Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เรื่องเหนือสามัญวิสัย_อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา

เรื่องเหนือสามัญวิสัย_อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา

Published by sadudees, 2017-01-10 00:54:10

Description: เรื่องเหนือสามัญวิสัย_อิทธิปาฏิหาริย์-เทวดา

Search

Read the Text Version

เร่ืองเหนือสามญั วสิ ยัอิทธปิ ฏหิ าริย- เทวดา พระพรหมคุณาภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต)

เรือ่ งเหนือสามัญวสิ ยั อทิ ธปิ ฏิหาริย - เทวดา© พระพรหมคณุ าภรณ (ป. อ. ปยุตโฺ ต)ISBN 974-xxxxx-x-x(ที่มา: พุทธธรรม ฉบบั ปรับปรุงและขยายความ บทที่ ๑๓)พิมพคร้งั แรก - มีนาคม ๒๕๔๔ ๓,๐๐๐ เลมพิมพครงั้ ท่ี ๕ - ธนั วาคม ๒๕๕๐ ๓,๐๐๐ เลม- พระนวกะ (รุน มิ.ย. ๕๐) ๙ รูป- ครอบครวั ประสิทธิเ์ ดชสกุล ๑๓,๐๐๐ บาท- คุณกญั จนร ตั น ปยะนรี นาท และครอบครัว ๑,๘๕๐ บาท- คณุ อรุณ-คุณสุขใจ เหลอื งอรุณเลศิ และครอบครวั ๑,๘๕๐ บาท- คณุ ปท มา หรรษชัยนันท และครอบครัว ๑,๔๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท- คุณสุวัฒน ต้ังฑฆี ะรักษ ๕๐๐ บาท- ทนุ พมิ พหนังสือวัดญาณเวศกวันออกแบบปก พระชยั ยศ พทุ ฺธิวโรDhammaintrend ร่วมเผยแพร่และแบ่งปันเป็นธรรมทาน

สารบญัอนโุ มทนา.........................................................................................(๑)เรอ่ื งเหนือสามญั วิสัย: อิทธิปฏิหารยิ  - เทวดา......................... ๑ ● ทัศนะของพระพทุ ธศาสนาตอเรื่องเหนือสามญั วิสัย ............๑อิทธิปาฏิหารยิ .....................................................................๑๒ ● ขอท่ีควรเขาใจเกี่ยวกบั เรอื่ งอิทธปิ าฏหิ าริย...................... ๑๒ - ปาฏิหารยิ ม ี ๓ อยา ง .....................................................................๑๓ - อิทธปิ าฏิหารยิ ไ มใ ชแกน ของธรรมะ ...............................................๑๖ - อทิ ธิฤทธท์ิ เี่ ปนและไมเปนอริยะ.....................................................๑๙ - โทษแกปุถชุ นทเี่ กย่ี วของกบั เรอ่ื งฤทธิ์............................................๒๒ - แนวปฏิบตั ทิ ถ่ี กู ตองในการเขาไปเกี่ยวของกบั เรือ่ งฤทธ์ิ..................๒๗เทวดา................................................................................. ๓๒ ● ขอเปรียบเทียบระหวางฐานะของมนุษยกับเทวดา ........... ๓๒ - ความสมั พันธทไ่ี มค วร ระหวา งมนษุ ยก บั เทวดา .............................๓๖ - โทษจากการหวังพ่งึ เทวดา ............................................................ ๓๘ - ขอสงั เกตเพื่อการสรางความสัมพันธท่ถี ูกตอ ง................................๔๑

- ความสมั พนั ธแบบชาวพทุ ธระหวา งมนุษยกบั เทวดา........................๔๕สรุปวธิ ีปฏิบัติทถ่ี ูกตอง ตอเรื่องเหนือสามัญวสิ ัย ................ ๔๙ ● เขา ใจพฒั นาการแหงความสัมพันธ ๓ ขัน้ ....................... ๔๙ - กา วเขา สขู นั้ ของการมีชีวติ อิสระ เพือ่ เปนชาวพุทธที่แท................... ๕๒ - วิธีปฏิบัตทิ ่ีถูกตอ งตอ สง่ิ เหนือสามญั วสิ ยั .......................................๕๖บนั ทึกพิเศษทายบท (สําหรบั ผสู นใจเชงิ วชิ าการ)................... ๖๕ บันทึกที่ ๑ : อิทธิปาฏหิ ารยิ ในคมั ภรี  ............................. ๖๕ บนั ทึกท่ี ๒ : การชวยและการแกลงของพระอินทร........... ๗๒ บนั ทกึ ที่ ๓ : สัจกิรยิ า ทางออกท่ีดีสาํ หรับ ผูยังหวงั อํานาจดลบันดาล ......................... ๗๕ บันทึกท่ี ๔ : พระพุทธ เปน มนุษยหรอื เทวดา .................. ๗๙เชิงอรรถ............................................................................ ๘๓ภาคผนวก ประเดน็ เสรมิ เพอื่ ยาํ้ ความเขา ใจ .......................... ๙๙ ประเดน็ ที่ ๑ สรุปหลกั การสําคญั ของพระพทุ ธศาสนาคืออะไร ........ ๑๐๑ ประเดน็ ท่ี ๒ เหตใุ ดพระพุทธเจาจึงทรงรังเกียจอิทธิปาฏิหารยิ  และอาเทศนาปาฏิหารยิ ............................................. ๑๐๔

ประเด็นที่ ๓ พระสมยั กอนก็ใหของขลังวัตถุมงคล พระสมยั น้กี ใ็ ห ตา งกนั อยา งไร และสรปุ แลว คนไทยนบั ถอื พระพุทธ- ศาสนาเปนหลัก หรือไสยศาสตรเ ปน หลัก...................๑๐๗ประเดน็ ที่ ๔ สรุปการนบั ถอื อํานาจดลบนั ดาลภายนอก ตา งจาก การนับถอื พระพุทธศาสนาโดยสาระสําคญั อยา งไร......๑๒๑

เรอ่ื งเหนอื สามัญวสิ ัย: อทิ ธิปฏหิ าริย - เทวดาทัศนะของพระพทุ ธศาสนา ตอเรอ่ื งเหนือสามัญวสิ ัย ถา ถามวา ในทัศนะของพระพุทธศาสนา อิทธิปาฏิหารยิ ก ็ดี เทวดา หรือเทพเจาตางๆ ก็ดี มจี ริงหรือไม และถาตอบตามหลักฐานในคมั ภรี มีพระไตรปฎ กเปน ตน โดยถือตามตวั อกั ษร ก็ตอ งวา\"มี\" หลกั ฐานท่ีจะยนื ยันคําตอบน้ีมอี ยมู ากมายทัว่ ไปในคมั ภีร จนไมจ าํ เปนจะตอ งยกมาอางองิ อยา งไรกต็ าม ปญหาเกีย่ วกับความมีหรอื ไมมี และจรงิ หรือไมจรงิ ของสิง่ เหลา นี้ เปน สิ่งยากทจี่ ะทําใหคนท้ังหลายตกลงยอมรับคําตอบเปนอยางหน่ึงอยางเดียวกันได และหลายทา นมองเหน็ โทษของความเชือ่ ถือในสิง่ เหลาน้ีวาทําใหเกิดผลเสียหายมากมายหลายประการ จึงไดมีปราชญบางทานพยายามแปลความหมายของสิ่งเหลานี้ใหเห็นนัยท่ีลึกซึ้งลงไปอยา งนาสนใจ

๒ เร่ืองเหนือสามัญวิสยั สําหรับในที่น้ีจะไมขอยุงเก่ียวกับการตีความหรือแปลความหมายใดๆ เลย เพราะเหน็ วาไมมคี วามจาํ เปน แมจ ะถอื ตรงตามตวั อักษรวา สง่ิ เหลา น้มี แี ละเปน จริงอยา งนน้ั พระพุทธศาสนาก็มีหลักการที่ไดว างไวแ ลวอยา งเพยี งพอที่จะปดก้ันผลเสยี ซงึ่ จะพงึ เกิดขน้ึ ท้ังจากการติดของอยูกับการหาคําตอบวา มีหรือไม จรงิหรอื ไมจรงิ และทัง้ จากความเช่อื ถอื งมงายในส่งิ เหลา นั้น พูดอกีอยางหน่ึงวา มนุษยจํานวนมากมายตั้งแตสมัยโบราณจนถึงปจจุบัน มีความเชื่อถือหรือไมก็หว่ันเกรงตออํานาจผีสางเทวดาสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธอ์ิ ทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ต า งๆ พระพทุ ธศาสนากลา ทา ใหส งิ่ เหลานน้ั มจี รงิ เปน จรงิ โดยประกาศอสิ รภาพใหแ กม นษุ ยท า มกลางความมีอยขู องสงิ่ เหลา นนั้ พระพทุ ธศาสนาไดว างหลกั การตา งๆ ไวท จ่ี ะทาํใหมนุษยไดรับแตผลดีในการเกี่ยวของกับเร่ืองเหนือสามัญวิสัยอยา งนอยกใ็ หมีผลเสยี นอยกวา การทจ่ี ะมวั ไปวนุ วายอยกู บั ปญ หาวา สิง่ เหลานั้นมีจรงิ หรอื ไม จุดสําคญั ในเรอื่ งนอ้ี ยทู ่วี า เขาใจหลักการทีพ่ ระพุทธศาสนาวางไวและไดน าํ มาใชป ฏิบตั กิ ันหรือไม สรุปความเบ้ืองตนในตอนนี้วา พระพุทธศาสนาไมสนใจกบั คําถามวาอทิ ธปิ าฏิหารยิ มีจริงหรือไม เทวดามีจริงหรือไม และ

อทิ ธปิ าฏิหาริย- เทวดา ๓ไมวุนวาย ไมยอมเสียเวลากับการพิสูจนความมีจริงเปนจริงของส่ิงเหลาน้ีเลย สิ่งที่พระพุทธศาสนาสนใจ ก็คือมนษุ ยค วรมที าทีและควรปฏบิ ตั ติ อส่ิงเหลา นนั้ อยา งไร พูดอีกอยา งหนง่ึ วา สําหรับพระพุทธศาสนา ปญหาวาผีสางเทวดา อาํ นาจลึกลับ อิทธิฤทธ์ิปาฏหิ ารยิ  มีอยูจรงิ หรือไม ไมส ําคัญเทา กบั ปญหาวา ในกรณที ม่ี ีอยูจรงิ สิ่งเหลา นั้นมฐี านะอยางไรตอ การดาํ รงชวี ิตของมนษุ ย และอะไรคือความสัมพันธอันถูกตองระหวางมนุษยกับส่ิงเหลาน้ันอาจมีบางทานแยง วา ถาไมพ ิสูจนใหรแู นเสยี กอ นวามจี ริงหรือไมจะไปรูฐานะและวิธีปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นไดอยางไร กอนจะตอบควรแยงกลับเสียกอนวา เพราะมวั เชือ่ ถือและยดึ มนั่ อยูวา จะตองพิสูจนเสียกอนน้ีแหละจึงไดเกิดขอผิดพลาดในทางปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับเรอื่ งเหลานขี้ น้ึ แลว มากมาย โดยทจ่ี นกระทงั่ บัดน้ี กย็ งั พสิ ูจนกันไมเ สรจ็ คําตอบในเร่อื งน้แี ยกออกไดเปน เหตุผล ๒ ขอใหญ ประการแรก เรื่องเหนือสามัญวิสัยเหลาน้ี ทั้งเร่ืองอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริยก ็ดี เทพไทเ ทวากด็ ี จดั เขา ในประเภทสงิ่ ลึกลบั ท่ีพูดอยางรวบรัดตามความหมายแบบชาวบานวาพิสูจนไมได คอื เอามาแสดงใหเห็นจริงจนตองยอมรับโดยเด็ดขาดไมได ท้ังในทาง

๔ เร่อื งเหนือสามัญวสิ ัยบวกและในทางลบ หมายความวา ฝา ยที่เชอื่ ก็ไมอ าจพสิ จู นจ นคนทวั่ ไปเห็นจะแจงจนหมดสงสยั ตองยอมรับกันทวั่ ทงั้ หมด ฝา ยท่ไี มเช่ือก็ไมสามารถพิสูจนใหเ หน็ ชัดแจงเดด็ ขาดลงไปจนไมตองเหลือเยื่อใยไวใ นใจของคนอนื่ ๆ วายังอาจจะมี ทงั้ สองฝายอยูเพียงขนั้ความเชอ่ื คือเชอื่ วา มี หรือเชือ่ วา ไมมี หรือไมเชื่อวามี (ถงึ วา ไดเห็นจริง กไ็ มส ามารถแสดงใหค นอ่นื เหน็ จริงอยางน้นั ดว ย) ย่ิงกวาน้นั ในสภาพท่พี สิ ูจนอ ยางสามัญไมไดน้ี ส่ิงเหลานี้ยังมลี ักษณะพิเศษอีกอยางหนง่ึ คือ เปน ของผลุบๆ โผลๆ หรือลบั ๆ ลอ ๆ หมายความวา บางทมี เี คาใหต ื่นใจวาคราวน้ตี อ งจรงิ แตพ อจะจับใหม น่ัก็ไมยอมใหสมใจจริง คร้ันทําบางอยางไดสมจริง ก็ยังมีแงใหเคลอื บแคลงตอ ไป เขา แนวทีว่ า ย่ิงคนกย็ งิ่ ลบั ยง่ิ ลบั ก็ยง่ิ ลอ ใหคนคนตามที่ถูกลอก็ย่ิงหลงแลวก็หมกมุนวนเวียนอยูกับส่ิงเหลาน้ันจนชักจะเลอื่ นลอยออกไปจากโลกของมนษุ ย ในเมื่อเปนสิ่งท่ีไมอาจพิสูจน เปนส่ิงลับลอและมักทําใหหลงใหลเชนน้ี การมัววุน วายกบั การพสิ ูจนส ่งิ เหลา น้นั ยอ มกอ ใหเกิดโทษหลายอยา งทง้ั แกบุคคลและสังคม นอกจากเสยี เวลาและเสียกิจการเพราะความหมกมุนวุนวายแลว เมื่อตองมัวรอกันอยู

อิทธิปาฏิหารยิ - เทวดา ๕จนกวาจะพิสูจนไดวามีจริงหรือไมมี และก็พิสูจนกันไมเสร็จสักทีผูท ีเ่ ชื่อและไมเชอื่ กต็ อ งมาทุม เถียงหาทางหักลางกัน แตกสามคั คีทะเลาะวิวาทกันเพราะเร่ืองที่ไมชัดเจน และในระหวางนั้นแตละพวกละฝายตางก็ปฏิบัติตอส่ิงเหลานั้นไปตามความเช่ือและไมเช่อื ของตน ไมมโี อกาสท่จี ะแกไ ขการปฏบิ ตั ติ างๆ ทเี่ กิดโทษกอผลเสยี แกชีวิตและสังคม เพราะตอ งรอใหพสิ จู นเสร็จกอน จงึ จะยุติการปฏิบัตใิ หล งเปน อันเดยี วกนั ได ซงึ่ กย็ ังพิสูจนก นั ไมเ สรจ็ จนบดันี้ จึงเปนอันตองยอมรับผลเสียกันอยางนี้เร่ือยไปไมเห็นท่ีส้ินสุดถาหากไมยอมรับหรือไมยอมรอก็ตองใชวิธีบังคับขมเหงกันโดยฝายท่ีเช่ือบังคับฝายท่ีไมเชื่อใหปฏิบัติอยางตน หรือฝายท่ีไมเชื่อบังคบั ฝา ยท่ีเช่อื ไมใ หป ฏบิ ัตติ ามความเชอ่ื ของเขา ดังจะเห็นไดในลัทธินิยมทางการเมืองและระบอบการปก-ครองบางอยางที่ยึดม่ันวาตนนิยมวิธวี ิทยาศาสตร เมอื่ ผูปกครองในระบบนั้นเห็นวาความเช่ือในส่ิงเหลานี้เปนของเหลวไหลงมงายเมอื่ เขาจับหลกั ในเรอื่ งนีไ้ มถ กู และหาทางออกใหแ กประชาชนไมได แตต อ งการทาํ ใหประชาชนปฏิบัติตามลัทธนิ ยิ ม (คอื ความเช่อื )ของเขา ก็ตองใชวิธีบังคับใหประชาชนเลิกปฏิบัติตามความเช่ือ

๖ เรอื่ งเหนอื สามญั วิสัยของประชาชน หรือปลุกเรา ปอ นความเชื่อในทางตรงขามคือความเช่ือวา สิง่ เหลา น้นั ไมมจี ริงแกประชาชน หรือทาํ ทัง้ สองอยาง แตว ิธีการปดกั้นบังคับหรือปลุกเรานี้เปนการท้ิงชองวางอันกวางใหญไวเพราะมิใชเปน การแกไ ขท่ตี นเหตุ คือมิไดชําระสตั วผูยังไมขา มพนความสงสัย๑ เพียงแตเกบ็ ซอนเอาเช้ือและแรงกดดนั อัดไว ตราบใดอํานาจบังคับและแรงปลุกเรายังเขมแข็ง ก็ยังขมคุมไวได แตเมอ่ื ใดอาํ นาจบงั คบั และแรงปลกุ เรา ออนแอคลายจางลง เชื้อและแรงกดดนั นนั้ ก็มีโอกาสท่ีจะโผลอ อกงอกงามเฟอ งฟไู ดต อ ไป และเม่ือถึงเวลานั้น การปฏิบัติในเร่ืองเหลานี้ก็จะเปนไปอยางงมงายขาดหลกั ปราศจากทิศทาง ทาํ ใหเกดิ ผลเสียไดเ หมอื นอยา งเดมิอกี โดยมิไดร ับการแกไขแตอ ยางใด อีกอยางหนึ่ง ในเม่ือส่ิงเหลานี้อยูเพียงในระดับแหงความเช่ือของปุถุชน ก็ยอมผันแปรกลบั กลายได ดงั จะเหน็ ไดวา บางคนเคยไมเช่ือถือส่ิงเหนอื สามัญวิสยั เหลานเ้ี ลย (คือ เช่ือวาส่งิ เหลา นี้ไมมีไมเปน จรงิ ) และดถู กู ดหู มิน่ ความเชอ่ื ถือน้นั อยา งรุนแรง ตอมาไดประสบเหตุการณลับลอที่เปนเง่ือนตอแหงความเช่ือน้ันเขาก็กลับกลายเปนคนท่ีมีความเชื่ออยางปกจิตฝงใจตรงขามไปจาก

อทิ ธปิ าฏหิ าริย- เทวดา ๗เดิม และเพราะเหตุท่ไี มม ีหลกั สองนาํ ทางในการปฏิบตั ติ อสง่ิ เหลาน้ันก็กลายเปนผูหมกมุนหลงใหลในสิ่งเหลานั้นย่ิงไปกวาคนอ่ืนอีกมากมายที่เขาเชอ่ื อยา งนน้ั แตเ ดมิ มา ในทาํ นองเดยี วกนั บางคนท่ีเคยเชื่อถือม่ันคงอยูกอน ตอมาไดประสบเหตุการณที่สอวาส่ิงท่ีเชือ่ จะไมเ ปนไปสมจรงิ หรือไมแ นน อน ความเชอื่ นนั้ ก็กลับสน่ัคลอนไป หรือบางทอี าจกลายเปน ผไู มเช่ือไปเสยี ก็มี ในกรณีเหลาน้ี มนุษยท้ังหลายลวนแตมัววุนวายกับปญหาวา มหี รือไมม ี จรงิ หรือไมจรงิ เช่ือหรอื ไมเชื่อ เทานนั้ พากันขาดหลักการในทางปฏิบัติที่จะเตรียมปองกันผลเสียตอชีวิตและสังคมจากความเช่ือหรือไมเชื่อของพวกตน พระพุทธศาสนาเปนศาสนา แหง การปฏบิ ตั ิ มงุ สอนสง่ิ ทท่ี าํ ได ใหม นษุ ยไ ดร บั ประโยชนพอกบั ทุกระดับแหง ความพรอมหรือความแกกลา สกุ งอมของตนๆ สําหรบั เรอ่ื งเหนือสามัญวสิ ัยเหลานี้ พระพุทธศาสนาก็ไดวางหลักการในทางปฏิบัติไวอยางชัดเจนวา เม่ือสิ่งเหลาน้ันมีจริงมนุษยควรวางตัวหรือปฏิบัติตอสิ่งเหลาน้ันอยางไร และท่ีวางตัวหรอื ปฏบิ ัติอยางนน้ั ดว ยเหตผุ ลอะไร เหมอื นดังพดู วา ทา นจะเชอ่ืหรือไมเชื่อก็ตาม แตทานควรปฏิบัติตอส่ิงน้ันใหถูกตอง ผูเช่ือก็

๘ เร่อื งเหนือสามญั วิสยัตาม ไมเ ชอ่ื กต็ าม สามารถและสมควรทาํ ตามหลักปฏบิ ัติที่พระพุทธศาสนาแนะนําไวน ้ีได เพราะตามหลักปฏิบตั นิ ี้ ท้งั ผเู ช่ือและผูไมเช่ือจะประพฤติตนตอส่ิงเหลาน้ันอยางแทบไมมีอะไรแตกตางกนั เลย จะผิดแปลกกนั บา ง ก็เพียงในสงิ่ หยมุ หยิมเล็กนอ ยเทานัน้นอกจากนั้นยงั เปน วธิ ปี ฏบิ ัตทิ ่ที ําใหเ กดิ ผลดแี กทุกฝา ย โดยทท่ี ้ังผูเชื่อและไมเช่ือตางๆก็มีความเอื้อเฟอเอ้ือเอ็นดูตอกัน ผูท่ีเช่ือก็ปฏิบัติไปโดยไมเกิดผลเสียแกชีวิตและสังคม ผูไมเช่ือก็สามารถปฏิบัติตอผูที่เชื่อไดถูกตองและสามารถแนะนําผูท่ีเช่ือใหปฏิบัติตอ สงิ่ ท่ีเขาเชือ่ ในทางทีจ่ ะเปนประโยชน ทง้ั สองฝายตา งมเี มตตาเคารพซง่ึ กนั และกนั หลกั การในทางปฏบิ ตั ิหรือความเปนศาสนาแหง การปฏบิ ตั ิน้ีแหละที่เปนคุณพิเศษของพระพุทธศาสนา ซ่ึงพระพุทธศาสนาไดริเริ่มข้ึนใหม อันทําใหตางจากศาสนา ปรัชญาท้ังหลายอ่ืนตลอดจนลทั ธนิ ิยมอดุ มการณท้งั หลายแมใ นสมัยปจจุบัน หลักการจําเพาะในกรณีน้ีคือสําหรับสิ่งท่ีไมอาจพิสูจนและมิใชธรรมสาํ หรับเขาถึง ใหใชการวางทาทหี รอื วธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ีถ่ ูกตอง๒ เมอื่ คนทั้งหลายปฏิบัติตามหลักการท่ีพระพุทธศาสนาแนะนําไวแลว

อิทธิปาฏหิ ารยิ - เทวดา ๙อยา งน้ี ถา ยงั มคี นกลุมหนงึ่ กลมุ ใดสนใจท่จี ะคน ควา พิสูจนค วามมีจริงเปนจริงของส่ิงเหลาน้ีตอไป ก็นับวาเปนงานอดิเรกของคนเหลาน้นั ซ่ึงคนทวั่ ไปอาจวางเปนกลาง และปลอยใหเขาทาํ ไปเทาท่ีไมก อ ใหเกดิ ผลเสียใดๆ แกสงั คม เปรยี บไดกับนักคนควาวิจยั ในวิชาการสาขาตางๆ อยางอนื่ ๆ เทา ทก่ี ลาวมา เห็นไดช ัดอยแู ลววา เหตผุ ลในขอแรกมุงที่ประโยชนในทางปฏบิ ตั ิของมนษุ ยท ัง้ หลาย อยา งไรกต็ าม การที่พระพุทธศาสนาไมสนใจในปญหาเก่ียวกับความมีอยูจริงหรือไมของอิทธิฤทธป์ิ าฏิหาริยและเทพเจา ทัง้ หลาย จนถงึ ขั้นที่วา เม่อื วางทาทีและปฏิบัติตนถูกตองแลว ใครจะสนใจคนควาพิสูจนเร่ืองน้ีตอ ไป ก็ปลอยเขาไปตามเรือ่ งนน้ั ทา ทเี ชนนี้ยอมเกยี่ วเน่อื งถึงเหตุผลประการที่สองซ่ึงสัมพันธโดยตรงกับหลักการข้ันพื้นฐานของพระพทุ ธศาสนาดว ย กลา วคอื ความมีอยจู ริงหรอื ไมของสิ่งเหลาน้ี ไมก ระทบตอ หลักการสาํ คญั ของพระพุทธศาสนา หมายความวาถงึ แมวาอิทธิฤทธ์ปิ าฏิหารยิ และเทพเจา จะมจี รงิ แตการปฏบิ ตั ติ ามหลกั การและการเขา ถงึ จดุ หมายของพระพทุ ธศาสนายอมเปนไปไดโดยไมตองเก่ียวของกับส่ิงเหนือสามัญวิสัยท้ังสองประเภทนั้นแต

๑๐ เรื่องเหนือสามัญวิสัยประการใดเลย สําหรบั เรื่องอทิ ธิปาฏิหาริย พงึ อางพุทธพจนวา พระพทุ ธเจา : น่ีแนะสุนกั ขตั ต เธอเขา ใจวาอยา งไร ? เมอื่เราทาํ อิทธิปาฏิหารยิ ซึ่งเปนธรรมของมนุษยย ง่ิ ยวดก็ตาม ไมท าํ ก็ตาม ธรรมที่เราไดแสดงแลวเพื่อประโยชนท่ีมุงหมายใด จะนําออกไปเพื่อ (ประโยชนท่ีมงุ หมายน้ันคือ) ความหมดสิ้นทกุ ขโ ดยชอบไดห รอื ไม ? สุนักขัตต : พระองคผูเจริญ เมื่อพระองคทรงกระทําอิทธิปาฏหิ าริย ท่ีเปน ธรรมของมนุษยยงิ่ ยวด กต็ าม ไมก ระทาํ ก็ตาม ธรรมท่พี ระผมู ีพระภาคไดทรงแสดงเพือ่ ประโยชนท ีม่ งุ หมายใดๆ กย็ อ มจะนําออกไปเพ่อื (ประโยชนท ่ีมงุ หมายนั้น คอื ) ความหมดสนิ้ ทกุ ขโดยชอบได พระพทุ ธเจา : นแ่ี นะสนุ ักขตั ต เธอเขา ใจวาอยา งไร ? เม่อืเราบัญญัติส่ิงท่ีถือวาเปนตนกําเนิดของโลกก็ตาม ไมบัญญัติก็ตาม ธรรมทีเ่ ราไดแสดงไวแ ลว เพือ่ ประโยชนท มี่ งุ หมายใด จะนาํออกไปเพอ่ื (ประโยชนทม่ี งุ หมายนน้ั คือ) ความหมดส้นิ ทกุ ขโดยชอบ ไดห รือไม ? สนุ ักขัตต : พระองคผูเ จรญิ เมอื่ พระองคท รงบัญญตั ิส่งิ ท่ี



๑๒ เรือ่ งเหนือสามญั วิสยั อทิ ธิปาฏหิ ารยิ ขอ ทค่ี วรเขาใจเก่ียวกบั เร่ืองอิทธิปาฏหิ ารยิ  อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ  เปน อภญิ ญา คือความรูความสามารถพิเศษยวดย่ิงอยางหน่งึ มชี ่ือเฉพาะวา อทิ ธวิ ิธิ หรือ อิทธวิ ธิ า (การแสดงฤทธไ์ิ ดต างๆ) แตเปนโลกยี อภิญญา คอื อภญิ ญาระดบั โลกยี  ซง่ึ พัวพนั เกย่ี วเนอื่ งอยใู นโลก เปน วสิ ยั ของปถุ ชุ น ยงั อยใู นอาํ นาจของกเิ ลสเชนเดียวกบั โลกียอภญิ ญาอน่ื ๆ ทงั้ หลาย คือ หูทิพย ตาทิพย การรใู จอน่ื และระลึกชาตไิ ด โลกียอภิญญาท้ัง ๕ อยางนี้ มีคนทําไดตั้งแตกอนพุทธกาล ไมเ ก่ียวกับการเกดิ ขนึ้ ของพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธศาสนาจะเกดิ ขนึ้ หรอื ไมก็ตาม โลกียอภญิ ญาเหลานี้กเ็ กดิ มีได พดูอกี อยา งหนง่ึ วา สง่ิ เหลา นไี้ มใ ชต วั แทข องพระพทุ ธศาสนา และไมจาํ เปนสําหรับการเขาถึงพระพุทธศาสนา สิ่งที่เกิดขึ้นดวยการเกดิของพระพุทธศาสนา และเปนตวั พระพทุ ธศาสนา คอื ความรูท่ีทาํใหด บั กเิ ลสดบั ทกุ ขไ ด เรยี กชอื่ อยา งหนงึ่ วา อาสวกั ขยญาณ แปลวาญาณทที่ าํ อาสวะใหส นิ้ ไป จดั เขา เปนอภิญญาขอ สดุ ทาย คอื ขอ ท่ี ๖

อิทธิปาฏหิ ารยิ -เทวดา ๑๓เปนโลกุตรอภิญญา คืออภิญญาระดับโลกุตระ ซ่ึงทําใหมีจิตใจเปนอิสระปลอดโปรงผอ งใส พน จากอํานาจครอบงําของเรื่องโลกๆหรือสิ่งที่เปนวิสัยของโลก ทําใหปุถุชนกลายเปนอริยชนโดยสมบรู ณ โลกียอภิญญาท้ังหลายเส่ือมถอยได แตโลกุตรอภิญญาไมก ลบั กลาย ไดโ ลกตุ รอภญิ ญาอยา งเดยี ว ประเสรฐิ กวา ไดโ ลกยี -อภญิ ญาทง้ั ๕ อยางรวมกนั แตถ าโลกตุ รอภิญญา โดยไดโ ลกีย-อภิญญาดวย ก็เปนคุณสมบัติสวนพิเศษเสริมใหดีพรอมย่ิงข้ึนโลกุตรอภิญญาเทานั้นเปนสิ่งจาํ เปนสาํ หรับชีวิตท่ีดีงามของมนุษยซ่ึงทุกคนควรไดควรถึง สวนโลกียอภิญญาท้ังหลาย มิใชส่ิงจําเปนสําหรับชีวิตที่ดีงาม เปนเพียงเคร่ืองประกอบเสริมคุณสมบัติดังไดก ลาวแลว ๕ปาฏิหารยิ ม ี ๓ อยา ง อทิ ธิปาฏิหาริยน ้ี พระพุทธเจา ทรงจัดเปนปาฏิหารยิ อ ยา งหน่ึงใน ๓ อยางคือ๖ ๑. อทิ ธิปาฏหิ ารยิ  ปาฏหิ าริย คือ การแสดงฤทธิ์ตางๆ

๑๔ เรอ่ื งเหนือสามญั วิสยั ๒. อาเทศนาปาฏหิ ารยิ  ปาฏหิ ารยิ  คอื การทายใจคนอน่ื ได ๓. อนสุ าสนีปาฏหิ ารย ปาฏิหาริย คือ คําสอนทเ่ี ปน จริงสอนใหเ ห็นจริง และนาํ ไปปฏบิ ตั ิไดผลสมจริง ความหมายตามบาลดี ังนี้ ๑. อิทธิปาฏหิ ารยิ  \"บางทา นประกอบฤทธต์ิ า งๆ ไดมากมายหลายอยา ง คนเดียวเปน หลายคนก็ได หลายคนเปนคนเดยี วก็ได ทาํ ใหปรากฏกไ็ ด ทําใหหายไปกไ็ ด ทะลฝุ า กําแพง ภเู ขา ไปไดไมติดขัด เหมือนไปในท่ีวางก็ได ผุดขึ้นดําลงแมในแผนดินเหมอื นในนํ้าก็ได เดนิ บนน้าํ ไมแ ตกเหมอื นเดนิ บนดนิ กไ็ ด เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได ใชมือจับตองลูบคลําพระจันทร พระอาทิตยซึ่งมีกําลังฤทธ์ิเดชมากมายถึงเพียงน้ีก็ได ใชอํานาจทางกายจนถงึ พรหมโลกก็ได\" ๒. อาเทศนาปาฏิหาริย : \"ภิกษยุ อมทายใจ ทายความรูสึกในใจ ทายความนกึ คดิ ทายความไตรต รองของสตั วอ ่นื บุคคลอื่นไดวา ใจของทานเปนอยางนี้ ใจของทานเปนไปโดยอาการน้ีจิตของทานเปน ดงั น้\"ี : อยางนีว้ า ตามเกวัฏฏสูตรในทฆี นิกาย แตใน ที.ปา.๑๑/๗๘/๑๑๒ ในอังคุตตรนิกาย และในปฏิสมั ภทิ ามคั ค

อทิ ธิปาฏิหาริย- เทวดา ๑๕ทีอ่ า งแลว ใหความหมายละเอียดออกไปอีกวา \"บางทานทายใจไดด วยสิ่งทกี่ ําหนดเปน เครอื่ งหมาย (นมิ ิต) วา ใจของทานเปนอยางนี้ใจของทานเปนไปโดยอาการอยางนี้ จิตของทานเปนดงั นี้ถึงหากเธอจะทายเปนอันมาก ก็ตรงอยางน้ัน ไมพลาดเปนอ่ืน;บางทา นไมท ายดวยส่ิงท่กี ําหนดเปนเครอื่ งหมายเลย แตพอไดฟ งเสยี งของมนษุ ย อมนุษย หรือเทวดาแลว กท็ ายใจไดว า ใจของทา นเปน อยา งน้ี...; บางทา นไมท ายดว ยนมิ ิต ไมฟง เสยี ง…แลวจงึทาย แตฟง เสยี งวิตกวจิ ารของคนที่กําลังตรึกกาํ ลงั ตรองอยู ก็ทายใจไดวา ใจของทา นเปนอยางน.้ี .; บางทานไมท ายดว ยนมิ ติ ไมฟ งเสียง…แลวจึงทาย แตใชจิตกําหนดใจของคนที่เขาสมาธิซ่ึงไมมีวติ กไมมวี ิจารแลว ยอมรชู ดั วา ทา นผนู ้ตี ั้งมโนสังขาร (ความคิดปรงุ แตง ในใจ) ไวอ ยา งไร ตอจากความคดิ นีแ้ ลว กจ็ ะคิดความคดิโนน ถงึ หากเธอจะทายมากมาย ก็ตรงอยา งน้ัน ไมพลาดเปน อนื่ \"(อาเทศนาปาฏิหารยิ น ี้ ดูคลายเจโตปรยิ ญาณหรอื ปรจิตตวชิ านนคือการหยั่งรูใจผูอนื่ แตไ มต รงกนั ทีเดยี ว เพราะยังอยใู นขั้นทายยังไมเ ปนญาณ) ๓. อนสุ าสนปี าฏหิ ารยิ  : \"บางทานยอมพร่าํ สอนอยางนว้ี า

๑๖ เรือ่ งเหนือสามัญวิสยัจงตรกึ อยางนี้ อยาตรกึ อยา งนี้ จงมนสิการอยา งนี้ อยามนสิการอยา งนี้ จงละสิ่งน้ี จงเขาถงึ สิ่งนอ้ี ยเู ถดิ \" (เฉพาะในเกวฏั ฏสตู ร ในทีฆนิกาย อธิบายเพิ่มเติมโดยยกเอาการท่ีพระพุทธเจาอุบัติในโลกแลวทรงส่ังสอนธรรม ทําใหคนมีศรัทธาออกบวชบําเพ็ญศีลสํารวมอินทรีย มีสติสัมปชัญญะ สันโดษ เจริญฌาน บรรลุอภิญญาท้ัง ๖ ซ่ึงจบลงดวยอาสวักขัยเปนพระอรหันต วา การสอนไดส าํ เรจ็ ผลอยา งนนั้ ๆ ลว นเปนอนุสาสนีปาฏิหารยิ )อิทธปิ าฏิหารยิ  ไมใชแ กนของธรรมะ ในสมัยพุทธกาล เคยมีบุตรคฤหบดีผูหน่ึงทูลขอใหพระพทุ ธเจา แสดงอิทธิปาฏิหาริย เขากราบทลู วา \"ขาแตพระองคผูเจริญ เมืองนาลันทาน้ีเจริญรุงเรือง มีประชาชนมาก มีผคู นกระจายอยูทั่ว ตา งเลือ่ มใสนกั ในองคพ ระผูมีพระภาค ขออัญเชิญพระผูมีพระภาคเจาไดโปรดทรงรบั สง่ั พระภิกษุไวสักรูปหน่ึงที่จะกระทําอิทธิปาฏิหาริย ซ่ึงเปนธรรมเหนือมนษุ ย โดยการกระทาํ เชนน้ี ชาวเมอื งนาลนั ทานกี้ ็จกั เลอ่ื มใสยิง่นกั ในพระผูมีพระภาคเจา สุดท่จี ะประมาณ\"

อทิ ธิปาฏิหาริย-เทวดา ๑๗ พระพุทธเจาไดตรสั ตอบบตุ รคฤหบดีผนู น้ั วา \"นี่แนะเกวฏั ฏ เรามไิ ดแสดงธรรมแกภ กิ ษทุ ง้ั หลายอยางน้ีวา มาเถดิ ภกิ ษุท้งั หลาย พวกเธอจงกระทาํ อทิ ธิปาฏิหาริย ซงึ่ เปนธรรมเหนือมนษุ ย แกคนนงุ ขาวชาวคฤหัสถท ้ังหลาย\" พระองคไ ดต รัสแสดงเหตผุ ลตอ ไปวา ในบรรดาปาฏิหารยิ ๓ อยา งนน้ั ทรงรงั เกยี จ ไมโ ปรดไมโ ปรง พระทยั ตอ อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ และอาเทศนาปาฏหิ ารยิ  เพราะทรงเหน็ โทษวา คนท่ีเชอ่ื กเ็ ห็นจรงิตามไป สว นคนท่ไี มเ ชือ่ ไดฟง แลว กห็ าชอ งขัดแยง คดั คา นเอาไดวา ภกิ ษทุ ท่ี ําปาฏิหารยิ น้นั คงใชค ันธารวี ิทยา และมณิกาวทิ ยาทาํ ใหค นมวั ทุมเถยี งทะเลาะกัน และไดท รงช้ีแจงความหมายและคุณคาของอนุสาสนีปาฏิหาริยใหเห็นวาเอามาใชปฏิบัติเปนประโยชนประจักษไดภายในตนเองจนบรรลุถึงอาสวักขัยอันเปนจุดหมายของพระพุทธศาสนา นอกจากน้ันยังไดทรงยกตัวอยางภกิ ษุรูปหน่ึงมฤี ทธ์มิ าก อยากจะรคู วามจริงเก่ียวกบั จดุ ดบั ส้นิ ของโลกวัตถุธาตุ จึงเหาะเที่ยวไปในสวรรค ด้นั ดนไปแสวงหาคาํ ตอบจนถึงพระพรหม ก็หาคําเฉลยท่ีถูกตองไมได ในท่ีสุดตองเหาะกลับลงมาแลวเดินดินไปทูลถามพระองคเพื่อความรูจักโลกตาม

๑๘ เร่ืองเหนือสามัญวิสัยความเปน จรงิ แสดงถงึ ความท่ีอิทธิปาฏิหารยิ ม ีขอบเขตจํากดั อับจนและมิใชแกนธรรม๗ อีกคราวหนึ่ง เม่ือสังคารวพราหมณ กราบทูลถึงเร่ืองแทรก ซ่งึ ทีป่ ระชุมราชบรษิ ัท ไดย กข้นึ มาสนทนากนั ในราชสาํ นักวา \"สมัยกอนมีพระภิกษุจํานวนนอยกวา แตมีภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริยซึ่งเปนธรรมเหนือมนุษยไดมากกวา สมัยน้ีมีพระภิกษุจํานวนมากกวา แตภิกษผุ แู สดงอทิ ธิปาฏหิ ารยิ  ซง่ึ เปนธรรมเหนือมนุษยกลับมีนอยกวา \" พระพุทธเจาไดตรสั วาปาฏิหาริยมี ๓อยางคือ อิทธิปาฏิหาริย อาเทศนาปาฏิหาริยและอนุสาสนีปาฏิหาริย แลวทรงแสดงความหมายของปาฏิหาริยท้ังสามอยา งน้ัน ในทสี่ ดุ ไดต รสั ถามพราหมณว า ชอบใจปาฏิหาริยอยา งไหนปาฏิหาริยใดดีกวา ประณีตกวา พราหมณไดท ลู ตอบวา อทิ ธิ-ปาฏิหาริยแ ละอาเทศนาปาฏิหารยิ  คนใดทาํ คนนั้นจึงรเู ร่ือง คนใดทํากเ็ ปนของคนน้ันเทา นั้น มองดเู หมอื นเปนมายากล อนสุ าสนีปาฏหิ ารยจ งึ จะดกี วา ประณีตกวา ๘ (คนอ่ืนพิจารณารเู ขาใจ มองเห็นความจริงดว ยและนาํ ไปปฏิบตั ไิ ด แกท กุ ขแ กปญหาได)

อทิ ธปิ าฏิหารยิ - เทวดา ๑๙ อิทธฤิ ทธ์ิ ทีเ่ ปน และไมเ ปน อรยิ ะ บาลีอีกแหงหน่ึงช้ีแจงเร่ืองอิทธิวิธี (การแสดงฤทธิ์ไดตางๆ) วา มี ๒ ประเภทคอื ๑. ฤทธ์ทิ ่มี ใิ ชอริยะ คือฤทธท์ิ ่ีประกอบดว ยอาสวะ ยังมีอปุ ธิ (มกี เิ ลสและทาํ ใหเ กดิ ทุกขได) ไดแกฤทธ์ิอยา งท่ีเขา ใจกันท่ัวๆไป ดังไดบรรยายมาขางตน คอื การทีส่ มณะหรอื พราหมณ(นกั บวช) ผใู ดผหู นงึ่ บาํ เพญ็ เพียรจนไดเจโตสมาธิ แลว แสดงฤทธ์ิไดต า งๆ เชน แปลงตวั เปนคนหลายคน ไปไหนก็แหวกทลุ ฝุ ากาํ แพงไป เหนิ ฟา ดําดนิ เดินบนน้าํ เปนตน ๒. ฤทธ์ทิ ีเ่ ปนอริยะ คือฤทธิ์ทไ่ี มประกอบดวยอาสวะ ไมมีอุปธิ (ไมมีกเิ ลส ไมท ําใหเกดิ ทกุ ข) ไดแก การทภ่ี กิ ษสุ ามารถทําใจกําหนดหมายไดต ามตอ งการ บงั คบั ความรูส ึกของตนได จะใหมองเหน็ สิ่งทน่ี าเกลยี ดเปน ไมนา เกลยี ดกไ็ ด เชน เหน็ คนหนา ตานาเกลยี ดชงั ก็วางจติ เมตตาทาํ ใจใหร กั ใครม ไี มตรไี ด เหน็ สิ่งไมนาเกลยี ดเปนนา เกลียดกไ็ ด เชน เหน็ คนรูปรา งนา รักยว่ั ยวนใหเกดิ

๒๐ เร่อื งเหนือสามญั วิสัยราคะ จะมองเปนอสุภะไปก็ได หรอื จะวางใจเปนกลางเฉยเสียปลอยวางทัง้ สิง่ ทน่ี าเกลยี ดและไมนาเกลียดก็ได๙ เชน ในกรณที ่ีจะใชความคิดพิจารณาอยางเที่ยงธรรมใหเห็นสิ่งทัง้ หลายตามความเปนจริง เปนตน เร่ืองฤทธ์ิ ๒ ประเภทน้ี ยอมยาํ้ ความที่กลาวไวข า งตน ใหเห็นวา อิทธิปาฏิหาริยจําพวกฤทธ์ิท่ีเขาใจกันท่ัวไปซึ่งทําอะไรไดผาดแผลงพิสดารเปนท่ีนาอัศจรรยน้ัน ไมไดรับความยกยองในพระพทุ ธศาสนา ไมใชห ลักการท่ีแทข องพระพุทธศาสนา ฤทธท์ิ ีส่ ูงสงดีงามตามหลักพระพุทธศาสนา คือฤทธ์ิท่ีไมมีพิษมีภัยแกใครไดแกการบังคับความรูสึกของตนเองได หรือบังคับจิตใหอยูในอาํ นาจของตนได ซึ่งผูไ ดฤ ทธอิ์ ยา งตนอาจทาํ ไมไ ด บางคร้ังจึงหันไปใชฤทธิ์นั้นเปนเครื่องมือสนองกิเลสของตน ตรงขามกับฤทธ์ิอยางท่สี อง ท่เี ปนเครอื่ งมือสรางคุณธรรม กาํ จัดกิเลส มิใหจ ิตใจถูกลอ ไปในอํานาจของราคะ โทสะ หรือโมหะ๑๐ การที่พระพุทธเจาทรงบญั ญตั สิ ิกขาบท หา มภิกษุแสดงอิทธปิ าฏิหาริยแ กชาวบา นก็เปน หลกั ฐานยนื ยนั ถงึ การทไี่ มท รงสนบั สนนุ การใชอ ทิ ธปิ าฏหิ ารยิ ๑ ๑ เมอ่ื วา ตามรปู ศพั ท คาํ วา ปาฏหิ ารยิ  แปลวา การกระทําท่ี

อิทธิปาฏหิ ารยิ - เทวดา ๒๑ตกี ลบั ขบั ไล หรือกาํ จดั เสยี ไดซง่ึ ปฏปิ ก ษ อิทธิ หรอื ฤทธิ์ แปลวาความสําเร็จ อาเทศนา แปลวา ระบุ อา ง สําแดง ช้บี ง จะแปลวาปรากฏชัด กพ็ อได อนุสาสนี แปลวา คาํ พรา่ํ สอน โดยถือความหมายอยา งนี้ คมั ภีรป ฏิสัมภิทามัคคไดแ ปลความหมายปาฏิหารยิ ทัง้ สามนั้นออกไปใหเ หน็ เพิ่มขน้ึ อีกแนวหน่งึ คือกลาววา คณุ ธรรมตางๆ เชน เนกขมั มะ เมตตา ฌาน อนัตตานุปส สนา ตลอดจนถึงอรหตั ตมรรค เรียกวา เปนอทิ ธิปาฏหิ ารยไดท ง้ั น้ัน โดยความหมายวา สําเร็จผลตามหนา ท่ี และกําจัดธรรมท่ีเปนปฏปิ ก ษข องมนั เชนกามฉันท พยาบาท ตลอดจนกิเลสทั้งปวงได เรียกวาเปนอาเทศนาปาฏิหาริยได โดยความหมายวา ผูที่ประกอบดวยธรรมเหลาน้ีทุกคนยอมมีจิตบริสุทธ์ิ มีความคิดไมขุนมัว เรียกวาเปนอนุสาสนปี าฏหิ ารยิ ไ ดโดยความหมายของการสงั่ สอนวา ธรรมขอนน้ั ๆ ควรปฏิบตั ิ ควรฝก อบรม ควรเพม่ิ พนู ควรต้งั สติใหเหมาะอยางไร เปน ตน ๑๒ คาํ อธบิ ายอยางน้ี แมจะไมใชความหมายอยางท่ีใชทั่วไป แตก เ็ ปน ความรูประกอบท่นี าสนใจ ดงั ไดก ลา วแลว ขา งตน วา อทิ ธปิ าฏหิ ารยิ เ ปน โลกยี อภญิ ญาอยางหนึ่ง ซ่ึงเปนสวนเสริมคุณสมบัติของผูที่ไดโลกุตรอภิญญา

๒๒ เรอื่ งเหนือสามญั วิสยัเปนหลักอยูแลวใหพรอมบริบูรณยิ่งขึ้นสําหรับการบําเพ็ญกิจเกอ้ื กลู แกช าวโลก จงึ มีพทุ ธพจนบางแหงเรียกภิกษุผปู ระกอบดวยปาฏิหาริยครบท้ัง ๓ ประการ คืออิทธิปาฏิหาริย อาเทศนาปาฏหิ าริย และอนุสาสนีปาฏิหารยิ  วาเปน ผสู ําเรจ็ ส้ินเชงิ จบหรือถึงจุดหมายส้ินเชิง เปนตน และเปนผูประเสริฐสุดในหมูเทวดาและมนุษยท ง้ั หลาย๑๓ แตทงั้ น้ี ย้ําวาตองมีอนสุ าสนีปาฏหิ ารยเปนหลกั หรอื เปน ขอ ยืนตวั แนน อน และมีปาฏิหาริย ๒ ขอตน เปนเคร่ืองเสริม แมในการใชปาฏิหาริย ก็ถือหลักอยางเดียวกันคือตองใชอนุสาสนีปาฏิหาริยเปนหลักอยูเสมอ หากจะตองใชอิทธปิ าฏหิ าริยหรืออาเทศนาปาฏิหารยิ บา งในเมือ่ มีเหตุผลควร ก็ใชเพียงเพื่อเปนเครื่องประกอบเบ้ืองตน เพ่ือนําเขาสูอนุสาสนีปาฏิหาริย มีอนุสาสนีปาฏิหาริยเปนเปาหมาย และจบลงดวยอนสุ าสนีปาฏิหาริย ดังจะไดก ลาวตอ ไปโทษแกปถุ ุชนทีเ่ กีย่ วขอ งกับเรอื่ งฤทธิ์ สาํ หรับปถุ ชุ น ฤทธอิ์ าจเปน โทษไดทงั้ แกผูมฤี ทธเ์ิ อง และแกคนที่มาเก่ียวของกับผูมีฤทธ์ิ ปุถุชนผูมีฤทธ์ิอาจจะเกิดความ

อิทธิปาฏิหารยิ -เทวดา ๒๓เมาฤทธ๑์ิ ๔ ในลักษณะตางๆ เชน เกิดมานะวา เราทําไดในส่ิงทีค่ นอ่ืนทําไมได คนอื่นทําไมไดอยางเรา มีความรูสึกยกตนขมผูอื่นกลายเปนอสัตบุรุษไป หรืออาจเกิดความหลงใหลมัวเมาในลาภสกั การะท่เี กดิ จากฤทธิน์ ้นั นาํ ฤทธ์ไิ ปใชเ พอื่ กอความชวั่ ความเสยีหาย อยา งพระเทวทตั เปน ตน อยา งนอ ยการติดใจเพลินอยูในฤทธ์ินั้น ก็ทาํ ใหไมส ามารถปฏบิ ัตเิ พือ่ บรรลุคุณธรรมที่สูงข้นึ ไปไมอาจชําระกิเลสทําจิตใจใหบริสุทธ์ิได และเพราะฤทธ์ิของปุถุชนเปนของเสือ่ มได แมแตความหวงกงั วลมัวยงุ กบั การรักษาฤทธิ์ กก็ ลายเปนปลิโพธ คืออุปสรรคที่ทําใหไมสามารถใชปญญาพินิจพิจารณาตามวธิ ีของวปิ สสนาอยางไดผลดี ทานจงึ จัดเอาฤทธิ์เปนปลิโพธอยางหนึ่งของวิปสสนา (เรยี กวาอิทธปิ ลโิ พธ) ซ่ึงผูจะฝกอบรมปญญาพงึ ตัดเสยี ใหได๑ ๕ สวนปุถุชนที่มาเก่ียวของกับผูมีฤทธิ์ ก็มีทางประสบผลเสียจากฤทธ์ิไดเปนอันมาก ผลเสียขอแรกทีเดียวก็คือ คนท่ีมาเก่ียวของอาจตกไปเปนเหย่ือของผูมีฤทธ์ิหรือหลอกลวงวามีฤทธิ์ซึ่งมีอกุศลเจตนานําเอาฤทธ์ิมาเอยอางเพื่อแสวงหาลาภสักการะอยา งไรกต็ าม ในเรือ่ งนี้มีขอพงึ สงั เกตวา ตามปกตผิ มู ฤี ทธิ์ซง่ึ เปน

๒๔ เร่ืองเหนือสามญั วิสยัผูปฏิบัติชอบ จะใชฤทธ์ิในกรณีเดียวเมื่อมีเหตุผลอันสมควรเพ่ือเปนส่ือนําไปสูการแนะนําส่ังสอนสิ่งที่ถูกตองคืออนุสาสนีปาฏิหาริย ถาไมมีเหตผุ ลเกย่ี วกบั การแนะนาํ ส่งั สอนธรรมแลว ผมู ีฤทธิ์จะใชฤทธิ์ทาํ ไม นอกจากเพอื่ ผกู คนไวก บั ตนเปนสะพานทอดไปสูช ่ือเสยี งและลาภผล๑๖ ดังนั้น จึงควรยึดถือเปนหลักไวทีเดียววา การใชอิทธปิ าฏิหาริย จะตองมีอนสุ าสนีปาฏิหาริยตามมาดวย ถาผใู ดอางหรือใชอิทธิปาฏิหาริยโดยมิใชเปนเพียงบันใดที่จะนําไปสูอนุสาสนีปาฏิหาริยพึงถือไวกอนวา ผูนั้นปฏิบัติผิดในเร่ืองอิทธิปาฏิหาริย เขาอาจมีอกุศลเจตนาหลอกลวง มุงแสวงหาลาภสักการะ หรืออยางนอยก็เปนผูมัวเมาหลงใหลเขาใจผิดในเรื่องอทิ ธปิ าฏิหารยิ น ้ัน หลักการน้ีผอนลงมาใชไดแมกับพฤติการณเกี่ยวกับเรื่องของขลังสิง่ ศกั ดส์ิ ิทธิ์ ทั่วไป๑๗ โดยอาจใหย ดึ ถือกนั ไวว า ผใู ดนาํเอาของขลงั สง่ิ ศกั ด์ิสิทธ์ิ หรอื ส่งิ ลกึ ลบั ตางๆ มาใชในการเก่ียวขอ งกับประชาชน โดยมิไดนําประชาชนไปสูความรูความเขาใจในธรรม มิไดตอทายของขลังเปนตนน้ันดวยการแนะนําสั่งสอนให

อทิ ธปิ าฏิหารยิ - เทวดา ๒๕เกิดปญญาคือความรูความเขาใจถูกตองเกี่ยวกับความจริงความดีงามท่คี วรรแู ละควรประพฤตปิ ฏิบตั ิ เพื่อชว ยนาํ เขาใหคอ ยๆ กาวพน เปนอิสระออกไปไดจ ากของขลงั สิ่งศักด์ิสทิ ธเิ์ หลานั้น พึงถอื วาผูน ั้นเปน ผปู ฏิบตั ผิ ิดและนําประชาชนไปในทางท่ผี ิด อนึ่ง แมในกรณีท่ีมิไดตกไปเปนเหย่ือของผูอวดอางฤทธ์ิการไปมัววุนวายเพลิดเพลินหรือฝกใฝกับอิทธิปาฏิหาริยท้ังหลายก็เปนการไมปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธศาสนาอยใู นตวั แลวตงั้ หลายแง แงทห่ี นง่ึ ในเม่ืออิทธปิ าฏิหาริยไมใชส าระสําคญั ของพระพุทธศาสนา ไมเกย่ี วกบั จุดหมายของพระพุทธศาสนา ไมช ว ยใหมนุษยหลุดพน จากกเิ ลส การไปฝก ใฝในเรอ่ื งเชนน้ี ยอมเปนการพราเวลาและแรงงานท่ีควรใชสาํ หรับการปฏบิ ตั ิธรรมใหหมดไปในทางท่ผี ิด แงที่สอง คนที่ไปเกี่ยวของกับผูอางฤทธ์ิหรืออํานาจส่ิงศักดิ์สิทธิ์ มักมุงเพ่ือไปขอความชวยเหลือหวังอํานาจดลบันดาลใหเกิดโชคลาภเปนตน การปฏิบัติเชนน้ียอมไมถูกตองตามหลักพระพทุ ธศาสนาทีเ่ ปน กรรมวาท กริ ยิ วาท และวิรยิ วาท สอนใหคน

๒๖ เรือ่ งเหนอื สามัญวสิ ยัหวังผลสําเร็จจากการลงมือทําดวยความเพียรพยายามตามเหตุตามผล การมัวหวังผลจากการออนวอนขอความชวยเหลือจากอํานาจดลบันดาล อาจทําใหก ลายเปนคนมีสินยั เฉอ่ื ยชา กลายเปนคนงอมืองอเทา อยา งนอ ยก็ทาํ ใหขาดความเพียรพยายาม ไมรีบเรงลงมอื ทาํ สิ่งที่ควรจะทาํ ไมเ รง เวนส่งิ ท่คี วรงดเวน ขดั กบั หลักความไมประมาท นอกจากน้นั ถา จะฝกใฝก ับอทิ ธิปาฏิหาริย กค็ วรฝกตนใหทําปาฏหิ ารยิ นน้ั ไดเอง จะดีกวา (แตก็ยังขดั กบั หลักการแงท ี่หนึ่งขางตนอยูดี) เพราะการฝก ใฝห วงั ผลจากอิทธิปาฏิหารยิ ข องผูอนื่หรอื จากอํานาจดลบันดาลท้งั หลาย เปน การพึ่งสงิ่ ภายนอก ทาํ ใหชีวิตข้ึนตอสิ่งอ่ืนมากย่ิงข้ึน แทนที่จะอาศัยอํานาจภายนอกนอยลง และเปนตวั ของตวั เองมากย่งิ ข้นึ จงึ อาจทําใหก ลายเปน คนมีชวี ิตทเ่ี ล่ือนลอย มกั เปน อยูด วยความเพอฝน เปน คนขาดประสิทธิภาพ ขาดอาํ นาจและความมัน่ ใจในตนเอง ขัดตอ หลักการพนื้ ฐานของพระพทุ ธศาสนา ที่สอนใหพ งึ่ ตนเอง สอนใหท ําตนใหเ ปน ท่ีพ่ึงไดหรือสามารถพึ่งตนได และสอนมรรคาแหงความหลุดพนเปนอิสระ ซึ่งในขั้นสุดทายใหขามพนไดแมกระทั้งศรัทธาท่ีมีเหตุผล





อทิ ธิปาฏหิ าริย-เทวดา ๒๙อนุเคราะหชวยเหลือ มีเร่อื งเลามาบางนอยเหลอื เกิน แตก รณที ่ขี อรอ งใหชวยเหลอื ดวยอทิ ธปิ าฏหิ ารยิ  ไมพบในพระไตรปฎ กเลยแมแตแ หงเดียว จะมีผูข อรองพระบางรูปใหแสดงอิทธิปาฏหิ าริยบ างก็เพียงเพราะอยากดูเทานั้น๑๙ และการแสดงอิทธิปาฏิหาริยใหชาวบานดู พระพทุ ธเจาก็ไดทรงบัญญัติสกิ ขาบทหา มไวแ ลวดงั ไดกลาวขา งตน ในที่น้ีขอยํ้าขอคิดตามหลักพระพุทธศาสนาไวอีกครั้งหนึ่งวา ในชีวิตท่ีเปนจริง ในระยะยาว หรือตามปกติธรรมดาของมนุษย มนุษยก็ตอ งอยูกับมนุษย และเปนอยดู ว ยเหตผุ ลสามญัของมนษุ ยเ อง จะมวั หวงั พึง่ อํานาจภายนอกที่มองไมเหน็ ซึ่งไมข้ึนกับตนเองอยูอยางไร ทางที่ดีควรจะหันมาพยายามฝกหัดตนเองและฝกปรือกันเอง ใหมีความรูความสามารถชํานิชาํ นาญในการแกปญหาตามวิถีทางแหงเหตุผลอยางสามัญของมนุษยน้ีแหละใหส ําเร็จโดยชอบธรรม ความสามารถทท่ี าํ ไดสําเรจ็ อยางนี้ ทานก็จดั เปนฤทธ์อิ ยา งหนงึ่ และเปน ฤทธิท์ ถี่ ูกตองตามหลกั การของพระพุทธศาสนามที ้งั อามสิ ฤทธ์ิ และธรรมฤทธ๒ิ์ ๐ โดยถอื ธรรมฤทธิ์เปน หลักนํา

๓๐ เรอ่ื งเหนอื สามัญวิสยั สรุปเหตุผลขอใหญที่แสดงถึงขอบเขตจํากัดหรือจุดตดิ ตันของอิทธปิ าฏิหาริย ตลอดถงึ อาํ นาจศกั ด์สิ ิทธิ์ทงั้ หลายทงั้ ปวง ซง่ึทาํ ใหไ มสามารถเปน หลักการสาํ คญั ของพระพุทธศาสนา ไมเกี่ยวของกับจุดหมายของพุทธธรรม และไมเปนสิ่งจําเปนสําหรับการดาํ เนินพุทธมรรคา ไมอ าจเปน ทพ่ี ง่ึ อันเกษมหรือปลอดภัยได เหตุผลน้นั มี ๒ ประการคือ.- ๑. ทางปญญา อิทธปิ าฏิหารยิ  เปน ตน ไมอ าจทาํ ใหเกดิปญญาหยั่งรูสัจธรรม เขาใจสภาวธรรมท้ังหลายตามความเปนจริงได ดังตัวอยางเรื่องพระภิกษุมีฤทธิ์ที่เหาะไปหาคําตอบเก่ียวกับสัจธรรมท่ัวจักรวาฬจนถึงพระพรหมผูถือตนวาเปนผูสรางผูบันดาลโลก ก็ไมสําเร็จ และเรื่องฤาษีมีฤทธ์ิเหาะไปดูท่ีสุดโลกพภิ พจนหมดอายุก็ไมพบ เปน ตวั อยา ง๒๑ ๒. ทางจิต อทิ ธปิ าฏหิ าริย เปน ตน ไมอาจกําจัดกเิ ลส หรอืดบั ความทุกขไดจรงิ จิตใจมีความขนุ มัว กลดั กลุม เรารอ น ถูกโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงํา กไ็ มสามารถแกไ ขใหหลุดพน เปนอิสระได แมจะใชฌานสมาบัติขมระงับไว ก็ทําไดเพียงชั่วคราวกลับออกมาสูการเผชิญโลกและชีวิตตามปกติเม่ือใด กิเลสและ

อิทธปิ าฏิหารยิ - เทวดา ๓๑ความทุกขก็หวนคืนมารังควาญไดอีกเม่ือนั้น ย่ิงกวานั้นอิทธิปาฏิหาริยอาจกลายเปนเคร่ืองมือรับใชกิเลสไปก็ได ดังเรอ่ื งพระเทวทัตเปนตัวอยาง๒๒

๓๒ เร่อื งเหนือสามัญวสิ ยั เทวดาขอเปรียบเทียบระหวา งฐานะของมนษุ ยกบั เทวดา ขอควรพิจารณาเก่ียวกับเรอ่ื งเทวดา๒๓ วา โดยสวนใหญก็เหมือนกับที่กลาวแลวในเรื่องอิทธิปาฏิหาริยเพราะคนมักเขาไปเกี่ยวของกบั เทวดาเพอ่ื ผลในทางปฏบิ ัติ คือหวงั พ่ึงและขออาํ นาจดลบันดาลตางๆ เชนเดียวกับที่หวังและขอจากอิทธิฤทธ์ิ และเทวดาก็เปนผูมีฤทธ์ิ หลักการทั่วไปที่บรรยายแลวในเร่ืองอทิ ธิปาฏหิ ารยิ  เฉพาะอยา งยง่ิ สว นทเี่ ก่ยี วกับคณุ และโทษ จงึ นํามาใชกับเร่ืองเทวดาไดดวย แตก็ยังมีเรื่องที่ควรทราบเพ่ิมเติมอีกบางอยางดงั น้ี วาโดยภาวะพ้ืนฐาน เทวดาทกุ ประเภทตลอดจนถงึ พรหมที่สูงสุด ลวนเปนเพื่อนรวมทุกขเกิดแกเจ็บตาย เวียนวายอยูในสังสารวัฏเชนเดียวกับมนุษยท้ังหลาย และสวนใหญก็เปนปุถุชนยังมีกิเลสคลายมนุษย แมวาจะมีเทพที่เปนอริยบุคคลบาง สวน

อิทธปิ าฏิหารยิ -เทวดา ๓๓มากก็เปนอริยะมากอนตั้งแตคร้ังยังเปนมนุษย แมวาเมื่อเปรียบเทยี บโดยเฉลย่ี ตามลาํ ดับฐานะ เทวดาจะเปนผูมคี ณุ ธรรมสูงกวาแตก อ็ ยูใ นระดบั ใกลเคียงกันจนพดู รวมๆ ไปไดว า เปนระดบั สุคติดว ยกัน ในแงค วามไดเปรยี บเสียเปรยี บ บางอยางเทวดาดีกวา แตบางอยา งมนุษยก ด็ ีกวา เชน ทานเปรยี บเทียบระหวางมนุษยช าวชมพูทวีปกับเทพช้ันดาวดึงสวา เทพช้ันดาวดึงสเหนือกวามนุษย๓ อยา งคือ มีอายุทพิ ย ผิวพรรณทพิ ย และความสขุ ทพิ ย แตมนุษยชาวชมพูทวีปก็เหนือกวาเทวดาช้ันดาวดึงส ๓ ดาน คือกลาหาญกวา มีสตดิ กี วา และมกี ารประพฤติพรหมจรรย (หมายถึงการปฏิบตั ติ ามอรยิ มรรค)๒๔ แมวาตามปกติพวกมนุษยจะถือวาเทวดาสูงกวาพวกตนและพากนั อยากไปเกดิ ในสวรรค แตส าํ หรับพวกเทวดา เขาถอื กันวา การเกิดเปน มนษุ ยเปน สุคตขิ องพวกเขา ดงั พุทธพจนย นื ยนั วา\"ภิกษทุ ั้งหลาย ความเปน มนุษยน ่ีแล นบั วาเปน การไปสุคตขิ องเทพท้งัหลาย\"๒๕ เมอ่ื เทวดาองคใดองคหน่งึ จะจุติ เพือ่ นเทพชาวสวรรคจะพากันอวยพรวา ใหไ ปสคุ ตคิ ือไปเกิดในหมูมนษุ ยท ง้ั หลาย เพราะ

๓๔ เรอื่ งเหนือสามญั วสิ ัยโลกมนุษยเปนถิ่นที่มีโอกาสเลือกประกอบกุศลธรรมทําความดีงามตางๆ และประพฤติปฏิบัติธรรมไดอยางเต็มท่ี๒๕ (ความชั่วหรืออกุศลกรรมตา งๆ กเ็ ลอื กทําไดเ ต็มท่ีเชน เดียวกัน) การเกดิ เปนเทวดาที่มีอายุยืนยาว ทานถือวาเปนการเสียหรือพลาดโอกาสอยางหน่ึงในการที่จะไดประพฤติพรหมจรรย๒๖ (ปฏิบัติตามอริยมรรค) เรียกอยางสามญั วาเปนโชคไมดี พวกชาวสวรรคม แี ตความสุข ชวนใหเกิดความประมาทมัวเมา สติไมม่ัน สวนโลกมนุษยมีสุขบางทุกขบางเคลาระคน มีประสบการณหลากหลายเปนบทเรียนไดมาก เม่ือรูจักกําหนดก็ทําใหไดเรียนรู ชว ยใหส ติเจริญวองไวทํางานไดดี๒๗ เกื้อกูลแกการฝกตนและการที่จะกาวหนา ในอารยธรรม เมื่อพิจารณาในแงระดับแหงคุณธรรมใหละเอียดลงไปอีกจะเห็นวา มนุษยภูมินั้นอยูกลางระหวางเทวภูมิหรือสวรรคกับอบายภูมิมีนรกเปนตน พวกอบายเชนนรกนั้น เปนแดนของคนบาปดอยคุณธรรม แมช าวอบายบางสว นจะจดั ไดวาเปนคนดี แตก็ตกไปอยใู นนั้น เพราะความชั่วบางอยางใหผลถวงดึงลงไป สว นสวรรคก็เปนแดนของคนดีคอนขางมีคุณธรรม แมวาชาวสวรรค

อิทธปิ าฏหิ าริย-เทวดา ๓๕บางสวนจะเปนคนชั่วแตก็ไดข้ึนไปอยูใ นแดนน้ัน เพราะมคี วามดีบางอยางท่ีประทุแรงชวยผลักดันหรือฉุดขึ้นไป สวนโลกมนุษยที่อยรู ะหวา งกลาง กเ็ ปน ประดุจชุมทางที่ผา นหมนุ เวยี นกันไปมาทง้ัของชาวสวรรคแ ละชาวอบาย เปนแหลง ที่สตั วโลกทุกพวกทกุ ชนดิมาทํามาหากรรม เปนที่คนช่ัวมาสรางตัวใหเปนคนดีเตรียมไปสวรรคหรือคนดีมาสมุ ตัวใหเปนคนช่ัวเตรยี มไปนรก ตลอดจนเปนท่ีผูรูจะมาสะสางตัวใหเปนคนอิสระ เลิกทํามาหากรรม เปล่ียนเปน ผูหวา นธรรม ลอยพน เหนอื การเดนิ ทางหมุนเวยี นตอ ไป พวกอบายมีหลายชั้น๒๘ ช้ันเดียวกันก็มีบาปธรรมใกลเคียงกัน พวกเทพก็มีหลายชั้นซอยละเอียดย่ิงกวาอบาย มีคุณธรรมพนื้ ฐานประณีตลดหล่ันกนั ไปตามลาํ ดับ ชั้นเดียวกันกม็ ีคณุธรรมใกลเคียงกัน สวนโลกมนุษยแ ดนเดยี วน้ี เปนท่ีรวมของบาปธรรมและคุณธรรมทกุ อยา งทกุ ระดับ มีคนชัว่ ซ่ึงมีบาปธรรมหยาบหนาเหมอื นดังชาวนรกชน้ั ตํา่ สดุ และมคี นดซี ง่ึ มีคณุ ธรรมประณีตเทากับพรหมผูสูงสุด ตลอดจนทานผูพนแลวจากภพภมู ทิ ง้ั หลายซง่ึ แมแ ตเ หลา เทพมารพรหมกเ็ คารพบชู า ภาวะเชน นนี้ บั ไดวาเปนลักษณะพิเศษของโลกมนุษยที่เปนวิสัยกวางสุดแหงบาปอกุศล

๓๖ เรื่องเหนอื สามัญวสิ ยัและคณุ ธรรม เพราะเปนท่ีทํามาหากรรม และเปน ทห่ี วา นธรรม เทาท่ีกลาวมาน้ี จะเห็นขอ เปรยี บเทียบระหวา งมนุษยกบัเทวดาไดวา เมื่อเทียบโดยคุณธรรมและความสามารถทั่วไปแลวทั้งมนุษยและเทวดาตางก็มิไดเทาเทียมหรือใกลเคียงกัน เปนระดับเดียวกัน แตมนุษยมีวิสัยแหงการสรางเสริมปรับปรุงมากกวา ขอแตกตางสําคัญจึงอยูท่ีโอกาส กลาวคือมนุษยมีโอกาสมากกวาในการทจ่ี ะพฒั นาคณุ ธรรมและความสามารถของตน ถามองในแงแ ขง ขนั (ทางธรรมไมสนบั สนุนใหมอง) กว็ า ตามปกติธรรมดาถาอยูกนั เฉยๆ เทวดาทวั่ ไปสูงกวา ดีกวาเกงกวามนุษยแตถามนุษยปรับปรุงตัวเมื่อไร ก็จะข้ึนไปเทียมเทาหรือแมแตสูงกวา ดีกวา เกง กวาเทวดา๒๙ความสัมพันธท ไี่ มค วร ระหวางมนุษยกบั เทวดา เม่ือทราบฐานะของเทวดาแลว พึงทราบความสัมพันธท่ีควรและไมควรระหวางเทวดากับมนุษยตอไป ในลัทธิศาสนาที่มีมาต้ังแตกอ นพุทธกาล เขาเชื่อวามีเทวดาใหญนอ ยมากมาย และมเี ทพสูงสดุ เปนผูสรา งโลกและบันดาลทุกสง่ิ ทุกอยาง ซึง่ มนษุ ยไ ม

อิทธปิ าฏิหารยิ - เทวดา ๓๗มีทางจะเจริญเลิศลา้ํ กวาเทพนั้นได มนุษยจึงสรางความสมั พนั ธกับเทพดวยวิธีออนวอนขอความชวยเหลือดวยวิธีการตางๆ เชนสวดสรรเสรญิ ยกยอง สดดุ ี บวงสรวง สังเวย บูชายญั เปน การปรนเปรอเอาอกเอาใจ หรือไมก็ใชวิธีเรียกรองความสนใจ บีบบังคับใหเห็นใจเชิงเราใหเกิดความรอนใจจนเทพทนนิ่งอยูไมไดตอ งหันมา ดูแลหาทางแกไ ขหรือสนองความตองการให ทง้ั นี้ โดยใชว ิธขี มขบี่ ีบคั้นลงโทษทรมานตนเอง ทเ่ี รียกวา ประพฤติพรตและบาํ เพญ็ ตบะตางๆ สรุปใหเห็นชดั ถึงวิธีสมั พันธก ับเทพเจาเปน ๒อยา งคอื ๑. วธิ อี อนวอนขอความชว ยเหลอื ดวยการเซน สรวง สงั เวยบชู ายญั ดงั ลูกออนวอนขอตอพอ แม บางทีเลยไปเปนดังประจบและแมติดสนิ บนตอ ผมู ีอาํ นาจเหนือ ๒. วิธีบีบบังคับใหทําตามความประสงค ดวยการบําเพ็ญพรตทําตบะ ดังลูกท่ีตีอกชกหัว กัดทึ้งตนเอง เรียกรองเชิงบีบบงั คบั ใหพ อแมหนั มาใสใจความประสงคของตน แตจะเปนวิธีใดก็ตาม ยอมรวมลงในการมุงหวังผลประโยชนแกตน ดวยการพ่ึงพาส่ิงภายนอกท้ังสิ้น เม่ือพระพุทธ

๓๘ เร่ืองเหนือสามัญวสิ ัยศาสนาเกดิ ขน้ึ แลว กไ็ ดส อนใหเ ลิกเสียทง้ั สองวิธี และการเลิกวธิ ีปฏิบัติทั้งสองน้ีแหละท่ีเปนลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนาในเร่ืองนี้ ในการสอนใหเลิกวิธีปฏิบัติเหลาน้ี พระพุทธศาสนาสามารถแสดงเหตผุ ล ชี้ใหเห็นคุณโทษ และวางวธิ ีปฏิบตั ิท่สี มควรใหใหมดว ยโทษจากการหวงั พึง่ เทวดา การหวังพึ่งเทวดายอ มมีผลในขอบเขตจาํ กัด หรอื มีจดุ ตดิตันอยางเดียวกับท่ีกลาวแลวในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย คือ ในทางปญ ญา เทวดาทวั่ ๆ ไปกย็ งั มอี วิชชา ไมร ูส จั ธรรม เชนเดยี วกับมนุษย ดังเร่ืองพระภิกษุรูปที่เหาะไปถามปญหากะเทวดาจนแมแตพ ระพรหมกต็ อบไมได และเรื่องพระพุทธเจา ทรมานพวกพรหมนามวา “พกะ” ในพกสูตรเปนตน สวนในดานจิตใจ เทวดาก็เหมือนกับมนุษย คือสวนใหญเปนปุถุชน ยังมีกิเลสมีเชื้อความทกุ ขม ากบา งนอยบาง ยงั หมุนเวยี นขึ้นๆ ลงๆ อยูในสงั สารวฏั ดังเชนพระพรหมแมจะมีคุณธรรมสูง แตก็ยังประมาทเมาวาตนอยูเที่ยงแทน ิรันดร๓๐ พระอินทรเมาประมาทในทิพยสมบัติ๓๑ คนอื่น

อทิ ธิปาฏหิ าริย- เทวดา ๓๙หวังพ่งึ พระอินทร แตพ ระอินทรเ องยงั ไมหมดราคะ โทสะ โมหะยังมีความหวาดกลัวสะดงุ หวนั่ ไหว๓๒ การออนวอนหวังพ่ึงเทวดา นอกจากขัดกับความเพียรพยายามโดยหวังผลสาํ เร็จจากการกระทาํ ขัดหลกั พงึ่ ตนเองและความหลดุ พน เปน อสิ ระ ดังไดกลา วในเรอื่ งอทิ ธิปาฏิหาริยแ ลว ยงัมีผลเสียท่คี วรสังเกตอกี หลายอยางเชน - ในเมือ่ เทวดาเปนปถุ ุชน การทีม่ นษุ ยไปเฝาประจบยกยอบนบานตางๆ ไมเพียงแตมนุษยเทานั้นท่ีจะประสบผลเสียเทวดาทัง้ หลายก็จะพลอยเสยี ไปดวย เพราะจะเกดิ ความหลงใหลมัวเมาในคํายกยองสรรเสริญ ติดในลาภสักการะคือสิ่งเซนสรวงสังเวยและปรารถนาจะไดใหมากยิ่งขึ้นๆ โดยนัยน้ีทั้งเทวดาและมนุษยตางก็มัวมาฝกใฝวุนวายอยูกับการบนบานและการใหผลตามบนบานละท้ิงกิจหนาที่ของตน หรือไมก ป็ ลอยปละละเลยใหบกพรองยอหยอน เปนผูตกอยูในความประมาท แลวท้ังมนุษยและเทวดาก็พากันเส่ือมลงไปดวยกัน - เทวดาบางพวกเม่ือมัวเมาติดในลาภสักการะความยกยอ งนบั ถือแลว กจ็ ะหาทางผกู มดั หมูชนไวก บั ตน โดยหาทางทําให

๔๐ เรอื่ งเหนือสามญั วิสัยคนตองพงึ่ เขาอยูเ ร่อื ยไป เพอื่ ผลน้ี เทวดาอาจใชวธิ ีการตางๆ เชนลอดวยความสําเร็จสมปรารถนาเล็กๆ นอยๆ เพื่อใหคนหวังผลมากยิ่งขึ้นและบนบานเชนสรวงมากยงิ่ ขน้ึ หรอื แมแ ตแกลง ทาํ เหตุใหค นตอ งมาตดิ ตอ ขอผลถลาํ ตนเขาสวู งการ - เมื่อเทวดาประเภทหวังลาภมาวุนวายกันอยูมากเทวดาดีที่จะชวยเหลือคนดีโดยไมหวังผลประโยชน ก็จะพากันเบอื่ หนา ยหลบลีป้ ลีกตัวออกไป คนท่ีทาํ ดี กไ็ มม ีใครจะคอยชว ยเหลือใหก ําลงั ฝา ยเทวดาใฝล าภ ก็จะชวยตอเมอื่ ไดรบั ส่งิ บนหรอือยา งนอยคําของรองออ นวอน มนษุ ยก ็เลยรูสึกกนั มากขน้ึ เหมอื นวาทาํ ดไี มไ ดดี ทาํ ชัว่ จงึ จะไดด ี กอใหเ กิดความสับสนระสํ่าระสายในสังคมมนุษยม ากยง่ิ ขึ้น - เมื่อเทวดาดีงามปลีกตัวไปไมเก่ียวของ (ตามปกติธรรมเนียมของเทวดา ก็ไมตองการมาเก่ียวของวุนวายหรอื แทรกแซงในกิจการของมนษุ ยอ ยแู ลว)๓๓ กย็ ง่ิ เปนโอกาสสําหรับเทวดารายใฝลาภจะแสวงหาผลประโยชนไดมากยิ่งข้ึน เชน เมื่อมนุษยออนวอนเรยี กรอ งเจาะจงตอเทพบางทานทเี่ ขานับถอื เทพใฝลาภพวกน้ีก็จะลงมาสวมรอยรับสมอางหลอกมนุษย โดยมนุษยไม

อทิ ธิปาฏหิ าริย- เทวดา ๔๑อาจทราบเพราะเปนเร่ืองเหนือวิสัยของตน แลว เทวดาสวมรอยก็ทาํ เร่ืองใหพ วกมนุษยหมกมนุ มวั เมายงิ่ ขนึ้ โดยนัยนี้ จะเห็นไดวา คนท่ีไดรับความชวยเหลือจากเทวดา ไมจาํ เปน ตอ งเปนคนดี และคนดีก็ไมจ าํ เปน ตองไดร บั ความชวยเหลือจากเทวดา ที่เปนเชนน้ีเพราะท้ังมนุษยและเทวดาตางก็เปน ปุถชุ นและตางกป็ ฏิบตั ผิ ิด พากนั ทาํ ใหร ะบบตา งๆ ที่ดงี ามในโลกคลาดเคลือ่ นเสือ่ มทรามลงไปขอ สงั เกตเพอ่ื การสรา งความสัมพนั ธท่ถี กู ตอง อนึ่ง ขอกลาวถึงขอสงั เกตบางอยางเพ่ือจะไดมองเหน็ แนวทางในการปฏิบตั ิตอไปชัดเจนขึ้น ประการแรก เทวดาประกาศิตหรือกาํ หนดเหตุการณหรือบันดาลชะตากรรมแกมนุษยโดยเด็ดขาดแตฝายเดียวไมได แมตามปกตจิ ะถือกันวา เทวดามฤี ทธม์ิ อี ํานาจเหนือกวามนุษย แตดังไดกลาวแลวขางตนวา ถามนุษยปรับปรุงตัวขึ้นมาเม่ือใด ก็สามารถเทาเทียมหรือเหนือกวาเทวดาได และสิ่งที่จะกาํ หนดวาใครจะเหนือใครกอ็ ยทู ีค่ ณุ ธรรมและความเพียรพยายาม ดงั มเี ร่อื ง

๔๒ เร่อื งเหนอื สามัญวสิ ยัมาในชาดก กษัตริยส องเมอื งจะทาํ สงครามกัน ฝายหนง่ึ ไปถามพระฤาษีมีฤทธ์ิ ซ่ึงตดิ ตอ กบั พระอนิ ทรไ ด ไดร บั ทราบคําแจง ของพระอินทรวาฝายตนจะชนะ จึงประมาทปลอยเหลาทหารสนุกสนานบันเทงิ สว นกษตั ริยอกี ฝา ยหนง่ึ ทราบขาวทํานายวา ฝายตนจะแพ ยิ่งตระเตรียมการใหแ ขง็ แรงย่ิงขน้ึ ครน้ั ถงึ เวลารบจรงิ ฝา ยหลงั นก้ี ็เอาชนะกองทพั กษตั ริยฝ ายทีม่ ัวประมาทได พระอนิ ทรถ กูตอวาจึงกลาวเทวคติออกมาวา \"ความบากบ่ันพากเพียรของคนเทพทงั้ หลายกเ็ กยี ดกนั ไมได\" ๓๔ เทวดาที่อยูตามบานเรือนนั้นตามปกติมนุษยใหเกียรติและเอาใจมาก แตถ า มองแงหน่งึ แลว ก็เปนผอู าศัย ถา เจา บานมีคุณธรรมสงู เชนเปนอรยิ สาวก มคี วามม่นั ใจในคุณธรรมของตนหรือม่ันใจในธรรมตามหลักศรัทธาอยางพระโสดาบัน เทวดาก็ตองเคารพเชือ่ ฟง อยูใ นบงั คบั บญั ชา มใิ ชเปน ผมู อี ํานาจบังคับเจาบาน ดังเชน เทวดาผูอ ยู ณ ซุมประตบู า นของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี(ทานเจาบานไมไดสรางท่ีอยูใหโดยเฉพาะ) เมื่อทานเศรษฐียากจนลง ไดมาส่ังสอนใหเลิกถวายทาน ทานเศรษฐีเห็นวาเปนคําแนะนาํ ไมช อบธรรม ถงึ กับไลอ อกจากบานทนั ที เทวดาหาท่อี ยูไม




Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook