Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สารนิพนธ์เรื่อง แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์ของพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศ

สารนิพนธ์เรื่อง แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์ของพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศ

Published by Thep Nonnarai, 2020-10-06 05:58:42

Description: สารนิพนธ์เรื่อง แนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พึงประสงค์ของพระธรรมทูตไทยสายต่างประเทศ

Search

Read the Text Version

แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาทพี่ งึ ประสงค ของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ GUIDELINES FOR A DESIRABLE BUDDHISM PROPAGATION OF OVERSEAS THAI BUDDHIST DHAMMADUTA BHIKKHUS พระมหาสุเทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) สารนิพนธน ี้เปนสว นหนง่ึ ของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลักสูตรปรญิ ญาพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑

แนวทางการเผยแผพ ระพุทธศาสนาทีพ่ งึ ประสงค ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ พระมหาสุเทพ สุวฑฺฒโน (เหลาทอง) สารนพิ นธน้ีเปน สว นหนงึ่ ของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลกั สูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๑ (ลิขสิทธเ์ิ ปน ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย)

Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus Phramaha Suthep Suwatthano (Laothong) A Thematic Paper Submitted in Partial Fulfillment of Qualifying Examination Degree of Doctor of Philosophy (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2018 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อนุมัติใหนับสารนิพนธเรื่อง “แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ” เปนสวน หนึ่งของการสอบวัดคุณสมบัติ ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา พระพทุ ธศาสนา .......................................................... (พระมหาสมบรู ณ วุฑฒฺ ิกโร, ดร.) คณบดบี ัณฑติ วทิ ยาลยั คณะกรรมการตรวจสอบสารนิพนธ .......................................................... ประธานกรรมการ (พระมหาไพรชั น ธมมฺ ทีโป, ผศ. ดร.) .......................................................... กรรมการ (ดร.บุญเลศิ โอฐสู) อาจารยท่ปี รึกษาสารนิพนธ .......................................................... กรรมการ ชื่อผวู จิ ยั (รศ. ดร.สมทิ ธพิ ล เนตรนิมติ ร) รศ. ดร.สมิทธิพล เนตรนมิ ติ ร .......................................................... (พระมหาสเุ ทพ สวุ ฑฒฺ โน)

ก ชอื่ สารนพิ นธ : แนวทางการเผยแผพระพทุ ธศาสนาทีพ่ งึ ประสงคของ พระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ผูวจิ ัย ปรญิ ญา : พระมหาสเุ ทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) อาจารยท ป่ี รึกษาสารนิพนธ : พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑติ (พระพทุ ธศาสนา) : รศ. ดร.สมทิ ธพิ ล เนตรนิมติ ร, ป.ธ. ๙, พธ.บ. (ปรัชญา), วนั เสรจ็ สมบรู ณ พธ.ม. (พระพทุ ธศาสนา), Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) : ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒ บทคัดยอ สารนิพนธเรื่อง แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตางประเทศ มวี ตั ถุประสงค ๑. เพอ่ื ศึกษาสภาพปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนา ของพระธรรมทูตไทย และ ๒. เพื่อเสนอแนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของ พระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ผลการศึกษาวิจัย พบวา ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรม ทูตไทยสายตา งประเทศ แบงเปนปญหาจากภายในคือตัวพระธรรมทูตและปญ หาจากภายนอก แนวทางในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ มีดังนี้ ๑) จุดมุงหมายชดั เจน ๒) เนือ้ หาคาํ สอนประยกุ ตใชไดจริง ๓) กลมุ เปา หมาย เนนทั้งคนทองถ่ิน และพุทธศาสนิกชนไทยท่ีอยูในทองถ่ินนั้น ๔) วิธีการท่ีใช ปรับใหสอดคลองตามกลุมเปาหมาย ๕) วิเคราะหตนเองท้ังจุดแข็งและจุดออนในการเปนพระธรรมทูตสายตางประเทศ ๖) วิเคราะห สถานการณแวดลอมท้ังปจจัยทางบวกและปจจัยทางลบที่สงผลตอการเผยแผพระพุทธศาสนา ๗) วางแผนกอนดําเนินการ ๘) ใชหลักการท่ีพระพุทธองคทรงประทานไวเปนแนวทางการปฏิบัติ หนาที่ และ ๙) วิเคราะหแนวโนมในการเผยแผพระพุทธศาสนา เพื่อใหสามารถปรับแผนดําเนินการ เผยแผพ ระพทุ ธศาสนาไดส อดคลองกบั สถานการณป จจบุ นั

ข Thematic Paper Title : Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus Researcher Degree : Phramaha Suthep Suwatthano (Laothong) Thematic Paper Supervisor : Doctor of Philosophy (Buddhist Studies) : Assoc.Prof. Dr. Samiddhipol Netnimit, Pali IX, Date of Completion B.A. (Philosophy), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali & Buddhist Studies) : April 20, 2019 Abstract This paper entitled “Guidelines for a Desirable Buddhism Propagation of Overseas Thai Buddhist Dhammaduta Bhikkhus”, has two objectives: 1) to study overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus’ problems and obstacles in the propagation of Buddhism, and 2) to present the desirable guidelines in the propagation of Buddhism of overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkus. In the research, it was found that the problems and obstacles encountered by overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus are of internal and external factors. The desirable guidelines for overseas Thai buddhist dhammaduta bhikkhus are of the following steps: 1) the clear-cut goal should be set up, 2) its instructions should be practically applicable, 3) the expected population should be focused on regional and Buddhist people in the location, 4) the application of the instructions should be properly adapted by the targeted people, 5) SWOT method should be analyzed by overseas dhammaduta bhikkhus, 6) both internal and external factors affecting upon the propagation of Buddhism in overseas should be analyzed, 7) planning should put first, 8) the Buddha’s principles should be prioritized as the practical guidelines while carrying out their duty, and 9) the tendency in the propagation of Buddhism should be analyzed in order to have the suitable adaptation while planning the propagation of Buddhism in the existing situation.

ค กิตตกิ รรมประกาศ สารนิพนธฉบับนี้ สําเร็จลงไดดวยดีดวยคําแนะนําชวยเหลือและตรวจแกไขดวยความ อนุเคราะหของ รศ. ดร.สมิทธิพล เนตรนิมิตร อาจารยท่ีปรึกษาสารนิพนธ ซึ่งคอยช้ีแนะแหลงขอมูล ตาง ๆ ผวู จิ ยั ขอขอบพระคุณเปน อยา งสูง ผูวิจัยขอขอบพระคุณ พระมหาสมบูรณ วุฑฺฒิกโร,ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยและ คณาจารยท ุกทานทป่ี ระสทิ ธิป์ ระสาทความรแู กผวู จิ ัย ทั้งทา นทีเ่ ปนเจาของตําราที่ใชศึกษาคนควาวิจัย และทา นที่สอนสงั่ ในหอ งบรรยายทุกรายวิชาที่ชวยใหกําลังใจในการวิจัยจนสามารถสําเร็จไดดังที่หวัง ไว ทั้งขอขอบคุณเจาหนาท่ีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยโดย ทั่วกันที่รับธุระเร่ืองเอกสารตาง ๆ และเรื่องการจัดการสอบ พรอมทั้งเจาหนาท่ีหองสมุดที่อํานวย ความสะดวกเรอ่ื งการสืบคนขอมูล คุณความดีและประโยชนที่เกิดจากสารนิพนธเรื่องน้ี ผูวิจัยขอนอมถวายเปนเครื่อง สักการบูชาคณุ พระศรีรัตนตรัย พระคณุ บิดามารดา และพระคุณครูบาอาจารยทกุ ทาน อนึ่ง ขอขอบคุณนํ้าใจอันดีงามของเพื่อน ๆ ผูเปนกัลยาณมิตรและเปนกําลังใจในการทํา สารนิพนธเลมนี้ จนสําเร็จลุลวงไปดวยดีและขอขอบคุณเพ่ือนนิสิตรวมรุนทุกทานที่ใหกําลังใจดวยดี เสมอมา ผูวิจัยหวังวางานวิจัยชิ้นนี้จะกอประโยชนแกสาธารณชน และแกผูสนใจศึกษาเก่ียวกับ พระพทุ ธศาสนาตามสมควรแกสติปญ ญาของผูใ ครใ นการศึกษา หากมีขอผิดพลาดประการใด ขออภัย ไว ณ โอกาสน้ี พระมหาสุเทพ สวุ ฑฺฒโน (เหลาทอง) ๒๐ เมษายน ๒๕๖๒

สารบัญ จ เร่ือง หนา บทคัดยอภาษาไทย บทคัดยอ ภาษาองั กฤษ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบญั ค คาํ อธิบายสญั ลักษณและคาํ ยอ จ ช บทที่ ๑ บทนํา ๑ ๑.๑ ความเปน มาและความสําคัญของปญหา ๑ ๑.๒ วัตถปุ ระสงคของการวจิ ยั ๔ ๑.๓ ปญ หาทต่ี องการทราบ ๔ ๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๔ ๑.๕ นิยามศัพทเ ฉพาะทใี่ ชใ นการวจิ ัย ๕ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและรายงานการวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วของ ๕ ๑.๗ วิธดี าํ เนินการวจิ ัย ๑๑ ๑.๘ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๒ ๑.๙ ประโยชนท ีไ่ ดร ับจากการวิจยั ๑๒ บทท่ี ๒ ปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทตู ๑๓ ๒.๑ ความหมายและคุณสมบัตขิ องพระธรรมทูต ๑๓ ๒.๑.๑ ความหมายของพระธรรมทตู ๑๓ ๒.๑.๒ คุณสมบัติของพระธรรมทูตในสมยั พทุ ธกาล ๑๕ ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ๑๙ ๒.๒.๑ การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระพทุ ธเจา ๑๙ ๒.๒.๒ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระสาวก ๒๙ ๒.๒.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พระเจาอโศกมหาราช ๓๒ ๒.๒.๔ ปญ หาและอปุ สรรคท่ีพบในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระสาวก ๓๔ ๒.๓ สรปุ ๓๔

ฉ บทที่ ๓ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย ๓๖ สายตางประเทศ ๓.๑ ความเปนมาของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ๓๖ ๓.๑.๑ ความเปน มาของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ๓๗ ๓.๑.๒ ความหมายของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓๘ ๓.๑.๓ คณุ สมบัตขิ องพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๓๙ ๓.๒ แนวคิดการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๔๑ ๓.๒.๑ หลกั ธรรมในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสาย ๔๒ ตา งประเทศ ๓.๒.๒ วธิ ีการในเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ๔๒ ๓.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทตู ไทยสายตางประเทศ ๔๘ ๓.๔ ปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทย ๖๑ สายตา งประเทศ ๓.๕ แนวทางแกไขปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาทพี่ ึงประสงค ๖๕ ของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๖ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทย ๖๗ สายตางประเทศ ๓.๗ สรุป ๗๔ บทที่ ๔ สรุปผลการวจิ ัยและขอ เสนอแนะ ๗๙ ๔.๑ สรุปผลการวจิ ัย ๗๙ ๔.๒ ขอ เสนอแนะ ๘๗ ๔.๒.๑ ขอ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ๘๗ ๔.๒.๒ ขอ เสนอแนะสําหรบั พระธรรมทตู สายตางประเทศ ๘๗ ๔.๒.๓ ขอ เสนอแนะในการทําวิจยั ครัง้ ตอไป ๘๘ บรรณานกุ รม ๘๙ ประวัติผวู จิ ัย ๙๕

ช คาํ อธบิ ายสญั ลักษณแ ละคํายอ ก. การใชอักษรยอชอื่ คมั ภรี  สารนิพนธเลมน้ี ใชขอมูลอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาเตปฏกํ พ.ศ. ๒๕๐๐ และพระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ และอรรถกถา ภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั เรยี งตามคัมภรี ด ังน้ี พระวนิ ัยปฎก (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) ว.ิ มหา. (ไทย) = วนิ ยั ปฎ ก มหาวิภังค (ภาษาไทย) วิ.ม. (ไทย) = วนิ ัยปฎ ก มหาวรรค ว.ิ จู. (ไทย) = วินัยปฎ ก จฬู วรรค พระสุตตันตปฎ ก (ภาษาไทย) (ภาษาไทย) ท.ี สี. (ไทย) = สตุ ตันตปฎก ทีฆนกิ าย สลี ขนั ธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (ไทย) = สตุ ตันตปฏ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ท.ี ม. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย) ท.ี ปา. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค (ภาษาไทย) ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปณณาสก (ภาษาไทย) ม.อ.ุ (ไทย) = สุตตันตปฎก มชั ฌมิ นกิ าย อปุ ริปณ ณาสก (ภาษาไทย) ส.ํ นิ. (ไทย) = สุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนิกาย นิทานวรรค (ภาษาไทย) ส.ํ ข. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก สังยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค (ภาษาไทย) สํ.สฬา. (ไทย) = สุตตันตปฎก สงั ยตุ ตนกิ าย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) องฺ.ทุก. (ไทย) = สตุ ตันตปฎ ก องั คตุ ตรนิกาย ทกุ นิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกกฺ . (ไทย) = สุตตนั ตปฎก องั คตุ ตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาบาล)ี องฺ.ปฺจก. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคตุ ตรนิกาย ปญ จกนบิ าต (ภาษาไทย) องฺ.สตฺตก. (บาลี) = สตุ ฺตนตฺ ปฏก องฺคุตตฺ รนิกาย สตฺตกนปิ าตปาลิ (ภาษาไทย) องฺ.สตฺตก. (ไทย) = สุตตนั ตปฎ ก อังคตุ ตรนิกาย สตั ตกนบิ าต (ภาษาไทย) องฺ.อฏฐก. (ไทย) = สุตตันตปฎ ก องั คุตตรนกิ าย อัฏฐกนบิ าต (ภาษาไทย) ข.ุ ธ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย) ขุ.ชา.เอกก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎก ขทุ ทกนิกาย เอกกนิบาตชาดก ขุ.อป. (ไทย) = สุตตันตปฏ ก ขทุ ทกนกิ าย อปาทาน

ซ ข. คํายอ ชื่อคัมภรี อรรถกถา (ภาษาไทย) อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปฎก ท.ี สี.อ. (ไทย) = ทฆี นกิ าย สมุ งั คลวิลาสนิ ี สลี ขันธวรรคอรรถกถา การใชหมายเลขยอ การใชอ ักษรยอ เกี่ยวกับพระไตรปฎ กภาษาไทย ใชระบบอางองิ ท่รี ะบุ เลม/ขอ/หนา หลงั คาํ ยอคัมภรี  เชน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๑๖/๑๖๔. หมายถงึ สตุ ตันตปฎก ทฆี นกิ ายมหาวรรค ภาษาไทย เลม ๑๐ ขอ ๒๑๖ หนา ๑๖๔ ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๙ การใชอ ักษรยอ เก่ยี วกบั คมั ภีรอรรถกถา ใชร ะบบอา งอิงที่ระบุ เลม /หนา หลังคํายอ คัมภีร เชน องฺ.ปจฺ ก.อ. (ไทย) ๓/๑๗๗/๖๘. หมายถงึ อรรถกถกาพระสตุ ตนั ตปฎก อังคุตตรนกิ าย ปญ จก นิบาต มโนรถปูรณี ภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าอฏฐ กถา ภาค ๓ ขอ ๑๗๗ หนา ๖๘

บทท่ี ๑ บทนาํ ๑.๑ ความเปน มาของปญ หา การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองคเร่ิมขึ้นหลังจากพระพุทธองคทรงตรัสรู อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณและทรงเสวยวิมุตติสุขเปนเวลา ๔๙ วัน0๑ และเมื่อเกิดมีพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป1๒ ชวยใหการประกาศพระศาสนาขยายกวางไกลไปยังเมืองตาง ๆ ในดินแดนชมพูทวีป แตไม ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการจาริกออกนอกชมพูทวีป หลังการเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค สมเดจ็ พระสัมมาสัมพทุ ธเจา ดินแดนชมพูทวีปเริ่มถูกรุกรานจากชนชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะจากกองทัพ มาซิโดเนียของพระเจาอเลกซานเดอรในชวงตนรัชสมัยของพระเจาจันทรคุปต กษัตริยตนราชวงศ โมรยะ2๓ หรอื เมารยะ เม่ือพระเจา อโศกมหาราชไดข ึ้นครองราชยส มบัตใิ นราว พ.ศ. ๒๑๘ ตอจากพระ เจา พนิ ทสุ าร ผเู ปน พระราชบิดา พระเจา พนิ ทุสารเปนพระราชโอรสของพระเจาจันทรคุปต เปนลําดับ ๓ ของราชวงศโมรยะ ปรากฏหลักฐานชัดเจนถึงการสงพระธรรมทูตออกไปเผยแผพระพุทธศาสนา นอกชมพูทวีป เชน เอเชียตะวันตก อียิปต แอฟริกาเหนือ สุวรรณภูมิ ศรีลังกา เปนตน3๔ จึงนาจะ กลาวไดวา พระธรรมทูตที่จาริกออกไปประกาศพระพุทธศาสนานอกดินแดนตนกําเนิดเกิดขึ้นมาใน สมัยพระเจาอโศกมหาราชจนพระพุทธศาสนาไดเผยแผมาถึงประเทศไทยและสามารถประดิษฐานได อยา งม่ันคงมากวา ๗๐๐ ป ในประเทศไทย พระภกิ ษสุ งฆซ่ึงเปนองคหนึ่งในพระรัตนตรัย มีหนาท่ีในการนําพระธรรม คําสอนขององคส มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจามาเผยแผอบรมสั่งสอนใหพุทธศาสนิกชนไดรับรูแลวนอม นําไปปฏิบัติ ภายใตหลักการท่ีพระพุทธเจาทรงใหไวตั้งแตครั้งพุทธกาล แตดวยบริบททางสังคมที่ เปลยี่ นแปลงไป การทํางานเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาอาจตองปรับเปล่ียนรูปแบบไปเพื่อใหสอดคลองกับ การเปล่ียนแปลงทางสังคมท่ีเกิดข้ึน ไมเพียงแตทําหนาที่แกพุทธศาสนิกชนท่ีเขามาทําบุญในวัดหรือ ตามสถานที่ที่ไดรับการอาราธนาไปเทานั้น แตยังปฏิบัติศาสนกิจดานอื่น ๆ เพื่อชวยเหลือสังคมดวย ๑ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๖/๑-๑๐. ๒ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๐. ๓ นวม สงวนทรัพย, พระเจาอโศกมหาราช, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หนา ๔๖-๕๔. ๔ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา ๗๕-๗๙.

๒ ทําใหเกิดกลุมพระสงฆที่เรียกวา “พระธรรมทูต” ขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีทั้งพระธรรมทูตสาย ตางประเทศและพระธรรมทูตในประเทศ พระธรรมทูตในประเทศ ทําหนาท่ีเผยแผพระพุทธศาสนา และปฏบิ ตั ิศาสนกิจดา นอน่ื ๆ จาํ เพาะในประเทศเทา นนั้ สว นพระธรรมทูตสายตางประเทศ ทําหนาที่ เผยแผพระพุทธศาสนาไปยังประเทศตาง ๆ ซึ่งตองเดินทางไปประจําอยูในประเทศน้ัน ๆ เพื่อใหการ เผยแผธ รรมะเขาถงึ ประชาชนในประเทศนัน้ ๆ โดยครอบคลุมภารกิจอ่ืน ๆ ดวยเชนกัน พระธรรมทูต สายตา งประเทศ จึงไดแก พระสงฆผูอุทิศตนเพ่ืองานเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ทําหนาท่ี เหมือนทูตทางธรรมหรือทูตของพระศาสนา ในการเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาไปสูชน จํานวนมากในถน่ิ ตา ง ๆ ทไี่ มใชประเทศไทย ภายใตหลักการท่ีพระพุทธเจาทรงใหโอวาทไว ต้ังแตครั้ง พทุ ธกาล การเดินทางไปตางประเทศของพระสงฆไทย พบหลักฐานคร้ังแรกสมัยกรุงศรีอยุธยาเปน ราชธานี และมีหลักฐานชัดเจนอีกครั้งในสมัยกรุงรัตนโกสินทรตอนตน (รัชกาลท่ี ๒) ท้ังสองครั้งน้ีเปน การเดินทางไปท่ีประเทศศรีลังกา และมีหลักฐานชัดเจนอีกครั้ง เม่ือปรากฏมีวัดไทยแบบเถรวาทใน ประเทศสิงคโปร ชวงปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงชวงตนสมัยรัชกาลที่ ๗ จากนั้นที่มีความชัดเจนอีก คร้ังอยูในชวงสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เริ่มข้ึนในชวงกอน พ.ศ. ๒๕๐๐ จนส้ินสุดรัชกาลของพระองค (พ.ศ. ๒๕๕๙) ในชวงกอนมีการสรางวัดไทยในกลุม ประเทศตะวันตก (ไมใ ชเ อเชีย) การเดินทางไปตา งประเทศของพระสงฆไทยเกิดจากการอาราธนาของ ชมุ ชนไทยทีเ่ ดินทางไปทํางานในประเทศนั้น ๆ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจในลักษณะใกลเคียงกับในประเทศ ไทย และในท่ีสุดมีดําริในการจัดต้ังเปนวัดขึ้นมา หรือรัฐบาลหรือหนวยงานของประเทศน้ัน ๆ รอง ขอใหรัฐบาลสงพระภิกษุสงฆเดินทางไปในประเทศตาง ๆ เหลาน้ัน ทั้งในรูปของการสัมมนา การ บรรยาย การไปฟนฟูกิจการพระพุทธศาสนา หรือประกอบศาสนกิจทางพระพุทธศาสนา นับถึง ปจจุบันนี้ (๒๕๖๑) มีการสรางวัดไทยในประเทศตาง ๆ ในหลายทวีป เชน ประเทศ อินเดีย เนปาล สิงคโปร มาเลเซีย ในทวีปเอเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในทวีปอเมริกา ประเทศอังกฤษ นอรเวย สวีเดน เยอรมัน ในทวีปยุโรป ในทวีปออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด เปนตน ทําใหมี พระภิกษุสงฆไทยตองเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจและประจําอยูในวัดไทยในประเทศตาง ๆ จํานวน มาก ตามที่เรียกพระภิกษุสงฆซ่ึงจาริกไปเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศตาง ๆ ในชื่อเฉพาะวา พระธรรมทตู สายตางประเทศ ในชวงเร่ิมตนการเดินทางเขาไปในแตละประเทศมักเปนการอาราธนาพระภิกษุสงฆท่ีอยู ในภมู ลิ ําเนาหรอื เปนท่รี ูจักของพุทธศาสนิกชนไทยในชุมชนนั้น ๆ จนมีดําริกอสรางวัดไทยใหเปนหลัก แหลงข้ึน การปฏิบัติศาสนกิจเพ่ือการเผยแผพระพุทธศาสนาจึงเร่ิมดําเนินการอยางเปนรูปธรรมข้ึน ซงึ่ ตองไดรบั การยอมรับดว ยความศรทั ธาของประชาชนกอนในเบื้องตนจึงจะสามารถดําเนินการตอไป ไดอ ยางราบร่ืน กจิ กรรมของพระธรรมทูตจึงมีท้ังเชิงรับ โดยมีเปาหมายแรกท่ีพุทธศาสนิกชนชาวไทย

๓ กอน เพราะเปนกลุมแรกท่ีอาราธนาพระธรรมทูตเพ่ือไปในประเทศนั้น ๆ สวนใหญจะใชการเทศนา สอนธรรมะ หรือการสวดมนตทําวัตร เม่ือศาสนิกเขามาท่ีวัด และเชิงรุกน้ันจะเปนการจัดกิจกรรม นอกวัด ซึ่งสวนใหญจะเปนกลุมชนท่ีอยูในประเทศน้ันเปนหลัก เชน การบรรยายในสถานศึกษา ใน เรือนจํา ธรรมสัญจร หรือการชวยเหลือสังคมในทองถ่ินนั้น ๆ ในรูปแบบตาง ๆ เปนตน การ ดําเนินการเร่ืองใด ๆ มักเกิดปญหาและอุปสรรค การเผยแผพระพุทธศาสนาจึงไมอาจรอดพนจาก ปญหาและอุปสรรคได เริ่มตั้งแตพระธรรมทูตรุนบุกเบิก ตองประสบปญหาและอุปสรรคตาง ๆ มากมาย ในการกอสรางวัดในตางแดน เชน งบประมาณในการกอสราง กฎหมายการกอสรางวัดใน ประเทศน้ัน ๆ กฎหมายการครอบครองสิ่งกอสรางที่ตองอยูในรูปของสมาคมหรือมูลนิธิ เปนตน จน เม่ือสรางวัดเรียบรอยแลว ยังคงประสบปญหาในเรื่องงบประมาณในการบํารุงรักษา การบริหาร กิจการของวดั วฒั นธรรมประเพณีของทองถ่ิน วิถีการดําเนินชวี ิตของชนทองถ่ิน เปนตน การเขาไปใน ตางประเทศในรุนบุกเบิกเปนงานเส่ียงภัยโดยเฉพาะในถ่ินทุรกันดาร และพบปญหาและอุปสรรคทั้ง ดา นสภาพดินฟา อากาศ วฒั นธรรม ประเพณี ทศั นคตขิ องเจาของประเทศทมี่ ีตอพระธรรมทูต4๕ จนแม พระธรรมทูตรุนตอมาก็ยังคงประสบปญหาและอุปสรรคในการดําเนินการมาอยางตอเนื่องหลาย ประการ เพราะสภาพแวดลอมท่ีแตกตางจากประเทศไทยมาก โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป อเมริกาและออสเตรเลีย พระธรรมทูตเองอาจประสบปญหาในการปฏิบัติหนาท่ี ท้ังปญหาที่เกิดจาก ตวั ของพระธรรมทตู เองในแงข องเปาหมายในการเดินทางวามาทําอะไร มาเพ่ืออนุเคราะหใคร เฉพาะ คนไทยหรือคนทองถ่ินดวย ทราบชัดเจนหรือไมในคําถามเหลาน้ี ถาเปนคนทองถิ่น สามารถส่ือสาร โดยใชภาษาทองถ่ินหรือภาษาอังกฤษซ่ึงเปนภาษาท่ีใชไดท่ัวโลกไดหรือไม มีความรูในวัฒนธรรมและ ประเพณีของประเทศที่ไปปฏิบัติศาสนกิจระดับใด เปนตน และปญหาที่เกิดจากสถานการณการ ปฏิบัติศาสนกิจในประเทศตาง ๆ เชน การหามบิณฑบาต ระยะเวลาท่ีไดรับอนุญาตใหอยูในประเทศ น้ัน หรือเหตุการณท่ีสรางความสะเทือนใจใหแกพระธรรมทูตและพุทธศาสนิกชนไทยเกี่ยวกับการ ฆาตกรรม (ยิง) พระสงฆในวัดไทยในประเทศอเมริกา เปนตน แมในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจาทรง พบอุปสรรคเชนกัน เชน การตอตานจากเจาลัทธิท่ีมีอยูเดิม การสรางสถานการณหลอกลวงเพื่อให พุทธศาสนิกชนเสื่อมศรัทธาตอพระพุทธเจา (กรณีนางจิญจมานวิกา) หรือแมจากพระภิกษุผูยังเปน เสขบุคคลก็ตาม เปนตน สภาพปญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในยุคเริ่มเผยแผพระพุทธศาสนาใน ตา งประเทศ (ชว งกอ น พ.ศ. ๒๕๐๐) จนมาถงึ ปจจบุ นั นี้ (พ.ศ. ๒๕๖๑) จึงเปนประเด็นใหผวู ิจัยมีความ ๕ พระพรหมวชิรญาณ, “พระธรรมทตู ไทยในทศวรรษวกิ ฤตโลก”, ปาฐกถา ณ วัดศรีนครนิ ทรวราราม เม่ือวันท่ี ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕, อางถึงใน กองบรรณาธิการ คณะพระธรรมทูตรุนท่ี ๑๐, พระธรรมทูตสาย ตา งประเทศรุนที่ ๑๐, (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๗), หนา ๑๓๙-๑๔๒.

๔ ตองการศกึ ษาเกี่ยวกับประเดน็ ปญหาและอปุ สรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศวา เปนอยา งไร ประเดน็ ปญหาและอุปสรรคมีการเปล่ยี นแปลงรปู แบบไปหรอื ไมอยางไร พระพุทธองคไดทรงเผยแผพระพุทธศาสนา โดยการแสดงธรรมแกเวไนยสัตวตลอดพระ ชนมชีพของพระองค ไดท รงประกาศหลกั คาํ สอน ดวยวิธีการหลากหลายรูปแบบ เชน การแสดงธรรม การสนทนาธรรม การตอบปญหาขอของใจสงสัย วัตรปฏิบัติท่ีนาเลื่อมใสทําใหผูพบเห็นเกิดความ สนใจ เปนตน โดยท่ีพระองคไดทรงประทานหลักการและเทคนิคในการเผยแผใหพระสาวกยึดถือเปน หลักปฏิบัติในการแสดงธรรม ใหเปนผูมีคุณธรรม มีเหตุผลสัมพันธตอเนื่องกันไปโดยลําดับ ช้ีแจงให เขา ใจชดั เจนในแตล ะประเดน็ แสดงธรรมดว ยจติ เมตตา โดยมงุ ใหเกิดประโยชนแกผูฟง ไมแสดงธรรม เพราะเห็นแกลาภสักการะ ไมแสดงธรรมยกตนขมทานและไมเสียดสีขมขูผูอื่น5๖ การประกาศพระ ศาสนาของพระพทุ ธองคไ ดสรา งแบบอยา งไวใ หแ กพ ระสาวกมีแนวทางดําเนินการมาจนถึงปจจุบัน ถา พระธรรมทูตสายตา งประเทศไดร ะลึกและนอ มนาํ คําสง่ั สอนของพระพุทธองคมาใชเปนเคร่ืองเตือนสติ อยเู สมอ ปญหาและอปุ สรรคทีเ่ กิดข้ึนในการเผยแผพ ระพุทธศาสนาหลาย ๆ ประการ ยอมมีแนวโนม จะไดรับการแกไขไดงายข้ึน ดังน้ัน ในงานฉบับนี้ ผูวิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษา “แนวทางการเผย แผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายตางประเทศ” สูกรอบแนวคิดการปฏิบัติจริง เพื่อใหการ ปฏิบตั ิงานของพระธรรมทตู สายตางประเทศมีประสิทธภิ าพมากยง่ิ ขนึ้ ๑.๒ วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ยั ๑.๒.๑ เพ่อื ศกึ ษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต ๑.๒.๒ เพื่อศึกษาแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตา งประเทศ ๑.๓ ปญหาท่ตี องการทราบ ๑.๓.๑ ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทตู มีอะไรบา ง ๑.๓.๒ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสาย ตา งประเทศ ควรเปน อยา งไร ๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๑.๔.๑ ขอบเขตดานเนื้อหาเร่ือง “แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของ พระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ” จะศึกษาวิเคราะหเน้ือหารายละเอียดจากเอกสารคําบรรยาย ๖ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.

๕ เก่ียวกับความหมาย หลักการ วิธีการเผยแผพระพุทธศาสนา และวิธีการประพฤติปฏิบัติ ตาม หลักธรรมคําสอนขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา และภายใตบริบทของสังคมในปจจุบัน ตลอด ถงึ ปญ หาและอปุ สรรคท่ีพบจากการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในตา งประเทศ ๑.๔.๒ ขอบเขตดานเอกสาร ศึกษาเอกสารและขอมูลที่เก่ียวของกับการเผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลจนมาถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ท้ังจากคัมภีร พระไตรปฎก อรรถกถา เอกสารตําราวิชาการ งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ งานวิทยานิพนธและขอมูลจาก หนังสือวิชาการตาง ๆ คําบรรยายของวิทยากร เอกสารสรุปรายงานการประชุมของพระธรรมทูตใน ทวีปตาง ๆ ของโลก บันทึกรายงานการอบรมในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศของ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตลอดถึงขอมูลจากอินเทอรเน็ต และขอมูลท่ีเปนทัศนะ ของผูเชี่ยวชาญทางดานพระพุทธศาสนาและนักวิชาการเก่ียวกับการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระ ธรรมทูตสายตา งประเทศท่ปี รากฏตามเอกสารตาง ๆ ๑.๕ นิยามศพั ทเฉพาะท่ีใชใ นการวจิ ัย ๑.๕.๑ พระธรรมทูต หมายถึง พระภิกษุผูเดินทางไปเผยแผพระธรรมคําสอน พระธรรม วินยั พรหมจรรยห รือประกาศพระพุทธศาสนาในตางประเทศ ๑.๕.๒ พระธรรมทูตสายตางประเทศ หมายถึง พระภิกษุสงฆของไทย ทําหนาที่เดินทาง ไปเผยแผพระพุทธศาสนานอกประเทศไทย ประกอบดวยกลุมที่เดินทางไปตางประเทศตามท่ีไดรับกิจ นิมนตจากพุทธศาสนิกชนไทยเปนการสวนตัว กับกลุมที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอยางเปนทางการ ภายใตการกํากับดูแลของคณะสงฆไทยและมักไดรับการถวายความรูในหลักสูตรฝกอบรมพระธรรม ทูตสายตางประเทศ เพื่อไปปฏบิ ัติศาสนกิจในตา งประเทศได ๑.๕.๓ การเผยแผพระพทุ ธศาสนา หมายถึง การนาํ พระธรรมคาํ สอนของพระพุทธเจาไป ประกาศหรือแสดงแกบุคคลในสถานที่ตาง ๆ เพื่อใหบุคคลจํานวนมากไดรับประโยชนจากพระธรรม คาํ สอนเหลานนั้ ซ่ึงมีที่สดุ คือความดบั ทุกข ๑.๕.๔ แนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนา หมายถึง วิธีการที่ทําใหหลักธรรมคําส่ัง สอนในพระพทุ ธศาสนาแพรห ลายออกไปในสถานท่ีตาง ๆ ทั่วทุกสารทิศ มีผูศรัทธาเลื่อมใส เคารพใน พระรัตนตรัย นอมนําหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประพฤติปฏิบัติและไดรับประโยชนจากการ ปฏบิ ตั ิ ซึ่งมที สี่ ุดคือความดับทกุ ข ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานการวิจัยท่ีเก่ยี วของ ผวู จิ ยั ไดศ ึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วของ เพือ่ รวบรวมประกอบการศกึ ษาวิจัย ดังน้ี

๖ ๑.๖.๑ เอกสารทเี่ กี่ยวของ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต) กลาวไวในหนังสือ พระพุทธศาสนากับสังคมปจจุบัน ถึงหนาท่ีและความผูกพันของพระสงฆ โดยมีหลักธรรมคําส่ังสอนในพระพุทธศาสนาเปนหลักในการ ปฏิบัติ ซึง่ มีทัง้ ฝา ยธรรมและฝายวนิ ัยอันเปน ตัวกําหนดใหชีวติ ของพระสงฆเ กี่ยวเนอ่ื งและผูกพันอยูกับ สังคม โดยพื้นฐานชีวิตสังคมของพระสงฆนี้แยกเปน ๒ สวน คือ ความสัมพันธภายในสังคมสงฆ และ ความสมั พันธใ นสงั คมสว นรวม6๗ พระธรรมปฎ ก (ป.อ.ปยุตฺโต) กลาวไวในหนังสือ “พระธรรมทูตไทยเบิกทางสูอารยธรรม ใหม” สรุปไดว า พระธรรมทตู มคี ุณสมบตั ทิ เี่ ปน หลักอยู ๓ ประการ คอื ๑. พระธรรมทูตจะตองมีความมั่นใจในคุณคา ความดีงาม ความประเสริฐของ พระพุทธศาสนา ๒. พระธรรมทูตจะตองมีความประพฤติที่ดีงามอันชวนใหเกิดความศรัทธาเลื่อมใส แกผูท่พี บเหน็ พระธรรมทตู จะตอ งมคี วามหนักแนน คอื เมื่อไปอยูในประเทศที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรม แตกตางกับสังคมไทย พระธรรมทูตจะตองมีความหนักแนนในพระธรรมวินัยไมหวั่นไหวไปตาม สภาพแวดลอม และภารกิจที่สําคัญของพระธรรมทูตเปนภารกิจท่ีย่ิงใหญเพราะเปนการจาริกไปเพื่อ สรางสรรคป ระโยชนแกม นุษยชาติทัง้ โลก ๓. พระธรรมทูตจะตองมีความมั่นคงทางจิตใจ มีคุณธรรม ใหบุคคลภายนอก มองเหน็ ในเชงิ สรางคุณคา ทางจติ ใจ โดยเฉพาะในเร่ืองของสมาธิ7๘ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร) กลาววา พระสงฆควรมีบทบาท ชวยแกไข ปญหาสังคมใหมากขึ้นและอยางเปนรูปธรรม โดยเฉพาะอยางยิ่ง การเขาถึงประชาชนอยางแทจริง บทบาทของพระสงฆจึงไมควรจะเปน เพียงการแสดงธรรมและประกอบพิธีกรรมเชนในอดีตเทาน้ัน แต ควรนําส่ิงที่สอนน้ันไปปรับใชอยางเปนรูปธรรมในลักษณะของกิจกรรมรวมกับชุมชนจนถึงประชาชน รายบุคคล เพราะโอกาสท่ีประชาชนจะเรียนรูพุทธธรรมอยางเต็มรูปแบบดวยตนเองน้ันเปนการยาก และการเรียนทฤษฎีเชิงปริยัติใหเขาใจสําหรับผูที่ขาดพื้นฐานทางพุทธธรรมที่ดีพอก็ไมใชเร่ืองงาย ๗ พระราชวรมนุ ี (ประยทุ ธ ปยุตโฺ ต), พระพุทธศาสนากับสังคมปจจุบัน, (กรุงเทพมหานคร: กรมการ ศาสนา, ๒๕๑๒), หนา ๑๒. ๘ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พระธรรมทูตไทยเบิกทางสูอารยธรรมใหม, พิมพครั้งที่ ๔, (กรงุ เทพมหานคร: มลู นิธิพุทธธรรม, ๒๕๔๕), หนา ๔๐.

๗ เชนกนั พระสงฆจึงควรนําหลักคําสอนดานปริยัติหรือทฤษฎีน้ันไปเสนอแกชุมชนผานการทํากิจกรรม รว มกัน เชน เดยี วกับการสอนผานพิธีกรรมของพระสงฆในอดีต8๙ พระมหาถนัด อตฺถจารี และพระปลัดอําพล สุธีโร กลาวถึงคุณสมบัติของพระสงฆผูทํา หนาที่เผยแผพระพุทธศาสนาไววา ตองมีความแมนยําในหลักของพระพุทธศาสนา มีทั้งภูมิธรรมและ ภูมิปญญา สามารถใชภาษาและวิธีสอน ท่ีสามารถสื่อกับประชาชนได มีความสามารถในการใชส่ือ เทคโนโลยีสมัยใหมเขามาชวยในการเผยแผ มีความเขาใจในวัฒนธรรมทองถิ่น และสามารถปรับตัว เขา กับสังคมน้นั ไดดี เปนผูท่ีมีหลักมนุษยสัมพันธระหวางพระสงฆและประชาชนไดดี และมีคุณสมบัติ ท่เี หมาะสมทางดา นการศกึ ษาใหสอดคลองกับความตองการของวดั และสังคม9๑๐ พสิ ิฐ เจรญิ สุข กลา ววา วธิ ีการเผยแผพระพุทธศาสนาทีม่ ปี ระสทิ ธผิ ล โดยสรุปมีอยู ๒ วิธี คือ ๑) การเผยแผทางกาย ไดแก การปฏิบัติใหดูเปนแบบอยาง เวลา ยืน เดิน นั่ง นอน เปนไปดวย ความเปน ระเบียบเรียบรอ ย มสี ตสิ าํ รวม ระมัดระวังแสดงทาทางของผูสงบเยือกเย็น และ ๒) การเผย แผทางวาจา ไดแก พูดธรรมะใหผูอ่ืนฟงดวยวิธีที่เรียกวาบรรยาย ปาฐกถาธรรม แสดงธรรม หรือที่ เรยี กวา ธรรมกถกึ ซึ่งแปลวา ผูกลาวธรรม ผสู อนธรรม แสดงใหผ อู ่ืนฟง อยา งมีศลิ ปะ10๑๑ สลุ กั ษณ ศวิ รักษ กลาวถึงพระสงฆวา นอกจากจะเปนท่ีเคารพของชาวบานในชุมชนแลว พระสงฆยังเปนทรัพยากรบุคคลท่ีมีคุณคาในการมีสวนรวมพัฒนาสังคม หากนักวิชาการนําความรู รูจักนาํ ทรพั ยากรและแรงงานมาใชอยา งถกู ตอ ง จะชว ยเสรมิ สรางความเจรญิ อยางมีประสิทธิภาพและ เกดิ ประโยชนอยา งถูกตองและสูงสุด ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ ๙ ขออัญเชิญมา ณ ที่นี้วา การใชหลักวิชา และความคิดริเร่ิมสรางงานที่อาจดูไมใหญโตนัก แต ประสิทธิภาพสูงและอํานวยประโยชนโดยตรงไดมาก โดยการนําเอาทรัพยากรตามธรรมชาติ ความรู ความสามารถตลอดจนแรงงานของคนสวนใหญใหไดเต็มเม็ดเต็มหนวยและใหเกิดความเสียหายหรือ สูญเปลานอยท่ีสุด การสรางความเจริญในลักษณะนี้ จะชวยสรางความเจริญของกิจการสวนรวมได แนน อน11๑๒ ๙ พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส (นิธิบุณยากร), “ยุคสมัยของความขัดแยง : พระสงฆยุคใหมควรตีความ และเผยแผพระพุทธศาสนาอยางไร”, วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน, ปท่ี ๕ ฉบับที่ ๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒): ๓๖-๓๗. ๑๐ พระมหาถนัด อตฺถจารี และพระปลัดอําพล สุธีโร, พระธรรมทูตสายตางประเทศ, พิมพคร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา ๓๔. ๑๑ พิสิฐ เจริญสุข, คูมือการเผยแผพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร: กรมการศาสนา, ๒๕๓๙), หนา ๓-๔. ๑๒ สุลกั ษณ ศวิ รกั ษ, ศาสนากับสงั คมไทย, (กรงุ เทพมหานคร: พาสิโก, ๒๕๒๔), หนา ๖๓.

๘ ๑.๖.๒ งานวจิ ัยทเี่ กยี่ วขอ ง พระมหาสนธิญาณ รักษาภักดี ไดศึกษาเร่ือง “การศึกษาความคิดเห็นของผูเขารับการ ฝกอบรมหลักสูตรพระธรรมทูตตอการฝกอบรมประจําป พ.ศ. ๒๕๔๑” สรุปไดวา การฝกอบรมพระ ธรรมทูตมีสวนอยางมากในการพัฒนาพระธรรมทูตใหมีความรู ประสบการณ ทัศนคติที่ดี และมี บทบาทในการสงเคราะหประชาชนในดานตาง ๆ และชวยพัฒนาสังคมไทยอยางมีระบบมากข้ึน ซึ่ง นับวาสอดคลอ งกบั พุทธดํารสั ท่วี า “ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอจงเท่ยี วจารกิ ไปเพ่อื ประโยชนและความสุข แกคนหมูมาก”๑๓ พระปรีชา พงษพัฒนะ ไดศึกษาวิเคราะหเร่ือง “การติดตามและประเมินผลโครงการ อบรมพระธรรมทตู สายตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณีพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา” สรุปไดวา คุณสมบัติสําคัญซ่ึงจะขาดเสียมิไดสําหรับพระธรรมทูตในตางประเทศ ก็คือพระธรรมทูต จะตองมีทั้ง ภูมิธรรมและภูมิปญญา ภูมิธรรมคือเปนผูท่ีหนักแนนและสนใจในเรื่องธรรมะ สวนภูมิปญญาคือ จะตองมีความรูทางโลก (ศาสตรสมัยใหม) กลาวอยางสั้นก็คือ พระธรรมทูตท่ีพึงประสงคจะตองมี วิชชาและจรณะน่นั เอง13๑๔ แมชีคมคาย คุมพันธ ทําการศึกษาวิจัยเรื่อง “ศึกษาบทบาทในการเผยแผ พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณี พระสุเมธาจารย (โรเบิรต สุเมโธภิกขุ)” ผลการศึกษาวิจัย พบวา ผูตอบแบบสอบถามรับรูการเผยแผของทานสุเมโธภิกขุ จาก หนังสือ นิตยสาร มากที่สุด (รอยละ ๕๕.๐) มีหนังสือธรรมะของทานไวในครอบครอง รอยละ ๒๔.๑ หลังการเขา อบรมธรรมะ ผเู ขารบั การอบรมมพี ฤติกรรมที่ดขี ้นึ ผิดศีลนอยลง14๑๕ พระมหาปราโมทย มหาวีริโย (ปกรม) ไดทําการศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาของ พระราชรัตนรงั ษี (วีรยทุ ธ วรี ยุทฺโธ) ในฐานะพระธรรมทูตไทยประจําประเทศอินเดีย ไดขอสรุปวา วัด ไทยในตางประเทศเดิมสรางขึ้นเพ่ือประโยชนแกคนไทยเปนหลักในโอกาสที่มาพํานักแสวงบุญและ ๑๓ พระมหาสนธิญาณ รักษาภักดี, “การศึกษาความคิดเห็นของผูเขารับการฝกอบรมหลักสูตร พระธรรมทูตตอการฝกอบรมประจําป พ.ศ. ๒๕๔๑”, วิทยานิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร, ๒๕๔๒), บทคดั ยอ . ๑๔ พระปรีชา พงษพฒั นะ, “การติดตามและประเมินผลโครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศ: ศึกษาเฉพาะกรณีพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา”, วิทยานิพนธสังคมสงเคราะหศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๔๔), บทคดั ยอ. ๑๕ แมชีคมคาย คุมพันธ, “ศึกษาบทบาทในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ : ศึกษาเฉพาะกรณี พระสุเมธาจารย (โรเบิรต สุเมโธภิกขุ)”, วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา, (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๗), หนา ๙๙-๑๐๘.

๙ ประกอบกิจกรรมทางศาสนา สวนใหญจะจํากัดอยูในกลุมของคนไทยดวยกันเอง มิใชเพ่ือคนพื้นเมือง ประกอบกับเปาหมายของงานพระธรรมทูตไมชัดเจนพอ จึงทําใหงานของวัดไทยในตางประเทศไม คอยเจรญิ กาวหนา ซ่งึ พระราชรัตนรงั ษไี ดมีแนวคิดในการปรับปรุงโดยเห็นควรพัฒนาและสงเสริมการ บริหารจัดการวัดและพระสงฆไทยในตางประเทศใน ๖ ดานคือ (๑) ดานพระธรรมทูต (๒) ดาน การศึกษาและเผยแผ (๓) ดานการสงเคราะห (๔) ดานการประชาสัมพันธ (๕) ดานการกอสรางและ บรู ณะ (๖) ดานการวางแผนจัดการและบรหิ าร และยังพบวา พระราชรัตนรังษีไดริเร่ิมโครงการใหม ๆ เพือ่ สนบั สนนุ บทบาทของพระธรรมทูตในการสรางความสัมพันธอันดีกับคนพื้นที่ การพัฒนาบุคลากร และการส่อื สารเพ่อื ประโยชนในการเผยแผพ ระศาสนา15๑๖ พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ และคณะ ไดทําการศึกษาวิเคราะหยุทธศาสตรหลักในการ เผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในอินเดีย พบวา ปญหาและอุปสรรคโดยรวมคือ พระ ธรรมทูตมเี ปาหมายไมชัดเจนในการเผยแผ ทั้งน้ีอาจเพราะผใู หญในระดับบริหารขาดการเอาใจใสและ ขาดความเขา ใจในการเผยแผท ีช่ ัดเจน พระธรรมทตู มกั มีปญ หาในการสื่อสารหรือภาษาที่ใชในการเผย แผ พระธรรมทูตสวนใหญมีความอดทนตํ่าและทํางานไมตอเนื่อง มีเจตนาเผยแผวัฒนธรรมไทย มากกวา สวนในการเผยแผนนั้ พระธรรมทูตมเี ปาหมายใหช าวอินเดยี ประกาศตนเปน ชาวพทุ ธ แตชาว อินเดียยังไมเขาใจความหมายของชาวพุทธและคิดวาบางทีอาจเปนอันตรายตอชีวิตความเปนอยูของ เขาดว ย ทง้ั นีไ้ ดใ หขอ เสนอแนะไวโดยแยกเปน งาน ๓ ดานคอื (๑) ดา นการเผยแผพระพุทธศาสนา เสนอใหทําการเชื่อมโยงสรางเครือขายชาวพุทธ นานาชาติ องคกรทางพระพุทธศาสนาและหนวยงานอื่นท่ีเกี่ยวของ เพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน ควร สรางยุทธศาสตรท่ีครอบคลุมทุกมิติ ใหการสงเสริมพระธรรมทูตในการศึกษาตอ เพื่อพัฒนาความรู ความเชื่อม่ันในตนเอง ทกั ษะการส่ือสาร และการใชภ าษา (๒) ดานการใหการศึกษา เสนอใหมีการแนะแนวอบรมดานวิชาการเกี่ยวกับ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาแกคนในชุมชนมากขึ้น ควรใหการสนับสนุนทุนการศึกษาแกเด็กและ เยาวชนโดยเฉพาะชาวพุทธท่ีเกิดใหม ควรจัดสถานท่ีสําหรับการเรียนการสอนหลักธรรมภายในวัด สรางเครือขายศูนยการศึกษา และควรมีหนวยงานหรือมหาวิทยาลัยมาสนับสนุนดานการศึกษา โดยตรง ๑๖ พระมหาปราโมทย มหาวีริโย (ปกรม), “ศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระราชรัตนรังษี (วีรยทุ ธ วรี ยุทโฺ ธ) ในฐานะพระธรรมทูตไทยประจาํ ประเทศอินเดยี ”, วิทยานิพนธพทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๘).

๑๐ (๓) ดานการสงเคราะห พบวา ชาวอินเดียมีการยอมรับในดานน้ีมาก ดังนั้น ถาจะ เผยแผพระศาสนาใหไดผล ควรใหความสําคัญกับวิธีการนี้ โดยแนะนําใหมีกองทุนเพื่อการสงเคราะห ในระดับนานาชาติ มีกิจกรรมสงเสริมใหประชาชนรูจักออมทรัพย การจัดกิจกรรมชวยเหลือดาน สุขภาพชุมชนในเขตที่มีวัดไทยต้ังอยู ควรสงเสริมอุดหนุนโครงการพัฒนาหมูบานเพ่ือชุมชน จัดตั้ง องคก รเพ่อื เปนแกนนาํ ในการสงเคราะหประชาชนท่ีประสบภยั พิบตั 1ิ6๑๗ พระมหาอํานวย มีราคา ศึกษา แนวทางในการเผยแพรพุทธศาสนาในตางประเทศ : กรณีศึกษาประเทศเนเธอรแลนด ผลการวจิ ัย พบวา (๑) แนวคิด วิธีการและเปาหมายการเผยแผพระพุทธศาสนาเปนไปตามหลักพุทธ โอวาท แสดงธรรมใหเ หมาะสมกาลเทศะ มีเหตุผล แสดงธรรมดวยจิตเมตตา โดยมุงประโยชนแกผูฟง ไมแสดงธรรมเพราะเห็นแกลาภสักการะ เพราะเปาหมายการเผยแผพระพุทธศาสนานั้น เพื่อ ประโยชน เก้ือกูล ความสุข แกบุคคลทั้งที่เปนชาวพุทธและมิใชชาวพุทธ โดยมุงที่จะพัฒนาศักยภาพ ของบุคคลในการดําเนนิ ชีวติ ไดดวยตนเอง ใชหลักธรรมคาํ สัง่ สอนของพระพุทธเจาเปนแนวทางในการ ชนี้ ําบุคคลใหตง้ั อยูในความไมประมาท เพราะการเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศน้ันตองอาศัย การจัดกิจกรรมภายในวัด เชน การจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาและวัน สําคัญของชาติ การเทศน การปาฐกถา เพ่ือเปนศูนยรวมจิตใจและกิจกรรมของชาวพุทธใน ตา งประเทศ (๒) ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพุทธศาสนาในประเทศเนเธอรแลนด พบวา พระสงฆยังไมเขาใจภาษาและวัฒนธรรมของประเทศที่ตนไปเผยแผดีพอ ทําใหการส่ือสารกับคนใน ประเทศนั้นไมดีเทาท่ีควร ดานองคกรสงฆที่มีสวนในการดูแลพระสงฆยังไมเขมแข็งพอ แมปจจุบันจะ มีหลายหนวยงานที่กํากับดูแลโดยตรงแตก็ยังครอบคลุมไดไมทั่วถึง แมจะมีสํานักฝกอบรมพระธรรม ทตู ทาํ หนาทอ่ี บรมพระธรรมทูตแลว แตการคัดเลือกวาพระสงฆรูปใดจะไดเดินทางไปประเทศไหนน้ัน เปน อกี หนวยงานหนึง่ การขอวซี า เขาประเทศยากมากและใหเวลาในการพํานักในประเทศนอย ทําให เกิดความไมตอเนอ่ื งในการเผยแผพระพทุ ธศาสนา (๓) แนวทางในการเผยแผพระพุทธศาสนาในประเทศเนเธอรแลนด เสนอใหมีการ แลกเปลี่ยนเรียนรูดานการบริหาร ควรมีการฝกอบรมพระสงฆใหมีความรูความสามารถในการใช ภาษา เพื่อพัฒนาบุคลากรดานงานเผยแผพระศาสนาในตางประเทศ สรางพลังศรัทธาใหเกิดมีในการ ๑๗ พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ และ คณะ, “ศึกษาวิเคราะหยุทธศาสตรหลักในการเผยแผ พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในอินเดีย”, รายงานการวิจัย, (สถาบันวิจัยพุทธศาสตร: มหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒).

๑๑ ปฏิบัติเพื่อใหเห็นเปนรูปธรรมในการเดินทางไปเผยแผ การพิจารณาพระสงฆท่ีมีความเหมาะสม ทํางานใหเ ปน ทีมเพอ่ื ใหเกดิ ความสขุ ดวยการใชห ลักธรรมทางพุทธศาสนาในการดาํ เนินชวี ติ ได17๑๘ จากการทบทวนเอกสารและรายงานวิจัยท่ีเก่ียวของ แสดงถึงทัศนะของพระเถระและ นักวิชาการวา พระธรรมทูตมีหนาที่เผยแผพระพุทธศาสนาตามแนวทางที่พระพุทธเจาและเหลาพระ อริยบุคคลบูรพาจารยชี้แนะและปฏิบัติเปนตนแบบไวให พระธรรมทูตตองต้ังมั่นอยูในศีลและวัตรอัน สมควรของสมณะ และรักษาไวซึ่งวัฒนธรรมประเพณีของไทย ส่ิงสําคัญคือตองยึดมั่นในอุดมการณ ของการเผยแผพระพุทธศาสนา ในยุคปจจุบันการเผยแผพระพุทธศาสนาเชิงรุกมีความสําคัญและ จําเปน และการท่ีจะทําใหพระพุทธศาสนาประดิษฐานลงในดินแดนใด พระธรรมทูตจะตองพยายาม หาทางทาํ ใหพระพุทธศาสนาเปน ของสงั คมนั้น เปนของชนชาตนิ ้นั ข้ึนมา ๑.๗ วิธดี าํ เนนิ การวิจัย การดําเนินการวิจัยครั้งน้ีเปนการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยผูวิจัย จะดาํ เนินการวจิ ัย ดังน้ี ๑.๗.๑. ศึกษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนา โดยเริ่มศึกษาจากการ ประกาศพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล จนถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ โดยขอมูลในสวนน้ีผูวิจัยจะศึกษาคนควาจากพระไตรปฎกภาษาไทย คัมภีรอรรถกถา ขอมูลจากเอกสารวิชาการทางพระพุทธศาสนาและศึกษาเอกสาร วารสาร วิทยานิพนธและเอกสาร งานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ขอมูลจากอินเตอรเน็ต สรุปรายงานการประชุม คําบรรยายของวิทยากรใน โครงการอบรมพระธรรมทูตสายตางประเทศ ผูวิจัยจะไดเก็บรวบรวมขอมูลในดานรายละเอียดของ การอธิบาย นํามาวิเคราะห เรียบเรียง และนําเสนอไวใ นบทที่ ๒ ๑.๗.๒ นําเสนอแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาที่พึงประสงคของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ โดยศึกษาขอมูลจากตํารา เอกสารงานวิจัย เอกสารเผยแพรและส่ิงตีพิมพอื่น ๆ เพื่อนํา ขอ มลู มาวเิ คราะห เรียบเรยี ง และนําเสนอไวใ นบทท่ี ๓ ๑.๗.๓ สรุปผลการศึกษาวิจัย ผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิจัยที่ได นํามาสรุปผลการ ศึกษาวิจัยเพื่อใหสอดคลองกับวัตถุประสงคท้ัง ๒ ขอ ที่ไดต้ังไวตามลําดับ และนําเสนอสรุป ผลการวิจยั เพ่ือนาํ เสนอไวใ นบทท่ี ๔ ๑๘ พระมหาอาํ นวย มีราคา, “แนวทางในการเผยแพรพ ทุ ธศาสนาในตางประเทศ : กรณศี ึกษาประเทศ เนเธอรแลนด”, วารสารบริหารการศึกษาบัวบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, ปท่ี ๑๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม- เมษายน ๒๕๕๙): ๑๖๐-๑๖๙.

๑.๘ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ๑๒ การเผยแผพระพทุ ธศาสนา การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ในสมยั พทุ ธกาลและสมยั พระเจา อโศกมหาราช ปญหาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผ ปญ หาและอปุ สรรคในการเผยแผ พระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทูต พระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู ไทย สายตางประเทศ แนวทางการแกไขปญ หาและอุปสรรค ในการเผยแผพ ระพุทธศาสนา ของพระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาทพ่ี งึ ประสงค ของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๑.๙ ประโยชนท ไ่ี ดรบั จากการวิจยั ๑.๙.๑ ไดทราบปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต ๑.๙.๒ ไดทราบแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทย สายตา งประเทศ

บทท่ี ๒ ปญ หาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทตู การศึกษาปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตในบทนี้ จะ นําเสนอตามลําดบั ดังนี้ ๒.๑ ความหมายและคุณสมบตั ิของพระธรรมทูต ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พุทธกาล ๒.๑ ความหมายและคุณสมบตั ขิ องพระธรรมทูต ในสวนน้ีจะกลาวถึง ความหมายและคุณสมบัติของพระธรรมทูต ครอบคลุมต้ังแตสมัย พทุ ธกาลจนถงึ ปจ จบุ ัน ดังนี้ ๒.๑.๑ ความหมายของพระธรรมทตู ในสมยั พทุ ธกาลมีการใชคําวา ทูต โดยสามารถอธิบายความหมายตามนัยนั้นไดวา บุคคล ผูทําหนาที่แทนบุคคลหรือกลุมคน ในการนําสงขาวสารหรืออื่น ๆ ไปสูอีกบุคคลหรือกลุมบุคคล เปน บุคคลใดกไ็ ด มสี ถานภาพใดกไ็ ด เชน ภิกษุ สิกขมานา สามเณร สามเณรี ภิกษุณี หรือ คฤหัสถ และมี ราชทูต0๑ พราหมณทูต1๒ อนทุ ตู 2๓ ๔ การใชค าํ วา เทวทูต ๔ (คนชรา คนเจบ็ คนปวย บรรพชิต) เปน ตน 3 การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธองคเริ่มขึ้นหลังจากตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ญาณและทรงเสวยวิมุตติสุขเปนเวลา ๔๙ วัน4๕ กอนที่พระองคจะสงพระอรหันต สาวก ๖๐ รูป สงออกไปเผยแผพระพุทธศาสนาครั้งแรกซึ่งนับเปนตนแบบของพระธรรมทูตท่ีออกไปเผยแผ พระพทุ ธศาสนาในตา งถน่ิ ดงั มีพระดํารสั วา ภกิ ษทุ งั้ หลาย เราพนแลวจากบวงทั้งปวงท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งที่เปนของมนุษย แมพวกเธอ ก็พนแลวจากบวงท้ังปวง ท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งท่ีเปนของมนุษย พวกเธอจงเท่ียวจาริกเพ่ือ ๑ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๔๕ /๒๕๘. ๒ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๓๕๙/๑๕๑. ๓ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๔๕๘/๔๑๙. ๔ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๓ /๒๒. ๕ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑-๖/๑-๑๐.

๑๔ ประโยชนเก้ือกูลและความสุขแกชนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูลและ ความสขุ แกท วยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามใน เบอ้ื งตน งามในทามกลาง งามในท่ีสดุ 5๖ จากพระดํารัสของพระพุทธเจาที่ตรัสแกพระอรหันต ๖๐ รูปแรก พระอรรถกถาจารยได ประพนั ธเปน คาถา ใหเห็นวา พระพุทธเจาไดทรงสงพระอรหันตสาวกท้ังหมด ไปทํางานพระธรรมทูต ความวา ภิกษุท้ังหลาย พวกเธอ เม่ือจะบําเพ็ญประโยชนตนและประโยชนผูอื่น จงแยกยายกันเที่ยว จาริกนําธรรมไปใหแกมนุษยท้ังหลาย ตลอดทั่วแผนดินผืนน้ี เธอทั้งหลายอยูในที่สงัดวิเวกตาม เขาเขินเนินวนา ทําหนาท่ีประกาศสัทธรรมแกโลก สืบจากเรา สมํ่าเสมอ ตอเน่ืองไป ภิกษุ ทั้งหลาย พวกเธอ เม่ือทํางานพระธรรมทูต จงเปนผูมีวัตรปฏิบัติอันงาม จงกลาวไขคําส่ังสอน ของเราแกเหลาประชาใหแจมแจง เพื่อเห็นแกสันติสุขของเขา เธอท้ังหลายผูไรอาสวกิเลส หา ใครเทียบเทียมมิได จงปดประตูอบายเสียใหสิ้น และจงเปดประตูสูทางแหงสวรรคและโมกษ- ธรรม เธอทั้งหลาย ผูเปนแหลงแหงคุณความดี มีการุญธรรม เปนตน จงเพ่ิมพูนปญญาและ ศรัทธาแกชาวโลก ทง้ั ดว ยการเทศนาแกเขาและการปฏิบัติตนเอง ใหพรอมทุกประการ คฤหัสถ ท้ังหลาย อุปการะพวกเธออยูเปนนิตยดวยอามิสทาน เธอท้ังหลายก็จงอุปการะตอบตอพวกเขา ดว ยธรรมทาน เธอทั้งหลายผูไ ดทาํ กิจท่ีควรทําของตนเองเสร็จแลว จงบําเพ็ญประโยชนแกผูอ่ืน โดยแสดงสทั ธรรม ยกธงชัยของผแู สวงธรรมข้ึน ชูเถิด6๗ สว นคาํ วา พระธรรมทตู มีความหมายตามที่นักวิชาการสมยั ปจจุบนั ใชดงั น้ี พระธรรมทูต หมายถึง ภิกษุท่ีเดินทางไปแสดงธรรมในที่ตาง ๆ ทําหนาที่เหมือนทูตทาง ธรรมหรอื ทูตของพระศาสนา อาจใชค าํ วา พระธรรมจาริกในความหมายเดียวกับพระธรรมทูต ปจจุบัน ในประเทศไทย แบงพระธรรมทูตเปน ๒ ประเภท คือ พระธรรมทูตในประเทศกับพระธรรมทูต ตางประเทศ7๘ ๖ ธรรมมคี วามงามในเบอ้ื งตนหมายถงึ ศลี ธรรมมีความงามในทา มกลางหมายถึงอรยิ มรรค และธรรมมี ความงามในทส่ี ุดหมายถึงพระนพิ พาน ที.สี.อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๗ อางใน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลศัพท, พิมพครงั้ ที่ ๓๐, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพผ ลิธมั ม, ๒๕๕๙), หนา ๑๔๕-๑๔๖. ๘ พระธรรมกติ ติวงศ (ทองดี สรุ เตโช), พจนานุกรมเพ่ือการศกึ ษาพทุ ธศาสน “คาํ วัด”, พมิ พค รงั้ ที่ ๓, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบนั บันลือธรรม, ๒๕๕๑), หนา ๖๔๖.

๑๕ ธรรมทูต หมายถึง ผูนําสงสาสนแหงธรรม ผูถือสาสนแหงธรรม ทูตของธรรม ทูตผูนํา ธรรมไปส่ือสาร ผูสื่อสารแหงธรรม พระภิกษุผูไดรับมอบหมายหรือแตงตั้งใหเดินทางไปเผยแผ ประกาศธรรมในตางถ่ินตางแดน8๙ พระธรรมทูต หรือ สมณทูต คือ พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ที่จาริกไปในตางถ่ิน หรือ ตางประเทศ เพื่อเผยแผหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนาใหกวางขวาง และเกิดความเขาใจถูกตอง เกี่ยวกับคําสอน ซ่ึงดําเนินมาต้ังแตคร้ังพุทธกาล โดยเรียกพระสงฆไทยผูทําหนาท่ีพระธรรมทูต โดย ไดรับการอนุมัติจากองคกรสงฆไทยหรือกรรมการมหาเถรสมาคม ใหเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจใน ตางประเทศวา พระธรรมทตู ไทย9๑๐ ในที่น้ี ขอสรุปความหมายของพระธรรมทูตวา พระภิกษุผูเดินทางไปเผยแผพระธรรมคํา สอน พระธรรมวินยั หรอื ประกาศพระพุทธศาสนาในสถานทตี่ าง ๆ พระธรรมทูตชุดแรก ซึ่งพระพุทธองคสงไปประกาศพระพุทธศาสนา มีหนาที่ในการ ประกาศหรือเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจา ซึ่งมีความงามในเบ้ืองตน งามในทามกลาง และงามในท่สี ุด10๑๑ เพอ่ื ใหเกิดประโยชนแ กชนจํานวนมาก ซ่ึงบทบาทหนาที่เหลานี้ เปนบทบาทหนาท่ี ของผูที่ทําที่สุดแหงทุกขไดแลว และเปนบทบาทหนาท่ีที่ตองใชความเมตตากรุณา ความเสียสละและ ความเพยี รอยา งย่งิ เพราะตองเดนิ ทางไปในที่ตา ง ๆ ทง้ั ใกลแ ละไกล เพ่ือใหชนท่ีพรอมตอการฟงธรรม ไดรับประโยชนไดมากท่ีสุดเทาท่ีจะเปนไปได ซ่ึงอาจตองพบกับสถานการณอันไมพึงปรารถนา เชน พระปุณณะจาริกไปทสี่ นุ าปรันตชนบท ซ่งึ เปน ชนบททไี่ ดรับการกลา วขานวาปาเถื่อน แตทานสามารถ ทาํ ใหช าวชนบทแหงนน้ั เขาถงึ ธรรมเปนจาํ นวนกวาหน่ึงพันคน11๑๒ ๒.๑.๒ คุณสมบัติของพระธรรมทูตในสมัยพทุ ธกาล พระธรรมทูตผูทําหนาที่ประกาศหรือเผยแผพระศาสนา ควรมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติ ประจาํ ตัว ดังน้ี ๙ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยุตฺโต), พจนานกุ รมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลศัพท, พิมพครั้งท่ี ๓๐, หนา ๑๔๔. ๑๐ วัดพุทธปทีป, พันธกิจคณะพระธรรมทูต วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน, [ออนไลน], แหลงที่มา: http://www.padipa.org/venerable-monks. [๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑]. ๑๑ ธรรมมคี วามงามในเบอ้ื งตน หมายถึงศลี ธรรมมีความงามในทามกลางหมายถงึ อริยมรรค และธรรม มคี วามงามในที่สดุ หมายถงึ พระนิพพาน ที.ส.ี อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๑๒ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๖-๓๙๗/๔๔๙-๔๕๑.

๑๖ ๑. คุณสมบัตติ ามโอวาทปาฏิโมกข หลักการในโอวาทปาฏิโมกข สามารถนํามากําหนดคุณสมบัติของพระธรรมทูต ได ๓ ขอ คือ ๑) คุณลักษณะเฉพาะตัว ๒) เปาหมายหรือกรอบในการเผยแผ และ ๓) หลักการในการสราง ความสมั พนั ธกับสงั คม มีรายละเอยี ดดังนี้ ๑) คณุ ลักษณะเฉพาะตัว ตามนัยพระคาถาท่ี ๑ ๑๓ นั่นคือ พระธรรมทูต ในฐานะนัก 12 เผยแผพระพุทธศาสนาตองยดึ มนั่ อยูในอดุ มการณ ๔ ประการ ดังนี้ (๑) ความอดทนคือความอดกล้ันเปนตบะอยางยิ่ง ใหมีขันติ มีความอดทนตอ ความลําบากความตรากตรํา ไมบ นจจู ี้จุกจิก มีความอดกล้ันตอกิเลส เปนคนใจเย็นสุขุมรอบคอบ เก็บ อารมณเ กง ดงั คําพังเพยวา “นํา้ ใจขนุ เกบ็ ไวขา งใน นํา้ ใจใสนําออกมาใชข า งนอก” (๒) นพิ พานเปนบรมธรรม เปนธรรมท่ีควรทาํ ใหถ งึ ท่สี ดุ (๓) ไมเบียดเบียนใคร ไมกระทบกระทั่งใคร ไมทํารายใหรายใคร บําเพ็ญตน เปน “อัตถจารบี คุ คล” ดังคําพงั เพยวา “เมื่อยามอยู เขากเ็ ขา ใจ เมื่อยามจากไป เขากค็ ิดถงึ ” (๔) มสี มณสัญญา คอื ความสํานึกรสู ึกตัวอยูเสมอวา “เราเปน สมณะ เปนผูสงบ ระงบั เราเปนพระ เปน ผปู ระเสรฐิ เราเปน ปชู นียบคุ คล เปนผทู ี่คฤหัสถเคารพนบั ถอื บูชา” ๒) เปาหมายหรอื กรอบในการเผยแผ ตามนัยพระคาถาที่ ๒ ๑๔ นั่นคือ พระธรรมทูต 13 ในฐานะนกั เผยแผพระพุทธศาสนาตอ งยดึ หลกั การ ๓ ประการ ดงั น้ี (๑) การไมท าํ ความชว่ั ทั้งปวง การละความชวั่ ทง้ั ปวง (๒) การทําความดใี หเ พยี บพรอ ม การทาํ ความดีใหส มบรู ณ (๓) การทําจิตของตนใหบ ริสทุ ธ์ใิ หผ อ งแผวใหผองใส ๓) หลกั การในการสรา งความสัมพนั ธกบั สังคม ตามนัยพระคาถาท่ี ๓ ๑๕ น่ันคือ พระ 14 ธรรมทตู ในฐานะนักเผยแผพ ระพุทธศาสนาตองประพฤติปฏิบัติตนดํารงมั่นอยูในวิธีการประกาศพระ ศาสนาของพุทธสาวก ๖ ประการ คือ (๑) ไมตําหนิ ไมต เิ ตยี นใคร (๒) ไมเ บยี ดเบยี นใคร (๓) สํารวมระวัง เครงครัดตอพระวินัยพทุ ธบัญญตั ิ แตไ มเครง เครยี ด (๔) ไมเ ปนคนเหน็ แกปากแกทอง ไมเปนคนเห็นแกกิน ยึดถือคําพังเพยวา “กิน เพื่ออยู ไมใชอยเู พอ่ื กนิ ” ๑๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐. ๑๔ ดรู ายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐. ๑๕ ดูรายละเอยี ดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐-๖๐.

๑๗ (๕) ยินดีพอใจอยู ณ สถานท่สี งบสงัด (๖) มคี วามขยนั หมน่ั เพยี รในการเจรญิ สมาธิภาวนา15๑๖ โอวาทปาฏิโมกขน้ี ครอบคลุมเรื่องคุณสมบัติ เปาหมาย หลักการและวิธีการเผยแผ พระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองคไดวางรากฐานไวเพ่ืองานพระศาสนาอยางแทจริง การเผยแผตาม โอวาทปาฏิโมกขท่ีพระพุทธองคทรงใชเปนผลสําเร็จ โดยเฉพาะสวนสุดทาย คือ ไมวารายใคร ไม กระทบกระท่ังใคร พระธรรมทูตจะตองเปนมิตรกับทุกฝาย จงเปนคนปากชา แตหูตาไว พูดนอย ทํา ใหม าก ดใู หมาก นิง่ ใหม าก สาํ รวมรักษาพระวินัยใหมากที่สุด รูประมาณในการรับ การบริโภคอาหาร อยูงาย และสดุ ทายสาํ คญั ทสี่ ุดคือ การทาํ ความเพยี รทางจติ อยูดวยอารมณกรรมฐานอยางเอาจริงเอา จัง ฝกความอดทนใหมาก เพราะน่ันเปนหนทางใหบรรลุเปาหมายหรืออุดมการณอันสูงสุดของพระ ๑๗ ธรรมทตู สายตางประเทศของคณะสงฆไทยท้ังประเทศ 16 กลาวโดยสรปุ โอวาทปาฏโิ มกข สามารถจดั เขาคณุ สมบัติดา นตา ง ๆ ได ๓ ดา น ดงั น้ี ๑. ดานบุคลิกภาพ พระธรรมทูตจะตอ งเปนผูมีความอดทน ไมแสดงกิริยาทาทีอันจะ ทําใหเสียบุคลิกภาพ “ความอดทนคือความอดกลั้นเปนตบะอยางยิ่ง” เปนผูรูจักขมจิตใจ ปฏิบัติ หนาท่ีไมเ ห็นแกความยากลาํ บาก ยอมตรากตราํ ทาํ งานเพอ่ื พระศาสนา ๒. ดานคุณธรรม พระธรรมทูตจะตองเปนผูมีคุณธรรมเปนอุดมคติประจําตัวซึ่ง คุณธรรมพ้ืนฐานของพระธรรมทูตในโอวาทปาฏิโมกข คือ “การไมทําบาปทั้งปวง การทํากุศลใหถึง พรอม การทําจิตของตนใหผองแผว” ถือเปนคติประจําตัวท่ีพระธรรมทูตตองไมทําบาปท้ังทางกาย วาจาและใจ เปนผูทําแตความดี ทําสิ่งที่เปนประโยชนแกตนเองและผูอ่ืน เปนผูมีจิตใจเบิกบาน มี ความเมตตาปราณตี อ ทกุ คน มคี วามปรารถนาใหผูอน่ื พน จากความทุกข ๓. ดานการดําเนินชีวิต พระธรรมทูตจะตองดําเนินชีวิตเปนแบบอยางแกประชาชน มชี ีวติ แบบเรยี บงา ย ไมเ บียดเบยี นตนเองและผูอนื่ เปนผสู าํ รวมระวงั ในการบรโิ ภคใชส อยเสนาสนะ ๒. คุณสมบัติของทูต พระพุทธองคทรงตรัสถึงผูจะทําหนาท่ีทูตควรมีคุณสมบัติ ๘ ประการ ไดแก ๑. รจู กั ฟง ๒. สามารถพูดใหผ อู ื่นฟงได ๓. ใฝศึกษา ๔. ทรงจําไดดี ๕. เปนผูรูไดเขาใจ ชัด น่ันคือ เปนผูรูความหมายของส่ิงที่เปนประโยชนและไมเปนประโยชน ๖. สามารถพูดใหผูอ่ืน เขา ใจได ๗. ฉลาดในส่ิงท่ีเปน ประโยชนและไมเปนประโยชน ๘. ไมก อความทะเลาะวิวาท และอธิบาย ๑๖ พระธรรมทูตสายตางประเทศ รนุ ท่ี ๕, ๒๕๔๒, หนา ๓๑–๓๓. ๑๗ พระเมธีธรรมาภรณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), อุดมการณและบทบาทของพระธรรมทูตสาย ตา งประเทศในยุคโลกาภิวตั น, ในอนุสรณพ ระธรรมทตู สายตางประเทศ (รุน ท่ี ๑), (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา ๕๐–๕๓.

๑๘ วา ภิกษุผูเขาสูชุมชนที่โตเถียงกันอยางรุนแรงก็ไมสะทกสะทาน ไมทําคําพูดใหเสียหาย ไมปกปดขาว สาสน ช้แี จงอยา งไมมขี อ สงสยั ถกู ยอนถามก็ไมโกรธ17๑๘ ๓. องคแหงมิตร คุณลักษณะของผูทําหนาที่ประกาศพระศาสนาหรือเผยแผพระธรรม ควรมีลักษณะตามองคคุณของมิตร ๗ ประการ คือ ๑) ปโย นารัก เปนที่รักที่พอใจ ๒) ครุ นาเคารพ เปนที่เคารพ ๓) ภาวนีโย นายกยอง เปนท่ียกยอง ๔) วตฺตา รูจักพูด ฉลาดในการใชคําพูด ๕) วจนกฺขโม อดทนตอถอยคํา เปนผูอดทนตอถอยคํา ๖) คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา กลาวชี้แจงแถลงเรื่อง ๑๙ ตา งๆ ท่ลี ึกซ้งึ ได และ ๗) โน จฏฐาเน นิโยชเย ไมช ักจูงไปในทางทเ่ี สอ่ื มเสีย 18 ๔. คณุ สมบัตติ ามหลักสปั ปุริสธรรม สัปปุริสธรรม หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมของ คนดี ธรรมของทานผูรู พระสาวก ผูมีคุณธรรมเหลาน้ี ทําใหการทํางานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ คุณธรรมเหลา นี้มดี งั นี้ ๑) ธัมมัญุตา รูหลักและรูจักเหตุ คือรูหลักความจริงของธรรมชาติ รูหลักการ กฎเกณฑ แบบแผนหนา ที่ ซึ่งจะเปนเหตุใหกระทําการไดส ําเรจ็ ผลตามความมงุ หมาย ๒) อัตถัญุตา รูความมุงหมายและรูจักผล คือรูความหมายและความมุงหมายของ หลกั ธรรมหรอื หลกั การ กฎเกณฑ หนา ที่ รผู ลทปี่ ระสงคของกิจที่จะตองทํา ๓) อัตตัญุตา รูจักตน คือรฐู านะ ภาวะ เพศ กําลงั ความรู ความถนดั ความสามารถ และคุณธรรม เปนตน ของตนตามเปนจรงิ เพอื่ ประพฤติไดเ หมาะสมและใหเกดิ ผลดี ๔) มัตตญั ุตา รูจ ักประมาณ คือรูจ กั ความเหมาะสมในงานท่ที ํา ๕) กาลัญุตา รูจักกาล เชน รูวาเวลาไหนควรทําอะไร รูจักเวลาทํางาน เวลา พักผอน เปนตน ๖) ปริสัญุตา รูจักชุมชน คือรูจักถิ่น รูจักที่ชุมชน รูจักมารยาท ระเบียบวินัย ขนบธรรมเนยี มประเพณี และขอ ควรรู ควรปฏบิ ัตอิ ่นื ๆ ตอชมุ ชนน้นั ๆ ๗) ปุคคลัญุตา รูจักบุคคล คือรูความแตกตางระหวางบุคคล โดยอาศัย ความสามารถและคณุ ธรรม เปนตน เพ่ือปฏิบัติตอผูนั้นโดยถูกตอง เชน ควรจะคบหรือไม จะเก่ียวของ จะใช จะยกยอง จะตําหนิ หรอื จะแนะนําส่งั สอนอยางไร จงึ จะไดผลดี เปนตน กลา วโดยสรปุ คือ รเู หตุ รผู ล รูต น รูประมาณ รกู าล รูช มุ ชน และรูบุคคล19๒๐ ๑๘ ดูรายละเอยี ดใน วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๓๔๗/๒๐๘-๒๐๙, อง.ฺ อฏกฺ . (ไทย) ๒๓/๑๖/๒๔๒-๒๔๓. ๑๙ องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗. ๒๐ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๑/๒๖๔, องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๕/๑๑๔.

๑๙ ๕. คณุ ลกั ษณะกอ นการแสดงธรรม เมื่อจะแสดงธรรมเผยแผแกใคร ควรต้ังธรรมไวในใจ ๕ ประการ ดงั นี้ ๑) จกั แสดงธรรมไปตามลาํ ดับ ไมต ดั ลัดใหข าดความ นั่นคือแสดงธรรมใหครอบคลุม เนอื้ หาสาระ ๒) จักแสดงอา งเหตุ ๓) จักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู หรือดวยคิดอนุเคราะหวาจักเปลื้องเหลาสัตวผูมี ความคับแคนมากใหพน จากความคับแคน ๔) จกั เปน ผูไมเพง อามสิ แสดงธรรม หรือไมม งุ หวงั ลาภคือปจจยั ๔ เพ่ือตน ๕) จกั ไมแ สดงธรรมกระทบตนและผอู ื่น นั่นคอื ไมแ สดงธรรมยกตนขมทาน20๒๑ แมคุณสมบัติเหลาน้ีจะเปนคุณลักษณะของพระธรรมทูตในยุคแรก ๆ แตพระธรรมทูตยัง ตองยึดถือมาจนถึงปจจุบัน เพราะเปนคุณลักษณะซ่ึงองคพระศาสดาของพระพุทธศาสนาทรงตรัสไว วาควรมใี นตวั พระภกิ ษุผูทําหนา ทพี่ ระธรรมทูตออกจาริกเพื่อเผยแผพระธรรมคําสอน เมื่อเปนเชนน้ัน พระภิกษุสงฆผูทําหนาท่ีประกาศพระพุทธศาสนาและเผยแผพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจาในยุค หลังนี้ ไมวาจะเปนพระอริยบุคคลหรือไม คงมีหนาที่ในการประกาศพระศาสนา ดังปณิธานซึ่งพระ พทุ ธองคท รงตรสั แกพ ระธรรมทตู ชุดแรก และในการแสดงโอวาทปาฏิโมกข เพราะนั่นถือเปนหลักการ ของพระภิกษุผูอุทิศตนเขามาบวชในบวรพระพุทธศาสนาใชในการทําหนาที่พระธรรมทูตหรือเผยแผ พระธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนา ๒.๒ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พุทธกาล การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาในสมยั พทุ ธกาลนน้ั จะกลา วถงึ การเผยแผพระพทุ ธศาสนาของ พระพุทธเจา และการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสาวก และการเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัย พระเจา อโศกมหาราช ดงั นี้ ๒.๒.๑ การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา การตรัสรูอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธองค จุดเร่ิมตนของการประกาศพระ ศาสนา (ธรรมะท่ีพระองคตรัสรู) หรือท่ีใชในความหมายเดียวกับการเผยแผพระศาสนา เน่ืองเพราะ พระพุทธศาสนาเปนความเชื่อใหมท ่ีเกิดขึน้ ในดินแดนชมพูทวีป การประกาศพระศาสนาของพระพุทธ องคเ ริ่มจากพระพุทธองคตัดสินพระทัยส่ังสอนพระธรรมแกบุคคลตาง ๆ ดวยทรงพิจารณาแลววาผูมี ๒๑ อง.ฺ ปจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓.

๒๐ ปญ ญาซ่งึ สามารถเขาใจและรูต ามธรรมะทพ่ี ระองคต รสั รูไดย ังมีอยู พระองคทรงเริ่มจาริกจากตําบลอุรุ เวลา แควนมคธ ไปพบเปาหมายที่ปาอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ระหวางทางไดพบกับพอคา สองคนและเทศนาธรรมจนพอคาทั้งสองปฏิญาณตนถึงพระพุทธเจาและพระธรรมเปนที่พ่ึง เม่ือจาริก มาถึงปาอิสิปตนมฤคทายวันและไดพบเปาหมายคือปญจวัคคียหรือพราหมณทั้ง ๕ ซ่ึงเคยดูแล พระองคขณะบําเพ็ญเพียรอยูและไดจากมากอนพระองคตรัสรู พระองคทรงแสดงธรรมเทศนาชื่อ ธัมมจักกปั ปวตนสูตร ครั้นพระธรรมจบลง ทา นโกญฑัญญะ พราหมณผมู ีอายมุ ากที่สุดในกลุมและเปน หน่ึงในพราหมณผูไดรับเลือกใหพยากรณเจาชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจา) คร้ังพึ่งประสูติ ไดดวงตา เห็นธรรม บรรลุโสดาปตติผล จึงทูลขอบวชเปนพระภิกษุสงฆองคแรกในพระพุทธศาสนา ทําใหพระ รตั นตรัยครบองคสาม และเม่ือพราหมณอีกส่ีทานท่ีเหลือบรรลุโสดาปตติผลและทูลขอบวช พระพุทธ องคทรงแสดงธรรมเทศนาช่ืออนัตตลักขณสูตร ท้ัง ๕ ทานไดบรรลุอรหัตตผลเกิดมีพระสาวกผูมี ปญญาสามารถบรรลุเปนพระอรหันตไดแ ลว ๕ องค คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิ ยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ เรียงตามลําดับการบรรลุโสดาปตติผล21๒๒ และเมื่อยสกุลบุตรเดิน ผานมาที่ปาอิสิปตนมฤคทายวันและไดพบพระพุทธองค พระพุทธองคทรงแสดงธรรมแก ยสกุลบุตร ดวยอนุปุพพิกถา และตอดวยอริยสัจ ๔ ยสกุลบุตรบรรลุโสดาปตติผล22๒๓ และเมื่อทานเศรษฐีบิดา ของยสกลุ บตุ รออกติดตามมาถึงปาอิสิปตนมฤคทายวนั พระพุทธองคทรงแสงธรรมแกทานเศรษฐีดวย อนุปพุ พกิ ถา และตอดวยอริยสัจ ๔ ทานเศรษฐีไดบรรลุโสดาปตติผลและปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย เปนอุบาสกคนแรกที่ถึงพระรัตนะทั้งสาม23๒๔ สวนยสกุลบุตรซึ่งนั่งอยู ณ ท่ีน้ันบรรลุอรหัตตผลไดเปน พระอรหันตในวันน้ันและไดทูลขอบวช ทานเศรษฐีไดนิมนตพระพุทธองคและพระยสะไปฉัน ภัตตาหารที่บาน เมื่อพระพุทธองคทรงแสดงธรรม มารดาของพระยสะและหญิงซึ่งเปนภรรยา ของยสกุลบุตรไดบรรลุโสดาปตติผลขอปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเปนอุบาสิกาคูแรกที่ถึงพระรัตนะ ทั้งสาม24๒๕ เมอ่ื สหายของพระยสะอีก ๕๔ คนทราบเรื่องการบวชและมาพบพระยสะ จึงทูลขอบวชจาก พระพทุ ธองคแ ละท้ังหมดไดบรรลุเปน พระอรหนั ต ในขณะเดยี วกัน ณ เมอื งพาราณสี เกิดมีพระภกิ ษุสงฆองคแรกขึ้น ทําใหพระรัตนตรัยครบ องค ๓ เกดิ มีพระอรหันตสาวกและมีอบุ าสกอบุ าสิกาเกดิ ขึน้ และเมื่อมพี ระอรหนั ตสาวก ๖๐ องคแรก พระพุทธองคจึงเร่ิมสงพระอรหันตสาวกท้ัง ๖๐ องค จาริกไปประกาศพระพุทธศาสนาในเมืองตาง ๆ เรียกพระสงฆผูจาริกไปเพื่อเผยแผหรือประกาศพระศาสนาวาพระธรรมทูต ในชวงเวลาเดียวกันพระ พุทธองคยังคงทําหนาท่ีประกาศพระศาสนาและแสดงพระธรรมแกพุทธบริษัทอยูตลอดพระชนมชีพ ๒๒ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๒-๒๔/๑๘-๓๑. ๒๓ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๕-๒๘/๓๑-๓๖. ๒๔ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๗/๓๓-๓๔. ๒๕ ดูรายละเอียดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๙/๓๖-๓๘.

๒๑ ของพระองค เปนเวลาถึง ๔๕ พรรษาในการประกาศพระศาสนา การถายทอดพระธรรมคําสอนของ พระพทุ ธองคจ ึงมาจากพระพทุ ธองคแ ละจากพระสงฆส าวกเผยแผไ ปยังดนิ แดนตาง ๆ ในชมพูทวปี การประกาศพระศาสนาของพระพุทธองคซ่ึงดําเนินมาหลังการตรัสรูจนถึงพระพุทธองค เสด็จดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐ พรรษา รวมเวลาประกาศพระศาสนา ๔๕ ป ทรง ประกาศการตรัสรูของพระองคแกบุคคลจํานวนมาก ท้ังนักบวชและผูที่มิใชนักบวช จนทําใหเกิดมี พทุ ธบรษิ ทั ครบองคแ ละจํานวนมากขน้ึ เปนลําดับ มีผรู ตู ามพระธรรมคาํ สอนของพระพุทธองคสามารถ หลดุ พนจากวงจรของการเวียนวา ยตายเกดิ หรอื มสี ุคตเิ ปนทไี่ ปเปน จาํ นวนมากมายนบั ไมถวน การเผยแผพ ระพุทธศาสนาโดยพระพุทธเจา สามารถรวบรวมเปน ประเดน็ ตาง ๆ ไดด งั น้ี ๑. การปฏิบัติหนาท่ีตามปกติ (พุทธกิจ)25๒๖ พุทธกิจหนึ่งที่พระพุทธองคปฏิบัติคือทรง พิจารณาวาในวันหนึ่ง ๆ น้ัน พระพุทธองคจะทรงแสดงธรรมแกใคร ซึ่งบุคคลท่ีพระองคเสด็จไปพบ น้ัน โดยปกติแลว จะไดรับประโยชนในทางพนทุกขในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ เร่ิมจากถึงพระ รัตนตรยั เปน สรณะ บรรลุโสดาปต ติผล หรือสูงสุดท่ีอรหัตตผล นั่นแสดงใหเห็นวา พระพุทธองคทรงมี วสิ ัยทศั น มีการวางแผนในการปฏิบตั ภิ ารกิจ และสามารถคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นไดชัดเจน แนวทาง น้ีพระพุทธองคทรงใชตั้งแตวันที่พระพุทธองคตัดสินพระทัยประกาศพระศาสนา จนเสด็จดับขันธ ปรินพิ พาน ๒. คณุ สมบัติของพระพทุ ธองค เมือ่ ทรงเผยแผหรอื สอนธรรมะ มดี งั น้ี ๑) ทรงสอนสิ่งที่จรงิ และเปน ประโยชนแ กผ ูฟง ๒) ทรงรเู ขา ใจสิ่งทสี่ อนอยางถอ งแทส มบูรณ ๓) ทรงสอนดว ยเมตตา มุงประโยชนแกผรู ับคาํ สอนเปนท่ตี ้ัง ไมห วังผลตอบแทน ๔) ทรงทําไดจรงิ อยางทสี่ อน เปนตัวอยางท่ดี ี ๕) ทรงมบี คุ ลิกภาพโนม นา วจติ ใจใหเ ขาใกลช ิดสนิทสนมและพึงพอใจไดค วามสุข ๖) ทรงมหี ลกั การสอนและวิธสี อนยอดเยี่ยม26๒๗ ๓. เนือ้ หาท่พี ระพทุ ธองคทรงสอน มีแนวทาง ดงั นี้ ๒๖ สุรีย มีผลกิจและวิเชียร มีผลกิจ, พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา, พิมพครั้งท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร: บริษทั คอมฟอรม จํากดั , ๒๕๕๑), หนา ไมร ะบุ. ๒๗ พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต), เทคนิคการสอนของพระพุทธเจา, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พทุ ธธรรม, ๒๕๓๐), หนา ๓๐-๓๑.

๒๒ ๑) สอนจากส่ิงท่ีรูเห็นเขาใจงายหรือรูเห็นเขาใจอยูแลว ไปหาส่ิงรูเห็นเขาใจไดยาก หรือยังไมรูไมเห็นไมเขาใจ เชน อริยสัจ ทรงเริ่มจากเร่ืองทุกข ความเดือดรอน ปญหาชีวิตที่มองเห็น และประสบอยโู ดยธรรมดาและเหน็ อยูทกุ คน ตอจากนั้น จึงกลาวถึงเหตุที่ยากและลึกซึ้ง และแนวทาง แกไ ขตอไป ๒) สอนดวยของจรงิ ใหผเู รยี นไดดู ไดเห็น ไดฟง หรือมีประสบการณตรง ถาส่ิงที่จะ สอนนัน้ เปน สิ่งทแ่ี สดงได ๓) สอนตรงเนื้อหา ตรงเรือ่ ง คมุ อยใู นเรือ่ ง ไมวกวน ไมไขวเขว ไมออกนอกเร่ืองโดย ไมม ีอะไรเกีย่ วขอ งในเนือ้ หา ๔) สอนมเี หตุผล ตรองตามเห็นจริงได ๕) สอนเทา ทจ่ี ําเปน พอดีใหเกดิ ความเขาใจได ใหก ารเรียนรูไดผล ไมใชสอนเทาที่ตน รู หรือสอนแสดงภูมวิ าผูสอนมคี วามรูม าก ผูเรียน27๒๘ ๖) สอนสิ่งที่มีความหมาย หรือสิ่งที่ผูเรียนจะเรียนรูและเขาใจ เปนประโยชนแกตัว ๔. พระพุทธองคทรงใชเทศนาวธิ ี ๔ ประการ ไดแก (๑) ช้ีแจงใหเห็นชัด (๒) ชวนใหอยาก รับเอาไปปฏบิ ัติ (๓) เราใจใหอาจหาญแกลวกลา (๔) ปลอบชโลมใจใหสดชน่ื ราเริง ซ่ึงมักพบเทศนาวิธี หรือลีลาการสอน ๔ ประการนี้ ไมวาจะเปนธรรมีกถาหรือการสนทนาท่ีไมไดมีความมุงหมายพิเศษ เชน ครั้งหน่ึง เม่ือพระพุทธองคทรงเสด็จไปรับภัตตาหารท่ีบานของทานเศรษฐีบิดาของพระยสะ เม่ือ เสวยเรียบรอยแลว พระพทุ ธองคทรงแสดงธรรมแกม ารดาบิดาและภรรยาเกาของทานพระยสะ ซึ่งท้ัง สามทานไดบ รรลเุ ปน พระโสดาบันแลว ดงั เนอื้ ความวา “...ทรงชี้แจงใหมารดาบิดาและภรรยาเกาของ ทานพระยสะเห็นชัด ชวนใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ เราใจใหอาจหาญแกลวกลา ปลอบชโลมใจใหสด ชื่นราเริงดวยธรรมีกถาแลวเสด็จลุกจากอาสนะจากไป”28๒๙ หรือเม่ือคร้ังพระเจาพิมพิสาร แหงแควน มคธ ทรงถวายภัตตาหารแลว ทรงตรัสถวายอทุ ยานเวฬวุ ัน (วัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา) เปนที่พัก สงฆแกพระพทุ ธเจา พระพทุ ธเจาทรงใชว ิธีการนแี้ กพระเจา พิมพิสาร29๓๐ เปนตวั อยาง สามารถอธิบายขยายความเทศนาวิธี ๔ ประการ ไดด งั นี้ ๑) สันทัสสนา ช้ีแจงใหเห็นชัด อธิบายวา เมื่อจะสอนอะไร จะช้ีแจง จําแนก แยกแยะ อธิบายและแสดงเหตผุ ลใหช ัดเจน จนผฟู งเขา ใจแจมแจง เห็นจรงิ ๒๘ เรื่องเดยี วกัน, หนา ๓๑-๓๔. ๒๙ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๒๙/๓๖-๓๗. ๓๐ ดูรายละเอียดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๕๙/๗๑-๗๒.

๒๓ ๒) สมาทปนา ชวนใหอยากรับเอาไปปฏิบัติ อธิบายวา ส่ิงใดควรปฏิบัติหรือหัดทํา จะแนะนําหรือบรรยายใหซาบซ้ึงในคุณคา มองเห็นความสําคัญท่ีจะตองฝกฝนบําเพ็ญจนใจยอมรับ อยากลงมือทาํ หรือนําไปปฏบิ ัติ ๓) สมตุ เตชนา เราใจใหอาจหาญแกลวกลา อธิบายวา ปลุกเราใจใหกระตือรือรนเกิด ความอุตสาหะ มีกําลงั ใจแข็งขัน ม่ันใจทจี่ ะทําใหสาํ เรจ็ ได สงู าน ไมระยอ ไมก ลัวเหนอ่ื ย ไมกลัวยาก ๔) สัมปหงั สนา ปลอบชโลมใจใหสดช่นื ราเริง อธิบายวา บํารุงจิตใหแชมชื่นเบิกบาน โดยชใี้ หเห็นผลดีหรอื คุณประโยชนท่ีจะไดรับและทางท่ีจะกาวหนาบรรลุผลสําเร็จยิ่งขึ้นไป ทําใหผูฟง มีความหวงั และรา เรงิ เบกิ บานใจ สรปุ ใหสน้ั ทง้ั ๔ ประการ ไดวา แจมแจง จูงใจ แกลวกลา ราเริง30๓๑ ๕. วธิ สี อนของพระพุทธเจา มีหลากหลายวธิ ี ดังน้ี ๑) การสนทนา หรือสากัจฉา เปนวิธีท่ีทรงใชเม่ือผูมาเฝาหรือทรงพบนั้น ยังไมได เล่ือมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไมรูไมเขาใจหลักธรรม พระพุทธองคจะทรงถามนําคูสนทนาเขาสู ความเขาใจธรรมและความเลื่อมใสศรทั ธาในที่สุด ๒) การบรรยาย มักใชในที่ประชุม ในการแสดงธรรมประจําวัน ซ่ึงมีประชาชนหรือ พระสงฆจํานวนมากและสวนมากเปนผูมีพ้ืนความรูความเขาใจหรือมีความเลื่อมใสศรัทธาอยูแลว มา ฟงเพ่อื มีความรคู วามเขาใจเพม่ิ เตมิ และหาความสงบสขุ ทางจติ ใจ ผฟู งมกั เปนคนประเภทเดียวกันและ ระดบั ใกลเ คียงกันพอทีจ่ ะใชว ธิ ีบรรยายเนอื้ หาแบบกวา ง ๆ ได ๓) การตอบปญหา ผูถามปญหา มีท้ังผูท่ีมีความของใจสงสัยในขอธรรมตาง ๆ หรือ ๓๒ เปนผทู ่นี ับถือลทั ธิศาสนาอ่นื เพื่อมาลองภูมิบา ง เพือ่ มาขม ปราบใหไ ดอ ายบาง 31 ๖. ปาฏิหาริยที่ทรงใชในการประกาศพระพุทธศาสนาแกบุคคลตาง ๆ พบ ๓ ประเภท ดังน้ี ๑) อิทธิปาฏิหาริย คือ แสดงฤทธ์ิไดหลายอยาง ไดแก คนเดียวแสดงเปนหลายคนก็ ได หลายคนแสดงเปนคนเดียวกไ็ ด แสดงใหปรากฏหรือใหหายไปก็ได ทะลุฝา กําแพง (และ) ภูเขาไป ได ไมต ิดขัด เหมอื นไปในทว่ี า งกไ็ ด ผุดขึ้นหรือดําลงในแผนดินเหมือนไปในนํ้าก็ได เดินบนนํ้าโดยท่ีน้ํา ไมแยกเหมือนเดินบนแผนดินก็ได นั่งขัดสมาธิเหาะไปในอากาศเหมือนนกบินไปก็ได ใชอํานาจทาง ๓๑ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, พิมพค ร้งั ที่ ๓๘, (กรงุ เทพมหานคร: สํานักพิมพผลธิ ัมม, ๒๕๕๙), หนา ๑๓๔-๑๓๕. ๓๒ พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ ปยุตโฺ ต), เทคนิคการสอนของพระพุทธเจา, หนา ๔๓-๔๗.

๒๔ กายไปจนถึงพรหมโลกก็ได เปนตัวอยาง แตพระพุทธเจาเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริยอยางน้ี และ รังเกียจเร่ืองอิทธิปาฏิหาริย32๓๓ เชน พระพุทธองคทรงมิใหทานเศรษฐีบิดาของทานยสะ เห็นทานยสะ ทัง้ ท่ีนั่งอยูในบริเวณเดียวกัน ขณะท่ีทานนั่งฟงพระธรรมจากพระพุทธองค33๓๔ หรือเมื่อองคุลิมาลขณะ เปนโจรและว่ิงไลต ามหลังพระพุทธองค แตไ มสามารถวง่ิ ตามไดท ัน34๓๕ เปนตัวอยาง ๒) อาเทสนาปาฏิหาริย คือ แสดงปาฏิหาริย ไดแก ทายจิต ทายเจตสิก ทายความ วิตกวิจารของสัตวอ่ืนของบุคคลอ่ืนไดวา จิตของทานเปนอยางน้ี เปนไปโดยอาการอยางนี้ เปนตน พระพุทธเจาเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย และรังเกียจเรื่องอาเทสนาปาฏิหาริย35๓๖ เชน พระ พุทธองคท รงใชวธิ ีน้กี บั อุรุเวลกัปสสปและกลมุ ชฎลิ เมือ่ ไปโปรดชฎิลที่ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม36๓๗ เปน ตน ๓) อนุสาสนียปาฏิหาริย คือ การพร่ําสอนตาง ๆ เชน ทานจงตรึกอยางนี้ อยาตรึก อยางนั้น จงใสใจอยางน้ี อยาใสใจอยางน้ัน จงละสิ่งนี้ จงเขาถึงส่ิงน้ีอยูเถิด37๓๘ หรือจงตรึกอยางน้ี อยาไดตรึกอยางนี้ จงมนสิการอยางนี้ อยาไดมนสกิ ารอยางนี้ จงละธรรมนี้ จงบรรลุธรรมนี้อยู38๓๙ วิธีนี้ เปนวิธีท่ีพระพุทธองคทรงใชมากท่ีสุด เพ่ือชวยใหพระสาวกสามารถบรรลุธรรมไดอยางรวดเร็วเม่ือ ปฏบิ ัติตามคาํ สอนของพระพทุ ธองค สรปุ ความใหช ัดเจนไดวา ปาฏหิ ารยิ  หมายถงึ การกระทําท่ีทําใหปฏิปกษยอมได หรือการ กระทาํ ที่ใหบังเกิดผลเปน อศั จรรย มี ๓ ประการ ดังนี้ ๑) อทิ ธปิ าฏิหารยิ  ปาฏหิ าริยคอื ฤทธิ์ แสดงฤทธิไ์ ดเปน อศั จรรย ๒) อาเทสนาปาฏิหาริย ปาฏิหาริยคือการทายใจ รอบรูกระบวนของจิตจนสามารถ กําหนดอาการท่ีหมายเลก็ นอยแลว บอกสภาพจติ ความคิด อปุ นิสยั ไดถกู ตอ งเปน อศั จรรย ๓) อนุสาสนีปาฏิหาริย ปาฏิหาริยคืออนุศาสนี คําสอนเปนจริง สอนใหเห็นจริง นําไปปฏิบตั ิไดผ ลสมจรงิ เปนอัศจรรย39๔๐ ๓๓ ที.สี. (ไทย) ๙/๔๘๔/๒๑๔-๒๑๕. ๓๔ ดูรายละเอยี ดใน วิ.ม. (ไทย) ๔/๒๗/๓๓-๓๔. ๓๕ ดรู ายละเอยี ดใน ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๔๘/๔๒๒-๔๒๓. ๓๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๔๘๕/๒๑๕-๒๑๖. ๓๗ ดูรายละเอียดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๓๗-๕๔/๔๗-๖๕. ๓๘ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๔๘๖/๒๑๖. ๓๙ องฺ.ทกุ .ฺ (ไทย) ๒๐/๖๑/๒๓๕. ๔๐ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, หนา ๙๖.

๒๕ พระพุทธองคทรงกลาวยืนยันกับสังคารวพราหมณวา ภิกษุผูประกอบดวยปาฏิหาริย ๓ อยางน้ีมอี ยูจ ํานวนมาก40๔๑ ๗. วธิ ตี อบปญ หาท่ีพระพทุ ธองคท รงใชต ามลกั ษณะของปญ หา ๔ ประเภท คือ ๑) เอกงั สพยากรณียปญ หา หรือ ปญหาทคี่ วรตอบโดยนัยเดยี ว ๒) วภิ ชั ชพยากรณียปญ หา หรอื ปญ หาท่คี วรแยกตอบ ๓) ปฏปิ จุ ฉาพยากรณียปญหา หรอื ปญ หาที่ควรตอบโดยยอ นถาม ๔) ฐปนยี ปญหา หรือ ปญ หาที่ควรงดตอบ41๔๒ วิธีการเหลานี้ เปนหลักการที่พระพุทธองคทรงใชในการตอบปญหาท่ีมีบุคคลตาง ๆ สอบถามหรอื สนทนากบั พระองค ซึ่งมคี ําอธบิ ายวธิ กี ารตอบปญหาแตล ะขอ ไวดังนี้ ๑) เอกังสพยากรณียปญหา หรือปญหาท่ีควรตอบโดยนัยเดียว ซึ่งแปลอีกอยางวา ปญหาท่ีควรตอบทันที เปนปญหางาย ๆ ผูถามถามดวยความบริสุทธ์ิใจ ตองการคําตอบ และฟงแลว ไดป ระโยชน ๒) วิภัชชพยากรณียปญหา หรือ ปญหาที่ควรแยกตอบ ซ่ึงแปลอีกอยางวา ปญหาที่ ควรตอบอยางมีเงื่อนไข เปนปญหาคลมุ เครอื มีสองแงสองมุม ถาตอบอยางตรงไปตรงมา อาจจะผิดได จึงตองตอบอยางมีเงื่อนไข เพราะบางครงั้ คนถามอาจมเี จตนาไมบริสทุ ธ์ิ มีเลหเหลี่ยม เพ่อื จับผิด ๓) ปฏิปุจฉาพยากรณียปญหา หรือ ปญหาท่ีควรตอบโดยยอนถาม ซึ่งแปลอีกอยาง วา ปญหาท่ีพึงยอนถามกอนแลวจึงตอบ เปนปญหาท่ีผูถามมักเขาใจผิดเก่ียวกับเรื่องน้ัน ๆ อยูกอนแลว เพ่ือใหผ ถู ามเขาใจเร่ืองที่ถามหรือปญหาไดถูกตอง จงึ ใชการยอ นถามเพ่ือใหผ ูถามเขาใจปญหาที่ถามได ๔) ฐปนียปญ หา หรือปญหาท่ีควรงดตอบ ซึ่งแปลอีกอยางวา ปญหาที่ไมพึงตอบเลย มักเปนปญหาทางอภิปรัชญา ซ่ึงไมเก่ียวของกับปญหาเฉพาะหนา คือการแกทุกข และมักถามเพ่ือ ชวนถกเถียงเพ่อื อวดภมู ิปญ ญาของตนมากกวาการแสวงหาความรคู วามเขาใจอยา งแทจ ริง42๔๓ พระพุทธเจาทรงมอบหลักการหรือแนวทางเพ่ือเผยแผหรือประกาศพระศาสนาใหแก พระสาวกผูเปน พระธรรมทตู ดงั นี้ ๔๑ อง.ฺ ทุก.ฺ (ไทย) ๒๐/๖๑/๒๓๗. ๔๒ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๔๒/๗๐. ๔๓ แสง จนั ทรงาม, วิธีสอนของพระพทุ ธเจา, พมิ พค รงั้ ที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐), หนา ๙๓-๑๐๑.

๒๖ พระพุทธองคทรงประทานแนวทางการประกาศพระศาสนาแกพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป แรก ซ่ึงพระพุทธองคทรงสงไปประกาศพระศาสนาเปนชุดแรก ใชเปนหลักในการทําหนาท่ี และ พระภกิ ษสุ าวกใชใ นการทาํ หนา ท่พี ระธรรมทตู จนถงึ ปจ จบุ นั ดงั มพี ระดํารสั วา ภกิ ษทุ ั้งหลาย เราพนแลวจากบวงท้ังปวงท้ังท่ีเปนของทิพย ท้ังที่เปนของมนุษย แมพวกเธอ ก็พนแลวจากบวงท้ังปวง ท้ังท่ีเปนของทิพย ทั้งท่ีเปนของมนุษย พวกเธอจงเท่ียวจาริกเพื่อ ประโยชนเกื้อกูลและความสุขแกชนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหโลก เพ่ือประโยชนเก้ือกูลและ ความสุขแกท วยเทพและมนุษย พวกเธออยาไดไปรวมทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมงามใน เบอื้ งตน งามในทา มกลาง งามในทสี่ ดุ 43๔๔ จงประกาศพรหมจรรย44๔๕ พรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ครบบริบูรณ บริสุทธ์ิ สัตวทั้งหลายจําพวกที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุนอยมีอยู เพราะไมไดฟงธรรม ยอมเสอื่ ม ผูร ูท ั่วถึงธรรม จักมี45๔๖ พระพทุ ธองคท รงดาํ รสั ใหเหลาพระสาวกออกเผยแผพระพุทธศาสนาประกาศพรหมจรรย พรอมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะที่บริสุทธิ์บริบูรณ เหลาพระสาวกพึงดําเนินการตามคําสอนดังท่ีพระผูมี พระภาคตรสั วา ภิกษทุ ง้ั หลาย ธรรมทเี่ ราแสดงแลว เพ่อื ความรยู ่งิ เธอทงั้ หลายพึงเรียน เสพ เจริญ ทํา ใหมากดวยดี โดยวิธีนี้ พรหมจรรยจะพึงตั้งอยูไดนาน ดํารงอยูไดนาน ขอน้ันพึงเปนไปเพ่ือเก้ือกูลแก คนหมูม าก เพือ่ สุขแกคนหมูม าก เพอื่ อนเุ คราะหชาวโลก เพื่อประโยชนเกื้อกูล เพื่อความสุขแกเทวดา และมนุษยท้ังหลาย46๔๗ พระสาวกจึงตองเรียนเพ่ือใหมีธรรมเหลาน้ีเกิดขึ้นกอน จึงสามารถนําธรรม เหลา น้ไี ปเผยแผห รอื ประกาศไดอ ยางบรสิ ุทธิบ์ ริบูรณ พระพุทธองคทรงประทานโอวาทปาฏิโมกขแกพระอรหันตสาวก จํานวน ๑,๒๕๐ รูป ซึ่ง เปนแนวทางของความประพฤติ หลักการและอุดมการณ ซ่ึงพระสาวกทั้งหมดสามารถใชเปนแนว ทางการปฏบิ ตั ิตวั อกี ทงั้ ยังสามารถนําไปเปนแนวทางในการแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนใหบุคคลตาง ๆ นําไปประยุกตในการดําเนินชีวิตไดดวย ซ่ึงโอวาทปาฏิโมกขมีคําอธิบายสรุปเปน หลักการ ๓ อุดมการณ ๔ และวิธกี าร ๖ ดงั น้ี ๔๔ ธรรมมคี วามงามในเบ้อื งตน หมายถงึ ศีล ธรรมมีความงามในทา มกลางหมายถึงอริยมรรค และธรรม มี ความงามในท่ีสุดหมายถงึ พระนพิ พาน ท.ี ส.ี อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๕๙. ๔๕ คําวา พรหมจรรยหมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีนัย ๑๐ ประการ คือ ทาน (การให) ไวยา วจั จะ(การขวนขวายชวยเหลือ) ปญจสีละ (ศีลหา) อัปปมัญญา (การประพฤติพรหมวิหารอยางไมมีขอบเขต) เมถุน วิรัติ(การงดเวนจากการเสพเมถุน) สทารสันโดษ (ความยินดีเฉพาะคูครองของตน) วิริยะ (ความเพียร) อุโปสถังคะ (องคอุโบสถ) อรยิ มรรค (ทางอนั ประเสรฐิ ) และศาสนา (พระพุทธศาสนา) ท.ี สี.อ. (ไทย) ๑๙๐/๑๖๐-๑๖๒. ๔๖ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๑. ๔๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๔/๑๓๐-๑๓๑.

๒๗ หลักการ ๓ หรือเรียก หัวใจของพระพุทธศาสนา หรือเรียกโอวาท ๓ ไดแก ๑. การ ไมท าํ ความชวั่ ทัง้ ปวง ไดแก การงดเวน ไมทําบาป อกุศล ทุจริตใด ๆ ท้ังทางกาย วาจาและทางใจ ๒. การทําแตค วามดี ไดแ ก การประพฤติ ปลูกฝง สรางสมบุญกุศลสุจริต ทางกาย วาจา ใจ และ ๓. การ ทาํ ใจของตนใหบ ริสุทธิ์ ไดแก การชาํ ระจิตใจใหสะอาดปราศจากกิเลสหรือส่ิงท่ีทาํ ใจใหเ ศราหมอง อุดมการณ ๔ ไดแก ขันติ คือความอดกลั้น เปนตบะอยางยิ่ง ๑ พระพุทธเจา ท้ังหลายกลาววา นิพพานเปนบรมธรรม ๑ ผูทํารายคนอื่น ไมช่ือวาเปนบรรพชิต ๑ ผูเบียดเบียนคน อ่นื ไมช ื่อวาเปนสมณะ ๑ วธิ ีการ ๖ ไดแก การไมกลาวราย ๑ การไมท าํ รา ย ๑ การสํารวมในปาฏิโมกข ๑ การ ๔๘ เปนผูรูจ ักประมาณในอาหาร ๑ ท่นี ัง่ นอนอนั สงัด ๑ ความเพียรในอธิจิตต ๑ 47 ๓. พระพุทธเจา ใหแ นวทางของผทู ี่จะทาํ หนาท่เี ปน ทูต โดยตรัสวาผูจะทําหนาท่ีทูตได ควร มคี ุณสมบัติ ๘ ประการ ไดแก ๑. รูจักฟง ๒. สามารถพูดใหผูอื่นฟงได ๓. ใฝศึกษา ๔. ทรงจําไดดี ๕. เปน ผูร ูไดเ ขา ใจชัด ๖. สามารถพดู ใหผูอ ่ืนเขาใจได ๗. ฉลาดในส่งิ ที่เปนประโยชนและไมเปนประโยชน และ ๘. ไมก อ การทะเลาะวิวาท คุณสมบัตินี้ พระพุทธองคทรงตรัสถึงพระสารีบุตรวามีคุณสมบัติของ ๔๙ ผทู าํ หนา ทท่ี ูต 48 ๔. ผูทําหนาที่ประกาศพระศาสนา ทาํ ใหบคุ คลที่พบเหน็ เกดิ ความเลอื่ มใสได ๔ แบบ คอื ๑) บคุ คลผูถอื รูปเปนประมาณหรอื เล่อื มใสในรูป ๒) บุคคลผถู อื เสยี งเปนประมาณหรือเล่อื มใสในเสยี ง ๓) บุคคลผูถือความเศราหมองเปนประมาณหรือเลื่อมใสในความเศราหมอง หมายถงึ ความเศราหมองแหง จีวร คอื จีวรท่ีหยาบ จีวรเกา และจีวรปะเย็บหลายคร้ัง และความเศรา หมองแหง บาตร คือ บาตรทม่ี รี อยปมุ หลายแหง ๔) บุคคลผถู ือธรรมเปนประมาณหรอื เลอื่ มใสในธรรม ๕๐ อธิบายขยายความใหล ะเอยี ดขึน้ ไดด งั น้ี บุคคลผูถือประมาณในรูป (รูปประมาณ) เปนบุคคลท่ีมองเห็นรูปรางสวยงาม อวัยวะสม สวน ทาทางสงา สมบูรณพรอมของผูประกาศพระศาสนา จึงชอบใจเลื่อมใสนอมใจท่ีจะเช่ือถือ เชน ๔๘ สํานักงานพระพุทธศาสนาแหงชาติ, วันสําคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา”, [ออนไลน], แหลง ทมี่ า: http://www.onab.go.th/articles [๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑]. ๔๙ องฺ.อฏก. (ไทย) ๒๓/๑๖/๒๔๒-๒๔๓. ๕๐ องฺ.จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๖๕/๑๐๘-๑๐๙.

๒๘ อุปติสสะ ซึ่งพบพระอัสสชิเดินบิณฑบาตดวยจริยาวัตรท่ีนาเล่ือมใสและไดเดินตามไป จนไดฟงพระ ธรรมและบรรลุโสดาปตติผล50๕๑ หรือพระวักกลิ ซ่ึงบวชเพราะตองการเห็นพระพุทธองค แตท่ีสุดแลว ๕๒ พระพุทธองคท รงสงั่ สอนใหท ้ังสองทา นบรรลุอรหัตตผลไดในท่สี ุด เปน ตน 51 บุคคลผูถือประมาณในเสียง (โฆษประมาณ) เปนบุคคลที่ไดยินไดฟงเสียงสรรเสริญเกียรติ คุณหรือเสยี งพดู จาทไ่ี พเราะ จงึ ชอบใจเลือ่ มใสนอ มใจท่ีจะเชอื่ ถือ เชน พระลกุณฏกภัททิยะ ไดรับการ ยกยอ งจากพระพทุ ธเจาวา เปน เลศิ ทางดา นมีเสยี งไพเราะ52๕๓ เปนตน บุคคลผูถือประมาณในความครํ่าหรือเศราหมอง (ลูขประมาณ) เปนบุคคลท่ีมองเห็น สิ่งของเครอื่ งใชค วามเปนอยูที่เศราหมอง เชน จวี รครํา่ ๆ หรอื มองเหน็ การกระทําคร่ําเครียด เปนทุกร กิริยา ประพฤติเครง ครัดเขมงวดขูดเกลาตน จึงชอบใจเล่ือมใสนอมใจทจ่ี ะเช่ือถือ เชน บุคคลผูถือประมาณในธรรม (ธรรมประมาณ) เปนบุคคลท่ีพิจารณาดวยปญญา เห็นสาร ธรรมหรอื การปฏิบัตดิ ปี ฏิบตั ชิ อบ คือ ศีล สมาธิ ปญญา จึงชอบใจเล่ือมใสนอมใจทีจ่ ะเชอ่ื ถือ53๕๔ ๕. พระพุทธองคทรงตรัสถึง บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเขาไปนั่งใกล แมจะถูกขับไลก็ ตาม ควรมีลกั ษณะตามองคคุณของมติ ร ๗ ประการ คอื ๑) ปโ ย นา รกั เปนท่ีรกั ทีพ่ อใจ เปน ท่วี างใจ และสนิทสนม อันครอบคลุมถึงลักษณะ แหงกัลยาณมิตร ๘ ประการ ไดแก (๑) มีศรัทธา คือ เชื่อการตรัสรูของพระตถาคต เช่ือกรรมและผล ของกรรม (๒) มีศีล คือ เปนท่ีรัก เปนที่เคารพ เปนท่ีนับถือของสัตวท้ังหลาย (๓) มีสุตะ คือ กลาว ถอยคําที่ลึกซ้ึงท่ีสัมปยุตดวยสัจจะและปฏิจจสมุปบาท (๔) มีจาคะ คือ ปรารถนานอย สันโดษ ชอบ สงัด ไมคลุกคลีดวยหมู (๕) มีความเพียร คือ ปรารภความเพียรในการปฏิบัติเพ่ือเก้ือกูลแกตนและ เกื้อกูลแกผ อู น่ื (๖) มสี ติ คือ มสี ติตงั้ ม่ัน (๗) มสี มาธิ คอื มีจติ ต้ังมั่นไมฟุงซาน (๘) มีปญญา คือ รูอยาง ไมวิปริต ใชสติพิจารณาคติแหงกุศลธรรมและอกุศลธรรม รูส่ิงที่เก้ือกูลและส่ิงไมเกื้อกูลแหงสัตว ท้ังหลายดวยปญญาตามความเปนจริง มีจิตเปนหนึ่งในอารมณนั้นดวยสมาธิ เวนสิ่งท่ีไมเก้ือกูล ประกอบส่ิงท่เี กอื้ กลู ดว ยความเพียร ๒) ครุ นา เคารพ เปน ท่ีเคารพ ทาํ ใหเ กิดความอบอุนใจ เปน ท่ีพ่งึ ไดแ ละปลอดภัย ๓) ภาวนโี ย นา ยกยอ ง เปนที่ยกยอง ทรงคณุ คอื มีความรูและภมู ิปญ ญาแทจ ริง ๕๑ วิ.ม. (ไทย) ๔/๖๐/๗๒-๗๔. ๕๒ ข.ุ อป. (ไทย) ๓๓/๔๓-๖๕/๒๔๓-๒๔๖. ๕๓ สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๒๔๐/๓๓๒. ๕๔ สมเดจ็ พระพุทธโฆษาจารย (ป.อ.ปยตุ โฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, พิมพคร้ัง ท่ี ๓๘, หนา ๑๒๒-๑๒๓.

๒๙ ๔) วตฺตา รูจักพูด ฉลาดในการใชคําพูด เปนนักพูด คอยใหคําแนะนําวากลาว ตกั เตอื น เปน ทีป่ รึกษาที่ดีได ๕) วจนกฺขโม อดทนตอถอยคํา เปนผูอดทนตอถอยคํา พรอมจะรับฟงคําซักถาม ตาง ๆ อยเู สมอและสามารถรบั ฟงดวยความอดทนไมเ บื่อหนา ย รวมถึงปฏบิ ตั ติ ามโอวาทที่ทานใหแลว ๖) คมฺภีรฺจ กถํ กตฺตา กลาวช้ีแจงแถลงเรื่องตาง ๆ ท่ีลึกซ้ึงได เปนผูพูดถอยคํา ลกึ ซงึ้ ได เชน เร่อื งเก่ยี วกบั ฌาน วิปสสนา มรรค ผล และนพิ พาน ๗) โน จฏฐาเน นิโยชเย ไมชักจูงไปในทางที่เสื่อมเสีย ปองกันไมใหทําในส่ิงท่ีไมเปน ประโยชนเ กื้อกลู มคี ตเิ ปนทุกข แตชกั ชวนใหท ําสงิ่ ท่ีเปนประโยชนเ ก้อื กูลมีคติเปน สขุ 54๕๕ การประกาศพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจา ตลอดถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาในยุค เร่ิมตน พระพุทธองคทรงมีวิธีการและหลักการท่ีทรงใช และไดสอนพระสาวกใหมีรูปแบบการเผยแผ พระพุทธศาสนาตามแตความเช่ียวชาญของแตละทาน พระพุทธเจาจึงทรงเปนตนแบบของพระธรรม ทูต และเรียกพระอรหันตสาวก ๖๐รูปแรกที่จาริกประกาศพระศาสนาวาพระธรรมทูตชุดแรกใน พระพุทธศาสนา อยางไรก็ตาม ส่ิงหนึ่งที่พระสาวกรุนตอมาตองเขาใจใหชัดเจนคือ พระสาวกผูทํา หนาท่ีเผยแผพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลนั้น สวนใหญเปนพระอรหันตหรือพระอริยบุคคลระดับ รองลงมา การเผยแผพระศาสนาจึงสําเร็จผลไดเปนอยางดี และพระสาวกผูทําหนาที่เผยแผพระ ศาสนาแตละทานมีความเช่ียวชาญเฉพาะตัว ไมใชทุกทานท่ีจะมีความเช่ียวชาญทุกดานหรือมีความรู ทุกเร่ือง แตทุกคนตองมีความรูท่ีเปนแกนหรือหลักสําคัญในพระพุทธศาสนาจึงทําใหการเผยแผ พระพทุ ธศาสนาสําเร็จไดในระดับสงู การศกึ ษาความเปนมาของการประกาศพระพุทธศาสนาและการ เผยแผพระพุทธศาสนาทําใหพระภิกษุสงฆสาวกในยุคหลังมีตนแบบและวิธีการท่ีสามารถใชเปน แบบอยางของการเผยแผพระพุทธศาสนา แมจะยังไมมีคุณสมบัติครบถวนตามพระธรรมทูตในสมัย พุทธกาลก็ตาม สิ่งท่ีตองมีคือความรูในแกนหรือหลักการสําคัญของพระพุทธศาสนา โดยสามารถ ศึกษาการเผยแผพระพุทธศาสนาดวยตนเองจากพระคัมภีรเพ่ือนํามาพัฒนาแนวทางการเผยแผ พระพุทธศาสนาของตนเอง และฝกฝนพัฒนาตนเองใหมีคุณสมบัติที่จําเปนตอการทําหนาท่ีเผยแผ พระพุทธศาสนาตอ ไป ๒.๒.๒ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระสาวก การเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสาวก จะนําเสนอพระสาวกที่พระสงฆในยุคหลัง สามารถใชเ ปน แบบอยา งในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาไดจนถงึ ปจจุบัน ๕๕ อง.ฺ สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗.

๓๐ ๑. พระอัสสชิ ทานเปนหน่ึงในพระปญจวัคคีย ขณะท่ีทานเดินบิณฑบาตดวยกิริยาท่ี สํารวม จักษุทอดตํ่า ถึงพรอมดวยอิริยาบถ ทําใหเกิดความเลื่อมใสแกผูพบเห็น โดยเฉพาะอุปติสสะ ทําใหอุปติสสะติดตามทานไป และไดรับการถายทอดธรรมะของพระพุทธเจาจากพระอัสสชิ จน อุปตสิ สะไดดวงตาเห็นธรรมและธรรมะน้ถี ูกถายทอดตอใหแกโกลิตะจนไดดวงตาเห็นธรรม ทําใหท้ังคู ไดไ ปเฝาพระพุทธศาสดาเพ่อื ขอบวชในพระพุทธศาสนา ไดรับยกยองวาเปนพระอัครสาวก และบรรลุ วนั ๕๖ เปนพระอรหนั ตภ ายในเวลา ๑๕ 55 จรยิ วัตรของพระอัสสชิ ทําใหเกิดความเลื่อมใสแกอุปติสสะจึง ไดม โี อกาสพบพระพทุ ธเจา และบรรลอุ รหตั ตผล ๒. พระสารีบุตร ไดรับการยกยองจากองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนพระอัคร สาวกคกู บั พระโมคคัลลานะ และทานไดรบั การยกยองจากพระพุทธองควาเปนผูสามารถทําหนาที่ของ ทูตได เพราะมีคุณสมบัติของทูต ๘ ประการ ไดแก ๑) รูจักฟง ๒) สามารถพูดใหผูอ่ืนฟงได ๓) ใฝ ศึกษา ๔) ทรงจําไดดี ๕) เปนผูรูไดเขาใจชัด ๖) สามารถพูดใหผูอ่ืนเขาใจได ๗) ฉลาดในส่ิงท่ีเปน ประโยชนและไมเปนประโยชน และ ๘) ไมกอการทะเลาะวิวาท56๕๗ และไดรับการยกยองเปนเสนาบดี ทางธรรมในการชวยประกาศธรรมจักรที่ยอดเยี่ยม57๕๘ ทานไดทําหนาที่ประกาศพระศาสนาแกท้ังภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาจํานวนมากมาย และทานเปนผูที่มีความสามารถเทศนาธรรมไดลึกซึ้ง ที่สุดในบรรดาพระสาวก ๓. พระโมคคัลลานะ ไดรับการยกยองจากองคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาใหเปนพระ อัครสาวกคูกับพระสารีบุตร ทานเปนผูมีฤทธิ์มาก สามารถพลิกแผนดินได58๕๙ สามารถเห็นในสิ่งที่ไมมี ได ๖๐ รปู ขันธ เชน เปรต เปนตน 59 ทา นไดทาํ หนาที่ประกาศพระศาสนาแกทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและ อุบาสิกาจาํ นวนมากมายเชนเดียวกับพระสารบี ุตร ในคร้ังหน่ึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไดรับคําสั่งจากพระพุทธเจาใหไปนํา พระภิกษุบวชใหม ๕๐๐ รูปที่ไดติดตามพระเทวทัตไป กลับมาที่วัดเวฬุวัน โดยพระสารีบุตรกลาว ตักเตือนส่ังสอนภิกษุทั้งหลายดวยธรรมีกถาท่ีเปนอนุศาสนีประกอบดวยอาเทสนาปาฏิหาริย (คือรูวา ภิกษุรูปนี้มีความคิดอยางไร ภิกษุรูปน้ันมีความคิดอยางนั้น แลวแสดงธรรมใหเหมาะแกความคิดของ ภิกษุนั้น ๆ) สวนพระโมคคัลลานะกลาวตักเตือนส่ังสอนภิกษุท้ังหลายดวยธรรมีกถาท่ีเปนอนุศาสนี ประกอบดวยอิทธิปาฏิหาริย วา “ส่ิงใดส่ิงหน่ึงมีความเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไป ๕๖ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๖๐-๖๒/๗๒-๗๗. ๕๗ วิ.จ.ู (ไทย) ๗/๓๔๗/๒๐๘. ๕๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๓๙๙/๔๙๖. ๕๙ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (ไทย) ๑/๑๗/๑๐. ๖๐ ดูรายละเอียดใน วิ.มหา. (ไทย) ๑/๒๒๘-๒๓๒/๒๒๐-๒๔๖.

๓๑ เปนธรรมดา” ทําใหธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ไดเกิดแกภิกษุเหลาน้ัน และติดตาม ทา นท้งั สองกลับไปวดั เวฬุวนั 60๖๑ ๔. พระอุรุเวลกัสสปะ กอนทานอุรุเวลกัสสปะและกลุมของทานจะบวช ทานในฐานะ หัวหนา ชฎิลไดร ับการนับถอื จากประชาชนจาํ นวนมาก เมื่อบวชแลว ทานและคณะท้ังหมดซ่ึงเปนพระ อรหันต ไดตามเสด็จพระพุทธเจาไปในเมืองมคธ เพ่ือจะทรงไปโปรดพระเจาพิมพิสาร ครั้งนั้น ชาวเมอื งจํานวนมากซึง่ อยใู นทีน่ ั้นมคี วามสงสยั วาใครเปนศาสดาของใครระหวา งพระพุทธเจาและพระ อุรเุ วลกัสสปะ พระพุทธเจาจึงสนทนากับพระอุรุเวลกัสสปะซึ่งไดลงไปซบพระบาทของพระองคทําให ชาวเมืองเขาใจถูกตอง เม่ือชาวเมืองมีจิตใจพรอมข้ึนแลว พระพุทธองคทรงแสดงพระธรรมเทศนาทํา ใหพระเจาพิมพิสารและชาวเมืองสวนใหญบรรลุโสดาปตติผล เหลือเพียงสวนนอยซึ่งนับถือพระ รตั นตรยั เปนสรณะ61๖๒ ทา นชวยพระศาสดาในการประกาศพระศาสนาโดยชวยใหชาวเมืองสวนใหญซึ่ง นับถอื ทา นอยกู อ น นบั ถือพระพทุ ธองคไ ดใ นเวลาอันรวดเร็วและชวยอนุเคราะหชาวเมืองใหไดฟงพระ ธรรมเทศนาจากพระพทุ ธเจา จนไดด วงตาเหน็ ธรรม ๕. พระปุณณะ ทานไดจาริกไปเผยแผพระศาสนา ณ สุนาปรันตชนบท ซ่ึงกอนท่ีทานจะ ออกจาริกไป ไดไปพบพระพุทธองคและพระองคทรงเทศนาส่ังสอนและตรวจสอบวาทานมีความ พรอมในการไปประกาศพระศาสนาในสถานท่ีแหงนั้นหรือไม เน่ืองจากชาวชนบทแหงน้ีไดรับการ กลาวขานวามีนิสัยหยาบคาย ดุราย ซึ่งพระพุทธองคทรงตรวจสอบดวยคําถามและคําตอบจากพระ ปณุ ณะ ดงั เชน เมือ่ ถูกดา หรือบรภิ าษ จะคดิ วาดีท่ไี มถูกฆาดวยฝามือ เมื่อจะถูกฆาดวยฝามือ จะคิดวา ดีท่ีไมถูกฆาดวยกอนดิน เม่ือจะถูกฆาดวยกอนหิน จะคิดวาดีท่ีไมถูกฆาดวยทอนไม เมื่อจะถูกฆาดวย ทอนไม จะคิดวาดที ี่ไมถ ูกฆา ดว ยศัสตรา เมอ่ื จะถกู ฆา ดว ยศัสตรา จะคดิ วาดีท่ีไมถูกฆาดวยศัสตราที่คม เมือ่ จะถกู ฆา ดว ยศสั ตราทคี่ ม จะคิดวาพระสาวกทงั้ หลายของพระผูมีพระภาคพระองคน้ันอึดอัด ระอา รังเกียจอยูดวยรางกายและชีวิต แสวงหาศัสตราเครื่องปลงชีวิตก็มีอยู เราไดศัสตราเครื่องปลงชีวิตท่ี ไมไ ดแสวงหาเลย เปนตน เมื่อไดค าํ ตอบเชนนี้ พระพุทธองคบอกกับพระปุณณะวาเปนผูประกอบดวย ความขมใจและความสงบใจจักสามารถอยูในสุนาปรันตชนบทได และเมื่อไปถึงท่ีนั่น ทานทําใหชาว คน ๖๓ สุนาปรนั ตะแสดงตนเปนอุบาสกอุบาสิกาถึงประมาณ ๑,๐๐๐ 62 ๖. พระอานนท ทานมีหนาที่ดูแลอุปฏฐากพระพุทธเจา และไดทูลพระพุทธเจาจนทําให พระนางมหาปชาบดีโคตรมีไดรับพุทธานุญาตบวชเปนภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา จากการรับ ๖๑ ดรู ายละเอยี ดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๓๔๔/๒๐๓-๒๐๘. ๖๒ ดรู ายละเอยี ดใน ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๕๕-๕๖/๖๕-๖๘. ๖๓ ดรู ายละเอยี ดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๙๕-๓๙๗/๔๔๗-๔๕๑.

๓๒ ครุธรรม ๘ ประการ ซึง่ ถายทอดสทู า นโดยพระอานนท63๖๔ ทานมีคุณสมบตั ิสําคัญมากขอหนึ่งท่ีเรียกวา พหูสตู คือมีความรใู นพระธรรมเทศนาซ่งึ พระพุทธองคทรงเทศนาแกผใู ดก็ตามที่ทานไมไดอยู ณ ท่ีทาน นัน้ ดว ย ทําใหม คี วามรูเกี่ยวกับพระธรรมคําสอนของพระพุทธองคท้งั หมด ตัวอยางพระสาวกที่ยกมาน้ี เปนเพียงบางสวนที่นาสนใจในการทําหนาที่เผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยท่ีพระพทุ ธองคทรงพระชนมชีพอยู ๒.๒.๓ การเผยแผพระพุทธศาสนาในสมยั พระเจา อโศกมหาราช64๖๕ ในชวงระยะเวลาท่ีพระพุทธศาสนาเจริญรุงเรืองน้ัน ไดมีการทําสังคายนาหลักธรรมคํา สอนเกดิ ข้นึ ครั้งแรกเกิดขนึ้ หลงั พระพทุ ธองคทรงดับขันธปรินิพพาน โดยความดําริของพระมหากัสส ปะ ไดรับการอุปถัมภจากพระเจาอชาตศัตรู มีพระอรหันตเขารวม ๕๐๐ องค ตอมามีการสังคายนา ครั้งท่ีสอง โดยความดําริของพระยศกากัณฑกบุตร โดยพระเจากาลาโศกราชเปนศาสนูปถัมภ มีพระ อรหันตเ ขา รวม ๗๐๐ องค การสงั คายนา คร้ังท่ี ๓ โดยความดําริของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ โดย มพี ระเจา อโศกมหาราชเปนราชูปถมั ภก มพี ระอรหันตเ ขา รว ม ๑,๐๐๐ รปู เพราะมีผูปลอมตัวบวชเขา มาหาลาภสักการะในพระพุทธศาสนาจาํ นวนมาก และมีการตรวจสอบผปู ลอมบวชจนทําใหเหลือเพียง พระภิกษุท่ีแทจริง พระเจาอโศกมหาราชพระองคน้ี คร้ันเม่ือไดรวบรวมดินแดนในชมพูทวีปใหอยู ภายใตการปกครองของพระองคและทําใหมีการเขนฆาประชาชนไปเปนจํานวนมาก รวมถึงพระญาติ ของพระองค ทําใหพ ระองคร สู กึ สลดพระทยั จนภายหลังไดห ันมานบั ถือพระพุทธศาสนาหลังจากไดพบ สามเณรนิโครธและนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเปนหลักในการปกครองเรียกวา ธรรมวิชัย และไดทรงสรางเขียนจารึกประกาศนโยบายการบริหารประเทศตามที่ตาง ๆ และสรางเสาอโศกเพ่ือ แสดงถึงสถานที่สําคัญตาง ๆ ทางพระพุทธศาสนา ในสมัยของพระเจาอโศกมหาราชนี้ ไดตั้งองคกร พระธรรมทูตสงไปประกาศธรรมปฏิบัติท่ัวราชอาณาจักรของพระองคและในดินแดนไกลโพน ไดแก เอเชียตะวันตก ยโุ รปตะวันออก แอฟรกิ าเหนือ65๖๖ พระเจา อโศกทรงมีเจตนารมณสงพระภิกษุออกเผย แผพระพทุ ธศาสนาไปในทศิ ทางตา ง ๆ ท้ังหมด ๙ สาย ดงั น้ี ๑) พระมหินทเถระ พระราชโอรสของพระเจา อโศกมหาราช เปน หัวหนาคณะ พรอม ดวย พระอิฏฏิยเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ พระภัททสาลเถระ และสุมนสามเณร จาริกไป ทีเ่ กาะลังกา ในรัชสมัยของพระเจา เทวานัมปย ตสิ สะ (ปจจุบนั คือประเทศศรลี ังกา) ๖๔ ดูรายละเอยี ดใน ว.ิ จู. (ไทย) ๗/๔๐๒-๔๐๓/๓๑๓-๓๒๐. ๖๕ ผสู นใจสามารถศกึ ษาขอมูลของพระเจาอโศกใน ส.ศิวรักษ, แปลและเรียบเรียง, ความเขาใจเร่ือง พระเจา อโศกและอโศกาวทาน, พมิ พค รั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร: ศูนยไ ทย-ธเิ บต, ๒๕๕๒). ๖๖ นวม สงวนทรัพย, พระเจาอโศกราชมหาราช, พิมพครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราช วทิ ยาลัย, ๒๕๔๓), หนา ๗๕-๗๗.

๓๓ ๒) พระมัชฌันติกเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ แควนคันธาระ และกาศมีระ (ปจ จุบัน ไดแก รัฐปญ จาป และรฐั แคชเมียร ประเทศอินเดีย ตามลําดับ) ๓) พระมหาเทวเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ มหิงสกมณฑล แถบตอนใตของ ลมุ นาํ้ โคธาวรี (ปจจุบนั คือรฐั ไมซอร ประเทศอนิ เดีย) ๔) พระรักขติ เถระ เปนหวั หนาคณะ จารกิ ไป ณ วนวาสีประเทศ ไดแก แควน กนรา เหนือ ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใตของประเทศอินเดีย ๕) พระธรรมรักขิตเถระหรอื พระโยนกธรรมรักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ อปรันตกชนบท (ปจจุบันคือแควนทางชายทะเลทางตอนเหนือของเมืองบอมเบยหรือมุมไบ ประเทศ อินเดยี ) ๖) พระมหารักขิตเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ โยนกประเทศ ดินแดนท่ีอยูใน ความยึดครองของกรกี ในทวีปเอเชียตอนกลาง เหนืออิหรา นขึน้ ไปจนจรดเตอรกีสถาน ๗) พระมชั ฌิมเถระ เปน หัวหนาคณะ พรอ มดวยพระเถระ ๔ รปู ไดแก พระกัสสปโค ตะ พระมูลกเทวะ พระทนุ ทภิสสร และพระเทวะ จาริกไป ณ ดนิ แดนแถบภูเขาหิมาลยั (สันนิษฐานวา ปจ จุบนั คอื ประเทศเนปาล) ๘) พระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ ดินแดนสุวรรณ ภมู ิ เชือ่ กันวา ไดแ ก ประเทศในคาบสมุทรอนิ โดจนี เชน ไทย พมา ลาว กมั พูชา เวียดนาม ๙) พระมหาธรรมรักขิต เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ แควนมหาราษฎร ดินแดน ๖๗ แถบตะวนั ออกเฉียงเหนือ 66 สรุปวา งานเผยแผไดเริ่มขึ้นนับแตการตรัสรูของพระพุทธเจา และมีการดําเนินการโดย พระสงฆช ดุ แรกสบื มาแตละยุค จนกระท่ังพระพุทธศาสนาไดเขามาสูดินแดนสุวรรณภูมิน้ี ในสมัยพระ เจาอโศกมหาราช เปนพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทด้ังเดิมในพุทธศตวรรษที่ ๓ เม่ือ พ.ศ. ๒๓๖ สมัย เดียวกัน กบั ท่ีพระพุทธศาสนาไดรบั การนําไปเผยแผที่ประเทศศรีลังกา เปนยุคสมัยที่พระพุทธศาสนา ได เจริญรุงเรืองแพรขยายไปไกลที่สุดยิ่งกวาสมัยใดๆ เพราะมีการจัดสงคณะพระสมณทูตไปเผยแผ พระพุทธศาสนาในประเทศตา งๆ รวม ๙ สายดว ยกนั ขณะน้ันอาณาจักรไทยรวมอยูในดินแดนสุวรรณ ภูมดิ วย โดยคณะทูตสายที่ ๘ คือ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ ไดนําเอาหลัก พระพุทธศาสนามาเผยแผใ นดนิ แดนทเ่ี รยี กวา สุวรรณภมู ิ ๖๗ วศิน อินทสระ, ประวตั ิศาสตรพ ระพทุ ธศาสนาในประเทศอนิ เดยี และประเทศไทย, พิมพครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พบรรณาคาร, ๒๕๓๕), หนา ๗๑-๗๔.

๓๔ ๒.๒.๔ ปญ หาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผพระพทุ ธศาสนาของพระสาวก การเผยแผพระพุทธศาสนาหลังการตรัสรูสัมมาสัมโพธิญาณขององคสมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจา พระพุทธเจาทรงเริ่มประกาศสิ่งที่พระองคทรงตรัสรูใหแกบุคคลตาง ๆ ท่ีทรงไดพบใน ระหวางการเดนิ ทางไปปาอสิ ปตนมฤคทายวันจนถึงวันที่พระพุทธศาสนามีพระรัตนตรัยครบองค และ เม่ือมีพระสงฆสาวกซ่ึงเปนพระอรหันต ๖๐ รูป ทําหนาท่ีประกาศการตรัสรูของพระศาสดา การเผย แผพระพุทธศาสนา ซ่ึงในชวงเวลาน้ัน เรียกวา “ลัทธิความเชื่อใหม” คงเปนชวงเวลาที่พระพุทธองค และพระสาวกตองประสบกับความยากลําบากและปญหาและอุปสรรคในการประกาศพระธรรมคํา สอนของพระพุทธองค ทามกลางลัทธิความเช่ือท่ีหลากหลาย รวมถึงประชาชนท่ีมีวิถีชีวิตที่แตกตาง กันโดยเฉพาะเร่ืองวรรณะ ขอนําเสนอปญหาและอุปสรรคบางประการท่ีพบในการเผยแผ พระพุทธศาสนาในสมัยพทุ ธกาลของพระสาวกในฐานะพระธรรมทตู ไว ดงั นี้ ความไมพอใจของลัทธิความเช่ือที่มีอยูเดิมท่ีตองสูญเสียลาภสักการะไป เน่ืองจากชน จํานวนมากหันมาใหความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จนมีการวาจางบุคคลใหมาทําลายศรัทธาของ ประชาชนที่มีตอพระผูมีพระภาคเจา หรือพยายามดําเนินการในหลายรูปแบบเพื่อใหประชาชนเส่ือม ศรทั ธา หรอื ทํารา ยพระสาวกจนใกลนพิ พาน เชน กรณขี องพระโมคคัลลานะ ซงึ่ ถูกโจรทาํ ราย เปน ตน พระภิกษุท่ียังเปนพระเสขะไมเช่ือฟงและปฏิบัติตามคําสั่งสอนของพระผูมีพระภาคเจา ทําใหพระองคเสด็จแยกตัวออกไปอยูลําพังในปา จนท่ีสุดพระภิกษุกลุมนั้นไดเขาขอขมาโทษตอหนา พระพุทธเจา กรณีนี้เกิดจากพระภกิ ษุสงฆทก่ี รุงโกสมั พีมีความขัดแยง ทั้งที่พระพุทธเจาทรงหามปราม แตไมเช่ือฟง พระพุทธเจาจึงทรงหลีกไปอยูปาเพียงพระองคเดียว และในที่สุดพระภิกษุสงฆเหลาน้ัน ไดไปกราบขอขมาพระพทุ ธเจา เปน ตน ๒.๓ สรปุ ความเปนมาของการเผยแผพระพุทธศาสนาน้ัน พระพุทธองคทรงประกาศการตรัสรูของ พระองคแกบุคคลจํานวนมาก ทั้งนักบวชและผูท่ีมิใชนักบวช จนทําใหเกิดมีพุทธบริษัทครบองคเปน จาํ นวนมากข้นึ เปน ลาํ ดับ การประกาศพระศาสนาในสมัยที่พระพุทธองคทรงดํารงพระชนมชีพ จะเกิด จากพระพุทธองคและพระสงฆสาวกเปนหลัก พระสาวกผูทําหนาท่ีประกาศพระศาสนาหรือเผยแผ พระธรรมคําสอนของพระพุทธองคน้ัน ทําหนาที่ภายใตหลักการซ่ึงพระพุทธองคทรงตรัสไวที่วา เพ่ือ ประโยชนแกมหาชน เพ่ือประโยชนสุขแกคนหมูมาก เพื่ออนุเคราะหชาวโลก เพื่อประโยชน เพื่อ เกื้อกูล เพ่ือประโยชนสุขแกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ตอมาการเผยแผพระพุทธศาสนาสมัยหลัง พทุ ธกาล ในรัชสมยั พระเจาอโศกมหาราชทรงมพี ระประสงคส งพระภิกษุที่เปนพระธรรมทูตท้ัง ๙ สาย ออกเผยแผพระพุทธศาสนาไปในทิศทางตาง ๆ สวนพระพุทธศาสนาท่ีมาสูประเทศไทย ไดแก สาย พระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ เปนหัวหนาคณะ จาริกไป ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ประเทศไทยก็

๓๕ รวมอยูดวย ปญหาและอุปสรรคท่ีพบในการเผยแผพระพุทธศาสนานั้น เกิดข้ึนจากบุคลากรจากคณะ สงฆในชวงหลังท่ียังเปนพระเสขะ ยังคงมีปญหาตอเน่ืองแตพระพุทธเจาทรงมีพระปรีชาสามารถใน การจัดการกับปญหาท่ีเกิดขึ้นเหลานี้ไดอยางไมลุกลามบานปลาย และขณะท่ีสถานการณภายนอกท่ี แวดลอมอยู ไดแก ลัทธิความเชื่อท่ีมีอยูในเวลาน้ัน ทั้งพระพุทธเจาและพระสาวกสามารถกลาวแก ลทั ธคิ วามเช่อื ทมี่ ีอยูในเวลานนั้ ไดอ ยางครบถว นบริบูรณ

บทท่ี ๓ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพงึ ประสงคข อง พระธรรมทตู ไทยสายตา งประเทศ ในบทนี้ ผูวิจัยจะนําเสนอแนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรม ทตู ไทยสายตางประเทศ โดยมีประเดน็ ในการนาํ เสนอ ดงั ตอไปนคี้ ือ ๓.๑ ความเปน มาของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ ๓.๒ แนวคิดการเผยแผพ ระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๓ การเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๔ ปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสาย ตางประเทศ ๓.๕ แนวทางแกไขปญหาและอุปสรรคในการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงค ของพระธรรมทูตไทยสายตา งประเทศ ๓.๖ แนวทางการเผยแผพระพุทธศาสนาท่ีพึงประสงคของพระธรรมทูตไทยสาย ตางประเทศ ๓.๑ ความเปนมาของพระธรรมทูตสายตา งประเทศ เมอ่ื พระพทุ ธศาสนาเผยแผเขาไปในดนิ แดนสุวรรณภูมิต้ังแตยุคของพระเจาอโศกมหาราช ในเวลาตอมาเมื่อประเทศไทยรวบรวมดินแดนเปนอาณาจักร จึงเริ่มรับพระพุทธศาสนาเปนศาสนา ประจําชาติต้งั แตสมัยกรุงสโุ ขทัยเปน ตนมา จนมาถึงสมัยอยุธยาเปนราชธานี ไดสงพระธรรมทูตไปเผย แผพระพทุ ธศาสนา ณ เกาะลังกา จนเกิดนกิ ายสยามวงศหรืออุบาลีวงศข้ึนในประเทศศรีลังกา0๑ ซึ่งใน สวนน้ีจะกลาวถึง ความเปนมาของพระธรรมทูตที่จาริกไปเผยแผพระพุทธศาสนานอกดินแดนของ สยามหรือประเทศไทยในปจจุบัน ความหมาย บทบาทหนาท่ี และคุณสมบัติของพระธรรมทูตสาย ตางประเทศ ๑ พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตาโณ), ประวัติศาสตรพระพุทธศาสนา, พิมพคร้ังท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๘), หนา ๔๑๖-๔๑๗.

๓๗ ๓.๑.๑ ความเปน มาของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ การสงพระธรรมทูตไทยไปเผยแผพระศาสนาในตางประเทศ มีหลักฐานชัดเจนวาเร่ิมใน สมยั กรุงศรอี ยุธยาเปน ราชธานี รัชสมยั สมเดจ็ พระเจา อยหู วั บรมโกษฐ พระองคไดสงพระธรรมทูตไปที่ ประเทศลังกา ๒ คณะ ไดแก คณะของพระอุบาลีและพระอริยมุนี และคณะของพระวิสุทธาจารยและ พระวรญาณมุนี รวมระยะเวลาในการฟนฟูพระพุทธศาสนาในประเทศลังกา ประมาณ ๗ ป จนทําให นกิ ายสยามวงศหรืออบุ าลีวงศไ ดรับการฟน ฟขู ้นึ ในประเทศศรลี ังกา ในยุคกรุงรัตนโกสินทรเปนราชธานี รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย รชั กาลที่ ๒ ไดส ง คณะสงฆไ ปทีป่ ระเทศศรีลังกาอีกครั้งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาประมาณ ๑ ป และในรัช สมัยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี ๙ แหงกรุงรัตนโกสินทร กอน พ.ศ. ๒๕๐๐ สมเดจ็ พระพฒุ าจารย (อาจ อาสภมหาเถร) ไดรับอาราธนาไปประเทศพมา อินเดีย ยุโรปและ อเมริกา เพื่องานพระธรรมทูต และทานไดสงอาจารยและนิสิตของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ไป ศึกษาตอที่ประเทศพมา ศรีลังกาและอินเดีย และเริ่มมีการสงพระธรรมทูตไทยไปเผยแผ พระพุทธศาสนาในประเทศตาง ๆ ตัวอยางเชน ทานศรียวาหรลาล เนหรู นายกรัฐมนตรี ของประเทศอินเดีย ไดเชิญใหรัฐบาลไทยไป สรางวัด ณ ประเทศอินเดีย วัดไทยพุทธคยาจึงไดถูกสรางข้ึนท่ีตําบลพุทธคยา รัฐพิหาร ในราว พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐ จัดเปนวัดไทยวัดแรกในประเทศอินเดีย และไดสงพระสงฆไทยหรือพระธรรมทูต ไป ประจาํ อยู ๕ รูป นาํ โดยสมเดจ็ พระธรี ญาณมนุ ี (ธีร ปุณฺณกมหาเถร) ซึ่งขณะน้ันอยูในสมณศักดิ์ที่พระ ธรรมธีรราชมหามุนี ทานอานันทโพธิ์ พระชาวแคนาดา เดินทางไปท่ีประเทศอังกฤษ และเปดสอนวิปสสนาท่ี กรุงลอนดอน ทานไดอาราธนาพระราชสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ผานรัฐบาลไทย และเมื่อไดรับ อนุมัติจากรัฐบาลไทยแลว พระราชสิทธิมุนีจึงไดรับอาราธนาและเดินทางไปประเทศอังกฤษ ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ พรอมคณะรวม ๕ รูป พระธรรมทูตคณะนี้ ถือวาไดรับการแตงต้ังเปนพระธรรมทูตอยางเปน ทางการชุดแรกในสมัยรัชกาลที่ ๙ เม่ืองานที่ไดรับมอบหมายประสบความสําเร็จ วัดไทยแหงแรกใน ประเทศอังกฤษ ไดสรางสําเร็จราว พ.ศ. ๒๕๐๙ ในช่ือท่ีไดรับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอลุ ยเดช รัชกาลที่ ๙ วา วัดพทุ ธปทปี 1๒ สมเด็จพระพุฒาจารย (อาจ อาสภมหาเถร) ไดจัดสงพระสงฆไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพ่อื ฉลองศรทั ธาญาติโยมท่ีตองการทพี่ ง่ึ ทางใจ และใน พ.ศ. ๒๕๑๕ รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ วัดพุทธปทีป, ความเปนมา วัดพุทธปทีป (History), [อ อ น ไ ล น ], แ ห ล ง ท่ี ม า : http://www.padipa.org/ [๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑].

๓๘ ไดน ิมนตพระสงฆไทย ไปบรรยายธรรมและเผยแผคําสอนขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา2๓ และ คนไทยในลอสแองเจลิส ไดเริ่มสรางวัดไทยลอสแองเจลิสขึ้นเปนวัดแรกในสหรัฐอเมริกา ในชวง พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๕3๔ จากประวัติการเผยแผพระพุทธศาสนาของพระสงฆไทยที่เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจนอก ประเทศ เรมิ่ มีการจาริกไปตั้งแตครั้งกรุงศรอี ยุธยาเปน ราชธานี และถึงแมในชวงเวลาตอมาจะไมมีการ บันทกึ ไวอ ยางชัดเจน เมื่อมาถงึ รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาล ท่ี ๙ แหง กรงุ รตั นโกสนิ ทร ไดมกี ารจดั สง พระสงฆไทยไปตางประเทศเพ่ือเผยแผพระพุทธศาสนาอยาง เปนรูปธรรมที่ชัดเจนและเปนทางการมากที่สุด ตลอดถึงมีการสรางวัดไทยในประเทศตาง ๆ จํานวน มากจนปจจุบันมจี ํานวนวดั ไทยในตางประเทศทัว่ โลก ประมาณ ๓๘๕ วัด4๕ ๓.๑.๒ ความหมายของพระธรรมทูตไทยสายตางประเทศ พระภิกษุสงฆในยุคกอนที่คณะสงฆไทยจะมีการจัดอบรมพระธรรมทูตอยางเปนทางการ ไดเดินทางไปเผยแผพระพุทธศาสนาในตางประเทศอยูอยางเนือง ๆ ตามความตองการของ พุทธศาสนิกชนไทยผูเดินทางไปตั้งหลักแหลงที่อยูใหมหรือทํางานอยู ณ ประเทศตาง ๆ ท่ัวโลก และ ตองการใหพระภิกษุสงฆในประเทศไทยไปประกอบศาสนกิจในถิ่นที่อยูอาศัยนอกประเทศ ทําใหการ รับนิมนตเหลานั้นอยูในรูปแบบสวนตัว ตางคนตางทําหนาท่ี แตเม่ือเร่ิมมีการสรางวัดไทยข้ึนใน ประเทศตาง ๆ คณะสงฆไทยและหนวยงานที่เกี่ยวของไดเขามามีสวนในการจัดอบรมพระภิกษุของ ไทยใหมีคุณสมบัติเบื้องตนในการจาริกไปทําหนาที่พระธรรมทูตในตางแดน และเรียกพระธรรมทูต กลุมน้ีวา พระธรรมทูตสายตางประเทศ ซ่ึงในประเทศไทยมีการแบงพระธรรมทูตอยางเปนทางการ เปน ๒ ประเภท ไดแ ก พระธรรมทตู ภายในประเทศและพระธรรมทตู สายตางประเทศ พระธรรมทูตภายในประเทศ หมายถึง พระภิกษุของไทยทําหนาที่เผยแผพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ซึ่งมีพ้ืนท่ีกวางขวาง บางพื้นที่มีความแตกตางทางภูมิศาสตรและวัฒนธรรม ประกอบดวยพระภกิ ษุผูท่ีผา นการอบรมจากหนวยงานที่รับผิดชอบภายใตการกาํ กบั ดูแลของคณะสงฆ ไทย และพระภกิ ษุผูท่ีเขา มาบวชในพระพุทธศาสนาแตยังไมผานการอบรมจากหนวยงานที่รับผิดชอบ ภายใตก ารกํากบั ดแู ลของคณะสงฆไทย ๓ บิ๊กปวย ใจไทย, ผูเรียบเรียง, 33 พระไทยไปนอกเพื่อใหฝร่ังไหว, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทเซเวน โมช่นั เทคโนโลยี จํากดั , ๒๕๕๖), หนา คํานาํ . ๔ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๗), หนา ๑๙๒-๑๙๗. ๕ สํานักงานกํากับดูแลพระธรรมทูตไปตางประเทศ, รายชื่อวัดไทยในตางประเทศ ๓๘๕ วัด, [ออนไลน] , แหลง ท่ีมา: https://www.obhik.com/download-1 [๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๑].