วกบั สัตว์ ๔. มคี วามขยันหมั่นเพียร ไม่ผัดวันประกันพร่งุ ๒๘. ประโยชน์ของการเลีย้ งสัตวด์ า้ นใดที่มีผลต่อการพฒั นาประเทศมากทีส่ ดุ ๑. สังคม ๒. เศรษฐกิจ ๓. เกษตรกรรม ๔. การศกึ ษา ๒๙. ข้อใดไมใ่ ช่ผลพลอยไดจ้ ากมลู สัตวแ์ ละส่งิ ปฏิกูลจากการเลย้ี งสัตว์ ๑. ใช้เป็นอาหารปลา ๒. ใชเ้ ปน็ ปยุ๋ คอกในการปลูกพชื ๓. ใช้หมกั เพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ ๔. นำไปทำนำ้ หมักชีวภาพ ๓๐. การขุดบ่อเลย้ี งสัตวน์ ำ้ ควรเลอื กขุดในพน้ื ดินชนิดใด ๑.ดินเหนียว ๒. ดินทราย ๓.ดนิ รว่ นปนทราย ๔. ดนิ อินทรยี วัตถุ ๓๑. เพราะเหตุใดจงึ ต้องใส่กอ้ นกรวดเล็กๆ หรือเมด็ ทรายเข้าไปในอาหารให้ไกห่ รือเป็ดกนิ ๑.ชว่ ยในการบดและย่อยอาหาร ๒. ชว่ ยในการขบั ถ่าย ๓.เพ่ิมโปรตีนในอาหาร ๔. ถูกต้องทุกข้อ ๓๒. ข้อใดคือวสั ดธุ รรมชาตทิ ี่ไดจ้ ากผลพลอยได้จากการเกษตร ๑.กระจดู ๒. เกล็ดปลา
๓.ผกั ตบชวา ๔. เปลอื กขา้ วโพด ๓๓. ข้อใดคือปัญหาท่ีพบในอาหารสำเรจ็ รปู ๑.มีการปลอมปนหรือมคี ุณภาพต่ำ ๒.อาหารทซี่ ื้อมาเสื่อมคุณภาพ ๓.มีราคาค่อนข้างสงู ๔.ถกู ต้องทุกข้อ ๓๔. หญ้าขน ใบปอ ใบกระถนิ ใบมนั เทศ นำมาผสมใหไ้ ก่กนิ เพ่ืออะไร ๑.ให้ไก่ได้รบั วิตามินและโปรตีนเพ่มิ มากขนึ้ ๒. แกป้ ัญหาเปลือกไข่บาง ๓.ไก่จะย่อยอาหารไดง้ า่ ย ๔. ชว่ ยป้องกนั โรคท้องผูก ๓๕. การประดิษฐข์ องใชข้ องตกแต่งจากวสั ดทุ ีม่ ีในทอ้ งถน่ิ ต้องใชท้ กั ษะกระบวนการในดา้ นใดมากที่สุด ๑. ทกั ษะการคิดสรา้ งสรรค์ ๒. ทกั ษะการคิดประยุกต์ใช้ ๓. ทกั ษะการแกป้ ัญหาในการทำงาน ๔. ทักษะการคดิ วเิ คราะห์ ๓๖. หลกั การสำคญั ประการแรกในการแกป้ ัญหาเรือ่ งสัตว์เปน็ โรค ผูเ้ ล้ยี งสตั ว์ควรปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร ๑. วเิ คราะหห์ าสาเหตแุ ลว้ แก้ปัญหาท่ตี ้นเหตุ ๒. คอยสงั เกตอาการผิดปกติของสตั ว์ ๓. ทำลายสตั ว์ทง้ิ เพ่ือหยดุ ยัง้ การระบาดของโรค ๔. นำสตั วไ์ ปฉีดวคั ซีนตามท่ีกำหนด ๓๗. ขอ้ ใดไมใ่ ช่วัตถุประสงค์ของการสรา้ งโรงเรือนเล้ียงไก่ ๑.ให้ไก่นอนในช่วงกลางคนื ๒. เป็นทใี่ ห้อาหารและน้ำในชว่ งภาวะอากาศแปรปรวน ๓.เป็นท่ีกกลูกไกแ่ ทนแม่ไก่ ๔. ใชเ้ ปน็ ที่กักไก่ในช่วงมีโรคระบาด ๓๘. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ปัญหาและอุปสรรคในการตดิ ต่อส่ือสาร ๑.ผู้สง่ สารมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจข่าวสารไมเ่ พียงพอ ๒. ขา่ วสารยากเกินไปสำหรับผรู้ ับสาร ๓.ผู้รับสารมเี จตคตทิ ี่ไม่ดตี ่อผสู้ ่งสาร ๔. ผ้สู ่งสารแต่งกายดแี ละยิ้มแยม้ แจม่ ใส ๓๙. สถานทเี่ ลยี้ งสัตวบ์ กควรมลี ักษณะใดจงึ จะเหมาะสมทส่ี ุด ๑.ทีด่ อน-ดินเหนยี ว ๒. ทลี่ ุ่ม-ดินเหนียว ๓.ทล่ี ุ่ม-ดินทราย ๔. ท่ีดอน-ดินเคม็ ๔๐. การประดิษฐ์ของใชแ้ ละของตกแต่งช่วยฝกึ ให้มลี ักษณะนสิ ยั อยา่ งไร
๑. มีระเบยี บ ๒. มีความรับผดิ ชอบ ๓. เปน็ คนชา่ งสังเกต ๔. ตรงต่อเวลา ๔๑. การประดิษฐข์ องใช้ของตกแต่งจากวัสดใุ นท้องถ่นิ ประเภทท่ีย่อยสลายยาก มีประโยชนอ์ ย่างไรต่อสงั คม ๑. เป็นการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ๒. ชว่ ยลดปัญหาโลกรอ้ น ๓. ลดมลพษิ ใหก้ ับดนิ นำ้ อากาศ ๔. ช่วยสร้างใหเ้ ป็นสนิ ค้าที่มชี ื่อเสยี งของชมุ ชน ๔๒. ถ้าโรงเรยี นตอ้ งการใหน้ ักเรียน ผู้ปกครอง และบคุ คลทัว่ ไปทราบข่าวของโรงเรียนในช่วงปดิ ภาคเรียนควร ติดต่อสอื่ สารด้วยวธิ ใี ด ๑. ประกาศทางวิทยุ ๒. โทรทศั น์ ๓. หนังสือพมิ พ์ ๔. อินเทอร์เนต็ ๔๓. การตดิ ต่อสือ่ สารระหวา่ งรองผอู้ ำนวยการโรงเรยี นเป็นการติดต่อสื่อสารในรูปแบบใด ๑.จากบนลงลา่ ง ๒. แบบแนวนอน ๓.จากลา่ งขึ้นบน ๔. แบบแนวดง่ิ ๔๔. ถ้าต้องการตดิ ต่อสอ่ื สารสง่ ข้อมูลทง้ั ภาพและเสยี งไปให้เพื่อนควรใชเ้ คร่อื งมือในขอ้ ใดจึงจะสอื่ สารไดส้ ะดวกและ รวดเร็ว ๑. โทรศัพท์ ๒. โทรศัพท์ ๓. อเี มล ๔. ขอ้ ความสัน้ ( SMS ) ๔๕. แม่ไก่ในชว่ งเวลาให้ไข่และฟักไข่ควรใหส้ ารอาหารเสรมิ ใดเปน็ พิเศษเพื่อชว่ ยให้แม่ไก่แข็งแรง ไม่ทรดุ โทรม ๑.วิตามินและเกลือแร่ ๒. แคลเซยี มและโปรตีน ๓.คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ๔. แคลเซยี มและฟอสฟอรสั
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน ๑. ๓ ๒. ๒ ๓. ๒ ๔. ๔ ๕. ๔ ๖. ๒ ๗. ๑ ๘. ๔ ๙. ๓ ๑๐. ๓ ๑๑. ๓ ๑๒. ๔ ๑๓. ๓ ๑๔. ๔ ๑๕. ๒ ๑๖. ๓ ๑๗. ๓ ๑๘. ๔ ๑๙. ๑ ๒๐ ๒ ๒๑. ๓ ๒๒. ๑ ๒๓. ๓ ๒๔. ๓ ๒๕. ๒ ๒๖. ๓ ๒๗. ๒ ๒๘. ๒ ๒๙. ๔ ๓๐. ๑ ๓๑. ๑ ๓๒. ๔ ๓๓. ๔ ๓๔. ๑ ๓๕. ๓ ๓๖. ๒ ๓๗. ๔ ๓๘. ๔ ๓๙. ๑ ๔๐. ๓ ๔๑. ๒ ๔๒. ๔ ๔๓. ๒ ๔๔. ๓ ๔๕. ๒
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๓ การอาชพี แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑ เรอื่ ง การสร้างเสรมิ ประสบการณอ์ าชพี เวลา ๕ ชว่ั โมง ๑. มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ง ๔.๑ เขา้ ใจ มีทักษะทจ่ี ำเป็น มปี ระสบการณ์ เหน็ แนวทางในงานอาชีพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนา อาชพี มีคุณธรรม และมีเจตคติทดี่ ตี ่ออาชีพ ๒. ตัวชว้ี ดั ตัวช้ีวัดขอ้ ๑ อธบิ ายการสรา้ งเสริมประสบการณ์อาชีพ ๓. สาระสำคัญ การเรยี นรเู้ กยี่ วกับอาชีพต่างๆ ทีเ่ ราสนใจเพ่ือเพิ่มพูนความร้แู ละทักษะดา้ นการเรียนวชิ าอาชีพ และการหา รายได้ระหว่างเรียนเปน็ ประสบการณ์อาชีพที่นักเรียนควรสร้างเสรมิ ซึ่งประสบการณ์อาชีพที่ดีที่สดุ คือประสบการณ์ ตรงจากการลงมือทำด้วยตนเองหรือผ่านการปฏิบัติการจริงการสร้างเสริมประสบการณ์อาชีพสามารถทำได้หลายวิธี จากการศกึ ษาดูงาน การฝึกงานการทำกิจกรรมโครงการหารายได้ระหว่างเรียน การรว่ มกจิ กรรมสหกรณ์นักเรียนรวม ไปถงึ การชว่ ยเหลอื ผูป้ กครองในการประกอบอาชีพของครอบครวั ๔. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๑. อธบิ ายบอกความหมายและความสำคัญของการจดั ประสบการณ์อาชีพไดถ้ ูกตอ้ ง ๒. บอกสถานการณ์แรงงานและผลตอบแทนแรงงานในประเทศไทยได้ถูกต้อง ๕. สาระการเรียนรู้ การสร้างเสริมประสบการณอ์ าชีพ ๖. ทักษะ / กระบวนการ - ทักษะการเรยี นรู้และนวัตกรรม - ทักษะการแสวงหาความรู้ - ทกั ษะการส่ือสารและการทำงานร่วมกัน - ทกั ษะด้านชีวติ และการอาชพี
๗. พฤตกิ รรมการเรียนรู้ (คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์) ๗.๑ พทุ ธิพิสยั (Cognitive Domain) ๑. ความเข้าใจ ๒. การนำไปใช้ ๓. การวิเคราะห์ ๗.๒ จติ พิสยั (Affective Domain) ๑. การตอบสนอง ๒. การเห็นคุณคา่ ๗.๓ ทกั ษะพิสัย (Psychomotor Domain) ๑. การทำถกู ตอ้ งหลากหลายรูปแบบ ๒. การทำไดอ้ ยา่ งเปน็ ธรรมชาติ 8. สมรรถนะสำคญั / คุณลกั ษณะท่เี นน้ สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี 5.ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ คุณลักษณะ 1. ใฝเ่ รยี นรู้ 2. มีวนิ ัย 3. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน 4. มจี ิตสาธารณะ 9. ค่านิยม 12 ประการ - ใฝห่ าความรู้ หมนั่ ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม - มรี ะเบยี บ วินยั เคารพกฎหมาย ผู้น้อยร้จู ักการเคารพผใู้ หญ่ - . มสี ติรตู้ วั รูค้ ิด รทู้ ำ - รู้จักดำรงตนอย่โู ดยใช้หลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
10. กระบวนการเรียนร้/ู กิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ตั้งประเด็นคำถาม ๑. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน ตรวจแล้วบอกคะแนนแก่นักเรียนเพือ่ ให้นักเรยี นทราบว่าตนเองมี พื้นฐานความรเู้ รื่องการอาชพี ในระดบั ใด เพือ่ จะไดว้ างแผนการเรยี นได้อย่างเหมาะสมซ่ึงครูควรชว่ ยแนะนำ ๒. ครูถามคำถามนำแก่นักเรยี น “ประสบการณอ์ าชีพคืออะไร” นักเรยี นเคยมีประสบการณ์อาชีพหรอื ไม่ ถ้า ยังไม่มีจะหาได้จากที่ใด นักเรียนได้ประโยชน์อะไรจากประสบการณ์อาชีพ ให้นักเรียนช่วยกันตอบ โดยครูเพิ่มเติม ข้อมลู ท่ีเกี่ยวข้องกับคำถาม ๓. ครูให้นักเรียนศกึ ษา เร่อื ง การสร้างเสรมิ ประสบการณ์อาชีพ ในหนังสือเรียนรายวชิ าพน้ื ฐาน การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ม.๒ 2. สืบค้นความรอู้ อกแบบและวางแผน นำไปปฏบิ ตั ิ (กระบวนการทางสงั คม / กระบวนการสร้างองค์ความรู้ /กระบวนการคิดวิเคราะห์ / กระบวนการเรยี นร้จู ากประสบการณจ์ ริง) ๑. ครูนำภาพอาชีพต่างๆ ที่นักเรียนสนใจประกอบมาให้นักเรียนดู แล้วช่วยกันวิเคราะห์ว่า ถ้าต้องการ ประกอบอาชีพดงั กล่าว สามารถหาประสบการณ์อาชีพได้จากท่ีใดบา้ ง โดยนักเรียนต้องเร่ิมวางแผนอย่างไร เพื่อจะได้ ประกอบอาชพี ท่ีตนเองม่งุ หวังและประสบความสำเรจ็ ในงานอาชีพน้นั ๆ ๒. ครูให้นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ ๔ คน แต่ละคนทำใบงานท่ี ๑ เรอ่ื ง บนั ทึกข้อมลู การหาประสบการณ์อาชีพ ให้แต่ละคนวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์อาชีพ ตัดสินใจเลือกอาชีพที่สนใจ แล้วให้สมาชิกในกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์ว่า แต่ละคนตัดสินใจเลือกอาชีพได้เหมาะสมกับตนเองหรือไม่ เพราะอะไร ถ้าไม่เหมาะสมควรปรับเปลี่ยนอย่างไร จะ หาประสบการณ์อาชีพนั้นได้อย่างไร จะดูข้อมูลการรับสมัครงานได้ที่ไหน และสถานการณ์แรงงานในอาชีพนั้นมี แนวโน้มอยา่ งไร ค่าตอบแทนเปน็ อยา่ งไร ๓. นกั เรยี นช่วยกันสรปุ ข้อมลู ความรู้เกยี่ วกบั ประสบการณ์อาชีพที่เกย่ี วข้องกบั อาชีพต่างๆ ที่วิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อเปน็ ขอ้ มูลในการประกอบอาชพี ในอนาคต 3. สรุปองคค์ วามรจู้ าก การนำทฤษฎไี ปปฏบิ ตั ิ ประเมินกระบวนการ ทำงานและผลผลิต ๑. นกั เรยี นแบง่ ออกเป็น ๔-๕ กลุม่ ปฏิบัติกิจกรรมปฏบิ ัติที่ ๑ เร่อื ง ตลาดนัดมอสอง โดยชว่ ยกันคดิ สินคา้ และ ผลิตภณั ฑท์ ่ีจะนำมาจำหน่าย ทำบนั ทกึ การลงทนุ รายรับ รายจา่ ย และผลกำไร-ขาดทนุ และรว่ มกนั วเิ คราะหส์ าเหตุ ท่ีทำให้ไดก้ ำไรและขาดทุน ๒. ครูสุ่มตัวแทนกลุ่มออกมาสรปุ ผลและนำเสนอข้อมูลการปฏิบตั ิกจิ กรรม พร้อมช่วยกันเสนอแนะแนวทางใน การแก้ปัญหา (ถา้ มี) แนวทางในการขายสินคา้ ให้ได้กำไร
4. เขียนเผยแพร่ นำเสนอด้วยวิธตี ่าง ๆ ๑. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรู้ เรื่อง การสรา้ งเสริมประสบการณ์อาชีพ ๒. ครใู ห้นักเรียนบนั ทกึ สรปุ ลงในสมดุ โดยอาจสรุปเป็นแบบเรียงความหรือแผนที่ความคิดหรอื ผงั มโนทศั น์ ๓. ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี นและช่วยกันเฉลยคำตอบ ๑๑. สอื่ การเรยี นรู้และแหล่งการเรียนรู้ ๑. หนงั สือเรยี นสาระการเรยี นรูก้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ ๒. แบบบันทึกความรู้ เรอ่ื ง การสร้างเสรมิ ประสบการณอ์ าชีพ ๓. แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ๔. ห้องสมดุ ของโรงเรยี น ๕. ห้องสมดุ กลุ่มสาระการเรยี นรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยี ๖. อินเทอร์เนต็ จากเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น - https://www.kruchiangrai.net/ - www.obeccareer.com - www.supergenz.com - www.academic.obec.go.th เ ๑๒. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๑. แบบทดสอบก่อนเรียนแบบเลือกตอบ จำนวน ๓๐ ข้อ ๒. สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม ๓. ตรวจผลงานจากภาระงาน - สมุดบนั ทกึ ความรู้เรือ่ ง การแสวงหาความรู้ - ใบงานท่ี ๑ เรือ่ ง บนั ทึกข้อมลู การหาประสบการณ์อาชพี - กิจกรรมปฏิบตั ทิ ี่ ๑ เรือ่ ง ตลาดนัดมอสอง ๑๓. กจิ กรรมเสนอแนะ ชนิ้ งาน/ภาระงาน ๑. สมุดบันทึก เรอื่ ง การสร้างเสรมิ ประสบการณ์อาชีพ ๒. ผลการปฏิบัตงิ านตามใบงานท่ี ๑ เร่ือง บนั ทกึ ขอ้ มูลการหาประสบการณ์อาชีพ ๓. ผลการปฏบิ ัติงานตามกิจกรรมปฏบิ ตั ิที่ ๑ เร่ือง ตลาดนดั มอสอง
กจิ กรรมตรวจสอบความเขา้ ใจ ๑. ในทอ้ งถ่นิ ของนักเรียนคนสว่ นใหญป่ ระกอบอาชีพใด เพราะเหตใุ ด ๒. นักเรยี นต้องการประกอบอาชีพใด เพราะเหตใุ ด ๓. อาชีพที่นกั เรียนจะประกอบ สามารถหาประสบการณ์ไดจ้ ากทใ่ี ด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188