Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือพุทธปาพจนบดี พุทธปาพจนวาที

หนังสือพุทธปาพจนบดี พุทธปาพจนวาที

Description: หนังสือพุทธปาพจนบดี พุทธปาพจนวาที

Search

Read the Text Version

พระพุทธศาสนาในปจั จบุ นั เสอ่ื มหรือเจรญิ กันแน่* เพ่อื นสหธรรมกิ และท่านผเู้ จรญิ ในพทุ ธศาสนาทัง้ หลาย นักปาฐกถามกั จะกลา่ วเป็นคําเรมิ่ ตน้ ท่เี รยี กว่า อารมั ภ กถา วา่ “ขา้ พเจ้า รู้สึกมเี กยี รตหิ รือเปน็ เกียรตทิ ไี่ ดร้ ับเชิญ ใหม้ าแสดงปาฐกถา ณ สถานท่นี ”้ี แตอ่ าตมารู้สึกว่าไร้เกียรติ เพราะเหตุไร เพราะต้ังแต่อาราธนาให้มาแสดงปาฐกถาเป็น ต้นมา ก็รู้สึกหนักใจทุกข์ใจ เพราะเหตุไรจึงได้หนักใจทุกข์ใจ ก็เพราะ ๑. อาตมาไม่ใช่เป็นนักปาฐก หรือนักแสดงปาฐกถา ดังท่ที ่านทง้ั หลายจะไมไ่ ดย้ ินชือ่ ของอาตมา ทไี่ ปแสดงปาฐกถา * ปาฐกถาแสดง ณ ศาลาอเมริกัน ถนนพัฒนพงษ์ เม่ือวันที่ ๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ ครั้งด�ำรงสมณศักด์ิเป็นที่ พระธรรม จนิ ดาภรณ์

พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ในทนี่ ้ัน ๆ ในสมาคมนนั้ ๆ ซ่ึงเปน็ สถานท่ีมเี กียรตอิ ย่างเช่น สถานทีน่ ี้ ๒. สถานท่ีน้ีอาตมาก็ไม่เคยมา น่ีเป็นครั้งแรกท่ีได้ ย่างก้าวเข้าสู่สถานท่ีมีเกียรติ นับว่าเป็นผู้ตื่นต่อสถานที่หรือ ใหม่ตอ่ สถานท่กี ็ได้ ๓. ยงั ไมแ่ นใ่ จวา่ จะมเี รอ่ื งอะไรมาพดู ใหท้ า่ นทง้ั หลายฟงั ทจี่ ะเป็นประโยชน์เปน็ เร่ืองดี ๆ ๔. กเ็ พราะไมเ่ ชื่อมนั่ ในสมรรถภาพของตนเอง วา่ จะพูด ได้ตลอดไปใน เวลา ๑ ช่วั โมง ที่กําหนดใหพ้ ูดนเ้ี ลย ๕. เกรงไปวา่ ทา่ นทงั้ หลายทม่ี าฟงั อาตมาแสดงปาฐกถา คงจะไม่สมใจ หรือสมหวังไป หรือจะมีอะไรอีกหลายอย่างที่ ทำ� ใหห้ นักใจ แต่เมอ่ื ถึงคราวจะตอ้ งพูดแล้ว รบั นิมนตแ์ ล้ว ก็ จ�ำจะต้องท�ำให้ดีที่สุดเท่าที่จะท�ำได้จนสุดความสามารถ ส่วน จะดีอย่างไรหรือไม่ดีอย่างไรนั้น ก็ขอให้เป็นหน้าท่ีของท่าน ทงั้ หลายจะวพิ ากษว์ ิจารณ์สุดแต่อัธยาศัย เรื่องทจ่ี ะพดู ในวันนี้ ช้ันเดิมได้ตงั้ หัวข้อไวว้ ่า เร่อื ง พระ พุทธศาสนาในปัจจุบันเส่ือมหรือเจริญกันแน่ แต่ก่อนที่จะ มาพูด ก็ถูกตําหนิเสียแล้วว่าหัวข้อนั้นยาวเยิ่นเย้อ ขอตัดให้ ส้ันว่า “พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน” ถ้าหัวข้อเพียงเท่านี้ 100

พระพุทธศาสนาในปจั จุบนั เส่อื มหรือเจริญกันแน่ ก็ดูจะไม่มีเรื่องอะไรมาพูดนัก เพราะว่าพระพุทธศาสนาใน ปัจจุบันเป็นอย่างไรท่านท้ังหลายก็รู้เห็นทราบกันดีอยู่แล้ว แตถ่ ้ามีคํากรยิ าเตมิ ทา้ ยอย่าง เชน่ วา่ เส่อื มหรือเจรญิ เรากม็ ี เร่ืองที่จะต้องถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยเหตุด้วยผล หรือ นําไปเปรียบเทียบกับอดีตที่ล่วงมาแล้ว หรือคาดถึงผลใน อนาคตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปอีก พร้อมท้ังหาเหตุที่จะแก้ ความเสื่อม รักษาความเจริญอันเป็นเรื่องดี ให้เป็นมรดก ตกทอดไปในคนในยุคหลัง ๆ เพราะฉะนั้น อาตมาก็จะขอให้ หัวข้อในวันน้ีว่า “พระพุทธศาสนาในปัจจุบันเส่ือมหรือ เจริญกนั แน่” กอ่ นอน่ื ควรทำ� ความเข้าใจถึงคำ� ว่า พระพุทธศาสนา คือ อะไรก่อน แต่ข้อน้ีก็เป็นหญ้าปากคอกท่ีท่านท้ังหลายทุกคน ที่อยู่ในที่น้ีรู้ทราบกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่เพ่ือให้สมบูรณ์ตาม แบบ ก็จะขออธิบายเล็กน้อยว่า พุทธ กับ ศาสนาพุทธ เรา แปลกันว่า ท่านผู้รู้ หรือผู้ต่ืน ผู้ฝึกผู้อื่นให้ต่ืน หรือผู้ตรัสรู้ ผู้เบิกบาน ส่วนศาสนา เราแปลกันว่า ค�ำสั่งสอน รวมเป็น วา่ พุทธศาสนา แปลง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่า ค�ำสง่ั สอนของ พระพทุ ธเจา้ พุทธนั้นมี ๓ ประเภท ๓ ประเภทมีอะไรบ้าง คือ สัมมาสัมพทุ ธ ปจั เจกพุทธ สาวกพทุ ธหรอื อนุพุทธ 101

พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที สัมมาสัมพุทธตามต�ำนานท่ีท่านแสดงว่า มีเฉพาะ บางกาล บางยคุ บางสมยั ซง่ึ ท่านแบง่ กาลแบง่ ยคุ ว่า ในยุคน้ี มีพระพุทธเจ้าบังเกิด ๕ พระองค์ ล่วงมาแล้ว ๓ พระองค์ ปัจจุบันนี้พระองค์หน่ึง คือ พระสัมมาสัมพุทธโคตมะ ผู้ ออกบวชจากศากยสกุล ส่วนในอนาคตที่จะตรัสรู้ข้างหน้า และประกาศพระพุทธศาสนานั้นว่าเป็นพระศรีอาริยเมตตรัย ปัจเจกพุทธน้ัน ท่านตรัสรู้แล้วไม่สามารถสอนคนอื่น ให้ตรัสรู้ตามได้เหมือนพระสัมมาสัมพุทธ จะว่าท่านไม่สามารถ หรือ หรือว่าเกิดในเวลาท่ีคนไม่สามารถจะตรัสรู้ได้ อาตมา เข้าใจตามนัยหลัง เพราะว่าไม่ใช่เกิดได้ทั่ว ๆ ไป ต้องหมด พุทธกาล พุทธศาสนาแล้ว พระปัจเจกพุทธจึงจะมาเกิด ว่า เกิดในสมัยนั้นในถ่ินท่ีไม่มีใครต้องการ ก็จะไปสอนใครเล่า จึงหมดโอกาสท่ีจะสอนเขาได้ แต่ไม่ใช่ไม่สามารถจะสอนได้ เพราะมีความรู้แล้วก็สอนเท่าท่ีเรารู้ แต่ไม่มีคนต้องการ เพราะฉะนั้นจงึ ว่าไมส่ ามารถจะสอนคนอื่นใหร้ ้ตู ามได้ ส่วน สาวกพุทธ ท่ีแปลว่า พุทธ เพราะฟังหรือตรัสรู้ เพราะฟัง สาวก แปลว่า ผู้ฟัง อนุพุทธ แปลว่า รู้ตามท่าน ผู้รู้ คือ รู้ตามพระพุทธเจ้า หรือพระอรหันตสาวกของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า น้ีไม่จํากัดกาล คือเกิดท่ัวไป และไม่จํากัด เพศ จาํ กดั วยั จาํ กัดถิน่ ว่าจะต้องเป็นคนไทยจงึ จะตรสั รตู้ าม 102

พระพุทธศาสนาในปจั จบุ ันเสื่อมหรือเจริญกนั แน่ ได้เป็นสาวกพุทธได้ อนุพุทธได้ มิใช่อย่างน้ัน และต้องจ�ำกัด ว่าจะต้องเป็นพระเป็นบรรพชิตเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็น นักบวช อุบาสกอุบาสิกา ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะในบทสังฆคุณ ว่า “จตฺตาริ ปรุ สิ ยุคานิ อฏฺ ปรุ สิ ปคุ คฺ ลา” สคี่ ู่แปดบุคคลนี้ เป็นสาวกของพระผู้มพี ระภาคเจา้ นนั่ ไม่จํากัดวา่ เปน็ บรรพชติ เป็นนักบวช หมายความว่าเป็นหญิง เป็นชาย เป็นคฤหัสถ์ ก็ตรสั รู้ เปน็ อนุพทุ ธ เปน็ สาวกพุทธได้ และมอี ยู่เสมอ น้ีเป็นอัศจรรย์อย่างหน่ึง เป็นข้อเด่นในพระพุทธศาสนา ท่ีพระพุทธเจ้ายอมรับรองความจริงว่า สัมมาสัมพุทธนั้น ไม่จํากัดว่า ฉันเท่านั้นเป็นได้องค์เดียว คนอื่นเป็นไม่ได้ เพราะความดเี ป็นของกลาง เมอื่ ใครสามารถท�ำดี คนนน้ั ก็ เป็นคนดีได้ ทําไมจะต้องจํากัดว่า ฉันน้ันจึงจะเป็นคนดีได้ คนอ่ืนไม่ได้ ไม่เหมือนกับศาสดาจารย์อ่ืน ๆ ต้องว่า ฉัน เท่าน้ันเป็นพระเป็นเจ้า เป็นผู้ยิ่งใหญ่ คนอื่นเป็นได้แต่เพียง สาวกของฉันเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้ากลับยอมรับความจริง ซ่ึงเป็นกฎธรรมดาว่า คนอ่ืนก็สามารถท่ีจะเป็นสัมมาสัมพุทธ ได้ แตว่ ่ามีจ�ำกัดอยวู่ า่ ตอ้ งเป็นบรุ ษุ เพศเท่าน้นั เพราะสมั มา สัมพุทธที่เป็นสตรีเพศไม่มีเลย เป็นไปไม่ได้ ต้องปรารถนา เป็นบุรุษเสียก่อน คือเป็นชายเสียก่อน เพราะฉะนั้น ท่านจึง ยกย่องบุรุษเพศว่าเป็นอุดมเพศ ข้อนี้ไม่ใช่พูดเข้าข้างตัวว่า อาตมาเป็นบุรุษเพศจึงยกย่องบุรษุ ดว้ ยกนั 103

พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที พระพุทธศาสนา ค�ำส่ังสอนของพระพุทธเจ้านั้น เดิม ก็มีแต่ธรรมไม่มีวินัย เพราะเหตุไร ก็เพราะว่าท่านท่ีมาฟัง พระโอวาทของพระพุทธเจ้าน้ัน ล้วนแต่เป็นอริยบุคคล เช่น พระเบญจวัคคีย์ฟังคร้ังแรกก็ส�ำเร็จเป็นอริยบุคคลองค์หนึ่ง ต่อมาก็เป็นท้ังหมด ๕ องค์ แล้วพระพุทธเจ้าจึงให้บวช บวช เสร็จแล้วจึงได้ตรัสอนัตตลักขณสูตรส�ำเร็จเป็นพระอรหันต์ หมด เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ประพฤติผิดเสียหาย ที่เป็นเหตุ ให้ต้องบัญญัติพระวินัย ในขั้นแรกซ่ึงมีแต่ธรรมไม่มีพระวินัย ภายหลังผู้มาขอบวชมิใช่เป็นพระอริยะล้วนหรือทุกคนไป เปน็ ปุถุชนแตม่ ีศรัทธาปสาทะ ความเช่อื ความเลื่อมใส ตอนน้ี แหละจึงมีผู้ประพฤติผิดเสียหาย ทั้งรู้อยู่บ้าง ท้ังที่ไม่รู้คือ ไมม่ ีเจตนาบา้ ง พระพทุ ธเจา้ จึงทรงบัญญัติพระวินัย ตามเหตุ ที่สมควร มากบ้างน้อยบ้างเป็นล�ำดับมา เพราะฉะน้ัน ค�ำ ส่ังสอนที่เรียกว่า ศาสนาของพระพุทธ คือ พระพุทธเจ้า จึง ประกอบด้วยองค์ ๒ คือ ธรรม ๑ วินัย ๑ ที่พระพุทธเจ้า ตรัสว่า “ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา” ดูก่อนอานนท์ ธรรมอันเราแสดงแล้ว วินัยอันเราบัญญัติแล้วแก่ท่านท้ังหลาย โดยกาลล่วงไป แหง่ เรา ธรรมและวนิ ยั น้ันจกั เปน็ ศาสดาของท่านทั้งหลาย ดังน้ี 104



พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที พุทธศาสนา คือ ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า หรือธรรม และวินัย ตลอดเวลา ๔๕ ปี ท่ีพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงบัญญัติวินัยโดยเหตุต่าง ๆ กัน มีเพ่ิมเติม มีลดหย่อน ตามสมควรแกเ่ หตุน้ัน ๆ ถา้ หย่อนเกินไป ก็ทรงเพิม่ อนุบทคือ อนุสิกขาบทขันให้ตึงขึ้น ถ้าตึงเกินไปก็ลดหย่อนลงมา รวม ๒๒๗ ขอ้ นี้นบั เฉพาะมาในพระปาฏโิ มกข์ ซ่ึงขอ้ นฝ้ี า่ ยบรรพชิต ท่านทราบดี มีอภิสมาจาร คือ มรรยาทต่าง ๆ ท่ีไม่มาใน พระปาฏิโมกข์นั้น คือไม่ยกข้ึนสวดทุกกึ่งเดือนอีกมาก แต่ก็ เป็นข้อน่าสังเกต ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ต่อมา จนบดั น้ี จะตอ้ งบัญญตั พิ ระวินัยอีกไมร่ ้กู ่ีรอ้ ยกี่สกิ ขาบท ก็วินัยนั้นมี ๒ ประเภท คือ อาคาริยวินัย ๑ อนา คาริยวนิ ัย ๑ อาคารยิ วนิ ยั แปลวา่ วนิ ยั ของผคู้ รองเรอื น อาคาระ แปลว่า ผู้ครองเรือน อนาคาริยวินัย คือ วินัยของผู้ไม่ ครองเรือน หมายถงึ นักบวช คอื บรรพชติ ตา่ งโดยเปน็ ภิกษุ และสามเณร เดิมมีภิกษุณีและสามเณรีด้วย เพราะเมื่อมี หมู่คณะ ควบคุมกันเป็นหมวดหมู่ ก็จ�ำต้องมีพระวินัยซึ่งเป็น ระเบียบ ข้อประพฤติให้เหมือน ๆ กัน ระเบียบหรือมรรยาท นี้เองท�ำให้สวยงาม อย่างบรรพชิตท่ีเห็นว่าสวยงาม ก็เพราะ ท่านห่มเป็นปริมณฑลเหมือน ๆ กัน นุ่งเหมือน ๆ กัน 106

พระพุทธศาสนาในปัจจุบันเสื่อมหรอื เจริญกันแน่ โกนผมเหมือน ๆ กนั อยา่ งน้ีเป็นต้น เรากด็ ูสวยงามท้งั ๆ ท่ี ผ้าย้อมน้�ำฝาด อะไรท�ำให้งาม ระเบียบนั้นเองท�ำให้สวยงาม อย่างท่ีท่านอุปมาว่า เหมือนดอกไม้ต่าง ๆ พันธุ์สีอยู่ใน ถนิ่ ตา่ ง ๆ เขาเก็บมาแต่ละถิ่น แตล่ ะดอก แต่ละชนิดดูก็ไม่ สวยงาม แต่นายชา่ งเขาฉลาดเอามาจัดร้อยเป็นพวงมาลัย เป็นพวงอุบะ หรือจัดประดับประดาในพาน ก็ท�ำให้สวยงาม อะไรสวยงาม ความเป็นระเบียบท่ีจัดวางเรียบร้อยนั่นเอง ท�ำให้สวยงาม ภิกษุสามเณรจําต้องมีวินัยเป็นข้อบังคับ แต่ก็ ไม่ได้บังคับส�ำหรับคนทั่วไป บังคับเฉพาะผู้ท่ีมาสมัครเป็น สาวก คือเป็นนักบวชของท่านเท่านั้น เหมือนกับสมาชิก ที่มาสมัครเป็นพวกของสมาคมนั้น ๆ พวกท่ีไม่สมัครก็ไม่มี ข้อบังคับ ส่วนธรรมเป็นข้อกลาง ๆ ไม่ได้บังคับ คือว่าเป็น ความดีที่ทุกคนเมื่อต้องการความดีก็ต้องท�ำดี เมื่อเขาไม่ท�ำดี เขาก็ไม่ได้รับผลของความดีเอง ท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ วินยั อย่างน้ี ไมใ่ ชเ่ ป็นลทั ธิ เพราะได้ทรงอนวุ ัตตามสมควรแก่ เหตทุ ีเ่ รยี กว่า “การณวสฺสโิ ก” คอื อนุโลมอนวุ ัตตามเหตแุ ละ ผลนั้น ๆ ส่วนเจ้าลัทธินั้น ๆ บัญญัติตายตัวลงไป ตึงเครียด ลงไป พุทธะน้ีท่านได้ลดหย่อนได้ผ่อนผันได้ตามสมควรแก่เหตุ เพราะฉะนัน้ จงึ ไม่ใช่ลทิ ธอิ ย่างทมี่ ผี ใู้ ช้คําวา่ “ลัทธิพุทธศาสนา” อาตมาขอค้าน เพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่เจ้าลัทธิ เพราะเหตุไร จะแสดงตอ่ ไปในโอกาสหนา้ คือท่วี าระมาถึงเขา้ 107

พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ส่วนธรรมน้ัน ช้ันเดิมพระองค์ทรงแสดงธรรมขั้น หลุดพ้น เพราะเหตุไร ท่านจึงแสดงขั้นหลุดพ้น เพราะผู้มา ขอบวชก็ดี ผู้มาฟังโอวาทก็ดี ล้วนแต่ต้องการความหลุดพ้น ทง้ั นั้น ทเ่ี รียกวา่ ปรมตั ถธรรม หรอื ปรมัตถประโยชน์ แต่ ต่อมา ผู้ฟังพระโอวาทไม่ต้องการถึงข้ันหลุดพ้น พระองค์จึง ต้องลดพระธรรมเทศนา ลดหยอ่ นเขา้ กับระดบั ของคน อยา่ ง จะสอนเดก็ หญิงท่เี รียกว่า ทาริกา ทเ่ี ราจะสง่ ไปสู่ตระกูลสามี พระพุทธเจา้ สอนข้ันหลุดพ้นแล้ว เขาจะฟังไมร่ ู้เร่ือง ไม่สำ� เร็จ ประโยชน์ พระองค์ก็สอนหน้าที่ของหญิงที่จะปฏิบัติสามี ปฏิบัติมารดาบิดาของสามีต้องท�ำอย่างไร ญาติใกล้เคียงจะ ท�ำอย่างไร อย่างน้ีเขาก็ได้รับประโยชน์จากพระธรรมเทศนา ของพระพุทธเจ้าแล้ว เรามีให้ท่านเลือกท้ังข้ันต�่ำ ข้ันกลาง ข้ันสูง ท้ังอย่างง่าย อย่างยากและไม่ถึงกับยากนัก ซ่ึงจะ จัดเป็นชั้นปฐมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา หรือชั้น ท่ี ๑ ชั้นที่ ๒ ชัน้ ท่ี ๓ ช้ันที่ ๑ ท่านเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หมายความวา่ ทรงชเ้ี หตชุ ผ้ี ลในการตง้ั ตน ถ้าบุคคลประพฤติ ไดแ้ ล้วสามารถทจ่ี ะต้ังเนื้อตัง้ ตวั ให้เป็นหลกั ฐาน เชน่ อุฏฐาน สัมปทา ในการประกอบอาชีพแสวงหาทรัพย์สมบัติ ต้องท�ำ ด้วยความขยัน ขี้เกียจไม่ได้ เพราะ อุฏฺาตา วินฺทเต ธนํ ทรัพย์ที่จะหาได้ต้องเกิดจากความขยันเท่านั้น เพราะฉะน้ัน 108

พระพุทธศาสนาในปัจจบุ ันเสอ่ื มหรือเจรญิ กนั แน่ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนคนให้เกียจคร้าน แม้แต่ในการแสวงหา ทรัพย์การศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้ การตั้งเน้ือตั้งตัวให้เป็น หลักฐาน เม่ือได้ทรัพย์มาหรือวิชามา มีการงานเกิดข้ึนต้อง รกั ษา เพราะถ้าไมร่ ักษาก็จะหายลบั ละลายเสื่อมสญู ไป เพราะฉะน้ัน ข้อที่ ๒ จึงสอนให้รู้จักรักษาทรัพย์สมบัติ การงานอาชพี วิชาความรู้หน้าที่ ๆ ตนประกอบท�ำข้นึ และจะ อยู่ในโลกคนเดียวก็ไมไ่ ด้ จำ� เป็นตอ้ งคบหาสมาคมเก่ียวขอ้ งกนั ในการที่จะคบหาสมาคมนั้น พระองค์ก็ทรงสอนให้ เลือกคบเฉพาะคนดี ไม่ให้คบคนช่ัว เพราะเหตุไร ก็เพราะว่า คบคนเลว ก็ย่อมเลวลง คบคนดีก็ย่อมดีข้ึน เพราะเหตุนั้น พระพทุ ธเจา้ จงึ ทรงสอนให้เลือกคบคน ทรงย้ำ� นกั ยำ�้ หนาที่จะ พิจารณาวา่ คนเช่นไรควรคบ คนเช่นไรไม่ควรคบ คนเชน่ ไร ควรจะเป็นมิตรแท้ คนเช่นไรท่ีเรียกว่ามิตรเทียมหรือคน เทียมมิตร อย่างน้ี พระองค์จึงแสดงลักษณะอาการไว้ให้เรา พิจารณาเลือกคบ มีหญิงคนหน่ึงมาน่ังพรรณนาความไม่ดีในสามีของเขา ว่าไม่ดีอย่างน้ันอย่างนี้ อาตมาฟังเขาไม่รู้จักหมดเสียทีเลย โกรธขึ้นมาและกล่าวว่า “อาตมาไม่โทษสามีของคุณ แต่โทษ ตัวคุณ” เขาฉุนเฉียวทันทีว่า “ฉันไม่ดีอย่างไร จึงว่าต้องโทษ ความไมด่ ีใหฉ้ ัน” อาตมาจึงยกธรรมว่า “พระพุทธเจ้าทรงสอน 109



พระพุทธศาสนาในปัจจบุ นั เสอ่ื มหรอื เจริญกนั แน่ ใหเ้ ลอื กคบคนน้นั เพราะก่อนท่ีเราจะคบเขามาเปน็ สามี ทาํ ไม จึงไม่พิจารณาดูเขาให้ดีเสียก่อน หรือถูกอกถูกใจเป็นอย่างนั้น อย่างนี้จนไม่มีข้อตําหนิติเตียนเสียให้ดี” เขาก็เลยตอบว่า “เมื่อก่อนจะเลือกเขามาเป็นสามี เขาก็เป็นคนดีนี่ แต่พอเป็น สามีแล้วจึงแสดงอาการไม่ดีอย่างน้ัน ๆ” อาตมาก็แย้งเขาว่า “ก็เพราะคุณคบเขาน้อยไป เลือกเขาน้อยไป ใช้เวลานาน ๆ คบกันไปนาน ๆ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ศีลจะรู้ได้ด้วย การอยู่ร่วมกัน แต่จะต้องอยู่ร่วมกันนานถึงจะรู้ได้ ปัญญา จะรู้ไดด้ ว้ ยการสนทนา แต่ต้องสนทนากันนานถงึ จะรู้ได้ แต่ น่ีคุณคบเขาประเด๋ยี วประด๋าว จะรไู้ ดอ้ ย่างไรวา่ เขาเปน็ คนดี เพราะฉะน้ัน อาตมาจึงลงโทษคุณนี้แหละว่า เพราะไม่ปฏิบัติ ตามคาํ สอนของพระพุทธเจา้ ในขอ้ พจิ ารณาเลอื กคบคน” แม้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ท่านสอนอย่างน้ี หรือใน สัปปุรสิ ธรรม ๗ ทเี่ รยี กวา่ สมบัตขิ องคนดี คือ รูเ้ หตุ รู้ผล ร้ตู น รู้ประมาณ รกู้ าล รบู้ ริษัท ร้บู คุ คล คือ รจู้ ักเลือกคบคน ก็มีสอนไว้อย่างน้ี น่ีถ้าเราได้ประพฤติตามธรรมของพระ พุทธเจ้า เราก็จะได้ประโยชน์ จากการคบคนที่จะมาเป็นสามี เป็นภรรยา เป็นเพ่ือน เป็นนาย เป็นบ่าว หรือเป็นอะไร ๆ กับเรา เกยี่ วข้องกบั เรา 111

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที นอกจากนน้ั ทา่ นยงั สอนใหร้ จู้ กั ใชจ้ า่ ยครองชพี ตามกาํ ลงั ตามสมควรแก่ทรัพย์ท่ีหามาได้โดยถือหลักมัชฌิมาปฏิปทา คือกลาง ๆ ไม่ตึงเกินไป เช่น กระเหม็ดกระแหม่เหนียวแน่น จนตนเองเดอื ดร้อน เพราะมีทรัพยก์ ็ไม่กล้าจา่ ยทรพั ย์ คนอนื่ ก็ไม่ได้ประโยชน์จากตนท่ีมีทรัพย์ กลายเป็นขาดแคลนทั้ง ทรัพย์ ทั้งสหาย และถ้าจ่ายเกินสมควรเกินพอดี ก็ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ได้มาน้อยจ่ายมากมันก็หมด ต้องส้ินเน้ือประดาตัว ในที่สดุ ลม้ ละลาย เพราะฉะน้ัน ถ้าใครท�ำตามค�ำสอนช้ันที่ ๑ นี้ ก็ได้รับ ประโยชน์ท้ังน้ันและไม่จ�ำกัดว่า จะต้องเป็นคนไทยจึงจะได้ ประโยชน์ เป็นจีนเป็นแขกเป็นฝรั่ง เป็นคนช้ันไหน ถ่ินไหน ประเทศไหนได้ประโยชนท์ ้งั น้นั เพราะฉะน้ันท่ีเขาติเตียนพระพุทธศาสนาว่า ฉันเป็น คนไทยนับถือพระพุทธศาสนา แต่ว่าท�ำมาหากินค้าขาย สู้คนอื่นเขาไม่ได้ สู้พ่อค้าฝรั่งก็ไม่ได้ เขาเป็นเถ้าแก่เป็น เจา้ สัว เปน็ นายหา้ งเป็นหวั หน้า ทัง้ ๆ ทเี่ ขาไม่ได้ประกาศ ตนว่า เขานับถือพระพุทธศาสนา เพราะฉะน้ัน ดูว่าเป็นที่ วา่ พระพทุ ธศาสนานไ้ี มเ่ หน็ อาํ นวยประโยชนอ์ ะไรใหแ้ กเ่ ขา ซ่ึงเป็นคนไทย นับถือพระพุทธศาสนามาต้ังแต่ปู่ย่าตายาย สคู้ นท่ีเขาไม่นบั ถือไม่ได้ เขาไดป้ ระโยชน์ 112

พระพุทธศาสนาในปจั จบุ นั เส่ือมหรือเจรญิ กนั แน่ ข้อน้ีถ้าพิจารณาดูแล้วตามหลักธรรมค�ำสอนของพระ พทุ ธเจา้ ขั้นท่ี ๑ คอื ข้นั แรก ๆ ข้ันตน้ ทีเ่ รียกวา่ ปฐมศกึ ษา ทา่ นกจ็ ะเหน็ ได้วา่ ทอ่ี าตมายกธรรม เพยี ง ๔ ข้อขึน้ พูดน้ี พดู อย่างคนทีเ่ ขาตง้ั ตนเป็นเจ้าสวั เปน็ เถา้ แก่ เปน็ นายห้าง เปน็ เจ้าของบริษัท เขาขยันหรือข้ีเกียจ ต้องว่าเขาขยันและรู้จัก รักษา หรือไม่รู้จักรักษา เราก็ต้องยอมรับว่า เขารู้จักรักษา ทรัพย์สมบัติดี การงานดี กิจการดี อาชีพดี ฐานะของเขาดี เขาจึงทรงตัวอยู่ได้ การคบคนเขาก็เลือกคบแต่คนดี ที่จะ พาตัว พาอาชีพ พาทรัพย์สมบัติไม่ให้หมดเปลือง ล้มละลาย หายสูญไป แม้การใช้จ่ายทรัพย์เขาก็กระเหม็ดกระแหม่ไม่ ฟ่มุ เฟอื ย ถ้ามาเปรียบเทียบกันในหลักท่ี ๑ ว่า ใครขยันกว่ากัน เราก็ต้องยอมรับว่า คนไทยสู้คนต่างชาติเขาไม่ได้ การรักษา ก็สู้เขาไม่ได้ ข้อที่ ๓ การคบคน ข้อที่ ๔ กระเหม็ดกระแหม่ ใช้จ่ายก็สู้เขาไม่ได้ เพราะฉะน้ัน ที่เขาบอกว่า ฉันประพฤติ พระพุทธศาสนา หรือนับถือพระพุทธศาสนาจึงไม่จริง นบั ถอื แตป่ ากวา่ หรอื ทา่ ทางนอบนอ้ ม กริ ยิ าอาการแสดงวา่ นับถือภายนอก แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา เขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการนับถือพระพุทธศาสนาเล่า ส่วนบุคคลต่างชาติท่ีเขาไม่ได้มานับถือ หรือปฏิญาณตน แสดงตนว่าฉันนับถือ แต่เขาได้ประพฤติธรรมคําสอนของ 113

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พระพุทธเจ้า เขาย่อมได้ประโยชน์คุ้มค่าจากการท่ีเขาได้ ประพฤติปฏิบัติตาม คือต้ังเน้ือต้ังตัวได้ เพราะฉะน้ัน ธรรม ของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสาธารณะทั่วไป ไม่จํากัดว่าจะต้อง เปน็ คนไทย หรอื คนชาตนิ ั้นชาตินี้ ประเทศน้ันประเทศนี้ ส่วนประโยชน์ช้ันท่ี ๒ ชั้นมัธยมศึกษา ท่านเรียกว่า สัมปรายิกัตถประโยชน์ ข้อน้ีท่านทั้งหลายก็คงทราบดี คือ ให้สมบูรณ์ในประโยชน์ช้ันที่ ๑ แล้ว ก็ควรจะท�ำประโยชน์ ช้ันท่ี ๒ ต่อไป คือ ให้รู้จักใช้ปัญญา มีเหตุมีผลในการที่จะ เชือ่ อะไร ไม่งมงาย ต้องไตรต่ รองให้รอบคอบเสยี กอ่ นจงึ เชอื่ เรียกว่า ศรัทธา เพราะว่าถ้าเชื่ออย่างงมงายก็เป็นอธิโมกข์ คอื เชื่องา่ ย ๆ หรือน้อมใจเชื่อไมเ่ ป็นศรัทธาตามความม่งุ หมาย ที่ท่านสอนให้พิจารณาเสียก่อนแล้วจึงเช่ือ คือไตร่ตรองหาเหตุ หาผล รวมความอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรควรละ อะไรควร เจริญ อะไรควรประกอบ อะไรควรกระท�ำ เม่ือมีศรัทธา ประกอบด้วยปัญญาเช่นน้ีแล้ว ก็รู้ว่าควรจะประพฤติกาย วาจาเช่นไรให้เรียบร้อย สงบระงับจากความช่ัว ความเสีย ท่ีเรียกว่า ศีล เพราะฉะนั้น เขาส�ำรวมกายวาจา ไม่ท�ำช่ัว ไม่พูดช่ัว เมื่อมีศีลแล้วก็นึกถึงคนอื่นท่ีเป็นมนุษย์ด้วยกัน อยู่ ถนิ่ เดยี วกนั เก่ียวขอ้ งกนั หรอื ไมไ่ ดเ้ กีย่ วขอ้ งกัน แต่ทุกข์ยาก ล�ำบากกว่าตน ตนมีฐานะดีกว่า ควรจะเผื่อแผ่เจือจาน เช่น เมตตากรุณา สงเคราะห์อนุเคราะห์หรือบูชาพระคุณท่าน 114

พระพทุ ธศาสนาในปจั จุบันเสอื่ มหรอื เจรญิ กันแน่ เพราะฉะน้ัน จึงควรมี จาคะ บริจาคเพ่ือแผ่เจือจานด้วยวัตถุ ด้วยการแนะนําส่ังสอนศิลปวิทยาความรู้ให้ เพราะต้องมี ปัญญาพิจารณาว่า อะไรเป็นเหตุแห่งหายนะคือความเส่ือม อะไรเป็นเหตุแห่งวัฒนะคือความเจริญ และรู้จักท่ีจะท�ำตัว ให้รู้จักหายนะให้ถึงวัฒนะ คือละจากความเสื่อมให้ถึงความ เจริญได้ ที่เรียกว่า ปัญญา ถ้าใครปฏิบัติตามธรรม ๔ ข้อนี้ คนนั้นก็ดีกว่าช้ันต้นคือชั้นท่ี ๑ คือได้ประโยชน์ เล่ือนขึ้นมา เป็นชั้นที่ ๒ ท่ีเรียกว่าสัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ใน ชาตหิ น้าในวันหนา้ ส่วนชั้นท่ี ๓ คือชั้นอุดมศึกษาน้ัน เรียกว่าปรมัตถ ประโยชน์ ข้อนี้ทรงสอนธรรมช้ันสูง ที่ท�ำให้คนเม่ือเห็นทุกข์ ในการท่ีต้องเกิดมาแล้วเป็นอย่างน้ันอย่างนี้ ต้องการจะ เปลื้องทุกข์ หรือท�ำให้ทุกข์น้อยไปจนถึงไม่มีทุกข์เลย พระ พุทธเจ้าก็มีธรรมสอนอีกชั้นหนึ่ง คือสอนให้คนหมดทุกข์ จนถึงไม่มีทุกข์ทั้ง ๆ ที่มีชีวิตอยู่นี้แหละ ไม่ใช่ว่าตายแล้วจึง จะดับทุกข์ได้ สว่ นท่ีเรียกวา่ สอนพระนิพพาน บางคนว่าตาย แล้วจึงจะถึงพระนิพพาน ไม่ใช่เช่นนั้น พระนิพพานของ พระพุทธเจา้ น้ไี ด้ และถึงพระนิพพานทงั้ ๆ ที่มีชวี ติ เป็นอยู่ ไม่ใช่ตายไปแล้วถึงจะถึง ถึงจะบรรลุ นี้เป็นคําสอนที่สูงขึ้น ไปอีกช้ันหนง่ึ ดกี ว่าศาสดาเจ้าลทั ธอิ นื่ ๆ เพราะทา่ นเหล่านั้น มีค�ำสอนเพียงว่าให้ละชั่ว ประพฤติดี เพียงท�ำประโยชน์ใน 115

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที โลกนี้และให้มีความสุข ในโลกหน้าชาติหน้าที่สอนให้ไปสู่ สุคติโลกสวรรค์ หรืออย่างดีเพียงข้ันพรหมเท่าน้ัน ซ่ึงพระ พุทธเจ้าเห็นว่า ยังไม่ใช่ท่ีสุดของทุกข์โดยแท้จริง เพราะว่า สวรรค์ที่เรียกว่ามีอารมณ์เลิศ ถึงแม้มีสุขอย่างไรก็ยังเหลือ ทุกข์อยู่ เพราะยังมีต้องเปล่ียนแปลงแปรผันยักย้าย จุติจาก ชาติน้ัน ๆ ในเม่ือหมดบุญหรือสิ้นบุญ แล้วกลับมาสู่การเกิด อีกที่เรียกว่าสังสารวัฏ เพราะฉะนั้น เมื่อมีเกิดมันก็ยังไม่พ้น ทุกข์ อย่างน้อยก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มีต้องเป็นอย่างน้ัน อย่างน้ี เพราะเหตุน้ัน พระพุทธเจ้าจึงมีคําสอนอีกชั้นหนึ่ง คือสูงขึ้นไปท่ีเรียกว่านิพพาน สอนคนให้หมดทุกข์ ไม่มีทุกข์ ไม่ตอ้ งมาเกดิ เมื่อไมม่ ีเกดิ แล้วมันก็ไมม่ ีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ไมม่ โี สกปรเิ ทวะ ตลอดถงึ อะไรต่ออะไรนานาประการ ซึง่ เป็น ผลท่ีเน่ืองมาจากชาติความเกิดน้ี ไม่มีใครสอนถึง เพราะ อะไร ก็เพราะศาสดาจารย์เจ้าลัทธินั้น ๆ มีความรู้เพียง ช้ัน ประโยชน์โลกน้ีโลกหน้า ไม่ได้มีความรู้ถึงตรัสรู้เป็นสัมมา สัมพุทธอย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราที่ทรงตรัสรู้ สูงข้ึนไปอีกชนั้ หนึ่งคือช้ันปรมตั ถ์ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงมีสิทธิและโอกาสที่จะประพฤติ พระพุทธศาสนาได้ ท่ีจะได้ประโยชน์ตามสมควรตามเพศภูมิ ฐานะของตน ๆ คนบางคนไปเข้าใจเสียวา่ ตนเกิดมาในสมยั นี้ ไมเ่ หมาะทจ่ี ะประพฤตพิ ระพุทธศาสนา เพราะพระพทุ ธศาสนา 116



พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที เป็นของเก่า เกา่ ต้งั ๒,๕๐๐ ปี เพราะเราเปน็ คนในยุคปัจจุบัน ตัวเราไป ประพฤติของเก่าเช่นนั้นก็กลายเป็นคนคร�่ำครึ คน เก่า คนล้าสมัย อย่างน้ีก็มีหรือบางคนก็ว่าฉันเป็นคนสุดท้าย ภายหลังไม่มีบุญ ไม่มีวาสนา ไม่ได้เกิดมาทันพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฟังพระโอวาทของพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จึงไม่มีโอกาส ทจ่ี ะประพฤติพระพทุ ธศาสนา ดังนกี้ ็มี หรอื บางคนก็เขา้ ใจไป อย่างอ่ืนอีกแล้วก็เห็นไปว่า พระพุทธศาสนาจ�ำเป็นอย่างไร แก่ตน หรือแก่มิตรสหายของตน หรือมีความเห็นว่าฉันไม่ได้ ประพฤติพระพุทธศาสนา ฉันก็เป็นคนใหญ่คนโตได้ มียศ มีต�ำแหน่ง มีหน้าที่การงาน มีเกียรติท่ีชาวโลกเขายกย่องได้ อยา่ งที่เป็นอยใู่ นบัดน้ี คือ ทาํ นองว่า พระพุทธศาสนาไม่เหน็ มาท�ำอะไรให้ฉันอย่างนี้ก็มี บางทีเขาก็บอกว่า ฉันก็เป็นคน ท�ำงานท�ำมาหากิน อยู่ในศีลในธรรมอยู่แล้ว จ�ำเป็นอย่างไร จึงจ�ำต้องไปนับถือพระพุทธศาสนาให้ยุ่งยากล�ำบากใจ ขัดต่อ ความสะดวกสบายที่เขาจะหาต้องหาท�ำด้วยเล่า ท้ังน้ีทั้งนั้น ท่ีเขาพรรณนามา ก็เพราะเขายังไม่ได้ศึกษาให้ซาบซึ้งถึงพระ พุทธศาสนา คือค�ำสอนของพระพุทธเจ้าว่ามีกี่ชั้น ก่ีประเภท ก่ีชนิด ท่ีจะได้ประโยชน์แก่เขา บางคนก็ว่าพระพุทธศาสนา นั้นสอนแต่เร่ืองการแก่ การเจ็บ การตาย สอนแต่เรื่องทุกข์ โศกให้เห็นว่าอยา่ งน้ีเป็นทุกข์ อย่างน้ันเปน็ ทกุ ข์ ไมน่ า่ สนกุ เลย สู้เข้าโรงหนังโรงละครไม่ได้ มันเพลินดี สนุกดี เพราะฉะน้ัน 118

พระพุทธศาสนาในปจั จุบันเส่ือมหรือเจรญิ กันแน่ ฟังพระเทศน์ เขาบอกว่าง่วงนอน ดูหนังดูละครก็ต่ืนตา สบายใจ ท้งั ๆ ทต่ี ้องเสยี เงนิ ตอ้ งแต่งเนอื้ แต่งตัว ขึ้นรถลงเรือ ไป ส่วนวัดวาอารามไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย เปิดประตู อยู่เสมอ เชื้อเชิญกันอยู่เสมอ แต่ก็มีจ�ำนวนน้อย อย่างที่มา ฟังปาฐกถาในวันนี้พอนับองค์ได้นับคนได้ แต่ถ้าเข้าไปดูโรง หนังโรงละครน้ันแน่นเอี้ยดทีเดียว ทั้ง ๆ ท่ีต้องเสียเงิน ก็เพราะเขาไม่สนุกจะท�ำอย่างไรได้ เหมือนกับท่านฟังปาฐกถา ของอาตมาในวันน้ีไม่สนุก น้ีมันก็ต้องทนกันหน่อยแหละ แต่ ถ้ามีเรื่องดี ๆ มีคนเขามาพูดดี ๆ นักปาฐกดี ๆ ก็คงจะแน่น เหมือนกบั โรงหนังโรงละคร ถา้ โปรแกรมดี ๆ ก็แนน่ ท้งั ๆ ที่ วา่ ตอ้ งเสียเงนิ มาก ๆ ซื้อตวั๋ ราคาแพง ๆ แม้นกั มวยตอ่ ยมวย กันก็เหมือนกัน ถ้านักมวยธรรมดาก็ไม่แน่นอนไม่ต้องการดู ย่ิงต้องเสียเงินเสียทองยิ่งไม่ต้องการ ถ้านักมวยอย่างเอก ๆ หรือเขาแข่งขันที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในรุ่นน้ันรุ่นนี้ เป็นต้น ก็มักจะ แนน่ หนายดั เยยี ด แม้จะต้องเสียเงิน ราคาแพง ๆ กย็ ิ่งซ้อื ตวั๋ ไม่ได้ ซอื้ ได้แล้วก็ยงั เข้าไปดไู ม่ไดอ้ ยา่ งนี้เปน็ ตน้ ข้อนเ้ี ป็นเร่อื งทโ่ี ทษใครไมไ่ ด้ ต้องโทษว่าเขาไม่ได้รบั รส ไม่รู้รสจากพระพุทธศาสนา จะให้เขาเอร็ดอร่อยต้องการ อย่างไรได้ ฉะนั้น มันเป็นหน้าที่ของเรา ทุกคนท่ีเป็นพุทธ ศาสนิกชน เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า จะต้องพยายามช้ีแจง แนะนําเผยแผ่คําสอนของพระองค์เข้าสู่จิตใจของคนเช่นน้ัน 119

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ท�ำให้เขาได้รับรส รู้คุณของพระพุทธศาสนา เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว ไม่ต้องไปชักชวนเขาหรอก เหมือนกับเขาดูหนังเรื่องใด สนุกสนาน และกินกาแฟ อาหารร้านใดได้รสเอร็ดอร่อย ก็นึกถึงแต่ร้านน้ัน เร่ืองนั้นใจจดใจจ่อ เพราะฉะนั้นจําต้องไป ดูให้ได้ ไปกินให้ได้ โดยไม่ต้องมีใครชักชวน ฉันใดก็ฉันน้ัน ถ้าเขาได้รับรสจากพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่ต้องไปชักชวนเขา เขาประพฤตดิ ้วยศรทั ธาความเล่ือมใสของเขาเอง เมอ่ื ทา่ นทัง้ หลายเขา้ ใจในเรือ่ งคำ� ว่า พระพทุ ธศาสนามี ก่ีช้นั มกี ป่ี ระเภท และได้แก่อะไร เพียงข้อย่อ ๆ ดังได้บรรยาย มาก็เสยี เวลาไปนาน ตอนนี้เรามาพิจารณาถึงค�ำว่า ในปัจจุบันหรือในยุค ปัจจุบัน คือพระพุทธศาสนาในปัจจุบันน้ีเสื่อมหรือเจริญ อาตมาให้คําถามไว้ว่า “กันแน่” เจริญหรือว่าเส่ือมกันแน่ ท่านเห็นอย่างไรเล่าว่า เส่ือมหรือเจริญก็คงจะแบ่งออกได้ เปน็ ๒ พวก ๒ ฝา่ ย ฝ่ายหน่ึงคงเหน็ ว่าเส่อื ม เพราะอย่างน้นั อย่างนี้ บางทา่ นคงจะว่าเจรญิ เพราะธรรมดาการเห็นนัน้ จะ ให้ลงเป็นอันเดียวกันไม่ได้ ท่านท่ีเห็นว่าเจริญหรือกําลัง เจริญและจะเจริญต่อไปน้ัน ท่านก็คงจะยกความเจริญใน ด้านวัตถุธรรม ในด้านบุคคล ในด้านต�ำรับต�ำรา ตลอดถึง การเผยแผ่เป็นต้นว่า วัดวาอารามเด๋ียวนี้มีสร้างกันปีละ 120

พระพทุ ธศาสนาในปัจจุบนั เส่ือมหรือเจรญิ กันแน่ มาก ๆ พระเณรก็บวชกันปีละหม่ืน ๆ องค์ และการศึกษา เด๋ียวนี้มีถึงข้ันมหาวิทยาลัย และนักธรรม ธรรมศึกษาก็มีท้ัง ช้ันตรี ช้ันโท ชั้นเอก ทั้งฝ่ายบรรพชิตทั้งฝ่ายคฤหัสถ์ และ ที่นับว่าเจริญในปัจจุบันนี้ ก็คือว่าท่ีสภาการศึกษามหามกุฏ ราชวิทยาลัยเปิดให้เรียน ให้คฤหัสถ์ชายหญิงเรียนบาลี เท่ากับพระเณรได้ เม่ือพุทธศักราช ๒๕๐๖ เราให้อุบาสิกา ซ่งึ มาจากจงั หวดั เพชรบุรี เข้าสอบเปรียญ ๓ ประโยค ๔ คน ในจ�ำนวนน้ันมีคนหน่ึงได้เปรียญเป็นคนแรก และปีนี้เข้าสอบ ทั้งเปรียญ ๓ เปรียญ ๔ เปรียญ ๔ ก็คือคนได้เปรียญ ๓ ปีกลายนี้ สว่ นเปรยี ญ ๓ ก็ลดจำ� นวนไปคนหนึง่ เหลอื ๗ คน และเราก็เปิดโอกาสให้คฤหัสถ์ คือคนอื่นท่ีมีความรู้ในทาง บาลีมาสมัครสอบ มีกรรมการควบคุมการสอบ และออก ข้อสอบอย่างเดียวกันกับที่ออกข้อสอบในฝ่ายบรรพชิต นี้ นับว่าเป็นความเจริญในด้านการศึกษา วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ต�ำรับต�ำราคัมภีร์ต่าง ๆ สถาบัน ต่าง ๆ ก็นับว่าเจริญตามสถิติของกระทรวงศึกษาธิการ พระ พทุ ธศกั ราช ๒๕๐๓ แสดงสถิติจำ� นวนวัดวา่ มถี ึง ๒๑,๗๘๐ วดั ภกิ ษสุ ามเณรมี ๒๔๔,๓๓๐ รปู ในจ�ำนวนพลเมอื งของประเทศ ไทย ๒๕ ล้านครึ่ง ก็นับว่าพระพุทธศาสนาเจริญหรือกําลัง เจริญหรือจะเจริญต่อไป เช่น จะมีการเผยแผ่ในต่างประเทศ ท้ังยุโรปและอเมริกา เวลาน้ีก็พิมพ์พระไตรปิฎกข้ึนมา 121



พระพุทธศาสนาในปจั จุบันเสือ่ มหรือเจริญกนั แน่ ทั้งอรรถกถาบาลีและท�ำปทานุกรมบาลี นี้ในด้านความเจริญ ของพระพทุ ธศาสนา ฝ่ายทา่ นที่เห็นว่าเสอ่ื ม ก็ยกพรรณนาถงึ ความเสือ่ มใน ด้านจิตใจ ในการประพฤติปฏิบตั ิ หรือด้านวัตถุธรรม อย่างท่ี ทราบว่าภิกษุรูปน้ันรูปน้ี หรืออุบาสกอุบาสิกาที่นับถือคนนั้น คนน้ี คณะน้ันคณะน้ีประพฤติไม่ดี ท่านก็ว่านี่เป็นความเสื่อม ในพระพุทธศาสนา อาตมาก็เคยได้ฟังมาว่าปีนี้วันมาฆบูชา เสื่อมเต็มที่ คนไปฟังเทศน์เพียงกัณฑ์ต้นเท่าน้ัน กัณฑ์ที่ ๒ คนหมดอุโบสถเสียแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ไม่เหมือนแต่ก่อนที่ ท่านฟังกันตลอดรุ่งตลอดคืน วิสาขะไม่ใช่คืนเดียว ด้วยมี ๒ คืนด้วยซ�้ำ คนแน่นวัด เด๋ียวน้ีเขาบอกว่ากร่อยเต็มที บางวัดก็เทศน์กลางวัน บางวัดก็เทศน์กัณฑ์เดียว ก็เพราะ ไม่มีคนท่ีจะฟังเทศน์ เข้าโรงหนังโรงละครหมด ดังท่ีกล่าว มาแลว้ ข้างต้น นี้เปน็ ด้านความเสือ่ ม พรรณนาในความเส่อื ม ตลอดถึงวัตถุวัดวาอารามทรุดโทรม ไม่สามารถจะซ่อมแซม ใหค้ งดีอยู่ได้ ความเส่ือมของคนก็ดี ของวัตถุธรรมก็ดี ของสถาบัน การศึกษาก็ดี ของอุบาสกอุบาสิกาที่ลดลงไปก็ดี ไม่ใช่ตัว “พระพทุ ธศาสนา” นเี้ ป็นความเห็นของอาตมานะเพยี งเทา่ น้ัน ตัวพระพุทธศาสนา คือธรรมวินัยท่ีได้แสดงมาตั้งแต่ต้น 123

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ธรรมวนิ ยั ของพระพทุ ธเจา้ เสอ่ื มหรอื อาตมาเหน็ วา่ ไมเ่ สอ่ื ม เพราะแต่ก่อนมีอยู่เท่าไร เด๋ียวน้ีก็มีอยู่เท่าน้ัน ไม่ได้น้อยไป ไมไ่ ดห้ มดไป หรือว่าเจริญขน้ึ คือเพิม่ เติมใหมก่ ไ็ มม่ ี ธรรมก็มี อยู่ ๓ ขน้ั ๓ ประเภท หรอื มีทงั้ วนิ ัยปฎิ ก สตุ ตนั ตปฎิ ก และ อภิธรรมปิฎก กม็ อี ยเู่ ท่าเก่า ตลอดเวลากว่า ๒,๕๐๐ ปี กม็ ีอยู่ เท่านั้นแหละ บัดน้ีพิมพ์ในภาคอักษรไทย ก็มีอยู่ ๔๕ เล่ม ไม่ไดห้ มดไป ไมไ่ ด้นอ้ ยไปเลย อรยิ มรรคกย็ ังมอี งค์ ๘ อริยสจั ก็ยงั มีอยู่ ๔ โพธปิ ักขิยธรรมก็ยงั มีอยู่ ๗ หมวด ๓๗ ประการ ไม่ไดห้ มดไป ไมไ่ ดน้ อ้ ยไป เพราะฉะนั้น จะวา่ เสือ่ มอยา่ งไรได้ ฉะน้ัน ความเส่ือมหรือความเจริญนั้น ไม่ใช่อยู่ท่ีตัว ธรรมวินัย ค�ำส่ังสอน ของพระพุทธเจ้าท่ีเรียกว่า พระพุทธ ศาสนา แต่อยู่ท่ีผู้นับถือพระพุทธศาสนา หรืออยู่ที่คน พระพุทธเจ้าก็ทรงยกขึ้นไว้ชัดเจนว่า อยู่ท่ีบุคคล ๔ ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งบัดนี้ไม่มีภิกษุณีแล้ว มีสามเณรแทน ดงั ทต่ี รสั ว่า “ดกู ่อนภิกษทุ ง้ั หลาย ถา้ สมัยใด บริษทั ๔ คือ ภิกษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก อุบาสกิ า ยงั เคารพใน ธรรม สักการะในธรรม ปฏิบัตธิ รรมสมควรแก่ธรรม ปฏบิ ตั ิ ชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ในสมัยน้ันพระธรรมก็เจริญ โดยตรงกนั ขา้ ม ถ้าไม่เคารพ ไม่สักการะ ไม่ประพฤตธิ รรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เป็นต้น ในสมัยน้ันพระ สัทธรรมก็เสื่อม” คําว่า พระสัทธรรม แปลว่า ธรรมของ 124

พระพุทธศาสนาในปจั จุบนั เสอื่ มหรอื เจริญกันแน่ สัตบรุ ุษ สัตบรุ ษุ แปลวา่ ผเู้ รยี บรอ้ ย ผ้สู งบระงับจากความ ช่วั ดังนัน้ คาํ ว่า พระสทั ธรรมหรอื ธรรมวนิ ยั ของพระพุทธ ศาสนาก็คืออันเดียวกัน จะเส่ือมหรือเจริญอยู่ที่บุคคล ไม่ใช่อยู่ท่ีตัวพระพุทธศาสนา แต่ก็อาศัยกันและกัน เพราะ พุทธศาสนาก็ฝากอยู่ที่คน คนเป็นศาสนทายาท ถ้าศาสน ทายาทท�ำตนเป็นคนเส่ือม ธรรมวินัยก็เสื่อมจากคนน้ันหรือ เสื่อมไปจากถิ่นที่นั้น แต่ว่าไม่ใช่ว่าธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เสอ่ื ม แทจ้ รงิ บุคคลเสอื่ มจากธรรมวนิ ัย ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่า ภิกษุณีเสื่อมไปก่อนแล้ว คือ ไม่มีในโลก อันตรธานถึงหมดจากโลกไปทีเดียว ใครจะบวช อีกในเวลานี้ก็ไม่มีภิกษุณีสงฆ์ บวชไม่ส�ำเร็จเป็นภิกษุณีโดย ถูกตอ้ งตามพระพทุ ธานุญาต ทนี ีส้ ่วนภกิ ษุเล่า รวมทง้ั สามเณร อบุ าสก อุบาสกิ า ซงึ่ เป็นบริษทั ๓ นอกจากภกิ ษณุ ี หลงั จาก พุทธปรินิพพาน สาวกที่เป็นองค์ส�ำคัญท่ีช่วยประกาศพระ พุทธศาสนา ท่านก็นิพพานไปก่อนพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น จึงหมดก�ำลังลงไป เพราะเหตุน้ี หลังจากพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว พระสงฆ์จึงปรารภธรรมวินัยที่ประพฤติ แตกต่างกนั ออกไป จนถึงเป็นเครื่องรงั เกยี จในความประพฤติ ปฏิบัติ จนเป็นเหตุให้ประชุมร่วมกันท�ำสังคายนาวินิจฉัยว่า อย่างไรถูก อย่างไรผิด อย่างไรเป็นวินัย อย่างไรเป็น สัตถุศาสน์ คือคําสอนของพระศาสดา การท�ำสังคายนา 125

พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ครั้งท่ี ๑ ภายหลัง ๓ เดือน เป็นเพียงจัดหมวดจัดประเภท ของธรรม คือแยกธรรมออกเป็น ๒ ส่วนหรือ ๒ ปิฎก ส่วน วินัยก็คงไว้เป็นวินัยปิฎก ธรรมแยกออกเป็นสุตตันตปิฎกและ อภิธรรมปิฎก เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ ๓ คือ พุทธศักราช ๒๓๔-๒๓๖ (เร่ืองพุทธศักราชนี้ยังไม่สู้แน่ยังไม่ลงกัน) การ ประพฤติปฏิบัติของคณะสงฆ์รู้สึกมากมูลไปด้วยลัทธิ พิธี รีตอง และมีการย่อหย่อน ละเมิดธรรมวินัยจนถึงพระสงฆ์ รังเกยี จกันเอง ไม่ทำ� อโุ บสถสงั ฆกรรมร่วมกันเป็นเวลา ๑๒ ปี และมผี ปู้ ลอมบวช คือบวชเอาเอง โดยไมถ่ ูกธรรมถูกวินยั เพื่อ หวังแก่การเลี้ยงชีพง่าย ๆ พวกเช่นนี้ก็แสดงลัทธิของตน ๆ ตามที่ตนเคยนับถือมา เป็นเหตุให้พระศาสนาเส่ือมลงจาก ความเคารพนบั ถอื จากพระธรรมวนิ ยั ท่บี ริสุทธด์ิ ีอยู่ เพราะมี ลัทธิอ่ืนแทรกปนเข้ามา เราจะพบได้ในพระไตรปิฎกบางเล่ม ก็ยังมีแทรกเข้ามา ซึ่งสอนให้นับถือพระอาทิตย์พระจันทร์ อยา่ งน้เี ปน็ ตน้ ซ่ึงอาตมาเช่ือแน่ว่านี้ไม่ใช่เป็นพระพุทธพจน์ออกจาก โอษฐ์พระพุทธเจ้า คือเป็นของแทรกเติมขึ้นมา พระพุทธเจ้า ไม่สอนให้เชื่อในสิ่งท่ีไร้เหตุผลโดยไม่มีประโยชน์ พระอาทิตย์ พระจันทร์เขาก็เป็นธรรมชาติอย่างหน่ึง มีอยู่เป็นอยู่อย่าง ธรรมดา จะมีประโยชน์อ�ำนวยความดี หรือสาปแช่งให้เรา เป็นอย่างน้ันอย่างน้ีได้อย่างไร นี้เชื่อว่าแทรกเข้ามา เพราะ 126

พระพุทธศาสนาในปัจจบุ นั เสื่อมหรือเจริญกันแน่ คัมภีร์ของพราหมณ์ที่เรียกว่า ตันตระ ตลอดถึงอาถรรพเวท คือเช่ือคาถาอาคมของขลังก็แทรกเข้ามาปนเข้ามาแยกกัน ไม่ออก เพราะฉะน้ัน พระพุทธศาสนาจึงเร่ิมเส่ือมหลังพระพุทธ ปรินิพพาน ๑๐๐ ปี จนเป็นเหตุให้แตกหมู่แตกคณะหลังจาก ท�ำทุติยสังคายนาแล้ว ผู้ท่ีลงกันได้ยอมรับความเห็น ปรับ ความประพฤติปฏิบัติเข้ากันได้ก็อยู่พวกหนึ่ง พวกที่ไม่เห็นด้วย ก็หนีไปอยู่ทางฝ่ายเหนือ แล้วก็ไปร่วมกันท�ำสังคายนาอีก ครั้งหน่ึง ในสมัยพระเจ้ากนิษกะคือหลังจากนั้น ๖๐๐ ปี 127

พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที จึงเป็นฝ่ายมหายานไป แก้ธรรมวินัยอนุโลมตามความสะดวก ของตน และเขากเ็ ห็นว่าน่แี หละเป็นธรรมวินัย เปน็ สตั ถุศาสน์ คําสอนของพระศาสดา พระพุทธเจ้าสอนอย่างน้ี บัญญัติ อยา่ งนี้ เขาไม่ได้ว่าเขาแกเ้ ขาเปล่ยี น ถ้าเขาบอกว่าเขาเปลยี่ น เขาแก้ เราก็รู้ได้ เขายอมรับกันว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเป็น วินัย อะไรเป็นสัตถุศาสน์ท่ีแท้จริง ที่สืบต่อมาจากพระ พุทธเจ้าจากพระอรหันตสาวก และเขาได้เหยียดฝ่ายเดิมฝ่าย ที่ไม่ได้เปลี่ยน คือไม่ยอมเปล่ียนแปลงว่าเป็นหีนยาน หีนะ เป็นคําเหยียดหยาม แปลว่า เลว แปลว่า คับแคบ เหมือน ยานเลก็ บรรทกุ คนไดเ้ ท่ียวละน้อย ๆ ส้มู หายาน ยานใหญ่ ๆ ไม่ได้ จุคนได้มาก เพราะสอนคนให้ถึงสุคติ และนิพพานได้ มาก ๆ ในพธิ กี ารของฝ่ายมหายาน เพราะฉะนั้น เราไปเรียกลัทธิของเราตามคัมภีร์ตามคํา ของมหายานว่า “หีนยาน” เท่ากบั ยอมรับความเหยยี ดหยาม ของลทั ธิฝา่ ยมหายาน ควรท่เี รียกว่า “เถรวาท” คอื ถอื ตาม โอวาทของพระเถระยุคพระอรหันต์ ที่สืบมาจากพระสัมมา สัมพุทธเจ้าท่ีไม่ยอมเปล่ียนแปลงแก้ไข เพราะพระอรหันต สาวกท่านประชุมท�ำสังคายนาคร้ังท่ี ๑ แล้ว ไม่อนุญาตให้ แก้ไขธรรมวินัย เพราะรู้ไม่ได้ว่าสิกขาบทใด ท่ีพระพุทธเจ้า ทรงอนุญาตให้แก้ไขได้ เราไม่สามารถจะวินิจฉัยได้ เม่ือท่าน แก้ได้อย่างหน่ึงแล้ว เป็นเหตุให้แก้อย่างที่สองท่ีสามต่อไป 128

พระพทุ ธศาสนาในปัจจุบนั เส่ือมหรอื เจรญิ กนั แน่ ได้อีก หนักเข้าก็เลยไม่มีอะไรท่ีจะต้องแก้ เพราะแทนที่จะแก้ ใหด้ ขี ้ึน กลับแก้ให้เลวลงไป ฉดุ เข้าหาความสะดวกสบาย อาตมาชอบคาํ ของศาสตราจารย์สวามี สตั ยานนั ทบรุ *ี ซ่ึงเป็นชาวฮินดูโดยก�ำเนิด ท้ังที่เขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา เลย แต่เขาก็ยอมเคารพนับถือพระพุทธเจ้า และพระโอวาท คําสอนของพระพุทธเจ้า ถึงกับได้เขียนไว้และแพร่หลาย ใน หนังสือว่า พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าดีถึงดีท่ีสุดแล้ว เขาว่าอย่างนั้น ท้ังธรรมท้ังวินัยดีถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะน้ัน ส่งิ ใดทด่ี ีถงึ ท่สี ุดแล้ว สงิ่ นั้นไม่ตอ้ งการแก้ไข ใครท่ีหาญเขา้ ไป แก้ไข ไม่แก้ให้ดีข้ึน แต่แก้ให้เลวลงไป เพราะของท่านดี ถึงท่ีสุดแล้ว ท�ำอย่างไรจะให้ดีไปกว่าน้ันได้เล่า ส่ิงที่แก้ไข เพราะยังดีไม่ถึงที่สุด จึงต้องมีการแก้ไขเพื่อให้ดีข้ึนไป นี้เขา เขียนเป็นค�ำคมซึ่งถูกใจอาตมานักหนา ขอฝากไว้ให้ท่านคิด เอาเอง เพราะฉะน้ัน ผู้ท่ีแก้ไข ผู้ที่ติพระพุทธศาสนาทั้งธรรม วนิ ัยวา่ เป็นของครำ�่ ครึเก่าแกโ่ บราณสืบมานาน ควรจะแก้ไข เปล่ียนแปลงไปตามยุคตามสมัย ที่โลกเขาเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการอยู่เสมอน้ี ท่านเหล่าน้ันยังมีกิเลสเข้าข้างตน คือ * นักปรัชญาและภาษา ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการภารตวิทยาใน ประเทศไทย โดยเฉพาะเป็นผูก้ ่อตงั้ อาศรมวัฒนธรรมไทย-ภารต 129

พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ตอ้ งการแกไ้ ขเขา้ หาความสะดวกสบายทต่ี นยงั ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ไม่ได้ เพื่อหย่อนลงมาเข้ากับตน พระพุทธเจ้าทรงวางธรรม และบัญญตั พิ ระวนิ ัยฉดุ คนเขา้ ไปหาธรรม เมอ่ื ตนยงั ปฏิบตั ิตาม ธรรมขั้นสูงไม่ได้ ก็ประพฤติปฏิบัติธรรมขั้นต�่ำ ๆ ไปก่อนสิ และเม่ือใดปฏิบัติธรรมข้ันที่ ๑ ได้แล้ว จึงค่อยขยับข้ึนไป ข้ันที่ ๒ และข้ันท่ี ๓ โดยล�ำดับ จนถึงข้ันปรมัตถประโยชน์ ถ้าเราไปแก้ความดีของท่านเสีย คนข้างหลังท่ีเขาสามารถ ประพฤติปฏิบัติได้ ก็ไม่มีของดีท่ีจะประพฤติปฏิบัติ และไม่รู้ ว่านี้เป็นธรรม น้ีเป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสน์ เพราะแปลกปลอม ปะปนแก้ไขดัดแปลงมันเสีย จนรู้ไม่ได้พิสูจน์ไม่ได้ น้ีจึงเท่ากับ ตัดรอนบ่ันทอนประโยชน์ของคนข้างหลัง ที่เขาสามารถจะ ประพฤตปิ ฏบิ ัติได้ ตามที่ได้บรรยายมานี้ พอจับใจความได้แล้วว่า พระ พุทธศาสนาหลังจากปรินิพพาน โดยเฉพาะผู้นับถือพระพุทธ ศาสนาเส่ือมมาโดยล�ำดับ ๆ แต่ตัวพระธรรมวินัยหาได้เสื่อม ไปไม่ แต่เพราะพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้ว ได้ฝากอยู่กับคน ข้ึนอยู่กับคน เมื่อคนในยุคน้ันในสมัยนั้นเป็นผู้เสื่อม พระ ธรรมวินัยก็พลอยเส่ือม ไปตามกันด้วย จนถึงสิ้นสูญไปจาก อินเดีย มัชฌิมประเทศซ่ึงเป็นแดนเกิดของพระพุทธศาสนา ท้ังนี้ก็เพราะว่า บริษัท ๔ คือลูกตถาคตนี้เองท�ำให้เส่ือม 130

พระพทุ ธศาสนาในปจั จุบันเส่ือมหรือเจรญิ กันแน่ ไมใ่ ช่คนอนื่ เลย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสิกา แตเ่ มอื่ เสื่อมจากท่ีหน่ึงแล้ว คือจากอินเดียแล้วก็ไปเจริญแพร่หลาย ในถ่ินอื่นในประเทศอื่น เช่น มาเจริญในลังกา ในพม่า ใน มอญ ในไทย ในธิเบต ในเขมร ในญวน ในญีป่ นุ่ ในจีน ดงั นี้ เป็นต้น แต่ก็แพร่หลายไปท้ังฝ่ายหีนยาน ท้ังฝ่ายมหายาน หรือสถวีระ เถรวาท และมหายาน ตลอดถึงพราหมณ์ ลัทธิ เดียรถีย์ นิครนถ์ ปริพาชก อเจลก มีปน ๆ กันไป จนถึงไป ปนกบั ศาสนาดั้งเดมิ ของเขา เช่นจนี ไปปนกบั เตา๋ ขงจือ๊ ญี่ปนุ่ ก็ไปปนกับชินโต ซึ่งเป็นลัทธิด้ังเดิมของเขา เข้ามาในไทย ก็เชื่อว่าไม่พน้ จากคติน้ี เพราะฉะน้นั พระพทุ ธศาสนาทแ่ี ท้น้ัน เป็นอย่างไร และท่ีปลอมเข้ามาเป็นอย่างไร ก็เช่ือว่าท่าน ท้ังหลายยากจะพิสูจน์ แต่ก็ไม่ยากที่จะหาข้อเท็จจริงได้ว่า อะไรแท้ อะไรไม่แท้ อะไรเป็นวินัย ที่ค�ำสอนของพระพุทธ ศาสนา หรือค�ำสอนของพระพุทธเจ้าที่แผ่เข้าถึงสุวรรณภูมิ หรือแหลมทอง ซ่ึงจะเป็นท่ีไหนก็ยกไว้เป็นหน้าท่ีของผู้รู้จะ วินิจฉัยเอาเอง รวมท้ังธรรมวินัยค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ท่ีมาปน ๆ กัน มีท้ังลัทธิเถรวาทและลัทธิมหายานและลัทธิ พราหมณ์ คือคัมภีร์ตันตระและอาถรรพเวท คือ การเชื่อ ของขลังส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ตลอดถึงลัทธิความเช่ือถือพื้นเมือง คือ การถือผถี อื เทวดาประจำ� ถิน่ ประจำ� รัฐ ประจ�ำหมบู่ ้าน ประจ�ำ แคว้น เพราะฉะนั้น ที่ชาวบ้านไม่ได้ศึกษาค้นคว้าจะพิสูจน์ 131

พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที 132

พระพุทธศาสนาในปัจจบุ นั เสอ่ื มหรอื เจรญิ กันแน่ แยกแยะไดอ้ ย่างไรว่า นี้เปน็ ธรรม นเี้ ป็นวินยั นเ้ี ปน็ สตั ถุศาสน์ คําสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่นักเรียน นักศึกษา เช่น ฝ่าย บรรพชิตต่างโดยเป็นภิกษุเป็นสามเณร ต่างก็ยังหลงงมงาย เชื่อกันไป จึงได้มีครู มีอาจารย์และผู้ตั้งลัทธิค�ำสอนไม่ เหมือนกัน ท้ังธรรม ทั้งวินัย ทั้งการเจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน หรือท่ีเรียกว่าสมถภาวนา วิปัสสนา ภาวนา อย่างที่เห็นกันอยู่ในบัดนี้ ซึ่งมีมากมายแตกต่างกัน ประชันขันแข่งกัน บางแห่งก็มีเก้าอ้ีโซฟา มีห้องเย็นให้นอน หรือให้นั่งกรรมฐาน แล้วหลับกันอย่างสนิทสนม กรน ครอก ๆ เขาบอกวา่ นแ่ี หละเป็นธรรมเป็นวนิ ัย เปน็ คำ� ส่งั สอน ของพระพุทธเจา้ นา่ อนาถสงั เวชใจ เพราะฉะนั้น อาตมาจะยกข้อที่เราพิสูจน์ได้อย่างไร ซึ่ง ก็ไม่ใช่เป็นปัญหาใหม่ในบัดนี้ แท้จริงเป็นปัญหาเก่าแล้ว เคย มีเคยเกิดตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่แล้วว่า ที่ตรัสแก่ ชาวกาลามชน ซึ่งเขาไม่รู้จะเชื่ออะไรว่าเป็นค�ำที่เชื่อได้เพราะ ครอู าจารยท์ ม่ี าพูดมาสอน ไมใ่ หเ้ ชื่อเพราะสบื ๆ กนั มา เพราะ ข่าวเล่าลือ เพราะคาดคะเน เพราะเดาตามอาการ เพราะ อ้างต�ำรับต�ำรา เพราะอ้างสมณะชีพราหมณ์ คือนึกว่าผู้น้ี เป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา ๆ จึงต้องเช่ือ เหล่านี้เป็นต้น รวม ๑๐ ประการ ซึง่ ขอให้ไปค้นควา้ ดูในกาลามสตู ร 133

พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที อนึ่ง พระนางมหาปชาบดีโคตมี คือพระน้านางของ พระพุทธเจ้าก็คงสงสัยอย่างนี้ เพราะเช่ือว่าเวลาน้ันก็คงจะ ฟั่น ๆ เฝือ ๆ มาแล้วละ แต่ไม่มากเท่าในเท่านั้นแหละ พระพุทธเจ้าจึงได้ยกลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ ตรสั แกพ่ ระนางมหาปชาบดโี คตมใี หพ้ จิ ารณาและพสิ จู นเ์ อาเอง ว่า ถ้าเป็นไปในลักษณะ ๘ ประการนี้ พึงรู้เถิดว่า น่ันเป็น ธรรม นั่นเป็นวินัย น่ันเป็นสัตถุศาสน์ ลักษณะตัดสินธรรม วินัยมีอะไรบ้าง ในฝ่ายบรรพชิตในฝ่ายธรรมศึกษาท่านคง ทราบดีคือ ถ้าค�ำสอนอันใดเป็นไปเพ่ือคลายความก�ำหนัดคือ วริ าคะ ทเ่ี รยี กว่า ความกำ� หนดั ความติดใจ ความร้อยรดั ใจ ในกามคุณารมณ์คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คลาย ก�ำหนัด วิสังโยค มิใช่เพ่ิมก�ำหนัดเป็นไปเพื่อคลายก�ำหนัด ข้อ ๑ เข้าลักษณะว่าเป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ ถ้า เพ่ิมความก�ำหนัดนั้นไม่ใช่ “เนโส ธมฺโม เนโส วินโย เนตํ สตฺถุสาสนํ” ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ข้อ ๒ ปราศจากทุกข์ ไมใ่ ชเ่ พมิ่ ทกุ ข์ ถ้าสอนให้เพ่ิมทุกข์ แลว้ ก็ไม่ใช่ ต้องปราศจากทกุ ข์ ไมใ่ ชเ่ พ่ิมทกุ ข์ ข้อ ๓ ท่านสอนให้ อปจะ คือไม่ให้สะสมกองกิเลส เพราะฉะน้ัน ค�ำสอนอันใดสอนให้ เราสะสมกองกิเลสไม่ใช่ นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุ ศาสน์ ข้อ ๔ ท่านสอนให้อยากน้อย เรียกว่า “อัปปิจตา” ให้เป็นผู้มักน้อย ปรารถนาน้อย ไม่ใช่มักมากท่ีเรียกว่า 134

พระพุทธศาสนาในปจั จบุ นั เสอื่ มหรอื เจริญกนั แน่ “มหิจฉตา” มักมากนั้นคืออะไร ปรารถนาใหญ่ ปรารถนา ลามก คือประกาศตัวประกาศตนให้เขารู้ เขาเห็นว่าฉันเป็น อย่างนนั้ อย่างนี้ วิเศษอยา่ งนั้นอยา่ งนี้ ทง้ั ๆ ทไ่ี ม่มีคุณธรรม ความดีอะไร หรือมีอยู่แล้วประกาศก็ยังเสียเลย เรียกว่า อวดตน เพราะฉะน้ัน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้อวดตนและ ประกาศตน อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นไปในวัตถุ มีวัตถุแล้วพอดี แล้วไม่ต้องการ เอาแต่เพียงว่าใช้ได้ ตรงกันข้ามกับ ที่เรียกว่าสันโดษ ข้อ ๕ ท่านจึงสอนให้สันโดษ คือยินดี ตามมตี ามได้ ถา้ ไดม้ าโดยชอบธรรมแลว้ เชน่ เขาถวายเขาให้ หรือได้มาโดยสงฆ์แจก อย่างนี้มันก็ไม่เห็นผิดเห็นเสีย ยินดี ตามท่ีมีตามท่ีเกิดได้ คือสันโดษ ถ้ามักน้อย ฉันต้องการ เพียง ๓ ผืน เพียงผ้าไตรจีวรเท่าน้ัน ถ้ามากกว่านั้นก็สละให้ ผู้อ่ืนไป อย่างน้ีเรียกว่ามักน้อยอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นไปใน คุณธรรมตามที่ได้อธิบายมาเม่ือก้ีน้ี ข้อสันโดษ คือยินดี ตามมีตามได้ ได้มาโดยชอบธรรม มีโดยชอบธรรม เกิดขึ้น โดยชอบธรรม ก็ยินดีตามน้ัน ถ้าผิดธรรม ไม่ชอบ ไม่ยินดี ไม่ต้องการ ข้อ ๖ สอนให้สงัดจากหมู่ คือให้ยินดีในวิเวก หมายถึง สงบสงัด เช่น รุกขมูลโคนไม้ อรัญญิก ป่า สุญญาคารเรอื นว่าง 135

พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ขอแทรกสักนิดหน่ึง คําว่า สุญญาคารเรือนว่าง บางท่านเข้าใจว่าเรือนไม่มีเจ้าของ คือเขาท้ิงร้างไว้ แต่ อาตมาพบในอรรถกถาท่านไม่ได้แสดงอย่างนี้ ท่านแสดงถึง ป่าชัฏ คือว่างจากเรือน ไม่มีเรือนปลูกอาศัย หมายถึงป่าลึก ท่ีเป็นดงดิบ อย่างดงพญาเย็น ดงพญาไฟ หมายถึงป่าชัฏ อรัญญิกคอื ตงั้ อยูห่ ่างจากหม่บู ้าน เพียง ๕๐๐ ชั่วคันธนู หรอื ๒๕ เส้น วัดโดยตรงเป็นอรัญญิก คือว่าว่างจากหมู่บ้านท่ี เกล่ือนกล่นด้วยเสียงคน แต่ว่าสุญญาคารไกลออกไปกว่าน้ัน จนไม่มีเรือนปลูกอาศัย ท่ีเรียกว่า สุญญาคาร ว่างจากบ้าน จากเรือน ไม่ใช่เรือนว่างจากคน ขอฝากไว้ให้ท่านคิดเอาเอง ว่าท่ีสงบสงัดอย่างน้ัน ง่ายแก่การรักษาศีลระวังส�ำรวมกาย วาจาใจได้ง่าย ตาก็ไม่ดูรูปที่น่าเกลียดหรือย่ัวยวนชวนให้เกิด ความรัก ความโกรธ ความหลง ความมัวเมา โทรภาพวิทยุ เป็นไม่มีแน่ในท่ีเช่นนั้น มีแต่เสียง สัตว์ เสียงกบ เสียงเขียด เสียงอ่ืน ๆ เพราะฉะนน้ั จิตใจก็สงบสงดั ถา้ ศีลบริสุทธิ์ สะอาด เรียบร้อย จิตก็สงบสงัดได้ง่าย อุปธิ คือความสงบสงัดจาก กิเลส ที่เรียกว่า อุปธิกิเลส ก็สามารถที่จะท�ำให้หมดไป ให้ สงบไป ง่ายกว่าที่จะอยู่ในบ้านในเรือนปะปนคลุกคลีกับผู้คน ที่เกล่ือนกล่นด้วยรูป ด้วยเสียงย่ัวยวนให้เกิดราคะ เกิด โลภะ เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดปมาทะ เพราะฉะนั้น ท่านจึง สอนให้หาท่สี งบสงัด เรียกวา่ ปวเิ วก แตบ่ ัดน้เี ราไม่ชอบวเิ วก 136

พระพุทธศาสนาในปัจจบุ นั เสอ่ื มหรอื เจริญกนั แน่ กัน เราจะเห็นได้สอนให้เพียงสงบสงัดก็ยังมีน้อยเลย แต่ถ้า สอนให้ดีดสีตเี ป่า คลกุ คลตี ีโมงรอ้ งรำ� ทำ� เพลงมีมาก ข้อ ๗ ท่านสอนให้วิริยารัมภะ คือ มีความเพียร พยายามเผากิเลส ข้อ ๘ ท่านสอนให้สุภรตา คือ จะเล้ียงง่ายหรือเล้ียง ยาก ถ้าสอนให้เล้ยี งยากใหข้ ีเ้ กยี จ ไม่ใชธ่ รรม ไมใ่ ช่วนิ ัย ไมใ่ ช่ สตั ถุศาสน์ ถา้ สอนให้ขยัน ใหเ้ ลยี้ งง่าย นัน่ เป็นธรรม นัน่ เปน็ วนิ ยั เป็นสตั ถุศาสน์ เพราะฉะนัน้ เราจะรไู้ ด้ว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเปน็ วินยั อะไรเป็นสัตถุศาสน์ ก็รู้ได้ด้วยค�ำสอนของคัมภีร์นั้น ของ อาจารย์น้ัน ของส�ำนักน้ัน ของหมู่นั้น ของถ่ินนั้น ของ ประเทศน้ัน ว่าเป็นไปในลักษณะเช่นไร คือ ถ้าปราศจาก คลายกำ� หนัด ๑ ปราศจากทุกข์ ๑ ไม่สะสมกองกิเลส ๑ สอน ให้มกั นอ้ ยปรารถนาน้อย ๑ ใหส้ ันโดษยนิ ดตี ามมีตามได้ ใน ปัจจัยท่ีเกิดข้ึนโดยชอบธรรม ๑ ให้สงบสงัดยินดีในวิเวก ๑ ให้พากเพียรพยายามเผากิเลส เอาชนะกิเลส ๑ ให้เป็นคน เลี้ยงง่าย ไม่รู้จ้ีจุกจิกเป็นภาระของผู้อื่นให้เขาหนักใจ จน ท�ำตัวให้เลี้ยงยาก ๑ อย่างนี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็น สัตถุศาสน์สมควรท่ีจะประพฤติปฏิบัติตามนั้นได้ ตรงกันข้าม ไม่ใช่ธรรม ไม่ใชว่ ินัย ไม่ใชส่ ัตถุศาสน์ 137



พระพุทธศาสนาในปจั จบุ นั เสอื่ มหรอื เจรญิ กันแน่ ทีน้ีมาดูความประพฤติของพวกเราที่เรียกว่า พุทธ ศาสนิกชน นั้น ต่างโดยเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา ไม่ใช่ชาวบ้าน คือบริษัท ๔ ลูกพระตถาคต ที่จะท�ำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมหรือเจริญเป็นอย่างไร ท่าน ทัง้ หลายก็จะตัดสนิ ได้ด้วยตนเองว่า บรษิ ัท ๔ ของเราในบดั นี้ ซ่ึงมีสามเณรแทนภิกษุณีเป็นอย่างไร ท่านเป็นผู้ประพฤติ ตามธรรม ตามวินัย ตามสัตถุศาสน์ ค�ำสอนของพระศาสดา กันดีอยู่หรือ ถ้าว่าดีอยู่พระพุทธศาสนาก็ยังไม่เส่ือม แต่ถ้า ไม่ดีก็แปลว่าเสื่อมแล้ว แต่ถ้าเลวลงไปจนถึงย่�ำยีท�ำลายล้าง ก็เส่ือมเร็วเข้า จนถึงอาจจะส้ินสูญ อย่างที่ประวัติศาสตร์ได้ จารึกมาแล้ว อย่างในอินเดียซ่ึงเราเกิดไม่ทัน เพราะว่าพันกว่าปีล่วง มาแล้ว เอาปัจจุบันใหม่ ๆ น้ีก็ได้ เช่น ท่ีหมดไปในธิเบต หมดไปจากจีน และหมดไปจากบางท้องถิ่นในบัดนี้ แม้เพียง แต่ญวนใต้ ที่ผู้น�ำประเทศเขาไม่นับถือ ผู้นับถือพระพุทธ ศาสนาที่เรียกว่าพุทธศาสนิกชนถูกรอนสิทธ์ิและเดือดร้อน อย่างไร หนังสือพิมพ์ลงข่าวพิมพ์ภาพมาให้เราได้ดูได้เห็น นนี่ บั วา่ เปน็ บทเรยี นท่มี คี า่ มาก เป็นประสบการณท์ ่เี ราทุกคน ที่ได้รู้ได้เห็น ควรจะจดจํา จะได้คอยป้องกันแก้ไขอย่าให้ภาวะ เช่นน้ันเกิดข้ึนในเมืองไทยเลย เพราะว่าถ้าเราถูกอย่างน้ัน 139

พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เขา้ บา้ ง ถกู ขม่ เหงรงั แกอยา่ งนนั้ เขา้ บา้ ง ทกุ คนกจ็ ะตอ้ งดนิ้ รน ขวนขวายหาทางรอด เราจะโทมนัสทุกข์ใจ อัดอ้ันตันใจ จนถึงถูกเขาขังคุก ถูกเขาทรมาน ถูกเขาฆ่า ความจ�ำยอม เพราะสเู้ ขาไมไ่ ด้ ดีเท่าไรท่ีเรามีพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศ มีผู้น�ำ ประเทศที่เป็นพุทธศาสนิกชนตลอดมา ซึ่งจะหาอีกไม่ได้แล้ว ในประเทศอ่ืนในถ่ินอื่น ท�ำไมเราไม่รีบร้อนประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรมค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ได้ประโยชน์คุ้มค่า ที่เราเกิดมาในถ่ินเจริญของพระพุทธศาสนา ยังมีพระพุทธ ศาสนาท่ีบริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นสัตถุศาสน์ สืบต่อจากพระอรหันตสาวกซ่ึงอาตมาเข้าใจว่าเป็นถิ่นเดียว ท่ีเดียว แห่งเดียวในโลกและในเวลาน้ี แม้แต่ชาวโลกเขาก็ รบั รองกนั ว่า ในถิน่ คอื ประเทศไทยนแ่ี หละท่นี บั ว่ายังดีอยู่ ยงั บริสทุ ธอ์ิ ยู่ ทั้งฝา่ ยบรรพชติ ภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา อาตมาก็เคยท่องเที่ยวไปในต่างประเทศบางแห่ง ก็รู้สึกว่า ไม่ใช่เข้าข้างตัว เราก็ยังดีกว่าเขาโดยความประพฤติ โดย ศีลาจารวัตร เพราะฉะน้ัน ขอให้รักษาความดีอันนี้ไว้ อย่า ประพฤติตัวท�ำตัว ให้ปอนให้เลวลงไป ถ้าไมส่ ามารถจะทำ� ให้ ดีไปกว่าน้ีได้ ก็เพียงแต่รักษาความดีท่ีบูรพาจารย์ ปู่ย่าตา ยายของเรา ช่วยกันบริหารรักษาจนเป็นมรดกตกทอดจนถึง 140

พระพทุ ธศาสนาในปจั จบุ นั เสอ่ื มหรอื เจริญกันแน่ เราทุกวันนี้ แต่ถ้าสามารถท�ำให้ดีย่ิงข้ึนไป เราก็จะได้เป็น ผู้เจริญในพระพุทธศาสนา ได้ประโยชน์จากการนับถือหรือ ปฏิบัติตามคําสอนในพระพุทธศาสนา ทั้งช้ันกลางชั้นสูง ย่งิ ขน้ึ จนถึงขั้นหลุดพน้ ไดซ้ ง่ึ ไมเ่ หลือวสิ ัยเลย พฤติการณ์ความเส่ือมของคนในอินเดีย อาตมาได้เคย พยายามศึกษาและค้นคว้าไต่ถามท่านผู้รู้ เพ่ือจะหาทาง ป้องกันและเป็นบทเรียนของเราว่า เสื่อมเพราะเหตุไร และ สูญไปจนถึงกับท�ำนุบ�ำรุงรื้อฟื้นข้ึนไม่ได้นี่เพราะเหตุไร และ จะได้มาแกไ้ ข หรือรกั ษาของดีของท่านไว้ใหค้ งอยู่นาน ๆ ใน ประเทศไทย ตามประวัติที่จารึกหรือขีดเขียนหรือพิมพ์แพร่หลาย หรือท่านผู้รับรองต้องกันว่า พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย เพราะพวกอิสลามิกชนเขามาย่�ำยีข่มเหง เบียดเบียน ท�ำลาย ล้าง เช่น เผาวัดวาอาราม ฆ่าพระสงฆ์องค์เจ้า อุบาสก อุบาสิกา เผาต�ำรับตําราก็ว่ากันอย่างนี้เหมือน ๆ กันอย่างนี้ อาตมาเคยถามเขา ก็ถ้าเป็นเช่นน้ัน เขาคงไม่ได้มุ่ง ทำ� ลายเฉพาะพระพุทธศาสนา พทุ ธศาสนิกชนมใิ ช่หรือ คงจะ มุง่ ท�ำลายนักบวชพวกอืน่ ๆ ผนู้ ับถือสิทธศิ าสนาอนื่ ๆ วัดวา อารามของพวกอนื่ ๆ ดว้ ย เพราะว่าไมใ่ ช่พวกของเขา เพราะ เขาถือว่า ถ้าท�ำลายได้ ฆ่าได้ละ ก็ได้บุญได้กุศลมาก เพราะ 141

พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ฉะน้ันเขาจึงเผาวอดวายไป ฆ่าเสียให้หมดตายไป ท่ีเหลืออยู่ ก็ยึดครองไป ดัดแปลงแก้ไขเป็น ของศาสนาของเขาไป อยา่ งท่เี หลอื ซากอยใู่ นบดั น้ที พี่ อพิสูจนไ์ ด้บ้าง มีผู้แก้แทนว่า ก็เพราะพระพุทธศาสนาไม่มีการต่อสู้ สอนให้เมตตาโดยไม่มีขอบเขตเสียด้วย เช่น แม้แต่เป็นข้าศึก ศัตรูก็ยังเมตตาปรารถนาสุขให้แก่เขา ยอมให้เขาฆ่าไม่มีการ ต่อสู้ป้องกัน ไม่เหมือนศาสนาอื่น ๆ ท่ีเขาสอนให้มีการต่อสู้ ป้องกัน เขายังเหลืออยู่ อย่างพวกศาสนาเชน ศาสนาฮินดู แม้แต่พวกอเจลก ชีเปลือย ก็ยังอยู่ในอินเดียทุกวันนี้ ตอนน้ี ถ้าเป็นอย่างน้ันจริงแล้ว ก็เม่ือเขาท�ำลายล้างไปฆ่าไป แล้ว เผาตำ� รบั ต�ำราไปแล้ว วัดวาอารามก็เสอ่ื มทำ� ลายไปแลว้ ก็ทําไมไม่มีการสร้างกันขึ้นใหม่ พิมพ์กันขึ้นใหม่ จารึกกัน ขึ้นใหม่ หรือบวชกันขึ้นใหม่เล่า ท�ำไมจึงปล่อยให้หมดไป ตวั อยา่ งเช่นในลงั กา เขาก็เคยจลาจลวุน่ วายจนถึงเส่ือม ตอ้ ง มาขอพระสงฆ์ในเมืองไทยไปต้ังคณะสงฆ์ข้ึนใหม่ ท่ีเรียกว่า อุบาลีวงศ์ สยามวงศ์ อย่างท่ีมีอยู่ทุกวันน้ี หรือในเมืองไทย ก็เคยเส่ือม เราก็ไปขอพระสงฆ์ในลังกามาอุปสมบทกันใหม่ มาต้ังเป็นพระสังฆราชที่เรียกว่า มหาสวามี ยังปรากฏอยู่ใน ประวัติศาสตร์ หรือในสมัยรัตนโกสินทร์น้ีเองท่ีบ้านเมือง เสียแก่พม่าข้าศึกไป เราก็ยังได้ร้ือฟื้นพิมพ์ต�ำรับต�ำรา มีการ 142

พระพทุ ธศาสนาในปัจจุบันเสือ่ มหรอื เจริญกันแน่ บวช มีการสังคายนากันขึ้นใหม่ ก็เพราะเหตุใดในอินเดียจึง ต้องสูญเสียไป ไม่มีใครกลับร้ือฟื้นขึ้นใหม่ สร้างวัดขึ้นใหม่ พิมพ์หรือจารึกต�ำรับต�ำราข้ึนใหม่ มีการบวชขึ้นใหม่ เพราะ เหตุไร ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยกันเอาไปคิดดูที ถ้าคิดวันนี้ ยังไม่เห็น ก็น�ำไปคิดที่กุฎี ที่วัด ที่บ้าน และถ้าได้ข้อคิดดี ๆ ก็ขอได้โปรดกรุณาช้ีแจงให้อาตมาหรือผมทราบบ้าง ก็จะได้ ประโยชน์ในทางที่จะหาทางป้องกันและแก้ไข อย่าให้ประวัติ เชน่ น้นั มาเกิดขึน้ ในเมืองไทย ตามท่ีอาตมาคิดเห็นมีอีกแง่หน่ึง ขอฝากไว้ด้วยจะเป็น ไปได้หรอื ไม่ คอื เพราะความอากูลของคณะสงฆ์ คือ บริษัท ๔ นั้นเองเป็นเหตุท�ำลายตัวเองดังพระพุทธเจ้าท่านตรัส ไม่ใช่ คนอื่นท�ำลายคือท�ำให้เสื่อม ลูกตถาคตน่ีเองแหละคือ บริษัท ๔ นี้แหละ เพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า หลังพระพุทธ ปรินิพพานแล้ว เพียง ๓๐๐ ปี มันยังอากูลวุ่นวายจนถึงต้อง ท�ำพิธีสาบานน้�ำ คือ พิสูจน์ว่าน่ีพระแท้หรือพระเท็จพระ ปลอมกันแน่ไม่รู้ได้ จึงต้องท�ำพิธีสาบานน้�ำน้ันอย่างไร คือ ให้ด�ำลงไปในน�้ำไม่มีก�ำหนดช่ัวโมง ถ้าเป็นพระบริสุทธิ์จริง บวชจริงละก็อัดใจได้ ไม่โผล่ขึ้นในขณะเท่าน้ันเท่านี้ ถ้าเป็น พระปลอมพระไม่แท้อึดอัดต้องผุดขึ้นมา แล้วเจ้าหน้าท่ีเขา เอาถอ่ ค�ำ้ คอกดให้จมน้�ำตายนี่เรยี กวา่ พธิ ีสาบานน�ำ้ พธิ อี ยา่ งน้ี ในเมืองไทยก็เคยน�ำมาใช้ในสมัยอยุธยา คือส�ำหรับท่ีไม่มี 143

พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที การพิสูจน์อย่างอ่ืนก็ให้สาบานน�้ำ อย่างน้ีได้เคยท�ำกันมาแล้ว เพราะเมื่อมีผู้มาประหัตประหาร มาท�ำลายล้างเอาไฟเผา เขาก็เลยสมน้�ำหน้าว่าดีแล้ว หมดไปก็ดีแล้ว เพราะท่าน ประพฤติตนเส่ือมศรัทธา ไมน่ ่าเลอื่ มใส เขาไม่ศรทั ธาเล่อื มใส เพราะฉะนั้น จึงไม่มีใครจะสร้างวัดให้อยู่ ไม่มีใครพิมพ์ ต�ำรับต�ำราให้เรียน ไม่มีใครยอมอุทิศตัวบวชขึ้นอีก เพราะ บวชข้ึนแล้วก็คงไม่มีใครนับถือ อยู่ไม่ได้ก็ต้องหมดไป แต่ถ้า ท่ีน้ีหมดไป ที่แห่งอื่นเขายังนับถืออยู่ ก็มีขึ้นใหม่ได้ เช่นใน ลงั กา ในมอญ ในพมา่ แมใ้ นเมืองไทย ท้ังในสมัยสโุ ขทยั ใน สมัยอยุธยา และในสมยั รตั นโกสินทร์ ดงั ทเ่ี รารกู้ ันอยู่ ทีนี้นอกจากนี้แล้ว ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถายังได้กล่าวถึง ความเส่ือมว่า น่าจะเป็นไปตามยุคตามกาล ข้อนี้อาตมาก็ ไม่ได้เช่ือตามคัมภีร์นักหรอก แต่จะน�ำมาเล่าให้ท่านฟังว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ ท่านกล่าวไว้ว่า เม่ือพระพุทธศาสนา ล่วงไป ๕๐๐ ปี พระอรหนั ตท์ ี่ไดฉ้ ฬภิญญากจ็ ะน้อยไปหมดไป คือว่าเร่ิมเส่ือมละ เราจะเห็นได้ในคราวสังคายนาคร้ังที่ ๑ ยังมีพระอรหันต์ถึง ๕๐๐ องค์ ที่ประชุมกันท�ำสังคายนา แต่ในคร้ังต่อ ๆ มาคือในครั้งท่ี ๓ ท่ี ๔ นั้น ไม่แน่ว่าจะเป็น พระอรหนั ตท์ งั้ หมด เพราะถา้ เชอื่ ตามอรรถกถานวี้ ่า ๕๐๐ ปี พระอรหันต์ผู้ได้ฉฬภิญญาหมดไปแล้ว คือน้อยจนหมดไป อีก ๕๐๐ ปี พระอรหันต์สุกขวิปัสสกก็จะน้อยไปหมดไป 144



พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที เพราะว่า ๑,๐๐๐ ปีไม่มีพระอรหันต์ เพราะเหตุไรจึงไม่มี ก็ เพราะท่านไม่ได้ประพฤติปฏิบัติขั้นปรมัตถประโยชน์ เพื่อบรรลุ อรหัตตมรรคอรหัตตผล จึงน้อยไปหมดไป อีก ๕๐๐ ปี คือ ๒,๐๐๐ ปีหลงั จากพุทธปรนิ พิ พาน พระสกทาคามีกจ็ ะหมดไป อกี ๕๐๐ ปี คือ ๒,๕๐๐ ปี พระโสดาบันกจ็ ะหมดไป ตอ่ น้ัน ไปทา่ นก็แสดงว่าปฏิเวธธรรมก็จะหมดไปกอ่ นภายในหลงั จาก นั้น ๕๐๐ ปี ตอ่ มาก็ปฏบิ ัติธรรมอีก ๕๐๐ ปี ปรยิ ตั ธิ รรมอกี ๕๐๐ ปี และได้แสดงแจกแจงออก ไปว่าปริยัติธรรมน้ี อภิธรรมปิฎกหมดไปก่อน ในอภิธรรมปิฎกนั่นน่ะ ปาฐะน้ัน ปาฐะนี้จะหมดไปก่อน ๆ จนถึงหมดไปท้ังหมด ต่อไปก็ พระสุตตันตะ พระสูตรนั้นพระสูตรนี้ จนถึงพระสูตรน้ันจะ หมดไปโดยล�ำดับ ๆ พระวินัยก็จะหมดไป ตั้งแต่ทุกกฏ ทุพภาสิต จนถึงเหลือแต่ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ และ ในที่สุดสังฆาทิเสส ๑๓ ก็จะหมดไปจนถึงปาราชิก ๔ ไม่มี ทท่ี ่านแสดงอยา่ งน้ี อกี ๕๐๐ ปี ลิงคอันตรธาน คือหมายถงึ เพศของนักบวชก็จะน้อยและหมดไป ก่อนที่จะหมดไปน้อยไป ท่านว่าผ้าย้อมน�้ำฝาดท่ีเหลือง สีเหลือง ๆ อย่างน้ีมันจาง ลงไป ๆ จนถึงเพียงว่าสีเทาเท่ากับกระดูกอูฐ คือสีหม่น ๆ เหลืองอ่อน ๆ กระมัง ที่เรียกว่าสีกระดูกอูฐ หนักเข้า ๆ ก็ ไม่ต้องย้อมละ ผ้าขาว ๆ ก็ใช้ได้ ผ้าอย่างสีอื่น ๆ ก็ใช้ได้ หนักเข้า ๆ ก็ไม่ต้องย้อมน�้ำฝาด ไม่ต้องห่มผ้าละ เพียงแต่ 146

พระพทุ ธศาสนาในปจั จบุ นั เสอ่ื มหรอื เจริญกนั แน่ เอามาคล้องคอ คล้องมือเข้า อย่างโบราณท่ีว่า ผ้าน้อย ห้อยหู เดี๋ยวน้ีก็มีแล้วคืออย่างที่ญ่ีปุ่นนี่เขาบอกว่าเป็นพระ เพียงแต่เอาเนคไทสีเหลืองใส่เข้าหรือเอาโบใส่ท่ีกระเป๋าเข้า ฉันเป็นพระละ ถ้าปลดออกเสียก็ไม่ใช่เป็นพระ มีลูก มีเมีย มีการทำ� มาหากนิ เหมือนอย่างกบั คนธรรมดาน่ีแหละ อย่างน้ี ก็มีแล้ว ท่ีเรียกวา่ ผา้ น้อยห้อยหูน่นั นีเ้ รยี กวา่ “ลงิ คอนั ตรธาน” คอื ว่าเครอื่ งหมายแสดงเพศบรรพชิต ค่อย ๆ หายไปหมดไป ๆ โดยล�ำดับ อีก ๕๐๐ ปี คือถึง ๕,๐๐๐ ปี “ธาตุอันตรธาน” คือพระธาตุต่าง ๆ ในเทวโลก ในนาคพิภพ ในมนุษยโลกจะ ประชุมกันเกิดเป็นรูปพระพุทธเจ้า คือองค์จริงเหมือนกับ องค์จริงหรือแม้นกับองค์จริง แต่มนุษย์จะไม่เห็น หมายถึง มนุษย์ในโลกนี้ไม่เห็น แต่เทวดาเห็นเทวดารู้ จะมาเฝ้าแสดง สลดใจสังเวชใจว่านี่เป็น “ปัจฉิมทัสสนานุตตริยะ” การเห็น ซ่ึงเป็นปัจฉิมทัศนะ คือครั้งสุดท้ายแล้วท่ีจะไม่เห็นอย่างนี้ อีกแล้ว ต่อจากนี้ไปศาสนธรรมคําสอนของพระผู้มีพระภาค ก็จะอันตรธานหมดไปจากโลก ถึงร้องไห้ร้องห่มปริเทวนาการ แสดงความสลดใจ สังเวชใจ ต่อนั้นไปเตโชธาตุก็จะต้ังข้ึน เผาผลาญพุทธปฏิมานั้นให้อันตรธานไปไม่เหลือหรอ น่ีคือ ความสิ้นสูญของพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อหมดการศึกษา การปฏิบัติก็ไม่มี เม่ือไม่มีการปฏิบัติ ปฏิเวธจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนน้ั ไม่ตอ้ งกลา่ วถึงมรรคผลนิพพาน เปน็ อันมไี มไ่ ด้ 147

พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที อยู่เอง น่ีก็เป็นเรื่องกฎธรรมดาหรือหลักธรรมดาอีก ท่ีเรียก ว่า สังขตธรรม คือสิ่งที่ประชุมกันเกิดข้ึนในโลก ที่เที่ยงไม่มี ยง่ั ยนื ไม่มี จำ� จะต้องแปรผนั เปลีย่ นแปลงไปท่ีเรียกว่า อนิจจงั ทุกขัง อนัตตา แต่ถ้าเราช่วยกันรักษาไว้ การแปลง การ เปลี่ยน การเสื่อม หากว่าจะเป็นไปตามกฎนั้น ๆ ก็คงจะช้า ไมเ่ ร็ว คอื ไม่รวดเรว็ ตรงกันข้ามถ้าเราชว่ ยกันย่�ำยีท�ำลายล้าง ก็เหน็ จะไม่ถึง ๕,๐๐๐ ปี คงจะหมดไปในอนาคตกาลอนั ใกล้ ๆ นี้แหละ ถึงจะไม่หมดจากโลก ก็เช่ือว่าจะหมดจากประเทศ ไทย เหมือนกับหมดไปจากอินเดียไปเจริญในท่ีอื่น ถ้าว่า เส่ือมจากประเทศไทยก็อาจจะไปเจริญในยุโรป ในอเมริกาก็ อาจจะเปน็ ได้ เพราะฉะน้ันจึงขออ้อนวอนท่านทั้งหลายว่าขอจงช่วย รักษาของดีของท่านไว้ ด้วยการศึกษาเล่าเรียน ด้วยการ ประพฤติปฏิบัติ การศึกษาเล่าเรียน และก็ขอให้เล่าเรียน กนั จริง ๆ ใหเ้ รยี นรู้ อย่าเรียนอยา่ งงู ๆ ปลา ๆ อยา่ งท่วี า่ ได้ นักธรรมได้มหาเปรียญแล้วก็นับว่าเป็นผู้รู้จริง รู้ตามตํารา รู้ตามคัมภีร์ แต่เราไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ของเรา เราจะได้ประโยชน์อะไร จากการเรียนจากการรู้เล่า เพราะฉะนนั้ จะเปน็ เปรยี ญ ๙ ประโยค หรือเปน็ เจา้ คุณ เปน็ พระราชาคณะชัน้ น้นั ช้นั น้ี สึกออกไปแล้วก็ประพฤตปิ อน ๆ 148