แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาทพี่ งึ ประสงค ของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ GUIDELINES FOR A DESIRABLE BUDDHISM PROPAGATION OF OVERSEAS THAI BUDDHIST DHAMMADUTA BHIKKHUS พระมหาสุเทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) สารนิพนธน ี้เปนสว นหนง่ึ ของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลักสูตรปรญิ ญาพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑
แนวทางการเผยแผพ ระพุทธศาสนาทีพ่ งึ ประสงค ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ พระมหาสุเทพ สุวฑฺฒโน (เหลาทอง) สารนพิ นธน้ีเปน สว นหนงึ่ ของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลกั สูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๑ (ลิขสิทธเ์ิ ปน ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย)
Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus Phramaha Suthep Suwatthano (Laothong) A Thematic Paper Submitted in Partial Fulfillment of Qualifying Examination Degree of Doctor of Philosophy (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2018 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติใหนับสารนิพนธเรื่อง “แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ” เปนสวน หนึ่งของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา พระพทุ ธศาสนา .......................................................... (พระมหาสมบรู ณ วุฑฒฺ ิกโร, ดร.) คณบดบี ัณฑติ วทิ ยาลยั คณะกรรมการตรวจสอบสารนิพนธ .......................................................... ประธานกรรมการ (พระมหาไพรชั น ธมมฺ ทีโป, ผศ. ดร.) .......................................................... กรรมการ (ดร.บุญเลศิ โอฐสู) อาจารยท่ปี รึกษาสารนิพนธ .......................................................... กรรมการ ชื่อผวู จิ ยั (รศ. ดร.สมทิ ธพิ ล เนตรนิมติ ร) รศ. ดร.สมิทธิพล เนตรนมิ ติ ร .......................................................... (พระมหาสเุ ทพ สวุ ฑฒฺ โน)
ก ชอื่ สารนพิ นธ : แนวทางการเผยแผพระพทุ ธศาสนาทีพ่ งึ ประสงคของ พระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ผูวจิ ัย ปรญิ ญา : พระมหาสเุ ทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) อาจารยท ป่ี รึกษาสารนิพนธ : พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑติ (พระพทุ ธศาสนา) : รศ. ดร.สมทิ ธพิ ล เนตรนิมติ ร, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ปรัชญา), วนั เสรจ็ สมบรู ณ พธ.ม. (พระพทุ ธศาสนา), Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) : ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒ บทคัดยอ สารนิพนธเรื่อง แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตางประเทศ มวี ตั ถุประสงค ๑. เพอ่ื ศึกษาสภาพปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนา ของพระธรรมทูตไทย และ ๒. เพื่อเสนอแนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของ พระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ผลการศึกษาวิจัย พบวา ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรม ทูตไทยสายตา งประเทศ แบงเปนปญหาจากภายในคือตัวพระธรรมทูตและปญ หาจากภายนอก แนวทางในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ มีดังนี้ ๑) จุดมุงหมายชดั เจน ๒) เนือ้ หาคาํ สอนประยกุ ตใชไดจริง ๓) กลมุ เปา หมาย เนนทั้งคนทองถ่ิน และพุทธศาสนิกชนไทยท่ีอยูในทองถ่ินนั้น ๔) วิธีการท่ีใช ปรับใหสอดคลองตามกลุมเปาหมาย ๕) วิเคราะหตนเองท้ังจุดแข็งและจุดออนในการเปนพระธรรมทูตสายตางประเทศ ๖) วิเคราะห สถานการณแวดลอมท้ังปจจัยทางบวกและปจจัยทางลบที่สงผลตอการเผยแผพระพุทธศาสนา ๗) วางแผนกอนดําเนินการ ๘) ใชหลักการท่ีพระพุทธองคทรงประทานไวเปนแนวทางการปฏิบัติ หนาที่ และ ๙) วิเคราะหแนวโนมในการเผยแผพระพุทธศาสนา เพื่อใหสามารถปรับแผนดําเนินการ เผยแผพ ระพทุ ธศาสนาไดส อดคลองกบั สถานการณป จจบุ นั
ข Thematic Paper Title : Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus Researcher Degree : Phramaha Suthep Suwatthano (Laothong) Thematic Paper Supervisor : Doctor of Philosophy (Buddhist Studies) : Assoc.Prof. Dr. Samiddhipol Netnimit, Pali IX, Date of Completion B.A. (Philosophy), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) : April 20, 2019 Abstract This paper entitled “Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus”, has two objectives: 1) to study overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus’ problems and obstacles in the propagation of Buddhism, and 2) to present the desirable guidelines in the propagation of Buddhism of overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkus. In the research, it was found that the problems and obstacles encountered by overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus are of internal and external factors. The desirable guidelines for overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus are of the following steps: 1) the clear-cut goal should be set up, 2) its instructions should be practically applicable, 3) the expected population should be focused on regional and Buddhist people in the location, 4) the application of the instructions should be properly adapted by the targeted people, 5) SWOT method should be analyzed by overseas dhammaduta bhikkhus, 6) both internal and external factors affecting upon the propagation of Buddhism in overseas should be analyzed, 7) planning should put first, 8) the Buddha’s principles should be prioritized as the practical guidelines while carrying out their duty, and 9) the tendency in the propagation of Buddhism should be analyzed in order to have the suitable adaptation while planning the propagation of Buddhism in the existing situation.
ค กิตตกิ รรมประกาศ สารนิพนธฉบับนี้ สําเร็จลงไดดวยดีดวยคําแนะนําชวยเหลือและตรวจแกไขดวยความ อนุเคราะหของ รศ. ดร.สมิทธิพล เนตรนิมิตร อาจารยท่ีปรึกษาสารนิพนธ ซึ่งคอยช้ีแนะแหลงขอมูล ตาง ๆ ผวู จิ ยั ขอขอบพระคุณเปน อยา งสูง ผูวิจัยขอขอบพระคุณ พระมหาสมบูรณ วุฑฺฒิกโร,ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและ คณาจารยท ุกทานทป่ี ระสทิ ธิป์ ระสาทความรแู กผวู จิ ัย ทั้งทา นทีเ่ ปนเจาของตําราที่ใชศึกษาคนควาวิจัย และทา นที่สอนสงั่ ในหอ งบรรยายทุกรายวิชาที่ชวยใหกําลังใจในการวิจัยจนสามารถสําเร็จไดดังที่หวัง ไว ทั้งขอขอบคุณเจาหนาท่ีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยโดย ทั่วกันที่รับธุระเร่ืองเอกสารตาง ๆ และเรื่องการจัดการสอบ พรอมทั้งเจาหนาท่ีหองสมุดที่อํานวย ความสะดวกเรอ่ื งการสืบคนขอมูล คุณความดีและประโยชนที่เกิดจากสารนิพนธเรื่องน้ี ผูวิจัยขอนอมถวายเปนเครื่อง สักการบูชาคณุ พระศรีรัตนตรัย พระคณุ บิดามารดา และพระคุณครูบาอาจารยทกุ ทาน อนึ่ง ขอขอบคุณนํ้าใจอันดีงามของเพื่อน ๆ ผูเปนกัลยาณมิตรและเปนกําลังใจในการทํา สารนิพนธเลมนี้ จนสําเร็จลุลวงไปดวยดีและขอขอบคุณเพ่ือนนิสิตรวมรุนทุกทานที่ใหกําลังใจดวยดี เสมอมา ผูวิจัยหวังวางานวิจัยชิ้นนี้จะกอประโยชนแกสาธารณชน และแกผูสนใจศึกษาเก่ียวกับ พระพทุ ธศาสนาตามสมควรแกสติปญ ญาของผูใ ครใ นการศึกษา หากมีขอผิดพลาดประการใด ขออภัย ไว ณ โอกาสน้ี พระมหาสุเทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒
สารบัญ จ เร่ือง หนา บทคัดยอภาษาไทย บทคัดยอ ภาษาองั กฤษ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบญั ค คาํ อธิบายสญั ลักษณและคาํ ยอ จ ช บทที่ ๑ บทนํา ๑ ๑.๑ ความเปน มาและความสําคัญของปญหา ๑ ๑.๒ วัตถปุ ระสงคของการวจิ ยั ๔ ๑.๓ ปญ หาทต่ี องการทราบ ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๔ ๑.๕ นิยามศัพทเ ฉพาะทใี่ ชใ นการวจิ ัย ๕ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและรายงานการวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วของ ๕ ๑.๗ วิธดี าํ เนินการวจิ ัย ๑๑ ๑.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๒ ๑.๙ ประโยชนท ีไ่ ดร ับจากการวิจยั ๑๒ บทท่ี ๒ ปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทตู ๑๓ ๒.๑ ความหมายและคุณสมบัตขิ องพระธรรมทูต ๑๓ ๒.๑.๑ ความหมายของพระธรรมทตู ๑๓ ๒.๑.๒ คุณสมบัติของพระธรรมทูตในสมยั พทุ ธกาล ๑๕ ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ๑๙ ๒.๒.๑ การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระพทุ ธเจา ๑๙ ๒.๒.๒ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระสาวก ๒๙ ๒.๒.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พระเจาอโศกมหาราช ๓๒ ๒.๒.๔ ปญ หาและอปุ สรรคท่ีพบในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระสาวก ๓๔ ๒.๓ สรปุ ๓๔
ฉ บทที่ ๓ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย ๓๖ สายตางประเทศ ๓.๑ ความเปนมาของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ๓๖ ๓.๑.๑ ความเปน มาของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ๓๗ ๓.๑.๒ ความหมายของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓๘ ๓.๑.๓ คณุ สมบัตขิ องพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๓๙ ๓.๒ แนวคิดการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๔๑ ๓.๒.๑ หลกั ธรรมในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสาย ๔๒ ตา งประเทศ ๓.๒.๒ วธิ ีการในเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ๔๒ ๓.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ๔๘ ๓.๔ ปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทย ๖๑ สายตา งประเทศ ๓.๕ แนวทางแกไขปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาทพี่ ึงประสงค ๖๕ ของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๖ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทย ๖๗ สายตางประเทศ ๓.๗ สรุป ๗๔ บทที่ ๔ สรุปผลการวจิ ัยและขอ เสนอแนะ ๗๙ ๔.๑ สรุปผลการวจิ ัย ๗๙ ๔.๒ ขอ เสนอแนะ ๘๗ ๔.๒.๑ ขอ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ๘๗ ๔.๒.๒ ขอ เสนอแนะสําหรบั พระธรรมทตู สายตางประเทศ ๘๗ ๔.๒.๓ ขอ เสนอแนะในการทําวิจยั ครัง้ ตอไป ๘๘ บรรณานกุ รม ๘๙ ประวัติผวู จิ ัย ๙๕
ช คาํ อธบิ ายสญั ลักษณแ ละคํายอ ก. การใชอักษรยอชอื่ คมั ภรี สารนิพนธเลมน้ี ใชขอมูลอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาเตปฏกํ พ.ศ. ๒๕๐๐ และพระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ และอรรถกถา ภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั เรยี งตามคัมภรี ด ังน้ี พระวนิ ัยปฎก (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) ว.ิ มหา. (ไทย) = วนิ ยั ปฎ ก มหาวิภังค (ภาษาไทย) วิ.ม. (ไทย) = วนิ ัยปฎ ก มหาวรรค ว.ิ จู. (ไทย) = วินัยปฎ ก จฬู วรรค พระสุตตันตปฎ ก (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) ท.ี สี. (ไทย) = สตุ ตันตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (ไทย) = สตุ ตันตปฏ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ท.ี ม. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ท.ี ปา. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย) ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก (ภาษาไทย) ม.อ.ุ (ไทย) = สุตตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย อปุ ริปณ ณาสก (ภาษาไทย) ส.ํ นิ. (ไทย) = สุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) ส.ํ ข. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก สังยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค (ภาษาไทย) สํ.สฬา. (ไทย) = สุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) องฺ.ทุก. (ไทย) = สตุ ตันตปฎ ก องั คตุ ตรนิกาย ทกุ นิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกกฺ . (ไทย) = สุตตนั ตปฎก องั คตุ ตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาบาล)ี องฺ.ปฺจก. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคตุ ตรนิกาย ปญ จกนบิ าต (ภาษาไทย) องฺ.สตฺตก. (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปฏก องฺคุตตฺ รนิกาย สตฺตกนปิ าตปาลิ (ภาษาไทย) องฺ.สตฺตก. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคตุ ตรนิกาย สตั ตกนบิ าต (ภาษาไทย) องฺ.อฏฐก. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก องั คุตตรนกิ าย อัฏฐกนบิ าต (ภาษาไทย) ข.ุ ธ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย) ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เอกกนิบาตชาดก ขุ.อป. (ไทย) = สุตตันตปฏ ก ขทุ ทกนกิ าย อปาทาน
ซ ข. คํายอ ชื่อคัมภรี อรรถกถา (ภาษาไทย) อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปฎก ท.ี สี.อ. (ไทย) = ทฆี นกิ าย สมุ งั คลวิลาสนิ ี สลี ขันธวรรคอรรถกถา การใชหมายเลขยอ การใชอ ักษรยอ เกี่ยวกับพระไตรปฎ กภาษาไทย ใชระบบอางองิ ท่รี ะบุ เลม/ขอ/หนา หลงั คาํ ยอคัมภรี เชน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔. หมายถงึ สตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ ายมหาวรรค ภาษาไทย เลม ๑๐ ขอ ๒๑๖ หนา ๑๖๔ ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๙ การใชอ ักษรยอ เก่ยี วกบั คมั ภีรอรรถกถา ใชร ะบบอา งอิงที่ระบุ เลม /หนา หลังคํายอ คัมภีร เชน องฺ.ปจฺ ก.อ. (ไทย) ๓/๑๗๗/๖๘. หมายถงึ อรรถกถกาพระสตุ ตนั ตปฎก อังคุตตรนกิ าย ปญ จก นิบาต มโนรถปูรณี ภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าอฏฐ กถา ภาค ๓ ขอ ๑๗๗ หนา ๖๘
บทท่ี ๑ บทนาํ ๑.๑ ความเปน มาของปญ หา การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองคเร่ิมขึ้นหลังจากพระพุทธองคทรงตรัสรู อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและทรงเสวยวิมุตติสุขเปนเวลา ๔๙ วัน0๑ และเมื่อเกิดมีพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป1๒ ชวยใหการประกาศพระศาสนาขยายกวางไกลไปยังเมืองตาง ๆ ในดินแดนชมพูทวีป แตไม ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการจาริกออกนอกชมพูทวีป หลังการเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค สมเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา ดินแดนชมพูทวีปเริ่มถูกรุกรานจากชนชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะจากกองทัพ มาซิโดเนียของพระเจาอเลกซานเดอรในชวงตนรัชสมัยของพระเจาจันทรคุปต กษัตริยตนราชวงศ โมรยะ2๓ หรอื เมารยะ เม่ือพระเจา อโศกมหาราชไดข ึ้นครองราชยส มบัตใิ นราว พ.ศ. ๒๑๘ ตอจากพระ เจา พนิ ทสุ าร ผเู ปน พระราชบิดา พระเจา พนิ ทุสารเปนพระราชโอรสของพระเจาจันทรคุปต เปนลําดับ ๓ ของราชวงศโมรยะ ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการสงพระธรรมทูตออกไปเผยแผพระพุทธศาสนา นอกชมพูทวีป เชน เอเชียตะวันตก อียิปต แอฟริกาเหนือ สุวรรณภูมิ ศรีลังกา เปนตน3๔ จึงนาจะ กลาวไดวา พระธรรมทูตที่จาริกออกไปประกาศพระพุทธศาสนานอกดินแดนตนกําเนิดเกิดขึ้นมาใน สมัยพระเจาอโศกมหาราชจนพระพุทธศาสนาไดเผยแผมาถึงประเทศไทยและสามารถประดิษฐานได อยา งม่ันคงมากวา ๗๐๐ ป ในประเทศไทย พระภกิ ษสุ งฆซ่ึงเปนองคหนึ่งในพระรัตนตรัย มีหนาท่ีในการนําพระธรรม คําสอนขององคส มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจามาเผยแผอบรมสั่งสอนใหพุทธศาสนิกชนไดรับรูแลวนอม นําไปปฏิบัติ ภายใตหลักการท่ีพระพุทธเจาทรงใหไวตั้งแตครั้งพุทธกาล แตดวยบริบททางสังคมที่ เปลยี่ นแปลงไป การทํางานเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาอาจตองปรับเปล่ียนรูปแบบไปเพื่อใหสอดคลองกับ การเปล่ียนแปลงทางสังคมท่ีเกิดข้ึน ไมเพียงแตทําหนาที่แกพุทธศาสนิกชนท่ีเขามาทําบุญในวัดหรือ ตามสถานที่ที่ไดรับการอาราธนาไปเทานั้น แตยังปฏิบัติศาสนกิจดานอื่น ๆ เพื่อชวยเหลือสังคมดวย ๑ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๖/๑-๑๐. ๒ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๐. ๓ นวม สงวนทรัพย, พระเจาอโศกมหาราช, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หนา ๔๖-๕๔. ๔ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๗๕-๗๙.
๒ ทําใหเกิดกลุมพระสงฆที่เรียกวา “พระธรรมทูต” ขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีทั้งพระธรรมทูตสาย ตางประเทศและพระธรรมทูตในประเทศ พระธรรมทูตในประเทศ ทําหนาท่ีเผยแผพระพุทธศาสนา และปฏบิ ตั ิศาสนกิจดา นอน่ื ๆ จาํ เพาะในประเทศเทา นนั้ สว นพระธรรมทูตสายตางประเทศ ทําหนาที่ เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ซึ่งตองเดินทางไปประจําอยูในประเทศน้ัน ๆ เพื่อใหการ เผยแผธ รรมะเขาถงึ ประชาชนในประเทศนัน้ ๆ โดยครอบคลุมภารกิจอ่ืน ๆ ดวยเชนกัน พระธรรมทูต สายตา งประเทศ จึงไดแก พระสงฆผูอุทิศตนเพ่ืองานเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ทําหนาท่ี เหมือนทูตทางธรรมหรือทูตของพระศาสนา ในการเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาไปสูชน จํานวนมากในถน่ิ ตา ง ๆ ทไี่ มใชประเทศไทย ภายใตหลักการท่ีพระพุทธเจาทรงใหโอวาทไว ต้ังแตครั้ง พทุ ธกาล การเดินทางไปตางประเทศของพระสงฆไทย พบหลักฐานคร้ังแรกสมัยกรุงศรีอยุธยาเปน ราชธานี และมีหลักฐานชัดเจนอีกครั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน (รัชกาลท่ี ๒) ท้ังสองครั้งน้ีเปน การเดินทางไปท่ีประเทศศรีลังกา และมีหลักฐานชัดเจนอีกครั้ง เม่ือปรากฏมีวัดไทยแบบเถรวาทใน ประเทศสิงคโปร ชวงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงชวงตนสมัยรัชกาลที่ ๗ จากนั้นที่มีความชัดเจนอีก คร้ังอยูในชวงสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เริ่มข้ึนในชวงกอน พ.ศ. ๒๕๐๐ จนส้ินสุดรัชกาลของพระองค (พ.ศ. ๒๕๕๙) ในชวงกอนมีการสรางวัดไทยในกลุม ประเทศตะวันตก (ไมใ ชเ อเชีย) การเดินทางไปตา งประเทศของพระสงฆไทยเกิดจากการอาราธนาของ ชมุ ชนไทยทีเ่ ดินทางไปทํางานในประเทศนั้น ๆ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจในลักษณะใกลเคียงกับในประเทศ ไทย และในท่ีสุดมีดําริในการจัดต้ังเปนวัดขึ้นมา หรือรัฐบาลหรือหนวยงานของประเทศน้ัน ๆ รอง ขอใหรัฐบาลสงพระภิกษุสงฆเดินทางไปในประเทศตาง ๆ เหลาน้ัน ทั้งในรูปของการสัมมนา การ บรรยาย การไปฟนฟูกิจการพระพุทธศาสนา หรือประกอบศาสนกิจทางพระพุทธศาสนา นับถึง ปจจุบันนี้ (๒๕๖๑) มีการสรางวัดไทยในประเทศตาง ๆ ในหลายทวีป เชน ประเทศ อินเดีย เนปาล สิงคโปร มาเลเซีย ในทวีปเอเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในทวีปอเมริกา ประเทศอังกฤษ นอรเวย สวีเดน เยอรมัน ในทวีปยุโรป ในทวีปออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด เปนตน ทําใหมี พระภิกษุสงฆไทยตองเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจและประจําอยูในวัดไทยในประเทศตาง ๆ จํานวน มาก ตามที่เรียกพระภิกษุสงฆซ่ึงจาริกไปเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศตาง ๆ ในชื่อเฉพาะวา พระธรรมทตู สายตางประเทศ ในชวงเร่ิมตนการเดินทางเขาไปในแตละประเทศมักเปนการอาราธนาพระภิกษุสงฆท่ีอยู ในภมู ลิ ําเนาหรอื เปนท่รี ูจักของพุทธศาสนิกชนไทยในชุมชนนั้น ๆ จนมีดําริกอสรางวัดไทยใหเปนหลัก แหลงข้ึน การปฏิบัติศาสนกิจเพ่ือการเผยแผพระพุทธศาสนาจึงเร่ิมดําเนินการอยางเปนรูปธรรมข้ึน ซงึ่ ตองไดรบั การยอมรับดว ยความศรทั ธาของประชาชนกอนในเบื้องตนจึงจะสามารถดําเนินการตอไป ไดอ ยางราบร่ืน กจิ กรรมของพระธรรมทูตจึงมีท้ังเชิงรับ โดยมีเปาหมายแรกท่ีพุทธศาสนิกชนชาวไทย
๓ กอน เพราะเปนกลุมแรกท่ีอาราธนาพระธรรมทูตเพ่ือไปในประเทศนั้น ๆ สวนใหญจะใชการเทศนา สอนธรรมะ หรือการสวดมนตทําวัตร เม่ือศาสนิกเขามาท่ีวัด และเชิงรุกน้ันจะเปนการจัดกิจกรรม นอกวัด ซึ่งสวนใหญจะเปนกลุมชนท่ีอยูในประเทศน้ันเปนหลัก เชน การบรรยายในสถานศึกษา ใน เรือนจํา ธรรมสัญจร หรือการชวยเหลือสังคมในทองถ่ินนั้น ๆ ในรูปแบบตาง ๆ เปนตน การ ดําเนินการเร่ืองใด ๆ มักเกิดปญหาและอุปสรรค การเผยแผพระพุทธศาสนาจึงไมอาจรอดพนจาก ปญหาและอุปสรรคได เริ่มตั้งแตพระธรรมทูตรุนบุกเบิก ตองประสบปญหาและอุปสรรคตาง ๆ มากมาย ในการกอสรางวัดในตางแดน เชน งบประมาณในการกอสราง กฎหมายการกอสรางวัดใน ประเทศน้ัน ๆ กฎหมายการครอบครองสิ่งกอสรางที่ตองอยูในรูปของสมาคมหรือมูลนิธิ เปนตน จน เม่ือสรางวัดเรียบรอยแลว ยังคงประสบปญหาในเรื่องงบประมาณในการบํารุงรักษา การบริหาร กิจการของวดั วฒั นธรรมประเพณีของทองถ่ิน วิถีการดําเนินชวี ิตของชนทองถ่ิน เปนตน การเขาไปใน ตางประเทศในรุนบุกเบิกเปนงานเส่ียงภัยโดยเฉพาะในถ่ินทุรกันดาร และพบปญหาและอุปสรรคทั้ง ดา นสภาพดินฟา อากาศ วฒั นธรรม ประเพณี ทศั นคตขิ องเจาของประเทศทมี่ ีตอพระธรรมทูต4๕ จนแม พระธรรมทูตรุนตอมาก็ยังคงประสบปญหาและอุปสรรคในการดําเนินการมาอยางตอเนื่องหลาย ประการ เพราะสภาพแวดลอมท่ีแตกตางจากประเทศไทยมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย พระธรรมทูตเองอาจประสบปญหาในการปฏิบัติหนาท่ี ท้ังปญหาที่เกิดจาก ตวั ของพระธรรมทตู เองในแงข องเปาหมายในการเดินทางวามาทําอะไร มาเพ่ืออนุเคราะหใคร เฉพาะ คนไทยหรือคนทองถ่ินดวย ทราบชัดเจนหรือไมในคําถามเหลาน้ี ถาเปนคนทองถิ่น สามารถส่ือสาร โดยใชภาษาทองถ่ินหรือภาษาอังกฤษซ่ึงเปนภาษาท่ีใชไดท่ัวโลกไดหรือไม มีความรูในวัฒนธรรมและ ประเพณีของประเทศที่ไปปฏิบัติศาสนกิจระดับใด เปนตน และปญหาที่เกิดจากสถานการณการ ปฏิบัติศาสนกิจในประเทศตาง ๆ เชน การหามบิณฑบาต ระยะเวลาท่ีไดรับอนุญาตใหอยูในประเทศ น้ัน หรือเหตุการณท่ีสรางความสะเทือนใจใหแกพระธรรมทูตและพุทธศาสนิกชนไทยเกี่ยวกับการ ฆาตกรรม (ยิง) พระสงฆในวัดไทยในประเทศอเมริกา เปนตน แมในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจาทรง พบอุปสรรคเชนกัน เชน การตอตานจากเจาลัทธิท่ีมีอยูเดิม การสรางสถานการณหลอกลวงเพื่อให พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาตอพระพุทธเจา (กรณีนางจิญจมานวิกา) หรือแมจากพระภิกษุผูยังเปน เสขบุคคลก็ตาม เปนตน สภาพปญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มเผยแผพระพุทธศาสนาใน ตา งประเทศ (ชว งกอ น พ.ศ. ๒๕๐๐) จนมาถงึ ปจจบุ นั นี้ (พ.ศ. ๒๕๖๑) จึงเปนประเด็นใหผวู ิจัยมีความ ๕ พระพรหมวชิรญาณ, “พระธรรมทตู ไทยในทศวรรษวกิ ฤตโลก”, ปาฐกถา ณ วัดศรีนครนิ ทรวราราม เม่ือวันท่ี ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕, อางถึงใน กองบรรณาธิการ คณะพระธรรมทูตรุนท่ี ๑๐, พระธรรมทูตสาย ตา งประเทศรุนที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๗), หนา ๑๓๙-๑๔๒.
๔ ตองการศกึ ษาเกี่ยวกับประเดน็ ปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศวา เปนอยา งไร ประเดน็ ปญหาและอุปสรรคมีการเปล่ยี นแปลงรปู แบบไปหรอื ไมอยางไร พระพุทธองคไดทรงเผยแผพระพุทธศาสนา โดยการแสดงธรรมแกเวไนยสัตวตลอดพระ ชนมชีพของพระองค ไดท รงประกาศหลกั คาํ สอน ดวยวิธีการหลากหลายรูปแบบ เชน การแสดงธรรม การสนทนาธรรม การตอบปญหาขอของใจสงสัย วัตรปฏิบัติท่ีนาเลื่อมใสทําใหผูพบเห็นเกิดความ สนใจ เปนตน โดยท่ีพระองคไดทรงประทานหลักการและเทคนิคในการเผยแผใหพระสาวกยึดถือเปน หลักปฏิบัติในการแสดงธรรม ใหเปนผูมีคุณธรรม มีเหตุผลสัมพันธตอเนื่องกันไปโดยลําดับ ช้ีแจงให เขา ใจชดั เจนในแตล ะประเดน็ แสดงธรรมดว ยจติ เมตตา โดยมงุ ใหเกิดประโยชนแกผูฟง ไมแสดงธรรม เพราะเห็นแกลาภสักการะ ไมแสดงธรรมยกตนขมทานและไมเสียดสีขมขูผูอื่น5๖ การประกาศพระ ศาสนาของพระพทุ ธองคไ ดสรา งแบบอยา งไวใ หแ กพ ระสาวกมีแนวทางดําเนินการมาจนถึงปจจุบัน ถา พระธรรมทูตสายตา งประเทศไดร ะลึกและนอ มนาํ คําสง่ั สอนของพระพุทธองคมาใชเปนเคร่ืองเตือนสติ อยเู สมอ ปญหาและอปุ สรรคทีเ่ กิดข้ึนในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาหลาย ๆ ประการ ยอมมีแนวโนม จะไดรับการแกไขไดงายข้ึน ดังน้ัน ในงานฉบับนี้ ผูวิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา “แนวทางการเผย แผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายตางประเทศ” สูกรอบแนวคิดการปฏิบัติจริง เพื่อใหการ ปฏิบตั ิงานของพระธรรมทตู สายตางประเทศมีประสิทธภิ าพมากยง่ิ ขนึ้ ๑.๒ วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ยั ๑.๒.๑ เพ่อื ศกึ ษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต ๑.๒.๒ เพื่อศึกษาแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตา งประเทศ ๑.๓ ปญหาท่ตี องการทราบ ๑.๓.๑ ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทตู มีอะไรบา ง ๑.๓.๒ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสาย ตา งประเทศ ควรเปน อยา งไร ๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๑.๔.๑ ขอบเขตดานเนื้อหาเร่ือง “แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของ พระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ” จะศึกษาวิเคราะหเน้ือหารายละเอียดจากเอกสารคําบรรยาย ๖ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.
๕ เก่ียวกับความหมาย หลักการ วิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา และวิธีการประพฤติปฏิบัติ ตาม หลักธรรมคําสอนขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา และภายใตบริบทของสังคมในปจจุบัน ตลอด ถงึ ปญ หาและอปุ สรรคท่ีพบจากการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในตา งประเทศ ๑.๔.๒ ขอบเขตดานเอกสาร ศึกษาเอกสารและขอมูลที่เก่ียวของกับการเผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลจนมาถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ท้ังจากคัมภีร พระไตรปฎก อรรถกถา เอกสารตําราวิชาการ งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ งานวิทยานิพนธและขอมูลจาก หนังสือวิชาการตาง ๆ คําบรรยายของวิทยากร เอกสารสรุปรายงานการประชุมของพระธรรมทูตใน ทวีปตาง ๆ ของโลก บันทึกรายงานการอบรมในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตลอดถึงขอมูลจากอินเทอรเน็ต และขอมูลท่ีเปนทัศนะ ของผูเชี่ยวชาญทางดานพระพุทธศาสนาและนักวิชาการเก่ียวกับการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระ ธรรมทูตสายตา งประเทศท่ปี รากฏตามเอกสารตาง ๆ ๑.๕ นิยามศพั ทเฉพาะท่ีใชใ นการวจิ ัย ๑.๕.๑ พระธรรมทูต หมายถึง พระภิกษุผูเดินทางไปเผยแผพระธรรมคําสอน พระธรรม วินยั พรหมจรรยห รือประกาศพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ๑.๕.๒ พระธรรมทูตสายตางประเทศ หมายถึง พระภิกษุสงฆของไทย ทําหนาที่เดินทาง ไปเผยแผพระพุทธศาสนานอกประเทศไทย ประกอบดวยกลุมที่เดินทางไปตางประเทศตามท่ีไดรับกิจ นิมนตจากพุทธศาสนิกชนไทยเปนการสวนตัว กับกลุมที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอยางเปนทางการ ภายใตการกํากับดูแลของคณะสงฆไทยและมักไดรับการถวายความรูในหลักสูตรฝกอบรมพระธรรม ทูตสายตางประเทศ เพื่อไปปฏบิ ัติศาสนกิจในตา งประเทศได ๑.๕.๓ การเผยแผพระพทุ ธศาสนา หมายถึง การนาํ พระธรรมคาํ สอนของพระพุทธเจาไป ประกาศหรือแสดงแกบุคคลในสถานที่ตาง ๆ เพื่อใหบุคคลจํานวนมากไดรับประโยชนจากพระธรรม คาํ สอนเหลานนั้ ซ่ึงมีที่สดุ คือความดบั ทุกข ๑.๕.๔ แนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนา หมายถึง วิธีการที่ทําใหหลักธรรมคําส่ัง สอนในพระพทุ ธศาสนาแพรห ลายออกไปในสถานท่ีตาง ๆ ทั่วทุกสารทิศ มีผูศรัทธาเลื่อมใส เคารพใน พระรัตนตรัย นอมนําหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติและไดรับประโยชนจากการ ปฏบิ ตั ิ ซึ่งมที สี่ ุดคือความดับทกุ ข ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานการวิจัยท่ีเก่ยี วของ ผวู จิ ยั ไดศ ึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วของ เพือ่ รวบรวมประกอบการศกึ ษาวิจัย ดังน้ี
๖ ๑.๖.๑ เอกสารทเี่ กี่ยวของ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต) กลาวไวในหนังสือ พระพุทธศาสนากับสังคมปจจุบัน ถึงหนาท่ีและความผูกพันของพระสงฆ โดยมีหลักธรรมคําส่ังสอนในพระพุทธศาสนาเปนหลักในการ ปฏิบัติ ซึง่ มีทัง้ ฝา ยธรรมและฝายวนิ ัยอันเปน ตัวกําหนดใหชีวติ ของพระสงฆเ กี่ยวเนอ่ื งและผูกพันอยูกับ สังคม โดยพื้นฐานชีวิตสังคมของพระสงฆนี้แยกเปน ๒ สวน คือ ความสัมพันธภายในสังคมสงฆ และ ความสมั พันธใ นสงั คมสว นรวม6๗ พระธรรมปฎ ก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลาวไวในหนังสือ “พระธรรมทูตไทยเบิกทางสูอารยธรรม ใหม” สรุปไดว า พระธรรมทตู มคี ุณสมบตั ทิ เี่ ปน หลักอยู ๓ ประการ คอื ๑. พระธรรมทูตจะตองมีความมั่นใจในคุณคา ความดีงาม ความประเสริฐของ พระพุทธศาสนา ๒. พระธรรมทูตจะตองมีความประพฤติที่ดีงามอันชวนใหเกิดความศรัทธาเลื่อมใส แกผูท่พี บเหน็ พระธรรมทตู จะตอ งมคี วามหนักแนน คอื เมื่อไปอยูในประเทศที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรม แตกตางกับสังคมไทย พระธรรมทูตจะตองมีความหนักแนนในพระธรรมวินัยไมหวั่นไหวไปตาม สภาพแวดลอม และภารกิจที่สําคัญของพระธรรมทูตเปนภารกิจท่ีย่ิงใหญเพราะเปนการจาริกไปเพื่อ สรางสรรคป ระโยชนแกม นุษยชาติทัง้ โลก ๓. พระธรรมทูตจะตองมีความมั่นคงทางจิตใจ มีคุณธรรม ใหบุคคลภายนอก มองเหน็ ในเชงิ สรางคุณคา ทางจติ ใจ โดยเฉพาะในเร่ืองของสมาธิ7๘ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร) กลาววา พระสงฆควรมีบทบาท ชวยแกไข ปญหาสังคมใหมากขึ้นและอยางเปนรูปธรรม โดยเฉพาะอยางยิ่ง การเขาถึงประชาชนอยางแทจริง บทบาทของพระสงฆจึงไมควรจะเปน เพียงการแสดงธรรมและประกอบพิธีกรรมเชนในอดีตเทาน้ัน แต ควรนําส่ิงที่สอนน้ันไปปรับใชอยางเปนรูปธรรมในลักษณะของกิจกรรมรวมกับชุมชนจนถึงประชาชน รายบุคคล เพราะโอกาสท่ีประชาชนจะเรียนรูพุทธธรรมอยางเต็มรูปแบบดวยตนเองน้ันเปนการยาก และการเรียนทฤษฎีเชิงปริยัติใหเขาใจสําหรับผูที่ขาดพื้นฐานทางพุทธธรรมที่ดีพอก็ไมใชเร่ืองงาย ๗ พระราชวรมนุ ี (ประยทุ ธ ปยุตโฺ ต), พระพุทธศาสนากับสังคมปจจุบัน, (กรุงเทพมหานคร: กรมการ ศาสนา, ๒๕๑๒), หนา ๑๒. ๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระธรรมทูตไทยเบิกทางสูอารยธรรมใหม, พิมพครั้งที่ ๔, (กรงุ เทพมหานคร: มลู นิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๕), หนา ๔๐.
๗ เชนกนั พระสงฆจึงควรนําหลักคําสอนดานปริยัติหรือทฤษฎีน้ันไปเสนอแกชุมชนผานการทํากิจกรรม รว มกัน เชน เดยี วกับการสอนผานพิธีกรรมของพระสงฆในอดีต8๙ พระมหาถนัด อตฺถจารี และพระปลัดอําพล สุธีโร กลาวถึงคุณสมบัติของพระสงฆผูทํา หนาที่เผยแผพระพุทธศาสนาไววา ตองมีความแมนยําในหลักของพระพุทธศาสนา มีทั้งภูมิธรรมและ ภูมิปญญา สามารถใชภาษาและวิธีสอน ท่ีสามารถสื่อกับประชาชนได มีความสามารถในการใชส่ือ เทคโนโลยีสมัยใหมเขามาชวยในการเผยแผ มีความเขาใจในวัฒนธรรมทองถิ่น และสามารถปรับตัว เขา กับสังคมน้นั ไดดี เปนผูท่ีมีหลักมนุษยสัมพันธระหวางพระสงฆและประชาชนไดดี และมีคุณสมบัติ ท่เี หมาะสมทางดา นการศกึ ษาใหสอดคลองกับความตองการของวดั และสังคม9๑๐ พสิ ิฐ เจรญิ สุข กลา ววา วธิ ีการเผยแผพระพุทธศาสนาทีม่ ปี ระสทิ ธผิ ล โดยสรุปมีอยู ๒ วิธี คือ ๑) การเผยแผทางกาย ไดแก การปฏิบัติใหดูเปนแบบอยาง เวลา ยืน เดิน นั่ง นอน เปนไปดวย ความเปน ระเบียบเรียบรอ ย มสี ตสิ าํ รวม ระมัดระวังแสดงทาทางของผูสงบเยือกเย็น และ ๒) การเผย แผทางวาจา ไดแก พูดธรรมะใหผูอ่ืนฟงดวยวิธีที่เรียกวาบรรยาย ปาฐกถาธรรม แสดงธรรม หรือที่ เรยี กวา ธรรมกถกึ ซึ่งแปลวา ผูกลาวธรรม ผสู อนธรรม แสดงใหผ อู ่ืนฟง อยา งมีศลิ ปะ10๑๑ สลุ กั ษณ ศวิ รักษ กลาวถึงพระสงฆวา นอกจากจะเปนท่ีเคารพของชาวบานในชุมชนแลว พระสงฆยังเปนทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณคาในการมีสวนรวมพัฒนาสังคม หากนักวิชาการนําความรู รูจักนาํ ทรพั ยากรและแรงงานมาใชอยา งถกู ตอ ง จะชว ยเสรมิ สรางความเจรญิ อยางมีประสิทธิภาพและ เกดิ ประโยชนอยา งถูกตองและสูงสุด ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๙ ขออัญเชิญมา ณ ที่นี้วา การใชหลักวิชา และความคิดริเร่ิมสรางงานที่อาจดูไมใหญโตนัก แต ประสิทธิภาพสูงและอํานวยประโยชนโดยตรงไดมาก โดยการนําเอาทรัพยากรตามธรรมชาติ ความรู ความสามารถตลอดจนแรงงานของคนสวนใหญใหไดเต็มเม็ดเต็มหนวยและใหเกิดความเสียหายหรือ สูญเปลานอยท่ีสุด การสรางความเจริญในลักษณะนี้ จะชวยสรางความเจริญของกิจการสวนรวมได แนน อน11๑๒ ๙ พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส (นิธิบุณยากร), “ยุคสมัยของความขัดแยง : พระสงฆยุคใหมควรตีความ และเผยแผพระพุทธศาสนาอยางไร”, วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน, ปท่ี ๕ ฉบับที่ ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒): ๓๖-๓๗. ๑๐ พระมหาถนัด อตฺถจารี และพระปลัดอําพล สุธีโร, พระธรรมทูตสายตางประเทศ, พิมพคร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๓๔. ๑๑ พิสิฐ เจริญสุข, คูมือการเผยแผพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: กรมการศาสนา, ๒๕๓๙), หนา ๓-๔. ๑๒ สุลกั ษณ ศวิ รกั ษ, ศาสนากับสงั คมไทย, (กรงุ เทพมหานคร: พาสิโก, ๒๕๒๔), หนา ๖๓.
๘ ๑.๖.๒ งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วขอ ง พระมหาสนธิญาณ รักษาภักดี ไดศึกษาเร่ือง “การศึกษาความคิดเห็นของผูเขารับการ ฝกอบรมหลักสูตรพระธรรมทูตตอการฝกอบรมประจําป พ.ศ. ๒๕๔๑” สรุปไดวา การฝกอบรมพระ ธรรมทูตมีสวนอยางมากในการพัฒนาพระธรรมทูตใหมีความรู ประสบการณ ทัศนคติที่ดี และมี บทบาทในการสงเคราะหประชาชนในดานตาง ๆ และชวยพัฒนาสังคมไทยอยางมีระบบมากข้ึน ซึ่ง นับวาสอดคลอ งกบั พุทธดํารสั ท่วี า “ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงเท่ยี วจารกิ ไปเพ่อื ประโยชนและความสุข แกคนหมูมาก”๑๓ พระปรีชา พงษพัฒนะ ไดศึกษาวิเคราะหเร่ือง “การติดตามและประเมินผลโครงการ อบรมพระธรรมทตู สายตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณีพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา” สรุปไดวา คุณสมบัติสําคัญซ่ึงจะขาดเสียมิไดสําหรับพระธรรมทูตในตางประเทศ ก็คือพระธรรมทูต จะตองมีทั้ง ภูมิธรรมและภูมิปญญา ภูมิธรรมคือเปนผูท่ีหนักแนนและสนใจในเรื่องธรรมะ สวนภูมิปญญาคือ จะตองมีความรูทางโลก (ศาสตรสมัยใหม) กลาวอยางสั้นก็คือ พระธรรมทูตท่ีพึงประสงคจะตองมี วิชชาและจรณะน่นั เอง13๑๔ แมชีคมคาย คุมพันธ ทําการศึกษาวิจัยเรื่อง “ศึกษาบทบาทในการเผยแผ พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณี พระสุเมธาจารย (โรเบิรต สุเมโธภิกขุ)” ผลการศึกษาวิจัย พบวา ผูตอบแบบสอบถามรับรูการเผยแผของทานสุเมโธภิกขุ จาก หนังสือ นิตยสาร มากที่สุด (รอยละ ๕๕.๐) มีหนังสือธรรมะของทานไวในครอบครอง รอยละ ๒๔.๑ หลังการเขา อบรมธรรมะ ผเู ขารบั การอบรมมพี ฤติกรรมที่ดขี ้นึ ผิดศีลนอยลง14๑๕ พระมหาปราโมทย มหาวีริโย (ปกรม) ไดทําการศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาของ พระราชรัตนรงั ษี (วีรยทุ ธ วรี ยุทฺโธ) ในฐานะพระธรรมทูตไทยประจําประเทศอินเดีย ไดขอสรุปวา วัด ไทยในตางประเทศเดิมสรางขึ้นเพ่ือประโยชนแกคนไทยเปนหลักในโอกาสที่มาพํานักแสวงบุญและ ๑๓ พระมหาสนธิญาณ รักษาภักดี, “การศึกษาความคิดเห็นของผูเขารับการฝกอบรมหลักสูตร พระธรรมทูตตอการฝกอบรมประจําป พ.ศ. ๒๕๔๑”, วิทยานิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๔๒), บทคดั ยอ . ๑๔ พระปรีชา พงษพฒั นะ, “การติดตามและประเมินผลโครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศ: ศึกษาเฉพาะกรณีพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา”, วิทยานิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๔), บทคดั ยอ. ๑๕ แมชีคมคาย คุมพันธ, “ศึกษาบทบาทในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณี พระสุเมธาจารย (โรเบิรต สุเมโธภิกขุ)”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา, (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๗), หนา ๙๙-๑๐๘.
๙ ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สวนใหญจะจํากัดอยูในกลุมของคนไทยดวยกันเอง มิใชเพ่ือคนพื้นเมือง ประกอบกับเปาหมายของงานพระธรรมทูตไมชัดเจนพอ จึงทําใหงานของวัดไทยในตางประเทศไม คอยเจรญิ กาวหนา ซ่งึ พระราชรัตนรงั ษไี ดมีแนวคิดในการปรับปรุงโดยเห็นควรพัฒนาและสงเสริมการ บริหารจัดการวัดและพระสงฆไทยในตางประเทศใน ๖ ดานคือ (๑) ดานพระธรรมทูต (๒) ดาน การศึกษาและเผยแผ (๓) ดานการสงเคราะห (๔) ดานการประชาสัมพันธ (๕) ดานการกอสรางและ บรู ณะ (๖) ดานการวางแผนจัดการและบรหิ าร และยังพบวา พระราชรัตนรังษีไดริเร่ิมโครงการใหม ๆ เพือ่ สนบั สนนุ บทบาทของพระธรรมทูตในการสรางความสัมพันธอันดีกับคนพื้นที่ การพัฒนาบุคลากร และการส่อื สารเพ่อื ประโยชนในการเผยแผพ ระศาสนา15๑๖ พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ และคณะ ไดทําการศึกษาวิเคราะหยุทธศาสตรหลักในการ เผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในอินเดีย พบวา ปญหาและอุปสรรคโดยรวมคือ พระ ธรรมทูตมเี ปาหมายไมชัดเจนในการเผยแผ ทั้งน้ีอาจเพราะผใู หญในระดับบริหารขาดการเอาใจใสและ ขาดความเขา ใจในการเผยแผท ีช่ ัดเจน พระธรรมทตู มกั มีปญ หาในการสื่อสารหรือภาษาที่ใชในการเผย แผ พระธรรมทูตสวนใหญมีความอดทนตํ่าและทํางานไมตอเนื่อง มีเจตนาเผยแผวัฒนธรรมไทย มากกวา สวนในการเผยแผนนั้ พระธรรมทูตมเี ปาหมายใหช าวอินเดยี ประกาศตนเปน ชาวพทุ ธ แตชาว อินเดียยังไมเขาใจความหมายของชาวพุทธและคิดวาบางทีอาจเปนอันตรายตอชีวิตความเปนอยูของ เขาดว ย ทง้ั นีไ้ ดใ หขอ เสนอแนะไวโดยแยกเปน งาน ๓ ดานคอื (๑) ดา นการเผยแผพระพุทธศาสนา เสนอใหทําการเชื่อมโยงสรางเครือขายชาวพุทธ นานาชาติ องคกรทางพระพุทธศาสนาและหนวยงานอื่นท่ีเกี่ยวของ เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ควร สรางยุทธศาสตรท่ีครอบคลุมทุกมิติ ใหการสงเสริมพระธรรมทูตในการศึกษาตอ เพื่อพัฒนาความรู ความเชื่อม่ันในตนเอง ทกั ษะการส่ือสาร และการใชภ าษา (๒) ดานการใหการศึกษา เสนอใหมีการแนะแนวอบรมดานวิชาการเกี่ยวกับ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแกคนในชุมชนมากขึ้น ควรใหการสนับสนุนทุนการศึกษาแกเด็กและ เยาวชนโดยเฉพาะชาวพุทธท่ีเกิดใหม ควรจัดสถานท่ีสําหรับการเรียนการสอนหลักธรรมภายในวัด สรางเครือขายศูนยการศึกษา และควรมีหนวยงานหรือมหาวิทยาลัยมาสนับสนุนดานการศึกษา โดยตรง ๑๖ พระมหาปราโมทย มหาวีริโย (ปกรม), “ศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระราชรัตนรังษี (วีรยทุ ธ วรี ยุทโฺ ธ) ในฐานะพระธรรมทูตไทยประจาํ ประเทศอินเดยี ”, วิทยานิพนธพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๘).
๑๐ (๓) ดานการสงเคราะห พบวา ชาวอินเดียมีการยอมรับในดานน้ีมาก ดังนั้น ถาจะ เผยแผพระศาสนาใหไดผล ควรใหความสําคัญกับวิธีการนี้ โดยแนะนําใหมีกองทุนเพื่อการสงเคราะห ในระดับนานาชาติ มีกิจกรรมสงเสริมใหประชาชนรูจักออมทรัพย การจัดกิจกรรมชวยเหลือดาน สุขภาพชุมชนในเขตที่มีวัดไทยต้ังอยู ควรสงเสริมอุดหนุนโครงการพัฒนาหมูบานเพ่ือชุมชน จัดตั้ง องคก รเพ่อื เปนแกนนาํ ในการสงเคราะหประชาชนท่ีประสบภยั พิบตั 1ิ6๑๗ พระมหาอํานวย มีราคา ศึกษา แนวทางในการเผยแพรพุทธศาสนาในตางประเทศ : กรณีศึกษาประเทศเนเธอรแลนด ผลการวจิ ัย พบวา (๑) แนวคิด วิธีการและเปาหมายการเผยแผพระพุทธศาสนาเปนไปตามหลักพุทธ โอวาท แสดงธรรมใหเ หมาะสมกาลเทศะ มีเหตุผล แสดงธรรมดวยจิตเมตตา โดยมุงประโยชนแกผูฟง ไมแสดงธรรมเพราะเห็นแกลาภสักการะ เพราะเปาหมายการเผยแผพระพุทธศาสนานั้น เพื่อ ประโยชน เก้ือกูล ความสุข แกบุคคลทั้งที่เปนชาวพุทธและมิใชชาวพุทธ โดยมุงที่จะพัฒนาศักยภาพ ของบุคคลในการดําเนนิ ชีวติ ไดดวยตนเอง ใชหลักธรรมคาํ สัง่ สอนของพระพุทธเจาเปนแนวทางในการ ชนี้ ําบุคคลใหตง้ั อยูในความไมประมาท เพราะการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศน้ันตองอาศัย การจัดกิจกรรมภายในวัด เชน การจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาและวัน สําคัญของชาติ การเทศน การปาฐกถา เพ่ือเปนศูนยรวมจิตใจและกิจกรรมของชาวพุทธใน ตา งประเทศ (๒) ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพุทธศาสนาในประเทศเนเธอรแลนด พบวา พระสงฆยังไมเขาใจภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่ตนไปเผยแผดีพอ ทําใหการส่ือสารกับคนใน ประเทศนั้นไมดีเทาท่ีควร ดานองคกรสงฆที่มีสวนในการดูแลพระสงฆยังไมเขมแข็งพอ แมปจจุบันจะ มีหลายหนวยงานที่กํากับดูแลโดยตรงแตก็ยังครอบคลุมไดไมทั่วถึง แมจะมีสํานักฝกอบรมพระธรรม ทตู ทาํ หนาทอ่ี บรมพระธรรมทูตแลว แตการคัดเลือกวาพระสงฆรูปใดจะไดเดินทางไปประเทศไหนน้ัน เปน อกี หนวยงานหนึง่ การขอวซี า เขาประเทศยากมากและใหเวลาในการพํานักในประเทศนอย ทําให เกิดความไมตอเนอ่ื งในการเผยแผพระพทุ ธศาสนา (๓) แนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศเนเธอรแลนด เสนอใหมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรูดานการบริหาร ควรมีการฝกอบรมพระสงฆใหมีความรูความสามารถในการใช ภาษา เพื่อพัฒนาบุคลากรดานงานเผยแผพระศาสนาในตางประเทศ สรางพลังศรัทธาใหเกิดมีในการ ๑๗ พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ และ คณะ, “ศึกษาวิเคราะหยุทธศาสตรหลักในการเผยแผ พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในอินเดีย”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒).
๑๑ ปฏิบัติเพื่อใหเห็นเปนรูปธรรมในการเดินทางไปเผยแผ การพิจารณาพระสงฆท่ีมีความเหมาะสม ทํางานใหเ ปน ทีมเพอ่ื ใหเกดิ ความสขุ ดวยการใชห ลักธรรมทางพุทธศาสนาในการดาํ เนินชวี ติ ได17๑๘ จากการทบทวนเอกสารและรายงานวิจัยท่ีเก่ียวของ แสดงถึงทัศนะของพระเถระและ นักวิชาการวา พระธรรมทูตมีหนาที่เผยแผพระพุทธศาสนาตามแนวทางที่พระพุทธเจาและเหลาพระ อริยบุคคลบูรพาจารยชี้แนะและปฏิบัติเปนตนแบบไวให พระธรรมทูตตองต้ังมั่นอยูในศีลและวัตรอัน สมควรของสมณะ และรักษาไวซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของไทย ส่ิงสําคัญคือตองยึดมั่นในอุดมการณ ของการเผยแผพระพุทธศาสนา ในยุคปจจุบันการเผยแผพระพุทธศาสนาเชิงรุกมีความสําคัญและ จําเปน และการท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานลงในดินแดนใด พระธรรมทูตจะตองพยายาม หาทางทาํ ใหพระพุทธศาสนาเปน ของสงั คมนั้น เปนของชนชาตนิ ้นั ข้ึนมา ๑.๗ วิธดี าํ เนนิ การวิจัย การดําเนินการวิจัยครั้งน้ีเปนการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยผูวิจัย จะดาํ เนินการวจิ ัย ดังน้ี ๑.๗.๑. ศึกษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนา โดยเริ่มศึกษาจากการ ประกาศพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล จนถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ โดยขอมูลในสวนน้ีผูวิจัยจะศึกษาคนควาจากพระไตรปฎกภาษาไทย คัมภีรอรรถกถา ขอมูลจากเอกสารวิชาการทางพระพุทธศาสนาและศึกษาเอกสาร วารสาร วิทยานิพนธและเอกสาร งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ขอมูลจากอินเตอรเน็ต สรุปรายงานการประชุม คําบรรยายของวิทยากรใน โครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศ ผูวิจัยจะไดเก็บรวบรวมขอมูลในดานรายละเอียดของ การอธิบาย นํามาวิเคราะห เรียบเรียง และนําเสนอไวใ นบทที่ ๒ ๑.๗.๒ นําเสนอแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ โดยศึกษาขอมูลจากตํารา เอกสารงานวิจัย เอกสารเผยแพรและส่ิงตีพิมพอื่น ๆ เพื่อนํา ขอ มลู มาวเิ คราะห เรียบเรยี ง และนําเสนอไวใ นบทท่ี ๓ ๑.๗.๓ สรุปผลการศึกษาวิจัย ผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิจัยที่ได นํามาสรุปผลการ ศึกษาวิจัยเพื่อใหสอดคลองกับวัตถุประสงคท้ัง ๒ ขอ ที่ไดต้ังไวตามลําดับ และนําเสนอสรุป ผลการวิจยั เพ่ือนาํ เสนอไวใ นบทท่ี ๔ ๑๘ พระมหาอาํ นวย มีราคา, “แนวทางในการเผยแพรพ ทุ ธศาสนาในตางประเทศ : กรณศี ึกษาประเทศ เนเธอรแลนด”, วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, ปท่ี ๑๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม- เมษายน ๒๕๕๙): ๑๖๐-๑๖๙.
๑.๘ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ๑๒ การเผยแผพระพทุ ธศาสนา การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ในสมยั พทุ ธกาลและสมยั พระเจา อโศกมหาราช ปญหาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผ ปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผ พระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทูต พระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทย สายตางประเทศ แนวทางการแกไขปญ หาและอุปสรรค ในการเผยแผพ ระพุทธศาสนา ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาทพ่ี งึ ประสงค ของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๑.๙ ประโยชนท ไ่ี ดรบั จากการวิจยั ๑.๙.๑ ไดทราบปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต ๑.๙.๒ ไดทราบแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตา งประเทศ
บทท่ี ๒ ปญ หาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู การศึกษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตในบทนี้ จะ นําเสนอตามลําดบั ดังนี้ ๒.๑ ความหมายและคุณสมบตั ิของพระธรรมทูต ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พุทธกาล ๒.๑ ความหมายและคุณสมบตั ขิ องพระธรรมทูต ในสวนน้ีจะกลาวถึง ความหมายและคุณสมบัติของพระธรรมทูต ครอบคลุมต้ังแตสมัย พทุ ธกาลจนถงึ ปจ จบุ ัน ดังนี้ ๒.๑.๑ ความหมายของพระธรรมทตู ในสมยั พทุ ธกาลมีการใชคําวา ทูต โดยสามารถอธิบายความหมายตามนัยนั้นไดวา บุคคล ผูทําหนาที่แทนบุคคลหรือกลุมคน ในการนําสงขาวสารหรืออื่น ๆ ไปสูอีกบุคคลหรือกลุมบุคคล เปน บุคคลใดกไ็ ด มสี ถานภาพใดกไ็ ด เชน ภิกษุ สิกขมานา สามเณร สามเณรี ภิกษุณี หรือ คฤหัสถ และมี ราชทูต0๑ พราหมณทูต1๒ อนทุ ตู 2๓ ๔ การใชค าํ วา เทวทูต ๔ (คนชรา คนเจบ็ คนปวย บรรพชิต) เปน ตน 3 การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองคเริ่มขึ้นหลังจากตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณและทรงเสวยวิมุตติสุขเปนเวลา ๔๙ วัน4๕ กอนที่พระองคจะสงพระอรหันต สาวก ๖๐ รูป สงออกไปเผยแผพระพุทธศาสนาครั้งแรกซึ่งนับเปนตนแบบของพระธรรมทูตท่ีออกไปเผยแผ พระพทุ ธศาสนาในตา งถน่ิ ดงั มีพระดํารสั วา ภกิ ษทุ งั้ หลาย เราพนแลวจากบวงทั้งปวงท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งที่เปนของมนุษย แมพวกเธอ ก็พนแลวจากบวงท้ังปวง ท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งท่ีเปนของมนุษย พวกเธอจงเท่ียวจาริกเพ่ือ ๑ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๕ /๒๕๘. ๒ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๓๕๙/๑๕๑. ๓ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๔๕๘/๔๑๙. ๔ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๓ /๒๒. ๕ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๖/๑-๑๐.
๑๔ ประโยชนเก้ือกูลและความสุขแกชนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูลและ ความสขุ แกท วยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามใน เบอ้ื งตน งามในทามกลาง งามในท่ีสดุ 5๖ จากพระดํารัสของพระพุทธเจาที่ตรัสแกพระอรหันต ๖๐ รูปแรก พระอรรถกถาจารยได ประพนั ธเปน คาถา ใหเห็นวา พระพุทธเจาไดทรงสงพระอรหันตสาวกท้ังหมด ไปทํางานพระธรรมทูต ความวา ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอ เม่ือจะบําเพ็ญประโยชนตนและประโยชนผูอื่น จงแยกยายกันเที่ยว จาริกนําธรรมไปใหแกมนุษยท้ังหลาย ตลอดทั่วแผนดินผืนน้ี เธอทั้งหลายอยูในที่สงัดวิเวกตาม เขาเขินเนินวนา ทําหนาท่ีประกาศสัทธรรมแกโลก สืบจากเรา สมํ่าเสมอ ตอเน่ืองไป ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอ เม่ือทํางานพระธรรมทูต จงเปนผูมีวัตรปฏิบัติอันงาม จงกลาวไขคําส่ังสอน ของเราแกเหลาประชาใหแจมแจง เพื่อเห็นแกสันติสุขของเขา เธอท้ังหลายผูไรอาสวกิเลส หา ใครเทียบเทียมมิได จงปดประตูอบายเสียใหสิ้น และจงเปดประตูสูทางแหงสวรรคและโมกษ- ธรรม เธอทั้งหลาย ผูเปนแหลงแหงคุณความดี มีการุญธรรม เปนตน จงเพ่ิมพูนปญญาและ ศรัทธาแกชาวโลก ทง้ั ดว ยการเทศนาแกเขาและการปฏิบัติตนเอง ใหพรอมทุกประการ คฤหัสถ ท้ังหลาย อุปการะพวกเธออยูเปนนิตยดวยอามิสทาน เธอท้ังหลายก็จงอุปการะตอบตอพวกเขา ดว ยธรรมทาน เธอทั้งหลายผูไ ดทาํ กิจท่ีควรทําของตนเองเสร็จแลว จงบําเพ็ญประโยชนแกผูอ่ืน โดยแสดงสทั ธรรม ยกธงชัยของผแู สวงธรรมข้ึน ชูเถิด6๗ สว นคาํ วา พระธรรมทตู มีความหมายตามที่นักวิชาการสมยั ปจจุบนั ใชดงั น้ี พระธรรมทูต หมายถึง ภิกษุท่ีเดินทางไปแสดงธรรมในที่ตาง ๆ ทําหนาที่เหมือนทูตทาง ธรรมหรอื ทูตของพระศาสนา อาจใชค าํ วา พระธรรมจาริกในความหมายเดียวกับพระธรรมทูต ปจจุบัน ในประเทศไทย แบงพระธรรมทูตเปน ๒ ประเภท คือ พระธรรมทูตในประเทศกับพระธรรมทูต ตางประเทศ7๘ ๖ ธรรมมคี วามงามในเบอ้ื งตนหมายถงึ ศลี ธรรมมีความงามในทา มกลางหมายถึงอรยิ มรรค และธรรมมี ความงามในทส่ี ุดหมายถึงพระนพิ พาน ที.สี.อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๗ อางใน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท, พิมพครงั้ ที่ ๓๐, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพผ ลิธมั ม, ๒๕๕๙), หนา ๑๔๕-๑๔๖. ๘ พระธรรมกติ ติวงศ (ทองดี สรุ เตโช), พจนานุกรมเพ่ือการศกึ ษาพทุ ธศาสน “คาํ วัด”, พมิ พค รงั้ ที่ ๓, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบนั บันลือธรรม, ๒๕๕๑), หนา ๖๔๖.
๑๕ ธรรมทูต หมายถึง ผูนําสงสาสนแหงธรรม ผูถือสาสนแหงธรรม ทูตของธรรม ทูตผูนํา ธรรมไปส่ือสาร ผูสื่อสารแหงธรรม พระภิกษุผูไดรับมอบหมายหรือแตงตั้งใหเดินทางไปเผยแผ ประกาศธรรมในตางถ่ินตางแดน8๙ พระธรรมทูต หรือ สมณทูต คือ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ที่จาริกไปในตางถ่ิน หรือ ตางประเทศ เพื่อเผยแผหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาใหกวางขวาง และเกิดความเขาใจถูกตอง เกี่ยวกับคําสอน ซ่ึงดําเนินมาต้ังแตคร้ังพุทธกาล โดยเรียกพระสงฆไทยผูทําหนาท่ีพระธรรมทูต โดย ไดรับการอนุมัติจากองคกรสงฆไทยหรือกรรมการมหาเถรสมาคม ใหเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจใน ตางประเทศวา พระธรรมทตู ไทย9๑๐ ในที่น้ี ขอสรุปความหมายของพระธรรมทูตวา พระภิกษุผูเดินทางไปเผยแผพระธรรมคํา สอน พระธรรมวินยั หรอื ประกาศพระพุทธศาสนาในสถานทตี่ าง ๆ พระธรรมทูตชุดแรก ซึ่งพระพุทธองคสงไปประกาศพระพุทธศาสนา มีหนาที่ในการ ประกาศหรือเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจา ซึ่งมีความงามในเบ้ืองตน งามในทามกลาง และงามในท่สี ุด10๑๑ เพอ่ื ใหเกิดประโยชนแ กชนจํานวนมาก ซ่ึงบทบาทหนาที่เหลานี้ เปนบทบาทหนาท่ี ของผูที่ทําที่สุดแหงทุกขไดแลว และเปนบทบาทหนาท่ีที่ตองใชความเมตตากรุณา ความเสียสละและ ความเพยี รอยา งย่งิ เพราะตองเดนิ ทางไปในที่ตา ง ๆ ทง้ั ใกลแ ละไกล เพ่ือใหชนท่ีพรอมตอการฟงธรรม ไดรับประโยชนไดมากท่ีสุดเทาท่ีจะเปนไปได ซ่ึงอาจตองพบกับสถานการณอันไมพึงปรารถนา เชน พระปุณณะจาริกไปทสี่ นุ าปรันตชนบท ซ่งึ เปน ชนบททไี่ ดรับการกลา วขานวาปาเถื่อน แตทานสามารถ ทาํ ใหช าวชนบทแหงนน้ั เขาถงึ ธรรมเปนจาํ นวนกวาหน่ึงพันคน11๑๒ ๒.๑.๒ คุณสมบัติของพระธรรมทูตในสมัยพทุ ธกาล พระธรรมทูตผูทําหนาที่ประกาศหรือเผยแผพระศาสนา ควรมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติ ประจาํ ตัว ดังน้ี ๙ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลศัพท, พิมพครั้งท่ี ๓๐, หนา ๑๔๔. ๑๐ วัดพุทธปทีป, พันธกิจคณะพระธรรมทูต วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน, [ออนไลน], แหลงที่มา: http://www.padipa.org/venerable-monks. [๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑]. ๑๑ ธรรมมคี วามงามในเบอ้ื งตน หมายถึงศลี ธรรมมีความงามในทามกลางหมายถงึ อริยมรรค และธรรม มคี วามงามในที่สดุ หมายถงึ พระนิพพาน ที.ส.ี อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๑๒ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๖-๓๙๗/๔๔๙-๔๕๑.
๑๖ ๑. คุณสมบัตติ ามโอวาทปาฏิโมกข หลักการในโอวาทปาฏิโมกข สามารถนํามากําหนดคุณสมบัติของพระธรรมทูต ได ๓ ขอ คือ ๑) คุณลักษณะเฉพาะตัว ๒) เปาหมายหรือกรอบในการเผยแผ และ ๓) หลักการในการสราง ความสมั พนั ธกับสงั คม มีรายละเอยี ดดังนี้ ๑) คณุ ลักษณะเฉพาะตัว ตามนัยพระคาถาท่ี ๑ ๑๓ นั่นคือ พระธรรมทูต ในฐานะนัก 12 เผยแผพระพุทธศาสนาตองยดึ มนั่ อยูในอดุ มการณ ๔ ประการ ดังนี้ (๑) ความอดทนคือความอดกล้ันเปนตบะอยางยิ่ง ใหมีขันติ มีความอดทนตอ ความลําบากความตรากตรํา ไมบ นจจู ี้จุกจิก มีความอดกล้ันตอกิเลส เปนคนใจเย็นสุขุมรอบคอบ เก็บ อารมณเ กง ดงั คําพังเพยวา “นํา้ ใจขนุ เกบ็ ไวขา งใน นํา้ ใจใสนําออกมาใชข า งนอก” (๒) นพิ พานเปนบรมธรรม เปนธรรมท่ีควรทาํ ใหถ งึ ท่สี ดุ (๓) ไมเบียดเบียนใคร ไมกระทบกระทั่งใคร ไมทํารายใหรายใคร บําเพ็ญตน เปน “อัตถจารบี คุ คล” ดังคําพงั เพยวา “เมื่อยามอยู เขากเ็ ขา ใจ เมื่อยามจากไป เขากค็ ิดถงึ ” (๔) มสี มณสัญญา คอื ความสํานึกรสู ึกตัวอยูเสมอวา “เราเปน สมณะ เปนผูสงบ ระงบั เราเปนพระ เปน ผปู ระเสรฐิ เราเปน ปชู นียบคุ คล เปนผทู ี่คฤหัสถเคารพนบั ถอื บูชา” ๒) เปาหมายหรอื กรอบในการเผยแผ ตามนัยพระคาถาที่ ๒ ๑๔ นั่นคือ พระธรรมทูต 13 ในฐานะนกั เผยแผพระพุทธศาสนาตอ งยดึ หลกั การ ๓ ประการ ดงั น้ี (๑) การไมท าํ ความชว่ั ทั้งปวง การละความชวั่ ทง้ั ปวง (๒) การทําความดใี หเ พยี บพรอ ม การทาํ ความดีใหส มบรู ณ (๓) การทําจิตของตนใหบ ริสทุ ธ์ใิ หผ อ งแผวใหผองใส ๓) หลกั การในการสรา งความสัมพนั ธกบั สังคม ตามนัยพระคาถาท่ี ๓ ๑๕ น่ันคือ พระ 14 ธรรมทตู ในฐานะนักเผยแผพ ระพุทธศาสนาตองประพฤติปฏิบัติตนดํารงมั่นอยูในวิธีการประกาศพระ ศาสนาของพุทธสาวก ๖ ประการ คือ (๑) ไมตําหนิ ไมต เิ ตยี นใคร (๒) ไมเ บยี ดเบยี นใคร (๓) สํารวมระวัง เครงครัดตอพระวินัยพทุ ธบัญญตั ิ แตไ มเครง เครยี ด (๔) ไมเ ปนคนเหน็ แกปากแกทอง ไมเปนคนเห็นแกกิน ยึดถือคําพังเพยวา “กิน เพื่ออยู ไมใชอยเู พอ่ื กนิ ” ๑๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐. ๑๔ ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐. ๑๕ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐.
๑๗ (๕) ยินดีพอใจอยู ณ สถานท่สี งบสงัด (๖) มคี วามขยนั หมน่ั เพยี รในการเจรญิ สมาธิภาวนา15๑๖ โอวาทปาฏิโมกขน้ี ครอบคลุมเรื่องคุณสมบัติ เปาหมาย หลักการและวิธีการเผยแผ พระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองคไดวางรากฐานไวเพ่ืองานพระศาสนาอยางแทจริง การเผยแผตาม โอวาทปาฏิโมกขท่ีพระพุทธองคทรงใชเปนผลสําเร็จ โดยเฉพาะสวนสุดทาย คือ ไมวารายใคร ไม กระทบกระท่ังใคร พระธรรมทูตจะตองเปนมิตรกับทุกฝาย จงเปนคนปากชา แตหูตาไว พูดนอย ทํา ใหม าก ดใู หมาก นิง่ ใหม าก สาํ รวมรักษาพระวินัยใหมากที่สุด รูประมาณในการรับ การบริโภคอาหาร อยูงาย และสดุ ทายสาํ คญั ทสี่ ุดคือ การทาํ ความเพยี รทางจติ อยูดวยอารมณกรรมฐานอยางเอาจริงเอา จัง ฝกความอดทนใหมาก เพราะน่ันเปนหนทางใหบรรลุเปาหมายหรืออุดมการณอันสูงสุดของพระ ๑๗ ธรรมทตู สายตางประเทศของคณะสงฆไทยท้ังประเทศ 16 กลาวโดยสรปุ โอวาทปาฏโิ มกข สามารถจดั เขาคณุ สมบัติดา นตา ง ๆ ได ๓ ดา น ดงั น้ี ๑. ดานบุคลิกภาพ พระธรรมทูตจะตอ งเปนผูมีความอดทน ไมแสดงกิริยาทาทีอันจะ ทําใหเสียบุคลิกภาพ “ความอดทนคือความอดกลั้นเปนตบะอยางยิ่ง” เปนผูรูจักขมจิตใจ ปฏิบัติ หนาท่ีไมเ ห็นแกความยากลาํ บาก ยอมตรากตราํ ทาํ งานเพอ่ื พระศาสนา ๒. ดานคุณธรรม พระธรรมทูตจะตองเปนผูมีคุณธรรมเปนอุดมคติประจําตัวซึ่ง คุณธรรมพ้ืนฐานของพระธรรมทูตในโอวาทปาฏิโมกข คือ “การไมทําบาปทั้งปวง การทํากุศลใหถึง พรอม การทําจิตของตนใหผองแผว” ถือเปนคติประจําตัวท่ีพระธรรมทูตตองไมทําบาปท้ังทางกาย วาจาและใจ เปนผูทําแตความดี ทําสิ่งที่เปนประโยชนแกตนเองและผูอ่ืน เปนผูมีจิตใจเบิกบาน มี ความเมตตาปราณตี อ ทกุ คน มคี วามปรารถนาใหผูอน่ื พน จากความทุกข ๓. ดานการดําเนินชีวิต พระธรรมทูตจะตองดําเนินชีวิตเปนแบบอยางแกประชาชน มชี ีวติ แบบเรยี บงา ย ไมเ บียดเบยี นตนเองและผูอนื่ เปนผสู าํ รวมระวงั ในการบรโิ ภคใชส อยเสนาสนะ ๒. คุณสมบัติของทูต พระพุทธองคทรงตรัสถึงผูจะทําหนาท่ีทูตควรมีคุณสมบัติ ๘ ประการ ไดแก ๑. รจู กั ฟง ๒. สามารถพูดใหผ อู ื่นฟงได ๓. ใฝศึกษา ๔. ทรงจําไดดี ๕. เปนผูรูไดเขาใจ ชัด น่ันคือ เปนผูรูความหมายของส่ิงที่เปนประโยชนและไมเปนประโยชน ๖. สามารถพูดใหผูอ่ืน เขา ใจได ๗. ฉลาดในส่ิงท่ีเปน ประโยชนและไมเปนประโยชน ๘. ไมก อความทะเลาะวิวาท และอธิบาย ๑๖ พระธรรมทูตสายตางประเทศ รนุ ท่ี ๕, ๒๕๔๒, หนา ๓๑–๓๓. ๑๗ พระเมธีธรรมาภรณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), อุดมการณและบทบาทของพระธรรมทูตสาย ตา งประเทศในยุคโลกาภิวตั น, ในอนุสรณพ ระธรรมทตู สายตางประเทศ (รุน ท่ี ๑), (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา ๕๐–๕๓.
๑๘ วา ภิกษุผูเขาสูชุมชนที่โตเถียงกันอยางรุนแรงก็ไมสะทกสะทาน ไมทําคําพูดใหเสียหาย ไมปกปดขาว สาสน ช้แี จงอยา งไมมขี อ สงสยั ถกู ยอนถามก็ไมโกรธ17๑๘ ๓. องคแหงมิตร คุณลักษณะของผูทําหนาที่ประกาศพระศาสนาหรือเผยแผพระธรรม ควรมีลักษณะตามองคคุณของมิตร ๗ ประการ คือ ๑) ปโย นารัก เปนที่รักที่พอใจ ๒) ครุ นาเคารพ เปนที่เคารพ ๓) ภาวนีโย นายกยอง เปนท่ียกยอง ๔) วตฺตา รูจักพูด ฉลาดในการใชคําพูด ๕) วจนกฺขโม อดทนตอถอยคํา เปนผูอดทนตอถอยคํา ๖) คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา กลาวชี้แจงแถลงเรื่อง ๑๙ ตา งๆ ท่ลี ึกซ้งึ ได และ ๗) โน จฏฐาเน นิโยชเย ไมช ักจูงไปในทางทเ่ี สอ่ื มเสีย 18 ๔. คณุ สมบัตติ ามหลักสปั ปุริสธรรม สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมของ คนดี ธรรมของทานผูรู พระสาวก ผูมีคุณธรรมเหลาน้ี ทําใหการทํางานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ คุณธรรมเหลา นี้มดี งั นี้ ๑) ธัมมัญุตา รูหลักและรูจักเหตุ คือรูหลักความจริงของธรรมชาติ รูหลักการ กฎเกณฑ แบบแผนหนา ที่ ซึ่งจะเปนเหตุใหกระทําการไดส ําเรจ็ ผลตามความมงุ หมาย ๒) อัตถัญุตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือรูความหมายและความมุงหมายของ หลกั ธรรมหรอื หลกั การ กฎเกณฑ หนา ที่ รผู ลทปี่ ระสงคของกิจที่จะตองทํา ๓) อัตตัญุตา รูจักตน คือรฐู านะ ภาวะ เพศ กําลงั ความรู ความถนดั ความสามารถ และคุณธรรม เปนตน ของตนตามเปนจรงิ เพอื่ ประพฤติไดเ หมาะสมและใหเกดิ ผลดี ๔) มัตตญั ุตา รูจ ักประมาณ คือรูจ กั ความเหมาะสมในงานท่ที ํา ๕) กาลัญุตา รูจักกาล เชน รูวาเวลาไหนควรทําอะไร รูจักเวลาทํางาน เวลา พักผอน เปนตน ๖) ปริสัญุตา รูจักชุมชน คือรูจักถิ่น รูจักที่ชุมชน รูจักมารยาท ระเบียบวินัย ขนบธรรมเนยี มประเพณี และขอ ควรรู ควรปฏบิ ัตอิ ่นื ๆ ตอชมุ ชนน้นั ๆ ๗) ปุคคลัญุตา รูจักบุคคล คือรูความแตกตางระหวางบุคคล โดยอาศัย ความสามารถและคณุ ธรรม เปนตน เพ่ือปฏิบัติตอผูนั้นโดยถูกตอง เชน ควรจะคบหรือไม จะเก่ียวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรอื จะแนะนําส่งั สอนอยางไร จงึ จะไดผลดี เปนตน กลา วโดยสรปุ คือ รเู หตุ รผู ล รูต น รูประมาณ รกู าล รูช มุ ชน และรูบุคคล19๒๐ ๑๘ ดูรายละเอยี ดใน วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๓๔๗/๒๐๘-๒๐๙, อง.ฺ อฏกฺ . (ไทย) ๒๓/๑๖/๒๔๒-๒๔๓. ๑๙ องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗. ๒๐ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๑/๒๖๔, องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.
๑๙ ๕. คณุ ลกั ษณะกอ นการแสดงธรรม เมื่อจะแสดงธรรมเผยแผแกใคร ควรต้ังธรรมไวในใจ ๕ ประการ ดงั นี้ ๑) จกั แสดงธรรมไปตามลาํ ดับ ไมต ดั ลัดใหข าดความ นั่นคือแสดงธรรมใหครอบคลุม เนอื้ หาสาระ ๒) จักแสดงอา งเหตุ ๓) จักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู หรือดวยคิดอนุเคราะหวาจักเปลื้องเหลาสัตวผูมี ความคับแคนมากใหพน จากความคับแคน ๔) จกั เปน ผูไมเพง อามสิ แสดงธรรม หรือไมม งุ หวงั ลาภคือปจจยั ๔ เพ่ือตน ๕) จกั ไมแ สดงธรรมกระทบตนและผอู ื่น นั่นคอื ไมแ สดงธรรมยกตนขมทาน20๒๑ แมคุณสมบัติเหลาน้ีจะเปนคุณลักษณะของพระธรรมทูตในยุคแรก ๆ แตพระธรรมทูตยัง ตองยึดถือมาจนถึงปจจุบัน เพราะเปนคุณลักษณะซ่ึงองคพระศาสดาของพระพุทธศาสนาทรงตรัสไว วาควรมใี นตวั พระภกิ ษุผูทําหนา ทพี่ ระธรรมทูตออกจาริกเพื่อเผยแผพระธรรมคําสอน เมื่อเปนเชนน้ัน พระภิกษุสงฆผูทําหนาท่ีประกาศพระพุทธศาสนาและเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาในยุค หลังนี้ ไมวาจะเปนพระอริยบุคคลหรือไม คงมีหนาที่ในการประกาศพระศาสนา ดังปณิธานซึ่งพระ พทุ ธองคท รงตรสั แกพ ระธรรมทตู ชุดแรก และในการแสดงโอวาทปาฏิโมกข เพราะนั่นถือเปนหลักการ ของพระภิกษุผูอุทิศตนเขามาบวชในบวรพระพุทธศาสนาใชในการทําหนาที่พระธรรมทูตหรือเผยแผ พระธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนา ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พุทธกาล การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในสมยั พทุ ธกาลนน้ั จะกลา วถงึ การเผยแผพระพทุ ธศาสนาของ พระพุทธเจา และการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสาวก และการเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัย พระเจา อโศกมหาราช ดงั นี้ ๒.๒.๑ การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา การตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค จุดเร่ิมตนของการประกาศพระ ศาสนา (ธรรมะท่ีพระองคตรัสรู) หรือท่ีใชในความหมายเดียวกับการเผยแผพระศาสนา เน่ืองเพราะ พระพุทธศาสนาเปนความเชื่อใหมท ่ีเกิดขึน้ ในดินแดนชมพูทวีป การประกาศพระศาสนาของพระพุทธ องคเ ริ่มจากพระพุทธองคตัดสินพระทัยส่ังสอนพระธรรมแกบุคคลตาง ๆ ดวยทรงพิจารณาแลววาผูมี ๒๑ อง.ฺ ปจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.
๒๐ ปญ ญาซ่งึ สามารถเขาใจและรูต ามธรรมะทพ่ี ระองคต รสั รูไดย ังมีอยู พระองคทรงเริ่มจาริกจากตําบลอุรุ เวลา แควนมคธ ไปพบเปาหมายที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ระหวางทางไดพบกับพอคา สองคนและเทศนาธรรมจนพอคาทั้งสองปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจาและพระธรรมเปนที่พ่ึง เม่ือจาริก มาถึงปาอิสิปตนมฤคทายวันและไดพบเปาหมายคือปญจวัคคียหรือพราหมณทั้ง ๕ ซ่ึงเคยดูแล พระองคขณะบําเพ็ญเพียรอยูและไดจากมากอนพระองคตรัสรู พระองคทรงแสดงธรรมเทศนาชื่อ ธัมมจักกปั ปวตนสูตร ครั้นพระธรรมจบลง ทา นโกญฑัญญะ พราหมณผมู ีอายมุ ากที่สุดในกลุมและเปน หน่ึงในพราหมณผูไดรับเลือกใหพยากรณเจาชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจา) คร้ังพึ่งประสูติ ไดดวงตา เห็นธรรม บรรลุโสดาปตติผล จึงทูลขอบวชเปนพระภิกษุสงฆองคแรกในพระพุทธศาสนา ทําใหพระ รตั นตรัยครบองคสาม และเม่ือพราหมณอีกส่ีทานท่ีเหลือบรรลุโสดาปตติผลและทูลขอบวช พระพุทธ องคทรงแสดงธรรมเทศนาช่ืออนัตตลักขณสูตร ท้ัง ๕ ทานไดบรรลุอรหัตตผลเกิดมีพระสาวกผูมี ปญญาสามารถบรรลุเปนพระอรหันตไดแ ลว ๕ องค คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิ ยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ เรียงตามลําดับการบรรลุโสดาปตติผล21๒๒ และเมื่อยสกุลบุตรเดิน ผานมาที่ปาอิสิปตนมฤคทายวันและไดพบพระพุทธองค พระพุทธองคทรงแสดงธรรมแก ยสกุลบุตร ดวยอนุปุพพิกถา และตอดวยอริยสัจ ๔ ยสกุลบุตรบรรลุโสดาปตติผล22๒๓ และเมื่อทานเศรษฐีบิดา ของยสกลุ บตุ รออกติดตามมาถึงปาอิสิปตนมฤคทายวนั พระพุทธองคทรงแสงธรรมแกทานเศรษฐีดวย อนุปพุ พกิ ถา และตอดวยอริยสัจ ๔ ทานเศรษฐีไดบรรลุโสดาปตติผลและปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย เปนอุบาสกคนแรกที่ถึงพระรัตนะทั้งสาม23๒๔ สวนยสกุลบุตรซึ่งนั่งอยู ณ ท่ีน้ันบรรลุอรหัตตผลไดเปน พระอรหันตในวันน้ันและไดทูลขอบวช ทานเศรษฐีไดนิมนตพระพุทธองคและพระยสะไปฉัน ภัตตาหารที่บาน เมื่อพระพุทธองคทรงแสดงธรรม มารดาของพระยสะและหญิงซึ่งเปนภรรยา ของยสกุลบุตรไดบรรลุโสดาปตติผลขอปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเปนอุบาสิกาคูแรกที่ถึงพระรัตนะ ทั้งสาม24๒๕ เมอ่ื สหายของพระยสะอีก ๕๔ คนทราบเรื่องการบวชและมาพบพระยสะ จึงทูลขอบวชจาก พระพทุ ธองคแ ละท้ังหมดไดบรรลุเปน พระอรหนั ต ในขณะเดยี วกัน ณ เมอื งพาราณสี เกิดมีพระภกิ ษุสงฆองคแรกขึ้น ทําใหพระรัตนตรัยครบ องค ๓ เกดิ มีพระอรหันตสาวกและมีอบุ าสกอบุ าสิกาเกดิ ขึน้ และเมื่อมพี ระอรหนั ตสาวก ๖๐ องคแรก พระพุทธองคจึงเร่ิมสงพระอรหันตสาวกท้ัง ๖๐ องค จาริกไปประกาศพระพุทธศาสนาในเมืองตาง ๆ เรียกพระสงฆผูจาริกไปเพื่อเผยแผหรือประกาศพระศาสนาวาพระธรรมทูต ในชวงเวลาเดียวกันพระ พุทธองคยังคงทําหนาท่ีประกาศพระศาสนาและแสดงพระธรรมแกพุทธบริษัทอยูตลอดพระชนมชีพ ๒๒ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๒-๒๔/๑๘-๓๑. ๒๓ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๕-๒๘/๓๑-๓๖. ๒๔ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๗/๓๓-๓๔. ๒๕ ดูรายละเอียดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๙/๓๖-๓๘.
๒๑ ของพระองค เปนเวลาถึง ๔๕ พรรษาในการประกาศพระศาสนา การถายทอดพระธรรมคําสอนของ พระพทุ ธองคจ ึงมาจากพระพทุ ธองคแ ละจากพระสงฆส าวกเผยแผไ ปยังดนิ แดนตาง ๆ ในชมพูทวปี การประกาศพระศาสนาของพระพุทธองคซ่ึงดําเนินมาหลังการตรัสรูจนถึงพระพุทธองค เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐ พรรษา รวมเวลาประกาศพระศาสนา ๔๕ ป ทรง ประกาศการตรัสรูของพระองคแกบุคคลจํานวนมาก ท้ังนักบวชและผูที่มิใชนักบวช จนทําใหเกิดมี พทุ ธบรษิ ทั ครบองคแ ละจํานวนมากขน้ึ เปนลําดับ มีผรู ตู ามพระธรรมคาํ สอนของพระพุทธองคสามารถ หลดุ พนจากวงจรของการเวียนวา ยตายเกดิ หรอื มสี ุคตเิ ปนทไี่ ปเปน จาํ นวนมากมายนบั ไมถวน การเผยแผพ ระพุทธศาสนาโดยพระพุทธเจา สามารถรวบรวมเปน ประเดน็ ตาง ๆ ไดด งั น้ี ๑. การปฏิบัติหนาท่ีตามปกติ (พุทธกิจ)25๒๖ พุทธกิจหนึ่งที่พระพุทธองคปฏิบัติคือทรง พิจารณาวาในวันหนึ่ง ๆ น้ัน พระพุทธองคจะทรงแสดงธรรมแกใคร ซึ่งบุคคลท่ีพระองคเสด็จไปพบ น้ัน โดยปกติแลว จะไดรับประโยชนในทางพนทุกขในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ เร่ิมจากถึงพระ รัตนตรยั เปน สรณะ บรรลุโสดาปต ติผล หรือสูงสุดท่ีอรหัตตผล นั่นแสดงใหเห็นวา พระพุทธองคทรงมี วสิ ัยทศั น มีการวางแผนในการปฏิบตั ภิ ารกิจ และสามารถคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นไดชัดเจน แนวทาง น้ีพระพุทธองคทรงใชตั้งแตวันที่พระพุทธองคตัดสินพระทัยประกาศพระศาสนา จนเสด็จดับขันธ ปรินพิ พาน ๒. คณุ สมบัติของพระพทุ ธองค เมือ่ ทรงเผยแผหรอื สอนธรรมะ มดี งั น้ี ๑) ทรงสอนสิ่งที่จรงิ และเปน ประโยชนแ กผ ูฟง ๒) ทรงรเู ขา ใจสิ่งทสี่ อนอยางถอ งแทส มบูรณ ๓) ทรงสอนดว ยเมตตา มุงประโยชนแกผรู ับคาํ สอนเปนท่ตี ้ัง ไมห วังผลตอบแทน ๔) ทรงทําไดจรงิ อยางทสี่ อน เปนตัวอยางท่ดี ี ๕) ทรงมบี คุ ลิกภาพโนม นา วจติ ใจใหเ ขาใกลช ิดสนิทสนมและพึงพอใจไดค วามสุข ๖) ทรงมหี ลกั การสอนและวิธสี อนยอดเยี่ยม26๒๗ ๓. เนือ้ หาท่พี ระพทุ ธองคทรงสอน มีแนวทาง ดงั นี้ ๒๖ สุรีย มีผลกิจและวิเชียร มีผลกิจ, พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา, พิมพครั้งท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร: บริษทั คอมฟอรม จํากดั , ๒๕๕๑), หนา ไมร ะบุ. ๒๗ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต), เทคนิคการสอนของพระพุทธเจา, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พทุ ธธรรม, ๒๕๓๐), หนา ๓๐-๓๑.
๒๒ ๑) สอนจากส่ิงท่ีรูเห็นเขาใจงายหรือรูเห็นเขาใจอยูแลว ไปหาส่ิงรูเห็นเขาใจไดยาก หรือยังไมรูไมเห็นไมเขาใจ เชน อริยสัจ ทรงเริ่มจากเร่ืองทุกข ความเดือดรอน ปญหาชีวิตที่มองเห็น และประสบอยโู ดยธรรมดาและเหน็ อยูทกุ คน ตอจากนั้น จึงกลาวถึงเหตุที่ยากและลึกซึ้ง และแนวทาง แกไ ขตอไป ๒) สอนดวยของจรงิ ใหผเู รยี นไดดู ไดเห็น ไดฟง หรือมีประสบการณตรง ถาส่ิงที่จะ สอนนัน้ เปน สิ่งทแ่ี สดงได ๓) สอนตรงเนื้อหา ตรงเรือ่ ง คมุ อยใู นเรือ่ ง ไมวกวน ไมไขวเขว ไมออกนอกเร่ืองโดย ไมม ีอะไรเกีย่ วขอ งในเนือ้ หา ๔) สอนมเี หตุผล ตรองตามเห็นจริงได ๕) สอนเทา ทจ่ี ําเปน พอดีใหเกดิ ความเขาใจได ใหก ารเรียนรูไดผล ไมใชสอนเทาที่ตน รู หรือสอนแสดงภูมวิ าผูสอนมคี วามรูม าก ผูเรียน27๒๘ ๖) สอนสิ่งที่มีความหมาย หรือสิ่งที่ผูเรียนจะเรียนรูและเขาใจ เปนประโยชนแกตัว ๔. พระพุทธองคทรงใชเทศนาวธิ ี ๔ ประการ ไดแก (๑) ช้ีแจงใหเห็นชัด (๒) ชวนใหอยาก รับเอาไปปฏบิ ัติ (๓) เราใจใหอาจหาญแกลวกลา (๔) ปลอบชโลมใจใหสดชน่ื ราเริง ซ่ึงมักพบเทศนาวิธี หรือลีลาการสอน ๔ ประการนี้ ไมวาจะเปนธรรมีกถาหรือการสนทนาท่ีไมไดมีความมุงหมายพิเศษ เชน ครั้งหน่ึง เม่ือพระพุทธองคทรงเสด็จไปรับภัตตาหารท่ีบานของทานเศรษฐีบิดาของพระยสะ เม่ือ เสวยเรียบรอยแลว พระพทุ ธองคทรงแสดงธรรมแกม ารดาบิดาและภรรยาเกาของทานพระยสะ ซึ่งท้ัง สามทานไดบ รรลเุ ปน พระโสดาบันแลว ดงั เนอื้ ความวา “...ทรงชี้แจงใหมารดาบิดาและภรรยาเกาของ ทานพระยสะเห็นชัด ชวนใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ เราใจใหอาจหาญแกลวกลา ปลอบชโลมใจใหสด ชื่นราเริงดวยธรรมีกถาแลวเสด็จลุกจากอาสนะจากไป”28๒๙ หรือเม่ือคร้ังพระเจาพิมพิสาร แหงแควน มคธ ทรงถวายภัตตาหารแลว ทรงตรัสถวายอทุ ยานเวฬวุ ัน (วัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา) เปนที่พัก สงฆแกพระพทุ ธเจา พระพทุ ธเจาทรงใชว ิธีการนแี้ กพระเจา พิมพิสาร29๓๐ เปนตวั อยาง สามารถอธิบายขยายความเทศนาวิธี ๔ ประการ ไดด งั นี้ ๑) สันทัสสนา ช้ีแจงใหเห็นชัด อธิบายวา เมื่อจะสอนอะไร จะช้ีแจง จําแนก แยกแยะ อธิบายและแสดงเหตผุ ลใหช ัดเจน จนผฟู งเขา ใจแจมแจง เห็นจรงิ ๒๘ เรื่องเดยี วกัน, หนา ๓๑-๓๔. ๒๙ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๙/๓๖-๓๗. ๓๐ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑-๗๒.
๒๓ ๒) สมาทปนา ชวนใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ อธิบายวา ส่ิงใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา จะแนะนําหรือบรรยายใหซาบซ้ึงในคุณคา มองเห็นความสําคัญท่ีจะตองฝกฝนบําเพ็ญจนใจยอมรับ อยากลงมือทาํ หรือนําไปปฏบิ ัติ ๓) สมตุ เตชนา เราใจใหอาจหาญแกลวกลา อธิบายวา ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิด ความอุตสาหะ มีกําลงั ใจแข็งขัน ม่ันใจทจี่ ะทําใหสาํ เรจ็ ได สงู าน ไมระยอ ไมก ลัวเหนอ่ื ย ไมกลัวยาก ๔) สัมปหงั สนา ปลอบชโลมใจใหสดช่นื ราเริง อธิบายวา บํารุงจิตใหแชมชื่นเบิกบาน โดยชใี้ หเห็นผลดีหรอื คุณประโยชนท่ีจะไดรับและทางท่ีจะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จยิ่งขึ้นไป ทําใหผูฟง มีความหวงั และรา เรงิ เบกิ บานใจ สรปุ ใหสน้ั ทง้ั ๔ ประการ ไดวา แจมแจง จูงใจ แกลวกลา ราเริง30๓๑ ๕. วธิ สี อนของพระพุทธเจา มีหลากหลายวธิ ี ดังน้ี ๑) การสนทนา หรือสากัจฉา เปนวิธีท่ีทรงใชเม่ือผูมาเฝาหรือทรงพบนั้น ยังไมได เล่ือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไมรูไมเขาใจหลักธรรม พระพุทธองคจะทรงถามนําคูสนทนาเขาสู ความเขาใจธรรมและความเลื่อมใสศรทั ธาในที่สุด ๒) การบรรยาย มักใชในที่ประชุม ในการแสดงธรรมประจําวัน ซ่ึงมีประชาชนหรือ พระสงฆจํานวนมากและสวนมากเปนผูมีพ้ืนความรูความเขาใจหรือมีความเลื่อมใสศรัทธาอยูแลว มา ฟงเพ่อื มีความรคู วามเขาใจเพม่ิ เตมิ และหาความสงบสขุ ทางจติ ใจ ผฟู งมกั เปนคนประเภทเดียวกันและ ระดบั ใกลเ คียงกันพอทีจ่ ะใชว ธิ ีบรรยายเนอื้ หาแบบกวา ง ๆ ได ๓) การตอบปญหา ผูถามปญหา มีท้ังผูท่ีมีความของใจสงสัยในขอธรรมตาง ๆ หรือ ๓๒ เปนผทู ่นี ับถือลทั ธิศาสนาอ่นื เพื่อมาลองภูมิบา ง เพือ่ มาขม ปราบใหไ ดอ ายบาง 31 ๖. ปาฏิหาริยที่ทรงใชในการประกาศพระพุทธศาสนาแกบุคคลตาง ๆ พบ ๓ ประเภท ดังน้ี ๑) อิทธิปาฏิหาริย คือ แสดงฤทธ์ิไดหลายอยาง ไดแก คนเดียวแสดงเปนหลายคนก็ ได หลายคนแสดงเปนคนเดียวกไ็ ด แสดงใหปรากฏหรือใหหายไปก็ได ทะลุฝา กําแพง (และ) ภูเขาไป ได ไมต ิดขัด เหมอื นไปในทว่ี า งกไ็ ด ผุดขึ้นหรือดําลงในแผนดินเหมือนไปในนํ้าก็ได เดินบนนํ้าโดยท่ีน้ํา ไมแยกเหมือนเดินบนแผนดินก็ได นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได ใชอํานาจทาง ๓๑ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, พิมพค ร้งั ที่ ๓๘, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพผลธิ ัมม, ๒๕๕๙), หนา ๑๓๔-๑๓๕. ๓๒ พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ ปยุตโฺ ต), เทคนิคการสอนของพระพุทธเจา, หนา ๔๓-๔๗.
๒๔ กายไปจนถึงพรหมโลกก็ได เปนตัวอยาง แตพระพุทธเจาเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริยอยางน้ี และ รังเกียจเร่ืองอิทธิปาฏิหาริย32๓๓ เชน พระพุทธองคทรงมิใหทานเศรษฐีบิดาของทานยสะ เห็นทานยสะ ทัง้ ท่ีนั่งอยูในบริเวณเดียวกัน ขณะท่ีทานนั่งฟงพระธรรมจากพระพุทธองค33๓๔ หรือเมื่อองคุลิมาลขณะ เปนโจรและว่ิงไลต ามหลังพระพุทธองค แตไ มสามารถวง่ิ ตามไดท ัน34๓๕ เปนตัวอยาง ๒) อาเทสนาปาฏิหาริย คือ แสดงปาฏิหาริย ไดแก ทายจิต ทายเจตสิก ทายความ วิตกวิจารของสัตวอ่ืนของบุคคลอ่ืนไดวา จิตของทานเปนอยางน้ี เปนไปโดยอาการอยางนี้ เปนตน พระพุทธเจาเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย และรังเกียจเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย35๓๖ เชน พระ พุทธองคท รงใชวธิ ีน้กี บั อุรุเวลกัปสสปและกลมุ ชฎลิ เมือ่ ไปโปรดชฎิลที่ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม36๓๗ เปน ตน ๓) อนุสาสนียปาฏิหาริย คือ การพร่ําสอนตาง ๆ เชน ทานจงตรึกอยางนี้ อยาตรึก อยางนั้น จงใสใจอยางน้ี อยาใสใจอยางน้ัน จงละสิ่งนี้ จงเขาถึงส่ิงน้ีอยูเถิด37๓๘ หรือจงตรึกอยางน้ี อยาไดตรึกอยางนี้ จงมนสิการอยางนี้ อยาไดมนสกิ ารอยางนี้ จงละธรรมนี้ จงบรรลุธรรมนี้อยู38๓๙ วิธีนี้ เปนวิธีท่ีพระพุทธองคทรงใชมากท่ีสุด เพ่ือชวยใหพระสาวกสามารถบรรลุธรรมไดอยางรวดเร็วเม่ือ ปฏบิ ัติตามคาํ สอนของพระพทุ ธองค สรปุ ความใหช ัดเจนไดวา ปาฏหิ ารยิ หมายถงึ การกระทําท่ีทําใหปฏิปกษยอมได หรือการ กระทาํ ที่ใหบังเกิดผลเปน อศั จรรย มี ๓ ประการ ดังนี้ ๑) อทิ ธปิ าฏิหารยิ ปาฏหิ าริยคอื ฤทธิ์ แสดงฤทธิไ์ ดเปน อศั จรรย ๒) อาเทสนาปาฏิหาริย ปาฏิหาริยคือการทายใจ รอบรูกระบวนของจิตจนสามารถ กําหนดอาการท่ีหมายเลก็ นอยแลว บอกสภาพจติ ความคิด อปุ นิสยั ไดถกู ตอ งเปน อศั จรรย ๓) อนุสาสนีปาฏิหาริย ปาฏิหาริยคืออนุศาสนี คําสอนเปนจริง สอนใหเห็นจริง นําไปปฏิบตั ิไดผ ลสมจรงิ เปนอัศจรรย39๔๐ ๓๓ ที.สี. (ไทย) ๙/๔๘๔/๒๑๔-๒๑๕. ๓๔ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๗/๓๓-๓๔. ๓๕ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๔๘/๔๒๒-๔๒๓. ๓๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๔๘๕/๒๑๕-๒๑๖. ๓๗ ดูรายละเอียดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๓๗-๕๔/๔๗-๖๕. ๓๘ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๔๘๖/๒๑๖. ๓๙ องฺ.ทกุ .ฺ (ไทย) ๒๐/๖๑/๒๓๕. ๔๐ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, หนา ๙๖.
๒๕ พระพุทธองคทรงกลาวยืนยันกับสังคารวพราหมณวา ภิกษุผูประกอบดวยปาฏิหาริย ๓ อยางน้ีมอี ยูจ ํานวนมาก40๔๑ ๗. วธิ ตี อบปญ หาท่ีพระพทุ ธองคท รงใชต ามลกั ษณะของปญ หา ๔ ประเภท คือ ๑) เอกงั สพยากรณียปญ หา หรือ ปญหาทคี่ วรตอบโดยนัยเดยี ว ๒) วภิ ชั ชพยากรณียปญ หา หรอื ปญ หาท่คี วรแยกตอบ ๓) ปฏปิ จุ ฉาพยากรณียปญหา หรอื ปญ หาที่ควรตอบโดยยอ นถาม ๔) ฐปนยี ปญหา หรือ ปญ หาที่ควรงดตอบ41๔๒ วิธีการเหลานี้ เปนหลักการที่พระพุทธองคทรงใชในการตอบปญหาท่ีมีบุคคลตาง ๆ สอบถามหรอื สนทนากบั พระองค ซึ่งมคี ําอธบิ ายวธิ กี ารตอบปญหาแตล ะขอ ไวดังนี้ ๑) เอกังสพยากรณียปญหา หรือปญหาท่ีควรตอบโดยนัยเดียว ซึ่งแปลอีกอยางวา ปญหาท่ีควรตอบทันที เปนปญหางาย ๆ ผูถามถามดวยความบริสุทธ์ิใจ ตองการคําตอบ และฟงแลว ไดป ระโยชน ๒) วิภัชชพยากรณียปญหา หรือ ปญหาที่ควรแยกตอบ ซ่ึงแปลอีกอยางวา ปญหาที่ ควรตอบอยางมีเงื่อนไข เปนปญหาคลมุ เครอื มีสองแงสองมุม ถาตอบอยางตรงไปตรงมา อาจจะผิดได จึงตองตอบอยางมีเงื่อนไข เพราะบางครงั้ คนถามอาจมเี จตนาไมบริสทุ ธ์ิ มีเลหเหลี่ยม เพ่อื จับผิด ๓) ปฏิปุจฉาพยากรณียปญหา หรือ ปญหาท่ีควรตอบโดยยอนถาม ซึ่งแปลอีกอยาง วา ปญหาท่ีพึงยอนถามกอนแลวจึงตอบ เปนปญหาท่ีผูถามมักเขาใจผิดเก่ียวกับเรื่องน้ัน ๆ อยูกอนแลว เพ่ือใหผ ถู ามเขาใจเร่ืองที่ถามหรือปญหาไดถูกตอง จงึ ใชการยอ นถามเพ่ือใหผ ูถามเขาใจปญหาที่ถามได ๔) ฐปนียปญ หา หรือปญหาท่ีควรงดตอบ ซึ่งแปลอีกอยางวา ปญหาที่ไมพึงตอบเลย มักเปนปญหาทางอภิปรัชญา ซ่ึงไมเก่ียวของกับปญหาเฉพาะหนา คือการแกทุกข และมักถามเพ่ือ ชวนถกเถียงเพ่อื อวดภมู ิปญ ญาของตนมากกวาการแสวงหาความรคู วามเขาใจอยา งแทจ ริง42๔๓ พระพุทธเจาทรงมอบหลักการหรือแนวทางเพ่ือเผยแผหรือประกาศพระศาสนาใหแก พระสาวกผูเปน พระธรรมทตู ดงั นี้ ๔๑ อง.ฺ ทุก.ฺ (ไทย) ๒๐/๖๑/๒๓๗. ๔๒ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๔๒/๗๐. ๔๓ แสง จนั ทรงาม, วิธีสอนของพระพทุ ธเจา, พมิ พค รงั้ ที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐), หนา ๙๓-๑๐๑.
๒๖ พระพุทธองคทรงประทานแนวทางการประกาศพระศาสนาแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป แรก ซ่ึงพระพุทธองคทรงสงไปประกาศพระศาสนาเปนชุดแรก ใชเปนหลักในการทําหนาท่ี และ พระภกิ ษสุ าวกใชใ นการทาํ หนา ท่พี ระธรรมทตู จนถงึ ปจ จบุ นั ดงั มพี ระดํารสั วา ภกิ ษทุ ั้งหลาย เราพนแลวจากบวงท้ังปวงท้ังท่ีเปนของทิพย ท้ังที่เปนของมนุษย แมพวกเธอ ก็พนแลวจากบวงท้ังปวง ท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งท่ีเปนของมนุษย พวกเธอจงเท่ียวจาริกเพื่อ ประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกชนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหโลก เพ่ือประโยชนเก้ือกูลและ ความสุขแกท วยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามใน เบอื้ งตน งามในทา มกลาง งามในทสี่ ดุ 43๔๔ จงประกาศพรหมจรรย44๔๕ พรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ บริสุทธ์ิ สัตวทั้งหลายจําพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุนอยมีอยู เพราะไมไดฟงธรรม ยอมเสอื่ ม ผูร ูท ั่วถึงธรรม จักมี45๔๖ พระพทุ ธองคท รงดาํ รสั ใหเหลาพระสาวกออกเผยแผพระพุทธศาสนาประกาศพรหมจรรย พรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะที่บริสุทธิ์บริบูรณ เหลาพระสาวกพึงดําเนินการตามคําสอนดังท่ีพระผูมี พระภาคตรสั วา ภิกษทุ ง้ั หลาย ธรรมทเี่ ราแสดงแลว เพ่อื ความรยู ่งิ เธอทงั้ หลายพึงเรียน เสพ เจริญ ทํา ใหมากดวยดี โดยวิธีนี้ พรหมจรรยจะพึงตั้งอยูไดนาน ดํารงอยูไดนาน ขอน้ันพึงเปนไปเพ่ือเก้ือกูลแก คนหมูม าก เพือ่ สุขแกคนหมูม าก เพอื่ อนเุ คราะหชาวโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุขแกเทวดา และมนุษยท้ังหลาย46๔๗ พระสาวกจึงตองเรียนเพ่ือใหมีธรรมเหลาน้ีเกิดขึ้นกอน จึงสามารถนําธรรม เหลา น้ไี ปเผยแผห รอื ประกาศไดอ ยางบรสิ ุทธิบ์ ริบูรณ พระพุทธองคทรงประทานโอวาทปาฏิโมกขแกพระอรหันตสาวก จํานวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่ง เปนแนวทางของความประพฤติ หลักการและอุดมการณ ซ่ึงพระสาวกทั้งหมดสามารถใชเปนแนว ทางการปฏบิ ตั ิตวั อกี ทงั้ ยังสามารถนําไปเปนแนวทางในการแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนใหบุคคลตาง ๆ นําไปประยุกตในการดําเนินชีวิตไดดวย ซ่ึงโอวาทปาฏิโมกขมีคําอธิบายสรุปเปน หลักการ ๓ อุดมการณ ๔ และวิธกี าร ๖ ดงั น้ี ๔๔ ธรรมมคี วามงามในเบ้อื งตน หมายถงึ ศีล ธรรมมีความงามในทา มกลางหมายถึงอริยมรรค และธรรม มี ความงามในท่ีสุดหมายถงึ พระนพิ พาน ท.ี ส.ี อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๔๕ คําวา พรหมจรรยหมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให) ไวยา วจั จะ(การขวนขวายชวยเหลือ) ปญจสีละ (ศีลหา) อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมวิหารอยางไมมีขอบเขต) เมถุน วิรัติ(การงดเวนจากการเสพเมถุน) สทารสันโดษ (ความยินดีเฉพาะคูครองของตน) วิริยะ (ความเพียร) อุโปสถังคะ (องคอุโบสถ) อรยิ มรรค (ทางอนั ประเสรฐิ ) และศาสนา (พระพุทธศาสนา) ท.ี สี.อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๖๐-๑๖๒. ๔๖ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๑. ๔๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๔/๑๓๐-๑๓๑.
๒๗ หลักการ ๓ หรือเรียก หัวใจของพระพุทธศาสนา หรือเรียกโอวาท ๓ ไดแก ๑. การ ไมท าํ ความชวั่ ทัง้ ปวง ไดแก การงดเวน ไมทําบาป อกุศล ทุจริตใด ๆ ท้ังทางกาย วาจาและทางใจ ๒. การทําแตค วามดี ไดแ ก การประพฤติ ปลูกฝง สรางสมบุญกุศลสุจริต ทางกาย วาจา ใจ และ ๓. การ ทาํ ใจของตนใหบ ริสุทธิ์ ไดแก การชาํ ระจิตใจใหสะอาดปราศจากกิเลสหรือส่ิงท่ีทาํ ใจใหเ ศราหมอง อุดมการณ ๔ ไดแก ขันติ คือความอดกลั้น เปนตบะอยางยิ่ง ๑ พระพุทธเจา ท้ังหลายกลาววา นิพพานเปนบรมธรรม ๑ ผูทํารายคนอื่น ไมช่ือวาเปนบรรพชิต ๑ ผูเบียดเบียนคน อ่นื ไมช ื่อวาเปนสมณะ ๑ วธิ ีการ ๖ ไดแก การไมกลาวราย ๑ การไมท าํ รา ย ๑ การสํารวมในปาฏิโมกข ๑ การ ๔๘ เปนผูรูจ ักประมาณในอาหาร ๑ ท่นี ัง่ นอนอนั สงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต ๑ 47 ๓. พระพุทธเจา ใหแ นวทางของผทู ี่จะทาํ หนาท่เี ปน ทูต โดยตรัสวาผูจะทําหนาท่ีทูตได ควร มคี ุณสมบัติ ๘ ประการ ไดแก ๑. รูจักฟง ๒. สามารถพูดใหผูอื่นฟงได ๓. ใฝศึกษา ๔. ทรงจําไดดี ๕. เปน ผูร ูไดเ ขา ใจชัด ๖. สามารถพดู ใหผูอ ่ืนเขาใจได ๗. ฉลาดในส่งิ ที่เปนประโยชนและไมเปนประโยชน และ ๘. ไมก อ การทะเลาะวิวาท คุณสมบัตินี้ พระพุทธองคทรงตรัสถึงพระสารีบุตรวามีคุณสมบัติของ ๔๙ ผทู าํ หนา ทท่ี ูต 48 ๔. ผูทําหนาที่ประกาศพระศาสนา ทาํ ใหบคุ คลที่พบเหน็ เกดิ ความเลอื่ มใสได ๔ แบบ คอื ๑) บคุ คลผูถอื รูปเปนประมาณหรอื เล่อื มใสในรูป ๒) บุคคลผถู อื เสยี งเปนประมาณหรือเล่อื มใสในเสยี ง ๓) บุคคลผูถือความเศราหมองเปนประมาณหรือเลื่อมใสในความเศราหมอง หมายถงึ ความเศราหมองแหง จีวร คอื จีวรท่ีหยาบ จีวรเกา และจีวรปะเย็บหลายคร้ัง และความเศรา หมองแหง บาตร คือ บาตรทม่ี รี อยปมุ หลายแหง ๔) บุคคลผถู ือธรรมเปนประมาณหรอื เลอื่ มใสในธรรม ๕๐ อธิบายขยายความใหล ะเอยี ดขึน้ ไดด งั น้ี บุคคลผูถือประมาณในรูป (รูปประมาณ) เปนบุคคลท่ีมองเห็นรูปรางสวยงาม อวัยวะสม สวน ทาทางสงา สมบูรณพรอมของผูประกาศพระศาสนา จึงชอบใจเลื่อมใสนอมใจท่ีจะเช่ือถือ เชน ๔๘ สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ, วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา”, [ออนไลน], แหลง ทมี่ า: http://www.onab.go.th/articles [๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑]. ๔๙ องฺ.อฏก. (ไทย) ๒๓/๑๖/๒๔๒-๒๔๓. ๕๐ องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๖๕/๑๐๘-๑๐๙.
๒๘ อุปติสสะ ซึ่งพบพระอัสสชิเดินบิณฑบาตดวยจริยาวัตรท่ีนาเล่ือมใสและไดเดินตามไป จนไดฟงพระ ธรรมและบรรลุโสดาปตติผล50๕๑ หรือพระวักกลิ ซ่ึงบวชเพราะตองการเห็นพระพุทธองค แตท่ีสุดแลว ๕๒ พระพุทธองคท รงสงั่ สอนใหท ้ังสองทา นบรรลุอรหัตตผลไดในท่สี ุด เปน ตน 51 บุคคลผูถือประมาณในเสียง (โฆษประมาณ) เปนบุคคลที่ไดยินไดฟงเสียงสรรเสริญเกียรติ คุณหรือเสยี งพดู จาทไ่ี พเราะ จงึ ชอบใจเลือ่ มใสนอ มใจท่ีจะเชอื่ ถือ เชน พระลกุณฏกภัททิยะ ไดรับการ ยกยอ งจากพระพทุ ธเจาวา เปน เลศิ ทางดา นมีเสยี งไพเราะ52๕๓ เปนตน บุคคลผูถือประมาณในความครํ่าหรือเศราหมอง (ลูขประมาณ) เปนบุคคลท่ีมองเห็น สิ่งของเครอื่ งใชค วามเปนอยูที่เศราหมอง เชน จวี รครํา่ ๆ หรอื มองเหน็ การกระทําคร่ําเครียด เปนทุกร กิริยา ประพฤติเครง ครัดเขมงวดขูดเกลาตน จึงชอบใจเล่ือมใสนอมใจทจ่ี ะเช่ือถือ เชน บุคคลผูถือประมาณในธรรม (ธรรมประมาณ) เปนบุคคลท่ีพิจารณาดวยปญญา เห็นสาร ธรรมหรอื การปฏิบัตดิ ปี ฏิบตั ชิ อบ คือ ศีล สมาธิ ปญญา จึงชอบใจเล่ือมใสนอมใจทีจ่ ะเชอ่ื ถือ53๕๔ ๕. พระพุทธองคทรงตรัสถึง บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเขาไปนั่งใกล แมจะถูกขับไลก็ ตาม ควรมีลกั ษณะตามองคคุณของมติ ร ๗ ประการ คอื ๑) ปโ ย นา รกั เปนท่ีรกั ทีพ่ อใจ เปน ท่วี างใจ และสนิทสนม อันครอบคลุมถึงลักษณะ แหงกัลยาณมิตร ๘ ประการ ไดแก (๑) มีศรัทธา คือ เชื่อการตรัสรูของพระตถาคต เช่ือกรรมและผล ของกรรม (๒) มีศีล คือ เปนท่ีรัก เปนที่เคารพ เปนท่ีนับถือของสัตวท้ังหลาย (๓) มีสุตะ คือ กลาว ถอยคําที่ลึกซ้ึงท่ีสัมปยุตดวยสัจจะและปฏิจจสมุปบาท (๔) มีจาคะ คือ ปรารถนานอย สันโดษ ชอบ สงัด ไมคลุกคลีดวยหมู (๕) มีความเพียร คือ ปรารภความเพียรในการปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลแกตนและ เกื้อกูลแกผ อู น่ื (๖) มสี ติ คือ มสี ติตงั้ ม่ัน (๗) มสี มาธิ คอื มีจติ ต้ังมั่นไมฟุงซาน (๘) มีปญญา คือ รูอยาง ไมวิปริต ใชสติพิจารณาคติแหงกุศลธรรมและอกุศลธรรม รูส่ิงที่เก้ือกูลและส่ิงไมเกื้อกูลแหงสัตว ท้ังหลายดวยปญญาตามความเปนจริง มีจิตเปนหนึ่งในอารมณนั้นดวยสมาธิ เวนสิ่งท่ีไมเก้ือกูล ประกอบส่ิงท่เี กอื้ กลู ดว ยความเพียร ๒) ครุ นา เคารพ เปน ท่ีเคารพ ทาํ ใหเ กิดความอบอุนใจ เปน ท่ีพ่งึ ไดแ ละปลอดภัย ๓) ภาวนโี ย นา ยกยอ ง เปนที่ยกยอง ทรงคณุ คอื มีความรูและภมู ิปญ ญาแทจ ริง ๕๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๐/๗๒-๗๔. ๕๒ ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๔๓-๖๕/๒๔๓-๒๔๖. ๕๓ สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๒๔๐/๓๓๒. ๕๔ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ัง ท่ี ๓๘, หนา ๑๒๒-๑๒๓.
๒๙ ๔) วตฺตา รูจักพูด ฉลาดในการใชคําพูด เปนนักพูด คอยใหคําแนะนําวากลาว ตกั เตอื น เปน ทีป่ รึกษาที่ดีได ๕) วจนกฺขโม อดทนตอถอยคํา เปนผูอดทนตอถอยคํา พรอมจะรับฟงคําซักถาม ตาง ๆ อยเู สมอและสามารถรบั ฟงดวยความอดทนไมเ บื่อหนา ย รวมถึงปฏบิ ตั ติ ามโอวาทที่ทานใหแลว ๖) คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา กลาวช้ีแจงแถลงเรื่องตาง ๆ ท่ีลึกซ้ึงได เปนผูพูดถอยคํา ลกึ ซงึ้ ได เชน เร่อื งเก่ยี วกบั ฌาน วิปสสนา มรรค ผล และนพิ พาน ๗) โน จฏฐาเน นิโยชเย ไมชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย ปองกันไมใหทําในส่ิงท่ีไมเปน ประโยชนเ กื้อกลู มคี ตเิ ปนทุกข แตชกั ชวนใหท ําสงิ่ ท่ีเปนประโยชนเ ก้อื กูลมีคติเปน สขุ 54๕๕ การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา ตลอดถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาในยุค เร่ิมตน พระพุทธองคทรงมีวิธีการและหลักการท่ีทรงใช และไดสอนพระสาวกใหมีรูปแบบการเผยแผ พระพุทธศาสนาตามแตความเช่ียวชาญของแตละทาน พระพุทธเจาจึงทรงเปนตนแบบของพระธรรม ทูต และเรียกพระอรหันตสาวก ๖๐รูปแรกที่จาริกประกาศพระศาสนาวาพระธรรมทูตชุดแรกใน พระพุทธศาสนา อยางไรก็ตาม ส่ิงหนึ่งที่พระสาวกรุนตอมาตองเขาใจใหชัดเจนคือ พระสาวกผูทํา หนาท่ีเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลนั้น สวนใหญเปนพระอรหันตหรือพระอริยบุคคลระดับ รองลงมา การเผยแผพระศาสนาจึงสําเร็จผลไดเปนอยางดี และพระสาวกผูทําหนาที่เผยแผพระ ศาสนาแตละทานมีความเช่ียวชาญเฉพาะตัว ไมใชทุกทานท่ีจะมีความเช่ียวชาญทุกดานหรือมีความรู ทุกเร่ือง แตทุกคนตองมีความรูท่ีเปนแกนหรือหลักสําคัญในพระพุทธศาสนาจึงทําใหการเผยแผ พระพทุ ธศาสนาสําเร็จไดในระดับสงู การศกึ ษาความเปนมาของการประกาศพระพุทธศาสนาและการ เผยแผพระพุทธศาสนาทําใหพระภิกษุสงฆสาวกในยุคหลังมีตนแบบและวิธีการท่ีสามารถใชเปน แบบอยางของการเผยแผพระพุทธศาสนา แมจะยังไมมีคุณสมบัติครบถวนตามพระธรรมทูตในสมัย พุทธกาลก็ตาม สิ่งท่ีตองมีคือความรูในแกนหรือหลักการสําคัญของพระพุทธศาสนา โดยสามารถ ศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาดวยตนเองจากพระคัมภีรเพ่ือนํามาพัฒนาแนวทางการเผยแผ พระพุทธศาสนาของตนเอง และฝกฝนพัฒนาตนเองใหมีคุณสมบัติที่จําเปนตอการทําหนาท่ีเผยแผ พระพุทธศาสนาตอ ไป ๒.๒.๒ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระสาวก การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสาวก จะนําเสนอพระสาวกที่พระสงฆในยุคหลัง สามารถใชเ ปน แบบอยา งในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาไดจนถงึ ปจจุบัน ๕๕ อง.ฺ สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗.
๓๐ ๑. พระอัสสชิ ทานเปนหน่ึงในพระปญจวัคคีย ขณะท่ีทานเดินบิณฑบาตดวยกิริยาท่ี สํารวม จักษุทอดตํ่า ถึงพรอมดวยอิริยาบถ ทําใหเกิดความเลื่อมใสแกผูพบเห็น โดยเฉพาะอุปติสสะ ทําใหอุปติสสะติดตามทานไป และไดรับการถายทอดธรรมะของพระพุทธเจาจากพระอัสสชิ จน อุปตสิ สะไดดวงตาเห็นธรรมและธรรมะน้ถี ูกถายทอดตอใหแกโกลิตะจนไดดวงตาเห็นธรรม ทําใหท้ังคู ไดไ ปเฝาพระพุทธศาสดาเพ่อื ขอบวชในพระพุทธศาสนา ไดรับยกยองวาเปนพระอัครสาวก และบรรลุ วนั ๕๖ เปนพระอรหนั ตภ ายในเวลา ๑๕ 55 จรยิ วัตรของพระอัสสชิ ทําใหเกิดความเลื่อมใสแกอุปติสสะจึง ไดม โี อกาสพบพระพทุ ธเจา และบรรลอุ รหตั ตผล ๒. พระสารีบุตร ไดรับการยกยองจากองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนพระอัคร สาวกคกู บั พระโมคคัลลานะ และทานไดรบั การยกยองจากพระพุทธองควาเปนผูสามารถทําหนาที่ของ ทูตได เพราะมีคุณสมบัติของทูต ๘ ประการ ไดแก ๑) รูจักฟง ๒) สามารถพูดใหผูอ่ืนฟงได ๓) ใฝ ศึกษา ๔) ทรงจําไดดี ๕) เปนผูรูไดเขาใจชัด ๖) สามารถพูดใหผูอ่ืนเขาใจได ๗) ฉลาดในส่ิงท่ีเปน ประโยชนและไมเปนประโยชน และ ๘) ไมกอการทะเลาะวิวาท56๕๗ และไดรับการยกยองเปนเสนาบดี ทางธรรมในการชวยประกาศธรรมจักรที่ยอดเยี่ยม57๕๘ ทานไดทําหนาที่ประกาศพระศาสนาแกท้ังภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาจํานวนมากมาย และทานเปนผูที่มีความสามารถเทศนาธรรมไดลึกซึ้ง ที่สุดในบรรดาพระสาวก ๓. พระโมคคัลลานะ ไดรับการยกยองจากองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนพระ อัครสาวกคูกับพระสารีบุตร ทานเปนผูมีฤทธิ์มาก สามารถพลิกแผนดินได58๕๙ สามารถเห็นในสิ่งที่ไมมี ได ๖๐ รปู ขันธ เชน เปรต เปนตน 59 ทา นไดทาํ หนาที่ประกาศพระศาสนาแกทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและ อุบาสิกาจาํ นวนมากมายเชนเดียวกับพระสารบี ุตร ในคร้ังหน่ึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไดรับคําสั่งจากพระพุทธเจาใหไปนํา พระภิกษุบวชใหม ๕๐๐ รูปที่ไดติดตามพระเทวทัตไป กลับมาที่วัดเวฬุวัน โดยพระสารีบุตรกลาว ตักเตือนส่ังสอนภิกษุทั้งหลายดวยธรรมีกถาท่ีเปนอนุศาสนีประกอบดวยอาเทสนาปาฏิหาริย (คือรูวา ภิกษุรูปนี้มีความคิดอยางไร ภิกษุรูปน้ันมีความคิดอยางนั้น แลวแสดงธรรมใหเหมาะแกความคิดของ ภิกษุนั้น ๆ) สวนพระโมคคัลลานะกลาวตักเตือนส่ังสอนภิกษุท้ังหลายดวยธรรมีกถาท่ีเปนอนุศาสนี ประกอบดวยอิทธิปาฏิหาริย วา “ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไป ๕๖ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๖๐-๖๒/๗๒-๗๗. ๕๗ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๓๔๗/๒๐๘. ๕๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๙๙/๔๙๖. ๕๙ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๗/๑๐. ๖๐ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๒๘-๒๓๒/๒๒๐-๒๔๖.
๓๑ เปนธรรมดา” ทําใหธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ไดเกิดแกภิกษุเหลาน้ัน และติดตาม ทา นท้งั สองกลับไปวดั เวฬุวนั 60๖๑ ๔. พระอุรุเวลกัสสปะ กอนทานอุรุเวลกัสสปะและกลุมของทานจะบวช ทานในฐานะ หัวหนา ชฎิลไดร ับการนับถอื จากประชาชนจาํ นวนมาก เมื่อบวชแลว ทานและคณะท้ังหมดซ่ึงเปนพระ อรหันต ไดตามเสด็จพระพุทธเจาไปในเมืองมคธ เพ่ือจะทรงไปโปรดพระเจาพิมพิสาร ครั้งนั้น ชาวเมอื งจํานวนมากซึง่ อยใู นทีน่ ั้นมคี วามสงสยั วาใครเปนศาสดาของใครระหวา งพระพุทธเจาและพระ อุรเุ วลกัสสปะ พระพุทธเจาจึงสนทนากับพระอุรุเวลกัสสปะซึ่งไดลงไปซบพระบาทของพระองคทําให ชาวเมืองเขาใจถูกตอง เม่ือชาวเมืองมีจิตใจพรอมข้ึนแลว พระพุทธองคทรงแสดงพระธรรมเทศนาทํา ใหพระเจาพิมพิสารและชาวเมืองสวนใหญบรรลุโสดาปตติผล เหลือเพียงสวนนอยซึ่งนับถือพระ รตั นตรยั เปนสรณะ61๖๒ ทา นชวยพระศาสดาในการประกาศพระศาสนาโดยชวยใหชาวเมืองสวนใหญซึ่ง นับถอื ทา นอยกู อ น นบั ถือพระพทุ ธองคไ ดใ นเวลาอันรวดเร็วและชวยอนุเคราะหชาวเมืองใหไดฟงพระ ธรรมเทศนาจากพระพทุ ธเจา จนไดด วงตาเหน็ ธรรม ๕. พระปุณณะ ทานไดจาริกไปเผยแผพระศาสนา ณ สุนาปรันตชนบท ซ่ึงกอนท่ีทานจะ ออกจาริกไป ไดไปพบพระพุทธองคและพระองคทรงเทศนาส่ังสอนและตรวจสอบวาทานมีความ พรอมในการไปประกาศพระศาสนาในสถานท่ีแหงนั้นหรือไม เน่ืองจากชาวชนบทแหงน้ีไดรับการ กลาวขานวามีนิสัยหยาบคาย ดุราย ซึ่งพระพุทธองคทรงตรวจสอบดวยคําถามและคําตอบจากพระ ปณุ ณะ ดงั เชน เมือ่ ถูกดา หรือบรภิ าษ จะคดิ วาดีท่ไี มถูกฆาดวยฝามือ เมื่อจะถูกฆาดวยฝามือ จะคิดวา ดีท่ีไมถูกฆาดวยกอนดิน เม่ือจะถูกฆาดวยกอนหิน จะคิดวาดีท่ีไมถูกฆาดวยทอนไม เมื่อจะถูกฆาดวย ทอนไม จะคิดวาดที ี่ไมถ ูกฆา ดว ยศัสตรา เมอ่ื จะถกู ฆา ดว ยศัสตรา จะคดิ วาดีท่ีไมถูกฆาดวยศัสตราที่คม เมือ่ จะถกู ฆา ดว ยศสั ตราทคี่ ม จะคิดวาพระสาวกทงั้ หลายของพระผูมีพระภาคพระองคน้ันอึดอัด ระอา รังเกียจอยูดวยรางกายและชีวิต แสวงหาศัสตราเครื่องปลงชีวิตก็มีอยู เราไดศัสตราเครื่องปลงชีวิตท่ี ไมไ ดแสวงหาเลย เปนตน เมื่อไดค าํ ตอบเชนนี้ พระพุทธองคบอกกับพระปุณณะวาเปนผูประกอบดวย ความขมใจและความสงบใจจักสามารถอยูในสุนาปรันตชนบทได และเมื่อไปถึงท่ีนั่น ทานทําใหชาว คน ๖๓ สุนาปรนั ตะแสดงตนเปนอุบาสกอุบาสิกาถึงประมาณ ๑,๐๐๐ 62 ๖. พระอานนท ทานมีหนาที่ดูแลอุปฏฐากพระพุทธเจา และไดทูลพระพุทธเจาจนทําให พระนางมหาปชาบดีโคตรมีไดรับพุทธานุญาตบวชเปนภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา จากการรับ ๖๑ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๔๔/๒๐๓-๒๐๘. ๖๒ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๕๕-๕๖/๖๕-๖๘. ๖๓ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๕-๓๙๗/๔๔๗-๔๕๑.
๓๒ ครุธรรม ๘ ประการ ซึง่ ถายทอดสทู า นโดยพระอานนท63๖๔ ทานมีคุณสมบตั ิสําคัญมากขอหนึ่งท่ีเรียกวา พหูสตู คือมีความรใู นพระธรรมเทศนาซ่งึ พระพุทธองคทรงเทศนาแกผใู ดก็ตามที่ทานไมไดอยู ณ ท่ีทาน นัน้ ดว ย ทําใหม คี วามรูเกี่ยวกับพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคท้งั หมด ตัวอยางพระสาวกที่ยกมาน้ี เปนเพียงบางสวนที่นาสนใจในการทําหนาที่เผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยท่ีพระพทุ ธองคทรงพระชนมชีพอยู ๒.๒.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พระเจา อโศกมหาราช64๖๕ ในชวงระยะเวลาท่ีพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองน้ัน ไดมีการทําสังคายนาหลักธรรมคํา สอนเกดิ ข้นึ ครั้งแรกเกิดขนึ้ หลงั พระพทุ ธองคทรงดับขันธปรินิพพาน โดยความดําริของพระมหากัสส ปะ ไดรับการอุปถัมภจากพระเจาอชาตศัตรู มีพระอรหันตเขารวม ๕๐๐ องค ตอมามีการสังคายนา ครั้งท่ีสอง โดยความดําริของพระยศกากัณฑกบุตร โดยพระเจากาลาโศกราชเปนศาสนูปถัมภ มีพระ อรหันตเ ขา รวม ๗๐๐ องค การสงั คายนา คร้ังท่ี ๓ โดยความดําริของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ โดย มพี ระเจา อโศกมหาราชเปนราชูปถมั ภก มพี ระอรหันตเ ขา รว ม ๑,๐๐๐ รปู เพราะมีผูปลอมตัวบวชเขา มาหาลาภสักการะในพระพุทธศาสนาจาํ นวนมาก และมีการตรวจสอบผปู ลอมบวชจนทําใหเหลือเพียง พระภิกษุท่ีแทจริง พระเจาอโศกมหาราชพระองคน้ี คร้ันเม่ือไดรวบรวมดินแดนในชมพูทวีปใหอยู ภายใตการปกครองของพระองคและทําใหมีการเขนฆาประชาชนไปเปนจํานวนมาก รวมถึงพระญาติ ของพระองค ทําใหพ ระองคร สู กึ สลดพระทยั จนภายหลังไดห ันมานบั ถือพระพุทธศาสนาหลังจากไดพบ สามเณรนิโครธและนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเปนหลักในการปกครองเรียกวา ธรรมวิชัย และไดทรงสรางเขียนจารึกประกาศนโยบายการบริหารประเทศตามที่ตาง ๆ และสรางเสาอโศกเพ่ือ แสดงถึงสถานที่สําคัญตาง ๆ ทางพระพุทธศาสนา ในสมัยของพระเจาอโศกมหาราชนี้ ไดตั้งองคกร พระธรรมทูตสงไปประกาศธรรมปฏิบัติท่ัวราชอาณาจักรของพระองคและในดินแดนไกลโพน ไดแก เอเชียตะวันตก ยโุ รปตะวันออก แอฟรกิ าเหนือ65๖๖ พระเจา อโศกทรงมีเจตนารมณสงพระภิกษุออกเผย แผพระพทุ ธศาสนาไปในทศิ ทางตา ง ๆ ท้ังหมด ๙ สาย ดงั น้ี ๑) พระมหินทเถระ พระราชโอรสของพระเจา อโศกมหาราช เปน หัวหนาคณะ พรอม ดวย พระอิฏฏิยเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ พระภัททสาลเถระ และสุมนสามเณร จาริกไป ทีเ่ กาะลังกา ในรัชสมัยของพระเจา เทวานัมปย ตสิ สะ (ปจจุบนั คือประเทศศรลี ังกา) ๖๔ ดูรายละเอยี ดใน ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๔๐๒-๔๐๓/๓๑๓-๓๒๐. ๖๕ ผสู นใจสามารถศกึ ษาขอมูลของพระเจาอโศกใน ส.ศิวรักษ, แปลและเรียบเรียง, ความเขาใจเร่ือง พระเจา อโศกและอโศกาวทาน, พมิ พค รั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: ศูนยไ ทย-ธเิ บต, ๒๕๕๒). ๖๖ นวม สงวนทรัพย, พระเจาอโศกราชมหาราช, พิมพครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราช วทิ ยาลัย, ๒๕๔๓), หนา ๗๕-๗๗.
๓๓ ๒) พระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ แควนคันธาระ และกาศมีระ (ปจ จุบัน ไดแก รัฐปญ จาป และรฐั แคชเมียร ประเทศอินเดีย ตามลําดับ) ๓) พระมหาเทวเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ มหิงสกมณฑล แถบตอนใตของ ลมุ นาํ้ โคธาวรี (ปจจุบนั คือรฐั ไมซอร ประเทศอนิ เดีย) ๔) พระรักขติ เถระ เปนหวั หนาคณะ จารกิ ไป ณ วนวาสีประเทศ ไดแก แควน กนรา เหนือ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย ๕) พระธรรมรักขิตเถระหรอื พระโยนกธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ อปรันตกชนบท (ปจจุบันคือแควนทางชายทะเลทางตอนเหนือของเมืองบอมเบยหรือมุมไบ ประเทศ อินเดยี ) ๖) พระมหารักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ โยนกประเทศ ดินแดนท่ีอยูใน ความยึดครองของกรกี ในทวีปเอเชียตอนกลาง เหนืออิหรา นขึน้ ไปจนจรดเตอรกีสถาน ๗) พระมชั ฌิมเถระ เปน หัวหนาคณะ พรอ มดวยพระเถระ ๔ รปู ไดแก พระกัสสปโค ตะ พระมูลกเทวะ พระทนุ ทภิสสร และพระเทวะ จาริกไป ณ ดนิ แดนแถบภูเขาหิมาลยั (สันนิษฐานวา ปจ จุบนั คอื ประเทศเนปาล) ๘) พระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ ดินแดนสุวรรณ ภมู ิ เชือ่ กันวา ไดแ ก ประเทศในคาบสมุทรอนิ โดจนี เชน ไทย พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ๙) พระมหาธรรมรักขิต เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ แควนมหาราษฎร ดินแดน ๖๗ แถบตะวนั ออกเฉียงเหนือ 66 สรุปวา งานเผยแผไดเริ่มขึ้นนับแตการตรัสรูของพระพุทธเจา และมีการดําเนินการโดย พระสงฆช ดุ แรกสบื มาแตละยุค จนกระท่ังพระพุทธศาสนาไดเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิน้ี ในสมัยพระ เจาอโศกมหาราช เปนพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทด้ังเดิมในพุทธศตวรรษที่ ๓ เม่ือ พ.ศ. ๒๓๖ สมัย เดียวกัน กบั ท่ีพระพุทธศาสนาไดรบั การนําไปเผยแผที่ประเทศศรีลังกา เปนยุคสมัยที่พระพุทธศาสนา ได เจริญรุงเรืองแพรขยายไปไกลที่สุดยิ่งกวาสมัยใดๆ เพราะมีการจัดสงคณะพระสมณทูตไปเผยแผ พระพุทธศาสนาในประเทศตา งๆ รวม ๙ สายดว ยกนั ขณะน้ันอาณาจักรไทยรวมอยูในดินแดนสุวรรณ ภูมดิ วย โดยคณะทูตสายที่ ๘ คือ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ ไดนําเอาหลัก พระพุทธศาสนามาเผยแผใ นดนิ แดนทเ่ี รยี กวา สุวรรณภมู ิ ๖๗ วศิน อินทสระ, ประวตั ิศาสตรพ ระพทุ ธศาสนาในประเทศอนิ เดยี และประเทศไทย, พิมพครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๓๕), หนา ๗๑-๗๔.
๓๔ ๒.๒.๔ ปญ หาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผพระพทุ ธศาสนาของพระสาวก การเผยแผพระพุทธศาสนาหลังการตรัสรูสัมมาสัมโพธิญาณขององคสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจา พระพุทธเจาทรงเริ่มประกาศสิ่งที่พระองคทรงตรัสรูใหแกบุคคลตาง ๆ ท่ีทรงไดพบใน ระหวางการเดนิ ทางไปปาอสิ ปตนมฤคทายวันจนถึงวันที่พระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัยครบองค และ เม่ือมีพระสงฆสาวกซ่ึงเปนพระอรหันต ๖๐ รูป ทําหนาท่ีประกาศการตรัสรูของพระศาสดา การเผย แผพระพุทธศาสนา ซ่ึงในชวงเวลาน้ัน เรียกวา “ลัทธิความเชื่อใหม” คงเปนชวงเวลาที่พระพุทธองค และพระสาวกตองประสบกับความยากลําบากและปญหาและอุปสรรคในการประกาศพระธรรมคํา สอนของพระพุทธองค ทามกลางลัทธิความเช่ือท่ีหลากหลาย รวมถึงประชาชนท่ีมีวิถีชีวิตที่แตกตาง กันโดยเฉพาะเร่ืองวรรณะ ขอนําเสนอปญหาและอุปสรรคบางประการท่ีพบในการเผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยพทุ ธกาลของพระสาวกในฐานะพระธรรมทตู ไว ดงั นี้ ความไมพอใจของลัทธิความเช่ือที่มีอยูเดิมท่ีตองสูญเสียลาภสักการะไป เน่ืองจากชน จํานวนมากหันมาใหความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จนมีการวาจางบุคคลใหมาทําลายศรัทธาของ ประชาชนที่มีตอพระผูมีพระภาคเจา หรือพยายามดําเนินการในหลายรูปแบบเพื่อใหประชาชนเส่ือม ศรทั ธา หรอื ทํารา ยพระสาวกจนใกลนพิ พาน เชน กรณขี องพระโมคคัลลานะ ซงึ่ ถูกโจรทาํ ราย เปน ตน พระภิกษุท่ียังเปนพระเสขะไมเช่ือฟงและปฏิบัติตามคําสั่งสอนของพระผูมีพระภาคเจา ทําใหพระองคเสด็จแยกตัวออกไปอยูลําพังในปา จนท่ีสุดพระภิกษุกลุมนั้นไดเขาขอขมาโทษตอหนา พระพุทธเจา กรณีนี้เกิดจากพระภกิ ษุสงฆทก่ี รุงโกสมั พีมีความขัดแยง ทั้งที่พระพุทธเจาทรงหามปราม แตไมเช่ือฟง พระพุทธเจาจึงทรงหลีกไปอยูปาเพียงพระองคเดียว และในที่สุดพระภิกษุสงฆเหลาน้ัน ไดไปกราบขอขมาพระพทุ ธเจา เปน ตน ๒.๓ สรปุ ความเปนมาของการเผยแผพระพุทธศาสนาน้ัน พระพุทธองคทรงประกาศการตรัสรูของ พระองคแกบุคคลจํานวนมาก ทั้งนักบวชและผูท่ีมิใชนักบวช จนทําใหเกิดมีพุทธบริษัทครบองคเปน จาํ นวนมากข้นึ เปน ลาํ ดับ การประกาศพระศาสนาในสมัยที่พระพุทธองคทรงดํารงพระชนมชีพ จะเกิด จากพระพุทธองคและพระสงฆสาวกเปนหลัก พระสาวกผูทําหนาท่ีประกาศพระศาสนาหรือเผยแผ พระธรรมคําสอนของพระพุทธองคน้ัน ทําหนาที่ภายใตหลักการซ่ึงพระพุทธองคทรงตรัสไวที่วา เพ่ือ ประโยชนแกมหาชน เพ่ือประโยชนสุขแกคนหมูมาก เพื่ออนุเคราะหชาวโลก เพื่อประโยชน เพื่อ เกื้อกูล เพ่ือประโยชนสุขแกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ตอมาการเผยแผพระพุทธศาสนาสมัยหลัง พทุ ธกาล ในรัชสมยั พระเจาอโศกมหาราชทรงมพี ระประสงคส งพระภิกษุที่เปนพระธรรมทูตท้ัง ๙ สาย ออกเผยแผพระพุทธศาสนาไปในทิศทางตาง ๆ สวนพระพุทธศาสนาท่ีมาสูประเทศไทย ไดแก สาย พระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ประเทศไทยก็
๓๕ รวมอยูดวย ปญหาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผพระพุทธศาสนานั้น เกิดข้ึนจากบุคลากรจากคณะ สงฆในชวงหลังท่ียังเปนพระเสขะ ยังคงมีปญหาตอเน่ืองแตพระพุทธเจาทรงมีพระปรีชาสามารถใน การจัดการกับปญหาท่ีเกิดขึ้นเหลานี้ไดอยางไมลุกลามบานปลาย และขณะท่ีสถานการณภายนอกท่ี แวดลอมอยู ไดแก ลัทธิความเชื่อท่ีมีอยูในเวลาน้ัน ทั้งพระพุทธเจาและพระสาวกสามารถกลาวแก ลทั ธคิ วามเช่อื ทมี่ ีอยูในเวลานนั้ ไดอ ยางครบถว นบริบูรณ
บทท่ี ๓ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพงึ ประสงคข อง พระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ในบทนี้ ผูวิจัยจะนําเสนอแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรม ทตู ไทยสายตางประเทศ โดยมีประเดน็ ในการนาํ เสนอ ดงั ตอไปนคี้ ือ ๓.๑ ความเปน มาของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๓.๒ แนวคิดการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๓ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๔ ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสาย ตางประเทศ ๓.๕ แนวทางแกไขปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงค ของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๖ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสาย ตางประเทศ ๓.๑ ความเปนมาของพระธรรมทูตสายตา งประเทศ เมอ่ื พระพทุ ธศาสนาเผยแผเขาไปในดนิ แดนสุวรรณภูมิต้ังแตยุคของพระเจาอโศกมหาราช ในเวลาตอมาเมื่อประเทศไทยรวบรวมดินแดนเปนอาณาจักร จึงเริ่มรับพระพุทธศาสนาเปนศาสนา ประจําชาติต้งั แตสมัยกรุงสโุ ขทัยเปน ตนมา จนมาถึงสมัยอยุธยาเปนราชธานี ไดสงพระธรรมทูตไปเผย แผพระพทุ ธศาสนา ณ เกาะลังกา จนเกิดนกิ ายสยามวงศหรืออุบาลีวงศข้ึนในประเทศศรีลังกา0๑ ซึ่งใน สวนน้ีจะกลาวถึง ความเปนมาของพระธรรมทูตที่จาริกไปเผยแผพระพุทธศาสนานอกดินแดนของ สยามหรือประเทศไทยในปจจุบัน ความหมาย บทบาทหนาท่ี และคุณสมบัติของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ ๑ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตาโณ), ประวัติศาสตรพระพุทธศาสนา, พิมพคร้ังท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘), หนา ๔๑๖-๔๑๗.
๓๗ ๓.๑.๑ ความเปน มาของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ การสงพระธรรมทูตไทยไปเผยแผพระศาสนาในตางประเทศ มีหลักฐานชัดเจนวาเร่ิมใน สมยั กรุงศรอี ยุธยาเปน ราชธานี รัชสมยั สมเดจ็ พระเจา อยหู วั บรมโกษฐ พระองคไดสงพระธรรมทูตไปที่ ประเทศลังกา ๒ คณะ ไดแก คณะของพระอุบาลีและพระอริยมุนี และคณะของพระวิสุทธาจารยและ พระวรญาณมุนี รวมระยะเวลาในการฟนฟูพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา ประมาณ ๗ ป จนทําให นกิ ายสยามวงศหรืออบุ าลีวงศไ ดรับการฟน ฟขู ้นึ ในประเทศศรลี ังกา ในยุคกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานี รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รชั กาลที่ ๒ ไดส ง คณะสงฆไ ปทีป่ ระเทศศรีลังกาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาประมาณ ๑ ป และในรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี ๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร กอน พ.ศ. ๒๕๐๐ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถร) ไดรับอาราธนาไปประเทศพมา อินเดีย ยุโรปและ อเมริกา เพื่องานพระธรรมทูต และทานไดสงอาจารยและนิสิตของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไป ศึกษาตอที่ประเทศพมา ศรีลังกาและอินเดีย และเริ่มมีการสงพระธรรมทูตไทยไปเผยแผ พระพุทธศาสนาในประเทศตาง ๆ ตัวอยางเชน ทานศรียวาหรลาล เนหรู นายกรัฐมนตรี ของประเทศอินเดีย ไดเชิญใหรัฐบาลไทยไป สรางวัด ณ ประเทศอินเดีย วัดไทยพุทธคยาจึงไดถูกสรางข้ึนท่ีตําบลพุทธคยา รัฐพิหาร ในราว พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐ จัดเปนวัดไทยวัดแรกในประเทศอินเดีย และไดสงพระสงฆไทยหรือพระธรรมทูต ไป ประจาํ อยู ๕ รูป นาํ โดยสมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ ี (ธีร ปุณฺณกมหาเถร) ซึ่งขณะน้ันอยูในสมณศักดิ์ที่พระ ธรรมธีรราชมหามุนี ทานอานันทโพธิ์ พระชาวแคนาดา เดินทางไปท่ีประเทศอังกฤษ และเปดสอนวิปสสนาท่ี กรุงลอนดอน ทานไดอาราธนาพระราชสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ผานรัฐบาลไทย และเมื่อไดรับ อนุมัติจากรัฐบาลไทยแลว พระราชสิทธิมุนีจึงไดรับอาราธนาและเดินทางไปประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ พรอมคณะรวม ๕ รูป พระธรรมทูตคณะนี้ ถือวาไดรับการแตงต้ังเปนพระธรรมทูตอยางเปน ทางการชุดแรกในสมัยรัชกาลที่ ๙ เม่ืองานที่ไดรับมอบหมายประสบความสําเร็จ วัดไทยแหงแรกใน ประเทศอังกฤษ ไดสรางสําเร็จราว พ.ศ. ๒๕๐๙ ในช่ือท่ีไดรับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอลุ ยเดช รัชกาลที่ ๙ วา วัดพทุ ธปทปี 1๒ สมเด็จพระพุฒาจารย (อาจ อาสภมหาเถร) ไดจัดสงพระสงฆไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพ่อื ฉลองศรทั ธาญาติโยมท่ีตองการทพี่ ง่ึ ทางใจ และใน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ วัดพุทธปทีป, ความเปนมา วัดพุทธปทีป (History), [อ อ น ไ ล น ], แ ห ล ง ท่ี ม า : http://www.padipa.org/ [๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑].
๓๘ ไดน ิมนตพระสงฆไทย ไปบรรยายธรรมและเผยแผคําสอนขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา2๓ และ คนไทยในลอสแองเจลิส ไดเริ่มสรางวัดไทยลอสแองเจลิสขึ้นเปนวัดแรกในสหรัฐอเมริกา ในชวง พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๕3๔ จากประวัติการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆไทยที่เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจนอก ประเทศ เรมิ่ มีการจาริกไปตั้งแตครั้งกรุงศรอี ยุธยาเปน ราชธานี และถึงแมในชวงเวลาตอมาจะไมมีการ บันทกึ ไวอ ยางชัดเจน เมื่อมาถงึ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาล ท่ี ๙ แหง กรงุ รตั นโกสนิ ทร ไดมกี ารจดั สง พระสงฆไทยไปตางประเทศเพ่ือเผยแผพระพุทธศาสนาอยาง เปนรูปธรรมที่ชัดเจนและเปนทางการมากที่สุด ตลอดถึงมีการสรางวัดไทยในประเทศตาง ๆ จํานวน มากจนปจจุบันมจี ํานวนวดั ไทยในตางประเทศทัว่ โลก ประมาณ ๓๘๕ วัด4๕ ๓.๑.๒ ความหมายของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ พระภิกษุสงฆในยุคกอนที่คณะสงฆไทยจะมีการจัดอบรมพระธรรมทูตอยางเปนทางการ ไดเดินทางไปเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศอยูอยางเนือง ๆ ตามความตองการของ พุทธศาสนิกชนไทยผูเดินทางไปตั้งหลักแหลงที่อยูใหมหรือทํางานอยู ณ ประเทศตาง ๆ ท่ัวโลก และ ตองการใหพระภิกษุสงฆในประเทศไทยไปประกอบศาสนกิจในถิ่นที่อยูอาศัยนอกประเทศ ทําใหการ รับนิมนตเหลานั้นอยูในรูปแบบสวนตัว ตางคนตางทําหนาท่ี แตเม่ือเร่ิมมีการสรางวัดไทยข้ึนใน ประเทศตาง ๆ คณะสงฆไทยและหนวยงานที่เกี่ยวของไดเขามามีสวนในการจัดอบรมพระภิกษุของ ไทยใหมีคุณสมบัติเบื้องตนในการจาริกไปทําหนาที่พระธรรมทูตในตางแดน และเรียกพระธรรมทูต กลุมน้ีวา พระธรรมทูตสายตางประเทศ ซ่ึงในประเทศไทยมีการแบงพระธรรมทูตอยางเปนทางการ เปน ๒ ประเภท ไดแ ก พระธรรมทตู ภายในประเทศและพระธรรมทตู สายตางประเทศ พระธรรมทูตภายในประเทศ หมายถึง พระภิกษุของไทยทําหนาที่เผยแผพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ซึ่งมีพ้ืนท่ีกวางขวาง บางพื้นที่มีความแตกตางทางภูมิศาสตรและวัฒนธรรม ประกอบดวยพระภกิ ษุผูท่ีผา นการอบรมจากหนวยงานที่รับผิดชอบภายใตการกาํ กบั ดูแลของคณะสงฆ ไทย และพระภกิ ษุผูท่ีเขา มาบวชในพระพุทธศาสนาแตยังไมผานการอบรมจากหนวยงานที่รับผิดชอบ ภายใตก ารกํากบั ดแู ลของคณะสงฆไทย ๓ บิ๊กปวย ใจไทย, ผูเรียบเรียง, 33 พระไทยไปนอกเพื่อใหฝร่ังไหว, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทเซเวน โมช่นั เทคโนโลยี จํากดั , ๒๕๕๖), หนา คํานาํ . ๔ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗), หนา ๑๙๒-๑๙๗. ๕ สํานักงานกํากับดูแลพระธรรมทูตไปตางประเทศ, รายชื่อวัดไทยในตางประเทศ ๓๘๕ วัด, [ออนไลน] , แหลง ท่ีมา: https://www.obhik.com/download-1 [๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑].
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107