47 การวดั และประเมนิ ผล การสงั เกต การฝึกปฏิบตั ิ การทดสอบ (แบบทดสอบ) และการประเมินชิ้นงานในแตล่ ะกิจกรรม 1. มาตรฐานการเรียนรู้ การฟัง การดู 1. สามารถสรุปความ จบั ประเดน็ สาคญั ของเร่ืองท่ีฟังและดู 2. วเิ คราะห์ แยกแยะขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็นและจุดประสงคข์ องเร่ืองที่ฟังและดู 3. สามารถแสดงทรรศนะและความคิดเห็นต่อผพู้ ูดอยา่ งมีเหตุผล 4. มีมารยาทในการฟังและดู การพดู 1. สามารถพดู นาเสนอความรู้ แสดงความคิดเห็น สร้างความเขา้ ใจ โนม้ นา้ วใจ ปฏิเสธ เจรจาตอ่ รองดว้ ยภาษากิริยาท่าทางที่สุภาพ ในโอกาสต่างๆ ไดอ้ ยา่ ง เหมาะสม 2. มีมารยาทในการพดู การอ่าน 1. สามารถอา่ นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ 2. จบั ใจความสาคญั แยกขอ้ เทจ็ จริงและขอ้ คิดเห็นจากเร่ืองที่อ่าน 3. สามารถอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง เพ่ือพฒั นาตนเอง 4. มีมารยาทในการอ่านและนิสยั รักการอ่าน การเขยี น 1.สามารถเลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ ง สร้างสรรค์ 2. สามารถใชแ้ ผนภาพความคิด จดั ลาดบั ความคิด เพื่อพฒั นา งานเขียน 3. สามารถแตง่ บทร้อยกรองตามความสนใจไดถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ไวยากรณ์และลกั ษณะคาประพนั ธ์ 4. สามารถเขียนสื่อสารเร่ืองราวตา่ งๆ ได้ 5. มีมารยาทในการเขียนและนิสยั รักการเขียน หลกั การใช้ภาษา 1. รู้และเขา้ ใจชนิด และหนา้ ท่ีของคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอา่ น เขียนไดถ้ ูกตอ้ ง ตามหลกั เกณฑข์ องภาษา 2. สามารถใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรยอ่ คาราชาศพั ท์ 3. สามารถวเิ คราะห์ความแตกต่างระหวา่ งภาษาพดู และภาษาเขียน 4. รู้และเขา้ ใจสานวน สุภาษิต คาพงั เพยในการพูดและเขียน วรรณคดี วรรณกรรม รู้และเขา้ ใจความแตกตา่ งของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั และวรรณกรรมทอ้ งถิ่น ตลอดจนเห็นคุณค่า
48 1. สรุปความจบั ประเด็นสาคญั ของเร่ืองท่ีฟัง และดู 2. วิเคราะห์ความน่าเช่ือถือจากการฟังและดูสื่อโฆษณาและขา่ วสารประจาวนั อยา่ งมีเหตุผล 3. วจิ ารณ์การใชน้ ้าเสียงกิริยาท่าทางถอ้ ยคาของ ผพู้ ดู อยา่ งมีเหตุผล 4. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการฟังและดู 5. พูดนาเสนอความรู้ ความคิดเห็นสร้างความเขา้ ใจโนม้ นา้ วใจ ปฏิเสธ เจรจาตอ่ รองดว้ ยภาษากิริยา ท่าทางที่สุภาพ 6. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการพูด 7. อ่านในใจไดค้ ล่อง และเร็ว 8. อา่ นออกเสียงและอ่านทานองเสนาะไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามลกั ษณะคาประพนั ธ์ 9. วเิ คราะห์ แยกแยะขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็น และจุดมุง่ หมายของเร่ืองท่ีอา่ น 10. เลือกอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศ เพือ่ พฒั นาตนเอง 11. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการอ่านและมีนิสยั รักการอา่ น 12. เลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทร้อยแกว้ และร้อยกรองไดอ้ ยา่ ง สร้างสรรค์ 13. ใชแ้ ผนภาพความคิด จดั ลาดบั ความคิดก่อนการเขียน 14. แตง่ บทร้อยกรอง ประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ 15. เขียนบทร้อยแกว้ ประเภทประวตั ิตนเอง อธิบายความ ยอ่ ความข่าว 16. เขียนรายงานการคน้ ควา้ สามารถอา้ งอิงแหล่งความรู้ไดถ้ ูกตอ้ ง 17. กรอกแบบรายการต่างๆ 18. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการเขียน และมีการจดบนั ทึกอยา่ งสม่าเสมอ 19. อธิบายความแตกตา่ งของคา พยางค์ วลี ประโยค ไดถ้ ูกตอ้ ง 20. ใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรยอ่ คาราชาศพั ทไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง 21. อธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู และภาษาเขียนได้ 22. อธิบายความแตกตา่ งความหมายของสานวน สุภาษิต คาพงั เพย และนาไป ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ ถูกตอ้ ง 23. อธิบายความแตกต่างและคุณค่าของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั และวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน
49 หวั เรื่อง 1. การฟัง การดู ตวั ชี้วดั 1. สรุปความจบั ประเดน็ สาคญั ของเรื่องที่ฟังและดู 2. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูสื่อโฆษณาและข่าวสารประจาวนั อยา่ งมีเหตุผล 3. วเิ คราะห์ วจิ ารณ์การใชน้ ้าเสียงกิริยาท่าทางถอ้ ยคาของ ผพู้ ูดอยา่ งมีเหตุผล 4. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการฟังและดู กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนชั่วโมง 1. สรุปความจบั ประเดน็ สาคญั ของเร่ืองท่ี 2 ฟังและดู 2 2. หลกั การจบั ใจความสาคญั ของเรื่อง 4 ท่ีฟังและดู 2 3. การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ขอ้ เท็จจริง ขอ้ คิดเห็น และสรุปความ 4. การมีมารยาทในการฟัง และดู
50 หวั เร่ือง 2. การพูด ตัวชี้วดั 1. พดู นาเสนอความรู้ ความคิดเห็น สร้างความเขา้ ใจโนม้ นา้ วใจ ปฏิเสธเจรจาต่อรอง ดว้ ยภาษากิริยา ทา่ ทางท่ีสุภาพ 2. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการพูด กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1. สรุปความจบั ประเด็นสาคญั ของเร่ืองที่ 2 พูดได้ 6 2. การพูดนาเสนอความรู้ ความคิดเห็น และ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น 2 - พดู แนะนาตนเอง - พดู กล่าวตอ้ นรับ - พูดกล่าวขอบคุณ - พดู โนม้ นา้ วใจ - พดู ปฏิเสธ - พูดเจรจาต่อรอง - พูดแสดงความคิดเห็น 3. การมีมารยาทในการพูด
51 หัวเร่ือง 3. การอ่าน ตวั ชี้วดั 1. อา่ นในใจไดค้ ล่องและเร็ว 2. อ่านออกเสียงและอา่ นทานองเสนาะไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามลกั ษณะคาประพนั ธ์ 3. เลือกอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศ เพ่ือพฒั นาตนเอง 4. วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ แยกแยะขอ้ เทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็นและจุดมุ่งหมายของเรื่องที่อา่ น 5. ปฏิบตั ิตนเป็นผมู้ ีมารยาทในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 1. หลกั การอ่านในใจจากส่ือประเภท 5 ตา่ งๆ 2. หลกั การอ่านออกเสียงที่เป็ นท้งั ร้อย 5 แกว้ และร้อยกรอง 3. หลกั การเลือกอา่ นหนงั สือและส่ือ 3 สารสนเทศ 4. หลกั การอ่านจบั ใจความสาคญั 10 5. หลกั การวิเคราะห์ วจิ ารณ์ 15 6. มารยาทในการอ่านและนิสัยรักการ 2 อา่ น
52 หัวเรื่อง 4. การเขียน ตวั ชี้วดั 1. เลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทร้อยแกว้ และร้อยกรองไดอ้ ยา่ ง สร้างสรรค์ 2. ใชแ้ ผนภาพความคิด จดั ลาดบั ความคิดก่อนการเขียน 3. แตง่ บทร้อยกรอง ประเภทกลอนส่ี กลอนสุภาพ 4. เขียนบทร้อยแกว้ ประเภทประวตั ิ ตนเอง อธิบายความ ยอ่ ความ ขา่ ว 5. เขียนรายงานการคน้ ควา้ สามารถอา้ งอิงแหล่งความรู้ ไดถ้ ูกตอ้ ง 6. กรอกแบบรายการตา่ งๆ 7. ปฏิบตั ิตนเป็ นผมู้ ีมารยาทในการเขียน และมีการจดบนั ทึกอยา่ งสม่าเสมอ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนชั่วโมง 1. หลกั การเขียนการใชภ้ าษาในการ 4 เขียน 14 2. หลกั การเขียนแผนภาพความคิด 20 3. หลกั การเขียนเพ่ือการสื่อสาร ประเภทต่าง ๆ เช่น การเขียนเรียงความ 2 ยอ่ ความ เขียนช้ีแจงเขียนแสดงความ คิดเห็น คาขวญั คาคม คาโฆษณา เขียน รายงานการคน้ ควา้ การกรอกแบบพิมพ์ และใบสมคั รงาน 4. การปฏิบตั ิตนเป็นผมู้ ีมารยาทในการ เขียนและมีนิสยั รักการเขียน
53 หัวเรื่อง 5. หลกั การใชภ้ าษา ตัวชี้วดั 1. อธิบายความแตกต่างของคา พยางค์ วลี ประโยคการสะกดคาไดถ้ ูกตอ้ ง 2. ใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรยอ่ คาราชาศพั ทไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง 3. อธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขียน 4. อธิบายการใช้ ความแตกต่าง และความหมายของสานวนสุภาษิต คาพงั เพย และนาไปใช้ ในชีวติ ประจาวนั ไดถ้ ูกตอ้ ง 4. อธิบายหลกั การและสามารถแตง่ คาประพนั ธ์ประเภทตา่ งๆ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 1. ความหมายของคา พยางค์ วลี 3 ประโยค และการ สะกดคา 3 2. หลกั ในการสะกดคา 4 3. การใชเ้ คร่ืองหมายวรรคตอนอกั ษร 9 ยอ่ คาราชาศพั ท์ และการใชเ้ ลขไทย 4. การใชค้ าและการสร้างคาใน 8 ภาษาไทย 4 5 - การสร้างคาไทย - คาประสม - คาซอ้ น - คาซ้า - คาสมาส คาสนธิ - หลกั การสงั เกตคาภาษาอ่ืนๆ ที่ใช้ ในภาษาไทย 5. ชนิดของประโยค 6. การใชร้ ะดบั ภาษาที่เป็ นทางการและ ไมเ่ ป็ นทางการ 7. การใชส้ านวนสุภาษิต คาพงั เพย
54 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 4 8. หลกั การแต่งคาประพนั ธ์ประเภท ตา่ ง ๆ เช่น - กาพยย์ านี 11 - กาพยฉ์ บงั 16 - กลอน - ฯลฯ หวั เร่ือง 6. วรรณคดี วรรณกรรม ตัวชี้วดั อธิบายความแตกตา่ งและคุณค่าของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบนั และวรรณกรรมทอ้ งถ่ิน กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 1. หลกั การพิจารณาวรรณคดี 5 2. หลกั การพนิ ิจวรรณกรรม 5 3. ประวตั ิความเป็นมาลกั ษณะและ 5 คุณค่าของเพลงพ้นื บา้ น เพลงกล่อมเดก็ 4.หลกั การพินิจวรรณคดีดา้ น 5 วรรณศิลป์ และดา้ นสังคม - สามกก๊ - ราชาธิราช - กลอนเสภาขนุ ชา้ ง ขนุ แผน - กลอนบทละครเรื่องรามเกียรต์ิ
55 คาอธิบายรายวชิ า ภาษาองั กฤษในชีวติ ประจาวนั พต 21001 สาระความรู้พืน้ ฐาน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น จานวน 4 หน่วยกติ ( 160 ชั่วโมง ) มาตรฐานที่ 2.1 มีความรู้ความเขา้ ใจ และทกั ษะพ้นื ฐานเก่ียวกบั ภาษาและการสื่อสาร ศึกษาและฝึ กทกั ษะเกย่ี วกบั เรื่องดงั ต่อไปนี้ 1. การใชภ้ าษาท่าทางในการสื่อความหมาย วธิ ีการรับ-ตอบโทรศพั ทอ์ ยา่ งง่าย ๆ การแสดงความรู้สึก ดี ใจ เสียใจ เขา้ ใจ พอใจ ไม่พอใจ ใหก้ าลงั ใจ สนใจ และไมส่ นใจ วธิ ีการพูดแทรก พูดขอบคุณและการตอบรับ วธิ ีการพดู แสดงความคิดเห็น ความตอ้ งการ และการเสนอใหค้ วามช่วยเหลือผอู้ ื่นพร้อมกบั การตอบรับ รวมท้งั ลกั ษณะของประโยคบอกเล่า ประโยคคาถาม ประโยคปฏิเสธ ประโยคคาสั่ง และประโยคอุทาน ซ่ึงใชใ้ น ชีวติ ประจาวนั ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ 2. ลกั ษณะและการใช้ ประโยคความรวม (Compound Sentence) Past Tense ในรูปตา่ ง คากริยา คากริยา วเิ ศษณ์ คาสันธาน และคาอุทาน โดยสามารถนาไปใชใ้ นการเล่าเร่ืองราวเกี่ยวกบั ชีวติ ประจาวนั และการประกอบ อาชีพ การอ่านขา่ วสารขอ้ มูลจากสื่อประเภทต่าง ๆ การอา่ นสลากสินคา้ และการตีความหมายของสญั ลกั ษณ์ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั สถานการณ์ รวมท้งั เขา้ ใจการใช้ Internet เพ่ือสืบคน้ ขอ้ มูล การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 1. ฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาองั กฤษในสถานการณ์ตา่ ง ๆ โดยใชส้ ถานการณ์จาลอง และ/หรือสื่อที่ เหมาะสม 2. ฝึกฟัง พดู อา่ น เขียน จากสถานการณ์จาลองโดยใชส้ ื่อต่าง ๆ ที่เหมาะสม และสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์ การวดั และประเมินผล 1. ตรวจสอบจากการนาไปใชไ้ ดถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสมตามสถานการณ์ 2. สามารถใชภ้ าษาในการส่ือสารไดถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสมกบั สถานการณ์ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทกั ษะและเจตคติเก่ียวกบั ภาษาท่าทาง การฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาต่างประเทศ ดว้ ยประโยคท่ีซบั ซอ้ นในชีวิตประจาวนั และงานอาชีพของตนไดถ้ ูกตอ้ งตามหลกั ภาษาวฒั นธรรม และ กาลเทศะของเจา้ ของภาษา
56 2. ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั 1. เขา้ ใจเก่ียวกบั ภาษา ทา่ ทาง ฟัง พูด อ่าน เขียน ดว้ ยประโยคท่ีซบั ซอ้ นในชีวติ ประจาวนั และ งานอาชีพ 2. จดั ระบบความสัมพนั ธ์ของการติดต่อส่ือสารดว้ ยประโยคที่ซบั ซอ้ นในชีวติ ประจาวนั และงานอาชีพ 3. มีทกั ษะท่ีถูกตอ้ งตามหลกั ภาษา วฒั นธรรม และกาลเทศะของเจา้ ของภาษา หวั เรื่อง 1.ภาษาท่าทางในการสื่อสารในชีวติ ประจาวนั (Language in daily life) ตวั ชี้วดั เขา้ ใจและใชภ้ าษาในการสื่อสารในชีวติ ประจาวนั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนชั่วโมง 1. ภาษาตามมารยาทสงั คมเพือ่ สร้าง 15 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคลในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1.1 การทกั ทาย การกล่าวลา เช่น - Good morning. - Good afternoon. - Good evening. - Hi / Hello. - How are you? - How are you today? - I’m fine, thank you and you? - Nice to see you. - Nice to see you too. - Glad to see you. - Glad to see you too. - Good bye. Bye. - See you soon. - See you on…(Day)…
57 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนชั่วโมง 5 1.2 การแนะนาตนเองและผอู้ ่ืน เช่น Pat : Hello, I’m Pat. Suda : Hi, my name is Suda. How do you do? หรือ A : Bob, this is John, my friend from New Zealand. B : How do you do? Nice to meet you. John : How do you do? Nice to meet you, too. etc. 2. ภาษาทา่ ทางที่ใชใ้ นโอกาสต่าง ๆ ดงั น้ี 2.1 ทา่ ทางท่ีส่ือความหมายทางภาษา เช่น กวกั มือ = Come here. โบกมือ = Bye-bye. ชู 2 นิ้ว = Victory ผายมือ = This way, please. etc. 2.2 ท่าทางการปฏิบตั ิตามวฒั นธรรมของเจา้ ของ ภาษา เช่น - Hand Shaking.
58 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนช่ัวโมง - Waving good-bye. - Good-bye hug/kiss - Good night hug/kiss etc. 2.3 คาศพั ท์ สานวน ประโยคและท่าทางที่ใช้ สื่อสารในโอกาสต่าง ๆ เช่น - Merry Christmas. - Happy New Year. - Happy Valentine’s. - Happy Birthday. - Congratulations on your graduation. - Thanks. - Thank you very much. - The same to you. - Many happy returns. etc.
59 หวั เร่ือง 2.การโตต้ อบ โทรศพั ท์ (Telephone Conversation) ตัวชี้วดั รับ-ตอบ โทรศพั ทอ์ ยา่ งง่าย ๆ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนชั่วโมง 1.คาศพั ท์ สานวน ประโยคต่าง ๆ ที่ใชใ้ นการ 10 สื่อสารในการรับโทรศพั ทอ์ ยา่ งง่ายรวมกนั การ รับฝากขอ้ ความทางโทรศพั ท์ - Is Miss/Mrs./Mr. Robert home? - I’m speaking. - He / She is out. - He /She will be back soon. Would you like to wait? etc. 2.การรับฝากขอ้ ความทางโทรศพั ท์ A : Hello, may I speak to Mrs. Wanida? B : Sorry, she’s not here now. Would you like to leave her a massage? A : My name is Somsri. Please tell her to call me to 02-281-3732. etc.
60 หวั เร่ือง 3. การแสดงความรู้สึก ตา่ ง ๆ (Expression of feelings) ตวั ชี้วดั ใชภ้ าษาองั กฤษในการแสดงความรู้สึก (ดีใจ/เสียใจ/เขา้ ใจ/พอใจ/ไมพ่ อใจ/ใหก้ าลงั ใจสนใจ/ไม่สนใจ) กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 1. คา วลี ประโยค บทสนทนาท่ีแสดงอารมณ์ 10 ความรู้สึกตา่ งๆ 1.1 พอใจ/ไมพ่ อใจ - That’s great./ That’s bad. - How wonderful! - How awful! - I am so pleased to hear that. - I am afraid I don’t like it. - I love/like/enjoy it. - I am disappointed to see that. etc. สนใจ/ไมส่ นใจ - I’m interested in....................... - I’m not interested in....................... - I don’t care (about that).................... - I have no idea. etc.
61 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนชั่วโมง 1.3 ใหก้ าลงั ใจ/เห็นใจ/ปลอบใจ - Don’t worry. - Cheer up. - Take it easy. - Relaxed. - You will be fine. - Well done. - You did a good job. etc. 1.4 ดีใจ/เสียใจ - I’m glad that you can come. - I’m so pleased to see you. - I’m glad to hear from you. - I’m so sorry to hear that………… - I’m so sorry for being late. - I’m terrible sorry for.................... - It’s my sympathy to hear that……… - I’m deeply regret about..................... - Please pass my sympathy to.............. etc.
62 หวั เร่ือง 4. การพดู แสดง ความคิดรูปแบบ ตา่ ง ๆ (Expression of opinion, ideas / wishes / offering helps, etc.) ตัวชี้วดั พดู แสดงความคิดเห็นและแสดงความตอ้ งการในสถานการณ์ต่าง ๆ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง ภาษาเพ่ือแสดงความคดิ เหน็ ความต้องการ 20 1. การแสดงความคิดเห็น (เห็นดว้ ย/ไม่เห็นดว้ ย/ ยอมรับ/ ไม่ยอมรับ) A : The weather in Bangkok is hotter than Singapore. B : I think so./ I don’t think so./ I agree with you. A : Living in Bangkok is not so pleasant, don’t you think that? B : Yes, but living in rural areas is less convenient. etc. 2. การแสดงความตอ้ งการและตอบรับ เช่น - I’d like some more coffee. - I want to go to........................ - I wish you should go with me. - I need........................ - Yes, .................please do. / Sure. etc.
63 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนช่ัวโมง 3. การแสดงความช่วยเหลือและบริการผูอ้ ื่น รวมท้งั ตอบรับ เช่น - What can I do for you? - Can I help you? - Need some help? - If you need anything, please tell me./ let me know. - Certainly. - Yes, of course. - I’m afraid.......................... - Sorry, but............................. etc. 4. การกล่าวขอบคุณและตอบรับ เช่น - Thank you for your help. - Thank you every much for your kindness. - Thank you for your invitation. etc. 5. การพดู ขออนุญาตและตอบรับ - May I interrupt you for a moment? - May I come in? - Can I borrow your pen? - (It’s) my pleasure. - Don’t mention it. - Yes, you can. etc.
64 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 6.การพดู ขอโทษและตอบรับ - I’m very sorry to be late. - I’m lost your box, I’m so sorry. - I’m terrible sorry for..................... - Sorry, it’s my fault. - Please forgive me for being late. - Forget it. - Don’t worry. - It doesn’t matter. etc. 7.การพดู แทรกอยา่ งสุภาพ เช่น - Excuse me, sir. Could you speak louder? - Excuse me, madam. - Could you show me that book? etc.
65 หวั เรื่อง 5. ประโยคต่าง ๆ ในภาษาองั กฤษ (Different Types of English Sentences) ตวั ชี้วดั รู้จกั ลกั ษณะของประโยคในภาษาองั กฤษ (ประโยค บอกเล่า/ประโยคคาถาม/ประโยคปฏิเสธ/ประโยค คาส่งั /ประโยคอุทาน) และสามารถนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1. ประโยคคาถาม 20 คาท่ีใชใ้ นการต้งั คาถาม ไดแ้ ก่ Who, When, Where, Why, What, Whom, How เช่น - What is your name? - Where do you teach? - When did he leave school? - How do you like it? etc. 2. ประโยคปฏเิ สธ รูปแบบประโยคปฏิเสธและคากริยาที่ใช้ เช่น - They are not farmer. - He doesn’t like Bobby. - I don’t want to go with him. etc. 3. ประโยคคาส่ัง รูปแบบประโยคคาสงั่ /กลุม่ คาที่ใชแ้ ละตวั อยา่ ง ประโยค เช่น - Come here. - Let’s go now. - Open the door, please. - Please sit down. - Come hear right now. etc.
66 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนชั่วโมง 4. ประโยคอุทาน รูปแบบประโยคอุทานและตวั อยา่ งประโยค เช่น - Oh! My god. - Oh, my god! - How marvelous! - What a wonderful party! etc. หวั เร่ือง 6. ประโยคความรวม (Compound Sentence) ตวั ชี้วดั รู้จกั ลกั ษณะของ Compound Sentence และสามารถนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนช่ัวโมง 1. ส่วนประกอบของ Compound Sentence 40 2. ประโยค 2 ประโยคมารวมกนั ดว้ ยคาเช่ือมท่ี เหมาะสม คือ and, but, or เช่น - We tried our best but we lost the game. - Both they and we tried hard. - I’ll go to the cinema or visit my parent. 3. การเชื่อมประโยคให้เป็น Compound Sentence โดยใชเ้ ครื่องหมาย/คาเช่ือม ต่อไปน้ี 3.1 , (Comma) + คาสันธาน เช่น - They tried their best, yet they didn’t succeed.
67 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง ; (Semicolon) ใชใ้ นกรณีที่มีเคร่ืองหมายอื่น ๆ อยดู่ ว้ ยหลายแห่ง เช่น - I also bought her a new car ; I have not yet, nowhere, given it to her. Correlative Conjunction ไดแ้ ก่ คาตอ่ ไปน้ี both……..and……… either…….or………. neither…..nor……… not only...........but also......... เช่น -Neither did he listen, nor did he improve. -Not only the English teacher get him a bad grade, but also the social teacher did so. หัวเรื่อง เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 7. Past Tense 40 ตัวชี้วดั ใช้ Past Tense ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ กรอบสาระการเรียนรู้ Past Tense ในรูปแบบต่างๆ 1. Past Simple Tense Subject + Vww2aesre Subject + +V3
68 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวน ช่ัวโมง 1.1 เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนในอดีต และจบลงไปแลว้ ก่อน พูดประโยคน้นั เช่น - He spoke. - She came here yesterday. 1.2 แสดงการกระทาที่กระทาเป็ นประจาในอดีต โดยมีคาท่ีแสดงความบ่อย ความเป็นประจา อยู่ ดว้ ย เช่น - He always got up late when he was young. 2. Past continuous tense Subject + wwearse + V ing + conj. + Subject + V2 กล่าวถึงเหตุการณ์ 2 อยา่ ง ในอดีต โดยขณะท่ี เหตุการณ์หน่ึงดาเนินอยมู่ ีอีกเหตุการณ์แทรกเขา้ มา - เหตุการณ์ที่ดาเนินอยู่ ใช้ Past continuous tense - เหตุการณ์ท่ีเกิดใหมแ่ ทรกเขา้ มาใช้ Past simple tense - คาท่ีเช่ือมเหตุการณ์ท่ีสองเขา้ ดว้ ยกนั คือ when หรือ while เช่น - I was reading a book when she came in. - While I was reading a book, she came in
69 คาอธบิ ายรายวชิ า คณติ ศาสตร์ พค 21002 สาระความรู้พืน้ ฐาน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น จานวน 4 หน่วยกติ ( 160 ช่ัวโมง ) มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะพ้นื ฐานเกี่ยวกบั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศึกษาและฝึ กทกั ษะเกยี่ วกบั เร่ืองดงั ต่อไปนี้ จานวนและการดาเนินการ จานวนเตม็ บวก จานวนเตม็ ลบ และศูนย์ การเปรียบเทียบจานวนเตม็ การบวก ลบ คูณและหารจานวนเตม็ สมบตั ิของจานวนเตม็ และการนาไปใช้ เศษส่วนและทศนิยม ความหมายของเศษส่วนและทศนิยม การเขียนเศษส่วนและทศนิยม และเขียน ทศนิยมซ้าเป็นเศษส่วน การเปรียบเทียบเศษส่วนและทศนิยม การบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วนและทศนิยม โจทยป์ ัญหาหรือสถานการณ์เก่ียวกบั เศษส่วนและทศนิยม เลขยกกาลงั ความหมายของเลขยกกาลงั การเขียนแสดงจานวนในรูปสัญกรณ์วทิ ยาศาสตร์ การคูณ และการหารเลขยกกาลงั ท่ีมีฐานเดียวกนั และเลขช้ีกาลงั เป็ นจานวนเตม็ อตั ราส่วน สัดส่วน และร้อยละ การแกโ้ จทยป์ ัญหาเก่ียวกบั อตั ราส่วน สัดส่วนและร้อยละ การวดั หน่วยความยาว พ้ืนที่ การหาพ้ืนท่ีของรูปเรขาคณิต การแกป้ ัญหา หรือสถานการณ์ในชีวติ ประจาวนั โดยใชค้ วามรู้เกี่ยวกบั พ้ืนที่และการคาดคะเน ปริมาตรและพืน้ ทผ่ี วิ การหาพ้นื ที่ผวิ และปริมาตรของปริซึมทรงกระบอก การหาปริมาตรของพรี ะมิด กรวย และทรงกลม การเปรียบเทียบหน่วยปริมาตร การแกโ้ จทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั พ้ืนท่ีผวิ และปริมาตร คู่อนั ดบั และกราฟ คู่อนั ดบั และกราฟ การนาไปใช้ ความสัมพนั ธ์ของรูปเรขาคณติ สองมิตแิ ละสามมติ ิ ภาพของรูปเรขาคณิตสองมิติที่เกิดจากการคล่ีรูป เรขาคณิตสามมิติ ภาพที่ไดจ้ ากการมองทางดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ งหรือดา้ นบนของรูปเรขาคณิตสามมิติ การวาด หรือประดิษฐร์ ูปเรขาคณิตท่ีประกอบข้ึนจากลูกบาศก์ สถิติ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การนาเสนอขอ้ มูล การหาคา่ กลางของขอ้ มูล การเลือกใชค้ ่ากลางของ ขอ้ มูล การอา่ น การแปลความหมายและการวเิ คราะห์ขอ้ มูล การใชข้ อ้ มูลสารสนเทศ ความน่าจะเป็ น การทดลองสุ่มและเหตุการณ์ การหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์และการนาไปใช้
70 การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จดั ประสบการณ์หรือสถานการณ์ในชีวติ ประจาวนั ใหผ้ เู้ รียนไดศ้ ึกษาคน้ ควา้ โดยการปฏิบตั ิจริง ทดลอง สรุป รายงาน เพื่อพฒั นาทกั ษะ/กระบวนการในการคิดคานวณ การแกป้ ัญหา การใหเ้ หตุผล การสื่อความหมาย ทางคณิตศาสตร์และนาประสบการณ์ดา้ นความรู้ ความคิด ทกั ษะกระบวนการที่ไดไ้ ปใชใ้ นการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ และใชใ้ นชีวติ ประจาวนั อยา่ งสร้างสรรค์ รวมท้งั เห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ สามารถทางาน อยา่ งเป็นระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณและมีความเชื่อมนั่ ในตนเอง การวดั และประเมินผล ใชว้ ธิ ีการท่ีหลากหลายตามสภาพความเป็นจริงใหส้ อดคลอ้ งกบั เน้ือหาและทกั ษะท่ีตอ้ งการวดั 1.มาตรฐานการเรียนรู้ มีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั จานวนและการดาเนินการ เศษส่วนและทศนิยม เลขยกกาลงั อตั ราส่วน สัดส่วน และร้อยละ การวดั ปริมาตรและพ้ืนที่ผวิ คู่อนั ดบั และกราฟ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรูปเรขาคณิตสองมิติ และเรขาคณิตสามมิติ สถิติและความน่าจะเป็ น 2. ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั 1. ระบุ หรือยกตวั อยา่ งเกี่ยวกบั จานวนและการดาเนินการ เศษส่วน และทศนิยม เลขยกกาลงั อตั ราส่วน สดั ส่วน และร้อยละ การวดั การหาปริมาตรและพ้ืนท่ีผวิ คู่อนั ดบั และกราฟความสัมพนั ธ์ ระหวา่ งรูปเรขาคณิตสองมิติ และเรขาคณิตสามมิติ สถิติและ ความน่าจะเป็น 2. สามารถคิดคานวณและแกโ้ จทยป์ ัญหาที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั หวั เร่ือง 1. จานวนและการดาเนินการ ตวั ชี้วดั 1. ระบุหรือยกตวั อยา่ งจานวนเตม็ บวก จานวนเตม็ ลบ และศูนย์ 2. เปรียบเทียบจานวนเตม็ 3. บวก ลบ คูณ หาร จานวนเตม็ และอธิบายผลท่ีเกิดข้ึน 4. บอกสมบตั ิของจานวนเตม็ และนาความรู้เก่ียวกบั สมบตั ิของจานวนเตม็ ไปใช้
กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ 71 1. จานวนเตม็ บวก จานวนเต็มลบ และ จานวนช่ัวโมง ศูนย์ 2. การเปรียบเทียบจานวนเตม็ 3 3. การบวก ลบ คูณ และหารจานวนเตม็ 4. สมบตั ิของจานวนเตม็ และการนาไปใช้ 3 13 6 หวั เร่ือง 2. เศษส่วนและทศนิยม ตวั ชี้วดั 1. บอกความหมายของเศษส่วนและทศนิยม 2. เขียนเศษส่วนในรูปทศนิยมและเขียนทศนิยมซ้าในรูปเศษส่วน 3. เปรียบเทียบเศษส่วนและทศนิยม 4. บวก ลบ คูณ หาร เศษส่วนและทศนิยมได้ และอธิบายผลท่ีเกิดข้ึน 5. นาความรู้เกี่ยวกบั เศษส่วนและทศนิยมไปใชแ้ กโ้ จทยป์ ัญหา รวมท้งั สถานการณ์เก่ียวกบั ความน่าจะเป็น กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1. ความหมายของเศษส่วนและทศนิยม 1 2. การเขียนเศษส่วนดว้ ยทศนิยม และการ 2 เขียนทศนิยมซ้ าเป็ นเศษส่วน 3. การเปรียบเทียบเศษส่วนและทศนิยม 2 4. การบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วนและ 12 ทศนิยม 5. โจทยป์ ัญหาหรือสถานการณ์เก่ียวกบั 5 เศษส่วนและทศนิยม
72 หวั เร่ือง 3. เลขยกกาลงั ตวั ชี้วดั 1. บอกความหมายและเขียนเลขยกกาลงั ท่ีมีเลขช้ีกาลงั เป็นจานวนเตม็ แทนจานวนท่ีกาหนดให้ 2. บอกและนาเลขยกกาลงั มาใชใ้ นการเขียนแสดงจานวนในรูปสัญกรณ์วทิ ยาศาสตร์ 3. คูณและหารของเลขยกกาลงั ที่มีฐานเดียวกนั และเลขช้ีกาลงั เป็นจานวนเตม็ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนช่ัวโมง 1. ความหมายและการเขียนเลขยกกาลงั 2 2. การเขียนแสดงจานวน ในรูปสญั กรณ์ 4 วทิ ยาศาสตร์ 3. การคูณและการหารเลขยกกาลงั ที่มี 7 ฐานเดียวกนั และเลขช้ีกาลงั เป็นจานวน เตม็ หวั เร่ือง 4. อตั ราส่วนและร้อยละ ตัวชี้วดั 1. กาหนดอตั ราส่วน 2. คานวณสดั ส่วน 3. หาคา่ ของร้อยละ 4. แกโ้ จทยป์ ัญหาในสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกบั อตั ราส่วน สดั ส่วน และร้อยละ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนชั่วโมง 1. อตั ราส่วน 5 2. สดั ส่วน 3 3. ร้อยละ 5 4. การแกโ้ จทยป์ ัญหาเก่ียวกบั 7 อตั ราส่วน สัดส่วน และร้อยละ
73 หวั เรื่อง 5. การวดั ตัวชี้วดั 1. เปรียบเทียบหน่วยความยาวพ้นื ที่ในระบบเดียวกนั และตา่ งระบบ 2. เลือกใชห้ น่วยการวดั เกี่ยวกบั ความยาวและพ้ืนท่ีไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3. หาพ้นื ท่ีของรูปเรขาคณิต 4. แกโ้ จทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั พ้นื ที่สถานการณ์ต่างๆ ในชีวติ ประจาวนั 5. อธิบายวธิ ีการคาดคะเนและนาวธิ ีการไปใชใ้ นการคาดคะเนเวลา ระยะทาง ขนาด น้าหนกั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 1. การเปรียบเทียบหน่วยความยาวพ้ืนที่ 1 2. การเลือกใชห้ น่วยการวดั เกี่ยวกบั ความ 1 ยาวและพ้นื ท่ี 3. การหาพ้นื ที่ของรูปเรขาคณิต 2 4. การแกโ้ จทยป์ ัญหาเก่ียวกบั พ้ืนที่ใน 4 สถานการณ์ต่างๆ 5. การคาดคะเนเวลา ระยะทาง ขนาด 2 น้าหนกั หวั เร่ือง 6. ปริมาตรและพ้นื ที่ผวิ ตวั ชี้วดั 1. อธิบายลกั ษณะและสมบตั ิของปริซึม พีระมิด ทรงกระบอก กรวย ทรงกลมหาปริมาตรและพ้นื ท่ีผวิ ของปริซึม 2. หาปริมาตรและพ้ืนที่ผวิ ของทรงกระบอก 3. หาปริมาตรของพีระมิด กรวยและทรงกลม 4. เปรียบเทียบหน่วย ความจุ หรือหน่วยปริมาตรในระบบเดียวกนั หรือต่างระบบ และเลือกใชห้ น่วยการ วดั เกี่ยวกบั ความจุหรือปริมาตรไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 5. ใชค้ วามรู้เกี่ยวกบั ปริมาตรและพ้นื ท่ีผวิ แกป้ ัญหาในสถานการณ์ต่างๆ 6. ใชก้ ารคาดคะเนเกี่ยวกบั ปริมาตรและพ้ืนท่ีผวิ ในสถานการณ์ตา่ งๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ 74 1. ลกั ษณะสมบตั ิและการหาพ้ืนท่ีผวิ จานวนชั่วโมง และปริมาตรของปรึซึม 3 2. การหาปริมาตรและพ้ืนท่ีผวิ ของ 2 ทรงกระบอก 5 3.การหาปริมาตรของพรี ะมิด กรวยและทรง 2 กลม 2 4. การเปรียบเทียบหน่วยปริมาตร 2 5. การแกโ้ จทยป์ ัญหาเกี่ยวกบั ปริมาตร และพ้นื ที่ผวิ จานวนช่ัวโมง 6. การคาดคะเนปริมาตรและพ้นื ท่ีผวิ 2 3 หวั เรื่อง 3 7. คู่อนั ดบั และกราฟ ตวั ชี้วดั 1. อ่านและอธิบายความหมายคูอ่ นั ดบั 2. อา่ นและแปลความหมายกราฟบนระนาบพิกดั ฉากที่กาหนดให้ 3. เขียนกราฟแสดงความเกี่ยวขอ้ ง ของปริมาณสองชุดที่กาหนดให้ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ 1. คู่อนั ดบั 2. กราฟ 3. การนาคูอ่ นั ดบั และกราฟไปใช้
หวั เร่ือง 75 8. ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ จาก ตวั ชี้วดั 1. อธิบายลกั ษณะของรูปเรขาคณิตสามมิติจากภาพสองมิติที่กาหนดให้ 2. ระบุภาพสองมิติที่ไดจ้ ากการมองดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ ง ดา้ นบนของรูปเรขาคณิตสามมิติ ท่ีกาหนดให้ 3. วาดหรือประดิษฐร์ ูปเรขาคณิตท่ีประกอบข้ึนจากลูกบาศก์ เมื่อกาหนดภาพสองมิติท่ีได้ การมองทางดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ งหรือดา้ นบน กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 1. ภาพของรูปเรขาคณิตสองมิติท่ีเกิด 4 จากการคลี่รูปเรขาคณิตสามมิติ 4 2. ภาพของมิติท่ีไดจ้ ากการมอง ดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ ง หรือดา้ นบนของรูป 2 เรขาคณิต สามมิติ 3. การวาดหรือประดิษฐ์รูปเรขาคณิตที่ ประกอบข้ึนจากลูกบาศก์ หัวเร่ือง 9. สถิติ ตัวชี้วดั 1. เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลท่ีเหมาะสม 2. นาเสนอขอ้ มูลในรูปแบบที่เหมาะสม 3. การหาคา่ กลางของขอ้ มูลท่ี ไมแ่ จกแจงความถี่ 4. เลือกและใชค้ ่ากลางของขอ้ มูลที่กาหนดใหไ้ ดอ้ ยา่ งเหมาะสม 5. อา่ น แปลความหมาย และวเิ คราะห์ขอ้ มูล จากการนาเสนอขอ้ มูลที่กาหนดให้ 6. อภิปรายและใหข้ อ้ คิดเห็นเกี่ยวกบั ขอ้ มูลข่าวสารทางสถิติท่ีสมเหตุสมผล
กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม 76 1. การรวบรวมขอ้ มูล จานวนช่ัวโมง 2. การนาเสนอขอ้ มูล 3. การหาคา่ กลางของขอ้ มูล 2 4. การเลือกใชค้ า่ กลาง ของขอ้ มูล 6 5. การอา่ น การแปลความหมายและ 7 การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 2 6. การใชข้ อ้ มูลสารสนเทศ 2 2 หัวเร่ือง 10. ความน่าจะเป็น ตัวชี้วดั 1. หาความน่าจะเป็ นของเหตุการณ์จากการทดลองสุ่มท่ีผลแตล่ ะตวั มีโอกาสท่ีจะเกิดข้ึนเทา่ ๆ กนั 2. ใชค้ วามรู้เกี่ยวกบั ความน่าจะเป็นในการคาดการณ์ไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผล 3. ใชค้ วามรู้เกี่ยวกบั ความน่าจะเป็นประกอบการตดั สินใจ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนชั่วโมง 1. การทดลองสุ่ม และเหตุการณ์ 3 2. การหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ 7 3. การนาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ 5 ต่างๆ ไปใช้
77 คาอธิบายรายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว 21002 สาระความรู้พืน้ ฐาน ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น จานวน 4 หน่วยกติ ( 160 ช่ัวโมง ) มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ ความเขา้ ใจและทกั ษะพ้นื ฐานเกี่ยวกบั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ศึกษาและฝึ กทกั ษะเกยี่ วกบั เรื่องต่อไปนี้ 1.กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตร์ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 2.สิ่งมชี ีวติ และส่ิงแวดล้อม เซลล์ กระบวนการดารงชีวติ ของพืชและสตั ว์ ระบบนิเวศ โลก บรรยากาศ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม 3.สารเพ่ือชีวติ การจาแนกสาร ธาตุและสารประกอบ สารละลาย กรด-เบส สารและผลิตภณั ฑ์ในชีวติ 4.แรงและพลงั งานเพ่ือชีวติ แรงและการใชป้ ระโยชนข์ องแรง งานและพลงั งาน 5.ดาราศาสตร์เพ่ือชีวติ ดวงดาวกบั ชีวิต เพือ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดความรู้ ความเขา้ ใจ ความคิด และทกั ษะ มีความสามารถในการตดั สินใจ นาความรู้ไป ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั มีจิตวทิ ยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ใหผ้ เู้ รียน ศึกษา คน้ ควา้ สารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จาแนก อธิบาย อภิปราย นาเสนอดว้ ยการจดั กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยการพบกลุ่ม การสอนเสริม การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การรายงาน การศึกษา จากแหล่ง เรียนรู้ ประสบการณ์ตรงโดยใชส้ ถานการณ์จริง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และประสบการณ์จากผเู้ รียน การวดั และประเมินผล ประเมินจากการสงั เกต การอภิปราย การสัมภาษณ์ ทกั ษะปฏิบตั ิ รายงานการทดลอง การมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเรียนรู้ ผลงาน การทดสอบ การประเมิน การนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั
78 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มีความรู้ ความเขา้ ใจทกั ษะและเห็นคุณค่าเก่ียวกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่ิงมีชีวติ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มในทอ้ งถ่ินและประเทศสารแรงพลงั งานกระบวนการเปล่ียนแปลงของโลกและดารา ศาสตร์ มีจิตวทิ ยาศาสตร์และนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ในการดาเนินชีวติ 2. ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั 1. ใชค้ วามรู้และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ และทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้ 2. อธิบายเกี่ยวกบั เซลล์ กระบวนการดารงชีวิตของพืช และระบบต่างๆ ของสัตว์ 3. อธิบายเกี่ยวกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ กบั ส่ิงแวดลอ้ ม ในระบบนิเวศการถ่ายทอดพลงั งาน การแกป้ ัญหา การดูแลรักษา และการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มของทอ้ งถิ่นและประเทศ 4. อธิบายเกี่ยวกบั โลก และบรรยากาศปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การกระทาของมนุษยท์ ่ีมีผลต่อการ เปล่ียนแปลงของโลกในปัจจุบนั การป้องกนั ภยั ท่ีเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 5. อธิบายเกี่ยวกบั สมบตั ิทางกายภาพและทางเคมีของสารการจาแนกสาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบสารละลาย และของผสม และใชส้ ารและผลิตภณั ฑ์ ในชีวติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและปลอดภยั ต่อชีวติ 6. อธิบายเกี่ยวกบั แรง และการใชป้ ระโยชน์ ของแรง 7. อธิบายเกี่ยวกบั พลงั งานไฟฟ้า การตอ่ วงจรไฟฟ้า เครื่องใชไ้ ฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั แสงและสมบตั ิ ของแสง เลนส์ ประโยชนแ์ ละโทษจากแสง การเปลี่ยนรูปพลงั งาน พลงั งานความร้อนและแหล่งกาเนิด การนา พลงั งานไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั และการอนุรักษพ์ ลงั งานได้ 8. อธิบายเก่ียวกบั ดวงดาว และการใชป้ ระโยชน์
79 หัวเร่ือง 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 1.1 กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ตวั ชี้วดั 1. อธิบายธรรมชาติและความสาคญั ของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. อธิบายกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 3. นาความรู้ และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชแ้ กป้ ัญหาตา่ งๆ 4. เกิดเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 5. มีจิตวทิ ยาศาสตร์ 6. อธิบายความหมาย ความสาคญั และความสมั พนั ธ์ของเทคโนโลยตี อ่ ชีวติ และสังคม 7. นาความรู้ และเลือกใชเ้ ทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งเหมาะสม 8. เลือกใชว้ สั ดุ และอุปกรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนชั่วโมง 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 5 1.1 ความหมายและความสาคญั ของ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 1.2 กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 1.2.1วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ 5 ข้นั 1.2.2 ทกั ษะกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ 13 ทกั ษะ 1.2.3 เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 6 ลกั ษณะ 1.2.4 จิตวทิ ยาศาสตร์ 2. เทคโนโลยี 2.1 ความหมาย และความสัมพนั ธ์ของ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยตี ่อชีวติ และ สังคม
80 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 2.2 ความกา้ วหนา้ ของเทคโนโลยใี น ปัจจุบนั 2.3 เทคโนโลยกี บั การประกอบอาชีพ และการนาเทคโนโลยไี ปใชใ้ นชีวติ 3. วสั ดุ และอุปกรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์ 3.1 ประเภทของวสั ดุและอุปกรณ์ 3.2 วธิ ีใชว้ สั ดุ และอุปกรณ์ หวั เรื่อง โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ตวั ชี้วดั 1. อธิบายประเภท เลือกหวั ขอ้ วางแผน วธิ ีทา นาเสนอและประโยชน์ของโครงงาน 2. วางแผนการทาโครงงาน 3. ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 4. อธิบายและบอกแนวไดใ้ นการนาผลจากโครงงานไปใชไ้ ด้ 5. นาความรู้เก่ียวกบั วทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และโครงงานไปใช้ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 1. ประเภทของโครงงาน 5 2. การเลือกหวั ขอ้ โครงงาน 3. การวางแผนการกระทาโครงงาน 4. การนาเสนอโครงงาน 5. ประโยชนข์ องโครงงานเพื่อการพฒั นา คุณภาพชีวติ
81 หัวเรื่อง 2. สิ่งมีชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม 2.1 เซลล์ ตัวชี้วดั 1. อธิบายลกั ษณะ โครงสร้าง องคป์ ระกอบ และหนา้ ท่ีของเซลล์ 2. เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 10 1. ลกั ษณะ รูปร่างของเซลลพ์ ชื และสตั ว์ 1.1 สิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดียว 1.2ส่ิงมีชีวติ หลายเซลล์ 2.องคป์ ระกอบโครงสร้าง และหนา้ ท่ีของ เซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ 3. กระบวนการที่สารผา่ นเซลล์ 3.1 การแพร่ 3.2 การออสโมซิส หวั เร่ือง 2.2 กระบวนดารงชีวติ ของพืชและสตั ว์ ตวั ชี้วดั 1. อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซิส 2. อธิบายโครงสร้างและการทางานของระบบลาเลียงในพืช 3. อธิบายความสาคญั และปัจจยั ที่จาเป็นสาหรับกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง 4. อธิบายโครงสร้างและการทางานของระบบสืบพนั ธุ์ในพชื ในทอ้ งถิ่น 5. อธิบายการทางานของระบบต่างๆ ในสตั ว์
82 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนชั่วโมง 20 1. การดารงชีวติ ของพชื 1.1 ระบบการลาเลียงน้า อาหาร และ แร่ธาตุของพืช 1.2 โครงสร้างและการทางานของ ระบบลาเลียงน้า ในพืช 1.3 โครงสร้างและการทางานของ ระบบลาเลียงอาหารในพืช 1.4 กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 1.4.1ความสาคญั ของกระบวนการ สงั เคราะห์ดว้ ยแสง 1.4.2 ปัจจยั ที่จาเป็ นสาหรับ กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง 1.5ระบบสืบพนั ธุ์ในพืช 1.5.1 โครงสร้างและการทางาน ของระบบสืบพนั ธุ์ของพชื ไร้ดอก 1.5.2 โครงสร้างและการทางาน ของระบบสืบพนั ธุ์ของพืชมีดอก 2. การดารงชีวติ ของสตั ว์ 2.1 โครงสร้างและการทางานของ ระบบตา่ งๆ ของสตั ว์ 2.1.1 ระบบหายใจ 2.1.2 ระบบยอ่ ยอาหาร 2.1.3ระบบขบั ถ่าย 2.1.4 ระบบสืบพนั ธ์ ฯลฯ
83 หัวเรื่อง 2.3 ระบบนิเวศ ตัวชี้วดั 1. อธิบายเก่ียวกบั ความสัมพนั ธ์ของสิ่งมีชีวติ ตา่ งๆ ในระบบนิเวศในทอ้ งถ่ิน และการถ่ายทอดพลงั งาน 2. อธิบายและเขียนแผนภูมิ แสดงสายใยอาหารของระบบนิเวศต่างๆ ในทอ้ งถิ่น 3. อธิบายวฏั จกั รของน้าและคาร์บอน กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1. ความสมั พนั ธ์ของส่ิงมีชีวติ ตา่ งๆ ใน 10 ระบบนิเวศ 2. การถ่ายทอดพลงั งาน 3. สายใยอาหาร 4. วฏั จกั รของน้า 5. วฏั จกั รคาร์บอน หวั เร่ือง 2.4 โลก บรรยากาศปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาติ ตวั ช้ีวดั 1. บอกส่วนประกอบและวธิ ีการแบง่ ช้นั ของโลก 2. อธิบายการเปล่ียนแปลงของเปลือกโลกโดยกระบวนการตา่ งๆ 3. บอกองคป์ ระกอบและการแบง่ ช้นั บรรยากาศ 4. บอกความหมายและความสาคญั ของอุณหภูมิความช้ืนและความกดอากาศ 5. อธิบายความสมั พนั ธ์ของอุณหภูมิ ความช้ืนและความกดอากาศต่อชีวติ ความเป็นอยู่ 6. บอกชนิดของลม 7. อธิบายอิทธิพลของลมตอ่ มนุษยแ์ ละสิ่งแวดลอ้ ม 8. บอกวธิ ีการป้องกนั ภยั ท่ีเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 9. บอกประโยชน์ของการพยากรณ์อากาศ 10. อธิบาย เก่ียวกบั สภาพ ปัญหา การใชแ้ ละการแกไ้ ขสิ่งแวดลอ้ ม และทรัพยากร ธรรมชาติในทอ้ งถิ่น และประเทศ
84 11.อธิบาย สรุปแนวคิดในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ มและการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยงั่ ยนื กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 1.โลก 20 1.1โลก ส่วนประกอบและการแบง่ ช้นั ของโลก 1.2 ทรัพยากรธรณีในทอ้ งถ่ิน และ ประเทศ 1.3 การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก 1.3.1 กระบวนการยกตวั และการ ยบุ ตวั 1.3.2 การผพุ งั อยกู่ บั ที่ 1.3.3 การกร่อน 1.3.4 การพดั พา 1.3.5 การทบั ถม 1.3.6 กรณีศึกษาภยั จากการ เปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เช่น แผน่ ดินไหว การเกิดปรากฏการณ์สึนามิ 2. บรรยากาศ 2.1 ช้นั บรรยากาศ องคป์ ระกอบและการ แบง่ ช้นั บรรยากาศ 2.2 อุณหภูมิ ความช้ืน และความกด อากาศในทอ้ งถ่ิน 2.3 ความสัมพนั ธ์ของอุณหภูมิ ความช้ืน และความกดอากาศ ท่ีมีผลกระทบต่อชีวติ ความเป็ นอยู่
85 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนช่ัวโมง 3. ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 3.1 ชนิดของลม 3.1.1 ลมมรสุม 3.1.2 ลมพายหุ มุนเขตร้อน ฯลฯ 3.1.3กรณีศึกษาการเกิดพายนุ ากีส พายงุ วงชา้ ง พายนุ าคเล่นน้า ฯลฯ 3.2 อิทธิพลของลมต่อมนุษยแ์ ละ สิ่งแวดลอ้ ม 3.3 การป้องกนั ภยั ที่เกิดจาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 3.4 ความสาคญั และประโยชน์ของการ พยากรณ์อากาศ 4. ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม 4.1 การใชแ้ ละปัญหาเกี่ยวกบั ทรัพยากรธรรมชาติของทอ้ งถิ่นและ ประเทศ 4.2 การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติใน ทอ้ งถิ่น 4.2.1 ขยะ 4.2.2 น้าเสีย 4.2.3 ดินถล่ม 4.2.4 การกดั เซาะชายฝ่ัง ฯลฯ 4.3 สภาพสิ่งแวดลอ้ มในทอ้ งถิ่น และ ประเทศ 4.4 ปัญหาและการแกไ้ ขสิ่งแวดลอ้ มใน ทอ้ งถิ่นและประเทศ 4.5 การอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ มและการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยง่ั ยืน 4.6 สภาวะโลกร้อน สาเหตุและผลกระทบ การป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาโลกร้อน
86 หวั เร่ือง 3. สารเพื่อชีวติ 3.1 สารและการจาแนกสาร ตวั ชี้วดั 1. อธิบายสมบตั ิทางกายภาพและสมบตั ิทางเคมี 2. อธิบายความแตกตา่ ง และจาแนกธาตุ สารประกอบ สารละลาย และสารผสม 3. จาแนกสารโดยใชเ้ น้ือสารและสถานะเป็นเกณฑ์ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ จานวนชั่วโมง 1.สมบตั ิของสาร 10 1.1สมบตั ิทางกายภาพ ของสาร 1.2สมบตั ิทางเคมีของสาร 2. เกณฑใ์ นการจาแนกสาร 2.1 ใชส้ ถานะ 2.2 ใชเ้ น้ือสาร 3. สมบตั ิของธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม
87 หวั เรื่อง ธาตุและสารประกอบ ตัวชี้วดั 1. อธิบายและจาแนกธาตุ สารประกอบ โลหะ อโลหะ และโลหะก่ึงอโลหะ 2. บอกผลกระทบที่เกิดจากธาตุกมั มนั ตรังสี 3. อธิบายการเกิดสารประกอบ 4. บอกธาตุและสารประกอบที่ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 1. ความหมายและสมบตั ิของธาตุ 10 กมั มนั ตรังสี 2. สมบตั ิของโลหะ อโลหะ และโลหะก่ึง อโลหะ 3. ธาตุกมั มนั ตรังสี 4. สารประกอบ 4.1 ความหมาย 4.2 การเกิดสารประกอบ 4.3 ธาตุและสารในชีวติ ประจาวนั
88 หัวเรื่อง สารสะลาย ตวั ชี้วดั 1. อธิบายสมบตั ิและองคป์ ระกอบของสารละลาย 2. อธิบายปัจจยั ที่มีผลต่อการละลายของสาร 3. หาความเขม้ ขน้ ของสารละลาย 4. อธิบายและเตรียมสารละลายบางชนิด 5. อธิบายและจาแนกกรด เบส และเกลือ 6. อธิบายและตรวจสอบความเป็นกรด-เบส ของสาร 7. อธิบายการใชก้ รด-เบส บางชนิดในชีวติ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 10 1. สารละลาย 1.1 สมบตั ิของสารละลาย และ องคป์ ระกอบของสารละลาย 1.2 ความสามารถในการละลายของสาร 1.3 ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ การละลายของสาร 1.4 ความเขม้ ขน้ ของสารละลาย 1.5 การเตรียมสารละลาย 2. กรด-เบส 2.1 ความหมายและสมบตั ิของกรด-เบส และเกลือได้ 2.2 ความเป็นกรด-เบสของสาร 2.3 กรด – เบส ของสารใน ชีวติ ประจาวนั 2.4 กรณีศึกษากรด-เบสท่ีมีผลต่อ คุณสมบตั ิของดิน
89 หัวเร่ือง สารและผลิตภณั ฑใ์ นชีวติ ตวั ชี้วดั 1. อธิบายสารและสารสังเคราะห์ 2. อธิบายการใชส้ ารและผลิตภณั ฑข์ องสารบางชนิดในชีวติ ประจาวนั และเลือกใช้ 3. อธิบายผลกระทบที่เกิดจากการใชส้ าร และผลิตภณั ฑท์ ่ีมีตอ่ ชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1. สาร 10 1.1 สารอาหาร 1.2 สารปรุงแตง่ 1.3 สารปนเป้ื อน 1.4 สารเจือปน 1.5 สารพษิ 2. สารสงั เคราะห์ 2.1 ประเภท และการเกิด 2.2 สมบตั ิและประโยชน์ 3. สารและผลิตภณั ฑท์ ี่ใชใ้ นชีวติ 4. การเลือกใชส้ ารในชีวติ 5. ผลกระทบท่ีเกิดจากการใชส้ ารต่อชีวิต และสิ่งแวดลอ้ ม หัวเร่ือง 4. แรงและพลงั งานเพอ่ื ชีวิต 4.1 แรงและการใชป้ ระโยชน์ ตวั ชี้วดั 1. ระบุประเภทและความหมายของแรงประเภทตา่ งๆ 2. อธิบายการกระทาของแรงและโมเมนตข์ องแรง 3. บอกระบุประโยชน์ของแรงในชีวติ ประจาวนั 4. การหาค่าผลจากการกระทบของแรง และโมเมนต์ 5. ใหค้ วามรู้ในเรื่องโมเมนตใ์ นชีวติ ประจาวนั
90 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 20 1. แรง 1.1 ความหมายและหน่วยของแรง 1.2ผลการกระทาของแรง 2.โมเมนต์ 1.2 ความหมายและ ชนิดของโมเมนต์ 2.2 การหาคา่ โมเมนต์ 2.3 การใชโ้ มเมนตใ์ นชีวิตประจาวนั หวั เร่ือง 4.2 งานและพลงั งาน ตัวชี้วดั 1. อธิบายความหมายของงานและพลงั งานในรูปแบบต่างๆ 2. การตอ่ วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย 3. ใชก้ ฎของโอห์มในการคานวณ 4. บอกวธิ ีการอนุรักษแ์ ละประหยดั พลงั งาน 5. อธิบายสมบตั ิของแสง พลงั งานความร้อน และนาประโยชน์ไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ 6.อธิบายพลงั งานทดแทน และเลือกใชไ้ ด้ กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 1. ความหมายของงานและพลงั งาน 20 2. รูปของพลงั งาน 3.ไฟฟ้า 3.1 พลงั งานไฟฟ้า 3.2 กฎของโอห์ม 3.3 การตอ่ ความตา้ นทานแบบตา่ งๆ 3.4 การหาค่าความตา้ นทาน
91 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนชั่วโมง 3.5 ไฟฟ้าในชีวติ ประจาวนั จานวนช่ัวโมง 3.6 การอนุรักษพ์ ลงั งานไฟฟ้า 10 4. แสง 4.1 แสง และสมบตั ิของแสง 4.2 เลนส์ 4.3 ประโยชน์ และโทษของแสง 5. พลงั งานความร้อน และแหล่งกาเนิด 5.1 พลงั งานความร้อน และแหล่งกาเนิด 5.2 อุณหภูมิ และการวดั การขยายตวั ของวตั ถุ 5.3 การนาไปใชป้ ระโยชน์ 5.4 พลงั งานทดแทนและการใชป้ ระโยชน์ เช่นเอททานอล ไบโอดีเซลพลงั งาน นิวเคลียร์ฯลฯ หัวเร่ือง 5. ดาราศาสตร์เพ่อื ชีวติ ดวงดาวกบั ชีวติ ตัวชี้วดั 1. ระบุชื่อของกลุ่มจกั ราศี 2. อธิบายวธิ ีการหาดาวเหนือ 3. อธิบายการใชแ้ ผนที่ดาว 4. อธิบายประโยชน์จากกลุ่มดาวฤกษต์ ่อการดารงชีวติ ประจาวนั กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม 1. กลุ่มดาวจกั ราศี 2. การสงั เกตตาแหน่งของดาวฤกษ์ 3. วธิ ีการหาดาวเหนือ 4. แผนท่ีดาว 5. การใชป้ ระโยชน์จากกลุ่มดาวฤกษ์
92 คาอธบิ ายรายวชิ า ช่องทางการพฒั นาอาชีพ อช 21001 สาระการประกอบอาชีพ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น จานวน 2 หน่วยกติ ( 80 ช่ัวโมง ) มาตรฐานที่ 3.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจ และเจตคติท่ีดีในงานอาชีพ มองเห็นช่องทาง และตดั สินใจประกอบอาชีพ ไดต้ ามความตอ้ งการ และศกั ยภาพของตนเอง ศึกษาและฝึ กทกั ษะเกย่ี วกบั ช่องทางพฒั นาอาชีพ ดงั นี้ คือ ความหมาย ความสาคญั และความจาเป็นของการพฒั นาอาชีพ วเิ คราะห์ลกั ษณะขอบข่ายการงานอาชีพ กระบวนการทางาน การบริหารจดั การของอาชีพต่าง ๆ ในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก เพือ่ การพฒั นาอาชีพ จากการงานอาชีพตา่ ง ๆ เช่น งานบ้าน เป็นการวเิ คราะห์เก่ียวกบั งานบา้ นและชีวติ ความเป็นอยใู่ นบา้ น ผา้ และเครื่องแต่งกาย อาหาร และโภชนาการ โดยเนน้ การแกป้ ัญหาในการทางาน มีความรับผดิ ชอบ สะอาด มีระเบียบ ประหยดั อดออม อนุรักษพ์ ลงั งานและส่ิงแวดลอ้ ม เพือ่ นาไปสู่การสร้างงานอาชีพท่ีเหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตนและสอดคลอ้ ง กบั ชุมชน สงั คม งานเกษตร เป็ นการวิเคราะห์เกี่ยวกบั การปลูกพชื เล้ียงสตั ว์ และการประมง ตามกระบวนการผลิตและ การจดั การผลผลิต มีการใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ การเพ่ิมผลผลิต ปลูกฝังความรับผดิ ชอบ การอนุรักษพ์ ลงั งานและ สิ่งแวดลอ้ มเพ่ือนาไปสู่การสร้างงานอาชีพท่ีเหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตนและสอดคลอ้ งกบั ชุมชน สงั คม งานช่าง เป็นการวเิ คราะห์เกี่ยวกบั การทางานตามกระบวนการของงานช่าง ซ่ึงประกอบดว้ ยการ บารุงรักษา การติดต้งั ประกอบ การซ่อมและการผลิตเพ่ือจะนาไปสู่การสร้างงานอาชีพที่เหมาะสมกบั ศกั ยภาพ ของตนและสอดคลอ้ งกบั ชุมชน สงั คม งานประดิษฐ์ เป็ นการวเิ คราะห์เก่ียวกบั การทางานดา้ นการประดิษฐส์ ิ่งของ เครื่องใชท้ ่ีเนน้ ความคิด สร้างสรรค์ โดยเนน้ ความประณีต สวยงามตามกระบวนการงานประดิษฐแ์ ละเทคโนโลยี และเนน้ การอนุรักษ์ และสืบสานศิลปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตามภูมิปัญญาทอ้ งถ่ินและสากล เพื่อนาไปสู่การสร้าง งานอาชีพท่ีเหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตนและสอดคลอ้ งกบั ชุมชน สังคม งานธุรกจิ เป็นการวเิ คราะห์งานหรือกิจกรรมท่ีเป็ นการนาเอาทรัพยากรตา่ งๆ มาใชร้ ่วมกนั หรือเปลี่ยน สภาพเพือ่ ที่จะก่อใหเ้ กิดคุณค่าที่สูงกวา่ เดิม โดยท่ีผซู้ ่ึงเป็ นเจา้ ของหรือผจู้ ดั การหวงั วา่ สิ่งที่ตนทาน้นั จะยง่ั ยนื และเจริญกา้ วหนา้ ตอ่ ไปในอนาคต โดยในงานหรือกิจกรรมทางธุรกิจจะกล่าวถึงงานการตลาด งานการผลิตหรือ บริการ งานการเงินและบญั ชี และงานทรัพยากรมนุษย์
93 ความหมาย ความจาเป็ นในการพฒั นาอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก ท่ีเหมาะสมกบั ตนเอง วเิ คราะห์ ความเป็นไปไดต้ ่าง ๆ ไดแ้ ก่ การลงทุน การตลาด กระบวนการผลิต การขนส่ง การบรรจุหีบห่อ การแปรรูป และผลกระทบตอ่ ชุมชนและสิ่งแวดลอ้ ม ความรู้ความสามารถของตนเองต่อสิ่งที่ตอ้ งการพฒั นา การลาดบั ความสาคญั ของการพฒั นาที่มีความเป็นไปได้ เพื่อนาขอ้ มูลท่ีวเิ คราะห์ไวน้ าไปปรึกษาผรู้ ู้ การตดั สินใจเลือก พฒั นาอาชีพที่เหมาะสมกบั ตนเอง โดยวิเคราะห์ความพร้อมของตนเอง ความตอ้ งการของตลาด เทคนิคความรู้ ทกั ษะในอาชีพ และความรับผดิ ชอบต่อสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เนน้ การสารวจอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก และส่ิงที่ตอ้ งการพฒั นาที่สอดคลอ้ งกบั อาชีพ ของตนเอง แลว้ นามาวเิ คราะห์ รวมท้งั แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซ่ึงกนั และกนั สรุปเป็นองคค์ วามรู้ส่ิงท่ีตอ้ งการพฒั นา การวดั และประเมินผล ประเมินจากสภาพจริง ผลงานปฏิบตั ิ สังเกตความสนใจ ความร่วมมือในกระบวนการเรียนรู้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้ มีความรู้ ความเขา้ ใจและเจคติท่ีดีในงานอาชีพ วเิ คราะห์ลกั ษณะ งาน ขอบขา่ ยงานอาชีพในชุมชน สงั คม ประเทศ และโลกที่เหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตน และสอดคลอ้ งกบั ชุมชนเพื่อการพฒั นาอาชีพ 2. ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั 1. อธิบายความหมาย ความสาคญั วเิ คราะห์ลกั ษณะงาน ขอบขา่ ยงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก ที่จะนาไปสู่การพฒั นาอาชีพท่ีเหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตนและสอดคลอ้ งกบั ชุมชน สงั คม 2. อธิบายเหตุผลปัจจยั ความจาเป็นในการพฒั นาอาชีพที่เหมาะสมกบั ศกั ยภาพของตนเองได้ 3. จดั ระบบความสาคญั ในการตดั สินใจพฒั นาอาชีพได้ 4. ปฏิบตั ิการวเิ คราะห์เพื่อการพฒั นาอาชีพได้
94 หัวเรื่อง 1. การงานอาชีพ ตวั ชี้วดั 1.อธิบายความสาคญั และความจาเป็นในการพฒั นาอาชีพ 2.อธิบายลกั ษณะขอบข่ายกระบวนการผลิตงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก เพือ่ นามา วเิ คราะห์ในการพฒั นาอาชีพ 3.อธิบายการจดั การในงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และโลก เพอ่ื นามาวเิ คราะห์ในการพฒั นา อาชีพ 4.อธิบายคุณธรรม จริยธรรม ในการพฒั นาอาชีพ 5.อธิบายการอนุรักษพ์ ลงั งาน และส่ิงแวดลอ้ มในการพฒั นาอาชีพในชุมชน สงั คม ประเทศ และโลก กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพมิ่ เติม จานวนช่ัวโมง 1.ความสาคญั และความจาเป็ นใน - ความหมาย ความสาคญั ของการ 50 การพฒั นาอาชีพ อนุรักษพ์ ลงั งานและส่ิงแวดลอ้ ม 2.การพฒั นาอาชีพในชุมชน สังคม เพ่อื ใหเ้ กิดพฒั นาอาชีพในชุมชน ประเทศ และโลก - การสร้างเครือข่ายในการพฒั นา - งานบา้ น อาชีพเพือ่ ใหช้ ุมชนมีงานและรายได้ - งานเกษตร ตลอด - งานช่าง - งานประดิษฐ์ - งานธุรกิจ ฯลฯ 3.การพฒั นากระบวนการจดั การงาน อาชีพในชุมชนสงั คม ประเทศ และ โลก 3.1การจดั การการผลิต - การวางแผน - การจดั ทาโครงการ - การใชว้ สั ดุอุปกรณ์ - การใชแ้ รงงาน
95 กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เตมิ จานวนช่ัวโมง - การใชส้ ถานที่ - การใชท้ ุน ฯลฯ 3.2 การจดั การการตลาด - การกาหนดทิศทางการตลาด - การหาความตอ้ งการของตลาด - การขนส่ง - การขาย - การกาหนดราคาขาย - การทาบญั ชีประเภทต่างๆ ฯลฯ 4.คุณธรรม จริยธรรม - ความรับผดิ ชอบ - การประหยดั - การอดออม - ความสะอาด - ความประณีต - ความขยนั - ความซื่อสตั ย์ ฯลฯ 5.การอนุรักษพ์ ลงั งาน และ ส่ิงแวดลอ้ มในการพฒั นาอาชีพใน ชุมชน สังคม ประเทศ และโลก
96 หวั เรื่อง 2. ช่องทางการพฒั นาอาชีพ ตัวชี้วดั 1.อธิบายความจาเป็นในการมองเห็นช่องทางในการพฒั นาอาชีพไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ตนเอง 2.ศึกษาอาชีพในชุมชน สงั คม ประเทศ และโลก เพื่อวเิ คราะห์ความเป็นไปไดใ้ นการพฒั นา อาชีพ 3.กาหนดวธิ ีการและข้นั ตอนการประกอบอาชีพโดยพิจารณาความเป็นไปไดข้ องการพฒั นาอาชีพ และ จดั ลาดบั พร้อมท้งั ใหเ้ หตุผลในการลาดบั การพฒั นาอาชีพท่ีกาหนด กรอบสาระการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้เพม่ิ เติม จานวนช่ัวโมง 1.ความจาเป็ นในการมองเห็น ผลิตภณั ฑแ์ ปรรูปในชุมชน เช่น 20 ช่องทางเพื่อพฒั นาอาชีพ – มนั ฉาบ 2.ความเป็นไปไดใ้ นการพฒั นาอาชีพ - กลา้ ยฉาบ - การลงทุน - ทุเรียนทอด - การตลาด - มะมว่ งกวน - กระบวนการผลิต - เงาะกระป๋ อง - การขนส่ง - ทุเรียนกวน - การบรรจุหีบห่อ - สบั ปะรดกวน - การแปรรูป - ขนุนทอด - ผลกระทบตอ่ ชุมชน และ สภาพแวดลอ้ ม - ความรู้ความ สามารถ 3.การกาหนดวธิ ีการพฒั นาอาชีพ พร้อมใหเ้ หตุผล
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166