100 แทรกซอ๎ นจะหายไดเ๎ องภายใน 21 วัน ผเ๎ู ล้ียงอาจทราบวําแพะเปน็ โรคปากและเทา๎ เปอ่ื ยได๎ โดยสังเกตดจู าก อาการเจ็บปาก แผลเมด็ ตมํุ นา้ํ ลายไหล ไมกํ นิ อาหาร ขากะเผลกไมเํ ดนิ การรกั ษา ใชย๎ ามํวง ( เจนเช่ยี นไวโอเลต ) ทาทแ่ี ผลทป่ี ากและกบี หัวยม วนั ละคร้ัง และฉดี ยา ปฏชิ ีวนะ เพื่อปูองกันโรคแทรกซอ๎ นทง้ั น้คี วรขอคาํ แนะนําจากสัตวแพทย๑ การปอู งกัน 1. ฉดี วคั ซนี ปูองกนั โรคปากและเทําเป่ือยปีละ 1 ครั้ง 2. กกั แพะทนี่ ําเข๎ามาเลีย้ งใหมํ เปน็ เวลา 14 วนั จนแนใํ จวาํ ไมเํ ปน็ โรคแล๎วจงึ นาํ เขา๎ รวมฝงู โรคมงคล่อพษิ เทยี ม โรคนตี้ ิดตอํ ถงึ คนไดเ๎ ชนํ กนั และพบวาํ จนถงึ ปจั จุบนั มีคนเปน็ โรคน้กี ันมากแลว๎ ผเู๎ ลยี้ งแพะจงึ ควรทราบ จะไดร๎ ะมดั ระวงั ไว๎ เปน็ โรคทเ่ี กดิ จากเชื้อแบคทเี รียชนดิ หน่งึ ติดตอํ โดยการกนิ เช้อื อยูํในดนิ นํา้ อาหาร และ หญ๎าและตดิ ตํอไดโ๎ ดยการสัมผัสทางบาดแผล อาการทพี่ บในแพะคือ ซบู ผอมลง อํอนเพลยี ซมึ เบ่ืออาหาร ซดี ดีซาํ น มไี ข๎ มนี าํ้ มกู ขอ๎ ขาหนา๎ บวมชักและตาย เมอ่ื ผําซากแพะจะพบฝมี ากมายตามอวยั วะภายใน เชนํ ปอด ม๎าม ไต ตบั ใตผ๎ ิวหนงั ตอํ มน้ําเหลือง และขอ๎ อักเสบมหี นอง เชอ้ื นี้มักด้ือยา การรกั ษาไมํคํอยได๎ ดงั น้นั ควร ทําลายและกําจัดซากโดยการเผา ไมํควรนําซากแพะมาบริโภคโดยเด็ดขาด การปอู งกนั และควบคมุ โรคตอ๎ ง กําจดั ซากแพะทันทีควรตรวจเลอื ดแพะทุกๆ 1 ปี ถ๎าพบเปน็ โรคใหก๎ าํ จัดออกจากฝงู และทาํ ลาย การรกั ษา ไมํแนะนาํ ใหร๎ ักษาควรกําจดั ออกจากฝงู เพราะโรคนร้ี ักษาหายยากและตดิ ตอํ ถงึ คนได๎ การปอู งกัน 1. กําจดั แพะปวุ ย และทาํ ลายซากหา๎ มนาํ มาบริโภค 2. ตรวจสขุ ภาพแพะ โดยเจาะเลือดสํงห๎องปฏบิ ตั ิการทกุ ๆ 2 ปี 3. ตรวจเลอื ดแพะทกุ ตวั ทนี่ าํ เข๎ามาใหมํ ถา๎ พบให๎ทําลายท้งิ โรคปอดปวม โรคนเี้ กดิ จากเช้อื แบคทีเรียชนิดหนง่ึ เป็นไดก๎ บั แพะทุกอายุ พบไดท๎ วั่ ไปโดยเฉพาะแพะทีอ่ ํอนแอและ ไมเํ คยถาํ ยพยาธิ พบภาวะโรคนี้บอํ ยๆในฤดูฝนเช้อื ติดตํอได๎รวดเรว็ โดยการกนิ เชอื้ ท่มี อี ยใํู นนา้ํ อาหาร หายใจ เชอ้ื ในอากาศ การอยรูํ วมฝงู กับแพะปวุ ยดว๎ ยโรคนี้ อาการของแพะทป่ี วุ ย ไดแ๎ กํ มีไข๎ จมกู แห๎งมีนาํ้ มูก หอบ หายใจเสยี งดงั ไอ ถา๎ เป็นเรือ้ รังแพะจะ แคระแกรน ออํ นแอ แพะปวุ ยจะตายถึง 60-90 เปอรเ๑ ซ็นต๑ โดยเฉพาะ แพะท่ีมพี ยาธมิ าก และลูกแพะหลงั หยาํ นมใหมจํ ะตายมากท่สี ุด สถานีปศุสตั ว๑
101 การรกั ษา โดยฉดี ยาปฏิชวี นะ เชํน เพนนิซิลลนิ ออ๏ กซเิ ตตราซยั คลนิ คลอแรมเฟนนคิ อล อยาํ งใด อยาํ งหนง่ึ เป็นเวลาอยํางหนงึ่ เป็นเวลา 3-5 วันตอํ กัน ทงั้ น้ีทง้ั นั้นควรปรึกษา สัตวแพทยใ๑ นการรักษา โรคนี้ ปูองกนั ได๎โดยจดั การโรงเรอื นให๎ สะอาด พนื้ คอกแห๎ง อยาํ ใหฝ๎ นสาดหรอื ลมโกรกแพะ และควรยกพื้นโรงเรอื น ประมาณ 1-1.5 เมตร แพะปวุ ยใหแ๎ ยกขังไวใ๎ นคอกสตั วป๑ วุ ยตํางหาก จนกวําจะหายดแี ล๎วจึงคํอยนาํ เขา๎ รวมฝงู เดมิ ใหมํ นอกจากน้คี วรถาํ ยพยาธิ แพะ เปน็ ประจําตามโปรแกรมทกุ ๆ 4-6 สปั ดาห๑ เพอื่ ใหแ๎ พะแขง็ แรงและ ควร ดแู ลแพะหลังหยาํ นมเปน็ พิเศษด๎วยการเสรมิ อาหารทมี่ คี ณุ ภาพดี โรคแท้งตดิ ตอ่ เกิดจากเช้อื แบคทเี รยี แพะจะแทง๎ ในชํวงลกู อายปุ ระมาณ 4-6 สปั ดาห๑ แตไํ มคํ ํอยเกิดโรคน้ีบํอย โรคนี้ ติดตํอถึงคนได๎ จึงต๎องระวังในการดื่มนมแพะ อาการของแพะสงั เกตยาก ต๎องตรวจจากเลือดเทาํ น้นั ดงั น้นั ควร ไดม๎ กี ารปอู งกันทด่ี ีทส่ี ดุ คือ ทําลายแพะทเี่ ป็นประจํา โดยการตรวจเลือดปีละ 1ครั้ง การปอู งกนั คือ ทําลายแพะท่เี ป็นโรค และไมคํ ัดเลือกแพะทพ่ี อํ -แมํพันธุ๑เคยมปี ระวัตเิ ป็นโรคมาเล้ียง โรคไข้นม โรคน้เี กดิ ในระยะท่ีแพะใกลค๎ ลอด หรอื ขณะทกี่ ําลงั อยํใู นระยะใหน๎ ม สาเหตเุ กิดจากแคลเซยี มใน เลอื ดตา่ํ กวาํ ปกติ เนอ่ื งจากถูกนาํ ไปใช๎ในการสร๎างนํ้านม อาการของแพะท่เี ป็นโรคไข๎นมคอื ตื่นเตน๎ ตกใจงาํ ย การทรงตัวไมดํ ี กลา๎ มเนื้อเกรง็ นอนตะแคงและคอบดิ ซีด หอบ อํอนเพลยี ถ๎าเปน็ มากรักษาไมทํ ันกถ็ งึ ตายได๎ การรักษา ให๎รบี ตดิ ตํอสตั วแพทยใ๑ นท๎องทีม่ ารักษา การปูองกันโดยการเพ่ิมอาหารทม่ี ีปรมิ าณ แคลเซียมในชวํ งท่แี พะคลอดและให๎นม โรคขาดแร่ธาตุ มักเกิดกับแพะเพศเมีย โดยทแี่ พะไมไํ ด๎รบั แรํธาตุหรืออาหารขน๎ เสริมในภูมปิ ระเทศท่ีมแี รํธาตใุ นดนิ ต่าํ จะพบแพะปุวยดว๎ ยโรคนี้มาก สาเหตุเกดิ จากขาดแรํธาตุหลัก ได๎แกํ แมกนีเซยี ม ฟอสฟอรสั ซลี เี นียม เป็น ตน๎ อาการท่พี บแพะแสดงอาการออํ นแอ คอเอียง เดนิ หมนุ เปน็ วงกลม ล๎มลงนอนตะแคง ทอ๎ งอดื และตายใน 2-3 การรักษาทําได๎โดยการให๎อาหารข๎นและแรํธาตุหลัก ได๎แกํ แมกนีเซยี ม ฟอสฟอรัส ซีลเี นยี ม เปน็ ตน๎ อาการ ทีพ่ บแพะแสดงอาการออํ นแอ คอเอยี ง เดินหมนุ เปน็ วงกลม ลม๎ นอนตะแคง ท๎องอดื และตายใน 2-3 วนั การ รกั ษาทาํ ไดโ๎ ดยการใหอ๎ าหารขน๎ และแรํธาตแุ กแํ พะเลยี กิน ใหว๎ ติ ามนิ และแรธํ าตุไว๎ในโรงเรือนให๎แพะไดเ๎ ลียกนิ ตลอดเวลา โรคท้องอืด เกดิ จากกินหญ๎าอํอนมาเกนิ ไป หรืออาหารข๎นที่มีโปรตีนสูงมากเกนิ ไป ( เกนิ 3% ของนํา้ หนักตวั ) หรอื การทีแ่ พะปุวยและนอนตะแคงดา๎ นซ๎าย การแก๎ไขผู๎เล้ียงแพะตอ๎ งเจาะท๎องเอาแก๏สออก และกระต๎นุ ให๎ แพะลกุ ขนึ้ เดิน สถานีปศุสัตว๑
102 การตดั แตง่ กีบ การตดั แตํงกบี เปน็ งานประจําทผี่ ู๎เลย้ี งแพะจะต๎องปฏบิ ัตใิ นการเลย้ี งแพะ การตัดแตงํ กบี จะชวํ ยปูองกัน ไมใํ หป๎ ลายกีบ งอกผดิ ปกติและปอู งกนั ไมใํ หก๎ บี เนาํ เน่อื งจากมูลสัตวเ๑ ขา๎ ไปติดอยใํู นกีบท่ี ไมํได๎ทาํ การแตงํ การ ตดั แตํงกบี จะใช๎มีดสาํ หรับแตงํ กบี หรือใชก๎ รรไกรตดั กบี ทํา การตัดแตํงกีบกไ็ ด๎ การตัดแตงํ กีบควรทาํ ในขณะอากาศเย็นช้นื ทง้ั นเ้ี พราะกีบจะอํอนตวั ทาํ ใหต๎ ดั แตํงไดง๎ ําย ถา๎ หากทําใน อากาศท่ีรอ๎ น ควรนาํ แพะไปยนื ในทีเ่ ปียกชนื้ สักครํูหนึ่งกอํ นทําการตดั แตํงกบี ผ๎ูทาํ การตดั แตงํ กบี จะต๎องทําการ จับขาของแพะใหแ๎ นนํ โดยยกขาขน้ึ แลว๎ ใชร๎ ะหวํางขาหนีบ ( ใช๎ดา๎ นข๎างชํวงเขําหนีบ ) จากน้นั ใช๎มดี แตํงกบี ตดั กบี ชํวงท่ียาวออกเกินจาก รปู ลกั ษณะปกติทิง้ การตัดแตงํ กบี ทาํ ทง้ั ดา๎ นนอกและระหวําง รํองกบี สําหรับพืน้ ของเทา๎ ควรตัดกบี ให๎เสมอกบั พนื้ เท๎าเทาํ นน้ั การตดั แตํงกบี ที่ดีควรทาํ แล๎ว รูปราํ งคล๎ายกับกบี เทา๎ ของลกู แพะท่ี เกดิ ใหมํ การตัดแตงํ กบี ควรทําเสมออยาํ งนอ๎ ยเดอื นละ 1 ครั้ง ลักษณะกบี เท๎าของแพะกํอนการตดั แตํงกีบ ทม่ี า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3147&s=tblanimal การใช๎กรรไกรตัดแตงํ กีบเท๎าของแพะ ทมี่ า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3147&s=tblanimal สถานปี ศุสตั ว๑
103 กบี เทา๎ ของแพะภายหลงั การตัดแตงํ กีบ ทีม่ า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3147&s=tblanimal 4.4.5 แกะ แกะพนั ธ๑ุตาํ งๆทั้งพันธ๑ตุ ํางประเทศและทมี่ ใี นประเทศไทยทง้ั แกะขนและแกะเน้ือทน่ี ยิ มเล้ียง 1. แกะพันธ์ุคาทาดิน กรมปศสุ ัตว๑ได๎รบั การสนับสนนุ พอํ พนั ธน๑ุ ้ีจากสถาบันวนิ รอ็ ค ประเทศสหรฐั อเมรกิ า เมอ่ื ปี พ.ศ.2532 เป็นแกะเนือ้ ทรี่ ัปบตัวเข๎ากบั สภาพแวดลอ๎ มได๎ดี เล้ยี งปลํอยตามทงํุ หญ๎าธรรมชาติได๎โดยไมตํ ๎องเสริ มอาหารข๎น ผลดั ขนเองเมือ่ อากาศรอ๎ น ทนพยาธภิ ายในมากกวาํ แกะพันธ๑ุอ่ืน เนื้อแกะคณุ ภาพดี ไมํมีกลน่ิ สาบ นํา้ หนักแรก เกิด 2.5-3.1 กก. น้าํ หนักหยาํ นม 18-20 กก. โตเตม็ ท่ีตัวผ๎ูหนกั 90 กก. ตวั เมีย 55-60 กก. แกะพนั ธคุ๑ าทาดนิ ทีม่ า : http://small.breeding.dld.go.th/breeding_2/goat_deer/sheep1.html 2. แกะพันธซ์ุ านตาอเิ นส เป็นแกะเนื้อ จาํ เข๎าจากประเทศบราซิล ปี พ.ศ.2540 ขนาดใหญใํ บหูยาวปรก หนา๎ โค๎งนูน มีหลายสี น้าํ หนกั แรกเกดิ 2.5-3.5 กก. นํา้ หนกั หยํานม 18-20 กก. โตเตม็ ทตี่ ัวผ๎หู นัก 80-90 กก. ตัวเมยี 60 กก. สถานีปศสุ ัตว๑
104 แกะพันธ๑ซุ านตาอิเนส ท่มี า : http://small.breeding.dld.go.th/breeding_2/goat_deer/sheep1.html 3. แกะพนั ธ์ุบารบ์ าโดส แบล็คเบลลี เปน็ แกะเนอื้ มีถิ่นกําเนดิ ในหมํูเกาะบาร๑บาโดส แถบทะเลแคริบเบียน มสี นี ํา้ ตาลออํ นถึงเขม๎ และมีสดี ํา ทใี่ ต๎คาง ใตใ๎ บหู บอบตา และบริ เวณพ้ืนทอ๎ งลงมาถึงใตข๎ า มีลักษณะพเิ ศษคอื ให๎ลกู ดก อัตราการเกิดลูกแฝดสูง 60.8% แมํแกะวยั เจริญพนั ธุ๑หนัก 45 กก. ขนาดครอก 1.5-2.3 ตวั ตอํ ครอก น้าํ หนกั แรกเกดิ ลกู เดี่ยว 3.0 กก. ลกู แฝด 2.8 กก. นา้ํ หนกั หยาํ นมอายุ 4 เดอื น ลกู เดี่ยว 1.7 กก. ลูกแฝด 13.4 กก. และนา้ํ หนักโตเตฒ๎ ท่ี เพศผ๎ู 68-90 กก. เพศเมีย 40-59 กก. แกะพันธบุ๑ าร๑บาโดส แบล็คเบลลี ทม่ี า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3671&s=tblanimal สถานีปศสุ ัตว๑
105 4. แกะเนือ้ พนั ธดุ์ อรเ์ ปอร์ มีลกั ษณะเนอ้ื ที่มคี ณุ ภาพสูง สามารปรับตัวเข๎ากับสภาพแวดลอ๎ มตํางๆ ไดด๎ ี ทนแลง๎ มลี าํ ตัวสีขาว หวั สีดํา ไมํมีเขา แกะเนือ้ พนั ธดุ๑ อร๑เปอร๑ ทมี่ า : http://small.breeding.dld.go.th/breeding_2/goat_deer/sheep1.html นอกจากน้ี กรมปศสุ ัตวไ๑ ด๎นําแกะพันธ๑เุ ซา๎ ท๑แอฟรกิ ันมตั ตอนเมอรโิ น, แกะพนั ธุค๑ อรร๑ ิเดล และแกะพนั ธุ๑ บอนด๑ ซึ่งใหผ๎ ลผลิตทง้ั เนือ้ และขนทมี่ ลี ักษณะดีเข๎ามาเล้ยี งปรบั ปรงุ พนั ธ๑ุแกะ ในประเทศ เพื่อเพม่ิ ผลผลติ และ รายได๎ให๎แกํเกษตรกร แกะพันธ๑ุเซ๎าท๑แอฟริกันมตั ตอนเมอริโน ท่มี า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3671&s=tblanimal แกะพนั ธคุ๑ อรร๑ เิ ดล ทมี่ า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3671&s=tblanimal สถานปี ศุสตั ว๑
106 แกะพนั ธบุ๑ อนด๑ ทมี่ า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=3671&s=tblanimal โรงเรอื นเลี้ยงแกะ โรงเรือน ควรทําคอกให๎อยูํ มหี ลงั คากนั แดดและฝน ยกพ้ืนสูง เพ่ือทาํ ความสะอาดงาํ ย มีทีใ่ สํนํา้ และ อาหาร ความยาวรางอาหารมพี อใหแ๎ กะกนิ ได๎ครบทุกตัว และมีท่แี บงํ กน้ั เพอ่ื กนั ตวั อื่นทีแ่ ขง็ แรงกวําแยงํ กิน อาหาร และถา๎ เปน็ ไปไดค๎ วรแบงํ กนั้ คอกสาํ หรบั เลย้ี งแกะโต แกะเล็ก แมํอม๎ุ ท๎อง แมเํ ลยี้ งลกู หรือคอกลกู แกะ โรงเรือนเลี้ยงแกะ ท่มี า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2033&s=tblanimal พ้ืนคอก ทําเป็นไมร๎ ะแนง ในแกะโตมคี วามหําง 1.5 ซ.ม. แกะเลก็ 1.3 ซ.ม. เพอ่ื ใหม๎ ูลและปสั สาวะลง พนื้ ดิน พ้นื คอกจะไดแ๎ ห๎งและสะอาด รวมท้งั ชํวยปูองกนั พยาธทิ ี่อาจติดออกมากับมูลได๎ และเก็บมูลใต๎คอกใช๎ ทําป๋ยุ ตํอไป พ้ืนดนิ ควรเทปูนลาดเอยี งทําความสะอาดงําย หรอื ใช๎แผํนพลาสติกรองรับของเสียลงถัง ปัสสาวะ เพ่ิมยูเรยี สถานีปศุสัตว๑
107 การทาํ พนื้ คอก ท่มี า : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2033&s=tblanimal รวั้ กน้ั แปลงหญ้า อาจทาํ จากวัสดเุ หลือใช๎ในท๎องถน่ิ ทม่ี ีราคาถูก เชนํ ไมร๎ วก หรืออวนจับปลา การเลย้ี งดแู กะ 1. ชว่ งวยั เจริญพนั ธ์ุ (ระยะการเปน็ สดั ) แกะเร่ิมวัยเจรญิ พันธู๑เม่ืออายุ 3-4 เดือน ตวั เมยี จะเป็นสัดยอมใหต๎ วั ผู๎ขึน้ ทับผสมพนั ธ๑ุได๎ ควรแยกลูกตัวเมยี ออกไปเลีย้ งเฉพาะในคอกตวั เมีย และจะใหผ๎ สมพันธกุ๑ ันเมอ่ื อายุ 8 เดือนข้นึ ไป เพอื่ ใหพ๎ ํอแมํมคี วามสมบรู ณ๑ พันธ๑กุ อํ น มฉิ ะนัน้ อาจทําใหต๎ ัวแมไํ มํพร๎อมและเล้ียงลกู น้าํ นมน๎อย ลูกท่เี กิดอาจตวั เล็ก แคระแกรน และ ออํ นแอตายได๎ ลักษณะการเปน็ สดั ของแมํแกะ สังเกตดไู ด๎จาก - อวยั วะเพศบวมแดง ชํมุ ช้นื และอนุํ - กระดกิ หางบอํ ยขน้ึ - จะยนื เงยี บเมอ่ื ตวั ผห๎ู รอื ตัวอื่นมายนื ประกบติด - ไมคํ อํ ยอยูสํ ขุ กระวนกระวาย และไมํอยากอาหาร แมแํ กะมีวงรอบการเป็นสัดทกุ 17 วัน สวํ นตาํ ง 2 วัน แมํแพะมวี งรอบการเป็นสัดทกุ 21 วนั สวํ นตําง 2 วัน 2. ชว่ งการผสมพันธ์ุ เม่ือเห็นแมแํ กะเปน็ สดั แล๎ว ระยะท่เี หมาะสมให๎ตัวผูข๎ น้ึ ทบั คอื 12-18 ช่ัวโมง หลังจากทีเ่ ห็นอาการการ เป็นสัด อตั ราสํวนผสม -พํอหนมุํ 1 ตวั ตอํ แมํ 10-15 ตวั -พํออายุ 2 ปขี ึ้นไป 1 ตวั ตํอแมํ 20-30 ตัว ขอ้ แนะนา 1. ไมคํ วรนาํ พอํ ผสมกบั ลกู ตัวเมยี หรอื ลูกตวั ผู๎ผสมกับแมํ เพราะอาจทาํ ให๎ลูกทเี่ กิดข้ึนตัวเล็กลง ไมํ สมบูรณ๑ หรอื ลกั ษณะทไี่ มดํ ี พิการออกมา สถานีปศุสตั ว๑
108 2. ควรสับเปล่ียนหมนุ เวยี นพอํ พันธ๑ุตัวใหมทํ ุก 12 เดอื น (แลกหรอื ขอยืมระหวํางฟาร๑ม/หมูํบา๎ น) 3. ควรคดั แมํทผ่ี สมไมตํ ดิ 2 คร้ังออกไป 4. ควรแยกเลย้ี งแมทํ ๎องแกํ และแมเํ ลย้ี งลกู ไวใ๎ นคอกตํางหาก เพือ่ กันอันตรายจากตวั อื่น 3. ชว่ งการอุม้ ท้อง (ระยะอ้มุ ท้อง 150 วัน) สงั เกตดูวาํ แมแํ กะอุ๎มท๎อง หรอื โดย - ไมแํ สดงอาการเปน็ สดั อกี หลังจากผสมพันธไ๑ุ ปแล๎ว 17-21 วัน - ทอ๎ งขยายใหญํขึน้ ตามลําดับ - เตา๎ นมและหวั นมขยายใหญํข้ึนจากเดิม ชวํ งระยะอุ๎มท๎องนาํ้ หนกั แมํจะเพมิ่ ข้ึนจากเดิมประมาณ 5 กก. ดังนั้นควรเสรมิ หญ๎า ถัว่ หรอื พชื ตระกูล ถัว่ ตาํ งๆ และเสรมิ อาหาร รําข๎าว กากถว่ั เหลอื ง หรือวัสดุเหลือใช๎จากการเกษตร เชนํ แอข๎ ๎าวโพด และควรมนี ํ้า สะอาดวางให๎กินเต็มท่ี และคอกเลยี้ งควรแห๎ง สะอาด พ้นื คอกแข็งแรง ไม๎ระแนงไมํผพุ งั เพอ่ื ปอู งกันการแทง๎ ลูก อาการใกล๎คลอดของแกะ ที่มา : http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2127&s=tblanimal ลกั ษณะอาการใกลค๎ ลอดลกู ของแมํแกะ สงั เกตจาก - ตะโพกเรมิ่ ขยาย หลงั แอํนลง (เพราะท๎องหนักขนึ้ ) - เต๎านมขยายใหญมํ ากขึ้นและหวั นมแตงํ - อวัยวะเพศบวมแดง และชมุํ ชื้น - จะไมนํ อน แตํลุกข้ึน เอาเทา๎ ตะกยุ พ้ืนคอก - ความอยากอาหารลดลง สถานีปศุสตั ว๑
109 4. การเล้ียงดลู กู ชว่ งแรกคลอด ควรให๎ลกู ไดก๎ นิ นมน้าํ เหลืองจากแมทํ นั ที ถา๎ หากลกู อํอนแอ อาจรดี นมแมใํ สขํ วดหรือหลอดฉดี ยาแล๎ว นํามาปอู นลกู ดว๎ ยตนเอง หากแมไํ มมํ ีนํ้านมเล้ียงลูก หรแื มตํ าย อาจใชน๎ มนาํ้ เหลอื งเทยี ม ทาํ ข้นึ เองโดยใช๎ สวํ นผสม ดังนี้ - นมวัว หรอื นมผง 0.25-0.5 ลติ ร - นํ้านมตบั ปลา 1 ช๎อนชา - ไขํไกํ 1 ฟอง - นา้ํ ตาล 1 ชอ๎ นชา ผสมละลายใหเ๎ ข๎ากนั และอุํนนมทอ่ี ณุ หภูมิ 60 องศา ปอู นใหล๎ กู ดูดกนิ 3-4 วันๆ ละ 3-4 ครง้ั หลังจาก น้ันฝากแมตํ ัวอนื่ เลี้ยง ซ่ึงตอ๎ งคอยดแู มํ ยอมรับเล้ยี งรบั เล้ียงลูกกาํ พร๎าหรอื ไมํ ถา๎ ไมยํ อมรบั อาจใชย๎ าหมํองหรอื ของทมี่ กี ลิ่นฉนุ ปูายจมูกแมํ หรอื ใชเ๎ ชอื กผกู คอแมเํ พอ่ื ไมใํ หเ๎ หน็ ลกู กาํ ลงั ดูดนม 5. การเลย้ี งดลู กู ช่วงการหยา่ นม - ควรดแู ลเรอ่ื งความสะอาดทงั้ อาหารและพน้ื คอก ปอู งกันลูกขไี้ หล - ควรใหล๎ ูกไดห๎ ัดกินหญ๎าและอาหารเสรมิ ต้งั แตอํ ายุ 3-4 สัปดาห๑ - ลกู ทีห่ ยาํ นมแลว๎ ลกู ตัวเมียควรเลีย้ งแยกออกจากตวั ผ๎ู เพื่อปอู งกันการผสมกนั เอง เนือ่ งจากแกะเป็น สัดเรว็ ในชวํ ง 4-6 เดอื น หากปลอํ ยให๎ผสมกันเองตง้ั แตเํ ล็กจะทาํ ใหแ๎ คระแกรนและลูกออํ นแอตาย อาหารของแกะ แกะสามารถกินหญา๎ ไดห๎ ลายชนดิ และพุํมไม๎ตํางๆ แตํแพะมีนสิ ัยชอบเลอื กกนิ หญา๎ หรือพชื ที่มีลาํ ตน๎ สั้น ชอบกินหญา๎ ที่งอกขึน้ ใหมๆํ หญ๎าหมักและใบพชื ผกั ตลอดจนพชื หัวประเภทตํางๆ ซง่ึ อาจเลีย้ งแกะในแปลง ผักตาํ งๆ หลกั การเก็บเกย่ี วได๎ แตํควรปลํอยใหใ๎ บพืชผักเหลํานั้นแหง๎ นา้ํ กอํ น เน่อื งจากถ๎ากินในขณะพืชผักนนั้ ยังสดอยูํ อาจทาํ ใหแ๎ กะท๎องอืดได๎ เพราะพืชผกั นั้นมนี ํา้ มาก และควรระวังยาฆาํ แมลงท่ใี ชใ๎ นสวํ นพืชผกั นนั้ ด๎วย แกะเดนิ แทะเล็มหญ๎าวนเวียนไมํซา้ํ ทีก่ ันแมจ๎ ะมหี ญ๎าอยํูมากกต็ ามกย็ งั คงเดินตํอไป ยิ่งมหี ญา๎ มากแกะ กจ็ ะเลอื กมากเลอื กกินแตหํ ญา๎ อํอนๆ เชํนเดยี วกบั แพะซ่งึ ไมํชอบกนิ หญ๎าในท่ีเดยี วกันเปน็ เวลานานๆ การเลีย้ ง แกะที่มีอายุมากหรอื ลูกแกะที่ยงั เลก็ ควรเล้ยี งในแปลงหญา๎ ท่ีมี คุณภาพดี เพราะฟนั ของแกะเหลํานีไ้ มํคอํ ยดี การดักหญา๎ มนแตํละครั้งจะได๎ปริมาณหญ๎าทีน่ ๎อย สถานีปศสุ ตั ว๑
110 การแทะเล็มหญ๎าของแกะ ทมี่ า : http://pantip.com/topic/32286040 ในการปลอํ ยแกะแทะเล็ม ควรปลํอยแกะลงกนิ หญ๎าท่ีมคี วามสงู จากพ้ืนดินอยรูํ ะหวําง 4-8 นว้ิ สํวนแพะ ชอบกนิ หญ๎าที่มีความสูงมากกวํา 10 นว้ิ จนถึงความสูงทส่ี ดุ เทาํ ท่ีจะกนิ ได๎ ไมพ๎ ุํมไมห๎ นามแพะจะชอบกนิ มาก รวมท้ังยอดอํอนของตน๎ พชื สวํ นแกะจะเกบ็ กินหญ๎าท่สี น้ั ตามหลงั การเล้ียงแกะในสวนยาง สวนผลไม๎ เชนํ สวํ นมะมํวง มะขาม และขนนุ เป็นตน๎ เพอ่ื ชํวยกาํ จัดวชั พชื แกะสามารถกนิ ผลไมท๎ รี่ ํวงหลํนลงเป็นอาหารได๎ดว๎ ย นอกจากนี้ยงั อาศยั รมํ เงาของต๎นไม๎หลบแสงแดดร๎อนได๎ แตํไมคํ วรปลํอยแกะลงไปในสํวนทผี่ ลไมร๎ ํวมหลํนมากๆ ในคร้งั แรก เพราะอาจจะกินมากเกนิ ไป ทําใหท๎ อ๎ งอดื ได๎ ถา๎ เลี้ยงปลอํ ยอยํูแลว๎ เปน็ ประจํากจ็ ะไมํมปี ัญหามากนกั การตดั ใบไมใ้ หก้ ิน 1. การตัดใบไม๎ใหก๎ ินไมคํ วรใหเ๎ กนิ 1 ใน 3 ของหญ๎า 2. การตัดกิง่ ไม๎ควรเลอื กก่ิงที่มีใบมากๆ ไมแํ กํเกินไป 3. ควรตัดใบพืชตระกูลถวั่ เชํน ใบกระถิน แค ทองหลางใหแ๎ มแํ กะท่ีอ๎ุมทอ๎ ง หรอื กาํ ลงั เล้ยี งลกู 4. ควรตดั ใหเ๎ หนอื จากพนื้ ดินไมนํ ๎อยกวาํ 1 เมตร 5. ควรผูกกง่ิ ไม๎แขวนไวเ๎ หนือพ้นื เพ่ือให๎แกะได๎เลอื กกิน สถานปี ศสุ ัตว๑
111 6. ควรตดั ใบไม๎มากกวาํ 2 ชนดิ ใหแ๎ กะไดเ๎ ลอื กกนิ และปลูกต๎นไม๎ 2-3 ชนิด ริมร้วั โรงเรอื นใหก๎ ิกน และใหร๎ มํ เงา 7. ควรปลํอยแกะลงแบบหมุนเวียน แปลงละ 4-5 สปั ดาห๑ เพ่อื ใชแ๎ ปลงอยํางมีประสิทธิภาพและตัด วงจรพยาธิ 8. ควรปลอํ ยแกะลงแปลงหญา๎ ชํวงสายหลังจากหมดนํ้าค๎างแล๎ว ถ๎าตัดใหก๎ นิ ควรตัดตอนชํวงบาํ ยและ ตัดเหนือพนื้ ดิน เพื่อปอู งกนั พยาธิ การดแู ลสขุ ภาพของแกะ ผ๎ูเล้ยี งอาจพบปญั หา แกะมสี ุขภาพไมํดี เจบ็ ปวุ ย จงึ ต๎องหม่ันเอาใจใสดํ แู ลในเร่ืองสุขภาพ ดังน้ี 1. กาจดั พยาธภิ ายนอก ไดแ๎ กํ เห็บ เหา ไร ซึง่ ทาํ ใหส๎ ัตวร๑ ําคาญ และขนหลดุ เปน็ หยํอมๆ หรือเป็นข้ี เร้อื นมีผลทําใหส๎ ขุ ภาพไมดํ ี ผลผลติ ลดลง การปูองกนั แกไ๎ ขโดยอาบน้าํ และฉดี พนํ ลําตัวดว๎ ยยากาํ จัดพยาธิ ภายนอก 2. กาจัดพยาธิภายใน ไดแ๎ กํ พยาธิตวั กลม ตัวตืด และพยาธิใบไมใ๎ นตับ ซ่ึงพยาธิน้จี ะทําใหซ๎ บู ผอม เบือ่ อาหาร ออํ นเพลยี ขนและผิวหนงั หยาบกร๎าน ทอ๎ งเสยี ผลผลติ ลด ถ๎าเปน็ รนุ แรงทาํ ให๎โลหติ จางและตาย การปอู งกนั ปกติถาํ ยพยาธแิ กะทกุ 3 เดอื น แตถํ ๎าพบวําบริเวณท่เี ลีย้ งแกะมีพยาธชิ ุกชุม ใหถ๎ าํ ยพยาธทิ กุ 1 เดือน 3. การปูองกนั โรคระบาด ไดแ๎ กํ โรคปากและเทา๎ เปือ่ ย โดยฉีดวัคซีนปูองกนั โรคตามคําแนะนาํ ของ กรมปศุสตั ว๑กาํ หนด โรคที่มักพบ ท้องอืด เกิดก๏าซจากการหมักในกระเพาะอาหารเนอ่ื งจากกนิ หญ๎าอํอน หรือพืชใบออํ นถ่ัวมากเกินไป อาการ กระเพาะอาหารพองลมข้นึ ทาํ ใหส๎ วาปทางซ๎ายของแกะปุองขน้ึ การปูองกนั 1. ไมคํ วรให๎แกะกนิ พชื หญ๎าหรอื พืชตระกลู ถว่ั ทช่ี ืน้ เกินไป 2. หลกี เล่ยี งอยาํ ให๎แกะกินพชื เปน็ พษิ เชํน มันสําปะหลงั หรือไมยราพยกั ษ๑ การรกั ษา 1. ถ๎าท๎องปุองมากอยาํ ใหแ๎ กะนอนตะแคงซ๎าย 2. กระต๎นุ ให๎แกะยืนหรือเดิน 3. เจาะท๎องทส่ี วาปซา๎ ยดา๎ นบนดว๎ ยเข็มเจาะหรอื มีดเพอื่ ระบายก๏าซออก สถานีปศุสัตว๑
112 ปอดบวม เกิดจากเชื้อแบคทีเรยี จมูกแหง๎ ขนลุก มีไข๎ ซมึ เบอื่ อาหาร หายใจหอบ มนี ้ํามกู ข๎น ไอหรือจามบอํ ยๆ การปอู งกัน ปรับปรุงโรงเรือนใหอ๎ บอุํน อยาํ ใหล๎ มโกรก ฝนสาด การรกั ษา ใชย๎ าปฏิชวี นะโดยการฉีด 3 วนั ตดิ ตอํ กนั เชนํ ไทโลซิน คลอแรมฟนิ คิ อล เตตราซัยคลนิ เปน็ ตน๎ โรคกีบเนา่ เกิดจากเชอื้ แบคทเี รยี เดินขากะเผลก กีบเนํามีกลนิ่ เหม็น การปอู งกัน 1.รกั ษาความสะอาด อยําใหพ๎ น้ื คอกสกปรก ช้นื แฉะ 2. หลกี เลีย่ งสงิ่ ของมีคม เชนํ ตะปไู มํวางบนพน้ื ทําใหก๎ ีบเท๎าเปน็ แผล 3. ตดั แตงํ กีบเปน็ ประจาํ ปกติ การรักษา 1. ทําความสะอาด ตดั สวํ นทีเ่ นําออก ล๎างจุํมน้าํ ยาฆําเชอ้ื เชํน ฟอร๑มาลนี 2-3% หรอื สารละลายดาํ งทบั ทิม 10% 2. ใชผ๎ ๎าพันแผลที่เนํา ปอู งกันแมลงและบรรเทาการเคลื่อนไหว โรคบิด เกิดจากเชื้อโปรโตซัวในลาํ ไส๎ แกะถํายเหลว อาจมีมกู เลอื ดปน ผอม ทอ๎ งเสยี หลงั โกํง การปูองกัน 1. อยาํ ให๎แปลงหญา๎ ช้ืนแฉะ 2. ไมํลาํ มแกะซ้ําท่ีเดิม การรักษา 1. โดยทั่วไปแกะมักมีเชือ้ บิดอยแูํ ลว๎ ถ๎ามีไมมํ ากนกั จะไมแํ สดงอาการ 2. ถา๎ แกะแสดงอาการปุวย ให๎ใช๎ยาในกลุมํ ทลั ทาซรู ลิ กรอกให๎กิน สถานปี ศุสัตว๑
113 โรคปากเปน็ แผลผุพอง เกดิ จากเชอ้ื ไวรสั เกดิ เม็ดตํุมเหมือนดอกกระหลํ่าขนึ้ ทีร่ ิมฝีปาก และจมูก อาจลุกลามไปตามลาํ ตวั การปูองกัน 1. เมื่อมแี กะปุวยให๎แยกออก รกั ษาตํางหาก 2. กําจดั แหลงํ เพาะพันธ๑แุ มลงหว่แี มลงวนั ซง่ึ เป็นตัวนําเช้ือไวรัส การรักษา 1. ใชย๎ าสมี วํ งหรอื สารละลายจุลสี 5% ทาท่แี ผลเปน็ ประจําวนั ละ 2 ครัง้ จนกวาํ จะหาย 2. ควบคุมกาํ จดั แมลง 3. แยกขงั ตวั ปุวยออกจากตวั ดี ปากและเทา้ เป่ือย เกดิ จากเชือ้ ไวรสั เกดิ เมด็ ตมํุ พองข้ึนท่ีไรกบี ริมฝปี ากและเหงือก ทาํ ให๎เดินขากะเผลกและนํา้ ลายไหล แตอํ าการจะไมํเดํนชดั เหมือนในโค-กระบือ การปอู งกนั ดูแลสขุ าภบิ าล การรักษา 1. ใช๎ยาสมี ํวงปูายแผลทีเ่ ปื่อยวันละ 1 ครั้ง 2. แยกขังแกะปวุ ยแล๎วรกั ษาใหห๎ าย 3. ให๎วคั ซนี ปอู งกันทกุ 6 เดือน สถานีปศุสตั ว๑
114 บรรณานกุ รม ทีมรักบา๎ นเกิด. (3 พฤษภาคม 2555). การจัดการเล้ยี งดแู กะ. สืบคน๎ เมอ่ื 2 เมษายน 2559, จาก http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2127&s=tblanimal ทีมรักบ๎านเกิด. (20 กุมภาพนั ธ๑ 2556). ลกั ษณะและวิธีการเลยี้ งแพะ/โรงเรอื นและอุปกรณ์เล้ยี งแพะ. สบื คน๎ เมื่อ 2 เมษายน 2559, จาก http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id =3136&s=tblanimal ทรปู ลุกปญั ญา. (1 ธนั วาคม 2552). การเลย้ี งและดแู ลสัตว์เลี้ยง. สบื คน๎ เม่ือ 1 เมษายน 2559, จาก http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/2483-00/ พวงพยอม เจียมภูเขยี ว. (24 กรกฏาคม 2552). โรงเรอื นไก่ไข.่ สืบคน๎ เม่อื 2 เมษายน 2559, จาก http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=1360 มาตรฐานบางประการสําหรับการเล้ียงสัตวใ๑ นประเทศไทย. (ม.ป.ป). มาตรฐานบางประการสําหรับการเล้ยี ง สัตวใ๑ นประเทศไทย. สืบค๎นเมือ่ 1 เมษายน 2559, จาก http://www.natres.psu.ac.th/depar tment/animalScience/515-408/word_files/standard%20of%20farm.htm สารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชนฯ. (ม.ป.ป). การเลีย้ งวัวควาย. สบื คน๎ เมอื่ 1 เมษายน 2559, จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=3&chap=9&page=t3-9- infodetail04.html 1 เมษายน 2559 สํานกั งานปศสุ ัตวเ๑ ขต 9. (9 กมุ ภาพนั ธ๑ 2554). การเลีย้ งไก่ไข.่ สบื ค๎นเมื่อ 2 เมษายน 2559, จาก http://region9.dld.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=69:201 1-02-01-23-38-17&catid=50:2011-02-01-22-54-48&Itemid=78 fiyfiy. (7 กุมภาพนั ธ๑ 2555). สัตว์เลยี้ งน่ารกั . สืบค๎นเมอื่ 1 เมษายน 2559, จากhttp://soawalak. blogspot.com/2012/02/blog-post_535.html Harubiji Pee. (10 กนั ยายน 2013). การเลย้ี งสกุ ร การเลี้ยงหมู วิธีการเล้ียงสุกร. สบื คน๎ เมอื่ 1 เมษายน 2559, จาก http://www.farmthailand.com/154 สถานีปศุสตั ว๑
115 บทท่ี 5 อาหารสตั ว์ ในการผลิตปศสุ ัตว๑เป็นอตุ สาหกรรมในปัจจุบันมีความสําคัญตอํ เศรษฐกิจของประเทศ ผลผลิตจากการ เลี้ยงสัตว๑นั้นทําให๎มีอาหารโปรตีนเพื่อบริโภค ยิ่งนับวันประชากรก็มีอตั ราการเพิ่มมากขึ้น ทําให๎ความต๎องการ ที่ได๎จากสัตว๑เพิ่มมากขึ้นไปด๎วย ในการผลิตสัตว๑เพื่อตอบสนอง ความต๎องการของผู๎บริโภคมีปัจจัยหลาย ประการท่ีทําให๎สัตว๑มีการเจริญเติบโตและให๎ผลผลิต เชํน การปรับปรุงพันธ๑ุสัตว๑ เงินลงทุน คําท่ีดิน การ จัดการสุขภาพสัตว๑ ทําให๎มีภูมิคุ๎มกันโรค สภาวะภูมิอากาศ มีสํวนชํวยสนับสนุนให๎สัตว๑ใชอ๎ าหารได๎ดกี วําแตํ กํอน ผู๎ท่ีผลิตสัตว๑ก็หาทางท่ีจะเพ่มิ ประสิทธภิ าพในการผลิตสัตว๑ให๎มากข้ึน โดยเฉพาะปัจจัยในด๎านลงทุนการ ผลิตสัตว๑ท่ีสําคัญคือ อาหารสัตว๑ เน่ืองจากต๎นทุนในการเลี้ยงสัตว๑ไมํน๎อยกวํา 70 เปอร๑เซ็นต๑ อาหารสัตว๑ที่ ใช๎เลี้ยงสัตว๑มีมากมายหลายชนิด แตํละชนิดมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การนําไปใช๎ประโยชน๑ของสัตว๑และ ราคาก็แตกตํางกันออกไป นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารสัตว๑และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทําให๎ ผ๎ูผลิตสัตว๑มีการจัดการให๎อาหารสัตว๑อยํางถูกต๎องและเหมาะสมกับชนิดของสัตว๑ เพ่ือท่ีจะลดต๎นทุนในด๎าน อาหารสัตว๑ โดยหาอาหารสัตว๑ที่มีราคาถูก มีคุณภาพ ดังน้ันผ๎ูผลิตสัตว๑ต๎องมีความร๎ูในเรื่องของอาหารและ การให๎อาหารสัตว๑เป็นอยํางดี โดยการนําอาหารสัตว๑จากแหลํงผลพลอยได๎ จากการผลิตอุตสาหกรรมอื่นที่มี จํานวนมากพอท่ีจะนํามาประยุกต๑ใช๎เป็นประโยชน๑ในแงํของอาหารสัตว๑ จึงทําให๎เกิดการค๎นคว๎าหาวิธีการใช๎ ประโยชนจ๑ ากพชื และสตั ว๑ และส่ิงทเ่ี ปน็ ผลพลอยได๎เพื่อนาํ มาใช๎เป็นอาหารสัตว๑มากขึ้น 5.1 ประเภทและชนิดอาหารสัตว์ 5.1.1 อาหารหยาบ การจําแนกวตั ถุดิบอาหารสัตว๑ตามสํวนประกอบหลักทางเคมี ลักษณะของวัตถุดิบ และวัตถุประสงค๑ ของการนําวัตถุดบิ มาใช๎ จะสามารถแบํงวัตถุดบิ อาหารสัตว๑ออกเป็นพวกใหญํ ๆ ได๎ 2 พวกคือ อาหารหยาบ (roughage) และอาหารข๎น (concentrate) ซ่ึงแตํละพวกจะประกอบด๎วยวัตถุดิบประเภทและชนิดตํางๆ แตํ ในเร่ืองน้จี ะกลําวถงึ ประเภทและชนดิ ของอาหารหยาบเทาํ นั้น ความหมายและประเภทของอาหารหยาบ อาหารหยาบ หมายถึง อาหารสัตวท๑ ่มี ีลกั ษณะฟาุ มและเบา มีเย่ือใยสูงกวาํ ร๎อยละ 18 ของนํ้าหนักแห๎ง มีพลังงานและโภชนะท่ยี อํ ยได๎น๎อย เพราะไดจ๎ ากพชื จงึ มลี กิ นนิ และซลิ ิกาสงู ซึง่ สัตว๑ไมํสามารถยํอยได๎ โดยเฉล่ีย แล๎วโภชนะท่ียํอยได๎ท้ังหมดจะต่ํากวําร๎อยละ 60 แตํสําหรับอาหารหยาบท่ีได๎จากพืชตน๎ อํอนบางชนิดอาจมี โภชนะที่ยํอยไดท๎ ้ังหมดสูงถึงร๎อยละ 70 เพราะยังมีการสะสมลิกนินน๎อย อยํางไรก็ตามจุลินทรีย๑ท่ีอาศัยอยํูใน กระเพาะของสัตว๑เคี้ยวเอื้อง เชํน โค กระบือ แพะ แกะ ฯลณ สามารถยํอยเย่ือใยสํวนที่เป็นลิกนินได๎ อาหาร สถานีปศสุ ตั ว๑
116 หยาบจึงเป็นอาหารที่สําคัญของสัตว๑เหลําน้ี สํวนสัตว๑กระเพาะเดี่ยว เชํน สุกร ไกํ ฯลฯ มีระบบยํอยอาหารโดย อาศัยนํ้ายํอยจากกระเพาะอาหารและตับออํ น มีจุลินทรีย๑อยูํปริมาณน๎อย จึงเป็นข๎อจํากัดของการใช๎อาหาร หยาบในสตั ว๑กระเพาะเดยี่ ว อาหารหยาบแบ่งออกได้เปน็ 3 ประเภท 1. อาหารหยาบสด (pasture and green forage) เป็นอาหารหยาบที่ให๎สัตว๑กินในสภาพ สด ซ่ึงรวมถึงพืชท่ีตัดให๎สัตว๑กิน และพืชอาหารสัตวใ๑ นทุํงหญ๎าท่ีปลํอยให๎สัตว๑เข๎าเล็ม ไมํวําจะเป็นทุํงหญ๎า ธรรมชาติหรือทุํงหญ๎าท่ีมนุษย๑สร๎างขึ้นเพอ่ื ใชเ๎ ล้ียงสัตว๑ พืชเหลํานี้สํวนใหญํเป็นพืชตระกูลหญ๎าและพืชตระกูล ถั่ว ซ่งึ มีคณุ คําทางอาหารแตกตํางกนั พชื ตระกูลหญ๎าเมื่อยังอํอนจะมีความนํากินและมีโปรตนี สูง คือมีโปรตีนประมาณร๎อยละ 3 – 7 ของนํ้าหนักสด หรือประมาณร๎อยละ 12 – 25 ของนํ้าหนักแห๎ง เป็นโปรตนี ท่ีมีกรดอะมิโนอาจินีนสูง กรดก ลูตามิก และไลซีนพอสมควร แตมํ ักขาดกรดอะมิโนท่ีมีกํามะถันเป็นองค๑ประกอบ เชํน เมทไธไอนีน ถ๎าให๎สัตว๑ กินหญ๎าอํอนมากๆ เข๎าไปในปริมาณมากอาจทําให๎สัตว๑ท๎องเสียได๎ เนื่องจากความอวบนํ้าและโปรตีนสูง แตํมี เยื่อใยและวัตถุแห๎งตํ่า การท่ีหญ๎าอํอนมีวัตถุแห๎งตํ่าอาจทําให๎สัตว๑ได๎รับพลังงานไมํเพียงพอกับความต๎องการ ของรํางกายด๎วย ในดา๎ นวิตามินและแรํธาตุ ใบของพชื สดจะมีแคโรทีนสูงซึ่งเป็นสารกําเนิดของวติ ามินเอ พชื ตระกูลหญ๎ามีธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมเพียงพอกับความต๎องการของสัตว๑ แตํมีธาตุ ฟอสฟอรัสตํ่ากวําระดับความตอ๎ งการโดยเฉพาะอยํางย่ิงในหญ๎าแกํ สํวนปริมาณแรํธาตุปลีกยํอยจะขึ้นอยูํกับ ความอดุ มสมบรู ณ๑ของดนิ พชื ตระกูลหญ๎าเป็นพชื ที่ตอบสนองตํอปุ๋ยไนโตรเจนดมี าก แตถํ ๎าให๎ปุย๋ ไนโตรเจนใน ระดับสูงกับหญ๎าที่ปลูกในดินท่ีมีธาตุกํามะถันตํ่า อาจทําให๎หญ๎านั้นมีสารประกอบไนโตรเจนที่ไมํใชํโปรตีนสูง โดยเฉพาะอยํางยิ่งสารไนเตรทซ่ึงหากมีระดับสูงมากจะเปน็ พษิ กับสัตว๑ได๎ พืชที่ปลูกเป็นอาหารสัตว๑ในประเทศ ไทยมีหลายชนิด เชํน หญ๎าขน หญ๎าซิกแนล หญ๎ากินน่ี หญ๎าเนเปียร๑ หญ๎าซอก้ัมหรือหญ๎าโคลัมบัส ต๎นข๎าวโพด และต๎นข๎าวฟุาง ฯลฯ พชื เหลําน้ีสํวนใหญํจะไมํมีสารที่เป็นพษิ กับสัตว๑ ยกเว๎นพวกที่อยูํในสกุลเดียวกับข๎าวฟุาง เม่ือยังอํอนจะมีสารพวกไฮโดรไซยานิกไกลโคไซด๑ (hydrocyanic glycoside) สูง ซ่ึงจะเปลี่ยนไปเปน็ กรดพรัส สิก (prussic acid) หรอื กรดไฮโดรไซยานกิ (hydrocyanic acid) ไดแ๎ ละกรดนเ้ี ป็นพิษตํอสัตว๑ สําหรับพืชตระกูลถ่ัวโดยทั่วไปแล๎วจะมีโปรตีนสูงกวําพืชตระกูลหญ๎าคือ มีโปรตีนประมาณ ร๎อยละ 17 – 30 ของนาํ้ หนกั แหง๎ แตลํ ําต๎นมีเย่ือใยสงู และมีอัตราการสรา๎ งลกิ นนิ เร็วกวาํ พชื ตระกูลหญ๎า ทําให๎ มีปริมาณโภชนะที่ยํอยได๎ท้ังหมดใกล๎เคียงกับพืชตระกูลหญ๎า คือ ประมาณร๎อยละ 50 – 60 ในด๎านแรํธาตเุ มื่อ เปรียบเทียบกับพืชตระกูลหญ๎าแล๎ว พืชตระกูลถ่ัวจะมีธาตแุ คลเซียม แมกนีเซียม กํามะถันและทองแดงสูงกวํา พชื ตระกูลหญ๎า แตํมีแมงกานีสและสังกะสีตํา่ กวาํ อยํางไรก็ดี พชื ตระกูลถั่วมีความนํากินน๎อยกวําพืชตระกูล หญ๎า เนื่องจากมีรสข่ืน นอกจากนั้นพืชตระกูลถ่ัวบางชนิดถ๎าสัตว๑ไดร๎ ับในสภาพอวบนํ้าในปริมาณมาก ๆ อาจ สถานปี ศสุ ัตว๑
117 ทําให๎ท๎องอดื และพืชตระกูลถ่ัวบางชนดิ มีสารทเ่ี ป็นพิษกบั สตั ว๑ เชนํ สารพิษไมโมซนิ (mimosine) ในใบกระถิน พชื ตระกลู ถ่ัวทีป่ ลูกเป็นพชื อาหารสตั ว๑มหี ลายชนิด เชนํ กระถนิ ถัว่ ลสิ ง ถวั่ เหลือง ถวั่ ลาย ถั่วอามาต๎า ฯลฯ 2. อาหารหยาบแห้ง (dry forage) เป็นพืชอาหารสัตว๑ตําง ๆ ที่นํามาทําให๎แห๎งจนเหลือ ความช้ืนอยูํไมํเกินร๎อยละ 20 โดยน้ําหนัก นิยมนํามาใช๎เลี้ยงสัตว๑ในฤดแู ล๎งหรือเมื่อขาดแคลนพชื สด อาหาร หยาบแห๎งแบงํ ออกได๎เปน็ 2 ประเภท คือ 2.1 อาหารหยาบแห้งคุณภาพสูง ไดแ๎ กํ พืชแห๎งคุณภาพดี (hay) หรือเรียกกัน โดยทั่วไปวําหญ๎าแห๎ง เป็นอาหารที่ได๎จากการเก็บเกี่ยวพืชอาหารสัตว๑ซ่ึงมีความชืน้ ประมาณร๎อยละ 65 – 85 นํามาระเหยน้ําออกไปบางสํวน จนเหลือความชื้นอยํูประมาณร๎อยละ 15 – 20 ทําให๎สามารถเก็บไว๎ได๎นานโดย ไมํเนําเสีย หญ๎าแห๎งมี 3 ชนิด คือ หญ๎าแห๎งท่ีทําจากพชื ตระกูลถั่ว หญ๎าแห๎งท่ีทําจากพชื ตระกูลหญ๎า และหญ๎า แหง๎ ท่ีทําจากพืชตระกลู หญา๎ รวมกบั พืชตระกลู ถั่ว หญ๎าแหง๎ ทม่ี ีคณุ ภาพดคี วรมีคุณคาํ ทางอาหารสูง คือ มีสีเขียว มีสัดสํวนของใบมาก ลําต๎นอํอนนุํมซึ่งสัตว๑สามารถกินได๎ทุกสํวน มีส่ิงปนปลอมเชํน วัชพืช รา และฝุนละออง น๎อย และมกี ลน่ิ หอมชวนกิน 2.2 อาหารหยาบแห้งคุณภาพต่า ไดแ๎ กํ อาหารหยาบที่ไดจ๎ ากสํวนท่ีเหลือจากการ เก็บเก่ียวผลประโยชน๑จากพืชไปใชป๎ ระโยชน๑อยํางอ่ืนแล๎ว เชํน ฟางข๎าว ชานออ๎ ย ซังข๎าวโพด และเปลือกเมล็ด พชื ตํางๆ 3. อาหารหยาบหมกั (Silage) หมายถงึ พืชอาหารสัตว๑ตาํ ง ๆ ท่ีเก็บเก่ียวในขณะท่ีมีความชน้ื พอเหมาะ แลว๎ นํามาเกบ็ ถนอมไวใ๎ นสภาพสญู ญากาศ คือ ไมมํ ีออกซเิ จน ใหเ๎ กิดกระบวนการหมักตามธรรมชาติ ซ่ึงจะมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเกิดข้ึนโดยจุลินทรีย๑ท่ีติดมากับพืช เป็นการเก็บรักษาพืชอาหารสัตว๑ให๎อยูํได๎ เป็นเวลานาน พืชอาหารที่นํามาทําเป็นอาหารหยาบหมัก ได๎แกํ ตน๎ ข๎าวโพด ต๎นข๎าวฟุาง หญ๎าและถั่วตําง ๆ ฟางและเศษทีเ่ หลือจากการเก็บเกีย่ วพืช นํามาสับเปน็ ชน้ิ เล็ก ๆ แล๎วหมักโดยอดั ไว๎ในถังหมักหรือหลุมหมัก ปิด ฝาหรือปดิ ปากหลุมปูองกนั อากาศเข๎าออก ชนิดของพชื ท่นี ามาใชเ้ ป็นอาหารหยาบ พืชทีน่ ํามาใช๎เปน็ วัตถดุ ิบอาหารหยาบแบํงออกได๎เปน็ 3 ประเภท 1. พืชตระกลู หญ้า พืชตระกูลหญ๎าที่นํามาปลูกเพ่ือเลี้ยงสัตว๑น้ันมีอยํูประมาณ 40 ชนิด แตํ จะขอยกตวั อยํางเฉพาะชนิดท่ีสามารถเจริญเติบโตไดด๎ ใี นประเทศไทยเพียงบางชนดิ เทาํ นั้น 1.1 หญ้าขน เป็นหญ๎าที่รู๎จักกันดีในหมูํเกษตรกรแพรํกระจายไปทุกท๎องท่ีของ ประเทศ หญ๎าขนเหมาะสมกับบริเวณที่ชื้นแฉะ ทนทานตํอน้ําทํวมเป็นระยะเวลานาน ๆ สามารถปลูกรํวมกับ ถ่ัวเขตรอ๎ นหลายชนิด เชํน ถั่วเซนโตรหรอื ถ่วั ลาย ถว่ั ผหี รือถว่ั ขา๎ ว ฯลฯ แตไํ มํทนทานตอํ การเลม็ ของสัตว๑ สถานีปศุสัตว๑
118 หญ๎าขน ทมี่ า : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jae-hom47&month=08-09-2011&group=6&gblog=13 1.2 หญ้าซิกแนลนอน เป็นหญ๎าที่ทนแล๎งได๎ดีกวาํ หญ๎าขน ข้ึนไดด๎ ีในบริเวณที่ราบ เชงิ เขาซึ่งหญา๎ ขนขึ้นไมไํ ด๎ หญา๎ ซิกแนลนอนเจรญิ เติบโตไดเ๎ ร็วและใหผ๎ ลผลิตสงู ปลูกรํวมกับถั่วเซนโตรไดด๎ ีมาก ถ๎าปลูกในรูปทุํงหญ๎าเดี่ยวคือจัดทําทุํงหญ๎าโดยใช๎หญ๎าเพียงชนิดเดียว หญ๎าซิกแนลนอนจะตอบสนองตํอปุ๋ย ไนโตรเจนไดส๎ ูงมาก และให๎ผลผลิตโปรตนี สูงด๎วย หญ๎าชนิดนี้มีความนํากินสําหรับสัตว๑ ยกเว๎นเวลาต๎นแกํจะมี ลําตน๎ แข็ง มีความทนทานตํอการเล็มและการเหยยี บย่ําของสัตวไ๑ ด๎ดีกวําหญา๎ ขน หญ๎าซกิ แนลนอน ท่มี า : http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/Pro6.htm 1.3 หญ้าซิกแนลตั้ง เป็นหญ๎าท่ีข้ึนไดด๎ ีในดนิ หลายชนิด ให๎ผลผลิตสูง ทนแล๎ง และ ทนรํมเงาไดด๎ ี จึงใช๎ปลกู ในสวนมะพรา๎ วเพื่อเลีย้ งสัตว๑ หญา๎ ซกิ แนลต้ัง ทีม่ า : http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/Pro6.htm สถานปี ศุสตั ว๑
119 1.4 หญ้ารูซ่ี ขึ้นไดใ๎ นดนิ หลายชนิดท่ีมีความอุดมสมบูรณ๑ ให๎ผลผลิตสูง เจริญเติบโต เร็ว จึงปลูกรํวมกับพืชตระกูลถั่วไดย๎ าก แตํพอจะปลูกรํวมกับถ่ัวเซนโตรได๎ หญ๎ารูซ่ีทนทานตอํ การเล็มของสัตว๑ ไดด๎ ี หญ๎ารซู ่ี ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=jae-hom47&month=08-09-2011&group=6&gblog=13 1.5 หญ้าเนเปียร์ ขึ้นได๎ดีในทุกภาคของประเทศไทย ให๎ผลผลิตสูง และมีคุณคําทาง อาหารสูง สัตว๑ชอบกิน ใช๎ทําหญ๎าหมักไดด๎ ีมาก แตสํ ํวนมากใช๎สําหรับตัดสด (green-chop) ให๎สัตว๑กิน หญ๎า ชนดิ นีป้ ลกู รวํ มกบั ถว่ั เซนโตรได๎ดี หญ๎าเนเปียร๑ ท่มี า : http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/Pro6.htm 1.6 หญ้าซอก้มั หรือหญ๎าโคลัมบสั ชอบดินท่ีมีความอดุ มสมบรู ณ๑สูง แตทํ นทานตอํ ความแห๎งแล๎งและทนทานตํอดินเค็มได๎ดี หญ๎าซอกั้มนี้เหมาะสมที่จะใช๎ทําหญ๎าแห๎งและหญ๎าหมัก ไมํทนทาน ตํอการเล็มและการเหยียบย่ําของสัตว๑ ข๎อควรระวังในการใช๎หญ๎าชนิดนี้ คือ กรดพรัสสิก ซึ่งมีอยํูมากในหญ๎า ซอก้มั ท่ีอํอน จึงไมคํ วรให๎สตั วเ๑ ขา๎ เล็มในขณะทีห่ ญา๎ ซอกั้มยงั มีอายนุ อ๎ ยอยํู 1.7 หญ้าแพนโกล่า เป็นหญ๎าที่ขึ้นไดด๎ ีในดินหลายชนิด แม๎กระทั่งในดินที่มีความ อุดมสมบูรณ๑ตํา่ หญ๎าแพนโกลํามีความนํากินและคุณคําทางอาหารสูงในระหวํางท่ีหญ๎ายังอํอนอยูํ แตกํ ารยํอย ไดแ๎ ละโปรตีนรวมจะลดลงอยํางรวดเร็วเม่ือหญ๎าน้ีแกํ คือ ในขณะที่ยังออํ นอยูํจะมีโปรตนี รวมถึงร๎อยละ 15 สถานปี ศสุ ัตว๑
120 ของนํ้าหนักแห๎ง แตจํ ะลดลงเหลือร๎อยละ 2 – 4 เม่ือหญ๎าแกํและจะมีเยื่อใยเพิ่มมากข้ึนดว๎ ย ดังนั้นจึงต๎องให๎ สตั ว๑เขา๎ เลม็ อยาํ งหนัก เพ่ือปอู งกันไมใํ หห๎ ญา๎ แกํ หญา๎ ชนิดน้จี ัดเปน็ หญ๎าทที่ นทานตอํ การเลม็ ไดด๎ ี 1.8 หญ้าซาบี้ เป็นหญ๎าที่แนะนําให๎ปลูกในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศ ไทย ข้ึนไดด๎ ีในดินหลายชนิดที่มีการระบายนํ้าดี แม๎ในดนิ ทรายและดินท่ีมีลูกรังในชน้ั ลําง ปลูกรํวมกับถั่วทางส วลิ สะไตโลไดด๎ ี ทนทานตอํ การเลม็ และโคชอบกนิ แมว๎ าํ หญา๎ จะแกกํ ็ตาม 1.9 หญ้ากนิ น่ี ขึ้นได๎ในดินหลายชนิด แตํเติบโตได๎ดีท่ีสุดในดนิ ท่ีมีความอดุ มสมบรู ณ๑ และมีการระบายนํ้าดี ทนตํอการถูกไฟเผา และทนตอํ รํมเงาได๎ดีมาก จึงปลูกใตต๎ ๎นไม๎ใหญํได๎ ปลูกผสมกับถั่ว เซนโตร ได๎ดี สําหรับหญ๎ากินนี่นี้ การจัดการให๎สัตว๑เข๎าเล็มมีความสําคัญมาก เพราะถ๎าปลํอยให๎หญ๎า เจรญิ เติบโตเตม็ ทโ่ี ดยไมนํ าํ สัตว๑เข๎าเล็ม ลําต๎นจะหยาบและต๎นใหญํซ่ึงสัตว๑จะไมํชอบกิน แตถํ ๎าปลํอยให๎สัตว๑เล็ม รุนแรงอาจทําใหห๎ ญา๎ ตายได๎ 5.1.2 พืชตระกลู ถัว่ พชื ตระกูลถ่ัวมีอยํูท้ังหมดประมาณ 14,000 ชนิด แตํจะขอยกตัวอยําง เฉพาะชนิดทน่ี ํามาปลูกเป็นพืชอาหารสตั วใ๑ นประเทศไทยบางชนิดเทําน้ัน 2.1 ถ่วั เซนโตรหรือถัว่ ลาย ถัว่ เซนโตรเจริญเตบิ โตไดด๎ ใี นท่ีฝนตกซุก ข้ึนไดด๎ ีกับหญ๎า หลายชนิด เชํน หญ๎ากินน่ี หญ๎าขน หญา๎ เนเปยี ร๑ หญ๎าแพนโกลํา ถว่ั เซนโตรหรอื ถั่วลาย ทม่ี า : http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/Pro6.htm 2.2 ถว่ั ผีหรือถ่ัวข้าว เจริญเติบโตไดด๎ ีในทุกภาคของประเทศไทย ทนตอํ การถูกน้ํา ทํวมได๎ดี จึงเหมาะกับการปลูกผสมกับหญ๎าขนท่ีปลูกในบริเวณท่ีมีน้ําทํวม ถ่ัวผีเป็นถ่ัวท่ีมีคุณคําทางอาหารสูง แตไํ มํทนทานตอํ การเลม็ และการเหยียบย่ําของสัตว๑ เหมาะทจ่ี ะตดั สด ๆ หรอื ทาํ หญ๎าแหง๎ ให๎สัตวก๑ นิ ในฤดแู ลง๎ 2.3 กระถนิ เป็นพืชอาหารสัตว๑ท่ีให๎ผลผลิตแห๎งสูง และคุณคําทางอาหารสูงคือ มี โปรตนี รวมร๎อยละ 20 – 25 ของนํ้าหนักแห๎ง และมีโภชนะยํอยได๎ร๎อยละ 58 แตํมีสารพิษท่ีเรียกวาํ ไมโมซิน ซ่ึงทําให๎สัตว๑ขนรํวง จึงไมํแนะนําให๎เกษตรกรนําแกะเข๎าเล็มในแปลงกระถิน แตนํ ําโคเข๎าเล็มได๎เพราะในสภาพ ของการเล็มแบบหมุนเวียนโคจะไมํแสดงอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากจะปลํอยให๎เล็มกระถินนาน ๆ จึงอาจทํา สถานปี ศุสัตว๑
121 ให๎โคขนรํวงและตํอมไธรอยด๑ขยายโตผิดปกติ เน่ืองจากการปลูกกระถินเป็นแถวทําให๎ไมํได๎บังแสงแดดจนหมด จงึ สามารถปลูกหญา๎ บางชนิดในระหวํางแถวกระถนิ ได๎ เชํน หญา๎ แพนโกลาํ หญ๎ากนิ นี่ 2.4 ถวั่ ทาวสวลิ สะไตโล เป็นถ่ัวที่ทนแล๎งไดด๎ ี ภายหลังที่ต๎นถั่วตายหมดแล๎ว เมล็ดท่ี รํวงอยํูตามพ้ืนดินยังมีคุณคําทางอาหารสูงที่จะให๎สัตว๑เล็มกินได๎ แตํเนื่องจากถั่วชนิดน้ีไมํทนตํอรํมเงา การ จดั การเก่ยี วกับการเลม็ ไมใํ หห๎ ญา๎ ท่ีขน้ึ รวํ มไปยังแสงจงึ สําคญั มาก ทัง้ น้ีสามารถปลํอยสัตวเ๑ ข๎าเล็มอยํางรุนแรงได๎ เกือบตลอดฤดูการเจรญิ เตบิ โต ถั่วทาวสวิลสะไตโลเปน็ ถวั่ ที่ใชป๎ รบั ปรงุ ทงํุ หญ๎าธรรมชาตไิ ด๎ดี 2.5 ถ่วั ฮามาต้าหรือถวั่ เวอราโนสะไตโล เปน็ ถ่ัวที่ปรับตัวเข๎ากับสภาพแห๎งแล๎งได๎ ดกี วาํ ถ่ัวทาวสวลิ สะไตโล และสามารถขึ้นรํวมไดด๎ ีกับหญ๎าหลายชนิด จึงใชป๎ รับปรุงคุณภาพของทํุงหญ๎าได๎เป็น อยํางดแี ม๎กระท่ังทุํงหญ๎าสาธารณะ ถ่ัวชนิดนี้ทนทานตํอการเล็มและการเหยียบยํ่าของสัตว๑ เหมาะสําหรับตัด หรือปลํอยให๎สัตว๑ลงเล็มเพอ่ื ใช๎เปน็ อาหารหลกั ของโคกระบือโดยตรง ถ่ัวฮามาตา๎ มคี ุณคาํ ทางอาหารสูง โดยจะมี โปรตีนสูงเมือ่ อายนุ อ๎ ยและจะลดลงเรอื่ ย ๆ เมอื่ ต๎นถัว่ อายมุ ากขึ้น ถ่ัวฮามาตา๎ หรอื ถัว่ เวอราโนสะไตโล ทม่ี า : http://nutrition.dld.go.th/Nutrition_Knowlage/ARTICLE/Pro6.htm 2.6 ถว่ั แลบแลบ เป็นถ่ัวท่ีสัตว๑ชอบกินถ๎าฝึกให๎เคยชินเสียกํอน มีคุณคําทางอาหาร สงู เหมาะกบั การตัดสดหรือทําหญ๎าแห๎งให๎สัตว๑กิน แตํต๎องระวังโรคท๎องอดื ไมํควรให๎กินขณะยังสดและอวบนํ้า และควรให๎โคกินหญ๎าแหง๎ หรือฟางแห๎งกํอนปลอํ ยใหโ๎ คลงเล็มในแปลงถ่ัวแลบแลบ เนอื่ งจากถว่ั ชนิดน้ีเติบโตเร็ว จงึ เหมาะในการปลกู ใหส๎ ัตว๑กนิ ในระยะเวลาเรํงรีบ 3. พืชอน่ื ๆ ท่ีเหลือจากการเก็บเกี่ยวและผลพลอยไดจ้ ากอุตสาหกรรมการเกษตรทีส่ าคัญ 3.1 ฟางข้าว เปน็ อาหารหยาบท่ีมคี วามสําคัญมากในการเลี้ยงโคกระบือในฤดแู ล๎ง มี คุณคําทางอาหารตาํ่ คือมีโปรตีนเพียงร๎อยละ 3.1 มีเย่ือใยร๎อยละ 27.7 มีลิกนินและซิลิกาสูง เนื่องจาก ประกอบด๎วยลําต๎นเป็นสํวนใหญํและมีใบทแี่ กเํ ต็มที่ ทาํ ให๎มีความนํากนิ และโภชนะทยี่ ํอยได๎ต่ํา คอื มีโภชนะยํอย ไดเ๎ พยี งร๎อยละ 40 – 50 เทําน้ัน ดังน้ันในการใชฟ๎ างข๎าวเล้ียงสัตว๑จึงควรเสริมอาหารอยํางอน่ื เพื่อเพม่ิ ความนํา กิน และให๎โภชนะที่สัตว๑สามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ได๎ เชํน กากน้ําตาล โปรตนี ธรรมชาติ สารประกอบ สถานปี ศุสัตว๑
122 ไนโตรเจนที่ไมํใชโํ ปรตีน นอกจากนี้ยังอาจเพ่ิมคุณคําทางอาหารของฟางข๎าวโดยวิธีอืน่ ๆ เชํน การใช๎ปุ๋ยยูเรีย รวํ มกบั กากนํา้ ตาลหรอื เกลือแกงหมกั ฟางขา๎ วไว๎ประมาณ 1 เดอื นกํอนนํามาใชเ๎ ลย้ี งสัตว๑ ฟางข๎าว ท่ีมา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=chaiwat4u&month=14-12-2009&group=5&gblog=37 3.2 อ้อย ผลพลอยได๎จากอ๎อยท่ีนํามาใชเ๎ ป็นอาหารหยาบ ได๎แกํ ยอดออ๎ ย และชาน อ๎อย สําหรบั ยอดอ๎อยนบั วํามีอยูํในปริมาณมาก คือ มีอยํปู ระมาณร๎อยละ 15 – 20 ของผลผลิตอ๎อย ยอดออ๎ ยมี คุณคําทางอาหารเหมาะสมในการเล้ียงโคกระบือมาก คือ มีวัตถุแห๎งร๎อยละ 26 – 31.5 มีโปรตนี ร๎อยละ 4.1 – 6.4 และมีเย่อื ใยร๎อยละ 27.8 – 33.9 ปัญหาในการใช๎ยอดออ๎ ยอยทํู ี่การเก็บรวบรวมและการขนสํงหากตอ๎ งการ ใชใ๎ นปริมาณมาก ๆ แตกํ ารใชย๎ อดออ๎ ยเล้ียงสตั วใ๑ นชนบทท่เี ป็นแหลงํ ปลกู ออ๎ ยจะไมํมีปัญหาใด ๆ สํวนชานออ๎ ย เป็นผลพลอยได๎จากการหีบอ๎อยของโรงงานผลิตนํ้าตาล ชานอ๎อยมีอยํูประมาณร๎อยละ 12 – 15 ของผลผลิต อ๎อย ชานออ๎ ยมีลักษณะเป็นสารเยื่อใยและพองลม มีคุณคําทางอาหารต่ํา คือ มีวัตถุแห๎งร๎อยละ 95.3 มีโปรตนี ร๎อยละ 2.7 และมีเยื่อใยร๎อยละ 37.4 การใชช๎ านออ๎ ยเล้ียงโคกระบือนั้นจะต๎องผสมกับอาหารอยํางอ่นื เพื่อเพมิ่ ความนํากินและใหโ๎ ภชนะท่สี ตั วส๑ ามารถนาํ ไปใชป๎ ระโยชน๑ได๎ เชนํ กากนาํ้ ตาล ออ๎ ย ท่ีมา : http://www.mcot.net/site/content?id=54239f26be04705f308b456b#.Vv-bbvmLTIU สถานีปศุสตั ว๑
123 3.3 สับปะรด ได๎แกํ จุก เปลือก และไส๎สับปะรด เป็นผลพลอยได๎จากโรงงาน สับปะรดกระป๋อง มีวัตถุแห๎งร๎อยละ 87.4 มีโปรตนี ร๎อยละ 4.8 และมีเย่ือใยร๎อยละ 25.5 ผลพลอยไดน๎ ้ีเหมาะ สําหรบั เลยี้ งโค กระบอื แพะ แกะ โดยใหก๎ ินสด ๆ กไ็ ด๎ ถา๎ มีปรมิ าณมากจะมปี ัญหาเรอื่ งการเกบ็ รักษา คอื ต๎องมี การแปรรปู โดยการหมกั หรือทําใหแ๎ ห๎ง ปัจจยั ทีม่ ีอิทธิพลต่อคณุ ภาพอาหารหยาบ อาหารหยาบท่นี ํามาเลีย้ งสตั วจ๑ ะมคี ณุ ภาพผันแปรกันออกไป เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่เข๎ามามี อิทธิพลตํอสํวนประกอบทางเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพของอาหารหยาบ ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลตํอคุณภาพ อาหารหยาบ ไดแ๎ กํ 1. ชนิดของพชื ปริมาณโภชนะตํางๆ ในอาหารหยาบ เชํน โปรตนี แรํธาตแุ ละวิตามิน จะผัน แปรมากน๎อยข้ึนอยูํกับชนิดของพืช ถ๎าเป็นอาหารหยาบที่มีคุณภาพดี เชํน พชื ตระกูลถ่ัว เม่ืออยูํในสภาพแห๎ง อาจมีโปรตีนถงึ ร๎อยละ 20 หรือสงู กวาํ นี้ ในขณะทอ่ี าหารหยาบคณุ ภาพตํา่ เชํน ฟางขา๎ งมโี ปรตนี เพียงร๎อยละ 3 – 4 เทํานั้น นอกจากน้ีปริมาณแรํธาตุตําง ๆ ในอาหารหยาบก็ผันแปรไดเ๎ ชนํ กัน อาหารหยาบสํวนใหญํ โดยเฉพาะอยํางยิ่งพืชตระกูลถ่ัวจะเปน็ แหลํงท่ีดีของแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม สํวนฟอสฟอรัสมี ต้ังแตรํ ะดับตํา่ จนถึงปานกลาง แรธํ าตปุ ลกี ยํอยจะผันแปรตามชนดิ ของพชื ดนิ และปยุ๋ ทพี่ ืชไดร๎ ับ 2. อายขุ องพชื พชื ทมี่ ีอายนุ อ๎ ย อยํใู นชวํ งเตบิ โตหรอื แตกใบอํอน จะมคี ุณคําทางอาหารสูงกวาํ พชื ท่ีมีอายุมากหรือพืชแกํ ถึงแม๎วําปริมาณโภชนะตํอหนํวยน้ําหนักแห๎งต่ํากวําพชื แกํ แตํโภชนะท่ีมีอยูํนั้นสัตว๑ สามารถใช๎ประโยชน๑ได๎มากกวํา เพราะพืชเมื่ออายุมากจะมีปริมาณเยื่อใยสูง ซ่ึงปริมาณลิกนินและซิลิกาก็สูง ตามด๎วย ดังน้ันระยะเหมาะสมท่ีจะนําพืชอาหารมาใชค๎ ือ ระยะเร่ิมออกดอกจนถึงดอกเริ่มบานประมาณ 1 ใน 3 หรือพชื ทใี่ ห๎ฝักควรอยใูํ นระยะท่ีเมลด็ เรมิ่ มีนํ้านมจนถึงระยะท่แี ปูงเรม่ิ แขง็ ตวั 3. ความอุดมสมบูรณ๑ของดิน นอกจากจะมีผลตํอปริมาณผลผลิตของพืชแล๎ว ยังมีผลตํอ ปริมาณสํวนประกอบของโภชนะของพืชด๎วย ในดินท่ีมีความอดุ มสมบูรณ๑ตา่ํ จะมีผลทําให๎การเจริญเติบโตของ พืชต่ําหรือไมํสมบรู ณ๑ตามไปด๎วย เน่ืองจากพืชได๎รับธาตุอาหารจากดินไมํเพียงพอ เม่ือนํามาวิเคราะห๑ปริมาณ โภชนะพบวํา มปี ริมาณโภชนะตา่ํ โดยเฉพาะถา๎ ดนิ มธี าตุอาหารใดตาํ่ พืชก็จะแสดงอาการขาดธาตนุ ้ัน 4. กรรมวิธใี นการเก็บเกี่ยวและเก็บรกั ษา มีผลตํอคณุ คาํ ของพืชอาหารหยาบในด๎านที่เก่ียวกับ การสญู เสยี โภชนะ เชนํ การรวํ งหลนํ ของใบขณะเก็บเก่ยี ว การถกู ฟอกสดี ๎วยแสงแดดขณะทาํ ให๎แห๎ง การหายใจ ของเซลล๑พืชหลังเก็บเกี่ยว การเกิดราเน่ืองจากเก็บในท่ีร๎อนชืน้ ฯลฯ การสูญเสียโภชนะจากการเก็บหรือรักษา น้ัน บางคร้ังอาจหลีกเล่ียงได๎โดยการจัดการให๎ถูกต๎องและรวดเร็ว แตบํ างคร้ังไมํอาจหลีกเล่ียงได๎ เชนํ การ สถานีปศุสัตว๑
124 หายใจของเซลล๑พืช ปฏิกิริยาเคมีท่ีเกิดจากการเปล่ียนแปลงขณะแปรรูป พบวําการทําหญ๎าแห๎งจะมีโภชนะ สญู เสียประมาณร๎อยละ 15 – 25 สํวนการทาํ หญา๎ หมักจะมโี ภชนะสูญเสียประมาณรอ๎ ยละ 5 - 10 อยํางไรก็ตาม การปรับปรุงคุณคําทางโภชนะของอาหารหยาบให๎ดีขึ้นสามารถทําได๎โดยการเสริมด๎วยอาหาร อยํางอน่ื ทม่ี คี ณุ คาํ ทางโภชนะสูง หรือโดยการแปรรูปด๎วยวธิ ีตําง ๆ เชนํ การหมัก การแชํดว๎ ยสารเคมี 5.1.2 อาหารขน้ อาหารข๎นเป็นอาหารท่ีมีโภชนะที่สัตว๑ยํอยได๎อยํูมาก มีเยื่อใยเกินร๎อยละ 18 ของนํ้าหนักแห๎ง เม่ือยึดเอาความ แตกตํางของคุณคําทางโภชนะเป็นหลักแล๎ว จะจําแนกประเภทของวัตถุดิบอาหารสัตว๑ที่เปน็ อาหารข๎นออกได๎ เป็น 4 ประเภท รายละเอียดในข๎อ 5.2 5.2 วัตถุดิบอาหารสตั ว์ 5.2.1 วัตถดุ ิบประเภทแปงู และพลังงานสูง วัตถุดบิ ประเภทน้ีเป็นวตั ถุดบิ ท่ีให๎พลังงานในระดับสูง พลังงานที่ได๎จากวัตถุดิบเหลําน้ีจะอยํู ในรูปของคาร๑โบไฮเดรตที่ใช๎ประโยชน๑งําย เชํน แปูงและนํ้าตาล หรืออยูํในรูปของไขมันซึ่งให๎พลังงานสูง วัตถุดบิ ประเภทนม้ี โี ปรตนี และเย่ือใยเปน็ สวํ นประกอบอยูํในระดบั ต่ํา (มโี ปรตีนตา่ํ กวําร๎อยละ 20 และเยื่อใยตํ่า กวําร๎อยละ 18 ของนํ้าหนักแห๎ง) ทั้งน้ีคุณภาพของโปรตีนจะแตกตํางกันออกไปตามชนิดของวตั ถุดิบ แตํสํวน ใหญํแล๎วจะเป็นโปรตีนท่ีมีคุณภาพต่ํา คือมีปริมาณของกรดะมิโนบางตัวซ่ึงเป็นกรดอะมิโนจําเป็นต๎องมีใน อาหารในระดบั ต่ํา คือ กรดอะมิโนไลซีน เมทไธไอนนี และทรโี อนนี เม่ือพิจารณาถึงระดับวิตามินและแรํธาตุของวัตถุดิบประเภทนี้ จะเห็นวํามีธาตุแคลเซียมใน ระดับต่ํา มีสารที่ให๎วิตามินเอและดีต่าํ (ยกเว๎นข๎าวโพดสีเหลือง) มีวติ ามินบี 2 บี 12 และกรดแพนโธีนิกในระ ดับต่าํ มีไนอาซินในระดบั สูง แตํสัตวบ๑ างชนิด เชํน สุกร ไมํสามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ได๎ วัตถุดบิ ประเภทน้ี สํวนใหญํ ได๎แกํ ธัญพืชและผลิตผลพลอยได๎ของธัญพืช เชํน ปลายข๎าว รํา นอกจากน้ีก็มีมันสําปะหลัง กากนํ้าตาล ไขมนั และน้าํ มนั 1 ปลายข้าว ปลายข๎าวเป็นวัตถุดบิ ที่เหมาะแกํการเลี้ยงสัตว๑ เพราะประกอบด๎วยแปูงที่ยํอย งาํ ยเป็นสํวนใหญํ มีไขมันและเย่ือใยตาํ่ ปลายข๎าวท่ีมีคุณภาพดจี ะมีขนาดทํอนปลายข๎าวสม่ําเสมอกัน ไมํถูก แมลงเจาะกินไมํกินกล่ินเหม็นสาบ และสีไมํดําคลํ้าสกปรก ปลายข๎าวมี 3 ชนิด คือ ปลายข๎าวเจ๎า ปลายข๎าว เหนียว และปลายข๎าวน่ึง ปลายข๎าวเหนียวมีคุณคําทางอาหารใกล๎เคียงกับปลายข๎าวเจ๎า จึงสามารถใช๎ทดแทน กันได๎ แตํการใช๎ปลายข๎าวเหนียวล๎วน ๆ ในสูตรอาหารจะทําให๎สัตว๑ท๎องผูกได๎ สําหรับปลายข๎าวนึ่งนั้นมีคุณคํา ทางอาหารใกล๎เคียงกับปลายข๎าวธรรมดา แตํสัตว๑สามารถยํอยปลายข๎าวน่ึงได๎ดีกวํา เพราะแปูงผํานการนึ่ง สถานปี ศุสตั ว๑
125 มาแล๎ว ปลายขา๎ วทไี่ ด๎จากโรงสีมี 2 – 3 ขนาด คือ ปลายข๎าวใหญํ ปลายขา๎ วกลาง และปลายข๎าวเล็ก ท้ังนี้โรงสี บางแหํงนน้ั สปี ลายขา๎ วกลางออกมารวมกบั ปลายข๎าวเลก็ 2 ข้าวเปลือก ในชํวงหลังฤดเู ก็บเก่ียวจะหาซื้อข๎าวเปลือกไดง๎ ํายและราคาถูก ข๎าวเปลือกที่ นํามาบดให๎ละเอียดแล๎วใช๎เป็นอาหารสุกรและสัตว๑ปกี ได๎ แตํข๎าวเปลือกบดจะมีคุณคําทางอาหารตาํ่ กวาํ ปลาย ขา๎ วและขา๎ วโพดมาก คือ มีระดบั พลังงานและโปรตนี ตํ่ากวาํ แตมํ เี ยื่อใยสงู กวําปลายข๎าวและขา๎ วโพด 3 ข้างโพด เป็นวัตถุดิบที่ให๎พลังงานสูง และมีกรดไขมันที่จําเป็นสูง แตํมีธาตุแคลเซียมตํ่า โปรตนี ในข๎าวโพดเปน็ โปรตีนท่ีมีคุณภาพตํา่ ยกเวน๎ ข๎าวโพดซ่งึ ไดร๎ ับการปรับปรุงพันธ๑ุแล๎ว คือ พนั ธโ๑ุ อเพค-2 ซ่ึง มีโปรตนี ที่มีคุณภาพดีกวาํ ข๎าวโพดธรรมดา สีของเมล็ดข๎าวโพดมีตง้ั แตสํ ีขาวไปจนถึงสีเหลืองและสีส๎มแดง ซึ่งมี คุณคําทางอาหารตํางกันตรงท่ีข๎าวโพดเมล็ดสีเหลืองมีสารแคโรทีนหรือวิตามินเอสูงกวาํ ข๎าวโพดที่มีคุณภาพดี ต๎องเป็นข๎าวโพดท่ีสะอาด ไมํมีมอดกิน ไมํมียาฆําแมลง ไมํมีสิ่งปนปลอม เชํน ซังข๎าวโพดบด แกลบ หรือหินฝุน และสําคัญที่สุด คือ ข๎าวโพดน้ันจะต๎องไมํขึ้นรา เช้ือราท่ีข้ึนบนข๎าวโพดเป็นชนิดที่สร๎างสารพิษอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซ่ึงทําให๎สัตว๑หยุดการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช๎อาหารตํา่ ลง มีอาการของโรคโลหิตจาง ไขํ ลดลง เปลอื กไขนํ ิ่ม และขนาดไขเํ ลก็ ลง หากสัตว๑ไดร๎ บั สารพิษนม้ี ากสัตวจ๑ ะตายได๎ 4 ราละเอยี ด เปน็ วตั ถุดบิ ที่เป็นผลิตผลพลอยไดจ๎ ากการสีข๎าว ประกอบดว๎ ยสํวนเยื่อหุ๎มเมล็ด ในของข๎าว สํวนต๎นอํอน และแปูงช้ันนอกของเมล็ดข๎าวท่ีถูกขัดออก มีปลายข๎าวเล็กและเปลือกข๎าวปนมา เล็กนอ๎ ย มีคณุ สมบตั ิเป็นยาระบายอํอน ๆ มีคณุ คําทางอาหารสูง มกี รดอะมโิ นท่ีคํอนข๎างสมดลุ และมีวิตามินไธ อามีนไนอาซิน และโคลีนสูง รําละเอียดมีไขมันในระดับคํอนข๎างสูง และเป็นไขมันที่หืนได๎งํายเมื่อเก็บไว๎ใน สภาวะอากาศร๎อน ความช้นื สูง และมีการถํายเทอากาศไดด๎ ี การนํารําละเอยี ดไปสกัดนํ้ามันออก สํวนที่เหลือ คือรําสกัดนํ้ามัน ซึ่งมีไขมันเหลืออยูํน๎อยแตํมีโปรตนี สูงกวํารําละเอยี ดไมํสกัดนํ้ามัน ทั้งระละเอียดไมํสกัดน้ํามัน และรําสกัดน้ํามันมีเย่ือใยอยูํในระดับสูง จึงมีลักษณะฟุาม รําละเอยี ดท่ีมีคุณภาพดีจะต๎องไมํจับตัวกันเป็นก๎อน ไมํมีเปลือกข๎าวปนมามาก ไมํมีมอดข้ึน ถ๎าเป็นรําสดต๎องมีกล่ินหอม ไมํมีกล่ินเหม็นเปร้ียว เหม็นอับ หรือเหม็น หนื แตถํ า๎ เป็นรําขา๎ วนึ่งจะมีกล่ินเหมน็ เปร้ียวเลก็ นอ๎ ย 5 ข้าวฟุาง ข๎าวฟาุ งเป็นเมล็ดธัญพืชท่ีมีระดับโปรตนี สูงกวําข๎าวโพด แตปํ ริมาณกรดอะมิโนที่ จาํ เป็นต๎องมีในอาหารตํา่ กวํา และคณุ คําทางอาหารโดยทัว่ ไปของขา๎ วฟาุ งต่ํากวําขา๎ วโพด ข๎าวฟุางท่ีใชเ๎ ล้ียงสัตว๑ มีอยํูหลายพนั ธ๑ุ เชํน ข๎าวฟุางเมล็ดเหลือง ข๎าวฟุางเมล็ดขาว และข๎าวฟุางเมล็ดแดง ข๎าวฟาุ งเมล็ดเหลืองเป็น ชนิดท่ีมีคุณภาพดีท่ีสุด ข๎าวฟาุ งมีสารพิษท่ีเรียกวาํ แทนนิน (Tannin) ทําให๎มีรสขม สัตว๑ไมํชอบกิน และทําให๎ การยํอยได๎ของโปรตีนและพลังงานลดลง การเจริญเติบโตและประสทิ ธิภาพการใช๎อาหารลดลง 6 มันสาปะหลัง เป็นวัตถุดิบประเภทแปูงท่ีมีระดับโปรตีนตํ่ามาก หัวมันสําปะหลังสดมี สารพิษท่ีเรียกวํา “กรดไฮโดรไซยานิก หรือกรดพรัสสิก” ในระดับสูงมาก และเปน็ อันตรายตํอสัตว๑ได๎ โดยมีผล สถานีปศุสตั ว๑
126 ตอํ ระบบหายใจของสัตว๑ ถ๎าได๎รับสารน้ีในระดับสูงสัตว๑จะตายเพราะสมองขาดออกซิเจน แตสํ ามารถทําลาย สารพษิ นี้ไดโ๎ ดยวธิ ีการตาํ ง ๆ เชํน (1) การอบให๎ร๎อนที่อุณหภูมิ 70 – 80 องศาเซลเซียส (2) การต๎มหรือนึ่ง (3) การทําเป็นมันเส๎น โดยห่ันหัวมันสําปะหลังสดเป็นชน้ิ เล็ก ๆ แล๎วผึ่งแดดให๎แห๎ง ทําให๎สารพิษระเหยไปจึง เหลืออยูํในมันเส๎นน๎อยลง หากนําไปอัดเม็ดอีกด๎วย จะทําให๎สารพิษลดลงไปได๎อีก (4) การทําเปน็ มันหมัก โดย การห่ันหัวมันสําปะหลังสดเป็นช้นิ เล็ก ๆ แล๎วนําไปอัดใสํบอํ ซีเมนต๑ ถังไม๎หรือถุงพลาสตกิ ไมํให๎อากาศเข๎า ท้ิง ไวอ๎ ยํางน๎อย 14 วัน จะสามารถนําออกมาใชเ๎ ล้ียงสัตว๑ได๎ อยํางไรก็ตาม การใชม๎ ันสําปะหลังสํวนใหญํจะอยูํใน รูปของมันเส๎น มันเส๎นที่มีคุณภาพดีจะต๎องแห๎งเบา มีความชืน้ ไมํเกินร๎อยละ 12 ไมํมีราข้ึน ไมํมีแมลงเจาะหรือ กดั กนิ มีรากหรือเปลือกปนมาน๎อยมาก มีดินและทรายปนไมํเกนิ ร๎อยละ 3 7 กากน้าตาล เป็นผลพลอยได๎จากการทํานํ้าตาลทราย มีนํ้าตาลเป็นสํวนประกอบมากกวํา ร๎อยละ 48 ใชเ๎ ป็นแหลํงพลังงานและเพ่ิมความนํากินให๎อาหารสัตว๑ กากนํ้าตาลที่ใช๎กันอยูํสํวนใหญํอยูํในรูป ของเหลว ชวํ ยลดการเปน็ ฝุนและใชเ๎ ปน็ ตัวเชอื่ มในการอดั เม็ด กากน้ําตาลมธี าตแุ มกนีเซียมและโพแทสเซยี มอยํู ในระดับสงู จงึ มคี ุณสมบัติเปน็ ยาระบาย 8 ไขมนั และน้ามนั เชํน นํ้ามันถั่วเหลือง ไขมันโคกระบือ ฯลฯ เป็นวัตถุดบิ ที่ให๎พลังงานเพียง อยํางเดียว และให๎พลังงานสูงกวําอาหารแปูงถึง 2.25 เทํา จึงมักใชเ๎ สริมในสูตรอาหารสัตว๑ที่ใชว๎ ัตถุดิบซึ่งมี พลังงานตํ่าและเยื่อใยสูง เพ่ือปรับระดับพลังงานให๎เพียงพอกับความตอ๎ งการของสัตว๑ นอกจากน้ียังชํวยลดการ เปน็ ฝุน เพมิ่ ความนํากนิ ให๎กบั อาหาร ให๎กรดไขมนั ที่จําเปน็ แกํสตั ว๑ ในการผสมและอัดเม็ดอาหาร อาหารที่ผสมไขมันจะหืนได๎งําย จึงควรเพิ่มสารกันหืนลงไปในอาหารผสมด๎วย และไมํควรเก็บไว๎เกนิ 1 สปั ดาห๑ 5.2.2 วัตถดุ ิบประเภทท่ใี หโ้ ปรตีนสงู เปน็ วัตถุดิบที่ให๎โปรตนี ในระดับสูง (สูงกวาํ ร๎อยละ 20) และสํวนใหญํเป็นโปรตนี ท่ีมีคุณภาพดี มักจะมีระดับกรดอะมิโนไลซีน เมทไธโอนีน ทรีโอนีนสูง การใช๎วตั ถุดิบประเภทน้ีผสมกับวัตถุดิบประเภทแปูง จะชํวยทําให๎ทั้งระดับโปรตนี และระดับกรดอะมิโนท่ีจําเป็นตอ๎ งมีในอาหารชนิดตําง ๆ ของอาหารผสมสูงข้ึนจน เพยี งพอกบั ความตอ๎ งการของสัตว๑ วัตถุดบิ ประเภทที่ให๎โปรตนี สูงนี้ แบงํ ออกไดเ๎ ปน็ 3 กลํุมตามแหลํงที่มา คือ วตั ถุดบิ ประเภท โปรตนี สงู จากพชื วตั ถดุ ิบประเภทโปรตีนสงู จากสัตว๑ และสารประกอบไนโตรเจนทไ่ี มํใชโํ ปรตีน 1 วัตถุดิบประเภทโปรตีนสูงจากพืช สํวนใหญํเป็นพวกเมล็ดถั่วและพืชนํ้ามันตําง ๆ ตลอดจนผลพลอยไดจ๎ ากการสกัดนํ้ามันของเมล็ดถ่ัวและพืชนํ้ามันเหลํานั้น เชํน ถ่ัวเหลือง กากถั่วเหลือง ถั่ว ลสิ ง กากถว่ั ลิสง ถ่วั ดํา กากงา กากเมล็ดฝูาย ฯลฯ สถานีปศุสัตว๑
127 1.1 ถั่วเหลืองและกากถ่ัวเหลือง เป็นวัตถุดิบประเภทโปรตีนจากพืชท่ีมีคุณภาพดี ท่สี ุด นอกจากนีใ้ นถั่วเหลืองยังมีสารเจนนีสทีน (Genistein) ซึ่งมีคุณสมบตั ิคล๎ายฮอร๑โมนเอสโตรเจนที่สามารถ กระต๎ุนการเจริญเติบโตของสัตว๑ได๎ แตํในถ่ัวเหลืองดบิ จะมีสารยับยั้งการเติบโตของสัตว๑อยูํหลายชนิด ท่ีสําคัญ คือสารยังย้ังทริปซิน (Trypsin inhibitor) ซ่ึงจะไปยังย้ังการทํางานของนํ้ายํอยทริปซิน ทําให๎ประสิทธิภาพใน การยํอยโปรตนี ลดลง สัตว๑จึงเติบโตช๎าลงและประสิทธิภาพการใชอ๎ าหารเลวลง โดยเฉพาะอยํางย่ิงในลูกสัตว๑ หรือสัตว๑ระยะเล็กซ่ึงระบบการยํอยอาหารยังพัฒนาไมํเต็มท่ีจะมีความไวตํอสารยังยั้งทริปซินนี้กวําสัตว๑ท่ีอายุ มากข้ึน นอกจากน้ีในถ่ัวเหลืองดิบยังมีนํ้ายํอย ยูรีเอส (Urease) ซึ่งจะไปขัดขวางการใชป๎ ระโยชน๑จากยูเรียใน อาหารโคเนื้อ อยํางไรก็ตามขบวนการให๎ความร๎อนที่ทําให๎ถ่ัวเหลืองสุกจะชํวยทําลายสารยังย้ังทริปซินและ น้ํายํอยยูรีเอสได๎ แตํการให๎ความร๎อนนั้นจะต๎องไมํมากเกินไปจนทําให๎ถั่วเหลืองไหม๎ เพราะการทําให๎ถั่วเหลือง ไหม๎จะมผี ลทาํ ใหค๎ ณุ ภาพของโปรตนี ลดลงเชนํ กนั ถ่ัวเหลืองท่ีนํามาใช๎เลี้ยงสัตว๑อาจใช๎ได๎ท้ังในรูปถ่ัวเหลืองทั้งเมล็ด และกากถ่ัวเหลืองซึ่งเป็นผลิตผล พลอยได๎จากการอดั และสกัดนํ้ามัน กากถั่วเหลืองท่ีมีคุณภาพดีจะมีสีเหลืองคํอนข๎างสมํ่าเสมอ มีกล่ินหอม มีรส มัน ไมํชน้ื ไมํมีราหรือสิ่งอื่นเจือปน สํวนถั่วเหลืองทั้งเมล็ดที่จะนํามาใช๎เล้ียงสัตว๑ต๎องผํานขบวนการทําให๎สุก เชนํ ต๎ม นง่ึ คั่ว อัดเส๎น หรอื ผํานขบวนการอืน่ ๆ ท่จี ะทําลายสารยังยั้งการเติบโตของสัตว๑ เชํน การแชกํ รดหรือ ดาํ งเสียกอํ น 1.2 กากถ่ัวเหลือง เป็นผลพลอยไดจ๎ ากการอดั หรือสกัดนํ้ามันถ่ัวลิสง แตสํ ํวนใหญํจะ เป็นกากถั่วลิสงอัดน้ํามัน กากถ่ัวลิสงมีระดับโปรตีนใกล๎เคียงหรือบางคร้ังสูงกวํากากถ่ัวเหลือง แตํคุณภาพ โปรตีนของกากถ่ัวลิสงตํ่ากวาํ ของกากถั่วเหลืองมาก นอกจากนี้ในถั่วลิสงดิบยังมีสารยังยั้งทริปซินเชนํ เดียวกับ ในถวั่ เหลืองอีกด๎วย ปญั หาสําคัญที่สุดในการใชก๎ ากถ่ัวลิสง คือ ปัญหาเรื่องเชื้อราที่สร๎างสารพษิ อะฟลาท็อกซิน ซ่งึ เปน็ เชอ้ื ราชนิดเดียวกันกับเชื้อราในขา๎ วโพด 1.3 กากเมลด็ ฝาู ย เป็นผลิตผลพลอยได๎จากการอดั หรอื สกัดนํ้ามันเมล็ดฝูาย คุณภาพ โปรตนี ของกากเมล็ดฝูายตํา่ กวําของกากถั่วเหลือง และยังขาดแคลเซียมอกี ด๎วย นอกจากน้ีกากเมล็ดฝูายยังมี กรดไขมันท่ีทําให๎ไขํขาวจากแมํไกํ ซึ่งได๎รับกรดไขมันนี้มีสีชมพู และสารกอสซิปอล (Gossypol) ซึ่งเปน็ สารพิษ ทําให๎สัตว๑เบอื่ อาหาร การเจริญเติบโตลดลง ออํ นเพลยี กระสับกระสาํ ย ซึม หอบ และตายในท่ีสุด แตสํ ัตว๑เค้ียว เอ้ือง ยกเว๎นลูกสัตว๑อํอนจะไมํแสดงอาการเป็นพิษจากสารน้ี กากเมล็ดฝูายจึงเป็นอาหารเสริมโปรตีนที่ดีใน สตั วก๑ ระเพาะรวม 1.4 ใบกระถนิ ปนุ ได๎จากการเอาใบกระถินมาทําให๎แห๎งแล๎วนําไปบด ปริมาณโปรตนี และคุณคําทางอาหารของใบกระถินปุนท่ีขายในท๎องตลาดจะผันแปรไป แล๎วแตํวําจะมีกิ่งก๎านปนมามากน๎อย เพียงใด ถ๎ามีกิ่งก๎านปนมามากปริมาณโปรตนี และคุณคําทางอาหารก็ต่ํา ใบกระถินปนุ มีสารเบตา๎ เคโรทีน ซ่ึง สถานีปศสุ ัตว๑
128 เป็นแหลํงวิตามินเอ และสารแซนโทฟลิ ซ่ึงเปน็ สารให๎สีสําหรับไขํแดง และทําให๎ขาและผิวหนังไกํมีสีเหลือง จึง มักใช๎ใบกระถินในสูตรอาหารไกํเพ่ือเปน็ แหลํงให๎มีสารสีมากกวาํ เป็นแหลํงให๎โปรตีน แตํการใช๎ใบกระถินปนุ มี ข๎อจํากัดท่ีใบกระถินมีสารพษิ ไมโมซิน (Mimosine) ซึ่งทําให๎การเจริญเติบโตลดลง ประสิทธิภาพการใช๎อาหาร ตา่ํ ลง ขนรํวง สัตว๑เพศผ๎ูสร๎างน้ําเช้ือลดลง สัตว๑เพศเมียเป็นสัดช๎าลงหรือไขํลดลง จึงไมํควรใชใ๎ บกระถินสด ๆ เลีย้ งสตั ว๑ เพราะมสี ารพษิ ไมโมซนิ สงู 2 วัตถุดิบประเภทโปรตีนสูงจากสัตว์ เป็นวัตถุดิบที่ได๎จากสัตว๑หรือผลิตผลพลอยได๎จาก โรงงานฆําสัตว๑ หรือโรงงานผลติ เนอ้ื กระป๋อง รวมทัง้ นมและผลติ ภัณฑน๑ ม เชนํ ปลาปุน เน้ือปุน เน้ือและกระดูก ปนุ เลือดปุน หางนมผง แกลบกุ๎ง โดยเฉล่ียทั่วไปแล๎ววัตถุดบิ กลํุมนี้จะมีระดับโปรตีนและคุณภาพโปรตีนดีกวํา วตั ถุดิบประเภทโปรตีนสูงจากพชื เพราะมีกรดอะมิโนไลซีน เมทไธโอนีน และทริปโตเฟนสูง เป็นแหลํงท่ีดขี อง วิตามินบตี ําง ๆ โดยเฉพาะอยาํ งย่งิ วิตามินบ1ี 2 ซ่ึงไมมํ ีในวัตถุดบิ จากพชื 2.1 ปลาปุน เป็นแหลํงโปรตนี ท่ีดที ั้งในด๎านปริมาณและคุณภาพ มีแรํธาตุสูง เป็น แหลํงที่ดีของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแรํธาตุปลักยํอยตําง ๆ นอกจากน้ียังมีปัจจัยที่ชํวยกระต๎ุนการ เจรญิ เตบิ โตของสัตว๑ (Unidentified growth factor) ด๎วย ปลาปุนที่ผลิตในประเทศไทยมี 2 ชนิด คือ ปลาปุนอัดนํ้ามัน และปลาปุนไมํอัดนํ้ามัน ซึ่งปลาปุนอัด นํ้ามันจะมีโปรตนี สูงกวําและไขมันน๎อยกวําทําให๎เก็บไดน๎ านกวําปลาปุนไมํอัดน้ํามัน คุณภาพของปลาปุนจะผัน แปรกันออกไปมาก ท้ังน้ีขึ้นอยํูกับปัจจัยหลายประการ เชํน ชนิดและขนาดของปลาท่ีใช๎ วธิ ีการผลิต ความสด ของปลา และการปนปลอม 2.2 เนื้อปุน และเน้ือกระดูกปุน เป็นผลิตผลพลอยได๎จากโรงงานฆําสัตว๑ ประกอบด๎วย เศษเนื้อ เอ็ด พังพืด และกระดูก ปริมาณและสัดสํวนของเศษเหลือชนิดตําง ๆ เหลําน้ีไมํคํอย แนํนอน ถ๎าเศษเหลือนี้ประกอบด๎วยเศษเน้ือมากและมีเศษกระดูกปนมาน๎อย เม่ือนําไปต๎มหรือนึ่งและสกัด ไขมันออกแล๎วทําให๎แห๎งจะได๎ผลิตภัณฑ๑ท่ีมีโปรตนี สูงกวําร๎อยละ 55 หรือมีฟอสฟอรัสต่ํากวาํ ร๎อยละ 4.4 จัดวํา เป็นเนอ้ื ปนุ แตถํ ๎ามโี ปรตนี ตํา่ กวาํ รอ๎ ยละ 55 หรอื ฟอสฟอรสั สงู กวาํ ร๎อยละ 4.4 จดั วําเป็นเนื้อกระดกู ปนุ คุณภาพโปรตนี ของเนือ้ ปุนและเน้ือกระดกู ปนุ ดกี วําโปรตีนท่ีไดจ๎ ากพืช แตสํ ๎ูของปลาปนุ ไมไํ ด๎ทง้ั เนอื้ ปุน และเน้ือกระดูกปุนมีระดับธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง การใช๎วัตถุดบิ ทั้งสองชนิดน้ีในปริมาณมากในสูตร อาหารจะทําให๎ระดับธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงเกินไป ซ่ึงจะไปขัดขวางการใชป๎ ระโยชน๑ของแรํธาตุตัวอื่น โดยเฉพาะสังกะสี สถานีปศุสตั ว๑
129 3 สารประกอบไนโตรเจนท่ีไม่ใช่โปรตีน เป็นวตั ถุดิบท่ีมีไนโตรเจนอยูํในรูปอ่ืนที่ไมํใชํโปรตีน หรือไมํอยูํในรูปโพลีเปปไทด๑ แตํสัตว๑สามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ในการสร๎างโปรตีนของรํางกายได๎ไมํวําจะโดย ทางตรงหรือทางอ๎อม วัตถุดบิ เหลาํ น้ไี ด๎แกํ ยเู รยี เกลือแอมโมเนียตาํ ง ๆ และกรดอะมิโนสงั เคราะห๑ตาํ ง ๆ 3.1 ยูเรีย เป็นสารประกอบไนโตรเจนท่ีนิยมใชเ๎ ป็นอาหารสัตว๑กระเพาะรวมมานาน แล๎ว ยูเรียมีไนโตรเจนประมาณร๎อยละ 42 – 45 เม่ือเปรียบเทียบเปน็ คําโปรตีนจะให๎โปรตีนสูงถึงร๎อยละ 262 – 281 แตสํ ัตว๑ไมํสามารถใช๎ประโยชน๑จากยูเรียได๎โดยตรง ตอ๎ งอาศัยกระบวนการเมตะโบลิซึมของจุลินทรีย๑ใน กระเพาะรเู มนเปลีย่ นใหเ๎ ป็นโปรตีน เม่ือจุลินทรีย๑ตายหรือติดไปกับอาหารเข๎าสํูกระเพาะแท๎และลําไส๎เล็กจึงถูก ยํอยไปเปน็ กรดอะมิโน และถูกดูดซึมไปใช๎ประโยชน๑ได๎ อยํางไรก็ดยี ูเรียเป็นสารเคมีที่แตกตัวเป็นแอมโมเนียได๎ เรว็ ในทางเดนิ อาหาร ถ๎าหากจลุ ินทรีย๑นาํ ไปใชไ๎ มทํ ันแอมโมเนียท่ีเหลือจะถูกดูดซึมเข๎าสูํกระแสโลหิต และทําให๎ สัตว๑ไดร๎ ับอนั ตรายถงึ ตายได๎ 3.2 กรดอะมิโนสังเคราะห๑ กระดอะมิโนสังเคราะห๑ซึ่งเปน็ ท่ีร๎ูจักกันดแี ละมีจําหนําย ท่ัวไป ราคาไมํแพงนัก ไดแ๎ กํ กรดอะมิโนไลซีน และเมทไธโอนีน กรดอะมิโนทั้งสองชนิดน้ีเป็นกรดอะมิโนท่ี จําเปน็ ต๎องมีในอาหารและสัตวต๑ ๎องการในปรมิ าณมาก แตํในวัตถุดิบหลกั คอื เมลด็ ธญั พืชตาํ ง ๆ มกั จะมีกรดอะมิ โนท้ังสองชนิดนี้ไมํเพียงพอกับความต๎องการของสัตว๑ การปรับความสมดุลของไลซีนและเมทไธโอนีนในสูตร อาหารโดยใช๎วตั ถุดิบประเภทโปรตนี สูง จะทําให๎สูตรอาหารมีระดับโปรตนี รวมสูงเกินความจําเป็นซึ่งจะทําให๎ อาหารสัตว๑มีราคาแพง จึงมีการใช๎กรดอะมิโนสังเคราะห๑เพ่ือให๎สามารถคํานวณสูตรอาหารให๎มีระดับโปรตีน ตํ่าลง โดยทีอ่ าหารน้ันมีระดบั กรดอะมิโนทกุ ตัวครบตามตอ๎ งการ 5.2.3 วัตถดุ บิ ประเภทเสริมแรธ่ าตุ การผสมอาหารสัตว๑มักจะมีการเสริมแรํธาตตุ ําง ๆ ลงไปในอาหารในรูปของหัวแรํธาตุประกอบด๎วยแรํ ธาตุชนิดตําง ๆ ซ่ึงสํวนใหญํสัตว๑ต๎องการในปริมาณน๎อย ยกเว๎นธาตแุ คลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งสัตว๑ตอ๎ งการใน ปริมาณมาก เนื่องจากแรํธาตุทั้งสองนี้ทําหน๎าที่เป็นส่ิงประกอบของกระดูกในรํางกาย วัตถุดิบท่ีใชเ๎ ปน็ แหลํงให๎ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรสั ในอาหารสัตว๑น้นั แบงํ ออกได๎เปน็ 2 กลุมํ คือ (1) วัตถุดิบท่ใี ห๎ธาตแุ คลเซียมเพียงอยาํ งเดยี ว ได๎แกํ เปลอื กหอยปนุ และหินปนู หรือหนิ ฝนุ (2) วตั ถดุ ิบที่ใหท๎ ้งั ธาตุแคลเซยี มและฟอสฟอรัส ไดแ๎ กํ ไคแคลเซยี มฟอสเฟตและกระดกู ปุน 1 เปลือกหอยปุน หินปูนหรือหินฝุน เป็นวตั ถุที่ให๎ธาตุแคลเซียมอยํางเดียว เปลือยหอยท่ีใช๎ ผสมในอาหารสัตว๑ควรเป็นเปลือกหอยปุนท่ีผํานการทําความสะอาดและฆําเช้ือโรคแล๎ว ในอาหารไกํไขํควร เลือกใชเ๎ ปลอื กหอยจะดกี วํา เพราะการใชห๎ ินปนู จะทําให๎เกดิ ปญั หาไขํเปลือกบาง สถานีปศสุ ัตว๑
130 2 ไดแคลเซียมฟอสเฟต เป็นวัตถุดบิ ที่ให๎แคลเซียมและฟอสฟอรัส ไดแคลเซียมฟอสเฟตที่ จําหนํายกันทั่วไปมี 2 ชนิด คือ (1) ชนิดท่ีผลิตจากกระดูกสัตว๑ มีลักษณะเปน็ ผงละเอียดสีขาว และ (2) ชนิดที่ ผลิตจากหิน เป็นผงสีปูนหรือสีออกนํ้าตาล ราคาถูกกวําชนิดแรกประมาณครึ่งหน่ึง ซึ่งหากได๎ผําน ขบวนการผลติ ทถี่ กู ตอ๎ ง และผาํ นขบวนการกําจัดฟลูออรีนออกแล๎วจะใช๎เปน็ อาหารสัตว๑ไดด๎ ีพอ ๆ กับชนิดแรก แตํหากมีฟลูออรีนเหลืออยูํในระดับสูงจะทําให๎การเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช๎อาหารลดลง กระดูก อํอนแอ และการสร๎างนํ้านมลดลง นอกจากนี้ไดแคลเซียมฟอสเฟตท่ีผลิตจากหินนี้ ถ๎าหากอณุ หภูมิในการเผา ระหวาํ งขบวนการผลติ สงู ไมพํ อ จะทําใหก๎ ารใช๎ประโยชน๑ได๎ของฟอสฟอรัสลดลง 3 กระดูกปุน เป็นผลิตผลพลอยได๎จากโรงงานฆําสัตว๑ กระดูกปุนเป็นแหลํงท่ีให๎ธาตุแคลเซียม และฟอสฟอรัสเชํนเดียวกับไดแคลเซียมฟอสเฟต นอกจากนี้ยังให๎โปรตีนอีกเล็กน๎อย คือประมาณร๎อยละ 12- 30 5.2.4 วตั ถุดบิ ประเภทเสริมวติ ามิน วตั ถุดบิ ที่ใช๎กันอยํูทั่วไปมักจะมีวติ ามินชนิดตาํ ง ๆ อยํูแล๎ว แตํอาจมีวติ ามินบางชนิดไมํเพยี งพอกับ ความตอ๎ งการของสัตว๑ หรือมีอยูํในสภาพที่สัตว๑ไมํสามารถใช๎ประโยชน๑ได๎อยํางเต็มท่ี ในทางปฏิบัติจึงมักเสริม วติ ามินชนิดน้ัน ๆ ในปริมาณตามความตอ๎ งการของสัตว๑ วิตามินท่ีแนะนําให๎เสริมลงในอาหารไดแ๎ กํ วิตามินเอ ดี อี เค และวติ ามนิ บี อกี 7 ชนดิ คือ ไธอามีน ไนอาซิน ไรโบฟลาวนิ กรดแพนโทธนี ิก ไบโอติน โคลีนและบี 12 วัตถุดบิ ที่จัดเปน็ ประเภทเสริมวิตามิน ไดแ๎ กํ น้ํามันตับปลา ซึ่งเปน็ แหลํงของวิตามินเอ ดี อี นอกจากนี้ กม็ วี ิตามินสังเคราะห๑ชนดิ ตําง ๆ ทง้ั ทเี่ ปน็ วิตามนิ ทลี่ ะลายไดใ๎ นน้ําและวติ ามนิ ทีล่ ะลายไดใ๎ นไขมนั 5.3 การผลติ พชื อาหารสตั ว์ 5.3.1 การทาทงุ่ หญา้ เล็มและแปลงพืชตดั สด การเล้ียงปศุสัตว๑ โดยเฉพาะอยํางย่ิงสัตว๑เคี้ยวเอ้อื ง เชํน โค กระบือ แพะ แกะ เป็นอาชีพหลักน้ัน จาํ เป็นตอ๎ งอาศยั ทุํงหญ๎าที่ได๎รับการปรับปรุงให๎มีปริมาณและคุณภาพพอเพยี งกับความต๎องการ การทําทุํงหญ๎า สําหรบั เลี้ยงสัตว๑จะชํวยให๎เกษตรกรมพี ืชอาหารสตั ว๑ไว๎ใชใ๎ นปรมิ าณทแ่ี นํนอน การสรา้ งทุ่งหญา้ การสร๎างทํุงหญ๎าสําหรับเล้ียงสัตว๑อาจทําได๎โดยการพัฒนาทุํงหญ๎าธรร มชาติหรือโดยการ พฒั นาแปลงหญ๎าสํวนตัว คือ 1. การพัฒนาทุ่งหญ้าธรรมชาติ การพัฒนาทํุงหญ๎าธรรมชาติซึ่งได๎แกํ ทํุงหญ๎า สาธารณะนน้ั สามารถทาํ ไดใ๎ นขอบเขตจํากดั และไมสํ ามารถจัดการทุํงหญ๎าประเภทนี้ได๎ เชํน ไมํสามารถควบคุม สถานีปศสุ ัตว๑
131 การเล้ียงสัตวห๑ รือจํานวนสัตว๑ให๎เหมาะสมกับเวลาและอัตราตํอพ้ืนท่ีได๎ นอกจากน้ีการขาดการดูแลรักษาสิ่งท่ี เป็นสาธารณะประโยชน๑รํวมกนั ยงั ทําให๎ทุงํ หญา๎ สาธารณะเสื่อมโทรมเร็วขน้ึ ชนิดของพชื อาหารสัตว๑ท่ีเหมาะสมสําหรับการพัฒนาทุํงหญ๎าธรรมชาติ คือ พืชอาหารสัตว๑ที่ปลูกด๎วย เมล็ดและไมํต๎องการการไถพรวนเตรียมดิน เชํน ถั่วฮามาต๎า ดังนั้นการหวํานถ่ัวพวกน้ีจึงเพียงแตนํ ําเมล็ดไป หวาํ นทับลงในทํุงหญ๎าธรรมชาติ โดยอาศัยแรงคน หรือถ๎าหากเป็นบริเวณกวา๎ งและเป็นท่ีซ่ึงคนไมํสามารถเข๎า ไปหวํานได๎ ก็ใชเ๎ ครื่องบินเฮลิคอปเตอร๑หวาํ น ซึ่งทําไดร๎ วดเร็ว สําหรับบริเวณข๎างถนนน้ันจะทําไดง๎ ํายมากหาก ใช๎เมลด็ ถ่วั ฮามาตา๎ โดยบรรทุกเมล็ดถ่ัวฮามาตา๎ ไวใ๎ นกระบะรถ เม่ือรถแลํนไปเมล็ดจะ ถูกลมพัดตกลงบนถนน กระแสลมก็จะพัดเมล็ดไปตกข๎างไหลํถนน หลังจากนั้นจะมีการแพรํกระจาย โดยนา้ํ พัดพาไหลไปตามสองข๎างของถนน หรอื สัตวท๑ มี่ ากนิ เมล็ดแลว๎ ไปถํายมลู ตามทต่ี ําง ๆ 2. การพัฒนาแปลงหญ้าส่วนตัว การเตรียมพน้ื ที่ ในพื้นท่ีท่ีเป็นปุาต๎องเริ่มตน๎ ดว๎ ย การถากถางต๎นไม๎ แล๎วขนย๎ายกิ่งไม๎และตอไม๎ไปทําประโยชน๑หรือเผาท้ิง ท้ังนี้ไมํควรโคํนต๎นไม๎ใหญํจนหมด แตํ เหลือไวบ๎ า๎ งเป็นระยะ ๆ สาํ หรับเปน็ รํมเงาให๎สตั ว๑เล้ยี ง การเตรียมดิน วัตถุประสงค๑ในการเตรียมดนิ คือเพ่ือปราบวัชพืชและปรับดินให๎มีสภาพเหมาะแกํการ งอกของพืช แม๎วาํ พชื อาหารสัตว๑บางชนิดจะสามารถงอกได๎ในสภาพที่ไมํมีการไถพรวน แตํการไถพรวนก็ชํวยให๎ การงอกดขี นึ้ ซ่ึงแมจ๎ ะสนิ้ เปลืองคาํ ใชจ๎ าํ ย แตจํ ะคมุ๎ คําของการลงทนุ ในระยะยาว การเตรยี มดินขน้ึ อยํกู ับปจั จยั หลายอยําง เชนํ ลักษณะของดนิ ฟูาอากาศ สภาพของตน๎ พืชท่ีข้ึนปกคลุม อยูํ ชนิดและพันธุ๑พืชท่ีจะปลูก ฯลฯ การเตรียมดนิ มีหลายแบบ ตั้งแตํการเตรียมดินแบบประณีต คือ มีการไถ พรวนหลายครั้ง จนถึงไมมํ กี ารไถพรวนหรือเตรยี มดินเลย การเลือกชนิดพืชปลูก การเลือกชนิดของพชื อาหารสัตว๑ที่จะใชป๎ ลูกตอ๎ งพิจารณาปัจจัยหลายประการ เชนํ สภาพดนิ ฟูาอากาศ วธิ ีการขยายพนั ธุ๑ ความสามารถในการเจรญิ เปน็ ตน๎ ใหมํในปตี ํอ ๆ ไปภายหลังการปลูก แลว๎ และความรวดเร็วในการขน้ึ ปกคลุมพืน้ ท่ี พืชอาหารสัตวท๑ ี่ปรับตัวได๎ดีกับดินหลายชนิดในบริเวณท่ีมีฝนตกมาก ได๎แกํ ถั่วเซนโตร ถั่วสะไตโล ถ่ัวผี หญ๎ากินน่ี เป็นต๎น สํวนพืชอาหารสัตว๑ท่ีปรับตัวไดด๎ ีกับดินหลายชนิดในบริเวณท่ีมีฝนตกน๎อย ได๎แกํ ถ่ัวฮามาต๎า ถว่ั สะไตโล หญา๎ ซาบี้ หญ๎าซอก้ัม เป็นต๎น วิธีการขยายพันธุ๑เกี่ยวข๎องอยํางใกล๎ชิดกับเปอร๑เซ็นต๑การงอก ความแข็งแรงของต๎นอํอน และการ เติบโตในระยะแรก ถ่ัวแลบแลบและถ่ัวผีเป็นถั่วท่ีเติบโตได๎เร็วและแข็งแรง จึงเหมาะที่จะปลูกในทุํงหญ๎าผสมที่ จะใหเ๎ ปน็ อาหารสัตว๑ได๎เร็ว ในบรเิ วณทีแ่ ห๎งแลง๎ น้นั ถ๎าปลกู ข๎าวฟุางรํวมดว๎ ยจะชํวยให๎สามารถปลํอยสัตว๑เข๎าเล็ม ไดเ๎ ร็วข้ึน สถานปี ศุสัตว๑
132 การทาทงุ่ หญ้าผสม การทําทํุงหญ๎าผสมเป็นการนําพืชอาหารสัตว๑หลายชนิดมาปลูก รํวมกัน โดยสํวนใหญํจะเปน็ การปลูกหญ๎าชนิดเดยี วผสมกับถ่ัวชนิดเดียวหรือหลายชนิด ซ่ึงการทําทุํงหญ๎าผสม นม้ี ขี อ๎ ดอี ยูํหลายประการ คือ (1) ใหผ๎ ลผลิตสงู และผลผลิตมคี ุณภาพดี ทัง้ ในดา๎ นปริมาณโปรตนี เปอร๑เซ็นต๑การยํอยได๎ และความนํา กนิ (2) ใหผ๎ ลผลติ สาํ หรบั เลย้ี งสตั ว๑ไดต๎ ลอดปี เพราะพชื ที่ปลูกมอี ายุแตกตาํ งกนั (3) ประหยัดต๎นทุนในการซื้อปุ๋ยไนโตรเจน เพราะพชื ตระกูลถ่ัวมีคุณสมบตั ิในการตรึงไนโตรเจน และ ถํายเทไนโตรเจนท่ตี รึงนใ้ี ห๎เปน็ ประโยชนก๑ บั หญา๎ อ่นื ท่ขี ึน้ รวํ ม ในการทาํ ทงุํ หญ๎าผสมนจ้ี ะต๎องเลอื กชนิดหญา๎ และถั่วที่ปลูกรํวมกันได๎ เชํน ถั่วทาวสวิลสะไตโล ข้ึนรํวม ได๎ดีกบั หญา๎ ซกิ แนล หญา๎ แพนโกลํา ฯลฯ ถ่วั เซนโตร ข้ึนรํวมไดด๎ กี บั หญ๎าเนเปยี ร๑ หญา๎ แพนโกลํา หญา๎ ขน ฯลฯ อยํางไรก็ตาม การทําทํุงหญ๎าผสมมีข๎อเสียอยูํบ๎างท่ีวาํ การจัดการทําไดย๎ าก เพราะพืชแตลํ ะชนิดมีการ ตอบสนองหรือต๎องการการจัดการแตกตํางกันจึงจะสามารถขึ้นรํวมกันได๎ สัตว๑อาจจะเลือกกินชนิดพืชบางชนิด ท่ีชอบมากกวาํ ทําให๎พชื ชนิดท่ีสัตว๑ไมํกินขึ้นขํมหรือมีอตั รามากกวําชนิดอ่ืน จึงยากท่ีจะรักษาแปลงหญ๎าให๎อยูํ ในสภาพทเี่ หมาะสมไดน๎ าน ๆ 5.3.2 การจัดการท่งุ หญา้ อาหารสัตว์ การจัดการทุํงหญ๎าจะหมายความรวมถึงการดูแลรักษา ตลอดจนการตัดและการจัดการ เกย่ี วกับการปลํอยสัตวเ๑ ข๎าเลม็ โดยมีวัตถปุ ระสงค๑หลัก 2 ประการ คือ (1) เพ่ือให๎ทํุงหญ๎าให๎ผลผลิตสูง คุณภาพ ดี กระจายสมํ่าเสมอตลอดฤดูกาลเล็ม และมีอายุการใชง๎ านนานท่ีสุด และ (2) เพื่อให๎มีการใช๎พืชอาหารสัตว๑ที่ ผลิตข้นึ นั้นอยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ การจัดการทํุงหญ๎าในระยะเพ่ิงปลูกปีแรก การจัดการทํุงหญ๎าในระยะเพ่ิงปลูกมีความสําคัญตอํ สภาพ ของทํุงหญ๎าในระยะตํอ ๆ ไปเปน็ อยํางมาก หากปลํอยสัตว๑เข๎าไปเล็มเร็วเกินไปอาจทําให๎พืชท่ีเพิ่มเจริญเติบโต เสยี หายได๎ ซงึ่ เปน็ ผลให๎ทุํงหญา๎ เส่อื มโทรมเรว็ กวาํ ทีค่ วร การนําสัตว๑เข๎าเล็มหรือการใชป๎ ระโยชน๑จากทุํงหญ๎าใน ระยะเพงิ่ ปลกู ควรพิจารณา ดังนี้ (1) ในกรณีที่เป็นพืชตระกูลถั่วซ่ึงมีจุดการเจริญอยํูใกล๎ผิวดนิ หรือพวกที่ไมํทนทานตํอการถูก บดบังแสงแดดซ่ึงปลูกรํวมกับพวกหญ๎าหรือหวาํ นโดยไมํไดเ๎ ตรียมดิน ให๎ปลํอยสัตว๑ลงเล็มในแปลงโดยมีจํานวน สัตว๑มากกวําปริมาณพชื อาหารสตั ว๑ ทง้ั นี้เพื่อปูองกนั ไมํใหห๎ ญ๎าหรอื วัชพชื มาบดบังแสงแดด สถานปี ศสุ ัตว๑
133 (2) ในกรณีที่ปลูกถั่วซ่ึงมีลําต๎นแบบเถาเลื้อยรํวมกับหญ๎า ในระยะแรกซ่ึงถ่ัวยังไมํเลื้อยพัน หญ๎าหรือวัชพืช และระบบรากของถ่ัวยังไมํแข็งแรงนี้ ให๎ปลํอยสัตว๑ลงเล็มโดยมีจํานวนสัตว๑ไมํมากนักเมื่อ เปรยี บเทยี บกับปรมิ าณพืชอาหารสัตว๑ เพ่ือควบคุมหญา๎ ไมใํ หข๎ นึ้ คลมุ ถ่ัว (3) ในกรณีที่ใชส๎ ํวนของลําต๎นปลูก ถ๎าเป็นพวกหญ๎าชนิดเลื้อย ให๎นําสัตว๑เข๎าเล็มแตํเน่ิน ๆ เพื่อให๎สัตว๑เหยียบยํ่าพวกไหลจมลงดินและชํวยให๎เกิดรากข้ึน แตํถ๎าเปน็ พวกหญ๎าประเภทกอตั้งตรงซึ่งรากจะ ถกู ถอนขึน้ มาไดง๎ ําย ไมคํ วรนาํ สัตว๑เขา๎ เล็มจนกวาํ รากจะเกาะยดึ กับดนิ ได๎ดีแล๎ว การดูแลรักษา การดแู ลรักษาทํุงหญ๎าเก่ียวกับการใชป๎ ุ๋ย การควบคุมวชั พชื ตลอดจนการใช๎ เครื่องมือกลและเทคนิคตําง ๆ เพ่ือชํวยให๎ไดผ๎ ลผลิตสูง เชํน การใช๎เคร่ืองตดั หญ๎าเข๎าชํวยในขณะที่หญ๎าแกํ เกินไปเพื่อชํวยรักษาให๎อาหารสัตว๑มีคุณภาพดี โดยปอู งกันการมีดอกและกระต๎ุนให๎แตกหนํอ การใช๎ไฟเผาทุํง หญ๎าธรรมชาติกอํ นทีฤ่ ดฝู นจะมาถงึ การไถพรวนทุํงหญ๎าที่ใชแ๎ ลว๎ จะชวํ ยใหห๎ ญา๎ แตกหนํอเรว็ ขนึ้ การใช้ผลผลิตจากทงุ่ หญ้า อาจทาได้ 2 วธิ ี (1) การตัดแล๎วขนไปให๎สัตว๑กิน วิธีน้ีจะตัดแปลงหญ๎าในชวํ งเวลาท่ีกําหนด และตัดท่ี ความสงู ตามต๎องการ ซง่ึ มขี ๎อดขี ๎อเสีย ดงั แสดงในตารางท่ี 5.1 การตัดหญ๎าจะต๎องตดั ในระยะเวลาท่ีเหมาะสมสําหรับหญ๎าแตํละชนิด หญ๎าท่ีอายุน๎อยจะมีคุณคําทาง โภชนะสูงแตผํ ลผลิตต่ํา เม่ือท้ิงชํวงเวลาในการตัดหํางกันมาก คุณภาพหญ๎าจะต่าํ แตํผลผลิตสูง ระยะเวลาที่ เหมาะสม โดยทว่ั ไปอยใํู นชวํ ง 45-60 วนั ทั้งน้ขี น้ึ อยํูกบั ปัจจัยตาํ ง ๆ เชนํ ฤดูกาล ความสงู ของการตดั มีผลตอํ ผลผลิต คือ การตัดตํา่ จะไดผ๎ ลผลิตเพ่ิมข้ึน แตํการตัดสูงทําให๎หญ๎าแข็งแรง โตเร็ว และมวี ัชพชื น๎อย หญ๎าสดท่ตี ัดมาเลย้ี งสัตว๑อาจผสมด๎วยยูเรียหรือกากนํ้าตาลเพ่ือเพมิ่ คุณคําทางโภชนะและเพิ่มความนํา กิน แตใํ นฤดูกาลที่มีหญ๎าสดมาก ๆ ก็ไมํตอ๎ งผสม เพราะสัตว๑จะเลือกกินเฉพาะท่ีอํอน ๆ ซ่ึงมีคุณคําทางโภชนะ สงู การปลํอยสตั วเ๑ ข๎าเลม็ วธิ นี ส้ี ตั ว๑จะถกู ปลํอยเข๎าไปเล็มหญ๎าไปแปลงซ่ึงจะมีผลตํอพืชโดยตรง เชํน ใบถูก กัดกินซึ่งสํงผลถึงสภาวะแวดล๎อมต๎นพืช และสํงผลตอํ การเจริญเติบโตของพชื โดยตรง การจัดการทํุงหญ๎าโดย วธิ กี ารปลํอยสตั ว๑เขา๎ เล็มนี้มขี ๎อดีข๎อเสยี ดงั แสดงในตารางที่ 5.1 สถานปี ศุสัตว๑
134 ตารางที่ 5.1 เปรยี บเทียบขอ๎ ดีข๎อเสยี ของการใชผ๎ ลผลิตจากทํุงหญ๎าโดยวธิ ีการตดั แล๎วขนไปให๎สัตวก๑ ินกับวิธีการ ปลํอยสตั วเ๑ ขา๎ เลม็ ในแปลงหญา๎ การตัดแลว้ ขนไปใหส้ ตั ว์กิน การปลอ่ ยสัตวเ์ ข้าเล็มในแปลงหญ้า ขอ๎ ดี ขอ๎ ดี - สัตวไ๑ มํเหยียบยา่ํ แปลงหญา๎ เสยี หาย - ลงทุนตํ่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีตัดแล๎วขนไปให๎ - สัตวไ๑ มํเสียพลังงานในการเดนิ ไปหาอาหาร กนิ - สัตวม๑ โี อกาสรับโรค พยาธิ หรือเหบ็ น๎อยลง - สัตว๑มีแนวโนม๎ ทจี่ ะท๎องอดื น๎อยลง - สตั วม๑ เี วลากนิ อาหารไดเ๎ ต็มท่ี - สามารถจดั การแปลงหญา๎ ตามความต๎องการไดส๎ ะดวก ข๎อเสีย - สัตว๑มีโอกาสเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพดีหรือท่ี - สิน้ เปลืองคาํ ใช๎จํายในการตดั และขนมาให๎สัตว๑กิน ชอบ - สัตว๑ไมํมีโอกาสเลอื กกนิ เฉพาะสํวนท่นี าํ กิน คุณภาพ พชื อาหาร สัตวท๑ ก่ี นิ เขา๎ ไปท้งั หมดจึงอาจต่ําลง - ชํวยกระจายพันธุ๑พืชอาหารสัตว๑ โดยเมล็ดซึ่งถําย - ไมํมีการหมุนเวียนของธาตอุ าหารแกํพืชจากมลู หรอื ออกมากับมลู - มูลและปสั สาวะชวํ ยเพิม่ ธาตุอาหารแกํแปลงหญา๎ ขอ๎ เสยี - สัตว๑เหยียบยํ่าพืชอาหารสัตว๑ ทําให๎บางสํวน เสยี หายผลผลิตหญา๎ อาจลดลง ปัสสาวะ - สตั วเ๑ หยยี บยํา่ ทาํ ใหด๎ ินแนํน การปลํอยสัตว๑เข๎าเล็มในแปลงหญ๎ามี 2 ระบบใหญํๆ คือ การนําสัตว๑เข๎าเล็มแบบตํอเนื่อง และการนํา สัตวเ๑ ข๎าเล็มเปน็ ครง้ั คราว (1) การนําสัตว๑เข๎าเล็มแบบตํอเนื่อง เป็นการปลํอยให๎สัตว๑เข๎าเล็มในแปลงหญ๎าน้ัน ๆ ตลอดเวลาตํอเน่ืองกันนาน ๆ โดยไมํย๎ายไปไหน ถือวาํ เป็นวธิ ีการจัดการแปลงหญ๎าและจัดการฝูงสัตวแ๑ บบงําย ท่ีสุด การปลํอยสัตว๑เข๎าเล็มโดยระบบน้ีจะต๎องพิจารณาจํานวนสัตว๑ และปริมาณอาหารท่ีอยูํในแปลงหญ๎า ซึ่ง โดยทั่วไปแล๎วมักใช๎จํานวนสัตว๑ตํอหนํวยพื้นที่หรืออัตราการปลํอยสัตว๑ต่ํา ดังนั้น ในชํวงฤดูฝนจะมีพืชอาหาร เหลือเฟือและเป็นสาเหตุให๎สัตวเ๑ ลือกกิน พืชบริเวณท่ีไมํถูกกินจะแกํและมีคุณคําอาหารตาํ่ สํวนในฤดแู ล๎งหรือ เมื่อพืชอาหารสัตว๑มีปริมาณน๎อย สัตว๑จะเล็มพืชบางบริเวณมากเกินไป ทําให๎หญ๎าหายไปและมีวัชพืชเข๎ามา สถานีปศุสัตว๑
135 ปะปนมากข้ึน อยํางไรก็ตาม อาจแก๎ไขปัญหาเหลําน้ีได๎โดยการเพิ่มจํานวนสัตว๑ให๎มากขึ้นในฤดูฝนและลด จํานวนสตั วล๑ งในฤดแู ล๎ง (2) การนาํ สตั ว๑เข๎าเลม็ เปน็ คร้ังคราว ซง่ึ มีวธิ กี ารจดั สัตวแ๑ ละแปลงหญ๎าหลายวิธี เชํน 2.1) โดยการปลํอยสตั วเ๑ ขา๎ เลม็ แบบหมุนเวยี น คือ แบํงแปลงหญา๎ ออกเปน็ แปลงยํอย ๆ อยํางน๎อย 6 แปลง แล๎วปลํอยสัตว๑เข๎าเล็มในแปลงที่ 1 ในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นก็เล่ือนไปแปลงท่ี 2 3 4 5 และ 6 ตามลําดับ แล๎ววนไปแปลงท่ี 1 ใหมํ ชํวงเวลาที่ปลํอยให๎แปลงที่ 1 พักฟ้ืนควรให๎พอดีท่ีจะเข๎าเล็มใน รอบตํอไป และท่ีสําคัญคือต๎องไมํปลํอยให๎สัตว๑เข๎าเล็มในแตํละคร้ังนานเกินควร ปกติแล๎วจะใช๎เวลา 1-7 วัน ทงั้ นขี้ น้ึ อยกํู บั จาํ นวนสัตว๑ตํอหนํวยพืน้ ท่ีและการเจรญิ เติบโตของพืชอาหารสัตว๑ 2.2) โดยการใช๎รวั้ ไฟฟูากั้นแบํงแปลงเป็นแนวเล็ก ๆ ให๎สัตว๑เข๎าเล็มในชํวงเวลาส้ัน ๆ ไมํเกิน 12 ชั่วโมง แล๎วเลื่อนลวดไฟฟูาไปเรื่อย ๆ จนหมดแปลง วิธีนี้ใช๎จํานวนสัตว๑ตํอหนํวยพื้นท่ีคํอนข๎างสูง กวําแบบหมุนเวียน ดังนั้น ปริมาณพืชอาหารสัตว๑จึงคํอนข๎างจํากัด สัตว๑มีโอกาสเลือกกินได๎น๎อย สัตว๑เล็มกิน แปลงหญ๎าอยํางสมํ่าเสมอ มีเศษพืชที่สูญเสียโดยการเหยียบย่ําของสัตว๑หรือมีมูลสัตว๑ทับถมน๎อย ดังน้ันวิธีน้ีจะ ได๎ผลดใี นพืชอาหารสัตว๑ท่ีมีคุณคําทางอาหารสูง ถ๎าพืชอาหารสัตว๑มีคุณภาพตํ่าอาจจํากัดการกินของสัตว๑แลฃะ ผลผลิตของสตั ว๑จะตํา่ ลง การปลํอยสัตว๑เข๎าเล็มในแปลงหญ๎าโดยใช๎ระบบการนําสัตว๑เข๎าเล็มเป็นคร้ังคราว มีข๎อดีคือ ใช๎ทุํงหญ๎าอยํางมี ประสิทธิภาพ ใชจ๎ าํ นวนสตั ว๑ตํอหนวํ ยพน้ื ที่ได๎สูง และชํวยลดจํานวนเหบ็ ให๎น๎อยลง 5.3.3 การทาพืชแห้ง พชื แหง๎ หรือเรยี กกันทั่วไปวาํ หญา๎ แห๎ง (hay) นบั เปน็ อาหารสตั วท๑ ส่ี ําคญั สวํ นหนง่ึ ในการเลีย้ งสตั ว๑ พชื แหง๎ เปน็ อาหารหยาบที่มีคุณภาพดีรองจากอาหารหยาบสด การทาํ พชื แหง๎ นัน้ เป็นการถนอมพืชอาหารสัตว๑ไว๎ให๎ สัตว๑กินในระยะเวลาหรือฤดูกาลที่ขาดแคลนพืชสด โดยการระเหยนํ้าบางสํวนออกจากพืชสดท่ีเก็บเก่ียวมาให๎ เหลือความช้ืนไมํเกินร๎อยละ 20 มีพืชอาหารสัตว๑หลายชนิดที่เหมาะสมตํอการทําพืชแห๎ง ที่เป็นพืชในตระกูล หญ๎า ได๎แกํ กรีนแพนิค บลูแพนิค เบอร๑มิวดา ซูดาน เป็นต๎น สํวนที่เป็นพืชตระกูลถ่ัว ได๎แกํ สะไตโล คาวพี ลู เซิน เป็นต๎น นอกจากน้ันพวกพชื อาหารสัตว๑ท่ขี น้ึ อยูํตามธรรมชาตสิ ามารถนํามาทําพืชแหง๎ ได๎เชํนกัน ขน้ั ตอนการทาพชื แหง้ การทําพืชแห๎งมักทํากันในชวํ งปลายฤดฝู นซ่ึงเป็นระยะที่มีพชื อาหารสัตว๑เหลือเฟอื เพราะพืช เจรญิ เติบโตเรว็ จนสตั วก๑ ินไมํทัน และเป็นชวํ งมลี มและแสงแดดท่ีจะตากพชื ได๎ โดยมขี น้ั ตอนในการทําดงั นี้ สถานีปศุสัตว๑
136 1. การตดั ขั้นตอนแรกของการทําพืชแห๎ง คือการตัดและปลํอยให๎พชื เหี่ยวเพอ่ื ให๎ไดพ๎ ืชแห๎งมี คุณภาพดี มีผลผลติ สงู ไมกํ ระทบกระเทือนตํอผลผลิตในรนํุ ตอํ ไป และมีต๎นทนุ การผลิตต่ํา ควรเลือกตดั พืชท่ีอยํู ในระยะซึ่งเร่ิมเติบโตเต็มวัยแล๎ว คือ หากเป็นพืชตระกูลหญ๎าให๎ตัดในระยะที่เพ่ิงออกดอกหรือออกดอก หมดแล๎ว สําหรับพืชตระกูลถ่ัวท่ีเป็นพวกมีอายุปีเดียว เชํน ทาวสวิลสะไตโล ใหตัดหลังจากที่เมล็ดแกํแล๎ว เพือ่ ใหเ๎ มลด็ รํวงลงดนิ และงอกเป็นต๎นใหมํในปตี ํอไป สํวนพวกที่มีอายุหลายปีควรตดั ในระยะใกล๎ออกดอก ท้ังนี้ ควรจะเลือกตัดในวันที่ส่ิงแวดล๎อมอํานวย คือ ในวันท๎องฟูาแจํมใส โดยเฉพาะในกรณีที่ต๎องอาศัยแสงแดดใน การตากพืชใหแ๎ หง๎ อยําตดั พชื เมอื่ นา้ํ คา๎ งยงั ไมํแหง๎ หรอื ฝนตกใหมํ ๆ ความสูงในการตัดนั้น สํวนใหญํตัดให๎ชิดผิวดิน แตํสําหรับพืชท่ีมีลําต๎นสูงหรือแนํนมากอาจจะตัดสูงขึ้นมาบ๎าง ซึ่งจะชํวยให๎พชื ที่ตัดแล๎วแห๎งเร็วยิ่งข้ึนเพราะไมํได๎สัมผัสกับผิวดิน ขณะเดยี วกันสํวนของลําตน๎ ท่ีอยูํชดิ ผิวดินจะ มีเยื่อใยสูงและคุณคําทางอาหารตํ่ากวําสํวนบนซ่ึงมีใบจํานวนมาก แม๎จะสูญเสียวัตถุแห๎งในรูปตอซังไปบ๎างก็ คุม๎ คําในแงํของคุณภาพหญา๎ แหง๎ ในการตดั บางครั้งถ๎าพชื มีลาํ ต๎นอวบหนาทําให๎แห๎งช๎า ควรใชเ๎ ครื่องบีบเอานํ้า ออกบ๎างเพ่อื ชวํ ยให๎พชื แห๎งเร็วขน้ึ 2. การทําให๎แห๎ง วธิ ีทําให๎แห๎งทน่ี ิยมกนั ในประเทศไทย คอื การทาํ ให๎แหง๎ โดยใช๎แสงแดด ซึ่งมี วิธีการทําคือ พืชท่ีตัดและปลํอยให๎เหี่ยวแล๎วในขั้นแรก โดยกะวําพืชเหี่ยวพอท่ีจะกองได๎หลวม ๆ โปรํง และ กํอนใบจะแหง๎ กจ็ ะคราดไปรวมกันให๎เป็นแถว เป็นแถบยาวตลอดแปลง เป็นการชวํ ยพลิกหญ๎าสํวนที่ยังไมํแห๎ง ใหถ๎ ูกแดดดว๎ ย ปลํอยตากแดดไวป๎ ระมาณ 2-3 วนั หรือจนกวําพชื จะแหง๎ พอเหมาะ ซงึ่ ทดสอบไดง๎ ําย ๆ โดยสุํม หญ๎าที่ตากมา 7-10 ต๎น แล๎วบิดขมวดดูวํามีน้ําซึมออกมาหรือไมํ ถ๎าไมํมีนํ้าซึมและหญ๎าไมํหักงํายเกินไปแสดง วาํ หญ๎าแห๎งพอเหมาะแล๎ว หรืออาจทําได๎อีกวธิ ีหน่ึงโดยการตดั หญ๎าเป็นทํอนยาว 3-5 น้ิว สักหน่ึงขยุ๎มมือนําไป ใสํขวด แล๎วใสํเกลือปุนลงไปประมาณ 1 ช๎อนชา เขยําแรง ๆ สักพัก ถ๎าเกลือไมํจับเป็นก๎อนแสดงวําหญ๎าน้ัน แหง๎ พอแล๎ว การทาํ ให๎แหง๎ อีกวิธีหนง่ึ ซึ่งใช๎ในท๎องถนิ่ ทมี่ แี สงแดดน๎อยหรือสภาพอากาศไมํเหมาะในการตากแห๎ง คือ การทําให๎แห๎งในโรงเรือนซึ่งอาจเป็นการผ่ึงลม โดยใช๎ลมร๎อนหรือลมเย็นเปุาให๎แห๎งก็ได๎ วธิ ีนี้จะสามารถลดการ สูญเสียวตั ถุแหง๎ การสูญเสียใบ และการสูญเสยี แคโรทีน แตํตน๎ ทนุ สงู จะได๎ผลคุ๎มคําเมื่อพืชนั้นมีคุณภาพสูงจริง ๆ และผลท่ไี ดร๎ บั จะมโี ปรตีนสูง ซ่ึงมีหญ๎าเขตรอ๎ นไมกํ ช่ี นดิ ท่มี คี ณุ สมบัตินี้ 3. การอัดฟุอน เมื่อหญ๎าแห๎งพอเหมาะแล๎วจะอัดฟุอนโดยใช๎เครื่องอัดฟุอน ปกติจะอัดฟุอน เป็นรปู สี่เหล่ียม ยาวประมาณ 90 เซนตเิ มตร น้าํ หนักแตํละฟุอนประมาณ 10-15 กิโลกรัม 4. การขนย๎ายและการเก็บ เมื่ออัดฟุอนเสร็จแล๎ว ควรรีบขนไปเก็บเพ่ือหลีกเลี่ยงการถูกฝน ควรเกบ็ ในโรงเรือนท่ีมิดชิด ไมํให๎ถูกฝน แตคํ วรมีการถํายเทอากาศดี การวางเรียงควรใชไ๎ ม๎รองเป็นตาราง และ ไมวํ างชิดจนเกนิ ไป ทง้ั น้เี พอ่ื ใหอ๎ ากาศระบายผาํ นหญ๎าแหง๎ ได๎บ๎าง สถานีปศสุ ตั ว๑
137 การสญู เสยี โภชนะในการทาพืชแห้ง การทําพืชแห๎งน้นั จะมีการสญู เสยี โภชนะดว๎ ยสาเหตหุ ลายประการคือ 1. การหลุดรวํ งของใบ ใบพืชเปน็ สวํ นทแ่ี ห๎งได๎เรว็ กวาํ ลําตน๎ ทาํ ใหห๎ ลดุ รํวงงาํ ย มีผลให๎สูญเสีย คุณคําทางโภชนะเนื่องจากใบมีโภชนะตําง ๆ มากกวําลําต๎น โดยเฉพาะอยํางยิ่งระดับโปรตีนในใบมีมากกวําใน ลําต๎น 2-3 เทํา นอกจากน้ีในใบยังมีแคโรทีน วิตามินบี แรํธาตุ และพลังงาน มากกวําอีกด๎วย ทั้งน้ีจะลดการ สูญเสียน้ีได๎โดยการเลือกชนิดพืชท่ีมีลําต๎นเล็กทําพืชแห๎ง หรือมิฉะน้ันใช๎เครื่องมือบีบนํ้าออกจากลําต๎นบ๎างจะ ทําให๎ใบและลําต๎นแห๎งในระยะเวลาใกล๎เคียงกัน นอกจากน้ีการทําพืชแห๎งต๎องให๎เหลือความช้ืนพอเหมาะ คือ ประมาณร๎อยละ 15-20 ถา๎ แห๎งมากเกนิ ไปจะทาํ ให๎ใบหลุดรํวงงําย 2. ความรอ๎ น พชื แห๎งทเี่ ก็บไว๎น้ัน หากมีความช้นื สงู กวาํ ร๎อยละ 25 แล๎ว จะมีแนวโน๎มท่ีจะเกิด เช้อื ราและเกดิ การหมกั บดู ของจลุ นิ ทรีย๑ ซ่ึงมีผลให๎เกิดความรอ๎ นขน้ึ ได๎ ถ๎าความร๎อนเกิดข้ึนจนอณุ หภูมิสงู ถงึ 49 องศาเซลเซียส จะทําให๎โภชนะถกู ทาํ ลายโดยเฉพาะอยํางยิ่งโปรตีน และถา๎ อุณหภมู ิสูงถงึ 71 องศาเซลเซียส จํา ทําให๎เส่ียงตอํ การเกดิ ไฟลุกไหม๎ 3. การหายใจของเซลล๑พืช เม่ือพืชถูกตัดใหมํ ๆ เซลล๑พืชยังมีการหายใจอยูํ ทําให๎นํ้าตาลและ แปูงเปลี่ยนไปเป็นก๏าซคาร๑บอนไดออกไซด๑และน้ํา ซ่ึงเป็นการสูญเสียคําพลังงานของพืช และยังทําลายแคโรที นบางสวํ นไปด๎วย วิธที ี่จะลดการสญู เสยี จากสาเหตนุ ้ีไดค๎ อื การทําให๎พืชแหง๎ อยํางรวดเรว็ 4. การฟอกสีโดยแสงแดด พืชมีสีซีดลงเพราะแสงแดดทําลายคลอโรฟีลล๑ในพืช ซึ่งมีผลให๎ สูญเสียแคโรทีนไปด๎วย 5. การมีฝนชะล๎าง ถ๎าหากมีฝนตกลงมาในขณะตากแห๎ง นอกจากจะทําให๎โภชนะตําง ๆ ที่ ละลายได๎ในน้ําสูญเสียไปแล๎ว ยังทําให๎การหายใจของเซลล๑พืชยาวนานออกไปอีก และยังอาจทําให๎เกิดเช้ือรา ขึ้นดว๎ ย ปจั จัยท่ีมผี ลต่อคุณภาพของพชื แหง้ พืชแห๎งคุณภาพดีจะต๎องเป็นพืชแห๎งท่ีมีคุณคําทางโภชนะสูง มีความนํากินและปราศจากส่ิงปลอมปนหรือมีสิ่ง ปลอมปนน๎อย สง่ิ ปลอมปนทก่ี ลาํ วนี้ ได๎แกํ วัชพืช เช้ือรา และฝนุ ละออง เป็นต๎น อยํางไรก็ตามพชื แห๎งท่ีผลิตได๎ น้ันมักจะมีคุณภาพแตกตํางกันออกไป เนื่องจากมีปัจจัยตําง ๆ หลายประการเข๎ามามีอิทธิพลตํอสํวนประกอบ ทางเคมแี ละคุณสมบัติทางกายภาพของพชื แหง๎ คอื 1. ชนิดของพืช พืชแตํละชนิดจะมีคุณคําทางโภชนะตํางกัน พืชตระกูลถั่วจะมีคุณคําทาง โภชนะสูงกวําพืชตระกูลหญ๎า นอกจากน้ันพืชแตํละชนิดยังให๎ผลผลิตนํ้าหนักแห๎งตํางกัน และทําให๎แห๎งได๎เร็ว สถานีปศสุ ัตว๑
138 ชา๎ ตํางกัน หญ๎าบางชนิดไมํเหมาะท่ีจะนํามาทําหญ๎าแห๎ง เชํน พวกที่อวบน้ํามาก จะทําให๎แห๎งได๎ช๎า ซ่ึงจะมีผล ถึงคุณภาพของหญา๎ แห๎ง หญ๎าทม่ี ีเปอรเ๑ ซน็ ต๑วัตถแุ ห๎งสงู เชํน หญา๎ โรด๏ ส๑ จะทาํ ใหแ๎ ห๎งไดเ๎ ร็ว 2. อายุของพืช อายุของพืชที่ตัดมาทําพืชแห๎งจะมีผลตํอสี สํวนประกอบทางเคมี และ คุณสมบัติทางกายภาพของพืชแห๎งเป็นอยํางมาก พืชที่ตัดเมื่ออายุมากจะมีคุณภาพตํ่า เพราะมีลิกนินสูง พืช อํอนจะมีคุณคําทางโภชนะสูงกวําพืชแกํ เพราะมีสัดสํวนของใบมาก ทําให๎มีโปรตีน แรํธาตุ วิตามิน และ คาร๑โบไฮเดรตมาก เย่ือใยต่าํ การสะสมลิกนินน๎อย ทําให๎เปอร๑เซ็นตก๑ ารยํอยไดส๎ ูงและมีความนํากิน แตํผลผลิต น้ําหนกั แหง๎ จะน๎อยลง 3. สัดสํวนของใบและลําต๎น พืชมีใบมากกวํายํอมมีปริมาณโปรตีนและโภชนะตําง ๆ สูงกวํา และมีสารเยื่อใยน๎อย พืชมีใบมากจึงเหมาะท่ีจะใช๎ทําพืชแห๎ง เพราะจะให๎พืชแห๎งมีคุณภาพดี เชํน หญ๎าเบอร๑ มิว-ดา หญา๎ แพนโกลํา 4. ความอุดมสมบูรณ๑ของดินและการใสํปุ๋ย พืชแห๎งท่ีทําจากพืชท่ีปลูกในดินท่ีอุดมสมบูรณ๑ และมีการให๎ปยุ๋ ทีเ่ หมาะสมจะมคี ณุ คาํ ทางโภชนะสูง 5. ขนาดของชิน้ พชื พชื ชนิดเดยี วกนั แตมํ ีขนาดชนิ้ สํวนไมํเทาํ กัน จะมีคุณภาพและความนํากนิ ตํางกัน พืชแห๎งท่ีบดและอัดเป็นเม็ดจะมีความหนาแนํนสูงกวําพืชชนิดเดียวกันที่มีขนาดส้ันหรือยาวท้ังต๎น ดงั น้นั ปริมาณที่สัตวก๑ นิ ไดจ๎ ึงมากกวํา 6. ขบวนการทําให๎แห๎ง การทําพชื แห๎งในแตํละสภาวะจะมีการสูญเสียโภชนะตํางกัน พืชแห๎ง ท่ตี ากในแปลงและมีฝนตกจะมกี ารสญู เสยี มาก พชื แห๎งทส่ี ามารถทาํ ใหแ๎ ห๎งไดเ๎ รว็ ท่สี ุดจะมีคุณภาพดี 7. จํานวนวัชพืชเจือปน พชื แห๎งมีคุณภาพดีควรมีวชั พชื เจือปนน๎อยท่ีสุด ถ๎าวัชพืชเจือปนมาก สตั วจ๑ ะกินได๎น๎อย และวัชพชื บางชนิดยงั อาจเปน็ พษิ ตอํ สตั ว๑อีกด๎วย 8. การเก็บรกั ษา การเก็บรักษาไมํดีอาจทําให๎คุณภาพของพชื แห๎งต่ําลงได๎ เชํน ถ๎าเก็บในท่ีชื้น เกินไปอาจทําให๎เกดิ เชือ้ รา การยอมรับหรือกินพืชแห๎งมากหรือน๎อยของสัตว๑นั้นขึ้นอยูํกับคุณสมบัติบางอยํางของพืชแห๎ง เชํน ชนิดของพืชที่ใชท๎ ําพืชแห๎ง สัดสํวนของใบและลําต๎น คุณสมบัติทางกายภาพ และสํวนประกอบทางเคมีของพืช แห๎ง ถ๎าเป็นพืชแห๎งที่มีปริมาณสารเยื่อใยอยูํตํ่า สัตว๑จะกินพืชแห๎งได๎มาก พืชแห๎งท่ีมีสํวนยํอยได๎อยํูมากจะถูก ยํอยได๎เร็ว อาหารจะผํานกระเพาะไปได๎เร็วทําให๎สัตว๑กินพืชแห๎งได๎มาก อยํางไรก็ตามชนิดของสัตว๑จะเป็นตัว สําคญั ท่จี ะบงํ ชรี้ ะดบั คุณภาพของพืชแห๎งทจ่ี ะใช๎คอื สุกร สัตว๑ปีก แกะ และม๎า ต๎องใช๎พืชแห๎งคุณภาพดี สํวนโค เน้ือและโคนมสามารถใช๎พืชแห๎งคุณภาพตาํ่ ได๎ นอกจากโคที่ต๎องการผลผลิตตอบแทนสูงเทําน้ันจึงไมํควรใชพ๎ ืช แห๎งคุณภาพตํา่ สถานปี ศสุ ัตว๑
139 5.3.4 การทาพืชหมัก การทําพืชหมักเป็นการเก็บถนอมพืชอาหารสัตว๑สดในรูปของการหมักภายใต๎สภาพไมํมีอากาศในหลุม หมักหรือภาชนะท่ีเรียกวําไซโล (Silo) โดยมีวัตถุประสงค๑ที่จะเก็บรักษาพืชสดให๎มีการสูญเสียโภชนะน๎อยท่ีสุด พชื หมัก (Silage) ที่รู๎จักกันทั่วไปนั้นแบํงออกได๎เป็น 3 ประเภท คือ (1) พชื หมักจากพืชท่ีตัดมาสด ๆ ปกตจิ ะมี ความช้ืนสูงตั้งแตํร๎อยละ 70 ขึ้นไป (2) พืชหมักจากพืชซ่ึงตัดมาแล๎วปลํอยให๎มีการสูญเสียความช้ืนไปบ๎าง จน เหลือความช้ืนประมาณร๎อยละ 60-70 และ (3) พืชหมักจากพืชซึ่งตัดมาแล๎วปลํอยท้ิงไว๎ให๎แห๎งจนเหลือ ความชืน้ ประมาณรอ๎ ยละ 40-60 พืชอาหารสัตว๑หลายชนิดนํามาทําพืชหมักได๎ เชํน ข๎าวโพด ข๎าวฟุาง หญ๎าขน หญ๎าเนเปียร๑ ฯลฯ แตํ สํวนใหญํนิยมใช๎ข๎าวโพด และข๎าวฟุาง ซ่ึงตัดในระยะที่ออกเมล็ดอํอน เพราะจะให๎ผลผลิตสูง และมีปริมาณ คาร๑โบไฮเดรตสงู เหมาะแกํการเจริญของจุลินทรีย๑ รปู แบบของหลมุ หมัก หลุมหมักหรือภาชนะที่ใช๎หมักเป็นปัจจัยหน่ึงที่มีผลตํอคุณภาพของพืชหมัก เพราะหลุมหมัก ซ่ึงสามารถเก็บถนอมพืชไว๎ในสภาพทีเ่ หมาะสมจะชวํ ยให๎ได๎พืชหมักที่มีคุณภาพดี หลุมหมักท่ีดีจะต๎องมีลักษณะ ท่ปี อู งกนั ไมใํ ห๎น้าํ หรืออากาศเขา๎ ไปภายใน ปูองกันการถกู ฝนชะหรอื แดดเผา และปูองกนั การสูญเสียอื่น ๆ หลุม หมักมหี ลายรปู แบบ แตํละแบบมีราคาและปรมิ าณของพชื ทส่ี ญู เสยี ในการหมักแตกตํางกันไป 1. แบบถังสูง อาจสร๎างด๎วยคอนกรีต ไม๎หรืออิฐก็ได๎ โดยสร๎างเป็นถังรูปทรงกระบอกเหนือ ระดับผวิ ดิน มีความสูง 2 เทําของเสน๎ ผาํ ศูนยก๑ ลาง ดา๎ นลํางเปน็ ชํองเปดิ สําหรบั ขนเอาพืชหมกั ออกไปให๎สัตว๑กิน การทําถังแบบน้ีคําใช๎จํายในการสร๎างจะสูง แตํมีข๎อดีที่ไมํเปลืองพ้ืนที่ สามารถลดอากาศภายในได๎มาก การ สูญเสียน๎อยเพราะพื้นผิวสัมผัสอากาศมีน๎อย แตํถ๎าถังสูงมากจะทําให๎เกิดแรงกดภายในสูงบีบน้ําให๎ไหลจากพืช ทาํ ใหส๎ ญู เสียโภชนะไปมาก และการนําพชื ขึน้ ไปบรรจุจากขา๎ งบนทําได๎ลาํ บาก ปจั จบุ นั จงึ ไมํนิยมทาํ กัน 2. แบบหลุมลึก เป็นหลุมแคบยาวท่ีขุดลึกลงไปในดนิ มักเป็นรูปสี่เหล่ียม ผนังลาดเอียงให๎ก๎น หลุมแคบกวาํ ปากหลมุ เพื่อใหส๎ ามารถอดั พืชไดแ๎ นนํ อาจทําด๎วยคอนกรตี หรอื ดินกไ็ ด๎ แตตํ ๎องทําในพน้ื ท่ีซ่ึงนํ้าไมํ ทํวม มกี ารระบายน้ําดี เมือ่ อัดพชื จนแนํน จึงใช๎พลาสติกคลมุ ดา๎ นบนแลว๎ กลบด๎วยดิน หลุมแบบน้มี ีพ้ืนผิวสัมผัส อากาศมาก อตั ราการสูญเสยี จึงคอํ นขา๎ งสงู 3. แบบหลุมลอย มลี กั ษณะคล๎ายแบบหลุมลึก แตสํ ร๎างเหนือระดับผิวดิน โดยการสร๎างคันดนิ หรือกําแพงคอนกรีตหรือไม๎ในแนวยาวขึ้น 2 ด๎าน ปลายอกี 2 ด๎านเปดิ โลํงสําหรับนําพืชเข๎าไปหมักหรือนําพืช หมกั ออกจากหลมุ หลุมแบบนีเ้ หมาะกับพน้ื ท่ซี ่งึ มกี ารระบายนํ้าไมดํ ี สถานปี ศุสตั ว๑
140 4. แบบกอง ไมํต๎องกํอสร๎างอะไรเลย เพียงแตํเอาพืชที่จะหมักมากองรวมกันบนพ้ืนซีเมนต๑ หรือถ๎าเป็นพ้นื ดนิ กใ็ หป๎ รู องพน้ื ดว๎ ยพลาสตกิ กํอน จากน้ันย่ําอักให๎แนํนแล๎วคลุมกองพืชหมักดว๎ ยพลาสตกิ แบบ นเ้ี ปน็ แบบทีง่ าํ ยทส่ี ุด แตมํ กี ารสญู เสยี มากทส่ี ดุ และไดพ๎ ชื หมกั ทม่ี คี ณุ ภาพไมํดี 5. แบบพื้นบ๎าน หลุมหมักแบบนี้ใช๎วัสดุราคาถูก เชํน ไม๎ไผํมาสานเป็นโครงคล๎ายถังทรงกลม นํามาต้ังบนดิน ใช๎พลาสติกกรุภายใน แล๎วใสํพืชท่ีต๎องการหมักลงไป อัดให๎แนํนโดยการเหยียบย่ํา แล๎วปิด ด๎านบนด๎วยพลาสตกิ หรอื ดนิ หลุมหมักแบบนเ้ี สยี คาํ ใช๎จํายน๎อย เกษตรกรสามารถทาํ ใชเ๎ องได๎ นอกจากนี้ยังมีหลุมหมักรูปแบบอ่ืน ๆ อีก เชํน แบบหลุมรูปกรวยลงไปในดิน แบบปิดผนึก แบบใช๎ ถุงพลาสติกขนาดใหญํ เป็นต๎น ซ่ึงการที่จะเลือกใช๎หลุมหมักแบบใดน้ันจะต๎องพิจารณาให๎เหมาะสมกับพื้นท่ี ปริมาณพชื ทห่ี มกั ท่ตี อ๎ งการ และคําใช๎จาํ ยในการทาํ หลุมหมัก กระบวนการหมกั เมื่อเราอัดพืชใสํหลุมหมักและปิดหลุมหมักแล๎ว ภายในหลุมจะเกิดกระบวนการหมักข้ึน ซ่ึง แบํงเปน็ ขน้ั ตอนใหญํ ๆ ได๎ 2 ขน้ั ตอน คือ 1. ข้ันตอนที่มีการใช๎ออกซิเจน ในระยะแรกหลังจากปิดหลุมหมักภายในหลุมยังมีก๏าซ ออกซิเจนเหลืออยูํและเซลล๑ของพืชยังไมํตาย ดังนั้นเซลล๑พืชจึงยังคงมีการหายใจโดยใช๎ก๏าซออกซิเจน และ เอนไซม๑จะสลายคาร๑โบไฮเดรตไปเป็นก๏าซคาร๑บอนไดออกไซด๑กับนํ้า และมีความร๎อนเกิดขึ้น เอนไซม๑ท่ียํอย โปรตีนจะสลายโปรตนี ไปเปน็ สารประกอบไนโตรเจนท่ีไมํใชํโปรตนี ในขณะเดยี วกันจุลินทรีย๑ท่ีติดมากับชิ้นสํวน ของพชื ซ่ึงเปน็ พวกท่ีต๎องการออกซิเจนในการดํารงชีวิตจะเจริญเติบโตและเพมิ่ จํานวนไปเรื่อย ๆ ตราบเทําที่ยัง มีออกซิเจนเหลืออยูํ โดยใช๎คาร๑โบไฮเดรตเป็นแหลํงพลังงาน ซึ่งจะมีผลให๎เกิดความร๎อนเชํนกัน ทําให๎อุณหภูมิ ภายในหลุมหมักสูงข้ึน อุณหภูมิท่ีเหมาะสม คือ 27-28 องศาเซลเซียส ปฏิกิริยาตําง ๆ เหลําน้ีจะหยุดเมื่อ อากาศหมด แตํถ๎าอากาศภายในหลุมมีมาก ปฏิกิริยาเหลําน้ีจะดําเนินตํอไป นอกจากจะทําให๎สูญเสียโภชนะ ตําง ๆ แลว๎ ยังทําให๎อุณหภมู ิภายในหลุมหมักสูงเกินไป มีผลให๎พืชหมักมีสีน้ําตาล ซ่ึงจะมีความนํากินแตคํ ุณคํา ทางอาหารตํ่า จึงไมเํ ป็นท่ีต๎องการ นอกจากน้ีพวกยีสต๑และราจะเพมิ่ จํานวนขึ้นในขณะที่มีอากาศอยํู จนกระทั่ง อากาศถูกใช๎หมดจะทําให๎ยีสต๑และราตายลง แตํเอนไซม๑ตําง ๆ ของมันยังคงทํางานตามปกติ ซึ่งจะเปล่ียน น้ําตาลไปเป็นแอลกอฮอลแ๑ ละสิ่งเนําเป่อื ยผุพงั ดังน้ันในการอัดพชื ลงหลุมหมักจึงต๎องพยายามไลํอากาศออกไป ให๎มากท่สี ุด 2. ข้ันตอนที่ไมํต๎องใช๎ออกซิเจน เมื่อออกซิเจนในหลุมหมักถูกใช๎ไปหมดแล๎ว จุลินทรีย๑ที่ต๎อง ใช๎ออกซิเจนในการดํารงชีวิตจะชะงักการเจริญเติบโตในสภาพไมํมีอากาศ และอุณหภมู ิท่ีสูงขึ้นในหลุมหมักจะ ชํวยให๎แบคทีเรียที่ไมํต๎องการอากาศเจริญเติบโตและขยายพันธ๑ุออกไปเป็นจํานวนมาก แบคทีเรียพวกนี้จะใช๎ สถานปี ศสุ ัตว๑
141 น้ําตาลในพืชไปสร๎างกรดตําง ๆ โดยสํวนใหญํจะเป็นกรดแล็กติก นอกจากนี้ก็มี กรดอาซิติก กรดบิวทิริก และ กรดโปรปิโอนิก ทําให๎สภาพความเป็นกรดดําง (pH) ของพืชหมักลดลงจนจุลินทรีย๑ทุกชนิดไมํสามารถเจริญ ตํอไป ปฏิกิริยาตําง ๆ จะหยุด ขบวนการหมักจะส้ินสุดลง ความเป็นกรดดํางท่ีเหมาะสมของพืชหมักควรอยํู ระหวําง 3.5-4.5 โดยปกติแลว๎ ขบวนการหมักจะใช๎เวลาประมาณ 3 สัปดาห๑หลังจากอยํูในสภาพไมํมีอากาศ หญ๎าหมักที่ ได๎น้ีสามารถเก็บไว๎ได๎หลายปีโดยไมํเสียหากไมํมีอากาศเข๎าไปในถังหมักอีก เชํน พืชหมักท่ีทําจากข๎าวโพด สามารถเก็บไว๎ได๎นานกวาํ 12 ปี ปจั จยั ทีม่ ีผลต่อคุณภาพของพืชหมัก พืชหมักท่ีดีควรมีสีเขียวเหลือง มีกล่ินหอมชวนกิน ไมํมีรา มีเนื้ออํอนนุํม สัตว๑สามารถกินได๎ ทุกสํวน มีความเป็นกรดดําง (pH) ประมาณ 4.0-4.5 มีความชื้นพอเหมาะคือเมื่อใช๎มือบีบจะต๎องไมํมีน้ําไป ออกมา มีปริมาณกรดแลก็ ติกร๎อยละ 5 – 9 ของนํ้าหนักแห๎ง และมีปริมาณกรดบิวทิริกตาํ่ กวําร๎อยละ 0.2 ของ นํ้าหนักแห๎ง การที่จะผลิตพืชหมักให๎มีคุณลักษณะดังกลําวได๎เพียงใดนั้น มีปัจจัยหลายประการเข๎ามามีผลตํอ คณุ ภาพของพืชหมกั คือ 1. ชนิดของพืช พืชที่เหมาะสมในการใช๎ทําพืชหมัก ควรเป็นพืชท่ีให๎ผลผลิตสูง และมีปริมาณ คาร๑โบไฮเดรตท่ียอํยได๎สูงซึ่งเหมาะตํอการเจริญของจุลินทรีย๑ ถ๎ามีคาร๑โบไฮเดรตต่ําจะทําให๎เกิดกรดแล็กติ กน๎อยและได๎พืชหมักที่มีคุณภาพไมํดี ดังนั้น การทําพืชหมักจากพืชท่ีมีคาร๑โบไฮเดรตตํ่า เชํน พืชตระกูลถ่ัว จะต๎องเติมสารชํวยการหมักเพ่ือให๎เป็นอาหารของจุลินทรีย๑และเรํงปฏิกิริยาให๎เกิดกรดแล็กติกเร็วข้ึน สารชํวย การหมกั ที่นยิ มใช๎ ไดแ๎ กํ เมลด็ ธัญพชื มนั เสน๎ กากนํา้ ตาล เปน็ ต๎น 2. อายุของพชื ควรเก็บเกี่ยวพืชในชวํ งอายุที่เหมาะสมด๎วยเหตุผล 2 ประการ คือ (1) เพ่ือให๎ ได๎พืชที่มีความช้ืนพอเหมาะสําหรับการทําพืชหมัก และ (2) เพื่อให๎ได๎โภชนะยํอยได๎จากการเก็บเกี่ยวพืชน้ัน มากท่ีสุด ทั้งน้ีถ๎าหากเก็บเก่ียวพืชเม่ืออายุน๎อยเกินไปจะทําให๎ได๎พืชที่มีความชื้นสูงเกินไปและไดผ๎ ลผลิตต่ํา แตํ ถา๎ หากเกบ็ เกย่ี วพชื เมอื่ อายุมากเกนิ ไปจะทําใหไ๎ ดพ๎ ชื ที่มปี รมิ าณโปรตนี ต่ํา มีเยอ่ื ใยสูง และมคี วามช้ืนตา่ํ เกินไป 3. ความชื้น ความชื้นท่ีเหมาะสมในการหมักพืช คือ ความช้ืนร๎อยละ 50-70 ถ๎าความช้ืนสูง เกินไปจะทาํ ให๎พชื หมกั มรี สเปรี้ยว มีปริมาณกรดบิวทิริกสูง สัตว๑ไมํชอบกิน และมีการสูญเสียโภชนะมาก แตถํ ๎า ความชื้นตาํ่ เกนิ ไปจะทําให๎อดั พืชลงในหลมุ หมกั ให๎แนํนได๎ยาก ทาํ ใหเ๎ กิดราไดง๎ ําย และขบวนการหมักจะเกิดข้ึน ได๎ไมดํ ี 4. ขนาดของช้ินพืช การตัดพืชให๎เป็นชิ้นขนาดเล็กท่ีเหมาะสมจะทําให๎สามารถอัดพืชลงใน หลมุ หมกั ไดแ๎ นนํ โดยงําย และนํา้ ตาลในพืชถกู ปลอํ ยออกมาเร็วจงึ เกดิ กรดเร็ว ซ่งึ ทําให๎ได๎หญา๎ หมักท่มี ีคุณภาพดี สถานีปศสุ ตั ว๑
142 ท้ังนี้ขนาดท่ีเหมาะสมของช้ินพืชน้ันมีต้ังแตํ 1 นิ้วข้ึนไป ขึ้นอยํูกับชนิดและความช้ืนของพืช พืชท่ีมีความช้ืนต่ํา ควรตัดใหส๎ ัน้ กวาํ พชื ทมี่ ีความชื้นสูง 5. การใสํสารเสริมในการหมัก สารเสริมในการหมักเป็นสารท่ีเติมลงไปในพืชหมักกํอนอัดให๎ แนํนเพื่อให๎ได๎พืชหมักท่ีมีคุณภาพดีข้ึน สารเหลําน้ีแบํงออกเป็น 2 พวกใหญํ ๆ คือ (1) สารเพ่ิมโภชนะ เป็น วัตถุดิบที่ชํวยให๎หญ๎าหมักมีคุณคําทางโภชนะสูงขึ้น และสัตว๑สามารถนําโภชนะเหลํานี้ไปใช๎ประโยชน๑ได๎ เชํน เมล็ดธัญพืช กากนํ้าตาล หินปูน ยูเรีย ฯลฯ และ (2) สารที่ชํวยปรับปรุงการถนอมพชื ให๎ดีขึ้น สารเหลําน้ีจะใช๎ ในปริมาณเล็กน๎อยเพื่อชํวยใหข๎ บวนการหมกั เปน็ ไปไดอ๎ ยํางมปี ระสิทธภิ าพ ซงึ่ จะชวํ ยลดการสูญเสียที่จะเกิดข้ึน ในการหมัก เชํน โซเดียมเมทาไบซัลไฟท๑ กรดฟอรม๑ กิ กรดแลก็ ตกิ สารยับย้งั เชื้อรา เอนไซม๑ ฯลฯ 6. การจัดการตําง ๆ ในระหวํางการหมัก การจัดการที่ดจี ะชํวยให๎ได๎พืชหมักที่มีคุณภาพดีขึ้น เชํน การถํายนํ้าท่ีไหลซึมออกมาจากพืชมากเกินไปออกทางด๎านลํางของหลุมหมัก การดูแลไมํให๎อากาศเข๎าไป ในหลมุ หมัก โดยการใช๎พลาสติกคลมุ ด๎านบนของหลุมหมกั และถา๎ กาํ แพงด๎านข๎างของหลุมหมักมีรอยร๎าวก็ต๎อง รบี ซํอม 5.4 การเลือกซื้ออาหารสัตวส์ าเรจ็ รปู อาหารหมสู ําเร็จรปู ท่ีมา : http://www.ktfood.co.th/pig-feed.php เกษตรกรท่ีเล้ียงสุกรหรือสัตว๑ปีกในจํานวนไมํมากหรือเปน็ ฟาร๑มขนาดเล็ก การใช๎อาหารสัตว๑สําเร็จรูป ท่ีบริษัทผลิตและวางจําหนํายในท๎องตลาดนับเป็นวิธีการที่สะดวก และประหยัดกวําการผสมอาหารสัตว๑ใช๎เอง ทั้งน้ีเน่ืองจากการจัดซื้อวัตถุดบิ ในปริมาณน๎อย เกษตรกรจะซื้อในราคาท่ีสูงกวาํ การซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากๆ นอกจากนี้เกษตรกรไมตํ ๎องจัดหาอุปกรณ๑เครื่องมือทใ่ี ช๎ในการบดและผสมวัตถดุ บิ อาหารสัตว๑ คําซํอมบาํ รงุ รกั ษา เคร่ืองมือและอุปกรณ๑ คําไฟฟูา คําแรงงาน ตลอดจนคําใช๎จํายในการจัดซื้อวัตถุดิบแตํละชนิด และการเก็บ รักษาวัตถุดิบให๎มีคุณภาพ ดังน้ันการซื้ออาหารสําเร็จรูปมาเลี้ยงสัตว๑จึงเหมาะกับเกษตรกรรายที่เลี้ยงสัตว๑ไมํ มากนกั หรอื เกษตรกรทขี่ าดความร๎ู ความเข๎าใจในการคาํ นวณสูตรและผสมอาหารสตั ว๑ อยาํ งไรกต็ ามการซ้ืออาหารสัตว๑สาํ เรจ็ รูป เกษตรกรจะตอ๎ งยดึ แนวปฏิบตั ิดงั นี้ สถานีปศุสัตว๑
143 (1) เลอื กซ้อื อาหารสัตว๑ทเ่ี หมาะสมกบั ชนิดสตั ว๑ และอายสุ ตั ว๑ อาหารสัตว๑สําเร็จรูปที่ผู๎ผลิตและวางจําหนํายในท๎องตลาดน้ันจะผลิตแบํงตามชนิดสัตว๑ และชํวงอายุ ตํางๆเชํนอาหารสุกรจะมีการแบํงเป็นอาหารสุกรพันธุ๑ อาหารสุกรกํอนหยํานม หรือเรียกวํา ครีฟฟีด (creep feed) อาหารสกุ รเล็ก อาหารสําหรับสกุ รรํุน อาหารสําหรับสกุ รขนุ เป็นตน๎ หรอื อาหารไกเํ นื้อก็อาจแบํงเปน็ ไกํเน้ือแรกเกิดถึงอายุ 3 สัปดาห๑ และไกํเน้ืออายุเกิน 3 สัปดาห๑ข้ึนไป สํวนอาหารไกํพันธ๑ุหรือไกํไขํก็อาจ แบํงเป็นอาหารไกํพันธุ๑หรือไกํไขํแรกเกิดถึงอายุ 5 สัปดาห๑อาหารไกํพันธ๑ุหรือไกํไขํอายุเกิน 5 สัปดาห๑ ถึง 12 สปั ดาห๑ อาหารไกํพันธุห๑ รอื ไกํไขอํ ายุเกนิ 12 สัปดาห๑ถงึ เริม่ ไขํ อาหารไกํพนั ธุห๑ รือไกํไขํระยะไขํ เป็นต๎น ท้ั ง นี้ ข้ึนอยูํกับแตํละบริษัทผ๎ูผลิตดังน้ันเกษตรกรผ๎ูเล้ียงสัตว๑จําเป็นต๎องเลือกซื้ออาหารสัตว๑ให๎ตรงกับชนิดสัตว๑เลี้ยง และขนาดหรืออายุของสัตว๑ จึงจะทําให๎สัตว๑เลี้ยงมีประสิทธิภาพการใช๎อาหารดีท่ีสุด และเป็นการลดต๎นทุน คําอาหารสัตว๑ เนือ่ งจากการให๎อาหารสตั ว๑เป็นไปตามที่สัตว๑เล้ยี งต๎องการไมํน๎อยหรือมากเกินไป (2) เลือกซ้ืออาหารสัตว๑สําเร็จรูป ท่ีมีเลขทะเบียนอาหารสัตว๑แสดงที่ฉลากรวมท้ังมีช่ือผ๎ูผลิตสถานท่ี ผลติ ชัดเจน เกษตรกรผ๎เู ลยี้ งสัตวจ๑ ะต๎องเลือกซ้อื อาหารสัตว๑สาํ เร็จรปู ทีม่ ีเลขทะเบียนอาหารสัตว๑ สถานท่ี ผลิต และผ๎ูผลิต แสดงไว๎บนฉลากท่ีชัดเจน ท้ังนี้เนื่องจากอาหารสัตว๑สําเร็จรูปท่ีมีเลขทะเบยี นอาหารสัตว๑ผู๎ ผลิต และสถานท่ี ผลิตยํอมแสดงถึงวําอาหารสัตว๑สําเร็จรูปนั้นๆ เป็นอาหารท่ีถูกต๎องตามกฎหมายที่อนุญาตให๎ ผลิตเพื่อการจําหนําย และมีการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพจากหนํวยงานภาครัฐเพ่ือให๎มีคุณภาพท่ีดี ปลอดภัยตอํ สตั วเ๑ ลย้ี งตามทผี่ ผ๎ู ลติ ขอข้ึนทะเบยี นไว๎ ดังน้นั หากเกษตรกรผ๎เู ลี้ยงสัตว๑ ซ้ืออาหารสัตว๑สําเร็จรูปท่ีมี เลขทะเบียนอาหารสัตว๑จึงม่ันใจได๎วําจะได๎อาหารสัตว๑ท่ีมีคุณภาพและมาตรฐาน เม่ือนําไปเล้ียงสัตว๑ยํอมทําให๎ สตั ว๑มกี ารเจรญิ เติบโตทีด่ ี ให๎ผลผลิตดี และมีสุขภาพดี ซงึ่ เป็นหนทางหนึ่งในการลดตน๎ ทนุ การเลย้ี งสตั ว๑ (3) เลือกซ้ืออาหารสัตว๑สําเร็จรูปที่มีสภาพถุงหรือภาชนะที่บรรจุอยูํในสภาพใหมํและไมํมีรอยการถูก เปิดหรือฉีกขาด เกษตรกรควรซ้ืออาหารสําเร็จรูปที่มีสภาพภาชนะบรรจุหรือถุงอยูํในสภาพเรียบร๎อย ไมํมีรอย ฉกี ขาด ไมมํ รี อยเปยี กนํา้ และมีสภาพใหมํ เพอื่ มัน่ ใจได๎วําอาหารสตั ว๑ทีบ่ รรจอุ ยํใู นภาชนะนั้นอยูํในสภาพใหมํไมํ เสอื่ มเสยี หายจากการฉดี ขาดของภาชนะบรรจุ หรอื เปียกน้าํ ซึง่ อาจทาํ ใหเ๎ กิดเชือ้ รา หรือ จุลินทรีย๑หรือหืน ซ่ึงหากนําไปเลี้ยงสตั ว๑อาจกํอใหเ๎ กิดผลเสียหายทาํ ใหส๎ ัตว๑ปวุ ยตายหรือชะงักการเจรญิ เติบโต (4) สังเกตวันทีผลติ และวันหมดอายุ เกษตรกรตอ๎ งตรวจสอบวันทีผ่ ลิต และหมดอายุบนฉลาก ซ่งึ เกษตรกรไมคํ วรซอ้ื อาหารสัตวท๑ ี่ เกษตรกรต๎องตรวจสอบวนั ท่ีผลิต และหมดอายุบนฉลาก ซ่ึงเกษตรกรไมํควรซ้ืออาหารสัตว๑ที่หมดอายุ หรือใกลว๎ ันหมดอายุ เนอื่ งจากจะได๎อาหารสัตว๑ท่ไี มํมีคุณภาพ หรืออาหารสตั วเ๑ สอื่ ม ไมํสามารถเก็บไว๎ใช๎ได๎นาน (5) เกษตรกรเมื่อซ้ืออาหารสําเร็จรูปมาใช๎ควรพิจารณาดูวํามีข๎อห๎ามใช๎ คําเตือนหรือระยะงดอาหาร กํอนสํงตลาดหรือไมํ ซึ่งควรจะปฏิบัติตามข๎อห๎ามหรือคําเตือนที่ระบุไว๎บนฉลากอยํางเครํงครัด ซ่ึงจะทําให๎ ผลผลิตสตั วม๑ คี ณุ ภาพและเพื่อให๎เกิดผลดีตํอสตั ว๑เล้ียงและผ๎บู รโิ ภคผลติ ภณั ฑจ๑ ากสตั ว๑ สถานปี ศสุ ัตว๑
144 5.4.1การผสมอาหารสตั ว์ใชเ้ อง กรณที ี่เกษตรกรเลี้ยงสัตว๑จาํ นวนมาก หรือเป็นฟารม๑ ขนาดกลางหรือใหญํ การผสมอาหารสัตว๑ใช๎เองใน ฟาร๑มเป็นอีกวธิ การหนึงทีจะสามารถชํวยลดต๎นทุนคําอาหารสัตว๑ได๎อยํางไรก็ตามการผสมอาหารสัตว๑ใช๎เองใน ฟาร๑มน้ันเกษตรกรตอ๎ งมีความรู๎ด๎านอาหารสัตว๑ในเรื่องตํางๆ เหลํานี้ เชนํ ความต๎องการสารอาหารหรือโภชนะ ของสตั ว๑เลี้ยง คณุ คําทางโภชนะของวัตถุดบิ อาหารสัตว๑แตลํ ะชนิดที่ใชป๎ ระกอบสูตรอาหารสัตว๑เล้ียง คุณคําทาง โภชนะของวัตถุดบิ อาหารสัตวแ๑ ตํละชนดิ ท่ใี ช๎ประกอบสตู รอาหารสตั ว๑ ขอ๎ จํากดั ในการใช๎วัตถุดิบอาหารสัตว๑บาง ชนิดตลอดจนการคํานวณหาสัดสํวนของวัตถุดิบชนิดตํางๆ ท่ีใช๎ในสูตรอาหารสัตว๑หรือการใช๎โปรแกรม คอมพวิ เตอร๑ในการชํวยคํานวณสูตรอาหารสัตว๑การลดต๎นทุนคําอาหารสัตว๑ โดยหลักการก็คือการลดราคาของ สูตรอาหารท่ีใชเ๎ ลี้ยงสัตว๑ให๎ต่ําลง โดยที่สูตรอาหารสัตว๑น้ันยังคงมีปริมาณและคุณคําทางโภชนะคงเดิม สําหรับ แนวทางในการลดต๎นทนุ คําอาหารสตั วใ๑ นกรณที ผี่ สมอาหารสัตวใ๑ ชเ๎ อง อาจกระทาํ ไดด๎ งั นี้คือ 1) อาหารสัตว๑หรือสูตรอาหารสัตว๑ต๎องมีปริมาณโภชนะหรือสารอาหารพอดีกับความตอ๎ งการ ของสัตว๑เลี้ยง เกษตรกรจะต๎องคํานวณสูตรอาหารสัตว๑ให๎มีปริมาณโภชนะหรือสารอาหารตํางๆ พอดีกับความ ต๎องการของสัตว๑ ไมํมากหรือน๎อยเกินไป เนื่องจากถ๎าหากสูตรอาหารมีปริมาณโภชนะเกินความต๎องการของ สัตว๑ ทําให๎สัตว๑ไมํสามารถนําโภชนะเหลําน้ันไปใช๎ให๎เกิดประโยชน๑ตํอการเจริญเติบโตหรือสร๎างผลผลิตและถูก ขับออกมากับมลู หรอื ปสั สาวะ นน่ั คือ ประสทิ ธภิ าพการใช๎อาหารตาํ่ หรือเลวลง สํงผลให๎ตน๎ ทุนในการเลี้ยงสัตว๑ สงู ขึ้น รวมทั้งราคาของสูตรอาหารสัตว๑ท่ีมีปริมาณสารอาหารหรือโภชนะสูงเกินความตอ๎ งการของสัตว๑ยํอมแพง กวําสูตรอาหารที่มปี รมิ าณโภชนะพอดีกับความตอ๎ งการของสัตว๑ และเชนํ กันในทางตรงกันข๎าม หากสูตรอาหาร สัตว๑นนมีปริมาณโภชนะต่ํากวําความต๎องการของสัตว๑ ยํอมทําให๎สัตว๑เล้ียงได๎รับโภชนะไมํเพียงพอมีผลทําให๎ การเจริญเตบิ โต หรือการให๎ผลผลิตต่าํ ลง ซงึ่ ยอํ มมผี ลกระทบทาํ ให๎ตน๎ ทนุ ในการเลีย้ งสัตวส๑ งู ขึน้ ดังนั้นการผสม สูตรอาหารสัตว๑เพ่ือให๎ได๎สูตรอาหารสัตว๑ท่ีมีโภชนะพอดีกับความต๎องการของสัตว๑เล้ียงจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะ ชํวยลดตน๎ ทนุ อาหารสัตว๑หรอื การเล้ียงสัตว๑ได๎ 2) การเลือกใช๎วัตถุดิบอาหารสัตว๑ที่มีราคาถูกทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว๑ที่มีราคาแพงในสูตร อาหาร กรณีทเ่ี กษตรกรผสมอาหารสัตว๑ใช๎เอง การเลอื กวัตถุดิบอาหารสัตว๑ท่ีมีราคาถูก ทดแทนวตั ถุดิบอาหาร สตั วท๑ ม่ี ีราคาแพง จะชํวยให๎ราคาอาหารสัตว๑ตํ่าลงในขณะที่คุณภาพหรือปริมาณโภชนะหรือสารอาหารท่ีมีใน สูตรอาหารสัตว๑นั้นๆ ยังคงเดิมโดยทั่วไปแล๎ววัตถุดิบอาหารสัตว๑หลักท่ีใช๎เปน็ สํวนประกอบของสูตรอาหารสัตว๑ ได๎แกํ ปลาปุน กากถ่ัวเหลือง ซ่ึงเป็นวัตถุดิบหลักในการเป็นแหลํงของสารอาหารประเภทโปรตีน ปลายข๎าว เมล็ดข๎าวโพด เป็นวัตถุหลักในการเป็นแหลํงของสารอาหารประเภทคาร๑โบไฮเดรต หรือพลังงานในสูตรอาหาร สัตว๑ ซึ่งวัตถุดิบดังกลําวมีแนวโน๎มราคาสูงขึ้น จึงทําให๎ต๎นทุนคําอาหารสัตว๑เพิ่มข้ึนตามไปด๎วย ดังนั้นหาก เกษตรกรร๎ูจักเลือกใช๎วัตถุดิบชนิดอ่ืนๆ ที่ให๎สารอาหารประเภทเดียวกันที่มีราคาถูกกวําทดแทนก็จะชํวยให๎ ต๎นทุนการเลี้ยงสัตว๑ในสํวนที่เป็นคําอาหารสัตว๑ลดตํ่าลง อยํางไรก็ตามการท่ีจะเลือกใช๎วัตถุดิบในการประกอบ สูตรอาหารสัตว๑ เกษตรกรจําเป็นต๎องมีความร๎ูเก่ียวกับวัตถุดบิ อาหารสัตว๑น้ันๆ แตลํ ะชนิด ท้ังในเร่ืองของคุณคํา ทางโภชนะของวตั ถดุ บิ ข๎อจาํ กัดในการใช๎ในสตู รอาหารสตั วแ๑ ตลํ ะชนิด จึงจะทําให๎การประกอบสูตรอาหารสัตว๑ น้ันๆ มีประสิทธิภาพ ทําให๎สูตรอาหารสัตว๑น้ันๆ มีปริมาณโภชนะหรือสารอาหารเพียงพอตํอความต๎องการของ สถานปี ศุสตั ว๑
145 สัตว๑ที่เกษตรกรเลี้ยง ดังท่ีกลําวมาแล๎ว และมีความนํากินและเม่ือนําไปเลี้ยงสัตว๑ สัตว๑เลี้ยงยังคงมีการ เจรญิ เติบโตใหผ๎ ลผลิตและมสี ขุ ภาพดเี ปน็ ปกติ หลักเกณฑก์ ารเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสตั วเ์ พอ่ื ประกอบสตู ร 1. เป็นวัตถุดิบที่ใหมํ ไมํลํวงอายุ การใช๎วัตถุดิบที่เกําเก็บ อาจมีมอดและแมลง ซ่ึงจะทําให๎คุณคําทาง อาหารลดลง 2. ควรเลอื กวัตถุดิบที่สามารถหาได๎งํายในท๎องทคี่ ุณภาพดแี ละราคาถูก เพ่ือประหยัดคําขนสํงและลด ตน๎ ทนุ คําอาหาร 3. เป็นวัตถุดิบท่ีไมํมีส่ิงเจือปน หรือปลอมปนของสิ่งอ่ืน ปราศจากสารพิษหรือสารยับยั้งการ เจริญเติบโต หรือสามารถตรวจสอบได๎วําผํานกรรมวิธีหรือข้ันตอนการผลิตที่ถูกต๎องจนทําให๎ปริมาณสารพิษ หมดไปหรือเหลืออยนูํ อ๎ ยมาก จนไมํเป็นอนั ตรายตอํ สัตว๑ 4. เปน็ วตั ถุดิบที่ไมมํ คี วามชืน้ สงู เกินกวํา 13% โดยประมาณ เพราะอาจเกิดปัญหาเร่ืองเช้ือราหรือ เชือ้ จลุ ินทรยี ๑ที่ทาํ ใหเ๎ กดิ อันตรายตํอสตั ว๑และทําให๎อายุการเก็บรกั ษาคุณภาพสน้ั ลง 5. เป็นวตั ถดุ ิบทมี่ ีกลิน่ หอม ไมเํ หม็นหนื ซ่งึ จะลดความนํากินของสัตวล๑ ง 6. ควรพิจารณาราคาของวตั ถุดิบ และเลือกชนิดวัตถุดิบที่สามารถทดแทนกันได๎ เชํน ข๎าวโพด มีราคา แพงกใ็ ห๎ใชป๎ ลายข๎าวทดแทน เพ่อื ลดต๎นทุนคําอาหาร 7. เปน็ วัตถุดิบท่ีมสี วํ นประกอบทางโภชนะตามข๎อกําหนดของวตั ถุดบิ ชนดิ น้นั ห รื อ ใ ก ล๎ เ คี ย ง กั บ ความเป็นจริง เมื่อนํามาประกอบสูตรอาหารสัตว๑แล๎วจะได๎คุณภาพสมํ่าเสมอถูกต๎องตามท่ีกําหนด และตาม ความตอ๎ งการของสัตว๑ ซ่ึงสามารถตรวจสอบคุณคําทางโภชนะโดยสุํมเก็บตัวอยํางสํงไปวิเคราะห๑ทาง ห๎องปฏิบัตกิ าร สถานีปศสุ ัตว๑
146 บรรณานุกรม ธาตรี จรี าพนั ธุ๑. (2006). อาหารและการให้อาหารสตั ว.์ สบื คน๎ เมื่อ 1 เมษายน 2559, จาก http://elearning.nsru.ac.th/web_elearning/animal/lesson1_2.php วัตถดุ บิ อาหารสัตว.์ สบื คน๎ เมอ่ื 1 เมษายน 2559, จาก esc.agritech.doae.go.th/ebooks/ download-pdf/Reduce%20feed%20costs.pdf หนว่ ยเรียนที่ 5 อาหารสัตว.์ สืบค๎นเม่ือ 1 เมษายน 2559, จาก rmuti-kalasin.tripod.com/unit/u4.pdf Pattaraporn Tatsapong. Forage crops and Forage preservation. สืบค๎นเม่ือ 1 เมษายน 2559, จาก http://www.agi.nu.ac.th/science/121113/บทท่ี%207%20พืชอาหารสตั ว๑ และการถนอมพืชอาหารสตั ว๑.pdf สถานีปศุสตั ว๑
147 บทท่ี 6 พฤติกรรมของสัตว์ 6.1 กลไกการเกดิ พฤติกรรมของสตั ว์ การตอบสนองตํอสิ่งเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนในสภาพแวดล๎อมทั้งภายในและภาบนอกส่ิงมีชีวิตน้ัน อาจ เกิดขึ้นทันทีทันใดหรืออาจเกิดขึ้นช๎าๆ ทําให๎ส่ิงมีชีวิตแสดง พฤติกรรม ( Behaviors) ซ่ึงเปน็ กลไกอยํางหน่ึง ของการรักษาดุลยภาพของรํางกาย การศึกษาพฤติกรรม เป็นการศึกษาความสัมพันธ๑ระหวํางพฤติกรรมและส่ิงแวดล๎อม ตลอดจน พ้นื ฐานทางสรีรวิทยาท่มี ีผลตอํ การแสดงพฤติกรรมของสตั ว๑ การศกึ ษาพฤติกรรมของสัตว๑ทาํ ได๎ 2 วธิ ี คือ 1. วิธที างสรีรวทิ ยา (physiological approach) มีจุดมุงํ หมายเพื่ออธบิ ายพฤติกรรมในรูปของกลไก การทาํ งานของระบบประสาท 2. วธิ ที างจิตวิทยา (psychological approach) เปน็ การศกึ ษาผลของปจั จัยตํางๆอตัวและปัจจัย ภายในราํ งกายทมี่ กี ารพัฒนาและแสดงออกถงึ พฤติกรรมทแ่ี สดงออกอยํางเห็นได๎ชัดเจน การเกดิ พฤตกิ รรม ของส่งิ มชี ีวิตจะตอ๎ งมีสิ่งมากระต๎ุน (stimulus) แลว๎ สิ่งมีชีวติ นั้นตอบสนอง (respond) ตํอส่ิงกระต๎นุ ซึง่ จะออกมาในรูปแบบตาํ งๆ เชํน การวง่ิ การร๎องไห๎ การกินอาหาร การสบื พนั ธ๑ุ เปน็ ต๎น สิง่ เรา๎ ทีท่ ําใหเ๎ กิดพฤติกรรม แบงํ ออกไดเ๎ ปน็ 2 แบบ คอื 1. สิ่งเรา้ ภายนอก (external stimuli) คอื ส่งิ เร๎าทีอ่ ยนํู อกตวั ผู๎แสดงพฤติกรรม เชนํ อาหาร แสงสวาํ ง ความร๎อน นํา้ สารเคมี เสียง แรงดึงดูดของโลก 2. สิ่งเร้าภายใน (internal stimuli) เป็นสงิ่ เร๎าที่อยภูํ ายในตวั ของผู๎ท่ีแสดงพฤติกรรมเอง เชนํ ความ กระหาย ความหวิ ความต๎องการทางเพศ ส่ิงเรา๎ เหลาํ น้ี เปน็ ผลจากการทํางานของระบบประสาทและระบบ ฮอรโ๑ มน ระบบประสาท และระบบกลา๎ มเนื้อ จะเปน็ ตวั สําคญั ที่ทําให๎เกดิ พฤตกิ รรม โดยท่ีระบบประสาท ทํา หนา๎ ทใี่ นการรบั ความร๎ูสึกจากหนํวยรบั ความรสู๎ ึก แลว๎ สํงกระแสประสาทไปยังสมองหรือไขสันหลังเพอื่ ตอบ สนองตํอไป ปัจจุบนั ยังไมสํ ามารถอธบิ ายพฤตกิ รรมขอสัตว๑ไดท๎ ุกดา๎ นอยํางไรกด็ กี ลไกที่ทาํ ใหส๎ ัตวแ๑ สดงพฤติกรรม ออกมาไดน๎ ้นั อาจสรุปไดด๎ ังภาพ สถานีปศุสัตว๑
148 แผนภาพกลไกการเกดิ พฤตกิ รรมของสตั ว์ พฤติกรรมจะสลบั ซับซ๎อนเพยี งใดข้ึนอยกํู บั ความเจริญของสํวนตํางๆของระบบประสาท ทั้งหนํวยรบั ความร๎สู ึกระบบประสาทสวํ นกลางและหนํวยปฏบิ ัติงาน 6.2 ประเภทพฤตกิ รรมของสัตว์ พฤติกรรมของสัตว๑เป็นผลจากการทํางานรํวมกันระหวํางพันธุกรรมและสภาพแวดล๎อม โดยที่หนํวย พันธุกรรมจะควบคุมระดับการเจริญของสํวนตํางๆ ของสัตว๑ เชํนระบบประสาท ฮอร๑โมน กล๎ามเน้ือ และ อื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสําคัญกํอให๎เกิดพฤตกิ รรมขณะท่ีสภาพแวดล๎อมหรือประสบการณ๑ท่ีสัตว๑ได๎รับในภายหลังทํา ให๎พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปได๎มากบ๎างน๎อยบาง เป็นการยากท่ีจะตัดสินวําพันธุกรรมหรือสภาพแวดล๎อมมี อิทธิพลตํอพฤติกรรมมากกวํากัน อิทธิพลของพันธุกรรมจะเห็นได๎ชัดเจนในสัตว๑ชั้นตํ่ามากกวําสัตว๑ชั้นสูง ดว๎ ยเหตุน้ีนักวิทยาศาสตร๑ที่ต๎องการจะศึกษาพ้ืนฐานทางธรรมชาติที่แท๎จริงของพฤติกรรมจึงนิยมศึกษาในสัตว๑ ชั้นตาํ่ โดยทว่ั ไปแลว๎ การแสดงพฤตกิ รรมของสตั ว๑ในธรรมชาติมักเกิดข้ึนเพื่อประโยชน๑ในการอยํูรอดตลอดจน เพื่อรักษาเผําพันธุ๑ของตนเอง พฤติกรรมท่ีถูกจัดวํามีแบบแผนที่งํายท่ีสุดและทําให๎สัตว๑อยํูรอดได๎คือการ หลกี เล่ยี งท่ีจะถกู ฆาํ ดังนั้นพฤติกรรมที่เก่ียวข๎องกับการหลบหลีกหนีศัตรูจึงแสดงออกได๎อยํางรวดเร็ว อยํางไรก็ดีเพ่ืองําย แกํการศกึ ษาและทําความเข๎าใจในทน่ี ้จี ะแบํงประเภทของพฤติกรรมออกเป็น 2 แบบ สถานีปศสุ ัตว๑
149 1. พฤตกิ รรมทม่ี ีมาแตก่ าเนดิ ลกั ษณะสาคัญของพฤตกิ รรมทม่ี ีมาแต่กาเนดิ 1)เปน็ พฤตกิ รรมท่สี ่ิงมชี วี ติ แสดงออกมาไดโ๎ ดยไมตํ อ๎ งผาํ นการเรียนร๎หู รือฝึกฝนมากํอน 2)เปน็ พฤตกิ รรมท่ีถาํ ยทอดทางพนั ธุกรรมได๎ ถกู กําหนดด๎วยหนํวยพันธกุ รรมหรอื ยีน (gene) ใหม๎ ี แบบแผนของการตอบสนองทค่ี งทแ่ี นํนอน (stereotyped) ในสิง่ มชี วี ติ แตลํ ะชนดิ 3)อาจถกู ปรบั ปรุงหรือพัฒนาใหเ๎ หมาะสมมากขึน้ ได๎ดว๎ ยการเรียนร๎ภู ายหลัง 4)มแี บบแผนทแ่ี นนํ อน ในสิ่งมีชีวติ ชนิดเดยี วกันทุกตัวจะแสดงพฤตกิ รรมเหมอื นกนั หมด ชนิดของพฤตกิ รรมที่มมี าแต่กาเนิด 1. พฤตกิ รรมการเคล่ือนทห่ี รอื โอเรียนเตชัน (orientation) เป็นพฤตกิ รรมที่ตอบสนองตอํ ปจั จัย ทางกายภาพทําให๎เกิดการวางตัวทีส่ อดคล๎องกับสภาพแวดล๎อมท่เี หมาะสมกับการดํารงชวี ิต เชนํ ปลาวาํ ยนํ้า ในลกั ษณะทหี่ ลงั ต้งั ฉากกบั แสงอาทติ ย๑ ทําใหศ๎ ตั รูท่อี ยใํู นระดบั ต่าํ กวํามองไมเํ ห็นเป็นการหลกี เล่ียงศตั รู ได๎ นอกจากนีพ้ ฤติกรรมแบบโอเรยี นเตชันยังทําให๎เกิดการรวมกลํุมของสตั ว๑ในบรเิ วณที่เหมาะสมกับการ ดาํ เนนิ ชวี ิตของสตั ว๑ชนิดนน้ั ๆ อกี ดว๎ ย ทาํ ใหส๎ ามารถพบสตั วต๑ าํ งชนิดในตํางบรเิ วณ พฤตกิ รรมแบบโอเรยี น เตชนั แบงํ ได๎ 2 รปู แบบ ได๎แกํ 1.1 ไคนีซสิ (kinesis) เปน็ พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออกด๎วยการเคล่ือนท่ที กุ สวํ นของราํ งกายเพื่อ ตอบสนองตํอสง่ิ เรา๎ จากภายนอกของสง่ิ มีชีวติ พวกโพรทสิ ต๑ (protist) สิง่ มีชีวติ เซลล๑เดียวหรือสัตว๑ไมํมีกระดูก สันหลงั ชนั้ ตํา่ บางชนดิ ทย่ี งั ไมํมีระบบประสาท หรอื มรี ะบบประสาทแล๎วแตํยังไมํเจริญดพี อ เป็นการเคลอื่ นที่ ซง่ึ ไมมํ ที ิศทางไมแํ นนํ อน ไมมํ ีความสมั พันธแ๑ ละไมถํ กู ควบคมุ ด๎วยทิศทางของส่ิงเร๎า เนื่องจากสงิ่ มชี วี ติ พวกนี้ ยังไมมํ หี รอื มหี นวํ ยรบั ความรู๎สึกทย่ี ังไมํมปี ระสิทธิภาพสูงพอสาํ หรับรบั การกระต๎ุนจากส่ิงเร๎าท่ีอยไํู กลออกไป การตอบสนองจะเกิดข้ึนก็ตอํ เม่ือมสี ่งิ เรา๎ อยใูํ กลต๎ ัวมากพอเทํานัน้ ตวั อยา่ งของพฤตกิ รรมแบบไคซสิ เชน่ -การเคลื่อนท่ขี องแมลงสาบ เม่อื อยํตู ามทแ่ี คบท่ีมผี ิวสมั ผสั ใกลก๎ บั ตัวมนั มาก เชํน ตามซอกบา๎ นมัน จะอยนูํ ่ิงกับท่ีแตํเมอื่ อยใูํ นท่โี ลํงมนั จะเคลอ่ื นทรี่ วดเร็วและไมมํ ที ศิ ทางแนํนอน เพราะตัวมันไมํสามารถรบั ความ ร๎สู กึ จากผิวสัมผสั ทห่ี าํ งไกล -การเคล่ือนทอี่ อกจากบริเวณทมี่ ีมอี ณุ หภมู สิ ูงของพารามีเซยี มโดยถอยหลงั กลบั อาจขยบั สํวนทา๎ ยไป จากตําแหนงํ เดิมเล็กนอ๎ ย แลว๎ เคลือ่ นทีไ่ ปข๎างหน๎าในทิศทางท่เี ปล่ียนไป โดยมันจะทาํ เชํนน้ีซาํ้ ๆ จนกวําจะพบ ตําแหนงํ ท่อี ณุ หภูมเิ หมาะสม -การเคลื่อนทห่ี นีฟองแกส๏ คาร๑บอนไดออกไซด๑ของพารามีเซียมโดยเบ่ียงดา๎ นท๎ายของลาํ ตัวไปนดิ หน่งึ แล๎วเคล่อื นทต่ี อํ ไปข๎างหน๎าอีก ถา๎ ยงั พบฟองแก๏ส อกี ก็จะถอยหนใี นลักษณะเดมิ อีก เป็นเชํนนเี้ รอื่ ยไปจนกวํา จะพ๎นฟองแกส๏ 1.2 แทกซสิ (taxis) เปน็ พฤติกรรมทพ่ี บในโพรทสิ ต๑ และสตั ว๑ไมํมีกระดกู สนั หลงั บาง ชนิด แสดงออกดว๎ ยการเคลือ่ นทีท่ ุกสวํ นของราํ งกายเพอื่ ตอบสนองตํอสิ่งเร๎าที่มากระต๎นุ โดยมีทิศทางการ สถานีปศสุ ัตว๑
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211