93 สลายตัวไดง ายกวาปกติ นอกจากนี้ ยังพบวายาอะมิโนพยั รินและไดพัยโรน มีผลตอสวนประกอบของ เลอื ดอยางมาก 3. ความเปน พิษตอ ตบั ถึงแมตบั จะเปนอวัยวะท่มี ีสมรรถภาพสงู สุดในการกาํ จัดยา แตม ันก็ถูก กับตัวยาในความเขม ขนทส่ี ูง จงึ อาจเปนอันตรายจากยาดวยเหตนุ ้ีก็ได ยาบางขนานทอี่ าจเปนอันตรายตอ เซลลของตับโดยตรง เชน ยาจําพวก Chlorinated hydrocarbons ยาเม็ดคมุ กาํ เนิด ยาปฏิชวี นะจาํ พวก โพลิมกิ ซิน และวติ ามินเอ ในขนานสงู มากๆ อาจทาํ ใหต ับหยอ นสมรรถภาพได 4. ความเปนพิษตอไต ไตเปน อวัยวะทีส่ าํ คญั ทส่ี ุดในการขับถายยาออกจากรา งกาย ยาจําพวก ซัลฟาบางขนานอาจตกตะกอนในไต ทําใหไตอักเสบเวลารับประทานยาพวกน้จี ึงควรดื่มน้ํามาก ๆ นอกจากน้ี ยังมียาที่อาจทาํ ใหเ กิดพิษโดยตรงตอไตได เชน ยานีโอมยั ซิน เฟนาเซดิน กรดบอริก ยาจําพวก เพนิซิลลิน หรือการใหวิตามนิ ดีในขนาดสูงมากและเปนเวลานาน อาจกอใหเกดิ พิษตอไต ไตหยอน สมรรถภาพ จนถงึ ขน้ั เสยี ชีวิตได 5. ความเปน พษิ ตอเสนประสาทของหู ยาบางชนิดเปน พษิ ตอเสน ประสาทของหู ทาํ ใหอาการ หูอื้อ หูตงึ และหหู นวกได เชน ยาสเตร็ปโตมยั ซนิ นโี อมัยซิน กานามยั ซิน ควินนิ และยาจําพวก ซาลิซัยเลท เปนตน 6. ความเปนพิษตอประสาทสวนกลาง ยาบางขนานทําใหมีอาการทางสมอง เชน การใช แอมเฟตามีน ทําใหสมองถูกกระตุนจนเกิดควรจนนอนไมหลับ ปวดหัว กระวนกระวาย อยูไมสุข และ ชกั ได สว นยากดประสาทจําพวกบารบ ิทูเรต ถาใชไปนาน ๆ จะทําใหเกิดอาการงวง ซึมเศรา จนถงึ ขั้น อยากฆา ตัวตาย 7. ความเปน พษิ ตอระบบหัวใจและการไหลเวยี นเลือด มักเกิดจากยากระตุนหวั ใจ ยาแกหอบหืด ไปทําใหหวั ใจเตน เร็วผิดปกติ 8. ความเปน พิษตอกระเพาะอาหาร ยาบางชนดิ เชน แอสไพรนิ เฟนลิ บวิ ตาโซน เพรดโซโลน อนิ โดเมธาซนิ ถา รบั ประทานตอนทอ งวางและรบั ประทานบอยๆ จะทาํ ใหก ระเพาะอาหารอกั เสบและเปน แผลได 9. ความเปน พิษตอทารกในครรภ มยี าบางชนดิ ทแ่ี มไ มค วรรับประทานระหวางตงั้ ครรภ เชน ยาธาลโิ ดไมลช ว ยใหน อนหลบั และสงบประสาท ยาฟโ นบารบ ิตาลใชร กั ษาโรคลมชัก ยาไดอะซีแพมใช กลอ มประสาท และยาแกคล่ืนไสอาเจียน เนอื่ งจากอาจเปนอันตรายตอ ตัวมดลกู และตอทารกในครรภ เปนผลใหเด็กที่คลอดออกมามคี วามพิการ เชน บางรายอาจมอื กุด ขากุด จมูกโหว เพดานและริมฝ ปากแหวง หรือบางคนศรี ษะอาจยุบหายไปเปนบางสว น ดังนนั้ แมใ นระหวางตง้ั ครรภควรระมดั ระวงั การ ใชย าเปนอยางย่ิง
94 การใชย าผดิ และการติดยา (Drug Abuse and Drug Dependence) การใชยาผิด หมายถึง การใชยาท่ีไมตรงกับโรค บุคคล เวลา วิธี และขนาด ตลอดจน จุดประสงคข องการใชย าน้ันในการรกั ษาโรค เชน การใชยาบารบ ทิ ูเรต (เหลาแหง) เพือ่ ใหน อนหลบั สบาย โดยอยูภ ายใตก ารดแู ลของแพทย ถือวาเปนการใชย าถูกตอ ง แตถ า ใชยาบารบ ทิ ูเรต (เหลา แหง ) จํานวนเดิม เพอื่ ใหเคลิบเคลมิ้ เปนสุข (Euphoria) ถือวาเปนการใชยาผิด การติดยา หมายถงึ การใชยาติดตอกันไปชัว่ ระยะเวลาหน่งึ แลวอวัยวะของรางกายโดยเฉพาะ อยางยิง่ ระบบประสาท ไดย อมรับยาขนานนัน้ เขา ไวเ ปนส่ิงหน่ึงทจี่ ําเปน สําหรับเมตาบอลิซึมของอวัยวะนั้น ๆ ซึ่งถาหากหยดุ ยาหรือไดรบั ยาไมเ พยี งพอจะเกิดอาการขาดยา หรืออาการถอนยา (Abstinence or Withdrawal Syndrome) ซ่งึ แบงไดเ ปนอาการทางกาย และอาการทางจติ ใจ สาเหตทุ ีท่ าํ ใหเกิดการใชย าผิดหรือการติดยา อาจเน่ืองมาจาก 1. ความเชอ่ื ทวี่ า ยานัน้ สามารถแกโรคหรือปญหาตางๆ ได 2. สามารถซื้อยาไดง า ยจากแหลงตางๆ 3. มคี วามพงึ พอใจในฤทธ์ิของยาที่ทําใหรูสกึ เคลิบเคลิ้มเปน สขุ 4. การทาํ ตามอยา งเพ่อื น เพอ่ื ใหเขา กับกลุมได หรอื เพื่อใหร ูสึกวา ตนเองทนั สมยั 5. ความเช่อื ที่วา ยานัน้ ชวยใหมีความสามารถและสติปญญาดีขึน้ 6. ความไมพ อใจในสภาพหรือสังคมท่เี ปนอยู หรือความรูสกึ ตอตา นวัฒนธรรม 7. การหลงเชอื่ คาํ โฆษณาสรรพคุณของยาน้ัน การใชย าผดิ แบงตามลกั ษณะการใชโดยสังเขปไดเ ปน 2 ประการ คือ 1. ใชผดิ ทาง ไมเปน ไปเพื่อการรักษาโรค เชน ใชย าปฏชิ ีวนะเสมือนหนึง่ เปน การลดไข ชาวนา ใชข ีผ้ งึ้ เพนซิ ิลลินทาแทนวาสลิน เพื่อกันผิวแตก ซ่ึงอาจทําใหเกิดอาการแพจนถึงแกช วี ิตได โดยท่ัวไป แพทยจะใหน า้ํ เกลือและยาบาํ รงุ เขา เสนตา ง ๆ เฉพาะผูท ี่ปวยเทาน้ัน แตผูท่มี ีสขุ ภาพดีกลับนําไปใชอยาง กวา งขวาง ซง่ึ นอกจากจะไมใหป ระโยชนแลว ยังเปน อันตรายถึงชวี ิตได 2. ใชพร่าํ เพรื่อ เปน ระยะเวลานานๆ จนติดยา เชน การใชยาลดไขแกปวด ซงึ่ มีสวนผสมของ แอสไพริน และเฟนาเซติน เพอ่ื รกั ษาอาการปวดเม่ือยหรอื ทาํ ใหจติ ใจเปน สุข ถาใชต ิดตอกันนาน ๆ ทาํ ให ตดิ ยาและสขุ ภาพทรดุ โทรม นอกจากน้ี การใชย านอนหลบั ยาระงบั ประสาท ยากลอมประสาท กญั ชา โคเคน แอมแฟตามนี โบรไมด การสดู กาวสารทาํ ใหเ กดิ ประสาทหลอนตดิ ตอ กันเปนเวลานานจะทําใหต ดิ ยาได ขอ ควรระวงั ในการใชสมนุ ไพร เม่ือมีความจําเปน หรือความประสงคท่ีจะใชสมุนไพรไมวาจะเพื่อประสงคอยางไรก็ตาม ใหระลกึ อยเู สมอวา ถาอยากมีสุขภาพที่ดี หายจากการเจ็บปว ย ส่ิงที่จะนําเขา ไปสูในรางกายเราก็ควรเปน สิ่งท่ดี ี มีประโยชนต อ รา งกายดว ย อยาใหความเชอ่ื แบบผิดๆ มาสง ผลเสียกับรา งกายเพ่มิ ขนึ้ หลายคนอาจ เคยไดย นิ ขา วเกีย่ วกบั หมอนอ ย ซึ่งเปนเด็กอายุเพยี ง 3 ป 7 เดอื น ท่เี ปน ขาวในหนา หนงั สอื พิมพเ มื่อป 2529 ท่สี ามารถรักษาโรคไดทุกชนิดใชเ พียงกิง่ ไมใบไมอะไรก็ไดแ ลวแตจะชี้ไป คนเอาไปตมรบั ประทานดว ย
95 ความเช่ือ ซ่ึงความจริงการเลือกใชสมุนไพรจะตองมีวิธีการ และความรูที่ถูกตอง การใชจึงจะเกิด ประโยชน ขอ ควรระวังในการใชอ ยา งงา ยๆ และเปน แนวทางในการปฏิบตั ิเพ่ือใหเกิดความปลอดภัยใน การใชส มุนไพร คือ - ใชใหถูกตน สมุนไพรบางชนิดอาจมีลักษณะคลายกัน หรือมีช่ือพองกัน การใชผิดตน นอกจากไมเ กดิ ผลในการรกั ษาแลว ยังอาจเกดิ พษิ ข้ึนได - ใชใหถูกสว น ในแตล ะสวนของพชื สมนุ ไพร เชน ใบ ราก ดอก อาจมสี รรพคณุ ไมเหมือนกัน และบางสวนอาจมพี ษิ เชน เมลด็ ของมะกลํา่ ตาหนูเพยี งเมด็ เดียว ถาเค้ียวรับประทานอาจตายได ในขณะท่ี สวนของใบไมเ ปน พิษ - ใชใหถกู ขนาด ปริมาณการใชเปนสวนสําคัญท่ีทาํ ใหเ กดิ พิษโดยเฉพาะ ถา มีการใชใ นปริมาณ ที่มากเกินไป หรือถา นอ ยเกนิ ไปกไ็ มเ กิดผลในการรักษา - ใชใ หถูกโรค สมนุ ไพรแตล ะชนดิ มสี รรพคุณไมเหมือนกัน เปนโรคอะไรควรใชสมนุ ไพรท่มี ี สรรพคุณรักษาโรคนน้ั ๆ และสง่ิ ที่ควรคํานงึ คือ อาการเจบ็ ปวย บางอยางมคี วามรนุ แรงถงึ ชวี ิตได ถาไมได รับการรักษาทันทวงทีในกรณีเชนนไี้ มควรใชยาสมุนไพร ควรรับการรักษาจากแพทยผูเช่ียวชาญจะ เหมาะสมกวา การรับประทานยาสมุนไพรจากที่เตรยี มเอง ปญหาท่ีพบบอยคือ ไมทราบขนาดการใชที่ เหมาะสมวาจะใชป ริมาณเทา ใดดี ขอ แนะนําคอื เริ่มใชแตนอ ยกอนแลว คอยปรับปริมาณเพ่มิ ขึ้นตามความ เหมาะสมทีหลัง (มีศัพทแ บบพื้นบานวา ตามกาํ ลัง) ไมค วรรับประทานยาตามคนอื่นเพราะอาจทําใหร ับยา มากเกินควร เพราะแตละคนจะตอบสนองตอ ยาไมเหมือนกัน สําหรับยาท่ีซ้ือจากรานควรอา นฉลาก วธิ กี ารใชอยา งละเอียดและใหเขา ใจกอ นใชท กุ ครัง้ การหมดอายขุ องยาจากสมุนไพรเชนเดียวกันกบั ยาแผนปจจบุ นั โดยท่วั ไปสมุนไพรเมื่อเก็บ ไวนานๆ ยอ มมีการผพุ ัง เกดิ ความชน้ื เชื้อรา หรือมีแมลงวันมากดั กิน ทําใหอ ยูในสภาพที่ไมเหมาะสมที่ จะนําไปใช และมีการเสอ่ื มสภาพลงแตก ารจะกําหนดอายุทแี่ นน อนน้ันทําไดย าก จึงควรนบั ต้ังแตวนั ผลติ ยาสมุนไพรหรอื ยาจากสมุนไพรไมค วรใชเ มอื่ มีอายุเกิน 2 ป ยกเวน มีการผลิตหรือเก็บบรรจทุ ่ีดี และถา พบวามเี ชอื้ รา มีกลน่ิ หรอื สเี ปลี่ยนไปจากเดมิ กไ็ มค วรใช ขอ สงั เกตในการเลือกซอ้ื สมุนไพร และยาแผนโบราณ ดังนน้ั ยาแตละชนิดทางกฎหมายมีขอกาํ หนดทแี่ ตกตา งกนั ในการเลือกซ้ือหรอื เลอื กใชจึงตอ ง รคู วามหมาย และขอกาํ หนดทางกฎหมายเสียกอ น จงึ จะรวู ายาชนิดใด จะมีคณุ สมบัติอยางไร มีวิธกี ารใน การสงั เกตอยางไร เพื่อท่ีจะไดบอกไดวายานัน้ ควรที่จะใชหรือนาที่จะมีความปลอดภัยตอการใช สิง่ ท่ี นาจะรหู รือทําความเขาใจ คือ ความหมายของยาชนิดตา ง ๆ ดังนี้ ยาสมนุ ไพร คือ ยาทไี่ ดจ ากพฤกษชาติ สัตว หรือแรธาตุ ซ่งึ มิไดผ สมปรงุ หรอื แปรสภาพ
96 ยาแผนโบราณ คอื ยาทม่ี งุ หมายใชใ นการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ซ่งึ อยูใ นตํารา แผนโบราณท่รี ัฐมนตรปี ระกาศ หรอื ยาท่ไี ดร ับอนญุ าตขน้ึ ทะเบียนเปนยาแผนโบราณ หรือใหเขาใจงา ยๆ คอื ยาท่ีไดจ ากสมนุ ไพรมาประกอบเปนตํารบั ตามที่ระบุไวในตาํ รายาหรือ ท่ีกาํ หนดใหเ ปน ยาแผนโบราณ ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณน้ันกาํ หนดวา ใหใชว ิธีทสี่ บื ทอด กนั มาแตโบราณโดยไมใ ชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร เชน การนําสมนุ ไพรมาตมรบั ประทาน หรือทํา เปนผงละลายนํ้ารับประทาน แตในปจ จุบันมีขอกําหนดเพม่ิ เติมใหยาแผนโบราณมกี ารพัฒนารูปแบบให สะดวกและทันสมยั ข้ึนเชน เดียวกับยาแผนปจ จบุ ัน เชน ทําเปนเม็ด เม็ดเคลอื บนาํ้ ตาลหรอื แคปซูล โดยมี ขอสังเกตวาทแี่ คปซูลจะตอ งระบุวา ยาแผนโบราณ เรอ่ื งที่ 3 ความเชอื่ เกี่ยวกบั การใชย า ปจจุบนั แมว า ความกาวหนา ทางแพทยส มัยใหมร วมทง้ั วิถชี ีวิตทีไ่ ดรับอทิ ธิพลจากตะวนั ตก จะทํา ใหค นท่วั ไปเมือ่ เจบ็ ปวยหนั ไปพึ่งการรกั ษาจากบคุ ลากรทางการแพทยซ่งึ มุง เนน การใชย าแผนปจจบุ นั ใน การรกั ษาอาการเจบ็ ปว ยเปน หลัก โดยใหค วามสําคัญ ความเช่อื ถือในยาพืน้ บา น ยาแผนโบราณลดนอยลง ทําใหภ มู ิปญญาพ้นื บานรวมถึงตาํ หรบั ยาแผนโบราณสูญหายไปเปนจํานวนมาก นอกจากนัน้ ยังขาดความ ตอ เนอื่ งในการถา ยทอดองคความรใู นการดูแลรกั ษาตนเองเบ้ืองตน ดว ยวธิ ีการและพืช ผกั สมนุ ไพร ทีห่ า ไดง ายในทอ งถน่ิ โดยองคค วามรทู ี่ถายทอดจากรุน สรู นุ นน้ั ไดผ านการวเิ คราะหแ ละทดลองแลว วา ไดผ ลและไมเกิด อนั ตรายตอ สุขภาพ อยา งไรก็ตามยังคงมีความเชอ่ื บางประการเก่ียวกบั การใชย าเพ่ือเสรมิ สุขภาพ และ สมรรถภาพเฉพาะดาน ซึ่งยังไมไดรับการพิสูจนดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตรการแพทย วามี สรรพคณุ ตามคําโฆษณา อวดอา ง หรอื บอกตอ ๆ กัน ซง่ึ อาจกอใหเกิดอันตรายหรือผลขางเคียงหากใช
97 จํานวนมากและตอเน่อื งเปนเวลานาน ไดแ ก ยาดองเหลา ยาฟอกเลือด ยาชงสมุนไพร ยาที่ทาํ จากอวัยวะ ซากพชื ซากสตั ว เปนตน รวมถึงยาชดุ ตา ง ๆ ท่ีมักมกี ารโฆษณาชวนเชอ่ื อวดอาง สรรพคณุ เกินจรงิ ทําให คนบางกลมุ หลงเช่ือ ซ้ือหามารบั ประทาน ยาบางชนดิ มรี าคาแพงเกนิ ปกตโิ ดยอางวาทําจากผลติ ภัณฑท่ี หายาก สรรพคุณครอบจักรวาล สามารถรักษาไดส ารพดั โรค ซึ่งสรรพคณุ ท่ีมกั กลา วอา งเกินจรงิ อาทิเชน - กินแลวจะเจริญอาหาร ทําใหรับประทานอาหารไดมากขึ้น เชน ยาดองเหลา ยาสมุนไพร บางชนดิ - กนิ แลวจะทําใหมีกําลงั สามารถทาํ งานไดท นนาน - กินแลวทําใหมีพลังทางเพศเพิ่มข้ึน เชน ยาดองเหลา ยาดองอวัยวะซากสัตว อุงตีนหมี ดงี เู หา ฯลฯ - กินแลว จะทาํ ใหเ ลอื ดลมไหลเวียนดี นอนหลับสบาย ผิวพรรณผอ งใส เชน ยาฟอกเลอื ด ยาสตรี ยาขบั ระดู ฯลฯ - กนิ แลว ทําใหเปนหนมุ เปนสาว อวัยวะบางสวนใหญข้ึน เชน เขากวาง และกวาวเครือแดง เสรมิ ความหนุม กวาวเครอื ขาวเสรมิ ทรวงอก และความสาว เปนตน - กินแลวจะชวยชะลอความแกหรือความเส่ือมของอวัยวะ เชน รังนกซ่ึงทําจากน้ําลายของ นกนางแอน หฉู ลามหรอื ครบี ของฉลาม หรอื โสม ซึ่งสว นใหญม รี าคาแพงไมค ุมคากับประโยชนทรี่ างกาย ไดรบั จรงิ ๆ - กนิ แลวรักษาอาการปวดเม่ือย ไขขออกั เสบเรื้อรงั เชน ยาชุดตาง ๆ ยาแกกระษยั ไตพิการ ซง่ึ มัก ผสมสารหนู ที่เปนอนั ตรายตอรางกายมาก เพราะผูใ ชอาจมักติดยาตองรบั ประทานเพิ่มข้ึนจึงเกิดการ สะสมพิษ เมื่อเกดิ อนั ตรายมกั มอี าการรุนแรงยากแกก ารรักษา ท้งั น้ี การใชย าดังกลาวสวนใหญเ กิดจากความเชอื่ ผิด ๆ หรือเชื่อในคาํ โฆษณาเกินจริง ทแี่ ฝงมา ดวยภยั เงยี บทก่ี อใหเ กิดอันตรายตอรางกายหากใชอ ยางตอ เนือ่ งและใชในจํานวนมาก นอกจากนี้ยังทําให เสยี คา ใชจ ายคอนขา งสงู แตไมเ กิดประโยชนตอ รา งกายไมม ีผลในการรกั ษาอาการตาง ๆ ตามสรรพคุณท่ี กลา วอาง ดงั น้ัน กอนจะซ้ือหายาหรอื ผลิตภัณฑเสรมิ สุขภาพมาใช ควรศึกษาสรรพคุณ สวนประกอบ แหลงผลิต วันหมดอายุ และความนาเชื่อถือของผูผลิตโดยพิจารณาจากมีเลขทะเบียนถูกตองหรือไม มตี รา อย. หรือมีใบอนุญาตการผลติ ใบประกอบโรคศลิ ปะแพทยแ ผนโบราณ เปน ตน ความเชือ่ และขอควรระวงั ในการใชยาชุด ยาดองเหลา และยาชงสมนุ ไพร 1. ยาชดุ ยาชุด หมายถึง ยาท่ีผูข ายจดั รวมไวใ หกับผซู ้ือ สาํ หรับใหก นิ ครัง้ ละ 1 ชุด รวมกันหมด โดยไม แยกวา เปน ยาชนิดใด ควรจะกินเวลาไหน โดยทวั่ ไปมักจะมียา ต้ังแต 3 – 5 เม็ด หรืออาจมากกวาและอาจ จดั รวมไวใ นซองพลาสตกิ เลก็ ๆ พิมพฉลากบงบอกสรรพคุณไวเ สร็จ
98 สรรพคุณทพี่ มิ พไ วบ นซองยาชุด มกั โออ วดเกินความจริง เพ่อื ใหขายไดม าก ชอื่ ที่ตงั้ ไวจ ะเปน ช่ือท่ีดึงดูดความสนใจหรือโออวดสรรพคุณ เชน ยาชุดกระจายเสน ยาชุดประดงขุนแผน ยาชุดแก ไขม าลาเรยี เปน ตน เนอ่ื งจากผจู ัดยาชดุ ไมมีความรเู รือ่ งยาอยา งแทจ ริง และมักจะมงุ ผลประโยชนเปนสําคัญ ดังนั้น ผูใชย าชุดจึงมโี อกาสไดรบั อันตรายจากยาสูงมาก อนั ตรายจากการใชยาชุด 1. ไดรับตัวยาซํ้าซอน ทําใหไ ดร บั ตัวยาเกนิ ขนาด เชน ในยาชุดแกปวดเมื่อย ในยาชดุ หนึ่งๆ อาจมียาแกป วด 2-3 เมด็ ก็ได ซง่ึ ยาแกปวดนจ้ี ะอยใู นรูปแบบตางกนั อาจเปนยาคนละสีหรือขนาดเมด็ ยา ไมเทา กัน แตม ตี ัวยาแกป วดเหมือนกนั การทไี่ ดร ับยาเกนิ ขนาดทาํ ใหผใู ชย าไดรบั พษิ จากยาเพ่ิมข้ึน 2. ไดรับยาเกินความจาํ เปน เชน ในยาชุดแกหวัดจะมียาแกป วดลดไข ยาปฏิชีวนะยาลดน้าํ มกู ยาทาํ ใหจ มกู โลง ยาแกไ อ แตจริงๆ แลว ยาปฏิชวี นะจะใชรักษาไมไดในอาการหวัดทเี่ กิดจากเช้ือไวรัส และอาการหวดั ของแตล ะคนไมเ หมือนกนั ถาไมปวดหวั เปนไข ยาแกปวด ลดไขไ มจ าํ เปน ไมมอี าการไอ ไมควรใชย าแกไ อ การรกั ษาหวดั ควรใชบรรเทาเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นเทา น้ันไมจ ําเปนตองกินยาทกุ ชนิดท่ี อยูใ นยาชุด 3. ในยาชุดมักมียาเส่ือมคุณภาพ หรือยาปลอมผสมอยู การเก็บรักษายาชดุ ท่อี ยใู นซองพลาสติก จะไมสามารถกันความชื้น ความรอน หรือแสงไดดีเทากับท่ีอยูในขวดทบ่ี ริษัทเดิมผลิตมา ทาํ ใหยาเสื่อม คุณภาพเร็ว นอกจากนั้นผูจ ดั ยาบางชดุ บางรายตอ งการกาํ ไรมากจงึ เอายาปลอมมาขายดว ย ซึ่งเปน อนั ตรายมาก 4. ในยาชดุ มกั ใสย าอนั ตรายมากๆ ลงไปดว ย เพอ่ื ใหอ าการของโรคบรรเทาลงอยางรวดเรว็ เปน ทีพ่ อใจของผซู ือ้ ทง้ั ผขู ายโดยทีย่ าจะไปบรรเทาอาการแตไมไ ดแกสาเหตขุ องโรคอยางแทจ รงิ อาจทําให โรคเปนมากขึ้น ยาท่ีมีอันตรายสูงมากและจัดอยูในยาชุดเกือบทุกชนิด คือ ยาสเตียรอยด หรือท่ีเรียกวายา ครอบจักรวาล นิยมใสในยาชุด เพราะมีฤทธ์ิบรรเทาอาการไดมากมายหลายอยาง ทาํ ใหอ าการของโรค ทุเลาลงเร็วแตจ ะไมร ักษาโรคใหหาย ยาสเตยี รอยด เชน เพรดนโิ ซโลน เดกซาเมธาโซน ทาํ ใหเกิดอนั ตราย ตอผูใชสูงมากทําใหเกิดอาการบวมนํ้า ความดันโลหิตสูง หัวใจทํางานหนัก หนาบวม กลมเหมือน พระจันทร ทําใหกระดูกพรนุ เปราะหักงาย กระเพาะอาหารเปน แผล ความตานทานโรคลดลงและทําให เกดิ ความผิดปกตดิ า นประสาทจิตใจ 5. ผทู ใ่ี ชยาชดุ จะไดย าไมครบขนาดรักษาทพี่ บบอ ยคือการไดร ับยาปฏิชวี นะเพราะการใชย า ปฏชิ วี นะตองกินอยา งนอ ย 3-5 วนั วันละ 2-4 ครง้ั แลวแตช นดิ ของยา แตผ ูซือ้ ยาชุดจะกนิ ยาเพยี ง 3-4 ชุด โดยอาจกินหมดในหนงึ่ วนั หรอื กินวันละชดุ ซ่งึ ทาํ ใหไดรับยาไมครบขนาด โรคไมหายและกลบั ด้ือยา อกี ดว ย
99 การใชย าชดุ จึงทาํ ใหเ สียคุณภาพ การใชยาไมถกู โรค ทาํ ใหโ รคไมห ายเปนมากขนึ้ ผปู วยเส่ียง อนั ตรายจากการใชย าโดยไมจ ําเปนสิน้ เปลืองเงนิ ทองในการรกั ษา 2. ยาดองเหลา และยาเลอื ด หลายคนอาจเคยเห็นและเคยรับประทานยาชนดิ นม้ี าบางแลว แตเดิมยากลุม นี้จะใชใ นกลุมสตรี เพื่อบํารุงเลือด ระดไู มปกติ และใชในกลุมสตรีหลังการคลอดบุตร เพื่อใชแทนการอยูไฟ สวนประกอบ ของตวั ยาจะมีสมุนไพรที่มีรสเผ็ดรอ นหลายชนดิ เชน รากเจตมูลเพลิงแดง กระเทียม พริกไทย เทียนขาว เปลือกอบเชยเทศ ขิง และสว นผสมอื่นๆ แลวแตชนิดของตาํ รับ มขี ายท้ังทีเ่ ปน ชน้ิ สวนสมุนไพรและท่ี ผลติ สําเร็จรูปเปนยาผงและยานํ้าขาย สว นใหญย าในกลุม นีย้ ากที่จะระบถุ งึ สรรพคณุ ที่แทจรงิ เน่ืองจากยัง ขาดขอมลู ผลของการทดลองทางคลินกิ เทา ทที่ ราบมีเพียงสวนประกอบของตัวยาซ่ึงสวนใหญเ ปน สาร นํ้ามันหอมระเหยและสารเผ็ดรอนหลายชนิด เม่ือรับประทานเขาสูรางกายจะรูสึกรอน กระตุนการ ไหลเวยี นโลหติ สมุนไพรหลายชนิดในตํารบั เชน เจตมูลเพลิงแดง และกระเทียม มรี ายงานวาสามารถ กระตนุ การบบี ตัวของกลามเนื้อมดลกู และมรี ายงานการทดลองในหนเู พศเมีย เมื่อไดรับยาจะทําใหลดการ ตง้ั ครรภได จงึ เปนขอท่คี วรระวงั ในผูท ่ีตงั้ ครรภไ มค วรรับประทานยากลุมนีอ้ าจทําใหแทงได และหลาย ตํารับจะมีการดองเหลาดวย เม่ือรับประทานทําใหเจริญอาหารและอวนขึ้น การอวนมักเกิดจาก แอลกอฮอล (เหลา ) ที่ไปลดการสรางพลังงานที่เกิดจากกรดไขมนั (Fatty acid) จึงมกี ารสะสมของไขมัน ในรางกาย และอาจเกิดตบั แข็งไดถา รบั ประทานในปรมิ าณมาก ๆ และติดตอกันทกุ วัน นอกจากนก้ี ารดื่ม เหลาอาจทาํ ใหเด็กทารกที่อยใู นครรภเกดิ การพกิ ารได ในเร่ืองยาเลือดนีอ้ าจมคี วามเชือ่ และใชก นั ผิดๆ คอื การนํายาเลือดสมุนไพรไปใชเปนยาทําแทง ซงึ่ เปน ส่ิงที่ไมค วรอยางยิ่งโดยเฉพาะเม่ือการต้ังครรภเ กิน 1 เดือน เน่ืองจากไมคอยไดผล และผลจากการกระตนุ การบีบตัวและระคายเคืองตอผนงั มดลกู ท่ีเกดิ จาก การใหยาอาจทําใหเกดิ การทาํ ลายของเยอื่ บผุ นงั มดลกู บางสว นเปน เหตใุ หทารกเกิดมาพิการได 3. ยาชงสมุนไพร การใชยาสมุนไพรเปน ที่นยิ มกันในหลายประเทศ ทงั้ ทางประเทศยุโรปและเอเชียในประเทศ ไทยปจจุบันพบมาก มีการเพิ่มจาํ นวนชนิดของสมุนไพรมาทําเปนยาชงมากขึ้น เชน ยาชงดอกคําฝอย หญา หนวดแมว หญาดอกขาวเปนตน ขอ ดีของยาชงคอื มักจะใชสมุนไพรเดีย่ วๆ เพยี งชนดิ เดยี ว เมอ่ื ใชก นิ แลว เกดิ อาการอันไม พงึ ประสงคอยางไรก็ตามสามารถรวู าเกิดจากสมุนไพรชนิดใดตา งกบั ตํารายาผสมทเ่ี ราไมส ามารถรูไดเลย ในตางประเทศมีรายงานเร่อื งความเปน พษิ ท่ีเกดิ จากยาชงสมนุ ไพรทีม่ ีขายในทองตลาดกันมาก และเกดิ ได หลายอาการ สําหรบั ประเทศไทย รายงานดานนีย้ งั ไมพ บมากนกั เนอ่ื งจากสว นใหญม ีการเลือกใชสมนุ ไพร ทีค่ อนขางปลอดภัย แตทคี่ วรระวังมีชาสมุนไพรทีม่ สี วนผสมของใบหรือฝก มะขามแขก ใชประโยชนเ ปน ยาระบายทอง บางยห่ี อ ระบุเปน ยาลดความอว นหรอื รับประทานแลวจะทาํ ใหห ุนเพรียวข้ึน อาการท่ีเกดิ คอื สาเหตุจากมะขามแขกซ่ึงเปน สารกลมุ แอนทราควโิ นน (Antharquinone) จะไปกระตนุ การบีบตัวของ
100 ลําไสใหญ ทําใหเ กิดการขับถาย การรับประทานบอยๆ จะทําใหรางกายไดรับการกระตนุ จนเคยชิน เมื่อ หยดุ รับประทานรา งกายจงึ ไมส ามารถขับถา ยไดเ องตามปกติ มอี าการทองผกู ตองกลับมาใชย าระบายอีก เรื่อย ๆ จึงไมควรใชยาชนิดนี้ติดตอกนั นานๆ และหากจําเปนควรเลือกยาที่ไปเพ่ิมปริมาณกากและชว ย หลอ ล่นื อจุ จาระโดยไมด ดู ซึมเขาสูรา งกาย เชน สารสกัดจากหัวบุกจะปลอดภัยกวา แตการรับประทาน ตดิ ตอ กนั นาน ๆ อาจทําใหรา งกายไดร บั ไขมันนอ ยกวาความตองการก็ได เพราะรา งกายเราตอ งการไขมนั ตอการดาํ รงชพี ดว ย สารกลุม แอนทราควิโนน
101 บทท่ี 7 ผลกระทบจากสารเสพตดิ สาระระสําคญั มีความรู ความเขา ใจ สามารถวเิ คราะหปญ หา สาเหตุและผลกระทบจากการแพรระบาดของ สารเสพติดได มสี วนรวมในการปองกันสิ่งเสพติดในชุมชน และเผยแพรความรูดา นกฎหมายทเ่ี ก่ยี วของ กบั สารเสพตดิ แกผ อู ืน่ ได ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั 1. วิเคราะหป ญหาสาเหตุ และผลกระทบจากการแพรระบาดของสารเสพติดได 2. ปฏบิ ัตติ นในการหลีกเลี่ยงและมคี วามรว มมอื ในการปอ งกนั สงิ่ เสพติดในชุมชน 3. เผยแพรค วามรดู านกฎหมายที่เกย่ี วของกับสง่ิ เสพติดแกผ อู ื่นได ขอบขา ยเนอื้ หา เร่อื งที่ 1 ปญหาการแพรระบาดของสารเสพตดิ ในปจจุบัน เรื่องที่ 2 แนวทางการปอ งกันการแพรระบาดของสารเสพติด เรอ่ื งที่ 3 กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกบั สารเสพติด
102 เรื่องท่ี 1 ปญหาการแพรระบาดของสารเสพติดในปจจบุ ัน ปจจุบันปญหาการแพรระบาดของสารเสพตดิ นบั วา รนุ แรงมากย่ิงขึ้น โดยเฉพาะในกลมุ เดก็ และ เยาวชน จากสถติ ขิ องกระทรวงสาธารณสุข พบวา จาํ นวนผูเสพและผตู ดิ ยาเสพติดในกลมุ เด็กนกั เรียน เพ่ิมมากข้นึ จนหนา เปนหวง ซง่ึ การทเ่ี ดก็ วยั เรยี นมกี ารเสพติดยอมสง ผลกระทบตอ สขุ ภาพ สตปิ ญ ญาและ สมาธิในการเรียนรูทําใหคุณภาพประชากรลดลง เปน ปญ หาตอการพัฒนาประเทศ และการแขงขนั ใน ระดับโลกตอ ไปในอนาคต ทงั้ นี้จงึ ควรปองกันและแกป ญหาอยางเรงดว นท้งั ในครอบครัว โรงเรียน ชมุ ชน และประเทศ ปจ จุบันมีสิ่งเสพติดอยูมากมายหลายประเภท ซ่ึงออกฤทธิ์ตอรางกายในลักษณะตาง ๆ กัน แบง ไดเ ปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ประเภทออกฤทธก์ิ ดประสาท สง่ิ เสพตดิ ประเภทนจี้ ะทําใหสมองอยูในสภาวะมนึ งง มกี ารงว งซมึ ไดแก ฝน มอรฟน เฮโรอนี และจําพวกยานอนหลบั ยากลอ มประสาท เชน เหลา แหง เปน ตน 2. ประเภทออกฤทธ์ิกระตุนประสาท สิ่งเสพติดประเภทนี้จะทําใหเกิดตื่นเตน ประสาท ถูกกระตุน ไมใหม ีอาการงว งหรือหลับใน เชน ยาบา ยาขยัน โคเคน ยามา แอมเฟตามีน กาแฟ และสาร คาเฟอีน บหุ รี่ กระทอม และยาลดความอวน เปน ตน 3. ประเภทออกฤทธิ์หลอนประสาท สง่ิ เสพตดิ ประเภทน้จี ะทําใหเกิดประสาทหลอน ภาพลวงตา หูแวว หวาดกลัวโดยไมม ีสาเหตุ อาจทําอันตรายตอ ตนเองและผูอื่น เชน แอล เอส ดี กวาวซีเมนต กัญชา ไอระเหยของเบนซนิ ทินเนอร กาวตาง ๆ ฯลฯ นอกจากน้ี ปจจุบนั ไดมีการปรับเปล่ียนรูปแบบของสารเสพติดออกมามากมาย ทั้งที่เปนเม็ด เปนนํ้า และผสมในเคร่ืองดืม่ ขนม หรืออาหารประเภทตางๆ ซ่ึงยากท่ีจะตดิ ตามตรวจสอบ จึงนับวาเปน อนั ตรายตอเด็ก และเยาวชนเปน อยางยงิ่ 1.1 สาเหตุของการตดิ สารเสพติด ปญ หาการตดิ สารเสพติดมสี าเหตจุ ากสามปจ จัยตอ ไปนี้ 1. ปจจัยภายในตัวบคุ คล ไดแก วยั ของบุคคล มกั พบวา ผูเสพยาสว นใหญจะเริ่มตน ในชว งอายุเขาสวู ัยรุน กําลังอยูใ น วยั คะนอง อยากลอง อยากรูอยากเห็นในสง่ิ ที่แปลกใหม - ความรู เจตคติ และความคดิ เกีย่ วกบั สารเสพติด ความรุนแรง เชน เชอ่ื วาการใชก ําลงั หรือใชค าํ พูดรุนแรงทาํ ใหคนอื่นเช่อื ฟง ทาํ ตาม การตีลกู ทาํ ใหล ูกไดด ี ผูมศี กั ด์ิศรีใครมาหยามตองตอสูกัน ใหแพชนะ ฯลฯ - ขาดทักษะที่จําเปนในการอยูรวมกับผูอื่น เชน ทักษะการสื่อสาร การจัดการกับ อารมณแ ละความเครียด การจัดการกับความโกรธ การแสดงออกที่เหมาะสม เปน ตน - การใชยาเสพตดิ และเครื่องดืม่ แอลกอฮอล ทําใหคนขาดสติยับยงั้ ควบคุมตัวเอง ไมได
103 - เคยเห็นการกระทํารุนแรงหรือเคยเห็นเหย่ือกระทํารุนแรง เมื่อเกิดอารมณโกรธ ทาํ ใหกอ ความรุนแรงไดง าย 2. ปจจยั จากการเลีย้ งดูของครอบครัว - ขาดความรัก ความเขาใจ และการสนับสนุนจากครอบครวั เชน เมื่อมปี ญหาขาด ผใู หญค อยดแู ลใหคําแนะนาํ ชวยเหลอื เปน ตน - เติบโตในบา นที่ใชความรุนแรง ทาํ ใหเห็นแบบอยา ง และคิดวา ความรนุ แรงเปน เรื่อง ปกตใิ นสังคม - การถกู ลงโทษและเปน เดก็ ท่เี คยถกู ทําราย - มีพอ แมหรือพน่ี องทีม่ ีพฤติกรรมเกย่ี วของกบั อาชญากรรม 3. ปจ จยั จากสภาพแวดลอ ม - ความไมเทาเทียมกนั ทางสังคม เศรษฐกจิ สงั คมเมือง และความแออดั ทําใหคน แขง ขันสูง และเกดิ ความเครยี ด - การเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเร็ว และมีการวางงานสูงในกลมุ ประชากร อายนุ อย - อทิ ธิพลจากสือ่ เชน ภาพยนตร โทรทศั น หนงั สอื พมิ พ ทแี่ สดงภาพความรนุ แรง ตางๆ - มาตรฐานทางสงั คมท่ีสนับสนนุ พฤตกิ รรมความรนุ แรง เชน การที่คนมพี ฤตกิ รรม ความรุนแรงไมไ ดรับการลงโทษ ความรุนแรงเปนเร่ืองปกตใิ นสังคม - อยูในพนื้ ที่ทส่ี ามารถหายาเสพติดไดงา ย 1.2 โทษ ภัย และผลกระทบของสารเสพตดิ โทษและภัยอันเกดิ จากการใชส ารเสพตดิ นอกจากจะมผี ลโดยตรง กอใหเกดิ ตอรางกายและ จติ ใจของผูเสพเองแลว ยงั กอ ใหเ กดิ ผลกระทบตอ ระบบครอบครวั ระบบสงั คม และประเทศชาติ ดังนี้ 1. โทษและภยั ตอ ตัวผูเสพ ฤทธข์ิ องสารเสพติดจะมีผลตอระบบประสาทและระบบอวัยวะตางๆ ของรา งกาย ตลอดจนจิตใจของผทู ่เี สพเสมอ ดังนั้น จะพบวา สุขภาพรางกายของผูที่เสพยาจะทรุดโทรม ท้ังรา ยกายและจิตใจ เชน มรี ูปรา งผอม ซูบซดี ผิวคลา้ํ ไมมแี รง ออนเพลยี งาย สมองเส่ือมและความจํา สับสน เปนโรคติดเช้ืออื่น ๆ ไดง าย เชน โรคตบั อกั เสบ ไตอักเสบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ภูมิตานทานในรางกายจะลดลง มีสภาวะทางจิตใจไมปกติ สภาพจิตใจเส่ือมลง อารมณ แปรปรวนงา ย ซมึ เศรา วิตกกงั วล ความรูสึกฟุง ซา น ซงึ่ จากผลรายทีเ่ กดิ ข้ึนดังกลาว จะผลักดนั ใหผูเสพ ยาเสพติดเปนบุคคลที่ไรสมรรถภาพทั้งรางกายและจติ ใจในการดําเนินชีวิตในสังคม ขาดความเชอื่ ม่ัน สูญเสยี บคุ ลิกภาพ ไมส นใจตนเอง ไมสนใจการงานหรือการเรียน และผเู สพบางรายอาจประสบอบุ ัติเหตุ ถงึ ขนั้ พิการ เชน พลัดตกจากที่สูงขณะทํางาน หกลม อันเน่อื งมาจากฤทธข์ิ องยาเสพติดท่ีมผี ลตอระบบ ประสาทและสมอง
104 2. โทษและภัยตอครอบครัว การติดสารเสพตดิ นอกจากจะทําใหเ สอ่ื มเสียชื่อเสยี งของตนเอง และครอบครัวแลว ยงั ทําใหผูเสพกลายเปน บุคคลที่ขาดความรับผิดชอบตอครอบครัวไมหวงใยดูแล ครอบครัว ทาํ ใหครอบครวั ขาดความอบอนุ ตอ งสญู เสียเศรษฐกิจและรายไดข องครอบครวั เนอ่ื งจากตอง นําเงนิ มาซ้ือสารเสพติด บางรายอาจตอ งสูญเสียเงนิ จาํ นวนไมน อยเพื่อรกั ษาตนเองจากโรครา ยแรงตาง ๆ อนั เกิดจากการใชสารเสพติด กลายเปนภาระของครอบครัวในที่สุด อีกทั้งนําไปสูปญ หาครอบครัว เกดิ การทะเลาะวิวาทกันบอ ยๆ เกดิ ความแตกแยกภายในครอบครัว เปนตน 3. โทษและภยั ตอสังคมและเศรษฐกิจ ผูที่เสพสารเสพติด นอกจากจะเปนผูท่ีมีความรูสึกวา ตนเองดอยโอกาสทางสงั คมแลว ยังอาจมีความคิดหรือพฤติกรรมทนี่ ําไปสูปญหาสังคมสวนรวมได เชน กอ ใหเ กดิ ปญหาอาชญากรรม เชน ปลน จี้ ทํารา ยรา งกายผูอื่นเพื่อชงิ ทรพั ย ปญ หาอุบัติเหตุ เชน รถชน หรือตกจากที่สูง และปญ หาโรคเอดส เปน ตน นับวาเปนการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา ตลอดจน ทรพั ยส นิ ของตนเองและสวนรวมอยางไรประโยชน ทาํ ใหเปนภาระของสังคมสวนรวม ในการจัดสรร บุคลากร แรงงาน และงบประมาณในการปราบปรามและบําบัดรักษาผูต ิดสารเสพตดิ ในทีส่ ดุ 4. โทษและภยั ตอ ประเทศชาติ ผูท่ีเสพสารเสพติดและตกเปนทาสของสารเสพตดิ อาจกลา ว ไดว า เปน ผูท ี่บอ นทําลายเศรษฐกิจและความมน่ั คงของชาติ เนอื่ งจากผทู ี่เสพสารเสพตดิ ทําใหร ฐั บาลตอง สญู เสียกําลังคมและงบประมาณแผนดินจํานวนมหาศาล เพอื่ ใชจายในการปราบปรามและบาํ บัดรักษา ผตู ิดสารเสพติด ทําใหตองสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา เกิดความไมสงบสุขของบานเมือง ทําให เศรษฐกิจทรุด บ่ันทอนความมน่ั คงของประเทศชาติ ตองสูญเสียกําลังสําคัญของชาติอยางนาเสียดาย โดยเฉพาะถาผทู ่ีเสพสารเสพตดิ เปนเยาวชน
105 เรอื่ งท่ี 2 แนวทางการปองกันการแพรระบาดของสารเสพติด ปญ หายาเสพตดิ เกิดขึน้ ไดเ พราะมสี ถานการณสองอยา งประกอบกัน คือ มผี ูตองการใชย าอยใู น สังคม (Demand) กับมียาเพื่อตอบสนองความตองการของผูใช (Supply) ซึ่งองคประกอบท้ังสองนี้ ตางฝายตางสงเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันแบบลูกโซ ดังน้ัน การแกไขปญหายาเสพติด จึงตอง ดาํ เนินการกับองคป ระกอบท้ังสองอยา งไปพรอ ม ๆ กัน คือ จะตองลดปริมาณความตองการยาเสพติดลง ในขณะเดยี วกันกจ็ ะตอ งลดปรมิ าณของยาเสพติดในตลาดดวย ในทางปฏิบัตริ ะหวา งมาตรการสองอยา งน้ี ดเู หมอื นวามาตรการลดความตอ งการจะไดรับความสนใจนอยกวา เพราะคนสวนใหญจะนึกถึงการลด ปรมิ าณยาในตลาดเสียมากกวา ปญ หายาเสพตดิ คอื ปญ หาท่ีเกดิ จากการใชย าเสพตดิ หรอื ใชย าในทางทีผ่ ิดซึ่งเปน ปญหาพฤตกิ รรม ของมนุษยอันเนื่องมาจากความคาดหวังท่จี ะไดรับประโยชนจากฤทธ์ิของยาหรือจากความคิดท่ีจะอาศัย ฤทธยิ์ าเปนทีพ่ ่ึงในสถานการณตางๆ องคประกอบสําคัญของปญหาคือ ยากับคนเปนองคประกอบหลัก โดยมแี รงจงู ใจใหใชยากบั โอกาสท่ีเออื้ ตอ การใชย าเปนองคป ระกอบเสริมถาองคประกอบอยางใดอยางหนึ่ง ขาดไปปญหายาเสพติดจะไมเกิดขึ้น มีแตคนแตไมมียา หรือมีแตยาแตไมมีคนใชยาปญหาก็จะไมเกิด หรอื มีคนมียาแตไ มมีแรงจูงใจใหค นเอายามาใช ปญหาก็จะไมเกดิ หรอื แมจ ะมแี รงจูงใจใหใ ชยา มีคนทอ่ี ยาก ใชย า และมียาใหใ ช แตไมม โี อกาสจะใช เชนสถานท่ีไมเหมาะสม ไมมีอุปกรณ มีตาํ รวจตรวจตราเขม งวด หรอื อยูใ นสายตาพอแม ครอู าจารยการใชยาจะเกิดข้ึนไมได ปญหายาเสพตดิ ก็จะไมเ กดิ ดังนน้ั การปอ งกันปญ หายาเสพติด ไดแก การปองกนั พฤตกิ รรมการใชย าของมนษุ ยที่เกิดจากการ คดิ พงึ่ ยาและหวังผลจากฤทธยิ์ านน้ั เอง ซึ่งบุคคลในขา ยท่ตี อ งปองกันไมใหทําพฤติกรรมใชย าเสพติดอาจ แบง ออกเปน 3 กลมุ ดว ยกนั คือ 1. กลมุ ทย่ี ังไมเ คยใชย าและยังไมเ ริ่มใชย า 2. กลมุ ทเ่ี คยใชยา ซง่ึ จําแนกออกไดเปน พวกท่เี คยลองใชแลว เลิก พวกทใี่ ชเ ปนคร้ังคราว พวกทใ่ี ชบอยๆ เปนประจาํ แตยังไมถงึ ขน้ั ตดิ ยา และพวกตดิ ยาใชย าแลว 3. กลมุ ท่ใี ชย าเปนประจาํ หรือติดยาท่ีผานการบําบดั รกั ษาและเลกิ ใชย าตดิ ยามาแลว เนื่องจากบคุ คลทัง้ สามกลุมท่ีกลา วมานี้มโี อกาสที่จะเปน ผใู ชยา และตดิ ยาในอนาคตได เชนเดยี วกัน กิจกรรมของขายงานปองกันจึงจําเปนตองครอบคลุมบุคคลท้ังสามกลุม โดยท่ีผูดําเนินงานปองกัน เปาหมายแตละกลุมจะตองกําหนดมาตรการและวิธีการใชแตกตางกันออกไป เพื่อใหเหมาะสมกับ ลกั ษณะเฉพาะของเปา หมายแตล ะกลุม ลักษณะงานดา นปอ งกัน (Prevention) จงึ มี 3 ระดบั ดวยกนั คือ 1. การปอ งกนั ขั้นพื้นฐาน (Primary Prevention) 2. การปอ งกันขน้ั ท่สี อง (Secondary Prevention) 3. การปอ งกนั ข้ันที่สาม (Tertiary Prevention)
106 1. การปอ งกนั ข้ันพืน้ ฐาน (Primary Prevention) การปอ งกนั พนื้ ฐานหรือบางคนเรียกวาการปอ งกันเบ้อื งตน หมายถึง การดาํ เนนิ การใด ๆ เพื่อสรางภมู คิ มุ กนั ใหเ ยาวชนปด ประตูท่ีจะนําไปสูการใชย าเสพติดอยา งถาวร ใหเยาวชนตดั สนิ ใจดวย ตนเองทจี่ ะไมใ ชย าเสพติด ไมค ิดจะเสย่ี ง ทดลอง เปนการมงุ ปอ งกนั คนสวนใหญข องแผนดนิ ไมใหเขาไป หายาเสพตดิ เปน การปอ งกนั อยางถาวร งานปองกนั ขน้ั พ้นื ฐานจงึ นบั เปนงานทมี่ ีความสําคัญทีส่ ุด และเปนกญุ แจสําคัญนําไปสู ความสําเร็จของการปองกันและแกไขปญ หายาเสพติดของชาติ แตใ นขณะเดียวกันเปน งานที่มีความ สลับซบั ซอ นทาํ ไดยาก เพราะเปนงานทเ่ี กี่ยวขอ งกับการวางรากฐานใหกับคนสว นใหญของประเทศ ซ่ึง ตองเร่ิมปลูกฝงต้ังแตยังเยาวว ัยตอเนอื่ งกันไปจนพนวัยเรียน โดยอาศัยความรวมมือจากหลายฝายให ชวยกนั ทํา 2. การปองกันขนั้ ทส่ี อง (Secondary Prevention) การปองกันขั้นที่สองน้ีใชกันในความหมายท่ีแบงเปน 2 นัย นัยหนึ่ง หมายถึง การปอ งกนั โดยทางออม ซ่ึงหมายถงึ การกระทําใด ๆที่เปนการขดั ขวางไมใหยาเขาไปสูคน โดยมีจดุ หมาย ที่เริม่ จากตัวยาเสพติดท่เี ปน ปญหาหลกั ซงึ่ ตรงกนั ขา มกับการปองกันข้ันพนื้ ฐานท่ีมงุ ปอ งกันไมใหคนเขา ไปหายา ดวยการมองภาพทค่ี นเปนจุดตง้ั ตน ดังนั้น การปองกันข้ันที่สอง ตามความหมายน้ีจึงครอบคลุมถึงงานเกี่ยวกับ การปราบปราม ยดึ อายัด เผาทาํ ลายยาเสพติด การสกัดก้นั การตรวจเขม การตรวจปส สาวะหาสารเสพติด การสงเจา หนา ทต่ี ํารวจเขา ไปประจําทาํ การสอดแนมในโรงเรียน รวมถึงมาตรการตรวจจับ จําแนก เพ่ือแยกผูใ ชย าเสพติดไปรับการบําบดั รักษาฟน ฟู หรอื ปอ งกันไมใ หผ ูติดยาสามารถเผยแพรย าเสพตดิ ไปสู ผูไมใ ชเ สพติดดวย สวนอีกนัยหน่ึงเปนความหมายที่มักใ ชกันในวงการของผูมีอาชีพแนะแนว ในความหมายของการดําเนนิ การชวยเหลอื ใหผทู ่ีเคยลองใชยาเสพติด หรือผูท่ใี ชยาเสพตดิ ชนิดใดชนิด หน่งึ เปนคร้ังคราวหรือใชบ อ ยๆ แตยงั ไมตดิ ยา ใหปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมเลกิ ใช เลิกเกี่ยวขอ งกับยาเสพตดิ ชนิดน้ันๆ เปนมาตรการแยกคนออกจากยา หรือดึงคนตดิ ยาออกจากยาเสพติดดวยมาตรการแนะแนว ใหคาํ ปรึกษาและจติ เวชบาํ บัด เปนการปองกันท่ีเนนการสกัดกนั้ เพื่อหยุดยัง้ พฤติกรรมการใชยาเสพตดิ ของกลมุ ผูท่ใี ชยาเสพติดหรือมีประสบการณเกยี่ วของกับยาเสพตดิ มาแลว 3. การปอ งกนั ข้นั ที่สาม (Tertiary Prevention) การปอ งกันขั้นท่ีสาม คือ การปองกันการตดิ ซาํ้ (Relapse) เปนมาตรการทใี่ ชสาํ หรบั ผตู ิด ยาเสพติดทไี่ ดรบั การบาํ บดั รักษาดวยการถอนพษิ ยาแลว ไมใ หก ลับไปติดยาซ้าํ ใหมอกี เปน มาตรการเสริม ทส่ี นบั สนุนมาตรการทางการแพทย เพือ่ ใหผปู ว ยท่ไี ดร บั การรกั ษาใหหายขาดจากยาแลว อยอู ยางปลอดภยั จากยาเสพตดิ ไดยาวนานข้นึ กอนท่ีจะหวนกลบั ไปตดิ ยาอีก
107 การปอ งกนั ขน้ั ที่สามจะอาศยั มาตรการทุกชนดิ ที่มุงใหผตู ดิ ยาหายจากอาการตดิ ยาทางจิต ดวยมาตรการฟนฟูจติ ใจ (Rehabilitation) ดวยวธิ ีจติ เวชบาํ บดั (Psychological therapy) การใหคําปรกึ ษา (Social counseling) กลมุ บําบัด (Group therapy) และนันทนาการบําบดั (Recreational therapy) เปนตน การปองกันผูต ิดยาเสพติดท่บี าํ บดั แลว ไมใหกลับไปติดยาใหมอีก ถอื เปนสวนหนึ่งของ งานดานการปองกันท่มี ุงลดความตองการยาลงดวยการสกัดกั้นไมใหก ลับไปใชยาอีก ซึ่งจะเปน การ ปอ งกนั ไมใหพ วกเขานํายาไปเผยแพรต อใหค นอน่ื ไดด วย โดยสรปุ แลว การปอ งกนั ขน้ั พ้นื ฐาน นน้ั เปน การปองกันมิใหมีการทดลองใชยา การใช ยาในทางที่ผดิ หรือมิใหมผี ูเ สพติดรายใหมๆ เกิดข้ึน การปองกนั ขน้ั ที่สองเปนการเรงรีบนําผทู ี่ติดยาแลว ไปบาํ บัดรกั ษา และการท่ีจะทําการปองกันการเสพติดไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพน้นั จําเปนตองมีความเขาใจ ในสาเหตุและองคประกอบของปญ หาการเสพตดิ เสียกอน องคประกอบที่ทาํ ใหเกดิ การติดยานั้น ไดแ ก คน ยา และปจจัยที่เอื้ออํานวยใหมีการตดิ ยา การวางแผนแกไขและปองกัน จึงจําตองศึกษาหาสาเหตุ เฉพาะและใหการปองกันใหตรงกับสาเหตุหลัก ดังนั้น การปองกันการเสพติดที่เจาะจงถึงสาเหตุน้ัน มีแนวทาง 3 แนวทาง ไดแก 1. การปอ งกันในวงกวา ง เปน การปองกนั โดยเนนเปาหมายท่ีสังคมโดยทั่วไปมุง สราง สังคมใหตระหนกั ถึงพษิ และภยั ของยา ลดความตอ งการของสังคม และลดการตอบสนองของยาเสพติด ซึ่งการดําเนินงานมีหลายรูปแบบ เชน การพัฒนาสุขภาพ การสรางเสริมศีลธรรม การใชกฎหมาย การพัฒนาสงั คม ฯลฯ กลวิธขี องการปอ งกนั ในแนวกวา ง ไดแ ก 1.1 การใหการศึกษาในการถายทอดความรู เพ่ือใหเกิดการเรียนรูทักษะและ ประสบการณใ นการสรางคุณภาพชีวิตและการไมพ ึ่งพายาเสพติด โดยเนนถึงการพัฒนาตนเองและจิตใจ ใหมคี วามเชอ่ื มนั่ วาตนเองมคี ณุ คา สรางสขุ นสิ ัย และฝกทักษะในการประกอบอาชพี 1.2 การใหขอ มูลและขา วสาร เปนการใหข อ มลู และขาวสารท่ีถูกตอ งของปญหา ยาเสพติด เพือ่ ใหช ุมชนไดวิเคราะห เลือกขอมูลและตดั สนิ ใจดว ยตนเองในการนําไปใชใหเกิดประโยชน ตอ ตนเอง 1.3 การจัดกิจกรรมทางเลือก ดวยการสงเสริมและสนับสนนุ ใหเ กิดกิจกรรมตาง ๆ ทีเ่ หมาะสมกบั พน้ื ฐานของบุคคลและชมุ ชน เพ่ือเปนทางเลือกในการใชเวลาชว ยเบีย่ งเบนความสนใจจาก พฤตกิ รรมทไี่ มเ หมาะสมและเปนการชวยพัฒนาทง้ั รา งกายและจิตใจ 2. การปอ งกันในวงแคบ มุงเนน เฉพาะบุคคลบางกลุม หรือชุมชนบางแหงที่เส่ียงตอ ปญหาการเสพติด กลวธิ ใี นการดาํ เนินงาน การปอ งกนั ในวงแคบ ไดแ ก 2.1 การฝกอบรม เปนการฝกอบรมแกกลุมแกนนาํ และกลุมประชาชนใหมีความรู ดา นการปอ งกนั การเสพตดิ การใชยาในทางท่ีถกู โดยมจี ุดประสงคใหกลุม แกนนําประยุกตค วามรูนน้ั ไป ปฏบิ ัติในชมุ ชนใหสอดคลองกับสภาพของทอ งถิน่ สวนกลุม ประชาชนน้ันใหมคี วามรูและมีพฤตกิ รรม ตอตา นการเสพตดิ โดยตรง
108 2.2 การรณรงค เปนการเผยแพรขาวสารโดยการระดมสื่อตา ง ๆ ภายใตขอบเขตที่ กําหนดไว ใหประชาชนเกดิ การตื่นตัว ตระหนักถึงปญ หาและเขา มามีสวนรวมในการแกป ญ หา 2.3 การปฏบิ ัตกิ ารทางสงั คม เปน วิธีการที่หวังผลของการเปลี่ยนแปลงอยา งรวดเรว็ เชน ขจัดแหลง ม่วั สุม กวาดลางแหลง ผลติ ฯลฯ 3. การปองกนั กรณีพิเศษ เปนการปองกนั ที่เนนในวงแคบทส่ี ุด โดยเปาหมายอยูที่ผูคา ผูติดยาเสพติด หรือผทู ม่ี ีความเสย่ี งสูง และครอบครวั เชน บคุ คลทกี่ าํ ลงั เผชิญกบั ปญ หาของตนเอง บุคคล ทคี่ รอบครัวแตกแยก ผตู ดิ ยาท่ผี านการถอนพษิ ยามาแลว กลวธิ ีในการปองกันในกรณีพเิ ศษน้ี ไดแ ก 3.1 การวเิ คราะหป ญ หา เพอื่ ใหผ ตู ิดยาไดท ราบเกี่ยวกับพฤติกรรมและปญหาของตน ในการติดยา 3.2 การใหค าํ ปรกึ ษาแนะนาํ เปนการใหแนวทางปฏบิ ัติสาํ หรับเลือกปฏบิ ัติในกรณที ี่ เกดิ ปญหาเพ่ือหลกี เลย่ี งการใชย าเสพตดิ 3.3 การใหคําปรึกษาแกครอบครัว เพ่ือลดความกดดันในครอบครัวลงและให แนวปฏบิ ัติแกค รอบครัวของผตู ดิ ยาเสพติดหรือผูท ีม่ ีความเสยี่ งสูงเพื่อลดปญ หาของตนเอง 3.4 การใหสุขศกึ ษา เปน การใหความรเู ร่ืองยาและสุขภาพอยา งถูกตอง เพ่ือปองกัน การกลับไปใชย าในทางท่ผี ิดอีก 3.5 การใหกําลังใจ เพ่อื เพ่ิมกําลังใจใหแกผูติดยาในขณะท่ีกําลงั เผชิญปญ หาท่อี าจ นําไปใชในทางท่ีผดิ อกี 3.6 การฝก อาชีพ เพอื่ เปนแนวทางในการดาํ รงชีวติ ตามความสามารถและความถนัด ของตนเปนการลดความกดดนั ดานเศรษฐกิจ และใชเ วลาวางใหเ ปน ประโยชน กลวิธีทุกอยางสามารถนําไปปฏบิ ัตพิ รอ มๆ กันไดหลายกลวิธไี มวา จะเปนการปองกัน ในระดบั ไหน หรือมวี ัตถุประสงคเพ่อื ปอ งกันมใิ หเ กดิ การใชยาในทางท่ผี ิด หรือปอ งกันการตดิ ซ้ําซ่งึ เปน หัวใจสําคัญของการปอ งกันและแกปญ หาการตดิ สารเสพติด ทุกฝายที่เกี่ยวของควรเขามามีสวนรวม ดาํ เนนิ การอยา งจริงจงั เรื่องที่ 3 กฎหมายที่เก่ยี วของกบั สารเสพตดิ “ยาเสพติดเปน ภัยตอชวี ติ เปนพิษตอ สงั คม” เปน คาํ กลา วทแ่ี สดงถึงภาพของยาเสพตดิ เปนอยา งดี ในปจ จุบนั ปญ หาเร่ืองยาเสพตดิ เปน ปญ หาทีท่ กุ ชาตใิ หค วามสําคญั เปนอยางมากในการปอ งกันและ ปราบปรามและถือวาเปน ความผิดสากลซ่ึงแตละชาตสิ ามารถจบั กุมและลงโทษผกู ระทาํ ความผดิ เกีย่ วกับ ยาเสพตดิ ไดท นั ที กฎหมายเกย่ี วกบั ยาเสพติดไดใ หความหมายของคาํ วายาเสพติดไวด ังน้ี “สารเคมีหรือวัตถุชนดิ ใด ๆ ซึ่งเม่ือเสพเขาสูรางกายไมวาจะโดยรบั ประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดวยประการใด ๆ แลวทําใหเกิดผลตอ รางกายและจิตใจในลักษณะสําคญั เชน ตองเพิ่มขนาดการเสพข้ึนเปน ลําดับ มอี าการถอนยาเมื่อขาดยา
109 มีความตองการเสพทงั้ ทางรา งกายและจิตใจอยา งรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยท่วั ไปจะทรดุ โทรมลง รวมถงึ พืชหรือสวนของพชื ที่เปน หรือใหผลผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโทษ หรืออาจใชผลิตเปน ยาเสพติด ใหโ ทษและสารเคมที ใี่ ชใ นการผลิตยาเสพติดใหโทษดวย” จากความหมายของยาเสพติดทําใหทราบวา อะไรบางท่เี ขาลักษณะของยาเสพติด พชื อาจเปนยาเสพติดได ถาเสพแลว เกิดผลตอ รา งกายและจิตใจจน ขาดไมไ ด มิใชเฉพาะแตเ ฮโรอีน ซงึ่ เปน ส่ิงสงั เคราะหเ ทา น้ันทเี่ ปน ยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภทของยาเสพติดและบทลงโทษตามกฎหมาย ตามกฎหมายไดแ บง ประเภทของยาเสพติดใหโ ทษแบงออกเปน 5 ประเภท ประเภท 1 ยาเสพตดิ ใหโ ทษชนดิ รา ยแรง เชน เฮโรอีน ฝน เปนตน หา มมใิ หผูใด ผลิต จาํ หนาย นําเขา สง ออก หรอื มีไวใ นครอบครอง ซึ่งยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เวนแตเพ่ือประโยชนทางราชการตามท่ี รมต.ฯ อนญุ าตเปน หนังสือเฉพาะราย ผฝู าฝนระวางโทษตัง้ แต 1 ปถ ึงประหารชวี ิต แลว แตจาํ นวนยาเสพตดิ ท่จี ําหนา ยหรือมีไวใ นครอบครอง ประเภท 2 ยาเสพตดิ ใหโทษท่ัวไป เชน มอรฟน กฎหมายหามมิใหผใู ดผลิต นําเขา หรือสงออก ซ่ึงยาเสพติดใหโทษประเภท 2 แตสามารถ จาํ หนายหรอื มีไวในครอบครองไดเมื่อไดรับอนญุ าตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผูซ ง่ึ ไดรับมอบหมายหรอื สาธารณสุขจงั หวัด สาํ หรับการมีไวใ นครอบครองทีไ่ มเกินจํานวนที่จาํ เปนสาํ หรับ ใชร กั ษาโรคเฉพาะตัว โดยมีหนงั สือรับรองของผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมไมตองขออนญุ าต ผฝู าฝน ระวางโทษจําคุกไมเ กิน 5 ป ถงึ จําคกุ ตลอดชีวิตแลว แตความหนกั เบาของความผดิ ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษท่ีมียาเสพติดประเภท 2 เปนสวนผสมอยูดวย เชน ยาแกไอผสม โคเคอนี เปนตน กฎหมายหามมิใหผใู ดผลิต นําเขา หรอื สง ออก ซึ่งยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 3 เวนแตไดรับ อนญุ าต ซึ่งตองเปนรานคาที่ไดรับอนุญาตใหผลิต ขายนําหรือสงเขาในราชอาณาจักรประเภทยาแผน ปจ จบุ ันและมเี ภสัชกรประจาํ ตลอดเวลาที่เปดทาํ การ ผฝู าฝน ระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ 1 ป ถงึ จาํ คุกไมเ กิน 3 ป ประเภท 4 สารเคมที ่ใี ชในการผลิตยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 1 หรอื ประเภท 2 กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออกหรือมไี วในครอบครอง ซ่ึงยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภท 4 เวน แตร ัฐมนตรอี นุญาต ผูฝา ฝนระวางโทษจําคกุ ตงั้ แต 1 ป – 10 ป ประเภท 5 ยาเสพตดิ ใหโ ทษทมี่ ไิ ดเขา อยูใ นประเภท 1 ถึงประเภท 4 เชน กญั ชา พชื กระทอมเปน ตน กฎหมายมิใหผูใดผลิต จําหนา ย นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครอง ซึ่งยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภท 5 เวนแตรฐั มนตรอี นญุ าต ผฝู าฝน ระวางโทษจาํ คุกตั้งแต 2 ป – 15 ป
110 บทลงโทษเกีย่ วกับสารระเหย ตามพระราชกาํ หนดปองกันการใชส ารระเหย พ.ศ. 2533 กาํ หนด มาตรการควบคุมไมใหนาํ สาร ระเหยมาใชในทางท่ีผดิ ไวห ลายประการและกําหนดใหผฝู า ฝน ไมปฏิบัติตามมาตรการดงั กลา ว มคี วามผิด และตอ งรับโทษ ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั นี้ 1. กําหนดใหผผู ลิต ผนู าํ เขา หรือผูขายสารระเหย ตองจัดใหม ีภาพหรือขอความท่ีภาชนะบรรจุ หรือหบี หอบรรจุสารระเหย เพอ่ื เปนการเตอื นใหร ะวังการใชสารระเหยดังกลาว ผฝู า ฝนตอ งรบั โทษจําคกุ ไมเ กนิ สองปหรอื ปรับไมเกนิ สองหมื่นบาท หรือท้ังจําทง้ั ปรับ 2. หามไมใหผูใดขายสารระเหยแกผูท ี่มีอายุตํ่ากวาสิบแปดปบริบูรณ เวนแตเ ปนการขายโดย สถานศึกษาเพ่ือใชในการเรยี นการสอน ผฝู าฝน ตอ งรับโทษจาํ คกุ ไมเกนิ หนง่ึ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หน่ึงหมื่น บาท หรอื ทง้ั จาํ ท้ังปรับ 3. หา มไมใหผูใดขาย จัดหา หรือใหสารระเหยแกผอู ื่นซ่ึงตนรูหรือควรรูวา เปนผูติดสารระเหย ผฝู า ฝน ตองรับโทษจาํ คกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทัง้ ปรับ 4. หามไมใหผ ูใดจูงใจ ชักนาํ ยุยงสงเสริม หรือใชอุบายหลอกลวงใหบุคคลอ่ืนใชสารระเหย บาํ บดั ความตองการของรางกายหรอื จิตใจ ผูฝาฝนตองรับโทษจําคกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสอง หมื่นบาท หรือท้ังจําทั้งปรับ 5. หา มไมใ หผ ูใดใชสารระเหยบําบดั ความตอ งการของรา งกายหรือ จิตใจ ไมวาโดยวิธีสูดดมวิธี อนื่ ใด ผฝู าฝน ตองรับโทษจําคุกไมเกินสองปหรอื ปรับไมเกินสองหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั พึงระลกึ เสมอวา การเสพตดิ สารระเหย นอกจากจะเปนโทษตอรางกายแลว ยงั เปนการกระทําท่ี ผดิ กฎหมายดว ย ท้งั นี้ กฎหมายท่ีเก่ียวของกบั ยาเสพตดิ ทีม่ ีการออกพระราชบัญญตั แิ ละระเบียบตางๆ ใชกันอยูใน ปจจบุ นั มีหลายฉบับ ซึง่ สามารถจดั เปนกลมุ ๆ ได คอื 1. กฎหมายท่เี กี่ยวกับตวั ยา ไดแ ก 1.1 พระราชบัญญตั ยิ าเสพตดิ ใหโทษ พ.ศ. 2522 1.2 พระราชบัญญัตยิ าเสพติดใหโทษ (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2545 1.3 พระราชบญั ญัตวิ ตั ถุทอ่ี อกฤทธติ์ อจิตและประสาท พ.ศ. 2528 แกไ ขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2535 1.4 พระราชกาํ หนดปอ งกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533 1.5 พระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 2. กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับมาตรการ ไดแ ก 2.1 พระราชบัญญตั ิปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 2.2 พระราชบัญญัตปิ องกนั และปราบปรามยาเสพตดิ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ.2545 2.3 พระราชบญั ญตั ิฟน ฟสู มรรภาพผตู ิดยาเสพติด พ.ศ.2545
111 ประชาชน นักเรียน นักศึกษาจึงควรศึกษาทําความเขาใจถึงขอกําหนดการกระทําผิดและ บทลงโทษท่เี กย่ี วกับยาเสพตดิ เพอื่ หลีกเลี่ยงการกระทําผิดพรอมทั้งควรแนะนําเผยแพรความรูดังกลาว แกเพ่ือน สมาชิกในครอบครัว และประชาชนในชุมชน ใหตระหนักถงึ โทษภัยของยาเสพติด รวมทั้ง รวมกนั รณรงคป องกนั การแพรระบาดสูเด็กและเยาวชนในชมุ ชน ตอ ไป ทัง้ น้ี การกระทาํ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไมว าจะกระทําในหรือนอกประเทศตองรับโทษใน ประเทศ ซึ่งถา รับโทษจากตา งประเทศมาแลว ศาลอาจลดหยอ นโทษใหตามสมควรและตามที่กลาวไวใน ตอนตน ถึงความจรงิ จังในการปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ จึงมีการกําหนดใหการกระทําบางอยาง ตองรบั โทษหนักกวากฎหมายอ่ืน เชน กําหนดโทษใหผพู ยายามกระทาํ ความผิดตอ งระวางโทษเสมือน กระทาํ ความผดิ สาํ เร็จ ซงึ่ ตามกฎหมายอาญาผูพยายามกระทําความผิดจะรบั โทษเพียง 2 ใน 3 ของโทษมี กาํ หนดสาํ หรบั ความผดิ นั้นเทานั้น นอกจากนผี้ ูสนับสนุน ชว ยเหลือ ใหความสะดวกผูกระทําความผิด ตอ งระวางโทษเชนเดียวกับผูก ระทําความผิด และทรัพยสินท่ีไดมาจากการกระทาํ ความผดิ จะตองถูกศาล ส่ังริบ นอกจากพิสูจนไดว าทรัพยสินน้ันไมเก่ียวของกบั การกระทาํ ความผิด และในเรอ่ื งการสืบทราบ การกระทําผดิ เจาหนาทม่ี ีอํานาจเรยี กบุคคลใดใหถอ ยคําสงบัญชีเอกสารหรือหลกั ฐานใด ๆ ประกอบการ พจิ ารณาและมอี ํานาจเขาไปในเคหสถานเมอื่ ตรวจคนหลักฐานในกรณีมีเหตอุ ันควรสงสัยวามีการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เม่อื ตรวจสอบและพบหลกั ฐานการกระทําความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ เจา หนาที่ มีอํานาจจบั กมุ และสอบสวนผูกระทําผิดและทําสํานวนฟองศาลตอไปตามกระบวนพิจารณาของศาล ซ่ึงโทษท่ีจะไดรับสําหรับผูกระทําความผิดจะเปนโทษท่หี นกั เน่ืองจากความผิดเก่ียวกับยาเสพติดเปน ความผิดรา ยแรงทแ่ี ตล ะชาตไิ ดใหค วามสาํ คญั ตามท่ีกลา วไวในขา งตน
112 บทท่ี 8 ทักษะชีวติ เพ่ือสุขภาพจิต สาระสาํ คญั มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกบั ความสําคัญของทักษะชีวติ ทงั้ 10 ประการ และสามารถนาํ ความรู ไปประยกุ ตใ ชในชีวิตประจาํ วันในการทํางาน การแกปญหาชีวติ ครอบครวั ของตนเองไดอยางเหมาะสม ตลอดจนสามารถนํากระบวนการทักษะชีวติ ไปใชในการแกปญ หาแกค รอบครวั ผอู น่ื ได ผลการเรยี นรูที่คาดหวัง 1. สามารถบอกถงึ ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชวี ติ ไดอ ยางถกู ตอง 2. สามารถอธิบายถึงทกั ษะชีวติ ท่ีจาํ เปน ในชวี ติ 3 ประการไดอ ยางถูกตอง ขอบขา ยเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของทักษะชีวิต เรื่องท่ี 2 ทกั ษะการตระหนักในการรูตน เรอื่ งที่ 3 ทักษะการจดั การกับอารมณ เรื่องที่ 4 ทักษะการจัดการความเครียด
113 เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทกั ษะชีวติ ความหมายของทกั ษะชีวิต คําวาทักษะ (Skill) หมายถึง ความจัดเจนและความชํานิชํานาญในเร่ืองใดเรื่องหน่งึ ซ่ึงบุคคล สามารถสรางข้ึนไดจากการเรียนรู ไดแก ทกั ษะการอาชีพ การกีฬา การทํางานรวมกับผูอ่ืน การอาน การสอน การจดั การ ทักษะทางคณิตศาสตร ทกั ษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งเปน ทกั ษะภายนอกทสี่ ามารถมองเหน็ ไดช ดั เจนจากการกระทาํ หรอื จากการปฏบิ ัติ ซ่ึงทักษะดังกลา วนัน้ เปน ทกั ษะท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตทจี่ ะทําใหผูมีทกั ษะเหลานั้นมีชวี ิตทด่ี ี สามารถดํารงชีพอยใู นสังคมได โดยมีโอกาสที่ดีกวาผูไมม ีทกั ษะดังกลาว ซ่ึงทกั ษะประเภทนี้เรียกวา Livelihood Skill หรือ Skill for Living ซ่งึ เปนคนละอยา งกบั ทกั ษะชีวิต ที่เรยี กวา Life Skill ดงั นนั้ ทักษะชีวติ หรอื Life Skill จึงหมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชงิ สงั คม จิตวิทยา (Psychosocial Competence) ที่เปนทักษะภายใน ที่จะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ ในชวี ิตประจาํ วันไดอยางมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพรอมสําหรับการปรับตวั ในอนาคต ไมวาจะเปน เร่ืองการดูแลสุขภาพ เอดส ยาเสพตดิ ความปลอดภยั สง่ิ แวดลอม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ เพอ่ื ใหสามารถมีชีวติ อยูใ นสงั คมไดอยางมคี วามสขุ หรือจะกลา วงา ย ๆ ทกั ษะชีวิต ก็คือ ความสามารถใน การแกปญหาท่ีตอ งเผชิญในชีวิตประจําวัน เพ่ือใหอยูรอดปลอดภัยสามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมี ความสุขและเตรียมพรอ มสาํ หรับการปรบั ตวั ในอนาคต ความสาํ คัญของทกั ษะชวี ติ เนื่องจากสังคมปจจุบันมีความซับซอนในการดําเนินชีวิต เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยาง รวดเร็วในดานเศรษฐกจิ สังคม ขาวสารขอมูล และเทคโนโลยี มกี ารแขงขันและความขัดแยงมากขึ้น บุคคลมีความจําเปนตองปรับตัวใหทันตอความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการแขงขัน สามารถสู กระแสวิกฤติตาง ๆ ไดอยางมเี หตมุ ีผล รูจักนําเทคโนโลยีมาใชเพ่อื พฒั นาตนและพัฒนาอาชีพ มีความ เขาใจสถานการณและมีวิจารณญาณในการเลือกรับเลือกปฏเิ สธ มคี วามสามารถควบคุมอารมณและ บรหิ ารความขัดแยง ทีเ่ กดิ ข้นึ ในวถิ ีชีวิต และมีคณุ สมบัติท่ีพงึ ประสงคในการอยูรวมกับผูอนื่ จงึ จะอยูใน สงั คมไดอยางมีความสุข ทักษะชีวิตท่ีจําเปน ทักษะชวี ิตจะมคี วามแตกตางกันตามวฒั นธรรมและสถานที่ อยางไรก็ตาม มีทกั ษะชีวิตอยูกลุม หน่งึ ท่ีถอื เปน หวั ใจสําคญั ท่ีทกุ คนควรมี โดยองคการอนามัยโลกไดกําหนดไว ดังนี้ 1. ทกั ษะการตัดสินใจ (Decision Making) เปน ความสามารถในการตดั สินใจเกยี่ วกับเร่ืองราวตาง ๆ ในชีวติ ไดอยางมรี ะบบ เชน ถา บุคคลสามารถตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การกระทําของตนเองที่เก่ยี วกบั พฤติกรรม
114 ดา นสุขภาพ หรอื ความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการตัดสนิ ใจเลือกทางท่ี ถูกตอ งเหมาะสม กจ็ ะมผี ลตอการมีสขุ ภาพทีด่ ีท้งั รา งกายและจติ ใจ 2. ทกั ษะการแกป ญ หา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจดั การกบั ปญหาท่เี กิดข้นึ ใน ชวี ิตไดอ ยางมีระบบไมเกดิ ความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปน ปญ หาใหญโ ตเกินแกไ ข 3. ทักษะการคดิ สรางสรรค (Creative Thinking) เปนความสามารถในการคดิ ท่จี ะเปน สวนชว ย ในการตดั สนิ ใจและแกไ ขปญหาโดยการคิดสรา งสรรค เพื่อคน หาทางเลอื กตาง ๆ รวมท้ังผลทจี่ ะเกิดข้ึน ในแตล ะทางเลอื ก และสามารถนาํ ประสบการณมาปรบั ใชในชวี ติ ประจาํ วนั ไดอยา งเหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยางมวี ิจารณญาณ (Critical Thinking) เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห ขอ มูลตา งๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณท อี่ ยูรอบตัวเราท่มี ีผลตอ การดําเนินชีวิต 5. ทกั ษะการส่อื สารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เปนความสามารถในการ ใชคาํ พูดและทาทางเพือ่ แสดงออกถึงความรูสึกนึกคดิ ของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวฒั นธรรมและ สถานการณต า ง ๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความช่นื ชม การขอรอ ง การเจรจาตอ รอง การตักเตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ 6. ทักษะการสรางสัมพนั ธภาพระหวา งบุคคล (Interpersonal Relationship) เปนความสามารถใน การสรางความสัมพนั ธท ี่ดรี ะหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพนั ธภาพไวไ ดยืนยาว 7. ทักษะการตระหนักรใู นตน (Self Awareness) เปนความสามารถในการคนหา รจู ักและเขาใจ ตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รคู วามตองการและส่ิงทไ่ี มต อ งการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหเรารู ตัวเองเวลาเผชญิ กับความเครยี ดหรอื สถานการณต าง ๆ และทักษะนยี้ ังเปน พืน้ ฐานของการพัฒนาทักษะ อื่น ๆ เชน การสอ่ื สาร การสรา งสมั พนั ธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเหน็ อกเห็นใจผูอน่ื เปนตน 8. ทักษะการเขาใจและเห็นใจผอู ืน่ (Empathy) เปน ความสามารถในการเขา ใจความเหมอื นหรือ ความแตกตา งระหวางบคุ คล ในดานความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชอ่ื สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชว ยใหส ามารถยอมรับบุคคลอื่นทตี่ างจากเรา เกดิ การชวยเหลือบุคคลอื่นทด่ี อ ยกวา หรือไดรบั ความ เดอื ดรอ น เชน ผูตดิ ยาเสพตดิ ผูตดิ เชือ้ เอดส เปน ตน 9. ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ (Coping with Emotion) เปน ความสามารถในการรบั รูอารมณข อง ตนเองและผูอ่ืน รูว า อารมณม ีผลตอการแสดงพฤตกิ รรมอยางไร รวู ิธีการจัดการกับอารมณโกรธและความ เศราโศกที่สง ผลทางลบตอ รางกายและจติ ใจไดอ ยา งเหมาะสม 10. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with Stress) เปนความสามารถในการรับรถู ึง สาเหตขุ องความเครียด รูว ิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพ่ือให เกิดการเบย่ี งเบนพฤตกิ รรมไปในทางท่ถี ูกตอ งเหมาะสมและไมเกดิ ปญ หาดา นสขุ ภาพ
115 กลวธิ ใี นการสรา งทักษะชวี ิต จากทกั ษะชวี ิตท่ีจําเปน 10 ประการ สามารถแบง ไดเปน 2 สวน ดังน้ี 1. ทักษะชีวิตท่ัวไป คือ ความสามารถพื้นฐานท่ีใชเผชิญปญหาปกติในชีวิตประจําวัน เชน ความเครียด สุขภาพ การคบเพอื่ น การปรบั ตวั ครอบครวั แตกแยก การบรโิ ภคอาหาร ฯลฯ 2. ทักษะชวี ติ เฉพาะ คอื ความสามารถท่ีจําเปนในการเผชญิ ปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพติด โรคเอดส ไฟไหม นํา้ ทว ม การถูกลวงละเมดิ ทางเพศ ฯลฯ เร่อื งท่ี 2 ทกั ษะการตระหนกั ในการรูตน การรูจักตนเอง เปน เร่อื งใกลต วั ทีด่ เู หมือนไมน าจะสําคัญอะไรทีเ่ ราจะตอ งมานั่งเรียนรูทําความ เขาใจ แตทวากลบั มาความสําคัญอยา งยิง่ ยวด เปรียบไดกับเสน ผมบังภเู ขาที่ทาํ ใหคนจาํ นวนมากท่ีแม มีความรมู ากมายทว มหัวแตเ อาตวั ไมรอด เนอ่ื งจากสงิ่ หนึ่งท่ีเขาไมร ูเ ลยนั่นคือ การรจู กั ตวั ตนของเขา อยา งถองแทน ั่นเอง ทั้ง ๆ ทีใ่ นความเปนจริงแลว การรจู กั ตนเองนบั เปนพ้ืนฐานสําคญั ท่เี ราควรเรียนรเู ปนอันดับแรก สุดในชวี ติ เนอ่ื งจากการรูจ กั ตนเองจะนําไปสูการมเี ปา หมายท่ีชดั เจนในการดาํ เนินชีวิต เนอื่ งจากรวู า ตนมี ความถนดั ความชอบและความสามารถในดานใด ดงั น้ัน จึงรูวา ตนควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร ควรแสวงหาความรูอะไรเพิ่มเตมิ การรูจักวิธเี ฉพาะตัวทต่ี นถนดั ในการพัฒนาทักษะการเรียนรูใ นดา นตา งๆ ของตนเองใหเปน ไป อยางมีประสิทธิภาพ อาทิ รูเทคนิคการเรียนหนังสอื ของตนวาควรใชวิธีใดจึงประสบผลสําเร็จ รตู วั วา ความจาํ ไมดี จงึ ตองใชว ธิ จี ดอยา งละเอียดและทบทวนบทเรียนอยา งสมํ่าเสมอ เปนตน จุดออนในชวี ิตไดร บั การแกไ ขอยา งทนั ทว งที อาทิ เมื่อเรารตู วั วาเปน คนใจรอ น เมอื่ มีเหตุการณที่ เรารูส าเหตุหากอยูในสถานการณเ ชน นีอ้ าจนาํ ไปสกู ารใชความรนุ แรงได ดังนัน้ เราจึงเลือกท่ีจะแยกตัว ออกมานั่งสงบสตอิ ารมณเพอื่ คดิ หาวิธีการแกไ ขที่ดที ี่สดุ การพัฒนาทกั ษะการแกไขปญ หาทเ่ี กดิ ข้ึนในชวี ติ อยางมีประสิทธภิ าพ เน่ืองจากรูวาปญหานน้ั มี สาเหตุมาจากตนหรอื ไม และรวู า ตนเองควรปรบั อารมณเ ชน ใด เมอ่ื ยามเผชิญปญ หาและควรหาวธิ กี ารใด ทีเ่ หมาะสาํ หรับตนเองมากท่ีสดุ ในการแกปญหาใหล ลุ วงไปไดดว ยดี การคนพบความสุขท่ีแทจริงในสิ่งท่ีตนเลือกทํา เนือ่ งจากรูวาอะไรท่ีทาํ แลว จะทําใหตนเองมี ความสขุ ได นาํ ไปสูการเรียนรูแ ละเขา ใจผูอื่นไดมากยงิ่ ขึน้ อันเปน การลดปญ หาความขดั แยงและนําไปสู มติ รภาพท่ีดีตามมา ตรงกันขามกับผูท่ีไมรูจักตนเอง ซึ่งมักใชชีวิตโดยปลอยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบ ทําตามคนรอบขา ง โดยขาดจุดยืนทีช่ ัดเจน เชน แสวงหาความสุขในชีวติ ดวยการไปเทยี่ วเตรกับเพื่อน เสพยาเสพตดิ การเลอื กคณะทจ่ี ะสอบเขา มหาวิทยาลัยตามคานยิ มขณะนนั้ หรอื เลือกตามเพื่อน สุดทายเขา จึงไมสามารถพบกับความสุขท่แี ทจรงิ ในชวี ิตไดและนําไปสูปญหามากมายตามมา นอกจากนี้ คนที่
116 ไมรจู ักตนเองยามเม่อื ตอ งเผชญิ หนากับปญหา โดยมากแลว มักจะไมด ูวา ปญหาที่เกดิ ข้นึ นั้นมาจากตนเอง หรือไม แตมักโทษเหตกุ ารณห รือโทษผูอ่ืนเอาไวก อ น จงึ เปน การยากท่ีจะแกปญหาใหล ุลวงไปไดด วยดี ทักษะการรูจักตนเองจึงเปนทักษะสําคญั ท่ีเราทุกคนตองเรียนรูและฝก ฝน เน่ืองจากการรูจัก ตนเองนั้นไมไ ดเ ปน เร่อื งทนี่ ั่งอยเู ฉยๆ แลวจะสามารถรูขน้ึ มาไดเ อง แตต องผานกระบวนการบมเพาะผาน ประสบการณต า งๆ การลองผิดลองถูก ความผิดหวัง เจ็บปวด ความผิดพลาดลมเหลวตางๆ เพือ่ ท่ีจะตก เปนผลึกทางปญญาในการรจู ักตนเอง รวมทั้งผานการปฏสิ มั พนั ธกับบุคคลรอบขาง ซึ่งถือเปนกระจก สะทอ นชั้นดใี หเ ราไดเรยี นรจู ักตนเอง โดยย่งิ รจู กั ตนเองเรว็ เทาไรยิง่ เปน การไดเปรียบในการออกสตารท ไปสเู ปาหมายชีวติ ไดเ ร็วเทา น้นั รวมท้ังยังเปน รากฐานสําคัญในการใชชวี ติ อยา งมีความสขุ และ ประสบความสําเร็จทามกลางปญ หาและแรงกดดนั ตาง ๆ การฝกฝนทักษะการรจู กั ตนเองจึงควรเร่มิ ตัง้ แตว ัยเยาว โดยพอแมเปน บุคคลสําคญั แรกสดุ ในการ ชวยลูกคนหาตนเอง โดยเร่ิมจากเปด โอกาสที่หลากหลาย พอแมควรสรางโอกาสที่หลากหลายในการให ลกู ไดเ รยี นรทู ดลองในสิง่ ตา ง ๆ ใหม ากทสี่ ดุ อาทิ การทาํ งานบา น กิจกรรมตาง ๆ ทีล่ ูกสนใจ โดยพอแม ทาํ หนา ท่ีเปนผูสนับสนุน อํานวยความสะดวกในการใหล ูกไดเ รียนรจู ากประสบการณต าง ๆ อยางไร กต็ าม กจิ กรรมดังกลาวพอแมควรคัดกรองวาเปนกจิ กรรมที่สรางสรรคและปลอดภัยสาํ หรับลกู หรือไม อาทิ การทํางานอาสาสมคั รตาง ๆ การเขา คายอาสาพัฒนา การเขาคา ยกีฬา ไมใชตามใจลูกทุกเร่ือง เชน ลูกขอไปเกบ็ เกีย่ วประสบการณจ ากแกงมอเตอรไซค หรอื ขอไปเที่ยวกลางคนื หาประสบการณทางเพศ เปนตน ซึ่งเปนกิจกรรมที่ไมสรางสรรคและอาจเกิดอันตรายกับลูกได ใหอิสระในความคิดและ การตัดสนิ ใจ พอ แมไมค วรเปนนกั เผด็จการทคี่ อยบงการชีวติ ลูกไปทกุ เรื่อง อาทิ พอแมอยากเรยี นแพทย แตส อบไมตดิ จงึ ฝากความหวงั ไวกบั ลูก พยายามสรางแรงกดดันและปลูกฝง ความคิดใหลกู ตอ งสอบเขา คณะแพทยใหได เพื่อทําความฝนของพอแมใหเปนจริง โดยไมคํานึงวาลูกจะชอบหรือมีความถนัด ในดานนี้หรือไม พอแมท่ีปรารถนาใหลูกรูจักตนเองจึงควรเปดโอกาสใหลูกไดสามารถตัดสินใจ ในการเลอื กสิ่งตาง ๆ ไดดวยตัวเอง โดยพอ แมท ําหนา ทคี่ อยช้ีแนะอยูหาง ๆ ถงึ ขอดี ขอเสีย ประโยชน หรือโทษ ทล่ี กู จะไดรับผานการตดั สินใจนนั้ ๆ ซึ่งหากพอแมเหน็ วาการตดั สนิ ใจของลูกเปนไปในทาง ทีไ่ มถูกตอ งและอาจจะนําไปสอู ันตรายได พอ แมส ามารถใชอํานาจในการยับย้ังการกระทําดังกลาวได โดยชแี้ จงถงึ เหตผุ ลใหลูกไดเขาใจ เปนกระจกสะทอ นใหล ูกเห็นตนเอง พอแมตอ งทําหนาทเ่ี ปน กระจกเงา สะทอ นใหลกู ไดเห็นตนเองในมมุ ตา ง ๆ ท้ังจดุ ออน จุดแข็ง จุดดี จุดดอย โดยหลักการสําคัญ คือ ผิดจาก ความเปนจรงิ หรอื อาจรูจกั ตนเองอยางผดิ ๆ ผา นคาํ พูดของคนรอบขา ง เพือ่ นฝูง ครู อาจารย ซงึ่ อาจทําให ลูกมองตนเองดอยคา เกดิ เปนปมดอยในจติ ใจ โดยมงี านวิจยั ยืนยันวา หากพอแมป ลอ ยใหลูกมีความเขา ใจ ทผ่ี ิด ๆ เก่ียวกับตัวเองในเรอ่ื งตา ง ๆ ทงั้ ๆ ทไ่ี มไ ดเปน ความจรงิ และหากไมม ีการรบี ปรบั ความเขาใจ ทผี่ ิด ๆ นั้นโดยเร็ว สิง่ ท่ีลูกเขาใจเกย่ี วกับตนเองผดิ ๆ น้ันจะกลบั กลายเปน ความจริงในที่สดุ
117 ตวั อยา งเชน ลกู อาจโดนครูทีโ่ รงเรียนตอวา เร่ืองผลการสอบวชิ าคณติ ศาสตรทล่ี กู สอบตก วาเปน เดก็ ไมฉ ลาด ทัง้ ๆ ท่พี อแมเ ห็นลูกพยายามอยางเต็มที่แลวในวิชาน้ี ในกรณีดงั กลาวพอ แมควรทําหนาที่ เปนกระจกสะทอนใหล กู เหน็ ในมมุ ท่ีถูกตอ งและใหกาํ ลงั ใจวาลูกมีจดุ แข็งท่พี อแมภาคภมู ิใจในเร่อื งของ ความตัง้ ใจจริง ความขยันหมนั่ เพยี ร แตอ ยางไรก็ตามทผ่ี ลการเรียนออกมาเชนน้ีอาจเพราะลูกไมถนดั ใน วิชาดังกลา ว และใหลูกพยายามตอ ไปอยา ทอ ถอย อยา งไรกต็ ามหากพอแมไ มมีการปรับความเขา ใจในการ มองตนเองของลูกในเรื่องน้ี ลูกจะตอกยํ้าตัวเองเสมอวาเปนคนหัวทึบ และเขาจะไมมีวันประสบ ความสาํ เรจ็ ในชีวิตการเรียนไดเ ลย กระตุกใหล ูกไดคิดวิเคราะหตนเอง โดยการหมนั่ สังเกตพฤตกิ รรม อารมณข องลูก ในสภาวะตาง ๆ หรือจากเหตุการณต าง ๆ และเรม่ิ ตั้งคําถามกับลูกเมื่อการเรียนรตู นเอง แทนการโทษผูอ ืน่ หรือโทษสถานการณ ตวั อยางเชน เมือ่ ลกู ทาํ ขอ สอบไดคะแนนไมดี แลว โทษวาเพราะครูสอนไมร ูเรือ่ ง หรอื อางวายังมี เพอื่ นทเี่ รยี นแยกวา เขาอีก พอแมควรกระตนุ ใหลูกไดคิดวา เราไมควรไปเปรยี บเทียบกบั ผูทเ่ี รยี นแยก วา หรือโทษวาครูสอนไมรูเรอ่ื ง พรอมกับใหล ูกวิเคราะหต ัวเองถึงจุดออนจุดแข็ง เชน ลูกมีจดุ ออ นเร่ือง ระเบยี บวนิ ัย การบรหิ ารเวลาในการอา นหนงั สอื หรือไม เพราะท่ีผานมาพอแมไ มเหน็ วาลกู จะตัง้ ใจอา น หนังสือหรอื ทบทวนบทเรียนเลย แตมาเรง อา นตอนใกลส อบ ดังน้ัน ในการสอบครงั้ ตอไปลูกตองวาง แผนการเรียนใหดีและขยนั ใหม ากกวานี้ เปนตน การสอนและเตือนสติ พอแมเ ปน ผทู เี่ ห็นชีวิตของลูกใกลชดิ ทส่ี ดุ และมคี วามสามารถในการเขา ใจความเปนตวั ตนของเขามากที่สดุ ซ่งึ ในความเปน เดก็ ลกู เองยงั ไมสามารถท่ีจะแยกแยะทําความรูจ ักกับ พฤติกรรมหรอื อารมณต า ง ๆ ท่ีตนแสดงออกมาได โดยพฤติกรรมบางอยา งของลูกหากพอ แมปลอยปละ ละเลยไมส ัง่ สอนเตือนสติแตเ นนิ่ ๆ พฤติกรรมน้นั ๆ อาจบม เพาะเปนนิสัยแย ๆ ท่ตี ดิ ตัวลกู ไปจนโต และ ยงิ่ โตย่ิงแกย าก เขา ทาํ นองไมอ อนดดั งา ยไมแกดัดยาก ดังน้ัน พอแมจึงตองสง่ั สอนและเตอื นสติลูกทนั ที ในพฤตกิ รรมทไี่ มพงึ ประสงคต า ง ๆ พรอมช้ใี หล กู เห็นถึงความรายแรงและหาแนวทางแกไขรวมกัน ตัวอยางเชน พอแมเห็นวาลูกมีอุปนิสัยเปนคนเจาอารมณ โกรธงาย พอแมควรพูดคุยกับลูก ถงึ จุดออนขอนวี้ าจะสง ผลเสียอยางไรกบั ชวี ิตของเขาในระยะยาว พรอ มท้งั หาวิธีการรวมกนั ในการฝกฝน ใหลูกรูเทาทันอารมณของตน ไมตอบสนองตอเหตุการณตาง ๆ อยางผิด ๆ โดยใชอารมณความรูสึก นําหนา อาทิ สอนใหลูกหลีกเล่ียงตอสถานการณทมี่ ากระตุนอารมณโกรธ สอนลกู ใหต อบสนองอยา ง ถกู ตองเม่ือโกรธ โดยการเดินไปหาท่ีเงียบ ๆ สงบสตอิ ารมณกอ นแลวคอยมาพดู คุยกนั ทาทายลูกให ทําลายสถิติตนเองใหโกรธชาลง เชน แตเดิมเมื่อพบเหตกุ ารณที่ไมสบอารมณจะโกรธข้ึนมาทันที ครั้ง ตอไปควรฝกใหโ กรธชาลง เปน ตน การเรียนรจู กั ตนเองอยางถอ งแท นับเปน กระบวนการเรียนรูที่สําคัญมากยิ่งกวา การเรียนรูใด ๆ การเรียนรูจกั ตนเองเปนกระบวนการเรยี นรูระยะยาวตลอดทั้งชีวิต อนั นํามาซ่ึงความสุขและเปนรากฐาน ของความสาํ เรจ็ ในชวี ติ โดยพอ แมเ ปน บคุ คลสาํ คัญ ผเู ปดโอกาสใหลูกไดเ รียนรูจ ักตนเองและเปนกระจก บานแรกท่สี ะทอนใหลกู ไดเหน็ อยา งถกู ตอ งวา ตวั ตนทแ่ี ทจ ริงของเขานนั้ เปนเชน ไร
118 เร่อื งท่ี 3 ทกั ษะการจัดการกับอารมณ อารมณเปนพลังที่ทรงอํานาจอยางหน่ึงของมนุษย อารมณอาจเปนตนเหตุของสงคราม อาชญากรรม ความขัดแยงเรื่องเชื้อชาติ และความขัดแยงอนื่ ๆ อีกหลายชนิดระหวางมนุษยดวยกัน ในทางตรงกันขามอารมณเปนนํ้าทิพยของชีวิต ทําใหทุกสิ่งทุกอยางสวยงามและนาอภิรมย ความรัก ความสนกุ สนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรอื ความตลกขบขัน ลว นแตทําใหช ีวิตมีคุณคาและ ความหมายท้งั สนิ้ อารมณม ีความสาํ คัญเชนเดยี วกับการจูงใจดังไดก ลาวแลว อารมณ คือ หลายส่ิงหลายอยาง ในทศั นะหน่ึง อารมณ คอื สภาวะของรา งกายซ่ึงถูกยั่วยุ จนเกิดมกี ารเปล่ยี นแปลงทางสรีระวิทยาหลาย ๆ อยาง เชน ใจสน่ั ชีพจรตนเร็ว การหายใจเร็วและแรงข้ึน หนาแดง เปนตน ในอีกทัศนะหนึ่ง อารมณ คือ ความรูส ึก ซ่งึ เกดิ ขึน้ เพยี งบางสวนจากสภาวะของรางกายท่ีถูกย่วั ยุ อาจเปนความรูส กึ พอใจหรอื ไมพ อใจ กไ็ ด อามรณยงั เปน สง่ิ ที่คนเราแสดงออกมาดว ยนา้ํ เสยี ง คําพดู สีหนา หรอื ทาทาง วิธจี ัดการกับอารมณ 1. มองโลกในแงดี เมื่อเรามคี วามคิดทที่ ําใหซมึ เศรา เชน “ฉันทาํ วิชาคณิตศาสตรไมได” ใหค ดิ ใหมวา “ถาฉันไดร บั ความชว ยเหลือทถ่ี กู ตองฉนั ก็จะทําได” แลวไปหาครู ครูพเิ ศษ หรือใหเพอ่ื นชว ยตวิ ให 2. หาสมุดบันทึกสักเลมไวเขียนกอนเขานอนทุกวัน ในสมุดบนั ทกึ เลม น้ี หามเขยี นเรื่องไมดี จงเขยี นแตเร่ืองดี ๆ ท่เี กดิ ขึ้นในวันนัน้ ตอนแรกอาจจะยากหนอย แตใ หเ ขียน เชน มคี นแปลกหนายิ้มให ถา ไดล องตง้ั ใจทํา มนั จะเปลยี่ นความคดิ ใหเรามองหาแตเร่ืองดี ๆ จากการศกึ ษาพบวา คนท่คี ดิ ฆา ตวั ตายมี อาการดขี ึ้นหลงั จากเรม่ิ เขียนบันทึกเร่ืองดี ๆ ไดเพยี งสองสัปดาห 3. ใชเ วลาอยกู บั คนทท่ี าํ ใหเ ธอหัวเราะได 4. ใสใจกับความรูส ึกของตนเองในเวลาแตล ะชวงวนั การตระหนักรูถึงอารมณข องตวั เองจะทํา ใหเ ราจับคงู านท่ีเราตอ งทํากบั ระดบั พลงั งานในตวั ไดอยา งเหมาะสม เชน ถา เรารูสึกดีทสี่ ุดตอนเชา แสดง วา ตอนเชา คือ เวลาจดั การกบั งานเครยี ด ๆ เชน ไปเจอเพอ่ื นทีท่ ํารา ยจติ ใจเรา หรือคุยกับครูท่ีเราคิดวา ให
119 เกรดเราผิด ถา ปกติเราหมดแรงตอนบา ย ใหเ กบ็ เวลาชวงนนั้ เอาไวทาํ กจิ กรรมท่ีไมต องใชพลังทางอารมณ มาก เชน อานหนังสอื หรืออยูก บั เพื่อน อยาทําอะไรเครยี ดๆ เวลาเหน่อื ยหรือเครียด 5. สังเกตอารมณตัวเองในเวลาชวงตาง ๆ ของเดือน ผูหญิงบางคนพบวา ชวงเวลาที่ตัวเอง อารมณไ มดสี ัมพนั ธกบั รอบเดือน 6. ออกกําลงั กาย การออกกําลงั กายชวยใหเราแขง็ แรงทง้ั รา งกายและจิตใจ การออกกําลังกาย อยางนอ ยแคว นั ละ 20 นาที สามารถทําใหรสู กึ สงบและมีความสุขได การออกกาํ ลังกายจะชวยเพ่ิมการ ผลิตเอนดอรฟ นของรางกายดว ย เอนดอรฟ น เปนสารเคมใี นรา งกายที่ทําใหเกิดความรูสกึ ดีและมีความสขุ ตามธรรมชาติ โดยไมตองพึ่งยาเสพติด 7. รจู ักไตรต รอง แยกแยะ 8. ฟง เพลง งานวิจัยชนิ้ หนึง่ พบวา จังหวะของเสียงเพลงชวยจัดระเบียบความคิดและความรูสึก ม่นั คงภายในจิตใจ และชวยลดความตงึ เครียดของกลามเนอ้ื 9. โทรหาเพื่อน การขอความชวยเหลือทาํ ใหค นเรารูสกึ ผกู พนั กบั คนอนื่ และรูสึกโดดเด่ยี วนอยลง 10. การโอบกอดชวยใหรางกายหล่ังฮอรโมนท่ที ําใหรูสึกดีออกมา ซ่ึงจะชวยใหเรารับมือกับ อารมณไ ด อยูทา มกลางคนทมี่ คี วามสขุ อารมณด ีเปนโรคติดตอ แนวทางในการจัดการกับอารมณท างเพศของวัยรุน การจดั การกับอารมณท างเพศของวยั รุน มแี นวทางการปฏิบตั ทิ ่ีสาํ คญั อยู 2 ลกั ษณะ ประกอบดว ย แนวทางการปฏิบัตเิ พอ่ื ระงบั อารมณท างเพศ และแนวทางการปฏิบัตเิ พื่อผอ นคลายความตอ งการทางเพศ แนวทางการปฏิบตั เิ พือ่ ระงบั อารมณทางเพศ แนวทางการปฏิบตั เิ พ่อื ระงบั อารมณท างเพศ หมายถงึ ความพยายามในการท่ีจะหลีกเลยี่ งตอสง่ิ เรา ภายนอกที่มากระตนุ ใหเ กดิ อารมณทางเพศทเี่ พ่มิ มากข้นึ 1. หลีกเลี่ยงการดหู นังสือหรอื ภาพยนตรหรอื สื่อ Internet ทม่ี ภี าพหรือขอ ความทแ่ี สดงออกทาง เพศ ซ่งึ เปน การยวั่ ยุใหเ กิดอารมณท างเพศ 2. หลีกเลี่ยงการปฏบิ ัติหรือทําตัวปลอ ยวางใหค วามสบายเกนิ ไป เชน การนอนเลน ๆ โดยไม หลับ การนง่ั ฝน กลางวนั หรอื นง่ั จนิ ตนาการทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งเพศ 3. หลกี เลย่ี งสถานการณทก่ี อใหเ กิดโอกาสการถูกสัมผสั ในลกั ษณะตา ง ๆ กบั เพศตรงขา ม 4. ซ่งึ การกระทาํ ดังกลาวมกั กอ ใหเกิดอารมณทางเพศได เชน การจับมือถือแขน (10%) การกอด จูบ (60%) การลูบคลํา (80%) การเลาโลม (100%) 5. หลีกเลยี่ งและรูจักปฏิเสธเมอ่ื ถกู ชกั ชวนใหเ ท่ียวเตรพ กั ผอ นในแนวทางกระตนุ ใหเ กดิ อารมณ ทางเพศ เชน สถานท่ีทอ งเทย่ี วกลางคนื การด่ืมแอลกอฮอล เครื่องดื่มมนึ เมาตา ง ๆ ซึ่งสามารถนําพาไปสู การเกดิ อารมณทางเพศได
120 เรือ่ งท่ี 4 ทักษะการจดั การความเครยี ด ความเครียดคือ การหดตัวของกลามเนื้อสวนใดสวนหน่ึงหรือหลายสวนของรางกายน่ันเอง ซึง่ ทกุ คนจําเปน ตองมีอยูเสมอในการดาํ รงชีวิต เชน การทรงตัวเคล่ือนไหวทั่ว ๆ ไป มีการศึกษาพบวา ทุกคร้ังท่ีเราคิดหรือมีอารมณบางอยางเกิดข้ึนจะตองมีการหดตัว เคล่ือนไหวของกลามเนื้อแหงใด แหงหนง่ึ ในรางกายเกิดข้ึนควบคูเสมอ ความเครียดมีท้ังประโยชนแ ละโทษ แตความเครยี ดท่ีเปนโทษน้ัน เปนความเครียดชนิดที่เกิน ความจาํ เปน แทนท่จี ะเปนประโยชนก ลับกลายเปน อปุ สรรคและอนั ตรายตอชีวิต เม่ือคนเราอยูในภาวะ ตงึ เครยี ดรา งกายจะเกดิ ความเตรียมพรอมท่จี ะ “ส”ู หรือ “หน”ี โดยท่รี างกายมีการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ เชน หวั ใจเตนแรงและเรว็ ข้ึน เพ่ือฉีดเลอื ดซง่ึ จะนําออกซิเจนและสารอาหารตา ง ๆ ไปเล้ียงเซลลทั่วรางกาย พรอมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอยางเร็ว การหายใจดขี ้นึ แตเปนการหายใจต้ืน ๆ มีการขับ อดรนี าลีนและฮอรโมนอืน่ ๆ เขาสูกระแสเลอื ด มา นตาขยายเพ่ือใหไ ดรับแสงมากข้ึน กลามเน้ือหดเกร็ง เพอ่ื เตรยี มการเคลอ่ื นไหว เสนเลือดบริเวณอวัยวะยอ ยอาหารหดตัว เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหาร มากขึ้น ทําใหอุณหภูมิของรางกายเพ่ิมขึ้น เม่ือวิกฤติการณผานพนไปรางกายจะกลับสูสภาวะปกติ แตค วามเครียดที่เปน อนั ตราย คือความเครียดท่ีเกิดขึ้นมากเกินความจําเปน เม่อื เกดิ แลวคงอยูเ ปน ประจํา ไมล ดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไมม เี หตกุ ารณท ่ีเปน การคุกคามจรงิ ๆ
121 ผลของความเครยี ดตอชวี ิต ผลตอ สุขภาพทางกาย ไดแ ก อาการไมสบายทางกายตา ง ๆ เชน ปวดหวั ปวดเม่ือยตามสวนตาง ๆ ของรา งกาย ความผดิ ปกตขิ องหวั ใจ ความดนั โลหิตสงู โรคกระเพาะอาการทอ งผูกทอ งเสียบอ ยนอนไมหลับ หอบหดื เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ ผลตอสุขภาพจิตใจ นําไปสูความวิตกกังวล ซึมเศรา กลัวอยางไรเหตุผล อารมณไมมั่นคง เปล่ียนแปลงงายหรือโรคประสาทบางอยาง สาเหตขุ องความเครียด - สภาพแวดลอมทว่ั ไป เชน มลภาวะ ไดแก เสียงดังเกินไปจากเครอื่ งจักร เคร่อื งยนต อากาศ เสียจากควนั ทอไอเสีย นํา้ เสยี ฝนุ ละออง ยาฆา แมลง การอยกู นั อยา งเบยี ดเสียดยัดเยียด เปนตน - สภาพเศรษฐกิจท่ไี มน า พอใจ เชน รายไดน อ ยกวารายจา ย เปน ตน - สภาพแวดลอมทางสังคม เชน การสอบแขงขันเขาเรียน เขา ทํางาน เลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนง เปน ตน - มสี มั พนั ธภาพกับคนอนื่ ๆ ที่ไมร าบรนื่ มกั มขี อขดั แยง ทะเลาะเบาะแวงกบั คนอืน่ เปน ปกตวิ ิสยั - ความรูสึกตนเองต่ําตอยกวา คนอื่น ตองพยายามตอ สเู อาชนะ - ตองการมีอํานาจเหนือผูอ่นื วิธลี ดความเครียด มหี ลายวิธี 1. วิธีแกไขที่ปลายเหตุ ไดแ ก การใชยา เชน ยาหมอง ยาดม ยาแกปวด ยาลดกรดในกระเพาะ ยากลอ มประสาท แตว ธิ ีการดังกลา วไมไ ดแ กไ ขความเครยี ดที่ตน เหตุ อาจทาํ ใหความเครยี ดน้นั เกิดขึน้ ไดอ กี 2. วิธแี กไขที่ตน เหตุ ไดแก แกไขเปล่ียนแปลงวถิ ชี วี ติ ทีเ่ อื้ออาํ นวยตอการกอ ใหเกิดความเครยี ด เชน หางานอดเิ รกท่ีชอบทําฝกออกกําลงั กาย บริหารรางกายแบบงาย ๆ เปนตน 3. เปล่ียนแปลงนิสัยและทัศนคตติ อการดําเนนิ ชีวิต เชน ลดการแขงขัน ผอนปรน ลดความ เขมงวดในเรือ่ งตางๆ 4. หาความรูความเขา ใจเกยี่ วกับโภชนาการ 5. สํารวจและเปลี่ยนแปลงทัศนคตติ อตวั เองและผูอนื่ เชน มองตัวเองในแงดี มองผูอนื่ ในแงดี เปน ตน 6. สํารวจและปรับปรุงสมั พนั ธภาพตอ คนในครอบครวั และสงั คมภายนอก 7. ฝกผอนคลายโดยตรง เชน การฝกหายใจใหถกู วธิ ี การฝกสมาธิ การออกกําลังกายแบบงายๆ การฝก ผอนคลายกลา มเน้ือ การนวด การสํารวจทา น่งั นอน ยนื เดนิ การใชจ ิตนาการ นกึ ภาพทีร่ นื่ รมย เมื่อเกดิ ความเครียดขนึ้ มา ลองพยายามนกึ ทบทวนดูวา เกิดจากสาเหตุอะไร และเลอื กใชวิธีลด ความเครียดดังกลาวท่ีกลาวมาวิธีใดวิธีหนง่ึ หรือหลายวิธรี ว มกัน อาจทําใหความเครยี ดผอนคลายหรือ ไมเ ครยี ดเลยกไ็ ด
122 กจิ กรรม เขยี นตอบคาํ ถามดา นลา งในกระดาษและนําเสนอในชัน้ เรียน 1. ความสาํ คญั ในการตระหนกั รูในตนเองมีผลตอ การดาํ เนนิ ชีวิตอยา งไร 2. เราสามารถจัดการกบั อารมณโ กรธไดอยางไร 3. ความเครยี ดสงผลตอสุขภาพอยางไร และเราสามารถจดั การกับความเครยี ดทาํ ไดอยา งไร
123 บทท่ี 9 อาชีพจําหนายอาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสุขาภิบาล ประเทศไทยมผี ลผลิตจาการเกษตรกรรมประเภทอาหารที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยกู ับศักยภาพ แตละภูมิภาคทแ่ี ตกตางกนั ไป การนาํ ผลผลิตจาการเกษตรมาแปรรูปเปนผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป แลว กระจายสินคาสตู ลาดผูบริโภคตลาดภายในประเทศ ตลาดอาเซยี น และตลาดในภูมิภาคอ่ืนทัว่ โลก เปน อกี ชอ งทางหน่ึงทท่ี ําใหเ กดิ อาชพี สาํ หรบั ผทู ี่สนใจ การถนอมอาหารในปจจบุ ันใชวิวัฒนาการทางเทคโนโลยเี พ่ือแปรรูปวตั ถดุ บิ จํานวนมากพรอ ม ๆ กันเปนผลิตภัณฑอ าหารสําเร็จรปู หรือก่ึงสาํ เร็จรปู หรือปรับปรงุ กรรมวธิ ีการถนอมอาหารสมัยโบราณให ไดผ ลิตภัณฑท ี่มีคณุ ภาพดขี ึน้ ทง้ั ในดา นความสะอาด สี กลิน่ รส เน้อื สมั ผสั และเพอ่ื ยืดอายุการเก็บอาหาร น้นั ใหไดน าน เทคโนโลยกี ารถนอมผลิตผลการเกษตรตอ งอาศยั ความรูทางวทิ ยาศาสตรพ้ืนฐาน ความรู พื้นฐานทางสังคมธุรกจิ และการจดั การควบคกู ับความรูในการแปรรูปผลติ ผลการเกษตร ใหเปน ผลิตภัณฑ ชนิดใหม หรอื ปรบั ปรุงของเดมิ ใหดียิ่งข้ึนทั้งในลักษณะทีม่ องเห็นหรือสมั ผัสได เชน สี กลิ่น ความนุม ความเหนยี ว เปน ตน รวมท้ังสิ่งท่มี องไมเ ห็น เชน คณุ คาทางโภชนาการ เปน ตน ผลติ ภณั ฑอ าหารสาํ เรจ็ รูป หมายถึง อาหารทไ่ี ดผา นขน้ั ตอนการหงุ ตม หรือกระบวนการ แปรรูป ผลิตผลการเกษตรโดยใชเ ทคโนโลยีเพ่ือใหอ าหารนั้นสามารถเกบ็ ไดเปน เวลานานพอสมควรโดยไม เนา เสีย สามารถดื่มหรือรบั ประทานไดทนั ทีเมื่อตอ งการจะอุนหรือไมอนุ ใหรอ นกอ นรับประทานก็ได ผลติ ภณั ฑประเภทนท้ี ร่ี จู ักกนั แพรหลาย คือ อาหารบรรจุกระปอง เชน สับปะรดกระปอง หรอื บรรจุกลอง เชน นมสด เปน ตน ผลิตภัณฑอาหารกงึ่ สําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ไี ดผา นข้ันตอนการหุงตมหรือกระบวนการ แปรรูปแลว และสามารถเก็บไวไ ดนานเชนเดยี วกัน จะตอ งนําไปหุงตม และปรงุ รสหรอื ปรงุ แตงกอนจงึ จะ รบั ประทานได เชน นํ้าผลไมเ ขมขน ซ่ึงตองผสมน้ํากอ นดื่ม นาํ้ พรกิ แกง เปน ตน การแปรรูปหรือการถนอมอาหาร โดยหลักใหญ คือ การทําลายหรือฆาเชื้อจลุ ินทรียท มี่ ีอยูหรือ อาจเกิดข้ึนในอาหาร และทําใหเกิดการเนาเสียใหหมดไป ปจจุบันผลิตผลการเกษตรมีมากข้ึน และ ประชากรมากข้นึ จงึ ไดมีการศึกษาคนควาและทดลองใชเทคโนโลยี เพ่ือถนอมผลิตผลการเกษตรให สามารถเกบ็ ไวไ ดน าน เชน การใชค วามรอ นจากไอน้ําเพอื่ ฆา เช้อื จุลนิ ทรียในการทาํ อาหารกระปอง การ ใชร ังสแี กมมาเพือ่ ยับย้ังหรือทาํ ลายปฏิกริ ิยาของเอนไซมท ําใหการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชา ลง และยงั เปน การทาํ ลายการเจรญิ เตบิ โตของจุลนิ ทรียอีกดวย ในท่นี ้จี ะกลา วถงึ กรรมวธิ กี ารถนอมอาหารท่ีใชกันมากใน ปจ จุบัน คอื ท การถอมอาหารโดยใชความรอ นสงู เชน ผลิตภณั ฑอาหารกระปอง เปนตน ท การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น เชน ผลติ ภณั ฑอ าหารเยือกแขง็ เปน ตน ท การถนอมอาหารโดยการทําใหแหง เชน ปลาหยอง กาแฟผง เปนตน
124 ท การถนอมอาหารโดยการหมักดอง เชน ซอี ิ้ว นา้ํ สมสายชู เปน ตน ท การถนอมอาหารโดยใชรงั สี เชน หอมหวั ใหญอ าบรังสี เปน ตน เรือ่ งท่ี 1 การถนอมอาหารโดยใชความรอ นสงู ภาชนะบรรจไุ ดม กี ารปรบั ปรุงพัฒนามาโดยเฉพาะอยางย่ิงที่ทาํ จากดบี ุก ตอมาดบี ุกหายากและ แพงข้นึ จงึ ใชกระปอ งทีท่ ําดว ยแผนเหลก็ เคลอื บผวิ ทงั้ สองดา นดว ยดบี ุก ทาํ ใหป ระหยัดปริมาณของดบี กุ ท่ี ใชไดม าก ขณะเดียวกันก็ไดมีการใชกระปองท่ีทาํ จากอลมู ิเนียมซึ่งนํ้าหนักเบาแตมขี อ เสีย คือ บุบงาย สวนมากจึงใชท าํ กระปอ งเพอ่ื บรรจุนาํ้ ผลไม หรอื เครอ่ื งด่มื หรือ นมสด แตก ารใชก ระปองอลมู เิ นยี ม ไมแพรหลายเทากับกระปอ งทที่ าํ จากแผนเหลก็ เคลือบดีบุก นอกเหนือจากภาชนะจะเปน สวนประกอบที่ สํ า คั ญ ใ น ก า ร ถ น อ ม ผ ลิ ต ผล ก า ร เ ก ษ ต ร แ ลว ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง อา ห า ร ก็ มี ค ว า ม สํ าคั ญ ม า ก รวมถึงการใชค วามรอนกม็ ีความสําคัญซ่ึงตองรู วาจะใชค วามรอนสูงเทาใดในการฆาเชื้อจุลินทรียใน อาหารท่ีตอ งการเก็บรักษา เนอ่ื งจากการถนอมผลติ ผลทางการเกษตร โดยความรอนจะเปลี่ยนสภาพของ อาหารจากสดเปนอาหารสุกท่ีพรอมจะรับประทานได ดังน้ัน จึงมีการเตมิ เคร่ืองปรุงตาง ๆ หรือเปลี่ยน สภาพเปนผลิตภณั ฑอาหารชนดิ ใหม ซงึ่ ในปจ จบุ ันเรียกวา \"การแปรรปู อาหาร\" สวนประกอบอาจจะมีท้ัง เน้ือสัตว ผักและเคร่ืองเทศ สําหรับอาหารคาวหรือถาเปนอาหารหวาน เชน ผลไมบรรจุในนํ้าเชื่อม เปน ตน กรรมวิธีการผลติ อาหารกระปองหรืออาหารในขวดแกว จาํ เปนตองใชค วามรอน เพ่ือทาํ ใหอาหาร ท่บี รรจุภายในสุก และเพอื่ ทาํ ลายเชอ้ื จลุ ลินทรยี ความรอ นท่ีใชจ ะตอ งสัมพนั ธกนั เพราะถาใชค วามรอน สูงเกนิ ไป อาจจะทาํ ใหอาหารที่บรรจใุ นกระปอ ง/ขวดน่มิ และไมนา รับประทาน ถาความรอนตํา่ เกินไป อาจจะมจี ลุ นิ ทรียหลงเหลอื อยซู ึ่งจะทําใหอาหารนน้ั เสีย เกิดกระปองบวมและระเบิดไดในท่สี ุด การถนอม อาหารโดยใชความรอ น หมายถงึ การฆา เช้อื ในอาหารทบ่ี รรจุในภาชนะทีป่ ดสนทิ เพ่อื ปองกันการเสื่อม สลายหรอื เนา เสยี ท่เี กิดจากเชอ้ื จุลนิ ทรียหรอื จากการปฏกิ ริ ิยาของเอน็ ไซมในอาหาร การฆาเชอื้ โดยความ รอ นมี 3 ระดับ คือ การฆาเชอื้ (Sterilization) การฆาเชอ้ื ระดับการคา (Commercially sterilization) และ การฆา เช้อื แบบปาสเตอร (Pasteurization) การฆาเช้ือ หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชความรอนสงู ภายใตค วามดัน เพ่อื ใหจุลินทรยี ท่ีมีอยู ทงั้ หมดถกู ทําลาย การฆา เชื้อระดับการคา หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชความรอ นสูงเพือ่ ทาํ ลายจลุ ินทรียที่มีอยู ในอาหารเกอื บทงั้ หมด เพ่อื ใหอ าหารนน้ั ๆ สามารถบรโิ ภคไดโดยไมเ ปน อันตราย และสามารถเก็บไวไ ด นานโดยไมเนาเสียในภาวะปกติ การฆาเชอื้ แบบปาสเตอร หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชความรอ นตํา่ กวาอุณหภูมิของนํ้าเดือด (ตํ่ากวา 100o C) เพอ่ื ทาํ ลายจลุ นิ ทรียบางสว น แตท ัง้ น้ีตองดาํ เนนิ ควบคกู บั สภาวะอยา งอื่น เชน ควรเก็บใน ตเู ยน็ ภายหลงั การผลติ แลว หรอื อาหารน้นั มี พเี อชต่ํา หรอื มปี รมิ าณนาํ้ ตาล หรือเกลอื สูง
125 นกั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีการอาหาร ไดแ บงกลุม อาหารท่ีบรรจใุ นภาชนะท่ีปดสนิทเปน กลุมใหญ ๆ ไว 2 กลุม คอื \\ 1. กลมุ อาหารท่เี ปนกรด (Acid foods) คือ อาหารท่ีมีคา PH ต่ํากวา 4.5 สวนมากเปนพวกผลไม เชน สับปะรด สม หรอื ผกั ท่ีมีรสเปรย้ี ว เชน มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เปน ตน 2. กลมุ อาหารทเี่ ปนกรดต่าํ (Low acid foods) คอื อาหารที่มีคา พีเอช 4.5 หรอื สงู กวา สว นมากจะ เปน อาหารจําพวกเนื้อสตั วแ ละผกั ตา ง ๆ เชน เนอื้ หมู ปลา ขา วโพดฝก ออ นและหนอไมฝร่งั เปนตน กระปองใชบรรจุ โรงงานทําสบั ปะรดกระปอง
126 ตัวอยางข้ันตอนการทาํ อาหารกระปอ ง 1. รบั ซอื้ วัตถุดิบ 2. ลาง ตัดแตง 3. คดั เลอื กขนาด, จดั ระดับ 4. ลวก 5. บรรจุกระปอง/ขวด 6. เติมน้ําบรรจลุ งในกระปอ ง/ขวด <----- เตรียมเครอ่ื งปรุงหรอื นํ้าบรรจุ 7. ไลอ ากาศ 8. ปด ผนึก 9. ฆา เชอื้ ดวยความรอ น 10. ทาํ ใหก ระปองเย็น 11. ปด ฉลาก 12. บรรจุหบี /กลอง 13. หองเกบ็ 14. สง ขาย 15. ผูบริโภค 1.1 เครือ่ งมอื ทใี่ ชเ ก่ียวกับการผลิต โดยทวั่ ไปเครื่องมือเครื่องใชและเครอ่ื งจักรเกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตอาหารกระปองตองไมเ ปน อนั ตรายตอสุขภาพ และตองอยใู นสภาพท่ีสะอาดเสมอ ภาชนะทใ่ี ชไดห ลายคร้ังตองทาํ ดวยวัสดุท่ีไมเปน พิษ และออกแบบใหทําความสะอาดไดงายเพื่อปองกันมใิ หมีส่ิงสกปรกตกคา งอยู วัสดุท่ีใชทําภาชนะตาง ๆ ควรเปน วัสดุทีม่ ผี ิวเรยี บ ไมม รี อยแตกหรือกะเทาะลอ น ไมเปน พษิ ไมท ําปฏิกิริยากับอาหาร ควรเปนวัสดทุ ่ี ลา งและทําความสะอาดไดงา ย ไมเ ปนวสั ดทุ ดี่ ดู ซมึ งาย ยกเวนเพ่ือวัตถุประสงคบ างประการที่จาํ เปน ตองใช เชน ถงั ไมในการหมกั ไวน ในสถานท่ีผลิตอาหารสําเรจ็ รูปจะมีเครื่องมือ เครอื่ งใชและเคร่อื งจักรแตกตา งกัน ออกไปแลวแตป ระเภทและชนดิ ของผลิตภัณฑ แตส วนใหญแลวแบงออกไดเ ปน 3 ประเภท คอื ท เครอ่ื งมอื เคร่ืองใชท ีจ่ ําเปนในกรรมวธิ ีการผลิต ท เคร่อื งมือ เครือ่ งจกั รตามขน้ั ตอนของการผลิต ท เครอ่ื งมือ เคร่ืองจักรตามประเภทของผลิตภณั ฑ 1.1.1 เคร่อื งมือเครอ่ื งใชทจี่ าํ เปน ในกรรมวิธกี ารผลติ เครอื่ งมอื เครอื่ งใชนเ้ี ปนสิ่งจําเปนของผูประกอบกจิ การการอตุ สาหกรรมแปรรปู อาหารไมว า ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ โดยเฉพาะอยางย่งิ การผลติ อาหารกระปอ ง 1) เคร่อื งชั่ง ตวง วดั ใชในการชัง่ น้ําหนักหรอื ปรมิ าตรของส่ิงตา ง ๆ เชน วัตถุดบิ เคร่อื งปรงุ อาหาร เคร่อื งชงั่ ตวง วัด ควรจะมหี ลาย ๆ ขนาด
127 2) เครือ่ งวดั อุณหภูมิ เปน ของจําเปน มากในการผลิต จะตองมีการควบคุมและตรวจสอบ อุณหภมู ิตามข้นั ตอนตา ง ๆ ระหวางผลิตอยูต ลอดเวลา 3) เครื่องมอื วัดปรมิ าณเกลือ 4) เครื่องมือวดั ปริมาณนํา้ ตาล 5) เครื่องมือวัดความเปน กรด-ดา ง 6) เครื่องมือวัดความรอนของอาหารท่ีบรรจุในกระปอง (Heat penetration equipment) เพอื่ คาํ นวณหาเวลาท่ีจะตองใชในการฆาเช้อื หลงั จากบรรจุและปดฝากระปอ งแลว เคร่ืองมอื ท่ใี ชในการนี้ เรยี กวา เทอรมอคัปเปล (Thermocouples) ซึง่ ใชวดั อณุ หภมู ิ ณ จดุ ท่คี วามรอ นเขา ถงึ ชา ทีส่ ุดของกระปอง 7) เครื่องมือวดั ขนาดของตะเขบ็ กระปอ ง ลกั ษณะของการเก่ียวกันระหวางขอฝา (Cover hook) และขอของตวั กระปอง (Body hook) เปนสิ่งสําคัญมาก ถา ไมเปน ไปตามมาตรฐาน อาจจะทําใหก ระปอ ง รวั่ ได 8) เครื่องมอื ตรวจความดนั ในกระปอง ทดสอบวากระปอ งจะร่วั หรือไม โดยสบู ลมอัดเขา ไปในกระปองจนไดเปลงความดันท่ีตอ งการแลวจมุ กระปองลงในนํ้า ถากระปองรั่วจะมีฟองอากาศผดุ ออกมาตามรอยตะเข็บซงึ่ จะตอ งทาํ การปรับเครอ่ื งปด ฝากระปองใหเขา ท่ี 1.1.2 เครอื่ งมอื เครื่องจกั รตามข้นั ตอนของการผลิต เครอื่ งมอื เครอื่ งจกั รทใ่ี ชใ นการทาํ อาหารกระปอ งแบง ออกตามขน้ั ตอนของการผลิต ประกอบดวย ท การลาง เตรยี ม และตดั แตง วัตถดุ บิ ท การลวก ท การหุงตม ท การบรรจุ ท การไลอากาศ ท การปด ฝา ท การทาํ ลายเชอ้ื จุลนิ ทรยี 1.1.3 เคร่ืองมอื เคร่ืองจักรตามประเภทของผลติ ภัณฑ เครื่องมือเครื่องจกั รอาจแตกตา งกันไปตาม ประเภทของอาหารท่จี ะผลิต เชน เคร่ืองมือ เครื่องจักรสําหรับทําสับปะรดกระปอ งยอมจะแตกตา งกับ เคร่ืองมอื เคร่อื งจักรของโรงงานทาํ ปลากระปอง 1.2 การทาํ ความสะอาดสถานที่ผลิตอาหาร ในแงของ \"สุขลกั ษณะ\" จะตอ งคํานึงถึงเชอ้ื จุลินทรยี ม ากที่สุดเพราะจะทาํ ใหเกิดอันตรายอยาง มากตอ สขุ ภาพของผูบริโภค จงึ ตองมกี ารควบคุมปริมาณจลุ ินทรยี ซ งึ่ ตอ งทาํ ทั้งกับคนและเครอ่ื งมอื คือ 1) ปอ งกันมใิ หส ตั วและแมลงมโี อกาสสัมผัสกบั อาหาร 2) ควรใสเสื้อกันเปอ น ซ่ึงเสื้อน้ีจะปองกันสิ่งสกปรกตา ง ๆ จากเสือ้ ผา หรือตวั ผูทําอาหารหรือ เสริ ฟอาหาร และสวมหมวกหรอื มีผาคลมุ ผมเพอ่ื ปองกันไมใหผ มหลน ลงในอาหาร
128 3) รักษาเครื่องจักร เครื่องมอื โตะเตรยี มอาหาร อางนํ้า หองเตรียมอาหารใหส ะอาดอยูเสมอ เพ่อื ปองกนั เศษอาหารหลงเหลอื อยู ซึ่งจะเปน อาหารเลยี้ งเชื้อจุลนิ ทรียใหเจรญิ เตบิ โตได 4) เศษอาหารควรท้งิ ทกุ วนั 5) หอ งเก็บวตั ถุดิบ หองเก็บของ ตูเย็น หอ งเยน็ ควรจะสะอาด 6) เคร่ืองจกั ร และเครอ่ื งมอื ตา ง ๆ ควรวางหรือเกบ็ ใหเปน ที่เพอ่ื จะทํางานสะดวกและปองกนั การ เสียหาย 7) มีหอ งน้ําพอเพียงเพอ่ื ปอ งกันความสกปรกของคนงาน 8) ตรวจสขุ ภาพของคนงานเปนประจาํ ทุกป 9) ผผู ลิตควรจะรวมมอื กับ \"ผูต รวจสอบ\" ของรฐั บาล เพอ่ื คาํ แนะนาํ และความรว มมอื ทด่ี ี 10) ควรจะแกไขจดุ ตาง ๆ ตามท่ี \"ผตู รวจสอบ\" แนะนาํ 1.3 การทาํ ลายเศษอาหาร กาก และสว นที่เหลอื จากโรงงาน การระบายนา้ํ เสยี นั้น เปนเรอื่ งทสี่ ําคญั มาก เพราะน้าํ เสียยอมจะทําใหเกิดผลเสยี ไดสองแง คือ 1) ความสะอาดและความปลอดภยั ในการประกอบกิจ เพราะถาสิ่งแวดลอ มสกปรกยอมจะเกิด การเจือปนขนึ้ ไดง า ย 2) ความปลอดภยั สําหรับผอู ยใู กลเ คียง การระบายนา้ํ และมีเศษอาหารอยยู อ มเปน ท่รี บกวนแก ผอู าศยั ใกลเคยี งได โดยเฉพาะการปลอยของเสยี ลงในนํ้ายอมกอ ใหเกดิ ความลําบาก และยงุ ยากตอผูอยู ปลายทาง เรื่องที่ 2 การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น การใหความเย็น (Refrigeration) หมายถงึ กรรมวิธีการกาํ จัดความรอนออกจากส่ิงของหรือพ้นื ท่ี ท่ตี อ งการทาํ ใหเ ย็นหรือตองการใหมอี ณุ หภมู ิลดลง ซง่ึ การทําใหเ ยน็ ลงนี้ แบงออกเปน 2 ลกั ษณะ คอื การแชเ ย็น (Chilling) หมายถึงการทาํ ใหอุณหภูมิของสิ่งของน้ันลดลง แตอ ยูเหนือจุดเยือกแขง็ ของส่งิ น้นั โดยของสง่ิ นั้นยงั คงสภาพเดมิ อยู เชน การแชเยน็ อาหารจะเปนการลดอณุ หภูมิของอาหารต่าํ ลง แมท่ี -1o C แตตอ งไมทาํ ใหน ้ําหรอื องคป ระกอบในอาหารน้ันแปรสภาพหรือแขง็ เปนน้าํ แขง็ การแชแ ข็ง (Freezing) หมายถงึ การทําใหอณุ หภมู ขิ องส่งิ ของนน้ั ลดตาํ่ ลงกวาจดุ เยอื กแข็งของ ส่ิงน้นั (-1 ถงึ -40o C) การแชแ ข็งจะทาํ ใหเ กดิ การเปลี่ยนสภาพขององคป ระกอบในสิ่งของ เชน ในกรณีที่ เปนอาหาร ความเย็นจดั จะทําใหนา้ํ ในเนื้อเยื่อของอาหารแปรสภาพเปนนํ้าแข็ง ทําใหจุลินทรยี ไมอาจ นําไปใชไ ด แตค วามเยน็ จัดไมไ ดทาํ ลายจลุ ินทรยี ใ หตาย จดุ เยือกแข็ง (Freezing point) คือ อณุ หภูมิที่เกิดภาวะสมดุลระหวา งของแข็งกับของเหลว ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ หรอื อุณหภูมิทีข่ องเหลวเปลย่ี นสถานะเปนของแข็ง ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ
129 การถนอมอาหารดว ยความเยน็ มหี ลายวธิ ี 1) การใชน ํ้าแขง็ ความเยน็ ของน้าํ แขง็ ที่ใชใ นการแชอาหารจะลดอณุ หภูมขิ องอาหารไดเร็ว และ ถามปี ริมาณนํา้ แข็งเพียงพอก็จะทาํ ใหอ าหารน้ันเยน็ ลงจนมอี ณุ หภมู ิใกลเคยี งกบั 0o C 2) การใชสารผสมแชแ ข็ง การใชนาํ้ แขง็ ผสมเกลอื แกงหรือเกลอื อนินทรียอ่ืน ๆ จะทาํ ใหไ ด สารผสมทม่ี อี ุณหภมู ิตาํ่ กวา 0o C 3) การใชนาํ้ แข็งแหง นาํ้ แข็งแหง คือ คารบ อนไดออกไซดท เ่ี ย็นจนแข็ง มีอุณหภมู ิ ประมาณ 80o C ใชในการเกบ็ รักษาอาหารท่ผี า นการแชแ ขง็ มาแลว เหมาะสําหรับการขนสงในระยะเวลา 2-3 วนั 4) การใชไนโตรเจนเหลว ไนโตรเจนเหลวท่คี วามดันปกติจะระเหยกลายเปน ไอท่ี อุณหภูมิ 196o C ณ อณุ หภูมิน้ีเปนอุณหภูมติ ่าํ สดุ ท่ีสามารถทาํ ใหอ าหารเย็นลงไดอ ยางรวดเร็ว และ เนื่องจากไนโตรเจนเปนแกส เฉ่อื ย ไมเปน อันตรายกับอาหารและผบู ริโภค 5) การใชเครอ่ื งทําความเยน็ เครื่องทําความเยน็ ทีใ่ ชกนั โดยทว่ั ไป โดยเฉพาะตามบานเรอื น คอื ตูเ ย็น เรือ่ งท่ี 3 การถนอมอาหารโดยการทาํ แหง หลักการในการทาํ แหง มหี ลายวิธี คอื 1) ใชก ระแสลมรอนสัมผสั กบั อาหาร เชน ตูอบแสงอาทติ ย ตอู บลมรอน (Hot air dryer) เปน ตน 2) พน อาหารทเี่ ปนของเหลวไปในลมรอน เคร่อื งมือที่ใชคือ เครอ่ื งอบแหงแบบพน ฝอย (Spray dryer)
130 3) ใหอ าหารขน สมั ผสั ผิวหนาของลูกกล้ิงรอ น เคร่ืองมอื ทใ่ี ชคือ เคร่ืองอบแหงแบบลกู กล้งิ (Drum dryer หรือ Roller dryer) 4) กําจัดความชน้ื ในอาหารในสภาพท่ีทาํ นํ้าใหเปน น้ําแข็งแลว กลายเปนไอในหองสญุ ญากาศ ซึ่งเปนการทาํ ใหอ าหารแหง แบบเยือกแขง็ โดยเคร่อื งอบแหงแบบเยอื กแขง็ (Freeze dryer) 5) ลดความช้นื ในอาหารโดยใชไ มโครเวฟ (Microwave) หลักในการทําอาหารใหแหง คือ จะตองไลน ํ้าหรือความชนื้ ท่ีมีอยูในผลิตผลการเกษตรออกไป แตจะยงั มคี วามชืน้ เหลอื อยูในผลิตภัณฑมากนอยแลวแตชนดิ ของอาหาร การถายเทความรอ น จะเกดิ ตรงจดุ ท่มี ีความแตกตางของอุณหภูมิ คอื อณุ หภูมิของเคร่ืองมือที่ใช ในการอบ และอาหารท่ีตองการทาํ ใหแ หง การถายเทความรอ นมี 3 แบบ คอื 1) การนําความรอน เปน การถายเทความรอนจากโมเลกลุ หนึ่งไปยงั อกี โมเลกุลหน่งึ ท่ีอยขู างเคียง ซ่งึ จะเกิดกบั อาหารทีม่ ีลกั ษณะเปน ของแข็ง 2) การพาความรอ น จะเกดิ กบั อาหารทเ่ี ปนของเหลว โดยกระแสความรอ นจะถกู พาผา นชองวางที่ เปน อากาศหรือแกส จากของเหลวชนิดหนง่ึ ไปยังของเหลวอกี ชนดิ หน่ึง 3) การแผร ังสี เปน การถา ยเทความรอ นโดยการแผรงั สคี วามรอ นไปยงั อาหารซึง่ จะเกิดขึน้ ในกรณี อบอาหารในสุญญากาศ และการอบแหงแบบเยือกแขง็ ในทางปฏบิ ตั ิ การถายเทความรอนในการอบแหง อาจเกิดขึ้นพรอมกนั ทัง้ 2 หรือ 3 แบบกไ็ ด ท้งั น้ี ขึ้นอยูกับลกั ษณะของอาหารที่นาํ ไปอบแหง การเคลื่อนทขี่ องน้าํ ในอาหาร นาํ้ หรอื ความชน้ื จะเคล่อื นทม่ี าที่ผวิ หนาของอาหารเมอื่ ไดรับความ รอ นในระหวางการอบ เคร่ืองอบแหง เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ นการอบอาหารจํานวนมากในคราวเดยี วกันใหแหงนน้ั มหี ลายแบบ แตละแบบกม็ ี หลายขนาด 1) ตูอบหรือโรงอบท่ีใชความรอนจากแสงอาทิตย โดยมีหลักการทํางานคือ ตูหรือโรงอบ ประกอบดวยแผงรับแสงอาทติ ย ซ่งึ ทําดว ยวัสดใุ ส เม่ือแสงอาทติ ยซง่ึ สวนใหญเ ปน รังสคี ลืน่ ส้ัน ตกลงบน แผงรับแสงน้ีแลว จะทะลผุ า นไปยังวัสดุสดี าํ ภายในตแู ละเปล่ยี นเปนรังสคี วามรอ น ซึ่งความรอนน้ีจะไป กระทบกับอาหารทาํ ใหนํ้าในอาหารระเหยออกมา และผานออกไปทางชองระบายอากาศของตูอบ หรือ โรงอบ มผี ลทาํ ใหอาหารแหง ในระหวา งการอบควรกลับผลิตภัณฑน ้นั วันละ 1-2 ครง้ั เพอื่ ใหผ ิวหนา ของ ผลติ ภณั ฑท ุกสว นไดสัมผสั กับความรอ น ทําใหแ หง เร็วและสมา่ํ เสมอ สวนมากตูอบแสงอาทิตยน ้ีจะใชกบั พวกผกั ผลไม และธญั พชื ขอดสี าํ หรบั การใชต อู บทใ่ี ชค วามรอนจากแสงอาทิตย คือ (1) ไดผลิตภณั ฑส ีสวย และสมํ่าเสมอ (2) สะอาดเพราะสามารถควบคมุ ไมใ หฝุนละอองหรือแมลงเขาไปได
131 (3) ใชเวลานอยกวาการตากแดดตามธรรมชาติทําใหประหยัดเวลาในการตากได ประมาณหนงึ่ ในสาม (4) ประหยดั พน้ื ท่ใี นการตาก เพราะในตอู บสามารถวางถาดท่ีจะใสผลผลิตไดหลายถาด หรอื หลายช้ัน (5) ประหยัดแรงงาน เพราะไมตองเก็บอาหารท่ีกําลังตากเขาท่ีรมในตอนเย็นและ เอาออกตากในตอนเชา เหมอื นสมยั กอน ซง่ึ มีผลทําใหตน ทนุ ในการผลติ อาหารแหงลดลง เครือ่ งอบแหง แบบลูกกล้ิง เคร่ืองอบแหงดว ยลมรอนแบบตหู รือถาด 2) เครอื่ งอบแหงท่ใี ชความรอนจากแหลง อื่น ความรอ นทใี่ ชกับเครอ่ื งอบประเภทน้ีสวนมากจะได จากกระแสไฟฟา หรือแกส สวนมากใชในระดับอุตสาหกรรมซึง่ มหี ลายแบบหลายขนาด โดยใชหลักการ ท่แี ตกตางกันแลว แตป ระโยชนของการใชสอย เชน (1) เครอ่ื งอบแหง ดว ยลมรอ นแบบตหู รอื ถาด ตูอบบุดวยวัสดุที่เปนฉนวนมถี าดสําหรับ วางอาหารท่จี ะอบ เครือ่ งมือชนดิ นจ้ี ะใชอ บอาหารท่ีมีปรมิ าณนอย หรือสาํ หรับงานทดลอง (2) เครื่องอบแหง ดว ยลมรอ นแบบตอเนื่อง มีลกั ษณะคลายอุโมงค นําอาหารที่ตองการ อบแหงวางบนสายพานที่เคลื่อนผานลมรอ นในอโุ มงค เม่ืออาหารเคลื่อนออกจากอุโมงคก็จะแหงพอดี ตัวอยา งอาหาร เชน ผัก หรอื ผลไมอ บแหง เปน ตน (3) เครื่องอบแหงแบบพนฝอย การทาํ งานของเคร่อื งอบแบบนี้ คือ ตองฉีดของเหลวที่ ตอ งการทาํ ใหแหง พน เปน ละอองเขา ไปในตูท่ีมลี มรอนผา นเขา มา เชน กาแฟผงสําเร็จรูป ไขผ ง น้าํ ผลไม ผง ซบุ ผง เปน ตน (4) เคร่ืองอบแหงแบบลูกกลิ้งเคร่ืองทําแหงแบบนี้ใหความรอนแบบนําความรอน ซง่ึ ประกอบดวยลูกกลิ้งทําดวยเหล็กปลอดสนิม อาหารท่ีจะทําแหงตองมีลักษณะขนและปอนเขาเครื่อง ตรงผวิ นอกของลูกกลงิ้ เปนแผน ฟล มบาง ๆ ความรอ นจะถายเทจากลกู กลิง้ ไปยังอาหาร (5) เครื่องอบแหง แบบเยอื กแขง็ ประกอบดวยเคร่ืองทท่ี ําใหอาหารเย็นจดั (freezer) แผน ใหค วามรอ นและตูสุญญากาศ หลักการในการทาํ แหงแบบนี้ คือ การไลน้ําจากอาหารออกไปในสภาพ
132 สุญญากาศ การถายเทความรอ นเปนแบบการนาํ ความรอน ตัวอยา งผลิตภณั ฑที่ประสบความสําเร็จมาก ทส่ี ุด คอื กาแฟผงสาํ เรจ็ รปู (6) ตูอบแหงแบบท่ีใชไมโครเวฟ ขณะนี้ไดมีการใชไมโครเวฟคลื่นความถี่ 13x106 ไซเกิล เพื่อลดความช้นื ของผัก เชน กะหลา่ํ ปลแี ละผลติ ภัณฑท ี่ไดจ ะมีคุณภาพดี สีสวย ตัวอยางผลิตภณั ฑ ทใี่ ชตูอบแหงแบบไมโครเวฟรวมกับการใชสญุ ญากาศ คือ ผลติ ภณั ฑน้ําสมผง ซ่ึงยังคงคุณภาพของ สี กลน่ิ และรสของสม ไว เรือ่ งที่ 4 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง ปจ จุบนั ความกา วหนาทางเทคโนโลยีในดานจุลชีววทิ ยามมี ากข้ึน สามารถใชกระบวนการหมัก เพือ่ ผลิตผลิตภณั ฑใ หม ๆ ไดมากขน้ึ และมกี ารใชจุลินทรยี บริสุทธ์ิและสายพันธุที่มปี ระสิทธิภาพให ผลผลิตสูงสุด ซีอ้วิ และเตาเจย้ี ว ผลิตภัณฑทั้ง 2 ชนิดน้ี มักจะผลิตพรอมกัน เนอ่ื งจากใชว ัตถุดบิ อยาง เดยี วกนั ในปจ จบุ นั มกี ารใชสปอรเชอื้ รา แอสเพอรจ ลิ ลัส ฟลาวสั โคลัมนาริส เพื่อผลิตซีอิว้ ทําใหไดซีอ้ิว ที่มีคณุ ภาพสมํา่ เสมอตลอดป ซ่ึงเดิมเคยมีปญ หาเร่ืองการปนเปอนจากเช้ือราชนดิ อน่ื ๆ ในฤดูฝน ทําใหได ซีอิว้ ท่ีมคี ณุ ภาพไมดเี ทา ทคี่ วร และท่สี าํ คญั ย่งิ คือ สปอรเชอ้ื ราที่ใชต อ งไมสรางสารอฟลาทอกซิน ซง่ึ เปน สารกอมะเรง็ เรื่องท่ี 5 การถนอมอาหารโดยใชร ังสี รงั สี หมายถึง คลื่นแสงหรือคลายกับแสง ซ่ึงมีความยาวคลื่นท้ังส้ันและยาว การแผรงั สีของ สารกัมมันตภาพมลี กั ษณะคลา ยสายนํา้ ของอนภุ าค หรือคลน่ื ซ่งึ มาจากหนวยเล็กทีส่ ุดของสสารคือปรมาณู ธาตุชนดิ หน่ึงประกอบดวยปรมาณชู นดิ ตา ง ๆ ซ่ึงมลี ักษณะทางเคมเี หมอื นกันแตม ีน้ําหนักตางกนั ปรมาณู ชนิดตา ง ๆ ของธาตุเดยี วกันแตมีน้ําหนกั แตกตา งกนั นีเ้ รียกวา ไอโซโทป รังสีทใี่ ชใ นการถนอมอาหารน้ัน อาจใชรังสใี ดรังสหี นงึ่ ดงั นี้ 1) รังสีแกมมา เปนรังสีท่ีนิยมใชมากในการถนอมอาหาร สารท่ีเปนตนกําเนิดรังสีนี้ คือ โคบอล-60 หรือซีเซียม-137 2) รงั สเี อกซ ไดจ ากเครือ่ งผลิตรังสเี อกซท ่ที ํางานดวยระดับพลังงานที่ตา่ํ กวา หรือ เทากับ 5 ลา น อิเล็กตรอนโวลต 3) รังสีอิเล็กตรอน ไดจากเครื่องผลติ รงั สีอิเล็กตรอนท่ีทํางานดวยระดบั พลังงานท่ีต่ํากวาหรือ เทา กบั 10 ลา น อเิ ล็กตรอนโวลต 5.1 หลกั การถนอมอาหารดว ยรงั สี รงั สีทฉี่ ายลงไปในอาหารจะไปทําลายหรือยับย้ังการเจริญเติบโตของจุลนิ ทรยี หรือทําใหการ เปล่ยี นแปลงทางเคมลี ดลง ซึง่ มผี ลทาํ ใหการเก็บรักษาอาหารนั้นมีอายุยืนนานโดยไมเนาเสีย ท้งั นี้ขึน้ อยู กับชนิดของอาหารและปรมิ าณรังสีที่อาหารไดรับและวัตถปุ ระสงคในการฉายรังสี ซง่ึ พอจะสรุปไดด ังน้ี
133 1) ควบคุมการงอกของพืชผักในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีที่ฉายบนอาหาร ประมาณ 0.05-0.12 กิโลเกรย ซ่ึงกระทรวงสาธารณสขุ อนุญาตใหอาหารนัน้ มีปรมิ าณรังสเี ฉล่ยี สูงสุดได ถงึ 0.15 กโิ ลเกรย เชน กระเทยี ม หอมใหญ มนั ฝรั่ง เปนตน ซ่ึงสามารถควบคมุ การงอกและลดการสูญเสีย น้ําหนกั ในระหวา งการเก็บในหองเยน็ ไดนานกวา 6 เดอื น 2) การควบคมุ การแพรพันธุของแมลงในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีท่ีฉายบน อาหารประเภทนป้ี ระมาณ 0.2-0.7 กิโลเกรย และกระทรวงสาธารณสุขอนญุ าตใหอ าหารนัน้ มปี รมิ าณรังสี เฉลย่ี สงู สุดได 1 กิโลเกรย เชน ขาว ถวั่ เครอ่ื งเทศ ปลาแหง เปนตน ซึ่งรังสจี ะทาํ ลายไขแมลงและควบคุม การแพรพนั ธขุ องแมลงและตวั หนอนในระหวางการเก็บรักษา หรอื ระหวางรอการจาํ หนา ย 3) ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด การฉายรงั สีอาหารทะเลและเนือ้ สตั วด ว ยรงั สีประมาณ 1-3 กิโลเกรย จะชว ยลดปรมิ าณแบคทีเรียลงไดมาก ทําใหส ามารถเกบ็ รักษาไดน านข้ึน แตท งั้ นี้ตอ งบรรจุ ในภาชนะและเก็บในหองเย็น สวนผลไม เชน มะมวง กลวย ถาฉายรังสดี ว ยปริมาณ 0.3-1 กิโลเกรย จะชะลอการสุกและควบคุมการแพรพ นั ธุของแมลงในระหวางการเก็บรกั ษา ทาํ ใหอายุการเก็บนานข้ึน สว นสตรอเบอร่ี ถาฉายรังสีดว ยประมาณ 3 กโิ ลเกรย จะชวยทําลายจุลินทรียท ่เี ปน สาเหตุทําใหเ นาเสียลง บางสวน ทําใหย ืดอายุการเกบ็ รกั ษาหรอื ในระหวางการจาํ หนายและการฉายรังสี ประมาณ 1-2 กิโลเกรย จะสามารถชะลอการบานของเห็ด ทาํ ใหการจาํ หนา ยมรี ะยะนานขึ้น 4) ทําลายเชอ้ื โรคและพยาธใิ นอาหาร ผลิตภัณฑที่ทําจากเนื้อสัตวอาจมพี ยาธิหรือเชื้อ โรคติดอยูได เชน พยาธใิ บไมตับที่มีในปลาดิบ สามารถทาํ ลายไดดวยรังสีต่ําประมาณ 0.15 กิโลเกรย แหนมซ่ึงเปนผลติ ภัณฑจ ากหมทู ่ีคนไทยนิยมรบั ประทานดิบ ๆ ถาฉายรังสีในประมาณ 2-3 กิโลเกรย จะ เพียงพอที่จะทําลายเชอ้ื ซาลโมเนลลา ซึง่ เปนสาเหตุทาํ ใหเกิดทองรว งและทําลายพยาธิท่อี าจจะติดมากบั เนือ้ หมกู อนทําแหนมกไ็ ด 5.2 กระบวนการฉายรังสี ในประเทศไทยการฉายรงั สอี าหาร ควบคุม และดาํ เนินการโดย สํานักงานพลังงานปรมาณูเพื่อ สนั ติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยแี ละการพลังงาน สว นมาตรฐานเกยี่ วกบั ปรมิ าณของรังสีทใ่ี ชและ ความปลอดภยั ตองเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสขุ อาหารที่จะผานกระบวนการฉายรังสีมี ทง้ั ผลผลติ การเกษตรหลังการเกบ็ เก่ียว และผลิตภัณฑอาหารสาํ เรจ็ รูปและกงึ่ สาํ เรจ็ รูป ดังนั้น การบรรจุ หีบหออาจมคี วามจาํ เปนตามชนิดของผลิตภัณฑ เชน แหนม หมูยอ ซึ่งหอหมุ ดวยใบตอง สวนหอมใหญ มนั ฝร่งั ไมมสี ิง่ หอ หมุ เปน ตน ในการฉายรงั สีผลิตผลเหลาน้ตี องบรรจใุ นภาชนะหรอื หบี หอที่เหมาะสม นําไปผานพลังงานคลื่นไฟฟาในรูปของรังสี ซ่ึงอยูในตึกแยกหางจากตึกกําเนิดรังสีและไดรับการ ออกแบบใหมนั่ คงแขง็ แรงไดมาตรฐานดา นความปลอดภัย เปนหลักประกันวาจะไมเปนอันตรายหรือ กอ ใหเกิดปญ หาสิง่ แวดลอ มตอชุมชนได
134 5.3 ปรมิ าณรังสที ่ใี ชในการถนอมอาหาร หนวยของรงั สเี รยี กวา เกรย อาหารใดก็ตามเมอ่ื ผา นการฉายรังสีแลว รงั สไี ดค ายหรอื ถายพลงั งาน ใหเทากับ 1 จูล ตออาหารจํานวน 1 กิโลกรมั เรยี กวา 1 เกรย หนวยของรงั สวี ดั เปน แรด ซึ่ง 100 แรดเทา กับ 1 เกรย และ 1,000 เกรยเทากับ 1 กิโลเกรย องคการอนามัยโลก และทบวงการพลังงานปรมาณูระหวา ง ประเทศ ไดสรปุ วา การฉายรงั สีอาหารใดก็ตามดวยระดบั รงั สี ไมเกนิ 10 กโิ ลเกรย จะมคี วามปลอดภัยใน การบริโภค และไมทาํ ใหคุณคาทางโภชนาการเปลี่ยนแปลงไป แตอ ยางไรกต็ ามปริมาณของรังสีทอ่ี าหาร ไดร ับตองเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแตกตางกันตามชนิดของอาหารและตาม วตั ถปุ ระสงควา ดวยการถนอมอาหารในระดับตาง ๆ 5.4 การแสดงฉลาก อาหารอาบรังสีตองมฉี ลากแสดงขอ ความเพือ่ ใหผ บู รโิ ภคไดร ับทราบขอมูล ซง่ึ เปนประโยชนใ น การเลอื กซอ้ื อาหารมาบรโิ ภค โดยในฉลากจะตอ งระบรุ ายละเอยี ดดังตอ ไปน้ี 1) ชื่อและทต่ี ง้ั ของสํานกั งานใหญข องผผู ลติ และผูฉายรงั สี 2) วัตถปุ ระสงคใ นการฉายรงั สี โดยแสดงขอ ความวา \"อาหารท่ไี ดผานการฉายรงั สีเพือ่ ........แลว \" (ความทีเ่ วน ไวใหระบุวัตถุประสงคข องการฉายรังส)ี 3) วนั เดือนและปที่ทําการฉายรังสี 4) แสดงเคร่อื งหมายวาอาหารนน้ั ๆ ไดผ านการฉายรงั สีแลว อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีผูขายปรุงไวเรียบรอยแลว ผูซ้ือสามารถนําไปอุนหรือ รับประทานไดท นั ที อาหารสาํ เรจ็ รปู นี้รวมถึงอาหารท่ผี ูบ ริโภคส่ังใหป ระกอบหรือปรุงใหม การเลือกซื้อ ควรสงั เกตสถานทขี่ ายสะอาด ภาชนะใสอาหารมีสง่ิ ปกปด กนั แมลงและฝุนละออง ผขู ายแตงกายสะอาด ถกู หลกั สขุ าภบิ าลอาหาร อาหารสาํ เร็จรูปท่ีพรอมบริโภคทันที หมายถงึ อาหารท่ีผลติ เรียบรอยพรอมบริโภคท่ีบรรจุใน ภาชนะพรอมจําหนา ยไดทันที เชน น้าํ พริกสาํ เรจ็ รูป (นาํ้ พรกิ เผา นา้ํ พรกิ สวรรค น้ําพริกตาแดง แจวบอง) ขนมตาง ๆ (ขนมรังแตน ขาวแตน กระยาสารท ทองมวน ทองตัน ทองพับ กรอบเค็ม กระหรี่ปป ขา วเกรยี บทที่ อดแลว ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมปงกรอบ คกุ กี้ เอแคร ขนมอบกรอบ ขนมขบ เค้ยี ว) พชื ผกั และผลไมแ ปรรปู (กลว ยตาก กลวยฉาบ กลว ยอบเนย กลวยกวน สับปะรดกวน มะมวงดอง ฝรง่ั ดอง มะยมหยี มะมวงหยี ฝรั่งหยี มะดนั แชอิ่ม มะมวงแชอ่ิม) ผลิตภัณฑจ ากสัตว (ไขเ ค็มตม สุก หมู หยอง หมทู บุ หมแู ผน หมูสวรรค ปลาแผน หมแู ผน เนอ้ื สวรรค ฯลฯ) อาหารพรอมปรุง หมายถึง อาหารท่ีผูขายจัดเตรียมวัตถดุ ิบ พรอมเคร่ืองปรุงไวเปนชดุ ผูบริโภค สามารถซอ้ื แลวนาํ ไปประกอบเองท่ีบาน ควรสงั เกตวัน เดอื น ป ทผ่ี ลิตหรอื วนั หมดอายุเพราะลกั ษณะของ อาหารยงั ไมไ ดผ านความรอ น มโี อกาสบดู เสียหรือเสอื่ มคณุ ภาพไดมากทส่ี ดุ
135 เรือ่ งท่ี 6 อาชีพจาํ หนายอาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสุขาภิบาล อาชพี จาํ หนา ยอาหารสาํ เรจ็ รปู คือ กระบวนการเคล่ือนยายผลติ ภัณฑจากผูผลิตอาหารสําเรจ็ รูป ไปยังผูบ รโิ ภค โดยคํานงึ หลกั สขุ าภิบาล ตั้งแตข้ันตอนการผลิต การบรรจุหีบหอ บรรจุภัณฑ การขนสง และการจดั เกบ็ เพ่ือรอจาํ หนาย กระทั่งผลิตภณั ฑถ งึ ผูบรโิ ภค ดงั รูป กระบวนการผลติ การขนสง และ ผบู รโิ ภค และบรรจภุ ณั ฑ เก็บรกั ษา ชองทางการจัดจําหนาย ประกอบดวย ผูผลิต คนกลาง และผูบ ริโภค ซ่ึงอาจจะใชช องทางตรง จากผผู ลติ ไปยังผบู รโิ ภค และใชช องทางออ ม จากผผู ลิต ผา นคนกลาง ไปยังผบู รโิ ภค ดงั รปู ผูผลิต ผูบ ริโภค ผผู ลติ คนกลาง ผบู รโิ ภค ตลาดผลติ ภัณฑอ าหารสาํ เรจ็ รูป 1. ตลาดภายในประเทศ 2. ตลาดระหวา งประเทศระดับอาเซยี น 3. ตลาดระหวางประเทศระดับภมู ภิ าคอื่นทัว่ โลก สว นประสมทางการตลาดสาํ หรับผลิตภณั ฑอ าหารสําเร็จรูป หมายถึง การดาํ เนนิ งานเกีย่ วกับ การผลิต การจาํ หนา ย การกําหนดราคา และการสง เสรมิ การขายไดสัดสว นกนั เหมาะสมกับความตองการ ของลกู คา สภาพการแขง ขัน และสอดคลอ งกบั ความตอ งการของสังคม (หรอื เรียกวา 4Ps)
136 1. Product หมายถึง ผลติ ภณั ฑอ าหารสาํ เร็จรปู ถูกหลกั สขุ าภิบาลและตรงตามความตองการของ ลกู คา 2. Price หมายถึง ราคามคี วามเหมาะสม ลกู คา พึงพอใจและยอมรบั 3. Place หมายถึง การจัดจาํ หนา ยโดยพจิ ารณาชองทางการจาํ หนาย หรอื ขายผานคนกลาง หรือ พิจารณาการขนสง วา มบี ทบาทในการแจกตัวอยา งสินคา ไดอ ยา งไร หรอื ขนั้ ตอนการเกบ็ รักษาเพ่อื รอ จําหนาย ท้งั นี้ตองคาํ นึงถงึ หลักสุขาภิบาล 4. Promotion หมายถึง การสงเสริมการตลาด การใชสือ่ ตาง ๆ ใหเหมาะสมกับตลาดเปา หมาย หรือการสื่อสารใหล กู คาไดทราบสถานทีจ่ ดั จําหนา ยสนิ คา ราคา ซงึ่ ประกอบดว ยกระบวนการ คือ การขายโดยใชพนกั งานขาย การสงเสรมิ การขายดวยวิธกี ารแจกของตัวอยาง แจกคูปอง ของแถม การใช แสตมปเ พอื่ แลกสนิ คา ตลอดจนการใหรางวัลตา ง ๆ และการประชาสัมพนั ธ รูปแบบการขาย 1. การขายสง หมายถึง การขายสินคา ใหก บั ผซู ้ือ โดยการขายแตละคร้ังจะมปี ริมาณ จํานวนมาก เพ่ือใหราคาสนิ คา มีราคาถูกมากพอที่จะนาํ ไปขายตอ ได 2. การขายปลกี หมายถึง การขายสินคาและบริการแกล ูกคาท่ีซอ้ื สินคา และบรกิ ารไปใชสนอง ความตองการของตนเองโดยตรง มใิ ชเ พอ่ื ธรุ กิจการขายตอ 3. การขายตรง หมายถึง การทําตลาดสินคาหรือบริการในลักษณะของการนําเสนอขายตอ ผบู ริโภคโดยตรง ณ ที่อยูอาศัยหรือสถานที่ทํางานของผูบรโิ ภคหรือของผูอ่ืน หรือสถานท่ีอื่นท่ีมิใช สถานทีป่ ระกอบการคาเปนปกติธุระ โดยผา นตัวแทนขายตรงหรอื ผจู าํ หนายอิสระชนั้ เดยี วหรอื หลายชน้ั การเลือกทําเลสําหรบั การประกอบอาชีพ สิ่งแรกท่ีตองทํากอนคือ การหาทําเลที่ดี เหมาะสมกับ ธุรกจิ โดยจะตอ งคาํ นึงถงึ แหลงประกอบการหรอื ผูผลติ ปรมิ าณลูกคา และการคมนาคมที่สะดวก เรอ่ื งที่ 7 การจดั ตกแตงรา นและการจดั วางสินคา อาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสขุ าภบิ าล การจัดตกแตง รา นคา มคี วามสําคญั ตองคํานงึ ถงึ สง่ิ ตอไปน้ี 1. แสงสวางภายในราน แสงสวางธรรมชาตมิ ักไมเพียงพอและแสงแดดมักทาํ ความเสียหาย ใหแกส ินคา การใชแสงไฟฟา แมจะมคี าใชจา ยสูงแตก จ็ ูงใจลกู คาใหเขา มาซอื้ สินคาไดม ากกวารานท่ี ดูมวั่ ซวั่ ในรา นควรเลือกใชแ สงจากหลอดฟลอู อเรสเซนต กอนตดั สินใจเรื่องแสงสวา งควรรวู า คาไฟฟา จะเปนสักเทา ใด และตอ งใชจํานวนกด่ี วงถงึ จะคมุ คากับการขายสินคา ดวย 2. การตกแตงสีภายนอกและภายในรา น นอกจากการทาสีรานคาใหสดใสสวาง สวยงามแลว สีของหบี หอ และตัวสินคากส็ ามารถนํามาตกแตงใหรานคาดูดีข้ึนจะตอ งใหผ ูคนเห็นสินคา ชัดเจนและ สวยงาม
137 3. การจัดวางสินคาบริเวณทางเขาราน ใกล ๆ ทางเขา ราน เปนท่ีเหมาะสําหรบั จดั วางสินคาท่ี ตองการเสนอขายเปนพเิ ศษ เพราะเปน ทท่ี ่ีลกู คาทุกคนตองเดนิ ผานเขาออก จึงตอ งจัดสนิ คา ไวบรเิ วณนใ้ี ห เตะตาจรงิ ๆ โดยเฉพาะบริเวณโตะ ชําระเงนิ ที่ลกู คาเขา แถวรอท่ีจะชําระเงนิ ควรหาของเลก็ ๆ นอย ๆ ทล่ี ูกคา อาจลมื ซอ้ื มาจัดวางไว 4. การจัดหมวดหมูของสินคา สินคาที่มีลกั ษณะคลายคลงึ กัน หรือใชรวมกันจะตองจัดวางไว ดวยกนั เชน นา้ํ ดื่ม เครอ่ื งดืม่ ประเภทนาํ้ อดั ลม ประเภทขนมปงสดและเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว เปนตน 5. การตดิ ปายบอกประเภทของสินคา เพ่ือใหรูวา สนิ คา อยทู ี่ใด เปน การติดปา ยบอกชนดิ ของ สินคาตามท่จี ัดไว เปน หมวดหมแู ลวเพื่อสะดวกในการคนหาสนิ คาตามท่ีลูกคาตองการ อาจจะตดิ ไวตาม ผนังหอง และก่ึงกลางเหนือชั้นวางของ สินคาใดวาง ณ จุดใด ควรวางอยูเปนประจํา และไมควร เปล่ยี นแปลงทวี่ างสินคาบอยเกินไป เพราะจะทาํ ใหล กู คา ตองเสียเวลาคนหาในครั้งตอไปท่ีแวะเขามาซอ้ื สนิ คา ท่ีรา น 6. การติดปา ยราคาสนิ คา ปจ จบุ นั ลกู คาสวนใหญมกั สนใจในรายละเอยี ดของสินคาเพ่ิมมากข้ึน ทง้ั รูปแบบของบรรจุภัณฑ ช่ือสนิ คา คําแนะนําการใชผลิตภัณฑนน้ั ๆ วนั ผลติ และวันหมดอายุ ดงั น้ัน จะตองติดปา ยบอกราคาเพ่ิมใหก บั ตวั สนิ คา ซึง่ เปน ส่งิ สําคญั ทส่ี ุดลงไปดวย คอื ตอ งติดราคาบอกไวบนตัว สนิ คาทกุ ช้ินให ชดั เจนพอทล่ี ูกคาและพนักงานเก็บเงินจะอานได หรือ สินคาบางประเภทท่ีขายกันเปน จํานวนมาก อาจจะตดิ ราคาในรปู ของแผนปา ยหรือโปสเตอร จะเปน การชวยประหยัดแรงงานและเวลาได หากเปนสนิ คา ชนิดเดยี วกันแตตางยี่หอกัน อาจจะติดราคาไวที่ชัน้ วางสินคาจะชวยใหลูกคาเห็นและ เปรียบเทียบราคากันได ถึงแมวาจะตองใชเวลาและแรงงานในการติดราคากันใหม เมื่อสินคามีราคา เปล่ียนแปลงใหม แตก็เปนการใหประโยชนและรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงความสะดวกกับลูกคา ทั้งยังเปนการสะดวกในการเรยี กเกบ็ เงนิ คา สนิ คาอกี ดวย
138 การจดั วางสนิ คา มคี วามสาํ คญั ตอการจงู ใจลกู คา ใหเ ลือกซื้อสินคา เพ่ือใหสะดวกและเกิดความ พึงพอใจควรคาํ นงึ ถึงสงิ่ ตอ ไปนี้ 1. ความพึงพอใจของลูกคา 2. จัดสนิ คาไวในบริเวณท่เี ราจะขาย 3. จัดสนิ คาไวในระดับสายตาใหม ากท่ีสุด 4. จดั สินคาดา นหนาบนช้ันใหเ ต็มอยเู สมอ 5. ชั้นปรบั ระดบั ไดตามขนาดของสินคา จะเปน การดี 6. การใชก ลองหนุนสินคา ใหด งู ดงามแมจ ะมีสนิ คาไมม ากนัก 7. ความเปน ระเบียบเรียบรอ ย สินคา บางชนิด มีหลายแบบ หลายขนาด ควรจัดใหเปนระเบียบ สะดวกในการเปรียบเทียบของลูกคา ดงั นั้น สินคา ท่ีเหมือน ๆ กันควรเอาไวดวยกัน และควรจัดตาม แนวนอนอยูในระดบั เดยี วกนั หรือจะจัดในแนวดิง่ ดวยก็ได 8. สนิ คามากอนตองขายกอ น เราตองขายสินคา เกา กอนสนิ คาใหมเ สมอ พยายามวางสินคามากอ น ไวแ ถวหนา เสมอ ควรทาํ สนิ คาที่มากอนใหด สู ดใสสะอาดเหมอื นสนิ คาใหม 9. ปองกนั หลกี เลีย่ งการร่วั ไหลของสินคา โดยการจัดวางผังทางเดนิ ภายในรา นใหล ูกคา เดนิ ไปมา ไดส ะดวก คอื หยบิ กง็ าย หายกร็ ู สนิ คา บบุ ชํารุด ใกลหมดอายุควรจัดเปนสินคาลดราคาพเิ ศษ ลางสตอ็ ก ดว ยการจัดแยกขายไวตา งหาก การจัดการและดแู ลคลังสินคา ตามหลักสขุ าภิบาล การจัดการคลังสินคา เปน การจดั การในการรับ การจดั เก็บ หมายถึง การจัดสงสินคาใหผูรับ เพ่ือกิจกรรมการขาย เปาหมายหลักในการบริหาร ดําเนินธุรกิจ ในสวนที่เกี่ยวของกับคลังสินคา ก็เพื่อใหเกดิ การดําเนนิ การเปนระบบใหค ุมกับการลงทนุ การควบคมุ คุณภาพของการเก็บ การหยิบสินคา การปอ งกัน ลดการสญู เสียจากการดาํ เนินงานเพอ่ื ใหต น ทุนการดําเนินงานตํ่าที่สุด และการใชประโยชน เต็มท่ีจากพน้ื ท่ี คณุ ลักษณะเพ่อื ความเปนเลิศในงานขาย การบรกิ ารทด่ี จี ะเกดิ ขึ้นจากตวั บุคคล โดยอาศยั ทักษะ ประสบการณ เทคนคิ ตาง ๆ ทจ่ี ะทําให ผูรบั บรกิ ารเกดิ ความพงึ พอใจ และอยากกลบั เขามาใชบ ริการอีก มีดังตอ ไปนี้ ท ตองมีจิตใจรักในงานดา นบริการ (Service Mind) ผใู หบริการตอ งมีความสมัครใจทมุ เทท้ัง แรงกายและแรงใจ มีความเสยี สละ ผทู ่ีจะปฏบิ ตั หิ นา ทไี่ ดตองมใี จรักและชอบในงานบรกิ าร ท ตองมคี วามรูในงานทใี่ หบรกิ าร (Knowledge) ผใู หบ ริการตอ งมคี วามรูในงานทตี่ นรับผดิ ชอบ ท่ีสามารถตอบขอซักถามจากผูรับบริการไดอยางถูกตองและแมนยํา ในเรื่องของสินคาท่ีนําเสนอ เพ่ือมิใหเ กดิ ความผดิ พลาด เสียหายและตองขวนขวายหาความรูจาก เทคโนโลยีใหม ๆ เพ่ิมขึน้ อยา ง สม่ําเสมอ
139 ท มีความชางสังเกต (Observe) ผทู ํางานบริการจะตองมีลักษณะเฉพาะตัวเปนคนมีความชาง สังเกต เพราะหากมกี ารรับรวู า บรกิ ารอยา งไรจึงจะเปน ท่พี อใจของผูร บั บริการกจ็ ะพยายามนํามา คิดสรางสรรค ใหเกิดบริการท่ีดีย่ิงขึ้น เกิดความพอใจและตอบสนองความตองการของลูกคาหรือ ผรู ับบริการได มากย่งิ ขนึ้ ท ตอ งมคี วามกระตอื รอื รน (Enthusiasm) พฤตกิ รรมความกระตือรือรน จะแสดงถึงความมจี ิตใจ ในการตอนรับ ใหช ว ยเหลือแสดงความหวงใย จะทําใหเ กดิ ภาพลักษณท ี่ดี ในการชวยเหลือผรู ับบรกิ าร ท ตอ งมกี ิรยิ าวาจาสุภาพ (Manner) กิริยาวาจาเปนสงิ่ ที่แสดงออกจากความคิด ความรูสกึ และ สงผลใหเกดิ บุคลกิ ภาพทีด่ ี ดังนน้ั เพ่ือใหลกู คา หรอื ผูรบั บริการมีความสบายใจท่ีจะติดตอ ขอรบั บริการ ท ตอ งมีความคดิ รเิ ริม่ สรางสรรค (Creative) ผใู หบรกิ ารควรมีความคิดใหม ๆ ไมควรยดึ ติดกับ ประสบการณหรือบริการที่ทําอยู เคยปฏิบัติมาอยางไรก็ทําไปอยางน้ันไมมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ใหบริการ จึงควรมีความคิดใหม ๆ ในการปฏริ ปู งานบริการใหด ีขึน้ ท ตอ งสามารถควบคมุ อารมณไ ด (Emotional control) งานบริการเปนงานที่ใหความชวยเหลือ จากผูอืน่ ตองพบปะผูค นมากมายหลายชนช้ัน มีการศึกษาทีต่ า งกัน ดังน้ัน กิรยิ ามารยาทจากผูรับบริการ จะแตกตา งกัน เมือ่ ผูร ับบริการไมไดด งั ใจ อาจจะถูกตําหนิ พูดจากาวรา ว กิรยิ ามารยาทไมด ี ซ่ึงผูใหบ ริการ ตอ งสามารถควบคุมสตอิ ารมณไดเปน อยา งดี ท ตองมีสติในการแกปญหาที่เกิดขึ้น (Calmness) ผูรับบริการสวนใหญจะติดตอขอความ ชวยเหลอื ตามปกติ แตบ างกรณลี กู คา ทีม่ ปี ญหาเรงดวน ผใู หบ รกิ ารจะตอ งสามารถวิเคราะหถึงสาเหตุและ คิดหาวธิ ใี นการแกไขปญ หาอยา งมสี ติ อาจจะเลอื กทางเลอื กทด่ี ีท่ีสดุ จากหลายทางเลือกในการใหบริการ แกล กู คา ท มที ัศนคตติ องานบริการดี (Attitude) การบรกิ ารเปน การชว ยเหลอื ผทู ํางานบรกิ ารเปน ผูให จึงตองมีความคิดความรูสึกตองานบริการในทางทชี่ อบ และเต็มใจท่ีจะใหบริการ ถาผูใดมีความคิด ความรสู ึกไมชอบงานบรกิ าร แมจ ะพอใจในการรบั บรกิ ารจากผูอื่น ก็ไมอ าจจะทาํ งานบรกิ ารใหเปนผลดี ได ถาบุคคลใดมีทัศนคตติ อ งานบริการดี ก็จะใหความสาํ คญั ตอ งานบริการ และปฏิบัติงานอยางเต็มท่ี เปนผลใหงานบริการมีคุณคาและนําไปสูความเปนเลิศ ท มีความรับผิดชอบตอลูกคาหรือผูรับบริการ (Responsibility) ในดา นงานทางการตลาด และ การขาย และงานบริการ การปลกู ฝง ทศั นคติใหเ ห็นความสาํ คญั ของลูกคา หรือผูร ับบริการดวยการยกยอง วา “ลูกคาคือบุคคลที่สําคัญที่สุด” และ “ลูกคาเปนฝายถูกเสมอ” ท้ังน้ีก็เพื่อใหผูใหบริการมีความ รบั ผิดชอบตอลูกคาอยางดีที่สดุ
140 เรอื่ งที่ 8 พฤติกรรมผูบ ริโภคกบั ชอ งทางการจําหนา ยอาหารสาํ เร็จรูป พฤติกรรมของผบู รโิ ภค (Consumer behavior) หมายถึง การแสดงออกรวมท้ังกระบวนการในการ ตดั สินใจของแตล ะบคุ คลท่เี กีย่ วของโดยตรงกับการใชส ินคา และบรกิ าร ประโยชนของการศกึ ษาพฤตกิ รรมผบู รโิ ภค 1. ชวยใหน ักการตลาดเขาใจถึงปจจัยท่ีมอี ทิ ธิพลตอการตดั สินใจซื้อสนิ คาของผบู รโิ ภค 2. ชวยใหผ ูเกีย่ วขอ งสามารถหาหนทางแกไ ขพฤตกิ รรมในการตัดสินใจซื้อสินคาของผบู ริโภคใน สงั คมไดถ กู ตองและสอดคลองกับความสามารถในการตอบสนองของธุรกจิ มากย่งิ ขึ้น 3. ชว ยใหก ารพฒั นาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑสามารถทําไดดีขึน้ 4. เพ่อื ประโยชนในการแบงสว นตลาด เพอ่ื การตอบสนองความตอ งการของผูบริโภค ใหตรงกบั ชนิดของสนิ คาท่ีตอ งการ 5. ชว ยในการปรบั ปรงุ กลยุทธการตลาดของธุรกจิ ตา ง ๆ เพอื่ ความไดเ ปรยี บคูแขง ขัน การประเมนิ ความพงึ พอใจของผบู ริโภค ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรูส ึกภายในจติ ใจของมนุษยซ ่งึ จะไมเหมอื นกนั ซ่ึงขน้ึ อยูกับแตละ บคุ คลวา จะคาดหมายกับสงิ่ หนึ่งสิ่งใด ถาคาดหวังหรือมีความตง้ั ใจมากเมือ่ ไดร บั การตอบสนองดว ยดี จะมี ความพึงพอใจมาก แตใ นทางตรงขา มอาจผดิ หวงั หรือไมพึงพอใจเปนอยางยิง่ เมอ่ื ไมไ ดรบั การตอบสนอง ตามทีค่ าดหวังไวหรอื ไดร ับนอ ยกวาท่คี าดหวงั ไว ทั้งน้ีขน้ึ อยูกบั ส่งิ ท่ีตั้งใจไวว าจะมีมากหรอื มีนอ ย ปจจยั สาํ คญั เพือ่ ประเมนิ คณุ ภาพของการบริการ 1. ความสะดวก หมายถึง ความสะดวกในการเขาพบหรือตดิ ตอ กับผใู หบรกิ าร ซึ่งครอบคลุม ทั้งเวลาที่เปดดําเนนิ การ สถานที่ต้ังและวิธีการท่ีจะสามารถอํานวยความสะดวกใหแกผูบริโภคในการ เขา พบหรอื ติดตอกับผูใหบริการ เชน สถานทีใ่ หบริการตัง้ อยใู นทที่ ส่ี ะดวกแกก ารไปติดตอ เปน ตน 2. การตดิ ตอสอ่ื สาร หมายถงึ การสื่อสารและใหขอ มูลแกลูกคาดวยภาษาทงี่ ายตอ การเขา ใจและ การรับฟงความคิดเห็น ตลอดจนขอเสนอแนะ หรือคาํ ติชมของลกู คา ในเร่อื งตาง ๆ ท่เี ก่ียวของกบั การ ใหบ ริการขององคก าร 3. ความสามารถ หมายถึง การท่ีผใู หบริการมีความรูความสามารถและทกั ษะที่จะปฏิบัติงาน บริการไดเปน อยางดี เชน ความรูและทกั ษะใหข อมูลผลติ ภณั ฑ เปนตน 4. ความสุภาพ หมายถึง การทีผ่ ูใหบริการมีความสุภาพเรียบรอ ย มคี วามนบั ถือในตัวลูกคา รอบคอบ และเปน มิตรตอผูบริโภค เชน การใหบริการดวยใบหนาท่ียิ้มแยม แจม ใสและการสื่อสารดว ย ความสุภาพ เปนตน 5. ความนาเชื่อถือ หมายถึง ความเชื่อถือไดและความซ่ือสัตยของผูใหบริการ ช่ือเสียงและ ภาพลักษณท่ีดี 6. ความคงเสนคงวา หมายถงึ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานท่ไี ดส ัญญาไวอยางแนนอนและ แมนยาํ เชน การใหบรกิ ารตามท่ไี ดแจง ไวก บั แกล กู คา เปนตน
141 7. การตอบสนองอยา งรวดเรว็ หมายถึง ความเต็มใจของผูใหบริการทจี่ ะใหบริการอยางรวดเร็ว เชน การใหบ รกิ ารแกผ รู บั บริการ ณ เคานเตอรจ า ยเงนิ แบบทนั ทที ันใด เปนตน การสํารวจความพงึ พอใจ การสํารวจความพึงพอใจลกู คา เปน เครือ่ งมอื ท่สี าํ คัญและมบี ทบาทในการพัฒนาและปรับปรงุ การ ทาํ งานในองคการอยางมาก ขอ มลู ที่ไดจากการสํารวจเปนขอมลู ปอนกลบั ไปสูหนวยงานท่แี สดงใหเห็น ถึงพฤตกิ รรมและความตอ งการของลูกคา เชน พฤติกรรมการเลอื กซ้อื /ใชบริการ และเปน ตัวชี้วัดผลการ ปฏิบัติงานขององคก ารท่ีแมนยํา เทคนิคการวัดความพึงพอใจ อาจเริ่มจาก การสังเกต การสัมภาษณ แบบสอบถาม จนถงึ กระบวนการทําวจิ ัย มหาตมะ คานธกี ลา วไวว า “ลูกคา คือ แขกคนสําคัญที่สดุ ที่ไดมาเยอื นเรา ณ สถานที่แหงน้ี เขามิไดมาเพ่ือพึ่งพิงเรา เรา ตา งหาก ท่ีตองพง่ึ พาอาศัยเขา เขามใิ ชบ คุ คลทมี่ าขัดจงั หวะการปฏิบตั ิงานของพวกเรา หากแตวา การรบั ใช เขาคือ วัตถปุ ระสงคแ หงงานของพวกเรา เขามใิ ชบคุ คลแปลกหนาแตเ ขา คือ สวนหนึ่งของสถานที่แหงน้ี บริการจากพวกเรา มิใชก ารสงเคราะหเ ขา เขาตางหากที่กําลังสงเคราะหพ วกเรา ดวยการยอมใหพวกเรามี โอกาสไดรับใชเ ขา” การสง เสริมการขาย การสงเสริมการขายเปน กิจกรรมที่กระตุนการตดั สินใจซือ้ สนิ คา หรือบริการ โดยการจัดกิจกรรม การตลาดและสงเสริมการขายตา ง ๆ เชน การเสนอของแถม การแสดงสนิ คา และการจัดวางสินคา การลด ราคา การตลาดทางไกล การตลาดทางไปรษณยี และวิธีการอนื่ ๆ เพ่ือชวยกระตนุ ยอดขาย วิธกี ารสงเสรมิ การขาย ท การสงเสริมการขายดานลดราคาสวนใหญเปนการลดราคาสินคา โดยอาจจะลดจากราคาขาย ปกติ เชน การจัดโปรโมชนั่ ตาง ๆ เปนชว งเวลา การลดราคา 25% ทุกวนั พุธ เปนตน หรือการเพิ่มปริมาณ สนิ คาโดยขายราคาเทา เดิม เชน แลกตาซอย เอ็กตรา 300 เพิ่มปรมิ าณแตไ มเพ่ิมราคา เปนตน ยอดขายที่ เพมิ่ ข้นึ จากการลดราคานี้ จะมีตนทนุ จากกาํ ไรทล่ี ดลง การตดั สนิ ใจใชกลยทุ ธน ้จี ึงควรตองพจิ ารณาอยาง รอบคอบ และควรคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบตอช่ือเสยี งของตราสนิ คา ดว ย ท การสงเสริมการขายโดยการใชคปู อง คปู อง เปน อกี วธิ กี ารหน่ึงในการลดราคา วตั ถุประสงคห ลักของการใชก ารสง เสรมิ การขายโดย ใชค ปู อง คอื การกระตนุ ใหล ูกคา ใชคูปองใหม ากทีส่ ุด โดยมเี ทคนคิ การแจกคูปองหลายอยา ง ตัวอยางเชน - การติดคปู องไวบนบรรจุภณั ฑเ พอื่ กระตุนการซ้ือซํา้ - การแจกคปู องในหนังสือพมิ พ หรอื นติ ยสารเพ่ือใหผ บู รโิ ภคไปใชซอ้ื สนิ คา ท การสงเสรมิ การขายโดยการใหของแถมเปนวิธีที่มีใชกันมาก โดยลูกคาจะไดรับของแถม เมื่อซอ้ื ครบตามท่ีกาํ หนด เชน ซื้อสินคาครบสบิ ชิน้ ก็จะไดรบั ของแถมหนึ่งชน้ิ เปนตน
142 ท การสงเสริมการขายโดยการแขงขันและใหรางวัลเปนอีกวิธหี นง่ึ ที่มีใชกนั มากในปจจบุ ัน โดยเฉพาะตามงานแสดงสนิ คา ตา ง ๆ ก็จะมสี าวสวย (Pretty) แตงตัวนา รัก มากลาวแนะนาํ ถึงสรรพคณุ ทด่ี ี ของสนิ คา และจัดเกมสต อบคําถามงาย ๆพรอ มของรางวัลเลก็ ๆ นอ ย ๆ เพ่ือเรียกรองความสนใจของลูกคา ทเ่ี ดนิ ผา นไปมาและมีการแจกของชํารวยเลก็ ใหกบั ผทู ี่เขา รว มกิจกรรมและตอบคาํ ถามไดถกู ตอ ง เปนตน ท การสง เสริมการขายโดยการชงิ โชค ซ่งึ วิธีนีก้ อ็ าจจะมีหลายวิธี แตที่นิยมกันกค็ อื การแนบใบ ลนุ รางวลั มาพรอมกับสนิ คา หรอื ใหตัดชนิ้ สว น หรอื ปายฉลาก สต๊ิกเกอร อยางใดอยางหน่งึ สงไปรวม ชิงโชค ซ่งึ วธิ ีการนก้ี จ็ ะตองระมัดระวังเร่ืองความสะดวกในการท่จี ะสงชนิ้ สวน หรือชิ้นสว นจะตอ งไมถ กู แอบแกะอา นดูกอ นทผ่ี ซู ื้อจะเปน ผูแกะคนแรก ท การสงเสรมิ การขายสาํ หรบั ลกู คาประจํา เปนการกระตุนใหลูกคา ประจาํ มาซ้ือสนิ คา หรอื ใช บริการบอย ๆ เชน สายการบิน มีการสะสมไมลเพื่อแลกเปนต๋ัวเคร่ืองบินฟรี เมื่อสะสมไมลได ตามทกี่ าํ หนด หรอื รา นอาหารญปี่ นุ ฟูจิ หรือเซน มกี ารประทบั ตราเม่อื รับประทานอาหารครบทกุ 300 บาท และนาํ มาแลกเปน บตั รสวนลด หรืออาหาร 1 จานเม่ือครบตามที่กําหนด เปน การกระตุนใหลูกคา มาซื้อ สนิ คาหรอื ใชบ รกิ ารบอ ย ๆ หรอื ปมนา้ํ มนั มกี ารทําบัตรสมาชกิ แลวใหสว นลดพเิ ศษสําหรับสมาชกิ เปน ตน ท การสง เสรมิ การขาย ณ จดุ วางสนิ คามีผลการวิจยั พฤตกิ รรมผบู รโิ ภคในรา นคาปลกี ออกมาวา ยอดขายจะเพมิ่ ข้ึนถาลูกคาสามารถเห็นสินคา ณ จุดวางสินคา การจดั วางสินคาทน่ี าสนใจ ใหขอมูล เหมาะสม และวางในตําแหนงทส่ี งั เกตไดงาย จะชวยใหลูกคา ซ้ือสินคามากข้ึน ในปจจุบนั จะเห็นไดวา สนิ คา อปุ โภคบรโิ ภคทว่ี างจาํ หนา ยในซุปเปอรมารเกต็ มีการจัดเรยี งเปนแถวอยางเปน ระเบยี บ ถา ตองการ ใหส นิ คาเปนทสี่ ังเกตไดง า ย พน้ื ท่วี างสนิ คา ตอ งอยใู นระดับสายตา และตงั้ วางสินคาเปนแถวอยางชัดเจน และเปนระเบียบ ท การสงเสริมการขายโดยการแจกสินคา ตัวอยา งใหท ดลองใช วิธนี ใ้ี หลกู คาไดทดลองใชสินคา ดูกอน กอนท่จี ะตัดสินใจซอื้ ซึ่งวิธนี ี้ก็อาจสามารถดึงลูกคาท่ีใชสินคาของคูแ ขงอยใู หหันมาทดลอง ของใหมโ ดยที่ไมตอ งเสียเงนิ ซ้ือ เพราะบางครงั้ ลูกคามีความคิดวาของที่ใชอยเู ดิมก็ดีท่ีสดุ อยูแลว ทําไม ตอ งไปเสียเงินซอื้ สินคา อนื่ มาทดลองใช อยางไรกต็ าม การสงเสริมการขาย ควรยดึ หลักที่วา ทําสงิ่ ทงี่ า ย ๆ ทไี่ มใหลูกคารสู ึกยงุ ยาก ในการท่จี ะเขารว มกิจกรรมท่เี ราวางไว เทคโนโลยเี พิ่มชอ งทางการจําหนา ย E-Commerce การพาณชิ ยอ ิเล็กทรอนิกส คือ การดําเนินธุรกิจการคาหรือการซื้อขายบนระบบ เครือขา ยอินเทอรเนต โดยผซู ื้อ (Customer) สามารถดําเนินการ เลือกสนิ คา คาํ นวนเงิน ตัดสินใจซ้ือ สินคา โดยใชวงเงนิ ในบัตรเครดติ ไดโดยอัตโนมัติ ผูข าย (Business) สามารถนาํ เสนอสนิ คา ตรวจสอบ วงเงนิ บตั รเครดิตของลกู คา รับเงนิ ชําระคา สินคา ตดั สนิ คาจากคลังสนิ คา และประสานงานไปยังผูจัดสง สนิ คา โดยอัตโนมตั ิ กระบวนการดังกลาวจะดาํ เนินการเสรจ็ สิน้ บนระบบเครือขา ย Internet
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163