พระพทุ ธศาสนาในปจั จบุ ันเส่อื มหรือเจรญิ กนั แน่ ปู้ย่ีปู้ยํา จนเขาเอามากล่าวย�่ำยีพระศาสนาได้ ติเตียนพระ ธรรมวินัยได้ว่า ไม่เห็นดีกว่าฉันไปเลวกว่าฉันเสียด้วยซ�้ำ ฉัน ไม่ได้บวชฉันยังเป็นคนดีกว่าเลย เขาว่าอย่างนี้จริงหรือไม่ ก็ อาจจะเป็นจริงบ้าง เพราะว่าลูกพระพุทธเจ้ามากตั้ง ๒๔๐,๐๐๐ องค์ จะให้ดีไปทกุ องค์อย่างไรได้ อาตมาเคยกล่าวกับเขาว่า พวกของคุณน่ันแหละท�ำให้ เขาเลว เพราะว่าเมื่อเขามาบวชอยู่กับอาตมาในวัดน้ันน่ะ ไม่เห็นเลวอย่างน้ี เขาประพฤติดีมีศีลธรรม คุณก็เคารพ นับถือกราบไหว้เขาน่ี แต่พอเขาสึกออกไปเข้าพวกกับคุณ คุณพาเขาเลวหมดแหละ เพราะว่าคุณท�ำให้เขาเป็นคนเลว ไม่ใช่อาตมาท�ำให้เขาเลว ไม่ใช่เพราะพระองค์นั้นเลวหรือ วัดนี้เลว คณะนั้นเลว คุณต่างหากช่วยกันท�ำให้เลว อาตมา ไม่รู้จะแก้เขาอย่างไร ก็เลยเอาข้างถู ๆ ไถ ๆ ไปที่พอเอา ตัวรอด น่ีเป็นผลที่เกิดจากการไม่ประพฤติปฏิบัติ เพียงแต่เรียนรู้ ตามคัมภีร์ ถา้ เราประพฤติปฏิบัติ คอื ไดช้ ิมรสไดร้ ้รู สจากการ เรียนแล้วละก็จะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเรายกระดับจากภูมิชั้น จากปุถุชนให้มาเป็นอริยชนโดยสมมติ เรียกว่า สมมติสงฆ์ มศี ลี ดกี วา่ คฤหสั ถค์ ือ ๒๒๗ หรอื ศีล ๑๐ อย่างสามเณร หรอื ปาริสุทธิศีล ท่ีเรียกว่าศีลบริสุทธิ์สะอาดหมดจด แล้วเรา 149
พระพุทธศาสนาในปจั จุบันเส่อื มหรอื เจริญกันแน่ ยอมตัวลดตัวไปเป็นคนไม่มีศีล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “หนี ายวตฺตต”ิ เวียนไปเพอ่ื ความเป็นเลว หรือ “วพิ ฺภมนตฺ ิโก” หมุนไปเป็นคนผิด หรือสู่เกลียวของความผิด แทนที่จะ หมุนไปถูกตามพระพุทธเจ้า เรากลับหมุนผิดไปตามหลังมาร เราก็ถูกมารเผาผลาญเล่นตามชอบใจ เพราะฉะนั้นขอฝากไว้ ให้ท่านทัง้ หลายพิจารณาเอาเอง ส่วนคฤหัสถ์ชนท่ีประพฤติปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา เพียงแต่สักว่าเรียน เพียงแต่สักว่ารู้ เพียงแต่สักว่าคุยกันเล่น ก็ได้ประโยชน์คือความไม่รู้หาย ไปหมดไปกลายเป็นผู้รู้ข้ึน แต่เขาไม่ได้ประโยชน์จากพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ต้อง ประพฤติปฏิบตั ิด้วย ตามสมควรแกธ่ รรม ตามเพศภมู ิของตน เขาจึงจะได้ประโยชน์ และเม่ือปฏิบัติรู้รสแล้ว ไม่ต้องมีใคร ชักชวนเขา เขาย่อมดำ� เนินไปสู่ผลข้างหนา้ ก้าวไปโดยลำ� ดบั ๆ อย่างท่ีพระพุทธเจ้ารับรองว่า “ทิฏฺธมฺโม” ผู้เห็นธรรมแล้ว หรือมีธรรมอนั เหน็ ไดแ้ ล้ว “ปตตฺ ธมโฺ ม” ถงึ ธรรมแล้ว บรรลุ ธรรมแล้ว “วิทิฏฺธมฺโม” แจ่มแจ้งในธรรมบ้างแล้ว “ปริโย คาฬหฺ ธมฺโม” หยั่งม่นั ลงในธรรมแลว้ เพยี งอย่างใดอย่างหน่งึ เหมือนต้นไม้ที่หย่ังรากม่ันลงไปแล้วย่อมไม่เอียง ย่อมไม่ล้ม ย่อมไม่หักโค่นได้ง่าย แม้จะถูกลมถูกพายถูกฝนกระหน่�ำ ถูกโยก ถูกรอนรานกิ่งก้านผลดอกใบ ยังยืนต้นคงอยู่ได้ 151
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เพราะฉะนั้น “ติณฺณวิกิจฺโฉ” ย่อมข้ามความสงสัยเสียได้ “วกิ ถํ กโถ” ไม่ตอ้ งสงสัย นี่อยา่ งไร น่เี ป็นอย่างไร นเี่ ปน็ บุญ กุศล นี่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ น่ีท�ำให้พ้นทุกข์หรือเพิ่มทุกข์ หรือคลายทุกข์ “เวสารชฺชปตฺโต” ย่อมกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ในการที่จะประพฤติความดีย่ิง ๆ ข้ึนไป แม้ชีวิตก็เสียสละได้ โดยไม่ต้องละธรรมละความประพฤติอันนั้น “อปรปจฺจโย สตฺถุสาสเน” ยอ่ มเชื่อต่อตวั เอง คอื ไมเ่ ชอ่ื ตอ่ ผอู้ นื่ เพราะเชอื่ ความรู้ ความปฏิบตั ทิ ต่ี นไดเ้ หน็ แล้ว ไดพ้ จิ ารณาแล้ว ถึงธรรม แล้ว หรือดื่มรสแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเช่ือตามบุคคลอ่ืน เขาว่าอย่างน้ีดีอย่างน้ีถูก เขาบอกว่าสึกออกไปมีลูกมีเมีย ท�ำมาหากนิ ดีอย่างนนั้ อย่างน้ี เราก็ไม่เชือ่ เพราะเรารูแ้ ล้วว่า เป็นทุกข์อย่างไร เราเห็นคุณของพระศาสนาแล้ว เห็นธรรม ของพระพทุ ธเจ้าแลว้ เพราะฉะน้ันการเรียนรู้แล้วประพฤติปฏิบัติจึงจะได้ ประโยชน์คุ้มค่าจากการนับถือพระพุทธศาสนา และน่ีเอง แหละท่ีปฏิเวธธรรม คือความรู้แจ่มแจ้งแทงตลอด จะเกิดมี ขึ้นในตนของตน เม่ือปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธมีอยู่ พระพุทธ ศาสนาจะเส่ือมได้อย่างไร ต้องไม่เสื่อมเพราะมีการเรียนก็มี การรู้ เม่ือมกี ารปฏบิ ัติกต็ ้องไดป้ ระสบผลของการท�ำ 152
พระพุทธศาสนาในปัจจบุ นั เส่ือมหรอื เจริญกนั แน่ เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นดังหมอวิเศษ ธรรมของ ท่านเหมือนดังยาวิเศษ พระสงฆ์เหมือนบุคคลวิเศษหมายถึง อริยสงฆ์ ท่ีพบพระพุทธเจ้าได้รับธรรม คือ ยาวิเศษของ พระพุทธเจ้าไปประพฤติปฏิบัติจนกระท่ังหายจากโรค คือ หมดกิเลส เป็นบุคคลวิเศษตัวอย่างท่ีเรานับถือว่าเป็นสรณะ ของเรา เราได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว เราได้รับแจกธรรมจาก พระอรหันตสาวก เป็นธรรมคือยาวิเศษของพระพุทธเจ้าแล้ว เราเอามาเก็บเข้าหีบเข้าห่ออยู่ในตู้ในต�ำรา อยู่ในแบบเรียน เหมือนได้ยาวิเศษแล้วไม่น�ำมากินน�ำมาใช้ โรคมันจะหายได้ อยา่ งไร กิเลสมนั จะหมดได้อย่างไร พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนผู้ขุดบ่อน�้ำ ธรรมของท่าน เหมือนน�้ำเต็มบ่อ ตักอยู่เสมอก็ไม่หมดไม่พร่องน้อยลงไป พระอรยิ สงฆเ์ หมอื นบคุ คลทไ่ี ดพ้ บบอ่ วเิ ศษทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ขดุ ไว้ มีน�้ำยังเต็มบริบูรณ์ใสสะอาด ใครได้ด่ืมได้กินได้ใช้บริโภค เย็นกายสบายใจ เป็นตัวอย่างของเราอยู่ ที่เรียกว่า สรณะ เราท้ังหลายได้พบบ่อน้�ำแล้ว น้�ำก็ยังเต็มบ่อเต็มสระ ทําไม เราไม่อาบล่ะ ท�ำไมเราไม่กินล่ะ ทําไมเราไม่ดื่มล่ะ จงพากัน ตักไปเต็มก�ำลังของตน ๆ น�ำน�้ำไปให้แก่คนอ่ืนก็ยังได้ นี่เรา เปน็ แตเ่ ฝ้าดูบอ่ หรอื เฝา้ รกั ษาบอ่ น�ำ้ หรืออยู่ใกล้บ่อน�ำ้ เราจะ ได้ประโยชน์อะไรจากการพบน�้ำเต็มบ่อเต็มสระ ทั้ง ๆ ท่ีเรา กระหายเมอ่ื ยลา้ 153
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที พระพุทธเจ้าเป็นดังมหาเศรษฐีมีทรัพย์สมบัติมาก ธรรมของทา่ นเหมอื นทรัพยส์ มบัติ มรี ัตนะแกว้ แหวนเงนิ ทอง มีค่ามหาศาลนับไม่ถ้วนกินใช้ไม่หมด พระอริยสงฆ์เหมือน บุคคลท่ีได้ทรัพย์สมบัติน้ัน น�ำไปกินใช้ไปบริโภค เป็น มหาเศรษฐีตามพระพุทธเจ้า เราท้ังหลายได้พบพระพุทธเจ้า เป็นดังมหาเศรษฐี ได้เล่าเรียนศึกษาธรรมของท่าน เหมือน ดังได้พบแก้วแหวนเงินทองมีค่ามหาศาล ท่ีจะท�ำตัวให้พ้นจาก ทุกข์ สู่สุคติสวรรค์จนถึงนิพพานได้ แต่เราไม่นํามาประพฤติ ปฏิบัติ คือบริโภคใช้สอยกินใช้ เราจะได้ประโยชน์อะไรจาก การได้พบทรัพย์สมบัติอันมีค่าเช่นน้ัน เห็นตัวอย่างของ พระอริยสงฆ์ ซึง่ เป็นผบู้ ริโภคทรัพย์เหล่านน้ั ดงั น้ี เป็นตน้ ซ่ึงอุปมาเหล่าน้ีมีถึง ๑๘ ข้อ ท่านเขียนฝากไว้ที่ผนัง พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหารโดยความคิดเห็นของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คร้ังยังทรงผนวชประทับอยู่ท่ี วัดบวรนิเวศวิหาร มีอะไรอยู่บ้าง ขอให้ท่านไปค้นคว้าดู เอาเอง อาตมาให้ช่างน�ำเขียนไว้ท่ีฝาผนังอุโบสถวัดเขาไกรลาศ หัวหนิ ขอใหไ้ ปดู ไปดูรปู ภาพเป็นปริศนาธรรม แลว้ ทา่ นกจ็ ะ เหน็ ว่า ออ้ ! ทา่ นเขียนภาพฝากไว้สอนเรา นี!่ เพียงน�ำมาเปน็ ตัวอย่างบรรยายแก่ท่านท้ังหลาย พอสมควรแก่การปฏิบัติ ธรรมนั้น ก็ขออย่าให้หยุดย้ังเพียงข้ันทาน ข้ันศีลเลย ซึ่ง มักจะท�ำง่าย ๆ สะดวกดี เพราะว่าท่านนั้นเพียงแต่สละวัตถุ 154
พระพทุ ธศาสนาในปจั จุบันเส่อื มหรือเจริญกันแน่ ภายนอก ศีลก็เพียงแต่ส�ำรวมกายกับวาจา ไม่ถึงใจ ขอให้ เจรญิ ถึงข้ันจิตขนั้ ใจท่ีเรียกวา่ กรรมฐาน คอื สมถกรรมฐาน ท�ำความสงบระงับให้เกิดขึ้น ท่านจะได้สุขพิเศษซ่ึงเป็นสุข ท่ีไมม่ เี หยือ่ เปน็ เครือ่ งล่อ คอื ไม่ต้องประกอบกระท�ำ เพียงแต่ นั่งให้สงบใจ หยุด ไม่คิดฟุ้งซ่านตกไปในกาม หรือในความ พยาบาท หรือปล่อยใจโดยไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือท�ำให้ หายง่วงเหงาหาวนอนซบเศร้าซึมเซา ตลอดถึงหมดจาก ความลังเล ท่านจะพบสุขพิเศษอีกชนิดหน่ึงซึ่งเกิดจากวิเวก คอื การท�ำจิตใหส้ งบจากเร่ืองยุ่ง ๆ รอ้ น ๆ ซง่ึ แผกพเิ ศษกว่า สุขที่เราได้จากการมีสามี มีภรรยา มีบุตร มีธิดา มีทรัพย์ สมบัติ เขา้ โรงหนงั โรงละคร กนิ อาหาร เที่ยวเตร่ หลับนอน ซึ่งเป็นโลกามิสเหย่ือของโลก เป็นสุขชนิดสามิสสุข สุขที่มี เหย่ือเป็นเคร่ืองล่อ คือต้องประกอบกระท�ำขึ้นแล้วจึงจะได้สุข ชนิดน้ันซึ่งแท้จริงไม่ใช่สุขหรอก เป็นทุกข์น่ันเอง แต่ทุกข์ หน้าหน่ึงสงบไป ก็เปลี่ยนเป็นทุกข์อีกหน้าหน่ึงชนิดหน่ึง เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่าเป็นสามิสสุข ไม่ใช่นิรามิสสุข คือสุข ที่เกิดจากความสงบจากกิเลส เพราะเหล่าน้ันเป็นเรื่องของ คนมีกิเลส เกิดจากกิเลสทั้งน้ันจึงได้สุข หรือ ท�ำให้ทุกข์หาย ไป เขาก็ส�ำคัญว่านี่แหละสุข เราก็ทะเยอทะยานอยากได้สุข ย่ิง ๆ ข้ึนไป แต่ที่แท้เขาประสบทุกข์หรือไม่พ้นไปจากทุกข์ เขาก็หารตู้ ัวไม่ 155
พระพุทธศาสนาในปจั จุบันเส่อื มหรอื เจรญิ กนั แน่ เมื่อท่านท�ำความสงบที่เรียกว่าสมถะ แม้ครู่หน่ึงขณะ หน่ึง อย่างท่ีท่านว่า ชั่วช้างกระดิกหูช่ัวฟ้าแลบ คือนิดเดียว หรือลัดนิ้วมือเดียว คือท�ำอย่างน้ี (ท�ำท่าให้ดู) เมื่อได้อย่างนี้ ครู่หนึ่งขณะหน่ึงนาน ๆ ก็อาจจะท�ำได้ เมื่อนาน ๆ ท�ำได้ ข้ันเด็ดขาดท�ำไมจะไม่ได้ล่ะ เพราะนาน ๆ เรายังท�ำได้แล้ว เลย เพราะฉะน้ัน ครู่หนง่ึ ขณะหนง่ึ เป็นอันทำ� ได้อยู่ ท่านกจ็ ะ รู้ได้ด้วยตนเองว่า อ้อ! ที่ว่าท�ำไม่ได้น้ัน ท�ำได้ ท่ีว่าท�ำยากนั้น ไม่ยาก คือยังอยู่ในความสามารถท่ีเราจะท�ำได้ และถ้าเจริญ ถึงข้ันวิปัสสนาคือใช้ปัญญามาแยกแยะรูปนามขันธ์ ๕ น้ี ว่า อะไรเป็นของสวยของงามจริงจังไหม เป็นของเท่ียงจริงไหม ทนอยู่ได้นานไหม ในภาวะน้ันอย่างเดียว และควรจะส�ำคัญ ม่ันหมายว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นเราเป็น ของเราจรงิ จังหรอื ไม่ เราก็จะรู้ไดเ้ หน็ ไดด้ ้วยตนเอง วา่ ไมน่ า่ ยึดไม่น่าถือเลย เพราะส่ิงใดไม่เท่ียงสิ่งน้ันเป็นทุกข์ ส่ิงใด ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนเป็น เราเป็นของเรา เพียงเท่านี้ท่านก็จะคลายจากความเมาหลง ยดึ ถอื ตวั ตนผดิ ๆ ซง่ึ จะเป็นเหตุให้ตอ้ งทุกข์ไปกบั รปู นามขันธ์ ๕ นี้ ซึ่งไม่รู้จักหมดจักส้ินจนกว่าจะถึงวันตาย ตายแล้วยัง ไม่หมดไม่ส้ิน ยังตามไป เป็นทุกข์ในชาติหน้าภพหน้าได้อีก แลว้ ยงั กลบั มาเกดิ ให้ต้องเสวยทกุ ขอ์ ย่างนอี้ กี ท่านไม่เข็ดหรือ ท่านไม่เบื่อหรือ ก็ไฉนร่�ำร้องกันว่าฉันเป็นทุกข์อย่างนั้นฉัน 157
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เป็นทุกข์อย่างน้ี พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงทางออกแสดงทาง พ้นทุกข์ไว้แล้วโดยประจักษ์ชัดเจน ไฉนไม่ลองประพฤติปฏิบัติ ใหถ้ ึงทสี่ ดุ ดูเล่า บางคนยังไม่ทันประพฤติ ไม่ทันปฏิบัติ ก็ยังมากล่าวตู่ ผิด ๆ ว่าไม่ดีหรอก เด๋ียวท�ำให้เป็นบ้าเป็นหลัง คนนั้นบ้า คนนี้หลงไปแล้วอย่างน้ันอย่างน้ี เป็นต้น ขอให้ท่านลอง ประพฤติปฏิบัติเสียก่อน อาตมาขอรับรองว่าจะท�ำความบ้าท่ี ท่านมีอยู่แล้วน้อยไปหมดไป ผู้ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติต่างหาก ท่ีเป็นบ้าหารู้ตัวไม่ ท่านว่าบ้า ๕๐๐ จ�ำพวกน่ะ อาตมาว่า น้อยไปอยากจะเติมอีกสักศูนย์หรือสองศูนย์ ถึงจะพอกับ ความบ้าของคนในบัดน้ี แต่ถ้าเราเจริญกรรมฐาน คือ สมถ กรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน จะท�ำให้ความบ้าของเรา ทุก ๆ คนน้ีน้อยไปหมดไปจนส�ำคัญตัวว่าเราไม่บ้า อย่างที่ สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (โต) ทา่ นว่า “เมื่อขรวั โตบ้า เขาก็ว่า ขรวั โตดี เม่ือขรัวโตดี เขาก็ว่าขรัวโตบ้า” คือ ในขณะท่ีท่าน ยังเห่อเหิมทะเยอทะยาน มียศมีต�ำแหน่งหน้าท่ีเขาก็ว่าท่านดี ครนั้ ทา่ นหมดจากกเิ ลสจากความยดึ จากความถอื อยา่ งนน้ั แลว้ เขาก็ว่าท่านเป็นบ้า อย่างนี้ใครบ้ากันแน่ ใครเป็นผู้หลงกันแน่ การประพฤติปฏิบัติท�ำไมเราจึงท�ำไม่ได้ ก็เพราะเรา ท�ำไม่จริง อะไรเล่าเป็นเหตุให้ท�ำไม่จริง พระพุทธเจ้าก็ทรง 158
พระพุทธศาสนาในปัจจุบันเสือ่ มหรือเจรญิ กันแน่ แสดงไว้เหมือนกัน เพราะฉะน้ัน ถ้าเราจริงข้ึนในข้อใดข้อหนึ่ง ไมต่ ้องมาก ขอใหเ้ พียงศลี เทา่ นนั้ จะศีล ๕ กไ็ ด้ ศีล ๘ กไ็ ด้ ศีลกุศลกรรมบถ ๑๐ ก็ได้ หรือใครอยากกินข้าวเย็นไม่ต้อง รับวิกาลโภชน์ เราก็ยังถือศีล ๘ ที่เรียกว่า อาชีวมัฏฐกศีล เป็นศลี ในองคม์ รรคคือ กายกรรม ๓ วจกี รรม ๔ กบั เล้ยี งชีพ ในทางท่ีชอบ เป็น ๘ ท่านเรยี กวา่ อาชวี มฏั ฐกศลี ท่คี ฤหสั ถ์ ชนถือได้โดยชอบธรรม โดยไม่ต้องรับวิกาลโภชน์ คือกิน ข้าวเย็นได้ อย่างนี้ถ้าเราท�ำให้บริสุทธ์ิท�ำให้บริบูรณ์ ท�ำให้ จริงแล้ว เราจะเกิดอะไรข้ึนเป็นผลานิสงส์ พระพุทธเจ้าตรัส รบั รองแก่พระอานนท์ว่ามอี วิปปฏิสารเปน็ ผลเป็นอานสิ งส์ พระพุทธเจ้าตรัสข้อน้ีมาในทสกนิบาต อังคุตรนิกาย เปน็ คำ� ทูลถามของพระอานนทผ์ ูพ้ ุทธอปุ ฏั ฐากว่า “กศุ ลธรรม มีศีลเป็นต้น ถ้าบุคคลประพฤติแล้ว มีอะไรเป็นผลเป็น อานิสงส์ พระเจ้าค่ะ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายเป็น อานิสงส์ พระเจ้าค่ะ” พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่า “มี อวิปปฏิสาร” ท่านก็ทูลซักอีกว่า “เมื่ออวิปปฏิสารมีแล้ว มี อะไรเป็นประโยชน์ท่ีมุ่งหมายเป็นอานิสงส์ พระเจ้าค่ะ” ท่านก็ตรัสว่า “มีปราโมทย์” โดยนัยนี้แหละทีละข้อ ๆ ปราโมทย์มกี ็มีปีติ ปตี ิมีแลว้ กม็ ีปสั สทั ธิ ปสั สทั ธคิ อื สงบระงบั จากทุกข์ เรามีศีลท่ีว่ามีอวิปปฏิสารน้ันคืออะไร คือไม่ 159
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เดือดร้อนไม่ต้องนอนระแวง อยู่อย่างระแวงภัยว่ากลัวเขาจะ มาเบียดเบียนข่มเหง ลกั ขโมยหรอื ปลน้ สะดม เพราะเราคนมี ศีลไม่เบียดเบียนใคร ไม่มีศัตรูข้าศึกภัยเวรกับใคร เราก็อยู่ได้ อยา่ งไมต่ อ้ งระแวงภัย แม้แต่อยูใ่ นปา่ ก็ไม่ตอ้ งระแวงสตั ว์ร้าย ไม่ต้องระแวงผู้ร้าย เพราะฉะน้ัน จึงเรียกว่ามีอวิปปฏิสาร ความไมเ่ ดือดร้อน เหมอื นกับคนทำ� ผิด เช่น เปน็ ขโมยผูร้ ้าย เป็นต้น แมจ้ ะ นอนก็นอนไม่เป็นท่ี หลับก็หลับไม่เป็นสุข เพราะกลัวเขาจะรู้ จะเหน็ มาจบั กุมลงโทษ คนท่รี ักษาศีลเหมือนคนที่อาบน้�ำเยน็ สบาย ๆ แล้วนอนหลับอย่างเป็นสุข ไม่ต้องหวาดระแวงกลัว อันตราย เหมือนผรู้ า้ ยอย่างที่กลา่ วมา เพราะฉะนั้น จึงว่ามีอวิปปฏิสาร ความไม่เดือดร้อน เมื่อความไม่เดือดร้อนมีแล้ว มีอะไร มีปราโมทย์คือเบิกบาน แช่มช่ืน ต่อน้ันไปมีปีติเอิบอาบอิ่มใจ แม้เราจะทุกข์จะยาก จะลําบาก จะเป็นคนช้ันต�่ำ จะเป็นลูกจ้าง จะเป็นคนใช้เขา เราก็หาความสุขได้ในภาวะในฐานะของตนเช่นนั้น โดยไม่ไป ทะเยอทะยานยกตนเข้าไปเสมอกับท่าน เทียบเคียงกับท่าน อย่างน้ีเราก็เป็นสุขได้ ปีติอ่ิมใจได้ ต่อจากนั้นก็สงบจากทุกข์ คือทุกข์อย่างหยาบ ๆ ทุกข์อย่างเผ็ดร้อนที่จะเกิดจากการ ประหัตประหารเบียดเบียนกัน ในทางท�ำร้ายร่างกายกัน 160
พระพุทธศาสนาในปจั จบุ ันเสือ่ มหรอื เจรญิ กันแน่ ในทางลักขโมย ในทางชู้สู่สาว ในทางพูดหลอกลวง ในการ ดื่มสุรายาเมา อันเป็นที่ตั้งของการทะเลาะวิวาทประมาท จากอ่ืน น่ีเรียกว่าวีติกกมกิเลสชั้นหยาบ ๆ ที่จะเผล็ดออก ท�ำร้ายเบียดเบียนผู้อ่ืนทางกายทางวาจาสงบไป ด้วยอ�ำนาจ ของศีลเป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ท่ีมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้า รับรองอย่างน้ี ทีนี้เมื่อปัสสัทธิมีแล้ว มีอะไรเล่าต่อไปเป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่ามีสุขะ คือสบาย คําว่า สบาย ในทนี่ ้หี มายความว่า มันมสี ุขขนึ้ เอง มันมีความสบาย ขึ้นเอง โดยไม่ต้องหาสุขจากโรงหนังโรงละครอย่างอ่ืนมา เปน็ เคร่อื งลอ่ มาเปน็ เคร่ืองบรรเทาหรอื แลกเปลยี่ น ดงั กล่าว แล้ว เมื่อสุขะมีสัมมาสมาธิ มีสัมมาสมาธิคืออย่างไร คือว่า จิตต้ังม่ันในทางดีทางชอบย่อมเกิดข้ึน คิดไปในทางบุญทาง กุศล คือคิดอยากจะไปวัดนั้น ไปฟังท่านเทศน์ฟังองค์น้ันพูด ไปฟังปาฐกถา สนทนาธรรมกับองค์นี้ จะค้นคว้าต�ำรับตํารา อันน้ันอันนี้ ซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยมีจิตเช่นนี้ เพราะฉะน้ัน สัมมาสมาธิในท่ีนี้แปลว่า ต้ังจิตมั่นในทางดีทางชอบ ไม่ใช่ หมายถึงว่าจิตสงบ เข้าฌานเข้าสมาธินั่นเป็นจิตช้ันสูง เป็น จิตขั้นสูงต่อไปที่เรียกว่า ฌาน หรือ สมาธิสมาบัติ น่ีหมาย เพียงว่าตงั้ จติ ในทางดที างชอบอันเปน็ บุญเป็นกุศล 161
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เม่ือสัมมาสมาธิมีแล้วเช่นนั้น ปัญญารู้เห็นตามความ เปน็ จรงิ กเ็ กิดขึน้ คือย่อมเกดิ ปญั ญา คนทีค่ ้นคว้าตำ� รบั ตำ� รา ไต่ถามผู้รู้ หรือหมั่นสดับตรับฟัง หรือหม่ันฟังเทศน์ฟังธรรม อย่างท่ีท่านมาอยู่ในท่ีน้ี ก็ย่อมเกิดปัญญาว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นบุญเป็นกุศล อะไรเป็นบาปเป็นอกุศล ก็จะรู้ขึ้นเอง เกิดข้ึนเอง จนถึงรู้ในธรรมสูง ๆ ขึ้นได้ ย่ิงถ้าท�ำให้จิตสงบ สงัดต้ังม่ันแล้ว ก็จะเกิดความรู้ความเห็นข้ึนได้ ตรงกับพระ พุทธภาษิตว่า “สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ” จิตถ้าเป็น สมาธิ คือตั้งม่ันแล้วยอ่ มเกดิ ปญั ญารเู้ องเหน็ เอง น้ีหมายถงึ ผู้ที่เคยอบรมแล้ว มีวาสนาบารมีในอดีตชาติแล้ว ไม่ใช่ได้ ทั่วไป ถ้าท่านท�ำจิตให้สงบ อยากจะรู้จะเห็นว่านี่อะไรน่ีเป็น อย่างไร มนั เกดิ ปัญญารูข้ ึ้นได้ เหน็ ขนึ้ ได้ในขณะน้ัน แจม่ แจ้ง ชัดเจน เหมือนกับมีพรายกระซิบหรือคนกระซิบ แต่ไม่ใช่ พรายไม่ใช่คนอะไร คือเป็นธาตุรู้ท่ีฝังซ่อนอยู่ในจิตใจของ ทุกคนแล้ว อุปมาเหมือนเพชรพลอยที่อยู่ในหิน ถ้าเราขัดเรา ถู หมน่ั เจียระไนทกุ วัน ๆ ความเป็นเพชรเปน็ พลอยทสี่ ่องแสง ข้ึนย่อมมีขึ้นมีรัศมีข้ึน เพราะอะไร เพราะว่าเพชรพลอยย่อม อยู่ในหินฉันใด ธาตุรู้ก็สิ่งซ่อนอยู่ในรูปนามขันธ์ ๕ ของเรา ทุกคนนี้แหละ แต่เพราะเราไม่ฝึก ไม่ฝน ไม่อบรม ไม่หม่ัน เจียระไนแลว้ ธาตุร้มู นั จะรู้ข้ึนมาไดอ้ ยา่ งไร เพราะฉะน้นั ก็รู้ ขึ้นไม่ได้ รู้ก็รู้ผิด ไม่ใช่รู้ถูกที่เรียกว่า ปชานาติ คือรู้อย่าง 162
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที รอบคอบ หรอื สมปฺ ชานาติ รู้พร้อมคือรทู้ ั่วถึง หรอื วชิ านาติ รู้แจ่มแจ้งชัดเจน คือถูกจริงตามความเป็นจริง หรือ สมฺม ปปฺ ชานาติ ร้รู อบคอบโดยชอบ เกิดขึ้นไม่ได้ เม่ือจิตสงบต้ังม่ันก็เกิดยถาภูตญาณทัสสนะ คือท้ังรู้ ท้ังเห็นจริงตาม ความเป็นจริงเช่นน้ันแล้วจะเป็นอย่างไร ต่อไป พระอานนท์ทูลถาม พระพทุ ธเจา้ กท็ รงแสดงว่า ก็ย่อม เกิดนิพพิทาวิราคะเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายเป็นอานิสงส์ นิพพิทาวิราคะแปลว่าอย่างไร ท่านนักธรรมคงแปลได้ นิพพฺ ทิ า แปลว่าเบื่อหน่าย วริ าค แปลว่า คลายความก�ำหนดั นิพพิทาวิราคะ แปลว่า คลายความเบ่ือหน่าย หรือความ ก�ำหนัดร้อยรัดมัดใจ จืดจางเข้าไม่ติด ไม่แน่นเหมือนกับแต่ ก่อนน้ี ไม่ใช่เลือกเบ่ือ ถ้าเลือกเบ่ือเหมือนเรากินข้าวชามนี้ เบ่ือก็ไปเลือกกินชามโน้น นั้นมันเลือกเบ่ือ ไม่เหมือนกับ นิพพิทา นิพพิทาน่ีมันเบ่ือหน่าย คือเบื่อทั้งหมดท้ังสิ้น เบื่อ อย่างเห็นโทษ เบ่ืออย่างเห็นทุกข์ จะกินก็กินอย่างเห็นทุกข์ เห็นโทษ กินไม่ใช่เพื่อปรนปรือกิเลส กินเพื่อบรรเทาเวทนา เก่า คือความหิวโหยของร่างกาย ไม่เพ่ิมเติมเวทนาใหม่ คือ กินเพ่ือเอร็ดอร่อยเพื่ออ่ิมหน�ำส�ำราญ เพ่ือเล่นเพื่อสนุกเพื่อ เกดิ กเิ ลสราคะตัณหา อย่างน้ีเรียกวา่ กินอยา่ งเห็นโทษ 164
พระพุทธศาสนาในปจั จบุ ันเส่อื มหรอื เจริญกันแน่ การที่เหน็ โทษเหน็ ทกุ ขข์ องรูปนาม ขันธ์ ๕ นี้ ตลอดถงึ สงั ขารธรรมอ่นื ๆ ดว้ ยปัญญาท่ีพจิ ารณาแล้ว จงึ เกดิ นิพพิทา วิราคะ หมายถึงอาการอย่างนี้ คือมันจืดไปมันจางไป มัน เบ่ือหน่ายใคร่ท่ีจะหาทางหลุดทางพ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ เกิดวิมุตฺติ คือความหลุดพ้นที่เข้าไปติดเข้าไปยึดเข้าไปถือ เข้าไปเป็นเจ้าก้ีเจ้าการ เข้าไปจัดแจงแต่งต้ังว่าจงเป็นอย่างน้ัน อย่าเป็นอย่างนี้ มันก็น้อยไปหมดไป หลุดไปพ้นไปท่ีเรียกว่า วิมุตติ ย่อมมีได้เป็นได้ เมื่อวิมุตติมีก็มีวิมุตติญาณทัสสนะ คือ รู้เห็นว่าอ้อ! อาการของจิตนั้นมันพ้นได้อย่างนี้ ๆ นะ มันหลุดได้ มันปล่อยได้ มันวางได้ มันสงบได้ด้วยอาการ อย่างน้ี ๆ นะ ก็หายสงสัยในส่ิงศักด์ิสิทธิ์ ในบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ว่าคนน้ันคนนี้จะมาดลบันดาลสิ่งนั้นส่ิงนี้ จะมาดลบันดาลให้ เราได้หายสงสัย เช่ือกรรม เช่ือผลของกรรม คือความท่ีสัตว์ มีกรรมเป็นของ ๆ ตน คือตนเองท�ำดีได้ดี ท�ำช่ัวได้ชั่ว เม่ือ เป็นเชน่ นี้แลว้ จติ กบ็ ริสทุ ธิห์ มดจดจากเครือ่ งเศร้าหมองขนุ่ มัว ท่ีเรยี กวา่ อาสวะหรอื อนุสัย หรอื กิเลสทหี่ มกั หมมมานาน เมื่อจิตสงบ วิสุทธิ หายจากเคร่ืองยุ่งร้อนเช่นนี้ สันติ คือเยือกเย็นสงบ ระงับก็เกิดขึ้นเองน่ีแหละคืออาการของ พระนิพพาน ท่พี ระพุทธเจ้าทรงแสดงมา โดยลำ� ดับ ๆ อย่างนี้ และทรงย้�ำในข้ันสุดท้ายว่า “ดูก่อนอานนท์ กุศลธรรม ทั้งหลายมีศีลเป็นต้น อันบุคคคลเจริญแล้ว ท�ำให้มากแล้ว 165
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ท�ำให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมมีผล มีอานิสงส์ส่งผลโดยล�ำดับ ๆ จนบรรลุอรหัตมรรคอรหัตผลได้ด้วยอาการอย่างน้ี ๆ” น่ี ทรงรบั รองยนื ยนั ไว้ในท้ายพระสตู รนีด้ ว้ ย ในฝ่ายบรรพชิตเราทั้งหลายที่ยังติดอะไร ๆ อยู่นี้ แม้ ปฏิบัติในอริยมรรคแล้ว แม้มาประพฤติพรตพรหมจรรย์แล้ว ก็ยังไม่บรรลุถึงคุณธรรมถึงท่ีสุดน้ีเพราะอะไร พระพุทธเจ้า ก็ตรัสไว้อีกเหมือนกัน พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อีก โดยยก พรหมจรรย์ความประพฤตขิ องพระองค์เปน็ ตัวอย่างว่า “ดกู ่อน ภกิ ษทุ ั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ เราประพฤตมิ ใิ ช่เพ่ือหลอกลวง คน มิใช่เพื่อเรียกร้องคนให้มานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ให้ เกิดลาภเกิดสักการะ เกิดความสรรเสริญ มิใช่เพ่ือเป็น เจา้ ลทั ธิ หรือแกล้ ัทธอิ ยา่ งนน้ั อยา่ งน้ี หรอื เพือ่ อานสิ งสใ์ ห้ คนท้งั หลายรเู้ หน็ ว่า เราเปน็ คนวิเศษอยา่ งนน้ั อยา่ งนี้ โดย ที่แท้พรหมจรรย์น้ี เราประพฤติเพ่ือสังวระ คือควรส�ำรวม ระวังอินทรีย์ คลายจากราคะ ความก�ำหนัดร้อยรัดมัดใจ เพื่อนิโรธะ ดับจากทุกข์ ดับจากกิเลสเพื่อนิพพานะ ออก จากทุกข์ออกจากกิเลสได้ทั้งหมด” นี่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พรหมจรรย์ของพระองค์เปน็ ตวั อยา่ งให้ภกิ ษทุ ั้งหลายฟัง คาํ ว่า พรหมจรรย์ น้ีหมายความว่าอยา่ งไร อรรถกถา แกไ้ วถ้ ึง ๑๐ อย่าง ๑๑ อย่าง ๑๒ อยา่ ง แตว่ ่าเวลาไมอ่ าํ นวย 166
พระพทุ ธศาสนาในปัจจบุ นั เส่ือมหรอื เจรญิ กันแน่ จงึ ขอตัดไปไมอ่ ธิบายละ พดู ง่าย ๆ กห็ มายถึงความประพฤติ ดีปฏิบัติดีนี่แหละ เพราะว่าพรหมจรรย์ ผู้ประพฤติประเสริฐ ผู้ประพฤติในคุณธรรมอย่างประเสริฐ หรือของบุคคลผู้ ประเสริฐ อย่างท่ีเราประพฤติธรรมวินัยค�ำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้า โดยเป็นภิกษุ เป็นสามเณร เป็นอุบาสก อุบาสิกาน้ี เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ มิได้หมายถึงเมถุนวิรัติ อย่างเดยี ว ทา่ นแก้ไวถ้ งึ ๑๐ หรือ ๑๑ อยา่ ง ๑๒ อยา่ ง เพราะฉะนั้น ถ้าเราประพฤติเพื่อสังวระ เพื่อปหานะ เพ่ือวิราคะ เพื่อนิโรธะ เพ่ือนิพพานะ นี่เรียกว่า ถูกตาม ประสงค์ตามตัวอย่างท่ีพระพุทธเจ้าได้ด�ำเนินมา แต่ถ้า ประพฤติเพื่อหลอกลวงคน เพ่ือเรียกร้องคนให้มานับถือ เพ่ือ อานิสงส์ลาภสักการะความสรรเสริญ เพื่อเป็นเจ้าลัทธิหรือ แกล้ ทั ธิ หรอื เพอ่ื อวดวิเศษวา่ ฉนั เปน็ คนวเิ ศษอย่างนน้ั อยา่ งน้ี น่ันไม่ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราไม่ใช่ประพฤติเพ่ืออย่างนั้น เราประพฤติเพื่อสังวระ เพ่ือปหานะ เพื่อวิราคะ เพ่ือนิโรธะ เพื่อนิพพานะ เพราะฉะน้ัน เราทั้งหลายที่ประพฤติพรหมจรรย์ ถ้า ไม่ใช่ตามพระพุทธเจา้ เรากไ็ ม่ไดผ้ ลสมประสงค์ นอกจากนนั้ ยงั มที ่ตี ิดอีก คอื ตดิ ฝง่ั นี้ตดิ ฝงั่ โนน้ ฝ่งั นี้ คอื ตดิ อายตนะภายใน ๖ ฝั่งโน้น คืออายตนะภายนอก ๖ จมเสียในระหว่าง ๆ คือ 167
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ได้แก่นันทิราคะติดใจด้วยอ�ำนาจความเพลิน หรือติดแห้ง เกยแห้ง เกยต้ืนอยู่บนบก น้ีได้แก่อัสมิมานะ ส�ำคัญว่าเรามี เราเป็น ฉันเป็นเจ้าคุณ ฉันเป็นพระครู ฉันเป็นมหา ฉันเป็น เปรียญ ฉันมีต�ำแหน่งหน้าท่ีการงานแล้ว ก็ติดแห้ง เกยแห้ง อยู่บนบกเพียงเท่าน้ัน ท่านว่าเหมือนเกยหาดเกยตื้นถูก มนุษย์จับไว้ ได้แก่ คลุกคลีสังคณิกะด้วยลูกศิษย์ลูกหา ด้วย หมู่คณะ ต้องเป็นสุขเป็นทุกข์ร่วมกับคฤหัสถ์ ต้องท�ำการงาน รว่ มกับคฤหสั ถ์ เขาสุขกส็ ขุ ดว้ ย เขาทุกข์กท็ กุ ข์ดว้ ย หมดเวลา ไปเพราะคฤหัสถ์ชน เหมือนกับถูกมนุษย์จับไว้ ถูกอมนุษย์ จับไว้ คือว่าประพฤติพรตพรหมจรรย์ด้วยปรารถนาจะเกิด เป็นเทพช้ันใดชั้นหน่ึง ว่าด้วยวัตรอันนี้ ด้วยตปะอันน้ี ด้วย พรหมจรรย์น้ี ดว้ ยศีลอันน้ี ขอเราจงเกิดเปน็ เทพผูม้ ีศักดาใหญ่ หรือมีศักดาน้อยเถิด น่ีพระพุทธเจ้าตรัสว่า ถูกอมนุษย์จับไว้ ถูกเกลียวน้�ำวนหมุนเข้าสู่วังวน คือไหลเข้าสู่กามคุณ ๕ ต้อง สึกหาลาเพศไปประกอบกับคฤหัสถ์ชนอีก หรือเน่าผุย่อยไป ในภายใน น้ีได้แก่ประพฤติความช่ัวหมักหมมความชั่ว ไม่ท�ำ ศีลาจารวัตรให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะฉะนั้น เราก็ผุย่อยเน่า ในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถท่ีจะด�ำเนินอริยมรรคอริยผล จนถึงพระนิพพานได้ คือไม่เปน็ ศาสนทายาทอยา่ งแทจ้ ริง 168
พระพทุ ธศาสนาในปัจจุบันเสื่อมหรือเจริญกนั แน่ เพราะฉะนั้น ขอเราทุกคนอย่างติดฝั่งน้ีฝั่งโน้น หรือ เพลิดเพลินในสิ่งต่าง ๆ ท่ียั่วยวนชวนให้เกิดยินดี เท่ากับ จมเสียในระหว่าง หรือเกยหาดเกยต้ืน คือ ส�ำคัญตัวมี อัสมิมานะว่าฉันเป็นช้ันนั้นชั้นนี้ หรือคลุกคลีกับหมู่คณะ จนเกนิ ไป ไมอ่ อกหาวเิ วกความสงบสงดั บา้ ง ไมย่ นิ ดใี นรกุ ขมลู ในอรัญญิก ในสุญญาคาร หรือเราประพฤติพรหมจรรย์ด้วย ปรารถนาเพียงเกิดมาแก้ตัวใหม่ หรือเกิดเป็นเทพช้ันใด ชั้นหนึ่ง หรือมิฉะน้ัน ไหลเข้าสู่เกลียวน�้ำวน คือกามคุณ ๕ หรือมิฉะนั้น ก็ประพฤติความช่ัวไว้ภายใน สะสมความช่ัว หมักหมมความช่ัวไว้ อย่างนี้มันก็ติดอยู่เพียงเท่าน้ี ไม่ไหล เข้าสู่พระนิพพาน เหมือนขอนไม้ท่ีไม่ไหลลงสู่ทะเลติดอยู่ใน ท่ีต่าง ๆ ฉันน้ันเหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเราไม่ติดโดยประการ ทั้งปวง เราก็สามารถจะปฏิบัติจนบรรลุอริยมรรคอริยธรรม ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งสงสยั อาตมาไดพ้ ดู มาเป็นเวลาเกนิ กว่า ๑ ชั่วโมงถงึ ๒ ชว่ั โมง ที่ก�ำหนดไว้ให้แล้ว ขอความสวัสดีมีสุขกายสุขใจ จงเกิดมีแด่ ทกุ ท่านทุกคนเทอญ 169
ปวารณากรรม* มีพิธีกรรมของสงฆ์ในพระพุทธศาสนาอยู่อย่างหนึ่ง ที่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระสงฆ์พร้อมเพรียงกันท�ำใน วันออกพรรษา ซึ่งโดยปกติมักเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่�ำ เดือน ๑๑ เรียกพิธีน้ันว่า “ปวารณาออกพรรษา” หรือเรียกย่อว่า “ปวารณากรรม” เป็นพิธีกรรมท่ีคฤหัสถ์น่าจะน�ำมาใช้แก่ ตนแกพ่ วกของตนใหไ้ ดป้ ระโยชนอ์ ยา่ งคณะสงฆไ์ ทยบา้ ง การออกพรรษาเป็นคู่กับการเข้าพรรษา เพราะเม่ือมี การเข้าก็ต้องมีการออก การเข้าพรรษา หมายถึง การที่ ภกิ ษตุ ั้งใจหยดุ อย่ใู นทีเ่ ดียว ไมเ่ ทย่ี วเรร่ อนไปแรมคนื ทีไ่ หน ตลอดเวลา ๓ เดอื นต้นฤดฝู น เรียกการอยู่ในกาลเชน่ นน้ั ว่า * ธรรมบรรยายแสดงแก่นวกภิกษุและสามเณร ในระหว่างจ�ำพรรษา ไตรมาส ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม คร้ังด�ำรงสมณศักดิ์เป็น ท่ี พระจนิ ดากรมนุ ี
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที “จ�ำพรรษา” ส่วนการออกพรรษา หมายถึง มีอิสระท่ีจะ เท่ยี วไปแรมคืนในทีไ่ หนก็ได้ โดยปกตภิ กิ ษุในครงั้ พุทธกาล ไมไ่ ดร้ วมกันอยู่ในสถานที่ เดียว มักเท่ียวแยกย้ายการไปบ�ำเพ็ญสมณธรรมและสั่งสอน ศลี ธรรมแกป่ ระชาชนในคามนคิ มชนบทราชธานนี ้นั ๆ เมือ่ ถงึ ฤดูฝนจึงจะรวมตัวกันหยุดอยู่กับท่ี ในเวลารวมกันอยู่เป็นท่ี เช่นนั้น ถ้ามีภิกษุประพฤติย่อหย่อนต่อธรรมวินัย ภิกษุผู้อยู่ รวมกันต้องถือเป็นหน้าท่ีที่จะต้องว่ากล่าวตักเตือน ทักท้วง ความประพฤตขิ องภกิ ษผุ ปู้ ระพฤตยิ อ่ หยอ่ นนน้ั ดว้ ยความหวงั ดี มีเมตตากรุณาต่อกัน ถ้าผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือนทักท้วงน้ัน ไม่เช่ือฟัง ก็ขอให้ภิกษุอ่ืนเป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนซ�้ำอีก หรือมิฉะนั้นต้องโจททักท้วงท่ามกลางสงฆ์ ด้วยได้เห็นเอง หรือได้ยินบอกเล่า หรือรังเกียจสงสัยในใจในอากัปกิริยา อย่างใดอย่างหนง่ึ เพื่อใหโ้ อกาสผ้นู ้ันกลบั ตวั ละชัว่ ประพฤติดี ตามหลักธรรมวินัย หรือมีความส�ำรวมระวังต่อไป ถ้าผู้ใดรู้ หรือเห็นแล้วแกล้งท�ำไม่รู้ไม่เห็น ไม่ว่ากล่าวตักเตือนกัน ก็มี สิกขาบทปรับโทษเป็นอาบัติแก่ผู้น้ัน เพื่อป้องกันไม่ให้เห็นแก่ หน้าคน ให้เห็นแก่หมู่คณะ และผู้ที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนน้ัน เม่ือเห็นโทษของตนแล้วก็ต้องยอมรับผิดและท�ำคืนอาบัติ เรียกว่า “แสดงอาบัติ” ได้แก่สารภาพผิดต่อภิกษุรูปใด รูปหนงึ่ หรอื ตอ่ หน้าสงฆแ์ ล้วแตก่ รณี 172
ปวารณากรรม การแสดงอาบัติของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ เป็นการล้างบาปเหมือนในบางลัทธิในศาสนาอื่น พระพุทธ ศาสนาถือว่าความดีความช่ัวที่ท�ำแล้วจะท�ำคืนไม่ได้ จะแก้ได้ เฉพาะกรรมที่ยังไม่ได้ท�ำ ฉะนั้นการแสดงอาบัติจึงเท่ากับ การสารภาพผิด แลว้ ปฏิญาณตอ่ หน้าคนอืน่ ว่าจะส�ำรวมระวัง ไม่ทำ� ผดิ เชน่ น้ันอกี ตอ่ ไป ความผิดเล็กน้อย เม่ือผู้นั้นรู้ส�ำนึกในความผิดของตน แล้วต้งั ใจกลบั ตัวละชว่ั ประพฤตดิ ตี ่อไปใหม่ คณะสงฆก์ ็ใหอ้ ภัย หมดรังเกียจ ยอมให้อยู่ร่วมกับหมู่ได้ แต่ถ้าเป็นความผิด ใหญ่ ๆ เสียหายร้ายแรง หรอื ความผดิ เลก็ นอ้ ยอยใู่ นเกณฑ์ที่ จะท�ำคืนอาบัติได้ แต่ถ้าผู้ล่วงละเมิดส่ออาการว่าล่วงละเมิด ด้วยความไม่ละอาย เช่นท�ำบ่อย ๆ เช่นนั้น คณะสงฆ์อาจ ต้ังรังเกียจ ถึงห้ามร่วมอุโบสถสังฆกรรม คือตัดสิทธิภิกษุนั้น ชวั่ คราวนนั้ ก็ได้ ต่อเมอื่ ผูน้ ั้นเหน็ โทษของตนแลว้ รับผิดแสดง อาบัติแล้ว สงฆ์ก็ยอมถอนการห้ามอุโบสถสังฆกรรม แล้ว ยอมให้เข้าหมู่ได้ตามเดิม แต่ถ้าผู้น้ันไม่เห็นโทษ ยังดื้อท�ำผิด เชน่ นน้ั ซ้ำ� อกี สงฆก์ ็อาจปัพพาชนยี กรรม คอื ตดั ออกจากหมู่ เป็นการขับไล่ ไม่ต้องการคนเช่นน้ันไว้ในหมู่อีกต่อไป ผู้นั้น ก็ตอ้ งสกึ ไปเอง 173
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที อีกกรณีหน่ึงภิกษุแกล้งท�ำไขสือ ได้แก่ว่าสิ่งนี้เป็นข้อห้าม มาในปาฏิโมกข์ คืออุทเทศท่ีคณะสงฆ์สวดประกาศทุกกึ่งเดือน แล้ว แกล้งพูดกลบเกลื่อนเป็นต้นว่าเพ่ิงรู้เดียวน้ีเองว่า ข้อน้ี เพ่งิ มาในพระปาฏิโมกขด์ ังนีก้ ็ดี หรือแกล้งพูดผดั เพย้ี น ได้แก่ ภิกษุประพฤติผิดแล้ว เม่ือมีผู้ว่ากล่าวตักเตือน ก็แกล้งพูด ผัดเพี้ยน เช่นว่าต้องรอไต่ถามท่านผู้รู้อื่น ๆ ดูก่อนแล้วจึงจะ เชอื่ ท่าน ดงั นี้ก็ดี ก็มสี กิ ขาบทปรบั โทษเปน็ อาบัติ หรอื ภิกษุเป็นผู้ดื้อว่ายากสอนยาก เป็นผ้รู ้อู นั ใคร ๆ วา่ กล่าวตักเตือนไม่ได้ ท่านให้ฉุดตัวภิกษุเช่นนั้นไปหาสงฆ์ (คือ ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป) ขอให้สงฆ์ว่ากล่าวตักเตือน ถ้าภิกษุ น้ันยังคงด้ือ ไม่ยอมรับผิด ทำ� คืนอาบัติ คณะสงฆก์ ็มีวธิ ีลงโทษ คือสมมติให้ภิกษุรูปหนึ่ง สวดประกาศข้อความนั้น ๓ ครั้ง พอสวดจบคร้ังท่ี ๒ ภิกษุด้ือ เป็นอาบัติถุลลัจจัย ถ้ายังคงด้ือ สวดจบครั้งที่ ๓ เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ซ่ึงเป็นอาบัติหนัก รองลงมาจากอาบัตปิ าราชกิ นี้เป็นประเพณีอันดีงามอันเนื่องด้วยพระวินัยและการ ปกครองของคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ประการ หน่ึง รวมกับเหตุอื่น ๆ พระพุทธศาสนาจึงจ�ำเริญรุ่งเรือง ตลอดมาถงึ ทกุ วนั นี้ 174
ปวารณากรรม เม่ือภิกษุอยู่พรรษาครบไตรมาสแล้ว ภิกษุทั้งหลายต่าง ก็แยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย ไม่ร่วมอยู่เป็นที่ดังแต่ก่อน จึง มีพิธีให้ต่างรูปต่างกล่าวค�ำขอให้กล่าวตักเตือนกันและกัน เรียกว่า “ปวารณา” แปลว่า ยอมให้เลือกว่ากล่าว ในบัดน้ี ใชก้ ลา่ วด้วยภาษามคธวา่ “สงฆฺ ํ อาวุโส ปวาเรมิ ทิฏเฺ น วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อปุ าทาย ปสฺสนฺโต ปฏกิ กฺ ริสสฺ าม”ิ แปลว่า “ทา่ นเจา้ ขา้ ผม ขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วย รังเกียจสงสัยในใจก็ดี ขอท่านท้ังหลายโปรดช่วยว่ากล่าว ตักเตือนผมเถิด ผมเห็นโทษอยู่จักกระท�ำคืน” ดังน้ี เมื่อ ภิกษุรูปหน่ึงกล่าวค�ำปวารณาลงหนหน่ึง ๆ ภิกษุท้ังหลายอ่ืน จากผู้ปวารณาก็รับ “สาธุ” แปลว่า ดีแล้ว ข้ึนพร้อมกัน พิธี ปวารณาเช่นน้ี ภิกษุในชุมชนน้ันต้องปวารณาทุกรูปเรียง ตามล�ำดับอาวุโส คือบวชก่อน บวชหลัง ปวารณาหลัง จนหมดจ�ำนวน ดังน้ัน พิธีปวารณาออกพรรษาของคณะสงฆ์ไทย ก็คือ การอนุญาตให้ว่ากล่าวตักเตือนทักท้วงตนได้ทุกโอกาส ด้วย ได้รู้ได้เห็นหรือได้ยินผู้อ่ืนเล่า หรือด้วยรังเกียจสงสัยในใจว่า ผู้นนั้ ประพฤตชิ วั่ เสียหาย ผตู้ ักเตอื นวา่ กลา่ วตอ้ งทำ� ดว้ ยความ หวังดี มีเมตตากรุณาในผู้นั้น ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือนแล้วนั้น 175
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ก็ต้องมิถือโกรธ ยินดีรับค�ำตักเตือนน้ัน ๆ ถ้าตนท�ำผิดจริง ก็ต้องกลับตัวละชั่วประพฤติดีต่อไปใหม่ เพราะเหตุผู้เตือน และผู้ถูกเตือนท�ำด้วยความหวังดี จึงเป็นเหตุให้ระลึกถึง ซ่ึงกันและกัน รักใคร่กันเคารพนับถือกัน สงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน ไม่วิวาทบาดหมางกัน สามัคคีปรองดองกัน ประพฤติเป็นน�้ำหนึ่งใจเดียว นี้เป็นวิถีอันดีงามของคณะสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา แต่ถ้าผู้ตักเตือนไม่ท�ำด้วยความหวังดี มีมงุ่ โทษมงุ่ ร้ายให้ผู้น้นั ผลก็ตรงกนั ข้าม ผ่ายคฤหสั ถ์ แม้ไมม่ ีพธิ อี ธษิ ฐานเขา้ พรรษา และปวารณา ออกพรรษาอยา่ งพระสงฆ์ กอ็ าจน้อมน�ำพธิ นี ั้น ๆ มาใช้แกต่ น หรือพวกของตน เพ่ือส�ำเร็จประโยชน์เช่นนั้นบ้างก็ได้ คือ สั่งสอนแนะน�ำอบรมกันให้นิยมปวารณาตัว อนุญาตให้ผู้อ่ืน ว่ากล่าวตักเตือนต�ำหนิติท้วงตนได้ และไม่ควรถือโทษโกรธ บุคคลท่ีตักเตือนน้ัน ๆ เพราะธรรมดาคนเราท่ีจะได้ดีข้ึนด้วย ล�ำพังตนเองนั้นดียาก ต้องอาศัยมีผู้อื่นช่วยแนะน�ำตักเตือน หรือคอยต�ำหนิติท้วง ท้ัง ๆ ท่ีมีผู้ว่ากล่าวตักเตือนเสียเลยจะ เป็นอยา่ งไร แต่ส่วนมากคนชอบแต่ค�ำสรรเสริญเยินยอ ไม่ชอบ ค�ำแนะน�ำตักเตือนหรือต�ำหนิติท้วง เมื่อมีผู้ส่ังสอนหรือต�ำหนิ ติท้วงตนหรือการกระท�ำของตน ๆ ก็มักโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ 176
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที หาค่อยจะหาค�ำแนะน�ำตักเตือนหรือต�ำหนิติท้วงของผู้อื่นมา ตรวจสอบกบั ความกระทำ� ของตนไม่ เม่ือไม่มองดูตนก็ไม่เหน็ กรรมของตน ก็ไม่แก้ที่กรรม การกระท�ำของตนอันเป็นต้น เหตุอยู่ที่ตัว มัวดูแต่กรรมของคนอื่น จึงมักหลงแก้ที่คนอื่น สิ่งอ่ืน เมื่อไม่ได้อย่างใจก็เป็นทุกข์เดือดร้อน บางทีตัวเรา ท�ำเองทำ� ผดิ ทำ� เสียจริง ๆ แต่ตนเองกลบั เห็นเป็นไม่ผิดไม่เสีย ก็เคยมี ทั้งนี้ก็เพราะความส�ำคัญผิด หรือเพราะเข้าข้างตัว ดงั สภุ าษติ วา่ “โทษของตนเหน็ ยาก โทษของผ้อู น่ื เหน็ ง่าย” เหมือนผงเข้าตา ตนเองมองไม่เห็น ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยดู เปน็ ตน้ อีกประการหน่ึง ความเห็นของบุคคลที่จะท�ำให้เห็นได้ ก็เฉพาะอันสิ่งท่ีเป็นวิสัยของตน พ้นไปจากน้ีคือเป็นข้อที่ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้สึก ไม่เคยนึกเคยคิด ก็ยาก ที่จะตัดให้ตรงได้ เพราะฉะน้ันการได้ยินได้ฟัง การได้รับ ค�ำกล่าวตักเตือนต�ำหนิติท้วงนั้น ท่านสอนให้ฟังเสียงของ ท่านผู้รู้ที่เรียกว่าสัตบุรุษหรือบัณฑิตเท่าน้ัน ไม่ใช่ฟังเสียง ของคนทั่ว ๆ ไป เพราะผู้ต�ำหนิติท้วงถ้าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ ใคร่ครวญพิจารณาดีแล้วท่านจึงติ ฉะนั้นท่านย่อมติในที่ ควรติ คือปรากฏเป็นผิดเป็นเสียจริง ๆ ท่านจึงติ ส่วนคนโง่ คนพาล แมเ้ ราท�ำดี ถ้าเขาไม่ชอบ เขาก็อาจติได้ หรือเมอื่ เรา 178
ปวารณากรรม ท�ำผิดท�ำเสีย ถ้าเขาชอบเขาก็สรรเสริญได้ เพราะฉะน้ัน เสียงสรรเสริญเสียงติของคนพาล จึงถือเอาเป็นประมาณ ไม่ได้ ส่วนหรือเสียงสรรเสริญหรือเสียงติของบัณฑิตของ สตั บุรุษ ถอื เอาเป็นประมาณได้ อย่างไรก็กี การปวารณาตนให้ผู้อ่ืนว่ากล่าวตักเตือน หรือต�ำหนิตอท้วงตนได้เช่นนี้ นับเป็นมงคลอันอุดมประการ หนึ่ง เพราะจะได้อาศัยค�ำว่ากล่าวตักเตือนหรือต�ำหนิติท้วง ของผู้น้ัน ๆ มาตรวจสอบดูกับความประพฤติปฏิบัติของตน ถ้าเห็นโทษของตนมี ก็จะได้ท�ำคืนแล้วกลับตัวละช่ัวประพฤติ ดีต่อไปใหม่ ถ้าเม่ือโทษของตนไม่มี ก็จะได้ม่ันใจในข้อในข้อ ท่ีตนประพฤติอยู่น้ันแล้ว ท�ำความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และการ ท�ำตนเช่นนี้ ย่อมส่ออัธยาศัยเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย เป็นที่ เอ็นดูรักใคร่เมตตากรุณาของผู้ใหญ่ และเป็นท่ีเคารพนับถือ ของผู้น้อย ถ้าคฤหัสถ์ชนท�ำได้เช่นนี้ ก็ย่อมได้รับประโยชน์ จากการถือเอาพิธีกรรมของพระสงฆ์มาใช้ให้เหมาะแก่ภูมิชั้น ของตน อนึ่ง คฤหัสถ์บางคน เม่ือถึงวันเข้าพรรษาก็อธิษฐาน ต้ังใจท�ำความดี เช่นคนที่ติดการดื่มกินสุราเมรัย หรือเล่น การพนัน ก็ต้ังใจสมาทานงดเว้น การด่ืมเล่นเช่นน้ัน หรือ บางท่านต้ังใจรักษาศีลสดับพระธรรมเทศนาทุกวันอุโบสถ 179
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที หรือวันธัมมัสสวนะบ้าง ถวายสังฆทานหรือใส่บาตรทุกวัน จนตลอดไตรมาสบ้าง หรือเฉพาะวันธัมมัสสวนะบ้าง ดังน้ี เป็นต้น แต่พอออกพรรษาแล้วก็บละความดี กลับท�ำความ ไม่ดีเช่น ดื่มสุราเมรัย เล่นการพนัน เริ่มท�ำชั่ว ท�ำเสียต่อไป ใหม่ เช่นนี้ เป็นคนละชั่วประพฤติดีเฉพาะกาลไม่ตลอดกาล คือท�ำดีไม่จริงตลอดไป ทั้งเวลาเข้าพรรษาและออกพรรษา เม่ือเช่นน้ีผลก็อ�ำนวยให้เฉพาะกาลไม่ตลอดกันเหมือนกัน คือ เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เวียนสลดเวียนทุกข์ตามกาลท่ีท�ำ การละชั่วประพฤติดี ไม่ต้องจ�ำกัดกาลเวลา เช่น ใน พรรษาหรอื นอกพรรษา หรอื ต้องเลือกวนั ไหนเวลาไหนทำ� ได้ ทั้งนั้น เพราะเม่ือตนท�ำดี ความดีก็อ�ำนวยผลเป็นความสุข ความสบายแก่ตนเอง เม่ือตนท�ำช่ัว ความชั่วก็อ�ำนวยผล เป็นทุกข์ล�ำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง ท้ังในปัจจุบันทั้งใน ภายภาคหน้า เพราะฉะนั้นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จงึ ตรัสไว้ว่า อกตํ ทกุ ฺกฏํ เสยโฺ ย ปจฉฺ า ตปปฺ ติ ทกุ ฺกฏํ กตญฺจ สุกตํ เสยโย ยํ กตฺวา นานตุ ปปฺ ติ. แปลว่า “ความช่ัวไม่ท�ำเสียเลยดีกว่า เพราะว่าความ ช่ัวย่อมตามเผาผลาญเดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดี 180
ปวารณากรรม ท�ำไว้ดกี วา่ เพราะความดีเมอ่ื ท�ำแลว้ ย่อมไม่ตามเผาผลาญ เดือดร้อนในภายหลงั ” ดังนี้ คฤหัสถ์ชน ถือเอาการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ งดเว้น ความช่ัวความเสียอันเป็นบาปเป็นอกุศลมาได้แล้ว ชื่อว่า มที ุนอยู่บา้ งแลว้ คร้ันถึงการออกพรรษา เลกิ ละการประพฤติ ดี กลับท�ำช่ัวท�ำผิดต่อไปใหม่ ช่ือว่าขาดทุนและทุนที่มีอยู่บ้าง แล้วน้ันก็พลอยหมดไป ทางที่ดีที่ถูกเม่ือต้ังใจปฏิบัติตาม พระภิกษุสงฆ์เม่ือถึงกาลเข้าพรรษา ตนงดเว้นโทษอะไรได้ บ้างแล้ว พอถึงกาลออกพรรษา ก็ออกจากโทษเหล่านั้นได้ เดด็ ขาด อย่างนกี้ ไ็ ด้กำ� ไรมีทุนเพิม่ ขึ้น เพราะปฏิบัติไม่ถอยหลงั ก้าวหน้าไปโดยล�ำดับ เม่ือเข้าพรรษา ก็เข้าอยู่ในศีลในธรรม เป็นการเข้าดีเข้าถูก เม่ือออกพรรษาก็ออกจากโทษทุกข์ได้ เด็ดขาด ทั้งทางกาย ท้ังทางวาจา ทั้งทางใจ เป็นการออกดี ออกชอบ เชน่ นศ้ี ีลธรรมกเ็ จรญิ เพราะฉะน้ัน ท่านผู้ประพฤติธรรมท้ังหลาย จงรักษา ศีลธรรมความดีของท่านไว้ อย่าให้ศีลธรรมความดีออก จากกายวาจาใจของท่านไป พร้อมกับกาลออกพรรษา เสยี เลย 181
รักษาขพอรใะหพช้ ่ทุวยธกศนัาสนา* บัดน้ี ใกล้ออกพรรษาแล้ว จะได้ยุติการสอนธรรมวินัย และความร้เู รื่องศาสนาเสียที จะเหลือเวลาไว้ใหท้ ่านทัง้ หลาย เตรียมตัวดูหนังสือ และพักผ่อนก่อนถึงวันสอบไล่ ๒ วัน และเมื่อสอบเสร็จแล้ว ก็มีเวลา ๒-๓ วัน ส�ำหรับท่องจ�ำวิธี ปวารณาออกพรรษา เป็นตน้ ในบางวดั เขากำ� หนดสอบ เมือ่ ออกพรรษาแลว้ กม็ ี หรอื รับกฐินแล้วจึงสอบก็มี เพ่ือให้นวกภิกษุสามเณรมีเวลาศึกษา เล่าเรียนมาก ๆ แต่วัดท่ีเคยสอบก่อนออกพรรษา เพราะ ออกพรรษาแล้วพระใหม่ ๆ มีธุระไปนั้นบ้างไปน่ีบ้าง เตรียม การที่จะลาสิกขาบ้าง จิตใจมักไม่สงบระงับเป็นปกติ ย่ิงเห็น * ธรรมบรรยายแสดงแก่นวกภิกษุและสามเณร ในระหว่างจ�ำพรรษา ไตรมาส ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ครั้งด�ำรงสมณศักดิ์ เปน็ ที่ พระจนิ ดากรมุนี
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เพ่ือนกันสึกได้ ตนก็มักคิดสึกบ้าง จึงก�ำหนดสอบเสียก่อน ออกพรรษา ท่านท้ังหลายได้มาบวชและได้ศึกษาเล่าเรียน ธรรมวินัย และขนบธรรมเนียมในทางพระศาสนาเพียง ๓ เดือนเศษ ๆ คอื ภายในพรรษา ซ่งึ ถ้านับเฉพาะเวลาเรยี นจริง ๆ แล้ว ก็เพียง ๒ เดือนเศษเท่าน้ัน เวลาเพียงเท่านี้น้อยนักน้อยหนา เพราะ พระธรรมวินัยและเร่ืองในศาสนามีมาก เท่าท่ีน�ำมาสอน ตามแบบในนวโกวาทก็ดี ต�ำนานในพระพุทธประวัติก็ดี หรือ เร่ืองอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวด้วยพระธรรมวินัยนอกจากหลักสูตรก็ดี นี้เป็นเพียงความรู้เบื้องต้น หรือเท่ากับช้ันประถมศึกษาเท่านั้น ยังมีความรู้ธรรมวินัยชั้นมัธยมศึกษาและช้ันอุดมศึกษาท่ี กว้างขวางสุขุมนุ่มลึกโดยล�ำดับ ๆ อีกมาก แม้ผู้ท่ีบวชอยู่ นาน ๆ ถึง ๕ พรรษา ๑๐ พรรษา ๒๐ พรรษา ก็ยังต้อง ศึกษาอยู่เสมอ ฉะน้ันท่านอย่าเข้าใจว่าเรื่องของพระศาสนา ก็มีเพียงเท่านี้ สง่ิ ทเ่ี ราไมร่ แู้ ตค่ วรร้คู วรศกึ ษายังมอี ีกมาก นักศึกษาหรือผู้ต้ังใจศึกษาเขามักกล่าวว่า ยิ่งศึกษา มากเท่าไหร่ ย่ิงรู้สึกตัวว่าย่ิงโง่มากเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเรื่องท่ียังไม่รู้แต่ควรรู้ควรศึกษาให้รู้ ยังมีอีกมาก น่ันเอง แต่อย่างไรก็ดี แม้แต่เราจะมีเวลาได้บวชได้เรียน น้อยวันน้อยเวลา ถ้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียนมาแต่เบื้องต้น 184
ขอใหช้ วยกนั รกั ษาพระพุทธศาสนา เทา่ ทส่ี อนและเทา่ ท่ีท่านเรียนมานนั้ ๆ แลว้ กพ็ อเป็นแนวทาง ใหไ้ ด้วิชาความร้เู รอื่ งพระศาสนาทง้ั ในทางต�ำนาน ทัง้ ในทาง ธรรมและวินัย ท้ังในทางความประพฤติปฏิบัติ ถึงอย่างไรก็ ต้องยอมรับด้วยกันทุกท่านว่า ดีกว่าเม่ือยังมิได้บวชและยัง มไิ ด้ศึกษาเลา่ เรยี น ยังมิไดป้ ระพฤตปิ ฏบิ ัตติ ามพระธรรมวินัย ในด้านพระวินัย เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรง บัญญัติสิกขาบทด้วยอาการเช่นไร และด้วยความมุ่งหมาย เช่นไร มีทั้งข้อห้ามมีทั้งข้ออนุญาตซ่ึงป้องกันความช่ัวความ เสียหายของภิกษุของคณะสงฆ์ไว้เป็นอย่างดีหาข้อบกพร่อง ไม่ได้ บิดามารดา ครู อาจารย์อื่น ๆ ก็สอนไม่ละเอียดเท่า พระพุทธเจ้า ๆ สอนละเอียดถึงว่ากินอย่างไร นั่ง นอน เดิน ยืน นุ่งห่มเป็นต้นอย่างไร ท่ีนิยมกันว่าเรียบร้อยหรือเป็นผู้ดี ท่ีสดุ จนถึงการถ่ายอจุ จาระปสั สาวะ ดว้ ยอาการอยา่ งไร ถา่ ย ในที่เช่นไร ถ่ายแล้วต้องช�ำระด้วยอะไร จึงจะรักษาอนามัย ได้ดี ดังนี้เป็นต้น มีใครบ้างที่สอนท่านละเอียดถ่ีถ้วนรอบคอบ อยา่ งนี้ ทง้ั น้ี ก็เพราะพระองคเ์ ป็นผดู้ ี เกดิ ในสกลุ ดี มีการศกึ ษา ดี รู้ขนบธรรมเนียมในส�ำนักท่ีดี จึงมีดีไว้สอนสาวกได้มาก ไม่บกพร่องท้ังทางโลกท้ังทางธรรม ไม่ถูกต�ำหนิติเตียนของ คนทั้งหลายในภายหลัง ในเพราะความประพฤติน้ัน ๆ และ 185
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ดีเพียงมีเพียงความรู้ดี ศึกษาดี หรือดีแต่ สอนเขาเท่านั้น พระองค์กท็ �ำดเี ป็นทกุ อยา่ งดว้ ย หมายความ ว่าสอนเขาอย่างใด พระองค์ก็ประพฤติดีตามค�ำสอนนั้น ๆ ได้ด้วย น่ีแหละเป็นอัศจรรย์ ถ้าดีแต่สอนเขา ส่วนพระองค์ ส่วนพระองค์ท�ำดีไม่ได้ ไม่เป็นเช่นน้ีก็ไม่เป็นท่ีเคารพนับถือ ของสาวก หรือคนอ่ืน ๆ มีข้อท่ีน่าต�ำหนิคัดค้านได้ เพราะ ฉะน้ัน ใครก็ตามท่ีสมัครเข้ามาประพฤติปฏิบัติพระธรรมวินัย ที่พระองค์ทรงสน่ั สอนไว้โดยเครง่ ครัด คอื ทำ� ตามด้วยความ เคารพนบั ถอื จรงิ ๆ แล้วจะเป็นภิกษุ เปน็ สามเณร เปน็ อบุ าสก เป็นอุบาสิกา ผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยน้ัน ๆ ก็สมควรได้รับความยกย่องเชิดชู และรักษาไว้ให้เป็นตัวอย่าง คนดีของโลก การสนับสนุนคนประพฤติดี เกียดกันคน ประพฤติชั่วเสียหาย เป็นการควรท�ำแท้ คนไม่ดีจะได้น้อยไป หมดไป คนดจี ะไดม้ มี ากขน้ึ สว่ นในด้านพระธรรม เราจะเห็นได้ว่า พระธรรมค�ำสอน ของท่านมีหลายช้ันชนิด ท้ังอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่าง ละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ เป็นคฤหัสถ์ก็ประพฤติปฏิบัติได้ เป็น พระเป็นเณรก็ประพฤติปฏิบัติได้ ท่ีสุดเป็นผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ก็ปฏิบัติได้ มีไว้ให้เลือกปฏิบัติตามสมควรแก่เพศภูมิ วิทยฐานะของตน ๆ ฉะนนั้ ทกุ คนจึงอยูใ่ นเกณฑท์ ่ีว่าจะสามารถ จะประพฤติปฏิบตั ิศาสนาได้ท้งั นน้ั เม่ือตนพอใจหรอื สามารถ 186
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ประพฤติปฏิบัติศาสนาได้เพียงใด ชั้นใด ศาสนาก็อ�ำนวยความ สุขสบายให้ผู้น้ันพอสมควร แก่ความประพฤติปฏิบัติเพียงน้ัน ถ้าทุกคนเขา้ ใจถกู ดงั น้ี กจ็ ะเห็นว่าพระพทุ ธศาสนา ไม่ได้เป็น ของเกา่ คร�่ำครึลา้ สมัย หรือขดั ขวางความเจริญ ความกา้ วหน้า ของคน ของประเทศชาติหรือของโลก ตรงกันข้ามกับเป็น ของใหม่อยู่เสมอ แม้เด๋ียวนี้ ก็ไม่มีใครบัญญัติหรือสั่งสอนได้ ดียิ่งไปกว่าของพระพุทธเจ้า เพียงเสมอก็ไม่มีศาสดาหรือ ศาสนาอ่ืน ๆ โดยมากเกิดภายหลังพุทธศาสนา และค�ำสอน ในศาสนาน้ัน ๆ ในพทุ ธศาสนากม็ ีอยูบ่ ริบูรณ์และประณีตกว่า พิเศษกวา่ จงึ เป็นศาสนาทไ่ี ม่มีข้อบกพร่อง หรอื ยกขึ้นท้วงติง ได้ตลอดกาล เพราะฉะนัน้ ถ้าชาวโลกหรือคนโดยมาก หนั มา ประพฤติตามหลักค�ำสอนของพระพุทธศาสนา แล้วโลกก็จะ ถึงความสุขความสงบท่ีเรียกว่าสันติ หรือสันติภาพถาวร ไม่เป็นโลกท่ียุ่งเหยิงเบียดเบียนกันและกัน อิสสาริษยากัน ระแวงไม่ไว้วางใจกัน และมีความทุกข์ยากล�ำบากเดือดร้อน กันอย่างเช่นทุกวนั นี้ อันท่ีจริงคนโดยมากก็รู้เหมือนกันว่า ค�ำสอนในศาสนา ทา่ นมดี ี ๆ ถ้าทำ� ตามไดก้ เ็ ปน็ คนดี คือ อ�ำนวยความสุขสบาย จริง แต่ท�ำไมคนจึงไม่ค่อยท�ำตามศาสนา ก็เพราะท�ำตาม ศาสนาตนก็หมดสนกุ หมดความสะดวกสบาย หมายความว่า จะท�ำอะไรตามชอบใจไม่ได้ ทั้งน้ีก็เพราะในศาสนามีค�ำสั่งสอน 188
ขอให้ชวยกนั รักษาพระพุทธศาสนา ทขี่ ัดต่อความสะดวกสบายใจ หรอื ขดั ความสนกุ สนานของคน โดยมาก แต่ขัดเฉพาะเรอื่ งชั่ว ๆ เสีย ๆ หาย ๆ เทา่ น้ัน คนถ้าไม่ประสงค์จะท�ำชั่วท�ำเสีย ก็ไม่รู้สึกว่าศาสนาขัด กับความประพฤติของตน เหมือนพลเมืองดีย่อมไม่เห็น กฎหมายของบ้านเมืองท่ีตราออกใช้โดยเป็นธรรมว่าท�ำให้ตน เดือดรอ้ น ไมส่ ะดวกใจอยา่ งไร ไมเ่ หมือนกบั ผรู้ ้ายทค่ี อยจอ้ ง จะท�ำช่ัวท�ำผิด ย่อมรู้สึกเดือดร้อนมาก เหมือนเขาห้ามไว้ เฉพาะตน คนทต่ี ิดโลกหรือศึกษาเฉพาะวิชาของโลก ยงั ไมไ่ ด้ศกึ ษา ให้รู้เร่ืองวิชาศาสนาหรือปฏิบัติตามศาสนา จึงมักเห็นไปว่า ศาสนาขัดขวางความสุขความเจริญของตนของคนอื่น ตลอด ถึงของโลก จึงคิดแกไ้ ขศาสนา ดัดแปลงศาสนาเขา้ หาคน คอื หันเข้าหาความสะดวกสบายของคน ไม่ใช่ฉุดคนดึงคนให้ เข้าถึงศาสนาลงให้ต่�ำพอดีกับคน เช่นในเร่ืองของศีล ๕ ซึ่ง เป็นความดขี น้ั ต�ำ่ ของคน ท่านเรยี กวา่ “มนสุ สธรรม” ธรรม คอื ความดีของคน หรือ ธรรมท่ีท�ำให้คนเปน็ คน หมายความ ว่าใครไม่มีศีล ๕ อยู่ในตนก็ไม่ใช่คน ถ้าเป็นคนอย่างน้อย ตอ้ งมีศีล ๕ ไมม่ ธี รรมอะไรจะต่ำ� ไปกวา่ ศีล ๕ จึงเป็นธรรมะ ข้ันต้นของคน เพียงเท่าน้ีคนบางหมู่ก็ยังเห็นว่าสูงสุดเอ้ือมไป ไม่สะดวกสบายหลายอย่าง จึงคิดแก้หรือดัดแปลงว่าฆ่าสัตว์ 189
ขอให้ชวยกันรักษาพระพทุ ธศาสนา บางชนดิ ไดไ้ มบ่ าป เช่น ฆา่ มาเล้ยี งบตุ รภรรยา หรือบางลทั ธิ ก็สอนว่า พระเจ้าสร้างมาให้เป็นอาหารมนุษย์ ฉะนั้นฆ่าสัตว์ บางชนิดได้ไม่บาป หรือคิดเห็นว่าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมี ความทุกข์ยากลำ� บาก ช่วยฆ่ามันให้พ้นความลำ� บาก หรือท�ำ อนั ตรายแก่คนเปน็ ขา้ ศกึ ศตั รูกันได้ไมบ่ าป เพราะไมใ่ ชม่ นษุ ย์ เป็นพวกอมนุษย์ หรือค้าขายก็ต้องพูดปด ถ้าไม่พูดปดก็ หาก�ำไรไม่ได้ ปดอย่างน้ีไม่เสียหายอะไร หรือกินเหล้า ถา้ ไม่เมากไ็ ม่ผิดศลี ผิดธรรมอยา่ งไร ดังนเ้ี ปน็ ต้น ทีน้ีเม่ือคิดแก้อย่างหน่ึงแล้ว ก็คิดแก้อย่างอ่ืนอีกต่อไป แลว้ กแ็ กเ้ ปลา่ โดยบอกไว้วา่ ตนแกค้ รั้งน้นั ครงั้ นี้ แกอ้ ยา่ งนั้น อย่างน้ี คงยืนยันว่าน่ีแหละเป็นศีลของพระพุทธเจ้า บัญญัติ ศลี ไว้อย่างน้ี ชนดิ น้แี หละผิดมากนัก เปน็ การกลา่ วต่พู ระพทุ ธ ศาสนา ถ้าเป็นคนดี เขาต้องช่วยกันรักษาพระศาสนา แม้ บางอย่างตนยังท�ำตามไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถ ก็รักษา ของดีไว้ให้คนอื่นท่ีสามารถ ไม่ควรเข้าใจว่าเมื่อตนไม่สามารถ แล้ว คนอน่ื ๆ ก็คงไม่สามารถทำ� ตามไดห้ รือเห็นไปวา่ ศาสนา เป็นของสูงสุดเอื้อม เหลือวิสัยของมนุษย์ในบัดนี้จะท�ำได้ เข้าใจดังนีผ้ ิดแท้ทเี ดียว พระพุทธเจ้าทรงยกอะไรข้ึนสอน ขึ้นบัญญัติ ส่ิงน้ัน ต้องอยใู่ นวิสัยของมนษุ ย์ หมายความวา่ มนษุ ย์ตอ้ งท�ำตามได้ 191
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที เพราะถ้าท�ำตามไม่ได้แล้ว พระองค์ก็ไม่ทรงสอน ศาสนาจึง มีขึ้นได้ด้วยวิสัยของคน ไม่ใช่เหนือวิสัยหรือเหนือวิสัยของ คน เพราะฉะน้ันเม่ือตนยังท�ำตามศาสนาไม่ได้ ก็อย่าคิดแก้ หรือขัดขวาง คนอ่ืนท่ีเขาท�ำตามได้ ต้องคิดรักษาของดีของ ท่านไว้ให้คงที่อยู่เสมอ เพื่อคนอื่นท่ีสามารถหรือเพ่ือตนใน เวลาที่สามารถ เชน่ เดียวกับคนอ่นื ทีเ่ ขาปดั กวาดสถานที่เตยี น ไว้แล้ว เราไม่ปัดกวาดก็ช่างเถิด แต่ไม่ควรท�ำสถานท่ีนั้นให้ รกขึ้น หรือลงเรือล�ำเดียวกัน เราไม่พายก็ตามเถิด แต่อย่า เอามือเทา้ รานำ้� อน่ึง ความสามารถของคนนนั้ เปลีย่ นแปลงได้เป็นช้ัน ๆ ไม่ต้องไปดูคนอ่ืน ดูตัวเราเอง เม่ือเราเป็นเด็กการบางอย่าง เราทำ� ไม่ได้ พอโตขน้ึ กท็ �ำได้ทว่ี า่ ไมส่ ามารถกลบั สามารถ ใน ทางศาสนาก็เหมือนกัน ขณะนี้ไม่สามารถ ขณะหน้าอาจ สามารถก็ได้ ถ้าค�ำสอนหรือหลักค�ำสอนยังดีบริสุทธ์ิสมบูรณ์ อยแู่ ลว้ เมื่อตนสามารถขนึ้ แลว้ ก็จะไดอ้ าศยั ปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ต้อง ได้ ถ้าดัดแปลงแก้ไขเสียแล้ว ถึงคราวตนสามารถก็ขัดข้อง เพราะฉะนน้ั การดดั แปลงแกไ้ ขศาสนาจงึ ไมใ่ ชท่ ำ� ใหศ้ าสนาให้ ดีข้ึน กลับท�ำให้ศาสนาเลวลง และไม่ใช่เสียประโยชน์เฉพาะ ตน เป็นการทำ� ลายประโยชน์ของคนอน่ื หรอื ของโลกดว้ ย 192
ขอใหช้ วยกนั รกั ษาพระพุทธศาสนา ความสุขของคนมี ๒ อย่าง หรือ ๒ ช้ัน คือ สุขทาง โลก สุขทางธรรมหรือทางศาสนา สุขทางโลกไม่ใช่สุขแท้ เป็นสุขเทียม คือทุกข์สงบหรือน้อยเบาบางไป เราก็ส�ำคัญว่า เป็นสขุ และสุขเช่นนัน้ มไี ดก้ ็จะตอ้ งประกอบกระทำ� ข้ึน คอื ทำ� ทุกขใ์ หน้ ้อยหรือพอสงบระงับไปเฉพาะคราวหน่งึ ๆ เปน็ สขุ ที่ เจือด้วยทุกข์ ท่านเรียกว่าสามิสสุข ส่วนสุขทางศาสนาหรือ ทางธรรมเป็นสุขแท้ ไม่ใช่สุขเทียม เพราะเกิดจากสันติคือ สงบระงับกิเลสได้เท่าไร ก็เป็นสุขได้เท่าน้ัน ท่านจึงกล่าวว่า “นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ” สุขอื่นนอกจากความสงบไม่มี หรือ ย่งิ ไปกว่าความสงบไม่มี หมายความว่าสนั ตสิ ุขเท่านั้น เป็น บรมสุข 193
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เม่ือคนเราแสวงหาความสุขทางโลกไม่ได้ จะได้ตาม ข้ึนไปหาสุขในทางธรรมทางศาสนา ถ้าเราเหยียดศาสนามา เป็นโลกเสียแล้ว ความสุขที่เป็นท่ีดีท่ีแท้ก็จะอันตรธาน สูญหายไป เพราะฉะนั้นโลกต้องเป็นโลก ศาสนาต้องเป็น ศาสนา ต้องรักษาไว้ให้เป็นคนละส่วน คนละแผนก อย่าเอา มาปนกัน โลกต้องอาศัยศาสนาท่ีดี จึงถึงความสงบ และ ศาสนาต้องอาศัยโลก จงึ จะคงเจรญิ รุ่งเรืองถาวรอยไู่ ด้ การปฏิบัติศาสนา ต้องด�ำเนินตนขึ้นไปหาศาสนา ศาสนาเหมือนอยู่ตึกช้ันบน คนเหมือนเดินอยู่ ณ พ้ืนชั้นล่าง ถา้ ยงั ไมส่ ามารถจะฉดุ ตนใหด้ ำ� เนนิ ขนึ้ เปน็ ถงึ ชนั้ บนคอื ศาสนา ก็คงภาวะของตนไว้ อย่าดึงศาสนาลงมาสู่ระดับเท่ากับตน การดัดแปลงแก้ไขศาสนาเอาตามชอบใจ เป็นการฉุดศาสนา เข้าหาตน ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติศาสนา ที่แท้เป็นอัธยาศัย เก่าแก่ของคนท่ีอยากท�ำอะไรตามชอบใจ โดยไม่ให้มีสิ่งใด มาขดั ขวางความสะดวกความสบายใจน่นั เอง ธรรมดาคนย่อมมีภาวะเดิมของตนเป็นต้นทุน เม่ือคืบ ต่อไปอีกไม่ได้ควรคงอยู่ที่เดิม อย่าให้ต่�ำลงไปอีก การปฏิบัติ ศาสนายังไม่ได้น้ัน นับว่าเป็นภาวะเดิมของตน เพราะคน ย่อมเป็นโลกมาก่อน ต่อฉลาดขึ้นจึงเข้าถึงศาสนาในภายหลัง เพียงเท่านี้ไม่เสียหายลึก ด้วยภาวะเดิมเป็นมาอย่างนั้นเอง 194
ขอให้ชวยกนั รกั ษาพระพุทธศาสนา 195
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที จะท�ำอย่างไรได้ สว่ นการแก้ไขดดั แปลงศาสนาไปตามอธั ยาศัย นอกจากไม่เป็นการปฏิบัติศาสนาแล้ว ยังเสียหายยังซับซ้อน เพราะเสียความซ่ือตรงต่ออัธยาศัยของตน ดูเป็นคนท่ีวุ่นวาย คล้ายกับที่ว่า “บุญก็อยากได้ บาปก็อยากท�ำ คร้ันท�ำบาป แล้ว ก็ขอให้กลายเป็นบุญเถิด อย่าเป็นบาปเลย” ดังนี้ เป็นต้น ถ้าคตินี้ฟุ้งซ่านและแพร่หลายไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะ ประกนั ว่าเขาจะไมค่ ิดแก้ไขอย่างอนื่ ๆ ตอ่ ไปจนถึงคดิ ทำ� ลาย นิติธรรมซ่ึงเป็นประมวลจรรยาของประเทศชาติน้ัน ๆ ให้ ส้ินสูญ เพราะแม้แต่ศาสนาอันเป็นที่มาแห่งนิติธรรมแท้ เขา ยังแก้ไขดัดแปลงหรือแก้ท�ำลายเสียได้ จะขัดอะไรกับความดี นอกน้ัน คตขิ องคนหวั ใหม่ ๆ ในบดั น้จี ึงสู้คติของคนหวั โบราณ ไม่ได้ คนโบราณท่านเป็นผู้ซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่ตลบตะแลง จะว่าโง่ก็ได้ คือโง่ในส่วนวิวัฒนาการของโลก หมุนตามโลก ไมท่ ัน แต่ในส่วนศาสนาทา่ นไม่โง่เลย หรือจะวา่ โง่ก็ได้ คอื โง่ ในเชงิ พดู แตไ่ มไ่ ด้โงใ่ นเชงิ ท�ำเชิงปฏบิ ตั ิ เช่นท่านเป็นคนมศี ีล มสี ตั ย์ แม้ไมม่ คี รบทงั้ ๕ สกิ ขาบท กม็ บี ้างไม่ใช่ไมม่ ีเลยอย่าง คนหัวใหม่ ๆ ในบัดน้ี และส่วนไหนท่านยังท�ำไม่ได้ ท่านก็ สารภาพอย่างสุภาพว่าวาสนาบารมีของตนยังอ่อน ต้องอบรม ไปก่อน ดังนี้เป็นต้น น่ีเป็นการซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่ฟุ้งซ่าน คิดดดั แปลงแกไ้ ขศาสนาของทา่ น แตถ่ งึ คราวเกดิ ศกึ สงคราม 196
ขอใหช้ วยกันรักษาพระพุทธศาสนา ทา่ นก็เป็นนักรบสูร้ บกับข้าศกึ อย่างแข็งขัน จนมีเมืองไทยไวใ้ ห้ เราอยกู่ ันอยา่ งสบาย ไม่ตกเปน็ เมอื งขน้ึ หรือเป็นทาสของใคร เพราะฉะน้ันการดัดแปลงแก้ไขศาสนา จึงไม่ใช่เป็น กรรมดีแม้จะเห็นไปว่าเจตนาแก้ไขให้ดีขึ้น ก็ไม่ใช่แก้ให้ดี เพราะของเดิมของท่านดีถงึ ที่สดุ อยู่แลว้ “สง่ิ ใดดีถงึ ทีส่ ุดแลว้ ย่อมไม่ต้องการดัดแปลงแก้ไขใหม่ ใครขืนคิดแก้ ไม่ใช่ท�ำ ความเจริญให้ศาสนา แก่ตน แก่โลก แต่เป็นการท�ำลาย ท�ำความเส่ือมแก่ศาสนา แก่ตน แก่โลกทีเดียว” น่าจะเป็น เพราะเหตุน้ี พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงไว้ว่า “อย่าริบัญญัติ ส่ิงที่พระองค์มิได้บัญญัติข้ึน, และไม่แก้ไขตัดทอนสิ่งที่ พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว, ให้สมาทานถือตามท�ำตาม ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทรงสอนทรงบัญญัติไว้อย่างไร, ว่าเป็นท่ี หวังความเจริญโดยส่วนเดียว ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เลย” หรอื เรียกวา่ อปริหานยิ ธรรม ดังปรากฏในอปริหานิย ธรรมสูตร เพราะฉะน้ัน ท่านท้ังหลายจงช่วยกันสงวนศาสนา รักษาศาสนา คือ พระธรรมวินัยของท่านไว้ อย่าให้ใครมา คดิ ดัดแปลงแกไ้ ขเสยี เลย 197
บรรณานกุ รม ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา. (๒๕๖๒). จดหมายเหตุ สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร ทรงผนวช. [ม.ป.ท.]. (วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามจัดพิมพ์ โดยเสด็จพระราชกุศลในโอกาสท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชด�ำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพระยุหยาตรา ทางสถลมารคมาถวายพระรัศมีทองค�ำลงยาราชาวดีและทรง นมัสการพระพุทธอังคีรสเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๕ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๕๖๒). พระจินดากรมุนี (ทองเจือ). (๒๔๙๓). เร่ือง ปวารณากรรม และ เร่ือง ขอให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา. พระนคร: มหามกุฏ ราชวิทยาลัย. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อม ทองด�ำ ในท่านเจ้าพระยาสุรวงษ์ วัฒนศักดิ์ ณ เมรุวัด ประยุรวงศาวาส จงั หวดั ธนบรุ ี วันที่ ๓ มถิ ุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๓). พระธรรมจินดาภรณ์ (จินฺตากโร). (๒๕๑๕). ปาฐกถา เรื่อง พระ พุทธศาสนาในปัจจุบันเสื่อมหรือเจริญกันแน่. พระนคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ขุนบวรรัตนารักษ์ ณ เมรุวัดจันทาราม วันท่ี ๑๐ มิถุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๕). 198
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204