พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กบั พทุ ธศลิ ป์ อันนี้ภายหลังเมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินขึ้นแล้ว พระองค์ ก็สามารถปรับปรุง แก้ไข ท�ำให้ถูกกับความต้องการของ ราษฎรในภูมิประเทศน้ัน ๆ เพราะพระองค์ได้รู้ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี นอกจากเรียนแล้วได้ทรงเห็น ทรงรู้ ทรงประสบมาด้วยพระองค์เอง ซ่ึงไม่ต้องมีใคร แนะนําสั่งสอน พระองค์ได้ทรงรวบรวมวัสดุต่าง ๆ ทาง ประวัติศาสตร์ เช่น หลักศิลาจารึกต่าง ๆ ท่ีจารึกประวัติ ของพ่อขุนรามคําแหงมหาราชเป็นมาอย่างไร เพราะทรง เห็นความส�ำคัญของศิลาจารึกเหล่าน้ีท่ีทิ้งอยู่ในดงในป่า ใน เมืองร้างเหล่านน้ั ซงึ่ ไมม่ ใี ครตอ้ งการ บัดน้ถี ้าใครได้มา ก็จกั เปน็ ของหาค่ามไิ ด้ ฝร่งั น้�ำลายไหลอยากจะได้ ถึงต้องจาํ ลอง เป็นของปลอมไป ไม่ใช่ได้ของท่ีแท้จริง ถ้าพระองค์ไม่เก็บ มาแล้ว ป่านน้ีจะหายไปหรือตกไปอยู่ในต่างประเทศ อย่างท่ี ตกไปแล้วในชิ้นส่วนอ่ืน ๆ และครั้งหน่ึงเม่ือเสด็จไปเมือง สุโขทัย พระองค์ได้ไปน่ังแผ่นขดานหิน ซึ่งภายหลังได้ พระราชทานนามวา่ “พระแท่นมนังคศลิ า” คอื เป็นขดานหนิ ใหญ่ขัดมันหรือเป็นเอง อันนี้สืบได้ความว่า เป็นขดาน ศักด์ิสิทธิ์ท่ีชาวบ้านชาวเมืองถือกัน ปู่ ยา ตา ยาย เล่าสืบ กนั มาว่าใครนงั่ ไมไ่ ด้ ยนื ไม่ได้ เดินกไ็ มไ่ ด้ วา่ ท่ีนนั้ มอี นั ตราย เช่น เจ็บไข้ ได้ป่วย หรือมีอันเป็นไป เขาจึงเกรงกลัวกันว่า เป็นของศักดิ์สิทธิ์ แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงน่ัง 49
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ได้ในเวลาทรงผนวช ชาวบ้านเห็นเป็นอัศจรรย์ และพระองค์ ไดโ้ ปรดใหช้ ะลอมาเกบ็ ไวท้ ี่วดั บวรนิเวศฯ ทีแรกเก็บไว้ที่วัดราชาฯ ตอ่ มากน็ ํามาไว้ทว่ี ัดบวรฯ และ กว็ ดั พระแก้ว สมเดจ็ กรมพระยาด�ำรงฯ โปรดใหเ้ กบ็ ไปรวบรวม ไว้ท่ีหอสมุดแห่งชาติ หรือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีอยู่ ในบัดน้ี ขดานหินน้ีมีเร่ืองท่ีควรรู้ คือ เป็นขดานหินท่ีวางอยู่ใต้ ตน้ ไม้ใหญ่ คือตาลหมู่ ในสมยั พระร่วงเจา้ พ่อขุนรามคาํ แหง มหาราช ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ในวัน ๑๔ ค่�ำ ๑๕ ค่�ำ หรือ ๘ ค�่ำ ข้างขึ้นข้างแรม โปรดให้อาราธนาพระ เถรานเุ ถระ มานง่ั บนขดานหนิ และสงั่ สอนธรรมแก่ประชาชน ชาวเมือง ถ้าเป็นวันอ่ืน ๆ พระองค์ก็จะทรงแสดงธรรมและ ตัดสินความ มีกระด่ิงไว้ท่ีประตูเมือง ถ้าใครต้องการเฝ้า มีทุกข์มีร้อน ต้องการจะฟ้องร้องหรือมีเร่ืองขัดข้องใจ ก็ไป สั่นกระดิ่งขึ้น พ่อขุนรามฯ ก็โปรดออกมาว่าความตัดสินคดี ด้วยพระองค์เอง อันนี้เรียกว่า “ปกครองแบบพ่อปกครอง ลูก” ชนิดท่ีเรียกว่า “พ่อบ้านพ่อเมือง” มิใช่เป็นพระเจ้า แผ่นดินแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อย่างในยุคต่อ ๆ มา เพราะฉะน้ัน บ้านเมืองในสมัยสุโขทัย จึงร่มเย็นเป็นสุข มีเสรีภาพ 50
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศิลป์ อย่างที่ท่านเสนีย์ ปราโมช* ได้บรรยายปาฐกถา และ นําลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ อาตมาก็ได้ตามอ่านแล้วรู้สึก ว่าน่าจบั ใจ ทท่ี า่ นไดร้ วบรวมเอามาบรรยาย เป็นปาฐกถาให้ เห็นว่าประชาธิปไตย ไม่ใช่จะเร่ิมมีในบัดน้ี แต่มีมานานแล้ว ต้ังแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีราว พุทธศักราช ๑๘๒๐ แล้ว เพราะมีศิลาจารึกของพ่อขุนรามคําแหง เป็นอักษรที่จารึก ประกาศความเป็นประชาธปิ ไตยในเวลาน้นั เช่นว่า “ใครใคร่ ค้าช้างคา้ ใครใครค่ ้าม้าค้า” ใครปลกู ข้าวปลูกผักกเ็ ปน็ สิทธ์ิ ของผนู้ นั้ ไม่มกี ารเก็บภาษจี งั กอบ และกว็ วั ควายปล่อยกันได้ และถึงกับกล่าวกันว่า ในเมืองสุโขทัยน้ีดี ในน�้ำมีปลา ในนา มีข้าว มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคําแหง เจา้ เมืองสุโขทยั นี้ ท้ังชาวเมืองชาวเจา้ ทว่ ยปวั ท่วยนาง ลกู เจ้า ลูกขุน ทั้งส้ินท้ังหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาใน พระพุทธศาสนา ในเวลาเขา้ พรรษา ทรงศลี สดบั ธรรมทุกคน แล้วอย่างนี้ท่านลองหลับตานึกเห็นไหมว่า จะมีความสุข ความสบายสักเท่าไร ในเวลาเมื่อประชาชนพลเมืองอยู่ในศีล ในธรรม ต้ังมั่นในพระพุทธศาสนาผิดกันกับในสมัยน้ีอย่างไร ท่ีกล่าวยืดยาวนี้ ก็เห็นว่าจะเลยขอบเขตเร่ืองพระ จอมเกล้าฯ เก่ียวกับพุทธศิลป์ไปมากนักแล้ว ทั้งนี้ เพ่ือจะ * ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรคี นที่ ๖ ของประเทศไทย 51
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ย้อนกล่าวให้เห็นความส�ำคัญว่า พระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าฯ น้ัน ทรงใช้ชีวิตในพรหมจรรย์อย่างตลอดเวลา ๒๗ ปีนี้ พระองค์ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ แบบพระหลวงตากินแล้วนอน หรือนอนแล้วจ�ำวัด อะไรทํานองนั้น แต่พระองค์ใช้เวลาทรง ศึกษาค้นคว้า และทรงพระราชนิพนธ์ทั้งภาษาไทย ภาษา บาลี ซ่ึงท่านเลขาธิการฯ ไปรวบรวมมาได้ความอย่างน้ีว่า “เรอ่ื งต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับธรรมะประมาณ ๑๔ เร่อื ง ศาสนา ๓๗ เร่ือง เก่ยี วกับภาษาบาลี ๒๔ เรอื่ งน้ี เชือ่ วา่ ทรงพระราชนิพนธ์ ในเวลาทรงผนวชเป็นส่วนมาก และเมื่อทรงลาผนวชไปเสวย ราชย์แล้ว ก็ออกประกาศเป็นพระราชก�ำหนด ๕๐๐ เรื่อง” อาตมาเคยตามอ่านพระราชก�ำหนดเหล่าน้ัน น่าสนใจมาก ท่านทั้งหลาย ถ้าท่านยังไม่เคยอ่าน อยากจะชวนให้ท่าน ท้ังหลายไปหาอ่านดู คือ พระองค์มีเหตุมีผลอยู่ในตัว บางที ออกพระราชก�ำหนดด้วยประสงค์อย่างไร เหตุการณ์บ้านเมือง ในเวลานั้นเปน็ อยา่ งไร ทรงบรรยายไว้หมด เพราะฉะน้ัน จงึ จําเป็นจะต้องออกพระราชก�ำหนดอย่างน้ี ๆ แล้วภายหลัง ประชาชนโจทและวิจารณ์กัน พระองค์ทรงเห็นไม่สมควร ก็ทรงเลิกเสียบ้างเปล่ียนแปลง แก้ไขใหม่บ้าง พระองค์ก็อ้าง วา่ ประชาชนเขาติมาอยา่ งน้ี ๆ เห็นสมควรจะแก้ไขอย่างน้ี ๆ น่ีจะเห็นได้ว่าทรงเป็นประชาธิปไตย ๑๐๐% ทีเดียว และถ้า มีสัก ๑๐๐๐% อาตมาก็จะถวายท้ัง ๑๐๐๐% เพราะว่า เป็นความคิดความเห็นท่ีทรงเห็นควรอนุโลม ไปตามประชาชน 52
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ส่วนใหญ่ ท่ีเรียกกันว่า “การณวัสสิกา” อนุวัตเป็นไปตาม เหตุ เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประกาศพระวินัย เป็นการณวัสสิกา คือว่าชอบด้วยเหตุผล เม่ือทรงบัญญัติ เช่นนี้ตึงเกินไป ก็ทรงหย่อนลงมาเสียหน่อยหนึ่ง ถ้าหย่อน เกินไปก็ขันให้ตึงขึ้น เพิ่มอนุบัญญัติเป็นคราว ๆ ไป บางทีก็ เลิกเสียเลย เมื่อเห็นว่า เหตุการณ์เปลี่ยนมาเป็นยุคเป็นสมัย อันน้ีเรียกว่าพระองค์อยู่ในเหตุผล มิได้ติดลัทธิหรืออัตตา ธิปไตย ถืออัตตาธิปไตย ถือตนเองเป็นใหญ่ ในฐานะว่า ฉนั เองเป็นเอก เป็นใหญ่ เปน็ พระเจ้าแผน่ ดิน หรือเป็นเลิศใน แผน่ ดิน ดงั นเี้ ป็นต้น นอกจากนี้แล้ว พระองค์ยังได้ศึกษาในเร่ืองพุทธศิลป์ แบบสรา้ งและสมยั ตา่ ง ๆ ทีนีเ้ ข้าประเด็นกนั เสียทีละ ก็คําว่า “พุทธศิลป์” น้ันหมายถึงอะไร คําว่า “ศิลปะ” หมายความว่า แขนงหรือสาขาวิชาต่าง ๆ ในที่นี้ก็คงจะเล็ง เอาภาพปั้น เช่น ภาพวาด ภาพเขียน ภาพแกะ ภาพสลัก วชิ าช่างตา่ ง ๆ ทเ่ี รยี กกันว่า ชา่ งสบิ หมู่ เปน็ ศลิ ปะของศลิ ปิน ในเวลานนั้ ท่ีนิยมสร้างสรรค์กนั ข้ึนเป็นการปั้นบ้าง เปน็ การ จารกึ บ้าง หรอื หลอ่ เปน็ โลหะ ปั้นดว้ ยปนู เพช็ รด้วยวัตถตุ ่าง ๆ บ้าง ส่วนมากก็เป็นเจติยะ ๔ เหล่า เจติยะ ๔ เหล่านี้ได้แก่ อะไรบ้าง ทา่ นทัง้ หลายกเ็ ช่อื ว่า ส่วนมากคงรู้แล้ว โดยเฉพาะ 54
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กบั พุทธศลิ ป์ ในฝ่ายบรรพชิตหรือคนท่ีคงแก่เรียน คือ ธาตุเจดีย์ บริโภค เจดีย์ อทุ เทสิกเจดยี ์ และธรรมเจดยี ์ ธาตุเจดีย์ ก็หมายถึงสถูปต่าง ๆ ที่บรรจุพระบรม สารีริกธาตุหรืออรหันตธาตุ ซึ่งในประเทศไทยน้ีมีศิลปะเร่ือง พุทธเจดีย์ของสมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ในเวลานี้ อาตมาก็นําแบบรูปเจดีย์ต่าง ๆ มาเสนอเรื่องหนึ่ง เผอิญ หาได้เฉพาะหนังสือเล่มนี้ อันท่ีจริงยังมีประวัติเจดียสถาน ท่ัวพระราชอาณาจักร พร้อมท้ังรูปภาพ แต่หาไม่พบ เพราะ หนังสือสูญหายไปเสียมาก เผอิญหนังสือเล่มนี้มันก็หาย ไปนานแล้ว แต่ไปค้นได้ที่วัดเขาไกรลาศ พิมพ์มาประมาณ ๖๐-๗๐ ปี คือ สมุดเรื่องเจดีย์ในประเทศไทย ทั้งในสมัย ทวารวดี ศรีวิชัย เชียงแสน สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ เกือบจะว่าท้ังหมดหรือทั่วประเทศไทยก็ได้ แต่บางรูปใน หนงั สอื นจ้ี ะเหน็ ได้ว่าเวลานัน้ เจดยี ์ยังมสี ่วนดีอย่มู าก เวลานี้ ก็ชํารุดหักพังไป หรือเปล่ียนแปลงไปก็มี บางทีก็หายไปท้ัง องค์ ยังเหลืออยู่ก็แต่ซากปรักหักพัง ไม่รู้ว่ารูปร่างโดย สัณฐานเดิมเป็นอย่างไร ตามรูปภาพในหนังสือน้ี ส่วนมาก ยังสมบูรณ์อยู่ อย่างเจดีย์แบบต่าง ๆ นี้เรียกว่า พุทธศิลป์ ได้อยา่ งหน่ึง 55
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที การศึกษาเร่ืองพุทธเจดีย์หรือธาตุเจดีย์น้ี ในแง่ศิลป์ให้ รู้ว่าเป็นศิลปะสกุลไหน ช่างชนชาติอะไร อยู่ในสมัยระหว่าง พุทธศักราชอะไร ถึงพุทธศักราชอะไร ถ้าเชี่ยวชาญในทาง ตรวจโบราณสถาน เม่ือเห็นรูปเจดีย์ท่ีไหนก็จะรู้ได้ทีเดียวว่า เป็นเจดีย์เก่าแก่สมัยนั้นสมัยนี้ สกุลช่างเมืองน้ันเมืองน้ี ได้ สร้างในคร้ังน้ันคร้ังนี้ มีการบูรณะซ่อมแซมไว้อย่างน้ันอย่างน้ี เพราะวสั ดทุ ีส่ ร้าง ลวดลาย สณั ฐาน รปู ทรง มีลักษณะผิดแผก แตกต่างกัน ซ่ึงถ้าท่านเห็นแล้วไม่ได้สนใจ ก็ว่าเหมือนกัน มันมยี อดแหลม ๆ หรือยอดทู่ ๆ ดา้ น ๆ มเี หลี่ยมบา้ ง ลกั ษณะ สณั ฐานไมเ่ หมอื นกนั คล้ายกันบา้ ง แตถ่ า้ สนใจแลว้ จะเหน็ ว่า ต่างกัน ภาคเหนืออย่างหน่ึง ภาคอีสานอย่างหนึ่ง ภาคใต้ ภาคกลางอย่างหนงึ่ และในจังหวัดหนง่ึ ๆ กเ็ ปน็ อกี อยา่ งหนึ่ง ตลอดถึงสมัยรัตนโกสินทร์น้ี ยิ่งศิลปะสมัยของไทย สมัย มอญ พม่า หรือชนชาติขอมหรือเขมร มีรูปร่างแตกต่างกัน มาก อันนี้เรียกว่าพุทธศิลป์ส่วนหนึ่งคือพระพุทธเจดีย์ หรือ พทุ ธศลิ ป์เรอื่ งธาตเุ จดยี ์ ส�ำหรับธรรมเจดีย์ ก็รวมท้ังภาพหรือรูปธรรมจักรมี อักษรจารึกพระธรรม รวมท้ังรูปภาพพุทธปาฏิหาริย์ มีคาถา “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา” เป็นต้น เป็นคาถากลับใจคน ท่ีนิยมจารึกไว้ในที่น้ัน ๆ ในเมืองไทยมีปรากฏอยู่ท่ัวไป ทั้ง ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ บางที่ก็จารึกปฏิจจสมุปบาท 56
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศิลป์ ธรรม คือ “อวิชชาปจฺจยา สงฺขารา” ทั้งสมุทัยวาร ทั้ง นโิ รธวาร สว่ นบริโภคเจดยี ์ เชน่ รอยพระบาทต่าง ๆ ที่พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงรวบรวมลงมาจากจังหวัดชัยนาท เวลาก็น้ีอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร ทางด้านตะวันตกริมกําแพง นั้น ถ้าท่านทั้งหลายยังไม่เคยเห็น ก็ขอเชิญไปดูได้ เป็น พระแท่นหินใหญ่ ชนิดท่ีคนร้อยคนก็ยกไม่ไหว แต่ไม่รู้ว่า ทรงชะลอนํามาแต่จังหวัดชัยนาทด้วยวิธีอย่างไร นัยว่าใส่ แพซุงมาแล้วใช้ล้อเลื่อนลาก จารึกลวดลายในสมัยสุโขทัย มีภาพสุโขทัย พระพุทธรูปแกะลายสลักและวิจิตรพิสดารมาก น้ีเป็นบริโภคเจดีย์ เป็นเร่ืองแสดงสถานท่ีพระองค์ประสูติที่ ลมุ พินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพสั ดแุ์ ละกรงุ เทวทหะตอ่ กนั นอกจากนี้แล้วยังได้ทรงรวบรวมพวกพระพุทธรูปต่าง ๆ ซ่ึงเป็นอุทเทสิกเจดีย์ ส่วนหน่ึงในอุทเทสิกเจดีย์ท้ังหลาย อย่างท่ีนํามาประดิษฐานในวัดนี้ก็มี เช่น พระทวารวดี ท�ำ ด้วยหินมีหลายองค์ในวัดน้ี หรือพระสมัยสุโขทัยปางพุทธลีลา ซึ่งเหมือนกบั วา่ เป็นของมคี ่าดจุ ทองคํา หรอื ศลิ ปะชิน้ เอกของ โลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เพราะต้ังแต่เจ้าหน้าท่ีพิพิธภัณฑ์ ได้นําพุทธศิลป์ไปออกเผยแพร่ในยุโรปและอเมริกา ตลอดไทย ว่า “มีดีถึงเอเชียเช่นญี่ปุ่น ท�ำให้คนท่ัวโลกได้รู้ถึงพุทธศิลป์ ของเราวเิ ศษอยา่ งไรบ้าง” 57
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพทุ ธศลิ ป์ แต่ก่อนเขาก็ไม่สู้สนใจกันแพร่หลายนัก อาตมาได้เคย บอกแก่เจ้าหน้าท่ีบางคนว่าเป็นผลดี ก็คือว่าได้เผยแพร่ศิลปะ หรือพทุ ธศลิ ปใ์ นประเทศไทย แตผ่ ลรา้ ยกค็ อื วา่ สงิ่ ของเหลา่ นี้ จะสูญหายไปในโอกาสต่อมา บัดน้ีก็หายแล้ว อย่างที่อาตมา ได้เคยทํานายไว้ เพราะคนรู้จักเห็นคุณค่ามากเท่าไร เขาก็จะ จ้างจะซ้ือจะให้สินบนว่าถ้าเอามาได้ก็จะให้สินจ้างรางวัล เท่านั้นเท่าน้ี เพราะฉะน้ัน แม้ของในพิพิธภัณฑ์มันก็ได้หาย ไปแล้ว อย่างท่ีหนังสือพิมพ์ลงข่าวกันครึกโครมเป็นจ�ำนวน มากมายถึง ๕๑๘ องค์ ไม่ใช่ของนิดหน่อยเลย แต่เช่ือว่า เริ่มหายเป็นเวลาช้านานมาแล้ว ท่ียังสํารวจไม่พบอีก จะ หายไปอีกเท่าไรก็ยังไม่รู้ แม้แต่วัตถุที่มีค่าท่ีเป็นเทวรูปถือ บัณเฑาะว์ยืนสูงประมาณ ๔ นิ้ว ยังไม่ได้รับคืน กระท่ังบัดน้ี เพราะว่าชิ้นน้ีได้นําไปเผยแพร่ท่ีอเมริกา และประเทศทาง ยุโรป ตลอดจนถึงญี่ปุ่นด้วย เพราะฉะน้ัน เขาก็เห็นคุณค่า ว่าเป็นของหายาก จึงได้หายไป ส่ิงใดเป็นของมีคุณค่ามาก อันนี้เป็นความเสียหายซ่ึงเป็นของคู่กัน เม่ือมีสมบัติก็ต้องมี วิบัติ เมื่อมีผู้นิยมยินดีก็มีโจรผู้ร้ายลักขโมยไป ต้ังแต่ไหน แตไ่ รมา เปน็ อยู่อย่างน้ีแหละ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงควรศึกษาให้รู้เร่ืองไว้ อย่างน้อยก็ให้ดูสิ่งนั้น ๆ ออก ว่าเป็นของใหม่ ของเก่าหรือ ท�ำปลอมท�ำเทียมไว้อย่างไร สมัยใด พุทธศักราชอะไร เป็น 59
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที สมบัติของชนชาตใิ ด เพราะเราจะได้รกั ษาหวงแหน นยิ มเก็บ รักษากันไว้เป็นสมบัติตกทอดไปถึงอนุชนรุ่นหลัง มิฉะน้ันแล้ว คนที่เขาเข้าใจซาบซึ้ง เขามีทุนรอน มีสติปัญญา ก็จะซื้อหา เก็บไปเป็นสมบัติของเขา ซึ่งต่อไปเราจะหาดูไม่ได้ อย่างท่ีมี ผู้กล่าวว่า “ต่อไปน้ีใครจะดูศิลปวัตถุเหล่านี้ เห็นจะต้องไปดู ในยุโรปอเมริกากัน ในเมืองไทยหาของจริงไม่ได้เสียแล้ว เพราะมันมีแต่ของไม่ดีของปลอม ๆ ท�ำขึ้นเป็นของเทียม” อันนี้ต้องถือว่า เราได้อาศัยความเป็นนักปราชญ์อย่างน่า อัศจรรย์และความเป็นอัจฉริยะของพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ีท่านได้ทรงรวบรวมขึ้นเป็นพระองค์แรก ในยุคน้ันทัง้ ส้ิน ยังมีพระพุทธรูปในบริเวณพระพุทธเจดีย์ของวัดบวร นิเวศวิหาร และท่ีจะกล่าวถึงก็คือ พระพุทธชินสีห์ ซึ่งเป็น พระคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิษณุโลกควบคู่กับพระพุทธ ชินราช จะนํามาแต่สมัยไหน เข้าใจว่านํามาแต่สมัยของ รัชกาลที่ ๑-๓ เม่ือสร้างวัดบวรนิเวศวิหาร จึงนํามาเพื่อ ประดิษฐานไว้ที่ด้านหลังของพระอุโบสถ เพราะว่าในพระ อุโบสถเขามีพระใหญ่อยู่องค์หนึ่งแล้ว ต่อมาพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือยังทรงผนวชอยู่ท่ีวัดบวรนิเวศ วิหาร จะทรงสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ แต่ไม่มีท่ีจึงต้องตัดมุข ประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ออกไป ทรงสร้างเจดีย์อย่างท่ี 60
พระพุทธชนิ สหี ์ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ปรากฏอยู่จนทุกวันน้ี แล้วให้นําพระพุทธชินสีห์เข้าไป ประดิษฐานในพระอุโบสถ ทรงตกแต่งให้สวยงาม เช่น ทรง เติมพระอุณหิศและพระเกศลงยาราชาวดี แล้วให้ปิดทอง ปรับปรุงประดับเคร่ืองราชูปโภคพระอิสริยยศใหม่ อย่างท่ี เห็นสวยงามอยใู่ นบัดน้ี นี่ก็เป็นการแสดงว่า ท่านก็ทรงซาบซ้ึงในพุทธศิลป์ โดยเฉพาะพระพุทธชินสีห์ ซึ่งสวยงามเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ซ่ึงคนปล่อยทิ้งไว้ร่วมร้อยปี ว่ามีความส�ำคัญอย่างไร เพราะ ฉะนนั้ ท่านกเ็ ชิญมาประดษิ ฐานไว้ อีกองค์หน่ึงคือพระศรีศาสดา ท่ีคู่กับพระพุทธชินสีห์ และพระพุทธชินราช ที่สร้างในยุคและสมัยเดียวกัน เมือง เดียวกัน เป็นความอัศจรรย์ท่ีมารวมอยู่ในวัดบวรนิเวศวิหาร ได้ อันนี้นับว่าเป็นการแปลกมาก พระศรีศาสดานี้คงจะมี หลายคนยังไม่ทราบและเข้าใจประวัติของท่าน เพราะฉะนั้น จะขอเล่าย้อนความไปสักหน่อย พระศรีศาสดานี้ เดิมทีเดียว ประดิษฐานอยู่ที่วัดบางอ้อยช้าง และวัดประดู่ฉิมพลี ใน คลองบางหลวง คงจะมีพระเถระผู้มีอ�ำนาจวาสนาบารมีมาก นํามาจากภาคเหนือนั้น แล้วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงทราบ ก็เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นสถานท่ี ไม่สมควรที่พระศรีศาสดาจะประทับประดิษฐานอยู่ จึงได้ 62
พระศรีศาสดา วดั บวรนเิ วศวหิ าร กรุงเทพมหานคร
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที อัญเชิญมาประดิษฐานท่ีวัดสุทัศนเทพวราราม ท่ีวัดสุทัศนฯ ก็ไม่เหมาะอีกน้ันแหละ เพราะมีพระศรีศากยมุนีอยู่แล้ว ก็โปรดให้สร้างพระวิหารไว้ที่วัดสระเกศ พระองค์ก็ ทอดพระเนตรเห็นความไม่เหมาะสมสวยงาม จึงโปรดให้ อัญเชิญพระอัฏฐารส เข้าไปประดิษฐานในพระวิหาร วัดสระเกศ อัญเชิญพระศรีศาสดามาประดิษฐานไว้ท่ีวัดบวร นเิ วศวิหาร สรา้ งพระวิหารใหอ้ ยู่เปน็ เอกเทศต่างหาก อยา่ งท่ี ท่านท้ังหลายเห็นอยู่ในบัดน้ีนั่นแหละ ส่วนมากคนจะไม่ค่อย ได้ทราบ หรือเข้าไปดู เข้าชม และนมัสการ เช่น พระพุทธ ชินสีห์ เพราะเป็นพระล้ีลับอยู่สักหน่อย แต่ถ้าท่านได้เข้าชม แล้ว จะรู้สึกว่าความสวยงามน้ัน ไม่ต่างอะไรกับพระพุทธ ชินราช และพระพุทธชินสีห์เลย เพราะท�ำในสมัยเดียวกัน และใคร่จะขอกล่าวย้�ำสักหน่อยว่า พระพุทธชินราชน้ันเป็น ฝีมือช่างตระกูลสุโขทัย พระพุทธชินสีห์เป็นฝีมือช่างตระกูล เชยี งแสน สว่ นพระศรศี าสดาน้นั เป็นฝมี ือช่างตระกลู อยธุ ยา เพราะในตํานานกล่าวไวช้ ัดเจนว่า พระเจ้าแผน่ ดินทที่ รงสร้าง โปรดให้ประชุมช่างสร้างให้ถูกต้องตามพระพุทธลักษณะท่ี สวยงาม จึงให้เกณฑ์ตระกูลช่าง ๓ ตระกูล คือ ช่างตระกูล สุโขทัย ช่างตระกูลล้านนาไทย คือเชียงแสนมาจากเชียงใหม่ หรือเชียงรายในเวลานั้น และช่างตระกูลอยุธยา เอาช่าง ๓ ตระกูล ๓ เมอื ง ๓ สมัย มาประชุมป้ันกันนัยว่าเป็นอยา่ งนนั้ และอาตมาก็สันนิษฐานเอาเองว่า ช่างสามตระกูล สามยุค 64
พระพุทธชนิ ราช วดั พระศรรี ัตนมหาธาตุ จงั หวดั พิษณโุ ลก
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที สามเมือง สามพวกน้ัน คงจะตกลงกันไม่ได้ในส่วนท่ี เก่ียวข้องกับพระพุทธลักษณะ ต่างคนต่างก็ถือว่าของตนดี ของตนวิเศษ ฉะน้ัน จึงปั้นหุ่นพระ ๓ องค์นี้ ข้ึนมาให้ ทอดพระเนตร และก็โปรดใหส้ รา้ งทัง้ สามองค์ พระพุทธชินราชนั้น สร้างไม่ติดถึงสามครั้งสามหน เราทราบได้จากพระพุทธลักษณะว่าพระพุทธชินราชนั้นเป็น ฝมี อื ช่างสโุ ขทยั ๘๐% ส่วนพระพุทธชินสีห์นี้ พุทธลักษณะบึกบึน เข้มแข็ง อกผายไหล่ผึ่ง เช่นพระพุทธรูปเชียงแสน ส่วนพระศรีศาสดา นนั้ เป็นฝีมือช่างสมยั อยธุ ยา อาตมาในฐานะเป็นผู้สนใจในทางนี้ ที่ดูลักษณะพระ พทุ ธรปู เปน็ และสามารถหยงั่ ถึงตระกลู ช่างและ พทุ ธศกั ราช ที่สร้างว่าแตกต่างกันอย่างไรได้ ระหว่างสมัยหน่ึงกับอีก สมัยหนง่ึ เพราะฉะน้ัน จึงไดช้ แี้ จงแก่พวกท่นี ยิ มในทางนี้แลว้ ตา่ งกเ็ หน็ ด้วย อนั น้ีเปน็ เพราะไดอ้ าศยั พระปรชี าญาณ ความ สามารถของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ โปรดใหอ้ ัญเชิญมาประดิษฐานไว้ทวี่ ัดบวรนเิ วศวหิ ารนี้ อกี อนั หนงึ่ เปน็ เหตอุ ศั จรรยท์ ใี่ นพระวหิ ารพระศรศี าสดาน้ี ถ้าท่านทั้งหลายเข้าไปดูด้านหน้าแล้ว ถอยกลับมาก็จะไม่ได้ ดูของดีไป ของดีนั้นอยู่ด้านหลังของพระศรีศาสดา เป็นพระ 66
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศลิ ป์ สุโขทัยไสยาสน์และท่านสวยงามเสียน่ีกระไร จนถึงฝร่ังเขา ขอดูและตรวจทดลองกัน เพราะในประวัติของวัดบวรนิเวศ วิหาร แม้แต่ในสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ* คนท้ังหลาย ก็เข้าใจกันว่าเป็นพระปูนปั้น หรือสลักด้วยศิลาลงรักปิดทอง ฝรั่งเข้าดูแล้วบอกว่า ลักษณะเช่นน้ีไม่ใช่พระแกะด้วยไม้หรือ สลักด้วยศิลา ต้องเป็นพระหล่อทองสัมฤทธ์ิ แล้วก็เกิดการ พิสูจน์กันในสมัยท่ีสมเด็จกรมพระยาด�ำรงราชานุภาพยังทรง พระชนม์อยู่ซึ่งก็ปรากฏว่าข้างในเป็นสัมฤทธ์ิจริง ๆ และเป็น พระที่สวยงามมาก นิม่ นวล สงบเสง่ียม เรียบร้อย แสดงออก ซึ่งสัญลักษณ์ของพระสุโขทัย ๑๐๐% และจะหาดูไม่ได้แล้ว ในประเทศไทยนี้ หรอื จะวา่ ในโลกก็ว่าได้ เพราะพระสโุ ขทัยน้ี มีเฉพาะในประเทศไทย และที่ใหญ่อย่างน้ี งามอย่างน้ีและ ถึงขนาดอย่างนี้ เท่าท่ีเคยเห็นเคยทราบมาจากต�ำรับตํารา ไม่มีท่ีไหน นอกจากท่ีวัดบวรนิเวศวิหารนี้ ท่านจะได้มาแต่ ครงั้ ไหน เมอื่ ไรนน้ั ไม่มีใครทราบได้ และท่ฐี านชกุ ชียังเป็นท่ี บรรจุพระสรีรางคารของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส ดว้ ย เพราะฉะนั้น ถ้าท่านได้มีโอกาสไปดูแล้ว ขอเชิญเดิน เลยเข้าไปทางด้านหลังของพระศรีศาสดา แล้วท่านก็จะได้ *สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส 67
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พบพระพทุ ธไสยาสนส์ มยั สโุ ขทัย นอนอยา่ งสบาย ๆ แสดงออก ถึงความเมตตาพระกรุณาอันเต็มอิ่มในพระทัย เป็นพระมี ชีวติ จติ ใจเหมือนคนจริง ๆ นอกจากนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงค้นคว้าถึงความถูกต้องของพุทธศิลป์ อันเป็น อุทเทสิกเจดีย์ตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่ว่าอย่างไรเป็นความ ถูกต้องตามพระพุทธลักษณะ อย่างที่โบราณเล่ากันว่า ตาม คัมภีร์มหาปุริสลักษณะ พระหัตถ์ยาวถึงพระชานุ พระกรรณ 68
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพุทธศลิ ป์ ยาวถึงพระอังสา พระชิวหาอาจแลบออกมาถึงพระนาสิก พระบาทก็จะต้องอยู่ส่วนกึ่งกลางข้างหน้า ออกไปเท่าไร ขา้ งหลังกอ็ อกไปเทา่ นน้ั ขอ้ พระบาทอยูต่ รงกลาง ดังนี้เป็นตน้ แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วย เพราะถ้าท�ำรูปอย่างนั้น แบบอย่างนั้นแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่ เป็นบคุ คลธรรมดาสามัญ เปน็ รูปอะไรก็ไมร่ ู้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ท�ำตามแบบที่นิยมกันอย่างท่ีว่า ส�ำหรับน้ิวมือให้มีเสมอกัน นิ้วพระบาท ๕ น้ิวเสมอกันอย่างนี้ มีได้ แต่ท่านทั้งหลายอาจจะเห็นว่าไม่มีก็ได้นะ ส�ำหรับข้อนี้ อาตมาได้มีรูปมาให้ดู รูปนี้เป็นรูปของท่านผู้หนึ่ง ซึ่งตาย แลว้ ไม่เน่าไมเ่ ปอ่ื ย อยู่ในถ�้ำแหง่ หนง่ึ นัยว่าประมาณ ๕๐๐ ปี มาแล้ว เรียกกันว่า หลวงปู่ล่องหน ท่านอาจจะสังเกตเห็น ได้ว่า น้ิวเท้าเสมอกัน ไม่มีเหล่ือมล�้ำกัน และเป็นคนรูปร่าง สูงใหญ่ น้ีเป็นโครงร่างท่ีแห้งไปเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก และ ไม่เนา่ ไมเ่ ปอื่ ยแหง้ อยู่อย่างนี้ อนั น้ีมีคนถ่ายมา แล้วนาํ มาอัด มาขยาย อาตมาเห็นเป็นของประหลาดและมหัศจรรย์ก็เลย เก็บไว้ และวันน้ีนึกได้ว่าคนนี้ที่มีน้ิวมือน้ิวเท้าเท่ากันน้ันก็มี เหมอื นกนั นี่ จะว่าไม่มีไม่ได้ นเี้ ป็นของมหัศจรรย์ เพราะฉะนั้น พระจอมเกล้าฯ ท่านก็คิดแบบพระพุทธ ลักษณะเป็นพระพุทธศิลป์เฉพาะในรัชสมัยของพระองค์ท่าน จะเรียกสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้ เพราะถ้าจะจัดศิลปะของ 69
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที พุทธศลิ ปอ์ อกเป็นสมัย ๆ แลว้ ในประเทศไทยเรา ตามตาํ รา กลา่ วมามอี ยู่ ๗ ยคุ ๗ สมัย คอื ๑. สมัยทวารวดี ๒. สมยั ศรวี ิชัย ๓. สมยั เชียงแสน ๔. สมัยลพบุรี ๕. สมยั สุโขทัย ๖. สมยั อยธุ ยา ๗. สมยั รตั นโกสินทร์ แต่ท่านผู้รู้ท่านเพ่ิมอีกสอง ส�ำหรับอาตมาขอเพ่ิมเติม อกี ๒-๓ สมยั คือ วา่ ในประเทศไทยนอกจากมี ๗ ยุค ๗ สมยั นัน้ แล้วยงั มี พระยุคคันธารราฐ พระยุคอมราวดี และพระยุคคุปตะ แท้ ท่ีเข้ามาในประเทศไทยต้ังแต่พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ ตลอดถึงที่ ๖ พระคันธารราฐและอมราววดีน้ี เราได้เคยพบ ที่เมืองอู่ทองเก่าที่เรียกว่า จระเข้สามพัน และเป็นหินก็มี เป็นสัมฤทธ์ิก็มี เป็นปูนปั้นก็มี ซ่ึงกรมศิลปากรไม่เคยได้ แต่ อาตมาได้เห็นและได้พบของจริงท่ีเขาขุดได้ แต่เจ้าของเขา ไม่ให้ จึงต้องคืนเขาไป และกรมศิลปากรไปได้รูปหินติดกัน 70
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กับพุทธศลิ ป์ ๓ องค์ เป็นรูปคันธารราฐอุ้มบาตร ห่มจีวรนิ้ว คันธารราฐ อย่างสมัยโน้น ช่างโยนก และอมราวดีได้มา ๒ ชิ้น คือ องค์หน่ึงได้ท่ีล�ำน้�ำมูล ที่เรียกว่า วังปลัด อีกช้ินหนึ่งได้ท่ี พงตึก ต�ำบลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อันนี้เป็นอมราวดี หรอื อมรวดี เพราะฉะนั้น ถ้าจะเพิ่มว่าต้ังแต่คันธารราฐ อมราวดี และคุปตะรุ่นแรก ๆ เข้ามาในประเทศไทยแล้ว ไม่ใช่ว่าเพ่ิง จะเร่มิ เมอื่ ศตวรรษท่ี ๑๑-๑๒ อย่างท่กี รมศิลปากรรบั รองกัน ในเวลาน้ี อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธรูปนครศรีธรรมราช ซ่ึง เรียกกันว่าทรงหรือแบบขนมต้ม ช่างอู่ทอง ช่างตะกวน หรือแบบประยุกต์ ระหว่างช่างลังกา เชียงแสน สุโขทัย เรา ท�ำได้สวยงามมาก เผอิญอาตมามีแบบสุโขทัยที่เรียกกันว่า แบบเมล็ดขนุนหรือกําแพงเขย่ง เป็นพระพุทธรูปแบบลีลา สวยงามมาก ประมาณสักคืบหนึ่ง สนิมดีบริบูรณ์ ให้ชื่อว่า “ไตรพังคะ” หรือ “ตรพี ังคะ” และเกอื บจะทา้ ได้ว่ามีองคเ์ ดยี ว ในประเทศไทย จําลองขึ้นในเวลานี้ ๑๖ องค์แล้วขยายใหญ่ ๑๔๐ เมตร ทําไมจงึ เรยี กวา่ ไตรพงั คะ คือหกั ส่วนสาม ไดแ้ ก่ คอก็เอียง องค์ก็เอี้ยว ขาก็พับ ที่เรียกกันว่า ท่าเย้ืองกราย ที่ถูกพุทธลักษณะ ที่เรียกว่าไตรพังคะหรือตรีพังคะ อย่าง แบบเทวรปู ของพราหมณ์ เพ่ิงมาเปลย่ี นเป็นพระพทุ ธศลิ ปอ์ ัน สวยงาม เสยี ดายทไ่ี ม่ไดน้ าํ ของจริง ๆ มาใหด้ ู 71
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที เพราะเหตุที่สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ท่านเป็นผู้ชํานาญ ในพุทธศลิ ป์ ท่านจงึ โปรดให้สร้างพระสัมพุทธพรรณี พระสัมพุทธพรรณีน้ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่ ตามที่ ทรงสันนิษฐานเห็นถูกต้องตามพุทธลักษณะ แต่เวลานั้น ไม่ค่อยสวยงาม เพราะชา่ งฝีมือไม่ถงึ ขนั้ ดีแท้ตามที่พระองค์มี พระประสงค์ ตอ่ มาเม่อื ทรงลาผนวชแล้ว หลงั จากเสวยราชย์ ได้ ชา่ งสบิ หมู่ คอื พระวรวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าประดิษฐวรการ อันเป็นช่างสิบหมู่ ซึ่งเชี่ยวชาญในการสร้างแบบพระพุทธรูป พระองค์จึงโปรดฯ ให้สร้างแบบอย่างพระพุทธรูปใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เชน่ พระพทุ ธอังครี ส เป็นพระพทุ ธรปู หน้าตักกว้าง ๒ ศอกคบื กบั ๔ นิ้ว ทรงสรา้ งเพ่อื นําไปประดิษฐานท่จี ังหวดั นครปฐม แต่ยังไม่เสร็จเหลือค้างอยู่ พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าฯ โปรดให้สร้างวัดราชบพิธฯ ในพุทธศักราช ๒๔๑๒ จึงได้โปรดให้นํามาประดิษฐานเป็นพระประธานใน พระอุโบสถวัดราชบพิธฯ พระพุทธเจ้าหลวงทรงสละพระ ราชทรัพย์เป็น ทองคําเนื้อ ๘ จ�ำนวนมาก นัยว่าหนัก ๑๘๐ บาท เพื่อก้าไหล่องค์พระ ส่วนฐานของพระ ทรงเร่ียไร เจ้านายฝ่ายในได้ทองคําเน้ือ ๕ หนัก ๔๙ บาท ก้าไหล่ฐาน พระพุทธอังคีรส ท่านจะเห็นพระพุทธรูปศิลปะแบบประยุกต์ 72
พระสัมพทุ ธพรรณี วดั ราชาธวิ าส กรุงเทพมหานคร
พระพุทธองั คีรส วดั ราชบพธิ สถติ มหาสีมาราม กรงุ เทพมหานคร
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพุทธศลิ ป์ พระพุทธรูปหรือพระพุทธอังคีรส ตามแบบขยายใหญ่ท่ี จําลองมาให้ดูนี้ ว่าเป็นอย่างไร เพราะใน ๗ สมัยน้ัน สมัย สุดท้าย ได้แก่สมัยรัตนโกสินทร์น้ัน ท่านจะหาพระพุทธรูปท่ี เปน็ สมยั รตั นโกสนิ ทร์แทไ้ ม่ได้เลย เพราะทำ� แบบตา่ ง ๆ ตาม แบบสุโขทัยบ้าง เชียงแสนบ้าง อู่ทองบ้าง เป็นต้น จะหาท่ี เป็นแบบของตนเหมือนสมยั อน่ื ๆ ไมไ่ ด้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะจัดเป็นแบบรัตนโกสินทร์แล้วควร ถือเอาแบบของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เพราะไม่ซ�้ำ แบบใคร ซึ่งสวยงามดีมาก พวกช่างก็ยกย่องกัน ท่านจะเห็น ตามรูปขยายน้ีว่า พระกรรณเป็นแบบคนไม่ยาวถึงบ่า พระ หนุเป็นแบบคน พระโอษฐ์ก็เป็นแบบคนธรรมดา เป็นต้น และแบบแปลกท่ีสุดก็คือ พระเมาฬีทุก ๆ ยุค ทุก ๆ สมัยจะ ต้องมีพระเมาฬีต้ังแต่สมัยธารราฐลงมา ทุกยุคทุกสมัยเขา จะท�ำเป็นมุ่นเป็นเส้นผมคน ต่อมาก็เป็นบัวตูม แล้วก็เป็น เปลวเพลิง แตเ่ ป็นแบบของพระองคแ์ บบพระจอมเกล้าฯ ไมม่ ี พระเมาฬีเปน็ โลน้ ๆ อย่างแบบพระสาวก เพราะพระพุทธเจ้า ท่านก็เป็นคนธรรมดาน่ีเอง ทําไมจึงต้องมีตุ่มพระเศียร ถ้า จะบอกว่าเป็นพระกษัตริย์ไว้ผมเกล้า เม่ือตัดพระเมาฬีแล้ว ก็เป็นปุ่มข้ึนไป ก็ผิดลักษณะ พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นการ ผิดธรรมดาสามัญจึงไม่โปรด แต่ให้ยังมีรัศมีอยู่ข้างบน เพ่ือ 75
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พระรัศมีทองค�ำลงยาราชาวดี เป็นสัญลักษณ์ของฉัพพรรณรังสี คือรัศมีมีวรรณะ ๖ ซ่ึง สร้างบนเศียรพระพุทธรูป อย่างจีน อย่างญ่ีปุ่น เขาท�ำเป็น แฉก ๆ ออกไป แบบอินเดียเป็นประภามณฑลกลมรอบเศียร แบบทวารวดีคุปตะเขาท�ำเป็นจิก ๆ เหมือนธรรมจักรรอบ เศียร แต่สมัยสุโขทัยซึ่งรับประยุกต์มาจากลังกาแล้ว เป็น แบบเปลว ถ้าเป็นแบบตะกวน จะสน้ั นดิ เดยี ว เปลวเล็กนิดเดยี ว ถ้าลงั กาข้างหลงั แบน แต่ถ้าของไทยแท้ ๆ ในสมยั สุโขทยั เรา ไม่เอาของเขามาทั้งหมด เราประยุกต์แล้วก็เปล่ียนแปลงเป็น ศลิ ปะสกุลช่างไทย คอื ว่าท�ำขา้ งหนา้ ขา้ งหลังเหมอื นกัน เป็น อณุ าโลมตามตัวอย่างในหนงั สอื นี้ 76
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศิลป์ เพราะฉะน้ัน คําว่า “อุณาโลม” นี้ คือ วนขวา เป็น สัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี อย่างท่ีวัดราชบพิธฯ ที่ผนังใน พระอุโบสถมีคนถามว่า ทําไมจึงเขียนอุณาโลมไว้ที่ผนังเป็น เคร่ืองหมายอะไร เราบอกว่า น่ันแหละเป็นราชวงศ์จักรี ใช้ อณุ าโลมเป็นเคร่ืองหมายท่แี ทนพระรศั มี นอกจากลักษณะท่ีเราจะเห็นว่า พระศกอย่างคนแล้ว หน้าผากก็อย่างคน คิ้ว คาง อย่างคน พระโอษฐ์อย่างคน พระกรรณอย่างคน ถัดลงมาการครองผ้าเหมือนอย่าง พระธรรมยุตครองซ่ึงเอาแบบจากพระมอญ คือว่าครองผ้า ร้ิว ๆ แต่ว่าผ้าร้ิวนี้อัศจรรย์ว่าไปพ้องกับสมัยอมราวดี หรือ คนั ธารราฐ ยุคเดิมนน่ั แหละ สมัยช่างโยนก หรอื คันธารราฐ หรืออมราวดียุคเดิม เขาห่มแบบคนอย่างแบบสมณะ อย่าง แบบภิกษุท่ีมีอยู่ในสมัยนั้น แล้วก็มาสูญหายเสียในเวลาต่อมา ชาวอินเดียแก้ให้เป็นแบบน้ีจัดผ้าแนบเนื้อเพื่อให้แสดงส่วนสัด องคาพยพ เพราะฉะนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงจะได้ เห็นแบบอันนี้ อาตมาอยากจะเท้าความเป็นไปถึงพระ นิรันตราย ก่อนที่พระจอมเกล้าฯ จะโปรดให้สร้างพระ นิรันตรายพระราชทานแก่วัดธรรมยุตทั้งหลาย ท่านได้พระ พุทธรูปทองคําหน้าตักกว้าง ๓-๔ นิ้ว (องค์จริงเคยนํามา แสดงงาน ๒๐๐ ปี ของสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ ฯ ท่ีพพิ ธิ ภัณฑ 77
อณุ าโลมท่ผี นงั พระอโุ บสถวดั ราชบพธิ สถติ มหาสมี าราม กรงุ เทพมหานคร
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป์ สถานแห่งชาติ) องค์จริงประดษิ ฐานอยใู่ นพระบรมมหาราชวัง อันน้ีท่านได้มาตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่หรือเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ใหม่ ๆ เป็นแบบอมราวดี ท�ำด้วยทองคํา น�้ำหนักมากเพราะ ว่าตัน หน้าตักกว้างเท่าน้ี ก็คงหนักหลายสิบบาทอยู่ ท่าน บอกวา่ ๑. เขาไม่ยุบ ๒. เขาไม่ขาย ๓. เขายงั เกบ็ รักษามาได้ดี ๔. ต่อมาไฟไหม้ก็ไมอ่ ันตราย ทา่ นกเ็ ลยพระราชทานนามว่า พระนิรันตราย ตอ่ มาก็ โปรดให้สร้างจําลองแบบพระนิรันตรายอย่างแบบนี้ (ให้ดู ตัวอย่าง) เมื่อวานนี้อาตมาได้ไปขอแบบเขามา ช่างก็ท�ำ ไม่เสร็จ นี่องค์นี้พระนิรันตรายตามแบบ ถ้าจะดูแล้วคือ พระพุทธอังคีรสน่ีเอง เหมือนกัน เป็นแต่มีเรือนแก้ว ก้าไหล่ ทองคํา ลวดลายมีอักษรขอมจารึกคาถาเป็นสุภาษิต แล้วยัง มีรูปศีรษะวัวยื่นออกมา แล้วก็คาถาอันนี้ท่านช่�ำชองคาถา บาลี การน่ัง การขัดเพ็ชรสมาธิ การห่มจีวร เหมือนกับรูป พระคันธารราฐหรืออมราวดไี มผ่ ดิ เพยี้ น เพราะฉะนั้น ท่านคงได้เค้าพระสมัยอมราวดีหรือ คันธารราฐ ไม่มีสังฆาฏิอย่างนี้ ตามพระวินัย ผ้าสังฆาฏิ 79
พระนริ ันตราย วดั ราชบพธิ สถิตมหาสีมาราม กรงุ เทพมหานคร
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กบั พทุ ธศิลป์ อย่างน้ีมีขึ้นสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยอยุธยา สมัยกรุง รัตนโกสินทร์เอาแบบอย่าง เพราะว่าผ้าสังฆาฏิน้ีตามพระ วินัยว่า ไม่ได้เอามาทาบแบบอย่างพระไทย นอกจากในเมือง ไทยแล้ว เมืองอ่ืนเขาไม่มีใช้ เพราะพระพุทธเจ้าโปรดให้มีข้ึน ส�ำหรับห่มในเวลาหน้าหนาว ต่อมาหนาวจัดเห็นว่าชั้นเดียว ไม่พอ จึงโปรดให้เพิ่มเป็นสองชั้น แล้วเวลาพักก็ใช้ปูน่ัง ปนู อนได้ หนุนศีรษะได้ ในเวลาหนา้ หนาวก็เอาสงั ฆาฏิมาห่ม ได้ ในเวลาจะเข้าบ้านก็คลี่ทับกับจีวรทั้งตัว คือพระถือไตร จวี ร ๓ ตัว คือ ผ้าน่งุ ผา้ ห่ม สังฆาฏิ เพราะนน้ั ก็ห่มสองตวั เข้าบ้าน รับบิณฑบาต นี่เป็นจรรยาของพระในคร้ังนั้นตาม พระวนิ ัย ทีม่ ีสมณวัตรใหท้ ำ� มาอยา่ งนี้ เพราะฉะน้ัน สังฆาฏินี้ไม่ได้มีใช้อย่างในประเทศไทย แต่ว่าเพราะประเทศไทยนิยมใช้ผ้าสังฆาฏิพาด ท่านจึงเอา ผ้าสังฆาฏิมาทาบแบบห่ม เพราะฉะนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ ที่ พระองค์ทรงประยุกต์ขึ้น คิดขึ้น แล้วประยุกต์แก้ไขขึ้นให้ น้อมไปอย่างคน คล้ายคน กิริยาอาการอย่างคน คติธรรม อย่างคนนี้ ไม่ใช่มีต้ังแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ แท้จริงลังกา อินเดีย ฝรั่ง เขาก็คิดกันอย่างน้ี น่ีดูตัวอย่าง แบบน้ี เป็นพระพุทธรูปหล่อสมัยใหม่แบบอินเดีย ตามแบบ ของ (ชี้ไปท่ีตาและคอในรูปภาพพระพุทธรูป) คือว่าใกล้ไป ทางคนมากทีเดียว เช่นอย่างนี้ (ให้ดูรูปตัวอย่าง) น้ีเป็น 81
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ ๖ คือพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นแบบของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงคิดแบบขึ้น จะเห็นว่าพระเกศาแบบพระคันธารราฐ เส้นผมคน แต่ พระพักตร์คล้ายรัชกาลท่ี ๖ ย้ิมแย้ม อิ่มเอิบ พระพักตร์กลม แล้วก็ท่าประทับนอนอย่างสบาย นอนอย่างคน วางมือ นิ้วพระหัตถ์อย่างคน แล้วก็ปลายน้ิวพระบาทก็ยังหักหน่อย หน่ึงเสียด้วย น่ีแปลว่า ก็พุทธลักษณะหรือพุทธศิลป์ท่ีเห็นว่า สวยงามและถูกต้องอันน้ีเป็นวิวัฒนาการของพุทธศิลป์ เฉพาะอุทเทสิกเจดีย์ในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ เพราะฉะนั้น ถ้าจะกล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระจอม เกล้าเจ้าอยู่หัว ท่ีทรงคิดแบบประยุกต์ คือพระพุทธอังคีรส หรือพระนิรันตราย หรือพระสัมพุทธพรรณี ขึ้นเป็นองค์แรก แล้วโปรดให้หล่อต้ังแต่ใหญ่ ๆ จนถึงองค์เล็ก ๆ เช่น พระ นิรันตราย ในขณะน้ีจะมีดูได้ท่ีวัดพระเชตุพนฯ ตามวิหาร ต่าง ๆ แล้วก็สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (โต) เอาแบบไปสร้างท่ี พระองค์ใหญ่ที่วัดเกศไชโย จังหวัดอ่างทอง ท่ีเรียกกันว่า พระองคโ์ ตองคใ์ หญ่ก็แบบน้ี แบบหม่ จวี รแบบนี้ เพราะสมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (โต) ท่านคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าฯ ทรงเคารพนับถือกันมาก ถึงกับให้อภัยกันอย่าง ท่ที ่านรู้ ๆ อยู่แลว้ 82
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับพทุ ธศิลป์ แล้วก็พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ที่พระองค์เสด็จ ไปพบต้ังแต่ในสมัยเม่ือยังทรงผนวชอยู่ เสด็จไปธุดงค์ใน เวลาน้ันเป็นป่าร้าง ได้เห็นปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุ แล้ว พระองค์มาทูลพระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็น เจดีย์องค์แรกที่ใหญ่ได้พุทธศิลป์ สมควรที่จะบูรณะบํารุงให้ เป็นของคู่บ้านคู่เมืองที่สวยงาม แต่พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าฯ รชั กาลท่ี ๓ ไมโ่ ปรด ทรงเหน็ ว่าอยูห่ ่างไกลผู้คน เป็นเมอื งร้าง เมืองป่า จะเอาผู้คนมาอยู่แต่ท่ีไหน พระบาทสมเด็จพระจอม เกลา้ ฯ ท่านจึงไดท้ รงตง้ั พระอธิษฐานวา่ ถ้ามีบญุ บารมีขนึ้ มา เมอื่ ไหร่ จะบรู ณปฏสิ งั ขรณ์ ตอ่ มาเม่ือพระองคข์ ้นึ เสวยราชย์ แล้ว พระองคก์ ท็ รงจัดการบาํ รงุ ต้งั แตท่ ำ� พระเจดยี ์ใหญ่ครอบ องค์เก่า แล้วก็โปรดให้สร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธ์ิ สร้างแบบปั้นบ้าง ปฏิสังขรณ์ของเก่าท่ีชํารุดบ้าง จนกระทั่ง สวรรคตไปแล้ว ก็ยังโปรดให้พระพุทธเจ้าหลวงรับปฏิญญา เพ่ือให้สร้างต่อไปอีก ตลอดรัชกาลพระพุทธเจ้าหลวงก็ยัง ไม่เสร็จ ยังโปรดให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรง สร้างต่อ เช่น ประดับกระเบ้ืองรอบองค์เจดีย์ มาส�ำเร็จเอา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นหลัก เป็นประธานของประเทศชาติปรากฏอยู่ในบัดนี้ น่าอัศจรรย์ ที่ทา่ นท้ังสามองค์ได้เคยเห็นปาฏิหาริยพ์ ระสารรี กิ ธาตมุ าแล้ว และได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินน้ี เพราะท่านเห็นความส�ำคัญของ 83
พระปฐมเจดีย์ วดั พระปฐมเจดีย์ จงั หวดั นครปฐม
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กับพุทธศิลป์ พระพุทธเจดีย์จังหวัดนครปฐมว่าส�ำคัญอย่างไร เพราะท่าน ได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุปาฏิหาริย์ และท่านได้มาเป็น สว่ นเฉพาะพระองค์ โดยปาฏิหาริย์ในท่หี ลายแห่ง เพราะฉะนั้น เก่ียวกับพระพุทธรูปและสถูปเจดีย์น้ี พระองค์โปรดปรานมาก อาตมามีบัญชีรายช่ือของวัดต่าง ๆ ท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะและ สร้างขึ้นอย่างไร ในหนังสือที่มีผู้ให้เขียนไว้ข้างบนนี้ ท่าน บอกว่า สรา้ งวัด ๕ วัด ปฏิสังขรณ์วัด ๔๒ วัด ขดุ คลอง ๑๑ คลอง สร้างถนน ๖ สาย ออกพระราชก�ำหนด ๕๐๐ เร่ือง ทรงค้าขายกับต่างประเทศ สร้างโรงพิมพ์เป็นคร้ังแรก โปรด ให้สร้างเคร่ืองกลไกเป็นคร้ังแรก ท�ำสัญญากับต่างประเทศ ได้พระราชนิพนธ์ภาษาบาลี ๑๔ เรื่อง ธรรมะ ๑๔ เรื่อง เร่อื งศาสนา ๓๗ เรื่อง แล้วสรา้ งโรงพมิ พ์มหามกฏุ ฯ ขึน้ เปน็ คร้ังแรกในประเทศไทย อันนี้ก็นับว่าเป็นของอัศจรรย์ใน พระปรีชาสามารถของพระองค์ แต่ไม่เก่ียวกับพุทธศิลป์ น่ีเป็นเคร่ืองประกอบให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทา่ นว่ามีอยา่ งไร ทีนี้ในวัดบวรนิเวศวิหารนี้ ท่านเห็นแล้วว่าพระเจดีย์ ใหญ่ขนาดไหน นี่เป็นสมัยของพระองค์ท่ีทรงสร้างข้ึน คร้ัง ยังทรงผนวชอยู่วัดนี้และวัดบุปผาราม วัดเครือวัลย์ ธนบุรี 85
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที วัดราชาธิวาส วัดบรมนิวาส วดั ปทุมวนาราม สรา้ งต้ังแต่ทรง ผนวชเป็นพระอยู่ อันน้ีเป็นหลักฐานท่ีชวนให้เห็นว่า พระองค์ คิดว่าท่านจะบวชอยู่กระท่ังตายหรือสวรรคตนัยว่าทรง พระดําริว่าถ้าใครเข้ามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เขาอาจจะ ไล่พระองค์ออกจากวัดบวรนิเวศวิหาร ก็จะย้ายไปอยู่ท่ีวัด ปทุมวนาราม ในเวลานั้นหนีแค่น้ันมันก็พอแล้ว เพราะฉะน้ัน พระองค์จึงได้สร้างต้ังแต่สมัยทรงผนวชอยู่ มีท่านผู้รู้เล่าว่า ทา่ นยงั ไดท้ รงผกู พทั ธสมี าดว้ ยพระองคท์ า่ นเอง ตอ่ มาไดโ้ ปรด ให้สรา้ งวัดมกฏุ กษัตรยิ ารามข้นึ เมอ่ื เสวยราชยแ์ ลว้ ส่วนวัดที่ท่านชอบสร้างเจดีย์ เช่น วัดเขมาภิรตาราม มีเจดีย์สวยงามประดิษฐานอยู่ในบัดน้ี ตอนท่ีเข้าร้ือบูรณะยัง ได้พบพระบรมธาตุท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให้ บรรจไุ วห้ ลายพระองค์ อาตมากไ็ ดไ้ ปดแู ล้ว พระเจดีย์องคใ์ หญ่ โปรดให้สร้างไว้ในวัดบุรณศิริฯ ที่พวกสกุลบุรณศิริเป็นผู้ สรา้ งวดั แตท่ า่ นขอมีส่วน คอื สรา้ งพระเจดยี ์แบบพระปรางค์ แบบไทย ๆ เป็นของส่วนพระองค์ เพราะว่าท่านชอบสร้าง เจดีย์ วัดเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เพราะเป็นบา้ นตาบ้านยายเคยอยมู่ า พระนง่ั เกล้าฯ รชั กาลที่ ๓ สร้างไม่ทันเสร็จก็สวรรคตเสียก่อน ต่อมาพระจอมเกล้าฯ ก็รับสร้างต่อถวายพระราชกุศล แล้วก็โปรดสร้างเจดีย์เป็น ส่วนของท่านอกี วดั พระเชตพุ นฯ กส็ ร้างในรชั กาลที่ ๑ ท่ี ๒ 86
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศิลป์ ท่ี ๓ มาแล้ว พระองคโ์ ปรดให้สร้างพระเจดีย์องคท์ ่ี ๔ แลว้ ก็ ห้ามว่า พระเจ้าแผ่นดินอย่างสร้างอีกเลย มิฉะนั้นวัดโพธ์ิจะ เต็มไปด้วยเจดีย์หมด ท่านว่าอย่างนั้น เพราะสร้าง ๔ องค์ หมดเนอ้ื ที่แล้ว ทีนี้วัดราชประดิษฐฯ วัดนี้สร้างด้วยเจตนามักน้อย สันโดษ เพราะท่านไม่ต้องการจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเลย แต่เหตุการณ์แวดล้อมของบ้านเมืองในยุคน้ันเวลาน้ัน ซ่ึง ไม่เห็นใครอีกแล้วนอกจากพระองค์ท่าน เพราะทรงรู้ภาษา ต่างประเทศ เรียนภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ยอดเยี่ยม จนกระทั่งฝร่ังเคารพ นับถือ เรียกว่าพูดกันรู้เรื่องในการบ้านการเมือง ในยุคน้ัน เป็นอยา่ งดียง่ิ เพราะฉะนั้น บ้านเมืองที่จะเสยี เอกราชอธปิ ไตย ก็เพราะ พดู กนั ไมร่ ูเ้ ร่ือง อย่างประเทศเอกราชในทวีปเอเชยี นอกจาก ประเทศไทย ประเทศเหล่าน้ันท่ีเสียเอกราชไป ก็เพราะ เจ้าบ้านผ่านเมืองหรือพระเจ้าแผ่นดินพูดกับฝรั่งไม่รู้เรื่อง เพราะคนละช้ัน วัฒนธรรม ภาษาไม่ใช่อย่างเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ นี้ท่านรู้ภาษาต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาษาองั กฤษ ทรงเชีย่ วชาญเป็นพระองคแ์ รก ๆ 87
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที 88
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพทุ ธศลิ ป์ เพราะฉะน้ัน จึงได้รับความยกย่องนับถือว่ายังมีคนดี ในเมืองไทย คือ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ ที่จะสามารถพูดกันรู้เรื่องได้ พวกฝรง่ั หวงั วา่ ทา่ นองคน์ ไี้ ดเ้ ปน็ พระเจา้ แผน่ ดนิ เมอ่ื ไรเรากจ็ ะ ไปท�ำสัญญา โดยไม่ต้องการเอาเป็นเมืองข้ึนเหมือนประเทศ อื่น ๆ เพราะเขาก็ไม่ต้องการเอาเป็นเมืองขึ้นเหมือนกัน เม่ือ ไม่ขัดกับผลประโยชน์ของเขาแล้ว เพราะฉะน้ัน ท่านต้องไป เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยบุญบารมีของประเทศชาติ ศาสนา หรือพระมหากษตั รยิ ์ หรือของประเทศไทยทั้งชาติ ทีเ่ วลานน้ั เป็นหัวเล้ียวหัวต่อท่ีจะเสียเอกราชอธิปไตย ง่ายเหลือเกิน ถ้าผู้นําของเราเป็นคนที่ไม่เชี่ยวชาญ ไม่ทรงเห็นการณ์ไกล ในรัฏฐาภิบาลโนบายดีพอ น่ีอย่างท่านเสนีย์ ปราโมช ได้ ปาฐกถามาแลว้ เพราะฉะนั้น อันนี้เองที่ท�ำให้ประเทศชาติของเรารอด จากการเป็นเมืองข้ึนของเขามาได้ เพราะพระองค์ท่าน คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงริเร่ิมไว้เสียก่อน ไม่เหมือนอย่างประเทศเพ่ือนบ้านใกล้เรือนเคียงอ่ืน ๆ ต้อง นับว่าเป็นประเทศเดียว คือประเทศไทยท่ีไม่เสียเอกราช อธปิ ไตย 89
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที อาตมาได้อ่านหนังสือเม่ือคืนน้ีเอง ของกริสโวลด์*ที่ ในหลวง**ทา่ นโปรดใหพ้ มิ พ์ขนึ้ เนื่องในวารครบรอบ ๑๐๐ ปี ในงานวันนี้และก็อ่านตะลุยไปด้วยอยากจะให้ จบเร็ว ๆ แต่ ไม่ทันจะจบหรอก เพราะงานอย่างอื่นและมีเวลาน้อย แต่พบ ข้อความอันหนึ่งท่ีนับว่าเป็นข้อแปลกอัศจรรย์ ท่ีว่า พระเจ้า แผ่นดินที่สมบูรณญาสิทธิราชย์แล้ว ท่ีจะลดพระอ�ำนาจ พระราชทานแก่ประชาชนนั้นจะหาไม่ได้ นอกจากประชาชน จะยื้อแย่งเอามา ด้วยการปฏิวัติ หรือขอเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง หรือขอประชามติ นี่พระจอมเกล้าฯ พระเจ้า แผ่นดินกลับทรงหยิบย่ืนมามอบให้กับประชาชน โดยพระเจ้า แผ่นดินยื่นโยนหย่อนพระอ�ำนาจให้และพระราชทานอย่าง เต็มพระทัยอย่างไม่ทรงเสียดาย มิใช่ย่ืนให้อย่างไม่เต็มใจ หรือเสียไม่ได้ อันน้ีเป็นความเสียสละ เพราะทรงตระหนัก ในพระศาสนาและไม่ทรงหวงกัน เพราะทรงเป็นผู้มักน้อย สันโดษ ท้ังทรงต้ังปฏิญาณไว้ว่า ถ้าพระพุทธเจ้าหลวงบรรลุ นิติภาวะเมื่อไรแล้ว ทา่ นจะออกจากความเป็นพระเจา้ แผ่นดนิ เป็นตาปะขาว คือ นุ่งขาวห่มขาวถือศีล อย่างที่เรียกกันว่า * นาย เอ บี กริสโวลด์ ผ้แู ตง่ หนงั สือ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้า เจ้ากรุงสยาม ** พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพติ ร 90
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศลิ ป์ “พระเจ้าหลวง” จึงได้โปรดให้สร้างวัดราชประดิษฐฯ ขึ้น โปรดให้พระสาสนโสภน คือสมเด็จพระสังฆราช (สา) ในยุค ต่อมา มาอยู่วัดราชประดิษฐฯ ซ่ึงอยู่ใกล้พระราชวังสราญรมย์ แล้วพระองค์ก็จะได้เวนราชสมบัติให้ลูกท่านครองแผ่นดิน พระองค์จะมาเป็นผู้ถือศีล ประทับอยู่ในวังสราญรมย์ อันนี้ นบั วา่ เปน็ การมกั นอ้ ยสนั โดษและทรงหนกั ในพระพทุ ธศาสนา อาตมาได้พูดมาก็เป็นเวลาเน่ินนานแล้ว และก็ทางกรม การศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ก็ขอให้อาตมาไปบรรยาย เร่ืองวิชาห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ ก็จะรีบไปตามคําขอ เพราะ รบั อาราธนาของเขาแลว้ เพราะฉะนั้น ก็ขอจบสรุปหัวข้อว่า พระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ ทรงเกี่ยวข้องกับพุทธศิลป์ อย่างไร ได้บรรยายมาโดยย่นย่อในเรื่องพุทธเจดีย์แบบต่าง ๆ ในเร่ืองพระพทุ ธรปู รูปแบบต่าง ๆ และใคร่กล่าวยกยอ่ งเทิดทนู พระคุณของพระองค์ท่านว่า ท่านสมควรเป็นเอกอัครบุรุษรัตน์ อย่างท่ีอาตมาได้กล่าวมาแต่เบ้ืองต้นนั้นแล้วว่ามีอย่างไร คือ ในหน้าที่ของความเป็นนักปราชญ์ พระองค์ท�ำแล้วอย่าง ดีย่ิง หน้าท่ีของพระเจ้าแผ่นดินท่านก็ทรงท�ำแล้วอย่างดีย่ิง หน้าทข่ี องพ่อปกครองลูก พระองคก์ ท็ �ำแล้วอย่างดียงิ่ หนา้ ที่ ของท่านผู้ประพฤติธรรม ควรที่จะตายด้วยอาการอย่างไร 91
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที พระองค์ก็ท�ำได้อย่างดี สมควรถือเป็นแบบอย่างอันนี้ น่าที่ จะศึกษาค้นคว้า มีหนังสือเร่ืองหนึ่งเขาพิมพ์ไว้เรียกว่าจดหมายเหตุ ใน เวลาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าจะสวรรคต ในหนังสือ น้ันบอกว่าท่านได้ตรัสเรียกคนน้ันคนนี้มา เช่น พระยาศรี สุนทรโวหาร* พูดภาษาอังกฤษ ภาษาบาลี แล้วท่านก็รับสั่ง ว่า “ที่ฉันพูดน้ีผิดไหม” เขากราบทูลว่า “ไม่ผิดไม่พลาด” พระองค์จึงรับส่ังว่า “ที่พูดภาษาอ่ืนให้ท่านทั้งหลายฟัง เพื่อจะได้รู้ว่าเวลานี้สติสัมปชัญญะยังดีอยู่หรือไม่” เมื่อเขา รับรองอย่างน้ันแล้ว ท่านก็รับส่ังการบ้านการเมือง ทรง ฝากฝังราชสมบัติไม่ได้มอบหมายแก่ลูกของท่าน คือ พระ พุทธเจ้าหลวง แต่ให้เจ้านายพิจารณากันดู หากเห็นพระเจ้า ลูกยาเธอ พระเจ้าหลานเธอ หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นใด องค์ใดที่สามารถจะปกครองบ้านเมือง ปกครองแผ่นดินให้ เป็นสุข ท�ำความร่มเย็นแก่ไพร่ฟ้าประชาชนสมณชีพราหมณ์ ได้ ก็ให้ยกย่องท่านผู้น้ันเสวยราชย์สมบัติปกครองแผ่นดิน แต่ขอเป็นคําสุดท้ายว่า ถ้าลูกของท่านจะมีความผิดร้ายแรง ด้วยประการใด ๆ ขอให้เว้นการประหารชีวิตขอชีวิตไว้อย่า *พระยาศรสี นุ ทรโวหาร (ฟกั สาลักษณ) 92
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศลิ ป์ ต้องถึงกับฆ่าลูกท่านเลย น้ีในฐานะความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน และในฐานะท่ีเป็นพ่อของลูก ที่มีความรักและเป็นห่วงเป็นใย ลกู ในขณะทจี่ ะสวรรคตจากกัน ตอ่ ไปนน้ั พระองคไ์ ด้โปรดให้รา่ งคําขอขมาสงฆโ์ ดยแต่ง เปน็ ภาษามคธ แลว้ กโ็ ปรดให้นาํ คาถาน้ันไปยงั ทา่ มกลางสงฆ์ วดั ราชประดิษฐฯ เพราะทรงต้งั ความปรารถนาไว้วา่ จะสวรรคต ในวันมหาปวารณา เพราะพระองค์ทรงพระราชสมภพใน วันนั้น พอดีวันน้ันก็เป็นวันมหาปวารณา ทรงรู้วาระท่ีจะ สวรรคตในวนั นน้ั พระองค์รับส่ังเตอื นว่า ไมเ่ ปน็ การอศั จรรย์ 93
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที เลย ท่านทั้งหลายไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องร้องไห้ สังขาร ทั้งหลายต้องเป็นอย่างน้ีเป็นธรรมดา ท่านท้ังหลายก็ต้อง ตายเหมือนอย่างข้าพเจ้าเข้านี้ แล้วในที่สุดท่านก็เจริญคาถา “อาตุรสมฺ ปึ ิ เม กาเย จติ ตํ น เหสฺสตาตุรํ เอวํ สกิ ฺขามิ พุทธฺ สสฺ สาสนานคุ ตึ กร.ํ ” ซ่ึงแปลเป็นความไทยว่า “เมื่อกายของข้าพเจ้ากระสับ กระส่ายอยู่ แต่จติ ของข้าพเจา้ หากระสบั กระสา่ ยไม่ ข้าพเจ้า ได้ศึกษาธรรมค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างนี้” น่ี เป็นการแสดงถึงพระสติสัมปชัญญะท่ีทรงมีพร้อมบริบูรณ์ ต่อแต่น้ันไปก็ทรงเจริญพุทโธ ๆ ๆ ๆ ในจดหมายเหตุกล่าว ไว้ว่า จนที่สุดเหลือคําว่า โธ ๆ ๆ ๆ จนกระทั่งหายไปด้วย ดุษณยี ภาพ อันน้ีกริสโวลด์ เขายังเขียนไว้ในเรื่องเข้าฌานเข้าสมาธิ และอ้างว่า เชอร์ ยอห์น บาวริ่ง ผู้ส�ำเร็จราชการสิงคโปร์ อ้างว่า เขาได้เคยไปดูท่ีไว้สิ่งของโบราณ เป็นพิพิธภัณฑ์และ โบราณวัตถแุ ละหอ้ งสมดุ สว่ นพระองคท์ ท่ี รงรวบรวมไว้ เพราะฉะน้ัน เราทั้งหลายเป็นหนี้บุญคุณของพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเสด็จในกรมพระยาด�ำรง ราชานุภาพ ที่ช่วยให้เราได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ ในส่วนท่ี 94
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กบั พุทธศลิ ป์ เกย่ี วกบั ประวัตศิ าสตร์ของชาติ โบราณคดี โบราณวตั ถุ และ เอกสารต่าง ๆ เพราะพระองค์ท่านได้ทรงรวบรวมค้นคว้า และทรงพระราชนิพนธ์ไว้มากมาย และได้ดําเนินงานด้าน พิพิธภัณฑ์และห้องสมุดสืบเน่ืองต่อจากพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ได้เร่ิมเก็บสะสม โบราณวัตถุ รวบรวมเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ไว้ก่อนเป็น พระองค์แรกในประเทศไทย เพราะทรงเช่ียวชาญในวิชาการ ต่าง ๆ ดงั กล่าวมาแลว้ ดังน้ัน การท่ีเราทั้งหลายผู้สนใจในวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิชาโบราณคดี จนมีความรู้พอช้ีแจงให้ผู้อ่ืน รเู้ ร่อื งไดบ้ ้าง แมไ้ มก่ ว้างขวางเชีย่ วชาญ ก็เพราะอาศยั หนังสอื ต�ำนานพุทธเจดีย์สยามของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรม พระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้เป็นเล่มแรกและ ทรงรอบรู้ ทรงรวบรวมโบราณวัตถุเอกสารต่าง ๆ ต้ังเป็น พิพิธภัณฑ์ของชาติและหอสมุดของชาติ เราท้ังหลายจึง ยกย่องพระองค์ว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ ชาติไทยและพระบิดาแห่งวิชาโบราณคดีไทย” แต่ก็ไม่ควร ลืมว่า ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี โบราณวัตถุ ห้องสมุด เอกสาร จารกึ ตา่ ง ๆ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เปน็ ผรู้ เิ รมิ่ ขนึ้ เป็นพระองคแ์ รก ทรงเปน็ ผ้วู างรากฐานไวก้ ่อน แลว้ และเปน็ ครัง้ แรกในประเทศไทยด้วย 95
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ฉะน้ัน ถ้าจะยกย่องพระเกียรติคุณสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ว่า เป็นพระบิดา แห่งวิชาประวัติศาสตร์และพระบิดาแห่งวิชาโบราณคดีไทย แล้ว ก็ควรจะยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๔ ว่า พระองค์เป็น “พระเจ้าปู่แห่งวิชาประวัติ ศาสตร์ไทยและพระเจ้าปู่แห่งวิชาโบราณคดีไทย” ด้วย เพราะพระองค์ทรงเป็นพระบรมชนกนาถของสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ และทรงริเริ่มไว้ ก่อนเป็นพระองค์แรก ในยุคนั้นสมัยน้ัน ซึ่งก็ยากนักท่ีจะหา ผู้มองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้ไกล แม้นเหมือนในยุคนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช หรือพระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงได้รับอบรมใกล้ชิดพระยุคลบาท จากพระบรมชนกนาถ คงได้ทราบพระรัฏฐาภบิ าลโนบาย ใน อนั ทจ่ี ะฝา่ ฟนั อปุ ทั วนั ตรายซงึ่ คกุ คามประชาธปิ ไตยในเวลานน้ั เป็นอย่างดีจากพระบรมชนกนาถ จึงนับว่าเป็นบุญบารมีของ พระองค์ ของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ ประชาชนชาวไทย และในยุคต่อมาที่ทรงนําสยามรัฐมณฑล ใหผ้ ่านพ้นมรสมุ ทางการบ้านการเมอื ง พระศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีท่ีดีของไทยเหลือรอดมา จนเป็น มรดกตกทอดถงึ ชาวไทยเราในบัดน้ี 96
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลาย น้อมจิตถวายพระพรอุทิศ ส่วนกุศล ที่ตนได้มีส่วนบําเพ็ญมาแล้วนั้น ๆ ทุกท่านทุกคน น้อมถวายแด่พระองค์ท่าน ท้ังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยหู่ ัว รชั กาลที่ ๔ ซ่งึ เสดจ็ สวรรคตไปแล้วและมาบรรจบ ครบรอบ ๑๐๐ ปี ณ ปนี ้ี และแดพ่ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอม เกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาล ที่ ๕ ซ่ึงเสวยราชสมบัติมาบรรจบครบรอบ ๑๐๐ ปี ณ ปีนี้ เช่นเดียวกัน ขอจงทรงพระเกษมส�ำราญ นิราศปราศจากภัย เสวยทิพยสมบัติทุกสถานตลอดกาลทุกเม่ือ ทรงประสบแต่ พระสริ ิสวัสด์ิทิพยมงคล ไม่ทรงประสบความเสอื่ มแตส่ ถานใด สถานหน่งึ เลย ข้าพเจ้าขอจบปาฐกถาเรื่องนี้เพียงนี้ ขอความสวัสดี จงมีแดท่ กุ ท่าน 97
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204