Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนา

ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนา

Published by thiwadon jirapunyo, 2021-09-23 14:17:14

Description: ศาสตราจารย์ ดร.จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์
สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มจร

Search

Read the Text Version

การจดั การความเสย่ี งทางสงั คมและการปกปอ้ งทางสงั คมโดยสว่ นใหญม่ งุ่ ไปทกี่ ารจดั การ มิให้ประชาชนตกไปสู่ภาวะความยากจน หรือความทุกข์ยากต่างๆ โดยการจัดการให้มีงานท�ำ อย่างต่อเนอ่ื ง มีรายได้มหี ลักประกันสขุ ภาพ นอกจากนี้ ความเส่ยี งทีข่ ยายขอบเขตไปถึงสาเหตุ อย่างอ่ืนก็ต้องค�ำนึงถึงด้วยเป็นกัน เช่น ความเส่ียงจากความตาย หรือการบาดเจ็บอันเนื่องมา จากความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธสู้กัน ความรุนแรงต่างๆ ภายในประเทศ อุบัติภัยในโรงงาน อุตสาหกรรม และภัยพิบัติตามธรรมชาติเป็นต้น การจัดการความเสี่ยงจึงเกี่ยวข้องกับการลด ความเสยี่ ง (Risk Reduction) การบรรเทาความเสย่ี ง (Risk Mitigation) และการแกป้ ญั หาความ เสย่ี ง (Risk coping) ดว้ ยมาตรการตา่ งๆ ทก่ี ำ� หนดขนึ้ มาจากภาครฐั และภาคประชาชนซง่ึ มคี วาม เข้าใจร่วมกนั การพัฒนาตามแนวพุทธปรัชญา ขน้ั ตอนในการแก้ปญั หาชวี ติ สังคม และส่งิ แวดล้อม การนำ� พทุ ธธรรมมาเปน็ ปรชั ญาชวี ิต เพ่ือก้าวไปสกู่ ารพัฒนาทย่ี งั่ ยนื จึงมีความเป็นไป ไดอ้ ยา่ งย่ิง ตอ่ ไปนี้เป็นการใช้พุทธธรรมสำ� หรับการแก้ปญั หามนษุ ย์ สังคม และธรรมชาติ ซ่ึงมี อยู่ ๒ ข้นั ตอนดงั น้ี ๑. การเปลี่ยนความคิดในการมองธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ การใช้หลกั พทุ ธธรรมในการแก้ปญั หา มนุษย์ สงั คม สภาพแวดลอ้ ม และกอ่ ให้เกิดการ 143 พัฒนาท่ีย่ังยนื นั้น ในเบื้องแรกมนุษยจ์ ะต้องเปลยี่ นวธิ กี ารคดิ ในการมองธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ ๔ เร่ืองใหถ้ กู ต้องเสียก่อน โดยใช้หลกั สัจธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางดงั ตอ่ ไปน๑้ี ๖ ๑.๑ ในเรอ่ื งของศกั ยภาพ จะตอ้ งมองวา่ มนษุ ยส์ ามารถพฒั นาตนในระบบเหตุ ปัจจัยธรรมชาติให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายประสานกลมกลืนกัน มนุษย์จะต้องพัฒนาตนเองให้อยู่ รว่ มกับสงิ่ แวดล้อมไดด้ ขี ้ึน และสามารถจดั ความสัมพนั ธไ์ ด้ดีขึน้ ๑.๒ ในเรอ่ื งอิสรภาพ จดุ มุง่ หมายของพระพุทธศาสนาก็คือ พัฒนาปญั ญาให้ คนมีอิสรภาพ ค�ำว่าอิสรภาพในท่ีนี้หมายถึงสามารถจะมีความสุขได้โดยใช้ธรรมชาติ หรือ เบียดเบยี นธรรมชาตหิ รอื สงิ่ แวดลอ้ มน้อยลง สามารถด�ำรงชวี ิตอยดู่ ีดว้ ยตนเอง ๑.๓ ในเรอ่ื งของความสขุ หมายถงึ มนษุ ยส์ ามารถมคี วามสขุ ไดด้ ว้ ยตนเองมาก ข้ึน โดยความสุขน้ันข้นึ ตอ่ ธรรมชาติ ข้ึนตอ่ วัตถุ หรือสงิ่ ภายนอกนอ้ ยลง เป็นความสขุ ที่เกดิ ขึ้น จากจิตใจท่ีได้รับการพัฒนาสูงข้ึนกว่าเดิม เป็นความสุขท่ีประณีตลึกซึ้ง และเป็นอิสระมากข้ึน เป็นความสุขท่ีเกิดร่วมกับการเห็นสภาพแวดล้อม และสังคมมีความสุข มิได้เป็นความสุขส่วน บุคคลท่ีเกิดขึน้ อยา่ งโดดๆ เชน่ ในอดีต ๑๖ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๓๗). พทุ ธธรรม. หนา้ ๑๕๗-๑๗๐.

๑.๔ ภาวะของมนุษย์ ตามธรรมชาติย่อมมีความแตกต่างกันหลากหลาย ท้ัง แนวตง้ั และแนวนอน แนวต้ังคอื อยใู่ นระดบั การพัฒนาทีไ่ ม่เท่ากัน และแนวนอนคือมคี วามถนดั อัธยาศัย ความสนใจไม่เหมือนกันพุทธศาสนามองมนุษย์ สัตว์ท้ังหลายแตกต่างกันหมด และ ยอมรบั ความแตกตา่ งหลากหลายเหล่าน้นั จุดเน้นของพระพุทธศาสนาก็คือ การพัฒนามนุษย์ตามแนวต้ัง โดยพุทธศาสนาให้ ความสำ� คญั ในการพฒั นามนษุ ยต์ ามศกั ยภาพของตนเอง แมว้ า่ มนษุ ยไ์ มส่ ามารถพฒั นาศกั ยภาพ ไดเ้ ท่ากัน แตก่ ็สามารถอยู่รว่ มกันได้ ด้วยความเก้อื กลู กลมกลนื และเติมเต็มให้แก่กันและกนั ได้ วิธีการแก้ปัญหาก็คือจะต้องเพิ่มศักยภาพทางด้านปัญญาให้แก่มนุษย์ ก็คือพัฒนา ศักยภาพดา้ นการคดิ การใชป้ ญั ญาของมนษุ ย์ใหถ้ ึงขน้ั มคี วามสามารถท่จี ะววิ ัฒน์ (Evolution) หรือเกิดความคิด ในลักษณะมีอิสรภาพ ซ่ึงเป็นปัจจัยส�ำคัญท่ีจะท�ำให้เกิดความสมดุลระหว่าง ความต้องการทางวตั ถุกับการอนรุ กั ษร์ ะบบนิเวศและสภาพแวดล้อม ๒. พทุ ธวิธีแก้ปญั หามนุษย์ สังคม และธรรมชาติ การแกป้ ญั หาจะตอ้ งดำ� เนินการเป็นระบบ และเป็นกระบวนการ และเปน็ การ แก้ปัญหาแบบทีส่ มยั ใหม่เขาเรยี กกนั วา่ บรู ณาการ (Integrated) และเป็นองค์รวม (holistic) 144 โดยมอี งคป์ ระกอบทป่ี ระสานครบถว้ นและสมั พนั ธก์ นั ครบถว้ นถกู ตอ้ งพอดตี ลอดทงั้ องคร์ วม จงึ จะทำ� ให้เกดิ ภาวะสมดลุ หรือดลุ ยภาพได๑้ ๗ วิธีแก้ปัญหาในข้ันต่อไปก็คือการก�ำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาคน ด้วยการปรับ เปล่ียนทัศนคติหรือท่าทีต่อธรรมชาติ พฤติกรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีในทางสรา้ งสรรค์ ซ่งึ มีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้ ๒.๑ ท่าทีตอ่ ธรรมชาติ เม่ือใดทีม่ นษุ ย์มคี วามเข้าใจ มีทา่ ทีตอ่ ธรรมชาตถิ กู ตอ้ งไปในทางท่ีดีแล้ว ก็จะ พลกิ ผนั พฤตกิ รรมใหเ้ ปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ โดยหลกั การสำ� คญั ทศั นะของพระพทุ ธศาสนามอง ธรรมชาตใิ น ๓ ลกั ษณะ คอื ๑) มองธรรมชาตวิ า่ เปน็ ทรี่ น่ื รมยท์ ำ� ใหม้ นษุ ยม์ คี วามสขุ กบั ธรรมชาติ ๒) มองเห็นพชื พันธุ์ มนษุ ย์ และสัตว์ท้งั หลายในธรรมชาตเิ ป็นเพ่ือน ร่วมกฎธรรมอันเดยี วกันกบั ตน ดงั น้ันจะต้องมีเมตตา มีไมตรีต่อกนั ๓) พุทธศาสนามองธรรมชาติว่า เป็นสภาพท่ีมีคุณค่าเก้ือกูลต่อการ พฒั นาตนของมนุษย์ด้วยกนั ๑๗ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๓๖). อา้ งแลว้ หนา้ ๑๘๖-๒๐๗.

การมองเห็นธรรมชาติและสรรพส่ิงทั้งหลายว่าเป็นเพ่ือนร่วมกฎธรรมชาติอัน เดียวกัน ท�ำให้จิตใจของมนุษย์เป็นจิตใจท่ีขยายปริมณฑลกว้างออก และเป็นจิตใจท่ีเปี่ยมด้วย เมตตา เป็นจิตใจที่ถึงพร้อมด้วยความรักอันไม่มีขอบเขต และพร้อมท่ีจะท�ำสิ่งที่ดีงามเพ่ือ มนุษยชาติ ๒.๒ พฤตกิ รรมทางเศรษฐกจิ เมอื่ มนุษย์มที ่าทีทีถ่ กู ตอ้ งตอ่ ธรรมชาติแล้ว ขนั้ ตอ่ ไปจะต้องมที า่ ทที ถ่ี กู ต้องต่อ พฤตกิ รรมทางเศรษฐกจิ หลกั ของพระพทุ ธศาสนาทเ่ี ปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ขอ้ นค้ี อื การรจู้ กั ความพอดใี น การบริโภค หรอื ทเ่ี รียกกนั ว่า มัตตัญญตุ า โดยมีจดุ เร่ิมต้นอยทู่ ม่ี นษุ ย์จะตอ้ งร้จู กั ประมาณก่อน วธิ กี ารประมาณกค็ อื การฝกึ ใชป่ ญั ญา รจู้ กั แยกแยะระหวา่ งคณุ คา่ แทก้ บั คณุ คา่ เทยี ม เพราะมนุษยเ์ ราสมั ผัสกบั ส่ิงแวดล้อม เช่น วตั ถุ ส่งิ ของ บคุ คล สถานที่ เกิดความตอ้ งการ ต่างๆ ขึ้น เน่ืองจากมนุษย์มีความต้องการหลากหลาย และมีความกว้างไร้ขอบเขต ถ้ารู้จักใช้ ปญั ญามาแยกแยะระหว่างคณุ ค่าแท้คณุ ค่าเทียม ทำ� ให้ลดความต้องการลงจนถงึ จุดทีพ่ อดจี ริงๆ ผลทเ่ี กดิ ขน้ึ กค็ อื คนจะมธั ยสั ถ์ ตดั ความฟงุ้ เฟอ้ ลดการเบยี ดเบยี นกนั ในสงั คมและเออื้ ประโยชน์ ต่อสภาพแวดล้อมไปตวั ดว้ ย ๒.๓ การใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นทางสร้างสรรค์ 145 การรจู้ กั พอดใี นการบรโิ ภค มคี วามหมายรวมไปถงึ การสรา้ งสรรคว์ ทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปในแนวทางใหม่ เพอื่ สนองท่าทีต่อธรรมชาตแิ ละพฤติกรรมทางเศรษฐกจิ อย่าง ที่กล่าวมาแลว้ ทศิ ทางพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมไทยในสบิ ปขี า้ งหนา้ โดยมที ศั นะเกย่ี วกบั การ ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาเพ่ือความย่ังยืนว่ามนุษย์ประมวลน�ำความรู้จาก ธรรมชาติ มาปรับปรุงวิถชี วี ติ ของตนใหส้ ะดวกสบายขน้ึ ความรนู้ ี้คอื วทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ เปน็ ความ รูส้ ากล มนษุ ย์ได้นำ� ความร้สู าขาน้ีและความรใู้ นสาขาอืน่ เชน่ เศรษฐศาสตรก์ ารเงินมาประยกุ ต์ ใชเ้ พื่อสนองความต้องการของมนษุ ย์ ท่ีเรียกวา่ เทคโนโลยี ในอีกดา้ นหนง่ึ มนุษยก์ ต็ อ้ งพยายาม ศึกษาจิตใจของมนุษยเ์ อง เพ่ือม่งุ ลดความทุกข์ แสวงหาความสุขและวถิ ชี วี ติ ทส่ี งบ ที่จะอย่รู ว่ ม กนั อยา่ งสนั ติ โดยลดการเบยี ดเบยี นกัน ความร้นู ี้ก็ คอื ศาสนธรรมเพื่อให้การแกป้ ัญหามนุษย์ สงั คม และสภาพแวดลอ้ มบังเกดิ ผลอย่างสมบูรณ์ บุคคลจำ� เป็นจะตอ้ งพิจารณาลดพฤติกรรมที่ เปน็ อปุ นิสัย หรือความเคยชนิ ทเี่ ป็นพิษเปน็ ภัยต่อการพัฒนาตนและเป็นอุปสรรคตอ่ การพัฒนา ทยี่ ง่ั ยนื ไดแ้ ก่ การทำ� อะไรตามสบาย พฤตกิ รรมเหน็ แกค่ วามสนกุ เปน็ ทต่ี งั้ ซง่ึ เปน็ พฤตกิ รรมระดบั บุคคล และพฤติกรรมระดบั สงั คมวัฒนธรรม เช่น พฤติกรรมหนา้ ใหญใ่ จโต พฤติกรรมหลงใหล รวมท้ังพฤติกรรมการแก้ปัญหาด้วยความเห็นแก่ตัวแต่ปรับเปล่ียนพฤติกรรมการแก้ปัญหาเป็น

เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมแทน ถา้ สามารถทำ� ไดอ้ ยา่ งนี้ กเ็ ทา่ กบั วา่ เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ทส่ี ำ� คญั สำ� หรบั การสร้างสนั ตสิ ุขส่วนบคุ คล และสร้างสันตภิ าพของสงั คมไปพรอ้ มๆ กนั พทุ ธปรัชญาว่าดว้ ยการพฒั นามนุษย์ การพัฒนาชวี ิตมนุษยต์ ามแนวพุทธปรัชญา ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยส่วนประกอบท่ีเป็นนามธรรมและส่วนประกอบท่ีเป็นรูปธรรม ส่วนประกอบท่ีเป็นนามธรรมเรียกรวมว่า จิตใจ ส�ำหรับส่วนประกอบที่เป็นรูปธรรมเรียกว่า ร่างกาย การพฒั นาชีวติ มนุษยจ์ งึ เปน็ การพัฒนาจิตใจและรา่ งกายของมนุษย์ จติ ใจและร่างกาย เปน็ พ้นื ฐานแหง่ ชวี ติ การพฒั นาทงั้ จติ ใจและรา่ งกายจำ� ตอ้ งดำ� เนนิ การไปพรอ้ มๆ กนั และมลี กั ษณะการพฒั นา แบบสมดุล (Balanced Development) พระพุทธศาสนาพิจารณาว่า จิตใจเป็นผู้น�ำร่างกาย ร่างกายเคล่ือนไหวไปตามความ ต้องการของจติ ใจเปน็ ส่วนใหญ่ พลังขับเคล่อื นให้รา่ งกายเคลื่อนไหว นอกจากระบบการส่งั การ จากประสาทในสมองแล้ว ส่วนทม่ี ีพลงั ทส่ี ดุ บงั คับใหส้ มองสงั่ การคอื จิตใจนนั้ เอง 146 ตามปกตจิ ิตใจจดั อยใู่ นระบบรบั ความรสู้ กึ และระบบการรบั รู้ (Perception) ความรสู้ กึ เป็นธรรมชาตขิ องจติ ทัว่ ไป เชน่ รสู้ กึ ดีใจ รู้สึกเศร้าใจ รู้สกึ สุข รู้สึกทกุ ข์ ความรู้สึกดงั กล่าวเกดิ ขึ้นจากการไดส้ ัมผสั กับสง่ิ ทีม่ ากระทบทางประสาทสัมผัส เช่น ตาได้สัมผสั กับรปู หูไดส้ ัมผัสกบั เสยี ง หากจติ ใจชอบกจ็ ะปรงุ แตง่ ใหเ้ กดิ ความสขุ ความยนิ ดี ในทางกลบั กนั หากจติ ใจไมช่ อบกจ็ ะ ปรุงแตง่ ใหเ้ กดิ ความเกลียด ความทุกข์ สภาพความรู้สึกสุข หรือทุกข์ขึ้นอยู่กับระดับการรับรู้ การรับรู้ เป็นภาวะที่จิตเปิดรับ ขอ้ มลู ข่าวสาร มีความสามารถในการแยกแยะข้อดขี อ้ เสียของสิ่งทมี่ ากระทบทางตา หู จมกู ลนิ้ และกาย การได้สัมผสั กบั ส่งิ ที่มากระทบเรยี กว่า ประสบการณ์ การรบั รเู้ ปน็ ความต้งั ใจทจ่ี ะรบั ขอ้ มลู ข่าวสาร ท่มี ากระทบประสาทสมั ผสั หรอื อินทรียท์ ง้ั ๕ ดังกลา่ ว ผลทป่ี รากฏจากการตง้ั ใจ รบั ขอ้ มลู ขา่ วสาร ทำ� ใหเ้ กดิ การประเมนิ คา่ วา่ สงิ่ นนั้ มปี ระโยชนห์ รอื ไมม่ ปี ระโยชนต์ อ่ ชวี ติ ตนเอง และต่อบคุ คลอ่นื ๆ ในสงั คมมากน้อยเพยี งใด พน้ื ฐานเบอ้ื งต้นการพัฒนาชีวิต ตามหลกั พทุ ธปรชั ญา พน้ื ฐานเบ้อื งต้นของการพฒั นามี๒อยา่ งคือ ๑ ส่งิ แวดล้อมทีด่ ี (กัลยาณมติ ร/ปรโตโฆสะ) ๒ การเตรยี มจิตใจใหต้ งั้ ใจรับรอู้ ยา่ งเป็นระบบและเชื่อม่ัน (กุศลฉนั ทะ)

สงิ่ แวดลอ้ มที่ดี สิ่งแวดล้อมท่ีดี คือการมีมิตรที่ดี ชุมชนสังคมท่ีดี ศิลปวัฒนธรรมที่ดี ประเพณีปฏิบัติ ต่างๆ ท่ดี ีงาม รวมถึงระบบการเมอื งการปกครองทีด่ ี ผู้นำ� ทางสงั คมที่ดี เปน็ ตน้ ส่ิงแวดล้อมที่ดี ท�ำให้เกิดศรัทธา ความเชื่อมั่นในการท�ำความดี และชักจูงโน้มน้าวให้ ยดึ ถอื เปน็ แบบอยา่ งของการพฒั นาเพอ่ื ใหบ้ รรลถุ งึ เปา้ หมายทด่ี งี าม ในคมั ภรี ์ สงั ยตุ ตนกิ าย มหา วารมรรค พระพทุ ธเจา้ ตรัสวา่ ๑๘ “ภิกษทุ ้ังหลาย เมื่อดวงอาทิตยอ์ ทุ ัยอยู่ ยอ่ มมแี สงอรุณเป็นบพุ นมิ ิต ฉันใด ความมีกลั ยาณมติ รกเ็ ป็นตวั นำ� เป็นบุพนมิ ิต แห่งการเกดิ ข้ึนของอริยอัษฏางคิกมรรคแกภ่ กิ ษุ ฉันน้นั ภกิ ษผุ ้มู ีกลั ยาณมิตร พงึ หวังสิ่งน้ีได้ คือ จกั เจรญิ จกั ทำ� ใหม้ าก ซง่ึ อรยิ อษั ฏางคมิ รรค” ขอ้ นเี้ ปน็ การแสดงใหเ้ หน็ วา่ การปฏบิ ตั ติ ามหนทางอนั ประเสรฐิ หรอื อรยิ มรรคจกั ดำ� เนนิ ไปได้ ก็โดยอาศยั กลั ยาณมติ รเปน็ แบบอยา่ ง การปฏบิ ตั ิตามอรยิ มรรคถือได้ว่าเป็นการยกระดบั การด�ำเนินชีวิตให้สูงขึ้นหรือให้ประเสริฐข้ึน กัลยาณมิตร รวมเอาสิ่งที่เป็นสัปปายะ คือองค์ ประกอบตา่ งๆ ที่เออ้ื ต่อการพฒั นาจิตใจของมนุษยใ์ หส้ งู ข้ึน๑๙ 147 การเตรียมจติ ใจให้ต้งั ใจรับร้อู ยา่ งเป็นระบบและเช่ือมน่ั การเตรียมจิตใจให้พร้อมรับรู้เป้าหมายของการพัฒนาต้องด�ำเนินการอย่างเป็นระบบ การเตรียมความพร้อมทางจิตใจน้ี เป็นการโน้มน�ำความคิดให้เช่ือว่า การพัฒนานั้นเป็นสิ่งที่ดี ขณะเดยี วกัน การกระตุ้นใหม้ นษุ ย์มีความเชือ่ มนั่ วา่ การพัฒนาตนเองให้มศี ักยภาพสูงขึ้นและมี จติ ใจทเี่ พยี บพรอ้ มดว้ ยคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมอนั ดงี ามนนั้ เปน็ สง่ิ ทที่ ำ� ใหม้ นษุ ยม์ คี ณุ คา่ มศี กั ดศิ์ รี มีสถานภาพในสังคมสูงข้ึน กระบวนการขั้นน้ีอาจเรียกว่า เป็นขั้นตอนการสร้างความใฝ่รู้หรือ ความกระตอื รอื รน้ ใฝร่ ใู้ ฝพ่ ฒั นา (กศุ ลฉนั ทะ)๒๐ มนษุ ยต์ อ้ งไดร้ บั การถา่ ยทอดความรคู้ วามเขา้ ใจ ในเรอ่ื งการพฒั นาอยา่ งแจม่ ชดั ๑๘ ส.ํ ม. ๑๙/๑๒๙/๓๖ ๑๙ สปั ปายะ คอื สภาวะทเี่ กอ้ื หนนุ การบำ� เพญ็ สมาธมิ ี ๗ อยา่ ง คอื (๑) ทอี่ ยอู่ าศยั (๒) แหลง่ อาหาร (๓) เรอ่ื งทพี่ ดู คยุ เสรมิ การปฏบิ ตั ิ (๔) บคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ งชว่ ยใหจ้ ติ ใจสงบผอ่ งใส (๕) อาหารการกนิ (๖) อณุ หภมู สิ ภาพแวดลอ้ ม (๗) อริ ยิ าบถ ดรู าย ละเอยี ดใน วนิ ย. อ. ๑/๕๒๔ ๒๐ ฉนั ทะ เปน็ หลกั การนำ� ไปสคู่ วามสำ� เรจ็ ขอ้ ๑ ในหลกั ธรรม อทิ ธบิ าท ๔ คอื ฉนั ทะ วริ ยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา ท.ี ปา. ๑๑/๒๓๑/๒๓๓

กุศลฉันทะ จ�ำเปน็ ต้องปลูกฝงั ใหเ้ กิดมีข้ึนในจิตใจของมนษุ ย์ กศุ ลฉนั ทะเปรยี บเสมือน สภาพดินท่ีดี พร้อมท่ีจะรองรับการปลูกพืชให้เจริญงอกงามและให้ผลผลิตตามที่ผู้ปลูก ต้องการ ดงั น้นั การรับรู้สิง่ ท่ดี ีมปี ระโยชน์ มคี ณุ คา่ เป็นแรงกระตนุ้ อยา่ งหน่ึงทส่ี ่งเสรมิ ให้บคุ คล มคี วามพรอ้ มทีจ่ ะรบั การฝึกอบรมในส่งิ ท่ดี งี าม และมคี วามกระตือรือร้นในการรับการฝกึ อบรม หรอื การพัฒนาโดยไมท่ ้อแท้ แมจ้ ะมอี ปุ สรรคมาขัดขวางก็จะไม่ยอมทอ้ ยง่ิ มกี ุศลฉนั ทะแรงหรือ เขม้ แขง็ มากเทา่ ไร กย็ งิ่ มวี ริ ยิ ะอตุ สาหะทจี่ ะรบั การฝกึ อบรมมากขนึ้ เทา่ นนั้ กศุ ลฉนั ทะ เปน็ ความ พรอ้ มแหง่ จติ ใจทเ่ี สรมิ ดว้ ยปญั ญา คอื มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในสงิ่ ทไี่ ดร้ บั มาอยา่ งดี สามารถแยกแยะ ได้วา่ ความรูท้ ี่ได้รับมามปี ระโยชนห์ รอื ไรป้ ระโยชน์ การเตรยี มความพร้อมทางจติ ใจนถ้ี อื ได้ว่าเป็นพน้ื ฐานส�ำคญั ย่ิงสำ� หรับการพัฒนา ชีวติ มนุษย์ เม่ือมีองค์ประกอบพนื้ ฐานทางการภาพและทางจติ ใจซึ่งจำ� เปน็ ส�ำหรบั การพฒั นาจติ ใจ มนุษย์ดังกล่าวแลว้ จึงสมควรดำ� เนนิ การพฒั นาตามขนั้ ตอนของการพัฒนาจิตใจมนษุ ย์ตอ่ ไป กระบวนการพัฒนาจติ ใจของมนุษย์ 148 กระบวนการพัฒนาจิตใจของมนษุ ย์ วิเคราะห์ตามแนวพทุ ธปรชั ญา ด�ำเนินการตามขน้ั ตอน ๗ ข้นั ตอน ดังน้ี ขน้ั ตอนท่ี ๑ ส�ำรวจสภาพทางจิตใจ ขั้นตอนท่ี ๒ ระบุความตอ้ งการในการพัฒนา ขั้นตอนที่ ๓ ช้แี จงวตั ถปุ ระสงคข์ องการพัฒนาจติ ใจ ขน้ั ตอนท่ี ๔ จัดทำ� บทเรยี น/แบบฝกึ อบรม ขั้นตอนที่ ๕ ด�ำเนนิ การฝกึ อบรม ขั้นตอนท่ี ๖ วเิ คราะหผ์ ลการฝกึ อบรม ขน้ั ตอนท่ี ๗ ประเมนิ ผลการฝกึ อบรม กระบวนการพัฒนาจติ ใจของมนษุ ย์ดังกลา่ ว ดำ� เนนิ การตามกรอบอริยสัจจ์ ๔ กล่าวคือ ขน้ั ท่ี ๑ ขนั้ ท่ี ๒ ขนั้ ท่ี ๓ ต้องได้รับการอธิบายให้ชดั เจน ท้ัง ๓ ขัน้ น้ีเปรยี บเหมือนสภาพปญั หา และความจริงบางอย่างอันไม่พงึ ปรารถนา ซ่งึ วเิ คราะห์ตามพทุ ธปรัชญาก็คือ ความทกุ ข์ สภาพจิตใจแห่งบุคคลเป้าหมายท่ีต้องได้รับการพัฒนาสามารถรู้ได้จากการสังเกต พฤติกรรมหรือการแสดงออกทางกายและทางวาจา แต่ขั้นนีจ้ ะดำ� เนนิ ตอ่ ไปได้ก็โดยอาศัย การ สังเกตอย่างใกลช้ ดิ และต่อเน่ือง สภาพจติ ใจทีม่ ีปัญหาจะแสดงออกมาโดยปราศจากการควบคุม ถึงจะมีการควบคุม แต่

ก็ควบคุมได้น้อย ดังน้ัน พฤติกรรมที่แสดงออกมาจึงสะท้อนถึงปัญหาทางจิต เช่น เมื่อมีความ โกรธ กจ็ ะแสดงออกมาซ่งึ ความโกรธโดยไมค่ �ำนึงถึงสถานท่แี ละเวลา คนที่มปี ัญหาทางจิตมกั จะ ขาดความอดทน ชอบมองโลกในแงร่ า้ ย (Pessimistic) เปน็ คนเจา้ อารมณ์ใจแคบ ทนเห็นคนอน่ื ไดด้ กี วา่ ตนเองไมไ่ ด้ (อจิ ฉารษิ ยา) และชวี ติ ดเู หมอื นจะมคี วามทกุ ขต์ ลอดเวลา แทบจะไมม่ คี วาม สขุ หรอื สดชื่นใดๆ และอาจจะไม่มกี ารแสดงออกมาแมก้ ระทัง้ รอยยมิ้ หรอื เสียงหัวเราะ เปา้ หมายของการพัฒนาจิตใจมนุษย์ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ปอ.ปยตุ โต) กลา่ วถงึ บคุ คลทม่ี จี ติ ใจพฒั นาดแี ลว้ จะประกอบดว้ ย จิตทม่ี คี ุณลกั ษณะ ๓ ประการคอื ๑ สุขภาพจิตดี ๒ คณุ ภาพจติ ดี ๓ สมรรถนจติ ดี เสถียรพงศ์ วรรณปก๒๑ กลา่ วไว้ เช่นกนั ว่า บคุ คลทม่ี กี ารพัฒนาดแี ล้ว จติ ใจ จะมีลักษณะเดน่ ๓ ประการ คือ ๑ ผอ่ นคลาย ๒ อ่อนโยน ๓ เขม้ แขง็ และสร้างสรรค์ 149 เมื่อศึกษาและวิเคราะห์โดยละเอียด เป้าหมายการพัฒนาจิตใจของมนุษย์ตามหลัก พุทธปรัชญามีดังน้ี ๑ พฒั นาจิตใจใหม้ คี วามสขุ พระพุทธศาสนาเหน็ วา่ ชวี ติ คอื ความทุกข๒์ ๒ สิ่งท่ีต้องท�ำให้เกิดความสุข คือการก�ำจัด ความทุกขไ์ ดย้ อ่ มท�ำให้มีความสุข การจะบรรลถุ ึงความสขุ ไดต้ อ้ งกำ� จัดสาเหตแุ หง่ ความทกุ ข์ (สมุทัย) อันไดแ้ กค่ วามโลภ ความโกรธ และความหลง กิเลสใหญ่ ๓ ประการน้เี ป็นบ่อเกดิ แหง่ ความทกุ ข์ และผลักดันให้แสดงออกมาเป็นกเิ ลสยอ่ ยหรอื กเิ ลสฝอยต่างๆ อกี มากมาย เช่น ความอาฆาตพยาบาท ความขดั เคอื งนอ้ ยใจ ความลมุ่ หลงพอใจในกามคณุ อยา่ งไรส้ ติ การตกเปน็ ทาสอบายมขุ ดงั นน้ั การมคี วามตอ้ งการอยากได้ อยากมี อยากเปน็ โดยไมม่ ที ส่ี น้ิ สดุ ลว้ นถกู ผลกั ดันโดยกิเลสคือโลภะ ราคะ การมุ่งโจมตี ท�ำลายล้างคนท่ีคิดต่างเห็นต่าง เป็นผลของกิเลสคือ โทสะ พยาบาท เป็นต้น ประกอบกบั อวชิ ชาเขา้ มาครอบงำ� จึงยดึ มัน่ ถือม่นั (อปุ าทาน) ในทฏิ ฐิ ๒๑ เสถยี รพงศ ์ วรรณปก. (๒๕๕๙).นสพ.มตชิ น ๓ ตค. หนา้ ๓๒. ๒๒ ชวี ติ คอื นามรปู วสิ ทุ ธ.ิ ๓/๒๑๖. ชวี ติ ไมเ่ ทย่ี งเปน็ ทกุ ข์ ไมม่ ตี วั ตน. ท.ี ปา. ๑๑/๒๒๘/๒๒๙ ฯลฯ

ของตนเองจนไมเ่ ปิดใจรบั ฟังความคดิ เห็นของบคุ คลอื่น ดงั นัน้ มิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นสาเหตุผลัก ดันใหเ้ กิดความทกุ ขอ์ ยา่ งหนึง่ ข้อน้วี เิ คราะห์ตามหลกั อริยสจั จ์ ๔ ความสขุ ของมนษุ ยเ์ ปน็ สง่ิ ทเ่ี กดิ จากการปฏบิ ตั ติ ามจรยิ ธรรม ความสขุ แหง่ จติ ใจเกดิ จากการไดป้ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ จดั เปน็ นริ ามสิ สขุ ๒๓ คอื เปน็ ความสขุ ทไ่ี มอ่ งิ ดว้ ยอามสิ หรอื วตั ถุ สง่ิ ของใดๆ เปน็ ความสขุ ทไี่ มเ่ จือด้วยความหมกั หมม เปน็ ความสุขทไ่ี มเ่ กดิ โทษในภายหลงั ๒๔ อามิสสุข เปน็ ความสขุ ในเบือ้ งต้นส�ำหรบั ปุถุชนผยู้ งั เสพกามคุณอยู่ แต่ผ้ทู ่มี ปี ัญญา รเู้ ทา่ ทนั กฎแหง่ ไตรลกั ษณ์ จะไมถ่ ลำ� ลกึ หลงใหลในอามสิ สขุ จนเกดิ อนั ตรายหรอื ความเดอื ดรอ้ น รุนแรง จิตใจที่พัฒนาดีแล้วจะมีหลักประกันชีวิต คือนิรามิสสุขโดยจะไม่แสวงหาความสุขที่อยู่ บนฐานการเบยี ดเบยี นชวี ติ ของบคุ คลอนื่ อามสิ สขุ ได้จากการสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ คือ ทางตา ทางหู ทาง จมกู ทางลนิ้ และทางกายสมั ผสั และไดจ้ ากความคดิ อยากไดส้ งิ่ ตา่ งๆ แลว้ ไดร้ บั สงิ่ นน้ั ตามความ ปรารถนา สว่ นนิรามิสสขุ เปน็ ความสขุ ภายในจติ ใจ ท่ปี ลอดโปร่งผอ่ งใส ปราศจากสิ่งขัดขวาง กีดกัน เป็นความสุขที่ปลอดจาก ความวิตก กังวล ความรู้สึก คับแคบ และปราศจากกิเลส ปรงุ แตง่ 150 สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยุตฺโต)๒๕ ได้กลา่ วว่า อามสิ สขุ เป็นความสขุ ทีอ่ งิ อาศัยปัจจยั ภายนอก อันไดแ้ ก่อารมณ์ และวัตถุส�ำหรบั สนองความต้องการ จติ ที่ตดิ อยู่กบั อามิส สขุ เปน็ จติ ท่ยี งั ไม่ไดร้ ับการพฒั นามกั จะด้นิ รน กระวนกระวายแสวง มีลกั ษณะยึดติด หวงแหน เปน็ ความสขุ ทอ่ี งิ อยกู่ บั ความเหน็ แกต่ วั และเปน็ ความสขุ ทพ่ี รอ่ งอยเู่ ปน็ นติ ย์ มนษุ ยท์ ม่ี คี วามสขุ แบบนจี้ ะมจี ติ ใจผนั แปรเปลย่ี นแปลงไปตามอารมณแ์ ละวตั ถภุ ายนอก ซงึ่ อาจจะเรยี กวา่ ภาวการณ์ ตกเป็นทาสของปจั จยั ภายนอก สว่ นความสขุ ทเ่ี ปน็ นริ ามสิ สขุ เปน็ ความสขุ จากภายในจติ ใจ โดยไมอ่ งิ อาศยั อารมณแ์ ละ วัตถุจากภายนอก เป็นความสุขที่ปราศจากกิเลสคือความอยากมาปรุงแต่ง เป็นความสุขที่เกิด จากความเข้าใจในเหตุผลขอลการท�ำสิ่งที่ดีงาม เป็นความสุขทางจิตท่ีเป็นอิสระและมีปัญญา (อเุ บกขา) ภาวะจติ ใจท่ีมลี ักษณะดงั กลา่ วเรยี กวา่ ภาวะพ้นทุกข์ มนษุ ยค์ วรได้รับการพัฒนาให้ รจู้ ักแสวงหาความสุขที่อยเู่ หนือวตั ถหุ รืออารมณภ์ ายนอก โดยควรเป็นความสขุ ท่ีได้รับจากการ บำ� เพญ็ ประโยชนช์ ่วยเหลือคนอ่ืนอันเป็นหลกั จริยธรรมเพ่อื สังคม ๒๓ ตามหลกั พทุ ธธรรม ความสขุ มี ๒ อยา่ ง คอื (๑) อามสิ สขุ (สขุ ทอ่ี งิ อาศยั วตั ถสุ งิ่ ของหรอื กามคณุ ) (๒) นริ ามสิ สขุ (คอื สขุ ทไ่ี มอ่ งิ อาศยั วตั ถสุ ง่ิ ของหรอื กามคณุ ) ด ู อง. ทกุ . ๒๐/๓๑๓/๑๐๑ ๒๔ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๔๙).พทุ ธธรรม. อา้ งแลว้ . หนา้ ๗๑. ๒๕ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๔๙) อา้ งแลว้ . หนา้ ๗๔-๗๖.

๒. พฒั นาจติ ใจให้มีความนิ่มนวลอ่อนโยน จติ ใจทม่ี คี วามน่มิ นวล อ่อนโยน คอื จติ ใจทเี่ ตม็ ไปด้วยความรกั ความเมตตา เป็นจติ ใจ ที่มองเห็นการช่วยเหลือบุคคลอื่นส�ำคัญเหนือประโยชน์ส่วนตน เป็นจิตใจที่พร้อมจะให้โดยไม่ หวังอะไรตอบแทน บุคคลท่มี ีจติ ใจพัฒนาดแี ล้วจะสรา้ งแตส่ ่งิ ทีด่ งี าม มนุษย์ทม่ี ีคณุ ธรรมเท่าน้นั จะเป็นท่ีปรารถนาของมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ที่มีคุณธรรมก็คือมนุษย์ท่ีมีจิตใจน่ิมนวล อ่อนโยน แมแ้ ตอ่ ำ� นาจเหนอื ธรรมชาตกิ ย็ อ่ มชอบมนษุ ยท์ มี่ จี ติ ใจนม่ิ นวล ออ่ นโยน ดงั นน้ั มนษุ ยท์ มี่ เี มตตา ยอ่ มเป็นทร่ี กั ของเทวดา และอมนษุ ย์ท้ังหลายดว้ ย มนษุ ยท์ ีม่ ีเมตตาถือว่าเป็นมนุษยท์ ่ีมีเกราะ ป้องกนั ภยั ไม่ว่าจะเปน็ ภยั จากมนุษย์ด้วยกัน หรอื ภัยจากเทวดาและอมนษุ ย์ต่างๆ๒๖ ศัตรูท่ีส�ำคัญแห่งจิตใจท่ีน่ิมนวล อ่อนโยนก็คือ ความอาฆาต พยาบาท และความ โกรธ ตัวกเิ ลสดังกลา่ วทำ� ใหจ้ ติ ใจหยาบกระด้าง ไมน่ มิ่ นวล และยอ่ มสามารถผลกั ดันจติ ใจใหม้ ี การแสดงออกในลักษณะประทษุ รา้ ยตอ่ ตนเองโดยไม่รตู้ วั รวมทั้งกระตุ้นใหร้ า่ งกายประทุษรา้ ย ตอ่ บคุ คลอนื่ ดว้ ยทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ความเครยี ด อนั เปน็ ภาวะทตี่ รงกนั ขา้ มกบั ความยอ่ มคลายดงั ทก่ี ลา่ ว มาแลว้ กระบวนการพฒั นาจติ ใจใหเ้ กดิ ความนม่ิ นวล ออ่ นโยน ตอ้ งเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการชใ้ี หโ้ ทษ แหง่ ความอาฆาตพยาบาทและความโกรธ โทษคอื ภยั ทส่ี รา้ งความเสยี หายอนั เนอื่ งมาจากความอาฆาต 151 พยาบาทและความโกรธมีปรากฎเป็นตัวอยา่ งตามสอ่ื ต่างๆ ทแี่ สดงออกมาให้เห็นเป็นประจ�ำ๒๗ พระครูพิพิธปริยัติกิจ (ชยันต์ พุทธธมฺโม) และพระมหาสมพงษ์ สนฺตจิตโต ได้ท�ำการ ศกึ ษาเรอื่ ง ความโกรธ และวธิ จี ดั การความโกรธ๒๘ ไดก้ ลา่ วถงึ ภยนั ตรายของความโกรธ ซง่ึ สามารถ สรุปได้ ๒๒ ประการ คอื ๑) สญู เสยี สุขภาพ ๒) มผี ิวพรรณทรามไมส่ ดใส ๓) ขาดสติทำ� ใหอ้ ยเู่ ปน็ ทุกข์ ๔) ประสบทุกข์ทนั ตา ๕) โภคทรพั ยเ์ สยี หาย ๖) เสอื่ มจากลาภยศ สรรเสรญิ และสขุ ๗) เส่ียงตอ่ การเป็นฆาตกร ๘) จิตก�ำเริบฟ้งุ ซ่านไมส่ ะอาด ๙) เปล่ียนพฤติกรรมผิดปกติทนั ที ๑๐) ประสบทกุ ขแ์ ละภยั พิบัติต่าง ๆ ๑๑) ท�ำลายประโยชนท์ ท่ี �ำไปแล้ว ๑๒) มองไม่เหน็ ธรรม ๑๓) เสื่อมจากกุศลธรรม ๑๔) พดู จาหยาบคาย เสยี ดสี ๑๕) ทะเลาะวิวาท ท�ำลายมติ รภาพและกอ่ ความแตกแยก ๑๖) ทำ� รา้ ย ท�ำลายกัน จนกระท่ังก่อสงคราม ๑๗) ทำ� อัตวินบิ าตกรรม ๑๘) ไร้ ๒๖ ดรู ายละเอยี ดในปพั ภารวาสติ สิ สเถรวตั ถ.ุ ธ.อ. ๘/๑๒๓ ซง่ึ พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนพระปพั ภารวาสตี สิ สเถระแผ่ เมตตาแกเ่ ทวดาทมี่ ารงั ควาญตนขณะทบ่ี ำ� เพญ็ เพยี รภาวนาในปา่ ๒๗ หนงั สอื พมิ พข์ า่ วสด ลงวนั ที่ ๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ รายงานโทษภารทำ� รา้ ยรา่ งกายวยั รนุ่ คกู่ รณขี บั รถจกั รยานยนต์ เฉยี่ วชนรถเกง๋ ของพธิ กี ร ดารา ทมี่ ชี อ่ื เลน่ วา่ นอต ซงึ่ ทำ� ใหด้ าราพธิ กี ารดงั กลา่ วสญู เสยี ตำ� แหนง่ หนา้ ทกี่ ารงานจากการเปน็ พธิ กี าร ในสถานโี ทรทศั นท์ กุ ชอ่ งทกุ รายการ ความโกรธทำ� ใหอ้ นาคตความรงุ่ เรอื งแหง่ ชวี ติ ดบั ลงอยา่ งนา่ เสยี ดาย ๒๘ พระครพู พิ ธิ ปรยิ ตั กิ จิ (ชยนั ต์ พทุ ธฺ ธมโฺ ม) และพระมหาสมพงษ์ สนตฺ จติ โฺ ต (๒๕๕๘). ความโกรธและการจดั การ ความโกรธ:๑ กรงุ เทพมหานคร : กองทนุ ผลติ หนงั สอื และตำ� ราวชิ าการทางพระพทุ ธศาสนายวุ พทุ ธสงฆ,์ หนา้ ๔๙-๖๗

ญาติขาดมติ ร ๑๙) ประพฤติทจุ ริต ทางกาย วาจา และใจ ๒๐) ตายก่อนวัย และตายไม่สงบ ๒๑) ขัดขวางการบรรลุธรรมชัน้ สูง ๒๒) เกดิ ในอบายภูมิ ทคุ ติภมู ิ และนิรกภมู ิ ศตั รขู องความนิ่มนวล อ่อนโยน ก็คอื ความโกรธ การพัฒนาจติ ใจใหม้ คี วามนิม่ นวลต้อง พฒั นาการป้องกัน มิใหค้ วามโกรธเกดิ ข้นึ ขณะเดียวกันเมื่อมีความโกรธเกิดข้นึ ต้องแก้ไขโดยลด เลกิ ละความโกรธ การแกไ้ ขวกี ารดงั กลา่ วตอ้ งใชส้ ตกิ ำ� กบั สตคิ อื รเู้ ทา่ ทนั สภาวะแหง่ จติ ทถ่ี กู ปรงุ แต่งดว้ ยอารมณ์ ทีม่ ากระทบ สตจิ งึ เปน็ เคร่ืองมอื ปอ้ งกันและแก้ไขความโกรธ ความโกรธน้ัน เป็นกิเลสส�ำคัญมากและ เป็นมูลเหตุแห่งการกระท�ำทุจริตทางใจ ทาง กายและทางวาจา การก�ำจดั ความโกรธไดย้ ่อมอยูเ่ ป็นสุข๒๙ ความโกรธ นอกจากเป็นศตั รูแหง่ ความเมตตา กรณุ าแลว้ ยงั เปน็ ศตั รแู หง่ ความผอ่ นคลายอกี ดว้ ยซงึ่ ความผอ่ นคลายในทนี่ ก้ี ค็ อื ความสขุ นัน่ เอง ๓ การพัฒนาจิตใจให้มคี วามเขม้ แข็ง สร้างสรรค์ จติ ใจทเี่ ขม้ แขง็ คอื จติ ใจทมี่ ภี มู ติ า้ นทานกเิ ลสและสง่ิ ยว่ั ยตุ า่ งๆ อยา่ งแขง็ แกรง่ เปน็ จติ ใจ ท่ีมีขันติเป็นอย่างสูงและเป็นจิตใจที่เต็มไปด้วยสติปัญญา พร้อมกับแข็งแกร่งด้วย สมาธิและ วปิ สั สนา (สต)ิ ตลอดเวลา จติ ใจทเี่ ข้มแข็งแสดงถึงจิตใจทีด่ งี ามพรอ้ มๆ กัน 152 คุณลักษณะจิตใจที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ ประกอบด้วยจิตใจที่มีคุณธรรมเหล่าน้ี คือ ขันติ วริ ิยะ สมั มาทิฏฐิ สมั มาสมาธิ สัมมาสติ กตญั ญู โยนโิ สมนสิการ คุณลักษณะดังกลา่ ว มิได้ แยกออกจากคณุ ลกั ษณะทไ่ี ดก้ ลา่ วมาขา้ งตน้ แตใ่ นบางคนอาจจะมคี ณุ ลกั ษณะจติ ใจดา้ นใดดา้ น หนึง่ เข้มแข็งกว่าดา้ นอ่นื ดงั นั้น คุณลกั ษณะดา้ นอนื่ จึงอาจจะไม่มโี อกาสแสดงออกมาให้เห็น การพฒั นาจติ ใจใหม้ คี วามเขม้ แขง็ และสรา้ งสรรค์ ตามคณุ ลกั ษณะทกี่ ลา่ วมา จะตอ้ งเรมิ่ ตน้ ดว้ ย การเตรยี มความพรอ้ ม ๑) ทางด้านบคุ คลท่เี ก่ียวข้องกนั กระบวนการพฒั นา คอื ผ้ถู ูก พัฒนา และผู้มีสนับสนุนการพัฒนา ๒) ทางด้านสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอ้ือต่อประสิทธิภาพการ พฒั นาโดยไมพ่ ลุกพลา่ นจอแจและมีความปลอดภยั ๓) ทางด้านหลกั สูตร เน้อื หาท่ีเหมาะสม ๔) ทางดา้ นปัจจัยบ�ำรุงและส่งเสรมิ การพัฒนารวมทั้งวัสดุอปุ กรณแ์ ละคา่ ใช้จา่ ยต่างๆ ๕) ทางด้าน สภาพดินฟ้า อากาศ (ตอ้ งจัดอบรมภายใตส้ ภาพอุณหภมู ทิ ่ีเหมาะสม) ๖) ทางด้านการคมนาคม การสอื่ สารทส่ี ามารถเดินทางตดิ ตอ่ ไปมาไดส้ ะดวก๓๐ ความพร้อมด้านต่างๆ เป็นเง่ือนไขจ�ำเป็นมากส�ำหรับกระบวนการพัฒนาจิตใจ ความ พร้อมดงั กล่าวมาอาจเรียกตามทฤษฎรี ะบบ (Systems Theory) ว่า เป็นปจั จัยน�ำเขา้ (Input) ๒๙ โกธํ ฆตวฺ า สขุ ี โหต.ิ ๓๐ ประยกุ ตจ์ าก แนวคดิ สปั ปายะ ๗ ประการแหง่ พทุ ธธรม วนิ ย. อ. ๕๒๔, ม

ในการพัฒนาจิตใจทุกด้านจ�ำเป็นต้องค�ำนึงถึงปัจจัยความพร้อม ขณะเดียวกันการเตรียมความ พร้อมน้ี ถือว่าเป็นกระบวนการพัฒนาเบื้องต้นก็ได้ มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเป็นอุปสรรคต่อ การเตรย่ี มความพรอ้ ม เช่น การขาดปจั จยั คือสิ่งแวดลอ้ มทเ่ี หมาะสมทีจ่ ะตอ้ งเตรยี มให้พร้อม แต่กลับไมพ่ ร้อม ยอ่ มมผี ลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาโดยกระบวนการทจ่ี ะดำ� เนนิ ตอ่ ไปอาจ ช้าลง และอาจจะสง่ ผลกระทบตอ่ ผลสำ� เร็จในการดำ� เนินการพัฒนา กระบวนการพฒั นาจติ ใจมนุษย์ตามแนวพุทธปรชั ญา คำ� ว่ากระบวนการพัฒนา (Process of Development) คือ กระบวนการดำ� เนินการ เพอ่ื บรรลผุ ลสำ� เรจ็ ในทนี่ หี้ มายถงึ ความสำ� เรจ็ อนั เกดิ จากการพฒั นาจติ ใจซงึ่ จะตอ้ งมคี ณุ ลกั ษณะ ผ่อนคลาย อ่อนโยน และเข้มแข็ง กระบวนการน้ีด�ำเนินการโดยการเปล่ียนแปลงสภาพจิตใจที่ เปน็ ทกุ ข์ เครยี ด ชอบโกรธและไมม่ คี วามรู้ ไปสคู่ ณุ ลกั ษณะทดี่ งี ามตามเปา้ หมายการพฒั นาจติ ใจ ดังกล่าวขา้ งต้น กระบวนการพัฒนาจิตใจ ก็คือกระบวนการขดั เกล่าจติ ใจ จากสภาพดอ้ ยพฒั นา ใหเ้ ปน็ จิตใจท่เี จรญิ กา้ วหน้า มีสติปญั ญา มคี วามรู้เขม้ แขง็ มีวฒุ ิภาวะทางอารมณ์ และมคี วาม เมตตา กรณุ าต่อเพ่อื นมนษุ ย์ และสตั ว์โลก ในการพฒั นาจติ ใจมนษุ ยจ์ ะประกอบดว้ ยกระบวนการทสี่ ำ� คญั ๕ กระบวนการทสี่ ำ� คญั ๕ กระบวนการ๓๐ คอื ๑ การให้มีศรัทธา เชื่อม่ันในผลของการเสียสละหรือการให้ทานโดยไม่หวังอะไร 153 ตอบแทน การให้ (หรือทาน) เป็นกระบวนการขั้นต้นในการขัดเกลามิให้จิตใจคับแคบหยาบคาย เหน็ แกต่ วั โดยทวั่ ไปมนษุ ยช์ อบคนทใ่ี ห้ มนษุ ยท์ ย่ี ดึ ตดิ กบั วตั ถจุ ะมองผใู้ หว้ ตั ถทุ บี่ คุ คลชอบวา่ เปน็ คนใจดมี เี มตตา กรุณา ดงั นนั้ ผทู้ ่ีใหจ้ งึ มกั จะเปน็ ท่ีรกั ของผรู้ บั ตวั อยา่ งการพัฒนาให้เกดิ ศรัทธา ในทางมมี ากมาย โดยเฉพาะตวั อยา่ งของบคุ คลทสี่ งั คมใหเ้ กยี รตยิ กยอ่ งวา่ เปน็ คนดี (คนมใี จด)ี มี ปรากฏออกมาผา่ นสอ่ื ตา่ งๆ เปน็ ประจำ� ซงึ่ มกั จะเปน็ คนมนี ำ้� ใจชว่ ยเหลอื งานสาธารณประโยชน์ (จติ อาสา) และบริจาคเงนิ ทอง สิง่ ของตา่ งๆ แก่ผยู้ ากไรแ้ ละองคก์ รที่ช่วยเหลือผยู้ ากไร้ การได้เห็นตัวอยา่ งของคนท�ำความดมี ีนำ้� ใจชว่ ยเหลือสงั คม ย่อมทำ� ให้จติ ใจของบคุ คล เกิดปติ ิ มคี วามสขุ ความผ่อนคลาย และพร้อมจะดำ� เนินการตามแบบอยา่ งทดี่ งี ามเหล่าน้ัน การ ให้ทานด้วยจิตทีบ่ ริสทุ ธิ์ และดว้ ยสิ่งของทีบ่ รสิ ทุ ธิ์ ย่อมจะสง่ ผลใหจ้ ติ ใจมคี วามสะอาดและสูงสง่ ตามไปดว้ ย การใหท้ านจงึ ตอ้ งใหด้ ว้ ยใจทเี่ ปน็ กศุ ล การอบรมใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั ให้ อาจจะเรม่ิ ตน้ ดว้ ย ๓๑ กระบวนการทง้ั ๕ กระบวนการนป้ี ระยกุ ตจ์ ากหลกั ธรรมทชี่ อ่ื อนปุ พุ พกิ ถา ๕ ซงึ่ ประกอบดว้ ย ๑) ทาน ๒) ศลี ๓) สคุ ตโิ ลกสวรรค์ ๔) โทษของการยดึ มน่ั ถอื มนั่ ในกามคณุ และ ๕) ผลของการเสยี สละโลกยี สขุ และมงุ่ แสวงหาความสขุ อนั ประณตี สงู ยง่ิ ขนึ้ ดรู ายละเอยี ดใน ท.ี ส.ี ๙/๒๓๗/๑๘๙

การใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั การแสดงความชน่ื ชมยนิ ดี (อนโุ มทนาหรอื มทุ ติ า) ตอ่ บคุ คลอน่ื ทไี่ ดใ้ หท้ าน และ มีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ การหัดแสดงความช่ืนชมยินดีต่อการท�ำความดีของ บคุ คลอน่ื ต้องทำ� เปน็ ประจ�ำจนกลายเป็นนสิ ัยตดิ ตัว ผลของการแสดงความชื่นชมยินดีต่อความดีหรือความส�ำเร็จของบุคคลอื่นย่อมท�ำให้ บุคคลมีความสงบไร้ความริษยา๓๒ ซึ่งก็คือการมีจิตใจที่ผ่อนคลายไร้ทุกข์อันเกิดจากความริษยา บุคคลอ่นื ปัญหาการเมืองที่ท�ำให้สังคมวุ่นวายเกิดการเดินขบวนต่อต้าน หรือประท้วง หรือปิด ถนน ปดิ บา้ นเมือง ปดิ สถานทรี่ าชการ สว่ นหน่งึ เกดิ จากจิตใจของผนู้ ำ� ทางการเมอื งบางคนขาด มุทติ า มแี ตค่ วามริษยาในนกั การเมืองทีไ่ ด้รับผลสำ� เรจ็ จากการเลือกต้ังแต่ไดเ้ ปน็ รฐั บาล นักการ เมอื งทไ่ี มม่ มี ทุ ติ า ถอื วา่ เปน็ คนใจแคบ จติ ใจมคี วามตระหนเี่ ปน็ ประจำ� และไมเ่ คยใหส้ ง่ิ ใดแกบ่ คุ คล อ่ืนด้วยความบริสุทธ์ิใจโดยจะให้อะไรแก่ใครก็ตามมักจะค�ำนึงถึงผลตอบแทนว่า คุ้มค่าหรือไม่ การให้ท�ำนองนี้ก็คือการลงทุนนั่นเอง มิใช่การให้แบบให้ทานที่บริสุทธ์ิ ปัญหาความทุกข์ความ เดอื ดรอ้ นในสงั คมจะลดนอ้ ยลง ถา้ ประชาชนในสงั คมมจี ติ ใจเสยี สละ รจู้ กุ ใหแ้ ละมมี ทุ ติ าตอ่ การ ท�ำความดีของคนอื่น ๒ การอบรมให้มีศลี 154 กระบวนการพัฒนาจิตใจให้มีศีล คือ กระบวนการน้อมน�ำจิตใจให้กลับมาสู่ภาวะปกติ แห่งมนุษย์ท่ีแท้จริง ภาวะปกติแห่งมนุษย์ คือ ภาวะที่มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยปราศจากการ เบยี ดเบยี นกนั เปน็ ภาวะทม่ี นษุ ยม์ องมนษุ ยใ์ นฐานะเปน็ มติ ร มใิ ชเ่ ปน็ ศตั รแู ละเปน็ ภาวะทม่ี นษุ ย์ เคารพในสิทธิแหง่ ความเปน็ มนษุ ย์ดว้ ย ศลี จงึ เปน็ กระบวนการพฒั นาจติ ใจมนษุ ยใ์ หม้ คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม การมศี ลี ถอื วา่ เปน็ การ ชำ� ระจติ ใจใหส้ ะอาด บรสิ ทุ ธ์ิ สงู สง่ และประณตี กระบวนการอบรมพฒั นาใหม้ ศี ลี สามารถดำ� เนนิ การตามล�ำดับแห่งความละเอียดอ่อนและสูงส่งโดยผู้ที่ยังไม่มีศีลเบ้ืองต้นจะต้องพัฒนาให้ ประพฤติปฏิบัตติ ามหลกั เบญจศลี หรือศีล ๕ อันเปน็ ศีลข้นั พน้ื ฐานส�ำหรับมนุษยใ์ หส้ ังคมทัว่ ไป ๓ เบญจศลี เป็นกรอบของการพัฒนาจิตใจมนษุ ย์และสงั คม สมเดจ็ พระมหารชั มงคลาจารย์ (ชว่ ง สริ ิปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากนำ้� ไดต้ รสั ไว้วา่ ศลี ๕ เป็นหลักประกันของมนุษย์ เป็นคุณธรรมสากล ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด๓๓ มนุษย์ควรมี ความมุ่งมัน่ อดทนตอ่ การถูกเบียดเบยี นและไมป่ รารถนาจะเบียดเบยี นเพือ่ นมนุษยด์ ว้ ยกนั ควร ๓๒ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (๒๕๕๗). พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม อา้ งแลว้ หนา้ ๑๖๐-๑๖๑ ๓๓ พมิ พใ์ นแผน่ POSTER ของสำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสรา้ งเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.) ชดุ สอ่ื การวดั การความรกู้ บั สขุ ภาวะเชงิ พทุ ธ สถาบนั วจิ ยั พทุ ธศาสตร ์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั พ.ศ. ๒๕๕๘

ประกอบอาชีพสจุ รติ ไม่ฉอ้ โกง ควรยกย่องความเปน็ มนษุ ยแ์ ห่งสตรเี พศมคี วามจรงิ ใจท่ีจะพดู ให้ เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์อย่างมีสติปัญญา ไม่ตกเป็นทาสของสุรา ยาเสพย์ติดโดยรู้เท่าถึง โทษภัยของการเสพตดิ ตา่ งๆ คำ� ถามทม่ี กั จะไดย้ นิ ไดฟ้ งั ตลอดเวลากค็ อื มมี าตรการอะไรบา้ งในการสง่ เสรมิ ใหค้ นปฏบิ ตั ิ ตนตามกรอบของศีล ๕ และใช้มาตรการอะไรในการลงโทษผฝู้ ่าฝืนไมป่ ฏิบัติตามหลักเบญจศลี การแสวงหาค�ำตอบต่อค�ำถามดังกล่าว มักจะโยงไปถึงผู้มีอ�ำนาจในการปกครองบ้าน เมอื ง และองคก์ รมหาเถรสมาคม แนน่ อน หากใชม้ าตรการตามกฎหมายในการลงโทษผฝู้ า่ ฝนื ไม่ ปฏิบัตติ นตามกรอบของศลี ๕ จะตอ้ งมกี ารบญั ญัตศิ ลี ๕ ในกฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา และตอ้ งใหส้ ภานติ บิ ญั ญตั แิ หง่ ชาตริ บั รองการออกกฎหมายวา่ ดว้ ยศลี ๕ และการลงโทษผฝู้ า่ ฝนื ไมป่ ฏบิ ตั ิตามกรอบแห่งศีล ๕ แตป่ ระเดน็ การใชม้ าตรการทางกฎหมายลงโทษผฝู้ า่ ฝนื ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามกรอบแหง่ ศลี ๕ มี บญั ญตั ไิ วใ้ นกฎหมายแพง่ และกฎหมายอาญาทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การลงโทษผทู้ ำ� รา้ ยรา่ งกายบคุ คลอนื่ (ศลี ข้อท่ี ๑) และผลู้ ักทรัพย์ของบคุ คลอื่น (ศลี ข้อที่ ๒) เปน็ ตน้ บทบัญญัติแหง่ กฎหมายเหล่านี้ แม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นบทบัญญัติแห่งศีล ๕ แต่ก็เป็นบทบัญญัติท่ีส่งเสริมการปฏิบัติตามศีล ๕ โดยทางออ้ มนน่ั เอง การลงโทษทางแพง่ เชน่ การปรบั และทางอาญาตามมาตรทางกฎหมาย ยอ่ ม ทำ� ใหค้ นเกดิ ความกลวั ตอ่ การลงโทษ ความกลวั การลงโทษเปน็ แรงผลกั ดนั มใิ หค้ นเบยี ดเบยี นคน 155 อ่ืน ลักขโมยทรัพย์สินของบุคคลอื่น ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอ่ืนจะได้รับการเคารพก็โดย อาศัยมาตรการลงโทษตามกฎหมาย แตค่ วามกลัวการถกู ลงโทษ ควรเกิดจากจิตส�ำนึก คอื การ มีหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันมิให้แสดงความรุนแรงต่อชีวิต และละเมิดต่อ ทรพั ยส์ ินของบุคคลอ่นื ที่มีประสทิ ธภิ าพสูงสุด การแสดงหาคำ� ตอบมาตรการสง่ เสรมิ การปฏบิ ตั ติ นตามกรอบแหง่ ศลี ๕ จะเปน็ มาตรการ ทางสังคม ซ่ึงจะต้องให้เกียรติยกย่องหรอื ใหร้ างวัลแก่คนท�ำความดี ปฏิบตั ติ นเปน็ แบบอย่างทดี่ ี และคอยช่วยเหลือแนะน�ำบุคคลอื่นให้เคารพในสิทธิแห่งชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอ่ืน มาตรการทางสังคมดังกล่าวน้ี ปรากฏในขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมหลายรูปแบบ เป็น ขบวนการอนรุ กั ษน์ ยิ มและขบวนการสทิ ธมิ นุษยชน เปน็ ต้น ขบวนการสทิ ธมิ นุษยชน คอื ขบวนการเคล่อื นไหว เพอื่ มงุ่ สนองความตอ้ งการสทิ ธแิ หง่ มนษุ ย ์ มนษุ ยต์ อ้ งการมสี ทิ ธขิ นั้ พนื้ ฐานในเรอื่ งดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) การกระทำ� สง่ิ ทดี่ งี ามและสรา้ งสรรค์ ๒) การครอบครองสง่ิ ตา่ งๆ ที่ไดม้ าดว้ ยความชอบธรรม และ ๓) การไดร้ ับบางสงิ่ บางอยา่ งที่ตน พึงได้ทั้งทเ่ี ป็นวตั ถุและเป็นนามธรรม เช่น การเคารพ๓๔ ๓๔ Roderick C. Ogleyใน William Outhwaite(บรรณาธกิ าร) อา้ งแลว้ ๒๐๐๖ หนา้ ๕๗๓

โดยหลกั การสากล มนษุ ยย์ อ่ มมสี ทิ ธดิ งั กลา่ ว สงั คมทพี่ ฒั นาแลว้ จะออกกฎหมายรองรบั สิทธิดังกล่าวของมนุษย์ ซึ่งใช้เป็นแบบฉบับของสิทธิพิเศษเหนือกฎหมายหรือสิทธิตามศีลธรรม อีกด้วย สิทธติ ามศีลธรรม (Moral Right) เปน็ สทิ ธิตามธรรมชาติแหง่ ความเป็นมนุษยก์ ล่าวอีก นยั หนงึ่ สทิ ธติ ามศลี ธรรมกค็ อื สทิ ธทิ ม่ี นษุ ยค์ วรปฏบิ ตั ติ อ่ กนั อยา่ งเหมาะสม มคี วามเคารพ เออ้ื เฟอ้ื เผื่อแผ่ซ่ึงกันและกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกันเพื่อการด�ำรงอยู่ร่วมกันตามธรรมชาติอย่างเป็น ปกตแิ หง่ กลุม่ มนุษย์ โดยสภาพแหง่ ธรรมชาติ (State of Nature) มนุษยเ์ ป็นสตั ว์โลกท่ตี อ้ งมีศีล ธรรม คือต้องงดเวน้ จากการเบยี ดเบียนกนั ดังน้นั มนุษยค์ วรรู้จกั ผ่อนคลายในการปฏบิ ตั ติ ่อกัน ไมค่ วรบงั คบั กนั ในเรือ่ งท่ีอาจจะขดั กบั สิทธแิ หง่ ศีลธรรมหรอื สทิ ธิแหง่ ความเปน็ ธรรมชาต๓ิ ๕ พระพุทธศาสนาเน้นสิทธิแห่งมนุษย์ในด้านต่างๆ ท่ีมนุษย์ควรจะมีและควรจะเป็น โดยเฉพาะสิทธใิ นการทำ� ความดตี อ่ เพื่อนมนุษย์ดว้ ยกนั เอง ตอ่ สัตวโ์ ลก ตอ่ ธรรมชาติ และตอ่ ส่ิง ทอี่ ยเู่ หนอื ธรรมชาติ (โอปปาตกิ ะ) มนษุ ยค์ วรมสี ทิ ธใิ นการพฒั นาตวั เอง โดยเฉพาะการพฒั นา จิตใจให้มีคุณธรรมสูงข้ึนจึงถึงข้ันหลุดพ้นจากกิเลส ศีลกล่าวโดยเฉพาะเบญจศีล เป็นพื้นฐาน แห่งการพัฒนาจิตใจมนษุ ย์ควรใหส้ ิทธิในการรักษาศลี หรือปฏบิ ัติตามหลักศลี แต่มนษุ ยไ์ มค่ วร ใชส้ ทิ ธิในการท�ำร้ายเบียดเบยี นชีวติ อื่นๆ รวมกระท่งั สทิ ธิในการแสวงหาผลประโยชนอ์ นั มชิ อบ 156 บนพ้นื ฐานความเดือดร้อนของผู้อื่น ในทางจติ ใจนนั้ สงิ่ ทม่ี นษุ ยต์ อ้ งการมากทส่ี ดุ คอื ความเปน็ อสิ ระ ปราศจกการถกู บงั คบั ข่มขืนจิตใจ มนุษย์ทุกคนต้องการสิทธิตามธรรมชาติข้อน้ีมากท่ีสุด ซึ่งทุกคนจะต้องมีอย่างเท่า เทียมกัน ขณะเดียวกันมนุษย์จะต้องมีอิสระในการเลือกอย่างฉลาดโดย ๑) การมีสิทธิในการ อดทนอย่รู ่วมกับบุคคลอ่นื ปราศจากการใชก้ ารบังคบั หรือกดขก่ี ันและกัน และ ๒) การมีสทิ ธิที่ จะท�ำส่ิงใดสิ่งหน่ึงซง่ึ ไมเ่ ปน็ การบงั คับฝนื ใจหรือเปน็ อนั ตรายตอ่ บุคคลอ่ืน๓๖ ในหลวงรชั กาลที่ ๙ ทรงตรัสเม่ือวนั ท่ี ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๐ สรปุ ได้ว่า สิทธิและเสรภี าพ ควรใชอ้ ย่างเหมาะสมและควรใชใ้ นทางสรา้ งสรรค์ ไม่ควรใช้สิทธแิ ละเสรีภาพในการสรา้ งความ ทกุ ขค์ วามเดอื ดรอ้ นแก่บุคคลอื่น๓๗ มนษุ ยท์ ม่ี ศี ลี เทา่ นนั้ จะสามารถเคารพในสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอน่ื และจะไมใ่ ช้ สิทธิและเสรีภาพของตนก่อความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น รวมท้ังแต่สัตว์โลกอื่นๆ ดว้ ย การปฏบิ ัตติ ามหลักศลี ธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลกั เบญจศลี จะส่งผลให้ไดร้ ับส่ิงท่ีดี ๓๕ John Locke. ๑๖๙๐. (๑๙๖๐).Two Treatises of Government ed. Peter Laslett. Cam bridge University Press. ๓๖ H. L. A. Hart, ๑๙๕๕ : Are there any natural rights? Philosophical Reviews ๖๔, ๑๗๕-๙๑. ๓๗ พระราชดำ� รสั พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช รชั กาลท่ี ๙ พระราชทานแกพ่ สกนกิ รชาวไทย เมอ่ื วนั ท่ี ๕ ธนั วาคม ๒๕๕๐.

หลายอยา่ งทง้ั ในระดบั โลกยี ะ และระดบั โลกตุ ตระ กลา่ วคอื ในระดบั โลกยี ะ ศลี จะทำ� ใหไ้ ดป้ ระสบ ความสงบสุข อันเน่อื งมาจากการมเี มตตา ซงึ่ เปน็ องคป์ ระกอบของศีลขอ้ ทีห่ นง่ึ และศลี ยงั ส่งผล ให้ได้อาชีพการงานที่ดี ม่ันคง อันเป็นหลักประกันชีวิตท่ีทุกคนในสังคมปรารถนามากท่ีสุด นอกจากนี้ ศลี ทำ� ใหบ้ คุ คลเลอ่ื นสถานภาพทางสงั คม (Social Status) สงู ขนึ้ เปน็ คนทส่ี งั คมยกยอ่ ง ใหเ้ กียรตแิ ละถอื วา่ เปน็ คนดีแห่งสังคม คนดี คอื คนท่ีรักษาศีลเปน็ ประจ�ำ ในระดบั โลกุตตระ ศลี เป็นพ้ืนฐานส�ำคัญที่จะน�ำไปสู่การดับทุกข์ท้ังหมด และเข้าถึงสภาพความเป็นอริยบุคคลท่ี สมบรู ณ๓์ ๘ ๔ กระบวนการส่งเสริมการบรรลุเป้าหลายชีวิตทดี่ งี าม กระบวนการข้ันน้ี เป็นการต่อยอดการพัฒนาไปสู่เป้าหมายชีวิตที่ดีงาม กล่าวคือเป็น กระบวนการพัฒนาจิตใจใฝ่สัมฤทธ์ิ และจิตใจท่ีมีความมุ่งม่ันเพ่ือบรรลุถึงเป้าหมายชีวิตที่ดีงาม ซึ่งมีการวางแผนการด�ำเนินการอย่างเปน็ ระบบ เปา้ หมายชวี ติ ท่ดี งี ามในระดับพ้นื ฐาน คือการ มีการศกึ ษาทด่ี ี มกี ารงานท่มี ัน่ คง และมีครอบครัวทีอ่ บอุน่ และขยายไปถึงการมีสิง่ แวดล้อมที่ ดี มีกลุ่มบุคคลท่ีเป็นมิตรอย่างแท้จริง เป้าหมายชีวิตในระดับพ้ืนฐานนี้เป็นเป้าหมายชีวิตของ ปถุ ุชนทตี่ อ้ งการมีชีวติ เป็นปกตใิ นฆราวาสวสิ ัยทวั่ ไป เปา้ หมายชวี ติ ทดี่ งี ามในระดบั สงู ขน้ึ ไปกค็ อื การอยหู่ า่ งไกลจากศตั รู และมภี มู ติ า้ นทาน 157 กิเลสมารต่างๆ ท่ีมากระทบจิตใจ เป้าหมายระดับสูงกว่าระดับพื้นฐานนี่จะสร้างข้ันมาให้เป็น เปา้ หมายไดจ้ ะตอ้ งไดร้ บั การฝกึ อบรมอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและถอื วา่ เปน็ การวางเปา้ หมายทอี่ าจจะเปน็ เรอื่ งยากสำ� หรบั ผทู้ ไี่ มไ่ ดส้ ะสมทนุ ทจ่ี ะชว่ ยเปน็ แรงขบั เคลอื่ นจากอดตี พระพทุ ธศาสนาพจิ ารณา วา่ การวางเปา้ หมายระดบั นเี้ กดิ จากปจั จยั ทเ่ี ปน็ แรงหนนุ จากอดตี หากไมม่ กี รรมทเี่ ปน็ กศุ ล หรอื มเี พยี งเลก็ นอ้ ย มนษุ ยจ์ ะถกู พดั ไปตามกระแสแหง่ กเิ ลสตณั หาอนั เปน็ ลกั ษณะตามสญั ชาตญาณ ดนิ แหง่ สัตวโ์ ลก ขณะเดียวกนั การจะบรรลุถึงเปา้ หมายระดบั น้ีไดม้ นุษย์จะตอ้ งต่อสู้กับอุปสรรค ท่ีอยู่ภายในคือกิเลสตัณหา และอุปสรรคภายนอกที่เป็นปัจจัยขัดขวางท้ังโดยตรงและโดยอ้อม กลา่ วคอื มนษุ ยจ์ ะตอ้ งมคี วามเชอ่ื วา่ มสี ง่ิ ทส่ี งู สง่ ดงี ามในระดบั สงู กวา่ การดำ� รงชวี ติ อยแู่ บบปถุ ชุ น ทั่วไปในสงั คม เป้าหมายทส่ี ูงขึ้นไปนีอ้ าจจะมีชอ่ื เรียกว่า สวรรค์ สุคติ ซงึ่ เปน็ ภพภูมิทที่ ำ� ใหผ้ ู้ที่ ไปเกิดมีความสขุ เพลิดเพลนิ นึกปรารถนาสงิ่ ที่ดงี ามใดๆ ก็สามารถบรรลุถึงได้ ในระดบั โลกยี วิสยั เปา้ หมายทส่ี ามารถประสบและบรรลถุ งึ ไดใ้ นโลกปจั จบุ นั กค็ อื การได้ ประสบผลสำ� เรจ็ ในอาชพี การงานทมี่ สี ถานภาพสงู ขนึ้ การไดเ้ ปลยี่ นความคดิ และเจตคตจิ ากแบบ ๓๘ อานสิ งสแ์ หง่ ศลี ปรากฏอยใู่ นบทสรปุ ตอนทา้ ยหลงั จากการสมาทานเบญจศลี วา่ ดว้ ยอำ� นาจศลี ผสู้ มาทานและ ปฏบิ ตั จิ ะบรรลถุ งึ ความพรง่ั พรอ้ มดว้ ยโภคทรพั ย์ (โภคสมั ปทา) เขา้ ถงึ สคุ ตโิ ลกสวรรค์ (สคุ ตงิ ยนั ต)ิ และเขา้ ถงึ ความดบั ทกุ ขไ์ ด้ ทง้ั หมด (นพิ พตุ งิ ยนั ต)ิ ด ู หนงั สอื สวดมนตเ์ จด็ ตำ� นาน ๒๕๕๗, เลยี่ งเซยี งจงเจรญิ : พระนคร, หนา้ ๑๓๐-๑๓๓.

มองโลกในแงร่ า้ ยเจตคตแิ บบใหม่ทเ่ี ปิดกว้างขึน้ ลดการยดึ ติด (อุปาทาน) กับบุคคล วตั ถสุ ิง่ ของ หรอื ความรสู้ กึ นึกคดิ ทเ่ี ปน็ เหตุให้เครยี ดเป็นทุกข์กค็ อื ไดว้ า่ เปน็ การบรรลถุ งึ ภพภูมใิ หม๓่ ๙ อยา่ งไรกต็ ามการพฒั นาจิตใจให้ถงึ ระดับนไ้ี ด้จะต้องอาศยั ความเชือ่ และปญั ญา รวมทงั้ ประสบการณ์ ความเช่ือมน่ั ตอ้ งอยบู่ นพื้นฐานความมเี หตุผลตามหลักอรยิ สัจ ๔ ประการ ปญั ญา เปน็ ตวั กลน่ั กรองใหเ้ ลอื กการกระทำ� ทส่ี ง่ ผลดที ส่ี ดุ และประสบการณซ์ งึ่ อาจจะมาจากตนเองหรอื อาจจะมองเห็นตวั อยา่ งจากบุคคลอ่นื สามารถกลอ่ มเกลาจิตใจบุคคลใหส้ ูงส่งขน้ึ ถงึ ระดับน้ีได้ ขั้นที่ ๔ การพฒั นาจิตใจไมใ่ ห้ประมาทในชีวติ ข้ันนี้เป็นขั้นที่จิตใจมีความมั่นคง มีสติปัญญาค่อนข้างสมบูรณ์ซ่ึงสามารถท�ำให้มนุษย์ พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง (อนิจจตา) ความบบี คนั้ เปน็ ทุกข์ (ทกุ ขตา) และความ ไม่มตี ัวตน (อนัตตตา) แหง่ ขนั ธ์หรอื กองแหง่ ชีวติ แม้วา่ มนษุ ยจ์ ะประสบความส�ำเรจ็ ในชีวิต และจิตใจของมนุษยม์ คี วามผ่อนคลาย รา่ เรงิ เพลดิ เพลนิ มคี วามสขุ จากการสมปรารถนาในระดบั โลกยี วสิ ยั ซง่ึ ยงั เจอื ดว้ ยกามคณุ แตท่ า้ ยทส่ี ดุ แล้ว สภาวะความสำ� เรจ็ และความสขุ เพลดิ เพลนิ ท่ีไดร้ ับก็จะไม่สามรถดำ� รงอยยู่ ั่งยืนได้ และจะ ต้องแตกดับสิน้ สลาย พรอ้ มกับขันธห์ รือชวี ิต ทั้งทเี่ ปน็ รูปขนั ธ์และนามขันธ์ ดังนนั้ มนษุ ย์จงึ ไม่ 158 ควรประมาทในชวี ติ การพฒั นาจติ ใจไมใ่ หป้ ระมาท คอื การพฒั นาจติ ใจใหม้ สี ตแิ ละปญั ญาอยกู่ บั ตวั ตลอด เวลา โดยการใหก้ ารอบรมให้รูว้ า่ ความสนกุ รา่ เริงในกามคุณนัน้ มโี ทษหลายอยา่ งหากปราศจาก สติเข้ามาควบคุม โทษแหง่ การเพลิดเพลินในกามคุณอยา่ งปราศจากสตปิ ระกอบด้วย ๑) โทษทางกาย คอื ผลเสยี ทเี่ กดิ แกร่ า่ งกาย เชน่ การเปน็ โรคภยั ไขเ้ จบ็ อนั เนอื่ ง มาจากบริโภคกามวัตถุ ๒) โทษทางจติ ใจ คอื ความทกุ ขค์ วามโทมนสั อนั เนอื่ งมาจากการตอ้ งพลดั พราก จากบคุ คลและสิง่ อันเปน็ ท่ีนา่ รัก นา่ ใคร่ นา่ ปรารถนา นา่ พอใจ และความทุกขท์ างใจ อันเนอ่ื ง มาจากถกู ขดั ขวางไม่ให้ได้รบั ในสง่ิ ทีต่ ้องการ มนษุ ย์ปกติทมี่ ีความสขุ ความเพลดิ เพลินกบั บคุ คล หรือส่ิงใดก็ตามจนเปน็ นิสยั เคยชิน มกั จะยึดอยู่กบั บคุ คลหรือสิง่ นน้ั จนกระทงั่ เป็นอปุ าทาน คือ คดิ ว่า เป็นของเรา หากยึดตดิ อยา่ งรนุ แรง คลงั่ ไคล้ กจ็ ะยงิ่ มีความทุกข์ ความโทมนัสมากย่งิ ขน้ึ หากไม่ได้รับในส่ิงที่ตอ้ งการ และจะเกิดความโกรธ ความอาฆาตพยาบาทต่อผทู้ ี่ขดั ขวางไมใ่ หไ้ ด้ รบั สิ่งอันนา่ ปรารถนาน้ัน ๓๙ มนษุ ยท์ เ่ี ปลย่ี นความคดิ จากมจิ ฉาทฏิ ฐมิ าเปน็ สมั มาทฏิ ฐิ อาจเรยี กวา่ เปน็ ผเู้ กดิ ใหม่ (ทวชิ าต)ิ กไ็ ด้

โทษแหง่ การยดึ ตดิ ในกามวตั ถมุ พี น้ื ฐานมาจากกเิ ลส คอื ราคะ โทสะ และโมหะ ดงั นนั้ ในระดบั นจี้ งึ ควรอบรมจติ ใจของมนษุ ยใ์ หม้ องเหน็ โทษของการยดึ ตดิ ในกามคณุ อยา่ งคลง่ั ไคล้ บคุ คลทปี่ ระสบความสำ� เรจ็ ในอาชพี การงาน มสี ถานภาพทางเศรษฐกจิ และ สังคมทม่ี ั่นคง จำ� เป็นตอ้ งอบรมพัฒนาจิตใจมใิ ห้ประมาท ยดึ มัน่ ในภาวะท่เี ป็นจนขาดสติ และ มผี ปู้ ระสบความมงั่ คงั่ ทางอำ� นาจและทรพั ยส์ นิ จำ� นวนไมน่ อ้ ยในสงั คมหลงยดึ ตดิ ในกามคณุ และ ในภพภมู ิท่เี ปน็ อยู่ ขาดสติตกอย่ภู ายใตอ้ �ำนาจกิเลส ในข้นั สุดทา้ ยประสบชะตากรรม ถูกกระทำ� ใหต้ กตำ�่ สนิ้ ทรัพยส์ ้ินอำ� นาจ เพราะฉะนนั้ บคุ คลทส่ี มควรจะตอ้ งไปรบั การอบรมเปน็ พเิ ศษใหม้ องเหน็ โทษ ของการยดึ ตดิ ในโลกยี สขุ กค็ อื บคุ คลทมี่ สี ถานภาพทางเศรษฐกจิ สถานภาพทางการเมอื ง และ สถานภาพทางสังคมในระดับสูง ผลท่ีเกิดขึ้นจากการอบรมจิตใจให้มองเห็นโทษของอุปาทาน ในโลกยี สขุ ก็คือ (๑) ความไมป่ ระมาทในชีวิต (๒) การกระท�ำความดีไดม้ ากย่ิงขน้ึ โดยอาศัย สถานภาพที่สูงส่งและโอกาสท่ีได้รับเป็นฐานของการท�ำประโยชน์แก่สาธารณะเพ่ิมมากข้ึน (๓) การมีจิตส�ำนึกในอุปการคุณของบุคคลและปัจจัยต่างๆ ที่ส่งเสริมให้ได้รับความสำ� เร็จในชีวิต และทำ� การตอบแทนผมู้ อี ปุ การคณุ ทงั้ หลายดว้ ยกศุ ลวธิ ี (๔) การมคี วามรบั ผดิ ชอบเพมิ่ มากขนึ้ ต่อสังคม (๕) การตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และเคารพในสิทธิของ 159 เพอ่ื นมนษุ ยด์ ว้ ยกนั (๖) ความเขา้ ใจสจั ธรรมแหง่ ชวี ติ และเขา้ ใจถงึ กระบวนการแหง่ โลกธรรม๔๐ ท่กี ลา่ วมาทั้งหมดคือ คุณคา่ ที่ได้รับจากการอบรมในขนั้ น้ี โทษแหง่ กามคณุ หรอื จดุ บกพรอ่ งแหง่ กามคณุ นพ้ี ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงไวห้ ลาย แหง่ โดยทรงเปรยี บเทยี บ ดงั ตอ่ ไปน๔้ี ๑ ๑) เปรียบเหมือนสุนัขทีเ่ พลยี และหวิ โหย เม่ือมีผู้โยนทอ่ นกระดูกเปือ้ นเลือด ให้กแ็ ทะอยู่น่ันเอง จนเม่อื ยออ่ น อร่อยไม่เตม็ ปาก และไม่เต็มอมิ่ ไดจ้ ริง ๒) เปรยี บเหมอื นชน้ิ เนอ้ื ทแี่ รง้ หรอื เหยย่ี ว เปน็ ตน้ คาบบนิ มา เหยย่ี วหรอื แรง้ ตัวอื่นเหน็ เขา้ กโ็ ผเขา้ รุม จิกแยง่ เอา กามทัง้ หลายเป็นเหตุให้เกิดววิ าทชว่ งชงิ ประทุษรา้ ยกันก่อ ความเดอื ดร้อนไปทัว่ ๓) เปรยี บเหมือคนถือคบเพลิงหญา้ ลุกโพลงเดินทวนลม ไมช่ ้ากต็ ้องทงิ้ เสีย มิฉะนัน้ จะไหมแ้ ขนและอวยั วะต่างๆ อาจถึงตายได้ ๔๐ โลกธรรม คอื ลกั ษณะประจำ� โลก ทค่ี รอบงำ� สตั วโ์ ลกและทำ� ใหส้ ตั วโ์ ลกอยภู่ ายใตอ้ ำ� นาจตามมนั มี ๘ อยา่ ง คอื มี ลาภ ไมม่ ลี าภมยี ศ ไมม่ ยี ศ นนิ ทา สรรเสร๗ิ สขุ และทกุ ข ์ ดู อง.ฺ อฏฐก. ๒๓/๙๖/๑๕๙ ๔๑ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๔๔). พทุ ธธรรม อา้ งแลว้ หนา้ ๕๓๗-๕๓๘.

๔) เปรยี บเหมอื นหลมุ ถา่ นเพลงิ อนั รอ้ นแรง ผทู้ ร่ี กั ชวี ติ ทงั้ ทรี่ วู้ า่ หากตกลงไป ถา้ ไมต่ ายกต็ อ้ งเจบ็ สาหสั และไมอ่ ยากตกหลมุ แตก่ ม็ คี นแขง็ แรง คอยจบั ฉดุ แขนดงึ เขา้ ไปหาหลมุ อยู่เรื่อย ๕) เปรียบเหมือนความฝันที่มองเห็นความเฉิดฉายอ�ำไพ แต่พอตื่นขึ้นมาก็ หายไป เหลือแตค่ วามเสยี ดาย ๖) เปรยี บเหมอื นทรพั ย์สมบตั ิทีย่ ืมคนอื่นมา แมจ้ ะมองดูโก้หรมู คี นอน่ื ชอบ แตก่ ็ครอบครองช่วั ขณะเทา่ น้นั เมอ่ื ถงึ เวลา เจา้ ของ (ธรรมชาต)ิ ก็มาเอาคืนไป ๗) เปรียบเหมือนต้นไม้มีผลดกในป่าผู้ท่ีผ่านมา ต่างก็อยากได้ลูกผล ใช้วิธี การตา่ งๆ ในการไดล้ กู ผลอาจจะถงึ กบั ปนี ปา่ ยแยง่ เกบ็ และขวานโคน่ ตนั เพอื่ เอาลกู ทำ� ความเดอื ด ร้อนแกผ่ ู้ท่อี ยูบ่ นต้นกม็ ี ๘) เปรียบเหมอื นเขยี งสับเน้อื เมอ่ื เข้าไปยงุ่ ดว้ ยก็เทา่ กบั เส่ียงใหถ้ ูกสบั ๙) เปรยี บเหมอื นหอกและหลาวท่ีมกั จะคอยทมึ แทงใหไ้ ดแ้ ผลอยตู่ ลอด ๑๐) เปรียบเหมอื นหัวงูท่ีมีพษิ เขา้ ไปเกี่ยวข้องด้วยความไมร่ ะมดั ระวงั อาจ ฉกปล่อยพษิ ท�ำรา้ ยถึงแกช่ ีวติ ได๔้ ๒ โทษหรอื ขอ้ บกพรอ่ งของกามดงั กลา่ ว คอื ความเจบ็ ปวดอนั เนอื่ งมาจากการหลง 160 สนุกสนานไปกับรสหวานอร่อยของกาม กามคุณมักจะประทับความรู้สึกสุนกสนานให้ฝังลึกใน บุคคลท่ีหลงติด เมื่อความเพลิดเพลินเรือจางหายไปท้ิงไว้แต่ความทรมานใจให้คนบางคนพิไร รำ� พัน และโศกเศรา้ อาลัยหาอย่างปราศจากสติปญั ญาก็ได้ ขั้นที่ ๕ การอบรมจติ ใจใหม้ ปี ญั ญาทบี่ รสิ ทุ ธิ์สมบรู ณ์เข้าถึงความเป็นอรยิ บุคคล กระบวนการอบรมใหจ้ ติ ใจเขา้ ถงึ ระดบั นไี้ ดต้ อ้ งอาศยั กระบวนการอบรมตง้ั แต่ ข้นั ท่ีหนงึ่ เปน็ ตน้ มา ตามลำ� ดับ ในขน้ั ทผ่ี ่านมามกี ารอบรมให้เข้าถงึ เช้ือแหง่ ความเป็นอริยบุคคล มาบ้าง แมว้ า่ จะเปน็ เชอ้ื อรยิ บุคคลเพียงเลก็ นอ้ ยกม็ สี ว่ นทำ� ให้เกิดปัญญาหรือวิชชาได้ เมอื่ สง่ั สม อย่างตอ่ เน่ืองกจ็ ะบรรลถุ ึงขั้นบรสิ ุทธบ์ิ ริบูรณ์ตัดกเิ ลสไดท้ ัง้ หมด อปุ าทาน หรือการยดึ มน่ั เปน็ กเิ ลสตวั ขดั ขวางการเขา้ ถงึ อรยิ บุคคลกเิ ลสตัว ขดั ขวางดังกลา่ ว เปน็ กิเลสที่ฝงั แนน่ อยใู่ นสันดานแห่งมนษุ ยป์ ระกอบด้วย (๑) ความกำ� หนัดใน กาม (๒) ความหงดุ หงดิ ขดั เคอื งหรอื โทสะ (๓) การยดึ ถอื ความคดิ เหน็ วา่ เปน็ ความจรงิ (๔) ความ ลงั เล สงสัยในคุณธรรมจรยิ ธรรมที่ดวี า่ มีจริงหรอื ไม่ (๕) ความยดึ ถือตัวเองเป็นใหญ่ (๖) ความ อยากมอี ยากเปน็ และ (๗) ความไมร่ ูจ้ ริงคอื โมหะ๔๓ ๔๒ ด ู ม. ม. ๑๓/๔๗-๕๓/๔๑-๔๕, วนิ ย. ๒/๖๖๒/๔๓๒ ; ๖/๒๗๖/๑๐๘ ๔๓ กเิ ลสดงั กลา่ ว เรยี กวา่ อนสุ ยั หรอื เรยี กอกี อยา่ งหนงึ่ วา่ สงั โยชน ์ ดู ท.ี ปา. ๑๑/๓๓๗/๒๖๖, อง.ฺ สตตก. ๒๓/๑๑/๘

การลดการยดึ มนั่ ถอื มน่ั ในลกั ษณะอนั เปน็ ธรรมชาตขิ องปถุ ชุ นทวั่ ไป ตอ้ งดำ� เนนิ การแบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป และตอ้ งพจิ ารณาดดู ว้ ยวา่ บคุ คลใดมกี เิ ลสตวั ใด ในกเิ ลสตวั รนุ แรงมาก ที่สุด และเรียงออกมาจนถึงน้อยที่สุด กิเลสตัวใดตัวหนึ่งท่ีมีก�ำลังรุนแรง สามารถปิดบังหรือ ครอบงำ� การไม่ยึดมน่ั ถือมัน่ กเิ ลสตัวอืน่ ๆ ได้ เชน่ กเิ ลสคือโทสะ หรอื อาฆาตพยาบาททีม่ กี �ำลงั รนุ แรงย่อมสง่ ผลเสียตอ่ ความดงี าม แหง่ จิตใจด้านอื่นๆ ท่ีไดร้ บั การอบรมหรอื พัฒนามาบ้าง แลว้ กไ็ ด้ ดงั นนั้ การพฒั นาใหล้ ดโทสะ กค็ อื การอบรมใหม้ สี ตแิ ละมขี นั ติ หรอื ทมะ คอื ขม่ ใจ ปลกู ฝังความรักความเมตตาใหเ้ กิดมขี ้นึ เพอ่ื กลอ่ มเกลาจติ ใจให้คลายจากอาฆาตพยาบาทและโทสะ กระบวนการในการลดอุปาทาน การยึดม่ันถือมั่นในกิเลสท้ังหลาย สามารถ ด�ำเนนิ การไดด้ ้วยวธิ ีการ ๒ ประการคอื ๑) กระบวนการอบรมหรอื ขัดเกลาโดยตรง (Direct Socialization) ๒) กระบวนการอบรมหรอื ขัดเกลาโดยทางอ้อม (Indirect Socialization) กระบวนการอบรมขดั เกลาโดยทางตรง กระบวนการอบรมขดั เกลาโดยทางตรง คอื กระบวนการดำ� เนินการอยา่ งเป็น ระบบ โดยมผี รู้ บั ผดิ ชอบ มหี ลกั สตู รการฝกึ อบรม มกี ารประเมนิ ผล และการรบั รองผลการดำ� เนนิ การ แตก่ ระบวนการฝึกอบรมจิตใจให้เลกิ ลด ละ อุปาทานน้ี มักจะด�ำเนนิ การในรปู แบบการ ศกึ ษาและการปฏบิ ัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การปฏิบตั วิ ิปัสสนากัมมฏั ฐาน และการปฏิบัตสิ ม 161 ถกมั มัฏฐาน ได้รับการส่งเสรมิ เป็นพิเศษ จากสำ� นกั ปฏิบัตธิ รรมซงึ่ กระจายอยทู่ ั่วประเทศ การ ประเมนิ ผลจะดำ� เนนิ การโดย อาจารยห์ รอื พระอาจารยท์ สี่ อนการปฏบิ ตั ธิ รรมซง่ึ จะประเมนิ ออก มาในรปู แบบการสอบอารมณ์ โดยปกติมนุษย์ท่ตี อ้ งการแสวงหาทางหลดุ พน้ จากโลกยี วิสยั จะได้รับการกระ ตนุ้ ผลกั ดนั จาก (๑) บญุ บารมที ไี่ ดส้ ะสมมาตงั้ แตอ่ ดตี ชาติ และ (๒) สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ปน็ กลั ยาณมติ ร ทเ่ี ชญิ ชวนใหป้ ฏบิ ตั ธิ รรม ผทู้ ดี่ ำ� เนนิ การขดั เกลาหรอื ฝกึ อบรมในวธิ นี จ้ี ะมกี ารออกบวช สมาทาน ศลี ๘ ศีล ๑๐ หรอื ศลี ๒๒๗ ข้อ ตามลักษณะรูปแบบการออกบวชแต่ละประเภท การออกบวช ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกระบวนการอบรมขัดเกลาโดยตรงอย่างหนึ่ง และผู้ท่ีออกบวชด้วยใจ สมคั รมกั จะมปี ระสบการณใ์ นชวี ติ มคี วามรสู้ กึ อม่ิ ตวั ในชวี ติ โลกยี วสิ ยั เกดิ ภาวะเบอื่ หนา่ ยในชวี ติ ฆราวาส และตอ้ งการหาทางเพือ่ การหลดุ พน้ จากกิเลสตัณหาและตอ้ งการดับทกุ ขโ์ ดยสิ้นเชิง กระบวนการอบรมขดั เกลาโดยทางอ้อม กระบวนการอบรมขัดเกลาโดยทางอ้อม คือการะบวนการพัฒนาความรู้สึก ชนื่ ชมยนิ ดใี นการปฏบิ ตั ธิ รรม ใหเ้ กดิ ขนึ้ ภายในจติ ใจอยา่ งมนั่ คง (Internalization) กระบวนการ น้ี คือกระบวนการเลียนแบบจากตัวอย่างท่ีได้ศึกษาหรือจากบุคคลท่ีได้รับการยกย่องว่าเป็น

อริยบุคคล ผสู้ ลัดเคร่ืองพัฒนาการแหง่ โลกียธรรมไดท้ ้ังหมด เช่น การไดอ้ ่านประวัตพิ ระสัมมา สัมพทุ ธเจ้า ประวัตพิ ทุ ธสาวกในสมยั พทุ ธกาล และประวตั ขิ องพระนักปฏิบตั ธิ รรม เกิดศรทั ธา ความเล่ือมใสและตัดสินใจแสวงหาแนวทางหลุดพ้นจากความทุกข์ในโลกียชีวิตตามแบบอย่าง แหง่ พระอรยิ บุคคลเหลา่ นนั้ การประเมินผลการพฒั นาจติ ใจ การดำ� เนนิ การพัฒนาใดๆ กต็ าม ไมว่ า่ จะใชช้ ่อื วา่ การศกึ ษาอบรม การฝกึ ปฏิบตั ิ การ ขดั เกลาจิตใจหรอื คำ� อ่ืน ๆ ทีม่ คี วามหมายคล้ายคลงึ กนั อย่างเปน็ ระบบ จะต้องมกี ารประเมินผล การประเมนิ ผลมจี ดุ มุง่ หมาย ดังน้ี ๑) กระบวนการดำ� เนนิ การนน้ั ๆ ประสบผลสมั ฤทธิ์ (Achievements) ตามเปา้ หมาย ทก่ี ำ� หนดไวห้ รือไม่ ๒) การด�ำเนินงานคมุ้ ค่ากบั งบประมาณ และเวลาทสี่ นับสนนุ หรือไม่ ๓) การดำ� เนนิ งานประสบปญั หาอปุ สรรคอะไรบา้ ง และพบวธิ กี ารแกไ้ ขปญั หาอปุ สรร คน้นั ๆ อย่างไร ๔) กระบวนการดำ� เนนิ การพฒั นา เปน็ ทพ่ี งึ พอใจแกท่ งั้ ผดู้ ำ� เนนิ การและผรู้ บั การพฒั นา มากน้อยเพียงใด 162 กระบวนการประเมินผลการพัฒนาจิตใจ จะต้องใช้กระบวนการพิเศษ เหนือกว่า กระบวนการพฒั นาประเมนิ ผลการพฒั นาสง่ิ ทเ่ี ปน็ วตั ถุ แมว้ า่ กระบวนการประเมนิ ผลการพฒั นา จะสามารถประยุกตใ์ ช้บา้ ง แต่กไ็ ม่สามารถวัดผลสำ� เรจ็ การพฒั นาจติ ใจไดท้ กุ ระดบั การพัฒนา จิตใจมีเปา้ หมายเพอื่ ใหจ้ ติ ใจผอ่ นคลาย ออ่ นโยน และเขม้ แขง็ มสี มรรถภาพ ดงั ไดก้ ล่าวมาแล้ว ดังนั้น กระบวนการประเมินผลจะต้องใช้ผู้ท่ีมีความสามารถทางจิตใจเหนือกว่าผู้รับการพัฒนา เป็นผู้ประเมิน อยา่ งไรกต็ าม เมอ่ื นำ� เสนอตามแนวพทุ ธปรชั ญาวา่ ดว้ ยการประเมนิ ผล หลกั ธรรมดงั ตอ่ ไปน้ี นา่ จะสมั พนั ธก์ บั การประเมนิ ผลไดบ้ า้ ง โดยการนำ� เอาหลกั ธรรมบางขอ้ ในหมวดหรอื ชดุ แหง่ ธรรมะชุดตา่ งๆ มาน�ำเสนอเปน็ ชดุ แห่งการะประเมินผลการพฒั นาจติ ใจ ๑) หลกั วมิ งั สาธรรม๔๔ วมิ งั สา หมายถึงการตรวจสอบ๔๕ เปน็ การพจิ ารณาไตรตรองสง่ิ ท่ีไดท้ ำ� มาแลว้ การตรวจสอบในท่ีน้ี หมายถึงการตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ท่ีได้ด�ำเนินมา โดยเฉพาะอย่างย่ิง ๔๔ วมิ งั สา เปน็ หลกั ธรรมขอ้ สดุ ทา้ ยในอทิ ธบิ าท ๔ ๔๕ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑). พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ (อา้ งแลว้ ) หนา้ ๓๗๗

กจิ กรรมการพฒั นาจติ ใจใหม้ คี ณุ ภาพและสมรรถภาพสงู ขน้ึ ผทู้ ท่ี ำ� การตรวจสอบประกอบดว้ ยผู้ ฝึกอบรม กับผู้ถูกฝึกอบรม เกณฑม์ าตรฐานการวดั จำ� เปน็ ต้องกำ� หนดไว้ วิมังสา เปน็ การตรวจ สอบท้งั กระบวนการปฏบิ ัตแิ ละผลสำ� เร็จจากการปฏิบตั ิ ๒) หลกั อภิณหปัจจเวกขณ๔์ ๖ อภิณหปัจจเวกขณ์ หมายถึงข้อที่ควรพิจารณาทบทวนอยู่ทุกวัน๔๗อยู่เนืองๆ เป็นหลัก ค�ำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนให้มนุษย์ทุกคนควรตรวจสอบพิจารณาอยู่เป็นประจ�ำ ซึ่งจะช่วยใน การพัฒนาสติและจิตใจให้สูงข้ึน ขณะเดียวกันก็เป็นเตือนตนเองรวมท้ังพิจารณาผลการปฏิบัติ ตนว่า ถูกต้องตามหลักศลี ธรรมอนั ดีงามหรอื ไม่ และจิตใจพฒั นาสงู ขึน้ กว่าเดมิ หรอื ไม่ อภิณหปัจจเวกขณ์ โดยทว่ั ไปมี ๕ อยา่ ง คอื (๑) เรามีความแก่เปน็ ธรรมดา ไมส่ ามารถลว่ งพน้ ความแก่ไปได้ (๒) เรามคี วามเจบ็ ไขเ้ ป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพน้ ความเจบ็ ไข้ได้ (๓) เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถลว่ งพน้ ความตายได้ (๔) เราจะต้องพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจท้ังส้นิ (๕) เรามกี รรมเป็นของตวั เราท�ำดียอ่ มได้ผลดี เราทำ� ช่ัวยอ่ มได้ผลชัว่ อภิณหปัจจเวกขณ์ สำ� หรับบรรพชติ มี ๑๐ อย่าง คือ 163 (๑) บดั น้ีเรามีเพศตา่ งจากคฤหัสถ์แล้ว เราต้องทำ� อาการกิริยาของสมณะ (๒) การเล้ยี งชีพของเราเนอ่ื งด้วยผูอ้ น่ื เราควรทำ� ตัวเลีย้ งงา่ ย (๓) เรามีอากปั กริ ยิ าอยา่ งอน่ื ทพี่ ึงทำ� คอื ต้องทำ� อาการกายวาจาให้ดขี น้ึ (๔) ตัวเราเองยังตเิ ตียนตัวเราเองโดยศลี ไมไ่ ดอ้ ยู่หรอื ไม่ (๕) เพอ่ื นพรหมจรรย์ ผเู้ ปน็ วิญญู ใคร่ครวญแล้วยังติเตียนเราโดยศลี ไม่ได้อยู่ หรอื ไม่ (๖) เราจะตอ้ งพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจท้ังส้ิน (๗) เรามกี รรมเป็นของตน เราท�ำดยี ่อมได้ผลดี เราท�ำช่วั ยอ่ มได้ผลชวั่ (๘) วนั คนื ล่วงไปๆ บดั นีเ้ ราทำ� อะไรอยู่ (๙) เรายินดใี นท่ีสงดั อยู่หรอื ไม่ (๑๐) คณุ วิเศษทเี่ ราบรรลุแล้วมอี ยหู่ รือไม่ ที่จะท�ำใหเ้ ราเป็นผู้ไมเ่ ก้อเขิน เม่อื ถูกเพ่อื นบรรพชิตถามในภายหลงั ๔๖ อภณิ หปจั จเวกขณ ์ เปน็ หมวดธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั ไิ วท้ งั้ สำ� หรบั คนทว่ั ไป และสำ� หรบั บรรพชติ ด ู อง. ปญจก. ๒๒/๕๗/๘๑ และ อง. ทสก. ๒๔/๔๘/๙๑. ๔๗ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑), อา้ งแลว้ หนา้ ๔๙๙.

อภิณหปจั จเวกขณ์ ไมว่ า่ จะส�ำหรับคนทว่ั ไปหรือส�ำหรบั บรรพชิตพระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติเป็นแนวทางส�ำหรับการประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจ�ำวัน โดยทรงมุ่งหมายให้ มนุษย์ไม่ประมาทและระลึกถึงสัจธรรมแห่งชีวิตซ่ึงตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์คือ ความไม่ เทย่ี ง เปน็ ทุกข์ และเปน็ อนัตตา ๓) หลักโยนโิ สมนสกิ าร โยนิโสมนสกิ าร หมายถงึ การพิจารณาโดยแยบคาย เป็นการพจิ ารณาเพ่อื เข้า ถึงความจริงแท้โดยการสืบค้นหาเหตุผลไปตามล�ำดับ จนถึงต้นเหตุ เป็นการพิจารณาไตร่ตรอง ใหร้ ูว้ า่ อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรคอื ผลส�ำเร็จท่ีเปน็ กศุ ล ซึ่งหมายถึงการรจู้ ักคิดคดิ ถกู วธิ ๔ี ๘ โยนิโสมนสิการ เป็นหลักการที่ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างเป็นระบบเหมือน กนั กบั หลกั วมิ งั สาในอทิ ธบิ าท ๔ ดงั กลา่ วแลว้ กระบวนการวดั ผลโดยหลกั โยนโิ สมนสกิ าร จำ� เปน็ ต้องใช้พื้นฐานความรู้และประสบการณ์มาเป็นตัวช่วย หากปราศจากการสะสมความรู้และ ประสบการณ์ชีวิตมาบ้าง มนุษย์อาจจะไม่มีวิจารณญาณและสามารถไตร่ตรองได้ว่าอะไรคือสิ่ง ท่ีดีที่ได้รับจากการพัฒนา แม้จะมีวัตถุประสงค์ก�ำหนดไว้ก็ตาม นอกจากน้ีการประเมินผลโดย อาศยั หลักโยนิโสมนสิการน้ี ดำ� เนนิ การในลกั ษณะปัจเจกบคุ คล กล่าวคือ ตวั ผู้ไดร้ ับการพฒั นา เปน็ ผปู้ ระเมนิ ตนเอง 164 ๔) หลกั อปุ มาธรรม อปุ มา หมายถงึ ขอ้ เปรยี บเทยี บ๔๙ พระพทุ ธศาสนาสอนหลกั ปรชั ญาการเปรยี บ เทยี บ เพอ่ื อธบิ ายวา่ สง่ิ ทม่ี นษุ ยท์ ำ� ไดผ้ ลออกมาเปน็ อยา่ งไร คนทเี่ ปลยี่ นแปลงความคดิ จากมจิ ฉา ทฏิ ฐมิ าสสู่ มั มาทฏิ ฐิ หรอื เปลย่ี นแปลงจากอวชิ ชามาเปน็ วชิ ชาไดน้ น้ั พระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั เปรยี บ เทยี บผลของการมสี มั มาทฏิ ฐวิ า่ เปน็ ดดุ สะพานทอดจากอวชิ ชามาสวู่ ชิ ชา หรอื คนเขลามงุ่ จะสรา้ ง แต่กลับทำ� ลายโดยรเู้ ทา่ ไม่ถงึ การณเ์ หมอื นลิงเฝ้าสวน๕๐ ๕) หลกั การสอบอารมณ์ ในการปฏบิ ตั กิ รรมฐานจะมกี ารประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ใิ นรปู ของการสอบอารมณ ์ การสอบอารมณก์ รรมฐานนนั้ หมายถงึ การตรวจสอบความเหมาะสมของสอื่ ทใ่ี ชใ้ นการฝกึ สมาธิ วา่ ไดผ้ ลในระดบั ใด หลงั จากไดฝ้ กึ ปฏบิ ตั ติ ามแบบอยา่ งทพี่ ระอาจารยผ์ สู้ อบกรรมฐาน ไดแ้ นะนำ� ให้ปฏบิ ัติ ๔๘ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑) เพงิ่ อา้ ง หนา้ ๓๓๖. ๔๙ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑) หนา้ ๕๖๖ และหนา้ ๖๐๙-๖๑๐. ๕๐ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑). เพงิ่ อา้ ง หนา้ ๖๘๓.

สำ� นกั ปฏบิ ัติกรรมฐานทีไ่ ดม้ าตรฐานจะตอ้ งมพี ระอาจารยผ์ สู้ อนกรรมฐาน (อีกนัยหน่ึง อาจเรยี กว่าผูบ้ อกกรรมฐาน) ทสี่ ามารถตรวจสอบอารมณ์ของผู้ปฏิบัติได้ และช่วยให้ค�ำแนะน�ำ เมอ่ื ผปู้ ฏบิ ตั กิ รรมฐานพบนมิ ติ ตา่ งๆ ในการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน การสอบอารมณก์ รรมฐานนน้ั มหี ลกั การตรวจสอบอารมณ์ ซ่ึงโดยทั่วไปมักจะเป็นเร่ืองของวัตถุ ธรรมะ ที่ใช้กำ� หนดเมอ่ื ท�ำใหจ้ ติ เป็น สมาธิ อารมณใ์ นการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน ตามทนี่ ยิ มปฏบิ ตั กิ ค็ อื นมิ ติ หรอื เครอื่ งหมายทใ่ี ชก่ ำ� หนด เพอ่ื ใหจ้ ติ เปน็ สมาธซิ ง่ึ รวมเอากสณิ ทงั่ หลายดว้ ยกสณิ หมายถงึ วตั ถทุ ใี่ ชเ้ ปน็ อารมณอ์ ยา่ งเดยี วใน การเจรญิ กรรมฐาน๕๑ กลา่ วคือ เป็นส่ิงท่นี �ำมาใช้กำ� หนดจติ เพอ่ื ชักนำ� ใหจ้ ติ เกิดสมาธิอยา่ งแน่ว แน่ และม่ันคงทสี่ ุด กสิณที่พระอรรถกถาจารย์รวบรวมไวม้ ี ๔๐ อยา่ ง๕๒ กสณิ แตล่ ะอย่างจะ เหมาะกับจริตของผฝู้ ึกกรรมฐานแต่ละคน พระอาจารยผ์ ู้สอนกรรมฐาน จะเปน็ ผูแ้ นะน�ำในการ เพ่งหรอื ก�ำหนดประเภทแห่งกสิณทเหมาะสมกับผปู้ ฏิบตั ิกรรมฐาน กสณิ ๔๐ โดยสรปุ ไดแ้ ก(่ ๑) ดนิ (๒) นำ้� (๓) ไฟ (๔) ลม (๕) สี (๖) สเี หลอื ง (๗) สีแดง (๘) สีขาว (๙) แสงสว่าง (๑๐) ช่องวา่ ง (๑๑ป ศพข้นึ อืด (๑๒) ศพเป็นสีเขียวคล้ำ� คละสตี ่างๆ (๑๓) ศพมีน้�ำเหลอื งไหวเย้ิม ตามทแี่ ตกปริ (๑๔) ศพขาดจากกนั เปน็ สองทอ่ น (๑๕) ศพถกู สตั วจ์ กิ ทงิ้ กดั กนิ แลว้ (๑๖) ศพกระจยุ กระจายมอื เทา้ ศีรษะหลดุ อยู่ข้างๆ (๑๗) ศพถูกสับเป็นทอ่ นๆ กระจาย (๑๘) ศพมโี ลหิตอาบ (๑๙) ศพมี หนอนคลาคล�ำ่ (๒๐) ศพเหลอื แตร่ ่างกระดูกหรือทอ่ นกระดูก (๒๑) พทุ ธานุสติ (๒๒) ธัมมนานุ 165 สติ (๒๓) สังฆานสุ ติ (๒๔) สีลานสุ ติ (๒๕) จาคานุสติ (๒๖) เทวดานสุ ติ (๒๗) มรณสติ (๒๘) กาย คตาสติ (๒๙) อานาปานสติ (๓๐) อปุ มานสุ ติ (๓๑) เมตตา (๓๒) กรณุ า (๓๓) มทุ ติ า (๓๔) อเุ บกขา (๓๕) ก�ำหนดความเป็นปฏิกลู ในอาหาร (๓๖) พจิ ารณาธาตุ ๔ ในร่างกายของตน (๓๗) กำ� หนด ช่องว่างหาที่สุดมิได้ (๓๘) ก�ำหนดวิญญาณหาท่ีสุดมิได้ (๓๙) ก�ำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็น อารมณ์ (๔๐) เข้าถงึ ภาวะมีสญั ญาก็ไมใ่ ช่ไม่มีสญั ญากไ็ มใ่ ช่ อารมณ์กรรมฐานทั้ง ๔๐ อยา่ งนี้อาจสรุปเป็น ๒ อย่าง คอื (๑) กรรมฐานท่ีใชป้ ระโยชน์ ได้ หรือควรต้องใชท้ กุ กรณี ได้แก่ เมตตา และมรณสติ และ (๒) กรรมฐานที่เหมาะกบั จรติ ของ แตล่ ะบุคคล ซึ่งเม่อื ลงมือปฏบิ ตั ิแล้วจะต้องคอยเอาใจใสร่ ักษาอยูต่ ลอดเวลาเพ่ือใหเ้ ปน็ พื้นฐาน ของการปฏบิ ัติสงู ข้ึน อนง่ึ อารมณ์กรรมฐานดังกล่าวมานี้ ยอ่ มมคี วามเหมาะสมตอ่ ผู้ปฏิบตั ทิ ม่ี ีจรติ หรอื นสิ ัย ความโน้มเอียง ของแต่ละบุคคล ถ้าเลอื กไดเ้ หมาะสมกจ็ ะปฏบิ ัตกิ รรมฐานได้ผลดี และรวดเรว็ แตถ่ า้ เลือกปฏบิ ัตไิ มเ่ หมาะกบั นสิ ัยอาจทำ� ใหไ้ ดผ้ ลชา้ หรอื ไม่สำ� เรจ็ ผลเลยกไ็ ด้ ๕๑ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต).(๒๕๕๑). พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ อา้ งแลว้ หนา้ ๙ ๕๒ ดรู ายละเอยี ดในสมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย.์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). ๒๕๔๙ พทุ ธธรรม อา้ งแลว้ หนา้ ๘๕๐-๘๗๔. (กสณิ ๔๐ ประกอบดว้ ยกสณิ หลกั ๑๐, อสภุ ะ ๑๐, อนสุ ติ ๑๐, อปั ปปญั ญา ๔, อาหาเรปฏกิ ลู สญั ญา ๑, จตธุ าตวุ วฏั ฐาน๑, อรปู ๔)

จริตหรอื นิสัยโนม้ เอียงทส่ี ำ� คญั มี ๖ อย่าง๕๓ (๑) ราคะจริต คือผู้ท่ีมีลักษณะนิสัยหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม ควรใช้อารมณ์ กรรมฐาน คืออสภุ ะ และกายคตาสติ (๒) โทสะจรติ คอื ผทู้ ม่ี ลี กั ษณะนสิ ยั โนม้ เอยี งไปทางโทสะเปน็ คนใจรอ้ น หงดุ หงดิ รนุ แรง ควรใช้อารมณ์กรรมฐาน คอื เมตตา และพรหมวิหารข้อหน่งึ (๓) โมหะจริต คือ ผทู้ มี่ ลี กั ษณะนสิ ยั โน้มเอยี งไปทางโมหะเปน็ คนเขลา งมงาย มีความ เชอ่ื งา่ ย ควรใช้อารมณก์ รรมฐาน คอื อานาปานสติ (๔) สัทธาจริต คอื ผ้ทู ่มี ีลกั ษณะนิสยั โนม้ เอียงไปด้วยศรัทธามีจติ ใจชืน่ บาน เล่อื มใสโดย งา่ ย ควรแก้ดว้ ยอารมณ์กรรมฐาน คือ อนสุ ติ ถึงพระรัตนตรยั และสีลานุสติ (๕) พุทธจิ รติ คอื ผ้ทู ี่มีลกั ษณะนิสยั หนักไปในทางชอบใชค้ วามคิดพจิ ารณา และมอง ตามจริง ควรแกด้ ว้ ยอารมณก์ รรมฐาน คือ มรณสติ อปุ มานสุ ติ เปน็ ตน้ (๖) วิตกจริต คือ ผทู้ ม่ี ลี กั ษณะนิสัยโน้มเอียงไปในทางครุน่ คิด วกวน ฟุง้ ซา่ น ควรแก้ ด้วยอารมณก์ รรมฐาน คอื อานาปานสติ และกสิณหลกั ตน้ ๆ อารมณก์ รรมฐานแตล่ ะอยา่ งจงึ เหมาะกบั คนทมี่ ลี กั ษณะจรติ แตกตา่ งกนั อาจารยผ์ สู้ อน กรรมฐานจะเป็นผู้ตรวจสอบจริตของผู้ปฏิบัติก่อนจากนั้นจึงจะมอบอารมณ์กรรมฐานท่ีเหมาะ 166 สมใหย้ ึดปฏบิ ัติ อยา่ งไรกต็ ามการสอบอารมณใ์ ครเหมาะกบั กรรมฐานแบบใดแลว้ ใหว้ ดั อารมณแ์ บบนนั้ ไปปฏิบัติหรือเพ่งกรรมฐาน ยงไม่เพียงพอจ�ำเป็นต้องมีการประเมินผลการสอบผลส�ำเร็จของ กรรมฐานต่อ เช่น วัดระดับของการลดราคะ โทสะ หรือโมทะเป็นต้น การสอบหรือการวัดผล สำ� เรจ็ จากการปฏบิ ตั กิ รรมฐานโดยมงุ่ ไปทกี่ ารละกเิ ลสจะตอ้ งอาศยั ผวู้ ดั ทม่ี คี วามรคู้ วามสามารถ สูงทางด้านจติ นิสัย กลา่ วคอื จะต้องเปน็ บคุ คลระดบั อริยบุคคลเทา่ น้นั จึงจะสามารถวัดได้ ระดบั จิตใจของผู้ปฏิบัติกรรมฐาน ส่วนการสังเกตพฤติกรรมที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ี แสดงถึงการมีคุณธรรมและจริยธรรมอ่างเข้มแข็งจะต้องท�ำอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลายาวนาน พอสมควร จงึ จะพอสรปุ ระดบั ความสำ� เรจ็ ในการลดเลกิ และละกเิ ลส คอื ราจะ โทสะ และโมหะ รวมถงึ กิเลสย่อยตา่ งๆ ท่เี กดิ จากกเิ ลสสำ� คญั ดังกลา่ ว ๖) หลักธรรมเคร่ืองวดั ความกา้ วหน้าในการพัฒนาตนตามหลักการปฏบิ ตั ธิ รรม การพัฒนาจิตใจของมนุษย์ว่าด�ำเนินไปในเชิงก้าวหน้ามากน้อยเพียงใด สามารถวัดได้ ดว้ ยหลกั อนิ ทรยี ธรรม ๕ ประการ คอื ศรัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ และปญั ญา โดยหลักธรรมทง้ั ๕ ๕๓ ข.ุ ม. ๒๙/๗๒๗/๔๓๕ ;๘๘๙/๕๕๕, ข.ุ จ.ู ๓๐/๓๐/๔๙๒/๒๔๑.

ขอ้ นที้ ำ� หนา้ ทกี่ ำ� จดั อกศุ ลธรรมอนั เปน็ ฝา่ ยตรงกนั ขา้ มกบั อนิ ทรยี ธรรมทง้ั ๕ เชน่ วริ ยิ ะ ชว่ ยกำ� จดั ความเกียจคร้าน เปน็ ตน้ ความหมายโดยสรุปแห่งธรรมะเคร่ืองวัดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ธรรมเพ่อื พฒั นาตนเองใหก้ า้ วหนา้ ในทางกุศลมี ดงั นี้ (๑) ศรัทธา โดยหลกั ธรรม คือ ศรัทธาในการตรสั รู้ของพระพทุ ธเจา้ หนา้ ท่ีของศรัทธา คอื ขจัดความลงั เลสงสัย ในความมเี หตุผล และให้มคี วามเชอื่ ม่ันในการประกอบกุศลธรรม (๒) วิริยะ คือ ความเพียรพยายาม ซ่ึงประกอบด้วยความเพียรพยายามป้องกันบาป อกศุ ลที่ยังไม่เกดิ ไมใ่ หเ้ กิดและเพยี รพยายามละบาปอกุศลกรรมท่เี กดิ ขน้ึ แล้วให้หมดสน้ิ ไป รวม ท้งั เพียรพยายามรักษากศุ ลธรรมที่เกิดขน้ึ แล้วไมใ่ ห้เสื่อม (๓) สติ คือ การมีสติควบคุมตัวเอง ดูแลและคอยก�ำกับจิตไม่ให้ใฝ่ไปในอกุศล และ พยายามระลึกถงึ เฉพาะสิ่งทดี่ ีงามและสงิ่ ทีควรกระท�ำ (สัมมาสติ) (๔) สมาธิ คอื การท่จี ติ ตัง้ มนั่ แน่วในสิ่งทกี่ �ำหนดไวเ้ ปน็ ภาวะปลอ่ ยวางหรือการยึดมั่น ถอื ม่ัน (อุปาทาน) ในสง่ิ ต่างๆ โดยปกตกิ ารสอบอารมณก์ รรมฐานมักจะใชเ้ กณฑ์การปลอ่ ยวาง เปน็ ตวั วดั ความส�ำเรจ็ ในการฝกึ (๕) ปญั ญา คอื ความรคู้ วามเขา้ ใจตามสง่ิ ทเ่ี ปน็ จรงิ รวู้ า่ อะไรควรทำ� อะไรไมค่ วรทำ� และ รู้เทา่ ทันสภาวะต่างๆ ในระดบั อริยะ กค็ ือการรอู้ ริยสจั ๔ ตามเป็นจริง การใชอ้ นิ ทรยี ธรรมทง้ั ๕ ประการนเี้ ปน็ การใชเ้ ครอื่ งวดั ความกา้ วหนา้ ตามลำ� ดบั และไม่ 167 สามารถแยกออกจากกันได้ อินทรียธรรมทั้ง ๕ ส่งผลเป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน กล่าวคือ ศรัทธา ทำ� ใหเ้ กิดวริ ิยะ วริ ยิ ะชว่ ยใหส้ ตมิ ่นั คง เม่อื สตมิ นั่ คงกจ็ ะเกิดสมาธิ เมอ่ื เกดิ สมาธกิ ็จะมปี ัญญาที่ เข้าใจถึงตน้ เกตุแห่งการเวียนวา่ ยตายเกดิ คอื ตณั หา และมองเห็นคุณคา่ แหง่ นิพพาน คือการดับ ทุกขโ์ ดยสน้ิ เชงิ พระพุทธเจ้าทรงตรสั ถึงกระบวนการทเี่ ชือ่ มโยงกนั แห่งอินทรียธรรมทัง้ ๕ ไวก้ บั พระสา รีบตุ รว่า๕๕ “ดูกรสารบี ตุ ร อริยสาวกผเู้ พียรพยายามอยา่ งน้ี ครน้ั เพยี รพยายามแล้วก็ระลกึ อย่างน้ี คร้งั ระลึกแล้ว ก็ต้งั จติ มน่ั อยา่ งน้ี คร้งั ตัง้ จิตม่ันแล้ว ก็รู้ชัดอยา่ งนี้ ครงั้ รูช้ ดั แลว้ กเ็ ช่อื อย่างนี้วา่ : ธรรมท้งั หลาย ซ่ึงแตก่ ่อนนเ้ี ราเพียงแต่ไดย้ ินได้ได้ฟังเท่านน้ั ย่อมเป็น ดงั นีแ้ ล และเหน็ แจง้ แทงตลอดด้วยปญั ญาอยู่ในบดั น้.ี ” ๕๕ ส.ํ ม. ๑๙/๑๐๑๐-๑๐๒๒/๒๙๗-๓๐๐

อนงึ่ อนิ ทรยี ธรรมทงั้ ๕ เปน็ พนื้ ฐานของการปฏบิ ตั ธิ รรม ในหลกั ปฏปิ ทาธรรมหรอื ธรรม วา่ ดว้ ยความแตกตา่ งแหง่ การปฏบิ ตั ิ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ถงึ บคุ คล ๔ ประเภท คอื บคุ คลบางประเภท ปฏิบตั ธิ รรมลำ� บาก และรู้ได้ช้า บคุ คลบางประเภทปฏิบัตลิ ำ� บากแต่ร้ไู ด้เรว็ บุคคลบางประเภท ปฏิบตั ธิ รรมสะดวกแต่รูไ้ ดช้ ้า และบคุ คลบางประเภทปฏบิ ตั ิธรรมไดส้ ะดวกและรไู้ ดเ้ รว็ พื้นฐาน ที่กำ� หนดให้รชู้ า้ หรอื รเู้ รว็ กค็ อื อนิ ทรยี ธรรมทงั้ ๕ ประการนี้ ถา้ อนิ ทรยี ท์ ้งั ๕ ออ่ น ความร้คู วาม เข้าใจในสัจธรรมก็ช้า แต่ถ้าอินทรียธรรมทั้ง ๕ แก่กล้า ความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมก็เป็นไป ด้วยความรวดเร็ว๕๖เพราะฉะน้ัน อินทรียธรรมที่แตกต่างกันจึงเป็นเกณฑ์ก�ำหนดผลแห่งความ เปน็ พระอริยบคุ คลทแี่ ตกตา่ งกันดว้ ย๕๗ 168 ๕๖ ด.ู อง. จตกุ ก. ๒๑/๑๖๑-๓/๒๐๐-๔ ๕๗ ด.ู ส.ํ ม. ๑๙/๘๗๖-๙๐๐/๒๖๕-๒๗๑.

บทท่ี ๖ บทสรปุ ที่ยงั ไม่สรุป กล่าวโดยหลักการทางวิชาการทั่วไป ปรัชญาทางสังคมในที่นี้ครอบคลุมปรัชญาทาง สังคมวิทยา และปรัชญาทางรัฐศาสตร์ กรอบการวิเคราะห์ที่ด�ำเนินมา จึงจ�ำกัดขอบเขตอยู่ใน สาขาวิชาทางสังคมวิทยา สาระส�ำคัญของการวิเคราะห์เป็นแนวคิดและทฤษฎีท่ีส�ำคัญทาง สังคมวิทยา ขณะเดียวกันเป็นท่ียอมรับว่าสังคมวิทยา เป็นศาสตร์ท่ีมีลักษณะเป็นสหวิทยาการ รว่ มกบั ศาสตรท์ างสงั คมสาขาอ่นื ๆ ความเก่ียวโยงกันเปน็ เรื่องสำ� คญั และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ พฤตกิ รรมหมมู่ นษุ ยย์ อ่ มมผี ลกระทบตอ่ วถิ ชี วี ติ แหง่ มนษุ ยท์ ง้ั ในระดบั ปจั เจกและระดบั รวมในทกุ มิติ ดังน้ัน การศึกษาพฤติกรรมหมู่มนุษย์จึงเป็นแกนกลางทางวิชาการสังคมศาสตร์ (Central Core in Social Sciences) แต่การศึกษาพุทธปรัชญาโดยเฉพาะนั้น มักจะจ�ำกัดอยู่ในเรื่องอภิปรัชญา และ 169 จริยศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ พร้อมกันนั้นก็มีการศึกษาพุทธปรัชญาในเชิงเปรียบเทียบกับปรัชญา ตะวันตกในยุคตา่ งๆ ตง้ั แต่อดีตเป็นตน้ มา ตวั อย่าง เชน่ ปรัชญาเมธีตะวนั ตกสมัยโบราณ สมยั กลาง และสมยั ใหม่ ไดร้ บั การศึกษาในเชงิ เปรยี บเทยี บกบั พทุ ธปรชั ญามาโดยตลอด การศกึ ษา ในเชงิ เปรยี บเทยี บนไ้ี ดร้ บั ความสนใจจากนกั วชิ าการทกุ ยคุ ทกุ สมยั หลกั สำ� คญั ของการวเิ คราะห์ เชงิ เปรยี บเทยี บจะปรากฏในเรอ่ื งความแตกตา่ ง ความคลา้ ยกนั หรอื ความเขา้ กนั ไดร้ ะหวา่ งพทุ ธ ปรัชญากับปรัชญาตะวันตก ตามแนวคดิ ของปรชั ญาเมธีตะวันตก ทีผ่ ู้ศึกษาสนใจจะศกึ ษาในเชงิ เปรยี บเทียบ อยา่ งไรกต็ ามการศกึ ษาปรชั ญาทางสงั คมแหง่ พระพทุ ธศาสนาเทา่ ทดี่ ำ� เนนิ มา ยดึ กรอบ แนวคดิ การตีความ (Interpretation) กับกรอบแนวปฏิบตั ิ (Pragmatism) การตีความคือการ อธบิ ายความหมายในเชงิ เหตผุ ล หรอื เชงิ สมั พนั ธภาพแหง่ ปรากฏการณท์ างสงั คม การตคี วาม ทางสังคมด�ำเนินไปในลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดทางอภิปรัชญาในเร่ืองวิวัฒนาการทางสังคม เพราะฉะน้ันการวิเคราะห์ในเชิงวิวัฒนาการจึงถือได้ว่า เป็นการวิเคราะห์แบบตีความ ทฤษฎี ววิ ฒั นาการ (Evolution Theory) แมจ้ ะไมม่ คี วามนา่ เชอื่ ถอื มากนกั และถกู วพิ ากษว์ จิ ารณอ์ ยา่ ง หนัก แต่ก็มีส่วนส�ำคัญผลักดันให้มีการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมในเชิงปรัชญาอย่างกว้าง

ขวาง จึงพบว่ามีแนวคิดและทฤษฎีส�ำคัญทางสังคมวิทยาที่อธิบายปรากฏการณ์ข้อเท็จจริงทาง สงั คมเกิดขึน้ มาอย่างมากมาย ซ่ึงเรียกรวมๆ วา่ เปน็ สำ� นักแนวคดิ (School of Thoughts) ดงั ทกี่ ลา่ วมา กรอบสำ� คญั สำ� หรบั การศกึ ษาครงั้ นก้ี ค็ อื กรอบแหง่ ทฤษฎี ปฏบิ ตั กิ ารนยิ ม (Pragmatism) พระพุทธศาสนาเมื่อวิเคราะห์ในเชิงสังคมวิทยา คือศาสนาท่ีมีระบบความเป็น สถาบนั สังคม (Social Institution)๑ ความเป็นสถาบนั สงั คมแหง่ พระพุทธศาสนาประกอบด้วย (๑) การมีผู้น�ำ (พระพุทธเจ้า) ผู้ก่อก�ำเนิดแห่งพระศาสนา คุณลักษณะความเป็นผู้น�ำที่พึง ประสงค์ และบทบาทของผนู้ ำ� (๒) การมหี ลกั คำ� สอน (ศาสนธรรม) ซงึ่ ประกอบดว้ ยหลกั ปรยิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ และปฏเิ วธ โดยเนน้ การกระตนุ้ สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารปฏบิ ตั ติ นเปน็ คนดี ละเวน้ จากการทำ� ความ ช่ัว และการช�ำระจิตใจใหส้ ะอาดบรสิ ุทธ์ิ (๓) การมสี าวก (ศาสนบุคคล) ผเู้ ลอ่ื มใสในคำ� สอน และเลื่อมใสในพุทธจรยิ าวตั ร นอ้ มนำ� คำ� สอนมาปฏิบัตติ ามและได้ผลเชงิ ประจกั ษ์ (ปฏเิ วธ) ทง้ั ในระดับปัจเจกและระดับกลุ่ม (๔) การมีพิธีกรรม (ศาสนพิธี) คือหลักการปฏิบัติทั้งส�ำหรับ บุคคลและระดับสังคม พิธีกรรมทางศาสนามีบทบาทสนองความต้องการแห่งมนุษย์และสังคม ด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนองความต้องการในการแสวงหาส่ิงท่ีเป็นสาระทางจิตวิญญาณ หรือความเน้นสิริมงคลแห่งชีวิต และพิธีกรรมทางศาสนาสนองความต้องการทางสังคมในด้าน การรึงรดั สังคมให้เปน็ ปึกแผ่นมน่ั คง (Social Solidarity) มคี วามเป็นอนั หนึง่ อันเดยี วกนั ศาสน 170 พีมีบทบาทส�ำคัญทางการเมืองคอยช่วยเสริมความหมายและความศักดิ์สิทธิ์แห่งต�ำแหน่งการ ปกครองและการใชอ้ ำ� นาจในทางการเมอื งของผมู้ อี ำ� นาจ พธิ กี รรมทางศาสนามสี ว่ นสำ� คญั ในการ พัฒนาเศรษฐกิจ ช่วยให้เกิดการผลิตและจ�ำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ อันเกี่ยวข้องกันการ ประกอบพิธกี รรมทางศาสนากอ่ ใหเ้ กิดการหมุนเวยี นการใช้จ่ายอีกด้วย และ (๕) ศาสนสถาน และศาสนวตั ถุ คอื สง่ิ ปลกู สรา้ ง อาคาร สถานที่และรปู เคารพทางศาสนา ซึ่งเป็นเคร่ืองหมายบง่ บอกถึงการเป็นสถาบันศาสนาและการด�ำรงอยู่แห่งศาสนา ศาสนสถานและศาสนวัตถุ ทาง พระพทุ ธศาสนา เป็นสญั ลกั ษณท์ างวัฒนธรรมและอารยธรรมทส่ี �ำคญั มากแห่งมนษุ ยชาติ แรง ผลักดันในการก่อสร้างศาสนสถานและ ศาสนวัตถุมาจากความมีศรัทธาในพระพุทธเจ้า ใน พระธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจา้ และในพระสงฆส์ าวกผปู้ ฏบิ ัติดีปฏิบตั ชิ อบ ผทู้ ี่เลือ่ มใสคือผทู้ ่ี เชื่อม่ันในการปฏิบัติตามค�ำสอนหรือศาสนธรรมและปฏิบัติตามค�ำส่ังสอน เพื่อมุ่งผลส�ำเร็จทาง จติ วญิ ญาณทางสงั คมและรวมถงึ ทางการเมืองด้วย ความเป็นสถาบันสังคมแห่งพระพุทธศาสนา คือผลรวมแห่งความเช่ือและการ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ความเชอ่ื มบี ทบาทผลกั ดนั ใหเ้ กดิ การปฏบิ ตั ิ ความเชอ่ื สมั พนั ธก์ บั คา่ นยิ ม ทศั นคติ และความรู้แห่งมนุษย์ แต่ความเชื่อท่ีปราศจากความรู้ อาจจะไม่ก่อให้เกิดผลส�ำเร็จในเชิงบวก ดังนน้ั องคป์ ระกอบแหง่ ความเชอ่ื ทางหลกั พุทธปรชั ญา จงึ ประกอบดว้ ย ค่านยิ ม (Value) ๑ จำ� นงค ์ อดวิ ฒั นสทิ ธ,ิ์ ๒๕๔๙, ศาสนาชวี ติ และสงั คม. สำ� นกั พมิ พส์ ขุ ภาพใจ, กรงุ เทพมหานคร. หนา้ ๑๐

ทัศนคติ หรือเจตคติ (Attitude) และความรู้หรือปัญญาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ (Right Understanding or Right Knowledge) แนวทางการประยุกตป์ รัชญาทางสงั คมแห่งพระพทุ ธศาสนา การประยกุ ต์ คือน�ำไปใช้ประโยชน์ การประยุกตถ์ อื เป็นการสังเคราะหอ์ งคค์ วามรทู้ ี่ได้ รบั จากการศกึ ษาไปใชใ้ นการพฒั นาสง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ ใหเ้ จรญิ กา้ วหนา้ แตก่ ารประยกุ ตใ์ นระดบั สงั คม เปน็ หนา้ ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบของผนู้ ำ� สงั คมทจ่ี ะดำ� เนนิ การตามกรอบนโยบายสาธารณะหรอื นโยบายทางสงั คม ปรัชญาทางสงั คมแหง่ พระพุทธศาสนา สามารถนำ� ไปประยกุ ต์ใชใ้ น ๒ เรือ่ งคอื ๑ การประยกุ ต์ใชใ้ นเชิงทฤษฎี (Theoretical Application) ๒ การประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏบิ ตั ิ (Pragmatic Application) การประยกุ ตใ์ ชใ้ นเชงิ ทฤษฎี ความรู้ความเข้าใจจาการตีความในเชิงวิชาการเกี่ยวกับหลักปรัชญาทางสังคม (วิทยา) แห่งพระพุทธศาสนาเท่าท่ีกล่าวมา แม้จะยังไม่ลึกและครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับสังคม แตก่ ็พอจะให้เกดิ การหยั่งรู้ (Insight) ประเดน็ ทม่ี ีการโต้แย้งทางสังคม การพยายามตคี วามเทา่ ที่ด�ำเนินมาเป็นการตีความท้ังในเชิงตรรกะ และในเชิงศีลธรรม การตีความเชิงตรรกะเป็นการ 171 ตีความเชิงเหตุและผล ตามหลักอริยสัจ ๔ และตามหลักปฏิจจสมุปบาท แต่การตีความน้ันมุ่ง เฉพาะประเดน็ ทีต่ รงกบั ความสนใจเชิงวิชาการของผู้เรียบเรียง เพราะฉะนั้น หลักฐานทางความ รทู้ ไี่ ดม้ าสามารถนำ� ไปเปน็ ฐานแหง่ การศกึ ษาในเชงิ ลกึ (Deep Studies) และเชงิ วสิ ยั ทศั นท์ กี่ วา้ ง ไกล (Wide Vision) แนวคดิ บางประการทย่ี กขนึ้ มาตคี วามหรอื อธบิ ายในเชงิ อภปิ รชั ญา เชน่ เรอื่ งววิ ฒั นาการ (Evolution) ท่คี วรจะเป็น รวมทัง้ การพัฒนาบุคคล พฒั นาสังคมตามแนวพทุ ธปรชั ญานน้ั ถอื เป็นการวิเคราะห์เชงิ ทฤษฎี ตามท่ปี รากฏในหลกั ฐานทางคำ� สอนแหง่ พระพุทธศาสนา และตาม ขอ้ เขยี นของนกั วชิ าการทางปรชั ญาและทางพระพทุ ธศาสนา แนวคดิ เหลา่ นยี้ งั เปน็ ประเดน็ ทถี่ ก เถียงกนั อยใู่ นเชิงวชิ าการหรือเชงิ ทฤษฎี ผลการศึกษาครงั้ นี้ จึงเปน็ การสรปุ ทย่ี งั ไมส่ รุป การอธบิ ายปรากฏการณต์ า่ งๆ ทางสงั คม ดงั ทกี่ ลา่ วมาเปน็ ความพยายามนำ� เสนอในเชงิ ทฤษฎี การอธบิ ายเชงิ ทฤษฎตี ง้ั อยบู่ นพนื้ ฐานทฤษฎที างสงั คมวทิ ยา ระดบั ทฤษฎที นี่ ำ� มาเปน็ กรอบ การอธิบายประกอบด้วยทฤษฎีระดับแม่บท (Master Theory) และทฤษฎีระดับฐานราก (Grounded Theories) เชน่ ทฤษฎวี วิ ฒั นาการ (Evolution Theory) ทฤษฎกี ารพฒั นา (Development Theory) ทฤษฎปี ญั หาสงั คม (Social Theories) เปน็ ตน้ สมมตฐิ านการ วเิ คราะหเ์ ชงิ ทฤษฎใี นทนี่ กี้ ถ็ อื วา่ บรรดาแนวคดิ และทฤษฎที งั้ หลายจดั อยใู่ นกลมุ่ แหง่ ปรชั ญาทงั้ สนิ้

การประยกุ ตใ์ ช้ในเชงิ ปฏิบัติ การประยกุ ตใ์ ชใ้ นเชงิ ปฏบิ ตั ิ คอื ประยกุ ตห์ ลกั พทุ ธธรรมไปใชใ้ นการปฏบิ ตั ติ นและปฏบิ ตั ิ หนา้ ทกี่ ารงานเพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลสำ� เรจ็ ตามจดุ มงุ่ หมายแหง่ จรยิ ธรรมระดบั บคุ คลและระดบั สว่ นรวม การประยกุ ตห์ ลกั พทุ ธจรยิ ธรรม (ในทนี่ ค้ี อื ศลี ธรรม) เปน็ หวั ใจสำ� คญั แหง่ พระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธศาสนาได้รบั การยอมรบั วา่ เป็นศาสนาแหง่ การปฏบิ ัติ ดงั นน้ั หลกั พุทธธรรมสว่ นใหญ่ จึงเน้นที่การปฏิบัติ โดยเฉพาะหลักการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ได้รับการส่งเสริม อย่างกวา้ งขวาง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต)๒ ได้กล่าวว่า จริยธรรมตามหลักพระพุทธ ศาสนา กค็ ือการดำ� เนินชีวติ ตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา เปน็ หลกั ค�ำสอนส�ำหรับการด�ำเนินชวี ติ ที่ ดงี ามสมบูรณ์และถกู ต้อง ซ่ึงจะไปสคู่ วามดบั ทกุ ข์ มนุษยค์ วรประยุกตห์ ลกั มัชฌมิ าปฏปิ ทา เพือ่ ประโยชนก์ ารเกือ้ กลู แก่ชวี ิตตนและสงั คมสว่ นรวม การปฏบิ ัตติ ามหลกั พุทธธรรม จึงมุ่งกอ่ ให้ เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์) ประโยชน์ในอนาคต (สัมปรายิกัตถ ประโยชน)์ และประโยชน์ท่ีเป็นสาระจริงแท้แหง่ ชีวติ (ปรมตั ถประโยชน)์ ตามหลักพทุ ธปรชั ญา ประโยชน์ทั้งสามระดบั นมี้ คี วามส�ำคญั เท่าเทยี มกนั โดยมีความ สัมพันธ์กบั ระดบั ความเป็นอยู่ อาชพี การงาน สภาพแวดลอ้ ม และสภาพความพร้อมแห่งความ 172 ก้าวหนา้ ทางอินทรีย์ พระพุทธศาสนา สามารถมองในแง่จริยศาสตร์ก็ได้ หรือในแง่ศีลธรรมก็ได้ หลักพุทธ ธรรมให้คำ� แนะนำ� สัง่ สอนว่า อะไรควรท�ำ อะไรควรละเว้น ผลของการกระทำ� ย่อมมแี น่นอน แต่ ผลการกระทำ� ยอ่ มแตกตา่ งกนั ออกไปตามแตป่ จั จยั ทสี่ มั พนั ธก์ นั ในขณะกระทำ� ปจั จยั ทส่ี มั พนั ธ์ กันน้มี ปี จั จัยภายในทีม่ องไม่เหน็ เช่น เจตนา (will) และผลแห่งกรรมทีส่ ะสมมาตลอดตั้งแต่อดตี ชาติเปน็ ต้นมา (หรือบญุ บารม)ี และปัจจัยภายนอกที่เปน็ กลั ยาณมติ ร และนยิ ามหรอื ตวั กำ� หนด ต่างๆ เป็นต้น หลักค�ำสอนเร่ืองกุศลกรรมสามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดผลดีท้ังในชีวิตปัจเจกบุคคลและ องคก์ รหรอื หนว่ ยงานทีบ่ ุคคลสังกดั ดังเชน่ วาทกรรมเร่อื ง กรรมทายาท และกรรมแห่งสงั คม ล้วนสัมพันธ์กับหลักการกุศลกรรมแห่งผู้น�ำในครอบครัวและการเมือง แต่ในทางตรงกันข้าม ความเสื่อมสลายแหง่ สงั คมกส็ ามารถสรุปว่าอย่ภู ายใตก้ ฎกรรมทายาท และกรรมแห่งสงั คม ได้ เชน่ เดยี วกนั ซง่ึ ก็หมายถึงวา่ ถา้ ผนู้ ำ� ในครอบครัว (สังคม) และผนู้ ำ� ทางการเมือง บ�ำเพ็ญ กศุ ลกรรม ผลแห่งกุศลกรรมย่อมตกไปถงึ ทายาทในครอบครวั และพลเมอื งแห่งประเทศน้นั ๆ แตถ่ ้าผนู้ �ำในครอบครัว (สังคม) และผนู้ �ำทางการเมอื งกอ่ อกุศลกรรมอยูเ่ ป็นประจ�ำ วิบากแห่ง อกศุ ลกรรมยอ่ มตกไปถงึ ทายาทในครอบครวั และพลเมอื งแหง่ ประเทศนนั่ ๆ แมว้ า่ ในขณะทผ่ี นู้ ำ� ๒ สมเดจ็ พทุ ธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยตุ โต) ๒๕๔๒ พทุ ธธรรม อา้ งแลว้ หนา้ ๕๙๑-๕๙๒.

มีชีวิตอยู่ วิบากแห่งกุศลหรืออกุศลกรรมจะยังไม่ให้ผลก็ตาม ทายาทในครอบครัวและพลเมือง ของประเทศนน้ั ๆ ในยุคตอ่ มาแมไ้ มไ่ ดก้ ่ออกุศลกรรมหรอื ไม่ไดบ้ �ำเพญ็ กุศลกรรม ยอ่ มไดร้ บั ผล หรือวบิ ากกรรมแหง่ บรรพบรุ ษุ และผูป้ กครองในอดตี อยา่ งหลีกเลี่ยงไม่พ้น ขอ้ นี้ อาจจะตรง กบั ความเชอ่ื ทางโหราศาสตรท์ วี่ า่ เปน็ ชะตากรรมของครอบครวั หรอื ชะตากรรมของประเทศ มขี อ้ แนะนำ� หลายอยา่ งในเรอื่ งการประยกุ ตใ์ นเชงิ ปฏบิ ตั ิ หลกั ธรรมทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรง แสดงย่อมมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคม บริบททางสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และหน้าท่ี การงาน รวมท้งั อปุ นิสัยใจคอของบุคคลที่เปน็ เปา้ หมายของการสอนแห่งพระพทุ ธเจา้ ดงั นี้ ๑) ประยกุ ต์ใชห้ มวดธรรมน้ันๆ ทกุ ข้อตามทป่ี รากฏในคมั ภีร์ ๒) ประยุกตใ์ ช้บางข้อในหมวดธรรมตา่ งๆ แล้วรวมเปน็ ชุดแหง่ การปฏิบตั ใิ หม่ ๓) ประยกุ ตห์ ลกั ธรรมบางขอ้ หรอื บางหมวดเขา้ กบั แนวคดิ หรอื หลกั การทางวชิ าการ สมยั ใหม่ การประยกุ ตต์ ามขอ้ ๒ อาจจะต้องอาศยั การทดลองปฏิบตั ิจากผู้ปฏิบัติธรรมท่มี ีความ รู้หลกั ธรรมในหมวดต่างๆ พอสมควร เมื่อไดผ้ ลดีจากการทดลองจงึ น�ำมาเผยแพร่ การประยกุ ตต์ ามขอ้ สาม เปน็ การประยกุ ตต์ ามกระแสความนยิ มความทนั สมยั หรอื ตาม ค่านิยมในแต่ละยุคที่เปล่ียนแปลงไปจากเดิม ค่านิยมแห่งสังคมเป็นตัวก�ำหนดแนวทางการ ประยกุ ต์หลักพทุ ธปรัชญาอีกข้นึ หนง่ึ ส่วนการประยุกต์ตามข้อที่ ๑ เป็นการด�ำเนินตามแนวทางท่ีมีการปฏิบัติสืบต่อกันมา 173 ตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงหมวดธรรมหรือหลักธรรมเป็น อย่างอนื่ คณุ ค่าจากการศึกษาคร้งั นี้ การศึกษาคร้ังน้ีให้คุณคา่ อย่างน้อย ๒ อยา่ ง คอื (ก) คณุ คา่ ทางวชิ าการ (ข) คณุ ค่าทางจรยิ ธรรม ก. คณุ ค่าทางวิชาการ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาไดร้ บั ความสนใจจากนกั วชิ าการสาขาตา่ งๆ เพม่ิ มาก ขนึ้ ไดม้ คี วามพยายามตง้ั แตย่ คุ แรกทม่ี กี ารพฒั นาวชิ าการสมยั ใหมใ่ นการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา โดยเปรียบเทียบกับหลักวิชาการสมัยใหม่ โดยการช้ีให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นแหล่งก�ำเนิด แหง่ วชิ าการสาขาตา่ งๆ ทงั้ ในสมยั โบราณและสมยั ปจั จบุ นั ความรทู้ ไี่ ดร้ บั จากการศกึ ษาพระพทุ ธ ศาสนาและศาสตรส์ มยั ใหมก่ อ่ ใหเ้ กดิ บรู ณาการระหวา่ งพระพทุ ธศาสนากบั ศาสตรส์ มยั ใหม่ ความ รู้จากการบูรณาการได้กลายเป็นศาสตร์หรือวิชาการแขนงใหม่ดังจะได้ กล่าวจากผลการศึกษา คร้ังน้ี

๑) การพัฒนารูปแบบการศึกษา การศกึ ษาทางวชิ าการในโลกทางวชิ าการปจั จบุ นั ถกู ผกู ขาดโดยระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทาง วทิ ยาศาสตรซ์ งึ่ มอี ทิ ธพิ ล ครอบงำ� วธิ วี ทิ ยาทกุ สาขา รปู แบบการศกึ ษาทไี่ มด่ ำ� เนนิ ตามระเบยี บ วธิ วี ทิ ยาทางวิทยาศาสตรจ์ ะถูกปฏเิ สธและไม่ยอมรับผลการศึกษาไมว่ า่ จะเป็นความรหู้ รือความ จริงใดๆ ก็ตามทีม่ กี ารน�ำเสนอตามธรรมเนียมการปฏิบัติ (Convention) จะต้องเปน็ การศึกษา ตามกระบวนการทเี่ รยี กวา่ แบบวทิ ยาศาสตร์ รปู แบบวธิ วี ทิ ยาทม่ี อี ทิ ธพิ ลมากในสงั คมวชิ าการคอื รูปแบบการศึกษาเชิงคุณภาพและการศึกษาเชิงปริมาณ (Qualitative and Quantitative methods) วธิ วี ิทยาทัง้ สองรปู แบบจะใหค้ วามสำ� คัญกับกระบวนการหรอื วิธกี าร (Procedure or method) ความรหู้ รือความจริงจะไดร้ บั การยอมรับว่าน่าเชือ่ ถือได้มากน้อยเพยี งใดจะต้องมี การน�ำเสนอกระบวนการหรือวิธีการในการศึกษาตามล�ำดับข้ันตอน ไม่ว่าจะเป็นการก�ำหนด วตั ถปุ ระสงค์ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู หรอื การวเิ คราะหข์ อ้ มลู กต็ าม จะตอ้ งระบรุ ายละเอยี ดอยา่ ง ชดั เจน การใหค้ วามสำ� คญั กบั รายละเอยี ดแหง่ กระบวนการหรอื วธิ วี ทิ ยาทกุ ขน้ั ตอน ในบางครงั้ กส็ ร้างความสบั สนและความไมน่ า่ สนใจในรายงานผลการศึกษานั้นๆ ความร้สู ึกไมอ่ ยากอ่านจะ เกดิ ข้ึนในหมู่นักศึกษา ยกเวน้ ถูกบงั คับใหอ้ ่านหรอื ใหศ้ ึกษา มฉิ ะน้ันจะไม่ให้สำ� เรจ็ การศึกษา ข้อ 174 นี้เป็นเสมือนยาขมหมอ้ ใหญ่ แห่งกระบวนการแสวงหาความร้ใู นยุคปจั จบุ ัน อย่างไรก็ตามพระพุทธศาสนาได้เสนอวิธีการศึกษาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็น รูปแบบการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์โดยข้ึนอยู่กับการนิยามความหมาย และความคดิ เหน็ ของผ้ทู ี่ดศี ึกษาพระพทุ ธศาสนากบั ศาสตรส์ มยั ใหม่ วธิ กี ารศึกษาวิจัยตามแนวอริยสัจ ๔ อริยสจั ๔ ประกอบด้วย ความจรงิ เกีย่ วกับปรากฏการณ์ทเ่ี กดิ ขนึ้ แกช่ วี ติ มนษุ ย์และแก่ สงั คมมนษุ ยท์ ว่ั ไปซงึ่ จะประกอบดว้ ย (๑) ปญั หาตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ เปน็ ประจำ� ทงั้ ทเ่ี ปน็ ปญั หาความ เดือดร้อนระยะสั้นและระยะยาว (ทุกข์) (๒) ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อน (สมุทัย) โดยปัจจัยท่ีส�ำคัญท่ีสุดก็คือตัณหา (๓) สภาวะที่ปลอดจากความทุกข์ความเดือดร้อนท่ีอาจจะ เปน็ ความสขุ ความสงบ แมจ้ ะเพยี งชว่ั คราวหรอื ระยะสนั้ ซงึ่ สร้างความสมดลุ แห่งชวี ติ และสังคม (นิโรธ) และ (๔) มรรควธิ ที ่จี ะนำ� ไปสูส่ ภาวะตามขอ้ ท่ี (๓) วธิ กี ารศกึ ษาตามแนวอรยิ สจั ๔ สามารถพฒั นาเปน็ รปู แบบระเบยี บวธิ กี ารศกึ ษาทส่ี รา้ ง ความเช่อื ม่ันในทางวชิ าการไดเ้ ปน็ อยา่ งดี การถกเถยี งกันวา่ ระเบยี บวิธีวทิ ยาตามแนวอรยิ สัจ ๔ นี้ เป็นวทิ ยาศาสตร์หรือไมอ่ าจเป็นเนื้อหาทางปรัชญาสังคมศาสตร์อยา่ งหน่งึ หากยึดติดกบั กับ ดักทางการศึกษาที่มักจะด�ำเนินตามกรอบการศึกษาท่ีนิยมกันมาจนกลายเป็นอุปาทาน ก็ เทา่ กบั เปน็ การยอมสยบตวั อยกู่ บั หลกั คดิ หรอื ปรชั ญาการศกึ ษาบางแขนงและจะมผี ลพลอย

ปฏิเสธวิธีการศึกษาท่ีอยู่นอกกรอบธรรมเนียมมากเกินไปจนถึงกับปฏิเสธหรือดูถูกดูหมิ่นผู้ท่ี ยึดแนวปฏิบัตินอกกรอบเดิม ก็เท่ากับเป็นการปิดขังตัวเองอยู่ในกรงขัง กลายเป็นคนใจแคบ มองคนคิดต่างในแง่ร้าย จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นความทุกข์ความเดือดร้อนอย่าง หนงึ่ ตามหลกั อรยิ สัจ ๔ บรรดาความรทู้ างสงั คม พจิ ารณาไดว้ า่ เปน็ สมมตสิ จั จะ ผลของการศกึ ษาใดๆ กต็ าม ทน่ี ำ� เสนอลว้ นแตไ่ มย่ ง่ั ยนื ยอ่ มเปลย่ี นแปลงไปตามเวลาและตามบรบิ ททางสงิ่ แวดลอ้ ม แมว้ า่ ผล การศกึ ษาในยคุ สมยั ทที่ ำ� การศกึ ษาจะไดร้ บั การยอมรบั วา่ เปน็ ความรจู้ รงิ ปรากฏการณท์ างสงั คม มลี กั ษณะเปน็ พลวตั หรอื เปน็ อนจิ จงั ดงั นน้ั การวเิ คราะหส์ ภาพปญั หาทางสงั คมตามแนวอรยิ สจั ๔ น่าจะได้รบั การยอมรับตามมาตรฐานการศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ (หรือเชิงปรมิ าณดว้ ย) ๒) การพฒั นาทฤษฎีอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ปรากฏการณ์ทางสังคมมีท้ังปรากฏการณ์ที่ส่งผลในเชิงบวกและส่งผลในเชิงลบต่อชีวิต มนษุ ยแ์ ละกลมุ่ มนษุ ย์ กลา่ วอกี นยั หนงึ่ ปรากฏการณท์ ง้ั หลายทางสงั คมมที งั้ สงิ่ ทพ่ี ระพทุ ธศาสนา เรียกวา่ อฏิ ฐารมณ์ (อารมณ์ทพ่ี ึงปรารถนา) และ อนษิ ฐารมณ์ (อารมณ์ท่ไี มพ่ งึ ปรารถนา) ปรากฏการณ์ทางสังคม ซ่ึงเป็นอารมณ์ท่ีไม่พึงปรารถนาก็คือปัญหาสังคมในรูปแบบ ต่างๆ และความขัดแย้งทางการเมืองส�ำหรับปรากฏการณ์ทางสังคมท่ีพึงปรารถนาจะประกอบ 175 ดว้ ยความรว่ มมือกัน ความรักและการช่วยเหลือกัน ทฤษฎีอฏิ ฐารมณ์ และทฤษฎอี นิษฐารมณ์ สามารถพัฒนาข้ึนมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ตามแนวทฤษฎีธรรมาภิบาล (Good Governance) ทฤษฎีความขดั แยง้ (Conflict Theory) ทฤษฎกี ารเปลีย่ นแปลงทางสงั คมและ วฒั นธรรม (Social-cultural Change Theories) ทฤษฎกี ารมสี ว่ นรว่ ม (Participation Theory) ทฤษฎีความเป็นปึกแผ่น (Solidarity Theory) ทฤษฎีการพัฒนา (Development Theory) ทฤษฎจี รยิ ธรรม (Ethical Theories) ทฤษฎอี ตั วนิ บิ าตกรรม (Suicide Theories) ทฤษฎภี าวะ ผู้นำ� (Leadership Theories) ทฤษฎกี ารไดม้ าซง่ึ อำ� นาจ (Authority Theories) และทฤษฎอี ่ืน ๆ ทางสังคมศาสตร์ ตามหลกั บรู ณาการ พทุ ธปรชั ญาเออ้ื ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาความรทู้ เ่ี ปน็ การเสรมิ ความ นา่ เชอื่ ถอื และการประยุกต์ใช้ในการอธิบายเชิงทฤษฎีเก่ยี วกับปรากฏการณต์ ่างๆ ทางสังคมได้ เปน็ อย่างดี บรรดาความรู้ทางวชิ าการต่างๆ หากยึดตามแนวความรทู้ างโลกียวิสยั และทาง วัตถุวิสัย อย่างเดียว โดยปราศจากการเสริมพลังทางโลกุตตรวิสัยและทางจิตวิสัย จะเป็น ความรทู้ างวชิ าการทไ่ี มส่ มบรู ณ์ และจะมลี กั ษณะหยาบกระดา้ ง ขาดความมชี วี ติ พทุ ธปรชั ญา เสนอหลกั ความรทู้ เี่ ปน็ จรงิ และเสนอวธิ กี ารแกป้ ญั หาตา่ งๆ ทงั้ ในระดบั ชวี ติ และระดบั สงั คม โดย เฉพาะอย่างย่ิงความรู้เก่ียวกับชีวิต ปัญหาชีวิตและปัญหาสังคม วิธีการแก้ปัญหาได้รับการเน้น

เป็นพิเศษจากพระพุทธศาสนา การแก้ปัญหาความทุกข์ในชีวิตคือเป้าหมายส�ำคัญสูงสุดแห่ง พุทธธรรม ข. คณุ ค่าทางจรยิ ธรรม ปรชั ญาทางสงั คมแหง่ พระพทุ ธศาสนาใหค้ วามรแู้ ละความจรงิ เกยี่ วกบั ปรากฏการณท์ าง สังคมอย่างเป็นที่น่าเชื่อถือในระดับท่ีพิสูจน์ได้ ขณะเดียวกันปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธ ศาสนาได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาทางสังคม รวมทั้งแนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตสังคมและส่ิง แวดล้อมในระดับสูงยิ่งข้ึน ซึ่งในที่น้ีอาจจะเรียกรวมๆ ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์หรือคุณค่าทาง จริยธรรม ดังนี้ ๑) คณุ ค่าตอ่ การพฒั นาชวี ติ ๒) คุณค่าต่อการพัฒนาการรวมกล่มุ ๓) คุณค่าต่อการพฒั นาความกลัวต่อผลการกระทำ� ผิดหรอื ลว่ งละเมิดบรรทัดฐานทาง สังคม ๔) คณุ ค่าต่อความเช่ือมั่นในระบบการเมอื ง การปกครองตามหลกั มัชฌมิ ปฏปิ ทา ๑) คุณคา่ ต่อการพัฒนาชวี ติ พทุ ธปรชั ญาเสนอแนวทางการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ซงึ่ จะตอ้ งประกอบดว้ ยการพฒั นา 176 สขุ ภาพ และสมรรถภาพแหง่ ชวี ติ ดว้ ย การพฒั นาชวี ติ ตามหลกั พทุ ธปรชั ญาไดป้ รากฏในหลกั ฐานหลายแหง่ ในพระไตรปฎิ ก เปา้ หมายสงู สดุ ของการพฒั นาชวี ติ คอื ความหลดุ พน้ จากปญั หา หรือความทุกข์ทั้งหมด การดบั ทุกข์ย่อมหมายถึง การได้รับความสขุ อันเปน็ สิ่งท่ตี รงกนั ข้ามกบั ความทุกข์ แต่ความสุขแห่งชีวิตปุถุชนเป็นโลกียสุข ย่อมไม่ยั่งยืนและมีโอกาสเวียนกลับมา พบความทกุ ขไ์ ดต้ ลอดเวลาหากดำ� เนนิ ชวี ติ อยา่ งประมาท หลกั ไตรสกิ ขาใหค้ ณุ คา่ ตอ่ ผปู้ รบั ใช้ อย่างชัดเจน มีตัวอย่างท่ีแสดงถึงผลอันเกิดจากการประยุกต์หลักไตรสิกขาไปใช้ในการด�ำเนิน ชวี ติ ซง่ึ ชว่ ยใหช้ วี ติ มคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ ทางจติ ใจ ทางรา่ งกายทางสงั คมและทางสตปิ ญั ญาอยา่ ง ชัดเจน เพราะฉะน้นั ศลี สมาธิ ปญั ญา อันเป็นหลักการรวมยอดแหง่ อรยิ มรรคมีองค์ ๘ มีคุณคา่ ทางจรยิ ธรรมสงู มาก กัลยาณปถุ ุชนทย่ี ดึ หลกั บุญกิริยาวตั ถุ ๓ ประการ คือ ทาน ศลี ภาวนา ก็ถือได้ว่าปฏบิ ัติ ตามแนวไตรสกิ ขาในเชงิ ประยุกต์วิทยาไดเ้ ชน่ กัน สงั คมมนษุ ย์ด�ำรงอยู่ได้กโ็ ดยอาศยั การยึดหลกั พทุ ธปรชั ญาในเชงิ ปฏิบตั ดิ งั กล่าว ๒) คณุ ค่าตอ่ การพฒั นาการรวมกลมุ่ การพฒั นาการรวมกล่มุ คือ การสร้างกลุม่ ใหม้ ีความเข้มแข็งม่ันคง (Group Solidarity) พทุ ธปรชั ญามหี ลกั การทส่ี ามารถนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพฒั นากลมุ่ ใหเ้ ขม้ แขง็ มนั่ คงในหลายดา้ น เชน่ ดา้ นหลกั ธรรม กจ็ ะประกอบดว้ ย อปรหิ านยิ ธรรม คอื หลกั ธรรมทไ่ี มน่ ำ� ความเสอ่ื มมาสกู่ ลมุ่

หรอื สังคม อปริหานิยธรรม จดั เป็นหลักธรรมพัฒนาการมีส่วนรว่ มของทกุ ฝา่ ยในสงั คมท้ังใน ระดบั ผู้บรหิ ารสงั คมประเทศชาติและระดับประชาชนผปู้ ระกอบสัมมนาอาชวี ะท่วั ไป ความเปน็ ปึกแผ่นแหง่ สงั คมจะเป็นไม่ไดต้ ้องอาศยั บทบาทของผูน้ ำ� ดังน้ัน ผนู้ �ำที่ดีคอื ผนู้ ำ� ท่สี ามารถสร้าง ความเชอื่ มน่ั แกผ่ ตู้ าม โดยผู้ตามยินดชี ่ืนชม พร้อมจะปฏบิ ตั ิตามความต้องการของผนู้ �ำ พระพทุ ธศาสนา จงึ เสนอหลกั ธรรมสำ� หรบั ประยกุ ตเ์ พอื่ พฒั นาคณุ สมบตั สิ ว่ นตวั ใหเ้ ปน็ ทน่ี า่ ศรัทธา และช่นื ชมยินดแี กผ่ ู้ตาม เชน่ หลักพรหมวหิ าร และหลักทศพธิ ราชธรรม เป็นต้น ปัจจัยท่ีจะก่อให้เกิดการรวมกลุ่มอย่างมั่นคงอีกปัจจัยหนึ่ง ก็คือองค์กรทางพระพุทธ ศาสนาหรือสถาบนั พระพทุ ธศาสนา ผู้ท่มี บี ทบาทส�ำคญั ในสถาบนั พระพุทธศาสนา คอื พระสงฆ์ ดงั น้ัน พระสงฆ์ จึงมบี ทบาทส�ำคัญในการให้การศกึ ษาอบรมทางศลี ธรรม การเผยแผ่ศีลธรรม การสง่ เสรมิ ความเปน็ พลเมอื งดี การเปน็ ผนู้ ำ� ในการประกอบศาสนพธิ กี รรมตา่ งๆ ในสงั คมเปน็ ตน้ กลา่ วในเชงิ สงั คมวทิ ยา พธิ กี รรมทางศาสนามบี ทบาทสำ� คญั มากในการรวมกลมุ่ ชว่ ยสรา้ งความ เป็นปึกแผ่นในสังคม ช่วยสนองตอบความต้องการในระดับจิตวิญญาณแก่บุคคล รวมทั้งเป็น สญั ลักษณ์แสดงถึงความมีอยแู่ ห่งศาสนาด้วย ดงั นั้น ศาสนพิธตี ่างๆ จึงมสี ว่ นสำ� คัญในการเป็น ศนู ยก์ ลางการรวมกลมุ่ แหง่ ศาสนกิ ชน และชว่ ยพฒั นาความรสู้ กึ วา่ เปน็ พวกเรา หรอื พวกเดยี วกนั (We-group) ใหเ้ ข้มแขง็ ความรู้สึกเป็นพวกเราหรือพวกเดยี วกนั กอ่ ใหเ้ กิดการช่วยเหลอื กัน การ ร่วมมอื กัน (Participation) และการปกป้องคมุ้ ครองซง่ึ กันและกนั วเิ คราะหต์ ามแนวปรชั ญาทางสงั คมวทิ ยา สถาบนั ศาสนาเปน็ สถาบนั สงั คมสถาบนั หนง่ึ 177 ซึ่งมีบทบาทในการรวมกลุ่มและเป็นศูนย์กลางแห่งกิจกรรมทางจิตวิญญาณของกลุ่ม การฟื้นฟู สถาบันศาสนากล่าวโดยหลักการแห่งปรัชญาสังคมประยุกต์ก็คือการฟื้นฟูบทบาทการเป็น ศนู ยก์ ลางดา้ นจติ วญิ ญาณ ซงึ่ กห็ มายถงึ การเสรมิ ความเชอื่ ในบญุ และในบาปใหม้ นี ำ�้ หนกั มากยงิ่ ขนึ้ ศาสนบคุ คลโดยเฉพาะพระสงฆจ์ ะตอ้ งไดร้ บั การฝกึ อบรมใหม้ คี วามพรอ้ มดา้ นไตรสกิ ขา และ มวี ัตรปฏบิ ัติใหเ้ ปน็ ที่น่าเคารพน่าเลื่อมใส ซงึ่ ส่งผลให้คนเช่อื และปฏบิ ตั ิตามคำ� สอนทางศลี ธรรม ของพระสงฆโ์ ดยไม่สงสยั ๓) คุณค่าต่อการพัฒนาความกลัวต่อผลการกระท�ำความผิดหรือการล่วงละเมิด บรรทัดฐานทางสังคม ขอ้ นหี้ มายถงึ วา่ การไดร้ บั การศกึ ษาอบรมอยา่ งลกึ ซงึ้ และมคี วามเขา้ ใจความจรงิ แทแ้ หง่ สาระ ค�ำสอนทางพระพุทธศาสนา จะท�ำให้บุคคลรู้ว่าอะไรควรท�ำอะไรไม่ควรท�ำและตัดสินใจ เลือกปฏิบัติตามแนวทางแห่งศีลธรรมและจริยธรรมอันเหมาะสม กล่าวคือ การไม่สร้างปัญหา ความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่สังคมและแก่บุคคลอ่ืน รวมท้ังแก่สัตว์โลก และแก่ธรรมชาติส่ิง แวดลอ้ ม การมีจติ ส�ำนกึ ดังกลา่ วถือวา่ เป็นการพฒั นาหริ ิ และโอตตัปปะ ใหเ้ กดิ มขี ึ้นอย่างมนั่ คง ในชีวติ และจิตใจแห่งมนุษย์

หิริ คือความละอายตอ่ บาป หรอื ละอายตอ่ การท�ำผดิ ทางศลี ธรรม โอตตัปปะ คอื ความ เกรงกลวั ตอ่ ผลแหง่ การนำ� ความชว่ั หรอื การทำ� บาป หริ โิ อตตปั ปะ เปน็ พฒั นาการแหง่ จติ สำ� นกึ ระดับสงู จิตสำ� นึกระดับสูงก็คอื จติ ส�ำนึกท่ีมตี อ่ สาธารณะ จดั เปน็ การพฒั นาจรยิ ธรรมในระดับ สงู มาก ความรสู้ กึ ละอายตอ่ การทำ� ความผดิ คอื ความรสู้ กึ ไว (Sensitive) ตอ่ บคุ คลอน่ื โดยเฉพาะ อย่างย่ิงความมมี ารยาททางสงั คมถือได้วา่ เปน็ ความร้สู กึ ไวต่อสังคมด้วย การรู้สึกกลัวตอ่ การถูก ตำ� หนโิ ดยวญิ ญชู นผมู้ ศี ลี ธรรมในสงั คม แมแ้ ตเ่ พยี งเลก็ นอ้ ยกถ็ อื ไดว้ า่ เปน็ เกราะปอ้ งกนั มใิ หม้ กี าร ลว่ งละเมดิ บรรทดั ฐานระดบั รนุ แรงมากขน้ึ ในสงั คม ดงั นน้ั พทุ ธจรยิ ธรรมจงึ มคี ณุ คา่ ตอ่ สงั คมชว่ ย ควบคุมมใิ หส้ งั คมเกิดปญั หา และชว่ ยสรา้ งความปลอดภยั แก่สงั คมอกี ด้วย ๔) คณุ คา่ ต่อความเชื่อม่ันในระบบการเมืองการปกครองตามหลักมัชฌมิ าปฏปิ ทา ปรัชญาทางสังคมแห่งพระพุทธศาสนาในส่วนท่ีสัมพันธ์กับเน้นระบบการเมืองการ ปกครองแบบทางสายกลาง ระบบการเมืองการปกครองแบบทางสายกลาง (มชั ฌมิ าปฏิปทา) ยึดหลกั ธรรมะเปน็ ใหญ่ ธรรมะในทน่ี ีค้ อื ความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเสมอภาค การ เคารพในศกั ดิ์ศรี ความเป็นมนษุ ย์ ความรักความเมตตา การเสยี สละเพื่อความถูกต้องตาม หลกั ศลี ธรรม การศกึ ษาปรชั ญาทางสงั คมแหง่ พระพทุ ธศาสนานอกจากจะใหค้ วามรเู้ ชงิ ทฤษฎหี รอื เชงิ 178 ปรยิ ตั ิ ยงั ใหแ้ นวทางในการประยกุ ตเ์ พอ่ื ประโยชนใ์ นการบรหิ ารประเทศชาตใิ หเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ สูงสุดอีกด้วย หลักมัชฌิมาปฏิปทา เป็นหลักพุทธธรรมที่เป็นแกนกลางส�ำหรับการประพฤติ ปฏบิ ตั ใิ นทกุ วถิ ชี วี ติ ระดบั ปจั เจกบคุ คลและระดบั ระบบหรอื ระดบั องคก์ รทม่ี กี ารจดั ระเบยี บทกุ ระดบั สามารถดำ� รงอยอู่ ยา่ งมเี สถยี รภาพดว้ ยการยดึ หลกั มชั ฌมิ าปฏปิ ทา ระบบสงั คมและระบบ การเมืองท่ีมีการจัดระเบียบด้วยยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเจตนารมณ์ของระบบย่อมจะ สร้างความเชื่อม่ันแก่ประชาชนในสังคม รวมทั้งสร้างความเชื่อม่ันแก่ประเทศภายนอกท่ีมีการ ตดิ ตอ่ สมั พนั ธไมตรเี พอื่ การพาณชิ ยแ์ ละเพอื่ ผลประโยชนร์ ว่ มกนั อน่ื ๆ พทุ ธปรชั ญาวา่ ดว้ ยธรรมะ จึงถือเป็นแนว ทางการปฏิบัติท่ีสรา้ งความเชอ่ื ม่นั ในระบบการเมืองการปกครอง ยกตวั อยา่ ง ผู้ ปกครองประเทศทม่ี ศี ลี ธรรม มีสจั จะ เคารพในธรรมะ ปฏิบตั ิต่อประชาชนดว้ ยเมตตากรุณา ความยุติธรรม ความเสมอภาค ยอ่ มเป็นท่ีช่นื ชมและยกยอ่ งของประชาชน ขณะเดยี วกันการ มีศีลธรรมย่อมแพร่กระจายไปในท่ตี ่างๆ โดยไม่คำ� นงึ วา่ เปน็ ทิศทางเหนือลมหรอื ใต้ลมก็ตาม ดัง นัน้ ผปู้ กครองท่มี ีศลี ธรรมหรอื มธี รรมะเป็นหลักปฏบิ ตั ิชอ่ื เสยี งยอ่ มแพรก่ ระจายไปสดู่ ินแดนท้ัง ในโลกมนุษย์และเทวโลก ตามหลักพุทธปรัชญา กลิ่นหอมของศีล (เกียรติยศของผู้มีศีล) ย่อม แพร่กระจายทวนลมไปไกลแสนไกลอยา่ งไร้พรมแดน และย่อมดงึ ดดู สิง่ ทด่ี งี าม (สริ มิ งคล) มาสู่ ดนิ แดนทมี่ ธี รรมะตลอดเวลา ดนิ แดนทผี่ ปู้ กครองและผคู้ นภายใตก้ ารปกครองมธี รรมะยอ่ มเปน็ ปฏิรปู เทศ คนดีทัง้ หลายจงึ มกั จะเกดิ ในประเทศที่มธี รรมะ

ขอ้ เสนอแนะจากการศึกษา ๑) ขอ้ เสนอแนะเชงิ วชิ าการ พทุ ธปรัชญาสามารถศึกษาได้จากแงม่ มุ แหง่ วิชาการสมยั ใหม่ ทกุ สาขา ในท่ีนีไ้ ด้ศึกษา พุทธปรัชญาจากแง่มุมวิชาสังคมวิทยาเป็นหลัก แต่ก็ได้สัมผัสกับสาขาวิชาอ่ืนทางสังคมศาสตร์ บา้ งในบางแงม่ มุ ผลของการศกึ ษาจากแงม่ มุ สาขาวชิ าดงั กลา่ วสามารถใชเ้ ปน็ ฐานและเปน็ กรอบ ของการศกึ ษาเชงิ วชิ าการอนื่ ๆ ไดอ้ กี องคค์ วามรทู้ ไ่ี ดร้ บั จากการศกึ ษาครง้ั น้ี สามารถใชเ้ ปน็ ทฤษฎี สำ� หรบั การอา้ งองิ ไดบ้ า้ งไมม่ ากกน็ อ้ ย หากนกั วชิ าการ สมยั ใหม ่ ไมม่ อี คตทิ างวชิ าการ โดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ อคตกิ บั พระพทุ ธศาสนา เปน็ ทยี่ อมรบั วา่ นกั วชิ าการบางกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั การศกึ ษาจากสถาบนั การศึกษาบางแห่ง มักจะมีอุปาทานยึดม่ันต่อวิชาการท่ีตนได้รับจากสถาบันน้ันๆ ว่าดีท่ีสุด มี มาตรฐานสูงสุด เหนอื กวา่ สถาบันอ่ืน การมอี ปุ าทานนั้น พระพทุ ธศาสนาถอื ว่าเปน็ กิเลส ทำ� ให้ นักวิชาการใจแคบ เข้ากับลักษณะทางทฤษฎีสังคมวิทยาอย่างหนึ่งท่ีเรียกว่า Ethnocentrism คือ การยดึ ม่ันในความคิด อดุ มการณ์ และความรู้และการปฏบิ ตั จิ ากกลุม่ หรอื จากเผ่าพันธุ์ของ ตนว่าดีท่ีสดุ การศึกษาครั้งน้ี เปน็ ความพยายามที่จะนำ� เสนอตามกรอบแนวคิดและทฤษฎีหรอื ตาม หลกั ปรชั ญาทางสงั คมทม่ี กี ารศกึ ษาและวางรากฐานไวม้ ากอ่ น และไดพ้ ยายามสรา้ งกรอบแนวคดิ ทางปรัชญาขึ้นมาเพ่ือรองรับและยืนยันความเป็นไปได้และความน่าเช่ือถือทางวิชาการโดยยึด 179 หลักพุทธปรัชญาเป็นตัวต้ัง และเปรียบเทียบกับปรัชญาบางส�ำนัก เช่น ส�ำนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) และส�ำนักอุดมคตินิยม (Idealism) เป็นตน้ พรอ้ มกับใชแ้ นวคิดบางประการแห่ง ปรชั ญาการตีความ (Interpretive) ในการพรรณนาเนือ้ หาแหง่ หลกั พุทธธรรมบางประการ ดัง ปรากฏในบทตา่ งๆ แหง่ การศึกษาคร้งั นี้ ๒) ข้อเสนอแนะในเชงิ ปฏิบตั ิ การศกึ ษาครง้ั นม้ี งุ่ การคน้ ควา้ หลกั พทุ ธธรรมทสี่ ามารถนำ� มาประยกุ ตใ์ ชท้ งั้ ในระดบั ชวี ติ ประจ�ำวันและในระดบั องคก์ รอาชพี การปรบั ใช้ในชีวิต กค็ อื การพัฒนาชีวิต ซ่งึ สามารถบรรลุ ผลตามเป้าหมายการพัฒนา และได้อธิบายถึงการวัดหรือการประเมินผลการพัฒนาชีวิตในรูป แบบทห่ี ลากหลาย ในการปฏบิ ัตนิ ้ัน พทุ ธปรัชญามแี นวคิดทเ่ี ปน็ หลกั ปฏิบตั ิสำ� คัญก็คือมัชฌิมา ปฏปิ ทา หรอื อรยิ มรรคมีองค์ ๘ การพฒั นาชีวติ การพฒั นาสงั คม สามารถดำ� เนนิ การพัฒนาตาม กรอบไตรสิกขาที่สังเคราะห์มาจากอริยมรรคมีองค์ ๘ ขณะเดียวกันการพัฒนาทางจริยธรรมท่ี ส�ำคัญ สามารถด�ำเนินการได้ตามมาตรฐานบุญกิริวัตถุ คือ ทาน ศีล ภาวนา ซ่ึงช่วยยกระดับ คณุ ภาพจติ วญิ ญาณใหส้ งู และเพยี บพรอ้ มดว้ ยคณุ ลกั ษณะแหง่ มนษุ ยท์ พ่ี ฒั นาแลว้ อยา่ งสมบรู ณ์ แนวทางการพฒั นาหรอื การปฏบิ ตั อิ าจจะดำ� เนนิ การเปน็ ขน้ั ตอนตามหลกั อนบุ พุ พกิ ถา ส�ำหรับผู้ท่ีได้รับพัฒนาการข้ันแรกดีแล้วสามารถก้าวข้ามไปสู่ล�ำดับท่ีสูงข้ึนโดยไม่ต้องย้อนมา

ปฏิบัติซ้�ำตามข้ันต้นหรือข้ันแรกๆ ส�ำหรับปุถุชนท่ัวไป จริงอยู่สติปัฏฐานถือเป็นมาตรฐานการ ปฏิบัตใิ นการยกระดับจติ ใจให้สงู ขน้ึ มสี มาธิ และมีปัญญาสูงขึ้น แต่อนบุ พุ พิกถา ก็ถือว่าเป็นวิธี การปฏบิ ตั เิ ปน็ ขนั้ ตอนและสามารถพฒั นาใหเ้ จรญิ งอกงามตามลำ� ดบั ตงั้ แตร่ ะดบั โลกยี วสิ ยั จนถงึ ระดับโลกุตรวิสัย มนุษย์ท่ีอยู่ในสังคมมีสถานภาพ มีอาชีพ และมีสติปัญญาไม่เท่าเทียมกัน ไม่จ�ำเป็นท่ีทุกคนจะต้องได้รับการฝึกอบรมตามล�ำดับเหมือนกันหมด พ้ืนฐานการมีคุณธรรม และจริยธรรมท่ีแตกต่างกันเป็นตัวก�ำหนดล�ำดับหรือข้ันตอนแห่งการปฏิบัติ ตามนัยยะแห่ง อนบุ พุ พิกถา ขณะเดียวกนั เมื่อพจิ ารณาตามอุปนสิ ัย มนุษยม์ ีจรติ หนกั ไปทางโทสะบา้ ง หนกั ไปทาง ราคะบ้าง หนักไปทางโมหะบ้าง หนักไปทางศรัทธาบ้าง หนักไปทางวิตกบ้าง หนักไปทางการ สงสยั ชอบเสาะแสวงหาเหตผุ ลโดยไมห่ ยดุ หยอ่ นบา้ ง จรติ ดงั กลา่ วคอื อปุ นสิ ยั ตดิ ตวั ของแตล่ ะคน การพฒั นามนษุ ยท์ ม่ี อี ปุ นสิ ยั เปน็ ไปตามจรติ แตล่ ะอยา่ ง ดงั กลา่ วจะตอ้ งดำ� เนนิ การไปเพอ่ื ปรบั เปลี่ยนอุปนิสัยดังกล่าวให้ผันแปรไปสู่สภาพตรงกันข้าม การเปล่ียนแปลงอุปนิสัยเป็นเร่ือง ยากมาก เพราะอุปนิสัยเป็นสภาวะเคยชนิ ท่สี ะสมมายาวนาน อาจจะสะสมมาตัง้ แต่อดีตชาติ ดังน้ัน การเปล่ียนแปลงอุปนิสัยจึงต้องอาศัยผู้ฝึกสอนท่ีมีความสามารถในการสอนซึ่งจะต้อง ก�ำหนดรู้สภาวะอุปนิสัยของบุคคลที่ท�ำการฝึกอบรม และสามารถให้ อารมณ์ ที่เหมาะสม ซึ่ง 180 อารมณท์ เ่ี หมาะสมเปรยี บเหมอื นยาทถ่ี กู กบั โรคภยั ไขเ้ จบ็ การใหย้ าผดิ กเ็ หมอื นกบั การใหอ้ ารมณ์ ผิด ผลจะเกิดขึ้นช้ามากหรืออาจจะไม่บรรลุผลเลย และอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้รับการบ�ำบัด รกั ษากไ็ ด ้ ดงั นน้ั พทุ ธปรชั ญาวา่ ดว้ ยการพฒั นา และการปฏบิ ตั จิ งึ เสนอแนะหลกั มชั ฌมิ าปฏปิ ทา สำ� หรบั การปฏบิ ตั แิ ละการพฒั นาซง่ึ พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกของพระองคไ์ ดป้ ฏบิ ตั จิ นเกดิ ผล ดแี ละสามารถยนื ยนั ความนา่ เช่อื ถอื แหง่ การปฏบิ ตั ิตามวธิ ีการแบบทางสายกลางได้เปน็ อยา่ งดี -----------๐-----------

บรรณานุกรม ๑. ภาษาบาลี-ไทย: ๑.๑.ขอ้ มูลปฐมภมู ิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. ___________. พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. ___________. ปกรณวเิ สสภาษาบาลี ฉบบั มหาจฬุ าปกรณวิเสโส. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและโรงพมิ พว์ ิญญาณ, ๒๕๓๒-๒๕๓๔. ___________. อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฺกถา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา จุฬา-ลงกรณราชวทิ ยาลัย และโรงพมิ พว์ ิญญาณ, ๒๕๓๒-๒๕๓๔. 181 ๑.๒. ขอ้ มูลทตุ ิยภมู ิ ๑.๒.๑ หนังสอื ภาษาไทย: จ�ำนงค์ อดิวัฒนสิทธ์ิ. สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์, พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร : ส�ำนักพิมพ์มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘. ___________. ประวตั แิ นวความคดิ ทางสังคม. สำ� นกั พิมพโ์ อเดยี นสโตร์ : ๒๕๒๔. ___________. สอื่ มวลชนกับวิกฤตศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา. สถาบนั วิจัยพทุ ธศาสตร.์ มจร. ๒๕๔๘. ___________. ศาสนาชีวติ และสังคม. กรงุ เทพมหานคร: สำ� นกั พิมพ์สุขภาพใจ. ๒๕๔๙. ___________. สังคมวิทยา. พิมพ์คร้ังที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๑. ___________. ศาสนาชีวิตและสังคม. กรงุ เทพมหานคร:ส�ำนกั พิมพส์ ุขภาพใจ, ๒๕๕๑. ___________. แนวคดิ และทฤษฎเี กย่ี วกบั การพฒั นา. กรงุ เทพมหานคร : โครงการปรญิ ญาโท สาขาวชิ าพัฒนาสังคมศาสตร,์ ๒๕๕๘. ___________. สงิ่ แวดลอ้ ม เทคโนโลยแี ละชวี ติ . พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑๒, กรงุ เทพมหานคร : สำ� นกั พมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๖.

ชาย โพธิสิตา. ศาสตร์และศลิ ปแ์ ห่งการวจิ ยั คณุ ภาพ. กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รนิ ต้งิ , ๒๕๔๖. ปรีชา ช้างขวัญยืน. อุตมรัฐ (The Republic). กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๓. ___________. ความคิดทางการเมืองในพระไตรปิฎก. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๔. พจนานกุ รมไทย ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน. กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั นานมบี คุ สพ์ บั ลเิ คชนั่ , ๒๕๔๒. พระครูพิพิธปรยิ ัติกจิ (ชยันต์ พุทธฺ ธมโฺ ม) และ พระมหาสมพงษ์ สนฺตจิตโฺ ต. ความโกรธและ การจดั การความโกรธ: กรงุ เทพมหานคร : กองทนุ ผลติ หนงั สอื และตำ� ราวชิ าการ ทางพระพทุ ธศาสนายวุ พทุ ธสงฆ์, ๒๕๕๘. พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมฺมจิตโฺ ต). พุทธวิธีบรหาร. พิมพ์พเิ ศษ, กรงุ เทพมหานคร : โรง พมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส. บทบาทพระสงฆท์ างการเมอื งในทศวรรษหน้า. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖. พระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์. พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๕ ฉบับปรับปรงุ พทุ ธศักราช. ๒๕๔๕. พุทธทาสภิกขุ. พทุ ธธรรมกับเจตนารมณข์ องประชาธปิ ไตย ปาฐกถาธรรม ณ พทุ ธสมาคมแหง่ 182 ประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร: กองทุนวฒุ ธิ รรม ๒๕๓๖. ___________. ธมั มิกสังคมนิยม. กรงุ เทพมหานคร: ส�ำนักพิมพส์ ุขภาพใจ, ๒๕๔๘. ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรมศัพทส์ งั คมวิทยาอังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพมหานคร: บรษิ ัทรุ่งศลิ ปก์ ารพมิ พ์, ๒๕๒๔. ___________. พจนานกุ รม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน. พมิ พ์คร้งั ท่ี ๑, กรงุ เทพมหานคร : พมิ พ์ ท่ี : ศริวัฒนาอินเตอรพ์ รนิ้ ท์, ๒๕๔๒. ว.วชิรเมธี. กิเลส management. กรงุ เทพมหานคร: สำ� นักพมิ พ์ปราการ. ๒๕๕๕. วิทยากร เชยี งกูล. อธิบายศัพทป์ รชั ญาการเมอื งและสงั คม. พิมพ์ครัง้ ท่ี ๒, กรงุ เทพมหานคร: สำ� นกั พมิ พ์สายธาร, ๒๕๔๗. วิธาน สุชีวคปุ ต.์ ปรชั ญาเบือ้ งตน้ . กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, ๒๕๓๒. วีระ สมบรู ณ.์ ธรรมะกับการเมอื ง ของพุทธทาสภิกข.ุ กรุงเทพมหานคร: สำ� นกั พมิ พ์ประพนั ธ์ สาสน์ , ๒๕๕๐. เวธัส โพธารามิก. พลาโต รพี บั ลกิ . พิมพ์ครั้งท่ี ๓, กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์ทับหนงั สือ, ๒๕๕๙. ศิษย์ของตถาคต. พทุ ธวจนะ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวด้ ีแล้ว. กรงุ เทพมหานคร: นานาสำ� นักพมิ พ,์ ๒๕๕๙.

สมเด็จพระพทุ ธโฆษาจารย์. (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). พจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลศพั ท,์ พิมพ์ คร้ังที่ ๖, กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๓. ___________. พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม, พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๗, กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕. ___________. พุทธธรรม. พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๓๙. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ์ราช วทิ ยาลยั , ๒๕๕๗. ___________. การแพทยย์ ุคใหมใ่ นพทุ ธทศั น์. พมิ พค์ ร้ังที่ ๑๕, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บรษิ ทั สหธรรมกิ จำ� กัด, ๒๕๕๙. สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. พทุ ธศาสนสภาษติ เลม่ ๑. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑๔, กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หามกฎุ ราชวิทยาลัย, ๒๔๗๗. สมัคร บุราวาศ. พทุ ธปรัชญา : มองพุทธศาสนาดว้ ยทรรศนะวิทยาศาสตร.์ กรงุ เทพฯ: ศยาม, ๒๕๒๕. สิทธิ์ บตุ รอินทร์. ปรัชญานิพนธ.์ กรุงเทพมหานคร: สำ� นักพมิ พศ์ ยามปริทรรศน์, ๒๕๕๙. สุรศกั ดิ์ นานานกุ ูล. ฟองสบู่แตก ยึดทรพั ย์สนิ ขายชาติขายแผน่ ดนิ . กรุงเทพมหานคร: บริษทั ฟองทองเอ็นเตอร์ไพรส์ จำ� กดั , ๒๕๔๒. ๑.๒.๒ หนงั สือภาษาอังกฤษ: 183 Anand Sudri and Amarty a sen. Sustainable human development: concept and theories. New yoke: UNDP Human development Report occasional paper No.8. 1994. Becker H. 1963 Outsiders : Studies in Sociology of Deviance; New York; Free Press. Bhaskar Roy. “Naturalism” in William Outh waite (ed). Modern Social Thought . Oxford: Black will publishing : 2006. ___________. Determinism in William outwaite (ed), Oxford: Black will publishing : 2006. ___________. In The Blackwell Dictionary of modern Social Thought. Blondel J. Political Science , The Block well Dictionary of Modern Thought edited by William Outh waite, 2006. Bullock Alan and Oliver Stally Brass (eds), The Fontana Dictionary of modern Thought Fontana Book, London; 1988.

CIDA. CIDA’S Social Development Priorities: A Framework for Action. 2000. Conway Gordon. Doubly Green Revolution : Food for All in the 21st Centuey. Hwrmondsworth: Penguin. 1997. Coser, Lewisa, and Bernard Rosenberg (ed), Sociological Theory, New York: Macmillan Publishing co., Inc. 1976. Crick Bernard. Political Participation. The Black well Dictionary of Modern Thought. Dear M.J. The Postmodern Urban Condition. Oxford: Blackwell Publicantions. 2000. Gans H.J. People and Plans. New York.: Basic Books; 1968. Goodland Robert. Social and Environmental Assignment to Promote Sustainability. Washington, DC.: World Bank Environmental Management Series No.74. 2000. Haan Arjan de,. Social Exclusion : to wards an holistic understanding of deprivation. London: DFID, Prepared for the world development Report 2001 Forum on Inclusion, Justice, and poverty Reduction . 1999. 184 Hart H. L. A. Are there any natural rights? . Philosophical Reviews .1955. Lenski Gerhard. Evolution in the Black well Dictionary of Modern Social Thought edited by William Outh waite, (Blackwell publishing . oxford, 2006. Lede Sarachchandra M. Sustainable Development: A Critical Review Would Development 19,16 June : 607-621. 1991. Locke John. Two Treatises of Government ed. Peter Laslett. Cam bridge University Press. 1960. Mannheim Karl. Utopia and Ideology : An Introduction to the Sociology of knowledge London : Rout ledge, 1929 (1960). More Thomas. UTOPIA : Harmonds worth. Penguin. 1965. Ollman B. Marx’s vision of Communism a Reconstruction. Critique 8. 1997. Owen H. and C.L.Schultze, eds. Setting National Priorities. Washington, DC. : Booking Institution. 1976. P.K Bhattacharya. 1976. Rostow E.V. Planning for freedom. Newhaven , CT: Yale University Press. 1962.

Seligman, Edward R.A. (editor-in-chief). Encyclopedia of the Social Sciences, is vols. New York: The Macmillan Company, 1963. Selman Paul. Local Sustainability: Managing and Planiing Ecologicalty Sound Places. London: Paul Chapman. 1996. Sills, David L.(ed). International Encyclopaedia of the Social Sciences. 17 vols. New York: The Macmillan and Free Press, 1968. Sigh, K. History of Social Thought. Lucknow: Prakasan Kendra, 1979. Skidmore, William. Theoretical Thinking in Sociology. London, Cambridge: Cambridge university press. Thin Neil. Social Progress and Sustainable Development. London: ITDG Publishing. 2002. Timan cheff Nicholas S. A Study of Sociological Theory : Its Nature and growth 3rd edition, New Yoke : Random House 1967. UNDP. Human Development Report. New York: UNDP. 1996. UN. Report of the United Nations Conference on Environment an development. New York: Un General Assembly. 1999. Urban R. Fishman, Utopias in the Twentieth Century New York : Basic Books, 1977. 185 ๑.๒.๓. วทิ ยานพิ นธ์ กัลป์ลิกา ฉินวิรุรห์ศิริทรัพย์, “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มสุราของผู้ถูกคุม ประพฤติคดีเมาแล้วขับ” วิทยานิพนธ์ศิลปะศาสตร์มหาบัณฑิต (มหาวิทยา มหดิ ล), ๒๕๕๗. ฐยิ าพน กนั ตาธนวัฒน์, กระบวนการสคู่ วามสำ� เร็จในการดำ� เนนิ การป้องกนั ยาเสพยต์ ิดของ ชมุ ชนในเขตภาคกลาง ปรญิ ญานพิ นธ์ วทิ ยาศาสตรด์ ษุ ฎบี ณั ฑติ , (มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ), ๒๕๕๖. วรรณวมิ ล คงวิชัย, “ปัจจยั ด้านความผูกพนั ทางสังคมทม่ี ีความสัมพนั ธก์ ับการกระท�ำผิดเก่ียว กบั ยาเสพยต์ ดิ : กรณศี กึ ษาผตู้ อ้ งขงั ชายชาวมสุ ลมิ ในชายแดนใต”้ , วทิ ยานพิ นธ์ ศิลปะศาสตรม์ หาบณั ฑติ บัณฑิตวทิ ยาลัย (มหาวิทยาลัยมหดิ ล), ๒๕๕๕. พระมหาวชิ าญ สุวชิ าโน, การศึกษารปู แบบและแนวทางการประยกุ ตห์ ลักอานาปานสติเข้า มามีส่วนช่วยในการป้องกันปัญหายาเสพย์ติดในสถานศึกษา, วิทยานิพนธ์ สงั คมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑติ (มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์), ๒๕๔๔.

พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, พระพทุ ธศาสนากับวิทยาการสมยั ใหม ่ โครงการบณั ฑติ ศึกษา สาขาสนั ตภิ าพศึกษา (มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย) ๒๕๕๗. สนุ ิษา บญุ มั่งมี, ปจั จัยทม่ี ีผลต่อการกระท�ำความผิดค่เู ดยี วเสพติดของนกั เรยี นในค่ายทหาร วิวัฒน์พลเมือง, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (มหาวิทยาลัยมหิดล), ๒๕๕๓. ๑.๒.๔. หนังสอื พมิ พ์ สอ่ื ประชาสมั พันธ์ หนังสือพิมพข์ ่าวสด ลงวนั ท่ี ๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๙ รายงานโทษภารทำ� รา้ ยร่างกายวยั ร่นุ คู่ กรณี ขบั รถจกั รยานยนต์ เฉ่ยี วชนรถเกง๋ ของพธิ กี ร ดารา ท่ีมชี อื่ เล่นวา่ นอต ซงึ่ ทำ� ใหด้ ารา พธิ กี ารดงั กลา่ วสญู เสยี ตำ� แหนง่ หนา้ ทก่ี ารงานจากการเปน็ พธิ กี าร ในสถานโี ทรทศั น์ทกุ ชอ่ งทุกรายการ ความโกรธท�ำให้อนาคตความรุ่งเรอื งแห่ง ชวี ติ ดบั ลงอยา่ งนา่ เสียดาย เสถียรพงศ ์ วรรณปก. นสพ.มตชิ น 3 ตค. ๒๕๕๙. อานสิ งสแ์ ห่งศลี ปรากฏอย่ใู นบทสรปุ ตอน ท้ายหลังจากการสมาทานเบญจศีล ว่าด้วยอ�ำนาจศีล ผูส้ มาทานและปฏบิ ตั จิ ะ บรรลถุ ึงความพรง่ั พร้อมด้วยโภคทรพั ย์ (โภคสัมปทา) เข้าถึง สุคตโิ ลกสวรรค์ 186 (สคุ ตงิ ยนั ต)ิ และเขา้ ถงึ ความดบั ทกุ ขไ์ ดท้ ง้ั หมด (นพิ พตุ งิ ยนั ต)ิ ดู หนงั สอื สวด มนตเ์ จด็ ต�ำนาน, เลย่ี งเซยี งจงเจรญิ : พระนคร, ๒๕๕๗. POSTER ของสำ� นักงานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชุดสือ่ การวัดการความ รู้ กบั สุขภาวะเชงิ พทุ ธ สถาบนั วจิ ัยพทุ ธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. 2558 พระราชด�ำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เม่ือวันท่ี 5 ธันวาคม 2550. Global Status Report on Road Safety, องคก์ ารอนามยั โลก. รายงานขอ้ มลู จากตามสถติ ิ ประเทศท่ีมีอุบัติเหตุบนท้องถนนในโลกปรากฏว่า ประเทศไทยติดอันดับ ๒ ของโลกท่ีมีอบุ ตั เิ หตเุ กดิ ขึน้ บนท้องถนนมาทสี่ ุด, ๒๐๑๕. Worldly Value. การใช้สุราเป็นเคร่อื งดม่ื ส�ำคัญ เช่น การอวยพรวนั เกิด อวยพรคบู่ ่าวสาวใน งานเลยี้ งฉลองสมรส และการแสดงความยนิ ดใี นความสำ� เรจ็ บางอยา่ งและการ ฉลองเทศกาลขนึ้ ปใี หม่ เริ่มมีมาต้ังแตส่ มัยโบราณ การใช้สุราในโอกาสส�ำคัญๆ มันเปน็ คา่ นิยมทางโลก พระราชดำ� รสั เมือ่ วนั ท่ี ๕ มนี าคม ๒๕๕๐

คณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ (คสช. ๒๕๕๗). ตวั อยา่ งคณะองคก์ รพเิ ศษทมี่ อี ำ� นาจเชงิ ซอ้ นใน สังคมไทย ท�ำการยึดอ�ำนาจจากรัฐบาลท่ีมาจากการปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตย สถาปนาการเปน็ รฏั ฐาธปิ ตั ย์ จะปรากฏในชอ่ื ตา่ งๆ แตกตา่ งตาม ยุคสมยั เชน่ คณะรกั ษาความสงบเรียบร้อยแหง่ ชาติ (รสช. ๒๕๓๘) ดบู ทบาท อ�ำนาจและหน้าที่พระสังฆาธิการในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ฉบับปรบั ปรงุ พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๕, ๒๕๕๗. ๑.๒.๕. เอกสารอดั ส�ำนา จำ� นงค ์ อดวิ ฒั นสทิ ธ.์ิ “จรยิ ธรรมสำ� หรบั ผนู้ ำ� ”, กรงุ เทพมหานคร: โครงการบณั ฑติ ศกึ ษา สาขา วชิ าพัฒนาสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๖. (อัดส�ำเนา) ___________. “จริยธรรมส�ำหรับนักสังคมศาสตร์” เอกสารประกอบการสอน, โครงการ ปริญญาโท สาขาวิชาพัฒนสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม. ๒๒๕๖. (อัดสำ� เนา) สถาบันธัญญารักษ์. รายงานผู้ป่วยติดยาเสพย์ติดประเภทยาบ้า มากกว่ายาเสพย์ติดประเภท อ่ืนๆ, ๒๕๕๘. (อัดส�ำเนา) ๑.๒.๕.วารสาร 187 ทววี ัฒน์ ปุณฑรกิ วิวัฒน์. พุทธทาสภิกขกุ ับทฤษฎธี มั มิกสงั คมนยิ ม”, วารสารพุทธศาสนศ์ ึกษา, ปที ่ี ๓ ฉบบั ท่ี ๒, พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๓๙.

ประวตั ผิ เู้ รียบเรียง ๑. ชื่อ (ภาษาไทย) ศาสตราจารย์ ดร.จ�ำนงค ์ อดิวฒั นสิทธ์ิ (ภาษาอังกฤษ) Prof.Dr.Chamnong Adivadhanasit ๒. ตำ� แหน่ง : ท่ปี รกึ ษาอธกิ ารบดีด้านการวิจยั ๓. ทีอ่ ยู่ (ท่ีท�ำงาน) คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย ๔. ประวตั กิ ารศึกษา - ปรญิ ญาตรี (พธ.บ.) มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั - ปรญิ ญาโท (M.A. English) Mysore, India., ปรญิ ญาโท (M.A. Social Sciences) Madras, India. - ปริญญาเอก Ph.D. (Social Sciences), Madras, India. ๕. งานวิชาการ - หนังสือประวตั แิ นวความคดิ ทางสังคม - หนังสือสงั คมวิทยาศาสนา - สังคมวทิ ยาท่วั ไป - หนังสอื ศาสนา, บคุ คลและสงั คม และ ฯลฯ ๖. ประวตั กิ ารทำ� งาน 188 - เป็นผู้ช่วยเลขาธิการยวุ พทุ ธกิ สมั พนั ธแ์ หง่ โลก - เปน็ อาจารยพ์ เิ ศษมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั และมหาวทิ ยาลยั ของรฐั อกี หลายแหง่ - เปน็ ศาสตราจารย์ สาขาวชิ าสังคมวิทยา มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ ๗. ปัจจุบนั - ศาสตราจารย์ ประจ�ำหลกั สูตรดุษฎบี ณั ฑติ สาขาวิชา รฐั ประศาสนศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย - เป็นทปี่ รึกษาอธิการบดีด้านกจิ การวจิ ยั มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย - เป็นกรรมการสภาผทู้ รงคุณวฒุ ิมหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนคร - เป็นกรรมการสภาผ้ทู รงคณุ วุฒมิ หาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา - เปน็ กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ปิ ระหลกั สูตรมหาบัณฑิต วิทยาเขตสุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลัย - เปน็ กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ปิ ระจำ� สำ� นกั งานบรหิ าร สำ� นกั สง่ เสรมิ พระพทุ ธศาสนา และบรกิ าร สงั คม มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั - เปน็ กรรมการผทู้ รงคณุ วฒุ ปิ ระจำ� วทิ ยาลยั สมทบ Singapore Buddhist College มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย - เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิ คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย - เป็นกรรมการผู้ทรงคณุ วฒุ ิ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั - เป็นกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะพุทธศาสตร์ สถาบันการบริหารการจัดการแห่งแปซิฟิค พะเยา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook