ผงั รายการสถานวี ิทยกุ ระจายเสยี งรฐั สภา ประจาเดอื น ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป ออกอากาศทุกวนั ต้ังแต่เวลา 05.00 – 22.00 นาฬกิ า เวลา จนั ทร์ อังคาร พธุ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทติ ย์ เวลา 05.00 รายการเผยแผ่ความรู้ทางพุทธศาสนา 05.00 (มลู นธิ ิศกึ ษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา) 06.00 weekend news รายการเผยแผ่ 06.00 คุยข่าวเชา้ ข่าวเชา้ สุดสัปดาห์ ความร้ทู างศาสนา (อสิ ลาม, คริสต์) 07.00 ถา่ ยทอดข่าว สวท. 07.00 07.30 Inside รฐั สภา วิจัยก้าวไกล ทาดีได้ดี 07.30 08.00 ห้องขา่ วรัฐสภาแชนแนล ศาสตร์พระราชาฯ ขบวนการคนตวั เลก็ 08.00 (โทรทัศนร์ ฐั สภา) (คสช./rerun) 09.00 มองรฐั สภา มองรัฐสภา รฐั สภาของ ปชช. รอ้ ยเรือ่ งเมอื งไทย 09.00 09.30 (โทรทศั นร์ ฐั สภา) (โทรทศั น์รฐั สภา) (โทรทศั นร์ ัฐสภา) ร้อยเรยี งขา่ ว มขี ่าวดีมาบอก 09.15 สภาสนทนา สภาสนทนา 10.00 การเมอื งเร่ืองของประชาชน เวลา 10.00 น. เวลา 10.00 น. บ้านสขุ ภาพ ตะลอนทัวร์ 10.00 ท่ัวไทย เป็นต้นไป เป็นต้นไป (คนพกิ าร-ดอ้ ยโอกาสฯ) 11.00 เกาะตดิ สภานิตบิ ญั ญตั แิ ห่งชาติ ถา่ ยทอดเสียง ถา่ ยทอดเสียง บันทกึ ประชมุ สภา 11.00 12.00 รัฐสภาของเรา การประชมุ การประชุม สกปู๊ ..ทันขา่ วรฐั สภา สกู๊ป..รอบสัปดาหอ์ าเซยี น 12.00 13.00 สายด่วนรฐั สภา สภานิติบัญญัติ สภานติ บิ ญั ญัติ 13.00 แผน่ ดนิ ถ่ินไทย แหง่ ชาติ แห่งชาติ (สนช.) (สนช.) เพลินเพลงยามบ่าย (โทรทัศน์รัฐสภา) จนเสร็จส้ิน จนเสร็จสนิ้ ทอ้ งถิ่นบ้านเรา 14.00 15.00 การประชมุ การประชมุ (ทีป่ ระชมุ สนช. (ท่ปี ระชมุ สนช. สภาสาระ 15.00 รักเมอื งไทย ครงั้ ท่ี 3/2557 คร้งั ที่ 3/2557 15.30 21 ส.ค.57) 21 ส.ค.57) ก้าวทนั ไอที เกบ็ เบีย้ ใต้ถุนรา้ น (rerun) 16.00 16.30 ปฏิรปู กฎหมาย วาระปฏริ ูป วาระประเทศไทย เดนิ หนา้ รฐั ธรรมนญู ไทย ชวี ติ กับการเรียนรู้ สบาย สบาย เพือ่ ประชาชน กบั แพทย์ทางเลอื ก 17.00 สกปู๊ ..สภากับประชาคมโลก สกู๊ป...เสน้ ทางกฎหมาย 17.00 Gossip การเมือง สบาย สบาย ละติจูดรอบโลก กับแพทย์ทางเลือก 18.00 เดินหนา้ ประเทศไทย (รบั สญั ญาณสถานีโทรทัศนก์ องทพั บก) เดินหนา้ ประเทศไทย (รับสัญญาณ ททบ.) 18.00 18.30 กรรมาธกิ ารพบประชาชน เจตนารมณ์ เก็บเบ้ียใตถ้ นุ รา้ น เป็นประชารฐั เพลงดีศรีแผ่นดิน กฎหมาย 19.00 ถา่ ยทอดข่าว สวท. 19.00 19.30 ขา่ วภาษาอังกฤษ เรดโิ อ for you 19.30 20.00 ข่าวในพระราชสานกั (รบั สญั ญาณจาก สวท.) 20.00 รายการจากสถาบนั พระปกเกล้า คุยกนั นอกศาล สนทนากบั คลังสมอง วปอ.ฯ 21.00 ปปช. ๓๐ นาที คุยกบั สตง. ผตู้ รวจการแผน่ ดิน 21.00 พบประชาชน คดปี กครอง คณะกรรมการสิทธฯิ พบประชาชน พบประชาชน ปุจฉา - วสิ ัชนาธรรม 21.30 ธรรมะก่อนนอน (พระอาจารยอ์ ารยวงั โส) 22.00 22.00 หมายเหตุ - เวลา 08.00 น. และ 18.00 น. เคารพธงชาติ และ พระบรมราโชวาท / นาเสนอขา่ วตน้ ชั่วโมง และสปอตตา่ งๆ ต้งั แต่เวลา 08.00–21.00 น. - หากช่วงเวลาใดมีการถ่ายทอดคาสั่ง/ประกาศ/รายการพเิ ศษจาก คสช. หรืองานที่ได้รบั มอบหมาย สถานีฯ จะดาเนินการถา่ ยทอดเสียงจนเสร็จสิน้ ภารกิจ
ทปี่ รกึ ษา วัตถปุ ระสงค์ นายสรศกั ด ิ์ เพยี รเวช เพ่ือเผยแพร่การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย นางสาวสภุ าสนิ ี ขมะสุนทร อนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมขุ และเพื่อเสนอขา่ วสารวิชาการในวงงานรัฐสภา และอน่ื ๆ บรรณาธิการ ทัง้ ภายในและต่างประเทศ นางจงเดอื น สทุ ธริ ัตน์ การสง่ เร่ืองลงรัฐสภาสาร สง่ ไปท่ี บรรณาธกิ ารวารสารรฐั สภาสาร ผู้จดั การ ส�ำ นกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นางบุษราค�ำ เชาวนศ์ ิริ สำ�นักประชาสมั พันธ์ กลมุ่ งานผลติ เอกสาร ถนนประดิพทั ธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ประจ�ำ กองบรรณาธกิ าร กรุงเทพมหานคร ๑๐๔๐๐ นางพรรณพร สนิ สวสั ดิ์ โทร. ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๔-๕ โทรสาร ๐ ๒๒๔๔ ๒๒๙๒ นางฟา้ ดาว คงนคร e-mail: [email protected] นางสาวอรทยั แสนบุตร การสมคั รเปน็ สมาชกิ นางสาวจุฬีวรรณ เตมิ ผล คา่ สมคั รสมาชิก ปีละ ๕๐๐ บาท (๑๒ เลม่ ) นางสาวนธิ ิมา ประเสริฐภกั ดี ราคาจ�ำ หน่ายเลม่ ละ ๕๐ บาท (รวมค่าจัดสง่ ) นางสาวสหวรรณ เพ็ชรไทย ก�ำ หนดออกเดอื นละ ๑ ฉบับ นายพิษณุ จารยี ์พันธ์ การส่งบทความลงเผยแพร่ในวารสารรัฐสภาสาร ฝ่ายธรุ การ จะต้องเป็นบทความที่ไม่เคยลงพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน นางสาวเสาวลกั ษณ ์ ธนชยั อภิภทั ร การพิจารณาอนุมัติบทความท่ีนำ�มาลงพิมพ์ดำ�เนินการ นางสาวดลธี จุลนานนท์ โดยกองบรรณาธกิ าร ทง้ั นี้ บทความ ข้อความ ความคิดเหน็ นางสาวจริยาพร ดกี ลั ลา หรือข้อเขียนใดท่ีปรากฏในหนังสือเล่มนี้เป็นความเห็น นางสาวอาภรณ ์ เนือ่ งเศรษฐ์ ส่วนตวั ไมผ่ ูกพนั กับทางราชการแตป่ ระการใด นางสาวสรุ ดา เซ็นพานิช ฝ่ายศลิ ปกรรม นายมานะ เรอื งสอน นายนิธทิ ัศน ์ องคอ์ ศิวชยั นางสาวณัฐนนั ท ์ วชิ ติ พงศเ์ มธี -------------------- พมิ พท์ ี่ ส�ำ นกั การพมิ พ์ ส�ำ นักงานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร ผูพ้ มิ พ์ผโู้ ฆษณา นางสาวกลั ยรัชต์ ขาวสำ�อางค์
ใน ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ มกี ารประกาศใชก้ ฎหมายส�ำคญั ทเ่ี ปน็ หลกั ในการปกครองประเทศ หลายฉบบั อาทิ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผดู้ �ำรงต�ำแหนง่ ทางการเมอื ง พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยพรรคการเมอื ง พระราชบญั ญตั ิ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญว่าด้วยผตู้ รวจการแผ่นดิน ซึ่งยงั เหลือพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู อีก ๕ ฉบับ ตามที่ก�ำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ว่าด้วยการได้มาซ่งึ สมาชกิ วฒุ สิ ภา วา่ ดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปราม การทจุ รติ ว่าด้วยการตรวจเงินแผน่ ดนิ และว่าดว้ ยวธิ ีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ท่ีจะทยอย ประกาศใช้จนครบ โดยเฉพาะที่เก่ียวกับการเลือกต้งั ส.ส. และการไดม้ าซึง่ ส.ว. ซึง่ เมอื่ ไดป้ ระกาศ บังคับใช้แล้วกจ็ ะน�ำไปสู่การเลอื กต้ังต่อไป ทง้ั น้ีเมอื่ มกี ารเลอื กตง้ั สง่ิ ทจี่ ะขาดไมไ่ ดก้ ค็ อื พรรคการเมอื งดงั ค�ำกลา่ วในบทความของ รฐั สภาสารฉบับน้ี เรื่อง “ขอ้ สังเกตบางประการเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐” ที่กล่าวว่า “หัวใจของประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง หัวใจของการเลือกตั้ง คือ พรรคการเมือง พรรคการเมือง คือ ยานพาหนะของผู้แทนในการเข้าสู่อ�ำนาจรัฐ” ซึ่งค�ำกล่าวนี้ได้อธิบาย ความส�ำคญั ของพรรคการเมอื งไดเ้ ปน็ อยา่ งดี บทความเรอื่ งตอ่ มา คอื “ปญั หาการจำ� กดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระทำ� การเปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย” ทอี่ ธบิ ายเกยี่ วกบั ปญั หา การจ�ำกดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทกี่ ระท�ำการเปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย ในแง่มุมต่างๆ เพ่ือน�ำมาสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้เกิดความชัดเจน เหมาะสม และสอดคล้องกบั สภาพปญั หาที่เกดิ ข้นึ ตลอดจนเพื่อเปน็ หลักประกนั ตอ่ การแก้ปญั หา ของประเทศชาติโดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ส่วนบทความ เร่ือง “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนประชาธิปไตย” มีเนื้อหากล่าวถึงกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในชุมชนให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างรากฐานในการพัฒนาประชาธิปไตยให้มีความม่ันคงและ ยงั่ ยนื
บทความเร่ือง “บทบาทของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตรวจคนเข้าเมืองในการจัดระเบียบ คนตา่ งดา้ วเพอื่ แกป้ ญั หาแรงงานผดิ กฎหมายสญั ชาตเิ มยี นมาลาวและกมั พชู า”มเี นอื้ หาเกยี่ วกบั การจัดระเบียบคนต่างด้าว นโยบายและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง บทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง ขั้นตอนการกล่ันกรองและควบคุมคนเข้าเมือง ปัญหาอุปสรรคและแนวทาง การแกไ้ ข อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทตี่ รวจคนเขา้ เมอื ง เจา้ หนา้ ทต่ี �ำรวจ และประชาชน ได้ทราบถึงข้ันตอนการกล่ันกรอง การควบคุมคนเข้าเมือง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจ คัดกรอง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าท่ีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบทความเรื่องสุดท้าย “เจาะลึก เบอื้ งหลงั เหตกุ ารณค์ วำ�่ บาตรกาตาร:์ ใครไดป้ ระโยชน”์ กลา่ วถงึ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั การควำ�่ บาตร กาตาร์ว่าอะไรคือสาเหตุความจ�ำเป็นที่ประเทศผู้คว่�ำบาตรต้องด�ำเนินการเช่นน้ีกับกาตาร์ และ เรื่องน้ีมีการวางแผนมาก่อนล่วงหน้าหรือไม่ วิกฤติคร้ังน้ีจ�ำกัดขอบเขตอยู่ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ หรือจะลกุ ลามบานปลายขยายตวั ขา้ มไปสภู่ ูมิภาคอ่ืนหรือไมอ่ ย่างไร ท้ายน้ี ขอแจ้งให้ทราบว่า รัฐสภาสารฉบับเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นฉบับสุดท้าย ทจ่ี ดั ท�ำเปน็ รายเดอื น โดยฉบบั ปี ๒๕๖๑ เปน็ ตน้ ไป จะเรม่ิ จดั ท�ำเปน็ ราย ๒ เดอื น โดยเรมิ่ ฉบบั แรก คือ ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ทั้งนี้ เพ่ือเป็นไปตามตัวช้ีวัดของส�ำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรในการลดปริมาณการใช้กระดาษ เพ่ือให้เป็นส�ำนักงานท่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซ่ึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ในการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมให้เกดิ ประโยชน์อยา่ งสมดุลและย่ังยนื บรรณาธกิ าร
รฐั สภาสาร ปที ี่ ๖๕ ฉบบั ที่ ๑๒ เดือนธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ๗ Vol. 65 No. 12 December 2017 ๒๗ ๔๖ ขอ้ สงั เกตบางประการเกย่ี วกบั กฎหมายพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ รศ. พฒั นะ เรอื นใจดี มารุตพงศ์ มาสงิ ห์ ปญั หาการจ�ำ กดั สทิ ธขิ องบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระท�ำ การเปน็ ปฏปิ กั ษ ์ ตอ่ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย สิริกร สายสิน การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยใ์ นชมุ ชนประชาธปิ ไตย เสกสรรค์ สนวา สพุ ฒั นา ศรีบตุ รดี บทบาทของพนกั งานเจา้ หนา้ ทต่ี รวจคนเขา้ เมอื งในการจดั ระเบยี บคนตา่ งดา้ ว ๕๙ เพอ่ื แกป้ ญั หาแรงงานผดิ กฎหมายสญั ชาตเิ มยี นมา ลาว และกมั พชู า ๘๑ วีณา วิจัยธรรมฤทธิ์ เจาะลกึ เบอ้ื งหลงั เหตกุ ารณค์ ว�ำ่ บาตรกาตาร:์ ใครไดป้ ระโยชน ์ ชชู าติ พฒุ เพ็ง
๗ ขอสังเกตบางประการเกีย่ วกบั กฎหมายพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ รศ. พัฒนะ เรอื นใจด*ี มารตุ พงศ มาสิงห* * ã ¹ ประเทศที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย พรรคการเมืองจะ เปนสถาบันทางการเมืองที่มีความหมายและความสําคัญอยางมาก ทั้งนี้ เพราะนอกจาก พรรคการเมืองจะทาํ ใหการเลือกต้ังบรรลุจุดมงุ หมาย กลา วคอื ไดผ แู ทนไปทาํ หนา ท่ีใหองคก ร ของรัฐแทนประชาชนและอยูในฐานะท่เี ปน ตัวนําความคิดเหน็ และขอเรยี กรอ งจากประชาชน ไปสูองคกรของผูถืออํานาจ พรรคการเมืองยังเปนองคกรโฆษณาแนวความคิดและวิธีการใน การแกไขปญหาตาง ๆ ของสังคมดว ย๑ จากความสําคญั เชน วานเ้ี อง ในระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย จึงถือกันวาพรรคการเมืองเปนพลังทางการเมืองอันสําคัญท่ีจะขาดเสีย ไมได จนกลาวกันวารัฐท่ีใชระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอยูในลักษณะที่เปน “รัฐ พรรคการเมอื ง” * อาจารยประจาํ ภาค วิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง ** ผชู ว ยนักวิจัย ๑ D. Th. Tsatros. (1976). Einfiihrung in das Grundgesetz. s. 71. อา งถงึ ใน สมยศ เชอ้ื ไทย และ วรพจน วศิ รุตพิชญ. (๒๕๒๗). แนวความคิดพน้ื ฐานเกย่ี วกับรฐั ธรรมนูญและประชาธปิ ไตย. วารสารนิตศิ าสตร, ๓(๕๒).
๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ พรรคการเมือง เปนองคการที่มีการจัดต้ังข้ึนในทองถิ่นเพื่อมีปฏิสัมพันธและ แสวงหาการสนบั สนนุ การเลอื กต้งั จากประชาชนโดยสว นรวม โดยมบี ทบาททางตรงและสาํ คญั ตอการเลือกสรรบุคลากรทางการเมือง เพื่อใหไดมาและรักษาไวซึ่งอํานาจโดยคํานึงถึงหรือ โดยการรว มมอื กบั องคการอื่น และไดวางหลกั เกณฑของพรรคการเมอื งไว ๔ ประการ คือ๒ ๑. พรรคการเมืองตองมีความย่ังยืน โดยความยั่งยืนของพรรคการเมืองจะตอง ไมขึน้ กับชวี ิตหรือผนู ําของพรรคการเมอื ง ๒. พรรคการเมืองจะตองมีสาขากระจายไปยังชนบท โดยมีขอบขายการติดตอ สือ่ สารระหวางสํานักงานใหญและสาขาพรรคการเมอื ง ๓. บรรดากลุมผูนําในพรรคการเมืองมีความตั้งใจจริงที่จะรวมอํานาจใน การตัดสินนโยบายตาง ๆ มาใหพรรคการเมืองของตนแตผูเดียว หรือมิฉะน้ันก็รวมกับ พรรคการเมืองอน่ื ไมเ พียงแตจะใชอ ทิ ธิพลเขา แทรกแซงนโยบายเทาน้ัน ๔. พรรคการเมืองตองพยายามหาคะแนนนิยมเมื่อมีการเลือกต้ัง และหาความ สนับสนนุ จากประชาชนทั่วไปเมื่อไมมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองเปนตัวแทนของผูคนในสังคมและเปนผูกล่ันกรองความตองการ ของประชาชนใหเปนแนวนโยบายทางการเมือง๓ พรรคการเมืองจะเปนผูสรรหาบุคลากร เขาไปเสนอตัวใหประชาชนเลือก เพื่อเปนตัวแทนของตนไปบริหารประเทศตามกติกาเลือกต้ัง แบบประชาธิปไตยแบบตวั แทน (Decorative Democracy) การพฒั นาการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยจงึ ควบคไู ปกับการพฒั นาพรรคการเมอื ง กลา วไดว า พรรคการเมอื ง คือ กระจก สะทอนถึงสภาพความม่ันคงในระบอบประชาธิปไตยน้ัน ๆ ตลอดจนถึงประสิทธิภาพในการ บรหิ ารจดั การดว ย คําจํากัดความของพรรคการเมือง หมายถึง๔ กลุมบุคคลหลายกลุมท่ีมีอิสระ มารวมกันเพ่ือคัดเลือกผูสมัครรับเลือกต้ัง และหวังวาจะไดรับชัยชนะเพื่อที่จะเขาไปควบคุม ๒ H. Keisen. (1963). Vom Wesen and West der Demokratie. s. 20. อางถงึ ใน สมยศ เชือ้ ไทย และ วรพจน วศิ รุตพชิ ญ. (๒๕๑๗). แนวความคิดพ้นื ฐานเกี่ยวกบั รฐั ธรรมนูญและประชาธิปไตย. เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา การสัมมนาวิชาการระดับประเทศในวาระครบรอบ ๕๐ ป แหงการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร เรื่อง ปญหา รฐั ธรรมนญู และสถาบนั การเมอื งในสภาวการณปจจุบนั . กรงุ เทพมหานคร: มติ รนราการพมิ พ. ๓ Adam Przeworski. อางถึงใน สนทิ จรอนันต. (๒๕๔๖). การเลกิ หรือยบุ พรรคการเมอื ง: ศึกษากรณี คาํ รองท่ีมาสูศ าลรัฐธรรมนูญ. เอกสารผลงานเพื่อขอรบั การประเมนิ . สํานกั งานศาลรัฐธรรมนญู . ๔ Austin Ranny และ W.Kindall. อางถึงใน ปรชี า หงสไ กรเลศิ . (๒๕๒๒). พรรคการเมอื งและปญ หา พรรคการเมอื ง. กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพาณชิ จํากัด, น. ๕-๑๒.
๙ การดําเนินงาน และนโยบายของรัฐบาล จากความหมายน้ีเห็นไดถึงเจตนารมณของบุคคล ทเี่ ขา มารว มเปน กลมุ ทางการเมอื งในลกั ษณะของพรรคการเมอื ง ในการสมคั รเขา รบั เลอื กตง้ั ตา ง ๆ แมวาจะมิใชบุคคลที่ตองการสมัครรับเลือกต้ังก็ตาม หากแตเพียงมารวมกันเพื่อสนับสนุน สมาชิกคนอื่นเพื่อใหชนะการเลือกตั้งก็ถือวาเปนพรรคการเมืองแลว ท้ังนี้ เพราะวาการชนะ การเลือกต้ังยอมหมายถึงการเขาไปบริหาร หรือควบคุมนโยบายสาธารณะนั่นเอง ในกรณีที่ พรรคการเมืองยังไมมีโอกาสเปนรัฐบาลก็จะทําหนาที่เปนฝายคานเพ่ือคอยหาโอกาส ตอไป ภายใตค าํ จาํ กดั ความทก่ี ลา วมา จะเหน็ จดุ หนง่ึ ของนยิ ามพรรคการเมอื ง คอื มบี ทบาท หนาที่ในการสรรหาบุคคลใหเปนผูนําทางการเมือง ทั้งในดานการบริหารในคณะรัฐบาลและ การสรรหาตวั บคุ คลเสนอตอ ประชาชน เพือ่ สมัครรบั เลือกตั้งเปนผูแทนราษฎร พรรคการเมือง คือ ที่รวมของกลุมบุคคลท่ีมีแนวคิดทางการเมือง สังคม และ เศรษฐกิจที่คลายคลึงกัน รวมกันเพื่อจุดประสงคท่ีจะสงบุคคลเขารับสมัครเลือกตั้งเพ่ือใหได เปนเสียงขางมากในสภา เพื่อมีโอกาสจัดต้ังรัฐบาลบริหารประเทศตามนโยบายที่สอดคลอง กับอุดมการณของกลุม นอกจากน้ี พรรคการเมืองมีความสําคัญตอระบอบประชาธิปไตย เพราะวา เปนท่สี รา งพลังใหอุดมการณ เปนทีท่ ี่อาจคนหาเสียงสวนใหญของมหาชน และทาํ ให ประชาชนตา งทอ งถนิ่ สามารถรว มมอื กบั ทางการเมอื งได๕ ความหมายของพรรคการเมืองถือไดวาเปน “กลุมบุคคลที่มีแนวความคิดใน ทางการเมืองเหมือน ๆ กัน รวมตัวกันเพื่อท่ีจะสงสมาชิกลงรับเลือกตั้งโดยหวังที่จะไดเปน รฐั บาลหรอื มสี ว นรว มในการกําหนดนโยบาย”๖ ขอสังเกตบางประการของความหมายพรรคการเมืองไดวา นักวิชาการใหความ สําคญั ในเรือ่ งของ ๑. การเปนท่ีรวมของปจเจกบุคคลหรือกลุมบุคคลท่ีมีความคิดหรือผลประโยชน รวมกันหรอื สอดคลองกนั ๒. การเสนอบุคคลในการเลือกต้ัง และ ๕ สขุ ุม นวลสกุล และ วิศิษฐ ทวเี ศรษฐ. (๒๕๓๕). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพมหานคร: สํานักพมิ พมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง, น. ๒๑๕. ๖ สทิ ธิพนั ธ พทุ ธหุน. (๒๕๑๙). Party Identification กับการพัฒนาทางการเมอื ง. กรุงเทพมหานคร: แพรพิทยา, น. ๑๖๗.
๑๐ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ๓. ความมงุ หวังทีจ่ ะไปบริหารประเทศหรอื รฐั บาล๗ พรรคการเมือง คือ กลุมของคนท่ีมีแนวคิดหรืออุดมการณทางการเมือง อยางเดียวกันรวมกันจัดตั้งเปนสถาบันท่ีมีองคกรท่ีแนนอนชัดเจน มีการกําหนดทางเลือก เกี่ยวกับนโยบายที่สําคัญในการปกครอง และบริหารประเทศในดานตาง ๆ มีการคัดเลือก บคุ คลเขา ดาํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง พยายามเขา ไปมหี รอื มสี ว นในอาํ นาจรฐั จนสามารถจดั ตง้ั หรือรวมจัดต้ังรัฐเพื่อประเทศ๘ คํานิยามนี้มุงแสดงใหเห็นถึง “พรรคการเมือง” ที่มีลักษณะ ของพัฒนาการท่ีมุงไปสูความม่ันคง และแสดงความแตกตางอยางสําคัญกับกลุมของมนุษย กลุมอื่น ๆ เชน กลุมผลประโยชน ในขณะที่กลุมอ่ืน ๆ จะมีความสําคัญทางการเมืองใน ลักษณะผลักดัน หรือเรียกรองตอผูมีอํานาจทางการเมือง แตพรรคการเมืองในแนวความคิดน้ี มุงพยายามเขาไปมีอํานาจทางการเมืองโดยตรง สวนจะไดหรือมีอํานาจหรือไมก็อยูที่วา พรรคการเมืองนั้นสามารถเขาสูอํานาจไดอยางไร (ถาเปนระบอบประชาธิปไตยก็คือมีสมาชิก ไดร ับการเลือกต้ัง ถาเปนระบอบเผดจ็ การอาจเกิดจากการทพี่ รรคสงกองกําลังของพรรคเขา ยดึ อาํ นาจ) เปน ตน พรรคการเมอื งนน้ั จะเรียกวา “พรรคการเมืองทีแ่ ทจริง” หรอื ไมอยางไรข้นึ อยู กับวาเราใช “นิยาม” เขา ไปอธิบาย แตจ ะพดู ถงึ วา พรรคการเมืองนั้น ๆ มอี ตั ราแหง การพฒั นา พรรคการเมืองมากแคไหนก็ตองดูวาพรรคการเมือนั้นมีโครงสราง และองคประกอบสําคัญ ครบถวนและประสานสัมพันธไดอยางไร และสามารถทําหนาท่ีไดครบถวนตอเน่ืองไดยาวนาน แคไ หน จากคําจํากัดความท้ังหมดจะเห็นไดวา การที่จะเปนพรรคการเมืองไดจะตอง ประกอบไปดว ยลักษณะสาํ คญั ดังตอ ไปน้ี ๑. จะตองมีองคการหรือกลุมบุคคล การรวมกลุมบุคคลอาจมิใชความหมายของ พรรคการเมืองเสมอไป อยางเชน “คณะราษฎร” ซึ่งกลุมบุคคลอาจมีลักษณะเปนการจัดตั้ง ช่ัวคราวเทาน้ัน แตพรรคการเมืองจะตองมีการจัดตั้งเปนการถาวร เวนแตวาจะเปนประเทศ ท่ียังขาดความม่ันคงทางการเมือง หลังจากมีการรัฐประหารแลวจะตองมีการประกาศหามมี พรรคการเมืองเสมอไป ทําใหพรรคการเมืองไมไดแสดงบทบาท และประชาชนไมเห็นความ สําคญั ของพรรคการเมอื ง ๗ กนก วงษต ระหงาน. (๒๕๓๖). พรรคการเมอื ง. สาํ นักพมิ พจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. ๘ เปนคํานิยามที่ปรบั ปรุงจาก วสิ ทุ ธ โพธ์ิแทน. (๒๕๒๖). พรรคการเมอื ง: ทารกทไี่ มม ีโอกาสเตบิ โต. วารสารนิตศิ าสตร, ๑๓(๓), ๕.
๑๑ ๒. ตองมีความคิดเหน็ พองตองกันหรือคลายคลึงกนั ความคดิ เหน็ นสี้ วนใหญจะ เปนไปตามแนวนโยบายของพรรคการเมือง ไมว าจะเปน นโยบายทางเศรษฐกิจ การเมอื ง หรือ นโยบายทางสังคม ๓. ตอ งมคี วามมุงหมายท่จี ะคดั เลอื กบคุ คลเขารบั เลือกต้ังเพื่อท่จี ะเขา ควบคุมการ ดําเนินงานและนโยบายของรัฐบาล หัวใจสําคัญของพรรคการเมืองจะตองมีความมุงหวังท่ีจะ ไดกุมบังเหียนของประเทศดวยการเปนรัฐบาล โดยการเปนฝายชนะเพ่ือจะจัดต้ังรัฐบาล แต ท้ังนี้ฝายที่แพก็ยังคงเปนฝายคานอยางมั่นคง และคอยเปนตัวปองกันและดูแลผลประโยชน ของประชาชน สําหรับพรรคการเมืองที่เปนรัฐบาลก็จะตองนํานโยบายพรรคการเมืองของตน มาใชใ นการกาํ หนดวิถที างของประเทศ ๔. ตองใหการศึกษาทางการเมืองแกประชาชนและกระตุนใหประชาชนไดเขามา มสี ว นรว มในการปกครองประเทศหรอื วถิ ใี นทางการเมอื ง ทง้ั น้ี มใิ ชว า การศกึ ษาและการกระตนุ จะทํากอ นการเลือกตง้ั เทาน้นั หลังจากนน้ั กเ็ ลกิ รากนั ไป แตจะตองกระทํากนั ไปตลอด เพ่ือให ประชาชนไดตื่นตัวอยูเสมอและไมรูสึกเบ่ือหนายกับการเมืองอีกท้ังไดเห็นความสําคัญของการ มพี รรคการเมอื งในระบอบประชาธปิ ไตย ลักษณะของพรรคการเมืองท่ีกลาวมาน้ัน อาจมีลักษณะแตกตางกันออกไป ซง่ึ ขนึ้ อยกู ับลกั ษณะของสงั คม วิถีการดําเนินชวี ิต และสภาพแวดลอมทีม่ แี รงผลักดนั ซ่ึงเปน เรอ่ื งของววิ ัฒนาการอนั ยาวนา เปนท่ีทราบกันดีวา บทบาทของพรรคการเมืองในประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยในระบบรฐั สภา จะมบี ทบาทมากกวา พรรคการเมอื งในประเทศระบอบประชาธปิ ไตย ในระบบประธานาธิบดี ดังจะเห็นไดจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับปจ จบุ ัน (พุทธศกั ราช ๒๕๖๐) สรุปได ๑๘ ประเด็น และ ๔ ประเดน็ ในบทเฉพาะกาล ดงั น้ี ๑. การตรวจสอบสมาชกิ ภาพของสมาชกิ ๙ ๒. การใชเ สียงขบั ส.ส. ออกจากสภา๑๐ ๓. เรียกประชมุ สภา๑๑ ๔. การใชเสยี งเรยี กรอ งขอประชุมลบั ๑๒ ๙ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๘๒ ๑๐ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐๑ ๑๑ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๓ ๑๒ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๒๗
๑๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ๕. การอนมุ ัตผิ า นรา งพระราชบญั ญัต๑ิ ๓ ๖. การตรวจสอบรา งพระราชบัญญัติงบประมาณฯ๑๔ ๗. รางพระราชบญั ญตั ิพระมหากษัตรยิ ไมทรงเหน็ ชอบ แตรัฐสภามีมตยิ ืนยนั ราง พระราชบัญญตั ิตามเดมิ ๑๕ ๘. การตรวจสอบรา งพระราชบัญญตั ิมิใหข ัดกบั รฐั ธรรมนญู ๑๖ ๙. การเขาช่อื เสนอญัตติขอเปดอภิปรายไมไ ววางใจ๑๗ ๑๐. การเขา ชอ่ื เพ่ือเสนอญัตตขิ อเปด อภิปรายท่ัวไป๑๘ ๑๑. สมาชิกวฒุ ิสภาขอเปด อภิปรายทั่วไป๑๙ ๑๒. การเสนอชื่อบุคคลเปนนายกรฐั มนตร๒ี ๐ ๑๓. การอนุมตั ติ ราพระราชกําหนดใหใชบงั คับ๒๑ ๑๔. การตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนญู ของพระราชกาํ หนด๒๒ ๑๕. การประกาศสงคราม๒๓ ๑๖. การตรวจสอบกรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง ชาต๒ิ ๔ ๑๗. การใหความเหน็ ชอบบคุ คลเขาไปในคณะกรรมการตรวจเงินแผนดนิ ๒๕ ๑๘. การแกไขเพม่ิ เติมรัฐธรรมนญู ๒๖ บทเฉพาะกาล ๑๙. การใหค วามเหน็ ชอบของสภานติ บิ ญั ญตั ใิ นรา ง พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนญู ๒๗ ๑๓ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๓๘ ๑๔ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๔ ๑๕ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๖ ๑๖ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๘ ๑๗ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๑ ๑๘ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๒ ๑๙ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๓ ๒๐ รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๙ ๒๑ รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๒ ๒๒ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๓ ๒๓ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๗ ๒๔ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๓๖ ๒๕ รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๑ ๒๖ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๖ ๒๗ รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๗
๑๓ ๒๐. การติดตามการปฏิรปู ประเทศ๒๘ ๒๑. การใหความเห็นชอบของวุฒิสภาในราง พ.ร.บ. ท่ีกระทบกระบวนการ ยตุ ิธรรม๒๙ ๒๒. การเสนอชอื่ นายกรฐั มนตรขี องสภานติ ิบัญญัต๓ิ ๐ ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหมนั้น พรรคการเมืองถือไดวาเปน สถาบันทางการเมือง (Political Institution) ท่สี ําคญั ยิ่งในฐานะที่เปน พาหนะ (Vehicle) ทําหนาท่ี ขับเคลือ่ น “วถิ ชี วี ิตทางการเมือง” ของประเทศ นอกจากนน้ั พรรคการเมอื งยังทําหนา ทหี่ ลัก สําคัญอกี ประการหนึง่ คอื “การเปลีย่ นตําแหนง ในการบริหารประเทศอยา งสันติ” และมีอทิ ธิพล ในการ “ควบคุมบงการ” หรือ “โนมนาว” ใหรฐั บาลกําหนดแนวนโยบายของประเทศ จงึ สามารถ กลาวไดว า การเมืองในระบอบประชาธปิ ไตยสมัยปจ จุบัน “พรรคการเมืองไดกลายเปน สวนหน่งึ ของระบบการเมอื ง”๓๑ จะเหน็ ไดว า ตามเจตนารมณข องพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ น้ัน ตองการใหมีการตั้งพรรคการเมืองไดโดยงาย ซ่ึงใน บทบญั ญตั ขิ องกฎหมายพรรคการเมอื ง มาตรา ๘ ผมู สี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกดิ หรอื ผมู สี ญั ชาตไิ ทย โดยการแปลงสัญชาติซ่ึงไดสัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดป บริบูรณ และไมมีลักษณะตองหามมิใหใชสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มีจํานวนต้ังแตสิบหาคน ขน้ึ ไปอาจรวมกันดาํ เนินการจัดต้ังพรรคการเมืองได ย่ิงเมื่อพิจารณามาตรา ๘ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ กอนท่ีจะมีการแกไ ขฉบับป พ.ศ. ๒๕๕๐ จะเปนทสี่ ังเกตไดว า ไดมีการเพ่ิมเตมิ ขอ ความจากผทู ่ีมสี ญั ชาตไิ ทยโดยการเกิด มาเปน หรอื ขอแปลงสญั ชาตมิ าแลว ไมน อ ยกวา ๕ ป และพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ การจัดต้งั พรรคการเมอื งตามมาตรา ๙ บคุ คลซ่ึงมอี ุดมการณท างการเมอื งในแนวทางเดยี วกนั และมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามจํานวนไมนอยกวาหารอยคนอาจรวมกันดําเนินการ เพ่ือจัดตั้งพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ีได โดยจะตองมีสัญชาติ ๒๘รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๐ ๒๙ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทยพุทธศกั ราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๑ ๓๐ รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗๒ ๓๑ โกเมศ ขวญั เมือง. (๒๕๔๓). กฎหมายวา ดว ยระบบพรรคการเมอื ง. โรงพมิ พมหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง.
๑๔ รฐั สภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ไทยโดยการเกิด ในกรณีเปนผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตองไดสัญชาติไทยมาแลว ไมนอยกวาหาป มีอายุไมต่ํากวาย่ีสิบป ไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อยูในระหวางถูกส่ังหามมิใหดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมือง และไมเปนสมาชิกของ พรรคการเมืองอ่ืนหรือผูย่ืนคําขอจดทะเบียนจัดต้ังพรรคการเมืองอื่นหรือผูแจงการเตรียมการ จัดต้ังพรรคการเมืองอื่น ยอมเปนการบงชี้วาเปนการทําใหพรรคการเมืองนั้นเกิดข้ึนไดงาย และมีความหลากหลายในการเปนตัวแทนทางดานเจตจํานงในความคิดของประชาชน แตเม่ือ หากจะทําการพิจารณาในเชิงลึก ยังมีขอสังเกตบางประการที่กฎหมายพรรคการเมืองน้ันมีการ บัญญัติมาตรการทางกฎหมายในเร่ืองของการยุบพรรคการเมือง เปนการขัดตอเจตนารมณ ของกฎหมายในการที่จะใหมีการจัดตั้งพรรคการเมืองโดยงาย ซ่ึงมีบทบัญญัติวาดวยการ ทําลายพรรคการเมืองปรากฏในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ เหตแุ หง การยบุ พรรคการเมอื ง ดงั ตอไปนี้ ๑. พรรคการเมอื งมจี าํ นวนสมาชกิ เหลือไมถึงสิบหา คน๓๒ ๒. พรรคการเมืองมไิ ดดําเนนิ กจิ การตามท่ี กกต. กาํ หนด๓๓ ๓. ภายใน ๑๘๐ วัน พรรคการเมอื งไมสามารถหาสมาชิกพรรคการเมืองไดถ ึง หา พันคนและมสี าขาพรรคภาคละหนึ่งสาขา๓๔ ๔. พรรคการเมืองมิไดจัดทํารายงานการดําเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบ ปปฏทิ นิ ๓๕ ๕. พรรคการเมอื งนาํ เงนิ สนบั สนนุ พรรคไปใชโ ดยมไิ ดเ ปน ไปตามท่ี กกต. กาํ หนด๓๖ ๖. พรรคการเมืองกระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ ๓๗ ๗. พรรคกระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ๓๘ ๓๒ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๕ ๓๓ พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๕, ๒๖ ๓๔ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๙ ๓๕ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๓๕ ๓๖ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ ๓๗พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๑) ๓๘พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๒)
๑๕ ๘. พรรคการเมอื งกระทําการอันเปนภยั ตอความมั่นคงของรัฐ๓๙ ๙. พรรคการเมืองรับบคุ คลผูท ่ีไมม สี ญั ชาตไิ ทยเขา มาเปน สมาชิกพรรค๔๐ ๑๐. พรรคการเมืองรับเงินจากผูสนับสนุนพรรคการเมืองมากระทําการอันเปนการ ทําลายความมน่ั คงของรฐั ๔๑ ๑๑. พรรคการเมอื งรับเงนิ สนบั สนนุ จากบุคคลทีไ่ มม สี ัญชาตไิ ทย๔๒ ภายหลังจากท่ีไดมีการแกไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มมี าตราและประเดน็ แหงการยุบพรรคการเมอื งดงั ตอไปนี้ มาตรา ๙๑ พรรคการเมืองยอมสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมืองดวยเหตุใด เหตุหนงึ่ ดงั ตอไปนี้ (๑) ไมส ามารถดําเนนิ การตามมาตรา ๒๖ ไดภายในเวลาท่กี าํ หนด (๒) ไมสงผูสมัครเขารับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในการเลือกต้ังท่ัวไป สองครั้งตดิ ตอ กนั หรือเปนเวลาแปดปตดิ ตอ กนั สดุ แตระยะเวลาใดจะยาวกวากัน (๓) มจี ํานวนสมาชกิ เหลือไมถงึ หาพนั คนเปน ระยะเวลาติดตอ กันหนง่ึ ป (๔) ไมมีการเรียกประชุมใหญพรรคการเมืองหรือไมมีการดําเนินกิจกรรมใด ทางการเมืองเปนระยะเวลาติดตอกนั หน่ึงปโดยมิไดมีเหตุอนั สมควรอนั จะอางไดต ามกฎหมาย มาตร ๙๒ พรรคการเมืองยอมเลกิ ดวยเหตุใดเหตุหน่ึง ดงั ตอไปนี้ (๑) มีเหตุตองเลิกตามขอบังคับพรรคการเมืองเวนแตเปนกรณีท่ีมีสมาชิกเปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรใหด าํ เนนิ การยุบพรรคการเมอื งตามมาตรา ๙๓ วรรคหนง่ึ (๒) มีการควบรวมพรรคการเมืองตามหมวด ๕ การควบรวมพรรคการเมอื ง มาตรา ๙๓ ในกรณีทีพ่ รรคการเมอื งใดมีเหตตุ อ งเลกิ ตามขอ บังคับพรรคการเมือง แตพรรคการเมืองนั้นยังมีสมาชิกเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอยูหรือในกรณีท่ีพรรคการเมือง ใดไมด าํ เนนิ การใหเ ปน ไปตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง หรือมาตรา ๘๒ ใหย บุ พรรคการเมืองนน้ั มาตรา ๙๔ เมอ่ื พรรคการเมืองกระทําการอยา งใดอยา งหน่งึ ดงั ตอ ไปนอ้ี าจถูกศาล รัฐธรรมนญู ส่ังยุบพรรคการเมือง ๓๙พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๒ (๓) ๔๐ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๓ ๔๑ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๒ ๔๒ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๓
๑๖ รฐั สภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญหรือเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญหรือกระทําการตามท่ีรัฐธรรมนูญใหถือวา เปน การกระทาํ เพื่อใหไ ดมาซ่งึ อํานาจโดยวธิ กี ารดังกลาว (๒) กระทําการอันเปนการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการ เลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของ คณะกรรมการการเลอื กต้ังซึง่ มีผลทาํ ใหก ารเลือกต้ังมไิ ดเปน ไปโดยสุจริตและเทย่ี งธรรม (๓) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ตามรฐั ธรรมนญู (๔) กระทําการอันอาจเปนภัยตอความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอก ราชอาณาจกั รหรอื ขัดตอ กฎหมายหรือความสงบเรียบรอ ยหรอื ศีลธรรมอนั ดีของประชาชนหรือ (๕) กระทาํ การฝา ฝนมาตรา ๒๑ วรรคหนง่ึ มาตรา ๔๓ มาตรา ๖๕ มาตรา ๖๖ มาตรา ๖๙ หรอื มาตรา ๑๐๔ โดยจะพบประเด็นแหงการยุบพรรคการเมืองท่ีมีปรากฏในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดดังนี้ ๑. พรรคการเมืองไมสามารถหาคนเขาสมัครเปนสมาชิกพรรคไดในเวลาหน่ึงป กระจายในแตละภาค๔๓ ๒. ไมสงผสู มคั รรบั เลือกตง้ั (แมจ ะมีคาํ วา สองคร้ังติดตอกัน หรือแปดปต ดิ ตอ กัน กต็ าม)๔๔ ๓. ไมแจงบญั ชีรายรบั –รายจาย แกน ายทะเบยี น๔๕ ๔. นาํ เงินอุดหนุนที่ กกต. ใหไปใชผ ดิ วตั ถปุ ระสงค๔ ๖ ๕. รับคนตางดาวหรอื สญั ชาติอืน่ เขาพรรค๔๗ ๔๓ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖ ๔๔ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๑ (๒) ๔๕ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๒ วรรค ๒ ๔๖ พระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๘๒ ๔๗ พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๒๑ วรรค ๑
๑๗ ๖. ชวยผสู มัครสมาชกิ วฒุ สิ ภาหาเสยี ง (ทง้ั โดยตรงและโดยออ ม) กรณดี งั กลาวน้ี ไมเ ฉพาะคณะกรรมการบรหิ ารพรรคเขา ชว ยเหลือ แตร วมถึงเจาหนา ทพี่ รรคดว ย๔๘ ๗. รบั เงนิ บรจิ าคทม่ี แี หลง ทม่ี าทส่ี กปรก โดยรหู รอื ควรจะไดร ใู นขอ น้ี พรรคการเมอื ง ถกู กฎหมายปด ปาก ทั้งนี้ เพราะโอกาสที่จะทราบแหลง ท่มี าทางการเงนิ ของผูบรจิ าคยอมเปน ไปไมได แตหากพรรครูหรอื ควรจะไดร ูกจ็ ะถกู ยบุ พรรค๔๙ ๘. รับเงินบริจาคจากชาวตางชาติ (เกรงวาจะกระทบเรื่องความมั่นคง) ในขอน้ี พรรคการเมืองในสหรัฐอเมริกาสามารถกระทําได โดยจุดท่ีสําคัญอยูตรงการเปดเผยตอ สาธารณะไมต อ งหาม แตในกฎหมายพรรคการเมืองของไทยหามเดด็ ขาด๕๐ ๙. กล่ันแกลงพรรคการเมืองอน่ื ๕๑ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดมี บทบัญญัตเิ หตุแหงการส้นิ สดุ ของพรรคการเมอื งดงั ตอ ไปนี้ มาตรา ๘๔ พรรคการเมืองส้ินสุดลงเม่อื (๑) สน้ิ สภาพความเปนพรรคการเมอื งตามมาตรา ๘๕ (๒) ศาลรัฐธรรมนูญส่งั ยุบพรรคการเมอื งตามมาตรา ๘๖ (๓) มกี ารควบรวมพรรคการเมอื งตามหมวด ๙ การควบรวมพรรคการเมือง มาตรา ๘๕ พรรคการเมืองยอ มสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมอื งเมอ่ื (๑) ไมแ กไ ขขอ บงั คบั ใหถ กู ตอ งหรอื ครบถว นภายในระยะเวลาทก่ี าํ หนดตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม หรือไมส ามารถดําเนนิ การตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ (๒) ไดภายในระยะเวลาทก่ี ําหนด (๒) ภายหลังจากท่ีไดรับการจดทะเบียนพรรคการเมืองมีจํานวนสมาชิกเหลือไมถึง ตามทกี่ ําหนดในมาตรา ๓๓ (๑) ตดิ ตอกันเกินเกาสิบวนั (๓) ภายหลังจากท่ีดําเนินการครบตามมาตรา ๓๓ (๒) มีจํานวนสาขา พรรคการเมอื งเหลือไมถงึ ภาคละหน่ึงสาขาเปนระยะเวลาตดิ ตอกนั หน่งึ ป (๔) ไมมีการประชุมใหญพรรคการเมืองหรือไมมีการดําเนินกิจกรรมใดทาง การเมอื งเปนระยะเวลาตดิ ตอกนั หน่งึ ป โดยมไิ ดมีเหตุอันจะอา งไดต ามกฎหมาย ๔๘พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๔๓ ๔๙พระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๕ ๕๐ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๙ ๕๑ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๔
๑๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ (๕) ไมสงสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในการเลือกตั้ง ทว่ั ไปสองครง้ั ตดิ ตอ กนั หรอื เปน เวลาแปดปต ิดตอ กนั สุดแตร ะยะเวลาใดจะยาวกวากัน (๖) มีหนส้ี ินลนพน ตวั ตามกฎหมายวาดว ยลม ละลาย (๗) พรรคการเมืองเลกิ ตามขอบังคบั มาตรา ๘๖ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเช่ือไดวาพรรคการเมืองใด กระทําการอยา งใดอยา งหน่ึงดงั ตอไปน้ี ใหย่นื ศาลรัฐธรรมนญู เพอื่ ส่งั ยุบพรรคการเมอื งน้นั (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขหรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วิถีทางทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นรฐั ธรรมนญู (๒) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมขุ (๓) กระทาํ การฝาฝน มาตรา ๒๐ วรรคสอง มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ มาตรา ๖๖ หรอื มาตรา ๖๘ (๔) มีเหตุอนั จะตอ งยุบพรรคตามท่มี กี ฎหมายกําหนด เ ม่ื อ ศ า ล รั ฐ ธ ร ร ม นู ญ ดํ า เ นิ น ก า ร ไ ต ส ว น แ ล ว มี ห ลั ก ฐ า น อั น ค ว ร เ ชื่ อ ไ ด ว า พรรคการเมอื งกระทาํ การตามวรรคหนง่ึ ใหศ าลรฐั ธรรมนูญสง่ั ยบุ พรรคการเมอื งและเพกิ ถอน สทิ ธสิ มคั รรับเลือกตัง้ ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมอื งนนั้ เมอ่ื ศกึ ษาถงึ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยจะพบประเด็นแหง การยุบพรรคการเมอื งทีม่ ปี รากฏ ดงั น้ี ๑. พรรคการเมืองไมแกไขขอบังคบั ใหถ กู ตอ งครบถว น๕๒ ๒. พรรคการเมอื งมจี ํานวนสมาชกิ เหลอื ไมถึง ๕,๐๐๐ คน และพรรคการเมอื งตอ ง มีจาํ นวนสมาชกิ เพิม่ ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป๕ ๓ ๓. พรรคการเมืองมสี าขาพรรคไมครบในแตละภาค๕๔ ๓๓ (๑) ๕๒ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ๓๓ (๒) ๕๓ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ประกอบ มาตรา ๕๔ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ ประกอบ มาตรา
๑๙ ๔. พรรคการเมอื งไมมกี ารประชุมใหญพ รรคการเมอื งหรือไมมีการดําเนนิ กจิ กรรม ใดทางการเมืองเปนระยะเวลาตดิ ตอกัน ๑ ป โดยมไิ ดม ีเหตุอันจะอา งไดต ามกฎหมาย๕๕ ๕. พรรคการเมืองไมสงสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในการเลอื กต้งั ทัว่ ไป ๒ ครั้งติดตอ กัน หรอื เปนเวลา ๘ ปต ิดตอกัน๕๖ ๖. พรรคการเมอื งมีหนส้ี นิ ลน พนตัวตามกฎหมายวา ดว ยลม ละลาย๕๗ ๗. พรรคการเมอื งเลกิ ตามขอบังคบั ๕๘ ๘. พรรคการเมืองกระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปน ประมขุ ๕๙ ๙. พรรคการเมืองกระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท รงเปนประมุข๖๐ ๑๐. พรรคการเมืองดําเนินกิจการอันมีลักษณะเปนการแสวงหากําไรมาแบงปน กนั ๖๑ ๑๑. พรรคการเมอื งยอมใหบคุ คลอนื่ เขา มาดาํ เนินกจิ การภายในพรรค๖๒ ๑๒. พรรคการเมืองเสนอผลประโยชนแกบุคคลอ่ืนเพ่ือจูงใจใหเขามาเปนสมาชิก พรรค๖๓ ๑๓. พรรคการเมอื งมสี าขาพรรคในตา งประเทศ๖๔ ๑๔. พรรคการเมอื งรบั เงินสนบั สนนุ เพ่ือทําลายความมน่ั คงภายในรฐั ๖๕ ๕๕ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๔) ๕๖ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๕) ๕๗ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๖) ๕๘พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๕ (๗) ๕๙พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๑) ๖๐ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๒) ๖๑ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๐ วรรค ๒ ๖๒ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ ๖๓ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๐ ๖๔ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๖ ๖๕ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๔
๒๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ๑๕. พรรคการเมืองสนับสนุนใหบุคคลกระทําการอันเปนการกอกวนหรือ คุกคามความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทําการอันเปนการทําลาย ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ๖๖ ๑๖. พรรคการเมืองรับประโยชนเพ่ือที่ไดรับการแตงต้ังใหดํารงตําแหนงทาง การเมอื ง๖๗ ๑๗. พรรคการเมอื งรับเงินสนบั สนุนพรรคโดยทไี่ มช อบดวยกฎหมาย๖๘ ๑๘. พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพ่ือดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง๖๙ ๑๙. พรรคการเมอื งมเี หตุตองยุบตามทก่ี ฎหมายกําหนด ในกรณีที่พรรคการเมอื ง ควบรวมพรรคการเมอื งอน่ื ๗๐ การส้ินสภาพและการยุบพรรคการเมือง ซึ่งจะนํามาวิเคราะหถึงมาตรการทาง กฎหมายของการสน้ิ สภาพและการยุบพรรคการเมือง ตามพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนญู วา ดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑, พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐, พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐, เปน บทบัญญัติวาดวยการทําลายพรรคการเมือง ซึ่งถือไดวาเปนตัวแทนทางดานเจตจํานงใน ความคิดของประชาชนโดยทาํ การเปรียบเทยี บไดดงั นี้ ๖๖ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวาดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๕ ๖๗ พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๖ ๖๘ พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๖ ๖๙ พระราชบญั ญัติประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๘ ๗๐ พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๔) ประกอบ หมวด ๕ วาดวยการควบรวมพรรคการเมือง
๒๑ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑. พรรคการเมอื งมจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ๑. มจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ไมถ งึ ๑. ไมแ กไ ขขอ บงั คบั ใหถ กู ตอ งครบถว น ไมถ งึ ๑๕ คน ๕,๐๐๐ คน ตดิ ตอ กนั ๑ ป ๒. พรรคการเมอื งมไิ ดด าํ เนนิ กจิ การตาม ๒. ไมม กี ารเรยี กประชมุ ใหญพ รรค ๒. มจี าํ นวนสมาชกิ เหลอื ไมถ งึ ๕,๐๐๐ ท่ี กกต. กาํ หนด คน และตอ งมสี มาชกิ เพม่ิ ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป ๓. ภายใน ๑๘๐ วนั พรรคการเมอื งไม ๓. มกี ารควบรวมพรรคการเมอื ง ๓. มสี าขาพรรคไมค รบในแตล ะภาค สามารถหาสมาชกิ พรรคการเมอื งไดถ งึ ๕,๐๐๐ คน และมสี าขาพรรคภาคละ หนง่ึ สาขา ๔. พรรคการเมอื งมไิ ดจ ดั ทาํ รายงานการ ๔. กระทาํ การลม ลา งการปกครอง ๔. ไมม กี ารประชมุ ใหญพ รรคการเมอื ง ดาํ เนนิ กจิ การของพรรคการเมอื งในรอบ ระบอบประชาธปิ ไตย ปป ฏทิ นิ ๕. พรรคการเมอื งนาํ เงนิ สนบั สนนุ พรรค ๕. กระทําการอนั เปนการฝาฝน ๕. ไมลงเลือกตงั้ ทั่วไป ๒ ครัง้ ตดิ ตอ ไปใชโ ดยมไิ ดเ ปน ไปตามท่ี กกต. กาํ หนด พ.ร.บ. กกต. กันหรือเปน เวลา ๘ ปต ิดตอกนั ๖. พรรคการเมอื งกระทาํ การลม ลา งการ ๖. กระทาํ การเปน ปฏปิ ก ษต อ การ ๖. มหี น้ีสนิ ลนพน ตวั ปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ๗. พรรคกระทาํ การอนั อาจเปน ปฏปิ ก ษ ๗. พรรคกระทาํ การอนั อาจเปน ภยั ตอ ๗. เลกิ ตามขอ บงั คบั ตอ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ความมน่ั คง ๘. พรรคการเมอื งกระทาํ การอนั เปน ภยั ๘. พรรคการเมอื งไมส ามารถหา ๘. กระทาํ การลม ลา งการปกครอง ตอ ความมน่ั คงของรฐั สมาชกิ พรรคไดใ นเวลา ๑ ป กระจาย ระบอบประชาธปิ ไตย ในแตล ะภาค ๙. กระทาํ การอนั อาจเปน ปฏปิ ก ษต อ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ๙. พรรคการเมอื งรบั บคุ คลผทู ไ่ี มม ี ๙. ไมส ง ผสู มคั รรบั เลอื กตง้ั ๒ ครง้ั สญั ชาตไิ ทยเขา มาเปน สมาชกิ พรรค ตดิ ตอ กนั หรอื ๘ ปต ดิ ตอ กนั กต็ าม ๑๐. พรรคการเมอื งรบั เงนิ จากผู ๑๐. ไมแ จงบญั ชรี ายรบั –รายจา ย ๑๐. ดาํ เนนิ กจิ การอนั มลี กั ษณะเปน การ สนบั สนนุ พรรคการเมอื งมากระทาํ การ แกน ายทะเบยี น แสวงหากาํ ไรมาแบง ปน กนั อนั เปน การทาํ ลายความมน่ั คงของรฐั ๑๑. พรรคการเมอื งรบั เงนิ สนบั สนนุ จาก ๑๑. นาํ เงนิ อดุ หนนุ ท่ี กกต. ใหไ ปใชผ ดิ ๑๑. ยอมใหบ คุ คลอน่ื เขา มาดาํ เนนิ บคุ คลทไ่ี มม สี ญั ชาตไิ ทย วตั ถปุ ระสงค กจิ การภายในพรรค
๒๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ ๑๒. รบั คนตา งดา วเขา พรรค ๑๒. เสนอผลประโยชนแ กบ คุ คลอน่ื เพอ่ื จงู ใจใหเ ขา มาเปน สมาชกิ พรรค ๑๓. ชว ยผสู มคั รสมาชกิ วฒุ สิ ภา ๑๓. มสี าขาพรรคในตา งประเทศ หาเสยี ง ๑๔. รบั เงนิ สนบั สนนุ เพอ่ื ทาํ ลายความ ๑๔. รบั เงนิ บรจิ าคทม่ี แี หลง ทม่ี าท่ี มน่ั คงภายในรฐั สกปรก ๑๕. รบั เงนิ บรจิ าคจากชาวตา งชาติ ๑๕. สนบั สนนุ ใหบ คุ คลกระทาํ การ คกุ คามประเทศ ๑๖. กลน่ั แกลง พรรคการเมอื งอน่ื ๑๖. รบั ประโยชนเ พอ่ื ทไ่ี ดร บั การแตง ตง้ั ใหด าํ รงตาํ แหนง ทางการเมอื ง ๑๗. รบั เงนิ สนบั สนนุ พรรคโดยทไ่ี มช อบ ดว ยกฎหมาย ๑๘. รบั เงนิ สนบั สนนุ จากชาวตา งชาติ เพอ่ื ดาํ เนนิ กจิ กรรมทางการเมอื ง ๑๙. ควบรวมพรรคการเมอื งอน่ื จากเหตุแหงการยุบพรรคเปรียบเทียบดังกลาว พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มีเหตแุ หง การยุบพรรคการเมอื ง ๑๑ ประเดน็ สวนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มีเหตุแหงการ ยุบพรรค ๑๖ ประเด็น และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดมีการเพิ่มเหตุแหง การยุบพรรค ๑๙ ประเดน็ เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ไดมีการขยายเวลาในการหาสมาชิกเขาพรรคซึ่งพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๔๑ เดมิ นน้ั มรี ะยะเวลา ๑๘๐ วนั ในพระราชบญั ญตั ิ ประกอบรฐั ธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาเปน ๑ ป แตพ ระราชบญั ญตั ปิ ระกอบ รฐั ธรรมนญู วาดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๓๓ พรรคการเมอื งตอ งดาํ เนนิ การ ใหมีจํานวนสมาชิกไมนอยกวา ๕,๐๐๐ คน และตองเพิ่มจํานวนสมาชิกใหมีจํานวน ไมนอยกวา ๑๐,๐๐๐ คน ภายใน ๔ ป และจะตองมีสาขาพรรคการเมืองในแตละภาค
๒๓ ภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคการเมืองแตล ะสาขาตองมีสมาชิกทม่ี ีภูมลิ าํ เนาอยใู นเขตพ้ืนที่ ท่รี ับผดิ ชอบของสาขาน้นั ตงั้ แต ๕๐๐ คน ขึ้นไป ถือวา เปนปญ หาที่พรรคการเมอื ง โดยเฉพาะ พรรคการเมืองขนาดเล็กที่อยูระหวางการหาแนวรวมอุดมการณทางการเมืองเดียวกันรวมถึง บุคลากรทางการเมืองที่จะขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคการเมือง จะตองใชเวลาในการ ดําเนินการทางการเมอื งเพอื่ ใหไดมาซงึ่ สมาชกิ ของพรรคการเมืองทแ่ี ทจรงิ การกาํ หนดจาํ นวน สมาชิกของพรรคการเมืองเปนเกณฑในการจัดต้ังและดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และ การไปกําหนดใหมีสาขาของพรรคการเมอื งอยา งนอยภาคละหน่ึงสาขาและมีสมาชกิ ๕๐๐ คน ข้นึ ไป จะไมมคี วามสอดคลอ งกับความเปนจรงิ ของพรรคการเมอื งไทย และเปน การสรางภาระ คาใชจายมากข้ึน เปนการสะทอนใหเห็นถึงความไมเปนธรรมชาติของการพัฒนาความเปน พรรคการเมือง การกระทําที่เปนเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติ ประกอบรฐั ธรรมนญู วาดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ น้นั ถือวา เปนประเดน็ ที่มีความสําคัญของการยุบพรรคการเมือง เน่ืองจากบทบัญญัติมาตราน้ีไดกําหนดเหตุ แหงการยุบพรรคการเมืองที่เปนไปตามหลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตอยางไรก็ตาม ก็ยังมีการกําหนดเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่ถือวาไมเปนไปตามหลัก สากลและไมสง เสริมระบบพรรคการเมอื งไวในมาตราดังกลา ว เหตุแหงการยุบพรรคการเมืองที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ น้ัน มที งั้ เหตทุ ี่มคี วามสอดคลองกบั หลักสากล ในการยุบพรรคการเมือง ดังนี้ (๑) กระทําการลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขหรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซ่ึงมิไดเปนไปตาม วถิ ีทางทบี่ ญั ญตั ิไวในรฐั ธรรมนูญ (๒) กระทําการอันอาจเปนปฏิปกษตอการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมขุ ” ในเรอ่ื งของการยบุ พรรคการเมอื งทน่ี านาอารยประเทศตา ง ๆ ตางก็ยอมรับ เน่ืองจากเปนกรณีที่พรรคการเมืองน้ันกระทําความผิดที่รายแรงอยางแทจริง จงึ สมควรท่จี ะยบุ พรรคการเมอื ง แตเหตุแหงการยุบพรรคการเมืองบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบ รฐั ธรรมนูญวา ดวยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๓) นั้น เปนการบญั ญตั ิกฎหมาย
๒๔ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ทไ่ี มสง เสริมระบบพรรคการเมอื ง ซ่ึงจะเหน็ ไดวาจากมาตรา ๘๖ (๓) กาํ หนดใหศ าลรฐั ธรรมนูญ มอี าํ นาจในการยบุ พรรคการเมอื ง หาก ๑. พรรคการเมอื งดําเนินกิจการอันมีลักษณะเปนการแสวงหากําไรมาแบง ปนกนั (มาตรา ๒๐ วรรค ๒) ๒. พรรคการเมืองยอมใหบ คุ คลอื่นเขามาดาํ เนนิ กจิ การภายในพรรค (มาตรา ๒๘) ๓. พรรคการเมืองเสนอผลประโยชนแกบุคคลอ่ืนเพ่ือจูงใจใหเขามาเปนสมาชิก พรรค (มาตรา ๓๐) ๔. พรรคการเมอื งมสี าขาพรรคในตางประเทศ (มาตรา ๓๖) ๕. พรรคการเมอื งรับเงินสนับสนุนเพอ่ื ทาํ ลายความม่นั คงภายในรัฐ (มาตรา ๔๔) ๖. พรรคการเมืองสนับสนุนใหบุคคลกระทําการอันเปนการกอกวนหรือคุกคาม ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือกระทําการอันเปนการทําลาย ทรพั ยากรธรรมชาตขิ องประเทศ (มาตรา ๔๕) ๗. พรรคการเมืองรับประโยชนเพื่อท่ีไดรับการแตงต้ังใหดํารงตําแหนงทาง การเมอื ง (มาตรา ๔๖) ๘. พรรคการเมอื งรบั เงินสนับสนนุ พรรคโดยท่ีไมช อบดว ยกฎหมาย (มาตรา ๖๖) ๙. พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพ่ือดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง (มาตรา ๖๘) ซ่ึงวิเคราะหแลววาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ในมาตราดังกลาวนเี้ ปน กฎหมายที่มหี ลายประเด็นท่ีสมควรท่จี ะ ตองแกไ ขเพ่ือใหสอดคลอ งกบั ระบบรฐั สภา และไมสงเสรมิ ระบบพรรคการเมอื ง บทบญั ญตั ิของ พระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญวา ดว ยพรรคการเมอื ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘๖ (๓) จึงเปน กฎหมายทไ่ี มสง เสรมิ ระบบพรรคการเมือง เพราะกําหนดใหม กี ารยุบพรรคการเมอื ง การกระทํา ดงั กลา วจงึ ไมสมควรทจ่ี ะลงโทษถงึ ขนั้ ยบุ พรรคการเมอื ง แตค วรทจ่ี ะกําหนดเปนโทษทางอาญา รวมกับโทษทางปกครองตอพรรคการเมืองหรือผูบริหารของพรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรค ของพรรคการเมอื งที่กระทําความผดิ การที่พรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนพรรคโดยที่ไมชอบดวยกฎหมาย (มาตรา ๖๖) กเ็ พื่อเปน การปอ งกนั มิใหพ รรคการเมอื งรบั เงนิ เพือ่ กระทาํ การผดิ กฎหมาย แตเนอื่ งจาก เงินที่มีผูบริจาคใหแกพรรคการเมืองน้ัน บางคร้ังก็อาจเปนการยากที่จะตรวจสอบที่มาของ เงินได พรรคการเมืองอาจจะรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดโดยที่ไมรูวาเปน
๒๕ สิ่งท่ีไดมาโดยไมชอบดวยกฎหมายก็ได การกําหนดหามมิใหพรรคการเมืองและผูดํารง ตําแหนงในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใด โดยรูหรือควร จะรูวาไดมาโดยไมชอบดวยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยวามีแหลงที่มาโดยไมชอบดวย กฎหมาย หรือการท่ีพรรคการเมืองรับเงินสนับสนุนจากชาวตางชาติเพื่อดําเนินกิจกรรมทาง การเมอื ง (มาตรา ๖๘) กรณที พ่ี รรคการเมืองรบั บรจิ าคจากบคุ คลผไู มมีสญั ชาตไิ ทยนน้ั บุคคล ผนู ้นั อาจจะมคี วามศรทั ธาในพรรคการเมอื งนน้ั อยางแทจรงิ และบริจาคเพื่อตองการสนับสนุน พรรคการเมืองนนั้ โดยทมี่ ิไดมีอะไรแอบแฝงกเ็ ปนได บทบัญญัติกฎหมายใหมีการยุบพรรคการเมืองงาย เปนการไมสงเสริมระบบ พรรคการเมือง ควรท่ีจะกําหนดโทษทางอาญาแกบุคคลท่ีรับบริจาคโดยรูอยูวาเปนส่ิงท่ีไดมา โดยไมชอบดวยกฎหมายเปน การเฉพาะตวั และอาจมีการสงั่ ปรับพรรคการเมืองเปนจํานวนเงิน ทส่ี งู หรอื อาจนาํ กฎหมายเรอ่ื งของการฟอกเงนิ มาใชบ งั คบั เพอ่ื ใหพ รรคการเมอื งระวงั ตวั ตรวจตรา การรับบรจิ าคใหเขม งวดมากขึน้ จะเห็นไดวา เลขมาตราในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กลา วถึงขางตน สมควรอยางยิ่งท่ีจะตอ งมีการแกไข ทง้ั นี้ เพอ่ื กอใหเกิดความเปนสถาบันทางการเมืองของพรรคการเมือง สมดังคํากลาวที่วา “หัวใจของ ประชาธปิ ไตย คอื การเลือกตั้ง หัวใจของการเลือกตง้ั คือ พรรคการเมือง พรรคการเมือง คือ ยานพาหนะของผแู ทนในการเขาสอู าํ นาจรัฐ”
๒๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ เอกสารอางองิ กนก วงษตระหงา น. (๒๕๓๖). พรรคการเมอื ง. สาํ นกั พมิ พจุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย. โกเมศ ขวญั เมอื ง. (๒๕๔๓). กฎหมายวาดวยระบบพรรคการเมอื ง. โรงพมิ พมหาวิทยาลัย รามคาํ แหง. ปรชี า หงสไ กรเลิศ. (๒๕๒๒). พรรคการเมอื งและปญหาพรรคการเมือง. กรุงเทพฯ: ไทยวฒั นา พาณชิ จํากดั . พัฒนะ เรอื นใจดี. (๒๕๕๒). กฎหมายพรรคการเมอื ง (LW 412). โรงพิมพมหาวทิ ยาลยั รามคําแหง. วสิ ทุ ธ โพธแ์ิ ทน . (๒๕๒๖). พรรคการเมอื ง: ทารกทไ่ี มม โี อกาสเตบิ โต. วารสารนติ ศิ าสตร, ๑๓(๓). สนทิ จรอนนั ต. (๒๕๔๖). การเลิกหรอื ยบุ พรรคการเมือง: ศกึ ษากรณีคาํ รอ งท่มี าสูศ าล รฐั ธรรมนญู . สํานักงานศาลรฐั ธรรมนญู . สมยศ เชื้อไทย และ วรพจน วิศรุตพิชญ. (๒๕๑๗). แนวความคดิ พื้นฐานเก่ยี วกบั รัฐธรรมนูญ และประชาธปิ ไตย. เอกสารสรปุ ผลการสัมมนา การสัมมนาวชิ าการระดับประเทศ ในวาระครบรอบ ๕๐ ป แหงการสถาปนามหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร เรือ่ ง ปญ หา รฐั ธรรมนญู และสถาบันการเมืองในสภาวการณปจจบุ ัน. กรุงเทพฯ: มิตรนราการพิมพ. สทิ ธิพนั ธ พุทธหนุ . (๒๕๑๙). Party Identification กับการพฒั นาทางการเมอื ง. กรุงเทพฯ: แพรพิทยา. สุขุม นวลสกลุ และ วศิ ษิ ฐ ทวีเศรษฐ. (๒๕๓๕). การเมืองและการปกครองไทย. กรุงเทพฯ: สาํ นักพิมพม หาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
๒๗ ปญหาการจํากดั สทิ ธิของบคุ คลหรอื คณะบคุ คลทก่ี ระทาํ การเปนปฏิปก ษ ตอ รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย The problems related to limitation of Individuals of groups right acting against the Constitution of the Kingdom of Thailand สริ ิกร สายสิน* บทนํา นบั ตง้ั แตป ระเทศไทยไดม กี ารเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย มาสูการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เม่ือป พุทธศักราช ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎร ซ่ึงมีจุดมุงหมายเพื่อเปล่ียนผานการใชอํานาจจาก พระมหากษัตริยเพียงองคเดียวมาสูการคืนอํานาจใหแกประชาชนตามหลักการท่ีวาดวย อํานาจอธิปไตยเปนของประชาชน จากการปฏิวัติประเทศในคร้ังน้ีประเทศไทยไดถือกําเนิด รัฐธรรมนูญฉบับแรกข้ึนมาโดยถือวาเปนจุดเร่ิมตนของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงตลอดระยะเวลาหลายปท่ีผานมาประเทศไทยประสบกับปญหาภาวะแยงชิงอํานาจ ระหวางฝายพลเรือนและฝายทหารซึ่งนํามาสูการทํารัฐประหารอยูบอยคร้ัง ท่ีกระทําการโดย บุคคลหรือคณะบุคคลกลุมใดกลุมหนึ่งอันเปนการใชกําลังยึดอํานาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล * นติ กิ รประจําศาลจังหวัดปทุมธานี, นติ ิศาสตรบัณฑติ มหาวิทยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า
๒๘ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ อยางฉับพลันและไมชอบดวยกฎหมายไมวาจะเปนฝายทหารหรือฝายพลเรือนก็ตาม หาก กลุมบุคคลดังกลาวกระทําการไมสําเร็จก็จะถูกกลาวหาวาเปนกบฏ แตถากระทําการสําเร็จ รัฐธรรมนูญก็จะถูกยกเลิกไปโดยเหลาคณะรัฐประหารโดยใหถือวาประกาศหรือคําส่ังของ คณะรัฐประหารในขณะนน้ั มฐี านะเปนกฎหมายของประเทศ จากประวัติศาสตรการตอสูแยงชิงอํานาจและฉีกรัฐธรรมนูญท้ิงอยูบอยครั้งดังกลาว ทําใหเกิดความตองการของประชาชนท่ีจะปกปองประชาธิปไตยข้ึนมาเรียกวา “การพิทักษ รัฐธรรมนูญ” โดยมิใหผูใดหรือกลุมบุคคลใดใชสิทธิเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหการรับรองและ คมุ ครอง กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญเพ่อื ลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดย มิใชวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ซ่ึงไดมีการนําเอาหลักการดังกลาวมาบัญญัติเปน ลายลักษณอักษรเปนคร้ังแรกในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ น่ันคือ สิทธิท่ีจะตอตานโดยสันติวิธีซ่ึงการรัฐประหารหรือการลมลางการปกครอง โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ ตอมาเม่ือมีการทํารัฐประหารโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็ไดมีการบัญญัติหลักการดังกลาวไวในรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ อีกคร้งั หน่งึ โดยบัญญัติไวในหมวดท่วี าดวยสิทธิและ เสรีภาพของชนชาวไทย เรียกวา “สิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญ” ในกรณีท่ีปรากฏวามีการใชสิทธิ เสรภี าพทร่ี ฐั ธรรมนญู รบั รองไวเ พอ่ื ลม ลา งการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมุขหรือเพ่อื ใหไดมาซ่งึ อํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางแหง รฐั ธรรมนญู โดยใหป ระชาชนผทู ท่ี ราบวา มกี ารกระทาํ ดงั กลา ว “มสี ทิ ธ”ิ เสนอเรอ่ื งใหอ ยั การสงู สดุ ตรวจสอบและย่ืนคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งใหเลิกการกระทํานั้น ซึ่งไดมีการ บัญญัติถึงบทลงโทษสําหรับบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ใชสิทธิและเสรีภาพกระทําการเปน ปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญไวในมาตรา ๖๘ โดยใหศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยลงโทษ ยบุ พรรคการเมอื งและเพิกถอนสิทธเิ ลือกตง้ั เปน เวลา ๕ ป และเม่ือมกี ารประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๐ ทีผ่ านมา กไ็ ดมกี ารนาํ บทบัญญัติดงั กลา วมาบญั ญตั ิไวใ นรัฐธรรมนญู ฉบับใหมอกี คร้งั หนงึ่ ในมาตรา ๔๙ ท่ีใหศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยส่ังใหเลิกการกระทําดังกลาวและไมกระทบตอการ ดาํ เนนิ คดีอาญาตอ บุคคลนน้ั
๒๙ แตอยางไรก็ดี จากการศึกษาถึงเหตุการณตางๆ ท่ีผานมาของประเทศไทย พบวาไมไดมีเพียงพรรคการเมืองเทาน้ันท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ แตยังมี บุคคลหรือคณะบุคคลที่อยูเบื้องหลังโดยมิไดสังกัดพรรคการเมืองในการกระทําการดังกลาว ทําใหเกิดปญหาวาหากมีการใชสิทธิเสรีภาพกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญโดยบุคคล หรือกลุมบุคคลท่ีมิใชพรรคการเมืองจะมีบทลงโทษแกผูท่ีกระทําการเหลานั้นไดอยางไร ท้ังน้ี จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕ ไดบัญญัติหลักการท่ีเปนขอบเขตของการใชสิทธิเสรีภาพและการจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในกรณีท่ีการใชสิทธิหรือเสรีภาพเชนวาน้ันไมกระทบกระเทือนหรือเปนอันตรายตอความมั่นคง ของรัฐ ความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไมละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ ของบคุ คลอนื่ ดังนน้ั จึงมปี ระเดน็ ท่ีตอ งพิจารณาวา รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยน้นั มิได มีการบัญญัติถึงหลักการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลไวในกรณีท่ีบุคคลหรือคณะบุคคล ใดใชส ิทธขิ องตนกระทาํ การเปน ปฏิปก ษตอ รัฐธรรมนญู อยา งชดั เจน ซ่ึงบทความนี้จะทําการนําเสนอเพ่ือใหทราบถึงการศึกษาทําความเขาใจเก่ียวกับ ปญหาการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาไทยในแงมุมตางๆ เพื่อนํามาสูขอเสนอแนะและแนวทางในการแกไขปญหาใหเกิด ความชัดเจน เหมาะสม และสอดคลอ งกบั สภาพปญ หาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเพื่อเปนหลกั ประกนั ตอการแกป ญหาของประเทศชาตโิ ดยสันตวิ ิธี ภายใตการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี พระมหากษัตรยิ ท รงเปน ประมุขตอ ไป แนวคิดและหลักการว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ และการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ในบรรดาประเทศทป่ี กครองดว ยระบอบประชาธปิ ไตย สทิ ธแิ ละเสรภี าพของมนษุ ยชน น้ันเปนส่ิงสําคัญท่ีรัฐจะตองใหความคุมครองสิทธิข้ันพ้ืนฐานของปจเจกชนซ่ึงถือเปนสวนหน่ึง ของสังคมซงึ่ ชอบทจ่ี ะไดร บั การคุมครองปกปองจากรฐั การจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของมนษุ ยชน ภายในรัฐนั้นเปนขอยกเวน โดยขอยกเวนดังกลาวนี้จะตองแสดงใหปรากฏในทางกฎหมาย ไมวาจะเปนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐ เปนตน ดังน้ัน มนุษย ซ่ึงอยูรวมกันในสังคมอาจเกิดการกระทบกระท่ังกันได ไมวาจะเปนการกระทําละเมิดใน ชีวิต รางกาย หรือทรัพยสิน เปนตน หากการกระทําดังกลาวเปนความผิดตามกฎหมาย
๓๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ผูกระทําผิดนั้นจะตองถูกดําเนินการตามกฎหมายที่กําหนดไว การคุมครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลเปนสิ่งท่ีสําคัญอยางย่ิงตามหลักสิทธิมนุษยชนอันเปนหลักการสําคัญท่ีมีการบัญญัติ ไวเปนกฎหมายใชบังคับในหลายๆ ประเทศท่วั โลก ซ่งึ เปนส่งิ ท่มี นุษยทุกคนมีติดตัวมาต้งั แตเกิด จนกระทั่งเสียชีวิตที่บุคคลหน่ึงบุคคลใดหรือคณะบุคคลใดจะกระทําการละเมิดมิได แตอยางไรก็ตาม สิทธิของบุคคลมิอาจใชไดอยางเสรีโดยปราศจากขอบเขตจึงอาจถูกจํากัด การใชสิทธิน้ันๆ ไดโดยอํานาจรัฐ ท้ังน้ี จําตองมีบทบัญญัติของกฎหมายใหอํานาจในการท่ีรัฐ จะเขาไปจํากัดสิทธิของบุคคล โดยจะตองคํานึงถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษยซ่ึงมิไดผูกพันเฉพาะ องคกรของรัฐเทานั้นแตยังผูกพันตอมนุษยทุกคนดวย การศึกษาถึงขอความคิดวาดวยการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้ันในเบื้องตนจําตองศึกษาทําความเขาใจถึงความหมาย หรือคํานิยามของคําวา “สิทธิและเสรีภาพ” ตลอดจนความแตกตางของท้ังสองคํานี้กอน โดยผูเ ขียนจะไดอ ธบิ ายเปน ลาํ ดบั หวั ขอ ดังตอไปนี้ ๑) ความหมายของคาํ วา “สิทธแิ ละเสรภี าพ” ในทางตําราไดมีนักวิชาการหลายทานตางอธิบายความหมายของคําวา “สิทธิ” (Rights) ดงั ตอ ไปน้ี ศาสตราจารย ดร. หยุด แสงอุทัย ใหความหมายวา๑ “สิทธใิ หหลกั กฎหมายทวั่ ไป ซ่ึงสามารถปรับใชไดท้ังกับกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนไววามีสองความหมาย ไดแก การมองจากอํานาจของผูทรงสิทธิ คือ “อํานาจที่กฎหมายใหแกบุคคลในอันท่ีจะมีเจตจํานง” อันเปนแนวคิดของ Willenmact และการมองจากวัตถุประสงคของสิทธิ คือ “ประโยชน ที่กฎหมายคมุ ครองให” อันเปนแนวคิดของ Jhering” ศาสตราจารย ดร. บรรเจดิ สิงคะเนติ ไดแยก “สทิ ธิ” ตามความหมายทัว่ ไปและ “สทิ ธิ” ตามความหมายของรัฐธรรมนูญ ดังน๒ี้ “สทิ ธติ ามความหมายทวั่ ไป หมายถึง อํานาจที่ กฎหมายรับรองคุมครองใหแกบุคคลในอันท่ีจะเรียกรองใหบุคคลหนึ่งกระทําการอยางใดอยาง หน่งึ สทิ ธจิ งึ กอ ใหเ กดิ หนา ที่แกบุคคลอ่ืนดวย” และ “สิทธติ ามรฐั ธรรมนูญ หมายถึง อํานาจ ๑ หยดุ แสงอทุ ยั . (๒๕๔๕). ความรูเ บื้องตนเกี่ยวกบั กฎหมายท่ัวไป. กรงุ เทพมหานคร: ประกายพรกึ , น. ๒๒๕-๒๒๖. ๒ บรรเจิด สิงคะเนติ. (๒๕๕๒). หลักพ้ืนฐานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักด์ิศรีความเปนมนุษย. กรุงเทพมหานคร: วิญชู น, น. ๔๘-๔๙.
๓๑ ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดไดบัญญัติใหการรับรองคุมครองแกปจเจกบุคคลในอันที่ จะกระทําการใดหรือไมกระทําการใด การใหอํานาจแกปจเจกบุคคลดังกลาวไดกอใหเกิดสิทธิ เรียกรองท่จี ะไมใหบุคคลใดแทรกแซงในสิทธิตามรัฐธรรมนูญของตนโดยเฉพาะอยางย่งิ เรียกรอง ตอองคก รของรฐั มิใหแ ทรกแซงในขอบเขตสิทธขิ องตน” และความหมายของคําวา “เสรีภาพ” (Liberty) นั้น ไดมีนักวิชาการตางให คําอธิบาย ดงั ตอ ไปน้ี ศาสตราจารย ดร. อุดม รัฐอมฤต และคณะ ใหความหมายวา ๓ “สภาวการณของ มนุษยที่ไมอยูภายใตการครอบงําของผูอ่ืนหรือปราศจากการหนวงเหนี่ยวขัดขวาง บุคคลใด บุคคลหนึ่งยอมมีเสรีภาพเทาท่ีบุคคลน้ันไมถูกบังคับใหตองกระทําในสิ่งที่ไมประสงคจะกระทํา หรือไมถ กู หนว งเหนย่ี วขดั ขวางไมใ หกระทําในสงิ่ บคุ คลนั้นประสงคท ่ีจะกระทํา” ศาสตราจารย ดร. บรรเจดิ สงิ คะเนติ ใหค วามหมายวา๔ “อํานาจในการกาํ หนด ตนเองโดยอิสระของบุคคลท่ีจะกระทําการใดหรือไมกระทําการใดอันเปนอํานาจที่มีเหนือ ตนเอง” จากความหมายของคําวา “สทิ ธ”ิ และ “เสรภี าพ” ขางตน สามารถสรุปไดว า “สิทธ”ิ หมายถงึ ประโยชนที่กฎหมายใหการรบั รองและคมุ ครองในอนั ทีจ่ ะเรียกรองใหบคุ คลอ่ืนกระทาํ หรอื งดเวน กระทาํ การอยา งใดอยา งหนง่ึ และมลี กั ษณะเปน การกอ ใหเ กดิ หนา ทแ่ี กบ คุ คลอน่ื อกี ดว ย และ “เสรีภาพ” คือ ความเปนอิสระท่ีมนุษยหรือบุคคลจะพึงมีในอันท่ีจะกระทําการใดหรือ งดเวนกระทาํ การใดโดยปราศจากการถูกครอบงาํ ถกู บังคบั หรอื ถกู หนวงเหน่ยี วกักขงั จากผอู น่ื ทัง้ นี้ ประเทศอังกฤษเปนประเทศแรกท่ีสามารถนําเอาแนวความคดิ เรอื่ งสิทธิและ เสรีภาพมาปฏิบัติไดจริง ซึ่งประวัติความเปนมาของการตอสูเพื่อใหไดมาซ่ึงสิทธิและเสรีภาพ ในประเทศองั กฤษนน้ั เร่ิมมาตง้ั แต Magna Carta ในป ค.ศ. ๑๒๑๕ อันเปน ขอ เรยี กรอ งทเี่ กิด มาจากการท่ีพวกขุนนางไมพอใจพระเจาจอหนท่ีมักจะเก็บภาษีตามใจชอบเพื่อนําไปใชในการ สงคราม ซ่งึ ใน Magna Carta มีสาระสาํ คัญในเรอ่ื งของการจดั เก็บภาษบี างอยางทีต่ อ งไดร ับ ๓ อดุ ม รฐั อมฤต และคณะ. (๒๕๔๔). การอางศกั ดศ์ิ รีความเปน มนษุ ยหรอื ใชส ทิ ธเิ สรภี าพของบคุ คลตาม มาตรา ๒๘. กรงุ เทพมหานคร: สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ, น. ๘๗. ๔ บรรเจดิ สงิ คะเนต.ิ เรื่องเดิม, น. ๕๑.
๓๒ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ ความเห็นชอบจากพวกขุนนางและมีบทบัญญัติท่ีเปนหลักประกันในการคุมครองประชาชน จากการใชอํานาจโดยมชิ อบของพระมหากษตั รยิ หลงั จากนนั้ เปน ตนมา วิวฒั นาการในเรอ่ื ง สิทธแิ ละเสรีภาพของประเทศองั กฤษกไ็ ดปรากฏตอ มาเปน ลาํ ดบั นับตง้ั แต Petition of Right ค.ศ. ๑๖๒๘ Agreements of the People ค.ศ. ๑๖๔๗ Habeas-corpus Act ค.ศ. ๑๖๗๙ จนกระทั่งไดมีการบัญญัติไวในเอกสารที่เปนรัฐธรรมนูญคร้ังแรกของประเทศอังกฤษ คือ เอกสารทีม่ ีชอ่ื วา Bill of Right ค.ศ. ๑๖๘๙๕ ซง่ึ ไดบ ญั ญตั ิหามจับกมุ ตัวบุคคลโดยไมม หี มายจบั หามคน บานหรือตัวบคุ คลโดยผิดกฎหมาย ตอมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดนําการรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพไป บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญของแตละมลรัฐในยุคเริ่มแรก๖ สิทธิและเสรีภาพไดรับการรับรองโดย รัฐธรรมนูญ แทนทจี่ ะเปนเพียงแนวความคิดพ้ืนฐานเก่ียวกบั สทิ ธเิ สรภี าพ ปรชั ญาวา ดวยสทิ ธิ และเสรีภาพ สิทธติ ามธรรมชาติหรือสทิ ธิโดยกาํ เนดิ ประชาชนทกุ คนเขาใจถึงสถานะของสิทธิ และเสรีภาพและสามารถใชสิทธิดังกลาวขึ้นตอสูกับฝายอํานาจรัฐใดในฐานะที่เปนกฎหมายท่ี ใชบังคับไดจริง เทากับเปนการทําใหสิทธิตางๆ กลายมาเปนสถาบันทางกฎหมาย (Legal Institutions)๗ และคําประกาศอิสรภาพของสหรฐั อเมริกา (Declaration of Independence) ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๗๗๖ ก็เปนคําประกาศอิสรภาพทเ่ี ปน แมแ บบแรกๆ ของการรบั รองสิทธิ และเสรีภาพ อยางไรก็ตาม แมวาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจะไดรับการบัญญัติรับรอง ไวในรัฐธรรมนูญเพ่ือเปนการคุมครองและเปนหลักประกันแกประชาชน แตในบางคร้ังรัฐก็มี ความจําเปนที่จะตองเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไมวาจะเหตุผลเพ่ือคุมครอง สิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือเพื่อคุมครองประโยชนของสวนรวมก็ตาม ซ่ึงในหัวขอน้ีผูเขียน จะไดทาํ การศกึ ษาถึง ๑) แนวคิดทัว่ ไปเกีย่ วกบั การจาํ กดั สทิ ธิและเสรภี าพ ๒) เจตนารมณใน การจํากัดสิทธิและเสรีภาพ และ ๓) หลักเกณฑในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญ ใหก ารรับรอง ๕ มานิต จุมปา. (๒๕๕๗). หลักกฎหมายรัฐธรรมนญู . กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพนิตธิ รรม, น. ๘๐. ๖ เร่ืองเดยี วกนั , น. ๘๐. ๗ บุญศรี มีวงศอ ุโฆษ. (๒๕๔๖). หลักการใชอาํ นาจขององคก รท่ีตอ งคํานงึ ถึงศกั ด์ิศรีความเปนมนุษย สิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนูญ. รายงานการวิจยั เสนอตอ สํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ, น. ๗๑ (อัดสําเนา).
๓๓ ๒) การจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพ รัฐท่ีปกครองโดยระบอบเสรีประชาธิปไตย ประชาชนยอมมีสิทธิและเสรีภาพ ตราบเทาท่ีไมมีกฎหมายใดมาจํากัด ในขณะเดียวกันรัฐยอมมีหนาท่ีในการดําเนินกิจกรรมอัน เกี่ยวกับการบริการสาธารณะใหบรรลุวัตถุประสงค จึงตองมีอํานาจที่จะเขาไปจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชน เพราะถาหากวารัฐไมมีอํานาจดังกลาวการดําเนินภารกิจของรัฐยอม ไมอาจเปนไปเพ่ือตอบสนองประโยชนของสาธารณะไดเลย แตอยางไรก็ตาม อํานาจของ รัฐในการเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นเปนอํานาจท่ีอยูภายใตหลัก “นิติรัฐ” กลาวคือ จะตองเปนอํานาจที่ไดมาโดยกฎหมายและกฎหมายที่ใหอํานาจรัฐในการจํากัด สทิ ธิและเสรภี าพของประชาชนนน้ั กค็ ือ กฎหมายที่มาจากประชาชน ดังนัน้ แทจ ริงแลวผูท ี่มี อํานาจในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็คือประชาชนผูเปนเจาของอํานาจน่ันเอง๘ รัฐธรรมนูญท่ีผานมาของไทยไดใหการรับรองและคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว แทบทุกฉบับแมวารัฐจะสามารถเขาไปจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไดก็ตาม แตเพ่ือ เปนการปองกันการใชอํานาจตามอําเภอใจของรัฐและเพ่ือประโยชนสาธารณะท่ีแทจริงจึง มคี วามจาํ เปนที่จะตอ งคาํ นงึ ถงึ ความสมดุลระหวา งขอบเขตของสิทธิและเสรภี าพของประชาชน กับการลวงละเมิดในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากรัฐวาจะตองดําเนินการภายใต หลกั เกณฑ วิธกี าร หรือเง่ือนไขอยางไรจึงจะชอบดวยกฎหมาย ท้งั น้ี แมวาการจํากดั สทิ ธิและเสรภี าพจะมไิ ดบญั ญตั ไิ วเ ปน ลายลักษณอ ักษรก็ตาม แตก็อยูภายใตหลักการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเปนการทั่วไป เพื่อใหการใชสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลและชุมชนตองเปนไปอยางมีความรับผิดชอบตอประเทศชาติ สังคม และบุคคลอ่ืน ไมใหใชสิทธิของตนอยางเกินเลยเหมือนดังเชนหลายปที่ผานมาจนทําใหบานเมืองเกิดความ เสยี หาย รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จงึ ไดก าํ หนดหลกั เกณฑก ารใชส ทิ ธแิ ละ เสรภี าพไวอยางชัดเจนวา บคุ คลและชมุ ชนตองไมใชสิทธแิ ละเสรภี าพของตนเกินขอบเขต๙ไวใน บทบัญญตั ิมาตรา ๒๕ ทบ่ี ญั ญัติวา “สิทธแิ ละเสรภี าพของปวงชนชาวไทย นอกจากทบ่ี ญั ญตั ิ คุมครองไวเปนการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแลว การใดที่มิไดหามหรือจํากัดไวในรัฐธรรมนูญหรือ ๘ ธาริณี องคส ทุ ธสิ วสั ดิ.์ (๒๕๕๐). ปญหาการจาํ กัดสิทธแิ ละเสรภี าพตามรฐั ธรรมนญู โดยประกาศ หามทําและเผยแพรโพลเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร, คณะนติ ิศาสตร, น. ๔๐. ๙ คาํ อธิบายสาระสําคญั ของรา งรัฐธรรมนญู . คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนญู , น. ๕.
๓๔ รัฐสภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ในกฎหมายอ่ืน บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทําการนั้นไดและไดรับความคุมครองตาม รฐั ธรรมนญู ตราบเทา ท่กี ารใชสทิ ธิหรอื เสรีภาพเชน วาน้ันไมก ระทบกระเทือนหรอื เปน อันตราย ตอ ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรยี บรอ ยหรือศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน และไมละเมิดสทิ ธิ หรือเสรีภาพของบุคคลอ่ืน” ซ่ึงจากบทบัญญัติดังกลาว ถือไดวาเปนบทบัญญัติท่ัวไปในการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนโดยมีขอพิจารณาถึงขอบเขตของการใชสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลอยู ๓ ประการ ไดแก ๑) ไมกระทบกระเทือนหรอื เปน อนั ตรายตอ ความมัน่ คงของรัฐ ๒) ไมข ดั ตอความสงบเรียบรอ ยหรือศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน และ ๓) ไมล ะเมิดสทิ ธิหรือเสรภี าพของบคุ คลอนื่ ในการนี้ จากการศึกษาถึงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีเหตุผลที่สําคัญในการ จาํ กดั สิทธแิ ละเสรีภาพของบุคคลอยู ๒ ประการดวยกัน คือ ๑) เพือ่ คุมครองสิทธแิ ละเสรีภาพ ของบคุ คลอืน่ และ ๒) เพอ่ื คมุ ครองสังคม ดงั น้ี ๑) เพ่ือคุมครองสิทธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอื่น ขอพิจารณาที่สําคัญ คือ ขอบเขตของสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นน้ัน มีมากนอยแคไหน เพียงใด แตเดิมนั้นในสภาวะธรรมชาติของมนุษยมีความเทาเทียมและ เสมอภาคกัน มีเสรีภาพอยางสมบูรณท่จี ะกระทําการใดๆ ท่ไี มกอใหเกิดความเดือดรอนเสียหาย ตอ บุคคลอืน่ การกระทาํ ใดๆ ที่เปน การละเมิดบุคคลอนื่ ก็ดี หรอื ทาํ ใหบคุ คลอื่นตอ งเสยี หาย เสยี ประโยชนท ง้ั ชวี ติ รา งกาย อนามยั เสรภี าพ หรอื ทรพั ยส นิ กด็ ี การกระทาํ ดงั กลา วยอ มเปน การ ละเมดิ สิทธิของบคุ คลอื่น ทัง้ น้ี ขอบเขตของสทิ ธิและเสรภี าพของบุคคลอน่ื ในสภาวะธรรมชาติ น้ันจึงอยูท่ีการไมถูกบุคคลอื่นรบกวนหรือถูกกระทบสิทธิจนกอใหเกิดความเสียหายแกตนเอง ซ่ึงเปนขอบเขตในเชิงนามธรรมไมสามารถกําหนดใหเห็นเปนรูปธรรมท่ีชัดเจนได๑๐ เมื่อ ในเวลาตอมาสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไดมีการรับรองไวในกฎหมายเปนลายลักษณอักษรยอม กอใหเกิดความชัดเจนแกการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลมากย่ิงขึ้น ซึ่งเมื่อกฎหมาย ใหการรับรองสิทธิของบุคคลหนึ่งยอมเปนการจํากัดสิทธิของบุคคลอ่ืนๆ ดวยในเวลาเดียวกัน ตัวอยางของการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนท่ีปรากฏอยูในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่มกี ารจาํ กัดสิทธิและเสรีภาพโดยอาศัยเหตผุ ลเพ่อื การคุมครอง “สทิ ธิของบคุ คลอน่ื ” เชน ๑๐ บรรเจดิ สงิ คะเนติ. เร่อื งเดิม, น. ๒๐๕.
๓๕ (๑) สทิ ธแิ ละเสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ ตามมาตรา ๓๔ วรรคแรก บญั ญัตวิ า “การพูด การเขยี น การพมิ พ การโฆษณา และการสือ่ ความหมายโดยวธิ ีอนื่ การ จํากัดเสรีภาพดังกลาวจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ี ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน...” จากบทบัญญัติดังกลาว จะเห็นไดวาบุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยถือวาเปนเสรีภาพ ข้นั พ้นื ฐานท่รี ัฐใหการรับรองและคมุ ครองไวในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แทบทุกฉบับ ซ่ึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นน้ีสะทอนถึงความเปนประชาธิปไตยของ ประเทศนั้นๆ เพราะผูปกครองท่เี ปด ใจกวา งยอมรบั ฟงความคดิ เหน็ การวพิ ากษว จิ ารณจ าก ประชาชนท้ังในดานบวกและดานลบ ยอมเปนโอกาสในการนําไปปรับปรุงประเทศใหดีย่ิงๆ ขน้ึ ไป แตอ ยา งไรก็ตาม การใชสทิ ธิและเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นของตนหากมิไดอ ยู ภายในกรอบของกฎหมาย แสดงความเห็นท่ีจาบจวงละเมิดหรือกระทบตอสิทธิเสรีภาพของ ผอู ่นื อาจถกู จํากัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพดงั กลา วไดเ พอ่ื รักษาความมัน่ คงของรัฐ เพ่ือคุมครองสทิ ธิ หรือเสรีภาพของบุคคลอ่ืนหรือเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เหลาน้ี เปนตน (๒) สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามมาตรา ๔๐ วรรคแรก และวรรคสอง บัญญัติวา “บุคคลยอมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ การจํากัดเสรีภาพ ตามวรรคหน่ึงจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายท่ีตราข้ึน เพอ่ื รกั ษาความมน่ั คงหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ การแขง ขนั อยา งเปน ธรรม การปอ งกนั หรอื ขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุมครองผูบริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ เพียงเทาท่จี ําเปนหรือเพ่อื ประโยชนสาธารณะอยางอ่นื ” จากบทบัญญัติดังกลาวจะเห็นไดวา บุคคลทุกคนยอมมีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพโดยใหมีการแขงขันระหวางผปู ระกอบการ อยางเสรีตามระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในปจจุบัน แตอยางไรก็ตาม การประกอบอาชีพ โดยเสรนี ้ันอาจถูกจํากัดไดห ากเกย่ี วของกบั ผลประโยชนของรัฐหรอื เศรษฐกจิ ของประเทศ การ คุมครองประชาชนในดานการจัดระเบียบการประกอบอาชีพเทาที่จําเปนของแตละบุคคลหรือ องคกร หรือเพ่ือปองกันการผูกขาดหรือขจัดความไมเปนธรรมในการแขงขัน จากเหตุผล ดังกลาวเหลานี้ก็เพื่อคุมครองปจเจกชนอ่ืนๆ ท่ีอาจไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการ แขง ขนั ประกอบอาชพี ของภาคเอกชนเหลาน้ี เปน ตน
๓๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ๒) เพอื่ คมุ ครองสงั คม การดํารงอยูของรัฐน้ันจะตองมีอยูอยางมั่นคงปลอดภัยโดยเฉพาะอยางย่ิงการ ปองกันการรุกรานจากภายนอกประเทศ ในขณะท่ีความปนปวนวุนวายจากเหตุการณภายใน ประเทศนั้นจะตองเกิดเหตุการณท่ีรุนแรงขึ้นเทานั้นรัฐจึงจะเขาไปจํากัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล เชน การชุมนุมในที่สาธารณะทก่ี อ เหตกุ ารณค วามรุนแรงข้นึ การเผาสถานที่ราชการ ทําราย รางกายเจาหนาท่ีตํารวจหรือการปดสนามบิน ซึ่งเหตุการณเหลานี้ลวนสงผลตอความมั่นคง ของประเทศอีกทง้ั ยังสงผลกระทบในอกี หลายๆ ดาน เชน การเมือง เศรษฐกิจ การทองเท่ยี ว เปนตน ดังนั้น การจํากัดสิทธิและเสรีภาพมีพื้นฐานมาจากการท่ีรัฐมีหนาที่ในการปองกัน ประเทศจากการรกุ รานภายนอกของประเทศอ่นื ๆ ซึ่งมีมาตั้งแตจ ดุ เรมิ่ ตน ของพฒั นาการสทิ ธิ และเสรีภาพและหลักดังกลาวยังไดรับการรับรองไวในรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันน้ี เปาหมาย จากการปองกันศัตรูภายนอกประเทศเปนเหตุผลความชอบธรรมพิเศษสําหรับการจํากัดสิทธิ และเสรภี าพกรณที ี่สาํ คัญ คือ กรณที ีก่ อ ใหเ กดิ หนา ที่ในการรับราชการทหาร ซึ่งการทาํ หนา ที่ ดังกลาวรัฐอาจกําหนดใหพลเมืองของตนเขามามีสวนรวมในการปองกันประเทศจากการ แทรกแซงภายนอก ซ่ึงการเขารวมในการปองกันดังกลาวของพลเมืองนอกเหนือจากเปนการ จํากัดเสรีภาพของบุคคลโดยการกอใหเกิดภาระหนาที่แลว การเขารวมในการปองกันประเทศ ดังกลาวยังมีผลอาจกอใหเกิดอันตรายตอชีวิตและรางกายของผูท่ีเขารวมในการปองกัน ประเทศอีกดวย๑๑ เมื่อเหตุแหงการจํากัดสิทธิและเสรีภาพเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยในสังคม อาจเรียกไดวาเปนภาระหนาที่ท่ีสําคัญของรัฐ ซ่ึงการท่ีรัฐจะกระทําภาระหนาที่นี้ไดนั้นรัฐ จําตองกําหนดรูปแบบของการจํากัดสิทธิและเสรีภาพในลักษณะของการกําหนดหนาท่ีของ พลเมือง เพอ่ื ใหเ กดิ ความสงบเรยี บรอยในสงั คมทง้ั ทางตรงและทางออม หนา ท่ีทส่ี าํ คัญของรฐั เหลาน้ีมีความสัมพันธกับการดํารงอยูของรัฐจึงทําใหในบางกรณีอาจตองมีการจํากัดสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนในสังคมเพื่อปองกันประเทศจากการรุกรานของศัตรู โดยการจํากัดสิทธิ และเสรภี าพดงั กลา วจะเห็นไดวาปรากฏอยูในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ อยูหลายมาตราดวยกนั เชน การกาํ หนดหนาทใี่ หพ ลเมอื งชายเขารบั การเกณฑท หาร การถกู เกณฑแ รงงานในระหวา งเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงคราม ตามมาตรา ๓๐ การหามมิใหช ุมนุม ในภาวะท่ปี ระเทศอยใู นสถานการณฉ กุ เฉิน ตามมาตรา ๔๔ การจาํ กดั เสรภี าพในการเดินทาง และเลอื กถนิ่ ทอ่ี ยู ตามมาตรา ๓๘ เปนตน ดังนั้น จะเห็นไดวาการจาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของ ประชาชนเปนความจําเปนของรัฐท่ีจะตองกระทําเพื่อมิใหการใชสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ๑๑ บรรเจดิ สิงคะเนต.ิ เรอ่ื งเดมิ , น. ๒๐๗.
๓๗ หน่ึงกระทบตออีกบุคคลหนึ่งและในขณะเดียวกันการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนก็ เปนไปเพื่อคุมครองสังคมใหสามารถดํารงอยูไดโดยม่ันคง ปลอดภัย ปราศจากความขัดแยง เหลาน้ี เปน ตน อยางไรก็ตาม แมวารัฐธรรมนูญจะกําหนดขอยกเวนใหรัฐสามารถตรา กฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได แตการตรากฎหมายดังกลาวก็ตองอยูภายใต เนอื้ หาของกฎหมายที่สอดคลองกบั หลักเกณฑท่ีสาํ คัญ ๒ ประการ คอื ๑) หลกั เกณฑท ัว่ ไปของ กฎหมาย และ ๒) หลกั เกณฑตามทบ่ี ัญญัติไวใ นรฐั ธรรมนญู ดังตอ ไปนี้ ๑) หลักเกณฑท ว่ั ไปของกฎหมาย นอกเหนือไปจากเง่ือนไขของการตรากฎหมายจํากัดสิทธิและเสรีภาพตาม มาตรา ๒๖ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ แลว การตรากฎหมาย จาํ กดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพของประชาชนยังตอ งมีความชดั เจนแนน อน กลา วคอื กฎหมายที่จํากดั สทิ ธติ องบัญญตั ิไวอ ยางชัดเจนวา บังคบั หรอื หามมใิ หบุคคลประเภทใด กระทําการใด ในกรณี อยางใด และเพื่อประโยชนหรือมีวัตถุประสงคอยางไร เพื่อหลีกเล่ียงความไมแนนอนชัดเจน ในการบังคับใชกฎหมาย อันจะสงผลใหประชาชนสามารถใชสิทธิและเสรีภาพของตนไดอยาง เต็มท่ีภายใตกรอบท่ีกฎหมายกําหนด สวนการตรากฎหมายท่ีจะจํากัดสิทธิและเสรีภาพน้ัน จะตองไมมีผลใชบังคับยอนหลัง หมายความวา จะตองมีการประกาศกฎหมายที่จํากัดสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนในราชกิจจานุเบกษากอนที่จะมีผลบังคับใชและจะใชกฎหมายนั้น บังคับแกการกระทําหรือเหตุการณที่ไดเกิดข้ึนและสิ้นสุดลงกอนประกาศใชบังคับกฎหมายนั้น มไิ ด ๒) หลักเกณฑตามทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นรัฐธรรมนูญ โดยหลักแลวรัฐไมสามารถจํากัดสิทธิและเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญใหการรับรอง ไวไ ด แตก็มขี อ ยกเวนวา ตองกระทําภายใตเงอ่ื นไขทกี่ ฎหมายกาํ หนดซึง่ เรารับเอาแนวความคดิ มาจากรัฐธรรมนญู แหงสหพนั ธส าธารณรฐั เยอรมัน มาตรา ๑๙๑๒ ซึ่งเกดิ ขึ้นจากการปกครอง ๑๒ มาตรา ๑๙ การจาํ กดั สทิ ธิขั้นพื้นฐาน (๑) ภายใตรัฐธรรมนูญน้ี สิทธิขั้นพื้นฐานอาจถูกจํากัดไดโดยกฎหมายหรือโดยอาศัยอํานาจของ กฎหมาย กฎหมายในกรณีนี้จะตองมีผลบังคับเปนการท่ัวไปและจะใชบังคับเพ่ือกรณีใดกรณีหน่ึงเปนการเฉพาะมิได นอกจากนี้ กฎหมายดังกลา วจะตอ งอา งถึงมาตราของสิทธิข้ันพ้ืนฐานนัน้ ดวย (๒) ไมว า กรณใี ด การจํากดั สิทธขิ ั้นพน้ื ฐานกระทบกระเทอื นตอ สาระสาํ คญั ของสิทธขิ ้ันพ้ืนฐานมไิ ด (๓) สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นใหนํามาใชบังคับกับนิติบุคคลภายในประเทศดวย เทาท่ีสิทธิขั้นพ้ืนฐานน้ัน สามารถนาํ มาใชไดกับนิติบคุ คล (๔) หากบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิโดยอํานาจมหาชน บุคคลนั้นชอบที่จะใชสิทธิทางศาลไดในกรณีท่ี ไมม ศี าลท่มี ีเขตอํานาจในเรอื่ งน้ัน ใหฟองยังศาลยุตธิ รรม
๓๘ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ในสมยั ของฮติ เลอร การกาํ หนดหลักการของมาตราบทบัญญตั ิดงั กลาวจงึ เปนการหาจุดสมดุล ระหวางสิทธิและเสรีภาพของประชาชนกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพโดยรัฐ เพราะสิทธิและ เสรีภาพของประชาชนไมไดมีลักษณะที่สมบูรณ รัฐจะจํากัดไดก็ดวยภายใตหลักเกณฑเพ่ือ ไมใหการจํากัดอํานาจกระทําตามอําเภอใจและเพื่อปองกันมิใหมีการตรากฎหมายแบบไมมี เหตุผลหรือพวกพองหรือจํากัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ จึงไดวางหลักในการตราของฝายนิติบัญญัติ๑๓ ใหพิจารณา และประกาศออกมาบังคับใชกับประชาชนอันมีลักษณะเปนการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนน้ัน จําตองมีเน้ือหาของกฎหมายที่สมบูรณและสอดคลองกับหลักเกณฑของการ จํากัดสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖๑๔ ซง่ึ บทบัญญตั ิแหง รัฐธรรมนูญฉบบั ปจ จุบันไดบ ญั ญัติถงึ หลักเกณฑก ารพิจารณา ถึงกฎหรือขอบังคับท่ีไมชอบดวยรัฐธรรมนูญอันเปนการขัดหรือแยงตอสิทธิและเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญไดใหการรับรองและคุมครองไวโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายตาม ที่รัฐธรรมนญู ใหอ ํานาจไว ทั้งนี้ ในการจํากดั สิทธิและเสรีภาพของบคุ คลทร่ี ฐั ธรรมนูญใหอํานาจ ไวมีหลกั เกณฑด งั ตอ ไปนี้ (๑) กฎหมายดังกลาวตอ งไมข ัดตอ หลกั นติ ิธรรม (๒) ไมเพ่ิมภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควร แกเหตุ (๓) ไมกระทบตอศักด์ศิ รีความเปนมนุษยของบุคคล (๔) ตอ งระบุเหตุผลความจาํ เปนในการจํากดั สทิ ธแิ ละเสรีภาพ (๕) ตองมีผลใชบังคับเปนการท่ัวไป ไมมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใด กรณีหนง่ึ หรอื แกบคุ คลใดบคุ คลหนึ่งเปนการเจาะจง ๑๓ คําอธิบายสาระสาํ คัญของรา งรฐั ธรรมนูญ. คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนูญ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๙, น. ๖. ๑๔ มาตรา ๒๖ “การตรากฎหมายที่มีผลเปนการจํากัดสทิ ธิหรือเสรภี าพของบคุ คลตอ งเปนไปตามเง่อื นไข ท่บี ัญญตั ิไวใ นรฐั ธรรมนญู ในกรณีทร่ี ฐั ธรรมนญู มิไดบญั ญตั ิเง่อื นไขไว กฎหมายดังกลา วตองไมขัดตอ หลักนิตธิ รรม ไม เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และจะกระทบตอศักด์ิศรีความเปนมนุษยของบุคคล มิได รวมท้ังตองระบุเหตุผลความจาํ เปนในการจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพไวด วย กฎหมายตามวรรคหน่งึ ตองมผี ลใชบังคบั เปนการทว่ั ไป ไมมุง หมายใหใชบังคบั แกกรณีใด กรณีหนึง่ หรือแกบ ุคคลใดบุคคลหนงึ่ เปน การเจาะจง”
๓๙ จากปญหาที่ผานมาของประเทศไทยการกอกบฏและการทํารัฐประหารในแตละคร้ัง ทผ่ี านมาสง ผลกระทบตอ ประเทศในทกุ ๆ ดาน ไมว า จะเปนดานเศรษฐกจิ สังคม สทิ ธเิ สรีภาพ ของประชาชน และความนาเชื่อถือตอนานาอารยประเทศ ซ่ึงเปนเหตุผลสําคัญท่ีทําใหเกิด แนวความคิดท่ีจะตอตานการกระทําดังกลาวข้ึนมา โดยมิใหบุคคลใดใชสิทธิเสรีภาพท่ีตนมี กระทําการเกินขอบเขตหรือเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยจึงไดริเร่ิมนําเอาหลักการ ท่วี า ดวย “การใชส ทิ ธเิ พือ่ ตอ ตา นการทํารฐั ประหาร” โดยเชอื่ วา เปนการพิทักษก ฎหมายสงู สุด ของรัฐใหมีความม่ันคงมากย่ิงขึ้นและใหประชาชนท่ีทราบการกระทํานั้นมีอํานาจตอตานการ ทาํ รฐั ประหาร การนําหลักการเกี่ยวกับการใชส ทิ ธิเพื่อตอ ตานการทาํ รฐั ประหารถกู บญั ญตั เิ ปน ครง้ั แรกในรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ ตอ มาไดม กี ารแกไ ขเพม่ิ เตมิ ใหครอบคลุมในสวนที่เก่ียวกับการใชสิทธิเพื่อตอตานการเลือกตั้งที่ไมเปนไปโดยสุจริตและ เที่ยงธรรม โดยมีบทลงโทษใหเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของหัวหนาพรรคการเมืองและกรรมการ บริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเปนเวลา ๕ ป๑๕ โดยเปนบทบัญญัติ ท่ีอาศัยหลักการเดิมซึ่งไดบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ และรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ หรอื อาจกลาว โดยสรุปไดวา เจตนารมณในเร่ืองสิทธิพิทักษรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย ฉบับป พ.ศ. ๒๕๕๐ และป พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดบญั ญตั ิขนึ้ เพอ่ื ตอตานการปฏิวัตริ ฐั ประหาร ดังเจตนารมณเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับป พ.ศ. ๒๕๔๐ และไดมีการขยายเจตนารมณให ครอบคลุมถึงความผิดในการทุจริตการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่ง สมาชิกวฒุ ิสภา อนั มีผลทาํ ใหการเลือกต้ังของประเทศไทยมิไดเปนไปโดยสจุ ริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเปนการกระทําเพ่ือใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางแหง รัฐธรรมนูญ ดังน้ัน หากบุคคลใดใชสิทธิตามรัฐธรรมนูญกระทําการลมลางการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขหรือกระทําการใดๆ เพื่อให ไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ๑๕ วชั ชกานต เศาภายน. (พฤษภาคม–สงิ หาคม ๒๕๕๘). บทบาทอํานาจหนา ทขี่ องศาลรฐั ธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ สภาพปญหาและขอเสนอแนะในกรณกี ารใชส ิทธพิ ทิ กั ษ รัฐธรรมนญู . วารสารศาลรฐั ธรรมนญู , ๑๗(๕๐), ๙๔.
๔๐ รัฐสภาสาร ฉบับเดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ ยอมถอื ไดว า บคุ คลนัน้ กระทาํ การเปน ปฏปิ ก ษต อ รัฐธรรมนญู ซ่ึงคําวา “ปฏิปก ษ” น้ัน หมายถงึ ฝายตรงขาม ขาศึก ศัตรู เพราะฉะนั้นปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญจึงหมายถึง การกระทําที่ มีลักษณะเปนฝายตรงขามหรือไมสอดคลองกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ท้ังนี้ การใหสิทธิตามรัฐธรรมนูญแกประชาชนมิไดมีความ มุงหมายเพ่ือใหนําสิทธินั้นมาทําลายตัวของรัฐธรรมนูญเอง การใชสิทธิเสรีภาพอันเปนการ กระทําท่ีเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญน้ันจะตองเปนการกระทําถึงขนาดที่วาเปนการกระทําเพ่ือ ลมลา งหลักการพ้นื ฐานของรัฐธรรมนูญ อนั ไดแ กการกระทาํ ดงั ตอไปน้ี ๑) การใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลางการปกครองในระบอบ ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท รงเปน ประมุข เปนกรณีท่ีบุคคลใดใชสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวไปในทาง ท่ีมิชอบเพื่อเปล่ียนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยใหไปสูการปกครองในระบอบอ่ืน ที่มใิ ชระบอบประชาธปิ ไตย เชน ระบอบเผดจ็ การ คอมมวิ นสิ ต เปน ตน หรอื เปลย่ี นรูปแบบการ ปกครองโดยมพี ระมหากษัตรยิ เปนประมขุ ไปสูการมปี ระมุขแบบประธานาธบิ ดี เปนตน ๒) การใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการ ปกครองประเทศซง่ึ มิไดเ ปนไปตามวถิ ีทางทีบ่ ัญญตั ิไวในรัฐธรรมนูญน้ี โดยความหมายของการกระทําดังกลาว คือ การทุจริตการเลือกตั้งสมาชิก สภาผูแทนราษฎร การไดมาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา ที่มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพียง หวังผลเพื่อตองการเอาชนะการเลือกต้ังไดเขาไปเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีอํานาจในการ บรหิ ารประเทศ กําหนดนโยบายและออกกฎหมายตา งๆ๑๖ เพือ่ เอ้อื ประโยชนใ หแกต นเองและ พวกพอง และผูเขียนมีความเห็นวายังรวมถึงการกระทําอื่นๆ นอกจากกรณีดังกลาว ที่ถือไดวาเปนการกระทําที่เปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ เชน บุคคลใดบุคคลหน่ึงไดใชสิทธิ เสรีภาพทางวิชาการหรือสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเชิญชวนใหผูอื่นลมลาง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันเปนหลักการพื้นฐานของการปกครองตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีเชนน้ยี อมเห็นไดวาหลักการพ้นื ฐานของการปกครองตามรัฐธรรมนูญ คือ การปกครอง ๑๖ อัมมาร สยามวาลา และ ปยนชุ เพยี รชอบ. เลือกตง้ั ไทย: ปญหา และทศิ ทาง. สบื คน เมื่อวนั ท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐, จาก https://bordeure.wordpress.com/2009/01/27/เลือกต้งั ไทย-ปญ หา-และ-ท/
๔๑ ในระบอบประชาธิปไตย บุคคลน้ันจึงจะใชเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอันเปนปฏิปกษ ตอรัฐธรรมนูญไมไดแมวาจะเปนการใชสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวก็ตาม เพราะมีจดุ ประสงคท ่มี ิชอบดว ยกฎหมาย ดังนั้น ผลทางกฎหมายจากการที่บุคคลใดใชสิทธิและเสรีภาพตามที่ตนมีได กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญมีการกําหนดบทลงโทษแกบุคคลผูซ่ึงกระทําการดังกลาว ไวใ นมาตรา ๔๙ ของรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ไดแก (๑) การใหศ าล รัฐธรรมนูญเปนผูวินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว และ (๒) การถูกดําเนินคดีอาญา อีกดว ย ดงั รายละเอยี ดตอไปน้ี ๑) การถูกสั่งใหเ ลกิ การกระทาํ ซึ่งเปน ความผิด ในกรณีที่บุคคลใดทราบถึงการกระทําของบุคคลหรือพรรคการเมืองท่ีใชสิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพ่ือลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริยทรงเปนประมุข บุคคลนั้นมีสิทธิรองตออัยการสูงสุดเพ่ือรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยส่ังการใหเลิกการกระทําดังกลาว ในกรณีท่ีอัยการสูงสุดมีคําสั่งไมรับดําเนินการตาม ท่ีรอ งขอ หรือไมด ําเนินการภายในสิบหา วัน นบั แตวันท่ีไดรบั คํารอ งขอ ผูรองขอจะย่ืนคํารอ ง โดยตรงตอศาลรัฐธรรมนูญกไ็ ด๑ ๗ อยางไรก็ตาม มีประเด็นปญหาวาหากบุคคลหรือกลุมบุคคลดังกลาวมิไดเลิก การกระทําของตนยังคงดําเนินการตอไปตามวัตถุประสงคท่ีมีมาแตเดิม เจาหนาท่ีของรัฐไมวา ตํารวจ ทหาร หรือองคกรอ่นื ใด จะเขาไปยุติหรือยับย้งั การกระทําน้นั ๆ ไดโดยวิธีใดไดบาง ซ่งึ จะตองหลีกเล่ียงหรือกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเหลาน้ันใหนอยท่ีสุดและจะสามารถ สืบสาวไปถึงตัวการหรือผทู ่วี างแผนอยเู บ้อื งหลังท้งั หมดไดหรือไม และการท่ศี าลรัฐธรรมนูญส่งั ให เลกิ การกระทาํ ดงั กลา วจะมผี ลบงั คบั ไดจ รงิ หรอื ไมเ พยี งใด เชน มคี นจาํ นวนหนง่ึ อา งวา กระทาํ การ โดยใชเ สรภี าพในการชมุ นมุ เสรภี าพในการแสดงความคดิ เหน็ หรอื สทิ ธใิ นทรพั ยส นิ กระทาํ การ ปลุกระดม ตระเตรยี มกําลงั พล สะสมอาวธุ เพ่ือนําไปสูการ “ฉกี รฐั ธรรมนูญ” หรอื เรียกรอ ง ใหมีการ “ยกเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย” บุคคลซึ่งมีเปาหมายท่ีแนชัด ขนาดน้ีมีความจําเปนใดที่จะตองยุติความเคล่ือนไหวของตนเพียงเพราะศาลรัฐธรรมนูญ ส่ังใหเลิกกระทําการหรือหากมีคําวินิจฉัยส่ังใหเลิกการกระทําดังกลาวแลว กลุมคนดังกลาว ไมปฏิบัติตามก็ไมไดมีสภาพบังคับใดกําหนดไว ทั้งน้ี การสั่งใหเลิกการกระทําท่ีเปนปฏิปกษ ๑๗ มาตรา ๔๙ รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐
๔๒ รฐั สภาสาร ฉบับเดือนธนั วาคม ๒๕๖๐ ตอรัฐธรรมนูญนั้นมีผลเฉพาะการกระทําในครั้งท่ีศาลวินิจฉัยเทาน้ัน แตไมมีผลถึงการกระทํา ในครั้งอน่ื ๆ อันอาจเกดิ ขน้ึ ไดในอนาคตแตอยา งใด ๒) การถกู ดําเนินคดอี าญา บุคคลหรือพรรคการเมืองท่ีกระทําความผิดดังกลาวยอมถูกดําเนินคดีอาญา ไดอีกดวย หากพิสูจนไดวาการกระทําดังกลาวครบองคประกอบความรับผิดทางอาญาตาม กฎหมายฉบบั ตา งๆ ไดแก (๑) ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ฐานเปนกบฏ ซึ่งมีลักษณะของการกระทําใดๆ อันมีเจตนามุงลมลางรัฐธรรมนูญอันเปนกฎหมายสูงสุดของ ประเทศ ลม ลางอาํ นาจอธปิ ไตยทั้ง ๓ อํานาจ ไดแก อํานาจนติ ิบญั ญัติ อํานาจบรหิ าร และ อํานาจตุลาการ หรือตองการการแบงแยกราชอาณาจักร จะตองระวางโทษจําคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต (๒) ความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง หากบุคคลหรือพรรคการเมืองใดมี สวนทําใหการเลือกต้ังมิไดเปนไปโดยสุจริตและเท่ียงธรรมยอมจะตองไดรับโทษทางอาญาตาม กฎหมายเลอื กตั้งอกี ดวย ซ่ึงไดแก พระราชบญั ญัติประกอบรัฐธรรมนญู วา ดว ยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่ีกําหนดบทลงโทษทางอาญาไวในมาตรา ๑๐๕–๑๒๑ หรือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิก วฒุ สิ ภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ทีก่ ําหนดไวในมาตรา ๑๓๖–๑๖๑ เปนตน ท้ังน้ี การทศี่ าลรัฐธรรมนญู จะมอี าํ นาจวินจิ ฉัยวาบคุ คลหรือคณะบุคคลใดตอง ถูกดําเนินคดีอาญานั้นหากการกระทําอันเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญเปนการกระทําของบุคคล หรือคณะบุคคลที่สังกัดพรรคการเมืองกรณีมีปญหาวา การลงโทษทางอาญาแบงออกเปน ๕ ประเภทดวยกัน คอื ประหารชีวติ จําคกุ กักขงั ริบทรพั ย และโทษปรบั เม่ือพจิ ารณาจากสถานะ ของพรรคการเมืองแลวเม่ือไดมีการจัดตั้งพรรคข้ึนมายอมถือไดวาเปนนิติบุคคลตามกฎหมาย การกระทําใดๆ ของพรรคการเมืองยอมตองแสดงออกซ่ึงเจตนาน้ันดวยการกระทําของบุคคล ธรรมดา ซึง่ การแสดงเจตนาดังกลาวยอ มผกู พนั กับพรรคการเมอื ง ดังน้ี หากพรรคการเมืองใดมี วัตถุประสงคในการจัดต้ังเพ่ือลมลางการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้หรือเพ่ือใหไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซ่ึงมิไดเปนไปตามวิถีทางท่ีบัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ หากตองมีการดําเนินคดีทางอาญาแลว ยอมไมส ามารถลงโทษโดยการประหารชวี ิต จาํ คุกหรอื กักขงั พรรคการเมอื งเหลานัน้ ไดถงึ แมวา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ในความผดิ ฐานเปนกบฏจะมบี ทบญั ญตั ิกาํ หนด โทษใหประหารชีวิตหรือจําคุกตลอดชีวิตก็ตาม ทําใหเห็นไดวาการบังคับใชกฎหมายในความ
๔๓ เปนจริงนั้นเราไมสามารถดําเนินคดีอาญากับบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีสังกัดพรรคการเมืองได เลย โทษทางอาญาท่ีพรรคการเมอื งจะไดรบั ยอมมีเพียงโทษปรับและริบทรพั ยสินเทานน้ั จึง มีเพียงสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่เปนบุคคลธรรมดาอาจตองรับโทษ ทุกสถานตามท่ีบัญญัติไวในกฎหมาย เพราะเปนผูกระทําการแทนพรรคการเมืองใน ฐานะตัวการตัวแทนตามกฎหมายเทาน้ัน โดยที่การกระทําของบุคคลดังกลาวยอมผูกพัน พรรคการเมอื งผูเปนเจา ของเจตนารมณทแ่ี ทจริง โดยเขตอํานาจศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาคดีที่เก่ียวกับการกระทําอันเปน ปฏิปกษตอ รฐั ธรรมนญู ตามมาตรา ๔๙ ไดรับการบญั ญตั ิไวใ นขอ กาํ หนดศาลรัฐธรรมนญู วา ดวยวธิ พี จิ ารณาและการทําคําวนิ ิจฉัย (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐๑๘ ขอ ๑๗ (๑) เมื่อพิจารณาจาก บทลงโทษของผูท่ีกระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญและอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญในการ วินิจฉัยลงโทษผูที่ใชสิทธิเสรีภาพของตนกระทําความผิดดังกลาว พบวามิไดมีการใหอํานาจ แกศาลรัฐธรรมนูญในการเขาไปวินิจฉัยจํากัดสิทธิข้ันพ้ืนฐานของบุคคลหรือคณะบุคคลท่ีใช สทิ ธิตามรัฐธรรมนญู กระทําการดังกลาวแตอ ยางใด เน่ืองจากวา การกระทําอันเปนปฏปิ ก ษต อ รัฐธรรมนญู ในหลายๆ ครั้งมิไดเ กดิ จากการกระทําของพรรคการเมอื ง แตเ ปนการกระทาํ ของ กลุมบุคคลที่มีแนวความคิดรวมกัน ซึ่งตางจากรัฐธรรมนูญแหงสหพันธสาธารณรัฐเยอรมันท่ี ไดมีการจํากัดสิทธิของบุคคลท่ีใชสิทธิเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญในการลงโทษบุคคลใดก็ตาม ที่กระทําการลมลางดังกลาว โดยบัญญัติอยูในมาตรา ๑๘ ของรัฐธรรมนูญแหงสหพันธ๑ ๙ ที่ไดมีการระบุไวอ ยา งชัดเจนวา “สทิ ธิเสรีภาพ” ทีจ่ ะถกู จํากดั นนั้ ไดม ีการบญั ญตั อิ ยใู นมาตรา ใดของรัฐธรรมนญู แหงสหพันธส าธารณรัฐเยอรมันบา ง และยงั มวี ธิ พี ิจารณาเฉพาะเรอ่ื งเก่ยี วกับ การพิจารณาคดีตามรัฐบัญญัติวาดวยศาลรัฐธรรมนูญแหงสหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน มาตรา ๑๓ (๑) โดยบัญญัติไวในมาตรา ๓๖–๔๑ ท่ีไดมีการกําหนดในเร่ืองของผูมีสิทธิยื่น ๑๘ ขอ ๑๗ “ศาลมีหนา ท่แี ละอํานาจพจิ ารณาวนิ จิ ฉัยคดี ดังตอ ไปนี้ (๑) คดที ีข่ อใหพ จิ ารณาวา บุคคลใดกระทาํ การโดยใชสิทธหิ รอื เสรภี าพเพือ่ ลม ลางการปกครองระบอบ ประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ ตามมาตรา ๔๙ ของรฐั ธรรมนูญ” ๑๙ Article 18 Germany Constitution “Whoever abuses the freedom of expression, in particular the freedom of the press (paragraph (1) of Article 5), the freedom of teaching (paragraph (3) of Article 5), the freedom of assembly (Article 8), the freedom of association (Article 9), the privacy of correspondence, posts and telecommunications (Article 10), the rights of property (Article 14), or the right of asylum (Article 16a) in order to combat the free democratic basic order shall forfeit these basic rights. This forfeiture and its extent shall be declared by the Federal Constitutional Court.”
๔๔ รฐั สภาสาร ฉบบั เดอื นธันวาคม ๒๕๖๐ คาํ รอง กระบวนการกอ นการพจิ ารณาคดี การวินิจฉัยใหจํากดั สทิ ธิขน้ั พ้นื ฐาน การยกเลกิ การ จาํ กดั สทิ ธิและการย่ืนคํารองใหม เปน ตน ซึ่งวธิ ีพิจารณาคดขี องไทยนอกจากจะไมมกี ารวินิจฉยั จํากัดสิทธิของบุคคลตามมาตรา ๔๙ แลว ยังไมมีการแยกวิธีพิจารณาคดีเฉพาะเรื่องออก ตา งหากจากกนั อกี ดว ย สรุป เมื่อพิจารณาจากสภาพปญหาที่เกิดขึ้นในชวงเวลาหลายปที่ผานมาของ ประเทศไทย การใชสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่กระทําเกินขอบเขตท่ีรัฐธรรมนูญใหอํานาจ ไวจนสรางความเสียหายตอประเทศในหลายภาคสวน การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยในสังคมอาจเรียกไดวาเปนภาระหนาท่ีที่สําคัญของรัฐ รัฐธรรมนูญจึงควรท่ีจะใหอํานาจแกศาลรัฐธรรมนูญในการเขาไปวินิจฉัยจํากัดตัดสิทธิของ บุคคลหรือคณะบุคคลในกรณีท่ีใชสิทธิอยางใดๆ กระทําการอันเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ โดยควรจะมีการกําหนดบทลงโทษใหชัดเจนวา สิทธิเสรีภาพของบุคคลท่ีจะถูกจํากัดนั้นไดมี การบญั ญัติอยใู นมาตราใดของรัฐธรรมนญู หรือบญั ญัตอิ ยูใ นกฎหมายฉบบั ใด เชน บคุ คลท่ีใช สิทธิเสรีภาพอยางเกินขอบเขตในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลหรือส่ือมวลชน ตามมาตรา ๓๔–๓๕ สทิ ธิและเสรีภาพในการชมุ นมุ และการสมาคม ตามมาตรา ๔๔ หรือสทิ ธิในการจัดตง้ั พรรคการเมือง ตามมาตรา ๔๕ ตามรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ เปนตน ผูเขียนเห็นวาควรใหมีการเพิ่มเขตอํานาจในการวินิจฉัยคดีเฉพาะเรื่องของศาล รัฐธรรมนูญโดยใหมีอํานาจวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการจํากัดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลหรือคณะบุคคล ที่กระทําการเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ โดยใหมีอํานาจพิจารณาวาจะมีการกําหนดเงื่อนเวลา ในการจํากัดสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลเปนระยะเวลาท่ีแนนอนชัดเจน เชน บทลงโทษ ใหจาํ กดั สิทธิใดๆ ของบุคคลหรือคณะบคุ คลนนั้ เปนระยะ ๑–๕ ป เทา ท่กี ารจาํ กดั สิทธดิ ังกลาว จะไมกระทบถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอ่ืนๆ ของผูกระทําความผิด โดยพิจารณาถึงผลกระทบตอ ประโยชนสาธารณะหรือผลประโยชนของสวนรวมอยางรายแรงมากกวาผลกระทบตอสิทธิ เสรีภาพของปจเจกบุคคล ตลอดจนมีความจําเปนอยางย่ิงที่จะตองดําเนินการทางทรัพยสิน กับบุคคลท่ีกระทําความผิดตามมูลฐานดังกลาว ซึ่งหากมิไดดําเนินการดังกลาวแลวยอม กอใหเกิดผลรายแรงตอสังคมสวนรวมได ท้ังน้ี ก็เพ่ือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ประเด็นปญหาดังกลาวจึงเปนปญหาเรงดวนท่ีควรไดรับ การพิจารณาเปนอยา งยง่ิ
๔๕ เอกสารอางองิ คําอธิบายสาระสาํ คัญของรา งรฐั ธรรมนูญ. คณะกรรมการรางรฐั ธรรมนูญ. ธาริณี องคส ทุ ธิสวสั ดิ.์ (๒๕๕๐). ปญหาการจาํ กัดสทิ ธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยประกาศ หา มทําและเผยแพรโ พลเลือกตง้ั ของคณะกรรมการการเลือกตง้ั . วทิ ยานพิ นธป รญิ ญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, คณะนติ ิศาสตร. บรรเจิด สงิ คะเนต.ิ (๒๕๕๒). หลกั พืน้ ฐานเกย่ี วกบั สิทธเิ สรีภาพและศักดิศ์ รคี วามเปน มนุษย. กรงุ เทพฯ: สาํ นักพมิ พว ิญชู น. บุญศรี มวี งศอุโฆษ. (๒๕๔๖). หลักการใชอาํ นาจขององคกรท่ีตอ งคํานึงถงึ ศกั ดิ์ศรคี วามเปน มนุษย สิทธิและเสรีภาพตามรฐั ธรรมนญู . รายงานการวจิ ยั เสนอตอ สาํ นักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ. มานติ จุมปา. (๒๕๕๗). หลกั กฎหมายรฐั ธรรมนญู . กรุงเทพฯ: สํานักพิมพน ิตธิ รรม. วัชชกานต เศาภายน. (พฤษภาคม – สงิ หาคม ๒๕๕๘). บทบาทอาํ นาจหนาท่ีของศาล รัฐธรรมนูญ ตามรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ สภาพปญหา และขอ เสนอแนะในกรณกี ารใชส ทิ ธพิ ทิ กั ษร ฐั ธรรมนญู . วารสารศาลรฐั ธรรมนญู , ๑๗(๕๐). หยุด แสงอทุ ัย. (๒๕๔๕). ความรูเบือ้ งตน เกี่ยวกบั กฎหมายทวั่ ไป. กรุงเทพฯ: สาํ นกั พมิ พ ประกายพรึก. อัมมาร สยามวาลา และ ปย นุช เพยี รชอบ. เลอื กตง้ั ไทย: ปญ หา และทิศทาง. สืบคน เม่อื วันท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐, จาก https://bordeure.wordpress.com/2009/01/27/ เลอื กตง้ั ไทย-ปญ หา-และ-ท/ อดุ ม รฐั อมฤต และคณะ. (๒๕๔๔). การอางศักด์ิศรีความเปน มนษุ ยห รือใชสิทธเิ สรภี าพของ บคุ คลตามมาตรา ๒๘. กรุงเทพฯ: สาํ นักงานศาลรัฐธรรมนญู .
๔๖ รัฐสภาสาร ฉบบั เดอื นธนั วาคม ๒๕๖๐ การพัฒนาทรัพยากรมนษุ ย์ ในชุมชนประชาธิปไตย Human Resource Development In The Democratic Communities เสกสรรค สนวา๑ สุพัฒนา ศรบี ุตรด๒ี º·¤Ñ´ÂÍ‹ การพัฒนาทรัพยากรมนุษยในชุมชนใหมีคุณภาพถือเปนการสรางรากฐานใน การพัฒนาประชาธิปไตย เม่ือทรัพยากรมนุษยของชุมชนไดรับการพัฒนาอยางถูกตองและ เหมาะสม ตลอดจนไดรับการสนับสนุนจากผูนําชุมชนและหนวยงานภาคสวนตางๆ อยาง จรงิ จัง ยอ มนาํ ไปสกู ารพัฒนาประชาธิปไตยทมี่ ีคณุ ภาพทั้งในระดับชุมชนและในระดบั ชาติ คาํ สาํ คัญ: การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย, ชุมชน, ชุมชนประชาธิปไตย ๑ อาจารยป ระจําสาขาวชิ ารฐั ประศาสนศาสตร คณะนิติรฐั ศาสตร มหาวิทยาลยั ราชภัฏรอ ยเอด็ ๒ อาจารยป ระจาํ สาขาวิชานติ ศิ าสตร คณะนิตริ ัฐศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรอ ยเอ็ด
๔๗ Abstract Human resource development in the community is the foundation of democracy development. When human resources of the community are properly developed for their duties, as well as are seriously supported by community leaders and other public agencies will lead to the quality of democracy development at the community and national levels. Keywords: Human Resources Development, Community, Democratic Community º·¹Ó ประชาธิปไตยถือกําเนิดขึ้นในประเทศไทยครั้งแรกเม่ือป พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยการ ปฏวิ ตั ิของคณะราษฎร ประชาธปิ ไตยจงึ ถอื เปน เร่ืองใหมสําหรับสังคมไทยในสมัยนัน้ จงึ ถอื ไดวา ประชาธิปไตยมีความรุงเรืองและเปนที่นิยมกันอยางกวางขวางในกลุมของประเทศตะวันตก อยางไรกต็ าม พรอมั รนิ ทร พรหมเกดิ (๒๕๕๕) กลาววา แมเ ปนระบอบการปกครองทน่ี ิยมกัน ทั่วไปในระดับนานาอารยประเทศ แตการปกครองดังกลาวก็ไมสามารถประสานเขากับวิถีชีวิต คนไทยไดอยา งแนบสนทิ เพราะไมสะทอ นใหเ ห็นถึงการมีเสถยี รภาพ เสรภี าพ และภราดรภาพ อยางแทจริง ประชาธิปไตยจึงถูกบิดเบือนโดยกระบวนการทางการเมืองโดยเฉพาะในระดับชาติ ผานกระบวนการสรางความรู ความเขาใจท่ผี ิดแกประชาชน โดยปลูกฝงใหประชาชนมีความเช่อื แตเพียงวาการเลือกรัฐบาลที่มาจากการเลือกต้ังเทาน้ันจึงจะเรียกวา “เปนประชาธิปไตย” ในความเปนจรงิ การเลอื กตง้ั เปนเพียงวิธีการอยา งหนึง่ ของระบอบประชาธปิ ไตยเทาน้นั การพัฒนาประชาธิปไตยท่ีแทจริงควรเร่ิมตนจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใน ชุมชนใหมีความรูความเขาใจทีถ่ ูกตอ งเก่ียวกับระบอบประชาธปิ ไตย กลาวคอื ตองทาํ ใหมนุษย ในแตละชมุ ชนเกิดความรู ความเขาใจ และการตระหนกั รูในสิทธหิ นา ทข่ี องตนเอง (นิสดารก เวชยานนท, ๒๕๔๘) ซง่ึ สอดคลองกบั พระธรรมปฎก (๒๕๔๒) ท่กี ลา ววา กระบวนการพัฒนา ทรพั ยากรมนุษยตอ งมองอยา งลกึ ซง้ึ และตอ งมองถึงจดุ มงุ หมายของชีวิต คือ ความสุข ความ มีอิสระ เสรภี าพ ตลอดจนความดีงามตา งๆ ท่เี กิดขนึ้ ภายใตระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ศิรภิ ัสสรศ วงศทองดี (๒๕๕๖) อธบิ ายวา การมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลจําเปนตอ งคํานึง
๔๘ รัฐสภาสาร ฉบบั เดือนธันวาคม ๒๕๖๐ ถึงหลกั ๓ ประการ ไดแก การศึกษา (Education) ชวยในการกลอมเกลาทางสงั คม (Social) การพัฒนา (Development) เพ่ือทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น และการอบรม (Training) เมื่อคนในชุมชนไดรับการพัฒนาอยางเต็มที่และจริงจังในดานความรู ความเขาใจ เกย่ี วกับประชาธปิ ไตยแลว ยอมนาํ ไปสูกระบวนการสรางชมุ ชนและสงั คมที่มคี วามเขม แขง็ ซงึ่ จะนาํ ไปสกู ารพฒั นาประชาธปิ ไตยไดอยางยัง่ ยนื (ประเวศ วะสี, ๒๕๕๐) á¹Ç¤´Ô ¡Òþ²Ñ ¹Ò·ÃѾÂÒ¡ÃÁ¹ÉØ Â การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ยตอ งพฒั นาเพือ่ ใหม ศี กั ยภาพทัง้ ทางสตปิ ญญา อารมณ รวมถึงพฤติกรรมของแตละบุคคลใหสามารถปรับเขากับสภาพแวดลอมที่นับวันจะมีความ รนุ แรงเพิม่ มากข้ึน หลักการในการพฒั นาทรัพยากรมนุษยจึงควรพัฒนาจากภายในสูภายนอก กลา วคอื หนง่ึ ตอ งเรม่ิ ตน จากการพฒั นาทศั นคติ (Attitude) ซง่ึ เปน การเปลย่ี นวธิ คี ดิ แนวทางน้ี ชวยใหมนุษยมีความรูสึกวาตนเองมีคุณคาและมีความสําคัญตอองคการ อาจจะใชรูปแบบ การศกึ ษา การอบรม และการพฒั นา มาปรบั ใช สอง การพฒั นาลกั ษณะนสิ ยั (Traits) ซง่ึ เปน การทาํ ให เกิดความรกั ความผูกพนั กับองคการ และ สาม การพฒั นาการจงู ใจ (Motivation) (เสกสรรค สนวา, ๒๕๕๕) โดยทง้ั ๓ แนวทางนเ้ี ปน การพฒั นาทม่ี งุ เนน ไปทก่ี ารเสรมิ พลงั ทางจติ ใจใหเ ขม แขง็ เมอ่ื จิตใจเขมแข็งก็สามารถผลักส่ิงท่ีดีออกมาได แตในทางตรงขามหากไมมีการเสริมพลังทางจิตใจ ใหเขมแขง็ จติ ใจทีไ่ มเขม แข็งก็จะไมส ามารถผลกั สงิ่ ที่ดอี อกมาได (เสกสรรค สนวา, ๒๕๕๗, น. ๑) พยอม วงศส ารศรี (๒๕๕๐) ทก่ี ลาววา การพัฒนาทรัพยากรมนุษยใหมศี กั ยภาพ นั้นจําตองพัฒนาและปรับปรุงตนเองในทุกๆ ดาน เพื่อเพ่ิมความสามารถในการจัดการกับ งานทหี่ ลากหลาย โดยการพฒั นานจ้ี ะมปี ระโยชนต อตนเองและสว นรวม สว น Mathis and Jackson (๒๐๐๗) กลา ววา หากองคก ารใดขาดบคุ ลากรทม่ี คี ณุ ภาพยอ มกอ ใหเ กดิ ปญ หานาํ ไปสู ความลม เหลวได ท้ังในปจจบุ นั และในอนาคต ชตุ ิกาญจน ศรวี บิ ูลย (๒๕๕๗) และในทาง ตรงกันขามเมื่อองคการที่มีบุคลากรมีคุณภาพยอมทําใหองคการประสบผลสําเร็จสามารถ เติบโตไดอยางย่ังยืนทามกลางสภาพแวดลอมที่มีการเปล่ียนแปลงอยางรวดเร็ว ทั้งทางดาน เทคโนโลยีและการแขงขนั จรี ะ หงสลดารมย (๒๕๕๕) อยา งไรกต็ าม ภายใตก ารเปลีย่ นแปลง สิ่งท่ีตอ งคาํ นึงถงึ เสมอเมือ่ จะทําการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ยค อื การพัฒนา 8K’s ประการ ไดแก ทนุ มนษุ ย (Human Capital) ทนุ ปญญา (Intellectual Capital) ทุนจริยธรรม (Ethical Capital)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110