Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 8. วิทยาศาตร์ พว21001

8. วิทยาศาตร์ พว21001

Published by clube.indy, 2020-04-20 02:08:03

Description: 8. วิทยาศาตร์ พว21001

Search

Read the Text Version

143 ปะการัง ปะการังทีสวยงามในเมอื งไทยหลายแห่งตอ้ งเสือมโทรมลงอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะ ปัญหาการถูกทาํ ลายโดยฝี มือมนุษย์ นับเป็ นปัญหาสําคัญของความเสือมโทรมของปะการัง ได้แก่ การระเบิดปลา เป็ นการทาํ ลายปะการังอยา่ งรุนแรง ซึงเท่ากบั เป็ นการทาํ ลายทีอยู่อาศยั ของสัตว์และพืช ในบริเวณนนั และเป็นการทาํ ลายการประมงในอนาคตดว้ ย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิงแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม หมายถึง การใชท้ รัพยากรธรรมชาติและ สิงแวดลอ้ มอยา่ งฉลาด โดยใชใ้ หน้ อ้ ยเพือให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด โดยคาํ นึงถงึ ระยะเวลาในการใช้ให้ ยาวนาน และก่อให้เกิดผลเสี ยหายต่อสิงแวดล้อมน้อยทีสุด รวมทังต้องมีการกระจายการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งทวั ถึง อย่างไรก็ตาม ในสภาพปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม มคี วามเสือมโทรมมากขึน ดงั นนั การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มจึงมคี วามหมายรวม ไปถงึ การพฒั นาคุณภาพสิงแวดลอ้ มดว้ ย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มสามารถกระทาํ ได้หลายวิธี ทงั ทางตรงและ ทางออ้ ม ดงั นี 1. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิงแวดล้อมโดยทางตรง ซึงปฏิบตั ิไดใ้ นระดบั บุคคล องค์กร และระดบั ประเทศ คือ 1.1 การใช้อย่างประหยดั คือ การใชเ้ ท่าทมี คี วามจาํ เป็น เพอื ให้มีทรัพยากรไวใ้ ชไ้ ด้นานและ เกิดประโยชนอ์ ย่างคุม้ ค่ามากทีสุด 1. การนํากลบั มาใช้ซําอีก สิงของบางอย่างเมือมกี ารใช้แลว้ ครังหนึงสามารถทีจะนํามาใช้ ซาํ ไดอ้ กี เชน่ ถงุ พลาสตกิ กระดาษ เป็นตน้ หรือสามารถทีจะนาํ มาใชไ้ ดใ้ หม่โดยผา่ นกระบวนการ ต่าง ๆ เช่น การนาํ กระดาษทีใชแ้ ลว้ ไปผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพอื ทาํ เป็นกระดาษแข็ง เป็ นตน้ ซึงเป็ น การลดปริมาณการใชท้ รัพยากรและการทาํ ลายสิงแวดลอ้ มได้ 1.3 การบูรณะซ่อมแซม สิงของบางอย่างเมอื ใชเ้ ป็นเวลานานอาจเกิดการชาํ รุดได้ เพราะฉะนันถา้ มีการบูรณะซ่อมแซม ทาํ ให้สามารถยดื อายุการใชง้ านตอ่ ไปไดอ้ กี 1.4 การบาํ บดั และการฟื นฟู เป็นวธิ กี ารทีจะช่วยลดความเสือมโทรมของทรัพยากรด้วยการ บาํ บดั ก่อน เช่น การบาํ บดั นาํ เสียจากบา้ นเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ก่อนทีจะปล่อยลงสู่ แหล่งนาํ สาธารณะ ส่วนการฟื นฟเู ป็นการรือฟื นธรรมชาติใหก้ ลบั สู่สภาพเดิม เช่น การปลกู ป่ าชายเลน เพอื ฟื นฟูความ สมดุลของป่ าชายเลนใหก้ ลบั มาอุดมสมบรู ณ์ เป็นตน้ 1.5 การใช้สิงอนื ทดแทน เป็ นวิธีการทีจะช่วยใหม้ กี ารใช้ทรัพยากรธรรมชาตินอ้ ยลงและ ไม่ทาํ ลายสิงแวดลอ้ ม เช่น การใชถ้ ุงผา้ แทนถุงพลาสติก การใชใ้ บตองแทนโฟม การใช้พลังงาน แสงแดดแทนแร่เชือเพลงิ การใชป้ ๋ ยุ ชวี ภาพแทนป๋ ุยเคมี เป็นตน้

144 1.6 การเฝ้ าระวังดูแลและป้ องกนั เป็ นวธิ ีการทีจะไม่ใหท้ รัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม ถูกทาํ ลาย เชน่ การเฝ้ าระวงั การทิงขยะ สิงปฏกิ ลู ลงแมน่ าํ ลาํ คลอง การจดั ทาํ แนวป้ องกนั ไฟป่ า เป็นตน้ 2. การอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิงแวดล้อมโดยทางอ้อม สามารถทาํ ไดห้ ลายวธิ ี ดงั นี . การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดยสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มทีถูกตอ้ งตามหลกั วิชา ซึงสามารถทาํ ได้ทุกระดับอายุ ทังในระบบโรงเรียน และสถาบนั การศึกษาต่างๆ และนอกระบบโรงเรียนผ่านสือสารมวลชนต่างๆ เพือใหป้ ระชาชนเกิด ความตระหนกั ถึงความสําคัญและความจาํ เป็ นในการอนุรักษ์ เกิดความรักความหวงแหน และให้ ความร่ วมมืออย่างจริ งจงั 2. การใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย การจัดตงั กลุ่ม ชุมชน ชมรม สมาคม เพือการ อนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มต่าง ๆ ตลอดจนการให้ความร่วมมือทงั ทางด้านพลงั กาย พลงั ใจ พลงั ความคิด ด้วยจิตสาํ นึกในความมีคุณค่าของสิงแวดลอ้ มและทรัพยากรทีมีต่อตวั เรา เช่น กลุ่มชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อมของนักเรี ยน นักศึกษา ในโรงเรี ยนและ สถาบนั การศกึ ษาต่าง ๆ มลู นิธิคุม้ ครองสตั วป์ ่ าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย มลู นิธิสืบนาคะเสถียร มูลนิธิโลกสีเขียว เป็ นตน้ 2.3 ส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถินได้มสี ่ วนร่วมในการอนุรักษ์ ช่วยกันดูแลรักษาให้คง สภาพเดิม ไม่ให้เกิดความเสือมโทรม เพือประโยชน์ในการดํารงชีวิตในท้องถินของตน การประสานงานเพอื สร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนกั ระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กร ปกครองส่วนทอ้ งถนิ กบั ประชาชน ใหม้ ีบทบาทหนา้ ทีในการปกป้ อง คุม้ ครอง ฟื นฟูการใชท้ รัพยากร อย่างคุม้ ค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด 2.4 ส่ งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นหาวิธีการและพัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยี สารสนเทศมาจดั การวางแผนพฒั นา การพฒั นาอุปกรณ์เครืองมอื เครืองใช้ใหม้ กี ารประหยดั พลงั งาน มากขึน การคน้ ควา้ วิจยั วธิ ีการจดั การ การปรับปรุง พฒั นาสิงแวดลอ้ มใหม้ ปี ระสิทธิภาพและยงั ยนื เป็ นตน้ 2.5 การกาํ หนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรักษแ์ ละพฒั นาสิงแวดลอ้ ม ทงั ในระยะสนั และระยะยาว เพือเป็นหลกั การใหห้ น่วยงานและเจา้ หน้าทีของรัฐทีเกียวข้องยึดถือและ นาํ ไปปฏิบัติ รวมทังการเผยแพร่ ข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม ทงั ทางตรงและทางออ้ ม

145 เยาวชนกับการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิงแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม หมายถึง การใชท้ รัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ โดยไม่เกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อสภาพแวดลอ้ มปัจจุบนั และอนาคต แนวคดิ ในการอนุรักษ์ 1. มนุษยเ์ ป็นส่วนหนึงของสิงแวดลอ้ ม 2. มนุษยไ์ มอ่ าจแยกตวั เป็ นอิสระจากสิงแวดลอ้ มได้เพราะฉะนนั กระบวนการทางการอนุรกั ษ์ ย่อมแสดงถึงการจดั การทรัพยากรอย่างมปี ระสิทธิภาพ จึงนบั เป็ นหนทางแห่งการปกป้ องตนเองของ มนุษยชาติ ให้สามารถอยรู่ อดไดช้ วั นิรนั ดร์ เยาวชนกับการอนุรักษ์ 1. ตอ้ งมีหวั ใจเป็นนกั อนุรักษ์ จากคาํ กลา่ วทีวา่ ทา่ นถกู เรียกว่านักรอ้ ง ด้วยเหตุทีท่านร้องเพลง ไดไ้ พเราะ ท่านถูกเรียกว่าเป็นจิตกร ดว้ ยเหตุทีท่านสามารถสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไดเ้ ป็นทียอมรับ ต่อสาธารณชน \"ศลิ ปิ น ย่อมมีผลงานศิลปะ\" เพราะฉะนนั เป็นนักอนุรักษ์ไม่เพยี งแต่รักงานอนุรักษ์ หรือเป็ นนักวิชาการอนุรักษ์ จาํ เป็ นตอ้ งปฏิบตั ิตนเป็นอนุรักษอ์ ย่างแทจ้ ริงดว้ ยตนเอง 2. ต้องมหี ัวใจแห่งการเสียสละ นันคือ ต้องคํานึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวมมากกว่า ประโยชนแ์ ห่งตน 3. ต้องมีหวั ใจทีรักและหวงั ดีต่อเพอื นมนุษยด์ ้วยกัน นนั คือนักอนุรักษ์ไม่พึงมีอคติต่อผูอ้ ืน งานอนุรักษจ์ ะสาํ เร็จไดด้ ว้ ยมติ รภาพและความเขา้ ใจอนั ดี การพฒั นากับการอนุรักษ์ การพฒั นา………..คือ การทาํ ให้เจริญขึน ดีขนึ การอนุรักษ…์ …….คือ ใชท้ รัพยากรอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ กระบวนการพฒั นาทีเหมาะสมคือ การจดั การทางวิทยาการอยา่ งมีประสิทธิภาพ โดยไม่เกิด ผลเสียทางสิงแวดลอ้ ม

146 ภาพ : แนวป้ องกนั การกดั เซาะชายฝังทะเล (ใชล้ าํ ไมไ้ ผ)่ แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้อม - การอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม จะตอ้ งอาศยั ความร่วมมือจากทุกฝ่ าย ทงั ภาครัฐบาลและเอกชน โดยดาํ เนินการ ดงั นี - แก้ไขแนวคิดและจิตสํานึกของคนใหม้ ีความรู้ความเขา้ ใจว่า สิงแวดล้อมมคี วามสําคญั ต่อความอยรู่ อดของมนุษยแ์ ละสิงทีมีชวี ิตซงึ ทุกคนตอ้ งมีส่วนร่วมในความรบั ผดิ ชอบ - เปลียนแปลงพฤตกิ รรมของคนในทอ้ งถนิ เช่น การบริโภคทงั กินและใช้ ต้องใช้และกินอยา่ ง ประหยดั เพราะปัจจุบนั ทรัพยากรธรรมชาติมอี ยูจ่ าํ กดั ใชท้ รัพยากรธรรมชาตทิ กุ อยา่ งใหเ้ กิดประโยชน์ มากทสี ุด และนานทีสุด ภาวะโลกร้อน ภาวะโลกร้อน หมายถึง การเปลยี นแปลงภูมิอากาศทีเกิดจากการกระทาํ ของมนุษย์ ทีทาํ ให้ อณุ หภูมเิ ฉลียของโลกเพิมสูงขึน เราจึงเรียกวา่ ภาวะโลกร้อน (Global Warming) กิจกรรมของมนุษย์ ทีทาํ ให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมทที าํ ให้ปริมาณกา๊ ซเรือนกระจกในบรรยากาศเพิมมากขึน ได้แก่ การเพิมปริ มาณก๊าซเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหมเ้ ชือเพลงิ และการเพิมปริมาณก๊าซเรือน กระจกโดยทางออ้ ม คือ การตดั ไมท้ าํ ลายป่ า ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถงึ การทชี นั บรรยากาศของโลกกระทาํ ตวั เสมือนกระจกทียอม ให้รังสีคลนื สันจากดวงอาทิตยผ์ า่ นทะลุลงมายงั ผิวพืนโลกได้ แต่จะดูดกลนื รังสีคลนื ยาวทีโลกคาย ออกไปไมใ่ ห้หลุดออกนอกบรรยากาศ ทาํ ใหโ้ ลกไม่เย็นจัดในเวลากลางคืน บรรยากาศเปรียบเสมอื น

147 ผา้ ห่มใหญ่ทีคลุมโลกไว้ ก๊าซทียอมใหร้ ังสีคลืนสันจากดวงอาทิตยผ์ า่ นทะลลุ งมาไดแ้ ต่ไม่ยอมใหร้ ังสี คลืนยาวทโี ลกคายออกไปหลุดออกนอกบรรยากาศ เรียกวา่ ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกทีสาํ คญั ไดแ้ ก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กา๊ ซมเี ทนและก๊าซไนตรัสออกไซด์ 1. กา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจากการเผาไหมเ้ ชือเพลิง โรงงานอุตสาหกรรมและการตดั ไม้ ทาํ ลายป่ า 2. ก๊าซมีเทน เกิดจาก การยอ่ ยสลายซากสิงมีชวี ติ ในพืนทที ีมนี าํ ขงั เช่น นาขา้ ว 3. ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เกิดจาก อุตสาหกรรมทีใชก้ รดไนตริกในกระบวนการผลิต และการ ใชป้ ๋ ุยไนโตรเจนในการเกษตรกรรม เราสามารถช่วยกนั ป้ องกนั และแกไ้ ขปัญหาภาวะโลกร้อนไดด้ ว้ ยวธิ ีการตา่ ง ๆ เช่น - อาบนาํ ดว้ ยฝักบวั ประหยดั กวา่ การตกั นาํ อาบหรือใชอ้ ่างอาบนาํ ถึงครึงหนึงในเวลาเพยี ง นาที ปิ ดนาํ ขณะแปรงฟัน ประหยดั ไดเ้ ดอื นละ ลิตร - เปิ ดนาํ รอ้ นให้น้อยลง ในการทาํ นาํ ร้อน ใชพ้ ลงั งานในการตม้ สูงมาก การปรับเครืองทาํ นาํ อุ่นให้มีอณุ หภูมิและแรงนาํ ใหน้ อ้ ยลง จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ กิโลกรัมต่อปี หรือการ ซกั ผา้ ในนาํ เยน็ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ไดป้ ีละ กิโลกรัม - ใชห้ ลอดไฟตะเกียบ ประหยดั กวา่ หลอดไฟธรรมดา เท่า ใช้งานนานกว่า เท่า แต่ละ หลอดช่วยลดการปลอ่ ยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ , กิโลกรัม หลอดไฟธรรมดาเปลียนพลงั งาน นอ้ ยกว่า % ไปเป็ นแสงไฟ ส่วนทีเหลือถูกเปลียนไปเป็ นความร้อนเท่ากับสูญพลังงานเปล่า ๆ มากกว่า % - ถอดปลกั เครืองใชไ้ ฟฟ้ า เพราะยงั คงกินพลงั งานมากแมจ้ ะปิ ดแลว้ ดังนันควรถอดปลกั โทรทศั น์ สเตริโอ คอมพวิ เตอร์ ไมโครเวฟ ฯลฯ เมือไม่ใชห้ รือเสียบปลกั เขา้ กบั แผงเสียบปลกั ทคี อยปิ ด สวิทซไ์ วเ้ สมอ เมือไม่ใชแ้ ละควรถอดปลกั ทีชาร์จโทรศพั ท์มอื ถอื และ MP3 เมอื ไฟเต็มแลว้ - ใช้ตูเ้ ย็นแบบ ประตู ขนาดความจุ ลติ ร ตังอุณหภูมิที - องศา และ - - - องศาในช่องแช่แข็ง มปี ระสิทธิภาพในการประหยดั ไฟมากทีสุด - เปิ ดแอร์ที องศา อณุ หภูมิตาํ กวา่ นีใชพ้ ลงั งานเพมิ ขึน - % - ใชแ้ ล็ปท็อปจอแบน ประหยดั ไฟมากกว่าคอมพิวเตอร์ตงั โต๊ะถึง เท่า ใชs้ creen server และหมวดสแตนบายด์ไม่ไดช้ ว่ ยประหยดั ไฟ พลงั งานทเี สียไปเท่ากับซือคอมพวิ เตอร์ใหม่ได้ เครือง และพรินเตอร์เลเซอร์ประหยดั พลงั งานมากกว่าอิงค์เจท็ - พกถงุ ผา้ ไปชอ็ ปปิงแทนการใช้ถงุ พลาสติก แต่ละปี ทวั โลกทิงถงึ พลาสติกจากซุปเปอร์ มาเก็ตหลายแสนลา้ นใบ อยา่ ลืมวา่ ลดขยะเท่ากบั ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ - ใส่เสือผา้ ฝ้ ายออร์แกนิค และใชเ้ ครืองใช้รีไซเคิล หรือนํากลบั มาใชใ้ หมไ่ ด้ หลกี เลียง ผลิตภัณฑท์ ีมีบรรจุภัณฑ์มาก เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง % จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ กิโลกรมั ต่อปี

148 - ปลูกตน้ ไม้ เพราะต้นไม้ ต้นดูดซบั คาร์บอนไดออกไซด์ได้ ตนั ตลอดอายุขัย และรดนาํ ชว่ งเชา้ และกลางคืน ป้ องกนั การระเหย - กินเนือสัตวใ์ ห้นอ้ ยลง เพราะการผลิตเนือสัตวใ์ ชพ้ ลังงานและทรัพยากรมากกว่า การปลกู พืชและธญั พืช % ของก๊าซเรือนกระจกมาจากอตุ สาหกรรมปศุสัตว์ คุณไมต่ ้องเป็ นมงั สวิรัติ ก็ได้เพือทีจะสร้างความเปลียนแปลง ลองไม่กินเนือสตั ว์สัปดาหล์ ะครัง จะลดการปล่อยก๊าซเรือน- กระจกไดม้ หาศาล - เดินแทนขบั พาหนะใชน้ าํ มนั ถึงครึงหนึงของโลก และปล่อยก๊าซเรือนกระจกที ใน ส่วน การทิงรถไว้ทีบา้ นแมเ้ พียงสปั ดาห์ละ วัน สามารถประหยดั นํามันและการปล่อยก๊าซเรือน- กระจกไดม้ ากมายภายใน ปี ลองเดิน ขีจกั รยาน นังรถกบั คนอืน หรือนงั รถเมลห์ รือรถไฟฟ้ าแทน หรือ ลองดูว่าคุณสามารถทาํ งานทีบา้ น โดยต่อคอมพิวเตอร์เข้ากบั เครือข่ายของบริษัทสปั ดาห์ละครังได้ หรื อไม่ - เช็คลมยาง ให้แน่ใจว่ายางรถสูบลมแน่นการขบั รถโดยทีลมยางมีลมน้อย อาจทาํ ให้ เปลอื งนาํ มนั ขึนไดถ้ งึ % จากปกติ นาํ มนั ทุก ๆ แกลลอนทีประหยดั ไดจ้ ะลดคาร์บอนไดออกไซดไ์ ด้ กิโลกรมั ยางทีสูบลมไมพ่ อจะใชน้ าํ มนั ไดใ้ นระยะทางสนั ลง % - ลด ใช้ซาํ และรี ไซเคิลให้มากขึน ลดขยะของบา้ นคุณให้ได้ครึ งหนึ งจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ไดถ้ งึ ลา้ นกโิ ลกรัมต่อปี สาํ คญั ทีสุด ตอ้ งตงั ใจแน่วแน่ว่าจะช่วยหยุดโลกร้อน และต้องใช้พลงั งานอย่างมีประสิทธิภาพ และเลอื กใชพ้ ลงั งานสะอาด ใบงาน เรือง โลก บรรยากาศ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ . เหตุการณ์การเกดิ “บกิ แบงค”์ มีลกั ษณะอยา่ งไร ตอบ………………………………………………………………………………………… . โลกใชเ้ วลา หมุนรอบดวงอาทิตยเ์ ป็นวงโคจรกีวนั ตอบ………………………………………………………………………………………… . ส่วนประกอบของโลก มกี อี ยา่ ง อะไรบา้ ง ตอบ………………………………………………………………………………………… 4. เปลือกโลก (Crust) ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ตอบ….................................................................................................................................... . ชนั แมนเทลิ (Mantle หรือ Earth's mantle) มลี กั ษณะเป็ นอย่างไร ตอบ….................................................................................................................................... . แก่นโลกแบ่งไดอ้ อกเป็นกชี นั ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง ตอบ…....................................................................................................................................

149 7. แผ่นยเู รเซียนครอบคลุมทวีปอะไรบา้ ง ตอบ….................................................................................................................................... . การเคลอื นทีของแผ่นเปลือกโลกนนั มีสาเหตมุ าจากอะไร ตอบ….................................................................................................................................... . บรรยากาศมสี ่วนประกอบอะไรบา้ ง ตอบ….................................................................................................................................... . ทาํ ไม “โอโซน” (Ozone) จงึ เป็ นก๊าซทีสาํ คญั มากต่อมนุษย์ ตอบ….................................................................................................................................... . ซี เอฟ ซี (CFC) นาํ มาใชใ้ นอุตสาหกรรมประเภทใดบา้ ง และมีผลกระทบกบั โลกอยา่ งไร ตอบ……................................................................................................................................ . จงอธิบายสภาพบรรยากาศในชนั โทรโพสเฟี ยร์ และ ไอโอโนสเฟี ยร์ มาพอสงั เขป ตอบ……................................................................................................................................ . มาตราวดั 40 องศาเซลเซียส (℃) เท่ากบั องศาเคลวิน (K) ตอบ….................................................................................................................................... . มาตราวดั 25 องศาเซลเซียส (℃) กอี งศาฟาเรนไฮต์ (℉) ตอบ….................................................................................................................................... . จงอธิบายความสาํ คญั ของกระแสนาํ อุ่น และกระแสนาํ เยน็ ทีมตี อ่ ฤดกู าล ตอบ….................................................................................................................................... . เมฆระดบั สูง มกี ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ….................................................................................................................................... . จงอธิบายลกั ษณะของการเกดิ “ฝน” (Rain) มาพอสังเขป ตอบ….................................................................................................................................... . ลม (Wind) เกิดจากสาเหตุอะไรบา้ ง ตอบ….................................................................................................................................... . ฝนกรด เกิดจากก๊าซชนิดใดบ้าง มีแหล่งใดอุตสาหกรรมเป็ นต้นเหตุ และความเสียหายจาก ฝนกรดเกิดไดอ้ ย่างไร ตอบ….................................................................................................................................... . จงอธิบายลกั ษณะของ “ลมทะเล” (Sea Breeze) และ “ลมบก” (Land Breeze) ตอบ….................................................................................................................................... . ลมภูเขาและลมหุบเขา เป็นลมชนิดใด และ เกดิ ในเวลาใดบา้ ง ตอบ…....................................................................................................................................

150 22. “ลมตะเภา” พดั จากทิศใดไปยงั ทิศใด จากบริเวณใดเขา้ สู่บริเวณใด และเกดิ ในช่วงเดือนใด ตอบ….................................................................................................................................... . ให้ยกตวั อย่างทรัพยากรธรรมชาติประเภทใชแ้ ลว้ ไม่หมดสินมา 6 อย่าง ตอบ….................................................................................................................................... . ให้ยกตวั อย่างทรัพยากรธรรมชาติหลกั ทีสาํ คญั ของโลก และของประเทศไทย มา 5 อยา่ ง ตอบ….................................................................................................................................... . ให้ยกตัวอย่างสิงแวดลอ้ มทางวัฒนธรรม หรื อสิงแวดลอ้ มประดิษฐ์ หรือมนุษยเ์ สริ มสร้าง ขนึ มา 10 อยา่ ง ตอบ….................................................................................................................................... . ใหอ้ ธิบายปัญหาของทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม มาพอสังเขป ตอบ….................................................................................................................................... . ให้อธิบายการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม มาพอสงั เขป ตอบ….................................................................................................................................... . การพฒั นาคุณภาพประชาชน และ การใชม้ าตรการทางสังคมและกฎหมาย เพือการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ มแตกต่างกนั อยา่ งไร จงอธิบาย ตอบ….................................................................................................................................... . การพฒั นา กบั การอนุรักษ์ แตกตา่ งกนั อย่างไร ตอบ….................................................................................................................................... เฉลยใบงาน เรือง โลก บรรยากาศ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สิงแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ . เหตุการณ์การเกดิ “บกิ แบงค์” มีลกั ษณะอย่างไร ตอบ…บกิ แบงค์ เกิดจาก การทีฝ่ นุ กา๊ ชในอวกาศมารวมตวั กนั เป็นวงฝ่ นุ ก๊าช โดยมกี ารอดั แน่น กนั จนทาํ ใหม้ คี วามหนาแน่นและมีอณุ หภมู ิสูง เมือถึงขีดหนึงจึงทาํ ใหเ้ กดิ การระเบิดจากใจกลาง ทาํ ให้ เกิดเป็นดาวเคราะห์น้อยต่าง ๆ มากมายหลายร้อยลา้ นดวง…. . โลกใชเ้ วลา หมนุ รอบดวงอาทิตยเ์ ป็นวงโคจรกวี นั ตอบ… . วนั …. . ส่วนประกอบของโลก มีกีอยา่ ง อะไรบา้ ง ตอบ… อย่าง คือ เปลือกโลก แมนเทิลและแก่นโลก…. 4. เปลอื กโลก (Crust) ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ตอบ…แผน่ ดิน แผ่นนาํ ….

151 . ชนั แมนเทิล (Mantle หรือ Earth's mantle) มลี กั ษณะเป็ นอย่างไร ตอบ…อย่รู ะหวา่ งเปลือกโลกกบั แก่นโลก มีบางส่วนทีมสี ถานะหลอมเหลว เรียกว่า หินหนืด (magma) มีความร้อนสูงมาก…. . แก่นโลกแบง่ ไดอ้ อกเป็นกชี นั ไดแ้ ก่อะไรบา้ ง ตอบ…มี ชนั . ชนั นอก เป็นธาตเุ หลก็ และนิกเกลิ ทีหลอมละลายมีความร้อนสูง . ชนั ใน อย่ตู รงใจกลาง มคี วามกดดนั อยา่ งมหาศาล…. 7. แผน่ ยเู รเซยี นครอบคลุมทวีปอะไรบา้ ง ตอบ…ทวปี เอเชียและทวีปยโุ รป…. . การเคลอื นทขี องแผ่นเปลอื กโลกนนั มีสาเหตมุ าจากอะไร ตอบ…การรวมตวั และการแตกตวั ของทวปี …. . บรรยากาศมีส่วนประกอบอะไรบา้ ง ตอบ…แกส๊ ต่าง ๆ เชน่ N2 ,O2 ,CO2 ,Ar , ฝ่นุ ละอองและแกส๊ อนื ๆ…. . ทาํ ไม “โอโซน” (Ozone) จึงเป็ นก๊าซทีสาํ คญั มากต่อมนุษย์ ตอบ…เพราะช่วยดูดกลืนรังสี UV และรังสีต่างทีมาจากดวงอาทิตย์ ใหต้ กลงมาสู่พืนโลก น้อยลง ทาํ ใหผ้ ิวหนงั ไมไ่ หมเ้ กรียม…. . ซี เอฟ ซี (CFC) นาํ มาใชใ้ นอุตสาหกรรมประเภทใดบา้ ง และมผี ลกระทบกบั โลกอย่างไร ตอบ…มาจากอตุ สาหกรรมพลาสตกิ การทาํ ความเย็น การทาํ โฟม ฯลฯ ส่งผลกระทบต่อโลก คือ ทาํ ให้ชนั โอโซนเกิดรูรัวหรือรูโหว่ ทาํ ใหร้ ังสี UV สามารถเขา้ สู่พืนโลกไดม้ ากยิงขึน เป็ นสาเหตุ ทาํ ให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก …. . จงอธิบายสภาพบรรยากาศในชนั โทรโพสเฟี ยร์ และ ไอโอโนสเฟี ยร์ มาพอสงั เขป ตอบ…ชนั โทรโฟสเพยี ร์ เป็นชนั บรรยากาศทีติดกบั ผิวโลกเป็นชนั ทมี ี ไอนาํ เมฆ หมอก ชนั ไอโอโพรสเฟี ยร์ จะเป็นชนั บรรยากาศในลาํ ดบั ที นบั จากผวิ โลก ชนั นีมีอากาศเบาบาง มาก…. . มาตราวดั 40 องศาเซลเซียส (℃) เท่ากบั องศาเคลวิน (K) ตอบ… K = ℃+ 273.15 K = 40 + 273.15 K = 313.15 องศาเคลวิน (K) ….

152 . มาตราวดั 25 องศาเซลเซียส (℃) กอี งศาฟาเรนไฮต์ (℉) ตอบ… F = 9 (℃ + 32) 5 F = 9 (25 + 32) 5 F = 9 (57) 5 F = 9x57 5 F = 513 5 F = 102.6 ℉…. . จงอธิบายความสาํ คญั ของกระแสนาํ อนุ่ และกระแสนาํ เยน็ ทีมตี ่อฤดูกาล ตอบ… การแสนาํ อนุ่ และกระแสนาํ เยน็ จะนาํ พาอากาศร้อนและอากาศหนาวมา ทาํ ใหเ้ กดิ การ เปลียนแปลงตามฤดกู าล ถา้ กระแสนาํ อุ่นและกระแสนาํ เยน็ เกดิ ความผิดปกติจะส่งผลให้อากาศทัวโลก เกิดการผิดเพยี นไป…. . เมฆระดบั สูง มกี ชี นิด อะไรบา้ ง ตอบ… มี ชนิด ไดแ้ ก่ เซอร์โรควิ มลู สั เซอร์รัสและเซอร์โรสเตรตสั …. . จงอธิบายลกั ษณะของการเกดิ “ฝน”(Rain) มาพอสงั เขป ตอบ… ฝนเกิดจากละอองนาํ ในกอ้ นเมฆซึงเยน็ จดั เมือไอนํากลนั เป็นละอองนาํ เกาะกบั มากขึน ทาํ ให้มีนาํ หนกั มากขึนจนเกาะกนั ไม่ไหวจึงตกลงมาเป็นนาํ ฝนตามแรงดึงดูดของโลก…. . ลม(Wind) เกิดจากสาเหตุอะไรบา้ ง ตอบ… ความแตกต่างของอุณหภมู ิและความแตกต่างของหยอ่ มความกดอากาศ…. . ฝนกรด เกิดจากกา๊ ซชนิดใดบา้ ง มีแหลง่ ใดอุตสาหกรรมเป็นตน้ เหตุ และความเสียหายจากฝนกรด เกิดไดอ้ ยา่ งไร ตอบ… เกิดจากกา๊ ชซลั เฟอร์ไดออกไซดแ์ ละไนโตรเจนออกไซด์ มาจากอุตสาหกรรมการผลิต ไฟฟ้ า ยานพาหนะ เมอื สารเหล่านีกระจายลงสู่แหล่งนําและระเหยเป็ นไอ เกิดการรวมตวั กันกับกอ้ น เมฆ เมือฝนตกลงมาจึงกลายเป็นฝนกรด ซึงสร้างความเสียหายแกต่ น้ ไม้ พืชและสัตว์ ทาํ ใหไ้ ม่สามารถ ดาํ รงชวี ติ อยูไ่ ดร้ วมถึงอาคารสิงปลูกสร้างดว้ ย…. . จงอธิบายลกั ษณะของ “ลมทะเล” (Sea Breeze) และ “ลมบก” (Land Breeze) ตอบ…ลมทะเลจะพดั เขา้ ชายฝังในเวลากลางวนั เนืองจากตอนกลางวันพืนดินจะร้อนกว่า พืนนํา ทาํ ใหอ้ ากาศบนพืนดินยกตัวขึน อากาศจากทะเลจึงเข้าแทนที ส่วนลมบกจะพดั จากฝังเข้าสู่ ทะเล ในเวลากลางคืน เพราะกลางคืนพนื นําจะมีอุณหภมู สิ ูงกวา่ พนื ดิน อากาศจากพืนดินเขา้ ไปแทนที...

153 . ลมภเู ขาและลมหุบเขา เป็นลมชนิดใด และ เกดิ ในเวลาใดบา้ ง ตอบ…ลมภเู ขาและลมหุบเขาเป็นลมประจาํ วนั ลมหุบเขาเกิดในเวลากลางวนั จะพดั จากล่าง ขึนสู่พนื บนเขา ส่วนลมภเู ขาจะเกดิ ในเวลากลางคืน จะพดั จากยอดเขาลงสู่หุบเขา…. . “ลมตะเภา” พดั จากทิศใดไปยงั ทศิ ใด จากบริเวณใดเขา้ สู่บริเวณใด และเกิดในช่วงเดือนใด ตอบ…ลมตะเภาเป็นลมทอ้ งถินในไทย จะพดั จากทิศใตไ้ ปสู่ทิศเหนือ คือ พดั จากอา่ วไทยเขา้ สู่ ภาคกลางตอนล่างเกิดในช่วงเดอื นกุมภาพนั ธ์ถงึ เดอื นเมษายน เรียกว่า ลมวา่ ว…. . ให้ยกตวั อย่างทรัพยากรธรรมชาตปิ ระเภทใชแ้ ลว้ ไม่หมดสินมา 6 อยา่ ง ตอบ…แสงแดด กระแสลม ฝ่ นุ ดิน นาํ อากาศ…. . ใหย้ กตวั อย่างทรัพยากรธรรมชาตหิ ลกั ทีสาํ คญั ของโลก และของประเทศไทย มา 5 อย่าง ตอบ…นาํ ดิน ป่ าไม้ สัตวป์ ่ า แร่ธาต…ุ . . ใหย้ กตวั อย่างสิงแวดลอ้ มทางวฒั นธรรม หรือสิงแวดลอ้ มประดิษฐ์ หรือมนุษยเ์ สริมสร้างขึน มา 10 อยา่ ง ตอบ…เครื องจักร เครื องยนต์ รถยนต์ พัดลม โทรทัศน์ วิทยุ ฝนเทียม บ้านเรือน เขือน โบราณสถาน…. . ใหอ้ ธิบายปัญหาของทรพั ยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม มาพอสงั เขป ตอบ…ปัญหาของทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม เกิดจากการพฒั นาทางดา้ นเทคโนโลยี อย่างรวดเร็ว ซึงมีเทคโนโลยีหลายประเภททีมนุษยน์ ําไปใช้ในการเสาะแสวงหาทรัพยากร ป่ าไม้ นํา แร่ธาตุ ในดนิ และแหล่งนาํ ออกมาใชอ้ ยา่ งฟ่มุ เฟื อยจนทาํ ให้ธรรมชาติเสียสมดุล . ใหอ้ ธิบายการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม มาพอสงั เขป ตอบ…การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสิ งแวดล้อมเป็ นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างชาญฉลาด กลา่ วคือ ใชใ้ นปริมาณน้อย แต่นาํ มาใชใ้ หไ้ ดป้ ระโยชนส์ ูงสุดหรือทาํ ใหค้ ุม้ คา่ นนั เอง . การพัฒนาคุณภาพประชาชน และ การใชม้ าตรการทางสังคมและกฎหมาย เพือการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิงแวดลอ้ มแตกต่างกนั อยา่ งไร จงอธบิ าย ตอบ…การพฒั นาคุณภาพประชาชน เป็ นการส่งเสริม สนับสนุนให้คนมีความรู้ความเขา้ ใจ และตระหนกั ถงึ ประโยชนข์ องการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและสิงแวดลอ้ ม ส่วนการใชม้ าตรการ ทางสังคมและกฎหมายเป็ นการออกระเบยี บและกฎหมายใหม้ ผี ลบงั คบั ใช้ เพือใหค้ นปฏิบตั ิตาม ถา้ ไม่ ปฏบิ ตั ติ ามให้ถอื ว่าผดิ กฎหมายและระเบียบทีวางไว…้ . . การพฒั นา กบั การอนุรักษ์ แตกตา่ งกนั อย่างไร ตอบ…การพัฒนาคือ การทาํ ให้เจริญขึน ส่วนการอนุรักษ์ คือ การใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ

154 แบบฝึ กหัดท้ายบทที จงเลอื กคาํ ตอบทถี กู ตอ้ งทีสุดเพยี ง ขอ้ โดยทาํ เครืองหมาย ด กบั ขอ้ ทีเลอื ก 1. โครงสร้างของโลกแบ่งเป็นกชี นั ก. 2 ชนั ข. 3 ชนั ค. 4 ชนั ง. 5 ชนั 2. ส่วนใดทีอยชู่ นั นอกสุดของโลก ก. เปลือกโลก ข. แกน่ โลก ค. แมนเทิล ง. ขวั โลก 3. ปรากฏการณ์ทีแผน่ เปลือกโลกเกิดการสนั สะเทือน เนืองมาจากการเลือนตวั ของแผน่ เปลือก โลก คือปรากฏการณใ์ ด ก. ปฏิกริ ิยาเรือนกระจก ข. ภเู ขาไฟระเบดิ ค. แผน่ ดินไหว ง. ดินถล่ม 4. สาเหตสุ าํ คญั ทีทาํ ใหเ้ กิดสภาพมลพษิ ทางอากาศในกรุงเทพมหานครคอื อะไร ก. การจราจรทีติดขดั มาก ข. โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ค. อาคารบา้ นเรือน และตึกสูง ๆ ง. การใชโ้ ฟมและถงุ พลาสตกิ ใส่อาหาร

155 5. เครืองมอื ทีใชว้ ดั ความกดอากาศคอื เครืองมอื อะไร ก. เทอร์มอมเิ ตอร์ ข. ไฮโกรมิเตอร์ ค. บารอมเิ ตอร์ ง. ศรลม 6. เครืองมือทีใชต้ รวจสอบความเร็วของกระแสลม คือเครืองมอื อะไร ก. บารอมเิ ตอร์ ข. ไฮโกรมเิ ตอร์ ค. เทอร์โมมเิ ตอร์ ง. แอนนิมอมิเตอร์ 7. เหตุการณใ์ ดทาํ ให้เกิดปรากฏการณ์ฟ้ าร้อง ฟ้ าแลบ และฟ้ าผ่า ก. ฝนตก ข. นาํ ท่วม ค. แผ่นดินไหว ง. ปรากฏการณ์เรือนกระจก 8. ปรากฏการณ์ใดทีจาํ เป็ นต่อการดาํ รงชีวิตของมนุษยม์ าก ก. ฝน ข. ฟ้ าผา่ ค. ฟ้ าร้อง ง. ฟ้ าแลบ 9. เราจะชว่ ยรักษาสภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาตไิ ดอ้ ย่างไร ก. ไม่ฆ่าสัตวใ์ นวนั พระ ข. ไมใ่ ชน้ าํ ในแม่นาํ ลาํ คลอง ค. ไม่เลียงสัตวใ์ นบริเวณบา้ น ง. ไมท่ ิงขยะลงในแม่นาํ ลาํ คลอง

156 10. ขอ้ ใดหมายถงึ กระบวนการรีไซเคิล ก. วสั ดใุ ชแ้ ลว้ --> ขาย ข. วสั ดใุ ชแ้ ลว้ --> เผาทาํ ลาย ค. วสั ดุใชแ้ ลว้ --> ทาํ ความสะอาด --> ใชใ้ หม่ ง. วสั ดุใชแ้ ลว้ --> กระบวนการผลิต --> วสั ดุใหม่ เฉลยแบบทดสอบบทที 6 เรืองระบบนเิ วศน์ .ง 1. ข . ก . ค . ก . ค . ง . ก . ก 9. ง

157 บทที 7 สารและการจําแนกสาร สาระสําคัญ สมบัติทางกายภาพและสมบตั ิทางเคมี ความแตกต่าง และจําแนกธาตุ สารประกอบ สารละลาย และสารผสม จาํ แนกสารโดยใชเ้ นือสารและสถานะเป็นเกณฑไ์ ด้ ผลการเรียนรู้ทคี าดหวัง อธิบายเกียวกบั สมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสาร การจําแนก สาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบ สารละลายและของผสมและใชส้ ารและผลิตภณั ฑ์ในชีวิตประจาํ วนั ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและ ปลอดภยั ต่อชีวิต ขอบข่ายเนือหา เรืองที 1 สมบตั ิของสาร และเกณฑ์ในการจาํ แนกสาร เรืองที สมบตั ิของธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม

158 เรืองที 1 สมบัตขิ องสาร และเกณฑ์ในการจําแนกสาร สมบัตขิ องสาร หมายถึง ลกั ษณะเฉพาะตวั ของสาร เช่น เนือสาร สี กลิน รส การนาํ ไฟฟ้ า การละลายนาํ จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความเป็นกรด - เบส เป็นตน้ สารแตล่ ะชนิดมีสมบตั ิเฉพาะตวั ทีแตกต่างกนั แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1. สมบตั ิทางกายภาพของสาร เป็นสมบตั ิของสารทีสามารถสงั เกตไดง้ ่าย เพอื บอกลกั ษณะของ สารอย่างคร่ าว ๆ ได้แก่ สถานะ ความแข็ง ความอ่อน สี กลนิ ลักษณะผลึก ความหนาแน่นหรือ เป็นสมบตั ิทอี าจตรวจสอบไดโ้ ดยทาํ การทดลองอยา่ งง่าย ๆ ไดแ้ ก่ การละลายนาํ การหาจุดเดือด การหา จุดหลอมเหลว หรือจุดเยอื กแข็ง การนาํ ไฟฟ้ า การหาความถ่วงจาํ เพาะ การหาความร้อนแฝง 2. สมบัติทางเคมี หมายถึง สมบัติเฉพาะตวั ของสารทีเกียวขอ้ งกบั การเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกิดสารใหม่ การสลายตวั ใหไ้ ดส้ ารใหม่ การเผาไหม้ การระเบิด และการเกิดสนิมของโลหะ เป็นตน้ เกณฑ์ในการจาํ แนกสาร ในการศึกษาเรืองสาร จําเป็ นตอ้ งแบ่งสารออกเป็ นหมวดหมู่ เพือให้ง่ายต่อการจดจาํ สาร โดยทัวไปนิยมใชส้ มบัติทางกายภาพด้านใดดา้ นหนึงของสารเป็ นเกณฑ์ในการจําแนกสาร ซึงมีหลาย เกณฑ์ดว้ ยกนั เช่น 1. ใชส้ ถานะเป็นเกณฑ์ จะแบ่งสารออกไดเ้ ป็น 3 กลุ่ม คือ 1.1 ของแขง็ (solid ) หมายถึง สารทีมลี กั ษณะรูปร่างไมเ่ ปลียนแปลง และมรี ูปร่างเฉพาะตัว เนืองจากอนุภาคในของแข็งจดั เรียงชดิ ติดกนั และอดั แน่นอยา่ งมีระเบียบไมม่ ีการเคลือนทีหรือเคลอื นทีได้ นอ้ ยมาก ไมส่ ามารถทะลผุ า่ นไดแ้ ละไม่สามารถบีบหรือทาํ ใหเ้ ล็กลงได้ เช่น ไม้ หิน เหลก็ ทองคาํ ดิน ทราย พลาสตกิ กระดาษ เป็นตน้ 1.2 ของเหลว ( liquid ) หมายถึง สารทีมลี กั ษณะไหลได้ มีรูปร่ างตามภาชนะทีบรรจุ เนืองจากอนุภาคในของเหลวอยหู่ ่างกันมากกว่าของแขง็ อนุภาคไมย่ ึดติดกันจึงสามารถเคลือนทีได้ใน ระยะใกล้ และมแี รงดึงดดู ซึงกนั และกนั มีปริมาตรคงที สามารถทะลผุ ่านได้ เชน่ นาํ แอลกอฮอล์ นาํ มนั พชื นาํ มนั เบนซิน เป็นตน้ 1.3 แกส๊ (gas) หมายถึง สารทีลกั ษณะฟ้ งุ กระจายเต็มภาชนะทีบรรจุ เนืองจากอนุภาคของ แก๊สอยู่ห่างกนั มาก มพี ลงั งานในการเคลอื นทีอย่างรวดเร็วไปไดใ้ นทุกทิศทางตลอดเวลา จึงมีแรงดึงดูด ระหว่างอนุภาคนอ้ ยมาก สามารถทะลุผา่ นไดง้ ่าย และบบี อดั ให้เล็กลงไดง้ ่าย เช่น อากาศ แก๊สออกซิเจน แก๊สหุงตม้ เป็นตน้ 2. ใชค้ วามเป็นโลหะเป็นเกณฑ์ แบ่งไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ คอื 2.1 โลหะ ( metal) 2.2 อโลหะ ( non - metal ) 2.3 กึงโลหะ ( metaliod )

159 3. ใชก้ ารละลายนาํ เป็นเกณฑ์ แบง่ ได้ 2 กลุ่ม คือ 3.1 สารทลี ะลายนาํ 3.2 สารทีไม่ละลายนาํ 4. ใชเ้ นือสารเป็ นเกณฑ์ แบง่ ออกเป็น 2 กล่มุ คือ 4.1 สารเนือเดียว ( homogeneous substance ) 4.2 สารเนือผสม ( heterogeneous substance ) เรอื งที สมบัตขิ องธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม ธาตุ (Element) หมายถึง สารบริสุทธิทีมีองค์ประกอบอย่างเดียว ธาตุไม่สามารถจะนํามา แยกสลายใหก้ ลายเป็นสารอนื โดยวิธีการทางเคมี ธาตุมที งั สถานะทีเป็ นของแข็ง เช่น ธาตุสังกะสี (Zn) oตะกวั (Pb) เงิน (Ag) และดีบุก (Sn) เป็นของเหลว เช่น ปรอท (Hg) เป็นก๊าซ เช่น ไนโตรเจน (N2) ฮีเลียม (He) ออกซเิ จน ( 2 ) ไฮโดรเจน (H2 ) เป็ นตน้ สารประกอบ (compound) หมายถงึ “สารบริสุทธิเนือเดียวทีเกิดจากธาตุตงั แต่สองชนิดขึนไป เป็ นองค์ประกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมี สามารถแยกสลายให้ เกิดเป็นสารใหม่หรือกลบั คืนเป็ นธาตุเดิมได้ สารประกอบจะมีสมบตั ิเฉพาะตัวทีแตกต่างจากธาตุเดิม เช่น นํา มีสูตรเคมเี ป็ น H2O นําเป็นสารประกอบทีเกิดจากธาตุไฮโดรเจน( H2 ) และออกซิเจน (O2 ) แต่มีสมบตั ิแตกต่างจากไฮโดรเจนและออกซิเจน นาํ ตาลทรายประกอบดว้ ยธาตุคาร์บอน ( C ), ไฮโดรเจน ( H2 ) ,และออกซิเจน (O2 ) เป็ นตน้ สารละลาย (solution) หมายถงึ สารเนือเดียวทีไมบ่ ริสุทธิ เกิดจากสารตังแต่ 2 ชนิดขึนไปมา รวมกนั สารผสม หมายถึง สารทีมอี งคป์ ระกอบภายในแตกตา่ งกนั หรือสารทีเนือไมเ่ หมอื นกนั ทุกส่วน เช่น พริกเกลอื คอนกรีต ดินหรืออาจเป็ นสารตังแต่สองชนิดขึนไปผสมกันอยู่ โดยทีสารเหล่านียงั มี สมบตั ิเหมือนเดิมและสามารถแยกออกจากกนั ไดโ้ ดยวิธงี ่าย ๆ

160 แบบฝึ กหัดท้ายบทที คาํ ชีแจง จงเลือกคาํ ตอบทีคดิ วา่ ถกู ตอ้ งทสี ุดเพียงคาํ ตอบเดียวในแต่ละขอ้ 1) ขอ้ ใดไมใ่ ช่สสาร ก. เกลอื แกงใส่ลงในอาหาร ข. เสียงของสุนขั หอน ค. นาํ แกงกาํ ลงั เดือด ง. สายไฟทีทาํ จากพลาสติก 2) ทองเหลอื งจดั เป็นสารประเภทใด ก. ธาตุ ข. สารประกอบ ค. สารละลาย ง. สารเนือผสม 3) ขอ้ ใดต่อไปนีเป็ นความหมายของสารประกอบ ก. โมเลกุลของสารประกอบดว้ ยธาตุ 2 อะตอมขึนไป ข. สารทีธาตุเป็นชนิดเดียวกนั ค. สารทีเกดิ จากธาตุ 2 ชนิดขนึ ไปมารวมกนั ง. ผลติ ภณั ฑ์ทไี ดจ้ ากการทาํ ปฏิกิริยากนั ของสาร 2 ชนิด 4) ขอ้ ความตอ่ ไปนีขอ้ ใดถกู ตอ้ ง ก. สารละลายทุกชนิดเป็ นสารบริสุทธิ ข. สารบริสุทธบิ างชนิดเป็นสารเนือเดียว ค. สารประกอบทุกชนิดเป็นสารเนือเดียว ง. ธาตุบางชนิดเป็นสารเนือเดียว 5) ถา้ จดั เหลก็ นาํ เชือม และสารละลายกรดซลั ฟิวริก ให้อยู่ในกลุ่มเดยี วกนั จะตอ้ ง ใชอ้ ะไรเป็นเกณฑใ์ นการจดั ก. การนาํ ไฟฟ้ า ข. การละลาย ค. การเป็นสารเนือเดียวกนั ง. สมบตั ิเป็ นกรด - เบส

161 6) วิธีการกลนั นาํ ใหบ้ ริสุทธิแบบธรรมดาจะไม่เหมาะสม เมือนาํ มาใชก้ บั อะไร ก. นาํ ทะเล ข. นาํ คลอง ค. นาํ ผสมแอลกอฮอล์ ง. สารละลายโพแทสเซยี มคลอไรด์ 7) การแยกนาํ มนั ดิบส่วนใหญอ่ าศยั วิธีการแบบใด ก. การสันดาป ข. การกลนั ลาํ ดบั ส่วน ค. การตกตะกอนลาํ ดบั ส่วน ง. การสลายตวั ดว้ ยความร้อน 8) กรดในขอ้ ใดเป็นกรดอนิ ทรียท์ งั หมด ก. นาํ มะขาม กรดไฮโดรคลอริก ข. นาํ มะนาว กรดไนตริก ค. กรดแอซิตกิ นาํ มะนาว ง. นาํ มะขาม กรดซลั ฟิ วริก 9) สารใดตอ่ ไปนีมีสภาพเป็นเบส ทงั หมด ก. นาํ มะนาว นาํ อดั ลม ข. นาํ มะขาม นาํ เกลือ ค. สารละลายผงซกั ฟอก นาํ ขีเถา้ ง. สารละลายยาสีฟัน นาํ ยาลา้ งจาน 10) สบูเ่ กดิ จากปฏกิ ิริยาเคมรี ะหวา่ งสิงใด ก. แชมพูกบั นาํ มนั พชื ข. กรดกบั ไขมนั สัตว์ ค. ไขมนั สตั วก์ บั นาํ ขีเถา้ ง. ไมม่ ีขอ้ ใดถูก เฉลยแบบทดสอบบทที เรอื งสารและการจําแนกสาร 1. ข 6. ง 2. ก . ข 3. ค . ก 4. ค . ค 5. ก . ง

162 บทที 8 ธาตแุ ละสารประกอบ สาระสําคัญ จาํ แนกธาตุ สารประกอบ โลหะ อโลหะ และโลหะกึงโลหะ บอกผลกระทบทีเกิดจากธาตุ กมั มนั ตรังสี อธิบายการเกิดสารประกอบ บอกธาตแุ ละสารประกอบทีใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั ผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั อธิบายเกียวกับสมบตั ิทางกายภาพและทางเคมีของสาร การจําแนก สาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบ สารละลายและของผสมและใชส้ ารและผลติ ภณั ฑ์ใน ชวี ิตประจาํ วนั ไดอ้ ย่างถูกต้องและ ปลอดภยั ต่อชีวติ ขอบข่ายเนือหา เรืองที 1 ความหมายและสมบตั ิของธาตุกมั มนั ตรังสี เรืองที 2 สมบตั ิของโลหะ อโลหะ และกงึ โลหะ เรืองที 3 ธาตุกมั มนั ตรังสี เรืองที 4 สารประกอบ

163 เรืองที 1 ความหมายและสมบัตขิ องธาตกุ ัมมนั ตรงั สี กมั มันตภาพรงั สี (Ionizing Radioactivity) 1. กมั มนั ตภาพรังสี (Radioactivity) หมายถึง รังสีทีแผอ่ อกมาไดเ้ องจากธาตุบางชนิด 2. ธาตุกมั มนั ตรังสี หมายถึง ธาตุทีมใี นธรรมชาติทีแผ่รงั สีออกมาไดเ้ อง 3. เฮนรี เบคเคอเรลนกั ฟิ สิกสช์ าวฝรังเศส เป็นผคู้ น้ พบกมั มนั ตภาพรงั สี โดยบงั เอญิ ในขณะ ทีทาํ การวเิ คราะหเ์ กียวกบั รงั สีเอกซ์ กมั มนั ตภาพรังสีมสี มบตั ิแตกต่างจากรังสีเอกซ์ คอื มคี วามเขม้ น้อย กว่ารงั สีเอกซ์ การแผ่รงั สีเกดิ ขึนอยา่ งต่อเนืองตลอดเวลา 4. รังสี เป็นปรากฏการณธ์ รรมชาติ บางชนิดเป็นคลืนแม่เหลก็ ไฟฟ้ า เช่น รังสีเอกซ์ รงั สี อุลตราไวโอเลต รังสีอนิ ฟราเรด บางอย่างเป็นอนุภาค เช่น รังสีทีเกิดจากอนุภาคอิเลคตรอน รังสีทีได้ จากธาตกุ มั มนั ตรังสีมี 3 ชนิด คือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา ชนดิ ของกมั มันตภาพรังสี กมั มนั ตภาพรังสีมี 3 ชนิด คือ 1. รังสีแอลฟา (alpha, a) คือ นิวเคลยี สของอะตอมธาตุฮีเลียม 24He มปี ระจุไฟฟ้ า +2 มมี วล มาก ความเร็วตาํ อาํ นาจทะลุทะลวงน้อย มีพลงั งานสงู มากทาํ ให้เกดิ การแตกตวั เป็นออิ อนไดด้ ีทีสุด 2. รังสีเบตา้ (Beta, b) มี 2 ชนิด คือ อิเลคตรอน 0e-1 (ประจุลบ) และ โฟซิตรอน 0e+1 (ประจุบวก) มีความเร็วสูงมากใกลเ้ คียงกบั ความเร็วแสง 3. รังสีแกมมา (gamma, g) คอื รังสีทีไมม่ ีประจุไฟฟ้ า หมายถงึ โฟตอนหรือควอนตัมของ แสง มีอาํ นาจในการทะลุทะลวงไดส้ ูงมาก ไม่เบียงเบนในสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟ้ า เป็ นคลืน แม่เหล็กไฟฟ้ าทีมีความถีสูงกว่ารังสีเอกซ์ คณุ สมบตั ขิ องกมั มันตภาพรังสี 1. เดินทางเป็นเสน้ ตรง 2. บางชนิดเกิดการเลยี วเบนเมือผา่ นสนามแม่เหลก็ และสนามไฟฟ้ า เชน่ a, b 3. มอี าํ นาจในการทะลสุ ารตา่ ง ๆ ไดด้ ี 4. เมือผ่านสารต่างๆจะสูญเสียพลังงานไปโดยการทําให้สารนันแตกตวั เป็ นอิออน ซึงอิออนเหลา่ นนั จะก่อให้เกดิ ปรากฏการณอ์ ืน ๆ เชน่ ปฏกิ ิริยาเคมี เกดิ รอยดาํ บนฟิ ลม์ ถ่ายรูป 5. การเปลยี นสภาพนิวเคลยี ส 5.1. การแผก่ มั มนั ตภาพรังสี เป็ นผลมาจากการเปลยี นแปลงนิวเคลยี ส เมือนิวเคลยี ส ปลดปล่อยรังสีออกมานิวเคลยี สเองจะเปลยี นสภาพเป็นนิวเคลียสของธาตใุ หม่ 5.2. การแผ่รังสีแอลฟา a นิวเคลียสของธาตุเดมิ จะเปลยี นไปโดยทีมวล และนิวเคลยี ส เดิมลดลงเท่ากบั มวลของอนุภาคแอลฟา 5.3. การแผร่ ังสีเบตา b ประจไุ ฟฟ้ าของนิวเคลียสใหมจ่ ะเพมิ หรือลดลง 1 e หน่วย

164 5.4. รังสีแกมมา g เกิดจากการเปลียนระดบั พลงั งานของนิวเคลยี ส จะไม่มีการ เปลียนแปลงเลขมวลและเลขอะตอมของนิวเคลยี สทีแผร่ ังสีแกมมาออกมา ชนดิ และอันตรายจากกัมมนั ตภาพรังสี 1. รังสีแกมมา มีอาํ นาจการทะลทุ ะลวงมากและสามารถทาํ ลายเนอื เยอื ของร่างกายได้ 2. รังสีแอลฟาและรังสีเบตา้ เป็ นรังสีทีมีอนุภาคสามารถทาํ ลายเนือเยอื ไดด้ ี ถึงแมจ้ ะมี อาํ นาจการทะลุทะลวงเท่ากบั รังสีแกมมา แต่ถา้ หากรังสีชนิดนีไปฝังบริเวณเนือเยือของร่างกายแลว้ ก็มี อาํ นาจการทาํ ลายไมแ่ พร้ งั สีแกมมา 3. รังสีเอ็กซ์ สามารถปล่อยประจุไฟฟ้ าแรงสูงในทีสุญญากาศ อนั ตรายอาจจะเกิดขึน ถา้ หากรังสีเอกซร์ ัวไหลออกจากเครืองมอื และออกสู่บรรยากาศ สัมผสั กับรังสีเอกซม์ ากเกินไป เช่น จากหลอดเอก็ ซ์เรยก์ ็จะเกิดโรคผวิ หนังทีมอื มีลกั ษณะหยาบ ผิวหนงั แหง้ มีลกั ษณะคลา้ ยหูด แหง้ และ เลบ็ หักง่าย ถา้ สมั ผสั ไปนาน ๆ เขา้ กระดกู กจ็ ะถูกทาํ ลาย 4. รังสีทีสามารถมองเห็นและรังสีอลั ตราไวโอเลตหรื อรังสีเหนือม่วง รังสีชนิดนีจะไม่ ทะลุ ทะลวงผ่านชนั ใตผ้ วิ หนงั รังสีอลั ตราไวโอเลตจะมอี นั ตรายรุนแรงกว่ารังสีอินฟราเรด และจะทาํ ใหผ้ ิวหนังไหม้เกรียม และทาํ อนั ตรายต่อเลนส์ตา คนทวั ๆ ไปจะได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจาก แสงอาทติ ย์ ฉะนนั คนทีทาํ งานกลางแสงอาทิตยแ์ ผดกลา้ ติดต่อกนั เป็ นระยะเวลานาน โอกาสทีจะเป็น เนื องอกตามบริ เวณผิวหนังทีถูกแสงแดดในทีสุดก็จะกลายเป็ นเนือร้ ายหรื อมะเร็งได้ รังสี อลั ตราไวโอเลตจะมีอนั ตรายต่อผิวหนงั มากขึน ถา้ หากผวิ หนังของเราไปสัมผสั กับสารเคมีบางอย่าง เช่น ครีโซล ซึงเป็นสารเคมีทมี ีความไวตอ่ แสงอาทติ ยม์ าก เรืองที 2 สมบัตขิ องโลหะ อโลหะ และโลหะกงึ อโลหะ ธาตุโลหะ (metal) จะเป็ นธาตุทีมีสถานะเป็ นของแข็ง (ยกเวน้ ปรอท ทีเป็ นของเหลว ) มีผิวทีมนั วาว นาํ ความร้อน และไฟฟ้ าไดด้ ี มจี ดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสูง (ช่วงอุณหภูมริ ะหวา่ งจุดหลอมเหลว กับจุดเดือดจะต่างกนั มาก) ได้แก่ โซเดียม (Na), เหล็ก (Fe) แคลเซียม (Ca) ปรอท (Hg) อะลมู ิเนียม (Al) แมกนีเซียม (Mg) สังกะสี (Zn) ดีบกุ (Sn) ฯลฯ ธาตุอโลหะ มีไดท้ งั สามสถานะ สมบตั สิ ่วนใหญ่จะตรงขา้ มกบั โลหะ เช่น ผวิ ไม่มนั วาว ไมน่ าํ ไฟฟ้ า ไมน่ าํ ความรอ้ น จุดเดือด และจุดหลอมเหลวตาํ เป็ นตน้ ไดแ้ ก่ คาร์บอน( C ), ฟอสฟอรัส (P), กาํ มะถนั (S) โบรมีน (Br), ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจน (H2), คลอรีน (Cl2) , ฟลูออรีน (F2) เป็นตน้ 1. มีทงั 3 สถานะ คอื ของแขง็ เช่น คาร์บอน ( C ) กาํ มะถนั (S ) ของเหลว เช่น โบรมีน ( ) กา๊ ช เช่น ไฮโดรเจน ( ) ออกซิเจน ( )

165 2. มีจดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวตาํ ยกเวน้ แกรไฟต์ 3. เปราะ แตกงา่ ย ตีเป็นแผ่นหรือดึงเป็นเสน้ ไม่ได้ 4. ไม่นาํ ไฟฟ้ าและความร้อน ยกเวน้ แกรไฟต์ 5. มคี วามแตกต่างของอุณหภมู ริ ะหว่างจุดเดอื ด และจุดหลอมเหลวแคบ 6. เคาะไม่มเี สียงกงั วาน 7. ผวิ ไม่มนั วาว 8. มคี วามหนาแน่นตาํ 9. มคี ่า EN สูง จึงรบั อิเลก็ ตรอนไดง้ ่ายเกิดเป็นไอออนลบ เชน่ ธาตุกึงโลหะ (metalloid) ไดแ้ ก่ โบรอน (B), ซิลิคอน ( Si), เป็นตน้ หมายเหตุ ก. ธาตุกึงโลหะ ถา้ ใชก้ ารนาํ ไฟฟ้ าเป็ นเกณฑ์ จะหมายถงึ ธาตุทีนาํ ไฟฟ้ าไดเ้ ลก็ น้อยทีอุณหภูมิ ปกติ แตท่ ีอณุ หภมู ิสูงขึนจะนาํ ไฟฟ้ าไดม้ ากขนึ เช่น ธาตุโบรอน, ซลิ ิคอน, เจอร์มาเนียม , อาร์เซนิก ข. ธาตุกงึ โลหะ ถา้ ใชส้ มบตั ขิ องออกไซด์เป็นเกณฑ์ จะหมายถงึ ธาตุทีเกิดเป็ นออกไซด์แลว้ ทาํ ปฏิกริ ิยาไดท้ งั กรดแกแ่ ละเบสแก่ เชน่ ธาตุเบริลเลียม, อะลูมิเนียม, แกลเลยี ม, ดีบกุ , และ ตะกัว เรืองที 3 ธาตุกมั มนั ตรงั สี ธาตุกมั มนั ตรังสี หมายถึง ธาตุทีมีสมบตั ิในการแผ่รังสี สามารถแผ่รังสีและกลายเป็นอะตอม ของธาตุอนื ไดร้ ังสีทเี ปล่งออกมาจะมีอยู่ 3 ชนิด ดงั นี 1. รงั สีแอลฟา มสี ญั ลกั ษณน์ ิวเคลียร์เป็น บางครังอาจเรียกว่า อนุภาคแอลฟา และใช้ สัญลกั ษณ์เป็ น รังสีแอลฟาเป็ นนิวเคลยี สของธาตุฮีเลียม ซึงประกอบดว้ ย 2 โปรตอน และ 2 นิวตรอนจึงมปี ระจไุ ฟฟ้ าเป็น +2 มีมวล 4.00276 amu รังสีแอลฟาอาํ นาจทะลุทะลวงตาํ ไมส่ ามารถทะลุ ผา่ นแผ่นกระดาษ หรือโลหะบางๆ ได้ และเนืองจากมปี ระจุบวก เมืออยู่ในสนามไฟฟ้ าจึงเบียงเบนไป ทางขวั ลบ เมือวงิ ผา่ นอากาศอาจจะทาํ ใหอ้ ากาศแตกตวั เป็นไอออนได้ 2. รังสีเบตา้ บางครังเรียกว่าอนุภาคเบตา้ ใชส้ ัญลกั ษณ์เป็ น b หรือ รังสีเบตา้ มีสมบตั ิ เหมือนอเิ ลก็ ตรอน คือ มปี ระจไุ ฟฟ้ า - 1 มีมวลเท่ากบั 0.000540 amu เท่ากบั มวลของอเิ ล็กตรอน รังสีเบต้ามีอาํ นาจในการทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟาประมาณ 100 เท่า มีความเร็วในการเคลอื นที ใกลเ้ คียงกบั แสง เนืองจากมปี ระจลุ บจงึ เบียงเบนไปทางขวั บวก เมืออยใู่ นสนามไฟฟ้ า 3. รังสีแกมมา ใชส้ ัญลกั ษณ์ g รงั สีแกมมาเป็นคลืนแม่เหลก็ ไฟฟ้ าทีมีความยาวคลืนสนั มาก คือประมาณ 0.001 - 1.5 pm ไมม่ ีมวลและไม่มีประจุ มอี าํ นาจทะลุทะลวงสูงสุด สามารถทะลผุ า่ น

166 สิงกีดขวางไดเ้ ป็ นอยา่ งดี ดงั นันวตั ถทุ ีจะกนั รังสีแกมมาได้ จะตอ้ งมคี วามหนาแน่นและความหนามาก พอทจี ะกนั รังสีได้ เนืองจากไม่มปี ระจไุ ฟฟ้ า จึงไมเ่ บียงเบนในสนามไฟฟ้ า ประโยชน์ของธาตกุ มั มันตรังสี 1. ทาํ เตาปฏิกรณ์ปรมาณู ทาํ โรงงานไฟฟ้ าพลงั งานปรมาณู และเรือดาํ นาํ ปรมาณู 2. ใช้สร้างธาตุใหม่หลังยูเรเนียม สร้างขึนโดยยิงนิวเคลียสของธาตุหนักดว้ ยอนุภาค แอลฟา หรือดว้ ย นิวเคลยี สอนื ๆ ทีค่อนขา้ งหนัก และมีพลงั งานสูง 3. ใชศ้ กึ ษากลไกของปฏกิ ิริยาเคมี เช่น การเกิดปฏกิ ิริยาของเอสเทอร์ 4. ใชใ้ นการหาปริมาณวเิ คราะห์ 5. ใชใ้ นการหาอายขุ องซากสิงมชี ีวิต 6. การรักษาโรค เช่น มะเร็ง โทษของธาตุกัมมันตรังสี ถา้ ร่างกายไดร้ ับจะทาํ ให้โมเลกุลภายในเซลลเ์ กิดการเปลยี นแปลง ไม่สามารถทาํ งานตามปกติ ได้ ถา้ เป็นเซลลท์ ีเกียวขอ้ งกบั การถา่ ยทอดลกั ษณะกจ็ ะเกิดการผา่ เหลา่ เมือเขา้ ไปในร่างกายจะไปสะสม ในกระดูก แสงอนุภาคแอลฟาทีเปล่งออกมาจะไปทาํ ลายเซลลท์ ีทาํ หน้าทผี ลิตเม็ดเลือดแดง ทาํ ให้เกิด มะเร็งในเม็ดเลอื ดได้ เรืองที 4 สารประกอบ สารประกอบ (compound) หมายถึง “สารบริสุทธิเนือเดียวทีเกิดจากธาตุตงั แต่สองชนิดขึนไป เป็ นองค์ประกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมี สามารถแยกสลาย ใหเ้ กิดเป็นสารใหมห่ รือกลบั คืนเป็นธาตุเดิมได้ สารประกอบจะมีสมบตั ิเฉพาะตวั ทีแตกต่างจากธาตุเดิม oเช่น นาํ มสี ตู รเคมีเป็ น H2O นาํ เป็นสารประกอบทีเกดิ จากธาตไุ ฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน ( 2) แต่มี สมบัติแตกต่างจากไฮโดรเจนและออกซิเจน นาํ ตาลทรายประกอบดว้ ยธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน o(H2) และออกซิเจน ( 2) เป็ นตน้ การเกดิ สารประกอบ สารประกอบเกิดจากการสร้างพนั ธะเคมีระหว่างอะตอมของธาตุต่างชนิดกนั โดยการ แลกเปลยี นอนุภาคมลู ฐานภายในอะตอม การรวมตวั ของธาตุเป็ นสารประกอบนนั เป็ นทีน่าสงสยั วา่ สารประกอบทีเกดิ ขนึ นนั มีสมบตั ทิ ีแตกต่างกนั ไป และแตกต่างไปโดยสินเชิงจากสมบตั ิของธาตุเดิม ทีเป็ นองค์ประกอบ เชน่

167 นาํ ตาลทราย เป็นสารประกอบทีเกิดจากธาตุคาร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน (o2) oนาํ เป็ นสารประกอบทีเกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H2) และออกซิเจน ( 2) ดงั ภาพ ภาพแสดง การรวมตวั ของธาตุเป็นสารประกอบ (นาํ ) ธาตแุ ละสารในชวี ติ ประจาํ วัน 1. สารปรุงแต่งอาหาร หมายถึง สารปรุงรสอาหารใช้ใส่ในอาหารเพือทาํ ใหอ้ าหารมีรสดีขึน เช่น นาํ ตาล นาํ ปลา นาํ ส้มสายชู นาํ มะนาว ซอสมะเขือเทศ และให้รสชาติต่าง ๆ เช่น - นาํ ตาล ใหร้ สหวาน - เกลือ นาํ ปลา ให้รสเค็ม - นาํ สม้ สายชู นาํ มะนาว ซอสมะเขือเทศ ใหร้ สเปรียว 2. สารทาํ ความสะอาด ประเภทของสารทาํ ความสะอาด แบง่ ตามการเกิด ได้ 2 ประเภท คอื 1. ไดจ้ ากการสังเคราะห์ เชน่ นาํ ยาลา้ งจาน สบ่กู อ้ น สบ่เู หลว แชมพูสระผม ผงซกั ฟอก สารทาํ ความสะอาดพนื เป็นตน้

168 2. ไดจ้ ากธรรมชาติ เช่น นาํ มะกรูด มะขามเปี ยก เกลอื เป็นตน้ ภาพแสดง สารทาํ ความสะอาดทีไดจ้ ากธรรมชาติ (มะกรูด มะนาว มะขามเปี ยก เกลือ) การแบง่ ตามวตั ถุประสงค์ในการใชง้ านเป็นเกณฑ์ แบ่งออกไดเ้ ป็ น 4 ประเภท คือ 1. สารประเภททาํ ความสะอาดร่างกาย ไดแ้ ก่ สบู่ แชมพูสระผม เป็นตน้ 2. สารประเภททาํ ความสะอาดเสือผา้ ไดแ้ ก่ สารซกั ฟอกชนิดต่าง ๆ 3. สารประเภททาํ ความสะอาดภาชนะ ไดแ้ ก่ นาํ ยาลา้ งจาน เป็นตน้ 4. สารประเภททาํ ความสะอาดห้องนาํ ไดแ้ ก่ สารทาํ ความสะอาดหอ้ งนาํ ทงั ชนิดผง และชนิดเหลว แบบฝึ กหัดท้ายบทที คาํ ชีแจง : ขอ้ สอบมีทงั หมด 10 ขอ้ ใหเ้ ลือกคาํ ตอบทถี ูกตอ้ งทีสุดเพยี งคาํ ตอบเดียว 1. อนุภาคทีเล็กทีสุดของสสารเรียกวา่ อะไร ก. ธาตุ ข. อะตอม ค.โมเลกลุ ง.สารประกอบ 2. ขอ้ ใดถูกตอ้ ง ก. ในภาวะปกติ ธาตมุ ไี ดท้ งั 3 สถานะ ข. ธาตุสามารถแยกเป็ นองคป์ ระกอบย่อยไดอ้ ีก ค. ธาตุอาจเป็นสารเนือเดียวกนั หรือสารเนือผสมกไ็ ด้ ง. ธาตุสองชนิดขึนไปมาผสมกนั ตอ้ งไดส้ ารประกอบเสมอ

169 3. ขอ้ ใดเป็นธาตุทงั หมด ก. เหล็ก อากาศ ทองคาํ ข. ไฮโดรเจน คาร์บอน นิเกิล ค. กาํ มะถนั ด่างทบั ทมิ ปรอท ง. พลวง ปรอท แอลกอฮอล์ 4. ขอ้ ใดต่อไปนี จดั เป็นธาตุทงั หมด ก. CO2 NO2 O2 H2 ข. Mg N2 Br2 O2 ค. K Mg Be CO ง. H2O He Na Cl2 5. ขอ้ ใดเป็นสัญลกั ษณ์ของธาตุทองคาํ ก. Au ข. Ag ค. Cu ง. Ga 6. ธาตใุ นขอ้ ใด เป็นโลหะทงั หมด ก. Li Al P ข. Al B Zi ค. Zn Ag Na ง. Na Mg C จงพิจารณาข้อมูลต่อไปนีแล้วตอบคาํ ถามข้อ 7 - 8 ธาตุ A มสี มบตั ินาํ ไฟฟ้ าได,้ ผิวเป็นมนั วาว ธาตุ B มีสมบตั นิ าํ ไฟฟ้ าไม่ได,้ เปราะ ธาตุ C มีสมบตั ินาํ ไฟฟ้ าได,้ เปราะ ธาตุ D มสี มบตั ินาํ ไฟฟ้ าไม่ได,้ มีสถานะกา๊ ซ 7. ธาตุใดเป็ นโลหะ ก. A ข. B ค. C ง. D

170 8. ธาตใุ ดเป็ นกึงโลหะ ก. A ข. B ค. C ง. D 9. โมเลกลุ ของ H3PO4 กบั C2H6O มีจาํ นวนอะตอมแตกต่างกนั กอี ะตอม ก. 1 อะตอม ข. 2 อะตอม ค. 3 อะตอม ง. 4 อะตอม 10. อนุภาคมูลฐานของธาตุ คือขอ้ ใด ก. โปรตอน และอเิ ล็กตรอน ข. โปรตอน และนิวตรอน ค. นิวตรอน และอิเล็กตรอน ง. โปรตอน นิวตรอน และอิเลก็ ตรอน เฉลยแบบทดสอบบทที 8 เรือง ธาตแุ ละสารประกอบ 1. ข 2. ก 3. ข 4. ค 5. ค 6. ค 7. ก 8. ค 9. ก 10. ง

171 บทที 9 สารละลาย สาระสําคญั สมบตั ิและองค์ประกอบของสารละลาย ปัจจยั ทีมผี ลตอ่ การละลายของสาร หาความเขม้ ขน้ ของ สารละลาย เตรียมสารละลายบางชนิด จาํ แนกกรด เบสและเกลอื ตรวจสอบความเป็ นกรด เบส ของ สารได้ การใชก้ รด เบส บางชนิดในชีวิตได้ ผลการเรียนรู้ทคี าดหวัง อธิบายเกียวกับสมบตั ิทางกายภาพและทางเคมีของสาร การจําแนก สาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบ สารละลายและของผสมและใชส้ ารและผลิตภณั ฑ์ใน ชีวิตประจาํ วนั ได้อย่างถูกตอ้ งและ ปลอดภยั ต่อชวี ติ ขอบข่ายเนือหา เรืองที 1 สารละลาย เรืองที 2 กรด - เบส

172 เรอื งที 1 สารละลาย 1.1 สมบัติของสารละลาย และองค์ประกอบของสารละลาย สมบตั ขิ องสารละลาย เมือเติมตัวถูกละลายลงในตวั ทําละลายจะได้สารละลายเกิดขึน ในนีมีผลทําให้สมบัติทาง กายภาพของ ตวั ทาํ ละลายบริสุทธิเปลยี นแปลงไป ความแตกต่างทางกายภาพของสารละลายกบั ตัวทาํ ละลายบริสุทธิ เรียกว่า สมบตั ิคอลลิเกตีฟ สมบัติคอลลิเกตีฟขึนอยกู่ ับจาํ นวนอนุภาค หรือจํานวน โมเลกุลของตวั ถูกละลายในสารละลาย ไม่ขึนอยกู่ บั ชนิดของตวั ถูกละลายสารละลายทีมสี มบตั ิคอลลิเกตีฟ ตอ้ งเป็นสารละลายนอนอิเล็กโตรไลท์ ซึงไมแ่ ตกตวั เป็ นไอออนในสารละลาย และตวั ถกู ละลายตอ้ ง เป็ นสารทรี ะเหยไดย้ ากสมบตั ิคอลลิเกตีฟของสารละลายเป็นสมบตั ิทีเกียวขอ้ งกบั ความดันไอ จุดเดือด จดุ เยือกแข็ง และความดนั ออสโมซิส ดงั นี 1. ความดนั ไอของสารละลายตาํ กว่าความดนั ไอของตวั ทาํ ละลายบริสุทธิ 2. จุดเดือดของสารละลายสูงกว่าจุดเดือดของตวั ทาํ ละลายบริสุทธิ 3. จุดเยอื กแข็งของสารละลายตาํ กว่าจุดเยือกแขง็ ของตวั ทาํ ละลายบริสุทธิ 4. แสดงความดนั ออสโมซิส องค์ประกอบของสารละลาย 1. ตวั ทาํ ละลาย (solvent) หมายถึง สารทีมคี วามสามารถ ในการทาํ ให้สารต่าง ๆ ละลายได้ โดยไม่ทาํ ปฏิกิริยาเคมกี บั สารนัน 2. ตวั ละลาย (solute) หมายถงึ สารทีถกู ตวั ทาํ ละลาย ละลายให้กระจายออกไปทวั ในตวั ทาํ ละลายโดยไมท่ าํ ปฏกิ ิริยาเคมตี ่อกนั 1.2 ความสามารถในการละลายของสาร ความสามารถในการละลายของสารชนิดหนึงในสารอีกชนิดหนึงนันสามารถหาไดจ้ าก อตั ราส่วนระหวา่ งตัวถกู ละลาย กับตวั ทาํ ละลาย หรือ อตั ราส่วนระหวา่ งตัวถกู ละลาย กบั สารละลาย ในสภาวะทีสารละลายนันเป็ นสารละลายอิมตัว ซึงสามารถบอกเป็ นความหนาแน่นสูงสุดของ สารละลายนนั ไดอ้ กี ดว้ ยซึงขึนอย่กู บั ปัจจยั หลายประการ เชน่ แรงระหวา่ งโมเลกุลของตัวทาํ ละลายกับ ตวั ถูกละลาย อุณหภมู ิ ความดนั และปัจจยั อนื ๆ 1.3 ปัจจัยทมี ผี ลต่อการละลายของสาร ชนิดของสาร อณุ หภูมิ ความดนั ความสามารถในการละลายของสาร(Solubility)ขึนอยกู่ บั ชนิดของสาร เชน่ โซเดียมคลอไรด์ (Nacl) แต่บางชนิดเมอื อุณหภูมิเพมิ ขึนก็จะมีความสามารถ ในการละลายลดลง เชน่ กา๊ ซทุกชนิด แคลเซียมโครเมต ( ) ความดนั ในกรณีทีก๊าซละลายในของเหลว ถา้ ความดนั สูงก๊าซจะละลายไดด้ ี เชน่ กา๊ ซคาร์บอน ไดออกไซคล์ ะลายในนําอดั ลม ถา้ เราเพมิ ความดนั ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ทีละลายในนาํ จะ

173 เพิมขึน แต่ถา้ เราเปิ ดฝาขวด (ลดความดัน) จะทาํ ใหก้ ๊าซคาร์บอนไดออกไซค์หนีจากของเหลว นนั คือ กา๊ ซละลายไดน้ อ้ ยลง 1.4 ความเข้มข้นของสารละลาย ความเข้มข้นของสารละลายเป็ นค่าทีบอกใหท้ ราบว่าในสารละลายหนึง ๆ มีปริมาณตัวถูก ละลายจาํ นวนเท่าไหร่ และการบอกความเขม้ ขน้ ของสารละลาย สามารถบอกไดห้ ลายวธิ ีดงั นี 1. ร้อยละ แบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ คือ . ร้อยละโดยมวลต่อมวลหรือเรียกสัน ๆ ว่าร้อยละโดยมวล เป็ นหน่วยทีบอกมวล ของตัวถูกละลายทีมอี ยู่ในสารละลาย 100 หน่วยมวลเดียวกัน (กรัม กิโลกรัม) เช่น สารละลายยูเรีย เขม้ ขน้ ร้อยละ 25 โดยมวล หมายความว่า ในสารละลายยเู รีย 100 กรัม มยี เู รียละลายอยู่ 25 กรัม หรือใน สารละลายยเู รีย 100 กิโลกรัม มียเู รียละลายอยู่ 25 กิโลกรัม 1.2 รอ้ ยละโดยปริมาตรต่อปริมาตรหรือเรียกสนั ๆ ว่า ร้อยละโดยปริมาตร เป็นหน่วย ทีบอกปริมาตรของตวั ถูกละลายทีมีอยู่ในสารละลาย 100 หน่วยปริมาตรเดียวกนั (ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร (cm3) ลกู บาศกเ์ ดซิเมตร (dm3) หรือลติ ร) เช่น สารละลายเอทานอลในนาํ เขม้ ขน้ ร้อยละ 20 โดยปริมาตร หมายความวา่ ในสารละลาย 100 cm3 มเี อทานอลละลายอยู่ 20 cm3 เป็นตน้ . ร้อยละโดยมวลต่อปริ มาตร เป็ นหน่วยทีบอกมวลของตัวถูกละลายทีมีอยใู่ น สารละลาย 100 หน่วยปริมาตร (หน่วยของมวลและของปริมาตรจะต้องสอดคลอ้ งกัน เช่น กรัมต่อ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร (g/cm3) กิโลกรัมต่อลกู บาศกเ์ ดซิเมตร (kg/dm3) เป็ นตน้ ) เช่น สารละลายกลูโคส เข้มข้นร้อยละ 30 โดยมวลต่อปริมาตร หมายความว่า ในสารละลาย 100 cm3 มีกลโู คสละลายอยู่ 30 กรมั หรือในสารละลาย 100 dm3 มกี ลโู คสละลายอยู่ 30 กโิ ลกรัม

174 2. โมลต่อลูกบาศกเ์ ดซิเมตร หรือ โมลาริตี (mol/dm3 or Molarity) เนืองจาก 1 ลูกบาศก-์ เดซิเมตรมีค่าเท่ากับ 1 ลิตร จึงอนุโลมให้ใช้โมลต่อลิตร (mol/l) หรื อเรียกว่า โมลาร์ (Molar) ใชส้ ัญลกั ษณ์ “M” หน่วยนีบอกให้ทราบวา่ ในสารละลาย 1 dm3 มตี วั ถกู ละลายอย่กู ีโมล เช่น สารละลาย โซเดียมคลอไรตเ์ ขม้ ข้น 0.5 mol/dm3 (0.5 M) หมายความว่าในสารละลาย 1 dm3 มโี ซเดียมคลอไรต์ ละลายอยู่ 0.5 mol . โมลต่อกิโลกรัมหรือโมแลลิตี (mol/kg molality) หน่วยนีอาจเรียกว่า โมแลล (Molal) ใช้สัญลกั ษณ์ “m” เป็ นหน่วยความเขม้ ขน้ ทีบอกให้ทราบว่าในตวั ทาํ ละลาย 1 กิโลกรัม (kg) มีตัวถกู ละลาย ละลายอยู่กีโมล เช่น สารละลายกลูโคสเข้มขน้ 2 mol/kg หรือ 2 m หมายความว่ามกี ลโู คส 2 mol ละลายในนาํ 1 kg หมายเหตุ สารละลายหนึงๆ ถา้ ไม่ระบุชนิดของตวั ทาํ ละลาย แสดงวา่ มีนาํ เป็นตวั ทาํ ละลาย . ส่วนในลา้ นส่วน (ppm) เป็ นหน่วยความเข้มขน้ ทีบอกใหท้ รายว่าในสารละลาย 1 ลา้ น ส่วนมีตัวถูกละลาย ละลายอยูก่ ีส่วน เช่น ในอากาศมีก๊าซคาร์บอนมอนออกไซต์ (CO) 0.1 ppm หมายความวา่ ในอากาศ 1 ลา้ นส่วน มี CO อยู่ 0.1 ส่วน (เช่น อากาศ 1 ลา้ นลกู บาศกเ์ ซ็นติเมตร มี CO 0.1 ลูกบาศก์เซนติเมตร) . เศษส่วนโมล (mole fraction) เป็นหน่วยทีแสดงสดั ส่วนโดยจาํ นวนโมลของสารทีเป็ น องคป์ ระกอบในสารละลายต่อจาํ นวนโมลรวมของสารทุกชนิดในสารละลาย 1.5 การเตรียมสารละลาย ส่วนมากในการทดลองทางเคมีมักใชส้ ารละลายทีเป็ นของเหลว จึงนิยมเตรียมสารใหอ้ ยู่ในรูปของ สารละลาย 1. เครืองมือทีใชใ้ นการเตรียมสารละลาย 1.1 เครืองชงั สาร นิยมใชช้ งั นาํ หนักของสารทีเป็ นของแข็ง และมีความละเอียดถึงทศนิยม ตาํ แหน่งที 4 1.2 อุปกรณว์ ดั ปริมาตร ไดแ้ ก่ กระบอกตวง ปิเปต นิวเรต ขวดรูปชมพู่ และขวดวดั ปริมาตร 2. วธิ กี ารเตรียมสารละลาย 2.1 เตรียมจากสารบริสุทธิมขี นั ตอนคือ 1. คาํ นวณหาปริมาณสารทีใชใ้ นการเตรียม 2. ชงั สารตามจาํ นวนใส่บกี เกอร์แลว้ เตมิ นาํ กลนั เล็กนอ้ ย คนจนละลาย 3. นาํ สารละลายในบกี เกอร์รินใส่ขวดวดั ปริมาตรตามจาํ นวนทีตอ้ งการ 4. เทนาํ ทีละนอ้ ย เพือลา้ งสารในบกี เกอร์เติมลงในขวดวดั ปริมาตรหลาย ๆ ครัง 5. ใชห้ ลอดหยดนาํ กลนั บีบลงในขวดวดั ปริมาตรจนไดป้ ริมาตรตรงตามตอ้ งการ 6. ปิดจุกแลว้ เขยา่ ให้สารละลายเขา้ กนั 7.เกบ็ สารละลายในขวดทีเหมาะสมหรือระบชุ นิด สูตรสารความเขม้ ขน้ และวนั ทีเตรียม

175 2.2 เตรียมจากสารละลาย มขี นั ตอนดงั นี 1. คาํ นวณหาปริมาตรสารทีใชใ้ นการเตรียม 2. ตวงสารละลายดว้ ยปิ เปตตามจาํ นวน ใส่บีกเกอร์เติมนาํ เล็กน้อยจากนนั รินใส่ขวดวดั ปริมาตรตามขนาดทีตอ้ งการ 3. เทนาํ กลนั ทีละน้อย เพอื ลา้ งสารในบีกเกอร์เตมิ ลงในขวดวดั ปริมาตรหลาย ๆ ครัง 4. ใชห้ ลอดดดู นาํ กลนั บีบลงในขวดวดั ปริมาตรไดป้ ริมาตรตรงตามตอ้ งการ 5. ปิดจุกแลว้ เขยา่ ให้สารละลายเขา้ กนั 6. เกบ็ สารละลายในขวดทีเหมาะสม พร้อมระบุชนิด สตู รสาร ความเขม้ ขน้ และวนั ทีเตรียม เรอื งที 2 กรด - เบส ความหมายและสมบัตขิ องกรด - เบส และเกลอื กรด (Acid) คือ สารประกอบทีมีธาตไุ ฮโดรเจน(H2 ) เป็นองคป์ ระกอบ และอะตอมของ H2 อะตอมให้โลหะ หรือ หมธู่ าตุทีเทียบเท่าโลหะทีได้ และเมือกรดละลายนาํ จะแตกตวั ใหไ้ ฮโดรเจนออิ อน คุณสมบัตขิ องกรด 1. มีธาตุไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ 2. มีรสเปรียว 3. ทาํ ปฏิกิริยากบั โลหะ เช่น สงั กะสี แมกนีเซียม ทองแดง ดีบกุ และอลมู เิ นียม จะได้ แก๊สไฮโดรเจน 4. ทาํ ปฏกิ ิริยากบั หินปนู ซึงเป็นสารประกอบแคลเซยี มคาร์บอเนต หินปูนสึกกร่อน ไดแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ทาํ ให้นาํ ปนู ใสขนุ่ 5. เปลยี นสีกระดาษลิตมสั จากสีนาํ เงินเป็ นสีแดง 6. ทาํ ปฏิกิริยากบั เบสไดเ้ กลือและนาํ เช่น กรดเกลือทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั โซดาแผดเผาหรือ โซเดียมไฮดรอกไซดซ์ ึงเป็นเบส ไดเ้ กลอื โซเดียมคลอไรดห์ รือเกลือแกง 7. สารละลายกรดทุกชนิดนาํ ไฟฟ้ าไดด้ ี เพราะกรดสามารถแตกตวั ให้ไฮโดรเจนไอออน 8. กรดมีฤทธิในการกดั กร่อนสารตา่ ง ๆ ไดโ้ ดยเฉพาะเนือเยือของสิงมชี ีวิต ถา้ กรดถกู ผิวหนงั จะทาํ ใหผ้ ิวหนังไหม้ ปวดแสบปวดร้อน ถา้ กรดถกู เส้นใยของเสือผา้ เสน้ ใยจะถูกกดั กร่อนให้ไหมไ้ ด้ นอกจากนีกรดยงั ทาํ ลายเนือไม้ กระดาษ และพลาสติกบางชนิดไดด้ ว้ ย เบส (Base) คือ สารละลายนาํ แลว้ แตกตวั ให้ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) ออกมา เมือทาํ ปฏิกิริยากบั กรดจะไดเ้ กลอื กบั นํา หรือไดเ้ กลอื อย่างเดียว คณุ สมบตั ิของเบส 1. เปลยี นสีกระดาษลติ มสั จากสีแดงเป็นสีนาํ เงิน 2. ทาํ ปฏิกิริยากบั แอมโมเนียมไนเตรต จะใหแ้ กส๊ แอมโมเนีย มีกลนิ ฉุน

176 3. ทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั นาํ มนั หรือไขมนั ไดส้ บู่ 4. ทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั โลหะบางชนิด 5. ลนื คลา้ ยสบู่ 6. ทาํ ปฏิกิริยากบั กรดไดเ้ กลอื และนาํ เชน่ สารละลายโซดาไฟ (โซเดียมไฮดรอกไซด)์ ทาํ ปฏกิ ิริยากบั กรดเกลือ (กรดไฮโดรคลอริก) ได้เกลอื โซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกงทีใชป้ รุงอาหาร นอกจากนีโซดาไฟยงั สามารถทาํ ปฏกิ ิริยากบั กรดไขมนั ได้เกลือโซเดียมของกรดไขมนั หรือทีเรียกว่า สบู่ เกลอื (salt) คุณสมบตั ิทวั ไปของเกลอื . ส่วนมากมลี กั ษณะเป็นผลึกสีขาว เช่น NaCl แต่มหี ลายชนิดทีมสี ี เช่น สีม่วง ไดแ้ ก่ ด่างทบั ทิม(โปแตสเซียมเปอร์แมงกาเนต) KMnO4 สีนาํ เงิน ไดแ้ ก่ จุนสี(คอปเปอร์ซลั เฟต) CuSO4.5H2O สีสม้ ไดแ้ ก่ โปแตสเซียมโครเมต KCr2O7 สีเขียว ไดแ้ ก่ ไอออน(II)ซลั เฟต FeSO4.7H2O . มีหลายรส เช่น รสเคม็ ไดแ้ ก่ เกลือแกง(โซเดียมคลอไรด์) NaCl รสฝาด ไดแ้ ก่ สารสม้ K2SO4.Al2(SO4)3.24H2O รสขม ไดแ้ ก่ โปแตสเซียมคลอไรด์ , แมกนีเซียมซลั เฟต KCl, Mg SO4. 3. นาํ ไฟฟ้ าได้ (อเิ ล็กโตรไลท์ : electrolyte) 4. เมอื ละลายนาํ อาจแสดงสมบตั ิเป็นกรด เบส หรือ กลางก็ได้ 5. ไมก่ ดั กร่อนแกว้ และเซรามคิ 2.2 ความเป็ นกรด - เบสของสาร ความเป็นกรด-เบส ของสารเมือทดสอบกบั กระดาษลติ มสั จะพบการเปลยี นแปลง ดงั นี 1. เปลียนสีกระดาษลติ มสั จากสีนาํ เงินเป็นสีแดง แต่สีแดงไมเ่ ปลยี น สารมคี ุณสมบตั ิเป็นกรด 2. เปลียนสีกระดาษลติ มสั จากแดงเป็นสีนาํ เงนิ แต่สีนําเงินไม่เปลยี น สารมีคุณสมบตั ิเป็ นเบส 3. กระดาษลิตมสั ทงั สองสีไม่เปลยี นแปลง สารมีคณุ สมบตั ิเป็ นกลาง ความเป็นกรด - เบส ของสารเมอื ทดสอบกบั สารละลายฟี นอลฟ์ ทาลีน จะพบการเปลียนแปลง ดงั นี 1. สารละลายฟีนอลฟ์ ทาลนี เปลยี นสีเป็นสีชมพูม่วง สารนนั มีสมบตั เิ ป็นเบส 2. สารละลายฟีนอลฟ์ ทาลนี ใสไมม่ ีสี สารนนั อาจเป็นกรดหรือเป็นกลางก็ได้ ความเป็นกรด-เบส ของสารเมือทดสอบกบั ยนู ิเวอร์ซลั อินดิเคเตอร์ จะพบการเปลียนแปลง ดงั นี

177 1. ค่า pH มคี า่ น้อยกว่า 7 สารละลายเป็นกรด 2. ค่า pH มีคา่ มากกวา่ 7 สารละลายเป็นเบส 3. ค่า pH มคี ่าเท่ากบั 7 สารละลายเป็ นกลาง 2.3 กรด – เบส ของสารในชีวติ ประจาํ วนั สารละลายกรด - เบสในชีวติ ประจาํ วนั มอี ยูม่ ากมาย ซงึ สามารถจาํ แนกได้ ดงั นี 1. สารประเภททาํ ความสะอาด - บางชนิดก็มสี มบตั ิเป็ นเบส เช่น สบู่ ผงซกั ฟอก นาํ ยาลา้ งจาน - บางชนิดมสี มบตั เิ ป็นกรด เชน่ นาํ ยาลา้ ง หอ้ งนาํ และเครืองสุขภณั ฑ์ 2. สารทใี ชท้ างการเกษตร ไดแ้ ก่ ป๋ ุย - บางชนิดก็มีสมบตั ิเป็ นเบส เชน่ ยเู รีย - บางชนิดมีสมบตั ิเป็นกรด เชน่ แอมโมเนียมคลอไรค์ - บางชนิดมสี มบตั ิเป็นกลาง เช่น โพแทสเซียมไนเตรต 3. สารปรุงแต่งอาหาร - บางชนิดก็มสี มบตั ิเป็ นเบส เช่น นาํ ปูนใส นาํ ขีเถา้ - บางชนิดมสี มบตั ิเป็นกรด เช่น นาํ สม้ สายชู นาํ มะนาว นาํ มะขาม - บางชนิดมีสมบตั ิเป็นกลาง เชน่ ผงชรู ส เกลือแกง นาํ ตาลทราย ฯลฯ 4. ยารักษาโรค - บางชนิดกม็ ีสมบตั ิเป็ นเบส เชน่ ยาแอสไพริน วิตามนิ ซี - บางชนิดมีสมบตั ิเป็นกรด เชน่ ยาลดกรด ยาธาตุ 5. เครืองสาํ อาง - บางชนิดมีสมบตั ิเป็นกลาง เชน่ นาํ หอม สเปรยฉ์ ีดผม ยารักษาสิวฝ้ า

178 2.4 กรณศี ึกษากรด - เบส ทมี ีผลต่อคุณสมบตั ขิ องดิน ความเป็ นกรด - เบสของดิน ความเป็นกรด - เบสของดิน หมายถงึ ปริมาณของไฮโดรเจนทีมอี ยู่ในดิน ความเป็ นกรด - เบส กาํ หนดค่าเป็นตวั เลขตงั แต่ 1 - 14 เรียกค่าตวั เลขนีว่าค่า pH โดยจดั ว่า สารละลายใดทมี คี ่า pH นอ้ ยกว่า 7 สารละลายนนั มสี มบตั ิเป็นกรด สารละลายใดทมี คี ่า pH มากกว่า 7 สารละลายนนั มีสมบตั ิเป็นเบส สารละลายใดทมี ีค่า pH เท่ากบั 7 สารละลายนนั มีสมบตั ิเป็นกลาง วธิ ีทดสอบความเป็นกรด-เบสมีวิธีทดสอบไดด้ งั นี 1. ใชก้ ระดาษลิตมสั สีนาํ เงินหรือสีแดง โดยนาํ กระดาษลติ มสั ทดสอบกบั สารทีสงสัย ถ้าเป็ นกรดจะเปลียนกระดาษลิตมัสสีนาํ เงินเป็ นสีแดง และถา้ เป็ นเบสจะเปลียน กระดาษลติ มสั สีแดงเป็นสีนาํ เงิน 2. ใชก้ ระดาษยนู ิเวอร์แซลอินดิเคเตอร์ โดยนาํ กระดาษยนู ิเวแซลอินดิเคเตอร์ทดสอบ กบั สารแลว้ นาํ ไปเทียบกบั แผน่ สีทีขา้ งกล่อง 3. ใชน้ าํ ยาตรวจสอบความเป็นกรด - เบส เช่น สารละลายบรอมไทมอลบลูจะใหส้ ีฟ้ า อ่อนในสารละลายทมี ี pH มากกว่า 7 และใหส้ ีเหลืองในสารละลายทีมี pH นอ้ ยกวา่ 7 รูปแสดงกระดาษลติ มสั และยนู ิเวอร์ซลั อนิ ดิเคเตอร์

179 รูปแสดงการเปลยี นสีของกระดาษยนู ิเวอร์ซลั อนิ ดิเคเตอร์ ปัจจัยหรือสาเหตทุ ีทําให้ดนิ เป็ นกรด ไดแ้ ก่ การเน่าเปื อยของสารอินทรียใ์ นดิน การใส่ ป๋ ุยเคมีบางชนิด สารทีปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท ปัจจยั ทีทาํ ให้ดนิ เป็ นเบส ไดแ้ ก่ การใส่ปนู ขาว (แคลเซียมไฮดรอกไซด์) ความเป็นกรด-เบสของดนิ นนั มผี ลต่อการเจริญเตบิ โตของพืช พชื แต่ละชนิดเจริญเติบโตไดด้ ีในดินทีมี ค่า pH ทีเหมาะแก่พืชนนั ๆ ถา้ สภาพ pH ไม่เหมาะสมทาํ ให้พืชบางชนิดไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุ ทีตอ้ งการทีมีใน ดินไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ การแก้ไขปรบั ปรุงดิน ดินเป็ นกรด แกไ้ ขไดโ้ ดยการเติมปนู ขาว หรือดินมาร์ล ดินเป็ นเบสแกไ้ ขไดโ้ ดยการเติมแอมโมเนียมซลั เฟต หรือผงกาํ มะถนั ความรู้เพมิ เติม อนิ ดิเคเตอร์จากธรรมชาติ คอื สารธรรมชาติทีสกดั ได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช สามารถใชเ้ พือ ตรวจสอบความเป็ นกรด - เบสของสารละลายได้ ตารางแสดงช่วงการเปลียนสีของอินดิเคเตอร์จากธรรมชาติบางชนิด ชนิดของพืช ช่วง pH ทีเปลยี นสี สีทีมีการเปลยี นแปลง อญั ชนั 1 - 3 แดง - มว่ ง กุหลาบ 3-4 ชมพู - ไม่มสี ี กระเจยี บ 6-7 แดง - เขียว ชมพู - เขียว ชงโค 6 - 7

180 ชนิดของพืช ช่วง pH ทีเปลยี นสี สีทมี ีการเปลยี นแปลง บานไม่รู้โรย 8-9 ดาวเรือง 9 - 10 แดง - ม่วง ผกากรอง 10 -11 ไมม่ ีสี - เหลือง ไม่มสี ี - เหลอื ง การใชอ้ ินดิเคเตอร์ในการทดสอบหาค่า pH ของสารละลายนันจะทราบค่า pH โดยประมาณ เท่านนั ถา้ ตอ้ งการทราบค่า pH ทีแทจ้ ริงจะตอ้ งใชเ้ ครืองมือวดั pH ทีเรียกว่า \"พีเอชมิเตอร์ (pH meter)\" ซงึ เป็นเครืองมือทีสามารถตรวจวดั ค่า pH ของสารละลายไดเ้ ป็ นเวลานานติดต่อกัน ทาํ ใหต้ รวจสอบ การเปลียนแปลงความเป็นกรด - เบสของสารละลายได้ และคา่ pH ทีอ่านไดจ้ ะมีความละเอียดมากกว่า การใชอ้ ินดิเคเตอร์ แบบฝึ กหัดท้ายบทที คาํ ชีแจง : ขอ้ สอบมีทงั หมด 10 ขอ้ ให้เลือกคาํ ตอบทถี ูกตอ้ งทสี ุดเพยี งคาํ ตอบเดียว 1. ขอ้ ใดกลา่ วถึงสารละลายไดถ้ กู ตอ้ ง ก. สารทมี เี นือสารเหมือนกนั ตลอดทกุ ส่วน ข. สารทีมีเนือสารมองดูใสไมม่ สี ีกลินและรส ค. สารทไี ม่บริสุทธิเกิดจากสารบริสุทธิตงั แต่ 2 ชนิดผสมกนั ง. สารทีมจี ุดหลอมเหลวตาํ กว่า 100 องศาเซลเซยี ส 2. ขอ้ ใดผดิ เกียวกบั ตวั ทาํ ละลาย ก. สารทมี ีปริมาณมากกวา่ ข. สารทีมีสถานะเดียวกบั สารละลาย ค. สารทมี สี ถานะเป็นของเหลวเท่านนั ง. สารทีมสี ถานะเป็นของแขง็ ของเหลว และก๊าซ 3. ตวั ถูกละลายคืออะไร ก. สารทมี ปี ริมาณนอ้ ยกว่า ข. สารทมี ีสถานะเดียวกบั สารละลาย ค. สารทีมสี ถานะเป็นของเหลวเท่านนั ง. สารทีมีความหนาแน่นน้อยกวา่ สารละลาย

181 4. สาร A สามารถละลายในนาํ ได้ 15 กรัม แต่เมือนําไปตม้ สาร A ละลายไดเ้ พิมขึนเป็ น 25 กรัม และกไ็ มส่ ามารถละลายไดอ้ ีก เราเรียกสารอะไร ก. สารละลายอมิ ตวั ข. สารละลายเขม้ ขน้ ค. สารละลายเจอื จาง ง. สารละลายไม่อมิ ตวั 5. กระบวนการใดเรียกว่า การตกผลกึ ก. การแยกตวั ของตวั ถกู ละลายออกจากสารละลายอิมตวั ข. การแยกตวั ของตวั ถกู ละลายออกจากสารละลายเขม้ ขน้ ค. การแยกตวั ของตวั ทาํ ละลายออกจากสารละลายอิมตวั ง. การแยกตวั ของตวั ทาํ ละลายออกจากสารละลายเขม้ ขน้ 6. ความแตกต่างของสารกบั สารบริสุทธคิ ือขอ้ ใด ก. สารละลายมีปริมาตรมากกว่าสารบริสุทธิ ข. สารละลายมีจุดเดือดไม่คงที สารบริสุทธิมจี ุดเดือดคงที ค. สารละลายมจี ดุ เดือดคงที สารบริสุทธิมีจุดเดือดไม่คงที ง. สารละลายมจี ดุ เยอื กแขง็ คงที สารบริสุทธิมจี ุดเยอื กแขง็ ไม่คงที 7. ขอ้ ใดตอ้ งใชต้ วั ทาํ ละลายต่างจากพวก ก. นาํ ตาล ข. เชลแลก็ ค. เกลอื แกง ง. สีผสมอาหาร 8. ขอ้ ใดไมส่ ่งผลต่อความสามารถในการละลายของสาร ก. ความดนั ข. อณุ หภมู ิ ค. ความหนาแน่น ง. ชนิดของตวั ทาํ ละลายและตวั ถูกละลาย 9. แอลกอฮอล์ 80% โดยปริมาตร มีความหมายตรงกบั ขอ้ ใด ก. สารละลายนนั 100 cm3 มีเอทิลแอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 cm3 ข. สารละลายนนั 100 กรัม มีเอทลิ แอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 กรมั ค. สารละลายนนั 100 cm3 มีเอทิลแอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 กรัม ง. สารละลายนัน 100 กรมั มีเอทลิ แอลกอฮอลอ์ ยู่ 80 cm3

182 10. ขอ้ ใดจดั เป็นการพสิ ูจน์ว่าสาร xกบั สาร yมีความสามารถในการละลายในของเหลว zไดด้ ีกว่ากนั ก. ใชข้ องเหลว Z ปริมาณเท่ากนั ทอี ุณหภูมิเดียวกนั ข. ใชข้ องเหลว Z ปริมาณเท่ากนั ทอี ณุ หภมู ติ ่างกนั ค. ใชส้ าร x และ y ปริมาณเท่ากนั ทอี ุณหภมู ติ ่างกนั ง. ใชส้ าร x และ y ปริมาณเท่ากนั ทีอุณหภูมเิ ดียวกนั เฉลยแบบทดสอบบทที เรืองสารละลาย 1. ก 2. ค 3. ก 4. ก 5. ค 6. ข 7. ข 8. ก 9. ก 10. ง

183 บทที สารและผลิตภณั ฑ์ในชีวิต สาระสําคญั ความหมายของ สาร ผลิตภณั ฑ์ คุณสมบตั ิของสารประเภทต่าง ๆ ได้แก่ สารอาหาร สารปรุงแต่ง สารปนเปือน สารเจือปน สารพิษ สารสังเคราะห์ ประโยชน์ของสารและผลติ ภัณฑ์ในชีวิตประจาํ วนั การเลอื กใชส้ ารและผลิตภัณฑ์อยา่ งปลอดภยั ผลกระทบและโทษทีเกิดจากการใชส้ ารและผลิตภัณฑ์ ต่อชีวติ และสิงแวดลอ้ ม ผลการเรียนรู้ทีคาดหวงั 1. อธิบายสารและสารสงั เคราะหไ์ ด้ 2. อธิบายการใชส้ ารและผลติ ภณั ฑข์ องสารบางชนิดในชีวิตประจาํ วนั และเลือกใชไ้ ด้ 3. อธิบายผลกระทบทีเกดิ จากการใชส้ าร และผลติ ภณั ฑ์ทีมตี อ่ ชีวิตและสิงแวดลอ้ ม ขอบข่ายเนือหา 1. สารและคุณสมบตั ขิ องสาร 2. สารสังเคราะห์ 3. สารและผลิตภณั ฑ์ในชวี ิต 4. การเลอื กใชส้ ารและผลิตภณั ฑ์ในชีวิต 5. ผลกระทบทีเกิดจากการใชส้ ารและผลิตภณั ฑ์ต่อชีวติ และสิงแวดลอ้ ม

184 เรืองที สารและคุณสมบัติของสาร สาระสําคญั ความหมายของสาร คุณสมบตั ิของสารประเภทตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ สารอาหาร สารปรุงแตง่ สารปนเปือน สารเจือปน สารพิษ สารสังเคราะห์ คุณสมบัติและประโยชน์ของสาร ผลิตภณั ฑ์ในชีวิตประจาํ วัน การเลือกใชส้ ารอยา่ งปลอดภยั ในชีวิต และผลกระทบทีเกิดจากการใชส้ ารตอ่ ชีวิตและสิงแวดลอ้ ม ความหมายของสารและผลิตภณั ฑ์ สาร หมายถึง สิงทีมีตวั ตน มมี วลหรือนาํ หนกั ตอ้ งการทีอยแู่ ละสามารถสมั ผสั ได้ เช่น ดิน หิน อากาศ พชื และสตั ว์ ทุกสิงทุกอย่างทอี ยู่รอบ ๆ ตัวเรา จัดเป็ นสารทังสิน สารแต่ละชนิดมีสมบตั ิ แตกต่างกนั แต่สามารถเปลียนแปลงสถานะได้ การทีสารมสี มบตั ิแตกต่างกนั และมคี วามสามารถในการเปลยี นแปลงสถานะไดแ้ ตกต่างกนั นี ถอื วา่ เป็ นลกั ษณะเฉพาะของสารแต่ละชนิด ดงั นนั จงึ มกี ารใชเ้ กณฑก์ ารพิจารณาและอธิบายสมบตั ิของ สารมาจดั จาํ แนกสาร และมกี ารทดสอบสมบตั ิของสารเพอื พิสูจนว์ ่าสารนนั เป็นสารชนิดใด เพราะหาก อาศยั แต่การสงั เกตหรือมองเห็นเพยี งอยา่ งเดียวในบางครังก็ไมส่ ามารถจะตดั สินไดแ้ น่นอน ผลติ ภณั ฑ์ (Product) หมายถงึ สิงทีเสนอขายใหก้ บั ตลาด สามารถตอบสนองความต้องการ ของลูกคา้ กลุม่ เป้ าหมายได้ ผลติ ภณั ฑ์ทีเสนอขายอาจจะสมั ผสั ไดห้ รือสัมผสั ไมไ่ ด้ ทังนีรวมถงึ สินคา้ บริการ สถานที องค์กร บุคคล หรือความคิด รูปภาพ ผลติ ภณั ฑ์ทีใช้ในชีวิตประจาํ วนั . สารอาหาร (nutrients) หรือโภชนาสาร มีผใู้ หค้ วามหมายไว้ดงั นี วีนัส และ ถนอมขวัญ (2541) อธิบายว่า สารอาหาร หมายถึง สารประกอบเคมี หรือแร่ธาตุทีมีอยใู่ นอาหารชนิดต่างๆ ทีร่างกายต้องการ สิริพนั ธุ์ (2542) อธิบายว่า สารอาหาร หมายถงึ ส่วนประกอบทีเป็ นสารเคมีทีมอี ยู่ในอาหาร เมือบริโภคเขา้ ไปแลว้ ร่างกายสามารถ นาํ ไปใชป้ ระโยชน์ได้ โดยคาร์โบไฮเดรต ไขมนั โปรตีน เป็นสารอาหารทีร่างกายต้องการปริมาณมาก และเป็ นสารอาหารทีใหพ้ ลังงานแก่ร่างกาย เรี ยก “macronutrients ” ส่วนวิตามิน และเกลอื แร่เป็ น สารอาหารทีร่างกายตอ้ งการน้อย และไมใ่ หพ้ ลงั งาน เรียก “micronutrients” เสาวนีย์ (2544) อธิบายว่า สารอาหาร หมายถงึ สารเคมที ีมีอยูใ่ นอาหาร มี 6 ชนิด คือ

185 . คาร์โบไฮเดรต . โปรตีน . ไขมนั . วติ ามนิ . เกลือแร่ . นาํ สารอาหารแต่ละพวกทาํ หนา้ ทีอย่างใดอย่างหนึง หรือหลายอย่าง วินัย และคณะ (2545) อธิบายว่า สารอาหาร หมายถึง สารเคมีทีพบในอาหาร เป็นสารทมี ีความสาํ คญั ต่อกระบวนการของชีวิต สรุป สารอาหาร หรือโภชนาสาร หมายถงึ สารเคมีทีมีอยใู่ นอาหาร มี 6 ชนิด เป็นสารทีมีความสําคัญ ต่อกระบวนการทาํ งานของร่างกาย โดยแบ่งสารอาหารทีร่างกายตอ้ งการเป็น สารอาหารทีต้องการใน ปริ มาณมาก หรื อสารอาหารทีให้พลงั งาน หรื อศัพท์สมัยใหม่เรี ยก สารอาหารมหภาค ไดแ้ ก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึงทําหน้าทีให้พลงั งาน และเสริ มสร้างเนือเยือในร่ างกาย สารอาหารทีต้องการในปริมาณน้อย หรือ สารอาหารทีไม่ให้พลงั งาน หรือสารอาหารจุลภาค ได้แก่ วิตามนิ และเกลอื แร่ ส่วนนาํ เป็นสารอาหารทไี มใ่ ห้พลงั งานแต่ช่วยสนบั สนุนการทาํ งานของร่างกาย ซงึ จะขาดไมไ่ ด้ ทีผเู้ ขยี นสรุปว่านาํ คือ สารอาหารตวั หนึงทงั นี เพราะนาํ เป็ นสารเคมีชนิดหนึงทีอย่ใู น อาหารทุกชนิดมากนอ้ ยขึนอย่กู บั ชนิดของอาหาร การแบ่งประเภทของสารอาหาร แบง่ ได้ (วีนัส และถนอมขวญั , ) ดงั นี 1. สารอาหารทีร่างกายตอ้ งการในปริมาณมาก ไดแ้ ก่ สารอาหาร คาร์โบไฮเดรต ไขมนั และ โปรตีน ซึงทาํ หนา้ ทใี หพ้ ลงั งาน และเสริมสร้างเนือเยอื 2. สารอาหารทีร่างกายตอ้ งการในปริมาณนอ้ ยไดแ้ ก่ วิตามิน และเกลือแร่ ร่างกายต้องการ สารเหล่านีเพือกาํ หนด และควบคุมกระบวนการทาํ งานของร่างกายเพือดาํ รงไวซ้ งึ สุขภาพทีดี 3. นําเป็ นส่วนประกอบทีสําคญั ในการสนับสนุนการทํางานของสารอาหารทังหมดใน กระบวนการทาํ งานของสิงมีชวี ิต 1.2 สารปรุงแต่ง สารปรุงแตง่ อาหาร หมายถึง สารปรุงรสอาหารใชใ้ ส่ในอาหารเพอื ทาํ ให้อาหารมีรสดีขึน เช่น นาํ ตาล นาํ ปลา นาํ ส้มสายชู นาํ มะนาว ซอสมะเขือเทศ และให้รสชาติต่าง ๆ ดงั รูป รูปภาพ สารปรุงแต่งรสอาหาร

186 กจิ กรรมการเรียนรู้ที 1 วิธีการตรวจสอบ ผงชูรส เนืองจากผงชูรสเป็ นวตั ถทุ ีสงั เคราะห์ขึนมา การตรวจสอบผงชูรสอาจทาํ ได้โดยการสังเกต ลกั ษณะภายนอก แต่ในบางครังกเ็ ป็ นการยากในการสงั เกต วิธีทีดีทีสุดตอ้ งตรวจสอบโดยวิธีทางเคมี ซงึ มวี ิธีการดงั นี 1. การเผา โดยการนาํ ผงชูรส ประมาณ 1 ชอ้ นชา ใส่ลงช้อนโลหะเผาบนเปลวไฟให้ ไหมแ้ ลว้ สงั เกต ถา้ เป็ นผงชูรสแทจ้ ะไหมเ้ ป็นสีดาํ แต่ถา้ เป็นผงชูรสทีมีสารอืนเจอื ปนจะเป็นสีขาว 2. ตรวจสอบดว้ ยกระดาษขมิน ซึงเตรียมโดยการเอาผงขมนิ ประมาณ 1 ชอ้ นชา ละลาย ในแอลกอฮอลห์ รือนาํ 10 ชอ้ นชา จะไดส้ ารสีเหลอื ง จากนนั จมุ่ กระดาษสีขาวหรือผา้ ขาวลงในสารสี เหลอื ง นาํ ไปผงึ ใหแ้ ห้งจะไดก้ ระดาษขมินหรือผา้ ขมนิ การตรวจสอบทาํ ได้โดยการละลายผงชูรสใน นาํ สะอาด จากนนั จุ่มกระดาษขมินหรือผา้ ขมินลงไปพอเปี ยก สังเกตการเปลียนสี ถา้ เป็ นผงชรู สทีมี สารอนื เจือปนจะเปลยี นจากสีเหลอื งเป็ นสีแดง แต่ถา้ ไม่เปลยี นสีเป็นผงชูรสแท้ 3. ตรวจดว้ ยนาํ ยาปนู ขาวผสมนาํ ส้มสายชู การเตรียมนาํ ยาปนู ขาว ทาํ ไดโ้ ดยเอาปนู ขาว ครึงชอ้ นชา ละลาย ในนาํ สม้ สายชู 1 ชอ้ นชา คนใหล้ ะลายตงั ทิงไวใ้ หต้ กตะกอน จะได้ส่วนทีเป็ นนาํ ใส คือนาํ ยาปนู ขาว การตรวจสอบทาํ ได้โดยการเอาผงชูรสมาประมาณ 1 ช้อนชา ละลายในนาํ เท นาํ ยาปนู ขาวลงไป 1 ชอ้ นชา สงั เกตการเปลยี นแปลง ถา้ เป็นผงชูรสแทจ้ ะไมม่ ีตะกอนสีขาว แต่ถา้ เป็น ผงชูรสทีมีสารอืนเจือปนจะมีตะกอนสีขาว กจิ กรรมการเรียนรู้ที 2 การตรวจสอบนําปลา มวี ิธีการทดสอบดงั นี 1. หยดนาํ ปลาลงไปบนถา่ นทีกาํ ลงั ติดไฟ ไดก้ ลินปลาไหมจ้ ะเป็ นนาํ ปลาแท้ ถา้ ไม่มีกลินเป็ น นาํ ปลาปลอม 2. นาํ มาตงั ทิงไวแ้ ลว้ ดกู ารตกตะกอน ถา้ เป็นนาํ ปลาแทจ้ ะไมต่ กตะกอน แตถ้ า้ เป็นนาํ ปลา ปลอมจะตกตะกอน 3. การกรองโดยการนาํ นาํ ปลามากรองดว้ ยกระดาษกรอง ถา้ กระดาษกรองไม่เปลียนสีเป็ นนาํ ปลา แท้ แต่ถา้ กระดาษกรองเปลียนสี เป็นนาํ ปลาปลอม

187 กจิ กรรมการเรียนรู้ที 3 การตรวจสอบนําส้มสายชู มวี ิธี ดังนี 1. การดมกลนิ ถา้ เป็นนาํ ส้มสายชแู ทจ้ ะมีกลินหอมทีเกดิ จากการหมกั ธญั พืชหรือผลไม้ ถา้ เป็ น นาํ สม้ สายชูปลอม จะมีกลินฉุนแสบจมูก 2. ทดสอบกบั ผกั ใบบาง เช่น ใบผกั ชี นาํ ลงไปแช่ลงในนาํ ส้มสายชูประมาณ 30 - 45 นาที ถา้ พบว่าใบผกั ชไี ม่เหียวเป็ นนาํ สม้ สายชูแท้ แตถ่ า้ ใบผกั ชเี หียวเป็นนาํ ส้มสายชูปลอม 3. ทดสอบใชเ้ จนเชียนไวโอเลต (Gentian Violet) หรือทีเรารู้จกั กนั ชือ ยาม่วง นาํ ไปผสมกบั นาํ ใหเ้ จือจาง จากนนั นาํ ไปหยดลงในนาํ ส้มสายชแู ท้ แตถ่ า้ เปลยี นเป็ นสีเขยี วหรือสีนาํ เงินออ่ น เป็ นนาํ สม้ สายชูปลอม 1.3 สารปนเปื อน สารปนเปื อน (Contaminants) หมายถงึ สารทีปนเปื อนกับอาหารโดยไม่ตงั ใจ แต่เป็ นผล ซึงเกิดจากกระบวนการผลิต กรรมวิธีการผลิต โรงงานหรือสถานทีผลิต การดูแลรักษา สิงปนเปื อน อาหารไม่วา่ จะมอี ยตู่ ามธรรมชาติหรือมนุษยส์ ร้างขึนนี หากจาํ แนกตามคุณสมบตั ขิ องสาร จะแบ่งได้ ประเภท คือ - สงิ มชี วี ติ (บคั เตรี หรือ แบคทเี รีย เชือรา เป็นตน้ ) - สารเคมี (สารกาํ จดั แมลง โลหะ สารพษิ ทีจุลินทรียส์ ร้างขึน เป็นตน้ ) - สารกมั มนั ตรงั สี 1.4 สารเจือปน สารเจือปน หมายถึง สารทีเติมลงไปเพือเพิมคุณลกั ษณะด้าน สี กลนิ รส ของอาหาร ให้มี ลกั ษณะใกลเ้ คียงธรรมชาติ อาจมีคุณค่าทางโภชนาการ หรือไมก่ ็ได้ เป็นสารทีตงั ใจเติมลงในอาหาร ไดแ้ ก่ สารปรุงแตง่ สี สารปรุงแตง่ กลนิ เช่น สียอ้ มผา้ รูปภาพสารเจือปนในอาหาร สาเหตุ ทีต้องใส่วตั ถุเจือปนอาหารลงไปก็เพอื วตั ถุประสงคท์ างด้านเทคโนโลยีการผลิต การเตรียม วตั ถุดบิ และ การแปรรูป การบรรจุ การขนส่ง การเกบ็ รักษาอาหาร และ มผี ลหรืออาจมีผลทางตรงหรือ ทางออ้ ม ทาํ ใหส้ ารนนั หรือผลติ ผลพลอยได้ของสารนันกลายเป็ นส่วนประกอบของอาหารนัน หรือ

188 มผี ลต่อคณุ ลกั ษณะของอาหารนนั แต่ไมร่ วมถึง สารปนเปือน หรือ สารทีเตมิ ลงไปเพือปรับปรุงคุณค่า ทางอาหารของอาหาร โดยทีการใชว้ ตั ถุเจือปนอาหารตอ้ งมไิ ดม้ ีเจตนาหลอกลวงผูบ้ ริโภค หรือปิ ดบัง การใชว้ ตั ถุดิบทีมคี ุณภาพไม่ดี หรือการผลติ ทีมีการสุขาภิบาลไม่ถูกตอ้ งและตอ้ งไม่ทาํ ให้คุณค่าทาง อาหารลดลงดว้ ย 1.5 สารพษิ สารพิษ หมายถึง สารทีเป็ นอนั ตรายต่อสิงมีชีวิต และทรัพยส์ ินสารพิษซึงมีหรือเกิดขึนใน สิงแวดล้อมรอบตัวเราทีเขา้ มาปะปนหรือปนเปื อนอาหาร แลว้ ก่อให้เกิดอาการพิษแก่ผูบ้ ริโภค นนั จาํ แนกตามแหลง่ ทีมาไดเ้ ป็น 3 ประเภทคอื 1. สารพิษทีมีอยูต่ ามธรรมชาติ ในส่วนประกอบของอาหารซึงจะพบอยู่ในพืชและ สตั ว์ สิงเหล่านีจะมีโทษตอ่ มนุษยก์ ด็ ว้ ย ความไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถงึ การณ์ ไปเกบ็ เอาอาหารทีเป็ นพิษมา บริโภค เช่น พิษจากเห็ดบางชนิด ลูกเนียง แมงดาทะเลเป็ นพษิ สารพิษในหวั มนั สําปะหลงั ดิบ เป็ นตน้ รูปภาพ แสดงตัวอย่างสารพษิ ทมี อี ย่ใู นธรรมชาติ 2. สารพิษทีเกิดจากการปนเปื อนในอาหารตามธรรมชาติ สารพษิ ทีมาจากจุลินทรีย์ ซึงมี 2 ประเภทใหญ่ คือ อันตรายทีเกิดจากตัวจุลินทรียแ์ ละอันตรายทีเกิดจากสารพิษทีจุลนิ ทรีย์ สร้างขนึ จุลินทรียท์ ีทาํ ใหเ้ กิดพษิ เนืองจากตวั ของมนั เอง มีอยู่ 5 พวก ไดแ้ ก่ 1. แบคทีเรีย เช่น Salmonella Shigella Vibrio 2. รา เชน่ Aspergillus Penicillin fusarum Rhizopus 3. โปรโตซวั เช่น Entamoeba histolytica 4. พาราสิต เช่น Trichinosis Tapeworms 5. ไวรัส เช่น Poliovirus Hepatitis Virus รูปภาพ แสดงตัวอย่างจุลนิ ทรีย์ จุลินทรียท์ ีทาํ ใหเ้ กิดพิษภยั อนั เนืองมาจากสารพษิ ทีสร้างขึนในขณะทีจลุ ินทรียน์ นั เจริญเติบโต แลว้ ปล่อยทงิ ไวใ้ นอาหาร มีทงั สารพิษของแบคทีเรีย และของเชือรา สารพิษทีสําคัญทีพบ ไดแ้ ก่ สารพิษทีเกิดจาก Clostridium botulinum เป็ นจุลนิ ทรียท์ ีเป็ นสาเหตุให้เกิดพิษในอาหารกระป๋ องและ

189 สารพิษจากเชอื รา ทีเรียกวา่ Alflatoxin มกั จะพบในพชื ตะกูลถวั โดยเฉพาะถวั ลิสงและผลิตภัณฑจ์ าก ถวั ลิสง ไดแ้ ก่ ถวั กระจก ขนมตุ๊บตบั นาํ มนั ถวั ลิสง เป็นตน้ 3. พิษทีเกิดจากสารเคมี ซึงปะปนมากบั อาหาร ได้แก่ สารหนู และโซเดียม ฟลอู อไรด์ ทีมีอยใู่ นยาฆา่ แมลง หรือยาฆา่ วชั พชื ต่าง ๆ สาํ หรับยาฆา่ แมลงซึงใชม้ ากเกินไปหรือเก็บ พืชผลเร็วกวา่ กําหนดเมือกินผกั ผลไมเ้ ข้าไปจะทาํ ให้ร่างกายสะสมพิษ และเป็ นสาเหตุทาํ ให้เกิด มะเร็งได้ สาํ หรับพิษจากสารปลอมปนและสารปรุงแต่งอาหารไดก้ ลา่ วแลว้ รูปภาพ ตวั อย่างอาหารทีก่อให้เกดิ สารพษิ สะสมในร่างกาย ตารางแสดงตัวอย่างสารพษิ ทปี นมากบั อาหารและอาการของผ้ทู ไี ด้รับสารพิษ ชนดิ ของโลหะ อาการ ตะกวั ( Lead) - ระยะแรกร่างกายออ่ นเพลยี เบืออาหาร ปวดศรี ษะ โลหิตจาง - ระยะทีสอง เป็นอมั พาตตามแขนขา สมองไม่ปกติ ชกั กระตกุ เพอ้ คลงั หมดสติ แคดเมยี ม ( Cadmium ) - ทอ้ งเดนิ ไอหอบ เหนือยง่าย โลหิตจาง กระดกู ผุ ตบั พกิ าร ไตพกิ าร ปรอท ( Mercury ) - ปวดศีรษะ วงิ เวียนศีรษะ มือสัน นอนไม่หลบั มีอาการทางประสาท ระบบทางเดินอาหารและการทาํ งานของไตผดิ ปกติ โครเมยี ม ( Chromium ) - เวยี นศรี ษะ เกดิ แผลทจี มกู ปอด ทางเดนิ อาหาร เบอื อาหาร คลืนไส้ อาเจยี น หมดสติ มอี นั ตรายตอ่ ตบั และไต อาจเสียชีวติ ได้ เนืองจากปัสสาวะเป็ นพิษ สารหนู ( Arsenic ) - มีอาการทางผิวหนัง ตาอกั เสบ เส้นประสาทอกั เสบ ปวดศีรษะ วิงเวียน มีอาการทางสมอง ตบั และไตพิการ พลวง ( Antimony ) - อาเจียนบ่อย ๆ ถา่ ยอจุ จาระเป็นนาํ มพี ษิ ต่อตบั อยา่ งรุนแรง เซเรเนียม ( Selemium) - มอี าการปวดศรี ษะบริเวณหน้าผาก ตกใจง่าย ลินเป็นฝ้ า ผิวหนงั อกั เสบ ออ่ นเพลีย ตบั ถกู ทาํ ลาย

190 เรอื งที สารสังเคราะห์ สารสังเคราะห์ (synthetic substance) สารทีได้จากปฏิกิริยาเคมีนํามาใช้ประโยชน์เพือทดแทนสารจากธรรมชาติซึงอาจมปี ริมาณ ไมเ่ พยี งพอ หรือคุณภาพไมเ่ หมาะสม รูปภาพ สารสังเคราะห์ทไี ด้จากธรรมชาติ สารสังเคราะห์ คือ สารทีมนุษยศ์ กึ ษาคน้ ควา้ วิจยั จากธรรมชาติจนคิดวา่ รู้ และเข้าใจในสิงนนั อยา่ งถ่องแทส้ ามารถสังเคราะห์สร้างสารนันขึนมาทดแทน การสร้างของธรรมชาติ ตลอดจนมีการ ดดั แปลงต่อเตมิ โครงสร้างบางประการให้เป็ นตามทีตนตอ้ งการ โดยอาจไมค่ าํ นึงถงึ ผลกระทบต่อสมดุล ของธรรมชาติภายใตก้ ฎเกณฑก์ ารเกดิ ขึน ตงั อยูแ่ ละดบั ไปโดยสัมพนั ธก์ ับมิติของชีวิตจิตวิญญาณของ มติ ิของกาลเวลาในธรรมชาติ ซึงก่อใหเ้ กิดการรบกวนกฎเกณฑก์ ารควบคุมสมดุลของธรรมชาติ โดยปกติ เช่น การสังเคราะห์โพลิเมอร์หลายชนิดทีทนทานต่อการย่อยสลายในสภาวะแวดลอ้ มปกติ ของธรรมชาติในปัจจุบนั การตดั ต่อพนั ธุกรรมพืช และสตั วใ์ ห้ผิดเพียนจากวิวฒั นาการปัจจุบนั โดยไม่ คาํ นึงถงึ ความเหมาะสม สมดุลในกาลปัจจุบนั โดยมุ่งสนองตอ่ ตณั หากเิ ลสความเก่งกลา้ ของตนเองเป็น สาเหตุใหเ้ กิดการสูญพนั ธุ์ ของพืช และสตั วห์ ลายชนิดจากการแทรกแซงวิถีปกติของธรรมชาติ เช่น การตดั ตอ่ เอาสารพนั ธกุ รรมของแบคทีเรียไปใส่ไวใ้ นพชื ตระกลู ฝ้ าย แลว้ จดสิทธิบตั รเป็ นพนั ธุพ์ ชื ของ ตนเองเรียกว่าฝ้ าย BTในขณะเดียวกนั เพือเป็ นการปกป้ องการละเมิดสิทธิบัตรของตน หรืออาจเจตนา ทาํ ลายฝ้ ายธรรมชาติให้สูญพนั ธุ์หวังการผูกขาด การปลูกฝ้ ายจึงตัดต่อยนี ส์ให้ฝ่ าย BT เป็ นหมนั โดยไมไ่ ดม้ ีการป้ องกนั การปนเปื อนยีนส์ BT จากการผสมเกสรของแมลงให้เป็นหมนั ในรุ่นต่อมา หรือ ยนี ส์ BTของแบคทีเรียอาจกระตุน้ ใหฝ้ ้ าย BT สรา้ งสารพษิ ทาํ ลายแมลงในธรรมชาติ จนกระทบห่วงโซ่ ความสมดลุ ของแมลงในธรรมชาติจนเกิดการสูญพนั ธุ์ของพืชตระกลู ฝ้ ายและแมลงในธรรมชาติได้ จะเห็นไดว้ ่าการเกิดขึนของสารสงั เคราะห์ หรือการสงั เคราะหส์ ร้างสรรพสิงทีผดิ เพยี นจาก ธรรมชาติโดยยงั ขาดความตระหนกั ในความละเอียดอ่อน ซบั ซอ้ น ลึกซึงในสมดุลของธรรมชาติอาจ ก่อใหเ้ กิดหายนะภยั แก่ธรรมชาติ และสิงแวดลอ้ มเกินกว่าจะแก้ไขเยยี วยาไดใ้ นปัจจุบันมนุษยพ์ บว่า อตั ราการสูญ เผ่าพนั ธุข์ องสิงมชี วี ติ ในธรรมชาติเพิมขึน ในอตั ราทีน่าตกใจความหลากหลายทางชีวภาพ ทีเสือมทรุดหดหายไป ย่อมหลีกไมพ่ น้ ทีจะกระทบต่อการดาํ รงอยขู่ องเผา่ พนั ธุม์ นุษยเ์ ช่นเดียวกับการเกิด โรคอบุ ตั ิใหมท่ งั หลาย เช่น ไข้หวดั ซาร์ส เอดส์ ไข้หวดั นก และอืน ๆ และโรคความเสือมจากการเสีย

191 สมดุลของร่างกายจากผลกระทบของสารเคมสี ังเคราะห์ ซึงกระทบตอ่ สิงแวดลอ้ มกระทบตอ่ สมดุลของ ธาตุในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน ไขมนั ในเลือด โรคไต และ ตับวายจากการทาํ งานหนกั ในการขจดั สารแปลกปลอมต่างๆทีรบกวนสมดุลของร่างกายโดยเฉพาะโรคภูมแิ พ้ เหลา่ นีลว้ นเกดิ จากผลกรรม ทีมนุษยแ์ ทรกแซงสมดุลของธรรมชาติใหเ้ สียไปทงั สิน สารสังเคราะห์ทีมีสมบัติคล้ายฮอร์โมน สารสังเคราะห์ทีมีคุณสมบตั เิ หมือนออกซิน สงั เคราะห์เพือใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร สาํ หรบั ใชเ้ ร่งรากของกิงตอนหรือกิงปักชาํ ช่วยในการเปลียนเพศดอกบางชนิด ช่วยให้ผลติดมากขึน ป้ องกนั การร่วงของผล สารสงั เคราะห์เหล่านี ไดแ้ ก่ - IBA (indolebutylic acid ) - NAA (naphtaleneacetic acid ) - 2, 4 - D (2-4 dichlorophenoxyacetic acid) สารสังเคราะห์ 2, 4-D นําไปใชใ้ นวงการทหารในสงครามเวียดนาม ใช้โปรยใส่ต้นไมใ้ นป่ า เพอื ให้ใบร่วง จะได้เห็นภูมิประเทศ ในป่ าได้ชดั ขึน สารสังเคราะห์ทีมีคุณสมบัติเหมอื นไซโทไคนิน นิยมนาํ มาใชก้ ระตุน้ การเจริญของตาพืช ช่วยรักษาความสด ของไมต้ ดั ดอกให้อย่ไู ดน้ าน ไดแ้ ก่ - BA (6-benzylamino purine) - PBA (tetrahydropyranyl benzyladenine) สารสังเคราะห์ทีมีคุณสมบตั ิเหมือนเอทิลนี ไดแ้ ก่ - สารเอทิฟอน (ethephon, 2-chloroethyl phosphonic acid ) นํามาใชเ้ พิมผลผลิตของนํา ยางพารา - สาร Tria ใชเ้ ร่งการเจริญเติบโตของพืช ประเภทขา้ ว สม้ ยา กิจกรรมการเรียนรู้ที 1 ปฏิกิรยิ าสะปอนนิฟิ เคชัน (การเตรียมสบู่) จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. ทาํ การทดลองเตรียมสบไู่ ด้ 2. อธิบายและเขยี นสมการแสดงปฏกิ ิริยานาํ มนั พืชกบั สารละลาย NaOH ได้ อปุ กรณ์ 1. ถว้ ยกระเบืองขนาดเสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลาง 8 cm 1 ใบ 2. ขวดรูปกรวยขนาด 100 cm3 3. ปี กเกอร์ขนาด 250 cm3 1 ใบ 1 ใบ

192 4. กระบอกตวงขนาด 10 cm3 1 ใบ 5. แทง่ แกว้ คน 1 อนั 6. จุกยางปิ ดขวดรูปกรวยขนาด 100 cm3 1 อนั 7. ตะเกียงแอลกอฮอลพ์ ร้อมทีกนั ลม 1 ชุด สารเคมี 1. นาํ มนั พชื 3 cm3 (นาํ มนั มะกอกหรือนาํ มนั มะพร้าว) 2. สารละลาย NaOH 2.5 mod/dm3 จาํ นวน 5 cm3 3. นาํ 20 cm3 ลําดบั ขันตอนการปฏบิ ัติ 1. ผสมนาํ มนั มะกอก 3 cm3 กบั สารละลาย NaOH 2.5 mod/dm3 จํานวน 5 cm3 ในถว้ ย กระเบืองให้ความร้อนและคนตลอดเวลาจนสารในถว้ ยกระเบืองเกือบแหง้ ตงั ทิงไวใ้ ห้เย็น สงั เกตการ เปลียนแปลงทีเกิดขึนและบนั ทกึ ผล 2. แบ่งสารจากขอ้ 1 จาํ นวนเล็กนอ้ ยใส่ลงในขวดรูปกรวยแลว้ เติมนาํ ลงไป 5 cm3 ปิ ดจุกแลว้ เขยา่ บันทึกผลการทดลอง สารทีไดจ้ ะมสี ีเหลอื งออ่ นปนนาํ ตาล มกี ลินคลา้ ยสบู่ เมือเติมนาํ ลงไปแลว้ เขย่า พบวา่ เกิดฟอง สรุปและอภปิ รายผล สารทเี กิดจากปฏิกิริยาระหวา่ งนาํ มนั มะกอกกบั สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) คือ สบู่ เรอื งที 3 สารและผลิตภัณฑ์ทีใช้ในชีวติ สารเคมใี นชวี ิตประจาํ วนั ในชีวติ ประจาํ วนั เราจะตอ้ งเกียวข้องกับสารหลายชนิด ซึงมีลกั ษณะแตกต่างกัน สารทีใชใ้ น ชีวิตประจาํ วนั จะมสี ารเคมเี ป็นองคป์ ระกอบ ซึงสามารถจาํ แนกเป็ นสารสังเคราะห์และสารธรรมชาติ เช่น สารปรุงรสอาหาร สารแต่งสีอาหาร สารทาํ ความสะอาด สารกาํ จัดแมลงและสารกําจัดศตั รูพืช เป็ นตน้ ในการจําแนกสารเคมีเป็ นพวก ๆ นันเราใช้วตั ถุประสงค์ในการใชเ้ ป็ นเกณฑ์การจาํ แนก ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดคอมพิวเตอร์ (Computer Cleaners) ทีมีจาํ หน่ายเป็ นส่วนผสมของอะลฟิ าติกไฮโดรคาร์บอนหลาย ๆ ชนิด (aliphatic hydrocarbon) 35 % อะลฟิ าติกไฮโดรคาร์บอนนีเป็ นส่วนประกอบหลกั ของผลิตภัณฑ์ทีใชใ้ นชีวิตประจาํ วนั หลาย ชนิด เช่น นาํ มนั สน แกส๊ โซลีน สีนํามนั เป็ นตน้ คุณสมบตั ิของอะลฟิ าติกไฮโดรคาร์บอนคือไวไฟ ได้ อะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอนส่วนใหญ่ หากสัมผสั ซาํ ๆ ทาํ ใหผ้ วิ หนังแห้ง เนืองจากมนั สามารถละลาย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook