Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ตัวอย่าง ปริญญานิพนธ์

ตัวอย่าง ปริญญานิพนธ์

Published by ณัฐพงษ์ ธิมา, 2023-02-18 03:30:09

Description: ตัวอย่าง ปริญญานิพนธ์

Search

Read the Text Version

33 2) การเขยี นภาพฉายงานรูปทรงกระบอก ภาพที่ 2.34 ลักษณะภาพฉายงานทรงกระบอก 3) การเขยี นภาพฉายงานรูปทรงพรี ะมดิ ภาพท่ี 2.35 ลักษณะภาพฉายงานรปู ทรงพรี ะมดิ แตก่ ารเรยี นและทำแบบฝกึ หดั นน้ั โจทย์ไดม้ ีการกำหนดรปู ด้าน และการมองภาพไว้ทั้ง 2 วิธี คือ ทั้งการมองภาพฉายวิธีที่ 1 หรือการมองภาพฉายวิธีที่ 2 เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการมองภาพ และสามารถอา่ นแบบงานไดอ้ ย่างถกู ต้องอีกด้วย ประการสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการมองในทศิ ทาง ใดก็ตาม สิ่งแรกให้กำหนดหรือ เลือกภาพด้านหน้าใหไ้ ด้เสียก่อนแล้วจึงไปพิจารณาเพือ่ เขียนรูปดา้ น อนื่ ตอ่ ไป


34 ลำดบั ขั้นการเขยี นเส้นฉาย การฉายเสน้ วธิ ีท่ี 1 ส่งิ ทีก่ ำหนดมาให้ กำหนดภาพฉายมาใหแ้ ล้ว 2 ด้าน คือภาพด้านหนา้ และดา้ นข้าง หรือภาพ ด้านหน้ากับภาพด้านบน แล้วให้เขียนภาพฉายที่ขาดอยู่อีกด้านหนึ่งให้ ครบถ้วน วธิ สี รา้ ง 1) ที่มุมขวามอื ของภาพด้านหน้า ใหล้ ากเส้นเอยี งทำมุม 45 องศา ลงมาทางด้านล่าง ภาพท่ี 2.36 แสดงเสน้ ลากเอยี งทำมุม 45 องศาลงมาด้านล่าง 2) จากภาพด้านบน ให้ลากเสน้ เบาออกจากขอบงานเพื่อถา่ ยความหนาจากภาพดา้ นบนไปยัง ภาพดา้ นข้าง โดยให้เส้นฉายนต้ี ดั กบั เสน้ เอียง 45 องศาท่ีสร้างเอาไว้ ภาพที่ 2.37 แสดงเส้นลากเบาออกจากขอบชิน้ งาน


35 3) จากภาพด้านหน้าลากเส้นฉายถ่ายทอดความสูงจากด้านหน้า ไปยังภาพด้านข้างจะได้ ความสงู ในภาพดา้ นขา้ ง ภาพที่ 2.38 แสดงภาพเสน้ ลากฉายถ่ายทอดความสูงจากดา้ นหน้า 4) ให้ลากเส้นฉาย ถ่ายทอดส่วนอื่นๆ ให้ไปตัดกันในภาพด้านข้างแล้วเขียนเส้นที่ขาดอยู่ให้ ครบถว้ น ภาพที่ 2.39 แสดงภาพเสน้ ลากฉายถ่ายทอดสว่ นอื่น ๆ


36 การฉายเส้นวธิ ที ่ี 2 สิ่งที่กำหนดมาให้ กำหนดภาพฉายมาให้แล้ว 2 ด้าน แล้วด้านที่เหลือ โดยวิธีนี้มีการกำหนด ตำแหน่งที่ต้งั ของด้านเอาไวด้ ว้ ย เสน้ ผ่าศนู ย์กลาง วิธีนส้ี ว่ นใหญ่มกั จะเป็นการฉายเส้นเพอ่ื หาชนิ้ งานท่ี มรี ปู ทรงกลม งานกลม ทรงกระบอกกลม กรวยกลม ปริ ามดิ และวงกลมทกุ ชนิด วธิ สี รา้ ง 1) ภาพได้กาหนดตาแหน่งของชนิ ้ งานในภาพด้านข้างเอาไว้แล้ว ด้วยเส้นผ่าศนู ยก์ ลาง 2) ที่ภาพด้านบน ให้ลากเส้นฉาย ( เส้นเต็มเบา )จากศูนย์กลางไปทางด้านขวามือ และ ลากเสน้ จากศูนยก์ ลางในภาพด้านข้าง ลงมาด้านลา่ ง 3) ท่ีจุดตดั กนั ของเส้นฉายทง้ั 2 ให้ลากเสน้ เอียงทำมุม 45 องศา ภาพท่ี 2.40 แสดงจดุ ตดั กนั ของเสน้ ฉาย 4) ลากเส้นฉายถ่ายความหนาจากรูปด้านบนไปยังภาพด้านข้าง ได้ความหนาของ ทรงกระบอกในภาพดา้ นขา้ ง 5) ลากเส้นฉายจากภาพด้านหน้า ถ่ายความสูงไปยังภาพดา้ นข้าง จะได้ขนาดสัดส่วนเตม็ ใน ดา้ นขา้ ง ภาพที่ 2.41 แสดงเส้นลากฉายจากภาพด้านหน้า


37 6) ลากเส้นฉายส่วนอ่ืน ๆ ที่ขาดอยู่ไปยังภาพด้านข้างใหค้ รบ แล้วพิจารณาเขียนเส้นต่าง ๆ ให้ครบตอ่ ไป ได้ภาพฉายด้านข้างท่ขี าดอยูอ่ ย่างครบถว้ น ภาพที่ 2.42 แสดงเสน้ ลากฉายสว่ นอนื่ ๆ การเขียนเสน้ ฉายวธิ ที ี่ 3 สงิ่ ทก่ี ำหนดให้ กำหนดภาพฉายมาให้ทั้ง 3 ด้าน และให้เขียนเส้นที่ยังขาดอยู่ในแต่ละด้าน ให้ ครบถว้ น (ภาพฉายทัง้ 3 ดา้ นยังไม่สมบรู ณ)์ วิธสี ร้าง 1) ให้ลากเส้นฉายถา่ ยความหนาจากภาพดา้ นข้างลงมาด้านล่าง ภาพที่ 2.43 แสดงเสน้ ลากฉายความหนาจากภาพด้านขา้ งลงมาด้านลา่ ง 2) และลากเสน้ ฉายถ่ายความหนาจากภาพด้านบนไปทางขวามือ เสน้ ฉายทง้ั 4 เส้นตัดกันท่ี จุด A และB ดัง ภาพ ภาพที่ 2.44 แสดงเสน้ ลากฉายถ่ายความหนาจากภาพด้านบนไปทางขวามอื


38 3) ท่ีจุดตดั A,B ใหล้ ากเสน้ เอียงทำมุม 4) ลากเสน้ ฉาย ถา่ ยสัดสว่ นท่ีขาดอยู่ ไปยังอีกด้านหน่ึง แล้วเขียนเสน้ รปู เส้นประ หรือ เส้น ศนู ย์กลางใหค้ รบถ้วน ภาพที่ 2.45 แสดงเส้นลากฉายถ่ายสัดส่วนทข่ี าดอยู่ การเขยี นเส้นฉายวิธีที่ 4 สิ่งทกี่ ำหนดให้ กำหนดภาพฉายมาให้ 2 ด้าน และให้เขียนด้านที่ยงั ขาดอยู่ครบถว้ น วิธีน้ีก็คอื การ ฉายเสน้ วธิ ที ี่ 2 นน้ั เอง แต่การฉายเส้นจะเขียนเพยี งครง่ึ เดยี ว ทำให้ประหยดั เวลาใน การเขยี นภาพลงได้มากและจะทำใหไ้ ม่ยงุ่ ยาก หรือสับสน ถา้ ต้องเขยี นเส้นฉายเป็น จำนวนมาก ๆ วิธีสร้าง 1) ลากเส้นฉายจากศูนย์กลางในรปู ด้านบน และในรปู ดา้ นขา้ งให้ไปตดั กันท่จี ดุ A ภาพท่ี 2.46 แสดงเสน้ ลากฉายจากศนู ย์กลางในรูปด้านบน 2) ทีจ่ ุดตดั A ใหล้ ากเสน้ เอียงทำมุม 45 องศา ไปทางซา้ ยและ ขวามอื ภาพท่ี 2.47 แสดงภาพจุดตัด A ลากเสน้ เอยี งทำมุม 45 องศา


39 3) จากรปู ด้านบน ลากเส้นฉายถ่ายระยะความ หนา (ลากเสน้ จากขอบงาน ให้ไปตดั กบั เส้น เอียงด้านขวามอื ได้ ความหนาภาพดา้ นขา้ ง ภาพที่ 2.48 แสดงเสน้ ลากฉายถ่ายระยะความหนา 4) ลากเสน้ ถ่ายความสงู จากภาพดา้ นหน้าไปยังภาพด้านขา้ งไดค้ วามสูงในภาพดา้ นข้าง ภาพที่ 2.49 แสดงเสน้ ถ่ายความสูง 5) ลากเสน้ ฉายถ่ายขนาดส่วนอนื่ ๆทีข่ าดอย่ไู ปยงั ภาพด้านข้างให้ครบเขียนเส้นแสดง ภาพ ดา้ นข้างให้ครบถว้ น ภาพท่ี 2.50 แสดงเสน้ ลากฉายถ่ายขนาดสว่ นอ่นื ๆ


40 2.3.9 ภาพช่วย (Auxilliary Views) บางครั้งตัวเราเขียนภาพฉายของชิ้นงานตามกฎเกณฑ์และตำแหน่งของการวางของภาพ ด้านหน้า,ด้านบน ,ด้านข้างและด้านอื่น ๆจะไม่ได้ภาพและการกำหนดขนาดตามลักษณะที่ถูกต้อง เมื่อชิ้นงานมีมุมเอียงทีไ่ ม่ตั้งฉากและขนานกบั ระนาบแนวแกนของการฉายภาพ ทำให้ภาพทีอ่ อกมา ไมถ่ ูกต้อง ดังนั้นจงึ ได้มกี ารกำหนดใหม้ ีการเขียนภาพโดยหมุนให้ช้ินงานเอียงให้ฉายภาพและต้ังฉาก ขนานกับแนวของชิ้นงานที่เอียงในทิศทางและตำแหน่งต่าง ๆ เราเรียกวิธีการเขียนภาพแบบนี้ว่า “การเขยี นภาพชว่ ย(Auzilliaey views)” 2.3.10 ระนาบการฉายภาพช่วย (Auxilliary Orthognal Views) ในการฉายภาพชว่ ยบางคร้ังเราไม่สามารถจะกำหนดหรอื ฉายในกฎเกณฑ์ของการฉายภาพได้ และเปน็ การยากทเี่ ขยี นภาพดา้ นตา่ งๆ ในระนาบหรอื ด้านมาตรฐาน แตล่ ะระบบได้ ในการแบง่ ชนดิ ของภาพชว่ ย จะถูกกำหนดการเกิดภาพในดา้ นต่าง ๆ ดังน้ี 1) การฉายภาพชว่ ยในภาพดา้ นหน้า ภาพที่ 2.51 การเกดิ ภาพฉายช่วยในภาพด้านหนา้


41 2) การฉายภาพช่วยในภาพดา้ นบน ภาพท่ี 2.52 การเกิดภาพฉายชว่ ยในภาพด้านบน 3) การฉายภาพช่วยในภาพดา้ นข้าง ภาพท่ี 2.53 การเกดิ ภาพฉายช่วยในภาพดา้ นขา้ ง จะสังเกตได้ว่าการฉายภาพช่วยจากภาพในด้านต่าง ๆ ทั้ง 3 ชนิดแล้วภาพช่วยที่เกิดข้ึน จะต้องขนานและตั้งฉากกับระนาบอา้ งองิ เสมอและตำแหนง่ ของการเขียนภาพช่วยจะต้องอยู่ใกล้กับ ระนาบที่เราจะต้องเขียนในทิศทางทีเ่ รามองโดยต้องคำนึงถึงมุมของการมองว่าจะมองภาพในมุมท่ี 1 หรอื มมุ ที่ 3 เพอื่ ให้ชิน้ งานไม่เกดิ ความสบั สนและงา่ ยตอ่ การมอง การเขยี นและการอ่านแบบด้วย


42 2.3.11 ประเภทของภาพชว่ ย ในการเขยี นภาพช่วยนั้น บางทเี ราไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งมีการแสดงภาพชิ้นงานทั้งหมดซึ่งเราสามารถ เขียนเฉพาะบางสว่ นได้ ดงั น้ันจึงแบง่ ประเภทของภาพชว่ ยออกเป็น 2 ชนดิ คือ 2.3.11.1.ภาพชว่ ยเต็มสว่ น การเขียนภาพชว่ ยของชิน้ งานท้ังช้ินเพื่อแสดงรูปร่าง และ ลักษณะของชิ้นงาน จากการมอง จากทิศทางของภาพช่วย แต่การเขียนภาพชนิดน้ีไม่เป็นที่นิยมเพราะจะต้องใช้เวลาในการเขียนมาก และยากตอ่ การใช้ช้นิ งานท้งั ชิ้นทไี่ ม่มีความจำเปน็ ทจี่ ะแสดง ภาพที่ 2.54 การฉายภาพชว่ ยเต็มส่วน 2.3.11.2.ภาพชว่ ยเฉพาะส่วน เป็นการเขียนภาพช่วยเฉพาะส่วน เพื่อแสดงส่วนที่ไม่ชัดเจนในภาพฉายและเป็นการชว่ ยลด เวลาในการเขียนแบบในส่วนต่าง ๆ ด้วย ซึ่งขนาดและรปู ร่างก็แสดงในส่วนอนื่ ๆ อยู่แลว้ ภาพท่ี 2.55 การฉายภาพช่วยเฉพาะส่วน


43 ในการเขียนภาพช่วยในระบบมุมที่ 1 และระบบมุมที่ 3 จะมีหลักและวิธีการเหมือนกัน ซึ่ง การวางภาพจะไมแ่ ตกตา่ งกนั โดยจะวางในตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้ • การเขียนภาพช่วยโดยเขียนภาพช่วยที่ได้จะเขียนขนานและตั้งฉากกับระนาบอ้างอิงในแนว เดียวกัน ภาพที่ 2.56 ภาพช่วยทไี่ ดจ้ ะเขยี นขนานและตั้งฉากกบั ระนาบ • การเขยี นภาพช่วยแบบเคลอ่ื นท่ี เป็นการวางตำแหนง่ ของภาพช่วย ณ ตำแหน่งใด ๆ โดยไม่ให้ไป ตามแนวเดียวกัน แต่ภาพที่เขียนจึงจะต้องขนาน และ ตั้งฉากกับระนาบที่เขียน โดยระบุทิศ ทางการมองเปน็ ตัวอกั ษรและกำหนดข้อความระบุภาพที่มอง เชน่ “ VIEW A” ภาพที่ 2.57 เคลือ่ นที่ เปน็ การวางตำแหนง่ ของภาพชว่ ย ณ ตำแหนง่ ใด ๆ • การเขียนภาพช่วยแบบหมุนภาพช่วยเป็นการเขียนภาพช่วยโดยวางไว้ในระนาบปกติ แต่ต้อง กำหนดทศิ ทางการมองและระบอุ งศาของการหมุนชนิ้ งานไว้ดว้ ย เชน่ “หมนุ ไป 45 องศา เปน็ ต้น ภาพที่ 2.58 แบบหมุนภาพชว่ ยเป็นการเขียนภาพชว่ ยโดยวางไว้ในระนาบปกติ


44 2.4 หลักการทางสถิตทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู สถิตทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล บทคัดยอ่ บทความนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดของ Rovinelli และ Hambleton ซึ่งได้ร่วมกันพัฒนาสูตรท่มี ี ชอื่ วา่ Index of Item-Objective Congruence ตวั ย่อ IOC โดยได้นำเสนอสตู รทปี่ รากฏในบทความ ทางวิชาการที่สามารถสืบค้นได้จริงภายในประเทศไทยรวมทั้งได้วิเคราะห์ความเหมือนและความ แตกต่างของสูตรการหาค่า IOC ท่ี ปรากฏในแหลง่ วิชาการต่างๆ พรอ้ มท้งั นำเสนอเงอ่ื นไขการใช้สูตร ดังกล่าวของนักวิชาการผู้พัฒนาซึ่งมีประเด็นที่สำคัญที่สืบค้นได้คือ แนวคิดของการหาค่า IOC ดังกล่าว มุ่งใช้การหาค่าความเที่ยงตรงรายข้อของข้อคำถามในแบบทดสอบอิงเกณฑ์โดยใน แบบทดสอบอิงเกณฑ์หนงึ่ ฉบบั จะประกอบดว้ ยวตั ถุประสงค์มากกว่า 1 วตั ถุประสงค์ และข้อคำถาม ข้อหนึง่ ๆ ในแบบทดสอบดงั กล่าวนัน้ มุ่งวัดวตั ถุประสงค์ข้อใดข้อหน่ึงเพยี งวัตถุประสงค์เดียว แต่การ ปรับใช้การหาคา่ IOC ในวงวิชาการประเทศไทยกลับเป็นว่า เป็นการหาค่าความเท่ียงตรงรายข้อของ แบบทดสอบ ใดๆ ทางการศกึ ษา โดยสือ่ ความไปในแนวทว่ี ่า แบบทดสอบน้นั มงุ่ วัดในวัตถุประสงค์ใด ๆ เพียงข้อเดยี ว และใช้ สตู รการหาค่าเฉลยี่ (  ) แบบธรรมดา คำสำคัญ ดัชนคี วามสอดคล้องระหว่างขอ้ คำถามกบั วตั ถปุ ระสงค์ 2.4.1การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูล หา ค่าสถิติดังน้ี 2.4.1.1 วิเคราะห์คะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาการอ่านภาพฉายก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อการพฒั นาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจริงเพ่ือส่งเสริม การคิดเชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2.4.1.2 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาการอ่านภาพฉายและ หลงั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการพฒั นาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจริงเพอ่ื ส่งเสริมการคิด เชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉายโดยใช้การทดสอบค่า (t-test) กลุ่มตัวอย่างไม่เปน็ อิสระแกก่ นั (Dependent Sample) ที่ระดบั นัยสำคญั .05 2.4.1.3 นำคะแนนรายบุคคลมาวิเคราะห์ระดับความสามารถในการแก้ปัญหาการ อ่านภาพฉายและพัฒนาแอพพลิเคชัน่ แบบจำลองเสมือนจริงเพื่อส่งเสรมิ การคิดเชิงวิศวกรรมในการ อ่านแบบภาพฉายของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต คณะ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้


45 กระบวนการแก้ปญั หาการอ่านภาพฉายโดยนำมาแจกแจงความถี่ตาม ช่วงคะแนนที่เป็นร้อยละว่ามี ความถี่ของนักศกึ ษาแตล่ ะช่วงคะแนนกี่คน และเทียบระดับกับเกณฑ์ที่ ผู้วิจัยได้ปรบั จากเกณฑ์การ ตัดสินระดับผลการเรียนระบบร้อยละของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร ซงึ่ มีรายละเอียดดงั ตาราง ต่อไปนี ตารางที่ 2.1 เกณฑ์การประเมินระดับความสามารถในการแก้ปัญหาและระดับความคิดสร้างสรรค์ ทางคณติ ศาสตร์ ชว่ งคะแนนเปน็ ร้อยละ ระดบั ผลการประเมิน 80 - 100 มคี วามสามารถอยใู่ นระดับดมี าก 70 – 79 มีความสามารถอยใู่ นระดับดี 60 - 69 มคี วามสามารถอยู่ในระดับพอใช้ 50 - 59 มคี วามสามารถอยใู่ นระดับผ่าน 0 - 49 มคี วามสามารถอยูใ่ นระดับไมผ่ า่ น ท่มี า: สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร (2552, น. 19) 2.4.1.4 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการแกป้ ัญหาการอ่านภาพ ฉาย และพัฒนาแอพพลเิ คชนั่ แบบจำลองเสมือนจรงิ เพ่ือสง่ เสรมิ การคิดเชงิ วศิ วกรรมในการอ่านแบบ ภาพฉายของนกั ศึกษาระดับปรญิ ญาตรี หลกั สูตรครุศาสตรอ์ ตุ สาหกรรมบัณฑติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเชียงใหม่ใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพียร์สัน หาทิศทาง ความสัมพันธ์และทดสอบความสัมพันธ์ ที่ระดับนัยสำคัญ .05 โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธ์ สหสัมพนั ธ์มีคา่ ระหวา่ ง -1 ถงึ 1 มกี ารแปลผลดังน้ี


46 ตารางท่ี 2.2 ตารางแสดงความหมายของคา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พนั ธเ์ พียร์สนั ถา้ r มเี คร่อื งหมาย + หมายความว่า มคี วามสมั พนั ธ์เชิงบวก r มีเครือ่ งหมาย - หมายความวา่ มีความสัมพนั ธ์เชงิ ลบ สมั ประสทิ ธิส์ หสมั พันธ์ ความหมาย 1 มคี วามสัมพนั ธ์ในระดบั สงู มาก 0.7 - 0.9 มคี วามสัมพนั ธใ์ นระดับสูง 0.4 - 0.6 มีความสมั พนั ธ์ในระดบั ปานกลาง 0.1 - 0.3 มคี วามสัมพนั ธใ์ นระดบั ต่ำ 0 มีความสมั พนั ธใ์ นระดับต่ำมาก (Dancey, Christine P 2002, p. 166) 2.4.1.5 นำข้อมูลที่ได้จากการวเิ คราะหม์ าสรปุ และอภิปรายผล 2.4.2 สถิติที่ใชใ้ นการวิจยั สถิติที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของ เครื่องมือ และสถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู สำหรับการวจิ ยั ซึ่งมรี ายละเอยี ดดงั น้ี 2.4.2.1 สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื ของแบบวัดความสามารถในการ แก้ปัญหาการอ่านภาพฉาย และพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการคิดเชิง วิศวกรรมในการอา่ นแบบภาพฉายประกอบด้วย (1) การหาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของแบบวัด ความสามารถในการแก้ปัญหาการอ่านภาพฉาย และพัฒนาแอพพลิเคช่ันแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อ สง่ เสรมิ การคิดเชิงวศิ วกรรมในการอ่านแบบภาพฉายโดยการพิจารณาคา่ ดชั นีความสอดคล้อง (Index of Consistency: IOC) โดยใช้สูตรของโรวิเนลลีและ แฮมเบลตัน (Rowinelli and Hambleton, 1977 อา้ งถงึ ใน ล้วน สายยศ และ องั คณา สายยศ, 2543 น. 248–249) มีสูตรคำนวณ ดังนนี้ ∑R IOC = N เมื่อ IOC แทน คา่ ดชั นีความสอดคลอ้ งระหว่างข้อคำถามกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรมู้ คี า่ อย่รู ะหวา่ ง -1 ถงึ + ΣR แทน ผลรวมของการพิจารณาของผูเ้ ชยี่ วชาญ N แทน จำนวนผูเ้ ช่ยี วชาญ


47 (2) การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาการ อา่ นภาพฉาย และพฒั นาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจรงิ เพื่อสง่ เสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการ อา่ นแบบภาพฉายของแบบสอบอัตนัย ดว้ ยวิธีสัมประสิทธิ์ แอลฟาของครอนบาค (พร้อมพรรณ อุดม สิน 2544, น. 128) มีสูตรคำนวณดังนี้ α = k k 1 {1 − ∑ik=1 Si2} − St2 เมือ่  แทน คา่ ความเทยี่ งของแบบทดสอบ k แทน จำนวนข้อในแบบทดสอบ 2 Si2 แทน ความแปรปรวนของข้อสอบในแต่ละข้อ 2 ���������2��� แทน ความแปรปรวนของข้อสอบท้งั หมด (3) หาค่าความยากง่าย (Difficulty: p) แบบสอบอัตนัต ของแบบวัด ความสามารถในการแก้ปญั หาการอ่านภาพฉาย และพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมอื นจรงิ เพื่อ ส่งเสรมิ การคิดเชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉายโดย คำนวณจากสตู รดังนี้ (Whitney & Sabers, 1970) P = SH + SL − (2Nxmin) 2N(Xmax − Xmin) เมอ่ื P แทน ดชั นีความยาก ������������ แทน ผลรวมคะแนนในกลมุ่ เก่ง ������������ แทน ผลรวมของคะแนนในกลุ่มเกง่ N แทน จำนวนผ้เู ขา้ สอบในกล่มุ เก่งหรอื อ่อน ������������������������ แทน คะแนนสูงสดุ ในข้อนน้ั ������������������������ แทน คะแนนต่ำสดุ ในขอ้ นั้น (4) การหาอำนาจจำแนก (Discrimination: D) ของแบบวดั ความสามารถ ในการแกป้ ญั หาการอ่านภาพฉาย และพฒั นาแอพพลเิ คช่ันแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อสง่ เสริมการคิด เชงิ วิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉายโดย คำนวณจากสตู รดงั นี้ (Whitney & Sabers, 1970) D = SH − SL N(Xmax − Xmin)


48 เมอื่ D แทน อำนาจจำแนกของขอ้ สอบ ������������ แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มเก่ง ������������ แทน ผลรวมของคะแนนในกลมุ่ เกง่ N แทน จำนวนผเู้ ข้าสอบในกลุ่มเกง่ หรืออ่อน ������������������������ แทน คะแนนสูงสุดในขอ้ นนั้ ������������������������ แทน คะแนนต่ำสุดในขอ้ นน้ั 2.4.2.2 สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู สำหรับการวจิ ัย ประกอบด้วย (1) หาคา่ รอ้ ยละ โดยคำนวณจากสตู รดงั นี้ n P = N × 100 เมอ่ื n แทน จำนวนทต่ี อ้ งการหา N แทน จำนวนทง้ั หมด (2) หาคา่ เฉล่ีย โดยคำนวณจากสตู รดังนี้ ̅X = ΣX N เม่ือ X̅ แทน คา่ เฉล่ยี ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมด n แทน จำนวนนักศึกษากลุม่ ตวั อยา่ ง (3) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใช้สูตรดังน้ี (ราตรี นันทสคุ นธ์ 2555, น. 186 – 201) S. D. = √n∑nX(2n−−(1∑)X)2 เมอื่ S.D. แทน ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน ∑X2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละค่ายกกำลงั สอง (∑X)2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลงั สอง n แทน จำนวนนกั ศกึ ษากลุ่มตวั อยา่ ง


49 2.4.2.3 สถิติท่ีใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (1) การทดสอบค่าที (t-test) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนน การวัดความสามารถในการแก้ปัญหาการอ่านภาพฉาย และพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือน จริงเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย กลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ แก่กัน (Dependent Sample) (Ferguson, 1976, p. 167) โดยใชส้ ูตรดังนี้ ∑D t= √nΣD2n−−(1∑D)2 df = n-1 เมอ่ื t แทน คา่ สถิตทิ จ่ี ะใช้เปรยี บเทยี บค่าวกิ ฤต เพ่ือทราบความ มีนยั สำคัญ D แทน ผลตา่ งระหวา่ งคคู่ ะแนน n แทน กลุม่ ตวั อยา่ งหรือจำนวนคู่คะแนน (2) การประมาณคา่ ขนาดอิทธพิ ลกรณีท่ีวัดกลุ่มเดยี ว ทราบคา่ เฉลย่ี และ คา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาการอ่านภาพฉาย และ พัฒนาแอพพลิเคชัน่ แบบจำลองเสมือนจริงเพื่อสง่ เสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการอา่ นแบบภาพฉาย (Becker, 1998 cited in Marck W. Lipsey and David B. Wilson, 2001, p. 44) d = ̅XT2 − X̅T1 Sp โดย sp = √S2T1+S2T2 2 เม่ือ ���̅���������1 แทน ค่าเฉลยี่ ของคะแนนกอ่ นเรียน ���̅���������2 แทน คา่ เฉล่ียของคะแนนหลงั เรยี น ������������1 แทน คา่ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของคะแนนกอ่ นเรียน ������������2 แทน คา่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนนกอ่ นเรียน (3) การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการแก้ปัญหาการ อา่ นภาพฉาย และพฒั นาแอพพลิเคช่ันแบบจำลองเสมือนจรงิ เพ่ือสง่ เสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการ อ่านแบบภาพฉายของกลุ่มตัวอย่าง ใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน หาทิศทางความสัมพันธ์ (Argyrous George,2011, p 236) โดยใชส้ ูตรดงั นี้


50 n(∑xy − (∑x)(∑y)) r= √n(∑x2) − (Σx2)√n(∑y2) − (∑y2) เม่ือ r แทน ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งที่ต้องการศกึ ษา n แทน จำนวนขอ้ มูล x แทน สิ่งท่ศี กึ ษาตัวท่ี 1 y แทน สิง่ ทศ่ี ึกษาตวั ท่ี 2 กรอบของการนำสูตรไปใช้ของนักวชิ าการผตู้ งั้ ตน้ การพัฒนา เมื่อพิจารณาจากบทความที่ปรากฏของ Rovinelli และ Hambleton ทั้งหมด การนำเสนอ ค่า IOC ของนกั คิดทง้ั สองท่านกระทำในขอบเขตของงานทางวชิ าการดังนี้ 1) การหาค่าความเท่ียงตรงดงั กล่าวม่งุ ใช้กบั การพัฒนาข้อคำถามในแบบทดสอบแนวการอิง เกณฑ์ 2) ในแบบทดสอบหนง่ึ ฉบับมุ่งวัดในวัตถุประสงค์ทีม่ ากกวา่ 1 วัตถุประสงค์ 3) การหาคา่ ความเท่ยี งตรงรายขอ้ ดงั กล่าวน้ี กระทำผ่านความเหน็ ของผู้เช่ียวชาญ 4) การลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละข้อ จะต้องกระทำผ่านวัตถุประสงค์ทุกข้อ โดย การประเมิน ผ่านวัตถปุ ระสงค์แต่ละขอ้ นนั้ แยกการประเมินไดเ้ ปน็ 3 แบบคือ * ให้คะแนนเป็น 1 เม่ือเห็นว่าข้อคำถามดงั กล่าววัดไดต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ข้อนั้น * ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่มั่นใจว่าข้อคำถามดังกล่าววัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขอ้ นั้น * ให้คะแนนเปน็ -1 เมื่อเหน็ ว่าข้อสอบคำถามดงั กล่าววัดได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ข้อนน้ั 5) ผเู้ ขยี นท้ังสองคนในทนี่ เี้ สนอเง่ือนไขเพิม่ เติมวา่ แนวคิดการหาคา่ IOC ท่ีกล่าวถงึ ทงั้ หมดน้ี ข้อตกลง เบ้อื งต้นว่า ข้อคำถามข้อหน่งึ ๆ ในแบบทดสอบน้นั มงุ่ วดั ในวตั ถปุ ระสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง เพยี งขอ้ เดยี ว


51 การปรับสตู รดงั กล่าวไปใช้ของวงการสาขาการศกึ ษาในประเทศไทยกบั ภาวะกรอบแนวคิดด้ังเดิม ของผพู้ ฒั นาสูตร จากการศกึ ษาแนวคิดดั้งเดิมของการพัฒนาคา่ IOC และหันกลบั มาพิจารณาการประยกุ ตก์ าร หาค่า IOC ในบรรยากาศทางวิชาการในประทศไทยน้ัน ไม่ค่อยสอดรับกบั แนวคดิ ตัง้ ต้นของผู้พัฒนา หลักวชิ าดงั กลา่ วสักเท่าใดนัก กลา่ วคอื 1) การหาค่า IOC ในบรรยากาศทางวิชาการในประเทศไทยนั้น กลายเป็นการหาค่าความ เทยี่ งตรงของ ขอ้ คำถามในเคร่ืองมอื วดั ใด ๆ โดยอาจเป็นแบบทดสอบ หรือแบบมาตราส่วนประมาณ ค่าใด ๆ ก็สามารถใชไ้ ด้ มใิ ช่ จำกัดแค่แบบทดสอบในแนวองิ เกณฑ์ท่ีผูพ้ ฒั นาสตู รกล่าวอ้างไว้ 2) การประเมินการหาคา่ IOC ในแบบทดสอบในบรรยากาศทางวชิ าการประเทศไทย แม้จะ ประเมินเปน็ ระบบ 1 0 และ -1 ตามแนวคิด และโดยทั่วไป ก็ไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์ทีข่ ้อคำถามน้นั ม่งุ วดั ใหเ้ กิดความชดั เจน แตน่ ักคิดทางวิชาการดั้งเดมิ กลา่ วไวว้ า่ ในแบบทดสอบจะตอ้ งมีวตั ถปุ ระสงค์ มากกว่า 1 ข้อ และในการประเมนิ จะต้องให้ผู้เช่ียวชาญพจิ ารณาความสอดคล้องระหว่างข้อคำถาม หนึ่งๆ กับวตั ถปุ ระสงคท์ ุก ๆ ขอ้ โดยวตั ถุประสงคท์ ่ี ข้อคำถามม่งุ วดั คาดหวงั คำตอบท่ไี ด้นา่ จะเป็น 1 สำหรับวัตถุประสงค์ท่ีข้อคำถามนั้นไม่ได้มุ่งวัดก็ต้องประเมินด้วย เช่นกัน โดยคาดหวังจากผลการ ประเมนิ อยู่ท่ี -1 3) ในบรรยากาศทางวิชาการในประเทศไทย อาจจะมีการอ้างอิงว่า มีการหาค่าความ เที่ยงตรงของข้อคำถามในแบบทดสอบเป็นรายข้อ โดยใช้แนวคิดการหาค่า IOC มาใช้พัฒนา แต่ ลักษณะการอ้างอิงไม่ปรากฏความชัดเจนว่าได้อาศัยรากฐานแนวคิดมาจากนักวิชาการทั้งสองคือ Rovinelli และ Hambleton และเทา่ ที่ผ้เู ขยี นทัง้ สองคนประสบ ไม่เคยพบวา่ ไดม้ ีนักวิชาการคนใดที่ อ้างอิงที่มาของแนวคดิ IOC ว่าเป็นแนวคดิ ของใคร มาจากแหล่งใด (ซึ่งอาจมีท่ีมาซึ่งแตกต่างออกไป จากสาระทไ่ี ดน้ ำเสนอมาในบทความน)ี้ สรปุ จากทีไ่ ด้นำเสนอสามารถสรปุ ได้ดงั น้ี 1) แนวคิดการหาค่า IOC ของผู้คิดตั้งต้น คือ Rovinelli และ Hambleton เป็นการหาค่า ความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ในแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ โดยผู้เชี่ยวชาญ และจะตอ้ งให้ผู้เชีย่ วชาญประเมิน ความสอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามหน่ึง ๆ กบั วัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ ท่ีมงุ่ วัดในแบบทดสอบ


52 2) การนำแนวคดิ การหาคา่ IOC มาใช้ในการพฒั นาแบบทดสอบควรคำนงึ ถงึ แนวคดิ ของผู้คิด ตง้ั ต้น เช่น การกำหนดวัตถุประสงค์ของแบบทดสอบเพื่อให้ผ้เู ชยี่ วชาญประเมนิ ความสอดคล้องกับข้อ คำถาม ทุกวตั ถปุ ระสงค์ ท่มี ีในแบบทดสอบ สำหรบั การพัฒนาเครอื่ งมือวดั ในแบบอืน่ ๆ อาจนแนวคิด ของนักวิชาการท่ีมีการเสนอไว้และมี ความสอดคลอ้ งกบั กระบวนการพัฒนาเครอื่ งมอื วดั นั้นๆ 3) จากลักษณะดงั กล่าวควรพัฒนาแนวคดิ การหาคา่ IOC ในความหมายเฉพาะขอนักวิชาการ ดา้ น การศกึ ษาในประเทศไทยมาใชเ้ ป็นการเฉพาะ


บทท่ี 3 การดำเนนิ การ การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการศกึ ษาการสร้างสอ่ื Augmented Reality (AR) เปน็ สื่อเสมือนจริงท่ีใช้ สำหรับการอ่านภาพฉาย สมรรถนะในการอ่านภาพฉาย และความพึงพอใจของผู้เรยี น ดังนั้นเพื่อให้ การวิจัยครั้งนี้ บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ท่ีตงั้ ไว้ ผูว้ จิ ัยจึงไดก้ ำหนดวธิ ีดำเนินการวิจัย ซ่งึ ผูว้ จิ ัยได้ ดำเนินการ วจิ ัยต่าง ๆ ดงั น้ี 3.1 รูปแบบการวจิ ยั 3.2 พ้ืนทวี่ จิ ยั /องคก์ ร 3.3 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 3.4 เครื่องมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย 3.5 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มลู 3.7 ข้ันตอน 1) ขั้นตอนการปฏบิ ัติงาน ภาพที่ 3.1 ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั ิงาน


54 2) การสรา้ งส่อื AR สำหรับการอา่ นภาพฉาย การสรา้ งสื่อ AR สำหรับการอ่านภาพฉายมีข้นั ตอนดังนี้ ภาพท่ี 3.2 แสดงข้นั ตอนการสรา้ งส่ือ AR สำหรบั การอ่านภาพฉาย


55 3) การสรา้ งเครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวิจัย การสร้างเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจยั มขี ั้นตอนดงั นี้ ภาพท่ี 3.3 แสดงข้นั ตอนการสรา้ งเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย


56 4) การสร้างแบบทดสอบ การสรา้ งแบบทดสอบมีขน้ั ตอนดังนี้ ภาพท่ี 3.4 แสดงขัน้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบ


57 3.1 รปู แบบการวิจยั การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยมีนวัตกรรมส่ือ Augmented Reality (AR) เป็นสื่อเสมือนจริงสำหรับการอ่านภาพฉาย โดยดำเนินการทดลองกลุ่ม เดียวเป็นการทดสอบก่อนและหลังการจดั การเรยี นรู้ (One-group pretest-posttes design) 3.2 พื้นท่วี ิจัย/องคก์ ร มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 3.3 ประชากรและการกลุ่มตัวอยา่ ง 3.3.1 ประชากรที่ใชใ้ นการวจิ ัย ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจัย นักศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี หลักสตู รครศุ าสตรอ์ ุตสาหกรรมบัณฑิต คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา 3.3.2 กลุ่มตัวอยา่ งที่ใช้ในการวจิ ยั กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวจิ ัย นักศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 4 (ภาคปกติ) และกลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 2 (เทียบโอน) ปีการศึกษา 2564 หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑติ สาขาวิชาวศิ วกรรมอตุ สหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลล้านนา จำนวน 30 คน 3.4 เครือ่ งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั ลักษณะเครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจัยครงั้ นปี้ ระกอบด้วย 3.4.1 วัสดกุ ารสอน 3.4.1.1 AR สำหรับการอ่านภาพฉาย 3.4.1.2 เอกสารการสอน 3.4.1.3 สื่อการสอน โดยผูว้ ิจยั ได้พัฒนาวัสดกุ ารสอน มขี ้นั ตอนดังนี้ ขน้ั ที่ 1 ศกึ ษา ค้นควา้ เอกสาร ตํารา บทความ วทิ ยานิพนธ์ และงานวจิ ัยทีเ่ กีย่ วข้อง ขน้ั ที่ 2 วิเคราะหข์ ้อมูลทศี่ ึกษาเพือ่ กำหนดเปน็ โครงสรา้ งของเคร่อื งมอื และขอบเขต เนื้อหา ขั้นที่ 3 นําแบบวัสดุการสอน ที่สร้างไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของภาษา เนื้อหาตลอดจนความครอบคลุมพร้อมกับขอคำแนะนําเพิ่มเติมและแนวทางในการ ปรับปรุงแก้ไข 3.4.2 แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจ 3.4.2.1 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีตอ่ “การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบจำลอง เสมอื นจรงิ เพอ่ื ส่งเสริมการคิดเชงิ วิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย”สำหรับผู้เช่ียวชาญ ประกอบไป


58 ด้วย 4 ด้าน ดา้ นเนอ้ื หา ดา้ นแบบทดสอบและการวัดประเมินผล ดา้ นสื่อ/นวัตกรรมการเรียนรู้ และ ดา้ นการจัดบทเรียน 3.4.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของ“การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบจำลอง เสมอื นจริงเพ่อื ส่งเสริมการคดิ เชงิ วิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย”สำหรับผู้เรียน ประกอบไปด้วย 4 ด้าน ดา้ นเนอ้ื หา ดา้ นสือ่ การเรียนรู้ ดา้ นประโยชน์จากการเรียนรู้จาก AR สำหรับการอ่านภาพฉาย และด้านการจัดบทเรียน กำหนดหัวขอ้ ดา้ นเนือ้ หา และดา้ นเทคนิคการผลิตส่ือ และโดยใช้แบบ ประเมินท่ีผู้วิจัยสร้าง ขึ้น กำหนดระดับความคิดเห็นเป็นมาตรฐานประมาณค่าคุณภาพบทเรียน 5 ระดับ (พรรณี ลีกิจ วัฒนะ. 2553:362) ดังน้ี ตารางที่ 3.1 แสดงระดบั คะแนนการแสดงความคิดเห็น ระดับคะแนน ระดบั คะแนน ระดับคุณภาพ 5 ความพึงพอใจมากท่สี ุด 4 ความพึงพอใจมาก 3 ความพงึ พอใจปานกลาง 2 ความพึงพอใจนอ้ ย 1 ความพึงพอใจน้อยทส่ี ุด โดยผู้วิจัยได้พฒั นาแบบสอบถามโดยการแบบสอบถามค่าความเทีย่ งตรงของแบบสอบถาม หรือค่าสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ หรือเนื้อหา (IOC : Index of item objective congruence)ข้นั ตอนดังน้ี ข้ันท่ี 1 ศกึ ษา คน้ คว้า เอกสาร ตํารา บทความ วทิ ยานิพนธ์ และงานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง ขน้ั ท่ี 2 วเิ คราะหข์ ้อมลู ทศี่ ึกษาเพ่ือกำหนดเปน็ โครงสรา้ งของเคร่ืองมือ และขอบเขต เนื้อหา ขั้นที่ 3 นําแบบสอบถาม ที่สร้างไปเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของ ภาษา เนื้อหาตลอดจนความครอบคลุมพร้อมกับขอคำแนะนําเพ่ิมเติมและแนวทางในการ ปรับปรุง แกไ้ ข ขั้นที่ 4 นําแบบสอบถาม ที่สร้างขึ้นเสนอผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านประกอบด้วย ผู้เช่ียวชาญด้านหลักสูตร ด้านวิชาการ และดา้ นการวดั และประเมินผล เพ่อื ตรวจสอบความ เทยี่ งตรง ของเนื้อหา (Content Validity) และนํามาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) จากสูตร (Riviovelli and Hambleton, 1997) ใหค้ ะแนน +1 ถา้ แนใ่ จวา่ ข้อคำถามวัดไดต้ รงตามวัตถุประสงค์ ใหค้ ะแนน 0 ถา้ ไมแ่ น่ใจว่าขอ้ คำถามวดั ได้ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ใหค้ ะแนน -1 ถ้าแน่ใจว่าข้อคำถามวดั ไดไ้ ม่ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์


59 ข้นั ที่ 5 นำแบบสอบถามทสี่ ร้างขึน้ มาวิเคราะห์ค่าดัชนคี วามสอดคล้อง เกณฑ์การคัดเลือกข้อ คาํ ถามคือข้อคําถามทมี่ ีค่า IOC ต้งั แต่ 0.5 - 1.00 คัดเลอื กไวใ้ ชไ้ ด้หาก ข้อคําถามท่ีมีค่า IOC ต่ำกว่า 0.5 ควรพจิ ารณาปรับปรุงหรอื ตดั ท้ิง ผลการวิเคราะ ห์ ข้ อมู ลพ บว่ า ข้อ ค ำถ าม แ บบ สอ บ ถา มคว าม พึ ง พอ ใจ ของ “ก าร พ ั ฒ น า แอพพลเิ คชน่ั แบบจำลองเสมือนจรงิ เพอื่ ส่งเสริมการคดิ เชงิ วศิ วกรรมในการอา่ นแบบภาพฉาย”สำหรับ ผู้เชี่ยวชาญมีค่าดัชนีความสอดคล้องเกิน ไม่ผ่าน 0.5 เพียง 1 ข้อ ด้านการวัดและประเมินผลจึงได้ ตดั ทง้ิ ซงึ่ กถ็ อื วา่ มคี วามเทยี่ งตรงตามเนือ้ หา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพ บว่าข้อคำถามแบบสอบถามคว ามพึงพ อใจของ “การพ ัฒ น า แอพพลเิ คช่ันแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อส่งเสรมิ การคดิ เชิงวิศวกรรมในการอา่ นแบบภาพฉาย”สำหรับ ผ้เู รียนมคี า่ ดัชนีความสอดคลอ้ งเกนิ 0.5 ทุกขอ้ ซงึ่ ถือว่ามีความเทย่ี งตรงตามเนอ้ื หา ขน้ั ที่ 7 ปรับแก้ตามที่ผเู้ ช่ยี วชาญแนะนำ ข้ันท่ี 6 เมื่อผ่านแล้วนำแบบสอบถามมาใช้จรงิ ในการสอบถามความพงึ พอใจ โดยจะมีเกณฑ์ ประเมินดงั น้ี ตารางท่ี 3.2 ตารางแสดงการตีความหมายของการแสดงความคิดเหน็ เกณฑ์ (���̅���) ระดบั การประเมิน 4.50 - 5.00 ดมี าก 3.50 - 4.49 ดี 2.50 - 3.49 1.50 - 2.49 ปานกลาง 1.00 - 1.49 พอใช้ ควรปรบั ปรงุ การประเมินในแต่ละด้านของเนื้อหา และทางด้านเทคนิคการผลิตสื่อ คะแนนเฉลี่ยที่ ได้ จะต้องมีตั้งแต่ 3.5 ขึ้นไป จึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (ล้วน สายยศ. 2543:168) 3.4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ใช้แบบทดสอบชนดิ เลือกตอบ ปรนัย 4 ตัวเลือก 40 ข้อที่ผู้วิจยั สร้างขึ้นซ่ึงแบบทดสอบท่มี ี คุณภาพควรมลี กั ษณะสำคญั คือ มคี วามตรง ความยาก อำนาจจาํ แนก และความเท่ยี งท่เี หมาะสม ซง่ึ มีรายละเอยี ด ดังน้ี 3.4.3.1 การหาค่าความตรงวิธีการวเิ คราะห์ ข้นั ท่ี 1 ให้ผู้เชยี่ วชาญหรือผ้มู ีประสบการณใ์ นรายวิชาน้ัน 5 คน ช่วย ประเมินเป็นรายบุคคล วา่ ขอ้ คาํ ถามแตล่ ะขอ้ สามารถวัดได้ตรงกบั จุดประสงคท์ ี่กำหนดหรือไม่ โดย ให้คะแนนตามเกณฑ์ ดงั น้ี +1 คะแนน สำหรับขอ้ สอบที่แน่ใจว่าสอดคล้องกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้ 0 คะแนน สำหรบั ข้อสอบที่ไมแ่ น่ใจว่าสอดคล้องตามจุดประสงค์การเรยี นรู้


60 -1 คะแนน สำหรับขอ้ สอบที่แน่ใจว่าไม่สอดคล้องตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ คดั เลือกแบบทดสอบท่ีมคี ่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งตง้ั แต่ 0.5 ขนึ้ ไป นําไปใช้เปน็ แบบทดสอบวัด ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 3.4.3.2 นําคะแนนของผู้เชี่ยวชาญทุกคนที่ประเมินมากรอกลงในแบบวิเคราะห์ ความ สอดคล้องของข้อคําถามกับจุดประสงค์เพือ่ หาคา่ เฉล่ีย สำหรบั ขอ้ คาํ ถามแต่ละข้อ ใช้สูตร ดังนี้ (พรรณี ลกี ิจวฒั นะ 2553: 197) ∑R IOC = N เม่ือ IOC แทน ดชั นคี วามสอดคลอ้ งระหว่างขอ้ สอบกับจุดประสงค์ R แทน ค่าคะแนนรายขอ้ ตามดุลยพินิจของผูท้ รงคณุ วุฒิ ∑ แทน ผลรวม N แทน จำนวนผู้ทรงคณุ วุฒิ เกณฑก์ ารคดั เลือกขอ้ คาํ ถามคอื ขอ้ คําถามท่ีมคี ่า IOC ตั้งแต่ 0.5 - 1.00 คดั เลือกไว้ใช้ได้หาก ขอ้ คาํ ถามท่มี คี ่า IOC ต่ำกว่า 0.5 ควรพิจารณาปรับปรุงหรอื ตดั ท้งิ 3.4.3.1 ความยากง่ายโดยใชเ้ ทคนิค 27 % ใช้กับข้อสอบที่มีการให้คะแนนแบบ 0, 1 คือ ผิดให้ 0 ถูกให้ 1 ตัวเลข 27% หมายถึง ค่าร้อยละของผู้ตอบกลุ่มสงู 27 %และกลุ่มตำ่ 27 % นั่นคอื มีการแบง่ ผตู้ อบออกเป็น 2 กลุ่ม เทา่ ๆ กนั ตามลำดบั คะแนนมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (p) อำนาจจําแนก (r) โดยใชเ้ ทคนิค 27 % และคา่ ความเช่อื มนั่ (พรรณี ลกี จิ วัฒนะ 2553 : 207) ดัง สตู ร P = RH + RL 2n เมือ่ P คือ ค่าความยากงา่ ย RH คอื จำนวนผู้ตอบถูกของข้อนั้นในกลมุ่ สูง RL คอื จำนวนผู้ตอบถกู ของข้อน้นั ในกลุ่มตำ่ N คือ จำนวนผู้ตอบในแตล่ ะกล่มุ ซง่ึ มีจำนวนเท่ากนั


61 ตารางท่ี 3.3 ตารางเกณฑ์ การพิจารณาค่าความยากงา่ ยของข้อสอบ เกณฑ์ ความหมาย แบบทดสอบทง่ี ่ายมาก 0.80 - 1.00 0.60 – 0.79 แบบทดสอบทง่ี ่าย 0.40 – 0.59 แบบทดสอบท่ีปานกลาง 0.20 - 0.39 0.00 – 0.19 แบบทดสอบทีย่ าก แบบทดสอบทยี่ ากมาก การหาอำนาจจําแนกโดยใช้เทคนิค 27 % (พรรณี ลกี ิจวัฒนะ, 2553: 211) r = RH + RL n r คอื คา่ อำนาจจาํ แนก RH คอื จำนวนผูต้ อบถกู ขอ้ น้ันในกลุ่มสงู RL คอื จำนวนผตู้ อบถกู ข้อนนั้ ในกลมุ่ ต่ำ N คอื จำนวนผู้ตอบในแต่ละกล่มุ ซ่ึงมีจำนวนเท่ากนั ) ตารางที่ 3.4 เกณฑ์ในการพจิ ารณาต่ออำนาจจาํ แนกของขอ้ สอบ เกณฑ์ ความหมาย ผลการพจิ ารณา 0.40 – 1.00 อำนาจจาํ แนกสูง เป็นขอ้ สอบทมี่ ีคุณภาพดีมาก 0.30 - 0.39 อำนาจจําแนกปานกลาง เปน็ ข้อสอบทม่ี ีคุณภาพดพี อสมควร 0.20 - 0.29 อำนาจจําแนกคอ่ นขา้ งต่ำ เป็นขอ้ สอบท่มี ีคณุ ภาพพอใช้ 0.00 - 0.19 อำนาจจาํ แนกต่ำ เปน็ ขอ้ สอบท่ีใชไ้ มไ่ ด้ 3.4.3.2 นําข้อสอบที่ผ่านการหาค่าความยากง่ายและอำนาจจําแนกตามที่เกณฑ์ กำหนด ไว้ไปทดสอบกับนักศึกษาที่เรียนเรื่องการวิเคราะห์การทดสอบมาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์ รีชารด์ สันและค่าความเชอ่ื มันต้องไม่ต่ำ กว่า 0.7 (พรรณี ลีกิจวัฒนะ 2553: 205) จึงจะ เป็นแบบทดสอบที่มีค่าความเชื่อมั่นเป็นเกณฑ์ที่ ยอมรับได้ การหาค่าความเชือ่ มั่นในแบบทดสอบ โดยใช้สูตร KR -20 Kuder Richardson (พรรณี ลี กิจวัฒนะ 2553 : 203)


62 k ∑pq rtt = k − 1 [1 − st2 ] เมือ่ rtt แทน ค่าความเชือ่ ถือไดข้ องเครอ่ื งมือวัด k แทน จำนวนขอ้ ของเครื่องมือวัด ∑ แทน ผลรวม p แทน สดั สว่ นของผตู้ อบถกู ในแต่ละขอ้ q แทน สดั สว่ นของผตู้ อบผิดในแต่ละขอ้ 3.5 วธิ ีการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยทำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2564 สำหรับนักศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 4 (ภาคปกติ) และกลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 2 (เทียบโอน) นักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรม บัณฑิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จำวนวน 30 คน โดยมี วิธดี ำเนนิ การทดลองและเกบ็ รวบรวมข้อมูลตามลำดบั ดงั นี้ 3.5.1. ข้นั เตรียมการผู้วจิ ยั ได้มีการจดั เตรียมตามลำดับขัน้ ตอน ดังต่อไปนี้ 3.5.1.1 วางแผนการปฏบิ ัติการ 3.5.1.2 ศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาปัญหาในการเรียนวิชา เขียนแบบวิศวกรรม เรื่อง ภาพฉาย 3.5.1.3 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี ว Augmented Reality (AR) 3.5.1.4 กำหนดระยะในการทดลอง คอื ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564 3.5.1.5 เตรียมกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ซึ่งได้มาจากการเลือกมาคือ กลุ่ม ก่อนจะออกฝึกสอน คือกลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 4 (ภาคปกติ) และกลุ่มห้องเรียนชั้นปีที่ 2 (ภาคเทียบ โอน) ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 30 คน 3.5.1.6 เตรียมการทดลองแบบออนไลน์โดยใช้ Microsoft teams 3.5.1.6 เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์การสอน 3.5.2 ขัน้ ทดลอง ผวู้ ิจยั จัดลำดับการทดลองดงั น้ี 3.5.2.1 แนะนำการเรยี นการสอน ขอ้ ตกลงตา่ งๆ 3.5.2.2 ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน


63 3.5.2.3 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยนำ Augmented Reality (AR) สำหรับ การอา่ นภาพฉาย มาเปน็ สือ่ ในการจดั กิจกรรมเรยี นร้เู พ่มิ เตมิ 3.5.2.4 ผเู้ รียนทีเ่ ป็นกลุ่มตัวอย่างทำกจิ กรรมระหวา่ งเรียนตามลำดบั 3.5.2.5 ทำการทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์หิ ลงั เรียน 3.5.2.6 ผเู้ รียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจ 3.5.2.6 ผู้วิจัยนําผลที่ได้จากการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนและหลังเรียนไป วิเคราะห์ ข้อมูลและหาประสทิ ธิภาพของบทเรยี นตามเกณฑ์มาตรฐานซึง่ กำหนดไว้ไมน่ ้อยกวา่ 80/80 3.5.3 ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามลำดับขั้นต่อไปนี้ เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ได้แก่ 3.5.3.1 การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อ การพัฒนา แอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย โดย ผเู้ ชีย่ วชาญ นําข้อมูลทีไ่ ดม้ าหาคา่ เฉล่ีย 3.5.3.2 การเก็บคะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนและหลังเรียนด้วย บทเรียนด้วย Google From 3.5.3.3 การเก็บคะแนนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนในแต่ละ หน่วยการเรียนรู้หลังจากที่เรียนจบในแต่ละหน่วยการเรียน โดยให้นักศึกษาทำกจิ กรรมระหว่างการ เรียน 3.5.3.4 การเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อ การพัฒนา แอพพลิเคชั่นแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย โดย ผู้เรยี น นําขอ้ มูลทไี่ ดม้ าหาคา่ เฉล่ีย 3.6 การวิเคราะหข์ อ้ มูล ผูว้ จิ ัยทำการวเิ คราะห์ข้อมูลและเก็บรวมรวมขอ้ มูล การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ลำดับ ดงั นี้ 3.6.1. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 3.6.1.1 จากแบบสอบถามความพงึ พอใจท่ีมีตอ่ การพฒั นาแอพพลิเคชั่นแบบจำลอง เสมือนจริงเพื่อส่งเสริมการคิดเชงิ วิศวกรรมในการอ่านแบบภาพฉาย โดยผู้เชี่ยวชาญ ในรูปแบบของ มาตราประเมนิ คา่ 5 ระดบั โดยใช้ เกณฑแ์ ปลความหมายของคา่ เฉลี่ยแต่ละขอ้ ดังน้ี คะแนน 1.00-1.49 หมายถงึ คุณภาพควรปรับปรุง คะแนน 1.50-2.49 หมายถงึ คุณภาพพอใช้ คะแนน 2.50-3.49 หมายถงึ คณุ ภาพปานกลาง คะแนน 3.50-4.49 หมายถึง คุณภาพดี คะแนน 4.50-5.00 หมายถงึ คณุ ภาพดมี าก 3.6.1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจากการทำแบบทดสอบเพื่อหาประสิทธิภาพของ บทเรียน (E1/E2) การหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอน วิชา เขียนแบบวิศวกรรม เรื่องภาพ ฉาย ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ คอื 80/80


64 3.6.1.3 การวเิ คราะห์ข้อมูลผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน วชิ า เขยี นแบบวศิ วกรรม เรื่อง ภาพฉาย นําผลต่างระหว่างคะแนนจากการ ทดสอบการเรียนรู้ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง โดยใช้สถิติทดสอบค่าที่ (t-test) ชนิด Dependent Samples 3.6.1.4 จากแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมตี อ่ การพฒั นาแอพพลเิ คช่นั แบบจำลอง เสมือนจริงเพ่ือสง่ เสริมการคิดเชิงวิศวกรรมในการอา่ นแบบภาพฉาย โดยผเู้ รียน ในรูปแบบของมาตรา ประเมนิ ค่า 5 ระดับ โดยใช้ เกณฑแ์ ปลความหมายของคา่ เฉล่ยี แต่ละขอ้ ดังน้ี คะแนน 1.00-1.49 หมายถึง คณุ ภาพควรปรบั ปรุง คะแนน 1.50-2.49 หมายถงึ คุณภาพพอใช้ คะแนน 2.50-3.49 หมายถึง คณุ ภาพปานกลาง คะแนน 3.50-4.49 หมายถงึ คณุ ภาพดี คะแนน 4.50-5.00 หมายถึง คุณภาพดีมาก 3.6.2 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู 3.6.2.1 การหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) โดยการนําคะแนนจาก การทำ กจิ กรรมระหวา่ งเรียนของผู้เรียนทลี ะคนมารวมกันแล้วหาค่าเฉล่ียและเทียบสว่ นเป็นร้อยละจากสูตร ดงั น้ี E1 = ∑x1 x10 N(A) เมอื่ E1 คอื ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ ∑x1 คอื คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือกจิ กรรมในบทเรียน A คือ คะแนนเตม็ ของแบบฝึกหัดหรอื กจิ กรรมในบทเรยี น N คือ จำนวนผู้เรยี น 3.6.2.2 การหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) โดยการนําคะแนนจากการทำ แบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทีละคนมารวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยและเทียบส่วนเป็นร้อยละ 100 จากสตู รดงั น้ี E2 = ∑x2 x100 N(B)


65 เมื่อ E2 คือ ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์ ∑x2 คือ คะแนนรวมของแบบทดสอบหลงั เรยี น B คอื คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลังเรียน N คือ จำนวนผูเ้ รยี น 3.6.2.3 การหาคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน วิชา เขียนแบบวิศวกรรม เรื่อง ภาพฉาย ที่ได้จากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการผลิตสื่อ และผู้เรียน โดย ใชค้ า่ เฉลย่ี เลขคณิต (Mean) และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard Division) ดงั น้ี (พรรณี ลีกิจ วัฒนะ, 2553: 245) คา่ เฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ใชส้ ตู รดังนี้ ∑x x̅ = n เม่อื x̅ คอื ค่าเฉล่ยี คอื ผลรวมของคะแนนในชุดข้อมูล ∑x คอื จำนวนกลุ่มตวั อย่างท้งั หมด n ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Division) มีสูตรดังนี้ (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2553: 248) S. D. = √∑(x − x̅)2 n−1 เมื่อ S. D. คอื ค่าความเบ่ียงเบนมาตรฐาน ∑ คอื ผลรวมของคะแนน x คือ คะแนนแตล่ ะคา่ ในชุดขอ้ มูล x̅ คอื ค่าเฉลี่ยของคะแนนในชดุ ขอ้ มูล n คือ จำนวนกลมุ่ ตัวอย่างในแต่ละด้าน


66 3.6.2.3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ก่อนเรียนกับหลังเรียน ด้วยการเรียนการสอน วิชา เขียนแบบวิศวกรรม เรื่องภาพฉาย โดย การทดสอบค่า (t – test) ชนิด Dependent Samples (พรรณี ลกี ิจวฒั นะ, 2550: 147) สตู รทใี่ ช้ t= ∑D √n∑Dn2 − (∑D2) − 1 D คือ ผลต่างระหว่างคะแนนกอ่ นเรียนและหลังเรยี น ∑D คอื ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคะแนนก่อนเรยี นและหลงั เรียน ∑D2 คือ ผลรวมของผลต่างระหวา่ งคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นยกกาํ ลังสอง n คอื จำนวนนักเรียน


67 3.7 คู่มอื การทำAR การทำAR มี 2 ข้นั ตอน 3.7.1 ขน้ั ตอนกการทำภาพ 3 มิติ 3.7.2 ขน้ั ตอนการสรา้ งไฟล์ APK 3.7.1 ข้ันตอนการทำภาพ 3 มติ ิ ข้ันตอนท่ี 1 เข้าไปทโี่ ปรแกรม Unity Hub ภาพท่ี 3.5 ขนั้ ตอนท่ี 1 เข้าไปท่โี ปรแกรม Unity Hub


68 ขั้นตอนท่ี 2 คลกิ ท่ี NEW ภาพที่ 3.6 ขนั้ ตอนท่ี 2 คลิกท่ี NEW ขั้นตอนที่ 3 เลอื ก 2020.3.14f1 ภาพที่ 3.7 ขน้ั ตอนที่ 3 เลอื ก 2020.3.14f1


69 ขั้นตอนที่ 4 คลกิ ท่ี 3D แลว้ พิมชอ่ื Project name และกดท่ี create ภาพท่ี 3.8 ข้นั ตอนที่ 4 คลิกท่ี 3D แลว้ พิมชอ่ื Project name และกดท่ี create ขั้นตอนที่ 5 รออพั โหลด ภาพที่ 3.9 ข้นั ตอนท่ี 5 รออัพโหลด


70 ขั้นตอนที่ 6 มาเข้าเวป็ Vuforia และสร้างไฟล์ ภาพที่ 3.10 ขัน้ ตอนท่ี 6 มาเข้าเวป็ Vuforia และสรา้ งไฟล์ ขั้นตอนที่ 7 คลิกขวาท่ี main camera ภาพที่ 3.11 ขั้นตอนท่ี 7 คลกิ ขวาท่ี main camera


71 ขั้นตอนท่ี 8 กดDelete ภาพที่ 3.12 ขน้ั ตอนท่ี 8 กดDelete ขนั้ ตอนที่ 9 กดที่ window และเลือก package manager ภาพท่ี 3.13 ข้นั ตอนท่ี 9 กดที่ window และเลอื ก package manager


72 ขั้นตอนท่ี 10 กดท่เี คร่ืองหมาย บวก และเลือก add package from disk ภาพท่ี 3.14 ข้ันตอนที่ 10 กดที่เคร่ืองหมาย บวก และเลือก add package from disk ข้ันตอนที่ 11 เลอื ก Package.json และกด open ภาพที่ 3.15 ขนั้ ตอนท่ี 11 เลือก Package.json และกด open


73 ขั้นตอนที่ 12 รอโหลด ภาพที่ 3.16 ขัน้ ตอนที่ 12 รอโหลด ข้นั ตอนท่ี 13 คลิกขวาในพืท้ ่ีโล่งดา้ นซา้ ย แลว้ ไปท่ี Vuforia Engine และเลอื ก AR Camera ภาพที่ 3.17 ขัน้ ตอนท่ี 13 คลิกขวาในพืท้ ีโ่ ล่งดา้ นซ้าย แล้วไปที่ Vuforia Engine และเลอื ก AR Camera


74 ขั้นตอนที่ 14 เข้าทเ่ี วป็ Vuforia แล้วคลกิ ที่ target manager และคลิกท่ี add database ภาพที่ 3.18 ข้นั ตอนท่ี 14 เข้าที่เวป็ Vuforia แล้วคลิกท่ี target manager และคลิกท่ี add database ขนั้ ตอนที่ 15 ตงั้ ชือ่ แล้วคลกิ ที่ Device และกด Create ภาพท่ี 3.19 ข้นั ตอนท่ี 15 ตง้ั ช่อื แล้วคลิกท่ี Device และกด Create


75 ขั้นตอนที่ 16 กดเขา้ ไฟล์ท่เี ราสร้างขึน้ เม่อื กี้ ภาพที่ 3.20 ขน้ั ตอนท่ี 16 กดเข้าไฟลท์ เ่ี ราสรา้ งขึน้ เมอ่ื กี้ ขน้ั ตอนที่ 17 เมื่อเข้ามาตรงหน้านใี้ ห้กด add target ภาพท่ี 3.21 ขน้ั ตอนที่ 17 เมือ่ เข้ามาตรงหนา้ นใ้ี ห้กด add target


76 ข้นั ตอนท่ี 18 เลอื กรปู ภาพท่เี ราต้องการ .jpg แล้วตรง widthให้เลอื ก400-500 และกด add ภาพท่ี 3.22 ขัน้ ตอนท่ี 18 เลือกรปู ภาพทเ่ี ราต้องการ .jpg แล้วตรง widthให้เลอื ก400-500 และกด add ขนั้ ตอนที่ 19 รอโหลด ภาพท่ี 3.23 ขนั้ ตอนที่ 19 รอโหลด


77 ขั้นตอนที่ 20 เข้ามาท่ี AR camera และกดตรง open Vuforia engine configuration ภาพท่ี 3.24 ข้ันตอนท่ี 20 เข้ามาท่ี AR camera และกดตรง open Vuforia engine configuration ขั้นตอนท่ี 21 จะขนึ้ หน้าจอขวามอื ภาพท่ี 3.25 ขั้นตอนท่ี 21 จะขน้ึ หน้าจอขวามือ


78 ข้นั ตอนท่ี 22 ใหม้ าทเ่ี วป็ Vuforia แลว้ เขา้ ตรงที่ License manager และกดทไ่ี ฟล์ท่เี ราสร้างไว้ ภาพท่ี 3.26 ขั้นตอนท่ี 22 ใหม้ าที่เว็ป Vuforia แลว้ เข้าตรงที่ License manager และกดทีไ่ ฟล์ท่เี รา สร้างไว้ ข้นั ตอนท่ี 23 คลกิ ตรงกรอบสีเทาหน่ึงทีเพ่อื เปน็ การก็อปปี้ ภาพท่ี 3.27 ขนั้ ตอนที่ 23 คลกิ ตรงกรอบสเี ทาหนึง่ ทีเพือ่ เป็นการก็อปป้ี


79 ขั้นตอนที่ 24 นำมาวางไว้ตรงขวามือ ภาพที่ 3.28 ขนั้ ตอนท่ี 24 นำมาวางไว้ตรงขวามอื ขั้นตอนท่ี 25 คลกิ ขวาที่ AR camera แลว้ เลือก Vuforia engine และเลอื กเลือก Image target ภาพท่ี 3.29 ขัน้ ตอนท่ี 25 คลกิ ขวาท่ี AR camera แลว้ เลือก Vuforia engine และเลอื กเลือก Image target


80 ขั้นตอนท่ี 26 จะขึ้นหนา้ น้ี ภาพท่ี 3.30 ข้นั ตอนที่ 26 จะข้นึ หนา้ น้ี ขัน้ ตอนที่ 27 เขา้ ทีเ่ วป็ Vuforia แล้วเลือก target manager และกด Download Database ภาพที่ 3.31 ขั้นตอนที่ 27 เข้าทีเ่ ว็ป Vuforia แล้วเลอื ก target manager และกด Download Database


81 ขั้นตอนที่ 28 ให้กดที่ Unity Editor และกด Download ภาพที่ 3.32 ข้ันตอนที่ 28 ใหก้ ดที่ Unity Editor และกด Download ขัน้ ตอนที่ 29 รอโหลด ภาพท่ี 3.33 ข้นั ตอนที่ 29 รอโหลด


82 ขั้นตอนท่ี 30 เมื่อ Download เสร็จจะขนึ้ ตรงซา้ ยล่าง ให้คลกิ เข้าไป ภาพท่ี 3.34 ข้นั ตอนท่ี 30 เมอ่ื Download เสรจ็ จะขนึ้ ตรงซ้ายลา่ ง ใหค้ ลกิ เขา้ ไป ข้นั ตอนท่ี 31 เม่อื ข้นึ มาหน้านี้ใหก้ ด Import ภาพท่ี 3.35 ข้ันตอนท่ี 31 เมอ่ื ข้นึ มาหนา้ นีใ้ หก้ ด Import


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook