Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 10 ฉบับที่ 1

วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 10 ฉบับที่ 1

Published by sakdinan.lata, 2021-09-15 05:33:27

Description: วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ปีที่ 10 ฉบับที่ 1

Search

Read the Text Version

144 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. การใช้กลไกความรุนแรงและกลไกครอบง�ำทางด้านอุดมการณ์ เพื่อให้ตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเงินช่วยเหลือขององค์การระหว่างประเทศ และการเข้าไปครอบครอง ธุรกิจสัมปทานต่าง ๆ ในประเทศอย่างกว้างขวาง การคอร์รัปชันของบรรดาผู้น�ำประเทศที่เป็น ประชาธิปไตยเทียม (pseudo-democracy) มักมีกฎหมายรองรับความถูกต้องในธุรกิจสัมปทานของ ครอบครวั ผู้นำ� ประเทศและพวกพอ้ ง ในประเทศเหลา่ น้รี ะบบการตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครฐั ล้มเหลว และไม่สามารถท�ำงานได้จริง ในขณะเดียวกัน ผู้น�ำประเทศใช้การคอร์รัปชันทางการเมือง (political corruption)1 และการคอร์รัปชันในการบริหารราชการแผ่นดิน (administrative corruption)2 เปน็ เครอ่ื งมอื เข้าไปแทรกแซงและควบคมุ องค์กรและสถาบนั ต่าง ๆ ทางการเมือง เช่น สภาผ้แู ทน วุฒิสภา องค์กรอิสระท่ีท�ำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ศาล อัยการ ต�ำรวจ กองทัพ และหน่วยงานภาครัฐ ฯลฯ อย่างกวา้ งขวาง รวมท้งั บดิ เบอื นการใช้อำ� นาจโดยมิชอบตอ่ พรรคการเมอื งฝา่ ยค้าน สอ่ื มวลชน กล่มุ ธรุ กจิ กลุ่มนักศึกษา และนักพัฒนาองค์กรเอกชน ฯลฯ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล แต่นโยบายและ กลยุทธ์การควบคุมการคอร์รัปชันท่ีเป็นวาทกรรมของบรรดาประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทาง เศรษฐกิจและมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยท่ีมีรากฐานท่ีม่ันคง ได้ถูกน�ำเสนอโดยองค์กร ระหว่างประเทศ เช่น องคก์ ารสหประชาชาติ (UN) ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การเพอื่ ความ โปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ฯลฯ จนกลายเป็นวาทกรรมหลัก (dominant discourse) ท่ีครอบง�ำประเทศท่ีมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจท่ีต�่ำกว่าและมีระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยท่ีไม่ใคร่มีเสถียรภาพมากนัก มีข้อที่น่าสังเกตว่า ข้อเสนอเร่ืองการควบคุมคอร์รัปชัน ส่วนใหญ่ขององค์กรระหว่างประเทศท่ีกล่าวถึงข้างต้น มักจะเก่ียวข้องกับการปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้ ทันสมัย การเสนอให้มีรัฐบาลที่มีเจตจ�ำนงที่จะต่อสู้กับการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การปฏิรูประบบการ บรหิ ารจัดการของภาครฐั (administrative reform) ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพและมปี ระสิทธผิ ล การลดขั้นตอน ของการบริหารราชการ การเพิ่มอ�ำนาจใหแ้ ก่องค์กรอิสระท่ที �ำหน้าทีก่ �ำกบั ดูแลและตรวจสอบการบรหิ าร งานของฝ่ายรัฐบาล การรณรงค์ให้ความรู้แกน่ กั เรียน นกั ศกึ ษา และประชาชนท่ัวไป การสง่ เสรมิ คุณธรรม และจรยิ ธรรมใหเ้ ป็นปทสั ถานของสงั คม (ethical norms) การจดั ตั้งกลุ่มท่เี ฝ้าจบั ตาการทำ� งานของภาครัฐ อย่างใกล้ชิดโดยภาคประชาสังคม และการเพ่ิมอ�ำนาจในการตรวจสอบให้แก่ภาคประชาสังคม (whistleblower) โดยการเขา้ ถึงข่าวสารขอ้ มลู ของภาครัฐได้งา่ ยย่งิ ขึ้น ฯลฯ 1 การคอร์รัปชันทางการเมือง หมายถึง การใช้อ�ำนาจทางการเมืองอย่างบิดเบือน (Abuse of Power) เพ่ือเอาเปรียบ พรรคการเมืองคู่แข่งขัน ท้ังในระหว่างการเลือกตั้ง หรือเมื่อได้อ�ำนาจการปกครองแล้ว นอกจากนี้ การคอร์รัปชันทาง การเมืองยังครอบคลุมถึงการใช้อ�ำนาจทางการเมืองไปรังแกบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่าง จากรัฐบาลดว้ ย 2 การคอร์รัปชันในการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การใช้อ�ำนาจทางการเมืองอย่างบิดเบือนในการแต่งตั้งโยกย้าย ขา้ ราชการหรอื เจ้าหน้าที่ โดยอาศัยความเปน็ เครอื ญาติ พวกพ้อง และแบบอปุ ถมั ภ์ ฯลฯ

การสง่ เสริมและสนบั สนนุ มาตรการลงโทษโดยสงั คม 145 อย่างไรก็ดี นโยบายและกลยุทธ์เหล่าน้ีเป็นลักษณะของการมุ่งปฏิรูปเชิงสถาบัน (institutional reform) โดยท่ีมิไดค้ ำ� นึงถงึ ประวัติศาสตร์ ความเปน็ มา และบริบทของสังคมน้ัน ๆ ว่ามคี วามสอดคล้อง กับข้อเสนอเชิงนโยบายและกลยุทธ์ขององค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ ด้วยเหตุน้ี จึงไม่น่าประหลาดใจ แต่อย่างใด ท่ีประเทศต่าง ๆ จ�ำนวนมากท่ีรับเอาข้อเสนอแนะเรื่องการปฏิรูปเชิงสถาบันขององค์การ ระหว่างประเทศไปใช้แล้ว กลับไม่ใคร่ประสบความส�ำเร็จในการควบคุมคอร์รัปชันของรัฐบาล พรรคการเมอื งและเจา้ หน้าท่รี ัฐและนักธรุ กจิ ทฉ่ี อ้ ฉลได้ 2. วิธีวทิ ยาในการวิจัย เพราะเหตุว่าวรรณกรรมทางวิชาการในโลกตะวันตกนิยมใช้แนวการวิเคราะห์แบบหน้าที่นิยม (functionalist approach) เป็นหลักในการอธิบายเร่ืองการลงโทษโดยสังคม แนวการวิเคราะห์แบบน้ี มุ่งที่จะอธิบายว่าการลงโทษโดยสังคมท�ำงานอย่างไรมากกว่า ผู้เขียนเห็นว่าการอธิบายแบบนี้มีจุดอ่อนอยู่ท่ี เป็นการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดข้ึนอย่างไม่มีที่มาท่ีไปทางประวัติศาสตร์ ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่า มันเป็นแนวการวิเคราะห์แบบตัดตอนประวัติศาสตร์ และไม่สนใจบริบทของสังคมท่ีศึกษาว่ามีลักษณะ เฉพาะตวั อยา่ งไร ค�ำถามแรกสุดของการศึกษาเรื่องการลงโทษโดยสังคม คือ เราจะนิยามหรือให้ความหมายค�ำว่า การลงโทษโดยสังคมว่าคืออะไรและเป็นอย่างไร นักวิชาการท่ีศึกษาเร่ืองการลงโทษโดยสังคมท้ังหมด เท่าท่ีผ่านมาจะมีมุมมองในเร่ืองการท�ำหน้าที่ของการลงโทษโดยสังคมคล้ายคลึงกัน เช่น แร็ดคลิฟฟ์- บราวน์ (Radcliffe-Brown, 1952) วิตเมเยอร์ (Whitmeyer, 2002) เน็ตเทอร์ (Netter, 2005) และ เวอร์บนู และดิจเก (Verboon and Dijke, 2010) นักวชิ าการเหล่าน้ี เช่น แรด็ คลิฟฟ-์ บราวนอ์ ธบิ ายการ ลงโทษโดยสังคมว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสังคมอย่างหนึ่ง และเป็นการแสดงออกถึงพฤติกรรมการ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งอาจเป็นเชิงสนับสนุนหรือการลงโทษ โดยการลงโทษโดยสังคมจะเกี่ยวข้อง กับการจัดระเบียบในการแสดงออกของปัจเจกบุคคลที่สังคมได้ปฏิบัติติดต่อกันมาอย่างต่อเน่ือง จนกลาย เป็นประเพณีหรือการยอมรับของสังคม ตลอดจนเป็นการสร้างข้อผูกพันทางสังคม ผู้เขียนยอมรับเอา ค�ำนิยามและการให้ความหมายของแร็ดคลิฟฟ์-บราวน์ วิตเมเยอร์ เน็ตเทอร์ และเวอร์บูนและดิจเก มาเป็นจุดเร่ิมต้นของการศึกษา ที่มองว่าการลงโทษโดยสังคมมีได้ทั้งที่เป็นด้านบวก คือ ให้การสนับสนุน หรือให้แรงจูงใจแก่ผคู้ นทีจ่ ะไม่ทำ� ร้ายตนเองหรือทำ� ลายผลประโยชนส์ ่วนรวม และท่ีเปน็ ด้านลบ คือ การ สร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ผู้ท่ีถูกต่อต้าน หรือการท�ำให้ผู้ท่ีถูกต่อต้านกลายเป็นตัวตลก หรือเป็น บคุ คลที่น่าขบขนั หรอื กลายเป็นบุคคลทสี่ ังคมไมค่ วรให้ความเช่อื ถือหรือให้การยอมรบั อีกต่อไป จุดอ่อนทางด้านมุมมองของนักวิชาการท้ังหมดที่ศึกษาเรื่องการลงโทษโดยสังคมอยู่ท่ีการ ใช้มุมมองแบบหน้าท่ีนิยมเพียงมุมมองเดียว คือ ดูว่าการลงโทษโดยสังคมมีบทบาทและหน้าท่ีอะไร ในสังคม มุมมองแบบนี้มีประโยชน์ในแง่ของการอธิบายปรากฏการณ์การลงโทษโดยสังคมภายใต้

146 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. สถานการณห์ นึ่ง ๆ แต่มมุ มองแบบนีก้ ม็ ขี ้อจำ� กดั ท่ไี ม่สามารถอธบิ ายที่มาทีไ่ ปของปรากฏการณ์ทเี่ กดิ ข้ึนได้ นนั่ ก็คือการศกึ ษาเรอ่ื งการลงโทษโดยสังคม ทผ่ี ่านมาในโลกวิชาการท้งั หมดขาดมมุ มองทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการมองการลงโทษโดยสังคมแบบสถิตย์ เพื่อที่จะแก้ไขจุดอ่อนของการศึกษาในเร่ืองน้ี ผู้เขียน จึงเสนอให้มองการลงโทษโดยสังคมแบบองค์รวม แบบสหวิทยาการ โดยเป็นการผสมผสานกันระหว่าง แนวการวิเคราะห์แบบหน้าที่นิยม ส�ำนักประวัติศาสตร์นิยมของเยอรมนีท่ีให้ความส�ำคัญกับบริบท และเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของสังคมท้องถิ่นท่ีศึกษา ส�ำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองของมาร์กซ์ ส�ำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงวิพากษ์ของส�ำนักแฟรงก์เฟิร์ต ส�ำนักหลังสมัยใหม่ที่ให้ความส�ำคัญ กับการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจในสังคม และส�ำนักหลังโครงสร้างนิยม ดังนั้น ความหมาย ของการลงโทษโดยสังคมในงานชิ้นน้ีจึงมีลักษณะที่มีการเปล่ียนแปลงและเคลื่อนไหวได้อยู่ตลอดเวลา และที่สำ� คัญกค็ อื ความหมายของการลงโทษโดยสงั คมสามารถเปลย่ี นแปลงไปตามเวลาและสถานที่ได้ด้วย ดังน้ัน ส�ำหรับผู้เขียนแล้ว การลงโทษโดยสังคม (social sanctions) จึงเป็นปฏิบัติการเชิง วาทกรรม ท่ีองค์ประธานหรือผู้กระท�ำการทางสังคมผลิตหรือสร้างความหมาย หรือตีความหมายจาก ปรากฏการณ์หน่ึงให้เป็นความหมายใหม่ท่ีจะเข้าไปให้การสนับสนุนปทัสถานทางสังคมท่ีก่อประโยชน์ ส่วนใหญใ่ หแ้ กส่ งั คมอยู่ หรอื อาจเป็นการน�ำเสนอความรใู้ หม่ หรอื ความคิดใหมเ่ พอ่ื แข่งขนั คัดคา้ น โตแ้ ย้ง หรอื เผชิญหน้า เพื่อเข้าไปช่วงชิง เบยี ดขับ หรอื แยง่ ยดึ พน้ื ที่ทางความคิด พ้นื ที่ทางอุดมการณ์ และพ้นื ท่ี สาธารณะในสังคมท่ีถูกความคิดความเช่ือและอุดมการณ์ดั้งเดิมครอบง�ำอยู่ ซึ่งปฏิบัติการเชิงวาทกรรมน้ี มักเป็นไปเพื่อสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ปัจเจกบุคคล องค์กร และสถาบัน ทั้งท่ีมีอ�ำนาจหรือไม่มี อ�ำนาจในสังคมก็ได้ ซ่ึงครอบคลุมต้ังแต่ความหมายเชิงบวก คือ การสนับสนุน การใช้แรงจูงใจ และการ ให้รางวัล ไปจนถงึ ความหมายในเชิงลบ ตัง้ แต่การตอ่ ต้านในระดบั ท่ีต�ำ่ สดุ จนถึงการตอ่ ตา้ นในระดับทสี่ ูงสุด ที่มวลชนสามารถกระท�ำได้ เช่น การซุบซิบนินทา การต่อต้านท้ังท่ีเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและ แบบที่เผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ การล้อเลียนการเสียดสี การเย้ยหยันเพื่อ ให้คู่ขัดแย้งเกิดความอับอายและเสื่อมเสีย การใส่เสื้อสีสัญลักษณ์ การไม่เช่ือฟัง การประท้วง การเดนิ ขบวน ไปจนกระทั่งถึงการชุมนุมขนาดใหญ่ ฯลฯ การต่อต้าน ครอบคลุมทงั้ การตอ่ ตา้ นในระดับ ปัจเจกบุคคล กระทั่งถึงการต่อต้านในระดับที่มีการรวมตัวกันในลักษณะท่ีเป็นกลุ่มก้อน นอกจากน้ี การตอ่ ต้านยังอาจจะอย่ใู นรูปแบบทผ่ี ูก้ ระท�ำการมิได้รู้ตวั จนกระทั่งถงึ การตอ่ ต้านทรี่ ตู้ ัวและตัง้ ใจทจ่ี ะตอ่ ต้าน อย่างไรก็ตาม ขอบเขตความหมายของการลงโทษโดยสังคมในงานเขียนช้ินนี้ จะกล่าวถึง ในด้านลบเท่านั้น ค�ำถามถัดมา คือ กลไกการท�ำงานของการลงโทษโดยสังคมเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ในประเด็นน้ี แนวความคิดของเฮคคาธอร์น (Heckathorn, 1990) มคี วามนา่ สนใจเมอ่ื เขาอธิบายวา่ กลไก การท�ำงานของการลงโทษโดยสังคมเกิดจากกระบวนการท�ำงานร่วมกันระหว่างกลไกสามตัว คือ หนึ่ง กลไกการควบคมุ ทางสังคมในระดับมหภาค หรือปทัสถานทางสงั คม สอง กลไกการควบคุมทางสงั คม

การสง่ เสรมิ และสนับสนุนมาตรการลงโทษโดยสังคม 147 ในระดบั จลุ ภาค หรือปทัสถานของชมุ ชน และ สาม กลไกการท�ำงานของตัวแทน ผูเ้ ขยี นเหน็ สอดคล้องกบั แนวคิดของเฮคคาธอร์น และยังเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเสนอว่าปทัสถานทางสังคมมิได้มีลักษณะสถิตย์หรือ หยุดนิ่ง หากแต่มีการเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเคล่ือนไหวทางสังคมหรือความขัดแย้งที่เป็นวิกฤติ หรอื ทีส่ ำ� คัญ ๆ ในสังคมในชว่ งระยะเวลาหนง่ึ สามารถที่จะสร้างหรือทำ� ให้เกดิ ปทัสถานอนั ใหม่ของสังคม ท่ีสอดคลอ้ งกับบริบทของสังคมทีเ่ ปล่ียนแปลงไปไดด้ ว้ ย บทความชิ้นนี้ได้พัฒนาต่อยอดแนวความคิดของเฮคคาธอร์นในประเด็นเร่ืองกลไกการท�ำงาน ของตัวแทน เพราะเหตุว่าเฮคคาธอร์นมิได้นำ� เสนอออกมาอย่างชัดเจนว่าตัวแทนท่ีจะทำ� หน้าที่ขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงของปทัสถานทางสังคมว่าคืออะไร ดังน้ัน ในบทความชิ้นน้ีจึงได้น�ำเสนอว่าตัวแทนที่จะ ทำ� หนา้ ทน่ี ใ้ี นสงั คมยุคปัจจบุ ันกค็ อื ภาคประชาสงั คมและขบวนการเคลือ่ นไหวทางสังคมแนวใหม่ การศึกษาเร่ืองการลงโทษโดยสังคมเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากจน เกนิ กว่าท่จี ะใชแ้ นวคิด ทฤษฎี หรอื แนวการวิเคราะห์ของนักคดิ ท่านใดทา่ นหนึ่ง หรอื ศาสตร์ใดศาสตร์หน่งึ เป็นการเฉพาะได้ เพราะเหตุว่าปรากฏการณ์การลงโทษโดยสังคมท่ีเกิดข้ึนภายใต้สถานการณ์หนึ่งมิได้ เกิดขึ้นภายใต้สูญญากาศ หากแต่เกิดขึ้นโดยมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยและเงื่อนไขจ�ำนวนมากในสังคม เช่น โครงสร้างของโอกาสทางการเมือง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปทัสถานทางสังคม ท้ังในระดับจุลภาค และมหภาค กระบวนการขัดเกลาทางสงั คม ผู้กระทำ� การคว่ำ� บาตรทางสังคม องคป์ ระธาน ความรู้ อำ� นาจ ความจริง วาทกรรม ปฏบิ ตั กิ ารเชิงวาทกรรม การตอ่ ต้าน การประทว้ ง การชมุ นมุ สำ� แดงกำ� ลงั จิตสำ� นึก ของสังคม วัฒนธรรม ศาสนา การต่อสู้เพอื่ ครองความเปน็ เจ้าทางอุดมการณ์ การต่อสูเ้ พือ่ ช่วงชงิ พน้ื ท่ีทาง ความคดิ และพ้นื ทสี่ าธารณะในสังคม ตลอดจนถึงขบวนการเคลอื่ นไหวทางสงั คมแนวใหม่ และการบูรณาการ ทางสังคม ฯลฯ ดังน้ัน การศึกษาเรื่องการลงโทษโดยสังคมจึงเป็นเร่ืองเหมาะสมท่ีจะใช้การศึกษาในแนว การวิเคราะห์แบบสหวิทยาการ วิธีวิทยาทางทฤษฎี ในการอธิบายบทบาทของมนุษย์ผู้กระท�ำการในแง่ ของปฏบิ ัติการทนี่ ำ� ไปสกู่ ารก่อรา่ งสร้างกลุ่ม องค์กร เครอื ข่าย และขบวนการเคลือ่ นไหวทาง สงั คม อี.พ.ี ทอมปส์ ัน (E. P. Thompson, 1966) และเจมส์ ซี สก็อตต์ (James C. Scott, 1985) ได้อธบิ ายการกอ่ ตัว ของมวลชนขนึ้ เป็นกล่มุ ก้อน องคก์ ร เครือขา่ ย ขบวนการเคล่ือนไหวทางสงั คม และเป็นชนชั้นวา่ มาจาก ปฏิบัตกิ าร ในรปู แบบท่ีหลากหลาย ทงั้ ทอี่ ยใู่ นรูปของการตอ่ ตา้ นในชวี ติ ประจำ� วนั และในรปู แบบทีม่ กี าร วางแผนและมีการจัดต้ังในการเคล่ือนไหวต่อต้านกลุ่มทุนในอังกฤษและคนรวยในหมู่บ้านในประเทศ มาเลเซีย ค�ำถาม คือ ปฏิบัติการท่ีอยู่ในรูปแบบของการต่อต้านอย่างหลากหลายของมวลชนจะถูก ยกระดับข้ึนเป็นการลงโทษโดยสังคมได้อย่างไร ผู้เขียนเห็นว่าแนวความคิดของมาร์กซ์ กรัมชี อัลธูแซร์ ฮาเบอรม์ าส ฟูโกต์ และบรู ์ดเิ ยอ ในเรื่ององค์ประธาน ความรู้ อำ� นาจ วาทกรรม ปฏบิ ัตกิ ารเชงิ วาทกรรม ปฏิบัติการในการส่ือสาร นิจภาพ และอัตลักษณ์ เป็นวิธีวิทยาทางทฤษฎีท่ีใช้ในการอธิบายการก่อตัว ของกลมุ่ เครือขา่ ยและขบวนการเคลือ่ นไหวทางสังคมแบบใหมไ่ ดเ้ ป็นอย่างดี

148 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. 3. การใชม้ าตรการลงโทษโดยสงั คมในการตอ่ ตา้ นคอรร์ ัปชันในสังคมไทย บริบทของสังคมไทยยุคใหม่ที่เกิดข้ึนในระยะใกล้อาจถือเอาเส้นแบ่งของนโยบายด้านเศรษฐกิจท่ี จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต์ (พ.ศ. 2502 - 2506) หันมาสนับสนนุ การลงทุนจากภาคธรุ กจิ เอกชน เปน็ ตัวขับเคลอ่ื น ทางดา้ นเศรษฐกิจซงึ่ แตกต่างจากนโยบายด้านเศรษฐกิจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2481 - 2487) ทใ่ี ช้ ทุนของภาครฐั เปน็ แรงขับเคล่ือนทางดา้ นเศรษฐกจิ พัฒนาการของรัฐไทยต้ังแตส่ มัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจท้ังในภาคเมืองและชนบท ทั่วประเทศ ในส่วนภูมิภาค นักธุรกิจและเจ้าหน้าท่ีรัฐจ�ำนวนหน่ึงได้ผันตัวเองไปเป็น “เจ้าพ่อท้องถ่ิน” หรือ “ผู้มอี ทิ ธิพลในทอ้ งถนิ่ ” ท่คี รอบครองธุรกิจสัมปทานป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ และงานก่อสรา้ งของ ภาครัฐ ฯลฯ ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และการรื้อฟน้ื รฐั ธรรมนญู และระบบการเลอื กตั้ง ผู้แทนราษฎรตามระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้กลายเป็นเหตุปัจจัยที่ช่วยให้เจ้าพ่อท้องถ่ิน จ�ำนวนมากได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และผู้แทนราษฎรเหล่านี้จ�ำนวนหนึ่ง ได้รับการแต่งต้ังให้เป็นรัฐมนตรี ในช่วงระยะเวลาประมาณสองทศวรรษสุดท้าย นโยบายการกระจาย อ�ำนาจส่ทู อ้ งถ่นิ ของรฐั บาลชว่ ยส่งเสริมนักธุรกจิ กอ่ สร้างจ�ำนวนมากให้สามารถเข้าสูเ่ วทกี ารเมอื งในระดับ ทอ้ งถิ่น พวกเขาจำ� นวนมากได้รบั เลอื กตั้งใหเ้ ปน็ นายกองคก์ ารบริหารส่วนต�ำบล (อบต.) นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวัด (อบจ.) รัฐธรรมนูญ การเปล่ียนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ท�ำให้เกิด ความสัมพันธ์ทางการเมือง ทางสังคม และทางธุรกิจในเชิงการร่วมมือกันระหว่างนักการเมือง เจ้าหน้าท่ี ของรฐั นักธุรกิจเอกชน และเจา้ พอ่ ทอ้ งถ่ินขึน้ บางครงั้ นักการเมอื งอาจเปน็ คนคนเดียวกบั นกั ธรุ กจิ เอกชน และในบางทน่ี กั การเมอื ง นักธรุ กิจเอกชน และเจา้ พ่อทอ้ งถน่ิ กลายเปน็ คนคนเดยี วกนั ความสัมพันธใ์ นเชงิ สมคบคิดกันทุจริตของตัวแสดงใหม่ทางการเมืองข้างต้น กลายเป็นเครือข่ายที่ทรงอิทธิพลท้ังในระดับ ท้องถ่ิน ระดับภูมิภาค และในระดับชาติ เครือข่ายของกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้มักนิยมใช้อ�ำนาจรัฐและ การใชค้ วามรุนแรงในการประมูลงานของภาครัฐ การสะสมทุนของเครือขา่ ยเหล่าน้ี โดยทัว่ ไปจงึ มิได้องิ อยู่ กับระบบการท�ำงานของกลไกราคาในตลาด หากแต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นการใช้อ�ำนาจรัฐ อิทธิพลทาง การเมือง กฎหมาย และความรนุ แรงเปน็ เครื่องมอื ส�ำคัญทส่ี ดุ ในการสรา้ งอาณาจกั รทางธรุ กิจของพวกเขา ตลอดเกอื บหกทศวรรษทีผ่ า่ นมา (พ.ศ. 2500 - 2557) นอกจากน้ี นโยบายการกระจายอ�ำนาจสู่ท้องถิ่นในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายยังเป็นเง่ือนไขท่ี กระตุ้นให้นักการเมืองท้องถ่ินกับนักการเมืองระดับชาติต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะเป็นการช่วยกันสร้าง คะแนนในการเลือกต้ังให้แก่ท้ังสองฝ่าย นักการเมืองระดับชาติใช้ข้าราชการและหน่วยงานภาครัฐจัดสรร ทรัพยากรโดยผ่านหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ของภาครัฐ เช่น หน่วยงานดา้ นการปกครอง ตำ� รวจ และสถาบนั การเงนิ ของภาครัฐ ฯลฯ ให้แก่นักการเมืองท้องถิ่น เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือนักการเมืองคู่แข่งขัน ในระดับท้องถิ่น ส่วนนักการเมืองท้องถ่ินช่วยจัดองค์กรส�ำหรับหาคะแนนการเลือกตั้งในระดับ ท้องถิ่นหนึ่ง ๆ ให้แก่นักการเมืองระดับชาติ โดยทั่วไป นักการเมืองระดับชาติกับนักการเมืองท้องถ่ิน

การส่งเสรมิ และสนับสนนุ มาตรการลงโทษโดยสังคม 149 ในจังหวัดเดียวกันมักมีความโน้มเอียงที่จะเกี่ยวดองเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เป็นเครือญาติและ พวกพ้องกัน อุดมการณ์แบบอุปถัมภ์ทั้งแบบด้ังเดิมและแบบใหม่ แบบเครือญาติและพวกพ้องถูกกระตุ้น ให้ท�ำงานอย่างกระฉับกระเฉงและเข้มแข็งมากข้ึนในส่วนของการเมืองระดับชาตินับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน กล่าวคือ รัฐได้เปล่ียนบทบาทกลายเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของประชาชน ในระดับรากหญ้าท้ังประเทศ แทนท่ีนักการเมืองแต่ละคนท่ีเคยเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านมาก่อน โดยผ่าน นโยบายประชานิยมหลายนโยบาย บทบาทของทักษิณ ชินวัตร (พ.ศ. 2544 - 2549) ในการด�ำเนิน นโยบายประชานิยมถือได้ว่าเป็นการผลิตซ�้ำอุดมการณ์และความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ การอุปถัมภ์แบบ แลกเปลี่ยน แบบพวกพอ้ ง และแบบเครือญาติอยา่ งต่อเนอื่ ง และยังเปน็ การตอกย�ำ้ อุดมการณแ์ บบดั้งเดิม ให้มีความเข้มแข็งและมีความกระฉับกระเฉงมากยิ่งข้ึนกว่าเดิม ภายใต้บริบททางด้านเศรษฐกิจของสังคม ไทยในปัจจุบันทเี่ ป็นแบบทุนนยิ ม ดังน้ัน จึงเป็นเรื่องท่ีน่าสนใจอย่างยิ่งท่ีอุดมการณ์และความสัมพันธ์แบบด้ังเดิมสามารถถักทอ และเชื่อมต่อเข้ากับอุดมการณ์ของทุนนิยมซึ่งเป็นอุดมการณ์สมัยใหม่ ที่ในทางทฤษฎีแล้วอุดมการณ์ ท้ังสองแบบนี้มีความแตกต่างกัน และน่าท่ีจะขัดแย้งกันแบบปรปักษ์ท่ีไม่สามารถประนีประนอมกันได้ แต่ส�ำหรับสังคมไทยแล้ว กลับพบว่าอุดมการณ์ทั้งสองแบบสามารถด�ำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าแปลก ประหลาดใจ โดยที่อุดมการณ์ทุนนิยมสามารถครอบง�ำ (domination) อุดมการณ์แบบศักดินา และใช้อุดมการณ์แบบดั้งเดิมน้ีเป็นกลไกอันหน่ึงในการสะสมทุน และในการแสวงหาและแบ่งปัน ผลประโยชน์รว่ มกัน ระหว่างผู้อุปถัมภ์กบั เครอื ข่ายของผู้อยู่ใตก้ ารอปุ ถัมภ์ การทำ� งานของอดุ มการณแ์ บบอุปถมั ภ์ การอปุ ถัมภย์ คุ ใหม่ (clientelism) (Khan, 1989) แบบ เครือญาติ และแบบพวกพ้องในสังคมไทยที่มีการผลิตซ้�ำอย่างต่อเน่ืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เสริมสร้าง ให้อุดมการณ์นี้เข้มแข็งย่ิงข้ึนเป็นล�ำดับ จากลุ่มนักการเมืองท้ังในระดับชาติและระดับท้องถ่ินทั่วประเทศ ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขและอุปสรรคขัดขวางมิให้มีการใช้มาตรการลงโทษโดยสังคมโดยภาคประชาสังคม ท้งั ในระดบั ทอ้ งถิน่ และระดับชาตใิ หเ้ กิดขน้ึ ไดอ้ ยา่ งง่าย ๆ แม้ว่าสังคมไทยจะมีข้อจ�ำกัดทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมบางด้านที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ การต่อต้านและการลงโทษโดยสังคมอย่างเปิดเผย ต่อกลุ่มนักการเมืองและข้าราชการท่ีทุจริตท่ีก�ำลังมี อ�ำนาจทางการเมอื งอยู่ในขณะน้ัน กระนั้นกด็ ี จากการศกึ ษาสังคมไทยในยคุ รว่ มสมัย กลา่ วคือระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2557 โดยผเู้ ขียนได้แบ่งบริบทของสงั คมไทยออกเปน็ 2 ช่วง คอื ระหวา่ งปี พ.ศ. 2544 - 2549 ทีผ่ ู้เขียนเรยี กว่า “ระบอบทกั ษิณ 1” และระหวา่ งปี พ.ศ. 2552 - 2557 ทเี่ รยี กวา่ “ระบอบทกั ษณิ 2” การที่ผู้เขียนแยกระบอบทักษิณออกเป็นสองช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น เพราะเหตุว่าภายใต้ระบอบการ ปกครองของสองช่วงเวลาดังกล่าว แม้ว่าจะมีปัจจัยและเง่ือนไขบางอย่างคล้ายคลึงกัน แต่ก็ยังมีบริบท บางด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะทางสังคมการเมืองตามสมควร ซ่ึงความแตกต่างท่ีว่าน้ีจะส่งผลให้ ปฏิสัมพันธ์ของบรรดาตัวแสดงทางการเมืองระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมและกับโครงสร้างของ สังคมมคี วามแตกต่างกนั ตามไปด้วย

150 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. บริบทของสงั คมการเมอื งและตัวแสดงระหว่างระบอบการปกครองของทกั ษิณ (พ.ศ. 2544 - 2549) กบั ระบอบการปกครองของย่ิงลกั ษณ์ (พ.ศ. 2554 - 2557) มสี ว่ นท่ีเหมอื นกันและแตกต่างกนั อย่างนอ้ ยทส่ี ดุ 7 ประการ ซ่ึงกลายเป็นปัจจัยและเงื่อนไขท่ีส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวแนวใหม่ท่ี มงุ่ ต่อตา้ นการคอร์รปั ชนั ของระบอบทกั ษิณ 1 และระบอบทักษิณ 2 เกิดข้ึน กลา่ วคือ ประการแรก ทั้งสองระบอบการปกครองน้ีอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 และฉบับปี พ.ศ. 2550 เหมือนกัน ดังนั้น ในทางทฤษฏีแล้วโครงสร้างทางการเมืองแบบน้ีจึงเป็นระบบการเมืองแบบเปิด ที่ภาคประชาสังคมมีสิทธิตามกฎหมายท่ีก�ำหนดให้พวกเขาสามารถท่ีจะรวมตัวกันน�ำเสนอ หรือผลักดัน แนวความคิดและนโยบายต่าง ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมท่ีแตกต่างจากของ รฐั บาลไดโ้ ดยชอบธรรม ประการท่ีสอง บุคลิกภาพและภาวะความเป็นผู้น�ำของทักษิณกับยิ่งลักษณ์มีความแตกต่าง คอ่ นข้างมาก กล่าวคือ ทักษิณมีภาวะความเป็นผ้นู ำ� สูง มคี วามสามารถในการสรา้ งวาทกรรมและสามารถ สื่อสารกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมท้ังยังได้รับความนิยมจากประชาชนสูงมากจากนโยบาย ประชานิยมหลายโครงการ จนอาจเรียกทักษิณในขณะที่เรืองอ�ำนาจทางการเมืองได้ว่าเป็น “ผู้น�ำที่มี บุญญาบารมี” บุคลิกภาพดังกล่าวข้างต้นของทักษิณมีความแตกต่างจากของย่ิงลักษณ์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างย่ิง ปญั หาการขาดภาวะความเป็นผู้นำ� การขาดวสิ ัยทศั น์ การขาดประสบการณ์ทางการเมือง และการขาดความสามารถในการส่ือสารกับประชาชนท่ัวไป โดยเฉพาะอย่างย่ิงกับชนชั้นกลางท่ีมี การศึกษาดี แม้ว่าทักษิณและยิ่งลักษณ์จะเป็นนักการเมืองท่ีได้รับความนิยมจากประชาชนในระดับสูง แต่บุคคลทงั้ สองกลับมปี ัญหาเหมือนกันอย่างน่าแปลกประหลาดใจนั่นคือ ทั้งคู่ตา่ งมีปญั หาการคอรร์ ัปชนั ทั้งทางด้านการเมือง การคอร์รัปชันในการบริหารราชการแผ่นดิน และการคอร์รัปชันทางด้านเศรษฐกิจ ปัญหาความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินและในโครงการจัดซ้ือจัดจ้างขนาดใหญ่ รวมท้ังยังมี ปัญหาการมีผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัว ครอบครัว พวกพ้อง กับผลประโยชน์ของส่วนรวมอีกด้วย ปัญหาเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงกระตุ้นส�ำคัญที่สุดท่ีท�ำให้ ภาคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดการต่อต้าน การประท้วง จนกระทั่งก่อตัวข้ึนเป็นขบวนการ เคลอื่ นไหวทางสังคมแนวใหม่เพ่อื ตอ่ ต้านระบอบทกั ษณิ ในท้ายที่สุดเหมอื นกนั ประการท่ีสาม บทบาทขององค์กรอิสระท่ที �ำหนา้ ท่ีตรวจสอบรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และ ฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้สร้างองค์กรอิสระท่ีท�ำหน้าท่ีตรวจสอบการทุจริต อาจกล่าวได้ว่าสถาบันเหล่านี้ ไดก้ ลายเป็นศนู ย์กลางของอำ� นาจทางการเมอื งใหม่ นอกเหนอื จากศนู ยก์ ลางของอ�ำนาจทางดา้ นการเมือง ด้งั เดิม คือ สภานติ บิ ญั ญตั แิ ละอำ� นาจของฝ่ายรฐั บาล องคก์ รอสิ ระเหลา่ นี้ไดแ้ ก่ คณะกรรมการการเลอื กต้ัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส�ำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน (ในระยะเริ่มต้นเรียกว่าผู้ตรวจการรัฐสภา) ฯลฯ องค์กรอสิ ระเหล่านส้ี ว่ นใหญ่ถูกรฐั บาลภายใต้ระบอบทักษิณ 1 เข้าแทรกแซงการทำ� งาน และมีการบิดเบือน การใชอ้ �ำนาจโดยมชิ อบ

การส่งเสริมและสนับสนนุ มาตรการลงโทษโดยสงั คม 151 ภายหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลได้แต่งต้ังบุคลากรชุดใหม่ให้แก่องค์กรอิสระ เหลา่ น้ี เป็นท่ีนา่ สงั เกตวา่ บุคลากรสว่ นใหญ่ทมี่ าจากศาลและอัยการสามารถท�ำหน้าทขี่ องตนไดอ้ ยา่ งเป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพในการท�ำงานดีข้ึนกว่ากรรมการองค์กรอิสระชุดแรก ๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบรัฐบาลท่ีมาจากการแต่งตั้งและท่ีมาจากการเลือกต้ัง ดังจะเห็นได้จากท่ีศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 และพรรคพลังประชาชนในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ในข้อหากระท�ำการทุจริตในการเลือกตั้ง และตัดสินให้จ�ำคุกกรรมการการเลือกต้ัง จ�ำนวน 3 คน ในข้อหาร่วมกระท�ำการทุจริตในการเลือกต้ังเมื่อวันท่ี 2 เมษายน 2549 รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญยังได้มีค�ำวินิจฉัยว่าการโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี จากเลขาธิการสภาความม่ันคงแห่งชาติ ไปเปน็ ท่ีปรึกษานายกรัฐมนตรี เพอื่ ให้พลต�ำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ดำ� รงต�ำแหนง่ เปน็ ผู้บัญชาการ ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติ เป็นพฤติกรรมของการใช้อ�ำนาจหน้าท่ีท่ีมีความเกี่ยวข้องกับการเป็นเครือญาติ ของย่ิงลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซ่ึงพฤติกรรมดังกล่าวอาจเรียกได้ว่าเป็นการคอร์รัปชัน ในการบริหารราชการแผ่นดิน จากมุมมองขององค์การสหประชาชาติและองค์การเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ ผลการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีผลให้ยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีอีกจ�ำนวนหน่ึง ต้องพน้ จากตำ� แหนง่ ไป สว่ นกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งส�ำนวนการสอบสวนโครงการทีท่ ักษิณมีผลประโยชน์ ทับซ้อนในโครงการของภาครัฐหลายโครงการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองได้มีค�ำวินิจฉัย ให้ยึดทรัพย์ของทักษิณ ให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นจ�ำนวนเงิน 46,373 ล้านบาท ในขณะที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพระราชก�ำหนดเงินกู้เพ่ือจัดการน�้ำจ�ำนวน 3.5 แสนล้านบาท และ พระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการ กระทำ� ทีข่ ดั กับรฐั ธรรมนูญ ประการท่ีส่ี ภาวะความเป็นผู้น�ำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพ่ือประชาธิปไตย (พธม.) และ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปล่ียนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยท่ีสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตรยิ ์ ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ภาวะความเปน็ ผู้น�ำของกลุม่ แกนน�ำ พธม. ที่น�ำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่ม แกนน�ำของ กปปส. ท่ีนำ� โดยสเุ ทพ เทือกสุบรรณ มคี ณุ ลักษณะคลา้ ยคลงึ กันอย่างน้อยทีส่ ุด 3 ประการ กลา่ วคอื (1) ขบวนการท้ังสองสามารถรวบรวมบุคคลและองค์กรภาคประชาสังคมจ�ำนวนมาก และที่ ก�ำลังต่อต้านระบอบทักษิณอย่างกระจัดกระจายให้เข้ามาร่วมอยู่ในเครือข่ายการต่อต้านการคอร์รัปชัน ทีเ่ ปน็ ขบวนการเดยี วกนั ไดส้ ำ� เร็จ พธม. สามารถรวบรวมมวลชนไดม้ ากถึงประมาณ 300,000 คน ในการ ชุมนุมคร้ังใหญ่ท่ีสุด เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานที่ทุจริตของทักษิณ และยังแสดงถึง เจตจ�ำนงที่แน่วแน่ท่ีต้องการจะขับไล่ระบอบทักษิณ 1 ให้พ้นไปจากสังคมการเมืองไทย ส่วน กปปส. สามารถระดมประชาชนทไี่ ม่พอใจการบริหารงานทีท่ จุ ริตของยง่ิ ลกั ษณ์ เป็นจ�ำนวนสงู สุดประมาณ 4 - 5 ล้านคน และพวกเขาได้แสดงเจตจ�ำนงทแี่ น่วแน่วา่ ไมต่ อ้ งการประนปี ระนอมอีกต่อไปกับระบอบทกั ษิณ 2 เชน่ เดียวกัน

152 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. (2) ใจกลางการเคล่อื นไหวของขบวนการ พธม. และ กปปส. มีจดุ มุง่ หมายเหมอื นกัน คือ ตอ่ ตา้ น การคอร์รัปชนั ความไม่โปร่งใส และการมผี ลประโยชน์ทบั ซ้อนของระบอบทักษณิ จงึ สามารถกลา่ วไดว้ ่า ขบวนการเคล่ือนไหวของทั้งสองขบวนการน้ีเป็น “ขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมแนวใหม่” เหมือนกัน เพราะพวกเขาไมไ่ ด้ตอ่ สู้ในประเดน็ เรอื่ งชนช้ัน แตต่ อ่ สูใ้ นประเดน็ ปัญหารว่ มกนั คอื ต่อตา้ นการคอร์รัปชัน เป็นหลัก องค์ประกอบของขบวนการท้ังสองส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง โดยมีชนชั้นสูงและชนช้ันล่างของ สงั คมเข้าร่วมด้วย ดงั นน้ั ขบวนการเคลือ่ นไหวของทง้ั สองขบวนการจึงมิใช่ขบวนการของชนชน้ั ใดชนช้นั หนงึ่ หากแต่เป็นขบวนการของคนหลายชนชั้นซ่ึงประกอบด้วยนักธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขา้ ราชการ ทหาร ต�ำรวจ พนกั งานรัฐวสิ าหกจิ แพทย์ วิศวกร สถาปนกิ อาจารย์ นกั วิชาการ เทคโนแครต นักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้ใช้แรงงานและเกษตรกร รวมถึงผู้ท่ีเกษียณอายุแล้ว จากภาครัฐและภาคเอกชน ฯลฯ (3) ภาวะความเป็นผู้น�ำของ พธม. โดยสนธิ ล้ิมทองกุล และ กปปส. โดยสุเทพ เทือกสุบรรณ มีความคล้ายคลึงกัน คือ ท้ังคู่เป็นผู้ที่มีความรู้และมีความเข้าใจปัญหาการเมืองไทยเป็นอย่างดี เป็นผู้ที่มี การศึกษาดี ส�ำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ มีความสามารถมากในการสื่อสารกับสาธารณชน และ สามารถโน้มน้าวมวลชนจ�ำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเคล่ือนไหวต่อต้านรัฐบาลที่ทุจริตได้ดี เหมือนกัน ภาวะความเป็นผู้น�ำของสนธิและสุเทพมาจากการที่บุคคลท้ังสองมีทุนทางวัฒนธรรม คือ เป็นผู้ท่ีมีความรู้จากการศึกษาในระบบค่อนข้างสูง กล่าวคือ ท้ังคู่ต่างเคยใช้ชีวิตและส�ำเร็จการศึกษาจาก ต่างประเทศเหมือนกัน ซ่ึงช่วยท�ำให้ทั้งคู่ต่างมีวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่ดี นอกจากน้ี ทั้งสองคนต่างมีทุน ทางสัญลักษณ์เหมือนกัน ในแง่ที่ทั้งคู่กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้รักชาติที่ลุกขึ้นมาน�ำการต่อต้านระบอบ ทักษิณ ซ่ึงถูกมองว่าเป็นระบอบการปกครองท่ีเต็มไปด้วยปัญหาการคอร์รัปชันของผู้ปกครองที่ทรราช และเปน็ เผด็จการในรฐั สภาเหมอื นกนั ท้ายที่สุด ท้ังสนธิและสุเทพต่างมีทุนทางสังคมเหมือนกันกล่าวคือ สนธิมาจากนักหนังสือพิมพ์ท่ี ถูกจับตามองว่าเป็นนักคิดและนักวิพากษ์วิจารณ์สังคมตัวยง และส�ำนักพิมพ์ของเขาได้สร้างองค์ความรู้ ใหม่ ๆ และความคดิ ใหม่ ๆ ให้แก่สงั คมอยา่ งตอ่ เนอ่ื งมาตั้งแต่ก่อนเกิดวกิ ฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ส่วนสุเทพ เคยเป็นนักการเมืองที่มีต้นทุนทางสังคมต�่ำมาก แต่เม่ือเขาประกาศตัวเป็นแกนน�ำในการต่อต้านระบอบ ทักษิณ 2 โดยการเดินทางไปบนท้องถนนวันละหลายช่ัวโมงทุกๆ วันอย่างต่อเน่ืองเป็นเวลา หลายร้อยวัน เพ่ือเรียกร้องและกระตุ้นให้สังคมเกิดความต่ืนตัวกับการต่อต้านการทุจริต จนกระท่ังสุเทพ ค่อย ๆ ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากประชาชน เพราะเห็นในความต้ังใจจริงของเขา ตัวตนของเขาจาก มุมมองของสงั คมจงึ คอ่ ยๆ แปรเปลีย่ นไปจนกลายเป็นคนทม่ี ตี ้นทุนทางสงั คมสงู ในท้ายทสี่ ดุ ประการท่ีห้า พธม. และ กปปส. ได้น�ำเอาเทคโนโลยีการส่ือสารสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการ ขับเคลื่อนเหมือนกัน ในขณะที่สนธิใช้ ASTV เป็นกลไกการสื่อสารที่ส�ำคัญที่สุดในการเชื่อมต่อกับ ประชาชนทั่วประเทศเพ่ือต่อสู้กับระบอบทักษิณ 1 สุเทพก็ใช้ Blue Sky เป็นกลไกในการผลิตซ้�ำ วาทกรรม อุดมการณ์ และความรู้ให้แก่ประชาชนทั้งประเทศอย่างต่อเน่ืองเช่นเดียวกัน นอกจากนี้

การส่งเสริมและสนบั สนนุ มาตรการลงโทษโดยสังคม 153 ขบวนการ พธม. และ กปปส. ตา่ งใชเ้ ครื่องมือการสอื่ สารทางสงั คม (social media) เช่น การใช้เฟซบุค๊ (facebook) ทวิตเตอร์ (twitter) การส่งข้อความผ่านไลน์ (line) อนิ สตาแกรม (instagram) และสไกป์ (skype) ฯลฯ ซึง่ ชว่ ยทำ� ให้คณะผู้น�ำกบั มวลชนท่ีใหก้ ารสนับสนุนสามารถตดิ ตอ่ สอ่ื สารถงึ กันแบบสองทาง ไดอ้ ย่างรวดเร็ว เครื่องมือการสื่อสารทางสังคมแบบสองทางเป็นอ�ำนาจชนิดหน่ึงท่ีมีการเคลื่อนไหวและเป็นการ แสดงศักยภาพของกลุ่มผู้ถูกปกครองที่ใช้ต่อสู้กับการถูกครอบง�ำจากอุดมการณ์ทางการเมืองของระบอบ ทักษิณได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวได้ว่าเครื่องมือสื่อสารทางสังคมสมัยใหม่เป็นอาวุธที่ส�ำคัญท่ีสุดของ กลุ่มผู้ถูกปกครองที่ใช้ในการช่วงชิงพื้นท่ีทางความคิด พื้นท่ีทางการเมือง และพ้ืนที่สาธารณะในสังคม ท่ีรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปควบคุมพ้ืนท่ีเหล่าน้ีได้อย่างง่าย ๆ อีกต่อไป เพราะเหตุว่าเคร่ืองมือการสื่อสาร เหล่านี้ได้แปรเปล่ียนบุคคลและคณะบุคคลที่คร้ังหนึ่งเคยเป็นฝ่ายท่ีถูกกระท�ำและถูกครอบง�ำจากรัฐบาล ให้กลายเป็นบุคคลและคณะบุคคลท่ีเป็นผู้ลงมือกระท�ำการตอบโต้กับฝ่ายรัฐบาลได้ ดังน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่า การมาถึงของเครื่องมือการส่ือสารทางสังคมได้ช่วยท�ำให้ความรู้และวาทกรรมต่าง ๆ ของฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลสามารถแพร่กระจายออกไปในสังคมได้อย่างกว้างขวางยิ่งกว่าการเคล่ือนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ในอดีตท่ีผ่านมาของสังคมไทย รวมท้ังยังช่วยท�ำให้มวลชนสามารถรับรู้และตัดสินใจทางเลือกของตนเอง ไดง้ า่ ยกวา่ การตอ่ สูก้ ับระบบเผดจ็ การในอดีต ประการท่ีหก ทั้ง พธม. และ กปปส. ตา่ งใช้ปฏิบัติการเชงิ วาทกรรมเหมือนกัน ในแงท่ ี่ขบวนการ เคลื่อนไหวทัง้ สองขบวนการน้ไี ดส้ ร้างความรูแ้ ละความจริงชุดใหม่ขน้ึ มา คอื เสนอให้รอื้ ถอนวาทกรรมเกา่ ของระบอบทักษณิ ที่เปน็ เผดจ็ การรฐั สภาเสีย และน�ำเสนอให้มีการสรา้ งสังคมใหม่ และสร้างการเมอื งใหม่ ที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ในสังคม คือ ไม่มีการคอร์รัปชัน ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก และให้มี การปฏิรปู องคก์ รตำ� รวจและระบบการเมือง ฯลฯ กล่าวได้ว่า วาทกรรมใหม่ของท้ังสองขบวนการต่างประสบความส�ำเร็จ ดังจะเห็นได้จากมี ผู้ให้การสนับสนุนเป็นจ�ำนวนมาก จนกระทั่งสามารถใช้ปฏิบัติการเชิงวาทกรรมในการเข้ายึดท�ำเนียบ รัฐบาลและกระทรวง ทบวง กรม จนกระทง่ั รฐั บาลของสมคั ร สนุ ทรเวช สมชาย วงศ์สวสั ดิ์ และย่ิงลกั ษณ์ ชินวตั ร ตา่ งไม่มสี ถานที่ทำ� งานของฝ่ายรฐั บาล ประการท่ีเจ็ด ความส�ำเร็จทางการเมืองของ พธม. และ กปปส. ยังมาจากการมีผู้ที่เข้าร่วม การชุมนุมท่ีเรียกได้ว่าเป็นพลเมืองท่ีกระตือรือร้นและขยันขันแข็งในการท�ำงานท่ีรักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติอีกด้วย ผู้เข้าร่วมการชุมนุมส่วนใหญ่เป็นชนช้ันกลางท่ีมีระดับการศึกษาดี อยู่ในวัยท�ำงาน เป็นเจ้าของธุรกิจ และเป็นผู้ประกอบอาชีพส่วนตัวค่อนข้างมาก คนเหล่านี้มีความศรัทธาต่อระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตย และมีแนวความคิดท่ีต้องการเห็นการปฏิรูปทางด้านสังคม เพื่อแก้ไขปัญหา ความยากจน การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม การปฏิรปู ทางการเมอื ง ทีต่ อ้ งการลม้ ลา้ งระบอบทกั ษณิ ท่ีพวกเขาเห็นว่าเป็นระบอบการปกครองที่เต็มไปด้วยการทุจริตในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านการเลือกตั้ง การแตง่ ตงั้ โยกย้ายขา้ ราชการ และการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกจิ

154 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. จากการศกึ ษากระบวนการตอ่ ตา้ นคอรร์ ัปชันของบคุ คล องคก์ ร ขบวนการเคลอ่ื นไหวทางสงั คม แนวใหม่ ภาคประชาสงั คม และพรรคการเมอื งภายใต้ระบอบทกั ษิณ 1 และระบอบทกั ษณิ 2 พบวา่ การ ต่อต้านของมวลชนและพรรคการเมืองข้างต้นมไิ ดใ้ ชแ้ คม่ าตรการลงโทษโดยสังคมแบบโดด ๆ แตพ่ วกเขา ยงั ใชม้ าตรการอนื่ ๆ ประกอบกันไปด้วย เชน่ การลงโทษทางการเมอื ง ซ่ึงเป็นการใช้การลงโทษโดยสังคม ทางตรง หรือการลงโทษทางการเมืองโดยตรง และการลงโทษโดยสังคมทางอ้อม หรือการลงโทษทาง การเมืองโดยออ้ ม การลงโทษทางเศรษฐกจิ การลงโทษทางวัฒนธรรม และการลงโทษทางกฎหมาย การลงโทษโดยสังคมตอ่ ผู้นำ� ประเทศ คือ ทกั ษณิ และย่ิงลกั ษณ์ มีรูปแบบทหี่ ลากหลายทัง้ รปู แบบ ที่ไม่เปิดเผยและรูปแบบท่ีเปิดเผยต่อสาธารณชน ส�ำหรับรูปแบบท่ีไม่เปิดเผย มีต้ังแต่การบ่น การซุบซิบ นนิ ทา การพูดถงึ ขา่ วลือตา่ ง ๆ ที่เกีย่ วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมสว่ นตวั ของบุคคลท้ังสองทวี่ างตวั อยา่ งไมเ่ หมาะสม ส่วนรูปแบบการลงโทษโดยสังคมที่เป็นไปอย่างเปิดเผย มีต้ังแต่การเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ ในหนังสือพิมพ์ การแสดงความเห็นของผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลผ่านส่ือต่าง ๆ การจัดงานอภิปรายตาม สถาบันการศึกษาและโรงแรมต่าง ๆ การต่อต้านโดยใช้สัญญะทางการเมือง เช่น การใช้หน้ากากขาว ซ่ึงเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทั่วโลก การเผยแพร่ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ เพ่ือต่อต้าน รัฐบาลท่ีแพร่กระจายอยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความอับอายให้แก่ผู้น�ำประเทศ การล้อเลียนรูปร่างหน้าตาและการแปรความหมายในการแสดงออกของนายกรัฐมนตรีให้กลายเป็นเรื่อง น่าขบขนั ก็เปน็ การลงโทษโดยสังคมรปู แบบหนง่ึ เช่นเดยี วกัน เพราะเหตวุ า่ การล้อเลียนเป็นกระบวนการที่ ท�ำให้บุคคลท่ีก�ำลังมีอ�ำนาจทางการเมืองเป็นฝ่ายถูกกระท�ำโดยวาทกรรมหรือปฏิบัติการเชิงวาทกรรม จากฝ่ายต่อต้านด้วยการสร้างแรงบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพเรือนร่าง จนเรือนร่างของเขา คอ่ ย ๆ กลายเปน็ ตวั ตลกทางการเมืองไปในท่สี ดุ หรอื กลายเป็นตัวตลกที่นา่ ขบขัน หรอื เปน็ บคุ คลที่ไมน่ า่ ให้ความเช่ือถือในสังคมการเมืองอีกต่อไป กรณีของทักษิณท่ีถูกขบวนการ พธม. ล้อเลียนว่า “ไอ้หน้าเหล่ยี ม” และกรณขี องย่ิงลักษณ์ ทถ่ี ูกขบวนการ กปปส. ล้อเลียนเรอ่ื งการพูดภาษาไทยและภาษา อังกฤษผิดพลาดอยู่เป็นประจ�ำ ด้วยอ�ำนาจของวาทกรรมท่ีผลิตซ้�ำแล้วซ้�ำอีกของ พธม. และ กปปส. ทกั ษิณและย่ิงลกั ษณ์จึงถูกแปลงรา่ งให้กลายเป็นตวั ตลกทางการเมืองไป จากการศกึ ษายงั พบด้วยว่า ภายหลังจากท่ี พธม. และ กปปส. ใชม้ าตรการลงโทษโดยสงั คมแล้ว พวกเขายังใชก้ ารลงโทษทางการเมอื ง การลงโทษทางเศรษฐกจิ การลงโทษทางวัฒนธรรม และการลงโทษ ทางกฎหมายควบคู่กันไปด้วย การลงโทษทางการเมืองมักเร่ิมต้นจากการประท้วงในรูปแบบของการ ชุมนุมขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการท้าทายกับประกาศหรือค�ำสั่งซ่ึงเป็นสัญญะแห่งอ�ำนาจของรัฐบาล การแสดงออกของการขดั ขนื หรือดื้อแพ่ง ทไี่ ม่ยอมรับอำ� นาจตามกฎหมาย เป็นรปู แบบหนึง่ ของการสร้าง ความอับอายทางการเมืองให้แก่รัฐบาลว่าไร้น้�ำยาในความไม่สามารถท่ีจะควบคุมดุลยภาพทางการเมือง ไดอ้ กี ตอ่ ไป เมื่อผ้เู ขา้ ร่วมการชุมนุมมีจ�ำนวนมากขนึ้ ทั้ง พธม. และ กปปส. จะใช้ปฏิบัติการเชงิ วาทกรรม เหมือนกัน คือ การเดินขบวนไปปิดหนว่ ยงานดา้ นการประชาสัมพันธข์ องรัฐ ซึ่งก็เป็นอกี รปู แบบหน่งึ ที่ใช้ ในการสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่รัฐบาลเช่นเดียวกัน ในท้ายท่ีสุดเมื่อเวลาล่วงเลยไป และรัฐบาล

การสง่ เสรมิ และสนบั สนุนมาตรการลงโทษโดยสังคม 155 ไม่ยอมลาออกตามค�ำเรียกร้อง ขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชันท้ังสองขบวนก็ยิ่งสร้างความอับอายขายหน้า ให้แก่รัฐบาลมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาได้เข้ายึดท�ำเนียบรัฐบาลซ่ึงเป็นสัญลักษณ์ของอ�ำนาจสูงสุดใน การปกครองประเทศ ความสามารถในการยึดท�ำเนียบโดยปราศจากการใช้ความรุนแรง สะท้อนให้เห็น ชยั ชนะทางดา้ นปฏิบตั กิ ารเชิงวาทกรรมของ พธม. และ กปปส. ที่สามารถชว่ งชงิ พื้นทที่ างความคดิ พ้นื ท่ี ทางการเมือง และพื้นท่ีด้านกายภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองในเวลาเดียวกันด้วย เพราะผลลัพธ์ของปฏิบัติการเชิงวาทกรรมของ พธม. และ กปปส. ออกมาคล้ายคลึงกัน คือ กลไก การท�ำงานบางส่วนของภาคราชการไม่สามารถท�ำหน้าท่ีได้อีกต่อไป และระบบการบริหารราชการ แผน่ ดินของรฐั บาล ตกอยู่ในสถานการณว์ ิกฤติทไ่ี ม่สามารถผลักดนั นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลใหเ้ ดนิ หน้า ต่อไปได้ ดังน้ัน สถานภาพของรัฐบาลจึงกลายเป็น “รัฐบาลที่ล้มเหลว” และรัฐบาลกลายเป็นตัวตลก ทางการเมืองในระดับนานาชาติไป แต่การลงโทษทางการเมืองต่อระบอบทักษิณมิได้เกิดข้ึนจาก ภาคประชาสังคมเท่านั้น พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ส�ำคัญ ๆ ในระบบรัฐสภาได้ใช้การลงทัณฑ์ทาง การเมืองด้วยการบอยคอต (boycott) ต่อรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพ่ือท�ำลายความชอบธรรมของรัฐบาลที่ จะได้มาจากการเลือกตั้ง นัยยะของการบอยคอตทางการเมืองก็เพ่ือท�ำให้ผลลัพธ์ของกระบวนการเลือก ตั้งกลายเป็นส่ิงท่ีไม่น่าเชื่อถือและไม่สมควรยอมรับ เพราะเหตุว่าการเลือกตั้งท่ีก�ำลังจะเกิดข้ึนไม่ใช่ การแข่งขันทางการเมืองท่ีเป็นธรรมระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ตัวอย่างเช่น ในการเลือกต้ัง วันท่ี 2 เมษายน 2549 พรรคการเมือง 3 พรรค คือ ประชาธปิ ตั ย์ มหาชน และชาตไิ ทย ไดร้ ว่ มกันท�ำ สตั ยาบันขอถอนตัวและไม่สง่ ผ้สู มคั ร ส.ส. ในการเลอื กตงั้ ทวั่ ประเทศ โดยใหเ้ หตุผลว่ารฐั บาลก�ำหนดเวลา การเลือกต้ังกระชั้นชิดจนเกินไปกว่าท่ีพรรคการเมืองต่าง ๆ จะเตรียมตัวทัน นอกจากน้ี การท่ีทักษิณ ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกต้ังใหม่ ไมใ่ ชเ่ ปน็ ปัญหาความขัดแยง้ ทางดา้ นนโยบายระหวา่ งรฐั บาลกับฝา่ ยคา้ น หากแต่เป็นปัญหาส่วนตัวของทักษิณเองท่ีต้องการหลีกเลี่ยงที่จะตอบค�ำถามต่อสภาฯ เร่ืองการขายหุ้น ของกลุ่มชินคอร์ปท้ังหมดให้แก่กองทุนเทมาเส็ก นอกจากนี้ เหตุการณ์ที่ย่ิงลักษณ์ประกาศยุบสภาฯ ใน วันที่ 9 ธันวาคม 2556 และประกาศให้มีการจัดการเลือกต้ังท่ัวไปคร้ังใหม่ในวันท่ี 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคประชาธปิ ัตย์ซงึ่ เป็นพรรคฝา่ ยค้านในขณะนัน้ ได้ประกาศไมส่ ่งผสู้ มัคร ส.ส. ลงเลอื กตงั้ อีกวาระหน่ึง โดยให้เหตุผลว่าอ�ำนาจในการก�ำหนดวันเลือกต้ังเป็นของ กกต. ไม่ใช่เป็นของรัฐบาล ดังนั้น การก�ำหนด วันเลือกตง้ั ขึน้ เองของรัฐบาลจงึ เปน็ การกระท�ำท่ีขัดกบั รัฐธรรมนญู ปี 2550 ส�ำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในวันท่ี 2 เมษายน 2549 และ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ประชาชนที่ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้ใช้วิธีการต่อต้านการเลือกต้ังหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้การลงโทษโดยสังคมทางตรง หรือการลงโทษทางการเมืองโดยตรง เช่น การฉีกบัตรเลือกต้ังที่หน้าคูหาการเลือกต้ัง และการสละสิทธ์ิ ไมไ่ ปเลือกตงั้ เปน็ จำ� นวนมาก เพอ่ื ไมใ่ ห้ความชอบธรรมแกร่ ะบอบทักษณิ ทีก่ �ำลงั จะฟ้นื ตัวขึน้ ใหม่ สว่ นการ ลงโทษโดยสังคมทางอ้อมหรือการลงโทษทางการเมืองทางอ้อม มีตั้งแต่การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตามกฎหมาย แต่กลับท�ำให้บัตรเลือกตั้งของตนกลายเป็นบัตรเสีย และอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การกาบัตร ในช่องของผูไ้ มป่ ระสงค์ลงคะแนน

156 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. จากการศกึ ษาพบว่า จ�ำนวนประชาชนทีม่ สี ิทธใิ นการเลือกตัง้ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ไดใ้ ช้ การลงโทษทางการเมอื งทงั้ โดยทางตรงและโดยทางออ้ มตอ่ รฐั บาลทกั ษณิ นา่ จะอยู่ระหวา่ ง 13 - 15 ล้านคน จากจ�ำนวนผ้มู สี ทิ ธิ์เลอื กตั้งท้ังหมดจำ� นวน 44.9 ล้านคน หรือคดิ เปน็ รอ้ ยละ 29.0 - 33.4 ของผ้มู สี ทิ ธิเลือกตัง้ ทั้งหมด กล่าวได้ว่า ประชาชนที่ใช้การลงโทษทางการเมืองต่อระบอบทักษิณ 1 ในการเลือกต้ัง ครง้ั น้อี ยู่ในราว 1 ใน 3 ของผ้มู สี ิทธิ์เลอื กตั้งท่ัวประเทศ สำ� หรับการเลือกต้ังท่ัวไปในวันที่ 2 กุมภาพนั ธ์ 2557 มีผู้ที่ใช้การลงโทษทางการเมืองท้ังทางตรงและทางอ้อมต่อยิ่งลักษณ์รวม 14.86 ล้านคน คิดเป็น รอ้ ยละ 34.52 ของจำ� นวนผูม้ ีสทิ ธ์ิเลือกตั้งทว่ั ประเทศ ส�ำหรับการลงโทษทางเศรษฐกิจ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการลงโทษโดยสังคมภายใต้ระบอบ ทักษิณ 1 ขบวนการ พธม. และประชาชนท่ัวไปใช้การลงโทษทางเศรษฐกิจต่อทักษิณในสองระดับ ในระดับแรกเป็นการบอยคอตต่อธุรกิจส่วนตัวของทักษิณ ส่วนในอีกระดับหน่ึงเป็นการต่อต้านนโยบาย ทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ ส�ำหรับการต่อต้านในระดับแรกมาจากกรณีที่ทักษิณขายหุ้น ชินคอร์ปให้กับบริษัทเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ จ�ำนวน 76,621.60 ล้านบาท ซ่ึงท�ำให้ประชาชน จ�ำนวนมากรู้สึกผิดหวังกับการกระท�ำดังกล่าว และคนจ�ำนวนมากไม่เชื่อว่าขายหุ้น ล็อตใหญ่ขนาดน้ี จะเป็นการท�ำงานของกลไกราคาในตลาดตามปกติ แต่พวกเขาเช่ือว่าน่าจะมาจากปัญหาการมีผล ประโยชน์ทับซ้อนของทักษิณมากกว่า ส่วนการต่อต้านในอีกระดับหนึ่งเป็นการต่อต้านนโยบายการ แปรรูปรัฐวิสาหกิจท่ีภาคประชาสังคมร่วมกันคัดค้านและยับย้ังนโยบายการน�ำเอาการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เขา้ ตลาดหลกั ทรพั ย์ 4. บทสรุป บทความชิ้นนี้เป็นการน�ำเสนอมุมมองในการศึกษาเรื่องการลงโทษโดยสังคมแบบใหม่จาก มุมมองแบบหนา้ ท่นี ิยม มาเปน็ แนวการวเิ คราะหแ์ บบสหวิทยาการ โดยการผสมผสานและการขาดมุมมอง ที่ไม่เห็นการเปล่ียนแปลงความหมายของการลงโทษโดยสังคมไปตามเวลาและสถานท่ี ดังนั้นเพ่ือที่จะ แก้ไขจุดอ่อนของการนิยามการลงโทษโดยสังคมแบบเดิม งานศึกษาช้ินนี้จะใช้แนวการวิเคราะห์แบบ สหวทิ ยาการ โดยการผสมผสานมมุ มองแบบหน้าทน่ี ยิ มและโครงสรา้ งนยิ ม ส�ำนักประวัตศิ าสตรน์ ยิ มแบบ เยอรมัน ทฤษฎีเศรษฐศาสตรก์ ารเมอื ง ส�ำนักมาร์กซสิ ม์แบบโครงสรา้ งนยิ ม เศรษฐศาสตร์การเมือง ส�ำนกั มาร์กซิสมแ์ นวใหม่ ทฤษฎวี พิ ากษ์ สำ� นกั หลังสมัยใหม่ และสำ� นักหลังโครงสรา้ งนิยม ดงั นั้น ความหมาย ของการลงโทษโดยสังคมท่ีใช้ในงานเขียนชิ้นน้ีจึงหมายถึง ปฏิบัติการเชิงวาทกรรมท่ีองค์ประธาน หรือผู้กระท�ำการทางสังคมผลิต หรือสร้างความหมาย หรือตีความหมายจากปรากฏการณ์หน่ึงให้เป็น ความหมายใหม่ ที่จะเข้าไปให้การสนับสนุนปทัสถานทางสังคมที่ก่อประโยชน์ส่วนใหญ่ให้แก่สังคมอยู่ หรืออาจเปน็ การนำ� เสนอความรใู้ หมห่ รอื ความคิดใหม่ เพ่อื ทจ่ี ะเข้าไปแขง่ ขันและช่วงชงิ พ้นื ท่ีทางความคิด พื้นท่ีทางอุดมการณ์ และพ้ืนที่สาธารณะในสังคม ที่ก�ำลังถูกความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ด้ังเดิม ครอบง�ำอยู่ ซึ่งปฏิบัติการเชิงวาทกรรมนี้มักเป็นไปเพื่อสร้างความอับอายขายหน้าให้แก่ปัจเจกบุคคล องคก์ ร และสถาบนั ทง้ั ทม่ี อี �ำนาจหรอื ไมม่ อี ำ� นาจในสงั คมกต็ าม

การส่งเสรมิ และสนบั สนุนมาตรการลงโทษโดยสงั คม 157 ส�ำหรับขอบเขตความหมายของการลงโทษโดยสังคมแบบท่ีมีมุมมองทางประวัติศาสตร์น้ี ครอบคลุมต้ังแต่การต่อต้านแบบท่ีไม่เปิดเผย ซ่อนเร้น ไปจนกระทั่งถึงการต่อต้านอย่างเปิดเผย เช่น การซบุ ซิบนนิ ทา การต่อต้านทัง้ แบบที่เปน็ การหลกี เลยี่ งการเผชญิ หนา้ และแบบทีต่ รงไปตรงมา การต่อต้าน เชงิ สัญญะ การลอ้ เลยี น การเสยี ดสี การเยย้ หยนั เพือ่ ให้คู่ขดั แย้งเกดิ ความเสื่อมเสยี การใสเ่ สอื้ สีสญั ลกั ษณ์ การใช้ศิลปะและวฒั นธรรมในการตอ่ ตา้ น เชน่ การใช้บทกวี ดนตรี เพลง ฯลฯ การไมเ่ ช่ือฟงั การประท้วง การเดินขบวน ไปจนกระทั่งถึงการชมุ นมุ ขนาดใหญ่ ฯลฯ ส�ำหรับการศึกษาเร่ืองการใช้มาตรการลงโทษโดยสังคมในสังคมไทยระหว่างปี 2540 - 2557 ผู้เขียนพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 เป็นบริบทที่ส�ำคัญของสังคมไทยในแง่ที่ท�ำให้ ระบอบการปกครองของไทยมีความเปน็ \"ประชาธิปไตย\" โดยมรี ัฐบาลท่มี าจากการเลือกตง้ั และประชาชน มีสิทธิ เสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังมีประสบการณ์ที่สั่งสมในการต่อสู้กับ ระบอบเผด็จการเขาสารมาตั้งแตเ่ หตุการณ์ 14 ตลุ าคม 2516 เรือ่ ยมากจนกระทั่งสามารถผลักดันใหเ้ กิด การปฏิรูปทางการเมืองโดยมีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นผลลัพธ์ของการต่อสู้เคล่ือนไหวรัฐบาลทักษิณและ รัฐบาลย่ิงลักษณ์ได้รับคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งของประชาชนสูงมากท้ังสองครั้ง ความส�ำเร็จของ รัฐบาลท้ังสองมาจากการน�ำเสนอนโยบายประชานิยมเช่นนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และนโยบาย รบั จำ� น�ำข้าวท่ีใหร้ าคาสงู กว่าที่กลไกราคาก�ำหนด ฯลฯ ระบอบการปกครองสมัยใหม่แบบตะวันตกของไทยเป็นการผสมกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรม ดั้งเดิม คือ ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ท่ีมีการปรับเปล่ียนรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจใหม่กลายเป็น ความสัมพันธ์ของระบบอุปถัมภ์ยุคใหม่ ที่ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์แข่งขันกันหาผู้อุปถัมภ์หลายรายในเวลา เดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์หลายรายจะอยู่ใต้การอุปถัมภ์ ของนายเพียงรายเดียว ระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ยุคใหม่ซ่ึงเป็นความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เป็นการกระจายความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจ และเจ้าหน้าท่ีภาครัฐ ท่ีจะไม่ เข้าหาหรอื ข้ึนต่อนายเพยี งคนเดยี วแบบในอดีต การศกึ ษากรณขี อง พธม. และ กปปส. ท่เี ป็นขบวนบวนการทางสังคมแนวใหม่ทีต่ ่อต้านรัฐบาล ทักษิณและรัฐบาลย่ิงลักษณ์ มาจากประเด็นการคอร์รัปชันเป็นหลัก ขบวนการทั้งสองถือได้ว่าเป็น ขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคประชาสังคมไทยท่ีมีต่อรัฐบาลท่ีทุจริตที่ส�ำคัญที่สุด ความส�ำเร็จ ของการต่อต้านการทุจริตในบางระดับของ พธม. และ กปปส. มาจากสภาพแวดล้อมทางการเมือง แบบเปิดที่เอื้ออ�ำนวยให้การเคลื่อนไหวเกิดข้ึนได้ นอกจากนี้ สนธิ ล้ิมทองกุล ผู้น�ำคนส�ำคัญของ พธม. และสุเทพ เทอื กสุบรรณ ผู้น�ำคนส�ำคัญของ กปปส. มีคุณสมบัติของผนู้ �ำท่ีมบี ญุ ญาบารมี และทง้ั คูเ่ ป็นผ้มู ี คุณวุฒิและวัยวุฒิ นอกจากนี้ บุคคลยังมีทุนทางสังคมทุน ทางวัฒนธรรม และทุนทางสัญลักษณ์อีกด้วย ยงิ่ กวา่ นัน้ ผนู้ ำ� ทง้ั สองได้ใช้เครื่องมอื ส่ือสารสองทาง ซ่งึ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารสมยั ใหมท่ ่เี ป็นศาสตราวุธ ที่ส�ำคัญท่ีสุดของประชาชน รวมท้ังใช้ปฏิบัติการเชิงวาทกรรมในการสร้างความรู้และความจริงชุดใหม่

158 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. และยังสามารถรื้อถอนวาทกรรมท่ีครอบง�ำสังคมของทักษิณและยิ่งลักษณ์ได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้น�ำทั้งสองสามารถรวบรวมบุคลากร และเครือข่ายของภาคประชาสังคมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ส�ำเร็จ น่ันแสดงให้เห็นว่าพ้ืนฐานของภาคพลเมืองท่ีกระตือรือร้นยืนอยู่กับพวกเขา เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ในการตอ่ ต้านทักษณิ และย่งิ ลักษณ์ พธม. และ กปปส. มไิ ดใ้ ช้แต่การลงโทษโดยสงั คมเทา่ น้นั แต่พวกเขา ยังใช้การลงโทษทางการเมือง การลงโทษทางด้านเศรษฐกิจ และการลงโทษทางวัฒนธรรมควบคู่กันไปด้วย ซ่ึงในท้ายที่สุดเมื่อความชอบธรรมของระบอบการปกครองของทักษิณและย่ิงลักษณ์ รัฐบาลของ สองพ่นี อ้ งต่างถูกกองทัพยึดอ�ำนาจโดยการกล่าวหาเรือ่ งมกี ารกระท�ำทีท่ ุจริตเหมอื น ๆ กัน และชะตากรรม ในทา้ ยท่สี ดุ ของทกั ษณิ และยงิ่ ลกั ษณ์จบลงเหมือนกัน คอื การถกู ลงโทษดว้ ยมาตรการทางดา้ นกฎหมาย เอกสารอา้ งอิง Allen, S. H. (2008). The domestic political costs of economic sanctions. Journal of conflict resolution, 52 (6), 916-944. Bechtel, L. M. (1991). Shame as a sanction of social control in Biblical Israel: Judicial, political, and social shaming. Journal for the study of the old testament, 16 (49), 47-76. Bourdieu, P. (1977). Outline of a theory of practice (R. Nice, Trans.) New York: Cambridge University Press. Canel, E. (1997). “New social movement theory and resource mobilization theory: The need for integration” in Kaufman, Michael and Alfonso, Haroldo Dilla. (Ed). Community power and grassroots democracy the transformation of social life. 189. London: Zedbooks. Cohen, J. L. (1985). Strategy or identity: New theoretical paradigms and Contemporary social movements. New York: Social Research. Coleman, J. S. (1990). Foundations of social theory. Belknap Press of Harvard university Press. Cooley, V. A. (2011). Community-based sanctions for juvenile offenders: Issues in policy implementation. North Carolina: SAGE. Escriba-Folch, A. (2012). Authoritarian responses to foreign pressure: Spending, repression, and sanctions. Comparative political studies, 45 (6), 648-713. Friedel, B. & Carlberg, M. (2001). Advances in behavioral economics. Physica-Verag Heidelberg. Germany Hara, N., & Estrada, Z. (2005). Analyzing the mobilization of grassroots activities via internet: A case study. Journal of Information Science, 31(6): 503-14. Heckathorn, D. D. (1990). Collective sanctions and compliance norms: A formal theory of group-mediated social control. American sociological review. 55 (June): 366-384. Hsieh, John Fuh-Sheng. (1996). Salient issues in Taiwan’s electoral politics. Elsevier science.

การส่งเสริมและสนบั สนุนมาตรการลงโทษโดยสังคม 159 Hsueh, C. (2007). Power and corruption in Taiwan. Issue & studies. Imrie, R., & Wen-I Lin, M. R. (2010). Community governance, critical cosmopolitanism and urban change: Observations from Taipei, Taiwan. International journal of urban and regional research, 274-294. Jürgen, H. (1981). New social movements. New York: Telos. Jürgen, H. (1994). Three normative models of democrecy. Blackwell Publishers. Khan, H.M. (1989). Clientelism, Corruption and Capitalist Development. Unpublished. Ph.D.Dissertation. University of Cambridge. Knack, S. (1992). Civic norms, social sanctionss, and voter turnout. SAGE. Lindquist, C.H., Krebs, C.P, & Lattimore, P.K. (2006). Sanctions and rewards in drug court programs: Implementation, perceived efficacy, and decision making. Journal of drug issues, 36 (1), 119-146. McAdam, D. (1999). Political process and the development of Black Insurgency, 1930 – 1970. (2nd ed). Chicago: The university of Chicago press. McCarthy, J. D., & Mayer N. Z. (2002). The enduring vitality of the resource movements. In turner, Jonathan H. (Ed). Handbooks of sociology and social research, New York: Springer US. Melucci, A. (1985). The symbolic challenge of contemporary movements. New York: Social research. Opp, K. (2009). Theories of political protest and social movements a multidisciplinary introduction, critique, and synthesis. New York: Routledge. Porta, D. D., & Diani, M. (2006). Social movements an introduction. Boston: Blackwell. Radcliffe-Brown, A.R. (1952). Structure and function in primitive society. Illinois. The free Press. Ryan, N. F., Head, B. K., Robyn, L. & Brown, K. (2006). Engaging indigenous communities: Towards a policy framework for indigenous community justice programmes. Social policy& administration, 40 (3), 304-321. Seidman, S. (1989). Jurgen Habermas on society and politics: a reader. Boston, Massachusetts: Beacon Press. Shigetomi, S. & Makino, K. (2009). Protest and social movements in the development world. Japan: IDE Jetro. Stammers, N. (1999). Social movements and the social construction of human rights. Human Rights Quarterly. 21 (4): 988 – 1008. Sun, F. Y. (2012) . A transaction governance perspective on business entertainment: A general model and evidence from China. A thesis submitted in partial fulfillment of the requirements for the degree of doctor of philosophy. the university of western Ontario.

160 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. Tarrow, S. (1994). Power in movement: Social movements, collective action And politics. London: Cambridge. Touraine, A. (1985). “An introduction to the study of social movements”. In Mack, Arien. (Ed). Social research: An international quarterly social movements. 749 - 787. New York: Social Research. Wong, S. (2008). Building social capital in Hong Kong by Institutionalising participation: potential. Urban studies.

ปที ี่ 10 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2560) 161 3ตอนที่ บทความปรทิ ัศน์ Book Review

162 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. บทปรทิ ัศน์หนังสอื Political Order and Political Decay: From the Industrial Revolution to the Globalization of Democracy ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.บณั ฑติ จนั ทรโ์ รจนกจิ I Political Order and Political Decay: From the Industrial Revolution to the Globalization of Democracy Author Francis Fukuyama Total Pages: 658 p Published 2014 ฟรานซิส ฟูกูยามา เป็นนักคิดร่วมสมัยท่ีโดดเด่นจากการเสนอผลงานช่ือ The End of History and the Last Man (1992) ทเี่ ขาไดเ้ สนอแนวคิดเรือ่ งประชาธปิ ไตยในฐานะการปกครองแบบ สดุ ทา้ ยของมนุษยชาติ ทั้งนี้ ฟกู ยู ามาไดส้ ำ� รวจความเปลยี่ นแปลงอันเกดิ จากการล่มสลายของสงครามเย็น ท้ังกรณีเทียนอันเหมินในประเทศจีนที่นักศึกษาและประชาชนออกมารณรงค์เรียกร้องให้จีน เปล่ียนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ขณะท่ีในยุโรปตะวันออกเกิดกระแสการเปล่ียนแปลงจากสหภาพโซเวียต ที่ปกครองในระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลายกลายเป็นประเทศใหม่ ๆ และเดินเข้าสู่การเป็น ประเทศประชาธิปไตยใหม่ โดยเฉพาะการล่มสลายของก�ำแพงเบอร์ลินท่ีเสมือนก�ำแพงกั้นมนุษยชาติมา นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งเยอรมันตะวันตกและตะวันออกได้คืนกลับสู่เอกภาพและบูรณาการ อกี ครัง้ หนง่ึ ทำ� ให้ฟกู ยู ามาประกาศอยา่ งชดั ถ้อยชัดความวา่ หลังจากทีม่ นุษยชาติได้เรยี นรู้ในการแสวงหา รปู แบบการปกครองผา่ นระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์ ประชาธปิ ไตย และสงั คมนิยมคอมมิวนสิ ต์ ซ่งึ เรา ตกอยู่ในช่วงสงครามเย็นอยู่หลายปี เราก�ำลังเดินทางไปสู่รูปแบบการปกครองสุดท้ายของมนุษยชาติ คือ ระบอบเสรีนยิ มประชาธิปไตย (liberal democracy) จากน้ันกระแสการศกึ ษาในทางรฐั ศาสตร์ต่างมงุ่ ไปสู่ แนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์และสถาปนาประชาธิปไตย (democratization) ทั้งในแง่การสร้างตัวบ่งชี้ เคร่ืองชวี้ ดั เพือ่ วดั ระดับความกา้ วหนา้ ของระบอบการเมืองประชาธิปไตย Iอาจารยป์ ระจ�ำคณะรฐั ศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั

บทปริทัศน์หนงั สอื 163 Political Order and Political Decay: From the Industrial Revolution to the Globalization of Democracy ในอีกด้านหนึ่ง ส�ำหรับนักเรียนรัฐศาสตร์คงไม่มีใครไม่รู้จัก Samuel P. Huntington ท่ีเขียน หนังสือชื่อ Political Order in Changing Societies ตีพิมพ์ครั้งแรกเม่ือ ค.ศ. 1968 และมี การตีพิมพ์ซำ�้ ในปี ค.ศ. 2006 โดยการพิมพค์ ร้งั หลงั นม้ี ฟี กู ูยามาเขยี นค�ำน�ำไว้วา่ เปน็ ผลงานท่ีเขยี นในชว่ ง เวลาท่ีทฤษฎีว่าด้วยความทันสมัย (modernization theory) ก�ำลังเบ่งบาน โดยมุ่งอธิบายความ เปลี่ยนแปลงในปทัสถาน (norms) ของสังคมท่ีก�ำลังเปลี่ยนแปลงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากสังคม เกษตรกรรมส่สู ังคมอตุ สาหกรรม โดยดปู ระสบการณจ์ ากอังกฤษและอเมริกาในฐานะ ผ้บู กุ เบกิ การพฒั นา เพ่ือหากฎเกณฑ์การพัฒนาสังคม แต่ขณะเดียวกันก็เห็นได้ว่าในการพัฒนาตามแบบดังกล่าวก็มีความ เสื่อมทรามทางการเมือง (political decay) อันเห็นได้จากความไร้ระเบียบทางสังคมและการเมือง (social and political disorder) ไม่ว่าจะเป็นการรัฐประหาร การปฏิวัติชาวนา ท่ีเกิดจากการพัฒนา ท่ีไม่สมดุลระหว่างความต้องการเลื่อนชนช้ันทางสังคมกับโอกาสที่จะได้ก้าวหน้า ระหว่างความต้องการ ทางนโยบายกับความสามารถในการสนองตอบของระบบการเมือง ซ่ึงหากขาดความสมดุลหรือความ สามารถในการตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ก็จะน�ำไปสู่ความเสื่อมทรามทางการเมือง ซ่ึงฮันติงตัน ได้ชี้ให้เห็นว่าในระเบียบทางการเมือง (political order) ก็มีข้อดีและไม่ได้เกิดขึ้นเพียงล�ำพังการพัฒนา ใหท้ ันสมัยเพยี งแคเ่ ดินตาม ๆ กัน แตห่ ากสังคมใดปราศจากระเบียบทางการเมอื งกย็ ากจะประสบผลส�ำเรจ็ ในการพฒั นา ในบางแห่งเกิดสภาวะเผด็จการเปล่ียนผ่าน (authoritarian transition) ซ่ึงผู้เผด็จการ สมัยใหม่สามารถรักษาอ�ำนาจด้วยการรักษาระเบียบการเมือง แต่ยังให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเน่ือง นับเป็นรูปแบบที่ส�ำเร็จในหลายประเทศ เช่น ประธานาธิบดีพัค จุงฮี แห่งเกาหลีใต้ เจียงจิงกวา ในไตห้ วนั ลกี วนยวิ ในสิงคโปร์ และซูฮาร์โต ของอินโดนีเซยี เปน็ ตน้ แตใ่ นที่สดุ ประเทศเหล่านนั้ ก็เลอื กเดินไปสปู่ ระชาธปิ ไตย ในหนงั สอื Political Order and Political Decay: From the Industrial Revolution to the Globalization of Democracy ของฟูกูยามาเล่มน้ี เสมือนการพัฒนาต่อยอดจากงานของฮันติงตัน กล่าวคือ เป็นความพยายามในการอธิบายความส�ำเร็จและล้มเหลวของการพัฒนาสถาบันการเมือง โดยแบง่ ออกเป็นสสี่ ่วน สว่ นแรกเปน็ เรื่องรฐั (the state) เปน็ การอธบิ ายวา่ การพฒั นาการเมอื งคืออะไร เร่ิมจากมิติของการพัฒนา ระบบราชการ การคอร์รัปชัน ส่วนท่ีสองกล่าวถึงสถาบันต่างประเทศต่าง ๆ ส่วนท่ีสามกล่าวถึงประชาธิปไตย โดยอธิบายสาเหตุของการขยายตัวแพร่หลายของประชาธิปไตย ตลอดจนยกตัวอยา่ งจากการลกุ ฮือในภูมิภาคอาหรับ หรอื อาหรับสปรงิ (Arab Spring) ทั้งยังมองบทบาท ของชนชั้นกลางกับอนาคตของการพัฒนาประชาธิปไตย ส่วนสุดท้ายของหนังสืออธิบายเร่ืองความ เสือ่ มทรามทางการเมอื ง (political decay)

164 วารสารวิชาการ ป.ป.ช. ส่วนท่ีน่าสนใจของหนังสือขนาดยาวนี้มีอยู่หลายตอนด้วยกัน เช่น การศึกษารัฐเข้มแข็งในเอเชีย อย่างญี่ปุ่น การส�ำรวจความพยายามในการสถาปนากฎหมายในประเทศจีนหลังจากยุคเหมาเจ๋อตุง การสร้างระบบราชการของประเทศจีนท่ีทรงประสิทธิภาพและมีความเป็นอิสระ แต่เขายังชี้ให้เห็นว่าจีน ต้องการการเมืองทเ่ี ป็นประชาธิปไตยมากข้นึ เพือ่ เป็นกลไกในการตรวจสอบ ภาคราชการทม่ี อี ิสระสูงน้ดี ว้ ย แต่ส่วนท่ีน่าจะเป็นท่ีสนใจของผู้ที่สนใจเร่ืองการคอร์รัปชันน่าจะอยู่ที่ระบบราชการท่ีว่าด้วย ความเป็นอิสระ (autonomy) ของระบบราชการ ซ่ึงฟูกูยามาเห็นว่าการธ�ำรงความอิสระของระบบ ราชการน้ันจะท�ำให้เกิดคุณภาพของรัฐบาล (quality of government) ในระดับหน่ึง แต่หากภาค ราชการมอี สิ ระมากจนเกินไป ก็จะสง่ ผลอยา่ งมีนยั สำ� คญั ต่อคุณภาพของรฐั บาล (Fukuyama, 2014: 511 - 514) และฟูกูยามายังได้ชี้ชวนให้พิจารณาว่า หากภาคราชการมีอิสระในการตัดสินใจ (discretion) มากกว่าการตรวจสอบรับผิดรับชอบ (accountability) แล้วก็จะมีแนวโน้มท่ีจะเกิดการคอร์รัปชัน (Fukuyama, 2014: 518) ในส่วนสุดท้าย ฟูกูยามายังได้ทบทวนแนวคิดเร่ืองระเบียบทางการเมือง (political order) กับความเสื่อมทรามทางการเมือง (political decay) ว่าจากการทบทวนก�ำเนิด วิวัฒนาการของสังคม สมัยใหม่เขาเห็นว่าการพัฒนาการเมืองก็เหมือนกับการวิวัฒนาการทางชีววิทยา ซ่ึงมีความผันแปรไปตาม สภาพตัวแปรที่แตกต่างกันและปฏิสัมพันธ์กันซ่ึงในแง่ของการพัฒนาการเมืองน้ันขึ้นกับการแข่งขันและ ปฏิสัมพันธ์ของสถาบันการเมืองท่ีอยู่รอดมายาวนานเช่นกัน เขาเห็นว่าองค์ประกอบของระเบียบ ทางการเมืองในสังคมสมัยใหม่ขึ้นอยู่กับรัฐ (the state) การปกครองตามหลักกฎหมาย (rule of law) และความสามารถในการถูกตรวจสอบรับผิดชอบ (accountability) ซึ่งต่างมีผลส่งเสริมซ่ึงกันและกัน ในขณะเดียวกม็ ีแรงตา้ นในระหวา่ งองค์ประกอบท้ังสามด้วย ซึ่งเขาเห็นวา่ แมจ้ ะมดี า้ นบวกขององคป์ ระกอบ ท้ังสาม แต่ในบางครั้งแรงต้านภายในขององค์ประกอบเหล่านี้ก็อาจเป็นผลเสีย ระบอบเสรีนิยม ประชาธิปไตยทสี่ �ำเร็จคอื ระบอบการเมืองท่ีสามารถสร้างสมดลุ ระหว่างพลงั ท้ังสามนน้ี ่นั เอง การกลับมาอ่านงานของฮันติงตันโดยฟูกูยามาน่าจะเป็นแรงผลักดันให้เขาปรับและขยายความ จากงานของฮันติงตัน อันเป็นที่มาของหนังสือขนาดยาวเล่มนี้ และน่าจะถูกน�ำมาศึกษาในรายละเอียด ของผทู้ สี่ นใจการพัฒนาการเมือง ระเบียบทางการเมืองและความเสอ่ื มทรามทางการเมอื ง

หลกั เกณฑก์ ารสง่ บทความลงพิมพ์ “วารสารวชิ าการ ป.ป.ช.” 165 หลกั เกณฑก์ ารสง่ บทความลงพิมพ์ “วารสารวชิ าการ ป.ป.ช.” 1. เปน็ บทความวจิ ยั หรอื บทความวชิ าการทัว่ ไปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ 2. เป็นบทความท่ีไม่เคยตีพิมพ์ท่ีใดมาก่อน หรือไม่อยู่ระหว่างการเสนอขอลงพิมพ์ในวารสาร/ ส่งิ พมิ พ์อื่น 3. เน้ือหาต้นฉบับภาษาไทย มีจ�ำนวนหน้าสูงสุดไม่เกิน 25 หน้าพิมพ์ (กระดาษ A4) ต้นฉบับ ภาษาไทยพิมพ์ด้วยขนาดตัวอักษร 16 แบบอักษร TH SarabunPSK ต้นฉบับภาษาอังกฤษพิมพ์ด้วย ขนาดตวั อกั ษร 16 แบบอกั ษร TH SarabunPSK 4. ส่วนประกอบสำ� คัญของบทความ 4.1 ช่อื เร่อื ง หรือ ชื่อหวั ขอ้ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 4.2 ชื่อผู้เขียน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ระบุสถานท่ีติดต่อ และ E-mail address, โทรศัพท์/โทรสาร ไวท้ ้ายบทความ) 4.3 บทคดั ยอ่ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ประมาณ 10-15 บรรทดั (ภาษาไทย) หรอื ประมาณ 100-150 ค�ำ (ภาษาอังกฤษ) 4.4 เนอื้ หา (คำ� บรรยาย) ประมาณ 10-20 หน้า 4.5 รปู และตารางประกอบ เทา่ ทจ่ี ำ� เป็น พรอ้ มค�ำบรรยาย (อธิบายประกอบภาพ) รวมแล้ว ไมเ่ กิน 4 หน้า 4.6 สรปุ และขอ้ เสนอแนะจากผลการวจิ ยั ประมาณ 10-15 บรรทดั หรอื รวมขอ้ เสนอแนะแลว้ ไม่เกิน 20 บรรทดั 4.7 เชงิ อรรถเรียงลำ� ดบั หมายเลขในเน้อื หา และพิมพ์รวมไวส้ ว่ นทา้ ยของบทความ 4.8 หนงั สอื อา้ งองิ หรอื บรรณานกุ รม ใชร้ ปู แบบ APA (American Psychological Association) 4.9 การอา้ งอิงเวบ็ ไซต์ หรอื สอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ สต์ า่ ง ๆ ใหเ้ ปน็ หมวดตอ่ ทา้ ยหนงั สือสง่ิ พมิ พต์ า่ ง ๆ ตามขอ้ 4.8 5. การพิจารณาการรบั บทความ 5.1 บทความที่ได้รับการพิจารณาให้ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. ต้องผ่านความเห็น ชอบและ/หรือ ผู้เขียนได้ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิ (peer reviews) ทไี่ ดร้ บั มอบหมายใหเ้ ปน็ ผู้พจิ ารณาบทความ จำ� นวน 2 ทา่ น 5.2 ผู้เขียนบทความที่ได้รับการคัดเลือกให้ลงพิมพ์ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. จะได้รับ คา่ ตอบแทนผลงานละ 3,000 บาท และวารสารวิชาการ ป.ป.ช. เมอ่ื พิมพเ์ ผยแพรแ่ ล้ว จำ� นวน 2 เล่ม 5.3 แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียนบทความทราบหลังจากกองบรรณาธิการได้พิจารณา บทความให้ลงพมิ พ์ได้ 5.4 การพจิ ารณาบทความโดยกองบรรณาธกิ ารถือเปน็ เด็ดขาด 5.5 กรณผี เู้ ขยี นบทความตอ้ งการนำ� บทความไปตพี มิ พเ์ ผยแพรซ่ ำ�้ จะตอ้ งแจง้ ใหก้ องบรรณาธกิ าร ทราบเป็นลายลักษณอ์ กั ษรก่อน สถานที่ตดิ ตอ่ ศูนยว์ ิจยั เพื่อต่อตา้ นการทุจรติ ป๋วย อ๊งึ ภากรณ์ สำ� นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ เลขที่ 361 ถนนนนทบรุ ี ต�ำบลท่าทราย อำ� เภอเมอื งนนทบรุ ี จังหวดั นนทบุรี 11000 โทร. 0 2528 4800 ต่อ 5814 โทรสาร 0 2528 4800 ต่อ 5814

166 วารสารวชิ าการ ป.ป.ช. แบบบอกรบั เป็นสมาชิก “วารสารวชิ าการ ป.ป.ช.” สถานะสมาชกิ  ส่วนบุคคล  หนว่ ยงาน ช่อื –สกุล...................................................................................................................................................... ตำ�แหน่งงาน............................................................................................................................................... หน่วยงานทีส่ ังกดั ....................................................................................................................................... ที่อยู่ที่สะดวกในการตดิ ตอ่ ......................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... โทรศัพท.์ ..................................โทรศพั ท์เคล่ือนท่ี.........................................โทรสาร................................. E–mail…………………………………………………………………………………………………………….................………… ข้อเสนอแนะ ท่านเห็นว่าเน้ือหาสาระเกย่ี วกับการตอ่ ต้านการทจุ รติ ในวารสารวิชาการ ป.ป.ช. ควรจะใหค้ วาม สำ�คญั ในเร่ืองใด ประเดน็ ใดบ้าง โปรดระบุตามลำ�ดับความสำ�คญั ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... NACC Journal Subscription Form Name-Last Name.................................................................................................................................. Position.............................................................................................................................................. Affiliated with......................................................................................................................................... Postal Address............................................................................................................... Telephone.................................Mobile Phone.................................Fax................................. E – mail ……………………………………………………………................................................................................ Suggestions In your opinion, what anti-corruption issues should be emphasized in the NACC Journal? Please list them in order of importance. ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... สถานท่ีตดิ ต่อ: กองบรรณาธกิ ารวารสารวิชาการ ป.ป.ช. Address: Editor Board, NACC Journal ศนู ย์วจิ ยั เพอ่ื ตอ่ ตา้ นการทจุ รติ ปว๋ ย อ๊งึ ภากรณ์ Puey Ungphakorn Anti-Corruption Research Center, สำ� นักงาน ป.ป.ช. Office of the National Anti-Corruption Commission, เลขที่ 361 ถนนนนทบรุ ี ตำ� บลท่าทราย 361 Nonthaburi Road, Thasaai District อ�ำเภอเมอื งนนทบุรี จงั หวัดนนทบรุ ี 11000 Amphur Muangnonthaburi, Nonthaburi 11000 โทรศัพท์: โทร. 0 2528 4800 ตอ่ 5814 Telephone: Tel. 66 2528 4800 Ext.5814 Email: [email protected]

วงลอ้ อนาคตของการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ของประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2560 - 2564 ประชาชนทกุ ชว่ งวัย ประชาชนทุกช่วงวยั เกิด สังคมเกดิ สภาวะ มฐี านความคดิ ความละอายใจ การลงโทษทางสังคมกดดัน และไม่ยอมรับพฤตกิ รรม ในการแยกแยะระหวา่ ง ในการท�าการทุจริตและ ผลประโยชนส์ ว่ นตน ไม่ยอมใหผ้ อู้ น่ื กระท�า การทุจรติ กับผลประโยชน์ การทุจรติ สว่ นรวมได้ รัฐบาลมเี จตจ�านงทางการเมือง ประชาชนและสงั คม ประเทศไทยได้รับ ในการต่อต้านทจุ ริต ตน่ื ตัวและไมท่ นตอ่ การยอมรับ การทุจริตทุกรูปแบบ ตามเจตจา� นงทางการเมือง จากนานาประเทศ ของประชาชน การป้องกนั และ ในเรอื่ งการปอ้ งกนั และ ปราบปรามการทุจรติ ปราบปรามการทจุ ริต รัฐบาลนา� เจตจา� นงทางการเมอื ง ในการต่อต้านการทุจรติ ไปส่ ู เจตจา� นงทางการเมือง ในประเทศไทย ดัชนีการรบั รู้การทุจรติ การปฏิบัตอิ ย่างเปน็ รปู ธรรม (Political Will) (พ.ศ. 2560 - 2564) ของประเทศไทย มีแนวโนม้ ที่ดขี น้ึ ในการต่อตา้ นการทุจรติ กลไกและกระบวนการ ด�ารงอยอู่ ยา่ งตอ่ เน่ือง ป้องกันการทุจรติ ประเทศไทย มีความนา่ เชอ่ื ถือ ความเขม้ แข็งและเทา่ ทนั ในการท�าธุรกจิ และลงทนุ ตอ่ สถานการณ์ ของภาคเศรษฐกิจ การทจุ ริต ระหว่างประเทศดขี ้ึน กระบวนการนโยบาย กลไกและกระบวนการ ผ้กู ระท�าความผดิ มีความโปร่งใส เป็นไป ปราบปรามการทจุ รติ ไดร้ บั การลงโทษ ตามหลักธรรมาภิบาล อย่างเป็นรปู ธรรม และเกิดผลประโยชน์ มคี วามรวดเรว็ มปี ระสิทธิภาพและ ต่อประชาชน ทรงพลงั การทุจรติ เชงิ นโยบาย มโี อกาสเกิดขึ้นได้น้อยลง นโยบายของรัฐนา� ไปสู่ ประชาชนและเจา้ หนา้ ท่ีรฐั การปฏิบตั ิใหเ้ กดิ ผลประโยชน์ เกรงกลัวต่อการกระทา� ของประชาชนอยา่ งครบถว้ น การทจุ ริต ตามวัตถปุ ระสงค์ ประชาชนและทุกภาคสว่ น หนว่ ยงานภาครัฐ การทจุ ริตของเจ้าหน้าทรี่ ฐั คดีทุจรติ ได้รบั มสี ่วนรว่ มในการตรวจสอบ มกี ารด�าเนนิ งานตาม กระทา� ไดย้ ากและถูกยับยง้ั ได้ การดา� เนินคดีอย่างรวดเรว็ ภารกจิ อย่างโปรง่ ใส และมีปรมิ าณลดนอ้ ยลง การทจุ ริต อยา่ งเทา่ ทนั สO�าfนfiกัceงาoนfคtณhะeกNรรaมtiกoาnรaปlอ้ Aงกnันtiแ-CลoะrปrรuาpบtปioรnามCกoาmรทmจุ iรsติsiแoหn่งชาติ เลขที่ 361 ถนนนนทบุรี ต�าบลท่าทราย อ�าเภอเมอื งนนทบุรี จังหวดั นนทบรุ ี 11000 โทรศพั ท/์ โทรสาร 0 2528 4800 ตอ่ 5814 Website: http://www.nacc.go.th


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook