๔๑ หมายเหตุ แต่ในการสอบกรรมการจะแปลประโยคท่ีออกสอบเป็นความไทยโดยสันทัดหรืออาจดัดแปลง สำนวนและท้องเรอื่ งหรือตัดตอนท่ีตา่ งๆ มาเรียงตดิ ตอ่ กนั เปน็ ประโยค สอบไล่กไ็ ด้ ประโยค ป.ธ.๗ ๑ วิชา แปลไทยเปน็ มคธ หลักสตู รใชห้ นงั สอื มงฺคลตถฺ ทปี นี ภาค ๑ ๒.วชิ า แปลมคธเปน็ ไทย หลกั สูตรใชห้ นังสอื ปฐม-ทตุ ยิ สมนฺตปาสาทิกา ประโยค ป.ธ.๘ ๑.วิชา แต่งฉันท์มคธ แต่งฉันท์เป็นภาษามคธ ๓ ฉันท์ใน จำนวน ๖ ฉันท์ คือ (๑) ปัฐยาวัตร (๒) อินทร วิเชยี ร (๓) อเุ ปนทรวิเชียร (๔) อนิ ทรวงศ์ (๕) วงั สฏั ฐะ (๖) วสันตดลิ ก หมายเหตุ ข้อความแล้วแต่กรรมการจะกำหนดให้ ๒.วิชา แปลไทยเป็นมคธ หลกั สูตรใช้หนังสอื ปฐมสมนฺต-ปาสาทิก ๓.วิชา แปลมคธเปน็ ไทย หลกั สตู รใชห้ นงั สือ วิสุทธฺ มิ คฺค ประโยค ป.ธ.๙ ๑.วิชา แต่งไทยเป็นมคธ แตง่ มคธจากภาษาไทยลว้ นข้อความแลว้ แตก่ รรมการจะกำหนดให้ ๒.วิชา แปลไทยเป็นมคธ หลักสตู รใช้หนงั สือ วสิ ุทฺธิมคฺค ๓.วชิ า แปลมคธเปน็ ไทยหลักสูตรใช้หนงั สือ อภิธมมฺ ตฺถวิภาวินี การศึกษาแผนกบาลีของคณะสงฆ์ไทยในปจั จบุ ันมีพระภิกษุสามเณรเข้าสอบในปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ ตั้งแต่ประโยค ป.ธ.๑-๒ ถึง ประโยค ป.ธ.๙ จำนวน ๓๑,๐๖๕ รปู ๑๓ คัมภีร์ภาษาบาลีในประเทศไทยมีมากในอดีต ปัจจุบันค่อยสูญหายไป เพราะการจดบันทึกในอดีตใช้ จารึกลงบนใบลาน เมื่อขาดการดูแลรักษาย่อมจะต้องเส่ือมสลายไปได้ง่าย พอมาถึงยุคปัจจุบันมีการปริวรรต คัมภีร์บาลีเป็นอักษรไทยและแปลเป็นภาษาไทยมากข้ึน แต่กย็ ังอยู่ในวงจำกัด การศึกษาภาษาบาลอี ันเป็นภาษา ทบี่ รรจคุ ำสอนของพระพุทธศาสนาน้ันมีความจำเป็นต่อการสบื ต่ออายุพระพุทธศาสนา เม่อื ได้เห็นคัมภีรท์ ่ีแตง่ ใน ประเทศไทยแล้ว ลองหันไปดูประเทศเพื่อนบ้านท่มี ีชายแดนติดกับประเทศไทย มีพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เหมือนกัน น่ันคือพม่าวา่ ในอดตี พมา่ มกี ารแต่งคมั ภีร์ภาษาบาลีมากน้อยเพยี งใด ๑๓กองบาลีสนามหลวง,เร่ืองสนามสอบบาลีสนามหลวง พ.ศ.๒๕๕๗, (กรุงเทพ ฯ : สำนักงานแม่กอง บาลสี นามหวง,๒๕๕๗),หน้า ๕.
๔๒ คำถามทบทวนประจำบทท่ี ๒ --------------------------------- ๑.วรรณกรรมประเภทจารกึ หมายถงึ อะไร ? สว่ นมากวา่ ดว้ ยเร่อื งอะไร ? ๒.จารึกเนนิ สระบัวเปน็ วรรณกรรมประเภทใด? และมเี น้อื หาโดยสรปุ ว่าอยา่ งไร ? ๓.การแต่งคัมภีร์ภาษาบาลใี นประเทศไทยรงุ่ เรอื งมากทสี่ ุดในสมยั ใด ? เพราะเหตใุ ด ? ๔.ท่านเหน็ วา่ คมั ภีร์เล่มใดที่แต่งได้ดที ีส่ ดุ จงยกตวั อยา่ ง พร้อมด้วยวเิ คราะหข์ ้อดี ข้อเสยี ของคัมภีรเ์ ลม่ นน้ั ๕.คำว่ายคุ ทองแห่งวรรณกรรมลา้ นนา หมายถงึ อะไร จงอธิบาย ๖.พระมาลยั ฉบับพม่ากับพระมาลัยฉบับไทยมีคามเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ? ๗.สาระสำคญั ของมงั คลัตถทีปนีคืออะไร ? จงอธบิ าย และศาสนวงศ์วา่ ด้วยเรื่องอะไร ? ๘.พระพทุ ธโฆสาจารย์คอื ใคร มีประวัติความเปน็ มาอย่างไร ? และท่านไดแ้ ตง่ คัมภรี เ์ ล่มใดไว้บา้ ง ๙.หลกั สูตรการศกึ ษาภาษาบาลีในประเทศไทยปจั จุบันควรมกี ารเปลี่ยนแปลงหรือไม่? อยา่ งไร ? ๑๐.ภาษาบาลมี ปี ระโยชนต์ ่อการศกึ ษาค้นควา้ พระพุทธศาสนาอย่างไร ? จงอธบิ าย
๔๓ เอกสารอ้างอิงทา้ ยประจำบทท่ี ๒ ----------------------------- กรมการศาสนา.พระไตรปฎิ กฉบบั ภาษาไทย.กรุงเทพ ฯ: กรมการศาสนา,๒๕๑๔. กองบาลีสนามหลวง.เร่ืองสนามสอบบาลสี นามหลวง พ.ศ. ๒๕๕๗.กรงุ เทพ ฯ: สำนกั งานแม่กองบาลี สนามหวง,๒๕๕๗. กองกิจการนกั ศึกษามหาวทิ ยาลยั แม่โจ้,ยุคทองแหง่ พระพุทธศาสนาในลา้ นนา <http://lanna.8mju.ac.th/lannareligion_detail.php?recordID=๕ (๑๖/๐๒/๕๗> ก่องแก้ว วีระประจักษ์ “จารกึ ลานทองสมเด็จพระมหาเถรจุพามณี” (ศลิ ปากร ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๒๖. เจา้ หน้าท่ีพพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติ ปราจนี บรุ ี จังหวัดปราจนี บรุ ี, <http://www.prachinburi-museum.go.th/inscript/his.asp?id=๓๙>(๑๗/๐๓/๒๕๕๑) ประมวล เพ็งจันทร์,ชัชวาล บุญปัน,สังขยาปกาสกฎีกาอุปกรณ์แห่งการหยั่งถึงความจริงจากโลกวิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา, <http://midnightuniv.org/midnight๒๕๔๕/newpage๘.html> (๒๐/๐๖/๕๘) ประวัติและผลงานกวีลา้ นนา, <http://www.khonmuang.com/poet.htm> (๒๐/๐๖/๒๐๑๕) พระราชปริยตั ิ (สฤษด์ิ สิรธิ โร). งานวจิ ยั และวรรณกรรมทางพระพทุ ธศาสนา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,๒๕๔๘. ลิขติ ลิขิตานนท์.ยคุ ทองแหง่ วรรณกรรมพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย:ล้านนาไทย.อนุสรณ์พระราชพิธี เปดิ พระบรมราชานสุ รณส์ ามกษตั ริย์, เชยี งใหม่:ทพิ ยเ์ นตรการพมิ พ์, ๒๕๒๓. สุภาพรรณ ณ บางช้าง. วิวฒั นาการงานเขยี นภาษาบาลใี นประเทศไทย: จารกึ ตำนาน พงศาวดาร สาส์น ประกาศ. กรงุ เทพฯ: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ,๒๕๒๙. สนามหลวงแผนกบาลี.เรอ่ื งสอบบาลี พ.ศ.๒๕๔๗. กรงุ เทพฯ: อาทรการพมิ พ์, ๒๕๔๗. อุดม รุง่ เรอื งศรี.วรรณกรรมลายลักษณ์ล้านนา. เชียงใหม่; เอกสารประกอบนิทรรศการวรรณกรรม ล้านนา คณะมนษุ ยศ์ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยพายพั , ๒๕๒๘.
๔๔ แผนการสอนประจำบทเรียนที่ ๓ หวั ข้อเนอ้ื หาประจำบท บทที่ ๓ ไวยากรณภ์ าษาบาลี ๖ ชวั่ โมง ๓.๑ บาลีไวยากรณ์ ๔ ภาค ๓.๒ ความหมายของอักษร ๓.๓ เทยี บอักษรโรมนั ท่ีใชเ้ ขยี นภาษาบาลี ๓.๔ การเขียนภาษาบาลีดว้ ยอกั ษรโรมัน ๓.๕ วธิ เี ขียนและอ่านออกเสียงในภาษาไทย ๓.๖ ฐานกรณ์ของอักขระ ๓.๗ พยัญชนะสงั โยค หลกั การใชส้ ระบางตัวของภาษาบาลี วัตถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม ๑.นักศกึ ษาเขา้ ใจไวยากรณ์ภาษาบาลี ความหมายของอักษรภาษาบาลไี ด้ถูกต้อง ๒.นกั ศกึ ษาสามารถเขียนภาษาบาลดี ้วยอักษรโรมนั ท่ีใชเ้ ขียนภาษาบาลีได้ถูกต้อง ๓.นกั ศึกษามคี วามเข้าใจวิธเี ขียนและอา่ นออกเสยี งภาษาบาลใี นภาษาไทยได้ถูกต้อง ๔.นักศกึ ษามคี วามเขา้ ใจเกี่ยวกับความเช่อื ในสงั คมไทยได้ถูกตอ้ ง ๕.นักศกึ ษาเข้าใจหลักพยญั ชนะสังโยคและหลักการใช้สระภาษาบาลีได้ถูกต้อง วิธีการสอนและกจิ กรรม ๑.ศกึ ษาเอกสารคำสอนและบรรยายนำเป็นเบื้องตน้ ๒.ให้นักศึกษาว่าตามผบู้ รรยายเปน็ คำศัพทบ์ าลี ๓.แบ่งกลุ่มอภปิ ราย ๔.คำถามทบทวนประจำบทท่ี ๓ ส่ือการเรียนการสอน ๑.เอกสารประกอบการเรยี นการสอนและเอกสารอืน่ ๒.PowerPoint สรปุ บทเรยี น ๓.รูปภาพ คลิปวีดิโอ สไลด์ การวัดและประเมินผล ๑.สงั เกตพฤติกรรมในระหว่างเรยี น ๒.การค้นคว้า มอบหมายงานเด่ียว งานกลุ่ม ๓.ความสนใจในบทเรียน การซกั ถาม ๔.การเขยี นรายงาน การรายงานผลการค้นคว้าหนา้ ชั้นเรยี น ๕.การสอบวดั ผลกลางภาคเรียน ๖.การสอบวัดผลปลายภาคเรยี น
๔๕ บทที่ ๓ ไวยากรณภ์ าษาบาลี ภาษาบาลมี หี ลักไวยากรณ์เฉพาะไม่เหมอื นภาษาใดในโลก เพราะเป็นภาษาท่มี ีเพศครบสามเพศคือเพศ ชาย เพศหญิง และไม่ระบุเพศ คำแต่ละจึงบ่งบอกถึงเพศ บางอย่างได้มาจากธรรมชาติเช่นผู้ชายก็เป็นเพศชาย ผูห้ ญงิ ก็เป็นเพศหญิง บางอย่างไม่อาจระบเุ พศได้ว่าเป็นหญิงหรือชายจึงมีเพศหนงึ่ เพ่ือจำแนกใหช้ ดั เจน ในบทน้ี จะเร่ิมต้นด้วยหลักไวยากรณ์เบื้องต้น วา่ ด้วยตัวอักษรและสระ พร้อมท้ังวิธีการเขียนโดยใช้อักษรไทยและโรมัน ผสู้ นใจศึกษาสามารถอา่ นและเขา้ ใจได้โดยง่าย ในเอกสารนี้ใชค้ ำสองคำคือภาษามคธและภาษาบาลี แต่ตอ่ จากนี้ไปขอใช้คำว่าภาษาบาลีเพ่ือจะได้ตรง กับรายวิชา ไวยากรณ์ภาษาบาลีมีกฎเกณฑ์ท่ีแน่นอน ผู้เริ่มต้นศึกษาต้องรู้จักกับพยัญชนะและสระของภาษา บาลีก่อนจากน้ันจึงค่อยๆ ถ่ายเสียงภาษาบาลีด้วยอักษรโรมัน บาลีไวยากรณ์นั้นเขียนเป็นภาษาบาลีว่า “ปาลี เวยยฺ ากรณํ” แปลวา่ ปกรณ์เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งบาลีมีบทวิเคราะห์วา่ ปาลึ วฺยากรโรติ เตนาติ ปาลกิ รณํ แปล ตามบทวิเคราะหว์ ่า อาจารย์ยอ่ มกระทำให้แจ้งซึง่ บาลีดว้ ยปกรณ์นัน้ เพราะเหตุน้ัน ปกรณน์ ั้นช่ือวา่ ปาลิเวยฺยา กรณํ นักศึกษาภาษาบาลีในประเทศไทยได้นำคำว่า “บาลี” มาใช้ในความหมายว่า “ภาษาที่รักษาพุทธพจน์” แต่คำว่า “บาลี” ไม่ใช่ภาษาแต่หมายถึงตำราหลักหรือคัมภีร์ชั้นต้นของพระพุทธศาสนาท่ีบันทึกคำสอนของ พระพุทธเจ้าไว้ ดังนั้นก่อนที่จะศึกษาวิชาบาลีเพื่อการศึกษาค้นคว้าพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องรู้จัก ไวยากรณภ์ าษาบาลโี ดยสงั เขป บาลีไวยากรณ์ ๔ ภาค บาลีไวยากรณ์แบง่ ออกเป็น ๔ ภาคคือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณะ๑ ๑.อักขรวิธี ว่าด้วยอักษร จัดเป็น ๒ คือ (๑) สมัญญาภิธานแสดงช่ืออักษร ท่ีเป็นสระ และพยัญชนะ พรอ้ มทั้งฐานกรณ์ (๒) สนธิ ต่ออักษรทอ่ี ยู่ในคำอืน่ ให้เน่ืองเปน็ อนั เดยี วกัน ๒.วจีวภิ าค แบ่งคำพดู ออกเปน็ ๖ ส่วน คอื นาม อัพยยศพั ท์ สมาส ตัทธิต อาขยาต กติ ๓.วากยสัมพันธ์ ว่าด้วยการก และประพันธ์ผูกคำพูดท่ีแบ่งไว้ในวจีวิภาค ให้เข้าเป็นประโยคอัน เดยี วกนั ๔.ฉันทลักษณะ แสดงวิธีแตง่ ฉนั ท์ คอื คาถาท่ีเป็นวรรณพฤทธิแ์ ละมาตราพฤทธ์ิ ในช้ันน้ีจะศึกษาเพียง ๒ ภาคเท่านั้นคืออักขรวิธี วจีวิภาค ส่วนวากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณะจะได้ศึกษาใน ชน้ั สงู ตอ่ ไปอกั ษรภาษาบาลี(อกั ขรวธิ )ี อักษรภาษาบาลีน้ันเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้ เพราะได้สาบสูญไปนานมากแล้ว ในภายหลังเม่ือชนชาติใด จะนำภาษาบาลีไปใช้ ก็เพียงแตน่ ำเสียงหรือคำพูดไปใชเ้ ท่านั้น วิธีการเขียนหรอื สะกดกจ็ ะเป็นเรอื่ งของชนชาติ ๑สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส,บาลไี วยากรณ์ (สมญั ญาภิธาน), พิมพค์ ร้งั ที่ ๓๖, (กรุงเทพฯ: โรงพมิ พม์ หามกฏุ ราชวทิ ยาลัย,๒๕๓๖), หนา้ ๕.
๔๖ น้ันนำอักษรของตนไปใช้เอง ในที่น้ีขอแสดงการเขียนคำในภาษาบาลีด้วยอักษรภาษาไทยและอั กษร ภาษาองั กฤษ (โรมนั ) ความหมายของอักษร คำวา่ \"อักษร\" มคี วามหมาย ๒ อย่าง คือ ๑. มีความหมายว่า สภาพท่ีไม่เส่ือมส้ินไป ใชเ้ ป็นช่ือเรียก พระนิพพาน มีวเิ คราะห์วา่ ขรนฺติ วนิ สสฺ นฺตี ติ ขรา, สงฺขตา เต ยตฺถ น สนฺติ, ตํ อกฺขรํ, ขรสงขาตานํ วา สงฺขตานํ ปฏิปกฺขตฺตา อกฺขรํ ธรรมท่ีช่ือว่า ขระ เพราะ อรรถว่า ย่อมสิ้นไป เส่ือมไป,ได้แก่ สังขตธรรม, สังขตะธรรม เหล่าน้ัน ไม่มีในที่ใด ที่น้ัน ช่ือว่าอักขระ อีกอย่างหน่ึง ท่ีช่อื วา่ อักขระ เพราะเปน็ สิ่งทต่ี รงกันข้ามกับสังขตธรรม ในคัมภีร์อภิธานวรรณนา แปลว่า นิพพานเป็นธรรมที่ไม่มีความเสื่อมเหล่าน้ัน จึงช่ือว่า อักขระ , นิพพานชื่อว่า อักขระ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรม คือสิ่งที่เส่ือม คำว่า อักขระ จัดเป็นช่ือเรียกพระ นพิ พานอย่างหนึง่ ในบรรดาช่ือพระนพิ พานท้ังหมด ๔๖ ช่ือ ๒.หมายถึงตัวหนงั สอื ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา แสดงความหมายไว้ว่า อกฺขรํ อการาทิ อักษร มี อ อักษรเป็นต้นฯ คัมภีร์ อภิธานวรรณนา แสดงความหมายของวัณณะ และอักษร ไว้ดังนี้ อตฺโถ วณฺณียติ ปกาสียติ เอเตนาติ วณฺโณ อกั ษรสำหรับใช้เขียนบอกเน้ือความช่ือว่า วัณณะ น ขรนฺตีติ อกฺขโร วณั ณะท่ีใช้เขียนบอกเน้ือความน้ันเป็นส่ิง ไมส่ ้นิ ไป จึงได้ชอ่ื วา่ อักขระ อักขระในภาษาบาลี มี ๔๑ ตัว แบ่งเป็นสระ ๘ ตัว พยัญชนะ ๓๓ ตัว เสียงพยัญชนะในภาษาบาลีมี อยู่ ๓๓ ตัว และสระ ๘ ตวั สระ (Vowels) (๑.) อักขระเบ้ืองต้น ตั้งแต่ อ จนถึง โอ ชื่อว่า สระ ออกเสียงได้ตามลำพังตนเอง และทำให้พยัญชนะ ออกเสียงไดด้ ว้ ย (๒.) สระ ๘ ตัวน้ี เรียกว่า นิสสัย เพราะเป็นที่อาศัยของพยัญชนะ บรรดาพยัญชนะ ทั้ง ๓๓ ตัว ต้อง อาศยั สระจึงออกเสยี งได้ (๓.) รัสสะ คอื สระเสยี งสน้ั เพราะออกเสยี งเรว็ /ส้นั ไดแ้ ก่ อ อิ อุ เชน่ อติ ครุ เปน็ ต้น (๔.) ทฆี ะ คือสระเสยี งยาว เพราะออกเสยี งช้า/ยาว ได้แก่ อา อี อู เอ โอ เชน่ ภาคี วธู เสโข เป็นต้น (๕.) สงั ยุตตสระ คือสระผสม ได้แก่ เอ โอ ถ้ามพี ยัญชนะสังโยคอยหู่ ลัง เช่น เสยโฺ ย,โสตฺถิ เป็นตน้ ท่าน กล่าววา่ เอ โอ น้ันออกเสยี งเหมอื นเปน็ รสั สะ (๖.) สระต่อไปน้ี ชอื่ วา่ ครุ ออกเสยี งหนกั คือ ๑) สระท่ีเปน็ ทฆี ะลว้ นๆ เชน่ ภปู าลี, เอสี ๒) สระรสั สะแต่มีพยญั ชนะสังโยคอยหู่ ลงั เชน่ มนสุ ฺสินฺโท ๓) สระรสั สะมนี ิคคหติ อยู่เบื้องหลัง เชน่ โกเสยยฺ ํ
๔๗ ๔) สระรัสสะอยทู่ ้ายบาทคาถา เชน่ ยนฺทนุ ฺนิมติ ตฺ ํ อวมงฺคลญจฺ (๗.) สระต่อไปนี้ ชื่อว่า ลหุ ออกเสียงเบา คือ สระที่เป็นรัสสะล้วนๆ ไม่มีพยัญชนะสังโยคหรือไม่มี นิคคหิตอยู่เบอ้ื งหลัง เชน่ ปติ มุนิ ช่ือว่า ลหุ (๘.) สระจัดเปน็ วณั ณะ เรียกวา่ สวัณณะ คอื จัดเปน็ คกู่ ันได้ ๓ คู่ คอื อ อา เรยี กวา่ อ วณั ณะ อิ อี เรยี กว่า อิ วณั ณะ อุ อู เรียกวา่ อุ วณั ณะ (๙.) เอ และ โอ ๒ ตัวน้เี รยี กว่า อสวัณณะ ไมเ่ ป็นคูก่ ับสระใดๆ เพราะฉะนั้นจงึ ชื่อวา่ สังยตุ ตสระ เกิด มาจากสระผสมกัน คือ อ กับ อิ ผสมกนั เป็น เอ อ กับ อุ ผสมกนั เป็น โอ (๑๐.) การเขยี นสระ ๒ แบบ ในการเขยี นสระแบบอกั ษรไทยมีลักษณะการเขียน ๒ แบบ คือ ๑. แบบสระลอย เป็นการสระล้วนๆ ไม่มีการผสมกับพยัญชนะใดๆ จะปรากฏมี อ อักษรอยู่ ทกุ ตัว เชน่ อ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ๒. แบบสระจม เป็นการสระผสมกับพยัญชนะ มีลักษณะ เป็น -, -า, -ิ, -ี, -ุ, -ู, เ-, โ-- เช่น ก, กา, กิ, กี, กุ, กู, เก, โก พยัญชนะ (Consonants) (๑.) อักขระอนั เหลือจากสระ มี ๓๓ ตวั มี ก เป็นต้น มี อํ (นิคคหติ ) เปน็ ท่ีสดุ ชอื่ วา่ พยญั ชนะ (๒.) พยัญชนะแปลว่า ทำเน้ือความให้ปรากฏ เช่น โอ เมื่อผสมกับ กฺ เป็น โก มีความหมายว่า ใคร ,อะไร (๓.) พยัญชนะมีช่ือว่า นิสสิต เพราะพยัญชนะออกเสียงตามลำพังเหมือนสระไม่ได้ ต้องอาศัยสระจึง ออกเสยี งได้ (๔.) การเขยี นพยญั ชนะแบบไม่มีสระเป็นทีอ่ าศยั จึงมี . (จุด) อยขู่ ้างลา่ ง เช่น กฺ ขฺ คฺ ฆฺ งฺ ฯลฯ (๕.) การเขยี นพยัญชนะท่มี ีสระเป็นที่อาศัย จะไมเ่ ห็น . (จุด) อยขู่ ้างลา่ ง เชน่ ก กา กิ กี กุ กู เก โก ฯลฯ (๖.) พยญั ชนะจดั เปน็ ๒ พวก คือ วรรค ๑ , อวรรค ๑ (๗.) พยัญชนะวรรคจดั เป็น ๕ วรรคๆ ละ ๕ ตัว จึงมี ๒๕ ตวั คือพยญั ชนะวรรคจดั เป็น ๕ วรรคๆ ละ ๕ ตวั จงึ มี ๒๕ ตวั คอื ก ข ค ฆ ง เรียกวา่ ก วรรค จ ฉ ช ฌ ญ เรียกว่า จ วรรค ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เรยี กวา่ ฏ วรรค ต ถ ท ธ น เรยี กว่า ต วรรค ป ผ พ ภ ม เรยี กว่า ป วรรค
๔๘ พยญั ชนะเหลา่ น้ี เรยี กว่า พยัญชนะวรรค เพราะเกิดเป็นหมูเ่ ปน็ พวกในฐานเกิดทีเ่ ดยี วกัน พยัญชนะอวรรค ๘ ตัว คือ ย ร ล ว ส ห ฬ อํ เรียกว่า พยัญชนะอวรรค เพราะเกิดไม่เปน็ หม่เู ป็นพวก ในฐานเกิดเดียวกัน พยัญชนะ คือ อํ เรียกว่า นิคคหิต แปลว่า กดสระ คือเวลาอ่านจะออกเสียงทางจมูก ไม่ให้อ้า ปากกวา้ งตามปกติ พยัญชนะ คือ อํ ตามสาสนโวหาร เรียกว่า อนุสาร คือไปตามสระ คือ นิคคหิต นี้ ต้องไปตามหลังสระ รสั สะ คอื อ อิ อุ เท่านน้ั เช่น อหํ เสตุ ํ อกาสึ ฯลฯ เทยี บอกั ษรโรมันท่ใี ช้เขยี นบาลี การเทียบอักษรบาลีกับอักษรโรมันมีแตกต่างกันแล้วแต่ตำราท่ีสมมุติขึ้นมา บางเล่มไม่เคยเห็นแต่ สมมตุ ิกนั เอง เมอื่ สืบคน้ ดจู ากตำราหลายเล่มแลว้ จงึ ไดก้ ำหนดตามพจนานกุ รมพุทธศาสตร์ ของพระพรหมคณุ า ภรณ์ ซึ่งตรงกับ Introduction to Pali ของ (A.K. Warder, Introduction to Pali,Third Edition,(Oxford: The pali Text Society),๒๐๐๑, P.๒. สระภาษาบาลี ๘ ตวั รัสสระ -ะ (-a) -อิ (-i) -อุ (-u) ทฆี สระ -า (-ā ) -อี (- ī ) -อู (-ū ) เ- (-e) โ- (-o) พยญั ชนะ ๓๓ ตวั พยญั ชนะวรรค โฆสะ อโฆสะ นาสิก สิถิล ธนติ สถิ ิล ธนิต กัณฐชะ (วรรค กะ ) ก (k) ข (kh) ค (g) ฆ (gh) ง (ṅ) ตาลุชะ (วรรค จะ ) จ (c) ฉ (ch) ช (j) ฌ (jh) ญ (ñ) มุทธชะ (วรรค ฏะ ) ฏ ( t ) ฐ ( th ) ฑ (d ) ฒ (dh ) ณ (n ) ทันตชะ (วรรค ตะ ) ต (t) ถ (th) ท (d) ธ (dh) น (n) อฏฐชะ (วรรค ปะ ) ป (p) ผ (ph) พ (b) ภ (bh) ม (m) พยัญชนะอวรรคประกอบด้วย ย ร ล ว ส ห ฬ อํ y r l v s h l m ṃ หรือ n วิธีเขียนภาษาบาลีนี้ใช้ ตามแบบพจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ซึ่งใช้ m m n แทนนิคคหติ การเขยี นอกั ษรบางตวั ๑.เวลาเขียนเป็นอักษรไทย ตัว \"ญ\" และ \"ฐ\" จะต้องไม่มีเชิง ๒.ตัวอกั ษรโรมันทใ่ี ชแ้ ทน \"ง\" ในภาษาบาลีนิยมใช้ ṅ ๓. mฺ เม่ือเขยี นดว้ ยอักษรเทวนาครี จะแทนด้วยรูป o เรยี กว่า “นิคหติ หรอื อนุสาร” จดั เป็น รูปพยัญชนะ เช่นในคำว่า buddhamฺ 'ซึ่งพระพุทธ' เสียงน้ีนักไวยากรณ์ด้ังเดิมถือว่า เป็นเสียงนาสิกบริสุทธ์ิ (pure nasal) ไม่ขึ้นกับวรรคใด แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามหลักการกลมกลืนเสียง (หลักสนธิ) ถ้าไปสนธิกับ พยัญชนะวรรค น่ันคือ จะเปล่ียนเป็นเสียงนาสิกประจำวรรคนั้นๆ เช่น samgฺ ama อ่านว่า [sangama / sangama] 'การมาร่วมกัน', samcฺ ara อ่านว่า [sañcara] 'การเที่ยวไป', samฺdhi อ่านว่า [sandhi] 'การ
๔๙ เช่ือมต่อ' เป็นต้น โดยปกติถ้าเสียงนี้อยู่ท้ายคำจะออกเสียงเป็นเสียง [m] เพราะคนท่ัวไปไม่สามารถออกเสียง นาสิกย์บริสุทธิ์ ที่ไม่ข้ึนกับวรรคหน่ึงวรรคใดได้ เสียงพยัญชนะน้ีจะปรากฏท้ายพยางค์เสมอ โดยออกเสียง ตามหลงั สระ จะเป็นสระสัน้ หรอื ยาวก็ได้ ในเน้ือหาข้างบนนี้คือหน่วยเสียง ได้แก่เสียงพยัญชนะท่ียังไม่ประสมกับสระใดๆ แต่ตามปกติ พยัญชนะเวลาเขียนโดดๆ เปน็ อักษรเทวนาครี, อักษรชนิดอื่นในอนิ เดยี และอักษรไทย จะอ่านเหมือนมสี ระ a ประสมอยู่ด้วย เช่น ka, kha, ga, gha, na (ṅa) เป็นต้น ดังนั้น เวลาถ่ายถอดเสียงจากอักษรไทยเป็นอักษร โรมนั จึงต้องเขียนสระ a ประสมอยดู่ ว้ ยเสมอ เสียงอโฆษะ (ตำราไวยากรณ์บาลีที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เรียกว่า surd) คือ เสียงที่ตำรา ภาษาศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เรียกว่า เสียงไม่ก้อง (voiceless) ได้แก่ เสียงที่ไม่มีการส่ันสะเทือนของเส้นเสียง ขณะออกเสียง เสียงโฆษะ (ตำราไวยากรณ์บาลี ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เรียกว่า sonant) คือ เสียงที่ตำรา ภาษาศาสตร์ไทยส่วนใหญ่เรียกว่า เสียงก้อง (voiced) ได้แก่ เสียงท่ีมีการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง ขณะออก เสยี ง เสียงสิถิล (unaspirate) คือ เสียงที่ตำราภาษาศาสตร์ไทยเรียกกันว่า เสียงเบา หรือ เสียงไม่มีลม ไดแ้ กเ่ สียงท่อี อกมาแลว้ ไมม่ เี สียงลมหายใจ (aspiration) ออกมาด้วย เสียงธนิต (aspirate) คือ เสียงที่ตำราภาษาศาสตร์ไทยเรียกกันว่า เสียงหนัก หรือ เสียงมีลม คือเสียง ทอี่ อกมาพรอ้ มกับเสยี งลมหายใจแรงๆ (aspiration) เสียงนาสิก (nasal) คือเสียงท่ีเกิดจากการปล่อยลมออกพร้อมกัน ท้ังทางช่องปากและช่องจมูก ตาม ธรรมชาติเสียงนี้เป็นเสียงโฆษะ แต่นักไวยากรณ์ดั้งเดิมหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนักไวยากรณ์สันสกฤตหรือบาลี จัดให้เสียงน้ีเป็นโฆษาโฆษวิมุติ แปลว่า พ้นจากความเป็นโฆษะและอโฆษะ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในการแบ่ง พยญั ชนะวรรคในภาษาท้ังสองน้ี เสียงพยัญชนะ ๔ เสียงแรกในวรรคหน่งึ ๆ ไม่ว่าจะเปน็ โฆษะหรอื อโฆษะ ล้วน มีเสยี ง สถิ ลิ -ธนติ เป็นค่กู ัน สว่ นเสียงนาสิกนนั้ เปน็ เสยี งสถิ ิลทไ่ี ม่มเี สยี งธนิตมาเป็นคดู่ ้วย นกั ไวยากรณจ์ ึงถือว่า เสยี งนาสิกไมเ่ ปน็ ทง้ั โฆษะและอโฆษะ เสยี งนีใ้ นตำราภาษาศาสตรภ์ าษาไทยส่วนใหญ่เรียกวา่ เสียงนาสิก แตใ่ น ที่นี้สะกดว่านาสกิ โดยสะกดตามช่อื ภาษาสนั สกฤต ซง่ึ สะกดวา่ nāsikya การเขยี นภาษาบาลดี ว้ ยอักษรโรมนั การถ่ายเสียง หรือถ่ายถอดเสียง ภาษาบาลีเป็นอักษรโรมัน หรือเรียกง่ายๆ ว่า การเขียนภาษาบาลี เป็นอักษรโรมัน (คืออักษรแบบเดียวกับที่ใช้เขียนภาษาอังกฤษ) นี้ เป็นการถ่ายถอดเสียงเป็นสัททอักษรใน ระบบหน่ึง เพราะสัญลักษณ์ ๑ ตัวแทนเสียง ๑ เสียง ทั้งถูกต้องตามที่เกิดและประเภทของเสียง ตรงกับหลัก ภาษาศาสตร์ และคำภาษาบาลที ี่เขียนเป็นอกั ษรโรมันน้ี เราสามารถจะนำไปแปลงเป็นสัททอักษรสากลท่ีใชก้ ัน ทุกวันนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบัน การออกเสียงในหมู่ผู้ศึกษาเพ้ียนไปจากระบบเดิม เขียนอย่างหนึ่งอ่าน อกี อยา่ งหนึง่ จึงมีผเู้ ปลยี่ นไปเรียกวา่ การถา่ ยตวั อักษร (transliteration) ไมใ่ ชถ่ า่ ยเสียง (transcription)
๕๐ นักเรียนไทยทั่วไป จะคุ้นกับการเขียนภาษาบาลีด้วยอักษรไทยมาแต่เดิม ดังน้ันเราจึงมักตั้งต้นด้วย การเขยี นเปน็ อกั ษรไทย แล้วถ่ายเสียง หรือถา่ ยตวั อกั ษร ออกมาเป็นอักษรโรมันอกี ที นกั เรยี นประเทศอนื่ เช่น นักเรียนอินเดีย ก็มักเริ่มต้นด้วยการเขียนเป็นตัวอักษรของตนเอง แต่นักเรียนในประเทศที่ใช้อักษรโรมันอยู่ แล้ว เชน่ นกั เรยี นองั กฤษ นักเรียนเยอรมนั จะเขียนภาษาเหล่านี้ออกมาเป็นอักษรโรมนั เลย การถ่ายเสียงภาษาบาลีเป็นอักษรโรมัน จะเขียนสระตามหลังพยัญชนะ เหมือนกับภาษาต่างๆ ทาง ยุโรป เช่นภาษาอังกฤษ ซึ่งทำให้ดูง่ายกว่าเขียนสระข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง อย่างที่เขียนเป็น อักษรไทย เพราะสามารถเห็นได้ชดั วา่ สระตวั นัน้ ประสมอยู่กับพยัญชนะตวั ใด หรือพยญั ชนะควบกล้ำกลุ่มใด หลักในการถ่ายเสยี งภาษาบาลี จากอกั ษรไทยเป็นอักษรโรมันคือ ๑.หน่วยเสียงพยัญชนะใด เม่ือเขียนเป็นอักษรไทย ไม่มีสระกำกับอยู่ และไม่มีจุดพินทุ ( ฺ) อยู่ใต้ ตัวอักษรด้วย เมื่อเขียนเป็นอักษรโรมัน จะต้องเขียนสระ a กำกับตลอดเวลา เช่น ชวน javana, วชฺช vajja, ภมร bhamara เป็นต้น ๒.หน่วยเสียงพยัญชนะใด เม่ือเขียนเป็นอักษรไทยมีจุดพินทุ ( ฺ) อยู่ใต้ตัวอักษรแสดงว่าเป็นตัวควบ กล้ำ หรือเป็นตัวสะกด เมื่อเขียนเป็นอักษรโรมันไม่ต้องเขียนสระใดๆ กำกับ เช่น ปฺมาท pamāda, วฺยคฺฆ vyaggha, พินธุ bindhu ๓.เสียง ฤ, ฤๅ, ฦ เป็นสระ ดังน้ันเมื่อเขียนเป็นอักษรไทยโดยปกติ จึงไมใ่ ส่จุดพินทุใตพ้ ยัญชนะต้น แต่ มิได้หมายความว่า เวลาเขียนเป็นอักษรโรมันจะต้องใส่สระ a กำกับพยัญชนะต้นน้ันด้วย จะเขียนสระ rฺ ประสมกบั พยัญชนะต้นลงไปไดเ้ ลย เช่น กฤษณฺ krฺsnฺ ฺa,นฤปติ nrpฺ ati ๔. ในภาษาบาลีไม่มีรูปพยัญชนะ อ เหมือนในภาษาไทย ถ้าคำใดเขียนเป็นอักษรไทยขึ้นต้นด้วย อ เวลาเขยี นเปน็ อักษรโรมัน จะขึ้นต้นดว้ ยสระเลย เช่น อมร amara, อินทฺ ฺ inda, อทุ มุ พฺ ร udumbara เป็นตน้ ๕.ควรสังเกตสระท่ีอยู่ข้างหน้า หรืออยู่ทั้งข้างหน้าข้างหลังพยัญชนะ เม่ือเขียนเป็นอักษรไทย (ได้แก่ สระ เอ ไอ โอ เอา) ว่าประสมอยู่กับพยัญชนะตัวใด หรือพยัญชนะควบกล้ำกลุ่มใด เพราะเม่ือเขียนเป็นอักษร โรมัน สระเหล่าน้ีจะย้ายไปอยู่ข้างหลังพยัญชนะตัวน้ัน หรือกลุ่มน้ัน เช่น เทฺราปที drāupadī, ตุเมฺห tumhe เปน็ ตน้ ตัวอยา่ งการถ่ายเสยี งภาษาบาลีเป็นอกั ษรโรมัน นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมฺมสมฺพทุ ฺธสสฺ Namo tassa Bhagavato Arhato Sammāsambuddhassa อชฌฺ ตตฺ กิ Ajjhattika อนตฺ รฺ ธาน antaradhāna อุปทฺทวเหตุ Upaddavahetu ชมพฺ ูนท jambūnada ขณฑฺ สกฺขรา khanฺdaฺ sakkharā ทุพภฺ กิ ฺขภย dubbhikkhabhaya ทกุ ฺกรกริ ยิ า dukkarakiriyā ปจจฺ ตถฺ รณ paccattharanaฺ ปพพฺ าชนยี กมฺม pabbājanīyakamma ปทวลญฺช padavalañja ปญุ ฺญาภนิ หิ าร puññābhinihāra ราชปลฺลงกฺ rājapallanka
๕๑ วิธีเขียนและอ่านออกเสยี งในภาษาไทย การใช้ตัวอักษรไทยเขียนภาษาบาลีนั้นยังเขียนได้สองแบบ หนึ่งคือเขียนตัวอักษรตามเสียงพยัญชนะ (เช่น พุทฺธ, ธมฺม, พฺรหฺม) สองคือเขียนตามคำอ่านในภาษาไทย (เช่น พุทธะ, ธัมมะ, พ๎รหั ๎มะ) สำหรับการอ่าน ออกเสียงน้ัน เน่ืองจากเราใช้ตัวอักษรไทย เราก็คงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าแต่ละตัวจะต้องอ่านออกเสียงว่า อย่างไร ส่วนตัวนิคคหิตนั้น จะเป็นตัวเสียงนาสิก ออกเสียงคล้าย /อัง/ เช่น เขียนว่า พุทฺธํ อ่านว่า /พุทธัง/ ธมมฺ ํ อา่ นว่า ธมั มงั สงฺฆํ อ่านวา่ สังฆงั เปน็ ตน้ การอ่านออกเสียงคำบาลีเขียนดว้ ยอกั ษรไทย พยัญชนะทุกตัวถ้าไม่มีสระอ่ืนประกอบ พึงออกเสียงสระอะ เช่น ก ข ค ฆ ง อ่านออกเสียงเป็น กะ ขะ คะ ฆะ งะ ถ้า อ อยู่หน้าคำออกเสียงตามเสยี งสระ เช่น อสโม อ่านว่า อะสะโม อาม อ่านว่า อามะ อิงฺฆ อ่านว่า อิงฆะ อุกาส อ่านว่า อุกาสะ โอทาต อ่าน วา่ โอทาตะ โอฏฺฐ อ่านว่า โอดถะ _ เรียกว่า นฤคหติ ถา้ ปรากฎอยบู่ นพยญั ชนะ หรอื สระใด พงึ ออกเสยี งเทา่ กับ ง สะกด เช่น มยํ อา่ นว่า มะยงั กหุ ึ อ่านวา่ กหุ ิง กาตุ อ่านว่า กาตงุ สํสาโร อา่ นวา่ สังสาโร ตัวสะกดต้องมีจุด . อยู่ใต้พยัญชนะพึงอ่านพยัญชนะน้ันๆ เท่ากับมีเสียงสระ อะ เช่น สมฺมาสมฺพุทฺโธ อ่านวา่ สมั มาสมั พดุ โท อปุ ปฺ ชชฺ ติ อ่านวา่ อุปปดั ชะติ พยัญชนะ พ ม ว ร ห ฬ บางทีใช้กล้ำกับพยัญชนะอ่ืน โดยมีจุด . อยู่ใต้เช่น พฺยฺากตํ อ่านว่า พยา กะตัง พรหฺมา อ่านว่า พรัหมมา วฺยากรณํ อ่านว่า วยากะระณัง พฺยญชนํ อ่านว่า พยัญชนัง อมฺห อ่านว่า อำห ตุเมฺห อ่านว่า ตมุ เห สมฺปมเู ฬหตถฺ อา่ นว่า สมั ปะมฬู เหตถะ กลฺยาณธมโฺ ม อา่ นวา่ กลั ยานะธัมโม พยัญชนะ ต ท ส ทมี่ จี ดุ อยู่เบอื้ งล่าง และนำหนา้ ว ม อา่ นกง่ึ เสยี งและกล้ำด้วยพยญั ชนะ อืน่ เช่น ตฺวํ อา่ นว่า ตวงั เสฺว อ่านว่า สเหว ตสฺมา อ่านว่า ตัดสมา เทวฺ อ่านว่า ทเว สตุ ฺวา อา่ นวา่ สดุ ตะวา ทิสวฺ าน อ่านวา่ ทิสวานะ ฐานกรณข์ องอกั ขระ ฐานกรณ์เปน็ ตน้ ของอกั ขระ นกั ปราชญ์ท่านแสดงในคัมภีรศ์ ัพทศาสตร์ ยอ่ บา้ ง พสิ ดารบ้าง ฐาน ทต่ี ัง้ ที่เกดิ ของอกั ขระมี ๖ ฐานคอื ๑. กณฐฺ ชะ เกิดท่คี อ ไดแ้ ก่ อ, อา, ก, ข, ค, ฆ, ง, ห ๒.ตาลุชะ เกดิ ท่เี พดาน ได้แก่ อ,ิ อ,ี จ, ฉ, ช, ฌ, , ย ๓.มทุ ฺธชะ เกดิ ทีศ่ ีรษะหรอื ปมุ่ เหงอื ก ไดแ้ ก่ ฏ, ฐ, ฑ, ฒ, ณ, ร, ฬ ๔.ทนตฺ ชะ เกิดทีฟ่ นั ได้แก่ ต, ถ, ท, ธ, น, ล, ส
๕๒ ๕.โอฏฺฐชะ เกดิ ทร่ี มิ ฝปี าก ไดแ้ ก่ อ,ุ อ,ู ป, ผ, พ, ภ, ม ๖.นาสิกฏฺฐนชะ เกิดที่จมกู ได้แก่ อํ (นคิ หิต) อักขระบางเหล่าเกิดในฐานเดียว บางเหล่าเกิดใน ๒ ฐาน อักขระเหล่าน้ี ยกเสียแต่พยัญชนะท่ีสุด วรรค ๕ ตัว คอื ง, , ณ, น, ม เกดิ ในฐานอันเดียว อักขระทเ่ี กดิ ใน ๒ ฐานคอื ๑.กณฺฐตาลุโชล เกดิ ใน ๒ ฐานคอื คอและเพดานไดแ้ ก่ เอ ๒.คณโฺ ฐฏฐฺ โช เกิดใน ๒ ฐาน คอื คอและริมฝปี ากไดแ้ ก่ โอ ๓.สกฏฺฐานนาสิกฏฺฐานชา เกิดใน ๒ ฐาน คือ ตามฐานของตน ๆ และจมูก ได้แก่พยัญชนะ ท่ีสุดวรรค ๕ ตัวคือ ง, , ณ, น, ม ๔.ทนฺโตฏฐฺ โช เกิดใน ๒ ฐาน คอื ฟนั และรมิ ฝีปากไดแ้ ก่ ว พยัญชนะทป่ี ระกอบด้วยพยัญชนะ ๘ ตัว คือ , ณ, น, ม, ย, ล, ว, ฬ ท่านกล่าวว่าเกิดแต่อก ที่ไม่ได้ ประกอบ เกิดในคอตามฐานเดมิ ของตน กรณค์ ือทที่ ำอกั ขระได้แก่อวยั วะท่ีทำใหข้ น้ึ เกิดเสยี งโดยใหก้ ระทบกัฐฐานมี ๔ อยา่ งคอื ๑.ชิวฺหามชฺฌํ ท่ามกลางลิน้ คือกรณท์ กี่ ระทบกับ ตาลุชะ ทำใหเ้ สียงเกดิ เสียงขน้ึ ๒. ชวิ ฺโหปคคฺ ํ ถดั ปลายลนิ้ เข้ามาคือกรณ์ทกี่ ระทบกับมุทธชะ ทำให้เสยี งเกิดเสยี งขึ้น ๓. ชิวหฺ คคฺ ํ ปลายลน้ิ คือกรณ์ทกี่ ระทบกบั ทันตชะ ทำใหเ้ สียงเกดิ เสยี งข้ึน ๔.สกฏฺฐานํ ฐานของตน เป็นกรณ์ของอักษรท่ีเหลือ คือนอกจากลิ้นแล้วก็เอาฐานเกิดของ อกั ษรนนั้ เป็นกรณ์ เช่น ก ข ค ฆ ง เกิดจากคอก็เอาคอเปน็ ทง้ั ฐานและกรณ์ ตารางสรุปฐานกรณ์ แสดงฐานกรณข์ องอกั ขระ (ตอ้ งดูให้เข้าใจจะจำได้ดี) อักขระเกดิ ในฐานเดียว อกั ขระ ฐาน กรณ์ อ อา, ก ข ค ฆ ง ห กณฺฐ / คอ กณฐฺ (สกฏฐฺ าน) อิ อ,ี จ ฉ ช ฌ ญ ย ตาลุ / เพดาน ชิวฺหามชฌฺ ฏฐฑฒณรฬ มุทธฺ / ปมุ่ เหงอื ก ชวิ ฺโหปคฺค ตถทธนลส ทนตฺ / ฟัน ชิวหฺ คคฺ อุ อ,ู ป ผ พ ภ ม โอฏฺฐ / รมิ ฝีปาก โอฏฺฐ (สกฏฐฺ าน) อํ นาสิก / จมกู นาสกิ (สกฏฐฺ าน) อักขระเกดิ ในสองฐาน อกั ขระ ฐาน กรณ์ เอ กณฐฺ + ตาลุ กณฐฺ + ชิวหฺ ามชฌฺ
โอ กณฺฐ + โอฏฐฺ ๕๓ ว ทนฺต + โอฏฐฺ งญณนม สกฏฐฺ าน + นาสิก กณฺฐ + โอฏฐฺ ชิวหฺ คฺค + โอฏฐฺ สกฏฐฺ าน + นาสิก การออกเสยี งอักขระ ๑. สระรสั สะ คือ อ อิ อุ มี ๑ มาตรา คอื อา่ นออกเสียง เท่ากบั ระยะการกระพริบตา ๑ ครง้ั ๒. สระทีฆะ คือ อา, อี, อู, เอ, โอ มี ๒ มาตรา คือ อ่านออกเสียง เท่ากับ ระยะกระพริบตาติดต่อกัน ๒ ครั้ง ๓. พยัญชนะท้ังปวงท่ไี ม่มีสระ เช่น กฺ, ขฺ, คฺ ฯลฯ มีคร่งึ มาตรา คือ อา่ นออกเสียงเท่ากับระยะคร่ึงของ การกระพริบตา ๔. พยัญชนะท่ีผสมกบั สระรัสสะ เชน่ ก, กิ, กุ มี ๑ มาตราคร่งึ คอื อ่านออกสยี งเท่ากับระยะกระพริบ ตา ๑ ครง้ั กับอกี ครงึ่ หน่ึงของการกระพรบิ ตา ๕. พยัญชนะท่ีผสมกับสระทีฆะ เช่น กา, กี, กู, เก, โก มี ๒ มาตราครึง่ คอื อ่านออกเสยี งเท่ากับระยะ กระพริบตาตดิ ตอ่ กนั ๒ ครั้งกับอกี ครง่ึ หนงึ่ ของการกระพริบตา พยญั ชนะสังโยค พยญั ชนะสังโยค หมายถึง การเขียนพยญั ชนะซอ้ นกัน โดยไมม่ ีสระมาคั่นกลางในระหว่าง เช่น กกฺ กฺข คฺค คฺฆ จะเห็นว่าไมม่ สี ระอยู่ในระหวา่ งพยัญชนะ ๒ ตัวน้ัน มหี ลักการซอ้ น ดงั นี้ ๑.พยัญชนะท่ี ๑ ซอ้ นหน้าพยญั ชนะที่ ๑ และที่ ๒ ในวรรคของตนได้ เช่น กฺก กฺข จฺจ จฺฉ ฏฺฏ ฏฐฺ ฯลฯ. ๒.พยญั ชนะที่ ๓ ซ้อนหนา้ พยัญชนะที่ ๓ และท่ี ๔ ในวรรคของตนได้ เชน่ คฺค คฆฺ ชชฺ ชฺฌ ฑฑฺ ฑฺฒ ฯลฯ. ๓.พยัญชนะท่ี ๕ ซ้อนหนา้ พยัญชนะในวรรคของตนไดท้ กุ ตวั ยกเว้น ง ไมซ่ อ้ นหนา้ ตนเองเชน่ งฺก งฺข งฺค งฆฺ ญจฺ ญฉฺ ญชฺ ฯลฯ. ๔. พยัญชนะอวรรคทซ่ี ้อนกันได้ คือ ย ล ส เช่น ยฺย ลลฺ สสฺ การเขียนตวั อกั ษรภาษาบาลี การเขียนตัวอักษรในท่ีน้ีก็คือ การเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องตามระเบียบของภาษาบาลีน่ันเอง เรียก ส้ันๆ ว่าอกั ขระเขียนให้ถูกหลกั ไวยากรณข์ องภาษาบาลี มีการสังเกตเกย่ี วกับการเขยี นตวั อกั ษรบาลดี ังนี้ การเขียนสระ การเขียนสระในภาษาบาลี สว่ นมากจะมีการลดรปู ไม่ค่อยมีรปู สระให้เห็น โดยเฉพาะรูปวิสรรชนีย์ ใน ภาษาบาลี แต่เวลาอ่านก็ให้ออกเสียงสระนั้นด้วย เช่น จ ป กตฺ ภตฺ ตตฺ อ่านว่า จะ ปะ กัต ภัต ตัต เป็นต้น ส่วนสระรปู อืน่ มี อิ อี อุ อู เอ โอ น้นั ยงั คงรปู ใหเ้ ห็นอยู่ เชน่ สี กิ ลุ รู เฉ โส เป็นต้น
๕๔ หลักการใชส้ ระบางตวั ของภาษาบาลี เราได้รู้มาแล้วว่าสระในภาษาบาลีมี ท้ังหมด ๘ ตัว จัดเป็นคู่ได้ ๓ คู่ คือ อ อา เรียกว่า อ วัณโณ อิ อี เรียก อิ วัณโณ อุ อู เรียก อุ วัณโณ เอ โอ เรียกว่า อัฑฒสระ เพราะประกอบด้วยเสียงสระ ๒ เสียงเป็นเสียง เดยี วกนั ในสระท้ัง ๘ ตวั น้นั มีบางตัวที่มีลกั ษณะการใช้ผสมพยัญชนะแล้วจะไม่มรี ูปให้เห็น เช่น สระ ะ และ –ั ซงึ่ มีลักษณะให้สงั เกตดังน้ี สระ อะ ถา้ ใชน้ ำหน้าพยญั ชนะจะมรี ปู ตวั อ ใหเ้ หน็ เช่น อกริตฺวา อโหสิ อกาสิ อหํ เปน็ ตน้ สระ อะ ถา้ อยู่ข้างหลังของพยัญชนะจะไมม่ ีรปู ใหเ้ ห็น เช่น นร สหี กมุ าร อาจรยิ เปน็ ต้น ∙ พนิ ทุ ใช้เป็นตัวสะกดในภาษาบาลี เช่น จนิ เฺ ตตฺวา อินทฺ ฺรีย สนิ ฺนา พฺราหมฺ ณ เป็นต้น ∙ พนิ ทใุ ช้แทนไมห้ นั อากาศในภาษาบาลี เชน่ สกกฺ ตฺวา คจฺฉนฺติ อคคฺ มาสิ วตตฺ วฏฺฏ เป็นต้น สระ อิ อี ถ้าอยู่โดดๆ ในภาษาบาลีจะมีการเปล่ียนแปลงรูปเป็น เอ อย สี เป็น เส สย เช่น เสติ สยติ, จิ เป็น เจ จย, กี เป็น เก กย, นี เป็น เน นย เปน็ ตน้ อิ อี ถา้ มตี วั สะกดในภาษาบาลีจะคงรูป เช่น จนิ ตฺ สนิ ฺธุ วทิ ฺธา อจิ จฺ เปน็ ต้น อิ อี ถา้ ตามหลงั สระหรือพยัญชนะจะคงรูป เช่น เสฏฐฺ ี มุนิ อคฺคิ ปฐพี อธิ ปฏิ เป็นตน้ อิ อี บางคร้ังก็คงรูปอย่อู ยา่ งเดมิ เชน่ วิ สิ นิ ปิ ทวิ า เป็นตน้ สระ อุ อู ถ้าอยู่โดดๆ ในภาษาบาลีจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปเป็น โอ อว เช่น ภชุ เปน็ โภช, ภู เป็น ภว, มหุ เป็น โมห, หุ เป็น โห เป็นต้น อุ อู ถา้ มตี วั สะกดในภาษาบาลจี ะคงรปู เชน่ อคุ คฺ จฉฺ ิ อปุ ฺปถ สนุ ฺทร เป็นต้น อุ อู ถา้ ตามหลงั สระหรือพยญั ชนะจะคงรูป เชน่ อนุ อภภิ ู สยมฺภู ครุ วญิ ฺญู เป็นต้น อุ อู บางคร้งั ก็คงรูปอย่อู ยา่ งเดมิ เชน่ มนุ ิ สกุ รํ ทจุ ริตํ ภโู ต เปน็ ต้น เอ โอ ไมม่ กี ารเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย คงรปู อยูอ่ ย่างเดมิ ํ นิคคหติ ถ้าอยู่หลังพยัญชนะจะออกเสยี ง และ ง ตามหลงั อหํ – อะ-หัง, อกาสึ–อะ-กา-สิง เป็นต้น บางครัง้ ท่านกใ็ ห้แปลง ํ นิคคหิต เป็นพยัญชนะวรรคทั้งห้า คอื ง ญ ณ น ม เช่น สํฆ เป็น สงฺฆ, สจํ ร เป็น สญฺ จร, กึนุ เป็น กนิ ฺนุ, จิรปํ วาสึ เป็น จริ มฺปวาสึ, สํฐิติ เป็น สณฺฐิติ เป็นต้น บางครั้งก็ยงั คงรูปอยูเ่ หมือนเดมิ เอวํส, อวสํ โิ ร เป็นตน้ จากตัวอย่างท่ียกมาน้ีเพ่ือให้ผู้ใคร่ศึกษาภาษาบาลีได้เข้าใจเก่ียวกับสระบางตัวเท่าน้ัน เพ่ือจะได้เป็น ประโยชน์แก่ท่านเม่ือไปพบกับรูปศัพท์ของภาษาบาลีบางตัว และความหมายของมัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สระในภาษาบาลีทุกตัวจะต้องมีการเปล่ียนแปลงตัวเองก่อนจึงจะนำไปใช้ได้ ฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาดูจะรู้ว่า สระ คอื เอ โอ จะเกดิ ได้ ๒ เสียง คือ อ กับ อิ เป็น เอ, อ กบั อุ เป็น โอ ตามทไ่ี ด้กล่าวไว้ขา้ งต้นน้ัน การเขยี นตวั สะกดหรอื พยัญชนะสงั โยค การเขียนตัวสะกดในภาษาบาลีกับภาษาไทยนี้ไม่เหมือนกัน เพราะการเขียนตัวสะกดในภาษาบาลี จะต้องเขียนได้เฉพาะพยัญชนะที่อยู่ในวรรคเดียวกันเท่านั้น จะเอาพยัญชนะในวรรคอื่นมาเขียนเป็นตัวสะกด
๕๕ เหมือนภาษาไทยไม่ได้ เน่ืองจากว่าภาษาบาลีนั้นท่านจัดพยัญชนะไว้เป็นหมวดเป็นหมู่ ไม่เหมือนภาษาไทย ฉะนั้นแล้วผู้ศึกษาพึงกำหนดรู้ให้แม่นยำเสียก่อนว่าพยัญชนะแต่ละตัวอยู่ในวรรคใด เพ่ือให้ง่ายแก่การเขียน ตัวสะกดในภาษาบาลไี ดอ้ ย่างถกู ซ่ึงจะได้อธบิ ายต่อไป การกำหนดตวั อกั ษรในการเขียนตัวสะกดในภาษาบาลีนน้ั ตอ้ งกำหนดท่ีตัวหลังเท่าน้ัน ไมใ่ ช้ไปกำหนด ทต่ี วั หนา้ เพราะตวั หน้าเปน็ อักษรนำ ซึง่ กล่าวขึ้นกอ่ น ส่วนตวั หลงั น้ันคอื ตัวที่ทำหนา้ ที่ในการสะกดของตัวหน้า หรือตัวท่ีสองของพยัญชนะ ซึ่งทำหน้าที่ในการออกเสียงให้เป็นเสียงวรรณยุกต์ใดก็ได้ แล้วแต่ว่าพยัญชนะน้ัน จะมเี สียงสูง หรือเสยี งตำ่ เท่าน้นั ดังน้ันการเขยี นตัวสะกดในภาษาบาลีมลี ักษณะดังนี้ พยัญชนะท่ี ๑ ซ้อนหน้าพยัญชนะที่ ๑ และที่ ๒ ในวรรคของตนได้ เช่น ปกฺก ภิกฺขุ ปจฺจ คจฺฉ วฏฺฏ ติฏฐฺ วตตฺ อตถฺ อปฺป ปุปฺผ พยัญชนะที่ ๓ ซ้อนหน้าพยัญชนะท่ี ๓ และที่ ๔ ในวรรคของตนได้ เช่น ภคฺค ยคฺฆ ชคฺฆ วชฺช มชฺฌ อฑฺฒ ฉฑฑฺ ขุทฺทก พทุ ฺธ ตพพฺ อารพฺภ ฯลฯ พยัญชนะที่ ๕ ซ้อนหน้าพยัญชนะท่ี ๕ และทุกตัวในวรรคของตนได้ เช่น สงฺข จงฺก องฺค สงฺฆ สิญฺจ ปุญฺฉ วลญฺช กญฺญา อุชฺฌ รุณฺฏ คณฺฐ ปณฺฑิต ปุณฺณ ทนฺต ปนฺถ นนฺท รุนฺธ ปนฺน ธมฺม ขิมฺป สมฺผ อพฺพ ฉมฺภ ฯลฯ ย คือ เอยยฺ เทยฺย วิญเฺ ญยยฺ เสยฺย ล คอื ปุลลฺ งิ ค์ สลลฺ กขฺ ณา กลฺล ปลลฺ ส คือ อสฺส ตสสฺ คมสสฺ ฬ คือ รฬุ หฺ จะเห็นได้วา่ การเขียนพยญั ชนะตวั สะกดของภาษาบาลกี ็จะอยใู่ นวรรคเดียวกันเท่าน้ัน จะอยู่นอกวรรค ของตนนั้นจะไม่มีเลย เช่นคำว่า สัตถา ต้องเขียนตัวสะกดในวรรคเดียวกันคือ คำว่า ถ เป็นคำที่ทำหน้าที่ ตามหลังพยัญชนะ คือ ส และเป็นพยัญชนะท่ี ๒ ใน ต วรรคด้วย ฉะนั้นแล้วพยัญชนะท่ีจะทำหน้าที่ในการ สะกดคำว่า ถา ก็คือ ต ซึ่งอยู่ในวรรคเดียวกันและเป็นตัวพยัญชนะท่ี ๑ ตามหลักการเขียนตัวสะกดใน ไวยากรณ์ของภาษาบาลดี ังนช้ี อื่ ว่าเขยี นถูก ถ้าเขียนว่า สัทถา อย่างนี้ถือว่าผิด เพราะเขียนซ้อนพยัญชนะผิดตัวกัน ถึงจะเป็นพยัญชนะในวรรค เดียวกันก็จริงอยู่ แต่หลักการเขียนตัวสะกดของภาษาบาลีท่านไม่ได้กล่าวไว้ว่า พยัญชนะท่ี ๓ คือ ท ซ้อนหน้า พยัญชนะที่ ๒ คือ ถ ในวรรคของตนได้ ซ้อนได้เฉพาะตนเอง และ ธ เท่าน้ัน จะซ้อนตัวอืน่ นอกจากน้ีไม่ได้เลย เพราะเป็นหลักตายตัวของไวยากรณ์ของบาลี ส่วนพยัญชนะทำหน้าท่ีออกเสียงก่อนน้ันจะอยู่ในวรรคใดก็ได้ เหมือนภาษาไทย สรุปท้ายบท เนื่องจากพยัญชนะและสระในภาษาบาลีน้ันมีแต่เสียงไม่มีตัวอักษร ในชั้นนี้จึงกำหนดให้ใช้อักษรไทย และอักษรโรมันในการเขียน เพ่ือให้นักศึกษาคุ้ยเคยกับการอ่านและการเขียนจึงได้ยกตัวอย่างการเขียน การ อ่านภาษาบาลี พร้อมทั้งให้นักศึกษาสามารถเขียนภาษาบาลีด้วยอักษรโรมันได้ นอกจากนั้นยังนำเสนอ หลกั การอา่ นคำบางคำทนี่ ักศึกษาผไู้ ม่คุ้นเคยกับภาษาบาลี จะได้อา่ นและเขยี นภาษาบาลีได้โดยใช้ทัง้ อกั ษรไทย และอักษรโรมัน
๕๖ คำถามท้ายประจำบทที่ ๓ -------------------------- ๑. อกั ษรในภาษาบาลมี ีเท่าไร แบ่งเป็นสระเท่าไร เป็นพยัญชนะเท่าไร จงแสดงมาดู ๒. พยัญชนะแบ่งเปน็ ก่ีวรรค อะไรบ้าง ๓. พยญั ชนะอวรรคมีเทา่ ไร อะไรบ้าง ๔. ฐานคอื อะไร สระและพยัญชนะตัวใด เกิดจากฐานใดบ้าง ๕. พยัญชนะสังโยคคืออะไร มีวธิ ใี ชอ้ ยา่ งไร ๖. จงอธิบายคำวา่ โฆสะ อโฆสะ สถิล ธนติ พอเขา้ ใจ ๗. จงเขยี นสะกดคำต่อไปนต้ี ามแบบภาษาไทย อถโข พฺรหฺมา สหมฺปติ กตาวกาโส โขมฺหิ ภควตา ธมฺมเทสนายาติ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตา โร อุคฺฆฏิตฐญญู วิปจิตญญู เนยฺโย ปทปรโม อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ปุคฺคลา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมนิ ตฺ ิ ฯ ๘. จงเขียนสะกดแบบบาลี อุคฺฆะฏิตัญญูสตุ ตะวณั ณะนา ตะตเิ ย ฯ จตนุ นมั ปิ ปคุ คะลานงั อมิ ินา สุตเตน วิเสโส เวทติ พั โพ กะตะโม จะ ปุคคะโล อุคฆะฏิตัญฺญู ยัสสะ ปุคคะลัสสะ สะหะ อุทาหะฏะเวลาย ธัมมาภิสะมะโย โหติ อะยงั วจุ จะติ ปุคคะโล อคุ ฆะฏิตัญญู ฯ ๙.จงเขยี นเป็นอกั ษรโรมัน นโม ตสสฺ ภควโต อรหโต สมมฺ าสมพฺ ุทฺธสสฺ ฯ อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺ มสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ สวฺ ากฺขาโต ภควาตา ธมโฺ ม สนฺทฏิ ฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสสฺ ิ โก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงโฺ ฆ อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวก สงฺโฆ ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ ยทิทํ จตฺตาริ ปุริสยุคานิ อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา เอส ภคว โต สาวกสงฺโฆ อาหเุ นยฺโย ปาหุเนยฺโย ทกขฺ ิเณยฺโย อญชฺ ลิกรณีโย อนตุ ฺตรํ ปุญญฺ กเฺ ขตตฺ ํ โลกสฺสาตฯิ ๑๐.จงเขยี นเปน็ บาลี (อกั ษรไทย) Brāhmaṇavaggo chabbīsatimo. Ettāvatā sabbapaṭhame yamakavagge cuddasa vatthūni, appamādavagge nava, cittavagge nava, pupphavagge dvādasa, bālavagge pannarasa, paṇḍitavagge ekādasa, arahantavagge dasa, sahassavagge cuddasa, pāpavagge dvādasa, daṇḍavagge ekādasa, jarāvagge nava, attavagge dasa, lokavagge ekādasa, buddhavagge nava, sukhavagge aṭṭha, piyavagge nava, kodhavagge aṭṭha, malavagge dvādasa, dhammaṭṭhavagge dasa, maggavagge dvādasa, pakiṇṇakavagge nava, nirayavagge
๕๗ nava, nāgavagge aṭṭha, taṇhāvagge dvādasa, bhikkhuvagge dvādasa, brāhmaṇavagge cattālīsāti pañcādhikāni tīṇi vatthusatāni. Variant: nava aṭṭha.
๕๘ เอกสารอ้างองิ ประจำบทที่ ๓ --------------------------------- พระพรหมคุณาภรณ.์ พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์.กรงุ เทพฯ:เอส.อาร.์ พรน้ิ ตง้ิ แมส โปรดกั ส์,๒๕๔๕. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส.บาลีไวยากรณ(์ สมัญญาภธิ าน). พิมพค์ รั้งท่ี ๓๖, กรุงเทพฯ: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ,๒๕๓๖. A.K. Warder, Introduction to Pali,Third Edition. Oxford: The pali Text Society,๒๐๐๑.
แผนการสอนประจำบทเรียนท่ี ๔ หวั ข้อเน้อื หาประจำบท บทท่ี ๔ คำนาม (Nouns) ๖ ช่ัวโมง ๔.๑ คำนามนา ๔.๒ คุณนาม ๓ ช้ัน ๔.๓ สพั พนาม ๔.๔ ลงิ ค์ ๔.๕ วจนะ ๔.๖ วภิ ตั ติ ๔.๗ การันต์ ๔.๘ การแจกวภิ ตั ติของนามนาม ๔.๙ กตปิ ยศพั ท์ วตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม ๑.นกั ศกึ ษาเขา้ ใจความหมายของคำนามนาม คุณนาม ๓ ชั้น และสัพพนามถูกต้อง ๒.นกั ศึกษาเข้าใจเก่ียวกับเรื่ององคป์ ระกอบของนาม คือลิงค์ วจนะ วภิ ตั ติ และการนั ต์ ๓.นกั ศกึ ษามคี วามเข้าใจวธิ ีการแจกนามดว้ ยวภิ ตั ติทัง้ ๗ ได้ถูกต้องทง้ั ๓ ลิงค์ วธิ ีการสอนและกิจกรรม ๑.ศกึ ษาเอกสารคำสอนและบรรยายนำเป็นเบอ้ื งต้น ๒.ใหน้ ักศึกษาว่าตามผู้บรรยายเปน็ คำศัพท์บาลี ๓.แบ่งกล่มุ อภิปราย ๔.คำถามทบทวนประจำบทที่ ๔ ส่ือการเรยี นการสอน ๑.เอกสารประกอบการเรยี นการสอนและเอกสารอ่ืน ๒.PowerPoint สรปุ บทเรียน ๓.รปู ภาพ คลปิ วีดิโอ สไลด์ การวดั และประเมนิ ผล ๑.สังเกตพฤติกรรมในระหวา่ งเรียน ๒.การคน้ คว้า มอบหมายงานเดยี่ ว งานกล่มุ ๓.ความสนใจในบทเรียน การซกั ถาม ๔.การเขยี นรายงาน การรายงานผลการคน้ ควา้ หน้าชน้ั เรยี น ๕.การสอบวดั ผลความรแู้ ตล่ ะบทเรียน ๖.การสอบวดั ผลกลางภาคเรียน ๗.การสอบวัดผลปลายภาคเรียน
๖๐ บทท่ี ๔ คำนาม (Nouns) คำนามนาม คำพูดชนิดท่ีเป็นชื่อทุกอย่างเช่นชื่อของคน สัตว์ ที่ สิ่งของ เรียกว่านามนาม ตัวอย่างชื่อคน เช่น คน(นร) ชาย (ปุริส) หญิง (อิตฺถี) มนุษย์ (มนุสฺส) พระอานนท์ พระราชา พระเทวี ลูกสาว ชาย (ปุตฺต) พ่อ (ปิตุ) แม่ (มาตุ) พรหม เทวดา นางสาว จีน ไทย ลาว เขมร แขก อินเดีย ฝร่ัง นายมี นายสี นายสา นายดำ นายแดง นางสุข นางดี นางเรวดี นางสาววาสนา ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ รัฐมนตรี นายก พระ โยม เป็นต้น ยังมีอยู่อีกมากมาย ลว้ นแต่เป็นคำพดู ท่เี ปน็ ชื่อเรียกขานกนั เรียกวา่ นามนาม ทั้งนนั้ คำนามนามท่ีเป็นชอ่ื ของ สัตว์ เช่น นก หนู ปู ปลา ช้าง ม้า วัว ควาย เป็ด ไก่ ห่าน นกเขา นกคุ้ม นกเป็ด นกกระจอก นกยาง นก หงส์ มดดำ มดแดง และอกี มากมาย คำนามท่เี ปน็ ชอ่ื ของสถานท่ี เช่น สถานท่ี เช่น ประเทศไทย เมอื งจนี ภเู ขา ดง ทุ่งนา สวน บา้ น ถนน ตลาด วัด ร้าน ห้องแถว แมน่ ำ้ แม่น้ำ เจา้ พระยา แม่น้ำโขง แม่น้ำมลู ดอย ผา บอ่ น้ำ สระน้ำ เป็นตน้ คำชนิดนเี้ รียกวา่ คำนามนามเก่ยี วแก่สถานท่ี ฯ คำนามนามที่เปน็ ชอื่ ของ สิ่งของ เช่น โต๊ะ ตู้ เก้าอี้ ปากกา ดินสอ สมุด หนังสือ กางเกง เสื้อ สบง จีวร สังฆาฏิ ตะกร้า มีด พร้า จอบ เสียม กบ ส่ิว ตะไบ ไถ คราด กระดาน กระดาษ แป้ง น้ำมัน ขนม นม กล้วย อ้อย มะพร้าว มะม่วง หน่อไม้ ขิง เปน็ ตน้ คำเหล่าน้ี เรยี กวา่ นามนามเกี่ยวแก่สงิ่ ของ ฯ นามนามแบง่ ออกเป็น ๒ อยา่ งคือ ๑.สาธารณนาม ได้แก่ช่ือที่ท่ัวๆ ไปไม่จำกัดลงไป และเป็นช่ือที่ครอบคลุมเอานามนามทั้งหมด เช่น พระ เถระ ภกิ ษุ สามเณร คน ชาย หญงิ ววั หมา เมอื ง ผ้า มีด เปน็ ต้น ๒.อสาธารณนาม ได้แก่ชื่อที่จำกัดลงไปโดยแน่นอน เช่น พระอานนท์ พระติสสะ สามเณรประสิทธิ์ คน ไทย นายดี นางสี ควายเผือก ววั แดง หมาดำ เมอื งสาวัตถี ผา้ จวี ร พรา้ โต้ เป็นตน้ นามนามบางจำพวกเป็นได้ลิงค์เดียว บางจำพวกเป็นได้สองลิงค์ บางจำพวกเปล่ียนแต่สระท่ีสุดศัพท์ ให้ แปลกกนั พอเปน็ เครอื่ งหมายให้ต่างลิงค์กนั บ้าง คำนามนามในภาษาบาลี หมวดที่อยู่อาศัย คำศพั ท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย คาม บ้าน อาวาส อาวาส กุฏิ กฏุ ิ สนตฺ กิ สำนัก อสสฺ ม อาศรม คพภฺ ห้อง
๖๑ ธานี เมือง สยน ท่ีนอน สาลา ศาลา วหิ าร วหิ าร สมาคม สมาคม กุล ตระกลู อยุ ยฺ าน สวน นคร เมือง อาราม วดั รฏฐฺ แวน้ แคว้น นเิ วสน วงั ปาสาท ปราสาท ฆร, เคห เรือน สาวตฺถี เมืองสาวัตถี มคธ เมืองมคธ ปเทยฺย ประเทศไทย นวนคร เมืองเชียงใหม่ สกลนคร เมืองท่ัวไป ราชคห เมอื งราชคฤห์ วจฺจกฏุ ี ห้องน้ำ หมวดวัน เดือน ปี ทิศ ความหมาย วันจันทร์ คำศพั ท์ ความหมาย คำศพั ท์ วนั พธุ วันศุกร์ รวิวาร วันอาทติ ย์ จนทฺ วาร เดือน เดอื นกุมภาพันธ์ ภุมมฺ วาร วนั องั คาร วธุ วาร เดอื นเมษายน เดอื นมิถุนายม ครวุ าร วันพฤหัสบดี สุกฺกวาร เดือนสิงหาคม เดือนตลุ าคม โสรวาร วันเสาร์ มาส เดอื นธันวาคม ทศิ ใต้ ปุสฺสมาส เดอื นมกราคม มาฆมาส ทิศเหนือ ฤดู ผคฺคณมาส เดอื นมีนาคม จติ ฺตมาส ความหมาย วิสาขมาส เดือนพฤษภาคม เชฏฺ มาส คาง ทอ้ ง อาสาฬหมาส เดือนกรกฏาคม สาวนมาส ปาก โปฏฺ ปทมาส เดอื นกันยายน อสฺสยชุ มาส กตฺตกมาส เดอื นพฤศจิกายน มคิ สริ มาส ปุรตฺถิม ทิศตะวนั ออก ทกขฺ ิณ ปจฺฉิม ทิศตะวนั ตก อตุ ฺตร สํวจฉฺ ร ปี อตุ ุ หมวดร่างกาย คำศัพท์ ความหมาย คำศพั ท์ กาย กาย หนุกา กฏิ โอฏฺ สะเอว อทุ ร รมิ ฝปี าก มุข
๖๒ นาสา จมูก กณฺณ หู ภมุกา คว้ิ ลลาฏ หน้าผาก เกสา ผม โลมา ขน นขา เล็บ ตจ หนัง วณณฺ , ฉวิ ผวิ สณฺ าน ทรวงทรง ทนตฺ ฟัน จกฺขุ ตา องคฺ ลุ ี น้ิว พาหา แขน ปาท เท้า ชงฺฆ แข้ง อรู ุ ขาอ่อน ถน นม คีวา คอ อุร อก หทย หวั ใจ มงฺส เนอื้ อฏฺ ิ กระดูก วกกฺ มา้ ม ปหิ ก ไต ปปผฺ าสา ปอด สริ หวั ยกน ตบั อนฺต ลำไส้ กจฺฉา รกั แร้ ปุพฺพ หนอง เขฬ น้ำลาย โลหิต เลอื ด หตถฺ มือ หมวดผลไม้ คำศัพท์ ความหมาย คำศพั ท์ ความหมาย ตปิ ส มะมว่ ง ผล แตงโม อมฺพ นำ้ เตา้ วรก ลกู หวา้ โมจ ผลไม้ ลาวุ กะเพราะ, มะพลบั มทุ ทฺ กิ เหงา้ บวั ปปิ ฺผลิ ลกู เดอื ย ชมฺพุ มะกอก มริจ สมอไทย, มะนะ หลทิ ทฺ , ทารุหลทิ ฺท กล้วย ตณฺฑุลิ ขงิ กฏกุ โรหิณี มะขามป้อม วเิ ภตก องุ่น, ลกู จนั ทร์ สานุก ขา้ วเปลือก นาฬิกาเกร กระเทยี ม ดปี ลี พหวุ ารก พริก หรตี กริ ขมน้ิ สงิ ฺคเวร ข่า อามลก สมอภเิ ภก วหี ิ ผลมะพร้าว ลสุณ
๖๓ หมวดของใช้ คำศพั ท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย ตง่ั มญจฺ เตยี ง ปี หมอน กระทะ ภสิ ี ฟูก พิมโฺ พหน จอบ, เสยี ม รองเทา้ กุมภฺ ี หม้อ, กระถาง วารก บาตร ผา้ ปทู น่ี อน วาสี มดี , พร้า, ขวาน กทุ ฺทาล ผา้ อาบน้ำ ไม้ นิททฺ น สว่าน อุปาหนา รม่ , ฉัตร พดั ปญฺจงฺค เก้าอ้ี ปตฺต โซฟา ที่เขย่ี บหุ ร่ี วตฺถ ผา้ ปจจฺ ตฺถรณ ครก มขุ ปญุ ฺฉนโจล ผ้าเชด็ หน้า ผ้าเชด็ ปาก สาฏก สีส สังกะสี ทาร,ุ กฏฺ ธนุ ธนู ฉตตฺ จกฺก จักร, ลอ้ วชิ นฺ ี คทา ตะบอง สตฺตงฺค เวหาสยาน เคร่อื งบิน ฉารกิ ามลลฺ ก วสิ าณ เขา อทุ กฺขล หมวดสตั ว์ คำศัพท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย ปลา กร,ี หตฺถี ช้าง มจฉฺ า ควาย ม้า สนุ ข สนุ ัข มหิส นกยาง นกยงู โคณ วัว ตรุ ค, อสฺส, อาชา แพะ ก้งุ วานร, มกฎ ลิง พก หนู หมู สกณุ นก สขิ ี พระยานาค เสือโครง่ มชฺชาร แมว เมณฺฑก เสอื เหลอื ง เสอื ดาว สรฏ ปู สตวงฺก มณฺฑุก กบ มูสิก กุกฺกฏุ ไก่ สกู ร อหิ งู นาค พพฺพุ เสอื ปลา พยคฺฆ สหี ราชสีห์, สงิ โต ทปี ิ กลทมิ คิ ชะมด มคิ าทน
๖๔ กาฬก คา่ ง อลุ กู นกเคา้ เธนุ แมโ่ คนม สรภู ตุ๊กแก, จ้งิ จก อุกา เล็น, หมดั ปสุ สตั ว์เลี้ยง เสน อนิ ทรยี ์ กาก กา มกขฺ ิกา แมลงวนั กีฏา แมลง กสสฺ ป เต่า กุรุงฺค, มคิ กวาง กิปลิ ฺลิก มดแดง อนิ ทฺ โคปก แมงเม่า กกฏุ นกพิราบ คทฺรภ ลา มธกุ ร ผึง้ , แมลงภู่ สงิ ฺคี ปลาดุก กุมภฺ ีร จระเข้ ปาณก หนอน โลมสปาณก บุ้ง สาขามคิ ฟาน เอณิมิค ละมง่ั วาตมคิ สมัน หมวดครอบครวั คำศัพท์ ความหมาย คำศพั ท์ ความหมาย ยา่ , ยาย อยยฺ ก ปู,่ ตา อยยฺ ิกา แม่ยาย ป้า สสรุ พอ่ ตา สสรุ แม่ อาหญงิ มหาปติ ุ ลงุ มหามาตุ น้าสาว พี่สะใภ้ ปิตุ พ่อ มาตุ พ่ีเขย, นอ้ งเขย ลูกสะใภ้ จลุ ลฺ ปิตุ อาชาย ปติ ุจฉฺ า พ่ชี าย พสี่ าว มาตลุ า น้าชาย จลุ ฺลมาตุ บุตร หลาน จุลลฺ ปติ ุชายา น้าเขย, อาสะใภ้ ภาตุชายา ผวั เมีย ภคนิ ิสามกิ นอ้ งสะใภ้ จลุ ลฺ มาตสุ ามิก ชามาตุ พี่เขย, น้องเขย สุณิสา ปติ ภุ าตุ อาเขย เชฏฺ ภาตุ กนฏิ ฺ ภาตุ น้องชาย เชฏฺ ภคินี กนิฏฺ ภคนิ ี นอ้ งสาว ปุตฺต ธตี ุ ลกู สาว นตฺตุ ปนตฺตุ เหลน ปติ, สามกิ ภรยิ า ภรรยา ทาร
๖๕ หมวดทวั่ ไป คำศัพท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย อาจารย์ ปุรสิ บรุ ุษ อาจริย กุมาร,ทารก เด็กชาย กมุ ารี, ทาริกา เด็กหญิง ขตฺติย กษัตรยิ ์ โจร โจร ชน ชน ปคุ คฺ ล บคุ คล เถน ขโมย ทตู ทตู นร คน มนสุ ฺส มนุษย์ ยกขฺ ยักษ์ สหาย เพอ่ื น อริ, รปิ ุ ข้าศกึ ถปติ ชา่ งไม้ มนุ ,ิ วญิ ญฺ ู ผรู้ ู้ เสฏฺฐี เศรษฐี ครุ ครู ภิกฺขุ ภิกษุ พนฺธุ พวกพ้อง สตฺตุ ศตั รู กญฺ า นางสาวนอ้ ย อกิ ขฺ ณกิ า แม่มด นารี นาง อตถฺ ี หญงิ ฆรณี แม่เรอื น วธู หญงิ สาว จมู เสนา โยธ ทหาร ยุว ชายหนุ่ม ยวุ ตี หญิง ราช พระราชา ราชินี พระราชินี อสิ ิ ฤาษี ตาปส ดาบส ภควนตฺ ุ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ อรหนฺต พระอรหนั ต์ สตฺถุ ผสู้ อน, ศาสดา อปุ าสก อบุ าสก อปุ าสิกา อุบาสิกา อาทจิ จฺ ดวงอาทิตย์ จนฺท ดวงจนั ทร์ ตารา ดาว อทุ ธฺ ิ ทะเล อทุ ก นำ้ ปพพฺ ต ภูเขา อฏวี ดง ศัพท์นามนามก็ดี คุณนามก็ดี เม่ือนำไปแจกผสมวิภัตตินามต้องกำหนดลิงค์ และการันต์ให้ดี ศัพท์ท่ีเป็น ลิงค์และการันต์ไหนก็นำไปแจกตามแบบนน้ั โดยเฉพาะศัพท์คุณนาม เมื่อไปขยายนามนามตัวไหน ก็ต้องประกอบ ลิงค์ วจนะ วิภัตติตามนามนามตัวนั้น ส่วนการันต์นั้น ศัพท์คุณนามอาจมีการันต์เหมือนนามนามท่ีขยายก็ได้ ไม่ เหมือนก็ได้ เช่น ธมฺมจารี (ชโน) สุขํ เสติ ฯ อ.ชน ผู้ประพฤติซ่ึงธรรม โดยปกติ ย่อมนอน เป็นสุข ฯ ธมฺมจารี เป็น คณุ นาม อี การนั ต์ ขยาย ชโน ๆ เป็นนามนาม อ การันต์ ต้องประกอบ ลงิ คะ วจนะ วิภัตติ เหมอื นกนั
๖๖ ปุงลิงค์ คำแปล นามนามเปน็ ลงิ ค์เดยี ว นปุงสกลิงค์ คำแปล อมโร เทวดา อิตถีลงิ ค์ คำแปล องคฺ ํ องค์ อาทิจโฺ จ พระอาทติ ย์ อจฉฺ รา นางอัปสร อารมมฺ ณํ อารมณ์ อนิ ฺโท พระอินทร์ อาภา รศั มี อิณํ หน้ี อีโส คนเปน็ ใหญ่ อทิ ฺธิ ฤทธ์ิ อีริณํ ทงุ่ นา อุทธิ ทะเล อสี า งอนไถ อุทกํ น้ำ เอรณฺโฑ ต้นละหงุ่ อุฬุ ดาว เอฬาลุกํ ฟกั เหลอื ง โอโฆ หว้ งน้ำ เอสิกา เสาระเนียด โอกํ นำ้ กณฺโณ หู โอชา โอชา กมมฺ ํ กรรม จนฺโท พระจนั ทร์ กฏิ สะเอว จกขฺ ุ นยั นต์ า ตรุ ต้นไม้ จมู เสนา เตลํ นำ้ มนั ปพพฺ โต ภูเขา ตารา ดาว ปณณฺ ํ ใบไม้ ยโม พระยม ปภา รศั มี ยานํ ยาน ยาคุ ข้าวตม้ นามนามศพั ทเ์ ดยี ว เปน็ ลงิ ค์ ๒ ลิงค์ ปุงลงิ ค์ อิตถีลงิ ค์ คำแปล อกฺขโร อคาโร อกฺขรํ อกั ษร อตุ ุ ทิวโส อคารํ เรอื น มโน สวํ จฉฺ โร อุตุ ฤดู ทวิ สํ วัน มนํ ใจ สํวจฉฺ รํ ปี นามนามมมี ูลศัพทเ์ ป็นอย่างเดียวเปล่ียนแตส่ ระทสี่ ดุ ศัพท์ เปน็ ๒ ลิงค์ ปุงลิงค์ อติ ถลี งิ ค์ คำแปล อรหา หรอื อรหํ อรหนฺตี อรหันต์ อาชวี โก อาชวี กิ า นักบวช อปุ าสโก อปุ าสิกา อบุ าสก,อุบาสิกา กุมาโร กุมาร,ี กมุ าริกา เด็ก ขตตฺ ิโย ขตฺติยาน,ี ขตฺติยา กษัตริย์ โคโณ คาวี โค โจโร โจรี โจร
๖๗ ญาตโก ญาติกา ญาติ ตรโุ ณ ตรณุ ี ชายหนมุ่ ,หญงิ สาว เถโร เถรี พระเถระ,พระเถรี ทารโก ทาริกา เดก็ ชาว,เด็กหญงิ เทโว เทวี พระเจา้ แผ่นดนิ ,พระราชเทวี นโร นารี คน (ชาย-หญงิ ) ปรพิ ฺพาชโก ปรพิ พฺ าชิกา นักบวช (ชาย-หญงิ ) ภกิ ขฺ ุ ภิกขฺ นุ ี ภิกษ,ุ ภกิ ษุณี ภวํ โภตี ผ้เู จริญ มนุสฺโส มนุสสฺ ี มนุษย์ (ชาย-หญิง) ยกโฺ ข ยกฺขินี ยักษ์,ยกั ษิณี ยวุ า ยวุ ตี ชาวหนุ่ม,หญิงสาว ราชา ราชินี พระเจา้ แผน่ ดิน,พระราชนิ ี สขา สขี เพื่อน (ชาย-หญงิ ) หตฺถี หตฺถินี ชา้ งพลาย,ช้างพัง คณุ นาม คำพูดที่แสดงลักษณะของนามนาม ทั้งทางดีและทางช่ัวเรียกว่า คุณนาม ตัวอย่างเช่น สูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม สั้น ยาว โง่ ฉลาด ขยัน เกียจคร้าน สวยงาม ข้ีเหร่ เด่น อับเฉา เบา หนัก ตื้น ลึก หนา บาง แข็งแรง ออ่ นแอ เก่ง ช้า ไว เรว็ สุก ดิบ ชั่ว ดี หอม เหม็น กว้างขวาง คับแคบ อ่อนโยน กระดา้ ง เก่า ใหม่ หยาบ ละเอียด เลิศ เลว ใหญ่ ค่อม เต้ีย ร้อน หนาว เย็น หวาน อร่อย ไพเราะ เพราะ กล้าหาญ ม้า ล้วนแต่เป็นคำคุณนาม คือ คำพดู แสดงลักษณะของนามนามใหแ้ ปลกให้ตา่ งกัน ทัง้ นัน้ คำศพั ท์คุณนาม คำศัพท์ ความหมาย คำศัพท์ ความหมาย ทกฺข ท่ีพึ่ง ปณฑฺ ิต ขยัน นาถ บาป,ชั่ว ถูล ผอม อจุ ฺจ ฉลาด ปาป ตำ่ ทฆี สน้ั อคคฺ อว้ น กสี เลว ปณตี ละเอียด สงู นจี ยาว รสฺส เลิศ หีน ประณตี สุขุม
๖๘ คณุ นาม เป็น ๓ ลิงค์ ปุงลิงค์ อิตถีลงิ ค์ นปงุ สกลิงค์ คำแปล กมมฺ กาโร ทำการงาน คุณวา กมมฺ การนิ ี กมมฺ การํ มคี ณุ จณโฺ ฑ ดรุ า้ ย เชฏโฺ ฐ คณุ วตี คุณวํ เจรญิ ท่ีสุด ตาโณ ต้านทาน ถโิ ร จณฺฑา จณฺฑํ ม่ันคง ทกโฺ ข ขยนั ธมมฺ ิโก เชฏฐฺ า เชฏฺฐํ ตงั้ ในธรรม นาโถ ทพี่ ึ่ง ปาโป ตาณา ตาณํ บาป โภคี มโี ภคะ มตมิ า ถิรา ถิรํ มีความคดิ ลาภี มลี าภ สทฺโธ ทกฺขา ทกขฺ ํ มศี รัทธา ธมมฺ กิ า ธมฺมิกํ นาถา นาถํ ปาปา ปาปํ โภคนิ ี โภคิ มตมิ ตี มตมิ ํ ลาภินี ลาภิ สทฺธา สทธฺ ํ คณุ นาม ๓ ชน้ั การพูดถึงความดี หรือความช่ัวของนามนาม คนเราชอบจะพูดว่า ดีหรือช่ัวมากน้อยเพียงไร และแค่ไหน เพ่ือเป็นการเปรียบเทียบในระหว่างส่ิงหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง เช่นคำว่า นายสีอ้วน แต่นายมีอ้วนกว่า ส่วนนายมาอ้วน ทส่ี ดุ เป็นต้น เพราะฉะนน้ั ท่านจงึ แบง่ คณุ นามให้เปน็ ๓ ช้นั ดังนี้คอื ๑. คุณนามช้ันปกติ ทางภาษาบาลีมคี ำคุณนามล้วนๆ ไม่มีคำอะไรต่อท้ายเลย เช่น ปณฺฑิโต ฉลาด, พาโล โง,่ ถูโล อว้ น, กโิ ส ผอม, ทุกโฺ ข ขยนั , กสุ ิโต เกียจครา้ น, สุนทฺ โร ดี หโี น เลว เป็นตน้ ๒. คณุ นามชั้นวเิ ศษ คณุ นามชน้ั นี้ แสดงให้ร้วู า่ ดี หรือช่ัว สงู หรือตำ่ ยง่ิ กว่าขั้นปกติไปอีก ภาษาบาลี คุณนามชั้นนี้ ท่านก็ใช้คุณนามช้ันปกติน้ันเองเครื่องหมายนั้นเรียกว่าปัจจัย ซึ่งมีอยู่ ๓ ศัพท์ หรือ ๓ คำ คือ ตร, อิย, อิยิสฺสก ปัจจัยทั้ง ๓ ศัพท์นี้ ใช้เขียนติดข้างหลังศัพท์คุณนามน้ัน ๆ เช่น ปณฺฑิต+ตร-ปณฺ ฑิตตโร ฉลาดกว่า, พาล+ตร-พาลตโร โง่กว่า, ถูล+ตร- ถูลตโร อ้วนกว่า , กีส+ตร-กีสตโร ผอมกว่า ทกฺข+ตร- ทกุ ขฺ ตโร ขยันกว่า, กุสิต+ตร-กสุ ิตตโร เกยี จคร้านกว่า, สุนฺทร+ตร-สุนทฺ รตโร ดีกว่า เป็นต้น ปณฺฑติ +อิย-ปณฺฑิติโย ฉลาดกว่า, (อิย เวลาเขียนติดข้างหลักคุณนามให้ลบตัว อ ท้ิงเสีย) ปาป+ อิยิสฺสก- ปาปิยิสฺสโก เป็นบาปกว่า, ช่ัว กว่า, ท่านว่า อยิ ิสฺสก ปัจจัย ลงได้เฉพาะ ปาป ศัพทเ์ ท่าน้ัน ปัจจยั ๓ ตัวคือ ตร,อิย, อิยิสฺสก น้ีมีคำแปลประจำว่า- กวา่ จงจำคำแปลนี้ไว้ใหด้ ี
๖๙ คุณนามชี้นวิเศษนี้ ท่านยังใช้คำอุปสัค คือ อติ นำหน้าศัพ์คุณนามชั้นปกติน้ันอีกด้วย เช่น อติ + ปณฺฑิต- อตปิ ณฺฑโิ ต ฉลาดยิ่ง, อติ+ พาล - อติพาโล โง่ยงิ่ , อติ+ ถลู - อตถิ ูโล อว้ นยิ่ง, อติ+ กีส- อตกิ ีโส ผอมย่ิง เปน็ ต้น คำ วา่ อติ แปลวา่ - ย่ิง ๓.คุณนามชัน้ อติวิเศษ คุณนามชั้นนี้ แสดงให้รู้ว่านามนามน้ัน จะดีหรือช่ัวอย่างไรก็ตาม ย่อมจะดีหรือช่ัว อย่างสงู สุด หรืออยา่ งต่ำท่ีสดุ เกินนั้นไปเป็นไม่มแี ล้ว ทางภาษาบาลี ท่านใช้ปัจจัย ๒ ตัวป็นเครื่องหมายติดอยูข่ ้าง หลังคุณนามช้ันปกติเหมือนกัน คือ ตม อิฏ ปัจจัย เช่น ปณฺฑิต+ ตม- ปณฑิตตโม ฉลาดท่ีสุด, พาล+ ตม- พาล ตโม โง่ท่สี ุด ถูล+ ตม- ถลู ตโม อ้วนทส่ี ดุ ,กีส+ อฏิ - กสี ฏิ ฺโ ผอมทส่ี ุด เป็นตน้ ปัจจยั ๒ ตวั คือ ตม, อิฏฺ , มีคำแปลประจำวา่ - ที่สุด คุณนามชั้นอติวิเศษนี้ ท่านยังใช้คำอปุ สัคคือ อติ กับ คำนบิ าต คือ วยิ รวมกันเป็น อตวิ ิย แล้วนำไปเขยี นตดิ ไว้ขา้ งหน้าคำคุณนามน้ันๆ เป็นเครื่องหมายอีกด้วย เช่น อติ วิย + ปณฺฑิต- อติวิยปณฺฑิโต ฉลาดเกินเปรียบ อติวิย+ พาล- อติวิยพาโล โง่เกินเปรียบ, อติวิย+ ถูล- อติวิยถูโล อ้วนเกินเปรียบ, อติวิย+กีส- อติวิยกีโส ผอมเกินเปรียบ เป็นต้น คำว่า อติวิย แปลว่า เกินเปรียบ คุณนามศัพท์ เดยี วเป็นไดส้ ามลงิ ค์ สัพพนาม สัพพนาม หมายถึง ช่ือสำหรับเรียกแทนนามนามที่ออกชื่อมาแล้วข้างต้น เพื่อมิให้ออกช่ือน้ันซ้ำๆ ซาก ฟังแลว้ ไมไ่ พเราะหู เชน่ ท่าน,เขา,มัน,นน่ั ,นี่,นี้ นามศัพท์ท้ัง ๓ นี้ เม่ือจะนำไปพูดหรือเขียนหนังสือในประโยคบาลีต้องประกอบด้วย ลิงค์ วจนะ วิภตั ติ ลงิ ค์ ลิงค์ แปลว่า \"เพศ\" หรือ \"เคร่ืองหมาย\" หรือ รูปแบบของคำท่ีมีส่วนประกอบครบพร้อมท่ีจะประกอบ วิภัตตไิ ด้ แบ่งเป็น ๓ ชนดิ ๒ ประเภท คือ ลิงค์ ๓ ชนิด ได้แก่ ๑) ปุงลงิ ค์ เพศชาย ๒) อติ ถีลิงค์ เพศหญิง ๓) นปุงสกลิงค์ ไมไ่ ชเ่ พศชายไม่ใช่เพศหญงิ ๑. ปุงลิงค์ ผู้ชายเป็นเพศเปิดเผย ทำตัวเข้าใจง่าย วางตัวสบายๆ ไม่ยุ่งยาก (โดยมาก) ศัพท์บาลีก็ เช่นเดียวกัน ศัพท์ใดท่ีทำตัวให้สำเร็จ ได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสับสน สังเกตวิภัตติท่ีประกอบได้ง่ายท่านก็จัดศัพท์นั้น เปน็ ปุงลิงค์ ๒. อติ ถลี ิงค์ ผู้หญงิ เป็นเพศชอบทำตวั ปกปิด ไม่เปิดเผย วางตวั และกิริยาทา่ ทางเรียบร้อย (โดยมาก) บาง ทีทำตัวเขา้ ใจยากสับสน ไมเ่ หมือนผ้ชู าย เพราะผู้ชาย ยอ่ มสามารถนุ่งเพียงกางเกงตัวเดียวเดินไปในทไี่ หนๆ ได้ แต่ เพศหญิง ย่อมไม่สามารถนุ่งเพียงกางเกงไปในที่ใดๆ ได้เป็นแน่ ดังนั้น ศัพท์บาลีก็เช่นเดียวกัน ศัพท์ไหนทำตัวให้ สำเรจ็ ไดย้ ากสับสน สังเกตวิภัตติไดย้ าก ว่าเป็นวิภตั ตใิ ดกนั แน่ เชน่ กญญฺ าย เปน็ ได้ท้งั หมด ๕ วิภัตติ ท่านกจ็ ดั เป็น อิตถีลงิ ค์
๗๐ ๓. นปุงสกลิงค์ คนที่เปน็ ชายแทก้ ็ไม่ใช่ จะทำตัวเป็นผู้หญิงก็ไม่เชิง เป็นบุคล ที่ชอบทำตัวบางทีก็ง่าย บาง ทีก็ยากแก่การเข้าใจ สังเกตได้ยากกว่าผู้ชายผู้หญิง ศัพท์บาลีก็เช่นเดียวกัน ศัพท์ไหนทำตัวให้สำเร็จได้ง่ายก็ไม่ใช่ สำเรจ็ ไดย้ ากก็ไมใ่ ช่ ท่านจึงจัดเป็น นปงุ สกลงิ ค์ ลงิ ค์ ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. ลงิ คโ์ ดยกำเนิด หมายถึงศพั ทน์ ้ันๆ มีคำแปลหรือความหมายท่ีบ่งบอกทำใหท้ ราบว่า เปน็ เพศอะไร กจ็ ัดเป็นลิงค์ตามเพศนั้นๆ เช่น ปุรสิ บรุ ุษ บ่งบอกให้ทราบว่า เพศชาย กจ็ ัดเป็น ปุงลงิ ค์ กญฺญา นางสาวน้อย บง่ บอกใหท้ ราบวา่ เพศหญิง จดั เปน็ อติ ถีลงิ ค์ วตถฺ ุ สิง่ ของ ไม่บง่ บอกเพศชายหญงิ จดั เป็น นปุงสกลิงค์ ๒. ลิงค์โดยสมมติ หมายถึง ศัพท์น้นั แมจ้ ะมีคำแปลหรือมีความหมายบ่งบอกเพศอยแู่ ล้ว ก็ไม่จดั ลงิ คต์ าม คำแปลหรอื ความหมายทีบ่ ง่ บอกนั้น สมมตเิ ป็นลงิ ค์อ่ืนแทน เช่น ทาร แปลว่า ภรรยา มคี วามหมายบ่งบอกให้ทราบวา่ เปน็ หญิง แทนทีท่ ่านจะจดั เปน็ อติ ถีลงิ ค์ ท่านกส็ มมติ ให้เป็นปงุ ลิงค์ เพราะมรี ูปแบบการแจก และทำตัวให้สำเรจ็ รูปงา่ ยเหมอื นปงุ ลงิ ค์ ภูมิ แปลวา่ แผ่นดิน มคี วามหมายท่ีไม่บ่งบอกให้ทราบว่าเพศชายหญิง แทนท่ีท่านจะจัดเป็น นปงุ สกลิงค์ ทา่ นกส็ มมติใหเ้ ปน็ อิตถีลิงค์ เพราะศัพท์วา่ ภมู ิ นี้ มีการทำตัวใหส้ ำเรจ็ รูปไดย้ ากเหมอื นศพั ท์ในอิตถีลิงค์ นามศพั ท์เปน็ ลงิ ค์ ตา่ งกันดงั นี้ ๑. นามนามบางศัพท์เป็นได้ลิงค์เดียว หรือเป็นปุงลิงค์, อิตถีลิงค์ หรือ นปุงสกลิงค์ ก็คงเป็นอย่างน้ัน จะ เปลย่ี นใหเ้ ป็นลิงค์อ่นื ไม่ได้ เช่น อมโร เทวดา เป็นปงุ ลิงคจ์ ะเปลยี่ นให้เป็น อติ ถีลิงค์ หรือ นปุงสกลงิ ค์ไมไ่ ด้ ๒. นามนามบางศัพท์เป็นได้ ๒ ลิงค์ คือในศัพท์เดียวกันนั้น เป็นปุงลิงค์กับอิตถีลิงค์บ้าง ปุงลิงค์กับ นปุงสกลิงค์บ้าง โดยการเปล่ียนการันต์และวิภัตติ ท่ีประกอบท้ายศัพท์นั้นๆ เช่น อรหา เป็นปุงลิงค์ เป็นอิตถีลิงค์ โดยการเปล่ยี นการันต์เป็น อรหนฺตี หรือ ทิวโส เปน็ ปงุ ลิงค์ เปน็ นปุงสกลงิ คโ์ ดยการแปลงวิภตั ตเิ ป็น ทิวสํ ๓. คุณนาม เป็นได้ ๓ ลงิ ค์ เน่ืองจากเป็นศัพท์สำหรบั ขยายนามนามเม่ือนามนามท่ีถูกขยายเป็นลิงคอ์ ะไร คณุ นาม ก็เปน็ ลิงค์น้ันตามดังน้ันคุณนามศพั ท์เดียวจึงเป็นได้ ๓ ลงิ ค์ โดยการเปลี่ยนวภิ ัตติที่ประกอบ เช่น กมฺมกา โร เป็นปงุ ลงิ ค์ กมฺมการนิ ี เป็นอิตถีลิงค์ และ กมมฺ การํ เป็นนปงุ สกลงิ ค์ ฯลฯ ๔. สัพพนาม เป็นได้ ๓ ลิงค์ เพราะเป็นศัพท์สำหรับแทนนามนาม เม่ือนามนามเป็นปุงลิงค์ สัพพนามก็ ต้องเป็นปุงลิงค์, นามนาม เป็นอิตถีลิงค์ สัพพนามก็เป็นอิตถีลิงค์ นามนามเป็นนปุงสกลิงค์ สัพพนามก็เป็น นปุงสกลงิ ค์ วจนะ (พจน์) วจนะ แปลว่า คำพูด หมายถึง คำพูดที่เปล่งออกมาในภาษาบาลีนั้นจะมีเครื่องหมายบ่งบอกให้ทราบพจน์ คอื ความมากนอ้ ยของศัพทใ์ นตัวคำพูดนั้นๆ แบง่ เปน็ ๒ ชนิด คอื ๑. เอกวจนะ สำหรบั บอกถึงของส่ิงเดียว ระบถุ งึ ของส่ิงเดียว ๒. พหุวจนะ สำหรบั บอกถงึ ของหลายสิง่ คือ ตงั้ แต่ ๒ สิ่งขึน้ ไป จะกำหนดทราบไดว้ ่า ศัพท์นน้ั เปน็ วจนะอะไรได้น้ัน ต้องอาศยั วภิ ัตตเิ ปน็ เครื่องหมายบอก
๗๑ วภิ ัตติ วิภัตติ แปลว่า การแจก หรือ การจำแนก หมายถึง แจกจำแนกนามศัพท์ เพื่อให้รู้หน้าท่ีของแต่ละวิภัตติ มี ประโยชนใ์ นการกำหนดลิงคแ์ ละวจนะของนามศัพท์ วภิ ัตติในภาษาบาลมี ี ๒ คอื ๑.วิภตั ติสำหรับประกอบกับนามศัพท์ เรยี กวา่ \"วภิ ตั ตินาม\" ๒.วิภตั ตสิ ำหรับประกอบกับกิรยิ าอาขยาต เรยี กว่า \"วิภัตตอิ าขยาต\" วิภัตตินาม แปลว่า การแจก หรือ การแบ่งจำแนก หมายถึง แบ่งหรือจำแนกนามศัพท์ออกไปให้เห็นลิงค์ เห็นวจนะ และทำให้รู้หน้าท่ี (การก) ของแต่ละศพั ท์ในประโยคบาลี เมื่อนามศพั ท์ประกอบวภิ ัตติแล้วไม่ว่าจะเรียง อยตู่ รงไหนในประโยคบาลี กต็ ้องทำหนา้ ทน่ี ัน้ ๆ เช่น ปุรโิ ส ภตตฺ ํ ภุญฺชต.ิ หรอื ภตฺตํ ภุญชฺ ติ ปุริโส. หรอื ภญุ ชฺ ติ ปรุ โิ ส ภตฺตํ. ท้ัง ๓ ประโยคน้ี มีใจความเหมือนกันว่า บุรุษ กำลังกินข้าว เพราะแต่ละศัพท์มีวิภัตติเป็นเคร่ืองกำกับ หน้าทข่ี องแต่ละศัพทไ์ ว้ เช่น คำวา่ ภตฺตํ ประกอบ อํ ทุติยาวภิ ัตติ จะเรยี งอยู่หนา้ หรือหลงั กิริยา ก็ทำหน้าทเี่ ป็นตัว กรรม เพราะ อํ ทุติยาวิภัตติ เป็น กมฺมการก คือทำหน้าท่ีเป็นตัวกรรม ซ่ึงไม่เหมือนภาษาไทย เช่น ถ้าเรียงสับ ลำดบั กนั เหมอื นภาษาบาลี ความหมายก็จะเปล่ียนไป คือ บุรุษ กำลงั กนิ ขา้ ว หรือ ขา้ ว กำลงั กินบุรษุ หรือ กำลงั กนิ บรุ ษุ ขา้ ว จะเห็นได้ว่า ในภาษาไทยมีความหมายเปล่ียนไปตามตำแหน่งของศัพท์ แต่ในภาษาบาลีความหมาย และ หน้าท่ขี องนามศพั ท์จะเปลี่ยนไปตามวภิ ตั ตทิ ่ีประกอบวิภัตตินาม วภิ ัตตินามมี ๑๔ ตัว ใน ๑๔ ตวั นั้น จัดเปน็ ๒ ฝา่ ย ฝา่ ยละ ๗ ดังน้ี (แบง่ เป็นฝ่ายเอกวจนะ ๗ และฝา่ ยพหวุ จนะ ๗) ลำดับ แปลว่า เอกวจนะ พหวุ จนะ ป มา ที่ ๑ สิ โย ทุตยิ า ที่ ๒ อํ โย ตติยา ที่ ๓ นา หิ จตุตถฺ ี ที่ ๔ ส นํ ปญฺจมี ท่ี ๕ สมฺ า หิ ฉฏ ี ที่ ๖ ส นํ สตฺตมี ท่ี ๗ สฺมึ สุ อาลปน คำร้องเรยี ก สิ โย
๗๒ คำแปลประจำหมู่วภิ ัตติทง้ั ๘ หมวด คำแปลประจำวิภัตติมชี ่ือวา่ \"อายตนบิ าต\" คอื คำเชื่อมต่อใหเ้ นื้อความเนอ่ื งเป็นใจความเดียวกนั ดังนี้ ลำดบั วภิ ตั ติ คำแปล (เอกวจนะ) วภิ ัตติ คำแปล (พหวุ จนะ) ป มา ที่ ๑ สิ อ. .......(อันวา่ ...) โย อ. .......ท. (อนั ว่า......ท.) ทุติยา ที่ ๒ อํ ซึ่ง,สู่,ยัง,สน้ิ ,กะ,ตลอด โย ซึ่ง..,สู่..,ยัง..สิน้ ...,กะ..,ตลอด..,...ท. ตติยา ที่ ๓ นา ด้วย,โดย,อนั ,ตาม,เพราะ,มี หิ ดว้ ย...,โดย..,อนั ...ตาม..,เพราะ..,ม.ี .ท. จตุตฺถี ท่ี ๔ ส แก่,เพ่ือ,ต่อ ส แก่..,เพอ่ื ..,ต่อ..ท. ปญจฺ มี ท่ี ๕ สฺมา แต่,จาก,กว่า,เหตุ หิ แต่..,จาก..,กว่า..,เหต.ุ .ท. ฉฏ ี ท่ี ๖ ส แห่ง,ของ,เมอื่ นํ แหง่ ..,ของ..,เมือ่ ...ท. สตตฺ มี ที่ ๗ สฺมึ ใน,ใกล้,ท,่ี คร้ันเมอ่ื ,ในเพราะ สุ ใน..,ใกล้.,ท.่ี ,คร้ันเมอ่ื .,ในเพราะ..ท. อาลปน สิ แนะ,ดกู อ่ น,ข้าแต่ โย แนะ..,ดูก่อน...,ข้าแต่...ท. การันต์ การันต์ หมายถึง สระที่สุดศัพท์ เช่น ปุริส มีสระ อ เป็นการันต์, มุนิ มีสระ อิ เป็นการันต์, กญฺญา มี สระ อา เป็นการันต์, โค มสี ระ โอ เป็นการันต์, ศพั ท์ที่เป็นลิงค์และการันต์เหมือนกัน จึงมีวธิ ีแจกผสมนามิกวิภัตติ เหมอื นกนั ๑. ในปุงลิงค์ มกี ารันต์ ๕ ตัว คอื อ อิ อี อุ อู ๒. ในอติ ถีลงิ ค์ มกี ารันต์ ๕ ตัว คอื อา อิ อี อุ อู ๓. ในนปุงสกลิงค์ มกี ารันต์ ๓ ตวั คอื อ อิ อุ การแจกนามศัพท์ผสมวภิ ตั ติ ในภาษาบาลี นามศัพท์ทั้งหลายเม่ือจะพูดก็ดี เขียนก็ดี ต้องนำแจกผสมกับวิภัตตินามเสียก่อน ศัพท์ท่ีเป็น ลงิ ค์และการันต์เดียวกันเท่าน้ันจึงแจกผสมวิภัตตินามเหมือนกันได้ เช่น ยกฺข เป็นปุงลิงค์ เป็น อ การันต์ ก็ให้แจก ผสมวิภัตติเหมือน ปุริส ซึ่งเป็น อ การันต์ในปุงลิงค์, หรือ เทวี เป็น อี การันต์ในอิตถีลิงค์ ก็ให้แจกผสมวิภัตติ เหมอื น นารี ซง่ึ เป็น อี การนั ตใ์ นอิตถลี ิงค์ ต่อไปนี้จะแจกนามศัพทเ์ ปน็ ตัวอยา่ งเรมิ่ จากปุงลิงค์ เปน็ ต้นไป การแจกวภิ ัตตขิ องนามนาม ศัพท์ที่จะแจกด้วยวิภัตติมี ๒ ชนิดคือสามัญญศัพท์ ได้แก่ศัพท์นามนามที่มีการันต์เป็นอย่างเดียวกัน เป็น ลิงค์เดียวกัน ก็ให้แจกตามแบบเดียวกันได้ วิภัตติในภาษาบาลีท้ัง ๑๔ หรือ ๑๖ ตัวนั้นเมื่อประกอบกับนามนาม แล้วจะมีการเปล่ียนแปลงตัวเองไปเป็นอ่ืนบ้าง คงอยู่อย่างเดิม ลบท้ิงบ้าง การประกอบวิภัตติก็เพื่อช่วยให้สังเกต ลงิ ค์ วจนะ วิภัตติ ได้งา่ ยข้นึ
๗๓ อ การนั ต์ ใน ปงุ ลงิ ค์ อ การนั ต์ ใน ปงุ ลิงค์ มวี ธิ ีแจกดังตวั อยา่ ง ปุรส (บุรษุ ) อ การันต์ ใน ปุงลงิ ค์ เปน็ ตวั อยา่ งดงั นี้ วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. ปุรโิ ส ปุริสา ทุ. ปรุ ิส ปรุ ิเส ต. ปุรเิ สน ปรุ เิ สหิ ปรุ ิเสภิ จต.ุ ปรุ ิสสฺส ปรุ ิสาย ปรุ ิสตถฺ ปรุ ิสาน ปญฺ. ปุริสสมฺ า ปรุ ิสมฺหา ปรุ ิสา ปรุ ิเสหิ ปรุ ิเสภิ ฉ. ปรุ สิ สฺส ปุรสิ าน ส. ปรุ ิสสฺมึ ปุรสิ มหฺ ิ ปรุ เิ ส ปรุ เิ สสุ อา. ปุริส ปรุ ิสา การประกอบวิภัตติกับนามนามทีเ่ ปน็ ปุงลงิ ค์ การเปลย่ี นแปลงของวิภตั ติทั้ง ๑๔ ตัว ของปุงลิงค์ ในการนั ต์ท้ัง ๕ คือ อ อิ อี อุ อู ทำได้ดงั น้ี ๑. สิ เมอ่ื ประกอบกบั อ การนั ต์ ให้แปลงเปน็ โอ ๒. โย ลงแลว้ ใหแ้ ปลงเปน็ สระ อา ๓. อํ ลงแลว้ ให้คงไว้ ๔. โย ลงแลว้ ใหแ้ ปลงเปน็ เอ ๕. นา ลงแลว้ ใหแ้ ปลง เอน ๖. หิ ลงแลว้ ให้แปลงเป็น ภิ คง หิ ไว้ ๗. ส ลงแล้วให้แปลงเปน็ สฺส อาย ตฺถํ ๘. นํ ให้คงไว้ ให้ทฆี ะ อ เป็น อา ๙. สมฺ า ใหค้ งไว้ แปลง สมฺ า เป็น มหฺ า เป็น อา ๑๐. สมฺ ึ ใหค้ งไว้ แปลง สฺมึ เป็น มฺหิ เป็น เอ ๑๑. สุ ใหค้ งไว้ ให้แปลง อ เป็น เอ ศัพทท์ ีเ่ ป็น อ การนั ต์ ปุงลิงค์ แจกเหมอื น ปรุ ิส บรุ ุษ ศัพทบ์ าลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล อาจรยิ อาจารย์ ชน ชน ตรุ ค มา้ กมุ าร เด็ก ขตตฺ ยิ กษตั รยิ ์ เถน ขโมย คณ หมู่ ทตู ทตู โจร โจร ธช ธง ฉณ มหรสพ นร คน ปาวก ไฟ รุกขฺ ต้นไม้ ผลิก แก้วผลึก โลก โลก พก นกยาง วานร ลงิ ภว ไฟ สหาย เพื่อน มนุสสฺ มนุษย์ หตถฺ มอื ยกฺข ยกั ษ์ ทิวส วนั รววิ าร วนั อาทติ ย์ จนทฺ วาร วนั จนั ทร์ ภุมฺมวาร วันองั คาร วธุ วาร วนั พธุ ครวุ าร วนั พฤหสั บดี สุกฺกวาร วันศกุ ร์
๗๔ โสรวาร วันเสาร์ มาส เดอื น ปุสสฺ มาส เดอื นมกราคม มาฆมาส เดอื นมนี าคม จติ ฺตมาส เดอื นเมษายน วิสาขมาส เดอื นกุมภาพนั ธ์ ผคคฺ ณมาส เดือนมิถนุ ายน อาสาฬหมาส เดือนกรกฏาคม สาวนมาส เดอื นกนั ยายน อสสฺ ยุชมาส เดือนตลุ าคม กตตฺ กมาส เดอื นพฤษภาคม เชฏฺ มาส เดอื นธนั วาคม อุตตฺ ร ทศิ เหนอื ทกฺขิณ ทศิ ตะวันออก ปจฉฺ ิม ทิศตะวันตก คาม เดอื นสิงหาคม โปฏฐฺ ปทมาส อาวาส อสฺสม อาศรม คพภฺ สมาคม วิหาร วิหาร อาราม เดอื นพฤศจิกายน มคิ สริ มาส ปราสาท มคธ มคธ ปเทยยฺ เมอื งราชคฤห์ กาย กาย ปาท ทิศใต้ ปุรตถฺ มิ หนอง กมุ ฺภ หมอ้ ปตฺต แมลงวัน โคณ ววั สุนข บา้ น อาวาส ลงิ สกณุ นก มชชฺ าร ไก่ สหี ราชสหี ์, สิงโต เสน ห้อง, ครรภ์ สมาคม ควาย ตรคุ , อสฺส ม้า เมณฑฺ ก หนู สกู ร หมู นาค อาราม ปาสาท เสอื กาก กา กสสฺ ป มดแดง กกุฏ นกพิราบ กุรงุ ฺค, มิค ประเทศไทย ราชคห พอ่ ตา คทรฺ ภ ลา อินฺทโคปก สามี ทาร เมีย กุมาร เทา้ ปพุ พฺ กษัตริย์ จนทฺ พระจันทร์ ปุคคฺ ล ทตู ปพฺพต ภูเขา เถร บาตร มกขฺ กิ ภพ นิรย นรก โรค ต้นไม้ โยธ ทหาร ตาปส สนุ ขั วานร, มกฺกฏ อุบาสก สคฺค สวรรค์ อาทจิ ฺจ อกั ษร ปูว ขนน สากุณิก แมว กกุ ฺกุฏ ก้อนหิน เมฆ เมฆ กาม เวลา ปจจฺ สู กาล ใกล้รุ้ง, ใกล้สว่าง เทว นกอินทรยี ์ มหสิ หมอ อรณุ ตอนเชา้ วณฺณ กำแพง สายญฺห เวลาเยน็ มคฺค แพะ มสู ิก เสา สวุ ณณฺ ทองคำ กปู ก เรือน นข เล็บ ทนฺต พระยานาค พยคฺฆ ลกู เดือย กณฺณ หู เต่า กิปิลลฺ กิ กวาง สสรุ แมงเม่า สามกิ เดก็ ชาย ขตฺตยิ บคุ คล ทูต พระเถระ, ชายแก่ ภว โรค รุกขฺ ดาบส อปุ าสก พระอาทติ ย์ อกฺขร นายพรานนก ปาสาณ กาม กาล ฝน เวชชฺ ผิว ปาการ หนทาง ถมฺภ เสากระโดง อคาร ฟนั วรก
๗๕ ลลาฏ หน้าผาก ตจ หนัง เขฬ น้ำลาย มญจฺ เตียง ฉาริกามลฺลก ทเ่ี ขี่ยบุหร่ี สรฏ กงิ้ กา่ มณฺฑกู กบ กลทมิ คิ ชะมด กาฬก ค่าง สตวงกฺ กงุ้ อุท นาค กุทฺทาล จอบ, เสยี ม กฏฺ ไม้ ยว ขา้ วเหนยี ว ชงฆ แขง้ โลม ขน วารก กระถาง กูป หลมุ วจฺจกูป ส้วม มธุกร ผงึ้ , แมลงภู่ พหวุ ารก มะกอก กุมฺภีร จระเข้ ทฺวารโกฏฺ ิก ซ้มุ ประตู วาตมิค สมัน เอณิมคิ ละมัง่ สาขามิค ฟาน อนธฺ บอด สเุ สน เลบ็ เหย่ียว ปาณก หนอน โลมสปาณก บุ้ง,ข้าวสาร อุทธาร เงนิ คา้ ง, ให้ยืม มิคาทน เสอื ดาว ตณฑฺ ุล อิ การันตใ์ นปงุ ลงิ ค์ อิ การนั ต์ในปุงลงิ ค์แจกอย่างนี้ มนุ ิ ผู้รู้ วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. มนุ ิ มนุ โย มนุ ี ท.ุ มนุ ึ มนุ โย มนุ ี ต. มนุ นิ า มุนหี ิ มนุ ภี ิ จตุ. มนุ สิ ฺส มนุ โิ น มนุ นี ปญฺ. มุนสิ มฺ า มนุ มิ ฺหา มุนีหิ มนุ ภี ิ ฉ. มนุ ิสสฺ มนุ ิโน มุนีน ส. มุนสิ มฺ ึ มนุ ิมหฺ ิ มุนสี ุ อา. มนุ ิ มุนโย มนุ ี วธิ ีเปลี่ยนวภิ ัตติ และการันตใ์ น อิ การนั ตข์ องปุงลิงค์ ๑. สิ ปฐมา ลงหลัง อิ การันต์ ใหล้ บ สิ เสยี ๒. โย อย่หู ลงั ให้แปลง อิ การนั ต์เปน็ อ แล้วลบ โย เสยี ทีฆะ อิ เป็น อี ๓. อํ ทุติยา ให้คงไว้ ๔. นา ตตยิ า ลงหลงั อิ การันต์ ให้คง นา ไว้ ๕. หิ ตติยา และปญจฺ มี ให้คง หิ ไว้ แปลง หิ เป็น ภิ ๖. ส จตตุ ถฺ ี และฉฏั ฐี ให้แปลงเป็น สสฺ เป็น โน, นํ ให้คงไว้ ทีฆะ อิ เป็น อี ๗. สมฺ า ปญจฺ มี ใหค้ งไว้บา้ ง แปลงเปน็ มหฺ า บ้าง สฺมึ สตั ตมี ใหค้ งไว้บา้ ง แปลง สมฺ ึ เป็น มฺหิ
ศัพทท์ เี่ ปน็ อิ การนั ต์ในปงุ ลงิ ค์ แจกเหมอื น มนุ ิ ผรู้ ู้ ๗๖ ศัพทบ์ าลี คำแปล ศัพทบ์ าลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล อคคฺ ิ ไฟ งู ถปติ ช่างไม้ อริ ขา้ ศึก อหิ เจา้ ,ผวั มณิ แกว้ มณี ข้าวเปลอื ก สมาธิ สมาธิ นิธิ ขมุ ทรัพย์ ปติ ไฟป่า อิสิ ฤาษี นกดุเหว่า วิธิ วธี วหี ิ นมุจิ ผู้ทำลาย ทาวคคฺ ิ อุทธิ ทะเล กรวิ อี การันตใ์ นปุงลิงค์ อี การนั ตใ์ นปุงลงิ คแ์ จกอย่างน้ี เสฏฺ ี เศรษฐี วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. เสฏฺ ี เสฏฺ ิโน เสฏฺ ี ท.ุ เสฏฺ ึ เสฏฺ นิ เสฏฺ ิโน เสฏฺ ี ต. เสฏฺ นิ า เสฏฺ ีหิ เสฏฺ ีภิ จต.ุ เสฏฺ สิ ฺส เสฏฺ ิโน เสฏฺ นี ปญ.ฺ เสฏฺ สิ ฺมา เสฏฺ มิ หฺ า เสฏฺ หี ิ เสฏฺ ีภิ ฉ. เสฏฺ ิสสฺ เสฏฺ โิ น เสฏฺ นี ส. เสฏฺ ิสฺมึ เสฏฺ มิ หฺ ิ เสฏฺ สี ุ อา. เสฏฺ ิ เสฏฺ ิโน เสฏฺ ี วธิ เี ปลยี่ นวิภัตติ และการนั ตใ์ น อี การันตข์ องปงุ ลงิ ค์ ๑. สิ ปฐมา ลงหลัง อี การันต์ ให้ลบ สิ เสีย ๒. โย อยู่หลงั อี การนั ตใ์ ห้แปลงเปน็ โน แล้วลบ โย เสีย รัสสะ อี เป็น อิ ๓. อํ ทตุ ยิ า ให้คงไว้ แปลงเป็น นํ ใหร้ สั สะ อี เป็น อิ ทกุ ตวั เฉพาะฝา่ ยเอกวจนะ ๔. นา ตตยิ า ลงหลัง อี การันต์ ใหค้ ง นา ไว้ ๕. หิ ตติยา และปญจฺ มี ให้คง หิ ไว้ แปลง หิ เป็น ภิ ๖. ส จตตุ ฺถี และฉัฏฐี ใหแ้ ปลงเปน็ สฺส เป็น โน, นํ ใหค้ งไว้ ๗. สมฺ า ปญจฺ มี ใหค้ งไว้บา้ ง แปลงเป็น มฺหา บ้าง สฺมึ สตัตมี ให้คงไวบ้ ้าง แปลง สมฺ ึ เป็น มหฺ ิ บา้ ง
๗๗ ศัพท์ที่เป็น อี การันตใ์ นปุงลงิ ค์ แจกเหมอื น เสฏฺ ี เศรษฐี ศัพทบ์ าลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล ศัพทบ์ าลี คำแปล กรี คนมไี ม้เท้า ภาณี ช้าง ตปสี คนมีตบะ ทณฺฑี คนมคี วามคิด เมธาวี คนมคี วามสขุ หตฺถี คนช่างพูด โภคี คนมีโภคะ มนฺตี พระจันทร์ ธมฺมสสฺ ามี พระอาทติ ย์ กามี คนมปี ัญญา สิขี นกยูง สขุ ี หน่อไม้ไผ่ ช้าง โฆณี หมู สสี เจา้ ของธรรม วาชี ม้า อํสุมาลี นกกระจอก กฎเวที คนชอบกลา่ วเท็จ โจลกี อุ การนั ต์ในปงุ ลิงค์ อุ การันตใ์ นปงุ ลงิ คแ์ จกอยา่ งนี้ ครุ ครู วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. ครุ ครโว ครู ท.ุ ครุ ครโว ครู ต. ครนุ า ครหู ิ ครภู ิ จตุ. ครุสสฺ ครโุ น ครูน ปญ.ฺ ครสุ ฺมา ครุมหฺ า ครหู ิ ครูภิ ฉ. ครสุ สฺ ครโุ น ครนู ส. ครุสฺมึ ครมุ ฺหิ ครสู ุ อา. ครุ ครเว ครโว วธิ ีเปลยี่ นวภิ ัตติ และการันตใ์ น อุ การนั ต์ของปุงลิงค์ ๑. สิ ปฐมา ลงหลงั อุ การนั ต์ ให้ลบ สิ เสยี ๒. โย อย่หู ลัง อุ การนั ตใ์ หแ้ ปลงเป็น โว เป็น เว ทีฆะ อุ เป็น อู ทุกตวั เฉพาะฝ่ายพหวุ จนะ ๓. อํ ทตุ ิยา ให้คงไว้ ๔. นา ตตยิ า ลงหลัง อุ การันต์ ให้คง นา ไว้ ๕. หิ ตตยิ า และปญจฺ มี ใหค้ ง หิ ไว้ แปลง หิ เป็น ภิ ๖. ส จตุตถฺ ี และฉฏั ฐี ใหแ้ ปลงเปน็ สฺส เป็น โน, นํ ให้คงไว้ ๗. สมฺ า ปญจฺ มี ใหค้ งไวบ้ า้ ง แปลงเป็น มหฺ า บ้าง สมฺ ึ สัตตมี ใหค้ งไว้บา้ ง แปลง สมฺ ึ เป็น มหฺ ิ บ้าง
๗๘ ศัพทท์ เ่ี ปน็ อุ การันต์ ปงุ ลงิ ค์ แจกเหมือน ครุ (คร)ู ศพั ท์บาลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล เกตุ ธง ชนตฺ ุ สตั ว์เกดิ ปสุ สตั ว์ของเล้ยี ง พนฺธุ พวกพ้อง พพฺพุ เสือปลา,แมว ภกิ ฺขุ ภิกษุ รปิ ุ ข้าศึก สตตฺ ุ ศัตรู เสตุ สะพาน เหตุ เหตุ ผรสุ ขวาน ทารุ ไม้ อู การันตใ์ นปุงลงิ ค์ อู การันตใ์ นปงุ ลงิ ค์แจกอย่างนี้ วิญญฺ ู ผรู้ ู้ วิภตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. วิญญฺ ู วญิ ฺ ุโน ท.ุ วญิ ฺญุ วญิ ฺ ุโน ต. วิญฺ ุนา วญิ ฺ หู ิ วิญญฺ ภู ิ จตุ. วิญฺญสุ ฺส วิญฺ โุ น วิญฺ ูน ปญฺ. วิญฺ สุ มฺ า วญิ ฺญมุ ฺหา วญิ ฺ หู ิ วิญญฺ ภู ิ ฉ. วิญญฺ ุสฺส วิญฺ โุ น วญิ ฺ นู ส. วิญฺ สุ มฺ ึ วญิ ฺ ุมหฺ ิ วิญฺญูสุ อา. วญิ ฺ ุ วญิ ฺญโุ น วธิ เี ปลย่ี นวภิ ัตติ และการนั ต์ ๑. สิ ปฐมา ลงหลัง อู การนั ต์ ให้ลบ สิ เสีย ๒. โย อยู่หลัง อี การนั ต์ให้แปลงเปน็ โน แล้ว รสั สะ อู เป็น อุ ทกุ ตัว เฉพาะฝา่ ยเอกวจนะ ๓. อํ ทตุ ิยา ให้คงไว้ ๔. นา ตติยา ลงหลัง อู การนั ต์ ให้คง นา ไว้ ๕. หิ ตตยิ า และปญฺจมี ให้คง หิ ไว้ แปลง หิ เป็น ภิ ๖. ส จตุตฺถี และฉฏั ฐี ใหแ้ ปลงเปน็ สฺส เป็น โน, นํ ใหค้ งไว้ ๗. สมฺ า ปญจฺ มี ให้คงไว้บ้าง แปลงเปน็ มฺหา บา้ ง สมฺ ึ สตัตมี ให้คงไว้บา้ ง แปลง สมฺ ึ เป็น มฺหิ บ้าง ตัวอย่างศัพท์ทแ่ี จกตาม อู การนั ตใ์ นปงุ ลงิ ค์
๗๙ ศพั ท์ท่เี ปน็ อู การนั ต์ ปงุ ลิงค์ แจกเหมือน วิญฺญู (ผรู้ วู้ ิเศษ) ศัพทบ์ าลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล อภิภู พระผ้เู ปน็ ยงิ่ กตญญฺ ู รู้อปุ การะทค่ี นอื่นทำแล้ว เวทคู ผ้ถู ึงเวท ปารคู ผูถ้ งึ ฝ่ัง สยมฺภู พระผูเ้ ปน็ เอง อา การันตใ์ นอิตถลี ิงค์ อา การนั ตใ์ นอิตถีลิงค์แจกอย่างน้ี กญญฺ า นางสาวน้อย วภิ ัตติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. กญญฺ า กญญฺ าโย กญญฺ า ทุ. กญฺญํ กญฺญาโย กญฺญา ต. กญญฺ าย กญฺญาหิ กญฺญาภิ จต.ุ กญญฺ าย กญฺญานํ ปญ.ฺ กญฺญาย กญฺญาหิ กญฺญาภิ ฉ. กญฺญาย กญญฺ านํ ส. กญฺญาย กญฺญายํ กญญฺ าสุ อา. กญเฺ ญ กญฺญาโย กญฺญา ศพั ท์ท่เี ปน็ อา การันต์ อิตถลี ิงค์ แจกเหมือน กญญฺ า (นางสาวน้อย) ศัพทบ์ าลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล อจฺฉรา อสี า นางอัปสร อาภา รศั มี อกิ ขฺ ณิกา หญงิ แมม่ ด เอสกิ า คทา งอนไถ อกุ ฺกา คบเพลงิ อูกา เลน็ ฉุรกิ า ถวกิ า เสาระเนยี ด โอชา โอชา กจฺฉา รักแร้ ธารา พาหา ตะบอง ฆฏิกา ลิม่ เจตนา เจตนา ลาขา หนกุ า กฤช ชปา ชบา ตารา ดาว ถงุ ทาริกา เดก็ หญงิ โทลา ชิงช้า ธารน้ำ นารา รัศมี ปญฺญา ปัญญา แขน ภาสา ภาษา มาลา ระเบียบ ครงั่ สาลา ศาลา สิลา ศิลา คาง
๘๐ อิ การนั ต์ในอติ ถีลิงค์ อิ การนั ต์ในอติ ถลี ิงค์แจกอยา่ งนี้ รตฺติ ราตรี วภิ ัตติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. รตฺติ รตฺตโิ ย รตฺตี ทุ. รตตฺ ึ รตตฺ โิ ย รตตฺ ี ต. รตฺตยิ า รตฺตหี ิ รตฺตีภิ จตุ. รตฺตยิ า รตตฺ นี ํ ปญ.ฺ รตฺติยา รตฺยา รตตฺ ีหิ รตตฺ ีภิ ฉ. รตตฺ ยิ า รตฺตีนํ ส. รตตฺ ยิ า รตตฺ ยิ ํ รตฺยํ รตฺตีสุ อา. รตฺติ รตตฺ ิโย รตฺตี ศพั ท์ทีเ่ ป็น อิ การันต์ อิตถลี งิ ค์ แจกเหมือน รตฺติ (ราตรี) ศพั ทบ์ าลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล อาณิ ล่ิม อทิ ธฺ ิ ฤทธ์ิ อตี ิ จญั ไร อุกฺขลิกา หม้อขา้ ว อมู ิ คลนื่ กฏิ สะเอว ขนฺติ ความอดทน คณฺฑิ ระฆัง ฉวิ ผิว ชลฺลิ สะเกด็ ไม้ ตนตฺ ิ เส้นด้าย นนทฺ ิ ความพลดิ เพลนิ ปญฺหิ ส้นเท้า มติ ความรู้ ยฏฺฐิ ไมเ้ ท้า รติ ความยินดี ลทธฺ ิ ลัทธิ วติ รัว้ สตตฺ ิ หอก สนธฺ ิ ความตอ่ อี การนั ตใ์ นอติ ถีลงิ ค์ อี การันตใ์ นอติ ถีลิงคแ์ จกอย่างนี้ นารี นาง วภิ ัตติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. นารี นาริโย นารี ทุ. นารึ นารยิ ํ นาริโย นารี ต. นาริยา นารีหิ นารภี ิ จต.ุ นาริยา นารีนํ ปญฺ. นารยิ า นารหี ิ นารภี ิ ฉ. นาริยา นารีนํ
๘๑ ส. นารยิ า นาริยํ นารสี ุ อา. นาริ นารโิ ย นารี ศพั ท์ทีเ่ ปน็ อี การนั ต์ อิตถลี งิ ค์ แจกเหมือน นารี (นาง) ศัพทบ์ าลี คำแปล ศัพทบ์ าลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล กมุ ารี หญงิ ธานี เดก็ หญิง ฆรณี หญงิ แม่เรือน ถี ปา้ ,น้า วชี นี เมือง ปฐวี แผ่นดิน มาตลุ านี พัด สมิ ฺพลี ไมง้ ้ิว อุ การันตใ์ นอติ ถีลิงค์ อุ การนั ตใ์ นอิตถลี ิงคแ์ จกอยา่ งนี้ รชฺชุ เชือก วิภตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. รชฺชุ รชฺชุโย รชฺชู ทุ. รชฺชุ ํ รชฺชโุ ย รชชฺ ู ต. รชฺชุยา รชชฺ ูหิ รชฺชภู ิ จต.ุ รชฺชุยา รชฺชนู ํ ปญ.ฺ รชชฺ ยุ า รชชฺ หู ิ รชฺชภู ิ ฉ. รชชฺ ุยา รชชฺ นู ํ ส. รชฺชยุ า รชชฺ ยุ ํ รชฺชูสุ อา. รชชฺ ุ รชฺชโุ ย รชชฺ ู ศพั ท์ท่ีเปน็ อุ การนั ต์ อิตถีลิงค์ แจกเหมือน รชฺชุ (เชอื ก) ศพั ทบ์ าลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล อุรุ ทราย กาสุ หลมุ เธนุ แมโ่ คนม ยาคุ ข้าวต้ม ลาวุ นำ้ เตา้ วิชชฺ ุ สายฟ้า อู การันตใ์ นอติ ถลี ิงค์ อู การนั ต์ในอติ ถลี ิงค์แจกอย่างนี้ วธู หญงิ สาว วภิ ัตติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. วธู ทุ. วธุ ํ วธุโย วธู วธุโย วธู
๘๒ ต. วธยุ า วธูหิ วธภู ิ จตุ. ปญฺ. วธยุ า วธนู ํ ฉ. ส. วธยุ า วธหู ิ วธภู ิ อา. วธุยา วธูนํ ศพั ทบ์ าลี จมู วธุยา วธุยํ วธสู ุ วริ ู วธุ วธโุ ย วธู ศัพท์ท่ีเปน็ อู การนั ต์ อติ ถีลิงค์ แจกเหมือน วธู (หญงิ สาว) คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล ศพั ท์บาลี คำแปล เสนา ชมพฺ ู ไมห้ ว้า ภู แผ่นดนิ ,ค้ิว เถาวัลย์ สรพู ตุ๊กแก สินฺธู แม่นำ้ สนิ ธู อ การนั ตใ์ นนปงุ สกลิงค์ อ การนั ตใ์ นนปุงสกลงิ ค์แจกอย่างน้ี กลุ ตระกูล วภิ ตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. กลุ ํ กลุ านิ ท.ุ กุลํ กลุ านิ ต. กุเลน กเุ ลหิ กเุ ลภิ จต.ุ กุลสฺส กุลาย กลุ ตฺถํ กลุ านํ ปญ.ฺ กลุ สมฺ า กุลมหฺ า กุลา กเุ ลหิ กเุ ลภิ ฉ. กลุ สสฺ กลุ านํ ส. กุลสมฺ ึ กุลมฺหิ กุเล กุเลสุ อา. กลุ กลุ านิ ศัพท์ท่ีเปน็ อ การันต์ นปุงสกลงิ ค์ แจกเหมือน กุล (ตระกลู ) ศัพท์บาลี คำแปล ศัพทบ์ าลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล องฺค องค์ อิณ หน้ี อุทร ท้อง โอฏฐฺ ริมฝีปาก กฏฐฺ ไม้ กมล ดอกบวั ฆร เรือน จกกฺ จักร,ลอ้ ฉตตฺ ฉัตร,รม่ ชล น้ำ ตล พ้ืน ธน ทรพั ย์ ปณฺณ ใบไม้,หนงั สอื ผล ผลไม้ พล กำลงั ,พล ภตตฺ ขา้ วสวย มชชฺ น้ำเมา ยนฺต ยนต์ รฏฐฺ แว่นแควน้ รตน แก้ว วตฺถ ผ้า
๘๓ สกฏ เกวยี น อิ การนั ต์ในนปงุ สกลงิ ค์ อิ การันตใ์ นนปุงสกลงิ ค์แจกอย่างน้ี อกฺขิ นัยนต์ า วิภัตติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. อกฺขิ อกขฺ นี ิ อกฺขี ท.ุ อกขฺ ึ อกฺขนี ิ อกฺขี ต. อกฺขินา อกขฺ ีหิ อกฺขีภิ จต.ุ อกขฺ ิสสฺ อกฺขโิ น อกฺขีนํ ปญ.ฺ อกฺขิสฺมา อกฺขิมฺหา อกขฺ ีหิ อกขฺ ีภิ ฉ. อกขฺ ิสสฺ อกฺขโิ น อกขฺ นี ํ ส. อกฺขสิ ฺมึ อกฺขิมหฺ ิ อกขฺ สี ุ อา. อกฺขิ อกฺขีนิ อกฺขี ศัพท์ทเี่ ปน็ อิ การันต์ นปงุ สกลงิ ค์ แจกเหมือน อกขฺ ิ (นยั น์ตา) ศัพท์บาลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล ศพั ทบ์ าลี คำแปล อจจฺ ิ แปลวไฟ อฏฺฐิ กระดูก ทธิ นมส้ม สปฺปิ เนยใส อุ การนั ต์ในนปงุ สกลิงค์ อุ การนั ต์ในนปุงสกลงิ ค์แจกอย่างน้ี วตถฺ ุ พสั ดุ วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. วตฺถุ วตถฺ นู ิ วตถฺ ู ทุ. วตฺถุ ํ วตถฺ ูนิ วตถฺ ู ต. วตฺถุนา วตฺถหู ิ วตถฺ ูภิ จตุ. วตฺถุสสฺ วตฺถุโน วตถฺ ูนํ ปญฺ. วตฺถสุ มฺ า วตฺถมุ หฺ า วตถฺ หู ิ วตฺถูภิ ฉ. วตถฺ ุสฺส วตฺถุโน วตถฺ ูนํ ส. วตฺถุสฺมึ วตถฺ ุมฺหิ วตถฺ สู ุ อา. วตถฺ ุ วตฺถนู ิ วตฺถู
๘๔ ศพั ท์ทเี่ ปน็ อุ การนั ต์ นปงุ สกลงิ ค์ แจกเหมือน วตฺถุ (พัสดุ) ศัพทบ์ าลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล ศัพท์บาลี คำแปล อมฺพุ จกขฺ ุ น้ำ อสสฺ ุ นำ้ ตา อายุ อายุ มธุ สชฌฺ ุ นยั น์ตา ชตุ ยาง ธนุ ธนู นำ้ ผ้งึ มสฺสุ หนวด วปุ กาย เงนิ กติปยศพั ท์ กติปยศัพท์ คือ ศัพท์จำพวกหนึ่ง ท่ีมกี ารแจกผสมวิภัตติเป็นเฉพาะของตนเอง ถึงแม้จะมีลิงค์และการันต์ เหมือนนามนามที่แจกผสมวิภัตติมาแล้วก็ตาม ก็ไม่แจกผสมตามที่แจกเป็นตัวอย่างแล้วน้ัน เช่น ราช เป็น ปุงลิงค์ และ อ การันต์ ศัพท์ทีเ่ ป็น อ การันต์ในปุงลิงคโ์ ดยทั่วไปกน็ ำไปแจกผสมวิภัตติเหมือน ปุรสิ แต่ ราช ศัพท์ ไม่แจก ผสมวิภัตติเหมือนปุริส แจกผสมวิภัตติเป็นเฉพาะของตนเอง ศัพท์ที่มีลักษณะอย่างนี้มีจำนวนน้อย จึงเรียกว่า กติปยศัพท์ บางศัพทก์ ม็ ีกลุ่มเป็นของตนเอง คอื มีศพั ท์แจกตาม บางศพั ท์กม็ กี ารแจกเฉพาะศัพท์เดยี ว กตปิ ยศัพท์ มที ั้งหมด ๑๒ ศัพท์ คือ อตตฺ ตน สตฺถุ พระศาสดา พรฺ หฺม พรหม ปิตุ บิดา ราช พระราชา มาตุ มารดา ภควนตฺ ุ พระผู้มีพระภาคเจ้า มน ใจ อรหนตฺ พระอรหนั ต์ กมมฺ กรรม, การงาน ภวนตฺ ผูเ้ จรญิ โค โค ต่อไปนจ้ี ะนำกติปยศัพทแ์ จกผสมวภิ ัตติ ๑. อตฺต (ตน) อ การันต์ในปุงลงิ ค์ แจกผสมวภิ ัตตไิ ดร้ ปู ดังน้ี วิภตั ติ เอกวจนะ ป. อตตฺ า ท.ุ อตตฺ านํ ต. อตตฺ นา จต.ุ อตตฺ โน
๘๕ ปญ.ฺ อตตฺ นา ฉ. อตฺตโน ส. อตตฺ นิ อา. อตฺต อตตฺ ศัพท์ แจกเป็นเอกวจนะอย่างเดียว ถา้ ต้องการใหเ้ ป็นพหวุ จนะ ให้ว่าซำ้ กันสองคร้ัง เช่น อตตฺ า อตฺ ตา อ.ตน อ.ตน อตฺตโน อตฺตโน ของตนของตน เปน็ ตน้ ๒. พรฺ หมฺ (พรหม)อ การนั ต์ในปุงลงิ ค์ แจกผสมวิภัตติไดร้ ูปดังน้ี วภิ ัตติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. พรฺ หมฺ า พรฺ หฺมาโน ท.ุ พรฺ หฺมานํ พฺรหฺมาโน ต. พรฺ หมฺ นุ า พรฺ หเฺ มหิ พรฺ หฺเมภิ จต.ุ พรฺ หมฺ โุ น พฺรหฺมานํ ปญ.ฺ พรฺ หฺมุนา พฺรหฺเมหิ พฺรหเฺ มภิ ฉ. พรฺ หฺมโุ น พฺรหฺมานํ ส. พฺรหมฺ นิ พฺรหฺเมสุ อา. พฺรหเฺ ม พฺรหมฺ าโน ๓.ราช (พระราชา) อ การันต์ในปงุ ลงิ ค์ แจกผสมวิภตั ติได้รูปดังนี้ วภิ ตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. ราชา ราชาโน ทุ. ราชานํ ราชาโน ต. รญฺญา ราชูหิ ราชภู ิ จต.ุ รญฺโญ ราชิโน รญฺญํ ราชนู ํ ปญฺ. รญฺญา ราชหู ิ ราชภู ิ ฉ. รญโฺ ญ ราชโิ น รญฺญํ ราชูนํ ส. รญเฺ ญ ราชาโน อา. ราช ราชาโน ราชเม่อื เปน็ ศัพท์สมาสเชน่ มหาราช ให้นำไปแจกผสมวภิ ตั ติเหมือนทั้ง ปุรสิ และ ราช แปลกจาก ปุรสิ เฉพาะ ปฐมา และทุตยิ า ดงั นี้
๘๖ มหาราช (มหาราช) อ การันตใ์ นปุงลงิ ค์ แจกผสมวิภัตติไดร้ ปู ดงั น้ี วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. มหาราชา มหาราชาโน ทุ. มหาราชานํ มหาราชาโน นอกนน้ั เหมือน ราช และ ปรุ ิส ๔. ภควนฺตุ (พระผู้มีพระภาคเจ้า) อุ การันต์ในปุงลิงค์ แจกผสมวภิ ัตติได้รปู ดงั นี้ วภิ ตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. ภควา ภควนตฺ า ภควนโฺ ต ท.ุ ภควนตฺ ํ ภควนฺเต ภควนโฺ ต ต. ภควตา ภควนเฺ ตหิ ภควนเฺ ตภิ จต.ุ ภควโต ภควตํ ภควนตฺ านํ ปญ.ฺ ภควตา ภควนฺเตหิ ภควนฺเตภิ ฉ. ภควโต ภควตํ ภควนฺตานํ ส. ภควติ ภควนฺเต ภควนเฺ ตสุ อา. ภคว ภควา ภควนฺตา ภควนฺโต ศัพท์เหล่านี้แจกผสมวิภตั ติเหมือน ภควนตฺ ุ อายสฺมนตฺ ุ คนมอี ายุ จกขฺ มุ นฺตุ คนมีจักษุ คุณวนตฺ ุ คนมคี ุณ ชตุ ิมนตฺ ุ คนรุ่งเรือง ธนวนตฺ ุ คนมที รัพย์ ธิติมนตฺ ุ คนมีปัญญา ปญญฺ วนตฺ ุ คนมปี ญั ญา พนธฺ ุมนฺตุ คนมพี วกพ้อง ปุญญฺ วนฺตุ คนมีบุญ สติมนตฺ ุ คนมสี ติ
๘๗ ศพั ท์แจกตาม ภควนตฺ ุ มี วธิ ีตา่ งกัน ดงั น้ี ๑.ในปงุ ลิงคแ์ จกตามแบบ ภควนตฺ ุ ๒.ในอติ ถีลิงค์ลง อี ปจั จยั สำเร็จรปู เปน็ ๒ อย่างแล้วนำไปแจกผสมวภิ ัตติเหมือนนารี คือ ลง อี ปจั จยั เครือ่ งหมายอิตถ.ี คณุ วนฺตุ + อี แยกพยัญชนะออกจากสระ คณุ วนตฺ อุ + อี ลบสระหน้า คุณวนฺต + อี นำประกอบ คุณวนตฺ ี ลง อี ปัจจยั เครอ่ื งหมายอิตถ.ี คุณวนฺต +ุ อี แปลง นฺตุ เปน็ ต คณุ วต + อี แยกพยัญชนะออกจากสระ คุณวต อ + อี ลบสระหน้า คณุ วต + อี นำประกอบ คุณวตี เมื่อแปลงเป็น คณุ วนฺตี หรือ คณุ วตี เสรจ็ แล้วให้นำแจกผสมวิภตั ติเหมอื น นารี อี การนั ต์ในอติ ถีลิงคต์ ่อไป ในนปงุ สกลิงค์ แจกผสมวภิ ัตตเิ หมอื น ภควนฺตุ ในปุงลิงค์ แปลกแต่ ปฐมาและทุติยา ดงั นี้ ๕. อรหนฺต (พระอรหนั ต์) อ การนั ตใ์ นปุงลงิ ค์ แจกผสมวภิ ัตติได้รปู ดังน้ี วิภตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. อรหา อรหํ อรหนฺตา อรหนฺโต ท.ุ อรหนฺตํ อรหนเฺ ต อรหนฺโต ต. อรหตา อรหนฺเตหิ อรหนฺเตภิ จต.ุ อรหโต อรหตํ อรหนตฺ านํ ปญฺ. อรหตา อรหนเฺ ตหิ อรหนเฺ ตภิ ฉ. อรหโต อรหตํ อรหนตฺ านํ ส. อรหติ อรหนฺเต อรหนเฺ ตสุ อา. อรห อรหา อรหนตฺ า อรหนโฺ ต
๘๘ ๖. ภวนฺต (ผ้เู จริญ) อ การนั ต์ในปุงลงิ ค์ แจกผสมวภิ ัตตไิ ดร้ ูปดงั น้ี วภิ ตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. ภวํ ภวนตฺ า ภวนโฺ ต ท.ุ ภวนตฺ ํ ภวนเฺ ต ภวนโฺ ต ต. ภวตา โภตา ภวนฺเตหิ ภวนเฺ ตภิ จตุ. ภวโต โภโต ภวตํ ภวนฺตานํ ปญ.ฺ ภวตา โภตา ภวนเฺ ตหิ ภวนเฺ ตภิ ฉ. ภวโต โภโต ภวตํ ภวนตฺ านํ ส. ภวติ ภวนฺเต ภวนเฺ ตสุ อา. ภวํ ภวนตฺ า ภวนโฺ ต โภนตฺ า โภนโฺ ต ๗. สตฺถุ (พระศาสดา / คร)ู อุ การนั ตใ์ นปงุ ลงิ ค์ แจกผสมวิภัตติไดร้ ปู ดังนี้ วิภตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. สตถฺ า สตถฺ าโร ท.ุ สตถฺ ารํ สตถฺ าโร ต. สตฺถารา สตถฺ นุ า สตฺถาเรหิ สตฺถาเรภิ จต.ุ สตถฺ ุ สตฺถโุ น สตฺถารานํ ปญ.ฺ สตถฺ ารา สตฺถนุ า สตถฺ าเรหิ สตถฺ าเรภิ ฉ. สตฺถุ สตฺถโุ น สตฺถารานํ ส. สตถฺ ริ สตถฺ าเรสุ อา. สตถฺ า สตฺถาโร ศัพทเ์ หล่านแี้ จกผสมวภิ ัตตเิ หมือน สตฺถุ กตฺตุ ผทู้ ำ เนตุ ผู้นำไป ขตฺตุ ผขู้ ูด ภตตฺ ุ ผูเ้ ลี้ยง ญาตุ ผู้รู้ วตฺตุ ผู้กลา่ ว ทาตุ ผู้ให้ โสตุ ผ้ฟู ัง นตฺตุ ผูห้ ลาน หนตฺ ุ ผ้ฆู ่า
๘๙ ๘. ปติ ุ (บดิ า) มาตาปิตุ (มารดาบิดา) อุ การันต์ในปุงลิงค์ แจกผสมวิภตั ติได้รปู ดงั น้ี วภิ ตั ติ เอกวจนะ พหวุ จนะ ป. ปิตา ปิตโร ท.ุ ปิตรํ ปิตโร ต. ปติ รา ปิตุนา ปิตเรหิ ปิตเรภิ ปติ หู ิ ปิตูภิ จต.ุ ปิตุ ปติ ุโน ปติ รานํ ปิตูนํ ปญฺ. ปิตรา ปิตุนา ปิตเรหิ ปติ เรภิ ปติ ูหิ ปิตูภิ ฉ. ปิตุ ปติ ุโน ปติ รานํ ปิตูนํ ส. ปติ ริ ปิตเรสุ ปิตสู ุ อา. ปิตา ปติ โร ศัพท์เหล่านี้แจกผสมวิภตั ติเหมอื นปติ ุ ภาตุ พ่ีชาย, น้องชาย ชามาตุ ลกู เขย ๙. มาตุ (มารดา) อุ การนั ต์ในอิตถีสิงค์ แจกผสมวภิ ัตติได้รูปดังนี้ วิภตั ติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. มาตา มาตโร ท.ุ มาตรํ มาตโร ต. มาตรา มาตราหิ มาตราภิ มาตูหิ มาตภู ิ จตุ. มาตุ มาตรานํ ปิตูนํ ปญ.ฺ มาตรา มาตราหิ มาตราภิ มาตูหิ มาตภู ิ ฉ. มาตุ มาตรานํ ปิตูนํ ส. มาตริ มาตราสุ ปติ ูสุ อา. มาตา มาตโร
๙๐ ๑๐. มโนคณะ หมู่บทที่มี อ การันต์เป็นท่ีสุดมี มน (ใจ) เป็นต้น เม่ือสำเร็จรูปแล้วเหมือน ปุริส อ การันต์ในปุงลิงค์ แต่มี ลกั ษณะทแ่ี ปลกกว่า ปรุ สิ จงึ จัดเปน็ มโนคณะมลี กั ษณะเฉพาะของตนเอง ๓ ประการคือ ๑. แปลง นา เป็น อา, ส เปน็ โอ, สมฺ ึ เป็น อิ แล้วลง ส อาคม เปน็ สา เป็น โส เป็น สิ เชน่ มนสา, มนโส , มนสิ ๒. บททตุ ิยา ที่ใช้เป็นกรรม แปลง อํ เป็น โอ ได้ เชน่ มโน ญตวฺ า รูแ้ ลว้ ซึ่งใจ ๓. เมื่อเป็นบทสมาสและตัทธิต แปลง อ สระท่ีสุดศัพท์ของมโนคณะเป็นโอ เช่น มโนธาตุ, มโนเสฏฺ า, มโนมยา ข้อสังเกต ในลักษณะทั้ง ๓ นี้ มิใชจ่ ะเป็นไปได้โดยแน่นอน ที่เป็นไปตาม ลกั ษณะนก้ี ็มบี า้ ง เช่น ๑. ในขอ้ ท่ี ๑ นา ส สฺมึ ไม่ได้แปลง เป็น อา เป็น โอ เป็น อิ เสมอไปเช่น มเนน, มนสสฺ , มนสมฺ ึ ๒. ในข้อท่ี ๒ บทกรรมไม่ได้แปลงเป็นโอ ก็มบี ้างเชน่ มนํ ญตวฺ า รู้แลว้ ซง่ึ ใจ ๓. ในขอ้ ที่ ๓ ไมเ่ ป็น โอ กลางบทสมาสและตัทธติ กม็ ีบา้ งเชน่ อยกปลฺลํ มน (ใจ) อ การนั ต์ในปุงลิงค์ แจกผสมวภิ ัตติไดร้ ูปดังน้ี วิภัตติ เอกวจนะ พหุวจนะ ป. มโน มนา ท.ุ มนํ มเน ต. มเนน มนสา มเนหิ มเนภิ จตุ. มนสสฺ มนาย มนตถฺ ํ มนโส มนานํ ปญ.ฺ มนสฺมา มนมหฺ า มนา มนสา มเนหิ มเนภิ ฉ. มนสฺส มนโส มนานํ ส. มนสฺมึ มนมหฺ ิ มเน มนสิ มเนสุ อา. มน มนา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198