อานาปานสติ ๓๗ โพชฌงคบ ริบรู ณ เพราะสติปฏฐานบรบิ ูรณ ภิกษุ ท. ! สตปิ ฏ ฐานทงั้ สี่ อันบคุ คลเจรญิ แลวอยางไร ทาํ ใหม ากแลว อยางไร จงึ ทําโพชฌงคท ั้งเจด็ ใหบริบรู ณได ?[โพชฌงคเจ็ด หมวดกายานปุ ส สนา] ภกิ ษุ ท. ! สมยั ใด ภกิ ษเุ ปน ผูต ามเห็นกายในกาย อยเู ปนประจํา มีความเพียรเผากเิ ลส มสี ัมปชัญญะมสี ติ นําอภิชฌาและโทมนสั ในโลกออกเสยี ได, สมยั นน้ัสตขิ องภิกษุผูเขาไปต้งั ไวแ ลวกเ็ ปน ธรรมชาตไิ มล ืมหลง. ภิกษุ ท. ! สมยั ใด สติของภิกษผุ ูเขา ไปต้ังไวแลว เปน ธรรมชาติไมลมื หลง, สมยั นนั้ สติสมั โพชฌงคกเ็ ปนอนั วาภกิ ษนุ น้ั ปรารภแลว, สมัยนน้ั ภกิ ษุชอื่ วายอ มเจริญสตสิ ัมโพชฌงค, สมยั น้นั สติสมั โพชฌงคข องภกิ ษุช่ือวาถงึ ความเตม็ รอบแหงการเจรญิ .
๓๘ พทุ ธวจน ภิกษุน้ัน เม่ือเปนผูมีสติเชนนั้นอยู ยอมทาํ การเลือก ยอมทาํ การเฟน ยอมทาํ การใครครวญ ซ่ึงธรรมน้ันดวยปญญา. ภิกษุ ท. ! สมัยใดภิกษุเปนผูมีสติเชนน้ันอยู ทาํ การเลือกเฟน ใครครวญธรรมนั้นอยูดวยปญญา, สมัยนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค ก็เปนอันวาภิกษุน้ันปรารภแลว, สมัยนั้นภิกษุช่ือวายอมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค, สมัยน้ันธัมมวิจยสัมโพชฌงคของภิกษุชื่อวาถึงความเต็มรอบแหงการเจริญ. ภิกษุน้ัน เม่ือเลือกเฟน ใครครวญอยูซ่ึงธรรมน้ันดวยปญญา ความเพียรอันไมยอหยอน ชื่อวาเปนธรรมอันภิกษุน้ันปรารภแลว. ภิกษุ ท. ! สมัยใด ความเพียรไมยอหยอนอันภิกษุผูเลือกเฟน ใครครวญในธรรมนั้นดวยปญญา, สมัยน้ัน วิริยสัมโพชฌงค ก็เปนอันวาภิกษุน้ันปรารภแลว สมัยน้ันภิกษุช่ือวายอมเจริญวิริยสัมโพชฌงค,สมัยนั้นวิริยสัมโพชฌงคของภิกษุชื่อวาถึงความเต็มรอบแหง การเจรญิ . ภิกษุน้ัน เม่ือมีความเพียรอันปรารภแลว ปติอันเปนนิรามิสก็เกิดข้ึน. ภิกษุ ท. ! สมัยใด ปติอันเปน
อานาปานสติ ๓๙นิรามิส เกิดขน้ึ แกภ กิ ษผุ มู ีความเพยี รอนั ปรารภแลว , สมัยนั้น ปต ิสัมโพชฌงค ก็เปน อนั วาภกิ ษนุ ้ันปรารภแลว, สมยัน้นั ภิกษุชอ่ื วา ยอ มเจรญิ ปตสิ มั โพชฌงค, สมยั น้นั ปต ิสมั -โพชฌงคของภกิ ษุ ชือ่ วาถึงความเต็มรอบแหง การเจรญิ . ภกิ ษนุ ้นั เมอ่ื มใี จประกอบดวยปติ แมกายก็ราํ งบัแมจิตก็รํางับ. ภิกษุ ท. ! สมัยใด ทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุผูมีใจประกอบดวยปติ ยอมราํ งับ, สมัยน้ันปสสัทธิสัมโพชฌงค ก็เปนอันวาภิกษุน้ันปรารภแลว,สมัยนั้น ภิกษุชื่อวายอมเจริญปสสัทธิสัมโพชฌงค,สมยั นั้นปส สทั ธสิ มั โพชฌงคของภกิ ษชุ อื่ วา ถึงความเต็มรอบแหงการเจริญ. ภกิ ษนุ น้ั เมอ่ื มกี ายอนั รํางับแลว มคี วามสุขอยู จติยอ มต้ังมน่ั . ภิกษุ ท. ! สมยั ใด จติ ของภิกษผุ ูมีกายอันรํางับแลว มคี วามสขุ อยู ยอมตั้งมน่ั . สมยั นนั้ สมาธสิ มั โพชฌงคกเ็ ปน อนั วาภกิ ษนุ ้ันปรารภแลว, สมยั นนั้ ภิกษชุ ื่อวายอ มเจริญสมาธสิ มั โพชฌงค, สมยั นัน้ สมาธิสัมโพชฌงคของภกิ ษุ ช่ือวา ถงึ ความเต็มรอบแหงการเจรญิ . ภกิ ษุนนั้ ยอมเปน ผูเขาไปเพงเฉพาะซง่ึ จิตอันต้ังมัน่ แลว อยางน้นั เปน อยา งด.ี
๔๐ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเปนผูเขาไปเพงเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแลวอยางนั้น เปนอยางดี, สมัยนั้นอุเบกขาสัมโพชฌงค ก็เปนอันวาภิกษุนั้นปรารภแลว,สมัยนั้น ภิกษุชื่อวายอมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงคสมัยนั้นอุเบกขาสัมโพชฌงคของภิกษุ ชื่อวาถึงความเต็มรอบแหงการเจริญ.[โพชฌงคเ จ็ด หมวดเวทนานุปสสนา] ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภกิ ษเุ ปน ผตู ามเหน็ เวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยูเปนประจาํ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นาํ อภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได, สมัยนั้น สติของภิกษุผูเขาไปตั้งไวแลว ก็เปนธรรมชาตไิ มล มื หลง. ภกิ ษุ ท. ! สมยั ใด สติของภกิ ษุผเู ขา ไปตั้งไวแลว เปน ธรรมชาตไิ มลืมหลง, สมัยน้นั สตสิ ัมโพชฌงคก็เปนอันวาภิกษุน้ันปรารภแลว, สมัยนั้นภิกษุช่ือวายอมเจริญสติสัมโพชฌงค, สมัยนั้นสติสัมโพชฌงคของภิกษุช่อื วาถึงความเต็มรอบแหง การเจริญ.
อานาปานสติ ๔๑ ภิกษุนนั้ เมือ่ เปนผูมสี ตเิ ชน น้ันอยู ยอ มทําการเลือกยอ มทาํ การเฟน ยอมทาํ การใครค รวญ ซ่งึ ธรรมน้นั ดว ยปญ ญา(ตอไปน้ี มีขอความอยางเดียวกันกับในโพชฌงคเจ็ด หมวดกายานปุ ส สนา จนจบหมวด).[โพชฌงคเ จ็ด หมวดจติ ตานปุ ส สนา] ภิกษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเปนผตู ามเห็นจติ ในจติอยเู ปนประจํา มคี วามเพยี รเผากเิ ลส มีสัมปชญั ญะ มีสตินําอภิชฌาและโทมนสั ในโลกออกเสียได, สมยั น้ัน สติของภิกษุผเู ขา ไปต้ังไวแ ลว กเ็ ปน ธรรมชาติไมลมื หลง. ภกิ ษุ ท. ! สมัยใด สตขิ องภิกษุผเู ขา ไปต้ังไวแลว เปน ธรรมชาติไมลมื หลง สมัยน้นั สตสิ มั โพชฌงคก็เปนอันวาภกิ ษุน้นั ปรารภแลว, สมยั น้นั ภกิ ษชุ ่อื วา ยอ มเจรญิ สติสมั โพชฌงค, สมัยนน้ั สตสิ ัมโพชฌงคของภกิ ษุชอ่ื วา ถงึ ความเตม็ รอบแหงการเจริญ ภกิ ษนุ ั้น เม่ือเปนผมู ีสตเิ ชน นนั้ อยู ยอ มทาํ การเลือกยอมทําการเฟน ยอ มทาํ การใครครวญ ซ่ึงธรรมนัน้ ดว ยปญญา(ตอไปนี้ มีขอความอยางเดียวกันกับในโพชฌงคเจ็ด หมวดกายานุปสสนา จนจบหมวด).
๔๒ พทุ ธวจน[โพชฌงคเจด็ หมวดธมั มานปุ ส สนา] ภกิ ษุ ท. ! สมัยใด ภิกษุเปนผูตามเห็นธรรมในธรรมทง้ั หลาย อยูเปน ประจาํ มีความเพียรเผากเิ ลส มีสมั ปชัญญะ มีสติ นาํ อภชิ ฌาและโทมนัสในโลกออกเสยี ได,สมัยนั้น สติของภิกษุผูเขาไปต้ังไวแลว ก็เปนธรรมชาติไมล มื หลง. ภกิ ษุ ท. ! สมยั ใด สติของภิกษผุ ูเขาไปตงั้ ไวแ ลวเปนธรรมชาติไมลืมหลง, สมัยน้ัน สติสัมโพชฌงคก็เปน อันวา ภกิ ษนุ ้นั ปรารภแลว, สมัยนนั้ ภกิ ษชุ อ่ื วา ยอมเจรญิ สตสิ ัมโพชฌงค, สมัยนน้ั สติสมั โพชฌงคข องภกิ ษุชอ่ื วา ถึงความเต็มรอบแหง การเจรญิ . ภิกษนุ นั้ เม่อื เปนผมู ีสติเชน น้ันอยู ยอมทาํ การเลอื ก ยอมทาํ การเฟน ยอ มทาํ การใครครวญ ซง่ึ ธรรมนน้ั ดว ยปญญา (ตอ ไปน้ี มขี อความอยา งเดียวกนั กบั ในโพชฌงคเจ็ด หมวดกายานปุ สสนา จนจบหมวด). ภิกษุ ท. ! สติปฏฐานทงั้ สี่ อันบคุ คลเจรญิ แลวอยางน้ี ทาํ ใหม ากแลว อยา งนแี้ ล ช่อื วาทาํ โพชฌงคท ง้ั เจด็ใหบรบิ ูรณได.
อานาปานสติ ๔๓ วิชชาและวมิ ตุ ติบรบิ ูรณ เพราะโพชฌงคบ รบิ ูรณ ภิกษุ ท. ! โพชฌงคทั้งเจด็ อันบคุ คลเจรญิ แลวอยา งไร ทําใหม ากแลว อยางไร จงึ ทําวชิ ชาและวิมตุ ติใหบริบูรณไ ด ? ภกิ ษุ ท. ! ภกิ ษใุ นกรณนี ี้ ยอ มเจรญิ สติสมั โพชฌงคอนั อาศยั วิเวก อนั อาศยั วิราคะ (ความจางคลาย) อันอาศัยนิโรธ(ความดับ) อนั นอ มไปเพือ่ โวสสคั คะ (ความสละ,ความปลอย); ยอมเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศยั วริ าคะ อนั อาศยั นิโรธ อนั นอ มไปเพอ่ื โวสสัคคะ; ยอมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศยั วิราคะ อันอาศยั นิโรธ อันนอมไปเพอื่ โวสสัคคะ; ยอมเจริญ ปติสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอนั อาศยั วริ าคะ อนั อาศยั นิโรธ อันนอ มไปเพอ่ื โวสสคั คะ; ยอมเจริญ ปสสัทธิสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอนั อาศยั วริ าคะ อันอาศยั นโิ รธ อนั นอมไปเพ่ือโวสสคั คะ;
๔๔ พุทธวจน ยอมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อนั อาศยั นิโรธ อนั นอ มไปเพือ่ โวสสคั คะ; ยอมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศยั วริ าคะ อันอาศัยนโิ รธ อนั นอมไปเพือ่ โวสสคั คะ. ภกิ ษุ ท. ! โพชฌงคท งั้ เจ็ด อนั บุคคลเจริญแลวอยางน้ี ทําใหม ากแลวอยางน้ีแล ชื่อวาทําวชิ ชาและวมิ ตุ ติใหบริบูรณได, ดังน.ี้ อานาปานสตสิ ูตร อปุ ริ. ม. ๑๔/๑๙๐ - ๒๐๑/๒๘๒ - ๒๙๑.
อานาปานสติ ๔๕ การเจริญอานาปานสติ (ตามนยั แหงมหาสตปิ ฏ ฐานสูตร) ภกิ ษุ ท. ! ภิกษุเปนผูมีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยูนนั้ เปน อยา งไรเลา ? ภกิ ษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภกิ ษไุ ปแลว สปู า หรอืโคนไม หรือเรอื นวา งกต็ าม, ยอ มนง่ั คขู าเขา มาโดยรอบ(ขดั สมาธิ) ต้ังกายตรง ดํารงสตเิ ฉพาะหนา, เธอเปนผมู สี ติหายใจเขา มสี ตหิ ายใจออก (๑) เมื่อหายใจเขายาว กร็ ชู ัดวา เราหายใจเขา ยาว, หรือเม่ือหายใจออกยาว กร็ ูชดั วา เราหายใจออกยาว; หรอื วา (๒) เมือ่ หายใจเขาสั้น กร็ ูชดั วาเราหายใจเขาสน้ั , หรอื เมอื่ หายใจออกสนั้ ก็รชู ัดวา เราหายใจออกส้ัน, (๓) เธอยอมทําการฝกหัดศึกษาวาเราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งกายท้ังปวง จักหายใจเขา,เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่ึงกายท้ังปวง จักหายใจออก,(๔) เธอยอมทําการฝกหัดศึกษาวา เราทํากายสังขารใหราํ งับอยู จักหายใจเขา, เราทาํ กายสังขารใหราํ งับอยูจักหายใจออก, เชนเดียวกับนายชางกลึงหรือลูกมือของ
๔๖ พทุ ธวจนนายชางกลงึ ผชู ํานาญ เมือ่ เขาชกั เชอื กกลงึ ยาว ก็รูช ดั วาเราชักเชือกกลงึ ยาว, เมอื่ ชกั เชอื กกลึงส้ัน ก็รูชดั วา เราชักเชอื กกลงึ สัน้ , ฉนั ใดก็ฉนั นน้ั . ดว ยอาการอยา งนี้แล ทภี่ กิ ษเุ ปนผมู ปี กตพิ ิจารณาเหน็ กาย ในกายอันเปนภายใน (คือของตน) อยู บา ง, ในกายอนั เปนภายนอก (คอื ของผอู น่ื ) อยู บา ง, ในกายทั้งภายในและภายนอกอยู บา ง; และเปน ผมู ปี กตพิ ิจารณาเห็นธรรมอันเปนเหตเุ กดิ ขึน้ (แหง กาย) ในกาย (น)้ี อยู บา ง, เหน็ ธรรมเปน เหตเุ สอ่ื มไป (แหงกาย) ในกาย (น)ี้ อยู บาง, เหน็ ท้ังธรรมเปนเหตเุ กิดขนึ้ และเส่อื มไป (แหงกาย) ในกาย (นี้) อยู บา ง,กแ็ หละ สติ (คอื ความระลึก) วา “กายมีอยู” ดงั นข้ี องเธอนน้ัเปน สติที่เธอดาํ รงไวเ พยี งเพอื่ ความรู เพียงเพื่ออาศัยระลกึ ,ที่แทเธอเปนผูที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยไมได และเธอไมย ดึ มน่ั อะไร ๆ ในโลกน.ี้ ภิกษุ ท. ! ภิกษุช่ือวาเปนผูมีปกติพิจารณาเหน็ กายในกายอยู แมด วยอาการอยา งน้.ี มหาสติปฏฐานสูตร มหาวาร. สํ. ๑๐/๓๒๒ - ๓๒๔/๒๗๔., สติปฏ ฐานสูตร ม.ู ม. ๑๒/๑๐๓ - ๑๐๕/๑๓๓.
อานาปานสติ ๔๗ เมอ่ื เจรญิ อานาปานสติ ก็ชือ่ วา เจรญิ กายคตาสติ ภกิ ษุ ท. ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษไุ ปแลวสูป า หรือโคนไมหรือเรอื นวา งกต็ าม นง่ั คขู าเขา มาโดยรอบ ตงั้ กายตรง ดํารงสตเิ ฉพาะหนา เธอนน้ั มสี ตหิ ายใจเขา มีสติหายใจออก: เม่ือหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมื่อหายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เม่ือหายใจออกส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจออกสั้น; เธอยอมทาํ การฝกหัดศึกษาวา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซึ่งกายท้ังปวง หายใจเขา”, วา “เราเปนผูรูพรอมเฉพาะซ่ึงกายทั้งปวง หายใจออก”; เธอยอ มทาํ การฝก หดั ศกึ ษาวา “เราเปน ผูท ํากายสงั ขารใหรํางับอยู หายใจเขา”, วา “เราเปนผูทํากายสังขารใหราํ งับอยู หายใจออก”;
๔๘ พุทธวจน เมื่อภิกษุน้ันเปนผูไมประมาท มีความเพียร มตี นสงไปแลวในการทาํ เชนน้นั อยู ยอมละความระลึกและความดาํ ริอันอาศัยเรือนเสียได เพราะละความระลกึ และความดํารินัน้ ได จติ ของเธอก็ต้ังอยูดวยดี สงบรํางับอยูดวยดี เปนธรรมเอกผุดมีข้ึนเปนสมาธิอยใู นภายในน่ันเทยี ว. ภิกษุ ท. ! แมอยางนี้ ภิกษุนั้นก็ชื่อวาเจริญกายคตาสติ กายคตาสตสิ ูตร อปุ ร.ิ ม. ๑๔/๒๐๔/๒๙๔.
อานาปานสติ ๔๙ อานาปานสติ เปนเหตใุ หถึงซงึ่ นิพพาน ภกิ ษุ ท. ! ธรรมอยางหนง่ึ อนั บคุ คลเจริญแลวกระทาํ ใหมากแลว ยอมเปนไปเพ่ือความหนายโดยสวนเดยี ว เพ่ือคลายกาํ หนดั เพื่อความดบั เพือ่ ความสงบเพ่ือความรูยิ่ง เพ่ือความตรัสรู เพ่ือนิพพาน ธรรมอยางหนง่ึ คอื อะไร ? คือ... อานาปานสติ ... ภกิ ษุ ท. ! ธรรมอยา งหนง่ึ นแี้ ล อนั บคุ คลเจรญิแลว กระทาํ ใหมากแลว ยอ มเปนไปเพ่ือความหนายโดยสว นเดยี ว เพอ่ื คลายกําหนดั เพอื่ ความดบั เพ่อื ความสงบเพอ่ื ความรยู ิง่ เพอ่ื ความตรัสรู เพอ่ื นิพพาน. เอกธมั มาทบิ าลี เอก. อ.ํ ๒๐/๓๙ - ๔๐/๑๗๙ – ๑๘๐.
๕๐ พทุ ธวจน อานาปานสติสมาธิ เปน เหตุใหล ะสงั โยชนได ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจรญิ แลวทาํ ใหม ากแลว เปนไปเพือ่ การละสัญโญชนท้ังหลาย. ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อนั บคุ คลเจริญแลวทาํ ใหมากแลว อยางไรเลา จึงเปนไปเพ่ือการละสัญโญชนทงั้ หลาย ? ภกิ ษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภิกษไุ ปแลว สูป า หรือโคนไมหรือเรอื นวางกต็ าม นั่งคูข าเขา มาโดยรอบ ต้ังกายตรง ดาํ รงสติเฉพาะหนา เธอนน้ั มีสติหายใจเขา มสี ติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมือ่ หายใจออกยาว ก็รูชดั วา เราหายใจออกยาว; เมื่อหายใจเขาสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เมอื่ หายใจออกส้นั ก็รูชดั วาเราหายใจออกสนั้ ; (แตน ไี้ ดต รัสไวอยางเดียวกนั ซงึ่ เหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ).
อานาปานสติ ๕๑ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อนั บคุ คลเจริญแลวทําใหม ากแลว อยา งนแ้ี ล ยอมเปนไปเพือ่ การละสัญโญชนท้ังหลาย. สังโยชนสูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๖ - ๔๒๗/๑๔๐๖ - ๑๔๐๗.
๕๒ พุทธวจน อานาปานสติสมาธิ สามารถกาํ จัดเสียไดซ ง่ึ อนุสยั ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจรญิ แลวทําใหมากแลว ยอ มเปน ไปเพ่ือการกาํ จัดเสียซง่ึ อนุสยั . ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อนั บคุ คลเจริญแลวทําใหมากแลว อยา งไรเลา จงึ เปนไปเพื่อการกําจัดเสยี ซง่ึอนสุ ยั ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีน้ี ภิกษไุ ปแลวสูป า หรือโคนไมหรอื เรอื นวางก็ตาม นง่ั คขู าเขามาโดยรอบ ตงั้ กายตรง ดาํ รงสตเิ ฉพาะหนา เธอน้นั มสี ติหายใจเขา มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เม่ือหายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เมื่อหายใจเขาสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เมื่อหายใจออกสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจออกส้ัน; (แตน้ีไดตรัสไวอยางเดียวกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ).
อานาปานสติ ๕๓ ภิกษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิ อันบุคคลเจรญิ แลวทําใหมากแลว อยางน้ีแล ยอมเปนไปเพื่อการกําจัดเสียซงึ่ อนุสัย. อนสุ ยสูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๖/๑๔๐๘.
๕๔ พุทธวจน อานาปานสตสิ มาธิ เปนเหตใุ หรอบรูซง่ึ ทางไกล (อวิชชา) ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อนั บุคคลเจรญิ แลวทาํ ใหมากแลวยอ มเปน ไปเพือ่ ความรอบรูซ ่งึ ทางไกล(อวิชชา). ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิ อันบคุ คลเจริญแลวทําใหมากแลว อยา งไรเลา จึงเปน ไปเพ่อื ความรอบรูทางไกล(อวชิ ชา) ? ภิกษุ ท. ! ในกรณนี ี้ ภิกษไุ ปแลวสปู า หรือโคนไมหรอื เรอื นวางกต็ าม นั่งคูขาเขามาโดยรอบ ตัง้ กายตรง ดํารงสตเิ ฉพาะหนา เธอนั้น มีสติหายใจเขา มสี ติหายใจออก : เม่ือหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมื่อหายใจออกยาว กร็ ชู ัดวา เราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เมือ่ หายใจออกส้นั กร็ ชู ดั วา เราหายใจออกสน้ั ; (แตนี้ไดตรัสไวอยางเดียวกัน ซ่งึ เหมอื นในหนา ๑ – ๔ทกุ ประการ).
อานาปานสติ ๕๕ ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิ อันบุคคลเจรญิ แลวทาํ ใหมากแลว อยางนี้แล ยอมเปนไปเพ่ือความรอบรูทางไกล (อวิชชา). อัทธานสตู ร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๖/๑๔๐๙.
๕๖ พุทธวจน อานาปานสตสิ มาธิ เปน เหตใุ หส้นิ อาสวะ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแลวทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพ่ือความส้ินไปแหงอาสวะท้ังหลาย ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจรญิ แลวทาํ ใหม ากแลว อยา งไรเลา จึงเปน ไปเพอื่ ความส้ินไปแหงอาสวะทง้ั หลาย ? ภิกษุ ท.! ในกรณีน้ี ภิกษุไปแลวสูปา หรือโคนไม หรือเรือนวางก็ตาม นั่งคูขาเขามาโดยรอบตง้ั กายตรง ดาํ รงสติเฉพาะหนา เธอน้ัน มสี ติหายใจเขามีสติหายใจออก : เม่ือหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมอ่ื หายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เม่ือหายใจออกส้นั กร็ ูชัดวา เราหายใจออกสน้ั ;
อานาปานสติ ๕๗ (แตน ้ีไดต รัสไวอยางเดยี วกัน ซึ่งเหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิ อนั บุคคลเจริญแลวทําใหมากแลว อยางนี้แล ยอมเปนไปเพื่อความสิ้นไปแหงอาสวะทั้งหลาย. อาสาวกั ขยสตู ร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๒๖/๑๔๑๐.
๕๘ พุทธวจน แบบการเจรญิ อานาปานสตทิ ีม่ ีผลมาก (แบบทห่ี นึง่ ) ภกิ ษุ ท. ! ธรรมอันเอก อันบุคคลเจริญ กระทําใหมากแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ ธรรมอันเอกนั้นคืออะไรเลา ? คือ อานาปานสติ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางไรกระทาํ ใหม ากแลวอยา งไร จงึ มผี ลใหญ มอี านิสงสใหญ ? ภกิ ษุ ท. ! ในกรณีนี้ ภกิ ษไุ ปแลวสปู า หรือโคนไมหรอื เรือนวางกต็ าม นง่ั คูขาเขา มาโดยรอบ ตง้ั กายตรง ดาํ รงสตเิ ฉพาะหนา เธอน้ัน มสี ติหายใจเขา มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมอ่ื หายใจออกยาว กร็ ชู ัดวาเราหายใจออกยาว; เมื่อหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เมือ่ หายใจออกสั้น กร็ ูชดั วา เราหายใจออกสนั้ ;
อานาปานสติ ๕๙ (แตน ี้ไดต รสั ไวอยางเดยี วกัน ซง่ึ เหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจรญิ แลวกระทาํ ใหมากแลว อยางนี้แล ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใ หญ. เอกธรรมสตู ร มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๔/๑๓๐๕ - ๑๓๐๖.
๖๐ พุทธวจน เจรญิ อานาปานสติ มอี านสิ งสเ ปนเอนกประการ ภิกษุ ท. ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญกระทําใหมากแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญ ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแลว กระทําใหมากแลวอยางไร จงึ มีผลใหญ มอี านิสงสใหญ ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีน้ี ภิกษไุ ปแลว สูปาหรือโคนไมหรือเรือนวางกต็ าม นงั่ คูขาเขามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดํารงสติเฉพาะหนา เธอน้ัน มีสตหิ ายใจเขา มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมื่อหายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาสั้น ก็รูชัดวาเราหายใจเขาส้ัน,เม่ือหายใจออกสนั้ ก็รชู ัดวา เราหายใจออกสน้ั ; (แตนี้ไดตรสั ไวอยา งเดยี วกนั ซึ่งเหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภิกษุ ท.! อานาปานสตสิ มาธิ อนั บุคคลเจรญิ แลวกระทาํ ใหมากแลว อยา งนี้แล ยอ มมผี ลใหญ มอี านิสงสใ หญ.
อานาปานสติ ๖๑ จิตหลุดพน จากอาสวะ ภิกษุ ท. ! แมเราเอง เมื่อยังไมตรัสรู กอนการตรัสรู ยังเปนโพธิสัตวอยู ยอมอยูดวยวิหารธรรมนี้เปนอันมาก. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยูดวยวิหารธรรมนี้เปนอันมาก กายก็ไมลําบาก ตาก็ไมลําบาก และจิตของเราก็หลดุ พนจากอาสวะท้ังหลาย เพราะไมถือมนั่ ดว ยอปุ าทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “กายของเราไมพึงลําบาก ตาของเราไมพึงลาํ บาก และจิตของเราพึงหลุดพนจากอาสวะท้ังหลายเพราะไมถือม่ันดวยอุปาทาน” ดังน้ีแลวไซร; อานาปานสติสมาธิน่ีแหละ อันภิกษุน้ันพึงทําไวในใจใหเ ปน อยางด.ี ละความดาํ รอิ ันอาศัยเรือน ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนนั้ ในเร่ืองน้ี ถา ภกิ ษปุ รารถนาวา “ความระลึกและดําริอนั อาศัยเรือนเหลา ใดของเรามอี ยูความระลกึ และความดาํ ริเหลานนั้ พงึ สิ้นไป” ดงั นแ้ี ลว ไซร;
๖๒ พุทธวจน อานาปานสตสิ มาธินีแ่ หละ อันภิกษนุ น้ั พึงทาํ ไวในใจใหเ ปนอยา งด.ี ควบคุมความรสู กึ เก่ยี วความไมป ฏิกลู ภิกษุ ท.! เพราะเหตุน้ันในเรื่องนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงเปน ผมู สี ญั ญาวา ปฏิกูลในสงิ่ ท่ไี มเปน ปฏกิ ลู อยูเถิด” ดังนแ้ี ลว ไซร; อานาปานสตสิ มาธิน้แี หละ อนั ภกิ ษุนนั้ พงึ ทําไวในใจใหเ ปนอยา งด.ี ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเรื่องน้ี ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงเปนผมู สี ัญญาวา ไมป ฏกิ ลู ในสงิ่ ที่ปฏิกลู อยูเ ถดิ ” ดงั น้แี ลวไซร; อานาปานสตสิ มาธนิ แี้ หละ อันภกิ ษนุ นั้ พงึ ทาํ ไวในใจใหเ ปน อยางด.ี ภกิ ษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องน้ี ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงเปนผูมีสัญญาวา ปฏิกูลทั้งในส่ิงที่ไมปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลอยูเถิด” ดังน้ีแลวไซร;
อานาปานสติ ๖๓ อานาปานสติสมาธินแ้ี หละ อันภิกษนุ ั้นพึงทําไวในใจใหเ ปนอยางด.ี ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงเปนผูมีสัญญาวา ไมปฏิกูลท้ังในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไมปฏิกูลอยูเถิด” ดังนี้แลวไซร; อานาปานสตสิ มาธินี้แหละ อันภกิ ษุนนั้ พึงทาํ ไวในใจใหเ ปน อยา งด.ี ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุน้นั ในเร่ืองน้ี ถาภกิ ษุปรารถนาวา “เราพึงเปนผูเวนขาดจากความรูสึกวาปฏิกูล และความรูสึกวาไมเปน ปฏกิ ลู ทงั้ ๒ อยา ง เสยี โดยเดด็ ขาดแลวเปนผูอ ยูอเุ บกขามสี ติสัมปชญั ญะอยเู ถดิ ” ดงั นแี้ ลว ไซร; อานาปานสตสิ มาธิน้แี หละ อนั ภิกษนุ น้ั พึงทาํ ไวในใจใหเปนอยา งด.ี เปน เหตุใหไ ดสมาธใิ นระดับรปู สัญญาทั้งสี่ ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงเปนผูสงัดจากกามท้ังหลาย สงัด
๖๔ พุทธวจนจากอกุศลธรรมท้ังหลาย เขาถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจารมปี ติและสขุ อนั เกดิ จากวเิ วกแลวแลอยเู ถิด” ดงั นแ้ี ลวไซร; อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทําไวในใจใหเปนอยางดี. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เพราะวิตกวจิ ารระงับไป เราพงึ เขาถงึทตุ ยิ ฌาน อันเปน เคร่ืองผองใสแหง จติ ในภายใน เพราะธรรมอันเอกคอื สมาธิ ผดุ มีข้นึ ไมมีวติ ก ไมม วี ิจาร มปี ต ิและสุข อนั เกดิ จากสมาธแิ ลว แลอยเู ถิด” ดงั นีแ้ ลวไซร; อานาปานสตนิ ีแ้ หละ อนั ภิกษนุ ั้นพึงทาํ ไวในใจใหเ ปน อยางด.ี ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เพราะความจางคลายไปแหง ปต ิ เราพึงเปนผูอ ยูอ เุ บกขา มีสติสมั ปชญั ญะ เสวยสขุ ดว ยนามกาย ชนดิทพ่ี ระอริยเจา กลา ววา ผูนน้ั เปนผูอยอู เุ บกขา มีสติ มกี ารอยูเปนสุข, เขาถึง ตติยฌาน แลวแลอยเู ถิด” ดงั น้ีแลว ไซร; อานาปานสตสิ มาธินแ้ี หละ อนั ภกิ ษนุ นั้ พงึ ทําไวในใจใหเ ปน อยา งด.ี
อานาปานสติ ๖๕ ภิกษุ ท.! เพราะเหตุน้ันในเรื่องนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เพราะละสขุ และทุกขเ สยี ได เพราะความดับไปแหงโสมนัสและโทมนสั ในกาลกอน เราพงึ เขา ถงึจตุตถฌาน อันไมมีทุกขไมมีสุข มีแตความบริสุทธ์ิแหงสติ เพราะอุเบกขาแลวแลอยูเถิด” ดังน้ีแลวไซร; อานาปานสตสิ มาธนิ แี้ หละ อันภิกษุนนั้ พงึ ทาํ ไวในใจใหเปนอยา งด.ี เปนเหตุใหไดส มาธใิ นระดับอรปู สัญญาท้ังส่ี ภิกษุ ท.! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เพราะกาวลวงรูปสัญญาเสียโดยประการท้งั ปวง เพราะความดบั ไปแหง ปฏิฆสญั ญาทั้งหลาย เพราะการไมกระทาํ ในใจ ซ่ึงนานัตตสัญญามีประการตางๆเราพงึ เขา ถึงอากาสานญั จายตนะอันมกี ารทําในใจวา อากาศไมมีท่ีสุด ดังน้ีแลวแลอยูเถิด” ดังนี้แลวไซร; อานาปานสติสมาธนิ แี้ หละ อันภกิ ษุนนั้ พงึ ทาํ ไวในใจใหเ ปนอยางด.ี
๖๖ พทุ ธวจน ภิกษุ ท.! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพงึ กา วลวงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแลว พงึ เขา ถึงวญิ ญาณญั จายตนะ อันมกี ารทําในใจวา วิญญาณไมมีที่สุด ดังน้ีแลวแลอยูเถิด” ดังน้ีแลวไซร; อานาปานสติสมาธนิ ้แี หละ อันภกิ ษนุ นั้ พงึ ทําไวใ นใจใหเ ปนอยา งดี. ภิกษุ ท.! เพราะเหตุนั้นในเรื่องน้ี ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพงึ กา วลวงวญิ ญาณญั จายตนะเสยี โดยประการทัง้ ปวง เขาถงึ อากญิ จญั ญายตนะ อันมกี ารทาํในใจวาไมมีอะไร แลวแลอยูเถิด” ดังนี้แลวไซร; อานาปานสตสิ มาธนิ แ้ี หละ อันภกิ ษนุ น้ั พึงทําไวในใจใหเ ปนอยางด.ี ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุน้ันในเร่ืองนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพึงกาวลว งอากญิ จญั ญายตนะเสยี โดยประการท้ังปวง เขาถงึ เนวสญั ญานาสัญญายตนะแลว แลอยูเถิด” ดังนี้แลวไซร; อานาปานสตสิ มาธนิ ี่แหละ อนั ภกิ ษนุ น้ั พึงทาํ ไวในใจใหเ ปน อยา งด.ี
อานาปานสติ ๖๗ เปนเหตุใหไดส ัญญาเวทยติ นิโรธ ภกิ ษุ ท. ! เพราะเหตุน้ันในเรื่องนี้ ถาภิกษุปรารถนาวา “เราพงึ กา วลว งซึง่ เนวสัญญานาสญั ญายตนะเสียไดโดยประการท้ังปวง เขาถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแลว แลอยเู ถิด” ดังนีแ้ ลว ไซร; อานาปานสตสิ มาธนิ แ้ี หละ อนั ภิกษุนน้ั พึงทําไวในใจใหเ ปนอยา งด.ี รูตอ เวทนาทุกประการ ภิกษุ ท. ! เม่ืออานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเจรญิ แลว ทําใหม ากแลว อยอู ยา งน;้ี ถาภิกษุน้ันเสวย เวทนาอันเปนสุข เธอยอมรูตัววาเวทนาน้นั ไมเท่ียง เธอยอมรูตัววาเวทนานั้น อันเราไมสยบมัวเมาแลว ยอมรูตัววาเวทนานั้น อันเราไมเพลิดเพลินเฉพาะแลว ดงั น้ี. ถาภิกษุน้ันเสวย เวทนาอันเปนทุกข เธอยอมรูตัววา เวทนาน้ันไมเท่ียง เธอยอมรูตัววาเวทนานั้น
๖๘ พุทธวจนอันเราไมสยบมัวเมาแลว ยอมรูตัววาเวทนาน้ัน อันเราไมเพลิดเพลินเฉพาะแลว ดังนี้. ถาภกิ ษุนนั้ เสวย เวทนาอันไมใชส ุข ไมใ ชท ุกขเธอยอ มรูตวั วา เวทนานนั้ ไมเท่ียง เธอยอ มรูตัววาเวทนาน้ัน อันเราไมสยบมัวเมาแลว ยอมรูตัววาเวทนาน้ันอันเราไมเพลดิ เพลนิ เฉพาะแลว ดังน้.ี ภิกษุนั้น ถาเสวย เวทนาอันเปนสุข ก็เปนผไู มติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น; ถาเสวยเวทนาอันเปนทุกข ก็เปนผูไมติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น; ถาเสวยเวทนาอันเปนอทุกขมสุข ก็เปนผูไมติดใจพัวพันเสวยเวทนาน้ัน. ภิกษุนนั้ เม่ือเสวย เวทนาอนั มกี ายเปน ท่ีสดุ รอบยอมรูชัดวาเราเสวยเวทนาอันมีกายเปนท่ีสุดรอบ; เมื่อเสวย เวทนาอนั มีชวี ติ เปน ท่ีสุดรอบ ยอมรูชดั วา เราเสวยเวทนาอนั มีชวี ติ เปน ที่สดุ รอบ. เธอยอม รูช ดั วา เวทนาท้ังปวงอนั เราไมเ พลิดเพลินแลว จกั เปน ของเยน็ ในอตั ตภาพนี้นน่ั เทยี ว จนกระทัง่ ถงึ ทสี่ ดุ รอบแหง ชวี ติ เพราะการแตกทําลายแหง กาย ดงั น.้ี
อานาปานสติ ๖๙ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนประทปี นาํ้ มัน ไดอาศยัน้ํามันและไสแลวก็ลุกโพลงอยูได, เม่ือขาดปจจัยเครื่องหลอเลี้ยง เพราะขาดนํ้ามันและไสนั้นแลว ยอมดับลง,น้ฉี นั ใด; ภิกษุ ท. ! ขอ น้กี ็ฉันนั้น คือภกิ ษุ เมื่อเสวยเวทนาอันมกี ายเปน ทสี่ ุดรอบ, กร็ ูช ดั วาเราเสวยเวทนาอันมกี ายเปน ทสี่ ดุ รอบ ดงั น.ี้ เม่ือเสวยเวทนาอันมีชีวติ เปน ทสี่ ดุรอบ ก็รูชัดวาเราเสวยเวทนาอันมีชีวิตท่ีสุดรอบ ดังน้ี.(เปน อนั วา) ภิกษนุ ้นั ยอ มรชู ดั วา เวทนาทง้ั ปวงอนั เราไมเพลิดเพลินแลว จักเปนของเย็นในอัตตภาพนี้น่ันเทียวจนกระทั่งถึงท่ีสุดรอบแหงชวี ติ เพราะการแตกทาํ ลายแหง กาย ดังน.ี้ ทปี สูตร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๐๐ - ๔๐๔/๑๓๒๗ - ๑๓๔๗.
70 พุทธวจน ฉบับ ๖ อานาปานสติ
อานาปานสติ ๗๑ แบบการเจรญิ อานาปานสตทิ ่ีมีผลมาก (แบบท่สี อง) ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตอิ นั บคุ คลเจรญิ กระทาํใหม ากแลว ยอ มมีผลมาก มอี านิสงสม าก ก็อานาปานสติอันบุคคลเจริญแลวอยางไร กระทาํ ใหมากแลวอยางไรจึงมีผลมาก มีอานสิ งสมาก ? ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้ภิกษุยอมเจริญสติสัมโพชฌงคอันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคท่ีอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อาศัยนิโรธ (ความดับ)นอ มไปเพื่อโวสสคั คะ (ความสละลง); ยอมเจริญ ธมั มวิจยสมั โพชฌงค อนั ประกอบดว ยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคท่ีอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศยั นิโรธ นอ มไปเพือ่ โวสสัคคะ; ยอ มเจริญ วริ ยิ สัมโพชฌงค อนั ประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคทอ่ี าศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศยั นิโรธ นอมไปเพอื่ โวสสัคคะ;
๗๒ พทุ ธวจน ยอมเจริญ ปต ิสมั โพชฌงค อนั ประกอบดว ยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวริ าคะ อาศยั นโิ รธ นอมไปเพ่อื โวสสคั คะ; ยอมเจรญิ ปสสัทธสิ มั โพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคท่ีอาศัยวิเวก อาศัยวริ าคะ อาศยั นโิ รธ นอ มไปเพื่อโวสสัคคะ; ยอ มเจรญิ สมาธิสมั โพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศยั นโิ รธ นอมไปเพอ่ื โวสสัคคะ; ยอมเจรญิ อเุ บกขาสัมโพชฌงค อนั ประกอบดว ยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวริ าคะ อาศยั นโิ รธ นอมไปเพื่อโวสสคั คะ; ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อนั บุคคลเจริญแลวกระทําใหม ากแลว อยา งนแ้ี ล ยอมมผี ลมาก มอี านสิ งสม าก. โพชฌงคสูตร มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๕/๑๓๐๗ - ๑๓๐๘.
อานาปานสติ ๗๓ เจริญอานาปานสติ มอี านสิ งสเ ปน เอนกประการ (อีกสตู รหนงึ่ ) ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจรญิ แลวกระทาํ ใหมากแลว ยอมมีผลมาก มีอานิสงสมาก ก็อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ แลวอยา งไร กระทาํ ใหม ากแลวอยางไร ยอมมผี ลมาก มีอานสิ งสมาก ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อาศัยนิโรธ (ความดับ)นอมไปเพ่ือโวสสัคคะ (ความสละลง); (แตน้ีไดตรัสไวอยางเดียวกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๗๑ –๗๒ ทุกประการ). ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ แลวอยางนี้ กระทําใหมากแลวอยางนี้แล ยอมมีผลมากมีอานิสงสม าก.
๗๔ พุทธวจน ไดบ รรลุมรรคผลในปจจุบัน ภกิ ษุ ท. ! เมอ่ื อานาปานสติ อนั บคุ คลเจรญิ แลวกระทําใหม ากแลว พึงหวังผลได ๒ อยา ง อยางใดอยา งหน่งึ คือ อรหตั ตผลในปจจบุ นั หรือเมอื่ ยงั มคี วามยดึ ถอืเหลืออยู ยอมเปน พระอนาคามี เมอ่ื อานาปานสติ อนั บคุ คลเจริญแลว อยางไรกระทาํ ใหม ากแลว อยา งไร พึงหวงั ผลได ๒ อยาง อยา งใดอยางหนึ่ง คือ อรหตั ตผลในปจ จุบัน หรอื เมือ่ ยงั มีความยดึ ถือเหลอื อยู ยอ มเปน พระอนาคามี ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธนอมไปในการสละ; (แตน ้ไี ดตรสั ไวอยา งเดียวกัน ซึ่งเหมอื นในหนา ๗๑ –๗๒ ทกุ ประการ). ภิกษุ ท.! เม่ืออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางน้ี กระทาํ ใหมากแลวอยางน้ีแล พึงหวังผลได ๒ อยาง อยางใดอยางหนึ่ง คือ อรหัตตผลใน
อานาปานสติ ๗๕ปจจุบัน หรือ เม่ือยังมีความยึดถือเหลืออยู ยอมเปนพระอนาคามี. เพื่อประโยชนมาก ภิกษุ ท.! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวกระทาํ ใหมากแลว ยอมเปนไปเพ่ือ ประโยชนมาก(มหโต อตฺถาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางไร กระทาํ ใหมากแลวอยางไร ยอมเปนไปเพ่ือประโยชนมาก ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธนอมไปในการสละ; (แตน ้ไี ดต รสั ไวอยางเดยี วกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๗๑ –๗๒ ประการ). ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อนั บุคคลเจรญิ แลวอยางนี้ กระทาํ ใหมากแลวอยางนแี้ ล ยอ มเปนไปเพื่อประโยชนมาก.
๗๖ พุทธวจน เพือ่ ความเกษมจากโยคะมาก ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบคุ คลเจริญแลวกระทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพอ่ื ความเกษมจากโยคะมาก(มหโต โยคกฺเขมาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางไร กระทําใหมากแลวอยางไร ยอมเปนไปเพื่อความเกษมจากโยคะมาก ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธนอมไปในการสละ; (แตนีไ้ ดต รัสไวอยา งเดียวกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๗๑ –๗๒ ทุกประการ). ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางนี้ กระทําใหมากแลวอยางนี้แล ยอมเปนไปเพื่อความเกษมจากโยคะมาก.
อานาปานสติ ๗๗ เพือ่ ความสงั เวชมาก ภิกษุ ท.! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวกระทําใหมากแลว ยอมเปนไปเพื่อความสังเวชมาก(มหโต สเวคาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางไร กระทําใหมากแลวอยางไร ยอมเปนไปเพ่ือความสังเวชมาก ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธนอมไปในการสละ; (แตน้ไี ดตรสั ไวอยา งเดียวกัน ซึ่งเหมอื นในหนา ๗๑ –๗๒ ทุกประการ). ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยางน้ี กระทําใหมากแลวอยางนี้แล ยอมเปนไปเพื่อความสงั เวชมาก.
๗๘ พุทธวจน เพ่อื อยูเปน ผาสกุ มาก ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อนั บุคคลเจริญแลวกระทําใหม ากแลว ยอ มเปนไปเพ่ืออยเู ปนผาสุกมาก(มหโต ผาสุวหิ าราย) กอ็ านาปานสติ อันบุคคลเจริญแลวอยา งไร กระทาํ ใหมากแลว อยางไร ยอ มเปน ไปเพ่ืออยูเปนผาสุกมาก ? ภกิ ษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยอมเจริญสติสัมโพชฌงค อันประกอบดวยอานาปานสติ อันเปนสัมโพชฌงคที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธนอ มไปในการสละ; (แตนีไ้ ดตรัสไวอยางเดยี วกัน ซึ่งเหมือนในหนา ๗๑ –๗๒ ทุกประการ). ภิกษุ ท. ! อานาปานสติ อันบคุ คลเจรญิ แลวอยางน้ี กระทาํ ใหม ากแลวอยางนีแ้ ล ยอมเปนไปเพื่ออยูเปน ผาสุกมาก. ภกิ ษุ ท. ! แมน ้าํ คงคาไหลไปสทู ศิ ปราจีน หล่ังไปสทู ิศปราจีน บาไปสทู ิศปราจีน ฉนั ใด ภกิ ษุผูเ จรญิโพชฌงค ๗ กย็ อมเปน ผนู อมไปสนู พิ พาน โนม ไปสู
อานาปานสติ ๗๙นพิ พาน โอนไปสนู พิ พาน ฉันนั้นเหมอื นกัน กภ็ กิ ษุผูเจรญิ โพชฌงค ๗ กระทําใหมากซึง่ โพชฌงค ๗ อยางไรยอ มเปน ผนู อ มไปสนู ิพพาน โนม ไปสูนิพพาน โอนไปสูนพิ พาน. ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยน้ี ยอมเจริญสตสิ ัมโพชฌงค อันอาศยั วเิ วก อนั อาศยั วริ าคะ อันอาศัยนโิ รธ นอ มไปในการสละ; ยอมเจรญิ ธัมมวิจยสมั โพชฌงค อนั อาศัยวิเวกอันอาศยั วิราคะ อนั อาศยั นโิ รธ นอมไปในการสละ; ยอมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ นอมไปในการสละ; ยอมเจริญ ปติสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ นอมไปในการสละ; ยอมเจริญ ปสสัทธิสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ นอมไปในการสละ; ยอมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ นอมไปในการสละ;
๘๐ พุทธวจน ยอมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค อันอาศัยวิเวกอนั อาศยั วิราคะ อันอาศยั นิโรธ นอมไปในการสละ; ภิกษุ ท. ! ภกิ ษุผูเจรญิ โพชฌงค ๗ กระทาํ ใหม ากซ่ึงโพชฌงค ๗ อยางน้ีแล ยอมเปนผูนอมไปสูนิพพานโนม ไปสนู พิ พาน โอนไปสูน พิ พาน. อานาปานวรรคท่ี ๗ โพชฌงคสังยตุ มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๑๘๑/๖๕๕.
อานาปานสติ ๘๑ เจริญอานาปานสติ ช่ือวาไมเ หินหางจากฌาน ภิกษุ ท. ! ถา ภิกษุ เจรญิ อานาปานสติ แมช่ัวกาลเพียงลัดน้ิวมือ ภิกษุน้ีเรากลาววา อยูไมเหินหางจากฌานทําตามคาํ สอนของพระศาสดาปฏบิ ตั ิตามโอวาท ไมฉันบิณฑบาตของชาวแวนแควนเปลา ก็จะปวยกลาวไปไยถึงผูกระทําใหม ากซง่ึ อานาปานสตนิ ั้นเลา. ปสาทกรธมั มาทบิ าลี เอก. อ.ํ ๒๐/๕๔ - ๕๕/๒๒๔.
อานาปานสติ ๘๓ อานาปานสติ : เปน สุขวิหาร ระงับไดซ่ึงอกุศล (ทรงปรารภเหตุท่ี ภิกษทุ ้งั หลายไดฆา ตวั ตายบา งฆากนั และกนั บาง เนอ่ื งจากเกดิ ความอึดอัดระอา เกลยี ดกายของตน เพราะการปฏิบตั ิอสภุ ภาวนา จึงไดท รงแสดงอานาปานสตสิ มาธแิ กภ กิ ษเุ หลานัน้ ) ภิกษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธนิ ้ีแล อันบคุ คลเจริญแลว ทําใหมากแลว ยอ มเปน ของราํ งบั เปนของประณีต เปนของเย็น เปน สุขวิหาร และยอ มยงั อกุศลธรรมอันเปน บาป อันเกดิ ขนึ้ แลว และเกดิ ขึน้ แลว ใหอันตรธานไป ใหร ํางบั ไป โดยควรแกฐานะ. ภกิ ษุ ท. ! เปรียบเหมือนฝุนธุลีฟุงข้ึนแหงเดือนสุดทายของฤดูรอน ฝนหนักท่ีผิดฤดูตกลงมา ยอมทําฝุนธุลีเหลานั้นใหอันตรธานไป ใหรํางับไปได โดยควรแกฐ านะ, ขอนี้ฉันใด;
๘๔ พุทธวจน ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิอันบคุ คลเจริญแลว ทาํ ใหม ากแลว กเ็ ปนของระงับ เปน ของประณตี เปนของเย็น เปนสขุ วิหาร และยอ มยังอกศุ ลธรรมอนั เปนบาปท่เี กิดขนึ้ แลว และเกิดขนึ้ แลว ใหอนั ตรธานไป ใหร าํ งับไปได โดยควรแกฐานะได ฉนั นัน้ . ภิกษุ ท. ! ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแลว ทําใหมากแลว อยางไรเลา ? ที่เปนของรํางับ เปนของประณีต เปนของเย็น เปนสุขวิหารและยอมยังอกุศลธรรม อันเปนบาปที่เกิดขึ้นแลวและเกิดขึ้นแลว ใหอันตรธานไป ใหรํางับไปไดโดยควรแกฐานะได. ภิกษุ ท. ! ภกิ ษใุ นกรณีน้ี ไปแลวสปู า ก็ตามไปแลวสโู คนไมก ็ตาม ไปแลวสเู รือนวางก็ตาม นั่งคูขาเขา มาโดยรอบแลว ต้ังกายตรง ดํารงสติมั่น; ภิกษนุ นั้ มีสตหิ ายใจเขา มีสติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมื่อหายใจออกยาว ก็รชู ัดวาเราหายใจออกยาว;
อานาปานสติ ๘๕ เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เม่ือหายใจออกส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจออกส้ัน; (แตน้ีไดตรัสไวอยางเดียวกัน ซ่ึงเหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). ภกิ ษุ ท. ! อานาปานสตสิ มาธิ อนั บุคคลเจรญิแลว ทําใหมากแลว ดวยอาการอยางน้ี ยอ มเปน ของรํางับเปนของประณีต เปนของเยน็ เปนสขุ วหิ าร และยอมยงัอกศุ ลธรรมอันเปน บาป ที่เกิดขึ้นแลว และเกิดขึ้นแลว ใหอนั ตรธานไป ใหราํ งบั ไปได โดยควรแกฐานะ ดังนี้ แล. เวสาลีสตู ร มหาวาร. ส.ํ ๑๙/๔๐๗/๑๓๕๒ - ๑๓๕๔. มหา. ว.ิ ๑/๑๒๘ - ๑๓๑/๑๗๖ – ๑๗๘.
๘๖ พทุ ธวจน อานาปานสติ : สามารถกําจัด บาปอกศุ ลไดทุกทศิ ทาง อานนท ! อานาปานสติสมาธิอันบุคคลเจริญกระทําใหมากแลว ยอมมีผลใหญ มีอานิสงสใหญก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแลว กระทําใหมากแลว อยางไร จงึ มผี ลใหญ มอี านสิ งสใ หญ ? อานนท ! ในกรณนี ี้ ภกิ ษไุ ปแลว สูปา หรือโคนไมหรอื เรอื นวางกต็ าม นัง่ คูขาเขา มาโดยรอบ ตงั้ กายตรง ดาํ รงสติเฉพาะหนา เธอนนั้ มสี ติหายใจเขา มสี ติหายใจออก : เมื่อหายใจเขายาว ก็รูชัดวาเราหายใจเขายาว,เมอื่ หายใจออกยาว ก็รูชัดวาเราหายใจออกยาว; เม่ือหายใจเขาส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจเขาสั้น,เมือ่ หายใจออกส้ัน ก็รูชัดวาเราหายใจออกสั้น; (แตนีไ้ ดตรสั ไวอยางเดียวกัน ซึง่ เหมือนในหนา ๑ – ๔ทุกประการ). อานนท ! อานาปานสตสิ มาธิ อันบุคคลเจริญแลวกระทําใหมากแลว อยา งน้ีแล ยอมมผี ลใหญ มีอานสิ งสใ หญ.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172