ผังรายการสถานีวิทยกุ ระจายเสยี งรฐั สภา ประจาเดอื น กุมภาพนั ธ์ 2561 เปน็ ต้นไป ออกอากาศทกุ วนั ตงั้ แตเ่ วลา 05.00 – 22.00 นาฬิกา เวลา จนั ทร์ อังคาร พธุ พฤหัสบดี ศกุ ร์ เสาร์ อาทติ ย์ เวลา 05.00 รายการเผยแผ่ความรู้ทางพุทธศาสนา 05.00 (มลู นธิ ิศึกษาและเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนา) 06.00 weekend news รายการเผยแผ่ 06.00 คุยข่าวเช้า ขา่ วเช้าสุดสปั ดาห์ ความร้ทู างศาสนา (อสิ ลาม, ครสิ ต)์ 07.00 ถา่ ยทอดข่าว สวท. 07.00 07.30 Inside รฐั สภา วจิ ัยกา้ วไกล ทาดีได้ดี 07.30 08.00 ห้องข่าวรฐั สภาแชนแนล ศาสตร์พระราชาฯ ขบวนการคนตัวเลก็ 08.00 (โทรทศั นร์ ฐั สภา) (คสช./rerun) 09.00 มองรฐั สภา มองรัฐสภา รัฐสภาของ ปชช. ร้อยเรอ่ื งเมอื งไทย 09.00 09.30 (โทรทศั นร์ ฐั สภา) (โทรทัศน์รฐั สภา) (โทรทศั น์รัฐสภา) รอ้ ยเรยี งข่าว มขี า่ วดีมาบอก 09.15 สภาสนทนา สภาสนทนา 10.00 การเมืองเร่อื งของประชาชน เวลา 10.00 น. เวลา 10.00 น. บ้านสุขภาพ ตะลอนทัวร์ 10.00 ทั่วไทย เป็นตน้ ไป เป็นต้นไป (คนพิการ-ด้อยโอกาสฯ) 11.00 เกาะติดสภานิติบญั ญตั ิแหง่ ชาติ ถ่ายทอดเสยี ง ถ่ายทอดเสยี ง บนั ทึกประชมุ สภา 11.00 12.00 รฐั สภาของเรา การประชุม การประชุม สกูป๊ ..ทนั ข่าวรัฐสภา สกู๊ป..รอบสัปดาหอ์ าเซียน 12.00 13.00 สายดว่ นรฐั สภา สภานิตบิ ญั ญัติ สภานติ บิ ัญญัติ 13.00 แผน่ ดินถิ่นไทย แห่งชาติ แห่งชาติ (สนช.) (สนช.) เพลนิ เพลงยามบ่าย (โทรทัศนร์ ัฐสภา) จนเสร็จสนิ้ จนเสร็จส้นิ ทอ้ งถ่นิ บา้ นเรา 14.00 15.00 การประชุม การประชมุ (ทีป่ ระชมุ สนช. (ท่ปี ระชมุ สนช. สภาสาระ 15.00 รกั เมืองไทย ครงั้ ที่ 3/2557 ครงั้ ที่ 3/2557 21 ส.ค.57) 21 ส.ค.57) ก้าวทนั ไอที เกบ็ เบ้ยี ใต้ถนุ ร้าน 15.30 (rerun) สบาย สบาย 16.00 กับแพทย์ทางเลอื ก 16.30 ปฏิรูปกฎหมาย วาระปฏิรปู วาระประเทศไทย เดนิ หนา้ รฐั ธรรมนญู ไทย ชวี ิตกับการเรยี นรู้ เพือ่ ประชาชน 17.00 ขา่ วเด่นรอบวัน สกู๊ป..สภากบั ประชาคมโลก สก๊ปู ...เสน้ ทางกฎหมาย 17.00 Gossip การเมอื ง ละติจดู รอบโลก สบาย สบาย กับแพทย์ทางเลือก 18.00 เดินหน้าประเทศไทย (รบั สัญญาณสถานโี ทรทศั นก์ องทัพบก) เดนิ หนา้ ประเทศไทย (รับสัญญาณ ททบ.) 18.00 18.30 กรรมาธกิ ารพบประชาชน เจตนารมณ์ เกบ็ เบ้ยี ใต้ถนุ รา้ น เป็นประชารฐั เพลงดศี รีแผ่นดิน กฎหมาย 19.00 ถ่ายทอดข่าว สวท. 19.00 19.30 ขา่ วภาษาอังกฤษ เรดโิ อ for you 19.30 20.00 ขา่ วในพระราชสานัก (รบั สญั ญาณจาก สวท.) 20.00 รายการจากสถาบนั พระปกเกลา้ คยุ กนั นอกศาล สนทนากบั คลงั สมอง วปอ.ฯ 21.00 ปปช. ๓๐ นาที คยุ กบั สตง. ผู้ตรวจการแผน่ ดิน 21.00 พบประชาชน คดีปกครอง คณะกรรมการสทิ ธิฯ พบประชาชน พบประชาชน ปุจฉา - วิสชั นาธรรม 21.30 ธรรมะกอ่ นนอน (พระอาจารยอ์ ารยวังโส) 22.00 22.00 หมายเหตุ - เวลา 08.00 น. และ 18.00 น. เคารพธงชาติ และ พระบรมราโชวาท / นาเสนอขา่ วตน้ ชั่วโมง และสปอตตา่ งๆ ตง้ั แต่เวลา 08.00–21.00 น. - หากช่วงเวลาใดมกี ารถ่ายทอดคาส่ัง/ประกาศ/รายการพเิ ศษจาก คสช. หรืองานท่ีไดร้ บั มอบหมาย สถานีฯ จะดาเนินการถา่ ยทอดเสียงจนเสร็จสิน้ ภารกิจ
วตั ถุประสงค์ เปน็ วารสารเพ่อื เผยแพรก่ ารปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตย อันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข และเพื่อเสนอขา่ วสารวิชาการในวงงานรัฐสภาและ อื่นๆ ท้งั ภายในและตา่ งประเทศ การส่งเร่ืองลงรัฐสภาสาร สง่ ไปท่ี บรรณาธกิ ารวารสารรฐั สภาสาร ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร ส�ำ นกั ประชาสมั พนั ธ์ กลมุ่ งานผลติ เอกสาร ถนนอู่ทองใน เขตดสุ ิต กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๔-๕ โทรสาร ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๒ e-mail: [email protected] การสมัครเป็นสมาชิก คา่ สมัครสมาชกิ ปลี ะ ๕๐๐ บาท (๖ เล่ม) ราคาจำ�หน่ายเลม่ ละ ๑๐๐ บาท (รวมค่าจดั สง่ ) ก�ำ หนดออก ๒ เดือน ๑ ฉบับ
สวสั ดคี ะ่ ทา่ นผอู้ า่ น กลบั มาพบกนั อกี ครง้ั ส�ำ หรบั ในปี ๒๕๖๑ น้ี วารสารรัฐสภาได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำ�วารสาร จากรายเดือน เป็นการจดั ทำ�ราย ๒ เดือน แตเ่ น้ือหาของบทความยังคงเป็นเร่ืองราวเกยี่ วกับ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อม ท้ังภายในประเทศ และต่างประเทศ รวมท้ังในอนาคตจะเพ่ิมเติมบทความหรือบทสัมภาษณ์พิเศษ เนอ่ื งในโอกาสส�ำ คญั เพอ่ื ใหเ้ นอ้ื หาของวารสารมคี วามหลากหลายและทนั สมยั ยง่ิ ขน้ึ ทั้งนี้ วารสารรัฐสภาสารฉบับเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ มีบทความ มาน�ำ เสนอ ๔ บทความด้วยกัน คอื บทความเรอ่ื งทห่ี นง่ึ “เสนอขอ้ มลู เพอ่ื การปฏริ ปู ระบบราชการ” เปน็ บทความ ท่ีสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันท่ีประเทศไทยอยู่ในยุคปฏิรูป โดยผู้เขียนให้ความเห็นว่า หากต้องการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูประบบราชการเป็นส่ิงที่ควรทำ�ในลำ�ดับต้น ๆ ทั้งน้ี ผู้เขียนได้หยิบยกการจัดระบบราชการของประเทศออสเตรเลียซ่ึงได้รับการยอมรับว่ามี การจัดระบบราชการท่ีดี มาเป็นตัวอย่างว่ามีการดำ�เนินการอย่างไร และมีกฎหมายใดบ้าง ทส่ี นบั สนนุ ใหร้ ะบบราชการสามารถด�ำ เนนิ การไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ลสงู สดุ บทความเรอ่ื งทส่ี อง “ระบบนติ ริ ฐั และการพฒั นาการเมอื งการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยท่ีเหมาะสมกับประเทศไทย” เป็นบทความที่อธิบายถึงหลักนิติรัฐท่ีมิใช่ หมายความถึงรัฐเป็นผู้มีอำ�นาจสูงสุดภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากแต่ เปน็ หลกั ทจ่ี ะตอ้ งมไี วเ้ พอ่ื คมุ้ ครองสทิ ธเิ สรภี าพ รกั ษาความเทา่ เทยี มกนั ของประชาชนภายในรฐั และกำ�หนดกรอบ ขอบเขต การใชอ้ ำ�นาจของรฐั ในการพัฒนาประเทศท่ีตอ้ งไม่กระทบต่อสิทธิ เสรภี าพของประชาชน ซ่ึงหากผ้แู ทนปวงชนยอมรบั หลกั นติ ริ ัฐนี้ การเมอื งการปกครองของไทย จะมกี ารพัฒนาอย่างยงั่ ยนื บทความเรื่องที่สาม “ประชามติเพ่ือแยกตัวเป็นเอกราช” เป็นบทความท่ี นำ�เสนอประเด็นการแยกตัวเป็นเอกราชของชนกลุ่มน้อยในบางประเทศโดยใช้วิธีการลงมติ โดยผเู้ ขยี นไดช้ ใ้ี หเ้ หน็ วา่ การทด่ี นิ แดนสว่ นหนง่ึ ของประเทศใดๆ กต็ ามพยายามด�ำ เนนิ การแยกตวั เปน็ เอกราช ประชาชนในดนิ แดนนน้ั จะตอ้ งมคี วามรสู้ กึ วา่ มคี วามแตกตา่ งในอตั ลกั ษณจ์ ากกลมุ่ ชน สว่ นใหญข่ องประเทศ และต้องการธำ�รงรักษาอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มของตนไว้ จนกลายเป็น แนวคิดชาตนิ ยิ ม ประกอบกบั ความตอ้ งการรกั ษาผลประโยชน ์ อยา่ งไรกด็ ี รฐั บาลของแตล่ ะ ประเทศพยายามดำ�เนินการหาทางออกโดยสันติวิธี เช่น การเจรจา การหาข้อตกลงร่วมกัน
และการลงคะแนน ทา้ ยทส่ี ดุ แมผ้ ลของการทำ�ประชามติ ประสงค์แยกตัวออกเป็นอัตราส่วนมากเพียงใดก็ตาม รัฐบาล กลางย่อมต้องพจิ ารณาผลประโยชนข์ องชาติเป็นสำ�คัญ บทความเรอ่ื งทส่ี ่ี “แนวทางการพฒั นาวธิ คี ดิ และพฤตกิ รรม ของคนไทยสู่การพัฒนาที่ย่ังยืน” เป็นบทความที่วิเคราะห์ให้เห็นถึง พฤติกรรมของคนไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยพบว่ามี ๕ ประเด็น คือ การชอบเสี่ยงโชค การใช้จ่ายเกินตัว การขาดเป้าหมายใน การด�ำ เนนิ ชวี ติ การไมม่ จี ติ ส�ำ นกึ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สว่ นรวม และระบบการศกึ ษา ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ท้ังนี้ ในตอนท้ายคณะผู้เขียนได้ให้ข้อเสนอแนะแนวทาง การเลกิ พฤตกิ รรมดังกลา่ ว และหากท�ำ ได้ประเทศไทยจะพฒั นายงิ่ ขนึ้ ทางกองบรรณาธกิ ารวารสารรฐั สภาสารหวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ การปรบั ปรงุ รปู แบบ ในครง้ั นจ้ี ะทำ�ใหว้ ารสารสามารถเผยแพรไ่ ปสผู่ อู้ า่ นไดร้ วดเรว็ ยง่ิ ขน้ึ หากมขี อ้ เสนอแนะใด ๆ ทางกองบรรณาธกิ ารยนิ ดนี ้อมรบั แลว้ พบกันใหม่ฉบับหนา้ บรรณาธกิ าร
ปที ี่ ๖๖ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๑ Vol.66 No.1 January - February 2018 เสนอขอ้ มูลเพอื่ การปฏิรปู ระบบราชการ ๙ ปกรณ์ นลิ ประพันธ ์ ระบบนติ ริ ัฐและการพัฒนาการเมอื งการปกครอง ๑๖ ในระบอบประชาธิปไตยท่เี หมาะสม กบั ประเทศไทย วชั ชกานต ์ เศาภายน ประชามตเิ พ่อื แยกตวั เป็นเอกราช ๕๒ ภาณุวฒั น ์ เถียรชน�ำ แนวทางการพัฒนาวธิ คี ิด ๘๖ และพฤตกิ รรมของคนไทยสูก่ ารพฒั นาท่ยี ัง่ ยืน อศั ม์เดช วานิชชนิ ชัย และคณะนกั ศึกษากล่มุ ลอนดอน
9 ปกรณ์ นลิ ประพนั ธ์* ปัจจุบันเป็นยุคปฏิรูป และหน่งึ ในการปฏิรูปท่ผี ้เู ขียนเห็นว่ามีความส�ำ คัญมาก ได้แก่ “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะระบบราชการนั้นเป็นกลไกแห่งการเปลี่ยนแปลง (Chang agent) ตวั จรงิ เสยี งจรงิ ถา้ ไมป่ ฏริ ปู ระบบราชการ การปฏริ ปู ดา้ นอน่ื คงเปน็ ไปไดย้ ากมาก ตรรกะพ้ืนฐานก็คือตัวเองยังทำ�ไม่ได้เลย จะเรียกร้องให้คนอ่ืนเขาปฏิรูปก็คงไม่มีใครเชื่อ ดงั นน้ั ผู้เขยี นจึงขอร่วมด้วยช่วยกนั ในการเสนอแนะข้อมลู และความคิดเหน็ เผอ่ื วา่ ใครสนใจ จะนำ�ไปใชใ้ นการปฏริ ูปบา้ งเพือ่ บ้านเมืองและเพอื่ ลกู หลานของเรา * รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการกฤษฎกี า
เม่ือกล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ สิ่งแรกที่พูดกันก็คือการปฏิรูปโครงสร้าง และวธิ กี ารท�ำ งานของระบบราชการ เพราะใครตอ่ ใครพดู กนั เปน็ เสยี งเดยี ววา่ ระบบราชการไทย ทำ�งานแบบกรมใครกรมมัน ไม่มีการบูรณาการการทำ�งานร่วมกัน อย่าว่าทำ�งานระหว่าง กระทรวงเลย บางกระทรวงยังไมบ่ ูรณาการกนั เลยกม็ ี ทงั้ ๆ ทก่ี ารบรหิ ารราชการแผ่นดนิ แบบกระทรวง ทบวง กรมนนั้ เปน็ การบรหิ ารงานตามภารกิจ (Functional Base) การทำ�งาน จึงต้องเหมือนวงมโหรี คือต้องประสานสอดคล้องกัน เพลงจึงจะไพเราะเสนาะโสต แต่ถา้ ต่างคนตา่ งเลน่ กไ็ มเ่ ป็นเพลง แถมหนวกหอู กี ต่างหาก เมื่อสัมผัสได้ว่าระบบเดิมที่มีอยู่มันมีปัญหา ทางที่ดีคือเราต้องช่วยกัน เสนอแนะแนวทางแกป้ ญั หา แทนทจ่ี ะเอาแตช่ ป้ี ญั หา ไมไ่ ดม้ รรคผลอนั ใดขน้ึ มา ชว่ ยกนั หาทาง แกป้ ญั หาจะดกี วา่ สรา้ งสรรคก์ วา่ เยอะ หลายปีก่อน ผู้เขียนเคยศึกษาประเทศที่พัฒนาแล้วและได้รับการยอมรับ นับถือว่าระบบราชการของเขาดีจริงอย่างออสเตรเลีย ลองดูว่าเขาจัดโครงสร้างการบริหาร ราชการกระทรวง ทบวง กรมอยา่ งไร แตกต่างจากเราไหม และพบขอ้ มลู ดังนี้ครับ โครงสร้างของระบบราชการในระดับเครือรัฐน้ันประกอบด้วยหน่วยงาน ๔ ประเภท คอื กระทรวง (Department) รฐั วสิ าหกจิ (Government Business Enterprises: GBEs) องค์การบริหารอิสระ (Statutory Agency) และหน่วยงานท่ฝี ่ายบริหารต้งั ข้นึ เพ่อื รับผิดชอบงาน เฉพาะด้าน (Executive Agency) แต่ในบันทึกนี้จะกล่าวถึงเฉพาะหน่วยราชการประเภท กระทรวงในระดบั เครือรัฐเท่านน้ั มีข้อสังเกตว่า กระทรวงของเครือรัฐออสเตรเลียนั้นไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เนื่องจากกระทรวงเป็นองค์กรทปี่ ฏิบัตงิ านในนามของแผน่ ดนิ (The Crown) ซ่ึงเป็นผ้ทู รงสทิ ธิ และรับผิดชอบทางศาล สำ�หรับอำ�นาจในการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปล่ียนแปลงหน้าที่ และความรบั ผดิ ชอบของกระทรวงนน้ั มาตรา ๖๔ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ เครอื รฐั บญั ญตั วิ า่ การกอ่ ตง้ั 10
11 ยบุ เลิก เปลย่ี นแปลงอำ�นาจกระทรวงต่าง ๆ เป็นอ�ำ นาจของผ้สู ำ�เรจ็ ราชการ (Governor- General) โดยค�ำ แนะน�ำ ของ Federal Executive Council (FEC)** ในทางปฏบิ ตั ิ คณะรฐั มนตรจี ะเปน็ องคก์ รผพู้ จิ ารณาวา่ สมควรกอ่ ตง้ั กระทรวงใหม่ ยบุ เลิกหรือเปล่ยี นแปลงอำ�นาจหนา้ ที่ของกระทรวงท่ีมอี ยู่ ซึ่งปกติจะสอดคลอ้ งกับนโยบาย ของรฐั บาล และจะเสนอผู้ส�ำ เร็จราชการเพื่อมคี ำ�ส่ังซ่ึงเรยี กวา่ Administrative Arrangement Order เพอ่ื ปรบั ปรุง Schedule 2 ของ Public Service Act 1922 ต่อไป และภายหลังจาก ผสู้ �ำ เร็จราชการมคี ำ�สั่งดังกลา่ วแล้ว มาตรา 7A ของ Public Service Act 1922 กำ�หนดให้ นายกรัฐมนตรปี ระกาศในราชกิจจานุเบกษาและก�ำ หนดวันทค่ี �ำ ส่งั นนั้ มผี ลใช้บงั คับ เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำ�งานของหน่วยงานของรัฐจึงมีความยืดหยุ่นและสามารถ บรู ณาการการท�ำ งานกนั ได้โดยไมต่ อ้ งไปแกไ้ ขกฎหมายกันใหย้ งุ่ ยากอีก โดยที่การก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปล่ียนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของ กระทรวงใดกระทรวงหน่ึงมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณและสถานะของบุคลากร ของกระทรวงอืน่ ดว้ ย Financial Management and Accountability Act 1997 และ Public Service Act 1922 จงึ ก�ำ หนดมาตรการเพอ่ื ปอ้ งกนั มใิ หเ้ กดิ ปญั หาดา้ นงบประมาณและบคุ ลากร เม่ือมีการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปล่ียนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใด กระทรวงหนง่ึ ขน้ึ กรณีงบประมาณนั้น มาตรา ๓๒ แห่ง Financial Management and Accountability Act 1997 ใหอ้ �ำ นาจแก ่ Finance Minister ทจ่ี ะออกประกาศก�ำ หนดแนวปฏบิ ตั ิ (Directions) ในการถ่ายโอนงบประมาณระหว่างกระทรวงท่ีได้รับผลกระทบจากการก่อต้ัง ** Federal Executive Council (FEC) คอื คณะรฐั มนตรี (Cabinet) นน่ั เอง โดย FEC เปน็ ชอ่ื ทใ่ี ช้ เรียกคณะรัฐมนตรีทางแบบพิธี FEC ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่ผู้สำ�เร็จราชการแต่งตั้งตามคำ�แนะนำ�ของ นายกรฐั มนตรตี ามมาตรา ๖๔ วรรคสอง ของรฐั ธรรมนญู แหง่ เครอื รัฐ มหี น้าทใี่ นการใหค้ ำ�แนะนำ�แกผ่ ู้ส�ำ เรจ็ ราชการในการบรหิ ารราชการแผน่ ดิน เชน่ การออกกฎหมายล�ำ ดับรอง การแต่งตงั้ ผบู้ ริหารองค์การบริหาร อิสระ การแต่งตง้ั คณะกรรมการต่างๆ ในฝ่ายบรหิ าร การแต่งตัง้ ผู้พิพากษาและกรรมการในคณะกรรมการ วนิ จิ ฉัยขอ้ พพิ าทในฝา่ ยบรหิ าร การต่อต้ังหรือยุบเลิกกระทรวงตา่ งๆ
ยุบเลิก หรือเปล่ียนแปลงหน้าท่ีและความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหน่ึง ท้ังน้ี เพ่ือใหก้ ระทรวงทไ่ี ด้รบั ผลกระทบจากการเปลย่ี นแปลงอ�ำ นาจหน้าทที่ ั้งหมด สามารถปฏบิ ตั ิ หน้าท่ีท่ีเหลืออยู่หรือที่เพ่ิมข้ึนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี แนวปฏิบัติ ในการถ่ายโอนงบประมาณดังกล่าวไม่มีผลเป็นการขยายกำ�หนดระยะเวลาที่ผูกพัน งบประมาณนน้ั อยู่ ส่วนกรณีการถ่ายโอนบุคลากรระหว่างกระทรวงที่ถูกยุบเลิกหรือถูก เปลี่ยนแปลงหน้าที่รับผิดชอบบางส่วน กับกระทรวงที่ต้ังขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่ รบั ผิดชอบนน้ั มาตรา ๒๙ แห่ง Public Service Act 1922 ให้อ�ำ นาจแก่นายกรฐั มนตรี ที่จะก�ำ หนดหรอื แนะนำ�ให้ปลัดกระทรวงทต่ี ัง้ ข้ึนใหมห่ รอื ท่รี บั โอนหนา้ ท่ีรับผดิ ชอบ กำ�หนด จำ�นวนและระดับตำ�แหน่งในกระทรวงขึ้นเพ่ือรองรับการถ่ายโอนบุคลากรไปจากกระทรวง ท่ีถูกยุบเลิกหรือถูกเปลี่ยนแปลงหน้าที่รับผิดชอบบางส่วน ในการนี้ ผู้ท่ีโอนไปต้องอยู่ ในระดบั (Class) เดยี วกบั ทเ่ี คยครองอยใู่ นกระทรวงเดิม ส่วนการบริหารจัดการภายในกระทรวงน้ัน มีความคาบเกี่ยวระหว่างกฎหมาย ๒ ฉบบั คือ Public Service Act 1922 และ Financial Management and Accountability Act 1997 โดย Public Service Act 1922 จะวา่ ดว้ ยการบรหิ ารบคุ คล ซง่ึ ไดแ้ กป่ ระเภท ของผู้ปฏิบัติงานในกระทรวง การกำ�หนดและการยุบเลิกอัตราตำ�แหน่ง การบรรจุแต่งตั้ง การโอนยา้ ย การพจิ ารณาความดคี วามชอบ วนิ ยั การลา การท�ำ สญั ญาจา้ ง สว่ น Financial Management and Accountability Act 1997 ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากร (resources) ของกระทรวง ไดแ้ ก่การจัดทำ�งบประมาณ การพัสดุ และการบริหารจัดการ ทรัพย์สิน ในการบริหารงานบุคคล Public Service Act 1922 แยกผู้ปฏิบัติงาน ในกระทรวงตา่ ง ๆ ออกเปน็ ๒ ประเภทใหญ่ คอื ขา้ ราชการ (Officer) และลกู จา้ ง (Employee) และมาตรา ๑๐ แบ่งข้าราชการออกเป็น ๓ ประเภท ซ่ึงได้แก่ (๑) ปลัดกระทรวง (the Secretaries) (๒) ผู้บริหารระดับสงู (Senior Executive Service Officers) (๓) ขา้ ราชการ ท่ัวไป (Officers) โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานทุกประเภท ในกระทรวงมีหน้าท่ีบริหารงานของกระทรวงภายใต้การก�ำ กับดูแลของรัฐมนตรีผู้ก�ำ กับดูแล กระทรวงนนั้ 12
13 เพอ่ื ใหก้ ารปฏบิ ตั ริ าชการเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ เปดิ เผย และตรวจสอบได้ เม่อื พ้นวันที่ ๓๐ มิถุนายน ของทุกปี ปลัดกระทรวงต้องจัดทำ�รายงานประจำ�ปีแสดงงาน ทก่ี ระทรวงได้ท�ำ ในรอบปีทผี่ ่านมาเสนอต่อรัฐมนตรีผู้กำ�กับดูแลภายใน ๑๕ ตุลาคม และ รัฐมนตรีผู้กำ�กับต้องเสนอสำ�เนารายงานดังกล่าวต่อท้ังสองสภาเพ่ือพิจารณาภายในวันที่ ๓๑ ตลุ าคม การแต่งต้ังปลัดกระทรวงเป็นอำ�นาจของผู้สำ�เร็จราชการตามคำ�แนะนำ�ของ นายกรัฐมนตร ี แต่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งต้งั ปลัดกระทรวงได้ต่อเม่อื เป็นการเสนอแต่งต้งั แทนตำ�แหน่งทวี่ ่างหรอื คาดวา่ จะวา่ งลง และ Public Service Commissioner หรือปลัด กระทรวงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ได้หารือกับรัฐมนตรีผู้กำ�กับดูแล กระทรวงนั้นแล้วและมีหนังสือรายงานให้นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งต้ังปลัดกระทรวง ปลดั กระทรวงทไ่ี ดร้ บั แตง่ ตง้ั มวี าระการด�ำ รงต�ำ แหนง่ คราวละ ๕ ปี แตอ่ ายตุ อ้ งไมเ่ กนิ ๖๕ ปี และพน้ จากตำ�แหนง่ เมื่ออายคุ รบ ๖๕ ปี หรือครบวาระการดำ�รงตำ�แหนง่ หรือมกี ารยุบเลิก ต�ำ แหนง่ ดงั กล่าว หรอื ผ้สู ำ�เรจ็ ราชการมีค�ำ สัง่ ใหพ้ ้นจากต�ำ แหน่ง ส่วนการแต่งต้ังข้าราชการอ่ืนเป็นอำ�นาจของคณะกรรมการที่ปรึกษาเก่ียวกับ การบรหิ ารจดั การภาครฐั แหง่ เครอื รฐั ออสเตรเลยี (Australian Public Service Management Advisory Board: The Board) แตก่ ารก�ำ หนดตำ�แหน่ง การยุบเลิกตำ�แหน่ง และการก�ำ หนด อำ�นาจหน้าที่ของข้าราชการในแต่ละกระทรวงน้ันเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณ ซง่ึ มาตรา ๔๔ แหง่ Financial Management and Accountability Act 1997 ทใ่ี หอ้ �ำ นาจแก่ หวั หนา้ หนว่ ยงานทจ่ี ะบรหิ ารจดั การทรพั ยากร (resources) ทห่ี นว่ ยงานนน้ั ไดร้ บั การจดั สรร ใหเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ Public Service Act 1922 จึงบัญญตั ใิ หป้ ลัดกระทรวงเปน็ ผมู้ ีอำ�นาจ กำ�หนดและยบุ เลิกตำ�แหนง่ รวมถึงการก�ำ หนดอ�ำ นาจหน้าท่ีข้าราชการในกระทรวง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการที่ปรึกษาเก่ียวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่ง เครือรัฐออสเตรเลียเป็นองค์กรที่มีอำ�นาจกำ�หนดเง่ือนไขเก่ียวกับการทำ�งานและอัตรา เงินเดือนของข้าราชการ และข้าราชการต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติว่าด้วยวินัยตาม Division 6 ของ Part III – The Australian Public Service แหง่ Public Service Act 1922 ดว้ ย
สำ�หรับการจ้างลูกจา้ งนนั้ มาตรา 82AA แห่ง Public Service Act 1922 แบง่ ลูกจา้ งออกเปน็ ๔ ประเภท คือ Continuing employees, Short-term employees, Fixed-term employees และ Overseas employees และมาตรา 82AB ใหค้ ณะกรรมการ ท่ีปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐออสเตรเลียจะออกประกาศกำ�หนด ระดับ (Class) ของลูกจ้างภาครัฐในราชกิจจานุเบกษา ส่วนการกำ�หนดจำ�นวนลูกจ้าง ในกระทรวงตา่ ง ๆ นนั้ เกย่ี วพันกบั การบรหิ ารงบประมาณเช่นกนั ปลัดกระทรวงจึงสามารถ กำ�หนดจำ�นวนการจ้างลูกจ้างของกระทรวงได้เองตามที่เห็นสมควรเพ่ือให้การปฏิบัติหน้าท่ี ของกระทรวงเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ มีข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงกับลูกจ้างนั้นเป็น ความสมั พนั ธต์ ามสญั ญาจา้ ง ซง่ึ มาตรา 82AC แหง่ Public Service Act 1922 ใหป้ ลดั กระทรวง เป็นผ้ทู ำ�สัญญาจ้างลูกจ้าง รวมท้งั กำ�หนดอำ�นาจหน้าท่ีของลูกจ้างภายใต้เง่ือนไขเก่ียวกับ สภาพการจ้างที่คณะกรรมการท่ีปรึกษาเก่ียวกับการบริหารจัดการภาครัฐแห่งเครือรัฐ ออสเตรเลียกำ�หนด ส่วนอัตราค่าจ้างตามสัญญาจ้างนั้น เน่ืองจากเครือรัฐออสเตรเลีย ใช้ระบบค่าจ้างระบบเดียวกันทง้ั ประเทศ อตั ราค่าจ้างที่กำ�หนดจงึ ต้องสอดคล้องกับมติของ Remuneration Tribunal อนั เป็นองคก์ รที่ท�ำ หนา้ ท่พี ิจารณาก�ำ หนดอัตราค่าจา้ งโดยเฉพาะ กรณีการบริหารจดั การทรัพยส์ ินของแต่ละกระทรวงน้นั เป็นไปตาม Financial Management and Accountability Act 1997 ซงึ่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กล่าวใชร้ ะบบการท�ำ งบประมาณแบบ Portfolio Budgeting มาใช้ โดยระบบการท�ำ งบประมาณดังกลา่ วให้อำ�นาจ แก่รัฐมนตรีผู้กำ�กับดูแลกระทรวงท่ีจะกำ�หนดงบประมาณของกระทรวงที่ตนกำ�กับดูแล ใหเ้ หมาะสมและเพยี งพอแกก่ ารปฏบิ ตั งิ านทอ่ี ยใู่ นความรบั ผดิ ชอบของกระทรวง โดยในการ ท�ำ งบประมาณตอ้ งจดั ล�ำ ดบั ความส�ำ คญั ของงานทจ่ี ะด�ำ เนนิ การ นโยบาย แผนการด�ำ เนนิ งาน ประมาณการรายจา่ ย ผลผลติ และผลลพั ธท์ จ่ี ะไดร้ บั จากการด�ำ เนนิ งานดว้ ย เมอ่ื ท�ำ เสรจ็ แลว้ ตอ้ งเสนอไปยงั Expenditure Review Committee เพอ่ื พจิ ารณาวา่ สมควรก�ำ หนดงบประมาณ ให้แตล่ ะกระทรวงเปน็ จ�ำ นวนเทา่ ใด ซ่ึง Expenditure Review Committee จะพจิ ารณา จากความสำ�คัญของงานและความเป็นไปได้ทางการเงิน เมื่อคณะกรรมการดังกล่าว พจิ ารณาแลว้ ไดผ้ ลประการใดกจ็ ะเสนอตอ่ คณะรฐั มนตรเี พอ่ื ด�ำ เนนิ การทางนติ บิ ญั ญตั ติ อ่ ไป 14
15 ส่วนการบริหารจัดการทรัพย์สินของแต่ละหน่วยงานนั้น เป็นไปตาม Part 6 ของพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว โดยมาตรา ๔๑ ใหอ้ สิ ระแกห่ นว่ ยงานตา่ ง ๆ ทจ่ี ะบรหิ ารจดั การ ทรัพย์สินของหน่วยงานตามความเหมาะสม และกำ�หนดเพียงกรอบในการบริหารจัดการ ทรัพย์สินไว้ว่าต้องไม่ใช้ในทางที่ผิด หรือใช้หรือจำ�หน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของทางราชการ โดยไมเ่ หมาะสม หากเกดิ ความเสยี หายขน้ึ แกท่ รพั ยส์ นิ ของทางราชการ ผทู้ ม่ี หี นา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบ เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินต้องรับผิดชอบในความเสียหายท่ีเกิดข้ึน เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ดำ�เนินการอย่างเพียงพอเพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแล้ว และนน่ั ทำ�ใหก้ ารบริหารจดั การทรพั ยส์ ินของแต่ละหน่วยงานเกิดประสิทธภิ าพสงู สดุ ไมใ่ ช่ใช้ ระบบ One size fits all ในการพัสดุ เครือรัฐออสเตรเลียไม่มีกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการพัสดุ โดยเฉพาะเจาะจง โดยมาตรา ๔๔ แหง่ Financial Management and Accountability Act 1997 ใหเ้ ป็นอำ�นาจของหวั หน้าหนว่ ยงานทจ่ี ะบรหิ ารจดั การทรพั ยากร (resources) ของหน่วยงาน อยา่ งเหมาะสม แต่ต้องกำ�หนดให้มีมาตรการทเี่ พียงพอที่จะป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดความเสียหาย หรือทจุ ริตขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี เพ่ือให้การจัดซ้ือจัดจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่า Minister for Finance and Administration ได้อาศัยอ�ำ นาจตาม Regulation 7 (1) ของ Financial Management and Accountability Regulations ออกแนวปฏบิ ัตสิ �ำ หรบั การจัดซ้อื จัดจา้ ง (Commonwealth Procurement Guidelines and Best Practice Guideline) ขน้ึ เพอ่ื ให้ หน่วยงานภาครัฐถอื ปฏิบตั ิในการจัดซ้อื จดั จ้างวา่ การจัดซื้อจัดจา้ งตอ้ งคำ�นึงถงึ ความคุ้มค่า (value for money) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (efficiency and effectiveness) ความนา่ เชอ่ื ถอื และโปรง่ ใส (accountability and transparency) เปน็ การพฒั นาอตุ สาหกรรม (industry development) และตอ้ งสง่ เสรมิ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดยอ่ ม นขี่ ้อมูลเมือ่ หลายปีมาแล้วนะครบั แต่คงจะเป็นประโยชนบ์ ้าง
วชั ชกานต ์ เศาภายน* บทน�ำ และความส�ำ คญั เมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีองค์ประกอบสำ�คัญ ได้แก่ ๑) การปกครองในระบบนติ ริ ฐั หรอื นติ ธิ รรม ๒) การมงุ่ คมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน ๓) การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนทส่ี ามารถเลอื กผนู้ �ำ ขน้ึ ปกครองประเทศได้ เปน็ ตน้ ประเทศ ทป่ี กครองในระบอบประชาธปิ ไตยโดยมรี ฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอ์ กั ษรเปน็ กฎหมายแมบ่ ทนน้ั *นติ ิศาสตรบัณฑิต มหาวทิ ยาลยั รามค�ำ แหง, นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑิต สาขากฎหมายมหาชน มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย,์ ปจั จบุ นั เปน็ พนกั งานราชการรฐั สภา ต�ำ แหนง่ นกั วชิ าการสนบั สนนุ งานนติ บิ ญั ญตั ิ ส�ำ นกั กรรมาธกิ าร ๓ ส�ำ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร 16
17 ในรัฐธรรมนูญจะต้องบัญญัติเร่อื งเหล่าน้นั ไว้ด้วยเสมอ ส่วนสังคมการเมืองการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้เลือกยอมรับ ระบบราชการ ไมว่ า่ จะเปน็ คา่ นยิ ม ทศั นคตติ า่ ง ๆ สอดรบั กบั การมอี �ำ นาจในระบบราชการ ซง่ึ สามารถน�ำ พาไปสกู่ ารมอี �ำ นาจในทางสงั คมและทางการเมอื งไดด้ ว้ ย โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การยึดเอาหลักความเป็นปัจเจกชน (Individual) ตามหลักสิทธิและเสรีภาพภายใต้กรอบ แนวคิดของระบอบประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ ด้วยการแสดงออกในรูปแบบของ พฤติกรรมทางการเมืองท่ีมีลักษณะเกินขอบเขตและละเมิดเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของ สาธารณชนอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ประกอบกบั ปจั จบุ นั ประชาชนยงั ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั กฎเกณฑ์ ระเบยี บแบบแผนของกฎหมาย สง่ ผลใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ ซง่ึ มรี ปู แบบและวธิ กี ารทซ่ี บั ซอ้ น อนั มแี นวโนม้ เพม่ิ ระดบั ความรนุ แรงมากขน้ึ ระบบนิติรัฐเป็นส่วนหน่ึงของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ระบอบการเมอื งการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพอ่ื ประชาชน คอื ประชาชน เป็นเจ้าของอำ�นาจอธิปไตย ดังน้ัน อำ�นาจสูงสุดในการปกครองจึงเป็นของประชาชน ประชาชนเปน็ ผกู้ �ำ หนดตวั ผปู้ กครองตง้ั แตก่ ารแตง่ ตง้ั การถอดถอนผา่ นกระบวนการเลอื กตง้ั ผทู้ จ่ี ะเขา้ มาทำ�หนา้ ทป่ี กครองตอ้ งเสนอตวั ใหป้ ระชาชนเชอ่ื วา่ เปน็ ผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถ และมีคุณธรรมเหมาะสมท่ีจะเป็นผู้นำ�และมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน มีแนวทางในการสร้างสรรค์และการพัฒนาชีวิตท่ีดีให้กับประชาชน ระบบนิติรัฐให้ความ สำ�คัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนซ่งึ การมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การท่ี บุคคลกระทำ�การในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงหรือในประเด็นท่ีบุคคลน้ันสนใจ ไม่ว่าจะได้กระทำ� การเพ่ือแสดงถึงความสนใจอย่างจริงจังหรือไม่ก็ตาม และไม่จำ�เป็นท่ีบุคคลน้ันจะต้อง เก่ียวข้องกับกิจกรรมน้ันโดยตรงก็ได้ แต่มีทัศนคติ ความคิดเห็น ความสนใจ ห่วงใย เพยี งพอแลว้ ทจ่ี ะเรยี กวา่ เปน็ การมสี ว่ นรว่ มได ้ และยงั ไดใ้ หค้ �ำ จ�ำ กดั ความของการมสี ว่ นรว่ ม ของประชาชนว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” หมายถึง การท่ีกลุ่มประชาชนหรือ สมาชิกของชุมชนท่กี ระทำ�การออกมาในลักษณะของการทำ�งานร่วมกัน อันแสดงให้เห็น ถึงความต้องการร่วมกัน ความสนใจท่ีมีร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ต้องการให้บรรลุถึง เป้าหมายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองร่วมกัน เพ่ือให้เกิดอำ�นาจในการต่อรอง
ไมว่ า่ จะทางตรงหรอื ทางออ้ ม หรอื การด�ำ เนนิ การเพอ่ื ใหเ้ กดิ อ�ำ นาจตอ่ รองในทางการเมอื ง เศรษฐกจิ การปรบั ปรงุ สถานภาพทางสงั คมในกลมุ่ ชมุ ชน๑ ในบทความน้ีผู้เขียนจะได้ศึกษาถึง ๑) ความเป็นมาและองค์ประกอบของ หลักนิติรัฐกับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ๒) ปัญหา อุปสรรค และแนวทาง การพฒั นาระบอบประชาธปิ ไตยในระบบนติ ริ ฐั ตามบทบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ เพอ่ื หาแนวทางในการพฒั นาระบบ นติ ริ ฐั ของการเมอื งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยทเ่ี หมาะสมกบั ประเทศไทยตอ่ ไป แนวคดิ หลกั การ และทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ ง ส�ำ หรบั บทความในเรอ่ื งนม้ี แี นวคดิ หลกั การ และทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ้ ง ดงั ตอ่ ไปน ้ี ๑) หลักนิติรัฐ ๒) หลักนิติธรรม ๓) หลักนิติรัฐท่ีปรากฏร่องรอยในรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ ๔) หลกั นติ ริ ฐั ทป่ี รากฏรอ่ งรอยในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ๕) หลกั นติ ริ ฐั ทป่ี รากฏรอ่ งรอยในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ๖) แนวคดิ การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย แบบมสี ว่ นรว่ มโดยประชาชน คำ�ว่า “นิติรัฐ” (Legal State) เป็นแบบของการจัดต้ังประชาคมการเมือง (Political Community) ในรปู ของระบบรฐั แยกก�ำ ลงั บงั คบั ภายใตอ้ �ำ เภอใจออกจากตวั บคุ คล ทเ่ี ปน็ ผปู้ กครอง (coercion of men) ไปเปน็ อ�ำ นาจทางการเมอื งการปกครองทอ่ี ยภู่ ายใต้ กฎหมาย โดยทก่ี ารไดม้ าและการด�ำ รงอยขู่ องอ�ำ นาจทางการเมอื งการปกครองทอ่ี ยภู่ ายใต ้ กฎหมายนน้ั คงอยบู่ นรากฐานของหลกั ยดึ พน้ื ฐาน ๕ ประการ คอื กฎเกณฑ ์ ระเบยี บ แบบแผน ความเชอ่ื ถอื ศรทั ธา สนั ตวิ ธิ ี และความยตุ ธิ รรม๒ ๑ เกยี รตขิ จร วจั นะสวสั ด,์ิ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนตอ่ การด�ำ เนนิ นโยบายรฐั บาลดา้ นการบรหิ าร จดั การ, (กรงุ เทพฯ : กองแผนงานและสารสนเทศ กรมการจดั หางาน กระทรวงแรงงาน, ๒๕๕๐), หนา้ ๑. ๒ เชาวนะ โตรมาศ, “ศาลรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ,” รวมบทความทางวิชาการ ชุดท่ี ๓ ศาลรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ, (กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั พี เพรส จ�ำ กดั , ๒๕๔๗), หนา้ ๘๑ - ๘๔. 18
19 ทง้ั น้ี เพอ่ื น�ำ ประชาคมการเมอื งไปสกู่ ารบรรลเุ ปา้ หมายของรฐั ในทส่ี ดุ แมจ้ ะ ด�ำ เนนิ ไปตามหลกั เกณฑแ์ ละแนวทางเฉพาะทางของตนแลว้ แตเ่ มอ่ื ประกอบกนั เปน็ ผลรวม ในทา้ ยทส่ี ดุ แลว้ กจ็ ะสามารถบรรลถุ งึ เปา้ หมายรวมของรฐั (Ultimate goal) ๑. หลกั นติ ริ ฐั (Rechtsstaatsprinzip) หลักนิติรัฐเป็นหลักการสำ�คัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานของประชาชน เพ่ือให้ประชาชน สามารถดำ�รงชีวิตอยู่ภายในรัฐได้อย่างสมศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ มีนักวิชาการได้ให้ ค�ำ จ�ำ กดั ความไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี กาเร เดอ มัลแบร์ กล่าวไว้ว่า๓ รัฐและหน่วยงานของรัฐทำ�การ เพอ่ื ประโยชนส์ าธารณะและอยใู่ นฐานทเ่ี หนอื กวา่ เอกชน มอี �ำ นาจกอ่ ใหเ้ กดิ ความเคลอ่ื นไหว ในสิทธิและหน้าท่ีแก่เอกชนได้ฝ่ายเดียวโดยเอกชนไม่ต้องให้ความยินยอม กฎหมาย มหาชนให้อำ�นาจแก่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐดำ�เนินการเพ่ือประโยชน์สาธารณะได้ ในฐานะทเ่ี หนือกวา่ เอกชน แต่กฎหมายน้นั กจ็ ะจ�ำ กดั อ�ำ นาจของรฐั หรอื หน่วยงานของรฐั ไมใ่ หใ้ ชอ้ �ำ นาจนอกกรอบทก่ี ฎหมายก�ำ หนดไว้ ผลทต่ี ามมากค็ อื ตอ้ งมกี ารควบคมุ การกระท� ำ โดยองคก์ รของรฐั ทกุ องคก์ ร ไมว่ า่ จะเปน็ การกระท�ำ โดยองคก์ รฝา่ ยตลุ าการ (ค�ำ พพิ ากษา หรอื ค�ำ สง่ั ) หรอื การกระท�ำ โดยองคก์ รของรฐั ฝา่ ยบรหิ าร (กฎ ค�ำ สง่ั ทางปกครอง) ใหเ้ ปน็ ไป โดยชอบด้วยกฎหมาย และหลักนิติรัฐได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างอำ�นาจการเมือง กบั กฎหมายในฐานะทอ่ี งคก์ รของรฐั องคก์ รหนง่ึ ไดแ้ ก ่ รฐั สภาสามารถตรากฎหมายไดด้ ว้ ย กระบวนการของรฐั สภาผา่ นบคุ คลทป่ี ระกอบขน้ึ เปน็ องคก์ รรฐั สภานน้ั การมองหลกั นติ ริ ฐั ในมติ นิ จ้ี ะเหน็ ไดว้ า่ การเมอื งเป็นทม่ี าของกฎหมายแต่การมองในอกี มติ หิ นง่ึ เม่อื ได้มีการ ตรากฎหมายขน้ึ แลว้ อ�ำ นาจการเมอื งซง่ึ ไดแ้ ฝงอยตู่ ามองคก์ รทง้ั หลายของรฐั รวมตลอดถงึ บุคคลท้ังหลายน้ัน จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายด้วย เน่ืองจากหลักนิติรัฐเป็นเร่ืองของ ๓ ชาญชยั แสวงศกั ด,์ิ ศาลปกครองกบั การด�ำ เนนิ งานของต�ำ รวจ, (กรงุ เทพฯ : ส�ำ นกั งาน ศาลปกครอง, ๒๕๔๕), หนา้ ๔ - ๗.
หลกั การปกครอง โดยกฎหมายอาศยั กฎหมายเปน็ เครอ่ื งมอื ในการปกครองมรี ฐั ธรรมนญู เป็นกฎหมายสูงสุดควบคุมมิให้กฎหมายและการกระทำ�ของเจ้าหน้าท่ีรัฐหรือหน่วยงาน ของรัฐขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อีกท้ัง รัฐธรรมนูญได้ทำ�หน้าท่ีเป็นกฎหมายพ้ืนฐาน ทางอ�ำ นาจระหวา่ งองคก์ รทางการเมอื งการปกครองของรฐั ศาสตราจารย์ ดร.บรรเจดิ สงิ คะเนติ ไดใ้ หค้ วามหมายของหลกั นติ ริ ฐั ไวว้ า่ ๔ หมายถึง รัฐแห่งความมีเหตุผลอันเป็นรูปท่ีปกครองตามเจตจำ�นงโดยรวมท่ีมีเหตุผล และมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื สง่ิ ทด่ี ที ส่ี ดุ ส�ำ หรบั สงั คมเปน็ การทว่ั ไป รองศาสตราจารย์สมยศ เช้ือไทย ได้ให้ความหมายของหลักนิติรัฐว่า๕ หมายถึง รัฐซ่ึงยอมรับรองและให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพข้ันพ้ืนฐานแก่ราษฎร เพ่ือท่ีราษฎรจะได้ใช้สิทธิเสรีภาพเช่นว่าน้ันพัฒนาบุคลิกภาพของตนได้ตามท่ีแต่ละคน เห็นสมควร รัฐจึงยอมจำ�กัดอำ�นาจโดยยอมอยู่ภายใต้กฎหมายของตนเองเพ่อื เป็นหลัก ประกนั สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน รองศาตราจารย ์ ดร.ภรู ชิ ญา วฒั นรงุ่ ใหค้ �ำ จ�ำ กดั ความหลกั นติ ริ ฐั ไวว้ า่ ๖ เป็นหลักการปกครอง โดยกฎหมาย มิใช่การปกครองตามอำ�เภอใจ และเป็นระบบ ท่ีสร้างข้ึนมาโดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นหลักการป้องกันและแก้ไขเยียวยาการใช้อ�ำ นาจรัฐ ตามอำ�เภอใจของฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ เพ่ือคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชน กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลักนิติรัฐเป็นหลักการปกครองพ้ืนฐานของรัฐ ท่ีปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยรัฐยอมรับรองและให้ความคุ้มครองสิทธิ และเสรภี าพแกร่ าษฎร เพอ่ื ราษฎรจะไดใ้ ชส้ ทิ ธิ และเสรภี าพนน้ั ไดอ้ ยา่ งสมศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ ๔ บรรเจดิ สงิ คะแนต,ิ หลักนิติรัฐ (des Rechtsstaatsprinzip). ใน เอกบุญ วงศ์สวัสด์กิ ุล, หลกั นติ ริ ฐั นติ ธิ รรม, (กรงุ เทพฯ : โรงเพมิ พห์ นา้ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๕๓), หนา้ ๒๓๓. ๕ สมยศ เชอ้ื ไทย, หลกั นติ ริ ฐั , เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๑๓๓. ๖ภรู ชิ ญา วฒั นรงุ่ , ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกย่ี วกบั กฎหมายมหาชน, (กรงุ เทพฯ : ม.ป.ท., ๒๕๕๖), หนา้ ๑๑๓. 20
21 อนง่ึ รฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมายสงู สดุ ของประเทศ หลกั นติ ริ ฐั จงึ เปน็ หลกั การพ้นื ฐานส�ำ คัญ ในการปกครองภายใต้หลกั การทว่ี า่ การกระท�ำ อนั ใดทเ่ี ป็นการลกุ ล�ำ้ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนจะกระท�ำ ไดต้ อ่ เมอ่ื มกี ฎหมายใหอ้ �ำ นาจไวเ้ ทา่ นน้ั เรยี กวา่ การกระทำ�ทางปกครองตอ้ งชอบดว้ ยกฎหมายภายใตห้ ลักนติ ิรัฐ รัฐไม่อาจใชอ้ �ำ นาจตาม อ�ำ เภอใจของตนได้ รฐั จะกระท�ำ การใดไดต้ อ่ เมอ่ื มกี ฎหมายใหอ้ �ำ นาจไว ้ โดยกระท�ำ ตาม วธิ กี าร รปู แบบ และวตั ถปุ ระสงคท์ ก่ี ฎหมายก�ำ หนดไวเ้ ทา่ นน้ั ๒. หลกั นติ ธิ รรม (The Rule of Law) หลักนิติธรรม๗ เป็นหลักการพ้ืนฐานสำ�คัญของการปกครอง แบบประชาธปิ ไตยและการคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน หลกั นติ ธิ รรมมที ม่ี าจาก ประเทศองั กฤษ ปจั จบุ นั หลกั นติ ธิ รรมเปน็ แนวคดิ ทไ่ี มห่ ยดุ นง่ิ แตแ่ ปรเปลย่ี นไปตามสภาพ ของสงั คม ในสังคมไทย มีนักกฎหมายและนักวิชาการหลายท่านท่ีได้อ้างและให้ ความหมายของหลักนิติธรรมไว้ต่าง ๆ มากมาย โดยได้อธิบายถึงแนวคิดเก่ยี วกับหลัก นติ ธิ รรมซง่ึ ค�ำ อธบิ ายดงั กลา่ ว จะมลี กั ษณะคลา้ ย ๆ กนั ซง่ึ ความเหน็ ของนกั กฎหมาย และนกั วชิ าการทางนติ ศิ าสตรไ์ ดใ้ หค้ �ำ จ�ำ กดั ความไวด้ งั ตอ่ ไปน้ี ศาสตราจารย์ ดร.ปรดี ี เกษมทรพั ย์ ไดอ้ ธบิ ายค�ำ วา่ “นติ ธิ รรม” หมายถงึ การปกครองโดยกฎหมายเปน็ ใหญม่ ใิ ชค่ นเปน็ ใหญ ่ โดยกลา่ ววา่ ในประเทศทถ่ี อื หลกั การน้ ี เม่ือเกิดความขัดแย้งระหว่างราษฎรด้วยกัน หรือระหว่างราษฎรกับข้าราชการ หรือแม้ กระท่ังระหว่างราษฎรกับผู้มีอำ�นาจใหญ่โตของบ้านเมือง เกิดปัญหาว่าฝ่ายใดผิด ฝา่ ยใดถกู ควรจะบงั คบั การใหเ้ ปน็ อยา่ งใด กฎเกณฑห์ รอื เครอ่ื งมอื วดั ทจ่ี ะน�ำ มาชข้ี าดปญั หา เหลา่ น้ี คอื ตวั บทกฎหมายของบา้ นเมอื งไมใ่ ชช้ ข้ี าดบงั คบั บญั ชาไปตามอารมณห์ รอื ตาม อ�ำ เภอใจของผมู้ อี �ำ นาจ ถา้ หลกั การนฝ้ี งั รากฐานลงในประเทศชาตบิ า้ นเมอื งใดอยา่ งมน่ั คงแลว้ ๗ ประสิทธ์ิ ปิวาวัฒนพานิช, “ความหมายและองค์ประกอบของหลักนิติธรรม (The Meaning and Core Elements of the Rule of Law),” วารสารสถาบนั พระปกเกลา้ , (กนั ยายน - ธนั วาคม ๒๕๕๘,) หนา้ ๕ - ๑๕.
บา้ นเมอื งนน้ั กจ็ ะมขี อ่ื มแี ป ท�ำ ใหผ้ มู้ กี �ำ ลงั มากกวา่ ไมก่ ลา้ และไมอ่ าจขม่ เหงผมู้ กี �ำ ลงั นอ้ ยกวา่ ผ้มู ีสติปัญญาฉลาดกว่า ไม่กล้าเอารัดเอาเปรียบผ้มู ีสติปัญญาด้อยกว่า กล่าวโดยสรุป คือ หลักนิติธรรม เป็นหลักท่ไี ม่ให้คนข่มเหงและเอารัดเอาเปรียบกัน โดยถือกฎหมายเป็นหลัก เปน็ ประธานในการปกครองบา้ นเมอื งนน่ั เอง อาจารยธ์ านนิ ทร์ กรยั วเิ ชยี ร ไดอ้ ธบิ าย The Rule of Law ซง่ึ ทา่ นแปลวา่ “นิติธรรมวินัย” หมายถึง หลักการแห่งกฎหมายท่ีเทิดทูนศักด์ิแห่งความเป็นมนุษย์ และยอมรับนับถือสิทธิและเสรีภาพ แห่งมนุษยชนทุกแง่ทุกมุม รัฐต้องให้ความอารักขา คมุ้ ครองมนษุ ยชนใหพ้ น้ จากลทั ธทิ รราชย์ หากมขี อ้ พพิ าทใด ๆ เกดิ ขน้ึ ไมว่ า่ รฐั กบั เอกชน หรอื ระหวา่ งเอกชนกบั เอกชน ศาลสถติ ยตุ ธิ รรมเทา่ นน้ั ทม่ี อี �ำ นาจอสิ ระและเดด็ ขาดในการ ตดั สนิ ขอ้ พพิ าทนน้ั ตามกฎหมายของบา้ นเมอื ง ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายความหมายของหลักนิติธรรม หมายถงึ ไมใ่ ชข่ อ้ ก�ำ หนดหรอื บทบญั ญตั ทิ ง้ั หลายทม่ี อี ยใู่ นตวั กฎหมายหรอื กฎอนั เปน็ หลกั ในมาตราตา่ ง ๆ ก�ำ หนดไว้ แตห่ มายถงึ กฎทบ่ี งั คบั ตวั บทกฎหมายหรอื บงั คบั กฎหมาย ลกั ษณะตา่ ง ๆ ในกฎหมายเหลา่ นน้ั ตอ้ งอยใู่ นกรอบในบงั คบั ของกฎนน้ั อกี ชน้ั หนง่ึ ท่านอรรถนิติ ดิษฐอำ�นาจ อดีตประธานศาลฎีกา ได้กล่าวว่า หลกั นติ ธิ รรมหรอื The Rule of Law คอื การปกครองโดยกฎหมายซง่ึ เปน็ ธรรม ประการแรก กฎหมายท่อี อกใช้บังคับต้องออก เพ่อื ประโยชน์ของประชาชนไม่ใช่เพ่อื ประโยชน์ส่วนตัว ประการทส่ี อง การบงั คบั ใชก้ ฎหมายตอ้ งไมเ่ ลอื กปฏบิ ตั ิ กลา่ วคอื ไมใ่ หส้ ทิ ธคิ นหนง่ึ ดกี วา่ คนหน่ึง ในการวินิจฉัยว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ ในแง่ของกฎหมาย นักกฎหมาย จะพิจารณาจากคนในสังคมท่มี ีเหตุผลและมีความร้สู ึกผิดชอบซ่งึ ไม่มีส่วนได้เสียในเร่อื งน้นั มาเป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยว่าส่งิ น้นั เป็นส่งิ ท่ถี ูกต้องยุติธรรมหรือไม่ ความยุติธรรมน้เี ป็น สาระสำ�คัญของกฎหมายและเป็นอุดมการณ์ของนักกฎหมาย เป็นความต้องการ ของมนษุ ยแ์ ละของทกุ สงั คม นายเสนาะ เอกพจน์ ผพู้ พิ ากษา ไดอ้ ธบิ ายความหมายของหลกั นติ ธิ รรม ในเชงิ การตรากฎหมายวา่ ควรมลี กั ษณะอยา่ งไร รวมทง้ั หลกั ความเปน็ อสิ ระของผพู้ พิ ากษา ในการพจิ ารณาคดี โดยกลา่ ววา่ The Rule of Law น้ี มไิ ดม้ งุ่ อธบิ ายหรอื วจิ ารณก์ นั วา่ มีความศักด์สิ ิทธ์เิ พียงใด หากแต่ต้องพิจารณาว่า บ้านเมืองประเทศชาติท่ตี ้องปกครอง 22
23 เพ่ือสันติ โดยต้องมีกฎหมายเป็นเคร่ืองมือน้ัน เราควรจะตรากฎหมายออกมา ในรูปลักษณะใด ยึดเอาอะไรเป็นหลักและทำ�อย่างไรผู้พิพากษาจึงจะพิจารณาพิพากษา ขอ้ พพิ าทตามบทกฎหมายนน้ั ๆ ไดอ้ ยา่ งอสิ ระจรงิ ๆ มใิ ชอ่ สิ ระตามทฤษฎี มากกวา่ ทจ่ี ะมา พจิ ารณาถงึ ความศกั ดส์ิ ทิ ธข์ิ องกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน การให้คำ�อธิบายเก่ียวกับเน้ือหาของหลักนิติธรรม อาจจะแตกต่างกันอยู่บ้างในรายละเอียด แต่องค์ประกอบสำ�คัญของหลักนิติธรรมน้ัน ต�ำ ราตา่ ง ๆ ไมไ่ ดอ้ ธบิ ายความแตกตา่ งกนั มากนกั องคป์ ระกอบทส่ี �ำ คญั ของหลกั นติ ธิ รรม คือ ความคาดหมายได้ของการกระทำ�ของรัฐ ความชัดเจนของกฎหมาย ความม่ันคง ของกฎหมาย ความเปน็ กฎเกณฑท์ ว่ั ไปของกฎหมาย ความเปน็ อสิ ระของศาล การเคารพ ในหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ ตลอดจนความสะดวกในการเข้าถึงกระบวนการ ยตุ ธิ รรม ดงั เชน่ ค�ำ อธบิ ายของ Lon L. Fuller นกั นติ ศิ าสตรท์ ม่ี ชี อ่ื เสยี งชาวอเมรกิ นั ทเ่ี หน็ วา่ กฎหมายทจ่ี ะท�ำ ใหห้ ลกั นติ ธิ รรมปรากฏเปน็ จรงิ ไดน้ น้ั ตอ้ งมลี กั ษณะทส่ี �ำ คญั คอื ๑) กฎหมายจะต้องบังคับเป็นการท่ัวไปกับบุคคลทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ องคก์ รเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ๒) กฎหมายจะตอ้ งไดร้ บั การประกาศใชอ้ ยา่ งเปดิ เผย ๓) กฎหมายจะต้องได้รับการตราข้ึนให้มีผลบังคับไปในอนาคต ไม่ใช่ ตราขน้ึ เพอ่ื ใชบ้ งั คบั ยอ้ นหลงั ไปในอดตี ๔) กฎหมายจะตอ้ งไดร้ บั การตราขน้ึ โดยมขี อ้ ความทช่ี ดั เจน เพอ่ื หลกี เลย่ี ง มใิ หเ้ กดิ การบงั คบั ใชท้ ไ่ี มเ่ ปน็ ธรรม ๕) กฎหมายจะตอ้ งไมม่ ขี อ้ ความทข่ี ดั แยง้ กนั เอง ๖) กฎหมายจะตอ้ งไมเ่ รยี กรอ้ งใหบ้ คุ คลปฏบิ ตั ใิ นสง่ิ ทไ่ี มอ่ าจเปน็ ไปได้ ๗) กฎหมายจะต้องมีความม่นั คงตามสมควร แต่จะต้องเปิดโอกาสให้ แกไ้ ขใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพของสงั คมทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปได้ ๘) กฎหมายท่ีได้รับการประกาศใช้แล้วจะต้องได้รับการบังคับให้ สอดคลอ้ งตอ้ งกนั กลา่ วคอื ตอ้ งบงั คบั การใหเ้ ปน็ ไปตามเนอ้ื หาของกฎหมายทไ่ี ดป้ ระกาศ ใชแ้ ลว้ นน้ั
๓. หลักนิติรัฐท่ีปรากฏร่องรอยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” เร่ิมเป็นท่ีแพร่หลายในสังคมไทย หลักนิติรัฐ หรือหลักนิติธรรมท่ีดูเป็นนามธรรมปรากฏให้เป็นลายลักษณ์อักษรในบทบัญญัติของ รฐั ธรรมนญู พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙ บญั ญตั วิ า่ “การจ�ำ กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพ ของบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำ�มิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำ�นาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะเพ่ือการท่ีรัฐธรรมนูญน้ีกำ�หนดไว้และเท่าท่ีจำ�เป็นเท่าน้ัน และจะ กระทบกระเทือนสาระสำ�คัญแห่งสิทธิและเสรีภาพน้นั มิได้” และในวรรคสอง “กฎหมาย ตามวรรคหน่ึงต้องมีผลใช้บังคับเป็นการท่ัวไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณี หนง่ึ เปน็ การเจาะจง ทง้ั ตอ้ งระบบุ ทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู ทใ่ี หอ้ �ำ นาจในการตรากฎหมาย นน้ั ดว้ ย” หรอื ในมาตรา ๒๘ วรรคสอง ทบ่ี ญั ญตั วิ า่ “บคุ คลซง่ึ ถกู ละเมดิ สทิ ธหิ รอื เสรภี าพ ท่ีรัฐธรรมนูญน้ีรับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญน้ีเพ่ือใช้สิทธิทางศาล หรอื ยกขน้ึ เปน็ ขอ้ ตอ่ สใู้ นศาลได”้ ในทางทฤษฎกี ฎหมายและทฤษฎวี า่ ดว้ ยรฐั แลว้ ขอ้ ความคดิ เรอ่ื ง “นติ ริ ฐั ” ในภาคพน้ื ยโุ รป (Rechtsstaat ในภาษาเยอรมนั หรอื Etat de droit ในภาษาฝรง่ั เศส) มคี วามแตกตา่ งในสาระส�ำ คญั จากขอ้ ความคดิ เรอ่ื ง “การปกครองโดยกฎหมาย” หรอื “Rule of Law” ของระบบกฎหมายแองโกแซกซอน ซง่ึ ต�ำ ราภาษาไทยแปลวา่ “หลกั นติ ธิ รรม” หลักนิติรัฐตามคติของภาคพ้ืนยุโรปเร่ิมพัฒนาเม่ือปลายศตวรรษท่ ี ๑๙ ตอ่ ตน้ ศตวรรษท่ี ๒๐ โดยนกั กฎหมายเยอรมนั รฐั ทม่ี คี ณุ สมบตั เิ ปน็ “นติ ริ ฐั ” คอื รฐั ท่ ี ยอมลดตนเองลงมาอยู่ภายใต้ระบบกฎหมาย ในนิติรัฐ อำ�นาจมหาชนท้ังหลายจะมี และใชไ้ ดต้ อ่ เมอ่ื มกี ฎหมายก�ำ หนด ในขณะทป่ี จั เจกชนกม็ ชี อ่ งทางฟอ้ งคดตี อ่ องคก์ รตลุ าการ เพ่อื ตรวจสอบควบคุม หลักนิติรัฐตามคติของยุโรปเรียกร้องให้องค์กรผ้ใู ช้อำ�นาจมหาชน ทง้ั หลายจะใชอ้ �ำ นาจไดก้ ต็ อ่ เมอ่ื มกี ฎหมายก�ำ หนด หรอื ทเ่ี รยี กวา่ “ไมม่ กี ฎหมาย ไมม่ อี �ำ นาจ” และเม่อื ใช้อำ�นาจก็ต้องใช้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย เป็นการแปรสภาพจาก “อำ�นาจด้งั เดิม ทไ่ี มม่ ขี อ้ จ�ำ กดั ” (Puissance) ใหก้ ลายเปน็ “อ�ำ นาจตามกฎหมาย” (Competences) 24
25 จะเห็นได้ว่า หลักนิติรัฐ เร่ิมต้นท่ีรูปแบบและความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐกับระบบกฎหมาย ต่อมาเม่ืออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยเบ่งบาน และเพ่ือแก้ไข บทเรียนจากรัฐเผด็จการซ่ึงอ้างว่ากระทำ�การในนามของกฎหมาย หลักนิติรัฐก็เรียกร้อง ขยายเขา้ ไปสเู่ นอ้ื หาและคณุ ภาพของกฎหมาย กลา่ วคอื กฎหมายในนติ ริ ฐั ตอ้ งมเี นอ้ื หา ทแ่ี นน่ อนชดั เจน ไมม่ โี ทษยอ้ นหลงั ไดส้ ดั สว่ น มคี วามเปน็ ธรรมและเสมอภาค อาจกลา่ วไดว้ า่ หลกั นติ ริ ฐั เรม่ิ ขยบั เขา้ ใกลก้ บั หลกั นติ ธิ รรมมากขน้ึ หลักนิติธรรม หรือ “Rule of Law” ตามคติของแองโกลแซกซอน เรม่ิ แพรห่ ลาย Albert Venn Dicey กลา่ วไวใ้ น Introduction to the study of the Law of the Constitution (๑๘๘๕) หนงั สอื ทเ่ี ปน็ อนสุ าวรยี ข์ องเขาวา่ Rule of Law มเี นอ้ื หาหลกั ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ๑) ไมม่ บี คุ คลใดถกู ลงโทษหรอื ถกู กระทบซง่ึ สทิ ธแิ ละรา่ งกาย เวน้ แตม่ ี การกระทำ�ซ่งึ ขัดต่อกฎหมายท่ตี ราข้นึ ด้วยกระบวนการปกติธรรมดาและศาลปกติธรรมดา วนิ จิ ฉยั วา่ มกี ารกระท�ำ ทข่ี ดั ตอ่ กฎหมายนน้ั หมายความวา่ Rule of Law ตรงกนั ขา้ มกบั ระบบการปกครองท่ีอนุญาตให้เจ้าหน้าท่ีใช้อำ�นาจตามอำ�เภอใจหรือมีดุลพินิจ ๒) ไม่มี บุคคลใดอยู่เหนือกฎหมาย บุคคลต้องอยู่ภายใต้กฎหมายปกติธรรมดา และอยู่ภายใต้ ระบบศาลปกติธรรมดาอย่างเท่าเทียมกัน ดังน้นั การสร้างระบบศาลเฉพาะสำ�หรับฝ่าย ปกครองจงึ ไมเ่ ปน็ ไปตาม Rule of Law ๓) สทิ ธแิ ละเสรภี าพใน Rule of Law เกดิ จากการ รบั รองโดยกฎหมายปกตธิ รรมดาหรอื ศาลปกตธิ รรมดา ไมใ่ ชเ่ กดิ จากรฐั ธรรมนญู ความคดิ เรอ่ื ง Rule of Law ของ Dicey ไมไ่ ดเ้ ปน็ ระบบระเบยี บหรอื สร้างหลักการท่ัวไป แต่มุ่งหมายเอากับกรณีเฉพาะในอังกฤษเท่าน้ัน เพ่ือคุ้มครองสิทธิ และเสรภี าพของประชาชน แมค้ วามคดิ ของ Dicey จะถกู วจิ ารณอ์ ยา่ งมาก โดยเฉพาะประเดน็ ท่ี Dicey ไมย่ อมรบั อ�ำ นาจดลุ พนิ จิ ของเจา้ หนา้ ทไ่ี มย่ อมรบั ระบบศาลปกครอง และสนบั สนนุ ความสงู สดุ ของรฐั สภามากกวา่ ความสงู สดุ ของรฐั ธรรมนญู แตก่ น็ บั ไดว้ า่ Dicey เปน็ ผรู้ เิ รม่ิ และท�ำ ให้ Rule of Law แพรห่ ลาย นักคิดฝ่ายแองโกลแซกซอนในร่นุ ถัดมา ได้พัฒนาหลักนิติธรรมคลาสสิก ของ Dicey ใหช้ ดั เจนขน้ึ โดย Joseph Raz นน้ั ไดส้ รปุ ใหเ้ หน็ เปน็ รปู ธรรมถงึ “Rule of Law” ว่า ต้องประกอบด้วย ๑) กฎหมายต้อง มีผลบังคับไปข้างหน้ามากกว่ามีผลย้อนหลัง
๒) กฎหมายต้องมีความม่ันคงและแน่นอน ไม่ถูกเปล่ียนแปลงบ่อย ๓) กฎเกณฑ์ และกระบวนการในการตรากฎหมายตอ้ งชดั เจน ๔) หลกั ความเปน็ อสิ ระขององคก์ รตลุ าการ ต้องได้รับการประกัน ๕) หลักการเก่ียวกับความยุติธรรมตามธรรมชาติต้องได้รับ ความเคารพ โดยเฉพาะอย่างย่งิ กระบวนการพิจารณาคดีท่เี ป็นธรรม การฟังความทุกฝ่าย ๖) องคก์ รตลุ าการมอี �ำ นาจควบคมุ การกระท�ำ ขององคก์ รอน่ื อ�ำ นาจนไ้ี มไ่ ดไ้ รซ้ ง่ึ ขอบเขต หากแตต่ อ้ งเปน็ ไปเพอ่ื ตรวจสอบการใชอ้ �ำ นาจขององคก์ รตา่ ง ๆ ใหอ้ ยใู่ นกรอบของกฎหมาย ๗) สิทธิการเข้าถึงองค์กรตุลาการต้องได้รับการรับรองและเป็นไปโดยง่าย ๘) องค์การ ในกระบวนการยตุ ธิ รรมทางอาญาไมม่ อี �ำ นาจดลุ พนิ จิ เวน้ แตม่ กี ฎหมายก�ำ หนด จากขอ้ สรปุ ในความคดิ เหน็ ของ Joseph Raz นน้ั ในขอ้ ๑ – ๓ เปน็ เรอ่ื ง เนอ้ื หาสาระของกฎหมาย (Substance) และขอ้ ๔ – ๘ เปน็ เรอ่ื งกระบวนการ (Procedure) เมอ่ื พจิ ารณาขอ้ ความคดิ ของค�ำ วา่ “นติ ริ ฐั ” และ “นติ ธิ รรม” แลว้ เราอาจ สรปุ ความแตกตา่ งไดด้ งั น้ี ๑) พิจารณาจากต้นกำ�เนิด ข้อความคิดเร่ือง “นิติรัฐ” มีวิธีการ ศกึ ษา (Approach methodology) ตง้ั ตน้ เรม่ิ จากรฐั เพราะเปน็ ธรรมเนยี มของนกั กฎหมาย มหาชนและนักปรชั ญาภาคพ้นื ยุโรป ทม่ี งุ่ เน้นศึกษาทฤษฎีว่าด้วยรัฐเป็นส�ำ คญั กล่าวคือ ใช้ข้อความคิดว่าด้วย “รัฐ” เป็นวัตถุแห่งการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กบั กฎหมาย ในขณะทข่ี อ้ ความคดิ เรอ่ื ง “นติ ธิ รรม” นน้ั มตี น้ ก�ำ เนดิ จากความหวน่ั เกรงการใช ้ อำ�นาจโดยมิชอบของรัฐ หลักนิติธรรมจึงมุ่งหมายไปท่ีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของปจั เจกชน กลา่ วคอื หลกั นติ ริ ฐั เปน็ มมุ มองจากรฐั แตห่ ลกั นติ ธิ รรมเปน็ มมุ มองจากปจั เจกชน ๒) พจิ ารณาทางภาษาศาสตร์ ค�ำ วา่ Law ในภาษาองั กฤษ หากแปล เปน็ ภาษาฝรง่ั เศสและเยอรมนั แลว้ มสี องค�ำ คอื ค�ำ ทห่ี นง่ึ droit (ฝ.) หรอื recht (ย.) หมายถงึ กฎเกณฑท์ างกฎหมายทง้ั หมด และค�ำ ทส่ี อง คอื loi หมายถงึ เฉพาะกฎหมายทต่ี ราขน้ึ โดยองคก์ รนติ บิ ญั ญตั ิ ในขณะทค่ี �ำ วา่ droit ของฝรง่ั เศสนน้ั นอกจากจะหมายความวา่ “กฎหมาย” (law) ไดแ้ ลว้ ยงั หมายความวา่ “สทิ ธ”ิ (right) ไดอ้ กี ดว้ ย ๓) พิจารณาทางเน้ือหาสาระ หลักนิติรัฐเก่ียวกับกรณีท่ีรัฐยอมตกลง มาอยู่ภายใต้กฎหมาย เป็นเร่ืองของโครงสร้างล�ำ ดับช้ันทางกฎหมาย (Hierarchie des 26
27 normes) เปน็ เรอ่ื งของหลกั ความชอบดว้ ยกฎหมาย (Principe del galite) ทส่ี ถาปนาให้ กฎหมายเปน็ ทง้ั ทม่ี าและขอ้ จ�ำ กดั ของอ�ำ นาจมหาชน (Sources et limitations) เปน็ เรอ่ื งการ แบง่ แยกอ�ำ นาจอยา่ งสมดลุ (Separation des pouvoirs) และเปน็ เรอ่ื งบทบาทขององคก์ ร ตลุ าการในการตรวจสอบความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู และความชอบดว้ ยกฎหมาย (Controle juridictionnel) ในขณะท่หี ลักนิติธรรมน้นั ไม่มีกรอบความคิดท่เี ป็นระบบระเบียบเท่ากับ หลกั นติ ริ ฐั แตส่ รา้ งหลกั ขน้ึ มาเฉพาะเรอ่ื งเฉพาะราวตามแนวคดิ เสรนี ยิ ม เพอ่ื คมุ้ ครองสทิ ธิ และเสรภี าพของประชาชนใหพ้ น้ จากการใชอ้ �ำ นาจตามอ�ำ เภอใจของรฐั กลา่ วคอื หลกั นติ ริ ฐั ของภาคพน้ื ยโุ รป เนน้ ทร่ี ปู แบบและโครงสรา้ ง (forme et structure) และวธิ กี ารในการ ไปใหถ้ งึ เปา้ ประสงค์ (moyens) ในขณะทห่ี ลกั นติ ธิ รรมของแองโกลแซกซอนเนน้ ไปทเ่ี นอ้ื หา (substance) และกระบวนการ (procedure) ๔) พิจารณาจากสกุลกฎหมาย หลักนิติรัฐกำ�เนิดและพัฒนาในสกุล กฎหมาย Romano Germanic ซง่ึ ยอมรบั การแบง่ แยกกฎหมายเอกชนกบั กฎหมายมหาชน ยอมรบั ความเปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรฐั ธรรมนญู มรี ฐั ธรรมนญู ลายลกั ษณอ์ กั ษร ในขณะท่ี หลักนิติธรรมกำ�เนิดในนามสกุลกฎหมายแองโกล แซกซอน ซ่ึงไม่มีอำ�นาจแบ่งแยก กฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชน ไม่มีการแบ่งแยกศาลยุติธรรมกับ ศาลปกครอง และยอมรบั ความมอี �ำ นาจสงู สดุ ของรฐั สภา (Suprematie du Parlerment) ๔. หลักนิติรัฐท่ีปรากฏร่องรอยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ความหมายและลักษณะของนิติรัฐ (legal state) ภายหลังจากท่ีมีการ รฐั ประหารเมอ่ื วนั ท่ี ๑๙ กนั ยายน ๒๕๔๙ มกั จะไดย้ นิ บคุ คลชน้ั น�ำ กลา่ วอา้ งอยบู่ อ่ ยครง้ั วา่ ประเทศจะต้องปกครองด้วยหลักนิติรัฐ แท้จริงแล้วนิติรัฐน้ันมีพัฒนาการมาจากกลุ่ม ประเทศภาคพน้ื ยโุ รป ซง่ึ มแี นวความคดิ วา่ รฐั มลี กั ษณะเปน็ นามธรรม อ�ำ นาจรฐั นน้ั เปน็ ของทกุ คนในสงั คม ผทู้ เ่ี ขา้ มาใชอ้ ำ�นาจรฐั นน้ั ไมส่ ามารถทจ่ี ะสบื ทอดอำ�นาจทางตระกลู ได้ ตอ่ มาเมอ่ื การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยพฒั นาขน้ึ นติ ริ ฐั จงึ ถกู อธบิ ายใหส้ อดคลอ้ ง กบั ประชาธปิ ไตย โดยอธบิ ายวา่ นติ ริ ฐั คอื การทร่ี ฐั ตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ฎหมายมใิ ชอ่ ยเู่ หนอื กฎหมาย ผู้ปกครองหรือผู้ใช้อำ�นาจเป็นเพียงผู้แทนเข้าไปใช้อำ�นาจรัฐ ท้ังผู้ใช้อำ�นาจ
และประชาชนทกุ คนจงึ ตอ้ งอยภู่ ายใตก้ ฎหมาย ดงั นน้ั นติ ริ ฐั จงึ ตอ้ งเคารพทง้ั กระบวนการ ในการตรากฎหมาย และกระบวนการทจ่ี ะบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามความม่งุ หมาย หรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซ่ึงถือเป็นเจตจำ�นงร่วมของประชาชนทุกคนในระบอบ ประชาธิปไตย เพราะกฎหมายออกโดยรัฐสภาท่ีมาจากการเลือกต้ังของประชาชน หากรฐั ใดไมเ่ ปน็ ประชาธปิ ไตย ไมย่ ดึ มน่ั ในรฐั ธรรมนญู ไมเ่ คารพกระบวนการออกกฎหมาย โดยรฐั สภาทม่ี าจากประชาชน ไมบ่ งั คบั ใชก้ ฎหมายใหเ้ ปน็ ไป ตามความมงุ่ หมายทแ่ี ทจ้ รงิ ของกฎหมาย ย่อมไม่ใช่นิติรัฐ หรือรัฐท่ีทำ�อะไรก็ได้เพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมายของ ผู้ใช้ อ�ำ นาจอธปิ ไตยในรปู แบบตา่ ง ๆ ไมว่ า่ ในทางฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร หรอื ฝา่ ยตลุ าการ โดยไม่ค�ำ นงึ ถงึ รปู แบบวธิ กี ารและความเปน็ ธรรม แมว้ า่ รฐั น้นั จะมตี วั บทกฎหมายแตห่ าก กฎหมายนน้ั ไมม่ คี วามเปน็ ธรรมกไ็ มอ่ าจจะเรยี กไดว้ า่ เปน็ นติ ริ ฐั ๘ ดว้ ยเหตผุ ลเชน่ น้ี นติ ริ ฐั จงึ เปน็ หลกั พน้ื ฐานของการปกครองทว่ี า่ รฐั องคก์ ร ของรัฐ เจ้าหน้าท่ี ของรัฐและประชาชนของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายท่ีตราออกมา โดยรัฐสภาตัวแทนของประชาชนของรัฐน้ัน ดังน้ัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรฝ่ายบริหาร หรือองค์กรฝ่ายตุลาการ ต่างก็ต้องอย่ภู ายใต้หลักการดังกล่าวท้งั ส้นิ หากจะกล่าวให้ถึงท่ีสุดแล้ว หลักนิติรัฐจึงเรียกร้องให้การใช้อำ�นาจของรัฐจะต้องเป็นไป เพอ่ื ปกปอ้ ง คมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชน หลกั นติ ริ ฐั คอื รฐั ทม่ี กี ฎหมายเปน็ สง่ิ สงู สดุ ไมม่ ใี ครอยเู่ หนอื กฎหมาย การท ่ี รฐั จะกระท�ำ การใด ๆ ตอ้ งมกี ฎหมายใหอ้ �ำ นาจไวโ้ ดยชดั แจง้ หลกั นติ ริ ฐั มอี งคป์ ระกอบ สำ�คัญสองส่วน คือ องค์ประกอบในทางรูปแบบและองค์ประกอบในทางเน้ือหา โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติรับรองหลักนิติรัฐ ในทางรปู แบบและเนอ้ื หาไว้ ดงั น้ี ๔.๑ การรบั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบโดยรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาในทางรปู แบบ หลกั นติ ริ ฐั ประกอบไปดว้ ยหลกั การยอ่ ย ๆ หลายประการท่ีสำ�คัญ ได้แก่ หลักการแบ่งแยกอำ�นาจ หลักความชอบด้วยกฎหมาย ๘ชนนิ ทร ์ ตชิ าวนั , ขอ้ ควรค�ำ นงึ การแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ๒๕๕๐, สบื คน้ จาก www.pub-law.net 28
29 ของการกระท�ำ ขององคก์ รของรฐั หลกั การประกนั สทิ ธใิ นกระบวนการพจิ ารณาคด ี ตลอดจน หลกั การประกนั สทิ ธขิ องปจั เจกบคุ คลในการเขา้ ถงึ กระบวนการยตุ ธิ รรม ๑) หลกั การแบง่ แยกอ�ำ นาจ หลักการแบ่งแยกอำ�นาจ ถือเป็นพ้ืนฐานท่ีสำ�คัญของ หลกั นติ ริ ฐั โดยมกี ารแบง่ เปน็ ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร และฝา่ ยตลุ าการ โดยหลกั แลว้ แต่ละฝ่ายต้องสามารถควบคุมและตรวจสอบซ่ึงกันและกันได้ (check and balance) เพอ่ื ใหส้ ทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนไดร้ บั ความคมุ้ ครองอนั เปน็ ความมงุ่ หมายประการส�ำ คญั ของหลกั นติ ริ ฐั หลกั การแบง่ แยกอ�ำ นาจสามารถแบง่ แยกได้ ๒ ประการ คอื ก. การแบง่ แยกอ�ำ นาจ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั การแบง่ แยกอ�ำ นาจไวใ้ นมาตรา ๓ และ หมวด ๖ รฐั สภา หมวด ๙ คณะรฐั มนตรี และหมวด ๑๐ ศาล ข. การตรวจสอบและถว่ งดลุ (Check and balance) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล ดังน้ี พระมหากษตั รยิ ท์ รงไวซ้ ง่ึ พระราชอ�ำ นาจทจ่ี ะยบุ สภาผแู้ ทนราษฎร (มาตรา ๑๘๐) การตง้ั กระทถู้ ามรฐั มนตรี (มาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๑๖๒) การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๗๘) การเขา้ ชอ่ื เสนอญตั ตขิ อเปดิ อภปิ รายทว่ั ไปเพอ่ื ลงมตไิ มไ่ วว้ างใจ นายกรฐั มนตรแี ละรฐั มนตรเี ปน็ รายบคุ คล (มาตรา ๑๕๘ มาตรา ๑๕๙ และมาตรา ๑๖๐) และการขอเปดิ อภปิ รายทว่ั ไป จะกระท�ำ ไดค้ รง้ั เดยี ว (มาตรา ๑๖๑) ๒) หลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายของการกระท�ำ ขององคก์ รของรฐั หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระท�ำ ขององค์กร ของรฐั แบง่ ได้ ๓ ประการ คอื หลกั ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมายหรอื หลกั ความ เป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ� ทางปกครอง และหลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายของฝา่ ยตลุ าการ โดยสามารถแยกอธบิ ายได้ ดงั น้ี
ก. หลกั ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมาย หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เปน็ หลกั การทส่ี �ำ คญั อยา่ งยง่ิ ของหลกั นติ ริ ฐั กลา่ วไดว้ า่ รฐั ธรรมนญู ไดร้ บั การยอมรบั ให้ เปน็ กฎหมายทอ่ี ยใู่ นล�ำ ดบั สงู สดุ ของระบบกฎหมายของรฐั นน้ั ๆ และหากกฎหมายทอ่ี ยู่ ในล�ำ ดบั ทต่ี �ำ่ กวา่ ขดั หรอื แยง้ ตอ่ รฐั ธรรมนญู กฎหมายดงั กลา่ วยอ่ มไมม่ ผี ลบงั คบั ใช ้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ทางรปู แบบตามหลกั ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมาย หรอื หลกั ความเปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรฐั ธรรมนญู (มาตรา ๖) และหมวด ๖ สว่ นท่ี ๖ การควบคุมการตรากฎหมายท่ขี ัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เม่อื รัฐสภาให้ความ เหน็ ชอบกบั รา่ งพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู แลว้ กอ่ นนำ�ขน้ึ ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ ม ถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภไิ ธย (มาตรา ๑๔๑) รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ ดทร่ี ฐั สภาใหค้ วาม เหน็ ชอบแลว้ กอ่ นทน่ี ายกรฐั มนตรจี ะนำ�ขน้ึ ทลู เกลา้ ทลู กระหมอ่ มถวายเพอ่ื พระมหากษตั รยิ ์ ทรงลงพระปรมาภไิ ธย (มาตรา ๑๕๔) รวมถงึ รา่ งขอ้ บงั คบั การประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา (มาตรา ๑๕๕) ใหส้ ง่ ศาลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณาความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู กอ่ น และหมวด ๑๐ ศาล สว่ นท่ี ๒ ศาลรฐั ธรรมนญู (มาตรา ๒๑๑ และมาตรา ๒๑๒) ข. หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ�ทาง ปกครอง หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ� ทางปกครองน ้ี การกระท�ำ ทง้ั หลายขององคก์ รฝา่ ยบรหิ ารจะตอ้ งชอบดว้ ยกฎหมายซง่ึ ตราขน้ึ โดยองคก์ รนติ บิ ญั ญตั ิ หมายความวา่ ในความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กบั ราษฎรนน้ั เจ้าหน้าท่ขี องรัฐจะมีอำ�นาจส่งั การให้ราษฎรกระทำ�การหรือละเว้นไม่กระทำ�การอย่างหน่งึ อย่างใดได้ต่อเม่ือมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำ�นาจไว้อย่างชัดแจ้ง และจะต้องใช้ อ�ำ นาจนน้ั ภายในกรอบทก่ี ฎหมายกำ�หนดไว้ เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ตามหลกั การน้ี ท�ำ ใหฝ้ า่ ยบรหิ ารผกู พนั ตอ่ กฎหมายหรอื อยภู่ ายใตก้ ฎหมาย 30
31 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระท�ำ ทางปกครองไว้ตามมาตรา ๒๙ โดยมีถ้อยคำ�ว่า การกำ�จัดเสรีภาพของบุคคลท่ี รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำ�มิได้ เว้นแต่อาศัยอำ�นาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มาตรา ๖๐ บคุ คลยอ่ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะฟอ้ งหนว่ ยงานราชการ หนว่ ยงานของรฐั และในหมวด ๑๐ สว่ นท ่ี ๔ ศาลปกครอง ท่ใี ห้อ�ำ นาจศาลปกครองตรวจสอบความชอบดว้ ยกฎหมายของ การกระท�ำ ทางปกครอง ดงั น้ ี ศาลปกครองมอี ำ�นาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่าง หนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ หรอื องคก์ รตาม รฐั ธรรมนญู หรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กบั เอกชน หรอื ระหวา่ งหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ หรอื องคก์ รตามรฐั ธรรมนญู หรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ดว้ ยกนั อนั เนอ่ื งมาจากการใชอ้ �ำ นาจทางปกครองตามกฎหมาย (มาตรา ๒๒๓) ค. หลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายของฝา่ ยตลุ าการ หลักในเร่อื งน้เี ป็นเร่อื งการเช่อื มโยงหลักความผูกพัน ต่อกฎหมายของฝ่ายตุลาการเข้ากับหลักประชาธิปไตยโดยผ่านทางผู้แทน กล่าวคือ การใช้กฎหมายของฝ่ายตุลาการจะต้องผูกพันต่อบทบัญญัติของกฎหมายท่ีออกโดย องคก์ รนติ บิ ญั ญตั เิ ปน็ องคก์ รทม่ี พี น้ื ฐานมาจากตวั แทนของประชาชน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ บทบัญญัติท่เี ป็นการกระทบต่อสิทธิหรือจำ�กัดสิทธิของประชาชนน้นั จะกระทำ�ได้เฉพาะ ภายใตเ้ งอ่ื นไขของรฐั ธรรมนญู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่าย ตุลาการตามมาตรา ๓ วรรคสอง กล่าวคือ อำ�นาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำ�นาจน้ันทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มาตรา ๔ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลยอ่ มไดร้ บั ความคมุ้ ครอง มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไมว่ า่ เหลา่ ก�ำ เนดิ เพศ หรอื ศาสนาใดยอ่ มอยใู่ น ความคมุ้ ครองแหง่ รฐั ธรรมนญู น้ี และหมวด ๑๐ สว่ นท่ี ๑ มาตรา ๑๙๗ การพจิ ารณา พิพากษาอรรถคดีต้องด�ำ เนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ ์
๓) หลักการประกันสิทธิในกระบวนพิจารณาในช้ัน เจา้ หนา้ ทแ่ี ละศาล หลักการประกันสิทธิในกระบวนการพิจารณาในช้ัน เจ้าหน้าท่ีและศาล แบ่งได้ ๒ ประการ คือ หลักประกันสิทธิในกระบวนพิจารณาช้ัน เจา้ หนา้ ทแ่ี ละหลกั การเขา้ ถงึ กระบวนการยตุ ธิ รรม และสทิ ธเิ กย่ี วกบั กระบวนยตุ ธิ รรม ก. หลักประกันสิทธิในกระบวนพิจารณาช้ันเจ้าหน้าท่ี และหลกั การเขา้ ถงึ กระบวนการยตุ ธิ รรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั ดงั กลา่ วในมาตรา ๕๘ สทิ ธกิ ารมสี ว่ นรว่ ม ในกระบวนการพิจารณาอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ และมาตรา ๔๐ สทิ ธทิ จ่ี ะฟอ้ งหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั ข. สทิ ธเิ กย่ี วกบั กระบวนยตุ ธิ รรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั ดงั กลา่ วในมาตรา ๔๐ สทิ ธใิ นกระบวน ยตุ ธิ รรม ๔) หลกั ความอสิ ระของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการ หลักความอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการวางอยู่บน พน้ื ฐานของความอสิ ระ ๓ ประการ คอื ความอสิ ระจากคคู่ วาม ความอสิ ระจากรฐั และ ความอสิ ระจากสงั คม จงึ กลา่ วไดว้ า่ หลกั การดงั กลา่ วเปน็ หลกั การทส่ี ำ�คญั ของหลกั นติ ริ ฐั หลักการหน่ึง โดยมีความมุ่งหมายในการคุ้มครองอำ�นาจตุลาการให้รอดพ้นจากการ ถูกแทรกแซง โดยเฉพาะอย่างย่ิงการแทรกแซงจากอำ�นาจบริหารและอำ�นาจนิติบัญญัติ ซ่ึงหลักการน้ีจะช่วยให้ผู้พิพากษาและตุลาการทำ�หน้าท่ีในการพิจารณาคดีให้เป็นไปด้วย ความเปน็ ธรรม รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐ ในทางรูปแบบตามหลักความอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ ในหมวด ๑๐ มาตรา ๑๙๗ การพจิ ารณา อรรถคดเี ปน็ อ�ำ นาจของศาลซง่ึ ตอ้ งด�ำ เนนิ การ ใหเ้ ปน็ ไปโดยยตุ ธิ รรม ตามรฐั ธรรมนญู ตามกฎหมาย และในพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ ์ 32
33 ๔.๒ องคป์ ระกอบในทางเนอ้ื หาของหลกั นติ ริ ฐั หลักนิติรัฐเรียกร้องในเชิงเน้ือหาเก่ียวกับการรับรองสิทธิ และเสรภี าพของประชาชน ดงั นน้ั ในการตรากฎหมายขน้ึ ใชบ้ งั คบั กบั ราษฎรนน้ั กฎหมาย ท่ีได้รับการตราข้ึนจะต้องไม่กระทบกระเทือนแก่นสาระของสิทธิและเสรีภาพ กฎหมาย จะต้องมีความชัดเจนและแน่นอนเพียงพอท่ีราษฎรจะเข้าใจได้ และให้มีผลใช้บังคับ โดยทว่ั ไป จงึ กลา่ วไดว้ า่ ระบบกฎหมายตอ้ งคมุ้ ครองความเชอ่ื ถอื และไวว้ างใจของบคุ คลทม่ี ตี อ่ กฎหมาย การตรากฎหมายย้อนหลังไปเป็นผลร้ายแก่บุคคล ท้ัง ๆ ท่ีจะต้องคุ้มครอง ความไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจของบคุ คลทม่ี ตี อ่ กฎหมาย และองคก์ รของรฐั ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร และฝ่ายตุลาการ จะต้องปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมกันตามหลักความเสมอภาค ซง่ึ หลกั การดงั กลา่ วนถ้ี อื วา่ เปน็ หลกั นติ ริ ฐั ในทางเนอ้ื หาทร่ี ฐั ประชาธปิ ไตยเสรนี ยิ มจะตอ้ งมี รฐั ธรรมนญู บญั ญตั ริ บั รองและคมุ้ ครองไว้ ๑) หลกั คมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพประชาชน ห ลั ก ก า ร คุ้ม ค ร อ ง สิ ท ธิ แ ล ะ เ ส รี ภ า พ ป ร ะ ช า ช น เม่ือกล่าวถึงหลักนิติรัฐซ่ึงมีความเก่ียวพันอย่างย่ิงกับสิทธิในเสรีภาพของบุคคลและสิทธิ ในความเสมอภาค เพราะสทิ ธทิ ง้ั สองประการนเ้ี ปน็ พน้ื ฐานของศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ ดงั นน้ั ในรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยมจึงต้องเคารพขอบเขตและเสรีภาพของปัจเจกชน การท่ีรัฐ จะแทรกแซงในสิทธิและเสรีภาพจะพึงทำ�ได้ก็ต่อเม่ือปรากฏและพบว่ามีกฎหมายบัญญัติ ให้กระทำ�ได้ และต้องเป็นกฎหมายท่ีผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาซ่ึงเป็นตัวแทน ของประชาชนตามหลกั ความชอบธรรมในทางประชาธปิ ไตยแลว้ เทา่ นน้ั ก. หลักการรับรองสิทธิและเสรีภาพมีผลบังคับเป็นการ ทว่ั ไป หลักการรับรองสิทธิและเสรีภาพมีผลบังคับเป็นการ ทว่ั ไป หมายความวา่ การคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรภี าพ รวมทง้ั สทิ ธติ ามหลกั ความเสมอภาค มผี ลบงั คบั เปน็ การทว่ั ไปแกอ่ งคก์ รของรฐั ทกุ ประเภท กลา่ วคอื ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร และฝา่ ยตลุ าการ รวมทง้ั องคก์ รอน่ื ตามรฐั ธรรมนญู ผลบงั คบั ทร่ี ฐั ธรรมนญู รบั รองผลบงั คบั ทันทีไม่จำ�ต้องมีกฎหมายมารองรับ และประชาชนทุกคนมีอำ�นาจอ้างสิทธิและเสรีภาพ กับองค์กรของรัฐได้ สิทธิและเสรีภาพท่รี ัฐธรรมนูญรับรองไว้ชัดแจ้งและรับรองโดยปริยาย
คอื กฎหมายรฐั ธรรมนญู มไิ ดป้ ระกอบดว้ ยบรรดาบทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู เทา่ นน้ั หากแต ่ ยังรวมถึงหลักการและแนวความคิดพ้ืนฐานบางประการซ่ึงผู้มีอำ�นาจจัดทำ�รัฐธรรมนูญ ไมไ่ ดบ้ ญั ญตั ขิ น้ึ เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร เนอ่ื งจากเหน็ วา่ หลกั การและแนวความคดิ พน้ื ฐาน เ ห ล่ า น้ั น มี ค ว า ม ชั ด แจ้ ง ใ น ตั ว เ อ ง แ ล ะ เ ป็ น มู ล บ ท เ บ้ื อ ง ต้ น ข อ ง รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ท้ั ง ฉ บั บ ถงึ แมว้ า่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ จะมไิ ดบ้ ญั ญตั ริ บั รองไว้ โดยปรยิ ายตามมาตรา ๒๗ ทบ่ี ญั ญตั วิ า่ “สทิ ธแิ ละเสรภี าพทร่ี ฐั ธรรมนญู นร้ี บั รองไวโ้ ดยชดั แจง้ โดยปรยิ าย หรอื โดยค�ำ วนิ จิ ฉยั ของศาลรฐั ธรรมนญู ยอ่ มไดร้ บั ความคมุ้ ครอง...” มผี ลบงั คบั เปน็ การทว่ั ไปดว้ ย มาตรา ๒๖ บญั ญตั วิ า่ “การใชอ้ �ำ นาจโดยองคก์ รของรฐั ตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ ศกั ดศ์ิ รีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพตามบทบญั ญัติแห่งรัฐธรรมนญู น้”ี และมาตรา ๒๘ บัญญัติว่า “บุคคลย่อมอ้างศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตน ไดเ้ ทา่ ทไ่ี มล่ ะเมดิ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอน่ื ไมเ่ ปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ไมข่ ดั ตอ่ ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน” ข. หลกั แกน่ สาระของสทิ ธแิ ละเสรภี าพ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ไดบ้ ญั ญตั ริ องรบั ไว้ เปน็ การทว่ั ไปในการคมุ้ ครองแกน่ สาระของสทิ ธแิ ละเสรภี าพไวว้ า่ กฎหมายท่จี ำ�กัดหรือให้อำ�นาจฝ่ายบริหารจำ�กัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต้องตราข้นึ ใช้ บังคับเพ่ือการท่ีรัฐธรรมนูญกำ�หนดไว้เท่าน้ัน หากตรากฎหมายข้ึนใช้บังคับแก่ราษฎร เพอ่ื การอยา่ งอน่ื นอกเหนอื จากการอนั รฐั ธรรมนญู ก�ำ หนดไว ้ แมก้ ารนน้ั จะเกย่ี วกบั ประโยชน์ สาธารณะก็ตาม ก็เท่ากับเป็นการจำ�กัดสิทธิและเสรีภาพอันเป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ ตามบทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู ซง่ึ กฎหมายในทน่ี ม้ี ไิ ดจ้ �ำ กดั เฉพาะกฎหมายทต่ี ราโดยฝา่ ย นติ บิ ญั ญตั เิ ทา่ นน้ั ยงั รวมถงึ กฎหมายล�ำ ดบั รองทต่ี ราขน้ึ โดยฝา่ ยบรหิ ารดว้ ย ค. การรบั รองสทิ ธแิ ละเสรภี าพตามประเภท ห ลั ก นิ ติ รั ฐ จ ะ ต้ อ ง ใ ห้ ค ว า ม สำ � คั ญ แ ก่ สิ ท ธิ และเสรีภาพของประชาชน มิให้รัฐล่วงลำ้�โดยปราศจากอำ�นาจโดยชอบตามกฎหมาย และจะลว่ งล�ำ้ เกนิ ไปกวา่ ความจ�ำ เปน็ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมเทา่ ทร่ี ฐั ธรรมนญู รบั รอง และจ�ำ กดั วตั ถุประสงคต์ ามประเภทแหง่ สิทธิไม่ได้ รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงต้องรับรองสิทธิและเสรีภาพตามประเภทเน้ือหาแห่งสิทธิและเสรีภาพ 34
35 โดยสามารถแบง่ ได้ ๘ ประเภท และรฐั ธรรมนญู บญั ญตั วิ ตั ถปุ ระสงคข์ องการจำ�กดั สทิ ธิ และเสรภี าพแตล่ ะประเภทไว้ ตามมาตรา ดงั น้ี - สิทธิท่ีจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม มาตรา ๓๐ – ๓๑ - สทิ ธแิ ละเสรภี าพสว่ นบคุ คล มาตรา ๓๒ – ๓๘ - สทิ ธใิ นกระบวนการยตุ ธิ รรม มาตรา ๓๙ – ๔๐ - สิทธิและเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ มาตรา ๔๑ – ๔๔ มาตรา ๔๙ – ๕๐ มาตรา ๕๑ – ๕๕ และมาตรา ๖๖ – ๖๗ - สิทธิและเสรีภาพในความคิดและการแสดง ความคดิ เหน็ มาตรา ๔๕ – ๔๘ - สิทธิท่ีจะตรวจสอบการกระทำ�ของหน่วยงาน และเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั มาตรา ๕๖ – ๖๒ - สิทธิและเสรีภาพในการรวมกลุ่มและสิทธิ และเสรภี าพทางการเมอื ง มาตรา ๖๓ – ๖๕ และมาตรา ๖๘ – ๖๙ ๒) หลกั ความเสมอภาค หลักความเสมอภาค คือ สิทธิของราษฎรท่ีจะได้ รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีบัญญัติรับรองไว้โดยชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญ ของรฐั ประชาธปิ ไตยเสรนี ยิ มแทบทกุ รฐั ตามหลกั รฐั ธรรมนญู น้ ี องคก์ รตา่ ง ๆ ของรฐั ทจ่ี ะ ต้องปฏิบัติต่อบุคคลท่ีเหมือนกันในสาระสำ�คัญอย่างเดียวกัน และปฏิบัติต่อบุคคลท่ี แตกตา่ งกนั ในสาระส�ำ คญั แตกตา่ งกนั ออกไปตามลกั ษณะเฉพาะของแตล่ ะคน การปฏบิ ตั ติ อ่ บคุ คลทเ่ี หมอื นกนั ในสาระสำ�คญั แตกตา่ งกนั กด็ ี การปฏบิ ตั ติ อ่ บคุ คลทแ่ี ตกตา่ งกนั ในสาระ ส�ำ คญั อยา่ งเดยี วกนั กด็ ี ยอ่ มขดั ตอ่ หลกั ความเสมอภาค รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ไดร้ บั รองหลกั ความเสมอภาคไวใ้ นมาตรา ๔ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำ�เนิด เพศ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความ คมุ้ ครองแหง่ รฐั ธรรมนญู นเ้ี สมอภาคกนั มาตรา ๓๐ บคุ คลยอ่ มเสมอภาคกนั ในกฎหมาย และไดร้ บั ความคมุ้ ครองตามกฎหมายเทา่ เทยี มกนั มาตรา ๓๑ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ยอ่ มมสี ทิ ธ ิ และเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู เชน่ เดยี วกบั บคุ คลทว่ั ไป และมาตรา ๑๙๘ ศาลจะตง้ั ขน้ึ ได้
ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ การต้งั ศาลข้นึ ใหม่เพ่อื พิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหน่งึ หรือคดีท่มี ี ขอ้ หาฐานใดฐานหนง่ึ โดยเฉพาะแทนศาลทม่ี อี ยตู่ ามกฎหมายส�ำ หรบั พจิ ารณาพพิ ากษาคดนี น้ั จะกระท�ำ มไิ ด้ ๓) หลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายในทางเนอ้ื หา หลักการน้ีเป็นท่ีเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือ ฝา่ ยปกครองทอ่ี อกกฎหมาย ล�ำ ดบั รอง และในการออกกฎหมายล�ำ ดบั รองตอ้ งเปน็ ไปตาม หลกั เกณฑใ์ นทางกฎหมาย ดงั น้ี ก. หลกั ความแนน่ อนของกฎหมาย หลักความม่ันคงแน่นอนเป็นส่วนหน่ึงของหลัก นติ ริ ฐั ซง่ึ มาสามารถแบง่ หลกั ยอ่ ยออกเปน็ ๒ ประการ คอื หลกั ความมน่ั คงแหง่ นติ ฐิ านะ และหลกั การคมุ้ ครองความเชอ่ื โดยสจุ รติ ทง้ั สองหลกั มคี วามสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกนั กลา่ วคอื หลักความม่ันคงแห่งนิติฐานะเป็นองค์ประกอบสำ�คัญของหลักนิติรัฐ โดยกำ�หนดหน้าท่ี ของรัฐในการรับรองสิทธิของประชาชนท่จี ะรับทราบบทบัญญัติของกฎหมาย และเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของรัฐโดยชอบด้วยกฎหมาย เพ่ือรับทราบมาตรการของรัฐท่ีจะส่งผล กระทบตอ่ สทิ ธขิ องตน รวมถงึ รบั รองผลทางกฎหมายทป่ี ระชาชนจะไดร้ บั อนั เนอ่ื งมาจาก การกระทำ�ท่สี อดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายท่ใี ช้บังคับอย่ใู นขณะท่มี ีการกระทำ�น้นั ดังน้ัน หน้าท่ีของรัฐในการรับรองสิทธิของประชาชนและผลทางกฎหมายย่อมทำ�ให้ ประชาชนเกดิ ความเชอ่ื ถอื วา่ การกระท�ำ ทส่ี อดคลอ้ งกบั บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายยอ่ มมผี ล ดงั เชน่ ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นกฎหมายทบ่ี งั คบั ใชอ่ ยใู่ นขณะทม่ี กี ารกระท�ำ ดงั กลา่ ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รับรองหลัก ความม่ันคงแน่นอนของกฎหมายไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคสองว่า “กฎหมายตามวรรคหน่งึ ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการท่วั ไป และไม่ม่งุ หมายให้ใช้บังคับแก่ กรณีใดกรณีหน่ึงหรือแก่บุคคลใดบุคคลหน่ึงเป็นการเจาะจง ท้ังต้องระบุบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญท่ีให้อำ�นาจในการตรากฎหมายน้ันด้วย” และได้รับรองโดยปริยายตามหลัก กฎหมายรฐั ธรรมนญู ทว่ั ไปดว้ ย 36
37 ข. หลกั หา้ มมใิ หก้ ฎหมายมผี ลยอ้ นหลงั เปน็ ผลรา้ ย หลักการตรากฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้าย หรอื เรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ “หลกั ไมม่ คี วามผดิ และไมม่ โี ทษโดยไมม่ กี ฎหมาย” หลกั การน้ี เป็นหลักการประกันในทางกฎหมายอาญา ซ่ึงนอกเหนือจากจะเป็นหลักประกันในทาง กฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นมีผลใช้กับเร่ืองโทษปรับทางปกครอง เร่ืองโทษทางวินัย และขอ้ บงั คบั ขององคก์ รในทางวชิ าชพี ดว้ ย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ รับรองหลักการตรากฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายในมาตรา ๓๙ โดยมีการ บัญญัติว่า “บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำ�การอันกฎหมายท่ใี ช้อย่ใู นเวลา ท่ีกระทำ�น้ันบัญญัติเป็นความผิดและกำ�หนดโทษไว้ และโทษท่จี ะลงแก่บุคคลน้ันจะหนัก กว่าโทษท่ีกำ�หนดไว้ในกฎหมายท่ีใช้บังคับอยู่ในเวลาท่ีกระทำ�ความผิดมิได้” และถือว่า รัฐธรรมนูญได้รับรองโดยปริยายตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญท่ัวไปด้วยว่าห้ามมิให้ตรา กฎหมายอันมีผลร้ายแก่ประชาชนท่ีมีย้อนหลังแก่โทษทุกประเภท ไม่จำ�กัดเฉพาะโทษ ทางอาญาดว้ ย ค. หลกั ความไดส้ ดั สว่ นหรอื หลกั สมควรแกเ่ หตุ หลักการน้ีได้เรียกร้องให้การใช้อำ�นาจต้องเป็นไป โดยพอเหมาะพอประมาณเพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงคท์ ช่ี อบธรรม โดยหลกั นติ ริ ฐั รฐั ไมอ่ าจ ใช้มาตรการใด ๆ ก็ได้เพ่ือท่ีจะบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีตนต้องการ การบรรลุวัตถุประสงค์ ทช่ี อบธรรมตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งมอื หรอื มาตรการทางกฎหมายทถ่ี กู ตอ้ ง พอเหมาะพอประมาณดว้ ย ดังน้ัน แม้ว่าระบบกฎหมายจะมอบเคร่ืองมือหรือมาตรการทางกฎหมาย ให้องค์กรของรัฐดำ�เนินการ แต่หากการใช้เคร่ืองมือหรือมาตรการน้ัน ๆ ไม่อาจบรรลุ วัตถุประสงค์ได้ หรือวัตถุประสงค์น้ันอาจบรรลุได้ เพียงแค่ใช้เคร่ืองมือหรือมาตรการ ทางกฎหมายทร่ี นุ แรงนอ้ ยกวา่ หรอื แมแ้ ตใ่ นทส่ี ดุ แมไ้ มม่ เี ครอ่ื งมอื หรอื มาตรการทางกฎหมาย ท่ีรุนแรงน้อยกว่า แต่การท่ีจะบรรลุวัตถุประสงค์น้ันปรากฏว่า ทำ�ให้ปัจเจกบุคคลได้รับ ผลร้ายอย่างรุนแรง ต้องเสียหายเกินกว่าท่ีจะคาดหมายจากบุคคลน้ัน ไม่ได้สัดส่วนกับ ประโยชนท์ ส่ี าธารณะจะไดร้ บั การใชเ้ ครอ่ื งมอื หรอื มาตรการทางกฎหมายนน้ั กย็ อ่ มไมอ่ าจ กระท�ำ ไดใ้ นนติ ริ ฐั
๕. หลักนิติรัฐท่ีปรากฏร่องรอยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ โดยรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ภายหลงั จาก การรฐั ประหารในประเทศไทย เมอ่ื วนั ท่ี ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นน้ั เมอ่ื พจิ ารณาจากค�ำ วา่ “นติ ริ ฐั ” ทง้ั ความหมายและทม่ี ากลา่ วได้ ดงั น้ี นติ ริ ฐั (Legal State) เปรยี บเสมอื นส�ำ คญั ทางการเมอื ง ซง่ึ ภายใตส้ ภาบนั ดงั กลา่ ว องคก์ รผใู้ ชอ้ �ำ นาจจะตอ้ งเคารพกฎหมาย กลา่ วคอื หลกั นติ ริ ฐั หมายถงึ กฎเกณฑ์ ทางกฎหมายของรัฐจะถูกจัดลำ�ดับลดหล่ันกันจากสูงไปหาตำ่� โดยมีรัฐธรรมนูญ เปน็ ตวั ก�ำ หนดและโดยการจดั ล�ำ ดบั นเ้ี อง อ�ำ นาจรฐั จงึ ถกู จ�ำ กดั ลงดว้ ย กลา่ วคอื แตล่ ะกฎเกณฑ์ ของกฎหมายจะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเม่ือต้องสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ท่ีสูงกว่า เรียกว่า “การเคารพตอ่ ล�ำ ดบั ศกั ด์ขิ องกฎหมาย” ประการต่อมา ในระบบน้เี ช่อื ว่าความเสมอภาค ของบุคคลต่อกฎหมายจะมีได้ก็ต่อเม่อื มีศาลท่เี ป็นอิสระเท่าน้นั อันเป็นหลักประกันสิทธิ และเสรภี าพใหก้ บั ประชาชนซง่ึ แสดงออกและบง่ บอกถงึ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ยด์ ว้ ย โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัญญัติ รบั รองหลกั นติ ริ ฐั โดยสามารถแยกไดด้ งั น้ี ๕.๑ การรบั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบโดยรฐั ธรรมนญู ๑) หลักการแบ่งแยกอำ�นาจ เป็นพ้ืนฐานท่ีสำ�คัญ ของหลักนติ ริ ฐั โดยมกี ารแบ่งเปน็ ฝา่ ยนิติบญั ญตั ิ ฝา่ ยบริหาร และฝา่ ยตลุ าการ ดง่ั เช่น รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ ไดบ้ ญั ญตั หิ ลกั การดงั กลา่ วไวเ้ ชน่ กนั ซง่ึ หลกั การแบง่ แยกอ�ำ นาจสามารถแยกได้ ๒ ประการ ก. การแบง่ แยกอ�ำ นาจ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั การแบง่ แยกอ�ำ นาจไวใ้ นมาตรา ๓ และ หมวด ๗ รฐั สภา หมวด ๘ คณะรฐั มนตรี และหมวด ๑๐ ศาล ข. การตรวจสอบและถว่ งดลุ (Check and balance) รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุล ดังน้ี พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซ่ึงพระราชอำ�นาจท่ีจะยุบสภาผู้แทนราษฎร (มาตรา ๑๖๗) 38
39 การตง้ั กระทถู้ ามรฐั มนตรี (มาตรา ๑๕๐) การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ (มาตรา ๑๖๔) การเขา้ ชอ่ื เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายท่วั ไปเพ่อื ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นราย บคุ คล (มาตรา ๑๕๑ และมาตรา ๑๕๒) และการขอเปดิ อภปิ รายทว่ั ไป จะกระท�ำ ไดค้ รง้ั เดยี ว (มาตรา ๑๕๔) ๒) หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ� ขององคก์ รของรฐั ก. หลกั ความชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู ของกฎหมาย รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ได้รับรองหลักนิตริ ฐั ทางรปู แบบตามหลักความชอบดว้ ยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรอื หลกั ความเปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรฐั ธรรมนญู (มาตรา ๕) และหมวด ๗ การควบคมุ การตรากฎหมายท่ขี ัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เม่อื รัฐสภาให้ความเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วก่อนนำ�ข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพอ่ื ทรงลงพระปรมาภไิ ธย (มาตรา ๑๓๒) รา่ งพระราชบญั ญตั ใิ ดทร่ี ฐั สภาใหค้ วามเหน็ ชอบแลว้ ก่อนท่ีนายกรัฐมนตรีจะนำ�ข้ึนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพ่ือพระมหากษัตริย์ทรงลง พระปรมาภไิ ธย (มาตรา ๑๔๘) รวมถงึ รา่ งขอ้ บงั คบั การประชมุ สภาผแู้ ทนราษฎร รา่ งขอ้ บงั คบั การประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา (มาตรา ๑๔๘) ให้ส่งศาล รัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อน และหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๒๑๒ และมาตรา ๒๑๓) ข. หลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำ� ทางปกครอง รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายของการกระท�ำ ทางปกครองไว้ตามมาตรา ๒๖ โดยมีถ้อยคำ�ว่า การตรากฎหมายท่ีมีผลเป็นการจ�ำ กัด สทิ ธหิ รอื เสรภี าพของบคุ คล ตอ้ งเปน็ ไปตามเงอ่ื นไขทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นรฐั ธรรมนญู มาตรา ๔๑ (๓) บุคคลและชุมชนย่อมมิสิทธิท่ีจะฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเน่ืองจากการกระทำ� หรอื การละเวน้ การกระท�ำ ของขา้ ราชการ พนกั งาน หรอื ลกู จา้ งของหนว่ ยงานของรฐั และ ในหมวด ๑๐ ส่วนท่ี ๓ ศาลปกครอง ท่ีให้อำ�นาจศาลปกครองตรวจสอบความชอบ
ดว้ ยกฎหมายของการกระท�ำ ทางปกครอง ดงั น ้ี ศาลปกครองมอี �ำ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดี พพิ าทระหวา่ งหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าท่ขี องรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐด้วยกัน อันเน่ืองมาจากการใช้อำ�นาจทางปกครองตามกฎหมาย (มาตรา ๑๙๗) ค. หลกั ความชอบดว้ ยกฎหมายของฝา่ ยตลุ าการ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่าย ตุลาการ ตามมาตรา ๓ วรรคสอง กล่าวคือ อำ�นาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำ�นาจน้ันทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มาตรา ๔ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบคุ คลยอ่ มไดร้ บั ความคมุ้ ครอง มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไมว่ า่ เหลา่ ก�ำ เนดิ เพศ หรอื ศาสนาใดยอ่ มอยู่ ในความคมุ้ ครองแหง่ รฐั ธรรมนญู น้ี และหมวด ๑๐ สว่ นท่ี ๑ มาตรา ๑๘๘ การพจิ ารณา พิพากษาอรรถคดีต้องดำ�เนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ ์ ๓) หลักการประกันสิทธิในกระบวนพิจารณาในช้ัน เจา้ หนา้ ทแ่ี ละศาล ก. ห ลั ก ป ร ะ กั น สิ ท ธิ ใ น ก ร ะ บ ว น พิ จ า ร ณ า ช้นั เจ้าหน้าท่แี ละหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้รับรองหลักนิติรัฐในทางรูปแบบตามหลักดังกล่าวในมาตรา ๔๓ สิทธิการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิ และเสรภี าพ และมาตรา ๔๔ สทิ ธทิ จ่ี ะฟอ้ งหนว่ ยราชการ หนว่ ยงานของรฐั ข. สิทธิเก่ียวกับกระบวนยุติธรรม รัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั ดงั กลา่ วในมาตรา ๒๙ สทิ ธใิ นกระบวนยตุ ธิ รรม 40
41 ๔) หลกั ความอสิ ระของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไดร้ บั รองหลกั นติ ริ ฐั ในทางรปู แบบตามหลกั ความอสิ ระของผพู้ พิ ากษาและตลุ าการ ในหมวด ๑๐ สว่ นท่ี ๑ มาตรา ๑๘๘ การพจิ ารณาอรรถคดเี ปน็ อ�ำ นาจของศาลซง่ึ ตอ้ ง ด�ำ เนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมาย และในพระปรมาภไิ ธยพระมหากษตั รยิ ์ ๕.๒ องคป์ ระกอบในทางเนอ้ื หาของหลกั นติ ริ ฐั หลักคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนมิให้รัฐล่วงลำ�้ โดยปราศจากอำ�นาจโดยชอบตามกฎหมายและจะล่วงลำ้�เกิน ไปกว่าความจำ�เป็นเพ่อื ประโยชน์ส่วนรวมเท่าท่รี ัฐธรรมนูญรับรองและจำ�กัดวัตถุประสงค์ ตามประเภทแหง่ สทิ ธไิ มไ่ ด้ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ จงึ ตอ้ ง รบั รองสทิ ธแิ ละเสรภี าพตามประเภทเนอ้ื หาแหง่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพ โดยบญั ญตั ไิ วใ้ นหมวด ๓ สทิ ธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย (มาตรา ๒๕ – ๔๙) ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑) สทิ ธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย มาตรา ๒๕ ๒) สทิ ธแิ ละเสรภี าพในชวี ติ และรา่ งกาย มาตรา ๒๘ ๓) สทิ ธสิ ว่ นบคุ คล มาตรา ๓๒ ๔) สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ มาตรา ๓๔ – ๓๖ ๕) สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ และการสบื มรดก มาตรา ๓๗ ๖) สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการเดนิ ทางและเลอื กถน่ิ ทอ่ี ย ู่ มาตรา ๓๘ – ๓๙ ๗) เสรภี าพในการประกอบอาชพี มาตรา ๔๐ ๘) สทิ ธขิ องบคุ คลและชมุ ชนในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ขา่ วสาร มาตรา ๔๑ ๙) เสรภี าพในการรวมกนั เปน็ สมาคม มาตรา ๔๒ ๑๐) สทิ ธขิ องบคุ คลและชมุ ชน มาตรา ๔๓ ๑๑) เสรภี าพในการชมุ นมุ มาตรา ๔๔ ๑๒) เสรภี าพในการตดั ตง้ั พรรคการเมอื ง มาตรา ๔๕ ๑๓) สทิ ธขิ องผบู้ รโิ ภค มาตรา ๔๖ ๑๔) สทิ ธใิ นการไดร้ บั บรกิ ารสาธารณสขุ มาตรา ๔๗ – ๔๘
สิทธิและเสรีภาพ เป็นหลักการข้ันพ้ืนฐานตามรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรฐั จะตอ้ งมกี ารคมุ้ ครองและรบั รองสทิ ธแิ ละเสรภี าพขน้ั พน้ื ฐานใหก้ บั ประชาชนภายในรฐั แสดงออกถงึ ความเปน็ นติ ริ ฐั ของรฐั นน้ั ๆ ทม่ี กี ฎหมาย สงู สดุ ในการปกครองประเทศทเ่ี ปน็ รฐั ธรรมนญู ความเสมอภาค เป็นหลักพ้ืนฐานของศักด์ิศรีของความเป็นมนุษย์ ซ่งึ มนุษย์ย่อมได้รับการรับรองและค้มุ ครองจากกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันในฐานะท่เี ป็น มนษุ ยโ์ ดยมติ อ้ งค�ำ นงึ ถงึ คณุ สมบตั อิ น่ื ๆ เชน่ เชอ้ื ชาติ ศาสนา ภาษา ถน่ิ ก�ำ เนดิ เปน็ ตน้ กลา่ วไดว้ า่ หลกั ความเสมอภาคนเ้ี ปน็ หลกั ทค่ี วบคมุ มใิ หร้ ฐั ใชอ้ �ำ นาจของตนตามอ�ำ เภอใจ โดยการใชอ้ �ำ นาจของรฐั แกก่ ลมุ่ บคุ คลใดบคุ คลหนง่ึ ภายในรฐั กลา่ วคอื สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค จงึ เปน็ หลกั การส�ำ คญั ในการ รับรองและค้มุ ครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสามารถนำ�มาตรวจสอบการใช้อำ�นาจ ของรฐั ไมว่ า่ จะเปน็ ฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั ิ ฝา่ ยบรหิ าร และฝา่ ยตลุ าการ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ ไดม้ กี ารบญั ญตั ิ ถงึ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคไวใ้ นมาตรา ๔ โดยบญั ญตั วิ า่ “ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาค ยอ่ มไดร้ บั ความคมุ้ ครอง ปวงชนชาวไทยยอ่ มได้ รบั ความคมุ้ ครองตามรฐั ธรรมนญู เสมอกนั ” ๖. แนวคดิ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย “ประชาธปิ ไตย” หรอื “democracy” มที ม่ี าจากค�ำ ในภาษากรกี สองค�ำ คอื “demos” ซง่ึ แปลวา่ ประชาชน และ “kratos” ซง่ึ แปลวา่ ปกครอง (rule) เมอ่ื รวมกนั ก็จะเป็นการปกครองท่ีปกครองโดยประชาชน เม่ือพิจารณาจากกรอบการตีความตาม ลายลกั ษณอ์ กั ษรแลว้ “ประชาธปิ ไตย” อาจจ�ำ แนกออกไดเ้ ปน็ ๓ ลกั ษณะ กลา่ วคอื ลกั ษณะแรก ประชาธิปไตยในฐานะท่ีเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครอง ถือว่าอำ�นาจสูงสุด เป็นของประชาชนหรือประชาชนเป็นเจ้าของอำ�นาจอธิปไตยน่ันเอง ลักษณะท่ีสอง ประชาธปิ ไตยในลกั ษณะทเ่ี ปน็ รปู แบบการปกครองรปู แบบหนง่ึ ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ ประชาชน เปน็ เจา้ ของอ�ำ นาจอธปิ ไตยเปน็ ประชาธปิ ไตยทใ่ี หป้ ระชาชนไดม้ โี อกาสในการเลอื กตง้ั ผแู้ ทน เป็นต้น และลักษณะสุดท้าย ประชาธิปไตยในลักษณะท่ีเป็นวิถีชีวิตของคนในรัฐน้นั ๆ 42
43 เชน่ การใชว้ ธิ โี ดยค�ำ นงึ ถงึ เสยี งสว่ นใหญข่ องคนในสงั คม การยอมรบั ความเหน็ ทแ่ี ตกตา่ ง๙ เปน็ ตน้ ดังน้นั ความหมายของประชาธิปไตยในปัจจุบัน คือ การปกครองหน่งึ ซ่ึงสิทธิในการตัดสินใจทางการเมืองน้ันเป็นของประชาชนเป็นผู้ใช้โดยตรงผ่านระบบการ เลือกต้ังและประชาชนใช้สิทธิน้ัน ผ่านทางผู้แทนท่ีประชาชนเลือกให้เข้าทำ�หน้าท่ีแทน โดยประชาชนไมม่ สี ทิ ธใิ นการปกครองดว้ ยตนเอง และประชาชนสามารถใชอ้ �ำ นาจตดั สนิ ใจ ในขอบเขตจำ�กัดของรัฐธรรมนูญซ่ึงได้รับรองสิทธิไว้ ประชาธิปไตยจึงถูกนำ�มาใช้อธิบาย ระบบการเมอื งหรอื สงั คมการปกครองในแตล่ ะประเทศ อย่างไรก็ตาม เป็นท่ียอมรับตรงกันว่าสาระส�ำ คัญระบอบประชาธิปไตย จะตอ้ งประกอบดว้ ยการเลอื กต้งั โดยเสรี เปน็ ธรรม และมีวาระ โดยมวี ตั ถุประสงค ์ คือ การทำ�ให้การปกครองเป็นไปเพ่ือสนองเจตจำ�นงของประชาชน๑๐ ซ่ึงสามารถจำ�แนก องคป์ ระกอบของหลกั ประชาธปิ ไตยได้ ดงั น้ี ๖.๑ หลกั ประชาธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน หลักการน้ีถือว่า ประชาชนเป็นท่ีมาของอำ�นาจสูงสุดในการ ปกครองประเทศ ความชอบธรรมของอ�ำ นาจในการปกครองตอ้ งมรี ากฐานจากประชาชน ขณะเดียวกันองค์กรท่ีใช้อำ�นาจในทางการเมืองการปกครองก็จะต้องมีรากฐานมาจาก ประชาชนเชน่ กนั ส�ำ หรบั “อ�ำ นาจอธปิ ไตย” (Sovereignty) เปน็ อ�ำ นาจสงู สดุ ในการปกครอง ประเทศ ซง่ึ ลกั ษณะส�ำ คญั ของอ�ำ นาจอธปิ ไตยมอี ยู่ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ การมลี กั ษณะทม่ี น่ั คง ถาวร (Perpetual) ไมใ่ ชอ่ �ำ นาจทจ่ี �ำ กดั ในเวลาใดเวลาหนง่ึ เปน็ อ�ำ นาจทไ่ี มไ่ ดร้ บั มอบหมาย จากผู้ใด (Undelegated) ถ้าหากมีการมอบหมายโดยไม่มีขอบเขตจำ�กัด ไม่มีเง่ือน เวลา เป็นอำ�นาจท่ีไม่แบ่งแยกหรือโอนให้แก่ใคร (Unalienable) ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำ�กัด ๙ สรุ พล ไตรเวทย,์ พระมหากษตั รยิ ์ และประชาธปิ ไตย, (กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๓๘. ๑๐ บญุ ศร ี มวี งศอ์ โุ ฆษ, กฎหมายรฐั ธรรมนญู , พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒ (กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๕๑ ), หนา้ ๓๐๐.
โดยกฎหมายและไม่อย่ภู ายใต้ค�ำ ส่งั ของคนอ่นื หรือรัฐอ่นื (Absoluteness)๑๑ หรือไม่ต้อง อยภู่ ายใตก้ �ำ หนดของผใู้ ด (Precription) กล่าวคือ ในระบอบประชาธิปไตยประชาชนจะมีเสรีภาพ ตราบเทา่ ทไ่ี มม่ กี ฎหมายจ�ำ กดั เสรภี าพ แตก่ ารใชเ้ สรภี าพดงั กลา่ วจะตอ้ งไมก่ ระทบตอ่ เสรภี าพ ของบคุ คลอน่ื ขณะทร่ี ะบอบเผดจ็ การ โดยปกตปิ ระชาชนจะมเี สรภี าพกต็ อ่ เมอ่ื ผปู้ กครอง เปน็ ผอู้ นญุ าตใหม้ ไี ด้ และนอกจากจะมเี สรภี าพแลว้ เชน่ เดยี วกบั เมอ่ื อ�ำ นาจสงู สดุ เปน็ ของ ประชาชน ประชาชนย่อมมีความเท่าเทียมกันในการใช้อำ�นาจ จึงทำ�ให้โครงสร้างสังคม ในเร่ืองของสิทธิและเสรีภาพเป็นไปในแนวระนาบซ่ึงทุกคนเสมอภาคและเท่าเทียม และ จากแนวความคิดน้ีเองประชาชนย่อมจะต้องเคารพในอำ�นาจทางการเมืองการปกครอง ท่ีมีความชอบธรรม แต่หากปรากฏว่าอำ�นาจดังกล่าวมิได้เคารพซ่ึงสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนอย่างรุนแรงหรือกระทำ�ไปในทางท่ีขัดประโยชน์ของส่วนรวมจนถึงขนาดท�ำ ให้ หมดความชอบธรรม ประชาชนยอ่ มมสี ทิ ธทิ จ่ี ะตอ่ ตา้ นอ�ำ นาจนน้ั ได๑้ ๒ ๖.๒ หลกั การปกครองโดยเสยี งขา้ งมากและคมุ้ ครองเสยี งขา้ งนอ้ ย หลักการปกครองโดยเสียงข้างมากและคุ้มครองเสียงข้างน้อย (Majority Rule and Minority Right) หลกั การนเ้ี รยี กรอ้ งใหย้ อมรบั เจตจ�ำ นงของราษฎร และปกครองตามฝ่ายเสียงข้างมาก ซ่ึงฝ่ายเสียงข้างน้อยจะต้องยอมรับและผูกพัน ตามการตดั สนิ ใจของฝา่ ยเสยี งขา้ งมาก แตข่ ณะเดยี วกนั หลกั การน ้ี กไ็ ดเ้ รยี กรอ้ งใหฝ้ า่ ยขา้ งมาก จะต้องเคารพสิทธิและเสรีภาพของฝ่ายข้างน้อยในการแสดงออก ซ่งึ ความเห็นท่แี ตกต่าง ลกั ษณะดงั กลา่ วท�ำ ใหก้ ารปกครองระบอบประชาธปิ ไตยมคี วามแตกตา่ งจากระบอบเผดจ็ การ ๖.๓ การมผี แู้ ทน พรรคการเมอื ง และการเลอื กตง้ั การมีผ้แู ทนและพรรคการเมืองถือเป็นกลไกสำ�คัญในการกอ่ ตง้ั เจตนารมณใ์ นทางการเมอื งของประชาชนใหเ้ ปน็ รปู ธรรม๑๓ เนอ่ื งจากคณะบคุ คลทไ่ี ดม้ กี าร ๑๑ พรชยั เลอ่ื นฉว,ี กฎหมายรฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมอื ง, พมิ พค์ รง้ั ท ่ี ๔ (กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย,์ ๒๕๔๖), หนา้ ๗๓ - ๗๔. ๑๒ สมยศ เชอ้ื ไทย, หลกั กฎหมายมหาชนเบอ้ื งตน้ , พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๔ (กรงุ เทพฯ: วญิ ญชู น, ๒๕๕๑), หนา้ ๑๔๖. ๑๓ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๑๔๗ - ๑๔๘. 44
45 รวมตัวเข้าอย่างเป็นกิจจะลักษณะท่ีมีนโยบายร่วมกันและมีวัตถุประสงค์เพ่ือดำ�เนินการ ในทางการเมอื งโดยมงุ่ หมายใหไ้ ดอ้ �ำ นาจรฐั เพอ่ื บรหิ ารประเทศตามนโยบายหรอื อดุ มการณ์ พรรคการเมืองจึงเป็นตัวแทนของประชาชนในการเป็นผู้แทนปวงชนไปบริหารประเทศ ทำ�ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนจากล่างสู่บน จะเห็นได้ว่า ระบอบประชาธิปไตย จึงเรียกร้องให้มีการรับรองเสรีภาพของบุคคลในการรวมตัวเป็นพรรคการเมือง รวมท้ัง การเรยี กรอ้ งใหม้ หี ลกั ประชาธปิ ไตยภายในพรรคการเมอื ง การเลือกต้ังจึงเปรียบเสมือนเคร่ืองมือในการให้ประชาชน แสดงออกถงึ เจตจ�ำ นง (will) ในการเลอื กผแู้ ทนของตน กลา่ วไดว้ า่ การเลอื กตง้ั จงึ ถอื เปน็ เครอ่ื งมอื ในทางปฏบิ ตั สิ �ำ หรบั ประชาชนอนั เปน็ การแสดงออกซง่ึ สทิ ธแิ ละเสรภี าพทจ่ี ะเขา้ ถงึ การเปน็ เจา้ ของอ�ำ นาจอธปิ ไตย กลา่ วโดยสรปุ วา่ ประชาธปิ ไตย หมายถงึ การปกครองทเ่ี ปน็ ของประชาชน โดยประชาชนและเพอ่ื ประชาชน ตลอดจนเปน็ หลกั ในการด�ำ เนนิ ชวี ติ ของ คนใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั โดยสนั ติ ภายใตค้ วามเชอ่ื ทว่ี า่ “คนเรา เกดิ มาเทา่ เทยี มกนั ” คอื ไดร้ บั ความ คุ้มครองจากรัฐตามกฎหมายและโอกาสท่ีจะได้รับการบริหารต่าง ๆ โดยเสมอหน้ากัน มีสิทธิและเสรีภาพภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซ่ึงกำ�หนดไว้แน่นอนในกฎหมาย รฐั ธรรมนญู การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ยอ่ มหมายถงึ การปกครอง ทเ่ี ปน็ ของประชาชน ภายใตส้ ทิ ธแิ ละเสรภี าพทม่ี คี วามเทา่ เทยี มกนั ในการเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ ม เก่ียวกับกระบวนการทางการเมืองและการปกครอง ท่ีมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชน เป็นจำ�นวนมาก ประชาชนมีสิทธิในการควบคุมท้ังทางตรงและทางอ้อม มีอิสระตาม อ�ำ นาจทซ่ี ง่ึ มกี ารบญั ญตั ไิ วเ้ ปน็ กฎหมายลายลกั ษณะอกั ษรตามระบอบประชาธปิ ไตย ปญั หา อปุ สรรค และผลกระทบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองท่ีมีเจตนารมณ์สำ�คัญ เพ่ือให้ความคุ้มครองและรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือพลเมืองในสังคม โดยอยู่บนพ้ืนฐานความเช่ือท่ีว่ามนุษย์ทุกคนต่างมีสิทธิและเสรีภาพตามธรรมชาติ
และตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนด ทง้ั น ้ี เพอ่ื ใหก้ ารด�ำ เนนิ ชวี ติ รว่ มกนั ในสงั คมบา้ นเมอื งมคี วามสงบสขุ มเี กยี รติ มศี กั ดศ์ิ รี มคี วามเคารพซง่ึ กนั และกนั มกี ารยอมรบั ในความแตกตา่ งทางความคดิ เหน็ โดยยดึ หลกั การสนั ตวิ ธิ แี ละสงั คมประชาธรรม สำ�หรับ ประเทศไทย หากจะพิจารณาพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย แลว้ จะเหน็ วา่ นบั แตป่ พี ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ เปน็ ตน้ มา ประเทศไทยไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ สังคมไทยได้มีโอกาสเรียนรู้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยผา่ นเหตกุ ารณส์ �ำ คญั ทางการเมอื งในหลายครง้ั หลายคราวดว้ ยกนั ซง่ึ ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ความ รุนแรงและเกิดการสูญเสียอันส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสายตาของ นานาอารยประเทศ สงั คมแบบวถิ ปี ระชาธปิ ไตยทถ่ี กู ตอ้ งตามแบบนานาอารยประเทศนน้ั ยังมิได้ฝังรากหรือหย่ังลึกในสังคมไทยได้เท่าท่ีควร จึงเป็นเหตุทำ�ให้หลายคร้ังบ้านเมือง ต้องเกิดภาวะวิกฤตสังคม มีความแตกแยกและมิอาจท่ีจะน�ำ หลักการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยมาเป็นเคร่ืองมือสำ�หรับแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติหรือบ้านเมืองได้ และท�ำ ใหก้ ารพฒั นาตามระบอบวถิ ที างระบอบประชาธปิ ไตยเกดิ การหยดุ ชะงกั ไปพรอ้ ม ๆ กบั เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ประกอบกบั ปจั จบุ นั ไดม้ กี ารบญั ญตั ริ ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ข้ึน เป็นกติการ่วมกันในการกำ�หนดรูปแบบการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธปิ ไตยของประเทศไทย การพัฒนาประชาธิปไตยในระบบนิติรัฐ จึงเป็นสัมพันธภาพร่วมกันระหว่าง องค์ประกอบพ้ืนฐาน ๔ ด้าน คือ นิติรัฐ รัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตย และการปกครองโดยกฎหมาย ดงั น้ี ๑. นติ ริ ฐั (Legal State) เปน็ การสรา้ งระบบรฐั หรอื ประชาคมการเมอื งใหม้ ี สถาบันอำ�นาจทางการเมืองการปกครองท่ีมีกฎหมายเป็นรากฐานรองรับหลักประกัน ความยตุ ธิ รรม ทง้ั ในดา้ นการก�ำ หนดเปา้ หมายวธิ กี ารและบรรทดั ฐานในการท�ำ หนา้ ทพ่ี น้ื ฐาน ทางการเมืองการปกครองของรัฐแทนการใช้กำ�ลังบังคับและอำ�เภอใจของตัวบุคคลท่ีเป็น ผปู้ กครอง 46
47 ๒. รัฐธรรมนูญ (Constitutional) เป็นการสร้างระบบกฎหมายในระบอบ การเมืองการปกครอง องค์กรท่ีใช้อำ�นาจและการกำ�กับการใช้อำ�นาจให้มีความสัมพันธ์ สอดคลอ้ งเปน็ องคป์ ระกอบทเ่ี กอ้ื กลู กนั ๓. ประชาธปิ ไตย (Democracy) เปน็ การสรา้ งระบอบการเมอื งการปกครอง โดยการมีส่วนร่วม ของประชาชนทเ่ี น้นจ�ำ กัดอ�ำ นาจรัฐและการคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพ ให้กับประชาชน โดยประชาชนมีหลักประกันการเป็นเจ้าของอ�ำ นาจ มีส่วนร่วมในการใช้ อ�ำ นาจและไดร้ บั ประโยชนท์ เ่ี ปน็ ธรรมจากการใชอ้ �ำ นาจรฐั ๔. การปกครองโดยกฎหมาย (Rule of Law) เปน็ การสรา้ งระบบการเมอื ง การปกครองทม่ี กี ารขบั เคลอ่ื นกลไกของสถาบนั ทางการเมอื งการปกครองใหบ้ รรลถุ งึ เปา้ หมาย สงู สดุ ไดด้ ว้ ยกระบวนวธิ ที างกฎหมาย ดงั นน้ั การพฒั นาในระบอบประชาธปิ ไตยไดน้ น้ั ประชาชนจะตอ้ งมคี วามเขา้ ใจ อย่างแท้จริงเก่ยี วกับระบอบประชาธิปไตยและวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยดังท่กี ล่าวมาข้างต้น เพราะเม่ือประชาชนตระหนักและรับทราบ ถึงสิทธิเสรีภาพ และหน้าท่ีตามระบอบ ประชาธปิ ไตยตามรฐั ธรรมนญู แลว้ จะสง่ ผลใหป้ ระชาชนสามารถใชอ้ �ำ นาจของตนไดอ้ ยา่ ง ถกู ตอ้ งภายในขอบเขตโดยไมก่ า้ วกา่ ยผอู้ น่ื นอกจากนก้ี ารจะพฒั นาประชาธปิ ไตยใหเ้ จรญิ มน่ั คงไดน้ น้ั ประชาชนจะตอ้ งมคี วามเขม้ แขง็ ทง้ั ทางดา้ นความคดิ สตปิ ญั ญา รจู้ กั การ พง่ึ พาตนเอง การพง่ึ พาซง่ึ กนั และกนั จากหลกั การทก่ี ลา่ วมานน้ั ความเขม้ แขง็ ทเ่ี ปน็ ประการส�ำ คญั คอื ความเขม้ แขง็ ในวฒั นธรรมประชาธปิ ไตยโดยมคี วามคดิ ความเชอ่ื วถิ ชี วี ติ และพฤตกิ รรมทส่ี อดคลอ้ ง เหนียวแน่นกับวัฒนธรรมดังกล่าวอย่างไม่หยุดย้งั โดยปัจจัยท่จี ะทำ�ให้ประชาชนเข้มแข็ง ได้อยู่ท่ีการศึกษา เพราะการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนมีความคิดเป็นของตนเอง รู้จัก เลือกรู้จักตัดสินใจในส่ิงท่ีถูกต้อง และรู้จักใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาแทนการใช้กำ�ลัง รนุ แรงในรปู แบบตา่ ง ๆ ในขณะเดยี วกนั นน้ั ทง้ั ยงั เปน็ เกราะปอ้ งกนั ทจ่ี ะไมท่ �ำ ใหถ้ กู ชกั จงู และครอบง�ำ ความคดิ จากผทู้ ไ่ี มห่ วงั ดหี รอื ผทู้ เ่ี ขา้ มาแสวงหาผลประโยชนข์ องตนและพวกพอ้ ง ให้กระทำ�การในส่ิงท่ีไม่เป็นผลดีกับสังคมและประเทศชาติ ปัจจัยอีกประการท่ีมีผลต่อ การพัฒนาประชาธิปไตย คือ เศรษฐกิจในประเทศน้นั ต้องไม่เกิดช่องว่างระหว่างคนท่มี ี
ฐานะรวย คนยากจน คนเมอื ง คนชนบท จนท�ำ ใหเ้ กดิ ความแตกตา่ งมากเกนิ ไป อนั ท�ำ ให้ ประชาชนร้สู ึกสึกถึงความไม่เท่าเทียมหรือไม่เสมอภาคซ่งึ นำ�มาส่คู วามแตกแยกแบ่งพรรค แบง่ ฝา่ ยเกดิ ขน้ึ ในสงั คม อย่างไรก็ดี ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน วางกรอบในเรอ่ื งของสทิ ธิ เสรภี าพ ความเสมอภาค แนวนโยบายของรฐั การมสี ว่ นรว่ ม ทางการเมอื งโดยตรงของประชาชนและอน่ื ๆ รวมทง้ั สน้ิ ๑๖ หมวด การพฒั นารฐั ธรรมนญู ให้ครอบคลุมทุกหมวดได้น้ัน จำ�เป็นต้องวางแผนยุทธศาสตร์กำ�หนดกรอบในการพัฒนา ประเทศแต่ละด้านควบคู่ไปให้ครบทุกด้านอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ยึดติดอยู่แต่เฉพาะ กรอบของการเมืองการปกครองเพ่ือความอยู่รอดของพวกพ้องเท่าน้ัน หากมีแผนการ และการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามกรอบท่ีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ถึงโครงสร้างอ�ำ นาจ หน้าท่ี และผรู้ บั ผดิ ชอบแลว้ จะเปน็ ผลใหส้ ามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคไ์ ด้ เนอ่ื งจากประชาชนเจา้ ของ อ�ำ นาจอธปิ ไตยในระบอบการเมอื งการปกครองแบบประชาธปิ ไตยในระบบนติ ริ ฐั นน่ั เอง บทสรปุ และขอ้ เสนอแนะ บทสรปุ หลักนิติรัฐเป็นหลักการมีไว้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการ ใช้อำ�นาจของผู้ปกครองโดยขาดความเป็นธรรม ถึงแม้ว่าเน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญ อนั เปน็ กฎหมายสงู สดุ ของการปกครองประเทศในระบอบประชาธปิ ไตยของแตล่ ะประเทศนน้ั จะมีความแตกต่างกัน แต่ถึงอย่างไรหลักการท่ีสำ�คัญของรัฐธรรมนูญยังคงยึดหลักการ ทส่ี �ำ คญั ๓ ประการ ดงั น้ี ประการแรก การบญั ญตั เิ กย่ี วกบั อ�ำ นาจ หลกั การส�ำ คญั ของการปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตยนน้ั ถอื วา่ ประชาชนทกุ ๆ คนตา่ งมคี วามเทา่ เทยี ม มคี วามเสมอภาคกนั การท่ีคนผู้หน่ึงผู้ใดหรือกลุ่มคนหน่ึงกลุ่มคนใดจะมีอำ�นาจในการปกครองประเทศได้น้ัน จะต้องได้รับมอบอำ�นาจจากประชาชนโดยส่วนใหญ่ รัฐธรรมนูญจึงต้องบัญญัติในเร่ือง ของอ�ำ นาจทจ่ี ะน�ำ มาใชใ้ นการปกครองประเทศ คอื บญั ญตั ถิ งึ ทม่ี าและโครงสรา้ งของการ ใชอ้ �ำ นาจเปน็ ส�ำ คญั 48
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125