Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 12. รัฐสภาสารฉบับเดือนธันวาคม 2560

12. รัฐสภาสารฉบับเดือนธันวาคม 2560

Published by sapasarn2019, 2020-09-14 23:16:40

Description: 12. รัฐสภาสารฉบับเดือนธันวาคม 2560

Search

Read the Text Version

ผงั รายการสถานวี ิทยกุ ระจายเสยี งรฐั สภา ประจาเดอื น ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ออกอากาศทุกวนั ต้ังแต่เวลา 05.00 – 22.00 นาฬกิ า เวลา จนั ทร์ อังคาร พธุ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทติ ย์ เวลา 05.00 รายการเผยแผ่ความรู้ทางพุทธศาสนา 05.00 (มลู นธิ ิศกึ ษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา) 06.00 weekend news รายการเผยแผ่ 06.00 คุยข่าวเชา้ ข่าวเชา้ สุดสัปดาห์ ความร้ทู างศาสนา (อสิ ลาม, คริสต์) 07.00 ถา่ ยทอดข่าว สวท. 07.00 07.30 Inside รฐั สภา วิจัยก้าวไกล ทาดีได้ดี 07.30 08.00 ห้องขา่ วรัฐสภาแชนแนล ศาสตร์พระราชาฯ ขบวนการคนตวั เลก็ 08.00 (โทรทัศนร์ ฐั สภา) (คสช./rerun) 09.00 มองรฐั สภา มองรัฐสภา รฐั สภาของ ปชช. รอ้ ยเรือ่ งเมอื งไทย 09.00 09.30 (โทรทศั นร์ ฐั สภา) (โทรทศั น์รฐั สภา) (โทรทศั นร์ ัฐสภา) ร้อยเรยี งขา่ ว มขี ่าวดีมาบอก 09.15 สภาสนทนา สภาสนทนา 10.00 การเมอื งเร่ืองของประชาชน เวลา 10.00 น. เวลา 10.00 น. บ้านสขุ ภาพ ตะลอนทัวร์ 10.00 ท่ัวไทย เป็นต้นไป เป็นต้นไป (คนพกิ าร-ดอ้ ยโอกาสฯ) 11.00 เกาะตดิ สภานิตบิ ญั ญตั แิ ห่งชาติ ถา่ ยทอดเสียง ถา่ ยทอดเสียง บันทกึ ประชมุ สภา 11.00 12.00 รัฐสภาของเรา การประชมุ การประชุม สกปู๊ ..ทันขา่ วรฐั สภา สกู๊ป..รอบสัปดาหอ์ าเซยี น 12.00 13.00 สายด่วนรฐั สภา สภานิติบัญญัติ สภานติ บิ ญั ญัติ 13.00 แผน่ ดนิ ถ่ินไทย แหง่ ชาติ แห่งชาติ (สนช.) (สนช.) เพลินเพลงยามบ่าย (โทรทัศน์รัฐสภา) จนเสร็จส้ิน จนเสร็จสนิ้ ทอ้ งถิ่นบ้านเรา 14.00 15.00 การประชมุ การประชมุ (ทีป่ ระชมุ สนช. (ท่ปี ระชมุ สนช. สภาสาระ 15.00 รักเมอื งไทย ครงั้ ท่ี 3/2557 คร้งั ที่ 3/2557 15.30 21 ส.ค.57) 21 ส.ค.57) ก้าวทนั ไอที เกบ็ เบีย้ ใต้ถุนรา้ น (rerun) 16.00 16.30 ปฏิรปู กฎหมาย วาระปฏริ ูป วาระประเทศไทย เดนิ หนา้ รฐั ธรรมนญู ไทย ชวี ติ กับการเรียนรู้ สบาย สบาย เพือ่ ประชาชน กบั แพทย์ทางเลอื ก 17.00 สกปู๊ ..สภากับประชาคมโลก สกู๊ป...เสน้ ทางกฎหมาย 17.00 Gossip การเมือง สบาย สบาย ละติจูดรอบโลก กับแพทย์ทางเลือก 18.00 เดินหนา้ ประเทศไทย (รบั สญั ญาณสถานีโทรทัศนก์ องทพั บก) เดินหนา้ ประเทศไทย (รับสัญญาณ ททบ.) 18.00 18.30 กรรมาธกิ ารพบประชาชน เจตนารมณ์ เก็บเบ้ียใตถ้ นุ รา้ น เป็นประชารฐั เพลงดีศรีแผ่นดิน กฎหมาย 19.00 ถา่ ยทอดข่าว สวท. 19.00 19.30 ขา่ วภาษาอังกฤษ เรดโิ อ for you 19.30 20.00 ข่าวในพระราชสานกั (รบั สญั ญาณจาก สวท.) 20.00 รายการจากสถาบนั พระปกเกล้า คุยกนั นอกศาล สนทนากบั คลังสมอง วปอ.ฯ 21.00 ปปช. ๓๐ นาที คุยกบั สตง. ผตู้ รวจการแผน่ ดิน 21.00 พบประชาชน คดปี กครอง คณะกรรมการสิทธฯิ พบประชาชน พบประชาชน ปุจฉา - วสิ ัชนาธรรม 21.30 ธรรมะก่อนนอน (พระอาจารยอ์ ารยวงั โส) 22.00 22.00 หมายเหตุ - เวลา 08.00 น. และ 18.00 น. เคารพธงชาติ และ พระบรมราโชวาท / นาเสนอขา่ วตน้ ชั่วโมง และสปอตตา่ งๆ ต้งั แต่เวลา 08.00–21.00 น. - หากช่วงเวลาใดมีการถ่ายทอดคาสั่ง/ประกาศ/รายการพเิ ศษจาก คสช. หรืองานที่ได้รบั มอบหมาย สถานีฯ จะดาเนินการถา่ ยทอดเสียงจนเสร็จสิน้ ภารกิจ



ทปี่ รกึ ษา วัตถปุ ระสงค์ นายสรศกั ด ิ์ เพยี รเวช เพ่ือเผยแพร่การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย นางสาวสภุ าสนิ ี ขมะสุนทร อนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และเพื่อเสนอขา่ วสารวิชาการในวงงานรัฐสภา และอน่ื ๆ บรรณาธิการ ทัง้ ภายในและต่างประเทศ นางจงเดอื น สทุ ธริ ัตน์ การสง่ เร่ืองลงรัฐสภาสาร สง่ ไปท่ี บรรณาธกิ ารวารสารรฐั สภาสาร ผู้จดั การ ส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางบุษราค�ำ เชาวนศ์ ิริ สำ�นักประชาสมั พันธ์ กลมุ่ งานผลติ เอกสาร ถนนประดิพทั ธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ประจ�ำ กองบรรณาธกิ าร กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ นางพรรณพร สนิ สวสั ดิ์ โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๔-๕ โทรสาร ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๒ นางฟา้ ดาว คงนคร e-mail: [email protected] นางสาวอรทยั แสนบุตร การสมคั รเปน็ สมาชกิ นางสาวจุฬีวรรณ เตมิ ผล คา่ สมคั รสมาชิก ปีละ ๕๐๐ บาท (๑๒ เลม่ ) นางสาวนธิ ิมา ประเสริฐภกั ดี ราคาจ�ำ หน่ายเลม่ ละ ๕๐ บาท (รวมค่าจัดสง่ ) นางสาวสหวรรณ เพ็ชรไทย ก�ำ หนดออกเดอื นละ ๑ ฉบับ นายพิษณุ จารยี ์พันธ์ การส่งบทความลงเผยแพร่ในวารสารรัฐสภาสาร ฝ่ายธรุ การ จะต้องเป็นบทความที่ไม่เคยลงพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน  นางสาวเสาวลกั ษณ ์ ธนชยั อภิภทั ร การพิจารณาอนุมัติบทความท่ีนำ�มาลงพิมพ์ดำ�เนินการ นางสาวดลธี จุลนานนท์ โดยกองบรรณาธกิ าร  ทง้ั นี้ บทความ ข้อความ ความคิดเหน็ นางสาวจริยาพร ดกี ลั ลา หรือข้อเขียนใดท่ีปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็นความเห็น นางสาวอาภรณ ์ เนือ่ งเศรษฐ์ ส่วนตวั ไมผ่ ูกพนั กับทางราชการแตป่ ระการใด นางสาวสรุ ดา เซ็นพานิช ฝ่ายศลิ ปกรรม นายมานะ เรอื งสอน นายนิธทิ ัศน ์ องคอ์ ศิวชยั นางสาวณัฐนนั ท ์ วชิ ติ พงศเ์ มธี -------------------- พมิ พท์ ี่ ส�ำ นกั การพมิ พ์ ส�ำ นักงานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร ผูพ้ มิ พ์ผโู้ ฆษณา นางสาวกลั ยรัชต์ ขาวสำ�อางค์

ใน ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ มกี ารประกาศใชก้ ฎหมายส�ำคญั ทเ่ี ปน็ หลกั ในการปกครองประเทศ หลายฉบบั อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผดู้ �ำรงต�ำแหนง่ ทางการเมอื ง  พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยพรรคการเมอื ง  พระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  และพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญว่าด้วยผตู้ รวจการแผ่นดิน ซึ่งยงั เหลือพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู อีก ๕ ฉบับ ตามที่ก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ  ได้แก่  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ว่าด้วยการได้มาซ่งึ สมาชกิ วฒุ สิ ภา วา่ ดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปราม การทจุ รติ ว่าด้วยการตรวจเงินแผน่ ดนิ และว่าดว้ ยวธิ ีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ท่ีจะทยอย ประกาศใช้จนครบ โดยเฉพาะที่เก่ียวกับการเลือกต้งั ส.ส. และการไดม้ าซึง่ ส.ว. ซึง่ เมอื่ ไดป้ ระกาศ บังคับใช้แล้วกจ็ ะน�ำไปสู่การเลอื กต้ังต่อไป ทง้ั น้ีเมอื่ มกี ารเลอื กตง้ั สง่ิ ทจี่ ะขาดไมไ่ ดก้ ค็ อื พรรคการเมอื งดงั ค�ำกลา่ วในบทความของ รฐั สภาสารฉบับน้ี เรื่อง “ขอ้ สังเกตบางประการเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมือง  พ.ศ.  ๒๕๖๐” ที่กล่าวว่า  “หัวใจของประชาธิปไตย  คือ  การเลือกตั้ง  หัวใจของการเลือกตั้ง  คือ  พรรคการเมือง พรรคการเมือง  คือ  ยานพาหนะของผู้แทนในการเข้าสู่อ�ำนาจรัฐ”  ซึ่งค�ำกล่าวนี้ได้อธิบาย ความส�ำคญั ของพรรคการเมอื งไดเ้ ปน็ อยา่ งดี บทความเรอื่ งตอ่ มา คอื “ปญั หาการจำ� กดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระทำ� การเปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย”  ทอี่ ธบิ ายเกยี่ วกบั ปญั หา การจ�ำกดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทกี่ ระท�ำการเปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ในแง่มุมต่างๆ  เพ่ือน�ำมาสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เกิดความชัดเจน เหมาะสม และสอดคล้องกบั สภาพปญั หาที่เกดิ ข้นึ ตลอดจนเพื่อเปน็ หลักประกนั ตอ่ การแก้ปญั หา ของประเทศชาติโดยสันติวิธี  ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข  ส่วนบทความ  เร่ือง  “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนประชาธิปไตย” มีเนื้อหากล่าวถึงกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง  เพื่อสร้างรากฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความม่ันคงและ ยงั่ ยนื

บทความเร่ือง  “บทบาทของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตรวจคนเข้าเมืองในการจัดระเบียบ คนตา่ งดา้ วเพอื่ แกป้ ญั หาแรงงานผดิ กฎหมายสญั ชาตเิ มยี นมาลาวและกมั พชู า”มเี นอื้ หาเกยี่ วกบั การจัดระเบียบคนต่างด้าว  นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง  บทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง  ขั้นตอนการกล่ันกรองและควบคุมคนเข้าเมือง  ปัญหาอุปสรรคและแนวทาง การแกไ้ ข  อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทตี่ รวจคนเขา้ เมอื ง  เจา้ หนา้ ทต่ี �ำรวจ  และประชาชน ได้ทราบถึงข้ันตอนการกล่ันกรอง  การควบคุมคนเข้าเมือง  ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจ คัดกรอง  เพื่อให้การปฏิบัติหน้าท่ีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  และบทความเรื่องสุดท้าย  “เจาะลึก เบอื้ งหลงั เหตกุ ารณค์ วำ�่ บาตรกาตาร:์   ใครไดป้ ระโยชน”์   กลา่ วถงึ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั การควำ�่ บาตร กาตาร์ว่าอะไรคือสาเหตุความจ�ำเป็นที่ประเทศผู้คว่�ำบาตรต้องด�ำเนินการเช่นน้ีกับกาตาร์  และ เรื่องน้ีมีการวางแผนมาก่อนล่วงหน้าหรือไม่  วิกฤติคร้ังน้ีจ�ำกัดขอบเขตอยู่ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ หรือจะลกุ ลามบานปลายขยายตวั ขา้ มไปสภู่ ูมิภาคอ่ืนหรือไมอ่ ย่างไร ท้ายน้ี  ขอแจ้งให้ทราบว่า  รัฐสภาสารฉบับเดือนธันวาคมนี้  จะเป็นฉบับสุดท้าย ทจ่ี ดั ท�ำเปน็ รายเดอื น โดยฉบบั ปี ๒๕๖๑ เปน็ ตน้ ไป จะเรม่ิ จดั ท�ำเปน็ ราย ๒ เดอื น โดยเรมิ่ ฉบบั แรก คือ  ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์  ๒๕๖๑  ทั้งนี้  เพ่ือเป็นไปตามตัวช้ีวัดของส�ำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรในการลดปริมาณการใช้กระดาษ  เพ่ือให้เป็นส�ำนักงานท่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซ่ึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ  และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน  ในการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมให้เกดิ ประโยชน์อยา่ งสมดุลและย่ังยนื บรรณาธกิ าร

รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๕ ฉบบั ที่ ๑๒ เดือนธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗ Vol. 65 No. 12 December 2017 ๒๗ ๔๖ ขอ้ สงั เกตบางประการเกย่ี วกบั กฎหมายพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ รศ. พฒั นะ เรอื นใจดี มารุตพงศ์ มาสงิ ห์ ปญั หาการจ�ำ กดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระท�ำ การเปน็ ปฏปิ กั ษ ์ ตอ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย สิริกร สายสิน การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยใ์ นชมุ ชนประชาธปิ ไตย เสกสรรค์ สนวา สพุ ฒั นา ศรีบตุ รดี บทบาทของพนกั งานเจา้ หนา้ ทต่ี รวจคนเขา้ เมอื งในการจดั ระเบยี บคนตา่ งดา้ ว ๕๙ เพอ่ื แกป้ ญั หาแรงงานผดิ กฎหมายสญั ชาตเิ มยี นมา ลาว และกมั พชู า ๘๑ วีณา วิจัยธรรมฤทธิ์ เจาะลกึ เบอ้ื งหลงั เหตกุ ารณค์ ว�ำ่ บาตรกาตาร:์ ใครไดป้ ระโยชน ์ ชชู าติ พฒุ เพ็ง



๗ ขอสังเกตบางประการเกีย่ วกบั กฎหมายพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ รศ. พัฒนะ เรอื นใจด*ี มารตุ พงศ มาสิงห* * ã ¹ ประเทศที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะ เปนสถาบันทางการเมืองที่มีความหมายและความสําคัญอยางมาก ทั้งนี้ เพราะนอกจาก พรรคการเมืองจะทาํ ใหการเลือกต้ังบรรลุจุดมงุ หมาย กลา วคอื ไดผ แู ทนไปทาํ หนา ท่ีใหองคก ร ของรัฐแทนประชาชนและอยูในฐานะท่เี ปน ตัวนําความคิดเหน็ และขอเรยี กรอ งจากประชาชน ไปสูองคกรของผูถืออํานาจ พรรคการเมืองยังเปนองคกรโฆษณาแนวความคิดและวิธีการใน การแกไขปญหาตาง ๆ ของสังคมดว ย๑ จากความสําคญั เชน วานเ้ี อง ในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย จึงถือกันวาพรรคการเมืองเปนพลังทางการเมืองอันสําคัญท่ีจะขาดเสีย ไมได จนกลาวกันวารัฐท่ีใชระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอยูในลักษณะที่เปน “รัฐ พรรคการเมอื ง” * อาจารยประจาํ ภาค วิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง ** ผชู ว ยนักวิจัย ๑ D. Th. Tsatros. (1976). Einfiihrung in das Grundgesetz. s. 71. อา งถงึ ใน สมยศ เชอ้ื ไทย และ วรพจน วศิ รุตพิชญ. (๒๕๒๗). แนวความคิดพน้ื ฐานเกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญและประชาธปิ ไตย. วารสารนิตศิ าสตร, ๓(๕๒).

๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ พรรคการเมือง เปนองคการที่มีการจัดต้ังข้ึนในทองถิ่นเพื่อมีปฏิสัมพันธและ แสวงหาการสนบั สนนุ การเลอื กต้งั จากประชาชนโดยสว นรวม โดยมบี ทบาททางตรงและสาํ คญั ตอการเลือกสรรบุคลากรทางการเมือง เพื่อใหไดมาและรักษาไวซึ่งอํานาจโดยคํานึงถึงหรือ โดยการรว มมอื กบั องคการอื่น และไดวางหลกั เกณฑของพรรคการเมอื งไว ๔ ประการ คือ๒ ๑. พรรคการเมืองตองมีความย่ังยืน โดยความยั่งยืนของพรรคการเมืองจะตอง ไมขึน้ กับชวี ิตหรือผนู ําของพรรคการเมอื ง ๒. พรรคการเมืองจะตองมีสาขากระจายไปยังชนบท โดยมีขอบขายการติดตอ สือ่ สารระหวางสํานักงานใหญและสาขาพรรคการเมอื ง ๓. บรรดากลุมผูนําในพรรคการเมืองมีความตั้งใจจริงที่จะรวมอํานาจใน การตัดสินนโยบายตาง ๆ มาใหพรรคการเมืองของตนแตผูเดียว หรือมิฉะน้ันก็รวมกับ พรรคการเมืองอน่ื ไมเ พียงแตจะใชอ ทิ ธิพลเขา แทรกแซงนโยบายเทาน้ัน ๔. พรรคการเมืองตองพยายามหาคะแนนนิยมเมื่อมีการเลือกต้ัง และหาความ สนับสนนุ จากประชาชนทั่วไปเมื่อไมมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเปนตัวแทนของผูคนในสังคมและเปนผูกล่ันกรองความตองการ ของประชาชนใหเปนแนวนโยบายทางการเมือง๓ พรรคการเมืองจะเปนผูสรรหาบุคลากร เขาไปเสนอตัวใหประชาชนเลือก เพื่อเปนตัวแทนของตนไปบริหารประเทศตามกติกาเลือกต้ัง แบบประชาธิปไตยแบบตวั แทน (Decorative Democracy) การพฒั นาการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยจงึ ควบคไู ปกับการพฒั นาพรรคการเมอื ง กลา วไดว า พรรคการเมอื ง คือ กระจก สะทอนถึงสภาพความม่ันคงในระบอบประชาธิปไตยน้ัน ๆ ตลอดจนถึงประสิทธิภาพในการ บรหิ ารจดั การดว ย คําจํากัดความของพรรคการเมือง หมายถึง๔ กลุมบุคคลหลายกลุมท่ีมีอิสระ มารวมกันเพ่ือคัดเลือกผูสมัครรับเลือกต้ัง และหวังวาจะไดรับชัยชนะเพื่อที่จะเขาไปควบคุม ๒ H. Keisen. (1963). Vom Wesen and West der Demokratie. s. 20. อางถงึ ใน สมยศ เชือ้ ไทย และ วรพจน วศิ รุตพชิ ญ. (๒๕๑๗). แนวความคิดพ้นื ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนูญและประชาธิปไตย. เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา การสัมมนาวิชาการระดับประเทศในวาระครบรอบ ๕๐ ป แหงการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร เรื่อง ปญหา รฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมอื งในสภาวการณปจจุบนั . กรงุ เทพมหานคร: มติ รนราการพมิ พ. ๓ Adam Przeworski. อางถึงใน สนทิ จรอนันต. (๒๕๔๖). การเลกิ หรือยบุ พรรคการเมอื ง: ศึกษากรณี คาํ รองท่ีมาสูศ าลรัฐธรรมนูญ. เอกสารผลงานเพื่อขอรบั การประเมนิ . สํานกั งานศาลรัฐธรรมนญู . ๔ Austin Ranny และ W.Kindall. อางถึงใน ปรชี า หงสไ กรเลศิ . (๒๕๒๒). พรรคการเมอื งและปญ หา พรรคการเมอื ง. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณชิ จํากัด, น. ๕-๑๒.

๙ การดําเนินงาน และนโยบายของรัฐบาล จากความหมายน้ีเห็นไดถึงเจตนารมณของบุคคล ทเี่ ขา มารว มเปน กลมุ ทางการเมอื งในลกั ษณะของพรรคการเมอื ง ในการสมคั รเขา รบั เลอื กตง้ั ตา ง ๆ แมวาจะมิใชบุคคลที่ตองการสมัครรับเลือกต้ังก็ตาม หากแตเพียงมารวมกันเพื่อสนับสนุน สมาชิกคนอื่นเพื่อใหชนะการเลือกตั้งก็ถือวาเปนพรรคการเมืองแลว ท้ังนี้ เพราะวาการชนะ การเลือกต้ังยอมหมายถึงการเขาไปบริหาร หรือควบคุมนโยบายสาธารณะนั่นเอง ในกรณีที่ พรรคการเมืองยังไมมีโอกาสเปนรัฐบาลก็จะทําหนาที่เปนฝายคานเพ่ือคอยหาโอกาส ตอไป ภายใตค าํ จาํ กดั ความทก่ี ลา วมา จะเหน็ จดุ หนง่ึ ของนยิ ามพรรคการเมอื ง คอื มบี ทบาท หนาที่ในการสรรหาบุคคลใหเปนผูนําทางการเมือง ทั้งในดานการบริหารในคณะรัฐบาลและ การสรรหาตวั บคุ คลเสนอตอ ประชาชน เพือ่ สมัครรบั เลือกตั้งเปนผูแทนราษฎร พรรคการเมือง คือ ที่รวมของกลุมบุคคลท่ีมีแนวคิดทางการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจที่คลายคลึงกัน รวมกันเพื่อจุดประสงคท่ีจะสงบุคคลเขารับสมัครเลือกตั้งเพ่ือใหได เปนเสียงขางมากในสภา เพื่อมีโอกาสจัดต้ังรัฐบาลบริหารประเทศตามนโยบายที่สอดคลอง กับอุดมการณของกลุม นอกจากน้ี พรรคการเมืองมีความสําคัญตอระบอบประชาธิปไตย เพราะวา เปนท่สี รา งพลังใหอุดมการณ เปนทีท่ ี่อาจคนหาเสียงสวนใหญของมหาชน และทาํ ให ประชาชนตา งทอ งถนิ่ สามารถรว มมอื กบั ทางการเมอื งได๕ ความหมายของพรรคการเมืองถือไดวาเปน “กลุมบุคคลที่มีแนวความคิดใน ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน รวมตัวกันเพื่อท่ีจะสงสมาชิกลงรับเลือกตั้งโดยหวังที่จะไดเปน รฐั บาลหรอื มสี ว นรว มในการกําหนดนโยบาย”๖ ขอสังเกตบางประการของความหมายพรรคการเมืองไดวา นักวิชาการใหความ สําคญั ในเรือ่ งของ ๑. การเปนท่ีรวมของปจเจกบุคคลหรือกลุมบุคคลท่ีมีความคิดหรือผลประโยชน รวมกันหรอื สอดคลองกนั ๒. การเสนอบุคคลในการเลือกต้ัง และ ๕ สขุ ุม นวลสกุล และ วิศิษฐ ทวเี ศรษฐ. (๒๕๓๕). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร: สํานักพมิ พมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, น. ๒๑๕. ๖ สทิ ธิพนั ธ พทุ ธหุน. (๒๕๑๙). Party Identification กับการพัฒนาทางการเมอื ง. กรุงเทพมหานคร: แพรพิทยา, น. ๑๖๗.

๑๐ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ๓. ความมงุ หวังทีจ่ ะไปบริหารประเทศหรอื รฐั บาล๗ พรรคการเมือง คือ กลุมของคนท่ีมีแนวคิดหรืออุดมการณทางการเมือง อยางเดียวกันรวมกันจัดตั้งเปนสถาบันท่ีมีองคกรท่ีแนนอนชัดเจน มีการกําหนดทางเลือก เกี่ยวกับนโยบายที่สําคัญในการปกครอง และบริหารประเทศในดานตาง ๆ มีการคัดเลือก บคุ คลเขา ดาํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง พยายามเขา ไปมหี รอื มสี ว นในอาํ นาจรฐั จนสามารถจดั ตง้ั หรือรวมจัดต้ังรัฐเพื่อประเทศ๘ คํานิยามนี้มุงแสดงใหเห็นถึง “พรรคการเมือง” ที่มีลักษณะ ของพัฒนาการท่ีมุงไปสูความม่ันคง และแสดงความแตกตางอยางสําคัญกับกลุมของมนุษย กลุมอื่น ๆ เชน กลุมผลประโยชน ในขณะที่กลุมอ่ืน ๆ จะมีความสําคัญทางการเมืองใน ลักษณะผลักดัน หรือเรียกรองตอผูมีอํานาจทางการเมือง แตพรรคการเมืองในแนวความคิดน้ี มุงพยายามเขาไปมีอํานาจทางการเมืองโดยตรง สวนจะไดหรือมีอํานาจหรือไมก็อยูที่วา พรรคการเมืองนั้นสามารถเขาสูอํานาจไดอยางไร (ถาเปนระบอบประชาธิปไตยก็คือมีสมาชิก ไดร ับการเลือกต้ัง ถาเปนระบอบเผดจ็ การอาจเกิดจากการทพี่ รรคสงกองกําลังของพรรคเขา ยดึ อาํ นาจ) เปน ตน พรรคการเมอื งนน้ั จะเรียกวา “พรรคการเมืองทีแ่ ทจริง” หรอื ไมอยางไรข้นึ อยู กับวาเราใช “นิยาม” เขา ไปอธิบาย แตจ ะพดู ถงึ วา พรรคการเมืองนั้น ๆ มอี ตั ราแหง การพฒั นา พรรคการเมืองมากแคไหนก็ตองดูวาพรรคการเมือนั้นมีโครงสราง และองคประกอบสําคัญ ครบถวนและประสานสัมพันธไดอยางไร และสามารถทําหนาท่ีไดครบถวนตอเน่ืองไดยาวนาน แคไ หน จากคําจํากัดความท้ังหมดจะเห็นไดวา การที่จะเปนพรรคการเมืองไดจะตอง ประกอบไปดว ยลักษณะสาํ คญั ดังตอ ไปน้ี ๑. จะตองมีองคการหรือกลุมบุคคล การรวมกลุมบุคคลอาจมิใชความหมายของ พรรคการเมืองเสมอไป อยางเชน “คณะราษฎร” ซึ่งกลุมบุคคลอาจมีลักษณะเปนการจัดตั้ง ช่ัวคราวเทาน้ัน แตพรรคการเมืองจะตองมีการจัดตั้งเปนการถาวร เวนแตวาจะเปนประเทศ ท่ียังขาดความม่ันคงทางการเมือง หลังจากมีการรัฐประหารแลวจะตองมีการประกาศหามมี พรรคการเมืองเสมอไป ทําใหพรรคการเมืองไมไดแสดงบทบาท และประชาชนไมเห็นความ สําคญั ของพรรคการเมอื ง ๗ กนก วงษต ระหงาน. (๒๕๓๖). พรรคการเมอื ง. สาํ นักพมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. ๘ เปนคํานิยามที่ปรบั ปรุงจาก วสิ ทุ ธ โพธ์ิแทน. (๒๕๒๖). พรรคการเมอื ง: ทารกทไี่ มม ีโอกาสเตบิ โต. วารสารนิตศิ าสตร, ๑๓(๓), ๕.

๑๑ ๒. ตองมีความคิดเหน็ พองตองกันหรือคลายคลึงกนั ความคดิ เหน็ นสี้ วนใหญจะ เปนไปตามแนวนโยบายของพรรคการเมือง ไมว าจะเปน นโยบายทางเศรษฐกิจ การเมอื ง หรือ นโยบายทางสังคม ๓. ตอ งมคี วามมุงหมายท่จี ะคดั เลอื กบคุ คลเขารบั เลือกต้ังเพื่อท่จี ะเขา ควบคุมการ ดําเนินงานและนโยบายของรัฐบาล หัวใจสําคัญของพรรคการเมืองจะตองมีความมุงหวังท่ีจะ ไดกุมบังเหียนของประเทศดวยการเปนรัฐบาล โดยการเปนฝายชนะเพ่ือจะจัดต้ังรัฐบาล แต ท้ังนี้ฝายที่แพก็ยังคงเปนฝายคานอยางมั่นคง และคอยเปนตัวปองกันและดูแลผลประโยชน ของประชาชน สําหรับพรรคการเมืองที่เปนรัฐบาลก็จะตองนํานโยบายพรรคการเมืองของตน มาใชใ นการกาํ หนดวิถที างของประเทศ ๔. ตองใหการศึกษาทางการเมืองแกประชาชนและกระตุนใหประชาชนไดเขามา มสี ว นรว มในการปกครองประเทศหรอื วถิ ใี นทางการเมอื ง ทง้ั น้ี มใิ ชว า การศกึ ษาและการกระตนุ จะทํากอ นการเลือกตง้ั เทาน้นั หลังจากนน้ั กเ็ ลกิ รากนั ไป แตจะตองกระทํากนั ไปตลอด เพ่ือให ประชาชนไดตื่นตัวอยูเสมอและไมรูสึกเบ่ือหนายกับการเมืองอีกท้ังไดเห็นความสําคัญของการ มพี รรคการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย ลักษณะของพรรคการเมืองท่ีกลาวมาน้ัน อาจมีลักษณะแตกตางกันออกไป ซง่ึ ขนึ้ อยกู ับลกั ษณะของสงั คม วิถีการดําเนินชวี ิต และสภาพแวดลอมทีม่ แี รงผลักดนั ซ่ึงเปน เรอ่ื งของววิ ัฒนาการอนั ยาวนา เปนท่ีทราบกันดีวา บทบาทของพรรคการเมืองในประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยในระบบรฐั สภา จะมบี ทบาทมากกวา พรรคการเมอื งในประเทศระบอบประชาธปิ ไตย ในระบบประธานาธิบดี ดังจะเห็นไดจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับปจ จบุ ัน (พุทธศกั ราช ๒๕๖๐) สรุปได ๑๘ ประเด็น และ ๔ ประเดน็ ในบทเฉพาะกาล ดงั น้ี ๑. การตรวจสอบสมาชกิ ภาพของสมาชกิ ๙ ๒. การใชเ สียงขบั ส.ส. ออกจากสภา๑๐ ๓. เรียกประชมุ สภา๑๑ ๔. การใชเสยี งเรยี กรอ งขอประชุมลบั ๑๒ ๙ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๘๒ ๑๐ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๑ ๑๑ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๓ ๑๒ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๗

๑๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ๕. การอนมุ ัตผิ า นรา งพระราชบญั ญัต๑ิ ๓ ๖. การตรวจสอบรา งพระราชบัญญัติงบประมาณฯ๑๔ ๗. รางพระราชบญั ญตั ิพระมหากษัตรยิ ไมทรงเหน็ ชอบ แตรัฐสภามีมตยิ ืนยนั ราง พระราชบัญญตั ิตามเดมิ ๑๕ ๘. การตรวจสอบรา งพระราชบัญญตั ิมิใหข ัดกบั รฐั ธรรมนญู ๑๖ ๙. การเขาช่อื เสนอญัตติขอเปดอภิปรายไมไ ววางใจ๑๗ ๑๐. การเขา ชอ่ื เพ่ือเสนอญัตตขิ อเปด อภิปรายท่ัวไป๑๘ ๑๑. สมาชิกวฒุ ิสภาขอเปด อภิปรายทั่วไป๑๙ ๑๒. การเสนอชื่อบุคคลเปนนายกรฐั มนตร๒ี ๐ ๑๓. การอนุมตั ติ ราพระราชกําหนดใหใชบงั คับ๒๑ ๑๔. การตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนญู ของพระราชกาํ หนด๒๒ ๑๕. การประกาศสงคราม๒๓ ๑๖. การตรวจสอบกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาต๒ิ ๔ ๑๗. การใหความเหน็ ชอบบคุ คลเขาไปในคณะกรรมการตรวจเงินแผนดนิ ๒๕ ๑๘. การแกไขเพม่ิ เติมรัฐธรรมนญู ๒๖ บทเฉพาะกาล ๑๙. การใหค วามเหน็ ชอบของสภานติ บิ ญั ญตั ใิ นรา ง พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนญู ๒๗ ๑๓ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓๘ ๑๔ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ๑๕ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๖ ๑๖ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๘ ๑๗ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๑ ๑๘ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๒ ๑๙ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๓ ๒๐ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๙ ๒๑ รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๒ ๒๒ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๓ ๒๓ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๗ ๒๔ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๓๖ ๒๕ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๑ ๒๖ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ ๒๗ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๗

๑๓ ๒๐. การติดตามการปฏิรปู ประเทศ๒๘ ๒๑. การใหความเห็นชอบของวุฒิสภาในราง พ.ร.บ. ท่ีกระทบกระบวนการ ยตุ ิธรรม๒๙ ๒๒. การเสนอชอื่ นายกรฐั มนตรขี องสภานติ ิบัญญัต๓ิ ๐ ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหมนั้น พรรคการเมืองถือไดวาเปน สถาบันทางการเมือง (Political Institution) ท่สี ําคญั ยิ่งในฐานะที่เปน พาหนะ (Vehicle) ทําหนาท่ี ขับเคลือ่ น “วถิ ชี วี ิตทางการเมือง” ของประเทศ นอกจากนน้ั พรรคการเมอื งยังทําหนา ทหี่ ลัก สําคัญอกี ประการหนึง่ คอื “การเปลีย่ นตําแหนง ในการบริหารประเทศอยา งสันติ” และมีอทิ ธิพล ในการ “ควบคุมบงการ” หรือ “โนมนาว” ใหรฐั บาลกําหนดแนวนโยบายของประเทศ จงึ สามารถ กลาวไดว า การเมืองในระบอบประชาธปิ ไตยสมัยปจ จุบัน “พรรคการเมืองไดกลายเปน สวนหน่งึ ของระบบการเมอื ง”๓๑ จะเหน็ ไดว า ตามเจตนารมณข องพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ น้ัน ตองการใหมีการตั้งพรรคการเมืองไดโดยงาย ซ่ึงใน บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายพรรคการเมอื ง มาตรา ๘ ผมู สี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ หรอื ผมู สี ญั ชาตไิ ทย โดยการแปลงสัญชาติซ่ึงไดสัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดป บริบูรณ และไมมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีจํานวนต้ังแตสิบหาคน ขน้ึ ไปอาจรวมกันดาํ เนินการจัดต้ังพรรคการเมืองได ย่ิงเมื่อพิจารณามาตรา ๘ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ กอนท่ีจะมีการแกไ ขฉบับป พ.ศ. ๒๕๕๐ จะเปนทสี่ ังเกตไดว า ไดมีการเพ่ิมเตมิ ขอ ความจากผทู ่ีมสี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด มาเปน หรอื ขอแปลงสญั ชาตมิ าแลว ไมน อ ยกวา ๕ ป และพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ การจัดต้งั พรรคการเมอื งตามมาตรา ๙ บคุ คลซ่ึงมอี ุดมการณท างการเมอื งในแนวทางเดยี วกนั และมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามจํานวนไมนอยกวาหารอยคนอาจรวมกันดําเนินการ เพ่ือจัดตั้งพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ีได โดยจะตองมีสัญชาติ ๒๘รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๐ ๒๙ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๑ ๓๐ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๒ ๓๑ โกเมศ ขวญั เมือง. (๒๕๔๓). กฎหมายวา ดว ยระบบพรรคการเมอื ง. โรงพมิ พมหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง.

๑๔ รฐั สภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ไทยโดยการเกิด ในกรณีเปนผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตองไดสัญชาติไทยมาแลว ไมนอยกวาหาป มีอายุไมต่ํากวาย่ีสิบป ไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อยูในระหวางถูกส่ังหามมิใหดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมือง และไมเปนสมาชิกของ พรรคการเมืองอ่ืนหรือผูย่ืนคําขอจดทะเบียนจัดต้ังพรรคการเมืองอื่นหรือผูแจงการเตรียมการ จัดต้ังพรรคการเมืองอื่น ยอมเปนการบงชี้วาเปนการทําใหพรรคการเมืองนั้นเกิดข้ึนไดงาย และมีความหลากหลายในการเปนตัวแทนทางดานเจตจํานงในความคิดของประชาชน แตเม่ือ หากจะทําการพิจารณาในเชิงลึก ยังมีขอสังเกตบางประการที่กฎหมายพรรคการเมืองน้ันมีการ บัญญัติมาตรการทางกฎหมายในเร่ืองของการยุบพรรคการเมือง เปนการขัดตอเจตนารมณ ของกฎหมายในการที่จะใหมีการจัดตั้งพรรคการเมืองโดยงาย ซ่ึงมีบทบัญญัติวาดวยการ ทําลายพรรคการเมืองปรากฏในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ เหตแุ หง การยบุ พรรคการเมอื ง ดงั ตอไปนี้ ๑. พรรคการเมอื งมจี าํ นวนสมาชกิ เหลือไมถึงสิบหา คน๓๒ ๒. พรรคการเมืองมไิ ดดําเนนิ กจิ การตามท่ี กกต. กาํ หนด๓๓ ๓. ภายใน ๑๘๐ วัน พรรคการเมอื งไมสามารถหาสมาชิกพรรคการเมืองไดถ ึง หา พันคนและมสี าขาพรรคภาคละหนึ่งสาขา๓๔ ๔. พรรคการเมืองมิไดจัดทํารายงานการดําเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบ ปปฏทิ นิ ๓๕ ๕. พรรคการเมอื งนาํ เงนิ สนบั สนนุ พรรคไปใชโ ดยมไิ ดเ ปน ไปตามท่ี กกต. กาํ หนด๓๖ ๖. พรรคการเมืองกระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ ๓๗ ๗. พรรคกระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ๓๘ ๓๒ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๕ ๓๓ พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๕, ๒๖ ๓๔ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๙ ๓๕ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓๕ ๓๖ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ ๓๗พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๑) ๓๘พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๒)

๑๕ ๘. พรรคการเมอื งกระทําการอันเปนภยั ตอความมั่นคงของรัฐ๓๙ ๙. พรรคการเมืองรับบคุ คลผูท ่ีไมม สี ญั ชาตไิ ทยเขา มาเปน สมาชิกพรรค๔๐ ๑๐. พรรคการเมืองรับเงินจากผูสนับสนุนพรรคการเมืองมากระทําการอันเปนการ ทําลายความมน่ั คงของรฐั ๔๑ ๑๑. พรรคการเมอื งรับเงนิ สนบั สนนุ จากบุคคลทีไ่ มม สี ัญชาตไิ ทย๔๒ ภายหลังจากท่ีไดมีการแกไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มมี าตราและประเดน็ แหงการยุบพรรคการเมอื งดงั ตอไปนี้ มาตรา ๙๑ พรรคการเมืองยอมสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมืองดวยเหตุใด เหตุหนงึ่ ดงั ตอไปนี้ (๑) ไมส ามารถดําเนนิ การตามมาตรา ๒๖ ไดภายในเวลาท่กี าํ หนด (๒) ไมสงผูสมัครเขารับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในการเลือกต้ังท่ัวไป สองครั้งตดิ ตอ กนั หรือเปนเวลาแปดปตดิ ตอ กนั สดุ แตระยะเวลาใดจะยาวกวากัน (๓) มจี ํานวนสมาชกิ เหลือไมถงึ หาพนั คนเปน ระยะเวลาติดตอ กันหนง่ึ ป (๔) ไมมีการเรียกประชุมใหญพรรคการเมืองหรือไมมีการดําเนินกิจกรรมใด ทางการเมืองเปนระยะเวลาติดตอกนั หน่ึงปโดยมิไดมีเหตุอนั สมควรอนั จะอางไดต ามกฎหมาย มาตร ๙๒ พรรคการเมืองยอมเลกิ ดวยเหตุใดเหตุหน่ึง ดงั ตอไปนี้ (๑) มีเหตุตองเลิกตามขอบังคับพรรคการเมืองเวนแตเปนกรณีท่ีมีสมาชิกเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรใหด าํ เนนิ การยุบพรรคการเมอื งตามมาตรา ๙๓ วรรคหนง่ึ (๒) มีการควบรวมพรรคการเมืองตามหมวด ๕ การควบรวมพรรคการเมอื ง มาตรา ๙๓  ในกรณีทีพ่ รรคการเมอื งใดมีเหตตุ อ งเลกิ ตามขอ บังคับพรรคการเมือง แตพรรคการเมืองนั้นยังมีสมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอยูหรือในกรณีท่ีพรรคการเมือง ใดไมด าํ เนนิ การใหเ ปน ไปตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง หรือมาตรา ๘๒ ใหย บุ พรรคการเมืองนน้ั มาตรา ๙๔ เมอ่ื พรรคการเมืองกระทําการอยา งใดอยา งหน่งึ ดงั ตอ ไปนอ้ี าจถูกศาล รัฐธรรมนญู ส่ังยุบพรรคการเมือง ๓๙พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๓) ๔๐ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๓ ๔๑ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๒ ๔๒ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๓

๑๖ รฐั สภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญหรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญหรือกระทําการตามท่ีรัฐธรรมนูญใหถือวา เปน การกระทาํ เพื่อใหไ ดมาซ่งึ อํานาจโดยวธิ กี ารดังกลาว (๒) กระทําการอันเปนการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการ เลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของ คณะกรรมการการเลอื กต้ังซึง่ มีผลทาํ ใหก ารเลือกต้ังมไิ ดเปน ไปโดยสุจริตและเทย่ี งธรรม (๓) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ตามรฐั ธรรมนญู (๔) กระทําการอันอาจเปนภัยตอความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอก ราชอาณาจกั รหรอื ขัดตอ กฎหมายหรือความสงบเรียบรอ ยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชนหรือ (๕) กระทาํ การฝา ฝนมาตรา ๒๑ วรรคหนง่ึ มาตรา ๔๓ มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๖ มาตรา ๖๙ หรอื มาตรา ๑๐๔ โดยจะพบประเด็นแหงการยุบพรรคการเมืองท่ีมีปรากฏในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดดังนี้ ๑. พรรคการเมืองไมสามารถหาคนเขาสมัครเปนสมาชิกพรรคไดในเวลาหน่ึงป กระจายในแตละภาค๔๓ ๒. ไมสงผสู มคั รรบั เลือกตง้ั (แมจ ะมีคาํ วา สองคร้ังติดตอกัน หรือแปดปต ดิ ตอ กัน กต็ าม)๔๔ ๓. ไมแจงบญั ชีรายรบั –รายจาย แกน ายทะเบยี น๔๕ ๔. นาํ เงินอุดหนุนที่ กกต. ใหไปใชผ ดิ วตั ถปุ ระสงค๔ ๖ ๕. รับคนตางดาวหรอื สญั ชาติอืน่ เขาพรรค๔๗ ๔๓ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖ ๔๔ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๑ (๒) ๔๕ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๒ วรรค ๒ ๔๖ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๒ ๔๗ พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑ วรรค ๑

๑๗ ๖. ชวยผสู มัครสมาชกิ วฒุ สิ ภาหาเสยี ง (ทง้ั โดยตรงและโดยออ ม) กรณดี งั กลาวน้ี ไมเ ฉพาะคณะกรรมการบรหิ ารพรรคเขา ชว ยเหลือ แตร วมถึงเจาหนา ทพี่ รรคดว ย๔๘ ๗. รบั เงนิ บรจิ าคทม่ี แี หลง ทม่ี าทส่ี กปรก โดยรหู รอื ควรจะไดร ใู นขอ น้ี พรรคการเมอื ง ถกู กฎหมายปด ปาก ทั้งนี้ เพราะโอกาสที่จะทราบแหลง ท่มี าทางการเงนิ ของผูบรจิ าคยอมเปน ไปไมได แตหากพรรครูหรอื ควรจะไดร ูกจ็ ะถกู ยบุ พรรค๔๙ ๘. รับเงินบริจาคจากชาวตางชาติ (เกรงวาจะกระทบเรื่องความมั่นคง) ในขอน้ี พรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกาสามารถกระทําได โดยจุดท่ีสําคัญอยูตรงการเปดเผยตอ สาธารณะไมต อ งหาม แตในกฎหมายพรรคการเมืองของไทยหามเดด็ ขาด๕๐ ๙. กล่ันแกลงพรรคการเมืองอน่ื ๕๑ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดมี บทบัญญัตเิ หตุแหงการส้นิ สดุ ของพรรคการเมอื งดงั ตอ ไปนี้ มาตรา ๘๔ พรรคการเมืองส้ินสุดลงเม่อื (๑) สน้ิ สภาพความเปนพรรคการเมอื งตามมาตรา ๘๕ (๒) ศาลรัฐธรรมนูญส่งั ยุบพรรคการเมอื งตามมาตรา ๘๖ (๓) มกี ารควบรวมพรรคการเมอื งตามหมวด ๙ การควบรวมพรรคการเมือง มาตรา ๘๕ พรรคการเมืองยอ มสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมอื งเมอ่ื (๑) ไมแ กไ ขขอ บงั คบั ใหถ กู ตอ งหรอื ครบถว นภายในระยะเวลาทก่ี าํ หนดตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม หรือไมส ามารถดําเนนิ การตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ (๒) ไดภายในระยะเวลาทก่ี ําหนด (๒) ภายหลังจากท่ีไดรับการจดทะเบียนพรรคการเมืองมีจํานวนสมาชิกเหลือไมถึง ตามทกี่ ําหนดในมาตรา ๓๓ (๑) ตดิ ตอกันเกินเกาสิบวนั (๓) ภายหลังจากท่ีดําเนินการครบตามมาตรา ๓๓ (๒) มีจํานวนสาขา พรรคการเมอื งเหลือไมถงึ ภาคละหน่ึงสาขาเปนระยะเวลาตดิ ตอกนั หน่งึ ป (๔) ไมมีการประชุมใหญพรรคการเมืองหรือไมมีการดําเนินกิจกรรมใดทาง การเมอื งเปนระยะเวลาตดิ ตอกนั หน่งึ ป โดยมไิ ดมีเหตุอันจะอา งไดต ามกฎหมาย ๔๘พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๓ ๔๙พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๕ ๕๐ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๙ ๕๑ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๔

๑๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ (๕) ไมสงสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในการเลือกตั้ง ทว่ั ไปสองครง้ั ตดิ ตอ กนั หรอื เปน เวลาแปดปต ิดตอ กนั สุดแตร ะยะเวลาใดจะยาวกวากัน (๖) มีหนส้ี ินลนพน ตวั ตามกฎหมายวาดว ยลม ละลาย (๗) พรรคการเมืองเลกิ ตามขอบังคบั มาตรา ๘๖ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเช่ือไดวาพรรคการเมืองใด กระทําการอยา งใดอยา งหน่ึงดงั ตอไปน้ี ใหย่นื ศาลรัฐธรรมนญู เพอื่ ส่งั ยุบพรรคการเมอื งน้นั (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขหรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วิถีทางทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นรฐั ธรรมนญู (๒) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมขุ (๓) กระทาํ การฝาฝน มาตรา ๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๖๖ หรอื มาตรา ๖๘ (๔) มีเหตุอนั จะตอ งยุบพรรคตามท่มี กี ฎหมายกําหนด เ ม่ื อ ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ดํ า เ นิ น ก า ร ไ ต ส ว น แ ล ว มี ห ลั ก ฐ า น อั น ค ว ร เ ชื่ อ ไ ด ว า พรรคการเมอื งกระทาํ การตามวรรคหนง่ึ ใหศ าลรฐั ธรรมนูญสง่ั ยบุ พรรคการเมอื งและเพกิ ถอน สทิ ธสิ มคั รรับเลือกตัง้ ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมอื งนนั้ เมอ่ื ศกึ ษาถงึ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยจะพบประเด็นแหง การยุบพรรคการเมอื งทีม่ ปี รากฏ ดงั น้ี ๑. พรรคการเมืองไมแกไขขอบังคบั ใหถ กู ตอ งครบถว น๕๒ ๒. พรรคการเมอื งมจี ํานวนสมาชกิ เหลอื ไมถึง ๕,๐๐๐ คน และพรรคการเมอื งตอ ง มีจาํ นวนสมาชกิ เพิม่ ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป๕ ๓ ๓. พรรคการเมืองมสี าขาพรรคไมครบในแตละภาค๕๔ ๓๓ (๑) ๕๒ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ๓๓ (๒) ๕๓ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ประกอบ มาตรา ๕๔ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ประกอบ มาตรา

๑๙ ๔. พรรคการเมอื งไมมกี ารประชุมใหญพ รรคการเมอื งหรือไมมีการดําเนนิ กจิ กรรม ใดทางการเมืองเปนระยะเวลาตดิ ตอกัน ๑ ป โดยมไิ ดม ีเหตุอันจะอา งไดต ามกฎหมาย๕๕ ๕. พรรคการเมืองไมสงสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในการเลอื กต้งั ทัว่ ไป ๒ ครั้งติดตอ กัน หรอื เปนเวลา ๘ ปต ิดตอกัน๕๖ ๖. พรรคการเมอื งมีหนส้ี นิ ลน พนตัวตามกฎหมายวา ดว ยลม ละลาย๕๗ ๗. พรรคการเมอื งเลกิ ตามขอบังคบั ๕๘ ๘. พรรคการเมืองกระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ๕๙ ๙. พรรคการเมืองกระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข๖๐ ๑๐. พรรคการเมืองดําเนินกิจการอันมีลักษณะเปนการแสวงหากําไรมาแบงปน กนั ๖๑ ๑๑. พรรคการเมอื งยอมใหบคุ คลอนื่ เขา มาดาํ เนินกจิ การภายในพรรค๖๒ ๑๒. พรรคการเมืองเสนอผลประโยชนแกบุคคลอ่ืนเพ่ือจูงใจใหเขามาเปนสมาชิก พรรค๖๓ ๑๓. พรรคการเมอื งมสี าขาพรรคในตา งประเทศ๖๔ ๑๔. พรรคการเมอื งรบั เงินสนบั สนนุ เพ่ือทําลายความมน่ั คงภายในรฐั ๖๕ ๕๕ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๔) ๕๖ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๕) ๕๗ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๖) ๕๘พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๗) ๕๙พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๑) ๖๐ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๒) ๖๑ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๐ วรรค ๒ ๖๒ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ ๖๓ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๐ ๖๔ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๖ ๖๕ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๔

๒๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ๑๕. พรรคการเมืองสนับสนุนใหบุคคลกระทําการอันเปนการกอกวนหรือ คุกคามความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทําการอันเปนการทําลาย ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ๖๖ ๑๖. พรรคการเมืองรับประโยชนเพ่ือที่ไดรับการแตงต้ังใหดํารงตําแหนงทาง การเมอื ง๖๗ ๑๗. พรรคการเมอื งรับเงินสนบั สนุนพรรคโดยทไี่ มช อบดวยกฎหมาย๖๘ ๑๘. พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพ่ือดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง๖๙ ๑๙. พรรคการเมอื งมเี หตุตองยุบตามทก่ี ฎหมายกําหนด ในกรณีที่พรรคการเมอื ง ควบรวมพรรคการเมอื งอน่ื ๗๐ การส้ินสภาพและการยุบพรรคการเมือง ซึ่งจะนํามาวิเคราะหถึงมาตรการทาง กฎหมายของการสน้ิ สภาพและการยุบพรรคการเมือง ตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑, พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐, พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐, เปน บทบัญญัติวาดวยการทําลายพรรคการเมือง ซึ่งถือไดวาเปนตัวแทนทางดานเจตจํานงใน ความคิดของประชาชนโดยทาํ การเปรียบเทยี บไดดงั นี้ ๖๖ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ ๖๗ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๖ ๖๘ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๖ ๖๙ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๘ ๗๐ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๔) ประกอบ หมวด ๕ วาดวยการควบรวมพรรคการเมือง

๒๑ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑. พรรคการเมอื งมจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ๑. มจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ไมถ งึ ๑. ไมแ กไ ขขอ บงั คบั ใหถ กู ตอ งครบถว น ไมถ งึ ๑๕ คน ๕,๐๐๐ คน ตดิ ตอ กนั ๑ ป ๒. พรรคการเมอื งมไิ ดด าํ เนนิ กจิ การตาม ๒. ไมม กี ารเรยี กประชมุ ใหญพ รรค ๒. มจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ไมถ งึ ๕,๐๐๐ ท่ี กกต. กาํ หนด คน และตอ งมสี มาชกิ เพม่ิ ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป ๓. ภายใน ๑๘๐ วนั พรรคการเมอื งไม ๓. มกี ารควบรวมพรรคการเมอื ง ๓. มสี าขาพรรคไมค รบในแตล ะภาค สามารถหาสมาชกิ พรรคการเมอื งไดถ งึ ๕,๐๐๐ คน และมสี าขาพรรคภาคละ หนง่ึ สาขา ๔. พรรคการเมอื งมไิ ดจ ดั ทาํ รายงานการ ๔. กระทาํ การลม ลา งการปกครอง ๔. ไมม กี ารประชมุ ใหญพ รรคการเมอื ง ดาํ เนนิ กจิ การของพรรคการเมอื งในรอบ ระบอบประชาธปิ ไตย ปป ฏทิ นิ ๕. พรรคการเมอื งนาํ เงนิ สนบั สนนุ พรรค ๕. กระทําการอนั เปนการฝาฝน ๕. ไมลงเลือกตงั้ ทั่วไป ๒ ครัง้ ตดิ ตอ ไปใชโ ดยมไิ ดเ ปน ไปตามท่ี กกต. กาํ หนด พ.ร.บ. กกต. กันหรือเปน เวลา ๘ ปต ิดตอกนั ๖. พรรคการเมอื งกระทาํ การลม ลา งการ ๖. กระทาํ การเปน ปฏปิ ก ษต อ การ ๖. มหี น้ีสนิ ลนพน ตวั ปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ๗. พรรคกระทาํ การอนั อาจเปน ปฏปิ ก ษ ๗. พรรคกระทาํ การอนั อาจเปน ภยั ตอ ๗. เลกิ ตามขอ บงั คบั ตอ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ความมน่ั คง ๘. พรรคการเมอื งกระทาํ การอนั เปน ภยั ๘. พรรคการเมอื งไมส ามารถหา ๘. กระทาํ การลม ลา งการปกครอง ตอ ความมน่ั คงของรฐั สมาชกิ พรรคไดใ นเวลา ๑ ป กระจาย ระบอบประชาธปิ ไตย ในแตล ะภาค ๙. กระทาํ การอนั อาจเปน ปฏปิ ก ษต อ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ๙. พรรคการเมอื งรบั บคุ คลผทู ไ่ี มม ี ๙. ไมส ง ผสู มคั รรบั เลอื กตง้ั ๒ ครง้ั สญั ชาตไิ ทยเขา มาเปน สมาชกิ พรรค ตดิ ตอ กนั หรอื ๘ ปต ดิ ตอ กนั กต็ าม ๑๐. พรรคการเมอื งรบั เงนิ จากผู ๑๐. ไมแ จงบญั ชรี ายรบั –รายจา ย ๑๐. ดาํ เนนิ กจิ การอนั มลี กั ษณะเปน การ สนบั สนนุ พรรคการเมอื งมากระทาํ การ แกน ายทะเบยี น แสวงหากาํ ไรมาแบง ปน กนั อนั เปน การทาํ ลายความมน่ั คงของรฐั ๑๑. พรรคการเมอื งรบั เงนิ สนบั สนนุ จาก ๑๑. นาํ เงนิ อดุ หนนุ ท่ี กกต. ใหไ ปใชผ ดิ ๑๑. ยอมใหบ คุ คลอน่ื เขา มาดาํ เนนิ บคุ คลทไ่ี มม สี ญั ชาตไิ ทย วตั ถปุ ระสงค กจิ การภายในพรรค

๒๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑๒. รบั คนตา งดา วเขา พรรค ๑๒. เสนอผลประโยชนแ กบ คุ คลอน่ื เพอ่ื จงู ใจใหเ ขา มาเปน สมาชกิ พรรค ๑๓. ชว ยผสู มคั รสมาชกิ วฒุ สิ ภา ๑๓. มสี าขาพรรคในตา งประเทศ หาเสยี ง ๑๔. รบั เงนิ สนบั สนนุ เพอ่ื ทาํ ลายความ ๑๔. รบั เงนิ บรจิ าคทม่ี แี หลง ทม่ี าท่ี มน่ั คงภายในรฐั สกปรก ๑๕. รบั เงนิ บรจิ าคจากชาวตา งชาติ ๑๕. สนบั สนนุ ใหบ คุ คลกระทาํ การ คกุ คามประเทศ ๑๖. กลน่ั แกลง พรรคการเมอื งอน่ื ๑๖. รบั ประโยชนเ พอ่ื ทไ่ี ดร บั การแตง ตง้ั ใหด าํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง ๑๗. รบั เงนิ สนบั สนนุ พรรคโดยทไ่ี มช อบ ดว ยกฎหมาย ๑๘. รบั เงนิ สนบั สนนุ จากชาวตา งชาติ เพอ่ื ดาํ เนนิ กจิ กรรมทางการเมอื ง ๑๙. ควบรวมพรรคการเมอื งอน่ื จากเหตุแหงการยุบพรรคเปรียบเทียบดังกลาว พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มีเหตแุ หง การยุบพรรคการเมอื ง ๑๑ ประเดน็ สวนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเหตุแหงการ ยุบพรรค ๑๖ ประเด็น และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดมีการเพิ่มเหตุแหง การยุบพรรค ๑๙ ประเดน็ เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ไดมีการขยายเวลาในการหาสมาชิกเขาพรรคซึ่งพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ เดมิ นน้ั มรี ะยะเวลา ๑๘๐ วนั ในพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาเปน ๑ ป แตพ ระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ รฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๓ พรรคการเมอื งตอ งดาํ เนนิ การ ใหมีจํานวนสมาชิกไมนอยกวา ๕,๐๐๐ คน และตองเพิ่มจํานวนสมาชิกใหมีจํานวน ไมนอยกวา ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป และจะตองมีสาขาพรรคการเมืองในแตละภาค

๒๓ ภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคการเมืองแตล ะสาขาตองมีสมาชิกทม่ี ีภูมลิ าํ เนาอยใู นเขตพ้ืนที่ ท่รี ับผดิ ชอบของสาขาน้นั ตงั้ แต ๕๐๐ คน ขึ้นไป ถือวา เปนปญ หาที่พรรคการเมอื ง โดยเฉพาะ พรรคการเมืองขนาดเล็กที่อยูระหวางการหาแนวรวมอุดมการณทางการเมืองเดียวกันรวมถึง บุคลากรทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคการเมือง จะตองใชเวลาในการ ดําเนินการทางการเมอื งเพอื่ ใหไดมาซงึ่ สมาชกิ ของพรรคการเมืองทแ่ี ทจรงิ การกาํ หนดจาํ นวน สมาชิกของพรรคการเมืองเปนเกณฑในการจัดต้ังและดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และ การไปกําหนดใหมีสาขาของพรรคการเมอื งอยา งนอยภาคละหน่ึงสาขาและมีสมาชกิ ๕๐๐ คน ข้นึ ไป จะไมมคี วามสอดคลอ งกับความเปนจรงิ ของพรรคการเมอื งไทย และเปน การสรางภาระ คาใชจายมากข้ึน เปนการสะทอนใหเห็นถึงความไมเปนธรรมชาติของการพัฒนาความเปน พรรคการเมือง การกระทําที่เปนเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ น้นั ถือวา เปนประเดน็ ที่มีความสําคัญของการยุบพรรคการเมือง เน่ืองจากบทบัญญัติมาตราน้ีไดกําหนดเหตุ แหงการยุบพรรคการเมืองที่เปนไปตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตอยางไรก็ตาม ก็ยังมีการกําหนดเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่ถือวาไมเปนไปตามหลัก สากลและไมสง เสริมระบบพรรคการเมอื งไวในมาตราดังกลา ว เหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ น้ัน มที งั้ เหตทุ ี่มคี วามสอดคลองกบั หลักสากล ในการยุบพรรคการเมือง ดังนี้ (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขหรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วถิ ีทางทบี่ ญั ญตั ิไวในรฐั ธรรมนูญ (๒) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ ” ในเรอ่ื งของการยบุ พรรคการเมอื งทน่ี านาอารยประเทศตา ง ๆ ตางก็ยอมรับ เน่ืองจากเปนกรณีที่พรรคการเมืองน้ันกระทําความผิดที่รายแรงอยางแทจริง จงึ สมควรท่จี ะยบุ พรรคการเมอื ง แตเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๓) นั้น เปนการบญั ญตั ิกฎหมาย

๒๔ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ทไ่ี มสง เสริมระบบพรรคการเมอื ง ซ่ึงจะเหน็ ไดวาจากมาตรา ๘๖ (๓) กาํ หนดใหศ าลรฐั ธรรมนูญ มอี าํ นาจในการยบุ พรรคการเมอื ง หาก ๑. พรรคการเมอื งดําเนินกิจการอันมีลักษณะเปนการแสวงหากําไรมาแบง ปนกนั (มาตรา ๒๐ วรรค ๒) ๒. พรรคการเมืองยอมใหบ คุ คลอื่นเขามาดาํ เนนิ กจิ การภายในพรรค (มาตรา ๒๘) ๓. พรรคการเมืองเสนอผลประโยชนแกบุคคลอ่ืนเพ่ือจูงใจใหเขามาเปนสมาชิก พรรค (มาตรา ๓๐) ๔. พรรคการเมอื งมสี าขาพรรคในตางประเทศ (มาตรา ๓๖) ๕. พรรคการเมอื งรับเงินสนับสนุนเพอ่ื ทาํ ลายความม่นั คงภายในรัฐ (มาตรา ๔๔) ๖. พรรคการเมืองสนับสนุนใหบุคคลกระทําการอันเปนการกอกวนหรือคุกคาม ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทําการอันเปนการทําลาย ทรพั ยากรธรรมชาตขิ องประเทศ (มาตรา ๔๕) ๗. พรรคการเมืองรับประโยชนเพื่อท่ีไดรับการแตงต้ังใหดํารงตําแหนงทาง การเมอื ง (มาตรา ๔๖) ๘. พรรคการเมอื งรบั เงินสนับสนนุ พรรคโดยท่ีไมช อบดว ยกฎหมาย (มาตรา ๖๖) ๙. พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพ่ือดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง (มาตรา ๖๘) ซ่ึงวิเคราะหแลววาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตราดังกลาวนเี้ ปน กฎหมายที่มหี ลายประเด็นท่ีสมควรท่จี ะ ตองแกไ ขเพ่ือใหสอดคลอ งกบั ระบบรฐั สภา และไมสงเสรมิ ระบบพรรคการเมอื ง บทบญั ญตั ิของ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๓) จึงเปน กฎหมายทไ่ี มสง เสรมิ ระบบพรรคการเมือง เพราะกําหนดใหม กี ารยุบพรรคการเมอื ง การกระทํา ดงั กลา วจงึ ไมสมควรทจ่ี ะลงโทษถงึ ขนั้ ยบุ พรรคการเมอื ง แตค วรทจ่ี ะกําหนดเปนโทษทางอาญา รวมกับโทษทางปกครองตอพรรคการเมืองหรือผูบริหารของพรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรค ของพรรคการเมอื งที่กระทําความผดิ การที่พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนพรรคโดยที่ไมชอบดวยกฎหมาย (มาตรา ๖๖) กเ็ พื่อเปน การปอ งกนั มิใหพ รรคการเมอื งรบั เงนิ เพือ่ กระทาํ การผดิ กฎหมาย แตเนอื่ งจาก เงินที่มีผูบริจาคใหแกพรรคการเมืองน้ัน บางคร้ังก็อาจเปนการยากที่จะตรวจสอบที่มาของ เงินได พรรคการเมืองอาจจะรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดโดยที่ไมรูวาเปน

๒๕ สิ่งท่ีไดมาโดยไมชอบดวยกฎหมายก็ได การกําหนดหามมิใหพรรคการเมืองและผูดํารง ตําแหนงในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใด โดยรูหรือควร จะรูวาไดมาโดยไมชอบดวยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยวามีแหลงที่มาโดยไมชอบดวย กฎหมาย หรือการท่ีพรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพื่อดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง (มาตรา ๖๘) กรณที พ่ี รรคการเมืองรบั บรจิ าคจากบคุ คลผไู มมีสญั ชาตไิ ทยนน้ั บุคคล ผนู ้นั อาจจะมคี วามศรทั ธาในพรรคการเมอื งนน้ั อยางแทจรงิ และบริจาคเพื่อตองการสนับสนุน พรรคการเมืองนนั้ โดยทมี่ ิไดมีอะไรแอบแฝงกเ็ ปนได บทบัญญัติกฎหมายใหมีการยุบพรรคการเมืองงาย เปนการไมสงเสริมระบบ พรรคการเมือง ควรท่ีจะกําหนดโทษทางอาญาแกบุคคลท่ีรับบริจาคโดยรูอยูวาเปนส่ิงท่ีไดมา โดยไมชอบดวยกฎหมายเปน การเฉพาะตวั และอาจมีการสงั่ ปรับพรรคการเมืองเปนจํานวนเงิน ทส่ี งู หรอื อาจนาํ กฎหมายเรอ่ื งของการฟอกเงนิ มาใชบ งั คบั เพอ่ื ใหพ รรคการเมอื งระวงั ตวั ตรวจตรา การรับบรจิ าคใหเขม งวดมากขึน้ จะเห็นไดวา เลขมาตราในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กลา วถึงขางตน สมควรอยางยิ่งท่ีจะตอ งมีการแกไข ทง้ั นี้ เพอ่ื กอใหเกิดความเปนสถาบันทางการเมืองของพรรคการเมือง สมดังคํากลาวที่วา “หัวใจของ ประชาธปิ ไตย คอื การเลือกตั้ง หัวใจของการเลือกตง้ั คือ พรรคการเมือง พรรคการเมือง คือ ยานพาหนะของผแู ทนในการเขาสอู าํ นาจรัฐ”

๒๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ เอกสารอางองิ กนก วงษตระหงา น. (๒๕๓๖). พรรคการเมอื ง. สาํ นกั พมิ พจุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย. โกเมศ ขวญั เมอื ง. (๒๕๔๓). กฎหมายวาดวยระบบพรรคการเมอื ง. โรงพมิ พมหาวิทยาลัย รามคาํ แหง. ปรชี า หงสไ กรเลิศ. (๒๕๒๒). พรรคการเมอื งและปญหาพรรคการเมือง. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นา พาณชิ จํากดั . พัฒนะ เรอื นใจดี. (๒๕๕๒). กฎหมายพรรคการเมอื ง (LW 412). โรงพิมพมหาวทิ ยาลยั รามคําแหง. วสิ ทุ ธ โพธแ์ิ ทน . (๒๕๒๖). พรรคการเมอื ง: ทารกทไ่ี มม โี อกาสเตบิ โต. วารสารนติ ศิ าสตร, ๑๓(๓). สนทิ จรอนนั ต. (๒๕๔๖). การเลิกหรอื ยบุ พรรคการเมือง: ศกึ ษากรณีคาํ รอ งท่มี าสูศ าล รฐั ธรรมนญู . สํานักงานศาลรฐั ธรรมนญู . สมยศ เชื้อไทย และ วรพจน วิศรุตพิชญ. (๒๕๑๗). แนวความคดิ พื้นฐานเก่ยี วกบั รัฐธรรมนูญ และประชาธปิ ไตย. เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา การสัมมนาวชิ าการระดับประเทศ ในวาระครบรอบ ๕๐ ป แหงการสถาปนามหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร เรือ่ ง ปญ หา รฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมืองในสภาวการณปจจบุ ัน. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ. สทิ ธิพนั ธ พุทธหนุ . (๒๕๑๙). Party Identification กับการพฒั นาทางการเมอื ง. กรุงเทพฯ: แพรพิทยา. สุขุม นวลสกลุ และ วศิ ษิ ฐ ทวีเศรษฐ. (๒๕๓๕). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพฯ: สาํ นักพิมพม หาวิทยาลยั รามคาํ แหง.

๒๗ ปญหาการจํากดั สทิ ธิของบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระทาํ การเปนปฏิปก ษ ตอ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย The problems related to limitation of Individuals of groups right acting against the Constitution of the Kingdom of Thailand สริ ิกร สายสิน* บทนํา นบั ตง้ั แตป ระเทศไทยไดม กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย มาสูการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เม่ือป พุทธศักราช ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎร ซ่ึงมีจุดมุงหมายเพื่อเปล่ียนผานการใชอํานาจจาก พระมหากษัตริยเพียงองคเดียวมาสูการคืนอํานาจใหแกประชาชนตามหลักการท่ีวาดวย อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน จากการปฏิวัติประเทศในคร้ังน้ีประเทศไทยไดถือกําเนิด รัฐธรรมนูญฉบับแรกข้ึนมาโดยถือวาเปนจุดเร่ิมตนของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงตลอดระยะเวลาหลายปท่ีผานมาประเทศไทยประสบกับปญหาภาวะแยงชิงอํานาจ ระหวางฝายพลเรือนและฝายทหารซึ่งนํามาสูการทํารัฐประหารอยูบอยคร้ัง ท่ีกระทําการโดย บุคคลหรือคณะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่งอันเปนการใชกําลังยึดอํานาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล * นติ กิ รประจําศาลจังหวัดปทุมธานี, นติ ิศาสตรบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า

๒๘ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ อยางฉับพลันและไมชอบดวยกฎหมายไมวาจะเปนฝายทหารหรือฝายพลเรือนก็ตาม หาก กลุมบุคคลดังกลาวกระทําการไมสําเร็จก็จะถูกกลาวหาวาเปนกบฏ แตถากระทําการสําเร็จ รัฐธรรมนูญก็จะถูกยกเลิกไปโดยเหลาคณะรัฐประหารโดยใหถือวาประกาศหรือคําส่ังของ คณะรัฐประหารในขณะนน้ั มฐี านะเปนกฎหมายของประเทศ จากประวัติศาสตรการตอสูแยงชิงอํานาจและฉีกรัฐธรรมนูญท้ิงอยูบอยครั้งดังกลาว ทําใหเกิดความตองการของประชาชนท่ีจะปกปองประชาธิปไตยข้ึนมาเรียกวา “การพิทักษ รัฐธรรมนูญ” โดยมิใหผูใดหรือกลุมบุคคลใดใชสิทธิเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหการรับรองและ คมุ ครอง กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญเพ่อื ลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดย มิใชวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงไดมีการนําเอาหลักการดังกลาวมาบัญญัติเปน ลายลักษณอักษรเปนคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ น่ันคือ สิทธิท่ีจะตอตานโดยสันติวิธีซ่ึงการรัฐประหารหรือการลมลางการปกครอง โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ ตอมาเม่ือมีการทํารัฐประหารโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็ไดมีการบัญญัติหลักการดังกลาวไวในรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อีกคร้งั หน่งึ โดยบัญญัติไวในหมวดท่วี าดวยสิทธิและ เสรีภาพของชนชาวไทย เรียกวา “สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ” ในกรณีท่ีปรากฏวามีการใชสิทธิ เสรภี าพทร่ี ฐั ธรรมนญู รบั รองไวเ พอ่ื ลม ลา งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ  ทรงเปนประมุขหรือเพ่อื ใหไดมาซ่งึ อํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางแหง รฐั ธรรมนญู โดยใหป ระชาชนผทู ท่ี ราบวา มกี ารกระทาํ ดงั กลา ว “มสี ทิ ธ”ิ เสนอเรอ่ื งใหอ ยั การสงู สดุ ตรวจสอบและย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งใหเลิกการกระทํานั้น ซึ่งไดมีการ บัญญัติถึงบทลงโทษสําหรับบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ใชสิทธิและเสรีภาพกระทําการเปน ปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญไวในมาตรา ๖๘ โดยใหศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยลงโทษ ยบุ พรรคการเมอื งและเพิกถอนสิทธเิ ลือกตง้ั เปน เวลา ๕ ป และเม่ือมกี ารประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ทีผ่ านมา กไ็ ดมกี ารนาํ บทบัญญัติดงั กลา วมาบญั ญตั ิไวใ นรัฐธรรมนญู ฉบับใหมอกี คร้งั หนงึ่ ในมาตรา ๔๙ ท่ีใหศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยส่ังใหเลิกการกระทําดังกลาวและไมกระทบตอการ ดาํ เนนิ คดีอาญาตอ บุคคลนน้ั

๒๙ แตอยางไรก็ดี จากการศึกษาถึงเหตุการณตางๆ ท่ีผานมาของประเทศไทย พบวาไมไดมีเพียงพรรคการเมืองเทาน้ันท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ แตยังมี บุคคลหรือคณะบุคคลที่อยูเบื้องหลังโดยมิไดสังกัดพรรคการเมืองในการกระทําการดังกลาว ทําใหเกิดปญหาวาหากมีการใชสิทธิเสรีภาพกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญโดยบุคคล หรือกลุมบุคคลท่ีมิใชพรรคการเมืองจะมีบทลงโทษแกผูท่ีกระทําการเหลานั้นไดอยางไร ท้ังน้ี จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕ ไดบัญญัติหลักการท่ีเปนขอบเขตของการใชสิทธิเสรีภาพและการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในกรณีท่ีการใชสิทธิหรือเสรีภาพเชนวาน้ันไมกระทบกระเทือนหรือเปนอันตรายตอความมั่นคง ของรัฐ ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไมละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ของบคุ คลอนื่ ดังนน้ั จึงมปี ระเดน็ ท่ีตอ งพิจารณาวา รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยน้นั มิได มีการบัญญัติถึงหลักการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลไวในกรณีท่ีบุคคลหรือคณะบุคคล ใดใชส ิทธขิ องตนกระทาํ การเปน ปฏิปก ษตอ รัฐธรรมนญู อยา งชดั เจน ซ่ึงบทความนี้จะทําการนําเสนอเพ่ือใหทราบถึงการศึกษาทําความเขาใจเก่ียวกับ ปญหาการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาไทยในแงมุมตางๆ เพื่อนํามาสูขอเสนอแนะและแนวทางในการแกไขปญหาใหเกิด ความชัดเจน เหมาะสม และสอดคลอ งกบั สภาพปญ หาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อเปนหลกั ประกนั ตอการแกป ญหาของประเทศชาตโิ ดยสันตวิ ิธี ภายใตการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุขตอ ไป แนวคิดและหลักการว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ และการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ในบรรดาประเทศทป่ี กครองดว ยระบอบประชาธปิ ไตย สทิ ธแิ ละเสรภี าพของมนษุ ยชน น้ันเปนส่ิงสําคัญท่ีรัฐจะตองใหความคุมครองสิทธิข้ันพ้ืนฐานของปจเจกชนซ่ึงถือเปนสวนหน่ึง ของสังคมซงึ่ ชอบทจ่ี ะไดร บั การคุมครองปกปองจากรฐั การจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของมนษุ ยชน ภายในรัฐนั้นเปนขอยกเวน โดยขอยกเวนดังกลาวนี้จะตองแสดงใหปรากฏในทางกฎหมาย ไมวาจะเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐ เปนตน ดังน้ัน มนุษย ซ่ึงอยูรวมกันในสังคมอาจเกิดการกระทบกระท่ังกันได ไมวาจะเปนการกระทําละเมิดใน ชีวิต รางกาย หรือทรัพยสิน เปนตน หากการกระทําดังกลาวเปนความผิดตามกฎหมาย

๓๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ผูกระทําผิดนั้นจะตองถูกดําเนินการตามกฎหมายที่กําหนดไว การคุมครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลเปนสิ่งท่ีสําคัญอยางย่ิงตามหลักสิทธิมนุษยชนอันเปนหลักการสําคัญท่ีมีการบัญญัติ ไวเปนกฎหมายใชบังคับในหลายๆ ประเทศท่วั โลก ซ่งึ เปนส่งิ ท่มี นุษยทุกคนมีติดตัวมาต้งั แตเกิด จนกระทั่งเสียชีวิตที่บุคคลหน่ึงบุคคลใดหรือคณะบุคคลใดจะกระทําการละเมิดมิได แตอยางไรก็ตาม สิทธิของบุคคลมิอาจใชไดอยางเสรีโดยปราศจากขอบเขตจึงอาจถูกจํากัด การใชสิทธิน้ันๆ ไดโดยอํานาจรัฐ ท้ังน้ี จําตองมีบทบัญญัติของกฎหมายใหอํานาจในการท่ีรัฐ จะเขาไปจํากัดสิทธิของบุคคล โดยจะตองคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษยซ่ึงมิไดผูกพันเฉพาะ องคกรของรัฐเทานั้นแตยังผูกพันตอมนุษยทุกคนดวย การศึกษาถึงขอความคิดวาดวยการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้ันในเบื้องตนจําตองศึกษาทําความเขาใจถึงความหมาย หรือคํานิยามของคําวา “สิทธิและเสรีภาพ” ตลอดจนความแตกตางของท้ังสองคํานี้กอน โดยผูเ ขียนจะไดอ ธบิ ายเปน ลาํ ดบั หวั ขอ ดังตอไปนี้ ๑) ความหมายของคาํ วา “สิทธแิ ละเสรภี าพ” ในทางตําราไดมีนักวิชาการหลายทานตางอธิบายความหมายของคําวา “สิทธิ” (Rights) ดงั ตอ ไปน้ี ศาสตราจารย ดร. หยุด แสงอุทัย ใหความหมายวา๑ “สิทธใิ หหลกั กฎหมายทวั่ ไป ซ่ึงสามารถปรับใชไดท้ังกับกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนไววามีสองความหมาย ไดแก การมองจากอํานาจของผูทรงสิทธิ คือ “อํานาจที่กฎหมายใหแกบุคคลในอันท่ีจะมีเจตจํานง” อันเปนแนวคิดของ Willenmact และการมองจากวัตถุประสงคของสิทธิ คือ “ประโยชน ที่กฎหมายคมุ ครองให” อันเปนแนวคิดของ Jhering” ศาสตราจารย ดร. บรรเจดิ สิงคะเนติ ไดแยก “สทิ ธิ” ตามความหมายทัว่ ไปและ “สทิ ธิ” ตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ดังน๒ี้ “สทิ ธติ ามความหมายทวั่ ไป หมายถึง อํานาจที่ กฎหมายรับรองคุมครองใหแกบุคคลในอันท่ีจะเรียกรองใหบุคคลหนึ่งกระทําการอยางใดอยาง หน่งึ สทิ ธจิ งึ กอ ใหเ กดิ หนา ที่แกบุคคลอ่ืนดวย” และ “สิทธติ ามรฐั ธรรมนูญ หมายถึง อํานาจ ๑ หยดุ แสงอทุ ยั . (๒๕๔๕). ความรูเ บื้องตนเกี่ยวกบั กฎหมายท่ัวไป. กรงุ เทพมหานคร: ประกายพรกึ , น. ๒๒๕-๒๒๖. ๒ บรรเจิด สิงคะเนติ. (๒๕๕๒). หลักพ้ืนฐานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักด์ิศรีความเปนมนุษย. กรุงเทพมหานคร: วิญชู น, น. ๔๘-๔๙.

๓๑ ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดไดบัญญัติใหการรับรองคุมครองแกปจเจกบุคคลในอันที่ จะกระทําการใดหรือไมกระทําการใด การใหอํานาจแกปจเจกบุคคลดังกลาวไดกอใหเกิดสิทธิ เรียกรองท่จี ะไมใหบุคคลใดแทรกแซงในสิทธิตามรัฐธรรมนูญของตนโดยเฉพาะอยางย่งิ เรียกรอง ตอองคก รของรฐั มิใหแ ทรกแซงในขอบเขตสิทธขิ องตน” และความหมายของคําวา “เสรีภาพ” (Liberty) นั้น ไดมีนักวิชาการตางให คําอธิบาย ดงั ตอ ไปน้ี ศาสตราจารย ดร. อุดม รัฐอมฤต และคณะ ใหความหมายวา ๓ “สภาวการณของ มนุษยที่ไมอยูภายใตการครอบงําของผูอ่ืนหรือปราศจากการหนวงเหนี่ยวขัดขวาง บุคคลใด บุคคลหนึ่งยอมมีเสรีภาพเทาท่ีบุคคลน้ันไมถูกบังคับใหตองกระทําในสิ่งที่ไมประสงคจะกระทํา หรือไมถ กู หนว งเหนย่ี วขดั ขวางไมใ หกระทําในสงิ่ บคุ คลนั้นประสงคท ่ีจะกระทํา” ศาสตราจารย ดร. บรรเจดิ สงิ คะเนติ ใหค วามหมายวา๔ “อํานาจในการกาํ หนด ตนเองโดยอิสระของบุคคลท่ีจะกระทําการใดหรือไมกระทําการใดอันเปนอํานาจที่มีเหนือ ตนเอง” จากความหมายของคําวา “สทิ ธ”ิ และ “เสรภี าพ” ขางตน สามารถสรุปไดว า “สิทธ”ิ หมายถงึ ประโยชนที่กฎหมายใหการรบั รองและคมุ ครองในอนั ทีจ่ ะเรียกรองใหบคุ คลอ่ืนกระทาํ หรอื งดเวน กระทาํ การอยา งใดอยา งหนง่ึ และมลี กั ษณะเปน การกอ ใหเ กดิ หนา ทแ่ี กบ คุ คลอน่ื อกี ดว ย และ “เสรีภาพ” คือ ความเปนอิสระท่ีมนุษยหรือบุคคลจะพึงมีในอันท่ีจะกระทําการใดหรือ งดเวนกระทาํ การใดโดยปราศจากการถูกครอบงาํ ถกู บังคบั หรอื ถกู หนวงเหน่ยี วกักขงั จากผอู น่ื ทัง้ นี้ ประเทศอังกฤษเปนประเทศแรกท่ีสามารถนําเอาแนวความคดิ เรอื่ งสิทธิและ เสรีภาพมาปฏิบัติไดจริง ซึ่งประวัติความเปนมาของการตอสูเพื่อใหไดมาซ่ึงสิทธิและเสรีภาพ ในประเทศองั กฤษนน้ั เร่ิมมาตง้ั แต Magna Carta ในป ค.ศ. ๑๒๑๕ อันเปน ขอ เรยี กรอ งทเี่ กิด มาจากการท่ีพวกขุนนางไมพอใจพระเจาจอหนท่ีมักจะเก็บภาษีตามใจชอบเพื่อนําไปใชในการ สงคราม ซ่งึ ใน Magna Carta มีสาระสาํ คัญในเรอ่ื งของการจดั เก็บภาษบี างอยางทีต่ อ งไดร ับ ๓ อดุ ม รฐั อมฤต และคณะ. (๒๕๔๔). การอางศกั ดศ์ิ รีความเปน มนษุ ยหรอื ใชส ทิ ธเิ สรภี าพของบคุ คลตาม มาตรา ๒๘. กรงุ เทพมหานคร: สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ, น. ๘๗. ๔ บรรเจดิ สงิ คะเนต.ิ เรื่องเดิม, น. ๕๑.

๓๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ความเห็นชอบจากพวกขุนนางและมีบทบัญญัติท่ีเปนหลักประกันในการคุมครองประชาชน จากการใชอํานาจโดยมชิ อบของพระมหากษตั รยิ  หลงั จากนนั้ เปน ตนมา วิวฒั นาการในเรอ่ื ง สิทธแิ ละเสรีภาพของประเทศองั กฤษกไ็ ดปรากฏตอ มาเปน ลาํ ดบั นับตง้ั แต Petition of Right ค.ศ. ๑๖๒๘ Agreements of the People ค.ศ. ๑๖๔๗ Habeas-corpus Act ค.ศ. ๑๖๗๙ จนกระทั่งไดมีการบัญญัติไวในเอกสารที่เปนรัฐธรรมนูญคร้ังแรกของประเทศอังกฤษ คือ เอกสารทีม่ ีชอ่ื วา Bill of Right ค.ศ. ๑๖๘๙๕ ซง่ึ ไดบ ญั ญตั ิหามจับกมุ ตัวบุคคลโดยไมม หี มายจบั หามคน บานหรือตัวบคุ คลโดยผิดกฎหมาย ตอมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดนําการรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพไป บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญของแตละมลรัฐในยุคเริ่มแรก๖ สิทธิและเสรีภาพไดรับการรับรองโดย รัฐธรรมนูญ แทนทจี่ ะเปนเพียงแนวความคิดพ้ืนฐานเก่ียวกบั สทิ ธเิ สรภี าพ ปรชั ญาวา ดวยสทิ ธิ และเสรีภาพ สิทธติ ามธรรมชาติหรือสทิ ธิโดยกาํ เนดิ ประชาชนทกุ คนเขาใจถึงสถานะของสิทธิ และเสรีภาพและสามารถใชสิทธิดังกลาวขึ้นตอสูกับฝายอํานาจรัฐใดในฐานะที่เปนกฎหมายท่ี ใชบังคับไดจริง เทากับเปนการทําใหสิทธิตางๆ กลายมาเปนสถาบันทางกฎหมาย (Legal Institutions)๗ และคําประกาศอิสรภาพของสหรฐั อเมริกา (Declaration of Independence) ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๖ ก็เปนคําประกาศอิสรภาพทเ่ี ปน แมแ บบแรกๆ ของการรบั รองสิทธิ และเสรีภาพ อยางไรก็ตาม แมวาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะไดรับการบัญญัติรับรอง ไวในรัฐธรรมนูญเพ่ือเปนการคุมครองและเปนหลักประกันแกประชาชน แตในบางคร้ังรัฐก็มี ความจําเปนที่จะตองเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไมวาจะเหตุผลเพ่ือคุมครอง สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือเพื่อคุมครองประโยชนของสวนรวมก็ตาม ซ่ึงในหัวขอน้ีผูเขียน จะไดทาํ การศกึ ษาถึง ๑) แนวคิดทัว่ ไปเกีย่ วกบั การจาํ กดั สทิ ธิและเสรภี าพ ๒) เจตนารมณใน การจํากัดสิทธิและเสรีภาพ และ ๓) หลักเกณฑในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญ ใหก ารรับรอง ๕ มานิต จุมปา. (๒๕๕๗). หลักกฎหมายรัฐธรรมนญู . กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพนิตธิ รรม, น. ๘๐. ๖ เร่ืองเดยี วกนั , น. ๘๐. ๗ บุญศรี มีวงศอ ุโฆษ. (๒๕๔๖). หลักการใชอาํ นาจขององคก รท่ีตอ งคํานงึ ถึงศกั ด์ิศรีความเปนมนุษย สิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ. รายงานการวิจยั เสนอตอ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ, น. ๗๑ (อัดสําเนา).

๓๓ ๒) การจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพ รัฐท่ีปกครองโดยระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชนยอมมีสิทธิและเสรีภาพ ตราบเทาท่ีไมมีกฎหมายใดมาจํากัด ในขณะเดียวกันรัฐยอมมีหนาท่ีในการดําเนินกิจกรรมอัน เกี่ยวกับการบริการสาธารณะใหบรรลุวัตถุประสงค จึงตองมีอํานาจที่จะเขาไปจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน เพราะถาหากวารัฐไมมีอํานาจดังกลาวการดําเนินภารกิจของรัฐยอม ไมอาจเปนไปเพ่ือตอบสนองประโยชนของสาธารณะไดเลย แตอยางไรก็ตาม อํานาจของ รัฐในการเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นเปนอํานาจท่ีอยูภายใตหลัก “นิติรัฐ” กลาวคือ จะตองเปนอํานาจที่ไดมาโดยกฎหมายและกฎหมายที่ใหอํานาจรัฐในการจํากัด สทิ ธิและเสรภี าพของประชาชนนน้ั กค็ ือ กฎหมายที่มาจากประชาชน ดังนัน้ แทจ ริงแลวผูท ี่มี อํานาจในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็คือประชาชนผูเปนเจาของอํานาจน่ันเอง๘ รัฐธรรมนูญท่ีผานมาของไทยไดใหการรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว แทบทุกฉบับแมวารัฐจะสามารถเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไดก็ตาม แตเพ่ือ เปนการปองกันการใชอํานาจตามอําเภอใจของรัฐและเพ่ือประโยชนสาธารณะท่ีแทจริงจึง มคี วามจาํ เปนที่จะตอ งคาํ นงึ ถงึ ความสมดุลระหวา งขอบเขตของสิทธิและเสรภี าพของประชาชน กับการลวงละเมิดในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากรัฐวาจะตองดําเนินการภายใต หลกั เกณฑ วิธกี าร หรือเง่ือนไขอยางไรจึงจะชอบดวยกฎหมาย ท้งั น้ี แมวาการจํากดั สทิ ธิและเสรภี าพจะมไิ ดบญั ญตั ไิ วเ ปน ลายลักษณอ ักษรก็ตาม แตก็อยูภายใตหลักการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเปนการทั่วไป เพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลและชุมชนตองเปนไปอยางมีความรับผิดชอบตอประเทศชาติ สังคม และบุคคลอ่ืน ไมใหใชสิทธิของตนอยางเกินเลยเหมือนดังเชนหลายปที่ผานมาจนทําใหบานเมืองเกิดความ เสยี หาย รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จงึ ไดก าํ หนดหลกั เกณฑก ารใชส ทิ ธแิ ละ เสรภี าพไวอยางชัดเจนวา บคุ คลและชมุ ชนตองไมใชสิทธแิ ละเสรภี าพของตนเกินขอบเขต๙ไวใน บทบัญญตั ิมาตรา ๒๕ ทบ่ี ญั ญัติวา “สิทธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย นอกจากทบ่ี ญั ญตั ิ คุมครองไวเปนการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแลว การใดที่มิไดหามหรือจํากัดไวในรัฐธรรมนูญหรือ ๘ ธาริณี องคส ทุ ธสิ วสั ดิ.์ (๒๕๕๐). ปญหาการจาํ กัดสิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู โดยประกาศ หามทําและเผยแพรโพลเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร, คณะนติ ิศาสตร, น. ๔๐. ๙ คาํ อธิบายสาระสําคญั ของรา งรัฐธรรมนญู . คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนญู , น. ๕.

๓๔ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ในกฎหมายอ่ืน บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นไดและไดรับความคุมครองตาม รฐั ธรรมนญู ตราบเทา ท่กี ารใชสทิ ธิหรอื เสรีภาพเชน วาน้ันไมก ระทบกระเทือนหรอื เปน อันตราย ตอ ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรยี บรอ ยหรือศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน และไมละเมิดสทิ ธิ หรือเสรีภาพของบุคคลอ่ืน” ซ่ึงจากบทบัญญัติดังกลาว ถือไดวาเปนบทบัญญัติท่ัวไปในการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยมีขอพิจารณาถึงขอบเขตของการใชสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอยู ๓ ประการ ไดแก ๑) ไมกระทบกระเทือนหรอื เปน อนั ตรายตอ ความมัน่ คงของรัฐ ๒) ไมข ดั ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน และ ๓) ไมล ะเมิดสทิ ธิหรือเสรภี าพของบคุ คลอนื่ ในการนี้ จากการศึกษาถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีเหตุผลที่สําคัญในการ จาํ กดั สิทธแิ ละเสรีภาพของบุคคลอยู ๒ ประการดวยกัน คือ ๑) เพือ่ คุมครองสิทธแิ ละเสรีภาพ ของบคุ คลอืน่ และ ๒) เพอ่ื คมุ ครองสังคม ดงั น้ี ๑) เพ่ือคุมครองสิทธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอื่น ขอพิจารณาที่สําคัญ คือ ขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นน้ัน มีมากนอยแคไหน เพียงใด แตเดิมนั้นในสภาวะธรรมชาติของมนุษยมีความเทาเทียมและ เสมอภาคกัน มีเสรีภาพอยางสมบูรณท่จี ะกระทําการใดๆ ท่ไี มกอใหเกิดความเดือดรอนเสียหาย ตอ บุคคลอืน่ การกระทาํ ใดๆ ที่เปน การละเมิดบุคคลอนื่ ก็ดี หรอื ทาํ ใหบคุ คลอื่นตอ งเสยี หาย เสยี ประโยชนท ง้ั ชวี ติ รา งกาย อนามยั เสรภี าพ หรอื ทรพั ยส นิ กด็ ี การกระทาํ ดงั กลา วยอ มเปน การ ละเมดิ สิทธิของบคุ คลอื่น ทัง้ น้ี ขอบเขตของสทิ ธิและเสรภี าพของบุคคลอน่ื ในสภาวะธรรมชาติ น้ันจึงอยูท่ีการไมถูกบุคคลอื่นรบกวนหรือถูกกระทบสิทธิจนกอใหเกิดความเสียหายแกตนเอง ซ่ึงเปนขอบเขตในเชิงนามธรรมไมสามารถกําหนดใหเห็นเปนรูปธรรมท่ีชัดเจนได๑๐ เมื่อ ในเวลาตอมาสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไดมีการรับรองไวในกฎหมายเปนลายลักษณอักษรยอม กอใหเกิดความชัดเจนแกการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากย่ิงขึ้น ซึ่งเมื่อกฎหมาย ใหการรับรองสิทธิของบุคคลหนึ่งยอมเปนการจํากัดสิทธิของบุคคลอ่ืนๆ ดวยในเวลาเดียวกัน ตัวอยางของการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนท่ีปรากฏอยูในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่มกี ารจาํ กัดสิทธิและเสรีภาพโดยอาศัยเหตผุ ลเพ่อื การคุมครอง “สทิ ธิของบคุ คลอน่ื ” เชน ๑๐ บรรเจดิ สงิ คะเนติ. เร่อื งเดิม, น. ๒๐๕.

๓๕ (๑) สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ตามมาตรา ๓๔ วรรคแรก บญั ญัตวิ า “การพูด การเขยี น การพมิ พ การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวธิ ีอนื่ การ จํากัดเสรีภาพดังกลาวจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ี ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน...” จากบทบัญญัติดังกลาว จะเห็นไดวาบุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยถือวาเปนเสรีภาพ ข้นั พ้นื ฐานท่รี ัฐใหการรับรองและคมุ ครองไวในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แทบทุกฉบับ ซ่ึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นน้ีสะทอนถึงความเปนประชาธิปไตยของ ประเทศนั้นๆ เพราะผูปกครองท่เี ปด ใจกวา งยอมรบั ฟงความคดิ เหน็ การวพิ ากษว จิ ารณจ าก ประชาชนท้ังในดานบวกและดานลบ ยอมเปนโอกาสในการนําไปปรับปรุงประเทศใหดีย่ิงๆ ขน้ึ ไป  แตอ ยา งไรก็ตาม การใชสทิ ธิและเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นของตนหากมิไดอ ยู ภายในกรอบของกฎหมาย แสดงความเห็นท่ีจาบจวงละเมิดหรือกระทบตอสิทธิเสรีภาพของ ผอู ่นื อาจถกู จํากัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพดงั กลา วไดเ พอ่ื รักษาความมัน่ คงของรัฐ เพ่ือคุมครองสทิ ธิ หรือเสรีภาพของบุคคลอ่ืนหรือเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เหลาน้ี เปนตน (๒) สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามมาตรา ๔๐ วรรคแรก และวรรคสอง บัญญัติวา “บุคคลยอมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจํากัดเสรีภาพ ตามวรรคหน่ึงจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ีตราข้ึน เพอ่ื รกั ษาความมน่ั คงหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ การแขง ขนั อยา งเปน ธรรม การปอ งกนั หรอื ขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุมครองผูบริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ เพียงเทาท่จี ําเปนหรือเพ่อื ประโยชนสาธารณะอยางอ่นื ” จากบทบัญญัติดังกลาวจะเห็นไดวา บุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพโดยใหมีการแขงขันระหวางผปู ระกอบการ อยางเสรีตามระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปจจุบัน แตอยางไรก็ตาม การประกอบอาชีพ โดยเสรนี ้ันอาจถูกจํากัดไดห ากเกย่ี วของกบั ผลประโยชนของรัฐหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ การ คุมครองประชาชนในดานการจัดระเบียบการประกอบอาชีพเทาที่จําเปนของแตละบุคคลหรือ องคกร หรือเพ่ือปองกันการผูกขาดหรือขจัดความไมเปนธรรมในการแขงขัน จากเหตุผล ดังกลาวเหลานี้ก็เพื่อคุมครองปจเจกชนอ่ืนๆ ท่ีอาจไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการ แขง ขนั ประกอบอาชพี ของภาคเอกชนเหลาน้ี เปน ตน

๓๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ๒) เพอื่ คมุ ครองสงั คม การดํารงอยูของรัฐน้ันจะตองมีอยูอยางมั่นคงปลอดภัยโดยเฉพาะอยางย่ิงการ ปองกันการรุกรานจากภายนอกประเทศ ในขณะท่ีความปนปวนวุนวายจากเหตุการณภายใน ประเทศนั้นจะตองเกิดเหตุการณท่ีรุนแรงขึ้นเทานั้นรัฐจึงจะเขาไปจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล เชน การชุมนุมในที่สาธารณะทก่ี อ เหตกุ ารณค วามรุนแรงข้นึ การเผาสถานที่ราชการ ทําราย รางกายเจาหนาท่ีตํารวจหรือการปดสนามบิน ซึ่งเหตุการณเหลานี้ลวนสงผลตอความมั่นคง ของประเทศอีกทง้ั ยังสงผลกระทบในอกี หลายๆ ดาน เชน การเมือง เศรษฐกิจ การทองเท่ยี ว เปนตน ดังนั้น การจํากัดสิทธิและเสรีภาพมีพื้นฐานมาจากการท่ีรัฐมีหนาที่ในการปองกัน ประเทศจากการรกุ รานภายนอกของประเทศอ่นื ๆ ซึ่งมีมาตั้งแตจ ดุ เรมิ่ ตน ของพฒั นาการสทิ ธิ และเสรีภาพและหลักดังกลาวยังไดรับการรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันน้ี เปาหมาย จากการปองกันศัตรูภายนอกประเทศเปนเหตุผลความชอบธรรมพิเศษสําหรับการจํากัดสิทธิ และเสรภี าพกรณที ี่สาํ คัญ คือ กรณที ีก่ อ ใหเ กดิ หนา ที่ในการรับราชการทหาร ซึ่งการทาํ หนา ที่ ดังกลาวรัฐอาจกําหนดใหพลเมืองของตนเขามามีสวนรวมในการปองกันประเทศจากการ แทรกแซงภายนอก ซ่ึงการเขารวมในการปองกันดังกลาวของพลเมืองนอกเหนือจากเปนการ จํากัดเสรีภาพของบุคคลโดยการกอใหเกิดภาระหนาที่แลว การเขารวมในการปองกันประเทศ ดังกลาวยังมีผลอาจกอใหเกิดอันตรายตอชีวิตและรางกายของผูท่ีเขารวมในการปองกัน ประเทศอีกดวย๑๑ เมื่อเหตุแหงการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยในสังคม อาจเรียกไดวาเปนภาระหนาที่ท่ีสําคัญของรัฐ ซ่ึงการท่ีรัฐจะกระทําภาระหนาที่นี้ไดนั้นรัฐ จําตองกําหนดรูปแบบของการจํากัดสิทธิและเสรีภาพในลักษณะของการกําหนดหนาท่ีของ พลเมือง เพอ่ื ใหเ กดิ ความสงบเรยี บรอยในสงั คมทง้ั ทางตรงและทางออม หนา ท่ีทส่ี าํ คัญของรฐั เหลาน้ีมีความสัมพันธกับการดํารงอยูของรัฐจึงทําใหในบางกรณีอาจตองมีการจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนในสังคมเพื่อปองกันประเทศจากการรุกรานของศัตรู โดยการจํากัดสิทธิ และเสรภี าพดงั กลา วจะเห็นไดวาปรากฏอยูในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ อยูหลายมาตราดวยกนั เชน การกาํ หนดหนาทใี่ หพ ลเมอื งชายเขารบั การเกณฑท หาร การถกู เกณฑแ รงงานในระหวา งเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงคราม ตามมาตรา ๓๐ การหามมิใหช ุมนุม ในภาวะท่ปี ระเทศอยใู นสถานการณฉ กุ เฉิน ตามมาตรา ๔๔ การจาํ กดั เสรภี าพในการเดินทาง และเลอื กถนิ่ ทอ่ี ยู ตามมาตรา ๓๘ เปนตน ดังนั้น จะเห็นไดวาการจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของ ประชาชนเปนความจําเปนของรัฐท่ีจะตองกระทําเพื่อมิใหการใชสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ๑๑ บรรเจดิ สิงคะเนต.ิ เรอ่ื งเดมิ , น. ๒๐๗.

๓๗ หน่ึงกระทบตออีกบุคคลหนึ่งและในขณะเดียวกันการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็ เปนไปเพื่อคุมครองสังคมใหสามารถดํารงอยูไดโดยม่ันคง ปลอดภัย ปราศจากความขัดแยง เหลาน้ี เปน ตน อยางไรก็ตาม แมวารัฐธรรมนูญจะกําหนดขอยกเวนใหรัฐสามารถตรา กฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได แตการตรากฎหมายดังกลาวก็ตองอยูภายใต เนอื้ หาของกฎหมายที่สอดคลองกบั หลักเกณฑท่ีสาํ คัญ ๒ ประการ คอื ๑) หลกั เกณฑท ัว่ ไปของ กฎหมาย และ ๒) หลกั เกณฑตามทบ่ี ัญญัติไวใ นรฐั ธรรมนญู ดังตอ ไปนี้ ๑) หลักเกณฑท ว่ั ไปของกฎหมาย นอกเหนือไปจากเง่ือนไขของการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพตาม มาตรา ๒๖ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ แลว การตรากฎหมาย จาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนยังตอ งมีความชดั เจนแนน อน กลา วคอื กฎหมายที่จํากดั สทิ ธติ องบัญญตั ิไวอ ยางชัดเจนวา บังคบั หรอื หามมใิ หบุคคลประเภทใด กระทําการใด ในกรณี อยางใด และเพื่อประโยชนหรือมีวัตถุประสงคอยางไร เพื่อหลีกเล่ียงความไมแนนอนชัดเจน ในการบังคับใชกฎหมาย อันจะสงผลใหประชาชนสามารถใชสิทธิและเสรีภาพของตนไดอยาง เต็มท่ีภายใตกรอบท่ีกฎหมายกําหนด สวนการตรากฎหมายท่ีจะจํากัดสิทธิและเสรีภาพน้ัน จะตองไมมีผลใชบังคับยอนหลัง หมายความวา จะตองมีการประกาศกฎหมายที่จํากัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนในราชกิจจานุเบกษากอนที่จะมีผลบังคับใชและจะใชกฎหมายนั้น บังคับแกการกระทําหรือเหตุการณที่ไดเกิดข้ึนและสิ้นสุดลงกอนประกาศใชบังคับกฎหมายนั้น มไิ ด ๒) หลักเกณฑตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนูญ โดยหลักแลวรัฐไมสามารถจํากัดสิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหการรับรอง ไวไ ด แตก็มขี อ ยกเวนวา ตองกระทําภายใตเงอ่ื นไขทกี่ ฎหมายกาํ หนดซึง่ เรารับเอาแนวความคดิ มาจากรัฐธรรมนญู แหงสหพนั ธส าธารณรฐั เยอรมัน มาตรา ๑๙๑๒ ซึ่งเกดิ ขึ้นจากการปกครอง ๑๒ มาตรา ๑๙ การจาํ กดั สทิ ธิขั้นพื้นฐาน (๑) ภายใตรัฐธรรมนูญน้ี สิทธิขั้นพื้นฐานอาจถูกจํากัดไดโดยกฎหมายหรือโดยอาศัยอํานาจของ กฎหมาย กฎหมายในกรณีนี้จะตองมีผลบังคับเปนการท่ัวไปและจะใชบังคับเพ่ือกรณีใดกรณีหน่ึงเปนการเฉพาะมิได นอกจากนี้ กฎหมายดังกลา วจะตอ งอา งถึงมาตราของสิทธิข้ันพ้ืนฐานนัน้ ดวย (๒) ไมว า กรณใี ด การจํากดั สิทธขิ ั้นพน้ื ฐานกระทบกระเทอื นตอ สาระสาํ คญั ของสิทธขิ ้ันพ้ืนฐานมไิ ด (๓) สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นใหนํามาใชบังคับกับนิติบุคคลภายในประเทศดวย เทาท่ีสิทธิขั้นพ้ืนฐานน้ัน สามารถนาํ มาใชไดกับนิติบคุ คล (๔) หากบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิโดยอํานาจมหาชน บุคคลนั้นชอบที่จะใชสิทธิทางศาลไดในกรณีท่ี ไมม ศี าลท่มี ีเขตอํานาจในเรอื่ งน้ัน ใหฟองยังศาลยุตธิ รรม

๓๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ในสมยั ของฮติ เลอร การกาํ หนดหลักการของมาตราบทบัญญตั ิดงั กลาวจงึ เปนการหาจุดสมดุล ระหวางสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพโดยรัฐ เพราะสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนไมไดมีลักษณะที่สมบูรณ รัฐจะจํากัดไดก็ดวยภายใตหลักเกณฑเพ่ือ ไมใหการจํากัดอํานาจกระทําตามอําเภอใจและเพื่อปองกันมิใหมีการตรากฎหมายแบบไมมี เหตุผลหรือพวกพองหรือจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงไดวางหลักในการตราของฝายนิติบัญญัติ๑๓ ใหพิจารณา และประกาศออกมาบังคับใชกับประชาชนอันมีลักษณะเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนน้ัน จําตองมีเน้ือหาของกฎหมายที่สมบูรณและสอดคลองกับหลักเกณฑของการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๑๔ ซง่ึ บทบัญญตั ิแหง รัฐธรรมนูญฉบบั ปจ จุบันไดบ ญั ญัติถงึ หลักเกณฑก ารพิจารณา ถึงกฎหรือขอบังคับท่ีไมชอบดวยรัฐธรรมนูญอันเปนการขัดหรือแยงตอสิทธิและเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญไดใหการรับรองและคุมครองไวโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายตาม ที่รัฐธรรมนญู ใหอ ํานาจไว ทั้งนี้ ในการจํากดั สิทธิและเสรีภาพของบคุ คลทร่ี ฐั ธรรมนูญใหอํานาจ ไวมีหลกั เกณฑด งั ตอ ไปนี้ (๑) กฎหมายดังกลาวตอ งไมข ัดตอ หลกั นติ ิธรรม (๒) ไมเพ่ิมภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควร แกเหตุ (๓) ไมกระทบตอศักด์ศิ รีความเปนมนุษยของบุคคล (๔) ตอ งระบุเหตุผลความจาํ เปนในการจํากดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพ (๕) ตองมีผลใชบังคับเปนการท่ัวไป ไมมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใด กรณีหนง่ึ หรอื แกบคุ คลใดบคุ คลหนึ่งเปนการเจาะจง ๑๓ คําอธิบายสาระสาํ คัญของรา งรฐั ธรรมนูญ. คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนูญ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๙, น. ๖. ๑๔ มาตรา ๒๖ “การตรากฎหมายที่มีผลเปนการจํากัดสทิ ธิหรือเสรภี าพของบคุ คลตอ งเปนไปตามเง่อื นไข ท่บี ัญญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนญู ในกรณีทร่ี ฐั ธรรมนญู มิไดบญั ญตั ิเง่อื นไขไว กฎหมายดังกลา วตองไมขัดตอ หลักนิตธิ รรม ไม เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และจะกระทบตอศักด์ิศรีความเปนมนุษยของบุคคล มิได รวมท้ังตองระบุเหตุผลความจาํ เปนในการจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพไวด วย กฎหมายตามวรรคหน่งึ ตองมผี ลใชบังคบั เปนการทว่ั ไป ไมมุง หมายใหใชบังคบั แกกรณีใด กรณีหนึง่ หรือแกบ ุคคลใดบุคคลหนงึ่ เปน การเจาะจง”

๓๙ จากปญหาที่ผานมาของประเทศไทยการกอกบฏและการทํารัฐประหารในแตละคร้ัง ทผ่ี านมาสง ผลกระทบตอ ประเทศในทกุ ๆ ดาน ไมว า จะเปนดานเศรษฐกจิ สังคม สทิ ธเิ สรีภาพ ของประชาชน และความนาเชื่อถือตอนานาอารยประเทศ ซ่ึงเปนเหตุผลสําคัญท่ีทําใหเกิด แนวความคิดท่ีจะตอตานการกระทําดังกลาวข้ึนมา โดยมิใหบุคคลใดใชสิทธิเสรีภาพท่ีตนมี กระทําการเกินขอบเขตหรือเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยจึงไดริเร่ิมนําเอาหลักการ ท่วี า ดวย “การใชส ทิ ธเิ พือ่ ตอ ตา นการทํารฐั ประหาร” โดยเชอื่ วา เปนการพิทักษก ฎหมายสงู สุด ของรัฐใหมีความม่ันคงมากย่ิงขึ้นและใหประชาชนท่ีทราบการกระทํานั้นมีอํานาจตอตานการ ทาํ รฐั ประหาร การนําหลักการเกี่ยวกับการใชส ทิ ธิเพื่อตอ ตานการทาํ รฐั ประหารถกู บญั ญตั เิ ปน ครง้ั แรกในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ ตอ มาไดม กี ารแกไ ขเพม่ิ เตมิ ใหครอบคลุมในสวนที่เก่ียวกับการใชสิทธิเพื่อตอตานการเลือกตั้งที่ไมเปนไปโดยสุจริตและ เที่ยงธรรม โดยมีบทลงโทษใหเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของหัวหนาพรรคการเมืองและกรรมการ บริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเปนเวลา ๕ ป๑๕ โดยเปนบทบัญญัติ ท่ีอาศัยหลักการเดิมซึ่งไดบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ และรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ หรอื อาจกลาว โดยสรุปไดวา เจตนารมณในเร่ืองสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับป พ.ศ. ๒๕๕๐ และป พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดบญั ญตั ิขนึ้ เพอ่ื ตอตานการปฏิวัตริ ฐั ประหาร ดังเจตนารมณเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. ๒๕๔๐ และไดมีการขยายเจตนารมณให ครอบคลุมถึงความผิดในการทุจริตการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่ง สมาชิกวฒุ ิสภา อนั มีผลทาํ ใหการเลือกต้ังของประเทศไทยมิไดเปนไปโดยสจุ ริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางแหง รัฐธรรมนูญ ดังน้ัน หากบุคคลใดใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญกระทําการลมลางการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือกระทําการใดๆ เพื่อให ไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ๑๕ วชั ชกานต เศาภายน. (พฤษภาคม–สงิ หาคม ๒๕๕๘). บทบาทอํานาจหนา ทขี่ องศาลรฐั ธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ สภาพปญหาและขอเสนอแนะในกรณกี ารใชส ิทธพิ ทิ กั ษ รัฐธรรมนญู . วารสารศาลรฐั ธรรมนญู , ๑๗(๕๐), ๙๔.

๔๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ยอมถอื ไดว า บคุ คลนัน้ กระทาํ การเปน ปฏปิ ก ษต อ รัฐธรรมนญู ซ่ึงคําวา “ปฏิปก ษ” น้ัน หมายถงึ ฝายตรงขาม ขาศึก ศัตรู เพราะฉะนั้นปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญจึงหมายถึง การกระทําที่ มีลักษณะเปนฝายตรงขามหรือไมสอดคลองกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ท้ังนี้ การใหสิทธิตามรัฐธรรมนูญแกประชาชนมิไดมีความ มุงหมายเพ่ือใหนําสิทธินั้นมาทําลายตัวของรัฐธรรมนูญเอง การใชสิทธิเสรีภาพอันเปนการ กระทําท่ีเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญน้ันจะตองเปนการกระทําถึงขนาดที่วาเปนการกระทําเพ่ือ ลมลา งหลักการพ้นื ฐานของรัฐธรรมนูญ อนั ไดแ กการกระทาํ ดงั ตอไปน้ี ๑) การใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลางการปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข เปนกรณีท่ีบุคคลใดใชสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวไปในทาง ท่ีมิชอบเพื่อเปล่ียนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยใหไปสูการปกครองในระบอบอ่ืน ที่มใิ ชระบอบประชาธปิ ไตย เชน ระบอบเผดจ็ การ คอมมวิ นสิ ต เปน ตน หรอื เปลย่ี นรูปแบบการ ปกครองโดยมพี ระมหากษัตรยิ เปนประมขุ ไปสูการมปี ระมุขแบบประธานาธบิ ดี เปนตน ๒) การใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการ ปกครองประเทศซง่ึ มิไดเ ปนไปตามวถิ ีทางทีบ่ ัญญตั ิไวในรัฐธรรมนูญน้ี โดยความหมายของการกระทําดังกลาว คือ การทุจริตการเลือกตั้งสมาชิก สภาผูแทนราษฎร การไดมาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา ที่มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพียง หวังผลเพื่อตองการเอาชนะการเลือกต้ังไดเขาไปเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีอํานาจในการ บรหิ ารประเทศ กําหนดนโยบายและออกกฎหมายตา งๆ๑๖ เพือ่ เอ้อื ประโยชนใ หแกต นเองและ พวกพอง และผูเขียนมีความเห็นวายังรวมถึงการกระทําอื่นๆ นอกจากกรณีดังกลาว ที่ถือไดวาเปนการกระทําที่เปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ เชน บุคคลใดบุคคลหน่ึงไดใชสิทธิ เสรีภาพทางวิชาการหรือสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเชิญชวนใหผูอื่นลมลาง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันเปนหลักการพื้นฐานของการปกครองตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีเชนน้ยี อมเห็นไดวาหลักการพ้นื ฐานของการปกครองตามรัฐธรรมนูญ คือ การปกครอง ๑๖ อัมมาร สยามวาลา และ ปยนชุ เพยี รชอบ. เลือกตง้ั ไทย: ปญหา และทศิ ทาง. สบื คน เมื่อวนั ท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐, จาก https://bordeure.wordpress.com/2009/01/27/เลือกต้งั ไทย-ปญ หา-และ-ท/

๔๑ ในระบอบประชาธิปไตย บุคคลน้ันจึงจะใชเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันเปนปฏิปกษ ตอรัฐธรรมนูญไมไดแมวาจะเปนการใชสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวก็ตาม เพราะมีจดุ ประสงคท ่มี ิชอบดว ยกฎหมาย ดังนั้น ผลทางกฎหมายจากการที่บุคคลใดใชสิทธิและเสรีภาพตามที่ตนมีได กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญมีการกําหนดบทลงโทษแกบุคคลผูซ่ึงกระทําการดังกลาว ไวใ นมาตรา ๔๙ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดแก (๑) การใหศ าล รัฐธรรมนูญเปนผูวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว และ (๒) การถูกดําเนินคดีอาญา อีกดว ย ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี ๑) การถูกสั่งใหเ ลกิ การกระทาํ ซึ่งเปน ความผิด ในกรณีที่บุคคลใดทราบถึงการกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองท่ีใชสิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข บุคคลนั้นมีสิทธิรองตออัยการสูงสุดเพ่ือรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว ในกรณีท่ีอัยการสูงสุดมีคําสั่งไมรับดําเนินการตาม ท่ีรอ งขอ หรือไมด ําเนินการภายในสิบหา วัน นบั แตวันท่ีไดรบั คํารอ งขอ ผูรองขอจะย่ืนคํารอ ง โดยตรงตอศาลรัฐธรรมนูญกไ็ ด๑ ๗ อยางไรก็ตาม มีประเด็นปญหาวาหากบุคคลหรือกลุมบุคคลดังกลาวมิไดเลิก การกระทําของตนยังคงดําเนินการตอไปตามวัตถุประสงคท่ีมีมาแตเดิม เจาหนาท่ีของรัฐไมวา ตํารวจ ทหาร หรือองคกรอ่นื ใด จะเขาไปยุติหรือยับย้งั การกระทําน้นั ๆ ไดโดยวิธีใดไดบาง ซ่งึ จะตองหลีกเล่ียงหรือกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเหลาน้ันใหนอยท่ีสุดและจะสามารถ สืบสาวไปถึงตัวการหรือผทู ่วี างแผนอยเู บ้อื งหลังท้งั หมดไดหรือไม และการท่ศี าลรัฐธรรมนูญส่งั ให เลกิ การกระทาํ ดงั กลา วจะมผี ลบงั คบั ไดจ รงิ หรอื ไมเ พยี งใด เชน มคี นจาํ นวนหนง่ึ อา งวา กระทาํ การ โดยใชเ สรภี าพในการชมุ นมุ เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ หรอื สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ กระทาํ การ ปลุกระดม ตระเตรยี มกําลงั พล สะสมอาวธุ เพ่ือนําไปสูการ “ฉกี รฐั ธรรมนูญ” หรอื เรียกรอ ง ใหมีการ “ยกเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” บุคคลซึ่งมีเปาหมายท่ีแนชัด ขนาดน้ีมีความจําเปนใดที่จะตองยุติความเคล่ือนไหวของตนเพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญ ส่ังใหเลิกกระทําการหรือหากมีคําวินิจฉัยส่ังใหเลิกการกระทําดังกลาวแลว กลุมคนดังกลาว ไมปฏิบัติตามก็ไมไดมีสภาพบังคับใดกําหนดไว ทั้งน้ี การสั่งใหเลิกการกระทําท่ีเปนปฏิปกษ ๑๗ มาตรา ๔๙ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐

๔๒ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ตอรัฐธรรมนูญนั้นมีผลเฉพาะการกระทําในครั้งท่ีศาลวินิจฉัยเทาน้ัน แตไมมีผลถึงการกระทํา ในครั้งอน่ื ๆ อันอาจเกดิ ขน้ึ ไดในอนาคตแตอยา งใด ๒) การถกู ดําเนินคดอี าญา บุคคลหรือพรรคการเมืองท่ีกระทําความผิดดังกลาวยอมถูกดําเนินคดีอาญา ไดอีกดวย หากพิสูจนไดวาการกระทําดังกลาวครบองคประกอบความรับผิดทางอาญาตาม กฎหมายฉบบั ตา งๆ ไดแก (๑) ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ฐานเปนกบฏ ซึ่งมีลักษณะของการกระทําใดๆ อันมีเจตนามุงลมลางรัฐธรรมนูญอันเปนกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ ลม ลางอาํ นาจอธปิ ไตยทั้ง ๓ อํานาจ ไดแก อํานาจนติ ิบญั ญัติ อํานาจบรหิ าร และ อํานาจตุลาการ หรือตองการการแบงแยกราชอาณาจักร จะตองระวางโทษจําคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (๒) ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง หากบุคคลหรือพรรคการเมืองใดมี สวนทําใหการเลือกต้ังมิไดเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรมยอมจะตองไดรับโทษทางอาญาตาม กฎหมายเลอื กตั้งอกี ดวย ซ่ึงไดแก พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่ีกําหนดบทลงโทษทางอาญาไวในมาตรา ๑๐๕–๑๒๑ หรือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิก วฒุ สิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ทีก่ ําหนดไวในมาตรา ๑๓๖–๑๖๑ เปนตน ท้ังน้ี การทศี่ าลรัฐธรรมนญู จะมอี าํ นาจวินจิ ฉัยวาบคุ คลหรือคณะบุคคลใดตอง ถูกดําเนินคดีอาญานั้นหากการกระทําอันเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญเปนการกระทําของบุคคล หรือคณะบุคคลที่สังกัดพรรคการเมืองกรณีมีปญหาวา การลงโทษทางอาญาแบงออกเปน ๕ ประเภทดวยกัน คอื ประหารชีวติ จําคกุ กักขงั ริบทรพั ย และโทษปรบั เม่ือพจิ ารณาจากสถานะ ของพรรคการเมืองแลวเม่ือไดมีการจัดตั้งพรรคข้ึนมายอมถือไดวาเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย การกระทําใดๆ ของพรรคการเมืองยอมตองแสดงออกซ่ึงเจตนาน้ันดวยการกระทําของบุคคล ธรรมดา ซึง่ การแสดงเจตนาดังกลาวยอ มผกู พนั กับพรรคการเมอื ง ดังน้ี หากพรรคการเมืองใดมี วัตถุประสงคในการจัดต้ังเพ่ือลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้หรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ หากตองมีการดําเนินคดีทางอาญาแลว ยอมไมส ามารถลงโทษโดยการประหารชวี ิต จาํ คุกหรอื กักขงั พรรคการเมอื งเหลานัน้ ไดถงึ แมวา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ในความผดิ ฐานเปนกบฏจะมบี ทบญั ญตั ิกาํ หนด โทษใหประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิตก็ตาม ทําใหเห็นไดวาการบังคับใชกฎหมายในความ

๔๓ เปนจริงนั้นเราไมสามารถดําเนินคดีอาญากับบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีสังกัดพรรคการเมืองได เลย โทษทางอาญาท่ีพรรคการเมอื งจะไดรบั ยอมมีเพียงโทษปรับและริบทรพั ยสินเทานน้ั จึง มีเพียงสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่เปนบุคคลธรรมดาอาจตองรับโทษ ทุกสถานตามท่ีบัญญัติไวในกฎหมาย เพราะเปนผูกระทําการแทนพรรคการเมืองใน ฐานะตัวการตัวแทนตามกฎหมายเทาน้ัน โดยที่การกระทําของบุคคลดังกลาวยอมผูกพัน พรรคการเมอื งผูเปนเจา ของเจตนารมณทแ่ี ทจริง โดยเขตอํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีที่เก่ียวกับการกระทําอันเปน ปฏิปกษตอ รฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๔๙ ไดรับการบญั ญตั ิไวใ นขอ กาํ หนดศาลรัฐธรรมนญู วา ดวยวธิ พี จิ ารณาและการทําคําวนิ ิจฉัย (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐๑๘ ขอ ๑๗ (๑) เมื่อพิจารณาจาก บทลงโทษของผูท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญและอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการ วินิจฉัยลงโทษผูที่ใชสิทธิเสรีภาพของตนกระทําความผิดดังกลาว พบวามิไดมีการใหอํานาจ แกศาลรัฐธรรมนูญในการเขาไปวินิจฉัยจํากัดสิทธิข้ันพ้ืนฐานของบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีใช สทิ ธิตามรัฐธรรมนญู กระทําการดังกลาวแตอ ยางใด เน่ืองจากวา การกระทําอันเปนปฏปิ ก ษต อ รัฐธรรมนญู ในหลายๆ ครั้งมิไดเ กดิ จากการกระทําของพรรคการเมอื ง แตเ ปนการกระทาํ ของ กลุมบุคคลที่มีแนวความคิดรวมกัน ซึ่งตางจากรัฐธรรมนูญแหงสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันท่ี ไดมีการจํากัดสิทธิของบุคคลท่ีใชสิทธิเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญในการลงโทษบุคคลใดก็ตาม ที่กระทําการลมลางดังกลาว โดยบัญญัติอยูในมาตรา ๑๘ ของรัฐธรรมนูญแหงสหพันธ๑ ๙ ที่ไดมีการระบุไวอ ยา งชัดเจนวา “สทิ ธิเสรีภาพ” ทีจ่ ะถกู จํากดั นนั้ ไดม ีการบญั ญตั อิ ยใู นมาตรา ใดของรัฐธรรมนญู แหงสหพันธส าธารณรัฐเยอรมันบา ง และยงั มวี ธิ พี ิจารณาเฉพาะเรอ่ื งเก่ยี วกับ การพิจารณาคดีตามรัฐบัญญัติวาดวยศาลรัฐธรรมนูญแหงสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน มาตรา ๑๓ (๑) โดยบัญญัติไวในมาตรา ๓๖–๔๑ ท่ีไดมีการกําหนดในเร่ืองของผูมีสิทธิยื่น ๑๘ ขอ ๑๗ “ศาลมีหนา ท่แี ละอํานาจพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยคดี ดังตอ ไปนี้ (๑) คดที ีข่ อใหพ จิ ารณาวา บุคคลใดกระทาํ การโดยใชสิทธหิ รอื เสรภี าพเพือ่ ลม ลางการปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ ตามมาตรา ๔๙ ของรฐั ธรรมนูญ” ๑๙ Article 18 Germany Constitution “Whoever abuses the freedom of expression, in particular the freedom of the press (paragraph (1) of Article 5), the freedom of teaching (paragraph (3) of Article 5), the freedom of assembly (Article 8), the freedom of association (Article 9), the privacy of correspondence, posts and telecommunications (Article 10), the rights of property (Article 14), or the right of asylum (Article 16a) in order to combat the free democratic basic order shall forfeit these basic rights. This forfeiture and its extent shall be declared by the Federal Constitutional Court.”

๔๔ รฐั สภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ คาํ รอง กระบวนการกอ นการพจิ ารณาคดี การวินิจฉัยใหจํากดั สทิ ธิขน้ั พ้นื ฐาน การยกเลกิ การ จาํ กดั สทิ ธิและการย่ืนคํารองใหม เปน ตน ซึ่งวธิ ีพิจารณาคดขี องไทยนอกจากจะไมมกี ารวินิจฉยั จํากัดสิทธิของบุคคลตามมาตรา ๔๙ แลว ยังไมมีการแยกวิธีพิจารณาคดีเฉพาะเรื่องออก ตา งหากจากกนั อกี ดว ย สรุป เมื่อพิจารณาจากสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชวงเวลาหลายปที่ผานมาของ ประเทศไทย การใชสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่กระทําเกินขอบเขตท่ีรัฐธรรมนูญใหอํานาจ ไวจนสรางความเสียหายตอประเทศในหลายภาคสวน การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยในสังคมอาจเรียกไดวาเปนภาระหนาท่ีที่สําคัญของรัฐ รัฐธรรมนูญจึงควรท่ีจะใหอํานาจแกศาลรัฐธรรมนูญในการเขาไปวินิจฉัยจํากัดตัดสิทธิของ บุคคลหรือคณะบุคคลในกรณีท่ีใชสิทธิอยางใดๆ กระทําการอันเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ โดยควรจะมีการกําหนดบทลงโทษใหชัดเจนวา สิทธิเสรีภาพของบุคคลท่ีจะถูกจํากัดนั้นไดมี การบญั ญัติอยใู นมาตราใดของรัฐธรรมนญู หรือบญั ญัตอิ ยูใ นกฎหมายฉบบั ใด เชน บคุ คลท่ีใช สิทธิเสรีภาพอยางเกินขอบเขตในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลหรือส่ือมวลชน ตามมาตรา ๓๔–๓๕ สทิ ธิและเสรีภาพในการชมุ นมุ และการสมาคม ตามมาตรา ๔๔ หรือสทิ ธิในการจัดตง้ั พรรคการเมือง ตามมาตรา ๔๕ ตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เปนตน ผูเขียนเห็นวาควรใหมีการเพิ่มเขตอํานาจในการวินิจฉัยคดีเฉพาะเรื่องของศาล รัฐธรรมนูญโดยใหมีอํานาจวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลหรือคณะบุคคล ที่กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ โดยใหมีอํานาจพิจารณาวาจะมีการกําหนดเงื่อนเวลา ในการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลเปนระยะเวลาท่ีแนนอนชัดเจน เชน บทลงโทษ ใหจาํ กดั สิทธิใดๆ ของบุคคลหรือคณะบคุ คลนนั้ เปนระยะ ๑–๕ ป เทา ท่กี ารจาํ กดั สิทธดิ ังกลาว จะไมกระทบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอ่ืนๆ ของผูกระทําความผิด โดยพิจารณาถึงผลกระทบตอ ประโยชนสาธารณะหรือผลประโยชนของสวนรวมอยางรายแรงมากกวาผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพของปจเจกบุคคล ตลอดจนมีความจําเปนอยางย่ิงที่จะตองดําเนินการทางทรัพยสิน กับบุคคลท่ีกระทําความผิดตามมูลฐานดังกลาว ซึ่งหากมิไดดําเนินการดังกลาวแลวยอม กอใหเกิดผลรายแรงตอสังคมสวนรวมได ท้ังน้ี ก็เพ่ือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ประเด็นปญหาดังกลาวจึงเปนปญหาเรงดวนท่ีควรไดรับ การพิจารณาเปนอยา งยง่ิ

๔๕ เอกสารอางองิ คําอธิบายสาระสาํ คัญของรา งรฐั ธรรมนูญ. คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนูญ. ธาริณี องคส ทุ ธิสวสั ดิ.์ (๒๕๕๐). ปญหาการจาํ กัดสทิ ธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยประกาศ หา มทําและเผยแพรโ พลเลือกตง้ั ของคณะกรรมการการเลือกตง้ั . วทิ ยานพิ นธป รญิ ญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, คณะนติ ิศาสตร. บรรเจิด สงิ คะเนต.ิ (๒๕๕๒). หลกั พืน้ ฐานเกย่ี วกบั สิทธเิ สรีภาพและศักดิศ์ รคี วามเปน มนุษย. กรงุ เทพฯ: สาํ นักพมิ พว ิญชู น. บุญศรี มวี งศอุโฆษ. (๒๕๔๖). หลักการใชอาํ นาจขององคกรท่ีตอ งคํานึงถงึ ศกั ดิ์ศรคี วามเปน มนุษย สิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู . รายงานการวจิ ยั เสนอตอ สาํ นักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ. มานติ จุมปา. (๒๕๕๗). หลกั กฎหมายรฐั ธรรมนญู . กรุงเทพฯ: สํานักพิมพน ิตธิ รรม. วัชชกานต เศาภายน. (พฤษภาคม – สงิ หาคม ๒๕๕๘). บทบาทอาํ นาจหนาท่ีของศาล รัฐธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ สภาพปญหา และขอ เสนอแนะในกรณกี ารใชส ทิ ธพิ ทิ กั ษร ฐั ธรรมนญู . วารสารศาลรฐั ธรรมนญู , ๑๗(๕๐). หยุด แสงอทุ ัย. (๒๕๔๕). ความรูเบือ้ งตน เกี่ยวกบั กฎหมายทวั่ ไป. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พมิ พ ประกายพรึก. อัมมาร สยามวาลา และ ปย นุช เพยี รชอบ. เลอื กตง้ั ไทย: ปญ หา และทิศทาง. สืบคน เม่อื วันท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐, จาก https://bordeure.wordpress.com/2009/01/27/ เลอื กตง้ั ไทย-ปญ หา-และ-ท/ อดุ ม รฐั อมฤต และคณะ. (๒๕๔๔). การอางศักด์ิศรีความเปน มนษุ ยห รือใชสิทธเิ สรภี าพของ บคุ คลตามมาตรา ๒๘. กรุงเทพฯ: สาํ นักงานศาลรัฐธรรมนญู .

๔๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ ในชุมชนประชาธิปไตย Human Resource Development In The Democratic Communities เสกสรรค สนวา๑ สุพัฒนา ศรบี ุตรด๒ี º·¤Ñ´ÂÍ‹ การพัฒนาทรัพยากรมนุษยในชุมชนใหมีคุณภาพถือเปนการสรางรากฐานใน การพัฒนาประชาธิปไตย เม่ือทรัพยากรมนุษยของชุมชนไดรับการพัฒนาอยางถูกตองและ เหมาะสม ตลอดจนไดรับการสนับสนุนจากผูนําชุมชนและหนวยงานภาคสวนตางๆ อยาง จรงิ จัง ยอ มนาํ ไปสกู ารพัฒนาประชาธิปไตยทมี่ ีคณุ ภาพทั้งในระดับชุมชนและในระดบั ชาติ คาํ สาํ คัญ: การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย, ชุมชน, ชุมชนประชาธิปไตย ๑ อาจารยป ระจําสาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร คณะนิติรฐั ศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ๒ อาจารยป ระจาํ สาขาวิชานติ ศิ าสตร คณะนิตริ ัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด

๔๗ Abstract Human resource development in the community is the foundation of democracy development. When human resources of the community are properly developed for their duties, as well as are seriously supported by community leaders and other public agencies will lead to the quality of democracy development at the community and national levels. Keywords: Human Resources Development, Community, Democratic Community º·¹Ó ประชาธิปไตยถือกําเนิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเม่ือป พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยการ ปฏวิ ตั ิของคณะราษฎร ประชาธปิ ไตยจงึ ถอื เปน เร่ืองใหมสําหรับสังคมไทยในสมัยนัน้ จงึ ถอื ไดวา ประชาธิปไตยมีความรุงเรืองและเปนที่นิยมกันอยางกวางขวางในกลุมของประเทศตะวันตก อยางไรกต็ าม พรอมั รนิ ทร พรหมเกดิ (๒๕๕๕) กลาววา แมเ ปนระบอบการปกครองทน่ี ิยมกัน ทั่วไปในระดับนานาอารยประเทศ แตการปกครองดังกลาวก็ไมสามารถประสานเขากับวิถีชีวิต คนไทยไดอยา งแนบสนทิ เพราะไมสะทอ นใหเ ห็นถึงการมีเสถยี รภาพ เสรภี าพ และภราดรภาพ อยางแทจริง ประชาธิปไตยจึงถูกบิดเบือนโดยกระบวนการทางการเมืองโดยเฉพาะในระดับชาติ ผานกระบวนการสรางความรู ความเขาใจท่ผี ิดแกประชาชน โดยปลูกฝงใหประชาชนมีความเช่อื แตเพียงวาการเลือกรัฐบาลที่มาจากการเลือกต้ังเทาน้ันจึงจะเรียกวา “เปนประชาธิปไตย” ในความเปนจรงิ การเลอื กตง้ั เปนเพียงวิธีการอยา งหนึง่ ของระบอบประชาธปิ ไตยเทาน้นั การพัฒนาประชาธิปไตยท่ีแทจริงควรเร่ิมตนจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใน ชุมชนใหมีความรูความเขาใจทีถ่ ูกตอ งเก่ียวกับระบอบประชาธปิ ไตย กลาวคอื ตองทาํ ใหมนุษย ในแตละชมุ ชนเกิดความรู ความเขาใจ และการตระหนกั รูในสิทธหิ นา ทข่ี องตนเอง (นิสดารก เวชยานนท, ๒๕๔๘) ซง่ึ สอดคลองกบั พระธรรมปฎก (๒๕๔๒) ท่กี ลา ววา กระบวนการพัฒนา ทรพั ยากรมนุษยตอ งมองอยา งลกึ ซง้ึ และตอ งมองถึงจดุ มงุ หมายของชีวิต คือ ความสุข ความ มีอิสระ เสรภี าพ ตลอดจนความดีงามตา งๆ ท่เี กิดขนึ้ ภายใตระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ศิรภิ ัสสรศ วงศทองดี (๒๕๕๖) อธบิ ายวา การมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลจําเปนตอ งคํานึง

๔๘ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ถึงหลกั ๓ ประการ ไดแก การศึกษา (Education) ชวยในการกลอมเกลาทางสงั คม (Social) การพัฒนา (Development) เพ่ือทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และการอบรม (Training) เมื่อคนในชุมชนไดรับการพัฒนาอยางเต็มที่และจริงจังในดานความรู ความเขาใจ เกย่ี วกับประชาธปิ ไตยแลว ยอมนาํ ไปสูกระบวนการสรางชมุ ชนและสงั คมที่มคี วามเขม แขง็ ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารพฒั นาประชาธปิ ไตยไดอยางยัง่ ยนื (ประเวศ วะสี, ๒๕๕๐) á¹Ç¤´Ô ¡Òþ²Ñ ¹Ò·ÃѾÂÒ¡ÃÁ¹ÉØ Â การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยตอ งพฒั นาเพือ่ ใหม ศี กั ยภาพทัง้ ทางสตปิ ญญา อารมณ รวมถึงพฤติกรรมของแตละบุคคลใหสามารถปรับเขากับสภาพแวดลอมที่นับวันจะมีความ รนุ แรงเพิม่ มากข้ึน หลักการในการพฒั นาทรัพยากรมนุษยจึงควรพัฒนาจากภายในสูภายนอก กลา วคอื หนง่ึ ตอ งเรม่ิ ตน จากการพฒั นาทศั นคติ (Attitude) ซง่ึ เปน การเปลย่ี นวธิ คี ดิ แนวทางน้ี ชวยใหมนุษยมีความรูสึกวาตนเองมีคุณคาและมีความสําคัญตอองคการ อาจจะใชรูปแบบ การศกึ ษา การอบรม และการพฒั นา มาปรบั ใช สอง การพฒั นาลกั ษณะนสิ ยั (Traits) ซง่ึ เปน การทาํ ให เกิดความรกั ความผูกพนั กับองคการ และ สาม การพฒั นาการจงู ใจ (Motivation) (เสกสรรค สนวา, ๒๕๕๕) โดยทง้ั ๓ แนวทางนเ้ี ปน การพฒั นาทม่ี งุ เนน ไปทก่ี ารเสรมิ พลงั ทางจติ ใจใหเ ขม แขง็ เมอ่ื จิตใจเขมแข็งก็สามารถผลักส่ิงท่ีดีออกมาได แตในทางตรงขามหากไมมีการเสริมพลังทางจิตใจ ใหเขมแขง็ จติ ใจทีไ่ มเขม แข็งก็จะไมส ามารถผลกั สงิ่ ที่ดอี อกมาได (เสกสรรค สนวา, ๒๕๕๗, น. ๑) พยอม วงศส ารศรี (๒๕๕๐) ทก่ี ลาววา การพัฒนาทรัพยากรมนุษยใหมศี กั ยภาพ นั้นจําตองพัฒนาและปรับปรุงตนเองในทุกๆ ดาน เพื่อเพ่ิมความสามารถในการจัดการกับ งานทหี่ ลากหลาย โดยการพฒั นานจ้ี ะมปี ระโยชนต อตนเองและสว นรวม สว น Mathis and Jackson (๒๐๐๗) กลา ววา หากองคก ารใดขาดบคุ ลากรทม่ี คี ณุ ภาพยอ มกอ ใหเ กดิ ปญ หานาํ ไปสู ความลม เหลวได ท้ังในปจจบุ นั และในอนาคต ชตุ ิกาญจน ศรวี บิ ูลย (๒๕๕๗) และในทาง ตรงกันขามเมื่อองคการที่มีบุคลากรมีคุณภาพยอมทําใหองคการประสบผลสําเร็จสามารถ เติบโตไดอยางย่ังยืนทามกลางสภาพแวดลอมที่มีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว ทั้งทางดาน เทคโนโลยีและการแขงขนั จรี ะ หงสลดารมย (๒๕๕๕) อยา งไรกต็ าม ภายใตก ารเปลีย่ นแปลง สิ่งท่ีตอ งคาํ นึงถงึ เสมอเมือ่ จะทําการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยค อื การพัฒนา 8K’s ประการ ไดแก ทนุ มนษุ ย (Human Capital) ทนุ ปญญา (Intellectual Capital) ทุนจริยธรรม (Ethical Capital)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook