Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore จุดประกายแห่งปัญญา[หลวงพ่อทูล]

จุดประกายแห่งปัญญา[หลวงพ่อทูล]

Published by ir.uk.bee, 2015-08-20 02:41:15

Description: พุทธประวัติที่ถูกเรียบเรียงไว้ในแต่ละประเทศ เหมือนกันบ้างและไม่เหมือนกันบ้างในบางจุด หลวงพ่อทูลได้เรียบเรียงไว้ในอีกเหตุผลหนึ่งเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจ ถึงจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่จุดสำคัญคือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อุบายธรรมอะไรที่พระพุทธเจ้าใช้สอนใจในการตรัสรู้ ท่านทั้งหลายจะได้เข้าใจในหนังสือเล่มนี้

Search

Read the Text Version

ความทุกข์ที่หลกี เลยี่ งไมไ่ ด้ ๔๕ไม่มีอิริยาบถใดมีความสุขท่ีแน่นอน เช่น ยืนนานก็เป็นทุกข์เดนิ นานกเ็ ป็นทุกข์ น่ังนานกเ็ ปน็ ทุกข์ นอนนานก็เป็นทกุ ข์ เราจะหาเอาความสขุ จากธาตขุ นั ธม์ าจากทไ่ี หน ในทส่ี ดุ ก็ควา้ เอารปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐพั พะ มากลบทกุ ขไ์ วช้ ว่ั คราวเทา่ นน้ัแทนท่ีจะเป็นผลดีกลับย่ิงเพ่ิมความทุกข์ให้เกิดความรุนแรงขึ้นเหมือนกับการดับไฟ จะหาข้ีเลื่อยหาแกลบมากลบไฟเอาไว้แทนท่ไี ฟจะดบั กลบั เป็นเช้ือของไฟได้เป็นอย่างดี เมอ่ื ไฟคกุ รนุ่ขนึ้ มากเ็ อาแกลบกลบไวอ้ ีก นคี้ ือไม่ฉลาดในการดบั ไฟ นฉ้ี นั ใดเรื่องไปเอารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มาดับใจที่เป็นทุกข์จึงเป็นเพียงกลบทุกข์เอาไว้ เป็นอุบายเปล่ียนอารมณ์ของจิตท่ีมีทุกข์ได้ช่ัวคราว ในที่สุดอายตนะภายนอกก็จะกลายเป็นเช้ือแหง่ ความทกุ ขไ์ ดอ้ ยา่ งดี เพราะการสมั ผัสในอายตนะจึงทำ� ให้เกดิ ความดใี จเสยี ใจ เปน็ ไฟเสรมิ ราคะ เปน็ ไฟเสรมิ โทสะ เปน็ ไฟเสริมโมหะ ใหเ้ กดิ ความรุนแรง ฉะนน้ั พระพทุ ธเจ้าจึงได้ตรสั ไว้ว่า “การไม่ส�ำรวมตา หูจมกู ลนิ้ กาย ใจ ปลอ่ ยใหอ้ อกไปเกาะเกย่ี วอยกู่ บั รปู เสยี ง กลน่ิรส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ข้ึนท่ีใจ”ฉะนั้น ความเกดิ จงึ มที ุกข์และเป็นช่องทางใหท้ ุกขอ์ ่ืนที่จรมา

๔๖ จุดประกายแห่งปญั ญา ได้รวมตัวเป็นทุกข์ขึ้นท่ีใจ ขอให้พิจารณาด้วยปัญญาเพ่ือ ความรู้แจ้งเหน็ จริง สว่ นความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่เป็น ทกุ ข์ กเ็ ปน็ ส่ิงที่หลีกเลย่ี งไมไ่ ด้ ถึงจะกลัวสักปานใดก็หนีไม่พ้น เพราะความเกดิ ได้ก่อขึน้ ไวแ้ ลว้ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันเปน็ ผลต่อเน่อื งมาจากความเกิด ถ้าปดิ ความเกิดไดอ้ ย่าง เดยี ว ความทุกขใ์ นสามภพก็หมดสภาพไป ฉะน้ัน นักภาวนาปฏิบัติผู้ที่ไม่ต้องการความเกิด ผู้ไม่ ตอ้ งการความทกุ ข์ กต็ อ้ งพจิ ารณาความเกดิ พจิ ารณาความทกุ ข์ ใหร้ ู้เหน็ ในชาติปัจจบุ ัน เพอ่ื บน่ั ทอนอุปาทานความยดึ มน่ั ใน ชาติอนาคตใหห้ มดไป จงึ ตัดกระแสความห่วงใยอนั เปน็ ปจั จัย ใหเ้ กดิ ภพเกดิ ชาตดิ ว้ ยสตปิ ญั ญาทคี่ มกลา้ เฉยี บแหลม จงึ เรยี กวา่ “อนาลโย ไม่มีความห่วงอาลัยผูกพันกับของสิ่งใดในโลก” ท�ำลายสถานที่เกิดและดับมูลเชื้อที่จะพาให้เกิด ดังค�ำว่า “สมูลํ ตณฺหํ อพฺภยุ ฺห จงึ เปน็ ผูร้ ้อื ถอนตัณหาพร้อมทง้ั มลู ราก ได้แลว้ ” “นิจฺฉาโต ปรินิพพฺ ุโต ใจจึงหมดความอยาก ดับกเิ ลส เพลงิ และเพลิงทกุ ข์อยา่ งส้นิ เชิง” เม่ือพระองค์ได้ด�ำริพิจารณาสัจธรรมด้วยปัญญาอย่าง ต่อเนื่อง ท�ำให้ใจได้รู้เห็นตามความเป็นจริง เหมือนกับฉายไฟ

ความทุกข์ที่หลกี เลี่ยงไม่ได้ ๔๗อยู่ในทีม่ ืด เมื่อแสงสวา่ งของไฟส่องไปทางไหน ตาก็รู้เห็นวตั ถทุ ่ีแสงไฟสอ่ งไป น้ีฉนั ใด ใจเมอื่ มแี สงสวา่ งของปญั ญาไดส้ ่องทางให้แล้ว ใจก็รู้เห็นในสัจธรรมน้ันอย่างถูกต้อง ฉันน้ัน เห็นสิ่งที่ไม่เท่ยี ง ก็รเู้ ห็นว่าเปน็ ของไมเ่ ทีย่ ง เหน็ ทกุ ข์ กร็ วู้ า่ เป็นทุกข์เห็นสภาพที่ไม่มตี ัวตน กร็ ้เู หน็ ว่าเปน็ สภาพทไ่ี ม่มีตัวตน ถา้ ใจรเู้ หน็ จรงิ ตามปญั ญาอยอู่ ยา่ งนี้ ชอื่ วา่ ใจมคี วามรเู้ หน็ ทถี่ กู ตอ้ งตามความเปน็ จริง

ปญั ญาของพระองคไ์ ดเ้ กดิ ขน้ึ ญาณทสั สนะไดเ้ กดิ ขน้ึ ภายในใจของพระองคแ์ ลว้ ความรแู้ จง้เหน็ จรงิ ในสจั ธรรมไดข้ ยายเปน็ วงกวา้ งออกไปไมม่ ปี ระมาณ “สงิ่ หนงึ่สงิ่ ใดมีเหตเุ ป็นแดนเกิด ส่งิ นั้นจะตั้งอยูไ่ ด้ช่วั ขณะ แล้วก็ดบัไปตามเหตนุ น้ั ๆ” ไมม่ สี ง่ิ ใดตงั้ อยดู่ ว้ ยความมนั่ คงถาวรได้ ไมว่ า่ส่ิงน้ันจะมีจิตวิญญาณครองหรือไม่มีจิตวิญญาณครองก็ตามทุกอย่างจะต้องตกอยู่ในความเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งนั้นแตม่ นษุ ยไ์ มย่ อมรบั ในการเปลยี่ นแปลงนี้ จงึ ไดเ้ กดิ ความทกุ ข์ไม่อยากให้สิ่งนั้นได้พลัดพรากจากตัวเราไป มีส่ิงใดก็อยากให้ส่ิงนั้นมีอยู่กับตัวเราตลอดไป จึงได้เกิดความยึดมั่นถือม่ันว่าส่ิงน้ันเป็นของเราจริงๆ เม่ือส่ิงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงจึงได้เกิดความทกุ ข์ เรยี กวา่ ใจเปน็ ทกุ ขใ์ นสงิ่ ทเ่ี รามี ถา้ ใจยดึ วา่ มใี นสง่ิ ใด

ปญั ญาของพระองคไ์ ดเ้ กิดข้ึน ๔๙ใจกจ็ ะเกดิ ความทกุ ขใ์ นของสงิ่ นน้ั นเี้ รยี กวา่ ตณั หาความอยากไดเ้ กาะตดิ ยดึ มน่ั ในสง่ิ ทไ่ี มถ่ าวร แตอ่ ยากใหส้ ง่ิ นน้ั มคี วามถาวรตามทเี่ ราต้องการ แมเ้ งินทองกองสมบตั ิในโลกนี้เป็นวตั ถธุ าตุมีประจ�ำโลกมาแต่กาลไหนๆ กเ็ ปน็ เพยี งสงิ่ อาศัยเพอื่ ใช้ดำ� รงชวี ิตอยไู่ ดเ้ ปน็ วนั ๆ ไปเทา่ นน้ั อกี ไมก่ วี่ นั เดอื นปกี จ็ ะมกี ารเปลย่ี นแปลงไป ผูไ้ มม่ ีปญั ญาจะไมเ่ ข้าใจในสิ่งเหลา่ น้ี จงึ ได้เกิดความทกุ ข์ใจในวัตถุธาตุของโลกนี้ เม่ือใจยังมียินดีผูกพัน ยึดม่ันถือมั่นห่วงหาอาทรในวัตถุสมบัติของโลกและในกามคุณท้ังห้าอยู่ใจกจ็ ะมายดึ ถอื เกาะตดิ เกิดเป็นภพชาติอยใู่ นโลกนต้ี อ่ ไปไมม่ ีทส่ี ้นิ สุดลงได้ พระองค์ใช้ปัญญาพิจารณาตามความเป็นจริงอยู่อย่างน้ีใจจงึ ไดเ้ กดิ เปน็ สมั มาทฏิ ฐิ มคี วามรเู้ หน็ ถกู ตอ้ งชอบธรรม พระองค์จงึ ไดป้ ระกาศรบั รองวา่ “วธิ กี ารปฏบิ ตั ทิ เี่ ปน็ แนวทางทถ่ี กู ตอ้ งนี้เราไดค้ น้ พบแลว้ ดว้ ยปัญญาของตนเอง ไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ใหแ้ กเ่ รา” ไมไ่ ดค้ น้ พบจากตำ� ราแตอ่ ยา่ งใด เพราะความเปน็ จรงิทม่ี อี ยใู่ นโลกนเี้ ปน็ ตำ� ราใหศ้ กึ ษาดอู ยแู่ ลว้ แตข่ าดปญั ญาทจ่ี ะนำ�มาพจิ ารณาเทา่ นนั้ เอง อบุ ายทเี่ ปน็ สจั ธรรมความเปน็ จรงิ มอี ยู่ในโลกน้ีมากมาย พระองคไ์ ด้ตรัสว่า “เอาปลายเขม็ ทมิ่ ลงไปที่

๕๐ จุดประกายแห่งปญั ญา จดุ ไหนในโลกน้ี จะมสี จั ธรรมในจดุ นนั้ ๆ” ถา้ ไมม่ ปี ญั ญา จะนง่ั ทบั นอนทบั เหยยี บไปมา กจ็ ะไมร่ เู้ หน็ ในสจั ธรรมแตอ่ ยา่ งใด ดงั คำ� วา่ “นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา แสงสว่างอ่ืนเสมอด้วยปัญญาไม่มี” ปญั ญาในทน่ี ้ี หมายถึงทสั สนญาณ ท่ีมีความแตกตา่ งกนั กับ ญาณทสั สนะ ๑. ทัสสนญาณ หมายถงึ เห็นก่อนรู้ ๒. ญาณทัสสนะ หมายถงึ รกู้ ่อนเห็น ทง้ั ๒ ญาณนต้ี อ้ งทำ� งานรว่ มกนั หรอื รเู้ หน็ ไปพรอ้ มๆ กนั จงึ จะเกดิ เปน็ ผล เชน่ รแู้ ลว้ ตอ้ งเหน็ ถา้ เพยี งรอู้ ยา่ งเดยี วแตไ่ มเ่ หน็ กไ็ มก่ ลา้ ตดั สนิ ใจวา่ ผดิ หรอื ถกู และอาจจะเกดิ ความเขา้ ใจผดิ ไปได้ ถา้ เหน็ แลว้ ไมร่ ู้ กไ็ มท่ ราบวา่ นเี้ ปน็ อะไร กไ็ มส่ ามารถตดั สนิ ใจใน ความผดิ ความถกู ไดเ้ ชน่ กนั ฉะนนั้ ญาณทสั สนะ และทสั สนญาณ ตอ้ งตีความหมายให้เขา้ ใจในเหตแุ ละผล เชน่ รสู้ ัจธรรมไปตาม ตำ� รา กพ็ ดู ไปตามตำ� ราทร่ี มู้ าเทา่ นน้ั สจั ธรรมของจรงิ กจ็ ะไมเ่ หน็ หรอื เหน็ ในสจั ธรรมความจรงิ แตไ่ มร่ วู้ า่ สงิ่ นเ้ี ปน็ สจั ธรรม กเ็ ปลา่ ประโยชน์ ก็จะเกดิ ความลงั เลสงสยั ไม่แน่นอนในการตดั สนิ ใจ เหมือนกับบุคคลที่ไปหาปลาท่ีจะเอามาท�ำเป็นอาหาร เมอ่ื เอามอื ควา้ ลงไปในนำ้� มอื ไดก้ ำ� คองเู อาไวแ้ นน่ ในความรสู้ กึ วา่

ปญั ญาของพระองคไ์ ดเ้ กดิ ข้นึ ๕๑เปน็ ปลา มคี วามดใี จวา่ จะไดป้ ลาไปทำ� อาหารใหอ้ ม่ิ ทอ้ ง นเ้ี พราะรอู้ ยา่ งเดยี ว การตดั สนิ ใจยอ่ มผดิ ไดแ้ ละมคี วามเขา้ ใจวา่ เปน็ ปลาอยนู่ นั่ เอง เมอื่ กำ� คองขู น้ึ มาพน้ จากนำ้� แลว้ จงึ ไดเ้ หน็ วา่ สงิ่ ทก่ี ำ� อยู่นนั้ เปน็ งู ในความรวู้ า่ เปน็ ปลาจะหมดไป เพราะไดเ้ หน็ ของจรงิ วา่สิ่งน้ีเป็นงู วิธีป้องกันจะไม่ให้งูกัดจึงเป็นวิธีไม่ยากเลย นี้ฉันใดการรู้กอ่ นเหน็ หรอื การเห็นก่อนรใู้ นสจั ธรรมก็ ฉนั นัน้ ดงั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั ไวว้ า่ “เอส ธมโฺ ม สนนตฺ โน สจั ธรรมนนั้ เปน็ ของเกา่ มมี าตงั้ แตก่ าลไหนๆ” โลกมนษุ ยไ์ ดเ้ กดิ ขน้ึ มาแต่เมอ่ื ไร สจั ธรรมกม็ มี าเป็นคอู่ ยกู่ บั โลกนแ้ี ตเ่ มอ่ื นนั้ คำ� วา่ หลงโลกก็เพราะไม่มีปัญญารู้เห็นในสัจธรรมความเป็นจริงของส่ิงที่มีอยู่ในโลกนั้นเอง พระพทุ ธองคเ์ ป็นผูค้ ้นพบสัจธรรมความจรงิ กอ่ นใครๆ ในโลกนี้ พระองค์กไ็ ดใ้ ชป้ ัญญาพจิ ารณาความเปน็ จริงในสัจธรรมน้ี จึงท�ำให้ใจของพระองค์ได้ละถอนปล่อยวางในสิ่งท่ีมคี วามเห็นผดิ ความเข้าใจผดิ ความหลงผดิ ให้สูญส้นิ ไปจากใจก่อนที่พระองค์จะถึงจุดน้ีต้องใช้เวลานานหลายเดือน ในช่วงน้ีพระองคม์ เี วลาทำ� ความเพยี รอยใู่ นทแ่ี หง่ นอี้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง พระองค์ไดล้ อยถาดทองคำ� ในชว่ งประมาณเดอื นตลุ าคม เปน็ เวลานำ้� หลากพระองค์เอาถาดทองค�ำมาเป็นอุบายในการใช้ปัญญาดังท่ีได้

๕๒ จุดประกายแหง่ ปัญญา อธบิ ายมาแลว้ ถา้ เรมิ่ ตน้ ถกู กบั หลกั สมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ทถี่ กู ตอ้ ง ชอบธรรมไดแ้ ลว้ การใชอ้ บุ ายธรรมในการพจิ ารณาความเปน็ จรงิ อย่างอื่นจึงเป็นของง่าย หากมคี ำ� ถามวา่ ในชว่ งนน้ั พระองคท์ ำ� สมาธหิ รอื ไม่ กต็ อบ ว่าพระองค์มีสมาธิอยู่ในใจอยู่แล้ว แต่เป็นสมาธิตั้งใจม่ัน ส่วน สมาธคิ วามสงบ พระองคไ์ ดท้ ำ� มาแลว้ ในครงั้ อยกู่ บั ดาบสทงั้ สอง การปฏบิ ตั ใิ นครง้ั นน้ั ไมเ่ จรญิ กา้ วหนา้ แตอ่ ยา่ งใด ตอ่ มาพระองค์ จึงได้เปล่ียนมาใช้สมาธิความตั้งใจม่ันเป็นพลังหนุนปัญญา การท�ำสมาธิต้ังใจม่ันหนุนปัญญานี้ ไม่ต้องนึกค�ำบริกรรมอะไร ความตั้งใจม่ันมีอยู่แล้ว เพียงใช้ปัญญาประกอบเท่าน้ันเอง การทม่ี คี วามตง้ั ใจมนั่ อยู่ เรยี กวา่ สมาธติ ง้ั ใจมนั่ การใชค้ วามคดิ พิจารณาในหลกั สจั ธรรมตามความเป็นจริง เรียกวา่ ปัญญา สตคิ วามระลกึ รอู้ ยวู่ า่ ขณะนพี้ ระองคก์ ำ� ลงั ใชป้ ญั ญาพจิ ารณา ในเรอ่ื งอะไร เรียกว่า สติ ฉะน้ัน สติ สมาธิ ปัญญา ท้ังสามนี้ ท�ำงานรว่ มกนั เป็นทีม ถ้าขาดอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง การปฏบิ ัติก็ จะไม่สมบรู ณ์ ขณะนี้พระองคม์ สี ติ สมาธิ ปัญญา พร้อมแลว้ การปฏิบตั ิ ธรรมของพระองค์จึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มัคคามัคคญาณ

ปญั ญาของพระองคไ์ ดเ้ กิดขึ้น ๕๓ทสั สนวสิ ทุ ธิ อบุ ายวธิ กี ารปฏบิ ตั ขิ องพระองคจ์ งึ ตรงตอ่ ความบรสิ ทุ ธ์ิท่ีจะเข้าส่วู มิ ุตินิพพาน วิปัสสนาญาณไดเ้ กิดขน้ึ แก่พระองค์แลว้อย่างสมบรูณ์ จึงเป็นโลกวิทู รู้แจ้งโลกทั้งหมด ดังพระบาลีว่า“นตถฺ ิ โลเก รโหนาม ความลบั ไมม่ ใี นโลกทง้ั สาม” กามโลก รปู โลกอรูปโลก ไม่มีส่วนใดในสามภพมาปิดบังในวิปัสสนาญาณของพระองค์แม้แต่น้อย และมีญาณอื่นๆ เกิดข้ึนกับพระองค์ คืออภิญญาญาณ

อภญิ ญาญาณ อภิญญาญาณเป็นญาณที่เกิดขึ้นจากมโนสัมผัสโดยตรงเปน็ ผลตอ่ เนอื่ งจากการทำ� สมาธติ ามนสิ ยั บารมขี องแตล่ ะทา่ นที่เคยไดบ้ ำ� เพญ็ มา ผไู้ มม่ นี สิ ยั ในทางอภญิ ญามาในชาตอิ ดตี จะทำ�สมาธคิ วามสงบมากเทา่ ไร อภญิ ญากไ็ มเ่ กดิ ขนึ้ แตอ่ ยา่ งใด ถา้ ผมู้ ีนสิ ัยเคยได้บำ� เพญ็ มาในชาติอดตี เมอื่ ท�ำสมาธิใหใ้ จมคี วามสงบเพียงเล็กน้อย อภิญญาญาณก็จะเกิดข้ึนได้ อภญิ ญาญาณนจี้ ะเกดิ ขน้ึ กบั ปถุ ชุ นธรรมดากไ็ ด้ หรอื เกดิ ขนึ้กบั พระอรยิ เจา้ กไ็ ด้ ไมจ่ ำ� กดั เชอ้ื ชาตศิ าสนา หรอื ผไู้ มน่ บั ถอื ศาสนาอะไร อภญิ ญาญาณกเ็ กดิ ขน้ึ ได้ เพราะวธิ ที ำ� สมาธคิ วามสงบเปน็หลกั สากล มีอยปู่ ระจ�ำโลกมาแตก่ าลไหนๆ ตามประวัติในอดตีเม่ือพระพุทธศาสนายังไม่ได้อุบัติเกิดขึ้นในโลก ก็มีผู้ท�ำสมาธิ

อภิญญาญาณ ๕๕ความสงบและมอี ภิญญาเกดิ ขึ้นอยแู่ ล้ว ยกตวั อยา่ ง อสิตดาบสผมู้ คี วามชำ� นาญในการทำ� สมาธแิ ละอภญิ ญา เขา้ มาเยย่ี มเจา้ ชายสทิ ธตั ถะเมอื่ ครง้ั ประสตู ไิ ดไ้ มก่ วี่ นั รวมถงึ อาฬารดาบสและอทุ กดาบสผเู้ ปน็ อาจารยส์ อนสมาธคิ วามสงบแกพ่ ระสทิ ธตั ถะภกิ ขุ ซง่ึ ดาบสเหล่านีก้ ไ็ มร่ ู้จักศีล ๕ ศลี ๘ แตอ่ ยา่ งใด อภิญญาญาณดังกล่าวมีจ�ำนวนมาก จะอธิบายพอเป็นตวั อย่างดงั น้ี ๑. จกั ขญุ าณ เปน็ ตาทพิ ยเ์ กดิ ขน้ึ จากใจโดยตรง อยากเหน็ส่งิ ใด เพียงกำ� หนดจิตดู จะสามารถเหน็ สิ่งนัน้ ได้ เชน่ อยากดูเทพเจ้าเหล่าเทวดาทั้งหลายอยู่กันอย่างไร ก็จะเห็นได้ท้ังหมดหรอื กำ� หนดจติ ดหู มสู่ ตั วน์ รก หรอื หมเู่ ปรตวา่ อยกู่ นั อยา่ งไร กจ็ ะเห็นได้ท้งั นั้น ๒. โสตญาณ มหี ูทิพย์ สามารถก�ำหนดจติ ฟังเสยี งเทวดาทกุ ชน้ั ฟา้ แมผ้ ทู้ ไี่ ปตกนรก มเี สยี งรอ้ งดว้ ยความเจบ็ ปวดอยา่ งไรกไ็ ดย้ ินท้ังน้นั ๓. เจโตปริยญาณ ก�ำหนดจิตดูความคิดของผู้อ่ืนได้ว่าก�ำลังคิดเรื่องอะไร คิดในทางดีหรือคิดในทางไม่ดี ท่ีเรียกว่ารวู้ าระจติ ของผอู้ ื่น

๕๖ จดุ ประกายแหง่ ปัญญา ๔. อิทธิวิธิญาณ มีฤทธ์ิด�ำดินเหาะเหินบนท้องฟ้าได้ ทง้ั พระอรยิ เจา้ และปถุ ชุ นผมู้ นี สิ ยั ทางนม้ี ปี รากฏในตำ� รามากมาย ๕. มโนมยิทธญิ าณ เปน็ ฤทธิท์ างใจโดยเฉพาะ อยากจะ ทำ� ตวั คนเดยี วใหเ้ ปน็ หลายคน หรอื กำ� หนดจติ ใชอ้ ภนิ หิ ารแปลง รูปร่างเปน็ สตั ว์ กส็ ามารถท�ำได้ ๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ก�ำหนดจิตดูชาติอดีต ของตนเองได้ ในชาติอดีตมีความเป็นอยู่อย่างไร มีใครบ้างที่มี ความเกยี่ วขอ้ งกนั สามารถรู้ไดท้ ัง้ หมด ๗. จตุ ปู ปาตญาณ เปน็ ญาณทีร่ จู้ ติ ของผ้ทู ต่ี ายไปแล้ววา่ ขณะนจี้ ติ เขาไปอยทู่ ไ่ี หน ไดร้ บั กรรมอะไร เมอื่ พน้ จากกรรมนแ้ี ลว้ จะไดไ้ ปรับผลของกรรมอะไรตอ่ ไป สามารถรไู้ ดท้ ัง้ หมด ๘. อตตี งั สญาณ เปน็ ญาณท่รี ูใ้ นเร่ืองอดีตทผี่ า่ นมาทุกๆ เร่อื ง ๙. อนาคตังสญาณ เป็นญาณที่รู้ในเรื่องอนาคตที่จะ เกิดขน้ึ กับทุกๆ เรอ่ื งเชน่ กนั อภญิ ญาญาณทไี่ ดอ้ ธบิ ายมาน้ี เปน็ อภญิ ญาญาณขน้ั โลกยี ์ เป็นได้เฉพาะผู้มีนิสัยในทางนี้เท่านั้น ญาณน้ีจะไม่ท�ำให้กิเลส ตณั หาหมดไปจากใจแตอ่ ย่างใด ถา้ ผไู้ ม่มปี ัญญา ญาณดังกล่าว

อภญิ ญาญาณ ๕๗จะเป็นตัวสร้างกิเลสตัณหา สร้างมานะอัตตาขึ้นกับตัวเองเป็นอย่างมาก จะมกี ารหลงลืมตัวไปวา่ เราเก่งอย่างน้ัน เราดีอย่างน้ีมานะอตั ตาจะพองตัวสูงมากทีเดียว ในยคุ นถ้ี า้ ผมู้ ญี าณอยา่ งนี้ จะมมี หาชนยกยอ่ งสรรเสรญิ วา่เปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบอยา่ งเตม็ ที่ หรอื บางทอี าจไดค้ ะแนนนยิ มไปว่านี้คือพระอรหันต์ที่ไดเ้ กิดขนึ้ ในโลก กอ็ าจเป็นได้ ถา้ ผู้ใดมีอภิญญาญาณเกิดข้ึนกับตัวเองแล้ว ต้องใช้ปัญญาเตือนตัวเองอยเู่ สมอวา่ อภญิ ญาญาณเปน็ ของเลน่ เทา่ นน้ั อยา่ หลงตวั วา่ ตนมีคณุ ธรรมแตอ่ ยา่ งใด เปน็ เพยี งญาณโลกยี ท์ เี่ สอ่ื มได้ ไมถ่ าวรอะไรพระสทิ ธตั ถะภกิ ขกุ ม็ อี ภญิ ญาญาณดงั กลา่ วนม้ี ากอ่ นตรสั รอู้ ยแู่ ลว้แต่พระองค์ก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ และไม่ได้ติดใจในญาณเหล่าน้ีแตอ่ ยา่ งใด

อาสวักขยญาณได้เกดิ ขึ้น เม่ือพระองค์ลอยถาดทองค�ำที่แม่น้�ำเนรัญชรา เวลาในช่วงนั้นเป็นฤดูฝน มีน้�ำไหลหลากท่ีรุนแรง พระองค์จึงยังไม่ได้ขา้ มแมน่ า้ํ ปตี อ่ มาเมอื่ นำ�้ ในแมน่ ำ�้ เนรญั ชราลดลง พระองคจ์ งึ ได้ขา้ มแม่น้ำ� เนรญั ชรามาปฏิบัติธรรมยงั ฝัง่ ที่มตี ้นพระศรีมหาโพธิ์ท่ีเปน็ สหชาตเิ กิดพรอ้ มกนั ในคืนวันเพ็ญเดือนหกท่ีเป็นวันตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองคไ์ ดข้ อหญา้ คาจากพราหมณม์ าปลู าดใตต้ น้ พระศรมี หาโพธิ์เพอ่ื ประทบั นง่ั ในชว่ งนเ้ี อง อาสวกั ขยญาณไดเ้ กดิ ขนึ้ กอ่ นตรสั รู้พระองค์ได้มีญาณอื่นๆ เกิดขึ้นและผ่านมาท้ังหมดแล้ว ในคืนตรสั รนู้ จ้ี ะมญี าณเดยี วเทา่ นน้ั เรยี กวา่ อาสวกั ขยญาณ เปน็ ญาณท่ีรวู้ ่าอาสวะจะสิ้นไปในช่วั จริมกจติ นี้เทา่ น้ัน

อาสวักขยญาณไดเ้ กิดขึน้ ๕๙ คำ� วา่ อาสวกั ขยญาณ ในหนงั สอื ทวั่ ไปจะแปลวา่ เปน็ ญาณที่ท�ำให้อาสวะส้ินไป การแปลอย่างน้ีไม่มีเหตุผลพอเช่ือถือได้เพราะเมอื่ อาสวกั ขยญาณไดเ้ กดิ ขนึ้ แลว้ ไมต่ อ้ งทำ� อะไรอกี จะมีความสมบรณู ค์ วามบรสิ ทุ ธใิ์ นคณุ ธรรมพรอ้ มแลว้ อาสวกั ขยญาณเม่ือเกิดขึ้นแล้ว ต้ังอยู่ไม่นานก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะอาสวักขยญาณเปน็ ญาณที่กล้า เปน็ ญาณทีม่ ีพลงั เป็นญาณที่รู้ว่าอาสวะจะส้ินไป ให้สังเกตดูด้วยเหตุผลดังน้ี เมื่อพระองค์ได้ประทับนั่งบนหญ้าคา มีค�ำอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะน่ังอยู่ในที่แห่งน้ีจนกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะนั่งอยู่ในที่นี้ตลอดไป แม้เนื้อ หนัง กระดูกเสน้ เอ็น จะผพุ งั ไปกต็ ามที” นีห้ มายความว่าอาสวักขยญาณได้เกิดขึ้นแก่พระองค์แล้ว จึงได้กล้ากล่าวค�ำอธิษฐานอย่างนี้แตก่ อ่ นมาพระองคเ์ คยนงั่ อยใู่ นหลายที่ แตไ่ มก่ ลา้ กลา่ วคำ� อธษิ ฐานเชน่ น้ี ครงั้ นพี้ ระองคก์ ร็ อู้ ยวู่ า่ อาสวะจะสนิ้ ไปอยแู่ ลว้ คำ� อธษิ ฐานอย่างนี้เป็นเพียงส�ำทับของผู้ชนะอาสวะเท่านั้นเอง ไม่ใช้ว่าค�ำอธิษฐานจะช่วยละกิเลสอาสวะให้หมดไปแต่อย่างใด ถึงจะไมอ่ ธษิ ฐานอยา่ งน้ี พระองคก์ จ็ ะไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ อยแู่ ลว้ ต�ำราทั่วไปได้อธิบายเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า

๖๐ จดุ ประกายแห่งปัญญา ในคืนวันเพ็ญเดอื นหก เรม่ิ ตน้ จาก ๑. ปฐมยาม มีปุพเพนิวาสานสุ สติญาณ ไดเ้ กดิ ขึน้ ๒. มัชฌิมยาม มีจตุ ูปปาตญาณ ไดเ้ กดิ ขึน้ ๓. ปัจฉมิ ยาม มีอาสวักขยญาณ ไดเ้ กดิ ขน้ึ ข้าพเจ้าขอให้ความเห็นเฉพาะตัวในภาคปฏิบัติในเรื่อง ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ และจตุ ปู ปาตญาณ ญาณทง้ั สองนเี้ ปน็ ญาณอยใู่ นขนั้ โลกยี ์ ไมส่ มควรทจ่ี ะนำ� ไปรวมกนั กบั โลกตุ ตรญาณ ในคนื ทพ่ี ระองคไ์ ดต้ รสั รนู้ เี้ ลย เพราะอาสวกั ขยญาณเปน็ ญาณทรี่ วู้ า่ อาสวะจะสิ้นไปในขณะน้ีอยู่แล้ว และไม่สมเหตุสมผลท่ีจะเป็น อยา่ งนนั้ ในตำ� ราไดเ้ ขยี นไวว้ า่ ปฐมยาม ปพุ เพนวิ าสานสุ สตญิ าณ ได้เกิดขนึ้ มชั ฌมิ ยาม จตุ ปู ปาตญาณไดเ้ กดิ ขน้ึ และปจั ฉมิ ยาม อาสวกั ขยญาณไดเ้ กดิ ขน้ึ เหตผุ ลในภาคปฏบิ ตั แิ ลว้ จะไมม่ ญี าณ ท้ังสองไปแทรกอยู่ในคืนที่จะตรัสรู้นี้แต่อย่างใด เมื่อมีหนังสือ เขียนไว้อย่างนี้ ก็เข้าใจเป็นอย่างน้ี ให้สังเกตดูว่าพระองค์ทรง ปูลาดหญ้าคาใต้ต้นพระศรีมหาโพธ์ิ พระองค์ก็ได้ประทับนั่งใน ทน่ี นั้ แลว้ มคี ำ� อธษิ ฐานเหมอื นไดอ้ ธบิ ายมาแลว้ นน้ั หมายความวา่ อาสวกั ขยญาณของพระองคไ์ ดเ้ กดิ ขน้ึ แลว้ ไมค่ วรทจ่ี ะเอาญาณ ทงั้ สองไปแฝงไวเ้ ลย นเี้ ป็นความเห็นสว่ นตัว จะจริงหรอื ไม่จริง

อาสวกั ขยญาณได้เกดิ ข้ึน ๖๑อยา่ งไรควรใช้เหตุผลมาตดั สิน มิใช่ว่าหนังสอื วา่ อย่างไรกจ็ ะเชอ่ืไปตามนน้ั ทงั้ หมด ไมเ่ ชน่ นนั้ กจ็ ะเปน็ พวกกาลามชน เชอ่ื ในสง่ิ ใดไม่ใชป้ ัญญาพิจารณาอะไรเลย อาสวักขยญาณจะเกิดข้ึนเฉพาะผู้จะได้ส�ำเร็จเป็นพระอรหนั ตเ์ ทา่ นนั้ คอื (๑) พระพทุ ธเจา้ (๒) พระปจั เจกพทุ ธเจา้(๓) พระอรหันตส์ าวกทง้ั หลาย ค�ำวา่ ตรสั รู้ ใชก้ บั พระพุทธเจา้และพระปจั เจกพทุ ธเจา้ สว่ นคำ� วา่ บรรลธุ รรม ใชก้ บั พระอรยิ สาวกทง้ั หลายเทา่ นน้ั พระอรยิ สาวกขน้ั พระโสดาบนั ขน้ั พระสกทิ าคามีขั้นพระอนาคามี หากเจริญวิปัสสนาก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรยิ เจา้ สงู ขน้ึ ไปได้ ถา้ เจรญิ วปิ สั สนาญาณในขน้ั ทเ่ี ปน็ ปญั ญาในระดบั สงู กจ็ ะไดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์ เพราะวปิ สั สนาญาณเปน็ ญาณที่มีพลังแก่กลา้ จะเชื่อมกันกับอาสวกั ขยญาณ เปน็ญาณทีร่ ู้ว่าอาสวะจะส้นิ ไปในชั่วระยะไมก่ ่นี าทนี เี้ ท่าน้นั การไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจา้ ทกุ ขนั้ จะรไู้ ดด้ ว้ ยตวั เองเรยี กวา่ ปจั จตั ตงั ไมม่ กี ารเปรยี บเทยี บในตำ� รา หรอื ไมต่ อ้ งการในคำ� พยากรณจ์ ากใครๆ ถงึ พระพทุ ธเจา้ จะประทบั อยใู่ นทแ่ี หง่ นน้ักไ็ มต่ ้องถามวา่ ตนเองมคี ุณธรรมขั้นไหน เพราะรู้ตัวเองอยแู่ ลว้น้ีคอื ผ้ไู ดบ้ รรลุธรรมในสมยั ครัง้ พทุ ธกาล

๖๒ จดุ ประกายแหง่ ปญั ญา แตใ่ นยคุ ปจั จบุ นั กลบั ตอ้ งคอยใหค้ รอู าจารยพ์ ยากรณใ์ ห้ วา่ เปน็ พระอรยิ เจา้ ขน้ั นนั้ ขนั้ นี้ หรอื เอาอาการทเ่ี ปน็ ไปเทียบกับ ตำ� รา เมอื่ อาการทต่ี นเองเปน็ เหมอื นกบั ตำ� รา กพ็ ยากรณต์ วั เองวา่ เปน็ ผไู้ ดบ้ รรลธุ รรมขนั้ นนั้ ขนั้ นไี้ ป ซงึ่ สว่ นใหญจ่ ะเปน็ การสำ� คญั ตวั เองผิด เมอ่ื เล่าเรอื่ งน้ใี หล้ ูกศษิ ยฟ์ งั กไ็ ด้รบั คำ� พยากรณจ์ าก ลกู ศษิ ย์ เพราะลูกศษิ ย์มคี วามเคารพเชอื่ ถอื ในตวั ครอู าจารย์อยู่ แล้ว ส่วนใหญ่ท่ีว่าได้เป็นพระอริยเจ้าในยุคน้ี ก็เพราะลูกศิษย์ พยากรณใ์ หท้ ำ� นายให้ จงึ กลายเปน็ ธรุ กจิ เพอื่ แสวงหาผลประโยชน์ รว่ มกันทงั้ สองฝา่ ย

การดพู ระอริยเจ้าดูไดย้ าก หากมคี ำ� ถามวา่ ในยคุ นม้ี ผี ไู้ ดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจา้ในขั้นต่างๆ และมพี ระอรหันต์อยู่หรอื ไม่ ก็ตอบว่าพระอริยเจ้าและพระอรหนั ตใ์ นยคุ ปจั จบุ นั ยงั มอี ยู่ ถงึ จะไมม่ ากนกั กย็ งั นบั วา่มอี ย่นู น่ั เอง ดังค�ำว่า “อรหนฺต อสุญฺโลโก เมื่อมผี ปู้ ฏิบตั ถิ กู ต้องตามหลักสมั มาทิฏฐิอยู่ โลกนไี้ มข่ าดจากพระอรหันต”์ แตท่ ่านเหล่านนั้ จะเก็บตวั ไมป่ ระกาศตนใหใ้ ครๆ ได้รู้ จะอยเู่ ป็นปกติเหมือนพระท่วั ไป มนี ิสัยในอดีตเป็นมาอย่างไร ในยุคปจั จุบนั ก็มนี สิ ยั อยา่ งนน้ั ไมเ่ ปลย่ี นแปลง การจะดพู ระอรยิ เจา้ หรอื พระอรหนั ต์น้ันดูได้ยากหรือดูไม่รู้เลย หรือจะรับฟังธรรมท่ีท่านแสดงออกมากย็ งั ไมแ่ นอ่ ยนู่ น่ั เอง เพราะมตี ำ� ราใหศ้ กึ ษาในหมวดธรรมของพระอรหันต์อยู่แล้ว จะดูจากกิริยามารยาททางกายวาจาท่ี

๖๔ จดุ ประกายแห่งปัญญา แสดงออกกย็ งั ไมแ่ นเ่ หมอื นกนั ฉะนน้ั การจะรวู้ า่ ทา่ นองคใ์ ดเปน็ พระอรยิ เจา้ น้นั รไู้ ด้ยาก ดังท่ีมกี ารเปรยี บเทยี บไวว้ ่า (๑) น�้ำลึก เงาลึก (๒) น�้ำลกึ เงาตนื้ (๓) น�้ำตื้น เงาลึก (๔) นำ้� ตน้ื เงาตื้น น�ำ้ ลกึ หมายถงึ ผู้ท่ีบรรลธุ รรมเปน็ พระอริยเจา้ เงาลกึ หมายถงึ การแสดงออกทางกายวาจามคี วามเรยี บรอ้ ย ส�ำรวมดี นำ้� ตืน้ หมายถงึ ผ้ยู งั ไม่ไดบ้ รรลุธรรม เงาตื้น หมายถึง การแสดงออกทางกายวาจาไม่เรียบรอ้ ย ไม่ส�ำรวม ถา้ จบั คู่เอากลมุ่ “น�ำ้ ลกึ เงาลึก” กบั กลมุ่ “นำ�้ ต้นื เงาลึก” มาอยู่ร่วมกัน ก็จะไม่รู้เลยว่าองค์ไหนเป็นองค์จริงองค์ปลอม เพราะมีกิริยาการแสดงออกทางกายวาจาส�ำรวมเหมือนกัน ถา้ เอากลมุ่ “นำ�้ ลกึ เงาตนื้ ” กบั กลมุ่ “นำ�้ ตน้ื เงาตนื้ ” มาอยรู่ ว่ มกนั ก็จะไม่รู้เลยว่าองค์ไหนเป็นองค์จริงองค์ปลอมเช่นกัน ฉะนั้น การจะดูพระผู้มีคุณธรรมและไม่มีคุณธรรมจึงเป็นการดูได้ยาก

การดพู ระอรยิ เจา้ ดไู ดย้ าก ๖๕ดังท่ีไดอ้ ธบิ ายมาแล้ว มีหลายท่านถกเถียงกันว่า พระอริยเจ้าทุกขั้นกระดูกจะกลายเปน็ พระธาตทุ งั้ หมด ทจ่ี รงิ หาใชไ่ ม่ กระดกู เปน็ พระธาตไุ ด้จะมีเฉพาะผู้ทไี่ ด้บรรลธุ รรมเป็นพระอรหันต์ เช่น พระพทุ ธเจา้พระปัจเจกพุทธเจ้า และผู้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์สาวกนอกนนั้ กระดูกไมไ่ ด้เปลยี่ นเปน็ พระธาตแุ ต่อยา่ งใด ขอใหท้ า่ นทั้งหลายจงเขา้ ใจตามน้ี นกั แสวงบญุ ทงั้ หลายตอ้ งการกราบไหวใ้ หท้ านกบั พระอรหนั ต์ถือว่าจะมีก�ำไรบุญเป็นอย่างมาก หรือฟังธรรมก็อยากฟังจากพระอรหันต์ จึงเข้ากันกับพุทธท�ำนายท่ีพระพุทธเจ้าได้แก้ในสุบินนมิ ิต (ความฝัน) ของพระเจ้าปเสนทโิ กศล ในขอ้ หน่งึ วา่ “ตุ่มน้�ำน้อยใหญ่ท่ีวางอยู่กลางแจ้งในที่แห่งเดียวกันมีฝนตกลงมาในจุดเดียวกัน แต่น้�ำฝนก็จะตกลงใส่ในตุ่มใหญ่เทา่ นั้น ตมุ่ เลก็ ไมม่ นี ้�ำฝนตกใส่เลย” พระพุทธเจ้าได้ท�ำนายว่า “ในอนาคตภายภาคหน้าโน้นคณะศรัทธาจะท�ำบุญให้ทาน ต้องการแสวงหาพระอรหันต์หรือพระที่มชี ่อื เสียงโดง่ ดัง หรอื พระผ้มู สี มณศักดเิ์ ปน็ ผมู้ ีอาวโุ สเอกลาภปัจจัยส่ีของคณะศรัทธาก็จะถวายเป็นจ�ำนวนมากจน

๖๖ จุดประกายแหง่ ปัญญา เหลอื เฟอื พระเณรนอกนน้ั จะไมม่ ผี สู้ นใจใหท้ านเทา่ ไรนกั ” การให้ ทานดว้ ยวธิ นี ไ้ี มถ่ อื วา่ เปน็ ผบู้ ำ� รงุ พระพทุ ธศาสนาทส่ี มบรู ณ์ เพราะ ไมร่ กั ษาพระสงฆส์ ว่ นใหญเ่ อาไว้ การใหค้ วามเคารพกราบไหวต้ อ่ พระผู้น้อยไม่มีใครให้ความสนใจ ในเหตุการณ์อย่างนี้ได้เกิดมี ในยคุ นอ้ี ยา่ งเหน็ ไดช้ ดั ทเี ดยี ว นค้ี อื ยคุ บนั้ ปลายพระพทุ ธศาสนา แม้พระเณรเองก็ไม่ปฏิบัติตัวให้เหมาะสม คณะศรัทธาจึงได้ เสื่อมคลายในหมู่พระสงฆ์ ในเหตุการณ์อย่างนี้เรียกว่า บุคคล เส่อื มจากพระพทุ ธศาสนา หรอื ธรรมะได้เส่ือมจากใจ จึงเปน็ ไป ในลักษณะนี้

สมาธิของพระพทุ ธเจา้ หากมคี ำ� ถามวา่ กอ่ นทพ่ี ระองคจ์ ะไดต้ รสั รเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้พระองคท์ �ำสมาธคิ วามสงบหรอื ไม่ ตอบ พระองค์มีนิสัยสัพพัญญู สามารถรู้และปฏิบัติได้ทุกวิธี มีนิสัยปัญญาวิมุติและมีนิสัยเจโตวิมุติสมบูรณ์แล้วทกุ ประการ พระองค์จะเรียกใชใ้ นสมาธใิ ห้ถูกกาล สมาธิมีอยู่ ๒ หมวดใหญ่ (๑) สมาธคิ วามตง้ั ใจม่ัน (๒) สมาธคิ วามสงบ สมาธิท้ังสองนี้พระองค์มีความช�ำนาญเป็นพิเศษอยู่แล้วพระองคม์ พี ระสพั พญั ญรู เู้ หน็ และปฏบิ ตั ไิ ดท้ กุ ประการ ในสมยั ที่พระองคไ์ ปทำ� สมาธอิ ยกู่ บั ดาบสทง้ั สอง จะมงุ่ ทำ� ในสมาธคิ วามสงบ

๖๘ จุดประกายแหง่ ปญั ญา เป็นหลัก เมอ่ื พระองค์แยกออกจากดาบสทงั้ สองแลว้ ไดม้ าพัก ที่ริมฝั่งแม่น้�ำเนรัญชรา รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาแล้ว ลอยถาดทองคำ� จึงไดเ้ ริม่ ตน้ ในการปฏิบัตใิ หม่ นนั้ คือเริม่ ต้นใน วธิ กี ารทำ� สมาธคิ วามตง้ั ใจมนั่ พรอ้ มดว้ ยสตปิ ญั ญา ดงั ทไ่ี ดอ้ ธบิ าย มาแลว้ เมอ่ื พระองคต์ อ้ งการพกั จติ ใหอ้ ยใู่ นความสงบ ในรปู ฌาน อรปู ฌาน พระองคก์ จ็ ะทำ� สมาธคิ วามสงบ โดยจะปฏบิ ตั สิ ลบั กนั ไปกบั การใชป้ ญั ญาดว้ ยการทำ� สมาธคิ วามตงั้ ใจมนั่ เมอ่ื พระองค์ จะใช้ปัญญาพิจารณาในเร่ืองใด พระองค์ก็ตั้งใจคิดพิจารณาใน เร่อื งนน้ั ใหเ้ กิดความแยบคายและหายสงสยั ภายในใจ ในวธิ กี ารทำ� สมาธคิ วามตงั้ ใจมนั่ และวธิ ที ำ� สมาธคิ วามสงบ จะมคี วามชดั เจนในชว่ งทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ประกาศพระพทุ ธศาสนา เพราะนสิ ยั ของพระสาวกไมเ่ หมอื นกนั จงึ ไดแ้ ยกสมาธไิ ว้ ๒ หมวด ใหถ้ กู กบั นสิ ยั ของแตล่ ะบคุ คล ถา้ ทำ� สมาธถิ กู กบั นสิ ยั ของตวั เอง จะง่ายต่อการปฏิบตั ิ มคี วามกา้ วหนา้ ได้รวดเรว็ ให้ตดิ ตามอา่ น ในชว่ งต่อไป จะเขา้ ใจมากขึ้น

สมั มาทิฏฐิ เปน็ จดุ เร่ิมตน้ของการปฏิบัติ การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา พระพุทธเจา้ องคเ์ ดยี วจะทำ�ไม่ส�ำเร็จ เพราะไมม่ พี ยานบุคคลมาเปน็ หลักฐาน พระพทุ ธองค์ทรงปรารภถึงดาบสทั้งสอง ก็ปรากฏญาณรู้ว่าดาบสทั้งสองได้มรณภาพไปแลว้ กอ่ นตรสั รู้ ๗ วนั พระพทุ ธเจา้ จงึ ดำ� รวิ า่ “เสยี ดายจริงหนอ ถ้าดาบสทง้ั สองได้ฟงั ธรรมจากเรา ดาบสทง้ั สองจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในชาติน้ี ที่ผ่านมาดาบสท้ังสองได้บ�ำเพ็ญบารมีพร้อมท่ีจะได้เป็นพระอรหันต์อยู่แล้ว แต่ดาบสท้ังสองภาวนาปฏิบัติผิดวิธี ไปติดท�ำสติและสมาธิความสงบหลงอยู่ในรูปฌาน อรูปฌาน เมื่อตายไปก็ได้ไปเกิดในภพของอรปู พรหม มอี ายยุ าวนานทเี ดยี ว เมอ่ื ศาสนาพระศรอี รยิ เมตไตรย

๗๐ จดุ ประกายแห่งปญั ญา ไดอ้ บุ ตั เิ กดิ ขนึ้ ในโลก อาจารยท์ งั้ สองทเ่ี ปน็ พรหมกจ็ ะยงั ไมไ่ ดล้ ง มาเกดิ ในเมอื งมนุษย์เลย” ถึงจะมีบารมีพร้อมท่ีจะได้เป็นพระอรหันต์ในชาติน้ีอยู่ กต็ าม ถา้ ภาวนาผดิ ทาง บารมกี ป็ ดิ ตวั ลง ชว่ ยอะไรไมไ่ ดเ้ ลย หรอื ในยคุ นี้ หากมีผไู้ ดบ้ �ำเพ็ญกศุ ลมาแลว้ พร้อมทีจ่ ะไดบ้ รรลุธรรม เปน็ พระอรยิ เจา้ ถา้ ภาวนาผดิ แนวทางของพระพทุ ธเจา้ กจ็ ะหมด โอกาสเหมอื นกบั ดาบสทง้ั สองนน้ั เอง เพราะแนวทางการปฏบิ ตั ิ ท่ีจะเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้ มีวิธีจ�ำกัด และก็มีวิธีเดียวท่ี เรียกว่าสมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ท่ถี ูกต้องชอบธรรมเทา่ นัน้ ถา้ ตั้ง หลกั สมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ชอบไม่ได้ ในชาติน้กี จ็ ะหมดโอกาส ในมรรคผลนพิ พานทันที เพราะในยุคนี้มผี ูส้ อนวิธกี ารปฏบิ ัติท่ี มีความแตกต่างกนั แตล่ ะครูอาจารย์ก็มีความม่นั ใจในตัวเองว่า วธิ ปี ฏิบัตขิ องตวั เองมคี วามถูกต้อง ในยคุ นีจ้ ะไมม่ ใี ครๆ ชว่ ยกัน ได้ เป็นในลักษณะตัวใครตัวมัน ถึงจะไม่ได้มรรคผลในชาติน้ี วธิ ีปฏบิ ตั ทิ ่ีท�ำกนั อยกู่ จ็ ะเปน็ บารมีของท่านต่อไป พระพทุ ธเจา้ ไดไ้ ปแสดงธรรมโปรดปญั จวคั คยี ์ ทปี่ า่ อสิ ปิ ตน- มฤคทายวัน เมืองพาราณสี ด้วยหมวดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ในจุดนี้มีความส�ำคัญเป็นอย่างย่ิงที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศ

สัมมาทฏิ ฐิ เปน็ จดุ เริ่มตน้ ของการปฏบิ ัติ ๗๑พระพุทธศาสนาเปน็ ครั้งแรก จะว่าตงั้ รากฐานพระพุทธศาสนาให้เกิดข้ึนในโลกก็ว่าได้ มีพระรัตนตรัยท่ีสมบูรณ์เกิดข้ึนในโลกคือพุทธรตั นะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ที่พวกเราได้กราบไหว้กนัในปัจจุบันน้ี พระพุทธองค์ได้ยกเอาสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบสัมมาสังกัปโป ใช้ปัญญาด�ำริพิจารณาให้ถูกกับหลักความจริงนี้เป็นหมวดของปัญญาที่พระพุทธองค์ได้ยกขึ้นมาแสดงในจุดเรม่ิ ตน้ เฉพาะหลกั สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ จงึ เปน็ หมวดธรรมที่ส�ำคัญให้แก่หมวดธรรมท้ังหลาย ดังค�ำว่า “หตฺถิปทํ เตสํอคคฺ มกขฺ ายติ สมมฺ าทิฏฺฐิ เตสํ ธมมฺ านํ อคคฺ มกขฺ ายติ รอยเท้าสัตว์ท้ังหลายย่อมรวมอยู่ในรอยเท้าช้าง ฉันใด ธรรมท้ังหลายย่อมรวมอยู่ในสัมมาทฏิ ฐิ ก็ฉันนัน้ ” สมั มาทฏิ ฐิ ความเหน็ ชอบ เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ในการปฏบิ ตั ธิ รรมความเห็นชอบเปน็ แม่ทัพธรรมน�ำหนา้ ใหแ้ ก่ธรรมทงั้ หลาย สัมมาสังกัปโป การใช้ปัญญาพิจารณาให้ถูกต้องตามความเปน็ จริง สัมมาวาจา การพดู ในเรอ่ื งใดให้มคี วามชอบธรรม สมั มากมั มนั โต การงานที่ทำ� ให้เป็นไปตามความถูกตอ้ ง สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตให้เปน็ ไปในทางท่ชี อบ

๗๒ จุดประกายแหง่ ปญั ญา สัมมาวายาโม ความเพียรพยายามท�ำและพูด แม้แต่ การคดิ ในเรื่องใดก็ให้มีความเพียรชอบในสิง่ นน้ั สัมมาสติ ความระลกึ ชอบ สมั มาสมาธิ ต้ังใจให้มคี วามชอบธรรมเอาไว้ ในมรรคทงั้ ๗ หมวดนกี้ ร็ วมอยใู่ นสมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ชอบ นท้ี ง้ั หมด เปรยี บเหมอื นกบั แมไ่ กท่ ม่ี ลี กู ไก่ ๗ ตวั แมไ่ กไ่ ปทางไหน ลูกไก่ก็ต้องไปตามแม่ น้ีฉันใด หมวดธรรมท้ัง ๗ หมวดก็มา รวมอยู่ในสมั มาทิฏฐิ กฉ็ ันนน้ั สมั มาทิฏฐจิ งึ เป็นรากแก้วใหแ้ ก่ หมวดธรรมทั้งหลาย ถ้าผู้ปฏิบัติมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้แลว้ ผู้น้นั เหมือนได้กา้ วเข้าสเู่ ส้นทางของอริยมรรคได้ เมือ่ ปฏิบัติตามแนวทางอริยมรรคอย่างต่อเน่ือง ก็มีโอกาสที่จะ เขา้ ถึงกระแสธรรมได้ในชาตนิ ้ี มีหลายคนพูดว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามสติปัฏฐาน ๔ จะ บรรลุธรรมไม่ได้ การที่ผูกขาดอย่างน้ี เพราะสตปิ ฏั ฐาน ๔ กม็ ี สมั มาทฏิ ฐิความเหน็ ชอบเป็นฐานหลักอยนู่ ่นั เอง มีหลายท่านพูดว่า การปฏิบัติต้องเป็นไปในอริยสัจ ๔ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี้ก็เช่นกัน ก่อนจะรู้ทุกข์เห็นทุกข์ ก่อนจะรู้เหตุให้เกิดทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ ก่อนจะเข้านิโรธ

สัมมาทฏิ ฐิ เปน็ จุดเริม่ ตน้ ของการปฏิบตั ิ ๗๓ความดับทุกข์ได้ ในการปฏิบัติก็เริ่มต้นจากมรรคมีองค์ ๘มรรคมอี งค์ ๘ กเ็ ริ่มตน้ จากสัมมาทฏิ ฐิความเห็นชอบอยนู่ ่ันเองถึงจะมีหมวดธรรมจำ� นวนมากในต�ำรา ก็เริม่ ตน้ จากสมั มาทิฏฐิความเห็นชอบนที้ ัง้ หมด ขอใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั จิ งเขา้ ใจตามนี้ เพราะสมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ชอบจึงเป็นจุดเร่ิมต้นท่ีส�ำคัญ ครอบคลุมในหมวดธรรมท้ังหลายท้ังหมดอยู่แล้ว ท�ำไมพระพุทธเจ้าจึงแยกหมวดธรรมออกเป็นหลายหมวดหมู่ กเ็ พราะนสิ ยั ของคนตา่ งกนั และบารมที ไ่ี ดบ้ ำ� เพญ็มาในอดตี ชาติตา่ งกนั พระพุทธองคจ์ ึงให้อุบายธรรมแตล่ ะทา่ นแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน ก็ฉันนั้น และหลายท่านหลายกลุ่มพูดในเชิงผกู ขาดว่า ถา้ ปฏิบัติไม่เป็นไปในหมวดพระอภิธรรม กไ็ ม่สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรยิ เจา้ ได้ น้ีเปน็ ผมู้ ีการศกึ ษานอ้ ยความรู้ไม่ทว่ั ถึงจึงพดู ไปอย่างนน้ั อ่านหนังสือเล่มเดียวจึงได้พูดผูกขาดไปอยา่ งนน้ั

ศกึ ษาประวตั พิ ระอรยิ เจา้ ใหด้ ี พระองคไ์ ดโ้ ปรดพระยสะและคณะ ๕๕ คน จนบรรลธุ รรมเป็นพระอรหันต์ท้ังหมด และได้แสดงธรรมโปรดพ่อแม่ของพระยสะ ท้ังสองไดบ้ รรลุธรรมเปน็ พระโสดาบันกอ่ นใครในโลกออกพรรษาแลว้ พระองคใ์ หพ้ ระสาวกออกเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาต่อไป พระองค์ไปแสดงธรรมโปรดภัททวัคคีย์ ๓๐ ท่านได้บรรลุพระอรหันตเ์ ช่นกนั แล้วไปแสดงธรรมโปรดชฎลิ ๓ พีน่ ้องพรอ้ มดว้ ยบรวิ ารรวม ๑,๐๐๓ ท่าน ท้งั หมดได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และได้ไปแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสารพรอ้ มดว้ ยบรวิ ารหน่ึงแสนสองหม่ืนคน พากันไดบ้ รรลุธรรมขัน้พระโสดาบันหน่ึงแสนหน่งึ หมื่นคน นอกนน้ั บารมยี ังไมพ่ รอ้ มท่ีจะบรรลธุ รรมได้ จงึ เปน็ ผตู้ ง้ั อยใู่ นพระรตั นตรยั เพอ่ื บำ� เพญ็ บารมี

ศึกษาประวัตพิ ระอริยเจา้ ให้ดี ๗๕ตอ่ ไป ในพรรษาแรกพระพทุ ธเจา้ แสดงธรรม มผี ทู้ ไี่ ดบ้ รรลธุ รรมเป็นพระอรหันต์จ�ำนวนมาก ออกพรรษาแล้วส่งพระสาวกเหลา่ นน้ั ออกไปเผยแผธ่ รรมในทตี่ า่ งๆ แตล่ ะองคม์ คี วามรใู้ นหลกัสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบนี้ดี มีอุบายวิธีท่ีจะอธิบายให้ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด ไดก้ ลับใจเป็นสมั มาทฏิ ฐิ มีความเห็นท่ีถูกต้องชอบธรรมได้ ยกตัวอย่าง พระอัสสชิที่แสดงธรรมโปรดอปุ ตสิ สะ (พระสารบี ุตร) เพียงแสดงธรรมโดยยอ่ วา่ “เย ธมมฺ าเหตปุ ฺปภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาทีมหาสมโณ ธรรมท้ังหลายเกิดจากเหตุ ดับไปเพราะเหตุพระตถาคตเจ้าตรัสไว้อย่างน้ี” เพยี งเท่าน้ี อุปติสสะผมู้ ีปญั ญาดีมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรมไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ โสดาบนั จากนนั้ อปุ ตสิ สะไดไ้ ปอธบิ ายหมวดธรรมยอ่ ๆ นแี้ กเ่ พอื่ นชอื่ โกลติ ะ (พระโมคคลั ลานะ) ไดร้ บั ฟงัก็ไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจ้าข้นั โสดาบนั เช่นกัน ในสมยั ครง้ั พทุ ธกาล พระพทุ ธเจา้ และพระสาวกทงั้ หลายออกเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ไดเ้ อาหลกั สมั มาทฏิ ฐเิ ปน็ หลกั ยนื ตวัในการสอน ถงึ จะมธี รรมหมวดอนื่ สอนอยบู่ า้ ง แตก่ เ็ ปน็ หมวดธรรม

๗๖ จุดประกายแห่งปัญญา ท่ีเก่ียวเนอื่ งกับสมั มาทิฏฐคิ วามเห็นชอบท้งั นั้น จุดมุง่ หมายคอื ตอ้ งการใหท้ กุ คนทฟ่ี งั ธรรมไดเ้ ปลยี่ นใจจากความเหน็ ผดิ กลบั ใจ ให้เกิดความเห็นถูกตามหลักความจริง จากนั้นก็ให้อุบายธรรม หมวดอ่ืนๆ ต่อไป ทขี่ า้ พเจา้ ไดย้ กบคุ ลาธษิ ฐานขนึ้ มาอธบิ ายใหท้ า่ นไดร้ ู้ เพอ่ื เปน็ พยานบคุ คล เปน็ หลกั ฐานพอเชอ่ื ถอื ได้ ในสมยั ครงั้ พทุ ธกาล พระพทุ ธเจ้าสอนธรรมอยา่ งไรจงึ ท�ำให้ทา่ นท้งั หลายเหลา่ นัน้ ได้ บรรลเุ ปน็ พระอริยเจ้าได้ ใหท้ า่ นผอู้ า่ นไดท้ บทวนดเู หตุผล ดงั ท่ี ข้าพเจา้ ได้อธิบายมาในกลุม่ พระอรยิ เจ้าบางส่วนเท่าน้ัน มีกลุ่ม ไหนบา้ งทพี่ ระพทุ ธเจา้ ใหศ้ ลี แกบ่ คุ คลเหลา่ นนั้ มกี ลมุ่ ไหนบา้ งที่ พระพุทธเจ้าสอนในวิธีท�ำสมาธิความสงบแล้วปัญญาได้เกิดขึ้น ใหท้ า่ นไดศ้ กึ ษาประวตั ผิ ทู้ ไ่ี ดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจา้ ในสมยั ครัง้ พุทธกาลดูบ้าง ขา้ พเจา้ ไดศ้ กึ ษาประวตั ผิ ทู้ ไ่ี ดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจา้ มาทงั้ หมดแลว้ ในธรรมบท ๘ ภาค ในพระสตู รทงั้ หมด ไมม่ ปี ระวตั ิ ตอนไหนที่พระพุทธเจ้าสอนให้ใครน่ังสมาธิให้จิตมีความสงบ ปัญญาได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ท�ำไมยุคน้ีจึงสอนกันอย่างน้ีและ ปฏบิ ตั กิ นั อยา่ งนี้ ใหพ้ ากนั ไปศกึ ษาในประวตั ขิ องผทู้ ไ่ี ดบ้ รรลธุ รรม

ศกึ ษาประวตั ิพระอริยเจา้ ใหด้ ี ๗๗เปน็ พระอรยิ เจา้ เสยี ใหม่ ใหเ้ ขา้ ใจในหลกั คำ� สอนเดมิ ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ไดส้ อนเอาไวใ้ หถ้ กู ตอ้ ง เราจะไมเ่ กดิ สลี พั พตปรามาส ความลบู คลำ�ในศลี ธรรมปรามาส ลบู คลำ� ในธรรม จะไมเ่ กดิ ปลโิ พธ ความกงั วลในศลี ไมเ่ กดิ ความกงั วลในธรรม ใจจะไมเ่ ศรา้ หมองในศลี ในธรรมอีกต่อไป การปฏิบตั จิ ะมีความก้าวหนา้ ไปดว้ ยดี การปฏิบัติ ถ้ามีความสงสัยลังเลในศีล มีความสงสัยในธรรม จะเกิดความไม่ม่ันใจในตัวเอง ไม่กล้าท่ีจะทุ่มเทในการปฏบิ ตั อิ ยา่ งเตม็ ทไ่ี ด้ เดย๋ี วไปลบู คลำ� ในศลี เดย๋ี วไปลบู คลำ�ธรรมว่าผิดไหมถูกไหมอยู่อย่างน้ัน การภาวนาปฏิบัติจะไม่กา้ วหนา้ ไปถงึ ไหนเลย เปน็ ผทู้ ไ่ี มก่ ลา้ ตดั สนิ ใจในตวั เองได้ เปน็บคุ คลทพ่ี ง่ึ ตวั เองไมไ่ ด้ พง่ึ สติ พงึ่ ปญั ญา และพงึ่ ความสามารถของตัวเองไมไ่ ด้ พระพุทธเจา้ ได้ตรัสว่า “อตตฺ าหิ อตฺตโน นาโถตนแลเป็นท่พี ่งึ ของตน” การพึง่ ตนเอง หมายถงึ พง่ึ สติปัญญาและพึ่งความสามารถในเหตุผลของตวั เองให้ได้ มิใช่ว่าจะหาถามหลวงปหู่ ลวงตาตลอดไป ถา้ หลวงปหู่ ลวงตามคี วามเขา้ ใจในวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ้ ง กถ็ อื วา่ มคี วามโชคดไี ป ถา้ ถามหลวงปหู่ ลวงตาที่ไม่เข้าใจการภาวนาปฏิบัติ ท่านก็จะสอนแบบส่งเดช พอให้เสรจ็ หนา้ ทก่ี นั ไป ไมร่ บั ผดิ ชอบแตอ่ ยา่ งใด เราผปู้ ฏบิ ตั จิ งึ มปี ญั หา

๗๘ จดุ ประกายแห่งปญั ญา ในการภาวนาแบบวกวน ไม่ไปถึงไหน เหมือนตาบอดพายเรือ อยู่ในสระวกวนไปมาในท่ีเดียว จะไม่ไปถึงไหนเลย นี้ฉันใด ผู้ปฏิบตั ธิ รรม ถา้ ไม่เขา้ ใจในวิธที ีถ่ ูกตอ้ ง กเ็ ป็นฉนั น้ัน ถา้ ไมร่ ้ใู น หมวดธรรมทถ่ี กู กบั จรติ นสิ ยั ของตวั เอง จงึ ยากทจี่ ะเขา้ สกู่ ระแส มรรคผลนิพพานได้ ถึงจะมีบารมีพอที่จะได้บรรลุธรรมเป็น พระอริยเจ้าในชาติน้ีอยู่ก็ตาม ถ้าปฏิบัติธรรมในหมวดธรรมท่ี ไม่ตรงกับบารมีท่ีตัวเคยได้บ�ำเพ็ญมา บารมีท่ีมีอยู่พอที่จะ บรรลธุ รรมเปน็ พระอรยิ เจา้ ก็ช่วยเราไมไ่ ด้อยู่นน่ั เอง การปฏบิ ตั ใิ นยคุ น้ี จะเนน้ หนกั ในวธิ ฝี กึ สตสิ มาธเิ ปน็ อยา่ ง มาก ในทางสตปิ ัญญาไมม่ ีใครให้ความสนใจทจี่ ะฝกึ แต่อยา่ งใด จะเป็นเพราะไม่รู้วิธปี ฏิบัติ ไม่เขา้ ใจในวิธเี จริญสติปัญญา จงึ ไม่ กลา้ ท่จี ะน�ำมาสอนและปฏบิ ตั ิกนั การใช้วธิ ีฝึกสตสิ มั ปชญั ญะ ระลกึ รใู้ นอารมณ์ทีเ่ กดิ ข้ึน นนั้ ยอ่ มท�ำได้ แตก่ ็เป็นปลายเหตุ อารมณเ์ ปน็ อยา่ งไรกร็ ไู้ ปตามอารมณน์ น้ั ๆ วธิ นี ไี้ มใ่ ชเ่ ปน็ วธิ ที ี่ แกป้ ญั หาใหห้ มดไปจากใจได้ อารมณท์ ต่ี ามรกู้ นั อยู่ มนั เปน็ ผล ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากเหตุ คอื ความอยาก ถา้ ทำ� ลายเหตไุ ดแ้ ลว้ อารมณ์ ภายในใจก็หมดไป เปรียบเหมือนกับงูพิษอยู่ในรูท่ีเราต้องการ ทำ� ลาย แตเ่ รากไ็ ปนงั่ จอ้ งมองดปู ากรนู น้ั อยู่ เมอ่ื งโู ผลห่ วั ออกมา

ศึกษาประวตั ิพระอริยเจา้ ให้ดี ๗๙เห็นเรา และเราก็จอ้ งดูอยู่ งูก็หลบตัวลงไปในรูอีก จะจบั เอางไู ม่ได้เลย น้ีฉันใด วิธีการใช้สติสัมปชัญญะระลึกรู้ไปตามอารมณ์กฉ็ ันนนั้ ถ้าจะท�ำลายกิเลสตัณหาให้สิ้นซากก็ต้องมีสติปัญญาท่ีแยบยล เปรียบไดก้ ับการจบั งู ใหเ้ ราแอบตัวอยใู่ นทล่ี บั ๆ ไม่ใหง้ ูเห็นตัวเรา แต่เราก็ต้องเห็นตัวงูอยู่ทุกขณะ เมื่องูไม่เห็นเราก็จะเล้ือยออกมาเต็มตัว เราก็เอาก้อนหินท่อนไม้ไปปิดรูไว้เสียเพื่อไม่ให้งูกลับเข้าไปในรูอีก จากนั้นก็เอาอาวุธหอกดาบ หรืออาวุธอย่างอ่ืนท�ำลายให้งูได้ตายไป งูก็จะไม่ได้พ่นพิษใส่เราให้เจ็บปวดอีก นี้ฉันใด อุบายวิธีของผู้มีสติปัญญาที่จะทำ� ลายกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ ก็ฉันนั้น การปฏิบัติธรรม ถ้ามีสติปญั ญาเป็นของตวั เอง มีความฉลาดรอบร้ทู ีเ่ ฉียบแหลม และมคี วามสามารถเฉพาะตวั พร้อมแล้ว การทำ� ลายกเิ ลสตณั หาให้หมดไปจากใจนนั้ เปน็ ของงา่ ย ดงั ค�ำว่า “ปญฺ าย ปริสุฌชฺ ติ จติจะมีความบริสุทธ์ิได้เพราะปัญญา” ผู้ปฏิบัติท้ังหลายจงเข้าใจตามน้ี

ปัญญาวมิ ตุ ิ เจโตวิมตุ ิปัญญาวิมุติ ในยุคนี้สมัยน้ีผู้ปฏิบัติยังไม่รู้ตัวเองว่ามีนิสัยอะไร เม่ือตวั เองมนี สิ ยั ปญั ญาวมิ ตุ ิ แตไ่ ปปฏบิ ตั ใิ นวธิ ขี องผมู้ นี สิ ยั เจโตวมิ ตุ ิก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด หรือผู้มีนิสัยเจโตวิมุติจะไปปฏบิ ัติในวิธีของผมู้ ีปัญญาวมิ ตุ ิ การปฏบิ ัติกจ็ ะไมไ่ ดร้ ับผลเช่นกัน ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องศึกษานิสัยตัวเองว่ามีนิสัยอะไรแล้วต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนิสัยของตัวเอง ผลการปฏิบัติจึงจะเกิดข้ึน จะไม่ท�ำให้เสียเวลา ในสมัยครั้งพุทธกาลส่วนมากจะเป็นนิสัยปัญญาวิมุติ การปฏิบัติได้หลุดพ้นด้วยปัญญาถึง๗๐ เปอรเ์ ซ็นต์ ให้ศึกษาดใู นพระสูตรในเรื่องของพระอริยเจ้าผู้

ปัญญาวมิ ุติ เจโตวิมุติ ๘๑ไดบ้ รรลธุ รรม ทง้ั พระและฆราวาส ในระดบั ภมู ธิ รรมพระโสดาบนัพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ จะรู้ได้ทนั ทวี ่าบรรลุธรรมด้วยปัญญาวิมุติเป็นส่วนมาก เมื่อได้ฟังธรรมอยู่ในขณะนั้น บางท่านบางกลุ่มก็ได้ส�ำเร็จเป็นพระอริยเจ้าได้เลยหรือใช้ปัญญาพิจารณาปฏิบัติต่อไป ไม่นานนักก็ได้บรรลุเป็นพระอริยเจา้ เชน่ กนั ผู้ปฏิบัติต้องสังเกตดูใจตัวเองว่า ในช่วงขณะท่ีเรานึกคำ� บรกิ รรมใจมคี วามตงั้ มน่ั ไดแ้ ลว้ ในขณะนใ้ี จเรามคี วามตอ้ งการความสงบหรอื ใจเราชอบในการคดิ ถา้ ใจเราชอบอยใู่ นความสงบกน็ อ้ มใจใหล้ งสคู่ วามสงบตอ่ ไป เมอื่ ใจไดถ้ อนออกจากความสงบแล้ว ก็น้อมใจไปในการพิจารณาด้วยปัญญาได้เลย นี้เป็นพวกเจโตวิมตุ ิ พวกปญั ญาวมิ ุติ เมอื่ จติ มีความต้ังใจม่ันได้แลว้ ชอบมีความคิดเกิดข้ึน ถ้าเป็นในลักษณะนี้ก็ให้หยุดในการท�ำสมาธินอ้ มใจใชป้ ญั ญาพจิ ารณาในสจั ธรรมตอ่ ไปไดเ้ ลย เพราะนสิ ยั เราเปน็ อยา่ งน้ี จะบงั คบั ใหใ้ จมคี วามสงบกจ็ ะไมม่ คี วามสงบอยนู่ นั่ เอง การท�ำสมาธิในยุคน้ีมีหลายส�ำนัก ท่ีสอนภาคปฏิบัติมีความแตกต่างกันไป และต่างกนั กบั ในสมยั คร้ังพทุ ธกาลอยูม่ ากในยคุ น้นั ท�ำสมาธไิ มใ่ ห้มีความอยาก ในยุคนท้ี �ำสมาธิเพ่อื ให้เกิด

๘๒ จดุ ประกายแห่งปญั ญา ความอยาก เชน่ อยากใหฌ้ าน อภญิ ญา เกดิ ข้ึน อยากให้ใจมี ความบริสุทธ์ิ อยากละกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ อยากให้ ปัญญาเกิดข้ึนจากสมาธิ เขา้ ใจว่าถา้ ปัญญาได้เกดิ ขึน้ แลว้ จะไป ละกิเลสตัณหาน้อยใหญ่ให้หมดไปจากใจได้ ก็จะส�ำเร็จเป็น พระอรยิ เจา้ เกดิ ขนึ้ มาเอง ความเหน็ ในลกั ษณะนมี้ คี วามแตกตา่ ง จากคำ� สอนเดมิ ของพระพทุ ธเจา้ อยมู่ าก ทำ� ไมจงึ สอนและปฏบิ ตั ิ ให้เกิดความอยากรู้เห็นในนิมิตน้ันๆ เม่ือออกจากสมาธิแล้ว ครูผู้สอนจะถามว่าเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้างไหม เห็นเป็น ลกั ษณะใด ถา้ ผมู้ นี มิ ติ ใหเ้ หน็ กพ็ ดู ไปตามนนั้ เหน็ เปน็ ทอ้ งฟา้ บา้ ง เห็นเป็นเทวดาบ้าง เห็นนรกเห็นเปรตบ้าง และเห็นลูกกลมๆ ใสๆ บ้าง และเห็นแตกต่างกันไป ผู้ท่ียังไม่เห็นก็อยากจะเห็น เป็นอันว่าท�ำสมาธิเพ่ืออยากเห็น ในบางแห่งก็สอบอารมณ์ว่า อารมณ์อย่างน้ันเป็นฌานน้ันฌานนี้ ข้ันนั้นขั้นนี้ไป ในครั้ง พุทธกาล พระพุทธเจา้ ทรงตัง้ พระสาวกองคไ์ หนไปสอบอารมณ์ อย่างนี้ และมอี กี หลายวิธีในการท�ำสมาธิแตกต่างกันไป ในสมยั ครั้งพุทธกาล ท�ำสมาธิเพื่อน�ำมาเสริมปัญญาเท่าน้ัน มิใช่ว่า ท�ำสมาธิเพ่ือให้เกิดเป็นอย่างนั้น มีนิมิตเป็นอย่างน้ี เหมือนยุค ปจั จบุ นั

ปัญญาวมิ ุติ เจโตวิมตุ ิ ๘๓ การทำ� สมาธิ ถา้ ไมไ่ ดศ้ กึ ษาใหด้ จี ะเกดิ ความหลงผดิ ไดง้ า่ ยถา้ ทำ� สมาธติ ามปกตธิ รรมดา ไมม่ คี วามอยาก กจ็ ะไมม่ ปี ญั หาอะไรถ้าท�ำด้วยความอยากอย่างน้ัน อยากอย่างนี้ ด้วยความจริงจังเมื่อใด ก็จะเกิดปัญหาท�ำให้เกิดเป็นวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ อย่างข้ึนมา ผู้ภาวนาไม่มีการศึกษาเอาไว้ จะไม่รู้เลยว่าการภาวนาของตัวเองผิดไป จะมีความต้ังใจท่ีจริงจัง หวังผลให้เกิดข้ึนอย่างเต็มที่ จึงเกิดมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดที่ไม่ได้แก้ไข จึงได้เกดิ เปน็ มจิ ฉาสมาธิ ความตงั้ ใจมนั่ ทผี่ ดิ กลายเปน็ วปิ สั สนปู กเิ ลส๑๐ อย่าง ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้แล้วอย่างละเอียดในหนังสือ“เปล่ียนความเห็น” ให้ท่านหาอ่านดูได้ จะเกิดความเข้าใจในเรื่องน้ไี ด้อยา่ งชดั เจนเจโตวมิ ตุ ิ ผู้มีนิสัยเป็นเจโตวิมุติ ในอดีตชาติท่ีผ่านมาเคยเป็นดาบสฤๅษมี ากอ่ น ไดบ้ ำ� เพญ็ สมาธิ มฌี าน อภญิ ญา มาจนเปน็ นสิ ยัไมเ่ คยฝกึ สตปิ ัญญาในการพจิ ารณาในสัจธรรมแต่อยา่ งใด มแี ต่ตงั้ ใจทำ� สมาธิ ทำ� ฌาน อภญิ ญามาตลอด เมอ่ื ทา่ นเหลา่ นน้ั ไดม้ าเกิดในยุคปัจจุบันนี้ การปฏิบัติก็จะมีนิสัยพอใจในการทำ� สมาธิ

๘๔ จดุ ประกายแห่งปญั ญา ความสงบ มีฌาน มีอภิญญาเกิดข้ึนตามนิสัยเดิม เม่ือฌาน อภญิ ญา เกดิ ขึน้ แล้ว ก็จะเป็นทางตนั ปฏิบัติวกวนไปมาอยใู่ น สมาธิ วกวนไปมาอยู่กับฌานและอภิญญาเท่านั้น จะไม่รู้จัก ทางออกเพอ่ื ความหลดุ พน้ เขา้ สกู่ ระแสธรรมไดเ้ ลย จะมกี ารหลง ตดิ อยอู่ ย่างนไ้ี ปจนตลอดวนั ตาย ผู้มีนิสัยเจโตวิมุติ จะมาฝึกสอนให้ใช้สติปัญญาพิจารณา ในสัจธรรมตามความเป็นจริงในทีเดียวไม่ได้ พระพุทธเจ้ามี ความรอบรใู้ นวธิ กี ารสอนทา่ นเหลา่ นเ้ี ปน็ อยา่ งดี พระองคจ์ ะตอ้ ง สอนใหท้ ำ� สมาธคิ วามสงบใหท้ ำ� ฌานจนถงึ ทส่ี ดุ แลว้ จะทำ� ตอ่ ไป อกี ไมไ่ ด้ จึงเรียกวา่ เปน็ ทางตัน เม่อื ถึงทางตันกจ็ ะมีการปฏิบตั ิ แบบวกวนไปมา กจ็ ะเรม่ิ ตน้ ทำ� ฌานใหม่ เหมอื นกบั ตาบอดพาย เรอื อยูใ่ นสระ หาทางออกไม่ได้เลย ในจดุ นเ้ี องพระองคจ์ งึ จะทรมานใหก้ ลบั ใจใหม่ จะตรสั ใน เชิงต�ำหนิให้ข้อคิด เพ่ือให้ท่านเหล่านั้นมีความส�ำนึกตัวว่า การทำ� สมาธคิ วามสงบ การหลงติดอยู่ในฌาน จะเกิดความสขุ ทางใจไดไ้ มน่ านกจ็ ะเสอ่ื มไป วธิ กี ารทำ� อยา่ งนน้ั เราตถาคตไดท้ ำ� มาก่อนแล้ว ไม่ใช่แนวทางท่ีจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า ทีจ่ ะหลุดพ้นเข้าสู่มรรคผลนพิ พานแตอ่ ยา่ งใด เมอื่ ตายไปจะได้

ปญั ญาวมิ ุติ เจโตวมิ ตุ ิ ๘๕เป็นพรหมที่มีอายุยืนยาว เม่ือเสื่อมจากพรหมก็จะได้มาเกิดในโลกน้ีต่อไป หลงใหลอยู่ในโลกน้ีโดยไม่มีจุดหมายปลายทางจะลอยไปตามกระแสโลกไมม่ ที ่ีสน้ิ สดุ ลงได้ พระพทุ ธองคท์ รงใหอ้ บุ ายในการปฏบิ ตั ดิ งั น้ี การทำ� สมาธิจติ มคี วามสงบแลว้ ใหจ้ ติ อยใู่ นความสงบนนั้ อกี ไมน่ านกจ็ ะมีการถอนตวั ออกมา ในขณะทจี่ ติ ถอนตวั ใหม้ สี ตกิ ำ� หนดเอาไว้อย่าให้ถอนออกมาหมด ให้กำ� หนดจติ อยู่ในสมาธิความตง้ั ใจมนั่ ทเี่ รยี กวา่ อปุ จารสมาธิ แลว้ ใชป้ ญั ญาพจิ ารณาใหร้ เู้ หน็ โทษในการท�ำฌาน ว่ามิใช่เปน็ แนวทางทจ่ี ะละอาสวกเิ ลสตณั หาให้หมดไปจากใจได้ การท�ำสมาธคิ วามสงบ การหลงตดิ อย่ใู นฌานเหมือนกับก้อนหินทับหญ้าเอาไว้ เม่ือยกหินออกจากที่นั้นไปหญา้ กจ็ ะเกดิ ขนึ้ มาในทน่ี นั้ นฉ้ี นั ใด จติ ทหี่ ลงตดิ อยใู่ นความสงบของสมาธิ หลงอยู่ในฌาน ก็เป็นเพียงทับกิเลสตัณหาเอาไว้ก็ฉันนั้น เม่ือสมาธิความสงบและฌานเส่ือมไป กิเลสตัณหานอ้ ยใหญก่ ็เกิดขึ้นที่ใจตามเดิม ทา่ นเหลา่ นน้ั จะใชป้ ญั ญาพจิ ารณาใหร้ เู้ หน็ ในความเปน็จรงิ ในสจั ธรรม ในธาตสุ ขี่ นั ธห์ า้ ใหเ้ ปน็ ไปในอนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตาพิจารณาใหร้ ู้เหน็ วา่ รา่ งกายนี้มแี ตส่ ง่ิ สกปรกโสโครก อกี ไมน่ าน

๘๖ จุดประกายแห่งปัญญา กจ็ ะลงทบั ถมในแผน่ ดนิ เนา่ เปอ่ื ยผพุ งั กลายเปน็ ธาตเุ ดมิ ของโลก ต่อไป เม่ือใชป้ ญั ญาพจิ ารณาอยู่อย่างนี้บอ่ ยๆ ก็จะเกดิ นพิ พทิ า ความเบอ่ื หนา่ ยคลายออกจากความกำ� หนดั ยนิ ดี จติ กจ็ ะหลดุ พน้ เขาสู่วิมุตินิพพาน จึงให้นามพระอรหันต์จ�ำพวกน้ีว่า เจโตวิมุติ คอื ผทู้ ไี่ ดท้ ำ� สมาธคิ วามสงบและทำ� ฌานมากอ่ น แลว้ มาใชป้ ญั ญา พจิ ารณาในสจั ธรรมในภายหลงั เมอ่ื ไดส้ ำ� เรจ็ เปน็ พระอรหนั ตแ์ ลว้ จะเลน่ อยใู่ นฌาน เล่นอยกู่ ับอภญิ ญา ก็ไมม่ ปี ัญหาอะไร

ปญั ญาพิจารณาไตรลักษณ์ ขณะนี้ใจก�ำลังหลงทางไปตามกระแสโลก ท่ีเรียกว่าอวิชชา ไม่รู้ว่าความจริงในสัจธรรมเป็นอย่างไร ใจจึงได้ถูกหลอกไปตามกเิ ลสสงั ขารการปรงุ แตง่ กเิ ลสตณั หามคี วามอยากไปอยา่ งไร กค็ ดิ ปรงุ แตง่ ไปในทางนน้ั แตล่ ะวนั จะปรงุ แตง่ ไปตามสมมติในทางโลก ใจจึงเกดิ ความลุ่มหลง ได้เกดิ ตายอย่ใู นโลกนี้ตลอดมา ก็เป็นเพราะมีความเห็นผิด มีความเข้าใจผิด และความหลงผดิ คิดว่าเปน็ ทางท่ถี ูก แตบ่ ดั นี้เรารู้แลว้ จงึ มาเร่ิมต้นเสยี ใหม่ ฝึกคิดไปในทางอนิจจังว่า ของทกุ อยา่ งลว้ นแลว้ แต่ไม่เท่ียง มีความเปล่ียนไปไม่คงที่อยู่ตลอดเวลา คิดในผลท่ีเปน็ ทกุ ขท์ เ่ี ราไดร้ บั อยใู่ นปจั จบุ นั นวี้ า่ เหตเุ กดิ ขนึ้ จากอะไร เมอ่ืมาเขา้ ใจในเหตุท่ีทำ� ให้เราได้เกิดความทกุ ข์ กต็ อ้ งหยุดในเหตุ

๘๘ จดุ ประกายแห่งปญั ญา นั้นเสีย ถึงจะมีความอยากความต้องการ ก็ต้องข่มใจให้มี ความอดทนเอาไว้ ฝึกใจในลักษณะน้ีอยู่บ่อยๆ ใจก็จะค่อยมี ความทเุ ลาเบาบางไปเอง ใหฝ้ กึ ใจปฏเิ สธเอาไว้ ทำ� ความเขา้ ใจแกต่ วั เองอยเู่ สมอ วา่ ในโลกนไ้ี มม่ สี งิ่ ใดเปน็ ของของเราทแี่ นน่ อน เงนิ ทองขา้ วของ เปน็ เพียงวตั ถุธาตุที่มอี ยใู่ นโลกนี้ จะมมี ากน้อยแคไ่ หน ให้ท�ำ ความเขา้ ใจวา่ เปน็ ปจั จยั อาศยั พอใหช้ วี ติ อยไู่ ดป้ ระจำ� วนั เทา่ นนั้ ไม่กี่วันก็จะได้พลัดพรากจากกันไป ไม่เร็วก็ช้า ถ้ามาห่วงหา อาทรยึดติดในสมบัติของโลกน้ีอยู่ เราก็จะเป็นผู้มาเกิดตายอยู่ ในโลกนี้ต่อไป ใจมีความห่วงใยในส่ิงใด เราก็จะได้มาเกิดอยู่ กบั ของสงิ่ นน้ั ไมม่ ที สี่ น้ิ สดุ ลงได้ เหมอื นในชาตอิ ดตี ทผ่ี า่ นมาจนถงึ ชาตปิ จั จบุ นั กเ็ พราะเรามคี วามหว่ งอาลยั ในสมบตั ขิ องโลก ใจจงึ ได้มาเกิดเปน็ ภพชาติ และจะต้องตายไปเหมือนชาตทิ ี่ผ่านมา ทา่ นพรอ้ มแลว้ หรอื ยงั ทจี่ ะฝกึ ใจใหป้ ฏเิ สธสมบตั ขิ องโลก ในขณะน้ี ฝกึ สตปิ ญั ญาใหป้ ฏเิ สธอยบู่ อ่ ยๆ ใจกจ็ ะคอ่ ยปลอ่ ยวาง ไปเอง เงนิ ทองขา้ วของทมี่ อี ยู่ ใหถ้ อื วา่ เปน็ สาธารณะในครอบครวั อยา่ ไปยดึ ตดิ แบกหามใหเ้ กดิ ความทกุ ขใ์ จแกต่ วั เอง ถา้ มสี ง่ิ ใดเปน็ ของตวั เอง เรากจ็ ะเกดิ ความทกุ ขใ์ นสง่ิ เหลา่ นน้ั ถา้ มคี วามยดึ ตดิ

ปัญญาพจิ ารณาไตรลกั ษณ์ ๘๙ในสงิ่ ใดมาก กจ็ ะเกดิ ความทกุ ขม์ าก ถา้ มคี วามยดึ ตดิ นอ้ ย กจ็ ะมคี วามทกุ ขน์ อ้ ยลง ถา้ ไมย่ ดึ ตดิ ในสงิ่ ใด เรากจ็ ะไมม่ คี วามทกุ ขใ์ จเลย มใิ ชว่ า่ จะหา้ มในการแสวงหาและหา้ มไมใ่ หเ้ อา เพราะธาตขุ นั ธเ์ รายงั เปน็ ธาตสุ ที่ จี่ ะตอ้ งอาศยั กนั อยู่ มคี วามจำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งแสวงหาข้าวปลาอาหารน�ำมาจุนเจือให้ธาตุขันธ์มีชีวิตอยู่ได้ ให้บ�ำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นก�ำไรชีวิตในชาตินี้อย่างเต็มที่ ใช้วิธีเสริมให้มีคุณธรรมภายในใจให้มากเอาไว้ ให้ท�ำความเข้าใจแก่ตัวเองว่าในชีวติ นจ้ี ะบำ� เพ็ญบญุ กุศลให้มากเอาไว้ ไมใ่ หเ้ สียชาติทีเ่ กิดมา ส�ำหรับการภาวนาเร่ืองอนัตตา ที่ส่วนมากจะมาเข้าใจเรอื่ งสญู สลายของธาตขุ นั ธ์ คอื ความตาย วธิ พี จิ ารณาอยา่ งนเี้ ปน็วิธีภาวนาที่ปลายเหตุ เหมือนกับดูต้นไม้ ชอบดูกิ่งก้านใบและดอกผลวา่ มีความสวยงามอย่างนน้ั อย่างน้ี อยากจะใหม้ ดี อกผลท่ีสมบูรณ์ใหญ่โต หารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่าน้ีเป็นผลมาจากเหตุคือล�ำต้นท่ีสมบูรณ์ ล�ำต้นที่สมบูรณ์ก็มีเหตุมาจากรากท่ีสมบูรณ์รากทสี่ มบรู ณก์ ม็ เี หตมุ าจากดนิ ปยุ๋ นำ�้ ทสี่ มบรู ณ์ ถา้ บำ� รงุ รากเหงา้ให้สมบูรณ์แล้ว ส่วนอ่ืนของต้นไม้ก็จะมีความสมบูรณ์ไปด้วยนี้ฉันใด การพจิ ารณาอนัตตา กฉ็ ันน้ัน ผภู้ าวนาพากนั เนน้ หนกั ในเรอื่ งอนตั ตาเปน็ หลกั การพจิ ารณา

๙๐ จุดประกายแห่งปญั ญา อย่างนี้จะท�ำให้เกิดอนัตตาจึงเป็นได้ยาก เพราะอนัตตามีเหตุ เกดิ ขน้ึ จากอตั ตา เพราะตวั อตั ตาเปน็ เหตใุ หเ้ ปน็ อนตั ตา เฉพาะ อตั ตาในรปู คอื ธาตุส่ี ดนิ นำ้� ลม ไฟ เกิดขึน้ มาด้วยเหตุอนั ใด ตั้งอยู่ได้ไม่กี่วันเดือนปีก็ต้องแตกสลายลงสู่ธาตุเดิม อัตตาใน ธาตุส่ีนี้เป็นก้อนธาตุอาศัยให้แก่ใจจึงมีชีวิตอยู่ได้ เม่ือใจออก จากร่างกายไปเมื่อไร ร่างกายก็เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้ ธาตุลม ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ กไ็ มท่ ำ� งาน เปรยี บเหมอื นตกุ๊ ตาทมี่ เี ชอื กดงึ ไปมา จะแสดงท่าทอี ะไรกไ็ ด้ ถ้าไม่มีเชอื กดงึ ไปมา ตุ๊กตากแ็ สดงท่าที อะไรไม่ได้ น้ีฉันใด ร่างกายที่เคล่ือนไหวไปมาได้ในขณะนี้ก็ เพราะมจี ติ ครองรา่ ง ธาตสุ กี่ ท็ ำ� อะไรไดต้ ามปกติ ถา้ จติ ไดอ้ อกจาก ร่างไป ร่างกายทุกส่วนก็จะหยุดนิ่ง อีกไม่ก่ีวันก็ต้องเปื่อยเน่า หรือเอาไปใหไ้ ฟเผา จะมเี พียงเศษกระดกู ให้เห็นเท่าน้นั จะไมม่ ี วธิ ใี ดทำ� ใหก้ ระดกู กลบั มาเปน็ สตั ว์ บคุ คล ตวั ตน ไดอ้ กี จงึ เรยี กวา่ อนัตตา ให้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างน้ีอยู่เสมอ การใช้ปัญญา พิจารณาอยู่อย่างน้ี จิตจะมีความรู้จริงตามความเป็นจริง จึง เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นท่ีถูกต้องชอบธรรม และรู้ตาม หลกั ความเป็นจริง จงึ เรียกว่า ทสั สนญาณ คอื เหน็ แลว้ ตอ้ งรู้ ถ้ารู้แลว้ เห็นตามความเปน็ จรงิ เรียกวา่ ญาณทัสสนะ

อุบายการภาวนาปฏิบตั ิ ภาวนามีอยู่ ๒ อุบาย ๑. ภาวนาในวิธีห้ามความคิด เป็นวิธีนึกค�ำบริกรรมอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ หรอื ใชส้ ตริ ะลกึ รอู้ ารมณภ์ ายในใจกไ็ ด้ เรยี กวา่เปน็ อุบายวิธหี า้ มความคิด ๒. ภาวนาใช้ความคิดตรึกตรองตามหลักสัจธรรม เช่นเหน็ คนแกเ่ จบ็ ตาย ใหโ้ อปนยโิ ก นอ้ มเอาเรอ่ื งของการแกเ่ จบ็ ตายของคนอน่ื เขา้ มาหาตนเอง แลว้ ใชป้ ญั ญาของตวั เองพจิ ารณาไปว่า ตัวเราก็จะแก่เจ็บตายเหมือนท่านเหล่าน้ัน ให้เป็นในสามญั ลกั ษณะ เรากจ็ ะแกเ่ จบ็ ตายเหมอื นคนทว่ั ไป เพราะทกุ คนได้เกิดมาจากธาตุท่ีแก่เจ็บตายมาด้วยกัน เกิดข้ึนมาจะมีชีวิตอยู่ได้ช่ัวขณะแล้วตายไป ถ้ามีความเข้าใจรู้เห็นในลักษณะน้ี

๙๒ จดุ ประกายแหง่ ปญั ญา เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้องชอบธรรม เรียกว่า ปัญญาได้เกิดข้ึนแล้วในขั้นเริ่มต้น แล้วจะมีปัญญารู้เห็นใน สจั ธรรมหมวดอน่ื ๆ ขยายเปน็ วงกวา้ งออกไป ความรเู้ หน็ ภายในใจ ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น เรียกว่า โยนิโสมนสิการ จะเกิด ความแยบคายหายสงสยั ในสิง่ ทีเ่ คยหลงผิด เข้าใจผิด ไปได้โดย ประการทง้ั ปวง ขอทกุ ทา่ นจงเขา้ ใจตามน้ี “จติ ตฺ ํ ทนตฺ ํ สขุ าวหํ จติ ทปี่ ญั ญาอบรมดแี ลว้ จะมคี วามรอบรู้ ในหลกั สจั ธรรมไดอ้ ยา่ งชดั เจนและทำ� ใหใ้ จมคี วามสขุ ตลอดเวลา” ไมม่ ปี รามาสลบู คลำ� ในสงิ่ ใดๆ เพราะปญั ญารอบรตู้ ามความจรงิ ได้ตัดความลังเลสงสัยให้หมดไปจากใจ ความยึดม่ันถือม่ัน จะมีมาจากท่ีไหน การใช้ปัญญาอบรมใจจึงเป็นสิ่งส�ำคัญยิ่ง เหมอื นกบั พอ่ แมอ่ บรมลูกให้เป็นคนดีได้ ฉันใด ปัญญาอบรมใจ ใหม้ คี วามฉลาดรอบรใู้ นความเปน็ จรงิ กฉ็ นั นน้ั เพราะตามปกตใิ จ จะมคี วามเหน็ ผิด คดิ ว่าส่งิ น้นั ถูก จึงได้เกิดความหลงผิดตามมา เรียกว่าอวิชชา ความมดื บอดภายในใจจึงไดเ้ กดิ ข้นึ คำ� วา่ ใจบอด หมายถงึ ใจไมม่ ปี ญั ญานน่ั เอง เหมอื นคนตาบอด มาแตก่ ำ� เนดิ จะทำ� งานใหส้ ำ� เรจ็ เปน็ ไปไมไ่ ด้ การเดนิ ทางทจี่ ะให้ ถงึ จดุ หมายในสถานทท่ี ไ่ี มเ่ คยไปกย็ ากทจี่ ะไปใหถ้ งึ นฉี้ นั ใด ใจบอด

อบุ ายการภาวนาปฏิบตั ิ ๙๓ไมม่ ีปัญญารอบรู้ในสัจธรรม ไม่รแู้ นวทางและอุบายการปฏิบตั ิจะใหถ้ งึ มรรคผลกย็ าก ฉนั นน้ั เพราะอบุ ายการปฏบิ ตั ทิ จ่ี ะเขา้ ถงึมรรคผลได้ สมัยนี้ไมม่ ีพระพทุ ธเจา้ ช้บี อกแนวทางปฏบิ ตั ใิ ห้เราผปู้ ฏบิ ตั ใิ นยคุ นตี้ อ้ งพง่ึ สตปิ ญั ญาและพงึ่ ความสามารถเฉพาะตวัถา้ ตคี วามหมายในภาคปรยิ ตั ผิ ดิ จะเกดิ ความเหน็ ผดิ (มจิ ฉาทฏิ ฐ)ิเมอ่ื นำ� มาปฏบิ ตั ิกจ็ ะผดิ เปน็ มจิ ฉาปฏิบัตไิ ปดว้ ย สมัยคร้ังพุทธกาล พระพุทธเจ้าใช้อุบายวิธีให้ทุกคนละมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดเป็นจุดแรก ผู้ปฏิบัติในยุคน้ีรู้หลักสมั มาทฏิ ฐคิ วามเหน็ ชอบไปตามหลกั ปรยิ ตั เิ ทา่ นน้ั จงึ ไมส่ ามารถละความเห็นผิดในส่วนลึกภายในใจได้ เพราะความเห็นผิดความเขา้ ใจผดิ และความหลงผดิ เปน็ นสิ ยั นอนเนอ่ื งอยภู่ ายในใจมานาน จงึ เปน็ ความเหน็ ทเ่ี รยี กวา่ อวชิ ชา ความมดื บอดภายในใจไมร่ ้คู วามเหน็ ผดิ ของตวั เอง หรือตคี วามหมายของความเห็นผิดเปน็ ความเหน็ ถกู ไปโดยไมร่ ตู้ วั เพยี งความรทู้ จ่ี ดจำ� มาจากตำ� รากเ็ พยี งเปน็ ความรเู้ ทา่ นนั้ จะนำ� มาแกไ้ ขความเหน็ ผดิ ไมไ่ ดเ้ ลยฉะน้นั ต้องฝกึ สตปิ ัญญาให้มีความฉลาดรอบรเู้ กดิ ขึน้ ภายในใจของตัวเอง น�ำมาวิจัยวิเคราะห์จนเกิดความเห็นของตัวเองว่าความเหน็ อยา่ งไรผดิ ความเหน็ อยา่ งไรถกู ตอ้ งตดั สนิ ดว้ ยเหตผุ ล

๙๔ จุดประกายแห่งปญั ญา ทเ่ี ปน็ ธรรม ถา้ ใชเ้ หตผุ ลเขา้ ขา้ งตวั เองอยเู่ มอื่ ไร กจ็ ะเกดิ ความเขา้ ใจ ในความเหน็ ผิดว่ามีความเห็นถกู เร่ือยไป ใหท้ ุกคนมีความเห็นท่ี ถกู ตอ้ งในหลกั ความจรงิ เมอื่ ทกุ คนตง้ั หลกั ความเหน็ ชอบไดแ้ ลว้ การปฏบิ ตั ติ อ่ ไปจะงา่ ย เพราะเขา้ สเู่ สน้ ทางของอรยิ มรรคไดแ้ ลว้ ผนู้ นั้ จะมคี วามมนั่ ใจในตวั เองวา่ การปฏบิ ตั มิ คี วามถกู ตอ้ งตามที่ พระพทุ ธเจ้าตรัสไว้แล้วทุกประการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook