อานาปานสติ ๘๗ อานนท ! สมัยใด ภิกษุ เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เม่ือหายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เมื่อหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เมื่อหายใจออกสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจออกส้ัน; ยอ มทําการฝกหดั ศึกษาวา “เราเปนผรู พู รอมเฉพาะซง่ึ กายท้งั ปวง หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรพู รอ มเฉพาะซงึ่กายทั้งปวง หายใจออก”; ยอ มทาํ การฝก หัดศกึ ษาวา “เราเปน ผูทํากายสงั ขารใหร าํ งบั อยู หายใจเขา ”, วา “เราเปนผทู ํากายสงั ขารใหราํ งับอยู หายใจออก”; อานนท ! สมยั นนั้ ภิกษนุ ้นั ชื่อวา เปน ผตู ามเห็นกายในกายอยเู ปน ประจาํ เปน ผมู ีความเพยี รเผากิเลส มีสมั ปชัญญะ มสี ติ นาํ อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได. อานนท ! เรายอมกลาวลมหายใจเขาและลมหายใจออก วาเปนกายอยา งหนึง่ ๆ ในบรรดากายทง้ั หลาย. อานนท ! เพราะเหตนุ ัน้ ในกรณีนี้ ภิกษนุ ้ันยอ มช่อื วา เปน ผูต ามเหน็ กายในกายอยูเปน ประจํา มีความ
๘๘ พทุ ธวจนเพยี รเผากิเลส มีสมั ปชัญญะ มสี ติ นาํ อภิชฌาและโทมนสัในโลกออกเสยี ได. อานนท ! สมยั ใด ภิกษุ ยอมทําการฝก หดั ศกึ ษาวา “เราเปน ผรู ูพรอมเฉพาะซงึ่ ปต ิ หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่ึงปติหายใจออก”; ยอ มทําการฝก หดั ศกึ ษาวา “เราเปน ผรู ูพรอมเฉพาะซ่งึ สขุ หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งสุขหายใจออก”; ยอ มทําการฝก หัดศึกษาวา “เราเปน ผูร พู รอมเฉพาะซ่ึงจติ ตสงั ขาร หายใจเขา”, วา “เราเปน ผูรพู รอมเฉพาะซงึ่จิตตสงั ขาร หายใจออก”; ยอ มทาํ การฝก หดั ศกึ ษาวา “เราเปน ผูท ําจิตตสงั ขารใหราํ งับอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตตสังขารใหราํ งบั อย”ู หายใจออก”; อานนท ! สมัยน้นั ภิกษนุ น้ั ช่ือวา เปน ผตู ามเห็นเวทนาในเวทนาทัง้ หลายอยูเปนประจํา เปนผูมคี วาม
อานาปานสติ ๘๙เพียรเผากิเลส มีสมั ปชญั ญะ มสี ติ นําอภชิ ฌาและโทมนสัในโลกออกเสยี ได. อานนท ! เรายอมกลาววาการทําในใจเปนอยางดีถึงลมหายใจเขา และลมหายใจออก วาเปนเวทนาอยางหน่ึงๆ ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย. อานนท ! เพราะเหตุนั้นในกรณนี ้ี ภกิ ษนุ ั้นยอ มช่ือวาเปนผูตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยูเปนประจํา มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได. อานนท ! สมัยใด ภิกษุ ยอมทําการฝก หดั ศึกษาวา “เราเปน ผูร ูพ รอมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่ึงจิตหายใจออก”; ยอมทาํ การฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูทําจิตใหปราโมทยย่ิงอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตใหปราโมทยย ง่ิ อยู หายใจออก”; ยอมทําการฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูทําจิตใหต้ังม่ันอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตใหตั้งมั่นอยู”หายใจออก”;
๙๐ พุทธวจน ยอ มทาํ การฝกหัดศกึ ษาวา “เราเปนผูทําจิตใหปลอยอยูหายใจเขา”, วา “เราเปน ผูทําจิตใหป ลอ ยอยู หายใจออก”; อานนท ! สมัยน้นั ภกิ ษนุ ั้น ชือ่ วา เปน ผตู ามเหน็ จติ ในจติ อยูเ ปน ประจํา เปน ผมู ีความเพียรเผากิเลส มีสมั ปชญั ญะ มสี ติ นําอภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได. อานนท ! เราไมกลาววาอานาปานสติ เปนสิ่งท่ีมีไดแกบุคคลผูมีสติอันลืมหลงแลว ผูไมมีสัมปชัญญะ. อานนท ! เพราะเหตุน้ันในกรณีนี้ ภิกษุนั้นยอมช่ือวา เปนผูตามเห็นจิตในจิตอยูเปนประจํา มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นําอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได. อานนท ! สมยั ใด ภกิ ษุ เธอยอมทาํ การฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซ่ึงความไมเที่ยงอยูเปนประจาํ หายใจเขา”, วา “เราเปนผูเห็นซึ่งความไมเท่ียงอยูเปนประจาํ หายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซึ่งความจางคลายอยูเปนประจํา หายใจเขา”, วา “เราเปนผูเหน็ ซ่ึงความจางคลายอยเู ปนประจาํ หายใจออก”;
อานาปานสติ ๙๑ เธอยอมทาํ การฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซ่ึงความดับไมเหลืออยูเปนประจํา หายใจเขา”, วา “เราเปนผูเห็นซงึ่ ความดบั ไมเ หลอื อยูเปนประจํา” หายใจออก; เธอยอมทําการฝก หดั ศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซึ่งความสลัดคืนอยูเปนประจํา หายใจเขา”, วา “เราเปนผูเห็นซ่งึ ความสลดั คืนอยูเ ปนประจาํ หายใจออก”; อานนท ! สมัยนนั้ ภิกษุนน้ั ช่อื วา เปนผตู ามเหน็ธรรมในธรรมท้ังหลายอยเู ปน ประจาํ มีความเพยี รเผากเิ ลสมีสมั ปชัญญะมสี ติ นําอภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได. อานนท ! ภิกษุนนั้ เปน ผเู ขา ไปเพง เฉพาะเปนอยางดีแลว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทงั้ หลายของเธอนน้ั ดว ยปญ ญา. อานนท ! เพราะเหตนุ น้ัในกรณีนี้ ภกิ ษนุ ัน้ ยอมชอื่ วา เปน ผตู ามเหน็ ธรรมในธรรมท้ังหลายอยเู ปน ประจาํ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชญั ญะมีสติ นําอภชิ ฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได. อานนท ! เปรียบเหมือนกองฝุนใหญมีอยูที่หนทางใหญ ๔ แพรง ถาเกวยี นหรอื รถมาจากทิศตะวนั ออกก็บดขย้ีกองฝุนน้ัน ถาเกวียนหรือรถมาจากทางทิศตะวันตก
๙๒ พทุ ธวจนก็บดขย้ีกองฝุนนั้น ถาเกวียนหรือรถมาจากทางทิศเหนือก็บดขยี้กองฝุนนั้น ถาเกวียนหรือรถมาจากทางทิศใตก็บดขย้ีกองฝุนน้ัน, น้ีฉันใด; อานนท ! เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นกายในกายอยูเปนประจํา ยอมกําจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท,เม่ือบุคคลมีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยูเปนประจํา ยอมกําจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย โดยแท, เม่ือบุคคลมีปกติ ตามเห็นจิตในจิต อยูเปนประจํา ยอมกําจัดบาปอกุศลธรรมท้ังหลาย โดยแท, เมื่อบุคคลมีปกติ ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยูเปนประจํา ยอมกําจัดบาปอกศุ ลธรรมท้งั หลายโดยแท, ฉนั นั้นเหมอื นกัน. กิมิลสูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๐๘/๑๓๕๗.
อานาปานสติ ๙๓อานาปานสติ : ละไดเ สียซ่งึ ความฟงุ ซา น ภิกษุ ท. ! ธรรม ๓ ประการน้ี ๓ ประการอยา งไรเลา คอื ความเปนผวู า ยาก ๑ ความเปน ผมู ีมิตรช่ัว ๑ความฟงุ ซา นแหงจติ ๑. ภิกษุ ท. ! นี้แลธรรม ๓ ประการ. ภกิ ษุ ท. ! ธรรม ๓ ประการ อนั ภกิ ษพุ ึงทาํ ใหเจริญเพ่ือละธรรม ๓ ประการเหลานี้ ๓ ประการอยางไรเลา ? คอื :- (๑) ความเปน ผูวา งาย อนั ภกิ ษพุ ึงใหเ จริญเพ่ือละความเปน ผวู ายาก (๒) ความเปน ผมู ีมิตรดี อันภกิ ษพุ ึงใหเ จรญิ เพอ่ืละความเปน ผมู มี ติ รช่วั (๓) อานาปานสติ อันภกิ ษพุ ึงใหเ จรญิ เพือ่ละความฟงุ ซานแหง จติ ภิกษุ ท. ! นี้แลธรรม ๓ ประการ อนั ภกิ ษุพงึ ทําใหเ จริญ เพอื่ ละธรรม ๓ ประการเหลา นน้ั . อุทธจั จสูตรที่ ๑ ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๙๘/๓๖๘.
อานาปานสติ ๙๕อานาปานสติ : ละเสยี ไดซ ่ึงความคับแคน ภิกษุ ท. ! เธอทัง้ หลาย (๑) จงเปนผูพิจารณาเห็นอารมณวาไมงามในกายอยู (๒) จงเขาไปตั้งอานาปานสติไวเฉพาะหนาในภายใน (๓) จงพจิ ารณาเหน็ ความไมเท่ียงในสงั ขารทง้ั ปวงอยูเถิด ภิกษุ ท. ! (๑) เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณวาไมงามในกายอยู ยอมละราคานุสัยในเพราะความเปนธาตุงามได (๒) เมื่อเธอทั้งหลายเขาไปตั้งอานาปานสติไวเฉพาะหนาในภายใน ธรรมเปนที่มานอนแหงวิตกทั้งหลาย (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเปนไปในฝกฝายแหงความคับแคน ยอมไมมี
อานาปานสติ ๙๗ อานาปานสติ : วิหารธรรม ของพระอรยิ เจา ภกิ ษุ ท. ! ถาพวกปริพาชกเดียรถียลัทธิอื่นจะพงึ ถามเธอท้ังหลาย อยา งน้ีวา “ทานมีผูมีอายุ ! พระสมณโคดม ทรงอยูจําพรรษาสว นมาก ดว ยวหิ ารธรรมไหนเลา ?” ดงั นี้. ภิกษุ ท. ! เม่ือพวกเธอถูกถามอยางนี้แลว พึงตอบแกพ วกปรพิ พาชกเดียรถยี ล ัทธิอนื่ เหลาน้ัน อยา งนีว้ า “ทานผูมีอายุ ! พระผูมีพระภาคเจา ทรงอยูตลอดพรรษากาลเปนอันมาก ดวยวิหารธรรมคืออานาปานสติสมาธิ แล” ดังนี้. ภกิ ษุ ท. ! ในกรณีน้ี เราเปน ผูม ีสติหายใจเขา,มีสติหายใจออก; เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมอื่ หายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เมื่อหายใจเขาสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เม่ือหายใจออกส้ัน กร็ ชู ดั วา เราหายใจออกสนั้ ;
๙๘ พทุ ธวจน (แตน้ีไดตรัสไวอ ยางเดยี วกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภิกษุ ท. ! เมื่อใครผูใดจะกลาวสิ่งใดใหถูกตองชอบธรรม วาเปนอริยวิหารก็ดี วาเปนพรหมวิหารก็ดี วาเปนตถาคตวิหารกด็ ี เขาพงึ กลา วอานาปานสตสิ มาธินี้แหละวา เปนอริยวหิ าร วาเปนพรหมวิหาร วาเปนตถาคตวหิ าร. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหลาใดยังเปนเสขะ ยังไมลุถึงธรรมท่ีตองประสงคแหงใจ ปรารถนาอยูซ่ึง โยคเขมธรรมอันไมมีอะไรยิ่งกวา; ภิกษุเหลาน้ัน เมื่อเจริญแลว ทําใหมากแลว ซึ่งอานาปานสติสมาธิ ยอมเปนไปเพ่ือความส้ินไปแหง อาสวะทัง้ หลาย. สวนภกิ ษทุ ั้งหลายเหลาใด เปนอรหันต สิ้นอาสวะแลวมีพรหมจรรยอ ยจู บแลว มีสิง่ ท่ตี อ งทําอนั ตนทําเสรจ็ แลวมีภาระอันปลงลงแลว มีประโยชนตนอันลุถึงแลว มีสัญโญชนใ นภพทง้ั หลายส้ินรอบแลว เปน ผหู ลดุ พน แลวเพราะรูโดยชอบ;
อานาปานสติ ๙๙ ภิกษุท้ังหลายเหลานั้น เม่ือเจริญทาํ ใหมากแลวซ่ึงอานาปานสติสมาธิ ยอมเปนสุขวิหารในทิฏฐธรรมนี้ดวย เพ่ือความสมบูรณแหงสติสัมปชัญญะดวย. ภิกษุ ท. ! ฉะนน้ั เมือ่ ใครจะกลาวสิ่งใดใหถกู ตองชอบธรรม วาเปนอริยวิหารก็ดี วาเปนพรหมวิหารก็ดีวาเปนตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกลาว อานาปานสติสมาธิน้ีแหละ วาเปนอริยวิหาร วา เปนพรหมวิหาร วาเปนตถาคตวหิ าร ดงั นี้. อิจฉานังคลสูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๑๒ - ๔๒๓ /๑๓๖๔ - ๑๓๖๘.
๑๐๐ พทุ ธวจน เจริญอานาปานสติ : กายไมโยกโคลง จติ ไมห ว่ันไหว ครง้ั หน่ึงพระผูมีพระภาคเจา ไดทอดพระเนตรเห็นพระมหากปั ปน ะ ผมู กี ายไมโ ยกโคลง แลว ไดต รสั แกภกิ ษทุ ง้ั หลายวา :- ภิกษุ ท. ! พวกเธอเห็นความหว่ันไหว หรือความโยกโคลงแหงกายของมหากัปปน ะบางหรือไม ? “ขาแตพระองคผูเจริญ ! เวลาใดที่ขาพระองคทั้งหลายเห็นทานผูมีอายุน่ังในทามกลางสงฆก็ดี น่ังในท่ีลับคนเดียวก็ดีในเวลานน้ั ๆ ขาพระองคท้งั หลายไมไ ดเหน็ ความหว่นั ไหว หรือความโยกโคลงแหงกายของทานผูม ีอายรุ ปู นน้ั เลย พระเจา ขา !” ภิกษุ ท.! ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงกายก็ตาม ความหว่ันไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตาม มีข้ึนไมไดเพราะการเจริญทําใหมากซึ่งสมาธิใด; ภิกษุมหากัปปนะนั้นเปนผูไดตามปรารถนา ไดไมยาก ไดไมลําบาก ซึ่งสมาธิน้ัน.
อานาปานสติ ๑๐๑ ภกิ ษุ ท. ! ความหวนั่ ไหวโยกโคลงแหง กายกต็ ามความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตาม มีข้ึนไมไดเพราะการเจริญทาํ ใหมากซึ่งสมาธิเหลาไหนเลา ? ภกิ ษุ ท. ! ความหว่นั ไหวโยกโคลงแหงกายก็ตามความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตาม ยอมมีไมไดเพราะการเจรญิ ทาํ ใหมากซง่ึ อานาปานสตสิ มาธ.ิ ภิกษุ ท. ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทําใหมากแลว อยางไรเลา ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตามจึงไมมี ? ภกิ ษุ ท. ! ในกรณนี ี้ ภิกษไุ ปแลวสูปา หรือโคนไมหรือเรือนวา งกต็ าม น่ังคูขาเขา มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง ดาํ รงสติเฉพาะหนา เธอน้นั มสี ตหิ ายใจเขา มสี ติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมื่อหายใจออกยาว ก็รชู ดั วา เราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เมื่อหายใจออกสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจออกสั้น;
๑๐๒ พทุ ธวจน (แตน ีไ้ ดตรัสไวอยา งเดยี วกัน ซ่งึ เหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภิกษุ ท. ! เมือ่ อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญทําใหมากแลว อยางน้ีแล ความหว่ันไหวโยกโคลงแหงกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลงแหงจิตก็ตามยอมมีไมได ดังน้ี. กปั ปนสูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๓๙๙ - ๔๐๐/๑๓๒๒ - ๑๓๒๖.
อานาปานสติ ๑๐๓เจรญิ อานาปานสติ เปนเหตใุ ห รูลมหายใจ อันมเี ปนครงั้ สดุ ทา ยกอนเสยี ชวี ติ ราหุล ! เธอจงเจริญอานาปานสตภิ าวนาเถดิเพราะอานาปานสติทีบ่ ุคคลเจรญิ กระทาํ ใหมากแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใ หญ กอ็ านาปานสติ อันบคุ คลเจริญแลวอยางไร กระทําใหมากแลวอยางไร จึงมีผลใหญมอี านสิ งสใหญ ? ราหุล ! ในกรณนี ี้ ภิกษไุ ปแลวสปู า หรือโคนไมหรือเรือนวางกต็ าม น่ังคขู าเขา มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง ดํารงสติเฉพาะหนา เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว, เม่ือหายใจออกยาว ก็รชู ดั วา เราหายใจออกยาว; เมอ่ื หายใจเขา สน้ั กร็ ูชัดวา เราหายใจเขา ส้นั , เมอ่ืหายใจออกสนั้ ก็รชู ดั วา เราหายใจออกส้นั ; (แตน ้ีไดตรัสไวอยางเดียวกัน ซ่งึ เหมอื นในหนา ๑ – ๔ทกุ ประการ).
๑๐๔ พทุ ธวจน ราหุล ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวกระทาํ ใหม ากแลว อยางนแี้ ล ยอมมผี ลใหญ มีอานสิ งสใ หญ. ราหุล ! เม่ือบุคคลเจริญ กระทาํ ใหมากซึ่งอานาปานสตอิ ยา งนี้แลว ลมอัสสาสะ (ลมหายใจเขา) ปสสาสะ (ลมหายใจออก) อันจะมีเปนครั้งสุดทาย เม่ือจะดับจิตน้ัน จะเปนสิ่งท่ีเขารูแจงแลวดับไป หาใชเปนส่ิงที่เขาไมรูแจงไม ดังนี้. มหาราหุโลวาทสตู ร ม. ม. ๑๓/๑๔๐ - ๑๔๒/๑๔๖.
อานาปานสติ ๑๐๕ ธรรมเปน เครื่องถอนอัส๎มมิ านะ ในปจจุบนั ภิกษุ ท.! น้ีเปนสิ่งที่หวังได สาํ หรับภิกษุผูมีมิตรดี(กลฺยาณมิตฺต) มีสหายดี(กลฺยาณสหาย) มีพวกพองดี(กลฺยาณสมฺปวงฺก) คือ จักเปนผูมีศีล สํารวมดวยการสํารวมในปาติโมกข ถึงพรอมดวยมารยาทและโคจรมีปกติเห็นเปนภัยในโทษท้ังหลาย แมมีประมาณนอยสมาทานศึกษาในสิกขาบทท้ังหลายอยู; ภิกษุ ท. ! นี้เปนสิ่งท่ีหวังไดสําหรับภิกษุผูมีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพองดี; กลาวคือ กถาเปนเคร่ืองขูดเกลาอยางย่ิง เปนธรรมเคร่ืองสบายแกการเปดโลงแหงจิตไดแกอัปปจฉกถา (เรื่องปรารถนานอย) สันตุฏฐิกถา (เร่ืองสันโดษ) ปวิเวกกถา (เร่ืองความสงัด) อสังสัคคกถา(เรื่องไมคลุกคลี) วิริยารัมภกถา (เรื่องมีความเพียร) สีลกถา(เร่ืองศีล) สมาธิกถา (เร่ืองสมาธิ) ปญญากถา (เรื่องปญญา)วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา (เร่ืองวิมุตติ-
๑๐๖ พุทธวจนญาณทัสสนะ), เธอ จักเปนผูไดโดยงาย ไดโดยไมยากไมลําบาก ซึ่งกถาเชนนี้; ภกิ ษุ ท. ! น้เี ปนสิ่งท่ีหวงั ไดส าํ หรับ ภิกษผุ ูมีมติ รดี มีสหายดี มพี วกพอ งด;ี กลา วคือ จักเปน ผมู ีความเพยี รอนั ปรารภแลว เพ่อื การละซึง่ อกุศลธรรมทงั้ หลายเพ่ือการถึงพรอ มแหงกุศลธรรมท้งั หลาย มกี ําลงั (จติ ) มีความบากบั่นมน่ั คง ไมท อดธรุ ะในกุศลธรรมทง้ั หลาย. ภิกษุ ท. ! น้ีเปนส่ิงท่ีหวังไดสําหรับภิกษุผูมีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพองดี; กลาวคือ จักเปนผูมีปญญาประกอบดวยปญญาเคร่ืองใหรูซ่ึงความเกิดและความดับ(อุทยตฺถคามินี) อันเปนปญญาท่ีเปนอริยะ เปนเครื่องเจาะแทงกิเลส ใหถ ึงซึ่งความส้นิ ทุกขโ ดยชอบ. ภิกษุ ท. ! ภิกษุผูตั้งอยูในธรรม ๕ ประการเหลา นแ้ี ลว พึงเจริญธรรม ๔ ประการใหย งิ่ ขนึ้ ไป คือ :- เจรญิ อสุภะ เพ่ือ ละ ราคะ; เจรญิ เมตตา เพอ่ื ละ พยาบาท; เจรญิ อานาปานสติ เพือ่ ตัดเสยี ซง่ึ วติ ก; เจรญิ อนจิ จสญั ญา เพอื่ ถอน อสั ม๎ มิ านะ.
อานาปานสติ ๑๐๗ภิกษุ ท.!เม่ือภิกษมุ อี นจิ จสญั ญาอนตั ตสัญญา ยอ มตง้ั มน่ั ;ผูมีอนัตตสัญญายอมถึงการถอนเสียไดซ่ึงอสั ๎มมิ านะคือ นพิ พาน ในทฏิ ฐธรรมเทยี ว. สัมโพธิสูตร นวก. อํ. ๒๓/๓๖๕/๒๐๕.
108 พุทธวจน ฉบับ ๖ อานาปานสติ
อานาปานสติ ๑๐๙ วธิ กี ารบม วิมุตตใิ หถงึ ทสี่ ดุ เมฆิยะ! ธรรมท้ังหลาย ๕ ประการ เปนไปเพื่อความสุกรอบ (ปริปาก) ของเจโตวิมุตติที่ยังไมสุกรอบ๕ ประการอยางไรเลา ? ๕ ประการคือ :- ๑. เมฆิยะ ! ในกรณีน้ี ภิกษุเปนผูมีมิตรดีมีสหายดี มีเพื่อนดี : เมฆิยะ ! นี้เปนธรรมขอท่ีหน่ึงเปนไปเพ่ือความสุกรอบของเจโตวิมุตติท่ียังไมสุกรอบ. ๒. เมฆยิ ะ ! ขอ อ่นื ยงั มีอกี , คือภิกษเุ ปน ผมู ศี ลีสํารวมแลว ดวยการสาํ รวมในปาติโมกข ถึงพรอมดวยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเปนภัยในโทษทั้งหลายแมมีประมาณนอย สมาทานอยูในสิกขาบทท้ังหลาย :เมฆยิ ะ ! นเี้ ปนธรรมขอทสี่ อง เปนไปเพอื่ ความสกุ รอบของเจโตวมิ ตุ ตทิ ่ียังไมสกุ รอบ. ๓. เมฆยิ ะ ! ขออ่ืนยังมีอกี , คือ ภิกษุเปน ผไู ดต ามปรารถนา ไดไ มย าก ไดไ มล าํ บาก ซงึ่ ธรรมกถาอนั เปนเคร่อื งขดั เกลากิเลสอยา งยงิ่ เปนท่ีสบายแกก ารเปด โลง แหง
๑๑๐ พุทธวจนจติ คอื อัปปจ ฉกถา (ใหป รารถนานอ ย) สนั ตฏุ ฐกิ ถา (ใหสนั โดษ)ปวิเวกกถา (ใหสงัด) อสังสัคคกถา (ใหไมคลุกคลีดวยหมู)วิริยารัมภกถา (ใหปรารภความเพียร) สีลกถา (ใหมีศีล)สมาธิกถา (ใหมสี มาธ)ิ ปญญากถา (ใหม ีปญ ญา) วมิ ุตตกิ ถา(ใหเ กิดวิมุตติ) วมิ ตุ ตญิ าณทัสสนกถา (ใหเกิดวิมตุ ติญาณทัสสนะ):เมฆยิ ะ ! นี้เปนธรรมขอที่สาม เปนไปเพ่ือความสุกรอบของเจโตวมิ ตุ ตทิ ยี่ ังไมสกุ รอบ. ๔. เมฆิยะ ! ขออื่นยังมีอีก คือภิกษุเปนผูมีความเพียร อันปรารภแลว เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลายเพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายใหถึงพรอม เปนผูมีกําลังมีความบากบั่นม่ันคง ไมทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมท้ังหลาย:เมฆิยะ ! นี้เปนธรรมขอท่ีส่ี เปนไปเพ่ือความสุกรอบของเจโตวิมุตตทิ ่ียงั ไมส กุ รอบ. ๕. เมฆยิ ะ ! ขออน่ื ยงั มีอกี คอื ภกิ ษุเปนผูมีปญญาประกอบดว ยปญ ญา เปน เครอ่ื งถงึ ธรรมสัจจะแหง การต้งั ขนึ้และการตงั้ อยูไมได อันเปน อริยะ เปนเครอ่ื งชําแรกกเิ ลส ใหถึงความสิ้นทกุ ขโดยชอบ: เมฆยิ ะ ! นี้เปน ธรรมขอ ท่ีหาเปน ไปเพ่ือความสกุ รอบแหง เจโตวมิ ตุ ตทิ ย่ี งั ไมสุกรอบ.
อานาปานสติ ๑๑๑ เมฆิยะ ! เม่ือภิกษเุ ปน ผูมีมติ รดี สหายดี เพอ่ื นด,ีตอไปนี้เปนสิ่งท่ีเธอพึงหวังได คือจักเปนผูมีศีล ฯลฯ,จักไดโ ดยงา ยซงึ่ ธรรมกถา ฯลฯ, จกั เปน ผปู รารภความเพยี รฯลฯ, จกั เปน ผมู ีปญ ญา ฯลฯ. เมฆยิ ะ ! ภิกษนุ น้ั ต้ังอยูในธรรม ๕ ประการเหลา นี้แลว พึงเจรญิ ธรรม ๔ ประการใหย งิ่ ขนึ้ ไป คือ :- ๑. เจรญิ อสุภะ เพื่อ ละราคะ. ๒. เจรญิ เมตตา เพื่อ ละพยาบาท. ๓. เจรญิ อานาปานสติ เพ่ือ ตัดเสียซึ่งวติ ก. ๔. เจรญิ อนจิ จสญั ญา เพ่ือ ถอนอัสม๎ มิ านะ;กลาวคอื เมอื่ เจริญอนจิ จสัญญา อนตั ตสญั ญา ยอ มมั่นคง.ผูม ีอนัตตสัญญา ยอมถึงซึ่งการถอนอสั ม๎ ิมานะ คอืนิพพาน ในทฏิ ฐธรรม น่ันเทยี ว. เมฆยิ สูตร นวก. อ.ํ ๒๓/๓๖๙/๒๐๗. เมฆยิ สูตร อ.ุ ข.ุ ๒๕/๑๒๖ - ๑๒๙/๘๘ - ๘๙.
๑๑๒ พุทธวจน ธรรมสัญญา ในฐานะแหง การรกั ษาโรค ดวยอํานาจสมาธิ อานนท ! ถาเธอจะเขาไปหาภิกษุคิริมานนทแลวกลาวสัญญา ๑๐ ประการแกเธอแลว ขอนี้เปนฐานะที่จะมีได คือภิกษุคิริมานนทฟงสัญญาสิบประการแลวอาพาธอันเปนทุกขหนักของเธอ ก็จะระงับไปโดยควรแกฐานะสัญญา ๑๐ ประการ น้ันคือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญาอสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญานิโรธสัญญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุ-อนิจจสัญญา อานาปานสต.ิ อานนท ! อนิจจสัญญา เปน อยา งไรเลา ? อานนท ! ภกิ ษใุ นกรณีน้ี ไปสปู า สโู คนไม หรือสูเ รือนวา ง พิจารณาอยโู ดยประจกั ษอ ยา งน้ี วา “รูป ไมเทย่ี ง;เวทนา ไมเท่ียง; สัญญา ไมเที่ยง; สังขาร ไมเที่ยง;วิญญาณ ไมเที่ยง” ดังนี้ เปนผูตามเห็นซ่ึงความไมเที่ยงในอุปาทานขันธทั้งหาเหลานี้ อยูดวยอาการอยางน้ี :นี้เรียกวา อนิจจสัญญา.
อานาปานสติ ๑๑๓ อานนท ! อนตั ตสญั ญา เปน อยางไรเลา ? อานนท ! ภิกษใุ นกรณนี ้ี ไปสปู า สูโคนไมหรือสเู รอื นวาง พจิ ารณาอยูโดยประจกั ษอยางน้ี วา “ตาเปนอนตั ตา รปู เปน อนัตตา; หู เปนอนตั ตา เสียง เปนอนัตตา; จมกู เปนอนตั ตา กลิน่ เปนอนตั ตา; ลิน้ เปนอนัตตา รส เปน อนัตตา; กาย เปนอนตั ตา โผฏฐัพพะ เปนอนัตตา; ใจ เปนอนตั ตา ธรรมารมณ เปน อนตั ตา” ดังนี้เปนผูต ามเห็นซึ่งความเปน อนัตตา ในอายตนะท้ังภายในและภายนอกหกเหลานีอ้ ยู ดวยอาการอยางน้ี : นี้เรยี กวาอนตั ตสัญญา. อานนท ! อสภุ สญั ญา เปน อยา งไรเลา ? อานนท ! ภิกษใุ นกรณนี ้ี เหน็ โดยประจกั ษซึ่งกายนน้ี ีแ่ หละ แตพ น้ื เทาขนึ้ ไปถึงเบอ้ื งบน แตปลายผมลงมาถงึ เบอ้ื งลา ง วา มหี นงั หมุ อยูโดยรอบ เต็มไปดว ยของไมส ะอาดมปี ระการตาง ๆ; คือกายนีม้ ี ผม ขน เลบ็ ฟนหนงั เน้อื เอน็ กระดกู เยอื่ ในกระดกู ไต หัวใจ ตับ พงั ผดืมา ม ปอด ลาํ ไส ลําไสสุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระนา้ํ ดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน นา้ํ ตา น้ําเหลือง
๑๑๔ พุทธวจนน้ําลาย น้าํ เมือก นํ้าลื่นหลอ ขอ นา้ํ มูตร; เปน ผูตามเหน็ความไมงามในกายนีอ้ ยู ดว ยอาการอยา งน้ี : น้ีเรียกวาอสภุ สัญญา. อานนท ! อาทีนวสญั ญา เปนอยา งไรเลา ? อานนท ! ภกิ ษใุ นกรณีนี้ ไปสปู า สูโคนไมหรอื สเู รอื นวา ง พจิ ารณาอยโู ดยประจกั ษอ ยา งน้ี วา “กายนี้มที กุ ขมาก มโี ทษมาก; คอื ในกายนมี้ ีอาพาธตา งๆ เกดิ ขนึ้ ,กลาวคือ โรคตา โรคหู โรคจมกู โรคล้นิ โรคกาย โรคที่ศีรษะ โรคทหี่ ู โรคทปี่ าก โรคทฟ่ี น โรคไอ โรคหดื ไขหวัดไขมีพษิ รอน ไขเ ซ่อื งซมึ โรคกระเพาะ โรคลมสลบ ลงแดงจุกเสยี ด เจ็บเสยี ว โรคเร้ือรงั โรคฝ โรคกลาก โรคมองครอลมบาหมู โรคหิดเปอย โรคหดิ ดาน คดุ ทะราด โรคละอองโรคโลหติ โรคดซี า น เบาหวาน โรคเริม โรคพพุ องรดิ สดี วงทวาร อาพาธมดี เี ปน สมุฏฐาน อาพาธมเี สมหะเปนสมฏุ ฐาน อาพาธมีลมเปน สมฏุ ฐาน ไขส นั นิบาต ไขเพราะฤดูแปรปรวน ไขเ พราะบรหิ ารกายไมส มา่ํ เสมอ ไขเพราะออกกาํ ลงั เกนิ ไขเ พราะวบิ ากกรรม ความไมสบายเพราะความหนาว ความรอน ความหวิ ความระหาย การถา ย
อานาปานสติ ๑๑๕อุจจาระ การถา ยปส สาวะ” ดังน;้ี เปนผตู ามเหน็ โทษในกายนี้อยู ดว ยอาการอยางน้ี : นเี้ รยี กวา อาทนี วสญั ญา. อานนท ! ปหานสัญญา เปนอยา งไรเลา ? อานนท ! ภิกษุในกรณีนี้ ไมยอมรับไวซึ่งกามวิตก ท่ีเกิดข้ึนแลว ยอมละ ยอมบรรเทา กระทาํ ใหสิ้นสุด ใหถึงความไมมีอีกตอไป; ไมยอมรับไวซ่ึงพ๎ยาบาทวิตกที่เกิดข้ึนแลว ยอมละ ยอมบรรเทา กระทําใหสิ้นสุด ใหถึงความไมมีอีกตอไป; ไมยอมรับไวซึ่งวิหิงสาวิตกท่ีเกิดข้ึนแลว ยอมละ ยอมบรรเทา กระทาํใหส้ินสุด ใหถึงความไมมีอีกตอไป; ไมยอมรับไวซ่ึงอกุศลธรรมท้ังหลายอันเปนบาปที่เกิดขึ้นแลว ยอมละยอมบรรเทา กระทาํ ใหสน้ิ สดุ ใหถ งึ ความไมม ีอกี ตอไป;น้ีเรียกวาปหานสัญญา. อานนท ! วิราคสญั ญา เปน อยา งไรเลา ? อานนท ! ภกิ ษใุ นกรณีนี้ ไปสูปา สูโคนไมหรือสูเรือนวาง พิจารณาอยูโดยประจักษ อยางนี้วา“ธรรมชาตนิ นั่ สงบ ธรรมชาตินนั่ ประณีต : กลาวคือธรรมชาติอนั เปน ท่ีระงับแหง สังขารท้ังปวง เปน ท่สี ลัดคืน
๑๑๖ พุทธวจนซง่ึ อปุ ธิทัง้ ปวง เปน ทสี่ นิ้ ไปแหงตณั หา เปน ความจางคลายเปนความดบั เยน็ ” ดังนี้ : น้ีเรยี กวา วริ าคสัญญา. อานนท ! นโิ รธสญั ญา เปน อยางไรเลา ? อานนท ! ภกิ ษใุ นกรณีนี้ ไปสูป า สูโคนไมหรือสูเรือนวาง พิจารณาอยูโดยประจักษ อยางน้ีวา“ธรรมชาตนิ น่ั สงบ ธรรมชาตินน่ั ประณตี : กลา วคอืธรรมชาตอิ นั เปน ท่รี ะงับแหง สงั ขารท้งั ปวง เปนที่สลัดคนืซ่งึ อปุ ธิท้ังปวง เปน ที่ส้ินไปแหงตณั หา เปน ความดับ เปนความดบั เยน็ ” ดงั น้ี : น้เี รียกวา นิโรธสญั ญา. อานนท! สัพพโลเกอนภิรตสัญญา เปนอยางไรเลา ? อานนท ! ภิกษุในกรณีนี้อนุสัย (ความเคยชิน)ในการต้ังทับ ในการฝงตัวเขาไปยึดมั่นแหงจิตดวยตัณหาอุปาทานใดๆ ในโลก มีอยู, เธอละอยูซึ่งอนุสัยน้ันๆ งดเวนไมเขาไปยึดถืออยู : นี้เรียกวา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา(ความสําคญั ในโลกทั้งปวงวาเปน สงิ่ ไมน า ยนิ ดี). อานนท ! สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา เปนอยางไรเลา ?
อานาปานสติ ๑๑๗ อานนท ! ภิกษใุ นกรณนี ้ี ยอมอดึ อดั ยอมระอายอมเกลียดชัง ตอสังขารท้ังหลายท้ังปวง : น้ีเรียกวาสพั พสังขาเรสุอนจิ จสัญญา (ความสาํ คญั วาไมเ ท่ียงในสงั ขารท้งั ปวง). อานนท ! อานาปานสติ เปนอยางไรเลา ? อานนท ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษไุ ปแลว สูปา สูโ คนไมหรือสเู รอื นวาง กต็ าม นง่ั คขู าเขามาโดยรอบ ตง้ั กายตรงดาํ รงสตเิ ฉพาะหนา มีสติหายใจเขา มีสติหายใจออก. เม่ือหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว, เมื่อหายใจออกยาว กร็ ชู ัดวา เราหายใจออกยาว; เมอ่ื หายใจเขา สั้น ก็รูชัดวา เราหายใจเขา สน้ั , เมื่อหายใจออกสน้ั กร็ ูชดั วาเราหายใจออกส้นั ; เธอยอมทําการฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซง่ึ กายทง้ั ปวง หายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูทํากายสงั ขารใหร ํางบั อยู หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผูทํากายสังขารใหรํางบั อยู หายใจออก”;
๑๑๘ พุทธวจน เธอยอมทําการฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งปต ิ หายใจเขา”, วา “เราเปน ผรู พู รอ มเฉพาะซง่ึ ปต ิหายใจออก”; เธอยอมทําการฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งสขุ หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผูร พู รอ มเฉพาะซึ่งสขุหายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝก หดั ศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่ึงจิตตสังขาร หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก”; เธอยอมทําการฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูทาํจิตตสังขารใหราํ งับอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตตสงั ขารใหร ํางับอย”ู หายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่งึ จติ หายใจเขา”, วา “เราเปน ผูรพู รอ มเฉพาะซง่ึ จติหายใจออก” ; เธอยอมทําการฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูทําจิตใหปราโมทยยิ่งอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตใหปราโมทยย ่งิ อยู หายใจออก”;
อานาปานสติ ๑๑๙ เธอยอมทําการฝกหดั ศึกษาวา “เราเปนผูทําจิตใหต้ังม่ันอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตใหตั้งมั่นอยูหายใจออก”; เธอยอมทําการฝก หดั ศึกษาวา “เราเปนผูทาํ จิตใหปลอยอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทําจิตใหปลอยอยูหายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝก หดั ศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซึ่งความไมเทีย่ งอยูเปน ประจํา หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผูเหน็ซ่ึงความไมเท่ียงอยูเปนประจาํ หายใจออก”; เธอยอมทําการฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซ่ึงความจางคลายอยเู ปน ประจํา หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผูเหน็ซึ่งความจางคลายอยูเปนประจาํ หายใจออก”; เธอยอมทาํ การฝก หัดศึกษาวา “เราเปนผูเห็นซึ่งความดบั ไมเ หลืออยเู ปน ประจาํ หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผูเห็นซ่ึงความดับไมเหลืออยูเปนประจํา หายใจออก”; เธอยอ มทาํ การฝก หัดศกึ ษาวา “เราเปน ผูเ ห็นซึ่งความสลดั คนื อยูเปน ประจาํ หายใจเขา ”, วา “เราเปน ผเู ห็นซึ่งความสลัดคืนอยูเปนประจาํ หายใจออก”;
๑๒๐ พุทธวจน นเี้ รยี กวา อานาปานสติ. อานนท ! ถา เธอจะเขาไปหาภกิ ษคุ ิรมิ านนท แลวกลา วสัญญาสิบประการเหลา น้แี กเ ธอแลว ขอ นีเ้ ปนฐานะท่ีจะมไี ด คอื ภิกษุคริ ิมานนทฟ งสญั ญาสิบประการแลวอาพาธอันเปนทุกขหนักของเธอก็จะระงับไป โดยควรแกฐานะ. ลําดับนั้นแล ทา นอานนทจ าํ เอาสัญญาสบิ ประการเหลา น้ี ในสาํ นักของพระผมู ีพระภาคเจาแลว เขาไปหาทานคิริมานนท แลวกลาวสัญญาสิบประการแกทานเมื่อทานคิริมานนทฟง สญั ญาสิบประการแลว อาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร. ทานคิริมานนทหายแลวจากอาพาธ และอาพาธก็เปนเสมอื นละไปแลว ดวย แล. อาพาธสตู ร ทสก. อ.ํ ๒๔/๑๑๕ - ๑๒๐/๖๐.
อานาปานสติ ๑๒๑ (ขอความทั้งหมดนี้ แสดงใหเห็นโดยสรุปวาอานาปานสติ มีผลทําใหละสัญโญชนได, ทําใหกําจัดอนุสัยได, ทําใหรอบรูซึ่งทางไกลคืออวิชชา เหตุใหเกิดอวิชชา ความดับไมเหลือแหงอวิชชา และทางปฏิบัติใหถึงความดบั ไมเ หลือแหงอวิชชา, ในท่ีสุดยอมทําอาสวะใหสิ้นไป; ซึ่งโดยใจความแลว ก็มีความหมายอยางเดียวกัน คือการดับกิเลสสิ้นเชิงนั่นเอง. ท้ังน้ีเพราะอานาปานสติภาวนาทําสติปฎฐาน ๔ ใหสมบูรณ; สติปฎฐาน ๔ สมบูรณแลวยอมทําใหโพชฌงค ๗ ใหสมบูรณ; โพชฌงค ๗ สมบูรณแลว ยอมทําวิชชาและวิมุตติใหสมบูรณ ; ดังพุทธภาษิตที่ไดต รัสไวแ ลว ดังนี้).
! ! !\"\"#$%&'(*) #!!
๑๒๔ พทุ ธวจน ธรรมเปน อปุ การะเฉพาะแก อานาปานสติภาวนา (นยั ท่ีหนึ่ง) ภิกษุ ท. ! ภกิ ษผุ ูมุง ประพฤติ กระทําอานาปานสติซึ่งประกอบดวยธรรม ๕ ประการ ยอมแทงตลอดอกุปปธรรม (สมุจเฉทวิมุตติ) ไดตอกาลไมนานเทียว. ๕ ประการอยา งไรเลา ? ภกิ ษุ ท. ! ๕ ประการคอื ในกรณนี ้ี ภิกษุ : ๑. เปนผมู คี วามตอ งการนอ ย มีกิจนอย เล้ยี งงา ยสันโดษในบรกิ ขาร แหง ชีวติ ; ๒. เปนผูมีอาหารนอย ประกอบตนอยูในความเปนผูมีทองอันพรอง; ๓. เปนผูไมมีความมึนชา ประกอบตนอยูในความตื่น; ๔. เปน ผูมีสตุ ะมาก ทรงสุตะ สงั่ สมสตุ ะ คอืธรรมเหลาใดอันงดงามในเบ้ืองตน งดงามในทามกลาง
อานาปานสติ ๑๒๕งดงามในทส่ี ดุ แสดงอยูซงึ่ พรหมจรรยอ นั บรสิ ุทธ์ิบรบิ ูรณสิ้นเชิง พรอมทัง้ อรรถะและพยญั ชนะ ธรรมมลี ักษณะเหน็ปานน้นั เปน ธรรมทีเ่ ธอสดับแลว มาก ทรงจําไว คลองปากขึ้นใจ แทงตลอดดวยดีดวยทิฏฐิ; ๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยูซึ่งจิตอันหลุดพนแลว(ตามลาํ ดับ) อยางไร. ภิกษุ ท. ! ภกิ ษผุ ูมงุ ประพฤติกระทําอานาปานสติซึ่งประกอบดวยธรรม ๕ ประการเหลานี้แล ยอมแทงตลอดอกุปปธรรม (ผูมีธรรมไมกาํ เริบ) ไดตอกาลไมนานเทียว. สุตสูตร ปฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๕/๙๖.
๑๒๖ พุทธวจน (นัยที่สอง) ภิกษุ ท.! ภิกษุผูเจริญอานาปานสติ ซ่ึงประกอบดวยธรรม ๕ ประการ ยอมแทงตลอดอกุปปธรรม (สมุจเฉทวิมุตติ) ไดตอกาลไมนานเทียว. ๕ ประการอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ๕ ประการ คือ ในกรณีน้ี ภิกษุ : ๑. เปนผมู ีความตอ งการนอย มีกจิ นอ ย เลีย้ งงา ยสันโดษในบรกิ ขารแหงชวี ติ ; ๒. เปนผูม ีอาหารนอ ย ประกอบตนอยูในความเปนผมู ที องอนั พรอ ง; ๓. เปนผูไมมีความมึนชา ประกอบตนอยูในความต่ืน; ๔. เปนผูไดต ามปรารถนา ไดโดยไมย าก ไมลําบากซง่ึ กถาอันเปนไป เพอื่ การขัดเกลากเิ ลส เปนที่สบายแกธ รรมเปนเคร่ืองเปดโลงแหงจิต คือ ไดแก อัปปจฉกถา(เรอื่ งปรารถนานอย) สันตฏุ ฐกิ ถา (เร่ืองสันโดษ) ปวเิ วกกถา(เรอ่ื งความสงัด) อสงั สัคคกถา (เรื่องไมคลกุ คลี) วริ ยิ ารมั ภกถา
อานาปานสติ ๑๒๗(เรอื่ งมคี วามเพยี ร) สลี กถา (เรอ่ื งศลี ) สมาธกิ ถา (เรอื่ งสมาธ)ิปญญากถา (เร่ืองปญญา) วิมุตติกถา (เร่ืองวิมุตติ) วิมุตติญาณทสั สนกถา (เร่ืองวิมตุ ติญาณทัสสนะ); ๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยูซึ่งจิตอันหลุดพนแลว(ตามลาํ ดับ) อยางไร. ภกิ ษุ ท. ! ภิกษุผูเจริญอานาปานสติ ซึ่งประกอบดวยธรรม ๕ ประการ เหลา นี้แล ยอมแทงตลอดอกุปปธรรมไดต อ กาลไมน านเทียว. กถาสตู ร ปฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๖/๙๗.
๑๒๘ พุทธวจน (นัยทส่ี าม) ภิกษุ ท. ! ภิกษุผูกระทําใหมากซึ่งอานาปานสติซึ่งประกอบดวย ธรรม ๕ ประการ ยอมแทงตลอดอกปุ ปธรรม (สมจุ เฉทวิมุตติ) ไดตอ กาลไมน านเทียว. ๕ ประการอยา งไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ๕ ประการ คอื ในกรณนี ้ี ภกิ ษุ : ๑. เปนผูม ีความตอ งการนอย มกี ิจนอ ย เล้ยี งงา ยสันโดษในบรกิ ขารแหงชวี ติ ; ๒. เปนผมู อี าหารนอ ย ประกอบตนอยูใ นความเปนผมู ีทอ งอนั พรอง; ๓. เปนผูไมมีความมึนชา ประกอบตนอยูในความต่นื ; ๔. เปน ผอู ยปู า มเี สนาสนะอันสงัด; ๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยูซ่ึงจิตอันหลุดพนแลว(ตามลาํ ดับ) อยา งไร.
อานาปานสติ ๑๒๙ ภกิ ษุ ท. ! ภิกษุผูกระทําใหมากซ่ึงอานาปานสติซึ่งประกอบดวยธรรม ๕ ประการเหลาน้ีแล ยอมแทงตลอดอกปุ ปธรรม ไดต อ กาลไมน านเทียว. อรญั ญสูตร ปฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๖/๙๘.
๑๓๐ พุทธวจน นวิ รณเ ปน เครือ่ งทาํ กระแสจิต ไมใ หรวมกําลัง ภกิ ษุ ท. ! นิวรณเปนเคร่ืองกางก้ัน ๕ อยางเหลานี้ ทวมทับจิตแลวทําปญญาใหถอยกําลัง มีอยู. ๕ อยาง อยา งไรเลา ? ๕ อยา ง คอื : - ๑. นิวรณเคร่ืองกางกั้น คือ กามฉันทะครอบงาํ จิตแลว ทาํ ปญญาใหถอยกาํ ลัง; ๒. นิวรณเคร่ืองกางกั้น คือ พยาบาทครอบงําจิตแลว ทําปญญาใหถอยกําลัง; ๓. นิวรณเคร่ืองกางกั้น คือ ถีนมิทธะ(ความงว งเหงาซึมเซา) ครอบงาํ จติ แลว ทาํ ปญญาใหถอยกาํ ลัง; ๔. นิวรณเครื่องกางก้ัน คือ อุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุงซา นและราํ คาญ)ครอบงําจติ แลว ทําปญญาใหถ อยกาํ ลัง; ๕. นิวรณเครื่องกางก้ัน คือ วิจิกิจฉา(ความลังเล, สงสัย) ครอบงาํ จิตแลว ทาํ ปญญาใหถอยกําลงั .
อานาปานสติ ๑๓๑ ภกิ ษุ ท. ! ภิกษุท่ีไมละนิวรณอันเปนเคร่ืองกางก้ันจติ ๕ อยางเหลาน้ีแลว จักรูซ่ึงประโยชนตน หรือประโยชนผูอื่น หรือประโยชนท้ังสองฝาย หรือจักกระทําใหแจงซึ่งญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแกความเปนอริยะ ยิ่งกวาธรรมดาแหงมนุษย ดวยปญญาอันทุพพลภาพ ไรกําลงั ดงั น้ี น่นั ไมเปนฐานะที่จะมไี ด. ภกิ ษุ ท. ! เปรียบเหมือนแมนํ้าท่ีไหลลงจากภูเขา ไหลไปสทู ่ไี กล มกี ระแสเชย่ี ว พดั พาสิ่งตาง ๆ ไปไดมีบุรุษมาเปดชองทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น ดวยเคร่ืองไถท้ังสองฝงแมนํ้านั้น เมื่อเปนเชนนี้ กระแสกลางแมน้ําน้ัน ก็ซัดสาย ไหลผิดทาง ไมไหลไปสูท่ีไกล ไมมีกระแสเชี่ยวไมพดั สิ่งตา ง ๆ ไปได, นฉี้ ันใด; ภกิ ษุ ท. ! ขอ นีก้ ฉ็ ันนั้นเหมือนกัน: ภิกษุ ที่ไมละนิวรณอันเปนเคร่ืองกางกั้นจิต ๕ อยางเหลาน้ีแลว จักรูซ่ึงประโยชนตน หรอื ประโยชนผ อู นื่ หรอื ประโยชนท ั้งสองฝายหรือจักกระทําใหแจงซ่ึงญาณทัสสนะอันวิเศษอันควรแกความเปนอริยะ ยิ่งกวาธรรมดาแหงมนุษย ดวยปญญาอันทพุ พลภาพไรกาํ ลงั ดังนี้ นั่นไมเ ปน ฐานะทจ่ี ะมีได.
๑๓๒ พทุ ธวจน [ตอไปน้ี ไดต รัสโดยปฏปิ กขนัย (นยั ตรงขา ม) คือ ภิกษุละนิวรณแลว ทาํ ญาณวิเศษใหแจงไดดวยปญญา อันมีกําลังเหมือนแมนํา้ ที่เขาอดุ รรู ว่ั ทง้ั สองฝง เสยี แลว มีกระแสเชีย่ วแรงมากฉะนน้ั ] อาวรณสูตร ปจฺ ก. อํ. ๒๒/๗๒/๕๑.
อานาปานสติ ๑๓๓ นวิ รณ – ขาศึกแหง สมาธิ วาเสฏฐะ ! เปรยี บเหมือนแมน ้าํ อจิรวดนี ี้ มีนํ้าเต็มเปยม กายืนดื่มได. คร้ังน้ันมีบุรุษคนหน่ึงมาถึงเขาเขามปี ระโยชนท่ีฝงโนน แสวงหาฝงโนน มีการไปสูฝง โนนประสงคจ ะขามไปสูฝงโนน แตเ ขานอนคลมุ ศรี ษะของตนอยูท่รี มิ ฝงน้ี. วาเสฏฐะ ! ทา นจะสาํ คญั ความขอ นี้วา อยา งไร :บุรุษน้ันจะไปจากฝงใน สูฝงนอกแหงแมน้ํา อจิรวดไี ดหรอื หนอ ? “ไมไดแน ทานพระโคดม !” วาเสฏฐะ ! ขอ นกี้ ฉ็ นั นนั้ เหมอื นกนั : นวิ รณ ๕ อยา ง เหลานี้ เรยี กกนั ในอรยิ วนิ ัย วา“เคร่อื งปด ” บา ง วา “เครื่องกน้ั ” บา ง วา “เครือ่ งคลุม” บา งวา “เครือ่ งรอยรัด” บา ง. ๕ อยา ง อยา งไรเลา ? ๕ อยางคอื
๑๓๔ พทุ ธวจน กามฉันทนวิ รณ พ๎ยาปาทนวิ รณ ถีนมิทธนิวรณอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ วิจิกิจฉานิวรณ. วาเสฏฐะ ! นิวรณ ๕ อยาง เหลา นแี้ ล ซึ่งเรยี กกนัในอรยิ วนิ ยั วา “เครอ่ื งปด ” บา ง วา “เครอื่ งกน้ั ” บา ง วา“เคร่ืองคลมุ ” บา ง วา “เครือ่ งรอ ยรดั ” บา ง. วาเสฏฐะ ! พราหมณไตรเพทท้ังหลาย ถูกนิวรณ๕ อยาง เหลาน้ีปดแลว กั้นแลว คลุมแลว รอยรัดแลว. วาเสฏฐะ ! พราหมณไ ตรเพทเหลา นน้ั ละธรรมะทีท่ าํ ความเปน พราหมณเ สยี สมาทานธรรมะทไี่ มทาํ ความเปนพราหมณ ดาํ รงชีวิตใหเปนไปอยู อนั นวิ รณท ง้ั ๕อยาง เปด แลว กนั้ แลว คลมุ แลว รอ ยรดั แลว จกั เปนผูเขาถึงความเปนสหายแหงพรหม ภายหลังแตการตายเพราะการทาํ ลายแหงกาย ดงั นี้นั้น : นัน่ ไมเปน ฐานะทีจ่ ะเปนไปได. เตวชิ ชสูตร ส.ี ที. ๙/๓๐๖ - ๓๐๗/๓๗๘ - ๓๗๙.
อานาปานสติ ๑๓๕ ขอ ควรระวัง ในการเจริญสตปิ ฏฐานส่ี อคั คเิ วสนะ ! ...ครน้ั ภกิ ษุประกอบพรอ มดวยสตสิ มั ปชญั ญะแลว ตถาคตยอ มแนะนาํ เธอใหย ิ่งขนึ้ ไปวา“มาเถิดภิกษุ ! เธอจงเสพเสนาสนะอันสงดั คอื ปา ละเมาะโคนไม ภเู ขา ซอกหว ย ทอ งถํา้ ปา ชา ปา ชัฏ ทแ่ี จง หรอืลอมฟางเถิด” ดังน.้ี ภิกษนุ ัน้ ยอมเสพเสนาสนะอันสงดั ,คร้ันกา วกลบั จากบณิ ฑบาตในกาลเปนปจ ฉาภตั นงั่ คบู ัลลงั กต้ังกายตรง ดํารงสติเฉพาะหนา, เธอยอมละอภิชฌาในโลกมีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชาํ ระจิตจากอภิชฌาอยู,ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เปน ผกู รุณามจี ิตหวงัความเกือ้ กูลในสตั วท ั้งหลาย คอยชาํ ระจิตจากพยาบาทอยู,ละถนี มทิ ธะ มจี ิตปราศจากถีนมิทธะ มุงอยแู ตค วามสวา งในใจ มีสติสัมปชัญญะ คอยชาํ ระจิตจากถีนมิทธะอยู,ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไมฟุงซาน มีจิตสงบอยูในภายในคอยชาํ ระจติ จากอทุ ธจั จกกุ กจุ จะอย,ู ละวจิ ิกิจฉา ขา มลวงวจิ กิ จิ ฉาเสียได ไมต องกลา วถามวา “น่ีอะไร นี่อยา งไร”ในกุศลธรรมทง้ั หลาย คอยชาํ ระจติ จากวจิ ิกจิ ฉาอย.ู
๑๓๖ พทุ ธวจน ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ ๕ ประการ อันเปนเคร่อื งเศรา หมองจติ ทาํ ปญ ญาใหถอยกําลงั เหลา นไี้ ดแ ลว ,เธอเปนผูมีปกติ ตามเหน็ กายในกายอยู ...มปี กติ ตามเห็นเวทนาในเวทนาทงั้ หลายอยู ...มปี กติ ตามเห็นจิตในจิตอยู...มีปกตติ ามเห็นธรรมในธรรมทง้ั หลายอยู มคี วามเพยี รเผากิเลส มีสมั ปชัญญะ มีสติ นาํ ออกเสียไดซ ึง่ อภชิ ฌาและโทมนัสในโลก. ตถาคต ยอมแนะนาํ เธอนนั้ ใหย่ิงขนึ้ ไปวา :- “มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเปนผมู ปี กติ ตามเห็นกายในกายอยู แตอ ยาตรกึ ซึ่งวติ กอนั เขา ไปประกอบอยูกับกายเลย (มา จ กายปู สญหติ ํ วิตกกฺ ํ วติ กฺเกส)ิ ; มาเถดิ ภกิ ษุ ! เธอจงเปนผมู ปี กติ ตามเหน็ เวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู แตอยาตรึกซึ่งวิตกอันเขาไปประกอบอยกู ับเวทนาเลย; มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเปนผูมีปกติ ตามเห็นจิตในจิตทง้ั หลายอยู แตอยาตรกึ ซึง่ วติ กอนั เขาไปประกอบอยูกบั จติ เลย;
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172