Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สุขศึกษา พลศึกษา ทช31002

สุขศึกษา พลศึกษา ทช31002

Published by clube.indy, 2020-04-18 01:16:26

Description: สุขศึกษา พลศึกษา ทช31002

Search

Read the Text Version

93 สลายตัวไดง ายกวาปกติ นอกจากนี้ ยังพบวายาอะมิโนพยั รินและไดพัยโรน มีผลตอสวนประกอบของ เลอื ดอยางมาก 3. ความเปน พิษตอ ตบั ถึงแมตบั จะเปนอวัยวะท่มี ีสมรรถภาพสงู สุดในการกาํ จัดยา แตม ันก็ถูก กับตัวยาในความเขม ขนทส่ี ูง จงึ อาจเปนอันตรายจากยาดวยเหตนุ ้ีก็ได ยาบางขนานทอี่ าจเปนอันตรายตอ เซลลของตับโดยตรง เชน ยาจําพวก Chlorinated hydrocarbons ยาเม็ดคมุ กาํ เนิด ยาปฏิชวี นะจาํ พวก โพลิมกิ ซิน และวติ ามินเอ ในขนานสงู มากๆ อาจทาํ ใหต ับหยอ นสมรรถภาพได 4. ความเปนพิษตอไต ไตเปน อวัยวะทีส่ าํ คญั ทส่ี ุดในการขับถายยาออกจากรา งกาย ยาจําพวก ซัลฟาบางขนานอาจตกตะกอนในไต ทําใหไตอักเสบเวลารับประทานยาพวกน้จี ึงควรดื่มน้ํามาก ๆ นอกจากน้ี ยังมียาที่อาจทาํ ใหเ กิดพิษโดยตรงตอไตได เชน ยานีโอมยั ซิน เฟนาเซดิน กรดบอริก ยาจําพวก เพนิซิลลิน หรือการใหวิตามนิ ดีในขนาดสูงมากและเปนเวลานาน อาจกอใหเกดิ พิษตอไต ไตหยอน สมรรถภาพ จนถงึ ขน้ั เสยี ชีวิตได 5. ความเปน พษิ ตอเสนประสาทของหู ยาบางชนิดเปน พษิ ตอเสน ประสาทของหู ทาํ ใหอาการ หูอื้อ หูตงึ และหหู นวกได เชน ยาสเตร็ปโตมยั ซนิ นโี อมัยซิน กานามยั ซิน ควินนิ และยาจําพวก ซาลิซัยเลท เปนตน 6. ความเปนพิษตอประสาทสวนกลาง ยาบางขนานทําใหมีอาการทางสมอง เชน การใช แอมเฟตามีน ทําใหสมองถูกกระตุนจนเกิดควรจนนอนไมหลับ ปวดหัว กระวนกระวาย อยูไมสุข และ ชกั ได สว นยากดประสาทจําพวกบารบ ิทูเรต ถาใชไปนาน ๆ จะทําใหเกิดอาการงวง ซึมเศรา จนถงึ ขั้น อยากฆา ตัวตาย 7. ความเปน พษิ ตอระบบหัวใจและการไหลเวยี นเลือด มักเกิดจากยากระตุนหวั ใจ ยาแกหอบหืด ไปทําใหหวั ใจเตน เร็วผิดปกติ 8. ความเปน พิษตอกระเพาะอาหาร ยาบางชนดิ เชน แอสไพรนิ เฟนลิ บวิ ตาโซน เพรดโซโลน อนิ โดเมธาซนิ ถา รบั ประทานตอนทอ งวางและรบั ประทานบอยๆ จะทาํ ใหก ระเพาะอาหารอกั เสบและเปน แผลได 9. ความเปน พิษตอทารกในครรภ มยี าบางชนดิ ทแ่ี มไ มค วรรับประทานระหวางตงั้ ครรภ เชน ยาธาลโิ ดไมลช ว ยใหน อนหลบั และสงบประสาท ยาฟโ นบารบ ิตาลใชร กั ษาโรคลมชัก ยาไดอะซีแพมใช กลอ มประสาท และยาแกคล่ืนไสอาเจียน เนอื่ งจากอาจเปนอันตรายตอ ตัวมดลกู และตอทารกในครรภ เปนผลใหเด็กที่คลอดออกมามคี วามพิการ เชน บางรายอาจมอื กุด ขากุด จมูกโหว เพดานและริมฝ ปากแหวง หรือบางคนศรี ษะอาจยุบหายไปเปนบางสว น ดังนนั้ แมใ นระหวางตง้ั ครรภควรระมดั ระวงั การ ใชย าเปนอยางย่ิง

94 การใชย าผดิ และการติดยา (Drug Abuse and Drug Dependence) การใชยาผิด หมายถึง การใชยาท่ีไมตรงกับโรค บุคคล เวลา วิธี และขนาด ตลอดจน จุดประสงคข องการใชย าน้ันในการรกั ษาโรค เชน การใชยาบารบ ทิ ูเรต (เหลาแหง) เพือ่ ใหน อนหลบั สบาย โดยอยูภ ายใตก ารดแู ลของแพทย ถือวาเปนการใชย าถูกตอ ง แตถ า ใชยาบารบ ทิ ูเรต (เหลา แหง ) จํานวนเดิม เพอื่ ใหเคลิบเคลมิ้ เปนสุข (Euphoria) ถือวาเปนการใชยาผิด การติดยา หมายถงึ การใชยาติดตอกันไปชัว่ ระยะเวลาหน่งึ แลวอวัยวะของรางกายโดยเฉพาะ อยางยิง่ ระบบประสาท ไดย อมรับยาขนานนัน้ เขา ไวเ ปนส่ิงหน่ึงทจี่ ําเปน สําหรับเมตาบอลิซึมของอวัยวะนั้น ๆ ซึ่งถาหากหยดุ ยาหรือไดรบั ยาไมเ พยี งพอจะเกิดอาการขาดยา หรืออาการถอนยา (Abstinence or Withdrawal Syndrome) ซ่งึ แบงไดเ ปนอาการทางกาย และอาการทางจติ ใจ สาเหตทุ ีท่ าํ ใหเกิดการใชย าผิดหรือการติดยา อาจเน่ืองมาจาก 1. ความเชอ่ื ทวี่ า ยานัน้ สามารถแกโรคหรือปญหาตางๆ ได 2. สามารถซื้อยาไดง า ยจากแหลงตางๆ 3. มคี วามพงึ พอใจในฤทธ์ิของยาที่ทําใหรูสกึ เคลิบเคลิ้มเปน สขุ 4. การทาํ ตามอยา งเพ่อื น เพอ่ื ใหเขา กับกลุมได หรอื เพื่อใหร ูสึกวา ตนเองทนั สมยั 5. ความเช่อื ที่วา ยานัน้ ชวยใหมีความสามารถและสติปญญาดีขึน้ 6. ความไมพ อใจในสภาพหรือสังคมท่เี ปนอยู หรือความรูสกึ ตอตา นวัฒนธรรม 7. การหลงเชอื่ คาํ โฆษณาสรรพคุณของยาน้ัน การใชย าผดิ แบงตามลกั ษณะการใชโดยสังเขปไดเ ปน 2 ประการ คือ 1. ใชผดิ ทาง ไมเปน ไปเพื่อการรักษาโรค เชน ใชย าปฏชิ ีวนะเสมือนหนึง่ เปน การลดไข ชาวนา ใชข ีผ้ งึ้ เพนซิ ิลลินทาแทนวาสลิน เพื่อกันผิวแตก ซ่ึงอาจทําใหเกิดอาการแพจนถึงแกช วี ิตได โดยท่ัวไป แพทยจะใหน า้ํ เกลือและยาบาํ รงุ เขา เสนตา ง ๆ เฉพาะผูท ี่ปวยเทาน้ัน แตผูท่มี ีสขุ ภาพดีกลับนําไปใชอยาง กวา งขวาง ซง่ึ นอกจากจะไมใหป ระโยชนแลว ยังเปน อันตรายถึงชวี ิตได 2. ใชพร่าํ เพรื่อ เปน ระยะเวลานานๆ จนติดยา เชน การใชยาลดไขแกปวด ซงึ่ มีสวนผสมของ แอสไพริน และเฟนาเซติน เพอ่ื รกั ษาอาการปวดเม่ือยหรอื ทาํ ใหจติ ใจเปน สุข ถาใชต ิดตอกันนาน ๆ ทาํ ให ตดิ ยาและสขุ ภาพทรดุ โทรม นอกจากน้ี การใชย านอนหลบั ยาระงบั ประสาท ยากลอมประสาท กญั ชา โคเคน แอมแฟตามนี โบรไมด การสดู กาวสารทาํ ใหเ กดิ ประสาทหลอนตดิ ตอ กันเปนเวลานานจะทําใหต ดิ ยาได ขอ ควรระวงั ในการใชสมนุ ไพร เม่ือมีความจําเปน หรือความประสงคท่ีจะใชสมุนไพรไมวาจะเพื่อประสงคอยางไรก็ตาม ใหระลกึ อยเู สมอวา ถาอยากมีสุขภาพที่ดี หายจากการเจ็บปว ย ส่ิงที่จะนําเขา ไปสูในรางกายเราก็ควรเปน สิ่งท่ดี ี มีประโยชนต อ รา งกายดว ย อยาใหความเชอ่ื แบบผิดๆ มาสง ผลเสียกับรา งกายเพ่มิ ขนึ้ หลายคนอาจ เคยไดย นิ ขา วเกีย่ วกบั หมอนอ ย ซึ่งเปนเด็กอายุเพยี ง 3 ป 7 เดอื น ท่เี ปน ขาวในหนา หนงั สอื พิมพเ มื่อป 2529 ท่สี ามารถรักษาโรคไดทุกชนิดใชเ พียงกิง่ ไมใบไมอะไรก็ไดแ ลวแตจะชี้ไป คนเอาไปตมรบั ประทานดว ย

95 ความเช่ือ ซ่ึงความจริงการเลือกใชสมุนไพรจะตองมีวิธีการ และความรูที่ถูกตอง การใชจึงจะเกิด ประโยชน ขอ ควรระวังในการใชอ ยา งงา ยๆ และเปน แนวทางในการปฏิบตั ิเพ่ือใหเกิดความปลอดภัยใน การใชส มุนไพร คือ - ใชใหถูกตน สมุนไพรบางชนิดอาจมีลักษณะคลายกัน หรือมีช่ือพองกัน การใชผิดตน นอกจากไมเ กดิ ผลในการรกั ษาแลว ยังอาจเกดิ พษิ ข้ึนได - ใชใหถูกสว น ในแตล ะสวนของพชื สมนุ ไพร เชน ใบ ราก ดอก อาจมสี รรพคณุ ไมเหมือนกัน และบางสวนอาจมพี ษิ เชน เมลด็ ของมะกลํา่ ตาหนูเพยี งเมด็ เดียว ถาเค้ียวรับประทานอาจตายได ในขณะท่ี สวนของใบไมเ ปน พิษ - ใชใหถกู ขนาด ปริมาณการใชเปนสวนสําคัญท่ีทาํ ใหเ กดิ พิษโดยเฉพาะ ถา มีการใชใ นปริมาณ ที่มากเกินไป หรือถา นอ ยเกนิ ไปกไ็ มเ กิดผลในการรักษา - ใชใ หถูกโรค สมนุ ไพรแตล ะชนดิ มสี รรพคุณไมเหมือนกัน เปนโรคอะไรควรใชสมนุ ไพรท่มี ี สรรพคุณรักษาโรคนน้ั ๆ และสง่ิ ที่ควรคํานงึ คือ อาการเจบ็ ปวย บางอยางมคี วามรนุ แรงถงึ ชวี ิตได ถาไมได รับการรักษาทันทวงทีในกรณีเชนนไี้ มควรใชยาสมุนไพร ควรรับการรักษาจากแพทยผูเช่ียวชาญจะ เหมาะสมกวา การรับประทานยาสมุนไพรจากที่เตรยี มเอง ปญหาท่ีพบบอยคือ ไมทราบขนาดการใชที่ เหมาะสมวาจะใชป ริมาณเทา ใดดี ขอ แนะนําคอื เริ่มใชแตนอ ยกอนแลว คอยปรับปริมาณเพ่มิ ขึ้นตามความ เหมาะสมทีหลัง (มีศัพทแ บบพื้นบานวา ตามกาํ ลัง) ไมค วรรับประทานยาตามคนอื่นเพราะอาจทําใหร ับยา มากเกินควร เพราะแตละคนจะตอบสนองตอ ยาไมเหมือนกัน สําหรับยาท่ีซ้ือจากรานควรอา นฉลาก วธิ กี ารใชอยา งละเอียดและใหเขา ใจกอ นใชท กุ ครัง้ การหมดอายขุ องยาจากสมุนไพรเชนเดียวกันกบั ยาแผนปจจบุ นั โดยท่วั ไปสมุนไพรเมื่อเก็บ ไวนานๆ ยอ มมีการผพุ ัง เกดิ ความชน้ื เชื้อรา หรือมีแมลงวันมากดั กิน ทําใหอ ยูในสภาพที่ไมเหมาะสมที่ จะนําไปใช และมีการเสอ่ื มสภาพลงแตก ารจะกําหนดอายุทแี่ นน อนน้ันทําไดย าก จึงควรนบั ต้ังแตวนั ผลติ ยาสมุนไพรหรอื ยาจากสมุนไพรไมค วรใชเ มอื่ มีอายุเกิน 2 ป ยกเวน มีการผลิตหรือเก็บบรรจทุ ่ีดี และถา พบวามเี ชอื้ รา มีกลน่ิ หรอื สเี ปลี่ยนไปจากเดมิ กไ็ มค วรใช ขอ สงั เกตในการเลือกซอ้ื สมุนไพร และยาแผนโบราณ ดังนน้ั ยาแตละชนิดทางกฎหมายมีขอกาํ หนดทแี่ ตกตา งกนั ในการเลือกซ้ือหรอื เลอื กใชจึงตอ ง รคู วามหมาย และขอกาํ หนดทางกฎหมายเสียกอ น จงึ จะรวู ายาชนิดใด จะมีคณุ สมบัติอยางไร มีวิธกี ารใน การสงั เกตอยางไร เพื่อท่ีจะไดบอกไดวายานัน้ ควรที่จะใชหรือนาที่จะมีความปลอดภัยตอการใช สิง่ ท่ี นาจะรหู รือทําความเขาใจ คือ ความหมายของยาชนิดตา ง ๆ ดังนี้ ยาสมนุ ไพร คือ ยาทไี่ ดจ ากพฤกษชาติ สัตว หรือแรธาตุ ซ่งึ มิไดผ สมปรงุ หรอื แปรสภาพ

96 ยาแผนโบราณ คอื ยาทม่ี งุ หมายใชใ นการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ซ่งึ อยูใ นตํารา แผนโบราณท่รี ัฐมนตรปี ระกาศ หรอื ยาท่ไี ดร ับอนญุ าตขน้ึ ทะเบียนเปนยาแผนโบราณ หรือใหเขาใจงา ยๆ คอื ยาท่ีไดจ ากสมนุ ไพรมาประกอบเปนตํารบั ตามที่ระบุไวในตาํ รายาหรือ ท่ีกาํ หนดใหเ ปน ยาแผนโบราณ ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณน้ันกาํ หนดวา ใหใชว ิธีทสี่ บื ทอด กนั มาแตโบราณโดยไมใ ชก ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร เชน การนําสมนุ ไพรมาตมรบั ประทาน หรือทํา เปนผงละลายนํ้ารับประทาน แตในปจ จุบันมีขอกําหนดเพม่ิ เติมใหยาแผนโบราณมกี ารพัฒนารูปแบบให สะดวกและทันสมยั ข้ึนเชน เดียวกับยาแผนปจ จบุ ัน เชน ทําเปนเม็ด เม็ดเคลอื บนาํ้ ตาลหรอื แคปซูล โดยมี ขอสังเกตวาทแี่ คปซูลจะตอ งระบุวา ยาแผนโบราณ เรอ่ื งที่ 3 ความเชอื่ เกี่ยวกบั การใชย า ปจจุบนั แมว า ความกาวหนา ทางแพทยส มัยใหมร วมทง้ั วิถชี ีวิตทีไ่ ดรับอทิ ธิพลจากตะวนั ตก จะทํา ใหค นท่วั ไปเมือ่ เจบ็ ปวยหนั ไปพึ่งการรกั ษาจากบคุ ลากรทางการแพทยซ่งึ มุง เนน การใชย าแผนปจจบุ นั ใน การรกั ษาอาการเจบ็ ปว ยเปน หลัก โดยใหค วามสําคัญ ความเช่อื ถือในยาพืน้ บา น ยาแผนโบราณลดนอยลง ทําใหภ มู ิปญญาพ้นื บานรวมถึงตาํ หรบั ยาแผนโบราณสูญหายไปเปนจํานวนมาก นอกจากนัน้ ยังขาดความ ตอ เนอื่ งในการถา ยทอดองคความรใู นการดูแลรกั ษาตนเองเบ้ืองตน ดว ยวธิ ีการและพืช ผกั สมนุ ไพร ทีห่ า ไดง ายในทอ งถน่ิ โดยองคค วามรทู ี่ถายทอดจากรุน สรู นุ นน้ั ไดผ านการวเิ คราะหแ ละทดลองแลว วา ไดผ ลและไมเกิด อนั ตรายตอ สุขภาพ อยา งไรก็ตามยังคงมีความเชอ่ื บางประการเก่ียวกบั การใชย าเพ่ือเสรมิ สุขภาพ และ สมรรถภาพเฉพาะดาน ซึ่งยังไมไดรับการพิสูจนดวยกระบวนการทางวิทยาศาสตรการแพทย วามี สรรพคณุ ตามคําโฆษณา อวดอา ง หรอื บอกตอ ๆ กัน ซง่ึ อาจกอใหเกิดอันตรายหรือผลขางเคียงหากใช

97 จํานวนมากและตอเน่อื งเปนเวลานาน ไดแ ก ยาดองเหลา ยาฟอกเลือด ยาชงสมุนไพร ยาที่ทาํ จากอวัยวะ ซากพชื ซากสตั ว เปนตน รวมถึงยาชดุ ตา ง ๆ ท่ีมักมกี ารโฆษณาชวนเชอ่ื อวดอาง สรรพคณุ เกินจรงิ ทําให คนบางกลมุ หลงเช่ือ ซ้ือหามารบั ประทาน ยาบางชนดิ มรี าคาแพงเกนิ ปกตโิ ดยอางวาทําจากผลติ ภัณฑท่ี หายาก สรรพคุณครอบจักรวาล สามารถรักษาไดส ารพดั โรค ซึ่งสรรพคณุ ท่ีมกั กลา วอา งเกินจรงิ อาทิเชน - กินแลวจะเจริญอาหาร ทําใหรับประทานอาหารไดมากขึ้น เชน ยาดองเหลา ยาสมุนไพร บางชนดิ - กนิ แลวจะทําใหมีกําลงั สามารถทาํ งานไดท นนาน - กินแลวทําใหมีพลังทางเพศเพิ่มข้ึน เชน ยาดองเหลา ยาดองอวัยวะซากสัตว อุงตีนหมี ดงี เู หา ฯลฯ - กินแลว จะทาํ ใหเ ลอื ดลมไหลเวียนดี นอนหลับสบาย ผิวพรรณผอ งใส เชน ยาฟอกเลอื ด ยาสตรี ยาขบั ระดู ฯลฯ - กนิ แลว ทําใหเปนหนมุ เปนสาว อวัยวะบางสวนใหญข้ึน เชน เขากวาง และกวาวเครือแดง เสรมิ ความหนุม กวาวเครอื ขาวเสรมิ ทรวงอก และความสาว เปนตน - กินแลวจะชวยชะลอความแกหรือความเส่ือมของอวัยวะ เชน รังนกซ่ึงทําจากน้ําลายของ นกนางแอน หฉู ลามหรอื ครบี ของฉลาม หรอื โสม ซึ่งสว นใหญม รี าคาแพงไมค ุมคากับประโยชนทรี่ างกาย ไดรบั จรงิ ๆ - กนิ แลวรักษาอาการปวดเม่ือย ไขขออกั เสบเรื้อรงั เชน ยาชุดตาง ๆ ยาแกกระษยั ไตพิการ ซง่ึ มัก ผสมสารหนู ที่เปนอนั ตรายตอรางกายมาก เพราะผูใ ชอาจมักติดยาตองรบั ประทานเพิ่มข้ึนจึงเกิดการ สะสมพิษ เมื่อเกดิ อนั ตรายมกั มอี าการรุนแรงยากแกก ารรักษา ท้งั น้ี การใชย าดังกลาวสวนใหญเ กิดจากความเชอื่ ผิด ๆ หรือเชื่อในคาํ โฆษณาเกินจริง ทแี่ ฝงมา ดวยภยั เงยี บทก่ี อใหเ กิดอันตรายตอรางกายหากใชอ ยางตอ เนือ่ งและใชในจํานวนมาก นอกจากนี้ยังทําให เสยี คา ใชจ ายคอนขา งสงู แตไมเ กิดประโยชนตอ รา งกายไมม ีผลในการรกั ษาอาการตาง ๆ ตามสรรพคุณท่ี กลา วอาง ดงั น้ัน กอนจะซ้ือหายาหรอื ผลิตภัณฑเสรมิ สุขภาพมาใช ควรศึกษาสรรพคุณ สวนประกอบ แหลงผลิต วันหมดอายุ และความนาเชื่อถือของผูผลิตโดยพิจารณาจากมีเลขทะเบียนถูกตองหรือไม มตี รา อย. หรือมีใบอนุญาตการผลติ ใบประกอบโรคศลิ ปะแพทยแ ผนโบราณ เปน ตน ความเชือ่ และขอควรระวงั ในการใชยาชุด ยาดองเหลา และยาชงสมนุ ไพร 1. ยาชดุ ยาชุด หมายถึง ยาท่ีผูข ายจดั รวมไวใ หกับผซู ้ือ สาํ หรับใหก นิ ครัง้ ละ 1 ชุด รวมกันหมด โดยไม แยกวา เปน ยาชนิดใด ควรจะกินเวลาไหน โดยทวั่ ไปมักจะมียา ต้ังแต 3 – 5 เม็ด หรืออาจมากกวาและอาจ จดั รวมไวใ นซองพลาสตกิ เลก็ ๆ พิมพฉลากบงบอกสรรพคุณไวเ สร็จ

98 สรรพคุณทพี่ มิ พไ วบ นซองยาชุด มกั โออ วดเกินความจริง เพ่อื ใหขายไดม าก ชอื่ ที่ตงั้ ไวจ ะเปน ช่ือท่ีดึงดูดความสนใจหรือโออวดสรรพคุณ เชน ยาชุดกระจายเสน ยาชุดประดงขุนแผน ยาชุดแก ไขม าลาเรยี เปน ตน เนอ่ื งจากผจู ัดยาชดุ ไมมีความรเู รือ่ งยาอยา งแทจ ริง และมักจะมงุ ผลประโยชนเปนสําคัญ ดังนั้น ผูใชย าชุดจึงมโี อกาสไดรบั อันตรายจากยาสูงมาก อนั ตรายจากการใชยาชุด 1. ไดรับตัวยาซํ้าซอน ทําใหไ ดร บั ตัวยาเกนิ ขนาด เชน ในยาชุดแกปวดเมื่อย ในยาชดุ หนึ่งๆ อาจมียาแกป วด 2-3 เมด็ ก็ได ซง่ึ ยาแกปวดนจ้ี ะอยใู นรูปแบบตางกนั อาจเปนยาคนละสีหรือขนาดเมด็ ยา ไมเทา กัน แตม ตี ัวยาแกป วดเหมือนกนั การทไี่ ดร ับยาเกนิ ขนาดทาํ ใหผใู ชย าไดรบั พษิ จากยาเพ่ิมข้ึน 2. ไดรับยาเกินความจาํ เปน เชน ในยาชุดแกหวัดจะมียาแกป วดลดไข ยาปฏิชีวนะยาลดน้าํ มกู ยาทาํ ใหจ มกู โลง ยาแกไ อ แตจริงๆ แลว ยาปฏิชวี นะจะใชรักษาไมไดในอาการหวัดทเี่ กิดจากเช้ือไวรัส และอาการหวดั ของแตล ะคนไมเ หมือนกนั ถาไมปวดหวั เปนไข ยาแกปวด ลดไขไ มจ าํ เปน ไมมอี าการไอ ไมควรใชย าแกไ อ การรกั ษาหวดั ควรใชบรรเทาเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นเทา น้ันไมจ ําเปนตองกินยาทกุ ชนิดท่ี อยูใ นยาชุด 3. ในยาชุดมักมียาเส่ือมคุณภาพ หรือยาปลอมผสมอยู การเก็บรักษายาชดุ ท่อี ยใู นซองพลาสติก จะไมสามารถกันความชื้น ความรอน หรือแสงไดดีเทากับท่ีอยูในขวดทบ่ี ริษัทเดิมผลิตมา ทาํ ใหยาเสื่อม คุณภาพเร็ว นอกจากนั้นผูจ ดั ยาบางชดุ บางรายตอ งการกาํ ไรมากจงึ เอายาปลอมมาขายดว ย ซึ่งเปน อนั ตรายมาก 4. ในยาชดุ มกั ใสย าอนั ตรายมากๆ ลงไปดว ย เพอ่ื ใหอ าการของโรคบรรเทาลงอยางรวดเรว็ เปน ทีพ่ อใจของผซู ือ้ ทง้ั ผขู ายโดยทีย่ าจะไปบรรเทาอาการแตไมไ ดแกสาเหตขุ องโรคอยางแทจ รงิ อาจทําให โรคเปนมากขึ้น ยาท่ีมีอันตรายสูงมากและจัดอยูในยาชุดเกือบทุกชนิด คือ ยาสเตียรอยด หรือท่ีเรียกวายา ครอบจักรวาล นิยมใสในยาชุด เพราะมีฤทธ์ิบรรเทาอาการไดมากมายหลายอยาง ทาํ ใหอ าการของโรค ทุเลาลงเร็วแตจ ะไมร ักษาโรคใหหาย ยาสเตยี รอยด เชน เพรดนโิ ซโลน เดกซาเมธาโซน ทาํ ใหเกิดอนั ตราย ตอผูใชสูงมากทําใหเกิดอาการบวมนํ้า ความดันโลหิตสูง หัวใจทํางานหนัก หนาบวม กลมเหมือน พระจันทร ทําใหกระดูกพรนุ เปราะหักงาย กระเพาะอาหารเปน แผล ความตานทานโรคลดลงและทําให เกดิ ความผิดปกตดิ า นประสาทจิตใจ 5. ผทู ใ่ี ชยาชดุ จะไดย าไมครบขนาดรักษาทพี่ บบอ ยคือการไดร ับยาปฏิชวี นะเพราะการใชย า ปฏชิ วี นะตองกินอยา งนอ ย 3-5 วนั วันละ 2-4 ครง้ั แลวแตช นดิ ของยา แตผ ูซือ้ ยาชุดจะกนิ ยาเพยี ง 3-4 ชุด โดยอาจกินหมดในหนงึ่ วนั หรอื กินวันละชดุ ซ่งึ ทาํ ใหไดรับยาไมครบขนาด โรคไมหายและกลบั ด้ือยา อกี ดว ย

99 การใชย าชดุ จึงทาํ ใหเ สียคุณภาพ การใชยาไมถกู โรค ทาํ ใหโ รคไมห ายเปนมากขนึ้ ผปู วยเส่ียง อนั ตรายจากการใชย าโดยไมจ ําเปนสิน้ เปลืองเงนิ ทองในการรกั ษา 2. ยาดองเหลา และยาเลอื ด หลายคนอาจเคยเห็นและเคยรับประทานยาชนดิ นม้ี าบางแลว แตเดิมยากลุม นี้จะใชใ นกลุมสตรี เพื่อบํารุงเลือด ระดไู มปกติ และใชในกลุมสตรีหลังการคลอดบุตร เพื่อใชแทนการอยูไฟ สวนประกอบ ของตวั ยาจะมีสมุนไพรที่มีรสเผ็ดรอ นหลายชนดิ เชน รากเจตมูลเพลิงแดง กระเทียม พริกไทย เทียนขาว เปลือกอบเชยเทศ ขิง และสว นผสมอื่นๆ แลวแตชนิดของตาํ รับ มขี ายท้ังทีเ่ ปน ชน้ิ สวนสมุนไพรและท่ี ผลติ สําเร็จรูปเปนยาผงและยานํ้าขาย สว นใหญย าในกลุม นีย้ ากที่จะระบถุ งึ สรรพคณุ ที่แทจรงิ เน่ืองจากยัง ขาดขอมลู ผลของการทดลองทางคลินกิ เทา ทที่ ราบมีเพียงสวนประกอบของตัวยาซ่ึงสวนใหญเ ปน สาร นํ้ามันหอมระเหยและสารเผ็ดรอนหลายชนิด เม่ือรับประทานเขาสูรางกายจะรูสึกรอน กระตุนการ ไหลเวยี นโลหติ สมุนไพรหลายชนิดในตํารบั เชน เจตมูลเพลิงแดง และกระเทียม มรี ายงานวาสามารถ กระตนุ การบบี ตัวของกลามเนื้อมดลกู และมรี ายงานการทดลองในหนเู พศเมีย เมื่อไดรับยาจะทําใหลดการ ตง้ั ครรภได จงึ เปนขอท่คี วรระวงั ในผูท ่ีตงั้ ครรภไ มค วรรับประทานยากลุมนีอ้ าจทําใหแทงได และหลาย ตํารับจะมีการดองเหลาดวย เม่ือรับประทานทําใหเจริญอาหารและอวนขึ้น การอวนมักเกิดจาก แอลกอฮอล (เหลา ) ที่ไปลดการสรางพลังงานที่เกิดจากกรดไขมนั (Fatty acid) จึงมกี ารสะสมของไขมัน ในรางกาย และอาจเกิดตบั แข็งไดถา รบั ประทานในปรมิ าณมาก ๆ และติดตอกันทกุ วัน นอกจากนก้ี ารดื่ม เหลาอาจทาํ ใหเด็กทารกที่อยใู นครรภเกดิ การพกิ ารได ในเร่ืองยาเลือดนีอ้ าจมคี วามเชือ่ และใชก นั ผิดๆ คอื การนํายาเลือดสมุนไพรไปใชเปนยาทําแทง ซงึ่ เปน ส่ิงที่ไมค วรอยางยิ่งโดยเฉพาะเม่ือการต้ังครรภเ กิน 1 เดือน เน่ืองจากไมคอยไดผล และผลจากการกระตนุ การบีบตัวและระคายเคืองตอผนงั มดลกู ท่ีเกดิ จาก การใหยาอาจทําใหเกดิ การทาํ ลายของเยอื่ บผุ นงั มดลกู บางสว นเปน เหตใุ หทารกเกิดมาพิการได 3. ยาชงสมุนไพร การใชยาสมุนไพรเปน ที่นยิ มกันในหลายประเทศ ทงั้ ทางประเทศยุโรปและเอเชียในประเทศ ไทยปจจุบันพบมาก มีการเพิ่มจาํ นวนชนิดของสมุนไพรมาทําเปนยาชงมากขึ้น เชน ยาชงดอกคําฝอย หญา หนวดแมว หญาดอกขาวเปนตน ขอ ดีของยาชงคอื มักจะใชสมุนไพรเดีย่ วๆ เพยี งชนดิ เดยี ว เมอ่ื ใชก นิ แลว เกดิ อาการอันไม พงึ ประสงคอยางไรก็ตามสามารถรวู าเกิดจากสมุนไพรชนิดใดตา งกบั ตํารายาผสมทเ่ี ราไมส ามารถรูไดเลย ในตางประเทศมีรายงานเร่อื งความเปน พษิ ท่ีเกดิ จากยาชงสมนุ ไพรทีม่ ีขายในทองตลาดกันมาก และเกดิ ได หลายอาการ สําหรบั ประเทศไทย รายงานดานนีย้ งั ไมพ บมากนกั เนอ่ื งจากสว นใหญม ีการเลือกใชสมนุ ไพร ทีค่ อนขางปลอดภัย แตทคี่ วรระวังมีชาสมุนไพรทีม่ สี วนผสมของใบหรือฝก มะขามแขก ใชประโยชนเ ปน ยาระบายทอง บางยห่ี อ ระบุเปน ยาลดความอว นหรอื รับประทานแลวจะทาํ ใหห ุนเพรียวข้ึน อาการท่ีเกดิ คอื สาเหตุจากมะขามแขกซ่ึงเปน สารกลมุ แอนทราควโิ นน (Antharquinone) จะไปกระตนุ การบีบตัวของ

100 ลําไสใหญ ทําใหเ กิดการขับถาย การรับประทานบอยๆ จะทําใหรางกายไดรับการกระตนุ จนเคยชิน เมื่อ หยดุ รับประทานรา งกายจงึ ไมส ามารถขับถา ยไดเ องตามปกติ มอี าการทองผกู ตองกลับมาใชย าระบายอีก เรื่อย ๆ จึงไมควรใชยาชนิดนี้ติดตอกนั นานๆ และหากจําเปนควรเลือกยาที่ไปเพ่ิมปริมาณกากและชว ย หลอ ล่นื อจุ จาระโดยไมด ดู ซึมเขาสูรา งกาย เชน สารสกัดจากหัวบุกจะปลอดภัยกวา แตการรับประทาน ตดิ ตอ กนั นาน ๆ อาจทําใหรา งกายไดร บั ไขมันนอ ยกวาความตองการก็ได เพราะรา งกายเราตอ งการไขมนั ตอการดาํ รงชพี ดว ย สารกลุม แอนทราควิโนน

101 บทท่ี 7 ผลกระทบจากสารเสพตดิ สาระระสําคญั มีความรู ความเขา ใจ สามารถวเิ คราะหปญ หา สาเหตุและผลกระทบจากการแพรระบาดของ สารเสพติดได มสี วนรวมในการปองกันสิ่งเสพติดในชุมชน และเผยแพรความรูดา นกฎหมายทเ่ี ก่ยี วของ กบั สารเสพตดิ แกผ อู ืน่ ได ผลการเรยี นรทู คี่ าดหวงั 1. วิเคราะหป ญหาสาเหตุ และผลกระทบจากการแพรระบาดของสารเสพติดได 2. ปฏบิ ัตติ นในการหลีกเลี่ยงและมคี วามรว มมอื ในการปอ งกนั สงิ่ เสพติดในชุมชน 3. เผยแพรค วามรดู านกฎหมายที่เกย่ี วของกับสง่ิ เสพติดแกผ อู ื่นได ขอบขา ยเนอื้ หา เร่อื งที่ 1 ปญหาการแพรระบาดของสารเสพตดิ ในปจจุบัน เรื่องที่ 2 แนวทางการปอ งกันการแพรระบาดของสารเสพติด เรอ่ื งที่ 3 กฎหมายทีเ่ กีย่ วของกบั สารเสพติด

102 เรื่องท่ี 1 ปญหาการแพรระบาดของสารเสพติดในปจจบุ ัน ปจจุบันปญหาการแพรระบาดของสารเสพตดิ นบั วา รนุ แรงมากย่ิงขึ้น โดยเฉพาะในกลมุ เดก็ และ เยาวชน จากสถติ ขิ องกระทรวงสาธารณสุข พบวา จาํ นวนผูเสพและผตู ดิ ยาเสพติดในกลมุ เด็กนกั เรียน เพ่ิมมากข้นึ จนหนา เปนหวง ซง่ึ การทเ่ี ดก็ วยั เรยี นมกี ารเสพติดยอมสง ผลกระทบตอ สขุ ภาพ สตปิ ญ ญาและ สมาธิในการเรียนรูทําใหคุณภาพประชากรลดลง เปน ปญ หาตอการพัฒนาประเทศ และการแขงขนั ใน ระดับโลกตอ ไปในอนาคต ทงั้ นี้จงึ ควรปองกันและแกป ญหาอยางเรงดว นท้งั ในครอบครัว โรงเรียน ชมุ ชน และประเทศ ปจ จุบันมีสิ่งเสพติดอยูมากมายหลายประเภท ซ่ึงออกฤทธิ์ตอรางกายในลักษณะตาง ๆ กัน แบง ไดเ ปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. ประเภทออกฤทธก์ิ ดประสาท สง่ิ เสพตดิ ประเภทนจี้ ะทําใหสมองอยูในสภาวะมนึ งง มกี ารงว งซมึ ไดแก ฝน มอรฟน เฮโรอนี และจําพวกยานอนหลบั ยากลอ มประสาท เชน เหลา แหง เปน ตน 2. ประเภทออกฤทธ์ิกระตุนประสาท สิ่งเสพติดประเภทนี้จะทําใหเกิดตื่นเตน ประสาท ถูกกระตุน ไมใหม ีอาการงว งหรือหลับใน เชน ยาบา ยาขยัน โคเคน ยามา แอมเฟตามีน กาแฟ และสาร คาเฟอีน บหุ รี่ กระทอม และยาลดความอวน เปน ตน 3. ประเภทออกฤทธิ์หลอนประสาท สง่ิ เสพตดิ ประเภทน้จี ะทําใหเกิดประสาทหลอน ภาพลวงตา หูแวว หวาดกลัวโดยไมม ีสาเหตุ อาจทําอันตรายตอ ตนเองและผูอื่น เชน แอล เอส ดี กวาวซีเมนต กัญชา ไอระเหยของเบนซนิ ทินเนอร กาวตาง ๆ ฯลฯ นอกจากน้ี ปจจุบนั ไดมีการปรับเปล่ียนรูปแบบของสารเสพติดออกมามากมาย ทั้งที่เปนเม็ด เปนนํ้า และผสมในเคร่ืองดืม่ ขนม หรืออาหารประเภทตางๆ ซ่ึงยากท่ีจะตดิ ตามตรวจสอบ จึงนับวาเปน อนั ตรายตอเด็ก และเยาวชนเปน อยางยงิ่ 1.1 สาเหตุของการตดิ สารเสพติด ปญ หาการตดิ สารเสพติดมสี าเหตจุ ากสามปจ จัยตอ ไปนี้ 1. ปจจัยภายในตัวบคุ คล ไดแก วยั ของบุคคล มกั พบวา ผูเสพยาสว นใหญจะเริ่มตน ในชว งอายุเขาสวู ัยรุน กําลังอยูใ น วยั คะนอง อยากลอง อยากรูอยากเห็นในสง่ิ ที่แปลกใหม - ความรู เจตคติ และความคดิ เกีย่ วกบั สารเสพติด ความรุนแรง เชน เชอ่ื วาการใชก ําลงั หรือใชค าํ พูดรุนแรงทาํ ใหคนอื่นเช่อื ฟง ทาํ ตาม การตีลกู ทาํ ใหล ูกไดด ี ผูมศี กั ด์ิศรีใครมาหยามตองตอสูกัน ใหแพชนะ ฯลฯ - ขาดทักษะที่จําเปนในการอยูรวมกับผูอื่น เชน ทักษะการสื่อสาร การจัดการกับ อารมณแ ละความเครียด การจัดการกับความโกรธ การแสดงออกที่เหมาะสม เปน ตน - การใชยาเสพตดิ และเครื่องดืม่ แอลกอฮอล ทําใหคนขาดสติยับยงั้ ควบคุมตัวเอง ไมได

103 - เคยเห็นการกระทํารุนแรงหรือเคยเห็นเหย่ือกระทํารุนแรง เมื่อเกิดอารมณโกรธ ทาํ ใหกอ ความรุนแรงไดง าย 2. ปจจยั จากการเลีย้ งดูของครอบครัว - ขาดความรัก ความเขาใจ และการสนับสนุนจากครอบครวั เชน เมื่อมปี ญหาขาด ผใู หญค อยดแู ลใหคําแนะนาํ ชวยเหลอื เปน ตน - เติบโตในบา นที่ใชความรุนแรง ทาํ ใหเห็นแบบอยา ง และคิดวา ความรนุ แรงเปน เรื่อง ปกตใิ นสังคม - การถกู ลงโทษและเปน เดก็ ท่เี คยถกู ทําราย - มีพอ แมหรือพน่ี องทีม่ ีพฤติกรรมเกย่ี วของกบั อาชญากรรม 3. ปจ จยั จากสภาพแวดลอ ม - ความไมเทาเทียมกนั ทางสังคม เศรษฐกจิ สงั คมเมือง และความแออดั ทําใหคน แขง ขันสูง และเกดิ ความเครยี ด - การเจริญเติบโตทางเศรษฐกจิ อยา งรวดเร็ว และมีการวางงานสูงในกลมุ ประชากร อายนุ อย - อทิ ธิพลจากสือ่ เชน ภาพยนตร โทรทศั น หนงั สอื พมิ พ ทแี่ สดงภาพความรนุ แรง ตางๆ - มาตรฐานทางสงั คมท่ีสนับสนนุ พฤตกิ รรมความรนุ แรง เชน การที่คนมพี ฤตกิ รรม ความรุนแรงไมไ ดรับการลงโทษ ความรุนแรงเปนเร่ืองปกตใิ นสังคม - อยูในพนื้ ที่ทส่ี ามารถหายาเสพติดไดงา ย 1.2 โทษ ภัย และผลกระทบของสารเสพตดิ โทษและภัยอันเกดิ จากการใชส ารเสพตดิ นอกจากจะมผี ลโดยตรง กอใหเกดิ ตอรางกายและ จติ ใจของผูเสพเองแลว ยงั กอ ใหเ กดิ ผลกระทบตอ ระบบครอบครวั ระบบสงั คม และประเทศชาติ ดังนี้ 1. โทษและภยั ตอ ตัวผูเสพ ฤทธข์ิ องสารเสพติดจะมีผลตอระบบประสาทและระบบอวัยวะตางๆ ของรา งกาย ตลอดจนจิตใจของผทู ่เี สพเสมอ ดังนั้น จะพบวา สุขภาพรางกายของผูที่เสพยาจะทรุดโทรม ท้ังรา ยกายและจิตใจ เชน มรี ูปรา งผอม ซูบซดี ผิวคลา้ํ ไมมแี รง ออนเพลยี งาย สมองเส่ือมและความจํา สับสน เปนโรคติดเช้ืออื่น ๆ ไดง าย เชน โรคตบั อกั เสบ ไตอักเสบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ภูมิตานทานในรางกายจะลดลง มีสภาวะทางจิตใจไมปกติ สภาพจิตใจเส่ือมลง อารมณ แปรปรวนงา ย ซมึ เศรา วิตกกงั วล ความรูสึกฟุง ซา น ซงึ่ จากผลรายทีเ่ กดิ ข้ึนดังกลาว จะผลักดนั ใหผูเสพ ยาเสพติดเปนบุคคลที่ไรสมรรถภาพทั้งรางกายและจติ ใจในการดําเนินชีวิตในสังคม ขาดความเชอื่ ม่ัน สูญเสยี บคุ ลิกภาพ ไมส นใจตนเอง ไมสนใจการงานหรือการเรียน และผเู สพบางรายอาจประสบอบุ ัติเหตุ ถงึ ขนั้ พิการ เชน พลัดตกจากที่สูงขณะทํางาน หกลม อันเน่อื งมาจากฤทธข์ิ องยาเสพติดท่ีมผี ลตอระบบ ประสาทและสมอง

104 2. โทษและภัยตอครอบครัว การติดสารเสพตดิ นอกจากจะทําใหเ สอ่ื มเสียชื่อเสยี งของตนเอง และครอบครัวแลว ยงั ทําใหผูเสพกลายเปน บุคคลที่ขาดความรับผิดชอบตอครอบครัวไมหวงใยดูแล ครอบครัว ทาํ ใหครอบครวั ขาดความอบอนุ ตอ งสญู เสียเศรษฐกิจและรายไดข องครอบครวั เนอ่ื งจากตอง นําเงนิ มาซ้ือสารเสพติด บางรายอาจตอ งสูญเสียเงนิ จาํ นวนไมน อยเพื่อรกั ษาตนเองจากโรครา ยแรงตาง ๆ อนั เกิดจากการใชสารเสพติด กลายเปนภาระของครอบครัวในที่สุด อีกทั้งนําไปสูปญ หาครอบครัว เกดิ การทะเลาะวิวาทกันบอ ยๆ เกดิ ความแตกแยกภายในครอบครัว เปนตน 3. โทษและภยั ตอสังคมและเศรษฐกิจ ผูที่เสพสารเสพติด นอกจากจะเปนผูท่ีมีความรูสึกวา ตนเองดอยโอกาสทางสงั คมแลว ยังอาจมีความคิดหรือพฤติกรรมทนี่ ําไปสูปญหาสังคมสวนรวมได เชน กอ ใหเ กดิ ปญหาอาชญากรรม เชน ปลน จี้ ทํารา ยรา งกายผูอื่นเพื่อชงิ ทรพั ย ปญ หาอุบัติเหตุ เชน รถชน หรือตกจากที่สูง และปญ หาโรคเอดส เปน ตน นับวาเปนการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา ตลอดจน ทรพั ยส นิ ของตนเองและสวนรวมอยางไรประโยชน ทาํ ใหเปนภาระของสังคมสวนรวม ในการจัดสรร บุคลากร แรงงาน และงบประมาณในการปราบปรามและบําบัดรักษาผูต ิดสารเสพตดิ ในทีส่ ดุ 4. โทษและภยั ตอ ประเทศชาติ ผูท่ีเสพสารเสพติดและตกเปนทาสของสารเสพตดิ อาจกลา ว ไดว า เปน ผูท ี่บอ นทําลายเศรษฐกิจและความมน่ั คงของชาติ เนอื่ งจากผทู ี่เสพสารเสพตดิ ทําใหร ฐั บาลตอง สญู เสียกําลังคมและงบประมาณแผนดินจํานวนมหาศาล เพอื่ ใชจายในการปราบปรามและบาํ บัดรักษา ผตู ิดสารเสพติด ทําใหตองสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีคา เกิดความไมสงบสุขของบานเมือง ทําให เศรษฐกิจทรุด บ่ันทอนความมน่ั คงของประเทศชาติ ตองสูญเสียกําลังสําคัญของชาติอยางนาเสียดาย โดยเฉพาะถาผทู ่ีเสพสารเสพตดิ เปนเยาวชน

105 เรอื่ งท่ี 2 แนวทางการปองกันการแพรระบาดของสารเสพติด ปญ หายาเสพตดิ เกิดขึน้ ไดเ พราะมสี ถานการณสองอยา งประกอบกัน คือ มผี ูตองการใชย าอยใู น สังคม (Demand) กับมียาเพื่อตอบสนองความตองการของผูใช (Supply) ซึ่งองคประกอบท้ังสองนี้ ตางฝายตางสงเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันแบบลูกโซ ดังน้ัน การแกไขปญหายาเสพติด จึงตอง ดาํ เนินการกับองคป ระกอบท้ังสองอยา งไปพรอ ม ๆ กัน คือ จะตองลดปริมาณความตองการยาเสพติดลง ในขณะเดยี วกันกจ็ ะตอ งลดปรมิ าณของยาเสพติดในตลาดดวย ในทางปฏิบัตริ ะหวา งมาตรการสองอยา งน้ี ดเู หมอื นวามาตรการลดความตอ งการจะไดรับความสนใจนอยกวา เพราะคนสวนใหญจะนึกถึงการลด ปรมิ าณยาในตลาดเสียมากกวา ปญ หายาเสพตดิ คอื ปญ หาท่ีเกดิ จากการใชย าเสพตดิ หรอื ใชย าในทางทีผ่ ิดซึ่งเปน ปญหาพฤตกิ รรม ของมนุษยอันเนื่องมาจากความคาดหวังท่จี ะไดรับประโยชนจากฤทธ์ิของยาหรือจากความคิดท่ีจะอาศัย ฤทธยิ์ าเปนทีพ่ ่ึงในสถานการณตางๆ องคประกอบสําคัญของปญหาคือ ยากับคนเปนองคประกอบหลัก โดยมแี รงจงู ใจใหใชยากบั โอกาสท่ีเออื้ ตอ การใชย าเปนองคป ระกอบเสริมถาองคประกอบอยางใดอยางหนึ่ง ขาดไปปญหายาเสพติดจะไมเกิดขึ้น มีแตคนแตไมมียา หรือมีแตยาแตไมมีคนใชยาปญหาก็จะไมเกิด หรอื มีคนมียาแตไ มมีแรงจูงใจใหค นเอายามาใช ปญหาก็จะไมเกดิ หรอื แมจ ะมแี รงจูงใจใหใ ชยา มีคนทอ่ี ยาก ใชย า และมียาใหใ ช แตไมม โี อกาสจะใช เชนสถานท่ีไมเหมาะสม ไมมีอุปกรณ มีตาํ รวจตรวจตราเขม งวด หรอื อยูใ นสายตาพอแม ครอู าจารยการใชยาจะเกิดข้ึนไมได ปญหายาเสพตดิ ก็จะไมเ กดิ ดังนน้ั การปอ งกันปญ หายาเสพติด ไดแก การปองกนั พฤตกิ รรมการใชย าของมนษุ ยที่เกิดจากการ คดิ พงึ่ ยาและหวังผลจากฤทธยิ์ านน้ั เอง ซึ่งบุคคลในขา ยท่ตี อ งปองกันไมใหทําพฤติกรรมใชย าเสพติดอาจ แบง ออกเปน 3 กลมุ ดว ยกนั คือ 1. กลมุ ทย่ี ังไมเ คยใชย าและยังไมเ ริ่มใชย า 2. กลมุ ทเ่ี คยใชยา ซง่ึ จําแนกออกไดเปน พวกท่เี คยลองใชแลว เลิก พวกทใี่ ชเ ปนคร้ังคราว พวกทใ่ี ชบอยๆ เปนประจาํ แตยังไมถงึ ขน้ั ตดิ ยา และพวกตดิ ยาใชย าแลว 3. กลมุ ท่ใี ชย าเปนประจาํ หรือติดยาท่ีผานการบําบดั รกั ษาและเลกิ ใชย าตดิ ยามาแลว เนื่องจากบคุ คลทัง้ สามกลุมท่ีกลา วมานี้มโี อกาสที่จะเปน ผใู ชยา และตดิ ยาในอนาคตได เชนเดยี วกัน กิจกรรมของขายงานปองกันจึงจําเปนตองครอบคลุมบุคคลท้ังสามกลุม โดยท่ีผูดําเนินงานปองกัน เปาหมายแตละกลุมจะตองกําหนดมาตรการและวิธีการใชแตกตางกันออกไป เพื่อใหเหมาะสมกับ ลกั ษณะเฉพาะของเปา หมายแตล ะกลุม ลักษณะงานดา นปอ งกัน (Prevention) จงึ มี 3 ระดบั ดวยกนั คือ 1. การปอ งกนั ขั้นพื้นฐาน (Primary Prevention) 2. การปอ งกันขน้ั ท่สี อง (Secondary Prevention) 3. การปอ งกนั ข้ันที่สาม (Tertiary Prevention)

106 1. การปอ งกนั ข้ันพืน้ ฐาน (Primary Prevention) การปอ งกนั พนื้ ฐานหรือบางคนเรียกวาการปอ งกันเบ้อื งตน หมายถึง การดาํ เนนิ การใด ๆ เพื่อสรางภมู คิ มุ กนั ใหเ ยาวชนปด ประตูท่ีจะนําไปสูการใชย าเสพติดอยา งถาวร ใหเยาวชนตดั สนิ ใจดวย ตนเองทจี่ ะไมใ ชย าเสพติด ไมค ิดจะเสย่ี ง ทดลอง เปนการมงุ ปอ งกนั คนสวนใหญข องแผนดนิ ไมใหเขาไป หายาเสพตดิ เปน การปอ งกนั อยางถาวร งานปองกนั ขน้ั พ้นื ฐานจงึ นบั เปนงานทมี่ ีความสําคัญทีส่ ุด และเปนกญุ แจสําคัญนําไปสู ความสําเร็จของการปองกันและแกไขปญ หายาเสพติดของชาติ แตใ นขณะเดียวกันเปน งานที่มีความ สลับซบั ซอ นทาํ ไดยาก เพราะเปนงานทเ่ี กี่ยวขอ งกับการวางรากฐานใหกับคนสว นใหญของประเทศ ซ่ึง ตองเร่ิมปลูกฝงต้ังแตยังเยาวว ัยตอเนอื่ งกันไปจนพนวัยเรียน โดยอาศัยความรวมมือจากหลายฝายให ชวยกนั ทํา 2. การปองกันขนั้ ทส่ี อง (Secondary Prevention) การปองกันขั้นที่สองน้ีใชกันในความหมายท่ีแบงเปน 2 นัย นัยหนึ่ง หมายถึง การปอ งกนั โดยทางออม ซ่ึงหมายถงึ การกระทําใด ๆที่เปนการขดั ขวางไมใหยาเขาไปสูคน โดยมีจดุ หมาย ที่เริม่ จากตัวยาเสพติดท่เี ปน ปญหาหลกั ซงึ่ ตรงกนั ขา มกับการปองกันข้ันพนื้ ฐานท่ีมงุ ปอ งกันไมใหคนเขา ไปหายา ดวยการมองภาพทค่ี นเปนจุดตง้ั ตน ดังนั้น การปองกันข้ันที่สอง ตามความหมายน้ีจึงครอบคลุมถึงงานเกี่ยวกับ การปราบปราม ยดึ อายัด เผาทาํ ลายยาเสพติด การสกัดก้นั การตรวจเขม การตรวจปส สาวะหาสารเสพติด การสงเจา หนา ทต่ี ํารวจเขา ไปประจําทาํ การสอดแนมในโรงเรียน รวมถึงมาตรการตรวจจับ จําแนก เพ่ือแยกผูใ ชย าเสพติดไปรับการบําบดั รักษาฟน ฟู หรอื ปอ งกันไมใ หผ ูติดยาสามารถเผยแพรย าเสพตดิ ไปสู ผูไมใ ชเ สพติดดวย สวนอีกนัยหน่ึงเปนความหมายที่มักใ ชกันในวงการของผูมีอาชีพแนะแนว ในความหมายของการดําเนนิ การชวยเหลอื ใหผทู ่ีเคยลองใชยาเสพติด หรือผูท่ใี ชยาเสพตดิ ชนิดใดชนิด หน่งึ เปนคร้ังคราวหรือใชบ อ ยๆ แตยงั ไมตดิ ยา ใหปรบั เปลยี่ นพฤตกิ รรมเลกิ ใช เลิกเกี่ยวขอ งกับยาเสพตดิ ชนิดน้ันๆ เปนมาตรการแยกคนออกจากยา หรือดึงคนตดิ ยาออกจากยาเสพติดดวยมาตรการแนะแนว ใหคาํ ปรึกษาและจติ เวชบาํ บัด เปนการปองกันท่ีเนนการสกัดกนั้ เพื่อหยุดยัง้ พฤติกรรมการใชยาเสพตดิ ของกลมุ ผูท่ใี ชยาเสพติดหรือมีประสบการณเกยี่ วของกับยาเสพตดิ มาแลว 3. การปอ งกนั ข้นั ที่สาม (Tertiary Prevention) การปอ งกันขั้นท่ีสาม คือ การปองกันการตดิ ซาํ้ (Relapse) เปนมาตรการทใี่ ชสาํ หรบั ผตู ิด ยาเสพติดทไี่ ดรบั การบาํ บดั รักษาดวยการถอนพษิ ยาแลว ไมใ หก ลับไปติดยาซ้าํ ใหมอกี เปน มาตรการเสริม ทส่ี นบั สนุนมาตรการทางการแพทย เพือ่ ใหผปู ว ยท่ไี ดร บั การรกั ษาใหหายขาดจากยาแลว อยอู ยางปลอดภยั จากยาเสพตดิ ไดยาวนานข้นึ กอนท่ีจะหวนกลบั ไปตดิ ยาอีก

107 การปอ งกนั ขน้ั ที่สามจะอาศยั มาตรการทุกชนดิ ที่มุงใหผตู ดิ ยาหายจากอาการตดิ ยาทางจิต ดวยมาตรการฟนฟูจติ ใจ (Rehabilitation) ดวยวธิ ีจติ เวชบาํ บดั (Psychological therapy) การใหคําปรกึ ษา (Social counseling) กลมุ บําบัด (Group therapy) และนันทนาการบําบดั (Recreational therapy) เปนตน การปองกันผูต ิดยาเสพติดท่บี าํ บดั แลว ไมใหกลับไปติดยาใหมอีก ถอื เปนสวนหนึ่งของ งานดานการปองกันท่มี ุงลดความตองการยาลงดวยการสกัดกั้นไมใหก ลับไปใชยาอีก ซึ่งจะเปน การ ปอ งกนั ไมใหพ วกเขานํายาไปเผยแพรต อใหค นอน่ื ไดด วย โดยสรปุ แลว การปอ งกนั ขน้ั พ้นื ฐาน นน้ั เปน การปองกันมิใหมีการทดลองใชยา การใช ยาในทางที่ผดิ หรือมิใหมผี ูเ สพติดรายใหมๆ เกิดข้ึน การปองกนั ขน้ั ที่สองเปนการเรงรีบนําผทู ี่ติดยาแลว ไปบาํ บัดรกั ษา และการท่ีจะทําการปองกันการเสพติดไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพน้นั จําเปนตองมีความเขาใจ ในสาเหตุและองคประกอบของปญ หาการเสพตดิ เสียกอน องคประกอบที่ทาํ ใหเกดิ การติดยานั้น ไดแ ก คน ยา และปจจัยที่เอื้ออํานวยใหมีการตดิ ยา การวางแผนแกไขและปองกัน จึงจําตองศึกษาหาสาเหตุ เฉพาะและใหการปองกันใหตรงกับสาเหตุหลัก ดังนั้น การปองกันการเสพติดที่เจาะจงถึงสาเหตุน้ัน มีแนวทาง 3 แนวทาง ไดแก 1. การปอ งกันในวงกวา ง เปน การปองกนั โดยเนนเปาหมายท่ีสังคมโดยทั่วไปมุง สราง สังคมใหตระหนกั ถึงพษิ และภยั ของยา ลดความตอ งการของสังคม และลดการตอบสนองของยาเสพติด ซึ่งการดําเนินงานมีหลายรูปแบบ เชน การพัฒนาสุขภาพ การสรางเสริมศีลธรรม การใชกฎหมาย การพัฒนาสงั คม ฯลฯ กลวิธขี องการปอ งกนั ในแนวกวา ง ไดแ ก 1.1 การใหการศึกษาในการถายทอดความรู เพ่ือใหเกิดการเรียนรูทักษะและ ประสบการณใ นการสรางคุณภาพชีวิตและการไมพ ึ่งพายาเสพติด โดยเนนถึงการพัฒนาตนเองและจิตใจ ใหมคี วามเชอ่ื มนั่ วาตนเองมคี ณุ คา สรางสขุ นสิ ัย และฝกทักษะในการประกอบอาชพี 1.2 การใหขอ มูลและขา วสาร เปนการใหข อ มลู และขาวสารท่ีถูกตอ งของปญหา ยาเสพติด เพือ่ ใหช ุมชนไดวิเคราะห เลือกขอมูลและตดั สนิ ใจดว ยตนเองในการนําไปใชใหเกิดประโยชน ตอ ตนเอง 1.3 การจัดกิจกรรมทางเลือก ดวยการสงเสริมและสนับสนนุ ใหเ กิดกิจกรรมตาง ๆ ทีเ่ หมาะสมกบั พน้ื ฐานของบุคคลและชมุ ชน เพ่ือเปนทางเลือกในการใชเวลาชว ยเบีย่ งเบนความสนใจจาก พฤตกิ รรมทไี่ มเ หมาะสมและเปนการชวยพัฒนาทง้ั รา งกายและจิตใจ 2. การปอ งกันในวงแคบ มุงเนน เฉพาะบุคคลบางกลุม หรือชุมชนบางแหงที่เส่ียงตอ ปญหาการเสพติด กลวธิ ใี นการดาํ เนินงาน การปอ งกนั ในวงแคบ ไดแ ก 2.1 การฝกอบรม เปนการฝกอบรมแกกลุมแกนนาํ และกลุมประชาชนใหมีความรู ดา นการปอ งกนั การเสพตดิ การใชยาในทางท่ีถกู โดยมจี ุดประสงคใหกลุม แกนนําประยุกตค วามรูนน้ั ไป ปฏบิ ัติในชมุ ชนใหสอดคลองกับสภาพของทอ งถิน่ สวนกลุม ประชาชนน้ันใหมคี วามรูและมีพฤตกิ รรม ตอตา นการเสพตดิ โดยตรง

108 2.2 การรณรงค เปนการเผยแพรขาวสารโดยการระดมสื่อตา ง ๆ ภายใตขอบเขตที่ กําหนดไว ใหประชาชนเกดิ การตื่นตัว ตระหนักถึงปญ หาและเขา มามีสวนรวมในการแกป ญ หา 2.3 การปฏบิ ัตกิ ารทางสงั คม เปน วิธีการที่หวังผลของการเปลี่ยนแปลงอยา งรวดเรว็ เชน ขจัดแหลง ม่วั สุม กวาดลางแหลง ผลติ ฯลฯ 3. การปองกนั กรณีพิเศษ เปนการปองกนั ที่เนนในวงแคบทส่ี ุด โดยเปาหมายอยูที่ผูคา ผูติดยาเสพติด หรือผทู ม่ี ีความเสย่ี งสูง และครอบครวั เชน บคุ คลทกี่ าํ ลงั เผชิญกบั ปญ หาของตนเอง บุคคล ทคี่ รอบครัวแตกแยก ผตู ดิ ยาท่ผี านการถอนพษิ ยามาแลว กลวธิ ีในการปองกันในกรณีพเิ ศษน้ี ไดแ ก 3.1 การวเิ คราะหป ญ หา เพอื่ ใหผ ตู ิดยาไดท ราบเกี่ยวกับพฤติกรรมและปญหาของตน ในการติดยา 3.2 การใหค าํ ปรกึ ษาแนะนาํ เปนการใหแนวทางปฏบิ ัติสาํ หรับเลือกปฏบิ ัติในกรณที ี่ เกดิ ปญหาเพ่ือหลกี เลย่ี งการใชย าเสพตดิ 3.3 การใหคําปรึกษาแกครอบครัว เพ่ือลดความกดดันในครอบครัวลงและให แนวปฏบิ ัติแกค รอบครัวของผตู ดิ ยาเสพติดหรือผูท ีม่ ีความเสยี่ งสูงเพื่อลดปญ หาของตนเอง 3.4 การใหสุขศกึ ษา เปน การใหความรเู ร่ืองยาและสุขภาพอยา งถูกตอง เพ่ือปองกัน การกลับไปใชย าในทางท่ผี ิดอีก 3.5 การใหกําลังใจ เพ่อื เพ่ิมกําลังใจใหแกผูติดยาในขณะท่ีกําลงั เผชิญปญ หาท่อี าจ นําไปใชในทางท่ีผดิ อกี 3.6 การฝก อาชีพ เพอื่ เปนแนวทางในการดาํ รงชีวติ ตามความสามารถและความถนัด ของตนเปนการลดความกดดนั ดานเศรษฐกิจ และใชเ วลาวางใหเ ปน ประโยชน กลวิธีทุกอยางสามารถนําไปปฏบิ ัตพิ รอ มๆ กันไดหลายกลวิธไี มวา จะเปนการปองกัน ในระดบั ไหน หรือมวี ัตถุประสงคเพ่อื ปอ งกันมใิ หเ กดิ การใชยาในทางท่ผี ิด หรือปอ งกันการตดิ ซ้ําซ่งึ เปน หัวใจสําคัญของการปอ งกันและแกปญ หาการตดิ สารเสพติด ทุกฝายที่เกี่ยวของควรเขามามีสวนรวม ดาํ เนนิ การอยา งจริงจงั เรื่องที่ 3 กฎหมายที่เก่ยี วของกบั สารเสพตดิ “ยาเสพติดเปน ภัยตอชวี ติ เปนพิษตอ สงั คม” เปน คาํ กลา วทแ่ี สดงถึงภาพของยาเสพตดิ เปนอยา งดี ในปจ จุบนั ปญ หาเร่ืองยาเสพตดิ เปน ปญ หาทีท่ กุ ชาตใิ หค วามสําคญั เปนอยางมากในการปอ งกันและ ปราบปรามและถือวาเปน ความผิดสากลซ่ึงแตละชาตสิ ามารถจบั กุมและลงโทษผกู ระทาํ ความผดิ เกีย่ วกับ ยาเสพตดิ ไดท นั ที กฎหมายเกย่ี วกบั ยาเสพติดไดใ หความหมายของคาํ วายาเสพติดไวด ังน้ี “สารเคมีหรือวัตถุชนดิ ใด ๆ ซึ่งเม่ือเสพเขาสูรางกายไมวาจะโดยรบั ประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดวยประการใด ๆ แลวทําใหเกิดผลตอ รางกายและจิตใจในลักษณะสําคญั เชน ตองเพิ่มขนาดการเสพข้ึนเปน ลําดับ มอี าการถอนยาเมื่อขาดยา

109 มีความตองการเสพทงั้ ทางรา งกายและจิตใจอยา งรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยท่วั ไปจะทรดุ โทรมลง รวมถงึ พืชหรือสวนของพชื ที่เปน หรือใหผลผลิตเปนยาเสพตดิ ใหโทษ หรืออาจใชผลิตเปน ยาเสพติด ใหโ ทษและสารเคมที ใี่ ชใ นการผลิตยาเสพติดใหโทษดวย” จากความหมายของยาเสพติดทําใหทราบวา อะไรบางท่เี ขาลักษณะของยาเสพติด พชื อาจเปนยาเสพติดได ถาเสพแลว เกิดผลตอ รา งกายและจิตใจจน ขาดไมไ ด มิใชเฉพาะแตเ ฮโรอีน ซงึ่ เปน ส่ิงสงั เคราะหเ ทา น้ันทเี่ ปน ยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภทของยาเสพติดและบทลงโทษตามกฎหมาย ตามกฎหมายไดแ บง ประเภทของยาเสพติดใหโ ทษแบงออกเปน 5 ประเภท ประเภท 1 ยาเสพตดิ ใหโ ทษชนดิ รา ยแรง เชน เฮโรอีน ฝน เปนตน หา มมใิ หผูใด ผลิต จาํ หนาย นําเขา สง ออก หรอื มีไวใ นครอบครอง ซึ่งยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เวนแตเพ่ือประโยชนทางราชการตามท่ี รมต.ฯ อนญุ าตเปน หนังสือเฉพาะราย ผฝู าฝนระวางโทษตัง้ แต 1 ปถ ึงประหารชวี ิต แลว แตจาํ นวนยาเสพตดิ ท่จี ําหนา ยหรือมีไวใ นครอบครอง ประเภท 2 ยาเสพตดิ ใหโทษท่ัวไป เชน มอรฟน กฎหมายหามมิใหผใู ดผลิต นําเขา หรือสงออก ซ่ึงยาเสพติดใหโทษประเภท 2 แตสามารถ จาํ หนายหรอื มีไวในครอบครองไดเมื่อไดรับอนญุ าตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผูซ ง่ึ ไดรับมอบหมายหรอื สาธารณสุขจงั หวัด สาํ หรับการมีไวใ นครอบครองทีไ่ มเกินจํานวนที่จาํ เปนสาํ หรับ ใชร กั ษาโรคเฉพาะตัว โดยมีหนงั สือรับรองของผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมไมตองขออนญุ าต ผฝู าฝน ระวางโทษจําคุกไมเ กิน 5 ป ถงึ จําคกุ ตลอดชีวิตแลว แตความหนกั เบาของความผดิ ประเภท 3 ยาเสพติดใหโทษท่ีมียาเสพติดประเภท 2 เปนสวนผสมอยูดวย เชน ยาแกไอผสม โคเคอนี เปนตน กฎหมายหามมิใหผใู ดผลิต นําเขา หรอื สง ออก ซึ่งยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 3 เวนแตไดรับ อนญุ าต ซึ่งตองเปนรานคาที่ไดรับอนุญาตใหผลิต ขายนําหรือสงเขาในราชอาณาจักรประเภทยาแผน ปจ จบุ ันและมเี ภสัชกรประจาํ ตลอดเวลาที่เปดทาํ การ ผฝู าฝน ระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ 1 ป ถงึ จาํ คุกไมเ กิน 3 ป ประเภท 4 สารเคมที ่ใี ชในการผลิตยาเสพตดิ ใหโทษประเภท 1 หรอื ประเภท 2 กฎหมายหามมิใหผูใดผลิต นําเขา หรือสงออกหรือมไี วในครอบครอง ซ่ึงยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภท 4 เวน แตร ัฐมนตรอี นุญาต ผูฝา ฝนระวางโทษจําคกุ ตงั้ แต 1 ป – 10 ป ประเภท 5 ยาเสพตดิ ใหโ ทษทมี่ ไิ ดเขา อยูใ นประเภท 1 ถึงประเภท 4 เชน กญั ชา พชื กระทอมเปน ตน กฎหมายมิใหผูใดผลิต จําหนา ย นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครอง ซึ่งยาเสพตดิ ใหโทษ ประเภท 5 เวนแตรฐั มนตรอี นญุ าต ผฝู าฝน ระวางโทษจาํ คุกตั้งแต 2 ป – 15 ป

110 บทลงโทษเกีย่ วกับสารระเหย ตามพระราชกาํ หนดปองกันการใชส ารระเหย พ.ศ. 2533 กาํ หนด มาตรการควบคุมไมใหนาํ สาร ระเหยมาใชในทางท่ีผดิ ไวห ลายประการและกําหนดใหผฝู า ฝน ไมปฏิบัติตามมาตรการดงั กลา ว มคี วามผิด และตอ งรับโทษ ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั นี้ 1. กําหนดใหผผู ลิต ผนู าํ เขา หรือผูขายสารระเหย ตองจัดใหม ีภาพหรือขอความท่ีภาชนะบรรจุ หรือหบี หอบรรจุสารระเหย เพอ่ื เปนการเตอื นใหร ะวังการใชสารระเหยดังกลาว ผฝู า ฝนตอ งรบั โทษจําคกุ ไมเ กนิ สองปหรอื ปรับไมเกนิ สองหมื่นบาท หรือท้ังจําทง้ั ปรับ 2. หามไมใหผูใดขายสารระเหยแกผูท ี่มีอายุตํ่ากวาสิบแปดปบริบูรณ เวนแตเ ปนการขายโดย สถานศึกษาเพ่ือใชในการเรยี นการสอน ผฝู าฝน ตอ งรับโทษจาํ คกุ ไมเกนิ หนง่ึ ป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หน่ึงหมื่น บาท หรอื ทง้ั จาํ ท้ังปรับ 3. หา มไมใหผูใดขาย จัดหา หรือใหสารระเหยแกผอู ื่นซ่ึงตนรูหรือควรรูวา เปนผูติดสารระเหย ผฝู า ฝน ตองรับโทษจาํ คกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสองหมื่นบาท หรอื ท้ังจําทัง้ ปรับ 4. หามไมใหผ ูใดจูงใจ ชักนาํ ยุยงสงเสริม หรือใชอุบายหลอกลวงใหบุคคลอ่ืนใชสารระเหย บาํ บดั ความตองการของรางกายหรอื จิตใจ ผูฝาฝนตองรับโทษจําคกุ ไมเกินสองป หรือปรับไมเกินสอง หมื่นบาท หรือท้ังจําทั้งปรับ 5. หา มไมใ หผ ูใดใชสารระเหยบําบดั ความตอ งการของรา งกายหรือ จิตใจ ไมวาโดยวิธีสูดดมวิธี อนื่ ใด ผฝู าฝน ตองรับโทษจําคุกไมเกินสองปหรอื ปรับไมเกินสองหมนื่ บาท หรอื ทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั พึงระลกึ เสมอวา การเสพตดิ สารระเหย นอกจากจะเปนโทษตอรางกายแลว ยงั เปนการกระทําท่ี ผดิ กฎหมายดว ย ท้งั นี้ กฎหมายท่ีเก่ียวของกบั ยาเสพตดิ ทีม่ ีการออกพระราชบัญญตั แิ ละระเบียบตางๆ ใชกันอยูใน ปจจบุ นั มีหลายฉบับ ซึง่ สามารถจดั เปนกลมุ ๆ ได คอื 1. กฎหมายท่เี กี่ยวกับตวั ยา ไดแ ก 1.1 พระราชบัญญตั ยิ าเสพตดิ ใหโทษ พ.ศ. 2522 1.2 พระราชบัญญัตยิ าเสพติดใหโทษ (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2545 1.3 พระราชบญั ญัตวิ ตั ถุทอ่ี อกฤทธติ์ อจิตและประสาท พ.ศ. 2528 แกไ ขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2535 1.4 พระราชกาํ หนดปอ งกันการใชสารระเหย พ.ศ. 2533 1.5 พระราชบญั ญตั คิ วบคุมโภคภัณฑ พ.ศ. 2495 2. กฎหมายทีเ่ กี่ยวกับมาตรการ ไดแ ก 2.1 พระราชบัญญตั ิปอ งกนั และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 2.2 พระราชบัญญัตปิ องกนั และปราบปรามยาเสพตดิ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ.2545 2.3 พระราชบญั ญตั ิฟน ฟสู มรรภาพผตู ิดยาเสพติด พ.ศ.2545

111 ประชาชน นักเรียน นักศึกษาจึงควรศึกษาทําความเขาใจถึงขอกําหนดการกระทําผิดและ บทลงโทษท่เี กย่ี วกับยาเสพตดิ เพอื่ หลีกเลี่ยงการกระทําผิดพรอมทั้งควรแนะนําเผยแพรความรูดังกลาว แกเพ่ือน สมาชิกในครอบครัว และประชาชนในชุมชน ใหตระหนักถงึ โทษภัยของยาเสพติด รวมทั้ง รวมกนั รณรงคป องกนั การแพรระบาดสูเด็กและเยาวชนในชมุ ชน ตอ ไป ทัง้ น้ี การกระทาํ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไมว าจะกระทําในหรือนอกประเทศตองรับโทษใน ประเทศ ซึ่งถา รับโทษจากตา งประเทศมาแลว ศาลอาจลดหยอ นโทษใหตามสมควรและตามที่กลาวไวใน ตอนตน ถึงความจรงิ จังในการปองกันและปราบปรามยาเสพตดิ จึงมีการกําหนดใหการกระทําบางอยาง ตองรบั โทษหนักกวากฎหมายอ่ืน เชน กําหนดโทษใหผพู ยายามกระทาํ ความผิดตอ งระวางโทษเสมือน กระทาํ ความผดิ สาํ เร็จ ซงึ่ ตามกฎหมายอาญาผูพยายามกระทําความผิดจะรบั โทษเพียง 2 ใน 3 ของโทษมี กาํ หนดสาํ หรบั ความผดิ นั้นเทานั้น นอกจากนผี้ ูสนับสนุน ชว ยเหลือ ใหความสะดวกผูกระทําความผิด ตอ งระวางโทษเชนเดียวกับผูก ระทําความผิด และทรัพยสินท่ีไดมาจากการกระทาํ ความผดิ จะตองถูกศาล ส่ังริบ นอกจากพิสูจนไดว าทรัพยสินน้ันไมเก่ียวของกบั การกระทาํ ความผิด และในเรอ่ื งการสืบทราบ การกระทําผดิ เจาหนาทม่ี ีอํานาจเรยี กบุคคลใดใหถอ ยคําสงบัญชีเอกสารหรือหลกั ฐานใด ๆ ประกอบการ พจิ ารณาและมอี ํานาจเขาไปในเคหสถานเมอื่ ตรวจคนหลักฐานในกรณีมีเหตอุ ันควรสงสัยวามีการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เม่อื ตรวจสอบและพบหลกั ฐานการกระทําความผิดเกี่ยวกบั ยาเสพตดิ เจา หนาที่ มีอํานาจจบั กมุ และสอบสวนผูกระทําผิดและทําสํานวนฟองศาลตอไปตามกระบวนพิจารณาของศาล ซ่ึงโทษท่ีจะไดรับสําหรับผูกระทําความผิดจะเปนโทษท่หี นกั เน่ืองจากความผิดเก่ียวกับยาเสพติดเปน ความผิดรา ยแรงทแ่ี ตล ะชาตไิ ดใหค วามสาํ คญั ตามท่ีกลา วไวในขา งตน

112 บทท่ี 8 ทักษะชีวติ เพ่ือสุขภาพจิต สาระสาํ คญั มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกบั ความสําคัญของทักษะชีวติ ทงั้ 10 ประการ และสามารถนาํ ความรู ไปประยกุ ตใ ชในชีวิตประจาํ วันในการทํางาน การแกปญหาชีวติ ครอบครวั ของตนเองไดอยางเหมาะสม ตลอดจนสามารถนํากระบวนการทักษะชีวติ ไปใชในการแกปญ หาแกค รอบครวั ผอู น่ื ได ผลการเรยี นรูที่คาดหวัง 1. สามารถบอกถงึ ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชวี ติ ไดอ ยางถกู ตอง 2. สามารถอธิบายถึงทกั ษะชีวติ ท่ีจาํ เปน ในชวี ติ 3 ประการไดอ ยางถูกตอง ขอบขา ยเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของทักษะชีวิต เรื่องท่ี 2 ทกั ษะการตระหนักในการรูตน เรอื่ งที่ 3 ทักษะการจดั การกับอารมณ เรื่องที่ 4 ทักษะการจัดการความเครียด

113 เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของทกั ษะชีวติ ความหมายของทกั ษะชีวิต คําวาทักษะ (Skill) หมายถึง ความจัดเจนและความชํานิชํานาญในเร่ืองใดเรื่องหน่งึ ซ่ึงบุคคล สามารถสรางข้ึนไดจากการเรียนรู ไดแก ทกั ษะการอาชีพ การกีฬา การทํางานรวมกับผูอ่ืน การอาน การสอน การจดั การ ทักษะทางคณิตศาสตร ทกั ษะทางภาษา ทักษะทางการใชเทคโนโลยี ฯลฯ ซึ่งเปน ทกั ษะภายนอกทสี่ ามารถมองเหน็ ไดช ดั เจนจากการกระทาํ หรอื จากการปฏบิ ัติ ซ่ึงทักษะดังกลา วนัน้ เปน ทกั ษะท่ีจําเปนตอการดํารงชีวิตทจี่ ะทําใหผูมีทกั ษะเหลานั้นมีชวี ิตทด่ี ี สามารถดํารงชีพอยใู นสังคมได โดยมีโอกาสที่ดีกวาผูไมม ีทกั ษะดังกลาว ซ่ึงทกั ษะประเภทนี้เรียกวา Livelihood Skill หรือ Skill for Living ซ่งึ เปนคนละอยา งกบั ทกั ษะชีวิต ที่เรยี กวา Life Skill ดงั นนั้ ทักษะชีวติ หรอื Life Skill จึงหมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชงิ สงั คม จิตวิทยา (Psychosocial Competence) ที่เปนทักษะภายใน ที่จะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตาง ๆ ท่ีเกดิ ขน้ึ ในชวี ิตประจาํ วันไดอยางมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพรอมสําหรับการปรับตวั ในอนาคต ไมวาจะเปน เร่ืองการดูแลสุขภาพ เอดส ยาเสพตดิ ความปลอดภยั สง่ิ แวดลอม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ เพอ่ื ใหสามารถมีชีวติ อยูใ นสงั คมไดอยางมคี วามสขุ หรือจะกลา วงา ย ๆ ทกั ษะชีวิต ก็คือ ความสามารถใน การแกปญหาท่ีตอ งเผชิญในชีวิตประจําวัน เพ่ือใหอยูรอดปลอดภัยสามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมี ความสุขและเตรียมพรอ มสาํ หรับการปรบั ตวั ในอนาคต ความสาํ คัญของทกั ษะชวี ติ เนื่องจากสังคมปจจุบันมีความซับซอนในการดําเนินชีวิต เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยาง รวดเร็วในดานเศรษฐกจิ สังคม ขาวสารขอมูล และเทคโนโลยี มกี ารแขงขันและความขัดแยงมากขึ้น บุคคลมีความจําเปนตองปรับตัวใหทันตอความเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการแขงขัน สามารถสู กระแสวิกฤติตาง ๆ ไดอยางมเี หตมุ ีผล รูจักนําเทคโนโลยีมาใชเพ่อื พฒั นาตนและพัฒนาอาชีพ มีความ เขาใจสถานการณและมีวิจารณญาณในการเลือกรับเลือกปฏเิ สธ มคี วามสามารถควบคุมอารมณและ บรหิ ารความขัดแยง ทีเ่ กดิ ข้นึ ในวถิ ีชีวิต และมีคณุ สมบัติท่ีพงึ ประสงคในการอยูรวมกับผูอนื่ จงึ จะอยูใน สงั คมไดอยางมีความสุข ทักษะชีวิตท่ีจําเปน ทักษะชวี ิตจะมคี วามแตกตางกันตามวฒั นธรรมและสถานที่ อยางไรก็ตาม มีทกั ษะชีวิตอยูกลุม หน่งึ ท่ีถอื เปน หวั ใจสําคญั ท่ีทกุ คนควรมี โดยองคการอนามัยโลกไดกําหนดไว ดังนี้ 1. ทกั ษะการตัดสินใจ (Decision Making) เปน ความสามารถในการตดั สินใจเกยี่ วกับเร่ืองราวตาง ๆ ในชีวติ ไดอยางมรี ะบบ เชน ถา บุคคลสามารถตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั การกระทําของตนเองที่เก่ยี วกบั พฤติกรรม

114 ดา นสุขภาพ หรอื ความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการตัดสนิ ใจเลือกทางท่ี ถูกตอ งเหมาะสม กจ็ ะมผี ลตอการมีสขุ ภาพทีด่ ีท้งั รา งกายและจติ ใจ 2. ทกั ษะการแกป ญ หา (Problem Solving) เปนความสามารถในการจดั การกบั ปญหาท่เี กิดข้นึ ใน ชวี ิตไดอ ยางมีระบบไมเกดิ ความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลกุ ลามเปน ปญ หาใหญโ ตเกินแกไ ข 3. ทักษะการคดิ สรางสรรค (Creative Thinking) เปนความสามารถในการคดิ ท่จี ะเปน สวนชว ย ในการตดั สนิ ใจและแกไ ขปญหาโดยการคิดสรา งสรรค เพื่อคน หาทางเลอื กตาง ๆ รวมท้ังผลทจี่ ะเกิดข้ึน ในแตล ะทางเลอื ก และสามารถนาํ ประสบการณมาปรบั ใชในชวี ติ ประจาํ วนั ไดอยา งเหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยางมวี ิจารณญาณ (Critical Thinking) เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห ขอ มูลตา งๆ และประเมินปญหาหรือสถานการณท อี่ ยูรอบตัวเราท่มี ีผลตอ การดําเนินชีวิต 5. ทกั ษะการส่อื สารอยางมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เปนความสามารถในการ ใชคาํ พูดและทาทางเพือ่ แสดงออกถึงความรูสึกนึกคดิ ของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวฒั นธรรมและ สถานการณต า ง ๆ ไมวาจะเปนการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตองการ การแสดงความช่นื ชม การขอรอ ง การเจรจาตอ รอง การตักเตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ 6. ทักษะการสรางสัมพนั ธภาพระหวา งบุคคล (Interpersonal Relationship) เปนความสามารถใน การสรางความสัมพนั ธท ี่ดรี ะหวางกันและกัน และสามารถรักษาสัมพนั ธภาพไวไ ดยืนยาว 7. ทักษะการตระหนักรใู นตน (Self Awareness) เปนความสามารถในการคนหา รจู ักและเขาใจ ตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รคู วามตองการและส่ิงทไ่ี มต อ งการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหเรารู ตัวเองเวลาเผชญิ กับความเครยี ดหรอื สถานการณต าง ๆ และทักษะนยี้ ังเปน พืน้ ฐานของการพัฒนาทักษะ อื่น ๆ เชน การสอ่ื สาร การสรา งสมั พนั ธภาพ การตัดสนิ ใจ ความเหน็ อกเห็นใจผูอน่ื เปนตน 8. ทักษะการเขาใจและเห็นใจผอู ืน่ (Empathy) เปน ความสามารถในการเขา ใจความเหมอื นหรือ ความแตกตา งระหวางบคุ คล ในดานความสามารถ เพศ วยั ระดับการศึกษา ศาสนา ความเชอ่ื สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชว ยใหส ามารถยอมรับบุคคลอื่นทตี่ างจากเรา เกดิ การชวยเหลือบุคคลอื่นทด่ี อ ยกวา หรือไดรบั ความ เดอื ดรอ น เชน ผูตดิ ยาเสพตดิ ผูตดิ เชือ้ เอดส เปน ตน 9. ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ (Coping with Emotion) เปน ความสามารถในการรบั รูอารมณข อง ตนเองและผูอ่ืน รูว า อารมณม ีผลตอการแสดงพฤตกิ รรมอยางไร รวู ิธีการจัดการกับอารมณโกรธและความ เศราโศกที่สง ผลทางลบตอ รางกายและจติ ใจไดอ ยา งเหมาะสม 10. ทักษะการจัดการกับความเครียด (Coping with Stress) เปนความสามารถในการรับรถู ึง สาเหตขุ องความเครียด รูว ิธีผอนคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพ่ือให เกิดการเบย่ี งเบนพฤตกิ รรมไปในทางท่ถี ูกตอ งเหมาะสมและไมเกดิ ปญ หาดา นสขุ ภาพ

115 กลวธิ ใี นการสรา งทักษะชวี ิต จากทกั ษะชวี ิตท่ีจําเปน 10 ประการ สามารถแบง ไดเปน 2 สวน ดังน้ี 1. ทักษะชีวิตท่ัวไป คือ ความสามารถพื้นฐานท่ีใชเผชิญปญหาปกติในชีวิตประจําวัน เชน ความเครียด สุขภาพ การคบเพอื่ น การปรบั ตวั ครอบครวั แตกแยก การบรโิ ภคอาหาร ฯลฯ 2. ทักษะชวี ติ เฉพาะ คอื ความสามารถท่ีจําเปนในการเผชญิ ปญหาเฉพาะ เชน ยาเสพติด โรคเอดส ไฟไหม นํา้ ทว ม การถูกลวงละเมดิ ทางเพศ ฯลฯ เร่อื งท่ี 2 ทกั ษะการตระหนกั ในการรูตน การรูจักตนเอง เปน เร่อื งใกลต วั ทีด่ เู หมือนไมน าจะสําคัญอะไรทีเ่ ราจะตอ งมานั่งเรียนรูทําความ เขาใจ แตทวากลบั มาความสําคัญอยา งยิง่ ยวด เปรียบไดกับเสน ผมบังภเู ขาที่ทาํ ใหคนจาํ นวนมากท่ีแม มีความรมู ากมายทว มหัวแตเ อาตวั ไมรอด เนอ่ื งจากสงิ่ หนึ่งท่ีเขาไมร ูเ ลยนั่นคือ การรจู กั ตวั ตนของเขา อยา งถองแทน ั่นเอง ทั้ง ๆ ทีใ่ นความเปนจริงแลว การรจู กั ตนเองนบั เปนพ้ืนฐานสําคญั ท่เี ราควรเรียนรเู ปนอันดับแรก สุดในชวี ติ เนอ่ื งจากการรูจ กั ตนเองจะนําไปสูการมเี ปา หมายท่ีชดั เจนในการดาํ เนินชีวิต เนอื่ งจากรวู า ตนมี ความถนดั ความชอบและความสามารถในดานใด ดงั น้ัน จึงรูวา ตนควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร ควรแสวงหาความรูอะไรเพิ่มเตมิ การรูจักวิธเี ฉพาะตัวทต่ี นถนดั ในการพัฒนาทักษะการเรียนรูใ นดา นตา งๆ ของตนเองใหเปน ไป อยางมีประสิทธิภาพ อาทิ รูเทคนิคการเรียนหนังสอื ของตนวาควรใชวิธีใดจึงประสบผลสําเร็จ รตู วั วา ความจาํ ไมดี จงึ ตองใชว ธิ จี ดอยา งละเอียดและทบทวนบทเรียนอยา งสมํ่าเสมอ เปนตน จุดออนในชวี ิตไดร บั การแกไ ขอยา งทนั ทว งที อาทิ เมื่อเรารตู วั วาเปน คนใจรอ น เมอื่ มีเหตุการณที่ เรารูส าเหตุหากอยูในสถานการณเ ชน นีอ้ าจนาํ ไปสกู ารใชความรนุ แรงได ดังนัน้ เราจึงเลือกท่ีจะแยกตัว ออกมานั่งสงบสตอิ ารมณเพอื่ คดิ หาวิธีการแกไ ขที่ดที ี่สดุ การพัฒนาทกั ษะการแกไขปญ หาทเ่ี กดิ ข้ึนในชวี ติ อยางมีประสิทธภิ าพ เน่ืองจากรูวาปญหานน้ั มี สาเหตุมาจากตนหรอื ไม และรวู า ตนเองควรปรบั อารมณเ ชน ใด เมอ่ื ยามเผชิญปญ หาและควรหาวธิ กี ารใด ทีเ่ หมาะสาํ หรับตนเองมากท่ีสดุ ในการแกปญหาใหล ลุ วงไปไดดว ยดี การคนพบความสุขท่ีแทจริงในสิ่งท่ีตนเลือกทํา เนือ่ งจากรูวาอะไรท่ีทาํ แลว จะทําใหตนเองมี ความสขุ ได นาํ ไปสูการเรียนรูแ ละเขา ใจผูอื่นไดมากยงิ่ ขึน้ อันเปน การลดปญ หาความขดั แยงและนําไปสู มติ รภาพท่ีดีตามมา ตรงกันขามกับผูท่ีไมรูจักตนเอง ซึ่งมักใชชีวิตโดยปลอยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบ ทําตามคนรอบขา ง โดยขาดจุดยืนทีช่ ัดเจน เชน แสวงหาความสุขในชีวติ ดวยการไปเทยี่ วเตรกับเพื่อน เสพยาเสพตดิ การเลอื กคณะทจ่ี ะสอบเขา มหาวิทยาลัยตามคานยิ มขณะนนั้ หรอื เลือกตามเพื่อน สุดทายเขา จึงไมสามารถพบกับความสุขท่แี ทจรงิ ในชวี ิตไดและนําไปสูปญหามากมายตามมา นอกจากนี้ คนที่

116 ไมรจู ักตนเองยามเม่อื ตอ งเผชญิ หนากับปญหา โดยมากแลว มักจะไมด ูวา ปญหาที่เกดิ ข้นึ นั้นมาจากตนเอง หรือไม แตมักโทษเหตกุ ารณห รือโทษผูอ่ืนเอาไวก อ น จงึ เปน การยากท่ีจะแกปญหาใหล ุลวงไปไดด วยดี ทักษะการรูจักตนเองจึงเปนทักษะสําคญั ท่ีเราทุกคนตองเรียนรูและฝก ฝน เน่ืองจากการรูจัก ตนเองนั้นไมไ ดเ ปน เร่อื งทนี่ ั่งอยเู ฉยๆ แลวจะสามารถรูขน้ึ มาไดเ อง แตต องผานกระบวนการบมเพาะผาน ประสบการณต า งๆ การลองผิดลองถูก ความผิดหวัง เจ็บปวด ความผิดพลาดลมเหลวตางๆ เพือ่ ท่ีจะตก เปนผลึกทางปญญาในการรจู ักตนเอง รวมทั้งผานการปฏสิ มั พนั ธกับบุคคลรอบขาง ซึ่งถือเปนกระจก สะทอ นชั้นดใี หเ ราไดเรยี นรจู ักตนเอง โดยย่งิ รจู กั ตนเองเรว็ เทาไรยิง่ เปน การไดเปรียบในการออกสตารท ไปสเู ปาหมายชีวติ ไดเ ร็วเทา น้นั รวมท้ังยังเปน รากฐานสําคัญในการใชชวี ติ อยา งมีความสขุ และ ประสบความสําเร็จทามกลางปญ หาและแรงกดดนั ตาง ๆ การฝกฝนทักษะการรจู กั ตนเองจึงควรเร่มิ ตัง้ แตว ัยเยาว โดยพอแมเปน บุคคลสําคญั แรกสดุ ในการ ชวยลูกคนหาตนเอง โดยเร่ิมจากเปด โอกาสที่หลากหลาย พอแมควรสรางโอกาสที่หลากหลายในการให ลกู ไดเ รยี นรทู ดลองในสิง่ ตา ง ๆ ใหม ากทสี่ ดุ อาทิ การทาํ งานบา น กิจกรรมตาง ๆ ทีล่ ูกสนใจ โดยพอแม ทาํ หนา ท่ีเปนผูสนับสนุน อํานวยความสะดวกในการใหล ูกไดเ รียนรจู ากประสบการณต าง ๆ อยางไร กต็ าม กจิ กรรมดังกลาวพอแมควรคัดกรองวาเปนกจิ กรรมที่สรางสรรคและปลอดภัยสาํ หรับลกู หรือไม อาทิ การทํางานอาสาสมคั รตาง ๆ การเขา คายอาสาพัฒนา การเขาคา ยกีฬา ไมใชตามใจลูกทุกเร่ือง เชน ลูกขอไปเกบ็ เกีย่ วประสบการณจ ากแกงมอเตอรไซค หรอื ขอไปเที่ยวกลางคนื หาประสบการณทางเพศ เปนตน ซึ่งเปนกิจกรรมที่ไมสรางสรรคและอาจเกิดอันตรายกับลูกได ใหอิสระในความคิดและ การตัดสนิ ใจ พอ แมไมค วรเปนนกั เผด็จการทคี่ อยบงการชีวติ ลูกไปทกุ เรื่อง อาทิ พอแมอยากเรยี นแพทย แตส อบไมตดิ จงึ ฝากความหวงั ไวกบั ลูก พยายามสรางแรงกดดันและปลูกฝง ความคิดใหลกู ตอ งสอบเขา คณะแพทยใหได เพื่อทําความฝนของพอแมใหเปนจริง โดยไมคํานึงวาลูกจะชอบหรือมีความถนัด ในดานนี้หรือไม พอแมท่ีปรารถนาใหลูกรูจักตนเองจึงควรเปดโอกาสใหลูกไดสามารถตัดสินใจ ในการเลอื กสิ่งตาง ๆ ไดดวยตัวเอง โดยพอ แมท ําหนา ทคี่ อยช้ีแนะอยูหาง ๆ ถงึ ขอดี ขอเสีย ประโยชน หรือโทษ ทล่ี กู จะไดรับผานการตดั สินใจนนั้ ๆ ซึ่งหากพอแมเหน็ วาการตดั สนิ ใจของลูกเปนไปในทาง ทีไ่ มถูกตอ งและอาจจะนําไปสอู ันตรายได พอ แมส ามารถใชอํานาจในการยับย้ังการกระทําดังกลาวได โดยชแี้ จงถงึ เหตผุ ลใหลูกไดเขาใจ เปนกระจกสะทอ นใหล ูกเห็นตนเอง พอแมตอ งทําหนาทเ่ี ปน กระจกเงา สะทอ นใหลกู ไดเห็นตนเองในมมุ ตา ง ๆ ท้ังจดุ ออน จุดแข็ง จุดดี จุดดอย โดยหลักการสําคัญ คือ ผิดจาก ความเปนจรงิ หรอื อาจรูจกั ตนเองอยางผดิ ๆ ผา นคาํ พูดของคนรอบขา ง เพือ่ นฝูง ครู อาจารย ซงึ่ อาจทําให ลูกมองตนเองดอยคา เกดิ เปนปมดอยในจติ ใจ โดยมงี านวิจยั ยืนยันวา หากพอแมป ลอ ยใหลูกมีความเขา ใจ ทผ่ี ิด ๆ เก่ียวกับตัวเองในเรอ่ื งตา ง ๆ ทงั้ ๆ ทไ่ี มไ ดเปน ความจรงิ และหากไมม ีการรบี ปรบั ความเขาใจ ทผี่ ิด ๆ นั้นโดยเร็ว สิง่ ท่ีลูกเขาใจเกย่ี วกับตนเองผดิ ๆ น้ันจะกลบั กลายเปน ความจริงในที่สดุ

117 ตวั อยา งเชน ลกู อาจโดนครูทีโ่ รงเรียนตอวา เร่ืองผลการสอบวชิ าคณติ ศาสตรทล่ี กู สอบตก วาเปน เดก็ ไมฉ ลาด ทัง้ ๆ ท่พี อแมเ ห็นลูกพยายามอยางเต็มที่แลวในวิชาน้ี ในกรณีดงั กลาวพอ แมควรทําหนาที่ เปนกระจกสะทอนใหล กู เหน็ ในมมุ ท่ีถูกตอ งและใหกาํ ลงั ใจวาลูกมีจดุ แข็งท่พี อแมภาคภมู ิใจในเร่อื งของ ความตัง้ ใจจริง ความขยันหมนั่ เพยี ร แตอ ยางไรก็ตามทผ่ี ลการเรียนออกมาเชนน้ีอาจเพราะลูกไมถนดั ใน วิชาดังกลา ว และใหลูกพยายามตอ ไปอยา ทอ ถอย อยา งไรกต็ ามหากพอแมไ มมีการปรับความเขา ใจในการ มองตนเองของลูกในเรื่องน้ี ลูกจะตอกยํ้าตัวเองเสมอวาเปนคนหัวทึบ และเขาจะไมมีวันประสบ ความสาํ เรจ็ ในชีวิตการเรียนไดเ ลย กระตุกใหล ูกไดคิดวิเคราะหตนเอง โดยการหมนั่ สังเกตพฤตกิ รรม อารมณข องลูก ในสภาวะตาง ๆ หรือจากเหตุการณต าง ๆ และเรม่ิ ตั้งคําถามกับลูกเมื่อการเรียนรตู นเอง แทนการโทษผูอ ืน่ หรือโทษสถานการณ ตวั อยางเชน เมือ่ ลกู ทาํ ขอ สอบไดคะแนนไมดี แลว โทษวาเพราะครูสอนไมร ูเรือ่ ง หรอื อางวายังมี เพอื่ นทเี่ รยี นแยกวา เขาอีก พอแมควรกระตนุ ใหลูกไดคิดวา เราไมควรไปเปรยี บเทียบกบั ผูทเ่ี รยี นแยก วา หรือโทษวาครูสอนไมรูเรอ่ื ง พรอมกับใหล ูกวิเคราะหต ัวเองถึงจุดออนจุดแข็ง เชน ลูกมีจดุ ออ นเร่ือง ระเบยี บวนิ ัย การบรหิ ารเวลาในการอา นหนงั สอื หรือไม เพราะท่ีผานมาพอแมไ มเหน็ วาลกู จะตัง้ ใจอา น หนังสือหรอื ทบทวนบทเรียนเลย แตมาเรง อา นตอนใกลส อบ ดังน้ัน ในการสอบครงั้ ตอไปลูกตองวาง แผนการเรียนใหดีและขยนั ใหม ากกวานี้ เปนตน การสอนและเตือนสติ พอแมเ ปน ผทู เี่ ห็นชีวิตของลูกใกลชดิ ทส่ี ดุ และมคี วามสามารถในการเขา ใจความเปนตวั ตนของเขามากที่สดุ ซ่งึ ในความเปน เดก็ ลกู เองยงั ไมสามารถท่ีจะแยกแยะทําความรูจ ักกับ พฤติกรรมหรอื อารมณต า ง ๆ ท่ีตนแสดงออกมาได โดยพฤติกรรมบางอยา งของลูกหากพอ แมปลอยปละ ละเลยไมส ัง่ สอนเตือนสติแตเ นนิ่ ๆ พฤติกรรมน้นั ๆ อาจบม เพาะเปนนิสัยแย ๆ ท่ตี ดิ ตัวลกู ไปจนโต และ ยงิ่ โตย่ิงแกย าก เขา ทาํ นองไมอ อนดดั งา ยไมแกดัดยาก ดังน้ัน พอแมจึงตองสง่ั สอนและเตอื นสติลูกทนั ที ในพฤตกิ รรมทไี่ มพงึ ประสงคต า ง ๆ พรอมช้ใี หล กู เห็นถึงความรายแรงและหาแนวทางแกไขรวมกัน ตัวอยางเชน พอแมเห็นวาลูกมีอุปนิสัยเปนคนเจาอารมณ โกรธงาย พอแมควรพูดคุยกับลูก ถงึ จุดออนขอนวี้ าจะสง ผลเสียอยางไรกบั ชวี ิตของเขาในระยะยาว พรอ มท้งั หาวิธีการรวมกนั ในการฝกฝน ใหลูกรูเทาทันอารมณของตน ไมตอบสนองตอเหตุการณตาง ๆ อยางผิด ๆ โดยใชอารมณความรูสึก นําหนา อาทิ สอนใหลูกหลีกเล่ียงตอสถานการณทมี่ ากระตุนอารมณโกรธ สอนลกู ใหต อบสนองอยา ง ถกู ตองเม่ือโกรธ โดยการเดินไปหาท่ีเงียบ ๆ สงบสตอิ ารมณกอ นแลวคอยมาพดู คุยกนั ทาทายลูกให ทําลายสถิติตนเองใหโกรธชาลง เชน แตเดิมเมื่อพบเหตกุ ารณที่ไมสบอารมณจะโกรธข้ึนมาทันที ครั้ง ตอไปควรฝกใหโ กรธชาลง เปน ตน การเรียนรจู กั ตนเองอยางถอ งแท นับเปน กระบวนการเรียนรูที่สําคัญมากยิ่งกวา การเรียนรูใด ๆ การเรียนรูจกั ตนเองเปนกระบวนการเรยี นรูระยะยาวตลอดทั้งชีวิต อนั นํามาซ่ึงความสุขและเปนรากฐาน ของความสาํ เรจ็ ในชวี ติ โดยพอ แมเ ปน บคุ คลสาํ คัญ ผเู ปดโอกาสใหลูกไดเ รียนรูจ ักตนเองและเปนกระจก บานแรกท่สี ะทอนใหลกู ไดเหน็ อยา งถกู ตอ งวา ตวั ตนทแ่ี ทจ ริงของเขานนั้ เปนเชน ไร

118 เร่อื งท่ี 3 ทกั ษะการจัดการกับอารมณ อารมณเปนพลังที่ทรงอํานาจอยางหน่ึงของมนุษย อารมณอาจเปนตนเหตุของสงคราม อาชญากรรม ความขัดแยงเรื่องเชื้อชาติ และความขัดแยงอนื่ ๆ อีกหลายชนิดระหวางมนุษยดวยกัน ในทางตรงกันขามอารมณเปนนํ้าทิพยของชีวิต ทําใหทุกสิ่งทุกอยางสวยงามและนาอภิรมย ความรัก ความสนกุ สนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรอื ความตลกขบขัน ลว นแตทําใหช ีวิตมีคุณคาและ ความหมายท้งั สนิ้ อารมณม ีความสาํ คัญเชนเดยี วกับการจูงใจดังไดก ลาวแลว อารมณ คือ หลายส่ิงหลายอยาง ในทศั นะหน่ึง อารมณ คอื สภาวะของรา งกายซ่ึงถูกยั่วยุ จนเกิดมกี ารเปล่ยี นแปลงทางสรีระวิทยาหลาย ๆ อยาง เชน ใจสน่ั ชีพจรตนเร็ว การหายใจเร็วและแรงข้ึน หนาแดง เปนตน ในอีกทัศนะหนึ่ง อารมณ คือ ความรูส ึก ซ่งึ เกดิ ขึน้ เพยี งบางสวนจากสภาวะของรางกายท่ีถูกย่วั ยุ อาจเปนความรูส กึ พอใจหรอื ไมพ อใจ กไ็ ด อามรณยงั เปน สง่ิ ที่คนเราแสดงออกมาดว ยนา้ํ เสยี ง คําพดู สีหนา หรอื ทาทาง วิธจี ัดการกับอารมณ 1. มองโลกในแงดี เมื่อเรามคี วามคิดทที่ ําใหซมึ เศรา เชน “ฉันทาํ วิชาคณิตศาสตรไมได” ใหค ดิ ใหมวา “ถาฉันไดร บั ความชว ยเหลือทถ่ี กู ตองฉนั ก็จะทําได” แลวไปหาครู ครูพเิ ศษ หรือใหเพอ่ื นชว ยตวิ ให 2. หาสมุดบันทึกสักเลมไวเขียนกอนเขานอนทุกวัน ในสมุดบนั ทกึ เลม น้ี หามเขยี นเรื่องไมดี จงเขยี นแตเร่ืองดี ๆ ท่เี กดิ ขึ้นในวันนัน้ ตอนแรกอาจจะยากหนอย แตใ หเ ขียน เชน มคี นแปลกหนายิ้มให ถา ไดล องตง้ั ใจทํา มนั จะเปลยี่ นความคดิ ใหเรามองหาแตเร่ืองดี ๆ จากการศกึ ษาพบวา คนท่คี ดิ ฆา ตวั ตายมี อาการดขี ึ้นหลงั จากเรม่ิ เขียนบันทึกเร่ืองดี ๆ ไดเพยี งสองสัปดาห 3. ใชเ วลาอยกู บั คนทท่ี าํ ใหเ ธอหัวเราะได 4. ใสใจกับความรูส ึกของตนเองในเวลาแตล ะชวงวนั การตระหนักรูถึงอารมณข องตวั เองจะทํา ใหเ ราจับคงู านท่ีเราตอ งทํากบั ระดบั พลงั งานในตวั ไดอยา งเหมาะสม เชน ถา เรารูสึกดีทสี่ ุดตอนเชา แสดง วา ตอนเชา คือ เวลาจดั การกบั งานเครยี ด ๆ เชน ไปเจอเพอ่ื นทีท่ ํารา ยจติ ใจเรา หรือคุยกับครูท่ีเราคิดวา ให

119 เกรดเราผิด ถา ปกติเราหมดแรงตอนบา ย ใหเ กบ็ เวลาชวงนนั้ เอาไวทาํ กจิ กรรมท่ีไมต องใชพลังทางอารมณ มาก เชน อานหนังสอื หรืออยูก บั เพื่อน อยาทําอะไรเครยี ดๆ เวลาเหน่อื ยหรือเครียด 5. สังเกตอารมณตัวเองในเวลาชวงตาง ๆ ของเดือน ผูหญิงบางคนพบวา ชวงเวลาที่ตัวเอง อารมณไ มดสี ัมพนั ธกบั รอบเดือน 6. ออกกําลงั กาย การออกกําลงั กายชวยใหเราแขง็ แรงทง้ั รา งกายและจิตใจ การออกกําลังกาย อยางนอ ยแคว นั ละ 20 นาที สามารถทําใหรสู กึ สงบและมีความสุขได การออกกาํ ลังกายจะชวยเพ่ิมการ ผลิตเอนดอรฟ นของรางกายดว ย เอนดอรฟ น เปนสารเคมใี นรา งกายที่ทําใหเกิดความรูสกึ ดีและมีความสขุ ตามธรรมชาติ โดยไมตองพึ่งยาเสพติด 7. รจู ักไตรต รอง แยกแยะ 8. ฟง เพลง งานวิจัยชนิ้ หนึง่ พบวา จังหวะของเสียงเพลงชวยจัดระเบียบความคิดและความรูสึก ม่นั คงภายในจิตใจ และชวยลดความตงึ เครียดของกลามเนอ้ื 9. โทรหาเพื่อน การขอความชวยเหลือทาํ ใหค นเรารูสกึ ผกู พนั กบั คนอนื่ และรูสึกโดดเด่ยี วนอยลง 10. การโอบกอดชวยใหรางกายหล่ังฮอรโมนท่ที ําใหรูสึกดีออกมา ซ่ึงจะชวยใหเรารับมือกับ อารมณไ ด อยูทา มกลางคนทมี่ คี วามสขุ อารมณด ีเปนโรคติดตอ แนวทางในการจัดการกับอารมณท างเพศของวัยรุน การจดั การกับอารมณท างเพศของวยั รุน มแี นวทางการปฏิบตั ทิ ่ีสาํ คญั อยู 2 ลกั ษณะ ประกอบดว ย แนวทางการปฏิบัตเิ พอ่ื ระงบั อารมณท างเพศ และแนวทางการปฏิบัตเิ พื่อผอ นคลายความตอ งการทางเพศ แนวทางการปฏิบตั เิ พือ่ ระงบั อารมณทางเพศ แนวทางการปฏิบตั เิ พ่อื ระงบั อารมณท างเพศ หมายถงึ ความพยายามในการท่ีจะหลีกเลยี่ งตอสง่ิ เรา ภายนอกที่มากระตนุ ใหเ กดิ อารมณทางเพศทเี่ พ่มิ มากข้นึ 1. หลีกเลี่ยงการดหู นังสือหรอื ภาพยนตรหรอื สื่อ Internet ทม่ี ภี าพหรือขอ ความทแ่ี สดงออกทาง เพศ ซ่งึ เปน การยวั่ ยุใหเ กิดอารมณท างเพศ 2. หลีกเลี่ยงการปฏบิ ัติหรือทําตัวปลอ ยวางใหค วามสบายเกนิ ไป เชน การนอนเลน ๆ โดยไม หลับ การนง่ั ฝน กลางวนั หรอื นง่ั จนิ ตนาการทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งเพศ 3. หลกี เลย่ี งสถานการณทก่ี อใหเ กิดโอกาสการถูกสัมผสั ในลกั ษณะตา ง ๆ กบั เพศตรงขา ม 4. ซ่งึ การกระทาํ ดังกลาวมกั กอ ใหเกิดอารมณทางเพศได เชน การจับมือถือแขน (10%) การกอด จูบ (60%) การลูบคลํา (80%) การเลาโลม (100%) 5. หลีกเลยี่ งและรูจักปฏิเสธเมอ่ื ถกู ชกั ชวนใหเ ท่ียวเตรพ กั ผอ นในแนวทางกระตนุ ใหเ กดิ อารมณ ทางเพศ เชน สถานท่ีทอ งเทย่ี วกลางคนื การด่ืมแอลกอฮอล เครื่องดื่มมนึ เมาตา ง ๆ ซึ่งสามารถนําพาไปสู การเกดิ อารมณทางเพศได

120 เรือ่ งท่ี 4 ทักษะการจดั การความเครยี ด ความเครียดคือ การหดตัวของกลามเนื้อสวนใดสวนหน่ึงหรือหลายสวนของรางกายน่ันเอง ซึง่ ทกุ คนจําเปน ตองมีอยูเสมอในการดาํ รงชีวิต เชน การทรงตัวเคล่ือนไหวทั่ว ๆ ไป มีการศึกษาพบวา ทุกคร้ังท่ีเราคิดหรือมีอารมณบางอยางเกิดข้ึนจะตองมีการหดตัว เคล่ือนไหวของกลามเนื้อแหงใด แหงหนง่ึ ในรางกายเกิดข้ึนควบคูเสมอ ความเครียดมีท้ังประโยชนแ ละโทษ แตความเครยี ดท่ีเปนโทษน้ัน เปนความเครียดชนิดที่เกิน ความจาํ เปน แทนท่จี ะเปนประโยชนก ลับกลายเปน อปุ สรรคและอนั ตรายตอชีวิต เม่ือคนเราอยูในภาวะ ตงึ เครยี ดรา งกายจะเกดิ ความเตรียมพรอมท่จี ะ “ส”ู หรือ “หน”ี โดยท่รี างกายมีการเปลี่ยนแปลงตา ง ๆ เชน หวั ใจเตนแรงและเรว็ ข้ึน เพ่ือฉีดเลอื ดซง่ึ จะนําออกซิเจนและสารอาหารตา ง ๆ ไปเล้ียงเซลลทั่วรางกาย พรอมกับขจัดของเสียออกจากกระแสเลือดอยางเร็ว การหายใจดขี ้นึ แตเปนการหายใจต้ืน ๆ มีการขับ อดรนี าลีนและฮอรโมนอืน่ ๆ เขาสูกระแสเลอื ด มา นตาขยายเพ่ือใหไ ดรับแสงมากข้ึน กลามเน้ือหดเกร็ง เพอ่ื เตรยี มการเคลอ่ื นไหว เสนเลือดบริเวณอวัยวะยอ ยอาหารหดตัว เหงื่อออก เพราะมีการเผาผลาญอาหาร มากขึ้น ทําใหอุณหภูมิของรางกายเพ่ิมขึ้น เม่ือวิกฤติการณผานพนไปรางกายจะกลับสูสภาวะปกติ แตค วามเครียดที่เปน อนั ตราย คือความเครียดท่ีเกิดขึ้นมากเกินความจําเปน เม่อื เกดิ แลวคงอยูเ ปน ประจํา ไมล ดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึ้นโดยไมม เี หตกุ ารณท ่ีเปน การคุกคามจรงิ ๆ

121 ผลของความเครยี ดตอชวี ิต ผลตอ สุขภาพทางกาย ไดแ ก อาการไมสบายทางกายตา ง ๆ เชน ปวดหวั ปวดเม่ือยตามสวนตาง ๆ ของรา งกาย ความผดิ ปกตขิ องหวั ใจ ความดนั โลหิตสงู โรคกระเพาะอาการทอ งผูกทอ งเสียบอ ยนอนไมหลับ หอบหดื เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ ผลตอสุขภาพจิตใจ นําไปสูความวิตกกังวล ซึมเศรา กลัวอยางไรเหตุผล อารมณไมมั่นคง เปล่ียนแปลงงายหรือโรคประสาทบางอยาง สาเหตขุ องความเครียด - สภาพแวดลอมทว่ั ไป เชน มลภาวะ ไดแก เสียงดังเกินไปจากเครอื่ งจักร เคร่อื งยนต อากาศ เสียจากควนั ทอไอเสีย นํา้ เสยี ฝนุ ละออง ยาฆา แมลง การอยกู นั อยา งเบยี ดเสียดยัดเยียด เปนตน - สภาพเศรษฐกิจท่ไี มน า พอใจ เชน รายไดน อ ยกวารายจา ย เปน ตน - สภาพแวดลอมทางสังคม เชน การสอบแขงขันเขาเรียน เขา ทํางาน เลื่อนขั้น เลื่อนตําแหนง เปน ตน - มสี มั พนั ธภาพกับคนอนื่ ๆ ที่ไมร าบรนื่ มกั มขี อขดั แยง ทะเลาะเบาะแวงกบั คนอืน่ เปน ปกตวิ ิสยั - ความรูสึกตนเองต่ําตอยกวา คนอื่น ตองพยายามตอ สเู อาชนะ - ตองการมีอํานาจเหนือผูอ่นื วิธลี ดความเครียด มหี ลายวิธี 1. วิธีแกไขที่ปลายเหตุ ไดแ ก การใชยา เชน ยาหมอง ยาดม ยาแกปวด ยาลดกรดในกระเพาะ ยากลอ มประสาท แตว ธิ ีการดังกลา วไมไ ดแ กไ ขความเครยี ดที่ตน เหตุ อาจทาํ ใหความเครยี ดน้นั เกิดขึน้ ไดอ กี 2. วิธแี กไขที่ตน เหตุ ไดแก แกไขเปล่ียนแปลงวถิ ชี วี ติ ทีเ่ อื้ออาํ นวยตอการกอ ใหเกิดความเครยี ด เชน หางานอดเิ รกท่ีชอบทําฝกออกกําลงั กาย บริหารรางกายแบบงาย ๆ เปนตน 3. เปล่ียนแปลงนิสัยและทัศนคตติ อการดําเนนิ ชีวิต เชน ลดการแขงขัน ผอนปรน ลดความ เขมงวดในเรือ่ งตางๆ 4. หาความรูความเขา ใจเกยี่ วกับโภชนาการ 5. สํารวจและเปลี่ยนแปลงทัศนคตติ อตวั เองและผูอนื่ เชน มองตัวเองในแงดี มองผูอนื่ ในแงดี เปน ตน 6. สํารวจและปรับปรุงสมั พนั ธภาพตอ คนในครอบครวั และสงั คมภายนอก 7. ฝกผอนคลายโดยตรง เชน การฝกหายใจใหถกู วธิ ี การฝกสมาธิ การออกกําลังกายแบบงายๆ การฝก ผอนคลายกลา มเน้ือ การนวด การสํารวจทา น่งั นอน ยนื เดนิ การใชจ ิตนาการ นกึ ภาพทีร่ นื่ รมย เมื่อเกดิ ความเครียดขนึ้ มา ลองพยายามนกึ ทบทวนดูวา เกิดจากสาเหตุอะไร และเลอื กใชวิธีลด ความเครียดดังกลาวท่ีกลาวมาวิธีใดวิธีหนง่ึ หรือหลายวิธรี ว มกัน อาจทําใหความเครยี ดผอนคลายหรือ ไมเ ครยี ดเลยกไ็ ด

122 กจิ กรรม เขยี นตอบคาํ ถามดา นลา งในกระดาษและนําเสนอในชัน้ เรียน 1. ความสาํ คญั ในการตระหนกั รูในตนเองมีผลตอ การดาํ เนนิ ชีวิตอยา งไร 2. เราสามารถจัดการกบั อารมณโ กรธไดอยางไร 3. ความเครยี ดสงผลตอสุขภาพอยางไร และเราสามารถจดั การกับความเครยี ดทาํ ไดอยา งไร

123 บทท่ี 9 อาชีพจําหนายอาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสุขาภิบาล ประเทศไทยมผี ลผลิตจาการเกษตรกรรมประเภทอาหารที่หลากหลาย ซึ่งขึ้นอยกู ับศักยภาพ แตละภูมิภาคทแ่ี ตกตางกนั ไป การนาํ ผลผลิตจาการเกษตรมาแปรรูปเปนผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูป แลว กระจายสินคาสตู ลาดผูบริโภคตลาดภายในประเทศ ตลาดอาเซยี น และตลาดในภูมิภาคอ่ืนทัว่ โลก เปน อกี ชอ งทางหน่ึงทท่ี ําใหเ กดิ อาชพี สาํ หรบั ผทู ี่สนใจ การถนอมอาหารในปจจบุ ันใชวิวัฒนาการทางเทคโนโลยเี พ่ือแปรรูปวตั ถดุ บิ จํานวนมากพรอ ม ๆ กันเปนผลิตภัณฑอ าหารสําเร็จรปู หรือก่ึงสาํ เร็จรปู หรือปรับปรงุ กรรมวธิ ีการถนอมอาหารสมัยโบราณให ไดผ ลิตภัณฑท ี่มีคณุ ภาพดขี ึน้ ทง้ั ในดา นความสะอาด สี กลิน่ รส เน้อื สมั ผสั และเพอ่ื ยืดอายุการเก็บอาหาร น้นั ใหไดน าน เทคโนโลยกี ารถนอมผลิตผลการเกษตรตอ งอาศยั ความรูทางวทิ ยาศาสตรพ้ืนฐาน ความรู พื้นฐานทางสังคมธุรกจิ และการจดั การควบคกู ับความรูในการแปรรูปผลติ ผลการเกษตร ใหเปน ผลิตภัณฑ ชนิดใหม หรอื ปรบั ปรุงของเดมิ ใหดียิ่งข้ึนทั้งในลักษณะทีม่ องเห็นหรือสมั ผัสได เชน สี กลิ่น ความนุม ความเหนยี ว เปน ตน รวมท้ังสิ่งท่มี องไมเ ห็น เชน คณุ คาทางโภชนาการ เปน ตน ผลติ ภณั ฑอ าหารสาํ เรจ็ รูป หมายถึง อาหารทไ่ี ดผา นขน้ั ตอนการหงุ ตม หรือกระบวนการ แปรรูป ผลิตผลการเกษตรโดยใชเ ทคโนโลยีเพ่ือใหอ าหารนั้นสามารถเกบ็ ไดเปน เวลานานพอสมควรโดยไม เนา เสีย สามารถดื่มหรือรบั ประทานไดทนั ทีเมื่อตอ งการจะอุนหรือไมอนุ ใหรอ นกอ นรับประทานก็ได ผลติ ภณั ฑประเภทนท้ี ร่ี จู ักกนั แพรหลาย คือ อาหารบรรจุกระปอง เชน สับปะรดกระปอง หรอื บรรจุกลอง เชน นมสด เปน ตน ผลิตภัณฑอาหารกงึ่ สําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ไี ดผา นข้ันตอนการหุงตมหรือกระบวนการ แปรรูปแลว และสามารถเก็บไวไ ดนานเชนเดยี วกัน จะตอ งนําไปหุงตม และปรงุ รสหรอื ปรงุ แตงกอนจงึ จะ รบั ประทานได เชน นํ้าผลไมเ ขมขน ซ่ึงตองผสมน้ํากอ นดื่ม นาํ้ พรกิ แกง เปน ตน การแปรรูปหรือการถนอมอาหาร โดยหลักใหญ คือ การทําลายหรือฆาเชื้อจลุ ินทรียท มี่ ีอยูหรือ อาจเกิดข้ึนในอาหาร และทําใหเกิดการเนาเสียใหหมดไป ปจจุบันผลิตผลการเกษตรมีมากข้ึน และ ประชากรมากข้นึ จงึ ไดมีการศึกษาคนควาและทดลองใชเทคโนโลยี เพ่ือถนอมผลิตผลการเกษตรให สามารถเกบ็ ไวไ ดน าน เชน การใชค วามรอ นจากไอน้ําเพอื่ ฆา เช้อื จุลนิ ทรียในการทาํ อาหารกระปอง การ ใชร ังสแี กมมาเพือ่ ยับย้ังหรือทาํ ลายปฏิกริ ิยาของเอนไซมท ําใหการเปลี่ยนแปลงทางเคมีชา ลง และยงั เปน การทาํ ลายการเจรญิ เตบิ โตของจุลนิ ทรียอีกดวย ในท่นี ้จี ะกลา วถงึ กรรมวธิ กี ารถนอมอาหารท่ีใชกันมากใน ปจ จุบัน คอื ท การถอมอาหารโดยใชความรอ นสงู เชน ผลิตภณั ฑอาหารกระปอง เปนตน ท การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น เชน ผลติ ภณั ฑอ าหารเยือกแขง็ เปน ตน ท การถนอมอาหารโดยการทําใหแหง เชน ปลาหยอง กาแฟผง เปนตน

124 ท การถนอมอาหารโดยการหมักดอง เชน ซอี ิ้ว นา้ํ สมสายชู เปน ตน ท การถนอมอาหารโดยใชรงั สี เชน หอมหวั ใหญอ าบรังสี เปน ตน เรือ่ งท่ี 1 การถนอมอาหารโดยใชความรอ นสงู ภาชนะบรรจไุ ดม กี ารปรบั ปรุงพัฒนามาโดยเฉพาะอยางย่ิงที่ทาํ จากดบี ุก ตอมาดบี ุกหายากและ แพงข้นึ จงึ ใชกระปอ งทีท่ ําดว ยแผนเหลก็ เคลอื บผวิ ทงั้ สองดา นดว ยดบี ุก ทาํ ใหป ระหยัดปริมาณของดบี กุ ท่ี ใชไดม าก ขณะเดียวกันก็ไดมีการใชกระปองท่ีทาํ จากอลมู ิเนียมซึ่งนํ้าหนักเบาแตมขี อ เสีย คือ บุบงาย สวนมากจึงใชท าํ กระปอ งเพอ่ื บรรจุนาํ้ ผลไม หรอื เครอ่ื งด่มื หรือ นมสด แตก ารใชก ระปองอลมู เิ นยี ม ไมแพรหลายเทากับกระปอ งทที่ าํ จากแผนเหลก็ เคลือบดีบุก นอกเหนือจากภาชนะจะเปน สวนประกอบที่ สํ า คั ญ ใ น ก า ร ถ น อ ม ผ ลิ ต ผล ก า ร เ ก ษ ต ร แ ลว ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง อา ห า ร ก็ มี ค ว า ม สํ าคั ญ ม า ก รวมถึงการใชค วามรอนกม็ ีความสําคัญซ่ึงตองรู วาจะใชค วามรอนสูงเทาใดในการฆาเชื้อจุลินทรียใน อาหารท่ีตอ งการเก็บรักษา เนอ่ื งจากการถนอมผลติ ผลทางการเกษตร โดยความรอนจะเปลี่ยนสภาพของ อาหารจากสดเปนอาหารสุกท่ีพรอมจะรับประทานได ดังน้ัน จึงมีการเตมิ เคร่ืองปรุงตาง ๆ หรือเปลี่ยน สภาพเปนผลิตภณั ฑอาหารชนดิ ใหม ซงึ่ ในปจ จบุ ันเรียกวา \"การแปรรปู อาหาร\" สวนประกอบอาจจะมีท้ัง เน้ือสัตว ผักและเคร่ืองเทศ สําหรับอาหารคาวหรือถาเปนอาหารหวาน เชน ผลไมบรรจุในนํ้าเชื่อม เปน ตน กรรมวิธีการผลติ อาหารกระปองหรืออาหารในขวดแกว จาํ เปนตองใชค วามรอน เพ่ือทาํ ใหอาหาร ท่บี รรจุภายในสุก และเพอื่ ทาํ ลายเชอ้ื จลุ ลินทรยี  ความรอ นท่ีใชจ ะตอ งสัมพนั ธกนั เพราะถาใชค วามรอน สูงเกนิ ไป อาจจะทาํ ใหอาหารที่บรรจใุ นกระปอ ง/ขวดน่มิ และไมนา รับประทาน ถาความรอนตํา่ เกินไป อาจจะมจี ลุ นิ ทรียหลงเหลอื อยซู ึ่งจะทําใหอาหารนน้ั เสีย เกิดกระปองบวมและระเบิดไดในท่สี ุด การถนอม อาหารโดยใชความรอ น หมายถงึ การฆา เช้อื ในอาหารทบ่ี รรจุในภาชนะทีป่ ดสนทิ เพ่อื ปองกันการเสื่อม สลายหรอื เนา เสยี ท่เี กิดจากเชอ้ื จุลนิ ทรียหรอื จากการปฏกิ ริ ิยาของเอน็ ไซมในอาหาร การฆาเชอื้ โดยความ รอ นมี 3 ระดับ คือ การฆาเชอื้ (Sterilization) การฆาเชอ้ื ระดับการคา (Commercially sterilization) และ การฆา เช้อื แบบปาสเตอร (Pasteurization) การฆาเช้ือ หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชความรอนสงู ภายใตค วามดัน เพ่อื ใหจุลินทรยี ท่ีมีอยู ทงั้ หมดถกู ทําลาย การฆา เชื้อระดับการคา หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชความรอ นสูงเพือ่ ทาํ ลายจลุ ินทรียที่มีอยู ในอาหารเกอื บทงั้ หมด เพ่อื ใหอ าหารนน้ั ๆ สามารถบรโิ ภคไดโดยไมเ ปน อันตราย และสามารถเก็บไวไ ด นานโดยไมเนาเสียในภาวะปกติ การฆาเชอื้ แบบปาสเตอร หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชความรอ นตํา่ กวาอุณหภูมิของนํ้าเดือด (ตํ่ากวา 100o C) เพอ่ื ทาํ ลายจลุ นิ ทรียบางสว น แตท ัง้ น้ีตองดาํ เนนิ ควบคกู บั สภาวะอยา งอื่น เชน ควรเก็บใน ตเู ยน็ ภายหลงั การผลติ แลว หรอื อาหารน้นั มี พเี อชต่ํา หรอื มปี รมิ าณนาํ้ ตาล หรือเกลอื สูง

125 นกั วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีการอาหาร ไดแ บงกลุม อาหารท่ีบรรจใุ นภาชนะท่ีปดสนิทเปน กลุมใหญ ๆ ไว 2 กลุม คอื \\ 1. กลมุ อาหารท่เี ปนกรด (Acid foods) คือ อาหารท่ีมีคา PH ต่ํากวา 4.5 สวนมากเปนพวกผลไม เชน สับปะรด สม หรอื ผกั ท่ีมีรสเปรย้ี ว เชน มะเขือเทศ กระเจี๊ยบแดง เปน ตน 2. กลมุ อาหารทเี่ ปนกรดต่าํ (Low acid foods) คอื อาหารที่มีคา พีเอช 4.5 หรอื สงู กวา สว นมากจะ เปน อาหารจําพวกเนื้อสตั วแ ละผกั ตา ง ๆ เชน เนอื้ หมู ปลา ขา วโพดฝก ออ นและหนอไมฝร่งั เปนตน กระปองใชบรรจุ โรงงานทําสบั ปะรดกระปอง

126 ตัวอยางข้ันตอนการทาํ อาหารกระปอ ง 1. รบั ซอื้ วัตถุดิบ 2. ลาง ตัดแตง 3. คดั เลอื กขนาด, จดั ระดับ 4. ลวก 5. บรรจุกระปอง/ขวด 6. เติมน้ําบรรจลุ งในกระปอ ง/ขวด <----- เตรียมเครอ่ื งปรุงหรอื นํ้าบรรจุ 7. ไลอ ากาศ 8. ปด ผนึก 9. ฆา เชอื้ ดวยความรอ น 10. ทาํ ใหก ระปองเย็น 11. ปด ฉลาก 12. บรรจุหบี /กลอง 13. หองเกบ็ 14. สง ขาย 15. ผูบริโภค 1.1 เครือ่ งมอื ทใี่ ชเ ก่ียวกับการผลิต โดยทวั่ ไปเครื่องมือเครื่องใชและเครอ่ื งจักรเกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตอาหารกระปองตองไมเ ปน อนั ตรายตอสุขภาพ และตองอยใู นสภาพท่ีสะอาดเสมอ ภาชนะทใ่ี ชไดห ลายคร้ังตองทาํ ดวยวัสดุท่ีไมเปน พิษ และออกแบบใหทําความสะอาดไดงายเพื่อปองกันมใิ หมีส่ิงสกปรกตกคา งอยู วัสดุท่ีใชทําภาชนะตาง ๆ ควรเปน วัสดุทีม่ ผี ิวเรยี บ ไมม รี อยแตกหรือกะเทาะลอ น ไมเปน พษิ ไมท ําปฏิกิริยากับอาหาร ควรเปนวัสดทุ ่ี ลา งและทําความสะอาดไดงา ย ไมเ ปนวสั ดทุ ดี่ ดู ซมึ งาย ยกเวนเพ่ือวัตถุประสงคบ างประการที่จาํ เปน ตองใช เชน ถงั ไมในการหมกั ไวน ในสถานท่ีผลิตอาหารสําเรจ็ รูปจะมีเครื่องมือ เครอื่ งใชและเคร่อื งจักรแตกตา งกัน ออกไปแลวแตป ระเภทและชนดิ ของผลิตภัณฑ แตส วนใหญแลวแบงออกไดเ ปน 3 ประเภท คอื ท เครอ่ื งมอื เคร่ืองใชท ีจ่ ําเปนในกรรมวธิ ีการผลิต ท เคร่อื งมือ เครือ่ งจกั รตามขน้ั ตอนของการผลิต ท เครอ่ื งมือ เคร่ืองจักรตามประเภทของผลิตภณั ฑ 1.1.1 เคร่อื งมือเครอ่ื งใชทจี่ าํ เปน ในกรรมวิธกี ารผลติ เครอื่ งมอื เครอื่ งใชนเ้ี ปนสิ่งจําเปนของผูประกอบกจิ การการอตุ สาหกรรมแปรรปู อาหารไมว า ขนาดเล็กหรือขนาดใหญ โดยเฉพาะอยางย่งิ การผลติ อาหารกระปอ ง 1) เคร่อื งชั่ง ตวง วดั ใชในการชัง่ น้ําหนักหรอื ปรมิ าตรของส่ิงตา ง ๆ เชน วัตถุดบิ เคร่อื งปรงุ อาหาร เคร่อื งชงั่ ตวง วัด ควรจะมหี ลาย ๆ ขนาด

127 2) เครือ่ งวดั อุณหภูมิ เปน ของจําเปน มากในการผลิต จะตองมีการควบคุมและตรวจสอบ อุณหภมู ิตามข้นั ตอนตา ง ๆ ระหวางผลิตอยูต ลอดเวลา 3) เครื่องมอื วัดปรมิ าณเกลือ 4) เครื่องมือวดั ปริมาณนํา้ ตาล 5) เครื่องมือวัดความเปน กรด-ดา ง 6) เครื่องมือวัดความรอนของอาหารท่ีบรรจุในกระปอง (Heat penetration equipment) เพอื่ คาํ นวณหาเวลาท่ีจะตองใชในการฆาเช้อื หลงั จากบรรจุและปดฝากระปอ งแลว เคร่ืองมอื ท่ใี ชในการนี้ เรยี กวา เทอรมอคัปเปล (Thermocouples) ซึง่ ใชวดั อณุ หภมู ิ ณ จดุ ท่คี วามรอ นเขา ถงึ ชา ทีส่ ุดของกระปอง 7) เครื่องมือวดั ขนาดของตะเขบ็ กระปอ ง ลกั ษณะของการเก่ียวกันระหวางขอฝา (Cover hook) และขอของตวั กระปอง (Body hook) เปนสิ่งสําคัญมาก ถา ไมเปน ไปตามมาตรฐาน อาจจะทําใหก ระปอ ง รวั่ ได 8) เครื่องมอื ตรวจความดนั ในกระปอง ทดสอบวากระปอ งจะร่วั หรือไม โดยสบู ลมอัดเขา ไปในกระปองจนไดเปลงความดันท่ีตอ งการแลวจมุ กระปองลงในนํ้า ถากระปองรั่วจะมีฟองอากาศผดุ ออกมาตามรอยตะเข็บซงึ่ จะตอ งทาํ การปรับเครอ่ื งปด ฝากระปองใหเขา ท่ี 1.1.2 เครอื่ งมอื เครื่องจกั รตามข้นั ตอนของการผลิต เครอื่ งมอื เครอื่ งจกั รทใ่ี ชใ นการทาํ อาหารกระปอ งแบง ออกตามขน้ั ตอนของการผลิต ประกอบดวย ท การลาง เตรยี ม และตดั แตง วัตถดุ บิ ท การลวก ท การหุงตม ท การบรรจุ ท การไลอากาศ ท การปด ฝา ท การทาํ ลายเชอ้ื จุลนิ ทรยี  1.1.3 เคร่ืองมอื เคร่ืองจักรตามประเภทของผลติ ภัณฑ เครื่องมือเครื่องจกั รอาจแตกตา งกันไปตาม ประเภทของอาหารท่จี ะผลิต เชน เคร่ืองมือ เครื่องจักรสําหรับทําสับปะรดกระปอ งยอมจะแตกตา งกับ เคร่ืองมอื เคร่อื งจักรของโรงงานทาํ ปลากระปอง 1.2 การทาํ ความสะอาดสถานที่ผลิตอาหาร ในแงของ \"สุขลกั ษณะ\" จะตอ งคํานึงถึงเชอ้ื จุลินทรยี ม ากที่สุดเพราะจะทาํ ใหเกิดอันตรายอยาง มากตอ สขุ ภาพของผูบริโภค จงึ ตองมกี ารควบคุมปริมาณจลุ ินทรยี ซ งึ่ ตอ งทาํ ทั้งกับคนและเครอ่ื งมอื คือ 1) ปอ งกันมใิ หส ตั วและแมลงมโี อกาสสัมผัสกบั อาหาร 2) ควรใสเสื้อกันเปอ น ซ่ึงเสื้อน้ีจะปองกันสิ่งสกปรกตา ง ๆ จากเสือ้ ผา หรือตวั ผูทําอาหารหรือ เสริ ฟอาหาร และสวมหมวกหรอื มีผาคลมุ ผมเพอ่ื ปองกันไมใหผ มหลน ลงในอาหาร

128 3) รักษาเครื่องจักร เครื่องมอื โตะเตรยี มอาหาร อางนํ้า หองเตรียมอาหารใหส ะอาดอยูเสมอ เพ่อื ปองกนั เศษอาหารหลงเหลอื อยู ซึ่งจะเปน อาหารเลยี้ งเชื้อจุลนิ ทรียใหเจรญิ เตบิ โตได 4) เศษอาหารควรท้งิ ทกุ วนั 5) หอ งเก็บวตั ถุดิบ หองเก็บของ ตูเย็น หอ งเยน็ ควรจะสะอาด 6) เคร่ืองจกั ร และเครอ่ื งมอื ตา ง ๆ ควรวางหรือเกบ็ ใหเปน ที่เพอ่ื จะทํางานสะดวกและปองกนั การ เสียหาย 7) มีหอ งน้ําพอเพียงเพอ่ื ปอ งกันความสกปรกของคนงาน 8) ตรวจสขุ ภาพของคนงานเปนประจาํ ทุกป 9) ผผู ลิตควรจะรวมมอื กับ \"ผูต รวจสอบ\" ของรฐั บาล เพอ่ื คาํ แนะนาํ และความรว มมอื ทด่ี ี 10) ควรจะแกไขจดุ ตาง ๆ ตามท่ี \"ผตู รวจสอบ\" แนะนาํ 1.3 การทาํ ลายเศษอาหาร กาก และสว นที่เหลอื จากโรงงาน การระบายนา้ํ เสยี นั้น เปนเรอื่ งทสี่ ําคญั มาก เพราะน้าํ เสียยอมจะทําใหเกิดผลเสยี ไดสองแง คือ 1) ความสะอาดและความปลอดภยั ในการประกอบกิจ เพราะถาสิ่งแวดลอ มสกปรกยอมจะเกิด การเจือปนขนึ้ ไดง า ย 2) ความปลอดภยั สําหรับผอู ยใู กลเ คียง การระบายนา้ํ และมีเศษอาหารอยยู อ มเปน ท่รี บกวนแก ผอู าศยั ใกลเคยี งได โดยเฉพาะการปลอยของเสยี ลงในนํ้ายอมกอ ใหเกดิ ความลําบาก และยงุ ยากตอผูอยู ปลายทาง เรื่องที่ 2 การถนอมอาหารโดยใชค วามเย็น การใหความเย็น (Refrigeration) หมายถงึ กรรมวิธีการกาํ จัดความรอนออกจากส่ิงของหรือพ้นื ท่ี ท่ตี อ งการทาํ ใหเ ย็นหรือตองการใหมอี ณุ หภมู ิลดลง ซง่ึ การทําใหเ ยน็ ลงนี้ แบงออกเปน 2 ลกั ษณะ คอื การแชเ ย็น (Chilling) หมายถึงการทาํ ใหอุณหภูมิของสิ่งของน้ันลดลง แตอ ยูเหนือจุดเยือกแขง็ ของส่งิ น้นั โดยของสง่ิ นั้นยงั คงสภาพเดมิ อยู เชน การแชเยน็ อาหารจะเปนการลดอณุ หภูมิของอาหารต่าํ ลง แมท่ี -1o C แตตอ งไมทาํ ใหน ้ําหรอื องคป ระกอบในอาหารน้ันแปรสภาพหรือแขง็ เปนน้าํ แขง็ การแชแ ข็ง (Freezing) หมายถงึ การทําใหอณุ หภมู ขิ องส่งิ ของนน้ั ลดตาํ่ ลงกวาจดุ เยอื กแข็งของ ส่ิงน้นั (-1 ถงึ -40o C) การแชแ ข็งจะทาํ ใหเ กดิ การเปลี่ยนสภาพขององคป ระกอบในสิ่งของ เชน ในกรณีที่ เปนอาหาร ความเย็นจดั จะทําใหนา้ํ ในเนื้อเยื่อของอาหารแปรสภาพเปนนํ้าแข็ง ทําใหจุลินทรยี ไมอาจ นําไปใชไ ด แตค วามเยน็ จัดไมไ ดทาํ ลายจลุ ินทรยี ใ หตาย จดุ เยือกแข็ง (Freezing point) คือ อณุ หภูมิที่เกิดภาวะสมดุลระหวา งของแข็งกับของเหลว ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ หรอื อุณหภูมิทีข่ องเหลวเปลย่ี นสถานะเปนของแข็ง ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ

129 การถนอมอาหารดว ยความเยน็ มหี ลายวธิ ี 1) การใชน ํ้าแขง็ ความเยน็ ของน้าํ แขง็ ที่ใชใ นการแชอาหารจะลดอณุ หภูมขิ องอาหารไดเร็ว และ ถามปี ริมาณนํา้ แข็งเพียงพอก็จะทาํ ใหอ าหารน้ันเยน็ ลงจนมอี ณุ หภมู ิใกลเคยี งกบั 0o C 2) การใชสารผสมแชแ ข็ง การใชนาํ้ แขง็ ผสมเกลอื แกงหรือเกลอื อนินทรียอ่ืน ๆ จะทาํ ใหไ ด สารผสมทม่ี อี ุณหภมู ิตาํ่ กวา 0o C 3) การใชนาํ้ แข็งแหง นาํ้ แข็งแหง คือ คารบ อนไดออกไซดท เ่ี ย็นจนแข็ง มีอุณหภมู ิ ประมาณ 80o C ใชในการเกบ็ รักษาอาหารท่ผี า นการแชแ ขง็ มาแลว เหมาะสําหรับการขนสงในระยะเวลา 2-3 วนั 4) การใชไนโตรเจนเหลว ไนโตรเจนเหลวท่คี วามดันปกติจะระเหยกลายเปน ไอท่ี อุณหภูมิ 196o C ณ อณุ หภูมิน้ีเปนอุณหภูมติ ่าํ สดุ ท่ีสามารถทาํ ใหอ าหารเย็นลงไดอ ยางรวดเร็ว และ เนื่องจากไนโตรเจนเปนแกส เฉ่อื ย ไมเปน อันตรายกับอาหารและผบู ริโภค 5) การใชเครอ่ื งทําความเยน็ เครื่องทําความเยน็ ทีใ่ ชกนั โดยทว่ั ไป โดยเฉพาะตามบานเรอื น คอื ตูเ ย็น เรือ่ งท่ี 3 การถนอมอาหารโดยการทาํ แหง หลักการในการทาํ แหง มหี ลายวิธี คอื 1) ใชก ระแสลมรอนสัมผสั กบั อาหาร เชน ตูอบแสงอาทติ ย ตอู บลมรอน (Hot air dryer) เปน ตน 2) พน อาหารทเี่ ปนของเหลวไปในลมรอน เคร่อื งมือที่ใชคือ เครอ่ื งอบแหงแบบพน ฝอย (Spray dryer)

130 3) ใหอ าหารขน สมั ผสั ผิวหนาของลูกกล้ิงรอ น เคร่ืองมอื ทใ่ี ชคือ เคร่ืองอบแหงแบบลกู กล้งิ (Drum dryer หรือ Roller dryer) 4) กําจัดความชน้ื ในอาหารในสภาพท่ีทาํ นํ้าใหเปน น้ําแข็งแลว กลายเปนไอในหองสญุ ญากาศ ซึ่งเปนการทาํ ใหอ าหารแหง แบบเยือกแขง็ โดยเคร่อื งอบแหงแบบเยอื กแขง็ (Freeze dryer) 5) ลดความช้นื ในอาหารโดยใชไ มโครเวฟ (Microwave) หลักในการทําอาหารใหแหง คือ จะตองไลน ํ้าหรือความชนื้ ท่ีมีอยูในผลิตผลการเกษตรออกไป แตจะยงั มคี วามชืน้ เหลอื อยูในผลิตภัณฑมากนอยแลวแตชนดิ ของอาหาร การถายเทความรอ น จะเกดิ ตรงจดุ ท่มี ีความแตกตางของอุณหภูมิ คอื อณุ หภูมิของเคร่ืองมือที่ใช ในการอบ และอาหารท่ีตองการทาํ ใหแ หง การถายเทความรอ นมี 3 แบบ คอื 1) การนําความรอน เปน การถายเทความรอนจากโมเลกลุ หนึ่งไปยงั อกี โมเลกุลหน่งึ ท่ีอยขู างเคียง ซ่งึ จะเกิดกบั อาหารทีม่ ีลกั ษณะเปน ของแข็ง 2) การพาความรอ น จะเกดิ กบั อาหารทเ่ี ปนของเหลว โดยกระแสความรอ นจะถกู พาผา นชองวางที่ เปน อากาศหรือแกส จากของเหลวชนิดหนง่ึ ไปยังของเหลวอกี ชนดิ หน่ึง 3) การแผร ังสี เปน การถา ยเทความรอ นโดยการแผรงั สคี วามรอ นไปยงั อาหารซึง่ จะเกิดขึน้ ในกรณี อบอาหารในสุญญากาศ และการอบแหงแบบเยือกแขง็ ในทางปฏบิ ตั ิ การถายเทความรอนในการอบแหง อาจเกิดขึ้นพรอมกนั ทัง้ 2 หรือ 3 แบบกไ็ ด ท้งั น้ี ขึ้นอยูกับลกั ษณะของอาหารที่นาํ ไปอบแหง การเคลื่อนทขี่ องน้าํ ในอาหาร นาํ้ หรอื ความชน้ื จะเคล่อื นทม่ี าที่ผวิ หนาของอาหารเมอื่ ไดรับความ รอ นในระหวางการอบ เคร่ืองอบแหง เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ นการอบอาหารจํานวนมากในคราวเดยี วกันใหแหงนน้ั มหี ลายแบบ แตละแบบกม็ ี หลายขนาด 1) ตูอบหรือโรงอบท่ีใชความรอนจากแสงอาทิตย โดยมีหลักการทํางานคือ ตูหรือโรงอบ ประกอบดวยแผงรับแสงอาทติ ย ซ่งึ ทําดว ยวัสดใุ ส เม่ือแสงอาทติ ยซง่ึ สวนใหญเ ปน รังสคี ลืน่ ส้ัน ตกลงบน แผงรับแสงน้ีแลว จะทะลผุ า นไปยังวัสดุสดี าํ ภายในตแู ละเปล่ยี นเปนรังสคี วามรอ น ซึ่งความรอนน้ีจะไป กระทบกับอาหารทาํ ใหนํ้าในอาหารระเหยออกมา และผานออกไปทางชองระบายอากาศของตูอบ หรือ โรงอบ มผี ลทาํ ใหอาหารแหง ในระหวา งการอบควรกลับผลิตภัณฑน ้นั วันละ 1-2 ครง้ั เพอื่ ใหผ ิวหนา ของ ผลติ ภณั ฑท ุกสว นไดสัมผสั กับความรอ น ทําใหแ หง เร็วและสมา่ํ เสมอ สวนมากตูอบแสงอาทิตยน ้ีจะใชกบั พวกผกั ผลไม และธญั พชื ขอดสี าํ หรบั การใชต อู บทใ่ี ชค วามรอนจากแสงอาทิตย คือ (1) ไดผลิตภณั ฑส ีสวย และสมํ่าเสมอ (2) สะอาดเพราะสามารถควบคมุ ไมใ หฝุนละอองหรือแมลงเขาไปได

131 (3) ใชเวลานอยกวาการตากแดดตามธรรมชาติทําใหประหยัดเวลาในการตากได ประมาณหนงึ่ ในสาม (4) ประหยดั พน้ื ท่ใี นการตาก เพราะในตอู บสามารถวางถาดท่ีจะใสผลผลิตไดหลายถาด หรอื หลายช้ัน (5) ประหยัดแรงงาน เพราะไมตองเก็บอาหารท่ีกําลังตากเขาท่ีรมในตอนเย็นและ เอาออกตากในตอนเชา เหมอื นสมยั กอน ซง่ึ มีผลทําใหตน ทนุ ในการผลติ อาหารแหงลดลง เครือ่ งอบแหง แบบลูกกล้ิง เคร่ืองอบแหงดว ยลมรอนแบบตหู รือถาด 2) เครอื่ งอบแหงท่ใี ชความรอนจากแหลง อื่น ความรอ นทใี่ ชกับเครอ่ื งอบประเภทน้ีสวนมากจะได จากกระแสไฟฟา หรือแกส สวนมากใชในระดับอุตสาหกรรมซึง่ มหี ลายแบบหลายขนาด โดยใชหลักการ ท่แี ตกตางกันแลว แตป ระโยชนของการใชสอย เชน (1) เครอ่ื งอบแหง ดว ยลมรอ นแบบตหู รอื ถาด ตูอบบุดวยวัสดุที่เปนฉนวนมถี าดสําหรับ วางอาหารท่จี ะอบ เครือ่ งมือชนดิ นจ้ี ะใชอ บอาหารท่ีมีปรมิ าณนอย หรือสาํ หรับงานทดลอง (2) เครื่องอบแหง ดว ยลมรอ นแบบตอเนื่อง มีลกั ษณะคลายอุโมงค นําอาหารที่ตองการ อบแหงวางบนสายพานที่เคลื่อนผานลมรอ นในอโุ มงค เม่ืออาหารเคลื่อนออกจากอุโมงคก็จะแหงพอดี ตัวอยา งอาหาร เชน ผัก หรอื ผลไมอ บแหง เปน ตน (3) เครื่องอบแหงแบบพนฝอย การทาํ งานของเคร่อื งอบแบบนี้ คือ ตองฉีดของเหลวที่ ตอ งการทาํ ใหแหง พน เปน ละอองเขา ไปในตูท่ีมลี มรอนผา นเขา มา เชน กาแฟผงสําเร็จรูป ไขผ ง น้าํ ผลไม ผง ซบุ ผง เปน ตน (4) เคร่ืองอบแหงแบบลูกกลิ้งเคร่ืองทําแหงแบบนี้ใหความรอนแบบนําความรอน ซง่ึ ประกอบดวยลูกกลิ้งทําดวยเหล็กปลอดสนิม อาหารท่ีจะทําแหงตองมีลักษณะขนและปอนเขาเครื่อง ตรงผวิ นอกของลูกกลงิ้ เปนแผน ฟล มบาง ๆ ความรอ นจะถายเทจากลกู กลิง้ ไปยังอาหาร (5) เครื่องอบแหง แบบเยอื กแขง็ ประกอบดวยเคร่ืองทท่ี ําใหอาหารเย็นจดั (freezer) แผน ใหค วามรอ นและตูสุญญากาศ หลักการในการทาํ แหงแบบนี้ คือ การไลน้ําจากอาหารออกไปในสภาพ

132 สุญญากาศ การถายเทความรอ นเปนแบบการนาํ ความรอน ตัวอยา งผลิตภณั ฑที่ประสบความสําเร็จมาก ทส่ี ุด คอื กาแฟผงสาํ เรจ็ รปู (6) ตูอบแหงแบบท่ีใชไมโครเวฟ ขณะนี้ไดมีการใชไมโครเวฟคลื่นความถี่ 13x106 ไซเกิล เพื่อลดความช้นื ของผัก เชน กะหลา่ํ ปลแี ละผลติ ภัณฑท ี่ไดจ ะมีคุณภาพดี สีสวย ตัวอยางผลิตภณั ฑ ทใี่ ชตูอบแหงแบบไมโครเวฟรวมกับการใชสญุ ญากาศ คือ ผลติ ภณั ฑน้ําสมผง ซ่ึงยังคงคุณภาพของ สี กลน่ิ และรสของสม ไว เรือ่ งที่ 4 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง ปจ จุบนั ความกา วหนาทางเทคโนโลยีในดานจุลชีววทิ ยามมี ากข้ึน สามารถใชกระบวนการหมัก เพือ่ ผลิตผลิตภณั ฑใ หม ๆ ไดมากขน้ึ และมกี ารใชจุลินทรยี บริสุทธ์ิและสายพันธุที่มปี ระสิทธิภาพให ผลผลิตสูงสุด ซีอ้วิ และเตาเจย้ี ว ผลิตภัณฑทั้ง 2 ชนิดน้ี มักจะผลิตพรอมกัน เนอ่ื งจากใชว ัตถุดบิ อยาง เดยี วกนั ในปจ จบุ นั มกี ารใชสปอรเชอื้ รา แอสเพอรจ ลิ ลัส ฟลาวสั โคลัมนาริส เพื่อผลิตซีอิว้ ทําใหไดซีอ้ิว ที่มีคณุ ภาพสมํา่ เสมอตลอดป ซ่ึงเดิมเคยมีปญ หาเร่ืองการปนเปอนจากเช้ือราชนดิ อน่ื ๆ ในฤดูฝน ทําใหได ซีอิว้ ท่ีมคี ณุ ภาพไมดเี ทา ทคี่ วร และท่สี าํ คญั ย่งิ คือ สปอรเชอ้ื ราที่ใชต อ งไมสรางสารอฟลาทอกซิน ซง่ึ เปน สารกอมะเรง็ เรื่องท่ี 5 การถนอมอาหารโดยใชร ังสี รงั สี หมายถึง คลื่นแสงหรือคลายกับแสง ซ่ึงมีความยาวคลื่นท้ังส้ันและยาว การแผรงั สีของ สารกัมมันตภาพมลี กั ษณะคลา ยสายนํา้ ของอนภุ าค หรือคลน่ื ซ่งึ มาจากหนวยเล็กทีส่ ุดของสสารคือปรมาณู ธาตุชนดิ หน่ึงประกอบดวยปรมาณชู นดิ ตา ง ๆ ซ่ึงมลี ักษณะทางเคมเี หมอื นกันแตม ีน้ําหนักตางกนั ปรมาณู ชนิดตา ง ๆ ของธาตุเดยี วกันแตมีน้ําหนกั แตกตา งกนั นีเ้ รียกวา ไอโซโทป รังสีทใี่ ชใ นการถนอมอาหารน้ัน อาจใชรังสใี ดรังสหี นงึ่ ดงั นี้ 1) รังสีแกมมา เปนรังสีท่ีนิยมใชมากในการถนอมอาหาร สารท่ีเปนตนกําเนิดรังสีนี้ คือ โคบอล-60 หรือซีเซียม-137 2) รงั สเี อกซ ไดจ ากเครือ่ งผลิตรังสเี อกซท ่ที ํางานดวยระดับพลังงานที่ตา่ํ กวา หรือ เทากับ 5 ลา น อิเล็กตรอนโวลต 3) รังสีอิเล็กตรอน ไดจากเครื่องผลติ รงั สีอิเล็กตรอนท่ีทํางานดวยระดบั พลังงานท่ีต่ํากวาหรือ เทา กบั 10 ลา น อเิ ล็กตรอนโวลต 5.1 หลกั การถนอมอาหารดว ยรงั สี รงั สีทฉี่ ายลงไปในอาหารจะไปทําลายหรือยับย้ังการเจริญเติบโตของจุลนิ ทรยี หรือทําใหการ เปล่ยี นแปลงทางเคมลี ดลง ซึง่ มผี ลทาํ ใหการเก็บรักษาอาหารนั้นมีอายุยืนนานโดยไมเนาเสีย ท้งั นี้ขึน้ อยู กับชนิดของอาหารและปรมิ าณรังสีที่อาหารไดรับและวัตถปุ ระสงคในการฉายรังสี ซง่ึ พอจะสรุปไดด ังน้ี

133 1) ควบคุมการงอกของพืชผักในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีที่ฉายบนอาหาร ประมาณ 0.05-0.12 กิโลเกรย ซ่ึงกระทรวงสาธารณสขุ อนุญาตใหอาหารนัน้ มีปรมิ าณรังสเี ฉล่ยี สูงสุดได ถงึ 0.15 กโิ ลเกรย เชน กระเทยี ม หอมใหญ มนั ฝรั่ง เปนตน ซ่ึงสามารถควบคมุ การงอกและลดการสูญเสีย น้ําหนกั ในระหวา งการเก็บในหองเยน็ ไดนานกวา 6 เดอื น 2) การควบคมุ การแพรพันธุของแมลงในระหวางการเก็บรักษา ปริมาณรังสีท่ีฉายบน อาหารประเภทนป้ี ระมาณ 0.2-0.7 กิโลเกรย และกระทรวงสาธารณสุขอนญุ าตใหอ าหารนัน้ มปี รมิ าณรังสี เฉลย่ี สงู สุดได 1 กิโลเกรย เชน ขาว ถวั่ เครอ่ื งเทศ ปลาแหง เปนตน ซึ่งรังสจี ะทาํ ลายไขแมลงและควบคุม การแพรพนั ธขุ องแมลงและตวั หนอนในระหวางการเก็บรักษา หรอื ระหวางรอการจาํ หนา ย 3) ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารสด การฉายรงั สีอาหารทะเลและเนือ้ สตั วด ว ยรงั สีประมาณ 1-3 กิโลเกรย จะชว ยลดปรมิ าณแบคทีเรียลงไดมาก ทําใหส ามารถเกบ็ รักษาไดน านข้ึน แตท งั้ นี้ตอ งบรรจุ ในภาชนะและเก็บในหองเย็น สวนผลไม เชน มะมวง กลวย ถาฉายรังสดี ว ยปริมาณ 0.3-1 กิโลเกรย จะชะลอการสุกและควบคุมการแพรพ นั ธุของแมลงในระหวางการเก็บรกั ษา ทาํ ใหอายุการเก็บนานข้ึน สว นสตรอเบอร่ี ถาฉายรังสีดว ยประมาณ 3 กโิ ลเกรย จะชวยทําลายจุลินทรียท ่เี ปน สาเหตุทําใหเ นาเสียลง บางสวน ทําใหย ืดอายุการเกบ็ รกั ษาหรอื ในระหวางการจาํ หนายและการฉายรังสี ประมาณ 1-2 กิโลเกรย จะสามารถชะลอการบานของเห็ด ทาํ ใหการจาํ หนา ยมรี ะยะนานขึ้น 4) ทําลายเชอ้ื โรคและพยาธใิ นอาหาร ผลิตภัณฑที่ทําจากเนื้อสัตวอาจมพี ยาธิหรือเชื้อ โรคติดอยูได เชน พยาธใิ บไมตับที่มีในปลาดิบ สามารถทาํ ลายไดดวยรังสีต่ําประมาณ 0.15 กิโลเกรย แหนมซ่ึงเปนผลติ ภัณฑจ ากหมทู ่ีคนไทยนิยมรบั ประทานดิบ ๆ ถาฉายรังสีในประมาณ 2-3 กิโลเกรย จะ เพียงพอที่จะทําลายเชอ้ื ซาลโมเนลลา ซึง่ เปนสาเหตุทาํ ใหเกิดทองรว งและทําลายพยาธิท่อี าจจะติดมากบั เนือ้ หมกู อนทําแหนมกไ็ ด 5.2 กระบวนการฉายรังสี ในประเทศไทยการฉายรงั สอี าหาร ควบคุม และดาํ เนินการโดย สํานักงานพลังงานปรมาณูเพื่อ สนั ติ กระทรวงวทิ ยาศาสตรเทคโนโลยแี ละการพลังงาน สว นมาตรฐานเกยี่ วกบั ปรมิ าณของรังสีทใ่ี ชและ ความปลอดภยั ตองเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสขุ อาหารที่จะผานกระบวนการฉายรังสีมี ทง้ั ผลผลติ การเกษตรหลังการเกบ็ เก่ียว และผลิตภัณฑอาหารสาํ เรจ็ รูปและกงึ่ สาํ เรจ็ รูป ดังนั้น การบรรจุ หีบหออาจมคี วามจาํ เปนตามชนิดของผลิตภัณฑ เชน แหนม หมูยอ ซึ่งหอหมุ ดวยใบตอง สวนหอมใหญ มนั ฝร่งั ไมมสี ิง่ หอ หมุ เปน ตน ในการฉายรงั สีผลิตผลเหลาน้ตี องบรรจใุ นภาชนะหรอื หบี หอที่เหมาะสม นําไปผานพลังงานคลื่นไฟฟาในรูปของรังสี ซ่ึงอยูในตึกแยกหางจากตึกกําเนิดรังสีและไดรับการ ออกแบบใหมนั่ คงแขง็ แรงไดมาตรฐานดา นความปลอดภัย เปนหลักประกันวาจะไมเปนอันตรายหรือ กอ ใหเกิดปญ หาสิง่ แวดลอ มตอชุมชนได

134 5.3 ปรมิ าณรังสที ่ใี ชในการถนอมอาหาร หนวยของรงั สเี รยี กวา เกรย อาหารใดก็ตามเมอ่ื ผา นการฉายรังสีแลว รงั สไี ดค ายหรอื ถายพลงั งาน ใหเทากับ 1 จูล ตออาหารจํานวน 1 กิโลกรมั เรยี กวา 1 เกรย หนวยของรงั สวี ดั เปน แรด ซึ่ง 100 แรดเทา กับ 1 เกรย และ 1,000 เกรยเทากับ 1 กิโลเกรย องคการอนามัยโลก และทบวงการพลังงานปรมาณูระหวา ง ประเทศ ไดสรปุ วา การฉายรงั สีอาหารใดก็ตามดวยระดบั รงั สี ไมเกนิ 10 กโิ ลเกรย จะมคี วามปลอดภัยใน การบริโภค และไมทาํ ใหคุณคาทางโภชนาการเปลี่ยนแปลงไป แตอ ยางไรกต็ ามปริมาณของรังสีทอ่ี าหาร ไดร ับตองเปนไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแตกตางกันตามชนิดของอาหารและตาม วตั ถปุ ระสงควา ดวยการถนอมอาหารในระดับตาง ๆ 5.4 การแสดงฉลาก อาหารอาบรังสีตองมฉี ลากแสดงขอ ความเพือ่ ใหผ บู รโิ ภคไดร ับทราบขอมูล ซง่ึ เปนประโยชนใ น การเลอื กซอ้ื อาหารมาบรโิ ภค โดยในฉลากจะตอ งระบรุ ายละเอยี ดดังตอ ไปน้ี 1) ชื่อและทต่ี ง้ั ของสํานกั งานใหญข องผผู ลติ และผูฉายรงั สี 2) วัตถปุ ระสงคใ นการฉายรงั สี โดยแสดงขอ ความวา \"อาหารท่ไี ดผานการฉายรงั สีเพือ่ ........แลว \" (ความทีเ่ วน ไวใหระบุวัตถุประสงคข องการฉายรังส)ี 3) วนั เดือนและปที่ทําการฉายรังสี 4) แสดงเคร่อื งหมายวาอาหารนน้ั ๆ ไดผ านการฉายรงั สีแลว อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารท่ีผูขายปรุงไวเรียบรอยแลว ผูซ้ือสามารถนําไปอุนหรือ รับประทานไดท นั ที อาหารสาํ เรจ็ รปู นี้รวมถึงอาหารท่ผี ูบ ริโภคส่ังใหป ระกอบหรือปรุงใหม การเลือกซื้อ ควรสงั เกตสถานทขี่ ายสะอาด ภาชนะใสอาหารมีสง่ิ ปกปด กนั แมลงและฝุนละออง ผขู ายแตงกายสะอาด ถกู หลกั สขุ าภบิ าลอาหาร อาหารสาํ เร็จรูปท่ีพรอมบริโภคทันที หมายถงึ อาหารท่ีผลติ เรียบรอยพรอมบริโภคท่ีบรรจุใน ภาชนะพรอมจําหนา ยไดทันที เชน น้าํ พริกสาํ เรจ็ รูป (นาํ้ พรกิ เผา นา้ํ พรกิ สวรรค น้ําพริกตาแดง แจวบอง) ขนมตาง ๆ (ขนมรังแตน ขาวแตน กระยาสารท ทองมวน ทองตัน ทองพับ กรอบเค็ม กระหรี่ปป ขา วเกรยี บทที่ อดแลว ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมปงกรอบ คกุ กี้ เอแคร ขนมอบกรอบ ขนมขบ เค้ยี ว) พชื ผกั และผลไมแ ปรรปู (กลว ยตาก กลวยฉาบ กลว ยอบเนย กลวยกวน สับปะรดกวน มะมวงดอง ฝรง่ั ดอง มะยมหยี มะมวงหยี ฝรั่งหยี มะดนั แชอิ่ม มะมวงแชอ่ิม) ผลิตภัณฑจ ากสัตว (ไขเ ค็มตม สุก หมู หยอง หมทู บุ หมแู ผน หมูสวรรค ปลาแผน หมแู ผน เนอ้ื สวรรค ฯลฯ) อาหารพรอมปรุง หมายถึง อาหารท่ีผูขายจัดเตรียมวัตถดุ ิบ พรอมเคร่ืองปรุงไวเปนชดุ ผูบริโภค สามารถซอ้ื แลวนาํ ไปประกอบเองท่ีบาน ควรสงั เกตวัน เดอื น ป ทผ่ี ลิตหรอื วนั หมดอายุเพราะลกั ษณะของ อาหารยงั ไมไ ดผ านความรอ น มโี อกาสบดู เสียหรือเสอื่ มคณุ ภาพไดมากทส่ี ดุ

135 เรือ่ งท่ี 6 อาชีพจาํ หนายอาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสุขาภิบาล อาชพี จาํ หนา ยอาหารสาํ เรจ็ รปู คือ กระบวนการเคล่ือนยายผลติ ภัณฑจากผูผลิตอาหารสําเรจ็ รูป ไปยังผูบ รโิ ภค โดยคํานงึ หลกั สขุ าภิบาล ตั้งแตข้ันตอนการผลิต การบรรจุหีบหอ บรรจุภัณฑ การขนสง และการจดั เกบ็ เพ่ือรอจาํ หนาย กระทั่งผลิตภณั ฑถ งึ ผูบรโิ ภค ดงั รูป กระบวนการผลติ การขนสง และ ผบู รโิ ภค และบรรจภุ ณั ฑ เก็บรกั ษา ชองทางการจัดจําหนาย ประกอบดวย ผูผลิต คนกลาง และผูบ ริโภค ซ่ึงอาจจะใชช องทางตรง จากผผู ลติ ไปยังผบู รโิ ภค และใชช องทางออ ม จากผผู ลิต ผา นคนกลาง ไปยังผบู รโิ ภค ดงั รปู ผูผลิต ผูบ ริโภค ผผู ลติ คนกลาง ผบู รโิ ภค ตลาดผลติ ภัณฑอ าหารสาํ เรจ็ รูป 1. ตลาดภายในประเทศ 2. ตลาดระหวา งประเทศระดับอาเซยี น 3. ตลาดระหวางประเทศระดับภมู ภิ าคอื่นทัว่ โลก สว นประสมทางการตลาดสาํ หรับผลิตภณั ฑอ าหารสําเร็จรูป หมายถึง การดาํ เนนิ งานเกีย่ วกับ การผลิต การจาํ หนา ย การกําหนดราคา และการสง เสรมิ การขายไดสัดสว นกนั เหมาะสมกับความตองการ ของลกู คา สภาพการแขง ขัน และสอดคลอ งกบั ความตอ งการของสังคม (หรอื เรียกวา 4Ps)

136 1. Product หมายถึง ผลติ ภณั ฑอ าหารสาํ เร็จรปู ถูกหลกั สขุ าภิบาลและตรงตามความตองการของ ลกู คา 2. Price หมายถึง ราคามคี วามเหมาะสม ลกู คา พึงพอใจและยอมรบั 3. Place หมายถึง การจัดจาํ หนา ยโดยพจิ ารณาชองทางการจาํ หนาย หรอื ขายผานคนกลาง หรือ พิจารณาการขนสง วา มบี ทบาทในการแจกตัวอยา งสินคา ไดอ ยา งไร หรอื ขนั้ ตอนการเกบ็ รักษาเพ่อื รอ จําหนาย ท้งั นี้ตองคาํ นึงถงึ หลักสุขาภิบาล 4. Promotion หมายถึง การสงเสริมการตลาด การใชสือ่ ตาง ๆ ใหเหมาะสมกับตลาดเปา หมาย หรือการสื่อสารใหล กู คาไดทราบสถานทีจ่ ดั จําหนา ยสนิ คา ราคา ซงึ่ ประกอบดว ยกระบวนการ คือ การขายโดยใชพนกั งานขาย การสงเสรมิ การขายดวยวิธกี ารแจกของตัวอยาง แจกคูปอง ของแถม การใช แสตมปเ พอื่ แลกสนิ คา ตลอดจนการใหรางวัลตา ง ๆ และการประชาสัมพนั ธ รูปแบบการขาย 1. การขายสง หมายถึง การขายสินคา ใหก บั ผซู ้ือ โดยการขายแตละคร้ังจะมปี ริมาณ จํานวนมาก เพ่ือใหราคาสนิ คา มีราคาถูกมากพอที่จะนาํ ไปขายตอ ได 2. การขายปลกี หมายถึง การขายสินคาและบริการแกล ูกคาท่ีซอ้ื สินคา และบรกิ ารไปใชสนอง ความตองการของตนเองโดยตรง มใิ ชเ พอ่ื ธรุ กิจการขายตอ 3. การขายตรง หมายถึง การทําตลาดสินคาหรือบริการในลักษณะของการนําเสนอขายตอ ผบู ริโภคโดยตรง ณ ที่อยูอาศัยหรือสถานที่ทํางานของผูบรโิ ภคหรือของผูอ่ืน หรือสถานท่ีอื่นท่ีมิใช สถานทีป่ ระกอบการคาเปนปกติธุระ โดยผา นตัวแทนขายตรงหรอื ผจู าํ หนายอิสระชนั้ เดยี วหรอื หลายชน้ั การเลือกทําเลสําหรบั การประกอบอาชีพ สิ่งแรกท่ีตองทํากอนคือ การหาทําเลที่ดี เหมาะสมกับ ธุรกจิ โดยจะตอ งคาํ นึงถงึ แหลงประกอบการหรอื ผูผลติ ปรมิ าณลูกคา และการคมนาคมที่สะดวก เรอ่ื งที่ 7 การจดั ตกแตงรา นและการจดั วางสินคา อาหารสาํ เรจ็ รูปตามหลักสขุ าภบิ าล การจัดตกแตง รา นคา มคี วามสําคญั ตองคํานงึ ถงึ สง่ิ ตอไปน้ี 1. แสงสวางภายในราน แสงสวางธรรมชาตมิ ักไมเพียงพอและแสงแดดมักทาํ ความเสียหาย ใหแกส ินคา การใชแสงไฟฟา แมจะมคี าใชจา ยสูงแตก จ็ ูงใจลกู คาใหเขา มาซอื้ สินคาไดม ากกวารานท่ี ดูมวั่ ซวั่ ในรา นควรเลือกใชแ สงจากหลอดฟลอู อเรสเซนต กอนตดั สินใจเรื่องแสงสวา งควรรวู า คาไฟฟา จะเปนสักเทา ใด และตอ งใชจํานวนกด่ี วงถงึ จะคมุ คากับการขายสินคา ดวย 2. การตกแตงสีภายนอกและภายในรา น นอกจากการทาสีรานคาใหสดใสสวาง สวยงามแลว สีของหบี หอ และตัวสินคากส็ ามารถนํามาตกแตงใหรานคาดูดีข้ึนจะตอ งใหผ ูคนเห็นสินคา ชัดเจนและ สวยงาม

137 3. การจัดวางสินคาบริเวณทางเขาราน ใกล ๆ ทางเขา ราน เปนท่ีเหมาะสําหรบั จดั วางสินคาท่ี ตองการเสนอขายเปนพเิ ศษ เพราะเปน ทท่ี ่ีลกู คาทุกคนตองเดนิ ผานเขาออก จึงตอ งจัดสนิ คา ไวบรเิ วณนใ้ี ห เตะตาจรงิ ๆ โดยเฉพาะบริเวณโตะ ชําระเงนิ ที่ลกู คาเขา แถวรอท่ีจะชําระเงนิ ควรหาของเลก็ ๆ นอย ๆ ทล่ี ูกคา อาจลมื ซอ้ื มาจัดวางไว 4. การจัดหมวดหมูของสินคา สินคาที่มีลกั ษณะคลายคลงึ กัน หรือใชรวมกันจะตองจัดวางไว ดวยกนั เชน นา้ํ ดื่ม เครอ่ื งดืม่ ประเภทนาํ้ อดั ลม ประเภทขนมปงสดและเบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว เปนตน 5. การตดิ ปายบอกประเภทของสินคา เพ่ือใหรูวา สนิ คา อยทู ี่ใด เปน การติดปา ยบอกชนดิ ของ สินคาตามท่จี ัดไว เปน หมวดหมแู ลวเพื่อสะดวกในการคนหาสนิ คาตามท่ีลูกคาตองการ อาจจะตดิ ไวตาม ผนังหอง และก่ึงกลางเหนือชั้นวางของ สินคาใดวาง ณ จุดใด ควรวางอยูเปนประจํา และไมควร เปล่ยี นแปลงทวี่ างสินคาบอยเกินไป เพราะจะทาํ ใหล กู คา ตองเสียเวลาคนหาในครั้งตอไปท่ีแวะเขามาซอ้ื สนิ คา ท่ีรา น 6. การติดปา ยราคาสนิ คา ปจ จบุ นั ลกู คาสวนใหญมกั สนใจในรายละเอยี ดของสินคาเพ่ิมมากข้ึน ทง้ั รูปแบบของบรรจุภัณฑ ช่ือสนิ คา คําแนะนําการใชผลิตภัณฑนน้ั ๆ วนั ผลติ และวันหมดอายุ ดงั น้ัน จะตองติดปา ยบอกราคาเพ่ิมใหก บั ตวั สนิ คา ซึง่ เปน ส่งิ สําคญั ทส่ี ุดลงไปดวย คอื ตอ งติดราคาบอกไวบนตัว สนิ คาทกุ ช้ินให ชดั เจนพอทล่ี ูกคาและพนักงานเก็บเงินจะอานได หรือ สินคาบางประเภทท่ีขายกันเปน จํานวนมาก อาจจะตดิ ราคาในรปู ของแผนปา ยหรือโปสเตอร จะเปน การชวยประหยัดแรงงานและเวลาได หากเปนสนิ คา ชนิดเดยี วกันแตตางยี่หอกัน อาจจะติดราคาไวที่ชัน้ วางสินคาจะชวยใหลูกคาเห็นและ เปรียบเทียบราคากันได ถึงแมวาจะตองใชเวลาและแรงงานในการติดราคากันใหม เมื่อสินคามีราคา เปล่ียนแปลงใหม แตก็เปนการใหประโยชนและรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงความสะดวกกับลูกคา ทั้งยังเปนการสะดวกในการเรยี กเกบ็ เงนิ คา สนิ คาอกี ดวย

138 การจดั วางสนิ คา มคี วามสาํ คญั ตอการจงู ใจลกู คา ใหเ ลือกซื้อสินคา เพ่ือใหสะดวกและเกิดความ พึงพอใจควรคาํ นงึ ถึงสงิ่ ตอ ไปนี้ 1. ความพึงพอใจของลูกคา 2. จัดสนิ คาไวในบริเวณท่เี ราจะขาย 3. จัดสนิ คาไวในระดับสายตาใหม ากท่ีสุด 4. จดั สินคาดา นหนาบนช้ันใหเ ต็มอยเู สมอ 5. ชั้นปรบั ระดบั ไดตามขนาดของสินคา จะเปน การดี 6. การใชก ลองหนุนสินคา ใหด งู ดงามแมจ ะมีสนิ คาไมม ากนัก 7. ความเปน ระเบียบเรียบรอ ย สินคา บางชนิด มีหลายแบบ หลายขนาด ควรจัดใหเปนระเบียบ สะดวกในการเปรียบเทียบของลูกคา ดงั นั้น สินคา ท่ีเหมือน ๆ กันควรเอาไวดวยกัน และควรจัดตาม แนวนอนอยูในระดบั เดยี วกนั หรือจะจัดในแนวดิง่ ดวยก็ได 8. สนิ คามากอนตองขายกอ น เราตองขายสินคา เกา กอนสนิ คาใหมเ สมอ พยายามวางสินคามากอ น ไวแ ถวหนา เสมอ ควรทาํ สนิ คาที่มากอนใหด สู ดใสสะอาดเหมอื นสนิ คาใหม 9. ปองกนั หลกี เลีย่ งการร่วั ไหลของสินคา โดยการจัดวางผังทางเดนิ ภายในรา นใหล ูกคา เดนิ ไปมา ไดส ะดวก คอื หยบิ กง็ าย หายกร็ ู สนิ คา บบุ ชํารุด ใกลหมดอายุควรจัดเปนสินคาลดราคาพเิ ศษ ลางสตอ็ ก ดว ยการจัดแยกขายไวตา งหาก การจัดการและดแู ลคลังสินคา ตามหลักสขุ าภิบาล การจัดการคลังสินคา เปน การจดั การในการรับ การจดั เก็บ หมายถึง การจัดสงสินคาใหผูรับ เพ่ือกิจกรรมการขาย เปาหมายหลักในการบริหาร ดําเนินธุรกิจ ในสวนที่เกี่ยวของกับคลังสินคา ก็เพื่อใหเกดิ การดําเนนิ การเปนระบบใหค ุมกับการลงทนุ การควบคมุ คุณภาพของการเก็บ การหยิบสินคา การปอ งกัน ลดการสญู เสียจากการดาํ เนินงานเพอ่ื ใหต น ทุนการดําเนินงานตํ่าที่สุด และการใชประโยชน เต็มท่ีจากพน้ื ท่ี คณุ ลักษณะเพ่อื ความเปนเลิศในงานขาย การบรกิ ารทด่ี จี ะเกดิ ขึ้นจากตวั บุคคล โดยอาศยั ทักษะ ประสบการณ เทคนคิ ตาง ๆ ทจ่ี ะทําให ผูรบั บรกิ ารเกดิ ความพงึ พอใจ และอยากกลบั เขามาใชบ ริการอีก มีดังตอ ไปนี้ ท ตองมีจิตใจรักในงานดา นบริการ (Service Mind) ผใู หบริการตอ งมีความสมัครใจทมุ เทท้ัง แรงกายและแรงใจ มีความเสยี สละ ผทู ่ีจะปฏบิ ตั หิ นา ทไี่ ดตองมใี จรักและชอบในงานบรกิ าร ท ตองมคี วามรูในงานทใี่ หบรกิ าร (Knowledge) ผใู หบ ริการตอ งมคี วามรูในงานทตี่ นรับผดิ ชอบ ท่ีสามารถตอบขอซักถามจากผูรับบริการไดอยางถูกตองและแมนยํา ในเรื่องของสินคาท่ีนําเสนอ เพ่ือมิใหเ กดิ ความผดิ พลาด เสียหายและตองขวนขวายหาความรูจาก เทคโนโลยีใหม ๆ เพ่ิมขึน้ อยา ง สม่ําเสมอ

139 ท มีความชางสังเกต (Observe) ผทู ํางานบริการจะตองมีลักษณะเฉพาะตัวเปนคนมีความชาง สังเกต เพราะหากมกี ารรับรวู า บรกิ ารอยา งไรจึงจะเปน ท่พี อใจของผูร บั บริการกจ็ ะพยายามนํามา คิดสรางสรรค ใหเกิดบริการท่ีดีย่ิงขึ้น เกิดความพอใจและตอบสนองความตองการของลูกคาหรือ ผรู ับบริการได มากย่งิ ขนึ้ ท ตอ งมคี วามกระตอื รอื รน (Enthusiasm) พฤตกิ รรมความกระตือรือรน จะแสดงถึงความมจี ิตใจ ในการตอนรับ ใหช ว ยเหลือแสดงความหวงใย จะทําใหเ กดิ ภาพลักษณท ี่ดี ในการชวยเหลือผรู ับบรกิ าร ท ตอ งมกี ิรยิ าวาจาสุภาพ (Manner) กิริยาวาจาเปนสงิ่ ที่แสดงออกจากความคิด ความรูสกึ และ สงผลใหเกดิ บุคลกิ ภาพทีด่ ี ดังนน้ั เพ่ือใหลกู คา หรอื ผูรบั บริการมีความสบายใจท่ีจะติดตอ ขอรบั บริการ ท ตอ งมีความคดิ รเิ ริม่ สรางสรรค (Creative) ผใู หบรกิ ารควรมีความคิดใหม ๆ ไมควรยดึ ติดกับ ประสบการณหรือบริการที่ทําอยู เคยปฏิบัติมาอยางไรก็ทําไปอยางน้ันไมมีการปรับเปลี่ยนวิธีการ ใหบริการ จึงควรมีความคิดใหม ๆ ในการปฏริ ปู งานบริการใหด ีขึน้ ท ตอ งสามารถควบคมุ อารมณไ ด (Emotional control) งานบริการเปนงานที่ใหความชวยเหลือ จากผูอืน่ ตองพบปะผูค นมากมายหลายชนช้ัน มีการศึกษาทีต่ า งกัน ดังน้ัน กิรยิ ามารยาทจากผูรับบริการ จะแตกตา งกัน เมือ่ ผูร ับบริการไมไดด งั ใจ อาจจะถูกตําหนิ พูดจากาวรา ว กิรยิ ามารยาทไมด ี ซ่ึงผูใหบ ริการ ตอ งสามารถควบคุมสตอิ ารมณไดเปน อยา งดี ท ตองมีสติในการแกปญหาที่เกิดขึ้น (Calmness) ผูรับบริการสวนใหญจะติดตอขอความ ชวยเหลอื ตามปกติ แตบ างกรณลี กู คา ทีม่ ปี ญหาเรงดวน ผใู หบ รกิ ารจะตอ งสามารถวิเคราะหถึงสาเหตุและ คิดหาวธิ ใี นการแกไขปญ หาอยา งมสี ติ อาจจะเลอื กทางเลอื กทด่ี ีท่ีสดุ จากหลายทางเลือกในการใหบริการ แกล กู คา ท มที ัศนคตติ องานบริการดี (Attitude) การบรกิ ารเปน การชว ยเหลอื ผทู ํางานบรกิ ารเปน ผูให จึงตองมีความคิดความรูสึกตองานบริการในทางทชี่ อบ และเต็มใจท่ีจะใหบริการ ถาผูใดมีความคิด ความรสู ึกไมชอบงานบรกิ าร แมจ ะพอใจในการรบั บรกิ ารจากผูอื่น ก็ไมอ าจจะทาํ งานบรกิ ารใหเปนผลดี ได ถาบุคคลใดมีทัศนคตติ อ งานบริการดี ก็จะใหความสาํ คญั ตอ งานบริการ และปฏิบัติงานอยางเต็มท่ี เปนผลใหงานบริการมีคุณคาและนําไปสูความเปนเลิศ ท มีความรับผิดชอบตอลูกคาหรือผูรับบริการ (Responsibility) ในดา นงานทางการตลาด และ การขาย และงานบริการ การปลกู ฝง ทศั นคติใหเ ห็นความสาํ คญั ของลูกคา หรือผูร ับบริการดวยการยกยอง วา “ลูกคาคือบุคคลที่สําคัญที่สุด” และ “ลูกคาเปนฝายถูกเสมอ” ท้ังน้ีก็เพื่อใหผูใหบริการมีความ รบั ผิดชอบตอลูกคาอยางดีที่สดุ

140 เรอื่ งที่ 8 พฤติกรรมผูบ ริโภคกบั ชอ งทางการจําหนา ยอาหารสาํ เร็จรูป พฤติกรรมของผบู รโิ ภค (Consumer behavior) หมายถึง การแสดงออกรวมท้ังกระบวนการในการ ตดั สินใจของแตล ะบคุ คลท่เี กีย่ วของโดยตรงกับการใชส ินคา และบรกิ าร ประโยชนของการศกึ ษาพฤตกิ รรมผบู รโิ ภค 1. ชวยใหน ักการตลาดเขาใจถึงปจจัยท่ีมอี ทิ ธิพลตอการตดั สินใจซื้อสนิ คาของผบู รโิ ภค 2. ชวยใหผ ูเกีย่ วขอ งสามารถหาหนทางแกไ ขพฤตกิ รรมในการตัดสินใจซื้อสินคาของผบู ริโภคใน สงั คมไดถ กู ตองและสอดคลองกับความสามารถในการตอบสนองของธุรกจิ มากย่งิ ขึ้น 3. ชว ยใหก ารพฒั นาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑสามารถทําไดดีขึน้ 4. เพ่อื ประโยชนในการแบงสว นตลาด เพอ่ื การตอบสนองความตอ งการของผูบริโภค ใหตรงกบั ชนิดของสนิ คาท่ีตอ งการ 5. ชว ยในการปรบั ปรงุ กลยุทธการตลาดของธุรกจิ ตา ง ๆ เพอื่ ความไดเ ปรยี บคูแขง ขัน การประเมนิ ความพงึ พอใจของผบู ริโภค ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรูส ึกภายในจติ ใจของมนุษยซ ่งึ จะไมเหมอื นกนั ซ่ึงขน้ึ อยูกับแตละ บคุ คลวา จะคาดหมายกับสงิ่ หนึ่งสิ่งใด ถาคาดหวังหรือมีความตง้ั ใจมากเมือ่ ไดร บั การตอบสนองดว ยดี จะมี ความพึงพอใจมาก แตใ นทางตรงขา มอาจผดิ หวงั หรือไมพึงพอใจเปนอยางยิง่ เมอ่ื ไมไ ดรบั การตอบสนอง ตามทีค่ าดหวังไวหรอื ไดร ับนอ ยกวาท่คี าดหวงั ไว ทั้งน้ีขน้ึ อยูกบั ส่งิ ท่ีตั้งใจไวว าจะมีมากหรอื มีนอ ย ปจจยั สาํ คญั เพือ่ ประเมนิ คณุ ภาพของการบริการ 1. ความสะดวก หมายถึง ความสะดวกในการเขาพบหรือตดิ ตอ กับผใู หบรกิ าร ซึ่งครอบคลุม ทั้งเวลาที่เปดดําเนนิ การ สถานที่ต้ังและวิธีการท่ีจะสามารถอํานวยความสะดวกใหแกผูบริโภคในการ เขา พบหรอื ติดตอกับผูใหบริการ เชน สถานทีใ่ หบริการตัง้ อยใู นทที่ ส่ี ะดวกแกก ารไปติดตอ เปน ตน 2. การตดิ ตอสอ่ื สาร หมายถงึ การสื่อสารและใหขอ มูลแกลูกคาดวยภาษาทงี่ ายตอ การเขา ใจและ การรับฟงความคิดเห็น ตลอดจนขอเสนอแนะ หรือคาํ ติชมของลกู คา ในเร่อื งตาง ๆ ท่เี ก่ียวของกบั การ ใหบ ริการขององคก าร 3. ความสามารถ หมายถึง การท่ีผใู หบริการมีความรูความสามารถและทกั ษะที่จะปฏิบัติงาน บริการไดเปน อยางดี เชน ความรูและทกั ษะใหข อมูลผลติ ภณั ฑ เปนตน 4. ความสุภาพ หมายถึง การทีผ่ ูใหบริการมีความสุภาพเรียบรอ ย มคี วามนบั ถือในตัวลูกคา รอบคอบ และเปน มิตรตอผูบริโภค เชน การใหบริการดวยใบหนาท่ียิ้มแยม แจม ใสและการสื่อสารดว ย ความสุภาพ เปนตน 5. ความนาเชื่อถือ หมายถึง ความเชื่อถือไดและความซ่ือสัตยของผูใหบริการ ช่ือเสียงและ ภาพลักษณท่ีดี 6. ความคงเสนคงวา หมายถงึ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานท่ไี ดส ัญญาไวอยางแนนอนและ แมนยาํ เชน การใหบรกิ ารตามท่ไี ดแจง ไวก บั แกล กู คา เปนตน

141 7. การตอบสนองอยา งรวดเรว็ หมายถึง ความเต็มใจของผูใหบริการทจี่ ะใหบริการอยางรวดเร็ว เชน การใหบ รกิ ารแกผ รู บั บริการ ณ เคานเตอรจ า ยเงนิ แบบทนั ทที ันใด เปนตน การสํารวจความพงึ พอใจ การสํารวจความพึงพอใจลกู คา เปน เครือ่ งมอื ท่สี าํ คัญและมบี ทบาทในการพัฒนาและปรับปรงุ การ ทาํ งานในองคการอยางมาก ขอ มลู ที่ไดจากการสํารวจเปนขอมลู ปอนกลบั ไปสูหนวยงานท่แี สดงใหเห็น ถึงพฤตกิ รรมและความตอ งการของลูกคา เชน พฤติกรรมการเลอื กซ้อื /ใชบริการ และเปน ตัวชี้วัดผลการ ปฏิบัติงานขององคก ารท่ีแมนยํา เทคนิคการวัดความพึงพอใจ อาจเริ่มจาก การสังเกต การสัมภาษณ แบบสอบถาม จนถงึ กระบวนการทําวจิ ัย มหาตมะ คานธกี ลา วไวว า “ลูกคา คือ แขกคนสําคัญที่สดุ ที่ไดมาเยอื นเรา ณ สถานที่แหงน้ี เขามิไดมาเพ่ือพึ่งพิงเรา เรา ตา งหาก ท่ีตองพง่ึ พาอาศัยเขา เขามใิ ชบ คุ คลทมี่ าขัดจงั หวะการปฏิบตั ิงานของพวกเรา หากแตวา การรบั ใช เขาคือ วัตถปุ ระสงคแ หงงานของพวกเรา เขามใิ ชบคุ คลแปลกหนาแตเ ขา คือ สวนหนึ่งของสถานที่แหงน้ี บริการจากพวกเรา มิใชก ารสงเคราะหเ ขา เขาตางหากที่กําลังสงเคราะหพ วกเรา ดวยการยอมใหพวกเรามี โอกาสไดรับใชเ ขา” การสง เสริมการขาย การสงเสริมการขายเปน กิจกรรมที่กระตุนการตดั สินใจซือ้ สนิ คา หรือบริการ โดยการจัดกิจกรรม การตลาดและสงเสริมการขายตา ง ๆ เชน การเสนอของแถม การแสดงสนิ คา และการจัดวางสินคา การลด ราคา การตลาดทางไกล การตลาดทางไปรษณยี  และวิธีการอนื่ ๆ เพ่ือชวยกระตนุ ยอดขาย วิธกี ารสงเสรมิ การขาย ท การสงเสริมการขายดานลดราคาสวนใหญเปนการลดราคาสินคา โดยอาจจะลดจากราคาขาย ปกติ เชน การจัดโปรโมชนั่ ตาง ๆ เปนชว งเวลา การลดราคา 25% ทุกวนั พุธ เปนตน หรือการเพิ่มปริมาณ สนิ คาโดยขายราคาเทา เดิม เชน แลกตาซอย เอ็กตรา 300 เพิ่มปรมิ าณแตไ มเพ่ิมราคา เปนตน ยอดขายที่ เพมิ่ ข้นึ จากการลดราคานี้ จะมีตนทนุ จากกาํ ไรทล่ี ดลง การตดั สนิ ใจใชกลยทุ ธน ้จี ึงควรตองพจิ ารณาอยาง รอบคอบ และควรคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบตอช่ือเสยี งของตราสนิ คา ดว ย ท การสงเสริมการขายโดยการใชคปู อง คปู อง เปน อกี วธิ กี ารหน่ึงในการลดราคา วตั ถุประสงคห ลักของการใชก ารสง เสรมิ การขายโดย ใชค ปู อง คอื การกระตนุ ใหล ูกคา ใชคูปองใหม ากทีส่ ุด โดยมเี ทคนคิ การแจกคูปองหลายอยา ง ตัวอยางเชน - การติดคปู องไวบนบรรจุภณั ฑเ พอื่ กระตุนการซ้ือซํา้ - การแจกคปู องในหนังสือพมิ พ หรอื นติ ยสารเพ่ือใหผ บู รโิ ภคไปใชซอ้ื สนิ คา ท การสงเสรมิ การขายโดยการใหของแถมเปนวิธีที่มีใชกันมาก โดยลูกคาจะไดรับของแถม เมื่อซอ้ื ครบตามท่ีกาํ หนด เชน ซื้อสินคาครบสบิ ชิน้ ก็จะไดรบั ของแถมหนึ่งชน้ิ เปนตน

142 ท การสงเสริมการขายโดยการแขงขันและใหรางวัลเปนอีกวิธหี นง่ึ ที่มีใชกนั มากในปจจบุ ัน โดยเฉพาะตามงานแสดงสนิ คา ตา ง ๆ ก็จะมสี าวสวย (Pretty) แตงตัวนา รัก มากลาวแนะนาํ ถึงสรรพคณุ ทด่ี ี ของสนิ คา และจัดเกมสต อบคําถามงาย ๆพรอ มของรางวัลเลก็ ๆ นอ ย ๆ เพ่ือเรียกรองความสนใจของลูกคา ทเ่ี ดนิ ผา นไปมาและมีการแจกของชํารวยเลก็ ใหกบั ผทู ี่เขา รว มกิจกรรมและตอบคาํ ถามไดถกู ตอ ง เปนตน ท การสง เสริมการขายโดยการชงิ โชค ซ่งึ วิธีนีก้ อ็ าจจะมีหลายวิธี แตที่นิยมกันกค็ อื การแนบใบ ลนุ รางวลั มาพรอมกับสนิ คา หรอื ใหตัดชนิ้ สว น หรอื ปายฉลาก สต๊ิกเกอร อยางใดอยางหน่งึ สงไปรวม ชิงโชค ซ่งึ วธิ ีการนก้ี จ็ ะตองระมัดระวังเร่ืองความสะดวกในการท่จี ะสงชนิ้ สวน หรือชิ้นสว นจะตอ งไมถ กู แอบแกะอา นดูกอ นทผ่ี ซู ื้อจะเปน ผูแกะคนแรก ท การสงเสรมิ การขายสาํ หรบั ลกู คาประจํา เปนการกระตุนใหลูกคา ประจาํ มาซ้ือสนิ คา หรอื ใช บริการบอย ๆ เชน สายการบิน มีการสะสมไมลเพื่อแลกเปนต๋ัวเคร่ืองบินฟรี เมื่อสะสมไมลได ตามทกี่ าํ หนด หรอื รา นอาหารญปี่ นุ ฟูจิ หรือเซน มกี ารประทบั ตราเม่อื รับประทานอาหารครบทกุ 300 บาท และนาํ มาแลกเปน บตั รสวนลด หรืออาหาร 1 จานเม่ือครบตามที่กําหนด เปน การกระตุนใหลูกคา มาซื้อ สนิ คาหรอื ใชบ รกิ ารบอ ย ๆ หรอื ปมนา้ํ มนั มกี ารทําบัตรสมาชกิ แลวใหสว นลดพเิ ศษสําหรับสมาชกิ เปน ตน ท การสง เสรมิ การขาย ณ จดุ วางสนิ คามีผลการวิจยั พฤตกิ รรมผบู รโิ ภคในรา นคาปลกี ออกมาวา ยอดขายจะเพมิ่ ข้ึนถาลูกคาสามารถเห็นสินคา ณ จุดวางสินคา การจดั วางสินคาทน่ี าสนใจ ใหขอมูล เหมาะสม และวางในตําแหนงทส่ี งั เกตไดงาย จะชวยใหลูกคา ซ้ือสินคามากข้ึน ในปจจุบนั จะเห็นไดวา สนิ คา อปุ โภคบรโิ ภคทว่ี างจาํ หนา ยในซุปเปอรมารเกต็ มีการจัดเรยี งเปนแถวอยางเปน ระเบยี บ ถา ตองการ ใหส นิ คาเปนทสี่ ังเกตไดง า ย พน้ื ท่วี างสนิ คา ตอ งอยใู นระดับสายตา และตงั้ วางสินคาเปนแถวอยางชัดเจน และเปนระเบียบ ท การสงเสริมการขายโดยการแจกสินคา ตัวอยา งใหท ดลองใช วิธนี ใ้ี หลกู คาไดทดลองใชสินคา ดูกอน กอนท่จี ะตัดสินใจซอื้ ซึ่งวิธนี ี้ก็อาจสามารถดึงลูกคาท่ีใชสินคาของคูแ ขงอยใู หหันมาทดลอง ของใหมโ ดยที่ไมตอ งเสียเงนิ ซ้ือ เพราะบางครงั้ ลูกคามีความคิดวาของที่ใชอยเู ดิมก็ดีท่ีสดุ อยูแลว ทําไม ตอ งไปเสียเงินซอื้ สินคา อนื่ มาทดลองใช อยางไรกต็ าม การสงเสริมการขาย ควรยดึ หลักที่วา ทําสงิ่ ทงี่ า ย ๆ ทไี่ มใหลูกคารสู ึกยงุ ยาก ในการท่จี ะเขารว มกิจกรรมท่เี ราวางไว เทคโนโลยเี พิ่มชอ งทางการจําหนา ย E-Commerce การพาณชิ ยอ ิเล็กทรอนิกส คือ การดําเนินธุรกิจการคาหรือการซื้อขายบนระบบ เครือขา ยอินเทอรเนต โดยผซู ื้อ (Customer) สามารถดําเนินการ เลือกสนิ คา คาํ นวนเงิน ตัดสินใจซ้ือ สินคา โดยใชวงเงนิ ในบัตรเครดติ ไดโดยอัตโนมัติ ผูข าย (Business) สามารถนาํ เสนอสนิ คา ตรวจสอบ วงเงนิ บตั รเครดิตของลกู คา รับเงนิ ชําระคา สินคา ตดั สนิ คาจากคลังสนิ คา และประสานงานไปยังผูจัดสง สนิ คา โดยอัตโนมตั ิ กระบวนการดังกลาวจะดาํ เนินการเสรจ็ สิน้ บนระบบเครือขา ย Internet


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook